พล นิกร กิมหงวน 184 : เพชรดำ

แขกของคุณหญิงวาดที่มาหาท่านในตอนเย็นวันนั้นเป็นสุภาพสตรีบรรดาศักดิ์ อายุรุ่นราวเดียวกับคุณหญิงวาดและต่างก็เป็นเพื่อนรักเกลอเก่าคบกันมาตั้งแต่อยู่ในวังหลวง มีความสัมพันธ์ต่อกันตลอดมาจนทุก วันนี้

ท่านคือคุณหญิงอุ่น ภักดีบาทบงสุ์

ในเครื่องแต่กาย ชุดสีดำปราศจากเครื่องประดับใดๆ คุณหญิงอุ่นได้นั่งอยู่ท่ามกลางคณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาด สุภาพสตรีสูงอายุผู้นี้มีเคราะห์กรรมอย่างยิ่งในรอบปี พ. ศ. ๒๕๐๗ คือปีที่แล้ว เจ้าคุณภักดีฯ สามีของท่านได้รับอุบิ้ตเหตุในเดือนกันยายนรถเก๋งประสานงากับรถโกดังบรรทุกหินในเขตอำเภอเขาย้อยจุงหวัดเพชรบุรีทำให้ท่านเจ้าคุณตายคาที่ ส่วนคนขับบาดเจ็บสาหัส คุณหญิงอุ่นกับลูกชายสุดที่รักคนเดียวของท่าน ซึ่งเป็นราชการชั้นพิเศษหรือนายช่างพิเศษของกรมหนึ่งได้รุดไปรับศพมาบำเพ็นกุศลตามประเพณี ครั้งเดือนธันวาคมที่แล้วมาเดชา วุฒิสิทธิ์ ลูกชายของท่านก็ป่วยเป็นโรคประสาทอย่างร้ายแรง เดชานายช่างพเศษได้ยิงตัวตายในห้องนอนของเขาทำให้คุณหญิงอุ่นเศร้าโศกเสียใจปิ่มว่าจะตายตามเจ้าคุณภักดีฯ และเดชาไป ศพของเจ้าคุณภักดีฯ ยังไม่ได้พระราชทาน เพลิงลูกชายคนเดียวของท่านก็เสียชีวิตไปอีกคนหนึ่ง สี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยท่านผู้ใหญ่ทั้งสองได้ไปรดน้ำศพและนำพวงดอกไม้ไปเคารพศพ ในตอนกลางคืนที่วัดมกุฎกษัตริยาราม

การมาหา คุณวาดในวันนี้นอกจากมาเยี่ยมเยือนในฐานเพื่อนฝูงแล้วคุณหญิงอุ่นยังต้องการให้คุณหญิงวาดช่วยเหลือท่านในเรื่องการเงินอีกด้วย ทั้งนี้เพราะเจ้าคุณภักดีฯ ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไรนัก ได้รับพระราชทานเงินบำนาญและมีรายได้จาดค่าเช่าตึกหลังหนึ่งเท่านั้น เงินบำนาญตกทอดที่ท่านจะได้รับจากสำนักพระราชวังนั้นเรื่องก็ยังอยู่ท่านผู้ใหญ่ คุณหญิงอุ่นมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินมากมายเมื่อเจ้าคุณและลูกของท่านต้องเสียชีวิตไปการเงินจึงขลุกขลัก

อย่างไรก็ตาม การที่คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองได้ให้การต้อนรับท่านอย่างสนิทสนมเช่นนี้ทำให้คุณหญิงอุ่นรู้สึกอบอุ่นเป็นสุขใจยิ่ง

"แม่อุ่นเอ๋ย เธอเป็นคนมีเคราะห์น่าสงสารน่าเห็นใจเธอจริงๆ " คุณหญิงวาดได้กล่าวกับเพื่อนเก่าของท่านเช่นนี้ "แต่อ้ายเรื่องความตายนั้นไม่มีใครที่จะหลีกเลี่ยงหรือผัดวันประกันพรุ่งได้ คนเราเมื่อถึงที่ตามพรหมลิขิตก็ต้องเท่งทึง"

คุณหญิงอุ่นทำหน้าฉงน

"เธอเอาศัพท์อะไรมาพูดจ๊ะวาด เท่งทึงหมายความว่ากระไรฉันเพิ่งได้ยิน"

คุณหญิงวาดหัวเราะเบาๆ

"ก็แปลว่าตายน่ะซิ" เท่งทึงคือเสียงตะโพนมอญที่บรรเลงประโคมศพที่วัดเธอไม่ได้สังเกตหรอกหรือ เสียงมันดังเท่งทึงๆ ทำให้เราเศร้าใจอย่างไรชอบกล"

คุณหญิงอุ่นค่อยๆ หันหน้ามามองดูนิกร

"เสียงตะโพนมันดังเท่งทึงหรือจ๊ะพ่อกร"

นิกรอมยิ้ม

"ครับ เท่งทึงคือสัญญลักษณ์ของความตายครับคุณอาเสียงปี่พาทย์นางหงส์ดังขึ้นที่ไหนก็มีความตายที่นั่น ปี่มอญอันใหญ่ปากบานๆ ฟังแล้วเยือกเย็นขนลุกซู่เลยครับ" แล้วนิกรก็บรรเลงเพลงปี่พาทย์นางหงศ์เสียงลั่นห้องโถง "แอ แอ่....แออี้แอ....เท่งทึงๆๆๆ "

คุณหญิงอุ่นน้าน้ำตาไหลรินออกมาทันที

"พอแล้วพ่อกร ได้อินเธอบรรเลงปี่พาทย์มอญแล้วอดร้องไห้ไม่ได้"

"คิดถึงเจ้าคุณอาและเดชาหรือครับ"

"เปล่าหรอกจ๊ะ" ฉันสงสารเธอกลัวว่าเธอจะไม่สบายต่างหาก โถ-ลอยหน้าลอยตาออกทาทางเสียด้วย เหมือนคนไข้ที่โรงพยาบาลโรคจิต"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเคร่ง เจ้าแห้วกับสาวใช้คนหนึ่งนำเครื่องดื่มคือน้ำอัดลมแช่เย็นมาเสิฟให้ทุกคนๆ คนที่อยู่ในห้องโถงแล้วกลับออกไป ต่อจากนั้นคุณหญิงอุ่นก็สนทนาปราศรัยกับสี่สหายและสี่นางอย่างสนิทสนมเหมือนกับว่าเป็นลูกหลานของท่าน

"อามัวแต่คุยกับแม่วาดและเจ้าคุณปัจจนึกฯ แทบจะไม่ได้พูดอะไรกับพวกเธอ แม่นันเป็นยังไงลูก สบายดีหรือ"

"ขอบคุณค่ะ นันสบายดี"

"พ่อพลเห็นจะเลิกเจ้าชู้แล้วซินะ"

นันทาหัวเราะเบาๆ

"ยังหรอกค่ะคุณอา ชาติผู้ชายตราบใดที่ยังยกกระบุงแกลบไหวหรือเป่าขี้เถ้าฟุ้งก็ไม่เลิกเจ้าชู้หรอกค่ะ"

"เออ-จริงซินะ" แล้วท่านก็ยิ้มให้นวลลออ "อาต้องขอขอบใจเธอกับพ่อหงวนอีกครั้งที่ส่งน้ำลมและน้ำแข็งไปช่วยตลอดเวลา ๗ คืน ที่ตั้งศพพ่อเดชาที่วัดมกุฎขอให้อยู่เย็นเป็นสูขมีความสูขความเจริญเถอะนะแม่คุณ"

นวลลออกระพุ่มมือไหว้อย่างนอบน้อม

"ขอบพระคุณคะที่กรุณาให้พรนวล"

คุณหญิงอุ่นเปลี่ยนสายตามาที่เมียรักของศาสตราจารย์ดิเรก

"แม่ภาเป็นยังไงบ้างจ๊ะ"

"สบายดีค่ะ พวกเราเคยพูดเสมอว่าคุณอามีเคราะห์มาก แต่ก็หลีกเลี่ยงชะตากรรมไม่พ้น"

"จ๊ะ ชีวิตมันก็ต้องเป็นไปตามพรหมลิขิต" แล้วท่านก็ยิ้มให้ประไพ "ผัวของเธอเรียบร้อยขึ้นบ้างหรือยัง แม่ไพ"

"โอ้โฮ" ประไพอุทานแล้วมองดูหน้านิกร "หนักขึ้นทุกวันค่ะคุณอาดูๆ ก็เหมือนตัวละครคณะปรีดาวานรอยู่ไม่สุข"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ดีจริงนะแม่มหาจำเริญ เห็นผัวเป็นลิงไปเสียแล้ว"

คุณหญิงอุ่นยิ้มเศร้าๆ ท่านชื่นใจที่ได้เห็นสี่สหายกับสี่นางมีความรักใคร่กันอย่างไม่มีวันจืกจาง ท่านหันมามองดูสี่สหาย ซึ่งนั่งรวมกลุ่มกันอยู่บนโซฟาข้างประตูห้องสมุดพลสบตาท่านก็กล่าวทันที

เมื่อไรคุณอาจะเผาศพเจ้าคุณอาและเดชาครับ พวกผมจะได้เตรียมช่วยเหลือในฐานะที่เราเป็นลูกหลานของท่านและเป็นญาติของเดชา"

"ขอบใจมากพ่อพล ตั้งใจจะขอพระราชทานเพลิงราวเดือนมีนาคมนี้แหละ" แล้วท่านก็ยิ้มให้ศาสตราจารย์ดิเรก

"อาเสียใจที่ไม่ได้มาในงานฉลองยศของเธอ เพราะกำลังอยู่ในระหว่างที่เลื่อนยศเป็นนายพลโท"

นายพลดิเรกยกมือไหว้ทันที

"ขอบคุณครับ มีอะไรก็เรียกใช้ผมเถอะครับ โทรศัพท์มาก็ได้"

"จ๊ะ ขอบใจ" แล้วท่านก็มองดูหน้านายจอมทะเล้นหลานชายคนโปรดของเพื่อนท่าน "เมื่อไรเธอจะเลิกเป็นลิงเป็นค่างกระทำตัวเป็นผู้ใหญ่กับเขาเสียที"

นิกรหัวเราะหน้าเป็นตามเคย

"ความสนุกสนาน ร่าเริงช่วยให้ผมไม่แก่และมีอายุยืนครับ คุณอาก็คงเห็นแล้วว่าผมเหมือนกับคนหนุ่มในวัย ๓๐ ปีเท่านั้น พวกเราไม่มีวันแกเถ้าร่วงดรยก็เพราะเรารู้จักทำจิตใจของเราให้สดชื่นรื่นเริงอยู่เสมอ มรอารมณ์ขันตลอดวัน ยิ้มและหัวเราะคืออายุวัฒนะ ทำหน้าเครียดอย่างคุณอาของผมพอตื่นเช้าก็หาเรื่องด่าใครต่อใครไปจนค่ำก็แก่เร็ว เพราะใจคอหงุดหงิด"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้นอย่างเคืองๆ

"ไม่ด่ายังไงไหว ถ้าฉันยังไม่ตื่นพวกคนใช้และคนสวนไม่มีใครยอมทำงานเลย พอฉันโผ่ลหน้าต่างตึกหรือออกไปยืนที่เฉลียงหลังตึกเท่านั้นวิ่งกันชุนลมุนวุ่นวายหยิบโน่นหยิบนี่ โดยเฉพาะอ้ายแห้วไม่เคยทำงานเมื่อคลาดสายตาฉัน" แล้วท่านก็ยิ้มให้เพื่อนเกลอของท่าน "จริงๆ นะแม่อุ่น บ้านนี้ถ้าไม่มีฉันเสียคนเดียวเท่านั้นหญ้าจะสูงท้วมหัว บนตึกนี่ก็คงสกปรกรกรุงรัง แต่ละคนใจดีทั้งนั้นไม่บ่นไม่ว่าใคร แม่นันก็ดีแต่ปาก"

"พอแล้วๆ คุณหญิงวาด" คุณหญิงอุ่นพูดยิ้มๆ "เธอน่ะไม่ยอมเลิกนิสัยขี้บ่นจู้จี้เสียที วันไหนไม่ได้ด่าใครเห็นจะท้องขึ้น"

คุณหญิงอุ่นมองดูหน้าเสี่ยหงวนแล้วยิ้มให้

"เป็นยังไงบ้างพ่อหงวน เงินทองยังไหลมาเทมาเหมือนเช่นเคยซินะ"

อาเสี่ยยิ้มแป้น

"ครับ ผมมันเป็นคนโชคดีครับคุณอา ค้าขายอะไรก็ร่ำรวยได้ผลทั้งนั้น ผมส่งสินค้าไปขายเมืองลางเดือนเดียวกำไรเกือบสามแสน"

"อ๋อ สงอะไรไปขายล่ะจ๊ะ"

"ปลาร้าตุ้งชางเปาะเปี๊ยะครับ คนลาวชอบกินตุ้งชางเปาะเปี๊ยะมากผมลงไปแสนปิ๊บขายอาทิตย์เดียว ปลาร้าก็ขายดีครับ เพราะปลาร้าของเราอร่อยกว่าปลาลาเมืองลาวเราใช้ปลาช่อนหรือปลากระดี่ทำครับ แต่ที่เมืองลาวเขาใช้ปลาเข็มทำปลาร้าตัวมันเล็กเกินไปกินไม่อร่อย"

คุณหญิงทำหน้าชอบกล ท่านเปลี่ยนสายตามาที่คุณหญิงวาดแล้วกล่าวว่า

"ฉันได้โอภาปราศรัยกับลูกหลานโดยทั่วหน้ากันแล้วทีนี้ฉันมีธุระส่วนตัวที่จะคุยกับเธอโดยเฉพาะละแม่วาด ปรึกษาอะไรเธอสักหน่อย"

"งั้นเรอะ ไปข้างบนซิแม่อุ่น ขึ้นไปคุยบนห้องฉันเถอะ"

ท่านทั้งสองต่างลุกขึ้นจากเก้าอี้นวม คุณหญิงคุณหญิงอุ่นกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"ประทานโทษนะคะเจ้าคุณ"

"ครับ ครับ เชิญตามสบายครับคุณหญิง อ้า-หยิบกระเป๋าเงินถือติดมือขึ้นไปด้วยเถอะคุณครับ อ้ายกรนั่งอยู่ไม่สู้จะปลอดภัยนัก"

"ปู้โธ่" นิกรเอ็ดตะโร "คุณพ่อเห็นเป็นนักแซ้งไปได้ ผมเลิกมานานแล้วนะครับจะบอกให้รู้"

คุณหญิงอุ่นหัวเราะเบาๆ เดินตามคุณหญิงวาดเพื่อนรักเพื่อนเกลอของท่านผ่านห้องดถงขึ้นบันไดไปบนตึก คุณหญิงอุ่นกล่าวชมความมั่งมีศรีสุขของคุณหญิงวาด ปรารภว่าคฤหาสน์อันใหญ่โตหรูหราคือบ้าน "พัชราภรณ์" นี้ เป็นเครื่องประกาศฐานะอันสูงส่งของคุณหญิงวาด นับว่าคุณหญิงวาดได้สร้างบุญกุศลไว้ในชาติก่อนอย่างมากมาย อานิสงส์แห่งผลบุญจึงทำให้คุณหญิงวาดมีความสุขอย่างล้นเหลือในชาตินี้

เมื่อเข้ามาในห้องส่วนตัวอันกว้างใหญ่และสวยงามคุณหญิงวาดและคุณหญิงอุ่นก็แลเห็นสาวใช้คนหนึ่งกำลังนั่งคุกเข่าจัดวางข้าวของบนโต๊ะข้างเตียงนอนให้เป็นระเบียบเรียบร้อยสาวใช้รีบประนมมือไหว้คุณหญิงอุ่นทันที

"สวัสดีเจ้าค่ะ"

"เออ สวัสดีนังแจ๋ว แกอ้วนท้วนขึ้นนี่หว่า แต่ระวังอย่าให้มันอ้วนเฉพาะที่ท้องเหมือนอย่างนังแก้วที่บ้านก็แล้วกัน"

คุณหญิงวาดกล่าวกับสาวใช้ของท่าน

"แกออกไปนั่งพักผ่อนอยู่ที่ม้ายาวหลังตึกเถอะ ฉันต้องการคุยกับเพื่อนฉันตามลำพัง แล้วอย่าไปไหนล่ะ มีอะไรฉันจะได้เรียกใช้แก"

"เจ้าค่ะ" สาวใช้รับคำสั่งแล้วลุกขึ้นเดินก้มออกไปจากห้อง

ท่านผู้ใหญ่ทั้งสองทรุดตัวนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างมองกันและยิ้มให้กัน

"แม่อุ่นมีอะไรก็ว่ามา ถ้าหากว่าต้องการความช่วยเหลือจากฉันละก้อพูดมาเถอะเธออย่าได้เกรงใจอะไรเลย ฉันช่วยเธอได้ทุกอย่าง"

คุณหญิงอุ่นเอื้อมมือขวาจับมือซ้ายของคุณหญิงวาดบีบแน่น

"ฉันขอบใจและซาบซึ่งใจอย่างยิ่งแม่วาด ฉันอาจจะกล่าวได้ว่าฉันเหลือเพื่อนแท้อยู่ เพียงคนเดียวคือ เธอเท่านั้น"

คุณหญิงวาดร้องไห้โฮ

"อ้าว" คุณหญิงอุ่นอุทาน "เธอร้องไห้ทำไมล่ะแม่วาด"

คุณหญิงวาดสะอื้นพลางพูดพลาง

"ฉันบอกให้ไม่ถูกว่าฉันร้องไห้ทำไม แต่ว่านานๆ ร้องไห้ทีก็ดีเหมือนกันฉันรู้ดีว่าเธอกำลังต้องการความช่วยเหลือจากฉัน"

