พล นิกร กิมหงวน 188 : ตะวันตกแดนเลือด (ทับตะโก ตอนจบ)

จากการปล้นไร่ "พินิจ" อย่างทะนงองอาจ เสียงปืนระหว่างพวกโจรกับฝ่ายเจ้าทรัพย์ได้ดังกึกก้องอยู่ตลอดเวลา ทำให้พวกคนงานและครอบครัวที่หลบซ่อนตัวอยู่ในไร่กาแฟอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน

เสือเปียนำสมุนโจรเคลื่อนที่เข้าไปยังเนินดินสูง แต่แล้วก็ต้องล่าถอยกลับออกมาเพราะเจ้าคุณปัจจนึกฯ พระพินิจฯ กับพล, ดิเรก และเจ้าแห้วได้ช่วยกันระดมยิงพวกโจรอย่างหนาแน่น บริวารของเสือเปียต้องเสียชีวิตไปอีก ๔ คน เจ้าพ่อทับตะโกส่งสมุนกระจายกำลังกันออกไป โอบล้อมเนินดินสูงไว้ห่างๆ

ในเวลาเดียวกันนี้เอง การสู้รบทางด้านหลังไร่ก็เป็นไปอย่างดุเดือดที่สุด ฝ่ายเจ้าทรัพย์ถูกยิงตายไป ๓ คน คงเหลืออีกเพียง ๔ คน คือ นิกร, กิมหงวน, นายบัวหัวหน้าคนงาน และนายเล็กซึ่งเคยเป็นสายลับของเสือเปีย

ทั้ง ๔ คนยึดที่มั่นหน้าคอกวัว ยิงต่อสู้กับพวกโจร จนกระทั่งกระสุนปืนร่อยหรอลงเหลืออีกคนละสองสามนัดเท่านั้น เสือชมกำลังพาสมุนรุกเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาทุกที

"เปิดเถอะเว้ย อ้ายกร ถอยไปรวมกำลังกับพวกเราบนเนินดินสูงข้างสระใหญ่ตามแผนที่เราตกลงกันไว้ กระสุนปืนเล็กยาวของกันเหลืออีกนัดเดียวเท่านั้น"

นิกรพูดเร็วปรื๋อ

"ถอยไม่ได้ การถอนตัวต่อหน้าข้าศึกซึ่งมีกำลังมากกว่าเราเช่นนี้ เราสี่คนคงถูกยิงตายไม่มีเหลือ"

"แล้วถ้ากระสุนหมดทำยังไง"

"เอาปืนพกยิงกับมันซีวะ"

สมุนโจรคนหนึ่งแอบอยู่ข้างต้นไม้ ยกปืนเล็กยาวประทับบ่า เล็งศูนย์หมายหน้าอกของนายบัวซึ่งกำลังจะยิงพวกมันด้วยปืนลูกซอง เสี่ยหงวนตาไวแลเห็นหน้าเข้าก็รีบปล่อยกระสุนปืนเล็กยาวนัดสุดท้ายออกจากลำกล้อง

"ปัง"

สมุนของเสือชมปล่อยปืนหลุดจากมือ ยกมือทั้งสองขึ้นไขว่คว้าอากาศ ยืนแอ่นหน้าแอ่นหลังทำปากเบี้ยวปากบูดอยู่สักครู่ก็ล้มลงสิ้นใจตาย ในเวลาไล่ๆกันนั้นเอง นายเล็กก็ถูกปืนของนายโจรล้มลงดิ้นพราดๆ เสี่ยหงวนเห็นเข้าก็ตกใจ

"เฮ้ย-ใจแข็งไว้เล็ก อย่าพึ่งตายโว้ย พวกเรามีกำลังเท่านี้ ช่วยกันหน่อยเถอะวะ"

เล็กหายใจแขม็บๆ เลือดไหลออกทางปากและจมูก

"โอย-ผมลาก่อนครับเจ้านาย"

เสี่ยหงวนทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"อีกครึ่งชั่วโมงค่อยตายไม่ได้เรอะ"

นายเล็กนัยน์ตาช้อนขึ้นเบื้องบน แล้วกรนครอก ชีวิตของเขาสิ้นสุดลงแล้วด้วยกระสุนปืนเล็กยาวของเสือชม พวกโจรเคลื่อนที่เข้ามาอีก นายบัวกล่าวถามนิกรทันที

"ระเบิดขวดที่คุณยังมีอีกหนึ่งลูกไม่ใช่หรือครับ"

"ใช่-แต่เอาไว้ให้คับขันถึงที่สุดก่อนฉันจึงจะใช้มัน"

เสี่ยหงวนว่า

"ยังไม่คับขันอีกหรือ กระสุนปืนของเราเหลืออีกนิดหน่อย และพวกโจรกำลังจะโอบล้อมเรา เอาระเบิดขวดออกมาขว้างมันซีโว้ย"

นิกรทอดสายตามองไปรอบๆ กระสุนนัดหนึ่งเฉียดศีรษะเขาไปอย่างหวุดหวิด นายจอมทะเล้นล้วงกระเป๋าหยิบขวดออกมา แล้วร้องบอกเสี่ยหงวนกับนายบัว

"ถอยโว้ยพวกเรา ถอยเข้าไปที่คอกวัวและมุดเข้าไปในคอกวัว"

ทั้งสามคนต่างทิ้งที่มั่นล่าถอยทันที เสือชมกับสมุนโจรไล่ตามยิง จนกระทั่งนิกรกับเสี่ยหงวนและนายบัวหนีเข้ามาในคอกวัวอันกว้างขวาง วัวของพระพินิจฯ ประมาณ ๕๐๐ ตัว กำลังตื่นเต้นกับเสียงปืนที่ฝ่ายเจ้าทรัพย์กับพวกโจรยิงต่อสู้กัน

นิกรล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบเครื่องขีดไฟที่ใช้แก๊สออกมา แล้วตะโกนสั่งอาเสี่ยกับนายบัว

"เปิดประตูคอกวัวออกที เปิดประตูคอกวัวเร็ว กันจะใช้วัวของเราเหยียบย่ำพวกโจร"

นิกรจุดชนวนระเบิดขวดทันที กิมหงวนกับนายบัวช่วยกันเปิดประตูคอกวัวออก นิกรขว้างระเบิดขวดเข้าไปกลางกลุ่มวัวเต็มแรง

"ขึ้นไปนั่งบนรั้วคอกโว้ย" นิกรร้องเสียงหลง

"อยู่ข้างล่างถูกวัวเหยียบตาย แล้วอย่ามาต่อว่ากันว่าไม่บอก"

เสียงระเบิดขวดดังขึ้นกึกก้อง

"ตูม"

วัวสองตัวถูกชิ้นระเบิด คือเศษขวดแตกล้มลงตายคาที่ อีกหลายตัวได้รับบาดเจ็บมีบาดแผล พวกวัวแตกตื่นตกใจพากันวิ่งหนีออกจากคอก นิกร,กิมหงวนกับนายบัว ขึ้นไปนั่งอยู่บนรั้วคอกแล้ว

เหมือนกับทำนบกั้นน้ำแตก วัว ๕๐๐ ตัววิ่งแข่งกันออกจากคอก เบียดเสียดเยียดยัดกัน เสียงวัววิ่งราวกับเสียงพายุ เสือชมกับสมุนของเขาแลเห็นวัววิ่งทือเข้ามาก็ร้องบอกกัน

"หนีโว้ย ตัวใครตัวมันโว้ย"

วัวเหยียบย่ำสมุนเสือเปียตายไปหลายคน นอกนั้นวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปคนละทิศละทาง ฝูงวัววิ่งวนเวียนไปมาและตรงมาทางเนินดินสูง ซึ่งเสือเปียกับบริวารกำลังยิงกับเจ้าทรัพย์

พอแลเห็นกองทัพวัว เจ้าพ่อทับตะโกก็นัยน์ตาเหลือก รีบลุกขึ้นยืนแล้วร้องเอ็ดตะโร

"อ้ายเสือถอย เปิดโว้ยพวกเรา"

เสือเปียกับสมุนต่างวิ่งหนีวัวจนสุดขีดชีวิต กองทัพวัวไล่ติดตามชนสมุนโจรล้มกลิ้งไปอีกหลายคน แล้วเดนมนุษย์เหล่านี้ก็ถูกวัวเหยียบย่ำจนกระดูกแหลกเหลว หน้าตาเละเทะแทบจะจำไม่ได้

ในที่สุด วัวเหล่านี้ก็วิ่งกลับเข้าคอกตามเดิม หลังจากมันหายตกใจแล้ว ไม่มีวัวตัวใดล้มตายหรือขาดจำนวนไปแม้แต่ตัวเดียว นิกร-กิมหงวน และนายบัวยืนดูอยู่ด้านนอกรั้ว เมื่อวัวเข้าคอกหมดแล้ว นายบัวก็รีบวิ่งไปปิดประตูคอกทันที เสียงวัวร้องอื้ออึงตลอดเวลาแต่เสียงปืนสงบเงียบแล้ว

กิมหงวนยื่นมือขวาให้นิกรจับ

"แกฉลาดมากอ้ายกร แกสามารถแก้ปัญหาคับขันที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้ทุกครั้งไป กันยอมนับถือแกโว้ย ถ้าแกไม่ปล่อยวัวออกไปไล่กระทืบพวกโจร พวกเราก็อาจจะถูกมันฆ่าตายหมด นี่มันเปิดไปหมดแล้ว และหลายคนถูกวัวเหยียบตาย"

นิกรยิ้มแป้น

"ถ้าหากว่าวัวในคอกนี้เป็นช้าง พวกโจรคงถูกกระทืบตายไม่มีเหลือ กันเห็นจะต้องแนะนำให้คุณอาเลี้ยงช้างไว้สักพันตัว พอถูกปล้นก็ปล่อยช้างออกจากคอกได้เลย"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ หันมามองดูหัวหน้าคนงาน

"เสียใจด้วยนะที่คนงานของแกถูกยิงตายไปสี่คน"

นายบัวยิ้มเศร้าๆ

"ทำอย่างไรได้ล่ะครับเจ้านาย ถึงคราวของเขารีบไปหาพวกเราทางด้านหน้าเถอะครับ มีใครบาดเจ็บล้มตายบ้างหรือเปล่าก็ไม่ทราบ"

สองสหายเดินนำหน้าพานายบัวไปจากคอกวัว ศพพวกโจรนอนตายเกลื่อนกลาด บ้างก็ถูกยิงตายบ้างก็ถูกวัวเหยียบตาย เมื่อออกมาทางโรงสูบน้ำ นิกรกับกิมหงวนและนายบัวก็แลเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ พระพินิจ พล กับศาสตราจารย์ดิเรกและเจ้าแห้วยืนรวมกลุ่มกัน อยู่บนเนินดินสูง ทุกคนต่างโบกมือให้และร้องตะโกนเรียกสองสหายเสียงลั่น

"เฮ้-ขึ้นมาบนนี้โว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯตะโกนโหวกๆ "ฉันนึกว่าแกสองคนเท่งทึงเสียแล้วเห็นเงียบไปที่แท้ยังไม่ตาย"

นิกรกับเสี่ยหงวนพานายบัวเดินมาที่เนินดินสูงแล้วขึ้นไปบนเนินดินนั้น มีก้อนหินขนาดใหญ่มากมายเป็นที่กำบังกระสุนเป็นอย่างดี เมื่อคณะพรรคสี่สหายมาได้มารวมกำลังกันต่างก็ครึกครื้นรื่นเริงกันที่ยังไม่มีใครตายจากกันไปในการสู้รบกับพวกโจรอย่างดุเดือดเช่นนี้ พระพินิจฯปราดเข้ามายื่นมือให้อาเสี่ยกับนิกรจับ

"อาเป็นหนี้บุญคุณของเธอมาก เท่าที่พวกเธอได้ช่วยอารบกับพวกโจรซึ่งมีกำลังเหนือกว่าเรา" คุณพระพูดกับสองสหายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม "อาอยากรู้เหลือเกินว่า การปล่อยวัวออกจากคอกไล่ชนพวกโจรกระจัดกระจายล่าถอยไปนั้น เป็นความคิดของใคร"

นิกรยิ้มแป้น

"ผมเองครับคุณอา"

"งั้นเรอะ" พระพินิจฯอุทาน "เธอนี่ปัญญาแหลมมากทีเดียว ฉลาดอะไรอย่างนี้"

นิกรว่า "อย่าชมผมเลยครับ ผมเอาแบบมาจากหนังเรื่อง "ซูลู" ทหารอังกฤษไม่กี่คนถูกพวกซูลูหลายพันรุมล้อม ในที่สุดก็ได้อาศัยวัวที่หลุดออกจากคอกโดยบังเอิญไล่ เหยียบย่ำและชนพวกซูลูแตกกระจายล่าถอยไป"

นายพลดิเรกหัวเราะก๊าก เขากล่าวกับพลด้วยเสียงหัวเราะ

"ไอนึกแล้วว่าอ้ายหงวนหรืออ้ายกรจะต้องใช้ยุทธวิธีในหนังเรื่อง "ซูลู" ความจริงดูหนังมากๆอย่างพวกเราก็ได้ ประโยชน์เหมือนกัน ถึงคราวคับขันก็เอาลูกไม้ในหนังมาใช้"

นิกรสบตากับเจ้าแห้วเขาก็ยิ้มให้

"เป็นไง สนุกไหมวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"ปู้โธ่ รับประทานยิงกันหูดับตับไหม้อย่างนี้มันเรื่องตายนี่ครับ ไม่ใช่เรื่องสนุกเลย แต่ว่ารับประทานผมสังหารพวกโจรได้ถึง ๕ ศพ"

เสี่ยหงวนกล่าวกับ ดร.ดิเรก

"ระเบิดขวดของแกนี่น้อยเกินไป และอำนาจระเบิดก็ไม่รุนแรงนัก นี่ถ้าเรามีลูกระเบิดจริงๆ ติดมาจากกรุงเทพฯ สักหีบ เสือเปียกับสมุนของมันก็คงจะเท่งทึงกันหมด"

ต่างคนก็ต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงผลการสู้รบกับพวกโจร พระพินิจเศร้าใจไม่น้อยเมื่อทราบจากนายบัวว่านายเล็กและกรรมกรอีก ๓ คนตกเป็นเหยื่อกระสุนปืนของพวกโจรจากการปะทะกันอย่างดุเดือดทางด้านหลัง

ในที่สุดคุณพระก็กล่าวกับทุกๆคนว่า

"ลงไปสำรวจความเสียหายข้างล่างเถอะ ถึงเสือเปียแตกพ่ายไป เพราะกองทัพวัวของเรา มันก็อาจจะรวมกำลังยกมาป้อนเราอีกก่อนค่ำวันนี้หรือในคืนวันนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯกล่าวขึ้นตามความคาดคะเนของท่าน

"ผมคิดว่าคงอีกนานวันทีเดียวกว่าเสือเปียจะปล้นเราอีก คุณพระมองดูศพสมุนโจรเราซีครับ เกลื่อนกลาดไปหมด มันจะต้องรอเวลาหาสมุนร่วมใจ และถ้าปล้นเราคราวนี้ อ้ายแกละก็ต้องร่วมปล้นด้วย"

