พล นิกร กิมหงวน 167 : แม่หม้ายโสร่งเขียว

งาน "อนุบอลล์" เมื่อคืนวันเสาร์ที่แล้วมาได้จัดทำขึ้นโดยสุภาพสตรีดาวสังคมคนหนึ่งซึ่งเป็นสาวใหญ่แต่ยังสวยสดชื่นเหมือนกระดังงาลนไฟ หมายความว่าหล่อนเคยเป็นอนุภรรยาของท่านผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งมาแล้วในอดีต สาวใหญ่หรือแม่หม้ายวัย ๔๐ นี้มีนามว่า สาวิตรีหรือแม่หม้ายโสร่งเขียว ซึ่งคนละพวกกับพวกแม่หม้ายผ้าขาวม้าแดง อย่างไรก็ตาม พวกอนุหรือแม่หม้ายโสร่งเขียวนี้ก็มีจำนวนมากมายทั่วกรุงเทพฯ พอๆ กับพวกแม่หม้ายผ้าขาวม้าแดงของท่านในโกศ

สาวิตรีจัดงาน "อนุบอลล์" ขึ้นที่ห้องรับประทานอาหารตึกใหม่ของโรงแรม "สี่สหาย" ก็เพื่อให้อนุทั้งหลายได้มาร่วมชุมนุมพบปะสังสรรค์กัน ได้ปรับทุกข์นินทาเมียหลวงหรือปรารภถึงสามีที่มีอันเป็นเท่งทึงไปแล้ว งาน "อนุบอลล์" มีอนุวัยต่างๆ ประมาณ ๓๕๐ คนมาร่วมรับประทานอาหารสรวลเสเฮฮากัน แต่เป็นที่น่า เสียดายที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสั่งให้ประธานกรรมการจัดงานเลิกงานในเวลา ๒๐.๐๐ น. เศษเท่านั้น ทั้งนี้เพราะแม่หม้ายโสร่งเขียวคนหนึ่งเกิดเมาสุราอาละวาดถึงกับเปลือยกายล่อนจ้อนมีแต่เนื้อหนังล้วนๆ กระโดดขึ้นไปเต้นจ้ำบ๊ะบนโต๊ะรับประทานอาหารแบบเย้ยฟ้าท้าดิน ทำให้พวกเสือป่าน้อยใหญ่ทั้งหลายที่มาในงานลุกขึ้น กระโดดโลดเต้น ถึงกับบางคนเอาขวดเหล้าเคาะหน้าแข้งตัวเองเพื่อดับโมโหเป็นที่สนุกสนานครึกครื้นยิ่ง ตำรวจเห็นว่าการแสดงฟลอร์โชว์แบบนี้ผิดกฎหมายเป็นอนาจารไม่ใช่ศิลป จึงบังคับให้สาวสวยแม่หม้ายโสร่งเขียวเลิกเริงระบำส่ายตะโพกแอ่นหน้าแอ่นหลัง แล้วก็พูดกับหล่อนอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ก็เป็นคำพูดที่ไม่มีใครอยากฟังคือ....ไปโรงพัก โปลิศใหญ่คนหนึ่งก็สั่งให้สาวิตรีประธานกรรมการจัดงาน "อนุบอลล์" ปิดงานทันที ถ้าขัด คำสั่งก็จะจับกุมหล่อนอีกคนหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม สาวิตรีแม่หม้ายโสร่งเขียวก็จ่ายเงินค่าเช่าสถานที่ค่าเครื่องดื่ม ค่าเหล้าค่าอาหารให้ผู้จัดการโรงแรม "สี่สหาย" อย่างครบถ้วน รวมทั้งค่าบริการอื่นๆ เช่นค่าจ้างถ่ายภาพเกี่ยวกับงาน "อนุบอลล์" ในคืนวันนั้นซึ่งช่างภาพฝีมือเยี่ยมของโรงแรม "สี่สหาย" เป็นคนถ่ายไว้ประมาณ ๕๐ ภาพ เขาได้รับคำสั่งจากอาเสี่ยกิมหงวนประธานอำนวยการหรือผู้อำนวยการโรงแรมให้อัดภาพไว้ให้เขาหนึ่งชุดเพื่อจะได้เก็บไว้เป็นประวัติของโรงแรม "สี่สหาย" งาน "อนุบอลล์" นี้คณะพรรคสี่สหายของเราไม่ได้ยุ่งเกี่ยวด้วยเพราะเป็นเรื่องของผู้จัดการ โรงแรมโดยเฉพาะ เสี่ยหงวนเพียงแต่เซ็นอนุมัติให้ใช้สถานที่ของโรงแรมได้ตามความประสงค์ของคณะกรรมการจัดงาน "อนุบอลล์" ตามที่ผู้จัดการเสนอรายละเอียดมาให้เขาพิจารณา

วันนั้นตรงกับวันอังคาร

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าของโรงแรม "สี่สหาย" ได้มาถึงโรงแรมในเวลาประมาณ ๙.๐๐ น. เพื่อช่วยกันบริหารกิจการงานของโรงแรม เพราะในระหว่างฤดูใบไม้ผลินี้มีชาวยุโรปอเมริกันหลั่งไหลเข้ามาทัศนาจรประเทศไทยมากมาย โดยมากส่งโทรเลขขอจองห้องพักมาก่อนจนกระทั่งโรงแรม "สี่สหาย" ไม่มีห้องว่างมีแขกพักเต็มไปหมดทั้งตึกเก่าและอาคาร ๖ ชั้นที่สร้างใหม่ คณะพรรคสี่สหายของเราและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต้องใช้เวลาให้หมดไปกับการบริหารกิจการของโรงแรมนี้มากกว่างานในด้านอื่น ถึงกับบางวัน สี่นางต้องมาช่วยเหลือดูแลด้านโรงครัวและควบคุมการจัดห้องพัก

เมื่อมาถึงโรงแรมและเข้ามาในห้องทำงานอันกว้างใหญ่มีเครื่องปรับอากาศ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจ นึกฯ ก็เริ่มลงมือทำงานทันทีเพราะมีงานรออยู่บนโต๊ะแล้ว ทุกคนทำงานแข่งกับเวลา งานฝ่ายบริหารเป็นงานที่ต้องรับผิดชอบและต้องใช้สมองมาก

ภายในห้องทำงานสงบเงียบจนกระทั่งมีเสียงดัง "ปื๊ด" เหมือนเชือกขาดทางโต๊ะของนิกร ทุกคนต่างเงยหน้าขึ้นหันไปมองดูนายจอมทะเล้นเป็นตาเดียว

"เสียงอะไรวะอ้ายกร" อาเสี่ยถาม

นิกรขมวดคิ้วนิ่วหน้าแล้วยกแขนทั้งสองขึ้นบิดขี้เกียจ

"สายตัวกันขาดไปเส้นหนึ่ง แหม-เหนื่อยจังโว้ยหมู่นี้ทำงานมากเกินไป เมื่อเช้าก่อนจะออกจากบ้านก็ขาดไปเส้นหนึ่ง"

อาเสี่ยทำตาปริบๆ

"สายตัวขาดแน่นะ"

"เออ"

"ไหงมีกลิ่นล่ะ"

"นั่นน่ะซี" นิกรพูดหน้าตาย "แต่อย่าไปสนใจกับมันเลยวะ สายตัวมันเก่าเกินไปมันก็มีกลิ่นบ้าง"

ศาสตราจารย์ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ทีหลังระวังหน่อย ถ้าสายตัวมันตึงเต็มที่รู้สึกว่ามันจะขาดแน่ก็รีบออกไปนอกห้องให้มันขาดนอกห้อง ห้องนี้เป็นห้องทำงานโว้ยควรจะให้อากาศบริสุทธิ์"

เสียงประตูห้องถูกเคาะเบาๆ สามสี่ครั้ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องกล่าวคำอนุญาต

"เชิญ"

ประตูกระจกฝ้าขนาดหนาซึ่งมีเครื่องผ่อนแรง ช่วยให้การปิดเปิดประตูเป็นไปด้วยความสะดวกง่ายดายถูกผลักออกเบาๆ นายทวน ทยาพงศ์ ผู้จัดการโรงแรม "สี่สหาย" แต่งกายสากลชุดสีเทาผูกโบว์หูกระต่ายพาตัวเดินเข้ามาในท่าทางสงบเสงี่ยม มือขวาของเขาถือกล่องกระดาษสี่เหลี่ยมกล่องหนึ่งนายทวนหยุดยืนกลางห้องก้มศีรษะคำนับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหายอย่างนอบน้อม แล้วตรงเข้ามาหยุดยืนหน้าโต๊ะทำงานของอาเสี่ยหงวน

"ผมเอารูป "อนุบอลล์" มาให้ท่านตามคำสั่งครับ"

เสี่ยหงวนเอื้อมมือรับกล่องสี่เหลี่ยม

"ขอบใจมากคุณหอก ช่างภาพของเราถ่ายได้ดีหรือ"

"ครับ แต่ละภาพชัดเจนดีครับ คุณพิพัฒน์แกอัดไว้สองชุด มอบให้คณะกรรมการจัดงาน "อนุบอลล์" ไปชุดหนึ่งและให้ท่านผู้อำนวยการหนึ่งชุดตามคำสั่ง"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ

"ดีแล้ว คุณกลับไปทำงานของคุณได้"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"เดี๋ยว-คุณทวน คุณช่วยบอกให้บ๋อยเอาสะเต๊กมาให้ผมสักจานเถอะนะ ขนมปังปิ้งแล้วก็เนยสด"

พล พัชราภรณ์ มองดูนิกรเพื่อนเกลอของเขาอย่างเศร้าใจ

"พึ่งกินข้าวเช้ามาจากบ้านเมื่อครู่นี้เอง"

นิกรจุ๊ปาก

"ก็มันหิวอีกนี่โว้ย ไม่หิวจะสั่งมาหาหอกอะไร"

นายทวนผู้จัดการโรงแรม "สี่สหาย" เดินหัวเราะหึๆ พาตัวเดินออกไปจากห้องทำงานของพวกเจ้านาย เสี่ยหงวนเปิดกล่องกระดาษแข็งออกหยิบรูปถ่ายขนาดโปสการ์ดปึกเบ้อเริ่มออกมาจากกล่องนั้น พล, นิกร, ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างลุกขึ้นเดินเข้ามายืนจับกลุ่มข้างหลังเสี่ยหงวนต่างหยิบรูปขึ้นดูและวิพากษ์วิจารณ์กันตามความรู้สึกที่เกิดขึ้น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สนใจภาพระบำเปลือยมาก มองเห็นภาพสาวสวยเต้นจ้ำบ๊ะท่านก็รู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวาขึ้น ท่านเจ้าคุณมองซ้ายมองขวาแล้วรีบเก็บรูปนั้นไว้ในกระเป๋ากางเกงข้างขวาของท่านทันทีแล้ว ผิวปากเบาๆ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ดูรูปอื่นต่อไป

นายพลดิเรกไม่สนใจกับภาพงานสังคมเท่าใดนัก เขามองดูเพียงสองสามรูปก็กลับไปนั่งโต๊ะทำงาน วางแผนปราบยุงตามที่ต่างๆ ในเขตของโรงแรม "สี่สหาย" ซึ่งชาวต่างประเทศหลายคนได้ปรารภกับผู้จัดการว่า โรงแรมนี้สะดวกสบายและหรูหรามาก เสียอย่างเดียวยุงชุมไปหน่อยและยุงเมืองไทยกัดแล้วทำให้รอยที่ถูกยุงกัดบวมปูดขึ้นมา

ท่านเจ้าคุณกับพลดูรูปงาน "อนุบอลล์" จนหมดก็กลับไปนั่งทำงานต่อไป คงเหลือนิกรนั่งอยู่ที่โต๊ะเสี่ยหงวนเพียงคนเดียว นิกรสนใจกับสาวิตรี ประธานกรรมการจัดงาน "อนุบอลล์" มากกว่าคนอื่นๆ ภาพถ่ายของสาวิตรีประมาณ ๑๐ รูปอยู่ในมือของเขาซึ่งนิกรดูกลับไปกลับมาตั้งหลายเที่ยว ถึงแม้หล่อนมีอายุ ๔๒ ขวบแล้วก็ยังสวยพริ้งรูปร่างอวบอัดใบหน้าท้าทายมีเสน่ห์ดีกว่าสาววัยรุ่น

"กันเคยเห็นสาวิตรีมาหลายครั้งแล้ว" นิกรพูดยิ้มๆ "ยิ่งแก่ยิ่งสวยว่ะ เขาว่าหล่อนอาบนมวันละ ๔๐ ลิตร ผิวของหล่อนจึงสวยมาก"

เสี่ยหงวนนัยน์ตาเหลือก

"อาบนมสดวันละ ๔๐ ลิตร...สองปี๊บนะโว้ย"

"ใช่ แขกขายนมวัวเอานมไปส่งที่บ้านหล่อนทุกเช้าส่งวันละ ๔๐ ลิตร"

"โอ้โฮ แล้วนมที่เหลือเททิ้งไป"

"เปล่า เหลืออยู่ในอ่างอาบน้ำหล่อนก็ขายคืนแขกเพียงครึ่งราคา อ้ายบังก็ตวงใส่หม้อเอาไปส่งตามลูกค้าอีกทีหนึ่ง"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"โชคดีที่กันไม่ได้กินนมแขก เฮ้-ดูแล้วส่งมานี่โว้ยจะเปื้อนขี้มือเสียหมด"

นิกรว่า "รูปสาวิตรีเหล่านี้ให้กันเถอะวะ กันจะเอาไว้บูชา อยากจะได้เป็นอนุก็เห็นจะไม่กล้าเพราะต้องทุ่มเงินมากหน่อย เท่าที่เขาลือกันว่าสาวิตรีมีเงินล้าน หล่อนฉลาดและเค็มเสียด้วย"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"ก็ยอมเสียสักล้านซีวะ"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ไม่รับประทานละโว้ย สักหมื่นบาทก็พอจะสู้ มีเมียน้อยคนหนึ่งเสียเงินตั้งล้านก็บ้าอย่างบัดชบ ผู้หญิงน่ะอยู่ในที่มืดสวยเท่ากันทั้งนั้น"

เสี่ยหงวนยื่นรูปโปสการ์ดแผ่นหนึ่งให้นิกรดู

"แต่กันชอบเด็กคนนี้ว่ะ ยิ้มหวานจ๋อยใบหน้าคล้ายๆ เจเน็ต ลี"

นิกรมองดูสาวสวยคนหนึ่งซึ่งกำลังยิ้มละไมและถูกช่างภาพถ่ายรูปโดยไม่รู้ตัว

"อือ ไม่เลวโว้ย ปากนิด จมูกนิด แก้มก็นิด นัยน์ตานิด"

"ถ้ายังงี้ไม่ใช่คนแล้วโว้ย" อาเสี่ยพูดเสียงหัวเราะ "ดูมันนิดไปหมดทั้งนั้น มีส่วนคล้ายกับเต่ามากกว่าคน"

นิกรหัวเราะหน้าทะเล้นตามเคย

"แม่หม้ายโสร่งเขียวใช่ไหม"

"อาจจะใช่แต่กันก็เดาเอานะ งานนี้เป็นงานพวกอนุซึ่งส่วนมากเป็นพวกแม่หม้ายโสร่งเขียว หล่อนคงไม่ใช่นางสาวแน่นอน"

นิกรพยักหน้าช้าๆ

"คงจะ ม.ผ. และอาจจะ ม.ล. แล้วก็ได้"

เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี หญิงโสดคงไม่มาในงานนี้เพราะพวกนักข่าวหนังสือพิมพ์ที่ถูกเชิญมาเขาคงจะให้ช่างภาพของเขาถ่ายรูปไปลงหนังสือพิมพ์ แล้วก็งานนี้ชื่อของงานก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นงานของพวกเมียน้อยทั้งหลาย แต่ได้ข่าวว่ามีพวกเมียหลวงมาด้อมๆ มองๆ อยู่ในเขตโรงแรมของเราหลายคน บางคนก็มีอาวุธห่อกระดาษมาด้วย อ้า-กันชอบเด็กสาวคนนี้เสียแล้วโว้ย"

พลเงยหน้ามองดูเพื่อนเกลอทั้งสองแล้วพูดเสริมขึ้น

"จะทำงานหรือจะคุยกันวะ ถ้าอยากจะคุยกันก็ออกไปนอกห้อง"

"แหม" กิมหงวนพูดยานคาง "กำแหงไล่ผู้อำนวยการ"

"ฉันไม่ไล่เตะแกออกไปนอกห้องก็ดีแล้ว เงียบๆ หน่อยเถอะวะ ฉันกำลังตรวจบิลเงินสด แกสองคนคุยกันเสียงดังเหลือเกินเลขง่ายๆ ฉันบวกผิดตั้งหลายครั้ง"

นิกรกับเสี่ยหงวนต่างมองดูหน้ากันแล้วยิ้มให้กัน แล้วนิกรก็กระซิบกระซาบกับอาเสี่ยเบาๆ

"อ้ายพลมันเป็นคนดีขยันขันแข็งเอางานเอาการ ที่แท้ก็แซ่หลีชีกอขนาดหนัก ไม่เชื่อแกเอารูปเด็กคนนี้ไปให้มันดูซีขี้คร้านมันจะวุ่นวายใจ"

เสี่ยหงวนผลุนผลันลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะ พ.อ. พลเพื่อนเกลอของเขาแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ว่างข้างโต๊ะ ยื่นรูปถ่ายสาวสวยรูปนั้นให้

