พล นิกร กิมหงวน 080 : นิคมผีปอบ (ซาไก ตอนจบ)

เบื้องหน้าหมู่บ้านของพวกซาไกเป็นลานกว้างใหญ่ประมาณไร่ครึ่ง เป็นที่สำหรับตากหนังสัตว์ หรือเนื้อสัตว์ที่ทำเค็ม ตากสมุนไพรหรือพืชบางอย่าง นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่รื่นเริงของพวกซาไกด้วย เช่นวันบวงสรวงเทพเจ้าผีไพรเจ้าป่าประจำปี ซาไกจะเลี้ยงกันร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน

โอตี่รองหัวหน้าใหญ่สั่งให้สมุนของเขาหลายคน ช่วยกันขุดหลุมกลางลานกว้างเป็นแนวยาวประมาณ ๑๒ เมตร ลึก ๒เมตร เบื้องหน้าหลุมใช้ไม้เสาที่ยึดได้ในหมู่บ้านซาไก ทำเป็นรูปกางเขนปักเรียงรายกันรวม ๗ เสาเว้นระยะห่างกันพอสมควร ระหว่างนี้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วถูกควบคุมตัวอยู่ภายใต้ร่มไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เชือกที่ถูกมัดมือไขว้หลังถูกแก้ออกแล้ว ทุกคนนั่งพักผ่อนบนแคร่ไม้ไผ่และสนทนากับโอตี่นายโจรชั้นผู้บังคับกองพันอย่างสนิทสนม สมุนโจรไม่ต่ำกว่า ๑๐ คนถือปืนเล็กยาวสวมดาบยืนห้อมล้อมแคร่ การหลบหนีนั้นไม่มีทางจะทำได้ ตามเวลาที่กล่าวนี้พวกโจรจีนมลายูประมาณ ๑๒๐ คนในบังคับบัญชาของโอตี่นั่งพักผ่อนกันเป็นกลุ่มๆ และยืนยามเป็นแห่งๆ รอบหมู่บ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้พวกซาไกคนใดคนหนึ่งหนีเล็ดลอดออกไปจากหมู่บ้านนี้

โอตี่ได้นำบุหรี่แค็ปสะแตนมาแจกจ่ายให้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วสูบ เขาเป็นคนช่างพูดช่างคุย เขาเล่าว่าเมื่อหนุ่มๆ เขาเคยอยู่กรุงเทพฯ ทำงานเป็นนักข่าวของหนังสือจีนฉบับหนึ่ง ซึ่งถูกรัฐบาลไทยในสมัยนั้นสั่งปิดไปแล้ว เพราะเป็นหนังสือพิมพ์ที่นิยมค็อมมิวนิสต์ เขาคุยว่าเขาเคยเที่ยวบาร์และตามสถานที่ที่เรียกกันว่าชั้นสูง กรุงเทพฯ สนุกสนานมาก เจริญกว่าปีนัง, สิงคโปร์หรือกัวลาลัมเปอร์ เขาเองไม่คิดมาแต่ก่อนว่าตัวเขาจะเป็นโจร แต่พรหมลิขิตคือชะตาชีวิตทำให้เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อฟ้าให้เขาเกิดมาเป็นโจรเขาก็ต้องเป็นโจร

นายโจรชั้นผู้บังคับหมวดคนหนึ่ง เดินเข้ามาหยุดยืนชิดเท้าตรง ยกมือวันทยาหัตถ์เขาทำให้การสนทนาต้องยุติลง

"ผู้กองพันครับ" เจ้าหมอนั่นพูดเป็นภาษาจีนกลาง ซึ่งเสี่ยหงวนของเราฟังเข้าใจดี "หลุมฝังศพและเสาหลักสำหรับผูกมัดทหารไทยกับหัวหน้าเผ่าซาไกเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก ค่อยๆ หันหน้ามามองดูพรรคพวกของเขา

"ถึงเวลาแล้วโว้ยพวกเรา"

พ.อ.นิกรลืมตาโพลง

"พวกโจรจีนมลายูเขาจะจัดอาหารมาเลี้ยงพวกเราหรือ"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะ

"กินลูกปืนน่ะซี พึงรู้ไว้เถอะว่าหลุมที่เขาขุดเหมือนสนามเพลาะและเสาไม้กางเขนที่ปักไว้หน้าหลุมน่ะ เขาเตรียมไว้ยิงเป้าและฝังพวกเรา"

"อุ๊ย" นิกรอุทานเสียงแหลมหันขวับมาทางโอตี่ "นี่จะยิงเป้าพวกเราจริงๆ หรือผู้กองพัน"

รองหัวหน้าใหญ่โจรจีนมลายูมองดูนิกรอย่างเห็นใจ

"ครับ ตามกฎของเราทหารไทยหรือตำรวจไทยที่เราจับได้ จะต้องถูกประหารชีวิต แต่เราให้เกียรติฆ่าด้วยวิธียิงเป้าแบบทหาร ถึงทหารและตำรวจมลายูก็เช่นเดียวกัน ผมขอถือโอกาสนี้ขออภัยพวกท่านด้วย อย่าได้ถือเป็นเวรกรรมติดไปในชาติหน้าเลยครับ"

พ.อ.พลกล่าวกับโอตี่อย่างยิ้มแย้ม

"เอาเลยผู้กองพัน พวกเราจะไม่ร้องขอชีวิตจากพวกท่านเป็นอันขาด เมื่อเราพลาดพลั้งเราก็ยอมตาย"

โอตี่ลุกขึ้นยืนแล้วมองดูหน้าคณะพรรคสี่สหายทีละคน

"พวกท่านมีน้ำใจเด็ดเดี่ยวกล้าหาญมากครับ ปะทะกับพวกเราทีไรพวกเราต้องแตกพ่ายยับเยิน ทั้งนี้เพราะทหารไทยได้รับการฝึกมาอย่างชำนาญ มีจิตใจกล้าหาญและมีวินัยดี"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"คุณยิงเป้าพวกเรา คุณจะมีความผิด ในฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา"

โอตี่หัวเราะก้าก

"ความผิดของผม ซึ่งเป็นรองหัวหน้าใหญ่โจรจีนมลายูก็ถึงกับประหารชีวิตอยู่แล้ว ไม่มีใครจับตัวผมได้หรอกครับ ป่ามลายูตอนเหนือและป่าเมืองไทยตอนใต้ ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกันไม่ใช่แคบ ถ้าหากว่ารัฐบาลมลายูไม่หาทางปรองดองกับพวกเรา เราอาจจะร่วมงานกับอินโดเนเซียก็ได้นะครับ เราเป็นโจรการเมือง เรามีกองทัพของเราซึ่งมีกำลังมากพอดู"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"อะไรก็ตามเถอะผู้กองพัน เรื่องยิงเป้าเอาไว้ยิงวันหลังไม่ได้หรือ"

"เสียใจครับท่าน ผมยืดเวลาให้ท่านต่อไปไม่ได้" พูดจบเขาก็หันมาออกคำสั่งกับพลพรรคของเขา "ทหาร นำตัวทหารไทยทั้ง ๖ คนนี้ไปผูกมัดไว้ที่หลักหน้าหลุมหลักละคน ถ้าใครดิ้นรนขัดขืน จะใช้ดาบปลายปืนเตือนเขาบ้างก็ได้"

สมุนโจรตรูกันเข้ามาฉุดกระชากลากตัว คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพาตัวไปที่เสาหลักซึ่งเตรียมไว้ ต่อจากนั้นเพียงครู่เดียวทุกคนก็ถูกมัดติดตรึงกับเสาไม้กางเขน พล พัชราภรณ์อยู่หัวแถว ถัดมานิกร, กิมหงวน, นายพลดิเรก, และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่วนเจ้าแห้วอยู่ท้ายแถว คงเหลือเสาไม้กางเขนว่างเปล่าอีกอันหนึ่ง ซึ่งโอตี่หัวหน้าโจรเตรียมไว้สำหรับคานูหัวหน้าเผ่าซาไก

โอตี่สั่งให้สมุนของเขาคนหนึ่ง ไปนำชาวซาไกคนหนึ่งมาพบเขาโดยด่วน ระหว่างนั้นเองนายโจรชั้นผู้บังคับหมวดก็นำสมุนโจรรวม ๒๐ คนซึ่งทุกคนมีปืนเล็กยาวติดดาบปลายปืนเดินเข้าไปในบริเวณลานกว้าง และหยุดยืนตั้งแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยวหันหน้าไปทางคณะพรรคสี่สหาย กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว นายโจรสั่งพักแถว พวกโจรพากันมองดูพวกเชลยอย่างยิ้มเยาะ

สมุนของโอตี่พาเจ้าหนุ่มซาไกคนหนึ่งมาพบกับโอตี่คามคำสั่ง หนุ่มซาไกตัวสั่นงันงกเต็มไปด้วยความเกรงกลัว

"นายต้องการอะไรจากผมหรือครับ" ซาไกกล่าวถามเป็นภาษาไทยเสียงแปร่งๆ

โอตี่ฝืนหัวเราะ

"แกคงรู้ดีว่า ขณะนี้หัวหน้าของแกหลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ซึ่งอย่างไรเสียก็คงจะแอบอยู่ในหมู่บ้านนี้แหละ"

เงาะหนุ่มสั่นศีรษะปฏิเสธ

"ผมไม่ทราบครับนาย พวกเราต่างแยกย้ายกันหลบซ่อนตัวเพราะกลัวพวกท่าน คานูจะไปซ่อนอยู่ที่ไหนผมไม่ทราบ"

โอตี่กระชากปืนพกในซองปืนออกมา

"ถ้ายังงั้นแกไปนรก เร็ว-บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าหัวหน้าแกอยู่ไหน"

ซาไกหนุ่มมีท่าทางเหมือนกับจะเป็นลม

"อ้า-อย่าฆ่าผมเลยครับ หัวหน้าผมซ่อนอยู่ในยุ้งข้าวหลังหมู่บ้านครับ"

โอตี่หัวเราะชอบใจ หันมาสั่งนายโจรชั้นผู้บังคับหมวดคนหนึ่ง

"พาทหารสามสี่คนไปกับซาไกหนุ่มคนนี้ และจับตัวหัวหน้าเผ่ามาให้ผม ถ้ามีอะไรผิดปกติหรือถูกลอบทำร้ายด้วยลูกดอกให้ใช้ปืนกลมือยิงต่อสู้ และยิงมันทุกคนโดยไม่เลือกว่าเป็นเด็กเป็นผู้หญิงหรือคนชรา ผมได้ให้ทหารของเราประกาศทั่วหมู่บ้านแล้ว หากทหารของเราถูกทำร้ายเราจะเผาหมู่บ้านนี้และฆ่าพวกซาไกให้หมด"

"ครับผม"

ผู้บังคับหมวดพาสมุนโจร ๕ คนไปกับเขาและบังคับให้หนุ่มซาไก นำทางตรงไปที่ที่คานูหัวหน้าเผ่าหลบซ่อนตัวอยู่ พ.ต.โอตี่เดินผ่านแสงแดดอันร้อนแรง เข้าไปหาคณะพรรคสี่สหาย

"มีอะไรที่ใครจะพูดกับผมอีกไหมครับ"

อาเสี่ยค้อนปะหลับปะเหลือก

"พูดกับคุณ คุณก็ไม่รับฟังนี่นา"

โอตี่หัวเราะเบาๆ

"พูดมาเถอะครับผมจะฟัง มีอะไรที่จะขอร้องผมหรือครับ"

"ใช่ แต่ไม่ใช่ขอร้องให้งดยิงเป้า และปล่อยตัวเราไป" เสี่ยหงวนพูดอย่างทระนง "พวกเราถูกมัดยืนอยู่กลางแดดเช่นนี้ทรมานเต็มทน ขอให้ผู้กองพันสั่งยิงพวกเราเสียเถอะ เราจะได้พักผ่อนซึ่งเป็นการพักผ่อนจริงๆ "

รองหัวหน้าใหญ่โจรจีนมลายูมองดูเสี่ยหงวนอย่างชื่นชม

"กรุณารอสักสองสามนาทีเถอะครับ เราจะยิงเป้าพวกท่านพร้อมกับหัวหน้าเผ่าซาไกในถิ่นนี้"

"ทำไมจะต้องรอ" เสี่ยหงวนตะคอก

"ก็เสาหลักยังว่างอยู่อีกหนึ่งเสานี่ครับ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ผู้กองพันเข้ามายืนแทนซี ให้ลูกน้องของคุณมัดคุณติดกับเสาหลัก และให้ผู้หมวดคนนั้นเขาสั่งยิง เราจะได้ตายด้วยกัน"

แทนที่จะโกรธโอตี่กลับหัวเราะชอบใจ เขากล่าวกับนิกรว่า

"ใจจริงของผมแล้ว ผมไม่อยากฆ่าพวกท่านเลย"

นิกรยิ้มให้

"ถ้ายังงั้นปล่อยเราไปก็หมดเรื่อง แล้วคุณจะตามพวกเราไปเที่ยวกรุงเทพฯ ก็ได้ เดี๋ยวนี้ไนท์คลับกรุงเทพฯ เขาแน่นะคุณ รอบดึกมีระบำท็อปเลส แล้วก็ชุดวันเกิด ไปน่า ผมจะพาคุณเที่ยวให้สนุกทีเดียว"

"ไม่ได้หรอกครับ ผมเป็นโจรดีกว่า ขืนตามพวกท่านไปกรุงเทพฯ ผมก็ถูกรวบเท่านั้น"

ใน ๕ นาทีนั้นเองพวกโจรก็นำคานูหัวหน้าเผ่าเดินผ่านบริเวณลานกว้างเข้ามาหารองหัวหน้าใหญ่คือโอตี่ คานูยังเดินกะโผลกกะเผลก ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ยิ่งเห็นคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วถูกมัดติดกับเสาหลักคนละเสาคานูก็ยิ่งเสียขวัญ

พ.ต.โอตี่ปราดเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าหัวหน้าเผ่าซาไก

"แกชื่ออะไร"

"คานูครับ"

"บอกเหตุผลซิ เพราะอะไรพวกซาไกทุกเผ่าจึงเปลี่ยนใจไปเป็นพวกของรัฐบาลไทยและรัฐบาลมลายู แล้วก็ลอบสังหารพวกเราหลายต่อหลายแห่ง นับตั้งแต่รุ่งเช้าวันนี้"

คานูมองดูหัวหน้าโจรจีนมลายูอย่างชิงชัง จริงอยู่โอตี่ไม่เคยมาที่หมู่บ้านนี้ แต่คานูเคยได้ยินชื่อเสียงของโอตี่มานานแล้ว ในฐานที่โอตี่เป็นรองหัวหน้าใหญ่คนหนึ่ง

"ผมจะบอกให้ก็ได้ เหตุผลก็คือว่าพวกท่านทรยศหักหลังพวกเราก่อน ท่านตั้งเงินรางวัลให้พวกเราที่ฆ่าทหารตำรวจไทยหรือทหารตำรวจมลายู แต่แล้วพวกท่านก็เอาเงินปลอมหรือแบ๊งค์เก๊มาจ่ายให้พวกเรา"

โอตี่ทำตาเขียวเข้าใส่

"ไม่ใช่เงินปลอม" เขาตวาด "แต่เป็นความเผอเรอของเราที่ลืมพิมพ์ลายเซ็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ถ้าหากว่าพิมพ์ชื่อสองคนนี้แล้วก็ใช้ได้"

คานูหัวเราะเสียงปร่า

"พวกท่านไม่มีความซื่อสัตย์ เอาสิ จะทำไมกับเราก็เชิญ"

โอตี่หันมาทางลูกน้องของเขา

"ทหาร จับหัวหน้าเผ่ามัดกับเสาหลักอันสุดท้าย"

สมุนโจรหลายคนตรูกันเข้ามาดึงตัวคานู ไปที่เสาหลักทางซ้ายของเจ้าแห้ว ใช้เชือกผูกมัดร่างและมือเท้าติดกับเสาและกางเขน ต่อจากนั้นโอตี่ก็พยักหน้ากับนายโจรชั้นผู้บังคับหมวดที่ยืนอยู่หน้าแถว

"สั่งยิงเป้าเชลยของเราได้แล้ว"

โอตี่กับสมุนที่ติดตามพากันออกมาพ้นทางกระสุน ผู้บังคับหมวดที่มีหน้าที่ควบคุมการยิงเป้าร้องถามพวกเชลยทุกคนด้วยภาษาไทย

"ใครต้องการให้ผมเอาผ้าปิดหน้าบ้างครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ไม่จำเป็นหรอกผู้หมวด ถ้าจะเอาผ้ามาปิดก็ช่วยปิดหัวล้านฉันดีกว่า พระอาทิตย์ส่องเป็นมันแผล็บอย่างนี้สมุนของเธอจะยิงผิดเป้าหมายคือหน้าอกฉัน"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"คุณอาใจเด็ดจริงครับพับผ่า ยังงี้ซีครับถึงจะเรียกว่าชายชาติทหาร"

นิกรแหกปากร้องตะโกนขึ้นอีก

"ชาติ, เกียรติ, วินัย, กล้าหาญ, ไชโย้"

นายโจรซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้บังคับหมวดสั่งแถวทันที

"แถว....ตรง....ยืนเตรียมยิง...."

