พล นิกร กิมหงวน 084 : ดารารุ่นปู่

ก.พ. ๒๕๐๘

แขกของเจ้าคุณปัจจนึกฯ คือ พล.ร.ท.พระยากำแหงหาญสมุทร นายทหารเรือนอกราชการ อดีตเสนาธิการและรองผู้บัญชาการทหารเรือ

เจ้าคุณกำแหงฯ มีฐานะเป็นเพื่อนเก่าของเจ้าคุณปัจจนึกฯ คนหนึ่ง คบกันมาตั้งแต่สมัยเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นนักเรียนนายร้อย จปร. และเจ้าคุณกำแหงฯ เป็นนักเรียนนายเรือ เคยขับเคี่ยวบวกแข้งกันมาในสนามฟุตบอลที่สนามสวนกุหลาบ ที่สนามบ้านบรรทมสินธุ์ หรือสนามเสือป่ามาหลายต่อหลายครั้ง ทั้งถ้วยน้อยและถ้วยใหญ่ แต่บ้านอยู่ใกล้กันก็เลยรักใคร่ชอบพอกัน

อย่างไรก็ตาม ในระยะบั้นปลายของชีวิต ท่านผู้ใหญ่ทั้งสองไม่ใคร่จะได้พบปะกันบ่อยนัก ราวสองสามปีจึงจะพบกัน ไปมาหาสู่กันสักครั้ง แต่มิตรภาพระหว่างเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าคุณกำแหงฯ ยังสนิทแน่นแฟ้นเหมือนเช่นเดิม เจ้าคุณกำแหงฯ เคยมาที่บ้าน 'พัชราภรณ์' หลายครั้งแล้ว ท่านรู้จักคุ้นเคยกับคณะพรรคสี่สหายและสี่นางทุกคน ตลอดจนกระทั่งคุณหญิงวาดเป็นอย่างดี

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ต้อนรับเพื่อนเก่าของท่านภายในห้องรับแขกอันกว้างขวางหรูหรา ซึ่งสี่สหายของเราได้มีโอกาสร่วมสนทนากับท่านนายพลเรือผู้สูงอายุด้วย เจ้าคุณกำแหงฯ ยังแข็งแรงกระชุ่มกระชวยพอๆกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตามธรรมดาของคนมีเงินที่ไม่ใคร่จะแก่ เพราะไม่มีเรื่องเดือดร้อนเป็นทุกข์ใจนั่นเอง

เจ้าคุณกำแหงฯ ได้ไต่ถามทุกข์สุขเจ้าคุณปัจนึกฯ และคณะพรรคสี่สหายโดยทั่วหน้ากัน แล้วท่านก็บอกว่าสำหรับตัวท่านนั้นสุขสบายดี ลูกชายคนโตของท่านเป็นทูตทหารเรืออยู่ที่ยุโรป ลูกชายคนเล็กของท่านเป็นพลเรือตรีเต็มขั้นมาหกปีแล้ว

ในที่สุดท่านผู้ใหญ่ทั้งสองก็สนทนากันอย่างสนิทสนม

"เราไม่ได้พบกันเกือบสองปีแล้วซีนะเจ้าคุณ" เจ้าคุณกำแหงฯ พูดยิ้มๆ "รู้สึกว่าเจ้าคุณไม่แก่เลย ยังไงก็อย่างนั้น ฟันฟางยังเต็มปาก"

"ปู้โธ่ ฟันใส่หรอกครับ ฟันจริงของผมมันหมดไปนานแล้ว"

"แต่ถึงกระนั้นท่าทางของเจ้าคุณก็ยังแข็งแรงมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจ

"เจ้าคุณก็เหมือนกัน เหมือนกับอายุ ๕๐ กว่าๆเท่านั้น มีอีหนูไว้กี่บ้านล่ะ?"

เจ้าคุณกำแหงฯ สะดุ้งเล็กน้อย

"เปล่าๆๆ สาบานให้ก็ได้เจ้าคุณ ผมรักเมียของผมมาก ถึงจะแก่เฒ่าชำรุดทรุดโทรม ส่วนเว้าส่วนโค้งหมดไปแล้ว เหลือแต่ส่วนยานและส่วนเหี่ยวย่น ผมก็ยังรักของผม ร้อยชู้หรือจะสู้เนื้อเมียตน นี่เป็นความจริงทีเดียว"

"ถ้ายังงั้นก็นับว่าคุณหญิงของเจ้าคุณโชคดีมาก อ้า-ผมก็เหมือนกันแหละครับ ตั้งแต่เมียผมเท่งทึงไป ผมไม่เคยคิดที่จะมีเมียใหม่เลย โดยเฉพาะเด็กสาวๆด้วยแล้วผมไม่ชอบ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ไม่ชอบไหงไปนวดบ่อยๆล่ะครับ"

ท่านเจ้าคุณหันมาทำตาเขียวกับเสี่ยหงวน

"ก็มันเมื่อยนี่โว้ย หมอนวดผู้ชายเดี๋ยวนี้มีที่ไหน มีแต่หมอนวดสาวตามสถานอาบน้ำนวดตัวและตามร้านตัดผม คนแก่เส้นเอ็นมันหด ก็ต้องนวดให้เส้นสายมันยืดเสียบ้าง"

เจ้าคุณกำแหงฯ ป้องปากถามกิมหงวน

"แอบไปนวดบ่อยๆหรือพ่อหงวน?"

"ก็ไม่บ่อยนักหรอกครับคุณอา ไปวันละครั้งเท่านั้นแหละครับ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องรับแขก เจ้าคุณกำแหงฯ ซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดียวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือขวาตบบ่าเพื่อนเก่าของท่านเบาๆ

"อ้ายเรื่องปวดเมื่อยน่ะ มันก็เป็นด้วยกันทุกคนแหละเจ้าคุณ ผมเองก็แอบไปนวดตัวบ่อยๆ จริงอย่างเจ้าคุณว่า หมอนวดผู้ชายเดี๋ยวนี้หาทำยาไม่ได้สักคน ช่างตัดผมก็เหมือนกัน อีกไม่ช้าก็คงมีแต่ช่างตัดผมผู้หญิง อ้า-หรือยังไงนิกร?"

นิกรยิ้มแป้น

"ใช่ครับคุณอา ผู้หญิงตัดได้นุ่มนวลกว่า....มือเบากว่า....นุ่มนิ่มกว่า....สบายกว่า และไปได้เร็วกว่า....ประหยัดกว่า....เป็นฟองและสะอาดกว่าด้วยครับ"

เจ้าคุณกำแหงฯ ทำหน้าชอบกล

"เธอพูดทีเดียวตั้งหลายเรื่อง ตอนแรกก็ช่างตัดผม แล้วก็น้ำมันรถยนต์ ในที่สุดก็ผงซักฟอก ฮ่ะ ฮ่ะ พวกเธอยังครึกครื้นสนุกสนานกันดีนะ เมื่อไรเธอจะได้เป็นนายพลกับเขาเสียทีล่ะ?"

นิกรหัวเราะ

"เห็นจะไม่มีทางครับ แค่พันเอกอันดับสองผมก็พอใจแล้วครับคุณอา เพราะผมเป็นนายทหารพิเศษ ไม่ใช่นายทหารประจำการ"

การสนทนาสิ้นสุดลงชั่วขณะ เมื่อเจ้าแห้วนำเบียร์แช่เย็นมาเสิร์ฟให้เจ้าคุณกำแหงฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ คนละแก้วตามคำสั่งของพล

"ไง-สบายดีหรือวะแห้ว?" เจ้าคุณกำแหงฯ ถามเสียงกังวาน

"ครับผม"

"ขอบใจนะที่เอาเบียร์มาให้ เมื่อไรแกจะได้เป็นนายร้อยกับเขาวะ?"

"รับประทานอีกในราวสามสิบปีครับ"

"พอดีเครายาวลากดิน"

เจ้าแห้วหัวเราะเบาๆ

"รับประทานผมก็ว่าอย่างนั้นแหละครับ" พูดจบเจ้าแห้วก็ถือถาดเปล่าเดินก้มตัวออกไปจากห้องโถง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าให้เพื่อนของท่าน

"ดื่มซีเจ้าคุณ เบียร์กำลังเย็นเจี๊ยบทีเดียว ตอนบ่ายอย่างนี้ ล่อเบียร์ดีกว่าวิสกี้ เดี๋ยวนี้เจ้าคุณยังดื่มอยู่หรือเปล่า?"

"ก็นิดหน่อยครับ" แล้วท่านก็ยิ้มให้เสี่ยหงวน "พ่อหงวนล่ะ?"

อาเสี่ยยิ้มอายๆ

"ผมเลิกแล้วครับคุณอา"

"หา! เลิกเด็ดขาดเรอะ?"

"ครับ ตอนกลางวันผมไม่ยอมดื่มเด็ดขาด แต่ตอนเย็นเว้นไม่ได้ พอบ่ายสี่โมงพยาธิเหล้ามันก็รบกวนผม ถ้าไม่ดื่มเป็นลงแดงตายแน่"

สองเจ้าคุณต่างยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่ม สักครู่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวถามเกลอเก่าของท่าน

"ผมสงสัยว่าที่เจ้าคุณมาหาผมวันนี้ นอกจากจะมีแก่ใจมาเยี่ยมผมและหลานๆแล้ว เจ้าคุณอาจจะมีธุระอะไรด้วยใช่ไหมครับ?"

"ครับ ถูกแล้ว ผมมีธุระสำคัญทีเดียว ถึงแม้ผมไม่พบคุณหญิงและแม่สี่คนนั่น ผมก็ดีใจที่ผมได้พบหลานชายสี่คนนี้อยู่กันพร้อมหน้า แผนการณ์ของผมอาจจะเป็นผลสำเร็จ ถ้าหากว่าเจ้าคุณกับหลานๆทั้งสี่คนนี้ร่วมมือกับผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"เจ้าคุณกำลังคิดจะทำอะไรครับ?"

เจ้าคุณกำแหงฯ หัวเราะเบาๆ เปิดกล่องซิการ์ชั้นดี หยิบซิการ์ออกมาจุดสูบมวนหนึ่ง แล้วท่านก็ยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เจ้าคุณครับ เจ้าคุณเคยนึกบ้างไหมว่าเด็กกำพร้าพ่อแม่นั้นเป็นเด็กที่น่าสงสาร น่าสมเพชเวทนามาก?"

"อ๋อ ทำไมผมจะไม่คิด ผมคิดเลยเถิดไปจนกระทั่งว่ามีมนุษย์หัวแหลมบางคนหากินกับเด็กกำพร้า เอาเด็กบังหน้าจนร่ำรวยมีฐานะเป็นปึกแผ่นมั่นคง กว่ากลิ่นจะออกก็สบายแฮไปแล้ว เจ้าคุณจะมาชวนผมกับเจ้าสี่คนนี่หาเงินให้เด็กกำพร้าใช่ไหมล่ะ?"

"ครับ ถูกแล้ว เรามาช่วยกันจัดการแข่งขันฟุตบอลกันขึ้นเถอะเจ้าคุณ ขณะนี้กีฬาฟุตบอลเป็นที่นิยมมาก แม้แต่มวยชิงแชมเปี้ยนโลกก็มีคนดูน้อยกว่าฟุตบอลนัดสำคัญ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"เอาซีครับ ถ้าเป็นการกุศลผมช่วยเต็มที่"

เจ้าคุณกำแหงฯ ยื่นมือให้เจ้าคุณปัจนึกฯ จับ ท่านทั้งสองบีบมือกันแน่น

"ผมดีใจมากที่เจ้าคุณรับปากกับผมอย่างง่ายดายเช่นนี้ เป็นอันว่าทีมฟุตบอลนายร้อย จปร. กับนายเรือรุ่นลายคราม หรือรุ่นปู่จะลงสนามฟาดแข้งกันเพื่อการกุศล เก็บเงินช่วยเด็กอนาถาโดยไม่มีการหักค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว ซึ่งผมจะเป็นหัวหน้าทีมนายเรือ และเจ้าคุณเป็นหัวหน้าทีมนายร้อยเล่นฟุตบอลกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"เดี๋ยวๆๆ เจ้าคุณกำแหงฯ เจ้าคุณพูดใหม่ซิ เจ้าคุณมาชวนผมลงสนามเล่นฟุตบอลยังงั้นเรอะ?"

"ครับ เสือเฒ่านายร้อยกับเสือเฒ่านายเรือจะพบกันในคราวนี้ ซึ่งเราจะคัดเลือกนักฟุตบอลอดีตดารามีอายุอย่างน้อย ๖๕ ปี อย่างมากไม่จำกัด สองสามร้อยปีถ้ายังไม่ตาย เมื่อครั้งอดีตเคยมีชื่อเสียงรุ่งโรจน์เราก็จะเชิญมาเล่น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ฝืนหัวเราะ

"ผมว่าเราคุยกันเรื่องอื่นสนุกกว่าเจ้าคุณ อย่าพยายามฆ่าตัวตายด้วยการลงเล่นฟุตบอลเลยครับ โธ่-แก่จนป่านนี้แล้วจะให้เล่นฟุตบอล"

"แล้วกัน เจ้าคุณเป็นนายทหารนะ อย่าพูดอะไรที่แสดงความท้อถอยหรืออ่อนแอซีครับ ไม่ใช่ว่าปุบปับเราลงสนามแข่งขันกัน เราจะต้องฝึกซ้อมอย่างน้อยเดือนหนึ่ง เริ่มต้นจากการซ้อมวิ่งในตอนเช้า แล้วก็ซ้อมชู้ตประตู ซ้อมเลี้ยงลูก คอนโทรลลูก ค่อยๆซ้อมไปกำลังมันก็ดีขึ้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูเจ้าคุณกำแหงฯ อย่างขบขัน

"แล้วใครเขาจะยอมเสียเวลา เสียเงินมานั่งดูคนแก่เตะฟุตบอล?"

"ปู้โธ่ ผมรับรองว่าสนาม 'ศุภชลาศัย' จะแน่นขนัดทีเดียว นักฟุตบอลของเราทั้งสองฝ่ายรวมทั้งตัวสำรองประมาณ ๓๐ กว่าคนล้วนแต่เคยเป็นใหญ่เป็นโตมาแล้ว มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง เราจะขายบัตรล่วงหน้าครับเจ้าคุณ ขายแบบบังคับให้ซื้อ นอกจากนี้ผมจะสั่งทีมจีนที่ฮ่องกงหรือทีมเวียตนามใต้ ให้มาฟาดแข้งกับทีมผสม คือทีมชาติของเรา แต่ทีมคุณปู่จะลงสนามเล่นก่อน เพื่อโชว์ลวดลายของเสือเฒ่าให้นักฟุตบอลรุ่นหลังได้ชม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจหนักๆ

"ถ้าเช่นนั้นก็ต้องเตรียมสัปเหร่อกับโลงและรถศพไปด้วย ผมรับรองว่าทีมฟุตบอลรุ่นลายครามจะต้องตายคาสนามอย่างน้อย ๔ คน ที่ตายก็เพราะเหนื่อยตายไม่ใช่เตะกันตาย"

สี่สหายต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆกัน เจ้าคุณกำแหงฯ ยิ้มให้คณะพรรคสี่สหาย แล้วท่านก็กล่าวกับนายพลดิเรกอย่างเป็นงานเป็นการ

"ในฐานที่เธอเป็นหมอ บอกอาตามตรงซิดิเรก คนแก่ในวัยอาและพ่อตาของเธอสามารถลงเล่นฟุตบอลได้ไหม?"

ดร.ดิเรกตอบโดยไม่ต้องคิด

"ได้น่ะได้ครับคุณอา แต่เล่นไม่ได้ดี และคนเล่นจะต้องรู้จักประมาณตัว เมื่อเหน็ดเหนื่อยจนทนไม่ไหวก็ต้องออกจากสนามเปลี่ยนตัวใหม่ ขืนดื้อดึงมุมานะเล่น ถึงใจสู้แต่สังขารมันไม่อำนวยก็อาจจะเป็นลมตายในสนามได้ครับ"

"แล้วการฝึกซ้อมจะช่วยให้กำลังวังชาดีขึ้นบ้างไหม?"

