พล นิกร กิมหงวน 088 : ขุนทัพเวียงดอย

พ.ศ. ๒๕๐๖

ขุนเขาสูงตระหง่านเงื้อมแลละลิบลิ่วซึ่งยอดของมันเสียดแทงทะลุกลุ่มเมฆขึ้นไปและเทือกของมันเริ่มต้นจากดินแดนภาคเหนือเปรียบเหมือนกำแพงยักษ์กั้นเส้นพรมแดนไทย-พม่าเรื่อยลงไปทางทิศใต้จนกระทั่งถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขุนเขาหรือเทือกเขาที่กล่าวนี้ก็คือภูเขาตะนาวศรีนั่นเอง

ไม่มีนักธรณีวิทยาหรือนักสำรวจคนใดที่จะทำการสำรวจเขาตะนาวศรีทั่วถึงได้ บนยอดดอยนั่นย่อมเต็มไปด้วยความเร้นลับมหัศจรรย์อันเกิดจากธรรมชาติจากอำนาจเทพเจ้าแห่งขุนเขาผีไพรเจ้าป่า ด้วยมนต์ขลังของพวกชาวเขาชาวดอยที่ตั้งถิ่นฐานอยู่รวมกันเป็นชุมนุม ต่างเผ่าต่างรวมกัน แต่ลัทธิหรือขนบธรรมเนียมประเพณีนั้นก็คงไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก มีการนับถือผีปีศาจหรือเทพเจ้าและเชื่อถือในไสยศาสตร์เวทมนต์คาถาหรือโชคลาง ตำรวจภูธรตระเวนชายแดนเคยบุกบั่นมาตามสันเขาตรวจตราจับกุมปราบปรามนักค้าฝิ่นเถื่อนที่ลำเลียงฝิ่นมาตามสันเขาตะนาวศรีจากเหนือล่องลงใต้ แต่อาณาเขตของขุนเขาลูกนี้ใหญ่โตกว้างขวางเหลือที่จะคณา ขบวนการฝิ่นเถื่อนจึงมักจะรอดพ้นสายตาของเจ้าพนักงานไปได้เสมอ อย่างไรก็ตามตำรวจภูธรตระเวนชายแดนของเราก็มีส่วนช่วยเหลือพวกชาวดอยเผ่าต่างๆ มากมายเท่าที่จะช่วยได้ ทำให้พวกชาวเขาบางแห่งทันสมัยขึ้น รู้จักมีผัวตำรวจ รู้จักอ่านหนังสือไทยและได้รู้ความจริงว่า ชาวเมืองหลวงหรือชาวกรุงเทพฯ นั้นไม่ได้เป็นเศรษฐีเหมือนกันทุกคน ที่มีอัฐฬศใช้มีตึกอยู่มีรถเก๋งขี่ก็มีเพียงไม่กี่คน นอกนั้นล้วนแต่มีชีวิตอยู่อย่างอดๆ อยากๆ หาเช้ากินค่ำหรือหาวันนี้กินพรุ่งนี้ก็มี

แต่ว่าชาวดอยอีกหลายเผ่าที่ไม่เคยพบเห็นตำรวจภูธรตระเวนชายแดนของเราเลย คนเหล่านี้เป็นคนไทยโดยสัญชาติ อาศัยอยู่บนยอดเขาตะนาวศรีในชัยภูมิที่เหมาะสม ไม่สนใจกับอารยธรรมแผนใหม่ ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีมีความรักสามัคคีต่อกัน รู้จักทำไร่เลี้ยงสัตว์ ทอผ้า มีหัวหน้าปกครองบังคับบัญชา ไม่มีตำรวจ ไม่มีโรงพัก ที่ว่าการอำเภอไม่มี โรงพยาบาลหรือโรงเรียนตลอดจนโรงแรม โรงศาลหรือกำนันผู้ใหญ่บ้านก็ไม่มี หัวหน้าเผ่าจะเป็นผู้พิพากษาคดีต่างๆ ทั้งความแพ่งและอาญา ซึ่งคำพิพากษาของหัวหน้าย่อมเด็ดขาดไม่มีการอุทธรณ์ฎีกาและไม่มีทนายแก้ต่าง

เราจะได้นำท่านผู้อ่านที่เคารพไปยังดินแดนแห่งหนึ่งบนยอดเขาตะนาวศรีทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัดตาก ในตอนบ่ายวันหนึ่งซึ่งตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๓ มกราคม ๒๕๐๖

เฮลิคอปเตอร์รูปกล้วยหอมแบบทันสมัยของกองทัพอากาศเครื่องนั้นแล่นวนเวียนอยู่บนยอดดอยเป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ผู้ขับเครื่องบินแมลงปอผู้นี้คือ พ.อ. กิมหงวน ไทยแท้ อดีตเสืออากาศชื่อดังเมื่อครั้งสงครามไทยกับอินโดจีน ส่วนผู้โดยสารเฮลิคอปเตอร์เครื่องนี้มี ๕ คน คือ พ.อ. พล พัชราภรณ์ พ.อ. นิกร การุณวงศ์ พล.ต. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ พล.อ. พระยาปัจจนึกพินาศและ ส.อ. แห้ว โหระพากุล

นายพลดิเรกได้รับคำสั่งจากกองบัญชาการทหารสูงสุดให้มาสำรวจพื้นที่บนยอดเขาตะนาวศรีเพื่อจัดตั้งสถานีเรด้าและฐานที่ตั้งยิงอาวุธจรวดสังหารเครื่องบินข้าศึกที่จะข้ามเขาตะนาวศรีเข้ามาในประเทศไทย คำสั่งนี้เป็นคำสั่งด่วนและลับเฉพาะ ดังนั้นศาสตราจารย์ดิเรกจอมนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกและนายแพทย์ผู้ยอดเยี่ยมรักษาโรคได้ทุกชนิด จึงพาคณะพรรคพวกของเขาเดินทางมายังขุนเขาตะนาวศรีซึ่งกองทัพอากาศได้จัดเฮลิคอปเตอร์เครื่องนี้ให้เป็นพาหนะในการสำรวจ เฮลิคอปเตอร์เครื่องนี้บรรทุกข้าวของสัมภาระในการเดินป่ามามากมาย พร้อมด้วยเสบียงอาหารยารักษาโรค อาวุธปืนวัตถุระเบิดและน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินเผื่อขาดเผื่อเหลือ

ดร. ดิเรกนั่งเคียงคู่กับอาเสี่ยกิมหงวนซึ่งทำหน้าที่เป็นนักบิน เขาสั่งให้อาเสี่ยนำเครื่องบินลงยังที่ราบบนสันเขาแห่งหนึ่ง แต่เฮลิคอปเตอร์บินเลยจุดนั้นไปสามเที่ยวแล้ว

"เฮ้-ยูเข้าใจคำสั่งของกันไหม ไอบอกให้ยูนำเครื่องบินลงบนพื้นที่สี่เหลี่ยมโน่น ไง๋บินเลยมาตั้งหลายเที่ยว" นายพลดิเรกพูดเสียงเอ็ดตะโร

นักบินมือเก่าแต่เรื้อรังหันมาค้อนนายพลดิเรก

"นั่งเฉยๆ เถอะน่า กันจะบินวนเวียนอยู่แถวนี้จนกว่าน้ำมันจะหมดแล้วเครื่องบินมันก็จะลงไปเอง"

นายพลดิเรกสะดุ้งโหยงลืมตาโพลง

"ยูหมายความว่ากระไร"

กิมหงวนอมยิ้ม

"หมายความว่ากันบินขึ้นจากสนามได้และขับมันมาได้ แต่ตอนลงกันหมดความสามารถไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะให้มันลงได้"

นิกรซึ่งนั่งอยู่ข้างหลังเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"อย่าล้อเล่นน่าอ้ายหงวน กระดูกออกนอกเนื้อนะโว้ย เฮลิคอปเตอร์น่ะ ถ้าเครื่องดับมันก็จะดิ่งลงสู่พื้นดินทันที"

อาเสี่ยหันมามองดูนายจอมทะเล้นซึ่งนั่งรวมอยู่กับพรรคพวกของเขา

"เสียใจจริงๆ อ้ายกร กันบอกแล้วว่ากันขับไม่เป็น ดิเรกมันก็บังคับให้กันขับมาจากดอนเมือง ลืมถามพวกนักบินไปโว้ยว่าทำยังไงเครื่องมันถึงจะลอยลง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เสียขวัญแล้ว ท่านนั่งกระสับกระส่ายตลอดเวลาทอดสายตามองดูบริเวณป่าใหญ่ไพศาลเบื้องล่าง แล้วท่านก็กล่าวกับเสี่ยหงวน

"พยายามหน่อยซีโว้ย ดึงโน่นดึงนี่เข้าประเดี๋ยวมันก็ร่อนลงได้เอง"

กิมหงวนทำตามความเห็นของเจ้าคุณปัจจนึกฯ คือดึงอะไรต่ออะไรยุ่งไปหมดจนกระทั่งเกียร์ของเครื่องบินหลุดติดมือออกมา อาเสี่ยยื่นเกียร์ชิ้นนั้นให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพูดยิ้มๆ

"คุณอาช่วยถือไว้หน่อยซีครับ"

"อะไรวะ"

"ก็เกียร์เครื่องบินยังไงล่ะครับ ผมกระชากเสียหลุดเลย"

ท่านเจ้าคุณใจหายวาบและส่งเสียงเอ็ดตะโร

"เสือกดึงออกมาทำไม ยัดลงไปตามเดิมซีโว้ย"

ทันใดนั้นเองเฮลิคอปเตอร์ก็เสียการทรงตัวมีอาการโคลงเคลงไปมาเหมือนม้าพยศ บางทีก็หกคะเมนเหมือนเครื่องบินขับไล่ อาเสี่ยพยายามบังคับมันจนสุดความสามารถ เครื่องบินสะอื้นหน้าสะอื้นหลังอยู่พักหนึ่งก็บินเรียบเป็นปรกติ แต่เครื่องบินสำลักพร่อดแพร่ดเหมือนคนท้องเสียตลอดเวลา พ.อ. พล พัชราภรณ์กระชากปืนพกในซองปืนออกมายกขึ้นจ้องท้ายทอยกิมหงวน

"อ้ายเสี่ย นำเครื่องบินลงเดี๋ยวนี้ ม่ายฉันจะส่งแกไปนรก"

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ

"ชะ ชะ ฉันเป็นนักบินโว้ย ถ้าแกยิงฉันตาย แกและพวกเราก็ม่องเท่งไปตามกัน"

"เออ-ตายก็ตายแต่แกตายก่อน" พลพูดเสียงหนักแน่น "ถ้าฉันนับหนึ่ง-สอง-สาม แกไม่นำเครื่องบินลง ฉันจะกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกปืนทันที ระวัง....หนึ่ง....สอง"

"เฮ้ยๆๆๆ " กิมหงวนเอ็ดตะโรลั่น "ลงเดี๋ยวนี้โว้ย เก็บปืนเสียเล่นอะไรก็ไม่รู้น่าเกลียด อย่าน่า....จั้กกะจี้"

ครั้นแล้ว พ.อ. กิมหงวนก็บังคับเฮลิคอปเตอร์ให้หยุดลอยลำนิ่งเฉยสูงจากยอดเขาเพียง ๒๐๐ เมตร เจ้าแห้วถอนหายใจโล่งอกและยิ้มออกมาได้

"รับประทานอาเสี่ยขับแน่จริงๆ ครับ ไม่มีเกียร์ยังบังคับเครื่องยนต์ได้"

"เรื่องเกียร์ไม่สำคัญโว้ย เสืออากาศอย่างกันบินจนปีกหักทั้งสองข้างเหลือแต่ลำตัวกันยังนำลงสนามได้นี่หว่า จำไว้เถอะอ้ายแห้ว เครื่องบินน่ะบังคับให้มันขึ้นจากสนาม เราต้องเรียนเป็นแรมปี แต่บังคับให้มันลงไม่ต้องเรียนให้เสียเวลา ระวังน่ะโว้ยกันจะลงแบบดิ่งพสุธา"

ครั้นแล้วเฮลิคอปเตอร์เครื่องนั้นก็ลดต่ำลงมาอย่างรวดเร็ว แต่ก็ด้วยความสามารถของ พ.อ. กิมหงวนซึ่งเหมือนกับปาฏิหาริย์ เฮลิคอปเตอร์หมายเลข ๑๓ ของกองทัพอากาศได้ลงสู่พื้นดินบนสันเขาโดยสวัสดิภาพและนิ่มนวลทำให้ ดร. ดิเรกพอใจมาก

"ออไร๋ ออไร๋ ยูเป็นนักบินฝีมือเยี่ยมจริงๆ ว่ะ"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะ

"อย่าชมกันเลย กันก็ไม่รู้เหมือนกันว่า กันนำมันลงมาถึงพื้นดินได้อย่างไร เป็นอันว่าพวกเรารอดตายและปลอดภัยแล้ว นี่แหละคนเราเขาว่าไม่ถึงที่ตายก็ไม่วายชีวาวาต"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกเหล็กรูปลักษณะคล้ายเกียร์รถยนต์ฟาดกบาลเสี่ยหงวนค่อนข้างแรงเสียงดังโป๊ก

"อ้ายนี่มันไม่ใช่เกียร์เครื่องบินเครื่องนี้ แกเอาเหล็กอะไรส่งมาให้ฉันแล้วโกหกว่าเกียร์เครื่องบิน"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"ครับ ผมเก็บได้ใต้ที่นั่งก็ส่งให้คุณอาเพื่อจะทดสอบดูว่าคุณอาเสียขวัญเสียกำลังใจหรือเปล่า"

นายพลดิเรกพูดตัดบท

"ช่วยกันลำเลียงข้าวของสัมภาระลงจากเครื่องบินเถอะพวกเรา เราจะพักแรมอยู่แถวนี้ เพื่อสำรวจพื้นที่สำหรับสร้างเรด้าและสถานียิงอาวุธจรวดต่อสู้อากาศยาน"

พลกล่าวถามนายแพทย์หนุ่มอย่างเป็นการเป็นงาน

"แกจะใช้อาวุธจรวดสังหารเครื่องบินแบบใหม่ของแกใช่ไหมหมอ"

"ออไร๋ รับรองว่าจะไม่มีเครื่องบินของข้าศึกเครื่องใดหนีรอดไปได้เลย จรวดของกันยิงขึ้นไปบนอากาศทางทิศไหนก็ได้ แล้วมันจะท่องเที่ยวค้นหาเครื่องบินข้าศึกเอาเอง ถึงแม้นักบินข้าศึกนำเครื่องบินหลบหนีไป จรวดวิเศษของกันก็จะติดตามไม่ลดละ แม้กระทั่งเครื่องบินข้าศึกร่อนลงสนามของมันและเข็นเข้าไปไว้ในโรงเก็บแล้ว จรวดของกันก็จะตามเข้าไปในโรงเก็บชนเครื่องบินเครื่องนั้นระเบิดแหลกละเอียดไป เครื่องบินข้าศึกบินเร็วกว่าเสียงหรือมีเพดานบินสูงสัก ๒๐ ไมล์ ก็หนีอาวุธจรวดของกันไม่พ้น"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ซึ่งแต่งกายแบบนักนิยมไพรต่างพากันหอบหิ้วสัมภาระลงมาจากเฮลิคอปเตอร์เครื่องนั้น นายพลดิเรกลงมาจากเครื่องบินเป็นคนสุดท้าย

"แกมัวทำอะไรอยู่วะหมอ งุ่มง่ามจริง" นิกรดุ

ดร. ดิเรกยิ้มแป้น

"กันทำให้เครื่องบินเครื่องนี้มีกระแสไฟฟ้าเดินทั่วตัวของมัน เว้นแต่ลูกล้อของมันที่เป็นอย่างเดิมเท่านั้น หากใครมาแตะต้องเครื่องบินของเราเข้า ถ้าไม่ตายก็ชักกระตุกปากเบี้ยวปากบูดอยู่นาน ต้องทำอย่างนี้เพื่อป้องกันไม่ให้พวกชาวป่าชาวเขาทำเครื่องบินของเราเสียหาย"

พลพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"แต่บนเขาตอนนี้มันสงบวังเวงมาก ดูเหมือนจะไม่มีพวกชาวเขาอาศัยอยู่"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"ไม่แน่นัก รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรตระเวนชายแดนท่านบอกกันว่าบนเขาตะนาวศรีมีพวกแม้วและพวกฮ่ออาศัยอยู่นับร้อยชุมนุม บางชุมนุมก็มีคนนับพันแต่เขาอยู่กันอย่างสงบไม่เอะอะหนวกหูเหมือนพวกชาวเมืองหลวง ซึ่งพอตื่นนอนก็ได้ยินเสียงรถยนต์ เสียงวิทยุดังแซ่ดไปหมด บ้านไหนมีวิทยุก็ดันเปิดเสียจนแสบแก้วหู ยิ่งตอนกลางคืนใครมีโทรทัศน์ด้วยแล้วก็เปิดเสียเต็มที่เพราะอยากอวดความมั่งมี ไม่รู้จักเกรงใจเพื่อนบ้าน"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานที่เขาว่ากรุงเทพฯ คือเมืองสวรรค์ก๊อไม่เป็นความจริงน่ะซีครับคุณหมอ"