พระพินิจฯยิ้มเล็กน้อย

"ถ้ามันยืดเวลาปล้น เราออกไปก็ดีสิครับ เราจะได้มีเวลาสร้างปืน แต่ที่มันสะสมกำลังไว้ เตรียมรับมือกับพวกโจร พวกหลานๆและเจ้าคุณทำให้ผมหายขี้ขลาดตาขาวแล้ว ศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายมันบอกว่าถึงผมแก่แล้วผมก็ควรสู้ตาย ทรัพย์สมบัติเหล่านี้เป็นของผม ผมไม่ควรยอมให้พวกโจรปล้นเอาไปอย่างลอยนวล ผมจะเกลี้ยกล่อมพวกกรรมกรให้ร่วมมือร่วมใจกับผม ได้สัก ๒๐ คนก็พอแล้วครับ"

ครั้นแล้วพระพินิจฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าแห้วและนายบัวหัวหน้ากรรมกรออกไปจากเนินดินสูง จากการปล้นของเสือเปียปรากฏว่าโรงเก็บพืชไร่ ๒ โรง ถูกโจรวางเพลิงเผาไหม้พินาศไป ฝาอาคารหลายแห่งถูกกระสุนปืนทะลุปรุพรุน แม่โคพันธุ์นมซึ่งอยู่ในเรือนโรงหรือคอกอันทันสมัยถูกลูกหลงตายไป ๒ ตัว หมูพันธุ์ต่างประเทศถูกยิงตาย ๓ ตัว ไก่ตายไปหลายตัวเพราะตกใจเสียงปืนดิ้นชนกรงจนตายไปเอง

ในชั่วโมงนั้นเอง พวกกรรมกรที่พาครอบครัวไปหลบซ่อนอยู่ในไร่กาแฟก็ย่อยๆกันกลับมา และพวกกรรมกรที่ไปเที่ยวตามภูเขาหรือหมู่บ้านป่าก็กลับมาหมดทุกคนตกใจไปตามกันเมื่อทราบข่าวว่าไร่ "พินิจ" ถูกเสือเปียปล้น แต่แล้วพวกกรรมกรก็แปลกใจที่เสือเปียแตกพ่ายล่าถอยไป ทิ้งศพลูกน้องไว้รวม ๓๒ ศพ ซึ่งในจำนวนนี้ถูกวัวเหยียบตายถึง ๑๔ ศพ นอกนั้นถูกยิงตาย

พระพินิจฯสั่งให้กรรมกรช่วยกันรวบรวมศพเหล่านี้นำไปฝังในป่าละเมาะ หลังหมู่บ้าน และให้นายบัวระดมกำลังกรรมกรจัดการให้เสร็จก่อนสิ้นแสงตะวัน

แล้วพระพินิจฯก็เรียกกรรมกรในวัยสูงอายุคนหนึ่งมาพบกับท่าน

"นายพุดแกก็เป็นคนเก่าแก่ของฉันคนหนึ่ง มาทำงานกับฉันตั้งแต่เริ่มจับจองที่ดินและโค่นสร้างต้นไม้ที่นี่เพื่อทำไร่ ฉันคิดว่าแกมีความซื่อสัตย์กตัญญูต่อฉันตลอดมาใช่ไหม"

"แน่นอนครับ ผมก็เหมือนหมาที่มันภักดีต่อเจ้าของของมัน ผมเสียใจเหลือเกินที่ผมมีอายุ ๖๐ กว่าแล้ว จะสู้รบตบมือกับพวกโจร กำลังกายมันก็ไม่ได้ เท่าที่เจ้านายเลี้ยงผมอยู่แผนกรีดนมโคทุกวันนี้ซึ่งเป็นงานเบาๆ ก็นับว่าเป็นพระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้แล้วครับ"

พระพินิจฯ ยิ้มเล็กน้อย

"ฉันมีธุระจะใช้แกบ้างล่ะตาพุด"

"สั่งมาเถอะครับ ท่านใช้แล้วผมต้องทำเสมอ"

"แกไปทับตะโกเดี๋ยวนี้ ที่นั่นแกเคยไปบ่อยๆไม่ใช่หรือ"

"ครับ ท่านใช้ให้ผมไปทำไมครับ"

"ไปสืบดูการเคลื่อนไหวของอ้ายเปีย ฉันอยากจะรู้ว่าก่อนค่ำวันนี้หรือคืนวันนี้มันจะปล้นฉันอีกไหม ไปสืบมาให้ละเอียดนะนายพุด"

"ครับ งานเท่านี้ผมรับใช้ท่านได้ดีเชียวครับ ที่ทับตะโกไม่มีใครข่มเหงรังแกผมหรอกครับ พวกร้านค้าหลายคนล้วนแต่รู้จักชอบพอกับผมทั้งนั้น"

พระพินิจฯ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา

"ฉันต้องการรู้ข่าวนี้โดยเร็ว แกใช้เวลาไปมาสักหนึ่งชั่วโมงได้ไหม"

"ได้ครับ ลัดป่าไป หนทางเพียงกิโลเมตรกว่าๆเท่านั้น ผมไปถึงทับตะโกพอสืบดูรู้เรื่องก็จะรีบกลับมาเรียนให้ท่านทราบ"

"ดีมาก รีบไปเดี๋ยวนี้นายพุด"

ชายชราผู้มีนามว่านายพุด หรือลุงพุดกลับมาไร่ "พินิจ" ในเวลา ๑๖.๐๐ น. เศษ เมื่อทราบจากคนงานคนหนึ่งว่าพระพินิจฯ กับพรรคพวกของท่านอยู่ที่สำนักงาน นายพุดก็รีบไปหาอย่างร้อนรน

ตามเวลาที่กล่าวนี้ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าแห้วและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองกำลังนั่งพักผ่อนสนทนากันที่ระเบียงเรือนด้านข้างสำนักงาน บนโต๊ะสี่เหลี่ยมยาว มีเบียร์แช่เย็นรวม ๖ ขวด ข้าวเกรียบกุ้งทอด ๑ จานและถั่วลิสงทอดอีกจานหนึ่ง เมื่อนายพุดพาตัวเดินเข้ามาในสำนักงาน ทุกคนก็พากันมองดูชายชราผู้นี้ด้วยความอยากรู้ เหตุการณ์ทางฝ่ายเจ้าพ่อทับตะโกที่คุณพระใช้ให้นายพุดไปสืบ

"ดีมากนายพุด" พระพินิจฯ กล่าวทักคนของท่าน "แกกลับมาเร็วดีจริง นั่งซี นั่งร่วมโต๊ะกับเรานี่แหละ"

นายพุดทรุดตัวนั่งระหว่างเจ้าคุณปัจจนึกฯ และดร.ดิเรกซึ่งมีเก้าอี้ว่างเหลืออยู่เพียงหนึ่งตัวพอดี

"ได้ความว่ายังไงนายพุด" เจ้าคุณปัจจนึกฯถามยิ้มๆ

นายพุดว่า "อ้ายเปียไม่มีโอกาสที่จะปล้นเราได้อีกแล้วครับในระยะนี้ เพราะสมุนของมันต้องเสียชีวิตไปเกือบหมด ที่รอดตายกลับไปก็ไม่ยอมร่วมปล้นอีกแล้ว รู้สึกว่าพวกโจรครั่นคร้ามฝีมือพวกเจ้านายที่มาจากกรุงเทพฯ ครับ"

พระพินิจฯ มีสีหน้าชุ่มชื่นขึ้นทันที

"หมายความว่า อ้ายเปียจะต้องใช้เวลาสะสมกำลังใหม่ยังงั้นเรอะ"

"ใช่ครับ เท่าที่ผมสืบทราบอ้ายเปียจะรอคอยเวลาจนกว่าอ้ายแกละจะหายป่วยเสียก่อน"

"เอ๊ะ"-พระพินิจอุทาน "อ้ายแกละป่วยเป็นอะไร"

ลุงพุดหัวเราะเบาๆ

"ถูกพวกเดียวกันเองยิงมันเพราะความเข้าใจผิดครับ อ้ายแกละมานี่ถูกอาเสี่ยกร้อนผม โกนคิ้วโกนหนวดโกนเคราซีกทางขวาออกทิ้ง พอกลับไปถึงทับตะโก เสือชม สมุนแขนขวาของอ้ายเปียเห็นเข้า จำไม่ได้ก็กระเซ้าและดึงสายบังเหียนม้าไว้ อ้ายแกละโมโห เลยเตะหน้าเสือชม อ้ายชมก็โกรธควักปืนออกมายิงอ้ายแกละ ถูกโคนแขนซ้ายพลัดตกจากหลังม้า"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"ฉันทำให้อ้ายแกละเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนละคนหรือนี่ ฮ่ะ ฮ่ะ"

นายพุดหันมามองดูหน้าอาเสี่ย

"อย่างช้าก็อีกเจ็ดวันแหละครับว่าอ้ายแกละจะหาย ผมทราบว่าอ้ายเปียจะปล้นไร่เราอีก และจะไปติดต่อขอซื้อปืนยิงเร็วและระเบิดมือจากพม่า"

ดร.ดิเรกพูดโพล่งขึ้นทันที

"ถ้ายังงั้นพรุ่งนี้ให้อ้ายแห้วไปกรุงเทพฯ ไปเอาปืนกลมือและระเบิดมือมาเตรียมไว้สู้มัน เราจะต้องร่วมมือร่วมตีนกันปราบสองเสือพี่น้องคู่นี้ให้ราบคาบ คือฆ่ามันให้ได้เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของคุณอา" พูดจบนายพลดิเรกก็หันมาทางเจ้าแห้ว "เฮ้-พรุ่งนี้ยูไปกรุงเทพฯแต่เช้า ไปเอาปืนกลมือและลูกระเบิดมือมาให้หมดแล้วก็เอาใบอนุญาตให้ขนย้ายอาวุธของไอมาด้วย ถ้าตำรวจตามด่านกักรถ เขาตรวจรถและพบเข้า แกจะได้เอาหนังสือสำคัญของผู้บัญชาการทหารสูงสุดให้เขาดู พวกเราจะพักอยู่ที่นี่จนกว่าเราจะปราบเสือเปียและเสือแกละได้"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"ถ้าเช่นนั้น การปะทะกันแบบนองเลือดระหว่างพวกเรากับพวกโจรก็คงจะเกิดขึ้นในไม่ช้า ผืนแผ่นดินทับตะโกทิศตะวันตกของราชบุรี จะกลายเป็นแดนเลือด เลือดจะท่วมท้องช้างในคราวนี้"

กิมหงวนอดหัวเราะไม่ได้

"ท่วมถึงท้องช้างน่ะมันน้ำป่าโว้ย ไม่ใช่เลือด เลือดน่ะท่วมแค่เล็บตีนช้างก็ตายกันนับแสนแล้ว"

พระพินิจฯกล่าวถามนายพุดอย่างเป็นงานเป็นการ

"มีข่าวอะไรอีกบ้างไหมเกี่ยวกับเสือเปียและเสือแกละ"

ชายชรานิ่งนึก

"ไม่มีครับนอกจากว่ามีข่าวว่าพรุ่งนี้เช้าเสือเปียจะเดินทางไปพม่า เพื่อไปหาซื้อปืนยิงเร็วและระเบิดมือ ถ้าได้มาแล้ว มันจะส่งลูกน้องปล้นวัวของเราก่อนในตอนกลางวัน ขณะที่คนเลี้ยงวัวนำวัวออกไปเลี้ยงกลางทุ่ง มันจะต้อนไปขายทางพม่าครับ ปล้นวัวแล้วถึงจะปล้นไร่ครับ"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้น

"ขืนปล้นก็ยิงกันยับ ถ้าอ้ายแห้วไปเอาปืนกลมือและระเบิดมือมาจากบ้าน ต่อให้พวกโจรยกมาห้าหกร้อย เราก็ไม่วิตกอะไร"

ดร.ดิเรก พูดเสริมขึ้น

"ไอจะให้อ้ายแห้วนำดินระเบิดมาด้วย เราจะใช้ดินระเบิดและวัตถุระเบิดต่อสู้กับพวกโจร ต่อไปจะได้เป็นข่าวลือไปทั่วไม่มีใครคิดจะปล้นไร่ "พินิจ" ของคุณอาอีก"

พระพินิจถอนหายใจหนักๆ

"อาขอบใจพวกเธอมากทีเดียว ถ้าไม่ได้พวกเธอเป็นกำลังสำคัญ เสือเปียคงปล้นไร่ของอาได้สำเร็จแล้ว กองทัพวัวของนิกรวิเศษมาก พวกโจรวิ่งตูดแป้นไปตามกัน อามองเห็นถนัด สมุนของเสือเปียถูกวัวเหยียบล้มตายไปหลายคน"

นิกรว่า "ถ้าจะให้ดีคุณอาจับช้างป่ามาขังไว้สักห้าหกร้อยตัวดีกว่าครับ พอโจรปล้นเราก็ปล่อยช้างออกไล่กระทืบพวกโจร เอางวงจับฟาดบ้าง หรือไม่ก็โยนขึ้นไปบนอากาศแล้วดีดลูกไขว้ รับรองว่าน่าดูกว่าถูกเหยียบอีกครับ แล้วก็ช้างมันมีอำนาจอยู่ในตัวของมัน อ้ายพวกโจรเห็นเข้าก็วิ่งไม่รู้ทางไป หนีขึ้นต้นไม้ก็ไม่พ้น เพราะช้างมันช่วยกันพังต้นไม้ได้เดี๋ยวเดียวเท่านั้น"

พระพินิจหัวเราะชอบใจ

"แค่วัวก็ดีถมไปแล้วหลานชาย แต่ว่าเสือเปียวางแผนที่จะปล้นวัวเรา อาเชื่อว่าหลังจากมันได้ปืนกลมือและระเบิดมือมาจากพม่ามันจะต้องปล้นวัวเราก่อน ต่อจากนั้นก็จะปล้นไร่ของเรา เท่าที่ดิเรกจะให้นายแห้วไปเอาปืนกลมือและระเบิดมือที่กรุงเทพฯ พรุ่งนี้ ก็ดีแล้ว อาจะได้อุ่นใจ"

เสี่ยหงวนยิ้มให้นายพลดิเรก

"แกไปเอง ไม่ดีหรือหมอ จะได้ไปติดต่อกับกรมผสม ขอยืมรถถังเอ็ม.๒๔ มาใช้ป้องกันไร่สักคัน"

ดร.ดิเรกหัวเราะ

"มากไปโว้ย"

พระพินิจฯ รินเบียร์แจกจ่ายคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วอีกคนละแก้ว แล้วท่านก็ล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตหยิบธนบัตรออกมาปึกหนึ่ง ส่งธนบัตรใบละ ๑๐๐ บาท หนึ่งฉบับให้นายพุด

"เอ้า-ฉันให้รางวัลแกนายพุด ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป แกไม่ต้องทำงานให้แกไปป้วนเปี้ยนอยู่ที่ทับตะโกคอยฟังข่าวคราวการเคลื่อนไหวของเสือเปียและเสือแกละ พอตอนเย็นก็กลับมาไร่เข้าใจไหมล่ะ

"ครับผม" แล้วชายชราก็กระพุ่มมือไหว้เจ้านายของเขาอย่างนอบน้อม รับเงินมาถือไว้ด้วยความดีใจ

"ผมจะไปพักอยู่ที่บ้านเพื่อนเก่าของผมคนหนึ่งครับ เขาตั้งร้านขายของชำอยู่ที่นั่น ตอนสงคราม เราอยู่ที่ราชบุรี ผมมีฐานะดีมาก ผมเคยให้ความช่วยเหลือเขามามากต่อมากครับ"

