พล นิกร กิมหงวน 026 : ตะลุยฮาเร็ม เล่ม ๑

พอตะวันรอนอ่อนแสง คณะพรรคสี่สหายของเราก็มีการ "เย็นเฮ" กันเหมือนเช่นเคย พล, นิกร, กิมหงวนและ ดร.ดิเรกนั่งล้อมวงรอบโต๊ะเหล็กสี่เหลี่ยมภายในเรือนต้นไม้ของบ้าน "พัชราภรณ์" สี่สหายดื่มเหล้าพลางและสนทนากันไปพลาง บนโต๊ะมีขวดวิสกี้ตราขาวซึ่งพร่องไปเกือบจะหมดแล้วหนึ่งขวด โซดาอีกประมาณครึ่งโหล ส่วนกับแกล้มมีแหนมหนึ่งจานและข้าวเกรียบกุ้งทอดอีกหนึ่งจาน

เสี่ยหงวนยกแก้วน้ำสีเหลืองขึ้นจิบแล้วกล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสามอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"เท่าที่บริษัทสี่สหายของเราขาดทุนอย่างย่อยยับ ไม่ใช่เพราะเราหย่อนความสามารถในการบริหารกิจการค้าของเราตามที่ดิเรกว่า แกควรจะรู้ดีหมอ ขณะนี้เศรษฐกิจกำลังตกต่ำอย่างน่าใจหาย เนื่องจากสินค้าล้นตลาดมีมากจนเกินไป กำลังขายมีมากกว่ากำลังซื้อ"

นายแพทย์หนุ่มอมยิ้ม

"ก็ไม่แน่นัก ห้างร้านบางแห่งเขาจำหน่ายขายดีมีผลกำไรมากมาย"

"ก็ถูก แต่นั่นเป็นส่วนน้อย ส่วนมากย่ำแย่ไปตามกัน ดูยายซิ้มในตรอกข้างบ้านเราซีวะ แกคร่ำครวญให้เราฟังเสมอแกหาบน้ำประปาขายยังขาดทุน"

พลมองดูนิกรนายจอมทะเล้น ซึ่งกำลังตั้งอกตั้งใจหยิบส้อมจิ้มแหนมใส่ปากติดๆ กันหลายชิ้น

"เอ้ยๆ อ้ายกร แหนมตั้งจานเบ้อเริ่มแกกินเอาๆ จนเกือบหมดแล้ว คุยกันบ้างซี อย่างน้อยก็ควรจะช่วยออกความเห็นอะไรบ้าง เพื่อช่วยให้กิจการค้าของบริษัทสี่สหายดีขึ้น"

นิกรพูดเสียงคับปาก

"ปราชญ์ทั้งหลายย่อมชอบฟังมากกว่าพูด"

อาเสี่ยกิมหงวนรีบเอื้อมมือหยิบจานแหนมมาวางไว้ข้างหน้าเขา แล้วต่อว่านายจอมทะเล้น

"เพื่อนๆ เขากินเหล้ากันแต่แกตั้งหน้าตั้งตากินแต่กับ ออกความเห็นบ้างซีโว้ยในฐานที่แกเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งของบริษัท"

นิกรยืดหน้าอกขึ้น วางท่าทางให้สมกับเป็นผู้มีสติปัญญา

"การแก้ไขให้การค้าของเราจำหน่ายขายคล่องไม่เห็นจะยากเย็นอะไร"

ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ

"ทำยังไงล่ะ ขณะนี้วันหนึ่งๆ บริษัทของเราขายของได้ไม่เกินหมื่นบาท สินค้าอยู่ในสต๊อกอีกเยอะแยะ"

นิกรว่า "นั่นเป็นเพราะเราหวังผลกำไรมากเกินไป เราควรจะเปิดการขายลดราคาสักครึ่งเดือน ขายโดยเอากำไรเพียงเล็กน้อย โฆษณาให้ครึกโครมว่าบริษัทสี่สหายจะเปิดการขายแบบหั่นแหลก เรียกว่าวันฟ้าถล่มโลกทลายหรือวันรุสต๊อกอะไรก็ได้ ยอมเสียค่าโฆษณาสักแสนเดียว ผู้คนก็จะหลั่งไหลไปซื้อของที่บริษัทของเราอย่างมืดฟ้ามัวฝน สินค้าชนิดใดที่มีเกลื่อนท้องตลาดเราก็ขายอย่างยอมขาดทุน ถ้าหากว่าสินค้าที่เรามีขายแห่งเดียวเราก็เพิ่มราคาให้มันแพงขึ้น ทำได้อย่างนี้เงินก็ไหลมาเข้ากระเป๋าเราเท่านั้น"

สามสหายนิ่งฟังอย่างสนใจ ก่อนที่ใครจะพูดอะไรเจ้าแห้วก็ถือถาดไม้ใส่จานอาหารสามสี่จานเดินเข้ามาในเรือนต้นไม้ พล พัชราภรณ์ดุคนใช้จอมแก่นของเขาทันที

"ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนวะ หายไปตั้งเกือบชั่วโมง"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานไม่ได้ไปมุดที่ไหนหรอกครับ รับประทานแวะดูเจ๊กฟันฝรั่งที่หน้าร้านเจ้าโกครับ"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"เป็นยังไง ตายไหม"

"รับประทานไม่ตายหรอกครับ เฉาะได้ๆ เอาชะเอมทาพริกกะเกลือโรยลูกละบาทรวด" พูดพลางวางถาดลงบนเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งแล้วหยิบจานกับแกล้มขึ้นมาวางบนโต๊ะทีละจาน

"ซื้ออะไรมาบ้างวะ" เสี่ยหงวนถาม "ให้ไป ๕๐๐ บาท ได้มาเท่านี้หรือ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานผมใช้หนี้เจ้าโกเสีย ๒๕๐ บาท ครับ เลยซื้อมาได้เท่านี้"

นิกรมองดูแกงเผ็ดในจานบนโต๊ะ แล้วกล่าวถามเจ้าแห้ว

"นี่แกงอะไรวะอ้ายแห้ว"

"รับประทานแกงเผ็ดปลากระเบนครับ"

เสี่ยหงวนทำคอย่น

"นี่มึงจะให้พวกกูกินปลากระเบนหรืออ้ายแห้ว กินเข้าไปจะได้พรึ่บออกมาทั้งตัว"

พลเอ็ดตะโรคนใช้ของเขา

"สู่รู้มากอ้ายเปรตนี่ บอกให้ซื้อกาหรี่ไก่เสือกซื้อแกงปลากระเบนมาได้ มันแสลงรู้ไหม ระยำนี่"

เจ้าแห้วฝืนยิ้ม

"รับประทานแต่กะหรี่ทุกวันๆ ไม่เบื่อบ้างหรือครับ"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"ไม่เบื่อโว้ย พวกเราชอบกินแกงกะหรี่"

ดร. ดิเรก เลิกแว่นสายตาสั้นขึ้นมองดูจานอาหารที่เจ้าแห้วซื้อมาแล้วกล่าวถามเจ้าแห้ว

"แล้วนี่อะไรบ้าง จารไนให้ฟังซิ"

"รับประทานจานนี้ปลาไหลผัดเผ็ดครับ"

สี่สหายสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน เจ้าแห้วอธิบายต่อไป

"รับประทานจานนี้ห่านพะโล้ครับ ตัวอ้วนใหญ่น่ารับประทานมาก จานนี้หูฉลามน้ำแดงครับ"

เสี่ยหงวนเม้มปากแน่น กระพริบตาถี่เร็วแล้วตวาดเจ้าแห้วด้วยเสียงอันดัง

"ยกเอาไปไว้ในครัว หรือม่ายก็เททิ้งให้หมด ซื้อมาสี่จานกินไม่ได้สักอย่าง ขืนล่อเข้าไปซากูระออกพรึ่บทั้งตัวต้องกินยาต้มกันอีก เอาออกไป โธ่-อ้ายเปรตนี่"

เจ้าแห้วทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ถ้ายังงั้น รับประทานเดี๋ยวผมออกไปซื้อให้ใหม่นะครับ" พูดจบเจ้าแห้วก็เก็บจานอาหารใส่ถาดไม้แล้วยกถาดเดินลอยหน้าออกไปจากเรือนต้นไม้

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ พลจัดแจงผสมวิสกี้โซดาแจกจ่ายพรรคพวกของเขา เสี่ยหงวนก้มลงหยิบตราขาวที่อยู่ใต้โต๊ะขึ้นมาหนึ่งขวด แล้วกล่าวกับพลว่า

"ซ่อนเอาไว้หนึ่งขวดตั้งใจจะเอาไว้ล้างหน้าเวลาเมา กินกันเถอะพวกเราพูดถึงเรื่องการค้าแล้วอดกลุ้มใจไม่ได้ บางทีเมียๆ ของเราอาจจะเป็นตัวซวยที่ทำให้การค้าของเราต้องตกต่ำอย่างนี้ก็ได้"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"จริงว่ะ อาจจะเป็นได้เหมือนกัน ประไพชอบเล่นเอากระโปรงฟาดกะบาลกันบ่อยๆ คุณนวลชอบเล่นขี่คอแก เมื่อเช้านี้ก็ขี่คอแกลงบันไดมาจากชั้นบน"

ทันใดนั้นเอง นันทา, นวลลออกับประภาและประไพก็ปรากฏตัวขึ้น สี่นางเดินเงียบกริบเข้ามาในเรือนต้นไม้และหยุดยืนเป็นแถวหน้ากระดานเรี่ยงเดี่ยวมองดูพวกผัวๆ ของหล่อน เสี่ยหงวนกับดร. ดิเรกนั่งหันหลังให้จึงไม่เห็น พลกับนิกรต่างบุ้ยใบ้เป็นความหมายไม่ให้อาเสี่ยพูดอะไร

เสี่ยหงวนยกแก้วน้ำสีเหลืองขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้วแล้วกล่าวต่อไปว่า

"คิดถึงเรื่องเมียๆ ของเราแล้วกันรู้สึกอิดหนาระอาใจเต็มทน หล่อนพยายามทำตนเหมือนกับว่าหล่อนเป็นแม่ของเราตลอดมา ไม่ชอบใจก็ทุบตีด่าว่าข่มขู่ด้วยประการทั้งปวง ถามจริงๆ เถอะวะ เมื่อไรพวกเราจึงจะเลิกกลัวเมียกันเสียที"

พลยิ้มแห้งๆ

"สำหรับกันถือว่าเมียดีก็เหมือนแม่ เขาไม่เคยด่าว่าทุบตีเราโดยไม่มีเหตุผลเลย"

นิกรกล่าวขึ้นบ้างโดยแกล้งทำเป็นไม่เห็นประไพ

"กันก็เหมือนกันว่ะ กันรัก เคารพและเทอดบูชาประไพของกันเสมอ เมียอย่างประไพตายแล้วเกิดใหม่ก็หาไม่ได้"

อาเสี่ยเม้มปากแน่น หันมาพยักหน้ากับนายแพทย์หนุ่ม

"ดูเถอะวะ อ้ายพลกับอ้ายกรมันยอมศิโรราบเมียของมันตลอดกาล แกล่ะ"

ดร. ดิเรกเค้นหัวเราะ

"โน-ฝรั่งไม่เคยกลัวเมียเลย ที่ไม่ต่อล้อต่อเถียงหรือยอมให้หล่อนทุบตีก็เพราะไอรักความสงบ ไม่อยากเอาเรื่องกับผู้หญิง ม่ายกันเตะขาดสองท่อนไปนานแล้ว"

อาเสี่ยยิ้มออกมาได้

"กันก็คิดอย่างนี้แหละ ใครไม่รู้ก็หาว่ากันกลัวเมีย ลองดูไหมล่ะ ประเดี๋ยวกันจะแกล้งทำเมาเหล้าขึ้นไปเตะนวลลออให้แกดูสักป้าบ เอาซี่โครงเหน็บฝาไว้ดูเป็นที่ระลึกสักสองสามอันยังได้ จริงๆวะ ตบซ้ายทีขวาที แย็ปซ้ายตามด้วยฮุคขวาอีกโป้ง เท่านี้ก็งอก่อมะขามเปียกไปเท่านั้นเอง"

นิกรกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง ในที่สุดก็ชะโงกหน้ามากระซิบบอกกิมหงวน

"ข้างหลังโว้ย"

อาเสี่ยเย็นวาบไปหมดทั้งตัว เขายกช้อนเงินเล่มหนึ่งขึ้นส่องหน้า พอแลเห็นสี่นางปรากฏอยู่ในช้อนกิมหงวนก็อกสั่นขวัญแขวน ค่อยๆ วางช้อนลงบนโต๊ะตามเดิม แล้วพูดเสียงสั่นเครือน่าสงสาร

"ความจริงอ้ายการพูดกับการทำน่ะมันต่างกัน แฮ่ะๆ แกสามคนก็รู้ดีแล้วว่ากันพูดเล่นโก้ๆ มนุษย์ผู้ชายคนไหนบ้างวะที่ไม่กลัวเมีย กันก็เช่นเดียวกัน เกิดมาเป็นลูกผู้ชายเราต้องเกรงกลัวเคารพนับถือเมียของเราหรือยังไงอ้ายกร"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"อย่ามาถามกันเลย สำหรับกัน กันกลัวเมียของกันเสมอ"

พลพูดเสริมขึ้น

"กันก็เช่นเดียวกัน"

สี่นางค่อยๆ เดินเข้ามายืนข้างหลังกิมหงวนกับ ดร. ดิเรก นายแพทย์หนุ่มกล่าวกับพลด้วยเสียงหนักๆ ว่า

"ผู้ชายที่กลัวเมียย่อมไร้ศักดิ์ศรี"

ประภาเอื้อมมือขวาจับหูซ้าย ดร. ดิเรกบีบเบาๆ ดิเรกใจหายวาบ เขาพูดต่อไปอย่างหน้าตาเฉยว่า