ทันใดนั้นเอง เสียงปืนก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวทางชายป่าด้านหน้าของหมู่บ้าน กระสุนปืนถูกโจรจีนล้มคว่ำไปหลายคน โอตี่สั่งต่อสู้ทันที พวกโจรจีนต่างกระจายกำลังออกอย่างรวดเร็วฉับพลันหมอบราบตามพื้นดิน ยิงต่อสู้กับทหารไทยหนึ่งกองร้อยที่กำลังรุกคืบหน้าเข้ามาอย่างองอาจกล้าหาญ

ไม่ต้องสงสัยว่าคณะพรรคสี่สหาย กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วจะตื่นเต้นยินดีสักเพียงใด ทุกคนมีความรู้สึกเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่ ต่างมองแลเห็นนักรบไทยแต่งเครื่องฝึกสวมหมวกเหล็กวิ่งอยู่ตามชายป่า แต่ละคนแคล่วคล่องว่องไวยิ่ง ถึงแม้ฝ่ายจอมโจรค็อมมิวนิสต์ใช้ปืน ค. และปืนกลหนัก, ปืนกลเบายิงสกัดกั้น ทหารไทยก็คงรุกเคลื่อนที่เข้ามาเรื่อยๆ ชั่วเวลาเพียงครู่เดียว พวกโจรก็ต้องล่าถอยไปทางภูเขาลูกหนึ่งทางหลังหมู่บ้าน

ทหารไทยที่กำลังรบกับพวกโจรจีนมลายูนี้ เป็นทหารกองร้อย ๒ กองพันที่ ๑ แห่งกรมผสมทหารราบที่ ๖๕ ถูกส่งมาปราบโจรจีนที่ล่วงล้ำเข้ามาในเขตไทย และร่วมรบกับตำรวจภูธรชายแดนในพื้นที่จังหวัดสงขลาและยะลา เสียงปืนที่พวกโจรยิงต่อสู้กับคณะพรรคสี่สหาย เมื่อชั่วโมงที่แล้วมาได้ยินไปไกล ผู้บังคับกองร้อยพยายามติดต่อทางวิทยุสนามก็ไม่สำเร็จ จึงเดาเอาว่านายพลดิเรกกับคณะคงปะทะกับพวกโจรจีนค็อมมิวนิสต์แน่นอนเขาจึงรีบนำทหารมาช่วย

ทหารไทยในกองร้อยนี้มีความชำนาญในการรบในป่าสูงอย่างยิ่ง ฉะนั้นจึงสามารถบุกฝ่าดงมาได้อย่างรวดเร็วและปะทะกับโจรจีนซึ่งมีกำลังพอๆ กันแต่สมรรถภาพและวินัยของพวกโจรไม่อาจเปรียบเทียบกับทหารไทยได้

ปืน ค. ของกองร้อย ๒ ระดมยิงพวกโจรได้ไม่กี่นัดโอตี่ก็พาสมุนล่าถอยออกไปอีก ผู้บังคับกองร้อยสั่งทหารรุกไล่โจมตี บรรดาชาวซาไกทั้งหลายได้พากันออกมาจากเคหสถานของเขาแล้ว เมื่อทราบว่าทหารไทยมาช่วย ต่างก็กระโดดโลดเต้นตบมือโห่ร้องดีอกดีใจไปตามกัน

ฮาราเจ้าหนุ่มคนสนิทของหัวหน้าเผ่าวิ่งเข้าไปยังบริเวณลานกว่าง ในเวลาเดียวกับที่ผู้บังคับกองร้อย ถือปืนวิ่งมาหาคณะพรรคสี่สหาย ฮาราใช้มีดพกตัดเชือกที่ผูกมัดหัวหน้าเผ่าของเขาออกเป็นคนแรก

ร.อ.ชาญ ชิงชัย ผู้บังคับกองร้อยชิดเท้าตรงกระทำความเคารพนายพลดิเรกกับคณะ

"สวัสดีครับอาจารย์ ทำไมถึงถูกมัดอย่างนี้ล่ะครับ"

"ปู้โธ่ ไม่น่าถามผมเลย ผมรบกับพวกโจรจีนจนหมดกระสุนพวกเราจึงถูกจับเป็นเชลย มันกำลังจะยิงเป้าพวกเราอยู่แล้ว พอดีคุณพาทหารมาช่วย"

ฮาราตัดเชือกที่มัดตัวเจ้าแห้วออก ทหารที่ติดตามผู้บังคับกองร้อยมาต่างช่วยกันแก้มัดให้สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เสี่ยหงวนปราดเข้ามากอด ร.อ.ชาญ ด้วยความดีใจ

"ขอบคุณมากน้องชาย ที่คุณมาช่วยพวกเราได้ทันเวลา แหม-ผมนึกว่าผมเท่งทึงเสียแล้ว"

ผู้บังคับกองร้อยยิ้มให้อาเสี่ย

"ผมได้ยินเสียงปืนที่ยิงต่อสู้กัน ผมก็รีบพาทหารมาช่วยครับ เอาละครับอย่างเพิ่งคุยกันเลย ผมจะรีบติดตามทหารไปกวาดล้างพวกโจร ยินดีด้วยครับที่ทุกท่านปลอดภัย พักอยู่ที่นี่ก่อนนะครับ แล้วผมจะกลับมาพบ"

ร.อ.ชาญพาทหารติดตามกองร้อยของเขาไป เพื่อบัญชาการรบ พวกโจรถูกทหารไทยยิงตายเกลื่อนกลาด บ้างก็หนีขึ้นเขา เป็นการล่าถอยอย่างที่เรียกว่าคุมกันไม่ติด ทหารไทยหนึ่งหมวดได้ตะลุมบอนกับพวกโจรที่เชิงเขา ซึ่งโอตี่นายโจรได้บัญชาการสู้รบด้วยตนเอง การประจัญบานด้วยดาบปลายปืนยังผลให้ พวกโจรถูกฆ่าตายหลายคน และโอตี่ถูกผู้บังคับหมวดของเรายิงด้วยกระสุนปืนพก ๑๑ มม. ตายคาที่

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ร.อ.ชาญ ชิงชัยผู้บังคับกองร้อยก็นำทหารกลับมายังหมู่บ้านซาไก และนำศพทหารไทยที่ต้องเสียชีวิตไปในการสู้รบกับพวกโจรรวม ๓ ศพมาด้วย เพื่อทำพิธีฝังให้สมเกียรติ มีทหารที่ได้รับความบาดเจ็บจากชิ้นระเบิดของปืน ค. ๒ คนแต่อาการไม่ถึงขั้นสาหัส

หมู่บ้านซาไกซึ่งคานูเป็นหัวหน้าเผ่า มีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกเมื่อทหารไทยเคลื่อนที่เข้ามาในหมู่บ้าน คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยเจ้าแห้วและบรรดาพวกเงาะหญิงชายทั้งหลายก็เปล่งเสียงไชโยโห่ร้องต้อนรับทหารหาญด้วยความปิติยินดี ทหารไทยทั้ง ๓ หมวดยืนตั้งแถวในบริเวณลานกว้าง บรรดาผู้บังคับหมวดได้เข้าพบผู้บังคับกองร้อย รายงานผลการสู้รบและการเสียหายในหมวดของตน

ร.อ.ชาญยกมือวันทยาหัตถ์รับความเคารพและรับทราบ

"บอกทหารในหมวดของคุณพักผ่อนได้ เราจะพักอยู่ที่นี่จนกว่าจะได้รับคำสั่งให้เคลื่อนย้ายกำลัง หรือให้ทำอย่างไรต่อไป ให้ผู้บังคับหมวดจัดทหารหมวดละหนึ่งหมู่ออกลาดตระเวนรอบหุบเขานอกหมู่บ้านซาไกนี้ เพื่อป้องกันการจู่โจมของพวกโจร"

ผู้บังคับหมวดทั้ง ๓ คนต่างวิ่งกลับไปประจำหมวดของตน ต่อจากนั้นทหารไทยทั้งกองร้อยก็ได้รับอนุญาตให้พักผ่อน กระจายกำลังกันไปทั่วหมู่บ้าน นั่งพักตามใต้ต้นไม้ใหญ่ บ้างก็เข้าไปเที่ยวในหมู่บ้าน ซึ่งพวกซาไกก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี เครื่องแบบอันสง่างามของนักรบไทย ทำให้พวกซาไกมีความศรัทธาเลื่อมใสมาก ประกอบกับทหารไทยทุกคนอยู่ในระเบียบวินัย

ร.อ.ชาญ พาตัวเดินเข้าไปหาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วซึ่งยืนรวมกลุ่มอยู่กับคานูหัวหน้าเผ่าและฮาราคนสนิทของเขา นายพลดิเรกปราดเข้ามาสัมผัสมือกับผู้บังคับกองร้อย

"พวกโจรแตกพ่ายไปหมดแล้วหรือคุณ"

"ครับ เราไล่ยิงเสียพักเดียวก็หลบหนีเข้าป่าทึบไป แต่ก็ถูกเรายิงตายประมาณ ๕๐ คนเห็นจะได้ครับ หัวหน้าของมันแต่งเครื่องแบบทหารมียศพันตรี ก็ถูกผู้บังคับหมวดสองของเรายิงตายด้วยปืนพกขณะที่ประจัญบานกัน"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"มันชื่อโอตี่ผู้กอง ฮ่ะ ฮ่ะ อ้ายนี่แหละที่มันสั่งยิงเป้าพวกเราละ เท่งทึงเสียแล้วหรือครับ"

ผู้บังคับกองร้อยหันมายิ้มให้อาเสี่ย

"ครับ ตายที่เชิงเขาหลังหมู่บ้านซาไกนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"เราและคานูหัวหน้าเผ่ารอดตายเหมือนมีปาฏิหาริย์พวกโจรกำลังจะยิงพวกเราอยู่แล้ว พอดีคุณพาพวกทหารมาถึงและระดมยิงพวกมัน ขอบใจมากผู้กอง"

ร.อ.ชาญ ยกมือวันทยาหัตถ์แล้วกล่าวกับคณะพรรคสี่สหาย

"เชิญทุกท่านไปที่หน่วยสื่อสารเถอะ ผมจะวิทยุรายงานไปให้ผู้การทราบ และอาจารย์จะได้พูดวิทยุติดต่อกับผู้การด้วย"

นายพลดิเรกยิ้มละไม

"ออไร๋ ดีทีเดียว พวกเราถูกโจรจีนยึดอาวุธปืนไปหมดแล้ว แต่งานที่เราได้รับมอบหมายมาจากทางกองบัญชาการทหารสูงสุดยังไม่เสร็จ เราต้องการปืนและกระสุนปืน เสบียงอาหารแล้วก็ลูกระเบิดมือติดตัวไว้บ้าง ถ้าผู้บังคับการส่งของเหล่านี้มาให้เราได้ พวกเราก็จะบุกป่าฝ่าดงแวะเยี่ยมหมู่บ้านซาไกเผ่าต่างๆ ต่อไป เพื่อให้พวกซาไกได้สำนึกตัวว่าเขาเป็นคนไทย เขาจะต้องร่วมมือกับตำรวจและทหารไทยปราบปรามโจรจีนมลายูให้ราบคาบ"

"เชิญซีครับ กองร้อยของเรามีเครื่องรับส่งวิทยุที่ทันสมัยติดมาด้วย" พูดจบผู้บังคับกองร้อยก็เลื่อนตัวเข้ามาหาคานูหัวหน้าเผ่า "ให้เสร็จธุระเสียก่อนฉันจะมาคุยกับแก"

"ครับ เชิญนายตามสบายครับ"

ด้วยการติดต่อทางวิทยุ เฮลิค็อปเต้อรของทหารบกเครื่องหนึ่ง ได้บินมาจากสนามบินสงขลาในชั่วโมงนั้นเอง

นักบินได้รับคำสั่งให้นำปืนกลมือกระสุนปืน ระเบิดมือ วิทยุสนามหนึ่งเครื่องและปืนพก เสบียงกรังมามอบให้นายพลดิเรกกับคณะ มีนายทหารเสนาธิการคนหนึ่งเดินทางมากับเครื่องบินลำนี้ด้วย เพื่อตรวจดูหมู่บ้านซาไกและสถานที่ที่ทหารกองร้อย ๒ กองพัน ๑ แห่งกรมทหารราบที่ ๖๕ ทำการสู้รบกับโจรจีน

โดยคำสั่งของผู้บังคับกรม ให้ทหารกองร้อย ๒ พักอยู่ที่หมู่บ้านซาไกในคืนวันนี้หนึ่งคืน และให้เดินทางไปสมทบกำลังกับตำรวจภูธรชายแดนในเขตจังหวัดยะลาในวันรุ่งขึ้น เพราะมีข่าวว่าโจรจีนมลายูประมาณ ๕๐๐ คนได้ชุมนุมกำลังกันอยู่ตามพรมแดนของจังหวัดยะลา

นายพลดิเรกกับคณะบุกป่าฝ่าดงออกตระเวนหาหมู่บ้านซาไกต่อไป เพื่อพบปะกับหัวหน้าเผ่าชี้แจงให้เห็นภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากพวกโจรจีนค็อมมิวนิสต์ และขอร้องให้พวกซาไกทุกแห่งร่วมมือกับทหารและตำรวจ ปราบปรามพวกโจร งานของนายพลดิเรกที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชานี้เป็นงานสำคัญมาก หากพวกซาไกร่วมมือกับตำรวจและทหารแล้ว โจรจีนค็อมมิวนิสต์ก็จะล่าถอยออกไปจากดินแดนไทยเข้าไปในเขตมาเลเซีย กองทหารและตำรวจมาเลเซียก็จะทำการกวาดล้างให้หมดสิ้นตามแผนการณ์ปราบโจรที่รัฐบาลไทยและรัฐบาลมาเลเซียได้ตกลงกันไว้

มรสุมจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอ่าวไทย ทำให้เกิดฝนตกหนักทั่วบริเวณปักษ์ใต้และตอนเหนือของมาเลเซีย ฝนตกติดต่อกันถึง ๓ วัน เพราะฝนเป็นอุปสรรคสำคัญในการเดินทาง คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วจึงต้องยึดถ้ำแห่งหนึ่งเป็นที่อยู่อาศัยจนกระทั่งมรสุมผ่านพ้นไป

นายพลดิเรกกับคณะออกสำรวจหมู่บ้านซาไกต่อไปและสามารถติดต่อทางวิทยุสนาม กับตำรวจภูธรชายแดนหมวดหนึ่ง ผู้บังคับหมวดตำรวจภูธรชายแดนบอกว่าเหตุการณ์ปรกติ ระหว่างสามสี่วันที่ผ่านมานี้ทั้งตำรวจและทหารไทยไม่ได้พบกับพวกโจรจีนมลายูเลย เข้าใจว่าอาจจะล่าถอยเข้าเขตมาเลเซีย และหลบซ่อนอยู่ตามภูเขาระหว่างที่ฝนตกหนัก