"ก็อาจจะเป็นเมืองสวรรค์ก็ได้" นายพลดิเรกพูดเสียงหนักๆ "แต่มันเป็นสวรรค์ในนรก หรือสวรรค์ของคนมีเงินเท่านั้น คนจนอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่มีความหมายอะไร จะข้ามถนนทีก็เหมือนกับฝูงสัตว์ที่ถูกเขาตามล่า เผลอตัวนิดเดียวรถยนต์ทับตาย คนขับติดคุกเพียงปีหรือสองปีเท่านั้น กันเคยด่าแกบ่อยๆ ในเรื่องขับรถเร็ว รู้สึกคล้ายกับว่าแกขับช้าไม่ได้ เพราะกลัวประตูคุกเขาจะปิดก่อนที่แกจะไปถึง หรือม่ายคุณพ่อหรือคุณแม่ของแกก็กำลังเจ็บหนัก มีอาการเข้าตรีทูต แกรีบไปรับหมอ"

เจ้าแห้วทำหน้าชอบกล ต่อจากนั้นก็มีการสำรวจข้าวของสัมภาระ ครั้นแล้วนายพลดิเรกกับคณะของเขาก็แบกหีบห่อข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ พากันเคลื่อนที่ไปทางทิศเหนือจากที่เฮลิคอปเตอร์จอดเพื่อหาที่พักแรมให้เหมาะสม ซึ่งควรจะอยู่ใกล้กับลำธารหรือลำห้วยสักแห่งหนึ่ง

ภูมิประเทศบนยอดดอยเป็นที่ราบอันกว้างใหญ่ แต่ส่วนมากเป็นป่าไม้มองแลเห็นเขียวครึ้มไปทั่ว อากาศเยือกเย็นกว่าที่เชิงเขา แล้วสันเขาตอนนี้สูงจากพื้นดินประมาณ ๔,๐๐๐ ฟุต

ในที่สุด ดร. ดิเรกกับคณะของเขาก็มาถึงลำธารแห่งหนึ่งอยู่ห่างจากเฮลิคอปเตอร์ไม่เกิน ๑๕๐ เมตร ธรรมชาติสวยสดงดงามรื่นรมย์ร่มเย็น ทุกคนต่างวางหีบข้าวของสัมภาระรวมกันไว้ที่โคนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง แล้วนิกรก็กล่าวกับเจ้าแห้วทันที

"เฮ้ย ติดไฟต้มน้ำชงกาแฟกินกันเถอะวะ ขนมปังไส้กรอกเนยและผลไม้ที่เอาติดมือมาจากกรุงเทพฯ มีอะไรก็เอามากิน"

เจ้าแห้วอดหัวเราะไม่ได้

"รับประทานหิวแล้วหรือครับ"

"ก็หิวน่ะซี แบกของเดินมาตั้งไกลเสียกำลังไปมากแล้ว"

ทันใดนั้นเองลูกธนูลูกหนึ่งได้พุ่งมาด้วยความเร็วสูงถากซอกคอเสี่ยหงวนไปเพียงนิ้วเดียวเท่านั้นแล้วปักแน่นกับต้นไม้ อาเสี่ยร้องขึ้นด้วยความตกใจ

"เฮ้ย เราถูกชาวเขาโจมตีเรา"

ทุกคนกระจายกำลังกันออกจากกันและรีบหมอบราบลงบนพื้นดินทันที พลกลิ้งตัวเข้าไปหากำบังที่ก้อนหินก้อนหนึ่ง กระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาถือเตรียมพร้อม สอดสายตามองหาศัตรูของเขาซึ่งมองไม่เห็นตัว เพราะภูมิประเทศด้านหน้าลำธารเป็นละเมาะมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมไปทั่ว

ดร. ดิเรกร้องตะโกนห้ามพรรคพวกของเขา

"อย่ายิง อย่ายิงโว้ย พยายามเจรจากับเขาด้วยสันติวิธีให้เขารู้ว่าเรามาในฐานมิตร พวกเราไม่ใช่ศัตรูของเขา เขาก็จะเป็นมิตรกับเราและให้ความช่วยเหลือเราเป็นอย่างดี"

ลูกธนูอีกหลายดอกถูกระดมยิงมาตามจุดต่างๆ ในพุ่มไม้ และแล้วหอกเล่มหนึ่งก็ปลิวหวือมาถูกหน้าผากเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างจังเสียงดังฉึก เจ้าคุณถึงกับร้องเสียงหลง แต่น่าประหลาดมหัศจรรย์ใจยิ่ง ใบหอกอันคมกริบหาได้ทำให้ท่านเจ้าคุณเกิดบาดแผลหรือได้รับความเจ็บปวดไม่ หอกใบข้าวยาวประมาณเมตครึ่งตกอยู่บนพื้นดินเบื้องหน้าท่านเจ้าคุณนั่นเอง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว

"ฮะ ฮ่ะ หลวงพ่อสมเด็จคุ้มครองข้าโว้ย เกือบไปแล้ว ถ้าไม่ได้เอาท่านคล้องมาจากบ้านหน้าผากคงทะลุแน่ๆ "

พลแลเห็นชายฉกรรจ์ชาวเขาคนหนึ่งยืนลับๆ ล่อๆ อยู่ในพุ่มไม้ เขาก็ยกปืนพกขึ้นจะยิง แต่ศาสตราจารย์ดิเรกรีบคลานเข้ามาหาและโผเข้าคว้าข้อมือพลไว้

"บอกว่าอย่ายิง แล้วกันโว้ย"

พลมองดู ดร. ดิเรกอย่างเดือดดาล

"แกจะยอมให้อ้ายพวกนี้ฆ่าเราฟรียังงั้นหรือ"

"โน-ไอจะเจรจากับเขาเอง ชาวเขาเหล่านี้ก็ล้วนแต่เป็นพี่น้องร่วมชาติของเรา ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นพวกแม้วพวกข่าพวกขิงหรือกระทือกระชายอะไรก็ตาม เขาก็มีสัญชาติเป็นไทยทั้งนั้น" แล้วนายแพทย์หนุ่มก็ร้องบอกคณะพรรคของเขา "อย่ายิงนะโว้ย ไอจะไปเจรจากับเขาเดี๋ยวนี้"

นายพลดิเรกผุดลุกขึ้นชูมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ มองไปทางพุ่มไม้ข้างหน้าแล้วร้องตะโกนลั่น

"เฮ้-เวท เอ มินิต ด๊อนท์ ชู๊ต....วี อาร์ ยัวกู๊ด เฟรน"

มีเสียงใครคนหนึ่งร้องตะโกนมา

"พูดไทยโว้ย ที่นี่เมืองไทยไม่ใช่เมืองนอก"

ดร. ดิเรกทำคอย่น

"ออไร๋ ออไร๋ ไอ แคน สปิ๊ก ไทย ฮ่ะ ฮ่ะ" แล้วเขาก็เดินตรงไปยังละเมาะนั้น

ทุกคนมองดูนายแพทย์หนุ่มด้วยความห่วงใย เจ้าแห้วรีบลุกขึ้นวิ่งไปหยิบปืนเล็กยาวและกระสุนปืนมาแจกจ่ายให้นายของเขาเตรียมพร้อมที่จะปะทะกับพวกชาวเขาซึ่งยังไม่รู้ว่าเป็นเผ่าใดและดุร้ายสักเพียงไหน นายพลศาสตราจารย์ดิเรกค่อยๆ เดินเข้าไปในพุ่มไม้ ทันใดนั้นเองพวกชาวแม้วประมาณ ๓๐ คน ก็เฮโลเข้ามาห้อมล้อมนายแพทย์หนุ่มอย่างเงียบเชียบ ชาวแม้วเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสาวและสวย บ้างก็ถือธนูเป็นอาวุธ บ้างก็ถือหอกหรือดาบ แต่ไม่ปรากฏว่าใครใช้ปืน

หอกและดาบหลายเล่มถูกยื่นมาจี้ร่างของ ดร. ดิเรกในท่าทางคึกคักเข้มแข็งของเจ้าของหอกและดาบ สาวแม้วหลายคนเหนี่ยวน้าวคันธนูในท่าเตรียมยิง แต่แทนที่ ดร. ดิเรกจะเกรงกลัวเขากลับชอบใจยืนยิ้มแป้นมองดูสาวแม้วทีละคนซึ่งแต่ละนางงามแฉล่มแช่มช้อย

สาวแก่ในวัย ๔๐ ขวบ คนหนึ่งท่าทางเป็นหัวหน้าพลพรรคหญิงเหล่านี้เดินบุกเข้ามาหานายพลดิเรก ถึงแม้หล่อนอยู่ในวัยกลางคนแล้วแต่ก็ยังสวยและมีส่วนเว้าโค้งจำเริญตาน่าพิศมัย หล่อนถือดาบรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวเป็นอาวุธ หล่อนจ้องมองดูหน้า พล.ต. ดิเรกด้วยแววตาแข็งกร้าว แล้วตะคอกนายแพทย์หนุ่มด้วยเสียงห้าวๆ เหมือนเสียงผู้ชาย

"ไชอารื่อ"

ดร. ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"โน ไอ แคนน๊อท สปิ๊ค แม้ว"

หัวหน้าสาวแม้วเอ็ดตะโรลั่น

"ก็ฉันพูดภาษาไทยกับคุณ คุณดันบอกฉันได้ว่าคุณพูดภาษาแม้วไม่เป็น ฉันถามว่า....ไชอารื่อ....หมายความว่าชื่ออะไร"

นายพลดิเรกอ้าปากหวอลืมตาโพลง

"ออไร๋ ออไร๋ ฉันคือพลตรีศาสตราจารย์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์แห่งกองทัพบก"

หัวหน้าแม้วขยับดาบ

"ทัพบกไหน ทัพบกคอมมิวนิสต์ยังงั้นหรือ"

"โน-ทัพบกไทยน้องสาว"

"แล้วทำไมไม่พูดให้หมดเปลือก นึกว่าเป็นนายพลคอมมิวนิสต์จะได้สับคอเสียเดี๋ยวนี้ พวกเราเป็นทหารของพระแม่เจ้าแห่งจอมภูผานี้" แล้วหล่อนก็ตะคอกดิเรกอีก "ไถ้มาจากหนัน"

ศาสตราจารย์ดิเรกทำตาปริบๆ แล้วหัวเราะหึๆ

"มาจากกรุงเทพฯ ครับ"

"ดีมาก ท่านเป็นคนฉลาดฟังคำถามของฉันเข้าใจดี"

ดร. ดิเรกยิ้มให้หล่อน

"ขอโทษนะน้องสาว แฮ่ะ แฮ่ะ มีผังหรือยัว"

"มีแล้ว" หล่อนตวาดแว๊ด "แต่เลิกกันแล้ว อ้ายเปรตนั่นไม่ยอมทำอะไร นอนสูบฝิ่นทั้งวัน ตั้งหน้าตั้งตารีดและไถฉัน อ้า-นี่แน่ะท่านนายพล ฉันเสียใจที่จะบอกท่านว่าบนดอยนี่คืออาณาจักรของพระแม่เจ้า ถ้าคนต่างถิ่นล่วงล้ำเข้ามา ฉันกับทหารของฉันก็จะต้องจับกุมตัวเอาไปถวายพระแม่เจ้า"

นายแพทย์หนุ่มหน้าเสีย

"แล้วเราจะได้รับการลงโทษอย่างไรบ้าง"

หัวหน้าทหารยิ้มแค่นๆ แล้วพูดเสียงกร้าว

"ท่านจะต้องเป็นผัวของพวกเรา"

นายพลดิเรกสะดุ้งโหยงแล้วหัวเราะชอบใจ

"โอ.เค. น้องสาว ปู้โธ่....ลงโทษยังงี้ล่ะก้อรับรองว่าฉันยอมรับโทษอย่างเต็มใจทีเดียว แล้วก็ฉันจะไปบอกพวกฉันให้มาหาเธอเพื่อให้เธอควบคุมตัวไว้ ในข้อหาบุกรุกเข้ามาในราชอาณาจักรของพระแม่เจ้า"

"แต่คนเหล่านั้นมีอาวุธเสียงดัง"

ดร. ดิเรกอมยิ้ม

"รับรองว่า พวกเราจะไม่ต่อสู้หรือทำร้ายพวกเธอเลย" พูดจบนายพลดิเรกก็พาตัวเดินออกไปจากสุมทุมพุ่มไม้ พอออกมานอกลานกว้างเขาก็ร้องตะโกนเรียกคณะพรรคของเขา "เฮ้-มามอบตัวให้เขาจับเราเสียดีๆ โว้ย"

สามเกลอกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วทำหน้าฉงนไปตามกัน นิกรกล่าวกับพลว่า

"อ้ายหมอมันจะบ้าแล้ว อยู่ดีๆ ยอมให้พวกชาวเขาจับเป็นเชลย"

พลไม่ยอมออกความเห็นอะไร เขาจ้องมองดูนายแพทย์หนุ่มซึ่งเดินตรงเข้ามาหาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสผิดปรกติ ทุกคนถือปืนเล็กยาวลุกขึ้นยืน เสี่ยหงวนกล่าวถามศาสตราจารย์ดิเรกทันที

"ยังไงกันโว้ยหมอ แกหายเข้าไปในพุ่มไม้สักครู่แล้วก็ออกมาร้องตะโกนบอกพวกเราให้ยอมมอบตัวเป็นเชลยมัน"

ดร. ดิเรกหัวเราะคิกคัก

"โชคอันมหาศาลของเราแล้วรู้ไหม ชาวแม้วที่โจมตีเรามีจำนวนประมาณ ๓๐ คน ล้วนแต่เป็นผู้หญิงสาวทั้งนั้น"

"ฮ้า" ทุกคนอุทานขึ้นพร้อมๆ กัน

"ออไร๋" นายพลดิเรกพูดยิ้มๆ "ให้ดิ้นตายฟ้าผ่าลากเลือดออกมาเป็นปี๊บๆ ซีเอ้า ผู้หญิงจริงๆ แต่ละคนสวยขนาดเทพีสงกรานต์หรือนางงามตามงานวัด หัวหน้าซ่อง....เอ๊ย....หัวหน้าทหารหญิงเป็นแม่ม่ายวัยกลางคนเชฟเหมือนมารีลิน มอนโรว่ะ เขาบอกว่าที่เขาโจมตีเราก็เพื่อจะจับกุมพวกเรา บนดอยนี้เป็นอาณาจักรของพระแม่เจ้า พวกเราเป็นคนต่างถิ่นล่วงล้ำเข้ามาจะต้องจับตัวไปถวายพระแม่เจ้าของเขา แล้วแกรู้ไหมว่าเราจะได้รับโทษสถานใด.... ฟังให้ดีกันจะบอกให้โทษของพวกเราก็คือเราจะต้องเป็นผัวพวกผู้หญิงแม้วที่นี่"

"โอ๊ย" นิกรร้องสุดเสียง "จริงๆ หรือวะหมอ"

"ออไร๋"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"ถ้ายังงั้นพวกเรายอมเป็นเชลย ฮ่ะ ฮ่ะ ยังงี้ก๊อหวานซีโว้ย อีก ๑๐ ปี ข้างหน้าเรามาเที่ยวที่นี่เราคงจะได้พบลูกชายหรือลูกสาวของเรายั้วเยี้ยไปหมด"

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ทหารหญิงชาวแม้วบนดอยนี้พากันออกมาจากป่าละเมาะ คณะพรรคสี่สหายต่างกวักมือเรียกแล้วกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนตะลึงพรึงเพริด จ้องตาเขม็งมองดูทหารหญิงของพวกแม้วซึ่งนุ่งน้อยห่มน้อย สวมกางเกงยืดแนบเนื้อและสวมเสื้อยกทรงเท่านั้น แต่ละนางอวบอัดน่ารัก

"ว้า" ท่านเจ้าคุณคราง "นี่พวกระบำนายหรั่งหรือยังไงโว้ย ทหารหญิงยังงี้ใครจะไปสู้ไหว แม่โวย....คนนำหน้าน่ะแม่เล้าหรือดิเรก"

"โน" นายแพทย์หนุ่มเอ็ดตะโร "ผู้หมวดครับไม่ใช่แม่เล้า พวกนี้พวกชาวเขาคนดีๆ ทั้งนั้นไม่ใช่กะหรี่"

"แล้วไง๋แต่งตัวโป๊ยังงี้ล่ะ" เจ้าคุณซัก

ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ

"คงเป็นเครื่องแบบของเขาก็ได้ครับ ที่กรุงเทพฯ หรือที่เชียงใหม่เขาประกวดนางงามเขาก็แต่งอย่างนี้"

การวิพากษ์วิจารณ์สิ้นสุดลงเท่านี้ จันทิมาหัวหน้าทหารหญิงพาลูกน้องของหล่อนเข้ามาห้อมล้อมคณะพรรคสี่สหายออกคำสั่งด้วยเสียงเด็ดขาด

"ควบคุมตัวไว้ ถ้าใครพยายามหลบหนีสังหารด้วยธนูอาบยาพิษเลย"