"แต่กันเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ยอมเสียศักดิ์ศรีว่ะ ไม่กลัวเมียแล้วจะไปกลัวแมวที่ไหนวะ" แล้วเขาก็หันมาทางประภา "จริงไหมจ๊ะภาจ๋า"

ประภาปล่อยมือออก สี่นางมองดูหน้ากันแล้วหัวเราะกันอย่างครื้นเครง นันทากล่าวกับผัวรักของหล่อนว่า

"อย่าทานเหล้าให้มากนักนะคะพล เมื่อคืนวานก็เมาจนไม่เป็นผู้เป็นคนถึงกับท้าเสาไฟฟ้าชก" แล้วหล่อนก็ยกมือชี้หน้าน้องชายจอมทะเล้นของหล่อน "แกระวังตัวให้ดีนะเจ้ากร"

นิกรลอยหน้าลอยตาพูดกับพี่สาว

"ทำไมยะ มาอาฆาตมาดร้ายฉันทำไมพี่นันจ๋า"

"แกขโมยเงินฉันน่ะซี เข้าไปในห้องพูดยังโง้นยังงี้ให้ตายใจ พอเผลอแผล็บเดียวหยิบเอามาสองพัน ไวยังกะจิ้งจก"

นายจอมทะเล้นทำตาเขียว

"อย่ามาหาเรื่องฉันนะ พี่เห็นเรอะ มีใครเห็นบ้าง"

นันทาเงื้อมือขวาทำท่าเหมือนกับจะตบน้องชายของหล่อน

"คุณนวลกับน้องไพเห็น"

นิกรหันมาทางเมียรักของเขา แล้วพูดกับเพื่อนๆ

"นี่แหละเขาว่าเมียเราเผาเรือน เห็นแล้วเงียบๆ เสียก็ไม่ได้"

ประภามองดูขวดเหล้าและขวดโซดาบนโต๊ะ แล้วกล่าวกับสี่สหายว่า

"อากาศร้อนอ้าวอย่างนี้ ไม่น่าจะทานเหล้ากันเลย เพียงแต่เบียร์แช่เย็นก็ดีถมไปแล้ว"

ประไพโบกมือปฏิเสธ เมื่อนายแพทย์หนุ่มส่งแก้วน้ำสีเหลืองให้หล่อน

"ไม่ค่ะหมอ อย่ามาสอนให้ไพเสียคนเลย"

นวลลออเข้ามายืนเกาะบ่าเสี่ยหงวนแล้วพูดยิ้มๆ

"เฮียค่ะ เมื่อกี้เฮียพูดว่ากระไร เฮียว่าเฮียจะแกล้งทำเป็นเมาเหล้า แล้วขึ้นไปเตะนวลบนตึกใช่ไหมคะ"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"นี่แหละเขาเรียกว่าหูหาเรื่อง เฮียไม่ได้พูดอย่างนั้นสักหน่อย ให้แค่นี้ๆ ตกน้ำป๋อมแป๋มซีเอ้า เฮียพูดว่า ถ้าเฮียเมาเหล้าเฮียจะขึ้นไปบนตึก ให้นวลกระทืบเฮียสักสามสี่ทีด้วยความเคารพรักและกตัญญู"

นวลลออยิ้มอ่อนหวาน

"ถ้าพูดอย่างนี้นวลก็ชื่นใจ เฮียขา....รักนวลไหมคะ"

เสี่ยหงวนเม้มปากแน่น

"เอาไว้ถามเวลานอนดีกว่า"

ประไพกล่าวกับคณะพรรคสี่สหาย ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"ไปเล่นตะกร้อกันเถอะค่ะ"

พลทำหน้าตื่น

"เล่นตะกร้อ....พวกคุณเล่นตะกร้อเป็นหรือครับ"

ประไพยิ้มแป้น

"จะยากอะไรคะ สมัยนี้ผู้หญิงทำอะไรได้ทุกอย่างเหมือนกับผู้ชาย ฟุตบอลหรือรักบี้ผู้หญิงก็เล่นได้ พวกเราหัดเล่นตะกร้อลอดบ่วงมาหลายเดือนแล้วค่ะ ไปซีคะ ออกกำลังกายเสียบ้าง"

นันทากล่าวกับน้องชายจอมทะเล้นของหล่อน

"แกน่ะไม่เคยบริหารร่างกายเลย ออกไปเล่นแบดหรือตะกร้อเสียบ้างซี เอาแต่กินแล้วก็นอนเท่านั้น"

นิกรสั่นศีรษะ

"มืออย่างฉันไม่เล่นแบดหรือตะกร้อหรอกพี่นัน"

"แล้วแกชอบเล่นอะไร"

"ฉันชอบเล่นตั้งเต"

นันทาทุบพลั่กเข้าให้

"โตจนเป็นควายแล้วยังจะชอบเล่นเหมือนเด็กๆ"

นิกรหัวเราะ

"สนุกดีนะพี่นัน ใครถูกลากบ้องก็แย่"

นวลลออกล่าวกับเพื่อนเกลอของหล่อนทั้งสามคน

"เราอย่ามารบกวนทำลายความสุขเขาเลยค่ะ ไปเล่นแบดกันดีกว่า มีเวลาอีกชั่วโมงกว่าก็จะค่ำแล้ว"

สี่นางพากันเดินนวยนาดออกไปจากเรือนต้นไม้ สี่สหายต่างดื่มเหล้าและสนทนากันต่อไป

นิกรกล่าวกับเสี่ยหงวนด้วยเสียงหัวเราะ

"เกือบไปแล้วไหมล่ะ อ้ายเราขยิบหูขยิบตาให้รู้ว่าเมียเข้ามาก็ยังคุยโม้อยู่อีก วันนี้เมียของเราคงจะใจดี ม่ายเราก็คงเจ็บตัวไปตามกัน"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"เพื่อสวัสดิภาพของตัวเรา ต่อไปเราหาซื้อเกราะเหล็กมาใส่ดีกว่า ถูกทุบถูกตีจะได้ไม่เจ็บ หนักเข้าเมียเราก็ระอาไปเอง"

นิกรว่า "ใส่เกราะเหล็กหนักแย่คงเดินไม่ไหว เอาเกราะยางดีกว่า"

"เกราะยาง" นายแพทย์หนุ่มร้องเกือบเป็นเสียงตะโกน "เกราะยางมันจะกันอะไรได้วะ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ในเวลาเดียวกันนี้เองพระยาปัจจนึกฯ กับพระยาประสิทธิ์ฯ ก็พากันเข้ามาในเรือนต้นไม้ ท่านทั้งสองแต่งกายลำลองอย่างอยู่กับบ้าน นิกรแลเห็นเข้าก็ป้องปากกระซิบกระซาบบอกกิมหงวน

"เฮ้ย ขุนช้างมาโว้ย"

เสี่ยหงวนกระซิบตอบ

"รู้แล้ว กันได้กลิ่นก่อนที่แกจะบอกกันเสียอีก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ตวาดแว๊ด

"อ้ายกรกับอ้ายหงวนกระซิบกระซาบอะไรกันวะ"

นิกรยักคิ้วให้อาเขยของเขา

"ของมันกระซิบกันได้นี่ครับ คนเราถ้าจะพูดความลับก็ต้องกระซิบกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า "เออ-ใครพูดพาดพิงถึงกบาลข้าขอให้มันฉิบหาย พินาศล่มจมสิ้นเนื้อประดาตัว"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"มันจะเป็นไปได้อย่างไรครับ ผมมีเงินฝากในธนาคารตั้ง ๒๐๐ ล้าน แล้วยังหลักทรัพย์อีกเยอะแยะใช้ไปชั่วลูกหลานก็ไม่หมด"

พลกล่าวกับท่านผู้ใหญ่ทั้งสอง

"เชิญนั่งซีครับ ดื่มเหล้ากับพวกเราเถอะครับ"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรอีก เจ้าแห้วก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในเรือนต้นไม้ เขาทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเบื้องหน้าเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แล้วประนมมือประสานกันที่หน้าอก

"โอย....รับประทานเชิญใต้เท้า....โอย....รับประทานเกิดเรื่อง....รับประทาน...."

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เอ็ดตะโรลั่น

"จะพูดอะไรก็พูดมัวแต่รับประทานอยู่นั่นแหละ มีอะไรก็ว่าไปซี"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานคุณหญิงให้มาเรียนใต้เท้าว่า ท่านเป็นลมครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ดี ตายเสียได้ก็ดี วันนี้เป็นลม ๙๐ หน แล้ว นั่งเล่นไพ่มา ๕ วัน ๕ คืนแล้ว ลมมันก็ต้องจับ"

พลเต็มไปด้วยความห่วงใยคุณแม่ของเขา จึงกล่าวกับ ดร. ดิเรก ทันที

"ไปดูคุณแม่หน่อยโว้ยหมอ ถ้าท่านยังขืนเล่นไพ่อีกกันจะโทรศัพท์บอกให้ตำรวจมาจับ จะได้เลิกเล่นเสียที"

แล้วพลกับนายแพทย์หนุ่มก็ลุกขึ้นพากันออกไปจากเรือนต้นไม้ เจ้าแห้วติดตามไปด้วย นิกรมองดูอาเขยของเขา นายจอมทะเล้นนิ่งอึ้งไปสักครู่จึงกล่าวว่า

"ไปดูคุณอาผู้หญิงเสียหน่อยซีครับ ท่านแก่แล้วดีไม่ดีท่านอาจจะตายก็ได้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สั่นศีรษะ

"อาเบื่ออาผู้หญิงของแกเต็มทนแล้ว เขาบอกอาว่า เขาจะทำสถิติในการเล่นไพ่โดยไม่มีการหยุดพักให้ครบ ๑๐ วัน"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"ถ้ายังงั้นก็มีหวังได้ไปคุยกับยมบาลคราวนี้แหละครับ"

"ดี อาจะได้มีอีหนูเล็กๆ บ้าง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจ

"เจ้าคุณก็ดีแต่พูด ลองคุณหญิงตายจริงๆ ขี้คร้านจะร้องไห้ขี้มูกโป่ง คนอย่างคุณหญิงวาดน่ะตายแล้วเกิดใหม่เจ้าคุณก็หาอีกไม่ได้ ผมไม่ได้ยกยอเลย ท่านเป็นคนดีน่ารักจริงๆ ถึงแม้จะปากร้ายชอบด่าใครต่อใครแก้กลุ้ม แต่ก็เข้าทำนองปากร้ายใจดี"

เสี่ยหงวนจัดแจงผสมวิสกี้ โซดา ให้ท่านผู้ใหญ่ทั้งสอง

"ดื่มเสียหน่อยนะครับ"

สองเจ้าคุณต่างยกแก้วน้ำสีเหลืองขึ้นจิบ แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างเป็นงานเป็นการ

"พวกแกน่ะเอาแต่เที่ยวและกินเหล้า กิจการค้าของบริษัทสี่สหายกำลังแย่ลงไปทุกวัน แกควรจะรีบจัดการแก้ไขโดยเร็ว"

อาเสี่ยว่า "ผมปรึกษากันเรียบร้อยแล้วครับ เราจะประกาศลดราคาสินค้าที่บริษัทของเราในเร็ววันนี้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดเสริมขึ้น

"ถ้าทำได้อย่างนี้ก็ดี"

เจ้าแห้ววิ่งพรวดพราดเข้ามาในเรือนต้นไม้อีก เขาหยุดยืนร้องไห้สะอึกสะอื้น สักครู่ก็ตรงเข้ามาทรุดตัวนั่งพับเพียบข้างเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แล้วรายงานให้ทราบ

"รับประทาบ....ฮือฮือ"

"อะไรของมึงวะ" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ดุ

เจ้าแห้วสะอึกสะอื้น

"รับประทานคุณหญิง....ฮือ....คุณหญิงท่านกำลังชักครับ รับประทานชักแหง่กๆ นัยน์ตาตั้งน้ำลายไหลฟูมปากแล้ว ฮือฮือ รับประทานน่ากลัวจะไม่รอดครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือก

"ฮ้า ถึงกับชักนัยน์ตาตั้งเชียวรึ ท่านชักยังไงวะ"

เจ้าแห้วสะอื้น

"รับประทานชักอย่างนี้ครับ" แล้วเจ้าแห้วก็ทำปากเบี้ยวปากบูด นัยน์ตาเหลือกลาน

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะหึๆ

"ชักอย่างนี้มันหมาถูกยาเบื่อนี่หว่า"

เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นทันที

"รีบขึ้นไปบนตึกเถอะครับ อาการของคุณอาหญิงเข้าขั้นตรีฑูตแล้ว" พูดจบเขาก็มองดูนิกรซึ่งกำลังนั่งสัปหงก แล้วเสี่ยหงวนก็ยกฝ่ามือผลักหน้านายจอมทะเล้นทันที "เฮ้ย คุณอาหญิงเป็นลมชักแหง่กๆ อยู่บนตึก"

สองเจ้าคุณกับเสี่ยหงวนและนิกรต่างรีบลุกขึ้นยืน แล้วออกไปจากเรือนต้นไม้อย่างร้อนรน เจ้าแห้วลุกขึ้นมองซ้ายมองขวาแล้วทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่ง จัดแจงผสม วิสกี้ โซดา ยกขึ้นดื่มอย่างสบายใจ

ในเวลาเดียวกันนี้เอง คุณหญิงวาดกำลังเป็นลมชักกระตุกนัยน์ตาตั้งอยู่บนเตียงนอน ภายในห้องนอนของท่านสี่นางกำลังเอะอะวุ่นวายช่วยกันรักษาพยาบาล บ้างก็นวดเฟ้นให้ท่าน ดร. ดิเรก นั่งอยู่บนเตียงข้างคุณหญิง เขากำลังตรวจดูชีพจรของคุณหญิงวาด พลยืนกระสับกระส่ายอยู่ข้างเตียงนอนนั้น