"ดีแล้ว แกจะต้องทำตัวเป็นสายลับให้ฉันและระวังตัวให้ดี อ้ายเปียมันจับได้มันต้องฆ่าแกแน่ๆ ไปพักผ่อนเถอะนายพุด เรื่องที่ฉันให้แกทำหน้าที่เป็นสายลับ อย่าปริปากพูดให้ใครรู้นะ"

ชายชราลุกขึ้นเดินก้มตัวออกไปทางหน้าสำนักงาน เสี่ยหงวนยกนาฬิกาข้อมือแล้วกล่าวกับนิกรว่า

"ไปขี่ม้าเล่นเถอะวะอ้ายกร เราแต่งคาวบอยแบบมือปืนอย่างนี้ เราก็ควรซ้อมขี่ม้าไว้บ้าง"

พระพินิจฯพูดเสริมขึ้นทันที

"ไปซีหลานชาย คนเลี้ยงม้าที่โรงม้าเขาจะจัดม้าให้พวกเธอตามความประสงค์ อาสั่งเขาไว้เรียบร้อยแล้ว"

นิกรยิ้มให้พลกับศาสตราจารย์ดิเรก

"ไปไหมล่ะ แดดร่มยังงี้ลองควบแข่งกันสักพัก"

นายพลดิเรกสั่นศีรษะ

"โน-ไอชอบขี่เวลาเช้า"

พลว่า "กันก็ชอบขี่เช้าๆเหมือนกัน แกกับอ้ายหงวนอยากขี่ก็ไปขี่ ฉันจะนั่งคุยกับคุณอา ปรึกษาหารือกับท่าน เตรียมรับมือกับอ้ายพวกโจรห้าร้อยต่อไป"

นิกรกับกิมหงวนต่างลุกขึ้นยืนพากันเดินไปทางหลังสำนักงาน ต่างคนต่างแต่งคาวบอยชุดสีดำแบบมือปืนคาดเข็มขัดปืนสีขาวทางขวา หย่อนยานเกือบถึงหัวเข่า ท่าทางของเสี่ยหงวน เหมือนแจ็ค พาเลนท์ ในเรื่อง "เชน" ส่วนนิกรมองดูเหมือนพระเอกเคาบอยหนังญี่ปุ่น

ในราว ๑๖.๓๐ น. ม้าเทศลูกผสม ๒ ตัว ได้พานิกรกับเสี่ยหงวน วิ่งสะบัดย่างผ่านมาทางสำนักงาน สองสหายต่างโบกมือให้ท่านผู้ใหญ่และเพื่อนเกลอของเขา พลร้องตะโกนลั่น

"ขี่โลดโผนให้ดูหน่อยอ้ายหงวน"

"ปู้โธ่" อาเสี่ยเอ็ดตะโร "ขี่อย่างธรรมดายังแย่อยู่แล้ว ม้ามันรู้ว่ากันขี่ไม่เก่งโว้ย มันพยายามสลัดกันลงจากหลังม้าหลายครั้งแล้ว"

ม้า ๒ ตัววิ่งสะบัดย่างไปตามถนนลูกรัง ผ่านอาคารสิ่งปลูกสร้างต่างๆ พวกคนงานพากันมองดูอย่างชื่นชม สักครู่หนึ่งก็ออกมาพ้นเขตไร่ของพระพินิจฯ เสี่ยหงวนนึกคันไม้คันมืออยากจะยิง หรือชกกับพวกอาชญากรที่ทับตะโกเขาก็กล่าวกับนิกรว่า

"ไปเที่ยวทับตะโกหรืออ้ายกร"

เสือปืนคดหรือนิกรทำหน้าเบ้

"ไปทำไมวะ"

"ไปให้พวกนั้นมันรู้ว่าเราก็แน่เหมือนกัน ผิดนักก็เปิดฉากบู๊สักสองสามรายการ ใครดีใครอยู่ ใครไม่ดีก็เน่า ไปน่า-ไปหาเรื่องยิงคนเล่นสนุกๆ"

นิกรฝืนหัวเราะ

"มันไม่สนุกน่ะซี เพราะอ้ายพวกนั้นมันก็มีปืนเหมือนอย่างเราทุกคน ดีไม่ดีเราเท่งทึงนะโว้ย อย่าไปเลยน่า"

อาเสี่ยมองดูนิกรอย่างเดือดดาล

"ถ้าฉันรู้ว่าแกปอดแหกขี้ขลาดตาขาว รักตัวกลัวตายอย่างนี้ จ้างฉันก็ไม่คบแกเป็นเพื่อนให้เสียเวลา กูไปคนเดียวก็ได้วะ"

พูดจบกิมหงวนก็ควบขับม้าวิ่งไปตามทางเกวียนอย่างรวดเร็ว ลัดตัดตรงไปทางหมู่บ้านทับตะโกชุมทางโจรหรือแดนเสือร้าย อันเป็นที่รวมของพวกโจรพวกฆาตกรและอาชญากรหลายจังหวัด

ไม่ถึง ๑๕ นาที อาเสี่ยก็เข้าเขตท้ายหมู่บ้านทับตะโก เขาบังคับม้าให้วิ่งสะบัดย่าง และเริ่มต้นระมัดระวังตัวเพราะกลัวจะถูกยิง เมื่อถึงถนนซอยแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นทางแยกจากถนนใหญ่ อาเสี่ยก็แลเห็นนิกรนั่งอยู่บนหลังม้าที่ปากซอยนั้น

เสี่ยหงวนบังคับม้าให้หยุดวิ่งทันที

"เฮ้ย แกมายังไงวะ"

เสือปืนคดยิ้มแป้น บังคับม้าคู่ขาเดินเหยาะๆเข้ามาหากิมหงวน

"ลัดป่ามาว่ะ ถึงก่อนแกตั้งนาน"

"แล้วเสือกตามมาทำไม"

"อ้าว พูดภาษาส้นมือยังงี้ใช้ได้เรอะ ไม่ให้ตามแกจะให้กันไปตามหมาที่ไหนเล่า เราเป็นเพื่อนกันเราก็ต้องร่วมเป็นร่วมตายกัน ใครจะปล่อยให้แกมาตายคนเดียววะ สุภาษิตโบราณท่านกล่าวไว้ว่า คนเดียวหัวหายสองคนเพื่อนตายใช่ไหมล่ะ"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"แล้วสามคนล่ะ"

"สามคนนอนหงาย"

"ทำไมล่ะ"

"เมาเหล้าน่ะซี"

สองสหายต่างบังคับม้าวิ่งสะบัดอย่างตรงไปตรงมาถนนสายกลางของหมู่บ้าน ซึ่งมีอาคารบ้านเรือนหนาแน่นขึ้นตามลำดับ มีแผ่นป้ายปักไว้ริมถนนปรากฏข้อความว่า

ชาวทับตะโก

ขอต้อนรับท่านด้วยลูกปืน

มีแผ่นป้ายขนาดมหึมาอีกแผ่นหนึ่งอยู่ทางด้านขวา ของถนนใกล้กับร้านสร้างและจำหน่ายหีบศพ ป้ายนี้มีข้อความยืดยาว ทำให้กิมหงวนและนิกรอดแวะอ่านดูไม่ได้ด้วยความอยากรู้นั่นเอง

ไม่อยากตายอ่านนี่ก่อน

๑.อย่าคาดปืนแบบมือปืน

๒.อย่าเต๊ะท่าเป็นนักเลงหรือเป็นเสือ

๓.อย่าพูดเสียงดังหรือยิงปืนเล่น

๔.อย่าจ้องมองดูหน้าใคร

๕.จ่ายสดงดเชื่อขืนเบ่งเป็นเน่า

๖.อย่าเล่นการพนันโกง

๗.อย่าเคี้ยวแก้วขว้างแก้ว อย่าทุบแก้ว

๘.อย่าชกต่อยกับคนที่นี่

"ถุย" นิกรร้องขึ้นดังๆ "ใครทำตามประกาศนี้ก็เอาผ้าซิ่นมานุ่งเถอะวะ ไป-อ้ายหงวน ไปหาเหล้าและกลับแกล้มกินกันตามบาร์ใหญ่ๆ กัน-เสือปืนคดแสดงเอง"

อาเสี่ยยิ้มแป้น

"มันต้องยังงั้น เกิดเป็นคนกลัวคนจะเกิดมาให้หนักแผ่นดินทำไม ถ้าพบเสือเปียกันจะดวลปืนกับมันเอง ถ้ากันถูกยิงตาย แกช่วยเราะกระดูกกันเอาไปกรุงเทพฯ ด้วยนะ เนื้อและเครื่องใน ตับไตไส้พุง ผ้าขี้ริ้ว ดอกจอก ๓๐ กลีบทิ้งมันไป" พูดจบกิมหงวนก็ล้วงกระเป๋าหยิบซองบุหรี่และเครื่องขีดไฟที่ใช้แก๊สออกมา จุดสูบมวนหนึ่งแล้วยื่นซองบุหรี่ให้นิกร แต่นิกรสั่นศีรษะปฏิเสธ

"ขอบใจ กันชอบของขบเคี้ยวหรือของกินมากกว่าบุหรี่"

ทันใดนั้นเอง เสียงปืนเล็กยาวก็ดังขึ้นหนึ่งนัด

"ปัง-เฟี้ยว"

บุหรี่ในปากเสี่ยหงวนแตกกระจายด้วยการยิงอันแม่นยำของมือปืนทับตะโก ครั้นแล้วสองสหายก็ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งหัวเราะลั่น ผู้ที่ลอบยิงอาเสี่ยนั่นเอง เจ้าหมอนั่นยืนอยู่ที่หน้าต่างชั้นบนของโรงแรมแห่งหนึ่ง มือถือปืนเล็กยาว เขามองดูกิมหงวนกับนิกรอย่างขบขัน แล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"ตกใจไหมพี่ชาย ที่นี่เขาหยอกกันอย่างนี้แหละ"

อาเสี่ยกระชากปืนพกออกมาจากซองปืนข้างขวายกขึ้นยิงเจ้าหมอนั่นทันที

"ปัง"

เสียงกระสุน ๙ มม.ระเบิดลั่น เจ้าหนุ่มร่างใหญ่สะดุ้งเฮือกสุดตัว ล้มฟาดกับขอบหน้าต่างแล้วตีลังกาหล่นลงมาที่กันสาดกลิ้งหลุนๆ หล่นตุ้บลงมานอนตายแหงแก๋อยู่ข้างถนน ท่ามกลางความตื่นเต้นของผู้ที่แลเห็นเหตุการณ์ตอนนี้

นิกรมองดูเสี่ยหงวนอย่างแปลกใจ

"โอ้โฮ ระยะไกลตั้ง ๓๐ เมตร แกไม่น่าจะยิงถูกเลย แกแม่นมากทีเดียวอ้ายหงวน"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"เปล่า มันฟลุคน่ะ ยิงอีกโกฏิก็ไม่ถูก อ้ายเปรตนั่น ไม่น่าเท่งทึงเลย แต่ก็ดีแล้ว เสือกมาลูบคมกันก่อน รู้อยู่แล้วว่าเสือร้ายอย่างกันคมในฝัก"

นิกรหัวเราะ

"ชักออกมาขี้สนิมร่วงพรู"

เสี่ยหงวนทำคอย่น

"แล้วกัน อย่างนั้นเขาไม่เรียกคมในฝักหรอกโว้ย เขาเรียกขี้สนิมเขรอะฝัก"

สองสหายบังคับม้าออกวิ่งต่อไปด้วยการวิ่งโขยกพวกเดนมนุษย์ที่อยู่ตามอาคารสองฟากฝั่งถนน ต่างพากันมองดูในฐานะที่เป็นคนแปลกหน้า

"มือปืนโว้ย มือปืนหน้าใหม่โว้ย"

เจ้าหนุ่มยอดดาวร้ายและจอมอันธพาลคนหนึ่งเดินออกมายืนกลางถนนตั้งใจจะฆ่านิกรหรือกิมหงวนเล่นสนุกๆ เมื่อสองสหายควบม้าผ่านมา เจ้าหมอนั่นก็ชักปืนในซองปืนข้างขวาออก

แต่เสือกรของเราไวกว่า--เหนือกว่า-มากกว่า และเป็นฟองกว่า ใหญ่ยิ่งและยิ่งใหญ่กว่า นายจอมทะเล้นกระชากปืนออกมาได้ก่อน ยิงเจ้าหมอนั่นสองนัดติดๆกัน

"ปัง ปัง"

เสือร้ายหรือฆาตกรโหดร้องสุดเสียง ปล่อยปืนพกหลุดจากมือ ยกมือทั้งสองปิดลูกนัยน์ตาทั้งสองข้างแล้ววิ่งโซซัดโซเซไปหาพรรคพวกที่ริมถนน

"โอย ช่วยด้วย ช่วยกันด้วยโว้ย กันถูกยิงนัยน์ตาทะลุทั้งสองข้าง ตาของกันคงบอดแน่"

เสือหงวนกับเสือกรควบม้าเลยไปแล้ว อาเสี่ยกล่าวถามนิกรอย่างแปลกใจ

"แกไปฝึกซ้อมยิงปืนมาจากไหนวะ ถึงยิงได้แม่นอย่างนี้ ยิงลูกนัยน์ตาคนน่ะ ไม่ได้ยิงถูกได้ง่ายๆ"

"เปล่า ปืนของกันปากกระบอกปืนมันคดน่ะ กันตั้งใจจะยิงหน้าอกมันไหงไปโดนลูกนัยน์ตาก็ไม่รู้"

"ว้า ปืนแล้วเสือกเอามาใช้จะได้ความเรอะ"

"เถอะน่า นักเลงปืนชั้นดี ปืนคดก็ยิงได้"

ทั้งสองบังคับม้าให้หยุดหน้าโรงแรมและภัตตาคารใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งเป็นเรือนสองชั้นมั่นคงแข็งแรงและกว้างใหญ่มาก มีป้ายเขียนบอกว่า

โรงแรมทับตะโก

ห้องพักชั้นเยี่ยม เหล้าอาหารชั้นยอด

พร้อมด้วยการพนันประเภทหนึ่ง

"ได้การแล้วอ้ายกร" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ "เท่าที่เราทราบอ้ายเปียเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของโรงแรมนี้ เข้าไปหาเหล้ากินกันเถอะ ถ้าพบอ้ายเปียกันจะฆ่ามัน หรือม่ายก็ให้มันฆ่ากัน ยิงกันมันอยู่ที่ความว่องไวและความแม่นยำโว้ย ตามธรรมดากันก็ฝึกยิงปืนพกอยู่เสมอ"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"ตกลง กันจะเอาศพแกนอนพาดหลังม้ากลบไปไร่และจะเอากระดูกไปกรุงเทพฯ ตามความประสงค์ของแก"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แหม-แกไม่พยายามพูดให้กำลังใจกันบ้างเลย พูดให้กันดีใจหน่อยเถอะวะ ปู้โธ่"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ไม่เห็นจะต้องพูดอะไรนี่หว่า เพราะฝีมือแกเหนือกว่าอ้ายเปียตั้งเยอะแยะ ยิงกันอ้ายเปียก็เท่งทึงเท่านั้นเอง สู้ใครไม่สู้ สู้อ้ายหงวนลูกชายเจ้าสัวกิมเบ๊"