"แกดูรูปนี้หน่อยซิพล เด็กคนนี้สวยและน่ารักมาก แกเคยเห็นหน้ามาบ้างหรือเปล่า"

พลรับรูปถ่ายมามองดูด้วยความสนใจ และแล้วเขาก็ครางออกมาเบาๆ

"อือ สวยจังโว้ย เด็กคนนี้สวยจริงๆ คงเป็นอนุคนหนึ่งของพวกแม่หม้ายโสร่งเขียว ดูเมื่อกี้นี้กันไม่ยักเห็นรูปนี้ กันไม่เคยเห็นหรอกพึ่งเห็นจากรูปนั่นแหละ แต่เพียงเห็นรูปกันก็ชอบแล้ว"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"อ้ายตาลยอดด้วน ฮ่ะ ฮ่ะ นึกว่าจะเป็นคนดีที่แท้ก็แซ่หลี"

พลทำตาเขียวกับนิกร

"ใช่ กันไม่ใช่ตาแก่ที่หมดสมรรถภาพนี่โว้ย ผู้ชายที่ยังแข็งแรงและเฉลียวฉลาดย่อมเจ้าชู้และอยากมีเมียเรื่อยไปถ้ามีโอกาสที่จะทำได้ กันก็เหมือนกับผู้ชายทั้งหลายนั่นแหละ" แล้วพลก็หันมายิ้มกับเสี่ยหงวน "ติ๋งต่างว่าแม่หม้ายโสร่งเขียวคนนี้เป็นชั้นสูงหรือเป็นนางโทรศัพท์แกจะว่ายังไง"

"ปู้โธ่ ไม่น่าถามเลยโว้ย กันก๊อพาไปเที่ยวบางปูคืนนี้เท่านั้นเอง เรื่องเงินน่ะเรื่องเล็ก ถ้ากันชอบแล้ว เท่าไรก็เท่ากัน" แล้วเขาก็หันไปยักคิ้วให้นิกร "จริงไหมล่ะอ้ายกร"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"ถูกแล้ว กันก็เหมือนกัน ถ้าถูกใจสัก ๒๐ บาทหรือ ๕๐ บาท กันตัดใจควักให้เลย"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"๒๐ บาทน่ะมันนางบังเงาแถวตรอกสลักหินหรือตรอกโพข้างเทียนกั้วเทียนนะโว้ย อย่างนี้ไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ บาท"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่รับประทาน ๓๐๐ บาทกินหูฉลามตุ๋นเส้นไก่, ไข่ดันไก่ผัดเห็ดสด, ปลาจะละเม็ดน้ำแดง หมูหัน แล้วก็เป็ดตุ๋นอิ่มจนล้นกระเพาะต้องเอาด้ามไม้กวาดกระทุ้งคอหอยลงไป ยุ่งกับผู้หญิงถ้าต้องจ่ายเงินกันไม่ชอบ กันชอบกินโว้ย"

"เฮ้" ศาสตราจารย์ดิเรกเอ็ดตะโร "เบาโว้ย"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"เบาก็เข้าไปในห้องน้ำซี ห้องน้ำอยู่นั่นยังไง"

นายพลดิเรกแยกเขี้ยว เขาตะโกนลั่น

"คี้ปไคว้ท์"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูสามสหายอย่างรำคาญใจ

"อ้ายพลก็พลอยเป็นไปด้วย เงียบๆ หน่อยเถอะวะ อาจะทำงาน"

พลมองดูรูปสาวสวยด้วยความสนใจ แล้วกระซิบกระซาบกับเพื่อนเกลอทั้งสอง

"ออกไปคุยกันที่บาร์เถอะ ลองเรียกคุณพิพัฒน์มาไต่ถามดู เขากำลังเป็นหนุ่มสังคมชื่อดัง เป็นช่างภาพและหัวหน้าแผนกนำเที่ยวของโรงแรมเรา เขาอาจจะรู้จักกับสาวสวยคนนี้ก็ได้ ถ้าหล่อนเป็นอย่างว่าเราก็มีหวังที่จะได้ไปพบปะพูดคุยร่วมกินร่วมเที่ยวร่วมนอนกับหล่อน"

สามสหายต่างพากันออกไปจากห้องทำงานปล่อยให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และนายพลดิเรกนั่งทำงานกันตามลำพัง

โดยคำสั่งของอาเสี่ยกิมหงวน หัวหน้าแผนกนำเที่ยวและช่างภาพของโรงแรม "สี่สหาย" คือนายพิพัฒน์หนุ่มใหญ่วัย ๓๐ เศษ ได้รุดมาพบสามสหายภายในห้องบาร์ของโรงแรม ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้ห้องนี้ว่างเปล่าไม่มีแขก

พิพัฒน์แต่งกายครึ่งสากลคือผูกโบว์หูกระต่ายไม่ได้สวมเสื้อนอกพาตัวเข้ามาพบเจ้านายของเขา เขาเป็นชายหนุ่มร่างสม้าทท่าทางคล่องแคล่วปราดเปรียว พูดมาก โกหกเก่งและกลมเหมือนลูกบิลเลียด

"ท่านจะใช้อะไรผมหรือครับ"

เสี่ยหงวนยิ้มให้คนของเขา ส่งภาพถ่ายของสาวสวยให้นายพิพัฒน์

"คุณถ่ายรูปเด็กสาวคนนี้คุณรู้จักเจ้าตัวเขาหรือเปล่า นั่งซิพิพัฒน์"

"ขอบคุณครับ" พิพัฒน์พูดนอบน้อมและทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง เขามองดูภาพที่เขาถ่ายเพียงครู่เดียวเขาก็ส่งคืนให้ผู้อำนวยการโรงแรม

"ว่าไง คุณรู้จักไหม"

"รู้จักครับ แต่รู้จักเผินๆ "

เสี่ยหงวนซักคนของเขาทันที

"หล่อนเป็นใครล่ะ"

"ประกายดาวครับ แต่นามสกุลผมไม่ทราบ"

อาเสี่ยหัวเราะเบาๆ

"นามสกุลผมไม่สนใจ หล่อนชื่อประกายดาวเรอะชื่อเพราะดีนี่ เป็นอนุของใคร หรือเป็นแม่หม้ายโสร่งเหลือง"

"โสร่งเขียวครับท่าน"

"มีสีเขียวนุ่งตัวเดียวยังงั้นเรอะ"

"เป็นสมญาของท่านที่ล่วงลับไปแล้วครับ ทานชอบนุ่งโสร่งไหมตาหมากรุกสีเขียวแก่สลับเขียวอ่อน ใครๆ ก็เรียกอนุของท่านว่าแม่หม้ายโสร่งเขียว"

พลพูดเสริมขึ้นด้วยความสนใจกับสาวน้อยเจ้าของนามประกายดาว

"คุณพอจะทราบเรื่องราวของประกายดาวในขณะนี้บ้างไหมคุณพิพัฒน์"

"ก็พอทราบบ้างครับ นักข่าวหนังสือพิมพ์คนหนึ่งเป็นเพื่อนกับผมเล่าให้ผมฟังในคืนวันงานว่า ประกายดาวเป็นเจ้าของร้านตัดเสื้อแห่งหนึ่งอยู่ทางสะพานควายครับ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ใกล้ๆ กับสะพานวัว"

นายพิพัฒน์ทำหน้าชอบกล

"ยังไงก็ไม่ทราบครับ ผมเกิดมาผมยังไม่เคยได้ยินชื่อสะพานวัวเลยครับ"

"ใช่ ก็ผมพึ่งตั้งชื่อมันเดี๋ยวนี้เอง"

เสี่ยหงวนหันมาทำตาเขียวกับนิกร

"แกไม่สนใจกับแม่หม้ายโสร่งเขียวคนนี้ ก็นั่งเฉยๆ เถอะวะอ้ายกร กันกับอ้ายพลกำลังสนใจรู้ไหม"

นิกรหัวเราะ

"ถามจริงๆ เถอะวะเมื่อไหร่แกกับอ้ายพลจะเลิกชีกอเสียที ลูกเต้าก็โตเป็นหนุ่มเรียนสำเร็จได้ปริญญาโทจะกลับมาเมืองไทยในไม่ช้านี้แล้ว ถ้าลูกๆ ของเรามันมีเมียมันก็ต้องมีลูกและเราก็คงกลายเป็นคุณปู่ไป ตามๆ กัน"

พลว่า "เรื่องส่วนตัวที่เป็นความสุขของกันแล้วไม่ได้หนักศีรษะแกแล้วแกเฉยๆ เสียดีกว่า อย่าวุ่นวายกับชีวิตของคนอื่นเขาเลยวะ แกสนใจในเรื่องกินก็หาใส่ปากใส่ท้องของแกไป นั่น-บ๋อยยกสะเต๊กที่แกสั่งมาให้แกแล้ว"

นิกรยิ้มแป้นกวักมือเรียกพนักงานรับใช้

"มานี่ มานี่โว้ย เร็วๆๆๆ ไหงช้านักล่ะ"

พนักงานรับใช้ในเครื่องแบบเรียบร้อยถือถาดเดินเข้ามาที่โต๊ะนั้น

"กระผมนำไปเสิฟให้ที่ห้องแต่ท่านเจ้าคุณบอกว่าท่านมาอยู่ที่ห้องนี้เลยช้าไปหน่อยครับ"

"งั้นเรอะ วางลงแล้วไปได้ เอาน้ำอัดลมเย็นๆ มาให้สักสามขวด"

"ครับผม ตราอะไรครับ"

นิกรจุ๊ปาก

"ตราสี่จิงโจ้โย้สำเภา อย่างอื่นอั๊วไม่กิน และที่นี่ก็มีน้ำอัดลมยี่ห้อนี้ขายชนิดเดียวเท่านั้นไม่น่าจะถามเลย"

พนักงานรับใช้รับคำสั่งแล้วพาตัวเดินไปทางเคาเต้อร์จัดแจงนำน้ำอดลมซึ่งผลิตจากโรงงานของคณะพรรคสี่สหายมาให้ตามคำสั่ง ต่อจากนั้นเขาก็ออกไปจากห้องบาร์ไปประจำห้องรับประทานอาหารที่ตึกหลังนี้ หรือพวกโรงแรมเรียกกันว่าตึกเก่า

พล พัชราภรณ์ กล่าวถามหัวหน้าแผนกนำเที่ยวอย่างเป็นงานเป็นการ

"ร้านตัดเสื้อของประกายดาวชื่อร้านอะไรคุณพิพัฒน์"

นายพิพัฒน์นิ่งคิด

"ชื่อเรียกลำบากหน่อยครับ...อ้า...วิลาสินี ครับ"

"วิลาสินี" อาเสี่ยครางเบาๆ "แปลว่าอะไรวะพล"

พลว่า "แปลว่างามอย่างมีเสน่ห์"

เสี่ยหงวนดีดมือแป๊ะ

"ชื่อร้านนี้เหมาะมาก เพราะประกายดาวเจ้าของร้านงามอย่างมีเสน่ห์ หรือยังไงคุณพิพาท"

นายพิพัฒน์ฝืนหัวเราะ

"พิพัฒน์ครับไม่ใช่พิพาท ถูกแล้วครับ ประกายดาวสาวสังคมหรือแม่หม้ายโสร่งเขียวคนนี้สวยมาก แต่ประกายจันทร์พี่สาวของเธอสวยกว่ามากนะครับ"

อาเสี่ยทำตาโต

"หา พี่สาวชื่อประกายจันทร์"

"ครับ ถึงแม้ว่าเป็นสาวใหญ่วัย ๓๕ ปีแก่กว่าประกายดาวเกือบ ๑๕ ปี ประกายจันทร์ก็สวยและมีเสน่ห์กว่าประกายดาวมากครับ นัยว่ามีแฟนจมไปเลย ประกายดาวหาเงินสู้พี่สาวไม่ได้หรอกครับถึงแม้จะเป็น เจ้าของร้านตัดเสื้อที่กล่าวนี้ก็ตาม พวกอาเสี่ยต้องการประกายจันทร์มากกว่า"

นิกรพูดขึ้นทั้งๆ ที่สะเต๊กและขนมปังคับปาก

"คุณพูดยังงี้ทำให้ผมสงสัย สองพี่น้องคู่นี้เป็นชั้นสูงหรือยังไง"

นายพิพัฒน์หันมายิ้มให้นิกร

"ก็กะหรี่แหละครับ ชั้นสูงชั้นพิเศษหรือนางบังเงาหากินตามมุมมืดมันก็กะหรี่เช่นเดียวกัน เพื่อนผมเขาเล่าให้ฟังว่าร้าน "วิลาสินี" ตัดเสื้อวัดตัวครับ มีประตูเข้าทางหลังตึกแถวอันเป็นที่ลับตา สองพี่น้องรับตัดเสื้อเชิ้ทผู้ชายครับ ถ้าตกลงแบบตัดเสื้อวัดตัวก็ต้องจ่ายเงินก่อนแล้วนัดเวลาให้ไปที่ร้านโดยเข้าทางหลังร้านเพื่อไม่ให้เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงรู้เห็น แล้วก็ทั้งประกายดาวและประกายจันทร์ไม่รับแขกพร่ำเพรื่อหรอกครับ เลือกรับเฉพาะคนที่เชื่อใจจริงๆ "

"คนที่เชื่อใจหมายความว่าอย่างไร" พลซัก

"หมายความว่าถ้าไม่ใช่คนที่เคยติดต่อกันก็ต้องมีท่วงท่าเป็นสุภาพบุรุษที่เชื่อถือได้ ทั้งสองกลัวตำรวจปลอมตัวเป็นอาเสี่ยไปหลับนอนด้วยครับจึงระวังตัวมาก"

พลพยักหน้ารับทราบ

"จริงซีนะคุณ ร้านเสริมสวยและร้านตัดเสื้อผู้หญิงหลายแห่งที่มีเบื้องหลังแบบนี้ถูกตำรวจทลายมาแล้ว ปลอมเป็นอาเสี่ยไปหาหล่อนแล้วเขียนชื่อไว้หลังธนบัตรใบละร้อยบางทีก็เขียนตำหนิไว้เพื่อเป็นพยานหลักฐานเมื่อจับไปโรงพัก"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"ตำรวจนี่ยุ่งะจับซะจริงเชียว การค้าประเภทนี้น่าจะปล่อยให้ค้าขายกันอย่างเสรี"

เสี่ยหงวนซักนายพิพัฒน์ต่อไป

"คุณเคยไปยังไงๆ กับประกายดาวหรือประกายจันทร์บ้างหรือเปล่า"

"เปล่าครับ แฮ่ะ แฮ่ะ "

"สาบานได้ ให้คุณตายโหงตายห่าก้าวไปนี่ธรณีสูบพระแก้วพระกาฬหักคอคุณ"

"อ๋อย สาบานดุเดือดอย่างนี้ผมไม่เอาละครับ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าคุณเคยไปยุ่งเกี่ยวกับสองพี่น้องคู่นี้คนใดคนหนึ่งมาแล้ว"

"ไม่ครับ ค่าตัวตั้ง ๕๐๐ บาทผมจะเอาเงินที่ไหนจ่ายให้หล่อน เงินเดือนผม ๒,๕๐๐ บาทเท่านั้น"

พลว่า "คุณช่วยทำหน้าที่เป็นตัวแทนให้เราได้ไหมล่ะ ผมกับอ้ายหงวนอยากจะรับประกายดาวและประกายจันทร์ไปเที่ยวบางปูคืนนี้หรือคืนพรุ่งนี้ก็ได้"

นายพิพัฒน์มองดูเจ้านายของเขาอย่างเกรงใจ

"ได้โปรดเถอะครับ ผมไม่รู้จักคุ้นเคยกับเขานี่ครับผมไม่กล้าพอที่จะไปพูดเรื่องนี้กับเขา ดีไม่ดีผมจะตกเป็นผู้ต้องหาในคดีหมิ่นประมาทซึ่งหน้าที่ผมก็ต้องมีธุระไปติดตะรางเท่านั้น ผมคิดว่าพวกเจ้านายไปกันเองเถอะครับ ไปจ้างเขาตัดเสื้อฮาไวคนละตัว ชื้อผ้าไปให้เขาตัดให้ แล้วก็พูดทาบทามเอาซีครับ ถ้ายังไงก็รับไปบางปูเลย พวกชั้นสูงนี่ลำบากหน่อยครับ บางทีเขาก็ต้องการเงิน"

พลยิ้มให้นายพิพัฒน์

"ถูกแล้ว เพราะหล่อนไม่ได้หิวเงินจนเกินไป หากผู้ชายคนไหนหล่อนไม่ชอบหน้าหรือเกลียดขี้หน้า ถึงจะให้เงินหล่อนสักเท่าใดหล่อนก็ไม่ตกลง"

กิมหงวนพูดโพล่งขึ้น

"ผมเคยโดนมาแล้วคุณพิพาท"

"พิพัฒน์ครับอาเสี่ย"

"เออ-ขอโทษที ผมเคยโดนมาแล้ว พ้าทเน่อรที่บาร์ทางถนนตัดใหม่เพชรบุรีคนหนึ่งค่าตัว ๓๐๐ บาทเท่านั้นบาร์เลิกใครรับไปก็ได้ แต่หล่อนเกลียดผมเพราะครั้งหนึ่งผมเคยเมาสุราอาละวาดฉีกแบ๊งค์ขว้างหล่อน ผมพยายามติดต่อขอรับตัวนงคราญไปกับผมตั้งหลายครั้งก็ไม่สำเร็จ ผมให้ค่าป่วยการหล่อนตั้งหมื่นบาทหล่อนยัง โน.เค"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"วันหลังแกรับฉันไปซีฉันเอาร้อยเดียวเท่านั้น"