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนิกรและเสี่ยหงวนบุกเข้ามาในห้องนอนของท่าน ทุกคนเต็มไปด้วยความห่วงใย นันทาวิ่งไปที่โต๊ะเครื่องแป้งหยิบขวดพิมเสนเอาเข้ามาให้น้องสะใภ้ของหล่อน

"เร็ว น้องไพ ช่วยขยี้พิมเสนให้คุณอาดมหน่อย"

ประไพนั่งอยู่บนเตียงข้างๆ นายแพทย์หนุ่ม หล่อนรับขวดพิมเสนมาจากพี่ผัว แล้วเปิดจุกออกเทพิมเสนใส่มือเพียงเล็กน้อย ยกหัวแม่มือข้างขวาขยี้พิมเสนให้ละเอียดแต่แล้วหล่อนก็ยกฝ่ามือข้างซ้ายขึ้นสูดดมพิมเสนเสียเอง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลั่น

"เฮ้ย-ให้คุณหญิงท่านดมโว้ย ไม่ใช่แกดม"

ประไพยิ้มแห้งๆ

"หนูกำลังจะเป็นลมเหมือนกันค่ะคุณพ่อ"

ดร. ดิเรก ปล่อยมือที่จับข้อมือคุณหญิงวาดออก แล้วลุกขึ้นยืน ขอร้องให้ทุกคนสงบปากเสียง

"เงียบๆ หน่อยครับ อย่าพยายามมุงคนไข้ อ้า-อ้ายกร ช่วยเปิดพัดลมหน่อยซี คุณอาท่านเป็นลมตามธรรมดา ไม่มีอะไรน่าวิตก ให้นอนพักผ่อนสักครู่ก็หาย"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"คุณอาหญิงชักกระตุกนัยน์ตาเหล่ไปเหล่มาอย่างนี้ ยังบอกว่าไม่เป็นไรอีกหรือหมอ อาการอย่างนี้มันเข้าขั้นตรีฑูตแล้ว แกจะฉีดยาอะไรให้ท่านก็เอาซี"

ดร. ดิเรก สั่นศีรษะ

"โน ไม่ต้องฉีดเปลืองยาเปล่าๆ คุณอาหญิงท่านแกล้งชักเล่นโก้ๆ ยังงั้นเอง"

คุณหญิงวาดเอ็ดตะโรขึ้นทันที

"ไม่ได้แกล้งโว้ย อาชักจริงๆ " แล้วท่านก็ยกมือทั้งสองไขว่คว้าอากาศ ในที่สุดก็ทำมือเหมือนกับคลี่ไพ่ตอง

สุภาพสตรีในวัยชราท่าทางภูมิฐานคนหนึ่ง พาตัวเดินเข้ามาในห้องส่วนตัวของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาด ท่านผู้นี้คือคุณหญิงแส เพื่อนบ้านของคุณหญิงวาดนั่นเอง คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ต่างยกมือไหว้คุณหญิงแสไปตามกัน ซึ่งคุณหญิงแส สุภาพสตรีบรรดาศักดิ์ก็ได้ทักทายโดยทั่วหน้า แล้วกล่าวกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ว่า

"ดิฉันกับคุณหญิงวาด กำลังทำสถิติการนั่งทนกันค่ะ คุณหญิงวาดแพ้ดิฉันเลยหนีกลับมานอนพักผ่อน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สั่นศีรษะช้าๆ

"ไม่ไหวละครับคุณหญิง ขืนชวนเมียผมเล่นไพ่กันอย่างหามรุ่งหามค่ำอย่างนี้ ผมเห็นจะต้องฟ้องเจ้าคุณบรรหารฯ แน่ๆ "

คุณหญิงแส หัวเราะ

"เจ้าคุณท่านก็เล่นด้วยนี่คะ ท่านให้ดิฉันมาตามคุณหญิงวาด รีบไปที่บ้านค่ะ ขาขาดไปขาหนึ่ง คุณนายแย้มเกิดงอนขึ้นมาเลยเลิกเล่นเสียกลางคัน กระฟัดกระเฟียดนั่งรถกลับบ้านไปแล้ว อนุญาติให้คุณหญิงไปสนุกกับพวกเราหน่อยนะคะ เจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นว่า

"ท่านกำลังเป็นลม ให้ท่านพักผ่อนบ้างซีครับคุณหญิง"

คุณหญิงวาดพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง กิริยาท่าทางของท่านกระฉับกระเฉง ท่านมองดูคุณหญิงแสและก้าวลงมาจากเตียง

"ขาขาดหรือคะคุณหญิง"

คุณหญิงแส ยิ้มแป้น

"ค่ะ แม่แย้มถูกเจ้าคุณของดิฉันไล่ไพ่เข้าหน่อยเดียวโมโหโทโสกลับบ้านไปแล้วค่ะ คุณหญิงช่วยคันขาหน่อยนะคะ"

"เอาซีคะ ดิฉันสบายดีแล้ว รีบไปเถอะค่ะ"

โดยไม่สนใจกับใครอีก คุณหญิงวาดกับคุณหญิงแสรีบพากันเดินออกไปจากห้องนอนทันที สี่สหายกับเมียๆ ของเขาต่างมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยักไหล่พร้อมกับแบมือทั้งสองข้าง

หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับต่างลงประกาศแจ้งความของบริษัทสี่สหายจำกัด ซึ่งประกาศลดราคาสินค้าโดยยอมขาดทุนมีกำหนด ๑๕ วัน ระยะนี้เป็นระยะต้นเดือน ประชาชนหญิงชายตลอดจนพระภิกษุสามเณรจึงพากันหลั่งไหลไปที่บริษัทสี่สหายเพื่อซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ

ตอนสายวันนั้น ประชาชนกำลังเบียดเสียดเยียดยัดกันจนล้นห้าง เพื่อเลือกซื้อสินค้าต่างๆ ตามที่ตนปรารถนา พนักงานขายของหน้าห้างต้องทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย เสียงกระดิ่งเรียกเด็กเดินบิลเงินสดดังอยู่ไม่ขาดระยะ บริษัทสี่สหายของเราจำหน่ายสินค้าเบ็ดเตล็ดสารพัด เสื้อเชิ้ท, กางเกงแพร, เครื่องสำอาง, น้ำอบน้ำหอม, ของใช้ต่างๆ ทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็นในการครองชีพ เครื่องไฟฟ้า, พัดลม, เครื่องปรับอากาศ ตลอดจนกระทั่งเครื่องรับวิทยุและโทรทัศน์ สินค้าเหล่านี้จัดวางไว้เป็นแผนกๆ เป็นระเบียบเรียบร้อยงามตา ด้านหลังจำหน่ายเครื่องกระป๋องและอาหารฟุ่มเฟื่อยที่คนจนเกิดมาไม่เคยได้ลิ้มรส เป็นต้นว่า หมูแฮม, ไส้กรอกกระป๋อง, ขนมปังและช็อคโกแล็ทต่างๆ ล้วนแต่ท่านผู้ดีมีเงินมีความจำเป็นที่จะต้องกินอาหารเหล่านี้

นันทา, นวลลออ, ประภาและประไพ ได้มาช่วยสี่สหายของเราทำหน้าที่เป็นคนขายของหน้าร้าน เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทำหน้าที่เป็นแค็ชเชียร์นั่งหัวเหม่งคู่กัน เจ้าแห้วทำหน้าที่จิปาถะแบบกระโถนท้องพระโรง

สี่สหายของเราแต่งกายแบบสากลเรียบร้อย ปฏิบัติหน้าที่เป็นคนขายของแผนกเครื่องรับวิทยุและโทรทัศน์และขณะนี้สี่สหายกำลังต้อนรับลูกค้าสาวสองคน ซึ่งกำลังจะซื้อเครื่องรับวิทยุแบบกระเป๋าเครื่องหนึ่ง

"ลดอีกไม่ได้หรือคะ" หญิงสาวคนหนึ่งกล่าวถามพลด้วยเสียงอ่อนหวาน

พลแสดงกิริยาก้อร่อก้อติกตามเคย

"บริษัทลดให้แล้วนี่ครับ ราคาเดิม ๔๕๐ บาท เหลือเพียง ๓๐๐ บาท เท่านั้น"

หญิงสาวอีกคนหนึ่งกล่าวว่า

"สัก ๒๕๐ บาทไม่ได้หรือคะ วิทยุถ่านไฟอย่างนี้ความจริงมันก็ไม่ทนทานอะไร รับได้ภายในกรุงเทพฯ เท่านั้น นะคะ ลดให้เราเถอะค่ะ"

เสี่ยหงวน ยกเครื่องรับวิทยุแบบกระเป๋าเครื่องนั้นส่งให้หล่อนในท่าทีของเจ้าชู้ประตูดิน

"เอายังงี้เถอะครับ เพื่อมิตรภาพระหว่างคุณกับผม ผมให้คุณไปใช้ฟรีหนึ่งเครื่อง"

"โอ-ขอบคุณมากเชียวค่ะนายห้าง" แล้วหล่อนก็กระพุ่มมือไหว้เสี่ยหงวนอย่างนอบน้อม รับเครื่องวิทยุมาลูบคลำด้วยความดีใจ "ขอบคุณนะคะ ดิฉันจะไม่ลืมความกรุณาของนายห้างเลย"

นิกรยกเครื่องรับวิทยุขนาด ๔ หลอด เครื่องหนึ่งขึ้นมาแล้วส่งให้หญิงสาวอีกคนหนึ่ง

"เครื่องนี้ผมให้คุณครับ คุณเปิดรับฟังจะได้นึกถึงผม ผมชื่อ นิกร การุณวงศ์ ครับ เป็นหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทนี้"

หญิงสาวหน้าตื่นเกือบจะคิดว่าหล่อนฝันไป หล่อนมองดูเครื่องรับวิทยุด้วยแววตาแจ่มใส แล้วกล่าวถามนิกรเบาๆ

"นายห้างให้ดิฉันจริงๆ หรือค่ะนี่"

"ให้จริงๆ ซีครับ ผมเป็นหุ้นส่วนใหญ่ ผมมีสิทธิ์ที่จะให้ใครๆ ก็ได้ เอาไปเถอะครับ"

หล่อนกระพุ่มมือไหว้นายจอมทะเล้นอย่างนอบน้อม แล้วรับเครื่องวิทยุมาถือไว้อย่างระมัดระวัง

"ขอบคุณค่ะนายห้าง ลูกชายของดิฉันแกร่ำร้องอยากจะได้วิทยุอย่างนี้มานานแล้ว แกคงจะดีใจมากเชียวค่ะ"

สี่สหายนัยน์ตาเหลือกไปตามกัน

"ว้า...." นิกรคราง "คุณมีลูกแล้วหรือครับนี่"

หล่อนยิ้มเอียงอาย

"ค่ะ สองคนแล้วค่ะ"

นิกรกระชากเครื่องรับวิทยุเอาคืนมา

"ขอโทษนะครับ ที่ผมให้ฟรีเพราะคิดว่าคุณเป็นนางสาว นึกว่ารถใหม่เอี่ยมที่เพิ่งออกจากอู่ ที่แท้กลายเป็นรถใช้แล้ว ประทานโทษ บริษัทของเราแจกฟรีเฉพาะสาวๆ เท่านั้นแหละครับ"

"อ้อ ยังงั้นหรือคะ ถ้าเช่นนั้นควรจะเปลี่ยนชื่อบริษัทเสียใหม่ดีกว่าค่ะ ชื่อว่าบริษัทชีกอเป็นดีแน่"

เสี่ยหงวนแลเห็นหญิงสาวในวัยรุ่นคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาก็ออกปากไล่สองสาว

"เชิญคุณไปดูของทางแผนกอื่นเถอะครับ"

สองนางต่างโกรธกระฟัดกระเฟียด หญิงสาวที่ได้รับเครื่องรับวิทยุแบบกระเป๋าจากเสี่ยหงวนรีบคืนวิทยุเครื่องนั้นให้อาเสี่ยทันที

"เอ้า เอาของคุณคืนไป ดิฉันก็มีลูกมีผัวแล้ว"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"ความจริงคุณยังเป็นเด็กมาก ผมคิดว่าคุณเป็นนักเรียนเสียอีก ดูไม่ออกจริงๆ ครับ นึกว่าคุณยังเป็นสาว"

สองนางเดินตุปัดตุป่องไปจากที่นั้น สี่สหายปราดเข้าไปหาสาวน้อยในวัย ๑๗ ปี คนหนึ่ง ซึ่งยืนกระหืดกระหอบอยู่ข้างตู้เครื่องรับวิทยุขนาดใหญ่เครื่องหนึ่ง ดร. ดิเรก ก้มศีรษะให้หล่อนอย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับ คุณต้องการอะไรเชิญชมได้ครับ ไม่ซื้อไม่หาไม่ว่ากระไร วันนี้เราขายลดราคาอย่างหั่นแหลก"

นิกรพูดเสริมขึ้นอย่างคล่องแคล่ว

"วันฟ้าถล่มโลกทลายครับ เรายอมขาดทุนอย่างล่มจม ขายสินค้าให้หมดห้างแล้วเผาห้างเลย พ่อค้าไทยใจกว้างไม่คำนึงถึงผลกำไร เราขายเพื่อให้คุณๆ ได้มีของใช้ถูกๆ วิทยุเสียงไฮไฟทันสมัยขายถูกเหมือนได้เปล่าครับ ขนาด ๘ หลอดเครื่องละ ๖ สลึง เท่านั้น"

เสี่ยหงวน พูดเสริมขึ้น

"เราขายถูก เพื่อให้ท่านติดใจในบริการของเรา โทรทัศน์ ๒๑ นิ้ว ยี่ห้อ ดับบลิว.ซี. เสียงไฮแซ่ด ภาพชัดเจน ขายแบบหั่นแหลกสองเครื่อง ๕ บาท วันนี้เป็นวันโลกาวินาศ เชิญคุณซื้อไปดูเล่นสักเครื่องสิครับ"

สาวน้อยยิ้มอายๆ

"มิได้ค่ะ โทรทัศน์และวิทยุของดิฉันมีแล้ว ดิฉันอยากจะซื้อแป้งนมเท่านั้น ดิฉันอยากจะซื้อเป็นหีบๆ ค่ะ คนขายเขาแนะนำให้ดิฉันมาพบนายห้างทั้งสี่คน เพื่อให้คิดราคาลดลงไปอีก"

เสี่ยหงวน อ้าปากหวอ

"แป้งนม....คุณจะซื้อแป้งนม...."

