พล นิกร กิมหงวน 036 : สิงห์อมควัน

เรื่องนี้เป็นเรื่องบู๊สะบัดสะบักสะบอมตื่นเต้นดุเดือดหวาดเสียวเหนือเรื่องบู๊อื่นใด รักโศกตลกโปกฮาพร้อม เมื่อเป็นเรื่องบู๊ชั้นดีเช่นนี้ ผมผู้ประพันธ์เรื่องก็ขอถือโอกาสแต่งเพลงโฆษณาสำหรับ "สิงห์อมควัน" ตามธรรมเนียม ท่านผู้อ่านจะร้องเล่นแก้เหงาก็ได้นะครับไม่มีการสงวนลิขสิทธิ์ ส่วนทำนองเพลงแล้วแต่ท่านจะคิดเอา

สิงห์อมควัน ชกกันอุตลุด มีดไม้ปืนครบชุด ทั้งยูโดและมวยไทย ฟาดกันถึงใจ ใครวะแน่....ตำรวจซีวะ พวกเราโกย

สิงห์อมควัน ดุดันและผยอง ตัวต่อตัวลำพอง พวกต่อพวกบวกกันถึงคลาน พระเอกรูปหล่อ พล พัชราภรณ์ นิกรกับเสี่ยหงวน หมอดิเรกครบถ้วน ดาวร้ายเรรวน ตัวกวนคือเจ้าแห้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ นำแถว สู้แค่ตาย ใครวะแน่....ตำรวจซีวะ พวกเราโกย

สิงห์อมควัน สิงห์อมควัน สิงห์ อม....คะ....ว้าน....

รถเก๋งคันนั้นแล่นส่ายไปมาเหมือนงูเลื้อยด้วยความเร็วสูงท่ามกลางสายฝนซึ่งกำลังตกพรำในตอนหัวค่ำคืนวันนั้น ประชาชนคนเดินถนนวิ่งหนีล้มลุกคลุกคลาน คาดิลแล็คเก๋งคันนั้นผ่านขึ้นหน้ารถคันอื่นๆ บางทีก็แฉลบขึ้นไปบนบาทวิถีและทำท่าจะมุดเข้าไปในตึกแถวหลายต่อหลายครั้ง นักขับสามล้อถึงกับกระโจนลงจากอานและวิ่งหนีเอาตัวรอด เมื่อคาดิลแล็คเก๋งพุ่งเข้าใส่ ตำรวจจราจรในเครื่องแบบคนหนึ่งวิ่งตูดแป้นกระโจนลงไปในคลองสีลม คนขับรถรางคนหนึ่งห้ามล้อจนตัวโก่ง ผู้คนต่างเจริญพรคนขับรถคาดิลแล็คเก๋งซึ่งขับรถอย่างบ้าระห่ำไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยของคนเดินถนนและยวดยาน

ความจริงคนขับรถคาดิลแล็คเก๋งไม่ได้บ้าระห่ำ หรือขับรถอย่างคึกคะนอง แต่เขาดื่มสุราเข้าไปมากจนเกินควร เขาคือ อาเสี่ยกิมหงวน ของเรานั่นเอง ซึ่งตามปรกติ อาเสี่ย ขับรถอย่างสุภาพที่สุด

เสี่ยหงวน นั่งคู่กับ นิกร ตอนหน้ารถ สองสหายแต่งกายแบบสากลชุดสีเทาเข้ม เพิ่งกลับมาจากงานขึ้นบ้านใหม่แห่งหนึ่งที่ตรอกจันทร์ ต่างคนต่างมึนเมาจนแทบจะครองสติไม่ได้ อาเสี่ยนั่งคอง่อกแง่กนัยน์ตาปรือถือพวงมาลัยรถ บางทีก็หลับตานิ่งเฉยเกือบ ๕ นาทีจึงลืมตาขึ้นมองดูโลกสักครั้ง นิกรนั่งดมยาดมมาตลอดทาง นึกถึงคุณพระคุณเจ้าให้ช่วยคุ้มครองป้องกันเขา นายจอมทะเล้นยอมรับว่าในชีวิตของเขา เขายังไม่เคยนั่งรถที่ทำให้เขาอกสั่นขวัญแขวนเหมือนอย่างนี้เลย นิกรหวุดหวิดจะเป็นลมสิ้นสติตั้งหลายครั้ง เมื่อคาดิลแล็คเก๋งทำท่าจะประสานงากับรถที่สวนทางมา หรือทำท่าจะมุดเข้าไปในตึกแถวเหล่านั้น

พอผ่านวัดแขก นิกร ก็ยกมือขวาตบบ่า กิมหงวน เบาๆ เป็นการเตือนสติ

"อ้ายเสี่ย"

"หือ"

"แกทำพินัยกรรมไว้เรียบร้อยแล้วหรือ?"

กิมหงวน ฝืนหัวเราะในลำคอ

"ยังว่ะ"

"ถ้ายังก็ควรขับรถให้ดีกว่านี้ ถึงแกจะรีบร้อนอย่างไร ประตูคุกเขาก็เปิดแล้ว ขืนขับอย่างนี้มีหวังถูกย่างสดนะโว้ย ถ้ารถคว่ำน้ำมันระเบิดแกกับกันก็จะกลายเป็นหมูย่างไปเท่านั้น"

"ฮี่โธ่" กิมหงวน อุทานขึ้นอย่างเคืองๆ "มือขั้นกันขนาด อาจารย์ท่านพีระ ไว้ใจเถอะน่า กันขับรถยนต์มาตั้งแต่อายุ ๓ ขวบ"

นิกร ทำตาปริบๆ

"เด็ก ๓ ขวบ ขับรถยนตร์ได้หรือวะ"

"ทำไมจะไม่ได้ ก็รถยนตร์สำหรับเด็กน่ะซี รถคันเล็กๆ ใช้เท้าถีบยังไงล่ะเซ่อไปได้"

นิกร ร้องสุดเสียงเมื่อคาดิลแล็คเก๋งทำท่าจะลงคลองสีลม แต่แล้ว เสี่ยหงวนก็บิดพวงมาลัยหักกลับเต็มแรง คาดิลแล็คเก๋งส่ายไปมาทื่อเข้าไปจะชนท้ายรถเมล์ขาวคันหนึ่งซึ่งจอดส่งผู้โดยสารที่ป้าย คนบนรถร้องเอะอะเอ็ดตะโร แต่ เสี่ยหงวนก็หักหลบเสียทันแล้วเหยียบคันน้ำมันลงไปอีก

"ไง มือกันแน่ไหม อ้ายกร"

"หยุดเถอะโว้ย" นายจอมทะเล้น ตวาดลั่น "กันขึ้นแท็กซี่ไปดีกว่า กันยังไม่อยากตายหรอก เชิญแกตายคนเดียวก็แล้วกัน"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจตามประสาคนเมา

"เรื่องความตายน่ะแกหนีไม่พ้นหรอก คนตายเมื่อถึงที่ตายนอนอยู่ในมุ้งรถยนตร์ยังบุกเข้าไปทับตาย เชื่อมือกันเถอะน่า"

"ไม่เอาๆๆๆ ไม่เชื่อแล้ว หยุดเถอะกันจะไปแท็กซี่ กันจะช็อคตายอยู่แล้วรู้ไหม"

คาดิลแล็คเก๋งถูกห้ามล้อหยุดอย่างกระทันหัน เสียงยางทั้งสี่ล้อครูดไปกับถนนดังลั่น ผู้คนพากันมองดูอย่างตื่นๆ เสี่ยหงวน ยกศอกขวายันพวงมาลัยรถแล้วมองดูหน้าเพื่อนเกลอของเขา

"ไป เมื่อกลัวตายก็เชิญลงจากรถได้ ถุย-เกิดเป็นคนกลัวตายน่าหัวเราะให้ฟันโยก"

นิกรยิ้มแค่นๆ

"ก็เอาซี ถ้าฟันแกโยกแกก็ไม่มีหวังที่จะได้เลี้ยงแมวตัวผู้ตลอดชีวิตของแก"

เสี่ยหงวน ทำตาปริบๆ

"หมายความว่าคนฟันโยกเลี้ยงแมวตัวผู้ไม่ได้"

"เออ-มันขัดกันโว้ย กันไปละนะ พรุ่งนี้เช้ากันจะชวน อ้ายพลกับ อ้ายหมอ ไปรับศพแกที่โรงพยาบาลกลางหรือโรงพยาบาลตำรวจ"

กิมหงวน หัวเราะและสั่นศีรษะ

"อย่าปอดลอยไปหน่อยเลยวะ กันส่างเมาแล้ว เมื่อตอนที่มาจากบ้านงานกันยอมรับว่ากันไม่รู้เรื่องเลย ขับรถมาถึงนี่ได้อย่างไรก็ไม่รู้ ไปกับกันเถอะ กันจะพาแกไปหาข้าวกินที่คัทลียา อาหารบูฟเฟ่ที่บ้านงานไม่ได้ความ แย่งกันตักแย่งกันกินเหมือนลูกหมา กันเลยไม่ยอมกิน"

"นั่นน่ะซี กันก็กินไม่ลงและเกลียดการเลี้ยงแบบบูฟเฟ่ กันกินได้เพียง ๔ จาน เท่านั้น ไปเที่ยวคัทลียากันก็ไป แต่แกต้องขับรถให้สุภาพหน่อย ปู่ยาตายายของแกท่านก็ตายไปนานแล้ว อย่าให้คนเดินถนนเขารบกวนท่านเลย เมื่อกี้นี่ยายแก่คนหนึ่งตะโกนด่าแกฟังชัดเหลือเกิน อยากรู้ไหมว่าคุณยายนั่นแกตะโกนว่ายังไง"

กิมหงวน โบกมือห้าม

"ไม่ต้องๆ กันได้ยินแล้ว ขนลุกซู่ไปทั้งตัว คุณยายคนนั้นแกหาว่ากันแย่งสัตว์สี่เท้าชนิดหนึ่งมาเกิด ช่างแกเถอะถ้ากันเป็นคนเดินถนน และถูกรถยนตร์เฉี่ยวอย่างนั้น กันก็อดลำดับบรรพบุรุษคนขับรถไม่ได้เหมือนกัน" พูดจบ กิมหงวน ก็บังคับรถเก๋งคันงามของเขาเคลื่อนออกจากที่ แต่คราวนี้เขาขับรถอย่างสุภาพ "หรือเราจะไปหาอะไรกินที่ลิโด"

นิกร ว่า "ไปคัทลียาดีกว่า เคยไปเที่ยวกับ ดิเรกครั้งหนึ่งตอนเปิดใหม่ๆ เมื่อเดือนก่อนยังติดใจไม่หาย พาทเน่อร์ที่นั่นแจ๋วทุกคน เสียอย่างเดียวมีนักเลงอันธพาลแยะ"

"ก็ช่างมันปะไร นักเลงก็อยู่ส่วนนักเลง ขืนมายุ่งกับเราก็เจอของแข็งหรืออวัยวะเบื้องต่ำของเราเท่านั้น"

คาดิลแล็คเก๋งเลี้ยวซ้ายมือข้ามสะพานมาตามถนนพัฒนพงศ์แล้วหยุดชิดซ้ายขอบถนนหน้าบาร์คัทลียาสถานที่หย่อนใจในยามราตรีอันใหญ่โตกว้างขวางหรูหรามาก เจ้าของตั้งบาร์นี้ขึ้นตั้งใจจะต้อนรับเฉพาะคนชั้นสูงหรือสุภาพชน แต่ก็ผิดหวังเพราะพวกอันธพาลหรือนักเลงทั้งหลาย พากันมาเที่ยวที่บาร์นี้อย่างคับคั่ง ทั้งนี้ก็เพราะสถานที่โอ่โถง เหล้าและอาหารราคาไม่แพงจนเกินไป ประกอบทั้งคัทลียามีพาทเน่อร์รูปสวยเกือบ ๒๐ คนและหลายคนเป็นสาวชาวจีนที่เดินทางมาจากฮ่องกง แต่ละคนสวยหยาดเยิ้มมีราคาค่าตัวถึง ๕๐๐ บาท ถ้าผู้ใดรับไปค้างคืนกับเขา

สองสหาย พากันลงจากรถในท่าทางครึกครื้นรื่นเริงแล้วตรงเข้าไปในบาร์คัทลียา ท่ามกลางแสงไฟอันเจิดจ้า เสียงสรวลเสเฮฮา เสียงเอะอะเอ็ดตะโร กิมหงวนพานิกรไปนั่งที่โต๊ะว่างโต๊ะหนึ่ง พวกนักเลงกลุ่มหนึ่งพากันมองดู สองสหาย ด้วยสายตาที่ไม่ได้แสดงความเป็นมิตร นักเลงใหญ่ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมบาร์เข้าใจผิดหรือจำได้อย่างเลือนลางคลับคล้ายคลับคลาว่า เสี่ยหงวน ของเราชื่อชุ่ม เป็นจ้าวนักเลงอยู่ในถิ่นนางเลิ้ง

ระหว่างนี้มีพวกนักเลงต่างถิ่นมาก่อกวนความสงบที่บาร์นี้เสมอ บาร์ที่อยู่ตรงกันข้ามมีความอิจฉาริษยาบาร์คัทลียาก็จ้างพวกนักเลงมาอาละวาด เพื่อให้ขาประจำหมดศรัทธาที่จะอุดหนุนเพราะเกรงว่าจะมีเรื่องหรือพลอยฟ้าพลอยฝนต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัวไปด้วย เมื่อมีการปะทะกันระหว่างนักเลงคุมบาร์ และนักเลงต่างถิ่น

พี่ย้อย หรือ นายย้อย เล็บเหล็ก จอมอันธพาลร่างสูงใหญ่ในวัยกลางคนซึ่งเป็นนักเลงคุมบาร์คัทลียาเดินปรี่เข้าไปหา นิกรกับเสี่ยหงวนทันที ย้อย มีบุคลิกลักษณะบอกความเป็นอันธพาลเต็มตัว สวมกางเกงขายาวสีกรมท่า เสื้อยืดคอกลมแขนสั้นริ้วน้ำเงินขาว รูปร่างของย้อยทั้งสูงทั้งใหญ่ ใบหน้าเหี้ยมนัยน์ตาคม ไว้หนวดและเคราเพียงเล็กน้อย แขนทั้งสองข้างสักมังกรพัน ย้อยผู้มีสมญาว่า เล็บเหล็ก คือผู้ยิ่งใหญ่ในย่าน ยานนาวา, ถนนตก, สีลม, สุริวงศ์ และ สี่พระยา กินแดนถึงศาลาแดง นักเลงหนุ่มๆ เพียงแต่เห็นหน้าหรือได้ยินเสียง พี่ย้อย ก็ทำท่าจะเป็นลมแล้ว เสียงของเขาดังเหมือนฟ้าผ่า เต็มไปด้วยความกักขละหยาบช้า เคยผ่าคุกตะรางมาหลายต่อหลายครั้ง เรื่องยิงฟันไม่เคยแพ้ใคร ไม่ว่าจะเป็น มีด, ไม้, ปืน หรอ หมัดรุ่นๆ ย้อยเคยเป็นนักมวยมีชื่อรุ่นไล้ท์เฮฟวี่เวทของเวทีราชดำเนินมาแล้ว น็อคคู่ต่อสู้มาหลายคน ต่อมาไม่มีคู่ชกและบังเอิญมีธุระต้องไปติดตะราง เลยเลิกชกมวย พอออกจากคุกก็ตั้งตัวเป็นนักเลงใหญ่ฆ่านักเลงชั้นดีมา ๑๐ กว่าคนแล้ว

ย้อย เข้าใจผิดคิดว่า เสี่ยหงวนคือพี่เบิ้มในถิ่นนางเลิ้งผู้มีนามว่า ชุ่ม หรือ พี่ชุ่มโย่ง เพราะ นายชุ่มสูงชะลูดมีรูปร่างหน้าตาคล้าย เสี่ยหงวน ของเราจึงได้รับสมญาว่า ชุ่มโย่ง ลูกเล็กเด็กแดงตลอดจนคนแก่คนเฒ่า แม้กระทั่งหมูหมาแถวนางเลิ้งล้วนแต่เกรงกลัว พี่ชุ่มโย่งทั้งนั้น ถึงกับมีข่าวลือว่า พี่ชุ่มเคยฆ่าคนมานับไม่ถ้วน ย้อย คิดว่าบาร์ตรงกันข้ามคงจะจ้างชุ่ม ให้มาอาละวาดที่นี่เขาจึงพร้อมที่จะจัดการกับ เสี่ยหงวนอย่างเด็ดขาดและเขาคิดว่า นิกรคงจะเป็นสมุนแขนขวาของ ชุ่ม แน่นอน อย่างไรก็ตาม ย้อยรู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่จ้าวพ่อนางเลิ้งและสมุนคนสนิทแต่งกายแบบสากลเรียบร้อยกระทำตนเป็นผู้ดีชั้นสูง

พี่ย้อย เดินเข้ามาหยุดยืนที่โต๊ะ สองสหายและถือวิสาสะทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งในท่าทางของผู้ยิ่งใหญ่ ขณะนี้พนักงานรับใช้ได้นำเบียร์ ๒ ขวด และแก้วเปล่าอีก ๒ ใบมาเสิร์ฟให้นิกรกับ เสี่ยหงวน ตามคำสั่งแล้วก็เดินกลับไป

เสี่ยหงวน ไม่สู้จะสนใจกับ พี่ย้อย เท่าใดนัก เขาพอจะรู้ว่า ย้อยเป็นนักเลงคุมบาร์นี้แน่นอน ที่มานั่งร่วมโต๊ะก็คงจะมาอวดอ้างความยิ่งใหญ่ของตน หรือมิฉะนั้นก็ขอเหล้ากิน อาเสี่ยนั่งตาปรืออัดควันบุหรี่เข้าปอดในท่าทางสะลืมสะลือและอึดอัดใจตามธรรมดาของคนที่ดื่มเหล้าเข้าไปมาก ส่วนนิกรจ้องตาเขม็งมองดู ย้อยนักเลงใหญ่ เล็บเหล็กกับนายจอมทะเล้นต่างมองดูหน้ากัน ในที่สุด ย้อย ก็คำรามขึ้นว่า

"มองอะไรวะ กูนี่แหละโว้ย อ้ายย้อยเล็บเหล็ก"

นิกร อมยิ้ม

"ยินดีมากที่ได้รู้จักกับแก กันคือ นิกรเล็บหลุด"

ย้อย ขบกรามกรอด

"กูไม่อยากพูดกับมึง"

"แล้วเสือกมาถามกันทำไมล่ะว่ามองอะไร"

"ฮึ่ม เดี๋ยวพ่อยิงทิ้งเสียเลย"

นิกร จุ๊ย์ปาก

"ดุอย่างพี่ชายหายาก ถ้าแกมีลูกขอให้กันไปไว้เฝ้าสวนสักตัวได้ไหม"

ย้อย ขบกรามกรอด แต่เห็นว่าศักดิ์ศรีของนิกรไม่เท่าเทียมกับเขา จึงสงบใจไว้ไม่อยากจะมีเรื่องกับ นิกร นักเลงใหญ่ผู้มีสมญาว่าเล็บเหล็กเปลี่ยนสายตามาที่ เสี่ยหงวน และได้สบตากับอาเสี่ยพอดี กิมหงวน ยักคิ้วให้และกล่าวทักอย่างกันเอง

"ไง-เพื่อน สบายดีหรือ"

"อือ สบายดี แกล่ะสบายดีหรือ ชุ่ม"

กิมหงวน ขมวดคิ้วย่น หันไปมองดูข้างหลังของเขา เมื่อไม่เห็นใครก็เลยรับสมอ้างว่าเขาชื่อชุ่ม

"กันไม่เคยไม่สบาย แกจะดื่มเบียร์ก็รินเอาซีกันอนุญาติ"

ย้อย เค้นหัวเราะ

"กันไม่ใช่นักเลงกุ๊ยๆ ที่ขอเหล้าเขาแดก"

"ไม่แดกก็ลุกไปที่อื่น กันกับเพื่อนจะได้แดก" แล้ว กิมหงวนก็หัวเราะหึๆ "พูดเพราะๆ อย่างนี้จั๊กกระจี้ใจเหลือเกิน อย่ามองกันด้วยสายตาอย่างนี้เลยเพื่อน กันไม่ใช่ศัตรูของแกหรอกและกันไม่เคยก่อกรรมทำเข็ญให้แกมาแต่ก่อนเลย"

ย้อย เค้นหัวเราะ

"กันอยากฆ่าคนสักคนหนึ่ง"

กิมหงวนชี้มือไปที่สุภาพบุรุษผู้สูงอายุคนหนึ่งซึ่งแต่งสากลยืนอยู่ใกล้ๆ เคาเตอร์

"โน่น ไปยิงตาลุงคนนั้นไป"

ย้อย มองตามสายตา เสี่ยหงวน แล้วทำคอย่น

"ยิงได้เรอะ นั่นเจ้าของบาร์ซึ่งเป็นนายจ้างของกัน นี่แน่ะชุ่ม ถึงแกมาในบทบาทของผู้ดีหรืออาเสี่ยกระเป๋าหนักแกก็คือนักเลงอันธพาลนั่นเอง กันรู้เจตนาของแกคือ แกกับสมุนคนสนิทของแกจะมาอาละวาดที่นี่เพื่อทำลายกิจการของเราใช่ไหม ถ้าเป็นเช่นนี้ล่ะก้อขอให้แกเลิกล้มความคิดนี้เสียเถิด และขอให้แกและสมุนคนสนิทของแกรีบออกไปจากคัทลียาเดี๋ยวนี้ ถ้ายังไม่อยากตาย"

อาเสี่ย ชักฉิว ถึงแม้เขาไม่ใช่ ชุ่ม แต่เขาก็ไม่พอใจที่ย้อย กล่าวคำคุกคามที่แสดงความเป็นผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้

"อ้ายเพื่อนเกลอ เกิดเป็นชายอย่าหมิ่นชายซีเพื่อน เรื่องตายเป็นเรื่องขี้ผงสำหรับกันโว้ย" แล้วเขาก็หันมาถาม นิกร "พูดยังงี้คมดีไหม"

นิกร จุ๊ย์ปาก

"คมกริบยังกะมีดโกนเชียวว่ะ เอาเลยอ้ายเสี่ย เราเป็นลูกผู้ชายไม่ใช่ลูกหมา ยอมตายเสียดีกว่าที่จะให้ใครมาเหยียบย่ำลบหลู่ดูหมิ่นเรา กันพร้อมแล้ว"

อาเสี่ย อมยิ้ม

"พร้อมที่จะสู้หรือจะหนี"

"ทั้งสองอย่าง"

กิมหงวน เปลี่ยนสายตามาที่ พี่ย้อย แล้วยักคิ้วให้

"ถ้ากันกับเพื่อนไม่ยอมออกไปจากบาร์นี้จะมีอะไรเกิดขึ้น"

เล็บเหล็ก ยื่นหน้าเข้ามาแล้วยกหลังมือขวาตบหน้า เสี่ยหงวนเต็มแรง เสียงดังฉาด

"นี่ยังไงล่ะสิ่งที่เกิดขึ้น"

กิมหงวน นั่งนิ่งเฉย ใบหน้าร้อนผ่าวไปทั้งแถบ เขานึกไม่ถึงว่าย้อย จะอุกอาจตบหน้าเขา ทันใดนั้นเอง นิกรได้เอื้อมมือคว้าขวดเบียร์ขวดหนึ่งขึ้นมาถือ แล้วฟาดขวดลงบนโต๊ะแตกดังเพล้ง ขวดเบียร์แหลกละเอียด ส่วนก้นขวดกลายเป็นปากฉลามแหลมคมน่ากลัว ย้อยเผ่นพรวดลุกขึ้นยืนถอยหลังออกไปสองสามก้าวในท่าเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับนิกร เสียงจ้อกแจ้กจอแจในบาร์เงียบกริบลงทันที นิกรขบกรามกรอดแล้วส่งขวดเบียร์ให้ อาเสี่ย