"พอแล้ว" อาเสี่ยตวาด "ไม่ต้องอธิบายหรอกว่าลูกใคร"

สองสหายบังคับม้าเข้ามาหยุดหน้าโรงแรมใกล้กับที่ผูกม้าแล้วก้าวลงจากหลังม้าคู่ขา ผูกม้าไว้กับเสาต้นหนึ่ง

มีรางใส่น้ำไว้ให้ม้ากินพร้อม ทางโรงแรมพยายามเอาใจลูกค้าอย่างดีที่สุดเพราะที่นี่มีโรงแรมและบ่อนการพนันหลายแห่ง ถึงแม้ว่า "โรงแรมทับตะโก" จะหรูหราใหญ่โตกว่าเพื่อนก็ตาม

"อย่าพึ่งเข้าไปอ้ายหงวนเดินสำรวจทางหนีทีไล่ให้รอบโรงแรมเสียก่อน ถ้าเราถูกกลุ้มรุม เราควรจะล่าถอยออกทางไหน"

อาเสี่ยเห็นพ้องด้วย

"เออ ดีเหมือนกัน"

นิกรกับกิมหงวนต่างเดินสำรวจ "โรงแรมทับตะโก" โดยไม่มีใครแลเห็นหรือสนใจกับสองสหาย แล้วนิกรก็กล่าวกับอาเสี่ยอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"แกเข้าไปก่อนอ้ายหงวน วางท่าให้สมกับที่เราเป็นมือปืนหรือเสือร้าย"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"แล้วแกล่ะ"

"ประเดี๋ยวกันจะตามแกเข้าไป พวกมันจะได้เดาไม่ถูกว่าเรามากันกี่คน แต่ว่าแกต้องเลือกนั่งโต๊ะว่างใกล้ๆกับหน้าต่างกระจกบานนี้นะ"

"เอา-เอายังไงก็เอาวะ"

"เดี๋ยว ฟังกันก่อน แกจะต้องเต๊ะท่าให้สมกับมือปืนชั้นดี"

เสี่ยหงวนทำปากเบี้ยว นัยน์ตาเหล่ทันที

"ยังงี้ดีไหม"

นิกรสะดุ้งโหยงแล้วหัวเราะ

"นี่มันคนเป็นสันนิบาตหรืออัมพาตนี่หว่า ปากถึงเบี้ยวบูดยังงี้ ยืดหน้าอกขึ้นแล้วเก๊กหน้าให้ดุๆ พอแล้ว ไปเถอะ เข้าไปนั่งแล้วสั่งเหล้ามากินภายในหนึ่งนาทีกันจะตามเข้าไป"

อาเสี่ยเดินย้อนกลับไปทางหน้าโรงแรม เขาพยายามเก๊กหน้าและเต๊ะท่าเป็นเสือร้าย เขาพาตัวเดินเข้าไปในห้องโถงชั้นล่างของโรงแรมท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของพวกนักเลงเหล้า นักการพนันและพวกอาชญากรทั้งหลาย ใครต่อใครต่างมองดูเสี่ยหงวนเป็นตาเดียวเพราะเขาเป็นคนแปลกหน้าของทับตะโก เจ้าหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งยืนขวางหน้าอาเสี่ย ไม่ยอมหลีกทางให้ เสี่ยหงวนแกล้งกระแทกไหล่เจ้าหมอนั่นอย่างจังแล้วหยุดยืนมองดูหน้ากัน

"อ้าว นักเลงหรือพี่ชาย" เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ถามเสี่ยหงวน

"เสือโว้ย ไม่ใช่นักเลง" กิมหงวนตอบ

เจ้าหมอนั่นแหกปากหัวเราะลั่น

"เสือกระบากอยู่ในครัวใช่ไหมล่ะ"

เสี่ยหงวนยกเท้าขวาเตะ ถูกก้านคอเจ้าหมอนั่นเต็มแรงเกิดดังฉาด เท่านี้เอง เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ก็ล้มลงนอนหงายเหยียดยาวสิ้นสติสมประดี และเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น อาเสี่ยพาตัวเดินไปนั่งโต๊ะว่างริมหน้าต่างกระจก เท่าที่โรงแรมติดกระจกตามหน้าต่างก็เพราะนักเลงเหล้ากินเหล้า และอาหารแล้วหลบหนีไปทางหน้าต่างจึงต้องติดกระจกป้องกันการหลบหนี ถ้าหนีออกทางด้านหน้าก็จะต้องผ่านเคาเต้อร ส่วนทางหลังไม่มีทางหนีได้

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ถูกเพื่อนๆลากไปแก้ไขทางริมห้อง มีคนอีกหลายคนอยากจะลองดีกิมหงวน บ้างก็กุมด้ามปืนพก ทำท่าจะชักออกมาแต่ไม่กล้าชัก อาเสี่ยเห็นแต้มคูของเขาเป็นต่อก็กระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมายิงไปที่ขวดเหล้าหลังเคาเต้อรหนึ่งนัด

"ปัง เพล้ง"

เหล้าเถื่อนขวดหนึ่งแตกกระจาย คนรับใช้ที่ยืนอยู่หน้าเคาเต้อรรีบวิ่งมาหาเขาอย่างเกรงกลัว

"ต้องการอะไรครับพี่"

อาเสี่ยขบกรามกรอด

"เดี๋ยวพ่อยิงกรอกปากเสียเลย อย่านึกว่าคนแปลกหน้าอย่างกันไม่มีสตางค์จ่ายค่าเหล้าค่าอาหารให้แกนะโว้ย ให้การต้อนรับกันหน่อยซี" พูดจบกิมหงวนก็ล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึ้กเบ้อเริ่มออกมาชูอวด "นี่เงินใช่ไหม แหกตาดูเสียให้ดี อย่าคิดว่าเป็นแบ๊งค์หลวงพ่อทวด"

"ครับ ครับ ผมขอประทานโทษครับพี่ เมื่อกี้ผมมัวแต่ตกใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พี่ต้องการอะไรกรุณาสั่งได้ครับ"

ทันใดนั้นเองเสียงกระจกหนาต่างก็แตกดังเพล้ง ทำให้ใครต่อใครพากันมองดูเป็นตาเดียว เสือกรพุ่งหลาวเอาศีรษะชนกระจกเข้ามาแล้วตีลังกากลับ เขาลุกขึ้นยืนทำหน้าตาเฉยเดินเข้ามานั่งร่วมโต๊ะกับกิมหงวนแล้วพูดกับคนรับใช้

"ค่ากระจกแผ่นละเท่าไรคิดเงินที่เราได้ กันซ้อมออกกำลังกายนิดหน่อยเท่านั้น ความจริงพวกเราไม่ใช่เสือสาง ไม่ใช่มือปืนหรือตีนปืนอะไรหรอก แต่เราเป็นนักแม่นปืนที่เคยชนะเลิศแชมเปี้ยนโลกในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ออสเตรเลียมาแล้ว อีกไม่กี่วันเราสองคนจะไปแข่งขันที่ญี่ปุ่น ก็เลยมาเที่ยวทับตะโกซ้อมมือยิงคนเล่นต่างเป้า ใครอยากยิงกับพวกเราก็ยกมือขึ้นและเรียงหน้ากันเข้ามา อั๊วรับรองว่ามือปืนอย่างอั๊วแมลงวันบินผ่านหน้ายังยิงหงายท้อง"

พวกดาวร้ายเงียบกริบ บางคนก็เชื่อบางคนก็ไม่เชื่อ กิมหงวนกล่าวกับคนรับใช้ว่า

"มีกับข้าวอะไรกินบ้าง"

"มีแกงเผ็ดไก่ ไก่ผัดขิง ไก่ย่าง แกงคั่วหน่อไม้กับปลาครับ แล้วก็ไข่ต้มไข่ดาวไข่เจียว"

นิกรว่า "ไปเอามาอย่างละจาน เอาเหล้ามาขวดหนึ่ง เร็วนะชักช้าพ่อยิงไส้แตก"

คนรับใช้รับคำสั่งแล้วเดินไปทางครัวทางหลังร้าน อาเสี่ยมองดูนายจอมทะเล้นเพื่อนเกลอของเขาอย่างแปลกใจ

"แกนึกบ้ายังไงขึ้นมาวะ ถึงได้พุ่งตัวพังกระจกเข้ามา"

นิกรยิ้มอย่างภาคภูมิ

"กันต้องทำลายขวัญอ้ายพวกนี้"

"อือ เคราะห์แกดีที่แกไม่ได้รับบาดเจ็บจากเศษกระจกเลย ถ้าแกขืนทำแบบนี้อีกทีกระจกอาจจะบาดคอหอยแกเหวอะหวะก็ได้"

"อย่าพูดโว้ย" นิกรดุ "เสียวไส้ว่ะ จ้างกันหมื่นบาทให้กันพุ่งหลาวทะลุกระจกอีกทีกันก็ไม่เอา"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ แล้วกระซิบบอกนิกร

"ระวังตัวหน่อย ใครต่อใครกำลังมองดูเรา และสายตาที่มองเรานั้น ไม่มีใครแสดงความเป็นมิตรต่อเราเลย"

นิกรแกล้งพูดขึ้นดังๆ

"ก็เอาซี ใครอยากจะลองดีกับกันก็ได้ วันนี้กันพึ่งยิงคนตายได้ ๙ ศพเท่านั้น อย่างน้อยต้องได้อีกศพหนึ่งถึงจะครบ ๑๐ ศพ ถ้าไม่รู้ว่าจะยิงใครกันก็จะยิงแก"

เจ้าหนุ่มผอมกะหร่องคนหนึ่งเดินผ่านมาทางสองสหายในระยะใกล้ชิด อาเสี่ยยกมือคว้าแขนไว้แล้วกล่าว

"อ้ายน้องชาย บอกกันหน่อยเถอะ เสือเปียและเสือแกละอยู่ไหน"

เจ้านั่นมองดูเสี่ยหงวนอย่างเกรงกลัว เพราะเขาเป็นนักการพนัน ไม่ใช่นักบู๊

"แฮ่ะ แฮ่ะ พี่เปียไปพม่าเมื่อกี้นี่เองครับ เห็นบอกว่าไปเยี่ยมเพื่อนคนหนึ่ง ส่วนพี่แกละนอนเจ็บอยู่ที่บ้านครับ"

กิมหงวนปล่อยมือออก

"ดีแล้ว แกไปได้ ช่วยส่งข่าวไปบอกเสือแกละด้วยซีนะว่ากันกับเพื่อนอยากจะพบเขาและยิงกับเขาเมื่อหายป่วยแล้ว สำหรับเสือเปียก็เช่นเดียวกัน"

ใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้น

"ถ้ายังงั้นพบกับพี่ชมก่อนเป็นยังไง อย่าให้ถึงพี่เปียเลย"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง เขาเถอะว่าเสือหงวนกับเสือกรหลานชายพระพินิจฯ เจ้าของไร่มาคอยอยู่นี่แล้ว"

เสียงพึมพำดังขึ้นทั่วห้องโถงของโรงแรม บรรดาอาชญากรเหล่านี้แทบทุกคนนึกครั่นคร้ามอาเสี่ยกับนิกรแล้ว เพราะสองสหายแต่งกายภาคภูมิด้วยเสื้อผ้าที่มีราคาแพง นอกจากนี้ยังสะอาดเรียบร้อย เข็มขัดปืนก็ใหม่เอี่ยมแบบทันสมัยสวยงามมาก หลายคนบอกตัวเองว่าถ้านิกรกับกิมหงวนไม่แน่จริงก็คงไม่มาทับตะโกตามลำพัง

อาชญากรในวัยกลางคนคนหนึ่งรีบออกไปจาก "โรงแรมทับตะโก" เพื่อไปตามเสือชมที่บ้านพักซึ่งอยู่ห่างจากโรงแรมราว ๑๐๐ เมตรเท่านั้น

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ

จนกระทั่ง ๑๗.๓๐ น. ขณะที่เสือหงวนกับเสือกรกำลังนั่งดื่มเหล้าและสนทนากันอย่างสนุกสนาน เสือชมสมุนแขนขวาของเสือเปียก็ปรากฏตัวขึ้น เมื่อเสือชมเดินผ่านประตูห้องโถงของโรงแรมเข้ามา เสียงจ้อกแจ้กจอแจ ก็สงบเงียบลงทันที

สมุนแขนขวาของเจ้าพ่อทับตะโก แต่งกายแบบมือปืนในชุดสีน้ำตาลไหม้ คาดเข็มขัดปืนสีดำ สวมหมวกสักหลาดสีน้ำตาลแก่ ร่างของเขาสูงใหญ่กว่าเสี่ยหงวน ลักษณะท่าทางบอกให้รู้ว่า เคยเผชิญชีวิตมาแล้วอย่างโชกโชน แน่ละเขาเป็น ทั้งหัวหน้าโจรและฆาตกรที่หลบหนีตำรวจมาเป็นสมุนคนสนิทของเสือเปีย ซึ่งเสือเปียและเสือแกละรักใคร่ ไว้วางใจมาก

ชายกลางคนที่ไปตามเสือชม ที่บ้านพักติดตามมาด้วย เสือชมหยุดยืนหน้าเคาเต้อร์กวาดสายตามองไปรอบๆ ในเวลาเดียวกันนี้เองนิกรกับกิมหงวนก็กำลังจ้องมองดูเสือชมอยู่

"อ้ายหมอนี่คงชื่อเสือชม" นิกรพูดยิ้มๆแล้ว ล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบเหรียญ ๕๐ สตางค์อันหนึ่งออกมา "เพื่อความยุติธรรม เราดีดหัวดีดก้อยกันเถอะวะอ้ายหงวน ใครทายถูกได้ดวลปืนกับเสือชม"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"ดีเหมือนกัน กันเลือกเอาข้างก้อยเอ้า"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"เอาทั้งหัวทั้งก้อยก็แล้วกัน กันจะโยนลงไปบนพื้นกระดาน ถ้าออกหัวหรือก้อยแกมีโอกาสได้ดวลปืนกับเสือชม ถ้าเหรียญตั้งกันจะยิงกับมันเอง"

"ถุย" เสือหงวนร้องเสียงลั่น "ลำบากนัก อย่าเสียเวลาโยนหัวโยนก้อยเลย ให้กันยิงกับอ้ายชมดีกว่า แกเป็นคนดูก็แล้วกัน ถ้ากันเพลี่ยงพล้ำถูกยิงตาย..."

