พล นิกร กิมหงวน 126 : ตุ๋นพ่อตา

นิกรถือแคตาล็อคโทรภาพแบบต่างๆ เดินเข้ามาในห้องนอนของอาเสี่ยกิมหงวน แล้วเขาก็ชะงักเมื่อแลเห็นอาเสี่ยนุ่งกางเกงในตัวเดียวนอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้นอน ซึ่งเป็นเก้าอี้บุนวมราคาแพงมาก

"หงวนโว๊ย"

อาเสี่ยยิ้มให้เพื่อนเกลอของเขา แล้วลุกขึ้นนั่ง

"ว่าไง ใครมาหาแกวะ"

นายจอมทะเล้นเดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง

"ผู้แทนของบริษัท โทรทัศน์ ๓ มิติ จำกัด นี่ยังไงละแกดูแคตาล็อคนี่ซี เป็นโทรทัศน์แบบใหม่ที่สุด ที่เพิ่งส่งมาจากอเมริกา นอกจากออกเป็นภาพสีธรรมชาติแล้ว ยังเป็นภาพสามมิติด้วย แต่ต้องใช้แว่นซาโลลอยของเขา"

เสี่ยหงวนมองดูสมุดภาพโดยไม่สู้สนใจเท่าใดนัก

"ราคาแพง"

"โอ๊ย ถูกเหมือนได้เปล่า เครื่องละ ๖๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น อ้า-ขอยืมตังกันสัก ๖๐,๐๐๐ เถอะวะ กันสั่งผู้แทนของบริษัทมาติดตั้งเครื่องให้กันวันเสาร์นี้ ซื้อไว้ดูเล่นแก้เหงา"

อาเสี่ยทำหน้าชอบกล

"แล้วทำไมถึงมายืมตังกันด้วยละ เงินของแกมีอยู่ในธนาคารนับล้านก็ถอนเอามาซี"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"โธ่-แก่ก็รู้นิสัยกันดีแล้ว กันเป็นคนเสียดายเงินของกัน ฝากไว้แล้วไม่อยากจะถอน น่า-ไหว้ละวะ ขอยืมกันสัก ๖๐,๐๐๐ แล้วก็อีกสามสี่ปีกันจะใช้ให้ รับรองว่าไม่โกงอย่างเด็ดขาด"

เสี่ยหงวนตวาดแว๊ด

"ไม่ได้โว้ย กันไม่ได้มีเงินไว้ให้แกขอยืม"

"น่า ทำเป็นใจหมาไปได้ ให้เขกกระบาลฟรีสองทีเอ้า"

กิมหงวนสั่นศรีษะ

"ไม่เอา แกมันรู้มากนัก เอาเปรียบกันซะเรื่อยไปเที่ยวไหนก็ไม่ค่อยออกเงินค่าอาหาร เครื่องดื่ม หัวเด็ดตีนขาดฉันก็ไม่ให้นายขอยืม"

นิกรขบกรามกรอด ผุดลุกขึ้นยืนแล้วยกมือชี้หน้าเสี่ยหงวน

"ดีแล้ว กันจะต้องอาฆาตพยาบาทแก ระวังตัวให้ดี"

"หน็อยแน่ ไม่ให้ยืมเงินอาฆาต"

"เออซีวะ เราเพื่อนกันนี่หว่า ระวังนะในสามวันนี้แกต้องตาย ถ้าไม่ถูกแทงก็ถูกยิง หรือไม่ก็ถูกงวางยาพิษ"

แล้วนิกรก็พาตัวเดินออกไปจากห้อง กระทืบเท้าปังๆ เหมือนหญิงสาวในเวลางอน พอออกมาที่เฉลียงหลังตึก ก็สวนทางกับเจ้าแห้ว ต่างคนต่างหยุดชะงักจ้องมองดูกัน

"รับประทานเป็นอะไรไปครับ ทำหน้าเหมือนกับก้นไก่"

นิกรทำคอย่น

"เดี๋ยวยันเปรี้ยงเข้าให้ท่านั้นเอง กำลังไม่สบายใจโว้ย นี่-อ้ายแห้ว เอ็งช่วยข้าหน่อยได้ไหม"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานช่วยอะไรครับ"

"ขอยืมเงินให้ข้าสัก ๖๐,๐๐๐ บาทเถอะวะ"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอี๊อก แล้วหัวเราะชอบใจ

"รับประทานถ้าผมมีเงิน ๖๐,๐๐๐ ละก้อ รับประทานผมไม่ยอมให้พวกคุณจิกหัวใช้ อย่างทุกวันนี้หร็อกครับ ปู่โธ่-เอาตั้ง ๖๐,๐๐๐ เชียวหรือครับ รับประทานถ้าสัก ๑๐ บาทละก้อ รับประทานผมพอจะให้คุณยืมได้"

