พล นิกร กิมหงวน 063 : ศึกปีศาจ

ปืนพกกระบอกนั้นคือปืนเงียบใช้กระสุน ๙ มม. เป็นอาวุธร้ายแบบใหม่ ที่ศาสตราจารย์ดร. ดิเรก สร้างขึ้นด้วยความสามารถอันยอดเยี่ยมของเขา ใช้กระสุนพิเศษยิงได้แม่นยำเหมือนกับจับวางในระยะ ๑๐๐ เมตร โดยไม่มีผิดพลาด ด้วยเครื่องเล็งพิเศษเหมือนใยแมงมุม ติดไว้ที่ตำแหน่งของศูนย์ปืนหลัง รูปลักษณะของปืนกระบอกนี้ คล้ายกับ ยู.เอส.อาร์มี่ ๑๑ มม. แต่เล็กกว่าและกระทัดรัดกว่า ก่อนจะยิงใช้เครื่องเก็บเสียงยัดเข้าไปในปากกระบอกแล้วหมุนเกลียว

ความจริงนายพลดิเรกสร้างปืนเงียบได้นานแล้ว แต่คุณภาพสู้ปืนกระบอกนี้ไม่ได้

บ่ายวันนั้น คณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ อยู่กันพร้อมหน้าภายในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของนายแพทย์หนุ่ม ถึงแม้อากาศภายนอกจะร้อนอบอ้าว แต่ภายในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ก็เย็นสบาย เหมือนกับอยู่ในโรงหนังชั้นหนึ่งเพราะมีเครื่องปรับอากาศ

เมื่อนายพลดิเรกอธิบายถึงคุณภาพปืนเงียบกระบอกนี้ให้ฟัง ทุกคนก็มีความเลื่อมใสไปตามกัน เขาบอกว่าเขาจะสร้างปืนเงียบแบบนี้ไว้ ๖ กระบอก สำหรับเขากับสามสหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วไว้ใช้เมื่อถึงคราวจำเป็น เมื่ออธิบายจบศาสตราจารย์ดิเรกก็จัดแจงบรรจุแม็กกาซิน ซึ่งมีกระสุนอยู่ ๖ นัดแล้วเลื่อนลูกขึ้นลำ หยิบเครื่องบังคับเสียงยัดใส่ปากกระบอกหมุนเกลียวให้แน่น เสร็จแล้วนายพลดิเรกก็พยักหน้ากับ พ.อ.กิมหงวนผู้ช่วยของเขา

"แกถอยออกไปยืนที่ผนังห้องนั่น แล้วคาบบุหรี่ไว้รับรองว่าในระยะประมาณ ๘ เมตรนี้ กระสุนปืนเงียบของกันจะไม่ผิดพลาดเป้าหมายเลย ไปซี ไอจะทดลองให้ดู"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะ

"ลองคุณอาดีกว่า ท่านสูบซิก้าร์มวนโตกว่าบุหรี่ของกัน วันนี้กันใจคอไม่ใคร่ดีโว้ย พลาดพลังแกยิงไม่ถูกบุหรี่ ดันถูกเอาตัวกันเข้า กันก็เท่งทึงเท่านั้น"

ดร. ดิเรกบ่นพึมพำในลำคอแล้วหันมาทางนิกร แต่นิกรรีบยกฝ่ามือทั้งสองปิดหน้า แล้วร้องเพลงกลบเกลื่อน ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเป็นเพลงอะไร นายพลดิเรกอดหัวเราะไม่ได้ เขาเปลี่ยนสายตามาที่พ่อตาของเขาแล้วพูดยิ้มๆ

"คุณพ่อให้ผมทดลองปืนหน่อยนะครับ ไปยืนที่ผนังข้างประตู หันข้างให้ผม ผมจะยิงซิก้าร์ในปากคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณสะดุ้งเล็กน้อย

"จะดีเรอะ ถ้ามันพลาดถูกหัวฉันเข้าแกจะว่ายังไง"

นายพลดิเรกจุ๊ย์ปาก

"ผมให้เงินทำขวัญคุณพ่อหมื่นบาท จ่ายให้สดๆ เลย ให้อ้ายสามคนนี่เป็นพยาน และผมขอเอาเกียรติของผมเป็นประกัน"

"ชะ ชะ แกจ่ายเงินค่าทำขวัญให้พ่อหมืนบาท แต่พ่อก็เน่าไปแล้ว ให้อ้ายพลมันเป็นหุ่นให้แกทดลองดีกว่า"

พล พัชราภรณ์เดินไปทางประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์ เขาล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองบุหรี่ไม้ขีดไฟออกมาจุดสูบมวนหนึ่ง แล้วยืนหันข้างให้นายแพทย์หนุ่ม คาบบุหรี่ไว้ในปาก พอศาสตราจารย์ดิเรกยกปืนพกขึ้นในท่าเตรียมยิง เสี่ยหงวนก็ร้องกระเซ้าพล

"เฮ้ย นึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วให้ดีนะโว้ย ศพของแกจะให้เอาไปไว้วัดไหน บอกไว้เสียก่อน"

ดร. ดิเรกยกเท้าเหวี่ยงลูกแปถูกก้นกิมหงวนดังพลั่ก

"หลีกไป อย่างนี้เขาเรียกว่ามือไม่พายเอาตีนราน้ำ"

เสี่ยหงวนเลี่ยงมายืนข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนิกร แล้วทำปากหมุบหมิบด่านายพลดิเรก ทันใดนั้นเองเสียงปืนเงียบก็ดังขึ้นเหมือนกับเปิดจุกขวดแชมเป็ญ

"พล๊อก"

กระสุน ๙ มม. ซึ่งสร้างขึ้นเป็นพิเศษถูกบุหรี่ควันละเอียดในปากพลแตกกระจาย ทำให้สามเกลอกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตื่นเต้นประหลาดใจไปตามกัน พลเดินเข้ามาหานายแพทย์หนุ่มทันที

"วิเศษมากหมอ ทำไมถึงแม่นอย่างนี้"

นายพลดิเรกยิ้มละไม

"ไม่ใช่เพราะกันยิงแม่น ที่แม่นเพราะอาศัยเครื่องเล็งอันนี้นี่ยังไง ถ้าเป้าอยู่กลางจุดนี้ในระยะร้อยเมตรลงมาไม่มีวันผิดพลาด"

พลรับปืนพกมาจากนายแพทย์หนุ่ม แล้วพิจารณาดู

"แกเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยอดเยี่ยมจริงๆ หมอ ปืนแบบนี้เหมาะแก่หน่วยวินาศกรรมหรือหน่วยกล้าตายมาก"

"ออไร๋ ขั้นแรกนี้กันจะสร้างไว้ใช้สำหรับพวกเราก่อน"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรต่อไป เสี่ยงประตูกระจกฝ้าห้องทดลองวิทยาศาสตร์ก็ถูกเคาะขึ้นดังติดๆ กันสองสามครั้ง เมื่อนายพลดิเรกกล่าวคำอนุญาต บานประตูก็ถูกเปิดออก เจ้าแห้วพาตัวเดินยิ้มกริ่มเขามา และตรงมาหานายแพทย์หนุ่ม

"รับประทานมีฝรั่งคนหนึ่งมาหาคุณหมอครับ"

"ฝรั่ง..."

"ครับ รูปร่างสูงใหญ่ แต่งตัวคล้ายทหารอเมริกันครับ รับประทานผมเชิญเขาขึ้นมาบนห้องรับแขกแล้ว"

ดร.ดิเรกหัวเราะเบาๆ

"แกพูดกับเขารู้เรื่องหรือ"

"รับประทานรู้ครับ เราใช้ภาษาใบ้เป็นภาษากลาง เมื่อเข้าพูดคำว่าดอกเตอร์ดิเรก รับประทานผมก็ทราบว่าเขามาหาคุณหมอแน่ๆ "

นายพลดิเรกรีบออกไปจากห้องทดลองทันที เจ้าแห้วติดตามไปด้วย ตามธรรมดามีนายทหารหน่วยแม็คและชาวต่างประเทศมาหาเขาบ่อยๆ

ในราว ๑๐ นาที ศาสตราจารย์ดิเรกก็กลับเข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของเขา ด้วยใบหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ เขาตรงเข้ามาหาสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งนั่งสนทนากันเงียบๆ อยู่ที่โต๊ะสี่เหลี่ยมยาวริมห้อง ปืนเงียบของเขาวางอยู่บนโต๊ะโดยไม่มีใครสนใจ ท่านศาสตราจารย์ลากเก้าอี้ตัวหนึ่งออกมาจากโต๊ะ แล้วทรุดตัวนั่งข้างขวาของนิกร

"ฝรั่งที่ไหนมาหาแก" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามเรื่อยๆ

"นายทหารหน่วยจัสแม็คที่เช่าบ้านผมอยู่ครับ" นายแพทย์หนุ่มหมายถึงบ้าน 'ณรงค์ฤทธิ์' ในซอยพร้อมพงศ์ คฤหาสน์เก่าแก่อันเป็นมรดกที่เขาได้รับจากเจ้าคุณนพรัตน์ราชไมตรี บิดาบังเกิดเกล้าของเขา ผู้ล่วงลับไปนานแล้ว "พันโทโรเบิท มิกส์ ครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"ก็ไหนว่านายห้างแขกขายผ้าที่สำเพ็งเช่าอยู่ไม่ใช่หรือ"

"ออไร๋ นายบัดรูดินจามมะนาโปเช่าอยู่ได้ไม่ถึงเดือนก็ย้ายไปครับ ก่อนหน้านั้นพ่อค้าจีนคนหนึ่งมาเช่าอยู่ได้ไม่กี่วันก็ย้าย ผู้เช่ารายสุดท้ายคือพันโทโรเบิท มิกส์ มาอยู่ได้ ๘ วันเท่านั้นก็มาบอกคืนบ้าน"

นิกรหน้าตื่น

"หมายความว่า บ้านเก่าของแกผีดุหรืออย่างไร"

นายพลดิเรกพยักหน้า

"อ๋อไร กันให้คุณสมรเช่าทำโรงเรียนอนุบาลมาตั้ง ๑๐ กว่าปี ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งคุณสมรถึงแก่กรรม โรงเรียนเลิกล้มไป ผู้เช่ารายแรกต่อจากคุณสมรก็คือนายย้ง หรือนายยงศักดิ์ แซ่ห่อ เป็นเจ้าของโรงงานทำเส้นหมี่และวุ้นเส้นอยู่ทางพระโขนง และตั้งร้านค้าอยู่ที่ถนนเกสร ดูเหมือนย้ายมาอยู่ได้ ๓ วันก็บอกคืนบ้าน พาครอบครัวไปเช่าบ้านอยู่ที่อื่น"

"เขาบอกเหตุผลแกหรือเปล่าหมอ ว่าทำไมเขาจึงอยู่ที่บ้านแกไม่ได้" พล พัชราภรณ์ ถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"นายย้งเขาว่าบ้านนั้นผีดุ"

นิกรสะดุ้งโหยง

"นั่นน่ะซี กันก็ว่าอย่างงนั้นแหละ บ้าน 'ณรงค์ฤทธิ์' เป็นตึกแบบโบราณ มองดูทึมๆ อย่างไรชอบกลว่ะ คล้ายๆ โบสถ์ฝรั่งก็ไม่เชิง บ้านเก่าๆ แบบนั้นมักจะเอาเรื่อง ให้กันไปอยู่เปล่าๆ แถมกาลันเดอร์และยาอุทัยกันก็ไม่เอา"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะหึๆ

"นายย้งเขาไม่ได้เล่ารายละเอียด เกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ของปีศาจที่บ้านนั้นให้กันฟังหรอก เพียงแต่บอกว่า เขากับลูกเมียของเขาถูกผีหลอก แม้แต่กลางวันแสกๆ ก็แลเห็นผีเดินยั้วเยี้ย"

"แล้วรายต่อมา..." กิมหงวนถามด้วยความสนใจ

"รายต่อมาก็นายบัดรูดินจามมะนาโป แขกฮินดูเจ้าของห้าง 'ปากร้ายใจดี' ในสำเพ็ง เขาพาครอบครัวไปอยู่ที่บ้านกันได้เพียงสามอาทิตย์ก็เผ่นเหมือนกับนายย้ง กระหือกระหอบมาบอกกันว่าขอคืนบ้าน เพราะทนผีรบกวนไม่ไหว"

"ชอบกลโว้ย" อาเสี่ยพูดเสียงหนักๆ "มันจะเป็นไปได้หรือหมอ"

"ก็ไม่รู้ ผู้เช่าเขาบอกกันว่าอย่างนั้น และคนในซอยไชยยศก็เชื่อกันว่าบ้าน 'ณรงค์ฤทธิ์' เป็นคฤหาสน์ผีสิง กันไปดูช่างเขาซ่อมแซมบ้านและทาสีบ้าน เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงเขาคุยกับกัน และยืนยันว่าบ้านกันผีดุจริงๆ ทุกคืนมีเสียงผู้หญิงร้องโหยหวน บางทีก็มีเสียงไชโยโห่ร้อง เหมือนคนหลายคนกินเลี้ยงกัน แต่ไฟมืดประตูหน้าต่างปิดหมด ตำรวจกองตรวจเคยบุกเข้าไปในบ้านตอนกลางคืน หลังจากได้ยินเสียงผู้หญิงร้องให้ช่วย"

นิกรขนลุกซู่ "แล้วยังไง..."