"ดีขึ้นเพียงเล็กน้อยครับ คนแก่ เซลล์ต่างๆของร่างกายมันชำรุดทรุดโทรมไปหมดแล้ว แต่ว่า....เล่นได้ครับ คือเล่นตามประสาคนแก่ ดังที่ผมเรียนให้ทราบแล้วว่าต้องรู้จักประมาณตัว สำหรับคนแก่ที่มีอีหนูหลายๆบ้านอย่าเอาลงสนามนะครับ วิ่งได้เพียงสองสามนาทีก็ขาดใจตาย อย่างคุณพ่อท่านยังแข็งแรงเห็นจะไม่เป็นไรครับ"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"อย่างมากก็เท่งทึง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือกแล้วตวาดแว้ด

"มึงน่ะซีเท่งทึง"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องรับแขก เจ้าคุณกำแหงฯ มีท่าทางสดชื่นรื่นเริงผิดปรกติ นานๆได้พบเพื่อนเก่าของท่าน บรรยากาศเก่าๆก็กลับคืนมา ท่านกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า

"ผมยังจำอดีตที่ผ่านมาได้อย่างไม่มีวันลืมเชียวนะเจ้าคุณ นายร้อยกับนายเรือชิงถ้วยกันหน้าพระที่นั่งที่สนามบรรทมสินธุ์ คือบ้านเจ้าคุณอนิรุทธเทวาข้างสนามม้านางเลิ้ง วันนั้นผมลงเล่นในตำแหน่งกัปตันตามเคย ซึ่งเดี๋ยวนี้เขาเรียกกันว่าศูนย์หน้า วิธีเล่นสมัยนั้นเตะโฉ่งฉ่าง และกองหน้าวิ่งตามกันไปเป็นแถวหน้ากระดานทั้ง ๕ คน พอถึงหน้าประตูฝ่ายตรงกันข้ามถึงจะรวมกลุ่มกัน ส่วนฮาล์ฟและแบ๊คขึ้นไปเล่นแค่เซ็นเตอร์เท่านั้น วันนั้นผมพยายามทำประตูจนสุดความสามารถ แต่เจ้าคุณทำหน้าที่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ ในที่สุดนายร้อยกับนายเรือก็เสมอกันได้ถ้วยใหญ่ซึ่งเป็นถ้วยพระราชทานไปครองคนละ ๖ เดือน ยุคนั้นนักดูฟุตบอลต่างยอมรับว่าการแข่งขันระหว่างนายร้อยกับนายเรือสนุกที่สุด ต่อมารุ่นหลังเราก็มีดาราชื่อดังหลายคน ฝ่ายนายร้อยมีใครบ้างล่ะ?"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นทันที

"ก็มี ต่วน หาญวงศ์, กาฬสินธุ์ ชาตรูประมัย แล้วก็ สินหลั่ง เกตุทัต น่ะซีครับ ประตูมือกาวก็ ช่วง แบ๊ค ลำใย ตัวโตเท่าช้าง"

"เออ-เจ้าคุณจำแม่นดี ทางนายเรือก็มี คุณสี ดาวราย หลังจากนั้นฟุตบอลของนายร้อยและนายเรือก็เสื่อมไปด้วยเหตุผลหลายอย่าง ในสนามเราเตะกันเอาเป็นเอาตาย แต่นอกสนามเราต่างก็รักใคร่กัน เป็นรั้วของชาติด้วยกัน นักฟุตบอลทั้งสองฝ่ายเลยเป็นเพื่อนกันมาจนทุกวันนี้เหมือนเจ้าคุณกับผม อ้า-ตกลงนะครับเจ้าคุณ เราลงเล่นฟุตบอลอีกครั้งเถอะน่า"

วิญญาณของเสือสนามทำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ คึกคักเข้มแข็งทันที

"เอา-เอาก็เอา ผิดนักไปตายที่สนามฟุตบอล"

"แล้วกัน ไหงพูดยังงี้ล่ะครับ เราเป็นนักกีฬารุ่นลายคราม เราต้องเล่นได้เมื่อเราฝึกซ้อมดีแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มละไม

"นั่นน่ะซีครับ ดีเหมือนกัน ผมจะลงสนามและสวมรองเท้าฟุตบอลเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของผม เพื่อให้ประวัติศาสตร์ของวงการกีฬาไทยได้บันทึกลงไปว่า....อ้า...." แล้วท่านก็หันไปทางนิกร "บันทึกว่ายังไงวะ?"

นิกรว่า "บันทึกว่า....นักฟุตบอลรุ่นคุณปู่ตายคาสนามหมดทั้งสองทีมน่ะซีครับ"

"แล้วกัน" เจ้าคุณกำแหงฯ กล่าวขึ้นอย่างโมโห "อย่าพูดยังงี้น่าหลานชาย ฟุตบอลคนแก่เคยแข่งขันกันบ่อยๆ ไม่เห็นมีใครตาย"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"แต่รุ่นคุณอาหง่อมและงอมมากนี่ครับ เท่าที่เคยแข่งขันกัน อายุ ๔๐ ถึง ๕๐ ปีเท่านั้น ทีมที่คุณอาจัดทั้งนายร้อยและนายเรือมีอายุอย่างต่ำ ๖๕ ปี ผมกลัวว่าพอเริ่มวิ่งก็หมดแรงล้มลงชักนัยน์ตาตั้งแล้ว"

"อย่าดูถูกคนแก่ให้มากนักพ่อนิกร ถามจริงๆเถอะ คนแกใช่ไหมที่มีอีหนูเล็กๆตั้งหลายบ้าน พวกคนหนุ่มมีอย่างมากก็เพียงบ้านเดียว นี่ก็แสดงว่าคนแก่เข้มแข็งกว่า....มากกว่า และเป็นฟองกว่าอย่างที่เธอว่า"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอีก เจ้าคุณกำแหงฯ หันมาพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เจ้าคุณจะต้องติดตามหาตัวนักฟุตบอลอดีตดาราของนายร้อย จปร. ให้ครบ จะเลือกใครลงสนามบ้างก็แล้วแต่เจ้าคุณ ตัวสำรองควรจะมีสัก ๖ คนเป็นอย่างน้อย ส่วนทีมนายเรือเป็นหน้าที่ของผม รับรองว่าการแข่งขันทีมเสือเฒ่าคราวนี้สนุกแน่ ตกลงนะ"

"ครับ ตกลง"

เจ้าคุณกำแหงฯ เปลี่ยนสายตามาที่คณะพรรคสี่สหาย

"สำหรับเธอสี่คน อาขอเชิญเป็นกรรมการจัดการแข่งขันฟุตบอลรุ่นอาวุโสในคราวนี้ ใครจะช่วยอะไรได้บ้างลองว่ามาซิ"

เสี่ยหงวนพูดขึ้นทันที

"คุณอามั่นใจว่าคุณอาจะติดต่อกับทีมฟุตบอลที่ฮ่องกงหรือที่เวียตนามมาแข่งขันได้ใช่ไหมครับ?"

"ก็ยังไม่มั่นใจนัก แต่ถ้าติดต่อไม่ได้หรือไม่ตกลงกัน อาจะขอร้องให้ทีมทหารอากาศแข่งขันกับทีมกรุงเทพฯผสมเพื่อการกุศลในครั้งนี้ เข้าใจว่าทางทหารอากาศคงไม่ขัดข้องเพราะระหว่างนี้นักฟุตบอลของเขาก็ยังฝึกซ้อมกันอยู่"

อาเสี่ยว่า "ถ้ายังงั้นให้ผมติดต่อให้ดีกว่าครับ ที่ฮ่องกงผมมีญาติอยู่หลายคน ซึ่งคนหนึ่งเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลอาชีพที่มีชื่อเสียง"

"ก๊อดีน่ะซีหลานชาย"

"เอาละครับ ผมจัดการเอง ผมจะออกเงินส่วนตัวของผมจ่ายค่าเครื่องบินให้นักฟุตบอลฮ่องกงและผู้ควบคุมทีมทั้งไปและกลับ และจะจ่ายเงินค่าป่วยการลงสนามให้เขา ๓๐,๐๐๐ บาท จ่ายค่าโรงแรมค่าอาหารให้เขาด้วย อย่างไรเสียทางฮ่องกงคงตกลงแน่นอน ทีมเวียตนามอย่าติดต่อไปเลยครับ ตอนนี้บ้านเมืองของเขายังมีเรื่องยุ่งๆ"

นายพลดิเรก พูดเสริมขึ้น

"ลองติดต่อกับทีมเขมรเข้ามาแข่งขันกับกรุงเทพฯผสมของเราไม่ดีหรือ?"

อาเสี่ยทำหน้าเบ้

"อย่าเลยหมอ มันจะเกิดโศกนาฏกรรมขึ้นในสนาม" แล้วเสี่ยหงวนก็หันมาพูดกับท่านนายพลเรืออย่างเป็นงานเป็นการ "ผมช่วยเต็มที่ครับคุณอา เรื่องทีมฟุตบอลฮ่องกงเป็นหน้าที่ของผม เพื่อการกุศลแล้วเสียเท่าไรเสียไป"

"ดีมากพ่อหงวน กุศลผลบุญของเธอจะทำให้เธอมีความสุขในชาติหน้าเหมือนชาตินี้ อาโล่งใจแล้วในปัญหาทีมต่างประเทศที่จะมาแข่งขันกับทีมชาติของเรา ส่วนทีมคนแก่หรือดารารุ่นปู่สำหรับทีมนายเรืออาสามารถจัดได้เรียบร้อย อ้า-แล้วพลล่ะ เธอจะช่วยอะไรได้บ้างในฐานะที่เธอเป็นกรรมการคนหนึ่ง?"

"ผมหรือครับ ผมรับจำหน่ายบัตรล่วงหน้าครับ และช่วยน้ำอัดลม ช่วยน้ำแข็งเลี้ยงนักฟุตบอลและคณะกรรมการในวันนั้น"

"ขอบใจมากหลานชาย ดิเรกจะช่วยอะไรอาว่ามา?"

นายพลดิเรก ยิ้มเล็กน้อย

"ผมช่วยจัดหาแพทย์และบุรุษพยาบาลประจำสนามครับ ช่วยขายบัตรล่วงหน้าให้ด้วย"

"โอ-ดีทีเดียวหลานชาย อาจะได้ไม่ต้องรบกวนกรมแพทย์ทหารเรือเขา อ้า-แล้วพ่อกรล่ะจ๊ะ จะช่วยอะไรบ้าง ว่ามาซิ?"

นิกรนิ่งคิดสักครู่

"ผมก็ช่วยขายบัตรครับ แล้วช่วยจัดหารถบรรทุกหีบศพตลอดจนสัปเหร่อและพระเตรียมไปไว้บนลู่ริมสนามฟุตบอลหน้าอัฒจันทร์แก๊ป ถ้านักฟุตบอลคนใดมีอันเป็นเท่งทึงในระหว่างแข่งขันจะได้เอาศพไปวัด"

เจ้าคุณกำแหงฯ หยุดยิ้มทันที

"วิธีนี้มันแช่งกันนี่โว้ยหลานชาย อย่าดีกว่า" ท่านพูดกับนิกรเหมือนกับลูกหลานของท่าน "เธอคิดดูซิ นักฟุตบอลคนแก่คนไหนจะกล้าลงสนามเมื่อแลเห็นรถบรรทุกศพและโลงผีเตรียมพร้อมอยู่ คนเราถึงจะแก่เฒ่าอย่างไรก็รักตัวกลัวตายด้วยกันทั้งนั้น บริการของเธออันนี้ตัดออกไป"

นิกรกลั้นหัวเราะแทบแย่

"ถ้ายังงั้นผมช่วยหาโค้ชมาให้ทีมคนแก่และหาทีมฟุตบอลมาช่วยฝึกซ้อมให้ดีไหมครับ?"

"เออ อันนี้เข้าทีมาก ตกลงนิกร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ทีมคนแก่น่ะมีอยู่สองทีม คือทีมนายเรือกับนายร้อย แกจะช่วยทีมไหนล่ะ?"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"ช่วยทั้งสองทีมเลยครับ ผมกับอ้ายพลรับภาระเองในเรื่องนี้ ส่วนสนามฝึกซ้อมผมคงช่วยไม่ได้ เมืองไทยเราผมหมายถึงในกรุงเทพฯ มีสนามฟุตบอลที่ใช้ได้เพียงสองสามแห่งและหาวันว่างได้ยาก"

เจ้าคุณกำแหงฯ ยิ้มให้นิกร

"ทีมของอาล้วนแต่เป็นนายทหารเรือนอกราชการทั้งนั้น เราจะซ้อมกันที่สนามโรงเรียนนายเรือ" พูดจบท่านก็หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ "ทีมนายร้อยก็ซ้อมที่สนามโรงเรียนนายร้อย จปร. ซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"ใช่ ควรจะเป็นเช่นนั้น"

"ดีแล้วครับ พรุ่งนี้ตอนเย็นผมจะมาหาเจ้าคุณและพวกหลานๆอีกเพื่อปรึกษาหารือกัน เราจะต้องรีบฟอร์มตัวเพื่อลงมือฝึกซ้อมโดยเร็ว กำหนดการแข่งขันควรจะเป็นกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งเราจะมีเวลาฝึกซ้อมราวเดือนครึ่ง มีเวลาตระเตรียมงานทุกสิ่งทุกอย่างได้ทัน การแข่งขันฟุตบอลรายการพิเศษนี้ผมเชื่อว่าสนาม 'ศุภชลาศัย' คงแน่นขนัด เพราะคนดูนอกจากจะได้ดูนักฟุตบอลรุ่นลายครามตั้งแต่ครั้งสุโขทัยเป็นราชธานีแล้ว ยังจะได้ดูการแข่งขันระหว่างทีมกรุงเทพฯผสม กับ ทีมฮ่องกงอีกด้วย"

"เดี๋ยวก่อนเจ้าคุณ อย่าเพิ่งลา" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นเมื่อเห็นเจ้าคุณกำแหงฯ เอื้อมมือมาหยิบหมวกสานขนนกยูงที่วางอยู่บนโต๊ะ "ให้ผมถามรายละเอียดในการแข่งขันสักนิดเถอะ เราจะแข่งขันกันครึ่งละกี่นาที?"

"เจ้าคุณคิดว่าครึ่งละกี่นาทีดีล่ะ?" เจ้าคุณกำแหงฯ ย้อนถาม

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"ครึ่งละ ๕ นาทีดีไหมครับ แล้วพักสองชั่วโมงถึงลงเล่นครึ่งหลังอีก ๕ นาที"

เจ้าคุณกำแหงฯ หัวเราะก้าก

"ลำบากนักก็อย่าแข่งขันกันเลยครับ ฟุตบอลน่ะ อย่างน้อยมันต้องครึ่งละ ๓๐ นาที เจ้าคุณนี่ใจไม่สู้เสียเลย พับผ่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักฉิว

"ยังงั้นเอาครึ่งละ ๔๐ นาทีเป็นยังไง ไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้เล่น?"

"ก็ได้ครับ พวกเราจะได้ตายหมู่ที่สนาม 'ศุภชลาศัย' เอาซี....ทางผมน่ะสู้ละ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ฝืนยิ้ม

"เอา ๓๐ นาทีก็แล้วกัน พัก ๕ นาทีตามระเบียบ เหมือนกับฟุตบอลนักเรียน"

ท่านผู้ใหญ่ทั้งสองต่างมองดูกันแล้วยิ้มให้กัน

"แล้วผมจะเขียนรายละเอียดในการแข่งขันมาให้เจ้าคุณ เห็นจะต้องลากลับเสียทีละครับ นั่งนานๆชักจะเวียนหัวเสียแล้ว"

"โถ" เสี่ยหงวนคราง "แล้วจะเล่นฟุตบอลไหวหรือครับ?"

เจ้าคุณกำแหงฯ วางท่าคึกคักเข้มแข็งทันที

"ไหว อาต้องเล่นไหว เมื่ออดีต ขึ้นชื่อว่ากัปตันผันของทีมโรงเรียนนายเรือแล้ว ใครๆก็ต้องยกว่าอาเป็นจอมลวดลายเหมือนอย่าง ยรรยง นิลภิรมย์ ทีมทหารอากาศที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังในปัจจุบันนี้แหละ อามีชั้นเชิงและลวดลายยอดเยี่ยม"

กิมหงวนมองดูเจ้าคุณกำแหงฯ ด้วยความสงสาร

"เมื่อก่อนนี้ผมเชื่อครับ แต่เดี๋ยวนี้คุณอาแก่แล้ว ลวดลายจะเหลืออยู่อย่างไร จะมีเหลือก็คงเหลือแต่ลวด ส่วนลายหมดไปแล้ว"

"เถอะน่า แล้วพวกเธอจะต้องตื่นเต้นแปลกใจไปตามกันเมื่อเห็นทีมนายเรือเสือเฒ่าเล่นฟุตบอลได้อย่างดีผิดคาด อามารบกวนเวลาเจ้าคุณและพวกเธอมานานแล้ว เห็นจะต้องกลับเสียที"

สี่สหายต่างยกมือไหว้ท่านเจ้าคุณกำแหงฯ อย่างนอบน้อม ท่านนายพลเรือได้ให้ศีลให้พรและขอบใจที่ทุกคนให้การต้อนรับท่านเหมือนกับญาติผู้ใหญ่ ท่านหันมาสนทนากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อีกสองสามคำก็ลากลับ ทุกคนลุกขึ้นเดินออกไปส่งที่หน้าตึกใหญ่ และยืนจับกลุ่มมองดูจนกระทั่งเจ้าคุณกำแหงฯ นั่งรถเชฟโรเล็ทเก๋งออกไปจากบ้าน 'พัชราภรณ์'

คณะกรรมการจัดการแข่งขันฟุตบอลการกุศลเก็บเงินรายได้ช่วยเด็กกำพร้าทั้งหมด ๑๘ คนทั้งทหารบกทหารเรือและกรรมการของสมาคมฟุตบอลบางท่านได้ร่วมมือร่วมใจกันอย่างดีที่สุด เปิดประชุมปรึกษาหารือกันที่บ้านของท่านนายพลเรือพระยากำแหงหาญสมุทรหลายครั้ง

เพราะอาเสี่ยกิมหงวนของเราเป็นนายทหารผู้ใหญ่มียศเป็นพันเอกพิเศษและเป็นนักธุรกิจชั้นนำเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทย ที่ประชุมจึงลงมติให้เสี่ยหงวนของเราเป็นประธานกรรมการ และ พ.อ. พล พัชราภรณ์ เป็นเลขานุการกรรมการอีกตำแหน่งหนึ่ง

นอกเหนือจากกรรมการแล้ว คณะกรรมการยังได้เชิญท่านผู้มีเกียรติอีกหลายท่านมาร่วมงานอีกด้วย คือพวกภริยาของนักฟุตบอลอาวุโสทั้งสองฝ่าย ซึ่งล้วนแต่เป็นคุณหญิงคุณนายรวมทั้งสี่นางและคุณหญิงวาด

นิกร การุณวงศ์ ผู้ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้โฆษณาการแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษได้เริ่มโหมโฆษณาเป็นงานใหญ่โดยสละทรัพย์ส่วนตัวของเขาเป็นค่าโฆษณาเท่าที่ต้องจ่ายให้หนังสือพิมพ์, สถานีวิทยุ และโทรทัศน์ทั้งสองช่อง

ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วทุกมุมเมืองโดยเฉพาะในวงการนักนิยมฟุตบอลทั้งหลาย

ดารารุ่นปู่ของทีมนายร้อย จปร. และ นายเรือจะลงสนามซดแข้งกันในคืนวันเสาร์ที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๘ ที่สนาม 'ศุภชลาศัย' เป็นคู่แรก และคู่หลังคือทีม 'กรุงเทพฯผสม' กับ 'ฮ่องกง ๑๑' เก็บเงินช่วยเด็กกำพร้าโดยไม่หักค่าใช้จ่าย เป็นการแข่งขันเพื่อการกุศลชิงถ้วยของท่านจอมพล เจ้าพระยามหาโยธาวุฒิวงศ์ จอมพลผู้เฒ่าอดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม

หนังสือพิมพ์ได้ลงข่าวการเคลื่อนไหวของทีมฟุตบอลรุ่นลายครามตลอดมา นับตั้งแต่ฟอร์มตัวผู้เล่น ล้วนแต่เป็นเสือเก่ามีวัย ๖๕ ปีขึ้นไปและเป็นนายทหารเบี้ยบำนาญทั้งสิ้น มีรายนามผู้เล่นทั้งสองทีมดังต่อไปนี้

นายร้อย จปร.