"เอามันลูกพ่อ แทงมันด้วยขวดนี่"

เสี่ยหงวน ขมวดคิ้วย่น

"แล้วทำไมแกไม่แทงมันล่ะ"

นิกร หัวเราะหึๆ

"กลัวติดคุกโว้ย"

ย้อย หัวเราะลั่นห้องโถงแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"มา-ลุกขึ้นมา อ้ายชุ่ม เมื่อพูดขอร้องกันด้วยดีไม่ได้ผลเราก็ต้องปะทะกัน ใครดีใครอยู่ใครพลาดใครตาย ให้มันรู้ไปทีเถอะว่าจ้าวถิ่นนางเลิ้งกับจ้าวถิ่นบางรักใครมันจะแน่กว่าใคร"

อาเสี่ย ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนถอดเสื้ออย่างน่ารำคาญใจแล้วเขาก็กล่าวกับ ย้อยเล็บเหล็กว่า

"ความจริงกันกับเพื่อนมาหาข้าวหาเหล้ากินที่นี่ ไม่ได้ตั้งใจมาวิวาทกับแกเลย แต่ถ้ากันไม่สู้กับแกกันก็จะเสียเชิงชาย คนอย่างกันเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่งและแกก็เป็นมนุษย์เดินดินมี ๑๐ นิ้วเช่นเดียวกับกัน ซึ่งกันจะปฏิเสธคำท้าของแกหรือหลีกเลี่ยงการต่อสู้นั้นย่อมเป็นไปไม่ได้" แล้วกิมหงวน ก็ดึงแว่นตาขอบกระออก เขาวางเสื้อสากลกับแว่นตาของเขาลงบนโต๊ะ

ทันใดนั้นเอง เล็ลเหล็ก ก็ปราดเข้าเตะอาเสี่ย ด้วยเท้าขวาเต็มเหนี่ยว กิมหงวน รีบยกแขนซ้ายขึ้นปิดป้องแล้วถอยออกไป อาเสี่ย เต้นฟุตเวิร์คอย่างน่าขบขัน มีการส่ายก้นเล็กน้อย ผู้ที่อยู่ในห้องโถงของบาร์ต่างลุกขึ้นยืนเพื่อชมการต่อสู้ระหว่างเสือกับสิงห์

ย้อย ปรี่เข้าชก กิมหงวน ด้วยหมัดซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว อาเสี่ยป้องปิดและชกตอบในท่าทางเก้งก้างเพราะว่างเว้นการฝึกซ้อมมวยมาหลายปีแล้ว ย้อยกับ เสี่ยหงวน ตะลุมบอนกันด้วยหมัดลุ่นๆ ผลัดกันรุกผลัดกันรับ หมัดขวาของย้อย ถูกหน้า กิมหงวน ถึงกับผงะหงาย เล็บเหล็ก เตะซ้ำอีกทีหนึ่งถูกก้านคออาเสี่ยพอดี แรงเหวี่ยงของหมัดและเท้าทำให้ กิมหงวน มึนงงเหมือนไก่ตาแตก อาเสี่ยหันมาทางนิกร พลางจดมวยเต้นก๋า นัยน์ตาของเขาพร่าพราวมองไม่เห็นอะไร

นิกร ถอนหายใจหนักๆ

"ทางโน่นโว้ยไม่ใช่ทางนี้"

เสี่ยหงวน หมุนตัวกลับเผชิญหน้าพี่ย้อย ย้อยยกเท้าขวาเตะอาเสี่ยทันที กิมหงวนหลับหูหลับตายกท่อนแขนซ้ายขึ้นกันไว้ พร้อมกับสืบเท้าเข้าไปชกสวนด้วยหมัดตรงขวาสุดแรงเกิด ถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของพี่ย้อยเต็มรัก นักเลงคุมบาร์คัทลียาถลาร่อนออกไปราวกับนกปีกหัก นาทีทองเป็นของกิมหงวนแล้ว อาเสี่ย วิ่งเข้าไปกระโจนถีบหน้าย้อย อย่างรวดเร็วฉับพลัน ย้อยล้มลงก้นกระแทกพื้นและมึนงงจนกระทั่งเห็นดาวขึ้นกลางวัน

นิกร ตบมือกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ

"ไม่เลว ลูกพ่อ"

อาเสี่ย กลืนน้ำลายเอื๊อกหันมาทำตาเขียวกับ นายจอมทะเล้น

"หนุนอย่างนี้เดี๋ยวก็โดนเตะเท่านั้นเอง" แล้วเขาก็มองดูคู่ต่อสู้ของเขาอย่างขบขัน "ไง-พี่ย้อย มา-ลุกขึ้นมา กันจะสอนบทเรียนอันมีค่าให้แกได้รู้ว่า นักเลงใหญ่ทั้งหลายนั้น วันหนึ่งจะต้องถูกนักเลงดีหักโค่น ลุกขึ้นมาอ้ายเพื่อนเกลอ ก่อนที่แกจะแพ้กันขอให้กันได้เหงื่อสักหน่อยเถอะว่ะ"

นัยน์ตาของย้อย ที่มองดูกิมหงวนนั้นราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ย้อยขบกรามกรอด เขาล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบมีดพกเล่มหนึ่งออกมาอย่างรวดเร็ว ดึงมันออกจากด้ามแล้วโยนด้ามทิ้งไป แสงไฟฟ้าส่องต้องใบมีดของย้อย เป็นประกายวูบวาบน่ากลัว

ย้อย ผลุนผลันลุกขึ้นยืน มือขวาถือมีดกระชับมั่น ใบหน้าแสยะยิ้มนัยน์ตาวาวโรจน์เหมือนสัตว์ป่า

"อ้ายชุ่ม กูต้องฆ่ามึงให้ได้" ย้อยพูดเสียงกร้าวผิดปกติ

กิมหงวนยืนตั้งท่าเตรียมต่อสู้กับมีดพก พอได้ยินเสียงนิกรร้องเรียก เขาก็หันหน้าไปดู นิกรโยนมีดพกเล่มหนึ่งมาให้เขา เสี่ยหงวนรับไว้ได้ แล้วยิ้มให้คู่ต่อสู้

"มา-มีดต่อมีด ย้อย ระวังให้ดี จุดจบของชีวิตแกอยู่ที่นี่และภายในสองสามนาทีนี้"

ย้อย หัวเราะก้าก

"ใครแน่วะ"

"กูซีวะ" อาเสี่ย ตอบอย่างทรนง

เล็บเหล็กย้อย โผนเข้าแทงกิมหงวนทันที นิกรรีบยกฝ่ามือปิดหน้าด้วยความหวาดเสียว แต่พอปล่อยมือออกเห็นเพื่อนไม่ได้รับบาดเจ็บ นายจอมทะเล้น ก็ร้องตะโกนลั่น

"เอามัน อ้ายหงวน ฆ่ามันให้ได้ อย่างมากก็ถูกประหารชีวิตเท่านั้น แทงมันซีโว้ย กระโดดเหยียบชายพกแล้วแทงมันเลย"

กิมหงวนปราดเข้าแทงย้อยเต็มเหนี่ยว เล็บเหล็กเอี้ยวตัวหลบปลายมีดของ เสี่ยหงวนเฉี่ยวเสื้อยืดของ อ้ายเล็บเหล็ก ขาดแคว่กเป็นทางยาว ย้อย เสียขวัญล่าถอยออกไปตั้งรับแล้วพยักหน้าเรียกอาเสี่ย

"มา-เข้ามา"

เสี่ยหงวน สั่นศีรษะ

"แกเข้ามาซี ฉันขี้เกียจเดินเข้าไปหาแก"

อ้ายเล็บเหล็ก กระโจนเข้าใส่และจ้วงแทง กิมหงวน เต็มแรง อาเสี่ยหลบได้อย่างหวุดหวิด การดวลมีดสั้นเป็นไปอย่างน่าตื่นเต้นแต่ไม่สู้จะหวาดเสียวเท่าใดนัก คนดูชักรำคาญที่คู่ต่อสู้ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันคล้ายๆ กับมวยล้ม นิกรร้องตะโกนหนุนเพื่อนเกลอของเขาเสียงลั่นห้องโถง

"เอาซีโว้ย เอากันจริงๆ นะโว้ย"

กิมหงวนขยับมีดหลอกล่อพอได้ที่ก็โจนเข้าใส่ ย้อย หลบฉากนิดเดียวกิมหงวนก็เสียหลักวิ่งหัวซุนไปข้างหน้าท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของพวกบ๋อย แต่แล้วอาเสี่ยก็ห้ามล้อพรืดหมุนตัวกลับแล้วกวักมือเรียกนิกร เข้ามาหา ส่งมีดพกคู่มือให้ นายจอมทะเล้น

"กันเหนื่อยแทบจะขาดใจตายแล้ว" อาเสี่ย พูดพลางหอบแฮ่กๆ "แกสู้กับมันแทนกันหน่อยเถอะวะ"

นิกร พยักหน้ารับทราบ

"เหนื่อยก็ไปนั่งกินเบียร์เสีย กันจัดการกับอ้ายเล็บเหล็กเอง ประเดี๋ยวกันจะคว้านไส้ อ้ายเล็บเหล็ก เอาตับมันมาแกล้มเหล้า คอยดูขุนมีดบ้าง"

นิกร ถือมีดเดินยิ้มกริ่มเข้าไปหาย้อย ในท่าพระเอกยี่เก อ้ายเล็บเหล็กหัวเราะหึๆ

"อ้ายน้องชาย นี่ไม่ใช่วิกตลาดนานาโว้ย ดูเข้าได้หรือนั่นท่าทางเหมือนกับยี่เกไม่มีผิด"

นายจอมทะเล้น ชักฉิว

"ก็เข้ามาซี แกจะได้รู้ว่าพระเอกยี่เกอย่างกันน่ะคือเสือร้ายที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บอันแหลมคม"

ย้อยเต้นก๋าเข้ามาหานิกร แล้วยกเท้าซ้ายขึ้นถีบหน้าอกนิกรเต็มแรง กระดิ่งทองถลาร่อนออกไปเหมือนกับนกปีกหัก เจ้าย้อยกระโจนเข้าประชิดตัวจ้วงแทงเต็มเหนี่ยว นิกรเอี้ยวตัวหลบคมมีดได้อย่างหวุดหวิดแล้วแทงถูกชายโครงข้างขวา ย้อย เสียงดังฉึก เดชะบุญที่ปลายมีดถูกกระดูกซี่โครงมิฉะนั้นอ้ายเล็บเหล็กก็คงต้องจบชีวิตด้วยน้ำมือของนายจอมทะเล้น ย้อย ไม่กล้าดูหมิ่นในฝีมือของนิกรอีก

ทั้งสองยืนจดๆ จ้องๆ คุมเชิงกัน บางทีก็เต้นฟุตเวิร์ค นิกรเต้นอยู่สักครู่ก็รำคาญใจโยนมีดพกทิ้งไปแล้วกล่าวกับ พี่ย้อย อย่างทะนง

"กันมือเปล่าก็ได้ มือชั้นแกยังอ่อนนักพี่ชาย เข้ามาซี"

ย้อยกระโจนเข้าแทงนิกรทันที นายจอมทะเล้นยกมือซ้ายจับข้อมือขวาของนักเลงใหญ่ไว้แล้วบิดข้อมือเต็มแรง แต่กำลังของย้อยเหนือกว่านิกร มาก บิดเท่าไรย้อย ก็ไม่ยอมปล่อยมีดมิหนำซ้ำยังหัวเราะเยาะนิกร อีก

"ตัวแกเท่าลูกหมา ต่อให้แกบิดข้อมือกันทั้งวันมีดก็ไม่หลุดเตรียมตัวไปนรกเถอะน้องชาย"

นิกร ออกแรงจนหน้าแดงกล่ำ เขาพยายามบิดข้อมือ ย้อย จนอ่อนใจ ครั้นแล้วนิกร ก็ใช้กลยุทธอันแยบคายยกมือขวาจี้เอว ย้อย ทันที อ้ายเล็บเหล็กเป็นคนขี้จั๊กกะจี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว พอเอวของมันสัมผัสนิ้วมือของนายจอมทะเล้น อ้ายเล็บเหล็กก็หัวเราะก้ากทำเอวอ่อนไปอ่อนมาเหมือนไส้เดือนถูกขี้เถ้า เรี่ยวแรงไม่มีเหลืออยู่เลย ย้อยปล่อยมีดหลุดจากมือทันที ทันใดนั้นเองฮุคขวาของ นิกร ก็เหวี่ยงปังออกไปถูกปลายคาง ย้อย อย่างถนัดถนี่

พี่เบิ้มเซแซ่ดๆ ออกไปและยังไม่ทันจะตั้งตัว นิกรก็กระโจนเข้าซ้ำด้วยเข่าลอยถูกหน้าอกย้อย ดังพลั่ก ย้อยล้มฮวบลงบนพื้น นิกรปราดเข้ามายืนข้างๆ นักเลงใหญ่ ยกเท้าขวาขึ้นวางบนหน้าอกย้อย แล้วชูมือทั้งสองประสานกันเหนือศีรษะ ท่ามกลางเสียงตบมือโห่ร้องของใครต่อใคร

ย้อยนอนทำตาปริบๆ อยู่บนพื้น สมุนของเขาคนหนึ่งตะโกนขึ้นดังๆ

"สู้มันลูกพี่"

อ้ายเล็บเหล็กขบกรามกรอด เอื้อมมือขวาจับข้อเท้าข้างซ้ายของนิกรกระชากเต็มแรง นายจอมทะเล้น เสียหลักล้มลงก้นกระแทกพื้นทันที ย้อยปราดเข้าตระหวัดรัดคอนิกร ทั้งสองปลุกปล้ำกันอย่างอุตลุด การต่อสู้แบบมวยปล้ำดุเดือดยิ่ง แต่ไม่ตื้นเต้นและหวาดเสียว นิกรตัวเล็กกว่าและกำลังน้อยกว่าก็ถูกฟัดแทบแย่ แต่แล้วในที่สุด นิกรก็ใช้ไม้ตายคว้าอวัยวะส่วนหนึ่งของนักเลงใหญ่บีบแน่น

ย้อย ดิ้นทุรนทุรายและร้องโอดครวญน่าสงสาร หน้าตาย้อยซีดเซียวจนเขียวปั๊ด

"ปล่อย ปล่อยซีโว้ย กูยอมแพ้แล้ว"

นิกรยิ่งบีบแน่นกว่าเดิมอีก

"ถ้ากันปล่อยกันก็โง่เต็มทน นี่แน่ะ นี่แน่ะ"

"โอ๊ยๆๆ ตายแล้ว" ย้อย ร้องครางน่าสงสารบิดตัวเร่าๆ เหมือนถูกงูกัด ทั้งจุกทั้งแน่นจนบอกไม่ถูก พยายามแก้ไขอย่างไรก็ไม่สำเร็จ อาเสี่ยกิมหงวน ยืนหัวเราะงอไปงอมา

สมุนของ ย้อย ราว ๑๐ คน จับกลุ่มมองดูการต่อสู้ข้างเคาเตอร์ เมื่อเห็นลูกพี่เสียเชิงร้องอุทธรณ์ยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข จิ้งเหลนร่างใหญ่ใส่เสื้อลายพร้อยคนหนึ่งก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"เอามันพวกเรา สะกรัมเลยโว้ย"

แล้วฝูงออเหลนซึ่งเป็นสมุนของ พี่ย้อย ก็วิ่งเฮโลกันเข้ามาล้อมกรอบกิมหงวนกับนิกร อาเสี่ยกระโจนถีบเจ้าหนุ่มผอมกะหร่องคนหนึ่ง ลงไปนั่งพับเพียบเรียบร้อยบนพื้นห้อง และชกจิ้งเหลนเสื้อลายคนหนึ่งด้วยหมัดตรงขวาเต็มเหนี่ยว ยังผลให้เจ้าหมอนั่นเซไปปะทะโต๊ะอาหารโต๊ะหนึ่ง ล้มทั้งโต๊ะทั้งคน

นิกร ปล่อยมือที่จับอวัยวะสำคัญของ อ้ายเล็บเหล็ก ออก แล้วผลุนผลันลุกขึ้นยืนปราดเข้าช่วยเสี่ย หงวน ทันที เจ้าหนุ่มอันธพาลคนหนึ่งกระโดดเข้าขี่คอ กิมหงวน และเงื้อมีดพกขึ้นสุดแขน แต่อาเสี่ยหมุนตัวไปรอบๆ เจ้าหมอนั่นกลัวตกก็กอดคออาเสี่ยไว้ กิมหงวนพาวิ่งไปรอบๆ แล้วใช้ร่างหมอนั่นชนพวกอันธพาลแตกกระจาย นิกรหยิบขวดเหล้าบนโต๊ะๆ หนึ่งขึ้นมาถือเป็นอาวุธ แล้วนิกรก็ยกขวดเหล้าประเคนลงกลางกบาลจิ้งเหลนหนุ่มซึ่งกำลังขี่หลังกิมหงวนดังสนั่นหวั่นไหว เจ้าหมอนั่นปล่อยมือที่กอดคออาเสี่ยออก ร่างของมันลงไปกองอยู่บนพื้นห้อง

สองเสือตกอยู่ในท่ามกลางวงล้อมของฝูงสุนัขป่า อย่างไรก็ตามกิมหงวนกับนิกร ได้ต่อสู้อย่างสมศักดิ์ศรี อาเสี่ยเปลี่ยนชั้นเชิงจากมวยไทยเป็นมวยจีน เขาเลียะถูกนัยน์ตาจิ้งเหลนร่างใหญ่คนหนึ่งอย่างเหมาะเจาะ สมุนของย้อยร้องโอ้กยกมือกุมนัยน์ตา ผละจากการต่อสู้ทันที

ความสับสนอลหม่านเกิดขึ้นทั่วคัทลียาแล้ว ห้องโถงอันกว้างใหญ่กลายเป็นที่ตะลุมบอนกัน ขวดเหล้าขวดเบียร์และเก้าอี้ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธ การปะทะกันเป็นไปอย่างดุเดือด ในที่สุด นิกร กับ กิมหงวน ก็ถูกเตะถูกชกต่อยและถูกกระทืบสะบักสะบอมไปตามกัน อาเสี่ยถูกฟาดด้วยเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่งล้มลงสิ้นสตินอนหงายเหยียดยาว พวกอันธพาลต่างรุมกระทืบเตะถีบอย่างป่าเถื่อนไร้ศีลธรรม หน้าตาของ กิมหงวน

ฟกช้ำดำเขียวมีบาดแผลหลายแห่ง ศีรษะแตกเลือดไหลโชก

ตามเวลาที่กล่าวนี้ นิกร กำลังต่อสู้กับฝูงจิ้งเหลนอย่างไม่คิดชีวิต นายจอมทะเล้นสู้พลางถอยพลางหนีไปรอบๆ ห้อง เจ้าหนุ่มอันธพาลลูกน้องของย้อยคนหนึ่งถือขวดเหล้าย่องเข้ามาข้างหลัง แล้วประเคนขวดเหล้าลงกลางกบาลนิกรอย่างถนัดใจ

"โป๊ก"

นิกร สะดุ้งเฮือกสุดตัว ยืนเซ่อในท่าสะลืมสะลือ นัยน์ตาทั้งสองข้างเหล่ไปมาด้วยความมึนงง เจ้าหนุ่มร่างยักษ์ปราดเข้าเตะซ้ำถูกขาตะไกรข้างซ้ายของนิกรเต็มเหนี่ยว กระดิ่งทองซวนเซไปหลายก้าวเซไปทางไหนก็ถูกเท้าและหมัดจนล้มไม่ลง เหล่าอันธพาลช่วยกันซ้อมอย่างสนุกสนาน พี่ย้อยคลานไปที่โต๊ะพยุงกายลุกขึ้นยืนมองดูสมุนของเขาซึ่งกำลังรุมซ้อมนิกร ด้วยความพอใจ

"เอาให้ตาย เอามันให้ตาย ฆ่ามันเสีย" ย้อยเล็บเหล็ก ตะโกนลั่น แล้วก็สูดปากยกมือทั้งสองกุมใต้สะดือของเขาด้วยความเจ็บปวด

อย่างไรก็ตามนิกรของเราทรหดอดทนผิดมนุษย์ ถึงจะถูกหมัดถูกเท้าถูกศอกและเข่าจนนับครั้งไม่ถ้วน นิกรก็หาล้มลงไม่ นายจอมทะเล้นหลับหูหลับตาเหวี่ยงหมัดชกไปส่งเดช ในที่สุดเขาก็ชกเอาเสาคอนกรีตต้นหนึ่งอย่างจัง แล้วนิกรก็ถลาร่อนไปทางเคาเตอร์ พวกอันธพาลติดตามเข้ามา เจ้าหนุ่มหน้าเสี้ยมปราดเข้าเตะก้านคอนิกรดังฉาด นิกรถลาไปปะทะเคาเตอร์และยักคิ้วให้แคชเชียร์สาวซึ่งยืนมองดูเขาด้วยความสงสาร

"หนีไปซีคะ" หล่อนบอกเขา

นิกร สั่นศีรษะ

"มือชั้นผมไม่เคยหนี โอย-ผมเหม็นคาวเลือดที่ศีรษะผมจนแทบจะเป็นลมอยู่แล้ว แต่ไม่เป็นไร วันนี้ต้องสู้กันอย่างที่เรียกว่าเลือดท่วมท้องช้าง ผมจะสู้แบบเลือดละเลงเลือด"

สมุนแขนขวาของย้อย ปราดเข้ามายกมือซ้ายคว้าหน้าอกเสื้อเชิ้ทของนิกร เขย่าแล้วลั่นหมัดฮุคขวาเต็มแรงถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของนายจอมทะเล้นทันที นิกรเซไปทางขวาของเคาเตอร์ เลือดที่ปากไหลทะลักสมุนคนสนิทของ อ้ายเล็บเหล็ก ชักมีดพกคู่มือออกมาขยับจะวิ่งเข้าไปสังหารนิกร แต่แคชเชียร์สาวซึ่งเป็นหลานสาวเจ้าของบาร์คัทลียาได้ร้องห้ามเขา

"พอทีซี นายสวัสดิ์ พวกแกตั้งหลายคนเล่นงานเขาจนแทบจะตายอยู่แล้ว ช่างไม่อายใจบ้าง เขาสองคนพวกแกตั้ง ๑๐ กว่าคน"

นิกรแทบจะยืนไม่อยู่แล้ว หูของเขาอื้อนัยน์ตาพร่าพราว โลหิตที่ศีรษะไหลโทรมอาบเสื้อเชิ้ทแขนยาวสีขาว เป็นครั้งแรกในชีวิตที่นิกรได้รับความบอบช้ำมากมายที่สุดจากการต่อสู้ นายจอมทะเล้นเอื้อมมือหยิบหูโทรศัพท์ที่วางอยู่บนเคาเตอร์ขึ้นมา พวกอันธพาลแห่กันเข้ามาห้อมล้อม มีดโกนและไม้ถูกเงื้อขึ้นเตรียมสังหารกระดิ่งทองของเรา

"วางหูโทรศัพท์เดี๋ยวนี้" ใครคนหนึ่งตวาดลั่น "ถ้าแกโทรศัพท์บอกตำรวจเราจะฆ่าแกทันที"

นิกร ยิ้มอย่างละห้อยละเหี่ย

"เปล่า-กันสาบานได้ว่ากันจะไม่ให้ตำรวจมาเกี่ยวข้องกับเราเป็นอันขาด กันก็ชายชาติหมา-เอ๊ย-ชาติเสือคนหนึ่ง วันนี้กันแพ้พวกแกวันหนึ่งกันจะต้องเอาชนะพวกแกจนได้"

จิ้งเหลนอีกตัวหนึ่งตวาดแว๊ด

"แล้วแกจะโทรไปไหน"