นิกรยิ้มแก้มแทบแตก

"อย่ากลัวเลยทูนหัว รับรองว่าพวกเราไม่มีใครหนีอย่างเด็ดขาด ว่าแต่ว่าเป็นความจริงละหรือน้องสาวที่ว่าพวกเราจะถูกลงโทษบังคับให้เป็นผัวของเธอ"

จันทิมามองดูนายจอมทะเล้นด้วยแววตาแข็งกร้าว

"ใช่ คงดีใจละซี"

"โธ่ ไม่น่าถามเลยแม่คุณ พวกเรายอมรับโทษอย่างหน้าชื่นตาบานทีเดียว เอ-สงสัยเสียแล้วน้องสาว เธอชื่ออะไรจ๊ะ"

"จันทิมา" หล่อนตอบห้วนๆ

"ดูเหมือนฉันเคยเห็นเธอที่บาร์แห่งหนึ่งทางบางกะปิ"

"เสียใจ คุณจำคนผิดหรือตู่เล่นสนุกๆ เสียแล้ว ฉันเป็นชาวแม้ว ฉันไม่เคยไปกรุงเทพฯ และไม่เคยคิดจะไปด้วย กรุงเทพฯ ไม่เห็นวิเศษอะไรมีแต่ความหลอกลวงสวมหน้ากากเข้าหากัน บอกชื่อคุณและพวกคุณให้ฉันรู้จักหน่อยซี"

กิมหงวนพูดแทนนิกร

"ฉันชื่อกิมหงวน นามสกุลไม่ต้องรู้ก็ได้ เพื่อนฉันคนนี้ชื่อนิกร คนนั้นรูปหล่อหน่อยชื่อพล ตาแก่อ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยคนนั้นชื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ "

จันทิมามองดูท่านเจ้าคุณแล้วหัวเราะคิ๊ก

"เป็นเจ้าคุณเชียวเรอะ ไม่อยากเชื่อ เจ้าคุณทำไมถึงหัวล้าน"

"อ้าว" ท่านเจ้าคุณเอ็ดตะโร "เจ้าคุณหัวล้านถมเถไป ฉันเป็นพญาพานทองนะหลานสาว มียศทหารเป็นพลเอกเสียด้วย"

หล่อนพยักหน้ารับทราบแล้วมองดูหน้าเจ้าแห้ว

"แกล่ะใคร"

เจ้าแห้วยิ้มเล็กน้อย

"เรียกฉันว่าเสี่ยแห้วก็แล้วกัน"

จันทิมาทำหน้าผะอึดผะอม พวกทหารหญิงในบังคับบัญชาของหล่อนต่างหัวเราะกันอย่างครื้นเครง"

"หน้าตาไม่มีสกุลรุนชาติสักนิดบอกว่าเป็นอาเสี่ย" จันทิมาพูดพลางยิ้มเยาะเจ้าแห้ว "คนที่เป็นอาเสี่ยน่ะบุคลิกมันบอกโว้ย ถึงแม้จะแต่งกายซอมซ่ออย่างไร มองดูนิดเดียวก็รู้ อย่างแกหุ่นมันไม่ให้"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"นั่นน่ะซิเจ๊"

จันทิมาสะดุ้งโหยงแล้วตวาดแว๊ด

"เห็นฉันเป็นเอเยนต์หรือยังไง ถึงมาเรียกฉันว่าเจ๊"

เจ้าแห้วอดหัวเราะไม่ได้ รีบยกมือไหว้หล่อนทันที

"ขอโทษทีหนู"

จันทิมาแยกเขี้ยว

"หนู....ชะชะ อายุของฉันปาเข้าไปตั้ง ๔๒ ปี แล้วยังจะเรียกฉันว่าหนูอีกหรือ"

เจ้าแห้วทำตาเจ้าชู้กับหล่อน

"ความจริงเธอยังไม่แก่ ที่กรุงเทพฯ สาวใหญ่ในวัย ๕๐ ยังชอบให้ใครเรียกว่าหนูนี่จ๊ะ พูดกับใครหนูยังโง้นหนูยังงี้ ป้าของฉันอายุ ๗๐ แล้วยังเรียกตัวเองว่าหนูเหมือนกัน"

เสี่ยหงวนหมั้นไส้เต็มทน ก็ยกเท้าขวาเหวี่ยงลูกแปถูกก้นเจ้าแห้วดังพลั่ก

"นี่แน่ะ มีอย่างที่ไหนวะ อายุตั้ง ๗๐ เรียกตัวเองว่าหนู"

เจ้าแห้วหันมามองดูกิมหงวนอย่างเคืองๆ

"รับประทานก็ป้าผมแกชื่อหนูนี่ครับ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง จันทิมาร้องออกคำสั่งกับพวกทหารหญิงในบังคับบัญชาของหล่อน

"ช่วยกันขนข้าวของสัมภาระของพวกเชลยทั้งหมดไปเวียงดอยเดี๋ยวนี้ ห้ามเล่นหูเล่นตากับพวกเชลยนะจะบอกให้ ใครขัดขืนคำสั่งข้า จะได้รับโทษอย่างหนัก"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างยิ้มย่องผ่องใสไปตามกัน ทุกคนตื่นเต้นดีใจที่จะได้รับการลงโทษอย่างแหวกแนวที่สุดคือ บังคับให้เป็นผัวของพวกผู้หญิงแม้ว

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ทหารหญิงหน่วยลาดตระเวนของเวียงดอยก็พาเชลยทั้ง ๖ คน เดินทางมาถึงหมู่บ้านใหญ่แห่งหนึ่ง อยู่ในบริเวณที่ราบอันกว้างขวาง มีไร่พืชขึ้นเขียวชอุ่มมองดูจนสุดสายตา

พอขึ้นมาบนสันเขาตอนนี้ก็มองแลเห็นหมู่บ้านของชาวแม้วไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ หลังคาเรือน เป็นบ้านเล็กเรือนน้อยแบบกระท่อมสร้างขึ้นด้วยฝีมือหยาบๆ มีลำธารสายหนึ่งไหลผ่านกลางหมู่บ้านนี้ ชาวแม้วเผ่านี้ได้ยกฐานะหมู่บ้านหรือชุมนุมของเขาขึ้นเป็นเมืองหรืออาณาจักรน้อยๆ ให้ชื่อว่า "เวียงดอย" ยกฐานะหัวหน้าเผ่าขึ้นเป็นพ่อเมืองหรือกษัตริย์องค์หนึ่ง ปกครองเวียงดอยมาหลายศตวรรษแล้ว เปลี่ยนพ่อเมืองมาหลายองค์ ตามประเพณีการสืบสันติวงศ์ของชาวแม้ว ซึ่งพ่อเมืององค์ปัจจุบันนี้เป็นหญิงสาวผู้เลอโฉม ทรงพระนามว่า เจ้าหญิงสุดาวดี มีพระชันษาเพียง ๒๒ ปีเท่านั้น แต่ทรงสามารถปกครองพสกนิกรชาวแม้วแห่งอาณาจักรน้อยๆ ของพระองค์ให้ร่มเย็นเป็นสุขโดยทั่วหน้ากัน พระแม่เจ้าสุดาวดีคือเจ้าชีวิตของแม้วเผ่านี้ แม้วเวียงดอยย่อมเต็มไปด้วยความจงรักภักดีและถือว่าพระรับสั่งของพระองค์คือประกาศิตซึ่งทุกคนต้องกระทำตาม แม้ว่าพระองค์จะมีพระรับสั่งให้กระโดดจากหน้าผาลงไปสู่ความตายเบื้องล่าง เจ้าหญิงสุดาวดีเป็นพระธิดาองค์เดียวของฟ้าลั่น อดีตพ่อเมืองที่ล่วงลับไปเมื่อปีกลายนี้

เมื่อจันทิมากับทหารหญิงคุมเชลยผ่านประตูป่าเข้ามาในเขตหมู่บ้านเวียงดอย ชาวแม้วทั้งหลายแลเห็นเข้าก็โห่ร้องกันเซ็งแซ่ คณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วถูกนำตัวมาที่บริเวณลานกว้าง หน้าหมู่บ้านนั้นมองแลเห็นเทวรูปหินสูงใหญ่องค์หนึ่งยืนตระหง่านอยู่กลางลาน เป็นเทวรูปที่แกะสลักจากก้อนหินมหึมา ก้อนนี้ขนาดเท่ายักษ์วัดพระแก้ว หน้าตาเหมือนผีปีศาจร้ายน่าเกลียดน่ากลัว แต่เป็นเทพเจ้าของชาวแม้วที่เขามีความเคารพบูชาอย่างสูงสุด เพราะถือว่าเจ้าพ่ออสูรองค์นี้เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทความร่มเย็นเป็นสุข หรือจะดลบันดาลให้ชาวเวียงดอยได้รับภัยพิบัติล่มจมเมื่อใดก็ได้

เบื้องหน้าเทวรูปมีแท่นหิน อันเป็นแท่นที่ประทับของนางพญาคือเจ้าหญิงสุดาวดีและถัดออกมามีเสาหลักขนาดใหญ่รวม ๑๐ เสา ปักลงไปในดิน โผล่ขึ้นมาจากดินราว ๒ เมตร ระยะห่างต้นละครึ่งเมตรเรียงรายกันไปเป็นแถว เสาทั้ง ๑๐ ต้น นี้ทาสีแดง ปลายเสาทุกต้นมีเครื่องรางของขลังคล้องไว้เป็นพวง เครื่องรางนี้ประกอบด้วยเปลือกหอย, ว่านยาแห้งๆ, หัวกะโหลกลิง, หางวัว, กะลามะพร้าวและเส้นผมเป็นปอยๆ คล้ายเส้นผมมนุษย์

พวกแม้วหลายร้อยคน ถืออาวุธครบมือวิ่งโห่ร้องประดาหน้ากันเข้ามาห้อมล้อมศาสตราจารย์ดิเรกกับคณะของเขา แต่ละคนเงื้อง่าอาวุธในท่าทางกระเหี้ยนกระหือรือร้น ผู้หญิงแม้วชาวเวียงดอยคงแต่งตัวเหมือนอย่างชาวแม้ว ผมเผ้ารุงรัง แลเห็นเหาและไข่เหายั้วเยี้ยเต็มศีรษะ ทหารหญิงเท่านั้นที่มีหน้าตาน่ารักและนุ่งน้อยห่มน้อยเหมือนพวกระบำจ้ำบ๊ะ

ชายฉกรรจ์ชาวแม้วต่างรำขวานรำดาบกระโดดโลดเต้นแสดงกิริยาดีอกดีใจไปตามกัน คณะพรรคสี่สหายยืนเซ่ออยู่กลางกลุ่มชาวเวียงดอยและกว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรทุกคนก็ถูกพวกแม้วผู้ชายฉุดกระชากลากตัวเอาไปผูกมัดติดกับเสาหลักต้นละคน มิหนำซ้ำถูกซ้อมสะบักสะบอมไปตามกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถูกตีศีรษะด้วยด้ามหอกอย่างจัง ทำให้ศีรษะของท่านปูดโปขึ้นมาขนาดลูกมะกรูด

จันทิมาสั่งทหารหญิงช่วยกันต้อนชาวเวียงดอยออกไปจากบริเวณลานกว้างนั้น นักรบแม้วซึ่งเป็นชายฉกรรจ์ราว ๕๐ คน กระจายกำลังกันไปรอบๆ เบื้องหน้าเทวสถาน ยืนเว้นระยะห่างกันตามสมควร ถือหอก, ดาบหรือธนูเป็นอาวุธ พวกทหารหญิงออกไปจากลานกว้างหมดแล้ว คงเหลือแต่จันทิมาผู้บังคับหมวดหน่วยลาดตระเวนยืนอวดเชฟอยู่เบื้องหน้าเชลยทั้ง ๖ คนนั้น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถูกมัดอยู่ทางขวาสุด เสาต่อมาคือเสี่ยหงวน ถัดมานิกร ศาสตราจารย์ดิเรก พลและเจ้าแห้ว คณะพรรคสี่สหายเสียขวัญไปตามกัน ปืนพกและปืนเล็กยาวประจำตัวถูกยึดไปหมดแล้ว ส่วนข้าวของสัมภาระกองอยู่ข้างพระบาทของเทพเจ้าอสูรจอมภูผา

ดร. ดิเรกพยักหน้าเรียกจันทิมาเข้ามาหาเขาแล้วกล่าวถาม

"จะเอายังไงกับพวกเราน้องสาว ไหนว่าจะจับพวกเรามาลงโทษให้เป็นผัวของเธอไม่ใช่หรือ"

จันทิมาหัวเราะชอบใจ

"อย่าโง่นักเลยท่านศาสตราจารย์ พึงรู้ไว้เถอะว่าเราหลอกพวกท่าน วิธีจับเชลยของเราก็คือใช้ทหารหญิงนุ่งน้อยห่มน้อย ปิดมิดบ้างไม่มิดบ้าง เรารู้ว่าพวกท่านล้วนแต่บ้าผู้หญิง ใช้อุบายหลอกลวงอย่างนี้ก็ยอมมากับพวกเราโดยดีไม่ต้องสู้รบกันให้เสียเวลา มีอย่างที่ไหนใครเขาจะจับเอามาเป็นผัว ถ้าจับเอามาเลี้ยงไว้เป็นลูกละก้อว่าไม่ถูก"

ศาสตราจารย์ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ออไร๋ ในที่สุดพวกเราก็เสียรู้ผู้หญิง"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"หมายความว่าเธอจับพวกเรามาฆ่าใช่ไหม"

"ใช่ค่ะ แต่ชาวแม้วที่ศิวิลัยอย่างเราจะไม่ฆ่าพวกคุณแบบบูชายัญ เราเพียงแต่จะต้มซุปพวกคุณแล้วแบ่งกันกินให้ทั่วหมู่บ้านเท่านั้น"

นิกรหน้าซีดเหมือนไก่ต้ม

"อย่าล้อเล่นน่าเจ๊ พูดจริงๆ หรือนี่"

จันทิมายิ้มให้นายจอมทะเล้น

"คุณเห็นไหมล่ะคะ ชาวเวียงดอยที่ยืนห้อมล้อมรอบนอกบริเวณลานกว้างนี้เขาแสดงท่าทีอย่างไร ทุกคนมีความหิวกระหาย อยากจะกินเนื้อหนังและตับไตไส้พุงของพวกคุณทั้งนั้น"

นิกรเอ็ดตะโรลั่น

"กินเข้าไปได้เรอะ มีอย่างที่ไหนคนกินคน"

จันทิมาหัวเราะชอบใจ

"คุณเคยกินเนื้อวัวหรือเปล่าคะ คุณนิกร"

"เคย" นิกรตอบห้วนๆ

"วัวตับมันโตกว่ามนุษย์เป็นกอง คนเรายังกินมันได้ แล้วกินเนื้อมนุษย์ด้วยกันมันจะแปลกอะไร คุณน่าจะรู้ว่าโลกเรานี้อยู่ได้ด้วยการเบียดเบียนทำลายกัน ปลาใหญ่กินปลาเล็ก สัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็ก พวกเราชาวเวียงดอยชอบกินคนค่ะ เครื่องในคนอร่อยกว่าเครื่องในหมูหรือวัวเป็นกอง ดอกจอกก็ไม่เหนียว ผ้าขี้ริ้วหรือ ๓๐ กลีบยังงี้วิเศษเลย ดิฉันตั้งใจไว้แล้วว่าดิฉันจะกินม้ามและไส้อ่อนคุณกิมหงวน"

อาเสี่ยเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"น้องสาว" เขาตะโกนพูดกับจันทิมา "หาวิธีลงโทษเราอย่างอื่นไม่ได้หรือ"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้นด้วยความประหวั่นพรั่นใจ

"น้องสาว พวกเรามาทำงานให้แก่ประเทศชาติ เธอและแม้วทุกคนก็ล้วนแต่มีสัญชาติไทย ขอให้นึกถึงประเทศชาติของเราบ้าง ปล่อยพวกเราเถอะถ้าอยากจะกินพวกเราก็กินพ่อตาฉันก็แล้วกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง ชะโงกหน้ามองดูนายแพทย์หนุ่มซึ่งถูกมัดอยู่ที่เสาระหว่างนิกรกับพล แล้วท่านก็ส่งเสียงลั่น

"พูดยังงี้ใช้ได้หรือวะดิเรก"

พลร้องตะโกนบอกพรรคพวกของเขา

"ตายแน่โว้ยพวกเรา พลพรรคแม้วแบกกระทะใหญ่มาโน่นแล้ว ถือเครื่องมือและแบกฟืนตามกันมาเป็นแถว นึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วให้ดีโว้ย"

ทุกคนมองไปข้างหน้า ชายฉกรรจ์ชาวแม้วห้าหกคนแบกกระทะใบบัวขนาดใหญ่บุกเข้ามาในลานพิธีหรือเทวสถานของพวกแม้ว มีพรรคพวกติดตามมาหลายคน บ้างก็หามเขียงอันมหึมา บ้างก็อุ้มก้อนหินใหญ่ๆ มาคนละก้อน บ้างก็แบกฟืนสำหรับใช้หุงต้ม หลายคนทูนกระชุใส่น้ำไว้บนหัว คนหนึ่งถือมีดปังตอที่มีขนาดใหญ่ผิดปรกติ คนสุดท้ายเป็นชายชราถือกระบุงใบย่อมๆ ในกระบุงมีเกลือ, ข่า, ตะไคร้, ใบมะกรูด, พริกและแป้งผงชูรส พวกแม้วโห่ร้องกันเกรียวกราว