ผู้รักษาประตู ร.อ. หลวงกล้าตะลุมบอน. แบ๊คขวา พ.อ. พระล่าปัจจามิตร. แบ๊คซ้าย พ.ท. ขุนคล่องประจัญบาน. ฮาล์ฟขวา พล.ท. พระยาฤทธิไกรรานรอน. เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ พล.อ. พระยาปัจจนึกพินาศ. ฮาล์ฟซ้าย พล.ต. พระยาพิฆาตดัสกร. ปีกขวา ร.ท. หอม หิมาลัย. ในขวา พ.ท. นายจงรักภูวนัย. ศูนย์หน้า พล.ต. พระถนัดถนอมพล. ในซ้าย พ.อ. พระยาอาษารณรงค์. ปีกซ้าย ร.อ. ชอบ ชาญทวิช

สำรอง พล.ท. พระยาศักดาไตรภพ. พล.ต. พระสุรเดชทรงฤทธิ์. พ.ต. ขุนสันทัดสำรวจ. พ.ท. หลวงชำนาญอาษา. พ.ท. หลวงรณกิจไพศาล.

นายเรือ

ผู้รักษาประตู พล.ร.ท. พระยาสันทัดตอร์ปิโด. แบ๊คขวา ร.อ. ป๊อก ปุ่มประดู่ รน. แบ๊คซ้าย น.ท. หลวงสินาทแม่นฉมัง รน. ฮาล์ฟขวา น.อ. พระยุทธนาวีวิชิต รน. เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ พล.ร.ต. พระยานาวาวิบูลย์. ฮาล์ฟซ้าย ร.ท. อ่อง ดาวมณี รน. ปีกขวา น.ท. พระท่องสมุทรไทย รน. ในขวา พล.ร.ต. พระยาชำนิอุทกศาสตร์. ศูนย์หน้า พล.ร.ท. พระยากำแหงหาญสมุทร. ในซ้าย น.อ. พระวิเศษนาวี รน. ปีกซ้าย น.อ. ขุนตระเวรสมุทรเขตร์ รน.

สำรอง น.อ. หลวงฉลาดชลยุทธ รน. พล.ร.ต. พระยาวิจิตรกลการ. น.ท. พระประมาณนาวา รน. น.ต. หลวงพรรคกลินโสภณ รน. น.อ. พระชาญนทีกิจ รน. ร.ท. ชอบ คล่องสินธุ รน.

หนังสือพิมพ์รายวันได้เสนอประวัติย่อของนักฟุตบอลทั้งสองทีมวันละสองคน ซึ่งล้วนแต่เป็นดาราชั้นยอดมาแล้ว ร.อ. ป๊อก ปุ่มประดู่ รน. เคยเป็นแบ๊คขวา (สมัยนั้นเรียกว่าแบ๊คหลัง) ที่น่ากลัว เตะคาบลูกคาบดอกมีศอกกลับ เคยหักขานักฟุตบอลของทีมต่างๆมาหลายคน สามารถเตะลูกบอลข้ามหลังคาตึกโรงเรียนสวนกุหลาบไปตกในวัดเลียบ และเคยเตะลูกบอลแตกมาประมาณ ๕๐ ลูก ขึ้นชื่อว่าแบ๊คป๊อกทีมโรงเรียนนายเรือแล้ว กองหน้าของทีมที่เป็นคู่แข่งขันต่างเข็ดขยาด

ประวัติของนักฟุตบอลรุ่นปู่ทีมนายเรือแต่ละคนไม่ใช่ย่อย เจ้าคุณสันทัดฯ ผู้รักษาประตูมือเหนียวราวกับทากาว เคยรับลูกโทษได้เสมอ ถ้าชู้ตในระยะไกลใช้มือซ้ายหรือมือขวามือเดียวรับได้แคล่วคล่องว่องไวกว่า อัศวิน ธงอินทร์เนตร หรือ เล็ก อมฤตานนท์ เจ้าคุณนาวาฯ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟก็มีชั้นเชิงในการเล่นเหนือกว่า เฉลิม โยนส์ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟทีมชาติไทยในปัจจุบันนี้ กองหน้าผ่านท่านเข้าไปได้ยากลำบาก ปีกขวาคุณพระท่องฯ วิ่งเร็วกว่าเรือพระร่วงวิ่งเต็มที่คือ ๔๐ นอต โดนเฉพาะศูนย์หน้าคือเจ้าคุณกำแหงฯ อดีตของท่านคือเสือสนามที่ไวเป็นกรด ชู้ตลูกได้แรงและแม่นยำ เคยชู้ตตาข่ายขาดมาหลายครั้ง บางทีผู้รักษาประตูถึงกับวิ่งหนี

ส่วนทีมนายร้อย จปร. ก็ล้วนแต่เป็นดาราชั้นนำในยุคก่อน ผู้รักษาประตูคือหลวงกล้าฯ ใจเย็นเหมือนน้ำแข็ง ไม่ใคร่จะใช้มือรับ ใช้โหม่งบ้าง ดีดลูกแปออกไปบ้าง บางทีก็ดีดลูกไขว้หรือลูกหลัง ถ้าเป็นลูกอันตรายจริงๆจึงจะใช้มือรับ แบ๊คซ้ายขุนคล่องฯ เตะลูกได้แรงและไกลมาก วางเตะที่เส้นหน้าประตูตูมเดียวลอยละลิ่วไปเข้ามุมประตูฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่น่าเชื่อ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟคือเจ้าคุณปัจจนึกฯ ของเรา เล่นฟุตบอลได้ทั้งเท้าซ้ายเท้าขวา เฉลียวฉลาดในการยืนดักแจกลูกให้กองหน้าได้สวยมาก มีวิธีเล่นแบบรุนแรงในเกม บางครั้งเตะดุเดือด เคยเตะนักฟุตบอลของทีมนครใต้ตายมาคนหนึ่ง คือหลังจากแข่งขันหมอนั่นล้มเจ็บ ส่งไปอยู่โรงพยาบาลได้สามสี่เดือนก็ตายด้วยโรคกระเพาะอาหารพิการ กองหน้านายร้อย จปร. ล้วนแต่เสือร้าย ทำประตูได้ทุกคน พ.ท. นายจงรักภูวนัย วิ่งเร็วพอๆกับม้าแข่ง ถึงกับเสนาบดีกระทรวงวังขอโอนจากกระทรวงกลาโหมไปเป็นข้าราชสำนักแต่ให้มียศทหารและแต่งเครืองแบบทหาร จนได้เป็นพันโท มีราชทินนามว่า นายจงรักภูวนัย ศูนย์หน้าคุณพระถนัดฯ เมื่อครั้งอดีตเป็นกัปตันผู้เกรียงไกร ลงเล่นวันไหนต้องทำประตูได้อย่างน้อยหนึ่งประตู ในซ้ายเจ้าคุณอาษาฯ ชู้ตลูกได้แรงพอๆกับ ทวีพงษ์ เสนีย์วงศ์ ทีมชาติปัจจุบันนี้

รายชื่อนักฟุตบอลทั้งสองทีมซึ่งล้วนแต่เป็นคุณหลวงคุณพระและเจ้าคุณทำให้แฟนฟุตบอลสนใจมาก ถึงแม้ว่านักฟุตบอลเหล่านี้มีอายุอย่างต่ำ ๖๕ ปี แฟนฟุตบอลก็อยากจะเห็นลวดลายชั้นเชิงของท่าน และเจ้าคุณกำแหงฯ พูดไว้ไม่ผิด นักฟุตบอลรุ่นคุณปู่คนหนึ่งต่างก็มีลูกหลานมากมาย บรรดาลูกหลานของท่านจึงเตรียมตัวเข้าชมคุณปู่คุณตาซดแข้งกันในคราวนี้

ทั้งทีมนายร้อย จปร. และทีมนายเรือต่างซุ่มซ้อมกันเงียบๆอย่างขะมักเขม้น ตอนแรกๆที่ลงสนามซ้อม นักฟุตบอลในวัยดึกต่างเป็นลมไปตามกัน บ้างก็ยืนหอบแฮกๆซี่โครงบาน ต่อมากำลังวังชาก็ค่อยๆเข้มแข็งขึ้น เนื่องจากการแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษนี้เป็นการกุศล พวกหนังสือพิมพ์จึงช่วยเชียร์เต็มที่และเสนอข่าวการฝึกซ้อมของทีม 'กรุงเทพฯผสม' ตลอดจนรายนามผู้เล่นที่จะลงแข่งกับ 'ฮ่องกง ๑๑' ให้ทราบด้วย

วันแข่งขันใกล้เขามา การโฆษณาก็โหมหนักขึ้น คณะกรรมการจัดการแข่งขันฟุตบอลการกุศลบัดนี้เหน็ดเหนื่อยไปตามกัน ส่วนประธานกรรมการคือ พ.อ. กิมหงวน หรืออาเสี่ยกิมหงวนนั้นเกือบจะไม่มีเวลาบริหารธุรกิจการค้าของเขา อาเสี่ยต้องทุ่มเททั้งเงินและกำลังกายตลอดจนสมองของเขาเพื่อต้องการให้แฟนฟุตบอลหลั่งไหลกันไปชมฟุตบอลรุ่นคุณปู่นั่นเอง อย่างไรก็ตามคณะกรรมการก็พอใจแล้วที่บัตรล่วงหน้าที่นั่งพิเศษ ๑๐๐ บาทใต้ที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจำหน่ายหมดแล้วด้วยการขอร้องหรืออ้อนวอนให้ช่วยซื้อจากมิตรสหาย บางทีก็บังคับให้ซื้อ มีผู้บริจาคเงินพิเศษสมทบการกุศลช่วยเด็กกำพร้าอีกหลายราย

ข่าวสำคัญที่แฟนฟุตบอลตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจก็คือ ทีมนายเรือรุ่นปู่ลงสนามซ้อมกับทีมกรุงเทพฯผสม ผลเสมอกัน ๒-๒ เมื่อตอนหัวค่ำคืนวันพุธที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ที่สนาม 'ศุภชลาศัย' และในคืนวันที่ ๑๘ คือคืนต่อมา ทีมนายร้อย จปร. รุ่นคุณปู่ ลงซ้อมกับทีมกรุงเทพฯผสม ปรากฏว่าเสมอกัน ๑-๑ กรุงเทพฯผสมตีเสมอได้ในนาทีที่ ๒๗ ครึ่งหลังด้วยลูกเส้นโทษเพราะแฮนด์บอลในเขตโทษ

ข่าวนี้เองทำให้แฟนฟุตบอลรู้สึกว่า นักฟุตบอลรุ่นปู่ของทั้งสองทีมคือเสือเฒ่าที่ยังมีเขี้ยวเล็บอันแหลมคม สามารถตีเสมอทีมกรุงเทพฯผสมหรือทีมชาติได้ ซึ่งที่ถูกแล้วทีมคุณปู่ควรจะแพ้ไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ประตูต่อ ๐ เบื้องหลังของการซ้อมไม่มีใครรู้ว่าทีมกรุงเทพฯผสมไม่มีใครกล้าเล่นรุนแรง เพราะกลัวคุณปู่และคุณตาจะบาดเจ็บ บางทีก็มัวยืนหัวเราะกันเสีย จึงทำประตูคนแก่ไม่ได้ นอกจากนี้ท่านนายกของสมาคมฟุตบอลยังได้สั่งกำชับนักฟุตบอลกรุงเทพฯผสม ให้เล่นเหยาะๆช่วยซ้อมให้ท่านผู้ใหญ่ซึ่งบางท่านเป็นปู่หรือเป็นตาของนักฟุตบอลทีมกรุงเทพฯผสมก็มี

ในที่สุด เสาร์ที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ก็ผ่านมาถึง

ยังไม่ทันพลบค่ำประชาชนแฟนฟุตบอลทั้งคนไทยและคนจีนก็หลั่งไหลเข้าไปในสนาม 'ศุภชลาศัย' อย่างมืดฟ้ามัวฝน บัตรที่นั่งอัฒจันทร์ใหญ่ราคา ๕๐ บาทไม่มีจำหน่ายเพราะขายล่วงหน้าหมดแล้ว คงจำหน่ายแต่บัตร ๒๐ บาทอัฒจันทร์ด้านเหนือและด้านใต้และบัตร ๓๐ บาทอัฒจันทร์ด้านตะวันออกตรงข้ามกับอัฒจันทร์ใหญ่คืออัฒจันทร์แก๊ป นักดูฟุตบอลส่วนมากก็เป็นลูกหลานและเป็นคนของนักฟุตบอลรุ่นคุณปู่ แต่ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ตั้งใจมาชมการแข่งขันระหว่างกรุงเทพฯผสมกับทีมฟุตบอลฮ่องกง ซึ่งมีข่าวว่าตีเสมอกับทีมเดนมาร์ก เช่นเดียวกับกรุงเทพฯผสมของเราที่เสมอกับทีมเดนมาร์ก เพราะเราหมดแรงในครึ่งหลัง จากการแข่งขันเมื่อ ๓๑ มกราคม ที่แล้วมา

ตามกำหนดเวลาการแข่งขันที่โฆษณาไปนั้น ทีมดาราลายครามของนายร้อย จปร. กับทีมนายเรือ จะลงสนามแข่งขันในเวลา ๑๙.๐๐ น.ตรง กำหนดการแข่งขันครึ่งละ ๓๐ นาที พัก ๕ นาที ใช้ระเบียบกติกาการแข่งขันของสมาคมฟุตบอลไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ พล.ท. ศาสตราจารย์ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ นักวิทยาศาสตร์และนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ได้รับเกียรติเป็นผู้ตัดสินการแข่งขันฟุตบอลคู่นี้ ส่วนผู้กำกับเส้นคือ พ.อ. นิกร การุณวงศ์ และ น.อ. สมบัติ สมบูรณ์ผล รน. นายทหารเสนาธิการของกองทัพเรือ

ที่ถนนด้านอัฒจันทร์ใหญ่ รถบรรทุก ยี.เอ็ม.ซี. ๑๐ ล้อตรากงจักรและตราสมอประมาณ ๒๐ คันจอดอยู่เรียงรายเป็นแถวติดต่อกัน รถบรรทุกเหล่านี้ได้นำนักเรียนนายร้อย จปร. และนักเรียนนายเรือมาชมการแข่งขันฟุตบอลรุ่นคุณปู่และคุณตาของเขา นายร้อย จปร. และนักเรียนนายเรือต่างนั่งดูรวมกันอยู่ทางด้านเหนือของอัฒจันทร์ใหญ่ บ้างก็มีแฟนนั่งอยู่ใกล้ๆ บางทีสาวสวยที่นั่งอยู่ใกล้ๆไม่ใช่แฟนแต่อยากเป็นแฟน คุณหนุ่มๆลงได้เป็นนักเรียนนายร้อย, นักเรียนนายเรือ, นักเรียนนายเรืออากาศ หรือนักเรียนนายร้อยตำรวจแล้ว หาแฟนได้ง่ายเหลือเกิน และมักเล่นตัวทำงอนให้แฟนง้อเสียด้วย เพราะถือว่ามีผู้หญิงชอบนั่นเอง

ทีมลายครามของนายเรือมาถึงสนาม 'ศุภชลาศัย' ในเวลา ๑๘.๓๐ น. โดยรถโดยสารขนาดใหญ่ของโรงแรม 'สี่สหาย' ต่อจากนั้นอีก ๕ นาที ทีมนายร้อย จปร.ในวัยดึกใกล้รุ่งเต็มทนก็มาถึงเช่นเดียวกัน นักฟุตบอลทั้งสองทีมนี้ไม่มีผู้ควบคุมเพราะต่างก็เป็นผู้ใหญ่และเป็นเพื่อนกัน แม้แต่โค้ชผู้ฝึกซ้อมก็ครับผมตลอดเวลา เจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นหัวหน้าทีมนายร้อย จปร. และเจ้าคุณกำแหงฯ เป็นหัวหน้าทีมนายเรือ

เป็นครั้งแรกที่นักฟุตบอลทั้งสองฝ่ายพักอยู่ในห้องเดียวกัน แต่แทนที่จะพักอยู่ในห้องพักนักฟุตบอลใต้อัฒจันทร์ใหญ่ กลับพักอยู่ในห้องทำงานอันกว้างขวางห้องหนึ่งของกรมพลศึกษา ซึ่งท่านอธิบดีได้สั่งให้คนงานช่วยกันยกโต๊ะทำงานและตู้เอกสารออกจากห้อง แล้วจัดหาโซฟาและเก้าอี้นวมมาให้นักฟุตบอลอาวุโส มีภารโรงคอยปรนนิบัติรับใช้หลายคน มีเครื่องดื่มและบุหรี่อย่างดีและมีโทรศัพท์ให้ใช้ด้วย

ขณะนี้เป็นเวลา ๑๘.๔๐ น.

