พล นิกร กิมหงวน 136 : พ่อมดหมอผี

บ้าน 'การุณวงศ์' ที่ถนนเพชรบุรี เป็นคฤหาสน์ที่ใหญ่โตกว้างขวางมาก และเป็นมรดกที่นิกรของเราได้รับจากท่านเจ้าคุณวิจิตรฯ บิดาบังเกิดเกล้าของเขา

คฤหาสน์ที่กล่าวนี้ ปลูกอยู่ในเนื้อที่ดินประมาณ ๓ ไร่ นิกรได้ให้ชาวต่างประเทศครอบครัวหนึ่งเช่าอยู่อาศัย ในอัตราค่าเช่าเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท นายคนุต ซะฮึมมันด์ ฝรั่งฮอลันดาหัวหน้าครอบครัวนั้น ทำงานเป็นผู้จัดการบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง แต่แล้วจิตใจอันเสื่อมทรามของมนุษย์ในสมัยยุคปรมาณู ก็ทำให้เขาเกิดพิสมัยเงินของบริษัท นายฝรั่งชื่อเรียกยากคนนี้ก็เลยเขมือบเงินของบริษัทเอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวร่วมแสน คณะกรรมการของบริษัททราบความจริงจากพนักงานตรวจบัญชี ก็รีบอัญเชิญนายคนุตออกจากตำแหน่งหน้าที่ หลังจากมีการด่าทอและช่วยกันแจกหมากนายคนุตจนสะใจ ที่ไม่เอาเข้าตะรางก็เพราะ เห็นว่าเป็นชาวฮอลันดาด้วยกัน

เมื่อนายคนุตไม่มีงานทำเขาก็ไม่มีรายได้ และเมื่อไม่มีรายได้ ก็ไม่สามารถที่จะเช่าบ้านราคาแพงๆ อยู่ได้ จึงบอกคืนบ้าน 'การุณวงศ์' และทำท่าจะไม่ยอมจ่ายค่าเช่าเดือนสุดท้าย นิกรต้องขู่ว่าถ้าไม่จ่ายค่าเช่าบ้าน นายคนุตก็จะต้องเป็นผีเรือนเฝ้าบ้าน 'การุณวงศ์' นายคนุตจึงยอมจ่ายให้โดยดี

องค์การของรัฐบาลแห่งหนึ่ง ได้ส่งคนมาติดต่อขอเช่าบ้าน 'การุณวงศ์' จากนิกร แต่นายจอมทะเล้นของเราปฏิเสธ เขาบอกว่าเขาต้องการขายคฤหาสน์ของเขามากกว่าให้เช่า ผู้อำนวยการองค์การช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยที่ยากจน หรือ อ.ก.ช.พ.น.ท.ย.จ. ได้รุดมาหานิกร ทาบทามขอซื้อทันที นิกรเรียกราคาสองล้านหกแสนบาท มีการติดต่อกันหลายเดือน อ.ก.ช.พ.น.ท.ย.จ. ขอต่อสองล้านถ้วน อ้างเหตุผลขอให้นิกรเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม นิกรตอบไปว่าก่อนจะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมต้องเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวก่อน ราคาที่เสนอไปนั้นขาดตัว และถ้าตกลงก็ต้องจ่ายสดงดเชื่อเพราะเบื่อทวง

ผู้อำนวยการองค์การที่มีชื่อย่อยาวเฟื้อย ได้มาหานิกรอีกครั้งหนึ่งขอต่อสองล้านสองแสน นิกรขอผลัดตรึกตรอง ๓ วัน

ดังนั้นตอนเช้าวันเสาร์ในราว ๘.๓๐ น. นิกรก็ชวนเจ้าแห้วมาที่บ้าน 'การุณวงศ์' ของเขา เพื่อพิจารณาดูว่าควรจะขายให้องค์การนั้นหรือไม่

เมื่อนิกรมาถึงบ้าน 'การุณวงศ์' คนใช้เก่าแก่ของเขาซึ่งเป็นคนเฝ้าบ้านก็รีบออกมาต้อนรับ นายจอมทะเล้นสั่งให้เปิดตึกใหญ่ แล้วตรวจดูบ้านของเขา นิกรรู้สึกเศร้าใจเล็กน้อยเมื่อนึกถึงท่านเจ้าคุณวิจิตรฯ ที่ตัดช่องน้อยหนีไป ที่เศร้าใจก็เพราะว่าท่านควรจะทิ้งทรัพย์สมบัติไว้ให้เขาให้มากกว่านี้

นิกรใช้เวลาเกือบชั่วโมง ตรวจคฤหาสน์ของเขา แล้วก็พาเจ้าแห้วกับลุงแหยมลงมาจากตึกใหญ่ ทั้งสามคนยืนอยู่ที่สนามหน้าตึก นิกรจ้องตาเขม็งมองดูคฤหาสน์ 'การุณวงศ์'

สักครู่หนึ่งเขาก็ยกมือตบบ่าชายชรา แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ลุงแหยม"

"ครับผม"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"ฉันถามลุงจริงๆ เถอะ ลุงน่ะทำไมถึงชื่อแหยม ชื่อคนที่ตายไปแล้วมีถมเถไปและเพราะๆ ทั้งนั้น ทำไมถึงไม่เอามาตั้ง"

ชายชราร่างผอมบางกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมนึกว่าคุณจะถามเรื่องตึกหลังนี้ คุณกลับถามเรื่องที่ไม่ควรจะถาม"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ลุงก็รู้แล้วนี่นา ว่าคนอย่างฉันไม่เคยจริงจังกับเรื่องอะไรทั้งนั้นแม้กระทั่งชีวิตของฉัน ฉันน่ะมักจะสนใจกับเรื่องที่ใครๆ เขาไม่สนใจกัน ลุงบอกฉันหน่อยซี ทำไมลุงถึงชื่อแหยม"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"หรือเมื่อเล็กๆ ไว้ผมเปียแหยม"

ลุงแหยมสะดุ้งเฮือก ทำตาเขียวกับเจ้าแห้วทันที

"ทะลึ่ง เดี๋ยวก็จะถีบเข้าให้เท่านั้น ผู้ดีว่าขี้ข้าพลอย เอ็งน่ะมันคราวลูกคราวหลานข้านะโว้ยจะบอกให้"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"คุณนิกรก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉัน"

ลุงแหยมโกรธจนปากซีด แกพูดเกือบเป็นเสียงตะโกน

"คุณนิกรเป็นนายกูโว้ย"

นิกรจุ๊ปากห้ามให้สงบปากเสียง แล้วเขาก็กล่าวกับเจ้าแห้ว

"ขึ้นไปบนตึกชงกาแฟร้อนมาให้ข้ากินสักถ้วยเถอะวะ ลวกไข่ไก่มาให้ด้วยสักสองใบ"

เจ้าแห้วหัวเราะก้าก

"รับประทานนี่มันบ้านร้างครับ ถ้าคุณจะรับประทานแมลงมุมสักห้าหกตัวละก้อผมพอจะหาให้ได้"

นิกรยิ้มแห้งๆ เขามองดูคฤหาสน์ของเขาแล้วก็นึกในใจว่าเขาควรจะขายให้องค์การชื่อยาวเฟื้อย เพราะบ้านนี้เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ ควรจะขายมันไปเสียเพื่อเอาเงินสดไว้ใช้

"ฉันตกลงขายแน่ลุงแหยม"

"ครับผม แล้วผมล่ะครับ"

"อ้าว-แกก็ไปอยู่บ้านบางกะปิน่ะซี ฉันไม่ทิ้งลุงหรอกน่าอย่ากลัวเลย คนเก่าคนแก่ถึงอย่างไรก็ต้องเลี้ยงไว้"

ชายชรายกมือไหว้ปะหลกๆ

"เจ้าประคุณเอ๋ย ขอให้คุณมีความสุขความเจริญยิ่งๆ เถอะครับ ผมเองก็หวังแล้วที่จะฝากผีกับคุณ"

นายจอมทะเล้นสะดุ้ง

"อย่าเลยลุงแหยม ฉันเป็นคนกลัวผี"

ลุงแหยมหัวเราะ

"ที่ว่าฝากผีหมายความว่า ผมจะให้คุณช่วยเผาผมครับ"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"เผายังไงกันลุง แกยังไม่ตายนี่หว่า"

ชายชราอ้าปากหวอ

"ผมหมายความว่า ถ้าผมตายแล้วขอให้คุณช่วยเผาผีให้ผมด้วยครับ"

"อ้าว-ลุงไม่ได้พูดอย่างนี้นี่นา เอา-ตกลง ลุงตายเมื่อไรฉันจะทำศพลุงให้หรูหราไปเลย แต่อย่าเพิ่งตายนะลุงหมู่นี้ข้าวของมันแพงเหลือเกิน ฉันเองเลิกใช้แปรงสีฟันและยาสีฟันแล้ว มันอยากจะขึ้นราคาสักเท่าไรก็เชิญ"

นิกรสนทนากับคนใช้เก่าแก่ของเขาอีกสักครู่ ก็พาเจ้าแห้วเดินไปทางด้านขวามือของตัวตึก แล้วเขาก็หันมาพูดกับลุงแหยม

"เพื่อนบ้านเก่าๆ ของฉันเขาสบายกันดีหรือลุง"

ชายชราประสานมือทั้งสองไว้ระหว่างอก

"คุณหมายถึงคนจนหรือคนมั่งมีล่ะครับ"

นายจอมทะเล้นอมยิ้ม

"ทั้งสองพวกนั่นแหละลุง"

ลุงแหยมว่า "เพื่อนบ้านของคุณที่เป็นคนมั่งมีก็ล้วนแต่สุขสบายกันทั้งนั้นแหละครับ คนเราลงมีอัฐฬศใช้แล้วก็ต้องสุขกายสบายใจเป็นธรรมดา"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"แล้วพวกบ้านเล็กเรือนน้อยข้างบ้านเราล่ะ"

ลุงแหยมว่า "พวกนั้นหรือครับ ก็แย่ตามเคยน่ะซีครับ ชักหน้าไม่ถึงหลังหาเช้ากินค่ำ บางคนหาทั้งวันแต่ไปกินเอาพรุ่งนี้เพราะวันนี้หาไม่พอกิน อ้า-คุณลองออกประตูข้างไปเยี่ยมเยียนพวกคนจนทางหลังบ้านเราบ้างซีครับน่าสงสารเหลือเกิน โดยเฉพาะนายอ่วมแย่กว่าเพื่อน"

นิกรขมวดคิ้วย่น นายอ่วมคือชายชราซึ่งมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับลุงแหยม นายอ่วมหรือลุงอ่วมปลูกบ้านเล็กๆ อยู่หลังบ้าน 'การุณวงศ์' เขามีอาชีพในทางหมอดู รับทำเสน่ห์ยาแฝดเลี้ยงภูตผีโหงพราย ใครๆ เรียกลุงอ่วมว่าหมอผี บางคนก็เชื่อมั่นว่าลุงอ่วมเป็นพ่อมด เพราะแกมีความเป็นอยู่อย่างสันโดษและลึกลับ พูดพึมพำตลอดวัน

"ลุงอ่วมแกยากจนมากเชียวหรือลุงแหยม"

"ครับ นอกจากยากจนแล้วยังป่วยไข้ด้วย แกป่วยมานานแล้วละครับ สักสามสี่เดือนเห็นจะได้ ผอมแห้งลงไปทุกวัน สุ้มเสียงแหบเครือ พูดอะไรแทบจะฟังไม่รู้เรื่อง"

"เอ-แกเป็นอะไร"

ลุงแหยมว่า "ชาวบ้านแถวนี้เขาเข้าใจว่าผีปอบมันเล่นงานแกครับ ของพรรค์นี้เมื่อแก่ตัวเข้ามันก็มักจะเข้าตัวเอง เดี๋ยวนี้นายอ่วมแย่มากเชียวครับ มีชีวิตอยู่อย่างอดๆ อยากๆ ได้เพื่อนบ้านคนจนด้วยกันช่วยเหลือเจือจานไปตามมีตามเกิด แต่บางวันนายอ่วมถึงกับต้องอดข้าวเหมือนกัน ผมเองก็เคยช่วยเหลือสี่ซ้าห้าบาทเพราะเคยชอบพอกันมาตั้งแต่หนุ่มๆ "

นิกรผิวปากเบาๆ เขายิ้มให้คนใช้เก่าแก่ของเขา

"ถ้ายังงั้นฉันจะไปแวะเยี่ยมลุงอ่วมสักประเดี๋ยว ถ้าอย่างไรก็จะได้เอื้อเฟื้อช่วยเหลือแกบ้างตามสมควร"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"นั่นน่ะซีครับ รับประทานคนเราเกิดมาก็ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และกระทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น"

นิกรหันมามองดูเจ้าแห้วแล้วขยับเท้าจะเตะ แต่เจ้าแห้วรีบถอยกรูดให้ออกไปจากรัศมีเท้าเสียก่อน ต่อจากนั้นนิกรก็เปิดประตูรั้วข้างบ้าน ซึ่งติดต่อกับตรอกเล็กๆ แล้วเขาก็เดินนำหน้าพาเจ้าแห้วออกไปจากเขตบ้าน 'การุณวงศ์'

มันเป็นถนนดินถมอิฐหักในสภาพชำรุดทรุดโทรม แต่มีรถยนต์แล่นเข้าออกตลอดวัน เพราะในตรอกนี้มีบ้านเรือนเคหะสถานของพ่อค้าคหบดีอยู่มากมายหลายสิบหลัง และมีบ้านเล็กเรือนน้อยของพวกคนจนเบียดเสียดเยียดยัดกัน ซึ่งบรรดาคนจนเหล่านี้ได้เช่าที่ดินของทรัพย์สินฯ ปลูกบ้านเรือนอาศัยอยู่มานานแล้ว

นิกรถือโอกาสเยี่ยมเยียนเพื่อนบ้านของเขา ซึ่งเคยรู้จักคุ้นเคยกับนิกรมาแต่ก่อน บรรดาพวกคนจนที่เคยพึ่งใบบุญเจ้าคุณวิจิตรฯ บิดาของนิกร แลเห็นนิกรเข้าเขาก็ต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี ทักทายไต่ถามทุกข์สุขอย่างพินอบพิเทา นิกรแจกเงินพวกเด็กๆ ลูกหลานคนจนเหล่านี้ด้วยความเมตตาสงสาร อากาศย่างเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว แต่เด็กๆ ลูกคนจนแทบจะไม่มีเสื้อผ้าพันกาย

"เอ้า-เอาไปยี่สิบบาทอ้ายป๊อก มึงนี่โตเร็วนี่หว่า เผลอแผล็บเดียวเกือบจะมีเมียได้แล้ว อย่าริอ่านทำบาปเลยวะอ้ายหลานชาย ตกเบ็ดตกปลาบาปกรรมเปล่าๆ พ่อเอ็งเขาเห็นเข้าเขาจะเฆี่ยนเอา"

เจ้าป๊อกเด็กอายุประมาณ ๑๓ ขวบ รูปร่างดำปี๋และผอมกะหร่อง สวมกางเกงขาดปะไม่ได้สวมเสื้อ ยิ้มให้นิกรและพูดฉาดฉาน