"ค่ะ ซื้อไปให้ลูกชายคนเล็กของดิฉันค่ะ"

นิกร ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ประทานโทษ คุณเข้าร้านผิดเสียแล้วครับ ร้านนี้จะบริการแต่เฉพาะสุภาพสตรีที่ยังเป็นสาวเท่านั้น"

หล่อนเปลี่ยนท่าทีทันที ยกมือเท้าสะเอวมองดูสี่สหายอย่างเคืองๆ แล้วส่งเสียงเอ็ดตะโรลั่น ความสุภาพเอียงอายของหล่อนสูญสิ้นไปแล้ว

"อ้อ ดิฉันเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า บริษัทสี่สหายจำกัดนี้เป็นบริษัทชีกอ จะขายของให้แต่ผู้หญิงที่ยังไม่มีผัวเท่านั้น ดิฉันมีเงินพอที่จะซื้อสินค้าของคุณนะจะบอกให้"

นิกร ลอยหน้าลอยตาตอบหล่อน

"ถึงคุณมีเงินผมก็ไม่ขาย เข้าใจคำว่าไม่ขายไหมครับ ไม่ขายหมายความว่าเราไม่ต้องการเงินจากคุณ"

หล่อนยกมือชี้หน้านายจอมทะเล้น

"ดีแล้ว ดิฉันจะไปหา "พิมพ์ไทย" เดี๋ยวนี้ เล่าเรื่องให้เขาฟังให้เขาลงหนังสือพิมพ์ บริษัทชีกอของคุณจะได้เจ๊งเสียที"

"โนๆๆๆ " ดร. ดิเรก ร้องลั่น ก้มลงหยิบวิทยุกระเป๋าหิ้วหนึ่งเครื่องเดินเข้าไปหาหล่อนและส่งให้หล่อนอย่างนอบน้อม "นี่คือของชำร่วยของเราที่เรามอบให้คุณด้วยไมตรี เอาไว้ฟังเถอะครับ เครื่องเล็กๆ อย่างนี้เหมาะสำหรับคุณกับสามีคุณฟังในมุ้งหรือจะให้มันบรรเลงเพลงเบาๆ เป็นแบ็คกราวน์ก็ได้"

หล่อนยิ้มออกมาได้

"ขอบคุณค่ะ" แล้วหล่อนก็รับเครื่องวิทยุกระเป๋าหิ้วมาถือไว้ "สำหรับแป้งนมไม่ขายหรือค่ะ"

ดร. ดิเรก ฝืนหัวเราะ

"ในฐานที่ผมเป็นหมอ ผมก็อยากจะแนะนำคุณด้วยความหวังดี นมโคหรือแป้งนมต่างๆ

ที่เราจะใช้เลี้ยงทารกน่ะคุณภาพมันสู้นมมารดาไม่ได้หรอกครับ"

หล่อนยิ้มอายๆ

"ถูกแล้วค่ะ แต่ดิฉันขี้จั๊กกระจี้นี่คะ ลูกชายของดิฉันพอออกมาก็ทานแป้งนมตราลูกระเบิดปรมาณูเรื่อยมา"

พล พูดเสริมขึ้นเบาๆ ว่า

"เชิญคุณไปที่แผนกเครื่องกระป๋องเถอะครับ บอกคนขายของว่าผมลดให้คุณเป็นพิเศษอีก ๒๐ เปอร์เซนต์ คุณจะซื้อสักกี่หีบก็ตามใจ"

"หรือค่ะ ขอบคุณค่ะ สวัสดีนะคะ" แล้วหล่อนก็หมุนตัวกลับเดินออกไปทางหน้าห้าง

สี่สหายมองหน้ากันแล้วยิ้มให้กัน

"ผู้หญิงสมัยนี้ดูยากมาก" พล พูดยิ้มๆ "ยังเด็กๆ อยู่แท้ๆ มีลูกแล้ว"

ดร. ดิเรก หัวเราะชอบใจ

"ออไร๋ เมื่อสองสามวันไอไปทำคลอดคนไข้รายหนึ่ง หล่อนเป็นเด็กสาวอายุ ๑๓ ขวบ เท่านั้นและกำลังเรียนชั้นมัธยม ๓ ได้ความว่าผัวของหล่อนกำลังเรียนอยู่มัธยม ๔ เป็นลูกเสือซะด้วย"

เสี่ยหงวนทำหน้าเบ้

"รัฐบาลน่าจะออกกฎหมายคุ้มครอง พวกผู้ชายที่ไปสุ่มสี่สุ่มห้าเกี้ยวเมียเขาบังคับให้ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วมีผ้าแดงผูกคอแบบผ้าพันคอลูกเสือ มองเห็นแต่ไกลจะได้รู้ว่าหล่อนไม่ใช่ตัวเปล่าเล่าเปลือย ผู้ชายเราก็เหมือนกัน ใครมีเมียแล้วก็ต้องโกนหัวครึ่งซีกเป็นสัญลักษณ์ของการแต่งงาน ถ้าทำได้อย่างนี้การผิดผัวผิดเมียก็จะไม่เกิดขึ้น"

นิกร หัวเราะชอบใจ

"กฎหมายนี้กว่าจะคลอดออกจากสภาได้ บรรดา ส.ส. ทั้งหลายก็คงจะถูกข่วนหน้าตาแหกไปตามกัน ไม่มีผู้หญิงคนไหนหรอกวะ ที่อยากจะประกาศให้ใครรู้ว่าหล่อนมีผัวแล้ว แกลองไปยืนดูตามหน้าโรงหนังซี สาวใหญ่อายุตั้ง ๕๐ ยังแต่งตัวเฟี้ยวนัยน์ตาวาวเหมือนนางกวาง ใครเผลอไปเรียกหล่อนว่าคุณป้าเข้าละก้อ แม่ด่ายับไปเลย ถ้าเรียกคุณพี่เป็นยิ้มแก้มแทบแตก"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พากันเดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายอย่างร้อนรน

"เฮ้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทานขึ้นดังๆ "ขณะนี้บริษัทของเรากำลังต้อนรับมหาเศรษฐีชาวภารตคนหนึ่ง"

สี่สหายทำหน้าตื่นไปตามกัน

"เขาเป็นใครครับ" พล ถาม

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ว่า "เป็นใครก็ไม่รู้ แต่เป็นมหาเศรษฐีแน่นอน สวมเสื้อกั๊กประดับไข่มุก เฉพาะเสื้อกั๊กตัวนี้ราคานับแสนทีเดียว แต่งกายหรูหรามากราวกับมหาราชา เขากำลังเลือกซื้อข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ โดยไม่มีการถามราคา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

แกสี่คนไปต้อนรับเขาหน่อยซี อากับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ จะช่วยดูแลแผนกวิทยุให้"

พลกล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกกับอ้ายกรไปต้อนรับเขาเถอะ กันกับหมอจะช่วยกันติดต่อสายไฟเตรียมไว้ให้คนซื้อเขาทดลองวิทยุโทรทัศน์หรือเครื่องขยายเสียง อย่าลืมว่าเราต้องเอาอกเอาใจเขาเป็นพิเศษ"

ดร. ดิเรก ว่า "ถ้าเขาเป็นมหาราชาเดินทางมาจากประเทศอินเดียละก้อช่วยให้ใครมาตามกันด้วยนะ กันจะได้รับรองท่านให้สมพระเกียรติ"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบ แล้วพานิกรเดินไปจากที่นั้น นิกรถือโอกาสคว้าวิทยุกระเป๋าหิ้วเครื่องหนึ่งขึ้นมาถือและพยายามซ่อนไว้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นเข้าก็ร้องเอ็ดตะโร

"เฮ้ย เอาไปไหนน่ะ"

นายจอมทะเล้นหยุดชะงัก หันมายิ้มแหยๆ แล้ววางลงบนโต๊ะตามเดิม

"แฮ่ แฮ่ ลืมไปครับนึกว่าห้างอื่น"

เสี่ยหงวนเดินนำหน้าพานิกรออกไปทางหน้าบริษัท ขณะนี้ นันทา, นวลลออ, ประภาและประไพ กำลังต้อนรับลูกค้าชาวภารตผู้มีเกียรติคนหนึ่ง สี่นางยืนรวมกลุ่มกันอยู่ข้างหลังตู้โชว์ แต่ละนางแต่งกายหรูหราทันสมัย นวลลออสวยหยาดเยิ้ม นันทาก็สวยสคราญตาไม่น้อย ประภาและประไพพี่น้องก็งามแฉล้มเป็นที่น่าพิสมัยยิ่ง

เจ้าหนุ่มชาวภารตซึ่งแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์อันวิจิตร สวมเสื้อกั๊กประดับไข่มุกไว้หนวดเครารุงรังและโพกผ้าสีฟ้าผู้นี้คือเจ้าชายสุรามฤตพระโอรสของท่านมหาราชาจันทรกุมารมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งร่ำรวยที่สุดมีเครื่องเพชรนิลจินดามากที่สุดในโลก

เจ้าชายในวัย ๓๕ ชันษา ผู้นี้ได้เสด็จจากประเทศอินเดียมาพักในประเทศไทยอย่างเงียบๆ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมานี้ พระองค์ได้เช่าคฤหาสน์ใหญ่หลังหนึ่งอยู่ทางบางกระปิในราคาเช่าเดือนละ ๘,๐๐๐ บาท สาเหตุที่เจ้าชายสุรามฤตเสด็จมาเมืองไทยก็เพราะพระองค์ได้รับความเสียพระทัยอย่างยิ่ง เพราะแฟนสาวของพระองค์ถูกเสด็จพ่อแย่งไปเป็นนางในฮาเร็ม เจ้าชายหนุ่มพระองค์นี้ตั้งพระทัยที่จะพำนักอยู่ในประเทศไทยโดยไม่มีกำหนดและพระองค์ได้รับความช่วยเหลือจากพี่น้องชาวฮินดูของพระองค์ ซึ่งเป็นพ่อค้าอยู่ในกรุงเทพฯ นี้อย่างดีที่สุด ทั้งนี้ก็เพราะเจ้าชายสุรามฤตทรงมีบทบาทสำคัญในการกอบกู้เอกราชให้อินเดียจนกระทั่งอินเดียได้รับเอกราชโดยสมบูรณ์ ซึ่งพระนามของเจ้าชายองค์นี้เป็นที่เคารพบูชาของชาวภารตโดยทั่วไปและขณะนี้ทางการของรัฐบาลอินเดียกำลังดำริจะสร้างอนุสาวรีย์ของเจ้าชายสุรามฤตที่มหานครนิวเดลฮีเพื่อให้คนแขกรุ่นหลังได้รู้ว่า เจ้าชายหนุ่มพระองค์นี้เป็นวีรบุรุษคนหนึ่งในขบวนการกู้ชาติและเคยถูกจับติดคุกติดตะรางมาแล้ว เมื่อครั้งอังกฤษยังปกครองอินเดียอยู่

สุรามฤต ทรงพูด, เขียน, อ่านภาษาไทยได้ดีเหมือนกับคนไทยที่มีการศึกษาดีคนหนึ่ง พระองค์มีนิสัยเจ้าชู้ตามธรรมดาของผู้ชายที่มีความรู้และเฉลียวฉลาด ขณะนี้พระองค์กำลังทรงพระจีบสี่นางด้วยความพอพระทัย โดยเฉพาะพระองค์ทรงมีท่าทีว่า พระองค์โปรดปรานประไพเมียรักของนิกรอย่างยิ่ง

นิกรกับเสี่ยหงวนเดินเข้ามาหยุดยืนเคียงคู่กันข้างหลังเจ้าชายและมองดูเจ้าแขกอย่างหึงหวง เจ้าชายสุรามฤตรับสั่งกับประไพอย่างกันเองว่า

"โปรดอย่าหาว่าฉันดูถูกเธอเลยนะ เธอทำงานเป็นพนักงานขายของที่นี่ เธอและเพื่อนได้เงินเดือนเท่าไรจ๊ะ"

ประไพมองดูผัวรักของหล่อน แล้วแกล้งทำตาหวานกับเจ้าแขก

"หนูหรือคะ เงินเดือนน้อยค่ะ เดือนละ ๓๕๐ บาทเท่านั้น"

เจ้าชายสุรามฤต ขมวดคิ้วย่น

"แย่จริง เงินเดือนเท่ากับแขกยามของฉันเท่านั้น อ้า-เธอทั้ง ๔ คน ไปทำงานกับฉันเอาไหม ฉันจะให้เงินเดือนๆ ละ ๒,๐๐๐ บาท กินอยู่กับฉันเสร็จ เสื้อผ้าสวยๆ ฉันจะหาให้"

เลี่ยหงวน ร้องขึ้นดังๆ

"อยากฆ่าคนจริงโว้ย"

นิกร ร้องขึ้นบ้าง

"ระวังจะถูกเผาหนวดนะโว้ย"

