พล นิกร กิมหงวน 132 : ไปจับยักษ์

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นในห้องรับประทานอาหารของบ้าน "พัชราภรณ์" เป็นเวลาชั่วโมงเศษแล้ว บนโต๊ะอาหารมีหนังสือพิมพ์ราย วันวางอยู่สองสามฉบับซึ่งขาดวิ่นยับยู่ยี่เพราะแย่งกันอ่านข่าวสำคัญ

คณะพรรค ๔ สหาย ได้วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างครื้นเครง จากข่าวประหลาดที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ของหนังสือพิมพ์เหล่านี้

ยักษ์บุกนครพนม!

มันจะเป็นไปได้ละหรือ ยักษ์หรือกุมภัณฑ์อสุราอสุรี อสูรอะไรเหล่านี้มีอยู่แต่ในนิยายจักรจักรวงศ์วงศ์เท่านั้น และเป็นที่รู้กันว่ายักษ์นั้นตัวใหญ่โตมโหฬารกว่ามนุษย์มากมายนัก ทั้งสูงทั้งใหญ่ ถือตะบองเป็นอาวุธ ผมหยิกเขี้ยวโง้ง แต่งกายแบบละครรำ ชอบกินสัตว์ใหญ่ๆ ช้าง, ม้า, วัว, ควาย, และมนุษย์เป็นอาหาร มีอิทธิฤทธิ์ เหาะเหิรเดินอากาศแปลงตัวได้

อย่างไรก็ตาม บัดนี้ยักษ์ปรากฏขึ้นจริงๆ แล้ว

ประมวลตามข่าวในหนังสือพิมพ์นี้ปรากฏว่า เมื่อคืนวันอังคารก่อน ที่จังหวัดนครพนม อันเป็นจังหวัด ชายแดน มีแม่น้ำโขงกั้นอาณาเขต ได้เกิดมหาวาตะภัยอย่างรุนแรง ไม่ใช่หางใต้ฝุ่น เรียกว่าหัวใต้ฝุ่นทีเดียว บ้านเรือนพังพินาศ เรือแพในแม่น้ำโขงถูกพายุ พัดล้มจมเสียหาย บางลำก็ลอยขึ้นมาบนบก บางลำถูกลมหอบไปตกกลางตลาด ประชาชนตื่นตระหนกตกใจไปตามกัน ระหว่างที่เกิดพายุ พระพิรุณก็กระหน่ำลง มาราวกับฟ้ารั่ว ฝนตกตลอดคืน กบเขียดและอึ่งอ่าง ดีอกดีใจกระโดดโลดเต้นร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุก สนาน

พอรุ่งอรุณก็พบรอยตีนยักษ์!

เด็กเลี้ยงควายต้อนควาย หรือสัตว์ที่ผู้ดีเรียกว่ากระบือไปเลี้ยง พอถึงชายป่าก็พบ เปล่า ไม่ใช่พบ ยักษ์ พบแต่รอยตีนมหึมาของยักษ์เท่านั้น ควายทั้งฝูงไม่ยอมเดิน ทำจมูกฟุดฟิดหันมากระซิบกระซาบกัน แล้วก็วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปตัวละทิศทาง เด็กเลี้ยงควาย คนนั้นไม่ทราบเหตุที่ควายตื่น จึงเดินเรื่อยไปข้างหน้า แล้วเจ้าหนูก็ร้องโวยวายวิ่งกลับบ้านตะโกนบอกพ่อแม่ ให้รู้ว่าเขาได้พบรอยตีนยักษ์ที่ชายป่า

ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วนครพนมอย่างรวดเร็ว ยักษ์! ยักษ์โว้ย! ยักษ์บุกเข้ามากินคนแล้วเจ้าข้า ไปดูรอยตีน ยักษ์โว้ย ผู้คนต่างหลั่งไหลกันไปที่ชายป่านั้น เพื่อชมบาทาของยักษ์

หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งปรากฏภาพมหาบาทาเป็นประจักษ์พยาน เป็นรอยเท้าที่ใหญ่โตกว่ารอยเท้าของ มนุษย์ธรรมดามากมายนัก ยาว ๑๘ นิ้ว กว้าง ๗ นิ้ว และลึกลงไปในดิน ๑ นิ้วครึ่ง ระยะที่ก้าวเดินก้าวหนึ่ง ประมาณ ๔ เมตร ประชาชนต่างอกสั่นขวัญแขวนพา กันกราบไหว้รอยมหาบาทานั้นด้วยความหวาดกลัว และ ในตอนสายวันนั้นเอง พระภิกษุกับชาวบ้านก็ช่วยกัน สร้างหลังคาปกคลุมรอยมหาบาทาไว้ ลงหลักโดยรอบ กั้นเชือก บรรดานักฉวยโอกาสต่างหาดอกไม้ธูปเทียน มาขายร่ำรวยไปตามกัน

เพราะรูปถ่ายรอยตีนยักษ์อันเป็นประจักษ์พยาน ทำให้คณะพรรค ๔ สหายเป็นส่วนมากลงความเห็นสอดคล้องต้องกันว่า รอยเท้านั้นจะต้องเป็นรอยเท้ายักษ์ อย่างไม่มีปัญหาแล้วก็วิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องนี้

ดร. ดิเรก กับพลไม่ยอมเชื่อถือ นายแพทย์หนุ่ม ว่ามันเป็นเรื่องตลกอย่างสิ้นดี อาจจะมีใครคนหนึ่งหรือ สองสามคน อุตริประดิษฐ์รอยตีนยักษ์ขึ้นเพื่อให้ประชาชนตื่นเต้นตกใจ แล้วนักประดิษฐ์รอยตีนยักษ์ก็นอน หัวเราะคิกคักอยู่ที่บ้าน

ในที่สุดอาเสี่ยกิมหงวนหยิบหนังสือพิมพ์มาพิจารณาดูรอยตีนยักษ์อีก

"อือ-ชอบกลโว้ย ยิ่งดูก็ยิ่งเหมือน"

"เหมือนอะไรวะ" นิกรถามเบาๆ

กิมหงวนหันมายิ้มกับนายจอมทะเล้น

"ก็เหมือนหน้าแกน่ะซี"

นิกรทำคอย่น และแยกเขี้ยวเหมือนยักษ์

"อ้ายเปรต เอาหน้าคนไปเปรียบกับตีนยักษ์ มีอย่างที่ไหน" แล้วนิกรก็กล่าวกับคุณหญิงวาด "คุณอาเชื่อ หรือครับว่าเป็นรอยตีนยักษ์จริงๆ "

คุณหญิงวาดพยักหน้า

"เชื่อซีพ่อกร ผู้เฒ่าผู้แก่เคยเล่าให้ฟังว่า ที่พระธาตุพนมมียักษ์สองตัวผัวเมียเฝ้ารักษาพระธาตุอยู่ วันดีคืนดีก็จะปรากฏตัวให้เห็น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล มันต้องเป็นความจริงแน่นอน ที่เกิดพายุ เรือแพล่ม และฝนตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา ก็เป็นด้วยอิทธิฤทธิ์ของยักษ์"

ดร. ดิเรกหัวเราะก้าก

"อิมพอสิเบีล เมืองไทยไม่เคยมียักษ์ แต่ที่อินเดียละก้อมีจริง ยักษ์ขนาดโจรในแบกแดดที่อินเดียมีมาก แต่ว่าไม่ดุร้ายเดินกันให้เพ่นพ่านทั่วเมือง ท่านมหาราชาจันทร์กุมาร เคยเลี้ยงยักษ์ไว้ถึง ๖ ตัว ตละตัวสูงไม่ต่ำกว่า ๒๐ ฟุต"

นิกรถามขึ้นทันที

"ยักษีหรือยักษาวะ"

ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"ไอด๊อนท์โน ยักษียักษาเป็นยังไง"

"แหม-เซ่อจริงโว้ย ยักษ์ตัวผู้เขาเรียกว่ายักษา ยักษ์ตัวเมียเรียกว่ายักษี คือใช้สละอีเป็นความหมายของเพศหญิง"

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ ยูรู้หลักภาษาไทยดีมาก"

นิกรอมยิ้ม

"ก็ควรจะรู้ไว้บ้าง เพราะเราเป็นคนไทย การเปลี่ยนนามของเพศไม่ยากอะไร เป็นต้นว่าภิกษุเปลี่ยน เป็นภิกษุณี กุมาราเปลี่ยนเป็นกุมารี ทาษาเปลี่ยนเป็นทาษี อัยกาเปลี่ยนเป็นอัยกี หัวปลาเปลี่ยนเป็นหัวปลี กินข้าวเปลี่ยนเป็นกินเกี้ยมอี๋"

"พอโว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดลั่น "อ้ายนี่ ชักบ้าน้ำลายใหญ่แล้ว พูดพล่ามเป็นบ้าไปได้ เขากำลังคุยกันอย่างเป็นงานเป็นการ"

คณะพรรค ๔ สหายวิจารณ์กันเรื่องยักษ์ต่อไปอีก อาเสี่ยกิมหงวนสนใจในเรื่องนี้มาก

"ดิเรก" กิมหงวนพูดกับนายแพทย์หนุ่ม "แกเชื่อไหมว่า สัตว์ดึกดำบรรพ์ในยุคสมัยหิน ตัวใหญ่กว่า ช้างหลายเท่า เช่นแม็นนุสหรือไดโนเสา ยังมีชีวิตตกค้างอยู่บ้างในปัจจุบันนี้"

"ออไร๋น์ อาจจะเป็นได้" ดิเรกพูดยิ้ม "ใจกลางเกาะนิวกินนี นักสำรวจชาวอังกฤษเคยเห็นกิ้งก่ายักษ์ มาแล้ว ตัวยาวถึง ๕๐ ฟิต ไข่ของมันมีน้ำหนักถึง ๑๐ ปอนด์ แล้วก็ที่อินเดียระหว่างเทือกเขาหิมาลัย นักไต่ภูเขาชาวอังกฤษพวกหนึ่ง เคยพบนกยักษ์ ซึ่งมีปีกกว้างถึง ๓๕ ฟิต หน้าตาเหมือนค้างคาว"

อาเสี่ยดีดมือแป๊ะ

"ถ้าเช่นนั้น ยักษ์ที่นครพนมไม่ใช่เรื่องไร้สาระ เสียแล้วละหมอ พวกเราเดินทางไปนครพนมกันเถอะ วะ พิสูจน์ความจริงให้ได้ นี่ก็ใกล้งานฉลองรัฐธรรมนูญแล้ว ถ้าพวกเราสามารถจับยักษ์มาได้ เงินทองก็คงจะไหลมาเทมาเข้ากระเป๋าพวกเรา เก็บค่าดูเพียงคน ละ ๒ บาทเท่านั้น วันหนึ่งเราจะมีรายได้ร่วมหมื่นสบายไปเลย ไปไหมล่ะหมอ นึกว่าไปเที่ยวพักผ่อนกัน สัก ๑๐ วัน ถ้ายักษ์มีจริงเราก็คงจะได้พบยักษ์ กันออกค่าใช้จ่ายเอง"

ดร. ดิเรกยิ้มแป้น

"โอ. เค ไปก็ไป"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"อย่าไปเลย พ่อหงวน ดีไม่ดีถูกยักษ์มันจับเอาไปกินก็ตายเปล่าเท่านั้น"

นวลลออพูดเสริมขึ้น

"ให้ไปเถอะค่ะ คุณอาคะ อยู่ดีๆ รนหาที่ให้ยักษ์มันจับกินเสียก็ดีเหมือนกัน"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"ยักษ์น่ะ ถึงแม้ว่ามันจะใหญ่โตสักเพียงไหนมัน ก็ต้องโง่กว่ามนุษย์เสมอ เพราะมันไม่ได้เล่าได้เรียน ถึงจะเล่าเรียนบ้าง อย่างดีก็สำเร็จประถม ๔ โรงเรียนประชาบาลเท่านั้น ส่วนพวกเราเรียนรู้มามาก อย่างดิเรกยังงี้ ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนเมืองนอก จะเซ่อซ่าให้ยักษ์จับไปกินก็หมดรูปเท่านั้น"

ดร. ดิเรกยิ้มแก้มแทบแตก

"ออไร๋น์ ถ้ายักษ์มีจริง กันจะอาสาจับยักษ์เองไม่ยากเย็นอะไรหรอก ใช้ระเบิดน้ำตาลูกเดียวเท่านั้นก็ เสร็จเรา เอามาออกงานรัฐธรรมนูญอย่างสบาย"

กิมหงวนหันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณอาไปด้วยนะครับ"

ท่านเจ้าคุณสั่นศีรษะอย่างน้อยใจ

"อาไม่มีความสลักสำคัญอะไร ไม่จำเป็นต้องไปหรอก"

"แล้วกัน" อาเสี่ยพูดเสียงหนักๆ "ทำไมจะไม่สำคัญครับ ดิเรกมันเป็นผู้ปราบยักษ์ แต่คุณอาจะต้องเป็นผู้อำนวยการวางแผนการณ์ปราบยักษ์ ลำพังพวกเราถ้าไม่มีคุณอาจะจับยักษ์ได้ยังไงล่ะครับ"

โดนลูกยอเข้า เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ยิ้มเอียงอาย

"ไป-ไปโว้ย อาไปด้วย"

อาเสี่ยเปลี่ยนสายตามาที่นิกร

"แกไปไหมล่ะ"

"ตกลง ไม่ต้องยกยอปอปั้นกันหรอก เรื่องเที่ยวโดยไม่ต้องจ่ายทรัพย์บอกมาเถอะ ขึ้นเขาลงห้วยไปทั้งนั้น"

กิมหงวนค้อนขวับ หันมาทางนายพัชราภรณ์ แต่ก่อนที่อาเสี่ยจะพูดว่ากระไร พลก็ชิงพูดขึ้นก่อน

"ไปโว้ย กันไปด้วย อยากเที่ยวภาคอีสานมานานแล้ว และอยากเห็นเท็จจริงในเรื่องยักษ์รายนี้ด้วย ฟัง อ้ายเสี่ยมันพูดเมื่อกี้นี้เหตุผลมันเข้าทีเหมือนกัน สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ใหญ่โตยิ่งกว่าช้างยังมีเหลืออยู่ในโลกนี้ ไม่ใช่ว่าสูญพันธุ์ไปทีเดียว ยักษ์ที่นครพนมอาจจะเป็นมนุษย์สมัยหินก็ได้ และคงจะซุ่มซ่อนตัวอยู่ในป่าใน ดง"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี มันคงไม่อยากมาปรากฏตัวให้คนเห็นหรอก แต่ที่ออกมาจากป่าก็คงจะมาซื้อถ่าน, ข้าวสาร, ไข่เป็ด และหมูเอาไปกิน"

คุณหญิงวาดพูดเสียงดุๆ

"ข้าวสาร, ไข่เป็ดน่ะ ยักษ์มันไมกินหรอกย่ะ ยักษ์มันกินช้าง, ม้า, วัว, ควาย, และกินคนเป็นอาหาร"

"ยังงั้นหรือครับ" นิกรพูดยิ้มๆ "คุณอาถ้าจะ เคยเป็นยักษ์ ถึงได้เข้าใจดี"

"อ้าว-ประเดี๋ยวแม่ด่ายับไปเลยอ้ายนี่"

๔ สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างปรึกษาหารือกันที่จะเดินทางไปจับยักษ์นครพนม คุณหญิงวาดสนับ สนุนเต็มที่ แม่เสือทั้ง ๔ นั่งนิ่งเฉย เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ นั่งเงียบขรึมอยู่นานแล้ว อดรนทนไม่ได้ก็พูดเสริมขึ้น

"เฮ้-สมมุติว่าแกพบยักษ์ตัวนี้จริงๆ แกจะลำเลียงเอามากรุงเทพฯ ได้อย่างไรกันวะ ถ้าหากว่าพวกแกจับมันได้"

กิมหงวนตอบทันที

"จะยากอะไรครับ เอาใส่รถตู้ ข.ต. มา"

"ถูกละ แต่จากนครพนมมาอุดรไม่มีทางรถไฟนี่หว่า บรรทุกรถยนต์ไหวหรือ ตัวมันคงสูงไม่ต่ำกว่า ๒๕ ฟิต"

ดร. ดิเรกตอบแทนเสี่ยหงวน

"การลำเลียงยักษ์มากรุงเทพฯ เป็นปัญหาที่เรา จะต้องไปขบคิดกันข้างหน้าครับ ถ้าเราจับมันได้เราก็ต้องพยายามทุกประการ ที่จะเอาตัวมันมากรุงเทพฯ คุณอาไปกับพวกเราด้วยไหมล่ะครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สั่นศีรษะ

