พล นิกร กิมหงวน 032 : สมบัติปีศาจ

เจ้าแห้ว หาโอกาสที่จะพบ คุณหญิงวาด มาตั้งแต่เช้าแล้วแต่ยังไม่มีจังหวะ ครั้นตอนบ่ายวันนั้น เจ้าแห้ว ได้ยินเสียง คุณหญิงวาด หัวเราะร่วนอยู่ในห้องโถง เจ้าแห้ว ตัดสินใจเข้าไปพบท่านทันที คุณหญิงวาด กำลังนั่งสนทนากับ เจ้าคุณ ของท่านอยู่บนโซฟาร์ เรื่องที่คุยกันก็คือเรื่องความหลังครั้งยังหนุ่มสาว

เจ้าแห้ว ทรุดตัวลงนั่งคลานเข้ามาหมอบกราบท่านทั้งสองแสดงความเคารพอย่างสูงสุด คุณหญิงวาด พยักหน้าให้ เจ้าแห้ว แล้วถามยิ้มๆ

"เอ็งเคยเขียนเพลงยาวให้ผู้หญิงไหมวะ อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้ว กลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานเมื่อตอนรุ่นหนุ่มเคยครั้งหนึ่งครับ ตอนนั้นรับประทานเราอยู่ที่บ้านถนนพญาไท"

"เออ-แล้วยังไง" คุณหญิง ถามเสียงหัวเราะ

"รับประทานผมติดสาวใช้ข้างบ้านเราครับ รับประทานผมเลยเขียนเพลงยาวส่งให้หล่อน"

คุณหญิง หัวเราะคิ๊ก

"เพลงยาวของเอ็งว่ายังไงจำได้บ้างไหม"

"แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานจำได้ตอนขึ้นต้นนิดเดียวครับ รับประทานมันเป็นเวลานานแล้ว อ้า....ขอเสี่ยงสารมาสมานมายเดียสมร ไอเลิฟยูเวอรี่มัชอย่าตัดรอน ด้วยไอฟอลอินเลิฟยูไม่รู้วาย....รับประทานจำได้แค่นี้ครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับ คุณหญิงวาด ต่างหัวเราะกันอย่างครื้นเครง คุณหญิง ยกมือชี้หน้า เจ้าคุณ ของท่านแล้วกล่าวว่า

"อ้ายแห้ว มันยังมีคารมกวีดีกว่า เจ้าคุณ เสียอีก เดาะภาษาฝรั่งปนภาษาไทยโก้ไปเลย ของ เจ้าคุณ ขึ้นต้นก็ฟังผะอึดผะอมเต็มทนแล้ว ถึงแม้เหตุการณ์จะผ่านมาหลายสิบปีดิฉันก็ยังจำฝังใจอย่างไม่มีลืม แม่วาด จ๋าเรียมรักนุชสุดกระสันต์ เหมือนกระต่ายตะกายจ้องมองดวงจันทร์ ทุกคืนวันใจจะขาดสวาทรอน" แล้ว คุณหญิง ก็หัวเราะลั่น

ท่านเจ้าคุณ ลอบค้อน คุณหญิง ของท่าน

"ขายหน้า อ้ายแห้ว มันน่า เอาอะไรมาพูดก็ไม่รู้ช่างจดช่างจำเสียจริงเชียว"

คุณหญิง หัวเราะจนน้ำหมากไหล

"ก็ไม่จริงหรือคะ" แล้วท่านก็หันมาทาง เจ้าแห้ว "เอ็งเขียนเพลงยาวฉบับนั้นแล้วเอ็งส่งไปให้แม่คนนั้นเขาหรือเปล่า"

"รับประทานส่งซีครับ รับประทานผมพับเป็นนกแล้วร่อนข้ามรั้วไปให้"

"เออ-ปัญญาดี แล้วหล่อนตอบหรือเปล่า"

"ตอบครับ รับประทานหล่อนใช้กระดาษเพลงยาวของผมห่อก้อนอิฐแล้วโยนข้ามรั้วมา รับประทานหล่นกลางศีรษะผมพอดี ตั้งแต่นั้นเลยเลิกติดต่อกัน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับ คุณหญิงวาด ต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน คุณหญิง กล่าวกับ เจ้าคุณ ว่า

"สมัยก่อนเขาฝากรักกันด้วยเพลงยาว แสดงให้เห็นว่าหนุ่มสาวสมัยนั้นมีพื้นฐานการกวีด้วยกันทั้งนั้น แต่สมัยนี้ร้อยกรองไม่จำเป็นเสียแล้ว พอเห็นกันเข้าถูกใจกันก็ยิ้มให้กันและพูดกันเลย"

"ถูกแล้ว คุณหญิง สมัยนิวเคลียร์มนุษย์ต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างให้รวดเร็วฉับพลัน ขืนงุ่มง่ามล่าช้าก็ไม่ทันเขา หนุ่มสาวสมัยนี้รู้จักกันเดี๋ยวเดียวขอความรักกันแล้วและรักกันไม่ทันไรฝ่ายผู้หญิงเกิดอยากกินของเปรี้ยว เช่น มะดัน, มะยม, ส้มมะขามหรือดินสอพอง ทำให้ผู้ชายวิ่งวุ่นรีบแต่งงานกัน ฉันว่ารักกันแบบสายฟ้าแลบอย่างนี้ดีเหมือนกัน มีลูกทันใช้ลูกโตเป็นหนุ่มเป็นสาวพ่อแม่ยังไม่ทันจะแก่ สมัยเรามันใช้เกวียนเดี๋ยวนี้ใช้เครื่องบินไอพ่นมันผิดกัน"

คุณหญิงวาด เอื้อมมือหยิบหมากและพลูในพานหมากใส่ปากเคี้ยว พอสบตา เจ้าแห้ว ท่านก็ถามว่า

"เอ็งมีธุระอะไรหรือ อยู่ๆ ก็เข้ามากราบข้าหรือจะขอเบิกเงินเดือนล่วงหน้าก็ว่ามา"

เจ้าแห้ว ยิ้มอายๆ

"รับประทานเรื่องการเงินผมไม่เดือดร้อนหรอกครับ เดือนหนึ่งๆ ได้ทิปจากเจ้านายไม่ต่ำกว่าสองสามพัน รับประทานผมอยากจะขอความกรุณาลาหยุดพักร้อนสัก ๑๐ วัน ครับ"

คุณหญิงวาด สะดุ้งโหยงคล้ายถูกเข็มแทง

"เอ็งจะลาหยุดพักร้อน....หน็อยแน่ ขนาดขี้ข้าอย่างเอ็งก็มีการหยุดพักร้อนด้วยหรือวะ"

เจ้าแห้ว ยิ้มแห้งๆ

"รับประทานสมัยนี้กรรมกรมีความหมายแล้วนะครับ รับประทานอย่างผมก็เรียกว่ากรรมกรคนหนึ่ง ควรจะมีสิทธิ์ได้ลาหยุดพักร้อนเช่นเดียวกับข้าราชการ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ชักฉิว

"ถ้าเช่นนั้นมึงลาออกไปได้เลย อ้ายแห้ว ลงถือว่าตัวของมึงมีความสำคัญแล้วมึงก็ไปอยู่ที่อื่นได้ ไม่ต้องลาหยุดพักร้อนหรอก ลาตลอดกาลได้เลย"

"ปู้โธ่" เจ้าแห้ว คราง "รับประทานใต้เท้าช่างไม่เห็นความซื่อสัตย์กตัญญูของกระผมบ้างเลย กระผมเป็นขี้ข้ารับใช้มานานแล้ว รับประทานไม่เคยได้หยุดงานแม้แต่วันเดียว วันโกน วันพระ วันเสาร์ วันอาทิตย์ ไม่มีทั้งนั้น ดึกดื่นเที่ยงคืนกริ่งเรียก รับประทานผมก็ลุกขึ้นมารับใช้พระเดชพระคุณเจ้านายทั้งหลาย"

คราวนี้ คุณหญิงวาด ชักเห็นใจ เจ้าแห้ว

"จริงของมัน เจ้าคุณ อ้ายแห้ว มันเหมือนกับกระโถนท้องพระโรงใครๆ เรียกใช้แต่ อ้ายแห้ว อย่าไปโกรธเคืองมันเลยค่ะ ให้มันหยุดพักผ่อนเสียบ้าง" แล้ว คุณหญิงวาด ก็หันมาถาม เจ้าแห้ว "เอ็งจะไปไหนวะ อ้ายแห้ว ถ้าหากว่าข้าอนุญาติให้หยุดพักร้อน ๑๐ วัน"

เจ้าแห้ว ดีใจอย่างยิ่ง

"รับประทานยังไม่แน่ครับ บางทีก็จะไปตากอากาศหัวหินสักสี่ห้าวัน แต่ว่ารับประทานต้องไปติดต่อกับกองโรงแรมบ้านพักและรถเสบียงที่การรถไฟก่อนครับ รับประทานขณะนี้เป็นฤดูตากอากาศ ห้องพักที่หัวหินอาจจะไม่ว่าง รับประทานถ้าไม่ได้ไปหัวหินผมกับเพื่อนก็อาจจะไปเที่ยวทัศนาจรเชียงใหม่หรือที่ไหนก็ได้"

คุณหญิงวาด ทำตาปริบๆ

"เอ็งมีความเป็นอยู่เหมือนกับลูกเจ้าคุณอะไรคนหนึ่ง ดูช่างสุขสบายเสียจริง เอาเถอะ ข้าอนุญาติให้เอ็งหยุดงานได้ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป จะไปเที่ยวไหนก็ไป ข้าจะให้เงินเอ็งเป็นพิเศษ ๑,๐๐๐ บาท ไปบอก แม่นัน เขาว่าข้าสั่งจ่ายเงินจำนวนนี้ให้เอ็ง"

เจ้าแห้ว ตื่นเต้นแปลกใจเหลือที่จะกล่าว เขานึกไม่ถึงว่าคุณหญิงวาด จะใจดีต่อเขามากมายเช่นนี้ เขาก้มลงกราบแทบเท้า เจ้าคุณ และ คุณหญิงวาด อีกครั้งหนึ่ง

"รับประทานเป็นพระคุณหาที่สุดมิได้ครับ กระผมขอพักร้อนเพียง ๑๐ วัน เท่านั้น" พูดจบ เจ้าแห้ว ก็ลุกขึ้นเดินยิ้มกริ่มออกไปจากห้องโถงของบ้าน "พัชราภรณ์"

เพราะ เจ้าแห้ว ลาพักร้อน คณะพรรคสี่สหาย และเมียๆ ของเขาตลอดจนท่านผู้ใหญ่จึงรู้สึกขลุกขลักในบางสิ่งบางอย่างเข้าทำนองแกงจืดจึงรู้คุณเกลือ ไม่มีสาวใช้หรือคนใช้คนไหนที่จะเจียนหมากพลูให้ คุณหญิงวาด ดีเหมือนเจ้าแห้ว เพราะเจ้าแห้วรู้ว่า คุณหญิงวาด กินปูนมากและต้องใส่พิมเสนลงไปในพลูนิดหน่อย ส่วนหมากดิบก็ต้องผ่าชิ้นโตๆ ลูกหนึ่งผ่าสี่ชิ้น เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เคยดื่มโอยัวะขนาดขมเหมือนยาดำ ยายอิ่มชงให้อ่อนเกินไปไม่ถูกใจท่านเลย เจ้าคุณปัจจนึกฯ บ่นพึมพำในเรื่องรองเท้าของท่าน ใครขัดให้ก็ไม่ถูกใจเหมือน เจ้าแห้ว สี่นางก็พลอยวุ่นวายไปหลายอย่างเมื่อไม่มีเจ้าแห้ว ส่วน สี่สหายของเราแน่นอนแต่ละคนเคยเรียกใช้ เจ้าแห้วตลอดวัน เจ้าแห้วไม่อยู่ใช้คนอื่นทำอะไรก็มักจะไม่ถูกความประสงค์

อย่างไรก็ตาม เจ้าแห้วหายไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" ได้เพียง ๕ วันเท่านั้น เขาก็กลับมาในตอนเย็นวันหนึ่ง

ไม่ผิดอะไรกับลูกนกที่จากรังไปและกลับมาอย่างสะบักสะบอม เจ้าแห้วมากับเพื่อนหนุ่มคนหนึ่ง เพื่อนของ เจ้าแห้ว มีลักษณะเหมือนสิงห์อมควัน ผอมโซแต่งกายสกปรก มอริสป้ายเหลืองคันหนึ่งนำ เจ้าแห้ว กับเพื่อนเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้ สี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้นั่งดื่มเหล้าสนทนากันเงียบๆ อยู่ที่เรือนต้นไม้หน้าตึกใหญ่

มอริสเก๋งแล่นมาหยุดที่หน้าเรือนต้นไม้พอดี สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองออกไปนอกเรือนต้นไม้ พอแลเห็น เจ้าแห้ว ถูกเพื่อนประคองปีกลงจากรถ พล ก็แปลกใจ

"เอ๊ะ อ้ายแห้ว ไม่สบายกลับมานี่หว่า"

ทุกคนต่างลุกขึ้นพากันออกไปจากเรือนต้นไม้ทันที ดร. ดิเรก ปราดเข้ามาหา เจ้าแห้ว แล้วกล่าวถามเพื่อนเกลอ เจ้าแห้ว

"ไปยังไงมายังไงกันน้องชาย"

สิงห์อมควัน ยิ้มแห้งๆ

"ผมกับ แห้ว เพิ่งมาจากอยุธยาครับ"

"แล้ว เจ้าแห้ว เป็นอะไรไป" ดร. ดิเรก ถามอย่างห่วงใย

"เป็นไข้ครับ แกเพ้อตลอดเวลา พูดถึงเรื่องผีสางและเรื่องที่ไม่เป็นสาระ ผมพยายามหอบหิ้ว นายแห้ว ขึ้นรถพิษณุโลกที่อยุธยามาลงที่หัวลำโพงแล้วขึ้นแท็กซี่มานี่ครับ"

เสี่ยหงวนบอกคนขับรถให้วางกระเป๋าเสื้อผ้าสองกระเป๋าลงข้างถนนแล้วล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทฉบับหนึ่งออกมาส่งให้คนขับรถ ต่อจากนั้น ดร. ดิเรก กับเพื่อนของ เจ้าแห้ว ก็ช่วยกันประคองปีก เจ้าแห้วขึ้นไปบนตึก เจ้าแห้ว มีหน้าตาซูบซีดร่วงโรยผิดปกติ ขอบตาลึกเขียวช้ำ ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นใจ เขาถูกนำเข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของ ดร. ดิเรก ซึ่งห้องนี้เป็นห้องปฐมพยาบาลด้วย

สี่สหาย ช่วยกันอุ้ม เจ้าแห้ว ขึ้นนอนบนเตียงเหล็กอันทันสมัย ดร. ดิเรกเปิดเครื่องทำความเย็นช่วยให้บรรยากาศในห้องทดลองเย็นสบายและมีอากาศบริสุทธิ์ เจ้าคุณปัจจนึกฯ สัมภาษณ์เพื่อนของเจ้าแห้วทันที

"เธอไปเที่ยวกับ เจ้าแห้ว มาหรือ"

"ครับ เราออกจากกรุงเทพฯ ตอนเช้าวันจันทร์ไปเที่ยวปากน้ำโพด้วยกัน ค้างปากน้ำโพหนึ่งคืนแล้วขึ้นรถยนตร์มาชัยนาทพักแรมที่เขื่อนเจ้าพระยาอีกหนึ่งคืนครับ ออกจากชัยนาทมาตาคลีขึ้นรถไฟมาลงอยุธยาพักอยู่ที่โรงแรมหน้าตลาดหัวรอเที่ยววังโบราณกันครับ ผมไม่อาจจะเข้าใจได้ว่า นายแห้ว เขาไปเที่ยวอยุธยาทำไมตอนกลางคืน เขาทิ้งผมไว้หายไปจนดึกดื่น เราพักอยู่ที่อยุธยาได้สามคืน นายแห้วก็ล้มเจ็บอย่างกระทันหัน คนที่นั้นเขาว่า เจ้าแห้ว ถูกผีเข้าครับ นายแห้วเป็นไข้ตัวร้อนราวกับไฟเพ้อพูดถึงเรื่องผีสางเจ้านายในสมัยอยุธยา บางทีก็แสดงท่าทางหวาดกลัวร้องเอะอะโวยวายลั่นโรงแรม"

พล กล่าวขึ้นทันที

"เธอพา เจ้าแห้ว ไปหาหมอหรือเปล่า"

"พาไปครับ หมอเขาว่าพรรดึกมันทำพิษและเกี่ยวกับปัตฆาตนิดหน่อย ผมเห็นท่าไม่ดีแน่ ก็เลยพา นายแห้ว กลับกรุงเทพฯ "

สี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองดูหน้ากัน ก่อนที่ใครจะพูดอะไร คุณหญิงวาด ก็พา สี่นางบุกเข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์อย่างร้อนรนและ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ตามเข้ามาเป็นคนสุดท้าย คุณหญิง กำลังเล่นไพ่กับเมียๆ ของ สี่สหาย อยู่ในห้องชั้นบน พอสาวใช้ขึ้นไปเรียนให้ท่านทราบว่า เจ้าแห้วกลับมาบ้านและมาในสภาพของคนที่กำลังเจ็บหนัก คุณหญิง ก็รีบพา สี่นาง และ ท่านเจ้าคุณ ลงมาเยี่ยม เจ้าแห้ว ด้วยความห่วงใย

"ตายแล้ว อ้ายแห้ว เป็นอะไรไป พ่อดิเรก โถ-ชักกระตุกนัยน์ตาตั้งเหมือนหมาถูกยาเบื่อ"

ดร. ดิเรก ตวาดแว็ด

"ชักที่ไหนล่ะครับ ปู้โธ่"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้น ใครต่อใครรุมกันซักถาม นายชุ่ม เพื่อนเกลอของ เจ้าแห้ว ซึ่ง ชุ่ม ก็ต้องเล่ารายละเอียดให้ฟังอีก แล้วให้ข้อคิดว่าเขาสงสัยว่า เจ้าแห้วคงจะร่วมคิดกับนักขับสามล้อที่อยุธยาคนหนึ่งไปขโมยขุดพระที่กรุใดกรุหนึ่งตามวัดร้างหรือตามพระที่นั่งเก่าๆ เจ้าแห้ว จึงมีอันเป็นไปเช่นนี้ นายชุ่ม ยืนยันว่าตลอด ๓ คืนที่อยู่อยุธยาพอพลบค่ำ เจ้าแห้ว ก็หนีเขาไปกับนักขับสามล้อในวัยกลางคนคนนั้น กลับมาถึงโรงแรมดึกมากไต่ถามก็ปิดบังไม่ยอมบอกความจริง จนกระทั่งล้มเจ็บลงอย่างกระทันหัน

ขณะที่ ชุ่ม กำลังเล่าให้ฟัง เจ้าแห้ว ก็มีอาการเพ้อคลั่งอีก เขาผุดลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิบนเตียง ใบหน้าของ เจ้าแห้ว ถมึงทึงน่ากลัว นัยน์ตาวาวโรจน์กลอกไปกลอกมา คุณหญิงวาด กับ สี่นาง ต่างถอยกรูด เจ้าแห้วยกกำปั้นทุบหน้าอกตัวเองแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"มึงบังอาจมาก อ้ายแห้ว มึงลอบเข้าไปในที่ซ่อนมหาสมบัติของกู เพื่อจะขโมยเพชรนิลจินดาและทองคำอันมหาศาลของกู กูต้องฆ่ามึง อ้ายแห้ว กูคือ พระที่นั่งสุริยามรินทร์กษัตริย์องค์สุดท้ายของอยุธยาถึงกูสิ้นชีวิตไปแล้ววิญญาณของกูก็ยังพิทักษ์รักษาราชทรัพย์ของกูอยู่"

คุณหญิงวาด กับ สี่นาง อกสั่นขวัญแขวน รีบทรุดตัวนั่งพับเพียบเรียบร้อยประนมมือไหว้อดีตกษัตริย์ผู้เสียพระนครให้แก่พม่าข้าศึกทันที

"ได้โปรดเถิดเพคะ" คุณหญิงวาด พูดระล่ำระลัก "พระราชอาญาไม่พ้นเกล้า เจ้าแห้ว คนของหม่อมฉันคงทำไปเพราะรู้เท่าไม่ถึงการ ขอพระราชทานอภัยโทษให้มันสักครั้งเถิดเพคะ แล้วหม่อมฉันจะตั้งเครื่องเซ่นสังเวยถวายพระองค์"

เจ้าแห้ว นั่งขัดสมาธิเต้นเร่าๆ

"ข้าจะยกโทษให้ก็ต่อเมื่อ อ้ายแห้ว เอาพระทองคำไปคืนข้า มันขโมยพระทองคำของข้ามาองค์หนึ่ง ทองคำหนักถึง ๒๐๐ บาทอยู่ในกระเป๋าเสื้อผ้าของมัน"

พล กล่าวถาม นายชุ่ม ทันที

"กระเป๋า อ้ายแห้ว ใบไหน"

"ลายตาหมากรุกสีเขียวนั่นแหละครับ"

นายพัชราภรณ์ เดินเข้าไปที่ม้ายาวริมห้อง บนม้ายาวมีกระเป๋าเสื้อผ้าวางอยู่สองใบ เขาจับกระเป๋าเสื้อผ้าของ เจ้าแห้วผลักลงนอนราบแล้วเปิดกระเป๋าออกรื้อค้นเสื้อผ้าข้าวของในกระเป๋าอยู่สักครู่ก็หยิบห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ห่อหนึ่งขึ้นมา เมื่อพลแก้กระดาษหนังสือพิมพ์ออกทุกคนก็แลเห็นพระพุทธรูปทองคำสุกปลั่งองค์หนึ่ง หน้าตักกว้างประมาณสามนิ้ว เป็นพระพุทธรูปนั่งแบบเชียงแสนหล่อด้วยทองคำธรรมชาติทั้งองค์

เสียง เจ้าแห้ว ร้องขึ้นอีก

"เห็นไหม มันขโมยของข้ามา จงรีบนำไปคืนข้า ณ ที่เดิมภายใน ๗ วันนี้ มิฉะนั้นข้าจะเอาชีวิต อ้ายแห้ว ไปเมืองผี"

กิมหงวนตื่นเต้นสนใจพระพุทธรูปทองคำองค์นี้อย่างยิ่งและอยากจะได้ไว้เป็นกรรมสิทธิ์ อาเสี่ย หันมามองดู เจ้าแห้ว แล้วยกมือไหว้ เจ้าแห้ว อย่างนอบน้อมเกรงกลัว

"ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าขอซื้อพะย่ะค่ะ พระพุทธรูปองค์นี้สวยมาก"

เจ้าแห้ว ตวาดแว็ด

"ไม่ขายโว้ย กูเป็นกษัตริย์ ยังไม่ยากจนถึงกับจะต้องขายพระกินแล้วก็พระเจ้าซื้อขายกันได้เรอะ"

