พล นิกร กิมหงวน 180 : วันฉลองยศ

พอย่างเข้าปี พ.ศ.๒๕๐๘ ดวงของพล.ต.ศาสตราจารย์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ จอมนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยและของโลก ก็พุ่งปราดตามพรหมลิขิตหรืออำนาจของดวงดาวดลบันดาลให้เป็นไป แต่คนดีมีความรู้ ความสามารถอันยอดเยี่ยม เฉลียวฉลาดปราดเปรื่องอย่างศาสตราจารย์ดิเรกนั้น ย่อมมีคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างมากมาย ดังนั้นจึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่ศาสตราจารย์ดิเรกได้รับประทานยศเป็นพลโท,พลอากาศโท และพลเรือโท นายทหารพิเศษแห่งกองทัพไทยขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการทหารสูงสุด

อีกครั้งหนึ่งที่บ้าน "พัชราภรณ์" มีการเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติในตอนสายวันนั้น รถยนตร์บรรทุกหลายคันแล่นเข้าออก ผู้คนพลุกพล่านเต็มไปหมด คุณหญิงวาดและเจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยสี่สหายและสี่นางได้ร่วมมือกันจัดงานฉลองยศพลโทดิเรกในค่ำวันนี้ มีการเลี้ยงอาหารค่ำแบบโต๊ะจีนแก่แขกผู้มีเกียรติประมาณ ๔๕๐ คน และมี รำวงลีลาศบนฟลอร์กลางแจ้ง มีการประกวดเทพีบางกะปิด้วย ผู้ชนะเลิศจะได้รับถ้วยทองคำหนัก ๒๐ บาทของอาเสี่ยกิมหงวน มงกุฎเพชรราคา ๑๕,๐๐๐ บาท ผู้เข้าประกวดไม่จำเป็นต้องมีภูมิลำเนาอยู่บางกะปิ จะอยู่ที่ไหนหรืออยู่ต่างจังหวัดก็ได้ มีเงื่อนไขแต่เพียงว่าต้องมีผู้มีเกียรติที่เชื่อถือได้รับรองว่าเป็นสาวบริสุทธิ์มีอาชีพที่สังคมไม่รังเกียจ และไม่เคยมีความประพฤติเสียหาย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ประธานกรรมการจัดการฉลองยศได้เหน็ดเหนื่อยมา ๓ วันแล้ว ในการควบคุมคนงานสร้างและตกแต่งสถานที่ เวทีประกวดเทพีบางกะปิอยู่หน้าตึก "พัชราภรณ์" และหันหลังให้ตัวตึก ส่วนฟลอร์ลีลาศอยู่กลางสนามล้อมรอบด้วยโต๊ะอาหารซึ่งจัดตั้งเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ต่ำกว่า ๕๐ โต๊ะ ซึ่งโรงแรมสี่สหาย ได้รับหน้าที่เกี่ยวกับการเลี้ยงทั้งหมด และเนื่องจากงานนี้ต้องการให้หรูหราสมเกียรติ นายทวน ทยาพงศ์ ผู้จัดการหนุ่มของโรงแรมสี่สหายที่สำเร็จวิชาการโรงแรมมาจากสวิสเซอรแลนด์จึงรีบส่งโต๊ะ เก้าอี้และคนงานมาจัดตั้งโต๊ะอาหารแต่เช้าเพื่อไม่ให้มีอะไรขลุกขลัก

คนของคณะพรรคสี่สหาย จากบริษัทห้างร้านหรือธนาคารได้มาช่วยทำงานมากมาย ช่างไฟฟ้าได้ขนเครื่องกำเนิดไฟฟ้ามาที่บ้าน "พัชราภรณ์" ในเวลา ๙.๐๐ น. เศษ ช่วยกันประดับไฟฟ้าซึ่งเป็นไฟราวห้อยระย้าตามสุมทุมพุ่มไม้ ติดตั้งไฟฉายขนาดใหญ่หลายดวงเตรียมฉายเวทีประกวดนางงามในคืนวันนี้ ตึกใหญ่ของบ้าน "พัชราภรณ์" ประดับไฟราวรอบตึกทางหลังบ้านจะมีภาพยนตร์กลางแปลงหนึ่งจอ และเวทีรำวงหนึ่งวงสำหรับให้พวกคนใช้ชายหญิงและชาวบ้านใกล้เรือนเคียงได้มาสนุกสนานกัน

เจ้าคุณปัจจนึกฯกับคุณหญิงวาดและสี่นางมีภาระต้องทำจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน อย่างไรก็ตาม พล,นิกร,กิมหงวน ก็เหนื่อยไม่น้อย ส่วนเจ้าแห้วมักจะทำงานด้วยเสียงคือชอบส่งเสียงเอะอะ แต่ยืนดูเขาทำงานหรือคอยสั่งงานแล้วก็ขับรถพานายพลดิเรกไปธุระที่โน่นที่นี่เกี่ยวกับการเลื่อนยศของเขา

ก่อนเที่ยงวันนั้นเอง การเตรียมงานฉลองยศในคืนวันนี้สำหรับงานสำคัญๆก็เสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว คงเหลือแต่งานปลีกย่อยเกี่ยวกับการตกแต่งสถานที่ซึ่งค่อยทำค่อยไป พวกคนงานทุกแผนกได้รับการเอาใจใส่เลี้ยงดูอย่างดีที่สุด มีเครื่องดื่มและบุหรี่แจกจ่ายอย่างเหลือเฟือ และได้รับประทานอาหารกลางวันกันอย่างอิ่มหนำสำราญด้วยขนมจีนน้ำยา ซาวน้ำ และแกงไก่ ส่วนของหวานก็คือลอดช่องน้ำกะทิ, ส้มเขียวหวาน, กล้วยหอม และโอเลี้ยง คุณหญิงวาดสั่งให้คนครัวของท่านเลี้ยงอาหารคนในเวลา ๑๑.๓๐ น. ก็เพราะเห็นว่าทุกคนทำงานเหน็ดเหนื่อยมาตั้งแต่เช้าคงจะหิว แล้วท่านก็สั่งให้คนในบ้านร่วมรับประทานอาหารกับพวกคนงานที่มาช่วยทำงานด้วย

อากาศตอนเที่ยงอบอุ่นเย็นสบาย ท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยเมฆบางๆ ตามเวลาที่กล่าวนี้คุณหญิงวาดกับสี่นางนั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่ในห้องโถงรอคอยนายพลดิเรก เพื่อจะได้รับประทานอาหารกลางวันพร้อมกัน ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯกับพล, นิกร, กิมหงวน เดินตรวจดูความเรียบร้อยรอบๆบริเวณหน้าบ้าน

ท่านเจ้าคุณพาสามสหายออกมาที่ประตูรั้วหน้าบ้าน ริมถนนสุขุมวิท ประตูเหล็กเปิดกว้างทั้งสองบานมองแลเห็นยวดยานพาหนะบนถนนสุขุมวิทวิ่งขวักไขว่ไปมาอย่างรวดเร็ว ราวกับรถแข่งลานตาไปหมด

เจ้าคุณปัจจนึกฯมองดูเวทีประกวดนางงามและฟลอร์กลางแจ้งตลอดจนโต๊ะอาหารที่จัดตั้งไว้อย่างสวยงามด้วยความพอใจแล้วท่านก็กล่าวกับเสี่ยหงวนว่า

"เป็นอะไรไปวะอ้ายหงวน รู้สึกแกซึมไป"

เสี่ยหงวนจ้องมองดูอินทรธนูนายพล ขนาดยักษ์สูงประมาณ ๕ เมตร ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่หน้าเรือนต้นไม้แล้วยิ้มเศร้าๆ เขาถอนหายใจดังปู้ดและกล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือว่า

"ผมได้รู้ความจริงแล้วครับคุณอา คนเรานั้นจะแข่งขันกีฬาหรือแข่งอะไรก็พอจะเอาชนะกันได้ แต่แข่งบุญวาสนาแล้วไม่มีทางที่จะสู้กันเลย"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะเสียงกังวาน

"แกน้อยใจหรือที่แกไม่ได้เป็นนายพล"

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะ

"ครับ ทีแรกก็เป็นบ้างครับ ผมอดน้อยใจในโชควาสนาของผมไม่ได้ แต่แล้วก็คิดได้ว่าดวงของผมแค่พันเอกเท่านั้น ได้เป็นพันเอกอันดับสองเทียบเท่าพลจัดว่าก็เป็นบุญของผมแล้ว"

พ.อ.พล กล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ไม่ใช่เรื่องวาสนาหรือดวงอะไรหรอกเพื่อน ดิเรกมันได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติของเราอย่างมากมายเกี่ยวกับการป้องกันประเทศชาติ ดิเรกได้เป็นพลโทก็สมควรแล้ว"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"ก็นั่นน่ะซี กันไปว่าอะไรมันล่ะ" แล้วกิมหงวนก็หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสียงอ่อยๆว่า "ถามจริงๆเถอะครับคุณอา ผมกับอ้ายพลและอ้ายกรมีหวังได้เป็นนายพลกับเขาบ้างไหมครับ"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะก้าก

"ถ้าแกทำความดีความชอบพิเศษ ผู้บังคับบัญชาก็อาจจะขอยศนายพลให้แก"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบ

"ถ้าผมเป็นนายพล ผมจะแต่งฟอรมท่องเที่ยวไปทั้งวันให้ทหารตะเบ๊ะผม ฮั่นแน่ โผล่ไปทางไหนตะเบ๊ะกันให้พึ่บพั่บ ผ้าพันหมวกสีบานเย็นแถบดำสองเส้น แก๊บใบไม้ทองสองชั้นเห็นแต่ไกลก็รู้ว่าหมวกนายพล ถึงแต่งพลเรือน เอาหมวกวางไว้ท้ายรถจราจรเห็นแล้วรีบเลี่ยงไปไกลลิบ"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"คิดมากวุ่นวายไปเปล่าๆ เป็นนายสิบ นายร้อย นายพัน นายพล หรือจอมพลก็เท่งทึงเหมือนกันทั้งนั้น คิดอย่างกันสบายใจกว่า"

"คิดยังไงวะ" เสี่ยหงวนถาม

"กินซีวะ พอลืมตามองเห็นโลกมีอะไรก็ใส่ปากใส่ท้องเข้าไป คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องกินให้อิ่ม"

"ปู้โธ่" ท่านเจ้าคุณครางและมองดูนิกรอย่างหมั่นไส้

"พูดอะไรไม่เห็นจะเข้าท่าเลย คติพจน์ของคนตะกละอย่างแกน่ะซีถึงได้พูดอย่างนี้ อีกหน่อยแกก็ตายเพราะกินหรอก กะเพาะอาหารหรือลำไส้อาจจะพิการได้"

นิกรหัวเราะหน้าเป็นตามเคย

"เยียใดผมจะต้องเป็นอย่างนั้น ผมไม่ได้กินแผลงๆเหมือนอย่างเขา เป็นต้นว่า กินเหล็ก กินหิน หรือกินแป๊บน้ำ ผมกินแต่อาหารหรือขนมแล้วก็เอาเงินของผมซื้อ ไม่ได้ไปลักขโมยใครกิน" พูดจบนิกรก็และเห็นชาวจีนวัยกลางคนคนหนึ่งหาบไอสครีมผ่านประตูบ้านไปเขาก็ร้องเรียกเสียงลั่น "ไอติม ไอติม มานี่ซิเฮีย"

พ่อค้าไอสครีมห้ามล้อพรืด แล้วนำหาบเลี้ยวมาในบ้าน "พัชราภรณ์" ตอนหน้าหาบเป็นไอสครีมชนิดข้นเหนียวแต่เป็นไอสครีมชั้นเลว ด้านหลังเป็นตู้กระจกสี่เหลี่ยม บรรจุขนมปัง ขนมรูปกรวยและรูปถ้วยเล็กๆ บนตู้มีชามอ่างคลุมผ้าขาวใบหนึ่ง พ่อค้าไอสครีมร่างสูงชะลูดแบบเดียวกับเสี่ยหงวนวางหาบลงริมถนนแล้วยิ้มให้นิกร

"เอาอะไรครับ"

"ไอติมข้าวเหนียว ๕๐ "

พล,กิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯมองดูนิกรอย่างเศร้าใจ พ่อค้าไอสครีมจัดแจงตักข้าวเหนียวราดหน้าไอสครีมสองก้อนเล็กๆเอามาส่งให้นิกร นิกรหยิบช้อนตักไอสครีมข้าวเหนียวใส่ปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ในเวลาเดียวกันนี้เองกระเพาะปลาเจ้าหนึ่งก็เดินผ่านมาทางหน้าประตูรั้ว

"กระเพาะปลา" นิกรร้องลั่น "มานี่โว้ย เข้ามาเถอะ ไม่ต้องกลัวใครกัดลื้อหรอก"

พลอดหัวเราะไม่ได้ เมื่อแลเห็นนิกรรีบกินไอสครีมข้าวเหนียวอย่างรวดเร็ว

"เฮ้ย ประเดี๋ยวก็จะกินข้าวกลางวันกันแล้วอ้ายกร"

"เถอะน่า กินก็กินซีวะแต่ฉันต้องกินรองท้องไปก่อน นี่ก็เที่ยงแล้ว เมื่อไร อ้ายหมอมันจะมาก็ไม่รู้ หิวจนตาเหล่แล้วรู้ไหม" พูดจบเขาก็หันมาทางหนุ่มจีนในวัยเบญจเพสเจ้าของกระเพาะปลา "ตักมาชามซี"

นิกรส่งชามไอสครีมข้าวเหนียวคืนให้พ่อค้าไอสครีม แล้วล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบเหรียญ ๕๐ สตางค์อันหนึ่งออกมาส่งให้ พ่อค้าไอสครีมจัดแจงยกหาบเดินออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" ต่อจากนั้น นิกรก็นั่งลงที่ขอบถนนคอนกรีตจัดการกับกระเพาะปลาซึ่งเขาชอบกินมานานแล้ว

กระเพาะปลาในหม้อส่งกลิ่นหอมหวนเตะจมูก ท่านเจ้าคุณเดินเลี่ยงเข้ามายืนดูที่หม้อทองเหลือง พอแลเห็นกระเพาะปลา, เนื้อไก่, เลือดไก่ และหน่อไม้ อยู่ในหม้อของมันท่านก็นึกอยากกินขึ้นมาบ้าง

"ไหน ตักให้อั๊วชามซิ ใส่ขาไก่ด้วยนะ"

ในที่สุดพ่อตากับลูกเขยก็นั่งยองๆโจ้กระเพาะปลากันข้างประตูบ้าน พวกคนงานที่เดินเข้าออกต่างเดินก้มตัวจนแทบจะคลานไปแล้วก็นึกขบขันเมื่อแลเห็นเจ้านายกินกระเพาะปลา

เสี่ยหงวนมองดูหน้าพลแล้วยิ้มให้

"หอมน่ากินดีโว้ย ลองดูคนละชามดีไหม"

พลเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี เอาก็เอา"

อาเสี่ยกับพลเลื่อนตัวเข้ามาเดินข้างหาบ แล้วกิมหงวนก็พยักหน้ากับพ่อค้ากระเพาะปลา

"ตักมาให้สัก ๒๐ บาท ซิ"

พ่อค้ากระเพาะปลาทำหน้าชอบกล

"ยี่สิบบาท ลื้อเอาหม้อมาใส่ซี"

"หา ๒๐ บาทถึงกับใส่หม้อเชียวเรอะ ลื้อขายชามละเท่าไหร่"

"บากเลียวอานาย ใส่ขาไก่อีกขาละบาก"

"ว้า-ถูกตายห่า" เขาพูดแบบมหาเศรษฐี "ตักมาสองชามใส่ขาไก่ด้วยนะ นั่นอะไรดำๆอยู่ในหม้อ ปลิงทะเลเรอะ"

"ม่ายช่ายคับอานาย ไม่ใช่ปิงทาเลคับ ปิงทาเลหาซื้อไม่ได้ อั๊วเลยจับปิงในบ่อมาใส่ลงไปแทนปิงทาเล"

"โอ๊ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯร้องสุดเสียงแล้วทำคอขย้อนเหมือนกับจะอ้วก ท่านมองดูพ่อค้ากระเพาะปลาอย่างเดือดดาล

"นี่ลื้อเอาปลิงตามบ่อตามคลองใส่แทนปลิงทะเลยังงั้นเรอะ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ใช่คับ ปิงควายตัวใหญ่ๆเหมือนปิงทาเลคับ"

ท่านเจ้าคุณรีบวางชามลงบนขอบถนนทันที

"อั๊วไม่กินแล้ว ปลิงควายแดกเข้าไปได้เรอะ"

พ่อค้ากระเพาะปลาหัวเราะ

"ไล่ไม่ไล่ลื้อแหลกเข้าไปสองตัวเลี้ยว"