"ช่างเถอะ พวกแกไปกันก็แล้วกัน อากลัวยักษ์มันจับเอาไปกินโว้ย"

เสี่ยหงวนเสริมขึ้นเบาๆ

"กินเข้าไปได้เรอะ เหม็นเขียวตายโหง"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ นัยน์ตาวาวโรจน์ คว้าส้มเขียวหวานผลหนึ่งในพานผลไม้ขว้างหน้ากิมหงวนทันที อาเสี่ยก้มศีรษะหลบแพล๊บ ส้มเขียวหวานลอยละลิ่ว ข้ามศีรษะเสี่ยหงวนไปอย่างหวุดหวิด เจ้าแห้วเดินเข้า มาในห้องรับประทานอาหาร เพื่อจะเก็บกับข้าว ส้มเขียวหวานผลนั้นจึงถูกหน้าอกเจ้าแห้วดังพลั่ก

"โอ๊ย! " เจ้าแห้วร้องสุดเสียง

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะครืน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ลืมโกรธอาเสี่ย ท่านมองดูเจ้าแห้วอย่างขบขันแกมสงสาร

"ผิดตัวโว้ย อ้ายแห้ว ขอโทษที"

เจ้าแห้วหน้างอเหมือนม้าหมากรุก

"รับประทานไม่ผิดหร็อกครับ ถูกหน้าอกอย่างถนัดใจ"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นอีก เจ้าแห้วเดินเข้ามาเก็บถ้วยชามและจานอาหาร กิมหงวนยกมือตบหลังเจ้าแห้วเบาๆ

"เฮ้ย-ไปเที่ยวนครพนมกันไหมวะ"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"รับประทานไปทำไมครับ"

"ก็ไปจับยักษ์ยังไงล่ะ แกอ่านหนังสือพิมพ์หรือเปล่า"

เจ้าแห้วนัยน์ตาเหลือก

"โอ๊ย-รับประทานไปจับยักษ์ หรือไปให้ยักษ์มันจับครับ รับประทานผมเห็นรอยเท้าของมันในหนัง สือพิมพ์แล้ว รับประทานอย่างน้อยก็เบอร์ ๗๐ ไม่ไหวครับ รับประทานถูกมันเตะเบาๆ ขาดสองท่อนเลย"

ดร. ดิเรกจุ๊ย์ปาก

"ยูขี้ขลาดมาก"

เจ้าแห้วพยักหน้า

"ออไร๋น์"

"เฮ้ย! " พลเอ็ดตะโรลั่น "อ้ายนี่ชักทลึ่งหนักขึ้นทุกวัน ดิเรกน่ะมันไม่ใช่เพื่อนเล่นของแกนะจะบอกให้"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"ก็พวกแกน่ะชอบพูดเล่นกับเจ้าแห้วเสมอมันก็ได้ใจน่ะซี โบราณเขาว่าเล่นกับหมาหมาเลียปาก คนชั้นขี้ข้าน่ะถ้าเราใจดีกับมันเกินไปมันก็อดที่จะทลึ่งกับเราไม่ได้"

เจ้าแห้วทำหน้าชอบกล ขยับจะเดินเลี่ยงออกไปจากห้อง นิกรจุ๊ย์ปากร้องเรียกไว้

"เดี๋ยวก่อนอ้ายแห้ว ว่าไง จะไปจับยักษ์ที่นครพนมด้วยกันหรือไม่ไป ถ้าแกไม่ไปฉันจะได้เอาคนอื่นไป"

เจ้าแห้วชำเลืองมองดูคุณหญิงวาดเสียก่อนแล้ว พูดนอบน้อม

"รับประทานผมเป็นบ่าวนี่ครับ เจ้านายไปไหน ผมก็ต้องติดตามไปด้วย

"เออ-ยังงั้นซีวะ ยักษ์น่ะมันไม่เก่งกาจไปกว่า มนุษย์หรอก เพียงแต่รูปร่างของมันใหญ่โตกว่าเราเท่านั้น กันจะแสดงการจับยักษ์ให้พวกเราดู ไม่ยากเย็นเลย"

กิมหงวนชักสงสัย

"แกจะจับมันโดยวิธีใดวะอ้ายกร"

นายจอมทะเล้นพูดอย่างเป็นงานเป็นการ

"ก็ต้องใช้วิธีสกดจิตน่ะซี มองตาแพล๊บเดียว อ้ายยักษ์ก็งวยงงตกอยู่ในอำนาจของกัน"

"โม้ละซี หน้าอย่างแกสกดดวงจิตได้ด้วยหรือ ลองสกดกันหน่อยเถอะวะ"

นิกรชักฉิว ลืมตาโพลง

"อ้ายหงวน ชะ ช้า แกมันไม่รู้จักอะไร กัน เป็นนักสกดจิตชั้นศาสตราจารย์ทีเดียว หมาดุๆ กันมองหน้าแพล๊บเดียวเท่านั้น นั่งยองๆ ยกมือไหว้กันเลย เอาไหมล่ะพนันกันสักพันบาท เอาเงินสดมาวางเดิมพันกันเดี๋ยวนี้" พูดจบนิกรก็ขยิบตากับเสี่ยหงวน "กันสกดแกให้ตกอยู่ในอำนาจกันเดี๋ยวนี้แหละ"

อาเสี่ยแกล้งส่งเสียงเอะอะ

"ยังได้อ้ายกร มา-พันบาทฝากคุณอาหญิงไว้ ถ้าแกสกดจิตกันได้ พันบาทแกเอาไป ถ้าสกดไม่ได้ แกต้องเสียให้กันพันบาท"

"โอ.เค" นิกรร้องลั่น

สองสหายต่างล้วงกระเป๋าหยิบซองธนบัตรของตนออกมา คณะพรรค ๔ สหายพูดกันจ้อกแจ้กจอแจ นิกรกับกิมหงวน ส่งเงินให้คุณหญิงวาดคนละพันบาท แล้วนิกรก็กล่าวกับคุณหญิง

"คุณอาเป็นพยานนะครับ"

"เดี๋ยวก่อน" คุณหญิงพูดยิ้มๆ "มีเงื่อนไขยังไงกันบ้าง พูดให้ฉันรู้เรื่องเสียก่อน"

นิกรว่า "เงื่อนไขก็คือว่า ผมจะใช้วิชาสกดจิต สกดอ้ายหงวนให้ตกอยู่ในอำนาจจิตของผม ซึ่งผมจะ บังคับให้มันทำอะไรก็ได้แล้วแต่ผมจะออกคำสั่ง"

คุณหญิงวาดหัวเราะ

"ถ้าแกทำได้พ่อหงวนเสียเงินให้แกพันบาท"

"ครับ ถ้าทำไม่ได้ ผมยอมจ่ายให้อ้ายเสี่ยพันบาทเช่นเดียวกัน"

"ว้า-แกก๊อเสียเงินให้พ่อหงวนเท่านั้นเอง"

นิกรแกล้งทำเป็นโมโห

"คุณอาพนันกับผมอีกยังได้นะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"เอาครับคุณหญิง พนันกับอ้ายกรอีกสักพันบาท"

นิกรหันมาทำตาเขียวกับพ่อตาของเขา

"เอายังงี้ดีกว่าคุณพ่อ ผมต่อสองเอาหนึ่งคุณ พ่อจะรองสักเท่าไรก็ได้ ถ้าผมสกดจิตอ้ายหงวนไม่สำเร็จ ผมเสียให้คุณพ่อสองเท่าของเงินที่คุณพ่อรองเอาไว้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดโพล่งขึ้นทันที

"ตกลง อ้ายกร พ่อรอง ๒,๐๐๐ บาท เอาเงินสดวางไว้ที่คุณหญิงเดี๋ยวนี้ ถ้าแกสกดเจ้าหงวนไม่ได้ แกต้องจ่ายให้ฉัน ๔,๐๐๐ บาท ถ้าแกสกดได้ ๒,๐๐๐ บาท แกเอาไป"

นายจอมกะล่อนเค้นหัวเราะ ล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบสมุดเช็คออกมา

"ดีแล้วครับ ผมยอมล่มจมวันนี้ เงินสดผมไม่มี เซ็นเช็คมอบให้คุณอาหญิงไว้ก็แล้วกัน"

"ได้-พ่อก็ไม่มีเงินสด จะเขียนเช็คให้เช่นเดียวกัน" พูดจบเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็หยิบสมุดเช็คออกมา จากกระเป๋าเสื้อเชิ๊ต

ทั้งพ่อตาและลูกเขยก้มหน้าก้มตาเขียนเช็ค เขียนเสร็จต่างก็ฉีกออกจากเล่มและส่งให้คุณหญิงวาดซึ่งเป็นคนกลาง คุณหญิงตรวจดูเช็คทั้ง ๒ ฉบับ แล้วก็ส่งฉบับของนายจอมทะเล้นคืนให้เจ้าของ

"เอ้า-เซ็นชื่อเสียก่อนโว้ย อย่าเหลี่ยมให้มันมากนักเลยแก เช็คตะหวักตะบวยอะไร มีแต่จำนวน เงิน แต่ไม่มีรายเซ็นเจ้าของเช็คสั่งจ่าย"

นิกรหัวเราะ จัดแจงเซ็นชื่อเรียบร้อย ส่งให้คุณหญิง

"เอาละครับ ถูกต้องดีแล้ว"

"เออ-ให้มันเรียบร้อยยังงี้ซี"

เจ้าแห้วคลานเข่าเข้ามาหานิกร แล้วเอื้อมมือเขี่ยขานายจอมทะเล้น

"รับประทาน ผมรองไว้สักร้อยบาทได้ไหมครับ รับประทานผมว่าคุณสกดอาเสี่ยไม่ได้แน่ๆ "

นิกรยกฝ่ามือผลักหน้าเจ้าแห้วเต็มแรง

"ทลึ่งอีกแล้ว ไปห่างๆ เดี๋ยวเตะคางหักเลย อ้ายนี่ ฉันเล่นกับอ้ายเสี่ยและคุณพ่อสองคนเท่านั้นแกไม่เกี่ยว"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ ใจเต้นระทึกอยากจะเล่นพนัน ด้วยเพราะมองไม่เห็นทางว่าคนอย่างนิกรจะสามารถ สกดจิตได้

การพนันขันต่อเริ่มต้นแล้ว คณะพรรค ๔ สหาย วิพากษ์วิจารณ์กันลั่น โดยมากไม่มีใครเชื่อว่านิกรจะ สกดจิตได้ แต่พล พัชราภรณ์เท่านั้นที่เห็นว่าคนอย่างนายนิกรเป็นคนที่มีทีเด็ดเสมอ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ท่านมั่นใจว่า นิกรคงจะเสียพนันท่านอย่างแน่นอน และ ๔,๐๐๐ บาทย่อมไม่ใช่เงินเล็กน้อย

"เอา-ลงมือสกดได้แล้วอ้ายกร" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดพลางหัวเราะพลาง

นายจอมทะเล้นเริ่มเก๊กหน้าให้สมกับที่เขาเป็นนักสกดดวงจิต เขาเลื่อนเก้าอี้เข้ามานั่งใกล้กิมหงวน

ภายในห้องโถงเงียบกริบ สายตาทั้งหมดต่างจ้องมองมาที่กิมหงวนและนิกรเป็นตาเดียว

นิกรถอนหายใจหนักๆ ทำตาถมึงมองดูกิมหงวน ทำปากแบะเล็กน้อย ยกมือขวาขึ้นวนเวียนข้างหน้า อาเสี่ย พร้อมกับทำปากหมุบหมิบเหมือนกับร่ายเวทย์ วิทยาอาคมขลังพูดพึมพำเบาๆ พอให้อาเสี่ยได้ยินคนเดียว

"สองพันพันหนึ่ง คนละครึ่งมึงกับกู เพี้ยง อา เจ้าหงวนเอ๋ย จงมองข้า....ฮึ่ม....แฮ่ "

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก รีบยกขาทั้งสองขึ้นมาวางบนเก้าอี้

"เฮ้ยๆ อย่างร้องแฮ่เลยวะ เสียวน่องเหลือเกิน"

นิกรจุ๊ย์ปาก

"นั่งเฉยๆ ไม่ต้องพูดอะไร แล้วก็มองดูหน้ากันซีโว้ย แล้วกัน ขอให้แกนั่งนิ่งๆ เพียงนาทีเดียวเท่านั้น จิตใจของแกก็จะตกอยู่ในอำนาจของกัน" พูดจบนิกรก็ขยิบตากับอาเสี่ยอีก

ต่างคนต่างรู้กัน นิกรเริ่มต้นสกดจิตต่อไป คราวนี้เสี่ยหงวนนั่งนิ่งเฉย นายจอมทะเล้นโบกมือขวาไปมารอบๆ หน้ากิมหงวน สักครู่เดียวอาเสี่ยก็แกล้งทำเป็น สะดุ้งเฮือกและค่อยๆ หลับตาพริ้ม

คณะพรรค ๔ สหายตื่นเต้นแปลกใจไปตามกัน นิกรแกล้งกระแอมขึ้นดังๆ พูดเสียงหนักแน่นดุเดือด

"จงลืมตาขึ้น สูเจ้าจงลืมตาขึ้นมองดูโลกนี้ อา สูเจ้าตกอยู่ใต้อำนาจการสกดจิตแห่งตูข้าแล้ว สูเจ้าจงยิ้ม...ยิ้มให้หวานที่สุด....ยิ้มเถิด....ยิ้มตามคำสั่งแห่งตูข้าผู้เป็นพ่อมด"

อาเสี่ยยิ้มหวานจ๋อย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักใจไม่ ดียกมือขึ้นลูบหัวล้านของท่านพร้อมกับพึมพำกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เบาๆ

"ฮื่อ ไง๋เป็นไปได้เจ้าคุณ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ดูเหมือนจะทราบดีว่ากิมหงวนกับนิกรรู้กัน แต่ในฐานที่นายจอมทะเล้นเป็นหลานเมียของท่าน ท่านจึงไม่กล้าพูดวิจารณ์อะไร

"ก็เจ้าคุณไม่ควรไปพนันกับมันนี่นา อ้ายกรคนนี้ มันใช่เล่นอยู่เมื่อไร"

นิกรยกมือวนเวียนรอบๆ ใบหน้าอาเสี่ยอีก

"สูเจ้าจงหัวเราะเดี๋ยวนี้หัวเราะ หัวเราะให้ดัง"

กิมหงวนหัวเราะก้าก หัวเราะอย่างขบขันที่สุด หัวเราะเพราะขันเจ้าคุณปัจจนึกฯ ที่เสียรู้เขากับนิกร นายจอมทะเล้นออกคำสั่งต่อไป

"เฮ้ยหยุดหัวเราะแล้วร้องไห้"

อาเสี่ยร้องไห้ทันที ปล่อยเสียโฮใหญ่ ราวกับว่าพ่อและแม่ตายพร้อมกัน ในเวลาเดียวกัน ๔ นางพูดกันจ้อกแจ้กจอแจ นวลลออเอื้อมมือเขี่ยแขนประไพ

"แย่ละค่ะ คุณไพ คุณกรแกมีวิชาสกดจิตได้ ประเดี๋ยวแกเกิดเกลียดพวกเราขึ้นมา แกสกดจิตบังคับ ให้พวกเราแก้ผ้าเดินโทงๆ ก็อายเขาแย่"

ประไพยิ้มแห้งๆ ไม่ยอมพูดหรือออกความเห็น อะไรเพราะกำลังสงสารเจ้าคุณพ่อของหล่อนที่จะต้องเสียเงิน ๒,๐๐๐ บาทให้นิกร ในเวลาเดียวกันนี้เอง นายจอมทะเล้นก็หันมายิ้มให้พ่อตาของเขา

"ยังไงครับเห็นหรือยังว่า อ้ายเสี่ยตกอยู่ใต้อำนาจจิตของผมแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่น

"ไหนแกลองบังคับให้มันลุกขึ้นร้องยี่เกซิ"

นิกรหัวเราะ หันมาทางกิมหงวน

"เฮ้ย สูเจ้าผู้มีจิตใจอ่อน จงลุกขึ้นร้องรำยี่เก ให้ตูข้าฟังเดี๋ยวนี้"

ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น กิมหงวนค่อยๆ ลุก ขึ้นจากเก้าอี้นวม กวาดสายตามองไปรอบบริเวณแล้ว ร้องยี่เกขึ้นทันทีพร้อมกับยกมือขึ้นรำประกอบบทร้องไปด้วย ท่าทางอยู่ข้างจะเก้งก้างสักหน่อย

"เมื่อฉันอยู่ในวัง

ได้ยินเสียงสังข์และเสียงแตร

ฉันออกมาอยู่นอกวัง

ฉันไม่ได้ยินเสียงสังข์กระทั่งเสียงแตร

อยากจะกลับเข้าวังฟังเสียงสังข์และเสียงแตร..."