"น่า ลูกช้างอยากได้นี่ครับ" อาเสี่ย ออด "ถ้าตกลงขายให้ลูกช้างเท่าใดลูกช้างจะจ่ายเช็คให้แล้วให้ อ้ายแห้วเอาเช็คไปไว้ที่กรุของท่าน"

เจ้าแห้ว ตะโกนลั่นห้อง

"กูบอกว่าไม่ขายได้ยินไหม"

อาเสี่ย ทำคอย่น แล้วพูดเสียงอ่อย

"ไม่ขายก็ไม่ขายต้องดุด้วย"

เจ้าแห้วยืดคอเอียงหน้าไปมาเหมือนคนเป็นอัมพาตและแล้วก็ล้มลงนอนหงายชักกระตุกนัยน์ตาตั้ง คุณหญิงวาด กับ สี่นาง ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน คุณหญิงวาด ยกมือเขี่ยสะเอว นายแพทย์หนุ่ม เบาๆ

"พ่อดิเรก อาสงสัยว่า อ้ายแห้ว คงไปถูกยาเบื่อมาจากอยุธยาแน่ๆ ลงกระตุกแหง่กๆ อย่างนี้ละก้อหมาถูกสะติ๊กนินยังไงยังงั้นทีเดียว"

ดร. ดิเรก หัวเราะอย่างใจเย็นตามธรรมดาของนายแพทย์ทั้งหลาย

"ไม่ใช่หรอกครับคุณอา ที่มันชักก็เพราะไข้ขึ้นสูงความร้อนในตัวมากเกินไปก็ชักทุกราย ผมสงสัยว่าอ้ายแห้ว เป็นไข้มาเลเรียอย่างแรง แต่ว่าผมพอจะช่วยได้ อย่างช้าในครึ่งชั่งโมงนี้ เจ้าแห้ว จะปลอดภัย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เดินเข้าไปหา พล พร้อมๆ กันต่างคนต่างอยากได้พระทองคำองค์นี้ เสี่ยหงวน ปราดเข้าไปยืนข้างหลัง ท่านเจ้าคุณ ทั้งสองแล้วกล่าวว่า

"ใครอย่าอมพระองค์นี้ไม่ได้นะครับ ผมจองไว้ก่อน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ชักฉิว

"จองยังไงวะของ อ้ายแห้ว มัน"

"ถึงอย่างนั้นก็เถอะครับ ผมจะพูดกับ เจ้าแห้ว ขอซื้อมัน"

"อาก็อยากได้เหมือนกัน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดโพล่งขึ้น

พล ว่า "ถ้ายังงั้นก็ต้องรอให้ อ้ายแห้วหายเสียก่อนนะครับแล้วเปิดการประมูล ใครให้ราคาสูงก็เป็นของคนนั้น แต่ถ้าอ้ายแห้ว มันไม่ยอมขายกรรมสิทธิ์พระทองคำองค์นี้เป็นของ อ้ายแห้ว"

นิกร กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับ ขโมยวัตถุโบราณมีโทษทั้งปรับทั้งจำ ทางที่ดีเราอย่าแก่งแย่งผิดใจกันด้วยพระทองคำองค์นี้เลยครับ ผมคิดว่าในกรุนั้นยังมีอีกหลายองค์ รอให้ อ้ายแห้วหายเสียก่อนแล้วเราไปขโมยขุดกรุนี้ดีกว่า ได้มาเท่าไรแล้วก็แบ่งกัน ถ้าเพลี่ยงพล้ำถูกตำรวจจับได้เราก็ติดคุกร่วมกัน เกิดมาเป็นลูกผู้ชายก็ลองติดตะรางดูบ้าง ใครไม่เอาก็ตามใจผมเอาแน่"

เสี่ยหงวน ยิ้มแป้น

"อั๊วเอาด้วยคนว่ะ กรุนี้คงมีเพชรนิลจินดามากมายและเป็นกรุเร้นลับที่ยังไม่มีใครพบ แม้แต่เจ้าหน้าที่กรมศิลป์ฯ ก็คงไม่รู้อยู่ที่ไหนแต่ อ้ายแห้ว ต้องรู้แน่"

นิกร หันมาทางพ่อตาของเขา

"เอานะครับคุณพ่อ เราต้องขุดกรุ ขุนหลวงขี้เรื้อน ให้ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มอายๆ

"ตกลง" แล้วท่านก็หันมาทาง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ "ร่วมมือกันนะเจ้าคุณ พอ อ้ายแห้ว หายยกพวกไปอยุธยาเลย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สั่นศีรษะ

"ผมเสมอนอกดีกว่า ติดตะรางเมื่อแก่ดูยังไงนะ เจ้าคุณ นอกจากติดตะรางแล้วยังถูกถอดจากบรรดาศักดิ์ เบี้ยบำนาญก็อด"

เจ้าแห้ว พรวดพราดลุกขึ้นนั่งแสดงสีหน้าโกรธแค้นทำปากเบี้ยว นัยน์ตาถลนน้ำลายฟูมปาก ยกมือขึ้นชี้หน้า คณะพรรคสี่สหาย

"ชะ ชะ พวกมึงจะไปขุดกรุมหาสมบัติของกู ลองดูซีกูจะเอาชีวิตให้หมดไม่ให้เหลือเลย"

นิกร ยิ้มให้ เจ้าแห้ว

"โธ่-เจ้าพ่อก้อ เราพูดเล่นๆ หรอกครับ พวกผมล้วนแต่เป็นเศรษฐีมีเงินตั้งเยอะแยะ จะต้องไปขโมยสมบัติเจ้าพ่อเอามาทำอะไรอีก"

"เออ พูดเล่นก็แล้วไป ถ้าพูดจริงกูจะเอาให้ตาย ฮึ่ม...กูนี่แหละ เจ้าพ่อขุนหลวงขี้เรื้อนกษัตริย์องค์สุดท้ายของพระนครศรีอยุธยาอย่าเชียวนะมึง เมื่อกูมีชีวิตอยู่กูเป็นกษัตริย์ที่กระดูกขัดมันอยู่แล้วนะโว้ย"

นิกร ยกมือไหว้

"ครับ ครับ ผมกลัวแล้วครับ"

เจ้าแห้ว เอนตัวลงนอนต่อไป ดร. ดิเรก ขอร้องให้ทุกๆ คนออกไปจากห้องของเขาเพื่อเขาจะได้ช่วยเหลือรักษา เจ้าแห้ว ต่อไป นายชุ่มถือโอกาสลากลับ เสี่ยหงวน ขอร้องให้ นายชุ่ม ปกปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ซึ่งนายชุ่มก็รับคำว่าเขาจะไม่เปิดเผยให้ผู้ใดทราบ เพราะถ้าเรื่องเข้าหูตำรวจ เจ้าแห้วเพื่อนเกลอของเขาก็จะต้องมีธุระต้องไปติดตะรางในฐานขโมยโบราณวัตถุของชาติ

จากการตรวจโลหิต ดร. ดิเรก ได้ค้นพบเชื้อมาเลเลียอยู่ในเม็ดโลหิตแดงของเจ้าแห้ว เขาไม่มีความเชื่อถือในเรื่องภูตผีปีศาจหรือไสยศาสตร์ ดังนั้นเขาจึงรู้ว่าพิษไข้ทำให้เจ้าแห้วเพ้อคลั่งไป เขารีบฉีดอาแทบรินให้

เจ้าแห้ว หนึ่งเข็มและใช้น้ำเย็นลูบตัว เจ้าแห้ว ช่วยลดความร้อน อาการของ เจ้าแห้ว ดีขึ้นตามลำดับ ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง เจ้าแห้ว ก็รู้สึกตัว มีสติปัญญามีความคิดอ่านและความทรงจำเหมือนเดิม แต่ เจ้าแห้วสึกอ่อนเพลียมาก

"นอนพักผ่อนเสียก่อน อ้ายแห้ว ไม่มีอะไรที่ยูจะต้องกังวล"

เจ้าแห้ว ดื้อดึงลุกขึ้นนั่ง

"มีซีครับ คุณหมอ รับประทานสิ่งที่ผมกังวลก็คือพระทองคำของผม"

"ออไร๋ ออไร๋ เจ้าพล นายของแกได้เก็บรักษาไว้ให้แกเรียบร้อยแล้ว"

เจ้าแห้ว ยิ้มออกมาได้ แล้วเอนตัวลงนอนหงายในท่าสบาย

"รับประทานถ้าอย่างนั้นก็ค่อยยังชั่วหน่อย รับประทานผมเป็นอะไรไปครับ คุณหมอ แล้วก็รับประทานผมมาจากอยุธยาได้อย่างไร"

"แกเป็นไข้จับสั่น เพื่อนแกได้นำแกมาจากอยุธยา แกปลอดภัยแล้ว โรคของแกเป็นเรื่องเล็กสำหรับหมอชั้นดีอย่างกัน อย่าว่าแต่แกเป็นมาเลเลียเลย ต่อให้แกถูกฟันคอขาดหิ้วคอมาหากันกันก็ช่วยต่อคอให้แกได้ อ้า-มหาดเล็กของท่านมหาราชาองค์หนึ่ง...."

ดร. ดิเรก หยุดเล่าเมื่อ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพา เสี่ยหงวนกับ พล นิกร เข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ทุกคนหยุดชะงักมองไปที่เตียงคนไข้ พอแลเห็นเจ้าแห้วนอนลืมตานิ่งเฉยโดยไม่กระพริบตา นิกร ก็หน้าเสีย

"โธ่-ตายเสียแล้วหรือหมอ"

เจ้าแห้ว รีบลุกขึ้นนั่งทันที

"รับประทานยังครับ แฮ่ะ แฮ่ะ หายแล้วครับไม่ใช่ตาย มือชั้น คุณหมอ รับประทานรักษาคนไข้ตายก็ไม่ใช่ คุณหมอดิเรก เท่านั้น"

นายแพทย์ดิเรก ยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง

"เรื่องเล็กว่ะ อ้ายแห้ว เป็นมาเลเลีย ไข้สูงมากก็เลยเพ้อ กันฉีดยาให้มันแล้ว ป่านนี้เชื้อมาเลเลียตายไปหมดแล้ว"

เสี่ยหงวน หยิบหลอดยาฉีดหลอดหนึ่งซึ่งวางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาพิจารณาดู หลอดยาหลอดนี้มีแต่หลอดเปล่าๆ

"หมอ หมอ โว้ย"

"ยานี่น่ะหรือที่แกฉีดให้ อ้ายแห้ว"

"ออไร๋"

"ยาอะไรวะ" เสี่ยหงวน ถามยิ้มๆ

"ก็อาแทบรินน่ะซี อ่านไม่ออกหรือ"

เสี่ยหงวน หัวเราะก้าก เดินเข้ามาหา พล กับ นิกร แล้วชูหลอดยาให้ดู นิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัวร้องตะโกนลั่น

"อ้ายหมอ นี่มันนีโอโว้ยไม่ใช่อาแทบริน"

นายแพทย์หนุ่ม เย็นวาบไปหมดทั้งตัว วิ่งเข้ามาหา สามสหาย แล้วแย่งหลอดยาฉีดไปพิจารณาดู เขาทำท่าเหมือนจะเป็นลม

"มายก๊อด....ฝรั่งหยิบยาผิดว่ะ กล่องมันอยู่ติดๆ กัน ตายแน่"

เจ้าแห้ว พูดเสริมขึ้นทันที

"รับประทานไม่ตายหรอกครับ หายแล้ว แล้วก็รับประทานอย่างน้อยคุณหมอก็คงได้รู้ความจริงว่ายานีโอแก้โรคอ้ายพันอย่างว่าฉีดแก้ไข้จับสั่นได้เด็ดขาดดีเหมือนกัน"

ดร. ดิเรก ยกมือเกาศีรษะ

"เอ-ถ้าอย่างนั้นยูไม่ได้เป็นมาเลเลียเสียแล้วล่ะ อ้ายแห้วสงสัยว่าเชื้อซิฟิลิสขึ้นสมองมากกว่า" พูดจบเขาก็หันมาทางพ่อตาของเขา "หมู่นี้ผมทำงานมากไปหน่อย กะป้ำกะเป๋ออย่างไรชอบกล เมื่อสองสามวันนี้ไปสอนพิเศษนักเรียนแพทย์ที่ศิริราชผ่าตัดไส้ติ่งคนไข้ชายรายหนึ่ง ผมลืมคีมกับตะไกรไว้ในท้องคนไข้ถึงสองเล่ม ต้องผ่าอีกครั้งขายหน้าลูกศิษย์เหลือเกิน"

ท่านเจ้าคุณ หัวเราะหึๆ

"แกเป็นหมอที่เก่งมาก แต่พ่อได้ตั้งปณิธานไว้แล้วว่า ถ้าพ่อล้มเจ็บลงด้วยโรคอะไรก็ตาม พ่อจะไม่ยอมให้แกรักษาพ่อเป็นอันขาด โดยเฉพาะเรื่องผ่าตัดไม่ยอมแน่นอน กลัวว่าแกจะลืมเครื่องมือผ่าตัดทั้งชุดไว้ในท้องพ่อ"

กิมหงวน ยิ้มให้ นายแพทย์หนุ่ม

"ถ้าแกรู้ว่าแกเป็นคนขี้ลืม ทีหลังเวลาผ่าตัดคนไข้ละก้อทำซิปรูดซีวะ ลืมอะไรก็ดึงซิปออกหรือคนไข้จำเป็นจะต้องผ่าตัดอีกก็ไม่ต้องผ่าตัดให้เสียเวลา จะดูตับไตไส้พุงในท้องดึงซิปแคว่กเดียวใช้ได้"

ดร. ดิเรก หัวเราะหึๆ

"กันจำได้ว่าที่ประเทศอินเดียคนไข้คนหนึ่งเป็นนักเลงอันธพาล ถูกนักเลงด้วยกันตีศีรษะแตกบ่อยๆ แล้วมาให้กันเย็บแผลให้ ตอนหลังกันขี้เกียจเย็บเลยติดกระดุมให้ ตั้งแต่นั้นมาหมอนั่นไม่เคยถูกใครตีหัวแตกอีกเลย"

เจ้าแห้ว หัวเราะงอหาย

"รับประทานเรื่องจริงหรือครับ คุณหมอ"

นายแพทย์หนุ่ม หันไปทำตาเขียว

"เดี๋ยวถีบตกเตียงเลย"

สี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันเดินเข้ามาหา เจ้าแห้ว ทุกคนต่างดีใจเมื่อแลเห็น เจ้าแห้ว พ้นอันตรายแล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามดิเรก อย่างเป็นงานเป็นการว่า

"ถามจริงๆ เถอะวะ ดิเรก แกฉีดนีโอให้ อ้ายแห้ว จริงๆ หรือ"

ดร. ดิเรก อมยิ้ม

"หมออย่างผมไม่เผลอเรอถึงอย่างนั้นหรอกครับ นีโอน่ะผมฉีดให้คนไข้เพื่อนบ้านของเราคนหนึ่งที่มาหาเมื่อตอนบ่าย ส่วนอ้ายแห้ว ผมฉีดอาแทบรินให้มัน"

เจ้าแห้ว ถอนหายใจโล่งอก

"รับประทานสิ้นเคราะห์ไปที ผมเองรับประทานไม่เคยซุกซนเลย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง พลกระดิกนิ้วมือขวาเป็นความหมายให้ เจ้าแห้ว ลุกขึ้นนั่ง แล้วเขาก็กล่าวถาม เจ้าแห้ว อย่างเป็นงานเป็นการ

"เล่าเรื่องพระพุทธรูปทองคำที่แกได้มาให้พวกเราฟังหน่อยเถอะวะ แกได้มาจากกรุไหน"

"รับประทานกรุใต้พระที่นั่งสิงหนาถครับ"

สี่สหาย พากันมองดูหน้า เจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านเจ้าคุณ ยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า

"ไม่เคยได้ยินชื่อพระที่นั่งนี้เลย"

"รับประทานถูกแล้วครับ น้อยคนนักที่จะรู้จักพระที่นั่งนี้ คนโดยมากเข้าใจว่าเป็นวัดร้างวัดหนึ่งในบริเวณพระราชวังโบราณ พระปรางค์ใหญ่ที่เอียงกระเท่เร่จะพังอยู่แล้วไม่มีความหมายแก่ใคร นอกจากเป็นของเก่าสำหรับผู้สนใจในโบราณคดี รับประทานความจริงใต้พระปรางค์นั้นมีช่องทางตรงไปยังพระที่นั่งสิงหนาถ ซึ่งพระที่นั่งสิงหนาถถูกพม่ารับประทานเผาเสียหมดเหลือแต่เสาไม่กี่ต้นเลย ไม่มีใครรู้ว่าที่นั้นคือพระที่นั่งอันอันเป็นที่เสด็จออกขุนนางของพระที่นั่งสุริยามรินทร์"

อาเสี่ยกิมหงวน ยิ้มให้ เจ้าแห้ว

"แกรู้เรื่องดีนี่หว่า"

"รับประทานผมรู้จาก พี่จอน หรอกครับ รับประทาน พี่จอน แกปั่นสามล้ออยู่ที่นั่นเมื่อก่อนนี้รับประทานแกเคยเป็นผู้กว้างขวางอยู่ในกรุงเทพฯ รับประทานเคยสูบกัญชาร่วมก๊วนเดียวกับผมครับ พี่จอนเป็นคนจริงคนหนึ่งแต่เป็นคนเรียบร้อย ท่าทางแหยๆ เหมือนกับไม่สู้คน รับประทานยุคอันธพาลถูกกวาดล้างทำให้ พี่จอนต้องเผ่นไปอาศัยอยู่กับเพื่อนที่อยุธยาครับ ผมไปพบ พี่จอน โดยบังเอิญ รับประทาน พี่จอนแกชวนผมไปสืบหาพระปรางค์เก่าองค์นั้นซึ่งแกฝันว่ามีผีไปบอกแกครับ บังเอิญเราหาพบ ผมกับ พี่จอน ก็ลงไปใต้ดินจนไปถึงใต้พื้นพระที่นั่งสิงหนาถ บรื๊อว์....พูดแล้วขนลุกซู่เลยครับ รับประทานดูแขนผมซีครับ ขนลุกตั้งชันหมด"

นิกร ยกมือเขกกบาล เจ้าแห้ว เบาๆ

"เรื่องขนลุกมันนอกประเด็นโว้ย เล่าต่อไปเถอะ"

เจ้าแห้ว ทำท่าขนลุกขนพองสยองเกล้า

"รับประทานผมกับ พี่จอน มีไฟฟ้าเดินทางไปคนละดวงครับ เราได้พบทรัพย์สมบัติอันมากมายซ่อนอยู่ในกรุใต้ดินนั้น โอย-รับประทานพูดแล้วเหมือนโกหกครับ หีบใบหนึ่งมีเพชรเต็มหีบเลยครับ เพชรลูกทั้งนั้น ทำเป็นสร้อยคอสร้อยข้อมือจี้เพชร ทับทิมยังงี้ มรกตยังงี้เป็นเข่งๆ เอ๊ย เป็นหีบๆ เลยครับ ทองคำเป็นแท่งๆ เฉพาะที่เป็นสร้อยคอมากกว่าที่ร้านโต๊ะกังเสียอีก รับประทานผมกับ พี่จอนเห็นแล้วแทบเป็นบ้า รับประทานกำลังตกตะลึงในสมบัติอันมหาศาลเราก็ถูกผีหลอกครับ รับประทานผมกับพี่จอน โกยแน่บอย่างไม่คิดชีวิต รับประทานผมคว้าพระพุทธรูปทองคำมาได้องค์หนึ่ง พี่จอนขยุ้มสายสร้อยมาได้ขยุ้มหนึ่ง"

"เฮ้-" ดิเรก ขัดขึ้น "ผีที่แกว่าน่ะมันเป็นยังไง"

เจ้าแห้ว ยื่นแขนขวาให้ นายแพทย์หนุ่ม ดู

"ฮื่ย-รับประทานขนลุกอีกแล้ว ดูซีครับ ซู่เลย"

ดร. ดิเรก หัวเราะหึๆ

"เดี๋ยวไอก็ยันเปรี้ยงเข้าเท่านั้นเอง ถามเรื่องผีโว้ยไม่ได้ถามว่าขนลุกหรือเปล่า"

เจ้าแห้ว ยิ้มแห้งๆ

"รับประทานผีหรือครับ อุ๊ย-ยังติดหูติดตาไม่หาย รับประทานมันมีแต่ศีรษะครับ ศีรษะโตเท่าตุ่มน้ำเห็นจะได้ มันลอยออกมาจากที่มืด แลบลิ้นยาวเฟื้อยและกลอกนัยน์ตาไปมา โอ๊ย-รับประทานอีกตัวหนึ่งคอยาวตั้งวามันร้องคำรามว่ามันจะฆ่าผมกับ พี่จอน เดชะบุญคุณพระยังคุ้มครองอยู่นะครับเท่าที่ผมกับ พี่จอนหนีออกมาได้ พอกลับไปถึงโรงแรมผมก็เป็นไข้และจดจำอะไรไม่ได้ ส่วนพระพุทธรูปทองคำผมห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อผ้าของผม ไม่ได้ปริปากบอกให้ อ้ายชุ่ม รู้เรื่องนี้เลย"

พล ว่า "แต่ นายชุ่ม เขาก็ได้เห็นพระทองคำองค์นี้แล้ว ขณะที่พวกเราช่วยกันหามแกลงจากรถแท็กซี่เข้ามาในห้องนี้"

"หรือครับ โอ-รับประทานเห็นจะต้องเอาเงินปิดปากมันสักพันบาท ถ้ามันพูดมากปากโป้งรับประทานตำรวจก็จะมาลากคอผมไปในฐานขโมยโบราณวัตถุ รับประทานขี้เกียจติดตะรางครับ"

สี่สหาย มองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน ดร. ดิเรก กล่าวขึ้นอย่างขบขัน

"กันเชื่อว่ากรุมหาสมบัติที่ เจ้าแห้ว เล่าให้ฟังนี้มีจริง แต่เรื่องที่มันถูกผีหลอกกันไม่เชื่อเพราะผีไม่ใช่สสาร ไม่มีตัวตน"

"โธ่...." เจ้าแห้ว คราง "รับประทานผีจริงๆ ครับ คุณหมอ"

"อิมพอสสิเบิ้ล" นายแพทย์หนุ่ม พูดยิ้มๆ พลางสั่นศีรษะ "นักวิทยาศาสตร์ย่อมเห็นว่าผีเป็นเรื่องไร้สาระ แกกับเพื่อนของแกอาจจะตาฝาดไปหรือมิฉะนั้นก็คงมีนักเลงดีลงไปซ่อนอยู่ในกรุนั้นก่อนแกเลยแกล้งทำเป็นผีหลอกแกกับเพื่อนแก"

เจ้าแห้ว ลืมตาโพลง

"รับประทานไม่เป็นไปได้อย่างนั้นหรอกครับ คุณหมอ รับประทานผมกับ พี่จอน ช่วยกันขุดพระปรางค์เข้าไปนะครับ รับประทานถ้ามีคนเข้าไปซ่อนอยู่และแกล้งทำเป็นผีหลอก รับประทานมันจะเข้าไปทางไหน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า "ก็ถ้าเพื่อมันมีทางเข้าทางอื่นล่ะหว่า"