นิกรค้อนควับ "ดีละมึง กูจะอาฆาตพยาบาทมึง" แล้วนิกรก็เดินตุปัดตุป่องไปจากที่นั้น

เจ้าแห้วยกมือเกาศีรษะ พูดพึมพำเบาๆ

"ฮือ-เมื่อตอนกลางวันนี้ ก็ยังพูดกันรู้เรื่องดีนี่หว่าไปเสียแล้ว "

นายจอมทะเล้น พาตัวลงบันไดมาข้างล่าง และออกไปทางหลังตึก แลเห็นเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดนั่งสนทนากันเงียบๆ อยู่บนม้ายาวก็ปรี่เข้าไปหา

"แฮ่ะ แฮ่ะ สวัสดีครับ คุณอายอดสักการะเคารพของผม"

คุณหญิงวาดทำตาปริบๆ

"แกมักจะคิดอะไรฟุ้งซ่านเสมอ พยายามพูดกับฉันอย่างที่คนธรรมดาเขาพูดกันเถอะ"

"นั่นนะซีครับ มันควรจะเป็นอย่างนั้น อ้า-ผมน่ะเป็นหลานของคุณอาใช่ไหมครับ"

คุณหญิงวาดทำหน้าชอบกล

"ก็ใช่นะซี"

"ถ้าใช่ก็ขอเงินให้ผมสัก ๖๐,๐๐๐ บาท เถอะครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะก้าก

"แกไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอก มีเงินอยู่ในธนาคารตั้งมากมาย ใครจะไปให้แกตั้ง ๖๐,๐๐๐"

นิกรทำตาเขียว

"ไม่ให้แน่นะครับ"

"เออ" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดเสียงหนักๆ

"ดีแล้ว ถ้ายังงั้นคุณอาทั้งสองระวังตัวให้ดี คนอย่างผมไม่ได้เล่ห์ก็ต้องใช้กล ไม่ได้มนต์ก็ต้องคาถา แล้วอย่าเสียใจภายหลังนะครับ ผมต้องอาฆาตพยาบาทให้ถึงที่สุด"

คราวนี้คุณหญิงวาดตะโกนลั่น

"อ้ายนี่มันจะบ้าหรือยังไงวะ ขอเงินไม่ให้ขู่จะอาฆาต ประเดี๋ยวแม่โทรศัพท์บอกตำรวจให้มาลากคอไปเท่านั้นเอง พิลึกคนจริงเชียว ฉันให้แกมาตั้งกี่แสนแล้ว แล้วที่แกขโมยเอาไปนั่นก็นับไม่ถ้วน ยังจะมีหน้ามาขอตั้ง ๖๐,๐๐๐ แกเข้าใจว่าฉันพิมพ์แบ็งค์ได้เองหรืออย่างไร แน่-ยังทำตาเขียวอีก อยากเจ็บตัวหรืออ้ายกร"

นิกรขบกรามกรอด พาตัวเดินไปจากที่นั้นทันที และ ตรงไปยังห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของนายแพทย์หนุ่ม เมื่อเปิดประตูกระจกฝ้าเดินเข้าไปในห้อง นิกรแลเห็น ดร.ดิเรก กับ พล

พัชราภรณ์ นั่งสนทนากันอยู่ตามลำพัง นิกรผิวปากหวือเดินเข้ามาหยุดเผชิญหน้ากับเพื่อนเกลอทั้งสอง

"หมอโว้ย ขอยืมเงินกันสัก ๖๐,๐๐๐ เถอะวะ"

นายแพทย์หนุ่มลืมตาโพลง

"แหม-ยูไม่ได้พูดหว่านล้อมอะไรบ้างเลยเชียวนะ อยู่ๆ ก็โจมตีแบบสายฟ้าแลบขอยืมเงิน ๖๐,๐๐๐"

นิกรพยักหน้า

"เราเพื่อนกันต้องพูดอ้อมค้อมเอาตะวักตะบวยอะไรอีกล่ะ กันมีธุระร้อนช่วยเซ็นเช็คให้กันหน่อยเถอะวะ พรุ่งนี้จะได้รีบไปเอาเงินแต่เช้า"

ดร.ดิเรกยิ้มแป้น

"กันจะให้แกยืมก็ได้ แต่เสียใจเหลือเกินที่กันไม่ให้เพราะแกไม่ใช่คนยากคนจน เงินของแกมีอยู่ในแบ็งค์ตั้งเยอะแยะ"

นิกรจุ๊ย์ปาก แล้วเปลี่ยนสายตามาที่นายพัชราภรณ์

"ฉันคิดว่าแกคนเดียวที่เป็นมิตรแท้ของฉัน ขอยืม ๖๐,๐๐๐ เถอะวะอ้ายพล"