"พ่อผมเขาตกเบ็ดอยู่ทางโน้นครับคุณ เขาก็บอกให้ผมตกทางนี้ ช่วยกันหาปลาเพื่อประหยัดค่าอาหาร ขอบคุณมากครับที่กรุณาให้เงินผม"

นิกรยกมือตบศีรษะเจ้าป๊อกด้วยความเอ็นดู

"เงินยี่สิบบาทที่ข้าให้เอ็งนี่ เอ็งจะเอาไปทำอะไรวะอ้ายป๊อก"

เด็กชายป๊อกอมยิ้ม

"ซื้อเสื้อกล้ามสักหนึ่งตัวครับคุณ แบ่งให้พ่อสูบฝิ่นเสีย ๑๐ บาท เหลือนอกนั้นผมก็จะโจ้ไฮโลกับเด็กข้างบ้าน"

นิกรทำคอย่น

"อือ-เจริญดีนะมึง รับรองว่าต่อไปภายหน้าเอ็งมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างไม่ต้องสงสัย"

เจ้าป๊อกหัวเราะก้าก แบมือขอก้นบุหรี่จากนิกร แล้วพูดอย่างร่าเริง

"ความเจริญหรือความเสื่อมในตัวผม ไม่มีความหมายอะไรหรอกครับคุณ ผมเกิดมาในท่ามกลางความยากจน หนังสือแม้แต่ตัวเดียวก็อ่านไม่ออก อนาคตของผมนั้นอยู่กับโชคชะตาครับ บางทีถ้าบุญวาสนาส่ง ผมอาจจะได้เป็นขุนโจรเลื่องชื่อ อย่างเสือใบหรือเสือดำก็ได้ เมื่อนั้นแหละครับ อ้ายป๊อกเด็กข้างบ้านของคุณจะกลายเป็นบุคคลที่มีความสำคัญยิ่ง อย่างเลวๆ รัฐบาลก็ต้องใช้จ่ายเงินจำนวนนับล้านในการปราบเสือป๊อก หรือขุนโจรป๊อก"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก รีบชวนเจ้าแห้วเดินไปจากที่นั้น เขาแวะเยี่ยมเยียนเพื่อนบ้านของเขาอีกหลายครอบครัว แต่ละครอบครัวล้วนแต่ยากจนค่นแค้น เมื่อเพื่อนบ้านเหล่านี้ปรับทุกข์ให้นิกรฟัง นายจอมทะเล้นก็เศร้าใจ และควักกระเป๋าเอาเงินออกมาแจกจ่ายให้ตามสมควร

"เฮ้อ-ข้าได้มาเห็นสภาพของพวกคนจนเหล่านี้แล้วข้ากลุ้มใจเหลือเกินโว้ยอ้ายแห้ว น้าชุ่มกับน้าสีและลูกๆ กินอาหารเช้ามีข้าวสุก แล้วก็น้ำพริกติดก้นถ้วยนิดเดียวเท่านั้น ลูกเมียกินกันตุ้ยๆ คล้ายกับว่ามันเอร็ดอร่อยเสียเต็มประดา"

"รับประทานทำอย่างไรได้ล่ะครับ เรียกว่ากินกันแบบเฮงซวยพอให้หนักท้อง รับประทานเศษอาหารที่ท่านผู้ดีมีเงินเททิ้งวันหนึ่งๆ ไม่ใช่น้อยนะครับ ถ้าหากว่าเอามาให้พวกคนจนกินแล้วก็คงจะเป็นกุศลยิ่ง"

บ้านสุดท้ายที่นิกรพาเจ้าแห้วมาเยี่ยม คือบ้านของลุงอ่วมอดีตพ่อมดหมอผีที่มีชื่อเสียงรุ่งโรจน์ แต่บัดนี้ชื่อเสียงของหมออ่วมเกือบจะสูญสิ้นไปแล้ว และตัวของหมออ่วมเองก็กำลังใกล้จะแตกดับด้วยโรคาพยาธิเบียดเบียน

มันเป็นเรือนชั้นเดียวหลังเล็กๆ ใต้ถุนเตี้ยๆ สภาพของบ้านเก่าชรา ผุพังหลายแห่ง นิกรพาเจ้าแห้วเดินขึ้นบันไดไปบนเรือนอย่างถือวิสาสะ เมื่อผ่านประตูนอกชานเข้ามานิกรก็ร้องเรียกหมออ่วม หรือลุงอ่วมด้วยเสียงอันดัง

"ลุง-ลุงจ๋า ฉันมาเยี่ยมจ้ะลุง"

เงียบกริบไม่มีเสียงขานรับ นิกรกับเจ้าแห้วยืนอยู่กลางนอกชาน สักครู่หนึ่งทั้งสองก็แลเห็นร่างอันผอมโซเซมีแต่หนังหุ้มกระดูกของชายชราคนหนึ่งปรากฏขึ้นที่ประตูห้อง ชายชราผู้นี้คือลุงอ่วมนั่นเอง ลุงอ่วมหมอผีและหมอดูที่เคยมีชื่อเสียง นุ่งโสร่งเก่าๆ ตัวเดียวเท่านั้น มีผ้าขาวม้าขาดๆ คลุมบ่า ชายชราจ้องตาเขม็งมองดูนิกรอย่างตื่นๆ แล้วแกก็อุทานขึ้นดังๆ พร้อมกับยกมือไหว้

"คุณนิกร...สวัสดีครับคุณ"

นิกรรีบรับไหว้ชายชรา พาเจ้าแห้วเดินผ่านนอกชานก้าวขึ้นมาบนระเบียงหน้าห้อง

"ยังไงลุง ฉันมาดูบ้านของฉันเมื่อกี้นี้ ลุงแหยมแกบอกว่าลุงไม่สบายมาหลายเดือนแล้ว ฉันก็เป็นห่วง เลยถือโอกาสมาเยี่ยมลุง"

ลุงอ่วมยิ้มเศร้าๆ ริมฝีปากของแกแห้งผาก แววตาไม่มีแววแจ่มใส แก้มตอบนัยน์ตาลึก แกยกมือไหว้นิกรอีกครั้งหนึ่ง แล้วพูดกับเขาด้วยเสียงแหบแห้ง

"ขอบพระคุณมากเชียวครับ ที่กรุณามาเยี่ยมผม เชิญนั่งสิครับ นั่งซีพ่อแห้ว ขอบใจมากนะที่อุตส่าห์มาเยี่ยม"

ทั้งสามต่างทรุดตัวลงนั่งบนพื้นระเบียงหน้าห้องนั่นเอง เจ้าแห้วกล่าวกับชายชราเบาๆ

"เอ-ฉันคิดว่าลุงเป็นวัณโรคแน่นอน ถึงได้ผอมแห้งและไอโขลกๆ อย่างนี้"

คำพูดของเจ้าแห้วทำให้ลุงอ่วมเดือดดาลอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นธรรมดาของผู้ป่วยเป็นวัณโรคทั้งหลาย มักจะหลอกคนอื่นและหลอกตัวเองว่าตนไม่ได้เป็นวัณโรค

"ใครจะบอกเอ็งล่ะว่าข้าเป็นวัณโรค แล้วกัน...ไม่ใช่วัณโรคโว้ย หมอเขาบอกว่าปอดของข้าอักเสบ" พูดจบลุงอ่วมก็ไอแค็กๆ เสียงไอของแกน่าสงสารมาก

นิกรรีบพูดกลบเกลื่อน

"อ้ายแห้วมันไม่รู้อะไรหรอกลุง อย่าไปถือสาหาความมันเลย อาการป่วยอย่างลุงไม่ใช่วัณโรคหรอก คนที่เป็นวัณโรคต้องผอมเหลือง แต่นี่ลุงผอมเขียว เนื้อตัวของลุงซีดเซียวคล้ายกับเป็นโรคดีซ่าน แต่ฉันคิดว่าลุงคงเป็นแผลที่ปอดเป็นแน่"

ชายชรายิ้มออกมาได้

"นั่นน่ะซีครับ คุณพูดอย่างนี้ทำให้ผมมีกำลังใจดีขึ้นบ้าง เรื่องวัณโรคผมจะเป็นได้อย่างไร พ่อแม่ปู่ย่าตายายของผมไม่เคยเป็นวัณโรค"

นิกรซ่อนยิ้มไว้ในหน้า เขารู้ดีว่าลุงอ่วมป่วยเป็นวัณโรคอย่างไม่ต้องสงสัย

"ลุงได้หมอที่ไหนรักษาล่ะลุง"

ชายชราถอนหายใจหนักๆ และสั่นศีรษะ

"ผมไม่มีปัญญาที่จะเชิญหมอคนใดมารักษาผมหรอกครับคุณนิกร เงินทองที่ผมเก็บหอมออมริบไว้ ผมก็ใช้จ่ายมันไปในระหว่างเจ็บป่วยจนหมดสิ้นแล้ว ผมคิดว่าผมเจ็บเองมันก็หายเองครับคุณ หยูกยาไม่มีจะกินหรอกครับ ถ้าหากว่าผมไม่ได้รับความกรุณาจากเพื่อนบ้านแล้ว ผมก็คงจะตายเสียนานแล้ว ตายเพราะอดข้าวนั่นเอง ผมได้ก่อกรรมทำเวรไว้มาก เวรกรรมจึงสนองผมในทันตาเห็น ผมทำเสน่ห์ยาแฝดให้ผัวเมียเขาแตกแยกกัน ให้ผัวหลงเมียน้อย หรือให้ผัวเกลียดเมียหลวง ถึงกับทิ้งขว้างโดยไม่มีความผิด บางทีผมก็บังคับจิตใจให้รักใคร่ได้เสียกัน ด้วยเวทย์มนต์คาถา และด้วยอำนาจภูตผีปีศาจที่ผมเลี้ยงเอาไว้ เดี๋ยวนี้ผมรู้สึกตัวแล้วครับคุณนิกร ภูตผีที่เลี้ยงเอาไว้ผมปล่อยไปหมด และเลิกอาชีพอย่างนั้นเด็ดขาด ใครจะมาอ้อนวอนขอให้ทำให้ผมก็ไม่ยอมทำ โอย...ผมเหนื่อยเหลือเกิน"

นิกรมองดูลุงอ่วมด้วยความสงสารและเศร้าใจ

"ลุงอยู่คนเดียวเท่านี้ละหรือ"

"ครับ ผมอยู่คนเดียวเท่านี้แหละครับ หลานชายของผมมันไปเป็นทหาร นานๆ จึงจะมาหาผมสักครั้งหนึ่ง มาถึงแทนที่มันจะเอาเงินมาให้ผม มันกลับมาขอเงินผมใช้ โธ่-ผมจะไปเอาที่ไหนครับ ข้าวที่กินไปมื้อหนึ่งๆ ก็ได้อาศัยชาวบ้านเขาให้ทาน"

นายการุณวงศ์ถอนหายใจยาว

"ฉันสงสารลุงมากทีเดียว ฉันจะช่วยรักษาให้ลุงเอาไหมล่ะ ฉันจะส่งลุงไปอยู่โรงพยาบาลวัณโรคที่เมืองนนท์ และฉันจะออกเงินค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ค่ายา ค่าป่วยการของหมอ ตลอดจนค่ากินอยู่"

หมออ่วมลืมตาโพลง แกเกือบจะคิดว่าหูของแกแว่วไป แกซาบซึ้งในความเอื้ออารีของนิกรเหลือที่จะกล่าว

"คุณนิกร...คุณจะเมตตากรุณาผมถึงเพียงนี้เชียวหรือครับ"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"จะเป็นอะไรไปล่ะลุง มันจะหมดเปลืองไปสักกี่มากน้อยเชียว เท่าที่ฉันช่วยเหลือลุงก็เพราะเห็นว่าลุงเป็นเพื่อนบ้านเก่าแก่ของฉัน และเคยเคารพนับถือเจ้าคุณพ่อของฉันมาก ตกลงไปอยู่โรงพยาบาลรักษาวัณโรคที่เมืองนนท์เถอะนะลุง ทุกสิ่งทุกอย่างลุงไม่ต้องวิตก เป็นหน้าที่ของฉันเอง"

น้ำตาของลุงอ่วมไหลคลอหน่วย และเอ่อล้นออกมานอกเบ้า สายตาของแกที่มองดูนิกรนั้นเต็มไปด้วยความเคารพรักและกตัญญู ชายชรายิ้มเศร้าๆ และยกมือไหว้นิกร

"โอ-เปรียบคุณก็เหมือนกับพระมาโปรดผมนั่นเอง คุณนิกรครับ ผมไม่ทราบว่าผมจะกล่าวขอบคุณคุณอย่างไร จึงจะสมกับความเมตตากรุณาของคุณที่มีต่อผมในครั้งนี้ ผมจะจดจำบุญคุณของคุณไปจนวันตายทีเดียวครับ ผมเองถึงจะแก่เฒ่าถึงเพียงนี้แล้วผมก็มีความรู้สึกเหมือนกับมนุษย์ปุถุชนทั้งหลาย คือกลัวตายและไม่อยากตาย การมีชีวิตอยู่ ถึงจะลำบากยากแค้นอดๆ อยากๆ ถึงจะทุกข์ทรมานสักเพียงไหนก็ยังมีโอกาสได้เห็นโลก ผมจะไม่ลืมพระเดชพระคุณของคุณในครั้งนี้เลยครับ"

เจ้าแห้วพูดสอดขึ้นตามสันดาน

"ไปอยู่โรงพยาบาลรักษาวัณโรคเถอะนะลุง ฉันรับรองว่าถ้าไม่หายก็ตายเท่านั้น"

นิกรยกฝ่ามือผลักหน้าเจ้าแห้วค่อนข้างแรง

"มึงนั่งเฉยๆ เถอะวะอ้ายแห้ว อย่าพูดอะไรดีกว่า"

เจ้าแห้วยิ้มเล็กน้อย

"รับประทานนั่งนานๆ มันเปรี้ยวปากอดพูดไม่ได้"

นิกรลืมตาโพลง

"เปรี้ยวปากมากเชียวรึอ้ายแห้ว แดกหมากสักคำเป็นยังไง เดี๋ยวก็เจอหมากสดเท่านั้นเอง" แล้วนิกรก็หันมาทางลุงอ่วม "ตกลงไปอยู่โรงพยาบาลนะลุง"

ชายชราร้องไห้เหมือนเด็กๆ แกยกหลังมือขวาขึ้นเช็ดน้ำตาแล้วพูดเสียงสะอื้น

"สุดแล้วแต่คุณนิกรจะกรุณาผมเถอะครับ ถ้าหากว่าผมรอดตายหายป่วยในครั้งนี้ ผมก็จะถือว่าผมเป็นข้าของคุณคนหนึ่ง"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"ถ้ายังงั้นลุงเตรียมตัวไว้นะ ฉันจะไปที่โรงพยาบาลรักษาวัณโรคที่เมืองนนท์เดี๋ยวนี้แหละ แล้วจะให้เขาจัดรถมารับลุงไปรักษาตัวที่นั่น อย่างช้าก่อนเที่ยงวันนี้ฉันจะกลับมาพร้อมด้วยรถพยาบาล ลุงทำใจให้เข้มแข็งเถอะ ลุงจะต้องหายป่วยเป็นปกติในไม่ช้านี้"

ลุงอ่วมกระพุ่มมือไหว้นิกรอีกครั้งหนึ่ง

"เจ้าประคุณเอ๋ย ด้วยกุศลผลบุญของคุณครั้งนี้คงจะทำให้คุณมีความสุขไปจนชั่วชีวิตดับ ขอให้คุณมีความสุขความเจริญยิ่งๆ ไปเถอะครับ"

นายจอมทะเล้นยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา แล้วก็กล่าวกับลุงอ่วมอดีตพ่อมดหมอผี

"ฉันไปละนะลุง ฉันกับเจ้าแห้วจะรีบไปโรงพยาบาลรักษาวัณโรคที่เมืองนนท์เดี๋ยวนี้ เพื่อจะไปติดต่อเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลให้เรียบร้อย จะได้กลับมารับลุงไปอยู่ที่นั่น"

ลุงอ่วมยกมือไหว้ท่วมหัว พูดพึมพำให้ศีลให้พร นิกรหันมาพยักหน้ากับเจ้าแห้ว ทั้งสองต่างลุกขึ้นพาตัวเดินออกไปจากบ้านของหมออ่วม ความเมตตากรุณาของนิกรทำให้ลุงอ่วมซาบซึ้งใจเหลือที่จะกล่าวแล้ว

ในราว ๑๒.๐๐ น. เศษ นิกรกับเจ้าแห้วก็ย้อนกลับมาที่บ้านของลุงอ่วมอีกครั้งหนึ่ง เจ้าแห้วขับรถบูอิคเก๋งพานิกรเข้ามาในตรอกข้างบ้าน "การุณวงศ์" มีรถพยาบาลของโรงพยาบาลวัณโรคจังหวัดนนทบุรีแล่นตามมาคันหนึ่ง พร้อมด้วยพยาบาลและบุรุษพยาบาลของโรงพยาบาลนั้น

ด้วยความช่วยเหลือของนิกร การุณวงศ์ ลุงอ่วมจึงมีโอกาสได้ไปรักษาตัวในโรงพยาบาลวัณโรค.