นายพลดิเรกพานิกรกับหนุ่มใหญ่วัยกลางคนอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องพักนักฟุตบอลด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ชายหนุ่มผู้นี้คือ น.อ. สมบัติ สมบูรณ์ผล รน. นั่นเอง ศาสตราจารย์ดิเรกกับนิกรและสมบัติอยู่ในเครื่องแบบของกรรมการผู้ตัดสินของสมาคม ท่าทางของนายพลดิเรกทะมัดทะแมงกว่าปรกติ

บรรดานักฟุตบอลทั้งสองฝ่ายต่างทักทายผู้ตัดสินและไลน์แมนอย่างสนิทสนม เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังไปทั่วห้อง

"ตัดสินให้แฟร์หน่อยนะหมอ" ทีมนายเรือคนหนึ่งกล่าวขึ้นดังๆ "ลำเอียงเข้าข้างพ่อตาไม่ได้นะจะบอกให้"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"รับรองครับคุณพระ ผมจะตัดสินอย่างเที่ยงธรรมที่สุด อย่างที่เรียกว่าตรงไปตรงมาทีเดียว"

พระวิเศษฯ ในซ้ายของทีมนายเรือยิ้มให้

"ตรงไปตรงมาแหละดี อย่าให้โกงไปโกงมาก็แล้วกัน หมอเล่นพนันไว้หรือเปล่าล่ะ?"

"โน ผมไม่ชอบเล่นการพนันหรอกครับ" แล้วเขาก็เดินไปหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ พ่อตาของเขา "อีก ๒๐ นาทีถึงเวลาแข่งขันแล้วนะครับ"

"ใช่ พวกเราทั้งสองทีมพร้อมแล้ว นี่มากันครบและแต่งตัวสวมรองเท้าเรียบร้อยแล้ว"

นายพลดิเรกกวาดสายตามองไปรอบๆห้องและยิ้มให้นักฟุตบอลทั้งสองฝ่าย ทีมนายเรือสวมกางเกงสีกรมท่า เสื้อยืดแขนยาวคอปกสีขาว ทีมนายร้อย จปร. กางเกงสีกรมท่า เสื้อยืดคอปกแขนยาวสีกากีแกมเขียวคาดหน้าอกสีแดง และผู้รักษาประตูของนายร้อยสวมเสื้อสีแดง

ศาสตราจารย์ดิเรกหันมาทางนิกรซึ่งกำลังมองดูพวกนักฟุตบอลเสือเฒ่าอย่างเศร้าใจ

"เป็นไง ฟุตบอลวันนี้ท่าสนุกนะ"

นิกรกระซิบเบาๆ

"สนุกอะไรไหว แกเห็นไหมล่ะ คุณพระยุทธนาวีฯ ฮาล์ฟขวายังไม่ทันจะลงสนามเลย ดมยาแล้ว สงสัยว่าไม่ใครก็ใครต้องเท่งทึงแน่"

ดร.ดิเรกเปลี่ยนสายตาไปที่พ่อตาของเขาซึ่งกำลังคุยจ้อกับเพื่อนของท่าน

"คุณพ่อครับ"

"หา ว่ายังไงดิเรก?"

นายพลดิเรกยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาอีกครั้งหนึ่ง

"ท่านจอมพลเจ้าพระยามหาโยธาฯ ท่านรับปากว่าท่านจะมาถึงสนาม 'ศุภชลาศัย' ๑๘.๓๐ ใช่ไหมครับ?"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งคิด

"ถูกแล้ว ท่านยังไม่มาเรอะ?"

"ครับ พวกกรรมการและคุณอาหญิงคอยต้อนรับท่านอยู่แล้ว ผมสงสัยว่าท่านอาจจะไม่สบายไปก็ได้ เพราะเท่าที่เราไปพบกับท่าน ก็รู้สึกว่าท่านออดแอดเต็มทน อายุตั้ง ๙๒ แล้ว คุณพ่อลองโทรไปถามทางบ้านท่านซีครับ ถ้าท่านมาไม่ได้เราจะได้เชิญผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารสูงสุดมอบถ้วยเกียรติยศให้ทีมที่ชนะการแข่งขันในคืนนี้ทั้งสองทีม"

"เออ จริงโว้ย พ่อจะโทรไปเดี๋ยวนี้แหละ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาตัวเดินไปที่เครื่องโทรศัพท์ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยมริมหน้าต่างห้อง ท่านหยิบสมุดหมายเลขโทรศัพท์พลิกดูตัวอักษร ม. พอพบหมายเลขโทรศัพท์ที่ท่านต้องการ ท่านก็ปิดสมุดแล้วยกหูโทรศัพท์ขึ้นหมุนหมายเลขต่อตรงไปยังบ้านของเจ้าพระยามหาโยธาฯ ท่านจอมพลผู้เฒ่าทันที

ผู้รับสายเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้บอกชื่อของท่านและขอให้ไปเชิญเจ้าพระยามหาโยธาฯ มาพูดกับท่าน

"เจ้าค่ะ กรุณาคอยประเดี๋ยวนะเจ้าคะ ท่านนั่งพักผ่อนอยู่ในห้องโถงติดกับห้องโทรศัพท์นี่เองแหละเจ้าค่ะ"

"จ๊ะ ขอบใจมากแม่คุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนรอคอยอยู่ประมาณนาทีเดียวท่านก็ได้พูดกับจอมพลผู้เฒ่าอดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม

"ฮัลโหล นี่เจ้าพระยามหาโยธาฯ พูด เจ้าคุณปัจจนึกฯ เรอะ?"

"ครับผม กระผมเองครับ"

"พูดดังๆหน่อยเจ้าคุณ หูผมมันแย่เต็มทนแล้ว ว่ายังไงครับ ทุกสิ่งทุกอย่างคงจะเรียบร้อยซีนะ?"

"ครับผม ใต้เท้ากรุณากำลังเตรียมตัวเดินทางมาสนาม 'ศุภชลาศัย' หรือครับ?"

"หา! เปล่าๆ เตรียมตัวอะไรกัน ก็จะแข่งขันกันคืนวันพรุ่งนี้ไม่ใช่เรอะ?"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"คืนนี้ครับใต้เท้ากรุณา ไม่ใช่คืนพรุ่งนี้ครับผม"

"อ้าว! ไหงยังงั้น เลื่อนกำหนดแข่งขันก็น่าจะบอกให้รู้ตั้งแต่กลางวัน ผมจะได้เตรียมตัว ทำไมถึงเลื่อนมาคืนนี้?"

"ไม่ได้เลื่อนครับผม กำหนดแข่งขันคืนวันเสาร์ที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ครับผม"

"ถูกละ แต่วันนี้มันเพิ่งวันที่ ๑๙ เท่านั้น"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น

"วันที่ ๒๐ ครับผม ไม่ใช่ ๑๙ ครับ"

"วะ! ถ้ายังงั้นแม่ผ่องต้นห้องของผมคงลืมฉีกปฏิทินแน่ๆ แล้วกัน แล้วนี่จะทำอย่างไร?"

"กรุณารีบแต่งตัวมาสนามฟุตบอลเถอะครับ กระผมจะตัดรายการแนะนำนักฟุตบอลทีมคร่ำหวอดให้รู้จักกับใต้เท้า เมื่อถึงเวลาเราจะแข่งขันตามกำหนด ใต้เท้ากรุณาคงจะมาล่าช้าไปบ้างแต่อย่างไรก็ได้มานั่งเป็นประธานและแจกถ้วยรางวัลให้นักฟุตบอลที่ได้ชัยชนะในคืนวันนี้"

"เฮ้อ แย่จริง คนของผมลืมฉีกปฏิทินแน่นอน เรื่องวันที่ผมจำไม่ได้หรอกเจ้าคุณ นอกจากมองดูปฏิทินถึงจะรู้ ขอโทษทีนะครับ ผมมันแก่มากแล้วก็หลงๆลืมๆอย่างนี้แหละ อ้า-ผมคงไปทันก่อนมวยคู่เอกขึ้นชกใช่ไหมครับ?"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าเหยเกชอบกล

"ฟุตบอลนะครับใต้เท้า ไม่ใช่มวยนะครับ"

"หา! ฟุตบอลเรอะ เออ-จริงซีนะ เอา-ฟุตบอลก็ฟุตบอล ผมจะรีบไปถึงสนามโดยเร็วที่สุด ผมแต่งตัวไม่ช้าหรอก เลิกกันนะเจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ วางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิม เจ้าคุณกำแหงฯ หัวหน้าทีมนายเรือเดินเข้ามาหาแล้วถามว่า

"ท่านจอมพลว่ายังไง?"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"ว่ายังไงล่ะ สาวใช้ของท่านลืมฉีกกาลันเด้อร์ ท่านก็เลยเข้าใจผิดคิดว่าวันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๑๙ แต่พอรู้เข้าก็รับปากว่าจะรีบมา"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินกลับมาหาลูกเขยของท่านทั้งสองคนซึ่งยืนอยู่หน้า น.อ. สมบัติ สมบูรณ์ผล แห่งราชนาวี นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"คุณพ่อมั่นใจไหมครับว่าทีมนายร้อย จปร. ต้องชนะ?"

"อ๋อ ร้อยเปอร์เซ็นต์โว้ย"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"เล่นลูกสั้นหรือลูกยาวครับ?"

ท่านเจ้าคุณมองซ้ายมองขวาเสียก่อนจึงกระซิบบอกเขยเล็กของท่าน

"สองสามสี่"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"แน่หรือครับ คุณพ่อได้มาจากไหน บอกผมหน่อยเถอะครับว่าอาจารย์ไหนให้มา แล้วก็งวดอังคารที่ ๒๓ นี่หรือครับ?"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ

"ฉันไม่ได้บอกเลขท้ายรางวัลที่หนึ่งสลากกินแบ่งให้แกนะโว้ย ฉันหมายถึงฟุตบอลซึ่งทีมของเราจะเล่นแบบสองสามสี่"

"ปู้โธ่ ผมนึกว่าคุณพ่อได้มาจากใครเสียอีก เล่นสองสามสี่ก็ดีครับ ฮาล์ฟจะได้ช่วยหนุนกองหน้า และมีโอกาสยิงประตูแบบลักไก่ แต่ผมว่าเล่นสี่ห้าหกจะน่าดูกว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"เล่นยังไงวะ สี่ห้าหก?"

"ก็ลูกเต๋าน่ะซีครับ"

ท่านเจ้าคุณกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไปๆๆ ไปได้แล้ว เดี๋ยวก็ยันตูมเข้าให้เท่านั้น"

นิกรหันมายิ้มให้นายพลดิเรก

"ไปเถอะโว้ยหมอ คืนนี้คนแน่นมาก คนดูทั้งสี่อัฒจันทร์รวมกันก็คงไม่ต่ำกว่าสิบแสน" พูดจบนิกรก็รีบเดินออกไปจากห้องทันที

นาฬิกาเรือนใหญ่บนอัฒจันทร์ด้านเหนือบอกเวลา ๑๘.๔๕ น.

ภายในสนาม 'ศุภชลาศัย' สว่างจ้า ไฟฉายบนหอสูงทั้งสี่ด้านส่องกราดลงมาทั่วสนาม คนดูเบียดเสียดเยียดยัดกันแต่ไม่ถึงกับยืน ขณะนี้ประธานกรรมการจัดการแข่งขันคือ พ.อ. กิมหงวน ไทยแท้ กำลังประกาศรายชื่อนักฟุตบอลบางแค ระหว่าง ทีมนายร้อย จปร. กับ นายเรือ ให้คนดูทราบโดยเครื่องกระจายเสียง แล้วสรุปว่า

"นักฟุตบอลรุ่นปู่ทีมนายร้อย จปร. ลงสนามแล้วครับ พลเอกพระยาปัจจนึกฯ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟเป็นหัวหน้าทีม คนที่ถือลูกบอลวิ่งนำหน้าพุงพลุ้ยเหมือนอึ่งอ่างศีรษะแดงแจ๋เหมือนลูกมะอึกนั่นแหละครับ"

คนดูเกือบสี่หมื่นต่างตบมือและหัวเราะชอบใจไปตามกัน นักฟุตบอลวัยดึกของทีมนายร้อย จปร. ทั้ง ๑๑ คนต่างยืนรอบเส้นวงกลมกลางสนามแล้วก้มศีรษะโค้งคำนับคนดูอย่างพร้อมเพรียงกัน ต่อจากนั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เตะลูกบอลไปทางประตูโกล์ด้านเหนือ บรรดานักฟุตบอลหนังตกกระนัยน์ตาเกือบจะเป็นน้ำข้าวต่างวิ่งเหยาะๆไปซ้อมยิงประตูเป็นการยืดเส้นยืดสายก่อนแข่งขัน ส่วนตัวสำรองนั่งดูอยู่บนเก้าอี้เหล็กริมสนามข้างวงดนตรีของทหารเรือ

การฝึกซ้อมยิงประตูของทีมนายร้อย จปร. เรียกเสียงเฮฮาได้เป็นอย่างดี เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตั้งลูกชู้ตในระยะ ๒๐ หลา แต่ปรากฏว่าท่านเตะไม่ถูกลูก หัวรองเท้าของท่านขุดดินกระจุยขึ้นมา แต่แล้วทันใดนั้นเองทีมนายเรือในวัยดึกสงัดก็วิ่งตามกันเข้ามาในสนาม 'ศุภชลาศัย'

แฟนฟุตบอลต่างตบมือให้เกียรติท่านผู้เฒ่า ซึ่งหลายคนเคยเป็นนายทหารเรือคนสำคัญของกองทัพเรือมาแล้ว นับตั้งแต่ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ เสนาธิการทหารเรือ เจ้ากรมอู่ทหารเรือ เจ้ากรมอุทกศาสตร์ ผู้บังคับหมวดเรือต่างๆ ที่มียศน้อยก็เพราะลาออกจากราชการไปประกอบอาชีพส่วนตัวก่อนที่จะถูกปลดเกษียณอายุ ทีมนายเรือได้ยืนรอบวงกลมกลางสนามคำนับคนดูตามมารยาทที่ดีของนักกีฬา แล้ววิ่งไปซ้อมชู้ตประตูทางด้านใต้ของสนาม

บรรดานักเรียนนายเรือที่นั่งดูอยู่บนอัฒจันทร์ต่างร้องเชียร์ขึ้นพร้อมๆกัน

"นายเรือเสือเฒ่า สู้เขาอย่าเป็นลม นายเรือเสือเฒ่า สู้เขาอย่าเป็นลม"

พวกนักเรียนนายร้อย จปร. ได้ยินพวกนายเรือช่วยกันเชียร์เช่นนี้ ต่างก็ร้องบอกกันให้เชียร์พวกตนบ้าง พอนายเรือสงบเงียบเสียง พวกนายร้อยก็ร้องเชียร์ทันที

"นายร้อยเสือสนาม สู้แค่หามเพราะเป็นลม นายร้อยเสือสนาม สู้แค่หามเพราะเป็นลม"

เสียงเชียร์ทำให้คนดูคึกคักสนุกสนานไปด้วย ทั้งนายร้อยและนายเรือต่างสัพยอกหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ต่างฝ่ายต่างก็เชียร์ฝ่ายตนจนกระทั่งเสียงนกหวีดของกรรมการดังขึ้น

พล.ท. ดิเรกกับนิกรและนาวาเอกสมบัติต่างวิ่งเข้ามาในสนาม เสี่ยหงวนซึ่งทำหน้าที่เป็นโฆษกได้ประกาศให้คนดูทราบว่าผู้ตัดสินและผู้กำกับเส้นเป็นใคร คราวนี้แฟนฟุตบอลตื่นเต้นมากเมื่อได้เห็นตัวจริงของท่านนายพลศาสตราจารย์ดิเรกจอมนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกนี้และนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาโรคต่างๆ

นักฟุตบอลเหลาเหย่ทั้งสองฝ่ายหยุดซ้อมยิงประตูแล้ว ต่างวิ่งเหยาะๆมารวมกันที่เซ็นเตอร์ เจ้าคุณกำแหงฯ หัวหน้าทีมนายเรือและเจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวหน้าทีมนายร้อย จปร. ปราดเข้ามาหาผู้ตัดสิน นายพลดิเรกยื่นมือให้สัมผัสทั้งสองคน แล้วล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบเหรียญบาทอันหนึ่งออกมา

"เลือกเอาเถอะครับในระหว่างคุณอาและคุณพ่อ ใครจะเอาหัวหรือก้อยก็ตามใจ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้นายพลเรือเพื่อนเกลอของท่าน ซึ่งเคยซดแข้งกันมาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นหนุ่ม

"เพื่อความยุติธรรมผมเอาทั้งหัวและก้อย อ้า-โยนได้เลยดิเรกอย่าให้เสียเวลา"

"เดี๋ยวๆๆ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโร "ผมเอาก้อยก็แล้วกัน"

"ก็ได้ ถ้ายังงั้นผมเอาหัว"

นายพลดิเรกโยนเหรียญบาทขึ้นไป แล้วแบมือซ้ายรับ ยกฝ่ามือขวาปิดไว้ เมื่อเขาเปิดออกดูปรากฏว่าเงินเหรียญออกก้อย เป็นอันว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทายถูกและมีโอกาสเลือกข้างตามความพอใจ ขณะนี้กระแสลมกำลังพัดจากทิศใต้ไปทางทิศเหนือ ถึงแม้ลมไม่แรงจนเกินไป ฝ่ายที่อยู่เหนือลมก็ต้องได้เปรียบฝ่ายอยู่ใต้ลมเป็นธรรมดา เพราะไม่ต้องออกแรงเตะลูกมากเกินไป การคอนโทรลบอลก็สะดวกกว่า คล่องแคล่วกว่า โดยเฉพาะการยิงประตู ลมจะช่วยส่งลูกบอลให้แรงขึ้น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชี้มือไปทางด้านใต้ของสนามแล้วร้องบอกพรรคพวกของท่าน

"ไปทางโน้นโว้ยพวกเรา"

