พล นิกร กิมหงวน 163 : สโมสรเศรษฐี

หลังจากอาหารเช้าผ่านพ้นไปแล้ว คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เตรียมตัวไปทำงานหรือตรวจงานตามบริษัทต่างๆ ที่สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้เข้าหุ้นกันประกอบกิจการค้าซึ่งมีกิจการมากมายหลายอย่าง ผู้ที่คิดว่าสี่สหายของเรามีความสมบูรณ์พูนสุขนั่งอยู่บนกองเงินกองทองนั้นก็เพราะมองดูแต่ผิวเผิน ความจริงทุกคนต้องตรากตรำทำงานและเหน็ดเหนื่อยมากเกี่ยวกับการบริหารงานในด้านธุรกิจที่ได้ลงทุนไปมากมายนับร้อยล้านหรือมากกว่านั้น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยก็พาตัวลงบันไดมานั่งพักผ่อนในห้องโถง ต่อมาพลกับศาสตราจารย์ดิเรกก็เดินเคียงคู่กันลงมาจากชั้นบนของตัวตึก แต่งสากลชุดสีเทาผูกโบว์หูกระต่ายเหมือนๆ กัน สองสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งสนทนากันสักครู่นิกรก็ร้องยี่เกเดินยิ้มกริ่มลงบันไดมา เขาแต่งชุดสากลสีเทาเช่นเดียวกับพลและศาสตราจารย์ดิเรก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูนาฬิกาเรือนใหญ่ที่ผนังตึกแล้วกล่าวถามนิกร

"อ้ายหงวนเสร็จหรือยังโว้ย โอ้เอ้ล่าช้าตามเคย สองโมงครึ่งแล้วนะ วันนี้เราจะไปตรวจงานที่โรงงาน ทอผ้าของเราที่ปากเกร็ดด้วย"

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"กำลังแต่งตัวครับ บอกกับผมว่าท้องผูกนั่งอ้อนวอนพิรี้พิไรอยู่ตั้งครึ่งชั่วโมงยังไม่ยอมคลอด ลมเบ่งก็ไม่ใคร่มี"

ทันใดนั้นเอง เสียงกริ่งโทรศัพท์ที่อยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยมก็ดังกังวานขึ้น นิกรรีบเดินเข้าไปรับโทรศัพท์เครื่องภายนอกสถานที่คือเครื่องขององค์การโทรศัพท์ สักครู่เขาก็วางหูโทรศัพท์ลงบนโต๊ะแล้วเดินกลับมา

"นายอะไรก็ไม่ทราบครับเขาจะพูดกับคุณพ่อ สายมันพันกันได้ยินไม่ถนัด ชื่อสะอึกหรือชื่อน้ำตาลปึกอะไรนี่แหละครับ"

ท่านเจ้าคุณกลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วลุกขึ้นพาตัวเดินไปที่โต๊ะโทรศัพท์หยิบหูฟังขึ้นพูด ซึ่งตอนนี้เองอาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทยก็เดินลงบันไดมาจากชั้นบนในท่าทางภูมิฐาน เขาแต่งสากลชุดสีเทาเช่นเดียวกับคณะพรรคของเขา มือขวาหิ้วกระเป๋าเอกสารซึ่งเป็นกระเป๋าซิปรูดหนังอ้ายด่างแต่คนละตัวกับอ้ายด่างคลองบางมุดที่อำเภอหลังสวน

"เฮ้-สวัสดีโว้ย สวัสดีทุกคน แหม-อ้ายกรหล่อจริงโว้ย"

นิกรยักคิ้วให้

"เราเป็นเจ้านายเขาก็ต้องแต่งตัวให้มันภาคภูมิหน่อย ลูกน้องมันจะได้ยกย่องนับถือ"

อาเสี่ยไม่ทันเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ เขาก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"คุณอาไปไหนล่ะ หรือนกตะกรุมคาบเอาไปกินเสียแล้ว"

ท่านเจ้าคุณแยกเขี้ยวแล้วตะโกนลั่น

"อ้ายระยำ" แล้วท่านก็สะดุ้งเฮือก "โอ๊ย-เปล่าครับคุณตรึก ผมไม่ได้ว่าคุณ ผมด่าหลานชายของผมแต่ลืมปิดปากลำโพงโทรศัพท์ ครับ....ครับ....ได้ครับ ผมและพวกเราจะคอยพบท่าน กราบเรียนท่านด้วยนะครับว่าผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้รู้จักกับท่านในครั้งนี้ ครับ สวัสดีครับคุณตรึก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ วางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิมแล้วเดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายหยุดยืนข้างเสี่ยหงวน ยกมือขวาเขกกบาลอาเสี่ยค่อนข้างแรงเสียงดังโป๊ก

"นี่แน่ะ ทะลึ่งแต่เช้า"

เสี่ยหงวนสูดปากเบาๆ เขาพูดพลางหัวเราะพลาง

"ผมไม่ทันเห็นคุณอาจริงๆ ครับ ถ้าเห็นก็คงไม่กล้าพูด"

"อ้อ แสดงว่าลับหลังฉันแกจะต้องว่าอะไรฉันเสมอ"

"ใช่ครับ" อาเสี่ยสารภาพตามตรง "อ้ายกรก็เหมือนกันครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เลื่อนตัวเข้าไปที่เก้าอี้นวมตัวหนึ่งแล้วทรุดตัวลงนั่ง ท่านกล่าวกับคณะพรรคสี่สหายอย่างเป็นงานเป็นการ

"พวกแกเคยได้ยินชื่อเจ้าพระยามหาศักดิ์วุฒิวงศ์แล้วไม่ใช่หรือ"

พลยิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"เคยเห็นตัวท่านในงานสังคมบ่อยๆ นี่ครับ คุณอาเคยบอกเราว่า เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ เป็นเศรษฐีใหญ่มีเงินพอๆ กับอ้ายหงวน"

"ใช่ แต่ท่านไม่ได้ใช้เงินฟุ่มเฟือยอิลุ่ยฉุยแฉกเหมือนอย่างอ้ายหงวนหรอก เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ คนนี้อาเคยรู้จักกับท่านและรู้จักกันมานานแล้วแต่ไม่คุ้นเคยกันเท่าไรนัก อาชีพของท่านไม่เหมือนกับพวกเรา ท่านเป็นราชาที่ดินชอบซื้อขายที่ดินและนิยมเปิดอาคารให้เขาเช่า เท่าที่อารู้จากเพื่อนฝูงของอาเจ้าพระยามหาศักดิ์มีที่ในสำเพ็ง, เยาวราช และราชวงศ์ไม่น้อยกว่า ๑๐ ไร่ แต่ที่ดินของท่านไม่ได้ติดต่อกัน นอกจากนี้ยังมีที่ดินชานเมืองอีกหลายร้อยไร่ เพียงแต่ค่าเช่าอาคารร้านค้าเดือนหนึ่งๆ ก็หลายแสนแล้ว"

อาเสี่ยพูดเสริมขึ้น

"คนแก่ขนาดเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ถึงจะมั่งมีกว่าผมผมก็ไม่อิจฉาและไม่สนใจหรอกครับ เพราะชีวิตของท่านในตอนนี้มันก็เหมือนกับซากศพที่เดินได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"เข้าใจผิดเสียแล้วอ้ายหงวน ท่านเจ้าคุณคนนี้คือจอมเสือป่าผู้ทรงพลังในวัยชรา ท่านยังชูสองนิ้วและเตะปี๊บเปล่ากระเด็นหวือ เพราะท่านมียาอายุวัฒนะหรือยาวิเศษช่วยให้ท่านแข็งแรงตลอดกาล แกไม่เคยได้ยินหรอกหรือที่ว่าเจ้าพระยามหาศักดิ์มีเมียเด็กสาวๆ หลายคน พวกผู้ใหญ่เรียกท่านว่าจอมเสือป่า"

นายพลดิเรกหัวเราะชอบใจแล้วถามว่า

"ท่านโทรมาถึงคุณพ่อหรือครับ"

"เปล่า ท่านไม่ได้โทรมาหรอก แต่นายตรึกเลขานุการของท่านเป็นผู้โทรมาบอกพ่อว่าท่านเจ้าคุณจะมาเยี่ยมพ่อและอยากจะมารู้จักกับพวกแกด้วย เมื่อพ่อตอบตกลงคุณตรึกเขาก็บอกว่าท่านกำลังจะออกจากบ้านมาหาเราเดี๋ยวนี้ บ้านท่านอยู่ในซอยกลางนี่เอง"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้น

"ดีซีครับ ผมจะได้พูดคุยกับท่านมีโอกาสได้รู้จักกับท่าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าและยิ้มเล็กน้อย

"แต่อย่าลืมว่าท่านเป็นเจ้าพระยา พวกแกควรจะพูดกับท่านให้มันถูกต้องให้สมกับที่เราพูดกับเจ้าพระยาท่านจะได้นึกชมเชยว่าเราเป็นผู้ดีรู้จักกาลเทศะ มีมารยาทดี"

"ว้า" นิกรคราง "ผมพูดไม่ใคร่เป็นเสียด้วยซี อย่างนอบน้อมก็เรียกตัวเองว่ากระผมและพูดท่านยังงั้นท่านยังงี้ พูดกับเจ้าพระยาใช้อั๊วลื้อหรือยังไงครับ"

"มะเหงกนี่แน่ะ" ท่านเจ้าคุณพูดขึ้นดังๆ "ท่านเป็นเจ้าพระยาเราต้องเรียกตัวเราว่าเกล้ากระผม เรียกท่านว่าใต้เท้ากรุณาและใช้คำรับว่าครับผม แต่สำหรับพ่อใช้คำแทนตัวเพียงกระผมเท่านั้น"

"ชักยุ่งแล้ว" นิกรบ่นพึมพำ "ลงพูดใต้เท้าหลังเท้าผมยุ่งแน่ เดี๋ยวนี้เขายังนิยมพูดกันอยู่หรือครับ"

"ใช่ พูดกับรัฐมนตรีก็เรียกท่านว่าใต้เท้ากรุณาเหมือนกัน เพราะรัฐมนตรีก็เทียบเท่าเจ้าพระยาในสมัยก่อน การพูดให้ถูกต้องไม่ได้ทำให้เราเสียหายหรือแสดงว่าเราเป็นคนชั้นต่ำเป็นคนเลว ถ้าเราพูดได้ถูกต้อง ผู้ใหญ่ได้ฟังเราพูดท่านก็พอใจ แกก็เคยได้ยินแล้วใครๆ เขาเรียกพ่อว่าใต้เท้าทั้งนั้น"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"ผมว่าพูดฉันท่านจ๊ะจ๋าเหมือนสมัยท่านจอมพล ป. ดีกว่า ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ ทุกคนเท่ากันหมด เสียอย่างเดียว ตอนนั้นห้ามกินหมากและออกจากบ้านไปไหนต้องสวมหมวก ยายแก่ที่ติดหมากไม่ได้กินหมากถึงกับลงแดงไปตามกัน" แล้วนิกรก็หันมาทางเสี่ยหงวน "ซ้อมหน่อยโว้ย ติ๋งต่างว่าแกเป็นเจ้าพระยามหาศักดิ์วุฒิวงศ์"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"อย่าเลยวะขี้กลากมันจะขึ้นหัวกัน อย่างกันได้เป็นแค่ท่านขุนก็โก้แล้ว"

"น่า ลองซ้อมดูหน่อยเถอะวะ อ้า-ใต้เท้ากรุณามีธุระอะไรที่จะใช้เกล้ากระผมหรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"ใช้ได้อ้ายกร พูดกับท่านอย่างนี้ถูกต้องแล้ว"

เสี่ยหงวนนั่งไขว่ห้างเต๊ะท่าเป็นเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ทันที ยกมือขวาขึ้นเลิกแว่นและบิดหนวดทั้งๆ ที่ไม่มีหนวดแล้วดัดเสียงพูดให้เหมือนกับเสียงตาแก่คนหนึ่ง

"เปล่า ไม่มีอะไรที่จะใช้สอยเธอหรอกคุณนิกร ฉันมาเยี่ยมเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วก็ถือโอกาสมาทำความรู้จักกับพวกเธอด้วย"

"ครับผม เป็นพระคุณอย่างยิ่งครับผม ใต้เท้ากรุณาอึดอัดบ้างไหมขอรับที่อยู่ใต้เท้าของกระผม"

อาเสี่ยสะดุ้งโหยง

"นอกเรื่องแล้วอ้ายเวร คำว่าใต้เท้าเป็นคำยกย่องไม่ได้หมายความว่าอยู่ใต้เท้าของคนพูดโว้ย"

นิกรหันมายิ้มให้พ่อตาของเขา

"ถ้าผมเกิดสมัยก่อน ผมมียศทหารเป็นพันเอกพิเศษอย่างนี้ผมอาจจะเป็นท่านขุนหรือคุณหลวงแล้วไม่ใช่หรือครับ"

"อ๋อ อาจจะเป็นเจ้าคุณก็ได้ สมัยโน้นยศพันเอกหรืออำมาตย์เอกก็เป็นเจ้าคุณแล้ว พันโทเป็นเจ้าคุณ ก็มี การเลื่อนยศสมัยนั้นยากมาก หนวดหงอกใกล้จะปลดเกษียณแล้วยังแค่ร้อยเอกเท่านั้น แกเป็นนายทหารสมัยก่อนแกมีหวังได้เป็นเจ้าคุณแน่"

นิกรยิ้มกริ่ม

"เจ้าคุณนิกรราชเสนา โอ้โฮ-โก้ไปเลย อ้ายพลเป็นคุณพระพัชราภรณ์ ยุทธพงศ์ อ้ายหงวนเป็นหลวงกิมเบ๊รณภพ อ้ายหมอเป็นพระยาณรงค์ฤทธิ์ธำรง"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องโถง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับคณะพรรคสี่สหายว่า

"ไปตรวจดูความเรียบร้อยที่ห้องรับแขกเถอะ สั่งคนใช้ให้เตรียมเครื่องดื่มไว้รับรองท่าน เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ คนนี้เป็นผู้ดีมีตระกูลสูง อดีตของท่านเคยเป็นเสนาบดีกระทรวงมุรธาธรมาแล้วในรัชสมัยพระมหาธีรราชเจ้า"

ทุกคนต่างลุกขึ้นพากันเดินเข้าไปในห้องรับแขกอันกว้างขวางหรูหราของบ้าน "พัชราภรณ์"

เมื่อเสียงแตรรถยนตร์คันหนึ่งดังขึ้นที่ประตูรั้วหน้าบ้านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาสี่สหายออกมาที่ระเบียงหน้าตึก ทุกคนแลเห็นรถฟอร์ดลินคอนเก๋งสีดำคลานเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างแช่มช้า

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาคณะพรรคสี่สหายลงมาข้างล่างให้การต้อนรับเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ในฐานะที่เป็นแขกผู้มีเกียรติ รถเก๋งราคาหลายแสนแล่นมาตามถนนคอนกรีตและหยุดหน้าบันไดตึก คนขับรถในวัยกลางคนซึ่งแต่งกายคล้ายกับคนขับรถยนตร์หลวงรีบลงจากรถ เปิดประตูตอนหลังรถให้เจ้านายของเขา เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ สุภาพบุรุษในวัย ๘๐ เศษ แต่งสากลชุดสีขาวก้าวลงจากรถในท่าทางงุ่มง่ามแบบคนแก่ที่กำลังงอมและหง่อม เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหายต่างกระพุ่มมือไหว้ท่านอย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับเจ้าคุณ สวัสดีหลานชายทั้งสี่คนด้วย ดีใจจริงๆ ที่อยู่กันพร้อมหน้า ลุงอยากจะมารู้จักกับพวกเธอนานแล้วพึ่งจะมีโอกาสวันนี้"

เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ได้สัมผัสมือกับเจ้าคุณเจ้าปัจจนึกฯ และคณะพรรคสี่สหายโดยทั่วหน้ากัน ท่านเจ้าพระยาเคยเห็นตัวจริงสี่สหายมาหลายครั้งตามงานสังคมบ้างหรือในโทรทัศน์บ้างท่านจึงทราบดีว่าใครเป็นใคร ท่านได้โอภาปราศรัยกับสี่สหายอย่างสนิทสนมโดยไม่ได้มีท่าทีถือเนื้อถือตัวแม้แต่น้อยแล้วท่านก็ยกมือตบบ่าพล พัชราภรณ์

"คุณแม่ของเธอล่ะหลานชาย ลุงอยากจะรู้จักกับท่าน"

"คุณแม่กับภรรยาของพวกผมไปเยี่ยมพระลูกๆ ของเราที่วัดธาตุทองครับ แล้วก็เอาของไปถวายพระด้วย"

"อ้อ ไปทำบุญกัน"

พลยิ้มให้ท่าน

"เชิญคุณลุงขึ้นไปบนห้องรับแขกเถอะครับ ผมกับเพื่อนๆ รู้สึกเป็นเกียรติยิ่งที่คุณลุงได้กรุณามาบ้านเรา เชิญครับ"

"ขอบใจหลานชาย" แล้วท่านก็หันมายิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ "ลูกหลานของเจ้าคุณเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว เห็นจะไม่มีห่วงอะไรอีกแล้วซีนะ"

"ครับผม มีห่วงก็แต่เรื่องเงินกู้ที่ไม่ใคร่จะได้คืนนั่นแหละครับ เชิญใต้เท้ากรุณาขึ้นไปบนตึกเถอะครับ"

เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ยกมือชี้หน้านิกร

"เธอใช่ไหมชื่อนิกรเขยเล็กของเจ้าคุณปัจจนึกฯ "

"ใช่ครับใต้เท้ากรุณา"

"อ้าว ไหงพูดกับลุงอย่างนี้ล่ะ พูดอย่างลุงกับหลานเถอะ"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"ใครเป็นลุงใครเป็นหลานล่ะครับ"

เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ทำหน้าชอบกล

"เธออยากเป็นลุงฉันก็เอาฉันไม่ขัดข้อง เป็นยังไงครับคุณลุงสบายดีหรือครับ"

นิกรทำคอย่นรีบกระพุ่มมือไหว้เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ทันที

"อย่าเพิ่งให้ผมอายุสั้นเลยครับคุณลุง" แล้วนิกรก็ประคองเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ พาเดินขึ้นบันไดไปบนตึกเลี้ยวขวามือเข้าไปในห้องรับแขก ทุกคนติดตามมาด้วย เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ต่างทรุดตัวนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน สี่สหายนั่งรวมกันบนโซฟาอีกตัวหนึ่ง ต่อจากนั้นแขกผู้มีเกียรติและพวกเจ้าของบ้านก็สนทนากันด้วยดีจนกระทั่งเจ้าแห้วกับสาวใช้คนหนึ่งนำเครื่องดื่มและซิก้ามาเสิฟให้แล้วกลับออกไป

เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ได้ไต่ถามถึงทุกข์สุขและธุรกิจการค้าจากสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วท่านก็ให้ศีลให้พรขอให้ทุกคนทำมาค้าคล่องมีความสุขความเจริญ ในที่สุดท่านก็พูดถึงวัตถุประสงค์ของท่าน

"ลุงรู้จักพวกเธอทั้งสี่คนมานานแล้ว ใครๆ ก็ยอมรับนับถือว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเธอทั้งสี่คนเป็นนักธุรกิจชั้นเศรษฐีใหญ่ โดยเฉพาะอาเสี่ยกิมหงวน ลุงเชื่อว่าถึงแม้ลุงจะมั่งมีขนาดนี้เธอก็ร่ำรวยกว่าลุง"

อาเสี่ยยิ้มอายๆ

"ผมมีไม่มากหรอกครับคุณลุง เฉพาะเงินสดที่ฝากไว้นอกประเทศก็ในราวพันล้านเท่านั้น การค้าตอนนี้มันซบเซาจริงๆ ครับ ปีหนึ่งๆ ผมได้กำไรไม่กี่ล้านแทบไม่พอค่ากาแฟค่าบุหรี่"

เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ หัวเราะเบาๆ แล้วเปลี่ยนสายตามาที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ถึงแม้เจ้าคุณกับผมไม่ได้ไปมาหาสู่กันแต่เราก็พบกันในงานมงคลและงานสังคมบ่อยๆ เจ้าคุณยัง แข็งแรงดีนี่ครับ ยังชูสองนิ้วไหวไม่ใช่หรือ"

"ไม่แน่ครับใต้เท้ากรุณา ถ้าจิตใจมันคึกคักเข้มแข็งกระผมก็นึกอยากมีเมียเด็กๆ เหมือนกัน แต่พอมีงานยุ่งก็ลืมไป ใต้เท้ากรุณามาเยี่ยมกระผมวันนี้มีอะไรด้วยหรือเปล่าครับผม"

"ก็มีเหมือนกันครับแต่ไม่ใช่ธุระ ผมอยากจะมาชวนเจ้าคุณให้ไปร่วมสนุกกับผมและพรรคพวกของผมที่บ้าน "วุฒิวงศ์" ซอยกลาง"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"เล่นโปกันหรือครับ"

เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ สะดุ้งโหยง

"พูดอะไรอย่างนั้นเสี่ยหงวน ลุงเป็นเจ้าพระยาและเป็นข้าราชการบำนาญขืนเปิดบ่อนโปที่บ้านลุงก็เสียคนเท่านั้น ที่ลุงมาชวนเจ้าคุณและพวกเธอไปร่วมสนุกกับลุงที่บ้านก็คือว่าลุงได้เปิดสโมสรขึ้นในระหว่างเพื่อนฝูงและเครือญาติของลุง ฟังลุงพูดให้จบเสียก่อนนะอย่าพึ่งขัดคอ สโมสรนี้เป็นสโมสรที่ลุงตั้งขึ้นเป็นการภายในโดยเฉพาะไม่ได้จดทะเบียนจากทางการ สมาชิกสโมสรก็ล้วนแต่ญาติมิตรของลุงซึ่งแต่ละคนเป็นเศรษฐีมีเงินล้าน ทุกวันเสาร์อาทิตย์ตั้งแต่เที่ยงถึงสองยามเราจะร่วมสนุกสนานกันมีกีฬากลางแจ้งและกีฬาในร่ม มีอาหารและเครื่องดื่มจำหน่ายเก็บเงินรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายบำรุงการกุศล เท่าที่ลุงเปิดสโมสรมาเดือนกว่าแล้วปรากฏว่าได้เงินบำรุงการกุศลสัปดาห์ละหลายแสนทีเดียว พวกสมาชิกเขาร่ำร้องลุงอยากจะให้เธอกับ เพื่อนๆ และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไปร่วมสนุกด้วย รับรองว่าสมาชิกของเราทั้งชายหญิงล้วนแต่เป็นผู้มีเกียรติ ทั้งนั้น ผู้ที่จะเข้าเป็นสมาชิกก็ต้องเป็นคนที่สมาชิกสามคนขึ้นไปรับรองว่าเป็นคนดีและมีฐานะสูง เจ้าคุณกับพวกเธอต่างก็เป็นเศรษฐีมีเงินมากมายไม่น่าจะเอาเงินไปถลุงไนท์คลับหรือสถานหย่อนใจบางแห่ง สโมสรเศรษฐีของลุงมีสิ่งที่ให้ความสุขพร้อม ถึงแม้จะเสียเงินมากแต่เงินทุกบาททุกสตางค์ได้บำรุงการกุศล เป็นต้นว่าบำรุงโรงพยาบาล บำรุงโรงเรียนสอนคนตาบอด โรงเรียนตาเหล่และตาถั่ว โรงเรียนคนหูหนวกอะไรเหล่านี้ ลุงตั้งใจจะจดหมายมาเชิญให้เข้าเป็นสมาชิกแต่เห็นว่าไม่เหมาะเลยมาหาด้วยตัวเอง ว่ายังไงเสี่ยหงวนเธอยินดีจะเข้าเป็นสมาชิกของสโมสรเศรษฐีไหมล่ะ ไปใช้เงินแข่งกับพวกเศรษฐีด้วยกัน ที่นั่นแต่ละคนใช้เงินราวกับว่าพิมพ์แบ๊งค์ได้เอง ทุกวันเสาร์อาทิตย์เราสนุกกันเต็มที่และบุคคลภายนอกจะเข้าไปพลุกพล่านไม่ได้เป็นอันขาด มันเป็นที่รโหฐานโดยเฉพาะ บ้านของลุงกว้างใหญ่พอๆ กับบ้าน "พัชราภรณ์" นี่แหละ"

โดยไม่ต้องคิดเสี่ยหงวนตอบตกลงทันที

"เอาซีครับ พวกผมและคุณอาของผมยินดีเข้าเป็นสมาชิกของสโมสรเศรษฐีครับ คุณลุงกรุณาให้คนนำระเบียบการมาให้เราหน่อยซีครับ เราจะได้ยื่นใบสมัครและจ่ายเงินค่าธรรมเนียมค่าบำรุงให้เรียบร้อย"

เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ โบกมือ

"ไม่มีการยื่นใบสมัครและไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ ทั้งนั้น แต่มีป้ายเครื่องหมายติดกระจกหน้ารถสำหรับให้ยามประตูรับเฉพาะรถที่มีตราของสโมสรเศรษฐี บ้านของลุงมีที่จอดรถยนตร์ได้อย่างสบายราว ๑๐๐ คัน รับรองว่าพวกเธอไปร่วมสนุกกับพวกเราที่สโมสรเศรษฐีเพียงครั้งเดียวจะต้องติดใจ แต่ลุงยังจะไม่บอกให้รู้ว่านอกจากเหล้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยอดเยี่ยมแล้วเรามีอะไรต้อนรับสมาชิกอีกบ้าง สนุกจริงๆ คนแก่จะกลับเป็นหนุ่มจะสดชื่นรื่นเริงตลอดเวลา เพียงแต่ได้ชมชุดฟลอร์โชว์ของเราเท่านั้น"

นายพลดิเรกสบตากับพระยามหาศักดิ์ฯ เขาก็ยิ้มให้

"ถ้ายังงั้นวันเสาร์นี้พวกเราจะพาคุณพ่อไปเที่ยวสโมสรเศรษฐีครับ แต่ว่าเราจะต้องพกเงินไปคนละ มากๆ ไม่ใช่หรือครับ"

เจ้าพระยามหาศักดิ์สั่นศีรษะ

"ไม่จำเป็นหรอกหลานชาย เราใช้เช็คต่างเงินและเช็คของสมาชิกทุกคนเชื่อถือได้ เรื่องเช็คเด้งหรือเช็คสปริงไม่มี เพราะสมาชิกของเราล้วนแต่เป็นเศรษฐีมีเงินล้านไม่ใช่เศรษฐีกำมะลอ แต่ใครจะใช้เงินสดก็ได้ถ้า ขี้เกียจเขียนเช็ค"

นิกรยิ้มให้คณะพรรคของเขา

"เอาวะ วันเสาร์นี้กันเป็นเจ้ามือพาพวกเราไปเที่ยวสโมสรเศรษฐีเองยอมถลุงเงินสัก ๕๐ บาท"

เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ อ้าปากหวอ

"เท่าไหร่นะหลานชาย"

"๕๐ บาทครับ"

"โอย...น้ำอัดลมที่นั่นขวดละ ๑๐๐ บาทแล้วคุณนิกร"

นิกรสะดุ้งเฮือกเหมือนถูกเข็มแทง

"น้ำอัดลมน่ะหรือครับขวดละ ๑๐๐ บาท"

"ใช่ ก็บอกแล้วว่าเก็บเงินรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายบำรุงการกุศล ทุกคนเขาใช้จ่ายกันอย่างไม่เสียดาย คนหนึ่งอย่างน้อยก็ร่วมหมื่นบาทเฉพาะค่าเหล้า ค่าเครื่องดื่มและอาหาร"

นิกรทำหน้าเบ้แล้วพูดเสียงหนักแน่น

"เอา-เพื่อการกุศลแพงก็แพงครับ ผมจะให้อ้ายหงวนเป็นเจ้ามือ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"เห็นจะไม่สำเร็จ เราเที่ยวแบบอเมริกันดีกว่า ต่างคนต่างออกค่าเหล้าค่าอาหารหรือเครื่องดื่มที่ตน สั่งมา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"ถูกแล้ว ควรจะเป็นอย่างนี้เพราะเป็นการกุศล" แล้วท่านก็กล่าวกับเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ อย่างนอบน้อม "ขอบคุณมากครับที่ใต้เท้ากรุณาให้เกียรติพวกเราเชิญพวกเราไปร่วมสนุกสโมสรเศรษฐีที่บ้านใต้เท้ากรุณา วันเสาร์นี้เราไปแน่นอนครับผม"

จอมเสือป่ายิ้มละไม

"ผมจะไปประกาศข่าวให้สมาชิกทราบทั่วหน้ากัน เข้าใจว่าพวกสมาชิกของผมคงจะตื่นเต้นสนใจมาก ช่วยเรียนคุณหญิงวาดด้วยนะครับ ผมมาวันนี้ก็หวังอย่างยิ่งที่จะมาทำความรู้จักกับคุณหญิงแต่บังเอิญท่านไม่อยู่ ถ้าหากว่าคุณหญิงไม่รังเกียจแล้วก็ขอเชิญไปหาความสุขที่สโมสรเศรษฐีได้ ซึ่งหมายความถึงภรรยาของพ่อหลานชายทั้งสี่คนนี้ด้วย"

"คุณหญิงเห็นจะไม่ไปหรอกครับ ท่านชอบสงบเงียบอยู่กับบ้านแล้วก็ใช้เวลาว่างเล่นไพ่ตองกับแม่พวกสี่คนนั่น เล่นกันสนุกๆ ครับได้เสียกันไม่กี่สตางค์"

"แต่ที่สโมสรเศรษฐีก็มีการพนันแบบเสี่ยงโชคให้เล่นหลายอย่างเหมือนกันนะครับเจ้าคุณ เว้นแต่ใช้ของแทนเงินแล้ว ก็เงินรายได้ก็บำรุงองค์การกุศลเช่นเดียวกัน ผมได้ขออนุญาตจากกรมตำรวจเรียบร้อยแล้ว ลองเรียนคุณหญิงก็แล้วกันครับบางทีท่านอาจจะให้เกียรติไปเที่ยวที่สโมสรของผมบ้าง"

"ครับผม"

เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองดูเวลาแล้วท่านก็กล่าวกับคณะพรรคสี่สหาย

"ลุงมารบกวนเวลาพวกเธอและเจ้าคุณนานแล้วเห็นจะต้องลากลับเสียที จะต้องกลับไปซ้อมเตะปี๊บที่บ้านเตรียมไว้แข่งขันคืนวันเสาร์"

นายพลดิเรกลืมตาโพลง

"แข่งขันเตะปี๊บหรือครับ"

"ใช่ เรามีแข่งขันเตะปี๊บกันทุกคืนวันเสาร์ชิงรางวัลสิ่งของที่มีค่าเป็นต้นว่าเครื่องรับโทรทัศน์ บางเสาร์ก็เครื่องรับวิทยุมีเครื่องเล่นแผ่นเสียงพร้อม ของรางวัลเหล่านี้พวกสมาชิกที่เขาเป็นเจ้าของห้างร้านจำหน่ายเขาส่งมาให้ฟรี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นทันที

"ผมแข่งขันด้วยครับใต้เท้ากรุณา"

เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ได้ซีครับเจ้าคุณ แต่เจ้าคุณจะสู้เขาได้หรือ พวกคนแก่เพื่อนๆ ของผมเขาฝึกซ้อมเตะปี๊บกันมานานแล้ว บางคนเตะได้ไกลถึง ๑๕ เมตรเชียวนะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อมยิ้ม

"ผมจะลองดูครับ ผมเคยเป็นนักฟุตบอลมาแล้วผมอาจจะเตะปี๊บได้ไกลกว่าคนอื่น ซึ่งหมายถึงคนแก่รุ่นราวคราวเดียวกัน"

นิกรกล่าวถามขึ้นอย่างนอบน้อม

"ปี๊บเปล่าหรือบรรจุน้ำมันไว้เต็มปี๊บครับคุณลุง"

เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ หยุดยิ้มทันที

"ปี๊บเปล่าจ้ะคุณนิกร ใส่น้ำมันเต็มปี๊บขืนเตะก็ต้องไปนอนโรงพยาบาลเท่านั้น มันเป็นกีฬาของคนแก่เสียค่าธรรมเนียมเข้าแข่งขันคนละ ๑๐๐ บาทเก็บเงินบำรุงการกุศล นอกจากนี้ก็ยังมีการแข่งขันเป่าลูกโป่งสำหรับคนแก่ ส่วนคนหนุ่มเราก็มีการพนันเสี่ยงโชคและเครื่องเกมกีฬาไว้ให้เล่นหลายอย่าง"

เสี่ยหงวนถามขึ้นทันที

"สมาชิกผู้หญิงมีไหมครับ"

"อ๋อ มีอยู่หลายคน ก็พวกลูกหลานของสมาชิกนั่นแหละ"

อาเสี่ยยิ้มเอียงอาย

"ค่อยยังชั่วหน่อยครับ ที่ไหนมีผู้หญิงก็ทำให้ที่นั่นมีชีวิตชีวาขึ้นแล้วก็มีกลิ่นสะอาดกลิ่นน้ำหอม มีผู้ชายล้วนๆ ไม่ได้ความครับ ถึงแม้จะไปได้เร็วกว่าประหยัดกว่าก็ยังงั้นแหละครับ"

เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"เธอพูดอะไรลุงไม่เข้าใจเลยกิมหงวน อ้า-ลุงลาละนะ สวัสดีทุกๆ คน ลาละครับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขอบคุณมากครับที่เจ้าคุณและหลานๆ ได้ให้การต้อนรับผมอย่างดีเช่นนี้"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างประนมมือไหว้เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ พร้อมๆ กัน จอมเสือป่ารับไหว้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทุกคนลุกขึ้นเดินออกไปส่งเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ที่หน้าตึกและยืนรวมกลุ่มมองดูจนกระทั่งฟอร์ดลินคอนคันนั้นพาเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ออกไปพ้นบ้าน "พัชราภรณ์"

พลยิ้มให้เสี่ยหงวนแล้วกล่าวว่า

"เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือมาก ท่านได้ให้ความสนิทสนมกับพวกเราและแสดงตัวว่าเป็นญาติผู้ใหญ่ของพวกเรา ต่อนี้ไปเรามีสถานที่เที่ยวพักผ่อนหย่อนใจที่ดีที่สุดแล้วคือสโมสรเศรษฐีซึ่งเป็นที่สุขสำราญเฉพาะเศรษฐีเท่านั้น"

เสี่ยหงวนพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"เป็นความคิดที่แยบคายของเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ในการหาเงินบำรุงการกุศล พวกเราก็ล้วนแต่มีเงินเหลือใช้ควรจะไปหาความสุขที่สโมสรเศรษฐี ทำบาปมาเยอะแยะแล้วทำบุญเสียบ้าง"

นิกรว่า "แต่น้ำอัดลมขวดละ ๑๐๐ บาทน่ะมันทารุณหน่อยนะโว้ย ถึงแม้จะเก็บเงินบำรุงการกุศลก็ตาม ขวดละ ๑๐ บาทค่อยยังชั่วหน่อย คืนวันเสาร์นี้พวกเราจะต้องเตรียมสมุดเช็คติดตัวไปด้วย"