"จ๊ะ ถูกต้องแล้ว ถ้ายังงั้นก็พูดกันอย่างแบบถอดเสื้อพูดเลยนะเธอคือพูดกันอย่างเปิดอก อ้า-ตอนนี้ฉันแย่มากซึ่งเธอก็คงจะรู้แล้วเจ้าคุณตายท่านมีเงินอยู่ในธนาคารเพียง สามหมื่นเท่านั้น ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังถอนเงินมาไม่ได้เงินบำนาญตกทอดของท่านฉันก็ยังไม่ได้รับ

ฉันต้องขายเครื่องเพชรไปหลายชิ้นเอาเงินมาทำศพท่าน แล้วพ่อเดชาก็อันเป็นตายตามเจ้าคุณไปอีกคนหนึ่งทำให้วุ่นวายไม่ใช้น้อย เลาให้เธอฟังตามตรงว่าฉันถึงกับต้องขายเข็มขัดทองและแหวนเพชรวงสุดท้ายไปขณะนี้ฉันกำลังขลุกขลักมากในเรื่องการเงิน"

คุณหญิงวาดโบกมือแล้วพูดตัดบท

"ก็เอาเงินฉันไปใช้ก่อนซิ ฉันมีเงินสดอยู่เซฟนั่นเกือบสี่หมื่น หรือถ้าเธอจำเป็นจะต้องใช้เงินเป็นแสนฉันจะเซ็นเช็คให้ เราเพื่อนรักเพื่อนเกลอกันไม่ใช้คนอื่น เพื่อนนะเห็นใจกันก็ในยามทุกข์ยากเท่านั้น เมื่อวันทำบุญ ๗ วันศพพ่อเดชาฉันก็ถาม เธอแล้วว่าเดือดร้อนเรื่องเงินทองบ้างหรือเปล่า เธอทำเต๊ะบอกกับฉันว่ายังไม่เดือดร้อนอะไร"

คุณหญิงอุ่นฝืนหัวเราะ

"เดี๋ยว ฟังฉันก่อนแม่วาด เธอน่ะรู้นิสัยฉันและรู้จักฉันดีแล้ว คนอย่างฉันไม่ชอบรบกวนเบียดเบียนเพื่อนฝูง ยิ่งญาติพี่น้องด้วยแล้วฉันยอมตายดีกว่าที่ฉันจะพึ่งพาอาศัยใครน้องชายและน้องสาวของฉันแต่ละคนมีเงินล้านทั้งนั้น แต่ฉันไม่เคยไปยุ่งกับเขาที่ปรับทุกข์ให้เธอฟังและต้องการให้เธอช่วยเหลือไม่ใช่ว่าจะขอยืมเงินเธอ"

"อ้า แล้วเธอจะเอายังไง จะเอาตึกแถวเปิดร้านค้าหรือจะให้ฉันช่วยอะไรก็ว่ามาซิ"

คุณหญิงอุ่นถอนหายใจหนักๆ ท่านล้วงมือลงไปในหน้าอกเสื้อของท่านแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งออกมาซึ่งผ้าผืนนี้ห่อวัตถุชิ้นหนึ่งไว้

"ฉันต้องการให้เธอช่วยซื้อเพชรลูกของฉันไว้ เพชรเม็ดนี้คือสมบัติชิ้นสุดท้ายที่ฉันมีอยู่ และเป็นสมบัติที่เจ้าคุณท่านรักและหวงแหนที่สุด มันคือเพชรสีดำน้ำหนัก ๒๐ กะรัด"

"เพชรสีดำ" คุณหญิงวาดกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"จ๊ะ" แล้วคุณหญิงอุ่นก็ค่อยๆ แก้ห่อผ้าเช็ดหน้าสีฟ้าอ่อนผืนเล็กออก หยิบกล่องกำมะหยี่ดำขนาดกะทัดรัดส่งให้เพื่อนเกลอของท่าน "เธอดูซิแม่วาด" ฉันต้องการให้เธอช่วยรับซื้อมันไว้มันราคาพอสมควร"

คุณหญิงวาดเปิดกล่องกำมะหยี่ดำออก ท่านแลเห็นเพชรลูกสีดำเม็ดใหญ่ปรากฏอยู่ในกล่อง น้ำเพชรเป็นประกายแวววับ คุณหญิงวาดจ้องมองดูเพชรดำเม็กนี้ด้วยความสนใจยิ่งรูปลักษณะและน้ำเพชรบอกให้ท่านรู้ว่ามันเป็นเพชรจริงๆ ซึ่งเพชรดำนั้นหายากมีราคาแพงมาก แต่คุณค่าและราคาของมีนย่อมแตกต่างกันตามสกุลของเพชร

"สวยมากทีเดียวแม่อุ่น เจ้าคุณท่านได้มาจากไหน"

"มีข้าราชการบำนาญคนหนึ่งชื่อหลวงวิเศษฯ เอามาขายฝากเจ้าคุณไว้เป็นเงินสองแสนห้าหมื่นบาท พอครบกำหนดตามที่สัญญากันไว้ไม่มีเงินมาให้ เพชรดำเม็ดนี้ก็ตกเป็นสมบัติของเจ้าคุณ อ้า-ตอนที่เจ้าคุณเขาฝากไว้ท่านมีเงินอยู่ในแบ็งค์ไม่ถึงสามแสน แต่ท่านพอใจเพชรดำเม็ดนี้มากก็เลยถอนเงินในแบ็งค์สองแสนห้าหมื่นบาทให้หลวงวิเศษฯ เขาไป เจ้าคุณได้เป็นกรรมสิทธิ์เพชรเม็ดนี้ไม่กี่เดือน ท่านก็ตัดช่องน้อยหนีฉันไป แม่วาดช่วยสงเคราะห์รับซื้อมันไว้เถอะนะจ๊ะ"

เหมือนกับเพชรเม็ดนี้มีอาถรรพณ์ คุณหญิงวาดรู้สึกชอบใจและพอใจอย่างยิ่ง ท่านลุกขึ้นเดินไปที่เตียงนอนดึงลิ้นชักโต๊ะข้างเตียงคันหาแว่นส่องเพชรแล้วหยิบมันออกมา ต่อจากนั้นท่านก็เดินไปที่ประตูหน้าห้องนอนของท่านแล้วกล่าวกับสาวใช้ซึ่งนั่งพักผ่อนอยู่บนม้ายาวที่เฉลียงหลังตึก

"แจ๋วโว๊ย"

"เจ้าชา"

"แกลงไปข้างบอกพ่อหงวนให้ขึ้นมาหาฉันหน่อย"

พูดจบท่านก็กลับไปนั่งลงบนโซฟาข้างคุณหญิงอุ่น "เธอจะขายให้ฉันสักเท่าไรละแม่อุ่น"

"แล้วแต่เธอเถอะแม่วาด จะให้ฉันเท่าไรก็ได้ นึกว่าเธอช่วยฉันในยามยากก็แล้วกัน"

"ดีแล้ว ฉันจะให้พ่อหงวนเขาช่วยตีราคาให้แต่ฉันจะไม่บอกเขาว่าเธอขายเพชรดำเม็ดนี้ให้ฉัน"

"จ๊ะ ขอบใจเธอมาก ไม่ต้องให้ฉันเต็มตามราคาที่พ่อหงวนเขาตีหรอกนะ เธอเต็มใจรับซื้อไว้เท่าใดสุดแล้วแต่เธอ"

คุณหญิงวาดยกแว่นดูเพชร ขึ้นส่องเพชรดำ ซึ่งท่านมีความชำนาญพอตัวเกี่ยวกับเพชรหรืออัญมณีต่างๆ

"โอ ไ ไม่เลวเลยนี่แม่อุ่น เพชรดำเม็ดนี้สวยจริงๆ และไม่มีตำหนิเลย ฉันเคยเห็นของคุณหญิงนิดาเม็ดหนึ่งทำจี้ห้อยคอ แต่น้ำหนัก ๑๒ กรรัตเท่านั้นเล็กกว่าของเธอมาก ฉันจะซื้อเก็บมันเพื่อช่วยให้เธอได้มีเงินใช้สอย เธอมีเงินเท่าไรถ้าอยากได้กลับคืนก็มาเออาคืนไป จ่ายเงินให้ฉันเท่ากับจำนวนเงินที่ฉันรับซื้อไว้"

คุณหญิงอุ่นยิ้มเศร้าๆ

"ขอบใจเธอมากเหลือเกินแม่วาด ฉันคิดว่ามาจากบ้านแล้วว่าเธอคงจะให้ความช่วยเหลือฉันในฐานะที่เราเป็นเพื่อนกัน ตอนนี้ฉันอับจนจริงๆ จะขายที่และตึกที่ให้เขาเช่าหรือก็ยังเสียดายค่าเช่าเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท อ้ายเรื่องจมไม่ลงนี่แหละเธอเอ๋ยมันทำให้ฉันกลุ้มใจเหลือเกิน สิ้นบุญเจ้าคุณฉันก็ต้องทำตัวให้เหมือนเดิม คนใช้และคนรถก็ปลดออกไม่ได้เพราะกลัวคนนินทาหมาดูถูก"

"แล้วเธออยู่กับแม่ตุ๋ยยังงั้นรึ" คุณหญิงวาดหมายถึงสาวแก่คนหนึ่งซึ่งเป็นหลานน้าของคุณหญิงอุ่น

"จ๊ะ มีตุ๋ยเป็นเพื่อนค่อยอุ่นใจหน่อย แต่ยายตุ๋ยอายุ ๔๓ ปีแล้ว พอถึงรอบเดือนก็ชักพราดๆ น้ำลายฟูมปากน่าสงสารเหลือเกิน"

"เอ๊ะ เป็นโรคอะไรแม่อุ่น"

"ก็โรคที่ไม่ได้มีผัวนั่นแหละเลือดมันทำเอา"

"ลำบากนักก็มาอยู่กับฉันที่นี่ไหมแม่อุ่น ฉันจะปลูกเรือนเล็กๆ ในสวนหลังบ้านแล้วเรามาอยู่กันตามลำพังตามประสาคนแก่"

"โอ๊ย อย่าวุ่นวายเลยแม่วาดจ๋า ปล่อยฉันตามเรื่องเถอะ ฉันยังมีพวกหลานๆ อีกคนที่เอาเอาใจใส่ฉัน พ่อเดชาลูกชายฉันนอกจากแกอายุสั้นแล้วแกก็อาภัพ มีเมียเมียมีผัวน้อยต้องหย่ากัน แต่ก็โชคดีที่ไม่ได้มีลูกมีเต้าด้วยกัน"

คุณหญิงวาดมองเพื่อนรักของท่านด้วยความสงสาร

"พ่อเดชาไม่น่าจะคิดสั้นเช่นนั้นเลย แต่ว่าแกทำไปด้วยจิตไว้สำนึก เพราะแกป่วยเป็นโรคประสาทอย่างร้ายแรงความจริงแกตายไปเสียได้แกก็หมดเวรหมดกรรม ยังอยู่แต่เราเถอะ ฉันเองรู้สึกตัววาปีนี้แก่เต็มทน ความทรงจำก็ไม่ดี จำได้แต่เพียงว่าใครเป็นลูกหนี้ฉันเท่านั้น ฉันอาจจะเท่งทึงในปีนี้ก็ได้"

"ยังหรอกน่าแม่วาด คนมีเงินนั่งอยู่บนกองเงินกองทองอย่างเธอไม่ตายงายๆ หรอก เธออาจจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกอย่างน้อยตั้ง ๕๐ ปีก็ได้"

คุณหญิงวาดทำคอย่น

"อีก ๕๐ ปีฉันก็คงตะบันน้ำกินนัยน์ตาขาวเป็นน้ำข้าวนั่งละเลงอึเล่นเหมือนเด็กทารก ไปไหนก็ต้องเลื้อยไปเหมือนงูเพราะเดินไม่ไหว ถัดไปก็ไม่ได้ ฉันขออยู่แค่ปีนี้เท่านั้น ห่วงใยอะไรก็ไม่มีแล้ว"

การสนทนาสิ้นสุดลงเมื่อเสี่ยหงวน มหาเศรษฐีหนุ่มพาตัวเดินเข้ามาในห้อง อาเสี่ยยิ้มให้ท่านทั้งสองแล้วตรงมานั่งบนเก้าอี้นวมทางขวามือของคุณหญิงวาด

"คุณอาให้หาผมเรื่องอะไรครับ"

คุณหญิงวาด ส่งกล่องกำมะหยี่ดำให้พร้อมแว่นสำหรับตรวจเพชร

"เธอช่วยดูเพชรหน่อยซิ แม่อุ่นเขาอยากจะทราบราคาของมัน เธอตีราคาให้ด้วย"

กิมหงวนเปิดกล่องกำมะหยี่ออก เขาไม่ได้แสดงท่าทีตื่นเต้นอะไรเมื่อแลเห็นเพชรดำราคาหลายแสน เพราะเขาเป็นเจ้าของร้านค้าเพชรซื้อและขายมามากต่อมาก ไม่ว่าจะเป็นเพชรสีชมพู, สีเหลือง, หรือสีดำ, ตลอดจนมรกตหรือทับทิม อาเสี่ยพิจารณาดูสักครู่ก็กล่าวกับคุณหญิงอุ่นด้วยเสียงหัวเราะ

"อย่างนี้เขาแขวนไว้ตามตะเกียงเจ้าพายุรุ่นเก่านี่ครับ"

คุณหญิงอุ่นนัยน์ตาเหลือก

"ตายแล้ว นี่น่ะเรอะนายห้างขายเพชรสะพานหัน นัยน์ตาเหมือนตาตุ่ม เออแน่ะ เอาเพชรของอาไปเปรียบแก้วจาระไนที่เขาทำแขวนรอบๆ ตะเกียง อ้ายอย่างนั้นมันเม็ดละห้าหกบาทเท่านั้น

อาเสี่ยหัวเราะ

"ผมพูดเล่นน่ะครับ เพชรดำเม็ดนี้ราคาเป็นแสนทีเดียว ขอให้ผมเอากล้องตรวจดูหน่อยนะครับมีตำนิบ้างหรือเปล่า"

เสี่ยหงวนตั้งอกตั้งใจตรวจเพชร ตามความรู้ของเขาซึ่งเกิดจากความชำนาญ ในราว ๒ นาทีเขาก็คืนกล้องและเพชรดำให้คุณหญิงวาด

"ว่าไงพ่อหงวน" คุณหญิงวาดถามยิ้มๆ "เธอตีราคาซิ เพชรดำเม็ดนี้ราคาเท่าใด"

"ราวสี่แสนถึงสี่แสนห้าหมื่นบาทครับ" แล้วเสี่ยหงวนก็หันไปมองดูคุณหญิงอุ่น "ถ้าคุณอาจะขายผมให้สี่แสนครับ"

คุณหญิงวาดรักหน้าเพื่อนของท่านจึงพูดกลบเกลื่อน

"เปลาๆ แม่อุ่นเขาไม่ขายหรอก เขาเอามาให้อาช่วยตีราคาเท่านั้น เพราะเป็นมรดกที่เจ้าคุณภักดีฯ ทิ้งไว้ให้ไม่ทราบว่าราคาเท่าใด"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"ราคาก็อย่างผมกะแหละครับ ไม่ต่ำกว่าสี่แสนแต่ก็ไม่เกินสี่แสนห้าหมื่น แต่ถ้าส่งออกไปขายนอกประเทศขายเป็นดอลลาร์ ซื้อขายในประเทศยากหน่อยครับ ผู้ซื้อนอกจากเป็นเศรษฐีใหญ่แล้ว ยังจะต้องชำนาญในการดูเพชรอีกด้วย ตามปรกติใครๆ ก็ชอบเพชรสีน้ำเงินมันก๊าด หรือออกเหลืองนิดหน่อยแต่เพชรดำขนาด ๒๐ การัตอย่างนี้หายากนะครับ จะมีแต่พวกเจ้านายแก่ๆ หรือพวกขุนนางเก่าๆ เจ้าคุณหรือเจ้าพระยาอะไรเหล่านี้"

คุณหญิงวาดพูดตัดบท

"เอาละพ่อหงวน ขอบใจมากที่ช่วยตีราคาให้แม่อุ่นเขา เธอไปได้แล้วอาจะคุยกับแม่อุ่นตามลำพัง"

อาเสี่ยลุกขึ้น เดินยิ้มกริ่มออกไปจากห้องนอนของคุณหญิงวาด คุณหญิงอุ่นกล่าวขึ้นเบาๆ ว่า

"เจ้าคุณท่านเคยตีราคาไว้ห้าแสน ท่านบอกฉันว่าท่านจะยากจนอย่างไรหรือมีความจำเป็นอย่างไร ท่านก็ไม่ยอมขายเป็นอันขาด ท่านรักมันมากนั่นเอง"

คุณหญิงวาดยิ้มให้เพื่อนเก่าของท่าน

"ฉันจะเขียนจ่ายเงินให้เธอสี่แสนนะแม่อุ่น"

คุณหญิงวาดอุ่นตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่ง เท่าที่จะได้เงินไปใช้จ่ายและชำชำระหนี้สินบางราย

"ขอบใจมากเพื่อนรัก เป็นอันว่าฉันมีเงินเผาศพลูกผัวของฉันแล้วและไม่จำเป็นจะต้องรอไว้เผาเดือนมีนาคม ฉันจะเผาศพเจ้าคุณและพ่อเดชาเดือนหน้านี่แหละ จะได้สิ้นห่วงหรือเธอเห็นเป็นยังไง"