อาเสี่ยทำคอขย้อนเหมือนกับจะอ้วก พลยิ้มให้นายพิพัฒน์และกล่าวว่า

"เอาละคุณ คุณกลับไปทำงานได้แล้ว เป็นอันว่าพวกเราจะติดต่อกับสองพี่น้องคู่นี้เอง อ้อ-เดี๋ยวก่อน ผมถามอะไรอีกหน่อย"

"ทำไมครับ"

พลยิ้มเล็กน้อย

"ประกายจันทร์ พี่สาวของประกายดาวน่ะเป็นแม่หม้ายโสร่งเขียวหรือเปล่า"

"เปล่าครับ แต่เคยเป็นอนุของนายพลคนหนึ่ง ตอนหลังเมียหลวงอาละวาดจนต้องแยกทางกัน รายละเอียดมากกว่านี้ถ้าต้องการทราบผมยินดีโทรศัพท์เรียกเพื่อนผมมาพบท่านครับ เพื่อให้เขาเรียนให้ทราบ"

"ไม่ต้องๆ คุณพิพัฒน์ เรารู้เท่านี้ก็พอใจแล้ว คุณไปทำงานได้"

หัวหน้าแผนกนำเที่ยวลุกขึ้นยืนก้มศีรษะคำนับสามสหายแล้วพาตัวเดินออกไปจากห้องบาร์ อาเสี่ย กิมหงวนหยิบรูปประกายดาวยกขึ้นพิจารณาดูอีก ยิ่งมองเขาก็ยิ่งพิศมัยใหลหลงหล่อน

"ไปเถอะพล ไปเดี๋ยวนี้แหละ สำหรับประกายดาวให้กันเถอะวะ แกชอบสาวแก่หรือคนแก่เอา ประกายจันทร์ก็แล้วกัน เราจะได้พาหล่อนไปเที่ยวบางปูเย็นวันนี้ ตกลงนะ"

พลยิ้มแห้งๆ

"แล้วงานของเราล่ะ"

อาเสี่ยจุ๊ปาก

"เถอะน่า งานไม่สำคัญหรอกโว้ยผู้หญิงสำคัญกว่า รีบไปเถอะไปแวะหาซื้อผ้าสวยๆ คนละ ๓ เมตร เอาไปให้หล่อนตัดเสื้อฮาไวให้เรา ที่ถนนเกสรมีเยอะแยะ หรือจะไปซื้อที่ประตูน้ำก็ได้"

พลหันมาทางนิกรซึ่งกินสะเต๊กเกลี้ยงจานแล้ว

"ไปด้วยกันไหมล่ะอ้ายกร"

"เอา-ไปก็ไป ถ้าหล่อนมีคนใช้สวยๆ กันจีบคนของหล่อนเอง เสียเงินน้อยได้ของใช้เหมือนๆ กันถึงคุณภาพต่างกันมันก็ใช้ได้เหมือนอย่างเสื้อผ้าที่เราใส่นี่ ตัวหนึ่งร้อยหว่าบาท คนจนใส่ตัวละ ๑๕ บาทมันก็เสื้อเหมือนกัน"

เสี่ยหงวนยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วพูดตัดบท

"ไปโว้ย รีบไปซื้อผ้าตัดเสื้อแล้วเลยไปหาพี่น้องสองสาว"

สามสหายต่างลุกขึ้นยืน ทันใดนั้นเองนายทวน ทยาพงศ์ ผู้จัดการโรงแรมก็เดินตัวปลิวเข้ามาหา

"อาเสี่ยครับ ลิฟท์ทางด้านเหนือของตึกใหม่ไม่ใคร่สะดวกครับ"

"ว้า" เสี่ยหงวนเอ็ดตะโร "ไม่สะดวกก็ช่างมันคุณคิดอ่านแก้ไขเอาเองซี แก้ไม่ได้ก็ปิดห้องเสียให้ฝรั่งเดินขึ้นลงตามบันได อะไรนิดอะไรหน่อยก็มาถามผม ผมกำลังจะไปหาผู้หญิงรู้ไหม คนอย่างผมถ้าลงยุ่งกับผู้หญิงเมื่อไรคุณก็น่าจะรู้ดีแล้วว่าผมไม่เอาอะไรทั้งนั้น"

แล้วอาเสี่ยก็พาเพื่อนเกลอทั้งสองออกไปจากห้องบาร์ของโรงแรม "สี่สหาย"

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง คาดิลแล็คเก๋งของอาเสี่ยกิมหงวนซึ่งขับโดยเจ้าแห้วก็พาสามเกลอมาที่ย่านสะพานควายซึ่งเมื่อสมัย ๑๐ ปีที่แล้วมามีแต่บ้านเล็กเรือนน้อยหรือโรงวัว ครั้นบัดนี้มีอาคารแน่นขนัด ร้านค้าใหญ่ๆ เปิดใหม่หลายร้าน ผู้คนแน่นหนาขึ้นเพราะในถิ่นนี้มีซอยสำคัญอยู่หลายซอย

การค้นหาร้านตัดเสื้อ "วิลาสินี" ไม่ยากลำบากอะไรเลย ร้านตัดเสื้อที่กล่าวนี้อยู่อาคารสร้างใหม่ด้านตะวันตกของถนนพหลโยธิน เป็นตึกแถวสองชั้นหนึ่งคูหาแต่กว้างลึกมาก ชั้นล่างเป็นที่ตัดเสื้อชั้นบนเป็นที่วัดตัว เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงไม่มีใครรู้ว่าประกายจันทร์กับประกายดาวสองพี่น้องมีอาชีพอย่างว่า ต่างก็เข้าใจว่าสองพี่น้องช่วยกันทำมาหากินด้วยการตัดเสื้อสุภาพสตรีและตัดเสื้อเชิ้ทสุภาพบุรุษ ซึ่งฝีมือตัดเสื้อของ ประกายจันทร์และประกายดาวนั้นอยู่ในเกณฑ์ดี

เจ้าแห้วนำเก๋งคันงามราคาเหยียบล้านแล่นมาหยุดหน้าร้าน "วิลาสินี" พอดี พล, นิกร, กิมหงวนต่างพากันมองไปที่ร้านนั้น หน้าร้านเป็นตู้โชว์หุ่นแต่ด้านในของตู้โชว์บุด้วยแพร ตู้โชว์ทั้งสองบานตั้งทะแยงปิดหน้าร้าน มีประตูกระจกฝ้าอยู่ตรงกลาง การตกแต่งหน้าร้านสวยงามทันสมัยไม่รกรุงรัง

สามสหายมีผ้าตัดเสื้อฮาไวติดมือมาคนละถุง เมื่อรถหยุดเรียบร้อยต่างคนก็นั่งนิ่งเฉย ในที่สุดนิกรก็กล่าวกับเจ้าแห้ว

"เฮ้ย แกเข้าไปในร้าน "วิลาสินี" หน่อยซีอ้ายแห้ว"

"รับประทานเข้าไปทำไมครับ"

"เข้าไปถามเขาดูว่าที่นี่ตัดเสื้อวัดตัวหรือเปล่า"

เจ้าแห้วทำคอย่น แล้วร้องเสียงหลง

"โอ้โฮเฮะ"

นิกรยิ้มแค่นๆ

"ร้องทำไมวะ"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเสียก่อนจึงตอบนิกร

"รับประทานขืนเข้าไปถามเขาอย่างนี้ รับประทานผมก็เด้งออกมาเท่านั้นแหละครับ ดีไม่ดีรับประทานเขาอาจจะบอกตำรวจจับผมในข้อหาหมิ่นประมาท ผมก็มีหวังเข้าคุก"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"เถอะน่า หมิ่นประมาทอย่างมากก็ติดคุกราวสามเดือนเท่านั้นแหละวะ"

"อ้าว" เจ้าแห้วร้องลั่น "แล้วมันเรื่องอะไรล่ะครับรับประทานอยู่ดีๆ ไม่ว่าดีหาเรื่องย้ายบ้านไปอยู่ในคุก อาเสี่ยเข้าไปเองเถอะครับ"

คราวนี้กิมหงวนมองดูเจ้าแห้วอย่างเห็นใจ แล้วหันมาพูดกับพล

"เอายังไงดี แกเข้าไปเถอะวะ แล้วออกมาเรียกกันกับอ้ายกร"

พลยิ้มแห้งๆ

"กันก็ไม่กล้าเหมือนกัน"

อาเสี่ยมองไปทางหน้าร้าน "วิลาสินี" ในท่าทางกระสับกระส่าย แล้วหันมาพูดกับพลว่า

"ไปด้วยกันโว้ย อย่าโอ้เอ้เสียเวลาอยู่เลย เราสามคนบุกเข้าไปในร้านประกายดาวดีกว่า จะได้เลียบเคียงดูชั้นเชิงท่วงท่าของหล่อน ถ้าหากว่าประกายดาวกับพี่สาวรับตัดเสื้อวัดตัวอย่างว่า เราก็ตกลงนัดแนะกับหล่อนมารับไปเที่ยวบางปูเย็นนี้ แล้วให้สองพี่น้องช่วยกันหาคู่ให้อ้ายกรสักคน"

นิกรยิ้มแป้น

"เออ-ดี"

พลมองดูนิกรอย่างขบขน

"แกชอบผู้หญิงอย่างไหนล่ะอ้ายกร"

นิกรตอบเสียงหัวเราะ

"ขอให้สวยเป็นใช้ได้ แต่อายุต้องไม่ต่ำกว่า ๑๓ ขวบ เพื่อกันจะได้แน่ใจว่ากันไม่ต้องตกเป็นจำเลยในคดีอาญา"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"ชอบรูปร่างแบบไหนล่ะ"

"อ๋อ-อวบอัดซีวะ ค่อนข้างสูงโปร่งแบบเอวบางร่างน้อย อ้วนใหญ่แต่ไม่เตี้ย"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"พูดกับแกชักจะยัวะเอาง่ายๆ มีอย่างที่ไหนวะค่อนข้างสูงโปร่งแบบเอวบางร่างน้อย อ้วนใหญ่แต่ไม่เตี้ยให้แกหาทั้งโลกก็หาไม่ได้"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"หาไม่ได้ก็ไม่ต้องหา กันบอกแล้วว่าเรื่องผู้หญิงกันไม่สนใจ กันชอบกินแล้วก็นอนหลับพักผ่อนมากกว่า"

พลยกมือเขกศีรษะนายจอมทะเล้นดังโป๊ก

"พูดมากนัก ไป-เข้าไปในร้าน "วิลาสินี" ด้วยกัน ประเดี๋ยวเราก็คงรู้ว่าสองพี่น้องคู่นี้ ตัดเสื้อวัดตัวหรือเปล่า"

สามสหายต่างพากันลงมาจากตอนหลังรถ "คาดิลแล็ค" เก๋ง ขณะนั้นประตูหน้าร้านตัดเสื้อได้เปิดออก สุภาพสตรีสูงอายุรูปร่างอ้วนจ้ำม่ำค่อนข้างเตี้ยผิวเนื้อขาวผ่อง อายุประมาณ ๕๐ ปี แต่งกายเรียบๆ ได้พาตัวเดินออกมาจากร้าน "วิลาสินี" ตรงไปทางร้านขายเครื่องดื่มและอาหารซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน หล่อนคือน้าสาวของประกายจันทร์และประกายดาวสองพี่น้องแห่งร้านตัดเสื้อ "วิลาสินี" ผู้มีนามว่าช้อย

นิกรจ้องตาเขม็งมองดูสาวใหญ่ในวัยใกล้จะงอมและหง่อมเต็มทน แล้วเขาก็เผลอตัวร้องอุทานออกมาดังๆ

"โอ้โฮเฮะ"

"อะไรวะ" พลถาม

นิกรยิ้มแป้น แลเห็นช้อยเดินเข้าไปในร้านเครื่องดื่ม

"กันชอบโอ่งใบนั้นว่ะ"

"โอ่งเรอะ? นั่นมันหมูตกน้ำตายที่กำลังขึ้นอึ้ดทึ่ดนี่หว่า"

"เออ-กันชอบโว้ย ถึงอ้วนจ้ำม่ำและแก่แล้วหน้าตาก็ยังสวยแบบคุณหญิงคุณนายที่ทันสมัย ได้การละวะ อ้ายหงวนกับประกายดาว อ้ายพลกับประกายจันทร์ กันกับประกายแก้ว"

อาเสี่ยหัวเราะลั่นรถ

"แกรู้ได้อย่างไรว่าหล่อนชื่อประกายแก้ว"

"เดาเอาว่ะ" นิกรพูดยิ้มๆ "หล่อนคงเป็นน้าสาวของสองสาวพี่น้องแน่ๆ ท่าทางภูมิฐานถูกใจกัน จริงๆ เรื่องผู้หญิงกันชอบคนแก่อย่างนี้ เด็กสาวๆ กันเกลียดเข้าไส้พลาดพลั้งเราถลำตัวไปอายุหล่อนยังไม่ครบ ๑๓ ขวบเราก็เดือดร้อนเท่านั้น ไปเถอะ เข้าไปในร้าน "วิลาสินี" กันเกิดฟิตขึ้นมาแล้ว"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"รับประทานถ้าหากว่ามีสาวใช้ รูปร่างพอไปวัดไปวาได้ละก้อ รับประทานช่วยเจรจาให้ผมด้วยนะครับ"

อาเสี่ยยิ้มให้เจ้าแห้ว

"ตกลง แกชอบแบบไหนล่ะ"

"รับประทานได้ทั้งนั้นแหละครับ ขอให้เป็นผู้หญิงก็แล้วกัน"

สามเกลอต่างถือถุงกระดาษใส่ผ้าตัดเสื้อพากันลงจากตอนหลังรถ "คาดิลแล็ค" เก๋ง ไม่มีใครสนใจกับ พล, นิกร, กิมหงวน ซึ่งเดินรวมกลุ่มตรงไปที่ร้าน "วิลาสินี" ทั้งสามหยุดยืนหน้าประตูห้องซึ่งเป็นตู้กระจกฝ้า เสี่ยหงวนยกมือเคาะประตูเบาๆ รวมสามครั้ง ต่อจากนั้นบานประตูก็เผยออก ผู้เปิดประตูรับคือประกายจันทร์สาวใหญ่วัย ๓๕ ปีแต่ยังสวยไม่สร่าง ร่างอวบอัดทรงโฉมประโลมตาหน้าพิศมัย ใบหน้าของหล่อนคล้ายกับประกายดาวผู้เป็นน้องสาวของหล่อนและเป็นเจ้าของร้านตัดเสื้อร้านนี้

ประกายจันทร์อยู่ในเสื้อกระโปรงชุดสีเทาลายดอกไม้เล็กๆ สีเหลือง หล่อนประนมมือไหว้สามเกลอของเราอย่างอ่อนช้อย ลักษณะท่าทางไม่ได้บอกว่าหล่อนเป็นอย่างว่าเลย อาเสี่ยรับไหว้หล่อนและยิ้มแห้งๆ

"ผมกับเพื่อนมาตัดเสื้อเชิ้ทครับ"

ประกายจันทร์ยิ้มอ่อนหวาน

"เชิญค่ะ เชิญข้างใน ขอบคุณนะคะที่กรุณามาอุดหนุนเรา"

"แฮ่ะ แฮ่ะ เพื่อนคนหนึ่งเขาแนะนำให้เรามาตัดเสื้อฮาไวที่นี่ครับ เขาบอกว่าร้านของคุณตัดได้สวยกว่า...ถูกกว่า ประหยัดกว่าและเป็นฟองกว่า"

ประกายจันทร์ทำหน้าฉงน

"อ้า-คุณพูดถึงเรื่องผงชักฟอกหรือเสื้อฮาไวคะ"

"ได้ทั้งนั้นแหละครับ" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ "ผมรู้สึกว่าที่นี่ประหยัดกว่าและไปได้เร็วกว่าก็ลองมาตัดดูสักสองตัว ถ้าถูกใจเราก็จะเป็นขาประจำของคุณ"

"ขอบคุณค่ะ เชิญข้างในเถอะค่ะ"

หล่อนพาสามเกลอเข้าไปในร้าน "วิลาสินี" ถึงแม้เป็นตึกแถวคูหาเดียวก็กว้างใหญ่และลึกมาก ด้านซ้ายของห้องมีโต๊ะเก้าอี้สำหรับรับแขก ด้านขวาเป็นหุ่นโชว์เสื้อและตู้โชว์อันทันสมัย ลึกเข้าไปมีจักรเย็บผ้ายี่ห้อชั้นดีตั้งอยู่ใกล้ๆ กันรวม ๒ คัน ด้านหลังห้องมีไซโบดขนาดใหญ่ มีตู้เย็นและโทรทัศน์ขนาด ๒๑ นิ้วของญี่ปุ่นยี่ห้อ "กาตีงู" การตกแต่งร้านสวยงามและโปร่งตามาก มีม่านผืนใหญ่สีเขียวสดขึงขวางห้องตอนหน้าบันไดขึ้นชั้นบนซึ่งเป็นม่านกำมะหยี่ราคาแพงมีห่วงทองเหลืองร้อยติดกับราวทองเหลือง ผนังห้องประดับภาพวิวสองสามรูปและภาพพี่น้องสองสาวบรรจุอยู่ในกรอบไม้สีทองเป็นภาพขนาด ๑๘ นิ้ว ถึงแม้ว่าห้องนี้ไม่มีเครื่องปรับอากาศแต่ก็มีพัดลมใหญ่ ติดอยู่บนเพดาน หมุนอยู่ตลอดวันและมีพัดลมตั้งที่มุมห้องอีกอันหนึ่ง