"แล้วตำรวจก็เจอผีเข้าน่ะซี ต่างคนต่างเผ่นออกมาจากบ้านกัน นายสิบตำรวจหัวหน้าสายตรวจถึงกับจับไข้หัวโกร๋นอยู่ได้ไม่กี่วันก็เท่งทึง"

อาเสี่ยจุ๊ย์ปากเบาๆ "ผีมันเล่นงานถึงกับจับไข้หัวโกร๋นเชียวรึหมอ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกเท้าเตะหน้าแข้งอาเสี่ยเต็มแรง โดยคาดคะเนเอา เพราะอยู่ใต้โต๊ะมองไม่เห็น แต่ท่านก็เตะถูกหน้าแข้งข้างซ้ายของกิมหงวนอย่างจัง ทำให้อาเสี่ยร้องอู้

"นี่แน่ะ อดทะลึ่งไม่ได้"

เสียงหัวเราะของสี่สหายดังขึ้นอย่างครื้นเครง ดร.ดิเรกเล่าให้คณะพรรคของเขาฟังต่อไป

"ผู้เช่ารายสุดท้ายก็คือพันโทโรเบิท มิกส์นี่แหละ ก่อนเช่ากันบอกเขาแล้วว่าบ้านกันผีดุ แต่นายมิกส์แกกลับหัวเราะอย่างขบขัน แล้วคุยโม้ว่าผีไทยตัวเล็กๆ เขาไม่กลัว เมียเขาก็ไม่กลัวผี บ้านไหนผีดุเขาชอบ เพราะได้เห็นผีแหกหูแหกตาควักไส้ออกมาอวดเขา แล้วเขารู้สึกเพลิดเพลินดี แต่อยู่ได้เพียง ๘ วันเท่านั้นก็มาบอกคืน เขาว่าผีไทยตัวเล็กก็จริงแต่ดุชะมัด ขนาดทำคอยืดเหมือนคอห่าน แล้วดึงศีรษะออกมาจากคอ โยนมาบนเตียงเขา"

"ชอบกลโว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเบาๆ "ในเรื่องผีปีศาจแกไม่เชื่อถือไม่ใช่หรือดิเรก"

นายพลดิเรกฝืนหัวเราะ "เป็นทีๆ ครับ โดยมากผมเห็นเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ แต่บางทีผมก็เชื่อ เพราะผมเคยถูกผีหลอกมาแล้ว"

"แล้วแกจะทำอย่างไรต่อไปดิเรก สำหรับบ้านของแกที่ซอยไชยยศ" พลถาม

ศาสตราจารย์ดิเรกนิ่งคิดสักครู่ "เห็นจะต้องให้เขาเช่าทำโรงงานอุตสาหกรรม ทำสำนักงานหรือโกดังเก็บสินค้า ให้เช่าเป็นที่อยู่อาศัยไม่ดีแน่ ใครมาเช่าอยู่ก็จะต้องถูกปีศาจที่บ้านของกันหลอกหลอนรบกวนอีก แต่ว่า...กันจะต้องพิสูจน์ความจริงให้ได้ในเรื่องนี้ บางทีอาจจะมีคนร้ายคณะหนึ่งเข้าไปอาศัยบ้านของกันทำงานทุจริต แล้วแกล้งทำเป็นผีหลอกคนที่มาเช่าบ้านกัน คืนนี้กันจะไปนอนที่บ้าน 'ณรงค์ฤทธิ์' "

นิกรพยักหน้าเห็นพ้องด้วย "ดีแล้วหมอ เราต้องพิสูจน์ให้รู้แน่ว่ามันเป็นผีหรือเป็นคน เรื่องนี้กันสนับสนุกแกเต็มที่ แต่ว่ากันไม่เกี่ยวนะ"

นายพลดิเรกทำหน้าชอบกล "แกพูยังไงวะกันไม่เข้าใจ"

"อ้าว ก็หมายความว่าถ้าแกจะชวนพวกเราไปจับผีในคืนวันนี้ ก็ขออย่าให้กันมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย"

กิมหงวนมองดูนิกรอย่างขบขัน "ฉันเศร้าใจเหลือเกินอ้ายกร ทำไมแกถึงปอดแหกยังงี้วะ ผีมันเป็นแต่เพียงภาพที่ปรากฏให้เราเห็น เหมือนกับเราดูหนัง มันตายไปแล้ว ร่างกายมันเน่าเปื่อยหรือถูกเผาเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว"

"เออ ถึงอย่างไรกันก็กลัวอยู่นั่นเอง ของมันกลัวกันได้นี่หว่า ถ้ามันเป็นคน เราก็พอจะต่อสู้มันได้ นี่มันเป็นผีเราจะสู้มันได้อย่างไร เอาปืนยิงมันก็ไม่ถูก เอาดาบฟันมัน ชกมัน หรือเตะมันก็ไม่ถูกตัวมัน อยู่ดีๆ ไม่ว่าดีหาเรื่องให้ผีหลอกตายจะดีรึ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้ "แกควรจะเข้มแข็ง เหมือนอ้ายหงวนซีโว้ย"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื้อก "ถูกละครับผมเข้มแข็ง แต่ถ้าดิเรกมันจะเอาผมไปนอนที่บ้านซอยไชยยศ ด้วยในคืนวันนี้ ผมไม่ไปเด็ดขาด"

"อ้าว" ท่านเจ้าคุณอุทาน "แกก็กลัวผีเหมือนกัน"

"อ้ายกลัวน่ะไม่กลัวหรอกครับ แต่ไม่กล้า"

นายพลดิเรกพยักหน้ากับพลแล้วกล่าวว่า

"กันเชื่อว่าแกคงร่วมมือกับกัน พิสูจน์ความจริงในเรื่องผีที่บ้านกันแน่นอน"

"ตกลงหมอ กันก็อยากเห็นเท็จจริงเหมือนกัน จะเป็นผีหรือเป็นคนก็ตาม กันจะยิงมันด้วยปืนเงียบกระบอกนี้แหละ"

"ออไร๋ กันยินดีให้แกใช้ปืนเงียบของกัน ส่วนกันจะใช้ปืนพกธรรมดาและลูกระเบิดน้ำตา ถ้ามันเป็นคนไม่ใช่ผีเราคงจับมันได้ แต่ถ้ามันเป็นผี เราก็จะได้รู้ว่าผีที่บ้านในซอยไชยยศมีจริงๆ และดุจริงๆ ลงขนาดหลอกคนกลางวันแสกๆ มันก็เป็นยอดผี หรือผีชั้นตุ๊กตาทองแล้ว ตามธรรมดาผีกลัวแสงสว่างและไม่หลอกใครในเวลากลางวัน"

นิกรพูดเสริมขึ้นเสียงอ่อยๆ

"ไม่แน่โว้ยดิเรก ผีตายโหงมันหลอกได้ทุกเวลา บางทีตอนเที่ยงยังปรากฏตัวให้ใครเห็นแถวหน้าโรงหนังคิงส์ มีแต่ตัวหัวไม่มี ผู้คนแตกฮือวิ่งหนีล้มลุกคลุกคลาน ผีชั้นเลวเท่านั้นที่หลอกคนในเวลากลางคืน และชอบหลอกตามที่เปลี่ยวๆ เช่นในป่าช้า"

ดร.ดิเรกหันมาพูดกับพ่อตาของเขา "คืนนี้ไปกับผมนะครับคุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้า "ได้ เรื่องผีพ่อไม่กลัวมันหรอก" แล้วท่านก็เปลี่ยนสายตามาที่กิมหงวน "ความจริงแกก็เป็นคนกล้า ไม่ใช่คนขี้ขลาดตาขาว"

"ใช่ครับ แต่ผมกล้าสำหรับคนเท่านั้น ส่วนผีผมยอมรับว่าผมกลัวมันจริงๆ เว้นแต่ผมได้ดื่มเหล้าเข้าไปเต็มที่ ถ้าผมเมาเหล้าแล้วอย่าว่าแต่ผีเลยครับ ต่อให้พ่อผีผมก็จะไล่เตะมันให้ดู"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้นทันที "ถ้ายังงั้นค่ำวันนี้กันจะพาแกกับอ้ายพลและคุณพ่อไปเลี้ยงข้าว และจะสั่งเหล้าให้แกดื่มเต็มที่ แกจะกินสักกี่ขวดก็ได้"

นิกรพูดโพล่งขึ้น "กันไปด้วยโว้ยหมอ ถ้ามีรายการเลี้ยงอาหารค่ำตามเหลาละก็ ผีก็ผีเถอะวะ"

ดร.ดิเรกหัวเราะงอหาย เจ้าแห้วถือถาดใส่แก้วน้ำอัดลม เดินเข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ซึ่งนายแพทย์หนุ่มได้เปิดประตูทิ้งไว้ เขาตรงเข้ามาหาเจ้านายของเขา เสิร์ฟน้ำอัดลมให้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ โดยทั่วหน้ากัน นายพลดิเรกกล่าวกับเจ้าแห้วว่า

"แกเตรียมตัวไว้อ้ายแห้ว คืนนี้ฉันจะพาแกไปจับผี"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง "รับประทานจับอะไรนะครับ"

"จับผีโว้ย"

เจ้าแห้วอ้าปากหวอหน้าซีดเผือด "รับประทานคุณหมอนึกขลังอะไรขึ้นมาล่ะครับ อยู่ดีๆ ไม่ว่าดี รับประทานหาเรื่องให้ผีหักคอเล่น"

"เถอะน่า" นายพลดิเรกตวาดแว๊ด "แกมีหน้าที่ติดตามพวกเราไปก็แล้วกัน แล้วเงินสด ๒๐๐ บาทจะเป็นของแก"

เจ้าแห้วยิ้มออกมาได้ "รับประทานมีรายการแจกเงินยังงี้ค่อยยังชั่วหน่อย ตอนนี้ปลายเดือนแล้ว รับประทานเศรษฐกิจของผมเต็มฟัดเลยครับคุณหมอ เมื่อวานก็จำนำนาฬิกาข้อมือไปแล้ว"

พลขยับเท้าทำท่าจะเตะเจ้าแห้ว แต่เจ้าแห้วรีบล่าถอยออกไปให้พ้นระยะเท้าเสียก่อน

"แกมันใช้เงินจนเกินตัว ฟุ่มเฟือยมากเกินไปรู้ไหม แล้วจะมาบ่นหาหอกอะไร ออกไปให้พ้น หมั่นไส้โว้ย"

เจ้าแห้วถือถาดเปล่าเดินหน้าจ๋อยออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ แล้วช่วยปิดประตูให้เรียบร้อย

ตอนหัวค่ำคืนวันนั้นเอง

ในราว ๑๙.๓๐ น. คาดิลแล็คเก่งก็พาคณะพรรคสี่สหาย พร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วมาที่บ้าน 'ณรงค์ฤทธิ์' ในซอยไชยยศ คฤหาสน์เก่าแก่แบบโบราณล้าสมัย แต่มั่นคงแข็งแรงและกว้างขวาง ปลูกอยู่ในเนื้อที่ดินถึงสองไร่ และมีรั้วรอบขอบชิด มีโรงเก็บรถยนต์ มีเรือนต้นไม้ ศาลาพักร้อน ทางหลังบ้านมีโรงครัวและเรือนพักคนใช้ เมื่อครั้งเจ้าคุณนพรัตน์ฯ ยังมีชีวิตอยู่ บ้าน 'ณรงค์ฤทธิ์' มีผู้คนพลุกพล่าน และเป็นคฤหาสน์ที่สวยงามที่สุดในสมัยนั้น ครั้นเจ้าคุณสิ้นบุญไปแล้ว นายพลดิเรกก็ได้ให้นายแพทย์คนหนึ่งเช่าเป็นคลีนิค ต่อจากนั้นก็มีผู้เช่าทำโรงแรม แล้วก็เช่าเป็นโรงเรียนอนุบาล เพิ่งจะให้เอกชนเช่าอยู่อาศัยเพียง ๓ รายเท่านั้น รายแรกคือนักธุรกิจชาวจีน ชื่อย้ง แซ่ห่อ รายที่สองเป็นพ่อค้าผ้าชาวภารตชื่อนายบัดรูดินจามมะนาโป รายสุดท้ายคือนายทหารอเมริกันหน่วยจัสแม็ค พ.อ.โรเบิท มิกส์ แต่ผู้เช่าทั้ง ๓ รายไม่มีใครอยู่ได้ เพราะถูกผีปีศาจในบ้านนี้รบกวน

รถเก๋งคันงามของมหาเศรษฐีกิมหงวน แล่นมาหยุดหน้าประตูรั้วบ้าน 'ณรงค์ฤทธิ์' พอดี ศาสตราจารย์ดิเรก ซึ่งนั่งอยู่ตอนหน้ารถเปิดประตูก้าวลงมาจากรถ แล้วล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบพวงกุญแจออกมา พวงกุญแจนี้ พ.ท.โรเบิท มิกส์ ได้คืนให้เขาเมื่อตอน ๑๖.๐๐ น. เศษขณะที่ ดร.ดิเรกมารับมอบบ้านคืน พ.ท.โรเบิท มิกส์ กับครอบครัวของเขาขนแต่เสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวไปเท่านั้น เพราะบ้านนี้มีเครื่องนอน เครื่องเรือนและเฟอร์นิเจอร์อันมีค่าพร้อม มีโทรศัพท์และตู้เย็นให้ด้วย ดร.ดิเรกคิดค่าเช่าเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท และเก็บค่าเช่าล่วงหน้าเดือนเดียวโดยไม่ต้องมีการทำสัญญาผูกมัดผู้เช่า

นายพลดิเรกไขกุญแจเปิดประตูเล็กทางด้านซ้ายของประตูใหญ่ออก แล้วพาตัวเดินผ่านประตูเข้าไปในเขตบ้านของเขา ต่อจากนั้นเขาก็ไขกุญแจเปิดประตูใหญ่ซึ่งเป็นประตูเหล็กโปร่งออกทั้งสองบาน

"เอารถเข้ามาโว้ย อ้ายแห้ว เลยไปจอดที่หน้าตึกใหญ่โน่น"

คาดิลแล็คเก๋งถูกสตาร์ทเครื่องคลานผ่านประตูรั้วบ้านเข้ามา ศาสตราจารย์ดิเรกจัดแจงปิดประตูรั้วและใส่กุญแจไว้ตามเดิม และไม่ลืมปิดประตูบานเล็กด้วย ต่อจากนั้นเขาก็เดินไปตามถนนคอนกรีต ตรงไปที่ตึกใหญ่ซึ่งคาดิลแล็คเก๋งแล่นไปจอดเทียบหน้าบันไดตึกแล้ว นิกรไม่ยอมให้เจ้าแห้วปิดไฟหน้ารถ เพราะอย่างน้อยแสงไฟอันสว่างจ้า ของคาดิลแล็คเก๋งก็ช่วยให้เขาอบอุ่นใจขึ้นบ้าง

ดร.ดิเรกมีจิตใจเข้มแข็งแบบนักวิทยาศาสตร์ทุกคน ที่เข้าใจว่าผีไม่มี และผีปีศาจเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ เขาฮัมเพลงฝรั่งเบาๆ วิ่งเหยาะๆ ขึ้นบันไดตึก เดินไปเปิดสวิตช์ไฟฟ้าทีละดวงจนครบ ๔ ดวง

"เฮ้-ขึ้นมาจับผีได้แล้วโว้ยพวกเรา ปิดไฟหน้ารถเสียทีซีอ้ายแห้ว ประเดี๋ยวแบตเตอรี่หมด พรุ่งนี้เช้าก็ต้องเข็นกันเท่านั้น ฮ่ะ ฮ่ะ ผีมันจะเก่งกว่าคนก็ให้รู้ไป ถ้าไอจับผีผู้หญิงสาวได้สักคน ไอไม่ยอมปล่อยเด็ดขาด ผีมันจะเก่งกว่าคนย่อมเป็นไปไม่ได้"

พ.อ.พล พัชราภรณ์ ก้าวลงมาจากตอนหลังรถเป็นคนแรก มือขวาของเขาถือปืนเงียบของนายแพทย์หนุ่ม ซึ่งบรรจุกระสุนไว้เต็มที่และขึ้นลำไว้แล้ว พร้อมที่จะทำการยิงได้ทุกขณะ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ยหงวนติดตามลงมา แล้วนิกรกับเจ้าแห้วก็พากันลงมาจากตอนหน้ารถคาดิลแล็คเก๋งอย่างหวาดๆ เป็นเวลานานมาแล้วที่พล, นิกร, กิมหงวน, และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ได้มาที่บ้าน 'ณรงค์ฤทธิ์' เว้นแต่เจ้าแห้วคนเดียว ที่ ดร.ดิเรกใช้ให้มาบ่อยๆ พาคนมาทำความสะอาดบ้าง มาถางหญ้าบ้างในเวลาที่บ้านว่างเปล่าไม่มีใครเช่า

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาสามเกลอกับเจ้าแห้วขึ้นไปบนตึก ดร.ดิเรกยกมือท้าวสะเอวมองดูนิกรกับเสี่ยหงวนแล้วกล่าวสัพยอก

"ไง แกสองคนจิตใจเป็นยังไงบ้าง"