พลรีบโบกมือห้ามพ่อค้ากระเพาะปลาทันที

"ไม่เอา ไม่เอาโว้ย อย่าตักมา"

นิกรมองดูพ่อตาของเขาซึ่งทำท่าพะอืดพะอมแล้วลุกขึ้นยืน

"อย่าอ้วกออกมานะครับคุณพ่อ น่าเสียดาย คุณพ่อฟัดเข้าไปจนหมดชามแล้ว ปลิงทะเลเรากินได้ เราก็ควรกินปลิงควายได้เช่นเดียวกัน ในชามผมยังอยู่อีกครึ่งตัวนี่ยังไงล่ะครับเหนียวหนืดดีเหมือนกันคล้ายๆกะละแม"

"คลื่นไส้โว้ย" เสี่ยหงวนร้องลั่น "แกยัดคนเดียวก็แล้วกัน"

นิกรหัวเราะชอบใจ เขากินกระเพาะปลาใส่ปลิงทะเลถึงสองชามชั่วเวลาไม่ถึง ๕ นาที เสร็จแล้วเขาก็จ่ายเงินให้เรียบร้อยรวมทั้งที่เจ้าคุณปัจจนึกฯสั่งมากินด้วย เสี่ยหงวนไล่ตะเพิดพ่อค้ากระเพาะปลาเสียงลั่นบ้าน

"ไปๆๆๆ ไม่ไหวโว้ย เอาปลิงควายมาทำกระเพาะปลาให้คนกินมีอย่างที่ไหน เดี๋ยวบอกตำรวจที่ตู้ยามนั่นเอาไปโรงพักเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ บ่นพึมพำพาสามสหายเดินกลับไปที่ตึกใหญ่ ขณะนี้พวกคนงานส่วนมากและคนใช้ชายหญิงของบ้าน "พัชราภรณ์" กำลังรับประทานอาหารกันอยู่ที่หน้าโรงครัวหลังบ้าน ที่รับประทานเสร็จแล้วก็ออกมาทำงานต่อไปหรือนั่งพักผ่อนสูบบุหรี่สนทนากันตามอัธยาศ้ย

ท่านเจ้าคุณกับ พล, นิกร, กิมหงวนหยุดยืนหน้าโรงรถยนตร์ซึ่งตกแต่งไฟราวไว้อย่างสวยงาม รถเก๋งหลายคันหมอบอยู่ในโรงของมัน ทันใดนั้นเองเสียงแตรรถยนตร์คันหนึ่งก็ดังกังวานขึ้นที่ประตูใหญ่นอกถนน

ศาสตราจารย์พลโทดิเรกกลับมาแล้ว เขาแต่งเครื่องแบบสีขาวนั่งอยู่ตอนหลังรถบูอิคคันใหม่เอี่ยม ซึ่งเป็นรถของพลตามลำพัง เจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นคนขับรถคันนี้และแต่งเครื่องแบบปรกติติดบั้ง ๓ บั้งสวมหมวกหนีบเต๊ะท่าราวกับนายทหาร

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสามเกลอต่างหันไปมองดู

"ท่านนายพลมาแล้วโว้ย" นิกรพูดเสียงหัวเราะ "ตั้งแถวรับเสียหน่อยดีไหม" แล้วนิกรก็แหกปากร้องลั่น "จัดแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยว"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"แก่จะบ้าหรือวะอ้ายกร"

บูอิคเก๋งคันงามคลานเอื่อยๆ ตรงมาหยุดหน้าโรงรถเบื้องหน้าสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ส. อ. แห้วรีบลงมาเปิดประตูตอนหลังรถให้นายพลดิเรก และแล้ว พล.ท. ศาสตราจารย์ดิเรกถือ กระบี่ก้าวลงมาจากรถเจ้าแห้วก็ชิดเท้าตรง กระทำวันทยาหัตย์อย่างแข็งแรง

นิกรร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ทำความเคารพท่านนายพล แถว-แลขวา" แล้วนิกรก็วิ่งมาหยุดยืนเบื้องหน้าศาสตราจารย์ดิเรก "กระผม...พันเอก นิกร การุณวงศ์ ผู้บังคับการกรมผสมที่เท่าไรก็ได้ มีจำนวนทหารทั้งหมดหนึ่งล้านกับสามคนครับผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่นแล้วย่องเข้ามาหานิกรยกเท้าขวาเหวี่ยงลูกแปเตะก้นนายจอมทะเล้นเต็มเหนี่ยวเสียงดังพลั่ก

"นี่แน่ะ ทะลึ่งนัก"

พลกับอาเสี่ยเดินหัวเราะหึๆ เข้ามาหา ดร. ดิเรกข้างรถบูอิคเก๋ง สามสหายมองดูนายพลดิเรกอย่างชื่นชม เขาแต่งเครื่องแบบสีขาวประดับสายราชองครักษ์ และแถบเหรียญตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันสง่างามและมีเกียรติยิ่ง อินทรธนูใหญ่หรืออินทรธนูแข็งบนบ่าทั้งสองข้างมีดาวข้างละ ๓ ดวงและช่อชัยพฤกษ์ คอเสื้อทั้งสองข้างติดเครื่องหมายคทาไขว้อันเป็นสัญลักษณ์ของนายพล มือซ้ายถือกระบี่และมือสีขาวคู้หนึ่งหมวกแก๊ป ทรงหม้อตาล สีขาวซึ่งมีผ้าพัน หมวกสีบานเย็น คาดแถบดำเส้นเล็กๆ สองเส้น และมีใบไม้ทองสองแถวที่แก๊ปหมวกประกอบกับตราหน้าหมวกทำให้นายพลดิเรกสง่างามภาคภูมิอย่างยิ่งถึงแม้ว่ารูปร่างของเขาค่อนข้างเล็กและบอบบางก็ตาม

แต่สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ สังเกตเห็นใบหน้าของศาสตราจารย์ดิเรกเคร่งเครียดผิดปรกติ แววตาของเขาบอกความวิตกเป็นทุกข์กังวลใจ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยื่นมือขวาให้เขยใหญ่ของท่านจับแล้วยกมือซ้ายตบบ่าขวาของนายพลดิเรกเบาๆ

"พ่อปลื้มใจมากที่แกได้เลื่อนยศเป็นพลโท และสวมเครื่องแบบอันมีเกียรติเช่นนี้"

ดร. ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ขอบคุณครับ ผมเองก็ปลื้มใจเหลือที่จะกล่าวเท่าที่คุณพ่อกับคุณอาและเพื่อนๆ ร่วมมือกันจัดงานฉลองยศผมในคืนวันนี้ รู้สึกว่าเป็นงานใหญ่โตครึกครื้นที่สุดและคงจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายไม่น้อย"

เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นทันที

"เรื่องเล็กน้อยครับท่านนายพล ผมได้มอบเงินสดให้คุณอาหญิงไว้ใช้จ่ายในงานนี้สองแสนบาท และไม่เกี่ยวกับรางวัลที่จะให้พวกนางงาม"

พล.ท. ดิเรกขมวดคิ้วย่น จ้องมองดูเสี่ยหงวนอย่างหมั่นไส้แกมขบขัน

"อ้อ-เดี๋ยวนี้แกเรียกฉันว่านายท่านและใช้สรรพนามแทนตัวแกเองว่าผมแล้วยังงั้นหรือ"

อาเสี่ยยิ้มเล็กน้อย

"ก็เห็นแกยืนเต๊ะเก๊ก หน้าอย่างนี้ฉันก็ต้อง พินอบพิเทาแกน่ะซิ"

นายพลดิเรกฝืนหัวเราะ

"ไอมีเรื่องไม่สบายใจโว้ย คนอย่างกันไม่มีวันที่จะเต๊ะกับเพื่อน ต่อให้กันเป็นจอมพลกันก็ไม่เต๊ะ และไม่เพียงแต่เพื่อนเท่านั้น ถึงกับใครกันก็ไม่เต๊ะ ผู้ใหญ่หรือคนที่มีอำนาจวาสนา ถ้ามีความสุภาพ อ่อนน้อมเห็นคนเป็นคน ก็ย่อมเป็นที่รักใคร่สรรเสริญของคนทั่วไป ขืนเต๊ะท่าพอตกกระป๋องหรือเท่งทึงไปก็มีคนซ้ำเติมสาปแช่ง ไอไม่สบายใจจริงๆ "

"มีอะไรเกิดขึ้นล่ะ" นิกรถามเรื่อยๆ โดยไม่สู้จะสนใจเท่าใดนัก

ศาสตราจารย์ดิเรกถอนหายใจหนักๆ

"อย่ารู้เลยวะ"

คราวนี้ พ.อ. นิกรชักฉิว

"ไหงพูดยังงี้ละหมอ กันไม่ใช่เพื่อนร่วมชีวิตของแกหรอกหรือ แกมีเรื่องกลุ้มใจเดือดร้อนใจอย่างไรต้องบอกเล่าเก้าสิบเอ็ดสิบสองให้กันรู้บ้างซิ หรือแกคิดว่ากันไม่มีความหมายสำหรับแกเสียแล้ว"

นายพลดิเรกยกมือตบศีรษะนิกรเบาๆ

"ก็ได้ เมื่อแกอยากรู้กันก็จะเล่าให้ฟัง"

นิกรยิ้ม

"ไม่ต้องหรอก"

"อ้าว ทำไมล่ะ"

นิกรว่า "กันก็เหมือนกับมนุษย์โดยมากนั่นแหละ อะไรที่เป็นความลับของคนอื่นหรือเป็นเรื่องที่เขาปิดบังไม่ยอมบอกให้เรารู้ก็อยากจะรู้อยากเห็น พอเขาเปิดเผยก็ไม่สนใจ แกลองสังเกตเพื่อนบ้านของเราก็ได้ ล้วนแต่ซุบซิบนินทากันอยากจะรู้เรื่องของคนอื่น ผัวของแม่คนนั้นมีเมียน้อยอยู่ที่ไหนได้เงินเดือนเท่าไร แม่คนโน่นมีชู้หรือเปล่า แม่คนนั้นเป็นสูงใช่ไหม พอไปเจอคนเปิดเผยไม่อยากรู้อยากเห็นเสียแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับนายพลดิเรกอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกไปรายงานตัวเรียบร้อยแล้วหรือ"

"ครับ ไปรายงานผู้บัญชาการทหารสูงสุดและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมก่อนแล้วไปรายงานผู้บัญชาการทหารเรือและผู้บัญชาการทหารอากาศ"

"อือ น่าชื่นใจจริงๆ ที่แกได้เป็นพลโททั้งสามทัพไป-ขึ้นไปบนตึกเถอะเที่ยงกว่าแล้ว ทุกคนกำลังรอคอยแกเพื่อกินข้าวกลางวันกัน"

"ออไร๋ ผมมัวช้าไปหน่อยเสียเวลาเดินทางไปดอนเมืองแล้วก็ตอนที่ไปรายงานตัวต่อท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุด เจ้ากรมสืบราชการลับท่านเชิญผมไปนั่งคุยกับท่านครึ่งชั่วโมง" พูดจบเขาก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองธนบัตรออกมาดึงธนบัตรใบละร้อยออกมาฉบับหนึ่งแล้วเลื่อนตัวมาทางเจ้าแห้ว "เอ้า เอาไปกินขนมโว้ยหรือยังมีใช้ไม่เอาก็ตามใจ"

"ปู้โธ่" ส.อ. แห้วคราง "รับประทานคุณหมอไม่น่าพูดอย่างนี้เลย รับประทานเงินเดือนออกตั้งเกือบสองอาทิตย์แล้วครับ แฮ่ะ แฮ่ะ" แล้วเจ้าแห้วก็ชิดเท้าตรงวันทยาหัตถ์อย่างแข็งแรงเสียก่อนจึงรับใบแดงๆ ใหม่เอี่ยมมาจากนายแพทย์หนุ่ม

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาสี่สหายตรงไปที่ตึกใหญ่พวกคนงานที่มาช่วยทำงานและคนใช้ชายหญิงในบ้าน "พัชราภรณ์" ต่างพากันมองดูนายพลดิเรกอย่างชื่นชม

พอเข้าในห้องโถง คุณหญิงวาดกับสี่นางก็ร้องเรียกนายพลดิเรกเสียงแซ่ดไปหมด วันนี้เป็นวันแรกที่เขาติดยศพลโทและแต่งเครื่องแบบสีขาวอันสง่างาม

"แหม-อากำลังนินทาเธออยู่ทีเดียว" คุณหญิงวาดพูดยิ้มๆ "เธอแต่งตัวอย่างนี้สง่าน่าเกรงขามจริงๆ นะ ถอดหมวกเสียซิจ๊ะ ใส่หมวกในบ้านประเดี๋ยวก็จะหัวล้านเหมือนอย่างเจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่นมองคุณหญิงวาดอย่างเคืองๆ

"ผมไม่เคยใส่หมวกในบ้านนะครับคุณหญิง ที่หัวล้านน่ะมันเป็นมาแต่กำเนิด"

"อ้อ ยังงั้นหรือคะ ดิฉันเคยได้ยินผู้ใหญ่ท่านบอกว่าใส่หมวกในบ้านหัวจะล้าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้อนปะหลับปะเหลือก

"เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถ้าจะเคยใส่หมวกในบ้านกระมังครับ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง นายพลดิเรกถอดหมวกแก๊ปออกวาง ไว้บนโต๊ะตัวหนึ่ง แล้วกล่าวกับคุณหญิงวาดอย่างนอบน้อม

"ไปห้องรับประทานอาหารเถอะครับ ผมต้องขอโทษที่ผมมาช้าไป ๒๐ นาที เกือบจะไม่ได้มาเหมือนกันแหละครับพวกนายทหารอากาศเขาจะดึงตัวผมไว้ให้รับประทานอาหารกลางวันกับเขาที่สโมสรนายทหารอากาศ ต้องบอกเขาตามตรงว่าทางบ้านยังมีงานยุ่งอีกมากเขาก็เลยปล่อยให้มา"

สี่นางกับคุณหญิงวาดต่างลุกขึ้นพากันเดินรวมกลุ่มเข้าไปในห้องรับประทานอาหาร ซึ่งขณะนี้อาหารกลางวันได้จัดตั้งโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้ว สาวใช้สองคนประจำอยู่ในห้องเตรียมปรนนิบัติรับใช้เจ้านายของหล่อน นายพลดิเรกถอดเสื้อฟอรมออกแขวนไว้ที่ผนังตึก สี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองต่างเข้านั่งประจำที่ ทุกคนได้พูดคุยกับศาสตราจารย์ดิเรกและแสดงความยินดีกับเขา แล้วการรับประทานอาหารกลางวันก็เริ่มต้น

ประภานั่งเคียงข้างผัวรักของหล่อนด้วยใบหน้าเบิกบานแจ่มใสผิดปรกติ นึกกระหยิ่มยิ้มย่องที่หล่อนจะได้เป็นคุณหญิงในไม่ช้านี้ พอสบตากับประไพซึ่งนั่งอยู่ตรงกันข้าม ประไพก็เหน็บแนมพี่สาวว่า

"บ้านบานเป็นใบบัวเชียวนะคะพี่ภา"

ประภาพยักหน้าแล้วพูดช้าๆ เสียงเบาๆ ตามนิสัยของหล่อน

"จ๊ะ อีกหน่อยพี่ก็คงได้เป็นคุณหญิงแล้ว มีผัวเป็นนายพลนี่มันโก้นะน้องไพ"

คุณหญิงวาดเห็นพ้องด้วย

"ถูกละแม่ภา ลูกผู้หญิงเราจะดีจะชั่วจะก้าวหน้าหรือถอยหลังก็อยู่ที่การตัดสินใจในการเลือกคู่ครอง ใครเลือกได้ดีก็จะมีแต่ความรุ่งเรืองก้าวหน้า ใครโชคร้ายไปเลือกเอาจิ๊กโก๋หรือพันธุ์ มังกรกินแล้วนอนเลื้อยอยู่แต่ในบ้านก็แย่หน่อย เธอควรจะภูมิใจให้มากที่ผัวของเธอได้เป็นนายพลทั้งสามกองทัพ"

ประภารวมช้อนส้อมทันที

"ภาอิ่มแล้วค่ะ ปลื้มใจทานไม่ลง ต่อนี้ไปภาเห็นจะต้องซ้อมวางท่าคุณหญิงไว้"

ประไพว่า "ท่าคุณหญิงจะยากอะไรคะพี่ภา ทำคางยื่นนิดหน่อยมองคนด้วยหางตาแล้วยิ้มด้วยริมฝีปากข้าวเดียว เก๊กหน้าดุๆ หัวเราะ นั่งรถเก๋งก็ต้องนั่งไขว่ห้าง มีพัดเล็กๆ พัดไปเรื่อยๆ สวมแว่นตาป้องกันไม่ให้ใครเห็นหนังตาย่นหรือตาเหล่พยายามยกมือเกาหัวบ่อยๆ คล้ายกับคนเป็นเหาใครๆ จะได้เห็นแหวนเพชร"