"พี่จอน แกเพียรหาทางเข้ามาหลายเดือนแล้วครับ รับประทานแกรับรองว่าไม่มีทางเข้าทางอื่นเลย รับประทานผีแน่ๆ ครับ ถ้าคนทำเป็นผีมันจะทำลวดลายคอยืดคอยาวถึงอย่างนั้นไม่ได้ บรื๊อว์ รับประทานขนลุกอีกแล้ว ผมคิดว่าผีพวกขุนนางนายทหารสมัยโบราณแน่ๆ เชียวครับ อุ๊ย....ไม่ถึงกับจับไข้หัวโกร๋นก็เป็นบุญนักหนา"

ท่านเจ้าคุณ ยกมือขวาเขกกบาล เจ้าแห้ว เต็มเหนี่ยว

"นี่แน่ะหัวโกร๋น"

สี่สหาย หัวเราะครืน เจ้าแห้วสูดปากลั่น ศีรษะปูดโปนขึ้นมาขนาดผลมะนาว ดร. ดิเรก ยืนยันกับเพื่อนเกลอของเขาว่าผีไม่มีแน่นอน นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงทั่วโลกได้พิสูจน์แล้วว่าผีเป็นเรื่องเหลวไหลหลอกให้เชื่อถือได้ก็เฉพาะเด็กหรือคนโง่

เรื่องกรุมหาสมบัตินี้หรือสมบัติปีศาจรายนี้ อาเสี่ยกิมหงวนของเรามีความสนใจมากกว่าเพื่อน เขายิ้มให้กับ เจ้าแห้ว แล้วกล่าวว่า

"ตอนที่แกหนีออกมาจากพระปรางค์นั้น แกกับ นายจอน ได้ช่วยกันปิดทางลงไปหรือเปล่า"

"รับประทานไม่ได้ปิดหรอกครับ แต่รับรองว่าไม่มีใครเห็นแน่นอน เพราะต้องมุดเข้าไปในช่องเล็กๆ ใต้พระปรางค์จึงจะถึงช่องทางเข้าไปสู่กรุมหาสมบัติ รับประทานรอบๆ พระปรางค์นั้นมีต้นหญ้าคาขึ้นสูงท่วมหัว"

"ดีแล้ว อ้ายแห้ว ถ้าอย่างนั้นอีกสองสามวันพอให้แกแข็งแรงดีแล้วเตรียมตัวไปอยุธยากับพวกเรา เราจะให้แกเป็นคนนำทางซึ่งเราจะไปสมทบกับ นายจอนเพื่อนของแกอีกคนหนึ่ง สมบัติอันมหาศาลในกรุนั้นเราจะเอามาแบ่งกันให้เท่าๆ กันโดยยุติธรรม"

เจ้าแห้ว นัยน์ตาเหลือก

"โอ๊ย รับประทานจะให้ผมไปที่กรุนั้นอีก....ไม่ไหวล่ะครับ ขืนไปอีกครั้งคงดีฝ่อตายแน่หรือไม่ก็จับไข้ผมร่วงหมดศีรษะ"

พล ยกมือชี้หน้า เจ้าแห้ว แล้วกล่าวขึ้นอย่างขู่บังคับ

"แกต้องไป อ้ายแห้ว พวกเราไปด้วยแกจะต้องกลัวอะไร กันอยากจะรู้ความจริงในเรื่องสมบัติของกษัตริย์ขุนหลวงขี้เรื้อนและผีในกรุนั้น ถ้าไปแล้วไม่พบกรุที่กล่าวนี้พวกเราก็จะช่วยกันกระทืบแกคนละทีสองทีในฐานโกหก ถ้าได้พบกรุนี้แกก็จะได้เป็นเศรษฐีจากทรัพย์สมบัติเพชรนิลจินดาที่เราแบ่งให้แก พวกเราสี่คน คุณอาคนหนึ่งเป็นห้า แกอีกคนเป็นหกและ นายจอนเป็นเจ็ดคนด้วยกัน ได้สมบัติมาเท่าไรเอา ๗ หาร การแบ่งอย่างนี้แกก็เห็นแล้วว่าเป็นไปด้วยความยุติธรรม"

อาเสี่ย ว่า "ถ้าไม่ไปเราก็ต้องใช้อำนาจบังคับให้แกไปกับเราให้ได้"

เจ้าแห้ว หัวเราะ

"รับประทานไม่ต้องบังคับหรอกครับ ลงแบ่งคนละส่วนเท่าๆ กัน รับประทานผมไปแหง แต่ว่ารับประทานถ้าถูกตำรวจจับได้จะว่ายังไงครับ"

นิกร พูดเสริมขึ้นอย่างหน้าตาย

"เราก็ติดตะรางเท่าๆ กัน อย่างมากก็คนละสามปีเท่านั้น คนมีเงินอย่างพวกเราถึงติดคุกก็คงไม่ลำบากหรอกวะ"

"รับประทานถูกแล้วครับ เจ้านายน่ะมีเงินแต่ผมไม่มี"

ดร. ดิเรก หัวเราะชอบใจ

"กันรับรองว่าถึงอย่างไรก็ไม่ติดตะราง กันเป็นอภิสิทธิ์ชนโว้ยเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติ กันมีหนังสือสำคัญของรัฐบาลออกให้ อนุญาติให้กันและผู้ติดตามล่วงล้ำเข้าไปในเขตหวงห้ามได้ทุกแห่ง นอกจากนี้ในหนังสือยังระบุว่าให้ข้าราชการทุกคนช่วยเหลือกันตามที่กันขอร้องเท่าที่จะช่วยได้"

เจ้าแห้ว ยิ้มออกมาได้

"รับประทานยังงี้ก๊อหวานน่ะซีครับ แต่ถ้าตำรวจรับประทานแลเห็นเรากำลังขนสมบัติโบราณขึ้นรถหรือกำลังลำเลียงเอามากรุงเทพฯ ล่ะครับ"

นายแพทย์หนุ่ม ยักไหล่แล้วแบมือ

"ไม่สำคัญ กันก็จะบอกเขาว่ากันกำลังจะนำไปให้กรมศิลปากร เชื่อเถอะน่า ไม่มีใครกล้าจับ ด๊อกเตอร์ดิเรกหรอกวะ กองทัพไทยและประเทศไทยเป็นหนี้บุญคุณกันไม่น้อย"

เจ้าแห้ว ถามว่า "รับประทานเราจะไปกันเมื่อไรล่ะครับ"

เสี่ยหงวน ตอบทันที

"มะรืนนี้ เราจะออกเดินทางโดยรถยนตร์ของเราในเวลา ๕ โมงเย็น กะไปถึงอยุธยาพลบค่ำและไปกินข้าวเย็นกันที่นั่นและระหว่างที่เรากินข้าวกัน ก็ให้แกเอารถไปรับ นายจอน มาพบกับเรา นายจอนเขาคงยินดีร่วมงานกับพวกเราไม่ใช่หรือ"

เจ้าแห้ว นิ่งคิดสักครู่

"รับประทานถ้าได้ส่วนแบ่งคนละส่วน พี่จอน แกคงไม่ขัดข้องหรอกครับ เรื่องคุกตะราง พี่จอน แกก็ไม่กลัว แกติดมาหลายหนแล้วครับ รับประทานติดเสียจนผู้คุมเขาบอกว่าให้พยายามอยู่นอกคุกเสียบ้าง"

เสี่ยหงวน หัวเราะชอบใจ

"พรุ่งนี้และมะรืนนี้ แกนอนพักผ่อนเอาแรงเสียสองวัน จำไว้ว่าถ้าเราได้พบกรุมหาสมบัตินี้เราจะร่ำรวยไปตามกัน"

เจ้าแห้ว ว่า "ทุกวันนี้รับประทาน อาเสี่ยก็มีเงินอยู่มากมายแล้วจะกอบโกยเอาเงินทองมาทำไมอีกครับ"

อาเสี่ย ชักฉิว

"แกล่ะมันเป็นเสียอย่างนี้ แกช่างไม่รู้เสียบ้างเลยว่าคนเราน่ะยิ่งรวยก็ยิ่งโลภ คนที่ถือสันโดษหรือพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่แล้วก็คือคนจนหรือผู้ที่มีฐานะปานกลาง ผู้ที่เป็นเศรษฐีหรือมหาเศรษฐีอย่างข้าร้อยทั้งร้อยแหละวะ อ้ายแห้ว ล้วนแต่โลภโมโทสันมีแต่ความหิวเงินตลอดเวลา ทั้งที่มีอยู่แล้วใช้ไปจนชั่วลูกหลานเหลนก็ไม่หมดมันก็อดโลภไม่ได้"

เจ้าแห้ว หัวเราะ

"นั่นน่ะซีครับ รับประทานเงินมันถึงหายไปหมด คนไม่กี่คนเอาเงินไปเก็บไว้หมด"

"จริงว่ะ" เสี่ยหงวน เห็นพ้องด้วย "ข้าเองเพียงแต่เก็บไว้ที่บ้านนี้ก็ตั้ง ๓๐ กว่าล้านแล้ว ถ้าเอาเงินมาตั้งโรงงานอุตสาหกรรมหรือค้าขายเงินมันก็หมุนเวียนและช่วยให้คนไทยได้งานทำอีกมาก แต่นั่นแหละโว้ย ไม่มีเศรษฐีคนไหนหรอกวะที่อยากเสี่ยง เก็บเงินไว้เฉยๆ ดีกว่า อ้า-เรื่องไปอยุธยาเหลวไม่ได้นะอ้ายแห้ว มะรืนนี้ออกเดินทางโดยรถยนตร์ของเราบ่าย ๕ โมง"

"ครับ รับประทานไม่เหลวหรอกครับ"

พล ยิ้มให้ นายแพทย์หนุ่ม แล้วกล่าวว่า

"แกเตรียมเครื่องมืองัดแงะที่ทันสมัยเอาไปบ้างนะหมอ"

"ออไร๋ มีถมเถไป เครื่องมือของกันแต่ละชิ้นถึงตำรวจจับได้ก็ดูไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เรื่องตำรวจไม่ต้องวิตก มีทางแก้ตัวได้"

นิกรว่า "แต่เรื่องที่น่าวิตกก็คือเรื่องผีในกรุใต้พระที่นั่งนั้นว่ะ กันบอกตามตรงว่า ผีกับกันน่ะไม่ใคร่ถูกโรคกันเลย"

เจ้าแห้ว เห็นพ้องด้วย

"รับประทานเหมือนกับผมแหละครับ ในโลกนี้รับประทานผมกลัวอยู่สองอย่างเท่านั้น คือ คุณหญิง กับผี"

เสียงหัวเราะดังลั่นห้องทดลองวิทยาศาสตร์ พลเงื้อมือขึ้นทำท่าเหมือนกับจะตบหน้า เจ้าแห้ว แล้วเขาก็พูดพลางหัวเราะพลาง

"แกเอาคุณแม่ของข้าเข้าอันดับกับผีเชียวหรือ"

เจ้าแห้ว ยกมือไหว้ปะหลกๆ

"รับประทานไม่ใช่อย่างนั้นครับ ผมพูดให้ฟังอย่างจริงใจ ในโลกนี้รับประทานผมกลัวท่านกับผีเท่านั้น"

"แล้วแกไม่กลัวฉันหรือ"

"รับประทานกลัวน่ะกลัวครับ แต่ไม่ถึงขีดสุด"

พล เขกกบาล เจ้าแห้ว เบาๆ คณะพรรคสี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างโล่งใจแล้วที่ เจ้าแห้ว หายป่วยอย่างรวดเร็ว ดร. ดิเรก ชี้แจงให้ฟังว่า เจ้าแห้วคงจะรับเชื้อมาเลเลียมาจากนครสวรรค์หรือชัยนาท เขารับรองว่ามะรืนนี้เจ้าแห้ว จะแข็งแรงพอที่จะนำทาง คณะพรรคสี่สหาย ไปขุดสมบัติของพระที่นั่งสุริยามรินทร์ได้

อย่างไรก็ตาม ทุกคนต่างตกลงกันว่าจะปกปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับไม่ยอมเปิดเผยให้ใครรู้ แม้กระทั่ง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด และ สี่นาง

ตอนใกล้พลบค่ำวันนั้นเอง คาดิลแล็คเก๋งคันงามของ อาเสี่ยกิมหงวน ก็พา สี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้วมาถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอันเป็นจุดหมายปลายทางของการเดินทาง

อาเสี่ยกิมหงวน ทำหน้าที่ขับรถคันนี้ โดยมี เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้วนั่งรวมอยู่ด้วย พล, นิกร และ ดร. ดิเรก นั่งอยู่ท้ายรถ ขณะที่รถแล่นข้ามสะพานข้ามแม่น้ำ นายแพทย์หนุ่ม ได้ยกศอกขึ้นกระทุ้งหน้าอกนิกร แล้วกล่าวว่า

"เฮ้ย ถึงกรุงเก่าแล้วโว้ย ตื่นเสียที"

นิกร ลืมตาขึ้นมองดูความมืดขมุกขมัวของโลก พอทำท่าจะหลับต่อไป พลก็ยกฝ่ามือผลักหน้าเต็มแรง

"นอนมาตั้งแต่ดอนเมืองแล้ว พอที"

นายจอมทะเล้น อ้าปากหาวเสียงดังลั่นรถ

"ว้า-ถึงเร็วจังว่ะ สัปปหงกไปหน่อยเดียวถึงแล้ว อ้ายเสี่ยนี่ขับรถยังกะไอพ่น"

เสี่ยหงวน หันมายิ้มให้ นิกร

"ย่องมาโว้ย ชั่วโมงละ ๔๐ ไมล์ เท่านั้น รถเมล์กี่คันๆ ขึ้นหน้าไปหมด"

ขณะที่คาดิลแล็คเก๋งเข้าเขตหมู่บ้านอันหนาแน่นในย่านชุมนุมชน เจ้าแห้วก็กล่าวกับ เสี่ยหงวน ว่า

"รับประทานอีกครึ่งกิโลเมตรรถเราจะผ่านบ้าน พี่จอนครับ บ้านแกอยู่ริมถนน ผมคิดว่าเรารับแกไปเสียเลยไม่ดีหรือครับจะได้ไม่ต้องเสียเวลาย้อนกลับมารับ เพราะเราจะผ่านตลาดหัวรอไปเข้าพระราชวังโบราณด้านโน่นเลย"

เสี่ยหงวน เห็นพ้องด้วย

"เออ ดีเหมือนกัน นายจอน เขาอยู่กับใครล่ะ"

"อยู่กับเพื่อนของเขาครับ เป็นญาติห่างๆ กันด้วย"

อีกสักครู่ เจ้าแห้วก็บอกให้กิมหงวนหยุดรถหน้าบ้านหนึ่งซึ่งเป็นเรือนชั้นเดียวแบบโบราณหลังเล็กๆ และมีไม้รวกกั้นเป็นบริเวณ

"เอ็งลงไปเจรจากับเขาซี" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับ เจ้าแห้ว "อย่าพูดให้ใครได้ยินน่ะ ถ้าจะให้ดีเรียกเขาออกมาพูดกันที่รถนี่ดีกว่า เรื่องนี้มันเป็นความลับเฉพาะเราจะให้คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นไม่ได้"

"ครับ รับประทานถ้ายังงั้นผมเรียก พี่จอน ออกมาดีกว่านะครับ ได้เห็นรถเก๋งคันใหญ่ๆ และเห็นเจ้านายเข้า พี่จอน แกจะได้เลื่อมใส"

เจ้าคุณ ช่วยเปิดประตูรถให้ เจ้าแห้วยกมือไหว้อย่างนอบน้อมแล้วลงไปจากรถ คณะพรรคสี่สหาย ต่างจุดบุหรี่สูบและสนทนากันเงียบๆ นิกร ปรารภว่าถึงเวลาอาหารค่ำแล้ว จะขุดพระปรางค์หรือจะทำอะไรก็ควรจะรับประทานอาหารเสียให้เรียบร้อยก่อน

เจ้าแห้ว หายเข้าไปในบ้านนั้นไม่ถึง ๕ นาที ก็กลับออกมาอย่างร้อนรน เดินตรงมาที่รถคาดิลแล็คเก๋งตามลำพัง

"ไม่อยู่เรอะ" พล ถามอย่างเป็นงานเป็นการ

เจ้าแห้ว กลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทาน พี่จอน ตายเสียแล้วครับ"

"ฮ้า" ทุกคนอุทานขึ้นพร้อมๆ กันราวกับนัดกันไว้ แล้ว เสี่ยหงวนก็กล่าวถาม เจ้าแห้ว ทันที "ทำไมถึงตายง่ายตายดายนัก เป็นโรคปัจจุบันตายหรือ"

เจ้าแห้ว ก้าวขึ้นมานั่งบนรถระหว่าง ท่านเจ้าคุณ กับ อาเสี่ยท่าทางของ เจ้าแห้ว เต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นใจ

"รับประทานผมคิดว่าเพื่อความปลอดภัยพวกเรากลับกรุงเทพฯ กันดีกว่าครับ ขืนไปเป็นเจอดีแน่"

"ทำไมวะ" เจ้าคุณ ถาม

"รับประทาน พี่จอน ถูกผีเฝ้าสมบัติตามมาหักคอครับ" เจ้าแห้วพูดเสียงสั่นเครือแทบไม่เป็นภาษามนุษย์ "รับประทาน พี่วิง เล่าให้ฟังว่า ในวันที่ผมกลับกรุงเทพฯ รับประทานตอน ๔ ทุ่ม คืนวันนั้น พี่จอน นอนดิ้นตึงตังอยู่ในห้อง"

นิกร เผ่นพรวดขึ้นไปนั่งบนตัก พล แล้วกล่าวกับ เสี่ยหงวน

"ขะ-ขับ-ระ-รถไปเถอะ อ้ายหงวน ยะ-หย่า-จะ-จอดตรงนี้เลย น่าเกลียด"

อาเสี่ยเห็นพ้องด้วยจึงเอื้อมมือเปิดสวิทซ์ไฟเครื่องยนตร์คาดิลแล็คเก๋งเคลื่อนออกจากที่ทันที แสงไฟหน้ารถส่องสว่างจ้าไปไกล

พล ผลัก นิกร ลงจากตักแล้วกล่าวกับ เจ้าแห้ว

"แล้วยังไง อ้ายแห้ว เล่าต่อไปซิ"

"รับประทาน พี่วิง แกคิดว่า พี่จอน เป็นลมตกจากเตียง แกก็วิ่งไปที่ห้องพี่จอนครับ รับประทานเคาะประตูเรียกสักครู่แล้วก็รับประทานพังประตูเข้าไป แสงไฟฟ้าในห้องนอน พี่จอน ยังเปิดสว่าง รับประทาน พี่วิงแกแลเห็น พี่จอนนอนตายอยู่หน้าเตียงครับ รับประทานเจ้าหน้าที่เขาลงความเห็นว่า พี่จอนเป็นลมตายครับ ทั้งๆ ที่คอของ พี่จอน หมุนรอบได้และมีรอยเขียวช้ำรอบคอ อืย....บรื๊อว์....รับประทานผมขนลุกอีกแล้ว"

นิกร กอด ดร. ดิเรก แน่น

"กลับกรุงเทพฯ เถอะโว้ยเรา เจ้าของเขาหวงเราก็อย่าไปล่วงละเมิดในทรัพย์สินของเขาเลย ถึงอย่างไรก็ขอให้มีชีวิตอยู่เห็นสงครามโลกครั้งที่ ๓ เสียก่อน อีกไม่ช้ามันก็จะรบกันแล้ว"

ดร. ดิเรก จุ๊ย์ปากดุ นิกร

"ยูขี้ขลาดไม่เข้าเรื่อง นายจอนตายเพราะหัวใจวายหรือม่ายก็เกิดจากเส้นโลหิตในสมองแตก ที่ เจ้าแห้วยืนยันว่าที่คอ นายจอน มีรอยเขียวช้ำก็เพราะเลือดมันคั่ง กันเคยพบเห็นศพคนตายในลักษณะนี้มากต่อมากแล้ว เมื่อเดือนก่อนกรมตำรวจก็เชิญกันไปพิสูจน์ศพผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งตำรวจสงสัยว่าจะถูกบีบคอตาย แต่กันได้พิสูจน์ให้ตำรวจรู้ว่า ผู้หญิงคนนั้นตายเพราะเส้นโลหิตในสมองแตก เรื่องผีปีศาจเป็นไปไม่ได้ อิมพอสสิเบิ้ล"

เจ้าแห้ว หันมาทางหลังรถแล้วยื่นแขนขวาให้ นายแพทย์หนุ่ม

"ดูซิครับ รับประทานขนผมลุกอีกแล้ว"

นายแพทย์หนุ่ม จับมือ เจ้าแห้ว บิดทันที

"นี่แน่ แก่ขนลุกนัก อ้ายเปรต"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงชั่วขณะ นิกร กับ เจ้าแห้วเต็มไปด้วยความกลัวผีปีศาจ ส่วน อาเสี่ยหงวน ก็ชักจะรู้สึกอย่างนี้ เพราะตามปกติ อาเสี่ย ก็สังกัดบริษัทตาแหกเหมือนกัน แต่บางขณะถ้าเกิดกล้าขึ้นมาแล้วต่อให้ผียกพวกมาสัก ๑๐ ป่าช้า เขาก็ไม่กลัวสุดแล้วแต่เลือดลมของเขา

คณะพรรคสี่สหาย จอดรถแวะรับประทานอาหารแห่งหนึ่งหน้าตลาดหัวรอ การรับประทานเป็นไปอย่างเงียบเหงา อาเสี่ยกิมหงวนพยายามดื่มเหล้าเกือบค่อนขวดและยังซื้อวิสกี้ขวดกลางติดตัวไปหนึ่งขวด

ระหว่างที่นั่งรับประทานกันอยู่นั้น ชายชราชาวพื้นเมืองคนหนึ่งได้นั่งมองดูคณะสี่สหาย อย่างชื่นชม แกไม่เคยเห็นใครสั่งเหล้าและอาหารมากมายอย่างนี้

นิกร สบตากับชายชราและยิ้มให้ชายชราบ่อยๆ ในที่สุด นายจอมทะเล้น ก็ลุกขึ้นเดินเข้ามานั่งร่วมโต๊ะกับชายชรา

"ลุงจ๋า" นิกร กระซิบพูด "ลุงแก่แล้วเคยผ่านชีวิตมามากแล้ว ฉันอยากจะถามอะไรลุงสักหน่อยนะลุงนะ"

ชายชรา ยิ้มเจื่อนๆ

"เรื่องอะไรครับคุณ"

นิกร มองซ้ายมองขวาแล้วกระซิบถาม

"ผีน่ะมันมีจริงหรือเปล่าลุง พวกเรากำลังถกเถียงกัน บางคนก็ว่ามี บางคนก็ว่าไม่มี"

"อ๋อ ผีหรือครับ คุณว่ามันมีหรือเปล่าล่ะครับ"

"ฉันว่ามีแน่"

"ก็ถูกของคุณ ผีไม่มี คนเราตายไปแล้วจะเป็นอะไร"