"ดีแล้วแม่อุ่น ฉันและเด็กๆ จะให้ความช่วยเหลือเธอเต็มที่ สำหรับเพชรเม็ดนี้ก็อย่างว่า เธอมีเงินสี่แสนมาให้ฉันเมื่อไรก็เอาไป เราเพื่อนฝูงกันเมื่อเธอเดือดร้อนฉันก็ต้องช่วยเธอ นี่ถ้าเป็นคนอื่นเอามาจำนำฉันฉันให้แสนเดียว ดอกเบี้ยร้อยละสอง แต่สำหรับเธอถ้าฉันทำอย่างนั้นก็ไม่ใช่เพื่อน"

คุณหญิงอุ่นยอมือขวาโอบบอกคุณหญิงวาด

"ฉันสบายใจและมีความสูขขึ้นมากที่เธอช่วยฉันสี่แสนมันอาจจะเป็นเงินนิดหน่อยสำหรับเธอ แต่มันเป็นเงินมากมายมหาศาลสำหรับฉันทีเดียว ฉันไม่เอาคืนหรอกแม่วาด เธอเอาไว้เถอะ หาเพชรดำขนาดนี้อีกสักเม็ดสิจ๊ะจะได้คู่กัน แล้วเธอก็ทำตุ้มหูใส"

คุณหญิงวากนัยน์ตาเหลือก

"ทำตุ้มหู ตายแล้ว....พอออกเดินได้สามสี่ก้าวหูขาดหลุดออกจากกัน เม็ดเกือบเท่าหัวแม่มือใส่เข้าไปได้เรอะ"

วันนั้นตรงกับวันอาทิตย์

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขับรถคอดจ์เก๋งออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" ในตอนสายตามลำพังเพื่อไปดูการเลหลังที่บริษัทเลหลังแห่งหนึ่ง

ท่านเจ้าคุณกลับมาบ้านในราว ๑๑.๐๐ น. พร้อมด้วยกรงนกแบบจีนฝีมือเก่าแก่กรงหนึ่งสวยงามมาก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลงจากรถที่หน้าโรงรถหิ้วกรงนกเดินยิ้มกริ่มตรงมาที่ตึกใหญ่ ในเวลาเดียวกันนี้เองสี่สหายก็เดินออกมาจากห้องโถง

"กรงนกอะไรครับคุณอา" พลถามยิ้มๆ

เจ้าคุณเดินขึ้นบันไดมาบนตึก หยุดยืนเบื้องหน้าสี่สหายแล้วชูกรงให้ดู

"กรงนกหงส์หยกของพระเจ้าหลีซิบิ๋นหรือพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้"

"คุณพ่อเลหลังมาเท่าไร" ศาสตราจารย์ดิเรกถาม

"๒,๘๐๐ บาท"

"โอ-แพงมาก ขายให้ผม ๖ สลึงยังไม่ซื้อ"

ท่านเจ้าคุณชักฉิว

"แกไม่รู้จักของเก่าที่เป็นศิลปหรือประณีตศิลป ฝีมือทำกรงนกอย่างละเอียดและสวยงามเช่นนี้ช่างสมัยนี้ทำไม่ได้หรอก"

นิกรถือวิสาสะรับกรงนกมาพิจารณาดู แต่แล้วเขาก็ทำหลุดมือหล่นลงบนพื้นหน้าตึกเสียงดังโครม กรงนกอันสวยงามพังยับ ซี่ไม้เล็กๆ หลุดหักไปหลายซี่ นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขาแล้วยักไหล่พร้อมกับแบมือทั้งสองข้างออกไป

"เสียใจครับคุณพ่อ พระวิญญาณของพระเจ้าถงบังคับให้ผมทิ้งกรงนี้ ผมรู้สึกตัวเหมือนกับว่ามีมือใครมาปัดมือผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกรธจนหน้าเขียว

"แกต้องใช้เงินฉัน ๒,๘๐๐ บาท"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"วันพุธผมจะใช้ให้ครับ เงินนิดหน่อยเท่านี้เรื่องเล็ก"

"แล้วทำไมต้องผัดไปถึงวันพุธ"

"ก็ต้องรอให้ล็อตเตอรี่ งวดเย็นวันอังคารออกเสียก่อนซิครับ ถ้าผมถูกวันพุธผมไปรับเงินผมก็จะใช้ค่ากรงนกกระจอกนี่ให้คุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณขบกรามกรอด ความโมโหนิกรทำให้ท่านยกเท้าขวาชู้ดกรงนกตูมเดียวลอยละลิ่วลงไปจากตึก การกระทำเช่นนี้ทำให้นิกรนึกน้อยใจขึ้นมาทันที

"โธ่-คุณพ่อ ผมสาบานให้ก็ได้ว่าผมไม่ได้แกล้งทำให้กรงนกหลุดจากมือเลยครับ มันเป็นเรื่องของความพลาดพลั้งหรือเหตุบังเอิญจริงๆ ผมใช้เงินให้ก็ได้ครับ"

"เออ เอามาใช้ฉันเดี๋ยวนี้"

นิกรหน้าจ๋อย ล้วงกระเป๋าหยิบธนบัตรออกมาเปิดออก แล้วดึงธนบัตรปึกหนึ่งออกมานับส่งให้พ่อตาของเขา

"เอ้า ผมใช้คุณพ่อ ๒๘ บาทก่อน ทั้งเนื้อทั้งตัวมีอยู่เท่านี้แหละครับ แล้วผมจะผ่อนใช้ให้วันละ ๕ บาท

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ ท่านหายโกรธนิกรแล้ว

"เดี๋ยวพ่อยันหงายหลังตกกระไดไปเลย แก่น่ะหัดพกเงินติดกระเป๋าเสียบ้างซิ อย่างน้อยก็ควรจะมีลักพันบาทพันหรือสองพัน แกควักกระเป๋าออกมาทีไรมรเงินไม่เกิน ๕๐ บาท หน้าด่านรู้มากแล้วก็ฉลาดและเอาเปรียบไปเสียทุกอย่าง" พูดจบท่านก็หันมาทางพล "คุณแม่แกอยู่หรือเปล่าพล"

พลยิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"อยู่ครับ แต่กำลังจะออกไปนอกบ้าน ดูเหมือนจะไปฟังเทศน์ครับ สั่งเจ้าแห้วให้เตรียมตัวไปกับท่านเมื่อกี้นี้เอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ารับทราบ

"อาจะขึ้นไปพบกับท่านสักหน่อย มีธุระสำคัญที่จะต้องพูดกับท่าน"

เสียงหงวนพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ประทานโทษครับคุณอา แมลงวันเกาะกลางศีรษะคุณอาสองตัวครับ แมลงวันหัวเขียวเสียด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่น

"แล้วเสือกมาบอกฉันทำไม"

"อ้าว เห็นว่าแมลงวันมันขาดความเคารพคุณอาเล่นปล้ำกันบนศีรษะคุณอา ผมช่วยบอกให้ยังไม่ว่าดีอีกหรือครับ"

ท่านเจ้าคุณค่อนปะหลับปะเหลือก

"ทะลึ่ง เรื่องของแมลงวันไม่ใช่เรื่องของแก" พูดจบท่านก็เดินเข้าไปในห้องโถง พาตัวขึ้นบันไดไปชั้นบนตรงไปยังห้องส่วนตัวคุณหญิงวาด

ขณะนี้คุณหญิงวาดกำลังนั่งเป่ายานัดถุ์อยู่บนโซฟาตามลำพัง ท่านแต่งตัวกายเรียบร้อยเตรียมตัวที่จะไปฟังพระธรรมเทศนาที่วัดแห่งหนึ่งซึ่งวันอาทิตย์นี้คชตรงกับวันอุโบสถพอดี คุณหญิงนุ่งซิ่นไหมสีฟ้าอ่อน สวมเสื้อคอปกสีขาวแบบง่ายๆ ตามสภาพของผู้ใหญ่ ปราศจากเครื่องประดับใดๆ นอกจากแหวนเพชรลูกราคาแสนเศษเพียงวงเดียวที่นิ้วนางมือซ้ายของท่าน ถึงแม้ท่านมีอายุชราภาพมากแล้ว ท่าทางของท่านก็ยังสง่าภาคภูมิใครเห็นก็ต้องรู้ว่าท่านเป็นสุภาพสตรีบรรดาศักดิ์

เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาในห้องท่านก็ยิ้มให้

"ไหนว่าจะไปดูเขาเลหลังของยังไงละคะ ทำไมถึงรีบกลับมา นั่งซิคะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาทรุดตัวนั่งบนโซฟาเดียวกัน

"ไปมาแล้วครับคุณหญิง เลหลังกรงนกเก่าแก่ของพระเจ้ากรุงจีนคือพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ได้มากรงหนึ่ง ๒,๘๐๐ บาท"

"หรือคะ อยู่ไหนล่ะคะ"

ท่านเจ้าคุณเค้นหัวเราะ

"พังไปแล้ว อ้ายกรเขาขอดูที่หน้าตึก ดูไปดูมาปล่อยกรงนกของผมหลุดจากมือพังบรรลัยไปเลย"

"ต๊ายตาย อ้ายลูกคนนี้มันเหมือนกับม้าดีดกะโหลก จะหยิบจะต้องอะไรก็แตกหักไปเสียทั้งนั้น วันก่อนนี้ก็ที่หนึ่งแล้วเต้นทวิสด์ในห้องสมุดถอยหลังไปชนโต๊ะ ทำให้แจกันลายครามใบใหญ่หล่นลงมาแตกราคาตั้งเกือบ ๕,๐๐๐ บาท แหม-นี่ถ้ามันไม่ใช่หลานดิฉันละก้อ ดิฉันไล่ตะเพิดให้มันออกไปจากบ้านนี้นานแล้ว จนใจจริงจิ๊ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหน้าคุณหญิงวาดแล้วยิ้มเล็กน้อย

"อ้า-คุณหญิงครับ ผมจะเรียนถามอะไรสักหน่อยนะครับ"

"ค่ะ"

"คุณหญิงเชื่อถือในเรื่องไสยศาสตร์เวทมนต์คาถาโชคลางหรือคำสาปแช่งบ้างหรือเปล่าครับ"

คุณหญิงวาดตอบโดยไม่ต้องคิด

"เชื่อสิคะทำไมจะไม่เชื่อ"

"หรือครับ ถ้าเช่นนั้นผมก็ขอแนะนำหรือเตือนคุณหญิงด้วยความหวังดี ในฐานะเราเป็นญาติกันเปรียบเหมือนกับว่าเราเป็นพี่น้องที่คลานตามกันมาก็ได้"

คราวนี้คุณหญิงวาดหน้าตื่น

"เรื่องอะไรเจ้าคุณขา"

"เรื่องเพชรดำ ที่คุณหญิงซื้อไว้จาก คุณหญิงอุ่น น่ะซิครับ"

"เพชรดำ..." คุณหญิงวาดอุทาน "ทำไมคะ"

"มีเรื่องเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์หรืออิทธิฤทธิ์ของเพชรเม็ดนี้ครับ ผมไปรู้รายละเอียดมาเมื่อตอนสี่โมงนี่เอง ที่บริษัทเลหลังผมได้พบกับข้าราชการบำนาญคนหนึ่ง ซึ่งเขารู้จักคุ้นเคยกับผมตามสมควรเพราะสำนักงานทนายความของเขากับลูกชายของเขาอยู่ติดๆ กับสำนักงานผลประโยชน์ของผม"

"อ๋อ หลวงดุลยกิจฯ น่ะหรือคะ"

"ครับ หลวงดุลยกิจวิฑูรย์ถูกแล้วครับหลวงดุลยกิจฯ มีรสนิยมคล้ายๆ ผม คือชอบเล่นพระเครื่องและของเก่า"

"แต่ว่าคุณหลวงดุลยกิจฯ ศีรษะไม่ล้านเหมือนเจ้าคุณนี่คะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุปาก

"ล้านหรือไม่ล้านคุณหญิงอย่างไปสนใจเลยน่า สนใจกับเรื่องเพชรดำเม็ดนี้ดีกว่า หลวงดุลยกิจฯ ได้พบผมที่ร้านกาแฟแผงลอยในบริษัทเลหลังเราก็เลยนั่งกินกาแฟและคุยกัน เขาทราบว่าคุณหญิงรับซื้อเพชรดำไว้จากคุณหญิงอุ่นแต่ราคาเท่าไรเขาไม่ทราบ ผมก็เลยบอกเขาตามตรงว่าคุณหญิงรับซื้อไว้สี่แสนเป็นการช่วยเหลือคุณหญิงอุ่นซึ่งเป็นเพื่อนรักเกลอเก่า คราวนี้หลวงดุลยกิจฯ เขาก็แนะนำผมให้มาบอกคุณหญิงว่า ขอให้รีบขายเพชรดำเม็ดนี้ไปโดยเร็วก่อนที่เพชรดำจะนำภัยพิบัติมาสู่คุณหญิง"

"เอ๊ะ ดิฉันไม่เข้าใจเลย ทำไมถึงจะเป็นไปอย่านี้"

"ก็เพราะเจ้าของเดิมเขาสาปแช่งไว้น่ะซิครับ เพชรดำเม็ดนี้เป็นเพชรพระนลาตของพระศิวะเทพเจ้าของชาวฮินดูประดิษฐานอยู่ในเทวาลัยแห่งหนึ่ง ต่อมาคนร้ายได้ขโมยแกะเพชรดำ ๒๒ การัตนี้มาจากพระนลาตเทวรูป"

"ค่ะ พระนลาตน่ะหมายถึงสะดือใช่ไหมคะเจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น

"หน้าผากครับไม่ใช่สะดือ"

"อ๋อ แล้วยังไงค่ะ"

"คนร้ายนำเข้ามาในเมืองไทยครับ ขายให้เจ้าของเหมืองแร่ทางปักษ์ใต้คนหนึ่ง เจ้าของเหมืองซื้อไว้ไม่ทันไรภรรยาของเขาก็ถูกฟ้าผ่าตาย"

"โถ-ถ้าจะขี่หมาเล่น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"นั่นเขาหลอกเด็กครับ กลัวหมามันจะกัดเด็กเขาก็หลอกว่าขี่หมาฟ้าจะผ่า อ้า-เมียเจ้าของเหมืองตายได้ไม่กี่วันเจ้าของเหมืองก็ถูกคนร้ายลอบยิงตายไปอีกคนหนึ่ง พระอาจารย์ของ ลูกชายท่านนั่งวิปัสนาดูท่านก็รู้ว่าเพชรดำเม็ดนี้มรอาถรรพณ์เจ้าของเดิมคือมหาราชาองค์หนึ่งได้สาปแช่งไว้ ลูกชายเจ้าของเหมืองจึงขายเพชร ให้ผู้แทนราษฎร์ทางปักใต้ คนหนึ่งสมันจอมพล ป. ผู้แทนคนนั้นได้รับอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิตภายในเวลาไม่กี่วัน"

"ถูกฟ้าผ่าตายหรือค่ะ"

เจ้าคุณปัจนนึกฯ สะดุ้งเล็กน้อย

"เปล่าครับ ไม่ได้ฟ้าผ่าตายหรอกครับ แต่เขาถูกรถยนตร์ชนตายที่ถนนเยาวราชในกรุงเทพฯ ขณะที่เขาเดินข้ามถนนและสมัยนั้นถนนเยาวราช ยังให้รถแล่นสวนกันไปไม่ได้เดินทางเดียวเหมอนทุกวันนี้"

คราวนี้คุณหญิงวาดเริ่มสนใจกับอภินิหารของเพชรดำทันที

"แล้วยังไงคะ"

"เมียผู้แทนได้ให้โหรมีชื่อเสียงคนหนึ่งตรวจดูดวงชะตาให้ โหรบอกว่าของมีค่าชิ้นหนึ่งคือสิ่งนำโชคร้ายมาสู่ผู้แทนทำให้เขาต้องเสียชีวิต ภรรยาของผู้แทนก็ทราบทันทีว่าเพชรดำเม็ดนี้นั้นเองจึงรีบขายมันไป เพชรดำเม็ดนี้ไปอยู่ที่ใครเจ้าของและครอบครัวก็ได้รับภัยพิบัติ ในที่สุดก็มาอยู่ที่หลวงวิเศษฯ ลูกชายหลวงวิเศษฯ เรียนสำเร็จจากอังกฤษเดินทางกลับเมืองไทยเครื่องบินโดยสารตกทะเล ต้องเสียชีวิตไปหาศพไม่ได้ ภรรยาหลวงวิเศษฯ ถูกคนบาบุกเข้าไปในบ้านเอามีดฟันคอตายคาที่ ต่อมาหลวงวิเศษฯ ได้นำเพชรดำไปขายฝากเจ้าคุณภัคดีฯ ไว้ผลร้ายที่เจ้าคุณภัคดีฯ ได้รับก้คือท่านได้รับอุบัติเหตุรถเก๋งของท่านปะทะกับรถบรรทุกหินที่อำเภอเขาย้อย เจ้าคุณภักดีฯ ตายคาที่แล้วในไม่ช้าเดชาลูกชายของท่านก็ป่วยเป็นโรคประสาทถึงกับยิงตัวตายด้วยความคลุ้มคลั้ง ในที่สุดคุณหญิงอุ่นภรรยาเจ้าคุณภักดีฯ ก็ขายเพชรดำเม็ดนั้นให้คุณหญิง หลวงดุลยกิจฯ เขาเล่าให้ผมฟังอย่างนี้แหละครับ ถ้าคุณหญิงเชื่อถือในเรื่องไสยศาสตร์เวทมนตร์คาถา หรือคำสาปแช่งละก้อขอให้รีบ ขายเพชรดำเม็ดนี้ไปเสียเถอะครับ อย่ารอจนกว่ามันจะนำโชคร้ายมาสู่คุณหญิงเลย"