คณะพรรค ๔ สหายตัวเราะครืน กิมหงวนค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมตามเคย นิกรกลั้นหัวเราะ แทบแย่แต่ไม่กล้าหัวเราะ เขายกมือขวาขึ้นโบกวนเวียน ไปข้างหน้าอาเสี่ยแล้วพูดขึ้นเบาๆ

"สูเจ้าจงตื่นเถิด อำนาจมนต์สกดแห่งตูข้านั้น คลายแล้ว สูเจ้าจงเป็นตัวของสูเจ้าเองนับแต่บัดนี้"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง แกล้งทำหน้าเลิ่กลั่กมอง ดูคนนั้นคนนี้ พลกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะหึๆ เพราะรู้เท่าทันความคิดของนิกร ดร. ดิเรกขมวดคิ้วนิ่วหน้าร้องขึ้นดังๆ ด้วยความแปลกใจเหลือที่จะกล่าว

"โอ-มันเป็นแปลกมาก การสกดจิตเห็นมีแต่ พวกโยคีในอินเดียเท่านั้น อ้ายกรนี่เก่งมากโว้ย ฝรั่งงงไปหมดแล้ว"

คุณหญิงวาดส่งเงินเดิมพันทั้งหมดที่ท่านรักษาไว้ให้นิกร

"เอ้า เอาไป แกชนะแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เหงื่อแตก ท่านมองดูหน้ากิมหงวนแล้วกล่าวถามขึ้น

"ทำไมจิตใจของแกถึงได้อ่อนแอนัก อ้ายหงวน ทำไมแกยอมตกอยู่ใต้อำนาจจิตของอ้ายกร"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"เอผมไม่รู้เรื่องเลยครับ ตะกี้นี้ผมทำอะไรไปบ้างก็ไม่รู้ มันงงๆ เหมือนกับเมาเหล้า นี่หมายความว่า เราแพ้พนันอ้ายกรมันแล้วหรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้อนขวับ

"ก็แพ้มันน่ะซี บา-ซวยจริงโว้ย" แล้วท่านก็หันมาพูดกับนายจอมทะเล้น "เฮ้ย พนันกันใหม่โว้ยอ้ายกร เอากันสักหมื่นบาทเลย ไม่ต้องต่อละเล่นเท่าๆ กันเชียวแหละ ถ้าแกสกดจิตพ่อได้ พ่อยอมเสียเงินให้แก หมื่นบาท ถ้าแกสกดไม่ได้แกต้องจ่ายให้พ่อหมื่นบาท อ้ายหงวนมันคนใจอ่อนนี่หว่า มา-ขอให้พ่อแก้ตัวอีกที เถอะวะ"

นิกรเก็บเช็คใส่กระเป๋าแล้วสั่นศีรษะ

"เสียใจครับคุณพ่อ อาจารย์สั่งไว้วันหนึ่งให้สกด ได้หนเดียวเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแหยๆ หันมาพูดกบเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"อ้ายกรมันสำคัญมาก เจ้าคุณ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กลั้นหัวเราะไว้

"ทีหลังเจ้าคุณจำไว้เถอะครับ อย่าได้อุตริเล่น พนันกับอ้ายกรเลย อ้ายนี่มันมะกอกสามตะกร้าลูกไม้ พราวไปรอบตัวกลมยิ่งกว่าลูกบิลเลียด อยู่ดีๆ ไม่ว่าดี เสียเงินให้อ้ายกรไปเปล่าๆ ตั้ง ๒,๐๐๐"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ฝืนหัวเราะ

"ไม่เป็นไรครับ นึกว่าให้ทานหมามัน"

นิกรสดุ้งเฮือก ค้อนพ่อตาของเขา ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหายก็ปรึกษาหารือกัน ในการที่จะเดิน ทางไปจับยักษ์ที่จังหวัดนครพนม

โดยขบวนรถด่วน สายตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งออกจากสถานีกรุงเทพฯ เมื่อกลางวันวันศุกร์นั้น คณะพรรคสี่สหายได้มาถึงจังหวัดอุดรธานี ในตอนเช้าวันเสาร์ คือวันรุ่งขึ้นโดยสวัสดิภาพ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พล, นิกร, กิมหงวน ดร. ดิเรกและเจ้าแห้วมารถนั่งนอนจึงไม่มีการอ่อนเพลียอะไร เพราะได้นอนมาตลอดคืนตามธรรมดาของคนมีสตางค์ ไม่ว่าจะทำอะไร เป็นต้องได้รับความสะดวกสบายมาก กว่าคนจน

เมื่อลงจากรถเรียบร้อย คณะพรรค ๔ สหายก็แวะรับประทานอาหารเช้าที่ตลาด สภาพของจังหวัด อุดรธานีเป็นจังหวัดที่เงียบเหงาแห้งแล้งยังไม่สู้จะเจริญนัก พวกชาวพื้นเมืองเขาพากันมองดูคณะพรรค ๔ สหายเพราะไม่เคยเห็นหน้าเพียงแต่รู้ว่าเป็นคนกรุงเทพฯ ท่าทางคล้ายกับเจ้าใหญ่นายโต

ตอนสายวันนั้นเอง คณะพรรค ๔ สหายก็เช่ารถบัสพิเศษได้ ๑ คัน ออกเดินทางจากอุดรไปสู่จังหวัด นครพนมอันเป็นจุดหมายปลายทาง การเดินทางได้หยุดพักถ่ายรูปและถ่ายภาพยนตร์กันบ่อยๆ บางทีก็หยุดถ่ายท้องสุดแต่โอกาส อาเสี่ยกิมหงวนพยายามตีสนิทกับคนขับรถ เลียบเคียงไต่ถามในเรื่องยักษ์ แต่พอกิมหงวนเอ่ยชื่อของมัน เจ้าคนขับรถก็แสดงความหวาดกลัวจนสีหน้าซีดเผือดผิดปกติ คนรถคนนี้เป็นชาวพื้น เมืองที่พูดภาษาไทยกลางได้ชัดเจน

"คุณว่ายังไงนะครับ คุณจะมาจับยักษ์"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"ถูกแล้วน้องชาย เราเตรียมเครื่องมือมาพร้อม แล้ว เราจะจับเอาไปกรุงเทพฯ ออกแสดงในงานฉลองรัฐธรรมนูญคราวนี้ แกรู้เบาะแสที่อยู่ของยักษ์ หรือเปล่าล่ะ ถ้าแกรู้กันจะจ้างแกเป็นผู้นำทางและจะคิดค่าป่วยการให้แกอย่างงดงามทีเดียว วันละร้อยบาทยังได้นะน้องชาย"

คนขับรถตัวสั่นงันงก เขาเหยียบห้ามล้อบังคับ รถให้หยุดนิ่งทันที แล้วก็ดับเครื่อง หันมามองดูคณะ พรรค ๔ สหายด้วยความประหลาดใจแกมสงสาร

"โอ-คุณครับ ผมคิดว่าทางที่ดีคุณกลับไปเสีย ดีกว่าครับ ถ้าหากว่าพวกคุณยังรักที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป"

ทุกคนจ้องมองดูคนขับรถเป็นตาเดียว พลกล่าว ถามขึ้น

"แกหมายความว่า ยักษ์ที่เมืองนครพนมมีตัวตน จริงๆ ยังงั้นหรือ ไม่ใช่เรื่องที่กุข่าวกันเล่นดอกหรือ"

คนขับรถถอนหายใจอีกครั้งหนึ่ง

"นี่คุณคิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหลหรือครับ"

นายพัชราภรณ์พยักหน้า

"อือ กันยังไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ จึงชวนเพื่อนเดินทางมาดูให้เห็นเท็จจริง"

"ถ้ายังงั้นพวกคุณมีหวังได้เห็นแน่ครับ ชาวนครพนมทุกคนได้เห็นยักษ์ ๒ ตัวผัวเมียนี้แล้ว โอย-คุณ เห็นมันเข้าต้องเป็นลมแน่ ตัวสูงขนาดต้นตาลเชียวนะครับ ทั้งสูงทั้งใหญ่ แต่ว่ามันไม่ได้เป็นศัตรูของใครเว้นแต่ว่าใครจะตั้งตนเป็นศัตรูกับมันก่อน เมื่อเร็วๆ นี้ มีพวกเศรษฐีคณะหนึ่งเดินทางบุกบั่นมาจากโคราช เพื่อจะจับยักษ์ตัวนี้มาด้วยกัน ๑๐ คน จ้างคนนำทางพาไปยังถิ่นที่อยู่ของยักษ์ ในที่สุดถูกยักษ์จับกินหมด หนีรอดมาได้คนเดียวเท่านั้นเอง ชาวเมืองยังได้โจทย์ขานกันจนทุกวันนี้"

คณะพรรค ๔ สหายหันมามองดูหน้ากัน เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะเจ้าคนรถหนุ่มคนนี้พูดจาคล่อง แคล่วเกินไป

"หน้าตามันเป็นอย่างไร อ้ายน้องชาย" ดร. ดิเรกถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"หน้าตาหรือครับ ก็เหมือนอย่างเราๆ นี่เองแหละครับ ยักษ์ก็คือมนุษย์ แต่เป็นมนุษย์ที่มีรูปร่างใหญ่ โตกว่าคนธรรมดาหลายสิบเท่า ผมได้เผชิญหน้ากับยักษ์สองตัวผัวเมียคู่นี้มาแล้วที่กลางป่าแห่งหนึ่ง ขณะที่รถ ของผมแล่นผ่านไป มันออกมายืนขวางทางครับ ถือต้นไม้ต้นเบ้อเริ่มคนละต้นเป็นอาวุธ เสียงดังราวกับฟ้าร้อง หน้าตาน่ากลัวมากเชียวครับ ผิวดำ ผมหยิก นัยน์ตาโปน มีเขี้ยวงอกออกมานอกปาก โอ-ไม่ได้โกหกหรอกครับ ตัวมันสูงไม่ต่ำกว่า ๓๐ ฟิต"

นิกรหัวเราะ

"มันทำยังไงแกบ้างเล่าให้ฟังซิ ขับรถต่อไปเถอะวะ จอดเฉยๆ ทำไมเสียเวลาเปล่าๆ "

คนขับรถจัดแจงสต๊าทเครื่องติดเครื่องยนต์นำรถบัสของเขาออกแล่นต่อไป

"ผมจะเล่าให้ฟังครับ ขณะที่ผมขับรถผ่านป่าสะเดาดงแห่งหนึ่ง ยักษ์สองตัวผัวเมียก็วิ่งออกมาจากป่าส่งเสียงร้องคำรามลั่น ผมเห็นมันอยู่ทางท้ายรถก็ เหยียบน้ำมันเต็มที่ ในรถมีผมกับอ้ายเปี๊ยก ๒ คนเท่านั้นแหละครับ ไม่เชื่อถามอ้ายเปี๊ยกดูก็ได้"

คณะพรรค ๔ สหายหันมามองทางท้ายรถแลเห็นเด็กชายรุ่นหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเด็กกระเป๋านั่งสับปะหงกอยู่ตามลำพัง เจ้าเด็กคนนี้คือผู้ช่วยของคนขับรถคนนี้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดกับคนขับ

"แล้วยังไงอีก เล่าซิ"

"ยักษ์มันวิ่งไล่กวดรถเราครับ ก้าว ๓-๔ ทีเท่านั้นก็ทันอ้ายยักษ์ตัวผู้เอื้อมมือดึงรถผมไว้ ทำให้รถหยุดทันที ผมกับอ้ายเปี๊ยกกระโจนลงจากรถจะวิ่งหนี นางยักษ์ตัวเมียก้มลงตะครุบผมกับอ้ายเปี๊ยกไว้ได้ เหมือนกับเราตะครุบจิ้งหรีดแหละครับ ผมกราบไหว้ อ้อนวอนมันให้ปล่อยผม ชี้แจงให้มันฟังว่าผมกำลังจะนำรถไปรับตำรวจไปจับพวกปล้น พอดีมีช้างป่าตัวหนึ่งเดินงุ่มง่ามออกมาจากป่า นางยักษ์ตัวเมียอยากกินช้างเลยชวนอ้ายยักษ์ตัวผู้ไล่จับช้าง ผมกับอ้ายเปี๊ยกไม่รอช้ารีบบึ่งรถไปเลย โอย-พูดแล้วยังใจหายใจคว่ำครับ เล่าเหมือนโกหก"

คณะพรรค ๔ สหายถอนหายใจเฮือกใหญ่ไปตามกัน

"มันแต่งตัวยังไงวะอ้ายน้องชาย" อาเสี่ยถามคนขับรถ

"แต่งตัวหรือครับ มีผ้าปิดท่อนล่างคนละชิ้น เท่านั้น นังตัวเมียรูปร่างอ้วนจ้ำม่ำน่าเกลียดน่ากลัว มาก ดัดผม ทาปาก เขียนคิ้วเสียด้วยครับ แต่เปลือย หน้าอกล่อนจ้อนแลเห็นลูกฟักแกว่งไปมาเต็มอก"

ดร. ดิเรกเม้มปากแน่น เขาสนใจในเรื่องยักษ์สองตัวผัวเมียนี้มากกว่าเพื่อน เขาไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าที่เจ้าคนหนุ่มคนนี้เล่าให้เขาฟังเป็นความจริง ถ้าหากว่ายักษ์ใหญ่โตมโหฬารอย่างนี้แล้ว ยักษ์สองตัว ผัวเมียนี้คงเป็นมนุษย์หินที่มียาวิเศษชุบตัวไม่ให้แก่ชรา และอย่างน้อยมันจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่าล้านปีอย่างไม่ ต้องสงสัย

"ว้า-ไม่อยากเชื่อเลยโว้ย" นายแพทย์หนุ่มคราง

"โธ่-เชื่อเถอะครับ ผมโกหกพวกคุณผมไม่ได้ดิบได้ดีอะไรเลย ผมได้เผชิญกับยักษ์มาจริงๆ อีก ๑ ชั่วโมงเราก็จะผ่านป่าอันเป็นที่อยู่ของยักษ์สองตัวผัวเมียนี้ พอถึงตรงนั้นคนขับรถและผู้โดยสารจะต้องจุดธูปเทียนเคารพกราบไหว้มัน จึงจะเดินทางผ่านไปได้อย่างปลอดภัย นี่ผมก็เตรียมธูปเทียนมาพร้อมแล้ว"

ดร. ดิเรกดีดมือแป๊ะ

"ถ้ายังงั้นกันกับพวกจะจับมันให้ได้ ไม่ต้องกลัว อ้ายน้องชาย กันจะจับมันอย่างง่ายดายที่สุด นั่นในลังไม้ฉำฉาใบใหญ่นั่นแหละคือเครื่องมือจับยักษ์ ที่กันเอามาจากกรุงเทพฯ "

คนขับรถหน้าซีดเผือด

"โอ๊ย-ถ้ายังงั้นผมไม่อาจจะพาคุณเดินทางต่อไป ได้แล้วละครับ เมียผมยังสาว และยังสวยครับ หล่อนจะต้องเป็นหม้ายแน่นอน"

นิกรพูดปลอบใจคนขับรถ

"โธ่-อ้ายน้องชายกลัวอะไรวะ เราเป็นมนุษย์ เราต้องฉลาดกว่ายักษ์เอาลูกระเบิดน้ำตาขว้างตูมเดียวเท่านั้นมันก็หมดฤทธิ์"

คณะพรรค ๔ สหายต่างช่วยกันพูดให้กำลังใจคนขับรถ จนกระทั่งเขาค่อยๆ มีจิตใจเข้มแข็งขึ้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวว่า

"คนที่เขาพูดกับแกคือลูกเขยฉันเอง เป็นนักสกดจิตที่มีความสามารถอย่างยอดเยี่ยม เขาเพียงแต่ มองดูหน้ายักษ์เท่านั้น ยักษ์สองตัวผัวเมียก็จะตกอยู่ ในอำนาจของเขา สั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำตาม" พูดจบ ท่านก็หันมาทางนายจอมทะเล้น "ต้องแสดงให้ดูนะ อ้ายกร"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"แหม-ตัวมันใหญ่ซะด้วยครับคุณพ่อ สกดยากหน่อย แต่ว่าเอาครับ ผมจะลองร่วมมือกับดิเรกจับ ยักษ์ของตัวผัวเมียนี้ให้ได้"