เย็นวันนั้น

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้ชุมนุมกันอยู่บนสันเขาลูกหนึ่งซึ่งเป็นเขาเล็กๆ สูงไม่เกิน ๑๐๐ เมตร แต่เทือกของมันติดต่อกับเขาเล็กๆ อีกหลายลูก

ไกลออกไปทางทิศใต้ที่เชิงเขาลูกหนึ่ง มีหมู่บ้านประมาณ ๒๐ หลังคาเรือน หมู่บ้านที่มองแลเห็นนี้พอสังเกตได้ว่าเป็นกระท่อมหรือเรือนเตี้ยๆ นายพลดิเรกยกข้อมือข้างซ้ายขึ้นมองดูนาฬิกา แล้วกล่าวกับพรรคพวกของเขาว่า

"เกือบ ๑๗ แล้วอีกชั่วโมงเดียวก็จะมืด หมู่บ้านที่เราแลเห็นไม่ใช่หมู่บ้านของพวกซาไกหรอก คงเป็นหมู่บ้านของพวกคนป่าแถบนี้ ซึ่งเราควรจะไปขออาศัยนอนสักคืนหนึ่ง"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี อย่างน้อยเขาก็คงมีไก่ย่างต้อนรับเราเป็นอาหารมื้อค่ำ กันเบื่อเครื่องกระป๋องเต็มทนแล้ว ขนมปังปอนด์ที่เฮลิค็อปเต้อรเอามาให้ ขณะนี้มันแข็งเหมือนก้อนหินแล้ว"

พลมองดูนายจอมทะเล้นอย่างขบขัน

"รู้สึกว่าแกเดือดร้อนในเรื่องอาหารการกินมากกว่าเรื่องอื่น"

"ใช่" นิกรยอมรับสารภาพ "คนเราอยู่ได้ก็เพราะได้กินหรือมีกิน ถ้าไม่มีอะไรจะกินคืออดอาหารก็เท่งทึงไปตามกัน"

นายพลดิเรกทำตาเขียวกับนิกร

"อยู่ในป่าดงพงไพรอย่างนี้เราก็ต้องกินเพื่ออยู่ซีโว้ย กินเพื่อให้รอดตายไปวันๆ ถ้าจะกินให้อร่อย ก็ต้องไปกินที่กรุงเทพฯ "

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"สำหรับกัน อาหารไม่สำคัญโว้ย เหล้าสำคัญกว่า ผู้บังคับการเหมือนกับรู้ใจกัน ส่งเหล้ามาให้ตั้งครึ่งโหล ถึงแม้จะเป็นวิสกี้ไทยขวดเล็กก็ยังดี"

นายพลดิเรกมองลงไปตามความลาดของภูเขา แล้วร้องขึ้นดังๆ

"เฮ้-มีคนเดินขึ้นมาบนนี้คนหนึ่ง"

ทุกคนมองตามสายตาศาสตราจารย์ดิเรก ต่างแลเห็นกระทาชายวัยกลางคน แต่กายในชุดสีดำแบบชาวบ้านป่า นุ่งกางเกงกรอมเข่าสวมเสื้อคอกลมกว้าง มีผ้าขาวม้าคาดพุงที่ไหล่ซ้ายมีดาบสะพายอยู่เล่มหนึ่ง มือขวาถือเสียมเล็กๆ ชายผู้นี้เป็นชาวบ้านป่าอยู่ที่เชิงเขาลูกนี้กับเพื่อนบ้านอีกในราว ๑๐ คนล้วนแต่มีอาชีพเป็นพรานป่า หรือเก็บของป่าขาย

เขาเดินตรงเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย เจ้าแห้วปลดปืนกลมือลงจากบ่าแล้วกล่าวกับพลด้วยเสียงหนักๆ

"รับประทานยิงนะครับ"

พ.อ.พลหันขวับมาทางเจ้าแห้ว

"ยิงใครวะ"

"ยิงคนที่กำลังเดินเข้ามาหาเราน่ะซีครับ"

"เขาทำความผิดอะไร หรือทำอะไรให้แกเดือดร้อน"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานไม่ใช่โจรจีนหรือครับ"

"ใครบอกมึงล่ะ"

ชายผู้นั้นตรงเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าคณะพรรคสี่สหายและมองดูอย่างชื่นชม

"ในฐานที่ผมเป็นคนไทยคนหนึ่ง ผมยินดีช่วยเหลือทหารไทยครับ มีอะไรที่จะใช้ผมโปรดบอกมาเถอะครับ"

นายพลดิเรกยิ้มให้เขา

"ขอบใจมาก ไม่มีอะไรที่จะรบกวนแกหรอก แกเป็นพรานหรือ"

"ครับ ผมอยู่ที่เชิงเขานี่เอง"

"อยู่ตรงไหน" ดร.ดิเรกถาม

"มองทางด้านนี้ไม่เห็นหรอกครับ ต้องไปทางด้านเหนือผมกับพวกชาวบ้านป่าปลูกกระท่อมอยู่รวมกันสามสี่หลัง เรามีอาชีพเป็นพรานและเก็บของป่าขายครับ"

"ออไร๋ ชีวิตที่สงบเงียบอย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน ช่วยบอกเราหน่อยเถอะ หมู่บ้านที่เราเห็นลิบๆ โน่นน่ะพวกซาไกใช่ไหม"

ชายผู้นั้นมองไปตามมือนายพลดิเรกที่ชี้บอก คราวนี้ใบหหน้าของนายแกละหรือพรานแกละก็ซีดเผือดผิดปรกติ เขาค่อยๆ หันมามองดูนายพลดิเรกแล้วพูดเสียงสั่นเล็กน้อย

"เพื่อความปลอดภัยของพวกนาย ขออย่าได้กล้ำกรายไปที่หมู่บ้านนั้นเชียวนะครับ"

พ.อ.พลกล่าวถามทันที

"หมายความว่ากระไรพี่ชาย มีพวกโจรจีนมลายูหลบซ่อนตัวหรือชุมนุมกำลังกันอยู่ที่นั่นหรือ"

พรานแกละสั้นศีรษะ

"ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ บริเวณป่าแถบนี้พวกโจรจีนไม่เคยผ่านมาเลย ผม...อ้า..ผมขอบอกนายตามตรงว่าหมู่บ้านที่เรามองเห็นโน่น ไม่ใช่หมูบ้านมนุษย์หรอกครับ"

พ.อ.นิกรสะดุ้งโหยง

"หา แล้วใครอยู่"

"ก็ผีน่ะซีครับ ที่นั่นคือหมู่บ้านผีปอบ เป็นที่อยู่ของพวกผีปอบครับ"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ผีปอบ"

"ครับ"

นายพลดิเรกหัวเราะชอบใจ

"บอกเราหน่อยเถอะพี่ชาย แกเป็นใคร"

"ผมชื่อแกละครับ นายแกละ เกลี้ยงเกลา เกิดในป่านี้และเติบใหญ่ในป่านี้ แต่ผมเคยไปเรียนหนังสือที่สงขลา พอสำเร็จมัธยม ๓ ก็กลับมาอยู่ที่นี่ครับ หากินอย่างนี้สบายดีครับ ไม่มีใครมาเป็นเจ้านายผม"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ช่วยอธิบายเรื่องผีปอบให้ฉันฟังหน่อยเถอะ"

สีหน้าของนายพลดิเรกทำให้พรานแกละไม่สู้พอใจนัก

"นายเป็นคนหัวสมัย นายคงไม่เชื่อ และเห็นว่าเป็นเรื่องเหลวไหล แต่ก็ลองดูซีครับ ถ้านายไปที่หมู่บ้านนั้นนายก็จะรู้เองว่าพวกชาวบ้านเหล่านั้นล้วนแต่เป็นผีปอบ ความจริงมันก็เป็นมนุษย์ธรรมดาเรานี่เอง แต่มันสามารถเข้าสิงเราได้ คือเข้าไปอยู่ในร่างของเรา กินตับไตไส้พุงของเราจนหมดแล้วเราก็ตาย"

เจ้าแห้วสมาชิกของสมาคมตาแหกพูดเสริมขึ้นทันที

"ใช่-ใช่แล้วพี่พราน ผีปอบร้ายที่สุด เมื่อมันเข้าสิงใครหมอผีไม่มีทางที่จะขับไล่มันออกได้ ถ้ามันออกมาหมายความว่าผู้นั้นตายแล้ว พอผีออกศพก็เน่า เพราะข้างในเน่าหมดแล้ว"

นายพลดิเรกหันมาทางพ่อตาของเขา

"คุณพ่อมีความรู้เกี่ยวกับผีปอบบ้างไหมครับ"

ท่านเจ้าคุณฝืนหัวเราะ

"ก็รู้อย่างที่นายแกละเขาเล่าให้ฟังนี่แหละ ผีปอบเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่มีอิทธิฤทธิ์เข้าสิงคนหรือจำแลงแปลงตนได้ เขาเล่ากันมาอย่างนี้เท็จจริงพ่อไม่เคยเห็น"

ศาสตราจารย์ดิเรกเปลี่ยนสายตามาที่เสี่ยหงวน

"แกรู้รายละเอียดเรื่องผีปอบบ้างหรือเปล่า"

"กันไม่สนใจหรอกหมอ เพราะผีปอบหรือผีอะไรก็ตาม ไม่ได้ทำผลกำไรให้กับกันเลย กันสนใจแต่การค้าเท่านั้น"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

"จริงอย่างพรานแกละแกว่า คนสวนที่บ้านเราตั้ง ๑๐ คนล้วนแต่เป็นชาวอีสาน เขาเล่าให้กันฟังเสมอว่าทางบ้านเขามีผีปอบชุกชุม เข้าสิงใครเป็นเท่งทึง มันกินเครื่องในหมดเกลี้ยง นับตั้งแต่ม้าม, ตับ, ปอด, หัวใจ, ดอกจอก, ขอบกระด้ง, ผ้าขี้ริ้ว, ๓๐ กลีบ, ไส้เล็ก, ไส้ใหญ่ พอกินหมดมันก็ออกแล้วคนที่ถูกผีปอบเข้าสิงก็ตาย"

"โน" นายพลดิเรกร้องลั่น "อิมพอสิเบิล พวกนั้นตายด้วยวัณโรคหรือไข้จับสั่นไม่ใช่ผีปอบเข้าสิง ผีปอบเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ"

พรานแกละมองดูนายพลดิเรกอย่างยิ้มเยาะ

"ผมนึกแล้วว่านายจะต้องพูดเช่นนี้ ถูกละครับนายเป็นคนสมัยใหม่คงไม่เชื่อถือ แต่พวกผมซึ่งเป็นคนโง่เง่ากลัวมันมากครับ ผีปอบที่หมู่บ้านนั้นมันมาอยู่ที่นี่สองปีกว่าแล้ว ตอนแรกพวกผมไม่รู้ไปติดต่อกับมัน ถูกมันเข้าสิงตายไปหลายคน เดี๋ยวนี้ไม่มีใครกล้าไปยุ่งกับมันอีกแล้วครับ แม้แต่เดินผ่านหมู่บ้านของมัน เราก็ไม่กล้า"

ดร.ดิเรกพยักหน้าช้าๆ

"ดีแล้ว ฉันจะต้องพิสูจน์ความจริงให้ได้ในเรื่องนี้ ถ้าผีปอบมีฤทธิ์อย่างที่แกว่า เราจะเกลี้ยกล่อมให้มันร่วมงานกับเรา เข้าสิงพวกโจรจีนค็อมมิวนิสต์ กินตับไตไส้พุงอ้ายพวกนั้นให้หมด" พูดจบเขาก็หันมาทางพรรคพวกของเขา "ไปโว้ยพวกเรา คืนนี้เราจะค้างที่หมู่บ้านผีปอบ"

นิกรสะดุ้งเฮือก

"พูดเป็นบ้า แกไปเถอะ กันกับอ้ายแห้วนอนค้างกับพรานแกละก็แล้วกัน เล่นกับใครไม่เล่น เล่นกับผี"

นายพลดิเรกยกมือเท้าสะเอวมองดูนิกรอย่างเคืองๆ

"ขณะนี้ฉันเป็นผู้บังคับบัญชาของแก แกเป็นทหารแกย่อมรู้ดีว่าขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชานั้นมีความผิดร้ายแรงเพียงใด แกจะต้องไปกับพวกเราเข้าใจไหม กำลังของเรามีเพียง ๖ คนเท่านั้นจะแยกออกจากกันไม่ได้ เพราะถ้าหากพวกโจรจีนบุกมาเราจะได้สู้รบกับมัน"

เจ้าแห้วร้องไห้โฮ

"รับประทานสู้กับพวกโจรผมไม่กลัวหรอกครับ แต่พวกผีปอบรับประทานพวกเราจะสู้มันได้อย่างไร ขืนไปพักที่หมู่บ้านของมัน มันก็คงรับประทานพวกเราหมด"

นายพลดิเรกแกล้งสัพยอกเจ้าแห้ว

"ก็ให้มันรู้ไปซีวะ เมื่อถึงคราวที่ผีมันจะรับประทานพวกเราก็ยอมให้มันรับประทาน ผิดนักเราก็รับประทานมันบ้าง"

เจ้าแห้วยิ้มทั้งน้ำตา

"รับประทานผีมีอย่างที่ไหนครับ"

นายพลดิเรกยกมือชี้หน้านิกรกับเจ้าแห้ว

"ออกเดินทางไปหมู่บ้านผีปอบเดี๋ยวนี้ ถ้าแกสองคนขัดคำสั่งฉันกลับไปกรุงเทพฯ ฉันจะเอาตัวขึ้นศาลทหาร อย่าลืมว่าขณะนี้ประเทศเรายังอยู่ในระหว่างกฎอัยการศึก การขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา อาจถูกศาลพิพากษาจำคุก ๒๐ ปีก็ได้ และถ้ากำลังสู้รบกับข้าศึก ก็จะถูกยิงเป้าอย่างไม่มีปัญหา"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"ถ้ายังงั้นกันลาออกจากทหารเดี๋ยวนี้แหละ กันถอดฟอร์มออกทิ้งไว้ที่นี่เลย กันจะได้ไม่ต้องตามแกไปที่หมู่บ้านผีปอบ"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทาน ผมก็ขอลาออกจากทหารเช่นเดียวกันครับ"

"โน ลาออกไม่ได้ ฉันไม่มีอำนาจที่จะให้แกสองคนลาออกจากทหาร ถ้าแกคิดจะลาออกต้องไปยื่นใบลาที่กรุงเทพฯ ตามระเบียบ แกน่ะกลัวผีเอามากเชียวหรืออ้ายกร"

นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"อ้ายกลัวน่ะไม่กลัวหรอก แต่มันไม่กล้า ไปซี...ถือว่าเป็นนายขู่บังคับซะเรื่อย คอยดูนะ ถ้ากันเป็นนายแกเมื่อไรกันจะใช้ให้แกเผ้ายามที่ป่าช้าตามวัดที่มีผีดุๆ "

นายพลดิเรกหัวเราะก้าก

"ออไร๋ กันไม่เคยกลัวผีเลย ยิ่งมีปืนและระเบิดมืออย่างนี้ด้วยแล้ว ต่อให้พ่อผีกันก็ไม่กลัว"

เจ้าแห้วพูดเสียงสะอื้น

"รับประทานพ่อผีมันแก่แล้ว มันไม่หลอกใครหรอกครับ รับประทานสำคัญแต่ลูกผีและหลานผีน่ะซีครับ"

นายพลดิเรกอดหัวเราะไม่ได้ เขาหันมายิ้มให้พรานแกละแล้วกล่าวว่า

"ขอบใจมากนะพรานแกละ ที่แกอุตสาห์มาหาพวกเราและแสดงความปรารถนาดีต่อเราเช่นนี้"