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"กันจะเอาศพแกพาดหลังม้ากลับไปไร่"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แล้วแกจะไม่คิดแก้แค้นแทนกันหรือ"

"อ๋อ ที่กันว่า กันจะเอาศพแกพาดหลังม้าพาไปไร่น่ะ หมายความว่า กันฆ่าเสือชมได้แล้ว แต่ว่ามันชื่อเสือชมใช่หรือดปล่าก็ไม่รู้ แกไปถามมันดูซิ ไป-อย่าชักช้า เดี๋ยวมันจะหาว่าเรากลัวมัน"

สองสหายต่างลุกขึ้นยืน คนรับใช้หนุ่มปราดเข้ามาหา

"กรุณาจ่ายเงินค่าเหล้า ค่าอาหารเสียก่อนเถอะครับ ประเดี๋ยวพี่เพลี่ยงพล้ำ ถูกพี่ชมยิงตาย ผมไม่รู้ว่าจะไปเก็บเงินกะลิงที่ไหน เคยโดนมาบ่อยๆแล้วครับ"

เสี่ยหงวนล้วงกระเป๋าเสื้อเคาบอย หยิบธนบัตรออกมาปึกหนึ่ง นับธนบัตรใบละร้อยรวม ๕ ฉบับ ส่งให้คนรับใช้

"เอ้า-ค่าเหล้า ค่าอาหาร เหลือเท่าไรให้แกเป็นรางวัล"

"โอ๊ย" คนรับใช้ร้องสุดเสียงเหมือนกับถูกยิง

"ร้องทำไมวะ" เสี่ยหงวนถาม

"ตื่นเต้นครับนึกไม่ถึงว่าผมจะได้รับความเมตตากรุณาจากพี่อย่างมากมายเช่นนี้ ที่นี่เขาทิปกันอย่างวิเศษก็บาทเดียวเท่านั้นแหละครับ แล้วก็นานๆถึงจะมีการทิปกันสักครั้ง โอ-พี่ให้เงินผมตั้งสี่ร้อยเชียวหรือครับ ค่าเหล้าค่าอาหารเพียง ๔๕ บาทเท่านั้น"

นิกรพูดตัดบท

"เถอะน่า เขาให้แล้วก็เอาไปเถอะ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร คนที่รู้ตัวว่ากำลังจะตายก็มักใจดีอย่างนี้แหละ"

เสี่ยหงวนเย็นวาบไปหมดทั้งตัว หันมาทำตาเขียวกับนายจอมทะเล้น

"แกไม่เคยพูดอะไรให้เป็นมงคลแก่ฉันเลย อ้ายกร แกดูถูกฝีมือและฝีตีนของฉันนั่นเอง เพื่อนกันก็ควรจะพูดให้กำลังใจ นี่มึงแช่งกูตะพืด พับผ่า...เดี๋ยวฉันดวลปืนกับแกเสียก่อนเลย"

นิกรยกมือไหว้ปะหลกๆ

"เชิญครับ เชิญเฮียหงวน มือปืนผู้ยิ่งใหญ่ไปฆ่าเสือชมเถอะครับ แล้วก็ถ้ายิงมันตายเฮียเอาเข็มขัดปืนของมันมาให้ผมด้วย"

อาเสี่ยยิ้มออกมาได้

"เออ พูดยังงี้ซีวะ"

ทันใดนั้นเองสองสหายก็สะดุ้งสุดตัว เมื่อได้ยินเสี่ยงปืนพกดังขึ้นนัดหนึ่ง ต่างหันมามองหน้าไปที่เคาเต้อร ผู้ยิงปืนคือเสือชมสมุนแขนขวาของเสือเปียนั่นเอง เขากำลังเก็บปืนพกยัดใส่ไว้ในซองปืนข้างซ้าย แล้วกล่าวขึ้นดังๆว่า

"กูเสือชมมาแล้วโว้ย มือปืนหรือเสือต่างถิ่นคนไหนอยากจะทดสอบฝีมือกับพี่เปีย เชิญมาลองฝีมือกับกูก่อน"

เสี่ยหงวนเดินส่ายอาดๆ เหมือนว่าวจุฬาตรงเข้าไปหาเสือชมทันที ผู้ที่อยู่ในบาร์เงียบกริบ แม้แต่เข็มเล่มเดียวตก ได้ยินถนัด หลายคนที่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ในทางปืน ของเสือชมและเสือหงวน ต่างรีบหลบออกไปให้พ้น ท่าทางของเสือหงวนองอาจผิงผายไม่เลว แต่เสือชมก็ไม่ใช่ย่อย

ทั้งสองหยุดยืนเผชิญหน้ากัน ในระยะห่างเพียง ๓ เมตร ซึ่งเป็นระยะเผาขน

"แกเป็นใครพี่ชาย" เสือชมถามเสียงกร้าว

อาเสี่ยยิ้มด้วยมุมปากข้างขวา

"เรียกกันว่า เสือหงวนก็แล้วกัน แกคือเสือชมแน่นะ"

เสือชมพยักหน้า

"ใช่ แกเป็นมือปืนที่พระพินิจฯหามาจากกรุงเทพฯใช่ไหม"

"ถูกแล้ว เราสี่คนรับทำงานให้คุณพระคือฆ่าเสือเปียกับเสือแกละ ตลอดจนสมุนชั้นหัวหน้าของสองเสือพี่น้องนี้ เมื่อตอนบ่ายเสือเปียพาสมุนบุกเข้าปล้นไร่คุณพระ รู้สึกว่า แกคงจะร่วมปล้นด้วย แกคงเห็นแล้วสินะว่า พวกเราเพียง สี่ห้าคนเท่านั้น สามารถยันพวกแกไว้ได้จนกระทั่งพวกแกต้องล่าถอยกลับมาทิ้งศพไว้เกลื่อนกลาด"

เสือชมเค้นหัวเราะ

"ที่ล่าถอย เพราะแกปล่อยวัวมา เหยียบย่ำพวกเราโว้ย"

เสือหงวนอมยิ้ม

"นั่นแหละ คือยุทธวิธีของเรา ถ้าแกปล้นไร่ พินิจ อีก แกและพวกแกจะถูกช้างและแรดเหยียบตาย แกรู้จักช้างไหมล่ะ มีสี่ตีน มีงวงมีงา หน้าตาเหมือนช้าง"

เสือชมขบกรามกรอด

"ไม่ต้องพูดมากเสือหงวน ชักปืนออกมาซี กันพร้อมแล้ว และยินดีให้แกชักปืนก่อน"

"กันชักก่อน แกก็เน่าเท่านั้นเอง"

ต่างฝ่ายต่างก็มองดูเชิงกันตามแบบมือปืน มือขวาของเสี่ยหงวนขยุกขยิกจนกระทั่งเสือชมแปลกใจก็กล่าวถาม

"แกตื่นเต้นหรือเสือหงวน ทำไมมือแกขยุกขยิกหงิกงออย่างนั้น"

อาเสี่ยหัวเราะ

"เปล่า กันให้มะเหงกแกต่างหาก"

เสือชมโกรธจนตัวสั่น เมื่อเขาเอื้อมมือตะครุบด้ามปืนพก อาเสี่ยก็ใช้ความแคล่วคล่องว่องไวกระชากปืนข้างขวา ออกมาได้ก่อนและยิงเสือชมทันที

"ปัง"

เสือชมยิ้มแสยะ

"ยิงอีกซีเพื่อน แกจะได้รู้ว่าลูกปืนของแก ไม่มีความหมายสำหรับกันหรอก"

เสี่ยหงวนมองดูเสือชมอย่างขบขัน

"แกกำลังจะเท่งทึงอยู่แล้ว ถูกยิงอกทะลุแล้วยังจะทำพูดดีอีก นั่นปะไร"

เสือชมปล่อยปืนพกร่วงหลุดจากมือแล้วถลาไปเกาะเสาต้นหนึ่ง ต่อจากนั้น เขาก็ล้มลงนอนตะแคงสิ้นใจตาย

ใครคนหนึ่งยืนแฝงตัวอยู่บนชั้นพักบันได พอแลเห็นเสือชมล้มลง เท่งทึง เจ้าหมอนั่นก็ค่อยๆดึงปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาเพื่อจะยิงเสือหงวนข้างหลัง นิกรแลเห็นเข้าพอดี เสือกรกระชากปืนพกออกมาทั้งสองกระบอกยิงเจ้าหมอนั่นตดๆ กระบอกละ ๓ นัด เสียงปืนพกดังรัว ราวกับปืนกลมือ

"ปัง-ปัง-ปัง-ปัง-ปัง-ปัง"

กระสุนนัดแรกถูกหน้าผากทะลุออกข้างหลัง นัดที่สองและนัดที่สามถูกหน้าอก นัดที่สี่ถูกรูสะดือพอดี นัดที่ห้าถูกโคนขาขวา และนัดที่หกถูกโคนขาซ้าย เจ้าหนุ่มอาชญากรสมุนคนหนึ่งของเสือเปียล้มกลิ้ง ลงมาตามขั้นบันไดจนถึงพื้นล่าง พวกดาวร้ายต่างหันมามองดูเป็นตาเดียว นิกรร้องประกาศลั่น

"ใครต้องการปะทะกับเราเล่นกันซึ่งหน้าซีโว้ย อ้ายหมอนี่ ไม่ใช่ลูกผู้ชาย พยายามจะยิงเพื่อนเราข้างหลัง กันก็เลยส่งมันไปนรก รับรองว่า หกนัด ถูกทั้ง หกนัด ไม่เชื่อไปดูศพได้"

พูดจบ นิกรก็ปลดกระสุนออกมาจากเข็มขัดปืนบรรจุปืนพกของเขาให้เต็มที่กระบอกละ หกนัด

พวกดาวร้ายยืนนิ่งเฉยไม่มีใครเคลื่อนไหว ทุกคนต่างนึกครั่นคร้ามเกรงกลัวในฝีมือของเสือหงวน และเสือกร อาเสี่ยกระโจนขึ้นไปยืนบนโต๊ะว่างโต๊ะหนึ่งกระชากปืนพกทั้งสองกระบอกออกมาควงเล่น

"มีใครอีกบ้างไหมล่ะที่จะลองดีกับข้าพเจ้า เสือหงวนหรือเสือกร เพื่อนเกลอของข้าพเจ้า" พูดจบกิมหงวนก็แลเห็นเจ้าเคราดกคนหนึ่ง ซึ่งถือแก้วเหล้าอยู่ในมือขวา กำลังมองดูเขาด้วยความหมั่นไส้ เสือหงวนยกปืนพกกระบอกซ้ายยิงไปที่อ้ายเคราดกทันที

"ปัง เพล้ง"

แก้วเหล้าในมือแตกกระจาย อ้ายเคราดกอกสั่นขวัญแขวนรีบยกมือไหว้อาเสี่ยด้วยความเกรงกลัว

"ผมไม่สู้หรอกครับพี่"

เสี่ยหงวนยิ้มแค่นๆ

"อย่าด่ากันด้วยสายตาซีโว้ย"

แล้วอาเสี่ยก็กระโดดลงมาจากโต๊ะ เมื่อเสือกรเดินเข้ามาหาเขา

"กลับไร่เราเถอะเว้ย" นายจอมทะเล้นกระซิบบอก

"อ้าว รีบไปไหนล่ะ"

เพื่อความปลอดภัยของเราน่ะซี ตอนนี้อ้ายพวกนี้ยังเสียขวัญที่พวกแกฆ่าเสือชมตาย แต่อีกสักครู่ความโกรธแค้นก็จะเกิดขึ้น แล้วเราสองคนก็อาจจะถูกฆ่าตาย กลับดีกว่า เชื่อกันเถอะ"

เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย

"เออ จริงของแก กลับก็กลับ"

สองสหายเดินเคียงคู่กันออกไปทางหน้าบาร์ พอผ่านศพเสือชมอาเสี่ยกับนิกรก็หยุดชะงัก กิมหงวนล้วงกระเป๋าเสื้อ หยิบธนบัตรใบละร้อยออกมาปึกหนึ่ง โยนไปบนเคาเต้อรแล้วกล่าวกับแคชเชียร์ว่า "แกช่วยจัดการซื้อโลงมาใส่ศพเสือชมและอ้ายหมอนั่นหน่อยซี ช่วยฝังเสียให้เรียบร้อยอย่าให้ส่งกลิ่นเหม็นรำคาญจมูกผู้อื่น ถ้าเสือเปียกลับมาจากพม่า ช่วยบอกเขาด้วยว่า ผู้ที่ฆ่าเสือชมคือเสือหงวน เสือปืนเร็วที่ชักปืนเร็วที่สุดในโลก และเป็นแชมเปี้ยนแม่นปืนชนะเลิศของโลก ให้เสือเปียเตรียมตัวตายได้แล้ว ส่วนเสือแกละก็เช่นเดียวกัน ตอนนี้กันยังไม่ฆ่าเสือแกละก็เพราะเห็นว่าเขายังเจ็บอยู่ จำไว้ว่าเสือหงวนจะต้องมาเหยียบทับตะโกอีก และจะพาเสือร้ายอีก สองคนมาด้วย"

ท่ามกลางความสงบเงียบ สองสหายพากันเดินออกไปจากห้องโถงของ "โรงแรมทับตะโก" อย่างสง่าผ่าเผย ไม่ปรากฎว่ามีใครกล้าลองดีกับเขาอีกเลย

เจ้าแห้วขับรถจี๊ปใหญ่ เดินทางไปกรุงเทพฯ แต่เช้าตรู่ ซึ่งตลอดวันนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ระดมคนงานสร้างรังปืนไว้ตามจุดสำคัญต่างๆ หลายแห่ง เตรียมพร้อมที่จะรับมือกับเสือเปีย พวกกรรมกรหลายคนได้อาสาสมัครสู้รบกับพวกโจร ทำให้กำลังทางฝ่ายเจ้าทรัพย์เข้มแข็งขึ้น นายฉัตร คนสนิทของคุณพระได้เป็นตัวตั้งตัวตีขอร้องให้พวกกรรมกรร่วมมือร่วมใจกันต่อต้านเจ้าพ่อทับตะโก ชี้แจงแสดงเหตุผลให้ฟังว่า ถ้าเสือเปียและเสือแกละถูกฆ่าตาย ทุกคนก็จะได้รับความร่มเย็นเป็นสุข ไม่ต้องอยู่ใต้อิทธิพลของพวกโจร และพวกดาวร้าย ไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกข่มเหงรังแก

ก่อบพลบค่ำวันนั้นเอง เจ้าแห้วก็เดินทางจากกรุงเทพฯมาถึงไร่พินิจ โดยสวัสดิภาพ เขานำปืนกลมือมา ๖ กระบอก กระสุนอีก ๓ ๒ลัง ระเบิดมือ ๑ หีบ ระเบิดบก ๑๐ ลูก และดินระเบิด ที.เอ็น.ที. หนึ่งถังเล็ก อาวุธร้ายที่เจ้าแห้วนำมานี้ ทำให้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อบอุ่นใจไปตามกัน เพราะเพียงแต่ปืนกลมือ ก็สามารถที่จะปราบโจรได้อย่างสบายแล้ว

หลังจากขนปืนและลูกระเบิดขึ้นไปเก็บบนเรือนรับรองเรียบร้อย สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ลงมาดื่มเหล้าและสนทนากันที่ระเบียงด้านข้างของสำนักงาน ซึ่งพระพินิจฯ ได้ร่วมโต๊ะด้วย ถึงท่านไม่ดื่มเหล้า ท่านก็ดื่มเบียร์ได้นิดหน่อย

ระหว่างนั้นเอง ชายชราผู้มีนามว่า นายพุดหรือลุงพุดก็ปรากฏตัวขึ้น เขาแต่งกายแบบชาวบ้านไร่มีผ้าขาวม้าพาดเอวและมีดาบสะพายบ่า เล่มหนึ่ง นายพุดได้ออกจากไร่ไปป้วนเปี้ยนอยู่ทับตะโก ความดังขยับขยายของพระพินิจ พอตกเย็นก็กลับมาไร่นำข่าวความเคลื่อนไหวของพวกโจรมารายงานให้คุณพระทราบ

"อ้อ นายพุดกลับมาแล้วหรือ ฉันบ่นถึงแกเมื่อครู่นี้เอง นั่งซี"

