พล นิกร กิมหงวน 067 : ฟ้าหญิงเชียงตุง

พ.ศ.๒๕๐๓

พอแดดร่มตะวันรอนอ่อนแสง สี่สหายก็ลงมาจากตึกใหญ่ร่วมโต๊ะดื่มเหล้าและสนทนากันที่เรือนต้นไม้เหมือนเช่นเคย แต่ในระยะนี้ขาดเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไปคนหนึ่งเพราะท่านเจ้าคุณมัวแต่วุ่นวายกับสี่นางเกี่ยวกับธุรกิจ

เจ้าแห้วทำหน้าที่บริการเหมือนเช่นเคย นิกรมองดูกับแกล้มบนโต๊ะอย่างเศร้าใจ แล้วกล่าวถามเจ้าแห้วอย่างหัวเสีย

"วันนี้ทำไมถึงแร้นแค้นนักวะ มะขามเปียกแกล้มเหล้าน่ะ พวกข้าไม่เคยกินเลย"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานพวกคุณเคยรับประทานกับแกล้มดีๆ มามากแล้ว ลองมะขามเปียกจิ้มเกลือดูบ้างซีครับ"

ดร.ดิเรกหัวเราะหึๆ

"ยังไม่ทันกินเพียงแลเห็นก็น้ำลายไหลแล้ว ยายอิ่มไม่ได้ทำอะไรให้พวกเรากินบ้างเลยหรือ"

"รับประทานป้าอิ่มแกบอกว่า คุณหญิงสั่งไว้ว่ากับแกล้มวันนี้จะซื้อมาให้ครับ สั่งป้าอิ่มไม่ให้ทำ รับประทานผมเห็นว่ารับประทานเหล้าเปล่าๆ มันบาดคอ ก็เลยควักมะขามเปียกในไหเอาใส่จานมาสองปั้น เอาเกลือป่นใส่มานิดหน่อย"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"สำหรับกันกับแกล้มไม่สำคัญ เหล้าสำคัญกว่า"

แล้วเขาก็กล่าวกับพลซึ่งกำลังผสมเหล้ารวม ๔ แก้ว

"ของกันหนาๆ หน่อยนะโว้ย"

นิกรว่า "ของกันบางๆ หน่อย เอาแต่โซดาอย่างเดียวก็ได้ กันชอบกินกับมากกว่าเหล้า"

พลมองหน้านายจอมทะเล้นอย่างแปลกใจ

"แกอารมณ์ไม่ดีหรือยังไงวะ ทำไมแกพูดเสียงกระแทกกระทั้นอย่างนี้ ยิ้มแย้มแจ่มใสเสียบ้างซี ทำหน้าเหมือนยังเท้า"

นิกรสะดุ้งโหยง หันมาถามนายแพทย์หนุ่มเบาๆ

"เหมือนเรอะ"

"ออไร๋ ยูเป็นอะไรไป หน้าบึ้งหน้างออย่างนี้ไม่ดีทำให้อายุสั้นลงรู้ไหม คนที่อายุยืนคือคนร่าเริง สดชื่น ขี้หัวเราะ"

นิกรทำตาปริบๆ

"หมายความว่านั่งขี้ไปหัวเราะไปยังงั้นเรอะ"

ดร.ดิเรกทำตาโตเท่าไข่ห่าน

"โน ไม่ใช่อย่างนั้น นั่งขี้ไปหัวเราะไปขี้มันก็แกว่งเลอะเทอะหมด ขี้หัวเราะหมายความว่าช่างหัวเราะคือหัวเราะบ่อยๆ แต่เวลาเข้าส้วมไม่จำเป็นต้องหัวเราะ เพียงแต่ขมวดคิ้วแยกเขี้ยวแล้วใช้ลมเบ่งนิดหน่อย"

พลหัวเราะคิก

"เรื่องทีดีกว่านี้ไม่มีคุยอีกแล้วหรือวะหมอ"

นายแพทย์หนุ่มหันขวับมาทางพลทันที

"ความจริงไม่ใช่เรื่องหยาบคายอะไรเลย มันเป็นเรื่องสำคัญยิ่งของมนุษย์ คนเราต้องถ่ายทุกวัน ถ้าไม่ถ่ายก็จะเกิดการป่วยไข้เพราะอุจจาระทำพิษ ตามธรรมดาคนเราจะต้องถ่ายวันละครั้ง เว้นแต่อ้ายกรซึ่งอย่างน้อยวันละ ๑๐ ครั้งเพราะกินจุบจิบ กินของเสาะท้องและกินตลอดเวลา"

นิกรอมยิ้ม รับแก้วเหล้ามาจากพลแล้วยกขึ้นจิบ สักครู่นิกรก็กล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"กันยอมรับว่าหมู่นี้กันไม่ค่อยสบายใจ และหงุดหงิดใจถึงกินได้นอนหลับมันก็ไม่สบายใจอยู่นั่นเอง เมียของกันมีพฤติการณ์น่าสงสัยมาก"

กิมหงวนเห็นพ้องด้วย

"จริงโว้ย เมียกันก็เช่นเดียวกัน สองอาทิตย์แล้วไม่ใคร่จะอยู่ติดบ้าน บางทีก็กลับบ้านค่ำมืดดึกดื่น กันสงสัยว่าเมียกันกำลังนอกใจกันว่ะ หรือแกว่ายังไง"

นิกรถอนหายใจดังปู๊ด

"เรื่องที่เมียกันจะนอกใจกันหรือไม่นั้น กันไม่รู้กันรู้แต่ว่าประไพคงจะมีชู้แน่"

พลมองนิกรอย่างหมั่นไส้แกมขบขัน

"เดี๋ยวก็ถีบเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นเอง แกกับอ้ายหงวนกำลังดูถูกเมียแกรู้ไหม แกมีเหตุผลอะไรวะที่แกเข้าใจคุณประไพมีชู้"

นิกรเม้มปากแน่น

"มีซีวะ คนอย่างกันเป็นคนเคารพเหตุผล ถ้าไม่มีเหตุผลกันจะพูดได้อย่างไร กันพลสมุดเช็คของประไพ หล่อนเซ็นสั่งจ่ายเงินตั้งสองแสนบาท ถ้าประไพบริสุทธิ์ใจจริงก็คงจะบอกกันว่าหล่อนถอนเงินเอามาทำไมตั้งมากมายเช่นนี้ กันเชื่อเหลือเกินว่าต้องเอาไปให้ชู้ วันหนึ่งกันเคยเห็นประไพยืนคุยกับเจ้าลมเชยพระรองยี่เกวิกตลาดพระโขนง คุยกันริมรั้วทำหูทำตากระชดกระช้อย แล้วชี้หน้าอ้ายหมอนั่นเป็นการตัดพ้อ"

พลหัวเราะก้าก

"นายลมเชยเป็นหนี้คุณแม่ ๒,๐๐๐ โว้ย ขอยืมไปซ่อมบ้าน คุณแม่เห็นว่าเป็นเพื่อนบ้านกันเมื่อออกปากท่านๆ ก็ช่วยเหลือ แต่หมอนั่นไม่รักษาคำพูดถึงกำหนดแล้วไม่ให้ คุณแม่ก็เลยยกเงิน ๒,๐๐๐ ให้เมียแกและให้คุณประไพทวงเอาเอง"

"อือ" นิกรคราง "ถ้ายังงั้นกันก็หึงส่งเดชน่ะซีโว้ย นึกว่าเมียกันเกิดพิศวาสนายลมเชย" พูดจบก็หันมายักคิ้วกับเสี่ยหงวน "แล้วเมียแกล่ะ มีอะไรผิดปกติบ้าง"

เสี่ยหงวนนิ่งคิด

"มีหลายอย่าง หมู่นี้แต่งตัวสวยมาก พิถีพิถันในการแต่งหน้าทาปากเขียนคิ้วว่ะ ชอบคุยกับอ้ายหนุ่มนักเรียนเตรียมข้างบ้านเสมอ กันเห็นหลายหนแล้ว คอยดูนะถ้ากันจับได้คาหนังคาเขา กันจะระเบิดสมองเสียจะได้หายเจ็บใจ"

พลพูดเสริมขึ้นอย่างขบขัน

"ระเบิดสมองคุณนวลน่ะเรอะ"

"เปล่า ระเบิดสมองตัวเอง"

ดร.ดิเรกหัวเราะงอหาย

"แกกับอ้ายกรเป็นคนมีจิตใจต่ำ จึงมองเมียในแง่ร้าย กันขอรับรองว่าคนอย่างคุณประไพและคุณนวลลออไม่มีวันที่จะทรยศต่อผัว กันจะบอกความจริงให้รู้ไว้ ระหว่างนี้เท่าที่เมียๆ ของเรากับคุณพ่อไม่ใคร่จะอยู่ติดบ้านก็เพราะยุ่งกับธุรกิจ เขาเข้าหุ้นกันคนละสองแสนบาทรวมห้าคนทั้งคุณพ่อเป็นเงินล้านบาทพอดี"

"เข้าหุ้นค้าขายอะไรวะหมอ" อาเสี่ยถามโดยเร็ว

"ตั้งร้านขายเครื่องสำอางและบริการเสริมสวย รายละเอียดกันยังไม่รู้เหมือนกัน"

เสี่ยหงวนยิ้มออกมาได้

"ถ้าเขาทำมาหากินก็ช่างเขาเถอะ ดีเหมือนกันเมียๆ ของเรามีเวลาฟุ่มเฟือยมาก ประกอบอาชีพเสียบ้าง กันเองก็เคยคิดจะตั้งซ่องชั้นสูง แล้วให้เมียกันคุมแต่กลัวว่าเมียเขาไม่เลิกล้มความคิดนั้น ความจริงซ่องนางโลมชั้นสูงมีรายได้ดีมาก เพื่อนกันคนหนึ่งเขาตั้งซ่องอยู่ทางประปา มีตัวอ่อนๆ ๑๐ คน ค่าบริการ ๒๐๐ บาท เขามีรายได้คืนหนึ่งหลายพัน"

เสียงแตรรถยนต์คันหนึ่งดังขึ้นหน้าบ้าน "พัชราภรณ์" นันทา, นวลลออ, ประภาและประไพกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กลับมาแล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ และประภานั่งอยู่ตอนหลังรถ สี่นางคุยกันจ้อเสียงลั่นรถแสดงความสุขกายสบายใจ เรื่องที่คุยกันก็คือเรื่องกิจการค้านั่นเอง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ บังคับรถให้หยุดนิ่งหน้าเรือนต้นไม้พอดี แล้วท่านเจ้าคุณกับสี่นางก็พากันลงจากรถด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส นันทากับนวลลออหอบข้าวของพะรุงพะรัง

อาเสี่ยร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ทำความเคารพเมีย ทางขวา ตรง"

สี่สหายต่างลุกขึ้นยืนตรงตามแบบทหาร สี่นางหัวเราะชอบอกชอบใจไปตามกัน เดินตามเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้ามาหยุดยืนที่โต๊ะเหล็ก ประไพแลเห็นเครื่องแกล้มมะขามเปียกกับเกลือป่นก็นึกปลงอนิจจัง

"โถ-น่าสงสาร ไม่มีกับแกล้มอะไรเลย"

นันทายิ้มให้พลแล้วกล่าวว่า

"ขอโทษนะคะ กลับมาบ้านช้าไปครึ่งชั่วโมงไม่ทราบว่าเป็นอะไร รถติดเสียเวลาตั้งหลายแห่ง นันกับคุณนวลซื้อกับแกล้มมาฝากตั้งหลายอย่างค่ะ ไก่ย่าง ปอเปี๊ยะทอดแล้วทอดมันกุ้ง เป็ดย่างอีกหนึ่งตัว" พูดจบหล่อนก็พยักหน้าให้เจ้าแห้วเข้ามาหา เอาไปใส่จานให้เรียบร้อยตาแห้ว ไม่ต้องไปที่โรงครัวหรอก ในห้องพักอาหารบนตึกมีจานชามอยู่ถมเถไป"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"ไม่ต้องใส่จานก็ได้พี่นัน มีอะไรก็เอามากองๆ บนโต๊ะนี่ดีกว่า แพล็บเดียวก็กินหมด"

นันทายิ้มให้น้องชายของหล่อน

"อย่าพยายามกินเลียนแบบอ้ายดิคกี้เลยจ้ะกร เราเป็นคนจะกินอะไรก็ต้องใส่จานให้เรียบร้อย"

นันทากับนวลลออต่างส่งถุงกระดาษให้เจ้าแห้วรับไป ต่อจากนั้นสี่นางก็ช่วยกันยกเก้าอี้เหล็กซึ่งตั้งอยู่เป็นแถวริมราวลูกกรงเรือนต้นไม้มานั่งร่วมโต๊ะกับสี่สหาย ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ มีเก้าอี้ว่างอยู่ตัวหนึ่งท่านจึงทรุดตัวลงนั่งระหว่างนิกรกับกิมหงวน ท่านเจ้าคุณแต่งสากลดิ้นเหรียญทองสีขาว สี่นางแต่งชุดสีฟ้าแบบเดียวกัน มีเครื่องอาภรณ์ประดับเพียงแหวนเพชรลูกที่นิ้วมือคนละวงแต่ราคานับแสนบาท นอกจากนี้ก็มีนาฬิกาข้อมือยี่ห้อชั้นดีคนละเรือน

พลผสมวิสกี้โซดาส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ หนึ่งแก้ว

"ดื่มเสียหน่อยซีครับคุณอา"

"เออ-ดี ขอบใจโว้ย"

สี่นางได้สนทนากับสี่สหายอย่างสนิทสนม แล้วประภาก็กล่าวกับคณะพรรคสี่สหายอย่างยิ้มแย้ม

"ถึงเวลาแล้วค่ะที่ดิฉันจะเปิดเผยความจริงให้ทราบว่า พวกเรากับคุณพ่อได้เข้าหุ้นกันคนละสองแสนบาท เปิดร้านจำหน่ายเครื่องสำอางค์ และบริการเสริมสวยเสริมทรงขึ้นที่อาคารสองคูหา ถนนสี่พระยา เราจะทำพิธีเปิดร้านในวันเสาร์นี้"

"ทุนทั้งหมดหนึ่งล้านใช่ไหมครับคุณภา"

"ค่ะ"

"เป็นเงินทุนที่มากพอดู"

นิกรพูดอย่างหน้าตาย

"ลงทุนตั้งร้านเปิดร้านขายเครื่องสำอาง ผมคิดว่าคงจัดร้านได้สวยงามมาก วันเปิดร้านคงจะมีแขกแน่นร้าน ตั้งชื่อร้านว่าอะไรครับ สมัยนี้การตั้งชื่อร้านสำคัญมาก ร้านหลายร้านมาแล้วต้องเจ๊งเพราะตั้งชื่อร้านไม่เพราะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ มองดูลูกเขยจอมทะเล้นของท่านอย่างเดือดดาล

"เดี่ยวพ่อแพ่นกบาลด้วยขวดโซดากบาลแบะไปเท่านั้นเอง"

นันทายกมือชี้หน้าน้องชายของหล่อน

"เมื่อไรแกจะเลิกล้อคุณอาเสียทีนะ นิกร"

นิกรอมยิ้ม

"ตั้งใจว่าพอเข้าพรรษาฉันจะหยุดล้อท่าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"แล้วออกพรรษาล้อฉันอีก"

นิกรพยักหน้า

"ครับ ล้อจนกว่าจะสิ้นลมปราณ"

ประภาแย่งแก้วเหล้าในมือ ดร.ดิเรกมาดื่มเล็กน้อยเป็นการประจบประแจงสามีของหล่อน

"ห้างหุ้นส่วนของเราชื่อ 'อัสฌา' ค่ะดิเรก"

"ออไร๋ ใครเป็นคนตั้งชื่อและทำไมถึงใช้ชื่ออย่างนี้"