เสียงเครื่องยนต์รถบัสสบัดผิดปกติ ในที่สุดก็เงียบเสียงหยุดเอาเฉยๆ คนขับรถยกมือเกาศีรษะทันที

"บา-อ้ายเวรนี่รวนกูอีกแล้ว"

อาเสี่ยถามเบาๆ

"รถเป็นอะไรไปล่ะ"

"น้ำมันมันรวนครับ ตั้งแต่วานนี้แล้ว ได้กลิ่นน้ำมันไหมล่ะครับ มันท่วมคาบูเรเตอร์ล้นออกมา เครื่องก็ดับ ขอเวลาให้ผมแก้สักครึ่งชั่วโมงเถอะครับ อ้ายเปี๊ยกโว้ยลงไปช่วยกันโว้ย แก่ง่วงเสียจริงนะมึง"

คนขับรถกับเด็กท้ายรถของเขาต่างพากันลงไปจากรถ ภูมิประเทศตอนนี้เป็นป่าทึบเงียบสงัด และวังเวงอย่างไรชอบชล เห็นภูเขาสูงทมึนตั้งอยู่เบื้องหน้าโน้น เสียงจักจั่นเรไรร้องระงมไพร

ขณะที่คนขับรถกับผู้ช่วยของเขากำลังสาละวนแก้ ไขเครื่องยนต์อยู่ตอนหน้ารถ เจ้าแห้วก็เขยิบตัวเข้ามา นั่งชิดนิกรแล้วกระซิบกระซาบเบาๆ

"รับประทานได้กลิ่นอะไรบ้างไหมครับ"

นิกรยิ้มแห้งๆ แล้วกระซิบตอบ

"ข้าเอง อย่าเอ็ดไป"

เจ้าแห้วพยักหน้าหงึกๆ

"รับประทานทีหลังเด็ดปีกทิ้งเสียก่อนซีครับ"

ทันใดนั้นเอง คณะพรรค ๔ สหายก็ได้ยินเสียง ไม้ไร่หักโผงผางดังแว่วมาแต่ไกล แสงแดดซึ่งร้อนแรงกล้าเมื่อสักครู่นี้มีหมู่เมฆเคลื่อนมาบดบังจนหมดสิ้น ลมพายุเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน เสียงลมพัดต้นไม้ดังไปทั่วบริเวณ

คนขับรถวิ่งกะเร่อกะร่าเข้ามายืนเกาะขอบรถมอง ดู ๔ สหายด้วยความตระหนกตกใจ

"คุณครับ ยักษ์...ยักษ์แน่ๆ... โอยเปิดเถอะครับ ขืนอยู่เป็นตายแน่"

ดร. ดิเรกผิวปากหวือแล้วสั่นศีรษะ

"ยูตาแหกมากเกินไป มันเป็นพายุฝนธรรมดาไม่ ใช่ยักษ์มารที่ไหน ยักษ์ไม่มีอิทธิฤทธิ์มากมายอย่างนี้ เว้นแต่ว่าถ้ามันตัวใหญ่เท่าภูเขาละก้อว่าไม่ถูก"

คนขับรถกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"เชื่อผมเถอะครับ ก่อนที่ยักษ์จะมาปรากฏตัว ขึ้นจะต้องมีผมพายุพัดมาก่อนอย่างนี้เสมอ ยักษ์นี่น่ะมันครึ่งผีครึ่งคนครับ ประเดี๋ยวมันต้องบุกมาที่นี่แน่"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะกันอย่างขบขัน ต่างพูดปลอบใจคนขับรถให้เขาแก้รถต่อไป ขณะนี้เป็น เวลาเกือบ ๑๓.๐๐ น.แล้ว นิกรงัดสะเบียงออกมาแจกจ่ายเจ้าคุณปัจจนึกฯ และอ้ายแห้วกับเพื่อนเกลอของเขา อาหารกลางวันมีไก่ย่างกับข้าวเหนียวนึ่ง นอกจากนี้ก็มีแม่โขงและเนื้อเค็มปิ้ง ลมพายุซึ่งพัดแรงจัด อยู่สักครู่หนึ่งเบาบางลง เมฆฝนปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า หลังจากคณะพรรค ๔ สหาย จัดการทำธุระกับอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา

คนขับรถกับผู้ช่วยของเขารีบขึ้นมานั่งบนรถและลองติดเครื่องยนต์ดู เครื่องยนต์ทำงานตามปกติ เขา ยิ้มออกมาได้และถอนหายใจโล่งอก

"เออ ค่อยยังชั่วหน่อย"

พลเอื้อมมือเขี่ยแขนคนขับรถ

"น้องชาย กินข้าวเสียก่อนเถอะวะ เอ้า-ไก่ย่าง กับข้าวเหนียว เนื้อเค็มก็มีเอาไปซี แบ่งกับคนของแก"

คนขับรถสั่นศีรษะ

"ไม่รับละครับ ผมคิดว่าเพื่อความปลอดภัยเรา ควรรีบไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด เคราะห์หามยามร้าย ยักษ์มันพรวดพราดออกมามันก็จะจับเราไปกินเสียเท่านั้น ขอบคุณละครับผมกับเจ้าเปี๊ยกไปกินในเมืองดีกว่า อีกในราว ๒ ชั่วโมงก็ถึง"

รถบัสโกโรโกโสออกแล่นฝ่าฝนต่อไป ฝนตกหนักทำให้ถนนเป็นโคลนเป็นตม คนขับไม่อาจจะขับ รถได้เร็วเกินกว่าชั่วโมงละ ๒๕ ไมล์ เพราะทางบางแห่งลื่นมาก รถแล่นมาสักครู่ก็เข้าเขตป่าทึบมืดน่ากลัว ฝนค่อยๆ ซาลงตามลำดับจนกระทั่งขาดเม็ด แต่ท้องฟ้ายังเต็มไปด้วยพายับฝน

"ว้า" อาเสี่ยคราง "อยู่บ้านดีๆ ไม่ชอบไม่รู้ว่า จะมาหาตะหวักตะบวยอะไรกัน หาเรื่องลำบากแท้ๆ "

พลหัวเราะ

"ก็แกใช่ไหมล่ะที่เป็นตัวตั้งตัวดีในเรื่องนี้ อย่าบ่นหน่อยเลยวะ ไหนๆ ก็บุกบั่นมากันแล้ว ถ้าพบยักษ์เราจะต้องพยายามจับมันให้ได้"

อาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ที่นั่งในรถเปียกปอนไปหมด รถแล่นกระดอนขึ้นลงตลอดเวลา บางแห่งก็ แทบจะแล่นต่อไปไม่ได้"

พอถึงทางเลี้ยวแห่งหนึ่ง คนขับรถก็บังคับรถให้เลี้ยวซ้ายไปตามทางซึ่งคดเหมือนข้อศอก แต่แล้วเขา ก็ร้องอุทานออกมาคำหนึ่งด้วยเสียงอันดัง รีบเหยียบ ห้ามล้อทันทีชี้มือไปข้างหน้าร้องบอกคณะพรรค๔ สหาย

"เห็นไหมครับ โน่น-รอยตีนยักษ์ โอย-เราเข้า มาในเขตยักษ์แล้ว"

ทุกคนมองตามสายตาคนขับรถ และยังไม่ทันที่จะพูดอะไร คนขับรถกับผู้ช่วยของเขาก็เผ่นแผล็วลง จากรถพากันวิ่งเตลิดเปิดเปิงเข้าไปในป่าด้วยความเกรงกลัว กิมหงวนร้องตะโกนเรียกเท่าไรก็ไม่ยอมฟังเสียง คณะพรรค ๔ สหายเริ่มเสียขวัญแล้ว ทุกคนได้แลเห็นรอยเท้ามหึมาปรากฏบนถนน

"ยักษ์" เจ้าแห้วครางเสียงเครือ

ดร. ดิเรกปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง เขาก้มลงเปิดลังไม้ฉำฉาขึ้น หยิบปืนกลมือแบบเมตเสนและลูกระเบิดน้ำตาออกมา นายแพทย์หนุ่มส่งลูกระเบิดให้นายพัชราภรณ์ เขาเชื่อแล้วว่าเรื่องยักษ์นครพนมไม่ใช่ เรื่องเหลวไหล เพราะรอยเท้าที่เขากับเพื่อนๆ กำลังมองดูด้วยความตื่นเต้นอยู่นี้ มันเป็นรอยเท้าของยักษ์ ๒ ตัวอย่างแน่นอน

นิกรหน้าซีดตัวสั่น เจ้าแห้วมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม เจ้าคุณปัจจนึกฯ อกสั่นขวัญแขวน ท่านเจ้าคุณกล่าวกับนายแพทย์หนุ่มด้วยเสียงระล่ำระลัก

"เฮ้ยๆ อย่าลงไปเลยดิเรก รอยตีนขนาดนี้น่ะ ตัวคงสูงไม่ต่ำกว่ายอดไม้ต้นนี้ มันเตะเราเบาๆ ก็ชัก แล้ว ปืนขี้ปะติ๋วของแกคงทำไมมันไม่ได้หร็อก ปีนข้ามไปนั่งที่คนขับเถอะ รีบขับรถหนีไปดีกว่า"

ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ

"ก็เรามาจับยักษ์กันไม่ใช่หรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ฝืนยิ้มอย่างยากเย็น

"ไม่ไหว...ไปเถอะ หนีดีกว่า"

เจ้าแห้วเห็นพ้องด้วย

"รับประทานอย่าเพิ่งให้เมียๆ ของพวกคุณเป็นหม้ายเลยครับ เจ้าคนขับรถซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองยังวิ่ง ไม่คิดชีวิต ขืนอยู่ชักช้ารับประทานตายแน่"

พลว่า "ใครกลัวตายก็หนีไปซี กันกับดิเรกจะ ต้องพยายามจับยักษ์ให้ได้ ถ้าเราพลาดพลั้งเราก็ยอมตาย แต่ถ้าเราจับมันได้ ก็หมายความว่าเงินทองนับจำนวนแสนล้านจากค่าผ่านประตูดูยักษ์ ก็จะไหลมาเทมาเข้ากระเป๋าเรา"

ดร. ดิเรกกับพลปรึกษาหารือกันสักครู่ก็พากันลงจากรถ แล้วดิเรกก็หันมาเรียกนิกร

"อ้ายกร ลงมาช่วยกันซีโว้ย ถ้ายักษ์มันพรวดพราดเข้ามาแกต้องสะกดจิตมันไว้ก่อน แล้วกันกับอ้ายพลจะช่วยกันจับมัน"

นายจอมทะเล้นทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"กันสกดไม่ไหวหร็อก สกดได้แต่อ้ายหงวนคน เดียวเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นทันที

"แล้วทีอ้ายหงวนทำไมแกสกดได้ล่ะ"

นิกรฝืนหัวเราะ

"ก็มันรู้กับผมนี่ครับ"

ท่านเจ้าคุณนัยน์ตาเหลือก

"หา-นี่หมายความว่าแกกับอ้ายหงวนร่วมมือกัน ต้มฉันยังงั้นรึ ไม่ยอมโว้ยเอาเงิน ๒,๐๐๐ ของข้าคืนมา"

นายจอมทะเล้นเอียงคออมยิ้ม

"อ้อยเข้าปากช้างแล้วอย่าไปงัดเลยครับ ไม่มี ประโยชน์ วันนั้นคุณพ่อก็พูดไว้แล้วว่าเงิน ๒,๐๐๐ บาท นึกว่าให้ทานหมามัน แล้วจะมาทวงหาหอกอะไรอีกล่ะ ลงไปช่วยกันจับยักษ์กันเถอะครับ ถ้าโชคเหมาะเคราะห์ดีจับมันได้ พวกเราก็ร่ำรวยมีอัฐใช้ไปตามกัน"

ทันใดนั้นเอง คณะพรรค ๔ สหายก็ตกตลึงพรึงเพริดไปตามกัน เสียงอสูรหัวเราะก้องกังวานลั่นป่าดัง ได้ยินถนัด มันไม่ผิดอะไรกับเสียงฟ้าร้อง

"หา-ฮะ ฮะ ฮะ ฮะ ฮ้า ฮ้าๆๆๆ ฮิ ฮิ ฮิ ฮู้ๆๆๆๆ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ งามแสงเดือนมาเยือนส่องหล้า งามใบหน้าอยู่ในวงรำ สนุกจริงโว้ย ได้กลิ่นมนุษย์แล้วโว้ย วันนี้กูต้องกินคนแน่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วและนิกรรีบลนลานลงมาจากรถทันที ดร. ดิเรกยกปืนกลมือขึ้นประทับเตรียมพร้อม พาพรรคพวกของเขาหลบเข้าไปในสุมทุมพุ่มไม้อันหนาทึบ ถึงแม้พลกับดิเรกจะมีขวัญและกำลังใจดี กว่าเพื่อนก็ยังอดหวาดกลัวยักษ์ไม่ได้ เพราะเพียงแต่ได้ยินเสียงของมันก็ทำให้ขนพองสยองเกล้าแล้ว

ทั้ง ๖ คนเข้ามาหลบซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ห่างจากทางหลวงประมาณ ๓๐ เมตร ต่างใจเต้นระทึกไปตามกัน เจ้าแห้วสวดมนต์ภาวนาพึมพำ อันเชิญคุณพระคุณเจ้า ให้ช่วยคุ้มครองป้องกันตัวเขาให้แคล้วคลาดอันตรายจากยักษ์

เวลาผ่านพ้นไปด้วยความประหวั่นพรั่นใจ แล้วความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจเหลือที่จะกล่าวก็เกิดขึ้นแก่ คณะพรรค ๔ สหายทุกคนตระหนกตกใจจนแทบจะกุมสติไม่ได้ แม้กระทั่ง ดร. ดิเรกและพลก็ยอมรับสารภาพว่าภาพที่ปรากฏในสายตาของเขา ณ บัดนี้มันแทบจะทำให้เลือดในกายของเขาเย็นเฉียบเป็นน้ำแข็งทีเดียว

สองอสูรผัวเมียเดินโย่งเย่งออกมาบนทางหลวง แลเห็นถนัด รูปร่างของมันสูงใหญ่ขนาดคิงคองในภาพยนตร์ของบริษัทราดิโอ นางเมียทั้งอ้วนทั้งใหญ่ผิวกายดำคล้ำ ส่วนเจ้าผัวค่อนข้างผอมแต่สูงกว่าเมียของมัน มาก ยักษ์ทั้งสองมีผ้าชิ้นเล็กๆ ปิดบังร่างกายแต่เพียงส่วนล่างเท่านั้น ท่อนบนเปลือยเปล่าแลเห็นขนจั๊กกระแร้ยาวเฟื้อยถูกลมพัดพะเยิบพะยาบ

มันตรงรี่มาที่รถบัสโกโรโกโสคันนั้น แล้วช่วย กันค้นหาพวกมนุษย์ด้วยความกระหายหิว ดร. ดิเรกตัว สั่นเหมือนลูกนก เขาไม่กล้าพอที่จะใช้ปืนกลมือยิงยักษ์ทั้งสองนี้เสียแล้วเพราะรู้สึกว่ากระสุนปืนคงไม่อาจจะทำ ลายมันได้

"มายก๊อด..." นายแพทย์หนุ่มครางออกมาเบาๆ "นี่เราไม่ได้ฝันไปดอกหรือ โอ-มันเป็นแปลก แปลกที่สุดในโลก ยักษ์ ๒ ตัวคือสิ่งมหัศจรรย์ของโลก นี้อ้ายแห้วโว้ย วิ่งไปที่รถเอากล้องถ่ายหนังมาให้ข้าทีซิอย่างน้อยเราควรจะถ่ายหนังเอาไปอวดใครต่อใคร ความคิดที่เราจะจับมันน่ะไม่เป็นผลเสียแล้ว"

เจ้าแห้วทำคอย่น กระซิบบอกนายแพทย์หนุ่ม เบาๆ

"รับประทานขืนไปที่รถมันก็รับประทานผมเสีย เท่านั้นเอง ไม่กล้าไปหรอกครับ บรื้อวส์รับประทาน ทำไมมันใหญ่โตอย่างนี้"

"ไอ๊ย่า" เสี่ยหงวนครางเป็นภาษาเดิมของเขา "มัน ไม่น่าจะมีชีวิตอยู่ได้เลย โอ้โฮโว้ย เฮ้ยๆๆ มันเดินมาทางนี้แล้ว"