ชายชราประนมมือไหว้เจ้านายของเขาแล้วทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งในท่าทางนอบน้อมเจียมตัว

"ได้เรื่องมายังไงบ้างนายพุด" เจ้าคุณปัจจนึกฯถามยิ้มๆ

ลุงพุดว่า "อาเสี่ยกับคุณนิกรแน่มากครับ เท่าที่ยิงเสือชมตายเมื่อเย็นวานนี้ และคุณนิกรยิงอ้ายยอดตาย ทำให้พวกดาวร้ายที่ทับตะโกเสียขวัญไปตามกันเชียวครับ"

เสี่ยหงวนยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง

"จนใจว่าวานนี้เป็นวันพระ ม่ายฉันคงฆ่าอ้ายพวกนั้นไม่ต่ำกว่า ๕๐ ศพ แล้วลุงได้ข่าวเสือเปียบ้างหรือเปล่า"

"ได้ครับ" พูดแล้วชายชราก็หันมาทางพระพินิจฯ

"อ้ายเปียกลับมาจากพม่าเมื่อตอนบ่ายโมงนี่เองแหละครับ เท่าที่ผมทราบอ้ายเปียซื้อปืนยิงเร็วแบบสะเตนมาได้กระบอกเดียว ส่วนกระสุนมีสองแม็คกาซีนเท่านั้น"

พระพินิจฯหัวเราะเบาๆ

"ลูกระเบิดมือซื้อไม่ได้"

"ครับ ขณะนี้อ้ายเปียเดินทางไปเมืองกาญจน์แล้วครับ ไปกับสมุนสองคน มันมาพักอยู่ที่ทับตะโกราวชั่วโมงเดียวก็รีบไปเมืองกาญจน์"

"ไปทำไม"

"ไปหาพี่ชายมันครับ พี่ชายของอ้ายเปียและอ้ายแกละชื่อเสือจุกครับ เป็นจอมโจรชื่อดังขนาดที่มีสมญาว่าเจ้าพ่อเมืองกาญจน์เชียวครับ"

"งั้นเรอะ ฉันเคยได้ยินชื่อเสือจุกกาญจนบุรีบ่อยๆ มีประวัติร้ายกาจโหดเหี้ยม ทารุณมาก"

"นั่นแหละครับ อ้ายจุกคือพี่ชายของเสือเปียและเสือแกละ มีอายุแก่กว่าอ้ายเปีย ๓ ปี อ้า-เมื่ออ้ายเปียกลับจากพม่าก็ทราบข่าวว่าเสือชมถูกอาเสี่ยยิงตาย อ้ายเปียโกรธแค้นมากครับ ด่าว่าสมุนของมันที่อยู่ในบาร์ตอนเกิดเหตุ ประณามว่าทุกคนขี้ขลาดตาขาว ถ้าร่วมมือร่วมใจกันสังหารอาเสี่ยกับคุณนิกรแล้วอย่างไรก็ต้องตาย อ้ายเปียประกาศเลิกคบสมุนของมันครับ มันเดินทางไปกาญจนบุรีก็เพื่อจะไปพาเสือจุกกับสมุนของเสือจุกมาปล้นท่านและฆ่าพวกคุณๆเหล่านี้"

พล พัชราภรณ์ กล่าวถามชายชราทันที

"ข่าวที่ลุงสืบทราบมานี่เป็นข่าวที่แน่นอนหรือลุง"

"แน่นอนครับ อย่างช้าพรุ่งนี้เย็นอ้ายเปียคงจะพาพี่ชายกับบริวารมาถึงทับตะโก ผมทราบมาว่าการปล้นไร่ของเรามันจะปล้นก็ต่อเมื่อเสือแกละหายป่วยแล้วหมายความว่า อย่างน้อยก็อีก ๕ วัน แต่มันจะปล้นวัวของเราก่อน"

"ดีแล้วลุง พวกฉันจะรับมือกับมันเอง เราจะต้องฆ่าอ้ายเปียอ้ายแกละและอ้ายจุกให้ได้ คุณอากับพวกคนงานที่ไร่นี้จะได้อยู่เย็นเป็นสุข"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ตระกูลของเสือเปียน่ากลัวจะเป็นโจรทั้งนั้นหรือยังไงลุงพูด"

"ใช่ครับคุณหมอ เพื่อนผมที่ทับตะโกเล่าให้ฟังว่าปู่ของอ้ายเปียก็เป็นนายโจร พ่อของมันก็เป็นโจร"

นิกรถามว่า "ทางแม่อ้ายเปียล่ะ"

"เป็นโจรครับ ยายอ้ายเปียเป็นหัวหน้าโจรสลัด แม่อ้ายเปียก็เคยเป็นหัวหน้าโจรอยู่พักหนึ่ง หลังจากพ่ออ้ายเปียถูกตำรวจยิงตาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก๊าก

"ถ้าเช่นนั้นนับว่า เสือเปียกับเสือแกละมีเลือดโจรถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ คนอย่างนี้เกิดมาไม่เสียชาติเกิด"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง พระพินิจฯ กล่าวกับคนของท่านด้วยความปรานีว่า

"ไปพักผ่อนเสียเถอะนายพุด แต่ว่าพรุ่งนี้และวันต่อๆไป แกจะต้องไปทับตะโกอีก ถ้าอ้ายเปียพาเสือจุกพี่ชายของมันมาถึงทับตะโกเมื่อไร แกจะต้องรีบมาบอกฉันทันที ตอนนี้สมุนของอ้ายเปียชักจะแตกแยกกันแล้วไม่ใช่หรือ"

"ครับ อ้ายเปียไม่ยอมให้ร่วมงานกับมันอีก มันว่าสมุนของพี่ชายมันกล้าหาญเด็ดเดี่ยวกว่า การปล้นวัวของท่านที่เอาออกไปเลี้ยงกลางทุ่ง มันก็จะใช้ให้สมุนของเสือจุกปล้น"

"ก็ลองดู" พระพินิจฯพูดเสียงหนักๆ คราวนี้เป็นได้เจอปืนกลมือล่ะ ไปพักผ่อนเถอะตาพุด"

ชายชราผุดลุกขึ้นยืนแล้วเดินก้มตัวไปทางหลังสำนักงานลัดตัดตรงไปยังบ้านพักพวกกรรมกรไร่

จนกระทั่งบ่ายวันพุธ

มันเป็นเวลา ๑๓.๓๐ เศษ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพักผ่อนอยู่บนเรือนรับรอง ทุกคนรวมกันอยู่ในห้องรับแขก นายพลดิเรกกำลังสอนเจ้าแห้วให้รู้วิธีใช้ระเบิดมือ ถึงแม้เจ้าแห้วเคยใช้มาบ้างแล้ว แต่ระเบิดมือแบบนี้เป็นประดิษฐกรรมที่ ดร.ดิเรกคิดสร้างขึ้น สลักนิรภัยของมันที่จะบังคับชนวนระเบิดให้ทำงานเป็นปุ่มเล็กๆ ดึงลงไปแบบสวิตช์ไฟ ไม่ได้มีสายห้อยออกมาให้ดึงแบบระเบิดมือทั่วๆไป ศาสตราจารย์ดิเรกชี้แจงว่า ระเบิดมือของเขาแบบนี้ปลอดภัยมาก และอำนาจของมันรุนแรงกว่าระเบิดมือธรรมดาสองเท่า

เสียงคนสองคนเดินขึ้นบันไดมาอย่างร้อนรน พระพินิจฯกับลุงพุดนั่นเอง คุณพระนำหน้าพาคนของท่านบุกเข้ามาในห้องรับแขก

"เตรียมพร้อมได้แล้วพวกเรา"

คุณพระพูดเสียงค่อนข้างดัง

นิกรยิ้มหวาน

"มีการเลี้ยงอะไรนอกเหนือจากอาหารกลางวันอีกหรือครับ"

พระพินิจฯ แยกเขี้ยวแล้วทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง ส่วนชายชรานั่งพับเพียบเรียบร้อยบนพื้น ท่านมองดูนายจอมทะเล้นอย่างขบขัน

"เปล่า ไม่ได้มีการเลี้ยงอะไรหรอกหลานชาย แต่เสือจุกกับเสือเปียจะปล้นวัวเราบ่ายสามโมงนี้ นายพุดรู้ข่าวก็รีบกลับมาไร่บอกให้อาทราบ อาก็พานายพุดมานี่"

ทุกคนต่างพากันมองดูชายชรากรรมกรรีดนมวัว ซึ่งเป็นคนเก่าแก่ของพระพินิจฯ พลซักถามนายพุดทันที

"อ้ายเปียพาพี่ชายมันมาถึงทับตะโกเมื่อไหร่ล่ะลุง"

"ในราวเที่ยงเห็นจะได้ครับ"

"พร้อมด้วยสมุนของอ้ายจุก"

"ครับ มีสมุนติดตามมาราว ๒๐ คน ทุกคนต่างขี่ม้า"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"ก็ผู้ชายน่ะซีครับถึงได้ขี่ม้า"

"อ๋อ ม้าที่มันร้องฮี้ๆ ใช่ไหมลุง"

"ฮื้อโว้ย" อาเสี่ยเอ็ดตะโร "กำลังพูดกันเป็นงานเป็นการเสือกพูดเล่นเสียแล้ว"

พลกล่าวถามลุงพุดต่อไป

"พวกเสือจุกมีปืนกลมือหรือเปล่า"

"มีครับ มันเข้าไปกินข้าวที่ "โรงแรมทับตะโก" ขณะที่ผมกับเพื่อนของผมนั่งคุยกันอยู่ในบาร์นั้น มีปืนยิงเร็วแบบคาร์ไบน์ ๓ กระบอกครับ สะพายอยู่บนบ่าเสือจุกกระบอกหนึ่ง ส่วนเสือเปียสะพายสะเตนที่ซื้อมาจากพม่า"

"ระเบิดมือมีหรือเปล่าลุง" นายพลดิเรกถาม

"ยังไงก็ไม่ทราบครับคุณหมอ ถ้ามีก็คงอยู่ในย่ามหรือในกระเป๋ากางเกงของมัน"

นิกรว่า "ทำไมลุงไม่เอามือคลำดูตามกระเป๋าหรือตามย่ามพวกมันล่ะลุง"

"ว้า-มันก็ยิงผมทิ้งน่ะซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับเพื่อนของท่านอย่างเป็นงานเป็นการ

"เอายังไงดีคุณหลวง"

พระพินิจสะดุ้งโหยง

"อ้าว ไหงมาลดบรรดาศักดิ์ของผมล่ะครับ เดี๋ยวผมก็จะเรียกเจ้าคุณว่าท่านขุนเท่านั้นเอง คราวนี้เราจะต้องทำศึกใหญ่อย่างไม่มีปัญหา เสือจุกคงเป็นเสือร้ายที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บอันแหลมคม ผมทราบว่ามันเป็นเสือสำคัญในจังหวัดกาญจนบุรีมาหลายปีแล้วตำรวจยังปราบไม่ได้ อ้ายจุกเคยปะทะกับตำรวจมาหลายครั้ง" แล้วคุณพระก็หันมาทางนายพุด "ใช่ไหมตาพุด"

"ใช่ครับ นายเทียนเพื่อนผมเขาเล่าให้ฟังว่า เสือจุกเคยปะทะกับตำรวจภูธรเมืองกาญจน์มาหลายครั้งแต่ก็สามารถพาสมุนตีฝ่าวงล้อมหนีมาได้ ประวัติของเสือจุกร้ายกาจและทารุณโหดร้ายมากครับ ฆ่าคนมามากต่อมากแล้ว ดูเหมือนว่าทางการประกาศจับตายมานานแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูแล้วกล่าวกับพระพินิจฯ

เรามีเวลาเตรียมตัวครึ่งชั่วโมง แต่ก็ทันถมไปพอบ่ายสองโมงครึ่งผม กับ คุณพระและลูกหลานของผมพร้อมด้วยเจ้าแห้วจะออกไปเฝ้าวัวกลางทุ่งและไล่คนเลี้ยงวัวของเราให้กลับมา เมื่ออ้ายจุกกับอ้ายเปียพาสมุนเข้าปล้นวัวเรา เราก็จะต้อนรับมันด้วยปืนกลมือ คุณพระเห็นเป็นยังไง"

"ดีทีเดียวครับเจ้าคุณ ถ้าเสือจุกและเสือเปียถูกปืนตาย ความยุ่งยากเดือดร้อนของผมกับพวกคนงานก็จะสิ้นสุดลง" แล้วคุณพระก็ยิ้มให้คณะพรรคสี่สหาย "ช่วยอาหน่อยนะหลานชาย อย่างไรเสีย ๑๕ นาฬิกาวันนี้พวกเราคงได้ปะทะกับเสือจุกและเสือเปียแน่ๆ "

พลว่า "ไม่ต้องวิตกครับคุณอา พวกผมพร้อมแล้วที่จะสู้ตาย เราจะกลับกรุงเทพฯ ก็ต่อเมื่อเราปราบเสือจุกเสือเปียและเสือแกละให้ได้ก่อน"

"ขอบใจมากหลานชาย"

ในราว ๑๔.๑๕ น. เจ้าคุณปัจจนึกฯกับพระพินิจฯ ก็ขี่ม้านำหน้าพาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าแห้วผ่านทุ่งหญ้า อันเวิ้งว้าง กว้างขวางพุ่งตรงไปยังฝูงวัว ประมาณ ๕๐๐ ตัว ซึ่งอยู่ห่างจากเขตไร่ "พินิจ" ราวหนึ่งกิโลเมตรครึ่ง และวัวเหล่านี้กำลังดื่มน้ำในลำธารสายใหญ่ บ้างก็เล็มหญ้าในทุ่ง คนเลี้ยงวัวหรือเคาบอยรวม ๖ คน พักผ่อนอยู่ที่ใต้ร่มไม้พร้อมด้วยม้า คู่ขาของเขา โคบาลเหล่านี้มีความทรหดอดทนยิ่ง สามารถทำงานกลางแดดได้ตลอดวันเช่นเดียวกับวัว หน้าที่ของเขาก็คือดูแลรักษาและเลี้ยงวัวเหล่านี้

เมื่อเจ้านายควบม้าตรงเข้ามา พวกเคาบอยก็พากันมองดูด้วยความแปลกใจยิ่ง หัวหน้าคนเลี้ยงวัววิ่งเหยาะๆเข้ามาหาพระพินิจฯ

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับท่าน"

คุณพระพยักหน้า

"วัวของเรากำลังจะถูกปล้น แกพาเพื่อนๆกลับไปไร่เถอะ ฉันกับหลานของฉันจะอารักขาวัวฝูงนี้เอง"

โดยคำสั่งของเจ้าของฟาร์ม หัวหน้าคนเลี้ยงวัวได้กลับมาหาพรรคพวกของเขา หลังจากนั้นต่างก็ควบขับม้ากลับไปไร่ "พินิจ" สี่สหายกับท่านเจ้าคุณและคุณพระกับเจ้าแห้วบังคับม้าเข้าไป หยุดยืนรวมกลุ่มใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ทุกคนนอกจากพระพินิจฯ ต่างสะพายปืนกลมือแบบทอมป์สัน คนละกระบอก ซึ่งบรรจุกระสุนไว้พร้อม และมีกระสุนอะไหล่อีกคนละ ๒ แม็คกาซีน ส่วนพระพินิจมีปืนพกและปืนเล็กยาว