ก้อนหินใหญ่สามก้อนถูกวางลงบนดินใช้แทนเตาไฟ แล้วพวกแม้วก็วางกระทะใบใหญ่ลงบนก้อนหิน ผู้ที่แบกฟืนมา กองฟืนลงข้างๆ หยิบดุ้นฟืนใส่เข้าไปในระหว่างก้อนหิน แล้วจุดไฟขึ้น น้ำในกระชุถูกเทลงไปในกระทะรวม ๔ กระชุ ขนาดของกระทะใบนี้สามารถต้มคนได้หนึ่งคนอย่างสบาย

เจ้าแห้วเป็นลมคอพับคออ่อนอยู่กับเสาหลัก พลหันมาเห็นเข้าก็ร้องเรียก

"แห้ว-แห้วโว้ย"

เจ้าแห้วลืมตาขึ้นมองดูโลกแล้วร้องไห้โฮ

"รับประทานแย่แล้วครับเจ้านาย พอน้ำเดือด รับประทานพวกเราคนใดคนหนึ่งก็คงถูกจับตัวไปหย่อนลงกระทะ ฮือ...ฮือ....รับประทานทำยังไงดีล่ะครับ"

พลยิ้มเล็กน้อย

"คนเราถ้าถึงที่ตายมันก็หนีความตายไปไม่พ้น ทำใจให้เข้มแข็งเถอะวะ ตายก็ตายด้วยกัน"

เศษฟืนเล็กๆ ทำให้ฟืนดุ้นใหญ่ติดไฟแล้ว ชายชราชาวแม้วซึ่งเป็นพ่อครัวฝีมือเยี่ยมเริ่มหั่นข่า ตะไคร้ ใบมะกรูดเตรียมไว้ พวกแม้วที่นั่งห้อมล้อมอยู่รอบนอกลานกว้างส่งเสียงเอะอะเฮฮาตลอดเวลา ชาวเวียงดอยเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ที่ทำไร่อยู่หลังบ้าน พอพรรคพวกไปบอกว่ามีการต้มซุปเชลยที่ล่วงล้ำเข้ามาในอาณาจักรเวียงดอย ต่างก็รีบวางมือจากการงานวิ่งมาที่นี่ คณะพรรคสี่สหายพยายามดิ้นรนช่วยตัวเองเพื่อให้เชือกที่มัดตัวหลุดออก แต่ยิ่งดิ้นก็ยิ่งแน่น

จันทิมาสาวใหญ่ร่างอวบอัดหายหน้าไปแล้ว เจ้าหน้าที่ต้มมนุษย์ของชาวแม้วช่วยกันพัดไฟเร่งให้น้ำเดือด เจ้าคุณปัจจนึกฯ อกสั่นขวัญแขวนเมื่อเห็นพ่อครัวมองดูหน้าท่านบ่อยๆ และยิ้มแสยะเป็นความหมาย เจ้าคุณพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็งหันมามองดูเสี่ยหงวนซึ่งถูกมัดอยู่ทางซ้ายของท่าน แล้วท่านก็แปลกใจเมื่อแลเห็นอาเสี่ยยืนหัวเราะหึๆ

"เฮ้-อ้ายหงวน แกไม่กลัวตายหรือ"

อาเสี่ยหันมาทางเจ้าคุณ

"กลัวซีครับ ทำไมไม่กลัว"

"แล้วแกหัวเราะทำไม"

"ก็หัวเราะส่งเดชไปยังงั้นแหละครับ ดีกว่าร้องไห้ ผมน่ะอุจจาระขึ้นไปอยู่บนขมองแล้ว ถ้าผมถูกโยนลงกระทะเป็นคนแรกผมก็คงไม่มีโอกาสได้เห็นคุณอาหรือเพื่อนๆ ดิ้นกระแด่วอยู่ในกระทะใบนั้น อ้ายพวกนี้ผมสงสัยว่าคงจะมีเชื้อสายมาจากพวกคนป่าใจกลางเกาะนิวกินีเป็นเป็นแน่" พูดจบเขาก็หันมาทางนายจอมทะเล้น "อ้าว-อ้ายกรหลับแล้ว"

นิกรพูดทั้งๆ ที่หลับตา

"เปล่า ไม่ได้หลับหรอก แต่เห็นน้ำในกระทะมันเริ่มมีควันก็นึกเสียวไส้ไม่อยากมอง แกคิดว่ามันจะต้มใครก่อนวะอ้ายหงวน"

"สงสัยว่าคุณอาว่ะ เพราะท่านอ้วนมีเนื้อกว่าพวกเรา เครื่องในก็คงน่ากิน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาทำตาเขียวกับกิมหงวน

"อย่าแช่งซีโว้ย อ้ายเรายิ่งใจไม่ดีอยู่"

ทันใดนั้นเอง เสียงจ้อกแจ้กจอแจรอบบริเวณลานกว้างก็สงบเงียบลง ชาวเมืองเวียงดอยไม่ต่ำกว่า ๔๕๐ คน ต่างนั่งพับเพียบเรียบร้อย เว้นแต่พวกพลรบเท่านั้นที่ยืนอยู่รอบๆ ในท่าตรง ลมพัดกลิ่นเหม็นสาบ กลิ่นเหงื่อไคลและกลิ่นรักแร้ของนักรบชาวแม้วเหล่านี้กระจายไปไกลนับเป็นกิโลเมตร ชาวแม้วเหล่านี้อยู่ในที่สูงอุณหภูมิ ๕ เซนติเกรด จึงอาบน้ำเพียงปีละครั้งเดียวคือในวันคล้ายวันเกิดของเขา

นางพญาแม้วเสด็จมาแล้ว

ร่างอันสูงโปร่งทรงซิ่นยกสีแดงปักลายทอง ฉลองพระองค์แบบทันสมัยสีชมพูอ่อน เจ้าหญิงสุดาวดีมีพระศิริโฉมสะคราญตายิ่งนัก พระพักตร์ผุดผ่องงามแฉล้มยากที่จะหานารีใดเปรียบเสมือน ไม่มีลักษณะใดๆ ที่บอกว่าพระองค์เป็นชาวป่าชาวเขาเลย พระแม่เจ้าแห่งเวียงดอยทรงโสภิตราวกับเทพธิดา แม้กระทั่งนางสาวไทยรวมกันทุก พ.ศ. ก็ยังสวยสู้พระองค์ไม่ได้

สุดาวดีเสด็จเข้ามาทางด้านหลังเทวรูปอสูรแห่งจอมภูผา ติดตามด้วยขุนพลใหญ่น้อยรวม ๑๐ คน ซึ่งเจ้าหนุ่มร่างสูงใหญ่แต่งกายโอ่อ่าคาดดาบใหญ่เดินเต๊ะท่าตามหลังเจ้าหญิงอย่างใกล้ชิด คือขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่แห่งเวียงดอยมีชื่อแปลเป็นไทยให้เพราะว่าสุริยัน เขาเป็นหนุ่มใหญ่ในวัยกลางคนใบหน้าเหี้ยมไว้หนวดเครา นัยน์ตาโปนถลน เป็นนักรบฝีมือเยี่ยม มีกำลังราวกับช้างสาร เสียงดังราวกับฟ้าร้อง แม้แต่ตัวเองเวลาพูดดังๆ ก็ต้องยกมืออุดหูเสียก่อน ส่วนพวกนักรบที่ติดตามมาแต่ละคนรูปร่างผอมโซ เพราะตั้งอกตั้งใจสูบฝิ่นมากเกินไป สุขภาพจึงทรุดโทรม ท่าทางสะลึมสะลือ ปากบานเพราะอมกล้องฝิ่นจนเคยตัว พวกนี้ไม่มีฝีไม้ลายมืออะไรนัก แต่ถ้าอดฝิ่นก็มุทะลุดุดันสู้ตาย

จันทิมานายทหารหญิงนำเสด็จพระแม่เจ้าตรงมายังพวกเชลยทั้ง ๖ คน แล้วทูลให้ทราบว่าเชลยคนใดชื่ออะไร เจ้าหญิงสุดาวดีหยุดยืนเบื้องหน้าเสาหลักและทอดพระเนตรเชลยทีละคน กิมหงวนทูลพระองค์ทันที

"ขอเดชะ พระองค์คือพระแม่เจ้าแห่งเวียงดอยใช่ไหม"

"ถูกแล้วเจ้าหนุ่ม เราคือเจ้าหญิงสุดาวดีแห่งราชอาณาจักรนี้" เจ้าหญิงรับสั่งอย่างฉาดฉาน

นิกรพูดขึ้นทันที

"เชิญมาพบลูกช้างหน่อยเถอะครับเจ้าแม่"

เจ้าหญิงสุดาวดีมองดูนายจอมทะเล้นแล้วเสด็จเข้ามาหา

"ว่ายังไงเจ้าหนุ่ม มีอะไรจะพูดกับข้าก็พูดเสีย น้ำในกระทะใบบัวใหญ่เริ่มเดือดแล้ว ข้าจะสั่งให้ทหารของข้าจับเจ้าลงต้มเป็นคนแรก"

นิกรนัยน์ตาเหลือก

"โธ่-ตัวผมโตกว่าลูกหมาหน่อยเดียวเท่านั้น คุณแม่ก็....ต้มอ้ายหงวนเพื่อนผมก่อนเถอะครับ มันมีเนื้อมีหนังมากกว่าผม ตับไตไส้พุงของมันก็คงน่ากินมากกว่าผมเป็นไหนๆ "

พระแม่เจ้าทรงพระสรวลเบาๆ

"เจ้าชื่ออะไรนะ"

"ชื่อนิกรครับ แฮ่ะ แฮ่ะ คุณแม่ยังสาวและยังสวยมาก"

"อย่ามายอข้า" เจ้าหญิงสุดาวดีตวาด "ข้าไม่ใช่ชาวกรุงเทพฯ จะได้หลงใหลในคำยกยอปอปั้น ที่นี่ห่างไกลจากอารยธรรมก็จริง แต่เรามีสัจจะคือความจริง ไม่มีการปลิ้นปล้อนตลบแตลงหลอกลวงกันหรือสวมหน้ากากเข้าหากัน"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้นทันที

"แต่ผมเห็นว่า การกินเนื้อมนุษย์เป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมทารุณและป่าเถื่อนที่สุด เพื่อเห็นแก่ประเทศชาติไทยที่รักของเรา ขอคุณได้โปรดงดกินพวกเราและให้อิสรภาพพวกเราเถอะครับ หน้าตาของคุณไม่บอกว่าคุณกินเนื้อมนุษย์ได้เลย"

พระแม่เจ้าเสด็จเข้ามาหานายพลดิเรก จ้องมองดูใบหน้าของนายแพทย์หนุ่มด้วยแววพระเนตรแข็งกร้าว แต่เมื่อ ดร. ดิเรกก้มศีรษะคำนับ พระองค์ก็พอพระทัย

"ท่านชื่อศาสตราจารย์ดิเรกใช่ไหม"

"ครับ ผมมียศทหารเป็นพลตรี ผมเป็นศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญในวิชาวิทยาศาสตร์ทุกสาขา นับตั้งแต่วิชาเคมี, ความร้อน, แสง, เสียง, พลังงานปรมาณู นอกจากนี้ผมยังเป็นนายแพทย์ผู้ชำนาญในการรักษาโรคทุกชนิด"

เจ้าหญิงสุดาวดีทรงพระสรวลเบาๆ

"ความจริงฉันรู้จักชื่อเสียงของพวกคุณมานานแล้ว ตั้งแต่ฉันไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ จนกระทั่งเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์"

นายแพทย์หนุ่มอ้าปากหวอ

"มายก๊อด....คุณผ่านมหาวิทยาลัยมาแล้ว"

"ค่ะ" หล่อนพูดยิ้มๆ "ดิฉันไม่ได้เป็นเจ้าเป็นนายอะไรหรอกคุณหมอ แต่พ่อของดิฉันเป็นหัวหน้าเผ่าเวียงดอยที่นี่ พวกแม้วเขายกย่องพ่อดิฉันเหมือนกษัตริย์พระองค์หนึ่ง เมื่อพ่อสิ้นชีวิตดิฉันผู้เป็นลูกก็ได้เป็นมหาเทวีหรือเป็นราชินีพวกแม้วในถิ่นนี้ การปกครองคนป่าคนดอยที่โง่เขลาดิฉันก็จำต้องรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีไว้เพื่อให้พวกแม้วเคารพยำเกรงดิฉัน ม่ายมันก็คงฟัดดิฉันป่นปี้ไปนานแล้ว เพราะดิฉันเป็นผู้หญิงสาวที่ปกครองตัวเอง"

คณะพรรคสี่สหายได้รู้ความจริงเช่นนี้ต่างก็มีสีหน้าชุ่มชื่นขึ้นทันที พล พัชราภรณ์ทำท่ากรุ้มกริ่มกับหล่อน

"คุยกับผมบ้างซีครับ"

สุดาวดีเดินเข้ามาหา แล้วโบกมือไล่จันทิมาซึ่งติดตามมาให้ไปให้พ้น

"มีเรื่องอะไรจะพูดกับดิฉันหรือคุณพล"

พลก้มศีรษะให้หล่อน

"คุณสุดาวดีครับ พวกเราเป็นนักสำรวจที่กองทัพบกส่งมาทำงานบนขุนเขาตะนาวศรีตอนนี้ ทหารหญิงของคุณได้จับพวกเรามาและระหว่างที่ควบคุมพวกเราเดินทางมาเวียงดอย เราได้มีโอกาสพูดคุยกับจันทิมาจนพอจะรู้เรื่องของเมืองนี้บ้าง ใจคอของคุณจะจับพวกเราใส่กระทะต้มซุปได้ลงคอหรือครับ"

"ดิฉันต้องทำเพื่อรักษาวัฒนธรรมของชาวแม้วและระเบียบประเพณีของเราไว้ สำหรับดิฉันไม่กินเนื้อมนุษย์หรอกค่ะ แต่คนของดิฉันเขาชอบกิน"

พลว่า "ปล่อยพวกเราให้ทำงานเพื่อประเทศชาติของเราเถอะครับ นึกว่าปล่อยลูกนกลูกกาเอาบุญ"

"ดิฉันเสียใจค่ะคุณพล ดิฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะปล่อยคุณได้"

"ก็แล้วใครล่ะครับที่มีสิทธิ์จะปล่อยเรา พวกขุนศึกที่ยืนจับกลุ่มอยู่โน่นใช่ไหมครับ"

"มิได้ค่ะ คุณย่าทวดแห่งเวียงดอยคนเดียวเท่านั้นที่จะสั่งปล่อยพวกคุณได้ แต่ก็ต้องได้รับบัญชาจากเทพเจ้าอสูรจอมภูผาแห่งเราเสียก่อน"

"รับประทานคุณย่าทวดของคุณคือยายแม่มดใช่ไหมครับ"

มหาเทวีหันไปมองดูหน้าเจ้าแห้วซึ่งจันทิมาได้บอกหล่อนแล้วว่าเจ้าแห้วชื่อแห้วเป็นคนใช้ของคณะพรรคสี่สหาย

"ถูกแล้วนายแห้ว คุณย่าทวดคือแม่มดแห่งนครนี้"

นิกรหัวเราะขึ้นดังๆ

"น่าแปลกใจจริงๆ เรื่องแบบนิยายเช่นนี้มักจะต้องมีแม่มดเข้ามาแทรกเสมอ อย่าให้ยายแม่มดเข้ามาเกี่ยวข้องกับพวกเราไม่ได้หรือครับคุณสุดาวดีศรีอยุธยามหาเทวี"

เจ้าหญิงซึ่งความจริงไม่ใช่เจ้าหญิงอดหัวเราะไม่ได้

"ชื่อของดิฉันสุดาวดีค่ะ ไม่ได้ยืดยาวถึงอย่างนั้น ถ้าคุณไม่ต้องการให้คุณย่าทวดของดิฉันเข้ามาเกี่ยวข้อง คุณและพวกคุณก็ต้องถูกต้มซุปโดยไม่มีทางรอดชีวิตได้"

นายจอมทะเล้นเย็นวาบไปทั้งตัว

"ถ้ายังงั้นเชิญคุณย่าทวดมาโปรดพวกเราเถอะครับ เผื่อจะมีทางรอดตายบ้าง โธ่-พวกผมเป็นมนุษย์เหมือนกับพวกคุณไม่น่าจะกินกันเลย"

ทันใดนั้นเองชายชราชาวแม้วซึ่งทำหน้าที่เป็นพ่อครัวได้เดินกะย่องกะแย่งตรงเข้ามาหาสุดาวดี เขาหยุดยืนเบื้องหน้าหล่อนแสดงท่าทีนอบน้อมเกรงกลัวหล่อนอย่างยิ่ง