นักฟุตบอลรุ่นลายครามต่างเข้ายืนประจำที่ของตนตามวิธีการเล่นฟุตบอลแผนใหม่ ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ฝึกซ้อมมาแล้ว โดยได้โค้ชชั้นดีช่วยแนะนำฝึกซ้อมให้ พ.อ. นิกร การุณวงศ์ เป็นไลน์แมนทางด้านตะวันออก รักษาหน้าที่จากมุมสนามด้านเหนือฝั่งตะวันออกจนถึงเส้นกลางสนาม นาวาเอกสมบัติเป็นผู้กำกับเส้นฝั่งตรงข้าม รักษาหน้าที่ด้านใต้นับจากมุมสนามทางตะวันตกถึงเส้นกลางสนาม หมายความว่าทำหน้าที่กันคนละครึ่งสนาม

ฝ่ายนายเรือเขี่ยลูกก่อน พระถนัดฯ ศูนย์หน้านายร้อยเต้นไปเต้นมาจนกระทั่งเจ้าคุณอาษาฯ ในซ้ายต้องเตือน

"อย่าเต้นเลยน่าคุณพระ หอบแล้วไหมล่ะ เดี๋ยวก็ลมใส่หรอก"

พระถนัดฯ หันมายิ้มให้เจ้าคุณอาษาฯ

"ไม่เป็นไรครับ วันนี้เมียเขาลวกไข่ไก่ให้ผมกินถึง ๓๒ ใบ ผมฟิตเต็มที่ ก่อนจะมาสนามผมก็สั่งลูกหลานไว้เรียบร้อยแล้ว พินัยกรรมก็ทำไว้หลายวันแล้ว"

ศาสตราจารย์ดิเรกหมุนนาฬิกาข้อมือของเขาให้ตรงกับเข็มนาฬิกาไฟฟ้าบนอัฒจันทร์ด้านเหนือ ขณะนี้เกินเวลา ๑๙.๐๐ น.ไป ๓ นาที อันเป็นธรรมดาของการแข่งขันกีฬาทุกชนิดในประเทศไทย ซึ่งไม่เคยปรากฏว่าสามารถแข่งขันกันตรงตามเวลาที่กำหนดให้ จะต้องเกินเวลาเสมอ

เสียงนกหวีดเริ่มการแข่งขันของผู้ตัดสินดังขึ้นแล้ว

"ปรี๊ด"

วิญญาณนักสู้ของท่านผู้เฒ่าทั้ง ๒๒ คนเกิดขึ้นทันที ทุกคนลืมตัวว่าแก่เฒ่า ต่างคิดว่าวันนี้เป็นอดีตเมื่อประมาณ ๕๐ ปีที่ผ่านมา นายร้อย จปร. แพ้ไม่ได้ และนายเรือก็แพ้ไม่ได้เช่นเดียวกัน

เจ้าคุณกำแหงฯ เขี่ยลูกด้วยเท้าขวาไปให้ในซ้ายคือพระวิเศษฯ คุณพระหลบนายจงฯ หรือนายจงรักภูวนัยที่วิ่งเข้ามา แล้วฉีกลูกออกทางปีกซ้าย เจ้าคุณพิฆาตฯ ฮาล์ฟขวานายร้อยแยกเขี้ยวยิงฟันวิ่งเข้ามาหมายจะเตะปีกซ้ายนายเรือให้ขาดสองท่อน แต่ขุนตระเวรฯ หลบไปได้นิดเดียว ท่านขุนปีกซ้ายนายเรือผู้มีฉายาว่าม้าอาหรับเริ่มวาดลวดลายเลี้ยงไต่เส้นพาลูกเข้าไปในแดนนายร้อย แต่แล้วขุนตระเวรฯ ก็สะดุดเท้าตัวเองหกล้มป้าบมือกางเท้ากางนอนคว่ำเหยียดยาว ลูกบอลออกไปนอกเส้น ไลน์แมนนิกรยกธง แล้ววิ่งไปยืนตรงที่ลูกออก ผู้ตัดสินเป่านกหวีด

เจ้าคุณกำแหงฯ ปรี่เข้ามาต่อว่าขุนตระเวรฯ อย่างไม่เกรงใจ

"เล่นยังไงวะท่านขุน สะดุดขาตัวเองหกล้มมีอย่างที่ไหน ลืมไปแล้วหรือว่าลื้อเคยมีฉายาว่าม้าอาหรับ"

ขุนตระเวรฯ ยิ้มแห้งๆ

"ถูกละครับใต้เท้า เมื่อก่อนนี้ผมเป็นม้าอาหรับ แต่เดี๋ยวนี้ผมกลายเป็นม้าลากรถเสียแล้ว"

เจ้าคุณพิฆาตฯ ฮาล์ฟขวานายร้อยเป็นคนทุ่มไปให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ท่านเจ้าคุณพาลูกบุกเดี่ยวขึ้นไป เจ้าคุณชำนิฯ ในขวานายเรือปราดเข้าตัดลูก เจ้าคุณปัจจนึกฯ หลบนิดเดียวใช้ส้นเท้าขวาเขี่ยลูกย้อนหลังไปให้ขุนคล่องฯ แบ๊คซ้าย ท่านขุนซัดเต็มเหนี่ยวส่งลูกไปให้ปีกซ้ายของนายร้อย จปร. พวกนักเรียนนายร้อยต่างโห่ร้องเกรียวกราว ร.อ. ชอบ เตะลูกโด่งย้อยไปหน้าประตูนายเรือ นายจงฯ ตั้งใจจะชู้ตด้วยลูกวอลเลย์ แต่เรือเอกป๊อก แบ๊คขวานายเรือก็ได้พิสูจน์ธาตุแท้ของเขา โหม่งลูกไว้ได้ก่อน เจ้าคุณฤทธิ์ฯ ฮาล์ฟซ้ายนายร้อยได้ลูกก็หนุนขึ้นมาป้อนลูกไปให้พระถนัดฯ ศูนย์หน้า เจ้าคุณนาวาฯ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟของนายเรือสกัดลูกไว้ได้อย่างหวุดหวิดส่งลูกไปให้เจ้าคุณกำแหงฯ ศูนย์หน้านายเรือ

เจ้าคุณกำแหงฯ ชักโมโหเดือด เอ็ดตะโรลั่น

"ส่งไปให้คนอื่นบ้างซีเจ้าคุณ ปู้โธ่....ผมเหนื่อยจนลิ้นห้อยแล้ว เอ้า-ส่งมาอีกแล้ว ไม่เอาละโว้ย"

นักฟุตบอลทั้งสองทีมเริ่มหอบแฮกๆไปตามกัน เรือเอกป๊อก ใช้ลูกไม้เดิมเตะลูกบอลออกนอกสนามไปไกลลิบเพื่อเอาเวลาที่เด็กวิ่งไปเก็บลูกฟุตบอลพักเหนื่อย เจ้าคุณกำแหงฯ ศูนย์หน้านายเรือเหนื่อยจนหน้าเขียว นัยน์ตาพร่าพราว ท่านร้องบอกพรรคพวกของท่าน

"อย่าเพิ่งส่งลูกมาให้ผมนะ ผมเหนื่อยเต็มทนแล้ว โอย....ลืมยาดมไว้บนรถ แย่จริง"

การแข่งขันฟุตบอลรุ่นปู่ได้ดำเนินต่อไป พวกคุณปู่และคุณตาทั้งหลายต่างมานะกัดฟันเล่น บางคนหมดแรงเอาดื้อๆ บางท่านก็พยายามออมกำลังไว้ เช่นเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นต้น ดูเหมือนว่ากำลังของท่านยังเหลืออยู่มาก กองหน้านายเรือเจาะแนวกลางและแนวหลังของนายร้อย จปร. เข้าไปด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะปีกขวาของนายเรือคือคุณพระท่องฯ นั้น แทบจะใช้อะไรไม่ได้ เรียกว่าปีกหักเพราะปะทะกับขุนคล่องฯ แบ๊คซ้ายของนายร้อยเพียงทีเดียว

การแข่งขันผ่านพ้นไป ๑๐ นาทีนายเรือก็ตกเป็นฝ่ายรับ ทีมบางแคนายร้อยพาลูกมาป้วนเปี้ยนอยู่หน้าเขตโทษนายเรือ ทำให้กองหน้านายเรือต้องลงมาช่วย อย่างไรก็ตามเรือเอกป๊อกเสือเฒ่า ซึ่งเขี้ยวเล็บหลุดไปหมดแล้วก็สามารถป้องกันลูกอันตรายไว้ได้อย่างน่าชมเชย นอกจากนี้พระสันทัดฯ ผู้รักษาประตูของนายเรือได้ทำหน้าที่ของท่านอย่างดีที่สุด ปัดลูกข้ามประตูไปหลายครั้งโดยยอมเสียลูกคอนเนอร์

นายเรือเปลี่ยนผู้เล่น ๒ คน หลวงสินาดฯ แบ๊คซ้ายออกเพราะบ้อลัดหรือหมดแรงเอาดื้อๆ หลวงพรรคกลินฯ ลงเล่นแทน คุณพระท่องฯ ปีกขวาตะโพกครากต้องคลานออกไปนอกสนาม หลวงประมาณฯ ลงเล่นแทน ส่วนทีมนายร้อย จปร. เปลี่ยนผู้เล่นเพียงคนเดียวคือเจ้าคุณอาษาฯ ในซ้ายออกเนื่องจากหมดแรงและเตะลูกไม่ใคร่ถูก พระสุรเดชฯ ลงเล่นแทน

คนดูรอบสนามไม่มีใครตำหนิติเตียนคุณปู่และคุณตาทั้งหลาย ตรงกันข้ามแฟนฟุตบอลต่างยกย่องชมเชยเสือเฒ่าเหล่านี้ที่ยังสามารถเล่นฟุตบอลได้ และบางทีก็แสดงลวดลายชั้นเชิงแปลกๆให้ดู แสดงว่าอดีตของท่านแต่ละคนเป็นนักฟุตบอลชั้นยอดจริงๆ

ทีมนายเรือช่วยกันป้องกันหรืออุดประตูไว้จนกระทั่งกองหน้านายร้อยอ่อนแรงไปตามกัน เจ้าคุณกำแหงฯ ศูนย์หน้ามานะกัดฟันเล่นจนสุดความสามารถ และครั้งหนึ่งท่านได้ร้องบอกพรรคพวกของท่าน

"บุกโว้ยพวกเรา ดอกประดู่ควรจะบานได้แล้ว"

เจ้าคุณชำนิฯ ในขวาพูดขึ้นอย่างเหน็ดเหนื่อย

"มันบานมาเกือบ ๗๐ ปีแล้วเจ้าคุณ อย่าส่งลูกมาให้ผมนะ ส่งไปให้คนอื่น ผมเหนื่อยจนลิ้นห้อยแล้ว"

เจ้าคุณกำแหงฯ ส่งลูกไปให้พระวิเศษฯ ในซ้าย คุณพระส่งกลับมาให้อีก ทีมนายเรือเล่นลูกสั้นขนาดสั้นจู๋ อย่างไรก็ตามกองหน้าของนายเรือบุกขึ้นไปได้แล้ว คราวนี้พวกนักเรียนนายเรือและลูกหลานของทีมนายเรือก็พากันโห่ร้องตะโกนหนุนกันอย่างสนุกสนาน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โหม่งลูกที่ย้อยมาหน้าประตูไว้ได้ คนดูฮาครืนเมื่อลูกบอลลื่นไถลไปทางปีกขวาของนายเรือ โอกาสหรือนาทีทองเป็นของหลวงประมาณฯ ปีกขวาของนายเรือแล้ว คุณหลวงเพิ่งลงสนามจึงยังไม่ทันเหนื่อย หลวงประมาณเลี้ยงลูกหลบขุนคล่องแบ๊คซ้ายของนายร้อยเข้าไปได้ และแล้วคุณหลวงก็ชู้ตด้วยเท้าขวาเต็มเหนี่ยวในระยะห่างเพียง ๑๐ หลา

"ตูม"

หลวงกล้าฯ อดีตประตูมือกาวล้มตัวลงตะครุบลุกบอลแต่ตะครุบผิดคว้าเอาอากาศเข้าเต็มเปา ลูกบอลพุ่งเข้าไปกระทบก้นตาข่าย เสียงโห่ร้องดังขึ้นรอบสนาม 'ศุภชลาศัย' จนไม่ได้ยินเสียงนกหวีดของผู้ตัดสินที่เป่ายาวเป็นสัญญาณว่าฝ่ายนายเรือได้ประตูแล้ว นายพลดิเรกชี้มือไปกลางสนาม

ไฟฟ้าที่เหนืออัฒจันทร์ด้านเหนือปรากฏเลข ๑ ท้ายชื่อทีมนายเรือ เจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งเข้ามาหยุดยืนข้างหลวงกล้าฯ ซึ่งยังนอนคว่ำหน้าขวางประตูอยู่

"ลุกขึ้นซีหลวงกล้าฯ ยังนอนกบดานอยู่อีกหรือ ฮี่โธ่-ลูกกล้วยยังงี้ปล่อยให้เข้าได้"

อดีตประตูมือกาวค่อยๆพยุงกายลุกขึ้นด้วยความลำบากยากเย็น แล้วเดินไปยังก้นตาข่ายก้มลงหยิบลูกฟุตบอลสีขาวเตะไปกลางสนาม

"ชู้ตลูกเลียดและกดเสียด้วยในระยะเผาขนอย่างนี้ผมจะรับยังไงไหว ต่อให้อัศวินก็รับไม่ได้"

ท่านเจ้าคุณรู้ว่าหลวงกล้าฯ โมโหที่ถูกต่อว่า ท่านก็ยิ้มให้

"ตั้งใจหน่อยนะเพื่อน วันนี้เราแพ้ไม่ได้รู้ไหม" พูดจบเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็วิ่งเหยาะๆไปกลางสนามเพื่อเข้าประจำหน้าที่

นายร้อย จปร. เป็นฝ่ายเขี่ยลูก ถึงแม้จะเสียประตูไปแล้วนักฟุตบอลในวัยงอมและหง่อมของนายร้อยก็หาได้เสียขวัญไม่ เมื่อศาสตราจารย์ดิเรกเป่านกหวีดเริ่มการแข่งขันต่อไป พระถนัดฯ ศูนย์หน้านายร้อยก็เขี่ยลูกไปให้ในซ้ายคือนายจงฯ นายจงฯ หลบพระวิเศษฯ ในซ้ายนายเรืออย่างน่าดูแล้วเขี่ยลูกไปให้ ร.ท. หอม ปีกขวานายร้อย เรือโทอ่อง ฮาล์ฟซ้ายเข้าสกัดกั้นลูกบอลถูกขา ร.ท. หอม กลิ้งออกไปนอกสนาม นิกรรีบยกธงเป็นสัญญาณ ผู้ตัดสินเป่านกหวีด

เรือโทอ่อง เป็นผู้ทุ่มลูกแต่ยกเท้าขึ้นจากพื้นผิดกติกา นายพลดิเรกจึงเป่านกหวีดและให้นายร้อยทุ่มลูก เจ้าคุณพิฆาตฯ ฮาล์ฟขวาวิ่งมาทุ่มลูกให้ศูนย์หน้านายร้อย เจ้าคุณกำแหงฯ ปราดเข้าแย่งลูก แต่พระถนัดฯ ไวกว่าจึงหลบเท้าเจ้าคุณกำแหงฯ ไปได้เพียงเส้นยาแดงเดียว พระถนัดฯ ส่งลูกไปให้พระสุรเดชฯ ในซ้าย นายร้อยบุกเข้ามาในแดนนายเรือบ้างแล้ว กองกลางและกองหลังนายเรือร่วมมือกันต้านทานอย่างเหนียวแน่น เจ้าคุณนาวาฯ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟถึงกับคลานโหม่งลูกเรียกเสียงตบมือรอบสนาม

เมื่อปีกขวาของนายร้อยไม่มีใครคุม พระถนัดฯ ก็ส่งลูกไปให้ทันที ร.ท. หอมได้ลูกมุมเส้นเขตโทษอันเป็นระยะเผาขนและแม่นยำในการยิงประตู แต่ พ.อ. นิกร ชูธงสีเหลืองขึ้นโบกไปมาบอกให้ผู้ตัดสินสายตาสั้นรู้ว่าออฟไซด์ คือลูกล้ำหน้าหรือขึ้นไปรอคอยลูกเมื่อไม่มีกองหลังของฝ่ายตรงกันข้าม

ดร.ดิเรก เป่านกหวีดยกมือเป็นสัญญาณให้ฝ่ายนายเรือเตะลูกกลับไปทางแดนนายร้อย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักยัวะขึ้นมาทันที เพราะลูกนี้ ร.ท. หอม ควรจะยิงประตูได้แล้ว ท่านเจ้าคุณเข้ามาหานายพลดิเรก กล่าวขึ้นอย่างเดือดดาล

"ทำโทษอะไรวะ?"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะหึๆ

"ออฟไซด์ครับ"

"ออฟไซด์ที่ไหน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เถียง "วิ่งตามลูกบอลไปออฟไซด์มีหรือวะ ตาแกบอดแล้วยังจะสอดรู้อีก"

"ก็อ้ายกรมันเห็นมันยกธง ผมก็ต้องเป่านกหวีดซีครับ ผู้ตัดสินกับไลน์แมนต้องทำงานประสานกันเสมอ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งเข้ามาหานิกรด้วยความโมโหฉุนเฉียว นิกรไม่ทันรู้ตัวก็ถูกท่านเจ้าคุณยกมือค้ำคอและทำท่าจะต่อย

"อ๊ะๆๆ อะไรกันครับ" นิกรร้องเสียงหลง พวกคนดูโห่ร้องกันเกรียวกราวขบขันเสือเฒ่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะต่อยไลน์แมน

"แกยกธงออฟไซด์ทำไม แกเล่นฝ่ายนายเรือไว้ใช่ไหมล่ะ?"