นันทา หัวเราะคิ้ก แล้วยก มือผลักหน้าน้องสะใภ้ของหล่อนเต็มแรง

"พอแล้ว ช่างอธิบายดีนัก" หล่อนพูดพลางหัวเราะพลาง

นวลลออมองดูเมียของนายจอมทะเล้นอย่างขบขัน

"ดิฉันอยากให้คุณนิกรเป็นนายพลจังค่ะคุณประไพจะได้เป็นคุณหญิง อยากจะดูว่าคุณหญิงประไพจะแสดงบทบาทอย่างไร"

"โอ๊ย ไพเต๊ะแน่ไปเลยค่ะ ไพจะต้องทำตัวให้เด่นในสังคมพยายามสนิทสนมคุ้นเคยกับพวกหนังสือพิมพ์ไว้เพื่อจะให้เขาลงข่าวทุกวันๆ เหมือนอย่างคุณหญิงบางคนซึ่งแม้แต่ท้องผูกส้วมไม่ออกก็เป็นข่าวสังคม"

"อุ๊ย" คุณหญิงวาดร้องลั่น "เอาอะไรมาพูดก็ไม่รู้ยายไพ เธอมันพอๆ กับอ้ายกรผัวของเธอทีเดียว"

นิกรว่า "ถ้าผมเป็นนายพลเบ่งอกแตกเลยครับ เจกทหารยืนคุยกันที่ไหนผมเดินผ่านไปมานับร้อยเที่ยวเพื่อจะให้เขาตะเบ๊ะผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

เพราะเหตุนี้แหละแกถึงไม่ได้เป็นนายพลกับเขา คนที่จะต้องมีจิตใจสูงกระทำตน เป็นแบบอย่างอันดีงาม ของทหารทั้งหลายและสามารถควบคุมบังคับบัญชาทหารได้ด้วย คนอย่างแกยากเหลือเกินที่จะเป็นนายพล"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"จะยากอะไรครับ อินทรธนูและดาวเครื่องหมายนายพลคู่หนึ่งไม่กี่บาทผมซื้อมาแต่งเมื่อไหร่ก็ได้"

"ก็ลองดู แกจะได้ย้ายบ้านไปอยู่ในคุก"

นิกรว่า "ผมแต่งเดินเล่นในบ้านใครจะทำไมผมแต่งจอมพลยังได้"

การรับประทานอาหารกลางวันได้สิ้นสุดลงในเวลาประมาณ ๑๓. ๐๐ น. ทุกคนต่างลุกขึ้นเดินย่อยๆ ออกไปจากห้องรับประทานอาหาร ซึ่งตอนนี้เองนายพลดิเรก ได้กระซิบกับพลเบาๆ ว่า

"ขึ้นไปพบกันในห้องกันหน่อยซิพล กันต้องการพบแกโดยเฉพาะ"

คุณหญิงวาดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินออกไปทางหลังตึกเพื่อตรวจดูสภาพความเป็นไปทางหลังบ้าน สี่นางพากันลงจากตึกใหญ่ไปที่เรือนต้นไม้ซึ่งที่นั่นเป็นที่รับสมัครผู้เข้าประกวดเทพีบางกะปิในคืนนี้ มีสาวสวยหลายคนนั่งรอคอยอยู่แล้ว ขณะนี้สี่นางได้รับสมัครไว้ประมาณ ๑๐ คน แต่ยังสมัครเรื่อยไปจนกว่าจะถึง ๑๕.๐๐ น. วันนี้ตามที่ลงประกาศแจ้งความไว้ในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับ ตลอดจนโฆษณาทางวิทยุ และโทรทัศน์

นายพลดิเรกถือโอกาสเลี่ยงขึ้นชั้นบนตัวตึกปล่อยให้ นิกร, กิมหงวน,นั่งพักผ่อนสนทนากันในห้องโถง หลังจากนั้นสักครู่พลก็แกล้งขอตัวขึ้นไปทำธุระ แล้วเขาก็ลุกขึ้นพาตัวขึ้นบันไดไปชั้นบนตรงไปพบกับศาสตราจารย์ดิเรก

"เฮ้-ว่ายังไงหมอ" พ.อ. พลกล่าวทักนายแพทย์หนุ่มขณะที่ ดร. ดิเรกนั่งไขว่ห้างคาบกล้องอยู่บนโซฟาในห้องนอนอันกว้างขวางและหรูหรา

"ปิดประตูเสียพลแล้วมานั่งคุยกับกัน"

พลปฏิบัติตามคำสั่งนายพลดิเรก เขาปิดประตูบานขวาแล้วเดินเข้ามาทรุดตัวนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน พล. ท. ดิเรกยิ้มให้พลแล้วกล่าวว่า

"เรื่อง ที่กันจะพูดกับแกนี้เป็นความลับยิ่ง ซึ่งแกจะเปิดเผยให้ใครรู้ไม่ได้โดยเฉพาะอ้ายกรกับอ้ายหงวน"

พ.อ. พลพยักหน้ารับทราบ

"กันรับรองหมอ"

นายพลดิเรก ยกมือขวาวางบนบ่าซ้ายของนายพลและจ้องมองดูหน้าพลตลอดเวลา

"แกคือเพื่อนรักร่วมชีวิตของกัน ถ้าหากมีภัยอันตรายใดๆ ที่จะเกิดขึ้นแก่กันแล้วแกพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือกันใช่ไหมพล"

"แน่นอนหมอ กันอาจจะพูดได้ว่ากันตายแทนแกก็ได้ในเมื่อกันเห็นแกตกอยู่ในความคับขันหรือได้รับอันตราย"

ศาสตราจารย์ดิเรกปลื้มใจอย่างยิ่ง เขายื่นมือขวาให้พลจับทันที

"ถ้าเช่นนั้นแกเตรียมตัวไว้ให้พร้อม งานฉลองยศของกันในคืนวันนี้จะมีคนร้ายแปลกปลอมเข้ามาเป็นแขกของเราโดยมีแผนการณ์สังหารกัน"

"ฮ้า ยังงั้นหรือหมอ" พลพูดอย่างร้อนรน "แกรู้มาได้อย่างไร"

"รู้จากเจ้ากรมสายสืบราชการลับ"

"แล้วแกรายงานให้ท่านผู้บัญชาการทราบหรือยัง"

"ออไร๋ กันเรียนท่านแล้ว ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้แสดงความห่วงใยกันมากบอกว่าท่านจะติดต่อกับกรมสารวัตรทหารบกส่ง สารวัตรในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบมาคุ้มครองกันในค่ำวันนี้ และท่านจะติดต่อกับอธิบดีกรมตำรวจด้วย"

พ.อ. พลนิ่งฟังด้วยความสนใจยิ่ง

"ดีแล้วหมอ เมื่อรู้อย่างนี้แล้วกันก็จะได้เตรียมตัวป้องกันแกอย่างเต็มที่"

นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ไม่ใช่ป้องกันอย่างเดียว แกจะต้องคอยตะครุบตัวฆาตกรด้วยนะพล ท่านเจ้ากรมสืบราชการลับว่า ตามข่าวที่กรองแล้วพวกคอมมิวนิสต์จะส่งฆาตกรเข้ามาปะปนในงานฉลองยศของกันเพื่อหาโอกาสฆ่ากัน แต่ท่านเจ้ากรมไม่ได้ยืนยันว่ามันจะฆ่ากันด้วยวิธีใดซึ่งกันก็จะพอเดาได้ว่าคนร้ายสังหารกันด้วยปืนพกหรือระเบิดมือ"

"ระเบิดมือ..." พลพูดเสียงหนักๆ "ถ้าคนร้ายเล่นงานแกด้วยระเบิดมือก็จะเกิดการตายหมู่แน่นอน แขกคนสำคัญจะต้องพลอยเสียชีวิตหรือบาดเจ็บไปด้วย"

"ออไร๋ ออไร๋ มันจะเป็นเรื่องใหญ่โตทีเดียวสมมติว่าเอกอัครราชทูตของประเทศหนึ่งถูกลูกระเบิดตายในงานของกันคืนวันนี้ กันเชิญคณะทูตหลายประเทศ นายทหารอเมริกันหลายสิบนายตามหน่วยต่างๆ ชาวต่างประเทศผู้มีเกียรติอีกไม่น้อย"

"แกจดชื่อผู้ที่แกส่งบัตรเชิญไปให้เขาไว้ไม่ใช่หรือ"

"ออไร๋ แต่มันไม่มีประโยชน์อะไรหรอก เพราะแขกที่กันไม่ได้ส่งบัตรเชิญไปให้มีเยอะแยะ ตามที่กันประกาศเชิญมิตรสหายในหน้าหนังสือพิมพ์แทนการส่งบัตรเชิญคืนนี้จะต้องมีแขกรวม ๕๐๐ คน ซึ่งหลายคนกันคงไม่รู้จักเขาหรือจำเขาไม่ได้เป็นต้นว่า ผู้ที่เคยเป็นลูกศิษย์ของกันหรือคนไข้ของกันที่มีความนิยมนับถือตัวกัน นอกจากนี้ก็มีนักวิทยาศาสตร์อีกมากมายรวมทั้งพวกหมอด้วย"

พลนิ่งอึ้งไปสักครู่ เขาก็ต้องใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงในเรื่องนี้

"แกคิดบ้างไหมหมอ คนร้ายอาจจะเอาระเบิดเวลามาให้แกเป็นของขวัญและตั้งเวลาระเบิดในราว ๒ นาฬิกาซึ่งงานเลิกแล้วและของขวัญทั้งหมดถูกขนขึ้นไปไว้ในห้องแก"

นายพลดิเรกสั่นศีรษะ

"คนร้ายคงไม่โง่ที่จะทำอย่างนี้เพราะอย่างไรกันก็ต้องคิดล่วงหน้าไว้ก่อนอาจจะมีคนส่งระเบิดเวลามาให้ กันมีเครื่องมือจับวัตถุระเบิด แล้วก็กันจะแก้ของขวัญทุกห่อต่อหน้าผู้ใหญ่เพื่อขอบคุณและยกย่องชมเชยของขวัญของเขา แต่ความจริงเราต้องการดูให้รู้แน่ว่า เขาเอาระเบิดเวลา หรือเอา งูเห่าห่อมาให้เราหรือเปล่า ประเพณีแก้ของขวัญออกดูต่อหน้าผู้ให้ก็เนื่องจากเหตุนี้แหละ กันแน่ใจว่าฆาตกรจะต้องยิงกันหรือสังหารกันด้วยระเบิดมือขณะที่กันขึ้นไปปราศรัย บนเวที ประกวดนางงามเพื่อขอบคุณแขกที่มาในงานฉลองยศของกัน เมื่อเสียงปืนหรือระเบิดมือดังขึ้น พวกแขกเหรื่อ ทั้งหลายก็จะ แตกตื่นวุ่นวายกันไปหมด ซึ่งตอนนี้คนร้ายก็จะถือโอกาสหลบหนีไป"

คราวนี้พลเห็นพ้องด้วย

"เอาละ กันช่วยแกเต็มที่หมอ ประเดี๋ยวกันจะช่วยไปตามเด็กๆ ของกันสักห้าหกคน แต่ละคนล้วนแต่มือแน่ๆ ทั้งนั้นเรื่องบู๊มันยอด กันจะให้เด็กของกันมาร่วมกินเลี้ยงในคืนวันนี้และมาในบทบาทของสุภาพบุรุษ แยกย้ายกันนั่งตามโต๊ะต่างๆ คอยจับตามองดูการเคลื่อนไหวของแขกที่ควรสงสัยว่าจะเป็นฆาตกร เด็กของกันจะต้องขัดขวางได้ทันท่วงที ก่อนที่มันจะฆ่าแก แล้วก็รับรองได้ว่าอ้ายหมอนั่นถูกกระทืบแบนไม่มีโอกาสหนีรอดไปได้"

นายพลดิเรกมีสีหน้าชุ่มชื่นขึ้นทันที

"แท้งคิว...แต่กันต้องการให้จับเป็นมากกว่า ขอให้แกกำชับคนของแกด้วยนะพล ถ้าจับเป็นได้เราจะได้รู้ต้นตอคือผู้จ้างหรือใช้มัน"

ต่างคนต่างมองดูกันแล้วยิ้มให้กัน

"ทำใจให้สบายหมอ คนเราไม่ถึงที่ไม่ตายหรอกวะ"

"ใช่ กันก็คิดอย่างนี้แต่มันก็อดเป็นทุกข์วิตกไม่ได้ กันรู้ดีว่าพวกค็อมมิวนิสต์ยังไม่เลิกล้มความพยายามที่จะฆ่ากัน เพราะถ้ากันถูกฆ่าตายอาวุธนิวเคลียร์ที่กันสร้างขึ้นให้กองทัพของเราก็ไม่มีใครที่จะสามารถใช้มันได้ เป็นต้นว่าระเบิดปรมาณู หรือจรวดขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์"

พลนึกถึงนิกรกับเสี่ยหงวนแล้วเขาก็หัวเราะหึๆ

"ทำไมแกไม่เปิดเผยเรื่องนี้ให้อ้ายกรและอ้ายหงวนรู้ซึ่งรวมทั้งคุณอาด้วย"

ดร.ดิเรกทำหน้าเบ้ปาก

อ้ายสองคนนั่นมันพูดมากปากพล่อย และมักจะทำให้พิธีแตกเสมอ ส่วนคุณพ่อท่านแก่แล้วไม่อยากจะให้ท่านเกี่ยวข้อง ดีไม่ดีท่านไปเล่าให้คุณอาหญิงฟัง คุณอาหญิงอาจจะสั่งให้งดงานฉลองยศของกันเสียก็ได้ หรือม่ายท่านก็จะตกอกตกใจกลัวว่าท่านจะถูกฆ่าตายวุ่นวายจนหมดความสุข"

ประตูห้องนอนของนายพลดิเรกถูกเคาะติดๆกันในจังหวะกัวราช่า ศาสตราจารย์ดิเรกมองไปที่ประตูและอดหัวเราะไม่ได้

"เข้ามา"

บานประตูบานขวาถูกหมุนลูกบิดเปิดออก นิกรเดินนำหน้าพาเสี่ยหงวนเดินเข้ามาในห้องด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"แกสองคนมีเรื่องลับลมคมในอะไรกันวะถึงได้มาคุยกันในห้องเงียบๆเช่นนี้ มิหนำซ้ำปิดประตูเสียด้วย" อาเสี่ยต่อว่า

"โน ไม่ใช่เรื่องลับลมคมในอะไรหรอก ไอปรึกษากับอ้ายพลถึงเรื่องประกวดนางงามในคืนวันนี้ ซึ่งเราจะต้องตัดสินด้วยความเที่ยงธรรมจริงๆ"

"โกหก" นิกรพูดโพล่งขึ้น "เรื่องนางงามจะต้องมาพูดกันสองต่อสองยังงี้ด้วยหรือ รู้หรอกน่าแกมีความลับที่ต้องการให้อ้ายพลรู้โดยเฉพาะ แกไม่ไว้ใจฉันกับอ้ายหงวนใช่ไหมล่ะ"

นายพลดิเรกหัวเราะเบาๆ

"แกจะมารู้ใจฉันได้อย่างไร"

"รู้ซีวะ หน้าแกมันบอกว่ามีเรื่องยุ่งยากลำบากใจหรือวิตกเป็นทุกข์ใจตั้งแต่แกลงจากรถบูอิคแล้ว" พูดจบนิกรก็เดินไปที่โต๊ะริมหน้าต่าง หยิบองุ่นสดในพานผลไม้ขึ้นมาพวงหนึ่งปลิดใส่ปากเคี้ยว

... (หน้า๓๖) แล้ว แต่อย่าลืมนะท่านนายพล หนูตัวเล็กๆยังเคยช่วยชีวิตราชสีห์มาแล้ว แกก็เคยเรียนนิทานอีสปมาแล้วเมื่อแกอายุห้าหกขวบ"

นิกรเคี้ยวองุ่นพลางพูดพลาง

"ราชสีห์ตัวหนึ่งได้ยินเสียง จิ้งหรีดร้องเพราะจับใจจึงถามจิ้งหรีดว่า เจ้ากินอะไรจึงร้องเสียงเพราะอย่างนั้น"

"เฮ้ย" กิมหงวนดุ "ใช่เมื่อไหร่ล่ะ มันคนละเรื่อง"

นิกรเอื้อมมือหยิบแอ๊ปเปิลในพานผลไม้รวม ๒ ผลยัดใส่กระเป๋ากางเกงแล้วพยักเพยิดกับเสี่ยหงวน