อาเสี่ยยิ้มให้นิกร

"แต่กันจะเอาเงินสดไป เอาใส่กระเป๋าสักสามสี่แสนแล้วให้อ้ายแห้วเป็นคนเก็บรักษา จ่ายเช็คมันไม่เห็นเงินสู้จ่ายเป็นเงินสดไม่ได้ พวกเศรษฐีที่นั่นจะต้องจับตาดูการเคลื่อนไหวของกันตลอดเวลาซึ่งกันก็จำเป็นต้องใช้เงินให้สมกับที่กันเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทย"

ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวขึ้นอย่างถ่อมตัว

"กันไม่ร่ำรวยเหมือนแกกันจะพกเงินสดติดตัวไปเพียงหมื่นบาทเป็นอย่างมาก"

พลยิ้มให้ ดร. ดิเรก

"กันก็เหมือนกัน หมื่นบาทสำหรับการเที่ยวเพื่อการกุศลก็สมควรแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นบ้าง

"อาก็ว่าอย่างนี้แหละ พวกเศรษฐีทั้งหลายถึงจะมั่งมีสักเพียงไหนก็คงไม่กล้าใช้เงินเกินหมื่นบาทต่อคืน ความจริงมันไม่ใช่เงินเล็กน้อย อ้า-อ้ายกรล่ะแกจะพกเงินไปสักเท่าไร"

นิกรทำหน้าเบ้

"ชาติที่จะเจริญก็เพราะพลเมืองรู้จักประหยัด ผมคิดว่าผมเอาติดตัวไปร้อยบาทพอแล้วครับ ดื่มน้ำ อัดลมขวดเดียวนึกว่าช่วยการกุศล"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"แกน่ะจะกระดูกไปถึงไหนวะอ้ายกร ความจริงแกไม่ใช่เศรษฐีธรรมดาแกเป็นเศรษฐีใหญ่คนหนึ่ง อย่างน้อยแกก็มีเงินอยู่ในธนาคารตั้ง ๓๐ ล้าน"

นิกรทำตาละห้อย

"เก็บไว้กินเมื่อแก่โว้ย หรือม่ายก็รอให้คุณพ่อเท่งทึงเสียก่อน กันได้มรดกของท่านกันจะใช้เงินให้สนุกไปเลย"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น

"แกคอยไปเถอะ อย่างไรฉันก็ไม่ตายง่ายๆ ถึงฉันตายฉันก็ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สมบัติของฉันให้คนอื่น สำหรับแกสตางค์เดียวฉันก็ไม่ให้" พูดจบท่านเจ้าคุณก็หันมาพยักหน้า พล, กิมหงวน และนายพลดิเรก "ไปตรวจงานกันเสียทีโว้ยสายมากแล้วเราจะไปปากเกร็ดก่อน ขากลับแวะที่บริษัทน้ำอัดลมของเราแล้วไปดูงานที่ธนาคาร ตอนบ่ายค่อยไปโรงแรม "สี่สหาย" "

ทุกคนพากันเดินลงบันไดหน้าตึกตรงไปที่โรงรถ คาดิลแล็คเก๋งคันงามจอดเตรียมพร้อมอยู่ที่หน้าโรงรถแล้ว เจ้าแห้วยืนอยู่ข้างรถคันนั้นเตรียมทำหน้าที่ขับรถให้เจ้านายของเขา

ในที่สุดวันเสาร์ก็ผ่านมาถึง

เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ได้เปิดสโมสรเศรษฐีของท่านเหมือนเช่นเคย นับตั้งแต่ ๑๒.๐๐ น. ล่วงแล้ว บรรดาญาติมิตรของจอมเสือป่าซึ่งล้วนแต่เป็นเศรษฐีมีเงินล้านก็ย่อยๆ กันมาที่บ้าน "วุฒิวงศ์" คฤหาสน์ที่ใหญ่โตหรูหราที่สุดในซอยกลาง ปลูกอยู่ในเนื้อที่ดินประมาณ ๖ ไร่ เฉพาะตัวตึกนั้นมีขนาดพอๆ กับบ้าน "พัชราภรณ์" เป็นที่รู้ทั่วกันไปว่าเจ้าของคฤหาสน์ "วุฒิวงศ์" นี้คือเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ เศรษฐีใหญ่ราชาที่ดิน มีผู้ ยืนยันว่าท่านมีเงินพอฟัดพอเหวี่ยงกับอาเสี่ยกิมหงวนของเรา

ตอนหัวค่ำวันนั้นเองคาดิลแล็คเก๋งซึ่งขับโดยเจ้าแห้วก็พาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาที่คฤหาสน์ "วุฒิวงศ์" ของท่านเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ทุกคนนอกจากเจ้าแห้วต่างแต่งกายสากลเรียบร้อยเพื่อให้เกียรติแก่ท่านเจ้าของบ้านและสมาชิกด้วยกัน คาดิลแล็คเก๋งแล่นลึกเข้าไปในซอยกลางประมาณ ๕๐๐ เมตรก็มาถึงคฤหาสน์ "วุฒิวงศ์" ซึ่งมองแลเห็นเป็นสง่าอยู่ในซอยนี้ ภายในบริเวณบ้านและที่ตึกใหญ่มีแสงไฟฟ้า สว่างจ้าผิดปรกติ

คาดิลแล็คเก๋งแล่นมาหยุดหน้าประตูรั้วบ้านเป็นประตูเหล็กดัดเป็นลวดลายแบบทันสมัย คนยามเฝ้าประตูแลเห็นแผ่นเครื่องหมายติดอยู่ที่กระจกรถซึ่งเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ใช้ให้คนของท่านนำไปให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ เมื่อวานนี้เขาก็รีบเปิดประตูต้อนรับและโบกมือให้เจ้าแห้วนำรถเข้าไปในบ้าน

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยเมื่อแลเห็นรถเก๋งงามๆ จอดอยู่เรียงรายรอบบ้านไม่ต่ำกว่า ๕๐ คัน บนตึกใหญ่มีคนพลุกพล่านผิดปรกติแสดงว่าสมาชิกของสโมสรเศรษฐีกำลังสนุกสนานกัน เมื่อเจ้าแห้วขับคาดิลแล็คเก๋งตรงเข้ามาตามถนนคอนกรีตของเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ คนหนึ่งก็ออกมายืนขวางถนนและร้องบอกเจ้าแห้วอย่างนอบน้อม

"กรุณาจอดตรงนี้ครับผม ตอนในไม่มีที่จอดแล้วขอรับ"

นานๆ มีคนพูดกับเจ้าแห้วอย่างพินอบพิเทาเช่นนี้เจ้าแห้วก็ยิ้มแก้มแทบแตก เขาหยุดรถและบังคับรถเก๋งคันงามถอยหลังเข้าไปจอดรวมกลุ่มกับรถเก๋งเหล่านั้น คนดูแลรถวิ่งเหยาะๆ เข้ามาประนมมือไหว้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งหมายถึงเจ้าแห้วด้วย แล้วเขาก็กล่าวกับเจ้าแห้วว่า

"พระเดชพระคุณไม่ต้องหมุนกระจกขึ้นหรอกขอรับ ถ้าฝนตกเกล้ากระผมจะจัดการหมุนกระจกให้เอง"

เจ้าแห้วหันมามองดูศาสตราจารย์ดิเรกซึ่งนั่งคู่กับเขาตอนหน้ารถแล้วกระซิบกระซาบถาม

"รับประทานไหงเขาพูดกับผมอย่างนี้ล่ะครับ"

ดร. ดิเรกยิ้มเล็กน้อยแล้วกระซิบบอกเจ้าแห้ว

"ก็ที่นี่ต้อนรับเฉพาะเศรษฐีหรือคนใหญ่คนโตเขาก็ต้องนอบน้อมกับแกเช่นนี้แกทิปเขาซีอย่าให้เสียเหลี่ยมนะโว้ย"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพากันลงจากรถคาดิลแล็คเก๋ง เจ้าแห้วกระดิกนิ้วเรียกคนเฝ้ารถซึ่งเป็นคนของเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ

"เฮ้-มานี่"

หนุ่มใหญ่วัยเบญจเพสปราดเข้ามาหาเจ้าแห้วและยืนกุมสะดือมองดูเจ้าแห้วอย่างนอบน้อมยำเกรง เจ้าแห้วเต๊ะท่าราวกับว่าเขาเป็นเศรษฐีใหญ่คนหนึ่ง เขาส่งธนบัตรใบละร้อยบาทหนึ่งฉบับให้คนเฝ้ารถ

"เอ้า-เอาไปกินกาแฟ"

ชายหนุ่มผู้นั้นประนมมือไหว้เจ้าแห้วในท่าทางนอบน้อมที่สุด

"เป็นพระคุณครับผม" แล้วเขาก็เอื้อมมือรับธนบัตรสีแดงมาจากเจ้าแห้วด้วยความดีใจ

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันมองดูเจ้าแห้วอย่างตื่นๆ เหมือนกับว่าทุกคนตกอยู่ในความฝัน ก่อนที่ใครจะพูดอะไรมีรถเก๋งแล่นเข้ามาในบ้าน "วุฒิวงศ์" อีกคันหนึ่ง คนเฝ้ารถของเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ วิ่งเหยาะๆ ไปรับรถทันที

"อ้ายแห้ว" นิกรพูดเสียงหนักๆ "แกแน่ขนาดทิปคนเฝ้ารถตั้งร้อยบาทเชียวหรือวะ แกจะลบเหลี่ยมอ้ายหงวนหรืออย่างไร"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"รับประทานแบ๊งค์หลวงพ่อทวดหรอกครับ"

ทุกคนสะดุ้งโหยงแล้วหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน พลพูดพลางหัวเราะพลาง

"อ้ายเวร เสือกเอาแบ๊งค์หลวงพ่อไปให้เขาหลอกให้เขาดีใจ ฉันนึกว่าแกทิปเขาร้อยบาทจริงเสียอีก"

"ปู้โธ่" เจ้าแห้วคราง "รับประทานเงินเดือนพึ่งออกเมื่อสองสามวันนี้ก็จริงครับ แต่ผมเหลือเงินอีกร้อยกว่าบาทเท่านั้น"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นอย่างร้อนรน

"เฮ้ย-กระเป๋าเงินของฉันล่ะ"

เจ้าแห้วนัยน์ตาเหลือก โผไปที่รถคาดิลแล็คเก๋งเปิดประตูบานขวาตอนหน้ารถออก แล้วหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าแบบกระเป๋าเดินทางใบหนึ่งออกมา

"รับประทานอยู่นี่ครับ"

อาเสี่ยถอนหายใจโล่งอก

"อย่าทำเป็นเล่นนะโว้ยอ้ายแห้ว กระเป๋าใบนี้จะต้องอยู่กับตัวแกตลอดเวลา เงินสดห้าแสนไม่ใช่ขี้ไก่ ตลอดเวลาที่เราอยู่สโมสรเศรษฐี แกจะวางกระเป๋าไม่ได้เว้นแต่วางไว้บนตักแก หน้าที่ของแกก็คือคอยหยิบเงินมอบให้ฉันตามคำสั่ง แล้วก็อย่าให้อ้ายกรยุ่งกับกระเป๋าเงินของฉันเป็นอันขาด"

นิกรมองดูเสี่ยหงวนอย่างเคืองๆ

"พูดยังงี้ดูถูกกันมากไปหน่อยอ้ายหงวน กันก็เศรษฐีมีเงินล้านเหมือนกันโว้ย" พูดจบเขาก็ยกมือขวาตบกระเป๋ากางเกงข้างขวาของเขา "เงินกันมีโว้ย พกมาตั้งแยะ"

"เท่าไหร่วะ" อาเสี่ยถามยิ้มๆ

"สองร้อย" นิกรตอบอย่างภาคภูมิ

"ถุย" มาเที่ยวสโมสรเศรษฐีทั้งทีพกเงินมาสองร้อยบาท"

"เออ เป็นครั้งแรกที่กันพกเงินติดตัวมากมายอย่างนี้ ตามธรรมดากันมีเงินติดกระเป๋าไม่เกิน ๒๐ บาท"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองไปที่ตึกใหญ่แล้วพูดขึ้นเปรยๆ

"ไม่เห็นมีใครมาต้อนรับเรา"

พลว่า "เราขึ้นไปบนตึกเถอะครับ เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ คงจะอยู่บนตึกแน่นอน รู้สึกว่าบรรยากาศที่นี่ไม่เลวนะครับ แต่เรายังไม่คุ้นเคยกับพวกสมาชิก คงจะสนุกกันแต่เพียงหอมปากหอมคอเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาสี่สหายกับเจ้าแห้วตรงไปที่ตึกใหญ่ ทันใดนั้นเอง สุภาพบุรุษในวัยกลางคนคนหนึ่งซึ่งยืนเตร่อยู่หน้าตึกทำหน้าที่คอยต้อนรับแขกหรือสมาชิก ก็รีบเดินเข้ามาหา เขาแต่งสากลเรียบร้อย

"สวัสดีครับผม" เขากล่าวทักสี่สหายกับท่านเจ้าคุณพร้อมกับกระพุ่มมือไหว้ "กระผมคือนายตรึก ตุลายน เลขานุการของท่านเจ้าคุณครับผม กระผมทราบแล้วครับว่าคณะของท่านเป็นใครบ้าง เชิญบนตึกครับผม ท่านเจ้าคุณสั่งให้กระผมมาคอยต้อนรับครับผม"

เสี่ยหงวนส่งธนบัตรใบละ ๑๐๐ บาทให้นายตรึกปึกหนึ่งเป็นเงิน ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งเขาเริ่มต้นแสดงความเป็นมหาเศรษฐีของเขา

"เอ้า-ผมให้คุณไว้เผาเล่น"

นายตรึกนัยน์ตาเหลือก รีบยกมือไหว้เสี่ยหงวนและรับเงินมาจากอาเสี่ยทันที

"เป็นพระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้ครับผม อ้า-กรุณาให้ผมได้มีเกียรติเอาผ้าเช็ดหน้าน้อยๆ ของกระผมเช็ดรองเท้าให้ท่านสักหน่อยดีไหมครับ"

อาเสี่ยโบกมือห้าม

"ไม่ต้องๆๆ แต่ถ้าคุณจะใช้ลิ้นเลียผมอนุญาต"

นายตรึกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เลื่อนตัวเข้าไปหาเจ้าแห้ว

"ใต้เท้าส่งกระเป๋าให้กระผมเถอะขอรับ"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"ช่างเถอะครับ ขอบคุณ ให้หลังเท้าถือไปเองดีกว่า ใต้เท้าอย่าวุ่นวายกับผมเลยในกระเป๋านี่มีเงินอยู่ครึ่งล้าน"

เลขานุการของเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ สะดุ้งเล็กน้อย เผลอตัวร้องขึ้นดังๆ

"ครึ่งล้าน โอ-ใต้เท้าเอาเงินมาตั้งครึ่งล้าน"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"เงินของผมเองคุณตรึก ผมกับเพื่อนๆ ตั้งใจมาสนุกกันเต็มที่ ทีแรกตั้งใจจะเอามาให้เต็มล้าน แต่กระเป๋าใบนี้ใส่ได้เพียงครึ่งล้านเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกกำปั้นขวาทุบหลังอาเสี่ยค่อนข้างแรง

"พอแล้ว ไม่ต้องอธิบาย"

นายตรึกประณมมือไหว้และกล่าวเชิญอีกครั้งหนึ่ง เขาพาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินขึ้นบันไดไปบนตึกเข้าไปในห้องโถงใหญ่ ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นสโมสรของเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ และญาติมิตรของท่าน ห้องโถงนี้มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่รอบๆ ฟลอร์ลีลาศ วงดนตรีสากลยกพื้นสูงจากพื้นห้องประมาณหนึ่งเมตร ขณะนี้ดนตรียังไม่ได้เริ่มบรรเลงเพลง บรรดาสมาชิกหญิงชายซึ่งส่วนมากเป็นผู้สูงอายุนั่งสรวลเสเฮฮากันอยู่ตามโต๊ะอาหาร และมีเสียงเฮฮาดังออกมาจากห้องหลายห้องทั้งชั้นบนและชั้นล่าง สาวสวยซึ่งทำหน้าที่เป็นคนรับใช้อยู่ในชุดบีกินีหลายคนเดินสับสนไปมารอบห้องโถงใหญ่ แต่ละคนล้วนแต่เป็นเด็กสาวในวัยรุ่นหน้าตาจุ๋มจิ๋มยังไม่ขึ้นสนิมมีส่วนเว้าส่วนโค้งยั่วยวนตา พวกสมาชิกต่างพากันมองดูคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยความสนใจแล้วก็ซุบซิบกันว่าทั้ง ๕ คนนี้คือสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ สมาชิกหน้าใหม่ของสโมสรเศรษฐี สมาชิกหลายคนเคยรู้จักกับสี่สหายและท่านเจ้าคุณมาก่อนแล้วในฐานที่เป็นนักธุรกิจด้วยกันแต่ไม่ได้สนิทสนมกันเท่าไรนักเพราะวิถีชีวิตและรสนิยมแตกต่างกัน

นายตรึก ตุลายน พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้าไปในห้องๆ หนึ่ง ซึ่งอยู่ทางซ้ายมือของห้องโถง พอเข้ามาในห้องทุกคนก็แลเห็นเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ เศรษฐีใหญ่ผู้มีสมญาว่าจอมเสือป่ากำลังนั่งอยู่ในวงล้อมของสาวสวยสามสี่คน ห้องนี้เป็นห้องพิเศษของนายกสโมสรเศรษฐี เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ มักจะพักผ่อนอยู่ในห้องนี้เป็นประจำ นานๆ ก็ออกไปพูดคุยกับพวกสมาชิกทั้งหลายทั้งชั้นบนและชั้นล่างของตัวตึกและในบริเวณสวนดอกไม้หลังบ้านอันมีที่เล่นสนุกสนานมากมาย

เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ แต่งสากลในชุดสีน้ำตาลอ่อนปากคาบซิก้ามวนใหญ่ พอแลเห็นคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ก็ผุดลุกขึ้นยืนและรับไหว้ทุกคนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"เชิญครับเจ้าคุณ เชิญหลานๆ ทุกคน สโมสรเศรษฐีขอต้อนรับด้วยความยินดียิ่ง กำลังนึกถึงเจ้าคุณและหลานๆ อยู่ทีเดียว นั่นกระเป๋าใส่อะไรของใครล่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย

"กระเป๋าเงินสดของเจ้าหงวนเขาครับผม เจ้าหงวนเขาเอาเงินสดมาห้าแสน เตรียมมาสนุกเต็มที่เพื่อสละเงินบำรุงการกุศล"

เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ หันขวับมาทางอาเสี่ย

"เธอขนเงินสดมาตั้งห้าแสนเชียวเรอะหลานชาย"

เสี่ยหงวนยิ้มอย่างมหาเศรษฐีคือทำปากเบี้ยวเล็กน้อย

"เงินห้าแสนเรื่องเล็กสำหรับผมครับคุณลุง ตอนแรกผมตั้งใจจะจ้างรถโกดังสักห้าหกคันขนเงินมาที่นี่ แต่แล้วก็เห็นว่ามันออกจะเอิกเกริกวุ่นวายเกินไป เพราะจะต้องติดต่อกับตำรวจขอกำลังคุ้มกันเงิน ผมคิดว่าสำหรับคืนนี้ผมใช้เงินสักห้าแสนบาทก็คงเพียงพอแล้วไม่ใช่หรือครับ"

เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"เหลือเฟือแล้วหลานชาย พวกสมาชิกเขาใช้เงินกันอย่างมากสำหรับคืนหนึ่งๆ ก็ในราวหมื่นสองหมื่นเท่านั้น เธอนี่ร่ำรวยขนาดนี้เชียวนะ เห็นจะไม่มีใครอีกแล้วในประเทศไทยที่จะมีเงินมากไปกว่าเธอแม้กระทั่งท่านในโกศ"

อาเสี่ยหัวเราะเบาๆ แล้วกระซิบกับเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ

"แนะนำให้พวกเรารู้จักกับหลานสาวของคุณลุงบ้างซีครับ ผมคิดว่าคงจะเป็นหลานปู่แน่ๆ เพราะคุณอาเคยบอกผมว่าคุณลุงมีลูกชายหลายคน"

เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ หันไปมองดูหญิงสาวทั้ง ๔ คนที่นั่งรวมกันอยู่บนโซฟาร์แล้วท่านก็เปลี่ยนสายตามาที่สี่สหาย

"ไม่ใช่หลานปู่หรือหลานตาหรอกหลานชาย แฮ่ะ แฮ่ะ อนุของลุงน่ะ รู้จักกันไว้ก็ดี สีชมพูนั่นชื่อกาญจนาอนุคนที่ ๑๘ ของลุง สีเขียวถัดไปเทวีธิดาอนุคนที่ ๒๒ สีเขียวคนที่สามชื่อก้านเดือนอนุคนที่ ๖ แล้วก็ชุดสีน้ำทะเลคือศิริมาอนุคนที่ ๑๑"

ศิริมาพูดเสริมขึ้นทันที

"ใช่เมื่อไหร่คะป๋า หนูอันดับ ๑๐ นะคะไม่ใช่อันดับ ๑๑ แหม-อยู่ดีๆ ก็มาลดชั้นหนู"

"เออ-ขอโทษทีหนู ป๋าลืมไปโว้ยไม่ได้ตั้งใจจะลดชั้นหนูหรอก รู้จักกับสุภาพบุรุษเหล่านี้ไว้ซี นั่นพระยาปัจจนึกพินาศ คนนี้อาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทย คนนั้นชื่อนิกร ถัดไปคือศาสตราจารย์ดิเรก ทางซ้ายของเจ้าคุณคือ พล พัชราภรณ์"

เหล่าอนุของเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ และคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างโอภาปราศรัยกันด้วยดี สี่อนุได้ลุกขึ้นสนทนากับสี่สหายของเราอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือไหว้จอมเสือป่าแล้วดึงตัวไปริมหน้าต่างกระซิบถามเบาๆ

"ใต้เท้ากรุณายังไหวหรือครับผม"

"อ้าว ไหงถามผมยังงั้นล่ะเจ้าคุณ ผมแก่แต่อายุและเนื้อหนังมังสาเท่านั้น แต่จิตใจผมก็คือคนหนุ่มๆ นั่นเอง คนเราถ้าส่องกระจกมองเห็นสังขารของตัวเองว่าแก่เฒ่า มันก็เสียขวัญเสียกำลังใจหมดความคึกคักเข้มแข็งกลายเป็นคนแก่ไป แต่ผมไม่ยอมแก่เด็ดขาด"

"โอ้โฮ ประทานโทษครับผม ใต้เท้ากรุณาอายุเท่าไหร่แล้วครับ"

"๘๒ ขวบพอดี" เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ พูดเสียงหัวเราะ "เรื่องอายุผมไม่เคยสนใจกับมันหรอก ผมสนใจแต่วิธีบำรุงตัวของผมให้แข็งแรงอยู่เสมอ มีการบริหารร่างกายเล่นกีฬากลางแจ้ง บางทีก็ซ้อมมวย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อ้าปากหวอ

"ซ้อมมวยกับพวกลูกหลานหรือเด็กในบ้านหรือครับ"

"เปล่า ซ้อมกับมันมันจะได้ต่อยผมหงายท้อง ซ้อมชกลมเต้นหย็องแหยงไปตามเรื่องเท่าที่เรี่ยวแรงของผมจะอำนวย" แล้วท่านก็กระซิบบอกเจ้าคุณปัจจนึกฯ "ผมจะบอกเคล็ดลับให้เท่าที่ใครๆ เขาเรียกผมว่าจอมเสือป่า"

"ทำไมครับ"

"แล้วอย่าบอกใครนะ ผมบอกเจ้าคุณเพราะผมรักเจ้าคุณจริงๆ ลองกินกล้วยน้ำว้าดองน้ำผึ้งดูบ้างซีครับ กินก่อนนอนวันละใบเดียวเท่านั้นรับรองว่าอ้ายพวกยาหลอดหรือยาบำรุงกำลังยาฮอร์โมนที่เขาประกาศขายแพ้หลุดลุ่ย"

คราวนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งฟังด้วยความสนใจ

"กล้วยน้ำว้าดองน้ำผึ้งหรือครับใต้เท้ากรุณา"

เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ มองซ้ายมองขวาเสียก่อน เมื่อแน่ใจว่าคณะพรรคสี่สหายกับพวกอนุของท่านกำลังสนทนากันและนายตรึกเลขานุการของท่านได้ออกไปจากห้องแล้ว ท่านก็กล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาๆ

"ใช่ครับ เป็นยอดยาอายุวัฒนะที่มีค่าพันตำลึงทองเชียวนะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"วิธีทำล่ะครับ"

"โอ๊ย ง่ายจะตายไป กล้วยน้ำว้าที่สุกงอมสัก ๒ หวี น้ำผึ้งบริสุทธิ์สองขวดเหล้าดองในโหลให้พอเหมาะกับกล้วย ๒ หวี กล้วยปอกเปลือกเสียก่อนจัดวางไว้ในโหลให้เป็นระเบียบ เอาน้ำผึ้งทั้ง ๒ ขวดเทลงไป พอครบหนึ่งเดือนถึงจะกินได้ กินก่อนนอนวันละลูกเดียวแล้วก็ดองทยอยไว้อีก ผมกล้ารับรองว่ากล้วยน้ำว้าดองน้ำผึ้งจะทำให้เจ้าคุณกลายเป็นเสือป่าผู้ยิ่งใหญ่หนุ่มเสมอ เข้มแข็งเสมอ ผมมีอนุถึง ๒๘ คนก็เพราะกล้วยน้ำว้าดองน้ำผึ้งนี่แหละครับ กินแล้วกลับเป็นหนุ่มอย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนสังขารของเรามันจะร่วงโรยอย่างไรก็ช่างหัวมัน คนเราสำคัญที่จิตใจไม่ใช่สังขาร บางคนอายุ ๔๐ ปีเท่านั้นกลายเป็นคนแก่ไปแล้ว บางคนที่มียาดีหรือรู้จักบำรุงตัว ๖๐ ปียังเป็นหนุ่มเป็นสาว ประเดี๋ยวผมจะพาเจ้าคุณออกไปรู้จักกับคุณหญิงมัลลิกา อายุ ๖๕ ปีแล้ว หนุ่มๆ ยังมองตาเป็นมัน ไม่มีริ้วรอยแห่งความแก่ชราเลย จริตจะก้านสาวๆ สู้ไม่ได้หูตากระชดกระช้อยน่าโลมน่าลูบไปทั้งตัว พับผ่า ฮิ ฮิ คุยเรื่องนี้ผมชอบครับ คุยแล้วจิตใจชื่นบานดีกว่าคุยเรื่องอื่น เจ้าคุณอย่าพึ่งท้อถอยและคิดว่าแก่เฒ่าซีครับ ลองกินกล้วยน้ำว้าดองน้ำผึ้งสัก ๒๐ ใบแล้วเจ้าคุณจะรู้ว่าโลกนี้ยังน่าพิสมัยอยู่ ผมได้ยากล้วยน้ำว้ามาจากเพื่อนเก่าของผมคนหนึ่ง เจ้าคุณพินิจอรรถคดีครับ แต่เขาตายเสียแล้วเมื่อเดือนก่อนนี้เอง"

"อ้าว เป็นอะไรตายล่ะครับ"

"ก็เป็นโรคแพ้เมียน่ะซีเจ้าคุณ อายุ ๘๐ แล้วมีอีหนูตั้งสามสี่สิบคน ต่อให้กินกล้วยน้ำว้าดองน้ำผึ้งวันละโหลก็สู้ไม่ไหว คนเรามันต้องรู้จักประมาณตัว อย่างผมมีเมียเด็กๆ เยอะแยะก็จริง แต่ผมรู้การควรเว้นและควรประพฤติ เจ้าคุณลองดูยาที่ผมบอกดูนะ แล้วเจ้าคุณจะมีชีวิตชีวาขึ้น มีชีวิตชีวา ชีวิตชีวา ไปได้เร็วและไปได้สวย ข้ามเขาห้วยหนองคลองบึงทับตะปูกระโจนข้ามทางรถไฟได้ทั้งนั้น"

"ครับผม เข้าทีมากเชียวครับ ขอบพระคุณครับผมที่ใต้เท้ากรุณาช่วยแนะยาอายุวัฒนะให้" พูดจบเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เอียงหน้าเข้ามากระซิบถาม ใต้เท้ากรุณามียาปลูกผมบ้างไหมครับ"

เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ทำหน้าเบ้

"ยาปลูกผม ไม่มีหรอกครับเจ้าคุณ จะแนะให้ลองใช้น้ำมันขี้ไก่ก็กลัวว่าจะไม่ได้ผล รากผมของ เจ้าคุณน่ะมันตายไปนานแล้ว อย่าไปวุ่นวายกับมันเลยครับ ถึงเจ้าคุณศีรษะล้านก็สง่าผ่าเผยใครเห็นก็ต้องรู้ว่าเป็นเจ้าคุณพานทอง เพื่อนผมหลายคนก็หัวล้านเป็นลูกมะอึกอย่างนี้ แต่ละคนล้วนแต่เป็นเจ้าคุณทั้งนั้น หัวล้านแบบเจ้าคุณผมกล้าพูดได้เต็มปากว่าไม่มีตกต่ำ อ้า-ล้านแบบทุ่งหมาหลงใช่ไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเล็กน้อยแล้วฝืนยิ้ม

"ไม่ใช่ครับใต้เท้ากรุณา ของกระผมเขาเรียกว่าดงช้างข้าม"

เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ พยักหน้ารับทราบ

"อ้อ จริงซีครับ ทุ่งหมาหลงข้างจอนหูมีผมดกกว่านี้ ประทานโทษ เขาลือกันว่าศีรษะของเจ้าคุณล้านมาแต่กำเนิดใช่ไหมครับ"

"ครับ แต่เมื่อตอนเด็กมีผมอยู่บ้าง"

"อ้อ คงถูกผ้าอ้อมกัด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"อ้า-ผมคิดว่าเราคุยกันเรื่องอื่นดีกว่าครับ"

"นั่นน่ะซี ผมก็ว่าอย่างนั้น ไปข้างนอกเถอะครับเจ้าคุณ ผมจะพาเจ้าคุณกับพวกเด็กๆ ไปรู้จักกับสมาชิกของสโมสรนี้ ถึงแม้ว่าสโมสรของเราไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย แต่ภายในสโมสรของเราก็มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยและมีความสนุกสนานดีกว่าสมาคมหรือสโมสรอื่นๆ อีกหลายแห่ง ที่นี่มีแต่ญาติมิตรของผมโดยเฉพาะ เราไม่ยอมต้อนรับบุคคลภายนอกเป็นอันขาดและเราถือว่าทุกคนที่เข้ามาชุมนุมกันในสโมสรนี้เหมือนกับญาติมิตรกันไม่มีการถือเราแบ่งพวกแบ่งชั้นวรรณะเหมือนกับสมาคมสโมสรหลายต่อหลายแห่ง"

เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ จูงมือเจ้าคุณปัจจนึกฯ พาเข้ามาหาสี่สหายกับเจ้าแห้วและอนุของท่านทั้งสี่คน ขณะนี้เสียงดนตรีเริ่มบรรเลงเพลงแล้วในจังหวะอันเร่าร้อน เทวีธิดาอนุคนที่ ๒๒ ของเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ทำคอง่อกแง่กขยับไหล่แล้วเต้นรำทันที มิหนำซ้ำดีดมือเป๊าะแป๊ะให้จังหวะไปด้วย

"อีหนู" จอมเสือป่าดุอนุของท่าน "เออ-หัดเต้นรำไม่ถึงเดือนชักขึ้นสมองเสียแล้วซี"

เทวีธิดายิ้มหวานจ๋อย

"ค่ะ หนูอยากเต้นรำกับคุณพลจังค่ะ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"เต้นกับผมก็ได้นี่ครับ"

"อุ๊ย ไม่ละค่ะ อาเสี่ยสูงยังกะเปรต หนูไม่อยากเต้นด้วยหรอก"

"อ้าว" เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ อุทาน "ไหงไปว่าเขาอย่างนั้น"

เทวีธิดาหัวเราะเบาๆ

"ก็อาเสี่ยแกเหมือนเปรตจริงๆ นี่คะ หน้าตาก็เหมือน"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้อง ต่อจากนั้นเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ก็บอกให้อนุของท่านรอคอยท่านอยู่ในห้องแล้วท่านก็พาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วออกไปที่ห้องโถงใหญ่

เป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงที่เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ แนะนำพวกสมาชิกหญิงชายให้รู้จักกับคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ แน่ละ ทุกคนต่างยินดีรู้จักด้วยโดยเฉพาะอาเสี่ยกิมหงวนซึ่งกลายเป็นจุดเด่นในสโมสรเพราะเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ เที่ยวอวดใครต่อใครว่าอาเสี่ยเอาเงินสดใส่กระเป๋าเดินทางมาถึง ๕๐๐,๐๐๐ บาท เท่ากับเงินรางวัลที่หนึ่งของสลากกินแบ่งรัฐบาล เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ พาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วไปตามห้องต่างๆ ทั้งชั้นบนและชั้นล่างโดยทั่วตึกเว้นแต่ห้องนอนส่วนตัวของท่าน ซึ่งปิดประตูใส่กุญแจแล้วก็พาทุกคนลงไปทางหลังตึกเข้าไปในบริเวณสวนดอกไม้อันกว้างขวาง มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่เรียงราย มีสถานที่หย่อนใจแบบเสี่ยงโชคหลายแห่งคือแทงเงินใช้สิ่งของ ซึ่งเงินทุกบาทล้วนแต่บำรุงการกุศลโดยไม่หักค่าใช้จ่าย แสงไฟต่างๆ สีส่องสว่างไปทั่วสวน ภายนอกรั้วบ้านมีประชาชนชาวบ้านใกล้เรือนเคียงยืนจับกลุ่มมองดูพวกเศรษฐีเขาสนุกสนานกัน เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ได้แนะนำสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ให้รู้จักกับสมาชิกทั่วทุกคน แต่หลายคนเคยรู้จักกับคณะพรรคสี่สหายและท่านเจ้าคุณมาก่อนแล้ว

ในที่สุดเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ก็กล่าวกับคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ในบริเวณสวนหลังบ้าน

"เอาละครับเจ้าคุณ ผมได้แนะนำเจ้าคุณกับพวกหลานๆ ให้รู้จักกับสมาชิกโดยทั่วหน้ากันแล้ว สมาชิกของสโมสรนี้ได้มาร่วมสนุกสนานกันเกือบทุกคนขาดไปเพียงสองสามคนที่ติดธุระจำเป็นหรือป่วยไข้มาไม่ได้ ต่อนี้ไปเชิญเจ้าคุณกับหลานๆ หาความสุขสำราญตามอัธยาศัยเถอะครับ จะเสี่ยงโชคที่เรือนต้นไม้ จะเล่นกอล์ฟเล็กเล่นโบลิ่งโต๊ะหรือโบลิ่งใหญ่หรือจะเล่นอะไรก็ตามใจชอบ โต๊ะอาหารบนตึกทั้งชั้นบนชั้นล่างและในสวนที่ไหนว่างเลือกนั่งได้แต่ว่ากรุณาอย่าแตะต้องพนักงานรับใช้ของเรานะครับ มองได้ดูได้แต่ห้ามจับหรือแตะต้อง"

อาเสี่ยพูดเสริมขึ้น

"เรียกมานั่งคุยได้ไหมครับคุณลุง"

"ได้ ค่าเสียเวลาคิดชั่วโมงละ ๕๐๐ บาทบำรุงการกุศล อยากคุยกับเด็กรับใช้คนไหนก็ให้เงินเขาไปซื้อบัตรค่าเสียเวลามาให้"