คุณหญิงวาดนิ่งคิดสักครู่จึงกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ขอบคุณค่ะที่เจ้าคุณกรุณาเล่าเรื่องเพชรดำเม็ดนี้ให้ดิฉันฟังและมีความปรารถดีต่อดิฉัน แต่ดิฉันไม่ยอมขายมันล่ะค่ะ ดิฉันรักมันมาก ดิฉันจะเชิญพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงองค์ใดองค์หนึ่งมาทำพิธีปิดรังควานหรือถอนคำสาปแช่ง เท่านี้ดิฉันก็คงปลอดภัย ดิฉันไม่ได้ลักขโมยใครมานี่ค่ะ เพชรดำเม็ดนี้เป็นสมบัติอันชอบธรรมของดิฉันแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ารับทราบ

"ถ้ายังงั้นก็สุดแล้วแต่คุณหญิงเถอะครับ แล้วขอให้ทำพิธีปัดรังควานเสียเร็ว ไ เพชรขนาดใหญ่มักจะมีอาถรรพณ์พูดจบเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ลุกขึ้นยืน "คุณจะไปฟังเทศน์ก็ไปเถอะครับ"

ท่านเจ้าคุณพาตัวเดินออกไปจากห้องนั้น คุณหญิงวาดลุกขึ้นเดินไป ที่เตียงนอนหยิบกระเป๋าเงิน ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง แล้วมองไปที่ตู้นิรภัยของท่านซึ่งเพชรดำอยู่รวมกับกล่องเครื่องเพชรของท่านในตู้นั้น คุณหญิงวาดรู้สึกว่าตั้งแต่ท่านรับซื้อเพชรดำเม็ดนี้ไว้ ท่านร้อนอกร้อนใจหรือกลุ้มใจอย่างบอกไม่ถูก ทั้งๆ ที่ไม่มีอไรที่จะทำมห้ท่านขุ่นข้องหมองใจสักนิดเดียวบางทีท่านก็ปวดศีรษะจนแทบจะทนไม่ไหว

อย่างไรก็ตาม คุณหญิงวาดได้บอกตังเองว่าท่านจะไม่ยอมขายเพชรดำ ๒๒ การัตเม็ดนี้เป็นอันขาด แต่ท่านจะรีบทำพิธีปัดรังควานในเร็ววันนี้ เพื่อขจัดอาถรรพณ์ หรือคำสาปแช่งของเจ้าของเดิมถ้าหากว่าเป็นจริงตามที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ เล่าให้ท่านฟัง

บูอิคเก๋งคันใหม่ซึ่งขับโดยเจ้าแห้วได้พา คุณหญิงวาดออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" ใน ๕ นาทีต่อมา จุดประสงค์ของคุณหญิงวาดก็คือจะซื้อของไปถวายพระเถระผู้ใหญ่องค์หนึ่งที่วัดนั้น และตอน ๑๓.๐๐ น. ท่านจะฟังพระธรรมเทศนา

เจ้าแห้วขับรถค่อยๆ ย่องมาตามถนนสุขุมวิท เขารู้ดีว่าถ้าเขาขับเร็วราว ๓๐ ไมล์ต่อชั่วโมงเขาต้องถูกร่มฟาดกบาลหรือถูกเขกศีรษะ ทั้งนี้ก็เพราะคุณหญิงวาดไม่ชอบนั่งรถเร็ว ใครขับรถให้ท่านนั่งก็ต้องใช้น้ำมันตราเต่า

เคราะห์กรรมของเรานั้นมันเกิดขึ้นโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวและไม่มีใครที่จะหลีกเลี่ยงได้ คุณหญิงวาดก็เช่นเดียวกัน ขณะที่บูอิคเก๋งแล่นมาเกือบจะถึงทางรถไฟสายแม่น้ำตอนต้นถนนสุขุมวิทและถนนเพลินจิตก็มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น

รถบรรทุกขนาดใหญ่คันหนึ่งแล่นข้ามทางรถไฟตรงมาด้วยความเร็วสูงเพราะคนขับถือว่ามือแน่ รถคันนี้บรรทุกสินค้าหลายอย่างกำลังเดินทางไปชลบุรี ขณะนั้นเด็กชายอายุประมาณ ๑๐ ขวบคนหนึ่งได้วิ่งตัดหน้ารถในระยะใกล้ชิด คนขับรถบรรทุกตกใจบิศพวงมาลัยบังคับไปทางขวาเต็มแรง รถทุหคันนั้นพุ้งเข้าปะทะด้านขวารถบูอิคเก๋งทันทีเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

"โครม"

ตัวถังรถบูอิคทางด้านขวาพังยับเข้าไป ประตูทั้งสองบานแหลกละเอียด แต่เดชะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และคุณพระรัตนตรัยช่วยคุ้มครองคุณหญิงวาดและเจ้าแห้วไว้ ทั้งสองไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย ความตกใจทำให้คุณหญิงวาดเป็นลมคอพับคออ่อนอยู่ในรถ ส่วนเจ้าแห้วพอหายตกตะลึงก็หันมาดูเจ้านายของเขา

บรรดาไทยมุงและจีนมุง ต่างวิ่งเฮโลมา ห้อมล้อมบูอิคเก๋งและรถบรรทุกเซฟโรเล็ทไม่มีปัญหาอะไรอีก รถบรรทุกซึ่งขวางอยู่ด้านขวาของมันยอมผิดแหงๆ และรถบูอิคเป็นฝ่ายถูกเพราะแล่นอยู่ในทางของตัวแต่ถูกชนอย่างจัง

ฉลามบกของตำรวจนครบาลคันหนึ่งผ่านมาพอดี ตำรวจหยุดรถรีบลงมายังที่เกิดเหตุ แล้วตะครุบคนขับรถโกดังไว้ก่อน ซึ่งตำรวจมอง ดูรถ ทั้งสองคัน ก็รู้ว่ารถบรรทุกเป็นฝ่ายผิดเจ้าแห้วผลุดผลันลงรถจากทางด้านซ้ายแล้วเกาะขอบประตูหลังร้องเรียกคุณหญิงวาดด้วยเสียงสั่นเครือ

"ท่านครับ ท่านครับ"

คุณหญิงวาดค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองดูโลก ใบหน้าของท่านซีดเผือด พอรู้สึกตัวท่านก็คว้ากระเป๋าเงินของท่านที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมากอดแล้วก็ถอนหายใจโล่งอกเมื่อแหวนเพชรราคาแสนเศษของท่านยังอยู่เรียบร้อยในนิ้วมือ

"อ้ายแห้ว ข้าไม่ตายหรือนี่"

เจ้าแห้วมีสีหน้าสดชื่นขึ้นทันที

"รับประทานยังครับ ท่านปลอดภัยแล้ว แต่รถเราแย่หน่อย"

ร.ต.ต. ในเครื่องแบเดินเข้ามาทางเจ้าแห้วแล้วกล่าวถามเบาๆ

"คุณและเจ้านายของคุณได้รับบาดเจ็บบ้างหรือเปล่า"

"ไม่เลยครับหมวด แต่ถ้าผมไม่ได้เอาหลวงพ่อติดตัวมาก็แย่เหมือนกัน"

นายตำรวจหนุ่มมองคุณหญิงวาดแล้ว กล่าวถามอย่างนอบน้อม

"รถของคุณป้าหรือครับ"

"รถของลูกชายฉันค่ะคุณ พันเอกพล พัชราภรณ์ แต่ก็เหมือนกับรถของฉันเหมือนกัน เพราะเงินที่ซื้อรถคันนี้เป็นเงินของฉัน ฉันคือคุณหญิงวาด ประสิทธิ์นิติศาสตร์ เฮ้อยังงี้แย่หย่อนคุณ รถของฉันคอยๆ ย่องมารถโกดังคันใหญ่นี่ยังนี่ยังข้ามถนนพุ่งเข้ามาชนรถฉัน ถ้ารถฉันแล่นเร็วกว่านี่และชนกันแบประสานงานฉันก็คงเท่งทึง คุณต้องจัดการให้คนขับรถบรรทุกซ่อมรถให้เรานะ เพิ่มซื้อยังไม่ทันถึงสองเดือนชนเสียยับเยินอย่างนี้ค่าซ่อมนับหมื่นทีเดียว"

รองสารวัตรยิ้มให้คุณหญิงวาด

"ผมจะต้องเชิญคนรถของคุณหญิงไปโรงพักครับ ตำรวจได้ควบคุมตัวคนขับรถบรรทุกไว้แล้ว เชิญคุณหญิงไปรถแท็กซี่เถอะครับ"

"ค่ะ ขอบคุณ ฉันจะขึ้นแท็กซี่กลับบ้าน วันนี้รู้สึกว่าโชคร้ายเห็นจะไม่กล้าไปไหนอีกแล้ว" พูดจบท่านก็เปิดประตูก้าวลงมาจากตอนหลังรถแล้วกล่าวกับเจ้าแห้ว แก่ไปกับตำรวจเขาเถอะ ฉันจะกลับบ้านละ ถ้าตำรวจเขาเอาแกเข้าห้องขังก็โทรศัพท์มาบอกนะฉันให้พ่อพลไปประกันแก"

นายตำรวจหนุ่มผู้บังคับรถวิทยุหัวเราะเบาๆ "คนรถของท่านไม่ผิดหรอกครับ เขาเป็นเจ้าทุกข์ไม่ใช้ผู้ต้องหา คนขับรถบรรทุกเขารับผิดชอบ เขาบอกว่าเขาหลบเด็กคนหนึ่งรถของเขาก็พุ่งเข้าชนรถของท่าน"

คุณหญิงวาดลืมตาโพลงหันไปมองดูคนขับซึ่งเป็นชายหนุ่มในวัยเบญจเพสแล้วท่านก็พยักหน้าเรียกเขา

"มานี่ซิเธอ มาให้ฉันสัมภาษณ์หน่อยเถอะ"

ชายหนุ่มร่างใหญ่เดินหน้าจ๋อยเข้ามาหา และยกมือไหว้คุณหญิงวาดอย่างนอบน้อม

"สุดแล้วแต่ท่านจะเมตตาผมเถอะครับ ผมเห็นแก่ชีวิตเด็กผู้ชายที่วิ่ง ตัดหน้ารถผมในระยะใกล้ชิดผมถึงหหักพวงมาลัยหลบทำให้รถของผมพุ่งเข้ามาชนรถของท่าน ถ้าผมไม่ทำอย่างนี้เด็กคนนั้นก็ตายแล้ว"

"โถ-พ่อคุณ เธอเป็นกรรมกรเป็นคนขับรถแต่จิตใจของเธอเปี่ยมล้นด้วยความเมตตากราณีต่อเพื่อนมนุษย์ เมื่อได้รู้ความจริงอย่างนี้แล้วฉันไม่เอาเรื่องเอาราวกับเธอหรอก รถฉันเสียหายฉันซ่อมเองหรือซื้อใหม่ก็ได้ ฉันมีเงินนะเธอ แถวนี้เรื่อยไปจนถึงพระโขนงเธอถามเขาดูเถอะ ขึ้นชื่อคุณหญิงวาดใครๆ ไม่รู้จัก"

คนขับรถบรรทุกตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าวนึกไม่ถึงว่าคุณหญิงวาดจะให้ความเมตตากรุณาเขาถึงเช่นนี้ เขากระพุ่มมือไหว้อย่างนอบน้อมที่สุด ใบหน้าอันซีดเผือดของเขาแจ่มใสขึ้นทันที

"เป็นพระเดชพระคุณที่สุดมิได้เชียวครับ ผมเป็นกรรมกรที่ยากจนขอรับมีรายได้เลี้ยงตัวและลูกเมียก็ด้วยเงินเดือนเพียงเล็กน้อย ถ้าต้องซ่อมรถให้ท่านเถ้าแก่เขาคงจะหักเงินเดือนผมหรือไล่ผมจากงานก็ได้ ขอบพระคุณออกครับที่ท่านกรุณาไม่เอาเรื่องผม"

นายตำรวจหนุ่มกล่าวถามคุณหญิงวาดทันที

"เป็นอันว่า คุณหญิงจะซ่อมรถของ คุณหญิงเองหรือครับ"

"ค่ะ แกไม่ได้ขับรถด้วยความประมาทนี่คะ แกเห็นแก่ชีวิตเด็กเล็กๆ คนหนึ่งที่วิ่งตัดหน้ารถของแกก็หลบเข้ามาชนรถฉัน ฉันไม่เอาเรื่องแกหรอกคะคุณตำรวจ"

"ครับ นับว่าเป็นความกรุณาที่คุณหญิงได้มอบให้เขา"

พูดจบนายตำรวจหนุ่มก็หันมาทางคนขับรถบรรทุก "อย่างไรก็ตาม ถึงคุณหญิงท่านไม่เอาเรื่องแกแกก็มีความผิดในฐานที่ขับนถประมาทและเป็นเหตุให้กีดขวางการจราจรรถผ่านไปม่ไม่สะดวก ฉันจะเขียนใบสั่งให้แกไปเสียค่าปรับที่โรงพักภายใน ๒๔ ชั่วโมงนี้"

"คุณหญิงวาดพูดโพลงขึ้น

"จะปรับเท่าไรค่ะคุณโปลิศ"

"ไม่เกินร้อยบาทครับ เมื่อเขาทำผิดกฎจราจรซึ่งเป็นกฎหมายผมก็ต้องปฏิบัติตามหน้าที่"

คุณหญิงวาดเปิดกระเป๋าเงินของท่านหยิบธรบัตรใบละร้อยบาทใหม่เอี่ยมฉบับหนึ่งออกมาส่งให้คนขับรถบรรทุก

"เอ้า ฉันช่วยค่าปรับเธอ คนที่มีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์เหมือนอย่างเธอฉันชอบ เราขับรถเราก็ต้องก็ต้องเห็นแกชีวิตของคนเดินถนน ขอให้เธอเจริญๆ เถอะพ่อคุณ"

คนขับรถกระพุ่มมือไหว้คุณหญิงวาดอีกครั้งหนึ่ง"

"ขอบพระคุณครับผมจะไม่ลืมความกรุณาของท่านเลย"

คุณหญิงวาดเปลี่ยนสายตามาที่รองสาวัตร ผู้บังคับ รถวิทยุของตำรวจนครบาล

"ฉันลาละคุณ คุณจะจัดการกับพ่อคนนี้อย่างไรก็สุดแล้วแต่คุณเถอะ" แล้วท่านก็หันมาทางเจ้าแห้ว "ไปที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะโน่นซีโว้ย ไปบอกอู่เขาให้เอารถมาลากรถเราไปเจ้าพลมันรู้ว่ารถมันถูกชนพังยับเยินอย่างนี้มันคงบ่นตายเลย ข้าไปละนะ แกจัดการให้เลยร้อย"

อาหารค่ำมื้อนั้น เป็นไปอย่างเงียบเหงาผิดปรกติ

คุณหญิงวาดได้เล่า รายละเอียดเรื่องรถบรรทุก พุ่งเข้ามาชนรถบูอิคที่ท่านไปนั่งตอนใกล้จะถึงต้นถนนสุขุมวิท หลังจากนั้นท่านก็ขอให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ เล่าเรื่องอภินิหารของเพชรดำให้ทุกคนฟัง

สี่นางเริ่มวิตกเป็นทุกข์ ต่างก็เกรงว่าคุณหญิงวาดจะประสบเคราะห์กรรม ได้รับอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิตเหมือนอย่างผู้ที่มีเพชรดำเม็ดนี้ไว้ในครอบครอง อาเสี่ยกิมหงวนก็เชื่อถือในเรื่องอิทธิพลของเพชร แล้วเขาก็เล่าให้ฟังว่าเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วมานี้ เพชรลูก ๒๕ การัตเม็ดหนึ่งซึ่งเป็นจี้เพชรของเก่าแก่ก็เคยทำให้ผู้เป็นเจ้าของได้รับภัยพิบัติล่มจมสิ้นเนื้อประดาตัวหรือเสียชีวิตไปตามกัน แต่เพชรเม็ดนั้นมีตำหนิคือใฝดำขนาดเล็ก ๒ จุด ต้องมองด้วยกล้องส่องเพชรจึงจะมองเห็น ท่านผู้เรืองอำนาจคนหนึ่งได้จี้เพชรอันนี้ไปไว้ไม่ถึง ๓ เดือนก็ล้มเจ็บและมีอันเป็นเท่งทึงไปทั้งๆ ที่ท่านกำลังมีอำนาจและมีความสุขอย่างล้นพัน ขณะนี้เพชร ๒๕ การัตเม็ดนั้นตกอยู่ในกำมือของเศรษฐีชาวอเมริกันคนหนึ่งซึ่งอาเสี่ยไม่อาจจะทราบข่าวว่า ฝรั่งชาวอเมริกันคนนั้นจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร

สี่สหาย กับสี่นาง และท่านผู้ใหญ่ทั้งสองรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วก็นั่งสนทนากันอยู่ในห้องรับประทานอาหารเกี่ยวกับเพชรดำเม็ดนี้

"ขายมันไปเถอะค่ะคุณอาขา" นันทากล่าวขึ้นด้วยความห่วงใยคุณหญิงวาดผู้เป็นอาและแม่ผัวของหล่อน

ประไพสนับสนุนพี่ผัวของหล่อน

"อย่าเอามันไว้เลยคะของอาถรรพณ์เจ้าของเดิมเขาสาปแช่งไว้ขืนเอาไว้คุณอาก็จะเดือดร้อนหรืออาจจะม่องเท่งก็ได้"

คุณหญิงวาดขมวดคิ้วย่น

"ม่องเท่งน่ะเป็นอย่างไรวะยายไพ"