"ไปเถอะโว้ย เขาไม่อยากให้เราเกี่ยวข้องรู้เห็นด้วยก็อย่าไปยุ่งกับเขา ลงไปนั่งเต๊ะเล่นข้างล่างดีกว่า พวกคนงานที่มาช่วยงานล้วนแต่ลูกน้องของเราทั้งนั้น พวกนั้นเวลาพูดคุยกับเรายืนหลังโกงเอามือกุมสะดือทำให้เราใหญ่โตไม่ใช่เล่น เราชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ไม่มีใครกล้าขัดเราหรอก...(หน้า๓๗)

"ฮึ่ม-ดีละมึง"

ดร.ดิเรกหัวเราะก้าก

"มาอาฆาตอะไรกันวะ"

"ไม่รู้ล่ะ แกกับอ้ายพลเห็นฉันกับอ้ายกรไม่มีความหมาย ดีแล้ว วันหนึ่งแกสองคนจะรู้เองว่าฉันกับอ้ายกรคือพยัคฆ์ร้ายที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บอันแหลมคม"

"ถุย" พลร้องลั่นแล้วหัวเราะ

เสี่ยหงวนและนิกรพากันเดินออกไปจากห้อง แล้วนิกรก็ดึงตัวอาเสี่ยพาเข้าไปในห้องนอนของเขา

"อ้ายหงวน แกพอจะเดาได้ไหมว่าดิเรกมันมีเรื่องอะไรถึงได้ปรึกษาหารือกับอ้ายพลเป็นความลับ"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"กันจะตรัสรู้ได้อย่างไร"

"แต่กันรู้" นิกรพูดเสียงหนักแน่นและเก๊กหน้าให้เคร่งเครียดน่ากลัว ทั้งๆที่ไม่มีอะไรจะน่ากลัวสักนิด

นิกรทำปากแบะ แล้วตอบเสียงหนักๆ

"รู้ว่ากันไม่รู้"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เดี๋ยวก็ยันโครมเข้าให้เท่านั้นเอง พูดอะไรเป็นเล่นเสียหมด"

นิกรหัวเราะหน้าเป็นตามเคย แล้วพูดกับอาเสี่ยอย่างเป็นงานเป็นการ

"กันอ่านแววตาของอ้ายหมอออก กันสังเกตสีหน้ามันกันก็รู้ว่าอ้ายหมอมันมีเรื่องเป็นทุกข์ใจอย่างมากมาย และ...แน่นอนละ งานฉลองยศในคืนวันนี้จะต้องมีใครคนหนึ่งปะปนเข้ามากับพวกแขกเพื่อสังหารอ้ายหมอด้วยการยิงทิ้งในระยะเผาขนหรือมิฉะนั้นก็เอาระเบิดมือขว้าง" พูดจบ นิกรก็หลับตานิ่งเฉยไปสักครู่จึงกระซิบถามเบาๆ "ใช่ไหมลูกพ่อบอกซิ หา...เป็นความจริงเรอะ นั่นปะไร นึกอะไรไม่มีผิด"

อาเสี่ยทำหน้าฉงน

"แกพูดกับใครวะอ้ายกร"

นิกรลืมตาขึ้นยิ้มให้เสี่ยหงวน

"ตอนแรกกันพูดกับแก ตอนหลังกันพูดกับโหงพรายที่กันเลี้ยงเอาไว้"

"โหงพราย เป็นยังไงวะอ้ายกร"

"อ้าว ก็ผีที่กันเลี้ยงไว้เป็นลูกบุญธรรมน่ะซิ"

"รูปร่างหน้าตาเป็นยังไง"

"คล้ายๆแกนั่นแหละ โหงพรายมันบอกกันว่ากันเข้าใจถูกแล้วที่มีผู้คิดร้ายดิเรกในคืนวันนี้"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"ฉันไม่อยากเชื่อน้ำมนต์แกหรอก แกมันมะกอกสามตะกร้า กะล่อนสิ้นดี"

นิกรลืมตาโพลง

"จริงๆนะอ้ายหงวน หมอมันไม่ยอมเล่าเรื่องนี้ให้เราฟังก็เพราะ มันเห็นว่าแกกับฉันเป็นคนขี้เล่นไม่จริงจังอะไรนัก จึงบอกอ้ายพลคนเดียว เชื่อกันเถอะวะพวกค็อมมิวนิสต์จะต้องส่งฆาตกรหมายเลข ๕๐๐ มาสังหารอ้ายหมอแน่ๆ"

"ทำไมแกรู้ว่าหมายเลข ๕๐๐ "

"เปล่า กันให้หมายเลขเอาเอง หน้าตาดิเรกน่ะมันบอกชัดๆว่ามันวิตกกังวลใจ คนเราพึ่งได้เลื่อนยศใหม่ๆก็ต้องสดชื่นรื่นเริงหน้าตาแจ่มใส แต่อ้ายหมอไม่เป็นอย่างนั้น จะยิ้มหรือหัวเราะก็ทะแม่งทะแม่งยังไงชอบกลมันคงไปได้ข่าวร้ายมาจากกรมสืบราชการลับเป็นแน่และเป็นข่าวที่กรองแล้ว นึกออกไหมล่ะ มันบอกเราว่าที่กลับมาบ้านช้าไปก็เพราะมัวไปคุยกับเจ้ากรมสืบราชการลับตั้งครึ่งค่อนชั่วโมง แต่มันไม่ได้บอกว่าคุยกับท่านเรื่องอะไร"

"เอ-เห็นจะจริงตามความคาดคะเนของแกโว้ยอ้ายกร ถ้ายังงั้นอ้ายหมอไม่ปลอดภัยเสียแล้ว ถึงแม้มันไม่เปิดเผยเรื่องนี้ให้เรารู้แต่มันเป็นเพื่อนร่วมชีวิตของเรา เราจะปล่อยให้มันถูกฆ่าตายไม่ได้ อย่างไรเราก็ต้องร่วมมือร่วมตีนกันช่วยเหลือมัน"

"ใช่ แต่เราก็ไม่จำเป็นจะต้องบอกให้มันรู้ว่าเราคิดช่วยมัน ถ้าเราช่วยป้องกันชีวิตมันไว้ได้หรือจับฆาตกรได้ในงานฉลองยศคืนวันนี้ดิเรกมันก็จะรู้เองว่าหนูน้อยๆที่น่ารักทั้งสองตัวคือกันกับแกสามารถช่วยพญาราชสีห์ให้รอดชีวิตได้"

"พอแล้วๆ ไม่ต้องดัดจริตพูดเสียงอ่อนเสียงหวานแบบยี่เก"

นิกรหัวเราะ

"เราต้องหาพวกนักเลงหรือปืนซึ่งเป็นเด็กของเรามาป้วนเปี้ยนอยู่ในงานตลอดคืนวันนี้ กันหามา ๕ คน แกหามา ๕ คน เลือกเอามือแน่ๆ มือด้วนนิ้วกุดไม่ต้องมา พวกนักเลงเหล่านี้ย่อมเฉลียวฉลาดในการดูคนพอจะรู้ว่าใครเป็นใคร คนดีหรือคนร้าย ถ้าสงสัยว่าใครเป็นฆาตกรคนของเราก็จะจับตาดูความเคลื่อนไหวของมัน"

"อือ ความคิดของแกเข้าทีโว้ยอ้ายกร ถ้าอย่างนี้ฆาตกรที่พวกค็อมมิวนิสต์ส่งมาฆ่าดิเรกจะไม่มีทางสังหารอ้ายหมอเลย พอควักปืนหรือควักระเบิดออกมาก็จะถูกคนของกันหรือของแกสกรัมทันที คนละตุ้บสองตั้บอย่างน้อยก็จมลงไปในดินต้องเอาเสียมแซะขึ้นมา"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"แกพอจะหาพวกนักเลงมือดีๆสัก ๕ คนได้ไหมล่ะ"

"ปู้โธ่ อย่าว่าแต่ ๕ คนเลยวะ สักสองร้อยกันก็หาได้ กันมีเพื่อนเก่าเป็นนักเลงอาวุโสหลายคน ถึงเลิกประพฤติตัวเป็นนักเลงแล้วลูกหลานของเขาก็กำลังเป็นนักเลงใหญ่ในขณะนี้ เพื่อนๆกันล้วนแต่พวกเก้ายอดทั้งนั้น"

"งั้นเรอะ ก้อดีน่ะซี พรรคพวกของกัน พวกสามยอดโว้ยไม่ใช่เก้ายอดหรอก"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น

"สามยอดน่ะ กองปราบนี่หว่า"

"ใช่ รับรองว่านักเลงหรือมือปืนหรือฆาตกรเสือร้ายแลเห็นเข้าเป็นต้องวิ่งไม่รู้ทางไป กันจะไปขอตำรวจนอกฟอร์มมาสักห้าหกคน"

"แล้วกัน พูดกันเรื่องนักเลงไหงไปวกเรื่องโปลิศ แกต้องหาพวกนักเลงมาคอยฟาดกับมือปืนที่มันจะฆ่าดิเรกถึงจะถูก"

นิกรอมยิ้ม

"ได้ นักเลงก็นักเลง เด็กของกันมือแน่ๆมีแยะเรื่องยิงฟันไม่เคยหนีใคร ล่อกันจนเหงือกแห้งก็ยังไหว เตรียมตัวไปกันเถอะอ้ายหงวน"

"ดีเหมือนกัน ไปก็ไป ตอนนี้กำลังอยู่ว่างๆ คืนนี้คงได้มีการบู๊สะบัดช่อกันละวะ แต่ถ้าเกิดยิงกันขึ้นจริงๆก็คงมีใครพลอยฟ้าพลอยฝนเจอลูกหลงไปบ้าง อ้ายเรื่องลูกปืนมันไม่เข้าใครออกใครเสียด้วย"

"นั่นน่ะซี" นิกรเห็นพ้องด้วย "นึกๆก็น่าสงสารหมอมันว่ะ มีแต่คนมุ่งร้ายหมายขวัญตลอดมา"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ สองสหายพากันเดินเคียงคู่กันออกไปจากห้องนอน

ยังไม่ทันตะวันสิ้นเสียง กำลังสารวัตรทหารบกในเครื่องแบบพร้อมอาวุธรวม ๑๒ คน ซึ่งมีนายทหารสัญญาบัตรคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ควบคุมก็เดินทางมาถึงบ้าน "พัชราภรณ์" ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ผู้บังคับหมวดหนุ่มรูปหล่อรุดเข้ารายงานตัวต่อ พล.ท.ดิเรกตามระเบียบ ต่อจากนั้นสักครู่สารวัตรทหารบกนอกเครื่องแบบอีกจำนวนหนึ่งก็ย่อยๆกันมาที่บ้าน "พัชราภรณ์" ทุกคนแต่งกายสากลเรียบร้อย มีร้อยโทคนหนึ่งและนายสิบ ๕ คน ทุกคนพกปืน ยู.เอส.อาร์มี่ ๑๑ มม. เตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับฆาตกรหรือพวกเหล่าร้ายที่จะมาสังหารกับนายพลดิเรก

พอพลบค่ำแสงไฟฟ้าทั่วบ้าน "พัชราภรณ์" ก็สว่างไสวเป็นที่สะดุดตาแก่ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาตามถนนสุขุมวิทและในซอยข้างบ้าน ตัวตึกใหญ่ประดับไฟสีเขียวองุ่นซึ่งเป็นไฟราวรอบตึกตามต้นไม้ใหญ่และสุมทุมพุ่มไม้มีโคมไฟสีต่างๆงามตาห้อยระย้าเป็นพุ่มพวง สนามหน้าตึกมีเสาไฟเตี้ยๆพร้อมด้วยดวงไฟให้ความสว่างแก่โต๊ะอาหารทุกโต๊ะอย่างเพียงพอ โต๊ะอาหารเหล่านี้เป็นโต๊ะกลมแบบโต๊ะจีนปูผ้าขาวสะอาดเรียบร้อย พ่อครัวของโรงแรมสี่สหาย ได้ประกอบอาหารอยู่ริมสนามข้างรั้วมีผ้าใบกั้นเป็นขอบเขตอย่างมิดชิด

ผู้คนเริ่มพลุกพล่านตั้งแต่ ๑๗.๓๐ น. พวกนักเลงมือดีมีชื่อ เกือบ ๒๐ คน ย่อยๆกันมาตามลำดับ ทุกคนแต่งสากลหรูหราแต่มีอาวุธประจำตัว บางคนก็ปืนพกบ้างก็ปืนชูดช้าฟหรือระเบิดขวด บางคนก็มีดสั้นหรือมีดคู่ตามอัธยาศัย นักเลงเหล่านี้เป็นของ พ.อ. พล ๕ คน เป็นคนของนิกร ๕ คน และเป็นคนของเสี่ยหงวน ๕ คน แต่ละฝ่ายไม่รู้จักกันเพราะอยู่คนละแดน ประกอบทั้ง ปัจจุบันนี้จำนวนนักเลงได้เพิ่มพูนขึ้นมากมายก่ายกองจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

พวกแขกผู้มีเกียรติทั้งคนไทย คนจีน คนแขก และฝรั่ง ต่างหลั่งไหลเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์"เรื่อยๆ ที่ประตูใหญ่หน้าบ้านมีป้ายของตำรวจจราจรห้ามรถเข้า ทั้งนี้เพราะในบ้านมีที่จอดรถได้ประมาณ ๓๐ คัน เท่านั้น แขกที่มาในงานจึงต้องจอดรถริมถนนสุขุมวิททั้งสองฝั่ง หรือในถนนซอยข้างบ้าน "พัชราภรณ์" มีตำรวจสามสี่คนคอยให้ความสะดวกแก่คนขับรถ ถนนสุขุมวิทตอนหน้าบ้าน "พัชราภรณ์" มีรถเก๋งงามๆจอดยาวเหยียดเพิ่มจำนวนขึ้นทุกนาที

ตามเวลาที่กล่าวนี้ สี่นางกับพล, นิกร,กิมหงวน พร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯและคุณหญิงวาดต่างทำหน้าที่ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ ส่วนนายพลดิเรกยืนอยู่ที่หน้าโต๊ะของขวัญซึ่งเป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมยาวตั้งไว้ ๓โต๊ะด้วยกัน มีทหารสารวัตรในเครื่องแบบคุ้มกันอย่างใกล้ชิด ศาสตราจารย์ดิเรกแต่งสากลชุดสีเขียวอ่อนเช่นเดียวกับเพื่อนเกลอทั้งสามของเขา

เพื่อความปลอดภัยแห่งชีวิตของตน นายพลดิเรกได้รับของขวัญที่มีผู้นำมามอบให้เขาด้วยตนเองและแก้ออกดูต่อหน้าผู้ใหญ่ แล้วก็กล่าวชมของขวัญเหล่านั้นให้ผู้ให้ชื่นใจ ความจริงเขากลัวระเบิดเวลาที่คนร้ายจะนำมาให้เขา ดร.ดิเรกไม่กล้านำเครื่องจับวัตถุระเบิดออกมาไว้ที่โต๊ะของขวัญก็เนื่องจากเกรงใจแขกผู้ให้เกียรติมาในงานฉลองยศของเขาด้วยความบริสุทธิ์ใจ และปรากฏว่ามีนายทหารชั้นนายพลทั้งสามทัพ นายตำรวจชั้นนายพลมาในงานของเขาอย่างมากมาย ซึ่งท่านเหล่านี้ล้วนแต่แต่งสากลทั้งสิ้น มีรัฐมนตรีมาในงานฉลองยศของเขาหลายท่าน แต่ฯ พณฯ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และท่านผู้ใหญ่อีกหลายท่านติดงานสำคัญที่กระทรวงต่างประเทศ ถึงกระนั้น ก็ยังส่งของขวัญและคำอวยพรมาให้

พวกแขกต่างเข้านั่งโต๊ะอาหารสุดแล้วแต่ความสมัครใจของตน เหล้าและกลับแกล้มถูกนำมาเสิฟแล้ว บรรดาคุณหญิงคุณนายทั้งหลายล้วนแต่แต่งกายโอ่อ่าประดับเครื่องเพชรแพรวพราว บ้างก็พูดคุยสนทนากันอย่างสนิทสนม บ้างก็ปั้นปึ่งเต๊ะท่าเข้าหากัน ในเมื่อคุณผัวมียศหรือตำแหน่งเท่าๆกัน เช่นเป็นนายพลเหมือนกันหรือเป็นอธิบดีคนละกรม

อย่างไรก็ตาม บรรดาแขกผู้มีเกียรติประมาณ ๔๐๐ เศษหามีใครรู้ไม่ว่า ตำรวจสันติบาลนอกเครื่องแบบและสารวัตรทหารบกนอกเครื่องแบบจำนวนหนึ่งได้แยกย้ายกันไปนั่งตามโต๊ะอาหารต่างๆปะปนกับพวกแขกและพวกนักเลงอันธพาลซึ่งเป็นคนของพล.นิกร.กิมหงวน