เสี่ยหงวนยิ้มแป้น

"จับไม้จับมือหรือแตะโน่นแตะนี่นิดหน่อยก็ไม่ได้นะครับ"

"ใช่ เรามีกฎห้ามสมาชิกถูกเนื้อต้องตัวเด็กรับใช้เพราะเด็กสาวเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเด็กดีๆ ทั้งนั้น เป็นพยาบาล เป็นแอร์ โฮสเตส เป็นข้าราชการหรือเป็นนักเรียนชั้นสูง เขามาช่วยเสิฟอาหารและยอมสนทนากับแขกก็เพื่อการกุศล ไม่ใช่ผู้หญิงอย่างว่านะพ่อหงวน"

"หรือครับ ถ้ายังงั้นผมไม่ยุ่งด้วยละครับ อ้ายผมเวลาเมามันชักจะวุ่นวายกับผู้หญิงเสียด้วย คนดีๆ อย่าให้มายุ่งเกี่ยวกับเราเลยครับ แต่ว่ากินเหล้าไม่มีสาวๆ นั่งร่วมโต๊ะมันก็ไม่มีรสชาติ คุณลุงกรุณาให้พวกเราขอยืมอนุของคุณลุงมาคุยกับเราสักคนได้ไหมครับ"

เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ชักยัวะขึ้นมาทันที

"จะดีหรือพ่อหงวน อย่าเลยน่าลุงบอกตามตรงว่าลุงหวง คุยกับเด็กสาวๆ พวกนี้ก็แล้วกันแต่อย่าไปลวนลามเขา ลุงไปละนะ ลุงจะขึ้นไปดูพวกสมาชิกบนตึก ถ้าพวกเธอชอบเต้นรำก็เชิญขึ้นไปบนตึกได้ บัตรเต้นรำเพลงละ ๑๐๐ บาท พ้าทเน่อรล้วนแต่สุภาพสตรีที่เป็นลูกหลานของสมาชิก รับรองว่าที่นี่มีแต่ทองคำธรรมชาติไม่ใช่ทองชุบ เครื่องดื่มเหล้าอาหารและค่าเกมกีฬาแพงก็เพราะเก็บเงินรายได้บำรุงการกุศล มีบัญชีแสดงเรียบร้อยไม่ใช่ว่าเก็บเงินเข้ากระเป๋าลุง ตรงกันข้ามลุงต้องจ่ายเงินสัปดาห์หนึ่งหลายหมื่นเป็นค่าเหล้าค่าอาหารค่าจ้างคนครัวและอื่นๆ สารพัด"

นิกรกระซิบกระซาบกับเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ

"คุณลุงช่วยกรุณาบอกให้คุณกาญจนาของคุณลุงลงมาคุยกับผมหน่อยซีครับ"

"วะ" เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ เอ็ดตะโร "บอกว่าไม่ได้ แล้วกัน" พูดจบท่านก็พาตัวเดินไปจากที่นั้น

นิกรพึมพำเบาๆ

"แหม-จอมเสือป่าคนนี้งกเมียเหลือเกินพับผ่า เดี๋ยวพ่อยอมตกนรกเลย แก่จนหนังตกกระนัยน์ตาเป็นน้ำข้าวแล้วยังมีเมียสวยอย่างนี้"

อาเสี่ยยิ้มให้นิกร

"มีผัวแก่ที่มีเงินสบายว่ะ คนแก่เอาใจเก่งไม่จู้จี้ท่าดีทีเหลว มีผัวหนุ่มรูปหล่ออย่างดีก็เงินเดือนพันบาทเท่านั้นแล้วยังต้องทนมือทนเท้ายอมตัวเป็นกระสอบทรายให้มันซ้อมอีก ขี้หึงก็บรรลัยโลก เมียสวยหน่อยจะพูดกับใครหรือมองผู้ชายที่ไหนก็ไม่ได้พ่อซ้อมหน้าตาแหก"

นายพลดิเรกซึ่งไม่สนใจกับผู้หญิง ชี้มือไปที่โต๊ะว่างโต๊ะหนึ่งแล้วกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ไปนั่งที่โต๊ะนั้นสั่งเหล้าเบียร์และอาหารมากินกันเถอะวะ ถึงเวลาอาหารค่ำของเราแล้ว"

พลกล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"สโมสรเศรษฐีเขาเก็บเงินบำรุงการกุศล พวกเราใครสั่งอะไรมากินก็ออกเงินเอาเองนะโว้ย ที่นี่เราจะ ไม่มีการเลี้ยงกัน เราควรจะสละเงินของเราให้องค์การกุศลต่างๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"ถูกแล้วพล ใครสั่งคนนั้นก็จ่ายเงิน การทำบุญเขาไม่ออกเงินให้กันหรอก แม้แต่ค่าธูปเทียนเพียงบาทเดียว ว่ายังไงอ้ายกร"

นิกรยิ้มแป้น

"ก็ดีซีครับ ฮู อี๊ด ฮู เอ๊าท์ ยุติธรรมดีแล้ว ประเดี๋ยวผมจะสั่งตราขาวมาเททิ้งเล่นสักห้าหกโหล คืนนี้ต้องหักหน้าลบเหลี่ยมอ้ายหงวนเสียที เงินไม่พอประเดี๋ยวกลับไปบ้านเอามาอีกสักห้าหกเข่ง"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"ห้าหกเข่งปลาทูนึ่งน่ะซี"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าแห้วไปที่โต๊ะว่างริมคูน้ำใสใต้ต้นมะพร้าวท่ามกลางแสงไฟสีต่างๆ ห้อยระย้าลงมาตามต้นมะพร้าว บรรยากาศบริเวณสวนหลังบ้านสดชื่นเย็นสบายลมพัดเย็นเหมือนกลางแจ้ง พวกสมาชิกของสโมสรซึ่งส่วนมากอยู่ในวัยงอมนั่งรับประทานอาหารหรือสนทนากันตามโต๊ะที่เรียงรายทั่วสวน บ้างก็เล่นกอล์ฟหลุมเล็กหรือสนุกสนานกับเกมต่างๆ ภายในเรือนต้นไม้หลังใหญ่

โต๊ะอาหารโต๊ะนี้เป็นโต๊ะกลมแบบโต๊ะจีนคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ จึงนั่งล้อมวงกันตามสบาย พอทรุดตัวนั่งเรียบร้อยอีหนูหน้าแฉล้มในชุดบีกินีสวมเสื้อหิ้วทรงชิ้นเล็กๆ และกางเกงแนบเนื้อแบบกางเกงอาบน้ำก็เดินยิ้มแป้นเข้ามาหา

"สวัสดีค่ะ จะกรุณาให้หนูได้รับใช้อะไรบ้างคะ"

เสี่ยหงวนทำท่าชีกอแซ่หลีตามเคย

"นั่งตักผมนิดได้ไหมครับคุณหนู"

"ไม่ได้หรอกค่ะ หนูไม่ได้มีอาชีพเป็นพ้าทเน่อรหรือพนักงานรับใช้ตามไน้ท์คลับหรือตามบาร์"

นิกรเอื้อมมือหยิกโคนขาข้างขวาหล่อนเบาๆ

"ขาอวบอัดขาวผ่องน่าดูเหลือเกินขอหยิกซักทีเถอะ"

"แหม-หนูเจ็บนะคะ ท่านนายกสโมสรบอกคุณหรือเปล่าคะว่าห้ามไม่ให้ถูกเนื้อต้องตัวพวกหนู"

นิกรเงื้อมือทำท่าจะตีหล่อน

"เดี๋ยวตีเผียะเลย ล้อเล่นนิดเดียวทำหน้างอ หนูรู้ไหมว่าน้าเป็นใคร"

"ทราบค่ะ หนูเคยเห็นรูปถ่ายในหนังสือพิมพ์ เคยเห็นตามที่ต่างๆ หลายครั้ง คุณน้าคือพันเอกนิกร การุณวงศ์ ใช่ไหมค่ะ"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"อย่าไปคุยกับมันหนูคุยกับน้าดีกว่ามีกับแกล้มมีอาหารอะไรกินบ้างล่ะแล้วก็บอกให้น้าชื่นใจหน่อยซิว่าหนูชื่ออะไร"

หล่อนส่งกระดาษแข็งแผ่นหนึ่งซึ่งเป็นบัญชีรายชื่ออาหารและเครื่องดื่มให้อาเสี่ยอย่างนอบน้อมแล้วกล่าวว่า

"หนูชื่อโฉมศรีค่ะ"

อาเสี่ยยิ้มละไมในบทบาทของอ้ายตาลยอดด้วนหรืออ้ายเฒ่าหัวงู"

"ชื่อหนูเพราะมากคล้องกับชื่อน้าเสียด้วย น้าชื่อโฉมหงวน"

หล่อนหัวเราะเบาๆ

"คุณน้าชื่ออาเสี่ยกิมหงวนค่ะหนูรู้จักดี ครั้งหนึ่งหลายปีมาแล้วคุณน้าเคยทำให้น้าสาวของหนูร้องไห้มาแล้ว คุณน้าผู้หญิงบุกไปอาละวาดที่บ้านน้าสาวของหนูและบังคับให้คุณน้าเลิกติดต่อกับน้าสาวของหนูอย่างเด็ดขาด คุณน้าจำผู้หญิงที่ชื่อช่อทิพย์ได้ไม่ใช่หรือคะ"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"ทำไมจะจำไม่ได้"

"นั่นแหละค่ะน้าสาวของหนูเอง"

"แต่เขามีสามีใหม่ไปแล้วนี่นา ได้ข่าวว่ามีลูกตั้งสามคน"

"ค่ะ แต่น้าทิพย์ยังไม่ลืมคุณน้าหรอกค่ะ ยังนึกถึงทุกวันคืน"

"โถ-คร่ำครวญถึงน้าหรือโฉมศรี"

"เปล่าค่ะ น้าทิพย์แกเผาพริกเผาเกลือแช่งคุณน้าทุกวันค่ะ"

เสี่ยหงวนสะดุ้งเฮือกท่ามกลางเสียงหัวเราะของสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วเขาก็มองดูบัญชีรายชื่ออาหารเหล้าเครื่องดื่มตลอดจนกับแกล้มและของหวานเช่นไอสครีมลิ้นจี่กระป๋องแช่เย็นผลไม้ต่างๆ

"ขอตราขาวให้น้าหนึ่งขวด แหนมหนึ่งจานพอแล้ว โซดาสองขวดนะ"

หล่อนจดลงในสมุดโน้ตเล่มเล็กๆ อาเสี่ยส่งบัญชีรายชื่ออาหารให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณอาจะทานอะไรสั่งตามใจชอบเถอะครับ"

"แกไม่กินข้าวหรือ" ท่านเจ้าคุณถาม

"ไม่ละครับ เรื่องข้าวสำหรับผมไม่สำคัญ ผมกินเหล้าครึ่งขวดก็อิ่มแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งอาหารสำหรับท่าน ๓ อย่าง ข้าวผัดปูหนึ่งจานและเบียร์หนึ่งขวด พลรับเมนูมาจากเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วสั่งบ้าง

"ขอเบียร์ให้น้าหนึ่งขวดนะคนสวย เนื้อสันสลัดผักหนึ่งจานแล้วก็ไก่ย่างหนึ่งตัว" พูดจบเขาก็ส่งเมนูให้ศาสตราจารย์ดิเรก "แกสั่งบ้างซี"

นายพลดิเรกยิ้มให้สาวสวยซึ่งทำหน้าที่เป็นพนักงานรับใช้เพื่อการกุศล

"ขออาหารฝรั่งชุดดินเน่อรสำหรับผม อ้า-แพงพอดูนะคุณ ชุดละ ๘๐๐ บาท"

"ก็เก็บเงินบำรุงการกุศลนี่คะ คุณน้าเป็นนายพลโทเป็นนักวิทยาศาสตร์และนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ เงินเท่านี้ไม่น่าเสียดายหรอกค่ะ"

"ออไร๋ คุณรู้จักผมด้วยหรือ"

"ทำไมจะไม่รู้จักคะ พรรคพวกคุณน้าใครๆ ก็รู้จักทั้งนั้น"

ดร. ดิเรกถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ผมไม่เคยสนใจกับเด็กสาวๆ เลย แต่เมื่อได้เห็นคุณนุ่งน้อยห่มน้อยร่างอวบอัดขาวผ่องอย่างนี้แล้วผมชักไม่สบายใจ"

โฉมศรีทำตาหวานให้เขา

"หนูก็เหมือนกันค่ะ ได้เห็นตัวจริงของคุณน้าหมอแล้วหนูคงจะเก็บเอาไปนึกฝันอีกหลายวัน"

นายพลดิเรกลืมตาโพลง แล้วยกฝ่ามือข้างขวากุมหน้าอกของเขาทำหน้านิ่วคิ้วขมวดจนกระทั่งพลแปลกใจ

"แกเป็นอะไรวะหมอ"

"ไอถูกศรกามเทพว่ะ"

พลหัวเราะก้าก

"ศรกามเทพไหงถูกหน้าอก"

ศาสตราจารย์ดิเรกทำหน้าฉงน

"แล้วถูกตรงไหนล่ะ"

พลว่า "ถูกที่คอซีโว้ย"

ดร. ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วส่งเมนูให้นิกรซึ่งกำลังจ้องตาเป๋งมองดูใบหน้าของสาวสวยเจ้าของนามโฉมศรี

"เฮ้-แกจะกินอะไรก็สั่งมาซี"

นิกรถอนหายใจหนักๆ เอื้อมมือรับกระดาษแข็งแล้วบ่นพึมพำ

"สวยอะไรอย่างนี้ ยายแร้งทึ้งที่บ้านเราไม่มีทางทาบติด เนื้อหนังยังตึงเต่งไปทั้งตัว คนเราพระท่านว่าสังขารย่อมไม่เที่ยงแท้ เมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้วมาเมียกันสวยขนาดนางสาวไทยเห็นเข้าแล้วอายม้วนต้วนไปเลย ยิ่งคุณนวลเมียอ้ายหงวนด้วยแล้วคุณอาภัสราก็ทาบไม่ได้ เดี๋ยวนี้ไหงชำรุดทรุดโทรมไปตามกัน อ้ายครั้นจะรุขายเชียงกงหรือก็สงสาร เฮ้อ-วัยของคนเรามันเหนี่ยวรั้งไว้ไม่ได้ ตื่นนอนเช้าๆ มองดูเมียคล้ายผีกระสือหรือมัมมี่ แต่อาบน้ำทำผมแต่งหน้าแล้วก็พอดูได้หน่อย อ้า-โอ้โฮ เบียร์ขวดละพันบาทเชียวเรอะคุณโฉมศรีหรือขายเป็นโอ่งแต่พิมพ์ผิดไป"

โฉมศรีหัวเราะคิ๊ก

"ขวดละพันบาทถูกแล้วค่ะ เก็บเงินบำรุงการกุศลนี่คะ"

นิกรฝืนยิ้มอย่างยากเย็น

"ขวดเล็กหรือขวดใหญ่"

"ขวดใหญ่ค่ะ"

"ถ้ายังงั้นขอขวดเล็กให้ผมหนึ่งขวด"

"ขวดเล็กไม่มีค่ะ"

"ว้า-ยังงั้นขวดใหญ่ก็ได้แต่เอาครึ่งขวด ๕๐๐ บาท"

"เราขายเป็นขวดๆ ค่ะไม่ได้ขายเป็นหยดเป็นแก้วหรือขายครึ่งขวด แต่ถ้าวิสกี้ตราดำและตราขาวครึ่งขวดก็ขายค่ะ หรือคุณน้าจะเปลี่ยนเป็นวิสกี้คะ"

นิกรทำหน้าเบ้

"เปลี่ยนยังไงไหว ตราขาวขวดละ ๕,๐๐๐ บาท ผมซื้อครึ่งขวดผมก็นอนก่ายหน้าผากไปหลายเดือน ผมเป็นเศรษฐีก็จริง แต่เป็นเศรษฐีค่อนข้างกระดูกหน่อยครับ เอาเบียร์มาให้ผมหนึ่งขวดก็แล้วกัน คืนนี้ยอม ล่มจมสักพันบาทจะได้เอาไปคุยให้ใครๆ เขาฟังว่าเบียร์ที่สโมสรเศรษฐีขวดละพันบาท"

"อาหารหรือกับแกล้มล่ะคะ" หล่อนถามพลางเขียนคำสั่งของนิกรลงไปในสมุดโน้ต

นิกรมองดูรายการในเมนูอย่างท้อแท้

"ไม่ไหว แต่ละอย่างมันแพงเหลือเกิน ถั่วทอดจานละ ๓๐๐ บาท มันทอด ๓๐๐ บาท บ้านผมซื้อถั่วมาหนึ่งเข่งยังไม่ถึง ๓๐๐ บาท ทอดกินห้าวันห้าคืนยังไม่หมด คุณช่วยไปถามเขาหน่อยซี ผมซื้อจานเล็กขายไหม"

"ปู้โธ่" อาเสี่ยเอ็ดตะโร "แกจะขี้เหนียวไปถึงไหนวะ ตายไปแล้วบาทเดียวแกก็เอาไปไม่ได้"

นิกรหัวเราะหน้าเป็นตามเคยแล้วมองดูหน้าพนักงานรับใช้บรรดาศักดิ์

"ถ้ายังงั้นผมยอมล่มจม ขออาหารจีนให้ผมจดเร็ว หูฉลามตุ๋นเส้นไก่หม้อละ ๓,๐๐๐ บาทเรื่องขี้ผง หมูหันหนึ่งจาน ๑,๕๐๐ บาทขนหน้าแข้งไม่ร่วง ปลาจะละเม็ดน้ำแดง แล้วก็ไข่ดันไก่ผัดเห็ดสด ก้ามปูทอดด้วยครับ" แล้วเขาก็หันมาพูดกับเพื่อนเกลอของเขาด้วยเสียงคำราม "เห็นหรือยังว่านายนิกรใจป้ำขนาดนี้"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"แต่กลับไปบ้านแกอาจจะยิงตัวตายหรือกินยาตายก็ได้เพราะแกไม่เคยจ่ายเงินค่าอาหารมากมายอย่างนี้เลย"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี" แล้วเขาก็โบกมือไล่โฉมศรี "ไปเถอะครับ รีบไปสั่งอาหารให้พวกเรา ขืนอยู่ชักช้าผมนึก เสียดายเงินขึ้นมาผมอาจจะเปลี่ยนความคิดสั่งน้ำเปล่ามากินเพียงแก้วเดียวก็ได้"