อาสี่ยยิ้มแห้งๆ "กันกินเหล้าคนเดียวเกือบหมดขวด แต่พอมาถึงบ้านแกหายเมาราวปลิดทิ้ง ชอบกลว่ะ บ้านแกทำไมเงียบเหงาอย่างนี้วะหมอ ดูคล้ายๆ กับปราสาทเค้าน์แดรกคูล่า"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"กันคิดว่าเราเอาเชือกท้ายรถขึ้นมาผูกเอวติดกันไว้ไม่ดีหรือ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เราจะได้รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ใครจะหนีเอาตัวรอดก็ไม่ได้"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะก้าก "เชื่อไอเถอะวะ ถึงหากว่าผีมีจริง มันก็เป็นแต่เพียงภาพที่ปรากฏให้เราเห็น ผีไม่ใช่สสาร เราสัมผัสมันไม่ได้ และมันก็ถูกตัวเราไม่ได้ ติ๋งต่างว่ามันหลอกเรา ถ้าเราไม่กลัวมันยืนดูมันแหกหูแหกตาควักไส้ควักพุงออกมา แล้วเราหัวเราะเยอะมัน มันก็เปิดไปเท่านั้น เพราะมันอายเรานั่นเอง"

พลยกมือตบหลังนายแพทย์หนุ่มค่อนข้างแรง

"เปิดตึกออกเสียทีซีคุณหมอ เราจะได้สำรวจตึกทั้งชั้นบนและชั้นล่างให้ทั่ว สำหรับผีกันไม่กล้าจนเกินไปนัก แต่กันก็ยังเข้มแข็งกว่าอ้ายกรและอ้ายแห้ว ส่วนอ้ายหงวนกันรับรองว่า ถ้ามันได้เผชิญกับผีปีศาจจริงๆ และมันได้รับความกลัวจนถึงขีดสุด อ้ายหงวนก็จะกล้าอย่างบ้าบิ่น ซึ่งกันรู้นิสัยมันดีเพราะคบกันมานานแล้ว"

ศาสตราจารย์ดิเรกยกพวงลูกกุญแจขึ้นมองดู แล้วเดินไปที่ประตูห้องโถง ไขกุญแจเปิดประตูออก แต่แล้วเขาก็สะดุ้งโหยง เมื่อรู้สึกว่ามีใครดึงบานประตูข้างในไว้ บานประตูบานขวาเผยออกมาได้เพียงคืบเดียวก็ถูกดึงปิดเข้าไป นายแพทย์หนุ่มจับลูกบิดประตูไว้มั่น แล้วดึงบานประตูเต็มเหนี่ยว แต่บานประตูก็ถูกดึงกลับไปอีก

นายแพทย์หนุ่มค่อยๆ หันหน้ามาทางคณะพรรคของเขา "มานี่เถอะพวกเรา"

สามเกลอกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินเข้ามาหา ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวกับพลอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"ได้เรื่องแล้วพล มีคนอยู่ในตึกและดึงบานประตูไว้ ไม่ยอมให้กันเปิดประตู"

นิกรกับเจ้าแห้วเย็นวาบไปทั้งตัว เส้นผมบนศีรษะของนิกรค่อยๆ ตั้งชัน ใบหน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทิ้มเหมือนลูกนก

"ไม่...มะ...ไม่...ไม่ใช่คนหรอกหมอ" นิกรพูดเสียงสั่นแทบไม่เป็นภาษามนุษย์ "ผะ...อี๋..แน่ๆ "

ดร.ดิเรกยิ้มเล็กน้อย ล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวา หยิบปืนพกรีวอลเว่อร์ ๙ มม. ออกมา แล้วยกมือซ้ายจับลูกบิดประตูดึงบานประตูออก แต่แล้วผู้ที่อยู่ในห้องโถงก็เหนี่ยวบานประตูไว้ ศาสตราจารย์ดิเรกยกปืนพกยิงลอดเข้าไปตามช่องประตู ที่เผยออกเพียงเล็กน้อยทันที

"ปัง! ปัง! "

กระสุน ๙ มม. ดังกึกก้องทำลายความเงียบ มีเสียงคนร้องครวญครางน่าสงสาร

"โอ้ยๆๆ "

ทันใดนั้นเอง สุนัขตัวหนึ่งซึ่งเข้ามาอาศัยออกลูกอยู่ข้างโรงครัว ทางหลังตึก ก็หอนขึ้นด้วยเสียงเยือกเย็น แล้วสุนัขบ้านใกล้เรือนเคียงอีกหลายตัว ก็หอนรับกันเป็นทอดๆ นิกรกอดเสี่ยหงวนแน่น พลางกระซิบบอก

"กลับหรือเรา ไปดูฟุตบอลเยาวชนกับจีนรวมฮ่องกงดีกว่า มีเวลาทันถมไป ปลอดภัยกว่า...สนุกกว่า...และสบายกว่าที่นี่."

พล พัชราภรณ์ ค่อยๆ ผลัก ดร.ดิเรกให้ออกไปจากประตู แล้วเขาก็เอื้อมมือจับลูกบิดประตูกระชากออกเต็มแรง คราวนี้บานประตูเปิดออกทันที ภายในห้องโถงใหญ่มือสนิทเหมือนอยู่ในถ้ำ ก่อนที่พลจะเดินเข้าไปเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็รีบกล่าวห้ามเขา

"อย่าเพิ่งพล คนร้ายอาจจะซ่อนตัวอยู่ในห้องนี้ เมื่อกี้มันแกล้งร้องครวญคราง เหมือนคนถูกยิงเพื่อทำลายขวัญพวกเรา อามีไฟฉายติดตัวมาให้อาเอาไฟฉายส่องดูให้ทั่วห้องก่อน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เลื่อนตัวมายืนข้างพล แล้วเปิดไฟฉายสองท่อนฉายกราดเข้าไปในห้องโถง ภายในห้องไม่มีผีหรือคนแม้แต่คนเดียว เครื่องตกแต่งห้องยังอยู่เป็นระเบียบเรียบร้อย ถึงแม้เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ล้าสมัย แต่ก็มีราคาแพงมาก แม้กระทั่งภาพสีน้ำมันที่ประดับฝาห้อง

นายพลดิเรกเดินเข้าไปในห้องทันที เขาตรงไปที่สวิตช์ไฟและเปิดไฟฟ้าขึ้นก่อนอื่น ไฟช่อกลางเพดานห้องสว่างไสว แล้วไฟที่ผนังตึกทุกด้านก็ถูกเปิดขึ้นด้วย ทุกคนเดินตามนายแพทย์หนุ่มเข้าไปในห้องโถง พลจัดแจงปิดประตูใส่กลอน เพื่อป้องกันไม่ให้คนร้ายหลบหนีไปได้ง่ายๆ ถ้าหากว่ามันหลบซ่อนตัวอยู่ในตึกหลังนี้

แสงสว่างของไฟฟ้าช่วยให้ นิกร, กิมหงวน และเจ้าแห้วมีขวัญและกำลังใจดีขึ้นบ้าง นิกรกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาว่า

"นั่งพักก่อนเถอะโว้ยพวกเรา นั่งสำรวมใจให้เข้มแข็งเสียก่อน บรรยากาศที่นี่มันไม่นาดูเลย ชักหนาวเสียแล้วซี"

นายแพทย์หนุ่มมองดูนิกรอย่างขบขัน

"กินเหล้าปลอบใจเสียหน่อยดีไหมล่ะ เมื่อตอนเย็นกันมารับมอบบ้าน กันพาเจ้าแห้วกับเจ้าเปล่งมาด้วย พอฝรั่งขนของไปแล้ว กันให้อ้ายแห้วกับเจ้าเปล่งไปซื้อเหล้าและโซดามาแช่ตู้เย็นไว้ เครื่องกระป๋องและผลไม้ก็มี"

นิกรลืมตาโพลง "งั้นเรอะ ก๊อเรี่ยมน่ะซี แล้วพวกของว่างหรือเครื่องดื่มมีไหม"

"มี" นายแพทย์หนุ่มตอบเสียงหนักแน่น "กันเตรียมไว้ต้อนรับพวกเราทุกอย่าง หมดเงินไปพันกว่าบาท ตลอดคืนวันนี้เราจะมีเหล้าเบียร์กินกันอย่างเหลือเฟือ พร้อมด้วยกับแกล้มเครื่องดื่มน้ำชากาแฟเค็กมีพร้อม"

นายจอมทะเล้นพยักหน้ารับทราบ "ถ้ามีกินฟุ่มเฟือยอย่างนี้ ผีก็ผีเถอะวะ กันแสดงเอง"

นายพลดิเรกพยักหน้ากับเจ้าแห้ว "เฮ้...เข้าไปในห้องกินข้าว เตรียมหาเหล้าและกับแกล้มยกออกมาให้พวกเรา ป่านนี้โซดาในตู้เย็นคงจะเย็นเจี๊ยบแล้ว เพราะแช่ไว้ตั้งแต่เย็น เราจะชุมนุมกันอยู่ในห้องนี้แหละ"

เจ้าแห้วมองผ่านประตูเข้าไปในห้องรับประทานอาหาร อย่างหวาดๆ

"รับประทานคุณหมอช่วยเข้าไปเปิดไฟฟ้าในห้องให้ผมหน่อยซีครับ รับประทานมืดตื๋ออย่างนี้ รับประทานผมไม่กล้าเข้าไปหรอกครับ"

ดร.ดิเรกมองดูเจ้าแห้วอย่างเศร้าใจ "ถามจริงๆ เถอะวะอ้ายแห้ว ความกล้าในตัวแกไม่ได้มีเหลืออยู่บ้างเลยหรือ"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ "แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานผมลืมไว้ที่บ้านครับ"

"แล้วทำไมแกไม่เอามา"

"มันไม่ยอมมานี่ครับ"

นายแพทย์หนุ่มถือปืนพกเดินเข้าไปในห้องรับประทานอาหาร ซึ่งอยู่ทางซ้ายมือของห้องโถง ทุกคนมองตามเขา และแล้วสามเกลอกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็แลเห็น ดร.ดิเรกหยุดชะงักยืนจังงังเมื่อเดินพ้นช่องประตูเข้าไปเพียงก้าวเดียว ต่อจากนั้นศาสตราจารย์ดิเรกนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก ก็ค่อยๆ ล่าถอยออกมา พล พัชราภรณ์ กล่าวถามทันที

"แกเห็นอะไร หมอ"

ดร.ดิเรกหน้าซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษ

"เอ...นัยน์ตากันฝาดไปหรืออย่างไรโว้ย" เขาพูดเสียงสั่นเล็กน้อย

"ผีเรอะ" นิกรร้องเสียงหลง

"ออไร๋ ไอเห็นปีศาจโครงกระดูกรวม ๔ คน มันนั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวว่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดโพล่งขึ้นทันที

"เหลวละ แกเป็นคนสายตาสั้นนัยน์ตาฝาดแน่ๆ หรือไม่ก็อุปาทานทำให้เห็นไป พ่อจะเข้าไปดูเอง" พูดจบท่านเจ้าคุณก็เดินเข้าไปในห้องรับประทานอาหาร มือขวาของท่านถือปืนพกกระชับมั่น มือซ้ายถือไฟฉายสองท่อน

พอก้าวเข้ามาพ้นช่องประตูเพียงสองสามก้าว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชะงักเช่นเดียวกับ ดร.ดิเรก ท่านร้องอุทานออกมาคำหนึ่งแล้วหมุนตัวกลับ โกยอ้าวออกมาจากห้องนั้นอย่างไม่คิดชีวิต ทำให้สี่สหายและเจ้าแห้วเสียขวัญไปตามกัน

"ผีหรือครับ" เสี่ยหงวนถามละล่ำละลัก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตัวสั่นงันงก ส่งไฟฉายให้อาเสี่ยแล้วพูดเสียงสั่นผิดปกติ

"แกเข้าไปดูเองอ้ายหงวน อาเห็นปีศาจโครงกระดูกสี่คน มันนั่งกินเหล้ากันอยู่ที่โต๊ะกินข้าว อาส่องไฟไปที่มัน แต่พวกมันไม่ได้สนใจกับอาเลย"

กิมหงวนยืนนิ่งเฉยและเม้มปากแน่น แล้วความกล้าอย่างบ้าบิ่นก็เกิดขึ้นแก่เขา อาเสี่ยยิ้มให้เพื่อนเกลอทั้งสามแล้วกล่าวว่า

"มันเป็นคนไม่ใช่ผี มันแต่งชุดดำทั้งชุด สวมเสื้อยืดแขนยาวสีดำ สวมถุงมือดำและสวมถุงคลุมหน้าแบบอ้ายโม่งสีดำ ใช้ฟอสฟอรัสทาหน้าให้เป็นหัวกระโหลก ทาเสื้อผ้าตามตัวให้เป็นโครงกระดูก บุกเข้าไปจับมันเถอะพวกเรา อย่าพยายามคิดว่ามันเป็นผีเลย ทุกคนก็มีปืนกลัวอะไรวะ อย่างมากก็ถูกผีหักคอตาย"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง "รับประทานตอนแรกที่อาเสี่ยพูดก็น่าฟังดี แต่ตอนสรุป รับประทานฟังทะแม่งๆ ชอบกล รับประทานบุกก็บุกครับ ผมทำหน้าที่เป็นกองระวังหลัง"

เสี่ยหงวนถือไฟฉายและปืนพก เดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอทั้งสามกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินเข้าไปในห้องรับประทานอาหารทันที ทั้ง ๖ คนหยุดยืนรวมกลุ่มกันกลางห้องรับประทานอาหาร เมื่อเสี่ยหงวนฉายไฟไปที่โต๊ะรับประทานอาหาร ทุกคนก็ได้เผชิญกับประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นหวาดเสียวที่สุด

ปีศาจโครงกระดูก ๔ ตัวกำลังนั่งคุยกันอยู่ที่โต๊ะรับประทานอาหารนั้น โดยไม่มีเสียง มันเพียงแต่อ้าปากปะหงับๆ ยกมือยกไม้ประกอบบอกให้รู้ว่ามันกำลังคุยกัน บนโต๊ะมีขวดเหล้าและแก้วเหล้าวางอยู่ ดร.ดิเรกยกปืนพกขึ้นเล็งยิงไปที่กลุ่มปีศาจโครงกระดูก ๒ นัดติดๆ กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ รัวปืนพกเข้าใส่จนหมดกระสุนทั้ง ๖ นัด ปีศาจตนหนึ่งยกมือขวาซึ่งมีแต่กระดูก ปัดกระสุนปืนเหมือนกับว่ามันรู้สึกเจ็บๆ คันๆ นิกรกับเจ้าแห้วขนพองสยองเกล้า นายจอมทะเล้นร้องขึ้นสุดเสียง แล้วเผ่นแผล็วออกไปจากห้อง เจ้าแห้วเห็นเช่นนั้นก็เสียขวัญวิ่งตามออกไป อย่างไรก็ตาม พลกับกิมหงวนและ ดร.ดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยังยืนรวมกลุ่มกันอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งศาสตราจารย์ดิเรกรีบเดินไปที่ผนังตึกแล้วเปิดสวิตช์ไฟ

พอไฟฟ้าสว่าง ร่างของปีศาจโครงกระดูกทั้ง ๔ ตนก็หายวับไป คราวนี้นายพลดิเรกยอมรับว่าเขาเสียขวัญแล้ว

"ถอยออกไปก่อนโว้ยพวกเรา" นายแพทย์หนุ่มพูดตะกุกตะกักแทบจะฟังไม่รู้ว่าเขาพูดอะไร "ผีแน่ๆ ถอยออกไปก่อน"