ประภายิ้มอ่อนหวาน

"เราช่วยกันคิดค่ะ คิดกันคนละหลายชื่อ บังเอิญความคิดเราตรงกันคือทุกคนคิดชื่อ 'อัสฌา' ไว้ในชื่อเหล่านั้น"

"อัสฌา....ยูหมายถึง "ซี" หรือพระนางอัสฌาสาวสองพันปีใช่ไหม"

"ค่ะ อัสฌาผู้เลอโฉมยิ่งกว่าหญิงใดในโลกนี้ ผู้ชนะความเจ็บความตาย สาวเสมอสวยเสมอ"

กิมหงวนกล่าวถามเมียรักของเขาบ้าง

"เราจะจำหน่ายเครื่องสำอางของบริษัทอะไรจ๊ะนวล"

นวลลออยิ้มแป้น

"บริษัท แอนนา ร๊อบบินส์สไตล์ค่ะ เป็นเครื่องสำอางที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา ขณะนี้เครื่องสำอางต่างๆ อยู่ที่ห้างของเรามากมายก่ายกองคิดเป็นเงินเกือบสี่แสน เราชำระเงินเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น"

อาเสี่ยรู้สึกสนใจอย่างยิ่ง

"ทำไมบริษัทเครื่องสำอางเขาเชื่อเครดิต"

"ก็นวลเอาชื่อเฮียไปขายนี่คะ ปลอมจดหมายและปลอมชื่อผู้ค้ำประกัน ทางบริษัท แอนนา ร๊อบบินส์สไตล์ เขาก็เชื่อถือ"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ดีมาก ยังงี้ซิถึงจะเรียกว่าเมียที่ดี"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง พลกล่าวถามเมียรักของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"เล่าให้พี่ฟังซินัน กิจการเสริมสวยและเสริมทรงมีอะไรบ้าง"

"ก็ดัดผม เซ็ทผม สระและหวีผม แต่งเล็บ แต่งหน้าเหมือนร้านเสริมสวยทั่วๆ ไปแหละค่ะ แต่บริการพิเศษก็คือการเสริมทรง"

"นั่นน่ะซี เสริมกันยังไง" พลพูดยิ้มๆ

นันทาพยักหน้ากับเมียนายแพทย์หนุ่ม

"คุณภาเป็นผู้ต้นคิดในเรื่องนี้และมีความเข้าใจดี ช่วยอธิบายหน่อยเถอะค่ะ"

ประภายิ้มให้สี่สหาย

"คือยังงี้ค่ะ แผนกเสริมทรงของเราจะใช้วิทยาศาสตร์ และวิชาการแพทย์ช่วยเหลือสุภาพสตรีให้มีทรวดทรง หรือผิวพรรณผุดผ่องขึ้นด้วยการฉายรังสี ด้วยการนวดหน้าด้วยไฟฟ้า และด้วยการศัลยกรรม เดี๋ยวค่ะอย่าเพิ่งคัดค้านโปรดฟังดิฉันอธิบายให้หมดเสียก่อน แผนกเสริมสวยนี้เราจะมีช่างผู้ชำนาญงานเป็นพิเศษและมีศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำทำงาน พวกเราหวังกันว่าเราจะมีรายได้จากแผนกเสริมทรงมากที่สุด ผู้หญิงที่ไม่สวยถ้ามารับบริการจากเราแล้ว จะเอี่ยมอ่องไฉไลเป็นคนละคน"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"เป็นต้นว่าจมูกแฟบทำให้จมูกโด่ง"

"ค่ะ เราทำได้จากศัลยกรรม สิวฝ้าที่หน้าเราจะรักษาด้วยรังสีและผู้หญิงในวัยกลางคนเราจะช่วยให้เป็นสาว ในวัยใกล้ชราก็จะช่วยให้เป็นคนกลางคน คือใช้วิธีผ่าตัดใต้ขาตะไกรโดยไม่ให้เห็นแผลเป็น ดึงเนื้อที่เหี่ยวย่นให้ตึงและใช้เครื่องสำอางช่วย โดยเฉพาะสาวที่มีหน้าอกแฟบหรือเล็ก เราก็จะช่วยให้มีหน้าอกสวยงามแบบปทุมทิพย์ ด้วยการฉีดเยลลี่พิเศษเข้าไปในเต้านมของสาว ซึ่งวิธีนี้ผู้หญิงในยุโรปและอเมริกานิยมมากเพราะได้ผลในทันตาเห็นและปลอดภัย นอกจากคุณเป็นผู้ชายก็น่าจะทราบดีแล้วว่าสุภาพสตรีที่สวยหยาดเยิ้มแต่ไม่มีใครสนใจก็เพราะหน้าอกไม่มี อย่าหัวเราะซีคะ ดิฉันพูดด้วยหลักวิชาไม่ใช่เรื่องโป๊หรือสัปดน อาเสี่ยก็คงยอมรับว่าเป็นความจริง ผู้เข้าประกวดนางงามบางคนสวยเหลือเกิน แต่หน้าอกเล็กหรือแฟบเลยไม่ได้เป็นนางงาม"

อาเสี่ยกิมหงวนเห็นพ้องด้วย

"จริงครับคุณภา ความสวยของผู้หญิงอยู่ที่ทรวดทรงมากกว่าใบหน้า บางคนมองเห็นใบหน้างามเหมือนเทพธิดาแต่พอก้าวลงมาจากรถเก๋ง มองดูเชฟเหมือนไหกระเทียมต่อขาหรือคล้ายๆ หมูตกน้ำตาย"

นิกรหัวเราะก้าก

"บางคนน่องทู่เหมือนสวมท็อปบู๊ตว่ะ บางคนหน้าสวยแต่ผอมแหงแก๋ หน้าอกแฟบเหมือนเอาขี้แพะไปแปะไว้ข้างละเม็ด บางคนก็เหมือนเอากล้วยตากไปติดไว้อย่างเสียไม่ได้ แต่บางคนก็โอ่โถงเกะกะจนเกินไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"นี่แหละ เราจึงเปิดแผนกเสริมทรงขึ้นซึ่งจะช่วยให้สุภาพสตรีมีส่วนสัดสวยงาม โดยช่างเสริมทรงผู้ชำนาญงานและศัลยแพทย์ของเรา"

พลว่า "ถ้ายังงั้น 'อัสฌา' ก็ต้องเป็นสถานการแพทย์ด้วยน่ะซีครับ"

"ถูกแล้วค่ะ" ประภาพูดยิ้มๆ "แผนกเสริมทรงของเรา ส่วนมากนายแพทย์ของเราจะเป็นผู้ลงมือทำเองเกี่ยวกับการผ่าตัดดึงหนังให้ตึงเพื่อช่วยให้เปล่งปลั่งเป็นสาวขึ้น ตัดเนื้อที่หน้าท้องออกทิ้งสำหรับคุณผู้หญิงที่อ้วนจนท้องย้อย เสริมหน้าอกให้ใหญ่และสวยงาม หรือทำหน้าอกที่ใหญ่โตเกินไปให้สมส่วน นอกจากนี้ทำผ่าตัดบางอย่าง เพื่อให้คุณผู้ชายพอใจไม่ต้องไปมีบ้านเล็กๆ 'อัสฌา' ของเราจะเป็นร้านเสริมสวยที่ทันสมัยที่สุดในกรุงเทพฯ หรือประเทศไทย"

สี่สหายนั่งฟังด้วยความสนใจยิ่ง ก่อนที่ใครจะพูดอะไรเจ้าแห้วก็ถือถาดใส่จานอาหารหลายจานเดินเข้ามาในเรือนต้นไม้ ทำให้การสนทนาหยุดชะงักลงชั่วขณะ เจ้าแห้วจัดวางจานอาหารลงบนโต๊ะเสร็จแล้วถือถาดเปล่าเลี่ยงออกไปนั่งห่างๆ

ดร.ดิเรกยิ้มให้ภรรยายอดรักของเขา

"ดาลิ่ง งานเสริมทรงของยูไม่ใช่เรื่องเล็กเสียแล้ว เมื่อมีการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ คนไข้ก็ต้องป่วยรักษาตัวอยู่ที่นั่น"

ประภาพยักหน้า "ถูกแล้วค่ะ เราเช่าตึกหลังหนึ่งไว้แล้วเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท ตึกหลังนั้นอยู่หลังร้าน 'อัสฌา' ของเรานั่นเอง มีประตูด้านหลังเปิดออกไปได้ เราซื้อเตียงนอนสำหรับคนไข้และเครื่องใช้ไม้สอย ไว้เรียบร้อยแล้ว"

"ออไร๋ ถ้าเช่นนั้นก็ดีมาก แต่ไออยากจะรู้ว่าศัลยแพทย์ที่จะมาประจำร้าน 'อัสฌา' นั่นเป็นใคร หัวนอกหรือหัวใน ถ้าเป็นหมอหัวในใช้ไม่ได้"

ประภาหัวเราะ "หัวนอกค่ะ หมอแสมยังไงล่ะคะ"

ดร.ดิเรกขมวดคิ้วย่น

"หมอแสม " เขาคราง "หมอแสม สวานนท์ จากอเมริกาใช่ไหม"

"ใช่ ใครๆ ก็รู้กันทั่วไปว่า หมอแสมเป็นศัลยแพทย์ชั้นดีใช่ไหมคะดิเรก"

"ออไร๋ ออไร๋ ไอรู้จักเขาแต่ไม่คุ้นเคยกันนัก หมอแสมคนนี้เก่งจริง เขาเคยช่วยชีวิตมดตัวเล็กๆ และสัตว์จำพวกไส้เดือน กิ้งกือมามากต่อมากแล้วด้วยการผ่าตัด เขารักการผ่าตัดยิ่งชีวิต ถือมีดผ่าตัดทั้งวันจนเมียฟ้องหย่า เขาทำการผ่าตัดใหญ่วันหนึ่งหลายราย ผ่าตัดย่อยหลายสิบราย ถ้าวันไหนไม่มีคนไข้เขาจะผ่าตัดตัวเขาเอง เอามีดเฉือนแขนขาให้เหวอะหวะแล้วนั่งเย็บอย่างสบายใจ วันดีคืนดีเขาก็ผ่าท้องเขาเองดึงเอาตับไตไส้พุงและกึ๋น ออกมาตรวจดูว่าอวัยวะภายในของเขามีอะไรบกพร่องบ้าง อ้า-เก่งมากประภาที่ยูสามารถเชิญหมอแสมมาประจำแผนกเสริมทรง คิดเป็นเงินเดือนหรืออย่างไร"

ประภาว่า "แบ่งครึ่งกันค่ะ เครื่องมือผ่าตัดและยาเป็นของเรา นอกจากนั้นเป็นของเรา แต่ว่า...."

"ทำไมจ๊ะ"

ประภาทำตาละห้อย

"วันนี้หมอแสมเขามาหาเราที่ 'อัสฌา' ค่ะ เขาบอกว่าเขาขอรายได้ ๗๕ เปอร์เซ็นต์เพราะเป็นแต่เพียงเจ้าของสถานที่เท่านั้นเท่ากับเป็นเสือนอนกิน"

"แล้วเรากับพวกคุณๆ สามคนนี่ว่ายังไง"

"เราก็ โน.เค.ซีคะ ยังงี้มันเอาเปรียบกันเกินไป ผัวของภาเป็นหมอชั้นเยี่ยมอยู่ทั้งคนทำไมจะต้องง้อหมอแสม ชื่อของแกฟังดูแล้วใครไม่รู้นึกว่าเป็นอ้ายจ๋อ ดิเรกของภาชื่อเพราะกว่าเป็นไหนๆ นอกจากเป็นหมอชั้นดีแล้ว ยังเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้เรืองนามของโลกนี้ด้วย ดิเรกขา ช่วยรับหน้าที่เป็นหมอประจำแผนกเสริมทรงของเราหน่อยนะคะ"

ดร.ดิเรกทำหน้าชอบกล

"ไอมีงานล้นมืออยู่แล้ว โดยเฉพาะงานในด้านวิทยาศาสตร์ ถ้าต้องไปอยู่ประจำที่ 'อัสฌา' ก็เห็นจะแย่หน่อย"

ประไพยกมือไหว้พี่เขยของหล่อนแล้วกล่าวขึ้นทันที

"ช่วยเราหน่อยเถอะค่ะหมอขา ขอความกรุณาช่วยเดือนสองเดือนเท่านั้น เราจะพยายามหาศัลยแพทย์ให้ได้เร็วๆ นี้"

นวลลออพูดเสริมขึ้น

" 'อัสฌา' จะเปิดวันเสาร์แล้วละค่ะ มีเวลาอีก ๓ วัน ไม่ทราบว่าจะไปหาหมอที่ไหน หมอต้องช่วย เถอะค่ะ"

นิกรพยักหน้ากับนายแพทย์หนุ่ม

"เอาเขาหน่อยหมอ นึกว่าเห็นแก่พวกเมียๆ ของเราเถอะวะ ถ้าแกเป็นแพทย์ประจำ 'อัสฌา' เพียงประกาศแกไว้หน้าต้นเท่านั้น จะมีสุภาพสตรีไปรับการเสริมทรงจากแกมากมายทีเดียว"

"กันไม่อยากจะเสี่ยงกับการเสียชื่อเสียง กันเป็นนายแพทย์ที่เชี่ยวชาญก็จริง แต่เก่งในทางอายุรกรรมและสูติกรรม ส่วนการผ่าตัดไม่ใคร่จะได้ทำบ่อยนัก มือกันอาจจะไม่แน่"

"อย่าถ่อมตัวหน่อยเลยวะ เมื่อสองสามวันแกยังจับลูกน้ำในโอ่งมาผ่าตัดเล่น แกผ่าฝีให้กัน กันไม่ได้รับความเจ็บเลย"

ประไพลืมตาโพลง "ผ่าฝีตรงไหนคะกร"

นิกรค้อนขวับ "กลางหลังจ้ะ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง สี่นางต่างช่วยกันอ้อนวอน ดร.ดิเรกให้ช่วยรับหน้าที่แพทย์ประจำร้าน นายแพทย์หนุ่มยังไม่ยอมรับปาก ครั้นถูกรบเร้าหนักๆ เข้าก็กล่าวว่า "ออไร๋ ออไร๋ ถ้าจะให้ผมเป็นหมอแผนกเสริมทรงก็ต้องมีเงื่อนไขดังนี้"

สี่นางยิ้มแป้นไปตามกัน

"เงื่อนไขอะไรบ้างคะ" นวลลออถามทันที

"เงื่อนไขก็คือว่า ผมต้องขอร้องให้สามคนนี่ไปช่วยผมด้วย เพราะผมทำงานคนเดียวไม่ได้ต้องมีผู้ช่วย การเสริมทรง รั้งทรง เหนี่ยวทรง เป็นงานที่ประณีตรอบคอบยิ่ง งานผ่าตัดและเย็บด้วยแล้วอันตรายมาก พลาดพลั้งอาจจะตายได้"

นันทายิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"ตกลงค่ะ แล้วเงื่อนไขอะไรอีกคะ"

ดร.ดิเรกมองดูสี่นางแล้วกล่าวว่า

"เงื่อนไขข้อนี้สำคัญหน่อย พวกคุณอย่าหึงหวงพวกเราเป็นอันขาดเพราะงานของเราต้องอยู่ใกล้ชิดกับสาวๆ การฉายแสง การนวดด้วยไฟฟ้าและการเสริมทรงต้องถูกเนื้อต้องตัวคนไข้บ้าง ซึ่งเป็นไปตามหน้าที่ของเรา"

ประไพพูดโพล่งขึ้นทันที

"รับรองค่ะ พวกเราจะไม่หึงหวงเลย เราช่วยกันทำงานเพื่อความเจริญของร้านเรานี่คะ ถ้าคอยหึงหวงกันก็อย่าทำดีกว่า"