"เชิญนั่งซีคะ ดิฉันขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่งค่ะที่พวกคุณกรุณามาอุดหนุนเรา"

สามเกลอต่างทรุดตัวนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน ประกายจันทร์นั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง เครื่องแต่งห้องทุกชิ้นล้วนแต่มีสีเขียวเย็นตา

"คุณชื่อประกายจันทร์ใช่ไหมครับ" เสี่ยหงวนถามยิ้มๆ

"ใช่ค่ะ เพื่อนของคุณบอกคุณหรือคะ"

"ครับ เขาว่าคุณกับประกายดาวน้องสาวของคุณเจ้าของร้านนี้ตัดเสื้อเชิ้ทได้สวยงามมาก ฝีมือดีราวกับช่างตัดเสื้อต่างประเทศ พวกสุภาพบุรุษที่มีชื่อเสียงในวงสังคมมักจะมาตัดเสื้อเชิ้ทหรือเสื้อฮาไวที่นี่"

ประกายจันทร์ยิ้มเศร้าๆ

"ขอบคุณค่ะ ดิฉันกับน้องก็ไม่ได้มีฝีมือเลอเลิศอะไรหรอกค่ะ พอตัดเย็บได้เท่านั้น"

อาเสี่ยมองไปทางหลังห้อง

"น้องสาวของคุณไม่อยู่หรือครับ"

"อยู่ค่ะ ขึ้นไปเลือกแบบเสื้ออยู่ข้างบนค่ะ"

ทันใดนั้นเอง ประกายดาวสาวสังคมร่างสคราญแม่หม้ายโสร่งเขียวก็พาตัวเดินผ่านม่านสีเขียวออกมา หล่อนสวมกางเกงสีน้ำตาลไหม้ เสื้อฮาไวสีเขียวแบบแปลกตา หล่อนหยุดชะงักมองดูสามสหายของเราอย่างตื่นๆ และเช่นเดียวกัน พล, นิกร, กิมหงวน ก็พากันมองดูแม่หม้ายโสร่งเขียวอย่างตะลึงลาน หล่อนสวยหยาดเยิ้มและหยดย้อย ทั้งสวยทั้งมีเสน่ห์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความงามของหล่อนจะข่มพี่สาวร่วมสายโลหิตของหล่อนได้ ถึงแม้ว่าประกายจันทร์จะมีอายุมากแล้ว ประกายจันทร์ก็ยังสวยสะอาดบาดใจไม่ยิ่งหย่อนกว่าน้องสาวของหล่อนเลย เสียอย่างเดียวที่วัยของหล่อนเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว อย่างไรก็ตาม พล พัชราภรณ์ อ้ายเสือรูปหล่อของเราก็รู้สึกพอใจประกายจันทร์มาก

"ดาวจ๊ะ" พี่สาวร้องเรียกน้องสาวเบาๆ "สุภาพบุรุษทั้งสามท่านนี้ท่านมาอุดหนุนเราจ้ะน้อง"

ประกายดาวกระพุ่มมือไหว้สามสหายทันที วี่แววแห่งความเลวเหลวแหลกของหล่อนไม่มีเลย มีแต่ความอ่อนหวานน่ารัก แม้แต่การประนมมือไหว้ก็เป็นกิริยาที่อ่อนช้อยนุ่มนวล ทำให้สามสหายเริ่มลังเลใจคิดว่าหล่อนเป็นคนดีมากกว่าที่จะเป็นนางกลางเมืองแบบตัดเสื้อวัดตัวตามที่นายพิพัฒน์เล่าให้ฟัง

"สวัสดีค่ะ ดาวกราบขอบพระคุณนะคะที่กรุณาให้เกียรติมาอุดหนุนเรา" พูดจบหล่อนก็เดินมานั่งข้างพี่สาวของหล่อน

เสี่ยหงวนจ้องมองดูประกายดาวจนไม่ยอมกระพริบตาและแล้วเขาก็อุทานออกมาเบาๆ อย่างเผลอตัว

"โอ้โฮเฮะ"

ประกายดาวยิ้มน่ารัก

"อะไรคะ"

อาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่

"คุณสวยและน่ารักมากทีเดียว ดูๆ เหมือนกับว่าคุณเป็นเด็กสาวที่ไร้เดียงสา แต่ว่า....ขอโทษนะครับ อย่าหาว่าผมล่วงเกินคุณเลย เพื่อนผมที่แนะนำเรามานี่บอกเราว่าคุณคือแม่หม้ายโสร่งเขียวคนหนึ่ง"

ประกายดาวมีสีหน้าเศร้าสลดทันที

"เป็นความจริงค่ะ อ้า-ความจริงเป็นเรื่องที่ปกปิดไม่ได้ ดาวไม่เคยปิดบังใครหรอกค่ะในเรื่องนี้ ถูกแล้วค่ะดาวเคยเป็นอนุของท่านโสร่งเขียว ดาวถูกประณามว่าดาวเป็นอนุของท่านที่ล่วงลับไปแล้วก็เพราะเห็นแก่เงิน ก็ถูกอีกแหละค่ะ ดาวกับพี่จันทร์สองคนพี่น้องลำบากยากจนมาก มีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะได้รับความอุปการะจากน้าสาวซึ่งท่านก็เป็นแม่หม้ายไร้ทาง"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"สุภาพสตรีอ้วนตุ๊ที่เดินออกไปจากร้านเมื่อกี้นี่ใช่ไหมครับ"

"ค่ะ นั่นแหละค่ะน้าของเรา"

พลว่า "พวกเราเคยทราบข่าวของคุณในหน้าหนังสือพิมพ์มาบ้างครับ แต่เรามิได้ติเตียนอะไรคุณเลย เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวของคุณและเป็นสิทธิของคุณ ที่คุณจะตัดสินใจทำอะไรไปโดยไม่ได้ทำอะไรให้ผู้อื่นเดือดร้อนเสียหาย ผมเสียใจด้วยครับที่ท่านของคุณมีอันเป็นสิ้นชีวิตไป ทำให้คุณและพวกอนุของท่านต้องลำบากไปตามๆ กัน"

ประกายดาวยิ้มเศร้าๆ น่าสงสาร

"ขอบคุณค่ะ สำหรับดาวก็ไม่ลำบากอะไรนักหรอกค่ะ พอมีเงินมาเซ้งตึกที่นี่แล้วก็ลงทุนเปิดร้านตัดเสื้อสองคนกับพี่จันทร์ช่วยกันทำมาหากินค่ะ พวกอนุของท่านส่วนมากเขาก็มาอุดหนุนดาว พวกนายทหารและ ข้าราชการที่เคยรู้จักชอบพอกันเขาก็มาตัดเสื้อเชิ้ทเสื้อฮาไวที่นี่ แต่ดาวกับพี่จันทร์ก็ไม่วายถูกใส่ร้ายป้ายสีมีคนหาว่าเราสองคนเป็นผู้หญิงไม่ดีตัดเสื้อวัดตัวค่ะ ดาวไม่อาจจะเข้าใจได้ที่มีผู้ใส่ร้ายเราอย่างนี้ดาวกับพี่จันทร์เป็นผู้หญิงที่ต้องปกครองตัวเอง ไม่มีพิษสงแก่ใคร ไม่มีอิทธิพลอะไร แต่แล้วทำไมเขาจึงปรักปรำกล่าวโทษให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ดาวเปรียบเหมือนคนที่ล้มลงไปแล้วยังถูกคนข้ามและเหยียบย่ำซ้ำเติมอีก"

กิมหงวนยิ้มแหยๆ เขาเชื่อแล้วว่าอาชีพของสองพี่น้องไม่ได้ตัดเสื้อวัดตัว เขานึกอยากเตะปากนายพิพัฒน์เป็นกำลังที่ยืนยันกับเขาว่าประกายดาวและประกายจันทร์เป็นผู้หญิงชั้นสูง

อาเสี่ยยิ้มให้ประกายดาวแล้วกล่าวว่า

"ที่เรามาหาคุณมาให้คุณตัดเสื้อฮาไวให้เรา ไม่ใช่เพราะเรารู้ว่าคุณกับคุณประกายจันทร์เป็นผู้หญิงอย่างว่าหรอกนะครับ"

แม่หม้ายโสร่งเขียว กระพุ่มมือไหว้กิมหงวนอีกครั้งหนึ่ง

"ขอบคุณค่ะ ดาวกับพี่จันทร์ไม่เคยคิดที่จะกระโจนลงสู่เหวนรกหรอกค่ะ เรามีวิชาความรู้พอที่จะประกอบอาชีพที่สังคมไม่รังเกียจได้ รับราชการหรือเข้าทำงานตามบริษัทห้างร้านก็ได้ค่ะถ้าเราเบื่อหน่ายอาชีพตัดเสื้อที่เราเคยเรียนมา"

ประตูกระจกฝ้าหน้าร้าน "วิลาสินี" ถูกเปิดออก ช้อยน้าสาวของสองสาวพาตัวเดินเผละผละเข้ามา รู้สึกว่าการยกขาก้าวเดินแต่ละข้างลำบากยากเย็นไม่น้อยเพราะหล่อนอ้วนเกินไป แต่ใบหน้าของช้อยยังสวยและมีเสน่ห์ ผิวพรรณยังตึงเต่งเปล่งปลั่งตามธรรมดาของคนอ้วนที่ร่วงโรยช้ากว่าคนผอมและผู้หญิงที่ทันสมัยในยุคนิวเคลียร์นี้ขนาด ๕๐ ปี หนุ่มๆ คราวลูกหลานก็ยังมองตาเป็นมัน อยากจะได้เป็นคู่เคียงเรียงหมอนเพราะรู้จักแต่งตัวเสริมสวยให้งดงามอยู่เสมอ

ช้อยหยุดยืนมองดูสามสหายและทำท่าจะเดินเลยไปทางหลังห้อง แต่ประกายจันทร์รีบกล่าวกับน้าสาวของหล่อน

"น้าคะ สุภาพบุรุษสามท่านนี้กรุณามาตัดเสื้อเชิ้ทที่เราค่ะ" แล้วหล่อนก็หันมาทางสามเกลอ "นี่น้าของดิฉันค่ะ"

พล, นิกร, กิมหงวนต่างยกมือไหว้ช้อยพร้อมๆ กันโดยเฉพาะนิกรไหว้หล่อนถึง ๒ ครั้ง ช้อยรับไหว้นอบน้อม

"สวัสดีค่ะคุณ จะตัดเสื้อเชิ้ทแบบไหนล่ะค่ะ"

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"เสื้อฮาไวเอวจั๊มครับคุณพี่ พวกเราซื้อผ้าตัดเสื้อซึ่งเป็นแพรอย่างดีมาให้คนละ ๓ เมตร อยากจะทดลองตัดคนละสองตัวก่อนครับ ถ้าถูกใจก็จะซื้อผ้ามาให้ตัดอีกสักห้าหกร้อยตัว"

ช้อยทำหน้าฉงน

"ห้าหกร้อยตัว....ตัดเอาไปทำไมคะ"

"เอาไปใส่บ้างขายบ้างครับ"

ช้อยหัวเราะเบาๆ นิกรรับห่อผ้าตัดเสื้อจากเพื่อนเกลอของเขามารวมกันแล้วส่งให้ช้อยอย่างนอบน้อม

"ต้องวัดตัวไหมครับคุณพี่"

ช้อยทำหน้าตาย

"วัดค่ะ แต่ไม่ใช่วัดตัวอย่างที่พูดกันนะคะ ดิฉันเจ็บใจเหลือเกินที่คนมันนินทาว่าร้ายหลานสาวของดิฉัน หาว่าตัดเสื้อวัดตัวคือเป็นผู้หญิงอย่างว่า พวกคุณเป็นสุภาพบุรุษเป็นผู้ดีมีสกุลโปรดตรองดูซีคะ ดิฉันสิ้นไร้ไม้ตอกถึงกับจะยอมให้หลานสาวของดิฉันต้องขายตัวเชียวหรือคุณ รับจ้างตัดเสื้อมีกำไรวันละห้าหกสิบบาทก็พอกินพอใช้ไปวันวันแล้ว ถ้างานมากหรือตัดเสื้อยากๆ เช่นชุดวิวาห์ก็มีรายได้มากขึ้น พูดแล้วเจ็บใจค่ะ คนเรามันชอบให้ร้ายป้ายสีกัน"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"รู้ตัวไหมครับว่าใครเป็นคนดูหมิ่นคุณประกายจันทร์และคุณประกายดาว"

"ไม่ทราบน่ะซีคะ ถ้ารู้ตัวดิฉันจะปล่อยมันไว้ทำไม ดิฉันต้องให้ตำรวจดำเนินคดีในฐานหมิ่นประมาทหลานสาวของดิฉันแน่นอน"

นิกรขบกรามกรอด

"ไม่ต้องบอกตำรวจหรอกครับ ถ้ารู้ตัวบอกผมจัดการให้ดีกว่า"

ช้อยยิ้มให้นิกร

"คุณจะทำไมคะ"

"ผมจะไปหามันและบอกมันว่าสุภาพบุรุษไม่ควรปรักปรำให้ร้ายสุภาพสตรี"

ช้อยหัวเราะแล้วเดินไปที่จักรเย็บผ้าคันหนึ่ง หล่อนถือเท็ปวัดระยะม้วนหนึ่งกลับมาหาสามสหาย

"อ้า-เชิญค่ะ ดิฉันจะวัดตัวคุณทีละคน"

"ว้า" อาเสี่ยคราง "ไหงไม่ให้คุณประกายดาวเป็นคนวัดล่ะครับ"

ช้อยยิ้มเล็กน้อย

"ดาววัดตัวไม่ชำนาญหรอกค่ะ อาจจะผิดพลาดขึ้นได้ ดิฉันเองเป็นคนฝึกสอนดาวและจันทร์ให้รู้จักตัดเสื้อ อย่างไรก็ตามทั้งสองคนยังไม่เก่งจนเกินไปหรอกค่ะ ดิฉันต้องควบคุมตลอดเวลา"

เป็นอันว่าสามสหายต้องยอมให้ช้อยวัดตัวให้ ประกายดาวนำสมุดมาจดส่วนต่างๆ ของพล, นิกร, กิมหงวน ที่วัดได้ ในที่สุดเสี่ยหงวนก็กล่าวกับประกายดาวแม่หม้ายทรงเสน่ห์ว่า

"ตัดให้เราคนละครึ่งโหลก็แล้วกันนะครับ คุณช่วยซื้อผ้าแบบนี้ให้เราด้วย เข้าใจว่าคุณคงจะเลือกสีได้ถูกใจเราแน่นอน เรื่องราคาค่าจ้างตัดและค่าผ้าเท่าไรก็เท่ากัน ผมจะจ่ายให้คุณไว้ก่อน ๒,๐๐๐ บาทสำหรับเสื้อฮาไว ๑๘ ตัว ถ้าคุณขี้เกียจตัดไปซื้อเสื้อฮาไวสำเร็จรูปมาให้เราก็ได้ครับ"

"ค่ะ ขอบคุณ อ้า-ประทานโทษ คุณเป็นใครคะ ดาวจะได้บันทึกลงในสมุดเล่มนี้"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"บิลลี่หงวนครับ"

"ขอบคุณค่ะ"

กิมหงวนจ่ายเงินสดให้ประกายดาว ๒,๐๐๐ บาทรู้สึกว่าสองพี่น้องกับน้าสาวแสดงความตื่นเต้นในการจ่ายเงินคล่องๆ ของอาเสี่ยอย่างยิ่ง พล พัชราภรณ์ชวนเพื่อนเกลอทั้งสองลากลับโดยไม่มีใครกล้าพูดทาบทามถึงเรื่อง "ตัดเสื้อวัดตัว"

สามสหายออกจากร้าน "วิลาสินี" ตรงมาที่รถคาดิลเล็คเก๋ง เจ้าแห้ววิ่งเหยาะๆ มาจากร้านกาแฟขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับแล้วหันมาถามเจ้านายของเขา

"รับประทานไปไหนครับ"

เสี่ยหงวนตอบเสียงหนักแน่น

"กลับโรงแรม เร็ว-ไปเร็วหน่อย ฉันจะรีบไปเตะนายพิพัฒน์หัวหน้าแผนกนำเที่ยว มีอย่างที่ไหนหลอกกันได้ ผู้หญิงดีๆ แท้ๆ หาว่าตัดเสื้อวัดตัว"

เจ้าแห้วทำตาปริบๆ

"รับประทานตัดเสื้อก็ต้องวัดตัวน่ะซีครับอาเสี่ย"

อาเสี่ยจุ๊ปาก

"ไม่ใช่อย่างนั้นโว้ย คำว่าตัดเสื้อวัดตัวในที่นี้เขาหมายความว่ามีอาชีพตัดเสื้อเป็นโล่บังหน้า หลังฉากเป็นผู้หญิงอย่างว่า"