วันคืนผ่านพ้นไปตามลำดับ ชั่วเวลาเพียงเดือนเศษลุงอ่วมก็ได้รับอนุญาตจากนายแพทย์ของโรงพยาบาลรักษาวัณโรคให้กลับบ้านได้ อาการของชายชราเกือบจะหายป่วยเป็นปกติแล้ว อำนาจยาฉีดทำให้เชื้อวัณโรคภายในปอดไม่สามารถจะเจริญขึ้นได้ และแผลที่ปอดก็ค่อยๆ หายไปตามลำดับ ลุงอ่วมอ้วนท้วนขึ้นมาก มีสุขภาพดีขึ้นอย่างน่าประหลาด ทางโรงพยาบาลเห็นว่าอาการของลุงอ่วมค่อยยังชั่วมากแล้ว ก็ให้กลับบ้านเพื่อสงวนเตียงไว้ให้คนไข้อื่นๆ ต่อไป

เมื่อลุงอ่วมออกจากโรงพยาบาลรักษาวัณโรคที่นนทบุรี ชายชราก็ขึ้นรถประจำทางมากรุงเทพฯ และตรงมาบ้าน "พัชราภรณ์" ก่อนอื่น

มันเป็นเวลาประมาณ ๑๖.๐๐ น. เศษ

นิกรกำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบในเรือนต้นไม้หน้าตึกใหญ่ตามลำพัง เจ้าแห้วพาลุงอ่วมเดินเข้ามาอย่างสงบเสงี่ยม

"ลุงนั่งรอก็แล้วกันนะ" เจ้าแห้วกระซิบบอกชายชราเบาๆ "อย่างช้าอีกในราวสามสี่ชั่วโมงก็คงจะตื่น"

ลุงอ่วมยิ้มแห้งๆ

"ปลุกท่านไม่ได้หรือ? "

เจ้าแห้วแยกเขี้ยว

"อย่าเลยลุง ขืนปลุกขณะที่กำลังหลับสนิทเช่นนี้ ปากฉันอาจจะกินน้ำพริกไม่ได้ไปหลายวัน"

ชายชราถอนหายใจเบาๆ

"ปลุกเถอะวะอ้ายหลานชาย ข้าเอาพระสมเด็จวัดระฆังมาให้ท่านนี่หว่า เพื่อมาตอบแทนบุญคุณของท่าน"

เจ้าแห้วเม้มปากแน่น แล้วก็ยิ้มแป้นเมื่อนึกอุบายได้ วิ่งจรดปลายเท้าออกไปหน้าเรือนต้นไม้ แกล้งร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"เย็นตาโฟ...เย็นตาโฟมาเลี้ยว"

เจ้าแห้วรีบวิ่งจรดปลายเท้ากลับเข้ามาในเรือนต้นไม้ นิกรเคี้ยวปากจั๊บๆ ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น เขาหลับตาพูดอย่างงัวเงีย

"เอาชามหนึ่งโว้ย"

เจ้าแห้วเอามือปิดปากหัวเราะคิกคัก แกล้งดัดเสียงพูดให้เหมือนเจ๊กพูดไทย

"เลือกหมูใส่ม่ายใส่"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"บ๊ะแล้ว กินกันทุกวันลื้อก็รู้ว่าอั๊วไม่ชอบเลือดหมู"

"ฮ้อ-ผักบุ้งใส่ม่ายใส่"

คราวนี้นายจอมทะเล้นลืมตาโพลง แล้วพูดกับเจ้าแห้ว

"เย็นตาโฟตะหวักตะบวยอะไรกันวะไม่ใส่ผักบุ้ง อ้ายตี๋นี่จะเคราะห์เสียแล้ว" พูดจบนิกรก็สะดุ้งเฮือก รีบลุกขึ้นนั่ง "ปู้โธ่-อ้ายหอกแห้วนี่เองนึกว่าเจ๊กเย็นตาโฟเสียอีก"

เจ้าแห้วหัวเราะก้าก

"รับประทานผมไม่กล้าปลุกคุณครับ เลยแกล้งร้องขายเย็นตาโฟ รับประทานลุงอ่วมแกมาหาครับ"

นิกรค่อยๆ หันมาทางชายชรา พอแลเห็นหน้าลุงอ่วมเขาก็อ้าปากหวอพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ลุง! ลุงหรือนี่ ไหนเขาลือกันว่าลุงตายแล้วนี่นา"

ลุงอ่วมสะดุ้งโหยง รีบยกมือไหว้นิกร

"คนละอ่วมครับ" แล้วแกก็ทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยเบื้องหน้านิกร เจ้าแห้วนั่งลง ข้างๆ ชายชรา

"เออ-ลุงอ้วนท้วนมีเนื้อมีหนังขึ้นกว่าเก่ามาก หน้าตาสดชื่นขึ้น มาจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ล่ะ"

ชายชรายิ้มอ่อนโยน

"เมื่อบ่าย ๓ โมงนี่เองแหละครับ พอออกจากโรงพยาบาลก็รีบตรงมาหาคุณ"

นิกรได้แสดงความยินดีกับลุงอ่วม และซักไซ้ไล่เลียงอาการป่วยซึ่งชายชราก็บอกว่า แกจวนจะหายขาดแล้ว นิกรหันมาสั่งให้เจ้าแห้วขึ้นไปบนตึกจัดหาเครื่องดื่มและบุหรี่มาต้อนรับชายชรา พอเจ้าแห้วออกไปพ้นเรือนต้นไม้ ลุงอ่วมก็ล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตเก่าๆ ของแกหยิบกล่องสังกะสีเล็กๆ กล่องหนึ่งออกมาส่งให้นิกร

"นี่ครับ ผมขอมอบสมบัติอันมีค่าที่สุดของผมให้คุณไว้เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อคุณ"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"อะไรของแก"

"พระสมเด็จฯ ขอรับ"

"พระสมเด็จฯ " นิกรอุทานขึ้นดังๆ รีบเปิดกล่องออก แล้วเขาก็แลเห็นพระเครื่องลาง สมเด็จฯ ฐานแซม วางอยู่บนสำลีก้อนหนึ่ง ซึ่งพระองค์นี้งามมากไม่มีตำหนิเลย "ลุงอ่วม...โอ-ฉันขอบใจมากเชียวลุง ฉันต้องการพระสมเด็จฯ มานานแล้ว คราวนี้แหละได้เลี่ยมทองห้อยคอแน่ ลุงอ่วมไปเอามาจากไหน"

ชายชรายิ้มเศร้าๆ

"ของผมขอรับ เป็นสมบัติดั้งเดิมตั้งแต่พ่อของผม ซึ่งพ่อของผมได้รับจากมือของสมเด็จพุฒาจารย์โตเชียวครับ ผมซาบซึ้งในพระคุณของคุณเหลือเกิน จึงขอมอบพระองค์นี้ให้คุณ"

นิกรมองดูพระสมเด็จฯ พลางพูดว่า

"เรื่องบุญคุณอย่าพูดถึงเลยลุง ฉันช่วยเหลือลุงก็เพราะฉันสงสารลุงเท่านั้น"

ลุงอ่วมยกมือไหว้ท่วมหัว

"คุณเป็นผู้ที่มีจิตใจอันเปี่ยมล้นด้วยความกรุณายากที่จะหาใครเปรียบเหมือน คุณนิกรครับ อ้า-คุณมีความเลื่อมใสเชื่อถือในเรื่องเวทย์มนต์คาถาและไสยศาสตร์บ้างไหมครับ"

"ฉันน่ะหรือ ทำไมฉันจะไม่เลื่อมใสล่ะลุง ถึงแม้ว่าฉันเป็นคนสมัยใหม่ ฉันก็ไม่ได้คิดว่าคาถาอาคมหรือไสยศาสตร์นั้นเป็นของเหลวไหล ฉันมีคาถาดีๆ อยู่มากเหมือนกัน โดยเฉพาะคาถาที่เสกให้ผู้หญิงรัก"

ลุงอ่วมยิ้มเล็กน้อย มองดูนิกรอย่างชื่นชม

"ลองว่าให้ผมฟังหน่อยซีครับ"

"คาถามหาเสน่ห์น่ะหรือ ได้ซีลุง ว่าสามจบรับรองว่าผู้หญิงวิ่งตามฉันเลย"

"หรือครับ กรุณาว่าให้ผมฟังสักเที่ยวเถอะครับ อยากจะทราบว่าเหมือนกับของผมหรือไม่"

นิกรว่า "คงไม่เหมือนหรอกลุง ฉันได้มาจากหลวงพ่อวัดกระบุงทลุ คอยฟังนะลุง ขึ้นนะโมเสียก่อนสามจบ"

"ครับ แล้วยังไงครับ"

"แล้วก็ โอมมหาระรวย โอมมหาระแรก สาวๆ เห็นหน้าเหมือนกับหมาเห็นแขก โอม-เพี้ยง ได้การเลยลุง ว่าคาถาจบกระตุกสายสร้อยหรือคว้ากระเป๋าเงินหล่อน รับรองร้อยทั้งร้อยเป็นต้องวิ่งตามเราทันที ไม่เชื่อลุงลองดูก็ได้"

ลุงอ่วมหัวเราะงอหาย

"ช่างเถอะครับ ผมอยู่นอกคุกมาเกือบ ๗๐ ปีแล้ว อย่าให้ย้ายไปอยู่ในคุกเลยครับ ฮ่ะ ฮ่ะ คาถาของคุณเข้าทีมาก"

นิกรกับลุงอ่วมต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน แล้วนายจอมทะเล้นก็กล่าวถามชายชราอย่างเป็นงานเป็นการ

"เมื่อกี้ลุงถามฉันทำไมว่า ฉันเลื่อมใสในทางไสยศาสตร์หรือเวทย์มนต์คาถาหรือเปล่า"

ลุงอ่วมลูบแข้งลูบขานิกรด้วยความรัก

"ผมรักเคารพคุณมาก คุณนิกร ถ้าหากว่าคุณจะเรียนวิชาไสยศาสตร์จากผมแล้ว ผมก็ยินดีจะถ่ายความรู้ของผมทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ให้กับคุณ แต่ถ้านอกจากคุณแล้วผมจะไม่ยอมสอนให้ใครเป็นอันขาด ผมยอมรับว่าเป็นคนหวงวิชาที่สุดเชียวครับ ได้ตั้งปณิธานไว้ว่าผู้ใดมีบุญคุณต่อผมอย่างล้นเหลือผมก็จะให้ท่านผู้นั้น"

นิกรตื่นเต้นสนใจไม่น้อย

"เป็นความจริงหรือลุง"

"จริงซีครับ"

"ฮ้า? ให้ลุงตายโหงตายห่า ก้าวไปนี่ธรณีสูบ"

ลุงอ่วมกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"อย่าถึงกับต้องให้ผมสาบานเลยครับคุณ คนที่พูดสบถสาบานผมเกลียดที่สุด ให้รากเลือดเถอะครับ อ้า-หากคุณคิดว่ารู้อะไรไม่สู้รู้วิชา และคุณตกลงใจที่จะเรียนวิชาไสยศาสตร์ชั้นสูงจากผมแล้ว ผมก็ยินดีและเต็มใจที่จะถ่ายวิชาของผมให้กับคุณ"

แววตาของนิกรเป็นประกายแจ่มใส

"ตกลงลุง ฉันเรียนกับลุงเด็ดขาด ฉันอยากเป็นหมอผีเหมือนอย่างลุงบ้าง ฉันรู้ดีว่าลุงเก่งจริงๆ ในทางนี้ คุณพ่อของฉันเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านยังชมเชยลุงให้ฉันฟังบ่อยๆ "

ชายชราหัวเราะ

"ถ้ายังงั้น นับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป คุณสละเวลาตอนบ่ายไปหาผมที่บ้านวันละสองชั่วโมงนะครับ ผมจะเริ่มสอนให้คุณนับแต่วิชาสะกดจิต การทำคุณไสยเสกหนังวัวหนังควายเข้าท้อง วิชาทำเสน่ห์ยาแฝดฝังรูปฝังรอย การใช้เวทย์มนต์คาถาต่างๆ การเลี้ยงภูตผีโหงพราย การบิดไส้ ใช้ผีทำร้าย ผมจะสอนให้คุณให้หมด รับรองว่าอย่างช้าเพียงสองอาทิตย์ คุณจะมีความรู้เท่าเทียมกับผมเชียวครับ แต่ไม่ได้หมายถึงวิชาโหราศาสตร์ เพราะโหราศาสตร์จะต้องเรียนกันเป็นแรมปี"

นายจอมทะเล้นรู้สึกตื่นเต้นสนใจมาก

"ดีแล้วลุง พรุ่งนี้บ่ายสองโมงฉันจะไปหาลุงที่บ้าน แล้วก็ฉันจะต้องเตรียมอะไรไปบ้างไหม"