นิกรยิ้มแป้น "ไพพูดเป็นผู้ใหญ่อย่างนี้ค่อยน่ารักและน่าฟังเหลือเกิน นี่ถ้าอยู่กันสองต่อสองพี่ลงนั่งกราบเท้าไพแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะลั่น

"ก็เอาซีโว้ย ไม่มีใครเขาว่าอะไรหรอก เมียดีก็เหมือนแม่"

นิกรหันมายิ้มกับพ่อตาของเขา

"เมียผมพูดมีเหตุผลจริงๆ นะครับ เราตั้งล้านถ้าเราไม่ช่วยกันสร้างความเจริญให้ล้าน ล้านเราก็ต้องเจ๊ง เดี๋ยวนี้ล้านเสริมสวยในกรุงเทพฯ มีตั้งร้อยกว่าล้าน แต่ละล้านตกแต่งนอกล้านและในล้านหรูหราเพื่อให้ลูกค้าติดล้าน"

ท่านเจ้าคุณคว้าขวดวิสกี้ยกขึ้นฟาดกบาลนิกรเต็มเหนี่ยว เสียงดังโพละ

"นี่แน่ะล้าน"

นิกรสะดุ้งเฮือก แล้วนั่งคอพับคออ่อนอยู่บนเก้าอี้เหล็ก ท่ามกลางเสียงหัวเราะงอหายของสี่นาง

ดร.ดิเรกยอมรับปากกับสี่นางว่า เขายินดีรับหน้าที่เป็นนายแพทย์แผนกเสริมทรงของร้าน 'อัสฌา' ภายในกำหนดเวลาเพียงสองเดือน เพราะเขาจะต้องรีบเร่งประดิษฐ์อาวุธจรวดให้กองทัพไทยเตรียมไว้รับมือกับคอมมิวนิสต์ ซึ่งอาจจะรุกรานประเทศไทยเราเมื่อไรก็ได้

พิธีเปิดร้าน 'อัสฌา' ในตอนสายวันเสาร์ที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๐๓ นั้น มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักธุรกิจอาวุโสและแขกผู้มีเกียรติไปชุมนุมกันอย่างคับคั่ง รวมทั้งผู้แทนหนังสือพิมพ์และช่างภาพอีกหลายคน ท่านเจ้าพระยานบพระภูมิบาลบุญดิเรก อดีตเสนาบดีผู้เฒ่าและนักธุรกิจชั้นนำ ได้เป็นผู้เปิดผ้าแพรคลุมป้ายด้วยกลไฟฟ้าและใช้ลูกโป่งขนาดใหญ่สีต่างๆ ดึงผ้าแพรผืนใหญ่ผืนนั้นลอยขึ้นสู่อากาศ ท่ามกลางเสียงเพลงมหาชัย พอเปิดผ้าคลุมป้ายเสร็จแล้วเจ้าพระยานบพระภูมิบาลก็เป็นลมเพราะท่านยืนนานเกินไป ถึงกับต้องช่วยกันหามไปขึ้นรถคาดิลแล็คเก๋งของท่าน

'อัสฌา' ทุ่มเทการโฆษณาเป็นเงินแสน เจริญรอยตามแบบภาพยนตร์ไทย ลงแจ้งความในหนังสือพิมพ์รายวันเต็มหน้า ฉายกระจกตามโรงภาพยนตร์ชั้นหนึ่ง โฆษณาทางวิทยุหลายสถานีและจัดรายการพิเศษออกโทรทัศน์ช่อง ๔ และช่อง ๗

ด้วยการโฆษณาอย่างหนักนี่เอง ทำให้คุณผู้หญิงทั้งที่เป็นสาวและแต่งงานแล้วมีความสนใจในกิจการ ของ 'อัสฌา' มาก บรรดาคุณนายทั้งหลายต่างเตรียมตัวไปรับการผ่าตัดเพื่อให้คุณผู้ชายแปลกใจ คุณนายที่เต็มไปด้วยไขมันจนท้องพลุ้ยออกมาตั้งศอก เตรียมตัวไปตัดเนื้อที่ท้องทิ้งเสียบ้าง บางคนก็คิดจะไปดึงหน้าที่ใบหน้าให้ตึง คุณสาวๆ ที่อกแฟบอยากจะไปฉีดเย็ลลี่ให้ทรวงอกกลายเป็นเขาพระวิหาร บางคนก็อยากลดขนาดอกเขาหิมาลัยให้เหลือเท่าเขาพระวิหาร บ้างจมูกแฟบเห็นแต่รูจมูกก็อยากจะไปให้ ดร.ดิเรกช่วยยกจมูกขึ้นให้โด่ง ที่หน้าเป็นสิวเป็นฝ้าหรือหน้าตกกระก็อยากไปฉายแสงหรือนวดหน้า รวมความแล้วการโฆษณาของ 'อัสฌา' ได้ผลดีมาก

วันแรกที่เปิดร้าน มีสุภาพสตรีหลั่งไหลไปซื้อเครื่องสำอางและเสริมสวยมากมาย แต่แผนกเสริมทรงยังไม่มีใครทดลองทั้งนี้เพราะคุณๆ ผู้หญิงทั้งหลายเกรงว่าจะคิดราคาแพงมาก เนื่องจาก ดร.ดิเรกเป็นนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ใครๆ รู้จักดี ผู้ที่โทรศัพท์มาถึงนายแพทย์หนุ่มตลอดวันไต่ถามราคา เพื่อไปปรึกษากับแฟนหรือคุณผู้ชายที่บ้านก่อน ดร.ดิเรกได้แจ้งให้สุภาพสตรีที่พูดโทรศัพท์กับเขาทุกรายทราบว่า เขาเป็นนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ก็ตาม แต่รับรองว่าเขาไม่คิดค่าตรวจ ค่าเปิดหีบ ค่าคำนับครู 'อัสฌา' คิดค่าบริการถูกกว่าสถานการแพทย์ทุกแห่ง

ในเวลาต่อมา ดร.ดิเรกก็ได้เริ่มต้นเสริมทรงลดทรงสุภาพสตรีทั้งโสดและไม่โสดหลายราย ซึ่งล้วนแล้วแต่มาเสริมหน้าอกให้ใหญ่และมาลดขนาดอกให้เล็กลง เฉพาะคุณผู้หญิงที่ไม่มีหน้าอก ดร.ดิเรกได้ฉีดเย็ลลี่ชนิดลงไปในเนื้อหน้าอกซึ่งทำให้เกิดปทุมทิพย์ขึ้นในทันทีทันใด โดยคิดค่าบริการทำหน้าอกแฟบให้เป็นเขาพระวิหารในอัตรา ๕,๐๐๐ บาท แต่ที่อื่นที่ไม่ใช่แพทย์และรับทำคิดค่าป่วยการถึง ๔,๐๐๐ บาทซึ่งไม่ปลอดภัยและจะทำให้เกิดเป็นมะเร็งที่ถันทั้งสองข้าง เพราะผู้ทำไม่ใช่แพทย์

ชั่วเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ 'อัสฌา' ก็มีความเจริญอย่างผิดคาด ตามธรรมดาคนมีเงินทำอะไรมักจะได้ผลเสมอ ตึกใหญ่หลังร้าน 'อัสฌา' มีคนไข้แผนกศัลยแพทย์หลายคน ประภาต้องจ้างพยาบาลสองคน คนใช้และคนครัวอีกซึ่งเท่ากับเป็นโรงพยาบาลย่อยๆ คนไข้เหล่านี้ผ่าตัดใต้คางให้หายรอยย่น บางคนผ่าตัดยกดั้งจมูก บ้างก็ตัดเนื้อที่หน้าอกหรือที่ท้องทิ้งไปเพราะมีมากเกินควร แต่บางคนก็ผ่าตัดเพื่อให้คนคนเดียวพอใจ ดร.ดิเรกต้องทำงานอย่างหนักที่สุดในการรักษาคนไข้ จนกระทั่งต้องมานอนค้างทีนี่แต่ก็เป็นงานที่เขาพอใจ ส่วน พล นิกร เสี่ยกิมหงวน ก็ไม่ได้ช่วยเหลืออะไร ดร.ดิเรกมากมายนัก โดยมากช่วยขายของหน้าร้านให้ดีขึ้น ซึ่งทุกคนก็พลอยวุ่นวายกับพวกเมียๆ ที่อยู่ประจำร้าน 'อัสฌา' ไปด้วยเหมือนกัน

ชั้นล่างครึ่งหนึ่งจำหน่ายเครื่องสำอางทุกชนิดของ บริษัท แอนนา ร๊อบบินส์สไตล์ ครึ่งหนึ่งเป็นแผนกเสริมสวย ชั้นบนเป็นแผนกเสริมทรง แต่ถ้ามีการผ่าตัดก็ต้องไปทำการผ่าตัดที่ตึกคนไข้ด้านหลังร้าน 'อัสฌา' ตกแต่งสถานที่หรูหรามาก ดังนั้นผู้ทีมารับการเสริมสวยหรือเสริมทรงจึงล้วนแต่มารถเก๋งคันใหญ่ๆ แต่งเครื่องเพชรแพรวพรายใส่น้ำหอมฟุ้ง และผู้ที่มาซื้อเครื่องสำอางก็ล้วนแต่ล่ำซำทั้งนั้น เพราะเครื่องสำอางแต่ละชิ้นราคาแพงกว่าข้าวสารหนึ่งถัง เพียงแต่ลิปสติคก็แท่งละ ๕๐ บาทแล้ว

ตอนสายวันนั้น

พล นิกร กิมหงวนได้ทำหน้าที่เป็นพนักงานขายเครื่องสำอางเหมือนเช่นเคย ความจริงพนักงานขายของมีอยู่แล้วรวม ๔ คน ล้วนแต่เป็นหญิงสาวที่มีรูปโฉมสคราญตาซึ่งนันทากับนวลลออได้มาจากพวกลูกหลานของเพื่อนๆ อายุไม่เกิน ๒๕ ปี ทุกคนมีการศึกษาจบเตรียมอักษรศาสตร์ ที่ต้องใช้คนขายของมีความรู้ก็เนื่องจากรายละเอียดของเครื่องสำอางล้วนแต่เป็นภาษาอังกฤษ คนขายของจะต้องอธิบายให้ลูกค้าทราบ นอกจากนี้อาจจะต้องต้อนรับผู้หญิงชาวยุโรป อเมริกัน เพราะร้าน 'อัสฌา' อยู่ในถิ่นฝรั่ง

สามสหายของเราเต็มใจเป็นคนขายของก็เพราะมีโอกาสใกล้ชิดกับสาวสวยทั้งสี่คนนี่เอง

มันเป็นเวลา ๑๐.๐๐ น.เศษ ประภาขึ้นไปช่วย ดร.ดิเรกอยู่ข้างบนในฐานะที่หล่อนเป็นพยาบาลที่สำเร็จวิชาพยาบาลและผดุงครรภ์มาจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตั้งแต่ครั้งยังสาว ประไพช่วยซอยผมอยู่ในห้องเสริมสวย นันทาทำหน้าที่ต้อนรับลูกค้าและเป็นแค็ชเชียร์แผนกเสริมสวยด้วย ส่วนนวลลออไปดูความเรียบร้อยที่สถานพยาบาลเกี่ยวกับอาหารคนไข้

ไหกระเทียมใบหนึ่งเดินย้ายเผละผละเข้ามาใน 'อัสฌา' ท่าทางของหล่อนเป็นผู้ดีมีเงิน อายุในราว ๔๐ ขวบ สวมเสื้อกระโปรงวันพีชสีเขียวจุดขาว ใส่แหวนเพชรเม็ดเบ้อเริ่มเกือบเท่าลูกมะขามป้อม ผูกนาฬิกาเพชรและที่คอแขวนจี้เพชร แสดงว่าสามีของหล่อนต้องมีเงินล้าน ผิวพรรณบอกว่าไม่เคยรู้จักความจนเป็นอย่างไร ถึงแม้หล่อนอ้วนใหญ่ขนาดเสือ ๓ ตัวกินไม่หมด แต่ใบหน้าของหล่อนก็สวยและสง่ามาก ส่วนที่เสียก็คือลูกฟักขนาดมหึมา ๒ ผลที่หล่อนซ่อนไว้ในเสื้อเท่านั้น

เจ้าแห้วยืนจัดของอยู่บนตู้โชว์ พอแลเห็นหล่อนเข้าเจ้าแห้วก็สะดุ้งเฮือกสุดตัวนึกว่าผีเสื้อสมุทรหลุดเข้ามาในร้าน แต่แล้วเจ้าแห้วก็รีบก้มศีรษะโค้งคำนับอย่างพินอบพิเทา

"สวัสดีครับผม คุณหญิงต้องการอะไรหรือขอรับ"

ไหกระเทียมยิ้มแก้มแทบแตก

"เธอรู้ได้อย่างไรว่าฉันเป็นคุณหญิง"

เจ้าแห้วก้มศีรษะให้หล่อนอีก "บุคคลิกของท่านน่ะซีครับ"

หล่อนหัวเราะชอบใจ "เธอเก่งมาก ถูกละ ฉันเป็นคุณหญิง อ้า-ฉันอยากจะซื้อเครื่องสำอางสักสองสามพันบาท เห็นโฆษณาของ 'อัสฌา' ในหน้าหนังสือพิมพ์แล้วรู้สึกเลื่อมใสมาก"

เจ้าแห้วผายมือไปทาง พล นิกร กิมหงวน ซึ่งยืนเรียงกันอยู่หลังตู้โชว์และกำลังมองดูคุณหญิงลูกค้าใหญ่ ซึ่งมีรูปร่างเกือบเท่ารถถัง เอ็ม. ๒๔

"เชิญแผนกขายโน่นครับ"

"อ้อ-ขอบใจนะยะ" แล้วคุณหญิงศรีสมบูรณ์ฯ ภรรยาของเจ้าคุณเฒ่าก็กลิ้งไหกระเทียมของท่านเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าสามสหาย ท่านมองดูเครื่องสำอางในตู้โชว์ซึ่งสูงขนาดหน้าอกของท่าน แล้วมองดูตู้โชว์ขนาดสูงข้างหลัง พล นิกร กิมหงวน

นิกรกล่าวขึ้นทันที

"ซื้ออะไรครับท่าน เครื่องสำอางทันสมัยมีทุกชนิดครับ ผ้าม่วงผ้าแพร ผ้าไหม ผ้าลินิน เสื้อฝน เตารีด กล้องถ่ายรูป กระติกน้ำ มีดดาบ โม่แป้ง มุ้ง หมอน ที่นอน ตะไกรตัดต้นไม้ พัดลมตั้ง ตะเกียงลาน นาฬิกาปลุก ไวโอลีน หีบเพลงชัก อะไรๆ มีทั้งนั้นครับ"

คุณหญิงศรีสมบูรณ์ฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"ตายจริง ฉันตั้งใจมาร้าน 'อัสฌา' ไหวผ่าไปเวิ้งนครเขษม เออแน่ะ เป็นไปได้"

พลเดือดดาลนิกรอย่างยิ่ง เขารีบกล่าวกับลูกค้าใหญ่เขาทันที

"ประทานโทษเถอะครับท่าน คนขายของคนนี้เพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาครับ"

คุณหญิงศรีสมบูรณ์ฯ ถอยหลังกรูด

"อุ๊ยตาย เขาไม่ทำฉันแน่นะ"

พลกลั้นหัวเราะแทบแย่

"ไม่ทำหรอกครับเขาเป็นโรคจิตที่ไม่เป็นภัยแก่ใคร"

"โถ-เป็นยังไงไปล่ะคุณ"

"บ้าอยากเป็นพระเอกยี่เกครับ"