พลหัวเราะเบาๆ

"ไม่มีหร็อก ถึงมีก็ไม่ให้ ถ้าเพียง ๖๐๐ ละก้อไม่ขัดข้อง"

"ดีแล้ว ดีแล้ว" นิกรพูดอย่างเดือดดาล

"วันโกนไม่มีหนเดียวหรอกโว้ย แกสองคนระวังตัวให้ดี กันจะต้องอาฆาตพยาบาทให้ถึงที่สุด" พูดจบนายจอมทะเล้นก็หมุนตัวกลับ พาตัวเดินออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์

คืนนั้น นิกรนอนกระสับกระส่ายอยู่จนดึกดื่น เขาเดือดดาลอย่างยิ่ง ที่ไม่มีใครให้เขายืมเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท ในที่สุดความคิดอันเฉียบแหลมก็เกิดขึ้นแก่นิกรตอนใกล้รุ่งสว่าง เขาคิดว่าเขาควรจะต้มพ่อตาของเขาคือ ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งเขาจะได้วางแผนการณ์ต่อไป

บ่ายวันรุ่งขึ้นที่บ้าน "พัชราภรณ์" เงียบสงัด

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาด และสี่นางเล่นไพ่อยู่บนห้องพักผ่อนชั้นบน พล กับ กิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯ อยู่ในห้องวิทยาศาสตร์ ชมการล้างฟิล์มภาพยนตร์สีธรรมชาติ ซึ่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ถ่ายทิวทัศน์ต่างๆ ในกรุงเทพฯ มาหนึ่งม้วน และให้ ดร.ดิเรก ล้าง นายแพทย์หนุ่มรับรองว่าเขาสามารถล้างฟิล์มสีได้ดีกว่าที่ส่งไปล้างฮาไวหรือออสเตรเรีย

"ปอนเตี๊ยก" เก๋งสีเขียวสลับสีเขียวสลับเหลืองใหม่เอี่ยมคันหนึ่งคลานเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างแช่มช้า ผู้นั่งอยู่ตอนหลังรถเป็นชาวภารตไว้หนวดเครารุงรัง แต่งกายแบบสากล ลักษณะภูมิฐาน สวมแว่นตาสายตาสั้น และ มีสุนัขอัลเซเชียนอยู่ในรถหนึ่งตัว

ชาวภารตผู้นี้คือนิกรของเรานั่นเอง เขาออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" ไปเมื่อตอนเที่ยง นิกรได้ไปหาเพื่อนรักของเขาคนหนึ่งที่ถนนสาธรเหนือ แล้วก็ปลอมแปลงตัวเป็นแขก ขอยืมรถเก๋งของเพื่อนตรงมาที่นี่ ด้วยแผนการณ์ที่จะต้มพ่อตาของเขา เพื่อนของนิกรเป็นอาจารย์วาดเขียนอยู่โรงเรียนเพาะช่าง มีความชำนาญเป็นพิเศษในการแต่งหน้า จึงช่วยปลอมแปลงนิกรให้กลายเป็นคหบดีชาวภารต หนวดและเครานั้นทำให้นิกรเหมือนแขกจริงๆ

เมื่อ "ปอนเตี๊ยก" แล่นมาหยุดเทียบหน้าบันไดตึก เจ้าแห้วก็ออกมาจากห้องโถงพอดี คนขับรถรีบลงมาเปิดประตูตอนหลังให้นิกร และพยายามกลั้นหัวเราะแทบแย่

แขกดอยถือกระเป๋าเอกสารก้าวลงมาจากรถอย่างเคร่งขรึม แต่สง่าผ่าเผย เขามองดูเจ้าแห้วและยิ้มให้เจ้าแห้ว

"เฮ้-เช่าคูณปัจจนึกฯ อยู่ที่ไหนน่ะ"

เจ้าแห้วไม่ได้ระแวงสงสัยว่าแขกผู้นี้คือนิกร เขาเข้าใจว่าคงรู้จักชอบพอกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ มีเพื่อนฝูงเป็นชาวจีน, ชาวภารตมากมาย ที่เป็นชาวยุโรปก็มี มีการติดต่อกันในเรื่องซื้อขายที่ดินในการจำนอง หรือเกี่ยวกับโบราณวัตถุเสมอ

"อยู่ครับ นายห้าง เชิญนายห้างในห้องรับแขกซีครับ"

"โอ....ขอบใจนะ"

เจ้าแห้วพานิกรขึ้นบันไดตึกเลยเข้าไปในห้องรับแขกอันหรูหราของบ้าน "พัชราภรณ์" แล้วเชิญให้นิกรนั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง

"ประทานโทษ นายห้างชื่ออะไรครับ ผมจะได้ไปเรียนให้เจ้าคุณทราบ"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"จั่นชื่อรามซิงก์สุกรอวตาลนรสิงห์ภควดี ศรีจันทรา"

"โอ๊ย...รับประทานยาวเหลือเกินครับ ผมจำไม่ได้แน่"

นิกรหัวเราะ

"อีนี้ช่วยบอกเช่าคูนหนา จั๋นชื่อรามซิงก์สุกรน่ะ"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"รามซิงก์สุกร เอ๊ะ รับประทานสุกรแปลว่าหมูไม่ใช่หรือครับนายห้าง"

นิกรลืมตาโพลง แกล้งเอ็ดตะโรเจ้าแห้ว

"ชาติหมาน่ะ พูดทำมะไร๋ แขกเกลียดหมูมั่กมากน่ะ"

เจ้าแห้วถูกด่าก็เดินตัวปลิวออกไปจากห้องรับแขกนิกรนึกขบขันตัวเองที่เขาอยู่ในสภาพของคหบดีชาวภารตเขาคิดว่าถ้าแผนการณ์ของเขาลุล่วงไปด้วย เขาก็จะได้เงิน ๖๐,๐๐๐ บาท ซื้อเครื่องรับโทรภาพในวันเสาร์นี้

นายจอมทะเล้นนั่งรถคอยอยู่ประมาณ ๕ นาที เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เดินเข้ามาในห้องรับแขก ท่านแต่งกายลำลองอย่างอยู่กับบ้าน สวมกางเกงแพรสีดำ เสื้อกุยเฮงแพรสีนวล มีผ้าขาวม้าไหมคาดพุงกะทิ เจ้าคุณปัจจนึกฯ หยุดมองดูแขกดอยอย่างตื่นๆ นึกไม่ออกว่าเคยรู้จักกับนาย รามซิงก์สุกรผู้นี้แต่เมื่อไร นิกรรีบลุกขึ้นยืนในบทบาทของชาวภารตชั้นสูง เขายกมือทั้งสองขึ้นแตะหน้าผากแล้วก้มศีรษะเล็กน้อย

"ซาลามคะร๊าบ เช่าคูน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ ก้มศีรษะให้นายจอมทะเล้น ท่านไม่ได้เฉลียวใจสักนิดว่าแขกดอยคนนี้ คือลูกเขยลิงทะโมนของท่าน

"สวัสดี นายห้าง นั่งซี อ้า....ขอโทษเถอะนะ ฉันจำไม่ได้จริงๆ ว่าฉันเคยรู้จักนายห้างแต่เมื่อไร พยายามนึกก็นึกไม่ออก"

"โอ....ไม่ต้องนุกคะร๊าบเช่าคูน นุกทำมะไร๋ อีนี้ผมเองก็พุ่งเห็นหน้าก้นเช่าคูณวันนี้เองน่ะ ฮะ ฮะ"

ต่างคนต่างทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้นวมคนละตัว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้นิกรแล้วกล่าวว่า

"อ้า...นายห้างชื่ออะไรนะ"

"รามซิงก์สุกรน่ะ นายจ๋า"

"อ้อ ชื่อเพราะดีเหมือนกัน นายห้างมีธุระอะไรเกี่ยวกับฉันหรือ"

"เกี่ยวนิดโหน่ยคะร๊าบ" พูดจบนิกรก็ทำจมูกยุบยิบเพราะคันจมูก หนวดปลอมเลยหลุดลงมาบนตัก นายจอมทะเล้นใจหายวาบ รีบตะครุบหนวดทันที แล้วพูดต่อไป

"อีนี้ผมเป็นน้องชายของนายสุโภชอวตาลน่ะ เช่าคูนคะร๊าบ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"น้องชายสุโภชหรือนี่"

ท่านหมายถึงเพื่อนชาวภารตของท่านคนหนึ่งซึ่งรักใคร่ชอบพอกับท่านมาก

"โอ...ยินดีมาก สุโภชเคยเล่าให้ฉันฟังว่าเขามีน้องชายคนหนึ่งเป็นพ่อค้าอยู่ในประเทศอินเดีย"

ถูกแล้วน่ะ นายจ๋า ผมเป็นอินเดียสองปีน่ะเช่าคูน"

"อ้อ เพิ่งมาจากอินเดียได้สองปี"

"ไม่ใช่มาจากอินเดียน่ะ อินเดียมาคะร๊าบ"

"เออ เอาละ เป็นอันว่านายห้างมาอยู่เมืองไทยได้สองปีแล้ว ค้าขายอะไรล่ะ"