งานสังคมเช่นนี้ พวกแขกที่นั่งร่วมโต๊ะกันที่ไม่เคยรู้จักกันมาแต่ก่อนก็สนทนาปราศัยกันด้วยมารยาทที่มีนิสัยหยาบคายร้ายกาจก็พยายามแสดงตนสุภาพนอบน้อมอ่อนหวานสังคมก็คือการสวมหน้ากากเข้าหากันนั่นเอง แต่ละคนยิ้มแย้มแจ่มใส มีการเอื้อเฟื้อยกย่องให้เกียรติกันตลอดเวลา

พอได้เวลา ๑๙.๐๐ น. วงดนตรีซึ่งตั้งวงอยู่ใกล้ๆกับเวทีประกวดนางงามก็เริ่มต้นบรรเลงเพลงอันไพเราะมีนักร้องสาวหน้าแฉล้มครวญเพลงเสียงเซาะกระเป๋าให้ฟังอีกด้วย บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเหล้าและกลิ่นบุหรี่ ท่ามกลางเสียงพูดคุยสรวลเสเฮฮากัน สี่นางกับคุณหญิงวาดและเจ้าคุณปัจจนึกฯนั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน มีนายพลเรือท่านหนึ่ง นายพลตำรวจอีกท่านหนึ่งพร้อมด้วยภรรยาของท่านรวม ๔ คน นั่งร่วมโต๊ะด้วย ทุกคนดื่มเหล้ากินกับแกล้ม แล้วก็กล่าวขวัญสดุดียกย่องชมเชยศาสตราจารย์ดิเรกในฐานะที่เขาเป็นจอมนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์คนสำคัญของโลกนอกจากนี้ยังเป็นนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ทรงคุณวุฒิยากที่หาหมอคนใดเปรียบเทียบได้ เพราะ ดร.ดิเรกเชี่ยวชาญในการรักษาโรคทุกสาขา แม้กระทั่งโรคจิต

ขณะนี้แขกที่มาล่ากว่า ๑๘.๐๐น. ยังมีอยู่บ้างแต่ก็นานๆจึงจะมาสักคน แต่ละคนได้นำของขวัญมาให้นายพลดิเรกและบ่นพึมพำที่ต้องลงจากรถเดินมาเป็นระยะทางตั้งครึ่งกิโลเมตรเนื่องจากมีรถยนตร์จอดยาวเหยียดไปไกลเกือบสุดสายตาที่ถนนสุขุมวิทหน้าบ้านพัชราภรณ์ เมื่อแขกมอบของขวัญให้นายพลดิเรก ก็รีบแก้ออกดูแล้วกล่าวคำขอบคุณแขกของเขา ต่อจากนั้นคนของ ดร.ดิเรก ก็ได้รับคำสั่งให้พาแขกไปนั่งโต๊ะ

๑๙.๑๐ น. จากนาฬิกาข้อมือของนิกร

พ.อ.นิกรเดินตัวปลิวเข้ามาหาศาสตราจารย์ดิเรกในท่าทางอันร้อนรนแล้วหยุดยืนเบื้องหน้านายแพทย์หนุ่ม

"เกินเวลากินมา ๑๐ นาทีแล้วโว้ยหมอ ว่าไง" พล.ท.ดิเรกยิ้มให้เพื่อนเกลอของเขา

"รออีกสัก ๕ นาทีเป็นยังไง แขกยังทยอยกันมานี่นะ เวลานี้ผู้ที่นั่งประจำโต๊ะก็กำลังกินเหล้าเบียร์และคุยกัน"

"ใช่ แต่กันหิวข้าวโว้ย กลิ่นหูฉลามมันกวนโทสะเหลือเกิน รายการแรกซะด้วยซี กันขึ้นไปพูดไมโครโฟนเชิญแขกกินข้าวนะ"

"ออไร๋ ออไร๋ ยูแก่แดกไปหน่อยแล้ว"

นิกรหัวเราะ แล้วพาตัวเดินขึ้นบันไดไปบนเวทีประกวดเทพีบางกะปิ ซึ่งตรงหน้าเวทีมีไมโครโฟนตั้งอยู่อันหนึ่ง คนคุมเครื่องขยายเสียงนั่งอยู่ข้างบันไดตึก พอแลเห็น พ.อ.นิกร เดินขึ้นไปเขาก็เปิดสวิทช์ไมโครโฟนทันที

เสียงจ้อกแจ้กจอแจค่อยสิ้นสุดลง เมื่อนิกรก้มศีรษะโค้งคำนับอย่างงดงามเหมือนกับสู้วัวกระทิงในเสป็ญ แล้วนิกรก็พูดไมโครโฟนเสียงดังไปทั่วบ้าน "พัชราภรณ์"

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย บัดนี้ถึงเวลาอันสมควรแล้ว ขอเชิญท่านกลับบ้านได้แล้วครับ เอ๊ย...ประทานโทษครับผม พูดผิดไป ผมขอเชิญท่านเริ่มลงมือรับประทานอาหารกันได้ครับ เมื่อการรับประทานอาหารเสร็จสิ้นลงแล้วเราจะได้เริ่มการประกวดเทผีบางกะปิครับ"

ใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้น

"เทผีหรือเทพีครับคุณนิกร"

นิกรหัวเราะหึๆ

"เทพีครับ แต่พอเท่งทึงก็ต้องเป็นเทผี การประกวดนางงามชิงมงกุฎเพชรและเงินห้าหมื่นบาทจะเริ่มหลังจากการรับประทานอาหารสิ้นสุดลงแล้ว และเมื่อตัดสินแจกรางวัลให้นางงามเสร็จ พลโทดิเรกจะขึ้นมากล่าวคำปราศรัยขอบคุณท่าน ต่อจากนั้น แขกผู้มีอาวุโสในที่นี้ก็จะกล่าวสุนทรพจน์ให้พรท่านนายพลดิเรก เสร็จแล้วเราจะเปิดฟลอร์กลางแจ้งเพื่อให้ท่านทั้งหลายได้เต้นรำ เต้นจ้ำบ๊ะหรือรำวงตามอัธยาศัย อ้า-เท่านั้นแหละครับ ขอให้พนักงานเดินโต๊ะเริ่มเสิฟอาหารได้"

เสียงตบมือดังขึ้นเปาะแปะอย่างเสียไม่ได้ นิกรก้มศีรษะอีกครั้งหนึ่ง แล้วรีบเดินลงมาจากเวทีประกวดนางงามซึ่งออกแบบและตกแต่งสวยงามมาก บรรดาชาวต่างประเทศอยากจะชมนางงามหรือเทพีบางกะปิมากกว่ารับประทานอาหาร

การรับประทานอาหารเริ่มต้นแล้ว สี่สหายเดินรวมกลุ่มไปนั่งที่โต๊ะอาหารโต๊ะหนึ่งริมถนนหน้าโรงรถ ซึ่งเป็นโต๊ะว่าง แต่แล้วในนาทีนั้นเองก็มีชายหนุ่มในวัยฉกรรจ์และวัยกลางคนย่อยๆกันมานั่งอีก ๖ คน รวม ๑๐ คนพอดี พล,นิกร,กิมหงวน ไม่รู้จักกับชายแปลกหน้าทั้ง ๖ คนนี้ก็จริง แต่สามสหายก็ต้องยิ้มให้และทักทายตามอัธยาศัยไมตรีจิต นายพลดิเรกรู้จักคนหนึ่งซึ่งเป็นนายทหารเรือ มียศเป็นเรือเอก และเคยเป็นลูกศิษย์ของเขา ขณะนี้เป็นผู้บังคับการเรือกวาดทุ่นระเบิดลำหนึ่ง อย่างไรก็ตามศาสตราจารย์ดิเรกได้พูดคุยกับทุกๆคน แม้กระทั่งโต๊ะข้างเคียง เมื่อใครเรียกชื่อเขาเขาก็หันไปยกมือไหว้กล่าวคำขอบคุณและยิ้มให้

พนักงานเดินโต๊ะเกือบ ๒๐ คน ต่างแยกย้ายกันนำอาหารจีนรายการแรกคือหูฉลามตุ๋นกับเส้นไก่มาเสิฟให้ตามโต๊ะต่างๆ และขณะนี้โต๊ะอาหารกำลังถูกจัดเพิ่มขึ้นอีก ๑๐ โต๊ะ เพราะแขกมาเกินกว่าที่กะไว้ แต่คนของคณะพรรคสี่สหายก็สามารถแก้ไขความบกพร่องได้ทุกอย่างเพื่อไม่ให้เสียหน้าเจ้าของงาน

นายพลดิเรกนั่งรับประทานอาหารด้วยความระมัดระวังตัวตลอดเวลา เขารู้สึกไม่ไว้ใจสุภาพบุรุษในวัยกลางคนเจ้าของร่างสูงใหญ่ หน้าผากเถิกผิวคล้ำ ไว้หนวดเส้นเล็กๆซึ่งนั่งอยู่ทางซ้ายของเสี่ยหงวนคือนั่งถัดจากเขาไปเพียงสองคน ได้จ้องมองดูหน้าเขาบ่อยๆ แววตามีประกายชอบกล หนุ่มใหญ่ผู้นี้แต่งสากลชุดสีกรมท่าไม่ใคร่จะพูดคุยกับใคร และไม่ค่อยสนใจกับหูฉลามเช่นเดียวกับเสี่ยหงวนซึ่งนั่งซดเหล้าอย่างเดียว พอดื่มหมดแก้วก็ผสมดื่มอีก ตรงกันข้ามนิกรซึ่งไม่เคยดื่มเหล้าดื่มเบียร์แม้แต่หยดเดียวตั้งอกตั้งใจกินหูฉลามเท่านั้น

เมื่อมีโอกาสขณะที่ชายร่างใหญ่เจต้าของหนวดอันเรียวเล็กลุกขึ้นกล่าวคำขอโทษนายพลดิเรก เพื่อไปพบกับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งอยู่โต๊ะไกลออกไปทางกลางสนามไม่กี่โต๊ะนายแพทย์หนุ่มก็กระซิบกระซาบกับเสี่ยหงวนทันที

"อ้ายหงวน"

"หือ"

"คนที่ลุกไปกันไม่ไว้ใจเลย กันไม่รู้จักและไม่เคยเห็นหน้าเขา"

อาเสี่ยอมยิ้มแล้วกระซิบตอบ

นายพลดิเรกยิ้มแห้งๆ "บอกอ้ายพลซีมาบอกกันทำไม กันกับอ้ายกรไม่มีความหมายสำหรับแกหรอก"

"แต่แกกับอ้ายกรก็เป็นเพื่อนชีวิตของกัน แกคอยระวังไว้บ้างนะ เขาอาจจะกระชากปืนมายิงกันก็ได้กันยอมรับว่ากันสังหรณ์ใจว่า จะมีฆาตกรเข้ามาปะปนในงานนี้เพื่อสังหารกัน แขกหลายคนที่กันไม่รู้จักและไม่เคยเห็นหน้าเลย"

เสี่ยหงวนค้อนนายพลดิเรก

"ฉันหมั่นไส้แกนัก อ้ายพลน่ะมันไม่แน่เหมือนฉันหรอกโว้ยดีแต่ทำกรุ้มกริ่ม เหยียบอุจจาระไก่ไม่ฝ่อ"

ดร.ดิเรกไม่กล้าพูดอะไรอีก เพราะแขกที่นั่งร่วมโต๊ะกำลังมองดูเขาจึงแกล้งสนทนากับสุภาพบุรุษเหล่านั้น และกล่าวคำขอบคุณซ้ำๆซากๆ หลังจากนั้นสักครู่ชายร่างใหญ่เจ้าของหนวดแบบเดียวกับ เออรอล ฟลิน ก็กลับมานั่งที่โต๊ะทางซ้ายของเสี่ยหงวนตามเดิม

"ประทานโทษครับอาจารย์ เพื่อนผมไม่ได้พบกันหลายปีแล้วเขาเรียกผมไปถามทุกข์สุข"

อาเสี่ยใจหายวาบ เมื่อแลเห็นด้ามปืนพกกระบอกหนึ่งโผล่ออกมาจากใต้เข็มขัด ระหว่างสะดือของชายร่างใหญ่ผู้นั้นความรู้สึกบอกตัวเองว่า ชายผู้นี้เป็นฆาตกรหรือมือปืนที่ค็อมมิวนิสต์ส่งมาสังหารโหดนายพลดิเรก อย่างไม่ต้องสงสัย เสี่ยหงวนต้องใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงในเรื่องนี้ เขาหันไปดูพวกอันธพาลซึ่งเป็นคนของเขาและนั่งอยู่โต๊ะใกล้ๆกัน ๒ คน แต่เจ้าสองคนนั่นก็ตั้งอกตั้งใจกินหูฉลามอย่างมูมมาม เพราะนานๆจึงจะได้กินอาหารที่โอชารสอย่างนี้สักครั้ง

ในที่สุดอาเสี่ยก็ใช้วิธีสื่อสารกับนิกรซึ่งนั่งอยู่ทางขวาของพล กิมหงวนทำยงโย่ยงหยกล้วงซองธนบัตรออกมาจากกระเป๋ากางเกงข้างซ้าย เปิดออกหยิบนามบัตรออกมาแผ่นหนึ่งแล้วเก็บซองธนบัตรไว้ตามเดิม เขาดึงปากกาปลอกทองที่กระเป๋าบนออกมาเขียนข้อความลงด้านหลังนามบัตรของเขา เสร็จแล้วก็ส่งให้ดร.ดิเรกทางใต้โต๊ะแล้วกระซิบบอก

"ส่งให้อ้ายพลส่งต่อให้อ้ายกร"

หูฉลามหม้อใหญ่อันตรธานไปแล้ว พนักงานเดินโต๊ะยกอาหารรายการที่สองมาเสิฟ คือไข่ดันไก่ และไข่นกพิลาบผัดเห็ดสดแล้วยกหม้อหูฉลามไป นิกรได้รับนามบัตรของอาเสี่ยแล้ว แต่เขาสนใจกับไข่ดันไก่ผัดเห็ดสดมากกว่า จึงหยิบช้อนตักจากจานเปลมาใส่ถ้วยของเขาจนเต็ม มิหนำซ้ำเลือกเอาเฉพาะไข่ดันและนกพิลาบเสียด้วย ทุกคนที่นั่งร่วมโต๊ะ ต่างตักมาใส่ถ้วยแบ่งเช่นเดียวกัน

นิกรอ่านดูข้อความในนามบัตรของเสี่ยหงวน โดยอาศัยแสงไฟฟ้าดวงหนึ่งเหนือศีรษะเขาแต่ค่อนไปทางข้างหลัง

อ้ายหนวดข้างกันเป็นมือปืน เหน็บปืนไว้ที่เอว เตรียมจับมัน

ก.