นายจอมทะเล้นร้องยี่เกขึ้นทันทีและยกมือทั้งสองรำป้อ

นั่นนางไพรหรืออย่างไรหนา

ช่างโสภิตโสภาคล้ายกระปุกตั้งไฉ่

อวบอัดเนื้อปลิ้นจนอึ่ดทึ่ด

ขวัญชีวาแม่ยาจืดโฉมไฉไล

เหมือนกับรถบดถนน ติดกันชนอันใหญ่

พลยกมือคว้านิกรบิด แล้วพาไปหลังร้านทันที แกล้งตีศอกตีเข่า ตบซ้ายตบขวาจนคุณหญิงศรีสมบูรณ์ฯ ร้องเสียงหลง พนักงานขายของทั้งสี่สาวแอบหัวเราะคิกคักไปตามกัน

คุณหญิงศรีสมบูรณ์ฯ กล่าวกับกิมหงวนเบาๆ

"ฉันน่ะ ไม่ถือคนบ้า ไม่ว่าคนเมาหรอกคุณ โถ-น่าสงสาร คนเราสมัยนี้เป็นบ้าง่ายๆ ถ้าหากว่าปล่อยจิตใจฟุ้งซ่านควบคุมไว้ไม่อยู่ อ้า-คุณช่วยแนะนำฉันหน่อยซี หนังฉันเป็นมันมากเกินไป ฉันควรใช้ครีมชนิดใดของบริษัท แอนนา ร๊อบบินส์สไตล์ดี"

กิมหงวนยิ้มให้ลูกค้าของเขา ก้มตัวลงหยิบครีมในตู้ขึ้นมาหนึ่งกระปุก ส่งให้ลูกค้าใหญ่ของเขาอย่างนอบน้อม

"นี่ครับคุณหญิง ควรใช้ครีมเพซทาก่อนนอนทุกๆ คืนเพียงสามสี่ครั้งก็หายครับ ดาราภาพยนตร์ในฮอลลี่วู้ดใช้ครีมเพซทาหน้าทุกคน กระปุกละ ๑๐๕ บาทเท่านั้นครับ"

คุณหญิงอ่านดูอักษรสีทองภาษาอังกฤษที่กระปุกนั้น แล้วท่านก็ทำตาเขียวกับกิมหงวน

"ฉันไม่ได้บอกคุณเลยว่าฉันต้องการยาทาขนร่วง"

อาเสี่ยสะดุ้งเฮือก

"โอ๊ย ขอโทษครับ มันวางอยู่ติดๆ กัน ผมหยิบผิดไป แต่ยาทาขนร่วงนี่ก็ดีนะครับ คุณหญิงไม่ต้องเสียเวลาถอนขนจั๊กกะแร้ นอกจากนี้ยังจะทำให้ผิวหนังอักเสบได้ใช้ครีมนี้ทาทิ้งไว้ ๕ นาที รับรองว่าขนจั๊กกะแร้หรือขนหน้าแข้งหลุดหมด ขึ้นใหม่ก็ไม่อยู่ ถ้าลูกหลานของคุณหญิงจะอุปสมบทใช้ครีมนี้โปะลงบนศีรษะเดี๋ยวเดียวผมร่วงหมดเลยครับ"

คุณหญิงศรีสมบูรณ์ฯ มองซ้ายมองขวาแล้วกระซิบเสียงเบาๆ

"เอาให้ฉันกระปุกหนึ่ง"

"ครับ-ครับ ขอบคุณครับ แล้วคุณหญิงต้องการอะไรอีกครับ"

"ครีมล้างหน้าหนึ่งกระปุกจ้ะ รองพื้นแป้งผัดหน้าช่วยเลือกสีให้เหมาะกับผิวฉันด้วย ไนท์โลชั่นแล้วลิปสติคสองแท่ง"

กิมหงวนเรียกสาวสวยคนหนึ่งมาช่วยห่อของ เขาพยายามอวดอ้างเครื่องสำอางต่างๆ ทั้งพยายามยกยอปอปั้นลูกค้าของเขา คุณหญิงศรีสมบูรณ์ฯ ซื้อเครื่องสำอางสิ้นเงินไปเกือบ ๓,๐๐๐ บาท ท่านเปิดกระเป๋าหนังจระเข้หยิบเงินออกมาจ่ายอย่างหน้าตาเฉย อาเสี่ยสั่งเจ้าแห้วให้นำของไปส่งที่รถ ซึ่งเขารู้ดีว่าท่านผู้ดีมีเงินนั้นแม้จะซื้อสบู่ก้อนเดียวก็ต้องเอาไปส่งที่รถ

คุณหญิงศรีสมบูรณ์ฯ ร้องบอกเจ้าแห้ว

"เอาไปให้คนรถของฉันก็แล้วกัน รถฟอร์ดเก๋งสีน้ำทะเลน่ะ"

เจ้าแห้วหิ้วของเดินลอยหน้าออกไปจากร้าน 'อัสฌา' คุณหญิงศรีสมบูรณ์ฯ เดินดูสินค้าในตู้โชว์ต่อไป เสี่ยหงวนเดินตามและถือโอกาสเสนอขายสินค้า ซึ่งนอกจากเครื่องสำอางแล้ว ยังมีของใช้สำหรับสุภาพสตรีอีกมาก

"คุณหญิงไม่กรุณาซื้อกางเกงในสักตัวหรือครับ สั่งจากอเมริกาโดยตรง บางและนุ่มเหมือนไหมซักน้ำไม่ยืดไม่หด"

คุณหญิงสั่นศีรษะ

"ฉันไม่เคยนุ่งกางเกงในเลย"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"อ้า-สบู่บำรุงผิวยี่ห้อนี้ดีมากนะครับคุณหญิง ๓ ก้อนร้อยบาทเท่านั้น"

คุณหญิงศรีสมบูรณ์ฯ ไม่พูดอะไร เดินนำหน้าพากิมหงวนไปจนลับตาคน ท่านก็กระซิบกระซาบกับเสี่ยหงวน

"ฉันอยากจะพบหมอดิเรก แต่รู้สึกมันกระดากใจเต็มทน"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"ไม่น่ากระดากอายเลยครับคุณหญิง หมอดิเรกเป็นคนดีมาก รักษาความลับของคนไข้ยิ่งชีวิตครับ ประทานโทษผมเข้าใจว่าคุณหญิงต้องการเสริมทรงใช่ไหมครับ"

ไหกระเทียมต่อขายิ้มเอียงอาย

"ค่ะ ฉันอยากจะลดขนาดของฉันและตัดเอาส่วนที่เกะกะออกทิ้งเสียบ้าง พูดง่ายๆ ก็คือตัดเนื้อที่ท้องออกสัก ๒๐ กิโล ที่หน้าอกข้างละ ๒ กิโล แล้วก็ฉันอยากจะให้รูปร่างฉันเล็กกว่านี้สักสองเท่า หมอดิเรกพอจะช่วยฉันได้ไหม"

อาเสี่ยนิ่งคิด "ได้ซีครับ ถ้าหมอดิเรกเอามีดถากเนื้อคุณหญิงออกเสียบ้างและตกแต่งให้ดี คุณหญิงก็คงจะมีเชปสวยงามไม่น้อย ความจริงใบหน้าของคุณหญิงสวยสง่าและมีเสน่ห์มากเชียวครับ"

คุณหญิงยิ้มและค้อนกิมหงวน

"แหม-เล่นยอเค้าซึ่งๆ หน้ายังงี้ เขาก็อายแย่น่ะซี"

"เป็นความจริงครับ คุณหญิงทั้งสวยทั้งสง่า เชิญขึ้นไปแผนกเสริมทรงเถอะครับ ผมจะพาไปพบกับหมอดิเรก"

"ค่ะ ขอบคุณ แหม-ฉันอายหมอจัง หมอดิเรกอยู่ข้างบนคนเดียวหรืออย่างไร"

"อ๋อ-มีพยาบาลอยู่ด้วยครับ คือภรรยาคุณหมอดิเรกนั่นเอง"

"อ้อ-ค่อยยังชั่วหน่อย หมออยู่คนเดียวฉันกลัว แล้วก็น่าเกลียด"

อาเสี่ยพาคุณหญิงศรีสมบูรณ์ฯ เดินเผละผละเข้าไปทางด้านหลังร้าน พอก้าวขึ้นบันไดไปชั้นบนคุณหญิงก็หยุดชะงัก อกสั่นขวัญแขวนเมื่อได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งร้องลั่น

"โอ๊ะ-หมอ กลัวแล้วค่ะ ตายแล้ว"

คุณหญิงศรีสมบูรณ์ฯ หน้าซีดเผือด กล่าวกับเสี่ยหงวนเสียงแผ่วเบา

"ฉันลาละคุณ วันหลังมาใหม่ดีกว่า"

กิมหงวนหัวเราะ

"ไม่มีอะไรที่น่ากลัวหรอกครับ สุภาพสตรีที่ร้องเอะอะจมูกแกบี้ครับ หมอดิเรกกำลังงัดดั้งจมูกขึ้น เมื่อวานแกมางัดหนหนึ่งแล้ว แกเป็นคนปากเบาครับร้องเรื่อยเปื่อยไปยังงั้นเอง เชิญข้างบนเถอะครับ"

คุณหญิงทำตาปริบๆ

"หมอเอาอะไรงัดดั้งจมูกคุณทราบไหม"

อาเสี่ยนิ่งคิด

"ใช้ด้ามช้อนกินข้าวนี่แหละครับ ใส่เข้าไปในรูจมูกแล้วงัดขึ้น ทำให้จมูกเป็นสันและโด่งขึ้นทันที งัดสองครั้งจมูกโด่งเหมือนแหม่ม"

คุณหญิงศรีสมบูรณ์ฯ ถอนหายใจหนักๆ แล้วเดินตามกิมหงวนขึ้นบันไดไปชั้นบน

ชั่วเวลาไม่ถึงเดือน 'อัสฌา' ก็มีลูกค้าขาประจำมากมาย เครื่องสำอางของ บริษัท แอนนา ร๊อบบินส์สไตล์จำหน่ายขายดีมาก ช่างเสริมสวยทุกคนต้องทำงานอย่างหนักตลอดวัน ซึ่งสี่นางกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เหน็ดเหนื่อยไม่น้อย แต่เมื่อมีรายได้อย่างดงามเช่นนี้ทุกคนก็ลืมความเหน็ดเหนื่อย แม้กระทั่งสี่สหายของเราก็ทำงานตัวเป็นเกลียว เกือบจะไม่มีเวลาสนใจกับธุรกิจอื่นๆ

คนไข้ที่ตึกพยาบาลมีอยู่ประจำอย่างน้อย ๑๐ คน สุภาพสตรีเหล่านี้มาทำการผ่าตัดเพื่อช่วยตนเองให้มีเสน่ห์ยิ่งขึ้น คุณหญิงศรีสมบูรณ์ฯ กำลังเป็นคนไข้ของ ดร.ดิเรก จากการผ่าตัดเนื้อที่หน้าท้องทิ้งไป และผ่าตัดเนื้อหน้าอกทิ้งไป นอกจากนี้ยังผ่าตัดใต้คางดึงเนื้อหนังที่ใบหน้าให้ตึง ผ่าตัดเนื้อที่น่องทั้งสองข้างทำให้น่องเรียวเล็ก การเสริมทรงและรั้งทรงทำให้คุณหญิงศรีสมบูรณ์ฯ สวยขึ้นกว่าเดิมมาก เจ้าคุณศรีสมบูรณ์ฯ มาเยี่ยมในวันแรกถึงกับจำไม่ได้ นึกว่าคุณหญิงของท่านเป็นคนไข้สาวของ ดร.ดิเรก

บ่ายวันนั้นเวลา ๑๔.๐๐ น. เศษ เจ้าแห้วได้พาสุภาพบุรุษในวัยสูงอายุคนหนึ่ง ท่าทางภูมิฐานแต่งสากลเรียบร้อยขึ้นมาพบกับ ดร.ดิเรกในห้องรับแขกชั้นบนหน้าห้องเสริมทรง เจ้าแห้วเชิญให้สุภาพบุรุษผู้นั้นนั่งเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง แล้วถือนามบัตรสีขาวเดินเข้าไปในห้องเสริมทรง ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เอง ดร.ดิเรกกำลังง่วนอยู่กับเครื่องฉายรังสีอุลตร้าไวโอเล็ทของเขา

"รับประทานมีแขกมาหาครับคุณหมอ"

ดร.ดิเรกซ่อมเครื่องไฟฟ้าพลางพูดพลาง

"เอาผ้ามาขายหรือยังไง"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"รับประทานคนไทยครับ"

"คนไทยทำไมถึงบอกว่าแขกล่ะ" แล้วนายแพทย์หนุ่มก็หัวเราะ เอื้อมมือรับนามบัตรแผ่นนั้นมาจากเจ้าแห้ว ยกขึ้นอ่านดูข้อความภาษาไทยในนั้น

บุญยืน คำหล้า

เลขานุการส่วนพระองค์

ฟ้าหญิงแห่งเชียงตุง

ดร.ดิเรกลืมตาโพลง ผลุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันทีแล้วกระซิบถามเจ้าแห้ว

"เขามาคนเดียวหรือ"

"ครับ รับประทานมาคนเดียวครับ นั่งรออยู่หน้าห้อง"

"ท่าทางเป็นยังไงวะ"

เจ้าแห้วนิ่งคิด แล้วกระซิบตอบ

"รับประทานก็เหมือนกับคนเรานี่แหละครับ มีหูมีตามีจมูกปาก"

นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เดี๋ยวก็เปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นเอง ลงไปเอาเครื่องดื่มและบุหรี่ขึ้นมาเร็วๆ สุภาพบุรุษผู้นี้เป็นแขกสำคัญของข้า"

"ออไร๋ ออไร๋" เจ้าแห้วรับคำแล้วเดินออกไปจากห้อง

ดร.ดิเรกเดินตามเจ้าแห้วออกไป นายบุญยืนสุภาพบุรุษในวัย ๖๐ เศษ รีบลุกขึ้นยืนประณมมือไหว้นายแพทย์หนุ่มอย่างนอบน้อม ดร.ดิเรกรับไหว้ทันที ต่างฝ่ายต่างทักทายกัน นายบุญยืนพูดเสียงแปร่งเล็กน้อยบอกให้รู้ว่าเขาเป็นคนไทยภาคเหนือ ดร.ดิเรกเชิญให้แขกของเขานั่ง ต่างคนต่างทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมคนละตัว

"ยินดีมากครับที่ได้รู้จักกับคุณ" ดร.ดิเรกพูดยิ้มๆ "คุณต้องการให้ผมช่วยคุณให้กลับเป็นหนุ่มอีกใช่ไหมครับ ผมพอจะช่วยด้วยการเปลี่ยนอวัยวะของคุณบางอย่างหรือมิฉะนั้นก็ฉีดฮอร์โมนให้ รับรองว่าในสัปดาห์แรกคุณจะเตะปีบดังสนั่นหวั่นไหวและเป่าขี้เถ้าให้ได้ฟุ้ง สัปดาห์ที่สองคุณจะคึกคักเข้มแข็งเหมือนกับว่าคุณมีอายุเพียง ๓๐ ปีเท่านั้น คุณจะมีอีหนูเล็กๆ สักสามสี่คนก็ยังไหว"

นายบุญยืนทำหน้าชอบกล เขาฝืนหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า

"ที่คุณหมอพูดไม่ใช่จุดมุ่งหมายของผมที่มาหาคุณหมอเลย ผมแก่แล้วครับ ถ้าผมเป็นนาฬิกาก็เท่ากับย่ำค่ำครึ่งพลบค่ำแล้ว ไม่ใช่ย่ำรุ่งหรือเที่ยงวัน ผมมีบุตรภรรยาเป็นหลักฐานแล้ว ความสุขของผมในเพศสูญสิ้นไปสิบกว่าปีแล้ว"