เบื้องหน้าคณะพรรคสี่สหายคือภูเขาเล็กๆสามสี่ลูกซึ่งเทือกของมันติดต่อกัน ฝูงวัวหากินอยู่ระหว่างทุ่งหญ้ากับภูเขาเหล่านี้ เมื่อใกล้จะถึงเวลา ๑๕.๐๐ น. พวกโจรก็ปรากฏตัวขึ้น

ม้ากลุ่มหนึ่งยืนอยู่บนสันเขาลูกหนึ่ง เสือจุกกับสมุนของเขานั่นเอง แต่การปล้นวัวครั้งนี้เจ้าพ่อกาญจนบุรีใช้สมุนร่วมใจเพียงครึ่งโหลเท่านั้น เขามั่นใจว่า อย่างไรเสียคงปล้นได้ง่ายดาย เพราะพวกคนเลี้ยงวัวไม่มีอาวุธปืนประจำตัวและไม่ใช่นักสู้ ได้ยินเสียงปืนเพียงสองสามนัดก็คงจะขับม้าหนีเอาตัวรอด ซึ่งการปล้นวัวนั้น เสือจุกชำนาญมาก เคยปล้นวัวต้อนไปขายที่พม่าบ่อยๆ

เสือจุกควบม้าสีดำนำหน้าสมุนของเขา พาสมุนร่วมใจลงมาจากยอดเขาแล้วกระจายกำลังกันออกไปเพื่อต้อนวัวไปทางทิศตะวันตกตามแผน ทันใดนั้นเอง ฝ่ายเจ้าทรัพย์ทั้ง ๗ คน ซึ่งมีจำนวนเท่าๆกันกับฝ่ายโจรก็ควบขับม้าออกมาจากที่ซ่อน บุกเข้าไปหาพวกโจรทันที

เสียงปืนทางฝ่ายโจรดังขึ้นก่อน ต่างฝ่ายต่างกระโดดลงจากม้าหมอบยิงกัน ตามที่กำบัง เท่าที่จะหาได้ ฝูงวัวแตกตื่นวิ่งพล่านเมื่อได้ยินเสียงปืน เสือจุกนึกไม่ถึงว่าเขาจะถูกระดมยิงด้วยปืนกลมือถึง ๖ กระบอก สมุน ๓ คน ต้องตกเป็นเหยื่อทอมป์สันฝ่ายเจ้าทรัพย์ อีกคนหนึ่งบาดเจ็บสาหัส เสือจุกสั่งล่าถอยทันที แต่แล้วสี่สหายกับเจ้าแห้วก็พยายามโอบล้อมไว้ และยิงสมุนของเสือจุกตายอีกคนหนึ่ง เสือจุกกับสมุนร่วมใจแอบอยู่ข้างก้อนหินใหญ่

ครั้งหนึ่งเสือจุกผุดลุกขึ้นยืน ยกปืนพกเล็งยิงมาที่พลกับนิกรซึ่งหมอบอยู่เคียงกัน พระพินิจฯแลเห็นเข้าก็ยกปืนเล็กยาวคู่มือของท่านขึ้นประทับเล็งศูนย์หมายหน้าอกเสือจุกแล้วเหนี่ยวไกยิงทันที

"ปัง"

กระสุนสังหารนัดนั้นทะลุอกจอมโจรออกทางเบื้องหลังเสือร้ายผู้มีสมญาว่า เจ้าพ่อกาญจนบุรี ล้มลงดิ้นพราด และสิ้นใจตายในเวลาไล่ๆกัน เสี่ยหงวนก็รัวปืนกลมือยิงสมุนคนสุดท้ายของเสือจุกชุดหนึ่งราว ๑๐ นัด เจ้าหนุ่มร่างเตี้ยแบบมะขามข้อเดียวปล่อยปืนพกหลุดจากมือยกมือขวากุมหน้าอกถลาออกมาจากที่กำบังแล้วร้องบอกเสี่ยหงวน

"ยิงซ้ำอีกทีโว้ย อย่าให้กันได้รับทรมานเลย"

เสียงปืนกลในมือของเจ้าแห้วแผดคำรามขึ้น สมุนของเสือจุกยืนแอ่นหน้าแอ่นหลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่สักครู่ก็ล้มลงสิ้นใจตายอยู่ข้างศพเจ้าพ่อกาญจนบุรี พระพินิจฯดีใจเหลือที่จะกล่าว การปราบปรามสังหารเสือจุกและสมุน ๖ คน เป็นไปอย่างง่ายดายเพราะคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วมีปืนกลมือเป็นอาวุธนั่นเอง สมุนของเสือจุกที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสก็จบชีวิตไปแล้ว เป็นอันว่าพวกโจรทั้ง ๗ คน รวมทั้งนายโจร ไม่มีใครรอดชีวิตกลับไปได้เลย

ฝ่ายเจ้าทรัพย์ต่างลุกขึ้นจากที่มั่นเดินมารวมกลุ่มกัน ฝูงวัวย้ายไปรวมกำลังห่างจากที่เดิมราว ๓๐๐ เมตร และหายตื่นแล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาทุกคนเดินไปที่ศพของเสือจุก ถึงไม่เคยมีใครเห็นหน้าค่าตามาก่อนทุกคนก็รู้ดีว่าหนุ่มใหญ่ในวัย ๔๐ ปี ที่นอนตายอยู่ข้างก้อนหินใหญ่ผู้นี้จะต้องเป็นเสือจุกอย่างไม่มีปัญหา เพราะเขาแต่งกายสวยกว่าเพื่อน แต่งแบบมือปืนชุดสีดำ เข็มขัดปืนและผ้าผูกคอก็สวยงามผิดปรกติ ศพสมุนของเขานอนตายอยู่เกลื่อนกลาด แต่ละคนแต่งกายซอมซ่อ เสื้อผ้าสกปรกเหม็นสาบเหมือนอีแร้ง

พระพินิจฯกล่าวขึ้นดังๆว่า

"เป็นชัยชนะที่น่าภาคภูมิใจที่สุด ฝ่ายเราไม่มีใครตายหรือบาดเจ็บ นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯยิ้มละไม

"เป็นเพราะเด็กๆของผมมีความรู้ในการสู้รบแบบทหารด้วยจึงสามารถโอบล้อมยิงพวกโจรตายหมด ช่วยกันยึดอาวุธพวกโจรเถอะ ปืนกลมือและปืนพกจะเป็นประโยชน์แก่เราต่อไป"

"ก็ปล่อยให้อีแร้งกิน นั่นยังไง บินวนเวียนอยู่เหนือหัวเราตั้งฝูงใหญ่ เพียงครู่เดียวอีแร้งก็กินหมดไม่มีเหลือ

พลว่า "ประเดี๋ยวเรากลับไปไร่เราใช้ให้คนของเราไปทับตะโกได้แล้วครับ"

"ไปทำไม" คุณพระถาม

"ไปป่าวข่าวซีครับว่าเสือจุกพาสมุนมาปล้นวัวเราถูกพวกเรายิงตายหมด"

พระพินิจฯหัวเราะเบาๆ

"ไม่ต้องหรอกหลานชาย อีกหนึ่งชั่วโมงอ้ายเปียกับพวกทับตะโกก็จะรู้เรื่องนี้เอง เมื่อเสือจุกไม่ได้ต้อนวัวไปก็หมายความว่าการปล้นไม่สำเร็จ และคงถูกพวกเรายิงตายหมด"

"ถ้าเช่นนั้น ผมกับเพื่อนๆจะบุกทับตะโกเย็นวันนี้แหละครับ ผมจะต้องฆ่าอ้ายเปียกับอ้ายแกละให้ได้เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของคุณอาและพวกกรรมกรที่ไร่นี้อย่างไรเสียอ้ายเปียก็ต้องเสียขวัญถ้าทราบว่าพี่ชายของมันถูกฆ่าตาย" แล้วพลก็ยกมือตบหลังนิกรดังป๊าบ "ไปนะอ้ายกร เย็นนี้เปิดฉากบู๊อีกทีเถอะวะ กันจะดวลปืนกับอ้ายเปียเอง"

นิกรอมยิ้ม

"ตกลง กันจะดวลกับอ้ายแกละ"

ศาสตราจารย์ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ออไร๋ ออไร๋ กันจะไปในฐานะผู้สังเกตการณ์แต่ถ้ายิงหมู่หรือมวยหมู่กันเอาด้วย รีบปราบอ้ายเปียกับอ้ายแกละเสียเร็วๆ เราจะได้กลับกรุงเทพฯ สถานการณ์ของประเทศเราไม่สู้จะดีนักนับตั้งแต่เวียตมินต์ใช้เรือยนตร์ตอร์ปิโดโจมตีกองทัพเรืออเมริกา และอเมริกาส่งเครื่องบินไปบอมบ์อู่เรือและคลังน้ำมัน ตามชายฝั่งทะเลของเวียตมินต์ พวกเราอาจมีราชการด่วนที่จะต้องทำ"

อาวุธปืน และกระสุนปืนจากศพพวกโจรถูกยึดหมด ต่อจากนั้นฝ่ายเจ้าทรัพย์ก็ช่วยกันต้อนฝูงวัวกลับมาไร่ ทิ้งศพเสือจุกและสมุนอีก ๖ คน ให้เป็นเหยื่ออีแร้งนับร้อยซึ่งกำลังถลาลงบนพื้นดิน และรุมกันกินศพมนุษย์อย่างเอร็ดอร่อย

ก่อนเวลา ๑๖.๐๐ น. วันนั้นเอง ชาวไร่คนหนึ่งซึ่งทำไร่อยู่บนเนินเขาก็ได้นำข่าวร้ายมาแจ้งให้เสือเปียและเสือแกละทราบว่า เสือจุก พี่ชายของสองเสือได้พาสมุน ๖ คน เข้าปล้นฝูงวัวของพระพินิจฯ ในทุ่งหญ้าซึ่งอยู่ใกล้กับภูเขามีการยิงต่อสู้กันด้วยปืนพกและปืนกลมืออย่างดุเดือด ผลของการสู้รบ ปรากฎว่า เสือจุกกับสมุนร่วมใจทั้ง๖ ตายหมด ศพของคนเหล่านี้ต้องตกเป็นเหยื่อของอีแร้ง ฝ่ายเจ้าทรัพย์ ไม่มีใครเสียชีวิตเลย

ข่าวนี้ทำให้เสือเปียและเสือแกละตกใจมาก

"แย่ละโว้ยอ้ายแกละ พวกมือปืนที่พระพินิจฯสั่งมาจากกรุงเทพฯ มันแน่ถึงอย่างนี้เชียวหรือ พี่จุกของเรา ไม่เคยเพลี่ยงพล้ำเสียทีใครมาก่อนเลย โธ่ เราพาเขามาเพื่อจะให้เขาช่วยปราบพรรคพวกของพระพินิจฯ และช่วยกันปล้นคุณพระ แต่ยังไม่ทันไรพอมาถึงทับตะโก พี่จุกก็เท่งทึงเสียแล้ว"

เสือแกละมีสีหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ เขาก้มลงมองดูต้นแขนซ้ายของเขาแล้วกล่าวว่า

"เพราะอ้ายพวกมือปืนของพระพินิจฯ มีปืนกลมือ พี่จุกกับสมุนถึงได้ถูกยิงตายหมด"

"ใช่ นอกจากนี้อ้ายมือปืนสามสี่คนนั่นยังเป็นคนดีมีฝีมือด้วย เสือหงวนกับเสือกรบุกมาจนถึงถิ่นเราตามลำพังเมื่อเย็นวานนี้ก็แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่ามันแน่พอตัวและเมื่อเสือหงวนดวลปืนกับเสือชมสมุนแขนขวาของพี่ อ้ายชมก็ถูกยิงตายสู้ฝีมือเขาไม่ได้ แต่เท่าที่พี่สืบทราบมา มือปืนที่มาจากกรุงเทพฯ ยังมีอ้ายเสือรูปหล่ออีกคนหนึ่ง ที่มีฝีมือเหนือกว่าเสือหงวน คนนี้อาจจะเป็นหัวหน้าหรือลูกพี่มือปืนที่พระพินิจฯสั่งมา"

เสือแกละขบกรามกรอด

"แขนซ้ายของฉันค่อยยังชั่วมากแล้ว ส่วนแขนขวาก็ใช้การได้ดี เตรียมตัวเถอะพี่เปีย อย่างไรเสียอ้ายพวกมือปืนกรุงเทพฯ จะต้องแห่กันมาเล่นงานเราที่นี่เพราะขณะนี้แต้มคูของมันได้เปรียบเราแล้ว สมุนของเรากำลังเสียขวัญเช่นเดียวกัน เราต้องสู้มันพี่เปีย"

เจ้าพ่อทับตะโกเค้นหัวเราะ

"แน่นอนอ้ายน้องชาย พี่ได้ให้สัตย์ปฏิญาณไว้แล้ว ใครจะมามีอำนาจเหนือพี่ในทับตะโกก็ต้องฆ่าพี่เสียก่อน เราจะไม่ยอมให้ใครใหญ่ยิ่งกว่าเราเป็นอันขาด"

เสือแกละผุดลุกขึ้นยืนพาตัวเดินไปรอบๆกระท่อมของเขาแล้วเอื้อมมือหยิบเข็มขัดปืนที่วางอยู่บนหิ้งลงมาคาดเอว

"ไปที่บาร์เราเถอะพี่เปีย ไปคอยรับมืออ้ายพวกมือปืนกรุงเทพฯ ถ้ามันมาทับตะโก เราก็ต้องฆ่ามันให้หมด และฉันจะดวลปืนกับเสือหงวนเอง เพราะมันเป็นคนกร้อนกบาลฉัน"

เจ้าพ่อทับตะโกมองดูหน้าน้องชายร่วมสายโลหิตของเขาด้วยความเคียดแค้นเสี่ยหงวน เสือแกละโกนหนวดเคราและคิ้วซีกทางขวาออกหมดแล้ว ใบหน้าของขุนโจรผู้น้องเกลี้ยงเกลาโล้นเลี่ยนคล้ายกับ ยูล บรินเน่อร์ ดาราตุ๊กตาทอง

ก่อนที่สองพี่น้องจะออกไปจากกระท่อมเสือเปียได้กล่าวกับน้องชายของเขาว่า

"ถ้าเกิดปะทะกันขึ้นระหว่างเรากับพวกมือปืนของพระพินิจฯที่ "โรงแรมทับตะโก" สมุนของเราอาจจะไม่มีใครช่วยเราก็ได้ เพราะการที่พี่จุกถูกยิงตายย่อมทำให้เด็กๆ ของเราเสียขวัญไม่กล้าสู้พวกมือปืนกรุงเทพฯ"

เสือแกละตะแคงหูฟังเสียงฝีเท้าม้าตัวหนึ่งที่ควบขับใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว

"เอ๊ะ ใครมา"

ในนาทีนั้นเอง ชายหนุ่มหน้ารูปไข่จะละเม็ดรูปร่างผอมสูงคนหนึ่งก็บุกเข้ามาในกระท่อมที่อยู่ของพี่น้องสองเสืออย่างร้อนรน

"พี่เปีย"

"มีอะไรเกิดขึ้นอ้ายแม้น"