นิกร หน้าซีดเผือด

"นั่นน่ะซีลุง" เขาพูดเสียงละห้อยน่าสงสาร "ผีต้องมีนะลุงนะ"

"ครับ ผีก็คือคนที่ตายไปแล้ว แต่ร่างกายเน่าเปื่อยถูกฝังถูกเผาอันตรธานไป คงเหลือแต่วิญญาณของเขาวนเวียนอยู่ บางทีก็มาสำแดงร่างให้เราเห็น คนเคราะห์ร้ายก็ถูกมันหลอกหลอนเอา แต่ถ้าเรามีจิตใจเข้มแข็งไม่กลัวมันถึงมันหลอกมันก็ทำไมเราไม่ได้หรอกครับ อย่างผมยังงี้เกิดวันพฤหัสฯ ซึ่งเป็นวันครู ผีมันไม่ใคร่กล้าหลอกผม"

"อ้อ แล้วตามปกติผีมันชอบหลอกคนวันอะไรละลุง"

"วันจันทร์ซีครับ วันจันทร์เป็นวันที่อ่อนมาก"

นิกร สะดุ้งเฮือกเหมือนถูกเข็มแทง

"ตายห่า....ลุงจ๋า....ฉันเกิดวันจันทร์ซะด้วย"

ชายชรา หัวเราะหึๆ ในลำคอ

"ก็แย่หน่อยครับ"

นายจอมทะเล้น หมดความสุขแล้ว เขานึกในใจว่าคืนนี้เขาอาจถูกผีหักคอตายใต้พื้นพระที่นั่งสิงหนาถก็ได้

"ลุงจ๋า"

"ว่าไงครับ"

นิกร ยกมือไหว้เสียก่อนจึงกล่าวว่า

"ฉันคิดว่าลุงคงมีคาถากันผีไว้ป้องกันตัวเป็นแน่ เพราะลุงแก่แล้ว อย่างไรก็ต้องมีวิชาอาคมบ้าง ถ้าลุงมีก็ช่วยบอกฉันเอาบุญหน่อยเถอะลุง"

ชายชรา มองดูนิกร อย่างขบขัน นึกไม่ถึงว่า นิกร จะกลัวผีขนาดหนักถึงเช่นนี้

"ก็พอมีครับคุณ ผมจะบอกให้คุณก็ได้"

"โอ-ดีทีเดียวลุงจ๋า ฉันจะไม่ลืมพระคุณของลุงเลย ลุงทานเหล้าเสียหน่อยนะ ดื่มโอเลี้ยงมันไม่เหมือนเหล้าหรอก ฉันจะสั่งเหล้ามาเลี้ยงลุง"

"ไม่ต้องหรอกครับคุณ ผมทานข้าวมาเรียบร้อยแล้ว เหล้ายาผมก็เลิกมาเกือบ ๒๐ ปีแล้ว"

นิกร ยิ้มแป้น "เดี๋ยวนะลุง ฉันจะจดไว้"

"ไม่ต้องจดหรอกครับ สามสี่คำเท่านั้นจำได้ง่ายๆ รับรองว่าถ้าคุณว่าคาถานี้ผีมันจะไม่หลอกคุณเป็นอันขาด ต่อให้เป็นผีตายโหงหรือผีตายทั้งกลมที่ว่าดุร้ายก็ไม่กล้าหลอกคุณ ฟังนะครับ....โสปิติอิ ยะธา พุทโมนะ ถ้านึกไม่ออกก็นึกถึง อิติปิโส และ นะโม พุทธายะ ซีครับ แต่เราว่าเอาข้างท้ายขึ้นก่อนเป็น โสปิติอิ ยะธา พุทโมนะ คาถาบทนี้ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ครับ"

นิกร ลืมตาโพลงแล้วดีดมือแป๊ะ

"ฉันว่าได้แล้วลุง อิติปิโส และ นะโม พุทธายะ ถอยหลังนั่นเอง โสปิติอิ ยะธา พุทโมนะ"

"ครับ แหม-คุณปัญญาดีมาก ว่าสามครั้งนะครับ เมื่อรู้สึกตัวที่ไหนมันมีผีก็ว่าคาถาบทนี้ ๓ ครั้ง หรือเมื่อผีมันหลอกเราก็ว่า ๓ ครั้งเหมือนกัน"

"เผื่อว่าแล้วมันไม่หนีเราล่ะลุง"

"โธ่-หนีซีครับคุณ พอจบครั้งแรกมันก็หายวับไปแล้ว"

นิกรดีใจเหลือที่จะกล่าว ความรู้สึกกลัวผีหายไปราวกลับปลิดทิ้ง เขายกมือไหว้ชายชราอีกครั้งหนึ่งแล้วกล่าวว่า

"ขอบคุณมากลุงจ๋า ฉันจะไม่ลืมความกรุณาของลุงเลย ต่อนี้ไปเลิกกลัวผีกันเสียที ถ้ามันหลอกฉันจะเล่นงานมันด้วยคาถาบทนี้ ฮ่ะ ฮ่ะ หวานเลยลุง"

ชายชราหัวเราะ

"ผมเห็นจะต้องลาคุณกลับเสียทีล่ะครับ ทิ้งให้ยายเขาอยู่เฝ้าบ้านตามลำพังว่าจะออกมาซื้อยาตั้ง นึกอยากข้าวแฝ่ก็เลยแวะเข้ามาที่นี่ พวกคุณถ้าจะไปขุดกรุในวังโบราณน่ะซีครับ"

นิกร สะดุ้งเฮือก

"ทำไมลุงรู้ล่ะ"

ชายชราหัวเราะ

"ก็คุยกันเสียงให้ลั่นร้านนี่ครับ คุณสูงๆ คนนั้นแกว่าแกจะเอาเพชรไปฝากเมียแกสักหอบหนึ่ง"

นิกร เม้มปากแน่นมองไปทาง คณะพรรคของเขาแล้วตะโกนขึ้น

"เฮ้ย คุยกันเบาๆ หน่อยโว้ย ความลับรั่วหมดแล้วยัดเหล้าเข้าไปแล้วเสียงดังดีนัก" พูดจบ นิกร ก็หันมายิ้มกับชายชรา "คุยโม้กันส่งเดชน่ะลุง พวกเราไปน้ำตกมวกเหล็กกลับมาก็เลยแวะเที่ยวกรุงเก่า เดี๋ยวก็จะกลับกรุงเทพฯ แล้ว อ้า-เชิญลุงเถอะ ค่าข้าวแฝ่ของลุงฉันจ่ายให้เอง"

"ไม่ต้องหรอกครับ ผมให้เขาไปเรียบร้อยแล้ว สวัสดีนะครับและขอให้โชคดีด้วย เลือกขุดให้เหมาะๆ นะครับ"

นิกร ตวาดแว็ด

"ปู้โธ่-บอกว่าพูดเล่น แล้วกัน"

นิกร ลุกขึ้นเดินกลับไปโต๊ะของเขา นายจอมทะเล้น ยกมือเขกกบาลกิมหงวน ค่อนข้างแรง

"แกน่ะพอเหล้าเข้าปากก็เสียงเท่าฟ้าหน้าเท่ากลอง นี่ดีว่าในร้านนี้ไม่มีใครปะปน ตาลุงนั่นแกก็แก่แล้วคงไม่สนใจเท่าใดนัก"

เสี่ยหงวน ยิ้มแหยๆ

"กันว่ากันพูดเบาที่สุดแล้วนี่หว่า แกไปสัมภาษณ์อะไรตาลุงนั่นวะ เห็นกระซิบกระซาบกันคล้ายกับพูดความลับ"

นิกร ฉุดมือ เสี่ยหงวน ลุกขึ้นแล้วพาเดินออกไปทางหน้าร้าน

"กันได้คาถากันผีจากตาลุงคนนั้นว่ะ"

อาเสี่ย ทำตาโต

"งั้นเรอะ ก๊อดีน่ะซี บอกกันบ้างซีโว้ย"

นิกร กระซิบบอก เสี่ยหงวน

"สวด อิติปิโส และ นะโม พุทธายะ ถอยหลังสามครั้งผีเห็นเผ่นเลย ถ้าผีไม่เผ่นเราเผ่น"

"ยังงั้นจะดีรื๊อ ถ้าเรามีหวังต้องเผ่นก็ใช้ไม่ได้"

นิกร หัวเราะหน้าเป็นตามเคย

"เปล่า กันพูดเล่นน่ะ คาถาของตาลุงนี่แกรับรองว่าศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ว่าก็ง่าย แกลองว่าซิ โสปิติอิ ยะธา พุทโมนะ ว่าสามครั้ง"

เสี่ยหงวน ว่าอย่างคล่องแคล่ว พอครบสามจบก็ยื่นมือให้ นิกร จับ

"วิเศษเลย อ้ายกร ลงมีคาถากันผีอย่างนี้สมบัติใต้พระที่นั่งสิงหนาถก็ต้องเป็นของพวกเราอย่างไม่มีปัญหา"

นิกร กลืนน้ำลายเอื๊อก

"เอา....ออกไปตะโกนข้างกำแพงคุกฝั่งโน่นซีวะ เขาจะได้ลากตัวแกเข้าไปในคุกเสียเลย เสียงมึงทำไมถึงดังนักวะ"

"โธ่-ก็คนมีเงินนี่หว่า จำไว้เถอะว่าคนเสียงดังน่ะมีอยู่สองชนิด ถ้าไม่ใช่คนที่มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ก็ต้องเป็นขี้ข้าม้าครอก"

"แล้วแกอยู่จำพวกไหน"

อาเสี่ย หัวเราะจูงมือ นิกร กลับมาหาพรรคพวกของเขา เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นทันที

"ไปกันเถอะโว้ยพวกเรา อิ่มหมีพีมันกันแล้วนี่"

นิกร ร้องเรียกภรรยาเจ้าของร้าน ซึ่งเป็นหญิงจีนในวัยกลางคนและรูปร่างค่อนข้างสวยพูดไทยเก่ง รู้ขนบธรรมเนียมประเพณีของคนไทยเป็นอย่างดี

"เจ๊-เจ๊จ๋ามาคิดเงินเถอะจ้ะ"

ทุกคนมองดู นิกร อย่างแปลกใจ พล กล่าวกับ นายแพทย์หนุ่มเบาๆ

"ดูเหมือนเป็นครั้งแรกที่ อ้ายกร ไม่รีรอในการชำระเงิน"

นิกร ยักคิ้วให้ พล

"เลี้ยงกันแค่นี้เรื่องเล็กว่ะ ตาขาวขวดเดียวเท่านั้น"

เสี่ยหงวน พูดเสริมขึ้น

"สองโว้ย อยู่ในกระเป๋ากันหนึ่งขวด"

เจ๊ ยิ้มแก้มแทบแตก นานๆ จึงจะขายดีอย่างนี้สักรายหนึ่ง หล่อนคิดเลขในใจอย่างรวดเร็ว แล้วเสนอให้นิกรทราบ

"ทั้งหมด ๔๙๖ บาท ค่ะท่าน"

นิกร วางท่าแบบเศรษฐีใหญ่ ล้วงกระเป๋ากางเกงข้างหลังหยิบธนบัตรย่อยปึกหนึ่งออกมาพิจารณาดู แล้วหันมาพูดกับ เสี่ยหงวน

"ตั้งใจจะเลี้ยงเชียวว่ะ แต่มีเงินอยู่ ๕๐ บาท เท่านั้น แกจ่ายให้เขาแล้วกัน"

"ถุย" อาเสี่ยร้องลั่นแล้วหัวเราะล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกเบ่อเริ่มซึ่งใช้ยางเส้นเล็กๆ รัดไว้รวมหมื่นบาทด้วยกันออกมา แล้วเขาก็กล่าวถามภรรยาเจ้าของร้าน "เท่าไรนะพี่สาว"

"๔๙๖ เจ้าค่ะ"

เสี่ยหงวน ส่งธนบัตรใบละร้อยบาทรวม ๕ ฉบับ ให้ไป

"เอ้า-เหลือ ๔ บาท ให้นายตี๋คนนั้นนะพี่สาว ลาก่อนละนะ วันหลังมาเที่ยวอยุธยาเราจะแวะมาอุดหนุนอีก"

เจ๊ ประนมมือไหว้ลูกค้าชั้นดีอย่างนอบน้อม คณะพรรคสี่สหาย และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ เจ้าแห้วต่างพากันลุกขึ้นเดินออกไปจากร้านอาหารและเครื่องดื่ม อยุธยาตอนหัวค่ำอุ่นหนาฝาคั่ง มีประชาชนเที่ยวเตร่ที่หน้าตลาดหัวรอมากมาย โรงภาพยนตร์กำลังเปิดเพลงเรียกร้องผู้ดูให้ซื้อบัตรผ่านประตูเข้าไปชม อยุธยาสว่างไสวด้วยแสงสว่าง ตำรวจและสารวัตรทหารเดินรักษาการณ์ตามถนนและในตลาด

ก่อนจะขึ้นรถ กิมหงวน ได้จูงมือ เจ้าแห้วพาเดินไปทางหลังรถแล้วกล่าวถาม

"ทำไมถึงซึมกระทือไป อ้ายแห้ว หรือโมโหที่พวกเราไปกรุช้าไป"

เจ้าแห้ว กลืนน้ำลายเอื๊อก

"ปู้โธ่-รับประทานมีหรือครับโมโห ผมไม่อยากให้ไปเลย"

"ทำไมวะ"

"กลัว ผ. สระ อี น่ะซีครับ"

อาเสี่ย อดหัวเราะไม่ได้

"ข้าก็กลัวพอๆ กับแกเหมือนกัน อยากจะเชื่อ ดิเรกเหมือนกันที่มันว่าผีไม่ใช่สสารไม่มีตัวตนแต่ก็เชื่อไม่ได้"

"รับประทานเหมือนใจครับ ครั้นผมจะต่อล้อต่อเถียง คุณหมอแกโมโหขึ้นมาก็จะเอาพระบาทมาฟาดพระโอษฐ์ผมเข้าเจ็บตัวไปเท่านั้น ผีน่ะมันมีแหงๆ รับประทานผมไม่อยากไปเลยครับ"

กิมหงวน ยกมือตบศีรษะ เจ้าแห้ว เบาๆ

"ทำใจให้สบาย อ้ายแห้ว ตอนที่เรากินข้าวเอ็งสังเกตหรือเปล่า อ้ายกรมันลุกไปคุยกับตาแก่คนหนึ่ง"

"เห็นครับ"

"ตาแก่คนนั้นบอกคาถากันผีให้ อ้ายกร ว่ะ แกรับรองว่าคาถาแกศักดิ์สิทธิ์จริงๆ คนแก่ขนาดหัวหงอกแล้วคงไม่โกหกหรอก อ้ายกรมันบอกคาถาให้ข้าแล้ว เอ็งอยากได้ไว้ป้องกันตัวบ้างไหมล่ะ"

"รับประทานอยากได้ซีครับ" เจ้าแห้ว พูดเร็วปรื๋อ

อาเสี่ย หัวเราะ

"ของง่ายๆ โว้ย อิติปิโส และ นะโม พุทธายะ ยังไงล่ะ แต่ว่าสวดถอยหลังเอาคำท้ายขึ้นมา เอ็งลองว่าซิ"

เจ้าแห้ว ทำตาปริบๆ นิ่งคิดอยู่สักครู่ก็ว่าคาถาเบาๆ

"รับประทานโสปิติอิ ยะธา พุทโมนะ"

"นั่น-ถูกแล้ว แต่คำว่ารับประทานไม่ต้องว่า เท่านี้แหละผีจะไม่หลอกเอ็ง เป็นอันว่าเอ็งกับข้าและ อ้ายกร มีคาถากันผีแล้ว ค่อยสบายใจหน่อย"

เสียงแตรรถคาดิลแล็คเก๋งถูกกดติดๆ กัน ทุกคนขึ้นไปนั่งอยู่บนรถเรียบร้อยแล้ว กิมหงวน กับ เจ้าแห้ว เดินไปที่รถ พลทำหน้าที่เป็นคนขับรถ โดยมี เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนิกรนั่งอยู่ด้วย อาเสี่ยกับเจ้าแห้ว ขึ้นไปนั่งตอนหลังรถ ต่อจากนั้นรถเก๋งของมหาเศรษฐีกิมหงวน ก็เคลื่อนออกจากร้านหน้าตลาดหัวรอ

เจ้าแห้ว เริ่มทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์คอยบอกทางให้ เมื่อใกล้จะถึงพระราชวังโบราณทุกคนก็ใจเต้นระทึกไปตามกัน

คาดิลแล็คเก๋งค่อยๆ เลี้ยวซ้ายมือเข้าเขตพระราชวังโบราณแล้ว มันมืดและวังเวงอย่างไรชอบกล ดวงจันทร์ขึ้น ๗ ค่ำแลเห็นครึ่งเสี้ยวอยู่ทางทิศตะวันตก ส่องแสงสลัวลางพอแลเห็นยอดพระปรางค์และเจดีย์อันระเกะระกะไปทั่ว นอกจากนี้ก็มีซากพระที่นั่ง ปูชนียสถานโบราณวัตถุต่างๆ สัญญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองและความพินาศย่อยยับแห่งพระนครศรีอยุธยาอดีตราชธานีไทย น่าเสียดายที่รัฐบาลชุดหนึ่งได้มีความคิดวิตถารซ่อมแซมโบสถ์วิหารหรือเจดีย์ที่ชำรุดหักพังให้กลายเป็นของใหม่ไป แทนที่จะรักษาไว้ให้เป็นโบราณวัตถุโดยซ่อมไม่ให้หักพัง เจดีย์หรือโบสถ์ที่รัฐบาลชุดนั้นซ่อมใหม่มองดูขาวโพลนแลเห็นถนัด

เสียงเครื่องยนตร์คาดิลแล็คเก๋งเงียบกริบแทบไม่ได้ยิน คณะพรรคสี่สหาย นั่งนิ่งเฉย นกแสกตัวหนึ่งบินผ่านหน้ารถไปในระยะใกล้และร้องแซ้กขึ้นดังๆ

เสี่ยหงวนกับนิกร และ เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก ต่างสวดมนต์หรือคาถากันผีขึ้นพร้อมๆ กันราวกับนัดกันไว้

"โสติปิอิ ยะธาพุทโมนะ"

นกแสกซึ่งถือกันว่าเป็นนกผีคงจะกลัวมนต์บทนี้ มันไม่ได้บินย้อนกลับมาอีกเลย เสี่ยหงวน กับ นิกร และเจ้าแห้วหายกลัวผีแล้ว ต่างคึกคักเข้มแข็งไปตามกันเลย เจ้าแห้ว ขอร้องให้พลใช้ไฟหรี่เพราะเขาจำทางไม่ใคร่ได้ เมื่อใช้ไฟหรี่ เจ้าแห้วก็ได้สังเกตยอดเจดีย์และพระปรางค์ต่างๆ คาดิลแล็คเก๋งเลี้ยวซ้ายขวาวกวนไปมา ในที่สุดเมื่อ พล แลเห็นรถคันหนึ่งจอดตะคุ่มๆ ขวางหน้าอยู่เข้าก็เปิดไฟจ้าทันที

"ตายห่า" นิกร อุทาน "รถโปลิศ"

ดร. ดิเรก จุ๊ย์ปาก

"นั่งเฉยๆ กันเจรจากับโปลิศเอง"

จิ๊ปสีแดงของตำรวจภูธรซึ่งมีหน้าที่รักษาการณ์รอบพระราชวังโบราณจอดสังเกตการณ์อยู่ริมถนน เมื่อคาดิลแล็คใช้ไฟหรี่แล่นมาตำรวจก็สงสัยว่าเป็นคนร้ายที่มาแอบขโมยขุดโบราณวัตถุ นายร้อยตำรวจโทผู้บังคับหมวดผู้เคร่งครัดต่อหน้าที่จึงสั่งลูกน้องของเขาขับรถออกจอดขวางถนนแล้วลงมาจากรถจี๊ปคันนั้น

คาดิลแล็คเก๋งแล่นมาหยุดห่างจากรถตำรวจภูธรเล็กน้อย ดร. ดิเรก เปิดประตูก้าวลงมาจากรถอย่างคล่องแคล่ว มิหนำซ้ำบ่าของ นายแพทย์หนุ่มยังสะพายปืนกลเสียด้วยซึ่งเขามีใบอนุญาติสร้างอาวุธและพกอาวุธทุกชนิด

"ฮัลโล สวัสดี ผู้หมวด ผมคือ ด๊อกเตอร์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์" นายแพทย์หนุ่มแนะนำตัวเอง

"ร.ต.ท. สมชาย นายตำรวจหนุ่มร่างสูงใหญ่มองดู ดร. ดิเรก อย่างพิจารณา ชื่อของ ดร. ดิเรก ใครๆ ก็ต้องรู้จักเพราะเป็นนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของประเทศและของโลก จากแสงไฟหน้ารถคาดิลแล็คเก๋ง ร.ต.ท. สมชาย พอจะจำได้ว่า ผู้อ้างตัวเป็น ดร. ดิเรก ผู้นี้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับที่เขาเคยเห็นรูปถ่ายในหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยๆ

นายตำรวจหนุ่ม ชิดเท้าตรงและยกมือวันทยาหัตถ์

"สวัสดีครับ อาจารย์ เพื่อให้ผมได้แน่ใจว่า ท่านอาจารย์ คือ ดร. ดิเรก จริงๆ โปรดแสดงบัตรประจำตัวพิเศษที่รัฐบาลออกให้ท่านหน่อยครับ"

นายแพทย์หนุ่ม ล้วงกระเป๋าเสื้อตรวจการหยิบเอกสารสำคัญยื่นส่งให้ ร.ต.ท. สมชาย ทันที เอกสารนี้มีรูปถ่ายของเขาพร้อมด้วยคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ประกาศให้ผู้ที่พบหนังสือนี้งดเว้นการจับกุม ดร. ดิเรก ทุกกรณีและให้ทำการช่วยเหลือทุกสิ่งทุกประการที่ ดร. ดิเรกขอร้องเท่าที่จะช่วยได้แม้กระทั่งจะออกปากขอยืมเงิน นอกจากนี้หนังสือนี้ยังอนุญาติให้ ดร. ดิเรก กับคณะผ่านเข้าออกในที่หวงห้ามของทางราชการหรือเขตทหารหรือที่ทำงานของรัฐบาลได้ทุกแห่งทุกเวลาเพื่อประโยชน์ในการค้นคว้าทดลองวิทยาศาสตร์หรือเพื่องานอื่นๆ

อ่านจบ นายตำรวจหนุ่ม รีบคืนบัตรประจำตัวพิเศษให้และยกมือวันทยาหัตถ์ นายแพทย์หนุ่ม อีกครั้งหนึ่ง

"ผมต้องขอประทานโทษ ท่านอาจารย์ ครับที่ทำให้ ท่านอาจารย์ต้องเสียเวลา ผมได้รับคำสั่งให้ตรวจค้นยวดยานพาหนะทุกคันที่ผ่านเข้ามาในเขตพระราชวังโบราณนี้"