นิกร ฝืนหัวเราะ

"กันจะโทรไปบอกพรรคพวกของกันที่บ้าน ให้มารับกันกลับบ้านนะซีโว้ย" แล้วนิกร ก็ยกฝ่ามือขวาผลักหน้าจิ้งเหลนหนุ่มคนหนึ่ง "ออกไปห่างๆ หน่อยเหม็นขี้ฟันฉิบหายเลย หัดแปรงฟันเสียบ้างซี"

เจ้าหมอนั่น ค้อนควับ

"ยาสีฟันมันแพงโว้ย สีอาทิตย์ละครั้งพอแล้ว"

นิกรหายใจถี่เร็วแสดงความเหน็ดเหนื่อยและบอบช้ำ เขาแนบหูโทรศัพท์ไว้กับหูของเขาและหมุนหมายเลขตรงไปยังบ้าน "พัชราภรณ์" นายจอมทะเล้น แข้งขาอ่อนเปียกหมดเรี่ยวแรงแล้ว เขาแข็งใจยืนโงนเงนอยู่สักครู่ จนกระทั่งมีเสียงพูดมาตามสาย ซึ่งนิกรจำได้ว่าเป็นเสียงพ่อตาของเขาเอง

"ฮัลโหล นี่บ้าน "พัชราภรณ์" ต้องการพูดกับใครไม่ทราบ"

นิกรยิ้มออกมาได้

"คุณพ่อ หรือครับ ผม-อ้ายกรเล็บเหล็กพูด ผมพูดมาจากบาร์คัทลียาที่ถนนพัฒนพงศ์ครับ"

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือ"

"โอย....กรุณามารับผมกับอ้ายหงวนครับ ถ้าจะให้ดีเอาโลงมาด้วย เลิก...เลิกกัน...นะครับ"

นิกรปล่อยหูโทรศัพท์ออกจากมือของเขาแล้วล้มลงสิ้นสติสมประดีท่ามกลางฝูงจิ้งเหลนที่ยืนห้อมล้อมเขา ใครคนหนึ่งยกเท้าขึ้นจะกระทืบนิกร แต่เพื่อนของมันผลักเซไป

"ถึงเราเป็นกุ๊ยเป็นอันธพาลหรือจิ้งเหลน เราก็ต้องมีศีลธรรมประจำใจบ้างซีวะ คนสลบแล้วไม่มีทางต่อสู้กับเราแล้ว ยังทำมันอีกหรือ"

เจ้าหมอนั่น ยิ้มแห้งๆ

"ก็เพราะมันสลบน่ะซีกันถึงกล้ากระทืบมัน ตอนที่มันยังไม่สลบ มันชกกันฟันหักไปสองซี่รู้ไหม อ้ายคนนี้แหละ แล้ว อ้ายโย่งโก๊ะที่นอนสลบอยู่โน่นก็เตะกันจนขาตะไกรคราก"

พี่ย้อยเล็บเหล็ก เดินเข้ามาหาลูกสมุนของเขา เขามองดูนิกรอย่างพอใจ แล้วกล่าวกับพวกจิ้งเหลนที่เพิ่งจะเริ่มมีเกล็ดมีลายว่า

"พอกันทีโว้ยพวกเราแยกย้ายกันหลบหน้ากันไปเถอะ ประเดี๋ยวตำรวจจะมาที่นี่ ใครจะหลีกเลี่ยงไปทางไหนก็ไปเสีย ถึงตำรวจมาก็ไม่มีใครกล้าเป็นพยานหรอกว่า นักเลงนางเลิ้งสองคนนี้พวกเรากระทืบ ใครเป็นพยานรู้เห็นกูจะล้างมันเสียทั้งโคตรเลย"

พวกจิ้งเหลนและหัวหน้าจิ้งเหลนต่างพากันย่อยๆ ออกไปทางหลังบาร์ซึ่งเป็นตรอกซอยทะลุไปได้หลายแห่ง

ในชั่วโมงนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พา เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาดพร้อมด้วยสี่นางกับ พล พัชราภรณ์ ดร. ดิเรก และ เจ้าแห้ว รุดมาที่บาร์คัทลียาด้วยความห่วงใยกิมหงวนกับนิกร

ย้อย กับ สมุนของเขาหลบหนีไปหมดแล้ว พวกบ๋อยและนักดนตรีได้ช่วยกันหามกิมหงวนกับนิกร เข้าไปในห้องว่างห้องหนึ่งและช่วยกันปฐมพยาบาลจนฟื้นคืนสติ สองสหายเลือดโชกไปทั้งตัว เจ้าของและผู้จัดการบาร์ทำเป็นไก๋มาเยี่ยม และแสดงความเสียใจต่อ กิมหงวนและนิกร อย่างไรก็ตามผู้จัดการบาร์ไม่สบายใจเลยเมื่อได้ทราบความจริงว่า อาเสี่ยกิมหงวนหาใช่นายชุ่ม นักเลงใหญ่ในถิ่นนางเลิ้งไม่ ความจริงเขาคือนักธุรกิจคนสำคัญของประเทศไทย และเป็นมหาเศรษฐีที่มีเงินหลายร้อยล้าน

คุณหญิงวาดกับสี่นางต่างตะโกนด่าท้าทายอยากจะพบผู้ที่ทำร้ายเสี่ยหงวน กับนิกร เจ้าคุณปัจจนึกฯ อาละวาดสุดเหวี่ยง ถึงกับจับคอเสื้อเจ้าของและผู้จัดการบาร์เขย่า

"นักเลงคุมบาร์ของคุณใช่ไหม ที่ทำร้ายลูกหลานของผม"

เจ้าของบาร์ตัวสั่นงันงก

"เปล่าครับ ที่นี่ไม่มีนักเลงคุมบาร์ อาเสี่ยกิมหงวน กับ คุณนิกรปะทะกับพวกนักเลงที่มาเที่ยวที่นี่น่ะครับ"

"ไส่เลย เจ้าคุณ" คุณหญิงวาด ตะโกน "ชกให้ฟันปลอมหลุดเลย"

เจ้าของบาร์ยกมือไหว้ปะหลกๆ สบถสาบานว่าเขาไม่รู้เรื่อง ในที่สุด ดร. ดิเรกกับพรรคพวก ก็ช่วยกันประคองปีก เสี่ยหงวนกับนิกรออกไปจากบาร์คัทลียา

จากการปะทะกับพวกนักเลงคุมบาร์ปรากฏว่า เสี่ยหงวน ถูกเย็บศีรษะ ๑๐ แห่งนิกร ๘ แห่ง ทั้งสองบอบช้ำสะบักสะบอมไปตามกัน ดร. ดิเรกได้ให้ความช่วยเหลือรักษาพยาบาลเพื่อนเกลอของเขาเป็นอย่างดี

พล พัชราภรณ์ ได้วางแผนการแก้แค้นแทนนิกรกับกิมหงวน อย่างเงียบเชียบ ปิดบังไม่ให้สี่นาง และเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดรู้เรื่องนี้และปกปิดนิกร กับ กิมหงวน ด้วย

ตอนหัวค่ำในคืนวันต่อมา พลกับ ดร. ดิเรก และ เจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยเจ้าแห้ว ได้ออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" ในเวลา ๒๐.๐๐ น. นั่งคาดิลแล็คเก๋งคันงามมุ่งตรงไปยังบาร์คัทลียาซึ่ง เจ้าแห้ว เป็นผู้ขับรถคันนี้

ระหว่างที่นั่งรถมาตามทาง ท่านเจ้าคุณได้ปรึกษาหารือกับนายแพทย์หนุ่ม และพล ถึงเรื่องที่จะปะทะกันนักเลงคุมบาร์ ซึ่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้สืบทราบมาแล้วว่า ผู้ที่เป็นหัวหน้านักเลงนั้นคือนายย้อย หรือจอมอันธพาลผู้มีสมญาว่า เล็บเหล็ก เจ้าคุณ เตือนให้พลกับดิเรกระวังตัวให้มาก เพราะ ย้อยเป็นอดีตนักมวยชื่อดังรุ่นไล้ท์เฮฟวี่เวทแห่งเวทีราชดำเนิน และเป็นอันธพาลผู้มีฝีไม้ลายมือยอดเยี่ยมคนหนึ่ง ยังไม่เคยมีใครหักโค่นย้อย ได้

"อ้ายย้อย มีสมุนหลายคน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสียงหนักๆ "เรามากัน ๔ คนเท่านั้น ถ้าถูกพวกมันกลุ้มรุมเล่นงานเรา เราก็จะย่อยยับเหมือนอย่างอ้ายหงวน กับอ้ายนิกร อาคิดว่าเราหยุดแวะที่ตู้โทรศัพท์สักครู่ดีไหมว่ะ พล"

"ทำไมครับ" พล ถามยิ้มๆ

"โทรศัพท์เรียกพวกกรรมกรโรงเลื่อยโรงสีของ อ้ายหงวนมาช่วยเราบุกพวกนักเลงคุมบาร์น่ะซี"

นายแพทย์หนุ่ม โบกมือไม่เห็นพ้องด้วย

"โน-โนๆ ป๋า ขณะนี้ยังไม่เลิกใช้กฎอัยการศึก ถ้าพวกกรรมกรยกมาช่วยเรา ตำรวจและทหารก็จะร่วมมือกันกวาดล้าง และถ้าใครถูกจับได้ก็จะถูกข้อหาก่อการจลาจล พวกเราอยู่นอกคุกก็สบายดีอยู่แล้ว อย่าพยายามหาเรื่องย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในคุกเลยครับ"

ท่านเจ้าคุณ หัวเราะหึๆ

"ถ้าเช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องรอกำลังมาช่วย เราสี่คนพอสู้มันได้ เจ้าพลต้องพยายามคว่ำอ้ายย้อย ให้ได้ ถ้า อ้ายเล็บเหล็ก เสียท่าแก พรรคพวกของมันก็จะเสียขวัญแตกพ่ายไป"

เจ้าแห้ว พูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"รับประทานศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก รับประทานสำหรับผมอยากจะขอสู้แค่ตายเท่านั้น วันนี้ทั้งวันรับประทานผมไม่ยอมสูบกัญชาแม้แต่บ้องเดียว"

"ทำไมแกถึงไม่สูบ" พลถาม

เจ้าแห้วยิ้มด้วยมุมปากข้างซ้าย พยายามวางท่าให้เหมือนกับ เจมส์ ดีน

"รับประทานกัญชาน่ะสูบเข้าไปแล้วใจดีและขี้ขลาดครับ แต่ถ้าสูบจนติดแล้วไม่ได้สูบใจคอจะเหี้ยมโหดดุร้ายผิดปกติ รับประทานอย่าว่าแต่เจ้าย้อย เลยครับ ต่อให้มันพาปู่ย่าตายายของมันมาด้วยผมก็ไม่กลัว รับประทานพูดแล้วเจ้านายจะหาว่าผมคุย รับประทานเรื่องยิงฟันกันผมไม่เคยหนีใครเลยล่อกันจนเหงือกแห้ง รับประทานก็ไม่หนี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจ

"ดีแล้วฉันอยากเห็นฝีมือแก อ้ายแห้ว คืนนี้ต้องปล่อยลวดลายให้เต็มที่เชียวนะ ถ้าสู้มันไม่ได้แกต้องยอมตาย"

"ครับ" เจ้าแห้ว รับคำเสียงหนักแน่น "ถ้าสู้ไม่ได้รับประทานผมจะวิ่งหนีกลับบ้านแล้วไปกินยาตายที่บ้าน"

นายแพทย์หนุ่ม เอื้อมมือเขกกบาล เจ้าแห้ว ดังโป๊ก

"นี่แน่ะ พูดดีนัก"

คาดิลแล็คเก๋งคันงามของ อาเสี่ยกิมหงวน มาถึงบาร์คัทลียาในเวลาประมาณ ๒๐.๓๐ น. ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้คัทลียากำลังเริ่มลีลาศเป็นเพลงแรก เสียงดนตรีครางกระหึ่มออกมานอกถนน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ พล, ดร. ดิเรก และ เจ้าแห้วพากันลงมาจากรถคันนั้น คาดิลแล็คเก๋งมีประกันไว้แสนห้าหมื่นบาทจึงไม่จำเป็นต้องหมุนกระจกขึ้นและล๊อคกุญแจ เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็น เจ้าแห้วมีสีหน้าเคร่งเครียดผิดปกติท่านก็กล่าวถามอย่างสัพยอก

"จิตใจแกมั่นคงดีหรือ อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้ว ยิ้มแค่นๆ

"รับประทานแข็งแกร่งอย่างบอกไม่ถูกเชียวครับ รับประทานใต้เท้ากับคุณหมอ และ คุณพล นั่งรอบนรถก็ได้ครับ รับประทานผมจะเข้าไปเอาหัว อ้ายย้อยมาให้ดู รับประทานอย่างช้าสองนาทีเท่านั้น ผมเอามีดปังตอมาด้วยรับประทานอยู่ท้ายรถครับ"

พลรู้สึกหมั้นไส้อยากจะเตะ อ้ายแห้ว เป็นกำลัง

"ดีเหมือนกัน แกเข้าไปตัดหัวนายย้อยให้ได้ กันกับ ดิเรก และคุณอา จะยืนรออยู่ที่นี่แหละ"

เจ้าแห้ว เค้นหัวเราะ

"รับประทานคุณนึกว่าคนอย่าง อ้ายแห้ว ทำไม่ได้เหมือนปากพูดหรือครับ"

"เปล่า ข้าไม่ได้ว่าอย่างนั้น เมื่อแกคุยว่าแกจะเข้าไปเอาหัวนายย้อยก็เอาซี ใครไปว่าอะไรล่ะ"

เจ้าแห้ว พยายามปั้นสีหน้าให้น่ากลัว เขาเดินไปทางท้ายรถแล้วเปิดท้ายรถคว้ากระดาษหนังสือพิมพ์ ซึ่งห่อมีดปังตอขนาดใหญ่ออกมา แล้วกลับมาหาเจ้านายของเขาด้วยสีหน้าถมึงทึง ราวกับจอมผู้ร้ายในภาพยนตร์

เจ้าแห้ว ค่อยๆ แก้กระดาษออกเพื่อให้เจ้านายได้เห็นมีดปังตอเล่มนั้น

"รับประทานผมซื้อมาเมื่อบ่ายวันนี้เองแหละครับ เล่มละ ๒๕ บาท รับประทานถ้าผมฆ่า อ้ายย้อยเล็บเหล็ก ไม่ได้ รับประทานผมจะเชือดคอผมเองด้วยมีดเล่มนี้ รับประทานผมสืบมาเรียบร้อยแล้ว เจ้าย้อยไม่มีฤทธิ์เดชอะไร เมื่อมันทำร้าย อาเสี่ย กับ คุณนิกรเจ้านายที่รักของผม รับประทานผมก็ต้องล้างแค้นให้เจ้านาย ฮึ่ม....อ้ายย้อยมันต้องตายแน่ๆ รับประทานผมจะฟันหน้ามันสัก ๕๐ แผล ตัวต่างหาก แล้วตัดคอมันเอาหัวมันไปให้คุณนิกรและอาเสี่ย ดูเล่นและให้ คุณหมอย่อส่วนดองใส่ขวดโหลไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งวีรกรรมของผม"

"พอแล้ว" พล พูดขัดขึ้นด้วยเสียงหนักๆ "เข้าไปเถอะ ทำให้สำเร็จเสียก่อนแล้วค่อยคุย"

เจ้าแห้วยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่งแล้วถือมีดปังตอ ซึ่งห่อกระดาษเรียบร้อยเดินผ่านประตูบาร์เข้าไปอย่างอาจหาญ

พล กับ ดร. ดิเรก จุดบุหรี่สูบคนละมวน เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเลี่ยงไปที่ตู้โชว์ของร้านจำหน่ายเครื่องอุปโภคและของใช้เบ็ดเตล็ดร้านหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับบาร์คัทลียา เวลาผ่านพ้นไปในราว ๕ นาที ทั้งสามคนก็แลเห็นเจ้าแห้ว เดินตีหน้ากะเรี่ยกะลาดออกมาจากคัทลียานั้น โดยไม่มีมีดปังตอหรือมีดหมูขนาดใหญ่ที่ถือเข้าไป ปากของ เจ้าแห้วบวมปลิ้นเหมือนครุฑ นัยน์ตาข้างขวาเขียวปั๊ดเป็นรูปวงกลมขนาดขนมครก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ พล และ ดร. ดิเรก ต่างมองดูเจ้าแห้วอย่างขบขัน เจ้าแห้วเดินเข้ามาหาด้วยความอดสูละอายใจ เสื้อกางเกงของเจ้าแห้ว เปรอะเปื้อนฝุ่นละอองจากรองเท้าของใครต่อใครที่ถีบและเตะเขา ที่หน้าอกมีรอยรองเท้าพื้นยางปรากฏอยู่เห็นถนัดเพราะ เจ้าแห้วสวมเสื้อเชิ้ทแขนยาวพับแขนสีขาว

"ไหนล่ะหัว อ้ายย้อย" พล ถามเสียงหัวเราะ

เจ้าแห้ว กลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้งทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหยอย่างบอกไม่ถูก

"รับประทานสายลับของผมรายงานผิดพลาดครับ รับประทานผมถูกสายลับต้มเสียแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"เขารายงานแกว่าอย่างไร"

เจ้าแห้ว จุ๊ย์ปากแล้วสั่นศีรษะช้าๆ

"รับประทานเมื่อตอนสาย รับประทานผมจ้างคนมาสืบรายละเอียดที่คุณนิกร กับอาเสี่ย ถูกทำร้ายครับ รับประทานเสียเงินไป ๒๐ บาท สายลับกลับไปรายงานผมว่าหัวหน้านักเลงที่ทำร้ายเจ้านายชื่อ นายย้อยเล็บเหล็ก รูปร่างผอมกะหร่องบอบบางกว่าผมและเป็นไข้มาเลเลียเรื้อรัง ส่วนลูกน้องสามสี่คนก็ล้วนแต่พวกขี้ยาที่ไม่มีฝิ่นจะสูบ"

"แล้วยังไง" ดร. ดิเรก ถามพลางหัวเราะพลาง

"รับประทานมันตรงกันข้ามน่ะซีครับ คุณหมอ อ้ายย้อยเล็บเหล็กรูปร่างขนาดยักษ์วัดแจ้ง รับประทานทั้งสูงทั้งใหญ่กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ รับประทานแขนมันโตกว่าขาของผมอีกครับ เสียงดังเหมือนฟ้าผ่า หน้าตาคล้ายๆ ผีดิบ รับประทานผมเข้าไปในบาร์ผมก็ร้องด่าท้าทายถามหาตัว อ้ายย้อยตั้งใจจะเอามีดปังตอเฉาะหน้ามันเล่นเพื่อแก้แค้นแทนเจ้านาย อ้ายย้อยเล็บเหล็กปราดเข้ามาหาผม รับประทานตัวมันใหญ่กว่าคิงคองอีกครับ พอผมขยับมีดหมูมันก็คว้าข้อมือผมบิด แล้วชกผมกร้วมเดียวกระเด็นไปไกล หลังจากนั้น พรรคพวก ของมันก็เริ่มการซ้อมหมู่ คนละตุ้บคนละตั้บ จนกระทั่งผมต้องล่าถอยออกมาอย่างไม่มีระเบียบ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง

"พวกมันมีประมาณกี่คนวะ" พล ถามยิ้มๆ

"ไม่ต่ำกว่า ๑๐ คน ครับ"

นายพัชราภรณ์ รับทราบ

"แกมันก็ดีแต่คุยโวเท่านั้น"

"นั่นน่ะซีครับ"

พล หันมาทาง นายแพทย์หนุ่ม

"ไป-หมอ กันแสดงเอง กันจะโค่น อ้ายยักษ์ใหญ่ให้ได้และโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง วิธีปราบอันธพาลที่ง่ายที่สุดก็คืออันธพาลตอบ มันไม่กลัวเจ็บไม่กลัวตาย เราก็ไม่กลัวเจ็บไม่กลัวตายเหมือนกัน มนุษย์เดินดินเช่นเดียวกันไม่มีอะไรที่น่ากลัว ถ้ามันใช้วิธีหมาหมู่กลุ้มรุม เราก็ใส่มันด้วยปืนพกเข้าใจไหม หมอ"

"ออไร๋" ดร. ดิเรก รับคำอย่างใจเย็น "ตามปกติไอไม่ชอบบู๊กับใคร แต่คราวนี้ไอต้องบู๊เพื่อแก้แค้นแทนเพื่อนของเรา"

พล เปลี่ยนสายตามาที่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ผมอยากให้ คุณอา นั่งรออยู่ที่รถมากกว่า คุณอาแก่แล้วผมไม่อยากจะให้คุณอาปะทะกับ อ้ายพวกนั้น หรอกครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึมทันที

"ถึงแก่ก็แก่แต่ตัวโว้ย อ้ายหลานชาย จิตใจของอายังเป็นนักสู้เสมอ อากินยาบำรุงกำลังมาสองเม็ดแล้ว ยาที่เขาให้ม้าแข่งกินน่ะ ขณะนี้จิตใจของอาคึกคักเข้มแข็งผิดปกติ อาพร้อมแล้วที่จะปะทะกับพวกนักเลงที่นี่ คืนนี้อาจะปล่อยลายเสือเฒ่าสู้ไม่ถอย อย่างมากก็แค่ตายเท่านั้น"

"ออไร๋ ออไร๋" ดร. ดิเรก พูดเสียงหัวเราะ "เท่าที่ผมศึกษามา คนหัวล้านทุกคนเวลากล้าขึ้นมาสู้ตายเสมอ"

"พอ-ไม่ต้องอธิบาย เรื่องกบาลของพ่อกับฝีไม้ลายมือของพ่อมันคนละเรื่องไม่เกี่ยวข้องกัน"

ครั้นแล้ว ท่านเจ้าคุณก็เดินนำหน้าพา พล กับ ดร. ดิเรก และ เจ้าแห้วเข้าไปในบาร์คัทลียา ขณะนี้ดนตรีกำลังหยุดพัก เพราะเพิ่งจบเพลงเมื่อสักครู่ คืนนี้ผู้คนบางตาไปมากเพราะพวกนักเที่ยวบาร์ต่างได้ข่าวว่าเมื่อคืนที่แล้วมามีการปะทะกันอย่างนองเลือดที่บาร์นี้ บรรดาสุภาพชนจึงไม่ยอมมาเที่ยว หาความสุขสำราญ ส่วนบาร์ตรงกันข้ามซึ่งเป็นคู่แข่งมีผู้คนอุ่นหนาฝาคั่ง

ใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"เฮ้ย พระอาทิตย์ขึ้นกลางคืนโว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จ้องมองดูเจ้าหนุ่มปากเปราะผู้นั้นด้วยแววตาแข็งกร้าวผิดปกติ จิ้งเหลนหนุ่มสวมเสื้อฮาไวลายมังกรล่อแก้วนั่งไขว้ห้างจิบเบียร์อยู่ที่โต๊ะๆ หนึ่งตามลำพัง เขาเป็นลูกน้องของอ้ายย้อย คนหนึ่งและกำลังมีชื่อเสียงในทางนักเลงอันธพาล เจ้าหมอนั่นยกมือซ้ายโบกให้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างกำแหง

"สวัสดีขุนช้าง"

ในบทบาทของเสือเฒ่าผู้ไม่ถอย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือทั้งสองจับขอบกางเกงดึงขึ้น แล้วปั้นสีหน้าให้เคร่งเครียดทำปากแบะเล็กน้อย เดินรี่เข้าไปหาจิ้งเหลนหนุ่ม อย่างองอาจหยุดยืนเผชิญหน้า เจ้าหนุ่มปากเปราะในระยะใกล้ชิด

"ว่าไงพี่ขุน" เจ้าหมอนั่น ถามยิ้มๆ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เค้นหัวเราะ ท่านยกหลังมือขวาขึ้นทำท่าจะตบ จิ้งเหลนตกใจยกแขนทั้งสองปิดป้อง แต่แทนที่จะตบ เจ้าคุณ กลับยกเข่ากระแทกหน้าอก จิ้งเหลนหนุ่ม เต็มแรงเสียงดังพลั่ก แล้วท่านก็ยกสันมือขวาของท่านฟันท้ายทอย จิ้งเหลนหนุ่ม เต็มรักอันเป็นบทบู๊ของสเปนเซอร์ เทรซี่ ดาราเฒ่าเฒ่าลายครามแห่ง ม.ก.ม.