"ขอเดชะ ข้าแต่พระแม่เจ้า บัดนี้น้ำในกระทะเดือดได้ที่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ข้าได้ใส่ผงชูรส, ข่า, ตะไคร้,ใบมะกรูดและเกลือลงไปแล้ว ข้าขออนุญาติจับเชลยคนนี้ไปต้มเป็นคนแรก" แล้วเขาก็ชี้หน้าเสี่ยหงวน "คนนี้พ่ะย่ะค่ะ"

อาเสี่ยใจหายวาบ

"ต้มมึงน่ะซี แกรู้หรือเปล่าว่าเจ้าหญิงสุดาวดีทรงอภัยโทษให้พวกเราแล้ว"

สุดาวดีกล่าวขึ้นทันที

"เปล่าเลย ดิฉันไม่ได้พูดกับคุณอย่างนี้" แล้วหล่อนก็หันมาทางพ่อครัวชั้นเยี่ยม "ปล่อยให้น้ำเดือดไปพลางๆ ก่อน แล้วก็เรียกสุริยันมาพบข้า"

ชายชราร่างผอมกะหร่องเพราะแก่ฝิ่นเกินไปเหมือนผู้ชายชาวแม้วทั้งหลาย ก้มศีรษะรับพระเสาวณีย์ซึ่งเขาและพวกแม้วเวียงดอยมีศรัทธาสุดาวดีเป็นพระแม่เจ้าของเขา เป็นเจ้าหญิงผู้เป็นราชินีแม้วที่พวกเขาทุกคนสักการะเคารพและเชื่อฟัง พ่อครัวชั้นดีที่เคยต้มซุปมนุษย์มามากต่อมากเดินกลับไปและแวะบอกให้ขุนศึกฝีมือเยี่ยมแห่งเวียงดอยมาเฝ้าพระแม่เจ้าตามรับสั่ง

สุริยันเดินวางท่าให้สง่าผ่าเผยตรงเข้ามาเฝ้าท่ามกลางสายตาของชาวแม้วหลายร้อยคน ซึ่งนั่งเรียงรายอยู่รอบๆ บริเวณลานกว้าง ด้วยความกระหายที่จะได้กินเนื้อมนุษย์ สุริยันหยุดยืนเผชิญหน้าสุดาวดีในระยะใกล้ชิดแล้วทูลว่า

"ขอเดชะ ข้าพระองค์พร้อมแล้วที่จะปฏิบัติตามรับสั่งของมหาเทวี พ่ะย่ะค่ะ"

กิมหงวนมองดูสุริยันอย่างขบขันแล้วพูดเสริมขึ้นดังๆ

"เฮ้ย อ้ายน้องชาย จะไปเล่นกระตั้วแทงเสือที่ไหนวะ ผัดหน้าเสียขาวว่อกเหมือนตกกระด้งแป้งแต่หนวดเคราไม่รู้จักโกน หรือจะไปประกวดแฟนซี"

สุริยันหันมาทำตาเขียวกับเสี่ยหงวน

"อ้ายหนุ่มชาวกรุง เจ้าก็เหมือนกับปลาหมอที่จะต้องตายเพราะปาก"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"คำคมซะด้วยนะพรรคพวก แกชื่ออะไรวะ"

สุดาวดีกลั้นหัวเราะแทบแย่ หล่อนกล่าวกับสุริยันทันที

"เชลยของเราทั้งหกคนนี้เป็นคนของกองทัพบกไทย ส่งมาปฏิบัติหน้าที่ราชการบนขุนเขาตะนาวศรี เมื่อเขาทำงานเพื่อประเทศชาติของเรา ข้าก็จะปล่อยเขาให้รับอิสรภาพ ท่านจะเห็นอย่างไร"

สุริยันแสดงท่าทีไม่พอใจทันที

"ขอเดชะ พระแม่เจ้าย่อมเป็นผู้รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของเรา ซึ่งมีมาแต่โบราณกาล ตามกฏของเรามีอยู่ว่า คนต่างถิ่นที่ล่วงล้ำเข้ามาในราชอาณาจักรของพระองค์ ถ้าถูกจับได้จะต้องถูกประหารชีวิตด้วยการต้มซุปเลี้ยงดูพวกเรา"

นิกรเอ็ดตะโรลั่น

"รู้ดีนัก พระแม่เจ้าเป็นราชินีแห่งนครนี้ ย่อมมีพระราชอำนาจที่จะแก้ไขขนบธรรมเนียมประเพณีได้ทุกอย่าง" แล้วนิกรก็ตะโกนบอกพวกขุนพลที่ยืนจับกลุ่มกันอยู่ห่างๆ "ทหารเอาตัวอ้ายเคราดกไปตัดหัวเดี๋ยวนี้"

ไม่มีใครปฏิบัติตามคำสั่งของนายจอมทะเล้น สุดาวดียิ้มน้อยยิ้มใหญ่แล้วกล่าวกับสุริยันว่า

"ในฐานที่ข้าเป็นนางพญาแห่งเวียงดอย ข้าขอออกคำสั่งให้ท่านไปเชิญคุณย่าทวดมาที่นี่เดี๋ยวนี้ เชลยของเราจะได้รับอภัยโทษหรือถูกประหารชีวิตก็เพราะคุณย่าทวด ท่านอย่าคัดค้านหรือออกความเห็นอะไร"

สุริยันก้มศีรษะโค้งคำนับแล้วพาตัวเดินไปจากที่นั้นด้วยความขุ่นเคืองใจ เพราะเขากำลังหวังที่จะได้กินเครื่องในคนสักพวงหนึ่ง แต่เจ้าหญิงสุดาวดีก็เกิดลังเลพระทัยมีท่าทีแสดงไมตรีจิตต่อพวกเชลยทั้งหลาย

นายพลดิเรกกล่าวกับสุดาวดีอย่างยิ้มแย้ม

"กรุณาแก้มัดพวกเราออกเสียทีซีครับ เมื่อยเต็มทนแล้ว"

ราชินีเวียงดอยสั่นศีรษะ

"ยังค่ะคุณหมอ อดทนไปก่อนนะคะ ดิฉันจะสั่งให้แก้มัดออกได้ก็ต่อเมื่อคุณย่าทวดสั่งให้ปล่อยตัวคุณหมอและพรรคพวกของคุณหมอ"

สุดาวดีเดินเข้ามาพูดคุยซักถามเชลยของหล่อนอย่างกันเองโดยทั่วหน้ากัน หล่อนเล่าให้ฟังว่าหล่อนมีปริญญาอักษรศาสตร์บัณฑิต แต่ความเจริญและแสงสีของนครหลวงมีแต่สิ่งที่ลวงตาทั้งสิ้น เป็นความสวยสดงดงามที่มนุษย์สร้างสรรมันขึ้น ไม่เหมือนกับเวียงดอยของหล่อน ซึ่งมีแต่ความสงบสุข แวดล้อมด้วยความงามที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ หล่อนพึงพอใจในชีวิตเช่นนี้ แต่หล่อนเอือมระอาต่อประเพณีเก่าแก่ การนับถือภูติผีปีศาจเทพยดา ตลอดจนศรัทธาอันโง่เขลาของชาวแม้วเหล่านี้ อย่างไรก็ตามหล่อนไม่สามารถจะลบล้างขนบธรรมเนียมประเพณีได้ ต้องค่อยเปลี่ยนแปลงค่อยทำไป ซึ่งในไม่ช้าพวกแม้วก็จะยอมต้อนรับอารยธรรมแผนใหม่ รู้จักอ่านเขียนเรียนหนังสือ รู้จักอาบน้ำฟอกสบู่แปรงฟันและได้รู้ความจริงว่าการเลี้ยงเหาไว้บนหัวนั้นย่อมทำลายสุขภาพของตัวเอง ไม่ก่อให้เกิดสิริมงคลตามที่เข้าใจกันมาแต่ก่อนเลย

เสียงจ้อกแจ้กจอแจของพวกนักรบและชาวแม้วดังอยู่รอบๆ บริเวณลานกว้าง น้ำในกระทะใบบัวใหญ่เดือดพล่านถึงกับต้องเติมน้ำลงไปอีกหนึ่งกระชุ ผู้ที่มีความกระหายหิวอยากจะกินเนื้อคนต้มซุปถึงกับร้องตะโกนโหวกๆ

"เฮ้ย เมื่อไรจะได้ฤกษ์ต้มมนุษย์เสียทีโว้ย"

ชายชราพ่อครัวชั้นดีร้องตะโกนตอบ

"เจ้านายยังไม่สั่งโว้ย"

ทันใดนั้นเอง สุริยันขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ของเวียงดอยก็พาคุณย่าทวดหรือยายแก่แร้งทึ้งรูปร่างผอมโซเนื้อหนังเหี่ยวย่นเหมือนคางคกตายซาก หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว แต่งกายสกปรกรุงรังด้วยเสื้อผ้าขาดวิ่นเหม็นสาบเหมือนอีแร้ง ถือไม้เท้าหงิกงอเดินเข้ามาในเขตเทวสถาน นางเฒ่ากองคำหลังโกงเหมือนเบ็ดตกปลาแต่ท่าทางของแกยังแข็งแรง นางก็เหมือนกับแม่มดทั้งหลายคือมีเวทมนต์คาถา มีหูทิพย์ตาทิพย์ หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร มองเห็นทั้งอดีต, ปัจจุบันและอนาคต ชนะความเจ็บและความตาย มีอายุยืนนานจนกระทั่งไม่มีใครบอกได้ว่า ยายเฒ่ากองคำผู้นี้มีอายุประมาณเท่าใด แต่ถึงนางจะแก่เฒ่าจนหนังตกกระ นางก็เฉลียวฉลาดเกินมนุษย์ มีมันสมองอันเฉียบแหลมรู้เท่าทันคน นอกจากนี้ยังมีอิทธิฤทธิ์ผิดมนุษย์

ยายเฒ่ากองคำกระโดดโลดเต้นร่ายรำเหมือนอีแร้งกระพือปีกอยู่เบื้องหน้าเทวรูปอสูรจอมภูผา เสียงจ้อกแจ้กจอแจ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของพวกชาวแม้วสงบเงียบลงทันที ยายเฒ่าเต้นรำตามประสาแม่มดอยู่สักครู่ก็ทรุดกายลงนั่งหมอบกราบเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ แล้วยายเฒ่ากองคำก็เงยหน้าขึ้น ชูแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ นัยน์ตาคมวาวเหมือนตาเหยี่ยวจ้องมองดูพระพักตร์เทพอสูร

"องค์เทพเจ้าเอย ขอพระองค์จงโปรดคุ้มรักษามหาเทวีแห่งข้าให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานเถิด พระเป็นเจ้าเจ้าขา จงประทานความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่ชาวเวียงดอยเถิด"

กิมหงวนกับนิกรหันมามองดูหน้ากันแล้วยิ้มให้กัน

"แกว่ายายนั่นเป็นคนหรืออีแร้งวะ" นิกรถามเสียงหัวเราะ

"อย่าไปว่าแกโว้ย เราอาจจะรอดตายได้เพราะยายแก่แร้งทึ้งคนนี้ กันจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่ะอ้ายกร เคยเห็นยายคนนี้ไล่จับแมงดาอยู่แถวหน้าพระรูปหลายปีมาแล้ว ไง๋มาเป็นแม่มดที่นี่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"คนละคนโว้ย ยายแก่คนนี้แกเป็นแม้ว แกไม่เคยไปกรุงเทพฯ หรอก คนแก่ฟันฟางหักหน้าตามักจะคล้ายๆ กัน อย่าไปว่าอะไรแกเลย แกเดินมาหาพวกเราแล้ว"

ยายเฒ่ากองคำเดินบ่นพึมพำตรงเข้ามาหาสุดาวดี สุริยันยืนอยู่ที่เทวรูปนั่น แม่มดเฒ่าเอียงคอเงยหน้าขึ้นมองดูหน้าพระแม่เจ้าแห่งเวียงดอย แล้วหัวเราะเสียงแหลมเล็ก ตามแบบของแม่มดชั้นดีทั้งหลาย

"แฮ่ะ แฮ้ ข้ารู้....ข้าเห็น....มหาเทวีรับสั่งให้ข้ามาเฝ้า เพื่อจะให้ข้าพิพากษาเชลยเหล่านี้ใช่ไหม....แฮ่ะ....แฮ่ะ....แฮ่ะ"

"ยาย" อาเสี่ยเอ็ดตะโร "ลำบากนักก็อย่าหัวเราะเลย พูดเฉยๆ ก็แล้วกัน"

เฒ่ากองคำค่อยๆ หันหน้าไปทางเสี่ยหงวน แล้วจ้องมองดูอาเสี่ยอย่างเดือดดาล

"ตูข้าเป็นแม่มด ถ้าไม่หัวเราะเสียงแหลมเล็กอย่างนี้ ตูข้าก็จะเป็นแต่เพียงยายแก่ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ฮิ ฮิ ฮิ ฮิ"

กิมหงวนพยักหน้ารับทราบ

"เอา-หัวเราะเข้าเถอะยาย เดี๋ยวก็ลมใส่ม่องเท่งเท่านั้น" แล้วอาเสี่ยก็สะดุ้งเฮือก "อุ๊ยตาย ใส่เสื้อยกทรงเสียด้วย วันดีคืนดีอาบน้ำเสียบ้างซียาย พวกฝรั่งนักสำรวจเขามาเห็นยายเข้าก็ขายหน้าเขาแย่ แม่มดฝรั่งเขาแต่งตัวสะอาดเรียบร้อยแล้วก็ขี่ไม้กวาด"

ยายเฒ่ากองคำยกไม้เท้ากายสิทธิ์ชี้หน้ากิมหงวน แล้วออกคำสั่งด้วยเสียงแหบเครือเช่นเดียวกับเสียงคนแก่ทั้งหลาย

"สูเจ้าจงอ้าปากค้าง"

เสี่ยหงวนสะดุ้งเฮือก แล้วอ้าปากหวอยืนนิ่งเฉยด้วยอำนาจเวทมนต์ของยายเฒ่ากองคำ นิกรแลเห็นเพื่อนมีอันเป็นไปเช่นนี้ก็ใจหายวาบทำหน้าเหยเกเหมือนจะร้องไห้

"อ้ายเสี่ย แกเป็นอะไรไป"

กิมหงวนพูดทั่งๆ ที่อ้าปาก

"ไม่รู้ซี กันหุบปากไม่ลงว่ะ"

นายจอมทะเล้นเปลี่ยนสายตามาทางยายแม่มด

"ยาย....ยายโว้ย ถอนมนต์เสียที เพื่อนฉันอ้าปากนานๆ ประเดี๋ยวลมเข้าท้องมากเกินไปก็ท้องขึ้นตายเท่านั้นเอง"

ยายเฒ่ากองคำยกไม้เท้าชี้หน้านิกร แล้วตวาดแว๊ด

"สูเจ้าจงอ้าปากค้างเช่นเดียวกัน"

นิกรอ้าปากกว้างและลืมตาโพลง ทั้งนิกรและกิมหงวนยืนนิ่งเฉยไม่กระดุกกระดิก ยายแม่มดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แล้วกระซิบกระซาบกับสุดาวดี

"เพราะอะไร พระแม่เจ้าไม่กล้าฆ่าเขา"

สุดาวดียิ้มเล็กน้อย

"เขามาทำงานเพื่อประเทศชาติของเราคุณย่าทวด พวกเราชาวเวียงดอยก็เป็นคนไทยอยู่ใต้ร่มธงไตรรงค์ ข้าขอร้องให้คุณย่าทวดอภัยโทษให้เขาเถิด ในฐานะที่คุณย่าทวดเป็นตัวแทนของเทพเจ้าอสูรจอมภูผา"

ยายเฒ่าเค้นหัวเราะ

"ข้าขอพิจารณาก่อนมหาเทวี ข้าต้องดูกิริยาท่าทางและแววตาของพวกเชลยของเราก่อน ถ้าหากว่าเขาไม่มีเจตนาร้ายต่อพวกเรา ข้าก็จะปล่อยเขาเป็นอิสระ"

"ดีแล้วคุณย่าทวด ความเห็นของคุณย่าทวดข้าจะต้องปฏิบัติตามเสมอ เพราะคุณย่าทวดเป็นตัวแทนของเทพเจ้า"

ยายเฒ่ากองคำวิ่งก้มตัวถลาเข้าไปหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นคนแรก ท่านเจ้าคุณขยับเท้าจะเตะ แต่พอเห็นยายแม่มดหยุดยืนเบื้องหน้าท่าน ท่านก็เลิกล้มความคิดนั้นเพียงแต่มองดูยายเฒ่ากองคำด้วยความเกลียดชัง คุณย่าทวดแห่งเวียงดอยเอียงคอไปมามองหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างขบขัน

"ฮิ ฮิ ทำไมสูเจ้าไม่มีผม"

ท่านเจ้าคุณตวาดแว๊ด

"ช่างกู"

คราวนี้ยายแม่มดร้องเสียงแหลมเหมือนกับเสียงนกกระเรียน

"สูเจ้าพูดหยาบคายมาก รู้ไหมว่าตูข้าเป็นที่ปรึกษาของพระแม่เจ้า มีอำนาจสูงสุดในนครนี้ แฮ่ะ แฮ่ะ ข้ารู้แล้วว่าสูเจ้าเป็นเจ้าคุณ เป็นพลเอกและสูเจ้ามีฐานะร่ำรวยมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"ป้ารู้ได้อย่างไร"