นิกรเก็บนามบัตรไว้ที่กระเป๋าใบบน แล้วมองดูหน้าชายร่างใหญ่อย่างสนใจ พอแลเห็นด้ามปืนพกที่เอวก็พอดีชายร่างใหญ่รู้ว่านิกรกำลังมองดูปืนพกของเขาจึงรีบกลัดดุมเสื้อสากลสีกรมท่าทันทีแสดงเป็นพิรุธเต็มตัว

ตอนนี้เสี่ยหงวนใช้ภาษาใบ้พูดกับนิกร ซึ่งบางทีก็เข้าใจยากสักหน่อยมีการยักคิ้วหลิ่วตาแยกเขี้ยวยิงฟันให้กัน ทำไม้ทำมือเป็นความหมาย อย่างไรก็ตามสองสหายก็สามารถเจรจาจนรู้เรื่องโดยใช้ภาษาใบ้อันเป็นภาษาสากลที่แท้จริง

พออาเสี่ยล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงข้างขวา นิกรก็ค่อยๆลุกขึ้นจากเก้าอี้เหล็กเดินอ้อมโต๊ะเข้าไปหาชายร่างใหญ่ ทันใดนั้นเองกิมหงวนก็ดึงรีวอลเวอร์ ๙ มม. ออกมาจากระเป๋ากางเกงจี้สีข้างหนุ่มใหญ่เจ้าของหนวดงามในเวลาไล่ๆกัน นิกรก็ยกท่อนแขนขวาตวัดรัดคอไว้ทันที

ผู้ที่นั่งร่วมโต๊ะ และผู้ที่อยู่โต๊ะใกล้เคียง ต่างตื่นเต้นไปตามกัน แต่ส่วนมากไม่มีใครแลเห็นสองสหายจับเป็นฆาตกร คือชายร่างใหญ่ผู้นี้

"อย่าดิ้นนะ" นิกรขู่ "ดิ้นอั๊วรัดลูกกระเดือกแตกดังโพละนะจะบอกให้"

เสี่ยหงวนรีบกระชากปืนพกออกจากพุงของชายร่างใหญ่ ซึ่งเป็นปืนพกกระบอกสั้นแบบงูเห่า เมื่อเสี่ยหงวนยึดปืนได้ นิกรก็คลายมือที่ล็อคออก แต่ปากกระบอกปืนพกของอาเสี่ยยังแนบแน่นอยู่ที่สีข้าง หรือชายโครงด้านขวาของชายร่างใหญ่

"ผู้การกิมหงวนกับผู้การนิกรนึกสนุกยังไงขึ้นมาล่ะครับถึงได้ล้อผมอย่างนี้"

อาเสี่ยแสยะยิ้มด้วยริมฝีปากข้างซ้าย

"ไม่ใช่สนุกหรือไม่ใช่เล่นตลก ลื้อคือฆาตกรที่พวกค็อมมิวนิสต์ส่งมาให้ยิงนายพลดิเรกในคืนนี้" แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นมองดูนิกร "ค้นตัวซิอ้ายกร อาจจะมีระเบิดมือก็ได้ ว้า-เสือร้ายติดกับง่ายดายเหลือเกินโว้ย นึกว่าจะได้บู๊กันดุเดือดไม่ยิงกันสักโป้ง"

นิกรจัดแจงค้นกระเป๋าเสื้อ กางเกงสากล แล้วเขาก็ดึงบัตรแข็งฉบับหนึ่งที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตของชายร่างใหญ่ออกมาเปิดดู พอแลเห็นภาพถ่ายนิกรก็สะดุ้งโหยง ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ ค่อยๆยื่นบัตรประจำตัวให้เสี่ยหงวนแล้วพูดเสียงเครือ

"นัยน์ตากันไม่ใคร่ดีโว้ย แกช่วยดูซิ ใบขับขี่รถยนตร์หรือบัตรประจำตัว"

เสี่ยหงวนจ้องมองดูรูปถ่ายในบัตรนั้นก็เผลอตัวร้องออกมาดังๆ

"โอ๊ย แล้วก็ไม่บอกผมด้วยว่าผู้กำกับเป็นโปลิศ แย่จริงจับเอาโปลิศใหญ่เข้าให้" พูดจบเสี่ยหงวนก็ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม "ขอโทษเถอะครับผู้กำกับ เพราะปืนของผู้กำกับที่แลบออกมานอกเข็มขัดทำให้ผมเข้าใจผิด นี่ครับเอาปืนของผู้กำกับคืนไปเสียด้วย"

ชายกลางคนที่ถูกเรียกว่าผู้กำกับหัวเราะชอบใจ

"ไม่เป็นไรครับผู้การ ความเข้าใจผิดของคนเรานั้นเกิดขึ้นได้เสมอ ผมเองอยู่ในที่มืดๆเห็นน้องเมียยังเข้าใจผิดคิดว่าเมียของผมทุกที"

นิกรก้มตัวลงไหว้ผู้กำกับแล้วกล่าวคำขอโทษ

"ยกโทษให้ผมนะครับ ผมมีตาเสียเปล่าแต่หามีแววไม่ เห็นผู้กำกับไว้หนวดก็เข้าใจว่าเป็นมือปืนหรือฆาตกร"

ผู้กำกับยิ้มให้ พ.อ.นิกร

"ผมไม่โกรธเคืองอะไรหรอกครับ ผมทราบดีว่าผู้การทั้งสองทำไปเพราะป้องกันชีวิตอาจารย์ดิเรก เชิญไปนั่งรับประทานอาหารเถอะครับ ใครๆเขาจะได้เลิกสนใจกับเรา"

นิกรบ่นพึมพำแช่งด่าตัวเอง แล้วกลับไปนั่งที่ของเขา นายพลดิเรกมองดูท่านผู้กำกับอย่างแปลกใจ

"ขอโทษนะครับ คุณเป็นใครไม่ทราบ"

"พันตำรวจโท ภาส พิริยพงศ์ แห่งกองสันติบาลครับ ผมกับตำรวจนอกเครื่องแบบจำนวนหนึ่งได้รับคำสั่งจากท่านอธิบดีให้มาคุ้มครองอาจารย์ครับ"

นายพลดิเรกจุ๊ปากลั่น

"โอ้-แท้งคิวเวอรี่มัส ผมเสียใจจริงๆครับที่เกิดการเข้าใจผิดขึ้น แต่ผมกล้ารับรองได้ว่า เพื่อนผมทั้งสองคนนี้ไม่มีเจตนาลบหลู่ดูหมิ่นผู้กำกับเลย"

พ.ต.ท.ภาส ยิ้มแห้งๆ

"ไม่เป็นไรครับอาจารย์ แหม-เคราะห์ดีจริงๆที่ลูกน้องของผมไม่ได้นั่งอยู่แถวนี้ ถ้าเขานั่งอยู่ใกล้ๆแลเห็นผู้การนิกรล็อคคอผมและผู้การกิมหงวนเอาปืนจี้ผม ก็อาจจะเกิดยิงกันขึ้นแน่นอน หรือม่ายก็คงจะตะลุมบอนกันแน่ๆ"

พ.อ.พลรีบพูดกลบเกลื่อน

"ทานอาหารกันต่อไปเถอะครับพวกเรา"

นายพลดิเรกจำต้องซักถามเพื่อนร่วมโต๊ะของเขาอีก ๔ คน ซึ่งเขายังไม่รู้จักว่าใครเป็นใคร คนหนึ่งเป็นนายทหารรถรบมียศเป็นร้อยเอก คนหนึ่งเป็นลูกชายเจ้าของห้างเคมีภัณฑ์ซึ่งศาสตราจารย์ดิเรกเป็นลูกค้าขาประจำซื้อวัตถุเคมี และเครื่องใช้ต่างๆปีหนึ่งนับแสนบิดาจึงส่งตัวมาแทน เนื่องในงานฉลองยศของนายพลดิเรก คนหนึ่งเป็นทนายความมีชื่อและเคยเป็นคนไข้ของดร.ดิเรก ซึ่งครั้งหนึ่ง ดร.ดิเรก ได้ช่วยเขาไว้จากโรคภัยไข้เจ็บ ทำให้เขามีความเคารพนับถือนายพลดิเรกมาก อีกคนหนึ่งเป็นหนุ่มสังคม ไม่เคยรู้จักกับศาสตราจารย์ดิเรกมาก่อนเลยแต่ผ่านมาทางหน้าบ้าน "พัชาภรณ์" เห็นมีการกินเลี้ยงก็ถือโอกาสแวะเข้ามารับประทานอาหารด้วยดังที่เขาเคยปฏิบัติมาเสมอ ซึ่งเขาทราบดีว่าไม่มีเจ้าภาพรายใดที่จะรู้จักแขกโดยทั่วหน้ากันเพราะบางคนก็มาแทนแขกที่เชิญ

การรับประทานอาหารจีน ซึ่งเป็นอาหารชั้นดีฝีมือพ่อครัวฮ่องกงของโรงแรมสี่สหาย ได้เป็นไปอย่างครื้นเครง ทั้งแขกจริงแขกตามดอยได้กินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย แม้กระทั่งพวกชาวต่างประเทศก็พากันออกปากชมเปาะที่อาหารจีนเลิศรสสดชื่นถึงอกถึงใจ สิ้นสุดรายการด้วยหัวปลาต้มยำ และข้าวผัด ต่อจากนั้นก็ถึงรายการของหวานคือลูกบัวต้มน้ำตาล ลิ้นจี่กระป๋องแช่เย็น ตบท้ายด้วยไอสครีมวานิลาอีกคนละถ้วย

พอสิ้นสุดการรับประทานอาหาร เจ้าคุณปัจจนึกฯกับคุณหญิงวาดก็รีบพาสี่นางลุกขึ้นจากโต๊ะขึ้นไปบนตึกใหญ่ ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้ สาวสวยที่จะเข้าประกวดเทพีบางกะปิกำลังแต่งตัวหรือพักผ่อนอยู่ในห้องโถงชั้นล่างของตัวตึก ประตูด้านหน้าและหลังตึกเปิดไว้เพียงซีกเดียวมีคนคอยเฝ้า ห้ามไม่ให้ผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการประกวดนางงามขึ้นไปบนตึก

ศาสตราจารย์ดิเรกได้กล่าวคำขอโทษแขกที่ร่วมโต๊ะกับเขาแล้วก็พาเพื่อนเกลอทั้งสามลุกจากโต๊ะ เดินผ่านถนนหน้าโรงรถตรงไปที่ตึกใหญ่เตรียมตัวทำหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่โกงไปโกงมา

ตามเวลาที่กล่าวนี้สารวัตรทหารบกทั้งในและนอกเครื่องแบบ ตำรวจสันติบาลนอกเครื่องแบบอีกหลายคนต่างก็จับตาสังเกตการณ์เคลื่อนไหวของบรรดาแขกผู้มีเกียรติทั้งหลายเพราะแน่ใจว่าจะต้องมีแกะดำคือมือปืนที่ค็อมมิวนิสต์ส่งมาสังหารนายพลดิเรกปะปนอยู่ในงานนี้ ส่วนนักเลงอันธพาลที่พล,นิกร,กิมหงวนจัดหามานั้นทุกคนมึนเมาจนหมดสติ อันธพาลเหล่านี้ นานๆได้ดื่มวิสกี้ต่างประเทศและได้กินอาหารจีนอันโอชารสเช่นนี้ก็ล่อกันจนเต็มคราบ ในที่สุดก็มึนเมาถึงกับบางคนฟุบอยู่กับโต๊ะแสดงกิริยาวาจาอันไม่เหมาะสม เป็นที่รังเกียจแก่เพื่อนร่วมโต๊ะที่เป็นคนดีมีเกียรติ

พ.อ.นิกร การุณวงศ์ ขึ้นไปปรากฏตัวบนเวทีประกวดนางงามหรือเทพีบางกะปิอีกครั้งหนึ่ง ท่ามกลางเสียงตบมือให้เกียรติเขา นิกรก้มศีรษะโค้งคำนับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสแล้วพูดไมโครโฟนด้วยเสียงกังวาน

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย บัดนี้การรับประทานอาหารได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่การดื่มเหล้าและเบียร์ยังไม่สิ้นสุด พนักงานเดินโต๊ะกำลังเก็บถ้วยชามบนโต๊ะของท่านไปแล้วจะนำเหล้าเบียร์และกลับแกล้มมาเสนอท่าน ระหว่างที่ท่านชมการประกวดเทผี เอ๊ย... เทพี ซึ่งบางคนก็หน้าตาเหมือนผีจริงๆครับ เสร็จจากการประกวดแล้ว เราจะมีการดื่มอวยพร และกล่าวสุนทรพจน์ซึ่งต่อจากนั้นเราก็จะเปิดฟลอร์กลางแจ้งด้วยการลีลาศในจังหวะกัวราช่านั้นคือเจ้าคุณปัจจนึกฯกับคุณหญิงวาดประสิทธิ์นิติศาสตร์ครับ"

เสียงตบมือ เสียงโห่ร้องจากพวกนายทหารและนายตำรวจที่รู้จักคุ้นเคยกับเจ้าคุณปัจจนึกฯดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว นิกรหยุดพูดชั่วขณะแล้วมองดูข้อความในสมุดโน้ต พูดกระจายเสียงต่อไป

"ต่อไปนี้ผมขอเรียนให้ทราบถึงรายชื่อสาวน้อยและสาวมากที่เข้าประกวดนางงามบางกะปิให้ท่านทราบ ถึงแม้ว่ามีผู้เข้าประกวดเพียง ๑๐ คน คณะกรรมการก็รู้สึกภาคภูมิใจ และจะพิจารณาตัดสินด้วยความเที่ยงธรรมที่สุด นางงามทั้ง ๑๐ คน จะออกมาโชว์ตัวแด่ท่านทั้งหลายและกรรมการจะคัดเลือกไว้ ๕ คน เพื่อจัดสินผู้ชนะเลิศและรองชนะเลิศอีก ๒ คน รับรองว่านางงามของเราเป็นนางสาวจริงๆ แต่จะมีความงามมากน้อยเพียงใดหรือมีส่วนสัดน่าพิศมัยสักแค่ไหน ขอให้ท่านโปรดพิจารณาเอาเองนะครับ กรรมการจะปล่อยตัวนางงามออกมาทีละคนตามลำดับหมายเลขหนึ่งเป็นต้นไป ซึ่งผมจะเรียนให้ทราบเป็นคนคนพร้อมทั้งส่วนสัดของเธอ อ้า-ขอเชิญกรรมการปล่อยตัวเปิดสต๊าทได้แล้วครับ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นดังๆ

"ประกวดนางงามหรือแข่งม้าโว้ยอ้ายกร"

นิกรยิ้มให้สุภาพบุรุษในชุดราตรีที่ร้องตะโกนด้วยความเมาซึ่งสุภาพบุรุษผู้นี้เป็นข้าราชการชั้นพิเศษ และเป็นเพื่อนรักเกลอเก่ากับนิกรคนหนึ่ง

"ประกวดนางงามครับคุณฉิม"

สุภาพบุรุษผู้นั้นทำคอย่น เขายกมือชี้หน้านิกรแล้วพูดเสียงอ้อแอ้

"ล้อเล่นชื่อพ่อนะ"

นิกรหัวเราะหึๆ เขามองดูเพื่อนเกลอทั้งสามและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯซึ่งนั่งอยู่หน้าเวทีทำหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินแล้วเขาก็กล่าวกระจายเสียงต่อไป

"ดนตรีกรุณาทำเพลงได้แล้วครับ เทพีของเราจะปรากฏร่างออกมาให้ท่านชมเป็นขวัญตา ณ บัดนี้"

ดนตรีเริ่มบรรเลงเพลงทันที นางงามหมายเลข ๑ นวยนาดออกมาแล้วในชุดแบบประกวดนางงามสีชมพู เสียงตบมือดังขึ้นเกรียวกราว นิกรยกไมโครโฟนไปตั้งริมเวทีทางขวาแล้วประกาศให้ผู้ชมทราบ

"หมายเลข ๑ นางสาวสุวรรณา จันทร์จรัส สมาคมกินถั่วแห่งประเทศไทยส่งเข้าประกวด ส่วนสัดของเธอ ๓๒-๒๒-๓๑ ครับ หมายเลขสองชุดนี้น้ำทะเลออกมาแล้ว นางสาวไฉไล แช่มช้อย ตัวเล็กหน่อยแต่ก็สวยไม่เลวนะครับ ๓๐-๒๐-๒๙ อ้า-บริษัทน้ำอัดลมตราจิงโจ้โล้สำเภาส่งเข้าประกวด อ้า-หมายเลข๓ ยืนกระมิดกระเมี้ยนอยู่ทำไม เชิญออกมาได้เลยครับ หรือจะให้ผมประกาศชื่อหรือส่วนสัดของคุณให้ท่านผู้ชมทราบก่อนก็ได้ หมายเลข ๓ คือ นางสาวยิหวา อัปสรวดี บริษัทรถประจำทาง "การุณวงศ์" คือบริษัทของผมส่งเข้าประกวด ถ้าหากว่าเธอผู้นี้ได้เป็นเทพีบางกะปิล่ะก้อ กรุณาอย่าเข้าใจผิดว่ากรรมการตัดสินอย่างเฮงซวยเล่นพวกเล่นพ้องนะครับ เพราะคุณยิหวาของเรา สวยหยาดเยิ้มจริงๆ ออกมาซีครับ แล้วกัน ไม่ต้องอายน่า"

เสียงหัวเราะดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว เมื่อเทพีหมายเลข ๓ เดินกระมิดกระเมี้ยนออกมา นางสาวยิหวาอ้วนใหญ่ผิดปกติและค่อนข้างเตี้ย แข้งขาเผละผละเหมือนหมูตกน้ำตายมาแล้ว ๕ วัน หล่อนอยู่ในชุดสีเขียวแก่และยิ้มเอียงอาย

ใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้น

"กรรมการครับประกวดเทพีหรือประกวดไหกระเทียมแน่"

นิกรมองดูข้อความในสมุดโน้ตแล้วประกาศให้คนดูทราบ

"ส่วนสัดของคุณยิหวามีดังนี้ครับ หน้าอก ๔๕ เอว๔๕ เท่ากันกับหน้าอก ตะโพกก็ ๔๕ น้ำหนัก ๘๒ กิโลกรัม มองดูเถอะครับ คล้ายๆตุ๊กตาล้มลุกสมัยที่เราเป็นเด็ก"

ยิหวาค้อนนิกรแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"เค้าไม่สวย แล้วคุณอ้อนวอนขออนุญาตคุณป๋า ให้เค้ามาประกวดทำไมคะทำให้เค้าต้องหยุดเรียนหนังสือตั้งหลายวัน"