"ขายผ้าคะร๊าบเช่าคูน อีนี้ผมขายผ้าอยู่พาหุรัดน่ะ"

"ชื่อร้านอะไรล่ะ"

"รามซิงก์ปากหวานก้นเปรี้ยวคะร๊าบ"

"เอ๊ะ ชื่อชอบกล เพิ่งเคยได้ยิน ฉันกับพี่ชายนายห้างรักใคร่ชอบพอกันมาก แต่เราไม่ได้พบกับประมาณ ๓ ปีแล้ว เพราะต่างคนต่างมีภาระยุ่ง"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"อะไรยุ่งคะร๊าบเช่าคูน"

"งานมันยุ่ง"

นิกรหัวเราะ

"งานยุ่งทำมะไร๋ไม่บอกว่างานยุ่ง ภาระยุ่งเป็นยังไงน่ะนายจ๋า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจ

"ยินดีมากนะที่ได้รู้จักกัน นายห้างคงจะมีธุระอะไรเป็นแน่"

"ธุระไม่มีนะเช่าคูน แต่ผมต้องการโงนเท่านั้น อีนี้ผมทราบจากพี่ชายว่าเช่าคูนหากินทางให้กู้โงน จำนองที่ดินบ้านรวนต่างๆ ผมมีของมาอย่างหนึ่งคะร๊าบ อยากจะจำนำเช่าคูนไว้สักดวนเดียว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแป้น

"ได้ซีนายห้าง จะเอาเครื่องเพชรมาจำนำฉันหรือได้....ฉันยินดีรับไว้และให้ราคาสูง นายห้างเป็นน้องชายของเพื่อนฉันไม่ใช่คนอื่น ดอกเบี้ยฉันก็คิดเพียงร้อยละสิบห้าเท่านั้น เรากันเอง"

แขกดอยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"กันเองโร้ยละสิบห้าบาท แล้วคนอู่นละครับเช่าคูน"

"คนอื่นต้องร้อยละ ๑๕ ตามธรรมเนียม"

นิกรลุกขึ้นยืน กล่าวคำขอโทษเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วเดินออกไปจากห้องรับแขก รีบล้วงกระเป๋าหยิบหนวดออกมาติดให้เรียบร้อย นึกดีใจที่ตอนหนวดหลุดเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ทันสังเกต นายจอมทะเล้นตรงมาที่รถ "ปอนเตี๊ยก" เก๋งเปิดประตูตอนหลังรถออกมาอุ้มห่อกระดาษสีน้ำตาลห่อหนึ่งขึ้นมาจากเบาะรถ แล้วเขาก็ดุคนขับรถของเพื่อนเบาๆ

"หัวเราะอะไรวะ อ้ายชื้น"

นายชื้นหยุดหัวเราทันที นิกรอุ้มห่อกระดาษสีน้ำตาลเดินขึ้นบันไดตึกตรงเข้าไปในห้องรับแขก เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วว่างห่อนั้นลงบนโต๊ะรับแขก

"อะไรน่ะนายห้าง"

"เทวรูปคะร๊าบ เทวรูปพระนารายน์น่ะนายจ๋า อี้นี้ผมกำลังโร้นโงนมั่กม๊ากน่ะ เช่าคูนผมจะเอาเทวรูปมาจำนำไว้เพียงหกหมื่นเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเล็กน้อย

"เทวรูปอะไรทำไมถึงแพงนัก"

"โอ นายจ๋า เทวรูปทองคำน่ะเช่าคูน น้ำหนัก ๕ กิโลคะร๊าบ"

พูดจบนิกรก็แก้ห่อกระดาษออกอย่างระมัดระวัง ในห่อคือเทวรูปพระนารายณ์เหลืองอร่ามหล่อด้วยทองเหลือง ความเก่าของเทวรูปทำให้มองดูคล้ายกับทองคำ เจ้าคุณปัจจนึกฯ พิจารณาดูด้วยความสนใจ

"นายห้างจะจำนำฉันไว้ ๖๐,๐๐๐ บาท"

"คะร๊าบ ผมต้องการโงนนิกหน่อยไปทำทุนคะร๊าบดวนเดียวไถ่คืนน่ะนายจ๋า ถ้าไม่มาไถ่คืนอีนี้ยอมให้ริบไว้เลยคะร๊าบ"

ท่านเจ้าคุณยกเทวรูปขึ้นมาวางบนตักท่าน ความจริงเทวรูปองค์นี้เป็นของเพื่อนนิกร ซื้อมาจากเวิ้งนครเขษมเพียง ๒๕๐ บาทเท่านั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ พิจารณาดูองค์เทวรูปอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เจ้าแห้วก็ถือถาดเงินใส่แก้วน้ำอัดลมแช่เย็นสองแก้ว เดินเข้ามาในห้อง เจ้าแห้วทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า วางถาดเงินลงบนโต๊ะแล้วดูหน้านิกร ทันใดนั้นเองนายจอมทะเล้นทำจมูกยุบยิบแล้วจามออกมาเบาๆเคราข้างซ้ายหลุดออกมาทันที