โฉมศรีเดินหัวเราะหึๆ ไปจากที่นั้น หล่อนได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้ว คณะพรรคสี่สหายนอกจากเป็นเศรษฐีมีเงินมากมายแล้วทุกคนยังสนุกสนานร่าเริงมีอารมณ์ขันเป็นกันเองกับทุกๆ คน

สักครู่หนึ่งเหล้าและอาหารที่สั่งก็ถูกยกทยอยมาตามลำดับ เจ้าแห้วนั่งหน้าจ๋อยน่าสงสารจนกระทั่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร่อนเมนูไปให้

"เฮ้ย สั่งอะไรมากินซีโว้ยอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยักไหล่แล้วผายมือทั้งสองข้าง

"รับประทานผมมีงบประมาณแค่น้ำอัดลมเพียงขวดเดียวครับ"

พลว่า "ก็สั่งมากินซีแกจะได้มีส่วนบำรุงการกุศล"

เจ้าแห้วยิ้มเจื่อนๆ

"ไม่ละครับ รับประทานผมคอยกินเหลือเจ้านายดีกว่า"

เสี่ยหงวนหัวเราะลั่น

"เอาเถอะ แกอยากกินอะไรกินฉันจะจ่ายเงินให้แกเอง"

เจ้าแห้วยกมือไหว้อาเสี่ยทันที

"รับประทานถ้ายังงี้ตกลงครับ ผมมาจากบ้านผมยังไม่ได้รับประทานอาหารมาเหมือนกัน"

ในที่สุดคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ร่วมโต๊ะดื่มเหล้ารับประทานอาหารกัน เจ้าแห้วสั่งอาหารฝรั่งมากิน ๒ จานคือสะเต๊กเนื้อและมักกะโรนีผัดกุ้ง เบียร์อีกหนึ่งขวด

เวลาผ่านพ้นไปสักครู่ก็มีสุภาพบุรุษหนุ่มใหญ่วัยกลางคน ๒ คนพากันเดินเข้ามานั่งที่โต๊ะว่างใกล้ๆ กับโต๊ะของคณะพรรคสี่สหาย ทั้ง ๒ คนพึ่งมาถึงสโมสรเศรษฐีเดี๋ยวนี้เอง ต่างพากันจ้องมองดูสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วคนหนึ่งรูปร่างอ้วนเตี้ยตัดผมเกรียนแต่งสากลชุดสีน้ำตาลท่าทางภูมิฐานก็กล่าวกับสมุนคนสนิทของเขาดังๆ

"นั่นยังไงล่ะอาเสี่ยกิมหงวนผู้ที่ยกตัวเองว่าเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทย"

ชายหนุ่มร่างยักษ์ซึ่งดูเหมือนจะเป็นมือปืนประจำตัวของเขายิ้มให้เขา

"ผมเห็นแล้วครับเสี่ย แต่ผมไม่เชื่อว่าเสี่ยหงวนมีเงินมากกว่าเสี่ยหรอกครับ เพราะเสี่ยมีทั้งเหมืองแร่ ป่าไม้เรือเดินทะเลและกิจการค้าอื่นๆ อีกเยอะแยะ ในเมืองไทยไม่มีใครสู้เสี่ยของผมได้หรอกครับ"

กิมหงวนชักยัวะขึ้นมาทันที เขาได้ยินคำพูดของคนทั้งสองอย่างถนัดและเขารู้ดีว่าหนุ่มใหญ่เจ้าของร่างอ้วนเตี้ยผู้นี้มีนามว่านายบัวเฮงหรือเสี่ยเฮงเศรษฐีใหญ่คนหนึ่ง ถึงแม้ไม่รู้จักคุ้นเคยกับกิมหงวนแต่ก็เคยเห็นหน้ากันบ่อยๆ ในลักษณะศิลปศรไม่กินกัน เสี่ยหงวนพยักหน้ากับเจ้าแห้วแล้วกล่าวว่า

"อ้ายแห้ว มีเศรษฐีในประเทศคนไหนบ้างไหมวะที่กล้าฉีกเงินทิ้งเล่นทีละหมื่นสองหมื่น"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานไม่มีหรอกครับ เสี่ยอย่าไปสนใจกับเสียงนกเสียงกาเสียงวิพากษ์วิจารณ์เลยครับ เศรษฐีที่มีเงินมากกว่าอาเสี่ยของผมก็คงกล้าฉีกเงินให้พวกเราดูเป็นขวัญตา"

เสี่ยเฮงหรือนายบัวเฮงก็เหมือนกับเสี่ยหงวนคือใครดูถูกไม่ได้ เขากล่าวกับมือปืนหรือสมุนแขนขวาของเขาทันที

"เฮ้ย-ส่งกระเป๋าเงินของกันมานี่"

เจ้าหมอนั่นรีบส่งกระเป๋าซิปรูดขนาดใหญ่ให้ลูกพี่ของเขาทันที เสี่ยเฮงวางกระเป๋าลงบนตักแล้วเปิดออก หยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาปึกหนึ่งเป็นเงินหมื่นบาทแล้วเขาก็ส่งให้สมุนของเขา แกล้งพูดเสียงดังด้วยเจตนาให้เสี่ยหงวนได้ยิน

"แกช่วยเผาเงินหมื่นบาทนี่หน่อยเถอะวะ ที่สวนนี่มันมืดเหลือเกินอ่านเมนูไม่ใคร่เห็น จุดซีโว้ยยอด ทำตามคำสั่งของกัน"

เจ้ายอดมือปืนประจำตัวเสี่ยเฮงลุกขึ้นจากเก้าอี้ลงนั่งยองๆ บนพื้นดินล้วงไม้ขีดออกมาจากกระเป๋าเสื้อสากลของเขา นิกรพรวดพราดลุกขึ้นเดินมานั่งข้างยอดแล้วกล่าวว่า

"ขอให้กรรมการดูหน่อยซิ ไหนๆ จะแข่งขันความฉิบหายกันแล้วแบ๊งค์นี่แบ๊งค์รัฐบาลหรือแบ๊งค์หลวงพ่อทวด"

ยอดเค้นหัวเราะมองดูนิกรอย่างหมั่นไส้แล้วยื่นปึกธนบัตรให้ดู

"เชิญแหกตาดูให้เต็มที่ครับ มหาเศรษฐีอย่างเสี่ยเฮงเจ้านายของผมไม่ใช่เศรษฐีกำมะลอ รักจะเผาเงินเล่นแล้วทำไมจะต้องเผาแบ๊งค์หลวงพ่อทวด"

นิกรรับไปพิจารณาดูแล้วคืนให้ เขาลุกขึ้นกลับไปนั่งโต๊ะข้างเสี่ยหงวน

"แกเจอคนจริงเขาให้แล้วอ้ายหงวน หมอนั่นมันเผาแบ๊งค์จริงๆ ว่ะ ใบละร้อยใหม่เอี่ยมทั้งปึกหมื่นบาทถูกแล้ว"

เสี่ยหงวนยิ้มแบบมหาเศรษฐีคือยิ้มแสยะทำปากเบี้ยวกลอกนัยน์ตาไปมา

"กันรู้จักเสี่ยเฮงดี เขาเป็นเศรษฐีชื่อดังอยู่ทางปักษ์ใต้ มีเงินอย่างมากก็ในราว ๒๐๐ ล้านบาท ดีแล้วที่เขาคิดว่าเขาร่ำรวยกว่ากันถึงกับบังอาจเผาแบ๊งค์เล่นด้วย เจตนาหักหน้าหรือลบเหลี่ยมลูบคมกัน เสี่ยเฮงก็เปรียบเหมือนลูกวัวที่กำลังแตกเปลี่ยวขวิดไม่เลือกแม้กระทั่งกำแพงเมืองจีนคือตัวกัน ผลที่ได้รับคือเขาหัก"

ดร. ดิเรกมองดูเสี่ยหงวนอย่างชื่นชม

"คำคมจริงโว้ยอ้ายหงวน ปรัชญาเสียด้วย หมายความว่าแกจะเผาเงินแข่งกับเสี่ยเฮงยังงั้นเรอะ"

"เออ ให้เขาเผาก่อนพวกเรานั่งดูเฉยๆ ไม่ต้องเอะอะ คืนนี้กันสู้ตายหมดห้าแสนกันจะกลับไปเอาเงินที่บ้านบรรทุกรถโกดังมาอีกห้าหกคันเผาเล่นอีก ที่บ้านมีเงินสดอยู่ในราวแปดล้านเห็นจะได้"

ยอดสมุนคนสนิทของนายบัวเฮงหรือเสี่ยเฮงเริ่มเผาเงินแล้ว ตอนแรกเผาเพียงสองสามฉบับแล้ววางลงบนพื้นดินหยิบธนบัตรใส่เข้าไปอีกจนลุกโชต แสงไฟที่กำลังไหม้ธนบัตรทำให้คนดูแลสถานที่ของสโมสรเศรษฐีคนหนึ่งวิ่งเหยาะๆ ตรงเข้ามาที่โต๊ะเสี่ยเฮงแล้วกล่าวถาม

"ท่านเผาอะไรขอรับ"

"เผาเงินเล่นโก้ๆ ผมเคยได้ยินเขาโจษกันว่ามีมหาเศรษฐีคนหนึ่งซึ่งพึ่งเข้ามาเป็นสมาชิกของสโมสรนี้เคยฉีกเงินหรือเผาเงินเล่นผมก็ลองทำดูบ้าง ใครๆ จะได้รู้ว่าคนอย่างผมก็รวยขนาดเผาเงินเล่นได้เหมือนกัน"

คนดูแลสถานที่หันไปทางกองไฟซึ่งยอดกำลังหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทใส่เข้าไปทีละหลายฉบับ"

"โอ๊ย" ชายกลางคนร้องสุดเสียงแล้วหมุนตัวกลับวิ่งไปจากที่นั้นร้องตะโกนโพทะนาบอกให้ใครต่อใครรู้ว่าเสี่ยเฮงเศรษฐีใหญ่หักหน้าอาเสี่ยกิมหงวนด้วยการเผาเงินเล่น บรรดาสมาชิกหญิงชายต่างลุกขึ้นจากโต๊ะ รับประทานอาหารพากันมาดูการเผาธนบัตรซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสนใจธนบัตรหมื่นบาทที่ถูกไฟไหม้ลุกโพลง

เสี่ยหงวนนั่งมองดูอย่างเดือดดาล เลือดแห่งความเป็นมหาเศรษฐีบวกกับเลือดบ้าเดือดพล่าน เมื่อแลเห็นพวกสมาชิกของสโมสรเศรษฐีเกือบ ๕๐ คน เข้ามาห้อมล้อมอาเสี่ยก็พยักหน้ากับเจ้าแห้วแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"อ้ายแห้ว หยิบเงินในกระเป๋าออกมาสองหมื่นบาท เผาส่งไปให้เตี่ยกันใช้ที่เมืองผี ฮ่ะ ฮ้า นี่แหละโว้ยอาเสี่ยกิมหงวนนักฉีกแบ๊งค์บันลือโลก"

เจ้าแห้วปฏิบัติตามคำสั่งทันที เขาหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกใหญ่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อผ้าใบนั้นรวม ๒ ปึกแล้วเดินไปนั่งข้างยอดจัดการเผาเงิน ๒๐,๐๐๐ บาทนั้น ตามคำสั่งเสี่ยหงวน ตอนนี้เองเสี่ยเฮงก็โยนเงินมาให้ยอดอีก ๓๐,๐๐๐ บาท

"เอา-ยอด เผาอีกโว้ย เขาเผาสองหมื่นกันเผาสี่หมื่น"

เสี่ยหงวนหยิบเงินโยนมาให้เจ้าแห้วอีก ๒๐,๐๐๐ บาท

"เผาให้เท่าเขาอ้ายแห้ว"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นรอบบริเวณนั้น พวกเศรษฐีทั้งหลายที่เข้ามายืนห้อมล้อมมองดูการเล่นเผาธนบัตรต่างรู้สึกตื่นเต้นไปตามกัน ทุกคนต่างยอมรับนับถือเสี่ยเฮงและเสี่ยหงวนที่มั่งมีขนาดเผาเงินทิ้ง

กองไฟ ๒ กองสว่างจ้า ธนบัตรใบละ ๑๐๐ บาทวอดวายไปในไฟรวม ๘๐,๐๐๐ บาท เสี่ยหงวนกับ เสี่ยเฮงนั่งไขว่ห้างยิ้มกริ่มมองดูกองไฟอย่างภาคภูมิใจและแล้วพอไฟในกองของเสี่ยหงวนมอดไปเกือบหมด อาเสี่ยก็หยิบธนบัตรในกระเป๋าอีก ๓ ปึกโยนไปที่เจ้าแห้ว

"เฮ้ย-เผาอีกสามหมื่นอ้ายแห้ว แหม-ไฟไหมแบ๊งค์ยังงี้น่าดูจังว่ะดีกว่าไฟไหม้กรุงโรมเป็นไหนๆ ฮ่ะ ฮ่ะ ใครเขาคิดว่ากูเป็นบ้ากูก็ยอมรับกูบ้าละวะ เผาอะไรมันจะมาสนุกกว่าเผาแบ๊งค์" แล้วเขาก็หันมามองดูคู่ต่อสู้ของเขา "ว่ายังไงครับเสี่ยเฮงผมเผาอีกสามหมื่นบาทแล้ว"

เสี่ยเฮงหยิบเงินในกระเป๋าซิปรูดออกมา ๓๐,๐๐๐ บาทแล้วโยนให้สมุนคนสนิทของเขา

"เผาอีกสามหมื่นให้เท่าเสี่ยหงวนเขา"

กองไฟทั้งสองกองสว่างจ้า บรรดาสมาชิกของสโมสรเศรษฐีตลอดจนเจ้าหน้าที่และพนักงานรับใช้ต่างหลั่งไหลกันมาดูจนเนืองแน่น เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ พาอีหนูของท่านบุกเข้ามาที่โต๊ะคณะพรรคสี่สหายและ เจ้าคุณปัจจนึกฯ จอมเสือป่าหอบแฮ่กๆ เพราะวิ่งลงมาจากหลังตึกตรงมานี่เป็นระยะทางประมาณ ๕๐ เมตร

"เสี่ยหงวน นี่เกิดผิดใจกับเสี่ยเฮงถึงกับเผาแบ๊งค์แข่งความเป็นเศรษฐีกันเชียวหรือ มีคนไปบอกลุงว่าเธอกับเสี่ยเฮงเผาเงินเล่นคนละหลายหมื่นบาท"

เสี่ยหงวนยิ้มแบบมหาเศรษฐี

"เรื่องเล็กครับคุณลุง ผมจะเผาจนกว่าเสี่ยเฮงจะยอมแพ้ผม เขาเป็นคนเผาเงินก่อนด้วยเจตนาจะหักหน้าผมหรือประกาศตัวว่าเขามั่งมีกว่าผมผมก็ต้องแสดงให้เสี่ยเฮงเห็นว่าเสี่ยเฮงคือลูกวัวหนุ่มที่บังอาจขวิดกำแพง"

เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ กลืนน้ำลายเอื๊อกวิ่งเข้าไปหานายบัวเฮงหรือเสี่ยเฮงเศรษฐีปักษ์ใต้

"เสี่ยเฮง อย่าทำอย่างนี้เลยหลานชาย การเผาเงินทิ้งจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร เอาเงินที่เผาบำรุงการกุศลดีกว่า เพราะเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่เจ็บไข้"

เสี่ยเฮงยิ้มแสยะ

"กรุณาอย่าห้ามผมเลยครับคุณลุง ผมอยากพบเสี่ยหงวนในแบบนี้มานานแล้ว ขอให้ผมเผาเงินแข่งกับเขาต่อไปอีกเถอะครับ ให้มันรู้ไปว่าเศรษฐีปักษ์ใต้กับเศรษฐีกรุงเทพฯ ใครจะแน่กว่าใคร" พูดจบเขาก็โยนเงินอีก ๒๐,๐๐๐ บาทไปให้คนของเขา "เผาโว้ยยอด เสี่ยหงวนหน้าซีดแล้ว ฮ่ะ ฮ่ะ"

เสี่ยหงวนแหกปากหัวเราะลั่น

"ผมพึ่งเผาไปเจ็ดหมื่นเท่านั้นผมหน้าซีดเพราะเสียดายเงินเชียวหรือครับ ประทานโทษ ขอให้ผมถุยรดหัวคุณหน่อยเถอะ ถุย....คนอย่างผมเงินหมื่นหรือเงินแสนเรื่องขี้ผงเงินล้านก็เท่ากับเหรียญสลึงอันเดียวคุณโปรดทราบไว้ด้วย" พูดจบอาเสี่ยก็หยิบธนบัตรในกระเป๋ารวม ๓ ปึกโยนไปให้เจ้าแห้ว "เผาโว้ยอ้ายแห้ว เผาให้ครบหนึ่งแสนแล้วประเดี๋ยวเผาใหม่ทีละแสน ฮ่ะ ฮ่ะ"

เสี่ยเฮงโกรธจนปากเขียว เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าซิปรูดอีกแต่เงินของเขาหมดเสียแล้ว พวกเศรษฐีหลายคนต่างร้องเชียร์เสี่ยเฮง