ดร.ดิเรกยิ้มแหยๆ

"ถ้ายังงั้นผมก็ต้องขอประทานโทษ อ้า-คุณมีอะไรที่จะใช้ผมหรือครับ"

นายบุญยืนหัวเราะเบาๆ

"คุณหมอพูดเพราะเหลือเกิน ผมมาพบคุณหมอตามรับสั่งของฟ้าหญิงจันทิมาแห่งนครเชียงตุงครับ"

นายแพทย์หนุ่มทำหน้าตื่น

"ฟ้าหญิงจันทิมา "

"ครับ ถูกแล้ว พระองค์มีพระนามว่าจันทิมา เป็นฟ้าหญิงองค์เดียวแห่งเชียงตุง ผมเองเป็นชาวเชียงรายครับ แต่เจ้าพ่อของฟ้าหญิงทรงโปรดผม รับสั่งให้ผมเป็นเลขานุการส่วนพระองค์ของฟ้าหญิงจันทิมา ครับ"

เจ้าแห้วถือถาดใส่หีบบุหรี่และน้ำผลส้มแช่เย็นสองแก้วเดินขึ้นบันไดมา ตรงมาที่โต๊ะ วางถาดลงบนโต๊ะ หยิบของในถาดออกมาแล้วถือถาดเปล่าเดินลงบันไดไป ดร.ดิเรกเชิญให้เขาดื่มน้ำผลส้มและสูบบุหรี่ นายบุญยืนกล่าวขอบคุณเบาๆ ลักษณะท่าทางของเขาเป็นผู้ดีและไว้ตัวมาก

"คุณบุญยืนครับ ฟ้าหญิงมีพระประสงค์ใดที่รับสั่งให้คุณมาพบผม"

สุภาพบุรุษผู้สูงอายุยิ้มให้ ดร.ดิเรก

"พระประสงค์ของพระองค์ก็คือต้องการให้คุณหมอเสริมพระองค์ให้ ฟ้าหญิงจันทิมาทรงอ่านพบโฆษณาของร้าน 'อัสฌา' ในหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งซึ่งคนของพระองค์ในเชียงรายส่งหนังสือพิมพ์รายวันและรายสัปดาห์ไปถวายเสมอ ฟ้าหญิงมีพระวรกายสูงโปร่ง มีพระพักตร์ผุดผ่องสวยงามมาก พระชันษา ๒๓ ปีเท่านั้น ทรงเป็นยอดนารีที่เลอโฉมยากที่จะหาใครเปรียบได้ แต่พระอุระเหี่ยวแห้ง พระองค์จึงมีพระประสงค์ที่จะให้คุณหมอช่วยในเรื่องนี้ แล้วฟ้าหญิงก็ชวนผมเสด็จมากรุงเทพฯ มีมหาดเล็กและนางข้าหลวงติดตามมา ๑๐ คน เสด็จประทับแรมอยู่ที่บ้านนายศรีเมือง เศรษฐีเตาบ่มใบยาเชียงรายครับ บ้านพ่อเลี้ยงศรีเมืองอยู่ในซอยอารีพหลโยธิน ฟ้าหญิงรับสั่งให้ผมมาเรียนถามคุณหมอดูก่อนว่า จะต้องใช้เวลามารับการเสริมทรงสักกี่วัน ถ้านานเกินไปพระองค์ก็ทำไม่ได้ เพราะจะต้องรีบเสด็จกลับไปให้ทันงานวันคล้ายวันสมภพของเจ้าพ่อของพระองค์ ซึ่งเป็นงานใหญ่ยิ่งที่สุดในนครเชียงตุง"

"ออไร๋ ออไร๋ กลับไปกราบทูลฟ้าหญิงเถอะครับว่าการเสริมทรงอกตามธรรมดาใช้เวลา ๕ วัน แต่สำหรับฟ้าหญิงผมจะใช้เวลาเพียง ๓ วันเท่านั้น แต่พระองค์จะต้องเสด็จมาประทับที่โรงพยาบาลชั่วคราวของเราหลังร้าน 'อัสฌา' นี้ ผมรับรองว่าพระอุระของฟ้าหญิงจะมีขนาดเหมือน เจน รัสเซล หรือ มารีลีน มอนโร เชียวครับ"

"โอ้โฮ คุณหมอทำได้ถึงอย่างนี้"

"ครับ ไม่ยากอะไร ผมฉีดเยลลี่ให้เท่านั้นจะเอาขนาดลูกฟักหรือหมอนข้างก็ได้"

นายบุญยืนทำหน้าตาย

"ฟ้าหญิงคงมีพระประสงค์เพียงงามสมส่วนของผู้หญิงสวยเท่านั้น คือไม่มากและไม่น้อยเกินไป ผมจะรีบกลับไปทูลให้ทรงทราบเดี๋ยวนี้ อ้า-คุณหมอคิดค่าป่วยการสักเท่าใดครับ ที่ผมถามนี่ผมถามเป็นส่วนตัว"

"ค่าป่วยการหรือครับ" นายแพทย์หนุ่มทวนคำ แล้วลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือริมห้อง ถือลูกคิดอันหนึ่งเดินกลับมานั่ง วางลูกคิดลงบนตักดีดลูกคิดอย่างรวดเร็ว สักครู่ก็เงยหน้าขึ้นมองดูเลขานุการของฟ้าหญิง "คิดค่ากินอยู่และค่าบริการทั้งหมดแสนห้าหมื่นครับ"

นายบุญยืนไม่ได้แสดงทีท่าประหลาดใจอะไรเลย

"ฟ้าหญิงทรงกะว่า คุณหมอคงเรียกอย่างน้อยสองแสนเพราะพระองค์เป็นเจ้า เป็นธรรมดาอยู่เองที่คุณหมอจะต้องคิดราคาสูง แต่ไม่เป็นไรครับเงินแสนห้าหมื่นของฟ้าหญิงก็เท่ากับสตางค์สิบอันเดียวเท่านั้น"

นายแพทย์หนุ่มอ้าปากหวอ

"พระองค์ทรงร่ำรวยมากหรือครับ"

"ก็ไม่มากอะไรนัก เท่าที่ผมทราบ เจ้าพ่อของฟ้าหญิงมีเงินในราวห้าหกร้อยล้านเท่านั้นเอง อ้า ผมรบกวนเวลาคุณหมอมานานแล้ว เห็นจะต้องลากลับเสียที อีกในราวหนึ่งชั่วโมงผมจะโทรศัพท์มาเรียนให้ทราบว่าฟ้าหญิงจะโปรดว่าอย่างไร" พูดจบสุภาพบุรุษผู้สูงอายุก็ยกมือไหว้ลานายแพทย์หนุ่ม "ผมลาละครับคุณหมอ"

ดร.ดิเรกรีบรับไหว้ทันที

"สวัสดีครับคุณหลวง"

นายบุญยืนทำคอย่น

"เปล่า ผมไม่ได้เป็นคุณหลวงคุณเถนอะไรหรอก ผมชื่อบุญยืนครับ"

ดร.ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"แต่ท่าทางของคุณภาคภูมิราวกับคุณหลวงจริงๆ นะครับ กรุณาทูลฟ้าหญิงด้วยนะครับว่า ผมจะสนองพระองค์ท่านอย่างดีที่สุด การเสริมทรงจะทำให้พระองค์พอพระทัยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการเสริมหน้าอกให้สวยผมชำนาญมาก"

ต่างคนต่างยิ้มให้กันและลุกขึ้นยืน ดร.ดิเรกตามลงไปส่งเลขานุการของฟ้าหญิงจันทิมาข้างล่าง

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง นายบุญยืนก็โทรศัพท์มาถึงนายแพทย์หนุ่มตามที่เขาสัญญาไว้

"ฮัลโหล ดิเรกพูดอยู่นี่แล้วครับ"

"อ้อ คุณหมอหรือครับ ผม....บุญยืน คำหล้าครับ ผมยินดีจะเรียนให้ทราบว่า ฟ้าหญิงจันทิมาตกลงพระทัยที่จะเป็นคนไข้ของคุณหมอแล้ว และพระองค์จะรับสั่งกับคุณหมอทางโทรศัพท์เดี๋ยวนี้"

ดร.ดิเรกลืมตาโพลง

"โอ๊ะ อย่าเพิ่งครับ โปรดให้ผมสวมเสื้อชั้นนอกให้เรียบร้อยเสียก่อน"

"ไม่ต้องครับ คุณหมอ พูดโทรศัพท์ไม่เห็นตัวกันไม่เป็นไรหรอกครับ"

ดร.ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"ออไร๋ ถ้าเช่นนั้นเชิญพระองค์รับสั่งกับผมได้แล้วครับ"

อีกฝ่ายหนึ่งเงียบไปสักครู่ แล้วนายแพทย์หนุ่มก็ได้ยินเสียงแจ๋วๆ หวานฉ่ำมาตามสาย

"สวัสดีค่ะ ข้าเจ้าจันทิมา"

นายแพทย์หนุ่มใจเต้นระทึก เสียงของฟ้าหญิงจันทิมาหวานฉ่ำน่าฟังราวกับระฆังเงิน พระองค์รับสั่งช้าๆ แต่น้ำเสียงละมุนละไม และแปร่งเล็กน้อยตามสำเนียงไทยเหนือ

ดร.ดิเรกวางหูโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ก้มศีรษะโค้งคำนับแล้วยกหูโทรศัพท์ขึ้นพูด

"สวัสดีกระหม่อม กระหม่อมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงสุดเท่าที่ฝ่าพระบาทประทานพระเกียรติรับสั่งกับกระหม่อมทางโทรศัพท์เช่นนี้"

"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ข้าเจ้าอยู่ในเมืองไทยข้าเจ้าก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง หมอคะ ข้าเจ้าตกลงเป็นคนไข้ของหมอแล้ว"

"โอ-เป้นพระกรุณาอย่างยิ่งกระหม่อม ฝ่าพระบาทจะเสด็จมาร้าน 'อัสฌา' เมื่อไร"

"ข้าเจ้าจะไปถึงร้าน 'อัสฌา' ในเวลา ๑๗.๐๐ น.วันนี้ค่ะ บอกให้รู้ตัวเสียก่อน ข้าเจ้ายินดีที่จะรักษาตัวอยู่ที่สถานพยาบาลของหมอในเวลา ๓ วัน"

ดร.ดิเรกตื่นเต้นยินดีเหลือที่จะกล่าว

"กระหม่อมพร้อมแล้วที่จะถวายการรักษาอย่างดีที่สุด"

"ขอบคุณค่ะ ๑๗.๐๐ น.ตรง ข้าเจ้าจะไปที่ร้าน 'อัสฌา' แน่นอน เลิกกันนะคะ"

นายแพทย์หนุ่มนึกเสียดายอย่างยิ่งที่เขาได้ฟังเสียงของฟ้าหญิงจันทิมาเพียงเท่านี้ เขาค่อยๆ วางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิม เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองดูเวลาแล้วยืนหันรีหันขวางอยู่ข้างโทรศัพท์ สักครู่ก็เดินลงบันไดไปข้างล่าง เพื่อนำข่าวดีที่สุดไปแจ้งให้คณะพรรคของเขาและสี่นางทราบ ทุกคนจะได้เตรียมตัวต้อนรับเจ้าฟ้าหญิงผู้สูงศักดิ์แห่งรัฐเชียงตุง ดร.ดิเรกตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าวเพราะนอกจากเขาจะได้ค่าเสริมทรงตั้ง ๑๕๐,๐๐๐ บาทแล้ว 'อัสฌา' ยังจะได้มีโอกาสโฆษณาชวนเชื่อว่า ฟ้าหญิงจันทิมาแห่งนครเชียงตุงได้เสด็จมารับการเสริมทรงที่ 'อัสฌา'

ไม่เพียงแต่ ดร.ดิเรก ทุกคนตื่นเต้นไปตามกันเมื่อทราบข่าวนี้ ดังนั้นการต้อนรับฟ้าหญิงจันทิมาจึงจัดทำกันเป็นการด่วน ห้องพิเศษที่ตึกสถานพยาบาลหลังร้าน 'อัสฌา' ห้องหนึ่งถูกจัดเป็นห้องประทับของฟ้าหญิง มีเตียงนอนขนาด ๓ ฟิตครึ่งแบบทันสมัยที่นอนยางฟองน้ำ ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน หมอนข้าง ผ้าห่มนอนและมุ้งใหม่เอี่ยม มีตู้ใส่เสื้อผ้าสวยงาม มีโต๊ะเก้าอี้รับแขกทันสมัยและมีห้องน้ำอยู่ในห้องนอน นิกรกับกิมหงวนทำหน้าที่ตรวจห้องน้ำอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อหารูที่นักดูถ้ำมองเจาะไว้ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าห้องน้ำมีรูแม้แต่รูเดียว

ครั้นได้เวลา ๑๖.๓๐ น. สี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ยืนออกันอยู่หน้าร้าน 'อัสฌา' สี่สหายกับท่านเจ้าคุณแต่งกายแบบสากลเรียบร้อย นันทา นวลลออ ประภาและประไพ สวมเสื้อกระโปรงชุดสีชมพูเหมือนกันทั้ง ๔ คน หญิงสาวซึ่งเป็นพนักงานขายของหน้าร้านพลอยตื่นเต้นไปด้วย แต่พวกช่างเสริมสวยหลายคนยังทำงานอยู่ในห้องเสริมสวยเพราะยังมีแขกมาดัด หวีผมและแต่งเล็บอยู่หลายคน

จนกระทั่ง ๑๖.๕๕ น.