พลกระซิบกระซาบบอกเพื่อนเกลอของเขา

"เงียบและหมอบนิ่งอยู่ในนี้แหละ อย่าพูดอะไรเป็นอันขาด"

๒ ยักษ์พากันดมกลิ่นและค้นหามนุษย์ เจ้าตัวผู้ร้องตะโกนเรียกเมียของมันด้วยเสียงอันดังราวกับเครื่องรับวิทยุขนาด ๘ หลอดเปิดเต็มที่

"อรสา มาทางนี้สิจ๊ะ พี่ได้กลิ่นมนุษย์ทางนี้"

นางอรสายืดตัวขึ้น เดินเผละผละเข้ามาหาผัวรัก ของมันในลักษณะท่าทางที่อุ้ยอ้ายตามธรรมดาของคนอ้วนขนาดหนัก

"ช่วยกันหาให้ได้นะคะ วรเทพ น้องอยากกินมนุษย์มาหลายวันแล้ว กินช้างกินเสือทุกวันเบื่อเต็มทน ถ้าจับได้คอยดูนะคะ น้องจะย่างกินให้อร่อยไปเลย เอ-ได้กลิ่นอยู่แถวนี่เอง"

๒ อสูรแห่งนครพนมช่วยกันค้นหาตามสุมทุมพุ่มไม้ ดร. ดิเรกเห็นเจ้ายักษ์ตัวผู้ที่ชื่อเพราะราวกับหนุ่มสัง คมเดินตรงเข้ามาเขาก็ยกปืนกลมือขึ้นประทับ ทุกคนใจ เต้นราวกับกลองเพล

"ยิง-หมอ ยิงซี" พลกระซิบบอกนายแพทย์

ดร. ดิเรกปากคอสั่นเพราะความกลัว

"แกเอาลูกระเบิดขว้างไปก่อน แล้วกันจะยิงซ้ำ เอา-ดึงสลักออกขว้างไปเลยกะให้ตกระหว่างเท้าของ มัน"

นายพัชราภรณ์พยายามปลอบใจตัวเองให้เข้มแข็ง กระชากสลักนิรภัยลูกระเบิดแก๊สน้ำตาออก แล้วขว้าง ลูกระเบิดลอยละลิ่วไปที่ยักษ์ทั้ง ๒ ลูกระเบิดน้ำตา หล่นตุ้บลงบนพื้นดินแล้วระเบิดพึ่บขึ้น ควันสีขาวกระ จายไปทั่วบริเวณนั้น ลอยขึ้นมาเข้าจมูกนายวรเทพ และนางอรสา ทันใดนั้นเอง ดร. ดิเรกก็กระดิกนิ้ว เหนี่ยวไกปืนกลมือเล็งศูนย์ปืนหมายหน้าอกยักษ์ทั้ง ๒

เสียงปืนกลมือดังสนั่นลั่นป่า กระสุนแทบทุกนัด ถูกยักษ์ใหญ่ตามบริเวณหน้าอกกระทั่งท้อง เจ้ายักษ์ ตัวผู้ยกมือปัดลูกปืนเหมือนกับปัดแมลงวัน แล้วมันก็ หัวเราะก้าก

"ฮ่ะ ฮ้า ไม่เจ็บเลยโว้ย คันเหมือนถูกมดกัด ฮ่ะๆๆๆๆๆ สูเจ้าคนไหนบังอาจยิงกู สูเจ้าคนนั้น ต้องตาย ตูข้ารู้แล้วว่าสูเจ้าหลบอยู่ที่ไหน ลูกระเบิดไอพิษกับปืนของสูเจ้า เอาไว้รบกันเองเถอะ อย่ามารบกับ ยักษ์หน่อยเลย ถ้าจะฆ่ายักษ์อย่างตูข้า ต้องใช้ปืนใหญ่ ขนาด ๑๒ นิ้วขึ้นไป โว้ย ฮ่ะๆๆๆๆ แฮ่ะๆๆๆๆๆ "

ขุนยักษ์หันมาพยักเพยิบกับเมียของมัน แล้วก็พากันเดินรี่เข้ามายังที่ซ่อนของ คณะพรรค ๔ สหาย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ใจหายใจคว่ำร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"เปิดโว้ยพวกเรา ตัวใครตัวมันโว้ย"

ครั้นแล้วทุกคนก็ผลุดลุกขึ้น วิ่งตื๋อไปจากที่นั่นทันที กระจัดกระจายกันไปคนละทิศละทาง ๒ อสูรไล่กวดอย่างสนุกสนาน

"จะหนีไปไหน อ้ายพวกมนุษย์เนื้อหอม" นาง ยักษ์พูดพลางหัวเราะพลาง

มนุษย์หนีและยักษ์ไล่ ๒ ยักษ์ชนต้นไม้ใหญ่น้อย ล้มระเนระนาด เจ้าแห้วถูกอ้ายยักษ์ก้มลงคว้าเอวขึ้น มาดิ้นกระแด่วๆ ในเวลาไล่ๆ กัน นางตัวเมียก็ตะครุบนิกรกับเสี่ยหงวนไว้ได้โดยใช้มือตะครุบข้างละมือทำ ให้คนทั้งสองยอกเคล็ดไปหมดทั้งตัว

"วรเทพขาน้องจับได้ ๒ คนแล้ว" นางอรสาพูด พลางหัวเราะพลาง ชูนิกรกับเสี่ยหงวนให้ดู

ขุนยักษ์หัวเราะชอบอกชอบใจ ชูเจ้าแห้วอวด บ้าง

"พี่ได้ ๑ ตัว เร็ว-อรสาต้อนทางโน้น มันหนี เราไปไม่พ้นหรอก"

ยักษ์ทั้งสองร้องคำรามดุเดือด สัตว์ป่าวิ่งหนีกระ เจิดกระเจิงเพราะความกลัวกุมภัณฑ์ เจ้ายักษ์วรเทพใช้เท้าเตะเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาะๆ เจ้าคุณล้มป้าบคราง หงิงๆ เหมือนกับถูกช้างเตะ ยักษ์ก้มลงหิ้วตัวท่านขึ้นมาพลางส่งเสียงหัวเราะชอบอกชอบใจ

"หวานกูแล้ว ๔ คนนี่สำหรับอาหารมื้อเย็นของ ข้ากับเมียข้า อรสาจ๋ากลับมาเถอะ อ้าย ๒ คนนั้นปล่อยมันไป เราได้สี่คนพอแล้ว"

นางยักษ์เจ้าของร่างอ้วนจ้ำม่ำหิ้วเอวนิกรกับเสี่ย หงวนเดินกลับมาหาผัวรักของมัน ดร. ดิเรกกับพลรอด พ้นภัยอย่างหวุดหวิด ทั้ง ๒ วิ่งบุกป่าฝ่าดงหลบหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต ยักษ์วรเทพกับนางยักษ์อรสาวาง มนุษย์ทั้ง ๔ คนไว้บนต้นไม้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิกร กิมหงวนและเจ้าแห้วรู้สึกหวาดกลัวเหลือที่จะกล่าว

"เจ้ามนุษย์เอ๋ยเจ้ามาจากแคว้นแดนใด" เจ้ายักษ์ กล่าวถามอย่างขบขันเสี่ยหงวนยืนเกาะกิ่งไม้ตัวสั่นงันงกนัยน์ตาเหลือกลานด้วยความกลัว

"พี่ยักษ์จ๋า เราเป็นชาวกรุงเทพฯ จ้ะพี่ เราได้ ข่าวว่ามียักษ์เกิดขึ้นที่นครพนม เราก็ชวนกันมาเพื่อจะ กราบไหว้พี่ทั้งสองด้วยความเคารพ แฮ่ะ แฮ่ะ รูปร่าง พี่ยังกับภูเขาเชียวนะ สาคัญนัก รูปหล่อซะด้วย ยังกะ ไทโรนพาเว่อร์"

เจ้ายักษ์วรเทพยิ้มแค่นๆ

"อย่า อย่า อย่ามายอข้าหน่อยเลย ข้าไม่ใช่ คนบ้ายอหร็อก ต่อให้เอ็งเห็นแสงเฮ้ากวงออกจากหัวข้า ข้าก็กินเองจนได้"

กิมหงวนทำใจดีสู้เสือ

"อย่าล้อเล่นน่า พี่ยักษ์"

"ไม่ใช่ล้อ กูกินจริงๆ "

"น่า...เป็นบ้าไปได้ ช้างม้าวัวควายถมเถไปนี่นา"

นางยักษ์พูดเสริมขึ้น

"เนื้อสัตว์มันไม่อร่อยนี่จ๊ะ สู้เนื้อคนไม่ได้"

เสี่ยหงวนเปลี่ยนสายตามาที่นางยักษ์ แล้วฝืนยิ้ม ปลอบใจตนเอง

"โธ่-เจ๊จ๋า นึกว่าปล่อยชีวิตลูกหมาเอาบุญเถอะ ความจริงหน้าตาสวยๆ อย่างเจ๊ไม่บอกว่าเป็นยักษ์ที่ดุ ร้ายเลยนี่นา แน่-เจ๊ยิ้มว้าน-หวาน"

เจ้ายักษ์แยกเขี้ยว

"เฮ้ย...ทลึ่งมาเกี้ยวเมียข้าแล้วละซี อย่านะโว้ย เมียข้ายิ่งไวไฟอยู่"

"โอ๊ย" อาเสี่ยคราง "รับประทานไม่ไหวล่ะจ้ะพี่ยักษ์ ตัวยังกะภูเขาเลากานี่-พี่ยักษ์เอายังงี้ดีไหม พี่ปล่อยพวกเราไปก็แล้วกัน"

"ฮ้า พูดง่ายๆ ยังงี้มันจะใช้ได้หรือวะอ้ายน้องชาย อย่ามาอ้อนวอนเสียให้ยากเลย ข้าต้องกินเอ็ง แน่ๆ "

"เอาอีกแล้ว" กิมหงวนพูดเสียงดุๆ "เนื้อหนัง มันมีที่ไหนเล่าอยากกินก็กินตาแก่ท้องพลุ้ยคนนี้ซิ '

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น ยกมือเขกกะบาน เสี่ยหงวนดังโป๊ก

"อ้ายเปรต ยุยังงี้ใช้ได้เรอะ"

นางยักษ์เอื้อมมือขวาแตะคางนิกร และมองดู หน้านายจอมทะเล้นด้วยความพอใจ

"เจ้าหนุ่มน้อย เจ้าเป็นใคร? "

นิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัว พูดเสียงอ่อนเสียง หวาน ทำเสียงสูงเสียงต่ำยานคางเหมือนยี่เก

"อันตัวของเรามีนามกรว่า กระดิ่งทองหรือนายนิกร พลัดบ้านพลัดเมืองมาเพราะได้ยินกิติศัพท์ว่า มี นางยักษ์ตนหนึ่งในป่านี้ ผู้มีความงามปานจะเย้ยนางสาวไทยให้ได้อาย"

นางยักษ์หัวเราะชอบกล

"อุ๊ย-ต๊ายตาย ท่าทางราวกับพระเอกยี่เกน่ารัก เหลือเกิน ทูลหัวขา อย่างนี้อรสากินเธอไม่ลงแล้ว"

เจ้ายักษ์วรเทพหันมาทำตาเขียวกับเมียรักของมัน

"อรสา" มันพูดเสียงดุๆ "อย่าพูดเป็นเชิงเกี้ยว ผู้ชายอย่างนี้หน่อยเลยน่าประเดี๋ยวพี่ฮึดขึ้นมา เธอก็จะ เจ็บตัวเท่านั้น"

นางยักษ์ยกมือเท้าสะเอวแหวขึ้นทันที

"หน็อย พูดเท่านี้เป็นอะไรไป ก็เขาสวยน้องก็ชมเขาน่ะซี เจ็บตัว จะทำไมลองหน่อยเถอะน่า ฮึ-ประเดี๋ยวแม่หนีไปกรุงเทพฯ ปล่อยให้นอนหนาวตาย เสียหร็อก"

เจ้ายักษ์หนุ่มหมดเสียง เหมือนกับผู้ชายที่กลัวเมียทั้งหลาย

"เปล่า-พี่ไม่ได้ว่าอะไรหรอก" ยักษ์วรเทพพูด เสียงอ่อย "อ้าว-ร้องไห้แล้ว แม่คุณของผัวนิ่งเสียนะคนดี แล้วจะพาไปเที่ยวกรุงเทพฯ หาซื้อเสื้อ กระโปรงสวยๆ ให้"

นางยักษ์กระทืบเท้าเร่าๆ

"อย่ามาพูดดีนะ ตบหัวแล้วจะมาลูบหลัง คนชิบหาย"

กิมหงวนยักคิ้วให้นางยักษ์

"ตบเลยเจ๊ พูดดูถูกกันนี่นา"

เจ้ายักษ์เอื้อมมือจับแขนอาเสี่ยบิด

"ฮึ่ม! ประเดี๋ยวพ่อแดกเสียเดี๋ยวนี้เลย หน็อยยุ ให้ผัวเมียเขาทะเลาะกันมีอย่างที่ไหนวะ" พูดจบยักษ์วร เทพก็จับเชลยทั้ง ๔ ลงจากต้นไม้มาวางบนพื้นดินทีละ คน

นิกรโบกมือให้ ๒ อสูร

"ลาก่อนนะพี่ยักษ์ทั้งสอง แล้ววันหลังพบกัน ใหม่ ไปโว้ยพวกเรา"

"เฮ้ย" ยักษ์หนุ่มตะโกนลั่น "จะไปไหนวะโธ่ ประเดี๋ยวพ่อกระทืบแบนแต๋ไปตามกันเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เสี่ยหงวน, นิกร, และเจ้าแห้ว ยืนหน้าจ๋อย นางยักษ์กล่าวกับผัวของหล่อนอย่าง กระฟัดกะเฟียด

"หาเถาวัลย์มัดมนุษย์ ๔ คน นี่เอาไปถ้ำเราซียะ ยืนเซ่ออยู่ทำไมล่ะ หรือไม่อยากกินก็ปล่อยเขาไป"

อาเสี่ยพูดเสริมขึ้น

"นั่นน่ะซี พวกฉันจะได้ไม่เสียเวลา ลาละนะพี่ยักษ์ สวัสดี"

"เฮ้ย" อ้ายยักษ์ตวาดเสียงลั่นป่า เอื้อมมือกระ ชากเถาวัลย์ที่เกาะต้นไม้เส้นยาวใหญ่ออกมาเส้นหนึ่ง "ใครบอกให้พวกเอ็งไปวะ เอะอะถือโอกาสลาซะเรื่อย"

แล้วเจ้ายักษ์วรเทพก็ทรุดตัวลงนั่งยองๆ ใช้เถาวัลย์ผูกเชลยทั้ง ๔ รวมกันเข้าเสร็จแล้วก็ลุกขึ้นยืนถือ ปลายเถาวัลย์ไว้ หันมาพยักหน้ากับเมียของมัน ฉุดกระ ชากลากตัวมนุษย์ทั้ง ๔ บุกเข้าไปในป่า เดินทางกลับถ้ำที่อยู่ นางยักษ์อรสาก้มลงมองดูนิกรบ่อยๆ ด้วยใจ ปฏิพัทธ์นายจอมทะเล้น ซึ่งมีใบหน้าสวยเก๋กว่าผัวของหล่อนมาก

อย่างไรก็ตาม เมื่อหล่อนคิดว่านิกรตัวสูงกว่าหน้าแข้งหล่อนเพียงเล็กน้อย ยักษ์อรสาก็สะท้อนถอนใจ

เพราะความหลงรักมนุษย์หนุ่ม เมื่อมาถึงถ้ำที่พัก นางยักษ์ก็ให้ความเห็นกับผัวของหล่อนว่า นานๆ จึงจะมีโอกาสได้กินเนื้อมนุษย์สักครั้ง ก็ควรจะขังมนุษย์ ทั้ง ๔ คนนี้ไว้ก่อน เลี้ยงดูปรนปรือสักอาทิตย์ให้อ้วน ท้วนขึ้นค่อยจับกินทีละคน เจ้ายักษ์ขี้เกรงใจเมียและ กลัวเมียก็เห็นด้วย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อาเสี่ยกิมหงวนกับนิกรและเจ้าแห้ว ถูกกักขังอยู่ในห้องอันกว้างใหญ่ห้องหนึ่งภายใน บริเวณถ้ำที่อยู่ของยักษ์นั่นเอง ทั้งสี่คนนั่งกอดเข่าเจ่า จุกบ่นถึง ดร. ดิเรกกับนายพัชราภรณ์แล้วก็ปรารภถึง ตัวเองที่จะต้องเป็นอาหารของยักษ์ทั้ง ๒