"ก็เท่งทึงนะซิคะ"

"อ๋อ-นั่นน่ะซิ อาก็ชักหวาดๆ แล้ว เจ้าของเดิมซึ่งเป็นเจ้าแขกท่านก็ตายไปนานแล้ว แต่วิญญาณของท่านยังห่วงใยเพชรดำเม็ดนี้ อาคิดๆ ดูเหมือนกับว่าเท่าที่รถบ฿อิคของเราชนกับรถบรรทุกเมื่อตอนกลางวันก็คงจะเกิดขึ้นด้วยอำนาจของวิญญาณเจ้าของเพชรดำก็ได้"

นิกรทำท่าขนพองสยองเกล้าแล้วรีบลุกขึ้นยืน

"เรื่องนี้ไม่อยากฟังขนลุกซู่ไปทั้งตัวแล้ว"

"เฮ้ย" พลเอ็ดตะดร "จะไปไหนล่ะ"

"ไปส้วมโว้ย เต็มแก่แล้ว" พูดจบนิกรก็วิ่งเหยาะๆ ออกไปจากห้องรับประทานอาหาร

มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอีกในเรื่องเพชรเม็ดนี้ แต่นายพลดิเรกนั่งฟังนิ่งเฉยไม่ยอมพูดอะไร จนกระทั่งนวลลออกล่าวกับเขาว่า

"หมอรู้สึกอย่างไรบ้างคะในเรื่องนี้"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ความเห็นหรือทรรศนะของผมก็เป็นความเห็นของนักวิทยาศาสตร์นั่นแหละครับ ผมไม่เชื่อในเรื่องเวทมนต์หรือคำสาปแช่งหรอกคุณนวล เจ้าของเพชรดำที่ประสบอันตรายถึงแก่ชีวิตมันเป็นเรื่องของการบังเอิญมากกว่า อุบัติเหตุของมนุษย์เราน่ะมันเกิดขึ้นได้เสมอ"

ประภาค้อนสามีของหลอน

"คว้าง-ขวาง ช่างไม่เชื่อถืออะไรเสียบ้างเลย เรื่องทำนองนี้มันเคยปรากฏมามากต่อมาก ไม่เพียงแต่เพชรนิลจินดาหรอก เทวรูปหรือของเก่าๆ อันมีค่าบางอย่าง เช่นดาบโบราณก็เคยทำให้ผู้ที่เป็นเจ้าของพิกาศล่มจมมาแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวสรุปขึ้นอย่างเป็นการเป็นงานว่า

"ขายมันไปเถอะครับคุณหญิง ให้อ้ายหงวนเขาจัดการวิ่งเต้นขายให้ ขายได้สักสามแสนห้าหมื่นก็ยังดีกว่าที่คุณหญิงเก็บเอาไว้"

คุณหญิงวาดเห็นพ้องด้วย

"คะ ขายก็ขาย" แล้วท่านก็เปลี่ยนสายตามาที่เสี่ยหงวน "ช่วยขายให้หน่อยนะพ่อหงวน"

"ได้ครับ แต่ว่าเพชรขนาดใหญ่ราคาแสนอย่างนี้ขายไม่ได้ง่ายๆ นะครับ นักซื้อเพชรมือเติบท่านก็สิ้นบุญไปแล้วผมจะลอง ติดต่อขายพวกฝรั่ง นักทัศนาจรที่มาพักอยู่ที่โรงแรมของเรา และจะพยายามขายให้ราคาแพงที่สุด แต่เพชรใหญ่ราคาแพงอย่างนี้อาจจะขายได้ยากหน่อยนะครับ แล้วก็เป็นเพชรดำเสียด้วย ถึงแม้น้ำของมันจะงามแต่คนส่วนมากเขาไม่ใคร่จะนิยม"

"เออ ตามใจแกเถอะพ่อหงวน พรุ่งนี้อาจะมอบเพชรดำเม็ดนี้ให้แก อุบัติเหตุรถยนตร์ชนกันเมื่อตอนกลางวันทำให้อารู้สึกหวาดหวั่นอย่างไรชอบกล ความจริงอาควรจะตายแล้ว รถบรรทุกมันพุ่งเข้ามาชนแรงมากดังเปรี้ยงเหมือนฟ้าผ่า อาถึงกับสิ้นสติไปด้วยความตกใจ พอฟื้นขึ้นมาก็ดีใจมากที่ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย เห็นจะเป็นเพราะหลวงพ่อรอดและสมเด็จวัดระฆังท่านช่วยคุ้มครองป้องกันอาก็ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"แน่นอนครับคุณหญิง พระของคุณหญิงทั้งสององค์นอกจากจะมีปฎิหาริย์ช่วยให้คุณหญิงแคล้วคลาด แล้วยังช่วยป้องกันศัสตราวุธและเขี้ยวงาสารพัดอีกด้วย"

ประไพมองดูหน้าคุณหญิงวาดแล้วถามยิ้มๆ

"เจ้าแห้วก็คงมีของดีเหมือนกันนะคะ"

"ใช่ อ้ายแห้วมันมีหลวงพ่อโกย แล้วก็อีกองค์หนึ่งดูเหมือนจะเป็นหลวงพ่อทวด"

ศาสตราจารย์ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ออไร๋ คนไข้ของผมรายหนึ่งเขาให้หลวงพ่อทวดผมสององค์ผมแบ่งให้อ้ายแห้วไปองค์หนึ่ง สำหรับหลวงพ่อทวดท่านแน่จริงๆ ครับ ท่านได้ช่วยชีวิตใครมามากต่อมากแล้วเพื่อนของผมคนหนึ่งเป็นพลตรีอยู่ลำปางเดี๋ยวนี้ ตอนที่เขาเป็นพลจัตวาลูกสาวของเขาซึ่งเป็นนิสิตได้ไปทัศนาจรกับเพื่อนๆ ร่วมมหาวิทยาลัย รถทัศนาจรคว่ำที่หาดใหญ่บนถนนหาดใหญ่สงขลา ทุกคนบาดเจ็บไปตามกัน แต่ลูกสาวของเพื่อนผมมีหลวงพ่อทวดไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย"

คุณหญิงวาดทำท่าทางกระสับกระสายเล็กน้อย

"พูดถึงเพชรดำเม็ดนี้อาไม่สบายใจเลย โทรศัพท์ไปต่อว่าแม่อุ่นเขา เขาก็สาบานว่าเขาไม่รู้เพชรเม็ดนี้มีประวัติและความเป็นมาอย่างไร เขารู้แต่เพียงว่าหลวงวิเศษฯ ได้นำมาขายฝากเจ้าคุณภักดีฯ ไว้ และแม่อุ่นไม่เชื่อว่าความตายของเจ้าคุณ กับลูกชายของเขาเกิดขึ้นจากอภินิหาร ของเพชรดำเขาว่าพรุ่งนี้เช้าเขาจะมาหาบังเอิญ เย็นนี้เขาไม่ว่าง รู้สึกว่าเขาตื่นเต้นตกใจมากเมื่ออาบอกเขาว่าอาได้รับอุบัติเหตุ รอดตายอย่างปาฏิหาริย์เนื่องจากรถบรรทุกสินค้าต่างจังหวัด ชนรถบูอิคของเราพังยับไปบนถนนสุขุมวิท แม่อุ่นว่าเขาจะซื้อกลับคืนก็ได้ แต่เขาจะต้องขายตึกและที่ดินที่ฝรั่งเช่าเสียก่อน อาไม่ยอมให้เขาทำอย่างนั้นหรอก แม่อุ่นควรจะเก็บไว้กินค่าเช่าเพราะตัวคนเดียวเป็นแม่ม่ายไร้ทางน่าสงสารมาก"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"แต่ไม่ช้า คุณอาอุ่นคงจะมีแฟนใหม่ และแต่งงานใหม่นะครับ"

คุณหญิงวาดลืมตาโพลง

"แต่งกับยมบาลน่ะซี คนแก่ขนาดนี้แล้วยังจะให้มีแฟนอีกรึ"

ทันใดนั้นเองไฟฟ้าในบ้าน "พัชราภรณ์" ก็ดับพรึบลงทันที ดวงจันทร์คืนนี้ขึ้น ๑๕ ค่ำลอยเด่นตรงกับหน้าต่างห้องรับประทานอาหาร ถึงแม้ไฟมืดแสงจันทร์ช่วยให้ความสว่างพอสมควร

นิกรวิ่งหน้าตื่นเข้ามาในห้อง แล้วเดินเข้ามานั่งยังที่ของเขาตามเดิม

"โอ๋โฮ พอออกจากห้องน้ำได้กระไดก็พอดีไฟดับใจหายเลย"

เจ้าแห้วถือไฟฉายดวงหนึ่งเดินเข้ามาทางเฉลียงหลังตึก

"รับประทาน ไฟเสียเฉพาะบ้านเราเท่านั้นแหละครับคุณหมอ"

"ถ้ายังงั้นก็ต้องมีใครทำไฟช็อทแน่ๆ สายไฟเตาไฟฟ้าหรือเตารีดหรือสายไฟต่อเสียบกับบล๊ก ที่เรือนพักคนใช้อาจจะรั่วทำให้ไฟช็อท แกเปลี่ยนฟิวใหญ่ที่หม้อพักได้ไหมล่ะ"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ "รับประทานไม่กล้าครับ รับประทานเพลี่ยงพล้ำนิดเดียวควันออกทางปาก ไฟบ้านเราใช้มากว่าบ้านอื่นตั้งหลายเท่า รับประทานคุณหมอเปลี่ยนเองเถอะครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกลุกขึ้นเดินเข้าไปหาเจ้าแห้ว

"ตามฉันไปอ้ายแห้ว"

ทั้งสองพากันออกไปทางเฉลียงหลังตึก ภายในห้องรับประทานอาหารสว่างนวลด้วยแสงจันทร์ แต่ก็ไม่สว่างไปทั่วห้องเหมือนแสงไฟฟ้า และไม่ปรากฏว่าสาวใช้หรือคนใช้คนใดนำตะเกียงเจ้าพายุมาให้ เพราะที่นี่สองสามปีจึงจะมีเหตุบังเอิญไฟเสียสักครั้ง ไปดับทั่วหมู่บ้านไม่ปรากฏ มักจะเสียเฉพาะภายในบ้าน ซึ่งศาสตราจารย์ดิเรกก็สามารถแก้ไขได้ชั่วเวลาไม่กี่นาที

อากาศค่อนข้างนาวเย็น ฤดูหนาวปีนี้ยาวกว่าปี ๒๕๐๗ หนาวติดต่อกันมาร่วมเดือนแล้ว

ทุกคนนั่งรับประทานผลไม้และพูดคุยกันเบาๆ จนกระทั่งคุณหญิงวาดได้กลิ่นอะไรอย่างหนึ่ง จึงเอียงหน้าเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกระซิบบอกท่าน

"เจ้าคุณคะ ได้กลิ่นอะไรไหมคะ"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า

"ผมกำลังจะบอกคุณหญิงอยู่เดี๋ยวนี้แหละ กลิ่นธูปหอมครับ แต่เป็นกลิ่นธูปแขกไม่ใช่ธูปกระแจะของเรา"

"โอ๊ย" นิกรร้องขึ้นดังๆ "จริงๆ แหละครับเหมือนกับใครจุดธูปแขกไว้ในห้องนี้ จะว่ากลิ่นธูปปลอยมาจากที่อื่นก็เป็นไปไม่ได้เพราะบ้านเรามีบริเวณตั้ง ๑๐ ไร่ และเพื่อนบ้านของเราที่เช่นที่คุณอาปลูกบ้านอยู่ก็ไม่มีแขก มีแต่คนไทยและคนจีน สุลต่านเจ้าของเพชรดำเล่นงานรากระมังครับ"

สี่นางและคุณหญิงวาดต่างใจเต้นระทึกไปตามกัน ประไพกล่าวกับพี่ผัวของหล่อนด้วยเสียงสั่นเครือผิดปรกติ แสดงว่าหล่อนเป็นสมาชิกของสมาคมตาแหกเช่นเดียวกับนิกร ผัวรักของหล่อน

"พี่นันมีคาถากันผีหรือเปล่าคะ"

เสียหงวนพูดเสริมขึ้น

"ว่าอิติบิโสถอยหลังสิครับ พอเห็นผีคุณก็ว่า โลปิติอิว่าเรื่อยไปจนกว่าผีมันจะหายไปหรือจนกว่ามันจะหักคอเรา ผีแขกอย่าไปกลัวมันหน่อยเลยครับ ถ้าหลอกพวกเราผมจะจับใส่ขวดโหลดองน้ำปลากับน้ำตาลไว้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"ที่แกว่าน่ะขิงหรือผีวะอ้ายหงวน"

"ขิงครับ ต้องดองตอนหน้าฝนเพราะตอนนั้นขิงกำลังอ่อน เอามาปอกเปลือกให้เป็นรูให้ทั่วแช่เกลือไว้คืนหนึ่งรุ่งขึ้นล้างน้ำตากแดดไว้หนึ่งวัน แล้วดองกับน้ำปลาน้ำตาลปิ๊บราว ๗ วันกินอร่อยไปเลยครับ" พบจบเสี่ยหงวนก็สะดุ้งเฮือกเผลอตัวร้องอุทานออกมาดังๆ "เอิ๊บ"

ทุกคนต่างมองตามสายตาเสี่ยหงวน ภาพที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงสะท้อนของแสงจันทร์นั้น คือปีศาจของชาวภารตะซึ่งแต่งกายแบบสุลต่านหรือเจ้าแขก ร่างนั้นยืนเด่นอยู่ที่ประตูทางเฉลียงหลังตึก กลิ่นธูปแขกและกำยานหอมตลบไปทั่วห้อง

คุณหญิงวาดกับสี่นางต่างส่งเสียงหวีดว้ายลั่น พล, นิกร, กิมหงวน, และเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งตัวแข็งไปตามกัน ทุกคนต่างรู้สึกขนพองสยองเกล้า ปีศาจเจ้าแขกยืนกอดอกมองมาที่โต๊ะรับประทานอาหาร นิกรหลับตาประณมมือพูดพึมพำแทบไม่เป็นภาษามนุษย์เมื่อแลเห็นปีศาจสุลต่าน เจ้าของเพชรดำเคลื่อนที่เข้ามาในห้อง

"อ๋อย เกล้ากระหม่อมกลัวแล้ว ไปที่ชอบๆ เถอะพ่ะย่ะค่ะ"

ทันใดนั้นเองไฟฟ้าทั่วบ้าน "พัชราภรณ์" ก็สว่างขึ้นตามเดิม ร่างของปีศาจนั้นหายวาบไปทันที สี่นางกับคุณหญิงวาดตัวสั่นงันงก โดยเฉพาะคุณหญิงวาดมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม

เงียบกริบไม่มีใครปริปากพูดอะไรเลย จนกระทั่งคุณหญิงวาดกล่าวขึ้น

"สุลต่านเจ้าของเพชรดำเล่นงานแม่แล้วพล วิญญาณของท่านยังติดตามคุ้มรักษาเพชรเม็ดนี้ แม่...แม่เกือบจะช็อคตายทีเดียว ถ้าหากว่าแม่เห็นคนเดียวแม่ก็คงเข้าใจว่านัยน์ตาของแม่ฝาดไป นี่พวกราได้เห็นกันทุกคน พอไฟฟ้าเปิดก็หายไปเลย"

พลมองดูคุณหญิงวาดอย่างเป็นห่วง

"ทำใจใให้สบายเถอะครับคุณแม่ ประเดี๋ยวขึ้นไปบนห้องจุดธูปจุดเทียนบอกท่าน สารภาพกับท่านตามตรงว่าคุณแม่ไม่ทราบความเป็นมาของเพชรดำเม็ดนี้ คุณแม่จะรีบขายมันไปมันไปโดยเร็วที่สุด"

คุณหญิงวาดเต็มไปด้วยความหวาดกลัวผีปีศาจเจ้าแขก

"โอ๊ย แม่ไม่มีแก่ใจที่จะทำอะไรทั้งนั้น แกกับเพื่อนๆ ของแกช่วยกันเอาเพชรดำเม็ดนี้ไปให้พ้นบ้านเราเถอะ จะเอาไปเก็บไว้ที่ไหนก่อนก็ตามใจ ขืนเอาไว้ในบ้าน สุลต่านเจ้าของเพชรอาจจะมาปรากฏร่างให้แม่เห็นในห้องนอน แม่คงตกใจตายอย่างไม่มีปัญหา"

พลหันมาทางเสี่ยหงวน

"เพื่อให้คุณแม่สบายใจ เอาเพชรดำเม็ดนี้ไปไว้ที่ร้านขายเพชรของแกเถอะวะอ้ายหงวน"

กิมหงวนนิ่งคิดสักครู่

"ถ้ายังงั้นเอาไปไว้ที่โรงแรม "สี่สหาย" ดีกว่า พรุ่งนี้กันจะได้ติดต่อกับพวกนักทัศนาจรเศรษฐีอเมริกัน เสนอขายเพชรดำเม็ดนี้"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"ดีแล้วพ่อหงวน รีบเอามันไปไว้ที่โรงแรมของเราเถอะพ่อคุณ อาจะได้สบายใจ ขายได้เท่าไรก็ขายไปขาดทุนก็ช่างมันขอให้ได้เงินคืนมาบ้าง เจ้าของเพชรดุร้ายขนาดนี้จะเอาไว้ในบ้านได้อย่างไรกัน มิน่าล่ะ หมู่นี้ตอนดึกๆ หมามันหอนผิดปรกติ แต่เราก็พึ่งได้เห็นปีศาจเจ้าของเพชรคืนนี้"