จิ้งเหลน ล่วงจากเก้าอี้ลงไปนอนงอก่องอขิงอยู่บนพื้นห้องทันที ถึงแม้เขาถูกฟันด้วยสันมือมันก็รุนแรงอย่างยิ่งทำให้คอเคล็ดได้รับความเจ็บปวดแสนสาหัส ยิ่งกว่านี้ยังจุกแน่นเพราะถูกเข่าของ ท่านเจ้าคุณ กระทุ้งหน้าอกด้วย

ใครต่อใครพากันมองดูเสือเฒ่าอย่างประหลาดใจ ท่านเจ้าคุณปราบจิ้งเหลนหนุ่ม ได้ง่ายดายที่สุด ท่านยกมือทั้งสองถูกันแล้วถ่มน้ำลายรดหน้า จิ้งเหลนหนุ่ม

"ถุย นึกว่าจะแน่แค่ไหน" พูดจบท่านก็เดินกลับไปหา พล กับ ดร.ดิเรก และ เจ้าแห้ว

เจ้าแห้ว บุ้ยใบ้บอก นายพัชราภรณ์ เมื่อแลเห็นย้อยเล็บเหล็ก เดินออกมาจากห้องหลังเคาเตอร์นั้นในท่าทีอันร้อนรน

"รับประทาน อ้ายยักษ์ใหญ่ นั่นแหละครับ อ้ายย้อย"

พล พยักหน้ารับทราบ เขาเดินรี่เข้าไปหาอ้ายเล็บเหล็กทันที ในเวลาเดียวกันย้อย ก็เดินส่ายอาดๆ เข้ามาหาพล เพราะรู้ดีว่าพลต้องการปะทะกับเขา ซึ่งย้อยคิดว่าเจ้าแห้ว คงพาพลมาปราบเขาเพราะเมื่อสักครู่นี้เจ้าแห้ว ถูกเขากับสมุนของเขาไล่เตะวิ่งออกไปจากบาร์

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ สายตาทุกคู่ต่างพากันมองดูย้อยเป็นตาเดียว หัวหน้าวงดนตรี หันไปพยักเพยิดกับ ลูกน้อง ของเขา

"ทำเพลงเชิดโว้ย พวกเรา"

"ประเดี๋ยว" คนเป่าทรัมเป็ต คัดค้าน "ยังไม่ทันจะชกกันจะเชิดได้อย่างไรลูกพี่ ก่อนบู๊มันต้องมีการเจรจากันก่อน หมอนั่นรูปหล่อท่าทางไม่เลวนะ ลูกพี่"

"อือ ถ้าไม่แน่จริงมันคงไม่มาถึงถิ่นเสือหรอกวะ คนกลองเตรียมโว้ย ตีให้กลองแตกเลย มวยนอกเวทียังงี้กันชอบว่ะ"

พล พัชราภรณ์ อ้ายเสือรูปหล่อยิ้มให้อ้ายเล็บเหล็ก แล้วกล่าวถามอย่างองอาจว่า

"แกใช่ไหมที่ชื่อ ย้อย"

"ถูกแล้ว กันเอง แกต้องการอะไรจากกันหรือ"

พล หัวเราะเบาๆ

"ต้องการตะบันหน้าแกน่ะซี เมื่อคืนวานนี้เพื่อนกันสองคนมาเที่ยวที่นี่ ถูกแกและ พรรคพวกของแกกลุ้มรุมแบบหมาหมู่ จึงได้รับบาดเจ็บไปตามกัน ถ้าแกเป็นเสือไม่ใช่หมากันก็อยากจะลองปะทะกับแกตัวต่อตัว คงไม่ขัดข้องไม่ใช่หรือเพื่อน"

ย้อย หัวเราะก้าก

"อ้ายน้องชาย ยินดีรับคำท้าของแกอย่างลูกผู้ชายทีเดียว แต่กันรู้สึกว่ากระดูกแกยังอ่อนนัก รูปร่างก็เล็กกว่ากันมาก แกจะสู้กันได้หรือ"

พล เหวี่ยงหมัดขวาออกไปทันที หมัดฮุคขวาของ อ้ายเสือรูปหล่อกระแทกถูกใบหน้าซีกซ้ายของ อ้ายเล็บเหล็ก อย่างจัง ย้อยเซถลาออกไปด้วยแรงหมัดปะทะเสาคอนกรีตต้นหนึ่ง แต่แล้วย้อยก็ปราดเข้าประจัญบานกับ พล อย่างดุเดือด ย้อย รัวหมัดซ้ายขวาชกใบหน้าและลำตัวพลอย่างรวดเร็ว พลยกท่อนแขนป้องปิดกันไว้ได้และชกตอบ ทั้งสองยืนปักหลักแลกหมัดกันอย่างน่าดู ไม่มีใครยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว พล สู้เพื่อแก้แค้นแทนเพื่อนร่วมชีวิตของเขาทั้งสองคน ย้อยสู้เพื่อศักดิ์ศรีของตัวเอง ถึงแม้ พล จะเสียเปรียบในรูปร่างและกำลัง แต่พล ก็ชกได้รวดเร็วกว่า หมัดของ พล หนักมากเล่นเอา ย้อย หน้าปั่นไปปั่นมา

นักดนตรี ซึ่งนั่งอยู่บนเวทีเตี้ยๆ สำหรับบรรเลงต่างตื่นเต้นสนุกสนานไปตามกัน ทุกคนเอาใจช่วย พล เพราะย้อยมีนิสัยกักขละหยาบช้า ชอบข่มขู่พวกนักดนตรีวงนี้บ่อยๆ หัวหน้าวงยืนอ้าปากหวอมองดูสองเสือปะทะกันแทบไม่กระพริบตา พอรู้สึกตัวเขาก็ก้มลงหยิบแซ็กโซโฟนที่วางอยู่บนเก้าอี้ แล้วก็ร้องบอก พรรคพวกของเขา

"เชิดโว้ยพวกเรา"

ดนตรีลีลาศทำเพลงเชิดทันที คนตีกลองใช้เท้าตีกลองดังสนั่นหวั่นไหวจนกลองแทบทะลุ ทรัมเป็ตแผดเสียงลั่น บรรยากาศเหมือนกับโรงหนังในสมัยหนังเงียบเมื่อครั้งกระโน้น

พล กับ ย้อย แลกหมัดกันได้สักครู่ ย้อย ก็ล่าถอยเพราะถูกชกอย่างจังๆ หลายที คิ้วซ้ายของ ย้อย แตกเป็นแผลอันเกิดจากศอกสั้นของพล อ้ายเสือรูปหล่อ ชกด้วยหมัดตรงขวาถูกปลายคาง อ้ายเล็บเหล็ก ได้ทีหนึ่ง พอย้อย เซออกไป พล ก็เตะด้วยเท้าขวาดังฉาด เขาไม่ยอมให้นักเลงใหญ่ตั้งตัวติด เขากระโจนเข้าใส่เหมือนพยัคฆ์ที่เข้าตะครุบกวาง ย้อย ถูกหมัดของ พลอีกถึงกับล้มลงอย่างไม่เป็นท่า

อ้ายเสือรูปหล่อ ก้มลงคว้าหน้าอกเสื้อของ ย้อยกระชากตัวจอมนักเลงให้ลุกขึ้นแล้วตะบันหน้าด้วยหมัดขวาอีกหนึ่งที ย้อยเซถลาไปปะทะโต๊ะตัวหนึ่งและล้มลงอีก

ทันใดนั้นเอง เหล่าจิ้งเหลน ทั้งหลายซึ่งเป็นสมุนของ อ้ายเล็บเหล็กก็เฮโลกันเข้ามาเล่นงาน พล ทันที เจ้าแห้วโดดเข้าช่วยนายของเขาหลับหูหลับตาเหวี่ยงแหสุดแรงเกิด หมัดของเจ้าแห้วถูกจิ้งเหลน ตัวหนึ่งเข้าที่ขาตะไกรพอดี เจ้าหนุ่มเสื้อลายที่ตำรวจหมั้นไส้ล้มลงไปนอนโก้งโค้งอยู่บนพื้นห้องโถงทันที

ดนตรีทำเพลงเชิดดังขึ้นอีก ดร. ดิเรก กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ช่วยพลตะลุมบอนกับ พวกอันธพาล อย่างดุเดือด นายแพทย์หนุ่ม แลเห็นพลกำลังชกกับสมุนของ ย้อย คนหนึ่ง ก็ย่องเข้าไปข้างหลังตระหวัดรัดคอ เจ้าหมอนั่น ไว้แล้วร้องบอก พล ด้วยเสียงอันดัง

"เอาซียู ไอล็อคคอไว้ให้แล้ว"

พลชกหมัดขวาตรงทันที จิ้งเหลนหนุ่ม เบือนหน้าหลบหมัดของพล จึงถูกปากครึ่งและจมูกครึ่งของ ดร. ดิเรก อย่างจัง

"โอ๊ย" ดร. ดิเรก ร้องเสียงหลงเซถลาออกไปไกล

การต่อสู้เข้มข้นขึ้น ย้อย กับ เหล่าอันธพาล รุมล้อมกรอบเล่นงานพลกับ ดร. ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้ว ท่านเจ้าคุณสู้แบบเสือเฒ่า ท่านยกเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่งเงื้อขึ้นสุดแขนฟาดกบาลสมุนของ อ้ายเล็บเหล็กคนหนึ่งอย่างจัง เจ้าหมอนั่น ล้มลงไปกองอยู่บนพื้น

ท่ามกลางการตะลุมบอนอันสับสน เจ้าแห้ว ถูกตีด้วยขวดเหล้าล้มคว่ำไป แต่ด้วยวิญญาณหรือธาตุแท้ของนักสู้ เจ้าแห้ว ยังไม่ยอมสลบง่ายๆ เมื่อเจ้าหนุ่มจิ้งเหลนคนหนึ่ง ชักมีดออกมาจะแทงพล เจ้าแห้ว คว้าขาของมันไว้ พลปราดเข้าชกด้วยหมัดขวาทันทีทำให้สมุนของ อ้ายย้อยลงไปนอนแอ้งแม้งมีดพกในมือหลุดกระเด็น แล้วเจ้าแห้ว ก็ลงนอนเหยียดยาวสิ้นสติ

ในเวลาไล่ๆ กัน ดร. ดิเรก ก็ถูกชกด้วยสนับมือถึงกับยืนเซ่อนัยน์ตาเหล่ไปเหล่มา อ้ายเล็บเหล็ก เตะนายแพทย์หนุ่ม ที่ก้านคออีกหนึ่งที ดร. ดิเรก ร้องมายก๊อดแล้วล้มลงนอนข้างเจ้าแห้ว

พล กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนหันหลังพิงกัน แจกจ่ายหมัดและเท้าไปยังพวกหมาหมู่ทั้งหลาย ท่านเจ้าคุณยกเท้าขวาเตะสมุนของ ย้อยคนหนึ่งเต็มเหนี่ยว เจ้าหมอนั่น เคยหัดมวยไทยมาบ้างจึงยกเข่าขึ้นรับเท้า เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไว้ได้ ท่านเจ้าคุณสูดปากร้องครางลั่น ทันใดนั่นเองจิ้งเหลนตัวหนึ่ง ก็ประเคนศีรษะ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยขวดเบียร์เสียงดังสนั่น

"โพละ"

เจ้าคุณ ล้มลงก้นกระแทกพื้นอย่างมึนงง ศีรษะของท่านแตกเป็นแผลยาวโลหิตไหลทะลักแดงฉาน สมุนของเจ้าย้อย คนหนึ่งกระโจนเข้าเตะถูกคาง เจ้าคุณ อย่างถนัดใจ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มน่าสงสารล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาปัดฝุ่นละอองที่พื้น แล้วท่านก็ลงนอนหงายสิ้นสติสมประดี มองดูคล้ายๆ กับผีตายที่กำลังขึ้นอืดทืด

พล คนเดียวต่อสู้อย่างไม่คิดชีวิต เขาน็อคสมุนของย้อยได้สามคนแล้ว ขณะนี้เขากำลังพันตูกับอ้ายเล็บเหล็ก แต่แล้วเขาก็ถูกเตะสะบักสะบอม ถึงแม้พลจะเก่งกาจสักเพียงไหนเขาคนเดียวก็ไม่อาจจะต่อสู้กับ จิ้งเหลนหางดง เหล่านี้ได้ ในที่สุด พล ก็ถูกหมัดของใครคนหนึ่งถึงกับล้มลงไป เท่านี้เองพวกอันธพาลก็รุมกันกระทืบพลจนสลบ

ดนตรีเปลี่ยนทำนองเพลงเชิดเป็นเพลงโอด โดยเฉพาะเจ้าคุณปัจจนึกฯ มีผู้สงสารท่านมากเพราะท่านชราภาพมากแล้ว แก่คราวปู่คราวตาของเจ้าพวกจิ้งเหลนหนุ่มเหล่านี้ ย้อยกับสมุนของเขา ต่างรีบหลบหนีออกไปจากบาร์ทันที สุภาพบุรุษนักลีลาศคนหนึ่งเลี่ยงออกไปจากคัทลียา รีบไปแจ้งให้ตำรวจที่ป้อมยามทราบ หลังจากนั้นไม่ถึงครึ่งชั่วโมงตำรวจกองปราบและตำรวจเจ้าของท้องที่ก็รุดมาถึง แต่พวกอันธพาลหายไปหมดแล้วและไม่มีใครกล้าระบุว่าพล กับ พรรคพวกถูกย้อยกับ สมุนกลุ้มรุมทำร้าย

เจ้าพนักงาน ได้ช่วยกันแก้ไข พล กับ ดร. ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วจนฟื้น ทั้งสี่คนไม่ยอมระบุชื่อ ย้อย ต่างให้การว่ามีเรื่องกับพวกอันธพาลซึ่งตนไม่รู้จัก ตำรวจจะนำตัว พล กับ พรรคพวก ไปส่งโรงพยาบาลตำรวจ แต่ ดร. ดิเรก ขอร้องให้ไปส่งบ้าน "พัชราภรณ์" และบอกเจ้าพนักงานว่าเขาเป็นหมอ เขาจะรักษาตัวเองและ พรรคพวก ของเขา ดังนั้นตำรวจจึงพาไปส่งบ้าน "พัชราภรณ์" ตามความประสงค์ โดยพลตำรวจกองปราบ คนหนึ่งช่วยขับรถคาดิลแล็คเก๋งให้

จากการปะทะกับพวกนักเลงปรากฏว่า เจ้าแห้ว ถูกเย็บ ๑๑ เข็ม เจ้าคุณปัจจนึกฯ ๙ เข็ม พล ๔ เข็ม และ ดร. ดิเรก ได้เย็บศีรษะตัวเองถึง ๙ เข็ม

กิมหงวน กับ นิกร ต่างปลาบปลื้มใจเป็นล้นพ้นเท่าที่ พรรคพวกได้เจ็บแค้นแทนเขา แต่รู้สึกเสียใจที่ คณะพรรค ปราชัยกลับมาอย่างยับเยิน อย่างไรก็ตามสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้ว จะต้องลบลายเสือของ อ้ายเล็บเหล็ก ให้ได้เมื่อหายป่วยแล้ว

เป็นเวลาสองสัปดาห์เศษที่ สี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้วมีฐานะเป็นคนไข้แผนกศัลยกรรมของ ดร. ดิเรก ซึ่ง นายแพทย์หนุ่มได้รักษาตัวของเขาเองด้วย บัดนี้ทุกคนหายป่วยเป็นปกติดีแล้ว แต่บาดแผลที่หัวใจไม่มีวันที่จะหายได้ ทุกคนต่างเจ็บช้ำน้ำใจและคิดอาฆาตพยาบาท ย้อยเล็บเหล็ก ถึงกับประชุมปรึกษาหารือกันในตอนเย็นวันหนึ่งในเรือนต้นไม้หน้าตึกใหญ่

สี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งห้อมล้อมโต๊ะเหล็กซึ่งเป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมทันสมัยพ่นสีฟ้าเย็นตา ส่วนเก้าอี้เป็นเก้าอี้เหล็กสีเดียวกัน ถักด้วยเส้นพลาสติก บนโต๊ะนั้นมีวิสกี้ต่างประเทศ สองขวด โซดาประมาณครึ่งโหลกับแกล้มอีกสามสี่จานพร้อมด้วยถ้วยแก้ว ช้อนส้อม กระป๋องบุหรี่ไม้ขีดไฟ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวอย่างแค้นเคือง

"ในชีวิตของอา อาไม่เคยบาดเจ็บจากการต่อสู้ถึงเช่นนี้ อ้ายย้อยมันหมาหมู่ พวกเราปราชัยอย่างยับเยินก็เพราะถูกมันกลุ้มรุม เราต้องเลือดตกยางออก เพราะฉะนั้นเราจะต้องล้างแค้นมันให้ได้"

นิกร เห็นพ้องด้วย เขาหยิบส้อมจิ้มแหนมสามสี่ชิ้นใส่ปากเคี้ยว แล้วพูดเสียงคับปากว่า

"จริงครับคุณพ่อ เราจะต้องแก้แค้นมันให้สาสม จ้างคนตาบอดดักยิงมันดีไหมครับ" พูดจบก็ตักหมี่กรอบใส่ปาก

ทุกคนมองดู นายจอมทะเล้น อย่างหมั้นไส้แกมขบขัน

"ฝรั่งไม่เข้าใจที่แกพูด" ดร. ดิเรกกล่าวกับนิกร "ถ้าเราจะยิงมันทิ้ง ทำไมจะต้องจ้างคนตาบอดยิง นายย้อย"

นิกร อมยิ้ม ยกแก้ว วิสกี้ ขึ้นจิบเล็กน้อย

"แกช่างโง่อะไรอย่างนี้ การจ้างคนตาบอดยิง อ้ายเล็บเหล็กย่อมปลอดภัยแก่ตัวเราซึ่งเป็นผู้จ้าง ศาลย่อมไม่เชื่อว่าคนตาบอดจะยิงคนตายและไม่เชื่อว่าเราจะจ้างคนตาบอดฆ่าคน"

พล หัวเราะหึๆ แล้วกล่าวกับ นิกร อย่างขบขัน

"สมมุติว่าเราตกลงจ้างคนตาบอดยิง อ้ายเล็บเหล็ก มันจะยิงถูกหรือวะอ้ายกร"

"แล้วกัน" นิกร อุทานดังๆ "อย่าดูถูกคนตาบอดนะโว้ย คนตาบอดย่อมมีความทรงจำและเฉลียวฉลาดรอบคอบกว่าคนตาดี หูไว จมูกไว คนตาบอดชั้นนำ เล่นดนตรีได้ ทำกับข้าวได้ มีเมียก็ได้ บางคนลูกดกหัวปีท้ายปี นั่นไม่ใช่ความสามารถของคนตาบอดหรอกหรือ คนตาบอดอาจจะยิงเจ้าย้อย ได้แม่นยำ ถ้าหากว่าเขาจำเสียงหรือจำฝีเท้าของอ้ายเล็บเหล็กได้"

กิมหงวน ว่า "กันคิดว่าจ้างคนหูหนวกหรือคนใบ้ดีกว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจ

"ไปๆ มาๆ ก็หนีคนพิการไม่พ้น คนหูหนวกกว่าจะพูดกันรู้เรื่องก็แย่ ถามอย่างหนึ่งตอบอย่างหนึ่ง คนใบ้ยิ่งร้ายใหญ่ ได้แต่ แบะ แบะ แอะ แอะ ไม่ได้ความ ถ้าเราจะฆ่า อ้ายย้อย เราจ้างคนที่สมประกอบดีกว่า แต่ว่า...อาไม่อยากให้มันถึงตายหรอก เอาพอให้มันอับอายขายหน้าเขาเท่านั้นหรือม่าย อ้ายย้อยก็ต้องหลบลี้หนีหน้าคนทั้งหลาย"

"ออไร๋ ออไร๋" นายแพทย์หนุ่ม เห็นพ้องด้วย "การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตย่อมเป็นบาปกรรมอย่างยิ่งและถ้าเราฆ่ามันตายก็จะเป็นเรื่องราวใหญ่โต ดีไม่ดีพวกเราก็จะพลอยเข้าปิ้งไปด้วย"

นิกร พูดโพล่งขึ้นทันที

"ถ้ายังงั้นจ้างมือมีดฟันหน้า อ้ายย้อยเป็นยังไง หัว ๒๑ แผล หน้า ๑๕ แผล ตัวต่างหาก ถ้าหมอเย็บก็ต้องใช้ด้ายห้าหกหลอด"

ทุกคนหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน

"แกพูดอะไรเป็นเล่นเสมอ" พล พูดยิ้มๆ "ในเรื่องนี้สำหรับความคิดของกัน กันอยากจะจ้างเหมานักเลงชั้นดีคนหนึ่งให้จัดการปราบปราม อ้ายเล็บเหล็ก ถ้าพวกเราจะปะทะกับมันอีก ก็คล้ายกับว่าเราเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ เพราะอ้ายย้อย กับ พรรคพวก ของมันล้วนแต่เป็นกุ๊ยอันธพาล มีชีวิตและความเป็นอยู่แตกต่างกว่าเรามาก ไม่คู่ควรกันเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าช้าๆ

"ความคิดของแกเป็นความคิดที่เหมาะสม และถูกต้องใช้อันธพาลล้างอันธพาลดีกว่า บุกมันให้แหลกไปข้างหนึ่ง เราจะจ้างนักเลงใหญ่ที่มีฝีไม้ลายมือจริงๆ มันไม่ใช่นักเลงขั้นลูกจ๊อกถูกเขาเตะเบาะๆ ก็ร้องเป๋งวิ่งหนีหางจุกตูด แต่เขาคงจะคิดค่าป่วยการแพงมาก"

กิมหงวน พูดเสริมขึ้นอย่างหน้าตาย

"เรื่องเงินไม่สำคัญครับ คุณอาเขาจะเรียกสักล้านสองล้านผมจะจ่ายให้เขาเอง เงินของผมเยอะแยะไป"

ท่านเจ้าคุณ จุ๊ย์ปาก

"อย่าน่า อ้ายหงวน พูดกันเป็นงานเป็นการทีเถอะวะ"

"อ้าว ก็พูดกันเป็นงานเป็นการน่ะสิครับ"

"เดี๋ยวก็จะเกิดการเตะปากกันขึ้นเท่านั้นเอง"

สี่สหาย มองดูหน้ากันแล้วยิ้มให้กัน พลกล่าวกับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"เราจะได้นักเลงใหญ่ที่ไหนล่ะครับ เดี๋ยวนี้นักเลงที่มีฝีมือหาทำยายาก ตำรวจเก็บตัวไปหมดแล้ว ที่เหลืออยู่ก็ไม่กล้าแสดงตัวเปิดเผยว่าเป็นนักเลง แล้วก็พวกเราไม่ใช่คนอันธพาล จึงไม่ใคร่รู้จักนักเลงชั้นดี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งคิด

"เห็นจะต้องพึ่ง อ้ายแห้ว อ้ายแห้วมันใฝ่ต่ำชอบเสพย์สุรายาเมาและมีการคบหาสมาคมกับพวกนักเลงเสมอ มันกว้างขวางกว่าเราในเรื่องนี้"

"ออไร๋ ออไร๋" นายแพทย์หนุ่ม พูดยิ้มๆ "ผมเคยสังเกตเสมอ ผู้ที่มาหา เจ้าแห้ว ลักษณะท่าทางมักจะเป็นพวกอาชญากรหรือนักเลงอันธพาล ถ้าเป็นเด็กหนุ่มพวกจิ้งเหลนที่เรียก เจ้าแห้ว ว่าพี่หรือเฮียก็มีท่าทางกวนๆ อยู่ไม่น้อย ไว้ผมยาวเป็นกระเซิง นุ่งกางเกงขาแคบฟิตเปรียะ ใส่เสื้อเชิ้ทลวดลายต่างๆ บางคนก็ทาปากเขียนคิ้วและสรวมสร้อยข้อมือก็มี"