ยายเฒ่ากองคำหัวเราะก้าก

"ด้วยญาณวิถีของข้าซีเจ้าคุณและอย่าเรียกข้าว่าป้าเลย ตูข้าอายุ ๓๐๐ กว่าปีแล้ว เป็นทวดหรือเป็นย่าของสูเจ้าได้ อ้า-สูเจ้าอ้วนท้วนพุงพลุ้ยเครื่องในคงอร่อยน่ากินมาก แต่ว่า....ตูข้ามองทะลุซึ้งถึงหัวใจของสูเจ้า ซึ่งสูเจ้าไม่ได้เป็นศัตรูของพวกเรา"

ท่านเจ้าคุณยิ้มออกมาได้

"ถ้ายังงั้นก็แก้มัดฉันปล่อยฉันเป็นอิสระซียาย"

"ยังก่อนสูเจ้า ตูข้าต้องตรวจดูให้ทั่วก่อน" พูดจบยายเฒ่าแม่มดก็เต้นโหยงๆ เข้ามาหาอาเสี่ยกิมหงวนซึ่งยืนนิ่งเฉยอ้าปากหวอและนิกรก็เช่นเดียวกัน ยายเฒ่าทำปากหมุบหมิบอยู่สักครู่ก็ยกมือซ้ายขึ้นตะครุบหน้ากิมหงวนค่อนข้างแรงทำให้ปากของอาเสี่ยหุบลงมาได้อย่างประหลาด "แฮ่ะ แฮ่ เจ้าเห็นฤทธิ์ข้าหรือยัง จงอย่าขัดใจตูข้าอีก ถ้าไม่เชื่อฟัง ตูข้าจะสาปเจ้าให้เป็นหมาขี้เรื้อนทนทุกข์เวทนาจนกว่าจะตาย"

กิมหงวนสะดุ้งโหยง

"กลัวแล้วจ๊ะยายจ๋า ยายเรียนวิชาแม่มดมาจากโรงเรียนไหนจ๊ะยาย"

ยายเฒ่ากองคำหัวเราะชอบใจ

"ข้าเรียนด้วยตนเอง เรียนด้วยญาณอันแก่กล้าของข้า เจ้าหนุ่มเอ๋ยตูข้าย่อมรอบรู้สารพัด มองเห็นเหตุการณ์ทั่วพิภพทั้งที่เกิดขึ้นแล้วหรือกำลังจะเกิด"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"ถ้ายังงั้นยายช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมว่า การชกมวยชิงแชมเปี้ยนโลกระหว่างโผน กิ่งเพชรกับไฟติ้ง ฮาราด้าที่ยิมเนเซียมในวันเสาร์ที่ ๑๒ มกราคม คืออีก ๙ วันที่จะผ่านมาถึงใครจะชนะ"

ยายแม่มดหัวเราะเสียงแหลม

"แฮะ แฮะ แฮะ แฮะ ข้าเห็นแล้วอ้ายหนุ่มเอ๋ย มงกุฎแชมเปี้ยนโลกจะกลับคืนมาเป็นของโผนแน่นอน ฮิ ฮิ ฮิ ฮิ ข้ารู้....ข้าเห็น.วันนั้นสนามมวยชั่วคราวที่ยิมเนเซียมจะล้นหลามไปด้วยผู้คน.ข้าเห็นจริงๆ ผู้ที่ซื้อบัตรล่วงหน้านับพันคนและผู้ที่ซื้อบัตรจากห้องตั๋วจะเข้าดูไม่ได้....แฮะ แฮะ แฮะ แม้แต่รัฐมนตรีบุคคลสำคัญ เช่นนายทหารชั้นนายพลก็เข้าดูไม่ได้ คนจะแน่นเหมือนแป้งยัดทะนาน ประตูเหล็กจะพัง เก้าอี้เหล็กจะพังยับ โผนกับฮาราด้าจะชกกันอย่างดุเดือดครบ ๑๕ ยก แล้วโผนก็จะชนะคะแนนอย่างขาวสะอาด"

"อือ ยายทายแม่นอย่างนี้เชียวหรือ แล้วฟุตบอลทีมญี่ปุ่นที่จะเล่นกับทีมเยาวชนไทยในคืนวันที่ ๑๑ และทีมทหารอากาศในคืนวันที่ ๑๓ ล่ะยายใครจะแพ้"

"อ๋อ เสมอกันว่ะ คืนวันที่ ๑๑ จะเสมอกันหนึ่งต่อหนึ่งและคืนวันที่ ๑๓ จะเสมอกันสองต่อสอง สูเจ้ากับพรรคพวกไม่ต้องไปดูก็ได้ทั้งมวยและฟุตบอลข้ามองเห็นแล้ว ตูข้าย่อมมองเห็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น" พูดจบยายเฒ่าก็เลื่อนตัวมายืนเบื้องหน้านิกรซึ่งยืนนิ่งเฉยอ้าปากหวอ ยายแม่มดร่ายมนต์พึมพำแล้วยกมือซ้ายตะกุยหน้านิกรดังแคว่ก

นิกรหุบปากและยิ้มออกมาได้

"แหม-ยายเล่นใช้เวทมนต์บังคับผมให้ปากเป็นหนุมานอย่างนี้ก็แย่ซีครับ สอนมนต์บทนี้ให้ผมหน่อยได้ไหมครับ ผมจะบังคับพ่อตาของผมให้อ้าปากทั้งวัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลั่น

"แล้วมันเรื่องอะไรวะ"

ยายเฒ่ากองคำมองดูหน้านายจอมทะเล้นแล้วยิ้มใหญ่ นิกรยักคิ้วแล้วยิ้มให้ นิกรนึกสนุกขึ้นมาเลยแกล้งร้องยี่เกเกี้ยวยายแม่มด

แม่งามขำสำรวย

ถึงแก่เฒ่าก็ยังสวยน่าพิสมัย

อยากจะกอดจะกกแม่กิ้งคกตายซาก

จะเอื้อนเอ่ยออกปากเราก็เจียมใจ

อนิจจายาเกล็ดทอง

แม่ช่างงามผุดผ่องละมุนละไม

ถึงเนื้อหนังเหี่ยวย่นนฤมลก็ไฉ-ไล-

เสียงหัวเราะของคณะพรรคสี่สหายดังขึ้นอย่างครื้นเครง แม้กระทั่งสุดาวดีก็หัวเราะงอหายชอบอกชอบใจที่นิกรร้องยี่เกได้ดีเหมือนกับพระเอกยี่เกคนหนึ่ง ส่วนยายเฒ่ากองคำซึ่งมีอายุตั้ง ๓๕๐ ขวบ และไม่เคยมีความรัก ไม่เคยถูกใครเกี้ยว เมื่อได้ฟังกลอนยี่เกอันกลมกล่อมเช่นนี้อารมณ์พิศวาสก็เกิดขึ้นแก่นางแม่มดเฒ่าทันที นางเป็นผู้มีวิทยาอาคมขลัง จึงแก่แต่เพียงสังขารเท่านั้น ส่วนหัวใจของนางยังสาวเสมอและมีอารมณ์ปรารถนาเช่นเดียวกับปุถุชนทั้งหลาย นางแม่มดใจเต้นระทึก ใบหน้าร้อนผ่าวแดงระเรื่อ และแล้วหัวใจของนางก็ตกเป็นทาสรักทันที

ยายเฒ่ากองคำเดินเข้ามาชิดตัวนายจอมทะเล้น แล้วทำหูตากระชดกระช้อยกับนิกรด้วยความกระสันสวาท กิริยาท่าทางของนางแม่มดสดชื่นกระปรี้กระเปร่าเป็นคนละคน นางก้มลงกระซิบถามนิกรแผ่วเบา

"อ้ายหนู เอ็งรักย่าทวดจริงๆ หรือว่าเอ็งแกล้งร้องยี่เกเกี้ยวให้ทวดมีอารมณ์โรแมนติค"

นิกรอมยิ้ม

"รักจริงๆ ครับ ผมชอบคนแก่มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แฟนของผมแต่ละคนอย่างน้อยต้องมีอายุ ๗๐ ขึ้นไป รักแท้ย่อมไม่มีอะไรขัดขวางใช่ไหมครับยาย ถึงแม้ผมเป็นเด็กคราวเหลนก็ไม่แปลกอะไร เราอาจจะรักกันได้"

นางแม่มดอายม้วนต้วน

"ฮิ ฮิ ตูข้าชื่นใจจัง เป็นครั้งแรกในชีวิตของตูข้าที่มีผู้ชายสนใจ ตูข้าเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างใจมาเกือบสามศตวรรษแล้ว ทูนหัวเจ้าขา...."

"อู๊ย" นิกรร้องออกมาดังๆ

"ร้องทำไมคะ มีอะไรที่ทำให้เธอตกใจหรือคะคนดี"

"เปล่าครับ มันจะอ๊วก แฮ่ะ แฮ่ะ เรื่องรักไว้พูดกันทีหลังเถอะครับ ยายปล่อยให้พวกผมได้รับอิสรภาพเสียก่อน แล้วพรุ่งนี้ยายกับผมเข้าพิธีแต่งงานกันเลย พอรดน้ำเสร็จยายก็เป็นตะพั้นตาย"

"แหม....ช่างว่า อะฮั้นไม่ตายง่ายๆ หรอกค่ะที่รัก อะฮั้นจะให้อิสรภาพพวกเธอเดี๋ยวนี้"

ครั้นแล้วยายเฒ่ากองคำก็แก้มัดนิกรออกจากเสาหลักเป็นคนแรก แล้วแก้มัดคนอื่นๆ ต่อไปทีละคน บรรดานักรบแม้วและชาวแม้วต่างวิพากษ์วิจารณ์กันแซ่ดไปหมด ส่วนมากไม่พอใจที่เจ้าหญิงสุดาวดีอภัยโทษให้พวกเชลยทั้ง ๖ คน

ในที่สุดยายเฒ่ากองคำก็วิ่งกระโผลกกระเผลกขึ้นไปยืนบนแท่นหินเบื้องหน้าเทวรูปอสูร นางชูไม้เท้าขึ้นเหนือศีรษะขอให้ทุกคนสงบเงียบ แล้วนางก็ร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"สูเจ้าทั้งหลายจงฟังข้า"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจเงียบกริบ เจ้าหนุ่มแม้วผู้บังอาจคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ไม่ฟังโว้ย อีเฒ่าเจ้าเล่ห์ เข้าข้างศัตรูทรยศต่อพวกเราแล้ว"

ยายเฒ่ากองคำโกรธจนตัวสั่น นัยน์ตาของนางที่จ้องมองไปที่กลุ่มชายฉกรรจ์แม้วกลุ่มหนึ่งวาวโรจน์น่ากลัว ด้วยวิถีญาณของนาง นางก็ทราบว่าผู้ร้องบริภาษนางนั้นคือเจ้าหนุ่มร่างใหญ่ผู้มีนามว่าเลาปา นางยกไม้เท้าชี้หน้าทันทีแล้วตวาดลั่น

"เลาปา เจ้าผู้บังอาจด่าข้า ผู้เป็นตัวแทนของเทพเจ้าอสูรแห่งจอมภูผา ตูข้าขอสาปเจ้าให้เป็นหมาดำนับแต่บัดนี้ ด้วยอำนาจเวทวิเศษของข้า โอม....เพี้ยง"

ทันใดนั้นเองกลุ่มควันสีดำก็พลุ่งออกมารอบๆ ตัวของเจ้าหนุ่มเลาปา พรรคพวกที่นั่งอยู่ใกล้ๆ รีบลุกขึ้นล่าถอยกระจัดกระจาย เสียงหัวเราะแหบแห้งแหลมเล็กสั่นสะเทือนขวัญไม่น้อย กลุ่มควันเกิดขึ้นท่วมตัวเลาปาจนมองไม่เห็นตัวเขา ยายเฒ่าแม่มดทำปากหมุบหมิบร่ายมนต์ตลอดเวลา

พอควันจางคณะพรรคสี่สหายก็ตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน เลาปาเจ้าแม้วหนุ่มกลายร่างเป็นสุนัขสีดำไปแล้ว รูปร่างผอมโซเหมือนกับอดอยาก สุนัขตัวนั้นยืนตัวสั่นหันรีหันขวางท่ามกลางเสียงพึมพำของชาวแม้วทั้งหลาย ซึ่งต่างก็พากันเกรงกลัวอิทธิฤทธิ์ของยายแม่มดเฒ่า อาเสี่ยกิมหงวนกระซิบกระซาบกับนายจอมทะเล้นเบาๆ

"แย่ละโว้ย อ้ายกร แกหลอกยายแม่มดว่าแกมีความรักยายนั่น ถ้าแกหลีกเลี่ยงไม่ยอมเป็นผัว แกอาจจะถูกสาปให้เป็นหมาดำอย่างนี้ก็ได้"

นิกรฝืนหัวเราะ

"พูดไปแล้วก็ต้องรักษาวาจาสัจจะโว้ย ลองมีเมียแก่คราวทวดสักทีก็ดีเหมือนกัน กันเคยมีเมียเด็กๆ ในวัยรุ่นมาแล้ว กลางคนในวัย ๓๐ ถึง ๕๐ ก็ผ่านมาหลายคนแล้ว แต่ขนาด ๓๕๐ ยังไม่เคย"

"ว้า" อาเสี่ยคราง "แล้วถ้าแกมีลูกกับยายแม่มดแกจะทำอย่างไร"

นายจอมทะเล้นสั่นศีรษะ

"ไม่มีหรอก ฮอร์โมนแกหมดไปตั้ง ๓๐๐ ปีแล้ว ผู้หญิงมีลูกได้อายุในวัย ๕๐ เท่านั้น กันคิดว่ายายแม่มดคงจะมีเพชรนิลจินดาสะสมไว้มากทีเดียว ถ้าแต่งงานกับกันได้สักสองสามวันหล่อนก็คงม่องเท่ง กันจะได้ขนสมบัติของยายแร้งทึ้งเอาไปกรุงเทพฯ ใครๆ ก็ไม่กล้าคัดค้านเพราะมันเป็นสมบัติของเมียกัน"

"ก็ถ้าเผื่อยายแม่มดไม่ตายล่ะ"

"ตายซีน่า ไม่ตายกันบีบคอให้ตาย บีบให้ลูกกระเดือกหลุดออกมาจะรอดได้ยังไงวะ"

ยายเฒ่ากองคำร้องตะโกนลั่น

"สูเจ้าทั้งหลายจงฟังข้า บัดนี้องค์เทพเจ้าได้รับสั่งให้ตูข้าปล่อยเชลยทั้งหกคนนี้ให้เป็นอิสระ ข้าขอประกาศว่าเขาจะเป็นแขกผู้มีเกียรติของพระแม่เจ้าและตูข้านับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถ้าผู้ใดทำร้ายเขาจะได้รับการลงโทษจากตูข้าอย่างหนัก ชาวแม้วทุกคนจงกลับไปทำงานหรือไปพักผ่อนที่บ้านเรือนของตนตามอัธยาศัยเถิด ใครขนกระทะและเครื่องมือต้มคนมาก็เอาไปเก็บเสียด้วย"

แม่มดกระโจนลงมาจากแท่นหินนั้น แล้ววิ่งกระโผลกกระเผลกเข้ามาหาสุดาวดี ซึ่งกำลังยืนสนทนากับคณะพรรคสี่สหาย บรรดาชาวแม้วแห่งเวียงดอยต่างแยกย้ายกันไปและมีการวิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆ นาๆ สุดาวดีเชิญนายพลดิเรกกับคณะไปยังวังหรือบ้านพักของหล่อน ซึ่งยายเฒ่ากองคำติดตามไปด้วยและพยายามเดินเคียงไหล่กับนิกร

ในเวียงดอยมีเรือนฝากระดานชั้นเดียวแบบเรือนบังกาโล ซึ่งมีขนาดกว้างใหญ่อยู่เพียงหลังเดียวและมีรั้วรอบขอบชิดปลูกอยู่ในท่ามกลางสวนดอกไม้อันสวยงามบนเนินเขานั้น เรือนที่กล่าวนี้พวกชาวแม้วเรียกกันว่าวัง บางคนก็เดาะเรียกกันเสียโก้ว่าพระราชวัง อันเป็นบ้านพักหรือที่อยู่อาศัยของสุดาวดีสาวสวยผู้เป็นราชินีแม้วของเวียงดอย

บ้านหลังนี้มีห้องพักหลายห้องและกว้างขวางมาก สุดาวดีได้จัดห้องโถงให้เป็นที่พักของคณะพรรคสี่สหาย โดยให้อยู่รวมกันมีเตียงผ้าใบคนละเตียง มุ้งหมอนและผ้านวมสำหรับห่มนอนพร้อม โดยเฉพาะอาเสี่ยกิมหงวนมีหมอนข้างให้เป็นพิเศษหนึ่งใบ เพราะเสี่ยหงวนได้ขอร้องสุดาวดีให้ช่วยจัดหาให้โดยอ้างว่า ถ้าเขาไม่ได้ก่ายหมอนข้างแล้วเป็นนอนไม่หลับ