เจ้าแขกค่อยๆ หันหน้ามามองดูสองสหาย แล้วยิ้มให้ด้วยพระอัธยาศัยอันดีงาม

"คุณเป็นอะไร ความจริงวันนี้อากาศก็ไม่ร้อน"

เสี่ยหงวน ขบกรามกรอด

"ถูกแล้ว อากาศไม่ร้อน แต่ใจผมมันร้อนอยากฆ่าคนสักคน"

"โอบาปน่ะคุณ ฆ่าคนบาปมากๆ "

นิกร พูดเสริมขึ้น

"บาปก็บาป สมัยนี้ยิ่งทำบาปยิ่งได้ดีมีความสุข"

นวลลออ ยกมือชี้หน้า เสี่ยหงวน

"จะไปไหนก็ไปอย่ามาอยู่ที่นี่"

นันทา กล่าวกับน้องชายของหล่อนบ้าง

"มือไม่พายก็อย่าเอาตีนราน้ำ"

เจ้าชายสุรามฤต มองดู เสี่ยหงวน กับ นิกร แล้วหันพระพักตร์มาทางสี่นาง พระองค์รับสั่งถามประภาว่า

"สุภาพบุรุษสองคนนี้เป็นใครกัน"

ประภา ยิ้มอ่อนหวาน

"คนขายของแผนกวิทยุค่ะ"

"อ้อ รู้สึกว่าเขาคงจะดุ"

ประไพ ว่า "ค่ะ แต่ไม่กัดหรอกค่ะ"

"อ้าว" นิกร เอ็ดตะโรลั่น "นี่เห็นฉันเป็นหมาไปแล้วหรือ"

เจ้าแขกทรงพระสรวล แล้วรับสั่งกับสองสหาย

"ผมกำลังสงสัยอะไรบ้างอย่าง"

นิกร ยักคิ้วแผล็บ

"สงสัยอะไรนายห้าง"

"สงสัยว่าคุณทั้งสองจะต้องเป็นสามีของสุภาพสตรีใน ๔ คนนี้"

นิกร หัวเราะ

"ครับ ถูกแล้ว แต่ไม่ใช่ของผมทั้ง ๔ คน นะครับ ของผมคนนั้น" แล้วเขายกมือชี้ไปที่ประไพ "คนนั้นของเพื่อนผม อีกคนเป็นพี่เมียผม แล้วก็ยายแร้งทึ้งนั่นพี่สาวผมเอง"

นันทา ร้องกรี๊ด

"อ้ายบ้า มาว่าฉันว่ายายแร้งทึ้ง ฉันสวยกว่านางสาวไทยเป็นไหนๆ "

นิกร หัวเราะก้าก

"นางสาวไทยสมัยพระเจ้าตากน่ะซี"

"บ้า....บ้า....บ้า อย่ามาอวดดีนะ"

นิกร รำป้อแล้วร้องยี่เกเสียงแจ๋ว

กระดิ่งทองแสนจะดีใจ

ถูกด่าเสียได้ค่อยสบายแฮ

"เฮ้ย" กิมหงวน ดุ "คนตั้งเยอะแยะเต็มห้างดันร้องยี่เกออกมาได้ แกนี่หน้าด้านเหลือเกิน"

เจ้าชายสุรามฤต ทอดพระเนตรสองสหายอย่างพอพระทัย

"คุณทั้งสองเป็นคนครึกครื้นน่ารักมาก ผมพอจะเข้าใจแล้ว เมื่อกี้คุณทั้งสองร้องเอะอะว่าอยากฆ่าคนก็เพราะหึงผมนั่นเอง ผมขอโทษนะครับ ผมเข้าใจผิดคิดว่าสุภาพสตรีทั้งสี่คนนี่เป็นนางสาวผมก็ได้จีบไปบ้างตามวิสัยของผู้ชายที่ยังเตะปี๊บดังและยังเป่าขี้เถ้าฟุ้ง อ้า-คุณอยู่แผนกวิทยุใช่ไหม"

อาเสี่ยพยักหน้า

"ครับ ถูกแล้ว นายห้างกรุณาซื้อโทรทัศน์ไปใช้สักเครื่องซีครับ ผมรับรองว่าโทรทัศน์ของเราดีกว่าที่อื่นและราคาถูกเหมือนได้เปล่า เสียงไฮควายไฮวัวมีทั้งนั้น"

เจ้าชายสุรามฤต ขมวดพระขนงย่น

"เทเลวิชั่น"

"ครับ"

"บริษัทนี้มีขายด้วยหรือ"

นิกร ตอบแทน เสี่ยหงวน

"มีครับ บริษัทของเราขายของจิปาถะ เครื่องใช้ไม้สอย เครื่องอุปโภคบริโภค เครื่องเขียนแบบเรียน น้ำอบน้ำหอม เครื่องไฟฟ้าพัดลมเตารีดเสื้อเชิ้ท กางเกงแพรนาฬิกาปากกาผ้าและแพรตัดเสื้อตกมาใหม่ๆ ราคาถูก ขายแบบโลกถล่มฟ้าทลายไม่คิดกำไร ไม่ซื้อไม่หาไม่ว่ากระไรชมได้ดูได้ พ่อค้าไทยใจเย็นปากหวาน บริการลูกค้าแบบกันเอง เรายึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต ไม่โรยยาพิษให้ลูกค้าเพราะกลัวติดตะราง คติของเราซื้อแพงขายถูกฉิบหายช่างมัน ในเที่ยวเมล์นี้เรามีโทรทัศน์ขนาดใหญ่จอ ๒๔ นิ้ว คุณภาพเหนือกว่าโทรทัศน์แบบอื่น"

เจ้าชายโบกพระหัตถ์

"พอแล้ว คุณพูดเร็วๆ อย่างนี้เดี๋ยวคุณก็ขาดใจตายหรอก"

นิกร หายใจถี่เร็วทำท่าเหมือนกับจะขาดใจตาย ประภา พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"นายห้างอุดหนุนโทรทัศน์สักเครื่องสิคะ"

นันทา ว่า "ภรรยาของนายห้างคงจะพอใจมากเพราะโทรทัศน์เป็นเครื่องแก้เหงาอย่างดี"

เจ้าชายสุรามฤต ทรงพระสรวล

"ฉันเป็นชายโสดน้องสาว ฉันยังไม่ได้แต่งงาน" แล้วพระองค์ก็หันพระพักตร์มาทางกิมหงวน "โทรทัศน์จอกว้าง ๒๔ นิ้ว ราคาเท่าไร"

อาเสี่ยนิ่งคิด

"ขายแบบหั่นแหลก คิด ๒๐ บาท เท่านั้นแหละครับ"

เจ้าชายสะดุ้งโหยง

"โทรทัศน์จอกว้าง ๒๔ นิ้ว คุณขายเครื่องละ ๒๐ บาท"

เสี่ยหงวน ยิ้มแห้งๆ

"มิได้ครับ ๒๐ บาท น่ะผ้าคลุมโทรทัศน์ผืนเดียว ราคาของมันหมื่นสองพันบาทครับ ราคาเดิมหมื่นห้าพันบาท"

นวลลออ ว่า "นายห้างกรุณาซื้อสักเครื่องนะคะ"

เจ้าชายสุรามฤต พยักพระพักตร์ช้าๆ แล้วรับสั่งกับสองสหาย

"คุณทั้งสองไปเตรียมเครื่องโทรทัศน์ไว้ได้แล้ว ขอให้ผมจีบเมียๆ ของพวกคุณอีกสักครู่ แล้วผมจะไปพบคุณที่แผนกวิทยุ แต่ว่าต้องทดลองให้ผมดูด้วยนะ ถ้าภาพแจ่มใสเสียงดังฟังชัดเป็นเสียงธรรมชาติละก้อผมซื้อแน่นอน"

อาเสี่ย ว่า "เวลานี้ไม่มีสถานีไหนเขาส่งโทรทัศน์นี่ครับ"

"ถ้าไม่มีการทดลองให้ผมดูผมจะซื้อได้อย่างไร"

นิกร โพล่งขึ้นทันที

"มีครับ มีครับ ตอนนี้ช่อง ๕๐ เขากำลังทดลองเชิญไปชมซีครับ เราจะเปิดให้ชม รับรองว่าภาพแจ่มใสไม่พร่าตาหรือไม่มีเส้นปรากฏบนจอแม้แต่น้อย"

"ดีแล้ว ไปเตรียมตัวไว้ก่อนประเดี๋ยวผมจะไป"

ประไพ โบกมือไล่ผัวรักของหล่อน

"ไปซี ชู้ว์...."

นิกร กลืนน้ำลายเอื๊อก

"แหม ไล่ยังกะหมูกะหมา ไปโว้ย อ้ายหงวน"

สองสหายพากันเดินไปจากที่นั้น ท่ามกลางความสับสนของหญิงชายที่กำลังชมสินค้าต่างๆ จากการขายลดราคาครั้งมโหฬาร เจ้าแห้วนั่งพูดไมโครโฟนอยู่ที่โต๊ะเล็กๆ โต๊ะหนึ่ง

"รับประทานท่านที่อยู่หน้าห้างอย่าลังเลใจครับ รับประทานโปรดเข้ามาชมและซื้อของใช้ติดมือติดเท้าไปคนละอย่างสองอย่าง เครื่องไฟฟ้าของบริษัทสี่สหายของเราขายถูกอย่างเป็นบ้า พัดลม ๑๔ นิ้ว ขายอันละ ๑๕ บาท รวด คุณภาพดีกินไฟน้อยทนตีนทนมือ เครื่องปรับอากาศขนาดเล็กเครื่องละ ๑๒๐ บาท ไล่อากาศเสียปรับอากาศดี คุณผู้ชายและคุณผู้หญิงจะนอนเป็นสุขไม่ต้องทะเลาะกันหรือซัดกันเมื่อมีอากาศเสียเกิดขึ้นในห้องนอนของท่าน เตารีดไฟฟ้ายี่ห้อค้างคาวกินกล้วยขายถูกเหมือนฝันไป ๒ เตา ๕ บาท ถ้วน ใช้ไฟ ๑๑๐ โวลท์ เตาไฟฟ้าขนาดต่างๆ ขายโละเตาละ ๖ สลึง รวด ซื้อสองเตาแถมหนึ่งเตา ซื้อมากกว่านั้นไม่แถมเพราะต้องการให้พระคุณท่านได้มีใช้ทั่วๆ กัน รับประทานเสื้อเชิ้ทแบบใหม่ลายแปลกๆ ทันสมัยขายคละกันตัวละ ๕๐ สตางค์ ทางบริษัทยอมล้มละลายในคราวนี้ ท่านไม่ซื้อก็บ้าเต็มทน"

กิมหงวน กับ นิกร ยิ้มให้ เจ้าแห้ว แล้วเดินผ่านตรงไปทางแผนกวิทยุ ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และ พล พัชราภรณ์ กำลังยืนมองดู ดร. ดิเรก ปรับเครื่องโทรทัศน์ ๒๔ นิ้ว เครื่องหนึ่ง

"หมอโว้ย" เสี่ยหงวน ร้องขึ้นดังๆ "ลูกค้าใหญ่ของเราเขาจะซื้อโทรทัศน์ขนาด ๒๔ นิ้ว ประเดี๋ยวเขาจะมาที่นี่เพื่อให้เราเปิดโทรทัศน์ให้เขาดู"

นายแพทย์หนุ่มทำตาปริบๆ

"เปิดก็มีแต่เส้นของกระแสคลื่นวิทยุในอากาศเท่านั้น ไม่ใช่เวลาส่งนี่หว่า"

นิกร ว่า "เราต้องร่วมมือช่วยกันต้มเศรษฐีแขกคนนั้น ไม่ยากอะไรหรอก พวกเราช่วยกันแสดงโทรทัศน์ก็แล้วกัน ผลัดกันเข้าไปอยู่หลังตู้ แล้วแสดงอะไรนิดหน่อยตบตาเศรษฐีแขก เขาจะได้ซื้อเอาไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"เออ เข้าทีว่ะ"

นิกร อมยิ้ม

"เข้าทีหรือครับ ถ้าเช่นนั้นคุณพ่อกับคุณอาต้องเล่นด้วยกันนะครับ"

"อ๊ะ" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อุทานเสียงลั่น "ฉันไม่ยุ่งกับแกหรอก"

"โธ่-ช่วยกันหน่อยเถอะครับ ให้เจ้าพลคอยรับหน้าเศรษฐีแขก แล้วพวกเราร่วมมือกันแสดงโทรทัศน์ตบตา ผมจะจัดรายการเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"เอาน่าเจ้าคุณ โทรทัศน์ขนาดใหญ่อย่างนี้ราคาแพงขายยาก ปล่อยมันไปเสียบ้าง กำไรสักพันสองพันก็ยังดี"

อาเสี่ยมองไปข้างหน้าแล้วร้องขึ้นดังๆ

"เฮ้ย มาโน่นแล้ว เร็ว-หลบไปให้หมดพวกเรา อ้ายพล รับหน้าเขาหน่อย หมอนี่ร่ำรวยมากพยายามต้อนให้ดี"

ครั้นแล้วทุกคนก็หลบไปทางด้านหลังเครื่องวิทยุ โทรทัศน์คงเหลือแต่นายพัชราภรณ์คนเดียว เจ้าชายสุรามฤต เสด็จนำหน้าพามหาดเล็กของพระองค์ตรงมาทางแผนกวิทยุซึ่งมหาดเล็กหนุ่มชาวภารตคนนั้นหอบห่อของพะรุงพะรังและกระเป๋าเอกสาร

พล ปราดเข้าไปหาและโค้งคำนับอย่างงดงาม

"สวัสดีครับ นายห้าง"

เจ้าชายก้มพระเศียร

"สวัสดีคุณ ผมอยากซื้อโทรทัศน์จอ ๒๔ นิ้ว สักหนึ่งเครื่อง ราคาสักเท่าใด"