"ปู้โธ่-ให้ผมรากเลือดออกมาสักห้าหกปี๊บซีครับ ผมไม่ได้พนันกับใครแม้แต่บาทเดียว มันออฟไซด์จริงๆผมถึงยกธง คุณหอมล้ำหน้ายืนคอยลูกอยู่หลังแบ๊คนายเรือราว ๒ เมตร ผมยุติธรรมน่าคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณขบกรามกรอด

"ดีแล้ว ถ้าออฟไซด์จริงๆก็แล้วไป ถ้าไม่ออฟไซด์ขอให้แกฉิบหายบรรลัยจักร ให้มีอันเป็นถึงกับตายโหงตายห่าภายในสามวันเจ็ดวันนี้" พูดจบท่านก็เดินจากไป

เจ้าคุณนาวาฯ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟนายเรือเตะลูกไปทางแดนนายร้อย แต่เตะเบาๆส่งไปให้ปีกขวาคือขุนตระเวรฯ ท่านขุนส่งลูกไปให้ในขวาคือเจ้าคุณชำนิฯ เจ้าคุณเอ็ดตะโรลั่น

"เอาอีกแล้ว ส่งมาให้อั๊วอีก"

ศูนย์หน้านายร้อยปราดเข้ามาแย่งลูก แต่พระยุทธฯ ฮาล์ฟขวานายเรือเข้าสกัดดักลูกไว้ได้ส่งลูกไปให้หลวงประมาณฯ ปีกซ้ายของนายร้อยคือ ร.อ. ชอบ ไวกว่าก็ถึงลูกก่อน เจ้าคุณชำนิฯ มานะกัดฟันเข้าแย่งหลับหูหลับตาเตะออกไปนอกสนาม ไลน์แมนด้านตะวันตกยกธง ผู้ตัดสินเป่านกหวีดออก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือไล่กองหน้านายร้อย

"บุกซีโว้ยพวกเรา นายร้อยบุก"

พระถนัดฯ ศูนย์หน้านายร้อยยืนหอบแฮกๆ

"บุกยังไงไหว เหนื่อยจนตาเหล่แล้วนะเจ้าคุณ"

"อดทนซีโว้ยคุณพระ เลือด จปร. หัวแดงต้องอดทน"

นายร้อยพาลูกมาป้วนเปี้ยนหน้าประตูนายเรืออีก เจ้าคุณปัจจนึกฯ รุกขึ้นมาช่วยเสริมกำลังและป้อนลูกให้กองหน้า ครั้งหนึ่งเกิดชุลมุนกันหน้าประตู ลูกบอลกลิ้งเข้ามาหาเท้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เรือเอกป๊อก วิ่งเข้ามาตัดลูก ท่านเจ้าคุณเตะรวบแบบคาบลูกคาบดอกและยกศอกขวากระแทกหน้าแบ๊คขวานายเรือจั๋งเข้าให้ ทำให้เรือเอกป๊อกถึงกับเซถลาออกไป

"ปรี๊ดๆๆๆ" นายพลดิเรกเป่านกหวีดยุติการแข่งขัน แล้ววิ่งเข้ามาหาพ่อตาของเขา

"เล่นยังงี้ไม่ได้นะครับ" ศาสตราจารย์ดิเรกพูดอย่างเป็นงานเป็นการ "นี่เป็นการแข่งขันฟุตบอลไม่ใช่ชกมวย ถ้าคุณพ่อขืนเล่นรุนแรงอย่างนี้อีกทีเดียว ผมจะเชิญออกนอกสนาม"

"ชะ ชะ แกเป็นลูกเขยฉัน แกจะกล้าไล่ฉันออกจากสนามเชียวหรือวะ?"

"แต่ว่าขณะนี้ผมเป็นผู้ตัดสินครับ ผมจะต้องรักษาระเบียบกติกาการแข่งขันอย่างดีที่สุดโดยไม่เห็นแก่หน้าใคร" พูดจบ ดร.ดิเรก ก็หันไปโบกมือให้ฝ่ายนายเรือได้เตะลูกโทษ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งเข้าไปกอดเรือเอกป๊อกเพื่อนเก่าของท่าน ถึงแม้ว่าเรือเอกป๊อกลาออกจากราชการไปเป็นกัปตันเรือเดินสมุทรตั้งแต่เขายังหนุ่มไม่ได้มีบรรดาศักดิ์เป็นคุณหลวงคุณพระหรือเจ้าคุณ แต่เรือเอกป๊อกก็เป็นเพื่อนสนิทของเจ้าคุณปัจจนึกฯ คนหนึ่ง

"ขอโทษทีโว้ยป๊อก กันไม่ได้ตั้งใจจะตีศอกแกหรอก ศอกมันยกขึ้นเหวี่ยงไปเอง"

เรือเอกป๊อกหัวเราะเบาๆ

"ไม่เป็นไรเจ้าคุณ ระวังให้ดี ผมจะเตะให้พุงกะทิแตก คอยดูซี"

การแข่งขันดำเนินต่อไป นายร้อยพยายามทำประตูอย่างไรก็ไม่เป็นผล กองกลางและกองหลังของทีมนายเรือเหนียวแน่นมาก ถึงเหน็ดเหนื่อยก็มานะกัดฟันสู้แบบยอมถวายชีวิต แต่แล้วก่อนจะหมดเวลาครึ่งแรก เจ้าคุณชำนิฯ ในขวาของทีมนายเรือก็เป็นลมล้มลงกลางสนามทำให้การแข่งขันต้องยุติลงชั่วขณะ

ผู้ตัดสินกับไลน์แมนทั้งสองคนตลอดจนนักฟุตบอลทั้งสองฝ่ายต่างวิ่งเข้ามาห้อมล้อมมองดูท่านเจ้าคุณชำนิฯ ด้วยความห่วงใย คนดูรอบสนามต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเสียงจ้อกแจ้กจอแจ นายพลดิเรกทรุดตัวลงนั่งตรวจชีพจรของเจ้าคุณชำนิฯ ก่อนอื่น

เจ้าคุณกำแหงฯ หัวหน้าทีมนายเรือกล่าวถามนายแพทย์หนุ่มอย่างร้อนรน

"เป็นยังไงดิเรก ตายแล้วหรือยัง?"

"โน-ยังไม่ตายครับ ท่านเพียงแต่สิ้นสติไปเพราะได้รับความเหน็ดเหนื่อยจนเกินควร เอาไปห้องปฐมพยาบาลให้หมอเขาช่วย และให้นอนพักสักครู่อาการก็จะดีขึ้น" พูดจบนายพลดิเรกก็เงยหน้าขึ้นมองดูนาวาเอกสมบัติ "ช่วยเรียกเปลหน่อยซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือขวากอดคอเจ้าคุณกำแหงฯ แล้วกล่าวว่า

"ก่อนที่เจ้าคุณชำนิฯ จะล้มลงไป ผมสังเกตเห็นหน้าซีดจนเขียวแสดงว่าเหนื่อยเต็มทน ใครส่งลูกให้เขาเขาก็ดุเอา นี่ถ้าเกิดตายไปจริงๆพวกเราทั้งสองทีมคงเสร้าใจไปอีกนาน"

"นั่นน่ะซีครับ ผมก็นึกสังหรณ์ใจเหมือนกัน วันนี้พวกเราคนใดคนหนึ่งจะต้องตายคาสนาม" พูดพลางมองดูเจ้าคุณชำนิฯ "สังขารของคนเรามันเหนี่ยวรั้งไว้ไม่ได้ เมื่อก่อนนี้นักเรียนนายเรือทองย้อยคือเจ้าคุณชำนิฯ คนนี้เป็นกองหน้าที่แคล่วคล่องว่องไวที่สุด มีชั้นเชิงในการเล่นฟุตบอลยากที่จะหาใครเปรียบได้ ผมยังจำได้ว่าเจ้าคุณชำนิฯ เคยชกปากกับเจ้าคุณที่สนามบรรทมสินธุ์มาแล้ว เพราะต่างฝ่ายต่างก็เล่นรุนแรงกันไปหน่อย แต่พอเลิกการแข่งขันก็เป็นเพื่อนกัน"

บุรุษพยาบาลสองคนนำเปลสนามมาแล้ว พวกนักฟุตบอลและศาสตราจารย์ดิเรกต่างช่วยกันหามเจ้าคุณชำนิฯ ลงนอนเปล ต่อจากนั้นบุรุษพยาบาลก็หามในขวาของทีมนายเรือออกไปจากสนามทางด้านอัฒจันทร์ใหญ่

อาเสี่ยกิมหงวนประกาศทางเครื่องกระจายเสียงให้แฟนฟุตบอลทราบทันที

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย เรามีความเสียใจอย่างยิ่งที่จะแจ้งให้ท่านทราบว่า ท่านพลเรือตรี พระยาชำนิอุทกศาสตร์ ในขวารุ่นปู่ของทีมนายเรือได้รับความเหน็ดเหนื่อยมากเกินไปเท่งทึงเสียแล้ว"

พวกนักฟุตบอลทั้งสองทีมต่างมองไปทางอัฒจันทร์ใหญ่แล้วร้องขึ้นเป็นเสียงเดียวกัน

"ยังไม่ตาย ยังไม่ตายโว้ย"

เสี่ยหงวนประกาศต่อไป

"ขอโทษครับ ยังไม่ตาย ผมเห็นนอนนิ่งไม่กระดุกกระดิกก็เข้าใจว่าสิ้นใจเสียแล้ว ท่านเพียงแต่เป็นลมสิ้นสติไปเท่านั้นครับ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่การแข่งขันจะสิ้นสุดลงคงจะต้องมีใครตายแน่ๆ โปรดชมการแข่งขันฟุตบอลต่อไปได้แล้วครับ ผู้ที่ลงสนามแทนเจ้าคุณชำนิฯ คือ นาวาเอก หลวงฉลาดรณยุทธ"

ศาสตราจารย์ดิเรกเป่านกหวีดเสียงสั้นๆติดๆกันเรียกกองหน้าทั้งสองฝ่ายมาพบกันแล้วเขาก็ทุ่มลูกบอลลงบนพื้นดิน

นายเรือนำลูกเข้าไปในแดนนายร้อย จปร. บ้าง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องตะโกนบอกแบ๊คขวาให้สกัดปีกซ้ายนายเรือไว้ ขุนตระเวรฯ เหนื่อยจนถึงที่สุดกำลังวังชาก็กลับคืนมาเอง เขาวิ่งได้รวดเร็ว เลี้ยงลูกผ่านฮาล์ฟขวาแล้วเตะลูกย้อยไปข้างหน้าประตูนอกเขตโทษ เจ้าคุณกำแหงฯ บอกตัวเองว่าการเล่นฟุตบอลของท่านครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของชีวิตก็ปราดเข้าแย่งลูกแล้วเลี้ยงเดี่ยวตรงไปยังประตูนายร้อย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไล่กวดติดๆมา พอเข้ามาในเขตโทษ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เตะรวบเจ้าคุณกำแหงฯ ทันที ทำให้เจ้าคุณกำแหงฯ ศูนย์หน้าอันเกรียงไกรล้มลงอย่างไม่เป็นท่า

ศาสตราจารย์ดิเรกเป่านกหวีดทันที และวิ่งเข้ามาชี้มือไปที่จุดโทษ เป็นความหมายให้ฝ่ายนายเรือเตะเส้นโทษที่จุดโทษ เจ้าคุณปัจจนึกฯ โต้เถียงกับกรรมการอีก

"เส้นโทษยังไงวะ แกตัดสินเป็นหรือเปล่า?"

"ออไร๋ ผมรับรองว่าผมรู้ระเบียบกติกาฟุตบอลเป็นอย่างดี คุณพ่อเห็นว่าจะต้องเสียประตูแน่ๆก็เตะรวบคุณอาข้างหลัง อย่างนี้ก็ต้องเส้นโทษ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกรธจนหน้าเขียว

"ฉันเตะลูกบอล ไม่ได้ตั้งใจเตะขาเจ้าคุณกำแหงฯ ฉันเจตนาจะถีบลูกให้ออกข้างประตูโดยยอมเสียลูกคอนเนอร์ เจ้าคุณกำแหงฯ ไม่พยายามหลบหลีกเท้าฉันมันก็ต้องถูกเข้าละ ฉันไม่ได้แกล้งนี่หว่า ลูกนี้ตัดสินเตะเส้นโทษไม่ได้ ไม่ยอมโว้ย"

นายพลดิเรกชักฉิว

"อย่างไรก็ตาม ผมได้ตัดสินไปแล้ว อำนาจสูงสุดในสนามฟุตบอลอยู่ที่ผู้ตัดสิน คือผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาเขียวเข้าใส่

"ผู้ตัดสินเฮงซวยยังงี้ใช้ได้เรอะ"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"โปรดอย่าว่าอะไรผมหรือต่อล้อต่อเถียงผม มิฉะนั้นผมจะเชิญออกนอกสนาม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือชี้หน้าดิเรก

"ดีละมึง ฉันจะยุประภาให้เลิกกับแก ถุย-อ้ายลูกเขยทรยศ"

เจ้าคุณฤทธิ์ฯ ฮาล์ฟซ้ายนายร้อยปราดเข้ามาจับแขนเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ขายหน้าเขาโว้ยอู๊ด เราเป็นผู้ใหญ่แล้วและแก่แล้ว ไม่เชื่อผู้ตัดสินแล้วจะไปเชื่อลิงที่ไหนล่ะ"

ศาสตราจารย์ดิเรกทำคอย่น โบกมือไล่ให้นักฟุตบอลทั้งสองฝ่ายให้ออกไปพ้นจากเขตโทษ คงเหลือแต่หลวงกล้าฯ ผู้รักษาประตูและเจ้าคุณกำแหงฯ ศูนย์หน้านายเรือซึ่งจะเป็นผู้ชู้ตเส้นโทษ

เมื่อผู้ตัดสินเป่านกหวีด เจ้าคุณกำแหงฯ ก็วิ่งเข้าเตะลูกบอลเต็มเหนี่ยว ในเวลาเดียวกันกับที่หลวงกล้าฯ ผู้รักษาประตูวิ่งจู๊ดออกไปจากประตู เพราะกลัวจะถูกลูกบอลยัด ลูกบอลเฉียดเสาประตูข้างซ้ายเข้าไปตุงอยู่ในก้นตาข่าย ผู้ตัดสินเป่านกหวีดยาว ชี้มือไปกลางสนาม

แฟนฟุตบอลต่างตบมือโห่ร้องลั่น ทีมนายเรือได้ ๒ ประตูแล้ว ทั้งๆที่ตกเป็นฝ่ายรับมากกว่า

เริ่มใหม่ใกล้จะหมดเวลาครึ่งแรกเต็มทน พระถนัดฯ ศูนย์หน้านายร้อยเขี่ยลูกไปให้ในขวาคือนายจงฯ กองหน้านายร้อย จปร. เริ่มบุกอีกแล้ว แฟนฟุตบอลที่เป็นนักเรียนนายร้อย จปร. ช่วยกันเชียร์จนเสียงแหบเสียงแห้ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับฮาล์ฟทั้งสองหนุนเนื่องกันขึ้นมา ร.ท. หอม ปีกขวาผ่านลูกไปหน้าประตูสวยงามมาก พระสุรเดชฯ ในซ้ายได้ลูกก็เขี่ยย้อนลงไปให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านเจ้าคุณเลี้ยงเดี่ยวตั้งใจจะยิงประตูด้วยตนเอง หลบเซ็นเตอร์ฮาล์ฟและแบ๊คป๊อกมาได้ แต่ก่อนที่จะชู้ตประตูเสียงนกหวีดหมดเวลาครึ่งแรกก็ดังขึ้น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกรธศาสตราจารย์ดิเรกอย่างหัวฟัดหัวเหวี่ยง ท่านชูกำปั้นหราแล้วร้องด่า

"อ้ายเฮงซวย พอจะชู้ตเสือกเป่านกหวีดเสียแล้ว"

เจ้าคุณกำแหงฯ เข้ามาดึงตัวเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกไปจากสนาม

"อย่าเอะอะไปเลยน่าเจ้าคุณ ทีมนายร้อยน่ะเหนือกว่านายเรือนะ แต่ดวงไม่ดีทำประตูไม่ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"ผมอยากเตะผู้ตัดสินเหลือเกิน"

"อ้าว จะดีหรือเจ้าคุณ ดิเรกแกตัดสินแฟร์จริงๆนะ ไปเถอะ ไปดื่มน้ำส้มเย็นๆให้สบายใจ"

นักฟุตบอลทั้งสองทีมต่างพักอยู่ในห้องพักนักฟุตบอลทีมละห้อง

ภายในห้องพักนักฟุตบอลบางแคของทีมนายร้อย จปร. พวกนักฟุตบอลต่างเหน็ดเหนื่อยไปตามกัน เจ้าแห้วกับคนของกรมพลศึกษาอีก ๒ คนช่วยกันบริการน้ำผลส้มแช่เย็น น้ำมะนาว และผ้าขนหนูชุบน้ำแข็งหยดโอดิโคโลญจ์

พล พัชราภรณ์ แต่งเครื่องแบบพันเอกซึ่งเป็นเครื่องแบบปรกติกากีแกมเขียวคอแบะผูกเน็คไท พาตัวเดินเข้ามาในห้องพักนักฟุตบอลนายร้อย จปร. ใครต่อใครพากันทักทายเขา และไต่ถามถึงท่านจอมพล เจ้าพระยามหาโยธาวุฒิวงศ์

"ท่านมาแล้วไม่ใช่หรือหลานชาย?" เจ้าคุณพิฆาตฯ ฮาล์ฟขวาถามยิ้มๆ

"ครับ เพิ่งมาเมื่อ ๕ นาทีนี้เองแหละครับ ท่านเข้าใจผิดคิดว่าเราแข่งขันกันที่สนามโรงเรียนนายร้อย จปร. เลยไปที่นั่นทำให้เสียเวลา" แล้วพลก็เดินเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ "เป็นยังไงครับคุณอา?"

ท่านเจ้าคุณส่ายหน้า

"แย่โว้ย โชคไม่ดีเสียไปสองประตูแล้ว แกนั่งดูอยู่หรือเปล่า?"