นายพลดิเรกพาตัวเดินเข้ามาในห้อง เจ้าแห้วติดตามมาด้วย นายแพทย์หนุ่มกล่าวกับทุกๆ คนว่า

"แปลกใจจริงๆ ที่ไฟฟ้ามันดับโดยไม่มีเหตุผล พอเปิดดูฟิวที่สวิทช์ใหญ่เท่านั้นไฟก็เปิดทั่วบ้าน"

"บรื้อว์..."นิกรร้องลั่น "สุลต่านท่านใช้อภินิหารของท่านบังคับให้ไฟฟ้าดับไปชั่วขณะน่ะซิ"

ศาสตราจารย์ดิเรกขมวดคิ้วเข้าหากัน แล้วจ้องมองดูหน้านิกร

"สุลต่านอะไรกันวะ"

"ผีน่ะโว้ย" นิกรพูดเสียงสั่นแต่ค่อนข้างดัง

"ผี" ดร. ดิเรกคราง

พลพยักหน้าให้นายแพทย์หนุ่ม

"ถูกแล้วหมอ ขณะที่ไฟดับในห้องนี้มีแต่แสงจันทร์พวกเราทุกคนแลเห็นปีศาจของเจ้าแขกองค์หนึ่งแต่งกายเหมือนพวกเจ้าแขกในสมัยโบราณ พระองค์คือเจ้าของเพชรดำอย่างไม่ต้องสงสัย ท่านประทับยืนอยู่ที่ประตูนั่นและเสด็จเข้ามาในห้อง"

"แล้วยังไง..." นายพลดิเรกถามด้วยความตื่นเต้นสนใจ

"พอดีไฟฟ้าเปิดร่างของปีศาจเจ้าแขกองค์นั้นก็หายวับไป"

เจ้าแห้วหน้าซีดเผือกเหมือนแผ่นกระดาษ เขามองซ้ายมองขวาหันหน้ามองไปรอบๆ ห้อง ศาสตราจารย์ดิเรกทำตาปริบๆ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแล้วเขาก็กล่าวถามพ่อตาของเขา

"เป็นความจริงหรือครับคุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"ถูกแล้ว พวกเราทุกคนเห็นปีศาจเจ้าแขกด้วยกันทั้งนั้น"

"โอ-อิท อิส วันเดอรฟุล เป็นแปลกมาก ถ้าเช่นนั้นปีศาจมหาราชา หรือสุลต่านองค์นี้ก็ต้องเป็นเจ้าของเพชรดำอย่างไม่ต้องสงสัย"

นิกรกล่าวขึ้นด้วยความหวาดกลัว

"ก็ใช่น่ะซิ คุณอาท่านขอร้องให้พวกเราเอาเพชรดำไปเก็บไว้ที่โรงแรม "สี่สหาย" เดี๋ยวนี้แหละ รีบเอาไปเถอะจะได้เก็บไว้ที่โรงแรม ขืนเอาไว้ที่นี่ตอนดึกสุลต่านอาจจะเสด็จมาอีกถ้าพระองค์เสด็จเข้าไปในห้องนอนของกัน และกระตุกผ้าห่มนอนของกันออกกันคงช็อคตายอย่างไม่มีปัญหา"

ประไพเสริมขึ้น

"ไพก็เช่นเดียวกันค่ะ เพียงแต่เห็นท่านเมื่อกี้นี้ทั้งๆ ที่นั่งอยู่ด้วยกันหลายคนไพยังตกใจถึงกับเยี่ยวราด"

"ฮ้า" นิกรร้องลั่นห้อง

"จริงค่ะ นองเก้าอี้เลย กรก็รู้ดีแล้วว่าถ้าไพตกใจถึงขีดสุดต้องฉี่ออกมาทุกที ร่างกายมันเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบ"

ประภามองดูน้องสาวของหล่อนอย่างเศร้าใจ

"เธอรุ่มร่ามมากนะน้องไพ"

"โธ่-ไม่ได้แกล้งนี่คะพี่ภา มันตกใจก็ไหลจ๊อกๆ ออกมาเอง เมื่อตอนสงครามพี่ภาจำไม่ได้หรือ พอหวอขึ้นพวกผู้หญิงต่างแย่งกันเข้าห้องน้ำมีอันเป็นขึ้นมาทันที่ นั่นก็เพราะความตกใจกลัวลูกระเบิด"

คุณหญิงวาดกล่าวกับพลทนที

"แกกับเพื่อนๆ เตรียมตัวไปโรงแรม "สี่สหาย" เถอะลูก เอาเพชรดำไปเก็บไว้ที่เซฟของโรงแรมแม่จะได้สบายใจแม่จะขึ้นไปเอาเพชรมาให้แกเดี๋ยวนี้ อ้า-แม่สี่คนนี้ขึ้นไปเป็นเพื่อนฉันซิ ตอนนี้ฉันไม่กล้าขึ้นไปชั้นบนตามลำพังหรอก ดีไม่ดีไปพบสุลต่านยืนอยู่ในห้องฉันก็แย่เท่านั้น"

นันทามองดูคณะพรรคสี่สหายแล้วกล่าวว่า

"ขึ้นไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละค่ะ บรรยากาศในบ้านเราขณะนี้ไม่สู้จะดีนัก"

นิกรเผ่นพรวดลุกขึ้นยืนในท่าทางขึงขัง

"มา-ฉันพาขึ้นไปเองพี่นัน ชักยัวะขึ้นมาแล้ว ให้มันรู้ไปทีเถอะน่าว่าปีศาจสุลต่านจะแน่กว่าฉัน ฉันก็ลูกศิษย์มีอาจารย์เหมือนกัน" พูดจบนิกรก็เอื้อมมือคว้าแก้วเปล่าบนโต๊ะใบหนึ่งและผ้าเช็ดมืออีกผืนหนึ่ง

ดร. ดิเรกถามนิกรเบาๆ

"เอาแก้วไปทำไมวะ"

นิกรยิ้มแค่นๆ

"จับสุลต่านใส่แก้วใบนี้ แล้วเอาผ้าเช็ดมือผูกปากแก้วประเดี๋ยวกันจะเอามาให้พวกเราดูเล่นเป็นขวัญตา" แล้วนิกรก็พูดเสียงอ่อยๆ "แต่ว่าอย่าทำเขาอย่างนั้นเลยวะ"

"กลัวบาปเรอะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถาม

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ไม่ได้กลัวบาปหรอกครับแต่กลัวผีสุลต่าน" แล้วเขาก็ทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิม

เวลาประมาณ ๒๐. ๐๐ น.

คาดิลแล็คเก๋งคันงามได้พาคณะพรรคสี่สหาย และเจ้าคุณปัจจนึกฯ คลานออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างแช่มช้า อาเสี่ยกิมหวงนมหาเศรษฐีทำหน้าที่ขับรถของเขาเองนั่งคู่กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พล, นิกร, และศาสตราจารย์ดิเรกนั่งอยู่ตอนหลังรถ เพชรดำ ๒๒ การัตเม็ดนั้นบรรจุอยู่ในกล่องกำมะหรี่สี่เหสี่ยมค่อนข้างแบบขนาดกะทัดรัด และอยู่ในกระเป๋าเสื้อฮาไวของเสี่ยหงวน

ออกมาพักประตูรั้วบ้าน "พัชราภรณ์" อาเสี่ยก็บังคับรถเลี้ยวซ้ายมือตรงไปทางพระโขนงมุ่งตรงโรงแรม "สี่สหาย" โรงแรมที่ใหญ่โตหรูหราที่สุดในกรุงเทพฯ และเป็นโรงแรมชั้นเยี่ยมแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกนี้ มีบริการเช่นเดียวกับโรงแรมชั้นหนึ่งของประเทศสวิสเซอแลนด์

การจราจรบนถนนสายสุขุมวิทยังคับคั่งเพราะเป็นเวลาหัวค่ำ แต่รถวิ่งตามทางของมันโดยมีเกาะกลางถนนกั้นเขตเสี่ยหงวนขับรถเร็วเพียง ๓๕ ไมล์ต่อชั่วโมง ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องอภินิหารเพชรดำ นายพลดิเรกยอมรับว่าเขาตื่นเต้นแปลกใจมากที่ทุกคนได้แลเห็นปีศาจเจ้าของเพชร คืออดีตสุลต่านองค์หนึ่งผู้สิ้นพระชนม์ไปนานแล้ว แตวิญญาณของพระองค์ยังห่วงใยเพชรดำเม็ดนี้เสด็จมาสำแดงร่างให้เห็นและบันดาลให้ไฟฟ้าดับไปชั่วขณะหนึ่ง แล้ว ดร. ดิเรกก็เล่าให้ฟังถึงเรื่องความเร้นลับมหัศจรรย์เกี่ยวกับเวทมนต์คาถาหรือคำสาปแช่งที่ยังมีอยู่ในอินเดียและปากีสถาน ตลอดจนภูถาน, เนบาลหรือแค็ชเมียร์ กระทั่งกลุ่มประเทศอาหรับ และอัฟริกา สำหรับเขายางทีก็เลื่อมใสสรัทธาบางทีก็เห็นว่าเป็นเรื่องเหลวไหล แต่เกิดจากคำสาปแช่งของเจ้าของเดิมในที่สุดนายพลดิเรกก็กล่าวว่า

"ที่จริง คุณอาหญิงท่านก็สั่งให้อ้ายหงวนขายเพชรดำเม็ดนี้ให้ท่านแล้ว"

"แสงไฟหน้ารถคาดิลแล็คเก๋งพุ่งไปไกล และเนื่องจากถนนสุขุมวิทตอนนี้เกาะกลางถนนรถที่สวนมาแล่นอีกด้านหนึ่งเสี่ยหงวนจึงเปิดไฟจ้าไม่ได้ใช้ไฟต่ำเลย เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นใครคนหนึ่งยืนขวางถนน และชูมือขวาเป็นสัญญาณให้หยุดรถท่านก็หันมาบอกอาเสี่ย

"เฮ้ย มีคนยืนขวางถนน นั่นเห็นไหม"

เสี่ยหงวนจ้องตาเขม็งมองไปข้างหน้า คราวแรกเขาคิดว่าคนเมา แต่พอรถแล่นเข้ามาใกล้ในระยะประมาณ ๑๐๐ เมตรอาเสี่ยก็เย็นวาบไปตั้งตัวร้องเอะอะเอ็ดตะโรขึ้น"

"สุลต่าน สุลต่านเจ้าของเพชรดำ"

ทุกคนต่างมองดูร่างนั้นแทบไม่กระพริบตา ร่างที่ยืนอยู่กลางถนนเป็นผู้ชายแต่งกายแบบเจ้าแขกมีผ้าโพกศีรษะ เสื้อผ้านั้นต้องแสงไฟหน้ารถเป็นมันละเลื่อม เมื่อคาดิลแล็คเก๋งแล่นเข้ามาใกล้จะถึงตัวภาพของเจ้าแขกก็เลือนหายไปทันที

"อุ๊ยๆๆ " นิกรร้องเสียงสั่น "ดุร้ายขนาดเชียวหรือนี่ อิติปิโสภควา....แย่ละโว้ยเรา"

อาเสี่ยนั่งตัวแข็งขับรถด้วยความระมัดระวัง เขาบอกตัวเองว่าภาพปีศาจสุลต่านเจ้าของเพชรดำอาจจะเป็นลางสังหรณ์ก่อนจะเกิดเหตุร้ายก็ได้ เขาถอนคันน้ำมันให้รถวิ่งช้าลง้พราะเกรงว่าถ้าขับเร็วยางระเบิดรถอาจจะพลิกคล่ำ หรืออาจจะมีใครวิ่งตัดหน้ารถในระยะใกล้ชิดซึ่งเป็นไปด้วยอำนาจพระวิญญาณของสุลต่านพระองค์นั้น

อีกราว ๒ กิโลเมตรจึงจะถึงโรงแรม "สี่สหาย" ริมถนนสุขุมวิทที่พระโขนง ทุกคนนั่งนิ่งเฉยไม่มีใครปริปากพูดอะไรจนกระทั่ง พ.อ. พลหันมาทางศาสตราจารย์ดิเรกซึ่งนักอยู่ทางซ้ายตอนหลังรถคือทางซ้ายของพลนั่นเอง

"แกเห็นตาแก่แล้วใช้ไหม"

"ออไร๋"

"แกรู้สึกยังไงบ้าง องค์สุลต่านยืนขวางหน้ารถเราและหายไปเหมือนล่องหน"

ดร. ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"ไม่มีปัญหาอะไรอีก พระองค์คือผีแน่ๆ และเป็นผีที่ร้ายที่สุด"

นิกรอกสั่นขวัญแขวนเส้นผมบนศีรษะตั้งชันด้วยความกลัว เขาชะโงกหน้ามาที่กิมหงวนแล้วพูดเสียงสั่นๆ ว่า

"อ้ายเสีย ล้วงกล่องเพชรดำในกระเป๋าเสื้อแกโยนออกไปนอกรถเถอะโว้ย"

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะ

"ไม่ใช้แก้วเจียระไนหรือลูกแก้วในขวดน้ำมะเน็ดรุ่นเก่านะอ้ายกร ราคาตั้งหลายแสนทิ้งไม่ได้หรอก"

นิกรทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

"ถ้างั้นพวกเราจะประสบอันตรายจากอำนาจวิญญาณของเข้าแขกองค์นี้ก็ได้ ก่อนที่เราจะไปถึงโรงแรมของเรา"

พลหันมามองดูเถอะน่าอย่าพูดมากไม่มีอะไรหรอก"

คาดิลแล็คเก๋งผ่านหอดูดาวไปแล้ว สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งกระสับกระสาย ไปตามกัน และแล้วทุกคนก็ได้กลิ่นเครื่องเทศกระยานไปทั่วรถ ระคนกัลกลิ่นธูปแขกและกำยานเสี่ยหงวนเอื้อมมือเปิดเครื่องวิทยุประจำรถ เพื่อให้มีเสียงเพลงปลอบใจให้หายหวั่นกลัว แต่แล้วทุกคนก็ได้ยินเสียงร้องเพลงแขกในทำนองเพลงที่ฟังเยือกเย็น

"เฮ้ย ปิดซิโว้ย" นิกรร้องสั่น

อาเสี่ยรีบปิดสวิทส์เครื่องรับวิทยุทันที

"อือ-ชอบกลโว้ย" อาเสียคราง "รับสถานีคลื่นยาวแท้ๆ คลื่นสั่นสถานีแขกดันเข้ามาได้"

ดร. ดิเรก "ถ้าเขาส่งคลื่นสั้นขนาดยาวเช่นคลื่น ๔๙ เมตรก็อาจจะเข้าเครื่องรับได้เหมือนกัน เพราะสถานีวิทยุต่างประเทศเครื่องส่งเขามีกำลังแรงมาก และเครื่องวิทยุประจำรถเครื่องนี้กันก็ได้คัดแปลงแก้ไขรับได้ทั่วโลก อ้า-อย่าเปิดเลยวะ ได้ยินเพลงแขกแล้วหนาวๆ ร้อนๆ ยังไงชอบกล"

ทันใดนั้นเองคาดิลแล็คเก๋งก็พุ่งปราดมีความเร็วสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกคนแลเห็นกิมหงวนดิ้นรนยกมือซ้ายป้องปัดอุตลุด แล้วอาเสี่ยก็ร้องลั่น

"โอ๊ย ตีนขวาของกันมีอะไรกดทับลงไปบนคันน้ำมันคล้ายกับมีเท้าใหญ่ๆ ของใครคนหนึ่งเหยียบหลงมาเท้ากันไว้แน่นทำยังไงดีล่ะ"

คาดิลแล็คเก๋งวิ่งเร็วขึ้นตามลำดับ เข็มวัดระยะความเร็วที่หน้าปัดค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนถึงเลข ๕๐ แสดงว่ารถกำลังวิ่ง ๕๐ ไมล์ต่อชั่วโมง แซงขึ้นหน้ารถเก๋งไปหลายต่อหลายคัน

พลร้องบอกเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"ปิดกุญแจดับสวิทช์ไฟเครื่องยนตร์ครับคุณอา แล้วดึงห้ามล้อมือ"

ก่อนที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ จะทำตามคำแนะนำของพลคาดิลแล็คเก๋งก็ถูกบังคับให้เลี้ยวซ้ายเหมือนกับมีใครบิดพวงมาลัยเต็มแรง รถเก๋งราคาร่วมล้านเผ่นออกจากถนนขึ้นไปบนทางเท้าใต้ชายคาอาคารพานิชณ์แล้วพุ่งเข้าชนร้านเสริมสวย "โฉมไฉไล" เสียงดังสนั่นหวั่นไหว

"โครม...โครม...โช้งเช้ง....เพล้ง...โครม"

"โฉมไฉไล" เพิ่งเปิดร้านบริการลูกค้าตอน ๑๙.๓๐ น. พวกช่างเสริมสวยช่างทำเล็บกลับบ้านหมดแล้ว คงเหลือแต่สาวใหญ่ในวัย ๔๐ เศษคนหนึ่งนั่งคิดบัญชีอยู่บนโต๊ะเล็กๆ ทางหลังร้านตามลำพัง ถึงแม้ยังไม่ได้ปิดประตูไม้ซึ่งเป็นประตูพับที่หน้าร้าน แต่ก็ปิดประตูกระจกฝ้าและใส่กลอนไว้ ส่วนตู้โชว์ระหว่างประตูกระจกฝ้าก็บุผ้า แพรอยู่ ข้างในดังนั้น เจ้าของร้าน "โฉมไฉไล" จึงแต่งกายตามความสะดวกก่อนเข้าห้องน้ำคือนุ่งกางเกงลิงสีดำเพียงตัวเดียว สวมเสื้อยกทรงหรือหิ้วทรงแปะไว้ตรงที่ที่ไม่อยากให้ใครเห็น มีผ้าซีนสำหรับผลัดขึ้นจากน้ำพร้อมตัวผ้าเช็ดตัวและขันเงินวางอยู่บนเก้าอี้ข้างต้วหล่อน