"ไม่เป็นไรครับ นายจะพาพรรคพวกไปพักแรมที่หมู่บ้านผีปอบหรือครับ"

"ออไร๋ เราจะพักเพียงคืนเดียวเท่านั้น"

นายพรานมองดูคณะพรรคสี่สหายด้วยความห่วงใย

"ขอให้ทุกคนปลอดภัยเถอะนะครับ ถ้าเหลือบ่ากว่าแรงก็รีบหนีมาหาผมที่เชิงเขาลูกนี้ ผมกับพรรคพวกยินดีจะให้ความช่วยเหลือทุกอย่างเท่าที่เราจะช่วยได้"

"ขอบใจ เราคงจะได้พบกันอีก ลาก่อนพรานแกละ"

ครั้นแล้วนายพลดิเรกก็พาคณะพรรคของเขา ลงไปจากสันเขาลูกนั้น พรานแกละติดตามมาห่างๆ นิกรกับเจ้าแห้วเดินรั้งท้ายเคียงคู่กัน และปรึกษาหารือกันอย่างกระซิบกระซาบ ตามวิสัยของนักกลัวผีทั้งหลาย

"หนีเรอะอ้ายแห้ว"

ส.อ.แห้ว ทำหน้าเหยเก

"รับประทาน คุณหมอก๊อเอาเราขึ้นศาลทหารน่ะซีครับ"

"แต่ถ้าเราไปที่หมู่บ้านผีปอบ เราก็อาจจะถูกผีฆ่าตาย คือเข้าสิงเรากินตับไตไส้พุงกึ๋นหรือเครื่องในเราหมด"

เจ้าแห้วถอนหายใจลึกๆ เขาแลเห็นเสี่ยหงวนยกขวดวิสกี้ขึ้นดื่มอั้กๆ เพื่อปลอบใจตนเองให้เข้มแข็งเตรียมเผชิญกับพวกผีปอบ เจ้าแห้วยิ้มออกมาได้ รีบล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบวิสกี้ไทยขนาดขวดเล็กออกมาขวดหนึ่ง

"รับประทานอย่าหนีเลยครับ ถ้าหนีเราจะถูกขึ้นศาลและถูกตราหน้าว่าเป็นทหารหนีศึก รับประทานกินเหล้าให้มันเมาจิตใจจะได้เข้มแข็ง คนเรารับประทานลงเมาเหล้าแล้ว ไม่มีกลัวอะไรหรอกครับ"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"เออ จริงโว้ย ถ้ายังงั้นแกกับกันดื่มเพียวๆ คนละครึ่งขวด แล้วไปไล่เตะพวกผีปอบที่หมู่บ้านนั้นเล่นสนุกๆ "

เจ้าแห้วกับนิกรหยุดเคลื่อนที่ เจ้าแห้วเปิดฝาจุกขวดเหล้าออก แล้วส่งขวดวิสกี้แบนๆ ให้นิกร ความกลัวผีทำให้นิกรยกขึ้นดื่มอั้กๆ รวดเดียวครึ่งขวดแล้วเขาก็ส่งให้เจ้าแห้ว

"เอ้า-แกดื่มบ้าง แหมร้อนวูบวาบตั้งแต่คอหอยถึงสะดือเชียวโว้ย ดื่มไม่เติมโซดามันบาดคอเหลือเกิน"

ส.อ.แห้ว ยกขวดเหล้าขึ้นดื่มจนหมดขวด แล้วเหวี่ยงขวดเปล่าทิ้งไปยกหลังมือขวาขึ้นเช็ดปาก

"รับประทาน ค่อยยังชั่วหน่อย ทีนี้ผีก็ผีเถอะครับ รับประทานผมเตะหงายท้องเลย ไม่เชื่อคุณคอยดู"

"หงายท้องน่ะผีหรือแก" นิกรถามยิ้มๆ

"รับประทานเห็นจะผมมากกว่า"

ทั้งสองหัวเราะลั่นแล้ววิ่งเหยาะๆ ติดตามพรรคพวกไป ขวัญและกำลังใจของนิกรกับเจ้าแห้วดีขึ้นตามลำดับ ด้วยอำนาจแอลกอฮอล์ ส่วนเสี่ยหงวนก็เช่นเดียวกัน ขณะนี้พรานแกละแยกกลับไปยังหมู่บ้านของเขาแล้ว นายพลดิเรกพาคณะพรรคของเขามุ่งตรงไปยังหมู่บ้านผีปอบซึ่งใกล้เข้ามาทุกที

ในที่สุดสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็มาหยุดยืนรวมกลุ่มเบื้องหน้าหมู่บ้านนั้น ซึ่งสงบเงียบวังเวงเหมือนกับหมู่บ้านร้าง ไม่มีผู้คนแม้แต่คนเดียว นิกร, กิมหงวน และเจ้าแห้วเริ่มเมาเหล้าแล้ว นิกรปลดปืนกลมือลงมาจากบ่ายกขึ้นประทับในท่าเตรียมยิง

"เฮ้-ทำอะไรอ้ายกร" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลั่น

"สวัสดีมันด้วยปืนกลซีครับ มันเป็นผีไม่ใช่คนเอาไว้ทำไม"

เจ้าคุณรีบปัดปากกระบอกปืนนิกร

"แกรู้ได้ยังไงว่าเขาเป็นผี ถ้าหากว่าเขาเป็นคนและถูกแกยิงตาย แกจะต้องเป็นจำเลยในฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา แล้วก็..ที่นี่อาจจะเป็นหมู่บ้านร้างก็ได้ไม่เห็นมีผู้คนเลย"

ฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้เจ้าแห้วตะโกนท้าทายเสียงลั่น

"เฮ้ย ออกมาซีโว้ยพวกผีปอบ ออกมาดูหน้ากันหน่อยซิ อยากกินเครื่องในพวกเราก็ออกมา หลบซ่อนตัวอยู่ทำไมวะ" พูดจบเจ้าแห้วก็หันมาพยักหน้ากับนิกร "เหล้านี่มันแน่นะครับ ตอนนี้รับประทานผมยัวะแล้ว ผีสางแม่นางโกงผมไม่กลัว ประเดี๋ยวรับประทานคงมีรายการไล่เตะผีกันอุตลุด"

เด็กหญิงอายุในราว ๑๐ ขวบคนหนึ่ง โผล่ออกมาจากประตูกระท่อม เด็กคนนี้รูปร่างผอมโซเหมือนขาดอาหาร นุ่งผ้าถุงเก่าและขาดวิ่น ท่อนบนเปลือยเปล่าแบบท็อปเลส ผมยุ่งเป็นกระเซิง ผิวกร้านหน้าตาน่าเกลียดไม่น่ารักเหมือนกับพวกธิดาท่านอธิบดีหรือนายพลทั้งหลาย เด็กคนนี้เกิดมาคงไม่เคยกินแซนวิชไส้กรอก, ช็อคโคแล็ท, แอ๊ปเปิลหรือองุ่นแน่นอน

หนูน้อยมองดูคณะพรรคสี่สหายอย่างตื่นๆ อาเสี่ยยืนแอ่นไปมาด้วยฤทธิ์เมาแล้วโบกมือให้

"พ่อแม่ไปไหนหมดวะอีหนู"

หนูน้อยค้อนจนตาคว่ำ

"หน็อย..เรียกอีหนู ถ้าข้าเป็นลูกสาวรัฐมนตรีแกก็คงเรียกคุณหนูเท่านั้นแหละ" แล้วหนูน้อยก็หันหน้าเข้าไปในกระท่อม "พ่อ...พ่อจ๋า มีใครมาก็ไม่รู้ตั้ง ๖ คนแน่ะ หน้าตาเหมือนลิงออกมาดูซีพ่อ เป็นลาภของพวกเราแล้ว"

ชายกลางคนคนหนึ่ง รูปร่างผอมกะหร่องใบหน้าอัปลักษณ์สวมกางเกงขาสั้นเก่าๆ ตัวหนึ่ง เดินออกมาจากกระท่อมโดยไม่รีบร้อนอะไรนัก ความเมาทำให้นิกรปราดเข้าไปหาทันที

"พี่ชาย ถามจริงๆ เถอะวะ แกเป็นผีหรือคน"

ชายกลางคนยิ้มแสยะ

"ยังไงก็ได้ไม่แปลก"

"อ้าว" นิกรอุทาน "ก็พูดมาอย่างหนึ่งซีว่าแกเป็นผีหรือเป็นคน ตอบอย่างนี้ฉันจะไปตรัสรู้ได้อย่างไรว่าแกเป็นผีหรือเป็นคน"

เจ้าของกระท่อมชักฉิว

"เอ๊ะ ผมบอกคุณแล้วว่ายังไงก็ได้ ไม่เข้าใจหรือครับ ผมพูดภาษาไทยนะคุณ ผมเป็นผีก็ได้หรือเป็นคนก็ได้เข้าใจไหมครับ"

นิกรเค้นหัวเราะ หันมามองดูเจ้าแห้ว

"ขอเหล้ากินอีกสักครึ่งขวดเถอะวะ อ้ายหมอนี่มันพูดยียวนทำให้กันหายเมาไปเลย"

ทุกคนพากันเดินเข้ามาหานิกร และจ้องมองดูเจ้าของกระท่อม

"แกเป็นใครพี่ชาย" นายพลดิเรกถามยิ้มๆ "บอกชื่อของแกให้พวกเรารู้จักหน่อยซี พวกเราเป็นทหารที่ถูกส่งมาปราบโจรจีน"

"ผมหรือครับ ผมชื่ออิทธิเดชครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"ไม่เลวโว้ย ชื่อยังกะลูกเจ้าคุณ พรรคพวกของแกยังไม่กลับมาจากป่าหรืออย่างไร หมู่บ้านถึงได้เงียบอย่างนี้"

นายอิทธิเดชสั่นศีรษะ

"ที่นี่ไม่มีใครครับ มีแต่บ้านร้าง ผมอยู่กับลูกสาวผมตามลำพังเพียงสองตัว..เอ๊ย..สองคนเท่านั้น"

"แล้วไปไหนกันหมด" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามด้วยความสนใจ

"อ๋อ นั่นไม่ใช่เรื่องของผมนี่ครับ มันเป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชน ใครอยากจะไปไหนก็เป็นเรื่องของเขา บางทีเขาหายหน้าไปหลายเดือน เขาก็กลับมาบ้านของเขา"

ท่านเจ้าคุณยอมรับว่าท่านเกลียดหน้านายอิทธิเดชอย่างยิ่ง

"เมียแกไปไหนเสียล่ะ"

"เมียผมหรือครับ เสือคาบเอาไปกินเมื่อปีก่อนนี้เองครับ"

นายพลดิเรกหันหน้ามาพูดกับคณะพรรคของเขาเป็นภาษาอังกฤษ

"ชายผู้นี้สติไม่ใคร่ดี เขาไม่ใช่ผีปอบหรือผีสางอะไรหรอก นี่ก็เกือบจะค่ำแล้วเราจำเป็นจะต้องพักอยู่ที่นี่ ซึ่งไม่น่ากลัวอะไร"

พลเห็นพ้องด้วย

"ถูกแล้วหมอ เขาก็เป็นมนุษย์ธรรมดาเหมือนอย่างเรานี่เอง"

นายพลดิเรกเปลี่ยนสายตาไปที่ใบหน้านายอิทธิเดช

"พี่ชาย แกรู้จักใช้เงินและชอบเงินหรือเปล่า"

นายอิทธิเดชสั่นศีรษะ

"เงินไม่มีความหมายสำหรับผม ผมไม่ใช่คนศิวิลัยที่มีแต่ความหิวกระหายเงิน ยอมสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างขอให้ได้เงินมาก็แล้วกัน ผมพอจะเข้าใจแล้ว พวกคุณจะขอพักแรมที่นี่ และขอให้ผมจัดอาหารให้กินโดยจะคิดเงินให้"

"ออไร๋ ยูเป็นคนฉลาดพอดู ยูเข้าใจถูกแล้ว ถูกละ..พวกเราขออาศัยนอนคืนเดียวเท่านั้น แล้วก็ต้องการอาหารมื้อเย็นสักหนึ่งมื้อสำหรับเรา ๖ คน น้ำอาบและตะเกียงที่จะใช้จุดในคืนวันนี้ด้วย เราจะจ่ายเงินให้แก ๓๐๐ บาท"

นายอิทธิเดชหัวเราะอย่างขบขัน

"๓๐๐ บาท" เขาพูดพลางหัวเราะพลาง "พวกคุณรบกวนผมเพียงเท่านี้จะจ่ายเงินให้ผมตั้ง ๓๐๐ บาท ไม่ตกลงครับ การตกลงกันมันก็ต้องหมายถึงความเป็นธรรม หรือความชอบธรรมทั้งสองฝ่าย"

พลพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"แล้วแกจะคิดเงินพวกเราสักเท่าใด"

"๑๐ บาทพอแล้วครับ เสบียงอาหารของผมมีทั้งของสดของแห้งโดยไม่ต้องซื้อหา ข้าวสารก็เอาหนังสัตว์หรือเขาสัตว์ไปแลกกับเขา จ่ายให้ผม ๑๐ บาทพอแล้ว พวกคุณจะได้รู้ว่าคนป่าคนดอยอย่างผมไม่ได้หิวเงิน และไม่ปรารถนาที่จะมีเงินแสนหรือเงินล้านเพราะตายแล้วก็เอาไปไม่ได้"

"ออไร๋ ตกลงอิทธิเดช"

เจ้าของกระท่อมเดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย

"ตามผมไปซีครับ ผมจะให้ไปอยู่ในกระท่อมหลังใหญ่นั่น ข้าวของเครื่องใช้มีพร้อม แต่จะให้ถึงเตียงไม้สักพ่นแล็คเก้อรที่นอนฟองน้ำมุ้งผ้าโปร่งตาเม็ดพริกไทย และมีแอร์คอนดิชั่นประจำห้องเห็นจะจัดให้ไม่ได้"

นายพลดิเรกยื่นมือให้นายอิทธิเดชจับ

"ขอบใจมากอิทธิเดช พวกเราจะไม่ลืมไมตรีจิตของแกเลย ทีแรกพวกเราเข้าใจผิดนึกว่าที่นี่เป็นหมู่บ้านผีปอบเสียอีก"

"พวกพราน หรือชาวบ้านป่า เขาบอกใช่ไหมล่ะครับ อ้ายพวกนั้นมันไม่ถูกกับพวกผม ก็หาเรื่องถวายพระเพลิงพวกผม ดีแล้ว..มันหาว่าผมเป็นผีปอบผมจะต้องเข้าสิงกินตับไตไส้พุงมันมันให้ได้ในวันหนึ่ง"

เจ้าแห้วกับนิกรสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน ทั้งสองต่างรู้สึกว่านายอิทธิเดชคนนี้หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวมาก นัยน์ตาของเขาไม่เคยกระพริบและไม่มีแวว ทั้งนิกรและเจ้าแห้วอดคิดไม่ได้ว่านายอิทธิเดชเป็นหัวหน้าผีปอบและขณะนี้พวกผีปอบคงหลบซ่อนตัวอยู่

กระท่อมหลังนั้นกว้างใหญ่พอพักแรมได้ นายอิทธิเดชพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินเข้ามา ภายในกระท่อมมีเตียงหรือแคร่ สร้างไว้เกือบเต็มกระท่อมสำหรับนั่งหรือนอน มีของใช้กระจุกกระจิกล้วนแต่ของสัพเพเหระไม่มีราคาค่างวดอะไร และมีกลิ่นเหม็นอับปนกับกลิ่นเหม็นสาง

"ห้องน้ำอยู่ไหนอิทธิเดช" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามเมือนายอิทธิเดชเปิดหน้าต่างกระท่อมออกทั้งสองบาน

"ห้องน้ำไม่มีหรอกครับ"

"วะ แล้วอาบน้ำกันที่ไหนล่ะ หรือข้างหลังบ้านมีที่อาบน้ำ"