เพราะ ดร.ดิเรกเสียขวัญ ทุกคนก็พลอยเสียขวัญด้วย ต่างค่อยๆ ล่าถอยออกไปจากห้องรับประทานอาหาร นิกรกับเจ้าแห้วคงจะรักกันมากถึงกับกอดกันกลมดิก และสวดมนต์ภาวนาว่าคาถาพึมพำ พลกับเสี่ยหงวนและ ดร.ดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนจับกลุ่มจ้องตาเขม็งมองผ่านประตูเข้าไปในห้องรับประทานอาหาร นายแพทย์หนุ่มกล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นๆ ว่า

"ปืนของเราไม่มีประโยชน์เสียแล้ว เพราะว่า..มันเป็นผีไม่ใช่มนุษย์ ไอยอมรับว่าไอตกใจจนแทบจะช็อคตาย เมื่อเรายิงมันและมันไม่เป็นอะไร พอไอเปิดไฟฟ้ามันก็หายไปหมดทั้ง ๔ ตัว"

เสี่ยหงวนนึกโมโหตัวเอง ที่ขี้ขลาดตาขาวจนเกินไปก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ผีโว้ย กล้าดีออกมาซีวะ"

มีเสียงใครคนหนึ่งร้องตอบกิมหงวนด้วยเสียงห้าวๆ แต่ดังมาก และดังลงมาจากชั้นบนของตัวตึก

"เดี๋ยวโว้ย นุ่งกางเกงก่อน แน่จริงอย่าหนีนะ"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ทุกคนยืนนิ่งเฉยมองไปที่บันไดขึ้นชั้นบน ทันใดนั้นเอง ปีศาจตนหนึ่งก็พาตัวเดินลงบันไดมา เสี่ยหงวนยกมือตบบ่านิกรเบาๆ แล้วบอกเพื่อเกลอของเขา "มันลงมาแล้ว อ้ายกร"

นิกรค่อยๆ ลืมตาขึ้น คลายมือที่กอดเจ้าแห้วออก พอแลเห็นปีศาจร้ายเขาก็ร้องขึ้นด้วยความตกใจ

"ผีดิบ"

ถูกแล้ว มันคือผีดิบ คือผีที่ยังไม่ได้เผา รูปร่างของมันใหญ่โตมาก สูงในราว ๗ ฟุต สวมกางเกงขายาวขาดวิ่น สวมเสื้อยืดแขนยาวคอกลม ที่คอของมันมีห่วงเหล็กขนาดใหญ่เท่าตรวนสวมอยู่ ใบหน้าของมันน่าเกลียดน่ากลัวยิ่ง มันค่อยๆ เดินลงบันไดมาทีละขั้น ตัวของมันแข็งทื่อเหมือนรูปหุ่น นัยน์ตาลืมโพลงไม่กระพริบ

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนนิ่งเฉยไม่กระดุกกระดิก จนกระทั่งมันลงมาพ้นขั้นบันไดขั้นสุดท้าย พ.อ.พล พัชราภรณ์ก็ยกปืนเงียบขึ้นเล็งยิงหน้าอกข้างซ้ายของมัน

"พล๊อก"

กระสุน ๙ มม. ทะลุอกผีดิบออกทางเบื้องหลังแลเห็นถนัด แต่มันก็เดินเรื่อยไปทางห้องรับประทานอาหาร พลยิงซ้ำอีก ๓ นัด ทุกนัดถูกผีดิบเป็นรู ผีดิบไม่ได้สนใจกับคณะพรรคสี่สหายเลย มันบุกเข้าไปในห้องรับประทานอาหาร กิมหงวนวิ่งจดปลายเท้าตามมันไป แต่แล้วเมื่อผีดิบโผล่อหน้าออกมาจากช่องประตูแล้วร้องแฮ่ อาเสี่ยก็ตกใจถึงกับล้มลงก้นกระแทกพื้น แล้วรีบคลานกลับมาหาพรรคพวกของเขา

นิกรยกมือข้างขวาจับหน้าอกซีกซ้ายของเขา เมื่อรู้สึกว่าหัวใจของเขายังทำงานอยู่เขาก็ยิ้มออกมาได้ เขากล่าวกับ ดร.ดิเรกเบาๆ ว่า

"ทำไมผีมันไม่ทำร้ายเราล่ะ หมอ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแห้งๆ

"มันคงต้องการอวดอิทธิฤทธิ์เรา เพื่อให้เราเห็นว่ากระสุนปืนของเราไม่มีความหมายแก่มัน แย่โว้ย กันยอมเชื่อแล้วว่าโลกเรานี้มีผีจริงๆ และกันจะต้องคิดหาวิธีจับผีให้ได้ด้วยวิชาวิทยาศาสตร์ของกัน โน่นลงมาอีกแล้ว คราวนี้ผีผู้หญิงเสียด้วยซี ถ้าจะเป็นเอเย่นต์ผีที่นี่"

เสียงสุนัขรอบๆ บ้านหอนเกรียวกราว กลิ่นเหม็นของศพที่กำลังขึ้นอึ้ดทึ่ดกระจายไปทั่ว คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนตัวแข็งทื่อ อกใจเต้นระทึกไปตามกัน

ปีศาจผู้หญิงเดินลงบันไดมาอย่างแช่มช้า ศีรษะของมันใหญ่เท่าตุ่มน้ำ แต่ตัวของมันเล็กขนาดเท่าคนธรรมดา และผอมกระหร่องจนน่าเกลียด แลเห็นซีโครงพะเยิบพะยาบ นมทั้งสองข้างยานถึงสะดือ และแบนแต๋เหมือนกล้วยทับ ศีรษะของมันดำมะเมื่อม ผมหยิกเหมือนก้นหอย ริมฝีปากแบะปลิ้นและหนา นัยน์ตาทั้งสองข้างโปนถลนเกือบจะหลุดออกมานอกเบ้า จมูกใหญ่บานรั้น ใบหน้าของมันเป็นใบหน้าที่น่าเกลียดน่ากลัวยิ่ง

นางปีศาจหยุดชะงักที่ขั้นพักบันได จ้องมองดูคณะพรรคสี่สหายแล้วมันก็แสยะยิ้ม ยกมือชี้หน้าทุกๆ คน

"สูเจ้ามาหาที่ตาย จงพากันกลับไปเสียเถิด ที่นี่เป็นสโมสรของพวกเรารู้ไหม"

ดร.ดิเรกขมวดคิ้วย่น

"ก็นี่มันบ้านของฉันนี่นะพี่สาว จะมายึดทำสมาคมหรือสโมสรจะใช้ได้หรือ"

"ไม่รู้ กูเป็นผีกูชอบใจจะอยู่ที่ไหนก็ได้" พูดจบนางปีศาจก็สำแดงแผลงฤทธิ์ยืดคอออกทีละน้อย จนกระทั่งคอของมันยาวตั้ง ๓ เมตร ส่ายไปมาเหมือนคอห่าน ดร.ดิเรกร้องออกมาดังๆ

"เปิดโว้ยพวกเรา" ล่าถอยออกมาทางประตูหน้าตึก นิกรรีบถอดกลอนประตูออกขณะที่ปีศาจยื่นศีรษะเข้ามาใกล้และแลบลิ้นออกมายาวเฟื้อย ต่างคนต่างเผ่นออกไปจากห้องโถงทันที นิกรรีบปิดประตูหน้าตึกโดยเร็ว เจ้าแห้วตัวสั่นงันงกมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลมสิ้นสติ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหน้ากัน แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมๆ กัน

ท่านเจ้าคุณกล่าวกับพลด้วยเสียงสั่นเครือ

"ถ้าอาไม่สวดอิติปิโสกันไว้ ปีศาจผู้หญิงมันคงเล่นงานเราแน่ๆ บรื๊อว์.." แล้วท่านก็ทำท่าขนพองสยองเกล้า "อย่างนี้นางนาคพระโขนงสู้ไม่ได้แน่ มันดุเหลือเกิน บ้านนี้คงเต็มไปด้วยผีหลายชนิดที่มาร่วมสังคมพบปะกัน"

นิกรยกมือจับแขนนายแพทย์หนุ่ม แล้วพูดระล่ำระลัก

"รื้อถวายวัดเถอะวะ ขืนปล่อยไว้ไม่ช้าผีปีศาจทั้งกรุงเทพฯ ก็คงมารวมกันที่นี่"

"โน ค่าเช่าเดือนหนึ่งตั้งสี่พันบาท รื้อยังไง รื้อก็กลายเป็นอิฐหัก ขายเป็นคิวได้ไม่กี่สตางค์ ต้องหาวิธีแก้ไข เป็นต้นว่าทำบุญบ้าน นิมนต์พระมาสวดมนต์เย็นฉันเช้า หรือสวดมนต์เช้าฉันเพล ทำพิธีปัดรังควาญไล่ผีปีศาจ"

เสียงแตรรถยนต์ดังกังวานขึ้นหนึ่งครั้ง ทำให้ทุกคนสะดุ้งโหยงและพากันมองลงไปที่รถคาดิลแล็คเก๋ง นิกรกับเจ้าแห้วเส้นผมตั้งชันพร้อมๆ กัน เมื่อแลเห็นปีศาจเจ้าหนูน้อยคนหนึ่งอายุในวัย ๑๒ ขวบ ยืนอยู่ข้างรถ ชะโงกหน้าเข้าไปในรถเอามือกดแตรเล่น

เจ้าหนูน้อยนุ่งกางเกงขาสั้นสีดำ สวมเสื้อยืดคอปกขาดกะรุ่งกะริ่ง แต่หน้าตาเป็นอย่างไรไม่มีใครทราบได้เพราะไม่มีศีรษะ มีแต่ตัวเท่านั้น รู้ว่าเป็นเด็กก็เพราะรูปร่างเป็นเด็ก และแต่งกายเป็นเด็กนั่นเอง

เสียงแตรดังขึ้นอีก เป็นเสียงสั้นยาวติดๆ กัน อาเสี่ยกิมหงวนมองดูอย่างเคืองๆ แล้วเอ็ดตะโรลั่น

"เฮ้ย อ้ายหนู อย่ากดแตรเล่นโว้ย แบตเตอรี่จะหมด เป็นผีอยู่ตามประสาผีซีโว้ย แล้วกัน..."

ปีศาจเจ้าหนูน้อยโผล่ออกมาจากช่องหน้าต่างรถ แล้วเอื้อมมือหยิบศีรษะของมันที่วางอยู่บนเบาะที่นั่งตอนหน้ารถขึ้นมาสวมติดตรงช่องคอ แต่ติดผิดเอาส่วนใบหน้าไว้ข้างหลัง และขณะนี้มันยืนหันหลังให้คณะพรรคสี่สหาย

"รถของคุณน้าสวยจังครับ" เสียงแจ๋วๆ ของปีศาจเด็กดังขึ้น "ที่เมืองผีไม่มีนี่ครับ มีแต่รถกงเต็กที่ทำด้วยกระดาษ"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื้อก "ติดหัวของแกเสียให้ถูกโว้ย ไง๋เอาหน้ามาไว้ข้างหลัง"

ปีศาจหนูน้อยหัวเราะเสียงเยือกเย็น

"ไม่เป็นไรครับคุณน้า อย่างนี้ผมก็เดินไปได้ มีหัวหรือไม่มีหัวไม่สำคัญครับ อ้า...ระวังนะครับผมจะเตือนให้ พวกผีที่นี่เขากำลังประชุมกันจะเล่นงานพวกคุณน้า ทางที่ดีรีบออกไปเสียจากบ้านนี้เถอะครับ" พูดจบเจ้าหนูน้อยก็เดินดุ่มๆ ไปจากที่นั้น แล้วทำท่าเต้นทวิสต์ไปด้วย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับนายแพทย์หนุ่มทันที

"ว่ายังไงดิเรก พ่อคิดว่าเรากลับบ้านเราดีกว่า ผีปีศาจบ้านแกมันดุร้ายมาก ถ้าเราขืนอยู่ทู่ซี้ผจญกับมัน พวกเราอาจจะตกใจตาย หรือถูกผีมันฆ่าตายก็ได้"

นายพลดิเรกเห็นพ้องด้วย "ออ ไร๋ เพื่อความปลอดภัยของชีวิตพวกเรากลับก็กลับ แล้วเราค่อยคิดอ่านแก้ไขต่อไปในเรื่องนี้"

นิกรกล่าวขึ้นทันที "กันคิดได้แล้วหมอ เราควรจะใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง"

ศาสตราจารย์ดิเรกขมวดคิ้วเข้าหากัน "ยูหมายความว่ากระไร"

นายจอมทะเล้นยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา

"พึ่งทุ่มครึ่งกว่าๆ เท่านั้น กันจะพาพวกเราไปหาอาจารย์ของกัน หมอใหญ่ยังไงล่ะ บ้านอยู่ข้างวัดธาตุทองแค่นี้เอง แกนึกออกไหม"

ศาสตราจารย์ดิเรกลืมตาโพลง

"โอ...ไอโนว์ ไอจำได้อย่างไม่มีวันลืม เพราะอาจารย์ใหญ่หรือหมอใหญ่จอมไสยศาสตร์ได้ช่วยชีวิตไอไว้เมื่อตอนที่ไอถูกหมอท้วมปล่อยคุณมาเข้าท้องไอ ไอถือว่าอาจารย์ใหญ่ผู้นี้มีบุญคุณต่อกันอย่างที่สุด (สามเกลอ ตอน 'หมอเผชิญหมอ') กันจะจดจำพระคุณของท่านไว้จนวันตายทีเดียว"

นิกรชื่นใจที่นายพลดิเรกชมเชยอาจารย์ไสยศาสตร์ของเขา

"กันจะพาพวกเราไปหาอาจารย์ใหญ่เดี๋ยวนี้ ไปเล่าเรื่องผีปีศาจที่นี่ให้ท่านฟัง แล้วขอร้องให้อาจารย์ใหญ่ช่วยมาปราบให้ราบคาบ บ้านของแกจะได้มีคนมาเช่าอยู่อาศัยต่อไป"

นายแพทย์หนุ่มเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ออไร๋ แต่ว่าอาจารย์ใหญ่จะปราบมันได้หรือ กันรู้สึกว่าผีที่นี่มีหลายชนิด ผีดิบก็มี ผีสุกก็มี ที่ดิบๆ สุกๆ ก็คงมี ผีเด็ก ผีคนแก่ ผีผู้หญิง ผีผู้ชายและผีกระเทยก็คงรวมกันอยู่ที่นี่หลายตัว"

มีเสียงห้าวๆ ร้องตะโกนมาทางมุมตึกด้านขวา

"เออ..ใช่ ผีตายโหง ผีตายทั้งกลม ผีปอบ ผีกระสือ ผีกระหัง มีทั้งนั้น ที่นี่ชุมนุมดาราผีโว้ย ไปเถอะไปตามอาจารย์ของลื้อมา พวกอั๊วจะได้ช่วยกันหักคอเล่นแก้กลุ้ม ผีชั้นนี้แล้วไม่กลัวหมอผีโว้ย กลัวแต่โปลิศเท่านั้น"

ทุกคนต่างทำคอย่นพร้อมๆ กันราวกับนัดกันไว้ดร.ดิเรกมองดูหน้าเพื่อนเกลอทั้งสามแล้วยิ้มแห้งๆ