คาดิลแล็คเก๋งชนตู้โชว์ทั้งสองตู้และประตูกระจกฝ้าพังยับเยิน ชนเก้าอี้ที่นั่งสำหรับผู้มารับการเสริมสวยหักสะบั้นไป ๔ ตัว พัดลมตั้งขนาดใหญ่อีก ๒ อัน และโซฟาพังทลายราบไปตัวหนึ่ง คาดิลแล็คเก๋งหมอบนิ่งหน้าหม้อห่างจากโต๊ะสวาใหญ่เจ้าของร้านเพียง ๒ ฟุต

"ไฉไลสาวใหญ่เผ่นพรวดลุกขึ้นยืนคว้าผ้าซินผ้าเช็ดตัววิ่งเข้าไปทางหลังห้องซึ่งเป็นครัวไฟและห้องน้ำ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันลงจากรถทางประตูด้านขวาหลังจากหายตกตลึง ด้านซ้ายของรถอยู่ห่างจากผนังตึกราวฟุตเดียวเท่านั้น

แต่ว่าประหลาดมหัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย ส่วนคาดิลแล็คเก๋งหน้าหม้อยับยู่ยี่และกระจกหน้ารถแตกออกไปหลายชิ้น ซึ่งจะต้องสั่งใหม่จากบริษัทคาดิลแล็คในอเมริกา ไฟหน้ารถทางขวากระจกแตกแหลกละเอียด

เงียบกริบไม่มีใครพูดอะไร บรรดาไทยมุงและจีนมุงชุมนุมกันอยู่ที่หน้าร้านเสริมสวยแน่นขนัด เสี่ยหงวนมีสีหน้าซีดเผือดผิดปรกติ เขารู้ว่าด้วยอำนาจของปีศาจสุลต่านองค์นั้นทำให้รถเก๋งราคาแสนของเขาพุ่งเข้าชนร้านเสริมสวยร้านนี้

อาเสี่ยเดินบุกเข้าไปทางหลังครัว แต่แล้วเขาก็หยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงเจ้าของร้านร้องเอะอะ

"ว้าย-อย่าเพิ่งเข้ามาคะ ดิฉันกำลังนุ่งผ้า"

เสี่ยหงวนหันมามองดูคณะพรรคของเขา แล้วกระซิบบอก

"กำลังโป๊ว่ะ เมื่อกี้นี้เธอนุ่งกางเกงลิงและสวมยกทรงตัวเดียว แต่กันกำลังตกใจเลยไม่ทันดูให้เต็มตา"

ไฉไลเจ้าของร้านพาตัวเดินออกมาแล้ว หล่อนนุ่งผ้าซิ่นไหมสีน้ำตาลอย่างอยู่กลับบ้าน มีผ้าขนหนูสีฟ้า คลุมป่าปิดหน้าอกเพราะชั้นในมีแต่เสื้อหิ้วทรงเพียงตัวเดียว เสี่ยหงวนแลเห็นหล่อนเขาก็ยกมือไหว้หล่อนทันที

"สวัสดีครับ คุณเป็นเจ้าของรานนี้ใช้ไหมครับ"

หล่อนรับไหว้และมองดูอาเสี่ยอย่างเคืองๆ

"ค่ะ คุณน่ะขับรถบ้าบออะไรกัน คุณมีใบขับขี่หรือเปล่า"

"เอาเถอะครับ คุณจะว่าอย่างไรผมก็ยอมรับสารภาพผิด ผมคือพันเอกกิมหงวน ไทยแท้ เจ้าของรถและผู้ขับรถคันนี้"

คราวนี้สาวใหญ่เปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มแจ่มใสทันที

"อาเสี่ยกิมหงวน..."

"ครับ ผมเอง"

ไฉไลแม่ม่ายผ้าขาวตาหมากรุกทำตาหวานให้อาเสี่ย

"อาเสี่ยคงทราบข่าวว่ากิจการเสริมสวยของดิฉันขาดทันเลยคิดช่วยเหลือดิฉันขับรถบุกเข้ามาในร้านของดิฉันใช่ไหมคะ"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"คุณเข้าใจเช่นนี้ก็ได้เหมือนกัน ผมจะจ่ายค่าเสียหายให้คุณสุดแล้วแต่คุณจะเรียกร้อง พรุ่งนี้ตอนสายผมจะมาหาคุณนะครับ ผมกับพรรคพวกผมจะรีบไปธุระ"

"ค่ะ ค่ะ เป็นพระคุณอย่างยิ่ง" ไฉไลพูดพลางทำหูทำตากระชดกระช้อย "การที่มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทยขับรถเข้ามาชนร้านดิฉันเป็นเรื่องเล็กน้อยค่ะไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรเลย"

"ขอบคุณครับ ผมฝากรถไว้ด้วยนะครับ มันบุกเข้ามาสุดคันพอดี พรุ่งนี้ผมจะให้ช่างฟีตที่อุ่นเขามาเอารุมาลากมันไปสำหรับเงินค่าเสียหายคุณคิดเอาไว้เถอะครับ ผมมาหาคุณตอน ๙ โมงพรุ่งนี้ผมจะเขียนเช็คสั่งเงินให้คุณ คิดให้ละเอียดเถอะครับคุณจะต้องปิดร้านกี่วันในการซ่อมร้าน และคุณควรจะได้รับค่าทำขวัญเท่าที่คุณตกอกตกใจอีกสักเท่าใด สวัสดีครับคุณอาภัสรา"

ไฉไลสะดุ้งเล็กน้อย

"ประทานโทษค่ะอาเสี่ย ดิฉันชื่อไฉไลค่ะไม่ใช่อาภัสรา แล้วก็ดิฉันอยู่ตัวคนเดียวค่ะ อยู่กับลูกจ้างผู้หญิงอีกคนหนึ่ง

"อ้อ ดีแล้วครับ วันหลังคุณปิดร้านแล้วผมจะได้มาเยี่ยมคุณบ้าง"

ขอบพระคุณค่ะ อ้า-ดิฉัน ดิฉันอยากนั่งรถคาดิลแล็คเหลือเกิน"

เสี่ยหงวนหมุนตัวกลับเดินไปหาคณะพรรคของเขากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่อจากนั้นก็พากันออกไปจากร้านเสริมสวยบรรดาไทยมุงและจีนมุงต่างมองดูแล้ววิพากษ์วิจารณ์กันเสียงจ้อกแจ้กจอแจ

สี่สหายกับท่านเจ้าคุณออกมายืนรวมกลุ่มกันริมถนนดร. ดิเรกกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาว่า

"เดินไปเรอะ อีกกิโลครึ่งเท่านั้นก็ถึงโรงแรมแล้ว"

นิกรคัดค้านทันที

"อย่าเลยวะไปแท็กซี่ดีกว่า ขืนย่ำต็อกไปดีไม่ดีสุลต่านเจ้าของเพชรบิดพวงมาลัยรถเมล์บังคับให้มันแล่นเข้าชนพวกเราก็เท่งทึงไปตามกันเท่านั้นเอง กันน่ะเสียขวัญแล้วโว้ยปีศาจเจ้าแขกเพชรดำเม็ดนี้ดุเหลือเกิน ท่านจะเอายังไงกับเราอีกหรือไม่ก็ยังไม่รู้ กันเห็นท่าอ้ายหงวนขับรถเมื่อกี้กันก็รู้ว่าพวงมาลัยรถถูกปีศาจสุลต่านหักไปทางซ้ายเต็มแรง รถแล่นพุ่งเข้าไปในร้านเสริมสวย เคราะห์ที่เจ้าของร้านหรือคนในร้านไม่มีใครบาดเจ็บ และพวกเราก็โชคดีที่ปลอดภัย"

พลว่า "แต่วันนี้รถเราฉิบหายไปสองคันแล้ว ถ้าไม่รีบจำหน่ายเพชรดำไปรถที่บ้านคงพังหมด และพวกเราจะต้องมีใครบาดเจ็บล้มตายบ้าง"

คราวนี้นายพลดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ สุลต่านองค์นี้ดุร้ายกว่าปีศาจทั้งหลาย อยู่ถึงอินเดียอุตสาห์บุกปั่นมาเมืองไทย"

อาเสี่ยยิ้มให้ศาสตราจารย์ดิเรก

"ท่านมีเงินน่ะโว้ย ค่าโดยสารเครื่องบินจากอินเดียมากรุงเทพฯ เป็นเงินนิดหน่อยสำหรับท่าน อ้อ-แต่ว่าท่านมาฟรีโว้ย"

นิกรมองดูหน้าเสี่ยหงวนอย่างสงสัย

"ท่านเป็นหุ้นส่วนของบริษัทการบินยังงั้นหรือ"

"ไม่ใช้หรอก แต่ท่านเป็นผี มาเครื่องบินลำไหนบริษัทอะไรก็มาได้ เกาะปีกเครื่องบินหรือนั่งชมวิวบนแพนหางเครื่องบินมาก็ได้ใครจะทำไม"

ใน ๑๐ นาทีนั้นเองสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็มาถึงโรงแรม "สี่สหาย" โดยรถแท็กซี่คนหนึ่ง เสี่ยหงวนบอกให้คนขับรถแท็กซี่อ้อมไปทางตึกใหญ่ หรือตึกเดิมที่ตั้งโรงแรม "สี่สหาย" ขณะนี้มีตึก ๖ชั้นทันสมัยอีหลังหนึ่งอยู่ทางด้านตะวันออกริมถนนซอยข้างโรงแรม เป็นอาคารที่ใหญ่โตรโหฐานมาก มีนักท่องเที่ยวชาวยุโรปและอเมริกันมาพักแน่นขนัดทุกวัน เพราะห้องพักเดอรลูกซ์สวยงามหรูหราเหมือนโรงแรมชั้นหนึ่งในต่างประเทศ และทางโรงแรมให้ความสะดวกสบายแกผู้มาพักทุกสิ่งทุกประการ โรงแรมนี้มีร้านตัดผม, ร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองและเครื่องอุปโภคบริโภค มีที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขสาขา, มีที่รับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและบริการทำเที่ยวทั่วประเทศไทยนอกจากนี้ยังมีกีฬาในรมและกีฬากลางแจ้งมีสระอาบน้ำ สนามกอล์ฟ และสนามเท็นนิสคอรทแบ็ดมิตันสนามบาสเก็ดบอล นับวันกิจการของโรงแรมจะเจริญก้านหน้าขึ้นตามลำดับ

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ขึ้นมาทางหลังตึกโรงแรมและตรงไปที่ห้องทำงานของนายทวน ทยาพงศ์ ผู้จัดการหนุ่มของโรงแรมนี้ บรรดาเสมียนพนักงานที่อยู่เวรกลางคืนต่างรีบกระจ่ายข่าวกันต่อๆ ไปว่าเจ้านายมา ดังนั้นทุกคนต่างก็ทำงานอย่างขยันขันแข็งทำให้เจ้านายหรือเจ้าของโรงแรมชท่นใจไปตามกันที่แลเห็นลูกน้องทำงานกันตัวเป็นเกลียวเช่นนี้

นายทวนทราบข่าวจากพนักงานรับใช้ ประจำบาร์ก็รีบออกมาต้อนรับสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ โดยเร็ว

"สวัสดีครับ" ผู้จัดการกล่าวทักอย่างนอบน้อมและยิ้มแย้ม "มีเรื่องอะไรหรือครับถึงได้มาตรวจงานตอนกลางคืน"

เสี่ยหงวนยิ้มให้

"เราจะเอาของมีค่าชิ้นหนึ่งมาฝากคุณไว้ในเซฟเก็บเงินสดของโรงแรม"

"ครับ เชิญในห้องทำงานผมเถอะครับ"

ผู้จัดการแคล่วคลองงานในด้านงานโรงแรมพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้าไปในห้องทำงานของเขาซึ่งอยู่ติดกับห้องบาร์และสั่งให้พนักงานรับใช้คนหนึ่งไปจักเครื่องดื่มและบุหรี่มาต้อนรับ

เพราะโรงแรม "สี่สหาย" เป็นโรงแรมชั้นเยี่ยมห้องทำงานของผู้จัดการจึงเป็นห้องที่กว้างขวางหรูหรามีเครื่องปรับอากาศและมีโต๊ะเก้าอี้ชุดรับแขกอย่างสวยงามราคาแพง เพื่อต้อนรับชาวต่างประเทศ ที่มีธุระติดต่อกับผู้จัดการโรงแรมนี้สี่สหายนั่งรวมกันบนโซฟาตัวใหญ่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนายทวนทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้นวมคนละตัว

พลกล่าวกับผู้จัดการหนุ่มอย่างกันเอง

"เราไม่ได้มาตรวจงานที่นี่สองวันแล้ว ตอนนี้ใกล้จะตรุษจีนอ้ายหงวนเขามีเรื่องอยู่ทางโรงเลื่อยโรงสี และอู่ต่อเรือของเขา ระหว่างนี้มีอะไรยุ่งยากบ้างหรือเปล่า"

นายทหารยิ้มละไม

"ไม่มีครับ"

"ห้องพักตึกสร้างใหม่เต็มหรือยัง"

"ครับ เฉพาะห้องเดอรลุกซ์ไม่เคยว่างเลย ว่างแต่ห้องธรรมดาเท่านั้น"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ดูท่าคุณจะไม่ค่อยสบายใจนัก หรือทำงานหนักเกินไปก็ควรจะพักผ่อนเสียบ้าง"

ผู้จัดการหัวเราะเบาๆ

"เมื่อสักครู่นี้ผมทะเลาะกับเศรษฐีอเมริกันคนหนึ่งครับแกชื่อนายแฟรงค์ อัลบิทครับ ภรรยาชื่อเจน มาพักอยู่กับเราเมื่อวานนี้ห้องเดอรลุกซ์หมายเลข ๖ ตึกใหม่ เขาโทรเลขสั่งจองห้องจากโตเกียวครับ ซึ่งเราก็ส่งรถไปรับที่สนามบินวานนี้มีนักทัศนาจรรวมทางมาพักกับเราอีก ๘ คน"

"ทะเลาะกันเรื่องอะไร" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามอย่างสนใจ

"เขาสั่งให้ผมเช่าเฮลิค็อปเต้อรให้เขาเพื่อจะพาเมียของเขาชื้นชมพระนครยามราตรีในคืนวันนี้ครับ เมื่อผมปฏิเสธว่าผมไม่สามารถจะจัดการบริการเขาตามความประสงค์เขาก็เอะอะเอ็ดตะโร คุยเรื่องอวดความเป็นเศรษฐีและบอกว่าพ่อค้าเพชรที่มีเงินหลายร้อยล้านอย่างเขาย่างเข้าไปเมืองไหน จะเอาอะไรก็ควรจะได้ดังใจเพราะเขามีเงินจ่ายให้ พูดไปพูดมาเขาพูดดูหมิ่นโรงแรมของเราเป็นโรงแรมเลวๆ ไม่สมกับที่โฆษณาในแม็คกาซินต่างประเทศผมยัวะขึ้นมาก็บอกเขาว่า ถ้าโรงแรม "สี่สหาย" เป็นโรงแรมเลวๆ ก็ขอให้ย้ายไปอยู่ที่อื่นได้"

"แล้วเขาว่ายังไง" เจ้าคุณชัก

"หัวเราะแหยๆ และขอโทษผมครับ เขาว่าเขาพูดเล่น ผมเป็นผู้จัดการควรจะใจเย็น ผมก็เลยบอกเขาว่าคนไทยเลือดร้อน ถ้าพูดดูถูกกันก็อาจจะถูกเตะปากง่ายๆ เขาก็เลยพูดดีกับผม แต่มิสซิสเจน อัลเบิทเมียของเขาดีมากครับ แกพยายามพูดไกล่เกลี่ยและดุผัวของแกตลอดเวลา"

เสี่ยหงวนกล่าวถามผู้จัดการโรงแรมทันที

"เดี๋ยว คุณหอก ผมถามอะไรหน่อย"

นายทหารยิ้มเจื่อนๆ

"ผมชื่อทวยนะครับ อาเสี่ยพยายามเรียกผมว่าหอกเสมอ"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"หอกกับทวนมันก็เหมือนกันนั้นแหละคุณ มิสเตอรอัลเบิทเขาเป็นพ่อค้าเพชรจริงๆ หรือ"

"เห็นจะจริงครับ เขาเซ็นชื่อในสมุดทะเบียนโรงแรมระบุว่าเขาเป็นนักธุรกิจการค้ามาจากนิวยอร์ค ในพาสปรอทของเขาก็บอกว่าอาชีพของเขาเป็นพ่อค้า เดินทางมาท่องเที่ยวจากอเมริกามาญี่ปุ่นและประเทศไทย"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ

"เขายุ่ยหรือเหนียว"

"แฟรงค์ อัลเบิท หรือครับ ยุ่ยพอๆ กับอาเสี่ยเชียวครับ แต่ภรรยาของเขาดูเหมือนเหนียวแน่นพอๆ กับคุณนิกร"

นิกรทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"คุณทวนเข้าใจร่าผมเป็นคนขี้เหนียวยังงั้นหรือ ผมน่ะสปรอทกว่าอ้ายหงวนตั้งเยอะแยะ ผมมาที่นี่ทีไรผมเคยทิปบ๋อยเสมอ"