"มีของไหว้ครูนิดหน่อยครับ ผ้าขาวม้าสัก ๓ เมตร ธูปเทียนอย่างละ ๓ ดอกมีดอกไม้บ้างตามสมควร เท่าที่ผมตัดสินใจถ่ายวิชาให้คุณก็เพราะผมเลิกอย่างเด็ดขาด สิ้นสุดกันทีสำหรับการเป็นพ่อมดหมอผีของผม ต่อไปผมจะหาบของขายครับ เงินที่คุณให้ผมไว้ ๕๐๐ บาทผมจะไว้ทำทุน อ้า...กรุณาอย่าบอกใครเลยนะครับในเรื่องนี้"

นิกรพยักหน้ารับรอง

"ธุระอะไรฉันจะต้องไปบอกคนอื่น ไว้ใจเถอะลุง"

เจ้าแห้วเดินลอยหน้าเข้ามาในห้อง มือถือถาดเงินบรรจุหีบบุหรี่ไม้ขีดไฟและน้ำอัดลมแช่เย็นสองขวด เจ้าแห้วตรงเข้ามาวางบนโต๊ะ นิกรกล่าวถามเจ้าแห้วด้วยเสียงดุๆ

"ทำไมถึงช้านักวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มเป็นนัย

"รับประทานผมจะมาแล้วครับ แต่ผีที่ผมเลี้ยงไว้รับประทานมันกระซิบบอกผมว่า คุณกับลุงอ่วมกำลังปรึกษาหารือกันถึงเรื่องสำคัญ"

นิกรอ้าปากหวอ

"อ้ายแห้ว เอ็งเลี้ยงผีจริงๆ หรือวะนี่"

"จริงครับ รับประทานเลี้ยงไว้สองตัว รับประทานพูดแล้วเหมือนโกหกครับ"

ลุงอ่วมมองดูเจ้าแห้วอย่างหมั่นไส้แล้วพูดกับนิกร

"คุณอย่าไปเชื่อมันเลยครับ การเลี้ยงผีไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ ถ้าไม่มีคาถาอาคมกำกับแล้วผีมันต้องเอาตาย"

เจ้าแห้วหัวเราะชอบใจ เดินไปนั่งบนพื้นห้องข้างลูกกรง ชายชราได้ดื่มน้ำอัดลมและสนทนากับนายจอมทะเล้นอีกสักครู่ก็ลากลับ นิกรสั่งให้เจ้าแห้วเอารถไปส่งลุงอ่วมเพราะเห็นว่าลุงอ่วมยังอยู่ในระยะพักฟื้นยังไม่แข็งแรงดี

แล้วตอนบ่ายวันรุ่งขึ้น นิกรก็พาตัวไปพบพ่อมดหมอผีที่บ้านพร้อมด้วยผ้าขาวดอกไม้ธูปเทียนบูชาครู

ลุงอ่วมได้ทำพิธีไสยศาสตร์ครอบนิกรเป็นศิษย์ของแก หลังจากนั้นก็เริ่มอบรมสั่งสอนลูกศิษย์คนโปรดให้มีความรู้ในทางไสยศาสตร์เวทย์มนต์คาถา

วันคืนผ่านพ้นไปตามลำดับ นิกรได้ไปเรียนจากอาจารย์อ่วมทุกวัน เขาปกปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ไม่แพร่งพรายให้ใครรู้เลย นิกรของเราเป็นคนเฉลียวฉลาดอาจารย์จะสั่งสอนอย่างไรก็จดจำได้ ดังนั้นชั่วเวลาครึ่งเดือนนิกรก็กลายเป็นนักไสยศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่ง

เมื่อลุงอ่วมให้นิกรทดลองวิชาความรู้ให้ดู นิกรก็ทำได้ดีเช่นเดียวกับอาจารย์

"เด็ดขาดเลยครับ คุณเก่งมาก" ลุงอ่วมชมเชยด้วยน้ำใสใจจริง "ไม่เสียแรงที่คุณเป็นลูกศิษย์คนเดียวของผม ผมได้ถ่ายความรู้ให้คุณจนหมดสิ้นแล้ว วันนี้จะมอบหัวกะโหลกผี และเครื่องมือเครื่องใช้ในทางไสยศาสตร์ให้คุณไปให้หมด"

นิกรได้ทดลอง 'น้ำมันพราย' ของเขา ซึ่งเขากับลุงอ่วมได้บุกเข้าไปในวัดๆ หนึ่ง และช่วยกันงัดโลงผีผู้หญิงตายทั้งกลม อุ้มศพที่กำลังขึ้นอึ้ดทึ่ดออกมา ทำพิธีปลุกเสกเอาเทียนลนคางจนน้ำมันหยด นิกรใช้น้ำมันพรายทาผู้หญิงสาวคนหนึ่ง ขณะที่เขาเดินเบียดเสียดกับประชาชนในตลาดประตูน้ำปทุมวัน เมื่อนิกรกลับมาที่รถ หญิงสาวผู้นั้นก็ตามมาหาเขา อำนาจเวทย์มนต์วิเศษและน้ำมันพราย ทำให้แม่สาวยอมพูดกับนิกรอย่างไม่อาย

"คุณขา เอาดิฉันไปเลี้ยงเป็นเมียสักคนเถอะค่ะ ดิฉันรักคุณยิ่งกว่าชีวิต"

นิกรขนลุกซู่ แปลกใจในฤทธิ์ของน้ำมันพรายยิ่งนัก

"เอ ผมจะช่วยคุณอย่างไรดีล่ะครับ" นิกรพูดกับหล่อน "ผมไม่ใช่ตัวเปล่าเล่าเปลือย ผมมีเมียแล้วนี่ครับคุณ"

หล่อนวิงวอนน่าสงสาร

"มีแล้วดิฉันก็ไม่รังเกียจค่ะ คุณขา...ดิฉันเป็นเมียที่เท่าไรยังได้นะคะ ขอแต่ให้ได้เป็นเมียคุณเท่านั้น"

นิกรต้องใช้วิชาจิตศาสตร์สะกดหล่อนให้ไปจากเขา

บัดนี้ โดยไม่มีใครรู้ความจริง นิกรของเรากลายเป็นพ่อมดหมอผีไปแล้ว เขาไม่สนใจกับสิ่งใดๆ ทั้งนั้น แต่งเนื้อแต่งตัวสกปรก ผมเผ้ายุ่งเหยิง หนวดเคราขึ้นเขียวครึ้มไม่ได้โกน หลังจากนิกรเรียนสำเร็จวิชาไสยศาสตร์จากอาจารย์อ่วม เขาก็ได้รับเครื่องมือเครื่องใช้จากลุงอ่วมทั้งหมด มีหัวกะโหลกผีสามหัว, หวายเสกสำหรับเฆี่ยนผี, ขี้ผึ้งปิดปากผีประมาณหนึ่งกิโลกรัม, ว่านยาต่างๆ น้ำมันจันทน์, น้ำมันพราย, ตะปูโลงผีเกือบสามกิโลกรัม, ผ้าปิดหน้าผี, ด้ายตราสังข์, มีดหมอ และอื่นๆ อีกหลายอย่าง ล้วนแต่เป็นของขลัง

นิกรไม่ยอมอยู่บนตึกใหญ่ของบ้าน 'พัชราภรณ์' ตามวิสัยของผู้ที่ร้อนวิชา เขาหมกตัวอยู่ที่กระท่อมเล็กๆ ท้ายสวนหลังบ้าน ซึ่งกระท่อมนี้เคยเป็นที่เพาะต้นไม้ดอก นิกรได้ดัดแปลงเป็นที่อยู่ของเขา โดยไม่สนใจกับผู้ใดทั้งสิ้น

ภายในกระท่อมหลังนั้น มีโต๊ะบูชาตามแบบแผนของหมอผีทั้งหลาย บนโต๊ะมีพระพุทธรูปอยู่ในครอบแก้ว ต่ำลงมาเป็นหัวฤษี และหัวกะโหลกผีทั้ง ๓ หัว ต่ำลงมาอีกมีบาตรน้ำมนต์ พานดอกไม้ พานใส่ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ กระถางธูป เชิงเทียน ของใช้กระจุกกระจิกอันเป็นเครื่องอุปกรณ์ในวิชาไสยศาสตร์ นิกรนั่งขัดสมาธิอยู่ในกระท่อมตลอดวัน ท่องบ่นสวดมนต์ภาวนาไปตามเรื่อง

พฤติการณ์ของนิกร คุณหญิงวาดเฝ้ามองดูอยู่หลายวันแล้ว ท่านลงความเห็นว่า หลานชายของท่านคงจะไม่สบายเอามาก ดังนั้นคุณหญิงวาดจึงเรียกประชุมคณะพรรค ๔ สหาย และท่านผู้ใหญ่เป็นการด่วนในตอนเย็นวันหนึ่ง

ภายในห้องโถงของบ้าน 'พัชราภรณ์'

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาด และเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งอยู่บนโซฟาตัวเดียวกัน ดร. ดิเรก อาเสี่ยกิมหงวนกับพล นั่งอยู่บนโซฟาอีกตัวหนึ่ง ส่วนนันทา, นวลลออ, ประภาและประไพ นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมเรียงรายรอบห้อง เจ้าแห้วมีโอกาสเข้าประชุมด้วย ในฐานะคอยรับใช้จิปาถะ

คุณหญิงวาดได้ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงชี้แจงให้ที่ประชุมทราบว่า นิกรมีสติวิปลาศไปแล้ว

"คิดดูเถอะ จะไม่ให้อาเข้าใจอย่างนี้อย่างไร" คุณหญิงวาดพูดเสียงเครือเหมือนกับจะร้องไห้ "เจ้ากรไม่ยอมเข้าหน้าพวกเราเลย ถึงเวลากินก็แอบไปกินในโรงครัว ยายอิ่มบอกว่ากินข้าวมื้อละทัพพีเดียว กับข้าวก็ไม่พิถีพิถัน บางทีเอาน้ำปลาราดคลุกก็กินได้ เจ้ากรพอใจอยู่กระท่อมสัปปะรังเคท้ายสวน หนวดเคราไม่ยอมโกน น้ำก็ไม่อาบหลายวันแล้ว หน้าตาเคร่งขรึม นัยน์ตาขวางผิดปกติ บางทีใครพูดอะไรด้วยก็ไม่ยอมโต้ตอบ โถ-น่าสงสารเหลือเกิน โคตรทางพ่อหรือทางแม่ก็ไม่เคยมีใครวิกลจริต คนเราบทมันจะเป็นไปก็ไปเอาง่ายๆ "

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ แล้วเสียงจ้อกแจ้กจอแจก็ดังขึ้น ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันในเรื่องนี้

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ากับธิดาคนเล็กของท่าน

"เจ้าจะว่ายังไงประไพ"

ประไพยิ้มเล็กน้อย

"ไพหรือคะ ปล่อยตามเรื่องค่ะ คุณพ่อ ขอให้กรเป็นบ้าจริงๆ เถอะหนูจะได้สบายใจ ผิดนักไปหา 'พิมพ์ไทย' ประกาศหาผัวใหม่เลย"

ดร. ดิเรกหัวเราะลั่น แล้วลุกขึ้นเดินวนเวียนไปมา

"ผมไม่เชื่อเป็นอันขาดว่า อ้ายกรจะเป็นโรคจิต"

นายแพทย์หนุ่มพูดอย่างเป็นการเป็นงาน "ถ้าอ้ายกรเป็นบ้า อ้ายหงวนก็คงจะเป็นบ้าไปนานแล้ว"

อาเสี่ยทำคอย่น

"เฮ้ยๆๆ กันไม่ได้ทำอะไรให้ผิดปกติหรอกโว้ย"

ดิเรกยกมือขึ้นชี้หน้ากิมหงวน

"แกนั่นแหละตัวดี ฉันแอบดูแกบ่อยๆ บางทีแกนั่งอยู่ตามลำพังแกแลบลิ้นปลิ้นตาทำปากเบี้ยวปากบูดโดยไม่มีเหตุผล บางทีแกก็พูดกับเสาไฟฟ้าที่ถนนหน้าตึก บางขณะแกก็นั่งหัวเราะงอไปงอมา"

อาเสี่ยทำหน้าชอบกล

"แล้วเสือกเห็นทำไมล่ะอ้ายเปรต หนอย....ไม่มีมารยาทแอบดูกันยังจะหาว่ากันเป็นบ้าอีก"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้อง เจ้าคุณประสิทธิ์กล่าวกับลูกชายโทนของท่านอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกกับเจ้าหงวนและดิเรกพยายามเหนี่ยวรั้งเอาตัวเจ้ากรให้กลับขึ้นมาอยู่บนตึกเถอะ ปล่อยไว้ที่กระท่อมท้ายสวน มันอาจจะเป็นบ้าไปจริงๆ "

พลยิ้มให้ท่านพ่อของเขา

"ครับ แล้วผมจะจัดการให้เรียบร้อย บางทีอากาศที่เปลี่ยนจากหนาวเป็นร้อนอาจทำให้เจ้ากรเผลอไผลไปบ้างแต่คงไม่เป็นไรหรอกครับ"

นันทาพูดกับผัวรักของหล่อน

"อย่าทำอะไรให้เป็นการข่มเหงน้ำใจนิกรนะคะ เห็นเจ้าแห้วบอกนักว่า ในกระท่อมนั้นมีหัวฤษีและหัวกะโหลกผีอยู่บนแท่นบูชา"

"หา? " คุณหญิงวาดตะโกนลั่น "ว่ายังไงนะแม่นัน เจ้ากรเอากะโหลกผีมาไว้ในกระท่อมนั้นยังงั้นหรือ"

นันทายิ้มอ่อนโยน

"ค่ะ"

"ตาย! " คุณหญิงพูดเกือบเป็นเสียงตะโกน ใบหน้าของท่านซีดเผือด "ตายแล้ว ฉันตายแน่ ทำไมเจ้ากรมันถึงได้อุตริวิตถารเช่นนี้ ดีไม่ดีพวกเราก็จะถูกผีหลอกจับไข้หัวล้านไปตามกัน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทำปากจู๋และพูดโพล่งขึ้น

"จับไข้หัวโกร๋นจ้ะคุณหญิง ไม่ใช่จับไข้หัวล้านพูดเสียให้มันถูก"

คุณหญิงวาดค้อนควับ

"ดิฉันพูดถูกแล้ว เพราะหัวล้านถึงได้โกร๋น อย่าทำเป็นตุ๊กแกกินโอยัวะร้อนท้องหน่อยเลยเจ้าคุณ ดิฉันไม่มีเจตนาพูดเหน็บแนมเจ้าคุณหรอก ถ้ารักจะว่าเจ้าคุณแล้วดิฉันร้องหัวล้านๆๆๆ โดยตรงดีกว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้ากะเรี่ยกะราด

"ประทานโทษ คุณหญิงจะพูดอะไรเกรงใจผมบ้างซีครับ"

คุณหญิงวาดหัวเราะรีบยกมือไหว้และขอโทษเจ้าคุณปัจจนึกฯ ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ นวลลออจึงกล่าวกับสามีของหล่อน

"เฮียชวนคุณพลกับคุณหมอไปดูคุณนิกรเสียหน่อยสิคะ ถ้าหากว่าแกเป็นโรคจิตจริงๆ เราจะได้ช่วยกันส่งโรงพยาบาล"