บรรดาแขกผู้มีเกียรติต่างสนุกสนานกันเต็มที่ นิกรเรียกนางงามหมายเลขสี่และหมายเลขต่อๆไปออกมาอีก เขาประกาศรายชื่อและส่วนสัดให้ทราบ นางงามเหล่านี้บางคนก็สวยมาก บางคนก็ไม่ได้ความ บ้างก็ผอมกะหร่องขาลีบเหมือนอ้อยขาไก่ บ้างก็ก้นปอดพุงโรเหมือนเป็นตานขโมย บ้างก็สูงชะลูดเหมือนต้นตาล ผู้เข้าประกวดทั้ง ๑๐ คน ต่างออกมาเดินโชว์ส่วนเว้าส่วนโค้งหรือส่วนแฟบ ซึ่งระหว่างนี้คนรับใช้แต่งเครื่องแบบเรียบร้อยไม่ต่ำกว่า ๓๐ คน ต่างทำหน้าที่เสิฟเหล้าเบียร์ให้บรรดาแขกผู้มีเกียรติตลอดเวลา คนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นพนักงานรับใช้ของโรงแรมสี่สหาย

สาวน้อยและสาวใหญ่ คือตัวอ้วนใหญ่โชว์เชปอยู่สักครู่ก็พากันเดินเข้าไปในฉาก ต่อจากนั้นนิกรก็ทำหน้าที่โฆษกประกาศให้ทราบ

"ท่านทั้งหลาย ระหว่างที่คณะกรรมการกำลังคัดเลือกนางงามอยู่นั้นเราจะให้ท่านได้ชมแบบเสื้อล้ำยุคนำสมัย ของร้านตัดเสื้อ "ดาวรุ่ง" ซึ่งคุณมานิตได้กรุณาส่งมาช่วยงานฉลองยศของท่านนายพลดิเรก ผมขอมอบหน้าที่โฆษกให้สุภาพสตรีท่านหนึ่งอธิบายเสื้ออันสวยงามแบบแปลกๆ ให้ท่านฟังแทนผมนะครับ เพราะผมเองไม่เป็นประสาในเรื่องแบบเครื่องแต่งกายของคุณผู้หญิง โปรดเตรียมตัวชมได้แล้วครับ"

สุภาพสตรีในวัย ๓๐ เศษ คนหนึ่งออกมาประจำไมโครโฟนแทนนิกร ต่อจากนั้นสาวสวยคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นในชุดจ่ายของ ซึ่งเป็นแบบที่เรียบร้อยแต่สวยเก๋กระจุ๋มกระจิ๋มมาก พ.อ.นิกรถือโอกาสเลี่ยงลงมาจากเวทีประกวดนางงามตรงเข้ามานั่งรวมกลุ่มกับเพื่อนเกลอทั้งสามและเจ้าคุณปัจจนึกฯ

นิกรกระซิบกระซาบกับเสี่ยหงวนเบาๆ

"ยังไงๆก็ขอให้คุณยิหวาได้เป็นรองเทพีนะอ้ายหงวน"

อาเสี่ยทำหน้าเหมือนกินยาถ่าย

"เป็นยังไงไหว" เขาพูดเสียงกระซิบเช่นเดียวกัน "รูปร่างเหมือนกับเขียงหั่นหมูตัวเตี้ยอ้วนมั่กขั้กอย่างนั้นขืนตัดสินให้เป็นรองเทพี พวกเราก็เจอขวดเหล้าหรือขวดเบียร์เท่านั้น"

นิกรหน้าจ๋อย

"แกรู้หรือเปล่าพ่อคุณยิหวาเป็นนายพลเรือ กันรับรองกับท่านแล้วว่า อย่างน้อยคุณยิหวาต้องได้เป็นรองเทพีบางกะปิ น่า...ให้คะแนนโกงๆหน่อยเถอะวะ การประกวดนี่เป็นการประกวดที่เราจัดขึ้นเป็นการภายในไม่ใช่ประกวดนางสาวไทย ตัดสินเฮงซวยยังไงก็ได้

พล พัชราภรณ์ ซึ่งนั่งอยู่ทางขวาของนิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"แกอย่ามาทำให้พวกเราเสียคนหน่อยเลยวะ เราจะต้องตัดสินด้วยความยุติธรรมจริงๆ มันเกี่ยวกับเกียรติของเราโว้ย"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรพนักงานรับใช้ในเครื่องแบบบ๋อยของโรงแรม "สี่สหาย" คนหนึ่งก็พาตัวเดินเข้ามา มือถือถาดเงินขนาดกะทัดรัดใส่แก้ววิสกี้โซดาแก้วหนึ่ง เขาตรงเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้านายพลดิเรก แล้วก้มศีรษะคำนับในท่าทางนอบน้อม

"ได้โปรดเถอะครับ พวกหมอหลายคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะกลางสนาม และบอกผมว่าเป็นลูกศิษย์ท่านใช้ให้ผมนำวิสกี้มาให้ท่านครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มแป้น เขาเอื้อมมือหยิบแก้วสีเหลืองออกมาจากถาดเงินแล้วกล่าวกับชายหนุ่มที่นำเหล้ามาให้เขา

"ไปบอกเขาด้วยว่าฉันขอบใจ ประกวดนางงามเสร็จแล้วฉันจะไปคุยกับเขา"

ชายหนุ่มวัยเบญจเพสก้มศีรษะคำนับอีกครั้งหนึ่งแล้วถือถาดเปล่าเดินกลับไป ก่อนที่นายพลดิเรกจะยกแก้ววิสกี้ขึ้นดื่ม นิกรก็ร้องห้ามทันที

"อย่ากินนะหมอ"

"หา ทำไมล่ะ"

"แกรู้หรือเปล่าว่า ในแก้วที่แกถืออยู่มียาพิษอย่างร้ายแรง"

นายพลดิเรกสะดุ้งโหยง เจ้าคุณปัจจนึกฯเห็นพ้องด้วย

"จริงโว้ย ดิเรกเป็นแผนของคนร้ายที่ใช้บ๋อยเอาเหล้ามาให้แก บนโต๊ะข้างหน้าเราก็มีวิสกี้โซดาและกลับแกล้มอยู่แล้วทำไมเขาจะต้องใช้บ๋อยเอามาให้ แล้วก็แกเป็นเจ้าภาพเจ้าของงานไม่ใช่แขก"

"ไม่มีปัญหาอะไรพล คนร้ายได้เอายาพิษใส่แก้วเหล้านี้ด้วยเจตนาที่จะฆ่ากัน"

พลพยักหน้ารับทราบ

"ไปจับมันหมอ พวกมันต้องมีหลายคนและนั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน" แล้วเขาก็กล่าวกับเสียหงวน "เตรียมเปิดฉากบู๊ได้แล้วโว้ยอ้ายหงวน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯพูดเสริมขึ้น

"คิดให้รอบคอบนะพล ถ้าเกิดยิงกันขึ้น พวกแขกจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย คิดให้ดีก่อนใจเย็นๆ"

พลว่า "ต้องเสี่ยงครับ ผมไม่มีเวลาที่จะคิดแล้ว ขืนชักช้าอ้ายพวกวายร้ายก็จะหลบหนีออกไปจากบ้านหมด ผมจะให้บ๋อยที่เอาเหล้ามาให้หมอ พาพวกเราไปโต๊ะนั้น แล้วเราจะจับมัน"

บ๋อยหนุ่มคนนั้นเดินผ่านมาที่หน้าเวทีประกวดนางงามอีก เสี่ยหงวนกวักมือเรียกทันที เขาหยุดชะงัก และรีบเข้ามาหาผู้อำนวยการโรงแรมสี่สหาย ซึ่งเป็นเจ้านายของเขา

"เฮ้-ลื้อชื่ออะไร" อาเสี่ยถามเสียงหนักๆ

ชายหนุ่มหน้าเสียกลัวว่าเสี่ยหงวนจะตำหนิโทษเขา

"กระผมชื่อวิทย์ครับ"

"ดีแล้ว พาพวกเราไปที่โต๊ะกลางสนามที่แกรับแก้วเหล้ามาจากพวกโต๊ะนั้น"

"ครับผม"

เสี่ยหงวนหันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณอานั่งอยู่ที่นี่แหละครับ แก่แล้วอย่าบู๊กับเขาเลย นั่งเฝ้าแก้วเหล้าไว้ให้ดีเพื่อจะได้มอบให้ตำรวจเป็นหลักฐาน"

ท่านเจ้าคุณเห็นพ้องด้วย

"ระวังตัวหน่อยนะ แกสี่คนควรจะใช้วิธีจู่โจมปราดเข้าถึงตัวแล้วเอาปืนจี้มันก่อนที่มันจะเล่นงานพวกแก"

คณะพรรคสี่สหายต่างลุกขึ้นยืนพร้อมๆกัน ชายหนุ่มชื่อวิทย์ พนักงานรับใช้ของโรงแรมสี่สหาย เดินนำหน้าพาบุกเข้าไปยังท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติซึ่งนั่งอยู่เรียงรายตามโต๊ะรับประทานอาหาร ใครต่อใครต่างร้องเรียกนายพลดิเรก บ้างก็เรียก พล,นิกร,กิมหงวน บางคนก็กระเซ้านิกรโฆษกเสียงทอง

ในที่สุด คนรับใช้ก็พาสี่สหายเข้ามาหยุดยืนที่โต๊ะโต๊ะหนึ่ง มีสุภาพบุรุษนั่งอยู่รวม ๙ คนที่โต๊ะนี้ ทุกคนต่างยกมือไหว้คณะพรรคสี่สหายและกล่าวทักทายด้วยคำว่า "สวัสดีครับ" เสียงแซ่ดไปหมด

ศาสตราจารย์ดิเรกทำหน้าชอบกล ค่อยๆหันหน้ามามองดูนิกรซึ่งยิ้มแหยๆอยู่ข้างเขา

"หมอจริงๆโว้ยอ้ายกร ลูกศิษย์กันทั้งโต๊ะ"

"นั่นน่ะซี" นิกรพูดเสียงอ่อย

นายพลดิเรกหัวเราะหึๆ

"แกสามคนกลับไปก่อนประเดี๋ยวกันจะตามไป กันจะนั่งคุยกับลูกศิษย์ของกันสักสองสามนาที"

พล,นิกร,กิมหงวน จำเป็นต้องโอภาปราศรัยกับพวกนายแพทย์หนุ่มเหล่านี้ล้วนแต่รู้จักคุ้นเคยกันมาแต่ก่อนทั้งสิ้น สักครู่สามสหายก็เลี่ยงกลับไปทางเวทีประกวดนางงาม ส่วนนายพลดิเรกก็ต้องนั่งสนทนาอยู่กับพวกนายแพทย์ทั้งหลายซึ่งล้วนแต่เคยเป็นลูกศิษย์ของเขา อย่างไรก็ตามเพียงครู่เดียวเท่านั้นศาสตราจารย์ดิเรกก็ลุกขึ้นแล้วขอตัวกลับไป รวมคะแนนนางงามเตรียมตัดสินยอดพธูหรือเทพีบางกะปิ

เสียงตบมือดังเกรียวกราวตลอดเวลาที่มีการแสดงแบบเสื้อในชุดต่างๆ ชุดเดินเล่นเวลาเช้า ชุดกลางวัน ชุดค็อคเทล ชุดราตรี ชุดชายหาดและชุดอาบน้ำ แต่ละแบบนอกจากสวยงามสะดุดตาแล้วยังทันสมัย ประกอบทั้งนางแบบเป็นสุภาพสตรีที่มีรูปโฉมสะคราญตา

ในที่สุดการโชว์แบบเสื้อก็สิ้นสุดลง พ.อ.นิกรขึ้นไปบนเวที ทำหน้าทีโฆษกต่อไป

"สวัสดีอีกหนึ่งครั้งครับท่านผู้มีเกียรติ บัดนี้กรรมการประกวดเทพีบางกะปิได้รวมคะแนนเสร็จเรียบร้อยแล้ว คณะกรรมการได้คัดเลือกผู้เข้าประกวดไว้ ๕ คน เพื่อพิจารณาตัดสินผู้ชนะเลิศและรองอีกสองคน อ้า-ขอเชิญ หมายเลข ๕ หมายเลข๖ หมายเลข ๘ หมายเลข ๙ และหมายเลข ๑๐ ออกมาโชว์ตัวในรอบตัดสินได้แล้วครับ คุณที่ผิดหวังโปรดอย่าร้องห่มร้องไห้เลยครับ ปีหน้าฟ้าใหม่ หรือถ้าผมได้เป็นนายพลเมื่อไร ผมจะจัดงานฉลองยศมีการประกวดเทพีอีก กรุณาไปฟิตตัวไว้ให้ดี"

นางงาม ๕ คน ต่างพากันมายืนโชว์เชปทีละคนท่ามกลางเสียงตบมือเสียงร้องเชียร์และเสียงดนตรี ผู้ชมส่วนมากเชียร์หมายเลข ๑ คือนางสาวสุวรรณา จันทร์จรัส แต่หมายเลข ๑๐ นางสาวอรสา กันยาคม ก็มีคนเชียร์มากถึงแม้หน้าอกแฟบไปหน่อยใบหน้าของหล่อนก็สวยและมีเสน่ห์อย่างยิ่ง

สาวน้อยทั้ง ๕ นาง กรายร่างอวดโฉมอยู่สักครู่ก็ยืนเข้าแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยวหันหน้าออกมานอกเวที นิกรพยักเพยิดกับเพื่อนเกลอของเขาแล้วประกาศไมโครโฟน

"ท่านทั้งหลาย คณะกรรมการได้ตัดสินเทพีบางกะปิ และรองเทพีเสร็จแล้วครับ พลโทดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ประธานกรรมการและเจ้าของงานนี้จะขึ้นมาพบกับท่านเพื่อประกาศผลให้ทราบ อ้า-ขอเชิญท่านศาสตราจารย์นายพลดิเรกครับ"

เสียงตบมือดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวเมื่อนายพลดิเรกปรากฏตัวขึ้นบนเวที เขาเดินเข้ามายืนเบื้องหน้าไมโครโฟนโดยมี พ.อ.นิกรยืนอยู่ข้างๆ นายพลดิเรกก้มศีรษะโค้งคำนับคนดูแล้วกระซิบถามนิกร

"ไม่มีแตรฟันฟาบรรเลงก่อนประกาศการตัดสินรึ"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่มีหรอก ฉันไปติดต่อกับกองพันทหารมาแล้ว ผู้กองพันเขาไม่อยู่เลยไม่ได้แตรฟันฟามา เอาปี่ลูกกาน้าเป่าแทนได้ไหมล่ะ กันเตรียมไว้หลังฉากแล้ว"

ดร.ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วตวาดเบาๆ แต่เสียงแหลมเล็ก

"ไม่ต้อง"

แล้วท่านนายพลก็ประกาศไมโครโฟนตามข้อความที่โน้ตมา

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย คณะกรรมการขอตัดสินให้หมายเลข ๑ นางสาวสุวรรณา จันทร์จรัส เป็นเทพีบางกะปิครับ"

เสียงไชโยโห่ร้องดังขึ้นลั่นบ้าน "พัชราภรณ์" นิกรเดินเข้าไปเชิญหมายเลข ๑ ให้ออกมายืนเด่นนอกแถว อีก ๔ นาง หน้าจ๋อยไปตามกัน แต่ก็ยังหวังตำแหน่งรองเทพี ซึ่งมีอยู่ ๒ ตำแหน่ง

ดร.ดิเรกประกาศต่อไป

"รองเทพีคือ หมายเลข ๑๐ นางสาวอรสา กันยาคม"

เสียงตบมือ โห่ร้องดังขึ้นอีก นิกรเดินยิ้มเข้าไปหา

"ออกมายืนข้างคุณสุวรรณา เถอะหนู น้าดีใจด้วยนะที่หนูได้เป็นรองเทพีบางกะปิ หนูได้ตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นสองคน ถ้าหนูไม่มีใครไปเป็นเพื่อนเอาน้าไปก็ได้นะหนู น้าบริการพร้อม ตอนนี้ดอกซากุระกำลังบานด้วยน่าไปเที่ยวจัง"

ประไพยืนร่วมกลุ่มกับสามนางและคุณหญิงวาดอยู่ในหลืบ หล่อนแกล้งกระแอมเบาๆ นิกรเงยหน้ามองเห็นเมียรัก เขาก็ยิ้มแห้งๆ แล้วเดินเลี่ยงไปฟังศาสตราจารย์ดิเรกประกาศผล