คาดิลแล็คเก๋งถูกสต๊าทเครื่องแล่นออกจากที่เลี้ยวกลับบนถนนพหลโยธิน เสี่ยหงวนมีท่าทางอึดอัด พล พัชราภรณ์ เคร่งขรึมไป ส่วนนิกรนั่งอมยิ้มมาตลอดทางแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนใจเย็นและมีอารมณ์ขัน

"หมดหวังโว้ย" เสี่ยหงวนพูดค่อนข้างดัง "ไปเร็วๆ อ้ายแห้ว ต้องซ้อมนายพิพัฒน์ หมอนี่กะล่อนเหมือนอ้ายกร"

นิกรหันมามองดูหน้าอาเสี่ยแล้วยิ้มให้

"อย่าไปลงโทษพิพัฒน์เลยวะอ้ายหงวน สองพี่น้องคู่นี้และยายน้าสาวของหล่อนน่ะมาเหนือเมฆแกรู้ไหม"

เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ

"แกหมายความว่ากระไร"

"หมายความว่าทั้งประกายจันทร์และประกายดาวเป็นผู้หญิงชั้นสูงอย่างไม่มีปัญหา"

"แกรู้ได้อย่างไร" พลพูดขึ้นทันที

นิกรหัวเราะชอบใจ

"วิถีญาณของกันมันบอกให้กันรู้เอง บทบาทที่สงบเสงี่ยมเจียมตัววางตัวเป็นผู้ดี สุภาพนอบน้อมน่ะไม่ยากลำบากอะไรหรอก"

พลยิ้มแค่นๆ

"อย่าปรักปรำเขาเลยโว้ยอ้ายกร ผู้หญิงสองคนนี่เป็นคนดีแน่ๆ "

"ปู้โธ่ อ้ายพลเอ๊ย แก่จนป่านนี้แล้วยังไม่รู้ชั้นเชิงของผู้หญิง ฮะ ฮะ ยายกันเคยสอนกันว่ามารยาหญิงนั้นแต่งเป็นตำราแล้วต้องใช้รถบรรทุก ยี.เอ็ม.ซี ขนถึง ๑๐๐ คันจึงจะหมด แกกับอ้ายหงวนช่างโง่บัดซบเสียจริงๆ ตลอดเวลาที่เราเข้าไปอยู่ในร้านนั้น แกสองคนสังเกตอะไรบ้างหรือเปล่า"

พลสั่นศีรษะ

"เปล่า ไม่ได้สังเกตอะไรหรอก"

นิกรหันขวับมาทางเสี่ยหงวนซึ่งนั่งทางขวาของเขา

"แกล่ะ"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"ไม่ได้สังเกตเหมือนกัน มัวแต่จ้องมองดูหน้าประกายดาวสาวน้อยร้อยชั่งของกัน หล่อนสวยน่ารัก จริงๆ ว่ะ กันคงจะตรอมใจตายคราวนี้ถ้าหากว่ากันไม่ได้หล่อนเป็นเมีย"

"ถึงยังงั้นเชียวหรือ ฉันอยากถุยรดหัวอ้ายแห้วเหลือเกิน"

"อ้าว" เจ้าแห้วร้องเสียงหลง "รับประทานผมเสมอนอกไม่เกี่ยวในเรื่องนี้เลยนี่ครับ"

นิกรยกมือทั้งสองกอดคอเพื่อนเกลอของเขาคนละข้างแล้วกล่าวว่า

"กันจะบอกให้ เราสามคนนี่กลับไปบ้านรดน้ำมนต์ไล่ซวยได้แล้ว ยายผีทะเลสองคนนี่กะหรี่แหงๆ แต่แกล้งทำตัวเป็นคนดีเพราะยังไม่คุ้นเคยกับเรานั่นเอง และอาจจะกลัวว่าเราเป็นตำรวจก็ได้ ความจริงหล่อนเป็นกะหรี่ร้อยเปอรเซ็นต์ เรื่องชั้นสูงหรือต่ำไม่ต้องไปคำนึงถึง"

"แกพบเห็นอะไรหรือ" พลถามอย่างเป็นงานเป็นการ

นิกรถอนหายใจดังปู้ด

"กันเห็นธงนางกวักและธงอีเป๋อปักอยู่เหนือบานประตูหน้าร้าน"

อาเสี่ยอ้าปากหวอ

"ธงอีเป๋อ เป็นยังไงวะอ้ายกร"

อีเป๋อเป็นลัทธิอย่างหนึ่งที่ผู้หญิงอย่างว่าหลายร้อยหลายพันคนศรัทธาเลื่อมใส เป็นการเลื่อมใสอย่างโง่เขลาเบาปัญญาและอยู่ข้างจะสกปรก ธงอีเป๋อเป็นธงผ้าขาวรูปสามเหลี่ยม พิมพ์รูปผู้หญิงแก้ผ้าล่อนจ้อนนั่งเท้าแขน นั่นแหละคือตัวอีเป๋อ แต่อีเป๋อจะมีความเป็นมาอย่างไรกันไม่รู้ รู้แต่ว่ามีมานานแล้ว ผู้หญิงที่นับถือ อีเป๋อจะปักธงไว้เหนือบานประตูใครเข้าไปในซ่องหรือในบ้านครั้งเดียวก็ติดใจไปบ่อยเพราะอาถรรพณ์"

พลมองดูนิกรอย่างเลื่อมใส

"อือ-แกนี่รู้ดีโว้ย"

"อ้าว ก็กันเคยคุมซ่องมาแล้ว เอ๊ย-เปล่าโว้ย กันมีพรรคพวกเป็นเจ้าของซ่องเขาเล่าให้ฟัง คนที่นับถืออีเป๋อห้ามอาบน้ำ ได้แต่ล้างหน้าเช็ดตัว ดูเหมือนเดือนหนึ่งจะอาบน้ำได้ครั้งเดียว"

"ว้าย" อาเสี่ยร้องลั่น "ผู้หญิงอาบน้ำเดือนละหนจะไหวเรอะ"

"ไม่รู้ได้ ผู้หญิงที่นับถืออีเป๋อเขาปฎิบัติกันอย่างนั้นยิ่งสกปรกมากก็ยิ่งมีแฟนติดมากหาเงินได้คล่อง แกสองคนไม่ได้สังเกตเหมือนอย่างกันหรอก บนกบาลของประกายจันทร์และประกายดาวน่ะไข่เหาขาวพรึ่ดไปหมด"

"ฮ้า" พลร้องเสียงลั่น "ผู้หญิงสวยๆ มีเหา"

"เออ ให้รากเลือดลงแดงตายซีวะ กันมองเห็นเหาไต่ยั้วเยี้ยตีนยุ่บยั่บขนลุกขนพองเลย ประกายดาวผิวผ่องเหมือนแตงร่มใบแต่ขี้ไคลกบบ้องหู แขนเสื้อชั้นในที่แลบออกมาดำปี๋ ตอนที่หล่อนเงยหน้าขึ้นกันเห็นขี้มูกกรังอยู่ในรูจมูก แล้วก็แม่ประกายจันทร์พี่สาวนุ่งโสร่งแทนเป๊ตตี้โค้ต มันแลบออกมากันมองเห็น ตามซอกนิ้วตีนขี้ไคลหนาขูดออกมารวมกันชั่งได้อย่างน้อยห้าหกกิโล ส่วนยายน้าค่อยสะอาดหน่อย แม่สองคนพี่น้องเป็นผู้หญิงอย่างว่าและนับถืออีเป๋อแน่นอน ผู้ที่นับถืออีเป๋อย่อมไม่นับถือพระและไม่เลื่อมใสในศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น ชอบทำตัวให้สกปรก ที่เราว่าซวยเขาว่าเฮง เป็นต้นว่าเอาม้าขึ้นไปเลี้ยงบนขอบประตูหน้าต่างให้ผู้ชายลอดไปมา"

อาเสี่ยทำหน้าเหยเก

"ว้า....เค้าเป๋โว้ย ฟังอ้ายกรอธิบายชักเกลียดขี้หน้าประกายดาวเสียแล้ว"

พลชะโงกหน้ามองดูเสี่ยหงวนแล้วพูดยิ้มๆ

"อย่าไปเชื่ออ้ายกรนัก อ้ายกรมันมะกอกสามตะกร้า แกก็รู้นิสัยมันแล้ว มันไม่อยากให้เรายุ่งเกี่ยวกับสองพี่น้องมันก็แกล้งถวายพระเพลิงเสียก็ได้"

นิกรพูดโพล่งขึ้นอย่างโมโห

"ไม่เชื่อก็ตามใจ แต่สองพี่น้องคู่นี้เป็นกะหรี่แน่ ตอนที่อ้ายหงวนส่งเงินให้ประกายจันทร์ ๒,๐๐๐ บาท กันแลเห็นประกายดาวขยิบตากับพี่สาวอย่างมีความหมายนะโว้ย"

เสี่ยหงวนหันมามองดูหน้านิกรคล้ายกับจะค้นความจริงใจจากใบหน้าของนายจอมทะเล้น

"แกว่าประกายดาวกับประกายจันทร์เป็นกะหรี่..."

"ใช่ อย่างนี้ค่าตัวคงไม่เกิน ๓๐๐ บาท"

อาเสี่ยยกมือชี้หน้านิกร

"แกไม่ใช่ลูกผู้ชาย แกปรับปรำกล่าวโทษเขาด้วยการคาดคะเนหรือเดาเอา กันเชื่อว่าประกายจันทร์กับประกายดาวเป็นคนดีโว้ย"

นิกรหัวเราะ

"พนันกันสักหมื่นบาทเป็นยังไง"

"พนันยังไงล่ะ"

"กันจะใช้ความสามารถของกันรับตัวประกายดาวไปนอนคุยกับกันที่บังกาโลพักร้อนหลังโรงแรมของเราในคืนวันนี้ ถ้าหากว่ากันรับตัวประกายดาวไปที่นั่นไม่ได้ก็หมายความว่าหล่อนเป็นคนดีกันจะจ่ายเงินสดให้แกหมื่นบาท แต่ถ้ากันรับประกายดาวไปที่บังกาโลหลังนั้นได้แกก็ต้องจ่ายเงินสดให้กันหมื่นบาท"

พลกล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"อย่างนี้เข้าที เอา-อ้ายหงวน พนันกับมันกันจะเป็นพยาน"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"เป็นพยานอย่างเดียวไม่ได้แกจะต้องเป็นผู้รักษาเงินเดิมพันด้วย กันกับอ้ายกรจะมอบเงินสดคนละหมื่นบาทไว้ให้แก" แล้วเขาก็เปลี่ยนสายตามาที่นายจอมทะเล้น "เงินสดนะโว้ย เช็คไม่เอา"

นิกรแหกปากหัวเราะลั่นรถ

"ตกลง เงินสดก็เงินสด กลับไปถึงโรงแรมกันจะใช้ให้อ้ายแห้วไปถอนเงินมาหมื่นบาทมอบให้อ้ายพลรักษาไว้ ส่วนแกก็ต้องมอบเงินสดหมื่นบาทให้อ้ายพลเช่นเดียวกัน"

อาเสี่ยยื่นมือให้นิกรจับ

"โอ.เค. แกต้องจัดการรับตัวประกายดาวไปที่บังกาโลหลังโรงแรมเราในคืนวันนี้นะ ผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้"

"เออ คืนนี้ซีวะ เราไปตกลงข้อปลีกย่อยเกี่ยวกับการพนันนี้ที่โรงแรมเถอะ คุณพ่อกับอ้ายหมอจะได้เป็นพยานด้วย"

เสี่ยหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ต้องสัญญากันก่อนว่าแกอนุญาตให้พวกเราแอบดูแกกับประกายดาว"

"ว้า" นิกรคราง "ฝาห้องนอนที่บังกาโลหลังนั้นมิถูกเจาะทะลุเป็นพรุนไปหมดหรือ เอา-อยากดูก็ดูกันไม่เห็นแปลกอะไร กันเพียงแต่พาหล่อนเข้าไปนั่งคุยกับกันในห้องนั้นกันก็ได้เงินหมื่นบาทแล้วใช้ไหมล่ะ"

เจ้าแห้วมองดูในกระจกมองหลังแล้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานขอผมดูฟรีสักคนนะครับ"

พลเงื้อมือขึ้นทำท่าจะเขกกบาลเจ้าแห้ว

"ทะลึ่งแล้วเดี๋ยวพ่อหวดโป๊กเต็มเหนี่ยวเลย"

เจ้าแห้วหัวเราะหึๆ ขับ "คาดิลแล็ค" เก๋งคันงามไปตามถนนพหลโยธินด้วยความเร็วสูง สามสหายต่างวิพากษ์วิจารณ์กันถึงพี่น้องสองสาวเสียงเอะอะเอ็ดตะโรลั่นรถ พลกับอาเสี่ยแน่ใจว่าประกายจันทร์กับประกายดาวสองพี่น้องไม่ได้มีหลังฉากเช่นนั้น แต่นิกรมั่นใจว่าหล่อนเป็นนางโลมชั้นสูงอย่างไม่มีปัญหา

บ่ายวันเดียวกันนั้นเอง

หลังจากนิกรกับกิมหงวนได้ตกลงข้อปลีกย่อยเกี่ยวกับการพนันกันต่อหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ และศาสตราจารย์ดิเรก สองสหายก็วางเงินเดิมพันซึ่งเป็นเงินสดคนละ ๑๐,๐๐๐ บาทให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยึดถือไว้ ซึ่งตอนแรกตั้งใจจะให้พลเป็นผู้รักษาเงินเดิมพัน แต่พลโอนหน้าที่นี้ให้ท่านเจ้าคุณรับเอาไปอีกทอดหนึ่ง นิกรมีเงินสดติดตัวอยู่เกือบ ๒๐,๐๐๐ บาทแต่เก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงในจึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลาใช้ให้เจ้าแห้วไปเบิกเงินที่ธนาคาร ส่วนอาเสี่ยกิมหงวนของเราก็มีเงินสดติดตัวอยู่เสมอไม่ต่ำกว่าสามสี่หมื่นบาทตามธรรมดาของมหาเศรษฐี

บังเอิญนายพิพัฒน์หัวหน้าแผนกนำเที่ยวของโรงแรมพาฝรั่งนักทัศนาจรคณะหนึ่งไปเที่ยวชมวัดพระศรีรัตนศาสดารามและพระอารามหลวงอีกหลายแห่งตลอดจนพิพิธภัณ์ฑ์สถานแห่งชาติ นิกรรอคอยพบนายพิพัฒน์ด้วยความกระสับกระสายเร่าร้อนใจ จนกระทั่ง ๑๔.๐๐ น. นายพิพัฒน์ก็พานักทัศนาจรชาวอเมริกันประมาณ ๒๐ คนกลับมายังโรงแรม "สี่สหาย" โดยรถบัสคันใหญ่ของโรงแรมซึ่งเป็นรถสองชั้นทันสมัย

นิกรสั่งให้พนักงานรับใช้คนหนึ่งตามนายพิพัฒน์ไปพบกับเขาที่ห้องโถงใหญ่ชั้นล่างซึ่งเป็นห้องสำหรับให้แขกผู้มาพักนั่งพักผ่อนสนทนากันแต่ไม่ใช่ห้องรับแขก เมื่อเห็นหน้านายพิพัฒน์หนุ่มสังคมชื่อดัง นิกรก็เผ่นพรวดลุกขึ้นยืนปราดเข้าไปหาเขา

"พิพัฒน์ ผมข้องใจในเรื่องประกายดาวและประกายจันทร์เจ้าของร้านตัดเสื้อ "วิลาสินี" มาก ผมรอพบคุณอยู่นานแล้วรู้ไหม"

"ข้องใจยังไงครับ"

"เราไปหาหล่อนที่ร้านเมื่อตอนสายตั้งใจจะรับหล่อนไปเที่ยวบางปูคืนวันนี้ แต่หล่อนไม่ได้เป็นผู้หญิงพรรค์นั้นนี่นา เราเกือบจะห้าแต้มและเกือบจะตกเป็นผู้ต้องหาในคดีหมิ่นประมาท"

นายพิพัฒน์ขมวดคิ้วย่น

"ตลกเสียแล้วละครับคุณนิกร สองพี่น้องนั่นไม่รู้จักคุณและพวกเจ้านายก็เลยเต๊ะท่าเป็นคนดี ความจริงใครๆ ก็รู้นี่ครับว่าหล่อนเป็นชั้นสูง ดูเหมือนเดี๋ยวนี้ค่าตัวเหลือเพียง ๓๐๐ บาทเท่านั้น เพราะเงินทองมันหายาก แต่พวกชั้นสูงเพิ่มจำนวนขึ้น เป็นต้นว่าพวกคุณนายที่แอบหาค่ากับข้าวในตอนกลางวัน บางคนทำงานเป็นหลักฐานก็มีครับ"

นิกรโบกมือแล้วพูดตัดบท

"อย่าพูดนอกประเด็นเลยคุณพิพัฒน์ ตอบผมอย่างลูกผู้ชายซิคุณ คุณเคยรับประกายจันทร์หรือประกายดาวไปนอนกับคุณหรือเปล่า"

"ไม่ครับ ผมเคยรับแต่ช้อยน้าสาวของหล่อนไปบางแสนกับผมเมื่อสองเดือนที่แล้วมานี้ แต่เพื่อนผมเขาเป็นผู้ติดต่อรับตัวมาให้ผมครับ"

นิกรมองดูหน้านายพิพัฒน์อย่างแปลกใจ

"คุณชอบคนแก่"