ทันใดนั้นเอง เจ้าแห้ว ก็ปรากฏตัวขึ้น เขาเดินเข้ามาในเรือนต้นไม้อย่างร้อนรน มือขวาถือจานใส่เป็ดย่างซึ่งหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เรียบร้อยแล้ว เจ้าแห้วถูกอาเสี่ยกิมหงวน ใช้ไปซื้อเป็ดย่างที่ประตูน้ำปทุมวันเพื่อเอามาแกล้มเหล้า

"โอ้โฮ ทำไมช้านักวะ อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้ว วางจานเปลใบใหญ่ลงบนโต๊ะ

"รับประทานมัวแต่รอเป็ดอยู่น่ะซีครับ พอผมไปถึงร้านสั่งเป็ดย่างเขาก็รีบออกจากร้านไปซื้อเป็ดเป็นๆ ที่ตลาด รับประทานเอาเป็ดมาเชือดที่ร้าน กว่าจะถอนขนกว่าจะย่างเสร็จเสียเวลาไปนาน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"เขาไม่ได้ย่างเตรียมไว้ก่อนหรอกหรือ"

เจ้าแห้ว ยิ้มเล็กน้อย

"รับประทานเขาบอกว่าสมัยนี้อยู่ในสภาวะเงินฝืดครับ คนที่นิยมรับประทานเป็ดย่างหายหน้าหายตาไปหมด ถ้าย่างไว้ไม่มีใครซื้อก็ขาดทุนเลยใช้วิธีนี้ ใครซื้อเป็ดย่างเขาก็ไปซื้อเป็ดเป็นๆ ที่ตลาดมาเชือดและย่างตามจำนวนที่มีผู้ซื้อ"

พล พัชราภรณ์ มองดูหน้าคนใช้แก่นแก้วของเขา พอสบตากับพลเจ้าแห้วก็ค่อยๆ ถอยหลังออกห่างจากโต๊ะเหล็กตัวนั้น ยกมือทั้งสองประสานกันระหว่างสะดือ ยืนสำรวมกิริยามารยาทให้เรียบร้อยเพราะความเกรงกลัวพล ซึ่งดูเหมือนว่าในบ้านนี้เจ้าแห้วกลัวพล คนเดียว เพราะพลปากว่าเท้าถึงขึ้นเข่าลงศอก เจ้าแห้ว อยู่เสมอ

"อ้ายแห้ว"

"ครับ"

"ฉันอยากจะถามอะไรแกหน่อย แกรู้จักนักเลงใหญ่ๆ สักคนไหมวะ ที่ว่านักเลงใหญ่ไม่ใช่หมายความว่ารูปร่างใหญ่โต ฉันหมายถึงนักเลงผู้มีอิทธิพลใหญ่ยิ่งและเป็นผู้ที่ในวงนักเลงอันธพาลยกย่องเกรงกลัว"

เจ้าแห้ว ไม่กล้าพูดเล่นกับพล จึงตอบเขาอย่างพินอบพิเทา

"รับประทานนักเลงชั้นหัวหน้านักเลงใช่ไหมครับ"

"เออ นั่นแหละ แกพอรู้จักกับเขาบ้างไหม"

เจ้าแห้ว ว่า "นักเลงที่เรียกว่านักเลงใหญ่จริงๆ ในกรุงเทพฯ ก็มีอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้นแหละครับ"

"เขาเป็นใคร" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามอย่างร้อนรน "เอ็งรู้จักเขาดีหรือ อ้ายแห้ว"

"รับประทานเขาชื่อเล็กครับ เป็นจอมนักเลงที่มีอิทธิพลที่สุดมีฉายาว่า สิงห์อมควัน ครับ"

"สิงห์อมควัน..." เจ้าคุณปัจจนึกฯ คราง "เขาสูบยาฝิ่นหรืออย่างไร"

"ทุกอย่างครับ รับประทานเหล้าก็กิน ฝิ่น, กัญชาและหมู พี่เล็กแกก็สูบและเสพย์ติดทั้งนั้น"

พล หัวเราะก้าก

"คนสูบฝิ่นกินเหล้าจะไปสู้กับหมาที่ไหนวะ อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้ว มองดู พล อย่างเคืองๆ

"รับประทานนักเลงมือแน่สำคัญที่ใจต่างหากครับ พี่เล็กที่ผมว่าตัวเล็กนิดเดียว รับประทานรูปร่างอ้อนแอ้นเอวบางร่างน้อยเหมือนนางละเวง แต่มือแน่เหลือเกินครับ ไม่มีนักเลงคนใดที่จะหาญต่อกรกับพี่เล็กเลย เพียงแต่เห็นหน้า พี่เล็ก ก็หน้าถอดสีรีบยกมือไหว้ปะหลกๆ ใครๆ ก็เรียกเขาว่าพี่ครับ คนแก่ฟันไม่มีมีแต่เหงือกยังเรียกเขาว่าพี่ พี่เล็กฆ่าคนมาไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ คน ครับ รับประทานตำรวจรู้ดีแต่ทำไมไม่ได้เพราะไม่มีใครกล้าเป็นพยาน ร้านฝิ่นในกรุงเทพฯ และธนบุรีทุกร้านยอมให้ พี่เล็ก สูบฟรีทั้งวัน รับประทานหมายถึงก๊วนกัญชาทุกแห่งด้วย ตามปกติพี่เล็กไม่ข่มเหงรังแกใครหรอกครับ เดินกระทบไหล่ใครก็ยกมือไหว้ขอโทษขอโพยเขา พี่เล็กมีอายุในวัยกลางคนครับ มองดูแล้วไม่มีอะไรที่น่ากลัว แต่ พี่เล็กคือเสือร้าย ถ้าอาละวาดเมื่อไรอีกฝ่ายก็ต้องเป็นศพ ผมนับถือพี่เล็กเหมือนกับพี่ชายของผมคนหนึ่งครับ ผมคบไว้เมื่อใครข่มเหงรังแกผม ผมก็ไปบอกพี่เล็ก ให้มาฆ่ามันเสีย แกแน่จริงๆ ครับ เคยไล่ยิงคนบนโรงพักมาแล้ว พวกนักเลงหลายคนเคยคิดหักโค่น พี่เล็ก แต่ไม่สำเร็จ พี่เล็กอยู่ยงคงกระพันครับ มีดหรือปืนไม่ได้แอ้ม รับประทานหนังเหนียวเหมือนแผ่นเหล็กกล้า เคยถูกยิงด้วยปืนกลมือในระยะเผาขนจนก้นกระแทกยังไม่เป็นไร ลุกขึ้นชักมีดวิ่งเข้าใส่มือปืนแล้วแทงเสียง่อยกระรอก"

สี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันเลื่อมใสในอิทธิพลของนักเลงใหญ่คนนี้

"เข้าทีมาก" เสี่ยหงวน พูดเสียงหนักๆ "ถ้านายเล็กเก่งอย่างนี้เราควรจะติดต่อจ้างเขาให้ปราบ อ้ายเล็บเหล็ก"

เจ้าแห้ว ลืมตาโพลง

"ปราบ อ้ายย้อย หรือครับ รับประทานถ้าพี่เล็ก จะปราบ อ้ายย้อยมันก็เป็นงานที่ง่ายเหมือนกับปอกกล้วยใส่ปาก รับประทานมืออ้ายย้อยยังห่างไกลกับ พี่เล็ก มากครับ เหมือนนักเรียนชั้นประถมกับนักเรียนมหาวิทยาลัย ถึง อ้ายย้อยใหญ่โตเหมือนยักษ์วัดแจ้งก็สู้ พี่เล็ก ไม่ได้แน่เพียงแต่เห็นหน้าพี่เล็ก อ้ายย้อย ก็ต้องรีบเข้าส้วม"

นิกร หัวเราะชอบใจ

"พี่เล็ก ของแกเก่งอย่างนี้เชียวหรือ สงสัยว่า นายเล็กคนนี้คงจะเป็น พี่เล็ก จ้าวถิ่นหัวลำโพงแน่นอน ข้าเคยได้ยินชื่อบ่อยๆ เขาลือกันว่าแน่นัก ขนาดนายตำรวจชั้นสารวัตรยังเรียก นายเล็ก ว่า พี่เล็ก"

เจ้าแห้ว ยิ้มแก้มแทบแตก

"ครับ ครับ ถูกแล้วครับ พี่เล็กเป็นจ้าวถิ่นหัวลำโพงและเป็นนักเลงที่มีอิทธิพลใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ พวกนักเลงใหญ่ๆ เรียกพี่เรียกอาจารย์ทั้งนั้น เด็กขี้อ้อนกำลังร้องไห้แลเห็นหน้า พี่เล็ก หยุดร้องทันที จริงๆ นะครับไม่ได้โกหก รับประทานผมคบกับพวกนักเลงมานานแล้ว ไม่เคยเห็นนักเลงใหญ่คนไหนที่จะมีอิทธิพลเหมือน พี่เล็ก เลยเพียงแต่ พี่เล็กพูดเปรยๆ ว่า อ้ายหมอนี่ ไม่น่าอยู่เลย เท่านั้นแหละครับในสองสามชั่วโมง เจ้าหมอนั่น ก็กลายเป็นศพและตำรวจจับมือใครดมไม่ได้"

"อือ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ คราง "เก่งอย่างนี้ก็ใช้ได้แต่ว่านายเล็ก รับจ้างประทุษกรรมหรือเปล่า ข้าหมายถึงรับจ้างยิงคน ฟันกบาลคนหรือทำร้ายร่างกาย"

เจ้าแห้ว นิ่งคิด

"เมื่อก่อนนี้รับจ้างครับ แต่เดี๋ยวนี้เลิกแล้ว ถ้าจะรับทำงานให้ก็ต้องเรียกค่าป่วยการแพงลิบ"

"ไม่สำคัญ" อาเสี่ย พูดโพล่งขึ้น "เรื่องเงินจะเอาเท่าไรข้ามีให้ ขอให้เขารับทำงานให้เราเท่านั้น"

"รับประทานถ้าเช่นนั้นก็ลองไปหา พี่เล็ก ซีครับ พรุ่งนี้ตอนสายๆ รับประทานผมจะพาไป พี่เล็ก เป็นคนมีอัธยาศัยดีมากครับ แกเป็นคนพูดน้อยและยิ้มเสมอ ใจเย็นไม่มุทะลุฉุนเฉียวเหมือนนักเลงหนุ่มๆ แต่ถ้าแกเอาเรื่องขึ้นมาก็ต้องเป็นศพและไม่ปรากฏว่า พี่เล็กเคยปราชัยใครมาแต่ก่อนเลย แกแน่จริงๆ ครับ แขนของแกโตกว่าอ้อยขาไก่นิดเดียวแต่หมัดของแกเหมือนบรรจุดินระเบิด ใครโดนเข้าโป้งเดียวชักดิ้นชักงอน้ำลายฟูมปากไปเลยครับ ที่หมัดหนักก็เพราะสักธนูมือ ขนาดหมัดแย็ปของแกถูกใครเข้าก็ก้นจ้ำเบ้า"

พล ยิ้มให้ เจ้าแห้ว

"พวกข้าเป็นคนใจร้อน รอไปพรุ่งนี้ช้าเกินไป ไปกันเดี๋ยวนี้ดีกว่า ถ้าอย่างไรจะได้ให้นายเล็ก เหยียบหน้า อ้ายย้อยเสียในคืนวันนี้เจ็บใจมันนัก ที่พวกมันกลุ้มรุมทำร้ายพวกเรา ข้าจะต้องตอบแทนอ้ายย้อย ให้สาสม"

"รับประทานได้ซีครับ ไปเดี๋ยวนี้ก็ได้ รับประทานเตรียมเงินไปด้วยนะครับ ถ้าอย่างไรจะได้วางมัดจำไว้ ผมรับรองว่าพี่เล็ก จะไม่มีเล่ห์เหลี่ยมกับพวกคุณหรอกครับ แกเป็นนักเลงที่มีสัจจะ ไม่เคยคดโกงหักหลังใคร แต่ถ้าใครทรยศหักหลังแกแกก็ฆ่าเสีย เรื่องฆ่าคนเป็นเรื่องเล็กสำหรับ พี่เล็ก ครับ รับประทานเมื่อเร็วๆ นี้พี่เล็ก ถูกนักเลงบางลำพูล้อมกรอบในตรอกไก่แจ้ รับประทาน พี่เล็กใช้มีดคู่ตีฝ่าวงล้อมออกมา ฆ่าอ้ายพวกนั้นถึง ๑๑ คน"

"เท่าทีมฟุตบอลพอดี" เสี่ยหงวน พูดยิ้มๆ "แล้วอ้ายพวกนั้นกี่คนล่ะ"

"รับประทาน ๑๑ คน ครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือก

"เอ้อเฮอ ยังงี้เขาแน่จริงๆ อ้า-ไปโว้ยพวกเรา ให้ อ้ายแห้วพาพวกเราไปหานายเล็ก เดี๋ยวนี้ ถ้าเขาตกลงรับทำงานให้เราในคืนวันนี้เราก็จะติดตามไปดูลวดลายและชั้นเชิงของนายเล็ก ที่คัทลียา"

นิกรมองดูเหล้าและกับแกล้มหลายอย่างด้วยความเสียดาย แล้วกล่าวกับพ่อตาของเขา

"ไปพรุ่งนี้สายๆ ไม่ดีหรือครับ ตอนค่ำๆ อย่างนี้พวกนักเลงไม่ใคร่จะอยู่ติดบ้านมักจะออกไปเที่ยวตีกบาลคนเล่นแก้กลุ้ม ถ้าไปไม่ได้พบเขาก็เสียเวลาเปล่าๆ " พูดจบ นิกรก็หยิบส้อมจิ้มเป็ดย่างสามสี่ชิ้นใส่ปากเคี้ยว

อาเสี่ย มอง นิกร อย่างรู้เท่าทัน

"ไปเถอะ อ้ายกร อย่าเสียดายกับแกล้มเลยวะ แล้วกันจะพาแกไปเลี้ยงอาหารค่ำที่ไหนก็ได้"

นิกร ยิ้มแป้น

"ถ้ายังงี้ตกลง ไปโว้ยพวกเรา ต้องให้ นายเล็ก ฟันหน้าอ้ายเล็บเหล็ก สัก ๑๐ แผล จึงจะหายแค้น หรือม่ายก็เอามีดกรีดหน้าเป็นรูปหัวกระโหลกกระดูกไขว้ มันจะได้อับอายขายหน้าเขา"

สี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างลุกขึ้นจากโต๊ะ พลกล่าวกับ เสี่ยหงวน อย่างยิ้มแย้ม

"เอาเงินติดตัวไปด้วยซี อ้ายหงวน"

อาเสี่ย ยกมือตบกระเป๋ากางเกง

"มีอยู่สองหมื่นกว่าแล้วไปเถอะ นายเล็ก คงจะเรียกค่าป่วยการอย่างมากก็หมื่นเดียวเท่านั้น อัตราค่าจ้างฆ่าคนก็ในราวหมื่นเดียว แต่เราไม่ได้จ้าง นายเล็ก ให้ฆ่าอ้ายย้อย เราต้องการแต่เพียงให้อ้ายย้อย ให้ได้รับความอับอายและเสียเหลี่ยมนักเลงเท่านั้น เราต้องการให้มันรู้สึกสำนึกตัวว่าผลที่มันทำแก่พวกเรา เป็นเหตุให้มันถูกลบเหลี่ยมลูบคมและเสียเชิงนักเลง"

"ออไร๋ ไปโว้ยพวกเรา ฝรั่งเลื่อมใสในอิทธิพลของนายเล็ก มาก อยากจะเห็นฝีมือเขาเหลือเกิน"

พล ยกมือชี้หน้าคนใช้แก่นแก้วของเขา

"ถ้าแกโกหกฉัน ถ้า นายเล็ก เป็นนักเลงชั้นสวะไม่มีความหมายอะไร ฉันจะกระทืบแก"

เจ้าแห้ว ขมวดคิ้วย่น

"ตกลงครับ รับประทานผมนอนให้กระทืบดีๆ เลย แต่ถ้า พี่เล็กเก่งอย่างผมว่า รับประทานก็ขอรางวัลให้ผมบ้างนะครับ"

กิมหงวน พูดเสริมขึ้นทันที

"ฉันจะให้รางวัลแกพันบาท"

ครั้นแล้ว สี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้วก็พากันออกไปจากเรือนต้นไม้ ขณะนี้เป็นเวลาเกือบ ๑๘.๐๐ น. แล้ว สี่นางกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และ คุณหญิงวาด เล่นไพ่กันอยู่ในห้องโถงชั้นบนของตัวตึก คณะพรรคสี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้ว จึงออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" โดยไม่มีใครรู้เห็น

ก่อนจะพลบค่ำวันนั้นเอง สี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้ว ก็พากันมาปรากฎตัวขึ้นที่ตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่งทางสถานีกรุงเทพฯ อันเป็นถิ่นนักเลงอันธพาล ชุมทางรถโดยสารไปต่างจังหวัดและเป็นถิ่นที่มีโรงแรมมากที่สุด ตลอดจนโสเภณีเถื่อน แมงดาคุมซ่องและเหล่าจิ้งเหลนในวัยรุ่น เขาเรียกถิ่นนี้ว่าหัวลำโพง คดีทำร้ายร่างกาย, ขู่กรรโชก, รีดไถมีมากที่สุด ถึงแม้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการกวาดล้างหลายต่อหลายครั้งเหล่าอันธพาลทั้งหลายก็ยังไม่หมดสิ้น

บ้านพักของ นายเล็ก หรือ พี่เล็ก เป็นห้องแถวสองชั้นอยู่ในซอยนี้ เจ้าแห้ว พา เจ้านาย ของเขามาหยุดยืนหน้าห้องนักเลงใหญ่ซึ่งเป็นจ้าวถิ่น ประตูหน้าห้องปิดแต่ไม่ได้ใส่กุญแจแสดงว่ามีคนอยู่ในห้อง

เจ้าแห้ว ยกมือเคาะประตูเบาๆ

"พี่เล็ก พี่เล็ก ครับ"

มีเสียงแหบแห้งเหมือนคนเป็นวัณโรคร้องถามออกมา

"ใครวะ" แล้วเจ้าของเสียงก็ไอแค็กๆ

"ผมเองพี่ แห้ว ครับ"

กลอนประตูห้องถูกถอดออก บานประตูบานซ้ายค่อยๆ เปิดออกทีละน้อย คณะพรรคสี่สหาย แลเห็นกระทาชายในวัยกลางคนๆ หนึ่ง ยืนอยู่ที่ประตูนั้น รูปร่างของเขาผอมกะหร่องแลเห็นซี่โครงเป็นซี่ๆ ใบหน้ายาวแก้มตอบริมฝีปากแห้งผากตามธรรมดาของคนติดฝิ่น ปากบนและปากล่างเชิดออกมาเนื่องจากอมกล้องฝิ่นมาหลายปีแล้ว ชายผู้นี้แหละคือนายเล็ก จ้าวนักเลงและเป็นยอดนักเลงที่มีอิทธิพลที่สุด ซึ่งพวกอันธพาลในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าหรือลูกจ๊อกยกย่องนับถือเขา นายเล็ก มีอายุไม่เกิน ๔๐ ปี เขานุ่งผ้าขาวม้าเก่าๆ ผืนเดียวเท่านั้น หน้าตายู่ยี่ผมเผ้ารุงรังแสดงว่าเพิ่งตื่นนอน

นายเล็ก สะดุ้งเฮือกเมื่อแลเห็น สี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนอยู่ข้างหลัง เจ้าแห้ว เขารู้สึกอับอายขายหน้าอย่างยิ่ง ที่คณะพรรคสี่สหาย ได้เห็นเขาอยู่ในชุดอาบน้ำของคนจน เขารับไหว้ เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"สวัสดีน้องชาย มีธุระอะไรหรือแห้ว"

เจ้าแห้ว ยิ้มให้เขา

"ธุระสำคัญ พี่เล็ก เจ้านาย ของผมท่านจะมาขอความช่วยเหลือพี่เล็ก ให้ทำงานอะไรให้ท่านสักอย่างหนึ่ง"

นายเล็กรู้แล้วว่าเจ้าแห้ว เป็นคนใช้และคนขับรถของท่านเจ้าคุณบุญหนักศักดิ์ใหญ่ซึ่งร่ำรวยมาก ส่วนลูกหลานก็ล้วนแต่ร่ำรวยในขั้นเศรษฐีด้วยกันทั้งนั้น นายเล็ก ยกมือไหว้สี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"สวัสดีคร๊าบ" เขาพูดยานคาง "ผมต้องขอประทานโทษที่ผมแต่งตัวไม่เรียบร้อยเพราะเพิ่งตื่นนอน เชิญในห้องซีครับ ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ผมจะได้มีโอกาสรับใช้ท่านเชิญครับ"

เจ้าแห้วพา เจ้านาย ของเขาทั้ง ๕ คน เข้าไปในห้องนั้น ภายในห้องมีแสงไฟฟ้าเพียงดวงเดียว ด้านซ้ายมีเตียงไม้สำหรับนั่งหรือนอนเล่น ด้านตรงกันข้ามมีโต๊ะรับแขกแบบโบราณหนึ่งโต๊ะ เก้าอี้เก่าๆ เพียงสองตัว ผนังห้องประดับรูปภาพโสเภณีที่รักใคร่ชอบพอกับนายเล็ก บางภาพก็เป็นรูปแม่เล้า ห้องของนายเล็กไม่มีตู้เย็น, ไม่มีโทรทัศน์หรือข้าวของอันมีค่า แต่ห้องของเขาก็สะอาดเรียบร้อยพอดู

นายเล็ก เชิญให้แขกผู้มีเกียรติของเขานั่ง สี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งรวมกันบนเตียงไม้สักขนาดกว้าง ๕ ฟุต และ ยาว ๖ ฟุต พื้นกระดานเป็นไม้สักเช็ดถูไว้เป็นมัน

"ผมต้องขอประทานโทษ กรุณาให้ผมขึ้นไปสวมเสื้อกางเกงสักครู่นะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้า

"ตามสบาย นายเล็ก"

จอมนักเลงยิ้มให้ คณะพรรคสี่สหาย แล้วรีบขึ้นบันไดไปชั้นบน ดร. ดิเรก กล่าวกับ พล เบาๆ

"รูปร่างผอมกะหร่องอย่างนี้จะไปสู้กับเขาไหวหรือวะ พล"

พลว่า "อย่าเพิ่งประมาทฝีมือเขา เขาอาจจะมีดี รู้สึกว่านายเล็ก เป็นคนที่มีสัมมาคารวะสุภาพเรียบร้อยมาก"

"ออไร๋ ตามธรรมดาพวกนักเลงอันธพาลมักจะกักขละหยาบช้า พูดเสียงดังและภาษาที่พูดหยาบคายฟังไม่ได้"

เจ้าแห้ว ชูหัวแม่มือข้างขวาขึ้นแล้วกล่าวว่า

"พี่เล็กแน่จริงๆ ครับ ถ้าไม่แน่ก็คงเสียทีใครมานานแล้ว รับประทานพี่เล็ก ผ่านชีวิตการต่อสู้มาอย่างโชกโชน เป็นยอดนักบู๊ที่นักเลงทั้งกรุงเทพฯ ยอมยกให้ถึงไม่รู้จักตัวพี่เล็ก ก็ได้ยินชื่อเสียงและเกรงกลัวพี่เล็ก แถวนี้น่ะหรือครับ พี่เล็กคือผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ต้องรีดต้องไถใคร ถึงเดือนพวกร้านค้า, เจ้าของรถเมล์ และเจ้าของโรงแรม ก็ต้องเอาเงินมาให้ใช้ โดยเฉพาะการรถไฟต้องจ่ายเงินค่าคุ้มครองให้ พี่เล็ก เดือนละ ๒,๐๐๐ บาท ตลอดมา เมื่อก่อนนี้ไม่ยอมจ่าย พี่เล็กใช้อิทธิพลและอาละวาดสุดเหวี่ยง รับประทานพังห้องขายตั๋ว ไล่ยิงนายสถานีจนกระทั่งวันนั้นตลอดวัน ขบวนรถที่จะออกจากสถานีกรุงเทพฯ ออกไม่ได้ ผู้โดยสารเดือดร้อนไปตามกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าชอบกล