"ออไร๋ ผมเข้าใจคุณดี อ้า-คุณจะค้นรถผมไหมล่ะ ในรถมีลูกระเบิดมือและของผิดกฎหมายหลายอย่าง"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ท่านอาจารย์ย่อมมีสิทธิ์พิเศษในการทำงานเพื่อประเทศชาติของเรานี่ครับ เชิญเถอะครับ ท่านอาจารย์ จะไปไหนต่อครับ"

ดร. ดิเรก ยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง แล้วตอบอย่างภาคภูมิ

"ตั้งใจจะขุดพระปรางค์เล่นสักสองสามองค์ เรามีเครื่องมือสำรวจยูเรเนียมมาด้วย เข้าใจว่าพื้นวังโบราณที่อยุธยานี้มีแร่ยูเรเนียมมากมาย ถ้าเราขุดได้ผมก็จะสร้างระเบิดปรมาณูให้กองทัพของเรา"

นายตำรวจหนุ่ม ยิ้มละไม

"ท่านอาจารย์ จะให้ตำรวจของผมช่วยขุดด้วยไหมครับ"

"โนๆๆๆ เรื่องนี้เป็นงานเทคนิคล้วนๆ ที่อยู่ในรถน่ะล้วนแต่นักวิทยาศาสตร์ชั้นดีทั้งนั้น ลาละครับ ผู้หมวด"

"ครับ ครับ สวัสดีครับ ท่านอาจารย์"

นายแพทย์หนุ่ม เดินกลับไปขึ้นรถ คาดิลแล็คเก๋งเคลื่อนออกจากที่ต่อไป เจ้าแห้ว สบายใจแล้ว

"รับประทาน คุณหมอ แน่มากครับ ยังงี้เรื่องติดตะรางไม่ต้องพูดถึง ถึงตำรวจจับได้ขณะที่เราอยู่ในกรุก็แก้ตัวได้ว่าเราค้นหาแร่ยูเรเนียม ฮ่ะ ฮ่ะ รับประทานถ้าผมเป็น คุณหมอ ผมขุดเตียนไปเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาทำตาเขียวกับ เจ้าแห้ว

"เดี๋ยวก็ถูกเตะเท่านั้น"

เจ้าแห้ว ทำตาโตรีบยกมือขวาปิดปากตัวเอง สี่สหาย หัวเราะหึๆ ไปตามกัน คาดิลแล็คเก๋งผ่านปราสาทและพระที่นั่งที่มีแต่ซากอิฐซากปูนเรื่อยไประหว่างป่าพุทรา แสงไฟหน้ารถส่องสว่างจ้า ในที่สุด เจ้าแห้ว ก็ชี้มือบอก นายพัชราภรณ์

"รับประทานถึงแล้วครับ โน่น-รับประทานไฟหน้ารถกำลังจับที่พระปรางค์เก่าๆ องค์หนึ่งในระหว่างดงหญ้าคานั่นแหละครับ รับประทานขับรถไปจอดในลานกว้างด้านตรงกันข้ามกับพระปรางค์เถอะครับ"

ทุกคนหายวิตกกังวลในเรื่องตำรวจแล้ว สิ่งที่วิตกก็คือผี แม้กระทั่ง ดร. ดิเรก เองซึ่งเชื่อว่าผีไม่มีแต่เมื่อมาถึงจุดหมายเข้าจริงๆ ก็ชักปอดลอยสะบัดร้อนสะบัดหนาวเมื่อเขานึกว่า เขาและพรรคพวกกำลังล่วงละเมิดในพระราชทรัพย์ของอดีตกษัตริย์องค์สุดท้ายของพระนครศรีอยุธยา

รถเก๋งคันงามแล่นมาหยุดบนลานกว้างใกล้กับตำหนักเก่าๆ หลังหนึ่งซึ่งมีแต่เสาตำหนักและส่วนประกอบที่พอสังเกตได้ ทุกคนพากันลงจากรถ อาเสี่ยกิมหงวน อ้อมมาทางท้ายรถ เปิดหลังรถขึ้นเรียก เจ้าแห้ว มาช่วยขนเครื่องมือออก เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ พลช่วยกันหมุนกระจกรถขึ้นและใส่กุญแจประตูรถเรียบร้อย หลังจากนั้นทุกคนก็ถือไฟฉายคนละดวงเดินรวมกลุ่มตรงเข้าไปยังพระปรางค์องค์นั้น ซึ่งผุพังเอียงโย้ปูนที่ฉาบไว้กระเทาะหมดแลเห็นแผ่นอิฐสีแดง บางตอนก็แหว่งเว้าคอดกิ่ว พระปรางค์สูงประมาณ ๑๐ เมตร แต่ตั้งเอียงราว ๓๐ องศา เจ้าหน้าที่ของกองโบราณคดีกรมศิลปากรได้ใช้เสาต้นใหญ่ๆ ค้ำจนด้านที่เอียงไว้บริเวณฐานพระปรางค์ก็ชำรุดทรุดโทรมมาก หญ้าคาขึ้นปกคลุมรกรุงรังไปทั่ว

จากแสงไฟฉายทุกคนสะดุ้งเฮือกและถอยหลังกรูดเมื่อแลเห็นอสรพิษตัวหนึ่งชูคอขึ้นแผ่แม่เบี้ยขู่ฟ่อ สี่สหาย กับ ท่านเจ้าคุณ และ เจ้าแห้ว ต่างล่าถอยเป็นพัลวัน มันคือจงอางขนาดใหญ่ลำตัวยาวประมาณ ๓ เมตรเศษ มันชูตัวขึ้นมาสูงจากพื้นดินราวเมตรครึ่ง แสงไฟฉายส่องต้องแม่เบี้ยของมันดูน่ากลัวและเกล็ดของมันเป็นมันละเลื่อมวาววับเมื่อต้องแสงไฟฉาย

ดร. ดิเรก ยกปืนขึ้นประทับในท่าเตรียมยิง แต่ พล รีบห้ามไว้

"อย่ายิง หมอ เสียงปืนกลจะทำให้ผู้คนแตกตื่น กันจัดการกับมันเอง" แล้ว พล ก็ก้มลงหยิบกิ่งไม้ท่อนหนึ่งโตเท่าฟืนแสมขนาดเล็กและยาวราวสองฟุต

ไฟฉายขนาด ๓ ท่อน ทุกดวงฉายไปที่งูจงอางตัวนั้น มันแผ่แม่เบี้ยและขยับตัวเพียงเล็กน้อย บางทีก็แลบลิ้นแผล็บๆ แสงไฟฉายคงจะทำให้มันเคืองตาบ้าง มันจึงไม่พุ่งเข้ามาโจมตี คณะพรรคสี่สหาย พลจับปลายไม้ข้างหนึ่งแล้วเงื้อขึ้นระหว่างไหล่เขาขว้างไม้ท่อนนั้นไปที่พญางูเห่าทันที

ไม้ท่อนนั้นหมุนติ้วเป็นวงกลมกระทบใต้คองูจงอางอย่างแรง ทำให้คอมันหักลำตัวของมันลดลงมายังพื้นดิน มันดิ้นรนหมุนตัวไปมาจนกอหญ้าราบไปแถบหนึ่ง กิมหงวนคว้าไม้ได้ท่อนหนึ่งยาวประมาณ ๒ เมตรวิ่งเข้าไปตีซ้ำอีกหลายตุ๊บจนกระทั่งงูจงอางหยุดดิ้นรน ร่างกายแหลกเหลว คณะพรรคสี่สหาย เข้ามาห้อมล้อมมองดูงูใหญ่

"รับประทานอย่างนี้เขาเรียกงูแมวเซาไม่ใช่หรือครับ" เจ้าแห้ว ถามดร. ดิเรก

นายแพทย์หนุ่ม ทำคอย่น

"คิง ค๊อบบร้า....จงอางโว้ยไม่ใช่แมวเซา"

เจ้าแห้ว อ้าปากหวอ

"นี่หรือครับจงอาง ยังงั้นก๊อกัดตายน่ะซีครับ"

"ปิ๊ปเดียวแหงแก๋เลย" ดร. ดิเรก พูดยิ้มๆ แล้วหันมาทางพล ซึ่งกำลังฉายไฟมองดูอย่างสนใจ "สงสัยอะไรหรือวะ พล"

พล ว่า "ที่นี่ไม่น่าจะมีงูจงอาง งูจงอางมักจะอยู่ตามป่าสูงที่ป่าปัตตานีชุมที่สุด ทางนั้นเขาเรียกมันว่า "บ้องหลา" กันแปลกใจว่าทำไมภูมิประเทศอย่างนี้ถึงมีงูจงอาง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"มันอาจจะอาศัยอยู่ตามเจดีย์หรือพระปรางค์ที่หักพังลงมานมนานแล้วก็ได้ แล้วก็ออกลูกหลานเรื่อยมา แต่ก็คงไม่มากเพราะไม่ใช่ถิ่นของมัน อย่างไรก็ตามที่รกอย่างนี้เราต้องระวังตัวหน่อย แกเอายาฉีดแก้พิษงูมาด้วยหรือเปล่า ดิเรก"

"เอามาครับ หมออย่างผมไปไหนต้องมียาติดตัวไปด้วยเสมอโดยเฉพาะยาที่จำเป็น ยาแก้อหิวาต์ของผมก็มี ผมคิดขึ้นเองนะครับกำลังโกร๊กพอฉีดปุ๊บออกมาแข็งเป็นก้อนหินไปอีกหลายวัน อหิวาต์ตายหมดไม่มีเหลือ"

พล พยักหน้ากับ เจ้าแห้ว แล้วผิวปากหวือ

"อย่ามัวร่ำไรโว้ย นำพวกเราเข้าไปในพระปรางค์ซี"

เจ้าแห้ว นึกสวดอิติปิโสถอยหลัง แล้วถือไฟฉายกับกระเป๋าเครื่องมือเดินนำหน้าพา สี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ บุกไปตามดงหญ้าคาจนถึงบริเวณฐานพระปรางค์ซึ่งมีกำแพงเตี้ยกั้นรอบพระปรางค์อีกชั้นหนึ่ง

เสียงพูดคุยกันเงียบกริบลงแล้ว เจ้าแห้วพาผ่านกำแพงเข้าไปบริเวณส่วนล่างของพระปรางค์เป็นโพรงทะลุ เมื่อเจ้าแห้วพาเข้าไปในนั้นทุกคนก็แลเห็นบันไดลงสู่ใต้ดินซึ่งเบื้องบนบันไดมีทางขึ้นลงเฉพาะตัวและมีเถาวัลย์ปกคลุมทั่ว ถ้าไม่สังเกตให้ดีก็หาทางลงนี้ไม่พบ

เจ้าแห้ว ไม่ยอมลงไปก่อน เขาหันมาพูดกับ พล อย่างเปิดอก

"รับประทานให้ผมเรียนคุณอย่างลูกผู้ชายนะครับ ผมกลัวครับไม่กล้าลงไปรับประทานให้คนอื่นลงไปก่อนเถอะครับ"

พล หัวเราะหึๆ

"ถ้ายังงั้นข้าลงไปก่อนเอง พบช่องทางอย่างนี้มันก็หวานเราแล้วแต่ว่าพวกเราช่วยกันเปิดช่องทางให้กว้างสักหน่อยเอาจอบเสียมคุ้ยดินออกไป เราจะได้ขนทรัพย์สมบัติขึ้นมาได้โดยสะดวก ช่องทางขึ้นลงมันก็เล็กมาก เท่านี้คุณอาก็คงลงไปไม่ได้ ติดพุงกะทิ"

"นั่นน่ะซิ อากำลังคิดอยู่ทีเดียว เอาโว้ยช่วยกัน"

ใน ๕ นาที นั้นเอง คณะพรรคสี่สหาย ก็สามารถเปิดทางขึ้นลงให้กว้างขวางเถาวัลย์ที่ปกคลุมอยู่ถูก เจ้าแห้วใช้จอบถางกระจุยออกไปหมด คราวนี้มองเห็นบันไดอย่างชัดเจน มันเป็นบันไดก่ออิฐถือปูนและยังอยู่ในสภาพเรียบร้อย ราวบันไดทำด้วยไม้สัก พล พัชราภรณ์ ถือไฟฉายลงไปใต้พระปรางค์เป็นคนแรก เจ้าแห้วติดตามลงไปเป็นคนที่สอง ต่อจากนั้น นิกร, เสี่ยหงวน, ดร. ดิเรก และ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นคนสุดท้าย

บันได ๑๑ ขั้น สิ้นสุดบันไดมีทางเดินลดเลี้ยวไปมาแบบเขาวงกต ทางแยกสร้างไว้ลวงตาเดินไปได้สักหน่อยก็ตันหรือย้อนกลับมาทางเก่า บางทีก็หลงวนเวียนอยู่ในนั้น ทางเดินนี้กว้าง ๒ เมตร สูงประมาณ ๓ เมตร สองข้างเป็นผนังอิฐฉาบปูน มีเสาขนาดใหญ่และไม้กั้นเป็นเพดานป้องกันไม่ให้ดินพังลงมา ถึงการสร้างไม่มีหลักวิชา ถนนใต้ดินไปสู่ถ้ำมหาสมบัติของพระที่นั่งสุริยามรินทร์ก็มั่นคงแข็งแรงมากและมีอายุร่วม ๒๐๐ ปี แล้ว เสารับน้ำหนักเป็นเสาสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่

เจ้าแห้ว กับ นายจอน เข้ามาทีแรก ได้เสียเวลาค้นหากรุหรือถ้ำมหาสมบัติอยู่หลายชั่วโมง นายจอนได้ใช้ช็อกเขียนเครื่องหมายลูกศรไว้ ดังนั้น เจ้าแห้วจึงพาเจ้านายของเขาเดินไปตามลูกศร

ลึกเข้าไปและลึกเข้าไปตามลำดับ อากาศน้อยลงและมีกลิ่นดินที่แฉะชื้น ไฟฉายทุกดวงฉายกราดไปมา พอเลี้ยวมุมครั้งสุดท้าย คณะพรรคสี่สหายก็หยุดชะงักพร้อมกัน

จากแสงไฟฉาย ทุกคนแลเห็นนักรบไทยโบราณสมัยอยุธยาคนหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ที่ปากประตูถ้ำ ดร. ดิเรก ซึ่งเชื่อว่าผีไม่มี ขนลุกซู่เส้นผมบนศีรษะตั้งชั้น ใบหน้าซีดเผือดและนัยน์ตาเหลือกลาน ทุกคนอกสั่นขวัญแขวนจ้องตาเขม็งมองดูปีศาจนายทหารรักษาพระองค์ของพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ซึ่งเป็นแม่กองสร้างถ้ำมหาสมบัตินี้ แล้วเขาก็ถูกพระองค์ทรงฟันด้วยพระแสงดาบตายคาที่ ขณะที่เขาพาพระองค์เสด็จเข้ามาชมถ้ำใต้พระที่นั่งสิงหนาถนี้เมื่อสร้างเสร็จแล้ว

ปีศาจนายทหารยืนทะมึน รูปร่างของเขาใหญ่โตกว่ามนุษย์ธรรมดาถึงสองเท่า สูงประมาณ ๘ ฟุต เขาแต่งเครื่องแบบนายทหารชุดสีเขียวสวมหมวกทรงประพาส มือขวาของเขาถือดาบกระชับมั่น ปีศาจนั้นจ้องมองดู คณะพรรคสี่สหายด้วยแววตาถมึงทึง ดร. ดิเรก เชื่อว่าภาพที่เขาเห็นเป็นผีก็เพราะรูปร่างใหญ่โตผิดมนุษย์ธรรมดานั่นเอง

ไม่มีใครกล้าดับไฟฉายหรือหันไฟฉายไปทางอื่น แต่มือที่ถือไฟฉายทุกดวงสั่นผิดปกติ ภาพที่เห็นยืนนิ่งเฉย นานๆ ก็ขยับเขยื้อนร่างกายเพียงเล็กน้อย

อาเสี่ย กลัวผีจนปากซีดตัวสั่นงันงก เจ้าแห้วกับ นิกรทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม ในที่สุด เจ้าแห้ว ก็กระซิบถามนิกรแผ่วเบา

"รับประทานคาถาว่ายังไงนะครับ ผมตกใจลืมหมดแล้ว"

นิกร หันมามองดู เจ้าแห้ว

"ข้า ก็....ก็....นะ....นึก....ไม่....อะ....ออก....เหมือนกัน"

เจ้าแห้ว ไม่กล้ามองไปทางปีศาจนายทหารรักษาพระองค์ เขาเอื้อมมือเขี่ยเอว กิมหงวน เบาๆ อาเสี่ยกำลังหวาดกลัวจนแทบจะช๊อคอยู่แล้วเมื่อนิ้วมือ เจ้าแห้ว สัมผัสเอวเขา กิมหงวน ก็ร้องขึ้นโดยไม่เป็นภาษามนุษย์เป็นเสียงร้องที่แสดงความตกใจเท่านั้น พอหันมาเห็น เจ้าแห้ว ยืนอยู่ข้างๆ กิมหงวน ก็แทบจะหักคอเจ้าแห้วด้วยความโกรธ

"ปู้โธ่-อ้ายสัตว์นรกนี่" เขาด่า เจ้าแห้วอย่างหยาบคายที่สุดในชีวิตของเขา "อ้ายเรากำลังจะหยุดหายใจอยู่แล้ว เสือกเอามือมาเขี่ยได้"

นิกร นึกคาถากันผีได้ก็มองดูปีศาจนายทหาร แล้วสวดคาถาเสียงลั่น แต่สวดตั้ง ๑๐ จบ ปีศาจนายทหารอยุธยาก็ยังยืนเด่นอยู่เช่นนั้น ทำให้นิกรขนลุกซู่ไปทั้งตัว

ดร. ดิเรก ปิดไฟฉายแล้วเก็บใส่กระเป๋า เขาปลดปืนกลมือลงมาจากบ่าอย่างรวดเร็ว แล้วร้องบอกพรรคพวก

"ช่วยกันฉายไฟไว้พวกเรา ไอจะสู้กับมันเอง"

แล้ว นายแพทย์หนุ่ม ก็ยกปืนกลมือขึ้นประทับในท่าเตรียมยิง เล็งศูนย์ปืนหมายไปที่ร่างอันสูงใหญ่ของปีศาจนายทหาร เหนี่ยวไกยิงปล่อยกระสุนออกไปหนึ่งชุด

เสียงกระสุนปืนกลประมาณ ๑๐ นัด ดังกึกก้องจนแสบแก้วหูปีศาจนั้นหายวับไปทันที ถ้าหากว่ามันเป็นมนุษย์ธรรมดามันก็คงตายแล้วเพราะ ดร. ดิเรก ยิงในระยะเผาขน ห่างจากเป้าหมายเพียง ๑๐ เมตร เท่านั้น ทุกคนแลเห็นประตูไม้บานหนาซึ่งปิดถ้ำมหาสมบัติถูกกระสุนทะลุปรุพรุน นายแพทย์หนุ่ม ยืนนิ่งเฉย หน้าซีดเหมือนแผ่นกระดาษ

เจ้าแห้ว พูดขึ้นเบาๆ

"รับประทานผีไม่มีไม่ใช่หรือครับคุณหมอ"

ดร. ดิเรก กลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"มีโว้ย ที่เราเห็นและมันหายไปตอนที่กันยิงมันนั่นแหละ ผีละมายก๊อด ผีไม่ใช่เรื่องเหลวไหลเสียแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับทุกคนด้วยเสียงสั่นเครือ

"กลับกันเถอะพวกเรา อย่าพยายามเข้าไปในกรุเลย"

พล เห็นพ้องด้วย

"ครับ กลับก็กลับ เมื่อเจ้าของเขาหวงแหนเราก็ไม่ควรแตะต้องทรัพย์สมบัติของเขา"

ความกล้าอย่างบ้าบิ่นได้เกิดขึ้นแก่ อาเสี่ยกิมหงวน แล้ว อาเสี่ยถอดแว่นตาขอบกระออกมาพับเก็บใส่กระเป๋า แล้วเขาก็กล่าวกับ คณะพรรค ของเขา

"เราบุกบั่นมาถึงเพียงนี้แล้วจะกลับไปมือเปล่าอย่างไรกัน ถึงเจ้าของเขาหวงกันก็จะเอา คนอย่างกันลงบ้าขึ้นมาแล้วต่อให้พ่อผีกันก็ไม่กลัว ให้มันรู้ไปทีเถอะว่าผีมันเก่งกว่าคน มา-กันเป็นผู้นำเอง"

ดร. ดิเรก มองดู กิมหงวน อย่างห่วงใย

"อ้ายเสี่ย เล่นกับผีลำบากหน่อยนะโว้ย ดีไม่ดีจับไข้หัวโกร๋น"

เสี่ยหงวน หัวเราะ

"ก็ไหนแกว่าผีไม่ใช่สสารไม่มีตัวตนไม่ใช่หรือ"

นายแพทย์หนุ่ม ยิ้มแห้งๆ

"นั่นน่ะซี นักวิทยาศาสตร์ทุกคนเขาก็ยืนยันอย่างนี้แหละ แต่แล้วเมื่อตกอยู่ในสภาพอย่างนี้นักวิทยาศาสตร์ก็กลัวผีเหมือนกัน ออกไปจากถ้ำนี้ดีกว่า กันได้กลิ่นเหม็นคล้ายๆ กับซากศพ"

เสี่ยหงวน สั่นศีรษะ

"ไม่ใช่กลิ่นผีหรอก อ้ายกร มันปล่อยกลิ่นเสียออกมาน่ะ กันจะไม่ยอมออกไปจากกรุมหาสมบัติเป็นอันขาด เว้นไว้แต่กันจะได้เพชรนิลจินดาข้าวของเงินทองติดมือออกไป อีกหน่อยเดียวเราก็จะเข้าสู่ที่เก็บพระราชทรัพย์ของ พระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์ แล้ว ส่งปืนกลมือมาให้กันเถอะหมอ ถ้าผีมันหลอกเรากันเล่นงานมันเอง ผิดนักเราหลอกมันบ้าง เมื่อมันเห็นว่าเราไม่กลัวมันๆ ก็แหยไปเอง"

ความกล้าอย่างบ้าบิ่นของ กิมหงวน ทำให้ คณะพรรคสี่สหายพลอยมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น นิกรล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบมีดพกออกมาแล้วดึงมันออกมาจากปลอก

"เอาโว้ย อ้ายเสี่ย ลงได้ผู้นำที่กล้าหาญเข้มแข็งอย่างแกแล้วเป็นอะไรก็เป็นกัน"

กิมหงวน ยิ้มซีดๆ

"อย่าเพิ่งยอว่ะ ตอนเข้าด้ายเข้าเข็มอย่างนี้ยอกันซึ่งๆ หน้าอย่างนี้ชักจะรู้ตัวแล้ว อ้า-ใครขี้ขลาดตาขาวหรือตาแหกก็เชิญกลับขึ้นไป ใครอยากจะได้ส่วนแบ่งจากทรัพย์สมบัติอันมากมายเหล่านี้ก็มาร่วมมือกับกัน แต่ก็ต้องเสี่ยงภัยกับเสี่ยงชีวิตมีการผจญภัยบ้าง เอาของๆ เขาน่ะจะให้มันง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากย่อมเป็นไปไม่ได้ เงินของเราแท้ๆ อยากจะใช้สักหมื่นบาทต้องอ้อนวอนเมียแทบตาย ว่ายังไงครับคุณอาจะร่วมมือกับผมหรือจะกลับขึ้นไป"