"สู้เขาเสี่ยเฮง สู้เขาครับ"

เสี่ยเฮงยิ้มแห้งๆ ผุดลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้ามาหาเสี่ยหงวนคู่ต่อสู้ของเขา

"ผมไม่ได้เอาเงินมามากมายเหมือนอย่างอาเสี่ย ขอเวลาให้ผมอีกชั่วโมงเถอะครับ ผมจะรีบกลับไปบ้านพักของผมแล้วขนเงินมาเผาสู้กับอาเสี่ยอีก"

เสี่ยหงวนยิ้มให้

"ได้ครับ ผมจะรอคุณอยู่ที่นี่เพื่อให้คุณได้รู้ความจริงว่าความมั่งมีของคุณน่ะยังห่างไกลต่อผมมากนัก"

เสี่ยเฮงหันมาทางสมุนคนสนิทของเขา

"เฮ้-ยอด กลับบ้านโว้ยรีบไปขนเงินเอามาสู้เขาอีกสักห้าหกเข่งหยิบกระเป๋าบนโต๊ะไปด้วย วันนี้กันยอมฉิบหาย บ้าต่อบ้ามาเจอกันเข้ามันก็ต้องแหลกกันไปข้างหนึ่ง"

ครั้นแล้วเสี่ยเฮงก็พาลูกน้องของเขาเดินออกไปจากบริเวณสวนหลังบ้านเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ คราวนี้พวกสมาชิกต่างเฮโลเข้ามาห้อมล้อมโต๊ะคณะพรรคสี่สหายแล้วแสดงความชื่นชมยินดีต่อเสี่ยหงวนที่เขามั่งมีอย่างมหาศาลขนาดเผาเงินเล่นเป็นแสนๆ อย่างหน้าตาเฉย พวกอนุของเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ เริ่มทำตาหวานให้ท่าให้ทางอาเสี่ย กาญจนาถึงกับกล่าวว่า

"หนูเชื่อแล้วค่ะว่าอาเสี่ยเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองไทย เสี่ยเฮงไม่มีทางสู้หรอกค่ะ อย่างไรแกก็คงไม่กลับมานี่อีกในคืนนี้ แกจะต้องกลับไปนอนเอามือก่ายหน้าผากเพราะเสียดายเงินของแก"

เสี่ยหงวนยิ้มแก้มแทบแตกเขาหยิบธนบัตรในกระเป๋าเสื้อผ้าออกมาอีกปึกหนึ่งแล้วฉีกทิ้งอย่างหน้าตาเฉยราวกับว่าเขาฉีกกระดาษเล่น

"เสี่ยเฮงมีเงินเพียงสองสามร้อยล้านจะมาสู้มาได้อย่างไร ผมอยู่บ้านผมฉีกเงินเล่นเสมอ บางทีหน้าหนาวก็เผาเงินต่างฟืนนั่งผิงไฟกัน ผมยินดีที่จะบอกให้ท่านสมาชิกทุกคนได้ทราบทั่วกันว่า ผมเสียภาษีให้ รัฐบาลปีหนึ่งตั้ง ๔๐ ล้านเป็นอย่างน้อย เสียอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้คดโกงรัฐเลย เราหาเงินได้เราก็ต้อง ช่วยเหลือรัฐบาลในด้านภาษีอากร เพื่อรัฐจะได้เอาเงินไปบำรุงประเทศชาติของเรา"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้น ต่อจากนั้นพวกสมาชิกของสโมสรเศรษฐีก็แยกย้ายกันไปหาความสุขสำราญของตนต่อไป บรรดาเศรษฐีเหล่านี้มีเงินคนละล้านสองล้านเท่านั้น จึงตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจเมื่อได้เห็นอาเสี่ยกิมหงวนเผาเงินแสนเล่น ทำให้คู่ต่อสู้คือเสี่ยเฮงต้องรีบหนีกลับบ้านเพราะไม่มีเงินที่จะเผาแข่งกับเสี่ยหงวนอีก

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้ดื่มเหล้าและรับประทานอาหารกันต่อไป เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ได้ชื่นชมยินดีเลยที่เสี่ยหงวนเผาเงินเล่นตั้งแสน ถึงแม้อาเสี่ยจะร่ำรวยสักเพียงใดก็ตาม

"อาไม่อยากเห็นแกแสดงความเป็นเศรษฐีด้วยวิธีฉีกเงินหรือเผาเงินเล่น" ท่านเจ้าคุณกล่าวกับอาเสี่ยด้วยใบหน้าเคร่งขรึม "น่าเสียดายเหลือเกิน เงินตั้งแสนบาทไม่ใช่เงินเล็กน้อย แกควรจะส่งไปบำรุงโรงพยาบาลหรือองค์การกุศลที่ไหนก็ยังจะดีกว่า"

อาเสี่ยหัวเราะเบาๆ เขาบอกเจ้าแห้วให้ยกกระเป๋าใส่เงินมาตั้งบนเก้าอี้ว่างข้างตัวเขาแล้วถามเจ้าแห้ว

"เผาไปหนึ่งแสนแล้วใช่ไหม"

"ครับ รับประทานหนึ่งแสนพอดี เงินที่อยู่ข้างบนนี่ปึกละหมื่นทั้งนั้นแหละครับ แต่ว่ารับประทานเป็นแบ๊งค์หลวงพ่อทวดสองแสน รับประทานที่เผาไปเมื่อกี้นี้แบ๊งค์หลวงพ่อทวดทั้งนั้นแหละครับ"

เสี่ยหงวนอ้าปากหวอ

"แบ๊งค์หลวงพ่อทวด "

"ครับ รับประทานแบ๊งค์รัฐบาลมีสามแสนครับอยู่ข้างล่าง ตอนบนปึกละหมื่นคือแบ๊งค์หลวงพ่อทวดครับ"

อาเสี่ยเม้มปากแน่น

"แล้วใครบอกให้มึงเอาแบ๊งค์หลวงพ่อใส่กระเป๋ามา ก่อนจะออกจากบ้านฉันมอบเงินสดให้แกรวมห้าแสนบาทสั่งให้แกบรรจุเงินไว้ในกระเป๋าใบนี้ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย"

"รับประทานคุณพล, คุณนิกรกับคุณหมอสั่งให้ผมเอาแบ๊งค์หลวงพ่อใส่มาสองแสนครับ แล้วคืนเงินสดให้คุณนวลลออไปสองแสน"

กิมหงวนหันมามองดูหน้าพลอย่างเคืองๆ

"เป็นความคิดของแกหรืออ้ายพล"

พลหัวเราะเบาๆ

"เปล่า เป็นความคิดของอ้ายกรแต่พวกเราเห็นพ้องด้วย อ้ายกรว่าอย่างไรเสียคืนนี้แกจะต้องแสดงความมั่งมีอวดพวกเศรษฐีที่นี่ ถ้าแกไม่ฉีกเงินเล่นแกก็คงเผาไฟเล่น อ้ายกรก็เลยเอาแบ๊งค์หลวงพ่อปนมาสองแสนและเอาไว้ข้างบน อ้า-ยังเหลืออีกหนึ่งแสนแกจะฉีกหรือจะเผาเล่นก็เอา แต่เงินจริงๆ พวกเราจะไม่ยอมให้แกฉีกหรือเผาเป็นอันขาด ถึงแม้ว่าจะเป็นเงินของแกก็ตาม"

ดร. ดิเรกหัวเราะก้าก เขามองดูหน้าเสี่ยหงวนอย่างขบขัน

"แต่แกไม่ต้องวิตก ไม่มีใครรู้ความจริงหรอกว่าแกเผาแบ๊งค์หลวงพ่อเพราะมันไหม้ไฟเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว"

เสี่ยหงวนยิ้มเศร้าๆ

"น่าสงสารเสี่ยเฮงมาก อ้ายหมอนั่นเผาเงินเสียเกลี้ยงกระเป๋า ดูเหมือนเผาไปเก้าหมื่นหรือแสนบาท กลับไปบ้านเมียตีตายห่า"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง นิกรพูดพลางหัวเราะพลาง

"กันเป็นเพื่อนที่ดีของแกอ้ายหงวน กันและพวกเราพอจะคาดการณ์ล่วงหน้าได้ถูกต้อง ที่นี่เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของพวกเศรษฐี จะต้องมีเศรษฐีคนใดคนหนึ่งทำให้แกหมั่นไส้หรืออวดมั่งมีกับแกซึ่งแกจะต้องฉีกแบ๊งค์หรือเผาแบ๊งค์กันก็เลยใช้ให้อ้ายแห้วไปซื้อแบ๊งค์หลวงพ่อเตรียมไว้"

อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้

"ซื้อที่ไหนวะ และเขาขายยังไง"

"ซื้อที่ร้านขายหนังสือการ์ตูนข้างโรงจำนำผ่านฟ้าด้านถนนนครสวรรค์ ร้อยละ ๑๐ บาทโว้ย กลางคืนอย่างนี้ถึงมีแสงไฟฟ้ามองดูก็เหมือนกับใบละร้อยบาท กันให้อ้ายแห้วซื้อมา ๒,๐๐๐ ฉบับ แล้วเอามาแบ่งเป็น ปึกๆ ละ ๑๐๐ ฉบับสำหรับให้แกฉีกและเผา"

เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ

"ก็ถ้ากันจ่ายเงินค่าเหล้าค่าอาหารดันหยิบเอาแบ๊งค์หลวงพ่อให้เขาไปกันมิขายหน้าเขาแย่รึ"

นิกรหัวเราะหน้าเป็นตามเคย

"อ้ายแห้วเป็นผู้รักษากระเป๋าเงิน และเป็นคนจ่ายเงินตามคำสั่งแกต่างหาก อ้ายแห้วมันรู้ดีว่าปึกไหนเป็นแบ๊งค์หลวงพ่อหรือแบ๊งค์รัฐบาล"

อาเสี่ยส่ายหน้าช้าๆ นึกสงสารเสี่ยเฮงคู่แข่งขันของเขาที่เอาเงินจริงๆ มาเผาเล่นตั้งแสนบาท

การรับประทานอาหารสิ้นสุดลงในเวลา ๒๐.๓๐ น.

หลังจากชำระเงินค่าเหล้าเบียร์ค่าเครื่องดื่มและอาหารแล้วคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ออกเดินเที่ยวชมรอบบริเวณสวนดอกไม้หลังบ้านเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ผ่านไปทางไหนพวกสมาชิกก็ทักทายด้วยเป็นอย่างดี

ที่สนามกอล์ฟเล็ก การแข่งขันเตะปี๊บของสมาชิกผู้สูงอายุกำลังจะเริ่มต้น นายตรึกเลขานุการของเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ เดินตามหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ เสียรอบบ้าน เมื่อพบท่านเจ้าคุณกับสี่สหายและเจ้าแห้วอยู่ในเรือนต้นไม้และกำลังเล่นโบลิ่งใหญ่ เขาก็เรียนให้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทราบ

"ท่านเจ้าคุณให้กระผมมาเชิญใต้เท้าไปลงชื่อแข่งขันเตะปี๊บชิงถ้วยที่สนามกอล์ฟเล็กครับผม"

"หา มีการชิงถ้วยด้วยเรอะคุณตรึก" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามด้วยความสนใจ

"ครับผม ชิงถ้วยเกียรติยศของเจ้าพระยาวิเศษไชยศรีครับผม การแข่งขันเตะปี๊บไกลจะเริ่มต้นในเวลา ๒๐ นาฬิกา ๒๕ นาทีขอรับ"

นิกรยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา แล้วกล่าวกับพ่อตาของเขา

"สู้เขาครับคุณพ่อ ผมและพวกเราเชียร์เต็มที่ มีเวลาอีก ๕ นาทีเท่านั้น รีบไปลงชื่อแข่งขันเถอะครับ เอาถ้วยไปตั้งโชว์ที่ห้องรับแขกบ้านเรานะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"เอา-ลองดู แต่พ่อไม่เคยซ้อมเตะปี๊บเลยโว้ย"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"มือชั้นคุณอาไม่ต้องซ้อมก็ชนะแหงๆ คุณอาเป็นนายทหารและเคยเป็นนักฟุตบอลชื่อดังมาแล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องเหนือกว่าไปได้ไกลว่าและรวดเร็วกว่า"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพากันออกไปจากเรือนต้นไม้ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นสนามโบลิ่ง ท่านเจ้าคุณรู้สึกคึกคักเข้มแข็งขึ้นมาทันที เมื่อมาถึงสนามกอล์ฟเล็ก เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ กับพวกสมาชิกในวัยงอมและหง่อมต่างก็ทักทายเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสี่สหายกันเกรียวกราว

ใครคนหนึ่งร้องขึ้นดังๆ

"ฉีกแบ๊งค์ให้พวกเราได้ชมเป็นขวัญตาหน่อยเถอะครับอาเสี่ยกิมหงวน"

อาเสี่ยยิ้มแป้นและประณมมือไหว้ไปทางกลุ่มนั้น

"ไม่มีคู่แข่งขันอย่าให้ผมแสดงเลยครับ ขอตัวที ถ้าพวกท่านอยากชมผมจะให้เศรษฐีนิกรเพื่อนผมแสดงแทน"

มีเสียงตบมือโห่ร้องจากพวกเศรษฐีทั้งหลาย

"กรุณาแสดงให้ชมหน่อยครับคุณนิกร"

นิกรชักฉิวกิมหงวนแต่ต้องฝืนแสดงสีหน้าให้ยิ้มแย้มแจ่มใส เขาล้วงกระเป๋าใบบนหยิบธนบัตรออกมาฉบับหนึ่งซึ่งเป็นธนบัตรใบละ ๑๐ บาท นิกรชูธนบัตรขึ้นแล้วกล่าวขึ้นดังๆ

"เชิญชมครับ เศรษฐีนิกรจะฉีกแบ๊งค์ให้ท่านชมพอหอมปากหอมคอ" พูดจบเขาก็ฉีกธนบัตรใบละ ๑๐ บาทออกเป็นสี่ชิ้นแล้วเก็บใส่กระเป๋ากางเกงเพื่อเอาไปต่อที่บ้าน

แทนที่พวกสมาชิกจะตบมือให้เกียรติกลับมีเสียงร้อง "บู" ดังขึ้นเซ็งแซ่ เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ จูงมือ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไปที่โต๊ะสาวสวยคนหนึ่งซึ่งมีหน้าที่รับสมัครนักกีฬาวัยหง่อมเข้าแข่งขันเตะปี๊บไกล ชิงถ้วยเงินของเจ้าพระยาวิเศษไชยศรี

"หลานสาว" ท่านนายกสโมสรกล่าวกับสุภาพสตรีผู้นั้น "ปู่พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาลงชื่อเข้าแข่งขันอีกคนหนึ่ง"

สี่สหายกับเจ้าแห้วเดินเข้ามายืนหน้าโต๊ะ เสี่ยหงวนทำท่าชีกอกับสาวสวยแล้วกล่าวกับหล่อน

"ผมสมัครแข่งขันเตะปี๊บด้วยครับ"

หลานปู่ของเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ยิ้มให้อาเสี่ย

"ประทานโทษค่ะ หนูรับสมัครท่านไม่ได้ เพราะตามระเบียบกติกาผู้แข่งขันต้องมีอายุ ๖๕ ปีขึ้นไป"

"อ้าว" เสี่ยหงวนคราง "ผมนึกว่าไม่มีการจำกัดอายุ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะแล้วกรอกข้อความลงในแบบฟอร์มใบสมัครแข่งขันเตะปี๊บไกล ซึ่งปรากฏในใบสมัครว่า ผู้สมัครได้ชำระเงินค่าเข้าแข่งขัน ๑,๐๐๐ บาทเรียบร้อย และในการแข่งขันเตะปี๊บไกลนี้หากผู้สมัครเป็นลมตายหรือหัวใจวายเท่งทึงไปเพราะเหนื่อยเกินขนาด ทางสโมสรจะไม่รับผิดชอบ ส่วนกติกาการแข่งขันซึ่งมีอยู่ในใบสมัครนั้นก็คือผู้เข้าแข่งขันจะเตะปี๊บจากจุดเริ่มต้นคนละ ๓ ครั้ง เมื่อเตะครั้งหนึ่งกรรมการจะวัดระยะไว้แล้วเขียนลงกระดาน ผู้ใดเตะได้ไกลที่สุดใน ๓ ครั้ง ก็จะเป็นผู้ชนะเลิศได้รับถ้วยเกียรติยศจากเจ้าพระยาวิเศษไชยศรีอดีตเสนาบดีกระทรวงวัง

ท่านเจ้าคุณเซ็นชื่อในใบสมัครเรียบร้อยก็ล้วงกระเป๋าหยิบเงินออกมามอบให้หญิงสาว เจ้าหน้าที่รับสมัครแข่งขันเป็นเงิน ๑,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยใบสมัครของท่าน

ตอนนี้เองบรรดาสมาชิกสโมสรเศรษฐีต่างย่อยๆ กันมาที่สนามกอล์ฟเล็กเพื่อชมนักกีฬาวัยชราภาพแข่งขันเตะปี๊บกัน เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ นักเตะปี๊บฝีมือเยี่ยมพาผู้เข้าแข่งขันรวม ๖ คนทั้งตัวท่านเข้าไปพบกับเจ้าพระยาวิเศษฯ เจ้าของถ้วยซึ่งแต่งกายแบบไทย นุ่งผ้าม่วงสวมเสื้อราชปะแตน สวมถุงน่องรองเท้านั่งอยู่บนรถเข็นสองล้อ มีหลานชายของท่าน ๒ คนคอยประคับประคองอยู่ข้างๆ

โฆษกประจำสนามแข่งขันได้พูดกระจายเสียงประกาศให้สมาชิกสโมสรเศรษฐีทราบ แต่เสียงเครื่องขยายเสียงดังภายในบริเวณบ้านเท่านั้น

"ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทั้งหลาย กระผมขอกราบเรียนให้ทราบว่าเวลาแข่งขันเตะปี๊บใกล้เข้ามาแล้วครับ ท่านผู้สนใจกรุณารีบมาชมการแข่งขันเตะปี๊บไกลชิงถ้วยของท่านเจ้าพระยาวิเศษไชยศรี ในคืนวันนี้มีสมาชิกเข้าแข่งขันรวม ๖ ท่านด้วยกันซึ่งกระผมจะกราบเรียนรายนามให้ทราบดังต่อไปนี้คือ หมายเลข ๑ หรือผู้ที่จะเตะปี๊บเป็นคนแรกคือท่านนายกสโมสรของเรา"

เสียงตบมือโห่ร้องดังลั่น พวกสมาชิกส่วนมากต่างมั่นใจว่าเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ จะต้องได้ถ้วยอย่าง ไม่มีปัญหาเพราะท่านชนะการแข่งขันเตะปี๊บมาหลายครั้งแล้ว

"หมายเลข ๒ หลวงชำนาญระนาดฆ้อง หมายเลข ๓ คุณยิ้ม แย้มสรวล หมายเลข ๔ พระปราบพาลชน หมายเลข ๕ พระยายุทธนาวีวิชิต และหมายเลข ๖ พระยาปัจจนึกพินาศ ขอกราบเรียนเชิญนักกีฬาเตะปี๊บออกมายืนเตรียมพร้อมที่เส้นเตะปี๊บได้แล้วครับ"

เสียงตบมือโห่ร้องดังขึ้นอีก เมื่อนักกีฬาวัยหง่อมเดินเข้ามาในสนามแข่งขันและยืนเข้าแถวเรียงเดี่ยวรวม ๖ ท่าน แต่ละคนเหมือนกล้วยที่สุกคาเครือและงอมเต็มทน กรรมการหลายคนเตรียมปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุดคือตรงไปตรงมาไม่ใช่โกงไปโกงมา

สุภาพบุรุษผู้สูงอายุคนหนึ่งเดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย

"เดิมพันกับผมสักแสนเป็นยังไงครับ ผมถือหางท่านเจ้าคุณมหาศักดิ์ฯ ถ้าพวกคุณคิดว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะชนะเอาถ้วยไปครองก็พนันกับผม"

นิกรยิ้มให้และยื่นมือให้จับ

"ตกลงครับคุณจมื่น"

จมื่นนริศร์นเรศวรบีบมือนิกรแน่น

"ด้วยเกียรติของเรานะครับ ถ้าผมแพ้ผมจะเขียนเช็คให้คุณ"

"เช่นเดียวกันครับคุณจมื่น" แล้วนิกรก็ร้องบอกเจ้าคุณปัจจนึกฯ "คุณพ่อครับผมเล่นคุณพ่อไว้แสนบาท อย่าให้แพ้เจ้าคุณลุงนะครับ"

การแข่งขันเตะปี๊บไกลเริ่มต้นแล้ว

กรรมการนำปี๊บเปล่า ซึ่งเป็นปี๊บน้ำมันก๊าดขนาด ๒๐ ลิตรยกมาตั้งที่เส้นปูนขาวแล้วเดินเข้าไปหาเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ

"เชิญใต้เท้ากรุณาครับผม"

จอมเสือป่ายิ้มละไม พยายามวางท่าทางให้เหมือนคนหนุ่มๆ ถอดเสื้อสากลออกส่งให้อีหนูของท่านถือไว้เอื้อมมือลูบคลำถ้วยเงินใบใหญ่ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้าเจ้าพระยาวิเศษไชยศรี แล้วท่านนายกสโมสรก็ขยับเท้าทั้งสองข้างเต้นไปมาเหมือนนักมวยตอนขึ้นไปบนเวที

กาญจนา อนุหรืออีหนูของท่านกล่าวห้ามทันที

"อย่าเต้นค่ะป๋า เดี๋ยวหมดแรง"

เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ชักฉิวอีหนูของท่าน ท่านเดินกางข้อตรงเข้าไปหยุดยืนข้างเส้นปูนขาว และแล้วท่านก็ถอยหลังออกมาห่างจากปี๊บสองสามก้าว วิ่งเข้าไปเตะปี๊บเปล่าเต็มเหนี่ยว

"เพล้ง"

ปี๊บน้ำมันลอยละลิ่วไปไกล หล่นลงพื้นดินดังโพล้งเพล้งกลิ้งไปอีกท่ามกลางเสียงตบมือโห่ร้องของผู้ที่เอาใจช่วยท่าน กรรมการ ๒ คนใช้เท็ปขนาดยาววัดระยะทันที แล้วคนหนึ่งก็ร้องบอกกรรมการทำหน้าที่เขียนกระดาน

"สิบจุดสามสิบห้าเมตร"

ปี๊บใบนั้นถูกนำมาตั้งยังจุดเริ่มเตะ มันบุบบู้บี้ไปบ้างแต่ยังใช้การได้ คนดูต่างส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจ มั่นใจว่าเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ต้องได้ถ้วยชนะเลิศอย่างไม่มีปัญหา โฆษกประกาศให้ทราบว่าผู้แข่งขันหมายเลข ๒ ที่กำลังเตะปี๊บคือหลวงชำนาญระนาดฆ้องเศรษฐีเฒ่าในวัย ๗๙ ปีรูปร่างผอมกระหร่องผมหงอกโพลนท่าทางเหมือนกับคนแก่ที่อมโรค

ใครคนหนึ่งร้องเชียร์คุณหลวงเสียงลั่น

"สู้ตายครับคุณหลวง อย่างน้อยคุณหลวงก็เคยเป็นนายกองเสือป่ามาแล้ว"

หลวงชำนาญฯ มานะกัดฟันกระโจนเตะปี๊บเต็มแรงเกิดแล้วก็ล้มลงก้นกระแทกพื้นเมื่อปี๊บเปล่าใบนั้นกระเด็นไปข้างหน้าเพียงเล็กน้อยท่ามกลางเสียงโห่ร้องเกรียวกราว กรรมการจัดแจงวัดระยะแล้วขานบอกกรรมการที่กระดานป้าย

"สองเมตรถ้วนไม่ขาดไม่เกิน"

สมาชิกของสโมสรเศรษฐีสองสามคนช่วยกันประคองหลวงชำนาญให้ลุกขึ้น คุณหลวงยืนหอบแฮ่กๆ แล้วร้องบอกผู้แข่งขันทั้งหลาย

"ผมเตะทีเดียวพอแล้วครับ โอย เหนื่อยใจแทบขาด ผมยอมแพ้แล้วที่สมัครเข้าแข่งขันก็เพราะต้องการบำรุงการกุศล โอย....ช่วยพาผมไปนั่งพักเถอะ"

นักเตะปี๊บคนที่ ๓ คือนายยิ้ม แย้มสรวล เจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง นายยิ้มอายุในวัย ๗๐ ขวบท่าทางยังทะมัดทะแมงดี เขาถอยหลังออกไปห่างจากปี๊บเปล่าราว ๕ เมตรแล้ววิ่งเข้าไปเตะปี๊บเต็มเหนี่ยว

"เพล้ง"

กรรมการจัดแจงวัดระยะแล้วร้องบอก

"ห้าเมตรหกสิบแปดเซ็น"

หมายเลข ๔ พระปราบพาลชนอดีตนายตำรวจซึ่งมีอายุร่วม ๘๐ ปีแล้ว คุณพระขอร้องให้เปลี่ยนปี๊บใหม่ กรรมการก็จัดการให้ตามความประสงค์ คุณพระสามารถเตะปี๊บได้ไกลถึงแปดจุดสี่สิบสองเมตรเรียกเสียงตบมือรอบสนาม ต่อจากนั้นหมายเลข ๕ คือ เจ้าคุณนาวีวิชิต นายพลเรือผู้เฒ่าวัย ๘๐ ขวบก็แสดงการเตะปี๊บอย่างไว้ลายอดีตลูกดอกประดู่ อย่างไรก็ตามท่านเจ้าคุณยุทธนาวีฯ เตะปี๊บได้ไกลเพียงจุดยี่สิบห้าเมตรเท่านั้น

คราวนี้โฆษกประกาศเสียงลั่น

"หมายเลข ๖ พระยาปัจจนึกพินาศ กระผมยินดีที่จะกราบเรียนให้ท่านทราบว่าคุณจมื่นนริศร์นเรศวรกับคุณนิกร การุณวงศ์ได้เล่นพนันกันแสนบาท ซึ่งคุณจมื่นถือหางเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ และคุณนิกรถือหาง เจ้าคุณปัจจนึกฯ โปรดคอยชมครับ ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะแสดงการเตะปี๊บเปล่าเดี๋ยวนี้

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอยออกไปยืนห่างจากปี๊บราว ๓ เมตร ศีรษะอันล้านเลี่ยนของท่านต้องแสงไฟเป็นมันแผล็บ และแล้วท่านเจ้าคุณก็วิ่งเข้าไปเตะปี๊บเท่าที่กำลังของท่านจะอำนวยให้

"เพล้ง"

ปี๊บเปล่าลอยละลิ่วไปไกลมากและหล่นลงกลิ้งขลุกขลักไปหมอบข้างธงสามเหลี่ยมสีเหลืองอันเป็นระยะที่เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ เตะได้ คณะพรรคสี่สหายต่างตบมือกระโดดโลดเต้นดีอกดีใจไปตามกัน ถึงแม้ปี๊บที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ เตะไปอยู่ต่ำกว่าธงที่ปักไว้ก็ห่างจากกันเพียงฟุตเดียวเป็นอย่างมาก เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ หน้าถอดสีแล้วเมื่อท่านได้พบคู่แข่งขันที่มีฝีมือพอทัดเทียมกับท่าน กรรมการ ๒ คนรีบวัดระยะทันที

"สิบจุดสิบเมตร"

นิกรวิ่งเข้าไปกอดพ่อตาของเขา

"เด็ดขาดไปเลยครับคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแห้งๆ

"แต่ยังแพ้ท่านเจ้าคุณมหาศักดิ์ฯ ท่านเตะได้ถึงสิบจุดสามสิบห้าเมตร"

"ไม่เป็นไรครับ เตะอีกคนละสองครั้งคุณพ่อพยายามหน่อย ผมว่าคุณลุงท่านคงหมดแรงแล้ว"

"พ่อก็หมดแรงเหมือนกัน"

"อ้าว-ไหงยังงั้นล่ะ ถ้าคุณพ่อยอมแพ้ผมแย่นะครับ เงินตั้งแสนไม่ใช่เล็กน้อยผมจะต้องเซ็นเช็คจ่าย จมื่นท่าน"

การแข่งขันรอบสองดำเนินต่อไป แต่ผู้แข่งขันหมายเลข ๔ คือพระปราบพาลชน และหมายเลข ๕ พระยายุทธนาวีวิชิตขอลาออกบอกว่าท่านกำลังจะเป็นลมและอาจจะพาลเป็นหัวใจวายก็ได้ ดังนั้นจึงเหลือผู้แข่งขันอีก ๓ คน แต่แล้วผู้แข่งขันหมายเลข ๓ คือนายยิ้ม แย้มสรวล เกิดรักตัวกลัวตายขึ้นมาก็ขอลาออกอีกคนหนึ่ง

เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ จับมือกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกล่าวว่า

"เหลือเจ้าคุณกับผมสู้กันตัวต่อตัวนะครับ ผมจะต้องพยายามเอาชนะเจ้าคุณให้ได้ เพราะผมต้องการถ้วยเกียรติยศใบนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะเบาๆ

"แต่กระผมสู้ตายครับใต้เท้ากรุณา เอาซีครับ ใต้เท้ากรุณาเริ่มเตะปี๊บรอบสองได้แล้ว"

ท่ามกลางเสียงเชียร์สนั่นหวั่นไหว นายกสโมสรเศรษฐีจอมเสือป่าได้ถอยหลังออกไปยืนตั้งท่าเหมือนนักฟุตบอลที่กำลังจะชู้ตลูกในจุดโทษ เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ วิ่งแยกเขี้ยวปรี่เข้าไปเตะปี๊บเต็มแรงเกิด

"เพล้ง"

ปี๊บเปล่าใบนั้นลอยละลิ่วไปไกลมาก หล่นลงบนพื้นสนามห่างจากธงเหลืองคือจุดที่เตะไว้รอบแรกราว ๒ เมตร เสียงตบมือโห่ร้องดังอยู่นาน กรรมการ ๒ คนรีบวัดระยะแล้วร้องบอกกรรมการที่กระดานดำ

"สิบสองจุดสิบเมตร"

นิกรทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม เสี่ยหงวนหันมายิ้มให้นิกร

"เอาสมุดเช็คออกมาเขียนเช็คไว้ให้คุณจมื่นได้แล้วโว้ย หัดจ่ายเช็คแสนเสียบ้างซีนะ กันขอแสดงความยินดีด้วยที่แกเสียพนันแสนบาทเพราะแกเชื่อมือคุณอามากเกินไป"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ปัญญามีอยู่กับตัวกลัวอะไรวะ" แล้วนิกรก็เดินเข้าไปหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งตั้งท่าจะเตะปี๊บเปล่าที่กรรมการเอามาวางไว้ที่เส้นปูนขาว นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขาแล้วกล่าวว่า "อย่าเพิ่งเตะครับ"

"ทำไมล่ะ"

"เช็ดเหงื่อหัวล้านออกเสียก่อน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักยัวะขึ้นมาทันที

"ไหงมาทะลึ่งกับฉันต่อหน้าคนแยะๆ อย่างนี้"

"แล้วกัน ผมหวังดีกลับมาด่าผม เหงื่อหัวล้านไหลออกโชกส่งกลิ่นเหม็นตุๆ ทำความรบกวนจมูกพวกสมาชิกเขา เช็ดออกเสียเถอะครับ มองดูเหมือนน้ำฝนติดลูกมะอึก"

ท่านเจ้าคุณโกรธจนตัวสั่น

"อ้ายกร"

นิกรวิ่งหนีไปทางปี๊บ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไล่กวดและเตะปี๊บเปล่าเต็มเหนี่ยวด้วยความโมโหโทโสของท่าน ตั้งใจจะเตะปี๊บให้ถูกหลังหรือศีรษะนิกร แต่แล้วปี๊บเปล่าใบนั้นลอยข้ามศีรษะนิกรไปไกลลิบท่ามกลางเสียงตบมือโห่ร้องของพวกสมาชิกทั้งหลาย เมื่อเห็นปี๊บลอยไปตกเลยเส้นธงสีแดงอันที่สองในระยะห่างมาก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็หายโมโหและรู้ทันทีว่านิกรแกล้งยั่วโทสะท่านทำให้ท่านโมโหเตะปี๊บได้ไกลอย่างไม่น่าเชื่อ

กรรมการ ๒ คนรีบวัดระยะด้วยเท็ปขนาดยาว แล้วคนหนึ่งก็ร้องตะโกนขึ้น

"สิบหกจุดห้าสิบแปดเมตร"

พล, นิกร กิมหงวน ศาสตราจารย์ดิเรกและเจ้าแห้วตบมือโห่ร้องลั่น เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ เห็นตัวเลขในกระดานป้ายก็หน้าเสีย การเตะปี๊บ ๒ รอบท่านเตะได้ระยะ ๒๒.๗๕ เมตร แต่เจ้าคุณปัจจนึกฯ เตะได้ ๒๖.๖๘ เมตร อย่างไรก็ตามจอมเสือป่าก็บอกตัวเองว่าในรอบสุดท้ายนี้ท่านจะเตะปี๊บให้แตกทีเดียว

กรรมการนำปี๊บเปล่าใบใหม่เอี่ยมมาตั้งที่เส้นและเชิญให้เจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ เตะเป็นรอบสุดท้าย ท่านนายกสโมสรถอยออกไปยืนตั้งท่าอยู่เกือบนาทีก็วิ่งเข้ามาเตะปี๊บ

"เพล้ง"

ปี๊บเปล่ากระเด็นไปเพียง ๒ ฟุตเป็นอย่างมาก ร่างอันชราภาพของเจ้าพระยามหาศักดิ์ฯ ล้มก้นกระแทกพื้นอย่างจัง บรรดาอีหนูของท่านต่างตกใจรีบวิ่งเข้ามาประคองท่านพาไปนั่ง เสียงกรรมการตะโกนขึ้น

"ห้าสิบสองเซนติเมตร"

ไม่มีปัญหาอะไร ชัยชนะอันเด็ดขาดเป็นของเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างไม่ต้องสงสัย ท่านเจ้าคุณเตะปี๊บโดยไม่ต้องออกแรงเท่าใดนัก ปรากฏปี๊บเปล่ากระเด็นไปไกลเพียงสองจุดสี่สิบสามเมตรเท่านี้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ชนะอย่างสบายแล้ว

ท่านเดินเข้าไปรับถ้วยเงินใบใหญ่จากเจ้าพระยาวิเศษไชยศรีท่ามกลางเสียงตบมือโห่ร้อง ในเวลาเดียวกันนี้เองจมื่นนริศร์นเรศวรก็เดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าแห้วแล้วส่งเช็คเงินสดฉบับหนึ่งให้นิกรด้วยใบหน้าซีดเซียว

"นี่ครับ เช็คแสนบาทที่ผมเซ็นสั่งจ่ายให้คุณ"

นิกรประนมมือไหว้แล้วรับเช็คมาถือไว้

"ขอบคุณครับคุณจมื่น เอาไว้โอกาสหลังเราพนันกันอีกนะครับ"

"พอแล้ว" คุณจมื่นพูดเสียงแหลมเล็กแล้วพาตัวไปจากที่นั้นด้วยความเสียดายเงิน

พรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อยู่เที่ยวสโมสรเศรษฐีจนกระทั่ง ๒๔.๐๐ น. จึงพากันกลับพร้อมด้วยถ้วยชนะเลิศในการแข่งขันเตะปี๊บไกลซึ่งทำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

จบตอน