"ครับ"

"ไหงยังงั้นล่ะ"

"พูดยากครับ แฮ่ะ แฮ่ะ ไม่ลองก็ไม่รู้ไม่ดูก็ไม่เห็น"

"อือ คุณก๊อใจเดียวกับผมน่ะซี ผมเห็นหน้าน้าช้อยของประกายดาวผมก็นึกเสน่หาทันที อ้า-เรามาพูดกันถึงเรื่องประกายดาวแม่หม้ายโสร่งเขียวกันดีกว่า คุณช่วยผมหน่อยได้ไหม"

"ช่วยยังไงครับ"

"ช่วยไปติดต่อกับหล่อนและรับตัวประกายดาวมาให้ผมคืนวันนี้ก่อนสองทุ่ม ผมจะมอบเงินให้คุณไปจ่ายให้หล่อนล่วงหน้า หล่อนจะได้ไม่ต้องกลัวว่าผมจะจ่ายแต่เพียงค่าแท็กซี่ให้หล่อน"

หัวหน้าแผนกนำเที่ยวทำหน้าเบ้

"ถ้าใช้ให้ผมไปติดต่อก็ไม่มีทางครับ เพราะเท่าที่ผมทราบสองพี่น้องคู่นี้จะยอมเป็นของใครก็ต่อเมื่อ หล่อนมีความคุ้นเคยกับเขาและเชื่อใจเขา หล่อนกลัวเรื่องอื้อฉาวครับ แล้วก็กลัวตำรวจปลอมเป็นอาเสี่ยด้วย"

นิกรจุ๊ปาก

"แย่จริงโว้ย ผมพนันกับอ้ายหงวนไว้หมื่นบาท ถ้าคืนนี้สองทุ่มผมพาประกายดาวมาที่โรงแรมเราไม่ได้ ผมก็ต้องเสียหมื่นบาท แต่ถ้าผมพามาได้อ้ายหงวนก็ต้องจ่ายให้ผมหมื่นบาท"

"โอ้โฮ เล่นกันรุนแรงอย่างนี้เชียวหรือครับ"

"ใช่ ในสายตาของผมและเท่าที่ผมสังเกตดูผมเชื่อเหลือเกินว่าพี่น้องคู่นี้เป็นอย่างว่าแน่นอน แต่เราจะคุยกันอยู่นานนักไม่ได้ เพราะเวลาของผมยังเหลืออีกเพียง ๖ ชั่วโมงเท่านั้น หากคุณช่วยผมสำเร็จสิ้นปีนี้ผมขึ้นเงินเดือนให้คุณอีก ๑๐๐ บาท หากอ้ายหงวนไม่ยอมผมจะเตะปากมันหรือไม่ก็ควักเงินส่วนตัวของผมจ่ายให้คุณ"

นายพิพัฒน์ยิ้มแห้งๆ

"จนปัญญาจริงครับเจ้านาย เพื่อนผมที่มันรับน้าช้อยมาให้ผมและเคยหลับนอนกับประกายจันทร์และ ประกายดาวมันก็ไปนครสวรรค์เมื่อวานนี้เองเพื่อไปทำข่าวเบื้องหลังผู้กำกับการตำรวจภูธรนครสวรรค์กับภรรยาได้รับอุบัติเหตุรถชนกันที่อำเภอโกรกพระเมื่อวานนี้ ทำให้ท่านผู้กำกับและภรรยาถึงแก่กรรม"

นิกรหน้าสลดทันที

"ว้า...หมื่นบาทล่องละโว้ย แล้วเพื่อนฝูงพรรคพวกของคุณที่เคยยุ่งเกี่ยวกับแม่หม้ายโสร่งเขียวคนนี้ มีอีกบ้างไหมคุณช่วยพาผมไปพบกับเขาหน่อยเถอะไปเดี๋ยวนี้แหละ"

"ไม่มีเลยครับคุณนิกร"

"ตายอหิวาต์..." นิกรคราง "ผมจะทำยังไงดีล่ะถึงจะรับตัวประกายดาวมาที่โรมแรมของเราได้ในคืนวันนี้"

นายพิพัฒน์นิ่งคิด

"ผมคิดว่าคุณไปหาด้วยตนเองดีกว่าครับ แกล้งซื้อผ้าตัดเสื้อเชิ้ทไปให้อีก แล้วก็ชวนพูดคุยบอกความจริงให้รู้ว่าคุณเป็นใคร เอาบัตรประจำตัวนายทหารให้ดูประกายดาวจะได้แน่ใจว่าคุณไม่ใช่ตำรวจ คุณคือ พันเอกนิกร การุณวงศ์ นายทหารพิเศษของกองทัพบกและเป็นนักธุรกิจคนสำคัญคนหนึ่งในวงการค้า ซึ่งชื่อเสียงของคุณ ประกายดาวต้องรู้จักแน่ๆ เท่านี้หล่อนก็ โอ.เค. ซิกาแร็ต อย่าวอรี่เลยครับ เอาเงินยื่นเข้าไปทุกสิ่งทุกอย่างก็เรียบร้อย คนเราเห็นเงินเข้าก็ตาโตด้วยกันทั้งนั้น"

"แม้แต่คุณยังงั้นเรอะ"

"ครับ"

นิกรยิ้มออกมาได้สีหน้าของเขาชุ่มชื่นขึ้น

"เอ-เข้าทีแฮะ ขอบคุณมากพิพัฒน์ที่คุณช่วยเป็นกุนซือให้คำแนะนำที่มีประโยชน์แก่ผม เอาละครับ ผมจะไปหาซื้อผ้าตัดเสื้อและไปพบประกายดาวที่ร้านของหล่อนเดี๋ยวนี้"

"ครับ ขอให้โชคดีนะครับ"

ออกจากโรงแรม "สี่สหาย" นิกรนั่งแท็กซี่กลับมาบ้าน "พัชราภรณ์" อาบน้ำผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่ โกหกประไพเมียรักของเขาว่ามีสุภาพสตรีบรรดาศักดิ์คนหนึ่งต้องการซื้อที่ดินของเขาในซอนงามดูพลี ทุ่งมหาเมฆ นัดให้เขาไปรับพาไปดูที่ในเวลา ๑๕.๓๐ น. วันนี้เขาจึงต้องกลับมาแต่งสากลเพื่อให้ภูมิฐานเหมาะสมกับที่เขาเป็นเจ้าของที่ดินแปลงใหญ่ในซอยนั้น และขณะนี้กำลังแบ่งขายไปเรื่อยๆ เจ้าคุณวิจิตรฯ บิดาของนิกรผู้ล่วงลับไปแล้วซื้อไว้เพียงตารางวาละ ๖ สลึงเท่านั้น บัดนี้นิกรขายตารางวาละ ๘๕๐ บาททั้งๆ ที่อยู่ลึกจากถนนใหญ่

ในชุดสากลสีคล้ายปีกแมลงทับผ้าไหมอิตาลี นิกรของเราขับบูอิคเก๋งคันงามออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" ในเวลา ๑๕.๐๐ น. เศษ ท่าทางของเขาภูมิฐานนั่งเต๊ะท่าทำคางยื่นขับรถ แต่แล้วพอเมื่อยหน้าหนักเข้าก็ทำหน้าเป็นปรกติ คือเป็นตัวของเขาเอง ซึ่งการเป็นตัวของตัวเองนี้ทำให้คนเราน่ารักมีบุคลิกลักษณะดีกว่าเลียนแบบผู้อื่น

นิกรแวะซื้อผ้าที่ย่านการค้าราชประสงค์ เสร็จแล้วก็ควบเก๋งราคาสามแสนโกยอ้าวตรงไปสะพานควาย ถนนพหลโยธิน นึกบนบานสารกล่าวขอให้ประกายดาวอยู่ที่ร้านของหล่อน เพื่อเขาจะได้พูดจาวิสาสะกับหล่อนและพูดตกลงกับหล่อนในเรื่องอย่างว่า

ในที่สุดบูอิคเก๋งคันงามซึ่งยังใหม่เอี่ยมก็คลานมาหมอบหน้าร้านตัดเสื้อ "วิลาสินี" มีคนหลายคนมองดูนิกรก้าวลงมาจากรถเก๋งคันนั้นด้วยความชื่นชมในความมั่งมีศรีสุขของนิกรซึ่งใครๆ ก็รู้ว่าเขารวยแหงๆ ลงขับรถราคาเท่ากับตึกและที่ดินขนาดย่อมก็ต้องเป็นเศรษฐีมีเงินหนาแน่นอน

นิกรถือถุงกระดาษสีน้ำตาลใส่ผ้าเดินตรงไปที่ร้าน "วิลาสินี" อย่างองอาจ ตั้งใจจะถือวิสาสะผลักประตูเข้าไปแต่แล้วก็ไม่กล้าเพราะกลัวจะถูกของแข็งหรืออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของเจ้าของร้าน จึงหยุดยืนยกมือเคาะประตูในจังหวะกัวราช่า

"เชิญค่ะ" มีเสียงแจ๋วๆ ร้องบอก

นิกรเม้มปากแน่นประนมมือไหว้ระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์ของเขาแล้วผลักบานประตูกระจกฝ้าออก พาตัวเดินเข้าไปในร้าน "วิลาสินี" สองพี่น้องนั่งอยู่ที่จักรคนละคัน ทั้งประกายดาวและประกายจันทร์ต่างพากันมองดูนิกรอย่างตื่นๆ

แม่หม้ายโสร่งเขียวอุทานออกมาเบาๆ

"คุณ "

"ครับ ผม....นิกร การุณวงศ์ ครับ"

สองสาวต่างลุกขึ้นและจ้องตาเขม็งมองดูหน้านายจอมทะเล้น

"คุณนิกร การุณวงศ์" ประกายจันทร์พูดเสียงเครือ "คุณคือพันเอกนิกรจริงๆ หรือคะนี่"

นิกรยิ้มแป้นเดินเข้ามาหยุดยืนระหว่างสองพี่น้อง

"ใช่อย่างแหงแซะเลยครับ นี่คือบัตรประจำตัวนายทหารของผม ดูซีครับ เพื่อคุณทั้งสองจะได้แน่ใจว่าผมคือพันเอกนิกร การุณวงศ์"

ประกายดาวเอื้อมมือรับบัตรประจำตัวของนิกรมาพิจารณาดู พอแลเห็นรูปถ่ายของนิกรในเครื่องแบบพันเอก หล่อนก็แสดงท่าทีตื่นเต้นดีใจไม่น้อย หล่อนหันมาทางพี่สาวร่วมสายโลหิตของหล่อนแล้วกล่าวว่า

"คุณนิกรจริงๆ แหละค่ะพี่จันทร์ ดาวพูดกับพี่เมื่อตอนสายว่าคลับคล้ายคลับคลาเคยเห็นคุณบิลลี่ กิมหงวนกับเพื่อนทั้งสองมาหลายครั้งแต่นึกไม่ออกว่าเป็นใคร เดี๋ยวนี้ดาวนึกออกแล้วค่ะ คุณบิลลี่กิหงวนก็คือพันเอกกิมหงวน ไทยแท้ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทยเรานั่นเอง และอีกคนหนึ่งก็คือพันเอกพล พัชราภรณ์"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ใช่ครับ คุณเข้าใจถูกแล้วคุณประกายดาว"

ดูเหมือนประกายจันทร์สาวใหญ่รู้ดีว่านิกรมีความปรารถนาสิ่งใดที่เขาย้อนกลับมา หล่อนแกล้งถามนิกรว่า

"คุณกลับมาหาเราทำไมคะ"

เขาส่งถุงกระดาษให้ประกายจันทร์

"เอาผ้ามาให้คุณครับ ผมอยากได้เสื้อฮาไวตัวนี้โดยด่วน"

ประกายจันทร์เปิดถุงออกหยิบผ้าแพรสีเทาอ่อนชิ้นหนึ่งออกมาแล้วคลี่ออกดู

"อุ๊ยตาย นี่มันครึ่งเมตรเท่านั้นนี่คะ"

นิกรกลืนน้ำลายเอื้อก

"เอาเข้าให้แล้ว ผมซื้อเมตรครึ่งตัดให้ผมเพียงครึ่งเมตรแต่คิดเงินผมเมตรครึ่ง ค้าขายแบบนี้รวยเร็วแน่ เออแน่ะ เพราะผมเชื่อใจเขาเห็นร้านใหญ่ๆ ก็เป็นอย่างนี้แหละ อ้า-ครึ่งเมตรเสื้อฮาไวไม่ได้ก็ช่วยตัดเป็นกางเกงลิงให้ผมก็แล้วกันนะครับ"

ประกายจันทร์หัวเราะแล้วหันมาถามน้องสาวของหล่อน

"ดาวตัดกางเกงลิงได้ไม่ใช่หรือ"

ประกายดาวสั่นศีรษะ

"ไม่ค่ะพี่จันทร์ ไม่เคยมีลิงมาจ้างเราตัดกางเกงเลยนี่คะ"

นิกรทำคอย่น

"ถ้าเช่นนั้นนึกว่าผมเป็นลิงตัวแรกก็แล้วกัน ลิงตัวนี้มีความสนใจในตัวคุณเป็นพิเศษ อุตส่าห์ย้อนกลับมาหาคุณก็เพราะความสนใจคุณนั่นเอง อ้า-คุณน้าของคุณอยู่หรือเปล่า"

ประกายดาวยิ้มอ่อนหวาน

"ไม่อยู่หรอกค่ะ น้าไปพาหุรัดเมื่อสักครู่นี้เองแหละค่ะ ไปหาซื้อผ้าตัดเสื้อฮาไวให้พวกคุณน่ะซีคะ ดูเหมือนจะมีที่การาจีแห่งเดียวเท่านั้น"

นิกรถอยหลังกรูด เมื่อแลเห็นเหาตัวหนึ่งไต่ลงมาข้างใบหูซ้ายของแม่หม้ายโสร่งเขียว

"คุณอยู่กันตามลำพังหรือครับ"

"ค่ะ"

"คนใช้ก็ไม่มี"

"ค่ะ ลูกจ้างเดี๋ยวนี้เงินเดือนแพงค่ะแล้วก็เล่นตัวด้วย หาคนที่ซื่อสัตย์ไว้วางใจได้ยาก ถ้าเป็นคนขยันและซื่อสัตย์เขาก็ทำตัวเหมือนกับว่าเขาเป็นนายเรา ขู่เรา ตวาดเราสารพัด แล้วก็ฐานะของเราไม่ดีพอที่จะจ้างลูกจ้างค่ะ ดิฉันกับพี่จันทร์ช่วยกันทำงานบ้านและหุงข้าวเอง น้าไปจ่ายตลาดและช่วยซักรีดเสื้อผ้าบ้าง ก็ไม่ลำบากยากเย็นอะไรนี่คะ"

นิกรเดินไปที่ประตูหน้าร้านแล้วใส่กลอนประตูทำให้พี่น้องสองสาวแปลกใจไปตามกัน

"คุณใส่กลอนประตูร้านดิฉันทำไมคะ" ประกายจันทร์ถาม

นิกรเดินเข้ามาหาสองพี่น้องด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"ผมอยากจะพูดคุยกับคุณและน้องสาวของคุณโดยเฉพาะ ไม่ต้องการให้คนอื่นได้รู้เห็นหรือได้ยินได้ฟังคำพูดของเรา"

ประกายจันทร์ขมวดคิ้วเข้าหากัน

"ทำอย่างนี้น่าเกลียดค่ะ ถ้ามีใครมาเคาะประตูเรียกและเราเปิดประตูรับ เขาเข้ามาเห็นคุณอยู่ในนี้ดิฉันกับน้องไม่เสียหายหรือคะ"

"น่า-ไม่เป็นไรน่า ถ้ามีลูกค้าขาประจำของคุณมาเคาะประตูเรียก ผมจะหลบเข้าไปซ่อนหลังม่านสีเขียวนี้หรือเข้าไปแอบในห้องครัวหลังร้านยังได้ ผมมีธุระส่วนตัวอยากจะทำความตกลงกับคุณทั้งสองคนครับ"

"เรื่องอะไรคะ" ประกายจันทร์ถามโดยเร็ว

"ไปนั่งคุยกันที่โน่นเถอะครับ เป็นเรื่องลับเฉพาะแต่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของผม อย่างไรก็ตามขอให้เชื่อในเกียรติและความเป็นสุภาพบุรุษของผม เชิญซีครับ ขอให้คุณกับคุณประกายดาวให้เวลาผมสัก ๕ นาทีเท่านั้น"

สองพี่น้องมองดูหน้ากัน แล้วประกายจันทร์ก็เดินนำหน้าพาน้องสาวตรงไปยังโต๊ะเก้าอี้ชุดรับแขก นิกรติดตามไปด้วย เมื่อประกายจันทร์กับประกายดาวทรุดตังลงนั่งบนโซฟาสีเขียวตัวใหญ่ นิกรก็ถือวิสาสะ นั่งลงระหว่างทั้งสองพี่น้องคือนั่งตรงกลางทำท่าราวกับว่าเข้ารู้จักคุ้นเคยกับสองสาวมานานแล้ว

"คุณมีเรื่องอะไรก็ว่ามาซีคะ" ประกายดาวกล่าวกับนายจอมทะเล้น "การปิดประตูใส่กลอนหน้าร้านอย่างนี้ไม่เหมาะเลยค่ะ"