เจ้าแห้วอ้าปากหวอ รู้ทันทีว่าชาวภารตผู้นี้คือนายจอมทะเล้น เจ้าแห้วเกือบจะหัวเราะออกมาดังๆรีบบุ้ยใบ้บอกนิกรว่าเคราหลุด นิกรใจหายวาบยกมือขึ้นติดเคราอย่างรีบร้อน พอดีเจ้าคุณปัจจนึกฯ เงยหน้าขึ้นมองดูลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

เจ้าแห้วรีบลุกขึ้นเดินหัวเราะคิกคักออกไปจากห้องรับแขก รีบไปบอกให้ พล กับ ดร.ดิเรก และ เสี่ยหงวน ทราบเพื่อจะได้ดูแขกดอย

เจ้าคุณว่า "เทวรูปองค์นี้สวยมาก แต่ฉันจะต้องพิสูจน์เสียก่อนว่าเป็นทองคำจริงๆ หรือทองเหลือง"

นิกรหัวเราะ

"โอ....เช่าคูนพูดถ่อมตัวนะนายจ๋า พี่ผมบกอว่าเช่าคูนนัยน์ตาแหลมหมวนตาเหยี่ยวคะร๊าบ เพชรนิลจินดาหรือทอง เช่าคูนดูเพล็บเดียวก็รู้ว่าของจริงหรือเก๊น่ะ อีนี้ผมเป็นพ่อค้ามีชู่เสียงแถวพาหุรัดรู้จักผมดีคะร๊าบ ไม่ต้องกลัวว่าเทวรูปองค์นี้เป็นทองหลวงนะนาย แขกไม่โกหกน่ะทองจริงๆ คะร๊าบ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าหงึกๆ

"เป็นอันว่านายรามซิงก์ จะจำนำฉันไว้ ๖๐,๐๐๐ บาท"

"คะร๊าบ ดวนเดียวมาไถ่คืนน่า เทวรูปองค์นี้ล้านบาทผมไม่ขายใครเช่าคูนจ๋า เป็นของ ศักดิ์สิทธิ์คะร๊าบ เป็นไข้หวัดปวดหัวตัวร้อน เอาเทวรูปแหล่ลงไปในถัง แล้วกินน้ำในถังอึกเดียวหายเลยน่าเช่าคูน"

"อือ ก๊อดีน่ะซี"

"ดีคะร๊าบ ดีมากๆน่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จ้องมองดูหน้านิกรอย่างแปลกใจ

"เอ...ตอนแรกที่นั่งคุยกัน นายห้างมีแต่เคราไม่มีหนวดนี่นาแล้วเดี่ยวนี้ทำไมถึงมีทั้งหนวดทั้งเครา หรือ นัยน์ตาฉันฝาดไป"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ตาฝาดจริงๆ คะร๊าบ อีนี้ผมไว้หนวดไว้เคราตั้งแต่อายุสองขวบน่ะเช่าคูน คนแขกมีเคราก็ต้องมีหนวดน่า มีเคราเฉยๆ ใช้ไม่ได้คะร๊าบ"

ทันใดนั้นเอง พล พัชราภรณ์ ก็เดินนำหน้าพา อาเสี่ยกิมหงวน กับ ดร.ดิเรก เข้ามาในห้อง นิกรพอแลเห็นเพื่อนเกลอของเขาเข้า ก็เย็นวาบไปหมดทั้งตัว มีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลมสิ้นสติ สามสหายต่างทรุดตัวนั่งบนโซฟาร์ตัวเดียวกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือโอกาสแนะนำให้สามสหายรู้จักกับนิกรทันที

"สวัสดีนายห้าง ดูเหมือนฉันจะเคยเห็นหน้านายห้างบ่อย"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"สะลามน่านายจ๋า เลี้ยงดูปูเสื่อเสร็จเรียบร้อยคะร๊าบ"

เมื่อนิกรพูดเช่นนี้ ทุกคนก็พร้อมที่จะสนับสนุนช่วยเหลือนิกรทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ เงยหน้าขึ้นจากองค์เทวรูปแล้ววางเทวรูปลงบนโต๊ะ ท่านหันมาทางเสี่ยหงวนแล้วก็กล่าวว่า

"รามซิงก์เอาเทวรูปทองคำองค์นี้ มาจำนำ ๖๐,๐๐๐ บาท สัญญาไถ่คืนภายในหนึ่งเดือน"