ก่อนตะวันลับฟ้า นายพลดิเรกได้พากิมหงวนไปที่เฮลิคอปเตอร์ แล้วใช้ให้เสี่ยหงวนขับเฮลิคอปเตอร์บินขึ้นจากที่จอดนำมาลงในที่ว่างหลังบ้านพักหรือวังของเจ้าหญิงสุดาวดี ทุกคนได้รับคืนอาวุธและข้าวของสัมภาระที่ถูกยึดไว้โดยครบถ้วนและบัดนี้ทุกคนมีฐานะเป็นแขกผู้มีเกียรติของพระแม่เจ้าแห่งเวียงดอย ได้รับความสุขสะดวกสบายทุกประการ นายแพทย์หนุ่มตกลงปลงใจว่าเขาจะรายงานให้กองบัญชาการทหารสูงสุดทราบว่า สมควรจะจัดสร้างสถานีเรด้าและฐานยิงจรวดสังหารเครื่องบิน ข้าศึกในหมู่บ้านเวียงดอยนี้ เพราะอยู่บนยอดเขาที่สูงกว่ายอดอื่นๆ ภูมิประเทศเหมาะสมมีน้ำใช้และน้ำกิน สำหรับทหารประจำสถานีเรด้าและฐานยิงจรวดเหลือเฟือ นอกจากนี้ยังจะได้ซื้ออาหารจำพวกผักและเนื้อสัตว์จากพวกแม้วเหล่านี้ด้วย ดังนั้นเขากับคณะของเขาจึงไม่จำเป็นจะต้องเสียเวลาสำรวจพื้นที่อื่นๆ อีก

สุดาวดีได้จัดเลี้ยงอาหารค่ำแบบอาหารไทยแก่ ดร. ดิเรกกับคณะที่ระเบียงหลังบ้านพัก ในตอนหัวค่ำท่ามกลางแสงตะเกียงเจ้าพายุ นอกจากอาหารแล้ว สาวสวยยังนำวิสกี้ต่างประเทศอย่างดีมาเลี้ยงคณะพรรคสี่สหายอีก ๒ ขวด ถึงแม้ไม่มีโซดาก็ใช่น้ำฝนแทนโซดาได้เป็นอย่างดี

อาหารค่ำซึ่งเต็มไปด้วยไมตรีจิตอันอบอุ่นของสุดาวดีได้สิ้นสุดลงในเวลา ๑๙.๐๐ น. เศษ เมื่อคนใช้ชาวแม้วได้เก็บถ้วยชามไปหมดแล้ว คณะพรรคสี่สหายกับสุดาวดีก็นั่งสนทนากันอย่างสนิทสนม หล่อนเรียกเจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่าคุณตา หล่อนได้ชมเชย ดร. ดิเรกกับคณะที่ได้ทำงานเสียสละเพื่อประเทศชาติมามากต่อมาก โดยเฉพาะการสร้างอาวุธให้แก่กองทัพไทย นับตั้งแต่ระเบิดปรมาณู จรวดนำวิถีรัศมีทางไกล กระสุนปืนใหญ่ปรมาณู ตลอดจนทหารหุ่นยนต์ที่ใช้ทำการรบได้ หล่อนว่าเมื่อหล่อนเป็นนิสิตอักษรศาสตร์ หล่อนสนใจในการเคลื่อนไหวของนายแพทย์หนุ่มกับคณะมาก จนกระทั่งหล่อนไม่อยากจะเชื่อว่าศาสตราจารย์ดิเรกมีความรู้ความสามารถอย่างยอดเยี่ยมเช่นนี้ ทั้งทางวิทยาศาสตร์และแพทย์ศาสตร์

ระหว่างที่กำลังสนทนากัน แม้วหนุ่มคนหนึ่งก็เดินออกมาจากห้องกลางและตรงเข้ามาเฝ้าเจ้าหญิงสุดาวดีหรือพระแม่เจ้าของเขา

"ขอเดชะ พระแม่เจ้า" เจ้าแม้วหนุ่มพูดนอบน้อมที่สุด ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง "บัดนี้ท่านสุริยันมีธุระสำคัญยิ่งจะขอเฝ้าพระแม่เจ้าพ่ะย่ะค่ะ"

สุดาวดีพยักหน้ารับทราบ

"เขามากับใคร"

"มาคนเดียวพ่ะย่ะค่ะ"

"ดีแล้ว ไปพาเขามาพบข้าที่นี่"

เจ้าหนุ่มแม้วก้มศีรษะถวายคำนับแล้วพาตัวกลับเข้าไปในห้องกลาง คณะพรรคสี่สหายต่างมองดูหน้าสุดาวดี เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับสาวสวยอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"ตาสงสัยว่าอ้ายเคราดกคงมาร้ายไม่ได้มาดี หรือไงหลานสาว"

"ค่ะ หนูก็คิดอย่างนี้ หนูได้เห็นท่าทีของเขาแล้วตอนที่คุณย่าทวดประกาศปล่อยคุณตาและพรรคพวกเป็นอิสระ และให้ชาวเวียงดอยได้รู้ทั่วกันว่าคุณหมอกับทุกคนเป็นแขกผู้มีเกียรติของหนู"

กิมหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"ถ้ายังงั้นผมเตะมันเอง"

สุดาวดียิ้มให้อาเสี่ย

"แต่เขาเป็นครูมวยและครูดาบที่มีชื่อเสียงนะคะ อาเสี่ย"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ถ้ายังงั้น ผมขอถอนคำพูด"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"ผมท้ายิงกับมันตัวต่อตัวก็ได้ครับคุณสุดา"

หล่อนหันมาทางนายจอมทะเล้น

"อย่าเลยค่ะ สุริยันเป็นเสือปืนเร็วที่ชักปืนได้ไวที่สุดและยิงแม่นเหมือนจับวาง เขาคนเดียวเท่านั้นในหมู่พวกเราที่มีปืนพกใช้ หมู่บ้านเวียงดอยของเราเคยถูกพวกโจรฮ่อปล้นหลายครั้งแล้ว แต่ทุกครั้งสุริยันสามารถปราบพวกโจรได้ราบคาบ เขายิงพวกโจรตายหลายคน กระสุนของเขาทุกนัดไม่เคยผิดพลาดเป้า สุริยันคนนี้มีฐานะเป็นแม่ทัพของเราค่ะ"

นิกรจุ๊ย์ปาก

"แหม....มันเก่งไปเสียหมดทุกอย่าง ผมท้ามันปล้ำยูโดกับมันดีไหมครับ"

"เขาเคยชนะเลิศยูโดติดๆ กัน ได้รับรางวัลเข็มกลัดดำมาแล้วค่ะ"

นายจอมทะเล้นทำหน้าเบ้ เอื้อมมือเปิดกระป๋องบุหรี่หยิบออกมาจุดสูบมวนหนึ่ง พยายามเต๊ะท่าให้สง่าผ่าเผย มีการทำปากเบี้ยวเล็กน้อยและพ่นควันบุหรี่ออกจากปากเป็นรูปมังกรสองตัวไล่กัดกัน

มหาดเล็กหรือคนใช้ของสุดาวดีพาสุริยันขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ออกมาจากห้องกลางตรงที่โต๊ะรับประทานอาหาร สุริยันแต่งกายแบบชาวบ้านแม้วในชุดสีดำ มีผ้าขาวม้าคาดพุงแต่ไม่มีอาวุธ เขาหยุดยืนก้มศีรษะถวายคำนับพระแม่เจ้าของเขาด้วยสีหน้าบึ้งตึง

กิมหงวนยกมือขวาตีก้นสุริยันดังเพียะ แล้วพูดยิ้มๆ

"นั่งซีเพื่อน"

สุริยันมองดูหน้ากิมหงวนแล้วตวาดแว๊ด

"มีเก้าอี้ที่ไหนเล่า"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ก็นั่นน่ะซีกันถึงเชิญแก นั่งตักกันก็ได้ถ้าไม่รังเกียจ แกโมโหใครมาวะสุริยัน ทำหน้าเหมือนยังกะก้นไก่ ยิ้มเสียหน่อยซี เข้าเฝ้าเจ้านายมันก็ต้องยิ้มแย้มแจ่มใส ได้ยินพระแม่เจ้ารับสั่งว่าพรุ่งนี้ถ้าแดดดีๆ จะปั้นเหรียญให้แกสักสองสามเหรียญ"

สุริยันไม่สนใจกับกิมหงวน เขามองดูหน้าสุดาวดีแล้วกล่าวว่า

"ขอเดชะพระแม่เจ้า ในฐานที่ข้าพระองค์เป็นขุนทัพเวียงดอยนี้ ข้าพระองค์ขอเชิญพระองค์ให้พ้นจากตำแหน่งพระแม่เจ้านับแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป และข้าพระองค์จะเชิญเสด็จเจ้าชายสุบินแห่งผาม่วนผู้เป็นเชษฐาของพระองค์มาเป็นพ่อเมืองเวียงดอยคนต่อไป พระแม่เจ้าทรงฝ่าฝืนขนบธรรมเนียมประเพณี ปล่อยเชลยทั้งหกคนนี้ ข้าพระองค์จึงต้องบังคับให้พ้นจากตำแหน่งมหาราชินีของเรา"

สุดาวดีหัวเราะอย่างใจเย็นโดยไม่พรั่นพรึง

"อ้ายถ่อย เจ้าไม่มีอำนาจอะไรที่จะมาบังคับข่มขู่ข้า ข้าเป็นพระแม่เจ้าตามประเพณีแห่งการสืบราชสมบัติ สุบินพี่ข้าไม่ใช่เจ้า ไม่มีสิทธิ์ที่จะเป็นพ่อเมืองเวียงดอย เขาเป็นลูกของลุงข้า ซึ่งมารดาของข้าเป็นน้าสาวของเขา"

พลพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ถามเขาดูซีครับว่า ถ้าคุณไม่ยอมลาออกจากราชบัลลังก์จะมีอะไรเกิดขึ้น"

สุดาวดียิ้มให้พลและกล่าวถามสุริยันตามที่พลบอก

"บอกข้าซิสุริยัน ถ้าข้าไม่ทำตามคำขู่ของเจ้าจะมีอะไรเกิดขึ้น"

สุริยาเค้นหัวเราะ

"เมื่อพระแม่เจ้าไม่ลาออก ข้าพระองค์ก็ขอทูลลาออกจากตำแหน่งขุนทัพเวียงดอยนับแต่บัดนี้"

สุดาวดีไม่จำเป็นต้องเสียเวลาคิดคำตอบเลย

"ตกลงสุริยัน ข้าอนุญาติให้เจ้าพ้นตำแหน่งหน้าที่อันสำคัญนี้ได้และข้าขอแต่งตั้งให้คุณพล พัชราภรณ์สหายของข้าเป็นขุนทัพเวียงดอยแทนเจ้าต่อไป ตามกฏของเรามีอยู่ว่าขุนทัพเวียงดอยไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนเผ่านี้ พ่อเมืองจะแต่งตั้งใครก็ได้ถ้าเขามีความสามารถพอและตำแหน่งนี้จะว่างลงไม่ได้อย่างเด็ดขาด"

สุริยันมองดูพลอย่างยิ้มเยาะดูหมิ่น

"เจ้าน่ะหรือจะเป็นขุนทัพแทนเรา"

"ใช่" พลตอบสั้นๆ อย่างยั่วโทสะ

สุริยันฝืนหัวเราะ

"เจ้าใช้ดาบเป็นหรือเปล่า"

"เป็นซีเพื่อน หรือแกจะลองประดาบกับกันดูสักพักพอเอาเหงื่อแก้หนาวก็ยังได้"

"เสียใจที่กันมาเฝ้าพระแม่เจ้า จึงไม่ได้นำอาวุธติดตัวมา แต่ถ้าแกอยากจะได้เหงื่อละก้อ ลงไปฉะปากกันเล่นสักตั้งเป็นยังไง อย่างน้อยแกจะได้รู้ว่าฝีไม้ลายมือของแกน่ะเป็นขุนทัพเวียงดอยไม่ได้อย่างเด็ดขาด"

เสี่ยหงวนพยักหน้าให้พล

"สู้เขาลูกพ่อ อย่างนี้มันท้ากันซึ่งๆ หน้า ดูหมิ่นเชิงชายนี่หว่า ถึงตัวแกเล็กกว่ามันแต่ถ้าใจคิดสู้แล้วเรื่องใหญ่เล็กไม่สำคัญเลย"

พ.อ. พล พัชราภรณ์ ผุดลุกขึ้นยืนแล้วยิ้มให้ขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่แห่งเวียงดอย ซึ่งเป็นครูดาบและครูมวยฝีมือเยี่ยม

"แกอยากชกกับกันยังงั้นหรือ สุริยัน"

"ถูกแล้ว อยากจะทดสอบฝีมือกับแม่ทัพคนใหม่ ไปข้างล่างเถอะเพื่อน ถ้าแกสามารถชนะกันได้ แกก็เป็นขุนทัพเวียงดอยได้"

"ไปซีสุริยัน ลานกว้างหน้าเรือนพักนี่เหมาะที่เราจะฟาดปากกันอย่างยิ่ง ถ้ากันแพ้แกกันจะขอถอนตัวไม่ยอมรับตำแหน่งขุนทัพเวียงดอย"

สุดาวดีมองดูพลอย่างเป็นห่วงแล้วพูดขึ้นทันที

"คุณคิดว่าคุณจะสู้เขาได้หรือคะคุณพล"

พลยิ้มให้หล่อน

"สู้ได้หรือไม่ เมื่อเขาท้าผม ผมก็ต้องสู้เขาละครับ เพราะผมก็เป็นลูกผู้ชายมีสิบนิ้วเหมือนกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดโพล่งขึ้น

"แต่นิ้วสุริยันมันโตกว่าแกนะโว้ย จะสู้กันแบบมวยไทยหรือมวยสากลล่ะ"

สุริยันตวาดแว๊ด

"ฟรีสไตล์ มวยไทย มวยสากลปนยูโดเลียะพะหรือมวยแขกได้ทั้งนั้น"

สุริยันแสดงท่าทีฮึดฮัดยกมือซ้ายจับแขนขวาพล แล้วพาเดินเข้าไปในห้องกลาง ทุกคนรีบลุกขึ้นติดตามไปโดยเร็ว สุดาวดีรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ชมมวยนอกเวทีโดยไม่มีกำหนดยกและไม่มีกรรมการห้าม หล่อนเป็นราชินีแม้วเคยชมการต่อสู้มามากต่อมากแล้ว จิตใจของหล่อนจึงเข้มแข็งและรักการต่อสู้

ที่หน้าระเบียงเรือนมีตะเกียงเจ้าพายุจุดแขวนไว้ดวงหนึ่ง คณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้ว สุริยันและสุดาวดีพากันลงบันไดมาข้างล่าง ซึ่งเป็นลานกว้างขนาดใหญ่กว่าสนามแบดมินตันสัก ๒ เท่า พื้นดินถูกปราบเรียบ ไม่มีหญ้าขึ้นแม้แต่ต้นเดียว รอบๆ ลานกว้างนี้มีเก้าอี้นวมที่ทำด้วยไม้ไผ่ตั้งไว้หลายตัวสำหรับนั่งพักผ่อน

กิมหงวนเดินอมยิ้มเข้ามายืนขวางกลางพลกับสุริยันทำหน้าที่เป็นกรรมการโดยไม่มีใครเชื้อเชิญ

"เฮ้ย ฟังทางนี้ แกสองคนจะต้องชกกันแบบมวยวัด จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะถูกน๊อคเอ้าท์หรือยอมแพ้เข้าใจไหม"

สุริยันพยักหน้า

"เข้าใจแล้ว"

"เข้าใจแล้วก็จับมือกันเสียเพื่อแสดงน้ำใจของลูกผู้ชาย การชก ชกได้ทุกแบบ กอดปล้ำกันก็ได้หรือจะกัดกันบ้างก็ได้ ทำได้ทุกอย่างโดยไม่มีฟาวล์" พูดจบกิมหงวนก็ถอยหลังออกมา "เอา....ฟัดกันได้"

สุริยันปราดเข้าทักทายพลด้วยการเตะด้วยเท้าขวาเต็มแรง พลนึกไม่ถึงว่าจะถูกจู่โจมเช่นนี้ก็ไม่ทันได้ปิดป้อง เท้าขวาของสุริยันสัมผัสใบหน้าซีกซ้ายของอ้ายเสือรูปหล่อดังฉาด ทำให้พลเซถลาออกไปหลายก้าวและเกือบจะล้มลง หูของพลอื้อ นัยน์ตาพร่าพราว ศาสตราจารย์ดิเรกร้องตะโกนหนุนพลเสียงหลง

"เอามันอ้ายพล สู้ตายโว้ย"

ทั้งๆ ที่ยังไม่หายมึนงง พลจดมวยเต้นเท้าเข้าไปหาคู่ต่อสู้ของเขา สุริยันเตะด้วยเท้าขวาอีก คราวนี้พลเตรียมพร้อมอยู่แล้วจึงยกท่อนแขนซ้ายขึ้นกันไว้ พร้อมกับลืบตัวเข้ามาชกสวนด้วยหมัดตรงขวาถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของสุริยันดังเหมือนทุบกระบอกไม้ไผ่ผุๆ