นิกรยิ้มให้แม่หม้ายโสร่งเขียว

"คุณดาวผู้น่ารัก ถึงแม้ผมรู้มาแน่นอนว่า...อ้า....กรุณาอภัยให้ผมนะครับ ผมรู้ดีว่าคุณกับพี่สาวของคุณมีความจำเป็นในการดำรงชีวิต จึงต้องดิ้นรนหาเงินมาใช้จ่ายให้เพียงพอแก่การครองชีพ อย่าโกรธผมเลยครับที่ผมทราบว่าคุณทั้งสองมีเบื้องหลังเป็นอย่างไร แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผมจะดูหมิ่นรังเกียจเหยียดหยามคุณ ตรงกันข้ามผมกลับสงสารและเห็นใจคุณและคุณจันทร์อย่างยิ่ง การรักนวลสงวนตัวไม่ได้ช่วยให้คนเราได้อิ่มท้อง ความจำเป็นทำให้คุณทั้งสองต้องทำ" พูดจบนิกรก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น "ผมสงสารคุณเหลือเกินให้ผมดิ้นตายซีครับ คุณกับคุณจันทร์ทั้งสวยทั้งสุภาพและน่ารัก แต่ก็ต้องขายแกงกะหรี่....ฮือ....ฮือ"

ประกายดาวเค้นหัวเราะพลางยกมือขวาเกาศีรษะเนื่องจากถูกเหารบกวน

"ที่นี่ไม่มีใครตายนี่คะคุณนิกร คุณร้องไห้ทำไมคะ"

นิกรสะอื้น

"ผมสงสารคุณและพี่สาวของคุณครับ โถ-คุณทั้งสองต้องขายตัวเพื่อแลกเปลี่ยนกับเงิน อย่าพยายามปฏิเสธหรือปิดบังผมเลยครับ คนของผมหลายคนเคยมารับคุณและคุณจันทร์ไปหลับนอนกับเขา และพนักงานที่โรงแรม "สี่สหาย" ของผมคนหนึ่งก็เคยรับน้าสาวของคุณไป ผมทราบดีว่าคุณเปิดร้านตัดเสื้อบังหน้าก็เพราะกลัวตำรวจ แล้วก็คุณไม่ได้รับผู้ชายส่งเดช คุณเลือกรับเฉพาะคนที่คุณเชื่อว่าเป็นสุภาพบุรุษ ไม่พูดมาก ปากพล่อยหรือดูหมิ่นเหยียดหยาม คุณเป็นเช่นนี้ใช่ไหมครับ"

ประกายดาวและประกายจันทร์นั่งนิ่งเฉย นิกรหันมาทางสาวใหญ่เจ้าของนามประกายจันทร์ เหาที่ศีรษะหล่อนตัวหนึ่งกระโดดมาเกาะเน็คไทของเขา นิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัวรีบหยิบมันบี้ทิ้งไป

"ผมสาบานได้ว่าผมไม่ได้ดูหมิ่นเหยียดหยามคุณและน้องสาวของคุณเลย อ้า-ผมอยากติดต่อสนิทสนมด้วยครับเพื่อหาทางช่วยเหลือคุณทั้งสอง ที่พูดนี้เป็นความจริงใจนะครับ"

ประกายจันทร์ยิ้มเศร้าๆ

"ขอบคุณค่ะ ไหนๆ คุณก็รู้มาอย่างนี้ดิฉันก็ขอรับสารภาพว่าดิฉันกับดาวเป็นอย่างว่า เราตัดเสื้อวัดตัวจริงๆ ค่ะ แต่เราเลือกรับผู้ชายและไม่ยอมขายตัวของเราอย่างพร่ำเพรื่อโดยเฉพาะเรากลัวตำรวจเหลือเกินค่ะ ถ้าเราถูกจับในข้อหาเป็นโสเภณีเราคงฆ่าตัวตายแน่นอน เพราะอย่างไรดิฉันกับดาวก็เคยมีอดีตรุ่งเรืองมาแล้ว"

นิกรเปลี่ยนสายตามาที่ประกายดาว

"ถึงแม้เราพึ่งรู้จักกันวันนี้ คุณกับพี่สาวของคุณก็คงได้ยินชื่อเสียงของผมมานานแล้วไม่ใช่หรือครับ"

"ค่ะ คุณพล, คุณนิกร, อาเสี่ยกิมหงวน, เจ้าคุณปัจนึกฯ และคุณหมอดิเรกแม้แต่เด็กอมมือก็รู้จัก คุณนิกรขา คุณเป็นคนดีมีเกียรติคุณอย่ามาสนใจดิฉันและพี่จันทร์เลยค่ะ"

"โถ-ทำไมพูดอย่างนี้ล่ะทูนหัว ผมสงสารคุณจริงๆ นะครับ ผมสนใจคุณตั้งแต่หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเขาลงข่าวและภาพคุณในเรื่องแม่หม้ายโสร่งเขียวยากจนลง คุณเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์ถูกใจผมมาก อ้า-ผมเป็นทหาร ผมพูดไม่เก่งและพูดคำหวานยกยอปอปั้นใครไม่เป็น มีความรู้สึกอย่างไรก็พูดออกมาอย่างนั้น คุณอย่าแปลกใจเลยครับ ถ้าผมจะบอกคุณว่าผมรักคุณมาก คุณรู้ตัวหรือเปล่า งาน "อนุบอลล์" ถึงผมไม่ได้ร่วมงานด้วยแต่ผมเป็นเจ้าของโรงแรม "สี่สหาย" ผมได้เฝ้าแอบมองดูคุณอยู่นอกห้องรับประทานอาหารตลอดเวลา นี่แหละครับทำให้ผมวุ่นวายใจถึงกับชวนเพื่อนๆ มาหาคุณจ้างคุณตัดเสื้อฮาไวให้ทั้งๆ ที่ผมมีเสื้อฮาไวอยู่แล้วตั้งเกือบร้อยตัว"

ประกายดาวก้มหน้ามองดูพื้น หล่อนเชื่อว่านิกรพูดกับหล่อนด้วยความจริงใจของเขา

"คุณรักดาว...."

"ครับ รักคุณตั้งแต่หัวตลอดตีนเลย"

"ดาวจะเชื่อได้อย่างไรคะว่าคุณรักดาว"

"ให้ผมตายต่อหน้ารูปธงอีเป๋อของคุณที่อยู่เหนือบานประตูนั่นซีครับ"

สองพี่น้องสะดุ้งเฮือก ประกายจันทร์มองดูนิกรอย่างหวาดๆ

"ต๊ายตาย ช่างสังเกตอะไรอย่างนี้"

นิกรหันมายิ้มให้สาวใหญ่เจ้าของร่างอวบอัด

"ผมอยู่หน่วยกล้าตายนี่ครับคุณจันทร์ ต้องใช้ความสังเกตมากหน่อย ฝึกสายตาให้ว่องไว ผมเห็นกระทั่งเหาและไข่เหาบนศีรษะคุณ ตอนท้ายทอยน่ะยุ่บไปเลยครับ"

ประกายจันทร์ร้องกรี๊ดด้วยความอาย หล่อนลุกขึ้นวิ่งผ่านม่านเข้าไปทางหลังห้องและขึ้นบันไดไปชั้นบน จึงเปิดโอกาสให้นิกรได้สนทนากับแม่หม้ายโสร่งเขียวสองต่อสอง นิกรลุกขึ้นเดินไปถอดกลอนประตูหน้าห้องแล้วกลับมานั่งที่โซฟาเคียงข้างกับประกายดาวตามเดิม

"คุณมีครอบครัวมีภรรยาแล้ว คุณอย่ามายุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงเลวๆ อย่างดาวเลยนะคะ" ประกายดาวพูดอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง แต่หล่อนนึกรักนิกรของเราแล้ว ผู้ชายเราถ้ามียศเป็นพันเอกและเป็นเศรษฐีอย่างนี้ ผู้หญิงก็ต้องรักทั้งนั้น

"อย่าห้ามผมเลยคุณดาว ผมรักคุณเข้าแล้วเต็มทรวงรู้ไหม"

"แต่คุณนายที่บ้านจะมาฉีกอกแล่เนื้อดาวน่ะซีคะ"

นิกรเค้นหัวเราะ

"ฮะ ฮะ ขืนทำอย่างนี้ก๊อตายเท่านั้น"

"ใครตายคะ"

"ผมน่ะซีครับ" แล้วนิกรก็หัวเราะหน้าเป็นตามเคย ยกมือขวากุมมือซ้ายประกายดาวไว้ "ไม่ต้องวิตกในเรื่องเมียของผม ผมกับเขาไม่กินเส้นกันมานานแล้ว เราอยู่ร่วมกันด้วยความจำใจต่างคนต่างมีอิสระเป็นตัวของตัวเอง ถึงนอนเตียงเดียวกันก็มีหมอนข้างกั้นกลาง ผมจะทำอะไรเขาไม่ว่าและเขาจะทำอะไรเขามีสิทธิ์ที่จะทำได้ ผมอยากจะหาอนุผู้น่ารักสักคนหนึ่งมานานแล้วครับคุณดาว พึ่งจะมาถูกใจผมก็คุณนี่แหละ ถึงแม้คุณมีสามีมาแล้วเหมือนกับรถเซ็คกันด์แฮนด์ สภาพของรถคันนี้ยังดีเยี่ยมค่อนข้างใหม่ เครื่องยนต์เดินเงียบสนิทเบาะนุ่มแตรดังฟังชัด อ้า-คุณเป็นอนุผมเถอะครับ"

"ไหงสรุปเรื่องง่ายนักล่ะคะ"

"ผมชอบใช้วิธีพูดแบบรวบรัดตัดความครับ"

ประกายดาวยิ้มเล็กน้อย

"ดาวยังไม่รักคุณหรอกค่ะ เพราะเราพึ่งรู้จักกันวันเดียวเท่านั้น ถ้าดาวตัดสินใจเป็นอนุของคุณ ดาวก็ต้องรู้จักคุณดีพอแล้ว"

"หมายความว่าผมจะต้องใช้เวลารอคอยคุณยังงั้นหรือครับ"

"ค่ะ แต่ถ้าคุณต้องการดาวเหมือนกับผู้ชายทั้งหลายที่มีความปรารถนาเพียงชั่วแล่น ดาวก็พร้อมที่จะสละทุกสิ่งทุกอย่างในตัวดาวให้เพื่อแลกเปลี่ยนเงิน"

"เท่าไหร่ครับ"

"๓๐๐ บาท และถ้าอยู่กับคุณตลอดคืนก็ ๑,๐๐๐ บาทค่ะ"

"ตกลงครับ จ่ายล่วงหน้าใช่ไหมครับ"

"ค่ะ จ่ายสดงดเชื่อเบื่อทวงและกรุณาจ่ายเงินสด ดาวไม่รับเช็คค่ะ เคยโดนเช็คเด้งเช็คสปริงมาหลายฉบับแล้ว นั่งรถเก๋งโอ่อ่าแต่งกายภูมิฐาน จ่ายเช็คให้ดาวแต่ไม่มีเงินในแบ็งค์ สำหรับคุณดาวเชื่อค่ะว่าเป็นเศรษฐี แต่ดาวเบื่อที่จะไปเบิกเงินที่ธนาคารค่ะ"

นิกนยิ้มให้หล่อน เขาล้วงกระเป๋าในบนเสื้อสากลของเขา หยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาปึกหนึ่งนับส่งให้หล่อนรวม ๕ ฉบับ

"เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายการค้าของคุณ ผมจ่ายล่วงหน้าให้คุณตามระเบียบ ๓๐๐ บาท อีก ๒๐๐ บาทผมให้คุณประกายจันทร์เป็นค่าขนม"

หล่อนประนมมือไหว้เขาอย่างนอบน้อม

"ขอบพระคุณค่ะ เป็นอันว่าคุณได้จ่ายเงินค่าบริการให้ดาวไว้เรียบร้อยแล้ว"

"แล้วคุณไม่ออกใบเสร็จให้ผมหรือครับ"

ประกายดาวหัวเราะคิ้ก

"การค้าแบบนี้ไม่มีการออกใบรับเงินหรอกค่ะ ภาษีการค้า, ภาษีโภคภัณฑ์และภาษีเงินได้ก็ไม่ต้องเสีย"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"เป็นอาชีพที่หาเงินได้คล่องมากเชียวครับ ไม่มีการลงทุนแต่ได้กำไรและไม่ต้องเสียภาษี อ้า-คืนนี้ ทุ่มครึ่งผมจะมารับคุณนะครับ ขอให้คุณเตรียมตัวไว้ให้พร้อม ผมจะพาคุณไปที่โรงแรม "สี่สหาย" ที่นั่นมี บังกาโลขนาดกลางหลังหนึ่งอยู่หลังโรงแรม อันเป็นเรือนพักร้อนของพวกเรา"

แม่หม้ายโสร่งเขียวขมวดคิ้วย่น

"คืนนี้หรือคะ "

"ครับ"

"คืนนี้ไม่ได้หรอกค่ะ ดาวรับเงินล่วงหน้าจากสุภาพบุรุษคนหนึ่งไว้แล้ว ๑,๐๐๐ บาท ๑๘.๐๐ น. เขาจะมารับดาวไปบางแสนค่ะพรุ่งนี้เช้าถึงจะกลับ"

นิกรนัยน์ตาเหลือก

"แล้วกัน "

ประกายดาวยิ้มเศร้าๆ

"การติดต่อกับดาวและพี่จันทร์ต้องบุ๊คล่วงหน้าค่ะ"

"โอ้โฮเฮะ" นิกรคราง "ยังกะหนังเรื่องพิเศษ"

"ค่ะ ขอผลัดเป็นคืนพรุ่งนี้เถอะนะคะ"

"ว้า คืนนี้เถอะครับ คืนพรุ่งนี้ผมไม่ว่าง คุณรีบติดต่อกับสุภาพบุรุษผู้นั้นขอเลื่อนวันเขาเป็นคืนพรุ่งนี้ แล้วคืนนี้คุณไปกับผมก็แล้วกัน น่า....ผมรักคุณใจจะขาดอยู่แล้วเห็นใจผมบ้างซี"

ประกายดาวก็คือโสเภณีที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงนั่นเอง

"บอกงดเขาคงไม่ยอมหรอกค่ะ น้องชายของเขาเป็นนายตำรวจกองปราบเสียด้วย ถ้าเขาโกรธดาวเขาอาจจะบอกน้องชายของเขาให้มาจับดาวกับพี่จันทร์ก็ได้ค่ะ"

"ก็เอาเงินพันบาทไปคืนเขา"

"โถ-เอาที่ไหนล่ะคะ ดาวได้มาก็ใช้ไปหมดแล้ว คุณต้องการตัวดาวจริงๆ คุณกรุณาจ่ายให้ดาวซีคะ ดาวจะได้เอาเงินไปคืนเขาและบอกเขาว่าดาวมีอันเป็นอย่างว่าไปกับเขาไม่ได้"

นิกรซ่อนยิ้มไว้ในหน้า เขารู้ดีว่าประกายดาวเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิง เขาเปิดกระเป๋าเงินออกหยิบเงินออกมานับได้ ๑,๐๐๐ บาท แล้วส่งให้หล่อน

"เอ้า-ผมให้คุณเอาไปคืนให้เขาเพื่อให้คุณไปกับผมตอนทุ่มครึ่งคืนวันนี้"

"หล่อนยิ้มละไม"

"ขอบคุณค่ะ เป็นอันตกลงอย่างไม่มีปัญหา คุณได้กรุณาจ่ายเงินล่วงหน้าแก่ดาวเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังช่วยเงินอีกพันบาทเพื่อให้ดาวเอาไปคืนเขา คุณนิกรดีอะไรอย่างนี้ ดาวอาจจะตกลงใจเป็นอนุของคุณก็ได้ค่ะ"

"หรือครับ ถ้าเป็นไปได้ผมจะเลี้ยงดูให้ความสุขคุณอย่างดีที่สุด แต่ผมไม่ชอบนุ่งผ้าขาวม้าแดงหรือโสร่งเขียวนะครับ ถ้าอยู่ในห้องนอนผมชอบนุ่งกางเกงแพรจีนสีต่างๆ อ้า-ตกลงนะครับคืนนี้ทุ่มครึ่งผมจะมารับคุณที่นี่โดยรถบูอิคคันที่จอดอยู่หน้าร้านคุณ อ้อ-ขอโทษเถอะคุณดาว ขอให้ผมดูทะเบียนสำมะโนครัวของคุณหน่อยได้ไหม เพื่อให้ผมแน่ใจว่าคุณอายุเกิน ๑๓ ขวบแล้ว"

ประกายดาวหัวเราะออกมาดังๆ

"อะไรกันคะ ดาวอายุ ๒๒ ปีกว่าแล้วบรรลุนิติภาวะแล้วค่ะ"

"งั้นเรอะค่อยยังชั่วหน่อย"

นิกรยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วกล่าวกับหล่อน

"ผมเห็นจะต้องลาคุณกลับเสียที ช่วยบอกคุณจันทร์ด้วยนะครับ ถ้าหากว่าคุณยังไม่ตกลงใจเป็นเมียน้อยผมวันหลังผมจะมารับคุณจันทร์ไปกับผมบ้าง และหมายถึงน้าสาวของคุณด้วย"

"ค่ะ แต่น้าช้อยของดาวเดือนนี้ตลอดจนเดือนพฤษภาคมมีคนบุ๊คไว้หมดแล้วค่ะ"

นิกรนัยน์ตาเหลือก

"ยังงั้นหรือครับ"

"ค่ะ ผู้ที่บุ๊คไว้ต่างก็จ่ายเงินให้เรียบร้อยแล้ว"

นิกรทำตาปริบๆ

"ผู้ชายที่มาบุ๊คตัวน้าช้อยคงจะเป็นพวกผู้ใหญ่หรือคนแก่"

"ไม่ค่ะ ล้วนแต่หนุ่มๆ ทั้งนั้น น้าช้อยแกเป็นคนมีเสน่ห์ค่ะ หนุ่มๆ ชอบแกมากทั้งๆ ที่อายุ ๕๑ ปีแล้ว"

เขาประคองประกายดาวให้ลุกขึ้นยืน อยากจะดึงตัวสาวสวยเข้ามากอดก็กลัวเหากระโดดมาเกาะหัวเขา

"ลาละครับคุณดาว"

หล่อนกราบลงที่หน้าอกเขา

"สวัสดีค่ะ"

"อย่าลืมนะครับคนสวย คืนนี้หนึ่งทุ่มตรงผมจะมาถึงนี่ คุณต้องแต่งตัวคอยผมไว้และรับประทานอาหารค่ำให้เรียบร้อย"

แม่หม้ายโสร่งเขียวเดินไปส่งนิกรที่ประตูหน้าร้านของหล่อน แล้วหล่อนก็แง้มประตูมองดูเขาจนกระทั่งนิกรขับรถบูอิคแล่นไปจากหน้าร้าน "วิลาสินี"

เย็นวันนั้นบังเอิญมีนักทัศนาจรชาวอเมริกัน ๔๒ คนเดินทางจากญี่ปุ่นมากรุงเทพฯ และมาพักอยู่ที่ โรงแรม "สี่สหาย" ตามที่โทรเลขมาสำรองล่วงหน้าไว้ บรรดาเจ้าหน้าที่ของโรงแรมและผู้จัดการต้องทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย พล, กิมหงวน, ศาสตราจารย์ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พลอยวุ่นวายช่วยกันต้อนรับ นักทัศนาจรเศรษฐีคณะนี้ ดังนั้นทุกคนจึงไม่ได้กลับบ้าน เจ้าคุณปัจจนึกฯ โทรศัพท์ไปถึงนันทาที่บ้าน "พัชราภรณ์" แจ้งให้ทราบว่าท่านกับคณะสี่สหายมีงานยุ่งเกี่ยวกับการต้อนรับพวกเศรษฐีอเมริกัน จำเป็นต้องกินอาหารค่ำที่โรงแรมและอาจจะกลับไปบ้านราว ๒๓.๐๐ น.