นายอิทธิเดชหัวเราะ

"ที่นี่ไม่มีบ่อน้ำลำห้วยหรือลำธารหรอกครับ พวกเราอยู่กันมานานแล้ว ไม่เคยอาบน้ำเลย ก็ไม่เห็นเดือดร้อนอะไรนี่ครับ"

"แล้วเอาน้ำที่ไหนกิน" นายพลดิเรกถาม

"น้ำกินอยู่ในห้องส้วมในครัวครับ มีอยู่ในโอ่งเล็กๆ ใช้กินและทำความสะอาดเมื่อมีธุระเข้าไปในส้วม ที่นี่อัตคัดน้ำสักหน่อยครับ เดินไปตักน้ำตั้งสองกิโลกว่าจะถึงลำธาร แต่พวกผมก็อยู่มาจนเคยชิน"

ท่านเจ้าคุณทำหน้าชอบกล

"แกช่วยหาน้ำมาให้พวกเราอาบสักหน่อยไม่ได้หรือ"

"ไม่ไหวครับ ขืนไปหาบน้ำตอนนี้ใกล้จะค่ำแล้วเสือมันก็คงคาบเอาผมไปกินเหมือนอย่างเมียผมแน่นอน แต่ว่าคืนนี้ฝนคงจะตก คอยอาบน้ำฝนซีครับ แก้ผ้าออกไปยืนอาบหน้ากระท่อมไม่ต้องอายใคร ผมเองก็อาบน้ำฝนเหมือนกัน อ้า-เชิญพักผ่อนกันตามสบายเถอะครับ อีกหนึ่งชั่วโมงผมจะจัดอาหารเย็นมาให้ และจะเอาตะเกียงมาให้ด้วย"

นายชื่อเพราะแต่รูปร่างหน้าตาเหมือนผีดิบ พาตัวเดินออกไปจากกระท่อมหลังนั้น สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างนั่งพักผ่อนบนแคร่ในห้อง นายพลดิเรกลองพูดวิทยุสนามติดต่อกับตำรวจภูธรชายแดน และทหารของเรา แต่ก็พูดกันไม่ได้เพราะกองทหารและตำรวจอยู่นอกรัศมีของเครื่องรับส่งวิทยุสนาม

"แย่โว้ย" นายพลดิเรกกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ "เราได้ที่พักที่เลวที่สุดในโลก นึกว่าจะได้อาบน้ำกลับไม่มีน้ำจะอาบ"

นิกรว่า "แต่ก็ยังดีที่มีส้วม" พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืน "คุยกันไปพลางๆ นะพวกเรา กันขอตัวเข้าส้วมก่อน ๔ วันแล้วไม่ยอมคลอด ลองอ้อนวอนมันดูสักหน่อย"

"เฮ้ย" เสียหงวนเอ็ดตะโร "น้ำในส้วมน่ะนายอิทธิเดชเขาบอกว่าเป็นน้ำที่มีไว้กิน แกอย่าใช้เสียหมดล่ะ ประเดี๋ยวพวกเราจะอดน้ำตาย"

นิกรเดินหัวเราะหึๆ มาที่ประตูครัวไฟด้านหลังกระท่อม เขาผลักประตูออกพาตัวเข้าไปในครัว แต่แล้วในนาทีนั้นเองนิกรก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับออกมา ใบหน้าของนิกรซีดเผือดตัวสั่นงันงก

"อะไรวะอ้ายกร" พลถามเสียงลั่น

"เดี๋ยวๆ ยังตื่นเต้นพูดไม่ออก"

"มีอะไรเกิดขึ้น" นายพลดิเรกถามเร็วปรื๋อ

นิกรยกมือขวาตบหน้าอกเบาๆ คล้ายกับจะเรียกขวัญให้กลับคืนมา แล้วเขาก็กล่าวกับคณะพรรคของเขา

"พวกเราไม่ปลอดภัยเสียแล้ว รีบไปจากที่นี่เถอะ"

เสี่ยหงวนมองดูนิกรอย่างแปลกใจ

"แกพบอะไรในครัวหรืออ้ายกร"

"ใช่ ไม้พื้นในครัวมันเผยอขึ้นมาแผ่นหนึ่ง กันอธิบายไม่ได้ว่าทำไมกันถึงยกไม้แผ่นนั้นออกแล้วมองลงไปใต้ถุนครัว ซึ่งสูงจากพื้นดินราว ๕๐ เซนติเมตรเท่านั้น"

เจ้าแห้วทำหน้าเลิ่กลัก

"รับประทานคุณเห็นอะไรครับ"

นิกรค่อยๆ หันมามองดูหน้าเจ้าแห้ว แล้วพูดเสียงสั่นเครือ

"หัวกะโหลกผีว่ะ หัวกะโหลกผีไม่ต่ำกว่า ๑๐ หัวกระดูกซีโครงอีกมากมาย"

ทุกคนสะดุ้งเฮือกไปตามกัน

"แล้วยังไง" ท่านเจ้าคุณถาม

"แล้วยังไง ผมก๊อเผ่นออกมาน่ะซีครับ ที่นี่เป็นหมู่บ้านผีปอบแน่ๆ และมันคงจับมนุษย์มาฆ่ากิน"

นายพลดิเรกขมวดคิ้วเข้าหากัน

"ถ้าอย่างนี้ก็ต้องเรียกว่ามนุษย์กินคนไม่ใช่ผีปอบ แต่ในป่าเมืองไทยเราไม่เคยปรากฏว่ามีมนุษย์กินคนเลย"

นิกรมองดูหน้านายพลดิเรกแล้วพูดตัดบท

"อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยแห่งชีวิตของพวกเรา กันคิดว่าเราควรจะไปจากที่นี่ดีกว่า แล้วไปพักหมู่บ้านของพรานแกละที่พบกับเราบนยอดเขาลูกนั้น ที่นั่นคงมีน้ำอาบและปลอดภัยสำหรับเราแน่นอน"

นายพลดิเรกลุกขึ้นยืน

"ไป-พากันเข้าไปดูหน่อยอ้ายกร บางทีแกอาจจะตาฝาดเห็นอะไรเป็นหัวกะโหลกมนุษย์ไปก็ได้ เพราะแกกำลังปอดลอยอยู่แล้ว พอหมดฤทธิ์เหล้าก็ชักยุ่ง"

ทุกคนเว้นแต่เจ้าแห้ว ต่างพากันบุกเข้าไปในครัวหลังกระท่อมนั้น ในที่สุดคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างก็แลเห็นกระดานพื้นครัวถูกเปิดออกสองแผ่น และใต้พื้นครัวมีหัวกะโหลกมนุษย์ทับถมกันอยู่ พร้อมด้วยส่วนกระดูกของโครงร่าง กลิ่นเหม็นสาง ที่ได้กลิ่นอยู่ตลอดเวลาก็คือกลิ่นกระดูกแห้งๆ เหล่านี้เอง

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองดูหน้ากันด้วยความตื่นเต้นแปลกใจ

"แกเข้าใจว่ายังไงหมอ" พลถาม

ดร.ดิเรกยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"ไออธิบายให้ยูฟังไม่ได้หรอกพล กันงงไปหมดแล้ว มนุษย์หมู่บ้านนี้เป็นมนุษย์ผีปอบหรือมนุษย์กินคนเรายังพิสูจน์ไม่ได้ แต่หัวกะโหลกและโครงกระดูกที่เราเห็นใต้ถุนนี้ ถูกคนที่นี่ฆ่าตายแน่นอน"

นิกรได้ทีก็พูดเสริมขึ้น

"นั่นน่ะซี รีบไปดีกว่า พ่อกันเคยสอนกันว่าถ้าพบหัวกะโหลกผีอยู่ที่ไหน ก็ควรหนีไปให้ห่าง"

นายพลดิเรกหัวเราะหึๆ เขาก้มลงเลื่อนแผ่นกระดานทั้งสองแผ่นปิดไว้ให้สนิทตามเดิม แล้วเขาก็กล่าวขึ้นอย่างเป็นการเป็นงาน

"ทำไมเราจะต้องทึกทักว่านายอิทธิเดชและคนที่นี่เป็นผีปอบ เขาอาจจะเป็นพวกโจรจีนมลายูก็ได้ โครงกระดูกและหัวกะโหลกที่เราเห็นบางทีอาจจะเป็นศพของตำรวจ หรือทหารไทยที่ถูกพวกนี้ฆ่าตาย ฉะนั้น เราจะต้องพักอยู่ที่นี่ต่อไปจนกว่าเราจะรู้ความจริง เราทุกคนมีทั้งปืนกลปืนพกและระเบิดมือกลัวมันด้วยหรือ"

พ.อ.พลเห็นพ้องด้วย

"ถูกละหมอ เราต้องค้นหาความจริงคือเบื้องหลังการตายของเจ้าของโครงกระดูกใต้ถุนกระท่อมนี้ให้ได้ อย่าลืมว่าพวกโจรจีนค็อมมิวนิสต์เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมร้อยแปด คนงานกรีดยางตามสวนยางต่างๆ ก็มีพรรคพวกของมันปนอยู่ด้วย การกวาดล้างทำได้ด้วยความยากลำบาก เพราะพวกโจรมีสายลับทั่วทุกแห่ง พ่อค้าที่หาดใหญ่เป็นพวกโจรก็มี"

ทุกคนล่าถอยออกมาจากครัวไฟหลังกระท่อม นั่งชุมนุมกันอยู่บนแคร่แล้ววิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องหัวกะโหลกผีใต้ถุนกระท่อม

นายอิทธิเดชจัดอาหารมาให้คณะพรรคสี่สหายในเวลาเข้าใต้เข้าไฟพอดี เขานำตะเกียงหลอดดวงหนึ่งมาก่อน เขาแขวนตะเกียงไว้ที่เสากระท่อม แล้วกลับไปยกกับข้าวมาเสิฟให้ อาหารเย็นมื้อนี้มีไก่ย่าง ๓ ตัว เนื้อเค็มปิ้งคือเนื้ออีเก้ง หัวปลาช่อนแห้งต้มโคล้ง แล้วก็ไข่เจียวซึ่งเป็นไข่ไก่ป่า นอกจากนี้ยังมีเหล้าหนึ่งขวด ซึ่งคือเหล้าเถื่อนมีรสชาติแปลก และอร่อยมาก คณะพรรคสี่สหายและเจ้าแห้วดื่มเหล้าขวดนั้นจนหมดขวด

แสงอาทิตย์อบอุ่นของวันใหม่ทำให้ พ.อ.พล พัชราภรณ์ รู้สึกตัวตื่นขึ้นเป็นคนแรก เขาได้ยินเสียงพูดคุยเสียงเอะอะเฮฮาดังอยู่ตลอดเวลา และแล้วเมื่อพลรู้สึกตัวว่าเขากับทุกคนถูกขังอยู่ในบ้านหลังนั้นหนึ่ง พลก็ตกใจพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง

บ้านนี้เป็นเรือนชั้นเดียวหลังเตี้ยๆ หลังคามุงแฝก ฝาและพื้นห้องใช้ไม้ยางปลูกโดยฝีมือหยาบๆ ประตูหน้าห้องเป็นประตูกรงเหล็กมั่นคงแข็งแรง และหน้าต่างซึ่งมีอยู่ ๒ บานก็ติดกรงเหล็ก แสดงว่าเรือนหลังนี้ จัดไว้เป็นห้องคุมขังนักโทษโดยเฉพาะ

หน้าห้องคุมขังมีชายฉกรรจ์ในวัยหนุ่มคนหนึ่ง รูปร่างหน้าตาเหมือนผีดิบนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ มีดาบอันคมกริบเล่มหนึ่งวางอยู่บนตัก ชายผู้นี้ทำหน้าที่เป็นผู้คุมแน่นอน พลลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาที่ประตูกรงเหล็ก เจ้าหนุ่มผู้คุมจ้องมองดูเขาและยิ้มให้ ซึ่งเป็นการยิ้มแสยะ

"ว่าไงพี่ชาย"

พลว่า "เราต้องการพบอิทธิเดช"

"อ๋อ หัวหน้าของเราหรือคุณ เขาไม่ยอมมาพบพวกคุณหรอก มีอะไรพูดกับผมก็ได้"

พลขบกรามกรอด

"หัวหน้าของแกเอายาเบื่อเมาใส่เหล้าให้พวกเรากิน แล้วก็ให้ลูกน้องนำพวกเรามาขังไว้ที่นี่"

"ใช่ครับ แล้วคุณสงสัยอะไรอีก"

"กันอยากจะรู้ว่าเอาเรามาขังไว้ทำไม หรือว่าพวกเราเป็นศัตรูของพวกแก"

"เปล่าเลยครับ พวกคุณไม่ได้เป็นศัตรูของพวกเราหรอก แต่เป็นอาหารอันโอชะของพวกเราเข้าใจไหมครับ"

พลเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"หมายความว่ากระไร"

"ก็ผมพูดออกแจ่มแล้ว ยังต้องให้ผมอธิบายอีกหรือครับ พวกเราจับคุณมาขังไว้ก็เพื่อจะต้มกินนั่นเอง"

พลนึกถึงหัวกะโหลก และโครงกระดูกมนุษย์ที่เขาแลเห็นใต้กระท่อมหลังนั้นทันที คราวนี้ความรู้สึกก็บอกตัวเองว่า เขากับพรรคพวกของเขาได้ตกเข้ามาในหมู่บ้านมนุษย์ผีปอบ หรือมนุษย์กินคนเสียแล้วซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ เขาหันมาทางคณะพรรคของเขา ซึ่งทุกคนกำลังนอนหลับสนิทอยู่บนพื้นกระท่อม แล้วพลก็ร้องขึ้นดังๆ

"เฮ้ย ลุกขึ้น ลุกขึ้นโว้ยพวกเรา ตื่นเถอะครับคุณอา พวกเราตกอยู่ในความคับขันแล้ว"

นายพลดิเรกกับเสี่ยหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างตกใจตื่นเมื่อได้ยินเสียงพลร้องเรียก เมื่อรู้สึกตัวว่าห้องนี้เป็นห้องขัง ทั้ง ๓ คนก็ใจหายรีบลุกขึ้นนั่งทันที ในเวลาเดียวนี้เองเจ้าแห้วก็โงเงลุกขึ้นนั่งอย่างสะลึมสะลือ ส่วนนิกรยังคงนอนหลับสนิทกรนเสียงสนั่นหวั่นไหว

พลเดินเข้ามาฉุดนิกรให้ลุกขึ้นนั่ง

"อ้ายกร ตื่นเสียทีซีโว้ย จะตายอยู่แล้วรู้ไหม"

นิกรหลับตาพูดเสียงงัวเงีย

"จะตายก็ไม่ว่า ขอให้ได้หลับอีกสองสามชั่วโมงก็แล้วกัน โธ่-คนกำลังหลับสบายปลุกหาหอกอะไรวะ"

พลชักฉิว

"ถ้ายังงั้นตามใจแก"

ศาสตราจารย์ดิเรก, เสี่ยหงวน, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างรีบลุกขึ้นยืน นิกรค่อยๆ เผยอหนังตาข้างซ้ายขึ้นมองดูโลก พอแลเห็นประตูกระท่อมเป็นประตูกรงเหล็กก็ตกใจ ลืมตาขวาขึ้นอีกข้างหนึ่งแล้วเผ่นพรวดลุกขึ้นนั่ง

"ยังไงกันโว้ยหมอ เมื่อคืนนี้เราไม่ได้กินข้าวอยู่ในกระท่อมหลังนี้นี่หว่า" นายจอมทะเล้นพูดเสียงสั่นๆ

นายพลดิเรกฝืนหัวเราะ

"เราเสียท่านายอิทธิเดชเสียแล้ว มันคงเอายาเบื่อเมาใส่เหล้าหรืออาหารให้เรากินแน่ๆ แล้วก็ให้พรรคพวกของมันหามพวกเรามาไว้ที่กระท่อมคุมขังหลังนี้"