"ราคาลดแล้วหมื่นสองพันบาทครับ"

"อือ ไม่แพง ที่อินเดียจอ ๒๔ นิ้ว ขายตั้งสองหมื่นรูปี ข้างในไม่มีเครื่อง มีแต่ตู้และจอ"

พล หัวเราะหึๆ

"ของเรามีครบทุกอย่างครับ เชิญครับ ผมจะให้นายห้างชม"

พล พาเจ้าชายสุรามฤต ตรงไปที่เครื่องโทรทัศน์ ขนาดจอ ๒๔ นิ้ว แล้วอธิบายสรรพคุณให้เจ้าชายแขกฟังอย่างเลื่อมใส เจ้าชายรับสั่งถามว่า

"เปิดให้ผมดูและฟังหน่อยได้ไหม"

"ได้ครับ ได้ครับ ผมจะเปิดให้ดูเดี๋ยวนี้ รอเดี๋ยวนะครับ"

ครั้นแล้ว พล ก็เอื้อมมือกดปุ่มสวิทซ์ไฟฟ้า แล้วชะโงกหน้ากระซิบกระซาบถามนายแพทย์หนุ่ม

"แกเป็นโฆษกหรือ"

"ออไร๋ อ้ายหงวน มันให้กันเป็นโฆษก"

พล ถอยออกมายืนข้างเจ้าชายสุรามฤต ทันใดนั้นเอง ดร. ดิเรก ก็ปรากฎหน้าอยู่ที่จอโทรทัศน์ท่ามกลางความตื่นเต้นสนใจของเจ้าชายหนุ่ม

ดร. ดิเรก ก้มศีรษะเล็กน้อยแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงกังวาน

"ที่นี่ช่อง ๕๐ ไทย. ที. บี. ทำการทดลองส่งโทรทัศน์ อันดับต่อไปนี้โปรดฟังข่าวต่างประเทศอันเป็นข่าวล่าและล้าที่สุด น้ำท่วมใหญ่ในกัลกัตตาคนตาย ๕๐๐ คน ไม่มีที่อยู่ ๕๐,๐๐๐ คน"

เจ้าชายสุรามฤต เผลอพระองค์ร้องขึ้นดัง

"ไม่จริงน่า โกหก ผมเพิ่งมาจากสนามบินกัลกัตตาเมื่อห้าหกวันนี้เอง"

ดร. ดิเรก มองผ่านจอแก้วจ้องมองดูพระพักตร์เจ้าชายหนุ่มอย่างเคืองๆ แล้วร้องขึ้นดังๆ ว่า

"ไม่ใช่ข่าวยกเมฆนะนายห้าง เป็นข่าวทางวิทยุจากประเทศอินเดีย"

เจ้าชายสุรามฤต ทรงสะดุ้งเฮือก หันมาทางนายพัชราภรณ์

"เฮ้-โทรทัศน์ของคุณทะเลาะกับคนดูได้ด้วยหรือคุณ"

พลยิ้มแหยๆ

"ได้ครับ" เขาตอบอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง "โทรทัศน์แบบนี้เป็นแบบพิเศษครับนายห้าง เมื่อคนดูพูดอะไรเสียงของคนดูหรือคนฟังก็จะไปดังที่ห้องส่ง โฆษกได้ยินเข้าเขาก็จะโต้ตอบตามที่เขาเรียนให้นายห้างทราบว่า ข่าวที่เขาอ่านเรื่องน้ำท่วมที่กัลกัตตานั้นเป็นความจริง"

คราวนี้เจ้าชายสุรามฤต ทรงเลื่อมใสขึ้นมาบ้างแล้ว พระองค์ทอดพระเนตรโทรทัศน์ต่อไป ดร. ดิเรก ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มัวแต่มองดูพระพักตร์ของเจ้าแขก จนกระทั่ง นิกร ซึ่งแอบอยู่ข้างๆ เครื่องโทรทัศน์ทางด้านหลังถึงกับยกมือเขกกระบาลนายแพทย์หนุ่มดังโป๊กแล้วกระซิบบอก

"อ่านต่อไปซี แล้วก็ประกาศรายการ เร็ว-อย่าให้เขาจับได้"

ดร. ดิเรก ทำเป็นก้มมองดูกระดาษแล้วก็อ่านข่าวต่างประเทศต่อไป

"ต่อไปนี้เป็นข่าวทางตะวันออกกลาง ทหารพรรคนาวิกโยธินอเมริกัน ๕ คน ปะทะกับชาวเมืองเลบานอนกลุ่มใหญ่....วานนี้เวลา ๑๗.๐๐ น. ทหารพรรคนาวิกโยธินอเมริกันรวม ๕ คน ได้นำหมูแฮมบรรทุกรถบรรทุกขนาดใหญ่ไปแจกจ่ายแก่พลเมืองนอกเขตเทศบาล ชาวเมืองที่แบกหมูแฮมนำไปเก็บไว้ในบ้าน พอเปิดถุงออกดูรู้ว่าเป็นหมูแฮมก็โกรธแค้นฉวยอาวุธต่างๆ พากันทำร้ายเหล่านาวิกโยธินอย่างอุตลุด นายทหารอเมริกันคนหนึ่งสั่งทหารเฉือนหมูแฮมเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ขว้างปาชาวเมืองแตกพ่ายกระจายไปด้วยความเกลียดและความกลัว เรื่องนี้รัฐบาลเลบานอนกับกองทัพเรือที่ ๑ ของอเมริกาได้รีบจัดตั้งกรรมการเพื่อไต่สวนเหตุการณ์อันร้ายแรงที่เกิดขึ้นนี้แล้ว.... วันนี้อากาศสะบัดร้อนสะบัดหนาว ท้องฟ้ามีขี้เมฆปนขี้แมวบ้าง ตอนบ่ายอาจจะมีฝนตกเล็กน้อยหรือม่ายก็ตกมาก แต่บางทีก็ไม่ตกเอาแน่ไม่ได้ จบข่าวเพียงเท่านี้ ด๊อกเตอร์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ อ่าน"

กิมหงวนเสือกกระดาษแข็งปิดหน้า ดร. ดิเรก พอดี เจ้าชายสุรามฤตทรงอ่านข้อความบนกระดาษแผ่นนั้น

ช่อง ๕๐ เสนอ

"ประกวดหัวล้าน"

เมื่อเสี่ยหงวนดึงกระดาษแผ่นนั้นออก เจ้าชายสุรามฤตก็ทอดพระเนตรเห็นใบหน้าของเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างชัดเจน ศีรษะของท่านเป็นมันแผล็บ เจ้าชายทรงพระสรวลลั่นแล้วรับสั่งกับพลอย่างขบขัน

"รายการนี้เข้าทีมากคุณ ฮ่ะ ฮ่ะ"

พล กลั้นหัวเราะแทบแย่

"นายห้างลองดูซิครับ ท่านผู้นี้หัวล้านประเภทไหน"

เจ้าชายสุรามฤต ทรงแย้มพระสรวล

"ทุ่งหมาหลงซีคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้ากะเรี่ยกะราดชอบกล ท่านเอียงคอไปมาสักครู่แล้วกระซิบถามนิกร ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้กำกับเวที

"พอหรือยังโว้ย เมื่อยเต็มทนแล้ว"

นิกร ค่อยๆ โผล่หน้าออกมาข้างซอกตู้โทรทัศน์ แล้วกระซิบกระซาบพลให้ปิดเครื่องโทรทัศน์ พลเดินเข้ามาทำเป็นยกมือปิดสวิทซ์ เจ้าชายหนุ่มรับสั่งขึ้นทันที

"ผมตกลงซื้อเครื่องนี้ รู้สึกว่าเสียงดังฟังชัดดีมาก สำหรับราคาจะไม่ลดให้ผมอีกหรือ"

พล ก้มศีรษะเล็กน้อย

"เราลดจนต่ำกว่าทุนแล้วครับ"

เจ้าชายสุรามฤต หันมารับสั่งกับมหาดเล็กของพระองค์เป็นภาษาอินเดีย ชายหนุ่มผู้นั้นซึ่งหอบข้าวของพะรุงพะรังรีบส่งกระเป๋าเอกสารถวายเจ้าชายทันที

"คุณช่วยเขียนบิลให้ผมด้วยนะ"

"ครับ ครับ" พล รับคำแล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะเล็กๆ ในหมู่เครื่องรับวิทยุ จัดแจงเขียนใบรับเงินทันที

เจ้าแขกตามมาที่โต๊ะนั้น ทรงหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกเบ้อเริ่มออกมานับได้ ๑๒,๐๐๐ บาท วางบนโต๊ะ แล้วพระองค์ก็เสด็จไปชมเครื่องโทรทัศน์ขนาด ๒๔ นิ้ว สักครู่พลก็นำใบรับเงินมาถวาย

"นี่ครับ ใบเสร็จรับเงิน ขอบคุณนะครับที่นายห้างกรุณาอุดหนุนเรา อ้า-โปรดบอกนามและแอ็ดเดรสของนายห้างให้ผมทราบด้วยครับ ผมจะสั่งให้คนของผมนำเครื่องโทรทัศน์ไปติดตั้งให้นายห้างเดี๋ยวนี้"

เจ้าชายสุรามฤต ทรงแย้มพระสรวล

"ผมคือเจ้าชายสุรามฤต แห่งมหานครเดลฮี บ้านพักของผมอยู่บ้านเลขที่ ๘๕๖๓ ซอยนานาเหนือ บางกะปิ เรื่องติดตั้งโทรทัศน์ให้ผมไม่จำเป็น ขอให้คนของคุณนำไปส่งที่หน้าบ้านผมเท่านั้น กดกริ่งเรียกคนมาเปิดประตูแล้วมอบเครื่องโทรทัศน์ให้คนของผม"

พล พัชราภรณ์ รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยเมื่อเขาได้ทราบว่าลูกค้าสำคัญของเขาคนนี้เป็นแขกผู้มีเกียรติและแน่ละเมื่อเป็นเจ้าแขกก็ร่ำรวยอย่างมหาศาลมีเงินนับร้อยล้าน

พล ก้มศีรษะถวายคำนับอย่างนอบน้อมและเปลี่ยนคำพูดให้ถูกต้องตามวิสัยของคนที่รู้กาละเทศะ

"กระหม่อมและบริษัทสี่สหายของเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งในการที่ฝ่าบาทเสด็จมาเยี่ยมบริษัทเราและทรงซื้อสินค้าหลายอย่างรวมทั้งโทรทัศน์ราคาแพง กระหม่อมขอถือโอกาสนี้ขอประทานอภัยโทษด้วยเท่าที่ไม่ได้ต้อนรับฝ่าบาทให้สมกับที่ฝ่าบาทเป็นเจ้า"

เจ้าชายหนุ่มทรงพระสรวล

"ไม่เป็นไรคุณ ผมเป็นนักประชาธิปไตยคนหนึ่ง เจ้าหรือสามัญชนก็เป็นมนุษย์เดินดินเช่นเดียวกัน ตายแล้วก็เน่าเหม็นเหมือนกัน"

พล ว่า "ได้โปรดให้คนของเราไปติดตั้งเครื่องโทรทัศน์เถอะกระหม่อม เพราะการติดตั้งจะต้องมีการทดลองและปรับเครื่องด้วย"

เจ้าแขกโบกพระหัตถ์

"ไม่ต้องๆๆ อ้า-ผมเสียใจที่จะบอกคุณว่า ที่บ้านพักของผมนั้น เราไม่ยอมให้ผู้ชายเข้าไปในเขตบ้านเป็นอันขาด ทั้งนี้ก็เพราะผมมีนางในฮาเร็มหลายคน ผมยอมรับว่าผมหวงนางในฮาเร็มของผมมาก หล่อนได้ให้ความสุขปลุกใจเสือป่าเป็นอย่างดี ฉะนั้น ขอให้คนของคุณเอาเครื่องโทรทัศน์ไปมอบไว้กับคนยามที่ประตูหน้าบ้านของผม เข้าใจไหมครับ"

นายพัชราภรณ์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เขาล้วงกระเป๋าในบนเสื้อสากลหยิบสมุดโน๊ตเล่มเล็กๆ ออกมา ทูลถามหมายเลขบ้านอีกครั้งหนึ่งแล้วจดลงไปในสมุดเพื่อกันลืม

"ภายในชั่วโมงนี้คนของกระหม่อมจะนำเครื่องโทรทัศน์เครื่องนี้ไปมอบให้คนยามของฝ่าบาทที่หน้าประตูวังตามรับสั่งกระหม่อม"

พระโอรสของท่านมหาราชาจันทรกุมารทรงพระสรวลเบาๆ

"ไม่จำเป็นที่คุณจะต้องพูดกับผม ในฐานะที่ผมเป็นเจ้าหรอกครับ อ้า-ผมพอใจในบริการของคุณมาก แล้ววันหลังผมจะมาอุดหนุนอีก"

"เป็นพระคุณกระหม่อม"

เจ้าชายสุรามฤต ประทานพระหัตถ์ขวาให้ พล

"สวัสดีครับ"

"สวัสดีกระหม่อม"

ครั้นแล้ว เจ้าแขกก็พามหาดเล็กคนสนิทของพระองค์เสด็จออกไปจากบริษัทสี่สหายจำกัด เมื่อเจ้าชายหนุ่มลับสายตาไป นิกร, เสี่ยหงวน, ดร. ดิเรก กับ ท่านเจ้าคุณปัจนึกฯ และ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็พากันออกมาจากเบื้องหลังเครื่องรับวิทยุและโทรทัศน์ซึ่งวางกองรองซ้อนกันอยู่มากมาย เจ้าคุณทั้งสองทำหน้ากะเรี่ยกะราดผิดปกติ