ก่อนเวลา ๒๐.๐๐ น. เล็กน้อย

ภายในห้องทำงานของเจ้าของโรงแรม "สี่สหาย" มีแสงไฟสว่างจ้าผิดปรกติ พล, กิมหงวน, ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งพักผ่อนสนทนากันที่โต๊ะเก้าอี้ชุดรับแขก ทุกคนพึ่งมาจากห้องรับประทานหารเมื่อสักครู่นี้เอง

อาเสี่ยกิมหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตลอดเวลา เมื่อเข็มนาฬิกาที่ข้อมือของเขาบอกเวลา ๑๙.๕๕ น. เสี่ยหงวนก็พยักหน้ากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เงินเดิมพันสองหมื่นบาทอยู่ที่ไหนครับคุณอา"

ท่านเจ้าคุณชี้มือไปที่โต๊ะทำงานของท่าน

"อาใส่ลิ้นชักโต๊ะไว้เรียบร้อยแล้ว"

"เอามาให้ผมเถอะครับ ผมจะพาพวกเราไปเที่ยวบาร์สนุกสนานกันให้เต็มที่ เท่ากับว่าผมเก็บเงินตกได้หมื่นบาท ฮ่ะ ฮ่ะ น่าสงสารอ้ายกรเหลือเกิน หายหัวไปตั้งแต่บ่ายยังไม่กลับมา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือห้าม

"ยังโว้ย ยังไม่ถึงเวลาที่สัญญากัน เหลือเวลาอีกห้านาที อ้ายกรอาจจะพาประกายดาวมาที่นี่ก่อนสองทุ่มก็ได้"

นายพลดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ อาจจะเป็นได้ครับ คนอย่างอ้ายกรเป็นมนุษย์วิเศษ มันมักจะทำในสิ่งที่ใครทำไม่ได้เสมอ" แล้วเขาก็หันมาทางกิมหงวน "อย่าพึ่งตื่นเต้นดีใจอ้ายหงวน แกนั่นแหละอาจจะเสียเงินหมื่นบาท"

พล พัชราภรณ์พูดเสริมขึ้น

"ประเดี๋ยวก็คงได้รู้ดีรู้ชั่วว่าใครชนะใครแพ้ อดใจรออีกครู่เดียวเท่านั้น แต่อ้ายกรอาจจะแพ้อ้ายหงวนก็ได้"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มให้พล

"แกคิดว่าอ้ายกรไม่มีทางที่จะพาประกายดาวมาที่นี่งั้นเรอะ"

"ใช่ ในสายตาและความสังเกตของกัน กันก็บอกแกแล้วว่ากันไม่เชื่อว่าหล่อนเป็นผู้หญิงพรรณนั้น"

"แต่อ้ายกรมันมั่นใจว่าสองพี่น้องเป็นอย่างว่าแน่ๆ "

"ถ้ายังงั้นเรามาเสมอนอกพนันกันสักพันบาทไหมล่ะอ้ายหมอ" พลกล่าวขึ้นอย่างคึกคะนอง "กันว่าประกายดาวไม่ยอมมากับอ้ายกรอย่างเด็ดขาด"

ดร. ดิเรกยื่นมือให้พลจับ

"ตกลง กันว่าอ้ายกรต้องพามาก่อนสองทุ่ม คนละพันบาทเสมอกันนะ"

"เออ เอาเงินฝากคุณอาไว้"

สองสหายต่างล้วงกระเป๋าหยิบเงินมานับคนละ ๑,๐๐๐ บาทแล้วมอบให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นผู้เก็บรักษา ท่านเจ้าคุณหัวเราะชอบใจ

"กลายเป็นเรื่องพนันขันต่อกันไปแล้ว อ้า-ยังอยู่อีกสามนาที"

"คุณอาเชียร์ใครครับ" พลถามยิ้มๆ

"หา อาวางใจเป็นอุเบกขาโว้ย อ้ายกรมันเป็นลูกเขยก็จริงแต่อ้ายหงวนมันก็เป็นหลาน"

อาเสี่ยค้อนเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ผมรู้หรอกน่าว่าคุณอาเอาใจช่วยอ้ายกร"

ทันใดนั้นเองประตูห้องทำงานก็ถูกผลักออก นิกร การุณวงศ์ แต่งชุดสากลพาตัวเดินเข้ามาด้วยใบหน้าซูบซีดหม่นหมอง ท่าทางของเขาโศกสลดเหมือนกับพระเอกหนังที่กำลังแสดงบทโศก เสี่ยหงวนแหกปากหัวเราะลั่นห้อง

"ไง อ้ายกร ฮ่ะ ฮ่ะ หมื่นบาทลอยน้ำไปแล้วใช่ไหม"

นิกรเดินคอตกเข้ามานั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่งแล้วมองดูเพื่อนเกลอทั้งสามซึ่งนั่งรวมกันอยู่บนโซฟาตัวเดียวกัน

"โลกเรานี้ไม่มีอะไรแน่" นายจอมทะเล้นพูดเสียงอ่อย "โชคชะตาของคนเราย่อมเป็นไปตามพรหมลิขิต"

พลมองหน้านิกรอย่างขบขัน

"แปลว่าประกายดาวไม่ใช่ผู้หญิงพรรณนั้น แกหมดหวังที่จะรับหล่อนมานอนกับแกที่นี่ใช่ไหมล่ะ"

"เพื่อนเอย" นิกรพูดลากก้ามเสียงยานคาง "เพื่อนเข้าใจผิดใหญ่หลวงนัก ตัวข้านั้นก็เป็นชายชาตรีมี ฝีมือเรียนรู้ในเรื่องมารยาหญิงมามากต่อมาก อันสองพี่น้อง ประกายดาวและประกายจันทร์นั้นเป็นผู้หญิงอย่างว่าดังที่ข้าคาดคิด เพื่อนข้าจงรู้ไว้เถิดว่า ข้าผู้มีนามว่าจะเด็ดได้เด็ดดอกไม้ริมทางคือดอกประกายดาวดมเล่นสมใจข้าในราคา ๔ ชั่ง หย่อน ๕ ตำลึงแล้ว"

เสี่ยหงวนจุ๊ปาก

"อย่าตลกเลยวะอ้ายกร อ้า-นาฬิกาตีสองทุ่มพอดี ไหนล่ะประกายดาว ถ้าแกไม่สามารถพาหล่อนมาที่นี่ได้ กันจะได้ขอรับเงินเดิมพันจากคุณอาแล้วจะพาพวกเราไปเที่ยวบาร์กันสนุกสนานกันให้เต็มที่"

"ช้าก่อนเพื่อนข้า"

"ปู้โธ่" อาเสี่ยเอ็ดตะโร "พูดอย่างที่คนเขาพูดกันเถอะโว้ย แกจะตลกยังไงฉันก็ไม่ยอมคืนเงินหมื่นบาทให้แก"

นายจอมทะเล้นหัวเราะชอบใจ

"ไหงยังงั้นล่ะ กันเป็นผู้ชนะนะโว้ยไม่ใช่ผู้แพ้"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"ก็ไหนล่ะประกายดาว"

"อ๋อ หล่อนนั่งพักผ่อนอยู่ที่เรือนบังกาโลหลังโรงแรมโว้ย"

อาเสี่ยอ้าปากหวอ

"จริงง่ะ"

"เออ"

พลยกมือชี้หน้านายจอมทะเล้น

"อ้ายจอมกะล่อน หน้าตาของแกมันบอกให้ฉันรู้ดีว่าแกไม่ได้พาประกายดาวมาที่นี่และแกกำลังนึก เสียดายเงินสดหมื่นบาทที่แกพนันกับอ้ายหงวน อย่ามาทำพูดดีหน่อยเลยวะ"

ศาสตราจารย์ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ยังไงกันแน่อ้ายกร กันพนันอ้ายพลไว้พันบาทกันเชื่อว่าแกสามารถพาประกายดาวมาได้ เราฝากเงินเดิมพันไว้ที่คุณพ่ออย่าพูดเล่นนะโว้ย"

นิกรยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"ถ้ายังงั้นแกได้พันบาทแหงๆ ไป-ทุกคนไปที่เรือนบังกาโลพักร้อนของเราเดี๋ยวนี้ คุณพ่อกรุณาเอาเงินเดิมพันไปด้วยนะครับ ถ้าพบตัวประกายดาวรอผมอยู่ในห้องนอนก็ต้องจ่ายเงินเดิมพันรวมสองหมื่นบาทให้ผม และจ่ายให้อ้ายหมอสองพัน คืนนี้ผมเลี้ยงเต็มที่จะเที่ยวบาร์ไหนก็เอา"

อาเสี่ยหน้าจ๋อยมองดูหน้านิกรด้วยแววตาละห้อย

"แกพามาจริงๆ หรือวะอ้ายกร"

"ก็จริงน่ะซี นั่งรถเคียงคู่กันมากลัวเหากระโดดมาเกาะกบาลกันแทบแย่ กันจ่ายค่าตัวให้หล่อนไปแล้ว ๓๐๐ บาท และยอมเสียเชิงหล่อนจ่ายให้ไปอีก ๑,๐๐๐ บาท เพราะหล่อนบอกว่าคืนนี้หล่อนรับเงินล่วงหน้าเศรษฐีหนุ่มคนหนึ่งไว้จะไปเที่ยวบางแสนด้วยกัน อย่างไรก็ตามกันก็มีกำไรถึง ๘,๗๐๐ บาท ที่กันให้ประกายดาวเป็นค่าขนม ๒๐๐ ไม่คิด เพราะเป็นศรัทธาของกันเอง"

พล พัชราภรณ์ มองดูนิกรด้วยความตื่นเต้นประหลาดใจยิ่งแล้วกล่าวขึ้นเบาๆ

"หล่อนเป็นออร์หรี่ "

"ใช่" นิกรพูดยิ้มๆ "แกอย่าสงสัยอะไรอีกเลยที่หล่อนทำตัวสุภาพเรียบร้อยในบทบาทของสุภาพสตรี ก็เพราะนิสัยของหล่อนเป็นคนดีมีมารยาท ทั้งประกายจันทร์และประกายดาว แต่มันมีอะไรหลายอย่างที่บอกให้กันรู้ว่าหล่อนเป็นนางโลม"

"อือ ไม่น่าเชื่อเลยโว้ย นี่ถ้าหากว่าพี่น้องคู่นี้เป็นธนบัตรปลอมก็เป็นแบ๊งค์ปลอมที่ดูไม่ออก ไม่ใช่พิมพ์เลอะๆ อย่างแบ๊งค์หลวงพ่อทวด เพราะนั่นผู้พิมพ์ไม่ได้มีเจตนาพิมพ์เป็นธนบัตรแต่บังเอิญสีคล้ายใบละร้อย และลวดลายมองผาดๆ ก็คล้ายกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดตัดบท

"ไปโว้ยพวกเรา ไปดูหน้าประกายดาวหน่อยเถอะวะ แต่ชักกลัวเหากระโดดเกาะหัวเสียแล้วซี"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"เหามันไม่อยู่บนศีรษะคุณอาหรอกครับ เลี่ยนเตียนโล่งอย่างนี้อยู่ได้เดี๋ยวเดียวมันก็ต้องเผ่นไปอยู่ที่อื่น หัวคนเปรียบได้ก็เหมือนป่าไม้ของเหานั่นแหละครับ ยิ่งผมดก ผมยาวอย่างผู้หญิงเหามันยิ่งชอบร่มเย็นสุขสบายออกลูกออกหลานกันยั้วเยี้ยเล่นปล้ำกันหยอกเย้ากันอย่างสนุกสนาน หิวขึ้นมาก็กินหนังหัวที่มันอาศัยอยู่ให้คันคะเยอ แต่คนหัวล้านเหามันไม่ชอบครับ เหมือนทุ่งโล่งที่ปราศจากต้นไม้ "

"พอแล้วๆๆ ไม่ต้องอธิบายเดี๋ยวจะเกิดเตะปากกันขึ้น" พูดจบท่านก็ลุกขึ้นพาตัวเดินไปที่โต๊ะทำงานของท่านเพื่อหยิบเงินเดิมพัน ๒๐,๐๐๐ บาทที่ใส่ไว้ในลิ้นชักโต๊ะ

นายพลดิเรกยื่นมือให้นิกรจับ

"กันดีใจด้วยที่แกชนะพนัน"

"ขอบใจเพื่อน คืนนี้กันเลี้ยงเต็มที่ เลี้ยงดูปูเสื่อเหล้ายาปลาปิ้งพร้อม ไปหาบาร์นอกเมืองที่มีบังกาโล แล้วหาหมอนวดอายุเกิน ๑๓ ขวบคนละคนมาบริการเรา เท่านี้เราก็มีความสุขได้ดื่มสุราโลมนารี"

"แล้วประกายดาวของแกล่ะ"

นิกรทำท่าขยะแขยง

"กันจะจ่ายค่าแท็กซี่ให้หล่อนสัก ๒๐ แล้วให้หล่อนกลับไปร้านของหล่อนตามลำพัง"

"อ้าว ไม่อย่างว่าเรอะ"

"โอ๊ย ไม่ไหวโว้ย ทั้งเหาทั้งไข่เหาเต็มไปหมดทั้งหัวกันรับประทานไม่ลงแน่ สวยน่ะสวยหรอกกันไม่เถียงแต่สกปรกบัดซบ ทาเล็บแดงแต่ขี้เล็บดำปี๋ กกหูสองข้างขี้ไคลเป็นปื้นขูดออกมาปั้นควายได้ห้าหกตัว อ้า-ไปโว้ยพวกเรากันจะพาไปดูประกายดาวเพื่อให้แน่ใจว่ากันสามารถพาหล่อนมาได้จริงๆ แต่กันไม่ต้องการร่วมหลับนอนกับหล่อน"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันเดินรวมกลุ่มออกไปจากห้องทำงาน ลงบันไดหลังตึกเก่าตรงไปทางด้านหลังโรงแรม "สี่สหาย" ท่านเจ้าคุณนำเงินเดิมพันติดกระเป๋ามาด้วย

ไม่มีปัญหาอะไรอีก อาเสี่ยกิมหงวนยอมแพ้นิกรแล้วเมื่อเขากับพรรคพวกได้ขึ้นไปบนบังกาโลหลังนั้น และเห็นประกายดาวแม่หม้ายโสร่งเขียวนั่งสูบบุหรี่ ดื่มน้ำอัดลมอยู่บนโซฟาในห้องนอนตามลำพัง แม่หม้ายทรงเสน่ห์อยู่ในเสื้อกระโปรงชุดสีฟ้าเย็นตา หล่อนรู้สึกกระดากอาย พล, กิมหงวน, ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างยิ่ง

ในที่สุด ประกายดาวก็กลับร้านตัดเสื้อของหล่อนตามลำพัง ส่วนนิกรพาคณะพรรคของเขากับพ่อตาของเขาไปเที่ยวหาความสุขสนุกสนานกัน

จบตอน