ท่านเจ้าคุณ เม้มปากแน่น นิ่งคิดอยู่สักครู่ก็หันมาถาม พล

"แกล่ะว่ายังไง"

"ผมยอมเสี่ยงภัยกับ อ้ายหงวน ครับ ผู้นำที่ดีอย่าง อ้ายหงวน หาไม่ได้ง่ายๆ "

อาเสี่ย ฝืนหัวเราะแล้วพูดเสริมขึ้น

"อย่าเพิ่งยอน่ะ เหตุการณ์กำลังคับขัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เปลี่ยนสายตามาที่ นายแพทย์หนุ่ม และ เจ้าแห้ว

"แกสองคนจะกลับขึ้นไปไหม"

"โน" ดร. ดิเรก ร้องขึ้นดังๆ "ผีไม่มี ผีไม่ใช่สสาร...." แล้วเขาก็พูดเสียงอ่อย "แต่ที่เห็นเมื่อกี้นี้มันก็ผีเราดีๆ นั่นเอง ผมร่วมงานกับ อ้ายหงวน มันด้วยครับคุณพ่อ ผิดนักก็ตายด้วยกันในกรุนี้เป็นผีคอยหลอกคนอื่นที่ลงมาหาสมบัติในกรุนี้ต่อไป ผีรุ่นเก่าเขาจะได้ไปเกิด พวกเราจะได้เฝ้าแทน"

เจ้าแห้ว ว่า "รับประทานคิดดูให้ดีผีมันก็คงไม่เก่งจนเกินไปนัก รับประทานผมยอมร่วมเป็นตายกับ อาเสี่ย ครับ รับประทานเกิดมาแล้วก็ต้องตาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"ถ้ายังงั้นข้าก็เอาด้วย เริ่มงานของเราต่อไปโว้ย ท่านผู้นำครับพาพวกเราบุกเข้าไปในห้องพระราชทรัพย์ได้แล้ว ประเดี๋ยวพวกผีมันคงแสดงลวดลายให้เราดูหรอก ดีเหมือนกันจะได้รู้ว่าเวลาผีมันหลอกเรามันทำยังไงบ้าง"

เสี่ยหงวน ปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง เขามองไปที่ประตูถ้ำมหาสมบัติซึ่งเบื้องบนของถ้ำนั้นก็คือพระที่นั่งสิงหนาถนั่นเอง แล้วอาเสี่ยก็หันมาทางนิกร

"เฮ้ย แกถือไฟฉายเดินนำหน้ากัน"

นิกร ทำคอย่น

"จะดีรื้อ แกเป็นผู้นำหรือเป็นหัวหน้าต้องอยู่หน้าซีวะ เชิญครับ ท่านฮิตเล่อร์ พวกกระผมจะติดตามท่านไปให้ผีหักคอ"

"ปู้โธ่" เจ้าแห้ว เอ็ดตะโร "รับประทานอย่าพูดยังงี้ซีครับ แทนที่จะกล่าวคติพจน์ปลอบใจกลับพูดทำลายขวัญ"

นิกร หัวเราะ แล้วเขาก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"พี่น้องทั้งหลายฟังทางนี้ ข้าพเจ้า คุณกรจะปราบผีปีศาจในถ้ำมหาสมบัตินี้เอง การต่อสู้กับผีไม่ยากอะไร ผีมันอืดอาดล่าช้ากว่า เราพยายามใช้หมัดแย็ปให้มากหน่อยและเตะขาพับมันไว้ เราจะคว่ำมันได้ด้วยหมัดฮุ๊ค"

เจ้าแห้ว ยิ้มออกมาได้

"รับประทานถ้าตัวมันสูงกว่าเราล่ะครับ"

"สูงกว่าเราก็ชกท้องมัน เมื่อมันถูกชกลิ้นปี่จังๆ มันก็จะจุกแน่น ย่อตัวลงมาให้เราชกคางมันเอง ไป-กันจะแสดงให้ดู ผีน่ะมันหลอกได้สำหรับผู้ที่มีกำลังอ่อนแอเท่านั้น จำไว้ว่าถ้าเห็นผีอย่าวิ่งหนีเป็นอันขาด ขืนวิ่งหนีเป็นจับไข้หัวโกร๋น ดูคุณพ่อเป็นตัวอย่าง เมื่อหนุ่มๆ ท่านเคยถูกผีหลอกและวิ่งหนีมาแล้ว ท่านเลยจับไข้หัวโกร๋น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าชอบกล

"เปล่า หัวฉันล้านมาแต่กำเนิด พอออกมาก็ไม่มีผม"

อาเสี่ย พูดเสริมขึ้น

"ผ้าอ้อมกัดว่ะ ผมไฟงอกมานิดเดียวผ้าอ้อมกัด"

ท่านเจ้าคุณ ยกมือท้าวสะเอวมองดู เสี่ยหงวน อย่างเคืองๆ

"นี่เราจะมาค้นหาสมบัติหรือมาอภิปรายกันเรื่องกบาลของข้า"

เสี่ยหงวน หัวเราะหึๆ

"ทั้งสองอย่างแหละครับ การทำงานเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตก็ต้องหาเรื่องครึกครื้นรื่นเริงกันบ้าง"

นิกร ร้องขึ้นดังๆ

"เอาโว้ย เคลื่อนพลเข้ากรุได้แล้ว โห่เอาฤกษ์เอาชัยเสียก่อน" พูดจบ นายจอมทะเล้น ก็โห่เสียงแหลม "โห่-ฮี้-โห่ๆๆๆ โอโฮ...."

เสียง "ฮิ้ว" จากเสียงคนไม่ต่ำกว่าห้าหกร้อยคนดังกังวานออกมาจากถ้ำมหาสมบัติโดยที่ คณะพรรคสี่สหาย ไม่มีใครร้องฮิ้วแม้แต่คนเดียว คราวนี้ขบวนการขโมยสมบัติโบราณทำหน้าเลิ่กลั่กไปตามกัน เจ้าแห้วขยับวิ่งหนีแต่ พล คว้าแขน เจ้าแห้ว ไว้ ทุกคนยืนเบียดเสียดกัน แข้งขาสั่นพั่บๆ ไปตามกัน

พล กล่าวกับ นิกร ด้วยเสียงสั่นๆ ว่า

"ลองโห่อีกทีซิ อ้ายกร เมื่อกี้นี้สงสัยว่าเสียงฮิ้วที่เราได้ยินนั้นเป็นเสียงที่เกิดจากอุปาทาน"

นิกร จับแขนพ่อตาของเขาบีบแน่น

"อย่าวิ่งหนีน่ะครับคุณพ่อ ขืนวิ่งหนีเป็นจับไข้หัวโกร๋นแน่"

เจ้าคุณ ว่า "ถึงไม่หนีหัวมันก็โกร๋นอยู่แล้ว กรุนี้เอาเรื่องโว้ย ใครอย่าดับไฟฉายนะ ช่วยกันฉายกราดไว้อย่างนี้ ถึงอย่างไรก็พอได้รู้ว่ามันมาทางไหน มันจะมาในลักษณะใด"

นิกร ปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง เขากระแอมเบาๆ แล้วโห่ขึ้นอีกด้วยเสียงโหยหวนเยือกเย็น

"โห่-ฮี้ โห่ๆๆๆ โอ้โห่ โอ้โฮ...."

มีเสียงฮิ้วดังมาจากในถ้ำมหาสมบัติ ราวกับเสียงร้องของทหารอันมากมายที่ร้องขึ้นพร้อมๆ กัน และแล้วก็มีเสียงการบรรเลงเถิดเทิงหรือกลองยาวดังออกมาจากถ้ำนั้นได้ยินถนัด ไพร่พลโห่ฮิ้วกึกก้องเช่นเดียวกับการเดินทัพในสมัยก่อน

"มงๆ มงเท้งมงๆๆ มงเท้งมง เท้งมงๆ แช่วับๆๆ เท้งมงๆๆ มงๆๆๆ ใครมีมะกรูด มาแลกมะนาว ใครมีฟักขาวมาแลกมะอึก พวกเราทั้งหลายล้วนแต่หาญฮึก ไปสู้ข้าศึกที่กำลังล้อมกรุง....มงๆ มงเท้งมง มงเท้งมง แช่วับๆ เอ้า-โห่-ฮี้โห่ๆๆ โหโห่....โฮ ฮิ้ว...."

เสียงโห่ร้อง เสียงเถิดเทิงหรือกลองยาวดังห่างไกลออกไปทุกที คล้ายกับว่ากองทหารเคลื่อนผ่านไป สักครู่หนึ่งก็เงียบเสียง ได้ยินเสียงปืนดังแว่วมาแต่ไกล เป็นเสียงปืนใหญ่และเสียงปืนนกสับคาบศิลา คณะพรรคสี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้วยืนนิ่งเฉยไม่มีใครกระดุกกระดิกขยับเขยื้อน จนกระทั่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นว่า

"เข้มแข็งโว้ยพวกเรา ผีก็ส่วนผีคนก็ส่วนคน เราทำงานของเราต่อไป พยายามเคลื่อนกำลังเข้าไปในถ้ำมหาสมบัติให้ได้ก่อน ผีมันจะเล่นงานเราหรืออย่างไรไว้พูดกันทีหลัง"

เสี่ยหงวน แย่งปืนกลมือมาจาก นายแพทย์หนุ่ม แล้วพยักหน้ากับ นายจอมทะเล้น

"ใจคอเป็นปกติดีแล้วไม่ใช่หรือ"

นิกร ยิ้มแห้งๆ

"ยังว่ะ"

"ไม่มีอะไรน่า" อาเสี่ย ปลอบ "ผีทหารกรุงเก่ามันเย้าเราเล่นน่ะ เร็ว-นำหน้าพาพวกเราเข้าไปในถ้ำเดี๋ยวนี้ เราทุกคนจะร่วมเป็นร่วมตายด้วยกัน"

นิกร ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เอายังงี้ดีกว่า เอาเชือกผูกเอวพวกเราทั้ง ๖ คน ติดกันไว้ ถ้าใครคิดหลบหนีก็ไปไม่รอด"

ดร. ดิเรก เห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ มันเป็นไอเดียที่ดีมาก เปิดกระเป๋าออก อ้ายแห้วหยิบเชือกออกมาหนึ่งขด"

เจ้าแห้ว ปฏิบัติตามคำสั่งของ นายแพทย์หนุ่ม โดยดี เขาวางกระเป๋าผ้าใบขนาดกลางลงบนพื้นแล้วเปิดออก หยิบเชือกขดหนึ่งโตขนาดนิ้วก้อยและยาวประมาณ ๘ เมตร ออกมาจากกระเป๋าใบนั้นแล้วส่งให้ ดร. ดิเรก ต่อจากนั้น สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้ว ก็ใช้เชือกผูกบั้นเอวติดกัน เว้นระยะห่างจากกันพอให้เคลื่อนไหวได้สะดวก เมื่อผูกเชือกติดกันเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็ยิ้มแย้มแจ่มใสมีขวัญและกำลังใจดีขึ้นเป็นอันแน่ใจได้ จะไม่มีใครคิดหนีเอาตัวรอดแต่ผู้เดียวเมื่อต้องเผชิญกับผีปีศาจหรือเหตุการณ์อันร้ายแรงในถ้ำนี้

นิกร ถือมีดพกกระชับมั่นไว้ในมือขวา มือซ้ายถือไฟฉาย เขากล่าวกับคณะพรรค ของเขาด้วยเสียงหนักแน่น

"ไปโว้ย บุกเลย ยกพวกตีกับผีทีเถอะวะ วันนี้กันบุกแหลกหรือเรียกว่าหกแหลกก็ได้"

เจ้าแห้ว ว่า "รับประทานร้องเพลงปลุกใจเสียนิดหนึ่งไม่ดีหรือครับ"

"ไม่ต้อง" พล ตวาดแว๊ด

นิกร ลืมนึกไปว่าที่เอวของเขามีเชือกติดกับเอว เสี่ยหงวน เมื่อนิกร เดินตรงไปที่ประตูถ้ำอย่างรีบร้อนเขาก็ดึงตัว อาเสี่ย และใครๆ ตามไปด้วย ประตูถ้ำปิดไว้เฉยๆ เคยใส่กุญแจจีนดอกใหญ่ไว้ แต่กุญแจดอกนั้นถูก เจ้าแห้วกับ นายจอน ทำลายเสียแล้วเมื่อคืนวันก่อน นายจอมทะเล้น ค่อยๆ ผลักบานประตูอันหนาเปรอะแบบประตูโบราณหรือคล้ายกับประตูวัดออก ความเงียบทำให้ได้ยินเสียงบานพับประตูอย่างถนัด

"แอ็ด..ฮิ ฮิ"

ทุกคนสะดุ้งเฮือก ดร. ดิเรก กระซิบบอก เสี่ยหงวน เบาๆ

"ประตูมันหัวเราะว่ะ"

เสี่ยหงวน จุ๊ย์ปากทำตาเขียวกับ นายแพทย์หนุ่ม ทันที

"รู้เห็นอะไรก็ไม่ต้องบอกซีโว้ย"

"แฮ่ แฮ่ะ ฝรั่งกลัวนี่หว่า"

ทุกคนค่อยๆ เดินผ่านประตูเข้าไปในห้องมหาสมบัติ บริเวณถ้ำเป็นรูปลักษณะของห้องสี่เหลี่ยมกว้างประมาณ ๘ เมตร และ ยาว ๑๒ เมตร ผนังถ้ำก่ออิฐถือปูน ส่วนเพดานเป็นไม้มีเสารองรับมั่นคงแข็งแรง สามารถรับน้ำหนักดินข้างบนไม่ให้พังลงมา ริมห้องมีช่องหรือหลืบเล็กๆ หลายแห่ง ภายในถ้ำนี้เต็มไปด้วยหีบโบราณขนาดต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นหีบเหล็กวางอยู่เรียงรายแต่เป็นระเบียบเรียบร้อย ที่ผนังถ้ำมีคบเพลิงที่ยังไม่ได้ใช้ปักไว้กับไม้หลายอัน คบเพลิงเหล่านี้มีอายุเกือบ ๒ ศตวรรษแล้ว

พล พัชราภรณ์ ลองจุดคบเพลิงดวงหนึ่งซึ่งมันก็ติดโดยไม่ยากลำบากนัก ทุกคนดีใจต่างช่วยกันจุดคบเพลิงดวงอื่นๆ รวมเป็น ๖ ดวง ด้วยกัน เท่านี้เองภายในถ้ำก็มีแสงสว่างมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างโดยถนัด

ดร. ดิเรก เสนอความเห็นให้แก้เชือกที่ผูกเอวออกเพื่อจะได้ทำสะดวก ดังนั้นทุกคนจึงแก้เชือกผูกเอวออกให้ เจ้าแห้ว เก็บรักษาไว้ นายแพทย์หนุ่มพิจารณาดูเปลวไฟที่คบเพลิงแล้วกล่าวขึ้นว่า

"กรุนี้มีอากาศผ่านเข้ามาตลอดเวลา เปลวเพลิงที่คบเพลิงถูกกระแสลมอ่อนๆ พัดเอียงไปทางซ้าย ถ้ำๆ นี้มีอากาศเพียงเล็กน้อย พวกเราจะอึดอัดจนทนไม่ได้เมื่อเราจุดคบเพลิงขึ้น เพราะไฟแย่งอ๊อกซิเยนจากเรา"

กิมหงวน ว่า "มันจะมีอากาศมากน้อยอย่างไรอย่าไปสนใจกับมันเลยวะหมอ เริ่มสำรวจสมบัติกันเถอะ โน่น-เห็นไหม พระพุทธรูปทองคำขนาดต่างๆ ไม่ต่ำกว่า ๒๐ องค์ ตั้งอยู่บนโต๊ะใหญ่ตัวนั้น แล้วก็หีบเล็กที่เปิดฝาทิ้งไว้มีแต่ทองรูปพรรณจนล้นหีบ"

เจ้าแห้ว กล่าวขึ้นทันที

"รับประทานหีบนั้นแหละครับที่ พี่จอน แกหยิบไปขยุ้มหนึ่ง ส่วนผมคว้าพระทองคำติดมือไปองค์เดียว พี่จอน ได้ใช้น้ำกรดกัดกุญแจและโซ่ที่ร้อยหีบออก"

ดร. ดิเรก ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบลูกกุญแจพวงเล็กๆ ออกมาพวงหนึ่ง มันคือลูกกุญแจผีหรือลูกกุญแจวิเศษของเขาอันเป็นประดิษฐกรรมของ นายแพทย์หนุ่ม ลูกกุญแจชนิดนี้สามารถที่จะไขกุญแจยากง่ายได้ทุกชนิด แม้กระทั่งกุญแจตู้นิรภัยขนาดใหญ่ก็ใช้เวลาไขอย่างมากเพียงหนึ่งนาทีเท่านั้น

ดิเรก กล่าวขึ้นว่า

"ระงับความตื่นเต้นไว้ก่อนพวกเรา สมบัติเหล่านี้เป็นของเราแน่นอน เราจุดคบเพลิงสว่างอย่างนี้ผีมันไม่กล้ามาหลอกเราหรอก เพราะผีมันกลัวแสงสว่าง ผีจะหลอกก็ในที่มืดๆ เท่านั้น"

เจ้าแห้ว ถอนหายใจโล่งอก

"รับประทาน คุณหมอ พูดอย่างนี้ ค่อยสบายใจหน่อย"

นายแพทย์หนุ่ม ยิ้มให้ คณะพรรค ของเขา

"ฟังทางนี้ พรรคพวก ไอจะไขกุญแจผีของไอเปิดหีบเหล็กทุกๆ หีบ เพื่อตรวจดูให้รู้ว่ามีอะไรบ้าง เราไม่มีภาชนะมาใส่ทรัพย์สมบัติเหล่านี้ ฉะนั้นเราจะเลือกเอาไปแต่สิ่งที่มีค่าเท่านั้น เป็นต้นว่า เพชร, มรกต, ทองคำ ส่วนงาช้างหรืออัญมณีจำพวกทับทิมเม็ดโตๆ หรือ นิล, โอปอล อะไรเหล่านี้เอาไว้โอกาสหลังค่อยมาขนเอาไป"

ทุกคนเห็นพ้องด้วย ต่างเดินตาม ดร. ดิเรก มาที่ริมผนังถ้ำ นายแพทย์หนุ่ม ได้เริ่มต้นใช้กุญแจผีไขกำปั่นขนาดกลางใบหนึ่งออกมาอย่างง่ายดาย แต่ฝาหีบหนักมาก พล กับ เสี่ยหงวน ช่วยกันเปิดฝาหีบขึ้น คณะพรรคสี่สหาย ตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน ในหีบนั้นเต็มไปด้วยเครื่องเพชรนับพันชิ้นซึ่งราคาของมันหลายล้านบาท เพราะเป็นเพชรลูกล้วนๆ ทำเป็นรูปพรรณแบบต่างๆ นับตั้งแต่พระสร้อยคอของพระมเหสี เข็มขัดเพชร, จี้เพชร, สร้อยข้อมือ, ต่างหู, แหวนแบบต่างๆ เพชรเหล่านี้บรรจุไว้ในกล่องไม้หลายกล่อง แต่ทุกกล่องไม่มีฝาปิด แสงคบเพลิงส่องต้องน้ำเพชรเป็นประกายรุ่งโรจน์

นิกร กล่าวขึ้นเบาๆ

"เจ้าของสมบัตินี้น่ากลัวจะเป็นโต้โผยี่เกกระมังหว่า"

เสี่ยหงวน ลืมตาโพลง

"ของจริงนะโว้ย อ้ายกร ไม่ใช่ของเก๊"

"ฮ้า" นิกร อุทานลั่น "ของจริงทำไมถึงมากมายอย่างนี้ นี่เราเอาไปเปิดร้านค้าเครื่องเพชรที่หัวเม็ดได้เลยโว้ย โอ้โฮ....พระราชทรัพย์ของพระที่นั่งสุริยามรินทร์หรือของกษัตริย์องค์ใดแน่ รวยอย่างนี้มหาราชาที่อินเดียคงสู้ไม่ได้"

นายแพทย์หนุ่ม หันมามองดู นิกร ทันที

"เพชรขนาดนี้เป็นเพชรเม็ดเล็กๆ โดยมากราคาไม่แพง มหาราชาที่อินเดียไม่โปรด ท่านมหาราชาทุกพระองค์โปรดเพชรเม็ดใหญ่ๆ ที่เรียกกันว่าโคตรเพชร เม็ดเดียวราคาสี่ห้าล้านและมหาราชาองค์หนึ่งมีเพชรอย่างที่ว่านี้ใส่ตุ่มไว้องค์ละหลายตุ่ม แกคิดดูก็แล้วกันว่ามันจะเป็นเงินสักกี่พันล้าน"

เสี่ยหงวน ชักฉิวจึงโพล่งออกมา

"ถ้ายังงั้นสู้พระเจ้าแผ่นดินจีนไม่ได้แน่ กษัตริย์จีนแห่งราชวงศ์ถังองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้ายกถังฮ่องเต้ พระองค์เป็นจอมจักรพรรดิ์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก พระองค์ทรงเสวยข้าวต้มกับเพชรเป็นประจำ เพชรที่เจียระไนแล้วขนาดเม็ดละกะรัตอย่างน้อย จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก"

"ว้า" นิกร คราง "เวลาทรงพระถ่ายไม่ทรงลำบากแย่หรือ"

อาเสี่ย ยิ้มแห้งๆ

"เอ-เรื่องนี้กันไม่รู้โว้ย เตี่ยกันเล่าให้ฟังอีกทางหนึ่งและกันไม่ได้ซักรายละเอียดเรื่องนี้"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ทันใดนั้นเอง เจ้าแห้วก็หวีดร้องสุดเสียงและกอด เจ้าคุณปัจจนึกฯ แน่น

"อะไรวะ อ้ายแห้ว" ท่านเจ้าคุณ ดุ

เจ้าแห้ว ตัวสั่นเหมือนลูกนก เขาหลับตาปี๋ขนลุกซู่ เส้นผมบนศีรษะตั้งชัน แล้ว เจ้าแห้ว ก็กระซิบบอก เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"รับประทานมันกำลังโผล่หน้าออกมาดูเราครับ ทางขวาโน่น ฮี่ย....รับประทานดูแขนผมซีครับ ขนลุกซู่เลย"