อาเสี่ยยิ้มให้เมียรักของเขา

"อย่าเพิ่งวิตกไปเลยน่านวล คนอย่างอ้ายกรมันก็เหมือนกับเฮียนี่แหละ ถึงอย่างไรก็คงไม่ยอมเป็นบ้าง่ายๆ พอรู้ตัวว่าเราชักจะคุ้มดีคุ้มร้ายเราก็พยายามบังคับจิตใจของเราให้เป็นปกติ"

ครั้นแล้วกิมหงวนก็ชวนพลกับ ดร. ดิเรกพากันออกไปทางหลังตึก เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วตามไปด้วย

ในเวลาเดียวกันนี้เอง หมอผีนิกรกำลังนั่งบริกรรมท่องบ่นคาถาของเขาอยู่ในกระท่อมท้ายสวนหลังนั้นตามลำพัง สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างค่อยๆ เดินจรดปลายเท้ามาที่กระท่อมและแอบดูข้างหน้าต่างซึ่งเปิดเผยอไว้

ทุกคนสะดุ้งเฮือกไปตามกันเมื่อแลเห็นหัวกะโหลกผีบนโต๊ะบูชาของนิกร อาเสี่ยกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้งกระซิบกระซาบบอกนายพัชราภรณ์

"แย่ละโว้ย อ้ายกรท่าจะเรียนวิปัสสนาชั้นสูงถึงกับเลี้ยงภูตผีโหงพราย หรืออ้ายนี่เป็นขุนแผนกลับชาติมาเกิด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกนิ้วชี้มือขวาแตะริมฝีปากร้องซี้ดเป็นสัญญาณให้สงบปากเสียง

"อย่าพูดอะไรอ้ายหงวน ยืนเฉยๆ ดูมันดีกว่า ถ้าอ้ายกรไม่บ้ามันก็คงไปเรียนวิชาไสยศาสตร์จากอาจารย์คนใดคนหนึ่ง"

นายแพทย์หนุ่มยกมือตบศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นศีรษะของพล แล้วนายแพทย์หนุ่มก็กระซิบกระซาบเบาๆ

"ไอเป็นห่วงอ้ายกรเสียแล้ว สงสัยว่าอ้ายกรเป็นบ้าแน่ อยู่ดีๆ ไม่ว่าดีพยายามทำตัวเป็นพ่อมดหมอผี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่น เงยหน้าขึ้นมองดูมือ ดร. ดิเรกซึ่งวางอยู่บนกระบาลของท่าน แล้วท่านก็ปัดมือนายแพทย์หนุ่มออกทันที แต่เจ้าคุณไม่กล้าส่งเสียงเอะอะเพราะกลัวว่านิกรจะได้ยินเข้า ท่านได้แต่เพียงทำตาเขียวกับนายแพทย์หนุ่มเท่านั้น แล้วก็ทำปากหมุบหมิบลำดับญาติผู้ใหญ่ของ ดร. ดิเรกทั้งทางฝ่ายบิดาและมารดา

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแห้งๆ รีบยกมือไหว้พ่อตาของเขา

"ซอรี่ ป๋า ไอไม่ได้เจตนา นึกว่าหัวเจ้าพล"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กระซิบดุ

"นึกยังไงกันวะอ้ายเปรต หัวข้าออกล้านเลี่ยนอย่างนี้พอมือสัมผัสก็น่าจะเฉลียวใจ นี่แกมันเล่นหลอกจับกระบาลฟรีนี่หว่า จังไร"

ดร. ดิเรกยกมือปิดปากหัวเราะคิกคัก ต่อจากนั้นสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็จ้องตาเขม็งมองผ่านหน้าต่างและตามรูโหว่ของฝากระท่อม ทุกคนอดที่จะแปลกใจไม่ได้ เจ้าแห้วกระซิบกระซาบบอกพล

"รับประทานผมพอจะเข้าใจแล้วครับคุณ"

พลหันมามองดูเจ้าแห้ว

"เข้าใจว่าอย่างไรวะ"

เจ้าแห้วยิ้มเล็กน้อย พูดกระซิบแผ่วเบาที่สุด

"รับประทานคุณนิกรคงเรียนวิชาไสยศาสตร์จากลุงอ่วมเป็นแน่เชียวครับ"

"ลุงอ่วม...อ๋อ-ลุงอ่วมหมอผีที่อ้ายกรมันช่วยรักษาแกให้หายจากวัณโรคนั่นน่ะหรือ"

"รับประทานนั่นแหละครับ ลุงอ่วมแกคงจะนึกถึงบุญคุณของคุณนิกร รับประทานแกก็ถ่ายวิชาให้ รับประทานสังเกตหรือเปล่าครับ ทุกเวลาบ่ายคุณนิกรรับประทานขับรถไปจากบ้านทุกวัน รับประทานคงไปเรียนวิชาจากอาจารย์อ่วมเป็นแน่"

นายพัชราภรณ์นิ่งอึ้งไปสักครู่ก็เห็นพ้องกับเจ้าแห้ว

"อือ ท่าจะจริงของเอ็ง" แล้วพลก็กระซิบกระซาบเล่าให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ ดร. ดิเรกกับเสี่ยหงวนฟัง

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ได้ยินแต่เสียงลมพัดยอดมะพร้าวริมรั้วหลังบ้าน นิกรลืมตาขึ้นมองดูโลกทำหน้าฉงนสนเท่ห์ใจ แล้วเขาก็หัวเราะหึๆ

"ไหน เอ็งว่ายังไงนะอ้ายตุ่ม ฮ่ะ ฮ่ะ เอ็งอยากฟังเพลงไทยทำนองสากล ข้าร้องเป็นกับเขาเมื่อไหร่ล่ะ...หา...อยากฟังเรอะ พูดดังๆ ซิ อ้อ-อ้ายตุ๊ก็อยากฟัง ที่เมืองผีไม่มีใครเขาร้องให้เอ็งฟัง ฮ่ะ ฮ่ะ เอา-ข้าจะร้องให้ฟังสักเพลง แต่สุ้มเสียงของข้าไม่เพราะนะโว้ย ออกตัวเสียก่อนประเดี๋ยวพวกเอ็งจะหัวเราะเยาะข้า อ้ายโต้งล่ะฟังไหม...ฟังเรอะ...อะไรนะ โฮ้ย-นั่นมันเพลงตั้งแต่กรุงยังไม่แตก ฟังเพลงใหม่ๆ ดีกว่า หา-ชอบฟังเพลงบู๊แบบเรื่องชายสามโบสถ์ ได้ซี...เรื่องชายสามโบสถ์วิเศษมาก คุณก้านเจ้าของนามปากกาไม้เมืองเดิมเคยเป็นเกลอเก่าของข้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าแหยๆ ชอบกล ท่านกระซิบถามเสี่ยหงวนเบาๆ

"อ้ายกรมันพูดกับใครวะ"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"นั่นน่ะซีครับ ผมกำลังจะเรียนถามคุณอาอยู่ทีเดียว"

เจ้าแห้วหน้าซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษชำระ ความหวาดกลัวภูตผีปีศาจบังเกิดขึ้นแก่เขาอย่างล้นพ้น

"รับประทานคุณนิกรพูดกับผีครับ"

ดร. ดิเรกจุ๊ปาก

"พูดกับหัวกะโหลกสามหัวนั่นน่ะรึ อิมพอสิเบิ้ล หัวกะโหลกนั่นมีความหมายแต่เพียงซากของมนุษย์ที่ตายไปแล้วเท่านั้น"

พลโบกมือให้ทุกคนสงบปากเสียง นิกรร้องเพลงเสียงลั่นกระท่อม เขาร้องให้ปีศาจของเขาฟัง เป็นเพลงไทยทำนองสากลที่นิกรคิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน ทั้งทำนองและเนื้อร้องด้วยวิธีกลอนสด

โอ้กูเอ๋ยเคยเป็นเจ้าทุ่ง

เมื่อกูนั่งทุ่งกูยังมองยิ้มหัว

ยามเมื่อกูเพลี่ยงพล้ำถลำตัว

มันแอบมาทุ่งกันจนทั่ว

กูไม่รู้ตัวเหยียบเสียเต็มบาทา

เปรอะเปื้อนพอทนได้

จะทนไม่ไหวเพราะเหม็นเป็นบ้า

มันทุ่งลงท้องมองแล้วเวทนา

เจ้าทุ่งเกลียดทุ่งตามคันนา

โอ๊ะ-ก้อนนั้นเท่าบ้องกัญชา

มันทุ่งออกมาอย่างไร...กัน...

เสือล้างทุ่ง...

ทุ่งแล้วล้าง...เอย

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างเผลอตัวหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กันแล้วรีบหลบหน้า นิกรขมวดคิ้วย่นกล่าวกับโหงพรายของเขา

"เฮ้ย-ออกไปดูซิอ้ายตุ่ม เสียงใครมาหัวเราะอยู่ข้างกระท่อมวะ...หา...พ่อตาข้าเรอะ อ้อ-อ้ายเปรตสามคนและอ้ายสัตว์แห้วก็มาด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินมาทางประตูกระท่อมและผลักประตูกระท่อมออก พาตัวเข้าไปในกระท่อมสับปะรังเค กิมหงวนกับพลและ ดร. ดิเรกกับเจ้าแห้วติดตามเข้ามาด้วย

"ไง-คุณหมอ" ท่านเจ้าคุณพูดพลางหัวเราะพลาง

นิกรมองดูหน้าพ่อตาและเพื่อนเกลอของเขา ใบหน้าจอมทะเล้นเคร่งขรึม ตามธรรมดาของผู้ที่คงแก่เรียนวิชาไสยศาสตร์

"เชิญครับคุณพ่อ เชิญนั่งซีครับ นั่งซีโว้ยพวกเรา ใครมีธุระปะปังอะไรที่จะใช้สอยกันก็ว่ามา ไม่ต้องเกรงใจ โกรธเคืองใครกันจะบิดไส้ให้ หรือจะเสกหนังควายเสกโต๊ะเก้าอี้เข้าท้องกันทำได้ทั้งนั้น"

ไม่มีใครยอมนั่งเว้นแต่เจ้าแห้วคนเดียว กิมหงวนมองดูหน้านิกรอยู่สักครู่แล้วเขาก็หัวเราะงอหาย

"แกจะบ้าหรือไงวะอ้ายกร ฮ่ะ ฮ่ะ"

นิกรทำตาเขียวมองดูเสี่ยหงวนอย่างเดือดดาล

"โปรดสำรวมวาจาของแกไว้บ้าง ประเดี๋ยวผีของกันมันโกรธแทนกันจะเล่นงานแกเข้าจะว่าไม่บอก" แล้วนิกรก็ยกมือขวาขึ้นป้องหู "หา-ว่าอะไรนะอ้ายโต้งอย่าโว้ย เพื่อนข้าเอง ช่างเขาเถอะวะ เพื่อนฝูงกันก็สัพยอกกันบ้าง"

เสี่ยหงวนหัวเราะงอหาย เดินเข้ามาก้มลงหยิบหัวฤาษีขึ้นมาพิจารณาดู เป็นหัวฤาษีแบบเดียวกับละครชาตรี กิมหงวนสั่นศีรษะช้าๆ โยนหัวฤาษีลงบนพื้น แล้วหันมาพูดกับเพื่อนเกลอทั้งสอง

"อ้ายกรไม่น่าจะเป็นคนล้าสมัยอย่างนี้เลย เชื่อถือเลื่อมใสในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ฤาษีฤาเสือตะหวักตะบวยอะไรก็ไม่รู้"

นิกรโกรธจนตัวสั่น แข้งขาสั่นพั่บๆ เขาจ้องตาเขม็งมองดูกิมหงวนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

"อ้ายเสี่ย...มึงระยำมาก" นิกรขบกรามพูด "สิ่งใดที่คนอื่นเขาสักการะเคารพ ถ้าแกไม่เลื่อมใสก็อย่าแสดงกิริยาดูถูกเหยียดหยามเขา ฮึ่ม-ระวังให้ดี กูจะบิดไส้มึง"

"นั่นแน่ะ" เสี่ยหงวนพูดเสียงหนักๆ "เพื่อนกันโว้ยอย่าให้มันรุนแรงนักเลยวะ แกเรียนวิชาไสยศาสตร์ก็ไม่ยักบอกเล่าเก้าสิบสิบเอ็ดสิบสองให้พวกเรารู้บ้าง มิน่าล่ะหน้าตาแกหมู่นี้ดูคล้ายๆ กับหน้าผี ลงเลี้ยงผีละก้อไม่ช้าหรอกแกก็คงจะได้เป็นผีเช่นเดียวกัน"

นิกรหลับตาประณมมือว่าคาถาพึมพำ

"นามะรูปังสุขัง นามะรูปังทุกขัง เอวังธรรมังสังฆัง..."

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นลั่นกระท่อม

"อ้ายกร" พลร้องเรียกเพื่อนเกลอของเขา "คุณแม่บอกให้มาตามแกขึ้นไปอยู่บนตึก ที่กระท่อมนี่น่ะมันไม่สะดวกสบายอะไรสักนิด"

พ่อมดหมอผีลืมตาขึ้นมองดูพลแล้วสั่นศีรษะ

"เสียใจ นัตติ สันติ ปรมัง สุขัง...สุขอื่นนอกจากความสงบไม่มีแล้ว สิ่งแวดล้อมที่ทำให้กันได้รับความสุขอันจริงใจคือความสงบเงียบในกระท่อมหลังนี้ มันคือสวรรค์ของกัน บนตึกมีแต่ของสวยงามซึ่งล้วนแต่หลอกลวงตา กันสมัครใจอยู่กับโหงพรายของกันที่นี่แหละ แกช่วยไปเรียนคุณอาหญิงด้วย"

ดร. ดิเรกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ก้มตัวลงพูดกับนิกร

"หมู่นี้แกท้องผูกหรือเปล่า"

นิกรสั่นศีรษะ

"ท้องของกันไม่เคยผูก"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะหึๆ

"จิตใจของแกเป็นปกติดีหรือ"

นิกรยักคิ้ว

"ดีโว้ย ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แกอย่าพยายามเข้าใจว่ากันเป็นบ้า เมื่อแกไม่เลื่อมใสและเห็นว่าไสยศาสตร์เป็นของเหลวไหล แกก็อย่ามาสนใจกับตัวกัน ซึ่งความจริงแกก็ไม่น่าจะมายุ่งกับกัน เพราะกันไม่ใช่พ่อบังเกิดเกล้าของแก แล้วแกก็ไม่ใช่ลูกของกันด้วย ทุกคนโปรดเข้าใจตามนี้จะขอบคุณมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น

"ที่แกพูดน่ะหมายถึงพ่อด้วยยังงั้นหรือเจ้ากร"

"ไม่ทราบ" นิกรพูดเสียงหนักๆ "ผมบอกแล้วว่าทุกๆ คน คุณพ่อก็ควรจะเข้าใจบ้างซี"

อาเสี่ยกิมหงวนเอื้อมมือเขกกระบาลนิกรค่อนข้างแรง แล้วพูดกับเพื่อนเกลอของเขากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว

"ไปเถอะพวกเรา ปล่อยอ้ายกรมันตามเรื่องดีกว่า ปล่อยให้มันบ้าสักพัก ไม่ช้ามันก็หายเป็นปกติโดยไม่ต้องเสียเวลารักษาให้ป่วยการ เป็นที่รู้กันดีแล้วว่าปีหนึ่งๆ อ้ายกรมันมักจะมีสติฟั่นเฝือไม่ต่ำกว่าห้าหกครั้ง กันสงสัยว่าประจำเดือนของมันคงจะไม่เป็นปกติ อย่างนี้เขาเรียกว่าเลือดทำพิษ ไปเถอะโว้ย"

นิกรยกมือชี้หน้าเสี่ยหงวน

"ระวังให้ดี ประเดี๋ยวกันจะเสกหนังควายเข้าท้องแก"

เสี่ยหงวนหัวเราะงอหาย

"ตามสบายเถอะเพื่อน ถึงแม้ว่ากันจะต้องเสียชีวิตด้วยอำนาจไสยศาสตร์กันก็พอใจ เพราะกันจะได้รู้ว่าไสยศาสตร์นั้นมีอำนาจเหนือศาสตร์อื่นๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวสัพยอกนิกร

"ถ้าแกจะเสกหนังควายเข้าท้องอ้ายหงวนละก็ แกช่วยเสกโต๊ะหรือเก้าอี้เข้าท้องพ่อสักตัวนะเจ้ากร ฉันกลัวว่าแกจะทำได้แต่ปากเท่านั้น"

หมอผียิ้มแค่นๆ

"ดีละครับ ทุกคนเป็นพยานนะ คุณพ่อท้ากัน กันจะต้องแสดงความสามารถของกันให้เห็นประจักษ์แก่ตาภายในชั่วโมงนี้ และทุกคนจะได้รู้ว่าหมอกรเป็นหมอไสยศาสตร์ที่เชี่ยวชาญคนหนึ่ง"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นอีก แล้วสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็พากันเดินออกไปจากกระท่อม แต่แล้วสักครู่หนึ่งเจ้าแห้วก็หวนกลับมาตามลำพัง และช่วยปิดประตูกระท่อมให้เรียบร้อย และทรุดตัวนั่งพับเพียบหน้านิกร เจ้าแห้วมองดูนิกรอย่างเลื่อมใสกระพุ่มมือกราบนายจอมทะเล้น

"รับประทานผมขอฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์สักคนนะครับ"

นิกรยิ้มเล็กน้อย มองดูเจ้าแห้วอย่างพอใจ

"เอ็งเชื่อหรือว่าคนอย่างข้าสมควรจะเป็นอาจารย์ของเอ็งได้"

"โธ่-รับประทานเชื่อซีครับ คุณเป็นลูกศิษย์หมออ่วม รับประทานอย่างไรเสียคุณก็ต้องเก่งเหมือนกับหมออ่วม รับประทานมีอะไรที่คุณจะใช้สอยผมก็โปรดใช้มาเถอะครับ รับประทานผมจะขอเรียนวิชาทำเสน่ห์ให้ผู้หญิงรักเท่านั้น"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ได้-ข้าจะสั่งสอนเอ็งให้มีความรู้เช่นเดียวกับข้า แต่ขณะนี้ข้ายังไม่ว่าง เอ็งออกไปเสียก่อนเถอะ ข้าจะทำพิธีปลุกเสกหนังควายเข้าท้องอ้ายหงวนกับคุณพ่อทั้งสองคน ดูถูกดูหมิ่นข้ามาก"

เจ้าแห้วอ้าปากหวอ แล้วพูดเสียงอ่อย

"รับประทานเอาจริงๆ หรือครับนี่"

"เอาซีวะ อยากดูถูกข้านี่หว่า"

"ว้า..." เจ้าแห้วคราง "รับประทานท่านเจ้าคุณท่านเป็นพ่อตาของคุณนี่ครับ"

นายจอมทะเล้นยิ้มแค่นๆ

"ก็ช่างท่านปะไรวะ พ่อตาไม่ใช่พ่อตัวกลัวอะไรกับพ่อตา ถึงอ้ายเสี่ยก็เหมือนกัน ถึงแม้มันเป็นเพื่อนของข้า แต่เมื่อมันดูถูกดูหมิ่นข้า ข้าก็จะไม่นับว่ามันเป็นเพื่อน" แล้วนิกรก็พูดเสียงหนักแน่นเด็ดขาด "ข้าจะเสกหนังควายเข้าท้องอ้ายหงวนกับคุณพ่อให้ได้ในชั่วโมงนี้"

"รับประทานไม่น่าทำเลย อย่างน้อยก็ควรจะนึกถึงความหลังบ้าง"

นิกรตวาดแว้ด

"ไม่ต้องมาสอนข้า ขืนพูดมาก ประเดี๋ยวจะเสกโต๊ะตัวนั้นเข้าท้องเอ็ง"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือกสุดตัว รีบยกมือไหว้นิกรทันที

"ถ้าเช่นนั้นผมกราบลาละครับ ในเรื่องนี้ผมธู่ระไม่ใช่ รับประทานคุณจะเสกรถเก๋งหรือเสกตึกทั้งหลังเข้าท้องใครก็ไม่ใช่เรื่องของผม แต่ถ้าจะให้ดีแล้วรับประทานผมคิดว่าควรจะเสกภูเขาทองเข้าท้องอาเสี่ยเป็นดีแน่ครับ ผมเห็นเขาซ่อมมาหลายปีแล้วไม่สำเร็จสักที รำคาญเต็มทน รับประทานคุณเสกเข้าท้องอาเสี่ย เขาจะได้ซ่อมใหม่ อาจจะแข็งแรงสวยงามกว่าเก่านะครับ"

นิกรหัวเราะหึๆ

"ไป-ออกไปให้พ้น มึงนี่ชักจะบ้าน้ำลายใหญ่แล้ว พูดพล่ามไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เดี๋ยวนี้ข้าไม่ใช่คนเหมือนแต่ก่อนนะจะบอกให้ จะมาพูดล้อเลียนข้าเหมือนแต่ก่อนไม่ได้ ข้าเป็นอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิในทางไสยศาสตร์คนหนึ่งซึ่งเอ็งควรเคารพนับถือข้า"

เจ้าแห้วซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"รับประทานนับถือซีครับ นับถือมากทีเดียว รับประทานสำหรับผมคุณอย่าทำผมเลยนะครับ ขืนเสกหนังควายเข้าท้อง รับประทานผมคงตายแน่ นึกว่าเลี้ยงผมไว้ดูเล่นสักคน" พูดจบเจ้าแห้วก็ลุกขึ้นเดินยิ้มออกไปจากกระท่อมหลังนั้นช่วยปิดประตูให้ด้วย

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง

ขณะที่ ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ กับพล พัชราภรณ์ นั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่ในห้องสมุดตามลำพัง ประภาเมียรักของนายแพทย์หนุ่ม ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องด้วยท่าอันร้อนรน

"ดิเรก-ดิเรกคะ"

นายแพทย์หนุ่มทำหน้าตื่น

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือที่รัก"

ประภารีบบอกเขาด้วยเสียงละล่ำละลัก

"รีบขึ้นไปข้างบนเถอะค่ะดิเรก คุณพ่อไม่สบายแล้ว ไม่ทราบว่าท่านเป็นอะไร ปวดท้องนอนดิ้นพราดๆ หน้าตาซีดเซียวและร้องครวญครางน่าสงสารเชียวค่ะ"

นายแพทย์หนุ่มอ้าปากหวอ หวนนึกถึงนิกรทันที นิกรได้กล่าวคำอาฆาตมาตรร้ายไว้ว่าเขาจะเสกหนังควายหรือวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งเข้าท้องเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเสี่ยหงวน ในฐานที่พูดและแสดงกิริยาดูหมิ่นเขา แต่แล้วดิเรกก็เห็นว่ามันเป็นไปไม่ได้ อาการปวดท้องอาจจะเกิดขึ้นจากกระเพาะอาหารหรือลำไส้พิการ หรือมิฉะนั้นก็ไส้ติ่งอักเสบอย่างกระทันหัน ดร. ดิเรกหันมาพูดกับพลอย่างใจเย็นตามธรรมดาของหมอทั้งหลาย

"ยูเข้าใจว่าอย่างไร"

พลยิ้มเล็กน้อย

"กันไม่เชื่อหรอกว่าเป็นอิทธิฤทธิ์เวทย์มนต์คาถาของเจ้ากร"

"ออไร๋น์-ออไร๋น์ ไสยศาสตร์เป็นของเหลวไหลไร้สาระ คุณพ่ออาจปวดท้องเพราะธาตุพิการหรือด้วยกรณีอื่นๆ อีกหลายอย่าง ไม่แปลกอะไรกันตรวจดูเดี๋ยวก็รู้ว่าท่านเป็นอะไร ให้ยากินสักถ้วยก็หาย"

สองสหายต่างลุกขึ้นยืน และพากันเดินตามประภาออกไปจากห้องสมุด ผ่านห้องโถงเลยขึ้นบันไดไปชั้นบนของตัวตึก

ภายในห้องส่วนตัวของเจ้าคุณปัจจนึกฯ

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาด พร้อมด้วยนันทานวลลออและประไพกับเจ้าแห้ว กำลังยืนจับกลุ่มอยู่ที่หน้าเตียงนอน ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้มีการปวดท้องอย่างรุนแรงราวกับถูกใครบิดไส้ ท่านนอนดิ้นรนทุรนทุรายอยู่บนเตียงนั้น ใบหน้าของท่านซีดเผือดและขมวดคิ้วนิ่วหน้า แสดงความเจ็บปวดรวดร้าว

เมื่อประภา ดร. ดิเรก กับพลเข้ามาในห้อง ทุกคนก็พากันถอนหายใจขึ้นพร้อมๆ กัน คุณหญิงวาดกล่าวกับนายแพทย์หนุ่มทันที

"เร็ว ช่วยหน่อยซีพ่อดิเรก"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มอย่างใจเย็นเหมือนเช่นเคย เขาเดินเข้ามาทรุดตัวนั่งลงบนเตียงนอน แล้วกล่าวถามพ่อตาของเขา

"เป็นยังไงบ้างครับคุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขบกรามกรอด

"โอย อ้ายกรเล่นงานพ่อเสียแล้ว พ่อไม่ควรพูดดูหมิ่นมันเลย โอ๊ยพ่อปวดท้องใจจะขาดอยู่แล้ว โอย โอยๆๆๆๆๆ "

ประไพทำตาแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้

"คุณพ่อขา พระอรหังค่ะ พระอรหังซีคะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลงแล้วตวาดลั่น

"กูยังไม่ตายโว้ย"

ดร. ดิเรกโบกมือห้ามประไพให้สงบปากเสียง เขายกมือกดท้องเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกล่าวถามเบาๆ

"ปวดตรงนี้ใช่ไหมครับ"

"สูงขึ้นมาหน่อย นั่น...ตรงนั้นแหละ โอ้ย-กูตายแน่ เท่าที่ข้าพเจ้าเคยล่วงเกินใครมาทั้งกายกรรม, วจีกรรม, และมโนกรรมโปรดอโหสิให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด"

ประไพเผลอตัวหัวเราะคิก

"คุณพ่อจะลาตายหรือลาอุปสมบทคะ"

ท่านเจ้าคุณยกเท้าเตะเบาๆ เฉียดคางประไพไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น ประไพถอยหลังกรูด ดร. ดิเรกเริ่มตรวจดูอาการของท่านเจ้าคุณอย่างละเอียดถี่ถ้วนตามหลักวิชาการแพทย์ที่เขาได้เล่าเรียนมา

แล้วเขาก็หันมาทางประภาเมียรักของเขา

"ที่รัก ลงไปห้องวิทยาศาสตร์ริน รีไอ มาให้ ๑๕ ซีซี." พูดจบเขาก็ยิ้มให้ประมุขของบ้าน "พัชราภรณ์" ทั้งสองท่าน "ไม่มีอะไรหรอกครับคุณอา คุณพ่อปวดท้องก็เนื่องจากธาตุพิการอันสืบเนื่องมาจากอุจจาระผูก"

คุณหญิงพยักหน้าช้าๆ

"อ้อ ค่อยยังชั่วหน่อย อย่างนี้เขาเรียกว่าพรรดึกใช่ไหมพ่อดิเรก"

นายแพทย์หนุ่มทำหน้าชอบกล

"เอ-จะพรรดึกหรือพรรหัวค่ำผมไม่ทราบหรอกครับ ผมรู้แต่เพียงว่าท่านปวดท้องเพราะธาตุพิการ" แล้วเขาก็พูดปลอบใจพ่อตาของเขา "ไม่เป็นไรหรอกครับคุณพ่อ ประเดี๋ยวก็หาย"

ประภารีบวิ่งไปจากห้องนอนของบิดาหล่อน เจ้าคุณปัจจนึกฯ คงร้องครวญครางบิดตัวไปมา ท่านยกเข่าขวาขึ้นตั้งชันเข่าแล้วยกมือลูบคลำหน้าแข้งของท่าน

"โอย-พ่อตายแน่ดิเรก ปวดเหลือเกิน"

ดร. ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก

"มายก๊อด ปวดท้องทำไมถึงกุมหน้าแข้งล่ะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่และพูดเสียงเครือ

"อีตอนแรกที่ยังไม่มีใครเข้ามาพ่อนอนดิ้นอยู่บนเตียงคนเดียว...ดิ้นไปดิ้นมาหน้าแข้งฟาดเอาพนักเก้าอี้ข้างเตียงเข้า โอย...ปวดเหลือเกิน ท้องก็ปวดหน้าแข้งก็ปวด"

คุณหญิงวาดถอนหายใจเฮือกใหญ่

"อย่างนี้เขาเรียกว่าโรคลักกะปิดลักกะเปิดหรือโรคเฮงซวย อยู่ดีๆ แท้ๆ เกิดปวดท้องราวกับจะออกลูก เจ้าคุณขา...ประจำเดือนเป็นปกติดีหรือคะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อ้าปากหวอ

"ผมเป็นผู้ชายมีเมื่อไหร่ล่ะครับ"

"อ้อ" คุณหญิงครางเบาๆ หันมาทางนายแพทย์หนุ่ม "เจ้าคุณท่านไม่เป็นอะไรแน่นะพ่อดิเรก ถ้าหากว่าหนักหนาก็จะได้ช่วยกันส่งท่านไปโรงพยาบาล"

ดิเรกผุดลุกขึ้นยืน มองดูคุณหญิงวาดอย่างเดือดดาล

"ส่งโรงพยาบาล...ส่งไปทำไมครับ หมอตามโรงพยาบาลน่ะมีความรู้มากกว่าผมยังงั้นหรือ" ดร. ดิเรกพูดเสียงเอ็ดตะโรลั่นห้อง "ผมเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกสาขา สูตินรีเวชศาสตร์, ศัลยกรรม, โอสถกรรม, โสตศอนาสิก, หูคอจมูก"