พลีมัธเก๋งสีเทาคันหนึ่งแล่นมาหยุดหน้าร้าน 'อัสฌา' พอดี นิกรเผลอตัวร้องตะโกนลั่น

"มาแล้ว มาแล้วโว้ย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องบอกทุกๆ คน

"เข้าแถวเรียงเดี่ยว และถวายคำนับพร้อมๆ กัน เร็ว"

สี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วรีบเข้าแถวทันที ทุกคนต่างมองไปที่พลีมัธเก๋งด้วยความตื่นเต้น คนขับรถแต่งกายสะอาดเรียบร้อยลงมาเปิดประตูตอนหลังให้ แต่หญิงสาวร่างสคราญตายังนั่งนิ่งเฉย จนกระทั่งนายบุญยืนลงมาจากตอนหน้ารถก้มศีรษะถวายคำนับ ฟ้าหญิงจันทิมาจึงเสด็จนำหน้าพานางข้าหลวงร่างอวบอัดคนหนึ่งเสด็จลงมาจากรถ

ฟ้าหญิงจันทิมาทรงซิ่นยกลายทองพื้นสีแดง สวมฉลองพระองค์สีเหลืองอ่อนแบบเวลาเย็น พระวรกายสูงโปร่ง พระพักตร์ไฉไลและสง่าสมกับเป็นเจ้าหญิงผู้สูงสักดิ์ แต่พระอุระแห้งมองไม่เห็นส่วนนูนแม้แต่น้อย ฟ้าหญิงเชียงตุงทรงเครื่องมรกตประดับเพชร นับตั้งแต่สร้อยพระศอ สร้อยพระกรและต่างหู ส่วนพระดัชนีข้างซ้ายสวมพระธำรงค์เพชรลูกขนาดใหญ่ ความสวยสง่าของพระองค์ทำให้ประชาชนคนเดินถนนถึงกับหยุดมอง

เลขานุการส่วนพระองค์เชิญเสด็จฟ้าหญิงเข้ามา ในร้าน 'อัสฌา' นางข้าหลวงถือกระเป๋าเงินใบใหญ่แบบทันสมัยติดตามมาอย่างใกล้ชิด พอเสด็จเข้ามาในร้าน ดร.ดิเรกก็ร้องบอกทุกคนด้วยเสียงอันดัง

"ถวายคำนับ"

การถวายคำนับต่างกระทำอย่างพร้อมเพรียงกัน พวกผู้ชายก้มศีรษะเฉยๆ พวกผู้หญิงมีการถอนสายบัวด้วย ดร.ดิเรกปราดเข้าไปเฝ้าและก้มศีรษะถวายคำนับอีกครั้งหนึ่ง

"กระหม่อมและพวกเรา ขอต้อนรับฝ่าพระบาทเป็นแขกผู้มีเกียรติยิ่งของ 'อัสฌา' กระหม่อมคือด็อกเตอร์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ กระหม่อม"

ฟ้าหญิงทรงแย้มพระสรวลเล็กน้อย ประทานพระหัตถ์ขวาให้

"ขอบคุณมากหมอ ข้าเจ้าปลื้มใจมากที่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเช่นนี้" รับสั่งจบก็ทรงสะดุ้งเมื่อกิมหงวนเผลอตัวจามออกมาดังๆ

นิกรกระซิบกระซาบกับเจ้าแห้ว

"นี่เทพธิดาเหาะลงมาจากฟ้าหรือยังไงวะอ้ายแห้ว สวยอะไรอย่างนี้"

เจ้าแห้วเห็นพ้องด้วยและกระซิบตอบ

"รับประทานไม่เพียงแต่สวยอย่างเดียวครับ รวยซะด้วย"

นิกรทำหน้าเบ้

"นั่นน่ะซี แหวนเพชรเม็ดเบ้อเริ่ม อย่างขี้หมูขี้หมาเฉพาะแหวนเพชรก็สี่ห้าแสนแล้ว ปล้นรึ"

เจ้าแห้วสะดุ้งแล้วหัวเราะ

"อย่าเลยครับ เสียเวลาขนของไปอยู่ในคุกเปล่าๆ "

ดร.ดิเรกได้แนะนำฟ้าหญิงจันทิมาให้รู้จักกับคณะพรรคพวกของเขาทีละคน นับจากเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นคนแรก ฟ้าหญิงทรงยื่นพระหัตถ์ให้และรับสั่งอย่างอ่อนหวานนุ่มนวลปราศจากการถือพระองค์ บางทีก็รับสั่งเป็นภาษาอังกฤษปนภาษาไทย แล้วทรงขอโทษที่พระองค์นึกคำภาษาไทยไม่ได้

ที่หน้าร้าน 'อัสฌา' ไทยมุงร้อยกว่าคนยืนออกันแน่น โจษกันให้แซ่ดไปหมดว่าเจ้าหญิงพระองค์หนึ่งเสด็จมาที่ร้านนี้ ฟ้าหญิงเชียงตุงทรงโอภาปราศรัยกับสี่สหายและสี่นางเป็นอย่างดี สักครู่ ดร.ดิเรกก็เชิญเสด็จขึ้นชั้นบนและให้ประภาตามขึ้นไป

ดร.ดิเรกทูลฟ้าหญิงว่า

"กระหม่อมขอเชิญเสด็จเข้าห้องเสริมทรงเสียเลย กระหม่อมจะได้เริ่มตรวจ และทูลความประสงค์ของฝ่าบาท"

ฟ้าหญิงจันทิมาทรงมีทีท่ากระดากอายไม่น้อย รับสั่งให้เลขานุการและนางข้าหลวงนั่งรออยู่หน้าห้อง ต่อจากนั้นก็เสด็จตามนายแพทย์หนุ่มกับประภาเข้าไปในห้องเสริมทรงซึ่งเป็นกระจกฝ้า มีเครื่องปรับอากาศเย็นสบาย ภายในห้องมีเตียงทันสมัยอยู่หนึ่งเตียง ตู้เก็บสิ่งของเครื่องใช้ในการเสริมสวย มีเครื่องใช้ไฟฟ้าซึ่งเป็นเครื่องนวดหน้านวดตัวและเครื่องฉายรังสี นอกจากนี้ก็มีชั้นเก็บของ มีโต๊ะเก้าอี้รับแขกตั้งอยู่ริมห้อง

ประภาเชิญให้ฟ้าหญิงเชียงตุงประทับบนเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่ง แล้วหล่อนก็บุ้ยใบ้ให้นายแพทย์หนุ่มนั่งลงข้างๆ ส่วนประภาเลี่ยงไปนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือ

"ถ้าฝ่าพระบาทพร้อมแล้ว กระหม่อมก็ใคร่จะขอตรวจฝ่าบาทเสียก่อน"

ฟ้าหญิงจันทิมาเต็มไปด้วยความเอียงอาย

"ข้าเจ้าอยากจะให้คุณประภาตรวจแทนหมอได้ไหมคะ"

ดร.ดิเรกทำหน้าเบ้ ยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"กระหม่อมเสียใจ ประภาเป็นพยาบาลไม่ใช่แพทย์ มีความรู้เฉพาะวิชาพยาบาลและผดุงครรภ์เท่านั้น ฝ่าพระบาทไม่น่าจะอายหมอ การเสริมทรงก็ต้องตรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วน กระหม่อมเป็นแพทย์ย่อมมีจรรยาแพทย์ และกระหม่อมเคยตรวจสุภาพสตรีมาหลายพันคนแล้ว"

ประภาทูลฟ้าหญิงอย่างนอบน้อม

"หม่อมฉันอยู่เป็นพยานด้วยเพคะ ถ้าไม่ประทานอนุญาตให้หมอดิเรกตรวจ การเสริมพระอุระก็ทำไม่ได้เพราะหมอจะต้องได้เห็นขนาดของพระอุระก่อน เพราะต้องตรวจดูให้แน่ว่าพระอุระทั้งสองข้างจะขยายตัวอีกได้แค่ไหนเกี่ยวกับการให้เย็ลลี่ฉีดเข้าไปในพระอุระ ซึ่งหม่อมฉันเป็นคนฉีดเองในความควบคุมของหมอดิเรก"

ฟ้าหญิงจันทิมาทรงยิ้มออกมาได้

"ถ้าคุณเป็นคนฉีด ข้าเจ้าก็พอใจมาก"

ประภาก็หัวเราะเบาๆ

"เชิญเสด็จไปประทับบนเตียงเถิดเพคะ"

ฟ้าหญิงถอนพระทัย

"หมายความว่าข้าเจ้าจะต้องถอดเสื้อออก"

"เพคะ"

ฟ้าหญิงจันทิมาลุกจากเก้าอี้เสด็จไปประทับนั่งบนเตียงตรวจร่างกาย และทำเสริมทรงโดยไม่ต้องผ่าตัด ต่อจากนั้นพระองค์ก็ถอดฉลองพระองค์ชั้นนอกสีเหลืองออก ส่งให้ประภาซึ่งยืนอยู่ข้างเตียง คงเหลือแต่ยกทรงแพรบางๆ อีกตัวเดียวเท่านั้น

ประภารู้สึกว่าฟ้าหญิงทรงละอายก็ช่วยถอดยกทรงให้ คราวนี้ฟ้าหญิงแห่งนครเชียงตุงก็เปลือยพระวรกายส่วนบนทั้งหมด ดร.ดิเรกเป็นนายแพทย์เขาไม่ได้รู้สึกนึกคิดในทางอกุศลจิตเลย เขารู้แต่ว่าเขามีหน้าที่ตรวจปทุมถันของฟ้าหญิง เพื่อการเสริมทรงด้วยการฉีดเย็ลลี่ชนิดหนึ่งเข้าไป

ก่อนที่ ดร.ดิเรกจะลงมือตรวจ ประตูห้องเสริมทรงก็ถูกผลักออก นิกรเดินยิ้มกริ่มเข้มาในห้อง ฟ้าหญิงตกพระทัยหวีดร้องสุดเสียงรีบยกพระกรทั้งสองปิดพระอุระ นิกรหยุดชะงักลืมตาโพลง ดร.ดิเรกโกรธจนหน้าเขียว

"เก๊ทเอ๊าท์" เขาตะโกนสุดเสียง "ยูเก๊ทเอ๊าท์ เสือกเข้ามาทำไม"

นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ แล้วยืนหัวเราะ

"เจ๊กเย็นตาโฟมาจอดอยู่หน้าร้าน เห็นแกเคยชอบกินกันก็ขึ้นมาบอก แฮ่ะ แฮ่ะ ไม่กินก็แล้วไป"

ดร.ดิเรกขบกรามกรอด

"ออกไป"

นิกรสะดุ้งโหยง หมุนตัวเดินกลับออกไปจากห้องเสริมทรงทันที ฟ้าหญิงเชียงตุงถอนพระทัยโล่งอก

"ห้องทำไมไม่มีกลอนล่ะคะหมอ" รับสั่งถามอย่างไม่พอพระทัย

"ไม่มีกระหม่อม ตามธรรมดาคนที่จะเข้ามาในห้องนี้ก็ต้องเคาะประตูบอกให้รู้เสียก่อน"

"นายคนนั้นเห็นข้าเจ้าหมดแล้ว"

ดร.ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"ไม่มีอะไรที่เพื่อนกระหม่อมสนใจหรอก แต่ถ้าฉีดเย็ลลี่แล้วก็จะเป็นจุดสนใจแก่ทุกๆ คน"

ฟ้าหญิงพยักพระพักตร์

"ตรวจเถอะค่ะหมอ เดี๋ยวใครโผล่เข้ามาอีก นี่ถ้าเป็นเมืองเชียงตุง ฉันจะสั่งให้คนของฉันจับนายคนนั้นไปขังคุกทันที"

ดร.ดิเรกบ่นพึมพำเท่าที่นิกรถือวิสาสะเข้ามาในห้อง ต่อจากนั้นนายแพทย์หนุ่มก็เริ่มลงมือตรวจฟ้าหญิงซึ่งเป็นการตรวจที่สุภาพตามหน้าที่ของหมอ และมีประภาอยู่เป็นเพื่อนฟ้าหญิงจันทิมาอยู่ตลอดเวลา

"หน้าอกของฝ่าบาทเล็กเกินไป กระหม่อมรู้สึกว่าพระองค์มีพระโลหิตน้อยและคงไม่ชอบเสวยอาหารจำพวกไขมัน"

"ค่ะ อาหารไขมันข้าเจ้าเกลียดมาก"

"ออไร๋ เพราะเหตุนี้หน้าอกของฝ่าบาทจึงเล็ก ประทานโทษการเสริมทรงจะช่วยให้สวยขึ้นเพราะหน้าอกของฝ่าบาทไม่ยานหรือแบน กระหม่อมจะฉีดเย็ลลี่ชนิดหนึ่งให้รับรองว่าหน้าอกของฝ่าบาทจะขยายตัวขึ้น อ้า-ประทานโทษฝ่าพระบาทมีพระประสงค์อย่างไร"

ฟ้าหญิงทรงยิ้มเอียงอาย

"ข้าเจ้าไม่เข้าใจคำถามของหมอ"

ดร.ดิเรกอึดอัดใจอย่างยิ่ง เพราะเกรงพระทัยฟ้าหญิงแห่งนครเชียงตุงนั่นเอง

"ประทานโทษฝ่าบาท โปรดอย่าทรงคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องหยาบคายหรือเรื่องที่น่าอับอาย อ้า--ประทานโทษการเสริมทรงหน้าอกกระหม่อมทำให้ได้ ๙ ชนิดด้วยกัน สุดแล้วแต่มีพระประสงค์"

"ชนิดใดบ้างคะ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแห้งๆ

"กระหม่อมต้องขอประทานอภัยโทษอีกครั้ง การเสริมทรง ๙ ชนิดก็คือ เขาพระวิหาร ปทุมมาลย์เหนือน้ำ ชะง้ำตั้งจาก ไม่มากไม่น้อย คล้อยเคลื่อนสั่นไหว ใครเห็นใครรัก ฟักฟาดร้าน แล้วก็มโหฬารล้นอก ฝ่าบาทจะต้องการอย่างไหน"

ฟ้าหญิงเชียงตุงไม่กล้าสบตากับ ดร.ดิเรก

"ข้าเจ้าอยากได้ คล้อยเคลื่อนสั่นไหว"

โอ-ดีทีเดียวกระหม่อม สุภาพสตรีที่มีหน้าอกแบบคล้อยเคลื่อนสั่นไหว จะช่วยให้มีเสน่ห์อย่างยิ่งเพราะไม่ต้องใช้ยกทรง ยามเดินหน้าอกสั่นกระเพื่อมเล็กน้อย กระหม่อมรับรองว่าจะทำให้ถูกต้องตามพระประสงค์"

"ขอบคุณค่ะหมอ"

ทันใดนั้นเองประตูห้องเสริมทรงก็ถูกผลักออกอีก อาเสี่ยกิมหงวนเดินเข้ามาในห้องอย่างร้อนรน ยกมือซ้ายกุมหูซ้ายของเขาและร้องครวญครางน่าสงสาร ฟ้าหญิงจันทิมาพระทัยหาย รีบยกพระหัตถ์ปิดพระอุระด้วยความอาย

"เฮ้" ดร.ดิเรกตะโกนลั่น "เข้ามาทำไมไม่เคาะประตูก่อน"

อาเสี่ยขมวดคิ้วนิ่วหน้าร้องครางน่าสงสาร

"ช่วยกันหน่อยหมอ กันปวดแก้วหูจนนัยน์ตาฟางมองไม่เห็นอะไรแล้ว ขอโทษทีที่ไม่ทันเคาะประตู"

ดร.ดิเรกยกมือเท้าสะเอวมองดูเพื่อนเกลอของเขาอย่างเคืองๆ

"ยูเป็นอะไร"

กิมหงวนร้องครางหงิงๆ

"อะไรมันเข้าหูกันก็ไม่รู้ โอย หมอจ๋าช่วยด้วย ปวดจนทนไม่ไหวแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มยกมือจับแขนอาเสี่ยพาเดินไปทางชั้นวางของ แล้วตรวจดูหูข้างซ้ายของกิมหงวน

"เสือกเอาผักบุ้งยัดเข้าไปในหูทำไม"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ แล้วครางต่อไป ส่วนสายตาจ้องมองดูฟ้าหญิงเชียงตุงอย่างชื่นชม

"โอย หมอจ๋า ไม่ได้ยัดเข้าไปหรอก กันกินเย็นตาโฟแล้วยังไงก็ไม่รู้ พอกลืนผักบุ้งเข้าไปมันผลุดออกมาทางหูข้างนี้ ปวดเหลือเกินช่วยแคะออกทีซี"

ดร.ดิเรกเม้มปากแน่น เปิดกล่องนิคเกิลบนโต๊ะหยิบคีมอันหนึ่งออกมา แล้วเอาคีมดึงผักบุ้งชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นผักบุ้งดิบๆ ยาวประมาณหนึ่งนิ้วออกมาจากรูหูของกิมหงวน

"ไป-ออกไปได้ อย่าพยามให้อะไรเข้าหูอีกล่ะ กันกำลังตรวจฟ้าหญิงคนไข้พิเศษของเรารู้ไหม"

อาเสี่ยฝืนยิ้ม แล้วพูดเสียงน่าสงสาร

"กันนั่งอยู่ในห้องนี้ด้วยคนไม่ได้หรือ"

"ไม่ได้" ดร.ดิเรกตวาดเสียงดัง "เก๊ทเอ๊าท์ ต่อไปเห็นจะต้องทำมะเหงกอัตโนมัติไว้ที่ประตูสักอัน ใครเข้ามาไม่เคาะประตูเรียกก่อนเป็นถูกเขกกบาล"

กิมหงวนเดินยิ้มกริ่มออกไปจากห้องเสริมทรง ซึ่งประตูห้องเป็นประตูสปริงเมื่อผลักออกไปหรือผลักเข้ามาพอปล่อยมือมันก็ปิดได้เอง