พ.อ.พลมองดูหน้านิกรแล้วพูดเสริมขึ้น

"ยามที่หน้าห้องมันบอกว่าพวกเราจะถูกมันต้มกิน"

นิกรอมยิ้ม

"อ๋อ มันจะเลี้ยงข้าวต้มเรา"

พลทำคอย่น

"ไม่ใช่โว้ย มันจะต้มพวกเรากิน ไม่ใช่เลี้ยงข้าวต้ม"

"อุ๊ย" นิกรร้องเสียงแหลมแล้วหันไปมองดูคนยามซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่นอกห้องขัง "เฮ้ย ที่นี่เมืองไทยไม่ใช่ป่าอัฟริกาหรือใจกลางเกาะนิวกินนีโว้ย"

สมุนของเดชหรืออิทธิเดชยิ้มอย่างยียวน

"เรื่องจะกินคนละก้อไม่จำเป็นต้องอยู่ในป่าอัฟริกาหรือเกาะนิวกินนีหรอกครับ ในป่าเมืองไทยหรือที่ไหนก็กินได้ ดูแต่เจ้าซีอุยซีครับมันยังกินตับไตเครื่องในคนที่กรุงเทพฯ หรือตามจังหวัดใกล้เคียงเช่นนครปฐม"

"โธ่" นิกรคราง "อย่าล้อเล่นน่าอ้ายน้องชาย คนเหมือนกันจะกินกันเข้าไปได้อย่างไร"

"ตอนแรกผมก็คิดอย่างคุณนี่แหละครับ แต่พอมาอยู่หมู่บ้านนี้พี่เดชสอนให้ผมกินคนเพียงครั้งเดียวผมก็ติดใจ และได้รู้ความจริงว่า เนื้อคนวิเศษกว่าเนื้อสัตว์ทุกชนิด กึ๋นหรือเครื่องในก็อร่อยกว่าของหมูและของวัวมาก"

เจ้าแห้วตัวสั่นเหมือนลูกนก เต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย เขายกมือชี้หน้าคนยามแล้วกล่าวขึ้นว่า

"พวกแกเป็นผีปอบไม่ใช่มนุษย์"

เจ้าหมอนั่นหัวเราะชอบใจ

"ก็แล้วแต่พวกคุณจะเข้าใจ แต่ว่าพวกคุณทั้ง ๖ คนจะต้องเป็นอาหารของพวกเราวันละคนนับแต่วันนี้เป็นต้นไป ตอนบ่ายเราจะเอาไปฆ่าคนหนึ่ง แทงคอให้ตายแบบฆ่าหมู แล้วผ่าท้องควักเอาเครื่องในออกมาต้มสู่กันกิน ส่วนเนื้อและกระดูกก็จะสับเป็นท่อนๆ ต้มกินต่างหาก"

"อ้วก...อั๊วะ..." นิกรร้องขึ้นดังๆ

เจ้าหนุ่มผีปอบยิ้มให้นิกร

"คลื่นไส้สะอิดสะเอียนหรือครับ"

"ใครบอกแกล่ะ"

"แล้วคุณอ้วกทำไม"

"ก็อยากกินบ้างน่ะซี"

เจ้าหมอนั่นหัวเราะลั่น

"คุณเป็นคนสนุกสนานครึกครื้นดีเหมือนกัน สมกับเป็นชายชาติทหารที่ไม่นึกเกรงกลัวอะไรแม้กระทั่งความตาย ความจริงพวกเราเป็นมนุษย์ไม่ใช่ผีหรอกครับ แต่พวกพรานและชาวบ้านป่าเขาเรียกพวกเราว่าผีปอบ เรามีพฤติการณ์คล้ายผีปอบ คือกินตับไตไส้พุงหรือเนื้อมนุษย์ แตกต่างกันก็คือว่าเราไม่ได้เข้าสิงใคร เราจับผู้คนในป่านี้ได้เราก็ฆ่ากิน เมื่อวานนี้ตอนที่พวกคุณเข้ามาในหมู่บ้าน พวกเราได้หลบซ่อนตัวเสีย เราไม่ได้ไปไหนหรอกครับ อ้อ-พี่เดชมาแล้ว"

หัวหน้าผีปอบผู้มีนามว่าเดชหรืออิทธิเดชก้าวขึ้นมาบนกระท่อมใหญ่หลังนี้ในท่าทางอันร้อนรน สีหน้าของเขาเคร่งเครียดบอกความวิตกเป็นทุกข์ เขาหยุดยืนหน้าประตูกรงเหล็กและมองเข้ามาในห้องขัง

"โปรดบอกผม พวกคนทั้งหมดนี้ใครเป็นหมอ ผมพบย่ามใบหนึ่งมียาและเครื่องใช้ของหมออยู่หลายอย่าง"

นายพลดิเรกเดินเข้ามาที่ประตู

"ฉันนี่แหละเป็นนายแพทย์ทหารบก"

"ดีแล้วครับ ผมขอเชิญคุณหมอไปตรวจรักษาลูกสาวผมหน่อย อีหนูมันเห็นผมฆ่าชาวบ้านป่าคนหนึ่งเมื่อตอนย่ำรุ่งนี้มันคงเสียขวัญ เข้าไปนอนในกระท่อมแล้วจับไข้ตัวร้อนราวกับไฟ หนาวสั่นสะท้านด้วยพิษไข้ห่มผ้าก็ไม่หาย"

ศาสตราจารย์ดิเรกมองดูหัวหน้าผีปอบอย่างเกลียดชัง

"แกฆ่าชาวบ้านป่าทำไม"

"ก็ต้มกินเป็นอาหารสำหรับพวกเราะน่ะซีครับ เขามาด้อมๆ มองๆ อยู่ทางหลังหมู่บ้าน คนของผมจับได้ผมก็เลยเชือดคอเสีย คุณหมอช่วยไปรักษาลูกสาวผมหน่อยนะครับ ถ้าลูกผมหายป่วยผมจะปล่อยคุณหมอไป แต่ถ้าลูกผมมีอาการไม่ดีขึ้นก่อนเที่ยงวันนี้ เย็นนี้ผมจะฆ่าคุณหมอเป็นคนแรกใน ๖ คนนี้"

นายพลดิเรกนิ่งคิด เขารู้ดีว่าแม่หนูน้อยในวัย ๑๐ ขวบลูกสาวของนายเดชป่วยเป็นไข้จับสั่น และเขามียาฉีดแก้ไข้จับสั่นสามารถที่ จะทำลายเชื้อมาเลเรียให้หายขาดได้ภายในชั่งโมงเดียว

นายพลดิเรกหันมามองดูหน้าเพื่อนเกลอของเขา พลกล่าวกับ ดร.ดิเรกเป็นภาษาอังกฤษและพูดเบาๆ

"ตกลงเถอะหมอ ถ้าเด็กหายป่วยมันปล่อยแกไปแกจะได้นำทหารหรือตำรวจภูธรชายแดนมาช่วยเรา"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ออไร๋" แล้วเขาก็หันมาทางอิทธิเดช "ฉันจะช่วยลูกสาวแกให้หายป่วยภายในชั่วโมงเดียว แต่แกต้องสาบานก่อนว่าแกจะต้องปล่อยตัวฉันไป"

"ครับ ผมสาบานว่าถ้าผมไม่ทำตามที่ผมพูด ขอให้ผีไพรเจ้าป่าจงลงโทษผมให้ได้รับภัยพิบัติในทันตาเห็น แต่อย่าลืมว่าถ้าอาการป่วยของลูกสาวผมไม่ดีขึ้น เย็นนี้ผมจะเชือดคอคุณเพื่อต้มคุณหมอกินเป็นอาหารสำหรับพวกเรา"

"โอ.เค. เปิดประตูห้องขังออกซี"

หัวหน้ามนุษย์ผีปอบ ดึงมีดพกที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมาเตรียมพร้อม แล้วสั่งให้ผู้คุมไขกุญแจเปิดห้องขังออก นายพลดิเรกพาตัวออกมาจากห้องขัง เจ้าหนุ่มผู้คุมรีบปิดประตูใส่กุญแจทันที นิกรร้องเอ็ดตะโรขึ้นดังๆ

"เฮ้ย นายเดช จัดอาหารเช้ามาให้พวกเรากินเสียทีซีโว้ย บอกคนของแกหาน้ำมาให้กินด้วย"

เดชมองดูนิกรอย่างยิ้มเยาะ

"คุณจะกินอาหารเช้าแบบไหนล่ะครับ"

"แบบไหนก็ได้ เพียงไข่ดาวหมูแฮมขนมปังเนยสด และกาแฟคนละถ้วย พวกเราก็พอใจแล้ว"

เดชหัวเราะก้าก

"กาแฟเชียวหรือครับ ฮ่ะ ฮ่ะ ที่นี่เพียงน้ำข้าวยังหากินไม่ใคร่ได้" แล้วเขาก็หันมายิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม "เชิญครับคุณหมอ"

พล, นิกร, กิมหงวน กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างทรุดตัวนั่งล้อมวงกลางห้องนั้น ทุกคนมีท่าทางกระสับกระส่ายเร่าร้อนใจ และรู้สึกแปลกใจอย่างยิ่งที่มนุษย์ผีปอบเหล่านี้กินเนื้อมนุษย์เป็นอาหาร จากรูปร่างลักษณะและเสียงที่พูดแสดงว่าพวกมนุษย์ผีปอบ ไม่ใช่คนพื้นเมืองนี้แน่นอน แต่อพยพมาจากถิ่นอื่น ซึ่งอาจมาจากดินแดนมาเลเซียก็ได้

ใน ๑๐ นาทีนั้นเองนายเดชก็พา ดร.ดิเรกมาส่งที่กระท่อมคุมขัง คนของเขา ๒ คนหิ้วกะละมังขนาดใหญ่ใบหนึ่งติดตามมา ผู้คุมรีบไขประตูเปิดห้องขังออก นายพลดิเรกเดินเข้าไปในห้องขังโดยดี สมุนของนายเดชหิ้วชามอ่างหรือกะละมังติดตามเข้ามา ทั้งสองคนวางชามกะละมังลงกลางห้องพร้อมด้วยพริกน้ำส้มหนึ่งขวด ช้อนหอยหรือชอนสังกะสีอีกห้าหกคัน

นายเดชกล่าวกับคณะพรรคสี่สหายหลังจากสมุนของเขาออกจากห้องขัง และผู้คุมปิดประตูใส่กุญแจเรียบร้อยแล้ว

"เชิญรับประทานอาหารกันตามสบายนะครับ ประเดี๋ยวคนของผมจะเอาน้ำมาให้ สำหรับคุณหมอผมขอดูอาการลูกสาวของผมก่อน ถ้าภายในชั่วโมงนี้อีหนูหายไข้ลุกขึ้นนั่งและเดินได้ตามที่คุณหมอบอกผม ผมก็จะปล่อยคุณหมอไปจากนี่ ผมไม่กลัวว่าคุณหมอจะไปพาทหารหรือตำรวจมาบุกเราหรอกครับ เพราะบริเวณป่าแถบนี้ไม่มีทหารหรือตำรวจเลย อีกหลายวันกว่าคุณหมอจะได้พบทหารหรือตำรวจ ซึ่งคุณหมอก็จำทางไม่ได้แล้ว หรือมิฉะนันเสือก็อาจจะคาบเอาคุณหมอไปกินเสียก่อน"

นายเดชพาสมุน ๒ คนกลับไป คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพากันมองดูอาหารในกะละมังซึ่งนายเดชจัดมาให้และกำลังร้อนๆ มีควันขึ้น มันคือเครื่องในมนุษย์ผู้ชายคนหนึ่ง พร้อมด้วยศีรษะของชาวบ้านป่าผู้เคราะห์ร้ายคนนั้น

ทุกคนทำท่าผะอืดผะอมไปตามกัน เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นตับไตไส้พุงมนุษย์ต้มแบบเครื่องในวัว ใส่ตะไคร้ใบมะกรูด ความจริงกลิ่นของมันก็หอมเช่นเดียวกับเครื่องในวัว

เสี่ยหงวนทำคอขย้อนเหมือนกับจะอ้วก แต่เขายังไม่ได้กินอะไร จึงไม่มีอะไรที่จะอ้วกออกมา พลรู้สึกเศร้าใจสังเวชใจไม่น้อย

"มนุษย์ผีปอบ..." พลครางเบาๆ "มันไม่น่าจะเป็นไปได้เลย แต่มันก็เป็นไปแล้ว อ้ายพวกนี้เป็นมนุษย์กินคนแน่นอน แต่รู้จักต้มให้สุกเสียก่อน" พูดจบเขาก็พยักพเยิดกับนิกร "กินซีอ้ายกร พวกเราคงไม่มีใครกล้ากินหรอก แต่แกอาจจะกินได้"

นิกรยิ้มแห้งๆ เอื้อมมือหยิบตะเกียบที่ขอบอ่างคีบดูเครื่องในทีละชิ้น

"คล้ายๆ ของวัวว่ะ นี่ ๓๐ กลีบ นี่ผ้าขี้ริ้ว, หัวใจ, ตับ และม้าม ว้า-ไส้ใหญ่ล้างไม่หมดมีกลิ่นตุๆ อ้ายนี่ขอบกระด้ง แหม-น่ากินเหมือนกันโว้ย แต่ฟัดเข้าไปคงอ้วกแตกแน่"

เสี่ยหงวนจ้องตาเขม็งมองดูศีรษะมนุษย์ในชามอ่าง

"น่าสงสารเจ้าของร่างนี้เหลือเกิน อ้ายพวกมนุษย์ผีปอบนี่โหดเหี้ยมทารุณมาก"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ พลจึงกล่าวกับศาสตราจารย์ดิเรกอย่างเป็นงานเป็นการ

"ลูกสาวนายเดชป่วยเป็นไข้จับสั่นหรือหมอ"

"ออไร๋ กันฉีดยาแก้ไข้จับสั่นให้แล้ว อีกสักครู่ก็จะลุกเดินได้ ถ้าอ้ายเดชปล่อยตัวกันไปจะรีบไปพาทหารหรือตำรวจมาช่วยพวกเราโดยเร็วที่สุด ก่อนที่พวกเราจะถูกต้มกิน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"แกบุกป่าฝ่าดงไปตามลำพัง แกก็อาจจะได้รับอันตรายจากสัตว์ป่า อ้ายเดชมันคงไม่ยอมคืนปืนและระเบิดมือให้แกแน่นอน"

"แต่ก็ต้องเสี่ยงแหละครับ ผมจะย้อนไปหาพรานแกละที่หมู่บ้านเชิงเขา พรานแกละคงจะช่วยอะไรผมได้มาก อย่างน้อยก็จะช่วยนำทางผมไปพบกับกองทหาร หรือตำรวจภูธรชายแดน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"ดีแล้ว ความหวังของพวกเราที่จะรอดตายหรือไม่ก็อยู่ที่แกคนเดียว อ้ายเดชมันบอกแกหรือเปล่าว่า มันจะฆ่าใครก่อนในพวกเรา"

นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"มันว่าถ้าอาการของลูกสาวมันไม่ดีขึ้น มันจะฆ่าผมตอนบ่ายสี่โมงวันนี้แหละครับ เอาเนื้อและเครื่องในต้มแบ่งกันกินในหมู่พวกมัน แต่ถ้าลูกสาวมันมีอาการดีขึ้น มันก็จะปล่อยตัวผมไปและมันจะฆ่าคุณพ่อเป็นคนแรกตอนเย็นวันนี้"

ท่านเจ้าคุณเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"แย่ละโว้ย ทำไมแกไม่บอกมันว่าพ่อแก่แล้ว เนื้อและเครื่องในเหนียวกินไม่อร่อย"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะหึๆ

"อ้ายเดชว่าคุณพ่ออ้วนมีมันมาก เนื้อกินอร่อยครับ มันอธิบายให้ผมฟังว่าคนกับเป็นคล้ายๆ กัน ยิ่งแก่ยิ่งอร่อย"