"ดูครับ ผมดูอยู่กับคุณแม่"

"งั้นเรอะ แกมีความเห็นอย่างไรบ้างสำหรับการเล่นของเรา"

"ก็ดีนี่ครับ แต่กองหน้าเลี้ยงลูกมากไปหน่อย ผมคิดว่าครึ่งหลังนี้ให้คุณอาพระถนัดฯ เล่นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟและคุณอาเล่นศูนย์หน้าแทน นายร้อย จปร. คงจะทำประตูได้แน่ๆ เพราะคุณอาเล่นถูกขากับในซ้ายและในขวา เท่าที่ผมเห็นป้อนลูกให้กัน"

"เออ จริงโว้ย" แล้วท่านก็หันไปมองดูศูนย์หน้าซึ่งกำลังนั่งคอตกดื่มน้ำผลส้มแช่เย็น "พระถนัดฯ....พระถนัดฯ โว้ย ครึ่งหลังลื้อเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟนะ อั๊วจะเป็นศูนย์หน้าเอง"

"เอาซีเจ้าคุณ อั๊วเจ็บใจตัวเองเหลือเกิน ยิงนกตั้งหลายลูก ทั้งๆที่มีโอกาสยิงในระยะเผาขนตั้งหลายที ลื้อขึ้นมาเล่นศูนย์หน้าแทนอั๊วก็ดีแล้ว"

เจ้าคุณฤทธิ์ฯ ยิ้มให้เจ้าคุณปัจนึกฯ แล้วกล่าวว่า

"แต่อย่าโหม่งลูกบอลนะโว้ยเจ้าคุณ หัวลื้อมันลื่น ลูกบอลไถลไปหมด"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เสี่ยหงวนกับนิกรพากันเดินเข้ามาในห้อง อาเสี่ยแต่งเครื่องแบบพันเอกเช่นเดียวกับพล แต่ไม่ได้สวมหมวก เขายกมือไหว้พวกนักฟุตบอลทีมนายร้อย จปร. ทั่วหน้ากัน ใครต่อใครต่างทักทายสัพยอกเขา บ้างก็ทักทายนิกรอย่างกันเอง แต่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ยอมพูดกับนิกรแม้แต่คำเดียวจนกระทั่งนิกรพาอาเสี่ยเดินเข้าไปหา

"โกรธผมหรือครับคุณพ่อ?"

ท่านเจ้าคุณเงยหน้าขึ้นมองดูอย่างโมโห

"โกรธซีวะ ลูกไม่ออฟไซด์สักหน่อยเสือกยกธงจะเอาเด่น ม่ายทางเราก็ได้ไว้หนึ่งประตูแล้ว"

นิกรหันไปทาง ร.ท. หอม ปีกขวาของนายร้อย จปร. ซึ่งกำลังใช้ผ้าขนหนูเช็ดหน้า

"คุณอาหอมครับ"

"ว่ายังไงหลานชาย"

"ผมถามจริงๆเถอะครับ ที่ผมยกธงตอนที่คุณอาหอมบุกเข้าไปจะยิงประตูน่ะ ออฟไซด์หรือเปล่า?"

ร.ท. หอม หัวเราะ

"ทำไมจะไม่ออฟล่ะครับ ผมล้ำหน้าเข้าไปคอยลูกตั้งสองสามเมตร การเล่นฟุตบอลมันก็ต้องมีชั้นเชิงด้วยกันทั้งนั้นแหละคุณนิกร กองหน้าที่ฉลาดต้องคอยออฟไซด์ไว้ ถ้าผู้ตัดสินหรือไลน์แมนไม่เห็น ได้ลูกเมื่อไรเราก็มีหวังยิงประตูได้"

เสี่ยหงวนยกมือตบหลังนิกรค่อนข้างแรง

"แกเป็นผู้กำกับเส้นที่ดีมากอ้ายกร"

นิกรยิ้มอายๆ

"ดีมานานแล้ว กันทำอะไรต้องตรงไปตรงมาโว้ย โกงไปโกงมากันไม่ชอบ"

พลพูดเสริมขึ้น

"อ้ายหมอมันก็ตัดสินได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ วิ่งตามลูกตลอดเวลา คุณอาอย่าไปโกรธเคืองมันเลยครับที่มันเป่าเส้นโทษ ลูกนั้นคุณอาเจตนาเตะรวบเจ้าคุณกำแหงฯ จริงๆ ถ้าไม่เป่า คนดูคงสวดยับ แล้วก็คนดูส่วนมากเขารู้แล้วว่าอ้ายหมอเป็นอะไรกับคุณอา"

นิกรพูดปลอบใจพ่อตาของเขา

"ครึ่งนี้ตั้งใจให้ดีครับคุณพ่อ นายร้อย จปร. อาจจะทำประตูคืนได้ ผมเข้าใจว่านายร้อยกำลังเหนือกว่า ตอนจะหมดเวลาเมื่อกี้นี้ นายเรือป้อแป้เต็มทน ออกจากห้องพักได้แล้วครับ ถึงเวลาแล้ว"

"ว้า" เจ้าคุณปัจจนึกฯ คราง "ห้านาทีไหงมันเร็วนักล่ะโว้ย ได้หยุดพักสัก ๕ ชั่วโมงก็ดีหรอก"

บรรดานักฟุตบอลของนายร้อย จปร. รุ่นลายครามต่างพากันลุกขึ้นเดินสะลึมสะลือออกไปจากห้องพัก ในเวลาเดียวกันทีมนายเรือก็ออกมาจากห้องเข้าไปในสนาม 'ศุภชลาศัย'

เสียงนกหวีดเริ่มเวลาแข่งขันในครึ่งหลังดังขึ้นแล้ว นายพลดิเรกยืนเด่นอยู่กลางสนาม นิกรมาเป็นไลน์แมนทางด้านตะวันตกรักษาหน้าที่จากเส้นกลางสนามไปจนถึงมุมสนามด้านใต้ฝั่งตะวันตก ส่วนนาวาเอกสมบัติเป็นไลน์แมนด้านตรงกันข้าม นักฟุตบอลวัยดึกสงัดต่างเดินเข้ามาในสนามและประจำหน้าที่ของตน ครึ่งนี้ฝ่ายนายร้อย จปร. อยู่ทางเหนือของสนามและทีมนายเรือไปอยู่ทางใต้ อย่างไรก็ตามลมสงบเงียบแล้ว สังเกตได้จากธงมุมสนามไม่กระดุกกระดิกเลย

ทีมนายร้อย จปร. เป็นฝ่ายเขี่ยลูกก่อน ระหว่างที่ผู้ตัดสินกำลังมองดูเวลา เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์หน้ากับในซ้ายและในขวา ต่างก็เตรียมพร้อมที่จะบุกเข้าไปพังประตูนายเรือ

เสียงนักเรียนนายร้อย จปร. บนอัฒจันทร์ใหญ่ร้องเชียร์ขึ้น

"นายร้อยไว้ลาย นายร้อยสู้ตาย"

พวกนักเรียนนายเรือร้องขึ้นบ้าง

"นายเรือลวดลาย นายเรือชนะสบาย ไชโย"

นายพลดิเรกเป่านกหวีดเสียงสั้นเริ่มการแข่งขันทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ เขี่ยลูกด้วยเท้าซ้ายไปให้นายจงฯ ร.ท. หอม ปีกขวาวิ่งขึ้นไปก่อน นายจงฯ หลบเจ้าคุณกำแหงฯ ทรูลูกไปให้ปีกขวา ร.ท. หอม ผู้เคยได้รับสมญาว่ารถไฟด่วน เลี้ยงลูกขึ้นไปโดยเร็ว แต่มันก็ไม่เร็วดังใจนึก เพราะรถด่วนกลายเป็นรถสินค้าไปแล้วเนื่องจากความชราภาพนั่นเอง เมื่อเรือโทอ่อง ฮาล์ฟซ้ายวิ่งเข้ามาตัดลูก ร.ท. หอม ก็พาลูกหลบไปทางขวาทำให้ลูกบอลออกไปนอกเส้น นิกรรีบยกธงเป็นสัญญาณ ผู้ตัดสินเป่านกหวีด

เรือโทอ่องเป็นผู้ทุ่มลูก เขาทุ่มไปให้เซ็นเตอร์ฮาล์ฟของเขาคือเจ้าคุณนาวาฯ ซึ่งเล่นเนิบนาบแบบไม้นวมแต่ก็ยังดักลูกได้ดี เจ้าคุณฉีกลูกออกปีกขวาคือหลวงประมาณฯ แต่พระสุรเดชฯ ในซ้ายนายร้อยแย่งลูกได้ก่อนก็พาลูกบุกเข้าไปในแดนดอกประดู่แล้วส่งลูกมาให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

ท่านเจ้าคุณส่งลูกไปให้ ร.ท. หอม อีกครั้งหนึ่ง ปีกขวา จปร. วิ่งพลางหอบพลางแล้วเตะลูกโด่งมากลางประตูซึ่งตัวเองถึงกับล้มก้นกระแทกเพราะหมดแรง เจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งเข้าโหม่งลูก ลูกบอลลื่นไถลแฉลบไปทางปีกซ้ายของนายร้อย ร.อ. ชอบ ส่งลูกมาให้เจ้าคุณปัจนึกฯ อย่างสวยงามในเขตโทษและว่างคน ทันใดนั้นเอง พระสุรเดชฯ ได้วิ่งเข้าไปจับเจ้าคุณสันทัดฯ ประตูนายเรือล็อคคอไว้แล้วร้องบอกเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ชู้ตซีโว้ยเจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิงลูกด้วยเท้าขวาเต็มเหนี่ยวพร้อมกับเสียงนกหวีดของผู้ตัดสิน ลูกบอลพุ่งเข้าประตูทางมุมบนซ้ายอย่างสวยงามแต่คนดูไม่ตบมือเพราะได้ยินเสียงนกหวีดผู้ตัดสินเป่าก่อนที่ลูกบอลจะผ่านประตูเข้าไป

เจ้าคุณสันทัดฯ ดิ้นหลุดแล้วยกมือผลักพระสุรเดชฯ ในซ้ายของนายร้อยกระเด็นไป

"ไหงเล่นสกปรกยังงี้ล่ะคุณพระ แล้วกันโว้ย นี่เป็นสมัยหนุ่มๆชกกันอุตลุดไปแล้วพับผ่า"

นายพลดิเรกวิ่งมาที่ประตูนายเรือแล้วยกมือชี้หน้าพระสุรเดชฯ

"คุณอาอย่าเล่นยังงี้ซีครับ ทำไมถึงล็อคคอประตูนายเรือ"

พระสุรเดชฯ ยิ้มให้

"เผลอไปว่ะ ขอโทษทีหมอ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้อนศาสตราจารย์ดิเรกแล้วพูดเสริมขึ้น

"ตาไวนักอ้ายบอด ทำไม่เห็นเสียก็ไม่ได้"

เป็นอันว่าทางฝ่ายนายเรือได้เตะฟรีคิกไปทางแดนนายร้อย แต่แล้วกองกลางของนายร้อยก็ช่วยกันหนุนลูกขึ้นมาอีกและป้อนลูกให้กองหน้าด้วยวิธีเล่นลูกสั้น การเล่นผลัดกันรุกผลัดกันรับ แฟนฟุตบอลร้องตะโกนหนุนและหัวเราะกันอย่างครื้นเครง แต่บางทีก็ตบมือเกรียวกราวเมื่อเสือเฒ่าวาดลวดลายให้ดู

ครั้งหนึ่งนายเรือบุกทางปีกขวา หลวงประมาณฯ พาลูกเลี้ยงหลบฮาล์ฟซ้ายนายร้อยไปได้อย่างน่าดู แล้วส่งลูกโด่งไปหน้าประตู เจ้าคุณกำแหงฯ โหม่งได้สวยงามมาก แต่หลวงกล้าฯ ผู้รักษาประตูปัดลูกออกไปได้ เรือโทอ่อง ฮาล์ฟซ้ายยิงซ้ำแบบลักไก่แต่กลายเป็นลักเป็ดไปเพราะลูกบอลห่างจากเสาประตูเกือบ ๔ เมตร

คราวนี้นายร้อยบุกบ้าง เจ้าคุณปัจจนึกฯ แสดงลวดลายในการเลี้ยงและจ่ายลูก จนกระทั่งคนดูตบมือเกรียวกราว จิ๊กโก๋หนุ่มคนหนึ่งร้องตะโกนจากอัฒจันทร์ด้านเหนือ

"ขุนช้างชู้ต....ขุนช้างชู้ต"

เสี่ยหงวนกล่าวกระจายเสียงทันที

"คุณผู้ชมที่รัก กรุณาอย่าเรียกศูนย์หน้านายร้อยว่าขุนช้าง ความจริงท่านผู้นี้เป็นเจ้าคุณนะครับ อ้า-ผมหวังว่าอากาศคืนนี้คงอบอุ่นไม่หนาว เพราะพระอาทิตย์ขึ้นกลางคืนในสนาม 'ศุภชลาศัย'

แฟนฟุตบอลหัวเราะกันอย่างครื้นเครง ขณะที่เกิดการชุลมุนกันในเขตโทษหน้าประตูนายเรือ นายจงฯ ในขวานายร้อยเขี่ยลูกให้ในซ้ายพระสุรเดชฯ เมื่อเรือเอกป๊อกวิ่งเข้ามาตัดลูก คุณพระก็ส่งลูกให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งยืนอยู่ห่างจากประตูราว ๓ เมตรเท่านั้น ท่านเจ้าคุณยิงด้วยเท้าซ้ายเต็มแรงด้วยการชู้ตแบบกดลูก ลูกบอลสีขาวพุ่งเข้าไปชนตาข่ายเสียงดังสวบ สุดความสามารถที่เจ้าคุณสันทัดฯ ผู้รักษาประตูจะป้องกันรักษาประตูไว้ได้

เสียงนกหวีดเป่ายาว พระวิเศษฯ วิ่งเข้ามากระโดดกอดเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยความดีใจเลยล้มลงไปด้วยกัน พวกนักเรียนนายร้อยและคนดูที่เอาใจช่วยทีมนายร้อย จปร. ต่างตบมือโห่ร้องลั่น นายร้อยตีตื้นขึ้นมาหนึ่งประตูในนาทีที่ ๗ ของครึ่งหลัง ผู้ที่ทำประตูคือศูนย์หน้า....เจ้าคุณปัจจนึกฯ ของเรานั่นเอง

ทีมนายร้อยคึกคักเข้มแข็งขึ้น แต่ทีมนายเรือก็ไม่เสียขวัญ เจ้าคุณกำแหงฯ หัวหน้าทีมนายเรือตัดสินใจสู้ตาย

"เล่นลูกยาวโว้ยพวกเรา เล่นแบบทหารอากาศ ต้องรีบทำให้ได้อีกหนึ่งประตู อย่าให้เขาตีเสมอได้"

เสียงนกหวีดเริ่มการแข่งขันต่อไปดังขึ้น

"ปรี๊ด"

เจ้าคุณกำแหงฯ ศูนย์หน้านายเรือเตะลูกไปให้ปีกซ้ายทันที ขุนตระเวรฯ ใช้ศีรษะโหม่งลูกไว้ก่อนที่ลูกบอลจะออกนอกสนามแล้วเตะลูกไปกลางสนามทางแดนนายร้อย เมื่อเปลี่ยนวิธีเล่นลูกสั้นเป็นลูกยาว กองหน้านายเรือก็พาลูกไปยิงประตูได้อย่างรวดเร็ว หลวงฉลาดฯ ในขวายิงลูกในระยะ ๒๐ หลาแต่กลายเป็นยิงนกไป ลูกบอลออกข้างประตูห่างประตูประมาณ ๓ หลา

พระล่าฯ แบ๊คขวานายร้อยคอยรับลูกนอกเขตโทษที่ประตูเขี่ยออกมา แล้วเขี่ยลูกกลับไปให้ผู้รักษาประตูจับลูกเตะไปกลางสนาม

พระสุรเดชฯ กล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาๆ

"แย่เขานะเจ้าคุณ เขาเล่นลูกยาวแล้ว"

"เถอะน่า ปล่อยให้เขาเล่นไปเถอะ อีกสองสามนาทีก็ลิ้นยาวหอบซี่โครงบานไปตามกัน เล่นลูกสั้นยังไม่มีแรงจะเล่น อวดเล่นลูกยาว เร็ว-แบ๊คเตะส่งมาให้เราแล้ว"

กองหน้านายร้อย จปร. พยายามบุกเข้าไปในแดนนายเรืออีก แต่กองกลางของนายเรือก็โต้กลับด้วยวิธีเล่นลูกยาว ลูกออกปีกซ้ายหรือปีกขวาบ่อยๆ นายเรือรุกอย่างดุเดือดแต่ยิงไม่ตรงประตู ส่วนมากเฉียดเสาประตูไปมา มิฉะนั้นแบ๊คของนายร้อยก็ตัดลูกไว้ได้

๑๕ นาทีของครึ่งหลังผ่านไปแล้ว ไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้เล่นทั้งสองฝ่าย นายเรือเป็นฝ่ายรุกเพราะเล่นลูกยาว แต่แล้วความคาดคะเนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เป็นไปโดยถูกต้อง กองหน้าของนายเรือทั้ง ๕ คนเริ่มอ่อนปวกเปียกซังกะตายวิ่ง บางคนแลเห็นลูกบอลผ่านหน้ามาก็ยืนนิ่งเฉยและยิ้มให้ลูกฟุตบอล นายร้อยได้ทีก็เปิดฉากการบุกด้วยวิธีเล่นแบบ สอง-สาม-สี่ คราวนี้กองกลางและกองหลังของนายเรือต้องทำงานอย่างหนักที่สุด เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพระสุรเดชฯ และนายจงรักภูวนัยเล่นถูกขากันมาก