"ถ้ายังงี้ก็เรียกว่าเขาแน่มาก นายเล็ก คงจะมีลูกน้องมากซีนะ"

"ครับ รับประทานพวกนักเลงในถิ่นนี้ล้วนแต่เป็นสมุนของพี่เล็ก ทั้งนั้นแหละครับ ถ้าจำเป็น พี่เล็ก อาจจะระดมลูกน้องได้ถึง ๕๐๐ คน"

สี่สหาย ต่างจุ๊ย์ปากพร้อมๆ กัน

"ทุกวันนี้ นายเล็ก ประกอบอาชีพอะไร" พล ถาม เจ้าแห้ว

"อ๋อ มือชั้น พี่เล็ก รับประทานไม่ต้องทำอะไรหรอกครับ อยู่เฉยๆ ก็มีรับประทาน อย่างขี้หมูขี้หมาเดือนหนึ่งก็ได้ห้าหกพัน แต่ว่า รับประทาน พี่เล็ก แกเป็นคนสปอร์ตและใจดีครับ รับประทานได้เงินเท่าไรก็หว่านโปรยเลี้ยงดูลูกน้องหมด"

"นายเล็ก มีลูกมีเมียหรือเปล่า หรือว่าอยู่ตามลำพัง" เจ้าคุณถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"รับประทานอยู่คนเดียวครับ พี่เล็ก เป็นพ่อหม้ายครับ รับประทานเมียของพี่เล็ก เคยเป็นหัวหน้าซ่องแล้วก็ตายจากไป พี่เล็กเป็นหม้ายมาหลายปีแล้วครับ แกรักพี่ศรีมาก แกเลยไม่ยอมมีเมียใหม่"

"แล้วใครดูแลบ้านเรือนหุงหาอาหารให้กินล่ะ" ดร. ดิเรก ถาม

"ไม่จำเป็นหรอกครับ คุณหมอ เสื้อผ้าของพี่เล็ก ซักรีดที่ร้านปากตรอกและฟรีไม่ต้องเสียเงิน พี่เล็กรับประทานอาหารหาบเร่หรือร้านอาหารต่างๆ แถวหัวลำโพงได้ทุกร้าน รับประทานฟรีทั้งนั้น บุหรี่ก็ฟรีครับ โดยเฉพาะฝิ่นสูบได้ฟรีทุกโรงทั่วกรุงเทพฯ และฝั่งธน"

นักเลงใหญ่ เจ้าของร่างผอมกะหร่องเดินลงบันไดมาจากชั้นบนอย่างรีบร้อน เขาสวมกางเกงขายาวสีเทา เชิ้ทแขนสั้นสีฟ้าอ่อน เสื้อกางเกงของเขาสะอาดเรียบร้อยและกลีบโง้ง

"ประทานโทษนะครับ ผมต้องขอประทานโทษ เจ้านาย ทุกท่าน" จอมนักเลงพูดยิ้มๆ และตรงเข้าไปนั่งบนเก้าอี้รับแขกตรงข้ามกับเจ้าแห้ว "ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเชียวครับที่ เจ้านาย กรุณามาหาผมจนถึงบ้าน มีธุระอะไรที่จะใช้สอยก็โปรดบัญชามาเถอะครับ"

สี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหน้ากัน เสี่ยหงวน พยักเพยิดให้ท่านเจ้าคุณ เป็นผู้เจรจากับ สิงห์อมควัน

"นายเล็ก" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดยิ้มๆ "ฉันคือ พระยาปัจจนึกพินาศ เป็นญาติผู้ใหญ่ของเจ้าหนุ่มสี่คนนี่ซึ่งเป็นเจ้านายของ เจ้าแห้ว"

"ครับ ขอบพระคุณและเป็นเกียรติแก่ผมอย่างยิ่ง" นายเล็กพูดนอบน้อมน่าฟัง

"ฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำ นายเล็ก ให้รู้จักกับลูกหลานของฉันเสียด้วย เจ้าคนที่สวมแว่นตาขอบกระชื่อ กิมหงวน เป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย เจ้าคนที่สวมแว่นสายตาสั้นเป็นหมอชื่อ ดิเรก ลูกเขยฉันเอง เจ้าคนที่นั่งสัปงกชื่อนิกร เป็นลูกเขยฉันเช่นเดียวกัน แล้วอ้ายหนุ่มรูปหล่อคนนั้นชื่อพล เป็นหลานชายของฉัน"

นายเล็กยกมือไหว้สี่สหาย

"ยินดีครับ ยินดีที่ได้รู้จักกับ เจ้านาย เจ้านายจะใช้สอยให้ผมทำอะไร กรุณาบอกมาเถอะครับไม่ต้องเกรงใจ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะเบาๆ

"เรื่องมันก็มีอยู่ว่าพวกเราถูกนักเลงคนหนึ่งกับ พรรคพวกของมันกลุ้มรุมทำร้ายจนบาดเจ็บสะบักสะบอมไปตามกัน เราเจ็บใจมาก พากันมาหานายเล็ก ก็เพื่อจะจ้าง นายเล็ก ให้สั่งสอน อ้ายหนุ่มร่างยักษ์ คนนั้น"

นายเล็ก นิ่งฟังอย่างสงบเงียบ แต่เต็มไปด้วยความสนใจ เขาหลับตาหรือทำตาปรืออยู่ตลอดเวลา มือของเขามักจะเกาขาทั้งสองข้าง หรือซี่โครงของเขาตามธรรมดาของผู้ที่ติดฝิ่น

"อ้ายคนนั้นเป็นใครครับใต้เท้า"

"มันชื่อย้อย มีสมญาว่า อ้ายเล็บด้วน"

เจ้าแห้ว หัวเราะก้าก

"รับประทานเล็บเหล็กครับไม่ใช่เล็บด้วน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเล็กน้อย แล้วท่านก็ยิ้มเจื่อนๆ กล่าวกับนายเล็กต่อไป

"อ้า-นายย้อยเล็บเหล็ก ขอโทษฉันพูดผิดไป แฮ่ะ แฮ่ะ"

นายเล็ก ขมวดคิ้วย่น

"อ้ายเล็บเหล็ก..." เขาคราง

"ถูกแล้ว นายเล็ก รู้จักมันดีสินะ"

เล็ก ยิ้มเล็กน้อย

"ผมเคยเห็นหน้าเขาครับ ใต้เท้า ผมทราบว่าเขาเป็นจ้าวพ่อในถิ่นบ้านทวาย, บางรัก, สุริวงศ์และสี่พระยา ดูเหมือนครั้งหนึ่งเขาเคยจะปราบผม แต่นั่นเป็นข่าวลือครับ ย้อยคงไม่โง่พอที่จะเล่นกับพระกาฬ ศัตรูของผมไม่มีใครเคยลอยนวลอยู่ได้เลย" แล้วพี่เล็ก ก็หัวเราะหึๆ "อาวุโสของเขายังอ่อนกว่าผมมาก เอาละครับ เป็นอันว่าใต้เท้า และเจ้านาย จะให้ผมตอบแทน อ้ายเล็บเหล็ก"

กิมหงวน พูดเสริมขึ้นทันที

"ถูกแล้ว นายเล็ก พวกเราถูก อ้ายย้อย กับ พรรคพวก ตีเสียหมอบ หัวร้างข้างแตกไปตามกัน อ้ายย้อย เป็นนักเลงแบบหมาหมู่ใช้วิธีกลุ้มรุม ลำพังตัวต่อตัวแล้วมันก็คงสู้เราไม่ได้ พูดกันตรงไปตรงมาดีกว่านะนายเล็ก ฉันต้องการให้ นายเล็ก ขี่หลังเสือตัวนี้ให้พวกเราได้ชมเป็นขวัญตา เอามันเพียงบาดเจ็บหรือพอเลือดตกยางออกเท่านั้น มันจะได้รู้ว่าคนอย่างพวกเราก็มีพรรคพวก เหมือนกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวว่า "นายเล็กจะคิดค่าป่วยการสักเท่าใดก็ว่ามา เราจะจ่ายให้ก่อนครึ่งหนึ่ง"

สิงห์อมควัน นิ่งตรึกตรอง

"การปะทะกันอย่างชนิดที่เรียกว่าพอหอมปากหอมคอไม่ใคร่ชอบหรอกครับ เมื่อผมรับใช้เจ้านาย แล้วก็อยากจะฆ่า อ้ายเล็บเหล็ก เสียเลย ไม่ยากเย็นอะไรหรอกครับ กระซวกมันด้วยมีดพกทีเดียวก็หมอบหรือจะให้ผมยิงทิ้งเหมือนกับยิงหมาข้างถนนผมก็ทำได้ เรื่องฆ่าคนเป็นเรื่องเล็กสำหรับผมครับ ที่พูดนี้ไม่ได้คุยเลย" พูดจบเขาก็ไอเสียงแห้งๆ น่าสงสาร

พล หัวเราะในลำคอ

"อย่าให้ถึงตายเลย นายเล็ก เขาทำกับพวกเราก็เพียงแต่หัวร้างข้างแตกเท่านั้น"

"ก็จะเอาไว้ทำไมให้หนักแผ่นดินล่ะครับ ฆ่ามันเสียทั้งโคตรก็แล้วกัน อ้ายย้อยคุมบาร์คัทลียาและประกาศตัวเป็นนักเลงใหญ่ตลอด ผมเคยคิดเหมือนกันว่า ผมควรจะพบกับอ้ายย้อยสักครั้ง ดูซิว่าในระหว่าง อ้ายเล็บเหล็กกับสิงห์อมควัน ใครจะแน่กว่ากัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือห้าม

"เอาอย่าให้ถึงตายดีกว่า ตกลงกันอย่างนี้เถอะ นายเล็กฟันหน้ามันสักสองสามแผลหรือตีกบาลมันขนาดเย็บสักสิบเข็ม พวกเราก็พอใจแล้ว"

นายเล็ก อ้าปากหาวดังๆ ยกมือเกาสีข้างแกร็กๆ

"ได้ครับ ใต้เท้า และ เจ้านาย ต้องการอย่างนี้ผมก็จะจัดการกับอ้ายย้อย ตามความประสงค์"

"แล้วค่าป่วยการล่ะ" เจ้าคุณ ถามยิ้มๆ

"ค่าป่วยการหรือครับ ผมคิดเพียงสองพันเท่านั้น ที่คิดถูกก็เพื่อหวังจะให้ เจ้านาย เรียกใช้ผมอีกในวันข้างหน้า"

สี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองดู สิงห์อมควัน อย่างชื่นชม

"น้อยไป นายเล็ก" อาเสี่ยพูดอย่างสปอร์ต "ทำร้ายร่างกายเขานะ ถ้าเพลี่ยงพล้ำถูกตำรวจจับได้ นายเล็ก ก็จะติดตะราง ฉันให้สี่พันบาทและจะจ่ายให้ครึ่งหนึ่งก่อน แต่ว่านายเล็กต้องทำงานให้เราได้จริงๆ นะ"

สิงห์อมควันเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งเครียดทันที เขาผลุนผลันลุกขึ้นยืน เดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือโกโรโกโสโต๊ะหนึ่ง หยิบอัลบั้มเล่มหนึ่งถือเดินกลับมา แล้วส่งอัลบั้มเล่มนั้นให้ เสี่ยหงวน

"อาเสี่ย โปรดดูภาพในอัลบั้มนี้เถอะครับ ล้วนแต่เป็นครอบครัวบุตรภรรยาของพวกนักเลงอันธพาลที่ถูกผมฆ่าตายทั้งนั้น ผมฆ่าคนมา ๙๗ คน แล้วและทุกรายเราได้ต่อสู้กันอย่างลูกผู้ชาย ผมไม่เคยลอบกัดใครเลยและไม่เคยทำร้ายผู้ที่ไม่มีอาวุธหรือไม่สู้ผม"

เสี่ยหงวน ยิ้มแห้งๆ

"ขอโทษทีนายเล็ก ฉันไม่ได้ลบหลู่ดูหมิ่นอะไรหรอก ถ้าคำพูดของฉันทำให้นายเล็ก ไม่พอใจก็ยกโทษให้ฉันด้วย"

สิงห์อมควัน ยิ้มออกมาได้

"เจ้านาย พูดอย่างนี้ผมค่อยชื่นใจ โปรดอย่าคิดว่าคนขี้ยาอย่างผมจะไร้สมรรถภาพ การยิงปืนน่ะเพียงแต่ออกกำลังนิ้วชี้นิดเดียวเท่านั้นนะครับ ไม่จำเป็นต้องมีกำลังแข็งแรงมากมายอะไร การใช้มีดก็เหมือนกัน เสือกมีดเข้าไปที่ลิ้นปี่ออกแรงเพียงเล็กน้อยผู้ที่ถูกผมแทงมันก็ต้องไปเมืองผี ส่วนการชกต่อยผมไม่นิยมหรอกครับ อืดอาดล่าช้ามัวแต่ชกกันยังไม่ทันแพ้ชนะก็ถูกรวบเอาไปเข้ากรง"

กิมหงวน ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรใบละร้อยบาท ใหม่เอี่ยมปึกเบ้อเริ่มปึกหนึ่งออกมา แล้วกล่าวกับ สิงห์อมควัน อย่างเป็นงานเป็นการว่า

"นายเล็ก จะจัดการกับ นายเล็บเหล็ก เมื่อไร"

นายเล็ก นิ่งตรึกตรอง

"พรุ่งนี้ครับ พรุ่งนี้ตอนหัวค่ำผมจะไปที่บาร์คัทลียา พวกเจ้านาย ไปคอยดูผมอาละวาดเถอะครับ ผมจะแก้แค้น อ้ายย้อย ให้สาสมทีเดียว เอาให้มันอายเขาอย่างที่เรียกว่าแทบแทรกแผ่นดินหนี เสือตัวนี้ไม่มีฤทธิ์เดชอะไรหรอกครับ มันคือเสือปลาที่เชื่องๆ ผมจะขี่หลังมันให้พวก เจ้านาย ได้ชมเป็นขวัญตา"

สี่สหาย ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน

"จัดการเสียคืนนี้ไม่ได้หรือ นายเล็ก" อาเสี่ย พูดอย่างใจร้อน

"คืนนี้เห็นจะไม่มีเวลาหรอกครับ อาเสี่ย เพราะตอนสองทุ่มครึ่งมีผู้จ้างให้ผมทำงานสำคัญ ผมจะต้องบุกขึ้นไปยิง นายตำรวจคนหนึ่งบนโรงพักซึ่งคืนนี้เขาเป็น นายร้อยเวร สองทุ่มครึ่งผู้ที่จ้างผมจะเอารถมารับผม แล้วก็ตอนสองยาม ผมนัดดวลปืนกับนักเลงใหญ่ในย่านบางกระบือคนหนึ่ง"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ นับธนบัตรใบละร้อยบาทรวม ๒๐ ฉบับ ส่งให้จอมนักเลง

"เอ้า-ฉันจ่ายให้ นายเล็ก ๒,๐๐๐ บาท ก่อน ถ้าทำงานสำเร็จเรียบร้อย ฉันจะจ่ายให้อีก ๒,๐๐๐ บาท นายเล็กเข้าใจดีแล้วสินะ"

สิงห์อมควันตื้นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว เขายกมือไหว้ กิมหงวนเสียก่อนจึงรับธนบัตรมาถือไว้

"ขอบพระคุณครับ อาเสี่ย ผมจะไม่ลืมพระคุณของ เจ้านายเลย ทุกสิ่งทุกอย่างผมเข้าใจดีแล้วครับ ผมจะจัดการกับ อ้ายเล็บเหล็กให้ดีที่สุด บางทีผมจะทำให้มันพิการตลอดชีวิต"

"พี่เล็กจะทำยังไง" เจ้าแห้ว ถาม

นายเล็ก เปลี่ยนสายตามาที่ เจ้าแห้ว

"จะยากเย็นอะไร อ้ายน้องชาย ชกหน้ามันด้วยสนับมือให้ถูกลูกนัยน์ตาข้างใดข้างหนึ่ง อ้ายย้อยก็จะตาบอดไปตลอดชาติ"

"ออไร๋ ออไร๋" นายแพทย์หนุ่ม เห็นพ้องด้วย "นายเล็กจะจัดการกับ อ้ายเล็บเหล็ก อย่างไรก็ตามใจเถอะ แต่ถ้าเคราะห์หามยามร้ายถูกตำรวจจับอย่าซัดพวกเรานา"

สิงห์อมควัน จุ๊ย์ปาก

"โธ่-เจ้านาย เข้าใจผมน้อยเกินไปครับ ผู้ที่รับจ้างทำงานอย่างนี้ไม่มีใครซัดทอดผู้จ้างหรอกครับ เพราะพลาดพลั้งติดคุกติดตะราง นายจ้างก็คงจะส่งเสียไม่ดูดาย ผมสาบานก็ได้ครับ ผมจะไม่ซัด เจ้านาย เป็นอันขาด เรื่องตะรางผมติดมาแล้วจนเป็นของธรรมดาครับ อยู่นอกคุกหรือในคุกมันก็เหมือนกัน เจ้านาย ไม่ต้องวิตกหรอกครับ"

คณะพรรคสี่สหาย ถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน ทุกคนสนทนากับ สิงห์อมควันอย่างสนิทสนม นายเล็ก มักจะฟังมากกว่าพูด เขาไม่ได้คุยโอ้อวดตัวเหมือนนักเลงคนอื่น แต่บางทีเขาก็เล่าถึงความเก่งกล้าสามารถของเขาอย่างไม่น่าเชื่อ เป็นต้นว่า เขาเล่าว่าเขาเคยบุกเข้าไปในกองพันทหารกองพันหนึ่ง เขาคนเดียวตีกับทหารทั้งกองพัน เขาถูกแทงด้วยดาบปลายปืน ถูกยิงด้วยปืนกลแต่ไม่เข้า เพราะเขามีของดีป้องกันตัว

ระหว่างที่สนทนากัน จิ้งเหลนหนุ่มร่างสูงโปร่งคนหนึ่งก็สะอิ้งเข้ามาในห้องพักของ สิงห์อมควันในท่าทีร้อนรน

"เข้ามาทำไม อ้ายจอน ข้ากำลังต้อนรับ เจ้านาย ของข้า"

จิ้งเหลนรูปหล่อตัดผมเป็นลอนทำท่ากระดากอายเหมือนสาวรุ่นๆ

"รีบไปที่โรงแรมไท้กี่เถอะพี่ เถ้าแก่ให้ผมมาบอก พี่เล็กว่ามีนักเลงต่างถิ่นสี่คนมาเอะอะอาละวาด เถ้าแก่ถูกชกปากคอปลิ้นไปหมด"

สิงห์อมควัน พยักหน้ารับทราบ

"พวกเราไปไหนกันหมด"

"อยู่ครับ อ้ายถม กับ อ้ายพิศ ขึ้นไปดูเหตุการณ์บนโรงแรมถูกนักเลงสี่คนไล่แทงวิ่งหนีลงมาจากโรงแรมแทบไม่ทัน เถ้าแก่บอกว่ามันกำลังด่าท้าทาย พี่เล็ก ครับ มันบอกว่ามันอยากพบพี่เล็ก มันจะกระทืบให้แบนติดตีน"

แทนที่จะโกรธ สิงห์อมควัน กลับหัวเราะและเกาแกร็กๆ ริมฝีปากของเขาบานพะเยิบพะยาบเหมือนปากม้า

"น่าสงสาร อ้าย ๔ คน ที่เอาชีวิตมาทิ้งแท้ๆ วันนี้วันพระซะด้วยกูไม่อยากฆ่าใครเลย แต่เมื่อมาเหยียบจมูกกันถึงถิ่นก็ต้องจัดการตามระเบียบ" พูดจบเขาก็หันมายกมือไหว้ สี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ "ผมต้องขอประทานโทษนะครับ ผมมีธุระจะออกไปฆ่าคนสักหน่อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูนายเล็ก อย่างหวั่นไหว

"แฮ่ะ แฮ่ะ ตามสบาย นายเล็ก พวกเราก็จะกลับเดี๋ยวนี้"

พี่เล็ก หันหน้ามาพยักหน้ากับจิ้งเหลนกระเทยตัวนั้น

"ไปหยิบมีดคู่ในลิ้นชักโต๊ะนั้นมาให้กู แล้วมึงอยู่เฝ้าห้อง"

จิ้งเหลนหนุ่ม ซึ่งมีข่าวลือว่าได้เสียเป็นเมียนายเล็กแล้ว วิ่งกระต้วมกระเตี้ยมไปที่โต็ะเขียนหนังสือโกโรโกโสตัวนั้นแล้วถือมีดคู่ ซึ่งอยู่ในฝักอันเดียวกันเดินกลับมาส่งมีดให้ลูกพี่ของเขา สิงห์อมควัน ผุดลุกขึ้นยืนเก็บมีดใส่กระเป๋า ในเวลาเดียวกัน สี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้ว ก็ลุกขึ้นเตรียมตัวกลับบ้าน นายเล็กผลุนผลันออกไปจากห้องพักของเขาทันที กิริยาท่าทางว่องไวปราดเปรียวผิดปกติไม่สมกับที่เขาเป็นขี้ยา

"ท่าทาง นายเล็ก ไม่ใช่เล่นโว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเปรยๆ

"ออไร๋ เราออกไปยืนเตร่อยู่ที่ปากซอยเถอะครับ ฟังผลเสียก่อนแล้วค่อยกลับบ้าน ถ้านายเล็กเอาชนะนักเลงต่างถิ่นสี่คนนั่นได้ อ้ายย้อยก็คงถูกนายเล็ก ปราบราบคาบ"

เจ้าหนุ่มกระเทย พูดเสริมขึ้นเบาๆ ว่า

"พี่เล็ก ไม่เคยแพ้ใครหรอกครับ อย่าว่าแต่ ๔ คน เลยครับ ต่อให้ ๒๐ คน พี่เล็ก ก็ปราบได้"

นิกร ยิ้มให้ จิ้งเหลนหนุ่ม

"เธอชื่ออะไรจ๊ะ หน้าตากระจุ๋มกระจิ๋มเข้าทีมาก"

หนุ่มกระเทย ยิ้มเอียงอาย

"อย่ามาแกล้งชมหนูเลยค่ะ หนูไม่สวยหรอกค่ะ"

พล หมั้นไส้เต็มทนก็กล่าวกับ นายจอมทะเล้น เพื่อนเกลอของเขา

"ไปๆๆ ไปโว้ย อ้ายกร"

ครั้นแล้ว คณะพรรคสี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้วก็พากันออกไปจากห้องพักของนักเลงใหญ่ ทั้ง ๖ คน เดินมาตามตรอกแคบๆ ห้องแถวสองชั้นเหล่านี้ส่วนมากเป็นสำนักโสเภณีเถื่อนและนักเลงอันธพาล ซึ่งอยู่ในความคุ้มครองหรือเป็นลูกน้องของสิงห์อมควัน

เมื่อออกมาถึงปากซอย คณะพรรคสี่สหายก็หยุดยืนรวมกลุ่มกันในฐานะผู้สังเกตการณ์ ยืนอยู่สักครู่ทุกคนก็แลเห็น งห์อมควัน วิ่งออกมาจากโรงแรมไท้กี่อันเป็นตึกสองชั้นอยู่ทางซ้ายมือของซอยนั้น ผู้คนแตกฮือเปิดทางให้ เล็กสิงห์อมควัน วิ่งย้อนเข้าไปในบ้านของเขาไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดติดตามมาเลย

"ไปดูที่หน้าโรงแรมเถอะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นด้วยความสนใจ

สี่สหาย เห็นพ้องด้วย ต่างพากันเดินตรงไปยังหน้าโรงแรมนั้น ที่หน้าโรงแรมเป็นที่จำหน่ายเหล้าและอาหาร คณะพรรคสี่สหาย แลเห็นชายฉกรรจ์รวม ๔ คน นอนตายอยู่บนพื้น แต่ละศพถูกแทงเลือดไหลโชก เถ้าแก่เจ้าของโรงแรมกับลูกจ้างของเขายืนตะลึงอยู่ในร้าน โต๊ะเก้าอี้พังระเนระนาดอันเนื่องจากการปะทะกันระหว่าง สิงห์อมควันเจ้าพ่อหัวลำโพง กับ เจ้าหนุ่มแปลกหน้า ๔ คน นี่

พล บุ้ยใบ้กับคณะพรรคของเขาแล้วพากันเดินไปทางหน้าสถานีกรุงเทพฯ ซึ่งรถคาดิลแล็คเก๋งจอดอยู่ที่นั่น เมื่อมาถึงรถและขึ้นไปนั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว เสี่ยหงวน ก็กล่าวกับ คณะพรรคของเขาด้วยเสียงหนักๆ

"นายเล็ก แน่มาก เราได้เห็นฝีมือเขาแล้ว เขาฆ่าคน ๔ คน ชั่วประเดี๋ยวเดียว เขาเป็นยอดนักสู้ที่น่านับถือทีเดียว"

เจ้าแห้ว ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"นี่แหละครับ พี่เล็กสิงห์อมควัน รับประทานคืนพรุ่งนี้เราจะได้เห็นพี่เล็ก ขี่หลังเสือลายพาดกลอน รับประทาน อ้ายย้อย กับ สมุนของมันต้องแหลกแน่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชะโงกหน้ามาถาม เจ้าแห้ว

"นายเล็ก จะไปบาร์คัทลียาคนเดียวหรือพาสมุนไปด้วย"

"อ๋อ-รับประทาน พี่เล็ก ของผมคงบุกเดี่ยวครับ ตามปกติ พี่เล็กชอบบุกเดี่ยวครับและไม่เคยพ่ายแพ้ใครเลย บุกที่ไหนราบที่นั่น"

คาดิลแล็คเก๋งเคลื่อนออกจากที่อย่างแช่มช้า คณะพรรคสี่สหายต่างมองไปที่โรงแรมไท้กี่ ประชาชนนับพันเบียดเสียดกันที่หน้าโรงแรมเพื่อดูศพนักเลงต่างถิ่น ๔ คน ซึ่งตกเป็นเหยื่อคมมีดของ พี่เล็ก นอนตายจมกองเลือดอยู่ในท่าทางต่างๆ กัน

อีกครั้งหนึ่งที่ คณะพรรคสี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้วมาเที่ยวบาร์คัทลียาในตอนหัวค่ำคืนวันนั้น

ทุกคนแต่งกายแบบสุภาพชน สวมกางเกงขายาวและเสื้อเชิ้ท คณะพรรคสี่สหาย มาถึงคัทลียาราว ๑๙.๓๐ น. ซึ่งดนตรียังไม่ได้เริ่มบรรเลงเพราะนักดนตรียังมาไม่ครบ เมื่อเข้ามาในห้องโถงของบาร์ พวกอันธพาลสมุนของ อ้ายเล็บเหล็กก็พากันมองดูและกระซิบกระซาบกัน จิ้งเหลนหนุ่มคนหนึ่ง รีบเข้าไปในห้องเล็กๆ หลังเคาเตอร์ หลังจากนั้น ย้อยเล็บเหล็ก จอมอันธพาลก็เดินมาจากห้องนั้น

พี่เบิ้มนักเลงใหญ่ประจำบาร์คัทลียาสวมกางเกงขายาวสีกรมท่า เสื้อยืดแขนสั้นคอปกสีนวลอ่อน ท่าทางของ อ้ายเล็บเหล็กไม่คึกคักเข้มแข็งเหมือนเช่นเคย ใบหน้าเคร่งขรึมผิดปกติ นัยน์ตาของเขาแสดงความหวาดหวั่น ส่วนจิ้งเหลนทั้งหลายก็นั่งหงอยเหงาไปตามกัน บรรยากาศในบาร์วังเวงชอบกล พาร์ทเนอร์สาวซุบซิบกันตลอดเวลา

กิมหงวน ร้องตะโกนเรียกบ๋อยอย่างองอาจ พนักงานรับใช้คนหนึ่งรีบเข้ามารับคำสั่งจากเขา

"ท่านต้องการอะไรบ้างครับ"

"เอาเหล้ามา อ้ายน้องชาย ตราขาวสองโหล โซดาขวดเดียวพอ"

คนรับใช้ ยิ้มให้เขา

"ท่านมากัน ๖ คน ตราขาวตั้งสองโหลทานหมดหรือครับ"

อาเสี่ย มองคนรับใช้ด้วยหางตา

"ไม่ได้เอามากินอย่างเดียว เอามาเททิ้งเล่นด้วยและแกไม่ต้องกลัวว่าเราจะไม่มีเงินให้ อั๊ว...อาเสี่ยกิมหงวน ไทยแท้ มหาเศรษฐีแห่งประเทศไทย เร็ว-ไปเอาตราขาวมาสองโหลโซดาหนึ่งขวด"

"ครับ ครับ ท่านจะรับประทานอาหารอะไรบ้างครับ"

"อาหารไม่ต้อง เรากินข้าวกันมาแล้ว ขอแหนมสักสองจานพล่ากุ้งสักจาน พอแล้ว อ้อ-เดี๋ยวก่อนน้องชาย" แล้วกิมหงวน ก็มองไปทาง อ้ายเล็บเหล็ก ซึ่งยืนจ๋องอยู่ข้างเคาเตอร์ "แกช่วยไปบอกนายย้อย หน่อยซีนะว่า มีอะไรที่เขาจะสั่งเสียลูกเมียก็จัดการเสีย ในชั่วโมงนี้เขาจะได้พบกับสิงห์อมควัน คู่ปรับที่น่ากลัวของเขา"

พนักงานรับใช้ ยิ้มแห้งๆ

"พี่ย้อย และ ทุกคนในบาร์นี้ทราบดีครับ"

"ทราบได้ยังไง"

"พี่เล็ก โทรมาเมื่อเย็นนี้เองแหละครับ เตือนให้พี่ย้อยทราบว่าเขาจะบุกเดี่ยวบาร์คัทลียาในคืนวันนี้เวลาสองทุ่มตรง" พูดจบพนักงานรับใช้ ก็เดินไปจากที่นั้น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับ สี่สหาย และ เจ้าแห้ว

"นายเล็ก แกแน่จริงๆ โว้ย ก่อนจะบุกยังโทรศัพท์มาบอกให้ เจ้าย้อยรู้ตัวล่วงหน้าเสียอีก"

ในเวลาเดียวกันนี้เอง อ้ายเล็บเหล็กก็เดินเข้ามาที่โต๊ะ สี่สหายในท่าทางจ๋องๆ อย่างที่เรียกว่าเบ่งไม่ขึ้น จอมนักเลงถือวิสาสะนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง แล้วยกมือไหว้ คณะพรรคสี่สหายอย่างนอบน้อมไม่น่าจะเป็นไปได้

"สวัสดีครับ สวัสดีทุกๆ คน"

นิกรยักคิ้วให้ พี่เบิ้ม

"ว่าไง ย้อย ที่แกถือวิสาสะมานั่งร่วมโต๊ะกับพวกเราอย่างนี้แกหมายความว่ากระไร จะหาเรื่องรวนพวกเราอีกยังงั้นหรือ"

เจ้าย้อย ยิ้มแห้งๆ

"เปล่าเลยครับ เจ้านาย ผมมานี่ก็อยากจะถือโอกาสกราบขอโทษพวกเจ้านาย เท่าที่ผมกับเด็กๆ ของผมได้กลุ้มรุมทำร้าย เจ้านายจนได้รับบาดเจ็บไปตามกัน กรุณายกโทษให้ผมเถอะครับ"

เสี่ยหงวน แหกปากหัวเราะลั่น เขามองดูหน้าย้อย อย่างขบขัน

"เสือลายพาดกลอนกลายเป็นหมาไปแล้วหรือนี่ ฮ่ะ ฮ่ะ เสียใจมากย้อย พวกเราอภัยให้แกไม่ได้ เอาไว้ตกลงกับ นายเล็กเถอะ ประเดี๋ยวเขาก็จะมาที่นี่ ตามที่เขาโทรศัพท์มาบอกให้แกรู้ล่วงหน้า"

อ้ายเล็บเหล็ก ถอนหายใจหนักๆ

"อ้า-เจ้านายครับ ผมผิดไปแล้ว ถ้า พี่เล็ก มาอาละวาดที่นี่ ถึงแม้ว่าผมจะมีฝีไม้ลายมือสู้พี่เล็ก ไม่ได้ ผมก็จำเป็นต้องต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีของผมและในฐานะที่ผมเป็นนักเลงคุมบาร์คัทลียานี้ เจ้านาย อภัยให้ผมเถอะครับ อย่าให้ผมต้องปะทะกับพี่เล็กเลย"

นิกร ได้ทีขี่แพะไล่

"ช่วยอะไรไม่ได้ นายย้อย ลื้อมันพวกหมาหมู่ นักเลงชั้นดีเขาไม่ใช้วิธีหมาหมู่เล่นงานใครหรอก มันต้องอย่าง นายเล็ก รู้ไหมว่าเมื่อวานนี้ตอนพลบค่ำ นายเล็ก ตะลุมบอนกับพวกนักเลงถึงสี่ต่อหนึ่ง แต่แล้วผลที่เกิดขึ้นก็คือ นายเล็ก ฆ่า อ้ายสี่คนนั่น ตายหมด"

"ครับ ผมรู้แล้ว" อ้ายเล็บเหล็ก พูดเสียงอ่อย "อย่างไรก็ตามผมยังหวังว่า เจ้านาย คงจะกรุณาอภัยให้ผม ถ้า พี่เล็กมาที่นี่เจ้านาย ก็คงจะช่วยพูดกับ พี่เล็ก ให้เลิกล้มความคิดที่จะปราบผม"

ดร. ดิเรก ร้องขึ้นดังๆ

"เก็ทเอ้าท์ ฝรั่งเกลียดหน้าแก พวกแกตีกบาลฉันยังเจ็บใจไม่หาย เก็ทเอ้าท์ จงใช้เวลาที่มีเหลืออยู่อีกเพียงเล็กน้อยสั่งเสียลูกเมียแกเสีย อย่างน้อยก็เขียนจดหมายฝากใครไว้ให้เอาไปให้ลูกเมียแก ฮ่ะ ฮ่ะ ฝรั่งจะดู นายเล็กจอมนักเลง ขี่หลังเสือตัวนี้"

ทิฐิมานะและศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายเกิดขึ้นแก่ อ้ายเล็บเหล็กทันที เขาลุกขึ้นยืนและมองดู คณะพรรคสี่สหาย อย่างชิงชัง

"เอาละครับ เมื่อคุณจะให้ พี่เล็ก เล่นงานผม ผมก็จำเป็นจะต้องต่อสู้ให้สมเกียรติและขอสู้แค่ตายเท่านั้น แต่ก็ไม่แน่นัก ผมอาจจะโค่น พี่เล็ก ก็ได้ ฮะ ฮะ"

นิกรว่า "อย่าฝืนหัวเราะหน่อยเลยวะ ย้อย แกดูเงาของแกที่พื้นห้องซิ มีแต่ตัวเท่านั้น หัวของแกไม่มี"

ย้อย เย็นวาบไปหมดทั้งตัว เขาไม่กล้าก้มมองดูเงาหัวของเขา อ้ายเล็บเหล็ก พยายามวางท่าทางให้ผึ่งผายแล้วเดินไปจากที่นั้น

คณะพรรคสี่สหาย ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน ต่างดื่มเหล้าและสนทนากันอย่างครื้นเครง เจ้าแห้วได้มีโอกาสนั่งร่วมโต๊ะกับ เจ้านาย ก็ดื่มเสียหลายแก้ว ดื่มอั้กๆ จอกแล้วจอกเล่า นิกร ยกมือขวาเขกกบาลเจ้าแห้วเบาะๆ แล้วกล่าวว่า

"พอที อ้ายแห้ว อย่าดื่มให้มันมากนัก"

เจ้าแห้ว กำลังตึงๆ หน้าก็เผลอตัวดุ นิกร

"เออน่ะ เออน่ะ เป็นเด็กเป็นเล็กอย่ายุ่ง"

นิกรยกเท้าถีบโครม เจ้าแห้ว หล่นจากเก้าอี้ลงมานอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้น

"นี่แน่ะ เห็นกูเป็นหนูหล่อไปแล้วไหมล่ะ" นิกร พูดเสียงหัวเราะ

เจ้าแห้วสูดปากลั่นลุกขึ้นด้วยความลำบากยากเย็นและนั่งลงบนเก้าอี้เหล็กตามเดิม ขณะนี้ภายในบาร์เงียบกริบ นักดนตรีมาครบแล้วแต่ไม่ยอมบรรเลงเพลง เจ้าของและผู้จัดการบาร์นั่งกระสับกระส่ายอยู่ที่เคาเตอร์ แคชเชียร์สาวหายหน้าไป พวกพาร์ทเนอร์และพวกบ๋อยยืนจับกลุ่มกระซิบกระซาบกัน จิ้งเหลนทั้งหลายซึ่งเป็นสมุนของ อ้ายเล็บเหล็ก นั่งหน้าจ๋อยไปตามกัน ทุกคนเต็มไปด้วยความเกรงกลัวนายเล็ก หรือ พี่เล็ก จอมนักเลงที่มีฉายาว่า สิงห์อมควัน ย้อยนั่งคอตกอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง ทางด้านหน้าร้านซึ่งผนังด้านนั้นเป็นกระจกฝ้า ใบหน้าของอ้ายเล็บเหล็ก ซีดเผือด มีเม็ดเหงื่อปรากฏออกมาทั้งๆ ที่ห้องโถงของบาร์มีเครื่องปรับอากาศเย็นสบาย ย้อย ชำเลืองมองดูนาฬิกาบ่อยๆ อีก ๕ นาที จะถึง ๒๐.๐๐ น. หรือสองทุ่ม

แน่นอนล่ะ ย้อย รู้ดีว่า พี่เล็ก ไม่เคยเสียคำพูด ก่อนที่เล็กจะปะทะกับใคร สิงห์อมควันจะต้องบอกให้รู้ตัวล่วงหน้าเสมอและเมื่อถึงเวลานัดก็ต้องมาตามนัด ซึ่งประวัติของ สิงห์อมควัน เขาไม่เคยปราชัยใครเลย ย้อยกับสมุนของเขารู้ดีว่าเล็ก เคยฆ่าคนเคยโค่นนักเลงใหญ่มามากต่อมาก ถึงแม้รูปร่างของ เล็กผอมกะหร่องตามธรรมดาของคนขี้ยา แต่สิงห์อมควันก็เป็นสิงห์ร้ายที่น่าเกรงกลัวอย่างยิ่ง ว่องไวปราดเปรียวและเหี้ยมหาญขณะที่ทำการต่อสู้ ยิ่งกว่านี้ยังใจเย็นเหมือนน้ำแข็ง นัยน์ตาของ เล็ก เหมือนตาเหยี่ยว ผู้ที่สบตา เล็ก จะสะบัดร้อนสะบัดหนาวไปตามกัน ย้อยพยายามปลอบใจตนเองว่ารูปร่างของเขาสูงใหญ่กว่า เล็ก มาก กำลังวังชาก็ดีกว่า เขาควรจะเตะ สิงห์อมควัน ตูมเดียวให้คอขาดหรือหมอบไปเลย แต่จิตใจของย้อยเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น มือของเขาไม่ถึงพี่เล็กนั่นเอง

แน่นอนล่ะ คืนนี้ไม่ย้อย ก็พี่เล็ก ที่จะต้องดับชีวิตกันไปข้างหนึ่ง แต่ย้อยกำลังคิดว่าผู้ที่จะไปนรกนั้นควรเป็นเขามากกว่า

เสียงนาฬิกาปารีสเรือนใหญ่ตีกังวาน ๘ ครั้ง ทำให้ อ้ายเล็บเหล็กอกสั่นขวัญแขวน เวลามรณะผ่านมาถึงแล้ว ย้อยผุดลุกขึ้นยืนและเดินไปยืนพิงเสาต้นหนึ่ง สายตาของเขามองไปทางประตูหน้าบาร์ แล้วเขาก็พยักเพยิดกับพวกจิ้งเหลนลูกน้องของเขาให้เตรียมตัว สมุนของย้อยมีปืน, มีดพก, ดิ้ว, สนับมือ, หลาวและเหล็กขูดช๊าฟเป็นอาวุธ ส่วนย้อย มีปืนพกหนึ่งกระบอก มีดพกหนึ่งเล่ม อย่างไรก็ตามย้อย รู้ดีว่าสิงห์อมควัน นั้นมีอภินิหารเหมือนซุปเปอร์แมนเป็นยอดนักเลงที่อยู่ยงคงกระพัน เคยถูกตีถูกแทงมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บหรือเป็นอันตรายเลย ตรงกันข้ามผู้ที่ทำร้ายเขานั่นแหละที่ถูกเล็ก ฆ่าตาย ในวงนักเลงลือกันว่า เล็กมีพระเครื่องลางองค์หนึ่งชื่อกริ่งปวเรศวร์ ซึ่งขณะนี้ในตลาดพระที่สนามหลวงมีราคาองค์ละ ๕๐,๐๐๐ บาทเป็นอย่างน้อยและหาได้ยาก

พล ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองดูเวลาแล้วกล่าวกับ เจ้าแห้ว เบาๆ

"สองทุ่มแล้ว อ้ายแห้ว นายเล็ก ถ้าจะเหลวกระมัง"

เจ้าแห้ว ลืมตาโพลง

"รับประทานผมกล้าเอาหัวเป็นประกันครับ พี่เล็กไม่เคยเหลว นาฬิกาของพี่เล็ก อาจจะช้าไปหนึ่งหรือสองนาที แต่ตามปกติถ้าพี่เล็ก นัดปะทะกับใคร พี่เล็กจะต้องเทียบเวลากรีนนิชครับ เอากันแน่ๆ เลย"

ทันใดนั้นเองเสียงกระจกฝ้าทางด้านถนนใหญ่ก็แตกดังเพล้ง จนกระทั่งทุกคนสะดุ้งเฮือกไปตามกัน สิงห์อมควัน หรือพี่เล็ก ได้สำแดงเดชพุ่งหลาวผ่านกระจกฝ้าเข้ามาอย่างอาจหาญ เขาพุ่งเข้ามาแล้วตีลังกากลับลุกขึ้นยืนเด่นเป็นสง่า ร่างอันผอมกะหร่องของพี่เล็ก แต่งกายชุดสีดำ กางเกงขายาวสีดำ เสื้อยืดคอปกแขนสั้นสีดำ คาดเข็มขัดกระสุนปืนพกมีปืนสองกระบอกและเหน็บมีดสั้นหรือมีดคู่ไว้ใต้เข็มขัดแลเห็นด้ามมีดโผล่ออกมา ถึงแม้ พี่เล็ก จะผอมกะหร่อง ปากซีดและหน้าเซียว แต่ก็เป็นลักษณะของเสือผอมตัวหนึ่ง ที่ฝูงสัตว์ป่าเกรงกลัว

คณะพรรคสี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ อ้ายแห้ว ต่างตะโกนเรียกนายเล็ก เสียงลั่นแล้วตบมือเกรียวกราว เสี่ยหงวนชูหัวแม่มือขวาขึ้นแล้วร้องสุดเสียง

"พี่เล็ก พี่เล็ก แน่ไปเลย เอาเลยพี่ อ้ายย้อยมันบอกว่าต่อให้พี่เล็ก พาพ่อพี่เล็ก มาด้วยมันก็ไม่กลัว มันว่าอ้ายขี้ยาผอมกะหร่อง อย่าง พี่เล็ก เตะทีเดียวขาดสองท่อน"

นิกร ตะโกนขึ้นบ้าง

"ใส่มันเลย พี่เล็ก อ้ายย้อย มันว่า พี่เล็ก คือหมาอมควัน ไม่ใช่ สิงห์อมควัน"

เล็กเดินส่ายอาดๆ เข้ามายืนกลางฟลอร์ลีลาศ เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องโถง ทันใดนั้นเอง จิ้งเหลนหนุ่ม หน้าอ่อนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกสมุนของย้อยก็ฮึดสู้ขึ้นมา เพราะเห็นว่า สิงห์อมควันมีรูปร่างผอมกะหร่องไม่น่าเกรงขามอะไร เจ้าหมอนั่นผุดลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวกับ พรรคพวก ว่า

"กูจะลองดี อ้ายสิงห์อมควัน สักหน่อย ให้มันลองอมหัวแม่ตีนกูดูบ้าง มันก็คนมี ๑๐ นิ้ว เหมือนกันว่ะ ไม่เห็นจะน่ากลัวอะไร"

จิ้งเหลน อีกตัวหนึ่งคว้าแขนไว้

"อย่า-อ้ายรุ่ง มึงกำลังเผชิญหน้ากับพระกาฬ"

"พระกาฬ " เจ้ารุ่ง ทวนคำ "พระกาฬโรคน่ะซี ผอมเหมือนไม้เสียบผีอย่างนี้กูเตะตูมเดียวขาดสองท่อน"

"แต่ พี่เล็ก มีปืน อ้ายรุ่ง"

"กูก็มี ไม่มีใครสู้กูแสดงเอง ให้มันรู้ไปทีเถอะว่า อ้ายเล็กมันจะเก่งกล้าสักเพียงไหน"

ครั้นแล้ว เจ้ารุ่งจิ้งเหลนหน้าอ่อน ก็เดินปรี่เข้าไปหาสิงห์อมควัน ในท่าทางเป็นนักเลงเต็มตัว รุ่ง กระชากปืนพกในกระเป๋ากางเกงข้างขวาออกมา ยกขึ้นยิงพี่เล็กทันที ท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดของใครต่อใคร เสียงกระสุน ๙ ม.ม. ระเบิดลั่น

"ปัง"

กระสุนนัดนั้นถูกหน้าอก สิงห์อมควันพอดี เพราะเป็นการยิงในระยะเผาขน เล็ก ซวนเซไปสองสามก้าว แต่ไม่ปรากฏว่ากระสุนปืนทำอะไรเขาได้ สิงห์อมควัน ยิ้มแค่นๆ แล้วยืดหน้าอกขึ้นพลางเดินรี่เข้ามาหา เจ้ารุ่ง

"ยิง ยิงอีก อ้ายน้องชาย"

เจ้ารุ่ง กระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิงปล่อยกระสุนออกไปอีก ๕ นัด ติดๆ กัน พี่เล็กซวนเซไปมาเพราะถูกกระสุนอย่างจังทั้ง ๕ นัด แต่แล้วเขาก็ยกมือขวาปัดหน้าอกเสื้อของเขา

คณะพรรคสี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้วต่างลุกขึ้นไชโยโห่ร้องกระโดดโลดเต้นดีอกดีใจไปตามกัน เจ้ารุ่งหน้าถอดสีแล้วเดินเข้ามาหา พี่เล็ก ทรุดตัวลงนั่งก้มหน้าลงกราบแทบเท้า สิงห์อมควันด้วยความรักตัวกลัวตาย

"ผมยอมแพ้พี่แล้วครับ พี่เล็ก พี่แน่จริงๆ ตามที่เขาเล่าลือกันถ้าลงเหนียวอย่างนี้เทวดาที่ไหนก็สู้พี่ไม่ได้ ยกโทษให้ผมเถอะครับ"