เย็นวันนั้นเอง เจ้ายักษ์หนุ่มก็นำอาหารมาให้เชลย ถ้วยชามตละชิ้นใหญ่โตมโหฬารมาก อาหารมื้อเย็นมี ขาช้างต้มถั่วลิสง ผัดกะเพาะช้างกับเกี้ยมไฉ่, ไข่ดันเสือผัดยอดผัก, เขาวัวกระทิงชุบแป้งทอด เจ้าคุณปัจจ นึกฯ เสี่ยหงวนกับเจ้าแห้วยอมอด เพราะอาหารเหล่า นี้เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยกิน นิกรคนเดียวกินอย่างเอร็ดอร่อย เขาบอกว่าขาช้างต้มถั่วลิสงดีกว่าขา หมูมากมายนัก

พอตกค่ำ ภายในห้องขังก็มืดมิดไปทั่ว บรรดาเชลยทั้ง ๔ ต่างนั่งปรึกษาหารือกัน หาช่องทางที่จะ ช่วยตัวเองให้รอดพ้นจากการเป็นเหยื่อของยักษ์ เจ้าแห้วนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น เต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย

"ฮือ-ฮือ-รับประทานรู้ยังงี้ไม่ยักมา นอนสูบกันชาอยู่ที่บ้านยังจะดีกว่า รับประทานอยู่ดีๆ ไม่ว่าดีหา เรื่องมาให้ยักษ์มันจับกิน"

เสี่ยหงวนจุ๊ย์ปาก

"ปู้โธ่โว้ย มึงจะบ่นหาตะหวักตะบวยอะไรวะทำ จิตใจให้เข้มแข็งหน่อยเถอะน่า คนเราเมื่อถึงคราวตาย มันก็ต้องตาย ใครจะหนีความตายไปพ้น"

เจ้าแห้วสะอื้น

"รับประทานจะตายอยู่แล้วก็ต้องบ่นบ้างซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดกับกิมหงวน

"อย่าไปสนใจกับมันเลยน่าอ้ายหงวน มันอยากร้องไห้ก็ตามใจมัน เรามาปรึกษากันดีกว่า อาพอมอง เห็นช่องทางอะไรบ้างแล้ว"

กิมหงวนถอนหายใจเฮือกใหญ่

"หวังยากเหลือเกินครับ เว้นแต่เจ้าพลกับดิเรก มันจะมาช่วยเรา แต่อ้ายสองคนมันอาจจะเตลิดเปิดเปิง ไปไหนต่อไหนแล้วก็ได้"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"อารู้สึกว่า นังยักษ์มันคงจะเสน่หาอ้ายกรเป็นแน่ แกสังเกตหรือเปล่านังยักษ์พยายามเดินทางผ่านมาทาง หน้าห้องขังเราบ่อยๆ " แล้วท่านก็ยกมือตบบ่าลูกเขย ของท่าน "อ้ายกร แกต้องจีบนางยักษ์คนนี้มันจะได้ ช่วยเหลือเรา"

นิกรทำหน้าชอบกล

"จีบยังไงครับ"

"อ้าว ก็เกี้ยวพาราศรีมันน่ะซี ประเดี๋ยวนางยักษ์เดินผ่านมาทางนี้อีกแกจะต้องเริ่มต้นเกี้ยวมันทันที เถอะน่า พ่อเชื่อความสามารถของแกแล้วก็พ่อรู้สึกว่า นังยักษ์มันรักแกแน่ๆ "

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงชั่วขณะ เมื่อเชลยทั้ง ๔ ได้ยินเสียงเท้าหนักๆ ดังขึ้นที่หน้าห้อง นางยักษ์อร สา แต่งกายนุ่งน้อยห่มน้อยตามเคย แต่งหน้าทาปาก เขียนคิ้วเดินผ่านมาทางหน้าห้องขังแล้วหยุดยืนมองเข้ามาในห้องทำตาหวานกับนายจอมทะเล้นของเรา

นิกรร้องยี่เกเกี้ยวทันที

"อนิจจายาหยี

พี่อยากกินเกี้ยมอี๋ชามใหญ่ๆ

ถึงพี่เป็นมนุษย์น้องเป็นยักษ์

ถ้าหากว่าเราร่วมรักกัน-ยังได้

โปรดจงรับไมตรีที่พี่มีต่อสายใจ "

เจ้าแห้วกับกิมหงวนใช้ปากรับปี่พาทย์ นิกรรำอ่อนช้อยแบบนายโรงยี่เก นางยักษ์ปั่นป่วนรันจวนใจยิ่งนัก หล่อนทำท่ากะมิดกะเมี้ยนอายเหนียม แต่แล้วก็ทำเป็นโกรธ เดินกะฟัดกะเฟียดเข้ามายกมือเกาะขอบลูกกรง

"เหม่-เจ้ามนุษย์ผู้อุกอาจ เจ้าบังอาจเกี้ยวข้า เชียวหรือนี่"

นิกรเอื้อมมือออกไปนอกลูกกรง โลมลูบขานางยักษ์

"เธอจ๋า ความรักเป็นของธรรมดาโลก แม่นางเอย ฉันตกเป็นทาษรักของแม่นางเสียแล้ว" พูดจบนิกรก็ยักคิ้ว ใช้สำนวนแบบจินตนิยายซะด้วย "แม่นาง โปรดเห็นใจข้าเถิด ร้อนแดดที่แผดที่เผา ยังหลบเข้า ต้นพฤกษาได้ แต่ร้อนรักก็เห็นแต่แม่นางเท่านั้นที่จะ ช่วยดับร้อนให้เรียม"

นางยักษ์สะเทิ้นอาย

"เจ้าผู้ปากหวานเหมือนน้ำตาลเมืองเพชร เจ้ากำลังจะสอนให้ข้าทรยศต่อผัวข้า เจ้ารู้ดีแล้วไม่ใช่หรือว่า ข้าไม่ใช่ตัวเปล่าเล่าเปลือย ข้ามีผัวแล้ว ข้าแก่แล้ว"

นิกรพยักหน้า

"มีแล้วก็ยังได้ แม่หญิงเอ๋ย กระดังงาไม่ลนไฟ ก็ไม่หอม มะพร้าวยิ่งแก่ก็ยิ่งมัน สาวใดในโลกนี้หรือ จะสู้แม่หญิงยักษ์ของข้าได้ จ้ำม่ำอะไรอย่างนี้ทูลหัว"

นางยักษ์ซาบซ่านหวานฉ่ำใจยิ่งนัก

"พ่อหนุ่มน้อยเอ๋ย นอกจากเจ้าจะมีคารมคมคายไพเราะหูแล้ว รูปร่างของเจ้ายังหล่อถูกใจข้าด้วย ฮิ-ฮิ ข้าสปัสซั่มขึ้นมาแล้วโว้ย ฮะๆๆๆๆ แฮ่ะๆๆ ลองมีผัวมนุษย์สักทีเถอะวะ"

แล้วนางยักษ์อรสา ก็ไขกุญแจดอกเบ้อเริ่มเปิด ประตูลูกกรงออก พยักหน้าเรียกนายจอมทะเล้น

"ออกมาเถิดชู้รักของข้า ข้าจะพาเจ้าไปหลบซ่อน ตัวอยู่ในห้องนอนของข้า ซึ่งเจ้าคงจะได้รับความสุข สบายมากกว่าอยู่ในห้องขังนี้"

นิกรรีบลุกขึ้นเดินออกมาจากห้องคุมขังทันที นางยักษ์รีบปิดประตูใส่กุญแจไว้ตามเดิม อาเสี่ย กิมหงวนหน้าจ๋อยอ้าปากหวอ

"เจ๊ เจ๊จ๋า ทำไมไม่ปล่อยพวกฉันให้หมดล่ะ"

นางยักษ์หัวเราะเสียงกังวานลั่นถ้ำ

"เจ้า ๓ คน จะต้องเป็นอาหารของข้ากับผัวข้าในวันพรุ่งนี้ ไม่ต้องเสียใจจงนึกว่าชาติก่อนเจ้าก่อกรรม ทำเวรเอาไว้มากมาย"

"โธ่-เจ๊" เสี่ยหงวนคราง "ปล่อยฉันเถอะน่า ไหว้ละ"

นางยักษ์สั่นศีรษะ

"ข้าไม่อาจจะปล่อยเจ้าได้ ข้าไปละ สวัสดี"

แล้วนางยักษ์ก็ก้มลงอุ้มนิกรขึ้นกระเดียดใส่เอว นายจอมทะเล้นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ โบกมือให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ เสี่ยหงวนกับเจ้าแห้ว

กิมหงวนร้องตะโกนบอกนิกร

"เฮ้ย กรโว้ย ถ้ายังไงละก้อเก็บไข่ไก่ทองคำเอา ไว้บ้างนา"

นิกรหันมาตะโกนตอบด้วยเสียงหัวเราะ

"คนละเรื่องเสียแล้วละโว้ย นั่นมันเรื่องนายแย๊ก ผู้ฆ่ายักษ์"

นิกรถูกนางยักษ์อุ้มเดินกลับไปห้องของหล่อนซึ่ง ในเวลาเดียวกันนี้เอง เจ้ายักษ์ตัวผู้ออกไปอาบน้ำที่หน้า ถ้ำเตรียมตัวจะเข้านอน เมื่อเข้ามาในห้องนอนของ ๒ อสูร นิกรก็ได้เห็นเตียงนอนอันกว้างใหญ่ มีขนาด กว้างไม่ต่ำกว่า ๒๐ ฟิต และยาวประมาณ ๔๐ ฟิตเป็น เตียงไม้สักอย่างดีพ่นแล๊คเก้อทันสมัย เครื่องตกแต่งใน ห้องมีตู้เสื้อผ้าแบบโบราณ ๑ ตู้ มีแคร่สำหรับนั่งเล่น ตามผนังถ้ำประดับด้วยหนังเสือลายพาดกลอน นางยักษ์ค่อยๆ วางนิกรลงบนเตียงนอนแล้วหล่อนก็ทรุดตัวลง นั่งข้างนายจอมทะเล้น ก้มตัวลงสรวมกอดนิกรด้วยความเสน่หา

"พ่อหนุ่มเอ๋ย ข้าตกเป็นทาษรักของเจ้าเสียแล้ว"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"แฮ่ะ-แฮ่ ประเดี๋ยวผัวของเธอเข้ามาเห็นเข้า ฉันเห็นจะแย่"

นางยักษ์สั่นศีรษะ

"ไม่ต้องวิตก ผัวข้าเขาเดินเท้าหนัก เดินมาแต่ ไกลข้าก็ได้ยินเสียงเขาแล้ว นอนเถอะพ่อหนุ่มจงนอน บนเตียงนี้ตามสบาย ข้าจะโบกปัดพัดวีให้ หรือเจ้าหิว ข้าจะจัดอาหารว่างอย่างดีมาให้ ผัวข้าเขาออกไปอาบน้ำ อย่างเร็วอีก ๑ ชั่วโมง เขาจึงจะกลับเข้ามา เจ้าอยากกินอะไรจงบอกข้าเถิด"

นิกรทำหน้าชอบกล

"ข้าอยากได้ไข่ไก่ลวกสัก ๒๐ ฟอง"

นางยักษ์ทำตาหวานแล้วลุกขึ้น

"ดวงใจของข้า ข้าจะจัดหาไข่ไก่ลวกมาให้เจ้าเดี๋ยวนี้ พูดจบหล่อนก็เดินเผละผละออกไปจากห้อง ปล่อย นิกรให้อยู่ตามลำพัง

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ อากาศเปลี่ยนจากร้อนเป็นเย็น ขุนยักษ์ใช้เวลาเกือบ ๒ ชั่วโมงนั่งพักผ่อนอยู่ ที่เชิงเขาเบื้องล่าง และอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดเรียบร้อย หลังจากนั้นก็กลับเข้ามาในถ้ำ

นึกถึงมนุษย์ทั้ง ๔ คนที่เป็นเชลยของมัน ยักษ์ วรเทพก็บังเกิดความกระหายหิว อยากจะกินเนื้อมนุษย์ ขึ้นมาทันที ไม่เห็นพ้องด้วยเลยที่เมียรักของมันขอร้อง ให้กักขังคนทั้ง ๔ ไว้ก่อน เพื่อให้เลี้ยงดูไว้จนกว่าจะ อ้วนท้วนน่ากิน แต่ยักษ์วรเทพเป็นยักษ์ที่กลัวเมียมาก จึงไม่อาจจะคัดค้านความเห็นของเมีย

กุมภัณฑ์คิดว่า มันควรจะจับเชลยคนใดคนหนึ่ง ปิ้งกินเสียก่อนในคืนวันนี้ ดังนั้นจึงเดินตรงมายังห้อง คุมขังพวกมนุษย์ แสงชวาลาที่ผนังถ้ำส่องสว่างสลัว ลาง ขุนยักษ์เอื้อมมือหยิบตะเกียงแบบโบราณถือเดิน เข้าไปหยุดยืนหน้าห้องคุมขัง แล้วมองเข้าไปในห้อง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อาเสี่ยกิมหงวนกับเจ้าแห้วกำลัง นอนเขลงอยู่บนพื้นหินปรึกษาหารือกันเบาๆ หาช่อง ทางที่จะหลบหนีไปจากถ้ำยักษ์แห่งนี้ เมื่อเจ้ายักษ์เดิน ใกล้เข้ามา การสนทนาก็จำต้องหยุดชงักลงทันที

ขุนยักษ์ วรเทพ ยกมือขวาป้องหน้าผากตรวจนับ จำนวนนักโทษของมัน

"หนึ่ง-สอง-สาม เอ๊ะ-หายไปไหนคนโว้ย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นเบาๆ

"ไม่หายไปไหนหร็อก ๔ คนถูกแล้ว"

อสูรยกมือขึ้นนับ

"หนึ่ง-สอง-สาม" แล้วกุมภัณฑ์ก็ทำคอย่นกลืน น้ำลายเอื๊อก "ชะ ช้า เกิดมีอินวิสิเบิลแมนเสียแล้วละโว้ย"

อาเสี่ยพูดขึ้นดังๆ

"นับให้ดีๆ ซีพี่ชาย อยู่ครบน่า ไม่มีใครหลบลี้หนีหายไปไหนหร็อก ลูกกรงซี่โตเกือบเท่าขาใครจะ หนีออกไปได้"

เจ้ยยักษ์ทำตาปริบๆ

"ก็มันมี ๔ ข้านับได้ ๓ นี่หว่า"

"ฮื้อ" กิมหงวนเอ็ดตะโรแล้วลุกขึ้นนั่งช่วยอสูรกุมภัณฑ์นับ แต่นับตัวเจ้ายักษ์เป็นคนแรก แล้วก็นับ พวกเขาต่อ "หนึ่ง-สอง-สาม-สี่ ไหมล่ะอยู่ครบถ้วน ไม่ได้หายไปไหนเลย"

คราวนี้เจ้ายักษ์หัวเราะก้าก

"ปู้โธ่ กูนี่ ยังไม่ทันจะแก่เลยนับ ๑๐ ไม่ครบ เสียแล้ว ที่แท้ก็ลืมนับตัวกูไป ๑ คน" พูดจบเจ้ายักษ์ก็ สะดุ้งสุดตัว "เฮ้ยไม่ถูกโว้ย ตัวกูนับรวมด้วยไม่ได้"

อาเสี่ยจุ๊ย์ปาก

"เป็นบ้าแล้วไหมล่ะ ก็นับถูกต้องดีแล้วยังหาว่า ไม่ถูกอีก"

กุมภัณฑ์ยกมือเกาศีรษะแกร็กๆ

"ไม่ถูก ไม่ถูกแน่ อ้ายหนุ่มรูปหล่อเพื่อนของ เอ็งหายไป ๑ คน ข้าจำได้นี่หว่าหน้าตามันเข้าทีกว่า พวกเอ็ง เวลาพูดชอบยักคิ้ว อ้ายคนนั้นน่ะหายไปไหนวะ"

เจ้าแห้วพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง

"นี่ อยู่นี่ยังไงเล่า แล้วกัน ดูเสียก่อนซีพี่ชาย"