เสี่ยหงวนยักคิ้วให้พลกับนิกรเพื่อนเกลอทั้งสอง

"เป็นอันว่าวันนี้เรารอดตายแล้ว เพราะคุณอาท่านรับเคราะห์แทนเรา ถ้าพรุ่งนี้อ้ายเดชมันฆ่าอ้ายแห้วเราสามคนก็จะมีชีวิตต่อไปอีกหนึ่งวัน"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"รับประทานอย่าพูดให้ผมเสียใจเลยครับ เห็นเครื่องในคนในชามอ่างแล้วผมใจไม่ดีเลย"

เป็นอันว่าคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต้องอดอาหารเช้าเพราะไม่มีใครกล้ากินเนื้อมนุษย์ ที่นายเดชหัวหน้ามนุษย์ผีปอบจัดมาให้ คนของนายเดชได้นำน้ำมาให้หนึ่งเหยือกแล้วเอาชามอ่างเนื้อมนุษย์ ต้มแบบเครื่องในวัวกลับไป

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับจนกระทั่งตะวันสาย

ราว ๑๑.๐๐ น. เศษ ขณะที่สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งปรึกษาหารือกัน นายเดชหรืออิทธิเดชก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าห้องขัง ดร.ดิเรกแลเห็นเข้าก็รีบลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้นดีใจ

"ลูกสาวของแกหายแล้วใช่ไหม"

"ครับ มันลุกขึ้นและวิ่งเล่นได้แล้ว คุณหมอแน่จริงๆ ครับ"

ดร.ดิเรกยิ้มแก้มแทบแตก

"ถ้ายังงั้นก็ปล่อยตัวกันเถอะนายเดช"

หัวหน้ามนุษย์ผีดิบยิ้มแสยะ

"ผมเสียใจเหลือเกินครับคุณหมอ ผมได้ประชุมพรรคพวกของผมแล้ว ทุกคนลงความเห็นว่าถ้าปล่อยคุณหมอไป คุณหมออาจจะไปนำทหารหรือตำรวจมาทำลายพวกเรา"

"ฉันสัญญาว่าฉันจะไม่ทำอย่างนี้"

เดชหัวเราะเบาๆ

"จะเชื่อได้อย่างไรครับเพราะพรรคพวกของคุณหมออีกหลายคนถูกขังอยู่ที่นี่ และจะต้องเป็นอาหารของเราวันละคน"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้น

"ถ้ายังงั้นก็ปล่อยพวกเราไปให้หมดซีโว้ย ขอรับรองว่าพวกเราจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับพวกแกอีกเลย"

หัวหน้ามนุษย์ผีปอบสั่นศีรษะ

"เสียใจครับ ผมปล่อยไปไม่ได้ แม้กระทั่งคุณหมอผมก็ไม่ปล่อย"

นายพลดิเรกยกมือชี้หน้าแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"แกเป็นคนเลวไม่รักษาวาจาสัตย์"

"โธ่-คุณหมอก็.... มนุษย์ในเมืองหลวงเป็นคนเจริญแล้ว มียศฐาบรรดาศักดิ์เป็นใหญ่เป็นโต ยังไม่ใคร่มีใครรักษาวาจาสัตย์ ผมและพวกเราเป็นมนุษย์ผีปอบอยู่ในป่าดงพงไพรจะให้รักษาวาจาสัตย์อย่างไรกัน อย่าคิดอะไรเลยครับ โปรดคิดเสียว่าชาติก่อนคุณหมอและพรรคพวกเคยกินพวกผม ชาตินี้กรรมตามสนองพวกผมก็ต้องกินคุณหมอและพรรคพวก เป็นการตอบแทนกัน" พูดจบเดชก็มองดูหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างพอใจ "เย็นนี้เราจะเชือดคอคุณลุงต้มซุปกินเป็นคนแรก ฮ่ะ ฮ่ะ เครื่องในคุณลุงคงจะอร่อยมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากจู๋

"ถ้าแกฆ่าฉัน แกจะถูกข้อหาในคดีฆ่าคนตายโดยเจตนา"

เดชหัวเราะลั่น

"พวกเรากินคนมาเยอะแยะแล้วครับ ไม่เห็นมีใครมาจับกุมเราสักที ตำรวจหรือครับ ขืนบุกมาที่นี่พวกเราจะได้จับต้มซุปกินให้หมด อ้า-ลาละครับ ผมจะรีบไปเตรียมเครื่องแกงไว้ ลูกน้องของผมเขาอยากกินแกงป่าเนื้อคุณลุง ส่วนเครื่องในเราจะต้มแบบเนื้อวัว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เต็มไปด้วยความหวาดเสียวเมื่อคิดว่าท่านจะถูกแทงเหมือนหมู นายเดชพาตัวไปจากกระท่อมหลังนั้น ดร.ดิเรกขบกรามกรอด นึกเจ็บใจที่เขาเสียรู้หัวหน้ามนุษย์ผีปอบ แต่แล้วก็ห้ามใจโดยคิดเสียว่าเขาเป็นหมอ เขามีหน้าที่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทุกคนที่เจ็บไข้

คณะพรรคสี่สหายเงียบเหงาไปตามกัน เสี่ยหงวนมองเจ้าคุณด้วยความสงสารแล้วกล่าวว่า

"ทำใจให้เข้มแข็งเถอะครับคุณอา ความตายไม่มีใครที่จะหลีกเลี่ยงพ้นเมื่อถึงคราวเท่งทึง นอนอยู่กับเมียบนเตียง รถยนต์ยังแล่นเข้าไปทับได้ บางคนอยู่ดีๆ มีเรื่องขบขันถูกใจหัวเราะจนขาดใจตายก็มี เย็นนี้คุณอาต้องตายแน่ๆ ไปรอพบพวกเราที่เมืองผีเถอะครับ"

ท่านเจ้าคุณทำตาแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้

"ตายน่ะไม่ว่าหรอก แต่ถูกอ้ายพวกนี้ฆ่าตายเพื่อกินศพเรา รู้สึกว่ามันทารุณไปหน่อย"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"จริงครับ เย็นนี้มันฆ่าคุณพ่อต้มซุปเสร็จเรียบร้อยแล้ว มันคงเอาเครื่องในของคุณพ่อมาให้พวกเรากินหนึ่งกะละมัง พร้อมด้วยศีรษะคุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบโบกมือห้าม

"อย่าพูดโว้ยอ้ายกร เสียวไส้"

การสนทนาสิ้นสุดลง เมื่อเด็กหญิงหน้าตาขมุกขมอมคนหนึ่งเดินเข้ามาหยุดยืนที่หน้าประตูห้องขัง หนูน้อยผู้นี้คือลูกสาวของเดชหัวหน้ามนุษย์ผีปอบนั่นเอง ถึงแม้มีอายุ ๑๐ ขวบแล้วแต่ก็ยังไม่มีชื่อจริง คงมีชื่อเล่นๆ ว่าแป๋วตลอดมา เดชรักลูกสาวของเขาราวกับชีวิต เพราะเป็นลูกคนเดียวของเขาและกำพร้าแม่แต่เยาว์วัย

หนูน้อยมองดูหน้าเจ้าหนุ่มผีปอบ ซึ่งทำหน้าที่เป็นยามและนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่

"ข้าจะมาขอบคุณหมอที่ช่วยรักษาข้า แกลุกไปนอกกระท่อมเสียก่อน" หนูน้อยพูดกับคนยามอย่างฉาดฉาน

ในฐานที่แป๋วเป็นลูกหัวหน้า คนยามจึงปฏิบัติตามคำสั่งแต่โดยดี ถือดาบลุกขึ้นลงไปจากกระท่อมที่คุมขังนั้น แป๋วมองดูนายพลดิเรกด้วยความเคารพรัก และซาบซึ้งใจในความกรุณาของเขาที่ช่วยฉีดยาให้ ทำให้แม่หนูน้อยหายป่วย

แป๋วยกมือไหว้นายพลดิเรก และพยายามพูดกับเขาอย่างนอบน้อม

"หมอจ๋า ข้ามาขอบใจหมอที่ช่วยให้ข้ารอดตาย ข้าสบายดีแล้วแข็งแรงดีแล้ว ข้าเสียใจที่พ่อข้าไม่รักษาคำพูด แต่ข้าพร้อมแล้วที่จะช่วยหมอและพรรคพวกของหมอ"

ศาสตราจารย์ดิเรกลืมตาโพลง

"งั้นเรอะ ก๊อดีซีหนู หนูชื่ออะไรจ๊ะ"

"ข้าชื่อแป๋ว"

"บอกอีกทีซิ แป๊วหรือแป๋ว"

"แป๋วจ้ะ"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"แป๊วน่ะมันเสียงแมวร้องเมื่อถูกเหยียบหาง"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างลุกขึ้นมาที่ประตู ทุกคนมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น เพราะหวังว่าคงจะได้รับความช่วยเหลือจากหนูน้อยคนนี้ นายพลดิเรกยื่นมือออกไปนอกลูกกรงตบศีรษะแม่หนูน้อยเบาๆ

"ดีใจมากที่หนูหายป่วยแล้ว"

"ขอบใจจ้ะ หมอจะให้ข้าช่วยยังไงบอกมา เร็วเข้าอย่าชักช้า ประเดี๋ยวผู้คุมมันไปบอกพ่อว่าข้ามาที่นี่ข้าจะถูกเฆี่ยน"

ศาสตราจารย์ดิเรกถอนหายใจหนักๆ

"ข้าวของของพวกเรา และปืนของเราที่พ่อหนูยึดไว้อยู่ในกระท่อมของหนูใช่ไหม"

หนูน้อยสั่นศีรษะ

"เปล่าจ้ะ พ่อเอาไปซ่อนไว้ในละเมาะหลังกระท่อม แต่จะซ่อนไว้ตรงไหนข้าไม่รู้"

"หนูช่วยค้นหาหน่อยซี ถ้าค้นพบที่ซ่อนเอาปืนพกห่อผ้าแอบซ่อนมาให้หมอสัก ๒ กระบอก หนูรู้จักปืนพกไหมล่ะ"

"รู้จักจ้ะ แต่พ่อมีแต่ปืนแก๊ป"

"หนูคนดีช่วยหมอหน่อยนะหนูนะ"

หนูน้อยนิ่งอึ้งไปสักครู่

"หมอกับพรรคพวกต้องสัญญาก่อนว่า จะไม่ฆ่าพ่อของข้า"

"จ้ะ หมอให้สัญญา แต่ถ้าพ่อหนูจะฆ่าเราก่อนเราก็จำเป็นจะต้องยิงเขาเพื่อป้องกันตัวเอง"

แป๋วพยักหน้าและยิ้มเศร้าๆ

"ข้าจะไปค้นหาปืนเอามาให้หมอเดี๋ยวนี้ แล้วจะห่อซ่อนเอามาให้" พูดจบแป๋วก็ผละไปจากหน้าห้องขัง

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างหันมามองดูกัน ทุกคนมีสีหน้าสดชื่นแจ่มใสขึ้น

"เรามีหวังรอดตายแล้ว" ท่านเจ้าคุณพูดยิ้มๆ

พลว่า "อย่าหวังให้มากนักเลยครับคุณอา บริเวณป่าละเมาะหลังหมู่บ้านนี้คงกว้างขวางมาก ลูกสาวของนายเดชอาจจะค้นหาปืนและสัมภาระของเราไม่พบก็ได้"

ท่านเจ้าคุณหน้าจ๋อยทันที

"ถ้าหาไม่พบบ่ายสี่โมงพวกมันก็คงมาจับพ่อไปเชือดคอต้มซุปแน่นอน เจ้าประคุณเอ๋ย เจ้าพ่อเจ้าแม่เจ้าป่าเจ้าเขาผีสางเทวดาขอให้เด็กแป๋วค้นพบที่ซ่อนปืน และเอามาให้เราอย่างปลอดภัยทีเถอะ"

เวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว อาหารกลางวันมื้อนั้นก็คือเครื่องในมนุษย์ต้ม เมื่อคณะพรรคสี่สหายไม่ยอมกินสมุนของเดชก็นำกลับไปและเตือนให้รู้ว่า ๑๖.๐๐ น. ตรง พ่อครัวสามสี่คนจะมานำตัวเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไปเชือดทำอาหารมื้อเย็นเลี้ยงดูกันในหมู่พวกมนุษย์ผีปอบ

ตลอดเวลาสี่ห้าชั่วโมงที่ผ่านมานี้ ลูกสาวของเดชไม่ได้มาที่กระท่อมคุมขังอีกเลย ยามหน้าห้องขังเปลี่ยนเป็นชายกลางคน รูปร่างผอมกะหร่องหน้าตาเหมือนผีนรก และไม่ยอมปริปากพูดอะไรเลย มีดาบเป็นอาวุธคู่มือ

เมื่อเข็มนาฬิกาที่ข้อมือเจ้าคุณปัจจนึกฯ บอกเวลา ๑๖.๐๐ น. ท่านเจ้าคุณก็ร้องไห้เหมือนเด็กๆ ท่านกล่าวกับนายพลดิเรกและนิกรว่า

"วาระสุดท้ายของพ่อมาถึงแล้ว แกสองคนช่วยไปบอกเมียของแกด้วยว่า พ่อลาก่อน"

"ปู้โธ่" นิกรเอ็ดตะโร "คุณพ่อคิดว่าผมรอดตายหรือครับ พรุ่งนี้มันอาจจะฆ่าผมต้มซุปกินก็ได้ อย่าสั่งเสียเลยครับ ถึงอย่างไรพวกเราก็เท่งทึงหมดไม่มีใครรอดไปได้"

นายพลดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ยายแป๋วคงช่วยอะไรเราไม่ได้แน่นอน บางทีอ้ายเดชอาจจะจับได้ว่ายายแป๋วเที่ยวค้นหาที่ซ่อนอาวุธของเรา ก็เลยกักตัวไว้ที่กระท่อม ม่ายเด็กก็คงจะแอบมาหาเราบอกข่าวให้เรารู้ว่ากำลังค้นหาอยู่แต่ยังหาไม่พบ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แทบลมจับเมื่อแลเห็นมนุษย์ผีปอบกลุ่มหนึ่งประมาณ ๖ คนเดินมาหยุดยืนหน้าประตูห้องขัง ๓ คนถือปืนแก๊ปแบบเก่าเป็นอาวุธคู่มือ ผู้คุมรีบไขกุญแจเปิดประตูห้องขังออก มนุษย์ผีปอบ ๒ คนรูปร่างสูงใหญ่ ถือดาบอันคมกริบคนละเล่มเดินเข้ามาหยุดยืนข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ลุกขึ้นลุง"

ท่านเจ้าคุณอกสั่นขวัญแขวน

"แกจะพาฉันไปไหน"

"อ้าว-ก็เอาไปเชือดคอต้มซุปกินน่ะซี จะไปหรือไม่ไป ถ้าไม่ไปข้าฟันคอขาดกระเด็นอยู่ในห้องนี้ แล้วจะลากศพเอาไป" เจ้าหนุ่มหน้าเสี้ยมกล่าวคุกคามในท่าทางดุร้าย

นิกรพยักหน้ากับพ่อตาของเขา

"ไปเถอะครับคุณพ่อ อย่าให้มันฟันคอคุณพ่อในห้องนี้เลยผมดูไม่ได้เสียวไส้ แล้วเย็นพรุ่งนี้พวกเราคนใดคนหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นอ้ายแห้ว ก็คงจะตามไปพบคุณพ่อที่เมืองผี คุณพ่อแก่แล้วควรจะคิดว่าเรื่องตายเป็นของธรรมดาโลกเถอะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ บอกกับตัวเองว่าท่านเป็นชายชาติทหาร ท่านมียศเป็นพลเอก คิดเช่นนี้แล้วท่านก็มีจิตใจเข้มแข็ง ผุดลุกขึ้นยืนเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส

"พลโว้ย อาลาก่อน สวัสดีโว้ยอ้ายหงวน ลาก่อนดิเรกและอ้ายกร ลาก่อนอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วร้องไห้โฮ