ท่านเจ้าคุณ กลืนน้ำลายเอื๊อก ท่านค่อยๆ หันหน้ามองไปที่หลืบหรือช่องผนังทางขวา ซึ่งขณะนี้ คณะพรรคสี่สหาย กำลังจ้องตาเขม็งมองดูด้วยความตื่นเต้นหวาดกลัว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ใจหายวาบ ท่านแลเห็นอสุรกายตนหนึ่งกำลังยื่นส่วนศีรษะและคอของมันออกมาจากช่องกำแพงหรือซอกหินนั้น คอของมันเรียวเล็กยาวไม่ต่ำกว่า ๔ เมตร ศีรษะของมันโตเท่าโอ่งน้ำ ผมหยิกหยักโศก ใบหน้าน่าเกลียดน่ากลัว นัยน์ตาโปนถลนกลอกไปมา ริมฝีปากยื่นแบะยิ้มแสยะ ปากของมันมีฟันสีดำเพียงสี่ซีก แต่ละซีกโตขนาดจอบ ผิวหน้าของมันเป็นสีทองแดง ใบหูทั้งสองข้างเล็กผิดปกติ ปีศาจหรืออสุรกายส่ายคอไปมาไล่เรี่ยกับพื้นดินเหมือนกับคอห่าน บางทีก็ยืดคอขึ้นยื่นคอเข้ามาหา คณะพรรคสี่สหาย ทำให้ทุกคนถอยกรูด สักครู่หนึ่งมันก็หดศีรษะและคอของมันเข้าไปในหลืบข้างกำแพงนั่น

นิกร กับ เจ้าแห้ว ขยับจะวิ่งหนี แต่ พล คว้าแขนไว้ได้ทั้งสองคน

"อย่าหนี ถ้าหนีแกสองคนต้องตาย ในยามนี้ไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าตัดสินใจเผชิญหน้ากับมัน มันได้แต่หลอกหลอนเราเท่านั้น มันถูกเนื้อตัวเราไม่ได้ หลอกก็หลอกไปช่างหัวมัน"

กิมหงวน เห็นพ้องด้วย

"จริงว่ะ ถ้าเรามีกำลังใจเข้มแข็งปล่อยให้มันหลอกสักพักมันก็อายเราไปเอง" พูดจบ อาเสี่ย ก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบ วิสกี้ตราขาว ขวดกลางออกมาเปิดจุกออกแล้วชูขวดขึ้น "ปลุกใจเสือป่าคนละนิดหน่อยโว้ยพวกเรา เหล้าจะช่วยให้เรามีกำลังใจที่เข้มแข็งและคงไม่มีผีตัวไหนที่จะหน้าด้านมาหลอกเราเมื่อเราไม่กลัวมัน"

อาเสี่ย ยกขวดเหล้าขึ้นดื่มอั๊กๆ แล้วส่งขวดให้ พล ต่อจากนั้นสี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ดื่มวิสกี้เพียวๆ กันคนละอึกสองอึก พอเหล้าตกถึงท้องขวัญและกำลังใจก็ดีขึ้นทันที โดยเฉพาะ เสี่ยหงวนเกิดความกล้าขึ้นมาอย่างบ้าบิ่น อาเสี่ย เดินวนเวียนไปมารอบๆ ห้องแล้วร้องตะโกนลั่น

"ผีโว้ย แน่จริงออกมาซิโว้ย ตัวต่อตัวโว้ย ไม่ออกมาฮาป่านะเอา-พวกเราฮาป่า"

เสียงฮาดังขึ้นทันที ทันใดนั้นเองปีศาจโครงกระดูกตนหนึ่งก็เดินโย่งเย่งออกมาจากซอกหิน มือของมันถือดาบข้างละเล่ม ปีศาจโครงกระดูกยืนเด่นเป็นสง่าอยู่กลางห้อง รูปร่างของมันสูงไม่ต่ำกว่า ๗ ฟุต มันมีแต่โครงกระดูก ส่วนหน้าของมันเป็นหัวกระโหลกนัยน์ตากลวงโบ๋ เสียงฮาเงียบกริบลงทันที กิมหงวน ยกปืนกลมือขึ้นประทับแล้วเหนี่ยวไกยิงอย่างฉับพลัน

เสียงกระสุนปืนกลมือดังสนั่นหวั่นไหว ปีศาจโครงกระดูกยืนนิ่งเฉย อาเสี่ย เห็นว่ากระสุนปืนกลไม่มีประโยชน์จึงส่งปืนกลกระบอกนั้นให้ นายแพทย์หนุ่ม แล้วถลกแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นทั้งสองข้าง เดินเข้าไปหาปีศาจโครงกระดูกอย่างกล้าหาญ

"เฮ้ย-อ้ายน้องชาย ถ้าแกแน่จริงโยนดาบมาให้กันสักเล่มซีวะ"

ปีศาจโครงกระดูกโยนดาบในมือซ้ายของมันมาให้ เสี่ยหงวน ทันทีและโดยไม่มีการพูดพล่ามทำเพลง เสี่ยหงวนปราดเข้าฟันและแทงอย่างคล่องแคล่วว่องไว การต่อสู้ระหว่างปีศาจโครงกระดูกกับ เสี่ยหงวน ทำให้ทุกคนตื่นเต้นไม่น้อย นิกร กล่าวกับ พล เบาๆ

"เหมือนเรื่องที่ฉายที่โอเดียนเมื่อเร็วๆ นี้นี่หว่า ผีกับคนดวลดาบกันเข้าทีดีเหมือนกัน"

อาเสี่ย ฟันดาบอย่างคล่องแคล่วในชั้นเชิงของนักดาบฝีมือเยี่ยม แต่ปีศาจโครงกระดูกก็ว่องไวปราดเปรียวไม่น้อย เสียงดาบต่อดาบกระทบกันดังฉาดฉับ บางทีก็เป็นประกายไฟ การต่อสู้ผ่านไปได้ครู่เดียว กิมหงวน ก็ล่าถอยไปรอบๆ ห้อง

"อย่าถอย อ้ายหงวน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องลั่น

เสี่ยหงวน สู้พลางพูดพลาง

"ไม่ไหวครับ เรี่ยวแรงมันราวกับช้างสาร ผมหมดแรงแล้ว"

นิกร ย่องเข้ามาข้างหลังปีศาจโครงกระดูก แล้วกระโดดเข้าตระหวัดรัดคอมันด้วยท่อนแขนมือซ้าย มือขวาเงื้อมีดพกจ้วงแทงมันโดยไม่นับครั้ง ปีศาจโครงกระดูกเหวี่ยง นิกรกระเด็นหวือไปไกลและแล้วร่างของมันก็หายวับไปทันที ส่วนดาบคู่มือตกอยู่บนพื้นถ้ำนั่นเอง

ดร. ดิเรก ปราดเข้าจับมือ นิกร ซึ่งยืนเซ่ออยู่กลางถ้ำมหาสมบัติ

"แกเก่งมาก อ้ายกร แกกล้าหาญผิดมนุษย์ เท่าที่ อ้ายเสี่ยดวลดาบกับผีก็นับว่า อ้ายเสี่ย กล้าหาญพอดูอยู่แล้ว แต่แกกลับเก่งกว่านั้น กระโดดเข้าล๊อคคอและแทงมันจนกระทั้งผีมันหลบหนีไป ฮ่ะ ฮ่ะ ฝรั่งขอชมเชยด้วยความจริงใจ"

นิกร ฝืนยิ้มอย่างยากเย็น

"อย่าชมกันเลยเพื่อน กันทำไปด้วยจิตไร้สำนึก ทำไปด้วยความบ้าบิ่น ตอนที่มันจับกันเหวี่ยงกันนึกว่ากันตายเสียแล้ว"

พล กล่าวกับ คณะพรรค ของเขาด้วยเสียงหนักแน่น

"เราต้องต่อสู้กับมันให้ถึงที่สุด ผีเกือบจะไม่มีความหมายสำหรับพวกเราเสียแล้ว กันได้รู้ความจริงแล้วว่า ถ้าเราไม่กลัวมันและฮึดสู้มัน ผีมันก็กลัวเราเหมือนกัน" พูดจบ พลก็เดินไปหยิบดาบที่ปีศาจโครงกระดูกทิ้งไว้แล้วชูดาบขึ้น "ที่นี้กันแสดงบ้าง แกเปิดหีบสมบัติเถอะ ดิเรก กันจะทำหน้าที่คุ้มครองแกเอง กันไม่กลัวมันแล้ว ผีจะต้องแพ้เรา"

ดร. ดิเรก ยิ้มออกมาได้

"ออไร๋ แกกับ อ้ายหงวนทำหน้าที่คุ้มกันพวกเรานะ กันกับคุณพ่อและ อ้ายกรกับอ้ายแห้ว จะช่วยกันสำรวจทรัพย์ในถ้ำนี้"

เสี่ยหงวน ร้องตะโกนขึ้นอีก

"กล้าดีออกมาอีกซีโว้ย ถุย-ดีแต่หลอกคนที่เขากลัวมึงน่ะซีวะ"

มีเสียงห้าวๆ ร้องตอบออกมาจากหลืบขวา

"เออ-มึงไม่ต้องท้า ประเดี๋ยวเถอะกูจะให้พวกมึงเจอของดีชนิดที่เห็นแล้วต้องลมใส่ ฮ่ะ ฮ่ะ วันนี้จัดแสดงรายการพิเศษต้อนรับโว้ย ชุมนุมดาราผีล้วนๆ "

เจ้าแห้ว กลืนน้ำลายเอื๊อก กล่าวกับ นิกร เบาๆ

"รับประทานเราเห็นจะต้องรับศึกใหญ่กระมังครับ"

อำนาจ วิสกี้ตราขาว ทำให้ นิกร พูดโพล่งออกมา

"ให้มันแน่สักรายเถอะน่า ข้าจะจับผีพวกนี้ไปเลี้ยงเอง เอาไว้ใช้ให้มันทำธุระให้ จะไปไหนก็ขี่คอมันไปเหมือนอย่างขุนแผน ข้าก็หนึ่งในตองอูเหมือนกัน"

เจ้าแห้ว ยิ้มแห้งๆ

"รับประทานนี่มันอยุธยานี่ครับ"

"เออน่า อยุธยากับตองอูมันไม่ไกลกันเท่าไหร่หรอก เดือนกว่าๆ ก็ถึง อ้า-ลงมือโว้ยดิเรก"

ก่อนที่ ดร. ดิเรก จะเปิดหีบสมบัติต่อไปทุกคนก็ได้ยินเสียงดินพังดังครืนใหญ่ สี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้ว มองดูหน้ากัน แล้วพากันวิ่งไปที่ประตูถ้ำมหาสมบัติ

ทุกคนเสียขวัญเมื่อแลเห็นพื้นดินส่วนบนตอนหน้าประตูห่างจากประตูราว ๔ เมตร พังทลายลงมาปิดทางเดินใต้ดินหมด

"อ๋อย" เสี่ยหงวน คราง "ตายแน่เรา แล้วเราจะออกทางไหน"

เสียงหัวเราะของใครคนหนึ่งดังขึ้นกลางห้องถ้ำมหาสมบัติ ทุกคนหันไปมองดูหญิงชราแต่งกายด้วยเสื้อผ้าขาดวิ่นผอมกะหร่องเหมือนไม้เสียบผีรูปลักษณะเหมือนผีปอบกำลังกระโดดโหยงๆ เต้นแร้งเต้นกาในท่าเยาะเย้ย รูปร่างของแกเหมือนคางคกตายซาก ใบหน้าเหี่ยวย่นน่าเกลียดน่ากลัว จมูกโค้งงุ้มงอเป็นขอ นัยน์ตากลอกไปมาเหมือนนัยน์ตาของปีศาจ ท่อนบนเปลือยเปล่าแลเห็นนมยานและแบนแป็ดแป๋เหมือนกล้วยทับ ผิวเนื้อดำเหมือนนิโกร มือขวาถือไม้เท้าหงิกงอ

"แม่มด" นิกร คราง

หญิงชราหยุดเต้น เอียงคอมองดู นายจอมทะเล้น แล้วพูดเสียงหัวเราะ

"ข้าไม่ใช่แม่มด ข้าคือผีปอบจะบอกให้ แฮ่ะ แฮ่ะ แฮ่ะ แฮ่ะ พวกเจ้าไม่มีความละอายใจกระทำการทุจริตคิดมิชอบ สมบัติเหล่านี้เป็นพระราชทรัพย์ของ ในหลวงพระที่นั่งสุริยามรินทร์ กษัตริย์องค์สุดท้ายของพระนครศรีอยุธยาเจ้านายของข้า พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์อะไรในพระราชทรัพย์เหล่านี้ ฮิ ฮิ ฮิ ฮิ พวกเจ้ามาหาความตายแล้ว"

กิมหงวน หมั้นไส้เต็มทนก็ถือดาบวิ่งเข้ามาจ้วงฟันปีศาจหญิงชราเต็มรัก มีเสียงดังเหมือนฟันหยวกกล้วย คมดาบตัดคอหญิงชราขาดกระเด็นหวือ คอนั้นกลิ้งเข้ามาหา คณะพรรคสี่สหาย ทำให้ทุกคนรีบวิ่งหนีไปตามกัน ร่างที่ปราศจากศีรษะของผีปอบยังกระโดดโลดเต้นไปมา ส่วนศีรษะนั้นก็อ้าปากปะหงับๆ พูดจ๋อยๆ

"ชะ ช้า เจ้าหนุ่มเอ๋ย เจ้าฟันคอข้าขาดแล้ว เจ้าข่มเหงรังแกคนแก่ แฮ่ะ แฮ่ะ แฮ่ะ แฮ่ะ จงหยิบหัวข้ามาต่อให้ข้าที"

อาเสี่ย ตวาดลั่น

"ไม่ต่อโว้ย"

"ไม่ต่อกูต่อของกูเองก็ได้" ผีปอบพูดเสียงแหลมเล็ก แล้วส่วนศีรษะของมันก็กลิ้งขลุกๆ เข้าไปหาร่างอันเหี่ยวย่น มันก้มลงใช้มือทั้งสองหยิบศีรษะติดตั้งบนคอของมันตามเดิมแล้วหัวเราะเยาะ คณะพรรคสี่สหาย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกปืนพกขึ้นยิงไปที่ร่างของปีศาจหญิงชราหนึ่งนัด

"ปัง"

ร่างนั้นหายวับไปทันที ทุกคนต่างถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน ดร. ดิเรก กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่นว่า

"กลับไปนี่ไอจะเริ่มศึกษาหาความรู้ในเรื่องปีศาจเป็นงานใหญ่ นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกล้วนแต่ไม่ได้ความ ผีมีจริงๆ ดันบอกว่าผีไม่มี โอย-เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ก็เพิ่งได้ผจญกับมันในครั้งนี้" พูดจบนายแพทย์หนุ่ม ก็เป็นลมล้มลงสิ้นสติเพราะความกลัวผีจนถึงขีดสุด

"อ้าว-เฮ้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องลั่น "ดิเรก เป็นลมไปแล้ว ช่วยกันหน่อยพวกเรา"

ทุกคนเข้ามานั่งห้อมล้อมและช่วยกันแก้ไข นายแพทย์หนุ่ม ตามความรู้ความสามารถของตน เจ้าแห้ว เปิดกระเป๋าผ้าใบหยิบแท่งยาดมออกมาส่งให้นิกร

"รับประทานให้ คุณหมอ ดมเสียหน่อยซีครับ"

นิกร เปิดแท่งยาดมออกแล้วยกขึ้นสูดดม กิมหงวน เอ็ดตะโรลั่น

"ให้ ดิเรก มันดมโว้ยไม่ใช่ให้แกดม"

นิกร รีบดึงยาดมออกจากจมูกของเขาแล้วจ่อลงที่จมูก นายแพทย์หนุ่ม สักครู่หนึ่ง ดร. ดิเรก ก็ฟื้นคืนสติ เสี่ยหงวนประคองให้ลุกขึ้นนั่งแล้วถามว่า

"เป็นยังไงหมอ"

นายแพทย์หนุ่ม ยิ้มเล็กน้อย

"ตกใจมากไปหน่อยเลยช็อค ขอบใจทุกๆ คนที่ช่วยเหลือกัน กันสบายดีแล้วและมีกำลังใจเข้มแข็งขึ้นแล้ว ก่อนที่เราจะเปิดหีบสมบัติ ขอให้พวกเราช่วยกันปราบปีศาจในถ้ำนี้ให้ราบคาบเสียก่อน เราต้องร่วมมือกันสำรวจตามช่องเล็กช่องน้อยให้ทั่วถ้ำนี้ ถ้าพบผีก็ช่วยกันรุมซ้อมมันเสียจะได้ไม่มีใครขัดขวางเรา"

ทุกคนเห็นพ้องด้วย

"ดีเหมือนกัน" พล ดยิ้มๆ "ที่จริงผีมันก็เหมือนคนเรานี่แหละ เราพอจะสู้กับมันได้ เอาเลยโว้ยพวกเราอย่าชักช้าเสียเวลา นี่ก็สองทุ่มกว่าแล้ว"

สี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้วต่างลุกขึ้นเตรียมต่อสู้และปราบปรามปีศาจร้าย เสี่ยหงวนเดินนำหน้าพาพรรคพวกของเขาเข้าไปในช่องกำแพงซ้ายมือซึ่งเป็นทางคดเคี้ยว และแล้วทุกคนก็แลเห็นปีศาจทหารไทยโบราณยืนเด่นอยู่กลางห้อง จากแสงไฟฉายช่วยให้มองเห็นปีศาจนั้นอย่างถนัด รูปร่างที่สูงใหญ่ผิดมนุษย์ทำให้ อาเสี่ย ชักครั่นคร้ามยุให้ พล สู้

"สู้กับมัน อ้ายพล"

ปีศาจนายทหารรักษาพระองค์เดินปรี่เข้ามาหา คณะพรรคสี่สหาย ทันที พลกระโจนเข้าฟันก่อน การต่อสู้เริ่มต้นอย่างดุเดือดในระหว่างผีกับคน อาเสี่ย เห็น พล ตกเป็นฝ่ายรับก็เข้าช่วยอีกแรงหนึ่ง ปีศาจนายทหารล่าถอยออกมาที่ถ้ำมหาสมบัติ พล กับ อาเสี่ย บุกรุกไล่ติดตามออกมา แต่แล้ว สองสหาย ก็แลเห็นปีศาจทหารไทยโบราณยืนเรียงรายอยู่เต็มห้อง ทุกคนมีอาวุธหอกดาบครบครัน

เสี่ยหงวน กับ พล พากันวิ่งหนีกลับเข้าไปในช่องกำแพงทางด้านซ้ายของห้องมหาสมบัติ เสียงไพร่พลโห่ร้องเกรียวกราวก็สงบเงียบไปสักครู่ คณะพรรคสี่สหาย ก็ได้ยินเสียงปีศาจตนหนึ่งพูดขึ้นดังกังวานได้ยินถนัด

"พวกท่านทั้งหลายเอ๋ยจงฟังเรา ข้าคือหลวงวิเศษสงคราม หัวหน้านายทหารราชองครักษ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์ โดยพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมข้ากับทหารในบังคับบัญชาของข้าจะสิงสถิตอยู่ในถ้ำมหาสมบัติใต้พระที่นั่งสิงหนาถของพระองค์ตลอดไปเพื่อทำการพิทักษ์รักษาพระราชทรัพย์อันมีค่าและทรงหวงแหนอย่างยิ่ง พวกท่านได้ล่วงล้ำเข้ามาเพื่อหวังจะลักขโมยพระราชทรัพย์เหล่านี้อันเป็นการกระทำที่มิชอบ อย่าหวังเลยว่าพวกท่านจะได้พระราชทรัพย์ไปแม้แต่ชิ้นเดียว นอกจากนี้พวกท่านยังจะต้องเป็นผีเฝ้าพระราชทรัพย์กับพวกเราด้วย ข้าจะแสดงอิทธิฤทธิ์ให้พวกท่านได้เห็นประจักษ์แก่สายตาของท่าน ณ บัดนี้"

ครั้นแล้ว สี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้วก็ได้ยินเสียงออกคำสั่งเสียงขวานฟันเสาต้นใหญ่ๆ ที่รองรับน้ำหนักดินข้างบน ขณะที่ คณะพรรคสี่สหายยืนตะลึงอยู่นั้นพื้นดินในถ้ำมหาสมบัติพังทลายลงมาเสียงดังครื้นครั่นน่ากลัว ไม่มีปัญหาอะไรอีก กรุหรือถ้ำพระราชทรัพย์อันมหาศาลของกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งพระนครอยุธยาได้ถูกดินทับถมจมหายอยู่ในดินตอนนั้นแล้ว อย่างไรก็ตามผิวดินหรือพื้นดินซึ่งเป็นตัวพระที่นั่งสิงหนาถหาทรุดลงไปไม่คงอยู่ในสภาพเดิม จึงยากที่จะมีใครรู้ว่าใต้พื้นดินพระที่นั่งนี้มีมหาสมบัติของกษัตริย์ซ่อนอยู่มากมาย

คณะพรรคสี่สหาย อกสั่นขวัญแขวนไปตามกันทั้ง ๖ คน ถูกขังอยู่ในที่แคบๆ และแผ่นดินอาจจะยุบลงมาอีกก็ได้ ด้วยแรงปีศาจหรือด้วยบารมีของอดีตกษัตริย์พระองค์นั้น

ไม่มีทางที่จะออกไปไหนได้อีกแล้ว จอบและเสียมก็ทิ้งอยู่ในห้องมหาสมบัติ แต่กระเป๋าเครื่องมือบางอย่างยังอยู่ที่ เจ้าแห้ว อาเสี่ยกิมหงวน กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วร้องไห้โฮ

"ฮือ-ฮือ มีเงินอยู่แล้วยังโลภโมโทสันมาหาความตายที่นี่ โฮๆๆ เมียกูเป็นม่ายแน่ นวล จ๋า ไม่ได้เห็นหน้าเฮียอีกแล้ว ฮือ-ฮือ"

นิกร มองดู อาเสี่ย อย่างเคืองแล้วตวาดลั่น

"หัวเราะอะไรวะ ไม่ใช่เวลาที่แกจะขบขัน"

เสี่ยหงวน ปล่อยโฮ

"ร้องไห้โว้ยไม่ใช่หัวเราะ ฮือ-ฮือ ตายแน่เราไม่มีทางขึ้นแล้ว พออากาศหมดก็ตายแหงแก๋อยู่ในนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบหลัง เสี่ยหงวน แล้วพูดปลอบใจว่า

"ความตายไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้เมื่อมันถึงคราว แม้แต่พระบรมศาสดาก็ไม่พ้นความตาย เรามาด้วยกันถ้าตายก็ตายด้วยกันโว้ย"

เจ้าแห้ว ร้องไห้กระซิกๆ

"รับประทานตายอย่างนี้กว่าจะขาดใจตายมันคงอึดอัดไม่ใช่เล่นนะครับ ฮือ-ฮือ"

ดร. ดิเรก ใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงในเรื่องนี้ เขาเอื้อมมือรับกระเป๋ามาจาก เจ้าแห้ว และสั่งให้ทุกคนเปิดไฟฉายไว้ เพราะถ่านไฟฉายยังใช้ได้อีกไม่ต่ำกว่า ๒๐ ชั่วโมง นายแพทย์หนุ่มทรุดตัวลงนั่งยองๆ เปิดกระเป๋าออกหยิบเครื่องมือชิ้นหนึ่งออกมา มันคือเครื่องมือวัดอากาศอันเป็นประดิษฐกรรมที่เขาคิดขึ้น ดร. ดิเรก ใช้ไฟฉายส่องดูเข็มหน้าปัดสักครู่ก็เก็บไว้ในกระเป๋า ทุกคนต่างทรุดตัวลงนั่งห้อมล้อม นายแพทย์หนุ่ม ในยามนี้ดูเหมือน ดร. ดิเรก คนเดียวเท่านั้นที่พอจะเป็นที่พึ่งได้ เพราะเขามีสติปัญญาเฉลียวฉลาดกว่าเพื่อน