สิงห์อมควัน ยิ้มเล็กน้อย

"แกยังเด็กนัก อ้ายน้องชาย กันไม่ถือโทษโกรธเคืองแกหรอกถอยออกไปและไปบอก อ้ายย้อย ลูกพี่ของแกว่า ถ้าไม่อยากตายก็หาดอกไม้ธูปเทียนไปกราบขมาพวก เจ้านาย ของข้าที่นั่งอยู่โน่น จะได้เลิกแล้วต่อกัน ม่ายยังงั้นตาย"

เจ้ารุ่ง รีบลุกขึ้นมองดู สิงห์อมควัน อย่างเกรงกลัว มันเก็บปืนใส่กระเป๋ากางเกงแล้วหมุนตัวกลับ เดินเข้าไปหา อ้ายเล็บเหล็กซึ่งยืนอยู่ในมุมมืดตามลำพัง พี่เล็กยกมือกอดอกยืนถ่างขาเล็กน้อยในท่าทีของเสือร้าย แต่แล้วเขาก็อ้าปากหาวเบาๆ เพราะหิวฝิ่น

"ยังกะ เชน น่ะโว้ย" นิกร พูดยิ้มๆ

"นั่นน่ะซี" อาเสี่ย เห็นพ้องด้วย "เหมือน อแลนแลด ในเรื่อง เชน ไม่มีผิด แต่เชนมันไม่สูบยานี่หว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ย์ปากให้นิกรกับกิมหงวน สงบเงียบเสียง เมื่อแลเห็น อ้ายเล็บเหล็ก เดินเข้ามากลางฟลอร์อย่างองอาจ เจ้าย้อยหยุดยืนเผชิญหน้า เล็ก ในระยะห่างเพียงเล็กน้อย ความจริงอ้ายเล็บเหล็ก กำลังเสียขวัญเสียกำลังใจ แต่ศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายและความเป็นนักเลงของเขา ทำให้ย้อย ฮึดสู้และคิดว่า เขายอมตายดีกว่าที่จะให้ สิงห์อมควันลบเหลี่ยมลูบคมเขา

"พี่เล็ก" ย้อย กล่าวทัก สิงห์อมควัน อย่างใจดีสู้เสือ "เท่าที่พี่เล็ก มาอาละวาดที่นี่ พี่เล็ก ต้องการหักโค่นผมใช่ไหม"

สิงห์อมควัน ยิ้มละไมและยกมือเกาสีข้างแกร็กๆ

"ถูกละ ย้อย กันได้โทรศัพท์มาถึงคนของแกและแจ้งเหตุผลให้ทราบล่วงหน้าแล้ว"

"แต่พี่เล็ก กับผมไม่เคยผิดพ้องหมองใจกันมาแต่ก่อนเลย" พูดจบ ย้อยก็หันไปตวาดนักดนตรีซึ่งกำลังบรรเลงเพลงเชิดเบาๆ "ประเดี๋ยวโว้ย ยังไม่ทันฟัดกันเลย เสือกเชิดแล้ว" แล้วเขาก็เปลี่ยนสายตามาที่ พี่เล็ก "เราต่างเป็นนักเลงด้วยกัน มีวิถีทางชีวิตเช่นเดียวกัน ถ้าพี่หักผมก็ไม่แน่นักว่าพี่เล็ก จะโค่นผมได้ หาก พี่เล็กเพลี่ยงพล้ำเสียทีผม ลวดลายและศักดิ์ศรีของพี่ก็จะหมดไป ขอให้พี่เล็ก เลิกล้มความคิดนี้เสียเถอะ"

เล็ก ยิ้มแค่นๆ ทำปากบานเหมือนม้า

"คนอย่างกันลงตั้งใจจะทำอะไรแล้วกันต้องทำจนได้ แกก็น่าจะรู้ดีว่ากันเคยไล่ยิงคนบนโรงพักมาแล้ว"

คณะพรรคสี่สหาย ต่างตะโกนหนุน สิงห์อมควัน เสียงลั่นไปหมด

"เอาเลย พี่เล็ก ใส่มันเลย" นิกร ตะโกนสุดเสียง

อ้ายเล็บเหล็ก ปล่อยหมัดขวาเต็มเหนี่ยว เปิดฉากการต่อสู้ทันที เล็กเอนศีรษะหลบหมัดของ ย้อยไปอย่างหวุดหวิด เขาเป็นขี้ยาที่ว่องไวเหมือนกับลิงลม ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ เล็กกระโดดถอยหลังออกไป เมื่อย้อย ปราดเข้าเตะเขา พี่เล็ก ก็ชกสวนทันที

ย้อย ถูกหมัดขวาของ สิงห์อมควัน อย่างจัง ถึงกับผงะหงายซวนเซออกไป แต่แล้วย้อย ก็วิ่งเข้ามารัวหมัดซ้ายขวาหมายใบหน้าและลำตัวของ เล็ก แต่เล็กป้องปิดไว้ได้ ระหว่างที่ติดพันกันนั้นเองเล็กได้ยกเท้าขวาเหวี่ยงลูกแปเต็มเหนี่ยว ถูกใต้ท้องน้อยของ อ้ายเล็บเหล็กอย่าถนัดถนี่

เท่านี้เองย้อยก็สิ้นฤทธิ์ทำตัวโก่งหน้าเขียวเหมือนพระอินทร์ ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งยองๆ บิดตัวไปมาเพราะความจุกแน่นอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกับจะขาดใจตาย คณะพรรคสี่สหายหัวเราะงอหาย สิงห์อมควัน ยืนมองดูย้อย อย่างเศร้าใจแกมขบขัน

"นี่น่ะเรอะ อ้ายเล็บเหล็ก" เล็กพูดเสียงหัวเราะ "ยังไม่ทันนกกระจอกกินน้ำแกก็บ้อท่าแล้ว ลุกขึ้นมา อ้ายย้อย รูปร่างของแกทั้งสูงทั้งใหญ่กว่ากันมาก อย่าทำเป็นใจเสาะหน่อยเลย"

อ้ายเล็บเหล็ก นั่งบิดตัวอยู่สักครู่อาการก็ดีขึ้น เขาผุดลุกขึ้นยืนอย่างเดือดดาล กระชากปืนพกที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมาหมายจะสังหาร สิงห์อมควัน แต่สายเกินไป เล็กอ้ายเสือปืนซ้าย กระชากปืนข้างซ้ายออกมายิงย้อยเสียก่อน

"ปัง"

กระสุนปืนรีวอลเวอร์ ๙ ม.ม. ของ สิงห์อมควัน ถูกหลังมือขวาของย้อยถากไป แต่มันก็ทำให้อ้ายเล็บเหล็ก ปล่อยปืนพกหลุดจากมือหล่นลงบนพื้นห้องโถง ใครต่อใครต่างตื่นเต้นไปตามกัน สิงห์อมควัน ควงปืนพกเล่นอย่างคล่องแคล่ว

"อ้ายน้องชาย ลวดลายและชั้นเชิงของแกมีอะไรอีกก็นำออกมาใช้ซี ความจริงกันไม่จำเป็นจะต้องไว้ชีวิตแกเลย แต่เห็นว่าเป็นนักเลงด้วยกันก็ไม่อยากจะฆ่าแก เพียงแต่สั่งสอนแกเท่านั้น"

ย้อยยืนนิ่งเฉยใบหน้าซีดเผือดเหมือนไก่ต้ม ขณะนั้นสมุนของย้อยคนหนึ่งได้ดึงมีดพกคู่หนึ่งที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมา เขาเงื้อมีดสุดแขนตั้งใจจะสังหาร สิงห์อมควัน ด้วยมีดพกเล่มนั้น แต่กระจกบานใหญ่หลังเคาเตอร์ช่วยให้ เล็ก แลเห็นการกระทำของจิ้งเหลนหน้าเต้าหู้ คนนั้นเสียก่อน

ด้วยความรวดเร็วราวกับฟ้าแลบ พี่เล็กหันขวับไปทางขวาและยกปืนขึ้นยิง เจ้าหมอนั่น ทันที

"ปัง"

ใบมีดอันขาวคมถูกกระสุนของสิงห์อมควัน แหลกละเอียดกระเด็นหลุดไปจากมือสมุนของ ย้อย จิ้งเหลนหน้าเต้าหู้ยี้ อกสั่นขวัญแขวน กลัวว่า สิงห์อมควัน จะฆ่าเขา แต่ พี่เล็ก กลับยิ้มให้

"อ้ายน้องชาย ริจะเป็นนักเลงแล้วอย่าใช้วิธีลอบกัด นักเลงที่ดีต้องสู้กันซึ่งหน้าและอย่าใช้วิธีหมาหมู่"

พรรคพวก ของ ย้อย ทุกคนเงียบกริบ สิงห์อมควันเก็บปืนพกสอดใส่ไว้ในซองปืน แล้วเดินเข้าไปหา คณะพรรคสี่สหาย พล, นิกร, กิมหงวน, ดร. ดิเรก และ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ เจ้าแห้ว ต่างต้อนรับเล็ก อย่างดีอกดีใจ

"นั่ง นั่งซี พี่เล็ก" อาเสี่ย พูดยิ้มๆ และส่งแก้วเหล้าให้ "ดื่มเสียหน่อยพี่ ให้ดิ้นตายเถอะ ฉันไม่เคยเห็นนักเลงคนไหนที่จะแน่ไปกว่าพี่เล็ก เลย ท่าทางของพี่ราวกับ ราชาขี้ยา"

พี่เล็ก ทำหน้าชอบกล เขานั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง

"อย่าให้ฉายาผมอย่างนี้เลยครับ เจ้านายเรียกผมว่า สิงห์อมควันดีกว่า"

พล ยกมือจับแขนเสือร้ายบีบเบาๆ สายตาของพล ที่มองดู เล็กนั้นแสดงความชื่นชมไม่น้อย

"เด็ดขาดเลย พี่เล็ก ฝีไม้ลายมือของพี่เล็ก ทำให้ฉันตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก พี่เล็ก แน่จริงๆ "

สิงห์อมควัน หัวเราะ

"ความจริงผมก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรหนักหนาหรอกครับ แต่ อ้ายพวกนี้ฝีมือมันขนาดฝีตีนของผมมันก็สู้ผมไม่ได้"

ดร. ดิเรก กระซิบกระซาบกับ สิงห์อมควัน

"ดูโน่น พี่เล็ก อ้ายย้อย มันกำลังพูดโทรศัพท์ มันอาจจะโทรไปบอกตำรวจให้มาเล่นงานพี่ก็ได้"

สิงห์อมควัน หันหน้ามองไปทางเคาเตอร์ แล้วกล่าวกับ นายแพทย์หนุ่ม อย่างนอบน้อม

"คงไม่ทำอย่างนั้นหรอกครับ ในวงการนักเลงย่อมไม่ยอมขอความช่วยเหลือจากตำรวจอย่างเด็ดขาด อ้ายย้อยอาจจะโทรศัพท์ไปเรียก พรรคพวกของมันมาเล่นงานผมก็ได้ หรือม่ายก็อาจจะติดต่อกับนักเลงชั้นเดียวกับผมคนใดคนหนึ่งให้มาปราบผม"

เจ้าแห้ว มองดู เล็ก อย่างห่วงใย

"ถ้ายังงั้น พี่เล็ก หลบไปเสียก่อนไม่ดีหรือครับ"

สิงห์อมควัน ขมวดคิ้วย่น

"หลบไปเสียก่อน ฮะ ฮะ คนอย่างกันเคยหลบใครมาแล้วยังงั้นหรือ ไม่มีวันเสียล่ะ แห้ว มันจะยกกันมาสักกี่ร้อยกี่พันกันก็ไม่หนี กันจะรอรับหน้ามันที่นี่แหละ อย่างมากกันก็สู้แค่ตาย แต่ก่อนที่กันจะตาย กันก็ต้องส่งมันไปนรกได้หลายคน"

พี่เล็ก ยกเหล้าขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้ว พล ผสมวิสกี้โซดาให้เขาอีก บรรดาทุกๆ คนที่อยู่ในห้องโถงของบาร์คัทลียาต่างพากันมองดูเล็ก อย่างเกรงกลัว โดยเฉพาะสมุนของ อ้ายเล็บเหล็ก ไม่มีใครคิดสู้ เล็ก อีกแล้ว

ความคาดคะเนของ เล็ก เป็นไปโดยถูกต้อง อ้ายเล็บเหล็ก ได้โทรศัพท์ไปถึง จอมนักเลง ในถิ่นเยาวราชผู้มีนามว่าหยด และเป็นพี่ชายร่วมสายโลหิตของเขา หยด เป็นเสือร้ายที่มีอิทธิพลใหญ่ยิ่งกว่าย้อย มาก เขามีอิทธิพลขนาดที่ตำรวจป้อมยามต้องจ่ายเงินเดือนค่าคุ้มครองให้ทุกๆ เดือน เขาสามารถไถเงิน นายตำรวจ ชั้นนายพลได้ทุกคน

คณะพรรคสี่สหาย ได้เลี้ยงสุราและกับแกล้มแก่เล็ก อย่างเต็มที่ เจ้าแห้วให้บุหรี่ผสมกัญชาสูบมวนหนึ่ง

เวลาผ่านพ้นไปในราวครึ่งชั่วโมง เสียงจ้อกแจ้กจอแจก็ดังขึ้นลั่นห้องโถง อ้ายเล็บเหล็ก ร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ไชโย พี่กูมาแล้ว เตรียมตัวโว้ยพวกเรา"

เหล่าอันธพาลสมุนของ ย้อย ต่างเตรียมพร้อมที่จะปะทะ สิงห์อมควัน ซึ่งขณะนี้ชายร่างยักษ์คนหนึ่งได้พาตัวเดินเข้ามาในคัทลียาอย่างองอาจ เขาแต่งกายแบบเคาบอยในภาพยนตร์ชุดสีดำ คาดเข็มขัดกระสุนปืนพก ชายผู้นี้คือนักเลงชั้นนำคนหนึ่งซึ่งมีนามว่าหยด และเป็นพี่ชายร่วมบิดามารดากับ อ้ายเล็บเหล็ก

หยดจอมนักเลง ผู้มีฉายาว่า อ้ายตาแหก หยุดยืนเด่นอยู่หน้าประตูบาร์ สิงห์อมควันมองดูหยด แล้วกล่าวกับ คณะพรรคสี่สหาย เบาๆ

"ผมรู้จัก อ้ายหมอนี่ ดีครับ มันชื่อหยด เป็นดาวร้ายอยู่แถวเยาวราช ใครๆ ก็เรียกกันว่า อ้ายหยดตาแหก"

อาเสี่ย หัวเราะหึๆ

"ลงตาแหกล่ะก้อมันจะไปสู้ลิงที่ไหนล่ะ พี่เล็ก"

"เปล่าครับ ตาแหกไม่ได้หมายความว่ามันขี้ขลาดตาขาวอย่างที่เรียกว่าตาแหก อ้ายหยด มันมีแผลเป็นที่หางตาขวาครับ เลยได้สมญาว่าตาแหก"

นิกร พยักหน้ากับ สิงห์อมควัน

"อ้ายย้อย คงโทรศัพท์ไปเรียกตัว อ้ายตาแหก มาปราบพี่เล็ก แน่นอน ใส่ปากมันเลย พี่เล็ก ติดตะรางฉันส่งเอง รับรองส่งอาหารวันละ ๓ มื้อ เสื้อผ้าและเงินตามสมควร"

ดร. ดิเรก กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"ฆ่ามัน พี่เล็ก ปราบมันให้อยู่ อย่าให้มันขี่หลัง สิงห์อมควันได้"

พี่เล็ก ผุดลุกขึ้นยืนและยกเท้าถีบเก้าอี้ตัวที่เขานั่งกระเด็นไป ภายในบาร์เงียบกริบ หยดกับเล็กต่างเดินรี่เข้าหากัน ดนตรีทำเพลงแบ็คกราวด์เบาๆ เหมือนเพลงในเรื่อง อ้ายเสือปืนเร็ว ซึ่งแสดงนำ โดยเกลนฟอร์ด ตอนที่ นายเกลนฟอร์ด และ หัวหน้าผู้ร้าย กำลังจะดวลปืนพกกัน

ฟลอร์ลีลาศอันกว้างขวางกลายเป็นที่ดวลปืนไปแล้ว คนที่ได้เห็นเหตุการณ์ต่างใจเต้นระทึกไปตามกัน สองเสือต่างเดินเข้ามาหากันในท่าทางอาจหาญและพร้อมที่จะกระชากปืนพกจากซองออกมาสังหารกัน

"อ้ายขี้ยา" หยด ร้องขึ้นดังๆ "มึงรู้จักกูดีแล้วไม่ใช่หรือ กูคือพี่ชายอ้ายย้อย"

สิงห์อมควัน ยิ้มให้คู่ต่อสู้ของเขา

"ชักปืนซี อ้ายตาแหก กูให้โอกาสมึงชักปืนก่อน"

ทั้งสองหยุดยืนเผชิญหน้ากันในระยะห่างประมาณ ๑๐ เมตร พอหยดคว้าด้ามปืนข้างขวา เล็ก ก็กระชากปืนพกในซองปืนข้างซ้ายออกมาก่อนแล้วยิงหยดทันที

"ปัง"

หยด ยืนนิ่งเฉยและยิ้มให้เล็ก ยกปากกระบอกปืนขึ้นเป่าควัน แล้วเก็บปืนพกสอดใส่ไว้ในซองปืนตามเดิม กิมหงวน ร้องตะโกนลั่น

"ยิงมันซี พี่เล็ก"

เล็ก หันมาทาง คณะพรรคสี่สหาย

"ไม่ต้องยิงหรอกครับมันตายแล้ว"

เสี่ยหงวน อ้าปากหวอ

"ตายแล้วทำไมถึงยืนยิ้มแฉ่งอย่างนั้นล่ะ พี่เล็ก"

สิงห์อมควัน หัวเราะหึๆ

"นักเลงชั้นยอดอย่างนี้ ก่อนตายก็ต้องไว้ท่านิดหน่อยตรับ"

ทุกคนต่างพากันมองดู อ้ายตาแหก จนกระทั่งหยดปล่อยปืนพกร่วงหลุดจากมือ ครั้นแล้วก็ล้มลงคว่ำหน้าสิ้นใจตายแทบเท้าสิงห์อมควัน ผู้พิชิต เล็กยกมือเท้าสะเอวกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง แล้วกล่าวว่า

"อ้ายหน้าไหนอีกล่ะที่จะลองดีกับกัน เรียงหน้าเข้ามาเถอะเพื่อนหรือจะใช้วิธีหมาหมู่กับกันก็ได้ เข้ามา"

เงียบกริบ ไม่มีใครหาญต่อกร สิงห์อมควัน แม้แต่คนเดียว อ้ายเล็บเหล็กร้องไห้โฮ วิ่งเข้ามาที่ศพพี่ชาย แล้วทรุดตัวลงนั่งโถมเข้ากอดศพพลางพร่ำรำพันอย่างน่าสงสาร

"โธ่-พี่หยด ตายเสียแล้ว แผ่นดินในกรุงเทพฯ คงจะสูงขึ้นอีกมาก แล้วพลเมืองดีทั้งหลายก็คงจะชื่นชมยินดีไปตามกัน พี่จ๋าพี่น่าจะมีชีวิตอยู่เพื่อทำความชั่วความระยำของพี่ต่อไปอีก ฮือ ฮือ ฮือ..."

สิงห์อมควัน ยิ้มเล็กน้อย เขาเดินกลับไปยังโต๊ะ คณะพรรคสี่สหายแล้วกล่าวกับทุกๆ คนว่า

"งานที่ผมรับทำให้ เจ้านาย พอใจหรือยังครับ"

เสี่ยหงวน ยิ้มให้ เสือร้าย

"พอใจมาก พี่เล็ก อ้ายย้อย ต้องเสีย พี่ชายไปคนหนึ่งและตัวของมันเองก็ปราชัย พี่เล็ก อย่างหมดท่า ฉันและพวกเราขอขอบคุณพี่เล็ก อย่างยิ่งที่ทำงานให้เราสมความมุ่งหมาย"

สิงห์อมควัน ก้มศีรษะลงเล็กน้อย

"ถ้าเช่นนั้นหมดหน้าที่ของผมแล้ว ผมลาละครับ ขืนอยู่ชักช้าตำรวจจะมาลากคอผมไป สำหรับเงินที่ อาเสี่ย จะกรุณาให้ผมอีก ๒,๐๐๐ บาท ฝาก แห้วไปให้ผมเมื่อไรก็ได้นะครับและถ้าหากว่ามีนักเลงคนไหนข่มเหงรังแก พวกเจ้านายอีกล่ะก้อ รีบใช้ให้ เจ้าแห้ว ไปตามผมนะครับ ผมจะจัดการกับมันเอง"

พล ยกมือขวาโบกให้

"สวัสดี พี่เล็ก พวกเรา จะไม่ลืมความเก่งกล้าสามารถของพี่เล็ก เลย ไปเถอะครับ เสียงปืนที่ยิงกันอาจจะทำให้ตำรวจรีบมาที่นี่"

สิงห์อมควัน ยิ้มให้ คณะพรรคสี่สหาย แล้วเดินไปทางฝาห้องด้านถนนใหญ่ ซึ่งฝาด้านนั้นเป็นกระจกตลอดด้าน

"นายเล็ก" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องเรียก พอเล็กหันกลับมา ท่านก็กล่าวกับเขาอย่างยิ้มแย้ม "เธอจะไปทางไหนน่ะ นายเล็ก"

จอมขี้ยา หัวเราะเบาๆ

"ผมมาทางไหนก็จะไปทางนั้นแหละครับ เพื่อศักดิ์ศรีของผม ผมจะพุ่งตัวผ่านกระจกฝ้าออกไปเหมือนกับที่ผมพุ่งตัวพังกระจกฝ้าเข้ามา"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไร สิงห์อมควันก็วิ่งปราดไปที่ผนังห้องแล้วพุ่งตัวชนกระจกฝ้าเต็มแรง เสียงกระจกแตกดังลั่นห้องโถง ร่างของ นายเล็ก ออกไปพ้นบาร์คัทลียาแล้ว เขาเก่งกล้าสามารถผิดมนุษย์แคล่วคล่องว่องไวและองอาจเหมือนกับพระเอกบู๊ในภาพยนตร์

เวลาผ่านพ้นไปไม่ถึงหนึ่งนาทีก็มีคนเข้ามาในบาร์และร้องบอกใครต่อใครว่า ซุปเปอร์แมนที่พุ่งหลาวผ่านกระจกฝ้าออกไปนั้นนอนตายอยู่หน้าบาร์เพราะถูกกระจกบาดคอเหวอะหวะ คณะพรรคสี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้วต่างตกใจรีบลุกขึ้นวิ่งออกไปจากบาร์คัทลียาทันที

ทุกคนแลเห็น สิงห์อมควัน นอนหงายเหยียดยาว ที่คอที่หน้าและตามร่างกายของเขาถูกกระจกบาดเหวอะหวะหลายแห่งเลือดไหลโชก นิกรกล่าวถาม ดร. ดิเรก เบาๆ

"เป็นยังไง หมอ"

นายแพทย์หนุ่ม สั่นศีรษะ

"ไม่เป็นยังไงหรอก เขาตายแล้ว"

ทุกคนเศร้าใจไปตามกัน ประชาชนนับร้อยเข้ามาห้อมล้อมมองดูศพสิงห์อมควัน ซึ่งต้องเสียชีวิตอย่างกล้าหาญสมศักดิ์ศรีของจอมขี้ยา ผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งวีรกรรมของพี่เล็ก หรือนายเล็กในครั้งนี้ คณะพรรคสี่สหาย ของเราคงจะจดจำไว้อย่างไม่มีวันลืม เขามีชีวิตอยู่อย่างเสือร้ายและเขาตายอย่างชายชาติเสือ ในวงการนักเลงอันธพาลคงจะเศร้าสลดใจไปตามกัน แต่เจ้าของโรงยาทั้งหลายคงจะตีปีกพั่บๆ เต้นแร้งเต้นกาดีอกดีใจไม่น้อย.

อวสาน