"เราพูดกันเบาๆ แท้ๆ ไง๋มันได้ยินล่ะหว่า"

นิกรมองซ้ายมองขวาด้วยความประหวั่นพรั่นใจ

"ก็มันเป็นผี หูมันทิพย์ นัยน์ตามันก็ทิพย์"

อาเสี่ยจุ๊ย์ปากให้ทุกคนสงบเงียบ แล้วกระซิบกระซาบบอกพรรคพวกของเขา

"กันได้ยินเสียงผีมันคุยกันในห้องโถงว่ะ มันคงกำลังประชุมกันเพื่อเล่นงานเราแน่นอน"

เจ้าแห้วตัวสั่นงันงก "รับประทานแล้วเราจะโอ้เอ้ล่าช้าอยู่ทำไมล่ะครับ"

นายพลดิเรกเห็นพ้องด้วย "ออไร๋ ใส่กุญแจประตูเสียก่อน" พูดจบเขาก็เดินไปที่ประตู แล้วล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบพวงกุญแจออกมา

กุญแจที่ติดกับประตูเป็นกุญแจแบบเก่า รูกว้างใหญ่เป็นรูปวงกลม และข้างล่างเป็นรอยลึกลงไป นายแพทย์หนุ่มโก้งโค้งก้มตัวลงมองดูตามช่องกุญแจนั้น แสงไฟฟ้าในห้องโถงที่เขาเปิดทิ้งไว้ส่องสว่างจ้าราวกับกลางวัน ภาพที่เขาแลเห็น ทำให้ศาสตราจารย์ดิเรกร้องอุทานออกมาคำหนึ่ง แล้วยืดตัวขึ้นยืนตรง

"แกเห็นอะไรหมอ" นิกรถามเสียงสั่น

"ผีว่ะ" ดร.ดิเรกตอบเสียงหนักแน่น "ผีตั้ง ๒๐ ตัวยืนรวมกลุ่มกันอยู่กลางห้อง เป็นรูปโครงกระดูกก็มี หัวโตเท่าพ้อมคอยาวตั้งวาก็มี บางตัวก็กำลังขึ้นอึ้ดทึ่ด ผีดิบที่เราเห็นก็ยืนรวมกลุ่มอยู่ด้วย แกดูซีอ้ายกร"

นิกรสะดุ้ง "ไม่...ไม่ดูแล้ว รีบไปหาอาจารย์ใหญ่ดีกว่า เราไม่มีเวทย์มนต์ที่จะต่อสู้กับมัน อาจารย์ท่านเลี้ยงภูติผีโหงพรายไว้มาก ท่านอาจจะพาผีที่ท่านเลี้ยงไว้มาต่อสู้ปราบปรามผีที่นี่ก็ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดตัดบท

"ไป...ไปก็รีบไปโว้ย สถานการณ์ของพวกเรากำลังคับขัน เราจะปลอดภัยก็ต่อเมื่อเราออกพ้นไปจากบ้านนี้"

ทันใดนั้นเอง เสียงไชโยโห่ร้องของพวกปีศาจก็ดั้งขึ้นเซ็งแซ่ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ปอดลอยไปตามกัน นายพลดิเรกรีบจัดแจงใส่กุญแจประตูห้องโถงอย่างรีบร้อน กลัวว่าพวกผีจะเปิดประตูออกมา ต่อจากนั้นสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็รีบลงไปจากตึก และแก่งแย่งกันขึ้นไปนั่งบนรถคาดิลแล็คเก๋งด้วยความกลัว เจ้าแห้วนั่งประจำที่คนขับตามเดิม ความกลัวผีทำให้มือของเจ้าแห้วสั่น จนกระทั่งหมดความสามารถที่จะสอดลูกกุญแจเข้าไปในรูกุญแจสวิตช์ไฟได้ ระหว่างนั้นเอง ทุกคนก็ได้ยินเสียงเพลงกราวนอก ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน

พวกเราเหล่าปีศาจล้วนอาจหาญ

ต่างสมานสามัคคีผีทั้งหลาย

หลอกล้อคนเล่นไม่เว้นวาย

ทั้งโหงพรายหลายเหล่าเราร่วมรบ

เจ้าสี่คน พล, นิกร และ กิมหงวน

หมอดิเรกมาก่อกวนความสงบ

ทั้งเจ้าคุณอ้ายแห้วล้วนบัดซบ

ต้องหักคอให้ครบทั้งหกคน

ตุมๆ ตุ่มตุม ตะละล้า

ตุมๆ ตุ่มตุม เอาละว้า

เจ้าแห้วยัดลูกกุญแจเข้าไปในรูกุญแจสวิตช์ไฟฟ้าได้แล้ว เมื่อเขาบิดไปทางซ้าย ไฟสีแดงเหนือรูกุญแจก็เปิดขึ้นไดนาโมสตาร์ททำงานทันที เจ้าแห้วนำคาดิลแล็คเก๋งคันงามแล่นออกจากที่อย่างรวดเร็ว เมื่อคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เหลียวหน้ามาดู ทุกคนก็แลเห็นฝูงปีศาจในรูปลักษณะต่างๆ กันวิ่งตามมา ทั้งๆ ที่ประตูหน้าตึกใส่กุญแจแล้ว ผีเหล่านี้ก็สามารถออกมาได้ด้วยอิทธิฤทธิ์ พวกปีศาจโห่ร้องเกรียวกราว บ้างก็ชูกำปั้นหรา

ในราว ๒๐.๐๐ น. คณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็มาถึงบ้านอาจารย์ใหญ่ หรือหมอใหญ่อาจารย์ไสยศาสตร์ชื่อดังผู้เป็นอาจารย์ของนิกร และครั้งหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ดร.ดิเรกได้ถูกหมอโบราณและหมอไสยศาสตร์คนหนึ่งปล่อยคุณมาเข้าท้องเขา ทำให้นายพลดิเรกเกือบจะต้องเสียชีวิต แต่นิกรรีบมารับอาจารย์ใหญ่ไปช่วยเหลือนายแพทย์หนุ่มไว้ได้ แล้วในที่สุดอาจารย์ใหญ่ก็ใช้เวทย์มนต์คาถาของเขาสังหารหมอโบราณคนนั้นเสีย เป็นเหตุให้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เลื่อมใสศรัทธาในความรู้ความสามารถอันยอดเยี่ยมของหมอใหญ่มาก แม้กระทั่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ เองก็ยังยอมฝากตัวเป็นศิษย์หมอใหญ่

ชายชราวัย ๗๕ ปีผู้นี้ มีเคหสถานอยู่ในซอยซอยหนึ่งข้างวัดธาตุทองทางพระโขนง หมอใหญ่ปลูกเรือนสองชั้นแบบง่ายๆ ฝีมือช่างเถอะ คืออาศัยพรรคพวกละลูกศิษย์ช่วยกันสร้างโดยไม่ต้องมีแบบแปลน เป็นเรือนสองชั้นขนาดกลางเหมาะสำหรับครอบครัวเล็กๆ คือหมอใหญ่กับภรรยาสาววัย ๑๘ ขวบของเขา ซึ่งเขาได้มาด้วยการใช้เวทย์มนต์ผูกจิต นอกจากนี้ก็มีลูกศิษย์ก้นกุฏิอาศัยอยู่กับเขาสองคน คอบปรนนิบัติรับใช้ แล้วก็แม่ครัววัยกลางคนอีกคนหนึ่ง

และบ้านนี้มีบริเวณบ้านจำกัด รถยนต์แล่นเข้ามาไม่ได้ คาดิลแล็คเก๋งจึงจอดอยู่ริมซอยข้างรั้วบ้านของหมอใหญ่ แล้วนิกรก็พาทุกคนเข้ามาในเขตบ้านอาจารย์ของเขา ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้ คนในบ้านยังไม่นอน ประตูรั้วบ้านก็ยังเปิดทิ้งไว้บานหนึ่ง

ชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิได้ลงมาต้อนรับสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ในท่าทางพินอบพิเทา

"อาจารย์อยู่ไหมวะ เลื่อน" นิกรถามอย่างสนิทสนม

"อยู่ครับ เชิญเจ้านายขึ้นไปข้างบนซีครับ อาจารย์สั่งผมให้ลงมาคอยรับคุณเมื่อ ๑๐ นาทีนี่เอง"

นิกรขมวดคิ้วย่น "เอ๊ะ ทำไมท่านรู้ว่าฉันจะมาที่นี่"

"ก็โหงพรายที่ท่านเลี้ยงไว้มันบอกท่านน่ะซีครับ"

ดร.ดิเรกกล่าวถามขึ้นบ้าง "ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือน้องชาย"

เจ้าหนุ่มในวัยเบญจเพสเปลี่ยนสายตามาที่นายพลดิเรก แล้วยิ้มให้

"คุยกับพวกกุมารทองครับ"

นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก

"กุมารทอง..." เขาครางแล้วหันมาถามนิกร "ผีใช่ไหมอ้ายกร"

นิกรอมยิ้ม

"ใช่ กุมารทองคือผีเด็กที่ตายไปแล้ว อาจารย์เอามาเลี้ยง ใช้สอยได้คล่องกว่าผู้ใหญ่ ใช้ไปซื้อกาแฟ ซื้อหนังสือพิมพ์ ใช้ไปจ่ายตลาดได้ทั้งนั้น"

นายเลื่อนพาคณะพรรคสี่สหายเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วขึ้นไปบนเรือนเก่าๆ หลังนั้น

"อาจารย์สั่งผมให้เชิญเจ้านายขึ้นไปพบบนห้องพิธีของท่านเลยครับ" ลูกศิษย์ก้นกุฏิของหมอใหญ่พูดกับสี่สหายและท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อม แล้วเขาก็หันไปพูดกับลมๆ แล้งๆ "เฮ้ย...ถอยออกไป มามุงดูอะไรวะ ท่านเหล่านี้เป็นแขกผู้มีเกียรติของอาจารย์เรานะจะบอกให้"

ดร.ดิเรกทำหน้าชอบกล กระซิบถามนิกรว่า

"เขาพูดกับใครวะ"

"อ๋อ..พูดกับผีน่ะซี นายเลื่อนเขามองเห็นมันแต่เราไม่เห็นมันหรอก อาจารย์ท่านเลี้ยงผีไว้ตั้งร้อยตัวเห็นจะได้ รวมทั้งโหงพรายและกุมารทอง"

นายแพทย์หนุ่มเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์ใจเหลือที่จะกล่าว เลื่อนพาทุกคนเข้าไปในห้องกลาง แล้วขึ้นบันไดไปชั้นบน บ้านของหมอใหญ่มีแสงไฟสลัวลาง เครื่องแต่งบ้านเกะกะรุงรัง ตามฝาห้องประดับศีรษะกวางและรูปเก่าๆ มีผ้ายันต์หรือธงเล็กๆ ลงอักขระแขวนไว้เหนือบานประตูหน้าต่าง และที่โต๊ะสี่เหลี่ยมข้างบันไดขึ้นชั้นบน มีหัวกระโหลกผีวางเด่นอยู่อันหนึ่ง ทำให้นิกรกับเจ้าแห้วรู้สึกหวั่นใจอย่างไรชอบกล

นายเลื่อนพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเข้ามาในห้องๆ หนึ่ง ซึ่งเป็นห้องพิธีของอาจารย์ใหญ่ ด้านหลังห้องมีม่านสีแดงกั้นตลอด มีโต๊ะหมู่บูชาประดิษฐานองค์พระพุทธรูปอยู่ในครอบแก้วองค์หนึ่ง มีพานดอกไม้ กระถางธูป เชิงเทียน บาตรสำหรับทำน้ำมนต์ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เกี่ยวกับไสยศาสตร์อีกมากมาย หมอใหญ่นุ่งขาวห่มขาวแบบผู้ทรงศีลนั่งขัดสมาธิอยู่บนพรมเล็กๆ ผืนหนึ่ง ชายชราเจ้าของร่างบอบบางผอมกระหร่อง เนื้อตัวสกปรก ผมเผ้ายาวรุงรัง เป็นผู้สละแล้วซึ่งกิเลสทั้งหลายแต่ชอบมีเมียสาว

เมื่อแลเห็นสี่สหายกับเจ้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ทรุดตัวลงนั่งเรียงรายกันเบื้องหน้าเขา จอมไสยศาสตร์ก็ยิ้มละไม รีบประนมมือไว้ระหว่างอก ในเวลาเดียวกับที่ พล, นิกร, กิมหงวน, ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วยกมือไหว้เขา

"สวัสดีขอรับ สวัสดีทุกๆ ท่าน เด็กของผมมันบอกผมเมื่อสักครู่นี้เองว่าพวกเจ้านายกำลังเดินทางมาหาผม" อาจารย์ใหญ่พูดยิ้มๆ "มีอะไรที่จะให้ผมได้รับใช้บ้างกรุณาบอกผมเถอะครับ" พูดจบหมอใหญ่ก็จุ๊ย์ปากแสดงสีหน้าไม่พอใจ ยกมือชี้ไปที่หน้าต่างบานหนึ่ง "อะไรกันวะหาโผล่หน้ากันสลอน ช่างไม่มีมารยาทเสียบ้างเลย ผู้ใหญ่กำลังคุยกันเห็นไหม ไปเล่นที่อื่นซี แล้วกัน เดี๋ยวก็โดนหวายเท่านั้น"

นายแพทย์หนุ่มกระซิบถามนิกร "อาจารย์ดุผีที่ท่านเลี้ยงไว้ใช่ไหม"

นิกรพยักหน้าแล้วกระซิบตอบ

"ใช่ ผีกุมารทองทั้งนั้น อาจารย์ท่านรักเหมือนลูก" แล้วนิกรก็พูดเสียงปกติ "แกเล่าให้อาจารย์ฟังซิหมอ"

นายพลดิเรกอยากจะลองภูมิหมอใหญ่ เขาก็ยกมือไหว้จอมไสยศาสตร์แล้วกล่าวว่า

"อย่าหาว่าผมทดสอบความรู้ของอาจารย์เลยนะครับ ผมกำลังมีเรื่องเดือดร้อนจะให้อาจารย์ช่วย แต่ถ้าผมไม่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้อาจารย์ฟัง อาจารย์จะรู้ได้เองไหมครับ"

หมอใหญ่หัวเราะชอบใจ

"ทำไมผมจะไม่รู้ ผมหลับตานั่งทางในดูผมก็รู้" พูดจบหมอใหญ่ก็หลับตานั่งนิ่งเฉย สักครู่เขาก็กล่าวว่า "คุณหมอกับพวกเจ้านายเหล่านี้เจอดีเข้าแล้วใช่ไหมล่ะครับ ถ้าหนีออกมาจากบ้านในซอยไชยยศไม่ทัน พวกผีปีศาจที่นั่นมันก็คงหลอกหลอนถึงกับตกใจตาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือก

"อาจารย์รู้ได้อย่างไรครับ"

หมอใหญ่ลืมตาขึ้น และตอบท่านเจ้าคุณอย่างพินอบพิเทา

"กระผมมองเห็นด้วยวิชาวิปัสสนาของกระผมครับใต้เท้า เป็นความจริงใช่ไหมล่ะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหมอใหญ่ด้วยความเลื่อมใส

"ถูกแล้วอาจารย์ พวกเราถูกผีที่บ้านของดิเรกในซอยไชยยศเล่นงานเรา ซึ่งทีแรกเราคิดว่ามันเป็นการปลอมแปลงเป็นผี แต่แล้วมันก็เป็นผีจริงๆ "