"เฮ้ย" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เอ็ดตะโร "พูดเสียเร็วยิกเดี๋ยวก็ขาดใจตายหรอก รู้แล้วน่าว่าแกเก่งเกินมนุษย์ คุณอาหญิงของแกเขาไม่ได้พูดดูถูกดูหมิ่นแกหรอก"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มออกมาได้ เปลี่ยนสายตามาที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งยังคงนอนร้องครวญครางตลอดเวลา

"โอย-โอ๊ยโอยโอ่ยโอย...โอ่ยโอยๆๆๆ "

ดิเรกทำตาปริบๆ

"อดทนหน่อยซีครับ โตเป็นควายแล้วยังจะร้องครางอยู่ได้"

"ก็มันปวดนี่โว้ย หมอระยำคนไข้ครางก็ว่า"

ประภาเดินเข้ามาในห้องอย่างร้อนรน ในมือขวาของหล่อนมีแก้วยาหนึ่งแก้ว หล่อนส่งยาให้ ดร. ดิเรก

"นี่ค่ะ ให้คุณพ่อทานเสียซีคะ"

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้าช้าๆ เขาทรุดตัวนั่งลงบนเตียงตามเดิม ประคองช้อนศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขึ้น

"โอย..." เจ้าคุณครางเสียงแหลม "แกเอายาอะไรมาให้พ่อกิน"

ดิเรกหัวเราะหึๆ

"สะตริ๊กนินครับ เอ๊ย-ไม่ใช่ครับผมพูดผิดไป รีไอน่ะครับ ยาแก้ปวดท้อง ทานเสียหน่อยนะครับคุณพ่อ"

แล้ว ดร. ดิเรกก็ให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ พ่อตาของเขาดื่มยาจนหมดถ้วย ค่อยๆ วางท่านให้ลงนอนราบบนเตียงตามเดิม

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วห้อง ทุกคนแปลกใจในอาการป่วยของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งปวดท้องผิดปกติ ท่านยังคงดิ้นรนทุรนทุรายอยู่บนเตียง พลิกตัวกระสับกระส่ายไปมา พลเดินเข้ามานั่งบนเก้าอี้ข้างเตียงนอน จ้องมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างห่วงใย แล้วกล่าวถาม ดร. ดิเรก

"ทำไมอาการของท่านไม่ดีขึ้นเลยหมอ"

ใบหน้าของนายแพทย์หนุ่มเริ่มเคร่งเครียดผิดปกติ

"รอดูต่อไปอีกสักครู่ แต่กันไม่เคยวินิจฉัยโรคผิดพลาดเลย อาการปวดท้องอย่างนี้ไม่ใช่อื่นคือธาตุพิการเกี่ยวกับอุจจาระผูก แต่ก็ไม่ควรจะปวดท้องเอามากมายถึงเพียงนี้ ซึ่งคล้ายๆ กับไส้ติ่งอักเสบ แต่อาการของไส้ติ่งอักเสบจะไม่เป็นอย่างนี้ และเมื่อกันคลำพบถูกตำแหน่งของมัน คุณพ่อจะต้องปวดจนทนไม่ไหว"

ทันใดนั้นเองละม่อมสาวใช้เก่าแก่ของบ้าน "พัชราภรณ์" ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องนอนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาดตกใจสะดุ้งเฮือกสุดตัว คิดว่าคนร้ายบุกเข้ามาจี้กลางวันแสกๆ แต่พอเห็นเป็นละม่อมท่านก็เดือดดาลเอ็ดตะโรลั่น

"อะไรกันวะนางม่อม เสือหรือช้างมันไล่แกมายังงั้นหรือ"

สาวใช้ยิ้มแห้งๆ หายใจถี่เร็วพูดอย่างเหน็ดเหนื่อย

"ไปดูอาเสี่ยหน่อยซิคะ อาเสี่ยเป็นอะไรไปก็ไม่ทราบ คล้ายกับเป็นลมเจ้าค่ะ นอนดิ้นตีแปลงอยู่กลางห้อง ร้องครวญครางน่าสงสาร"

ทุกคนสะดุ้งโหยงไปตามกัน นวลลออยกมือจับแขนละม่อมแล้วกล่าวถามโดยเร็ว

"เฮียอยู่ที่ห้องใช่ไหม"

"ค่ะ เร็วซีคะคุณนวล"

ครั้นแล้วคณะพรรค ๔ สหายกับท่านผู้ใหญ่และเจ้าแห้วก็พากันวิ่งออกไปจากห้องนอนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทิ้งให้ท่านเจ้าคุณนอนร้องครวญครางอยู่ตามลำพัง ทุกคนวิ่งผ่านเฉลียงหลังตึก ตรงมายังห้องนอนของเสี่ยหงวนและนวลลออ แล้วพากันบุกเข้ามาในห้อง

อาเสี่ยกิมหงวนนอนบิดตัวร้องครวญครางน่าสงสารอยู่บนพื้นห้อง ใบหน้าของอาเสี่ยซีดเซียว คิ้วทั้งสองขมวดย่นเข้าหากัน น้ำลายไหลฟูมปาก นวลลออรีบทรุดตัวลงนั่งประคองสามีของหล่อน แล้วกล่าวถามละล่ำละลัก

"เป็นอะไรไปคะเฮียขา"

เสี่ยหงวนขบกรามกรอด แสดงความเจ็บปวดเหลือที่จะทนทาน

"โอย เฮียปวดท้องนวลจ๋า...เฮียจะขาดใจตายอยู่แล้ว มันปวดอะไรอย่างนี้ โอย...ช่วยกันด้วยซีโว้ยหมอ ยังจะยืนนิ่งเฉยอยู่อีก"

แล้วกิมหงวนก็ชักกระตุกนัยน์ตาตั้ง ดร. ดิเรกมองดูหน้าสี่นางและท่านผู้ใหญ่ เขายักไหล่พร้อมกับแบมือทั้งสองข้าง

"ฝรั่งงงไปหมดแล้ว อาการของอ้ายเสี่ยเหมือนกับหมาถูกยาเบื่อ เป็นหมอมานานแล้วไม่เคยปรากฏว่าคนไข้ที่ปวดท้องชักกระตุกนัยน์ตาตั้งอย่างนี้"

ประไพหัวเราะคิก

"นั่นน่ะซีคะหมอ ไพกำลังจะพูดอยู่ทีเดียวว่า อาการของอาเสี่ยคล้ายๆ กับหมาถูกสะตริ๊กนิน ลองเอาน้ำตาลทรายแดงกับน้ำฝนกรอกปากดูซีคะ หรือไม่ก็เอามีดสับปลายหางออกก็ได้ วิธีนี้ไพรับรองว่าหายเด็ดขาด"

กิมหงวนหยุดร้องครวญคราง จ้องตาเขม็งมองดูเมียรักของนิกรอย่างเคืองๆ

"แล้วกัน คุณไพเห็นผมเป็นหมาไปแล้ว"

"อุ๊ยตาย" ประไพอุทานลั่น "มีอย่างหรือคะดิฉันจะเห็นอาเสี่ยเป็นหมา ดิฉันเปรียบเทียบให้ฟังต่างหากว่าอาการของอาเสี่ยไม่ผิดอะไรกับหมาถูกยาเบื่อเลย ชักต่อไปเถอะค่ะดิฉันจะดู อาเสี่ยชักได้สวยมาก"

กิมหงวนตวาดลั่น

"ไม่ชักแล้ว" แล้วเขาก็ร้องครวญครางยกมือทั้งสองบีบหน้าท้องของตัวเอง "โอยปวดท้องโว้ย ปวดจนทนไม่ไหวแล้ว"

ดร. ดิเรกกะพริบตาถี่เร็ว เขายืนนิ่งอึ้งอยู่สักครู่ก็หันมาบอกเจ้าแห้วอย่างเป็นการเป็นงาน

"อ้ายแห้วแกช่วยประคองอ้ายเสี่ยไปที่ห้องคุณพ่อหน่อยเถอะวะ ให้นอนรวมเตียงเดียวกัน จะได้สะดวกแก่การรักษาพยาบาล ข้าเองชักสงสัยเสียแล้ว อาการปวดท้องอย่างนี้ไม่เคยพบ บางทีไส้เดือนและพยาธิ์ในลำไส้อาจจะนัดชุมนุมกันก็ได้ เลยทำให้ปวดท้องอย่างรุนแรงเช่นนี้ แต่ไม่ต้องวิตกอะไร ด๊อกเตอร์ดิเรกเป็นหมอหัวนอกได้รับปริญญาเกียรตินิยมจากสภาการแพทย์ของประเทศอังกฤษ ไม่มีโรคอะไรที่ด๊อกเตอร์ดิเรกไม่อาจจะรักษาให้หายได้ เอาไปอ้ายแห้ว เอ็งกับคุณนวลช่วยกันประคองอ้ายหงวนไปที่ห้องคุณพ่อ"

เสียงพึมพำดังขึ้นทั่วห้อง นวลลออกับเจ้าแห้วช่วยกันประคองกิมหงวนลุกขึ้นเดินออกไปจากห้อง ทุกคนติดตามออกไป เมื่อมาถึงห้องเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วกับนวลลออก็ประคองเสี่ยหงวนลงนอนบนเตียงเคียงข้างท่านเจ้าคุณ คนไข้ทั้งสองต่างส่งเสียงร้องโอดครวญน่าสงสารไม่ยอมพูดจากับใครทั้งนั้น

ดร. ดิเรกตรวจชีพจรของคนไข้ แล้วเขาก็ลุกขึ้นเดินวนเวียนไปมา สักครู่ก็สั่งให้ประภาลงไปข้างล่างเพื่อนำยารีไอมาให้กิมหงวนกิน ดร. ดิเรกต้องใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง เขาชักลังเลใจเสียแล้ว อาการปวดท้องของเสี่ยหงวนกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ รุนแรงน่าวิตกมาก จนกระทั่งนายแพทย์หนุ่มอยากจะเข้าใจว่าอาเสี่ยกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ป่วยเป็นไส้ติ่งอักเสบ แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะเชื่อถือได้

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง นายแพทย์หนุ่มได้ฉีดยาระงับประสาทให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และอาเสี่ยคนละเข็ม ซึ่งหลังจากฉีดยาได้สักครู่ทั้งสองคนก็นอนหลับสนิท แต่นานๆ ก็มีเสียงครางออกมาครั้งหนึ่ง

จนกระทั่งเย็นวันเดียวกัน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับอาเสี่ยกิมหงวนได้มีอาการปวดท้องอยู่ตลอดเวลา และอาการนั้นทรุดหนักลงตามลำดับ ทั้งสองคนลุกขึ้นนั่งไม่ได้แล้ว ผลัดกันส่งเสียงครางตลอดเวลา ในตอนแรกไม่สู้จะมีผู้ใดวิตกเป็นทุกข์เท่าใดนัก แต่บัดนี้ทุกคนเต็มไปด้วยความห่วงใยท่านเจ้าคุณและเสี่ยหงวน

ก่อนเวลาอาหารเย็นวันนั้น เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดพร้อมด้วยสี่นางและ ดร. ดิเรกกับพล พัชราภรณ์และเจ้าแห้วได้ยืนชุมนุมกันอยู่ในห้องโถงชั้นล่าง ต่างปรับทุกข์กันในอาการป่วยของเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ยหงวน ซึ่งมีทีท่ารุนแรงขึ้นตามลำดับ

คุณหญิงวาดกล่าวถามนายแพทย์หนุ่ม

"ว่ายังไงพ่อหมอลากข้าง ตั้งครึ่งค่อนวันแล้วอาการของท่านเจ้าคุณและพ่อหงวนไม่ทุเลาลงเลย ฉีดยาก็แล้วกินยาก็แล้วไม่เห็นว่ามันจะค่อยยังชั่วขึ้นเลย"

ดร. ดิเรกเม้มปากแน่นในท่าตรึกตรอง แล้วเขาก็ยอมรับสารภาพตามตรง

"ผมหมดปัญญาแล้วครับคุณอา วิธีสุดท้ายที่ผมจะช่วยเหลือคุณพ่อกับเจ้าหงวนได้ก็คือทำการผ่าตัด ซึ่งผมจะทำในคืนวันนี้ ประเดี๋ยวกินข้าวแล้วผมจะให้เจ้าแห้วเอารถไปรับหมอจำรัสเพื่อนผม ซึ่งเป็นศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาร่วมมือกับผมทำการผ่าตัดคุณพ่อกับเจ้าหงวน อ้า-มีคนไข้รายหนึ่งในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นชายกลางคนชาวสก๊อตแลนด์เขาป่วยเป็นโรคปวดท้องอย่างรุนแรงมาก นายแพทย์ได้ให้ยากินอาการก็ไม่ทุเลา ในที่สุดก็ต้องทำการผ่าตัด แล้วนายแพทย์ก็ได้พบไส้เดือนกลุ่มหนึ่งรวมกันอยู่ในลำไส้เล็กของคนไข้ เมื่อผ่าเอาไส้เดือนออกแล้วคนไข้ก็หายเป็นปกติ ผมเข้าใจว่าคุณพ่อกับเจ้าหงวนอาจจะปวดท้องเพราะไส้เดือนหรือพยาธิในลำไส้ก็ได้"

คุณหญิงวาดสั่นศีรษะช้าๆ หันมาทางเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"เจ้าคุณเข้าใจว่าอย่างไรคะ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มเล็กน้อย

"ก็เข้าใจว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าหงวนปวดท้องน่ะซี"

"แล้วกัน" คุณหญิงอุทานเสียงหนักๆ "ตอบเป็นกำปั้นทุบดินทีเดียว ดิฉันหมายถึงสมุฏฐานของการปวดท้องต่างหาก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะหึๆ

"ฉันไม่ใช่หมอนี่จ๊ะคุณหญิง ฉันจะไปตรัสรู้ได้อย่างไร"

คุณหญิงวาดมีท่าทางกระสับกระส่ายผิดปกติ ท่านหันมาพูดกับสี่นางอย่างเป็นการเป็นงาน

"อาเชื่อว่าเท่าที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าหงวนมีอันเป็นไปเช่นนี้ก็เพราะถูกเจ้ากรใช้เวทย์มนต์คาถาทางไสยศาสตร์เล่นงานเข้าให้แล้ว เท่าที่สอบสวนดูก็ได้ความว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพ่อหงวนพูดจาดูหมิ่นเจ้ากรมัน เรื่องไสยศาสตร์คาถาอาคมไม่ใช่ของเหลวไหลไร้สาระ เจ้ากรอาจจะไปเล่าเรียนมาจากอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ อาคิดว่ามีอยู่ทางเดียวเท่านั้นที่จะช่วยให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และพ่อหงวนหายป่วย คือไปอ้อนวอนเจ้ากรมัน"

ดร. ดิเรกขัดขึ้นอย่างเดือดดาล

"มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับคุณอา เจ้ากรมันกำลังจะเป็นบ้า ไสยศาสตร์เป็นวิชาที่เหลวไหลไร้สาระ คุณอาก็ไม่ใช่คนโง่ ทำไมถึงเชื่อถือในเรื่องเช่นนี้"