"รับประทานไปที่ชอบๆ เถอะครับ ถ้าชาติหน้ามีจริงรับประทานผมคงได้เกิดเป็นขี้ข้าของท่านอีก"

ท่านเจ้าคุณฝืนหัวเราะ หันมาทางพ่อครัวชั้นดีทั้งสอง

"ไป แกจะพาฉันไปฆ่าแกงอย่างไรก็เอา แต่จำไว้ว่ากรรมย่อมสนองกรรม วันหนึ่งพวกแกจะต้องเป็นจำเลยในคดีฆ่าคนตายโดยเจตนา และพวกแกจะถูกปรับในฐานกินเนื้อมนุษย์ต่างเนื้อหมูหรือเนื้อวัว"

เจ้าหนุ่มอีกคนหนึ่งเค้นหัวเราะ

"หมูมันแพงจนเราซื้อไม่ลง เราก็ต้องกินเนื้อคนน่ะซีครับคุณลุง เนื้อวัวก็แพงจนกระทั่งคนจนไม่มีปัญญาซื้อกิน ถ้ามนุษย์ทั้งโลกนิยมกินเนื้อคนเหมือนอย่างพวกเรา ไม่ช้าพลโลกก็จะลดจำนวนลง และอีก ๑๐ ปีข้างหน้าราคาเนื้อหมูจะเหลือเพียงกิโลละสลึงเดียวเท่านั้น ปัญหาเรื่องหมูมีหมูไม่มีก็จะตกไป พวกเราเหล่ามนุษย์ผีปอบ จำเป็นต้องกินเนื้อคนก็เพราะความยากจนนี่แหละครับ แต่พอกินเข้าไปแล้วก็ติดใจไม่อยากกินเนื้อสัตว์อย่างอื่น เพราะเนื้อคนหวานกว่า..อร่อยกว่า..มีคุณภาพกว่า และมีฟองมากกว่า"

ท่านเจ้าคุณถูกนำตัวออกไปจากห้องคุมขัง สี่สหายกับเจ้าแห้วเต็มไปด้วยความสงสารท่านแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ จะต่อสู้ขัดขวางหรือ สมุนของนายเดชที่ยืนอยู่นอกห้องขังก็ยกปืนแก๊ปจ้องจะยิงตลอดเวลา

ประตูห้องขังถูกปิดใส่กุญแจตามเดิม คนของนายเดชติดตามพ่อครัวไปแล้ว คงเหลือแต่ผู้คุมเพียงคนเดียว พล, นิกร, กิมหงวน และศาสตราจารย์ดิเรกต่างมีกิริยากระสับกระส่ายไปตามกัน

"ยามโว้ย" กิมหงวนร้องขึ้นดังๆ "เขาเอาพวกเราไปฆ่าที่ไหนแกรู้ไหม ช่วยบอกหน่อยซิ"

มนุษย์ผีปอบแสยะยิ้ม

"ต่อคอกันดูที่หน้าต่างข้างกระท่อมก็มองเห็น แท่นสำหรับฆ่าคนและเตาหุงต้มอยู่ข้างกระท่อมถัดไปหน่อยเดียว"

เสี่ยหงวนหันมามองดูหน้าต่างกระท่อม ซึ่งสูงจากพื้นห้องราว ๗ ฟุต เป็นช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ติดลูกกรง บ้านหรือกระท่อมหลังนี้สร้างไว้สำหรับขังนักโทษโดยเฉพาะ

"อ้ายแห้ว" อาเสี่ยพูดเสียงหนักๆ "แกให้กันยืนบนบ่าแกหน่อยเถอะวะ กันจะดูอ้ายพวกมนุษย์ผีปอบมันเชือดคอคุณอา"

เจ้าแห้วทำหน้าเหยเก

"โอ๊ย รับประทานอย่าดูเลยครับหวาดเสียวเปล่าๆ "

อาเสี่ยทำตาปริบๆ

"นั่นน่ะซี กันเห็นเขาเชือดคอไก่กันยังวิ่งหนีนี่หว่า"

พลปราดไปยืนใต้หน้าต่างบานนั้น แล้วพยักหน้าเรียกเจ้าแห้วมาหาเขา

"นั่งลงอ้ายแห้ว ให้ฉันเหยียบบ่าแก"

เจ้าแห้วปฏิบัติตามคำสั่งของ พ.อ.พลโดยดี พลก้าวขึ้นไปยืนบนบ่าเจ้าแห้ว แล้วบอกให้เจ้าแห้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืน คราวนี้เขาสามารถมองผ่านหน้าต่างออกไปข้างนอก และมองเห็นพวกพ่อครัวซึ่งกำลังช่วยกันจับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ผูกมัดบนแคร่ พลบอกให้เจ้าแห้วทรุดตัวลงนั่งยองๆ แล้วกระโจนลงมาจากบ่าเจ้าแห้ว

"คุณอาตายแน่อ้ายกร" เขาพูดกับนิกรด้วยเสียงสั่นเครือเล็กน้อย "พวกมันกำลังมัดท่านเหมือนกับมัดหมู มันคงจะเชือดคอท่านในนาทีนี้"

ทันใดนั้นเองเสียงแจ๋วๆ ของเด็กหญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้น

"ออกไปให้พ้นจากกระท่อมนี้ ข้าจะพูดคุยกับคุณหมอผู้มีพระคุณต่อข้า"

ยามประจำหน้าห้องขังถือดาบลุกขึ้นรีบเดินไปจากที่นั้น คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าแห้วเดินมาที่ประตูห้องขังด้วยความดีใจเมื่อแลเห็นหนูน้อยลูกสาวของหัวหน้ามนุษย์ผีปอบหิ้วห่อผ้าห่อหนึ่งอยู่ในมือข้างขวา

"ทำไมหายหน้าไปล่ะหนู" นายพลดิเรกถามละล่ำละลัก

หนูน้อยยิ้มแห้งๆ

"ละเมาะมันกว้างมาก กว่าจะค้นพบต้องเสียเวลาไปตั้งครึ่งวัน ข้าเอาปืนพกมาให้หมอตามที่สั่ง ๒ กระบอก"

"แล้วของอื่นๆ ยังอยู่ครบใช่ไหม"

หนูน้อยพยักหน้า

"คงไม่มีอะไรขาดหาย พ่อไม่กล้าแตะต้องลูกระเบิดมือและปืนกลหรอก พ่อบอกว่าเป็นอาวุธที่น่ากลัว" พูดจบแป๋วก็ส่งห่อผ้าบรรจุปืนพก ๒ กระบอกผ่านซี่ลูกกรงเข้ามาด้วยความยากลำบาก "ข้าไปละนะหมอ จะทำอย่างไรจะฆ่าใครก็แล้วแต่ ขออย่างเดียวอย่าฆ่าพ่อข้า"

แป๋วรีบไปจากหน้าห้องขัง นายพลดิเรกแก้ห่อผ้าออก ส่งปืนพกให้พลหนึ่งกระบอก และเขายึดไว้หนึ่งกระบอกพอดีผู้คุมเดินเข้ามารักษาหน้าที่ตามเดิม เมื่อมันมองเข้ามาในห้องขังมันก็สะดุ้งสุดตัว เพราะพลกับนายพลดิเรกกำลังยกปืนพกขึ้นจ้องมัน

"ไขกุญแจเปิดห้องขังออกเดี๋ยวนี้ ถ้าแกยังไม่อยากตาย" พลออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด

ผู้คุมในวัยกลางคนตัวสั่นงันงก รีบล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบพวงกุญแจออกมาไขกุญแจทันที แล้วเปิดประตูห้องขังออกตามคำสั่ง สี่สหายกับเจ้าแห้วรีบออกไปจากห้อง ดร.ดิเรกใช้ปืนพกขู่ผู้คุมให้เข้าไปในห้องขัง แล้วปิดประตูลั่นกุญแจขังผู้คุ้มไว้

สี่สหายกับเจ้าแห้วได้รับอิสรภาพแล้ว พลถือปืนพกวิ่งนำหน้าพาพรรคพวกของเขาบุกไปยังกระท่อมข้างเคียง ซึ่งพวกมนุษย์ผีปอบกำลังเตรียมเชือดคอเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าหนุ่มมือมีดถือมีดปลายแหลมคล้ายกับดาบปลายปืน ยืนเงื้อง่าอยู่บนแคร่ ท่านเจ้าคุณถูกมัดมือมัดเท้าดิ้นกระแด่วๆ น่าสงสาร

พอเจ้าหมอนั่นเงื้อมีดจะแทงคอหอยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กระสุนปืนพก ๙ มม. ในมือพลก็ระเบิดขึ้น ๒ นัดติดๆ กัน

"ปัง ปัง"

เพชฌฆาตหรือพ่อครัวชั้นดีสะดุ้งเฮือกสุดตัว ปล่อยมีดหลุดจากมือล้มลงสิ้นใจตายทันที พรรคพวกของมันอีก ๓ คนวิ่งหนีไปคนละทิศทางด้วยความรักตัวกลัวตาย สี่สหายกับเจ้าแห้ววิ่งเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วใช้ดาบเล่มหนึ่งตัดเชือกที่ผูกมัดท่านออก แล้วส่งดาบอีกเล่มหนึ่งให้เสี่ยหงวน

"นี่ครับ รับประทานเอาไว้ป้องกันตัว คุณนิกรเอาหอกที่พิงอยู่ใต้ต้นไม้นั่นซิครับ"

พลประคองเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นนั่งในเวลาเดียวกับที่นิกรวิ่งไปหยิบหอกเล่มหนึ่ง

"รอดตายแล้วครับคุณอา" พลกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยความดีใจ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าฉงน

"นี่อาไม่ได้ฝันไปหรอกหรือ"

"เป็นความจริงครับไม่ใช่ความฝัน ลูกสาวอ้ายเดชเอาปืนพกมาให้เรา ๒ กระบอกเมื่อกี้นี้เอง เราก็ใช้ปืนขู่ผู้คุมบังคับให้มันเปิดประตูห้องขังแล้วรีบมาช่วยคุณอา"

ท่านเจ้าคุณถอนหายใจโล่งอก

"เฮ้อ-นึกว่าเท่งทึงเสียแล้วซี"

พลกล่าวกับคณะพรรคของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"พวกเราอยู่ที่นี่นะ กันจะไปจับอ้ายเดชเพื่อมอบตัวให้ฝ่ายบ้านเมืองเขาจัดการกับมันตามกฏหมาย"

แล้วพลก็วิ่งไปทางด้านหลังหมู่บ้านอย่างรวดเร็วฉับพลัน เสียงปืนพกที่พลยิงพ่อครัวหรือเพชฌฆาตทำให้พวกมนุษย์ผีปอบแตกตื่นไปตามกัน ต่างคว้าดาบและปืนแก๊ปวิ่งออกมาจากกระท่อม ตามเวลาที่กล่าวนี้เดชกำลังนอนหลับอยู่ในกระท่อมของเขา เมื่อได้ยินเสียงปืนเขาก็ตกใจตื่นอย่างงัวเงีย เขาได้ยินเสียงสมุนของเขากู่ตะโกนเรียกหากัน เดชผลุนผลันก้าวลงจากแคร่หรือเตียงนอนเพื่อจะไปหยิบปืนแก๊ปของเขา แต่แล้วพลก็บุกมาทางประตูหลังกระท่อม

"ยกมือขึ้นเดช ถ้าแกขัดขืนหรือต่อสู้กันส่งแกไปนรกแน่นอน"

ลูกสาวของเดชวิ่งเข้ามาทางหน้ากระท่อมในท่าทางอันร้อนรน

"โอ๊ย-อย่ายิงพ่อข้านะ สัญญากับข้าไว้แล้ว"

พลยิ้มให้หนูน้อย และนึกชมในใจที่แป๋วมีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้บังเกิดเกล้า นอกจากนี้ยังกตัญญูรู้คุณคน

"ฉันไม่ได้ยิงพ่อหนูหรอกแป๋ว แต่ฉันต้องจับเขาและควบคุมตัวเขาส่งไปดำเนินคดีตามกฎหมาย" พูดจบพลก็กล่าวกับหัวหน้ามนุษย์ผีปอบ "ออกไปนอกกระท่อมเดี๋ยวนี้"

เสียงปืนพกดังขึ้นอีกสองสามนัด นายพลดิเรกยิงขู่สมุนของเดชนั่นเอง เขาบังคับให้พวกมนุษย์ผีดิบทิ้งอาวุธและยอมมอบตัวโดยดี คนเหล่านี้ไม่มีหัวหน้าสั่งงานก็เสียขวัญยอมให้จับง่ายๆ เสี่ยหงวนกับนิกรและเจ้าแห้วใช้เชือกขดหนึ่งผูกมัดมนุษย์ผีปอบสมุนของเดชไว้ได้รวม ๑๘ คน ที่หนีเตลิดเปิดเปิงเข้าป่าไปราว ๑๐ คนเท่านั้น

หัวหน้ามนุษย์ผีปอบและสมุนของเขา ถูกขังเบียดเสียดเยียดยัดกันอยู่ในกระท่อมซึ่งเป็นที่คุมขังนักโทษ เจ้าคุณปัจจนึกฯ รับอาสาเป็นผู้คุมพวกมนุษย์ผีปอบเหล่านี้ สี่สหายขอร้องให้แป๋วพาไปยังที่ซ่อนอาวุธและสัมภาระต่างๆ แม่หนูน้อยอิดเอื้อนอยู่นานจึงยอมพาไป

ในที่สุดคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ได้ปืนกลมือ, ปืนพก, ระเบิดมือพร้อมด้วยย่ามสัมภาระต่างๆ กลับคืนมารวมทั้งวิทยุสนามด้วย

นายพลดิเรกดีใจอย่างยิ่งที่เขาสามารถพูดวิทยุติดต่อกับตำรวจภูธรชายแดนได้ ปรากฏว่าตำรวจภูธรหมวดนี้อยู่ห่างจากหมู่บ้านผีปอบประมาณ ๓ กิโลเมตร

"ฮัลโหล คุณสุริยะเรอะ ดีใจจังที่สามารถพูดติดต่อกันได้ ผม...พลตรีดิเรกพูด"

"อาจารย์ครับ อาจารย์กับคณะอยู่ที่ไหน"

"หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของภูเขาหมายเลข ๒๕ ห่างจากภูเขา ๓๐๐ เมตร รีบนำตำรวจมาพบผมโดยเร็ว"

"ปะทะกับโจรจีนหรือครับอาจารย์"

"เปล่า แต่ปะทะกับมนุษย์ผีปอบ พวกเราหลงเข้ามาในหมู่บ้านมนุษย์กินคนหรือผีปอบ เราเกือบจะถูกมันต้มกินอยู่แล้ว"

"เอ๊ะ มนุษย์กินคนในเมืองไทยมีด้วยหรือครับอาจารย์"

"เถอะน่า คุณรีบพาตำรวจมาที่นี่ก็แล้วกัน ห่างจากภูเขาหมายเลข ๒๕ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ๓๐๐ เมตร เราจับพวกมนุษย์ผีปอบไว้ได้เกือบหมด ขอให้คุณมารับตัวมัน"

"ครับ ครับ อ้า-ประทานโทษ อาจารย์สบายดีหรือครับ"

"อ้าว นี่เข้าใจว่าผมเป็นบ้าพูดเพ้อเจ้อยังงั้นหรือ บ๊ะแล้ว"

ก่อนพลบค่ำวันนั้นเอง ตำรวจตระเวนชายแดนหมวด ๒ กองร้อย ๑ ในบังคับบัญชาของ ร.ต.ท.สุริยะก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านผีปอบ เดชกับสมุนของเขาตกเป็นผู้ต้องหาของตำรวจแล้ว ในฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาคือฆ่าแล้วกินเป็นอาหาร ตำรวจค้นพบหลักฐานมากมายเกี่ยวกับคดีนี้ โดยเฉพาะหัวกะโหลกและกระดูกมนุษย์.

อวสาน