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ฟ้าหญิงจันทิมาก็มีขนาดทรวงอกใหญ่ขึ้นกว่าเดิมครึ่งหนึ่ง การฉีดเย็ลลี่พิเศษเข้าไปในพระถันทั้งสองข้าง ทำให้พระองค์รู้สึกเจ็บปวดพระอุระ หลังจากฉีดเย็ลลี่เข้าไปแล้ว เพราะอวัยวะส่วนหน้าถูกบังคับให้ขยายตัว ถึงแม้ว่ามันจะมีสภาพเหมือนรังบวบหรือฟองน้ำยืดหรือหดตัวได้ก็ตาม

คณะพรรคสี่สหายและสี่นางพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้เชิญเสด็จฟ้าหญิงเชียงตุงไปที่สถานพยาบาลหลังร้าน 'อัสฌา' ซึ่งฟ้าหญิงพอพระทัยมากที่พระองค์มีที่พักสวยงามสะอาดเรียบร้อย มีพยาบาลพิเศษประจำอยู่หนึ่งคน

"คุณกับบัวแก้วกลับไปบ้านได้แล้ว" พระองค์รับสั่งกับเลขานุการส่วนพระองค์ "ค่ำวันนี้ให้บัวแก้วเอาเสื้อผ้าและเครื่องแต่งหน้ามาให้ฉัน เครื่องเพชรทั้งหมดนี่คุณเก็บไว้ให้ฉันด้วยนะ"

คืนนั้นอาเสี่ยกิมหงวนของเรานอนไม่หลับ

ความโสภิตของฟ้าหญิงจันทิมาทำให้อาเสี่ยนึกถึงตลอดเวลา เขาอยากอพยพไปอยู่เชียงตุงเสียแล้ว อาเสี่ยบอกตัวเองว่าฟ้าหญิงเชียงตุง มีพระสิริโฉมสคราญตายิ่งกว่านางสาวไทยเป็นไหนๆ การเสริมทรงในครั้งแรกช่วยให้พระองค์สวยขึ้นอีก

วันรุ่งขึ้น

หลังจากอาหารเช้าผ่านพ้นไปแล้ว รถเก๋งสองคันก็พาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสี่นางกับเจ้าแห้วออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" มุ่งตรงไปที่ร้าน 'อัสฌา' ซึ่งละม่อมสาวใช้เก่าแก่ของคุณหญิงวาดได้ไปนอนเฝ้าร้านอยู่ที่นั่น ทำหน้าที่ปิดเปิดร้านเสร็จ ส่วนคนทำความสะอาดร้านนันทาได้จ้างชายชราคนหนึ่ง

เมื่อมาถึง 'อัสฌา' ก็ปรากฎว่าช่างเสริมสวยกำลังบริการลูกค้าสุภาพสตรีผู้มีเกียรติ และมีสตางค์หลายคนอยู่ในห้องเสริมสวย แผนกเครื่องสำอางค์ก็เริ่มต้นต้อนรับลูกค้าหลายคนทั้งๆ ที่เป็นเวลาเช้าเพียง ๙.๐๐ น.เท่านั้น สุภาพสตรี ๓ คนรอพบ ดร.ดิเรกอยู่ในห้องรับแขกชั้นบน คนหนึ่งขายาวเก้งก้างมากเกินไป ต้องการให้ ดร.ดิเรกตัดขาออกข้างละคืบ คนหนึ่งน่องเล็กเหมือนอ้อยขาไก่ต้องการให้ ดร.ดิเรกตัดเนื้อที่ตัวหล่อนปะน่องให้สวยงามเหมือน เบ็ตตี้ เกรเบิล อีกคนหนึ่งถูกสามีบ่นว่าไม่ได้ความ ต้องการมาปรึกษา ดร.ดิเรกว่าทำอย่างไรหรือแก้ไขอย่างไรจึงจะได้ความ แต่ละคนมารถเก๋งคันใหญ่ ละม่อมได้เล่าให้ ดร.ดิเรกฟังเช่นนี้

สี่นางรีบเข้าไปช่วยช่างเสริมสวย ดร.ดิเรกรีบขึ้นไปพบลูกค้าแผนกเสริมทรงของเขา พลกับนิกรเข้าไปช่วยพนักงานขายของสาวทั้ง ๔ คน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ช่วยเหลือทั่วๆ ไป ส่วนเจ้าแห้วเดินเตร่ไปมา ผูกเน็คไทหรูหราวางท่าเหมือนกับเป็นผู้จัดการห้าง

อาเสี่ยกิมหงวนถือโอกาสไปเฝ้าฟ้าหญิงที่สถานพยาบาลหลังร้าน 'อัสฌา' ทันที เสน่ห์ของฟ้าหญิงเชียงตุงทำให้อาเสี่ยติดอกติดใจมาก ฟ้าหญิงทั้งสวยทั้งสุภาพน่ารัก

เมื่อเข้ามาในห้องที่ประทับ กิมหงวนแลเห็นฟ้าหญิงจันทิมาประทับนั่งอยู่บนเตียง และบัวแก้วนางข้าหลวงคนโปรดนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่บนพรมปูพื้น ฟ้าหญิงทรงฉลองพระองค์ในชุดนอน เสื้อและกางเกงสีฟ้าอ่อนเย็นตา

กิมหงวนก้มศีรษะถวายคำนับอย่างนอบน้อม

"สวัสดีฝ่าบาท"

ฟ้าหญิงพนมหัตถ์ไหว้เขาและยิ้มให้เขา

"สวัสดีค่ะ อาเสี่ย นั่งซีคะ"

เสี่ยหงวนทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง

"เมื่อคืนนี้บรรทมหลับสบายดีหรือกระหม่อม"

"ค่ะ สบายดี พยาบาลพิเศษเอาใจใส่กับข้าเจ้าดีมาก แต่ความจริงข้าเจ้าก็ไม่ได้เจ็บป่วยมากมายอะไร ขณะนี้สบายดีแล้ว" รับสั่งจบก็หันมาทางข้าหลวง "เธอไปบอกคุณบุญยืนให้ไปบอกเจ้าหน้าที่สถานทูตอเมริกาเถอะว่า ถ้าเขาต้องการให้การซื้อขายเสร็จสิ้นลงในวันนี้ฉันทำไม่ได้ เพราะมะรืนนี้ฉันจึงจะได้รับเงินของเจ้าพ่อที่ส่งมาทางดร้าฟท์"

อาเสี่ยกิมหงวนพูดขัดขึ้นทันที

"ประทานโทษ ฝ่าบาทรับสั่งถึงเรื่องอะไรกระหม่อม"

"เรื่องรถยนต์ค่ะ ข้าเจ้าจะซื้อรถฟอร์ดลินคอล์นจากเจ้าหน้าที่สถานทูตอเมริกาคนหนึ่ง รถเพิ่งใช้ได้สองเดือนเขาขายให้เพียงแสนบาทเท่านั้นเพราะเขาถูกเรียกตัวกลับ ข้าเจ้าให้บุญยืนไปติดต่อกับเขาเมื่อเช้านี้ขอชำระเงินและโอนทะเบียนวันศุกร์ เพราะเงินล้านบาทที่เจ้าพ่อส่งมาให้ข้าเจ้านั้น จะมาถึงวันศุกร์นี้ คุณบุญยืนให้บัวแก้วมาบอกข้าเจ้าว่า เจ้าของรถเขามีความประสงค์จะขายในวันนี้ มิฉะนั้นก็ไม่ตกลง"

กิมหงวนพูดขึ้นทันที

"กระหม่อมยินดีให้ฝ่าบาทยืมเงินแสนบาทเอาไปซื้อรถก่อน กระหม่อมจะเซ็นเช็คให้เดี๋ยวนี้"

"โอ-อย่าเลยค่ะ อาเสี่ยคะ ข้าเจ้าขอบคุณมาก ข้าเจ้าไม่ชอบรบกวนใครและตั้งแต่เกิดมาข้าเจ้าไม่เคยเป็นหนี้ใครเลย"

อาเสี่ยล้วงกระเป๋ากางเกง เขาหยิบสมุดเช็คออกมา

"มิได้กระหม่อม อย่างนี้เป็นการช่วยเหลือกัน กระหม่อมจะเสียใจมากถ้าฝ่าบาทปฏิเสธ กระหม่อมทราบดีว่าฝ่าบาทพอพระทัยฟอร์ดลินคอล์นคันนี้มาก รถอย่างนี้ที่เชียงตุงคงไม่มีเพราะในกรุงเทพฯ กระหม่อมเคยเห็นเพียงสองสามคันเท่านั้น"

"ขอบคุณมากค่ะอาเสี่ย ข้าเจ้ารบกวนอาเสี่ยมากเกินไปเสียแล้ว"

กิมหงวนยิ้มแก้มแทบแตก

"ไม่เป็นไรมิได้กระหม่อม" พูดจบเขาก็ดึงปากกาปลอกทองออกมา แล้วเปิดสมุดเช็ควางลงบนขาของเขาเซ็นสั่งจ่ายเงินแสนบาทให้ฟ้าหญิงจันทิมา เมื่อเซ็นและอ่านทวนดูเรียบร้อยก็ฉีกออกจากเล่มส่งให้ฟ้าหญิงแห่งนครเชียงตุง

"ข้าเจ้าจะไม่ลืมไมตรีจิตของอาเสี่ยเลย วันเสาร์ข้าเจ้าจะให้เงินแสนบาทให้อาเสี่ยนะคะ" แล้วฟ้าหญิงก็ส่งเช็คให้นางข้าหลวง "เอาเช็คนี่ไปให้คุณบุญยืน ให้เขาไปเบิกเงินที่ธนาคารแล้วจัดการซื้อรถฟอร์ด

ลินคอล์นให้ฉันให้เสร็จเรียบร้อยในวันนี้"

นางข้าหลวงเก็บเช็คใส่กระเป๋าเงินแล้วก้มลงกราบ ค่อยๆ คลานออกไปจากห้องแสดงความเคารพนบนอบฟ้าหญิงจันทิมาอย่างสูงสุด

บ่ายวันนั้นเอง ดร.ดิเรกได้ฉีดเย็ลลี่เสริมทรงให้ฟ้าหญิงจันทิมาแห่งนครเชียงตุงอีก ทำให้พระอุระมีขนาดใหญ่ขึ้นอีก สี่สหายกับสี่นางต่างผลัดเปลี่ยนหน้ากันไปเฝ้าตลอดเวลา ฟ้าหญิงยิ้มแย้มแจ่มใสและรับสั่งเชิญชวนทุกคนให้ไปเที่ยวเชียงตุง ซึ่งพระองค์จะให้การต้อนรับอย่างดีที่สุด รับสั่งชมเชยว่าอาเสี่ยกิมหงวน สปอร์ทและใจดีที่สุดที่ให้พระองค์ขอยืมเงินแสนบาทซื้อรถฟอร์ดลินคอล์น

ตอนหัวค่ำวันนั้นเอง

ขณะที่สี่สหายนั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่ในห้องโถง ทำหน้าที่เฝ้าบ้านเพราะเมียๆ ของเขาพาคุณหญิงวาดไปดูภาพยนตร์รอบ ๑๙.๐๐ น.ที่เฉลิมเขตร์ เสียงกริ่งโทรศัพท์ก็ดังกังวานขึ้น เจ้าแห้วนั่งอยู่บนขั้นบันไดชั้นบนรีบลุกไปที่เครื่องรับโทรศัพท์ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เอง อาเสี่ยกิมหงวนกำลังชวนเพื่อนเกลอของเขาตามเสด็จเจ้าฟ้าหญิงจันทิมากลับเชียงตุง

เจ้าแห้วเดินเข้ามาหาสี่สหายแล้วกล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างยิ้มแย้ม

"รับประทานเชิญไปพูดโทรศัพท์ทีเถอะครับ อาเสี่ยกำลังมีโชคดีอย่างมหาศาล

กิมหงวนขมวดคิ้วย่น

"ใครพูดมาวะ"

"คุณพิสมัยพยาบาลพิเศษประจำพระองค์ครับ"

"ฮ้า" เสี่ยหงวนร้องลั่น "ฟ้าหญิงรับสั่งให้ข้าไปเฝ้ากระมัง"

"รับประทานคงจะยังงั้นแหละครับ"

กิมหงวนเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน วิ่งไปที่เครื่องโทรศัพท์ไม่ทันระวังตัวก็สะดุดเท้าขวาของพลซึ่งยื่นออกมาขวางหน้า ทำให้เสียหลักล้มตะครุบกบดังป้าบ แต่แล้วก็รีบลุกขึ้นมายกมือชี้หน้าพลอย่างเดือดดาล

"เล่นยังงี้ดีเรอะ"

พลหัวเราะลั่น

"ที่จริงแกควรจะขอโทษกันเพราะสะดุดขากัน ไปเถอะรีบไปพูดโทรศัพท์เผื่อบางทีฟ้าหญิงรับสั่งให้แกไปนอนเป็นเพื่อนพระองค์ในคืนวันนี้"

กิมหงวนยิ้มแป้น

"ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงกันคงดีใจตาย"

แล้วอาเสี่ยก็รีบเดินไปที่เครื่องรับโทรศัพท์ ยกหูโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นพูด

"ฮัลโหล ผม กิมหงวนพูดอยู่นี่แล้วครับ"

"อ๋อ อาเสี่ยหรือคะ ดิฉันพิสมัยค่ะ ฟ้าหญิงจันทิมาได้เสด็จไปจากสถานพยาบาลแล้ว เลขานุการเอารถมารับไปค่ะ ขณะที่เสด็จไปมีคนไข้ห้องติดๆ กันแลเห็นฟ้าหญิงทิ้งจดหมายเปิดผนึกไว้ในห้องหนึ่งฉบับ จ่าหน้าซองถึงอาเสี่ยค่ะ ขณะนี้จดหมายอยู่ในมือดิฉัน"

กิมหงวนใจเต้นระทึก

"คุณพิสมัยช่วยอ่านจดหมายของฟ้าหญิงให้ผมฟังหน่อยซีครับ"

"ค่ะ ดิฉันจะอ่านให้ฟังเดี๋ยวนี้ ฟังนะคะ อาเสี่ยที่นับถือ ดิฉันขอกราบลาด้วยความสำนึกในพระคุณอย่างสูง ความจริงดิฉันไม่ใช่ฟ้าหญิงเชียงตุงหรอกค่ะ ดิฉันเป็นสาวสังคมคนหนึ่ง ส่วนนายบุญยืนนั้นคือบิดาของดิฉันเอง ลาก่อนนะคะ ด้วยความเคารพอย่างสูง...จาก ดิฉัน"

อาเสี่ยปล่อยหูโทรศัพท์หลุดจากมือ แล้วทรุดตัวลงนั่งเหยียดขามองพื้นห้องในท่าทางเหมือนกับจะเป็นลม

นิกรเห็นเข้าก็แปลกใจจึงกล่าวถาม

"อ้าว-เฮ้ย เป็นลมเรอะ"

กิมหงวนทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ ฝืนใจลุกขึ้นยืน เดินระทดระทวยเข้ามาหาเพื่อนๆ กระแทกตัวลงนั่งบนเก้าอี้นอนตัวหนึ่งแล้วร้องไห้โฮเหมือนเด็กๆ เจ็บใจที่เสียรู้ผู้หญิง

นิกรทำหน้าตื่น

"อ้าว-ได้ข่าวอะไรหรือวะ หัวเราะร่วนเป็นไข่เค็ม"

อาเสี่ยตวาดแว้ด

"ร้องไห้โว้ยไม่ใช่หัวเราะ ฟ้าหญิงจันทิมากลายเป็นเจ้าเจี้ยวไปแล้ว ฮือๆๆ หล่อนหนีไปจากสถานพยาบาลของเราแล้ว"