อาเสี่ยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"เทวรูปมีน้ำหนักเท่าไรครับ"

"เขาบอกว่าสามกิโล อายกดูก็รู้สึกว่าคงไม่ต่ำกว่า ๓ กิโล"

พลกลั้นหัวเราะแทบแย่ พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ก็เอาไว้ซีครับคุณอา ทองของเขาสุกปลั่งดีมาก"

"เดี๋ยว ต้องเอาน้ำกรดกัดดูก่อน"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"มือชั้นขนาดคุณพ่อ ต้องเอาน้ำกรดกัดด้วยหรือครับ ทำเป็นเถ้าแก่โรงรับจำนำไปได้ เทวรูปองค์นี้เด็กๆ อมมือมองดูเพล็บเดียวก็รู้ว่าทองจริงๆ "

เจ้าคุณว่า "ไม่ใช่เงินนิดหน่อยโว้ยดิเรก เผื่อข้างนอกเป็นทอง ข้างในเป็นดินเหนียวหรือทองเหลืองล่ะพ่อมิผูกคอตายหรือ"

"ผูกทำมะไร๋น่ะ" นิกรเอ็ดตะโร

"คนแขกนับถูพระนารายณ์คะร๊าบ เอาทองคำหุ้มทองเหลืองบาปมากน่ะเช่าคูนจ๋า"

อาเสี่ยสนับสนุนเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เอาไว้เถอะครับคุณอา ถ้าครบหนึ่งเดือนเขาไม่มาไถ่คุณอาก็ขายไปได้กำไรอีกบานตะเกียง เนื้อทองเขาดีจริงๆ ทองอย่างนี้เป็นทอง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เรื่องทองผมชำนาญมาก ร้านทองผมมีตั้งสามสี่แห่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาทางนายจอมทะเล้น

"ตกลง นายรามซิงก์ ฉันจะขึ้นไปเอาเงินสดมาจ่ายให้เดี๋ยวนี้ เมื่อเช้าผู้จัดการผลประโยชน์ เขาเอาเงินสดมาให้ฉันตั้งแสนกว่า ฉันจะมอบเงินสดให้นายห้างเลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเอาเงินไปฝากแบ๊งก์"

"โอ...ขอบคุณมั่กม๊ากน่ะนายจ๋า"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้น พาตัวออกไปจากห้องรับแขก พอร่างของเจ้าคุณลับตา พล, กิมหงวน กับ ดร.ดิเรก ต่างยกมือชี้หน้านิกรพร้อมๆกัน

"อ้ายกร" พลพูดยิ้มๆ "ค่าปิดปากสำหรับพวกเราอย่างน้อยต้อง ๓,๐๐๐ บาท แต่เราไม่ต้องการเงิน แกจะต้องพาพวกเราไปเลี้ยงข้าว และไปเยี่ยมเจ๊หนอมที่ซอยกลางคืนวันนี้ วันอาทิตย์นี้ต้องพาพวกเราไปบางแสนด้วย"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ตกลง อย่าเอะอะไปโว้ย พิธีแตกเป็นแย่เลยเป็นอันว่ากันมีเงินซื้อเครื่องรับโทรภาพแบบทันสมัยแล้ว พ่อตากันเซ่อเหลือเกิน ช่างไม่นึกบ้างเลยว่ากันเป็นแขกดอยไม่ใช่แขกจริงๆ"

เจ้าแห้วเดินเข้ามาในห้องรับแขก ยกมือปิดปากหัวเราะคิกคักแล้วทรุดตัวลงนั่งบนพื้นพรมปูพื้น มองดูนายจอมทะเล้นอย่างขบขัน

"รับประทานตกลงเรื่องค่าปิดปากเสียก่อนเถอะครับ รับประทานผมขอเพียง ๑,๐๐๐ บาทเท่านั้น"

นิกรมองดูเจ้าแห้วอย่างเดือดดาล

"เออ ตกลง ได้ทีละก้อขี่แพะไล่เชียวนะ"

สามสหายและเจ้าแห้วต่างหัวเราะ อย่างครื้นเครงต่อจากนั้นนิกรก็สารภาพตามตรงว่าเท่าที่เขาปลอมเป็นนายรามซิงก์มาที่นี่ ก็เพราะได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนของเขาคนหนึ่ง พอเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาในห้อง ทุกคนก็เงียบกริบ นิกรดีใจเหลือที่จะกล่าวเมื่อแลเห็นธนบัตรใบละร้อยบาทปึกเบ้อเริ่มในมือของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านเจ้าคุณทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมข้างนิกรแล้วส่งเงินให้

"นับเสียให้ถูกต้อง เงินนี่ ๖๐,๐๐๐ บาทพอดี"