นายแพทย์หนุ่มพูดเสริมขึ้น

"ผมมารับตัวอาจารย์ไปปราบมันครับ และอยากจะขอความกรุณาให้อาจารย์ไปที่บ้านนั้นเดี๋ยวนี้ สำหรับค่าป่วยการไม่ต้องพูดถึงครับ อาจารย์จะเรียกร้องเท่าใดผมจ่ายให้ทันที"

อาจารย์ใหญ่ยิ้มกริ่ม นึกดีใจที่จะได้เงินก้อนซ่อมบ้านในคราวนี้

"เรื่องเงินไม่สำคัญครับ เมื่อคุณหมอเป็นลูกศิษย์ผม ผมก็ต้องให้ความช่วยเหลือเต็มที่ ผมจะไปที่บ้านซอยไชยยศเดี๋ยวนี้ แต่ว่าขอเวลาให้ผมสัก ๑๐ นาที"

นิกรสบตากับอาจารย์ของเขาก็พูดขึ้นทันที

"อาจารย์จะใช้เวทย์มนตร์ปราบปีศาจที่บ้านนั้นหรือครับ"

หมอใหญ่สั่นศีรษะ

"เวทมนตร์คงสู้มันไม่ไหวคุณนิกร ผมจะใช้ผีที่ผมเลี้ยงไว้ปราบมัน ที่ขอเวลา ๑๐ นาทีก็เพื่อเรียกระดมพลผีทั้งหลาย"

นายพลดิเรกตื่นเต้นอย่างยิ่ง

"โอ...อิท อิส วันเดอร์ฟุล ฮ่ะ ฮ่ะ อาจารย์ของผมจะพาผีของอาจารย์ไปรบกับปีศาจที่บ้านในซอยไชยยศหรือครับ"

จอมไสยศาสตร์ยิ้มแป้น

"ครับ ถูกแล้วครับคุณหมอ"

นายแพทย์หนุ่มมีท่าทางกระสับกระส่ายผิดปกติ

"แล้วพวกเราจะมองเห็นผีปีศาจของอาจารย์ไหมครับ"

"อ๋อ ถ้าตามธรรมดาแล้ว ผีนั้นยากที่เราจะมองเห็นมันด้วยตาเปล่าได้ เว้นแต่ว่ามันหลอกหลอนเรา แต่ว่าผมมีวิธีการที่จะทำให้พวกเจ้านายทุกคนได้แลเห็นผีปีศาจทั้งหลายที่มีอยู่ทั่วไป ไม่ว่ามันจะปรากฏตัวอยู่ที่ไหนก็มองเห็น ผีมันก็เหมือนคนนั่นแหละครับ เดินกันให้ยั้วเยี้ยทั่วกรุงเทพฯ แทบจะหลีกกันไม่พ้น นับว่าผีป่าและผีตามบ้านนอกคอกนาได้หลั่งไหลกันเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ปรากฏว่ามีจำนวนสำมะโนครัวประชากรเพิ่มขึ้นตามลำดับ ผีก็ยังต้องอาศัยคนครับ ที่ไหนมีคนมากก็มีเศษอาหารให้มันกิน หรือพอที่จะขโมยกินได้ เดี๋ยวนี้พวกอาหารสดคาวหรือเครื่องกระป๋องตามตลาดเผลอไม่ได้ เป็นหายเพราะผีขโมยเอาไปกิน บางทีหมูทั้งขายังหาย ผีที่มีฐานะดีลูกเมียหรือผัวหรือพ่อญาติพี่น้องทำบุญใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลไปให้ ก็ได้กินอยู่อย่างอิ่มหนำสำราญ ปรโลกหรือโลกของผีมันซ่อนอยู่บนโลกเรานี่แหละครับ"

ดร.ดิเรกพยักหน้าแล้วพูดตัดบท

"ออไร๋ ออไร๋ อาจารย์เก็บไว้อธิบายเรื่องผีปีศาจศาสตร์ให้ผมและพวกเราฟังในวันหลังเถอะครับ ผมอยากจะให้อาจารย์ไปที่บ้านผมในซอยไชยยศเร็วๆ ผีที่นั่นมันดุร้ายจริงๆ ผมเคยคิดว่าผีเป็นเรื่องเหลวไหล ผมก็เชื่อแล้วว่าผีมีจริงๆ อาจารย์จะเรียกระดมพลอย่างไรก็ลงมือเถอะครับ"

อาจารย์ใหญ่หรือหมอใหญ่เลื่อนตัวไปทางหน้าโต๊ะหมู่ เอื้อมมือหยิบกล่องกระดาษแข็งกล่องหนึ่งลงมาจากโต๊ะแล้วเปิดฝากล่องออก หยิบแว่นตาซาโลลอยสีแดงแบบเดียวกับแว่นดูภาพยนตร์ ๓ มิติเมื่อครั้งก่อนออกมาจากกล่อง รวมทั้งหมด ๖ อัน แล้วส่งให้ ดร.ดิเรกอย่างนอบน้อม

"คุณหมอเอาแว่นแจกพวกเจ้านายให้ทั่วครับแล้วสวมมันเข้า แว่นนี้จะช่วยให้มองเห็นผีปีศาจทั้งหลาย ขั้นแรกก็จะเห็นผีที่นี่ ทั้งโหงพรายและกุมารทองที่ผมเลี้ยงไว้"

นายแพทย์หนุ่มแสดงท่าทีฉงนสนเทห์ใจที่สุด เขาหันมามองดู พ.อ.นิกรซึ่งนั่งพับเพียบอยู่ข้างๆ เขา

"แกเคยสวมแว่นสามมิติแบบนี้ดูผีบ้างหรือเปล่า"

"เคย อาจารย์เคยให้กันใส่แว่นดูผีในวัดธาตุทองมาแล้ว เดินกันให้เพ่นพ่านไปหมด แต่ที่เห็นคืนวันนั้นโดยมากเป็นผีจิ๊กโก๋"

ดร.ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"ไง๋รู้ว่าเป็นผีจิ๊กโก๋"

"ก็มันร้องเพลงร็อคกันให้ลั่นวัด การแต่งตัวมันก็บอก"

ศาสตราจารย์ดิเรกแจกแว่นให้เพื่อเกลอทั้งสามกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วคนละอัน เขากับเสี่ยหงวนต่างถอดแว่นประจำตัวออกใส่กระเป๋า ทุกคนสวมแว่นซาโลลอยสีแดงของอาจารย์ใหญ่ และแล้วคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจไปตามกัน เมื่อแลเห็นเด็กชายหญิงวัยสี่ห้าขวบคู่หนึ่ง นั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่ข้างหลังหมอใหญ่

เจ้าแห้วถอยหลังกรูด

"กุมารทองหรือครับอาจารย์" เจ้าแห้วถามอย่างหวาดๆ

"เออ อย่าตกใจเลยเจ้าแห้ว เด็กของข้าไม่ทำอะไรเอ็งหรอกเว้นแต่ข้าจะใช้มัน" แล้วอาจารย์จอมไสยศาสตร์ก็ยิ้มให้สี่สหาย "เป็นยังไงครับแว่นของผม ช่วยให้พวกเจ้านายได้เห็นผีที่ผมเลี้ยงไว้แล้วใช่ไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จ้องตาเขม็งมองดูกุมารทั้งสองอย่างไม่วางตา เด็กผู้หญิงไว้ผมจุกหน้าตาน่าเอ็นดูมาก

"อาจารย์เป็นยอดไสยศาสตร์จริงๆ " ท่านเจ้าคุณกล่าวชม "นี่มันแว่นดูหนังสามมิตินี่ครับ"

"ใช่ครับใต้เท้า ผีมันก็มีส่วนสามมิติเหมือนกัน เรามองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เว้นแต่มันหลอกหลอนเรา แต่ถ้าเราใส่แว่นแบบนี้มันก็ช่วยให้เรามองเห็น"

พลคลานเข้าไปหากุมารทั้งสอง และเอื้อมมือตบศีรษะแม่หนูน้อย แต่ก็ตบไม่ถูกเหมือนกับว่าเขายกมือลูบลงไปบนอากาศ ผีกุมารทั้งสองต่างยิ้มให้พล อาจารย์ใหญ่หัวเราะชอบใจ

"มันมีแต่วิญญาณครับคุณพล คุณจะถูกตัวมันไม่ได้หรอกครับ เด็กสองคนนี้ผมเลี้ยงไว้หลายปีแล้ว คนผู้ชายเป็นลูกนายทหารตายเมื่อในราว ๑๐ ปีกว่ามานี่ คนผู้หญิงเป็นลูกผู้มีอันจะกินทางปากน้ำตายมา ๕๐ กว่าปีแล้วครับ ในสมัยที่เด็กนิยมไว้ผมจุก อ้า...ลงไปข้างล่างเถอะครับ ผมจะระดมพวกผีของผม พวกเจ้านานจะได้เห็นผีที่ดุเดือดทั้งนั้น แต่ละคนไว้ใจได้ ผมรับรองว่าในชั่วโมงนี้เด็กๆ ของผมจะปะทะกับพวกผีที่บ้านคุณหมอแบบตะลุมบอนทีเดียว ศึกปีศาจจะทำให้พวกเจ้านายตื่นเต้นที่สุด เพราะจะมองเห็นการต่อสู้อย่างถนัดชัดเจนตลอดเวลา"

หมอใหญ่พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วออกมาจากห้องพิธี ลงบันไดมาชั้นล่างและออกมาทางหน้าเรือน หมอใหญ่ยืนประนมมือร่ายวิทยาอาคมขลังผูกจิตใจปีศาจและโหงพรายที่เขาเลี้ยงไว้ ซึ่งบัดนี้ได้แยกย้ายกันไปเที่ยวนอกบ้าน ไปดูยี่เกที่วิกพระโขนงก็มี บ้างก็ไปดูหนังหรือไปนั่งจับกลุ่มคุยกัน ตามร้านกาแฟตามประสาผีที่ไม่มีอะไรทำ

ด้วยเดชะเวทวิเศษ พวกผีปีศาจทั้งหลายต่างรีบพากันกลับมาบ้านพักโดยด่วน และผีนั้นถึงจะอยู่ไกลแสนไกลก็ใช้เวลาเดินทางเพียงพริบตาเดียวเท่านั้น คือเร็วกว่าไอพ่นประจัญบาน

บริเวณที่ว่างหน้าบ้านหมอใหญ่ ซึ่งเป็นลานดินขนาดสนามแบดมินตัน กลายเป็นที่ชุมนุมของฝูงปีศาจไปแล้ว ด้วยแว่นวิเศษทำให้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างแลเห็นภูตผีโหงพรายไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ตัวยืนอยู่เรียงราย แต่ละตัวมีรูปร่างหน้าตาผิดแผกแตกต่างกัน บ้างก็มีรูปร่างสูงใหญ่แบบอสุรกายหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวยิ่ง บ้างก็คอยืดคอยาวมีหัวเดียวหรือสองศีรษะ บ้างก็ผอมกระหร่องแต่ศีรษะใหญ่เท่าตุ่มน้ำ บ้างก็กำลังขึ้นอึ้ดทึ่ดหนอนและแมลงวันไต่ยั้วเยี้ยตามตัวน้ำเหลืองเฟะ ที่เป็นร่างโครงกระดูกก็มี ผีเหล่านี้ล้วนแต่เป็นผู้ชาย มีทั้งผีดิบ, ผีสุก และผีดิบๆ สุกๆ ส่วนมากเป็นผีตายโหงดุร้ายมาก แต่ละตัวถืออาวุธต่างๆ กัน ถือเคียวเกี่ยวหญ้าก็มี ถือง้าวหรือทวนหอกดาบก็มี บ้างก็ถือเหล็กขูดช๊าฟ ส่วนผีวัยรุ่นถือระเบิดขวดและมีมีดพกเป็นอาวุธเป็นอาวุธคู่มือ

หมอใหญ่ชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะทำท่าคล้ายกับอด๊อฟฮิตเลอร์ อดีตผู้นำเยอรมันที่พาประเทศชาติของเขาไปสู่ความพินาศล่มจม เสียงจ้อกแจ้กจอแจของพวกผีปีศาจเงียบกริบ

"ผีทั้งหลายจงฟังข้า" อาจารย์จอมไสยศาสตร์กล่าวขึ้นด้วยเสียงกังวาน "บัดนี้ ลูกศิษย์ของข้าถูกผีที่บ้านในซอยไชยยศรบกวนหลอกหลอน ข้าจะนำพวกเจ้าไปสู้รบกับผีที่นั่น รบกันแบบนองเลือด ข้าเลี้ยงพวกเจ้ามาช้านานแล้ว ถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะแสดงความสามารถอาจหาญของเจ้า"

พวกผีโห่ร้องขึ้นทันที ผีจิ๊กโก๋ตัวหนึ่งที่ถูกแทงตายเมื่อเดือนก่อน หมอใหญ่เอามาเลี้ยงไว้ร้องตะโกนขึ้นทันที

"สู้ตายโว้ยพวกเรา เพื่ออาจารย์ของเรา เราจะสู้ไม่ถอย เอ้า-เฮ-"

ฝูงปีศาจต่างกระโดดโลดเต้นคึกคะนองไปตามกัน หมอใหญ่เดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ซึ่งกำลังจ้องมองดูผีของเขาแทบไม่กระพริบตา แล้วจอมไสยศาสตร์ก็กล่าวกับนายพลดิเรกอย่างยิ้มแย้มว่า

"เป็นยังไงครับคุณหมอ ตื่นเต้นมากหรือครับ"

"ออไร๋ วิเศษแท้ครับอาจารย์ ดูหนังสามมิติยังไม่ตื่นเต้นเหมือนอย่างนี้" พูดจบ ดร.ดิเรกก็ลองดึงแว่นซาโลลอยออก ภาพปีศาจที่เขามองเห็นจากแว่นหายไปแล้ว มีแต่บริเวณลานดินอันว่างเปล่า ครั้นนายแพทย์หนุ่มสวมแว่นซาโลลอยตามเดิม เขาก็แลเห็นพวกผีปีศาจเกลื่อนไปหมด "โอ้โฮ ผมเห็นจะต้องมาเรียนวิชาไสยศาสตร์กับอาจารย์ แน่ๆ ครับ มันเป็นศาสตร์ที่เร้นลับมหัศจรรย์จริงๆ "

"เชิญสิครับ ผมจะสอนให้เริ่มต้นตั้งแต่วิปัสสนาขั้นแรก ต่อจากนั้นก็เรียนยกเมฆพรายกระซิบ เรียนเวทย์มนตร์คาถาจากผม รับรองว่าผมมีวิธีสอนแบบเรียนลัด เรียน ๑๐ วันจบหลักสูตรครับ"

"ขอบคุณครับอาจารย์ รีบไปที่ซอยไชยยศเถอะครับ พวกเราหนีผีมาไม่ได้ปิดประตูรั้วนอกถนน ขืนร่ำไรพวกหน่วยงัดแงะ อาจจะถือโอกาสเข้าไปทำการโจรกรรมก็ได้ ข้าวของในบ้านผมมีอยู่ไม่น้อย อาจารย์พร้อมแล้วใช่ไหมครับ"