พล นิกร และ ดร.ดิเรกสะดุ้งเฮือก

"เป็นความจริงหรืออ้ายหงวน" พลถามโดยเร็ว

"เออ-คุณพิสมัยโทรศัพท์มาบอกกัน หล่อนหนีไปและเขียนจดหมายถึงกัน สารภาพว่าหล่อนไม่ได้เป็นเจ้า"

ดร.ดิเรกนัยน์ตาเหลือก

"มายก๊อด ถ้ายังงั้นแสนบาทของแกลอยน้ำไปแล้ว โอ้โฮโว้ย หล่อนแสดงละครนอกเวทีได้แนบเนียนมาก นึกว่าเป็นเจ้าที่แท้กลายเป็นนักต้มมนุษย์ชั้นสูง"

สี่สหายต่างวิพากษ์วิจารณ์กันในเรื่องนี้ ในที่สุดทุกคนก็ลงความเห็นว่าเพชรของหล่อนนั้นล้วนแต่เป็นของเก๊ทั้งสิ้น หล่อนมีแผนการอันลึกซึ้งต้มคณะพรรคสี่สหายก็เพราะรู้ว่าทุกคนล้วนแต่ร่ำรวย อย่างไรก็ตามนิกรได้กล่าวว่าสำหรับเขาแล้วแม้แต่เพียง ๑๐๐ บาทเขาก็ไม่ให้ยืม

กิมหงวนเห็นเจ้าแห้วนั่งหัวเราะงอไปงอมาก็ชักฉิว ลุกขึ้นเดินไปทางเจ้าแห้วทันที

"หัวเราะเยาะข้าหรือ"

เจ้าแห้วเย็นวาบไปทั้งตัว

"นั่นแน่ รับประทานอาเสี่ยหาเรื่องกระทืบผมละซีอย่า...อย่าเพิ่งโมโหครับ รับประทานผมมีทางช่วยอาเสี่ยแล้ว"

เสี่ยหงวนยิ้มออกมาได้

"ช่วยยังไง"

เจ้าแห้วลุกขึ้นยืน

"รับประทานผมจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า มีรถพลีมัธเก๋งซึ่งเป็นรถพระที่นั่งของฟ้าหญิงเฮงซวยนั่น เป็นรถแท๊กซี่ป้ายดำจอดอยู่ที่ราชวงศ์เป็นประจำครับ ผมจำตุ๊กตาสุนัขเกรธฮาวนด์ที่หน้าหม้อได้ รถคันอื่นไม่เคยติดตุ๊กตาอย่างนี้"

"เจ้าแห้ว" กิมหงวนกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"ถ้าเช่นนั้นพาข้าไปเดี๋ยวนี้ คนขับรถเป็นผู้ที่ร่วมคิดกับนังคนนั้น ข้าจะเอาเข้าตะรางให้หมด เงินตั้งแสนไม่ใช่เล็กน้อย ไปโว้ยกันจับคนขับรถได้มันก็ต้องสารภาพกับตำรวจเองว่า นังคนนั้นกับนายบุญยืนและนังบัวแก้วอยู่ที่ไหน พากันไปเถอะกันจะให้รางวัลแกพันบาท"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"รับประทานตกลงครับ ถ้าอ้ายคนรถฮึดสู้ผมเหยียบกรามแตกไปเลย รับประทานวันนี้ลองเปิดฉากสู้ดูสักที"

กิมหงวนหันมาทางเพื่อนเกลอของเขา

"แกสามคนว่าไง ไปกับกันไหมล่ะ"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่เอาโว้ย ขายหน้าแม่คนนั้นแกเปล่าๆ เราก็ชั้นเซียนเหยียบเมฆมือถือแส้วิเศษ เสียรู้เขาแล้วก็ทำไม่รู้ไม่ชี้เสียดีกว่า เงินแสนสำหรับแกก็ไม่ใช่ว่ามากมายอะไร"

เสี่ยหงวนขบกรามกรอด

"แต่มันเจ็บใจว่ะ หลงพินอบพิเทาเสียแทบแย่ นึกว่าเป็นเจ้าที่กลายเป็นจั้บโป้ย ไปโว้ย อ้ายแห้วเราไปกันสองคน"

ครั้งแล้วอาเสี่ยก็พาเจ้าแห้วเดินออกไปจากห้องโถง พล นิกร ดร.ดิเรก ต่างวิจารณ์กันในเรื่องนี้ต่อไป ทุกคนยอมรับว่าสาวสวยผู้นั้นเป็นนักต้มมนุษย์ชั้นยอด

ในราว ๒๓.๐๐ น.เศษ คาดิลแล็คเก๋งซี่งขับโดยเจ้าแห้ว และมีกิมหงวนนั่งอยู่ข้างซ้ายได้มาถึงสี่แยกราชวงศ์และเลี้ยวซ้ายมือไปตามถนนราชวงศ์อย่างแช่มช้า พอใกล้จะถึงธนาคารแห่งหนึ่งกิมหงวนก็ตื่นเต้นดีใจ

"เฮ้ย-หยุด หยุดตรงนี้ รถพลีมัธคันนั้นจอดอยู่ข้างธนาคารเห็นไหม"

เจ้าแห้วหยุดรถทันที ต่อจากนั้นทั้งสองก็พากันเดินข้ามฟากถนน ตรงไปที่หมู่รถแท๊กซี่ป้ายส่วนบุคคล ซึ่งล้วนแต่เป็นรถเก๋งขนาดใหญ่แบบทันสมัยจอดอยู่หลายคัน คอยต้อนรับพวกอาเสี่ยกระเป่าหนักในราคาค่าโดยสารที่แพงกว่ารถแท๊กซี่ป้ายสาธาณะ

กิมหงวนพาเจ้าแห้วปราดเข้ามายืนข้างคนขับ ซึ่งกำลังนั่งฝันหวานอยู่ในรถ เขาเป็นชายกลางคนอายุไม่เกิน ๔๐ ปี ท่าทางสุภาพเรียบร้อย แต่งกายสะอาด เมื่อเขาแลเห็นเสี่ยหงวนเขายิ้มให้และกล่าวถามนอบน้อม

"ไปไหนครับ"

เสี่ยหงวนจำหน้านักขับแท๊กซี่ผู้นี้ได้ดี

"เปล่า กันไม่ได้มาโดยสารรถแกหรอก รถของกันจอดอยู่ฝั่งตรงข้ามโน่น แต่กันจะมาเอาตัวแกเข้าตะราง กันจะบอกให้กันคือเจ้าของร้าน 'อัสฌา' ที่แกพาฟ้าหญิงเชียงตุงไปส่งเมื่อตอนเย็นวานซืนนี้"

คนขับแท๊กซี่หน้าซีดเผือด

"โอ ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลยครับ"

กิมหงวนเค้นหัวเราะ

"ไปพูดกันที่โรงพักบางรักดีกว่า แกสมรู้ร่วมคิดกับผู้หญิงสาวคนนั้นหลอกเอาเงินกันไปแสนบาท"

นักขับแท๊กซี่เต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตะราง

"โธ่-ผมไม่รู้อะไรจริงๆ ครับ เขามาเช่ารถผม ผมก็ต้องบริการเขา เขาจะเป็นใครผมไม่ทราบ กรุณาอย่าเอาเรื่องผมเลยครับ ลูกผมตั้ง ๔ คน"

กิมหงวนถอนใจลึกๆ

"เอายังงี้เถอะเพื่อน อั๊วจะให้ตำรวจกันลื้อไว้เป็นพยาน ลื้อจะได้ไม่ต้องมีธุระไปติดตะรางแต่ว่าลื้อต้องพาอั๊วไปที่บ้านนังผู้หญิงคนนั้นเดี๋ยวนี้ อย่าโกหกว่าลื้อไม่รู้จักถ้าไม่อยากย้ายบ้านจากนอกคุกไปอยู่ในคุก ลื้อก็ต้องพาอั๊วไป"

นักขับแท๊กซี่ยิ้มแห้งๆ

"คุณต้องกรุณากันผมเป็นพยานจริงๆ นะครับ"

"เออ-กันสาบานให้ก็ได้ ให้ดิ้นตายซิ...เอ้า"

คนขับรถพลีมัธยกมือไหว้เขา

"ขอบคุณครับ ผม-อ้า-ผมขอสารภาพตามตรงว่าผมสมรู้ร่วมคิดกับผู้หญิงคนนั้นและพ่อของหล่อนกับเพื่อนของหล่อนอีกคนหนึ่งที่สมมุติชื่อว่าบัวแก้ว ความจริงชื่อสมศรีครับและฟ้าหญิงชื่อสุนี เป็นนักต้มมนุษย์ชั้นสูงเพราะหล่อนมีความรู้ดี เคยไปเรียนปีนังครับ ขณะนี้สุนีกับสมศรีดูหนังอยู่ที่ศรีราชวงศ์นี่แหละครับ สั่งให้ผมรอที่นี่ ถ้าหากว่าผมไม่ได้ผู้โดยสารประเดี๋ยวหนังเลิกก็พากันมาที่รถผมครับ"

อาเสี่ยยิ้มแป้น หันมาทางเจ้าแห้ว

"นางสิงห์ติดกับเราแน่"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานจับส่งตำรวจเลย สำคัญนัก"

เสี่ยหงวนเปลี่ยนสายตามาที่นักขับแท๊กซี่

"กันกับคนของกันจะไปดักคอยสุนีกับสมศรีหน้าโรงหนัง แกคอยที่นี่นะอย่าหลบหนีกันเป็นอันขาด กันจดเบอร์รถไว้แล้ว ถ้าแกหนีแกเป็นติดคุกแน่นอน"

"ครับ ครับ คุณกรุณาผมอย่างนี้แล้วผมจะหนีทำไม"

อาเสี่ยพยักหน้า

"หล่อนมาดูหนังกันตามลำพังเท่านั้นหรือ"

"ครับ มากันตามลำพังเท่านั้น บ้านหล่อนอยู่ตรอกจันทน์ครับ ผมยินดีที่จะพาคุณไป"

"ขอบใจมาก อ้า....แกชื่ออะไร"

"ผมชื่อพรครับ"

กิมหงวนอมยิ้ม

"ขอใบขับขี่ของแกให้กันยึดไว้ก่อนเถอะ"

พรรีบล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบใบขับขี่รถยนต์สาธารณะออกมาส่งให้โดยดี ซึ่งกิมหงวนจะเอาอย่างไรเขาก็ต้องยอมรับเพราะกลัวติดตะรางนั่นเอง กิมหงวนพาเจ้าแห้วเดินข้ามฟากถนนตรงไปดักสองสาวที่หน้าโรงภาพยนตร์ศรีราชวงศ์ แต่แล้วก็ย้อนกลับมารอคอยทางรถคาดิลแล็คเก๋ง เพราะเกรงว่าสองสาวจะออกทางหลังโรงภาพยนตร์

"อ้ายแห้ว"

"ครับ"

"นังสมศรีที่สมมุติตัวเป็นนางข้าหลวงรูปร่างอวบอัดถูกใจแกไหมวะ"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"ไม่เลวครับ ส่วนเว้าส่วนโค้งรับประทานแน่ไปเลย"

"ดีแล้ว กันยกสมศรีให้เป็นของแกตลอดคืนวันนี้ สำหรับกันนังสุนีต้องเป็นของกันอย่างไม่มีปัญหา เราจะพาหล่อนไปบางปู"

เจ้าแห้วลืมตาโพลง

"รับประทานหล่อนเป็นสาวเป็นนาง หล่อนจะยอมไปกับเราหรือครับ ผู้หญิงกับผู้ชายไปอยู่ร่วมห้องที่บางปูในเวลาค่ำคืนเช่นนี้ รับประทานน่าเกลียด"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ถ้าเขาไม่ไป กันก็จะพาไปมอบตัวให้กับตำรวจโรงพักบางรักเจ้าของท้องที่ อย่างน้อยก็ติดคุก ๖ เดือนฐานปลอมแปลงเป็นฟ้าหญิงล่อลวงเรา ถ้าไปกับเราพรุ่งนี้พอแสงทองส่องฟ้าเราก็พามาส่งบ้าน เรื่องเงินแสนบาทก็เป็นเลิกแล้วต่อกัน"

เจ้าแห้วจุ๊ปาก

"รับประทานค่าตัวของหล่อนแพงมากมายไปหน่อยนะครับ"

"แต่ว่าหล่อนสวยหยาดเยิ้มไม่ใช่เล่น"

การสนทนายุติลงเพียงชั่วขณะ ภาพยนตร์รอบ ๑๙.๓๐ น.ของโรงภาพยนตร์ศรีราชวงศ์เลิกแล้ว ประชาชนพากันเดินออกมาจากซอยหลังโรงภาพยนตร์เป็นกลุ่มๆ และเดินมาทางสี่แยกราชวงศ์ก็มีไม่น้อย

เจ้าแห้วตาไวแลเห็นนักต้มมนุษย์สองสาวเดินมาทางสี่แยกราชวงศ์ เขากระโดดโลดเต้นร้องเอะอะชี้มือบอก

"ฮ่ะ ฮ่ะ รับประทานมาแล้วครับ ของผมแต่งชุดสีเขียว รับประทานฟ้าหญิงทรงสีทอง"

เสี่ยหงวนดีใจอย่างยิ่ง เดินนำหน้าพาเจ้าแห้วบุกเข้าไปหานางสิงห์ผู้อ้างตัวว่ามาจากเชียงตุง พอแลเห็นอาเสี่ยกิมหงวน สุนีกับสมศรีก้หยุดชะงักอกสั่นขวัญแขวน ใบหน้าถอดสีไปตามๆ กัน ฟ้าหญิงกำมะลอมีท่าทีเหมือนกับจะเป็นลม ต่างนึกไม่ถึงว่าจะพบอาเสี่ยอย่างประจัญหน้าเช่นนี้

อาเสี่ยหมดความเคารพนับถือแล้ว เขายกมือจับแขนสุนีทันที เจ้าแห้วถือโอกาสจับแขนสมศรีไว้

"ไม่ต้องตกใจหนู" กิมหงวนพูดยิ้มๆ "เรื่องตะรางรับรองว่าไม่ติดแน่ๆ ไปคุยกันที่รถฉันเถอะ"

สุนีตัวสั่นงันงก

"อาเสี่ยจะพาหนูไปไหนคะ"

กิมหงวนยักคิ้วให้แล้วพูดเสียงยานคาง

"บ.ใบไม้ สระอา ง.งู ป.ปลา สระอูจ้ะ"

หล่อนสั่นศีรษะ

"ได้โปรดเถอะค่ะ หนูจะรีบกลับบ้าน"

อาเสี่ยตวาดแว๊ด

"อยากติดคุกเรอะ แล้วกัน....เห็นใจฉันบ้างซี รักหนูแทบจะกลืนกินตั้งแต่นาทีแรกที่ได้เห็นหน้า ไปน่าไปดูพระจันทร์ตกน้ำที่บางปู บางทีเราจะได้เห็นพระจันทร์ลั่นป้อ เลือกเอาก็แล้วกัน จะไปบางปูหรือไปโรงพัก"

สุนียิ้มแห้งๆ

"ไปบางปูค่ะ"

กิมหงวนกับเจ้าแห้วต่างพาสองสาวไปที่รถคาดิลแล็คเก๋ง เจ้าแห้วนั่งคู่กับสมศรีตอนหน้ารถ อาเสี่ยนั่งแนบชิดสุนีตอนหลัง สองสาวเต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นใจ เมื่อรถคาดิลแล็คเก๋งแล่นออกจากที่และกลับรถกลางถนน เสี่ยหงวนร้องตะโกนเรียกนายพรคนขับรถแท๊กซี่ เขาโยนใบขับขี่ไปตกข้างรถพลีมัธแล้วดึงสุนีเจ้ามากอด

จบบริบูรณ์