เจ้ายักษ์เม้มปากแน่น

"เอ็งอย่ามาต้มข้าหน่อยเลย หน้าตาของเอ็ง ลักษณะมันบอกว่าเป็นขี้ข้าม้าครอก อ้ายคนนั้นมันหล่อ กว่านี่ ผมหยักโศกนิดหน่อย ผิวขาวกว่าเอ็ง ไม่ได้การ ดีร้ายนังเมียของข้าคงจะพาเอาอ้ายนั่นไปกกกอดเป็นแน่ ข้านึกสงสัยตั้งแต่ตอนกลางวันแล้ว นังเมียข้าไม่เคย อาบน้ำอาบท่าเลย วันนี้อาบน้ำขัดสีฉวีวรรณเสียผุดผ่อง นั่งส่องกระจกแต่งหน้าทาปากเขียนคิ้ว"

เจ้ายักษ์ขบกรามกร้วมๆ เต็มไปด้วยความหึงหวงเมียของมันซึ่งมันรักราวกับดวงใจ อสูรเดินลงซ่น ปังๆ กลับไปยังถ้ำที่อยู่อย่างรีบร้อน เจ้าคุณปัจจนึกฯ อ้าปากหวอ

"ตายห่า อ้ายกรตายแน่ ถ้ามันกำลังพร่ำพรอดกับนางยักษ์ มันคงถูกฆ่าตายอย่างไม่ต้องสงสัย"

เสี่ยหงวนพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"ช่างมันเถอะครับ เมื่อที่ตายของมันอยู่ที่นี่เรา ก็ช่วยอะไรมันไม่ได้ ถึงพวกเราก็เหมือนกัน ยังไม่รู้ว่า ใครจะอยู่หรือใครจะตาย"

ขุนยักษ์เดินพรวดพราดเข้ามาในห้องนอนของมัน อย่างเดือดดาล พอเข้ามาในห้องก็แลเห็นนางเมียของ มันกำลังนอนไขว่ห้างอ่านหนังสือพิมพ์ "ไล้ฟ์" อยู่บน เตียงนอนอย่างสบายอารมณ์ ยักษ์วรเทพซ่อนความ รู้สึกหึงหวงไว้ เดินวนเวียนไปมารอบๆ ห้อง ใช้สายตาค้นหานิกรผู้บังอาจตีท้ายครัวของมัน ในที่สุดมันก็ได้กลิ่นมนุษย์ กุมภัณฑ์แหกปากหัวเราะเสียงดังราวกับฟ้าร้อง เอื้อมมือคว้าตะบองอันเบ้อเริ่มขึ้นมาถือ

"อรสา อีหญิงแพศยา ฮะฮ้า แม่กากีแกมเขียว ฉันรู้เช่นเห็นชาติหล่อนแล้ว หน็อยเผลอออกไปอาบน้ำแพล็บเดียว แอบไปไขกุญแจห้องขังเอาชู้มากกกอด"

นางยักษ์อรสาเหวี่ยงหนังสือพิมพ์ "ไล้ฟ์" ไปทางหนึ่ง รีบลุกขึ้นนั่งมองดูกุมภัณฑ์ผู้เป็นผัวอย่างแค้น เคือง

"ว่ายังไงนะพี่ พี่หาว่าฉันมีชู้หรือ"

"อย่ามาทำพูดกลบเกลื่อน หล่อนรู้อยู่เต็มอกว่า หล่อนได้ทำอะไรไปบ้าง อ้ายชู้ของหล่อนอยู่ที่ไหนหา"

"ต๊ายตาย ตายแล้ว มาหาว่าเขามีชู้...โอย...อกแตก มนุษย์น่ะตัวมันสูงกว่าหน้าแข้งฉันหน่อยเดียว เท่านั้น"

เจ้ายักษ์ตวาดแว๊ด

"ก็เผื่อหล่อนเป็นคนมักน้อยล่ะ บอกมานะ อ้าย หมอนั่นหลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหน"

นางยักษ์ลุกขึ้นจากเตียงนอน

"แกจะบ้าหรืออย่างไร ดูถูกกันอย่างนี้เชียวหรือนี่ ดีแล้ว แกกับฉันเลิกกันที พรุ่งนี้ฉันจะไปกรุงเทพฯ อย่างเลวๆ ฉันไปอยู่ซ่องบางกะปิยังได้"

เจ้ายักษ์หัวเราะก้าก

"อีเวรเอ๊ย ตัวแกขนาดหลวงพ่อโตวัดอินทร์ ผู้ชายที่ไหนเขาจะรับประทานแก หลีกไปให้พ้น ฉันรู้ดีว่าชู้ของหล่อนคงหลบซ่อนอยู่ใต้เตียงนอนนี่แหละ คอยดู ถ้าฉันจับได้ฉันจะฉีกแขนฉีกขากินเสียเดี๋ยวนี้แหละ หน็อยเจ็บใจนัก ฉันไม่ได้ขาดตกบกพร่องอะไรเลย ปฏิบัติหน้าที่ของฉันด้วยดีตลอดมา ยังจะมีชู้ได้ แม่วันทองเอ๋ย หัวใจของหล่อนมันสกปรกโสมมนัก"

นางยักษ์หน้าจ๋อย ตามธรรมดาของผู้ที่ทำความ ผิดอย่างร้ายแรงและถูกจับได้ อสูรกุมภัณฑ์ตัวสั่นเทิ้ม ด้วยความโกรธ ก้มตัวลงนั่งโก้งโค้งมองไปทางใต้เตียง แต่ก็ไม่เห็นมีอะไร ยักษ์ร้ายขู่คำรามในลำคอตลอดเวลา เดินค้นหาจนทั่วห้อง ในที่สุดก็หันมาไล่เบี้ยกับเมียของ มัน

"บอกมาเดี๋ยวนี้ อ้ายมนุษย์ชู้รักของหล่อนคนนั้น มันอยู่ที่ไหน"

นางยักษ์หัวเราะเยาะ

"ก็แกหาเอาซี แกบอกว่าฉันมีชู้แกมีหลักฐานอะไร ว่ามาซิ"

"ทำไมจะไม่มีหลักฐาน ก็อ้ายหอกนั่นมันไม่ได้ อยู่ในห้องขังนั้น ทั้งๆ ที่กุญแจและซี่ลูกกรงยังเป็น ปกติเรียบร้อย แสดงว่าหล่อนแอบไปไขกุญแจพาเอา ตัวมันมาชื่นชมกับหล่อนใช่ไหมล่ะ"

นางยักษ์ค้อนขวับ

"เจ็บใจนัก มาหาความกันเปล่าๆ ปลี้ๆ ให้จั๊กกระจี้จั๊กกระเดียมใจแสนจะอดสู"

เจ้ายักษ์เค้นหัวเราะแล้วโบกมือ

"พูดอย่างที่คนธรรมดาเขาพูดกันเถอะ ไม่ต้องใช้สำนวนสวิงกับฉันหร็อกย่ะ แม่อรสา"

"ยังงั้นหรือจ๊ะ นายวรเทพ โธ่-ประเดี๋ยวแม่ด่า ยับไปเลย รู้ไหมว่าซี่ลูกกรงห้องขังของแกน่ะมันห่าง เพราะแกทำห้องนั้นไว้สำหรับขังช้างม้าวัวควาย ที่เราจับมาได้ พ่อหนุ่มคนนั้นเขาเอวบางร่างน้อยตัวเล็กกว่า เพื่อน เขาก็อาจจะลอดซี่ลูกกรงหลบหนีไปแล้ว แกมันหึงส่งเดชหาความไม่ดีมาให้ฉัน เจ็บใจนัก เมื่อไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันเราก็อย่าอยู่ร่วมกันเลย ยักษ์ในกรุง-เทพฯ ถมเถไป ที่วัดพระแก้วก็มี วัดโพธิ์ก็มี ฉันไม่เห็นจะต้องง้อแก เลิกกันเสียทีก็ดี อยู่กันมาห้าหกร้อยปีแล้ว นานพอแล้ว"

คราวนี้เจ้ายักษ์ก็ยิ้มแหย เชื่อว่านิกรคงลอดซี่ ลูกกรงหนีออกไปจริงๆ กุมภัณฑ์ค่อยๆ คลายความหึงลงทีละน้อย เดินเข้ามายกมือตบต้นแขนนางยักษ์เบาๆ

"น้องจ๋า อภัยให้พี่เถิด อย่าโกรธอย่าเคืองพี่เลย นะจ๊ะ"

นางยักษ์ได้ทีก็ทำสบัดสบิ้งเล่นตัว เหมือนกับ ผู้หญิงที่มีชู้และสามารถแก้ตัวรอดไปได้ ก็ต้องทำเป็นว่าหล่อนเป็นผู้บริสุทธิ์

"แกอย่ามาตบหัวแล้วลูบหลังฉันหน่อยเลย พรุ่งนี้ฉันจะไปอุดรแต่เช้า ไปขึ้นรถด่วนที่นั่น"

เจ้ายักษ์ทำคอย่น

"ไปอย่างไรกันทูลหัว ตัวของน้องก็อ้วนเกือบ เท่ารถโบกี้แล้ว จะนั่งไปยังไงกันแม่คุณ"

"อ๋อ ฉันไปรถ ข.ต. ก็ได้ย่ะ ขอร้องนายสถานี ให้เขาเอารถ ข.ต. พ่วงเข้าท้ายขบวนสักหนึ่งหลัง"

เจ้ายักษ์ดึงเมียเข้ามากอดแล้วหัวเราะชอบใจ

"อย่าโกรธพี่เลยนะจ๊ะ คนดี๊-คนดี"

นางอรสาสลัดปัดป้อง ผลักอสูรเซถลาไป

"แกต้องกราบตีนข้าเสียก่อนข้าจึงจะยกโทษให้"

กุมภัณฑ์ยิ้มแป้น รีบทรุดตัวลงนั่งหมอบกราบ ลงแทบเท้านางเมีย แล้วรำพันอย่างน่าสงสาร

"เมียจ๋า ยกโทษให้พี่เถิดนะจ๊ะ ทีหลังพี่จะไม่หึงหวงอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้อีกแล้ว" พูดจบเจ้ายักษ์ วรเทพก็ลุกขึ้นยืนฉุดแขนเมียรักพาไปนั่งบนเตียงนอน

ต่อจากนั้นก็เกิดอัศจรรย์เหมือนอย่างในหนังสือมูลบท นางยักษ์อรสาสำแดงบทบาทออเซาะฉอเลาะ ผัวได้ดีมาก ทำคล้ายกับว่าหล่อนยังรักอ้ายผัวหน้าโง่ ของหล่อนเต็มทน ที่แท้หล่อนกำลังหลงรักเจ้ามนุษย์ รูปหล่อปานจะกลืนกิน ซึ่งนิกรและนางยักษ์ต่างก็ โอ.เค. ซิกาแรตเป็นของกันและกันแล้ว

ดึกสงัด บริเวณถ้ำที่อยู่ของ ๒ อสูรเงียบเชียบได้ ยินแต่เสียงกรนของยักษ์ ๒ ผัวเมียลั่นห้อง นิกรค่อยๆ มุดออกมาจากโพลงหินหลังจากเขานอนหลับไปเต็มตื่น เขาลุกขึ้นยืนเดินย่องเข้ามาที่เตียงนอนของยักษ์ด้วย ความระมัดระวัง พอแลเห็นกุญแจห้องขังวางอยู่ข้างหมอน นายจอมทะเล้นก็ยิ้มออกมาได้ เอื้อมมือหยิบ มาถือไว้ทันที แล้วก็เดินจรดปลายเท้าออกไปจากห้องนอนของกุมภัณฑ์

ที่หน้าห้องขังมีแสงชวาลาส่องสลัวลาง นิกรเดิน เข้ามาหยุดยืนหน้าประตูลูกกรงเหล็ก จัดแจงปีนขึ้นไป บนซี่ลูกกรงและไขกุญแจออก กุญแจเหล็กมีน้ำหนักไม่ ต่ำกว่า ๕ กิโลกรัม นิกรปลดมันออกจากสายยูด้วย ความลำบากยากเย็นแล้วเขาก็โยนกุญแจและลูกกุญแจลงมาบนพื้นหิน

"โครม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ยหงวนและเจ้าแห้วสดุ้งเฮือกตกใจตื่นเพราะเสียงกุญแจกระทบกับพื้นหิน พอ แลเห็นนิกรทุกคนก็ดีใจไปตามกัน นายจอมทะเล้นปีน ลงมาจากซี่ลูกกรงแล้วร้องบอกทั้ง ๓ คน

"เร็ว-ช่วยกันเปิดประตูออกซี หนีเถอะยักษ์ มันกำลังหลับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กิมหงวนกับเจ้าแห้วตะลีตะลาน รีบลุกขึ้น ต่างรวบรวมกำลังช่วยกันดันบานประตูลูกกรงมหึมาค่อยๆ เปิดออกทีละน้อย พอตัวรอดได้ ทั้ง ๓ คนก็พาตัวออกมาจากห้อง

อาเสี่ยยกมือตบบ่านิกรแล้วหัวเราะ

"ไง อ้ายกร นังยักษ์มันพาแกไปไหนมาวะ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ก็อย่างว่านั่นแหละ แฮ่ะ แฮ่ะ กันหวุดหวิดจะถูก อ้ายยักษ์มันฆ่าตายทีเดียว เคราะห์ดีที่นางเมียมันซ่อน กันไว้ในที่มิดชิด อ้ายยักษ์หาตัวกันไม่พบ รีบหนีออกไปจากถ้ำเถอะโว้ยพวกเรา ขืนร่ำไรอ้ายยักษ์มันตื่นขึ้นจะลำบาก"

เจ้าแห้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ กล่าวถามนิกรเบาๆ

"เป็นยังไงบ้างครับ รับประทานสดชื่นบ้างไหม"

นายจอมทะเล้นกลืนน้ำลายเอื๊อก

"สดชื่นกะหอกอะไรเล่าคลื่นไส้จะตายโหงยายยักษ์นั่นเหม็นสาปสิ้นดี ขนจั๊กกะแร้ยาวตั้ง ๒ ฟิต"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เราจะไปกันยังไงโว้ยดึกดื่นแล้ว อาวุธก็ไม่มีติดตัว เจอเสือเข้าก็จอดเท่านั้น"

กิมหงวนว่า "ไม่เป็นไรครับ ถ้าพบเสือให้อ้าย กรมันสกดจิตเสือไว้"

เจ้าคุณแยกเขี้ยว พูดถึงเรื่องสะกดจิตท่านก็เดือดดาลนิกร หันมายกเท้าเหวี่ยงลูกแปถูกก้นนิกรดังพลั่ก

"นี่แน่สกดจิต หลอกเอาเงินฉันไป ๒,๐๐๐ บาทแล้ว แกกับอ้ายหงวนช่วยกันต้มฉันเสียสุก"

นิกรยกมือลูบคลำก้นพลางหัวเราะชอบใจ ต่อจากนั้นทั้ง๔ คนก็พากันเดินออกไปจากถ้ำที่อยู่ของยักษ์ ทั้งสอง โดยมีอาเสี่ยถือตะเกียงนำหน้า พอออกมานอก ถ้ำเสี่ยหงวนก็ขว้างตะเกียงทิ้งไป ในเวลาเดียวกันนี้เอง ทุกคนได้ยินเสียงอื้ออึงดังขึ้นในป่าที่เชิงเขาเป็นเสียง คนหลายๆ คนดังแว่วมาตามลม เจ้าแห้วชักใจไม่ดี กระซิบกระซาบกับนิกร

"รับประทานถ้าจะไม่ดีเสียแล้วละครับ รับประทานพวกผีป่าคงเล่นงานเราแน่"

นิกรจุ๊ย์ปาก

"อย่าพูดยังงี้ซีโว้ย ยิ่งใจไม่ดีอยู่"

ทันใดนั้น ก็ปรากฏแสงคบเพลิงหลายสิบดวงอยู่ ที่ชายป่าข้างหน้า เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นทันที

"ดิเรกกับเจ้าพล คงพาพวกชาวบ้านมาช่วยเรา แน่ๆ ไป-เราเข้าไปที่กลุ่มคนเหล่านั้นเถอะ ถ้าอย่างไรยักษ์มันออกมาจะได้พอช่วยเหลือกัน"