คุณหญิงวาดค้อนนายแพทย์หนุ่ม

"มันเกี่ยวกับศรัทธาพ่อดิเรก ไม่มีมนุษย์คนใดที่จะหลงเชื่อในสิ่งที่ไร้สาระอย่างที่พ่อดิเรกว่า ก่อนที่เราจะเชื่อเราก็ต้องมีเหตุผล และคิดแล้วว่าควรจะเชื่อได้ สำหรับอายอมรับว่าอาเชื่อในเรื่องนี้"

"ก็ตามใจ" นายแพทย์หนุ่มพูดอย่างเคืองๆ "ถ้ายังงั้นก็ลองไปพูดกับเจ้ากรเขาดูซีครับ ผมหมดปัญญาที่จะช่วยเหลือแล้ว"

คุณหญิงวาดพยักหน้าช้าๆ เปลี่ยนสายตามาที่กลุ่มสี่นาง

"ไป-แม่ไพ แกกับแม่นวลไปกับอาเดี๋ยวนี้ ไปพูดอ้อนวอนเจ้ากร ให้มันคลายเวทย์มนต์เสียที ม่ายยังงั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพ่อหงวนจะต้องตายแน่ๆ "

ครั้นแล้วคุณหญิงวาดก็พาประไพกับนวลลออเดินออกไปทางเฉลียงหลังตึก ความมืดขมุกขมัวปกคลุมไปทั่วบริเวณ ดวงอาทิตย์ลับโลกแล้ว อากาศสดชื่นเย็นสบาย คุณหญิงวาดพาสองนางเดินผ่านสวนดอกไม้ของท่านตรงไปยังกระท่อมท้ายสวนอันเป็นที่อยู่ของพ่อมดหมอผี

ในเวลาเดียวกันนี้เอง นิกรกำลังเลี้ยงอาหารแก่โหงพรายทั้งสามของเขา ภายในกระท่อมมีแสงเทียนสีผึ้งส่องสว่างสลัวลาง และตะเกียงลานอีกหนึ่งดวง นิกรนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น เบื้องหน้าของเขามีถาดไม้เล็กๆ บรรจุถ้วยชามเล็กๆ ภายในถาดมีข้าวสวยสามจาน ช้อนส้อมขนาดจิ๋วสามคู่ ส่วนกับข้าวมีแกงเผ็ดเนื้อ ปลากุเลาทอดและผัดผัดกาดกับหมูใส่ชามเล็กแบบเครื่องเซ่น ซึ่งอาหารเหล่านี้นิกรได้ไปเอามาจากโรงครัวนั่นเอง

ในสภาพของหมอผี นิกรนุ่งผ้าถุงสีขาว และห่มผ้าสไบเฉียงสีเดียวกัน เขานั่งดูโหงพรายทั้งสามซึ่งกำลังกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย แต่ความจริงก็ไม่เห็นมีอะไร

คุณหญิงวาดพานวลลออกับประไพเดินย่องเข้ามาหน้ากระท่อม และแอบมองดูตามฝากระท่อม ซึ่งมีรอยโหว่หลายแห่ง ทั้งสามคนใจเต้นระทึกไปตามกัน เป็นครั้งแรกที่คุณหญิงวาดและประไพกับนวลลออได้มาเห็นสภาพความเป็นไปในกระท่อมหลังนี้ หัวกะโหลกผีทั้งสามหัวกะโหลกน่าเกลียดน่ากลัวมาก ประไพกอดเอวคุณหญิงวาดแน่น หล่อนรู้สึกขนพองสยองเกล้าเพราะความหวาดกลัวภูตผีปีศาจ และขณะนี้ความมืดก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนกระทั่งแทบมองไม่เห็นหน้ากัน

ทั้งสามคนสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงนิกรพูดขึ้นคนเดียว

"เฮ้-กินอยู่อย่าตะกละตะกลามนักซีวะอ้ายตุ่ม เอ็งกินเอาๆ อย่างนี้ อ้ายโต้งกับอ้ายตุ๊มันจะกินทันเอ็งหรือ อ้าวๆๆ ดันเล่นเขกกระบาลกันแล้ว นี่มันเวลากินโว้ย ไม่ใช่เล่น อ้ายสามคนนี่ยังไงหว่า ประเดี๋ยวพ่อเฆี่ยนด้วยหวายเลย"

ประไพทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม หล่อนกระซิบถามคุณหญิงวาดด้วยเสียงสั่นเครือ

"นี่หมายความว่านิกรเขาเลี้ยงผีหรือคะคุณอา"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ แล้วกระซิบบอก

"ถูกแล้ว ก็เลี้ยงผีน่ะซี เดี๋ยวนี้เจ้ากรมันกลายเป็นพ่อมดหมอผีไปแล้วรู้ไหม ที่คุณพ่อของหนูกับพ่อหงวนปวดท้องร้องครวญครางก็เพราะเจ้ากรมันใช้คาถาอาคมบิดไส้ ต๊ายตายน่ากลัวเหลือเกิน ผีที่เจ้ากรเลี้ยงไว้คงเป็นเจ้าของหัวกะโหลกทั้งสามหัวนั่นแหละ"

"อี๊...." ประไพอุทานแผ่วเบา ยกแขนขวาให้คุณหญิงวาดดู "ดูซีคะคุณอาขนลุกซู่ไปหมดแล้ว"

คุณหญิงว่า "มันมืดอย่างนี้อามองไม่เห็นหรอก เข้าไปข้างในกันเถอะ"

ประไพกลืนน้ำลายเอื๊อก

"คุณอานำหน้าซีคะ"

คุณหญิงวาดทำคอย่น

"ไม่เอาแล้ว ให้แม่นวลนำหน้าก็แล้วกัน"

นวลลออปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง แล้วพูดกับคุณหญิงวาด

"อย่าบุกพรวดพราดเข้าไปเลยค่ะคุณอาคะ เรียกคุณนิกรให้รู้ตัวเสียก่อนดีกว่า ประเดี๋ยวแกจะเดือดดาลพวกเราเสกโต๊ะเก้าอี้เข้าท้องเราละก็แย่ทีเดียว" พูดจบเมียรักของเสี่ยหงวนก็ร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงแจ๋วๆ "คุณนิกรคะ-คุณนิกรคะ"

"ใคร" นิกรร้องถามด้วยเสียงหนักๆ

"ดิฉันเองค่ะ นวลลออ แล้วก็คุณอาหญิงกับคุณประไพ"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ แล้วนิกรก็ร้องถามออกมาอีก

"มาดีหรือมาร้าย"

"มาดีค่ะ"

"มาดีก็ผลักประตูเข้ามา"

นวลลออเอื้อมมือผลักประตูกระท่อมออก แล้วเดินนำหน้าพาคุณหญิงวาดกับประไพเข้ามาในกระท่อม นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ จัดแจงยกถาดสำรับกับข้าวเครื่องเซ่นผีวางไว้บนโต๊ะบูชา แล้วเขาก็พูดขึ้นด้วยเสียงค่อนข้างดัง

"ไปกินกับบนโต๊ะโน้นโว้ย แล้วอย่าทะเลาะกันอีกล่ะ"

คุณหญิงวาดทำหน้าปูเลี่ยนๆ ชอบกล

"แกพูดกับใครวะเจ้ากร"

นายจอมทะเล้นอมยิ้ม

"ผมพูดกับโหงพรายของผมครับ คุณอาอย่าสนใจกับผมเลยน่า นั่งซีครับ เชิญนั่งทุกๆ คน"

ทั้งสามต่างทรุดตัวลงนั่งบนพื้นกระท่อม คุณหญิงวาดกล่าวกับหลานชายของท่านต่อไป

"เจ้ากร ทำไมแกถึงใจร้ายอย่างนี้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ น่ะท่านเป็นพ่อตาของแกแท้ๆ และพ่อหงวนก็เป็นเพื่อนรักเพื่อนเกลอของแก แกไม่น่าจะใช้คาถาอาคมบิดไส้ท่านเจ้าคุณและพ่อหงวนให้ได้รับความทุกข์ทรมานเลย อาพาแม่นวลกับแม่ไพมาหาแกก็เพื่อจะขอโทษแทนเจ้าคุณปัจจนึกฯ และพ่อหงวน เท่าที่ได้พูดจาดูถูกดูหมิ่นแกเมื่อตอนสายวันนี้ ขอให้แกแก้มนต์เสียเถิด ถึงแม้ว่าแกไม่เห็นแก่เจ้าคุณปัจจนึกฯ และพ่อหงวนก็จงเห็นแก่อากับแม่ไพและแม่นวลบ้าง"

นิกรนิ่งอึ้งไปสักครู่ แล้วเขาก็หัวเราะชอบใจเสียงลั่นกระท่อม

"ไหมล่ะ....เห็นฤทธิ์ผมหรือยังล่ะ คุณพ่อกับอ้ายหงวนดูถูกดูหมิ่นผมมาก ผมก็เลยใช้คาถาบิดไส้เสียยังงั้นแหละ นี่ถ้าผมไม่เห็นแก่ประไพและคุณนวลแล้ว ผมเอาให้ตายเลยทั้งสองคน"

นวลลออยกมือไหว้นายจอมทะเล้น

"ยกโทษให้เฮียและคุณอาสักครั้งเถอะนะคะ"

ประไพพูดเสริมขึ้น

"อย่าอาฆาตพยาบาทเลยค่ะกรขา กรก็ไม่ใช่สัตว์ป่าหรือมนุษย์สมัยหินนี่คะ"

นิกรเม้มปากแน่น เขานิ่งตรึกตรองอยู่ในราวห้านาทีแล้วเขาก็พูดขึ้นด้วยเสียงหัวเราะในท่าทีของผู้พิชิต

"เอาละครับ เชิญคุณอากับคุณนวลและประไพกลับขึ้นไปบนตึกได้ ผมจะแก้มนต์ให้เดี๋ยวนี้ ผมรับรองว่าคุณพ่อกับอ้ายหงวนจะหายปวดท้องเป็นปลิดทิ้งภายในสองสามนาทีนี้"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ มองดูหัวกะโหลกผีอย่างหวาดกลัว แล้วท่านก็พูดกับสองนาง

"ไปเถอะ อย่าอยู่ช้าเลย เมื่อเจ้ากรเขายกโทษให้ก็ดีแล้ว"

ทั้งสามคนต่างลุกขึ้นพาตัวเดินออกไปจากกระท่อม และแล้วก็ได้ยินเสียงนิกรพูดพึมพำพอฟังถนัด

"คนกลางนั่นเมียข้าเอง คนเดินหลังเมียเจ้าหงวนเขา หา-ว่ายังไงนะ ถูกละ คุณนวลสวยมากทีเดียว ถึงอายุครึ่งค่อนคนแล้ว สาวๆ ยังสู้ไม่ได้ ยายแก่เดินนำหน้านั่นเป็นอาของข้า พวกเอ็งอย่าไปหลอกหลอนไม่ได้นะ"

ดร. ดิเรกรู้สึกมหัศจรรย์ใจเหลือที่จะกล่าว

หลังจากคุณหญิงวาดได้บอกให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเสี่ยหงวนทราบว่านิกรกำลังจะถอนเวทย์มนต์คาถาที่บิดไส้คนทั้งสองไว้ ท่านเจ้าคุณกับอาเสี่ยก็หายปวดท้องราวกับปลิดทิ้งลุกขึ้นเดินเหินได้อย่างคล่องแคล่วแข็งแรงสดชื่นเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ประมุขของบ้าน "พัชราภรณ์" ทั้งสองท่านได้พาเสี่ยหงวนกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตรงไปยังห้องรับประทานอาหาร และใช้ให้เจ้าแห้วไปตามนิกรมารับประทานอาหารค่ำด้วยกัน

ภายในห้องรับประทานอาหารสว่างไสวด้วยแสงไฟฟ้า สี่นางกับสามสหายและท่านผู้ใหญ่คุยกันจ้อ ยกย่องชมเชยความสามารถและอิทธิฤทธิ์ของนิกร แต่แล้วเมื่อนิกรเดินนำหน้าพาเจ้าแห้วเข้ามาในห้อง เสียงจ้อกแจ้กจอแจเงียบกริบลงทันที

นิกรคงแต่งกายแบบชีปะขาวหรือผู้วิเศษ หนวดเคราขึ้นเขียวครึ้ม ทุกคนได้กลิ่นสาบเหงื่อจากเรือนร่างของนิกร เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะหึๆ

"นั่งซีอีแร้ง ประเดี๋ยวกินข้าวแล้วอาบน้ำอาบท่าเสียหน่อยเถอะพ่อมหาจำเริญ"

นายจอมทะเล้นทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ว่างข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"อาบไม่ได้หรอกครับ ผมอาบได้ต่อเมื่อถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒ ต้องเก็บขี้ไคลไว้ปั้นรูปปั้นรอยครับ" พูดจบนายจอมทะเล้นก็หันมายักคิ้วให้พ่อตาของเขา "เป็นไงครับ เห็นฤทธิ์อ้ายกรหรือยัง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"ฤทธิ์อะไรวะ"

"อ้าว ก็ที่ผมทำให้คุณพ่อกับอ้ายเสี่ยปวดท้องร้องครวญครางน่ะซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"เปล่า ฉันไม่ได้เป็นอะไรเลย ฉันกับอ้ายหงวนแกล้งทำต่างหาก"

นิกรขมวดคิ้วย่น อาเสี่ยกิมหงวนซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามกับนิกรหัวเราะงอหาย ทำให้คณะพรรค ๔ สหายมองดูอาเสี่ยเป็นตาเดียว

"อ้ายกร" เสี่ยหงวนพูดพลางหัวเราะพลาง "กันจะบอกความจริงให้แกรู้ กันกับคุณอาได้ปรึกษากันแกล้งทำเป็นปวดท้องต่างหาก เพื่อหลอกให้แกเข้าใจผิดว่าเวทย์มนต์คาถาของแกศักดิ์สิทธิ์ ความจริงเราไม่ได้เป็นอะไรเลย"

พ่อมดหมอผีอ้าปากหวอ กะพริบตาถี่เร็ว

"ไม่ได้เป็นอะไรเลย..." นิกรคราง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

พ่อกับเจ้าหงวนแกล้งทำเป็นปวดท้องเล่นสนุกๆ เท่านั้นเอง ฮ่ะ ฮ่ะ ถ้าแกจะเสกอะไรเข้าท้องพ่ออีกก็เอา เมื่อแกคิดว่าแกทำได้"

เสียงพึมพำดังขึ้นทั่วห้องรับประทานอาหาร แล้วทุกคนก็พากันหัวเราะเยาะนิกรอย่างครื้นเครง นายจอมทะเล้นทำหน้ากะเรี่ยกะราดชอบกล เขาผุดลุกขึ้นยืนยิ้มแห้งๆ ออกไปจากห้องรับประทานอาหาร

เจ้าแห้วซึ่งติดตามไปกลับมารายงานให้คณะพรรค ๔ สหายทราบว่า นิกรได้ทำลายเครื่องมือทางไสยศาสตร์ของเขาทั้งหมดเสียแล้ว หัวกะโหลกผีทั้งสามหัวถูกนิกรขว้างออกไปนอกรั้วบ้านซึ่งเป็นที่ว่างและป่าละเมาะ

เป็นอันว่านายจอมทะเล้นของเราเลิกเป็นหมอผีแล้ว

จบตอน