"ว่ายังไงวะ พล" เสี่ยหงวน ถามยิ้มๆ "ดิเรก มันสงสัยว่าลูกค้าใหญ่ของเราคนนี้เป็นเจ้าแขก"

พล พยักหน้า

"ถูกแล้ว พระองค์บอกกับกันว่าพระองค์คือ เจ้าชายสุรามฤต แห่งมหานครนิวเดลฮี" พูดจบ พล ก็มองดูหน้านายแพทย์หนุ่ม "แกเคยได้ยินชื่อเจ้าชายองค์นี้บ้างไหม"

นายแพทย์หนุ่มขมวดคิ้วย่น ใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง

"เคยได้ยิน สงสัยว่าเจ้าองค์นี้เป็นพระโอรสของ ท่านมหาราชาจันทรกุมาร เพื่อนของกันเอง ท่านมหาราชาจันทรกุมาร มีอายุอ่อนกว่าคุณพ่อไม่เท่าไร พระองค์มีพระทัยโอบอ้อมอารีมากและชอบมีเมียเด็กๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อ ทำไมถึงเป็นเพื่อนกับแกได้"

ดร. ดิเรก อมยิ้ม

"ประเพณีของชาติอื่น เขาไม่เหมือนกับชาติเราครับ การคบหาสมาคมกันนั้น ถ้าหากว่าไม่ได้เป็นญาติกันแล้วเขาเรียกว่าเพื่อนทั้งนั้น อย่างคุณพ่อกับผมยังงี้เป็นเพื่อนกันได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้ง

"เป็นยังไงวะ ฉันเป็นพ่อตาแก"

"ถูกแล้วครับ ผมหมายถึงว่าถ้าคุณพ่อไม่ได้เกี่ยวดองกับผมในฐานญาติ แหม-เซ่อจริง"

พล มองดูหน้า เสี่ยหงวน กับ นิกร แล้วพูดยิ้มๆ

"มีเรื่องขันจะเล่าให้แกฟัง เจ้าแขกพระองค์นี้มีบ้านพักอยู่ในซอยนานาเหนือ เมื่อกันทูลว่ากันจะส่งคนของเราให้นำโทรทัศน์ไปติดตั้งให้ภายในชั่วโมงนี้ พระองค์ได้รับสั่งว่า ขอให้เราเอาเครื่องโทรทัศน์ไปส่งแค่หน้าประตูวังเท่านั้น ไม่ยอมให้คนของเรานำเครื่องไปติดตั้งให้บนตำหนักอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้เพราะพระองค์ทรงหวงสาวๆ ในฮาเร็มของพระองค์"

"ฮาเร็ม" เสี่ยหงวน ร้องขึ้นดังๆ "เจ้าองค์นี้มาตั้งฮาเร็มในเมืองไทย...."

"ถูกแล้ว ไม่แปลกอะไรหรอก คนใหญ่คนโตในเมืองไทยเราก็มีหลายคนที่ตั้งฮาเร็มไว้ในบ้าน"

นิกร ว่า "ความจริงเราก็น่าจะตั้งฮาเร็มของเราไว้สักแห่งหนึ่งเอาไหมล่ะ เข้าหุ้นกันคนละแสนเดียวก็พอแล้ว"

พล หัวเราะ

"กันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีฮาเร็มหรอก"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงชั่วขณะ เมื่อ เจ้าแห้ว ถือถาดใส่น้ำอัดลมแช่เย็นเดินเข้ามา เจ้าแห้ว จัดแจงเสิร์ฟให้เจ้านายของเขาโดยทั่วหน้ากัน แล้วกล่าวกับ พล ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"รับประทานมีข่าวดีครับ ละม่อม โทรศัพท์มาบอกเมื่อกี้นี้เองครับ"

"ข่าวดีอะไรวะ"

"รับประทานตำรวจบุกเข้าไปในบ้าน เจ้าคุณบรรหารฯ ครับ ทลายบ่อนไพ่บรรดาศักดิ์จับนักการพนันไปได้ ๖ คน รับประทานคุณหญิงก็ถูกจับด้วยครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ นัยน์ตาเหลือก

"หา ว่ายังไงนะ อ้ายแห้ว คุณหญิงของข้าถูกจับไพ่"

"ครับ รับประทานป่านนี้คงไปนั่งอมยิ้มอยู่ที่โรงพักแล้ว"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ งันงกตกใจเต็มไปด้วยความเป็นห่วงคุณหญิงของท่านเหลือที่จะกล่าว ท่านกล่าวกับทุกคนด้วยเสียงอันดังว่า

"เร็วโว้ยพวกเรา ยกพวกไปตีกับตำรวจ แย่งคุณหญิงคืนมาให้ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"บุกโรงพักทำร้ายเจ้าพนักงานน่ะความผิดฐานจลาจลนะครับ ใจเย็นๆ น่าเจ้าคุณ อย่างมากก็ถูกศาลปรับเท่านั้น"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แสดงท่าทีร้อนรนกระวนกระวายจนออกนอกหน้า

"ถ้างั้นก็รีบไปโรงพักกันเดี๋ยวนี้ เร็ว-ยกโขยงกันไปหมดนี่แหละ"

ครั้นแล้ว เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็เดินนำหน้าพา เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ นิกร เสี่ยหงวน และ ดร. ดิเรก ออกไปทางหน้าบริษัท พล พัชราภรณ์ ล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบสมุดโน๊ตออกมาแล้วกล่าวกับ เจ้าแห้ว ว่า

"อ้ายแห้ว เอ็งรีบนำโทรทัศน์เครื่องนี้ไปส่งให้เจ้าของเขาที่บางกะปิเดี๋ยวนี้"

เจ้าแห้ว ยิ้มเล็กน้อย

"รับประทานส่งที่ซอยกลางหรือครับ"

"ใครบอกมึงล่ะ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานผมนึกว่า เจ๊หนอม แกสั่งซื้อครับ"

"ไม่ใช่โว้ย เจ้าของเครื่องโทรทัศน์นี้คือ เจ้าชายสุรามฤต แห่งประเทศอินเดีย"

"รับประทานเจ้าแขก "

"เออ จำพระนามของพระองค์ไว้ให้มั่น" พูดพลาง พล ก็เปิดสมุดออก "เจ้าชายสุรามฤต พักอยู่ในซอยนานาเหนือ บ้านเลขที่ ๘๕๖๓ จำไว้ให้ดีนะ"

เจ้าแห้ว นิ่งนึก

"รับประทานจำได้แล้วครับ เจ้าชายสุราพิชิต บ้านเลขที่ ๘๕๖๓ ซอยนานาเหนือ"

"สุรามฤต โว้ย" พล พูดขึ้นดังๆ "ไม่ใช่สุราพิชิต รีบนำไปส่งโดยเร็วอย่าช้าและเอาไปมอบให้คนยามที่ประตูบ้าน ทำใบรับให้เขาเซ็นรับมาให้เรียบร้อย"

เจ้าแห้ว ทำหน้าตื่นๆ

"รับประทาน ผมไม่ต้องเอาช่างวิทยุไปติดตั้งให้เขาหรือครับ"

"ไม่ต้อง เจ้าแขกองค์นี้มีสาวๆ อยู่ในวังหลายคนในฐานะนางในฮาเร็ม พระองค์ทรงพระหวงมาก ไม่ยอมให้ผู้ชายใดเข้าไปในบ้านพักหรือในวังของพระองค์ เข้าใจไหมล่ะ"

"รับประทานเข้าใจแล้วครับ"

"เข้าใจแล้วก็รีบเอาโทรทัศน์ไปส่งตามคำสั่งของข้า เอาสายอากาศไปหนึ่งชุด ผ้าคลุมหนึ่งผืน ทำอะไรให้เรียบร้อยอย่าให้เสียชื่อบริษัท ข้าจะรีบไปเยี่ยมคุณแม่ อ้อแล้วแม่พวกผู้หญิงทั้งสี่คนเขารู้เรื่องคุณแม่ถูกจับไพ่แล้วหรือยัง"

"รับประทานรู้แล้วครับ รับประทานพอผมเล่าให้ฟังก็วี๊ดว๊ายกระตู้วู้พากันรีบไปที่โรงพัก รับประทานป่านนี้คงไปเจี๊ยวจ๊าวกันที่โรงพักลุมพินีแล้วละครับ"

พล หัวเราะเบาๆ แล้วพาตัวเดินไปจากที่นั่นโดยเร็ว

เมื่อเสร็จจากงานประจำวัน คณะพรรคสี่สหายของเราก็มีการจับกลุ่มกินเหล้ากันที่บ้านในตอนเย็น บางวันก็ไปหาอาหารค่ำรับประทานนอกบ้าน บางทีก็ไปเที่ยวตามบาร์หรือสถานลีลาศชั้นสูง ตามธรรมดาของคนที่มีอัฐฬสเหลือใช้

การประกาศลดราคาครั้งมโหฬารของ บริษัทสี่สหายจำกัด ทำให้สินค้าทุกชนิดทุกแผนกจำหน่ายขายดีราวกับเทน้ำเทท่า บริษัทมีผลกำไรอย่างมากมายทั้งๆ ที่ขายลดราคา วันหนึ่งๆ ขายได้ร่วมแสน เสมียนพนักงานของบริษัทตลอดจนสี่สหายและสี่นางรวมทั้งเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และ เจ้าคุณปัจจนึกฯ พลอยเหน็ดเหนื่อยไปตามกัน

ดึกสงัดคืนวันหนึ่ง

ท่ามกลางฝนพรำและอากาศเยือกเย็น คาดิลแล็คเก๋งคันหนึ่งแล่นมาตามถนนเพลินจิตรบ่ายโฉมหน้าไปทางบางกะปิด้วยความเร็วประมาณ ๒๕ ไมล์ ต่อชั่วโมง

เจ้าแห้ว ทำหน้าที่เป็นคนขับนั่งคู่กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่วน พล, นิกร, กิมหงวน และ ดร. ดิเรก นั่งสะลึมสะลืออยู่ตอนหลังรถ สี่สหายกำลังอยู่ในสภาพมึนเมา แต่ไม่ถึงกับหมดสติ

ก่อนที่รถเก๋งคันงามจะแล่นผ่านปากซอยนานาเหนือ นิกร ได้กล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาว่า

"วันนี้วันเสาร์ อย่าเพิ่งกลับบ้านกันเลยวะ พวกเราหาเรื่องเที่ยวแบบแหวกแนวกันดีกว่า"

นายแพทย์หนุ่มหันมามองดูนายจอมทะเล้น

"ฉันนึกว่าแกหลับเสียอีก เที่ยวแหวกแนวน่ะเที่ยวยังไง ถ้าแกจะชวนฉันไปเที่ยวบ้าน เจ๊หนอม ที่ซอยกลางล่ะก้อไม่เอานะโว้ย กันน่ะเข้าทำนองหมองูตายเพราะงู การบุกซ่อง เจ๊หนอม เมื่ออาทิตย์ก่อนทำให้กันต้องฉีดยาให้ตัวเองรวม ๓ เข็ม แล้ว"

เสี่ยหงวน พูดเสริมขึ้น

"กันก็แย่เหมือนกัน ทีแรกคิดว่าฝีลูกหนูขึ้นคอเม็ดเดียว พอปล่อยไว้สองสามวันขึ้นกันใหญ่เกือบรอบคอ ถ้าแกไม่ช่วยฉีดยาให้ป่านนี้คงจมูกโหว่แล้ว"

พล อดหัวเราะไม่ได้

"รู้สึกว่า เจ๊หนอม ชักจะไม่ซื่อ อวดอ้างว่าเด็กของแกสาวเสมอ ใหม่เสมอ ที่แท้ใหม่ที่ซ่อง เจ๊หนอม แต่เก่ามาจากซ่องอื่น"

นิกร เห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี ต่อไปเห็นจะต้องหาที่เที่ยวใหม่ อ้า-สำหรับคืนนี้กันมีจิตใจคึกคักอย่างไรชอบกล นั่งรถผ่านซอยนานาเหนือทีไรนึกถึง เจ้าชายสุรามฤต ทุกที เราลองตะลุยฮาเร็มเจ้าแขกองค์นี้สักทีเป็นไง" แล้วเขาก็ยกมือตบบ่า เจ้าแห้ว "ขับช้าๆ โว้ยเกือบถึงนานาเหนือแล้ว"

เจ้าแห้ว บังคับคาดิลแล็คเก๋งให้หยุดนิ่งชิดขอบถนน

"รับประทานหยุดรถดีกว่าครับ รับประทานให้พวกคุณปรึกษากันให้เรียบร้อยว่าจะเอายังไง เบื่อซ่อง เจ๊หนอม รับประทานจะให้ผมพาไปเยี่ยม ป้าหยิบ หรือ หม่อมแข บ้างก็ได้"

นิกร กล่าวกับ เสี่ยหงวน ด้วยเสียงหัวเราะ

"กันคิดว่า พวกเราลอบเข้าไปในวังของ เจ้าชายสุรามฤต ดีไหมวะ ลอบเข้าไปสังเกตสภาพความเป็นไปในวันนี้ กันอยากเห็นพวกสาวๆ ในฮาเร็มของพระองค์มาก ถ้าเราเข้าไปได้บางทีแม่สาวๆ ชาวภารตเหล่านั้นอาจจะ โอ.เค. ซิกาแร็ตกับเราก็ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นทันที

"อย่าหาเรื่องเดือดร้อนให้ตัวเองเลยวะ อ้ายกร การบุกรุกเข้าไปในเคหะสถานของผู้อื่นน่ะเรื่องมันติดคุกนะโว้ย"

นิกร ชักฉิว

"ติดเป็นติดซีครับ คุกตะรางเรื่องเล็กสำหรับผมคุณพ่อเฉยๆ ดีกว่า คนแก่มีหน้าที่ฟังไม่มีหน้าที่พูดหรือแสดงความคิดเห็นใดๆ ทั้งนั้น"

"เออ ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจแกเถอะ ถ้าพวกแกจะบุกรุกเข้าไปในฮาเร็มเจ้าแขกองค์นี้ก็เอารถไปส่งฉันก่อน"

นิกร ว่า "ไม่ต้องไปส่งคุณพ่อก่อนหรอกครับ ให้อ้ายแห้วเอารถไปส่งพวกผมที่หน้าวังของเจ้าแขกองค์นี้แล้วพาคุณพ่อกลับบ้านก็แล้วกัน พวกเรา ๔ คนจะนอนที่วัง เจ้าชายสุรามฤต ในคืนวันนี้"

เสี่ยหงวน ว่า "เข้าทีเหมือนกันโว้ย เรื่องเผชิญภัยหรือทำอะไรหมิ่นเหม่กับตะรางกันชอบว่ะ กันคิดว่าถ้าเราเข้าไปในฮาเร็มของเจ้าแขกองค์นี้ได้ พวกสาวๆ ในฮาเร็มก็คงจะพิศวาสพวกเราไปตามกัน เจ้าชาย สุรามฤต น่ะหนวดเครารุงรังไม่หล่อสักนิด เอาโว้ย ลองผจญภัยกันเถอะวะเพื่อความครึกครื้นในหมู่คณะ ตกลงนะ อ้ายพล"

พล ยิ้มให้ เสี่ยหงวน

"กันเป็นช้างเท้าหลังและกันเป็นนักประชาธิปไตยเมื่อเสียงข้างมากว่ายังไงกันก็ โอ.เค."