ทุกคนเห็นพ้องด้วย ต่างพากันลงมาตามความลาดชันของภูเขา แล้วเดินตรงไปยังหมู่คนเหล่านั้น ซึ่งกำลังเคลื่อนขบวนบุกเข้ามา ด้วยความระมัดระวังตัว ความเข้าใจของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถูกต้องแล้ว ดร.ดิเรก กับพลได้ขับรถบัสคันนั้นบึ่งเข้าไปในเมือง แจ้งเรื่องให้ประชาชนชาวจังหวัดนครพนมทราบว่า พรรคพวกของเขาสี่คนถูกยักษ์สองตัวผัวเมียจับเอาตัวไป ดิเรก ขอให้ประชาชนชาวเมืองร่วมมือกับเขา ทำการปราบยักษ์ ในตอนแรกประชาชนพากันเกรงกลัว ต่อเมื่อ ดร. ดิเรกได้อธิบายให้ทราบว่า ยักษ์เป็นศัตรูอย่างร้าย กาจของชาวนครพนม ยักษ์เป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งปีศาจ ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ควรได้รับการสักการะบูชา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเราคือคุณพระศรีรัตนตรัยเท่านั้น ดิเรกให้ เหตุผลอย่างแยบคายว่า ถ้าพรรคพวกของเขาถูกยักษ์กิน ยักษ์ก็จะย่ามใจจับชาวเมืองนครพนมไปกินเรื่อยๆ จึงสมควรที่จะร่วมมือร่วมใจกัน ทำการปราบปรามยักษ์สองตัวผัวเมียนี้ให้ราบคาบ คือสังหารมันเสีย

เมื่อนายแพทย์หนุ่มกับพลแลเห็นคณะพรรคของ เขาทั้ง ๔ วิ่งเหยาะๆ ตรงเข้ามา ดร. ดิเรกก็ดีใจร้อง ตะโกนเรียกเสียงลั่น

"หงวน หงวนโว้ย กรโว้ย"

"เอิ๊ว" อาเสี่ยตะโกนตอบ "กันเองโว้ย"

ขบวนรบยักษ์หยุดชะงัก ประชาชนนับจำนวนร้อย ซึ่งเป็นพลอาสาสมัครปราบยักษ์ต่างพูดกันจ้อกแจ้กจอแจ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กิมหงวน, นิกร, กับเจ้า แห้ววิ่งเข้ามารวมกลุ่ม ไม่ต้องสงสัยว่า ดร. ดิเรกกับ พลจะดีใจสักเพียงใดที่คนทั้งสี่พ้นภัยหลบหนีมาได้

"ไปยังไงมายังไงกันโว้ย" นิกรถามเร็วปรื๋อ

พลว่า "กันกับดิเรกหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า จน กระทั่งปลอดภัย จึงรีบออกมาขึ้นรถบัสคันนั้นขับเข้าไป ในเมือง แล้วไปขอกำลังพวกชาวบ้านให้มาช่วยเหลือ พวกเรา เสียเวลาค้นหาแกอยู่ในป่านี้หลายชั่วโมงแล้ว ไม่รู้ว่าที่อยู่ของยักษ์มันอยู่ที่ไหน"

อาเสี่ยกิมหงวนมองดูพวกชาวบ้าน ซึ่งยืนอยู่ ข้างหลัง ดร. ดิเรก ทุกคนมีมีดพร้ากะท้าขวานไม้พลอง กระบองสั้นปืนยาวปืนสั้นเป็นอาวุธ แสงคบเพลิงส่องจ้าราวกับกลางวัน เสี่ยหงวนร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอขอบคุณท่านมาก ที่ท่านได้พากันมาช่วยพวกข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอชวนเชิญ ให้ท่านโปรดเลือกข้าพเจ้าเป็นผู้แทนของท่านเถิด อย่าลืมนะครับ กรุณากาบัตรเลขที่ ๑๓ นายกิมหงวน ไทย แท้"

ดร. ดิเรกจุ๊ย์ปากดุกิมหงวน

"เฮ้ยๆๆ เรากำลังมาปราบยักษ์ไม่ใช่โฆษณาหาเสียง" แล้วนายแพทย์หนุ่มก็หันมาถามพ่อตาของเขา "ถ้ำที่อยู่ของยักษ์อยู่ไกลจากนี่ไหมครับ คุณ พ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชี้มือไปทางขวามือของท่าน

"นั่น ภูเขาลูกนั้นแหละ"

ดร. ดิเรกพยักหน้ารับทราบ

"ถ้ำของมันอยู่สูงจากพื้นดินมากไหมครับ"

"ไม่มากหรอก ในราว ๑๐๐ เมตรเท่านั้น เราจะ ปราบมันได้ด้วยวิธีใดล่ะ วางแผนการณ์ปราบให้เรียบ ร้อยเสียก่อน ขณะนี้ยักษ์ ๒ ตัวผัวเมียมันกำลังนอนหลับ เราบุกเข้าไปฆ่ามันดีไหม? "

นายแพทย์หนุ่มไม่เห็นพ้องด้วย

"วิธีนี้เราไม่แน่ว่าเราจะสังหารมันได้หรอกครับ คุณพ่อ เพราะว่ายักษ์ตัวมันใหญ่โตกว่าพวกเรามาก ผมคิดว่าเอาไฟครอกมันดีกว่า ช่วยกันหาเศษไม้แห้งๆ ไปกองไว้ที่หน้าถ้ำของมันแล้วจุดไฟขึ้น ยักษ์ ๒ ตัวก็ คงสำลักควันไฟตายอยู่ในถ้ำนั่นเอง พวกเราทั้งหมด นี้ก็จะปลอดภัยและจะได้นอนตาหลับ"

พลเรียกหัวหน้าชาวบ้าน ๒-๓ คนเข้ามาพบกับเขา ปรึกษาหารือกันในวิธีปราบยักษ์ตามแผนการณ์ ของ ดร. ดิเรก หัวหน้าชาวบ้านต่างเห็นพ้องด้วย ดังนั้น พวกชาวบ้านก็ได้รับคำสั่งให้แยกย้ายกันหาฟืน หรือกิ่ง ไม้แห้งตามแต่จะหาได้ ต่อจากนั้นอีกในราว ๒๕ นาที กองอาสาสมัครปราบยักษ์ ก็เคลื่อนพลบุกเข้าประชิดถ้ำ ที่อยู่ของ ๒ อสูรอย่างเงียบเชียบ โดยมีเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นผู้นำทาง

สักครู่หนึ่ง ขบวนรบของกองปราบยักษ์ก็บุกขึ้น มาบนเขาจนกระทั่งถึงปากถ้ำอันกว้างใหญ่ อันเป็นที่ อยู่อาศัยของยักษ์วรเทพกับนางยักษ์อรสา

โดยไม่รอช้า ดร. ดิเรก สั่งให้พวกชาวบ้านนำฟืน หรือกิ่งไม้แห้งที่ขนมาสุมปากถ้ำทันที แล้วกองฟืนอันมากมายล้นปากถ้ำก็ถูกจุดขึ้น ด้วยการโยนคบเพลิง หลายๆ อันเข้าไป กิ่งไม้ใบไม้ถูกไฟไหม้ลุกลามอย่าง รวดเร็ว ลมพัดหวลเข้าไปในถ้ำทำให้กลุ่มเพลิงกระ จายไปทั่ว พวกชาวบ้านต่างโห่ร้องแสดงความยินดีที่ ยักษ์ทั้งสองจะต้องสูญสิ้นชีวิตจากควันไฟ

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ กองอาสาสมัครปราบ ยักษ์นั่งจับกลุ่มสนทนากันอย่างร่าเริงคณะพรรค๔สหายได้โอภาปราศรัยกับพวกชาวบ้านที่มาช่วยเหลือกันโดย ทั่วหน้า แล้วเล่าเหตุการณ์ที่ได้ผจญกับยักษ์ให้ฟัง

จนกระทั่งรุ่งอรุณของวันใหม่

ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าแล้ว กองเพลิงที่ปาก ถ้ำเหลือแต่ซากเถ้าถ่าน กองปราบยักษ์ทั้งหมดล่าถอยลงมาที่เชิงเขา แอบกำบังตัวตามก้อนหินหรือสุมทุมพุ่ม ไม้คอยสังเกตการ เพราะยังไม่แน่ใจว่ายักษ์ทั้งสองจะ ตายหรือไม่

คณะพรรค ๔ สหายต่างยืนจับกลุ่มปรึกษาหารือ อยู่ทางด้านซ้ายมือของปากถ้ำ ดร. ดิเรกเชื่อว่าควันไฟ คงรมยักษ์ทั้งสองตายไปนานแล้ว จึงกล่าวชวนพรรค พวกของเขาให้เข้าไปในถ้ำ

"เชื่อกันเถอะ มันต้องตายอย่างแน่นอน ควันไฟ รมมันอยู่ตั้ง ๓-๔ ชั่วโมงแล้ว ถึงแม้รูปร่างของมัน จะใหญ่โตสักเพียงใด มันก็ต้องสำลักควันตาย"

พลพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"ไปโว้ย เข้าไปดูให้เห็นเท็จจริงเดี๋ยวนี้ ชวน พวกชาวบ้านบุกเข้าไปพร้อมๆ กัน ถ้าหากว่ามันยังไม่ตาย มันก็คงอ่อนเพลียมาก เราจะได้ช่วยกันรุม ซ้อมมันเสีย"

นิกรยังลังเลใจอยู่

"ก็ถ้าเผื่อยักษ์ ๒ ตัวมันมีหน้ากากป้องกันไอพิษล่ะโว้ย"

ดร. ดิเรกหัวเราะ

"ยักษ์ตะหวักตะบวยอะไรกันวะ มีหน้ากากกัน ไอพิษ ไป-กันนำหน้า รับรองว่าคงไม่มีภัยอันตราย อะไรหรอก"

๔ สหายต่างร้องตะโกนเรียกพวกกองอาสาปราบ ยักษ์ให้มารวมกำลังกัน ครั้นแล้ว ดร. ดิเรกก็เดินนำ หน้า พากองปราบยักษ์เคลื่อนพลบุกเข้าไปในถ้ำที่อยู่ของยักษ์ด้วยความระมัดระวังตัว

ภายในถ้ำมีกลิ่นควันไฟเหม็นตลบไปทั่ว ทุกคนเงียบกริบไม่มีใครพูดอะไรเลย จนกระทั่งเดินมาถึงห้อง นอนของอสูรทั้ง ๒ เสียงจ้อกแจ้กจอแจก็ดังขึ้น ทุก คนยืนตลึงพรึงเพริด เมื่อแลเห็นยักษ์ทั้งสองกลายสภาพ เป็นยักษ์หินไปแล้ว

ยักษ์วรเทพกับยักษ์อรสานอนอยู่บนเตียงเคียงกันเตียงนอนและข้าวของต่างๆ ของยักษ์ ได้กลายเป็นหิน ไปด้วยเช่นเดียวกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมามองดู ๔ สหายอย่างตื่นๆ

"ยังไงกันโว้ยกร ทำไมยักษ์สองตัวนี่ถึงกลาย เป็นหินไปได้"

นิกรทำหน้าชอบกล

"นั่นน่ะซีครับ ผมงงไปหมดแล้ว มันไม่น่าจะเป็นไปได้เลย"

พลพูดออกความเห็นอย่างแยบคาย

"ยักษ์ ๒ ตัวนี่อาจจะถูกสาปไว้ก็ได้ เมื่อครบ กำหนดที่ถูกสาป ก็บังเอิญให้พวกเรารมมันด้วยควันไฟ พอมันตายร่างของมันก็กลายเป็นหินตามคำสาป"

ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นดังขึ้น พื้น ถ้ำสั่นไหวไปมาผิดปกติ ทุกคนรู้ทันทีว่าเกิดแผ่นดิน ไหวแล้ว เสียงครื้นครั่นทำให้ก้อนหินเบื้องบนพังทลาย ลงมา กองปราบยักษ์ต่างตระหนกตกใจ ร้องเอะอะเอ็ด ตะโร พากันวิ่งออกจากถ้ำด้วยความรักตัวกลัวตาย

ก้อนหินใหญ่น้อยพังทลายลงมาอีก คณะพรรค ๔ สหายต่างวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต นิกรอยู่ล้าหลังเพื่อน จึงถูกก้อนหินพังทลายลงมาทับ นายจอมทะเล้นล้มลงไปกลางพื้นถ้ำ ร้องตะโกนเรียกเพื่อนเกลอของเขา

"โอ๊ย-ช่วยด้วยโว้ย ช่วยด้วย"

ครืนๆ โครมๆ ก้อนหินใหญ่น้อยหลุดทลายลง มาจากเบื้องบน พื้นถ้ำโครงเครงเหมือนกับเรือโต้คลื่น กลางน้ำ

ประไพ พรวดพราดลุกขึ้นนั่งมองดูผัวรักของ หล่อนซึ่งนอนดิ้นกระแด่วๆ อยู่บนพรมปูพื้นหน้าเตียง นอนหล่อนเขยิบตัวก้าวลงมาจากเตียง ทรุดตัวนั่งเอื้อม มือเขย่าแขนนายจอมทะเล้น

"กร-กรคะ"

นิกรรู้สึกตัวลืมตาขึ้นมองดูโลก แสงไฟฟ้าสีเขียวนวลส่องสว่างไปทั่วห้อง นาฬิกาที่ผนังตึกบอกเวลา ๓.๔๐ น. ซึ่งเป็นเวลาจวนจะใกล้รุ่งแล้ว นิกรถอนหายใจโล่งอก รีบลุกขึ้นนั่งบนเตียงกวาดสายตามอง ไปรอบๆ ห้อง

"เอ๊ะ นี่มันบ้านเรานี่หว่า ไม่ใช่ถ้ำยักษ์หรอก หรือนี่"

ประไพหัวเราะหึๆ

"อ้อ ถ้าจะฝันว่าไปพบยักษ์ที่ไหนกระมัง อะไร้ โตจนป่านนี้แล้วยังนอนดิ้นถึงกับตกเตียง"

นายจอมทะเล้นถอยหายใจโล่งอก

"เฮ้อ สิ้นเคราะห์ไปที นึกว่าตายเสียแล้วไพจ๋า พี่ฝันว่าพี่กับพวกเราพากันไปจับยักษ์ที่นครพนม ยักษ์ มันจับเราไปขังไว้ แล้วพี่ได้นางยักษ์เป็นเมีย"

ประไพทำตาปริบๆ

"ฝันหรือคะ "

"ฮื่อ พี่พาคุณพ่อกับอ้ายหงวนและอ้ายแห้วหนี ไปได้ พอดีอ้ายพลกับดิเรกนำพวกชาวบ้านมาช่วย เรา ก็เลยเอาไฟสุมปากถ้ำยักษ์ฆ่ายักษ์ด้วยควันไฟ รออยู่จนเช้าเข้าไปดู ยักษ์สองตัวกลายเป็นหินไปแล้ว แล้วก็เกิดแผ่นดินไหวพื้นถ้ำพังลงมาทับพี่" พูดจบนิกรก็ หัวเราะ

ประไพค้อนประหลับประเหลือก

"ยักษ์บ้ายักษ์บอที่ไหนกัน ฝันเป็นตุเป็นตะไปได้ แหม กำลังหลับสบายพอพี่ตกเตียงไพใจหายหมดเลย"

นิกรดึงตัวเมียรักของเขาลงนอน แล้วหันมากอดหล่อน

"นอนต่อเถอะจ้ะไพ เอ-ฝันเสียจนเป็นเรื่องเป็นราว"

"ก็เมื่อเย็นนี้กรกินแหนมเข้าไปตั้งหลายห่อ มันก็ต้องฝันน่ะซีคะ แล้วก็คงเป็นเพราะกรสนใจกับเรื่อง ยักษ์ที่หนังสือพิมพ์ลงมากเกินไป"

นายจอมทะเล้นพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"อย่าเพิ่งคุยกันเลย ดึกๆ ยังงี้น้ำลายมันบูด คุยไม่สนิท หลับเถอะไพ"

"อุ๊ย อะไรก็ไม่รู้" แล้วหล่อนก็พลิกตัวกลับ นอนหันหลังให้เขา

เสียงเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งนอนอยู่ห้องติดๆ กัน ร้องตะโกนมา

"เฮ้ย ดึกดื่นแล้วโว้ยคุยอะไรกันหา หนวกหูโว้ย"

นิกรร้องตะโกนตอบ

"ไม่ใช่เรื่องของคนแก่"

"เออ ดีแล้ว พรุ่งนี้ฉันจะเตะแก ฝากไว้ก่อน"

นิกรหัวเราะดึงผ้าห่มนวมขึ้นคลุมโปง ต่อจาก นั้นไม่ถึง ๒ นาที นายจอมทะเล้นก็กรนเสียงสนั่นหวั่น ไหว จนกระทั่งประไพรำคาญนอนไม่หลับบ่นพึมพำ

จบ