"ครับ พร้อมแล้ว" พูดจบหมอใหญ่ก็ร้องบอกพวกฝูงปีศาจ "เด็กๆ โว้ยวิ่งตามรถไป จำไว้ว่าพวกเจ้าจะต้องเอาชนะผีที่บ้านนั้นให้ได้ ถ้าแพ้มันข้าจะเลิกเลี้ยงพวกเจ้าหาผีดุๆ มาเลี้ยงใหม่"

พวกผีปีศาจต่างโห่ร้องเกรียวกราว และเคลื่อนพลออกไปจากบ้านพักของหมอใหญ่ก่อนศาสตรา จารย์ดิเรกแลเห็นสามเกลอกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ จ้องมองดูฝูงปีศาจด้วยความสนใจเขาก็ร้องขึ้นดังๆ

"เฮ้-ถอดแว่นสามมิติออกเสียที เลิกดูได้แล้วโว้ย ประเดี๋ยวไปดูการสู้รบที่บ้านกันดีกว่า"

ทุกคนต่างถอดแว่นตาซาโลลอยออก นิกรยิ้มแป้น กล่าวกับพ่อตาของเขาว่า

"ผีของอาจารย์ ผมไม่กลัวมันหรอกครับ เพราะรู้ว่าอย่างไรเสียมันก็ไม่เล่นงานพวกเรา คุณพ่อเห็นหรือยังว่าอาจารย์ของผมแน่ขนาดนี้ ไม่มีหมอผีหรือหมอไสยศาสตร์คนไหนอีกแล้ว ที่จะมีวิชาความรู้เหนืออาจารย์ของผมได้"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"จริงโว้ย กันเห็นจะต้องมาหาอาจารย์สักกบาลเอ๊ย..กระหม่อมให้กันในวันสองวันนี้ แล้วกันจะเรียนวิชาเลี้ยงภูตผีโหงพรายด้วย"

"เลี้ยงไว้ทำไมวะ" นิกรถาม

"เอาไว้หลอกเมียกันน่ะซี"

ดร.ดิเรกพูดตัดบท

"ไปเถอะพวกเรา กันอยากเห็นการสู้รบระหว่างผีกับผีเต็มทนแล้ว เพิ่งได้รู้ความจริงวันนี้เองว่า แม้แต่ผีก็มีการปะทะกันเกลียดชังกัน แบ่งแยกเป็นพวกๆ เช่นเดียวกับมนุษย์เรา ทีแรกกันคิดว่าปรโลกคงสงบสุข แต่ความจริงหาสงบไม่ มันก็มีการรบราฆ่าฟันกันเหมือนกัน"

อาจารย์ใหญ่กล่าวขึ้นว่า

"เป็นของธรรมดาครับคุณหมอ ผีมันก็มีหัวใจเหมือนกัน โลกเราหรือโลกของผี ไม่มีวันสงบไปได้หรอกครับ เมืองผียุ่งยากเดือดร้อนกว่าโลกมนุษย์มากนัก เต็มไปด้วยการกินและการโกง ญาติพี่น้องเขาทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลไปให้ นายผีก็ยักยอกเสียหมด บางทีก็เปลี่ยนแปลงคุณภาพ สมมุติว่าเขาใส่บาตรทุเรียนหนึ่งลูก อุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติของเราคนหนึ่งที่ตายไป นายผีมันรับทุเรียนไว้ แล้วจ่ายสมโอ้หรือกระท้อนให้ญาติเรา เป็นยังงี้จริงๆ นะครับ บางทีเราทำบุญแกงมัสหมั่นไก่ทั้งหม้อถวายพระ อุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติ นายผีก็แบ่งกันกินหมด ญาติของเราได้รับใบอินวอยซ์มาขอขึ้นของ นายผีมันก็แกล้งพูดโยกโย้ หรือพาลชกต่อยเอาเจ็บตัวไปเปล่าๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าเหยเกชอบกล

"เอ...เมืองผีก็มีการคอรัปชั่นเหมือนกันหรืออาจารย์"

"โธ่...ยิ่งร้ายกว่าเมืองมนุษย์อีกครับใต้เท้า ยมบาลแหละครับตัวดี ผมเคยถอดวิญญาณไปเที่ยวเมืองนรกบ่อยๆ ตอนแรกก็ไม่ยอมให้ผมผ่านประตูเมืองนรกเข้าไป"

"แล้วทำไมอาจารย์ถึงเข้าไปได้ล่ะครับ" พลถามยิ้มๆ

"ก็ใช้ใบเบิกทางน่ะซีคุณ จ่ายไป ๒๐๐ บาท ยมบาลก็ให้เข้าไปเที่ยวเมืองนรก เห็นพวกผีในนรกแล้วแสนจะสังเวชใจครับ ใครมีเงินจ่ายให้ยมบาล ก็ไม่ต้องถูกทำโทษ และไม่ต้องทำงาน ผู้หญิงสาวสวยตายไปยมบาลเอาเป็นเมียหมด ยมบาลแกมีหัวเซ็งลี้ครับ ต้นงิ้วเมืองนรกมีมากมายแกใช้พวกนรกโค่นลงมาเผาถ่านขาย"

ดร.ดิเรกยกมือสะกิดแขนหมอใหญ่

"ไปเถอะครับอาจารย์ เอาไว้ว่างๆ ผมจะมาคุยเรื่องเมืองนรกกับอาจารย์"

หมอใหญ่ยิ้มเล็กน้อย

"สวรรค์ผมก็เคยไปครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ครับ ครับ เอาไว้อธิบายวันหลังดีกว่า รีบออกไปขึ้นรถเถอะครับ ผมอยากจะดูพวกผีรบกันที่บ้านผม ศึกปีศาจคงจะตื่นเต้นน่าดูมาก"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพาหมอใหญ่ลงบันไดเรือน เดินรวมกลุ่มออกไปจากเขตบ้านของจอมไสยศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง คาดิลแล็คเก๋งคันใหญ่ก็พาสี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วและหมอใหญ่มาถึงบ้าน 'ณรงค์ฤทธิ์' บ้านผีสิงในซอยไชยยศอีกครั้งหนึ่ง ท่ามกลางความสงบเงียบ ถึงแม้เป็นเวลาหัวค่ำยังไม่ถึง ๒๑.๐๐ น. ผู้คนในซอยก็เกือบจะไม่มีใครสัญจรไปมา เว้นแต่ท่านผู้ดีมีเงินที่มีรถยนต์ส่วนตัวใช้

พอรถเลี้ยวขวาเข้าซอยไชยยศ คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ต่างก็สวมแว่นสามมิติทันที เมื่อทุกคนหันไปมองดูทางหลังรถ ต่างก็แลเห็นพวกผีและโหงพรายของอาจารย์ใหญ่ วิ่งรวมกลุ่มติดตามรถคาดิลแล็คมาในระยะใกล้ชิด ซึ่งเป็นภาพที่น่าตื่นเต้นสนใจมาก นิกรกับเสี่ยหงวนและเจ้าแห้วหายกลัวผีแล้ว

พลยกมือขวาตบบ่านายแพทย์หนุ่มเบาๆ

"ตื่นเต้นหรือดิเรก"

"ออไร๋ ผีของอาจารย์วิ่งเร็วมากทีเดียว นอกจากนี้ยังวิ่งทนเสียด้วยซี อ้ายแห้วขับรถไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ ๓๐ ไมล์ พวกผีมันก็วิ่งตามรถเรามาทัน โดยไม่มีใครแสดงท่าทีว่าเหน็ดเหนื่อยเลย"

หมอใหญ่พูดเสริมขึ้น

"ผีมันทรหดอดทนครับคุณหมอ บางทีผมเคยใช้มันวิ่งไปเชียงใหม่ไปซื้อแหนมให้ผม มันวิ่งไปมาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ระยะทางตั้ง ๑,๕๐๐ กิโลเมตร"

คาดิลแล็คเก๋ง ลดความเร็วลงเมื่อใกล้จะถึงบ้าน 'ณรงค์ฤทธิ์' ประตูรั้วเหล็กหน้าบ้านยังเปิดทิ้งไว้ทั้งสองบาน เจ้าแห้วบังคับรถเก๋งคันงามเลี้ยวผ่านประตูเข้าไปอย่างแช่มช้า แต่แล้วเขาก็เหยียบเบรคทันที เมื่อแสงไฟหน้ารถที่ส่องไปยังหน้าตึก ทำให้เจ้าแห้วและทุกๆ คนแลเห็นพวกปีศาจในบ้านนี้หลายสิบคน ชุมนุมกำลังกันอยู่ที่หน้าตึก แต่ละคนมีรูปร่างหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวและมีอาวุธครบมือ บ้างก็ถือลูกตุ้มเหล็ก บ้างก็ถือตะบอง มีพร้ากระท้าขวาน ปีศาจเหล่านั้นก็เหมือนกับผีทั้งหลายที่มีวิถีญาณหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ดี จึงเตรียมรับศึกปีศาจซึ่งเป็นผีของหมอใหญ่อย่างเต็มที่ ด้วยความหวังที่จะยึดครองบ้าน 'ณรงค์ฤทธิ์' เป็นสโมสรปีศาจของมันต่อไป

เจ้าแห้วดับเครื่องยนต์แต่ไม่ยอมดับไฟหน้ารถ อาจารย์ใหญ่กล่าวปลอบใจคณะพรรคสี่สหายทันที

"ไม่ต้องกลัวมันหรอกครับเจ้านาย เรานั่งดูผีมันรบกันบนรถนี่แหละครับ ผมรับรองว่า ผมนั่งอยู่ที่นี่ ต่อให้ผีดุแสนดุอย่างไร มันก็ทำไมเราไม่ได้ เพราะเวทย์มนตร์คาถาของผมจะทำให้มันไม่กล้าเข้ามาในรัศมี ๕ เมตร"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"๕ เมตรมันน้อยไปครับอาจารย์ เปลี่ยนเป็น ๕ กิโลเมตรไม่ได้หรือครับ ผมจะได้แน่ใจว่าพวกเราปลอดภัยจากปีศาจในบ้านนี้"

หมอใหญ่หัวเราะชอบใจ

"๕ กิโลเมตรเราก็ต้องไปจอดรถที่สำโรงหรือบางนา แล้วจะเห็นอะไรล่ะครับ โน่น..เด็กของผมเคลื่อนพลเข้ามาในบ้านแล้ว คอยดูนะครับ ประเดี๋ยวสนุกแน่ ต้องฟาดกันแหลกลาญไปข้างหนึ่ง"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเงียบกริบ ทุกคนนั่งนิ่งเฉยใจเต้นระทึกไปตามกัน พวกผีและโหงพรายของหมอใหญ่เคลื่อนพลเข้ามาชุมนุมกำลังกันที่สนามใหญ่หน้าตึก อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย หัวหน้าผีเป็นปีศาจร่างใหญ่สูงเกือบ ๑๐ ฟุต มีศีรษะสองศีรษะถือตะบองมีหนามเป็นอาวุธ ในเวลาเดียวกันนี้เองพวกปีศาจบ้าน 'ณรงค์ฤทธิ์' ก็เคลื่อนพลเข้ามาในสนาม

มันไม่ผิดอะไรกับการรบในสมัยโบราณ ทัพผีทั้งสองฝ่ายหยุดเผชิญหน้ากันแล้ว นายผีฝ่ายข้าศึกเป็นอสูรกายร่างกำยำพอๆ กับนายผีของอาจารย์ใหญ่ ถึงแม้มีศีรษะเดียวแต่หน้าตาของมันก็น่าสะพรึงกลัวมาก แสงไฟฟ้าที่หน้าตึกช่วยให้เห็นกองทัพผีทั้งสองฝ่ายอย่างถนัด

โดยไม่มีการพูดพล่ามทำเพลง หัวหน้าปีศาจทั้งสองฝ่ายปราดเข้าสู้รบกันทันที ฝ่ายข้าศึกถือขวานใหญ่รูปพระจันทร์ครึ่งซีก

"บอกชื่อและแซ่ของพวกมึงให้กูรู้หน่อยซีวะ" นายผีของบ้าน 'ณรงค์ฤทธิ์' รบพลางพูดพลาง

นายผีของอาจารย์ใหญ่ ยกตะบองขึ้นปิดป้องคมขวาน แล้วพูดกับคู่ต่อสู้

"ไม่จะเป็นโว้ย" แล้วมันก็ร้องตะโกนออกคำสั่ง "พวกเราตะลุมบอน"

ทัพผีฝ่ายอาจารย์ใหญ่ต่างโห่ร้องเซ็งแซ่ วิ่งประดาหน้าเข้าประจัญบานพวกผีของบ้าน 'ณรงค์ฤทธิ์' ทันที ศึกนองเลือดเกิดขึ้นแล้ว ผีต่อผีพันตูสู้รบกันอย่างดุเดือดที่สุด และเนื่องจากมันเป็นผี การรบกันจึงไม่มีใครเสียชีวิตถึงแม้จะถูกฟันแขนขาด คอขาด หรือตัวขาดสองท่อนก็ยังสู้รบต่อไปได้ เพียงแต่มันรู้สึกเจ็บปวดเท่านั้น

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างได้รับความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจไปตามกัน เสียงโห่ร้องของไพร่พลทั้งสองดังกึกก้องไปทั่วซอยไชยยศ ทำให้ชาวบ้านแตกตื่นคิดว่าเกิดจลาจลหรือมีการปล้นเกิดขึ้น ผีกับผีฟาดฟันประจัญบานผลัดกันรุกผลัดกันรับ มองดูสับสนอลหม่านไปทั่วบริเวณสนามหน้าตึก นิกรกับกิมหงวนและทุกคนต่างร้องตะโกนหนุนปีศาจฝ่ายหมอใหญ่

"บุกแหลก อย่าถอยโว้ยพวกเรา อย่าให้เสียชื่อหมอใหญ่โว้ย บุกเข้าไปยังงั้น" เสียงกิมหงวนร้องเอะอะลั่นตลอดเวลา

การสู้รบผ่านพ้นไปในราว ๒๐ นาที ปีศาจฝ่ายบ้าน 'ณรงค์ฤทธิ์' ก็เริ่มเสียเปรียบ เพราะพลรบส่วนมากบาดเจ็บสะบักสะบอมไปตามกัน เมื่อข้าศึกล่าถอย พวกผีและโหงพรายของอาจารย์ใหญ่จอมไสยศาสตร์ก็บุกตะลุยรุกไล่ อย่างไรก็ตาม นายผีและพวกผีชั้นดีฝ่ายศัตรูประมาณ ๒๐ ตัว ได้ถอยไปตั้งที่มั่นอยู่ที่หน้าตึกและรวมกำลังกันปะทะกับพวกผีของหมอใหญ่แบบสู้ตาย แต่กำลังส่วนใหญ่ของข้าศึกถูกโจมตีแตกพ่ายหลบหนีออกไปจากบ้าน 'ณรงค์ฤทธิ์' แล้ว

ขณะที่สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกำลังตื่นเต้นสนใจชมการต่อสู้ของปีศาจ เสียงแตรไซเร็นซ์ก็ดังครวญครางขึ้นแว่วมาแต่ไกล และใกล้เข้ามาทุกที หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวฉลามบกของกองตำรวจนครบาลคันหนึ่งก็เลี้ยวเข้ามาในบ้าน 'ณรงค์ฤทธิ์' อย่างรวดเร็ว และแล่นมาจอดท้ายรถคาดิลแล็คเก๋ง