ผู้จัดการโรงแรมหัวเราะเบาๆ

"ใช่ครับ แต่เด็กมันบอกคุณทิปครั้งละ ๕๐ สตางค์หรือบาทเดียวเท่านั้น" พูดจบเขาก็หันมายิ้มให้เสี่ยหงวน "นายอัลเบิทใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายแบบเศรษฐีทั้งหลายแหละครับ ทิปบ๋อยทีละ ๒๐ บาท คนทำความสะอาดห้องน้ำก็ได้ ๒๐ บาทบ๋อยเอาอะไรขึ้นไปให้เขา แม้แต่บุหรี่สักกระป๋อง เขาก็ให้รางวัล ๒๐ บาท เขาขอแลกเงินผม ๓,๐๐๐ และต้องการธนบัตรใบละร้อย ๒๐ บาทล้วนๆ สำหรับทิปบ๋อย"

เสี่ยหงวนนิ่งฟังด้วยความสนใจ

"ถ้าเช่นนั้นเจ้าหมอนี่มีเงินแน่และอาจจะมีเงินมากกว่าผมเสียด้วย เพราะเพียงแต่ค่าทิปบ๋อยวันหนึ่งๆ ก็คงหลายร้อยบาทนักทัศนาจรยุคนี้ทิปบ๋อยครั้งละบาทเดียวหรืออย่างมากก็ ๕ บาทเท่านั้น ฝรั่งมันขี้เหนียวหว่าคนไทยเว้นแต่จะร่ำรวยชั้นมหาเศรษฐีจึงจะใช้เงินสรุ่ยสุร่ายและทปบ๋อยมากๆ อย่างนี้"

พลกล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างเป็นงานเป็นงาน

"แกให้มวน พาแกขึ้นไปพบนายอัลเบิท กับภรรยาของเขาดีไหม บอกกับเขาว่า แกเป็นผู้อำนวยการโรงแรมนี้แล้วก็เสนอขายเพชรดำเม็ดนี้ให้เขา"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ออไร๋ รีบขึ้นไปพบเขาเถอะ ถ้าเขาเป็นพ่อค้าเพชรจริงและเขาพอใจเพชรดำเม็ดนี้เขาคงจะรับซื้อไว้ในราคาทีเขาเห็นสมควร"

นายทวนกล่าวถามเสี่ยหงวนอย่างนอบน้อม

""อาเสี่ยมีเพชรที่จะขายให้เขาหรือครับ"

"ถูกแล้วคุณทวน เป็นเพชรดำ ๒๒ การัต ของคุณอาหญิงที่ผมตั้งใจจะเอามาฝากคุณไว้ คุณช่วยพาผมขึ้นไปพบกับนายอัลเบิทหน่อยซินะ"

"ไปซิครับ เขาพูดกับผมเหมือนกันว่าพรุ่งนี้เขาจะไปชมเพชรที่สำเพ็ง และถ้าเขาชอบใจก็จะซื้อให้ภรรยาของเขาแต่งติดตัวไปอเมริกาเพื่อเอาไปขายเอากำไร เพราะเพชรเมืองเราถูกกว่าที่อเมริกาหรือยุโรปมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นเปรยๆ

"เขามีเงินพอที่จะซื้อเพชรดำเม็ดนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้"

นายทวนยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"มีครับ เขาบอกผมว่าเขามีเครดิตที่ธนาคารอเมริกันถึงแสนดอลล่าสำหรับใช้จ่ายในประเทศไทย วันนี้ตอนกลางวันเขาซื้อผ้าไหมไทยเกือบสองแสนบาทแล้วครับเพื่อส่งไปขายที่นิวยอร์ค แล้วนายทวนก็หันมาทางเสี่ยหงวน "เชิญสิครับ ผมจะพาอาเสี่ยขึ้นไปพบกับเขาเดี๋ยวนี้"

อาเสี่ยหันมาสัพยอกนิกร

"ช่วยไปเป็นล่ามหน่อยซิ"

นิกรสั่นศีรษะ

"ภาษาอังกฤษกันไม่ถนัดโว้ย ชำนาญแต่ภาษาญวนและภาษาลาว" แล้วนิกรก็พูดภาษาลาวอย่างคล่องแคล่ว "ฮวย-มื้อบ่คอยท่า ไปเต๊อะ"

กิมหงวนกับนายทวน ต่างลุกขึ้นยืน แล้วพากันเดินออกไปจากห้องนั้น ทิ้งให้ พล, นิกร, ดิเรก, และเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งสนทนากันวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องอภินิหารหารเพชรดำเม็ดนี้จนกระทั่งครึ่งชั่วโมงผ่านพ้นไป

เสี่ยหงวนเดินนำหน้าพาผู้จัดการโรงแรม "สี่สหาย" เข้ามาในห้องทำงานของนายทวนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"ว่าไงโว้ย" พลถามอย่างร้อนรน

"กันขายเพชรดำของคุณอาหญิงได้แล้ว" พูดพลางเดินมานั่งกับคณะพรรคเขาบบโซฟาส่วนนายทวนทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง "กันขายเพชรดำเม็ดนี้อย่างไม่น่าเชื่อพรุ่งนี้ ๑๐.๐๐ น. ตรงกันนัดพบนายอัลเบิทที่ธนาคารอเมริกันเขาจะจ่ายเงินสดให้กันห้าแสนบาท และกันจะมอบเพชรดำเม็ดนี้ให้เขาซึ่งพวกเราและคุณอาจะต้องไปด้วยเพราะเงินไม่ใช่น้อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูกิมหงวนด้วยความตื่นเต้นดีใจ

"แกขายได้ห้าแสนเชียวหรือนี่"

"ครับ ผมเสนอราคาหกแสน นายอัลเบิทติว่าแพงไปแต่มันเหมือนกับมีอะไร ดลใจ ให้เมียของเขาเกิดพอใจเพชรดำเม็ดนี้อยากจะทำจี้เพชรห้อยคอ หล่อนอ้อนวอนนายอัลเบิทให้ซื้อให้หล่อน ในที่สุดก็ตกลงกันห้าแสนบาท"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"เป็นอันว่าคุณอาได้กำไรแสนบาทเหนาะ ไ เพราะท่านซื้อไว้สี่แสนเท่านั้น"

พลว่า "หมดเรื่องกันทีสำหรับเพชรดำเม็ดนี้ กลับบ้านกันเถอะโว้ยพวกเราฝากเพชรคุณทวนไว้พรุ่งนี้ตอนสายค่อยมาเอา รีบไปเล่าให้คุณแม่ฟังท่านจะได้ดีใจเท่าที่แกสามารถขายเพชรดำให้ท่านได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซิ กลับบ้านกันดีกว่าเสร็จเรื่องแล้วนี่"

ทุกคนต่างลุกขึ้นยืน อาเสี่ยเดินเข้ามาหาผู้จัดการโรงแรม "สี่สหาย" แล้วส่งกล่องกำมะหรี่สี่ดำให้นายทวน

"เอ้า คุณเอาเก็บไว้ในเซฟนั้น จำไว้ว่าตัวคุณหายได้แต่เพชรดำในกล่องนี้หายไม่ได้ คืนนี้คุณต้องเอามุ้งมากางนอนในห้องนี้"

นายทวนหัวเราะ

"ไม่ต้องหรอกครับ โรงแรมของเรามีทั้งคนยามและตำรวจรักษาการ เซฤเก็บเงินใบนี้เป็นเซฤพิเศษมีรหัสลับและมั่นคงแข็งแรงกว่าเซฤธรรมดา ถ้าเพชรดำเม็ดนี้หายไปก็หมายความว่าตัวผมหายไปด้วย"

อาเสี่ยทำคอย่น

"คุณอยากย้ายบ้านก็ลองดู ไปละนะคุณหอก"

วันต่อมา

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" ในเวลา ๙.๐๐ น. ตรง รีบไปโรงแรม "สี่สหาย" เพื่อนำเพชรดำไปมอบให้นายแฟรงค์ อัลเบิท ที่ธนาคารอเมริกันที่ตกลงกันและนัดหมายกันไว้

ก่อนเที่ยววันนั้นเองสี่สหายกับเจ้าคุณก็กลับมาบ้าน ซึ่งการซื้อขายเพชรดำได้ผ่านพ้นไปโดยเรียบร้อย

"เมื่อเสียงแตรรถเบ็นซ์ ๒๒๐ เอส. ดังกังวานขึ้นคุณหญิงวาดกับสี่นางซึ่งกำลังรอคอยฟังข่าวอยู่ในห้องโถงก็พากันออกมาที่หน้าตึกอย่างร้อนรน ศาสตราจารย์ดิเรกขับรถเก๋งของเขาตรงมาหยุดเทียบหน้าบันไดตึก และยังไม่ทันลงจากรถเสี่ยหงวนซึ่งนั่งอยู่ตอนหน้ารถก็ร้องบอกคุณหญิงวาด

"เรียบร้อยครับคุณอา ผมเอาเงินสดห้าแสนบาทไปเข้าบัญชีคุณอาที่ธนาคารของเราเรียบร้อยแล้ว"

คุณหญิงวาดยิ้มแป้น

"เออ ค่อยโล่งใจหน่อย"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันลงจากรถ เจ้าแห้ววิ่งเหยาะๆ มาทางหลังตึกศาสตราจารย์ดิเรกสั่งให้เจ้าแห้วนำรถไปเก็บและทำความสะอาดให้เรียบร้อย คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณเดินขึ้นบันไดมาบนตึกด้วยสีหน้าสดชื่นรื่นเริง ทุกคนพากันเข้าไปในห้องโถงนั่งรวมกลุ่มสนทนากัน

"ดิฉันรอคอยฟังข่าวอยู่ทางบ้านกลัวว่าฝรั่งมันจะงอแงเปลี่ยนความคิด" คุณหญิงวาดกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ท่านเจ้าคุณยิ้มเล็กน้อย

"ทีแรกก็ไม่สบายใจเหมือนกันครับ กลัวว่าจะเป็นอย่างที่คุณหญิงว่า เราไปถึงโรงแรมตอน ๙ โมงกว่าผู้จัดการบอกว่านายแฟรงค์ อัลเบิท กับเมียเขาออกไปจากโรงแรมตั้งแต่ ๘ โมงไม่ทราบว่าไปไหน แต่เขาเช่ารถตรวจการของโรงแรมไปใช้ตลอดวันพร้อมทั้งคนรถ เขาไม่ชอบรถแท็กซี่ครับคงจะเป็นเพราะเขารังเกียจป้ายของมัน และเครื่องหมายแท็กซี่บนหลังคา เราได้เพชรดำที่นายทวนก็รีบไปที่ธนาคารอเมริกัน ไปถึงก่อนเวลา ๑๐ นาที พอ ๑๐ โมง นายอัลเบิทกับเมียของเขาก็ไปถึง เบิกเงินห้าแสนให้อ้ายหงวนแล้วก็ยื่นหมูยื่นแมวกัน ทางเขามีพวกแบ็งค์สองสามคนเป็นพยานในการซื้อขาย เมื่อเขาตรวจเพชรดำเม็ดนั้นถูกต้องแล้วเขาก็มอบเงินสดห้าแสนให้ซึ่งเจ้าหงวนก็ได้ให้ใบรับเงินแก่เขาไปเรียบร้อย ใช้ใบรับเงินของห้างขายเพชรกิมหงวนต่อจากนั้นเราก็เอาเงินใส่กระเป๋าเอกสารคนละแสน บึ่งรถมาที่ธนาคารของเรา"

คุณหญิงวาดนั่งฟังด้วยความสนใจ

"ก็ซื้อง่ายขายคลองดีนี่คะ นายแตงโมงบางเบิดคนนี้คงจะรวยมาก"

นิกรหัวเราะก้าก

"คุณอาเปลี่ยนชื่อเขาเสียแล้ว เขาชื่อแฟรงค์อัลเบิทครับ"

คุณหญิงวาดจุปาก

"เถอะน่า เขาจะชื่ออะไรไม่สำคัญหรอกวะ สำคัญที่ว่าเขาซื้อเพชรดำไปแล้วก็แล้วกัน" แล้วท่านก็หันมายิ้มให้กิมหงวน "อาขอบใจเธอมากพ่อหงวนที่ช่วยวิ่งเต้นขายเพชรให้อาจนสำเร็จและได้กำไรตั้งแสน เอาเถอะ ค่าซ่อมรถบูอิคของพ่อพลและคาดิลแล็คของเธออาจ่ายให้อู่เขาเอง ผู้จัดการอู่เขาโทรมาบอกว่าเขาจะพยายามซ่อมให้เสร็จใน ๑๐ วันนี้ และจะพ่นสีตอนที่ชำรุดให้เหมือนเดิม"

ดร. ดิเรกกล่าวถามเบาๆ

"คุณอาถามราคาค่าซ่อมเขาหรือเปล่าครับ"

"ถามแล้ว เขาบอกว่าเขายังไม่ได้คิดเหมือนกัน แต่เขาจะคิดย่อมเยาที่สุด ส่วนกระจกหน้ารถคาคิลแล็คเป็นเรื่องของพ่อหงวนที่จะสั่งมาให้เขา"

อาเสี่ยยิ้มละไม

"ผมโทรเลขไปถึงบริษัทคาดิลแล็คแล้วครับ ให้เขาส่งกระจกหน้ารถมาทางเครื่องบิน ถ้าตกลงให้เขาโทรเลขบอกผมรวมทั้งราคากระจกและค่าขนส่งผมจะได้ส่งเงินไปให้ มาหาเศรษฐีอย่างผมทำอะไรไม่เคยขัดข้องหรือล่าช้าหรอกครับ" แล้วกิมหงวนก็สะดุ้งโหยง "ใครร้องถุยัวะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะ

"ฉันเอง แกจะทำไม"

อาเสี่ยค้อน

"อยากถุยก็ถุยไปซิครับผมไปว่าอะไร"

สี่นางหัวเราะคิกคักไปตามกัน นันทากล่าวถามกิมหหงวนเกี่ยวกับเรื่องเพชรดำด้วยความสนใจ

"เมียของนายอัลเบิท ชอบเพชรดำ เม็ดนั้นมากหรือคะอาเสี่ย"

"ครับ ชอบมาก พอเป็นสิทธิ์ของเขาหล่อนถึงกับจูบเพชรดำเม็ดนั้นและบอกพวกเราว่า หล่อนจะเรียกช่างทองชาวยุโรปหรืออเมริกันในกรุงเทพฯคนใดคนหนึ่งให้ไปทไเป็นจี้ห้อยคอแต่มีเงื่อนไขว่า ต้องเอาเครื่องมือไปทำที่โรงแรมต่อหน้าหล่อนเพราะเพชรแพงมากหล่อนไม่ไว้ใจช่างทอง"

ประภาพูดขึ้นเปรยๆ

"ถ้าทำเป็นรูปพรรณก็เอาออกนอกประเทศเป็นของติดต้วไปได้อย่างสบาย แต่เข้าใจว่าเมียของนายแฟรงค์ อัลเบิท คงไม่ยอมขาย"

ปะไพ "สองผัวเมียคู่นี้อาจจะประสพโชคร้ายหรือได้รับภัยอันตราย จากอิทธิพบ ของเพชรดำเม็ดนี้ก็ได้เหมือนกันนะคะพี่ภา อย่างไรก้ตามคุณอาและพวกเราคงปลอดภัยแล้วเพราะเพชรดำไม่ไดอยู่ในความครอบครองของเรา"

ทันใดนั้นเองเสียงกริ่งโทรศัพท์ก็ดังขึ้น นันทารีบลุกขึ้นเดินตรงไปที่โต๊ะโทรศัพท์ แล้วเอื้อมมือยกหูโทรศัพท์เครื่องนอกสถานที่ขึ้นมาจากเครื่องของมัน

"ฮัลโหล บ้าน "พัชราภรณ์" ค่ะ นันทาพูดค่ะ"

ใบหน้าของนันทาซีดเผือกขณะที่หล่อนพูดโทศัพท์โต้ตอบกันอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วหล่อนก็ร้องไหว้ดังๆ

"โธ่-น่าสงสารเขาเหลือเกิน ตายคาที่ทั้งสองคนหรือคะ แล้วคนรถของเรา ค่ะ....คะ ดิฉันจะบอกให้ทราบเดี๋ยวนี้ค่ะ..."

นันทาวางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิม ทุกคนพากันมองดูหล่อนเป็นตาเดียว นันทาเดินกลับมานั่งบนเก้าอี้นวมตัวเก่าในท่าที่หวาดหวั่นใจไม่น้อย

"ใครเท่งทึงแม่นัน" คุณหญิงวาดถามเบาๆ

"มิสเตอร์แฟรงค์ อัลเบิทกับภรรยาของเขาค่ะ" หล่อนพูดเสียงสั่นเครือผิดปรกติ

"พี่นัน" นิกรตะโกนลั่น "นายอัลเบิทกับเมียของเขาได้รับอุบัติเหตุต้องเสียชีวิตยังงั้นหรือ"

"ใช่ คุณทวนโทรศัพท์มาบอกมา รถตรวจการของโรงแรมถูกรถบรรทุกขนาดใหญ่ชนที่ถนนเพชรเกษม ตอนใกล้จะถึงบางแค นายอัลเบิทกับเมียของเขาตายคาที่ นายพรคนรถของโรงแรมเราบาดเจ็บสาหัสตำรวจเขาส่งไปโรงพยาบาลตำรวจแล้วโทรศัพท์บอกทางโรงแรม"

สี่สหาย กับสี่นาง และท่านผู้ใหญ่ทั้งสอง ต่างรู้สึกขนพองสยองเกล้าไปตามกัน ต่างคนต่างมองหน้ากันและนั่งนิ่งเฉยโดยไม่มีใครปริปากพูดอะไรเลย ทุกคนกำลังนึกถึงอนุภาพหรืออภินิหารของเพชรดำ ๒๒ การัตเม็ดนี้

จบบริบูรณ์