ลูกบอลป้วนเปี้ยนอยู่ในแดนนายเรือห่างจากประตูราว ๒๐ หลา เรือเอกป๊อกช่วยป้องกันประตูบ้านอย่างเต็มที่ เตะได้แม่นยำทั้งเท้าซ้ายและเท้าขวา บางทีก็โหม่งสกัดลูกไว้ แฟนฟุตบอลต่างยอมรับนับถือว่าคุณปู่ป๊อกยอดจริงๆ แม้กระทั่งนักฟุตบอลทีมชาติคือกรุงเทพฯผสมที่นั่งดูอยู่บนอัฒจันทร์ไม้ข้างลู่ก็ชมเชยเรือเอกป๊อกไปตามกัน ถ้าหากว่าเขามีกำลังเข้มแข็งเหมือนเด็กหนุ่ม เฉลิม โยนส์ หรือ ณรงค์ สังข์สุวรรณ ก็คงสู้เขาไม่ได้ เขาคนเดียวทำหน้าที่เป็นทั้งแบ๊คและเซ็นเตอร์ฮาล์ฟวิ่งรอบสนามทั้งๆที่เหนื่อยจนหน้าเขียว เล่นไปพลางดมยาดมไปพลาง พวกลูกหลานตะโกนให้ออกมานั่งพักผ่อนก็ไม่เชื่อ

ครั้งหนึ่ง นายร้อย จปร. ได้เตะคอนเนอร์ทางมุมด้านตะวันตก ร้อยโทหอมปีกขวาเป็นผู้เตะคอนเนอร์และเกิดเป็นปากเสียงกับนิกรเมื่อเขาถอนธงมุมสนามออก

นิกรโบกธงห้ามไม่ให้เตะ

"ถอนธงไม่ได้ครับ ผิดระเบียบครับคุณอา"

"อ้าว เอาธงปักไว้ผมเตะไม่ถนัดนี่ครับ ดีไม่ดีผมอาจจะเตะเอาด้ามธงเข้า สมัยก่อนผมเล่นผมถอนธงออกได้นี่หลานชาย"

"แต่สมัยนี้ไม่ได้ครับ ระเบียบกติกาการแข่งขันมันต่างกัน"

ปีกขวานายร้อยจุ๊ปากจิ๊กจั๊ก

"เอา ไม่ถอนก็ไม่ถอน" แล้วเขาก็ก้มลงหยิบธงสีเหลืองขึ้นมาปักไว้ที่มุมของมันตามเดิม

แฟนฟุตบอลที่เอาใจช่วยทีมนายร้อยต่างร้องเชียร์ลั่นสนาม ร.ท. หอม เตะลูกลอยละลิ่วไปกลางประตู เจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งเข้าโหม่งลูกได้เหมาะเจาะ เจ้าคุณสันทัดฯ ผู้รักษาประตูทีมนายเรือตั้งท่าจะรับลูก แต่ลูกบอลที่กระทบศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลื่นไถลเข้ามุมประตูข้างขวาพอดี

ศาสตราจารย์ดิเรกเป่านกหวีดยาว คนดูตบมือโห่ร้องเกรียวกราวไปหมด พวกนักเรียนนายเรือบ่นพึมพำไปตามกัน ฟุตบอลเป็นต่อเขาเป็นกองกลับให้เขาตีเสมอได้ เหลือเวลาอีก ๑๒ นาทีถ้านายร้อยบุกอย่างนี้นายเรืออาจจะปราชัยก็ได้

พระสุรเดชฯ กับนายจงฯ วิ่งเข้ามาจับมือและกอดเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยความดีใจ

"เด็ดขาดเลยครับใต้เท้า" นายจงรักภูวนัยพูดพลางหอบพลาง "ใต้เท้าทำคนเดียวสองประตู เราตีเสมอได้แล้ว ลวดลายของใต้เท้ายังดีอยู่นี่ครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแป้น

"ผมบอกแล้วไหมล่ะ ถ้านายเรือเล่นลูกยาวไปไม่รอดแน่ หอบซี่โครงบานไปตามกัน เล่นลูกยาวน่ะมันต้องเด็กหนุ่ม ไม่ใช่คนแก่ปูนเรา"

พวกนายเรือหน้าแห้งไปตามกัน ทั้งสองฝ่ายเข้ายืนประจำที่ของตน ซึ่งศูนย์หน้าของนายเรือจะเป็นฝ่ายเขี่ยลูก พระวิเศษฯ ในซ้ายนายเรือถามศูนย์หน้าว่า

"เอายังไงเจ้าคุณ เล่นลูกยาวอีกหรือยังไง?"

เจ้าคุณกำแหงฯ ฝืนยิ้มแล้วพูดเกือบเป็นเสียงกระซิบ

"ลูกสั้นก็แล้วกัน ไม่ควรเปลี่ยนวิธีเล่นเลย ทำให้เสียประตูไปเปล่าๆเพราะเราหมดแรง"

เสียงนกหวีดของผู้ตัดสินดังขึ้น เจ้าคุณกำแหงฯ เขี่ยลูกส่งไปให้หลวงฉลาดฯ ผู้เป็นในขวา คุณหลวงเริ่มแสดงลวดลายและชั้นเชิงเสือเฒ่าบ้าง เลี้ยงลูกหลบเจ้าคุณฤทธิ์ฯ ฮาล์ฟซ้ายนายร้อยแล้วส่งลูกออกปีกขวาทันที

หลวงประมาณฯ เลี้ยงลูกไปตามเส้นอย่างรวดเร็ว ขุนคล่องฯ แบ๊คซ้ายวิ่งเข้ามาแบบเตะรวบ แต่หลวงประมาณฯ หนุ่มกว่า ๓ ปี คือ ขุนคล่องฯ ๖๙ ขวบ และหลวงประมาณฯ ๖๖ ขวบ จึงไวกว่าขุนคล่องฯ หลบแข้งและเท้าไปได้

เจ้าคุณกำแหงฯ ตบมือเรียกเสียงลั่น

"ส่งมานี่โว้ย หลวงประมาณฯ"

ปีกขวาส่งลูกไปให้ศูนย์หน้าตามคำสั่ง พระถนัดฯ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟนายร้อยปราดเข้าแย่งลูก แต่เจ้าคุณกำแหงฯ ไวกว่า....ประหยัดกว่า และไปได้เร็วกว่า ท่านหลบเซ็นเตอร์ฮาล์ฟไปได้แล้วบุกเดี่ยวตรงไปยังประตูนายร้อย จปร. แล้วชู้ตเต็มแรงข้าวต้มที่มีอยู่

"วืด"

เท้าขวาของศูนย์หน้านายเรือแหวกอากาศเต็มเหนี่ยว ทำให้เจ้าคุณกำแหงฯ เสียหลักล้มลงก้นกระแทกพื้น เจ้าคุณพิฆาตฯ ฮาล์ฟขวาวิ่งเข้าเตะลูกไปทางเซ็นเตอร์ กองหน้านายร้อยรับลูกได้ก็บุกกระหน่ำท่ามกลางเสียงเชียร์

ลูกบอลถูกส่งออกปีกซ้าย ร้อยเอกชอบ วิ่งเร็วราวกับม้าเทศ แต่เป็นม้าเทศในวัยชราภาพ เขาเลี้ยงลูกไต่เส้นไปจนเกือบจะถึงมุมสนามแล้วเตะลูกย้อยไปหน้าประตู

ศูนย์หน้ากับในซ้ายและในขวาบุกเข้าตะลุมบอนตามแบบฉบับของนายร้อย จปร. หากกองกลางและกองหลังป้องกันไม่ดีลูกบอลก็จะเข้าไปตุงในตาข่าย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขยับเท้าจะยิงด้วยเท้าซ้าย แต่เรือเอกป๊อกวิ่งเข้ามาจะตัดลูก ท่านจึงเขี่ยลูกบอลไปให้นายจงฯ คราวนี้นายจงฯ ยิงด้วยเท้าขวาค่อนข้างแรง ลูกบอลกระทบเสาประตูกระเด็นออกมา หลวงพรรคกลินฯ แบ๊คซ้ายเตะตูมไปกลางสนาม พระถนัดฯ เตะย้อนไปให้ปีกซ้าย แต่ลูกบอลออกไปนอกสนาม

ยิ่งใกล้จะหมดเวลาการแข่งขันฟุตบอลรุ่นคุณปู่ก็ยิ่งมีรสชาติยิ่งขึ้นอีก เต็มไปด้วยความตื่นเต้นแต่ไม่หวาดเสียว เรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงตลอดเวลา นายร้อย จปร. รุกกระหน่ำพยายามจะทำประตูเพื่อชัยชนะ แต่กองกลางและกองหลังของนายเรือลงหมดช่วยกันรักษาประตูบ้าน เมื่อกองหน้าของนายร้อยอ่อนแรงแทบจะวิ่งไม่ไหว กองหน้าของนายเรือซึ่งยืนเท้าเอวอยู่นานแล้วก็เป็นฝ่ายบุกบ้าง

อีก ๒ นาทีจะหมดเวลาแล้ว นายเรือบุกอย่างรวดเร็วเหมือนลูกตอร์ปิโดที่หลุดออกจากท่อของมันวิ่งไปยังเป้าหมายคือเรือข้าศึก เจ้าคุณกำแหงฯ กับหลวงฉลาดฯ เล่นถูกขากันมาก พระวิเศษฯ ในซ้ายของนายเรือได้ยิงประตูในเขตโทษทีหนึ่ง แต่แล้วก็กลายเป็นยิงนกไป

เจ้าคุณสันทัดฯ ตั้งลูกให้แบ๊คป๊อกเตะ ลูกบอลลอยมากลางสนามอีก เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นลูกบอลกลิ้งเข้ามาหา ท่านก็รีบร้องบอกนายจงฯ

"ช่วยทีคุณจงฯ ผมบ้อลัดแล้ว"

นายจงฯ สั่นศีรษะแล้วพูดเสียงอ้อแอ้

"ผมก็ไม่ไหวเหมือนกัน"

พระสุรเดชฯ วิ่งตุปัดตุเป๋เข้าไปสต๊อปลูกไว้ เมื่อหลวงฉลาดฯ เข้ามาจะแย่งลูก คุณพระก็ส่งมาให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งยืนเท้าเอวอยู่

"ปู้โธ่ คุณพระ บอกว่าไม่ไหวๆ ยังส่งมาให้อีก ไม่เอาโว้ย"

เจ้าคุณกำแหงฯ วิ่งโซเซเข้ามาเลี้ยงลูกไปทางแดนนายร้อย จปร. เจ้าคุณฤทธิ์ฯ ฮาล์ฟซ้ายวิ่งเข้ามาจะแย่งลูก แต่แล้วสองเจ้าคุณ คือ เจ้าคุณกำแหงฯ และเจ้าคุณฤทธิ์ฯ ก็หมดแรงล้มลงนั่งเหยียดยาวกลางสนามท่ามกลางเสียงหัวเราะของประชาชนคนดู

นายพลดิเรกเป่านกหวีดสั้นยาวเป็นสัญญาณสิ้นสุดการแข่งขันฟุตบอล คนดูโห่ร้องเซ็งแซ่ ท่านผู้เฒ่าทั้งสองทีมต่างกอดกันและจูบกันแสดงความเป็นมิตรสนิทสนมกันเป็นอย่างดี เจ้าคุณกำแหงฯ ดึงเจ้าคุณฤทธิ์ฯ ลุกขึ้น

"แย่โว้ย แทบขาดใจตาย"

"อือ อั๊วก็เหมือนกัน ไปเข้าแถวรับถ้วยเถอะ"

ก่อนที่นักฟุตบอลทั้งสองทีมจะเข้ามาในสนาม พ.อ. กิมหงวน ก็ปราดอออกไปหาพลเอก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าคุณกำแหงฯ หัวหน้าทีมทั้งสองฝ่าย

"อย่าเพิ่งเข้าห้องพักครับ ฟุตบอลเสมอกันต้องต่อเวลาอีก ๑๐ นาที มีถ้วยชนะเลิศใบเดียวเท่านั้น แข็งใจเล่นกันอีกหน่อยครับ ครึ่งละ ๕ นาทีแล้วเปลี่ยนข้าง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูประธานกรรมการจัดการแข่งขันฟุตบอลอย่างโมโห

"ไม่เอาละโว้ย เหนื่อยจนหืดขึ้นคอแล้ว ให้ถ้วยทีมนายเรือไปก็แล้วกัน"

เจ้าคุณกำแหงฯ ฝืนหัวเราะ

"อย่างนี่ก็ไม่ยุติธรรมซีครับ แบ่งกันครองคนละครึ่งปีก็แล้วกัน ชาติหน้าค่อยแข่งขันกันใหม่ โอย....เหนื่อยจัง"

เป็นอันว่านักฟุตบอลทั้งสองทีมตกลงกันครองถ้วยชนะเลิศคนละ ๖ เดือน ต่อจากนั้นเสี่ยหงวนก็เรียกนักฟุตบอลทีมนายร้อยและนายเรือมาเข้าแถวเรียงเดี่ยว ซึ่งผู้ตัดสินและไลน์แมนยืนอยู่หัวแถว

พ.อ. พล พัชราภรณ์ วิ่งเหยาะๆลงมาจากบันไดหน้าอัฒจันทร์ เขาตรงเข้ามาหาเสี่ยหงวนแล้วกล่าวว่า

"เร็วโว้ยอ้ายหงวน ท่านจอมพลทำท่าจะเป็นลมแล้ว ท่านบอกว่าตอนนี้เป็นเวลาอาหารค่ำของท่าน รีบขึ้นไปรับพวงมาลัยและถ้วยรางวัลเถอะ ท่านจะได้กลับบ้าน"

เสี่ยหงวนหันมาทางศาสตราจารย์ดิเรก

"ไปโว้ยหมอ รีบขึ้นไปรับพวงมาลัยเร็ว"

ทันใดนั้นเองคนดูทางชั้น ๑๐๐ บาทตอนใต้พระที่นั่งต่างลุกขึ้นยืน ท่านจอมพล เจ้าพระยามหาโยธาฯ เป็นลมไปแล้ว คณะกรรมการจัดการแข่งขันฟุตบอลต่างเอะอะวุ่นวายไปตามกัน พ.อ. พล รีบวิ่งขึ้นไปบนอัฒจันทร์ หลังจากนั้นสักครู่พวกกรรมการก็ช่วยกันหามเจ้าพระยามหาโยธาฯ ผ่านแฟนฟุตบอลลงมาทางบันไดข้างลู่แล้วเข้าไปใต้อัฒจันทร์ใหญ่นำท่านนายพลผู้เฒ่าไปขึ้นรถของท่าน

นักฟุตบอลทีมกรุงเทพฯผสม และฮ่องกง ๑๑ ลงสู่สนามแล้วท่ามกลางเสียงตบมือกึกก้อง แต่นักฟุตบอลคร่ำหวอดยังยืนในแถวหอบแฮกๆไปตามกัน จนกระทั่ง พ.อ. พล ลงมาจากอัฒจันทร์ใหญ่

"ว่ายังไงโว้ยพล" เสี่ยหงวนถาม "ท่านเจ้าคุณมหาโยธาฯ หัวใจวายเท่งทึงแล้วหรือยังไง?"

พลทำตาเขียว

"ทะลึ่งไปแช่งท่าน ท่านเพียงแต่เป็นลมเพราะหิวข้าวเท่านั้น กันได้เชิญท่านรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นผู้แจกพวงมาลัยและถ้วยชนะเลิศแล้ว" พูดจบเขาก็หันมาทางนายพลดิเรก "ขึ้นไปได้แล้วหมอ"

ศาสตราจารย์ดิเรกในฐานะกรรมการผู้ตัดสินเดินขึ้นบันไดไปบนอัฒจันทร์เป็นคนแรกเพื่อรับมาลัยสองชายจากท่าน พล.อ. วิชิต ชัยสมรภูมิ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายยุทธการ ซึ่งท่านนายพลแต่งชุดสีเทาเข้มยืนเด่นอยู่ข้างถ้วยรางวัล และนวลละออเมียรักของเสี่ยหงวนถือพานเงินขนาดใหญ่ใส่พวงมาลัยดอกไม้สดยืนอยู่ข้างๆในฐานะที่หล่อนเป็นกำลังสำคัญคนหนึ่งในการแข่งขันฟุตบอลการกุศลนี้

ช่างภาพหนังสือพิมพ์ถ่ายรูปกันพึ่บพั่บ เมื่อนายพลดิเรกรับพวงมาลัยแล้ว พ.อ. นิกรกับนาวาเอกสมบัติ ผู้เป็นไลน์แมนก็ขึ้นรับพวงมาลัย ต่อจากนั้นเจ้าคุณกำแหงฯ กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ขึ้นมารับถ้วยเงินใบใหญ่พร้อมๆกัน

"ผมขอแสดงความยินดีด้วยครับ ที่ใต้เท้าทั้งสองจัดทีมฟุตบอลคนแก่ของนายร้อยกับนายเรือแข่งขันกัน เก็บเงินช่วยเด็กกำพร้า" ท่านนายพลอาวุโสพูดยิ้มๆ หลังจากท่านมอบพวงมาลัยและถ้วยเกียรติยศให้แล้ว "เสมอกันอย่างนี้ควรจะแข่งกันอีกครั้งซีครับ จะได้รู้แน่ว่าถ้วยใบนี้เป็นของใคร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะเบาๆ

"ไม่ไหวละครับท่านรอง พวกเราไม่สิ้นใจตายในสนามก็เป็นบุญแล้ว"

สองเจ้าคุณพากันลงไปจากอัฒจันทร์ใหญ่ ต่อจากนั้นนักฟุตบอลทั้งสองทีมก็ย่อยๆกันขึ้นมารับพวงมาลัย

ในห้องพักนักฟุตบอลทีมนายร้อย จปร. ขณะที่ทุกคนกำลังผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว พ.อ. กิมหงวน ก็นำข่าวร้ายมาแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันว่า เจ้าคุณชำนิอุทกศาสตร์ ในขวาทีมนายเรือได้สิ้นใจตายเสียแล้ว ทั้งๆที่นายแพทย์ได้ให้ความช่วยเหลือจนสุดความสามารถ

"หมองูตายเพราะงู และ นักฟุตบอลก็ตายเพราะฟุตบอล"

อวสาน