"ว่ายังไงหมอ" พล ถามเสียงหนักๆ "เราจะต้องเป็นผีเฝ้าถ้ำนี้หรืออย่างไร"

"โน" ดิเรก ตอบยิ้มๆ "ทุกแห่งที่มีกันอยู่ด้วยอันตรายที่เกิดขึ้นจะไม่ทำให้พวกเราต้องเสียชีวิต"

กิมหงวน หยุดร้องไห้และยิ้มแย้มแจ่มใสทันที

"แกพูดให้กำลังใจอย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย แปลว่าพวกเรามีหวังรอดตายหรือหมอบอกกันตามตรงเถอะวะ"

"ออไร๋ เรามีหวังรอดตาย"

"มีหวังกี่เปอร์เซนต์" นิกร ถามอย่างร้อนรน

"ราว ๑๕๐ เปอร์เซนต์ คือรอดแหงๆ สูบบุหรี่กันให้สบายใจก่อนเถอะวะ เล่านิทานสู่กันฟังยังได้ กันรับรองว่าที่ที่เราอยู่นี้มีอากาศพอที่เราจะใช้หายใจอีก ๒ ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย กันใช้เครื่องวัดอากาศวัดดูแล้ว"

ทุกคนถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน แต่ก็ยังไม่แน่ใจนักเพราะกลัวว่าดิเรก พูดเล่น

"แกพูดจริงๆ นะโว้ยหมอ" กิมหงวน กล่าวกับ นายแพทย์หนุ่มอย่างเป็นงานเป็นการ

"ออไร๋"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มีท่าทางกระสับกระส่ายเล็กน้อย

"แกบอกพ่อซิ ดิเรก เราจะหนีออกไปจากถ้ำมหาสมบัตินี้ได้อย่างไรกัน เราจะขุดคุ้ยดินออกไปน่ะทำไม่ได้ จอบเสียมอยู่ในห้องโน่นถึงมีจอบเสียมก็ขุดไม่ไหวเพราะดินมันพังลงมาไม่ใช่น้อยเท่าที่พ่อได้ยินเสียงดินพัง"

นายแพทย์หนุ่ม เปิดกระเป๋าผ้าใบค้นหาอะไรอยู่สักครู่ แล้วเขาก็หยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา มันมีรูปลักษณะเหมือนกระสุนปืนใหญ่ขนาดเล็ก คล้ายๆ ลูกตอร์ปิโดขนาดจิ๋วก็เหมือน นิกร กล่าวถาม นายแพทย์หนุ่ม เบาๆ

"แกเอาไม้ตีพริกมาทำไมวะ"

ดร. ดิเรก ทำคอย่น

"โน่-อิท อิส น๊อต มิกตี้ไพร้ส์"

"แล้วอะไรล่ะ" นิกร ถามพลางหัวเราะ

"นี่แหละมันจะช่วยชีวิตพวกเรามันคือลูกระเบิดพิเศษที่กันประดิษฐ์คิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง ระเบิดลูกนี้คล้ายกับกระสุนเจาะเกราะ มันจะไชไปตามพื้นดินตั้งชนวนให้ระเบิดตามใจเรา"

เท่านี้เองทุกคนก็ยิ้มแย้มแจ่มใสไปตามกัน เสี่ยหงวนถึงกับก้มลงกราบแทบเท้า นายแพทย์หนุ่ม

"ให้ดิ้นตายเถอะวะ หมอ กันนับถือแกเหลือเกิน เป็นอันว่าพวกเรามีหวังรอดตายแล้วเพราะความรู้ความสามารถของแกและเพราะความเฉลียวฉลาดรอบคอบของแกด้วย"

ดิเรก ยิ้มแก้มแทบแตก

"เมื่อเราชวนกันมาขุดกรุสมบัติกันก็ต้องนึกวาดภาพอันตรายไว้ล่วงหน้า เป็นต้นว่ากรุพังจะทำอย่างไร แล้วกันก็เตรียมการแก้ไขมาให้พร้อม" พูดจบ ดร. ดิเรก ก็ส่งลูกระเบิดพิเศษให้ พล ถือไว้ เขาเปิดกระเป๋าผ้าใบของเขาหยิบเครื่องมืออีกชิ้นหนึ่งออกมาแล้วอธิบายให้พรรคพวกทราบ "นี่คือเครื่องวัดความลึก เพียงแต่กันหมุนเข็มอันนี้ไปที่เลขศูนย์ เข็มมันจะชี้ตัวเลขบอกให้เรารู้ว่าขณะนี้เราอยู่ลึกจากผิวดินหรือแผ่นดินข้างบนเท่าไหร่ อ้า-เห็นไหม เข็มชี้เลข ๔ กับ ๒ ขีดแสดงว่าเราอยู่ลึกจากแผ่นดินข้างบน ๔ เมตร กับ ๒๐ เซนติเมตร เครื่องวัดของกันนี้แน่นอนที่สุดจะไม่มีการคลาดเคลื่อนเลย"

ทุกคนหายใจโล่งอกไปตามกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ มีความรู้สึกดีใจเหมือนตายกันแล้วเกิดใหม่ ท่านกล่าวถาม ดิเรก ว่า

"แล้วแกจะทำอย่างไรต่อไป"

นายแพทย์หนุ่ม ยิ้มเล็กน้อย

"ก็ใช้ลูกระเบิดนี้ระเบิดดินขึ้นไปซีครับ ตั้งชนวนให้มันระเบิดต่ำกว่าผิวดินราวหนึ่งเมตร พอมันระเบิดตูมมันก็เป็นช่องโหว่เป็นทางให้เราขึ้นไปโลกภายนอกได้"

กิมหงวน ชักสงสัย

"แล้วดินมันไม่พังลงมาทับเราหรือ"

"โน-การระเบิดของลูกระเบิดพิเศษนี้จะผลักดันให้ดินลอยขึ้นไปรับรองว่าดินจะไม่หล่นลงมาทับถมเราแม้แต่ก้อนเดียว การสร้างลูกระเบิดแบบนี้กันได้คิดคำนวนอย่างละเอียดถี่ถ้วนดีแล้ว อ้า-เป็นอันว่าเราหมดหวังที่จะได้อะไรติดมือไปแม้แต่สิ่งเดียว"

นิกรว่า "เถอะน่า รอดตายกลับไปหาเมียได้ก็เป็นบุญแล้ว ทีนี้เห็นจะเข็ดจนตาย ใครชวนกันมาทำงานอย่างนี้อีกไม่เอาแล้ว อยู่ดีๆ ไม่ว่าดีหาเรื่องมาหาที่ตาย ไหนยังถูกผีหลอกอีก"

พล ยกมือผลักหน้า นิกร ค่อนข้างแรงแล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"บ่นเป็นบ้าไปได้ พวกเราไม่เคยแยกกันโว้ย รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย นี่ถ้าขาด ดิเรก ไปเสียคนหนึ่งเราก็ตายแล้ว"

"อย่าเพิ่งมั่นใจนักว่าเราจะรอดตายได้ ลูกระเบิดของ ดิเรกกันมองดูรู้สึกว่ามันมีส่วนเหมือนกับไม้ตีพริก ถ้ามันไม่ระเบิดหรือมันระเบิดแต่ไม่เป็นผลเราก็ตายแหงแก๋อยู่ใต้ดินนี้"

นายแพทย์หนุ่ม ค้อน นิกร ทันที

"คิดสักนิดเถอะโว้ยว่ากันเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยมของโลก ความสวยงามของประดิษฐกรรมนั้นไม่สำคัญ คุณประโยชน์หรือคุณภาพสำคัญกว่า พูดดีนักเดี๋ยวกันจะปล่อยให้ตายหมด"

ครั้นแล้ว นายแพทย์หนุ่ม ก็เริ่มงานของเขาคือตั้งชนวนระเบิด พลกับกิมหงวน ช่วยส่องไฟฉายให้ ในราวสองสามนาทีการตั้งชนวนระเบิดก็เสร็จเรียบร้อย ดร. ดิเรก ใช้ชะแลงเหล็กอันสั้นๆ ขุดดินที่ผนังออกเป็นรูลึกเข้าไปประมาณครึ่งฟุต เขาค่อยๆ ยัดลูกระเบิดเข้าไนช่องผนังนั้นแล้วเขี่ยกลไกเล็กๆ อันหนึ่ง ระเบิดพิเศษของ นายแพทย์หนุ่ม เริ่มทำงานทันที เสียงดังฟู่เหมือนไฟพะเนียงลูกระเบิดได้ไชชอนเข้าไปตามส่วนลึกของดินและเชิดหัวขึ้นไปตามกลไกบังคับของมัน มันไชดินขึ้นไปเรื่อยๆ แบบเดียวกับกระสุนเจาะเกราะแต่ช้ากว่ามาก

ดร. ดิเรก บอกให้ทุกคนลุกขึ้นยืน ทันใดนั้นเองเสียงระเบิดก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว

"ตูม"

ตำแหน่งระเบิดคือบริเวณพื้นที่ตอนหนึ่งทางด้านใต้ของพระที่นั่งสิงหนาถระหว่างต้นพุทราสองต้น หลุมระเบิดกว้างประมาณหนึ่งเมตรเศษดินปลิวว่อนไปทั่วบริเวณนั้น คณะพรรคสี่สหาย ต่างรอดชีวิตด้วยความสามารถของแพทย์หนุ่มผู้นี้

อย่างไรก็ตาม ปากหลุมกับที่ที่ คณะพรรคสี่สหาย ยืนอยู่นั้นมีความสูงถึง ๔ เมตร การช่วยตัวเองขึ้นไปบนปากหลุมจึงทำไม่ได้ง่ายๆ นิกรกับเสี่ยหงวนลองปีนป่ายดูก็ไม่สำเร็จพลัดตกลงไปอีก

"อ้า-ทำยังไงดีล่ะโว้ย หมอ" เสี่ยหงวน กล่าวขึ้นอย่างอึดอัดใจ

ดร. ดิเรก หัวเราะหึๆ

"ใช้สมองเสียบ้างซี เรื่องเท่านี้ก็ต้องถามกัน แกกับ อ้ายกรลองคิดดูซิว่าทำอย่างไรถึงจะขึ้นไปข้างบนได้"

นิกร กับ เสี่ยหงวน ต่างปรึกษาหารือกัน สักครู่ นิกร ก็กล่าวว่า

"เอายังงี้ อ้ายหงวน เราต้องใช้วิธีต่อคอ ให้คุณพ่ออยู่ข้างล่างแกเหยียบบ่าคุณพ่อแล้วกันเหยียบบ่าแก สามคนยืนขึ้นสูงขนาดเปรตวัดสุทัศน์ถึงขอบบ่อพอดี กันเอาเชือกขึ้นไปด้วย กันจะขึ้นไปบนบ่อเป็นคนแรก หย่อนเชือกลงมาช่วยพวกเราทีละคนเท่านี้ก็สำเร็จ"

ดร. ดิเรก หัวเราะลั่น

"ออไร๋ ออไร๋ ปัญญาแกแยบคายดีเหมือนกัน"

กิมหงวน หันมาทาง เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ตกลงนะครับคุณอา คุณอาอยู่ข้างล่างให้ผมเหยียบบ่าคุณอาแล้วให้อ้ายกร เหยียบบ่าผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"อาอยู่ข้างบนไม่ดีหรือ"

"โอ๊ย" นิกร ร้องลั่น "คนข้างล่างก๊อขี้แตกน่ะซีครับ น้ำหนักตัวคุณพ่อยังกะรถบดถนน คุณพ่อต้องอยู่ข้างล่างซีครับ"

พล หัวเราะหึๆ

"อย่าเลยโว้ย อ้ายกร สงสารท่าน กันอยู่ข้างล่างก็แล้วกัน"

นิกร ร้องขอเชือกขดนั้นจาก เจ้าแห้ว ครั้นแล้ว สามสหาย ก็ร่วมมือกันอย่างพร้อมเพรียง ดร. ดิเรก เห็นว่า กิมหงวนสูงกว่าเพื่อนจึงขอให้ อาเสี่ย อยู่ข้างล่างและ พล อยู่กลาง นิกร อยู่ข้างบน การช่วยตัวเองขึ้นไปจากกรุมหาสมบัติเป็นไปอย่างทุลักทุเล อย่างไรก็ตามนิกรก็สามารถขึ้นมาบนปากหลุมได้โดยสวัสดิภาพ

"เฮ้ย-ยืนอยู่บนบ่า อ้ายหงวน ก่อนโว้ย อ้ายพล กันจะเอาเชือกผูกต้นไม้หย่อนปลายอีกข้างหนึ่งลงไปให้แก เราอยู่ห่างจากรถยนตร์ของเราประมาณร้อยเมตรโว้ย รอเดี๋ยวนะ"

เสียง กิมหงวน ตะโกนขึ้นมา

"เร็วๆ ซีโว้ยหนักจะตายโหงอยู่แล้ว"

นิกร ฮัมเพลงเบาๆ เดินไปที่ต้นพุทราต้นหนึ่งเอาปลายเชือกข้างหนึ่งผูกรอบต้นพุทราต้นนั้นและผูกแบบเงื่อนตาย เสร็จแล้วก็ถือปลายเชือกอีกข้างหนึ่งเดินกลับมาที่ปากหลุมค่อยๆ โรยเชือกลงไปให้ เพียงครู่เดียว พล ก็ไต่ขึ้นมาบนปากหลุม

"เออ-รอดตายแล้วโว้ยเรา" พล พูดยิ้มๆ โยนปลายเชือกลงไปในหลุม "หงวน โว้ย ขึ้นมาเถอะ เกาะเชือกให้ดีกันกับ อ้ายกร จะช่วยดึงแกขึ้นมา"

แล้ว สองสหาย ก็ช่วยกันออกกำลังเต็มที่ลาก กิมหงวน ขึ้นมาจากใต้ดินอีกคนหนึ่ง เสี่ยหงวนได้เหยียบพื้นแผ่นดินก็หัวเราะชอบใจ

"พวกเรามันตายยากว่ะ ไม่ถึงที่ตายถึงอย่างไรมันก็ไม่ตาย"

นิกร โยนเชือกลงไปในหลุม เชือกทั้งขดหล่นลงกลางศีรษะ เจ้าคุณปัจจนึกฯ พอดี ท่านเจ้าคุณ ชูกำปั้นหราแล้วร้องตะโกนลั่น

"เฮ้ย-ดูกบาลคนบ้างซิ อ้ายห้าร้อย"

นิกร ทำหน้าเบ้หันมามองดู พล

"แบ่งกันคนละ ๒๕๐ ไม่ได้แกล้งนี่หว่า"

เสี่ยหงวน ร้องตะโกนถามลงไป

"คราวนี้ใครจะขึ้นมา"

"รับประทานผมครับ" เสียง เจ้าแห้ว ตอบ "รับประทานช่วยดึงหน่อยนะครับ ผมมีกระเป๋าเครื่องมือและสะพายปืนกลมือรุงรัง"

พล, นิกร, กิมหงวน ต่างช่วยกันดึง เจ้าแห้วขึ้นมาทีละน้อยจนพ้นปากหลุม เจ้าแห้ว ดีใจเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่รีบทรุดตัวลงนั่งยองๆ หันหน้าไปทางวัดมงคลบพิตรแล้วหมอบกราบระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยที่คุ้มครองป้องกันเขาให้รอดตายอย่างหวุดหวิด พอ เจ้าแห้ว ลุกขึ้น พล ก็ส่งกุญแจรถคาดิลแล็คให้แล้วกล่าวว่า

"ไปเอารถมาที่นี่ อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้ว ยิ้มแห้งๆ

"รับประทานกลัวผีครับ มันมืดและเปลี่ยวออกอย่างนี้"

"เดี๋ยวก็โดนซัดเท่านั้น ไปเอารถมา แกกลัวผีมากกว่าฉันก็ให้มันรู้ไป"

เจ้าแห้ว เอื้อมมือรับกุญแจรถจาก นายพัชราภรณ์ แล้วเดินบ่นพึมพำไปจากที่นั้น ขณะนี้ เสี่ยหงวนได้โยนเชือกลงไปข้างล่างแล้ว เสียง ดร. ดิเรก ร้องตะโกนขึ้นมาได้ยินถนัด

"ช่วยดึงด้วยโว้ย ตานี้กันว่ะ"

สามเกลอ ต่างออกกำลังสาระพาเฮโลดึง นายแพทย์ดิเรก ขึ้นมาจนกระทั่งถึงปากหลุม ดร. ดิเรก ดีอกดีใจที่รอดตายขอจับมือกับเพื่อนทั้งสามคน

"มายก๊อด พวกเรารอดตายอย่างไม่น่าเชื่อสิ้นเคราะห์กันที"

นิกร พยักหน้ารับว่าเป็นความจริง

"ไปเถอะโว้ย รถเราจอดอยู่โน่นเดินไปเถอะ อ้ายแห้วเดินไปเกือบถึงรถแล้ว"

อาเสี่ย หัวเราะหึๆ

"แล้วคุณอาล่ะ ยังติดอยู่ใต้ดินอีกคนหนึ่ง"

นิกร โบกมือแล้วพูดตัดบท

"เรื่องเล็กน่ะ เราไปหาอะไรเย็นๆ ดื่มกันที่ตลาดหัวรอก่อนแล้วค่อยกลับมารับท่านก็ได้"

พล อดหัวเราะไม่ได้ ทันใดนั้นเอง สี่สหาย ก็ได้ยินเสียงเจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องตะโกนขึ้นมาด้วยเสียงที่น่าสงสาร

"โว้ย โยนเชือกลงมาซีโว้ย"

นิกร ย่องมาที่ปากหลุมแล้วร้องตะโกนตอบ

"เชือกขาดเสียแล้วครับ คุณพ่อ ปีนขึ้นมาได้ไหม"

"ปีนยังไงกันโว้ย มันลาดชันไม่มีอะไรยึดเหนี่ยวเลย"

นิกร กลั้นหัวเราะแทบแย่

"ยังงั้นรอพวกเราสักสองชั่วโมงนะครับ เราจะไปหาซื้อเชือกที่ตลาด"

"เฮ้ย-อย่าหนีนะ ช่วยด้วย ใครหนีกูแช่งไว้"

พล รีบโยนเชือกลงไปข้างล่างทันทีแล้วร้องบอก เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"อ้ายกร มันล้อ คุณอา น่ะครับ ผมโยนเชือกลงไปให้แล้ว เห็นเชือกไหมครับ"

"เออ เห็นแล้ว"

กิมหงวน กล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"ต้องออกแรงมากหน่อยโว้ยพวกเรา คุณอา ตัวหนักเหลือเกิน เอาโว้ย โอ้โฮ-เหมือนยังกะดึงช้าง"

สี่สหาย พยายามดึง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขึ้นมาด้วยความลำบากยากเย็น แต่แล้วก็ปล่อยเชือกให้รูดลงไปอีก ในที่สุด นิกร ก็กล่าวกับ เสี่ยหงวน

"ให้จังหวะหน่อย อ้ายเสี่ย ให้จังหวะแบบเดียวกับพวกคนงานของแกลากซุงขึ้นจากแม่น้ำนั่นแหละ"

"เออ-ถ้ายังงี้สำเร็จแน่" กิมหงวน พูดยิ้มๆ

สี่สหาย ช่วยกันดึง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขึ้นมาอีก ทั้งสี่คนออกแรงเต็มที่ อาเสี่ย ร้องเพลงไหหลำลากซุงเสียงลั่น

"โล้โล...."

พล, นิกร, กับ ดร. ดิเรก รับลูกคู่พร้อมๆ กัน

"อาละหย่าไฮ"

กิมหงวน โก่งคอตะเบ่งเสียงอีก

"โล้โกว"

"อาลกหย่าไฮ" สามสหาย รับพร้อมกันและดึงเชือกขึ้นมา

การลากคนซึ่งทำคล้ายกับลากซุงได้ผลดีเกินคาด ชั่วเวลาไม่ถึงสองนาที ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ขึ้นมาถึงปากบ่อโดยสวัสดิภาพ เจ้าคุณทรุดลงนั่งเหยียดเท้าถอนหายใจโล่งอก

"โอย เหนื่อยแทบขาดใจ" ท่านพูดเสียงเครือน่าสงสาร แล้วมองดูคาดิลแล็คเก๋งซึ่งกำลังแล่นตรงเข้ามา "นั่นรถเราใช่ไหมวะ"

"ออไร๋" ดิเรก ตอบ "เตรียมตัวกลับบ้านกันเสียทีเถอะครับเลิกคิดกันทีในเรื่องขโมยทรัพย์สินของผู้อื่น รอดตายได้ก็เป็นบุญแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี พวกขโมยขุดกรุน่ะตายมาเสียนักละ ผีหลอกตายบ้างงูเห่าหรืองูจงอางกัดตายบ้าง บางคนก็กรุถล่มทับตาย โอย-เพลียจังโว้ย ไปหาเบียร์เย็นๆ ดื่มกันเถอะวะพ่อเลี้ยงเอง"

นิกร ลืมตาโพลง รีบประคองพ่อตาของเขาลุกขึ้น

"ไปซิครับ ไปร้านเก่านะครับ คุณพ่อ ได้ดื่มเบียร์คนละขวดคงจะสบายใจขึ้น ไปเถอะครับ คุณพ่อ เดินไปขึ้นรถไม่ไหวขี่คอผมไปก็ได้"

"พอฉันบอกว่าจะเลี้ยงเท่านั้นแกเอาใจฉันเหลือเกิน"

คาดิลแล็คเก๋งแล่นมาหยุดใกล้ๆ กับ สี่สหาย และ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทุกคนต่างลุกขึ้นพากันเดินไปขึ้นรถ ดร. ดิเรก กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ นิกรนั่งข้างหลัง เสี่ยหงวน เจ้าของรถกับ พล นั่งข้างหน้ารวมกับ เจ้าแห้ว เมื่อคาดิลแล็คเก๋งเคลื่อนออกจากที่และเปิดไฟฟ้าจ้า แสงไฟหน้ารถก็ส่องไปที่พระปรางค์เก่าแก่องค์นั้น คณะพรรคสี่สหาย ใจหายวาบไปตามกัน ทุกคนแลเห็นร่างอันสูงใหญ่ของปีศาจนายทหารยืนตระหง่านอยู่หน้าพระปรางค์และจ้องมองมาที่รถในท่าทางที่ไม่เป็นมิตร เจ้าแห้วหักพวงมาลัยบังคับรถเลี้ยวกลับ เขาเหยียบคันเร่งเต็มแรง คาดิลแล็คเก๋งวิ่งปราดไปราวกับธนู.

อวสาน