เสือร้ายล้มลงด้วยน้ำหนักหมัดอันรุนแรง นิกรดีใจจนลืมตัวกระโดดตัวลอยแล้วยกฝ่ามือทั้งสองข้างตีศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ ติดๆ กันโดยไม่นับครั้ง ท่านเจ้าคุณยกศอกขวากระทุ้งอกนิกรเสียงดังพลั่ก เท่านี้เองนายจอมทะเล้นก็จุกแอ้ดๆ ทำตัวงอน่าสงสาร

พลพยักหน้าให้คู่ต่อสู้ของเขา

"ลุกขึ้นมาเพื่อน อย่าเพิ่งแพ้กันง่ายๆ เลย ขอให้กันได้เหงื่อสักหน่อยเถอะ ม่ายยังงั้นคงอาบน้ำไม่ไหว อากาศบนดอยหนาวเหลือเกิน"

สุริยันผลุดลุกขึ้นด้วยทิฐิมานะ เขาปราดเข้าตะลุมบอนพลทันทีและนึกแปลกใจที่อ้ายเสือรูปหล่อมีชั้นเชิงมวยอยู่ในเกณฑ์ดีซึ่งเขาจะประมาทมิได้ สุดาวดีกับคณะพรรคสี่สหายต่างตื่นเต้นสนุกสนานร้องตะโกนเชียร์พลลั่นไปหมด ทั้งสองปะทะกันอย่างดุเดือด ผลัดกันรุกผลัดกันรับ แต่แรงปะทะของสุริยันเหนือกว่ามาก เมื่อชกกันได้สักสองสามทีพลก็เปลี่ยนกลยุทธเป็นฝ่ายถอยดะ

ในเวลาเดียวกันนี้เอง เสียงหัวเราะของยายเฒ่าแม่มดก็ดังขึ้น ร่างอันเหี่ยวย่นเหมือนคางคกตายซากยืนอยู่ข้างประตูรั้วและมองดูการต่อสู้อย่างพึงพอใจ นางวิ่งมาจากบ้านพักของนางซึ่งอยู่หลังบ้านของสุดาวดี

"แฮะ แฮ้ แฮ่ะ แฮะ แฮ่ะ ข้าอยู่บ้านข้า แต่ตูข้ารู้ว่าสูเจ้าทั้งสองปะทะกัน ตูข้าชอบดูการต่อสู้แบบนี้ ฮิ ฮิ ฮิ ฮิ" แล้วยายเฒ่ากองคำก็เดินเข้ามารวมกลุ่มกับคณะพรรคสี่สหายและสุดาวดี

นิกรเผลอตัวยกมือตบบ่ายายแม่มดเบาๆ

"คุณยายครับ ช่วยบอกผมหน่อยซิว่ามวยคู่นี้ใครจะแพ้"

แม่มดกองคำผู้มองเห็นอนาคตพิจารณาดูด้วยญาณวิถีเพียงครู่เดียวก็ให้คำตอบนายจอมทะเล้น ซึ่งนางถือว่าบัดนี้นิกรเป็นแฟนของนางแล้ว

"ข้ามองเห็นแล้วทูนหัวของข้า อีกสักครู่เพื่อนของสูเจ้าจะได้รับชัยชนะอย่างงดงามสมศักดิ์ศรีของเขา ฮิ ฮิ ฮิ แต่ว่าความปราชัยของสุริยันจะทำให้เกิดกลียุค ข้าได้กลิ่นคาวเลือดของนักรบแล้ว....ข้ามองเห็นพลรบทั้งสองฝ่ายนอนตายเกลื่อนกลาดไปทั่ว....ข้าได้ยินเสียงดาบต่อดาบกระทบกัน....ข้าได้ยินเสียงร้องโอดครวญของผู้ที่ต้องอาวุธบาดเจ็บ แฮ่ะ แฮ่ะ เหนื่อยโว้ย แก่แล้วพูดมากชักทำท่าจะเป็นลมว่ะ อ้า....ทูนหัวเจ้าขา ประเดี๋ยวไปบ้านยายนะคะ อะฮั้นจะปรนนิบัติรับใช้เธออย่างดีที่สุด"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เอาไว้พรุ่งนี้ได้ไหมครับ คืนนี้ผมง่วงเหลือเกิน"

"ฮิ ฮิ ฮิ ฮิ ตูข้ารอคอยเจ้าเหมือนกับต้นข้าวคอยฝน สูเจ้าจงอย่าหลอกตูข้าให้เปล่าเปลี่ยวใจต่อไปเลย คนแก่ก็มีหัวใจเหมือนกันนะทูนหัว"

นายจอมทะเล้นทำหน้าชอบกล

"ถ้ายังงั้นดูมวยก่อน เดี๋ยวค่อยตกลงกันใหม่"

มวยนอกเวทีระหว่างพลกับสุริยันเป็นไปอย่างเผ็ดร้อนดุเดือดตลอดเวลา ทั้งสองหน้าตาปูดโปไปตามกัน พลใช้วิธีสู้พลางถอยพลาง เขาถีบและชกท้องคู่ต่อสู้เรื่อยๆ เมื่อสุริยันเข้าปล้ำเขาพลก็ดิ้นหลุดและใช้หมัดอัปเปอร์คัทชกท้อง พอถอยห่างก็ยกเท้าถีบท้อง เมื่อสุริยันถูกถีบท้องและถูกชกท้องบ่อยๆ ก็อ่อนกำลังลง

ในที่สุดเจ้าหนุ่มร่างใหญ่เคราดกก็จดมวยต่ำระวังแต่เพียงส่วนท้องของเขาเท่านั้น พลยังคงชกท้องคู่ต่อสู้เรื่อยๆ แต่แล้วเมื่อมีโอกาสฮุคขวาของอ้ายเสือรูปหล่อก็เหวี่ยงตูมออกไปถูกคางสุริยันอย่างถนัดถนี่ มันหนักแน่นและรุนแรงเหมือนกับช้างถีบ เจ้าหนุ่มแม้วผงะหงายถอนรากถอนโคนล้มลงศีรษะฟาดพื้นดินดังสนั่นและนอนนิ่งเฉยไม่กระดุกกระดิก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พานิกร, กิมหงวน, ศาสตราจารย์ดิเรกและเจ้าแห้ววิ่งเข้ามาห้อมล้อมพลด้วยความตื่นเต้นดีใจ นายแพทย์หนุ่มยื่นมือขวาให้พลจับแล้วพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ออไร๋ ยูเก่งมาก ขอจับมือทีเถอะวะ"

พลยืนนัยน์ตาเหล่ไปเหล่มาและฝืนยิ้มอย่างยากเย็น พอยื่นมือขวาให้ ดร. ดิเรกแล้วเขาก็ล้มลงเพราะหมดแรง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนายแพทย์หนุ่มรีบทรุดตัวลงนั่งประคองพลให้ลุกขึ้น ในเวลาเดียวกันนั้นเองยายแม่มดเฒ่ากองคำก็ย่องเข้ามาหานิกร แล้วยกมือขวาจับแขนซ้ายนิกรบีบแน่น

"ทูนหัว ไปคุยกับยายที่บ้านยายเถิด ยายจะให้บริการเธอเป็นพิเศษ คือนวดและอาบน้ำให้เหมือนอย่างสถานนวดตัวในกรุงเทพฯ ยายเตรียมผลไม้และของหวานไว้ให้ตั้งเยอะแยะ ไปพักผ่อนที่บ้านยายเถอะนะคะ ยายว้าเหว่เปล่าเปลี่ยวใจมานานแล้ว โถ....ทำหน้าผะอึดผะอมทำไมคะ ยิ้มซีคะคนดี"

นิกรมองดูเสี่ยหงวนด้วยแววตาเศร้าๆ

"กันลาละนะอ้ายเสี่ย กรรมเก่าตามมาสนองกันแล้ว"

อาเสี่ยฝืนยิ้มและพูดเสียงละห้อย

"ไปที่ชอบๆ เถอะเพื่อน ถ้ายังไงก็นึกถึงคุณพระคุณเจ้าไว้บ้าง กันยอมนับถือแกโว้ย แกมันแน่จริงๆ ขนาดแม่มดอายุเกือบ ๔๐๐ ขวบ ยังเสน่หาแก เดี๋ยวนี้อ้ายพลมันสู้แกไม่ได้แล้ว"

แม่มดเฒ่ากองคำฉุดกระชากลากตัวนิกรไปจากที่นั้น ท่าทางของนางสดชื่นตื่นเต้นเหมือนกับสาวทีนเอจ ในเวลาเดียวกันนั้นเอง นายแพทย์หนุ่มกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ช่วยกันประคองพลลุกขึ้นพาไปนั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่ริมลานกว้าง สุดาวดีร้องตะโกนเรียกคนใช้ของหล่อนให้มาช่วยกันแก้ไขสุริยัน หล่อนนึกชมในใจว่าพลมีฝีมือเลอเลิศจริงๆ เท่าที่เขาคว่ำครูมวยและครูดาบแห่งเวียงดอยได้ โดยที่พลได้รับบาดเจ็บไม่มากมายอะไรนัก เพียงแต่ปากแตก คิ้วซ้ายปูดโปและโหนกแก้มข้างขวาบวมปริ

อีกสักครู่หนึ่งทั้งพลและสุริยันก็ฟื้นคืนสติ แม้วหนุ่มสองคนประคองสุริยันไปนั่งบนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นไม้ สุดาวดีได้เข้าไปเยี่ยมเขาด้วยมารยาท เมื่อสบตากับสุริยัน เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ก็เต็มไปด้วยความอดสูละอายใจ

"ข้าเสียใจด้วยสุริยันที่เจ้าปราชัยขุนทัพเวียงดอยคนใหม่ของข้า"

สุริยันฝืนยิ้ม

"ขอขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ การต่อสู้กันก็ต้องมีแพ้และชนะเป็นของธรรมดา ข้าพระองค์ขอถือโอกาสนี้ทูลลาพระแม่เจ้าด้วย"

สุดาวดียิ้มให้เขา

ท่านจะไปอยู่กับพี่ข้าที่ผาม่วนใช่ไหมล่ะ"

"พ่ะย่ะค่ะ"

"ท่านควรจะคิดให้ดี ท่านอย่าเป็นชนวนเหตุที่ทำให้แม้วเวียงดอยและแม้วผาม่วนต้องกระทำศึกกันเป็นอันขาด อย่างน้อยที่สุดเราก็เป็นคนชาติเดียวกัน มีการติดต่อคบหาสมาคมกันมานานแล้วไม่เคยมีเรื่องผิดพ้องหมองใจกันเลย"

สุริยันผลุดลุกขึ้นยืน ท่าทางของเขาเย่อหยิ่งจองหอง

"ขอเดชะ ข้าพระองค์อาจจะต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีของเราไว้ ข้าพระองค์เคยคิดอยู่ทุกวันคืน พระแม่เจ้าเป็นคนทันสมัยได้รับการศึกษามาจากนครหลวง ขนบธรรมเนียมประเพณีของเราจะต้องถูกพระองค์ทำลายล้างไปเรื่อยๆ เพื่อให้ชาวแม้วเป็นอารยชน"

"พอแล้วสุริยัน อย่าพูดอะไรที่เป็นการกร้าวร้าวดูหมิ่นข้า ท่านจะจัดการกับข้าอย่างไร ข้าก็พร้อมที่จะรับมือกับท่าน ถ้าท่านยกทัพผาม่วนมารบเรา ข้าและนักรบเวียงดอยก็จะขอสู้ตาย"

เสี่ยหงวนพาเจ้าแห้วเดินเข้ามาหาสุดาวดีและสุริยัน อาเสี่ยยิ้มให้กับเจ้าหนุ่มร่างใหญ่แล้วกล่าวว่า

"ไงเพื่อน เจ็บมากไหมอ้ายน้องชาย"

สุริยันเค้นหัวเราะ

"อ้อ นิดหน่อยเท่านั้น แต่ว่าเพื่อนของแกถึงชนะกันได้ ก็สะบักสะบอมไม่น้อย"

เสี่ยหงวนยักคิ้วให้สุริยัน

"แก้มือไหมล่ะ ชกกับอั๊ว"

สุริยันขบกรามกรอด

"หน็อยแน่ กันชกกับเพื่อนของแกจนหมดแรงแล้ว เสือกมาท้าได้"

"อ้าว" กิมหงวนอุทาน "ที่ท้าก็เพราะเห็นว่าแกหมดแรงน่ะซี หรือจะเอากับอ้ายแห้วก็ได้ตัวเล็กกว่าแกตั้งแยะ แต่เคยเป็นแชมเปี้ยนรุ่นไลท์เวทของเวทีราชดำเนินมาแล้ว เอาไหมล่ะ"

สุริยันยิ้มแค่นๆ

"ไม่สู้โว้ย"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ไม่สู้ก็ดีแล้ว ถ้าแกสู้ฉันก็ไม่เอา กลับบ้านเถอะเพื่อน ขืนอยู่ร่ำไรประเดี๋ยวจะถูกเตะเจ็บตัวเปล่าๆ "

สุริยันขบกรามกรอด ยกมือชี้หน้าเจ้าแห้วอย่างเดือดดาล

"ระวังตัวแกให้ดีและหมายถึงพวกแกทุกคนด้วย ถ้าแกไม่รีบขึ้นเฮลิคอปเตอร์หนีกลับไปเสียก่อน กันจะพยายามจับพวกแกใส่หม้อต้มซุปเลี้ยงพวกกันให้ได้"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"แกก็เหมือนกัน ถ้าแกทำกำแหงกับพวกเรา เราจะจับแกต้มซุป อย่านึกว่ากันกินคนไม่ได้นะจะบอกให้ ไป....ไปได้แล้ว นี่ไม่ได้ไล่นะ แต่อยากให้แกออกไปให้พ้นจากวังของพระแม่เจ้า ไปซี มองหน้าหาหอกอะไรเล่า" แล้วเจ้าแห้วก็ยกมือซ้ายผลักอกเจ้าหนุ่มสุริยันเบาๆ "ไปน่า กลับไปบ้านลื้อดีกว่า"

สุริยันแย่งปากกาปลอกทองของเขาที่อยู่ในมือเจ้าแห้วเอากลับคืนมา

"ชะ ไม่ได้กินหรอกเพื่อน อ้ายวิธีแกล้งผลักอกแล้วกระตุกปากกาน่ะกันเคยโดนมาแล้ว ถือเป็นบทเรียนจนตาย อย่างไรก็ตามกันยอมรับว่าแกไวเหมือนจิ้งจกว่ะ" พูดจบสุริยันก็ก้มศีรษะถวายคำนับเจ้าหญิงสุดาวดีอีกครั้งหนึ่ง "ข้าแต่พระแม่เจ้า ข้าขอทูลลาและขอให้เทพเจ้าอสูรจอมภูผาคุ้มครองรักษามหาเทวีเถิด"

"ขอบใจสุริยัน พระองค์ต้องคุ้มครองข้าเสมอเพราะข้าเป็นราชินีแห่งเวียงดอยโดยแท้จริง ขอให้โชคดีจงเป็นของเจ้าและข้าขอบอกว่าถ้ามีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น สหายของข้าทั้งหกคนนี้จะช่วยเหลือข้าอย่างเต็มที่ ทุกคนมีอาวุธปืนที่ทันสมัยและลูกระเบิดมาจากกรุงเทพฯ "

สุริยันไม่พูดอะไรอีก พาตัวเดินออกไปจากเขตบ้านพักของสุดาวดี ต่อจากนั้นสาวสวยราชินีแม้วก็เดินเข้ามาหาพล ซึ่งสดชื่นแข็งแรงดีแล้วและยืนอยู่ข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับศาสตราจารย์ดิเรก เสี่ยหงวนพาเจ้าแห้วตามมารวมกลุ่มด้วย

"เจ็บมากไหมคะคุณพล" หล่อนถามยิ้มๆ

"นิดหน่อยครับ แต่กำลังผมไม่ใคร่มีเลยหมดแรง"

"อย่างไรก็ตามคุณเก่งมากเชียวค่ะ คุณชกมวยได้คล่องมากทีเดียว เชิญขึ้นไปบนเรือนเถอะค่ะ ดิฉันรู้สึกว่าสถานการณ์ของดิฉันไม่ปลอดภัยเสียแล้ว การนองเลือดอาจจะเกิดขึ้นในวันสองวันนี้ เพราะสุริยันลาออกจากขุนทัพเวียงดอยและจะไปอยู่กับพี่ชายของดิฉัน"

นายพลดิเรกพูดปลอบใจหล่อน

"ทำใจให้สบายเถอะครับ ไม่มีอะไรที่คุณจะต้องวิตก ผมและเพื่อนๆ จะช่วยคุณหากมีเหตุร้ายเกิดขึ้น เราจะพักอยู่ที่เวียงดอยอีกไม่ต่ำกว่า ๗ วัน แต่ว่า...."

"อะไรคะคุณหมอ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแห้งๆ

"ผมสงสารอ้ายกรเพื่อนของผมมาก ผมกลัวว่าคุณย่าทวดจะฆ่ามัน"

หล่อนยิ้มเอียงอายแล้วพาสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วขึ้นบันไดไปบนเรือน

อย่าพลาดตอนจบ คือ

"ศึกแม้ว"