ร.ต.อ.ร่างสูงโปร่งคนหนึ่งพานายสิบตำรวจในเครื่องแบบคนหนึ่ง และพลตำรวจร่างใหญ่คนหนึ่งลงมาจากรถเก๋งคันนั้นอย่างรีบร้อน ร.ต.อ.พิชิต สุทธิโชค สารวัตรหนุ่มซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์ของนายพลดิเรก พาลูกน้องสองคนเดินตรงมาที่รถคาดิลแล็คเก๋ง และหยุดยืนมองเข้าไปในรถ

เขาไม่อาจจะเข้าใจได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่เขาแลเห็นสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกำลังช่วยกันเชียร์พวกผีฝ่ายหมอใหญ่ เมื่อเขามองไปในสนามและรอบๆ บ้านก็ไม่แลเห็นอะไร เสี่ยงโห่ร้องของปีศาจทั้งสองฝ่ายสงบเงียบไปแล้ว ส่วนการสู้รบแบบศึกนองเลือดยังไม่สิ้นสุด

ร.ต.อ.พิชิตจ้องมองหน้าทีละคน แสงไฟฟ้าในเก๋งช่วยให้เขาจำนายแพทย์หนุ่มได้ แล้วเขาก็รู้ว่าสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ คือใคร

"อาจารย์ดิเรกครับ อาจารย์ครับ" สารวัตรปราบปรามร้องเรียกนายพลดิเรกด้วยเสียงค่อนข้างดัง

ศาสตราจารย์ดิเรกหันมาดูหน้านายตำรวจหนุ่มซึ่งยืนอยู่ข้างรถแล้วถามเบาๆ

"ใครครับ ผมจำไม่ได้"

"ร้อยตำรวจเอกพิชิตลูกศิษย์ของอาจารย์ยังไงล่ะครับ อาจารย์เคยสอนวิชาพิสูจน์หลักฐานทางเคมีให้ผมเมื่อผมเป็นรองสารวัตร และเข้ารับการอบรม"

"โอ...คุณพิชิต สารวัตรพิชิตหรือนี่" แล้วนายพลดิเรกก็รีบเปิดประตูก้าวลงมาจากรถ ยกมือไหว้นายตำรวจหนุ่มซึ่งวันทยาหัตถ์เขา แล้วยื่นมือให้จับ "สวัสดีสารวัตร คุณมาที่นี่ทำไม"

"มีคนเขาเรียกให้ผมหยุดรถที่ถนนสุขุมวิทครับ เขาบอกว่าพวกนักเลงยกพวกตีกันที่บ้านร้างหลังนี้ โห่ร้องกันให้ลั่น ผมก็เลยสั่งตำรวจเลี้ยวรถเข้ามาดู"

นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"โน...ไม่ใช่นักเลงปะทะกันหรอกคุณ ผีมันยกพวกตีกันน่ะ บ้านนี้เป็นบ้านของผมเอง แต่ให้เขาเช่า ขณะนี้เป็นบ้านที่ว่างพวกผีเลยยึดบ้านผมเป็นสมาคมปีศาจของมัน"

ร.ต.อ.พิชิตกลืนน้ำลายเอื๊อก เข้าใจว่าอาจารย์ของเขาไม่สบาย ซึ่งอย่างน้อยก็ท้องผูกมาหลายวัน เขาหันไปมองดูในรถแล้วสารวัตรหนุ่มก็ขมวดคิ้วย่น เมื่อเห็นนิกรกับเสี่ยหงวนตบมือกระทืบเท้าร้องเชียร์เสียงหนักแน่น จ้องมองไปในสนาม ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ และหมอใหญ่กับเจ้าแห้วก็เช่นเดียวกัน

"อาจารย์ครับ" นายตำรวจหนุ่มพูดเสียงเครือ "ผมไม่เห็นมีอะไรเลย อ้า...อาจารย์สบายดีหรือครับ"

ดร.ดิเรกสะดุ้งเล็กน้อย

"อ้าว ไง๋เข้าใจว่าผมเป็นบ้าล่ะ ผีมันตีกันจริงๆ โน่นยังไงที่หน้าตึกใหญ่นั่น กำลังตะลุมบอนกันอย่างอุตลุด พวกผีทางฝ่ายผมกำลังได้เปรียบเพราะยุทธวิธีเหนือกว่า การติดต่อประสานงานกันก็ดีกว่า และกำลังใจก็ดีกว่า คุณดู... ฮ่ะ ฮ่ะ ดูซีสารวัตร ผีทางฝ่ายผมได้เปรียบทุกประการ ที่มั่นข้าศึกแตกแน่"

สารวัตรพิชิตกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง ส่วนนายสิบกับพลตำรวจที่ยืนอยู่ข้างหลังเขา ก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกับสารวัตร คือเข้าใจว่าศาสตราจารย์ดิเรกกับพรรคพวกมีอันเป็นไปเสียแล้ว

"อาจารย์ครับ...โธ่ พาพรรคพวกกลับไปพักผ่อนที่บ้านเถอะครับ ไปทานเหล้าที่ไหนกันมาหรือเปล่า"

ดร.ดิเรกนึกขึ้นได้ว่า ที่ ร.ต.อ.พิชิตมองไม่เห็นพวกปีศาจสู้รบกันก็เพราะไม่มีแว่นตาสามมิติ เขารีบถอดแว่นซาโลลอยสีแดงออกมาส่งให้นายตำรวจหนุ่มทันที

"เร็ว...รีบสวมแว่นอันนี้เข้าคุณพิชิต แล้วคุณจะเห็นพวกผีทางฝ่ายผมกับฝ่ายข้าศึกสู้รบกัน"

สารวัตรหนุ่มรีบปฏิบัติตามคำแนะนำของอาจารย์ของเขา คือสวมแว่นสามมิติอันนั้น ทันใดนั้นเอง ร.ต.อ.พิชิตก็สะดุ้งเฮือกสุดตัว นัยน์ตาของเขาลืมโพลง ความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจได้บังเกิดขึ้นแก่เขาอย่างล้นพ้น เมื่อเขาแลเห็นปีศาจทั้งสองฝ่ายกำลังสู้รบกันอย่างตะลุมบอนบนถนนหน้าตึกใหญ่ ท่ามกลางแสงไฟฟ้าที่ส่องสว่าง

"โอ๊ย..." สารวัตรปราบปรามเผลอตัวอุทานออกมา "อะไรกันครับอาจารย์ โอ้โฮ ผีจริงๆ แหละครับ"

นายพลดิเรกหัวเราะชอบใจ

"ก็ผมบอกคุณแล้วคุณกลับหาว่าผมไม่สบาย ผีฝ่ายผมคือผีที่อาจารย์ของผมแกเลี้ยงเอาไว้ เราพามาปราบผีที่นี่ซึ่งมันหลอกหล่อนพวกผมเสียแทบแย่ เมื่อตอนทุ่มกว่าๆ ต้องไปเชิญอาจารย์พาผีมาปราบมัน เป็นยังไง ตื่นเต้นไหมคุณพิชิต"

"โอ...ตื่นเต้นมากเชียวครับ ผมเกิดจากท้องพ่อท้องแม่ก็เพิ่งเห็นผีวันนี้ แว่นนี่วิเศษมากครับ"

"ถูกละ ใส่แล้วมองเห็นผี ผมเองยังคิดไม่ได้ ผมคิดได้แต่แว่นที่สวมเข้าไปแล้วมองทะลุเสื้อผ้าแลเห็นร่างกายเปลือยเปล่า"

สารวัตรหนุ่มยิ้มแป้น

"หรือครับ วันหลังให้ผมยืมแว่นที่ว่าหน่อยได้ไหมครับ"

"ได้ คุณจะเอาไปดูอะไร"

"แฮ่ะ แฮ่ะ เอาไปดูน้องเมียผมครับ ทรงยังกะมารีลินมอนโร พรุ่งนี้ผมจะไปหาอาจารย์ที่บ้านนะครับ"

"แล้วคุณอย่ามาให้ช่วยผ่ากุ้งยิงที่ตาคุณออกก็แล้วกัน ถอดแว่นสามมิติมาให้ผมเถอะ"

สารวัตรหนุ่มรีบถอดแว่นส่งให้อาจารย์ของเขาด้วยความเสียดาย นายแพทย์ดิเรกจัดแจงสวมแว่นมองดูการตะลุมบอนของพวกปีศาจต่อไป แต่ปีศาจข้าศึกแตกพ่ายไปเกือบหมดแล้ว เหลืออีกไม่กี่ตัว ถูกผีของหมอใหญ่ล้อมกรอบ และซังกะตายสู้เพื่อศักดิ์ศรีของผี กิมหงวนกับนิกรส่งเสียงเอะอะเฮฮาตลอดเวลา

ร.ต.อ.พิชิตร้องเรียกอาจารย์ของเขา "อาจารย์ครับ"

นายพลดิเรกโบกมือ

"เดี๋ยวๆ ตอนนี้กำลังมันคุณพิชิต มันสู้กันดุเดือดดีเหลือเกิน อ้าว..อ้ายพวกนั้นวิ่งตูดชี้ไปหมดแล้ว ว่าไงสารวัตร"

สารวัตรรูปหล่อยกมือขึ้นวันทยาหัตถ์

"ผมลาอาจารย์ละครับ ผมจะนำรถไปตรวจถนนสุขุมวิทจนถึงปากน้ำ ตามหน้าที่ของผม"

ดร.ดิเรกยกมือไหว้

"สวัสดีสารวัตร คุณจะไปไหนก็ไป ผมกำลังสนใจกับการต่อสู้ของพวกผี ฮ่ะ ฮ่ะ เกิดมาไม่เคยเห็นก็ได้เห็น"

ร.ต.อ.พิชิตพาตำรวจทั้งสองคนเดินกลับไปที่รถของเขา โดยที่สามเกลอกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ได้เอาใจใส่กับนายตำรวจหนุ่มผู้นี้เลย เพราะมัวสนใจกับการสู้รบของพวกปีศาจ หลังจากนั้นสักครู่ ฉลามบกของตำรวจกองตรวจนครบาล ก็แล่นถอยหลังออกไปจากบ้าน 'ณรงค์ฤทธิ์'

การสู้รบระหว่างพวกผีทั้งสองฝ่ายสิ้นสุดลงแล้ว พวกปีศาจและโหงพรายของท่านอาจารย์ใหญ่ได้รับชัยชนะอย่างงดงาม แต่หลายตัวฟกช้ำดำเขียว หน้าตาปูดโปหัวร้างข้างแตกไปตามกัน บ้างก็ถูกอาวุธแขนขาขาดร้องครวญคราง ส่วนปีศาจในบ้าน 'ณรงค์ฤทธิ์' หลบหนีไปหมดแล้ว

หมอใหญ่โผล่หน้าออกมาจากรถ ร้องตะโกนบอกพวกเด็กๆ ของเขา

"เฮ้ย! พากันกลับบ้านได้แล้วโว้ย ข้าขอชมเชยพวกเจ้าทุกคนที่ทำการสู้รบได้ดีที่สุด กลับไปบ้านเถอะ ใครไปไม่ไหวก็ขี่คอเพื่อนไป"

พวกปีศาจโห่ร้องกันเกรียวกราว ต่างกระโดดโลดเต้น ร้องรำทำเพลงกันออกไปจากบ้าน 'ณรงค์ฤทธิ์' ผีที่บาดเจ็บถูกหามไปหรือขี่คอเพื่อนไป ต่อจากนั้นความสงบเงียบก็เกิดขึ้น สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างถอดแว่นสามมิติออก นายพลดิเรกกับ พ.อ.กิมหงวนสวมแว่นประจำตัวของเขาตามเดิม ทุกคนพากันมองดูหมอใหญ่จอมไสยศาสตร์อย่างชื่นชม เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถึงกับยื่นมือให้จับ

"ผมขอนับถือว่าอาจารย์เป็นยอดหมอผีจริงๆ " ท่านเจ้าคุณพูดด้วยความจริงใจ

"อย่าชมผมเลยครับใต้เท้า หมอไสยศาสตร์ที่เขาเก่งกว่าผมยังมีอีกมาก ขนาดเสกรถยนต์เข้าท้องคนก็มี"

ดร.ดิเรก ถอนหายใจโล่งอก

"แฮปปี้ เอนดิ้ง ฮ่ะ ฮ่ะ ต่อนี้ไปคงไม่มีผีปีศาจมาป้วนเปี้ยนอยู่ในบ้านนี้อีกแล้ว ใครมาเช่าอยู่ก็คงจะอยู่เย็นเป็นสุข"

หมอใหญ่พูดเสริมขึ้น

"พวกผีที่แตกพ่ายไป มันอาจจะกลับมาอีกก็ได้ครับ ต้องให้ผมมาทำพิธีปัดรังควานก่อน แล้วนิมนต์พระมาสวดมนต์เย็น รุ่งเช้าถวายภัตตาหาร บ้านเก่าๆ ที่ทิ้งไว้เป็นบ้านร้าง ผีมันก็ชอบมาอยู่อาศัยอย่างนี้แหละครับ เอาเถอะครับ ผมจะจัดการให้เรียบร้อย แล้วผมจะส่งผีของผมมารักษาบ้านนี้สัก ๒ ตัว เลือกเอาผีที่มีฝีมือดีๆ หน่อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ไปสำรวจตึกกันก่อนเถอะพวกเรา ตรวจดูให้ทั่วทั้งชั้นบนและชั้นล่าง ถ้ามีผีแอบซ่อนอยู่จะได้ให้อาจารย์จัดการกับมันเสีย อาจารย์มีเครื่องมือปราบผีมาด้วยหรือเปล่าครับ"

จอมไสยศาสตร์ยิ้มเล็กน้อย

"ไม่ต้องหรอกครับ ผมใช้เวทย์มนตร์คาถาของผมอย่างเดียวก็พอครับ ความจริงถ้าผมเอาหม้อใหญ่ๆ มาด้วย ผมก็จะบังคับให้พวกผีที่นี่ให้ลงไปในหม้อให้หมด แล้วเอาไปถ่วงแม่น้ำเสีย รีบร้อนมาเลยไม่ทันนึก แต่วันหลังทำได้ครับ"

เจ้าแห้วจัดแจงเปิดสวิตช์ไฟเครื่องยนต์ติดสตาร์ท ต่อจากนั้นคาดิลแล็คเก๋งก็คลานออกจากที่จอด แล่นตรงไปที่ตึกใหญ่ ท่ามกลางความสงบเงียบ อย่างไรก็ตามที่หน้าบ้าน 'ณรงค์ฤทธิ์' มีประชาชนราว ๑๐ คนยืนจับกลุ่มมองดูเหตุการณ์อยู่ คนเหล่านี้ไม่ทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้น รถฉลามบกของกองตรวจตำรวจนครบาลจึงมาที่นี่

จากผลของการตรวจค้นตึกโบราณหลังนี้ ปรากฏว่า ข้าวของเครื่องแต่งบ้านยังอยู่ครบถ้วน แต่เหล้ากับเครื่องกระป๋อง ตลอดจนผลไม้และเค้กหายไปหมด หมอใหญ่ยืนยันว่าพวกผีที่หิวโซคงขโมยกินและแบ่งกันกิน เท่าที่ผีปีศาจเข้ามาสิ่งสู่อยู่ในบ้านนี้ก็เพราะบ้าน 'ณรงค์ฤทธิ์' ไม่มีผีเรือนดูแลรักษานั่นเอง.

อวสาน