เจ้าหนุ่มที่ชื่อแม้นรีบรายงานให้ลูกพี่ทราบ

"มือปืนของพระพินิจมาอาละวาดอยู่ที่บาร์เราแล้วครับ มันมา ๖ คนด้วยกัน หัวหน้าเป็นคนหัวล้าน อ้วนเตี้ย พุงพลุ้ย แต่ท่าทางบอกว่าเป็นเสือเฒ่า"

เสือเปียพยายามทำจิตใจให้เข้มแข็งและบอกตัวเองว่าเขาเป็นเสือร้าย เขาจะต้องต่อสู้กับเสือหรือสิงห์ทุกตัวที่ล่วงล้ำเข้ามาในถิ่นของเขา

"มันมีปืนกลมือมาด้วยหรือเปล่า"

เจ้าแม้นสั่นศีรษะ

"ไม่มีหรอกครับ"

เสือแกละพูดเสริมขึ้น

"ที่แกว่ามันอาละวาดน่ะ มันทำอย่างไรบ้าง"

"ก็ยิงปืนทำลายขวัญพวกเราน่ะซีครับ พอเข้าไปในบาร์ก็ชักปืนออกยิงขึ้นไปบนเพดานคนละสองสามนัด คนที่พักอยู่ในห้องข้างบนรีบวิ่งตูดแป้นลงมาข้างล่าง มันแยกกันนั่งโต๊ะละสองคนครับ แล้วตะโกนหาตัวพี่เปียกับพี่แกละ"

"พวกเราอยู่ในบาร์กี่คน" เสือเปียถาม

"ราวยี่สิบกว่าคนครับ"

เจ้าพ่อทับตะโกฝืนหัวเราะ

"ไม่มีใครคิดสู้มันบ้างเลยเชียวหรือ"

"มีครับ ผมกำลังจะเล่าให้พี่เปียฟังเดี๋ยวนี้ อ้ายพุก ลูกน้องของพี่จุก กระชากปืนออกมาจะยิงเสือหงวนที่ฆ่าพี่ชมตาย แต่แล้วอ้ายเสือรูปหล่อที่ผมเข้าใจว่าเป็นหัวหน้าพวกมือปืนเหล่านั้นก็ยิงอ้ายพุกเสียก่อนที่อ้ายพุกจะยิงเสือหงวน"

"อ้ายพุกตาย---"

"ครับ กระสุนทะลุหัวใจพอดี ผมรีบมาหาพี่เปียกับพี่แกละ ก็เพื่อจะมาบอกว่าพี่ทั้งสองอย่าไปที่บาร์เลยครับ หลบอยู่ที่บ้านดีกว่า ผมเชื่อว่าลูกน้องของพี่ยังมีผมอีกคนเดียวเท่านั้นที่ยังรักและซื่อสัตย์ต่อพี่ นอกนั้นเอาใจออกห่างหมดแล้วครับ การที่พี่จุกถูกฆ่าตายกลางทุ่งเมื่อตอนบ่าย ทำให้ใครต่อใครเกรงกลัวพวกมือปืนของพระพินิจฯ มาก"

เสือเปียยิ้มแค่นๆ

"อ้ายน้องชาย ขอบใจมากที่แกยังจงรักภักดีต่อกันและน้องของกัน แต่ว่ากันเป็นเสือ ไม่ใช่หมา เมื่อเสือต่างถิ่นมาเหยียบจมูกกัน มันก็ต้องฆ่ากัน กันเป็นมือปืน กันรู้ตัวอยู่เสมอว่าความเก่งกาจของกันนั้นจะดำรงคงอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วเสือปืนเร็วหรือมือปืนที่เก่งกว่ากันก็จะมาฆ่ากัน แต่ในไม่ช้าเขาก็จะถูกมือปืนที่เก่งกว่าเขามาฆ่าเขาอีก กันกับแกละจะไปที่บาร์เดี๋ยวนี้เพื่อดวลปืนกับเขาอย่างลูกผู้ชาย"

สองเสือพากันเดินออกไปจากกระท่อมอย่างองอาจเจ้าแม้นมองดูสองเสือด้วยความห่วงใย

ที่ "โรงแรมทับตะโก"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกำลังนั่งดื่มเหล้า และสนทนากันอย่างครื้นเครงโดยไม่สนใจกับพวกเดนมนุษย์ที่พากันจ้องมองดูตลอดเวลา แต่เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการถูกลอบยิงจากพวกเหล่าร้าย เจ้าคุณปัจจนึกฯจึงสั่งให้กระจายกำลังกัน ออกไปนั่งโต๊ะละ ๒ คน ท่านเจ้าคุณนั่งร่วมโต๊ะกับดร.ดิเรก พล กับเจ้าแห้ว และนิกรกับเสี่ยหงวนตลอดเวลาประมาณ ๑๐ นาทีที่ผ่านมานี้ เสี่ยหงวนลุกขึ้นร้องตะโกนท้าทายให้เสือเปียหรือเสือแกละมาดวลปืนกับเขาหลายหนแล้ว บางทีก็ท้าพวกอาชญากรเหล่านี้ซึ่งก็ไม่มีใครหาญสู้กิมหงวน

ครั้งหนึ่งเสือหงวนยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มอั้กๆ จนหมดแก้ว แล้ววางแก้วลงผลุนผลันลุกขึ้นเดินปรี่เข้าไปหาชายหนุ่มร่างยักษ์คนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ข้างเสา กิมหงวนหยุดยืนเผชิญหน้านายยักษ์ปักหลั่นคนนั้น

"มองหน้าอั๊วและยิ้มเป็นนัยน์อย่างนี้ หมายความว่ากระไร"

"เปล่าครับ ไม่มีความหมายอะไร ผมเป็นนักเผชิญโชค ผมไม่ได้เป็นสมุนของเสือเปียและเสือแกละหรอกครับ"

อาเสี่ยแสยะยิ้ม

"หรือจะดวลปืนกับอั๊ว"

ชายร่างใหญ่หัวเราะอย่างใจเย็น

"ผมมีปืนเมื่อไหร่ล่ะครับ"

ถ้ายังงั้นชกกันเป็นยังไง

ยักษ์ใหญ่เหวี่ยงหมัด ตรงขวา กระแทกหน้าเสือหงวนทันที เสียงดังกร๊อบ ถูกปากครึ่ง จมูกครึ่ง อาเสี่ยเซถลาออกไปหลายก้าวแล้วล้มลงบิดตัวไปมา พล,นิกร,ดร.ดิเรก กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างหัวเราะชอบใจไปตามกัน ที่อาเสี่ยเที่ยวท้าทายเขาจนเจอคนดี ซึ่งยักษ์ใหญ่ยักษ์ใหญ่ผู้นี้เป็นนักมวยรุ่นไล้ท์ เฮวี่เวท ของเวทีราชดำเนิน ขึ้นคานมาสองปีแล้ว หาคู่ชกแบบมวยไทยไม่ได้จึงท่องเที่ยวเผชิญโรคเรื่อยมา ด้วยความหวังที่จะมาหาทองคำตามเส้นพรมแดนไทย-พม่า

เจ้าคุณปัจจนึกฯกล่าวกับ ดร.ดิเรกด้วยเสียงหัวเราะ

"ช่วยมันหน่อยซีดิเรก รู้สึกว่าหัวฟาดพื้นแรงมากเท่งทึงเสียแล้วกระมัง"

"อ๋อ คนอย่างอ้ายหงวนไม่ตายง่ายๆหรอกครับ"

พูดจบเขาก้ลุกขึ้นแล้วพยักหน้าเรียกเจ้าแห้วพากันเดินเข้าไปหาเสือหงวน ช่วยกันประคองปีกอาเสี่ยลากถูลู่ถูกังกลับมานั่งโต๊ะของอาเสี่ยตามเดิม

"สลบเรอะอ้ายหงวน"

เสี่ยหงวนพยักหน้า หลับตาพูดเบาๆ

"อือ หมัดมันหนักเหมือนช้างถีบ กันไม่ควรไปยุ่งกับมันเลย"

นายยักษ์ใหญ่หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าพาตัวเดินขึ้นบันไดไปชั้นบนโดยไม่สนใจกับใคร เขาเพิ่งเดินทางมาถึงทับตะโกเมื่อสักครู่นี้เอง และตกลงใจเช่าห้องพักอยู่ที่นี่

ในเวลาไล่ๆกัน พี่น้องสองเสือก็ปรากฏตัวขึ้น เสือเปียกับเสือแกละยืนเด่นเป็นสง่าที่ประตูหน้าบาร์ เขาจ้องมองไปทางคณะพรรคสี่สหาย แล้วเจ้าพ่อทับตะโกก็ร้องขึ้นดังๆ

"ใครต้องการพบเสือเปีย เสือเปียอยู่นี่แล้ว"

พล พัชราภรณ์ อ้ายเสือรูปหล่อผุดลุกขึ้นยืนพาตัวเดินเข้าไปหาพี่น้องสองเสือ เสือแกละเลี่ยงไปยืนหน้าเคาเต้อร์ เพื่อเปิดโอกาสให้พี่ชายของเขายิงกับพลตัวต่อตัว

ทั้งสองหยุดยืน เผชิญหน้ากันในระยะไม่เกิน ๕ เมตร พลยิ้มให้เสือเปียแล้วกล่าวว่า

"กันนี่แหละที่ต้องการพบแกและดวลปืนกับแกก่อนอื่นขอบอกให้แกรู้ว่าพวกเราไม่ใช่มือปืนตามที่แกเข้าใจ แต่เราเป็นหลานของคุณพระพินิจฯ เราคิดแล้วว่า ถ้าเราฆ่าแกและน้องชายของแกได้ อาของเราและพวกกรรมกรที่ไร่ก็จะได้รับความร่มเย็นเป็นสุข ไม่มีใครรบกวนข่มเหงอีก ให้เกียรติกันดวลปืนกับแกหน่อยเถอะนะเสือเปีย กันชื่อพล"

เสือเปียพยักหน้า

"ได้ซีเพื่อน กันพร้อมแล้ว กันก็ตั้งใจอยู่เหมือนกันว่ากันจะฆ่าพวกแกให้หมด"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ครั้นแล้วสองเสือต่างก็กระชากปืนข้างขวาพร้อมๆกัน แต่เมื่อปากกระบอกปืนพกของพลพ้นซองปืน เขาก็กระดกขึ้นยิงทันที ดังนั้นเขาจึงยิงเสือเปียได้ก่อน เพราะเสือเปียต้องเสียเวลายกปืนพกขึ้นมาจากซองปืน

"ปัง"

ร่างอันสูงใหญ่ของเสือเปียหมุนคว้างแล้วล้มลงดังโครม กระสุนสังหารทะลุอกเจ้าพ่อทับตะโกออกทางเบื้องหลังด้วยการยิงอันแม่นยำของพล บรรดาดาวร้ายซึ่งส่วนมากเป็นสมุนของเสือเปียต่างตกตะลึงไปตามกัน

พลเดินกลับไปยังโต๊ะของเขาตามเดิม เสือแกละติดตามมาร้องตะโกนลั่น

"กลับมาก่อนพล กันต้องการแก้แค้นแทนพี่ชายของกัน"

พลไม่สนใจกับเสือแกละ หยุดยืนเผชิญหน้าเสือแกละในระยะ ๓ เมตร แล้วเจรจาเสียงยานคางแบบยี่เก

"เสือแกละ ถ้าท่านคิดว่าท่านมีฝีมือดีในการยิงปืนพกแล้ว จงมาดวลปืนกับเราเถิด มา-ลูกรักของพ่อ มาสู้กันอย่างลูกผู้ชาย" เสือและทำหน้าเหมือนเสือจริงๆ

"ใครเป็นลูกมึง ทะลึ่ง กูไม่ต้องการดวลกับมึงให้เสียเวลาหรอก กูต้องการดวลกับเสือพลที่ฆ่าพี่กู หรือ มิฉะนั้นก็เสือหงวนอ้ายโย่งโก๊ะ หน้าปลาจวด คนนั้น เพราะมันโกนหัวโกนหนวดโกนเครากู"

นิกรหัวเราะชอบใจแล้วพูดเสียงปรกติ

"อย่าไปโกรธเสือหงวนเลย มันทำตามคำสั่งของกันต่างหาก แกรู้หรือเปล่าว่า พวกเราทั้งหมดนี้กันเป็นหัวหน้า"

เสือแกละนึกว่าจริงก็ลืมตาโพลง

"อ้าว ถ้ายังงั้นมึงดวลกับกู"

"แหม" นิกรพูดยานคาง "พูดเพราะๆหน่อยซีครับคุณแกละ มึงกูน่ะ เป็นภาษาไทยเดิม เขาเลิกใช้มานานแล้ว"

"อย่าพูดมาก กูฆ่ามึงละ"

"โถ ใจคอจะฆ่าผมเชียวหรือครับคุณแกละ"

เสือแกละกับเสือกรต่างกระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาพร้อมๆกัน และยกขึ้นยิงกัน เสียงกระสุนปืนรีวอลเว่อร ๙ มม. ทั้งสองกระบอกดังขึ้นเกือบจะเป็นเสียงเดียวกัน

"ปัง"

เสือแกละสะดุ้งเฮือก ปล่อยปืนพกหลุดจากมือหัวเราะลั่น เขาชี้มือไปที่ปากกระบอกปืนของนิกร แล้วพูดเสียงขาดเป็นห้วงๆ

"เคราะห์ของแกยังดีอยู่ บังเอิญเหลือเกินที่กันยิงเข้าไปในปากกระบอกปืนของแก แลเห็นลูกกระสุนคาลำกล้อง"

นิกรมองดูปากกระบอกปืนของเขาแล้วทำคอย่น

"โอ๊ยโย่ ไหงมันฟลุ๊คยังงี้โว้ย อ้าว-เดี๋ยวก่อนเสือแกละอย่าเพิ่งตายซี กินเหล้ากันก่อน"

เสือแกละสั่นศีรษะ

"ไม่ไหว หัวใจมันหยุดทำงานแล้ว" พูดจบจอมโจรผู้น้องก็ล้มลงดิ้นทุรนทุราย แล้วสงบเงียบข้างศพเสือเปียพี่ชายของเขา

นิกรดึงหัวกระสุนปืนของเสือเปียที่คาปากกระบอกปืนของเขาออกโยนทิ้งด้วยความแปลกใจยิ่ง แล้วควงปืนพกเล่นอย่างคล่องแคล่ว กวาดสายตามองดูพวกดาวร้ายทั้งหลายซึ่งยืนรวมกันอยู่เป็นกลุ่มๆ

"มา ใครต้องการดวลปืนกับอั๊วเรียงหน้าเข้ามา"

กิมหงวนลุกขึ้นยืนด้วยความมึนเมา

"ลองดูอ้ายกร ใครดีใครอยู่ใครพลาดก็ไปนรก"

นิกรอ้าปากหวอ

"เฮ้ย-พวกเดียวกันโว้ย"

อาเสี่ยนึกขึ้นได้ก็ยกมือไหว้นิกร แล้วทรุดคัวนั่งบนเก้าอี้ตามเดิม นิกรเดินเข้ามานั่งร่วมโต๊ะด้วย

ตอนบ่ายวันต่อมา คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยรถจี๊ปใหญ่ เมื่อสามเสือร้ายสิ้นชื่อก็เป็นอันหวังได้ว่าพระพินิจฯ คงดำเนินกิจการของท่านต่อไปด้วยดี พวกกรรมกรในไร่ของท่านก็จะอยู่เย็นเป็นสุข

อวสาน