"รองเทพีอีกคนหนึ่งคือ หมายเลข ๙ นางสาวอาภาสุรัสน์ กอปกุล ขอเชิญคุณอาภาสุรัสน์ออกมายืนต่อจากคุณอรสาครับ ต่อจากนี้ไป คุณหญิงวาดประสิทธิ์นิติศาสตร์ สุภาพสตรีบรรดาศักดิ์ผู้เป็นญาติผู้ใหญ่ของผมจะได้สวมมงกุฎเพชรและมอบเช็คเงินสด ๕๐,๐๐๐ บาท ให้แก่คุณสุวรรณาผู้ครองตำแหน่งเทพีบางกะปิพร้อมด้วยตั๋วเครื่องบินไป-กลับสหรัฐอเมริกาส่วนรองชนะเลิศจะได้รับรางวัลขันน้ำพานรองขนาดใหญ่พร้อมด้วยเงินสดอีกคนละหมื่นบาท อนึ่ง พันเอกกิมหงวน ไทยแท้ จะเป็นผู้มอบถ้วยทองคำอีก ๒๐ บาทให้แก่คุณสุวรรณา ผู้ชนะเลิศเพื่อเป็นเกียรติยศอีกด้วย"

เสียงตบมือดังอยู่เกือบตลอดเวลา นางามสองคนที่พลาดตำแหน่งต่างเดินร้องไห้สะอึกสะอื้นเข้าไปในหลืบ บรรดาแขกที่มาในงานฉลองยศของนายพลดิเรกต่างเห็นพ้องด้วยกับการตัดสินใจของคณะกรรมการ ซึ่งเป็นไปด้วยความยุติธรรมจริงๆ ช่างภาพหนังสือพิมพ์ยืนเกาะขอบเวทีเตรียมถ่ายภาพกันเต็มที่

คุณหญิงวาดออกมาแล้ว ติดตามด้วยสี่นาง คุณหญิงแต่งชุดผ้าไหมไทยสีฟ้าอ่อน ประดับเครื่องเพชรแพรวพราววูบวาบ สี่นางอยู่ในชุดสีเงินโปะเครื่องเพชรคนละหลายชิ้น ประกาศความมั่งมีของหล่อน ประไพกับประภาถือขันน้ำพานรองคนละใบ นันทาถือพานใส่มงกุฎเพชร นายพลดิเรกเดินเข้ามายืนเบื้องหน้านางงามทั้งสาม

พิธีสวมมงกุฎเพชรซึ่งกระทำต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติราวครึ่งพัน ทำให้เทพีมงกุฎเพชรตื่นเต้นและประหม่ามากระคนกับความปิติยินดี เมื่อคุณหญิงวาดสวมมงกุฎเพชรและมอบเงินรางวัลและตั๋วเครื่องบินให้เสร็จแล้ว พ.อ.กิมหงวนกับ พล พัชราภรณ์ ก็พากันขึ้นมาบนเวทีติดตามด้วยเจ้าแห้วถือถ้วยทองคำใบกะทัดรัด ซึ่งเป็นทองจริงๆไม่ใช่ทองชุบ

เสี่ยหงวน มหาเศรษฐี หมายเลขหนึ่งแห่งประเทศไทยได้มอบถ้วยทองคำให้เทพีบางกะปิ ในท่าทางชีกอตามสันดานของเขาขณะที่เขาส่งถ้วยให้หล่อนเขาได้กระซิบบอกสุวรรณาว่า

"วันหลังน้าจะไปรับหนูไปทานข้าวนะหนูนะ"

แฟล็ชไล้ท์วูบวาบตลอดเวลา คุณหญิงวาดจัดแจงมอบรางวัลให้สาวสวยผู้เป็นรองเทพีบางกะปิท่ามกลางเสียงตบมือของบรรดาแขกผู้มีเกียรติ

ตอนนี้เองเหตุการณ์อันร้ายแรงก็เกิดขึ้น

วัตถุกลมๆสีดำชิ้นหนึ่งลอยมาแต่ไกล กระทบฉากเวทีประกวดนางงาม ซึ่งเป็นฉากแผงหรือฉากแข็งเขียนเป็นรูปวิมานและกลุ่มเมฆอย่างจังแล้วกระเด็นลงมากระทบพื้นเวที ซึ่งในเวลาไล่ๆกัน ส่วนหนึ่งของคนดูกลางสนามก็เกิดตะลุมบอนกันขึ้นอย่างอุตลุดจนแทบจะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

วัตถุชิ้นนั้นคือ ระเบิดมือ อันเป็นอาวุธร้ายที่น่าสะพรึงกลัว เจ้าคุณปัจจนึกฯแลเห็นเข้าก็ตกใจแทบช็อค ท่านเผลอตัวร้องขึ้นสุดเสียง

"เฮ้ย ระเบิดมือ"

พ.อ.พลมีสติดีกว่าเพื่อน เขายอมเสี่ยงชีวิตก้มตัวลงหยิบระเบิดมือลูกนั้นขึ้นมาแล้วตัดสินใจขว้างไปทางริมรั้วทางด้านซ้ายของบ้าน "พัชราภรณ์" เต็มแรงเกิด ระเบิดมือลูกนั้นเกิดระเบิดกลางอากาศเสียงสนั่นหวั่นไหว เท่านี้เองผู้คนก็แตกตื่น เหยียบย่ำกันวิ่งหนีกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง พวกนางงามโกยอ้าวเข้าหลังโรง คุณหญิงวาดกับสี่นางวิ่งตามไปด้วย ต่างคนต่างอกสั่นขวัญแขวนไปตามๆกัน ที่ประตูรั้วหน้าบ้าน "พัชราภรณ์" แขกผู้มีเกียรติทั้งหญิงชายและชาวต่างประเทศต่างเบียดเสียดเยียดยัดกัน พยายามออกไปให้พ้นจากเขตบ้าน "พัชราภรณ์" โดยเร็วที่สุดที่จะเร็วได้

อย่างไรก็ตาม มือระเบิดถูกรวบตัวไว้ได้โดยละม่อม เขาพยายามจะแหวกวงล้อของตำรวจ และสารวัตรนอกเครื่องแบบ หลบหนีไป หลังจากขว้างระเบิดขึ้นไปบนเวที เพื่อสังหารนายพลดิเรก ตามคำสั่งที่เขาได้รับมอบหมายมา เขากระชากปืนพกออกมาจะยิงนายตำรวจนอกเครื่องแบบคนหนึ่ง แต่สารวัตรคนหนึ่งได้เตะข้อมือเขา ทำให้ปืนพกหลุดจากมือ แล้วตำรวจกับสารวัตรทหารบกก็ช่วยกันจับตัวเขาไว้ได้ เขาเป็นชายหนุ่มในวัย ๓๐ เศษ แต่งสากลชุดสีเทาอ่อน ลักษณะท่าทางเมื่อดูผิวเผินก็เป็นสุภาพบุรุษคนหนึ่ง

พ.อ.นิกรได้ทำหน้าที่โฆษกอีกครั้งหนนึ่ง

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย งานฉลองยศของพลโทดิเรกจำต้องยุติแต่เพียงเท่านี้ครับ เพราะเมื่อมีการแจกจ่ายลูกระเบิดกันเช่นนี้ พวกเราซึ่งเป็นเจ้าของงานก็ไม่แน่ใจว่าจะมีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ขอเชิญกลับบ้านเถอะครับ และขอให้ปลอดภัยทุกๆท่าน"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยังคงยืนรวมกลุ่มกันบนเวทีประกวดนางงามนั่นเอง พวกนักดนตรีหายตัวไปหมด ทิ้งเครื่องดนตรีไว้เรี่ยราด กลองใบใหญ่ถูกใครเหยียบทะลุ มองไปในสนามใหญ่เก้าอี้เหล็กตามโต๊ะอาหารล้มระเนระนาด

นายพลดิเรกได้สติแล้ว เขายื่นมือให้พลจับแล้วพูดด้วยเสียงเป็นปกติ"

"ถ้าไม่ได้แกพวกเราอาจจะเท่งทึงหมด เคราะห์ดีเหลือเกินที่แก้ใช้ความรวดร็วฉับพลันของแกหยิบระเบิดขว้างไป แล้วก็เคราะห์ดีที่คนขว้างระเบิดใจร้อนพอดึงสลักนิรภัยออกก็ขว้างระเบิดขึ้นมาบนนี้ ถ้ามันใจเย็นกว่านั้นนิดเดียว แกก็ไม่มีโอกาสที่จะหยิบมันขึ้นมาขว้างไปให้พ้นจากพวกเรา"

พ.อ.พล ถอนหายใจหนักๆ

"เป็นอันว่าแกและพวกเรารอดตายอย่างปาฏิหาริย์"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดตัดบทด้วยเสียงสั่นเครือ

"ไปดูหน้าคนร้ายเถอะ ตำรวจและสารวัตรนอกเครื่องแบบเขาเก่งมากที่ตะครุบตัวมันไว้ได้ทันท่วงที"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานเปิดรายการซ้อมใหญ่ดีไหมครับ ผมกับพวกบ๋อยโรงแรมจัดการเองครับ"

"โน" นายพลดิเรกพูดเสียงดุๆ "ให้ตำรวจจัดการกับเขาตามกฎหมายดีกว่า ซึ่งการสอบสวนของตำรวจก็จะได้ต้นตอด้วยคือผู้ที่จ้างหรือใช้ให้มันมาฆ่ากัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าแห้วลงไปจากเวทีทางบันไดด้านซ้าย พวกแขกผู้มีเกียรติที่ยังไม่กลับบ้านและล้วนแต่นายทหารหรือนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ต่างเข้ามารุมล้อมซักถาม นายพลดิเรกจึงอธิบายให้ทราบเพียงสั้นๆว่า คนร้ายต้องการฆ่าเขาซึ่งเขารู้ตัวล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว

ในเวลาเดียวกันนี้เองตำรวจและสารวัตรทหารก็คุมตัวมือระเบิดเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย ทุกคนต่างรายงานให้นายพลดิเรกทราบถึงยศและนามของเขาและเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง

นายตำรวจนอกเครื่องแบบร่างสูงโปร่งในวัยหนุ่มคนหนึ่งกล่าวว่า

"มันอยู่โต๊ะใกล้ๆกับพวกเราครับ เราจับตามองดูมันตลอดเวลาเพราะมันนั่งเคร่งขรึมไม่พูดคุยกับใครและมีท่าทางส่อพิรุธสงสัย จนกระทั่งมันลุกขึ้นยืนขว้างระเบิดไปบนเวที"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"แล้วพวกคุณทำยังไง..."

"เราก็ลุกขึ้นเล่นงานมันซีครับ นายสิบตำรวจโทชาติเตะปืนพกมันหลุด พวกผมกับสารวัตรทหารก็ช่วยกันรวบตัวเอาใส่กุญแจมือไว้"

"ออไร๋ ค้นได้อะไรในตัวอีกบ้าง"

"มีรูปโป๊สามสี่ใบครับ"

"โน-ไอหมายถึงอาวุธ"

"ไม่มีครับ มีปืนพกกระบอกเดียวนี่ยังไงล่ะครับ"

เสี่ยหงวนเดินรี่เข้ามายืนเผชิญหน้ามือระเบิด เขาขบกรามกรอดจ้องมองอย่างชิงชัง

"แกเป็นใครวะ"

เจ้าหมอนั่นเค้นหัวเราะ

"ใครก็ได้ที่ไม่ใช่เตี่ยแก"

เสี่ยหงวนแยกเขี้ยว

"อ้าว พูดยียวนยังงี้เดี๋ยวพ่อยิงทิ้งเสียหรอก"

"ก็เอาซี ทีของแกแล้วจะยิงทิ้งก็เชิญ กันรับหน้าที่สำคัญมาฆ่านายพลดิเรกกันก็เสี่ยงกับความเป็นความตายอยู่แล้ว"

นายพลดิเรกยิ้มให้ผู้ต้องหาแล้วพูดเสริมขึ้น

"บอกกันหน่อยเถอะเพื่อนว่ากันเคยทำอะไรให้แกเดือดร้อนใจอย่างไรแกถึงมุ่งร้ายหมายขวัญกัน"

มือระเบิดหัวเราะ

"เงินครับคุณหมอ ผมต้องการเงินสินจ้างล้านบาท"

นิกรพูดขึ้นอย่างเดือดดาล

"เงินล้านบาทเท่านั้นมาเอาที่พ่อตากันก็ได้นี่หว่า"

"เฮ้ยๆๆ" ท่านเจ้าคุณเอ็ดตะโร "เดี๋ยวเกิดยิงกันเองนะโว้ย ฉันพกปืนอย่างนี้ฉันยิงแกง่ายๆนะจะบอกให้ ขึ้นศกใหม่แล้วน่าจะเลิกทะลึ่งเสียที"

พวกตำรวจและสารวัตรเครื่องแบบต่างกลั้นหัวเราะไปตามๆกัน นิกรหันมายักคิ้วให้มือระเบิดแล้วถามว่า

"บอกกันหน่อยเถอะวะว่าแกชื่ออะไร"

เจ้าหมอนั่นสั่นศีรษะ

"ผมไม่บอก พวกคุณไม่มีวันที่จะได้รู้อะไรจากผมเลย"

คราวนี้นิกรชักโมโห

"จริงนะ แกไม่บอกแน่นะ"

"ครับ"

"ดีแล้ว ฉันจะทำให้แกเปิดปากสารภาพความจริงให้ได้"

"อ๋อ จะซ้อมผมหรือครับ เอาซีครับเชิญเลย ผมทำงานสำคัญอย่างนี้ผมก็ต้องยอมอุทิศตัวของผมแล้ว"

นิกรยิ้มแสยะ

"ไม่จำเป็นต้องซ้อมแกหรอก แต่กันมีวิธีที่ดีกว่า" พูดจบเขาก็เดินอ้อมไปยืนข้างหลังผู้ต้องหาแล้วยกมือทั้งสองข้างจี้สะเอวเจ้าหมอนั่นอย่างสนุกสนาน

มือระเบิดเป็นคนขี้จั๊กจี้เหมือนกับเราท่านทั้งหลาย เมื่อถูกจี้ก็หัวเราะคิกคักส่ายเอวไปมาแล้วหัวเราะลั่น จะป้องกันก็ไม่ได้เพราะมือทั้งสองข้างติดกุญแจมือ นิกรจี้ และจี้จนกระทั่งเจ้าหมอนั่นหัวเราะเอิ๊กอ๊ากแทบจะขาดใจตาย ในที่สุดก็พูดพลางหัวเราะพลาง

"โอ๊ย อย่าจี้ครับ ผมกลัวแล้ว ฮ่ะ ฮ่ะ ผมยอมสารภาพแล้วครับ ฮ่ะ ฮ่ะ เอิ๊ก"

นิกรหยุดจี้แล้วกล่าวคุกคาม

บอกมาเดี๋ยวนี้แกชื่ออะไร

เพราะกลัวถูกจี้ มือระเบิดจึงสารภาพในท่าทีเหน็ดเหนื่อยเพราะหัวเราะมากเกินไป

"ผมชื่อศักดิ์ครับ"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"ศักดิ์หรือสาก พูดให้มันดังๆหน่อยซีโว้ย"

"ศักดิ์ครับ ศักดิ์ สุราบาล"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ใครจ้างแกให้มาฆ่ากัน"

ศักดิ์ยิ้มเจื่อนๆ

"ผมจะสารภาพก็ได้ครับท่านนายพล แต่ว่าต้องมือเงื่อนไขกันผมไว้เป็นพยาน เพราะผมรับจ้างเขามาอีกทอดหนึ่ง"

พ.ต.ท.ภาส พิริยพงศ์ ซึ่งยืนอยู่ในกลุ่มสี่สหายได้กล่าวกับศาสตราจารย์ดิเรกว่า

"ขอให้ผมนำตัวผู้ต้องหาไปสันติบาลเถอะนะครับ เราจะได้สอบสวนให้ได้ต้นตอหรือตัวการในเรื่องนี้"

นายทหารสารวัตรกล่าวกับนายพลดิเรกทันที

"ขออนุญาตครับท่าน"

"ว่าไงคุณ"

"ผมได้รับคำสั่งว่าถ้าจับคนร้ายได้ให้นำตัวไปกระทรวงกลาโหมครับ นี่เป็นคำสั่งของท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดครับ"

สารวัตรทหารบกในเครื่องแบบสามสี่คนได้เข้ามาควบคุมตัวผู้ต้องหาทันที ตำรวจได้ไขกุญแจมือออกให้ ต่อจากนั้นสารวัตรก็นำตัวผู้ต้องหาไป ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของบรรดาแขกผู้มีเกียรติที่ยังอยู่ในบริเวณงานอีกประมาณร้อยคน รวมทั้งพวกเศรษฐีชีกอที่อยากรู้จักกับพวกนางงามด้วย ใครต่อใครพากันเข้ามาห้อมล้อมคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯแล้วแสดงความยินดี ที่นายพลดิเรกกับทุกคนแคล้วคลาดความตายอย่างหวุดหวิดด้วยความใจร้อนของคนร้าย และประกอบทั้งความรวดเร็วฉับพลันของ พ.อ.พล พัชราภรณ์

การฉลองยศนายพลของศาสตราจารย์ดิเรก ซึ่งจบลงด้วยลูกระเบิดมือได้สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้

อวสาน