"โอ..นับทำมะไร๋ อีนี้พี่ชายผมบอกว่าเช่าคูนเป็นคนดีคะร๊าบโกงใครไม่เป็นน่ะ ถ้าโกงเป็นโกงนานแล้ว"

เจ้าคุณหัวเราะ มองดูนิกรเก็บเงินใส่กระเป๋าเอกสาร

"นายห้าง เราต่างเชื่อใจกันนะ ไม่ต้องทำสัญยงสัญญาอะไรหร๊อก"

"ขอบคุณคะร๊าบ ผมชั่วจายเช่าคูนน่ะ อีนี้บ่ายมากแล้ว ผมต้องลาก่อนคะร๊าบ ดวนหน้าพบกันใหม่น่าเช่าคูน" พูดจบแขกดอยก็ยกมือไหว้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯอย่างนอบน้อม

เจ้าคุณรับไหว้ทันที

"สวัสดีรามซิงก์ ถ้ามีใครเขาจะจำนองที่ดิน ตึกหรือบ้านเรือนก็ช่วยแนะนำให้มาหาฉันนะ ฉันคิดดอกเบี้ยไม่แพงหร๊อก"

นิกรดีใจเหลือที่จะกล่าว หันมายกมือไหว้สามสหาย

"สะลามน่ะนายจ๋า ไปพาหุรัดแวะเยี่ยมร้านผมบ้างคะร๊าบ รับรองหาไม่พบ"

แล้วนิกรก็ลุกขึ้นยืน หนวดเคราปลอมทำให้เขาคันจมูกถึงถึงกับจามออกมาดังๆ เจ้าแห้วหัวเราะก้าก เมื่อแลเห็นเคราปลอมของนิกรหล่นลงบนพื้นห้อง นิกรถือกระเป๋าเอกสารรีบเดินออกไปจากห้องรับแขก สามสหายต่างกลั้นหัวเราะแทบแย่

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นเคราปลอมตกอยู่บนพื้นห้อง ท่านก็ขมวดคิ้วย่น รีบลุกขึ้นเดินไปก้มหยิบขึ้นมาพิจารณาดู แล้วทำหน้าตื่นๆ กล่าวกับสามสหายอย่างแปลกใจ

"เอ...นี่มันเครานายรามซิงก์นี่หว่า"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"ใช่ครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบเดินออกไปจากห้องรับแขก ในเวลาเดียวกันนี้เอง "ปอนเตี๊ยก" เก๋งคันงามกำลังเคลื่อนออกจากที่อย่างแช่มช้า เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชูเคราให้นิกรดูแล้วร้องตะโกนลั่น

"นายห้าง เคราตกอยู่ในห้องรับแขก เอาไปเสียด้วยซี"

นิกรใจหายวาบ ร้องตะโกนบอกเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ฝากไว้ด้วยน่ะเช่าคูนจ๋า ดวนหน้ามาเอาคะร๋าบ"

เจ้าคุณยืนนิ่งเฉยทำตาปริบๆ แต่แล้วพอนึกขึ้นมาได้ว่าธรรมดาเคราและหนวดนั้น จะหลุดออกไม่ได้เป็นอันขาด ท่านเจ้าคุณใจหายวาบ รีบวิ่งเข้าไปในห้องโถงตรงไปที่เครื่องรับโทรศัพท์ ยกหูฟังขึ้นแล้วหมุนเลขอัตโนมัติต่อตรงไปยังร้านขายผ้าของนาย สุโภช ภูวนาถ ในสำเพ็ง เจ้าแห้วแอบดูอยู่ข้างประตู

"ฮัลโหล ที่ไหน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสียงสั่น

"ห้างปากร้ายใจดีคะร๊าบ"

"นั่นใครพูด บอกนายห้างมาพูดสายกับฉันหน่อยซิ ฉัน....พระยาปัจจนึก"

"โอ....อีนี้ผมพูดอยู่นี่แล้วคะร๊าบ เช่าคูนสบายดีหรือคะร๊าบ"

"เรื่องทุกข์สุขอย่าเพิ่งถาม ฉันอยากรู้ว่านายห้างใช้ให้นายรามซิงก์ น้องชายของนายห้างมาติดต่อกับฉันหรือเปล่า"

"หา....รามซิงก์ โอ....รามซิงก์น้องผมเป็นไข้ตายที่อินเดีย เมื่อปีกลายนี้เองคะร๊าบเช่าคูน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปล่อยโทรศัพท์หลุดจากมือ และ แล้วร่างอ้วนเตี้ยของท่านก็ล้มครืนลงบนพื้นห้องสิ้นสติสมประดี เพราะความเสียดายเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท

จบตอน