นิกร ยกมือตบศีรษะ ดร. ดิเรก ค่อนข้างแรง

"ว่ายังไงหมอ"

"กันเป็นฝ่ายค้าน แต่เมื่อเสียงของกันมีเสียงเดียวกันก็ร่วมมือด้วย จะเอายังไงก็เอากัน ถ้ามันสนุกดีเหมือนกันโว้ย อย่าลืมว่าสาวแขกตามฮาเร็มต่างๆ นั้น แต่ละคนสวยราวกับหยาดฟ้ามาดิน ไม่มีผู้หญิงชาติใดในโลกที่จะสวยยิ่งไปกว่าสาวชาวภารต นอกจากสวยแล้วยังกระฉับกระเฉงแคล่วคล่องว่องไวไม่งุ่มง่ามล่าช้าเหมือนผู้หญิงไทย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูสี่สหายอย่างเคืองๆ

"คนเราที่ทำอะไรด้วยฤทธิ์เมา พอส่างเมาก็จะได้รับความเสียใจอย่างใหญ่หลวง เป็นต้นว่ายืนขวางทางรถไฟท้าให้รถไฟทับ พอส่างเมาเขาก็จะพบตัวเองนอนอยู่ที่โรงพยาบาลโดยไม่มีแขนและขาคล้ายกับตุ๊กตาล้มลุก กลับบ้านไปนอนดีกว่าว่ะ หรือถ้าต้องการความสุขอย่างว่าไปบ้าน แม่หนอม ดีกว่า ถ้าพวกแกลอบเข้าไปในวังของเจ้าแขกองค์นี้และมหาดเล็กของพระองค์จับได้ เขาก็จะส่งพวกแกให้ตำรวจจัดการตามกฏหมายในข้อหาบุกรุกหรือพยายามปล้นทรัพย์"

นิกร มองดูพ่อตาของเขาแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงดุๆ ว่า

"มือไม่พายอย่าเอาเท้าราน้ำหน่อยเลยครับ ผมบอกคุณพ่อแล้วว่าคุกตะรางเป็นเรื่องเล็กเหลือเกิน เกิดมาเป็นลูกผู้ชายมันก็ต้องติดคุกเสียบ้าง ม่ายก็เสียชาติเกิด"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้าเห็นด้วย

"ดีแล้วพ่อมหาจำเริญเป็นมีหวังติดคุกแน่ นี่แหละเขาว่า คนเราอยู่ดีๆ ไม่ว่าดีแกว่งเท้าหาเสี้ยน บุกรุกเข้าไปในบ้านเขาน่ะมันผิดกฎหมาย เมื่ออยากติดตะรางก็ตามใจซีพ่อมหาจำเริญ"

เสี่ยหงวน ชะโงกหน้ามาพูดกับ เจ้าแห้ว

"แกจำวังของ เจ้าชายสุรามฤต ได้ไหม"

"รับประทานจำได้ซีครับ"

"ดีแล้ว พาพวกเราไปส่งที่หน้าวังเดี๋ยวนี้ แล้วแกกับคุณอากลับไปบ้านได้ ดูนาฬิการถซิกี่ทุ่ม"

เจ้าแห้ว ก้มลงมองดูนาฬิกาประจำรถ

"รับประทานถ้าจะเสียกระมังครับ"

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"เดินดังจิ๊กๆ เสียอะไรกัน"

เจ้าแห้ว ยกมือเกาศีรษะในท่าทีฉงน

"รับประทานเข็มมันเสียนี่ครับ สองยามทำไมเข็มถึงเดินไปที่เลขเที่ยงวัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือขวาเขกกะบาล เจ้าแห้ว เสียงดังโป๊ก

"อ้ายเซ่อ นั่นแหละถูกแล้ว แกกินเบียร์เข้าไปไม่ถึงขวดเมาเหมือนกันหรือ"

เจ้าแห้ว ยิ้มแห้งๆ จัดแจงสต๊าทเครื่องยนต์บังคับรถเก๋งคันงามแล่นไปจากที่นั้นอย่างแช่มช้า สักครู่หนึ่งคาดิลแล็คก็เลี้ยวซ้ายมือเข้าไปในซอยนานาเหนือ ซึ่งสองฟากซอยมีบ้านช่องแออัดและส่วนมากล้วนแต่เป็นบ้านของท่านผู้ดีมีเงิน

ลึกเข้าไปและลึกเข้าไปในซอย ในที่สุดคาดิลแล็คเก๋งคันงามของ อาเสี่ยกิมหงวน ก็หยุดนิ่งริมรั้วของคฤหาสน์ใหญ่หลังหนึ่ง ซึ่งบ้านนี้ เจ้าชายสุรามฤต ได้ทรงเช่าจากเศรษฐีชาวภารตคนหนึ่งในราคาค่าเช่าเดือนละ ๘,๐๐๐ บาท

เสี่ยหงวน กล่าวกับ เจ้าแห้ว อย่างเป็นงานเป็นการ

"บ้านนี้ใช่แน่นะ"

"รับประทานแหงเลยครับ แต่ว่า....รับประทานระวังหน่อยนะครับ คนยามประตูที่นี่รูปร่างเล็กกว่าหลวงพ่อโตวัดอินทร์นิดเดียวเท่านั้น รับประทานกล้ามเนื้อโตกว่าหัวผมอีกดูเหมือนจะเป็นนักเพาะกายครับ วันนั้นผมเอาโทรทัศน์มาส่ง หมอยกโทรทัศน์ใส่บ่าแบกเดินเข้าไปในวังอย่างหน้าตาเฉยหลังจากเซ็นรับให้ผมแล้ว"

อาเสี่ยกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ลงรถโว้ยพวกเรา"

สี่สหายพากันลงจากรถในท่าทางมึนเมาเล็กน้อย เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูด้วยความห่วงใย แล้วกล่าวกับ นายพัชราภรณ์ ว่า

"ทำอะไรก็ต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดีนะโว้ย พล อาไม่เข้าใจเลยที่พวกแกเล่นอุตริวิตถารเช่นนี้ คนเราอยู่นอกคุกก็สบายดีแล้วไม่น่าหาเรื่องดิ้นรนเข้าไปอยู่ในคุกเลย ดีไม่ดีจะถูกยิงตายเปล่าๆ " แล้วท่านก็หันมาพูดกับ เจ้าแห้ว "ไปโว้ย เรากลับไปนอนกันดีกว่า"

"เดี๋ยวครับ" นิกร ร้องขึ้นแล้วเกาะขอบประตูรถ "คุณพ่ออย่าแพร่งพรายให้เมียๆ ของพวกเรารู้เรื่องเชียวนะครับ ถ้าคืนนี้เราไม่กลับบ้านก็หมายความว่าเรานอนอยู่ที่ฮาเร็มนี้"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะ

"เออ-ฉันไม่ชอบพูดเรื่องของคนอื่นหรอก"

เสี่ยหงวน ยกมือชี้หน้า เจ้าแห้ว

"แกก็เหมือนกัน ถ้าอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปก็อย่าปริปากเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเป็นอันขาด"

เจ้าแห้ว ยิ้มแห้งๆ

"ตายเป็นเรื่องเล็กครับ แต่ค่าปิดปากเป็นเรื่องใหญ่"

อาเสี่ยเม้มปากแน่น หันไปทาง นายพัชราภรณ์

"พล โว้ย อ้ายแห้ว มันขอค่าปิดปาก แกมาจ่ายให้หน่อยซี"

เจ้าแห้ว เย็นวาบสันหลังเพราะความเกรงกลัว เขารีบสต๊าทเครื่องเข้าเกียร์ นำคาดิลแล็คเก๋งแล่นเลยไปแล้วกลับรถในซอยนั้น บังคับรถเก๋งคันงามแล่นผ่านหน้าสี่สหายออกไปทางปากซอย

คณะพรรคสี่สหายพากันเดินรวมกลุ่มเข้ามาหยุดยืนหน้าประตูคฤหาสน์ใหญ่หรือวังของ เจ้าชายสุรามฤต พล กล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสามว่า

"เอายังไงดีพวกเรา อ้อมไปทางหลังบ้านปีนรั้วเข้าไปดีไหม"

เสี่ยหงวน ว่า "รั้วอย่างนี้ปีนยากว่ะ ดีไม่ดีตกลงมาคอหักม่องเท่งเปล่าๆ กันจะกดกริ่งเรียกยามให้มาเปิดประตูรับพวกเรา"

"อ๊ะ" ดร. ดิเรก ร้องอุทานขึ้น "ใครมันจะยอมให้เราเข้าไปวะ"

"เถอะน่า กันพร้อมแล้วที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้"

อาเสี่ยยกมือขวาขึ้นกดกริ่งหน้าประตูทันที สี่สหายยืนรออยู่สักครู่ประตูช่องเล็กก็เปิดออก ชาวภารตรูปร่างขนาดยักษ์ปักหลั่นคนหนึ่งยืนเด่นอยู่หน้าประตูนั้น

สี่สหายต่างถอยหลังกรูดไปตามกัน ยามประตูวังของ เจ้าชายสุรามฤต ทั้งสูงทั้งใหญ่ เขานุ่งผ้าโจงกระเบนตามแบบชาวฮินดู แต่ไม่ได้สวมเสื้อ แลเห็นกล้ามเนื้อที่หน้าอก ที่ท้อง ที่คอและที่แขนทั้งสองข้างขึ้นเป็นมัดๆ มือขวาถือดาบใหญ่ขาวคม แสงไฟฟ้าเหนือประตูวังช่วยให้สี่สหายแลเห็นคนยามอย่างถนัด

"เฮ้-กดกริ่งทำมะไร๋"

กิมหงวน ทำใจดีสู้เสือเดินเข้าไปหา

"บาบู พวกเราอยากจะเห็นฮาเร็มของเจ้าชาย ขอให้พวกเราเข้าไปเที่ยวในวังนี้หน่อยได้ไหม รับรองว่าเราไม่ใช่พวกโจรหรือคนร้าย เราทั้งสี่คนเป็นสุภาพบุรุษ"

บาบู สั่นศีรษะ

"เข้าไม่ได้น่ะนายจ๋า อีนี้เจ้านายสั่งห้ามคะร๊าบ"

เสี่ยหงวน หัวเราะ

"ถ้าหากว่าพวกเราจะเข้าไปล่ะจะมีอะไรเกิดขึ้น"

คนยามโยนดาบลงบนพื้นดินแล้วยืดหน้าอกขึ้น เขาเบ่งกล้ามเรียกกล้ามเนื้อที่หน้าอก ที่ท้องและที่แขนให้ดู แล้วเขาก็ก้มลงหยิบดาบขึ้นมาถือ

"เข้ามา อีนี้ถ้าอยากตายเข้ามาซี"

กิมหงวน ยิ้มอย่างใจเย็น เขาส่งธนบัตรใบละร้อยปึกเบ้อเริ่มไม่ต่ำกว่าหมื่นบาทให้ บาบู แล้วกล่าวว่า

"เอ้า-เอาเงินไปใช้ซี บาบู หรือจะเอาไปเผาไฟหรือผูกคอหมาเล่นก็ตามใจ หวังว่าใบเบิกทางพิเศษนี้คงจะช่วยให้เราทั้งสี่คนผ่านประตูเข้าไปได้"

คนยามนัยน์ตาเหลือก ตัวเนื้อสั่นด้วยความยินดี เขาเอื้อมมือตะครุบธนบัตรใบละร้อยปึกนั้นมาถือไว้แล้วก้มศีรษะโค้งคำนับสี่สหาย

"อีนี้เชิญเข้าไปได้แล้วนายจ๋า แขกชอบเงินคะร๊าบ"

นิกร หัวเราะก้าก

"ไม่ใช่แขกชาติเดียวหรอก ใครๆ ก็ชอบเงินทั้งนั้น บาบู ขอบใจมากนะ"

สี่สหายต่างเดินผ่านประตูบานเล็กเข้าไปในอาณาเขตอันกว้างขวางของวังหรือคฤหาสน์หลังนั้น

"เฮ้-เดี๋ยวก่อนนายจ๋า" คนยามร้องเรียกสี่สหายหยุดชะงักแล้วหมุนตัวกลับ

"ว่าไง บาบู" พล ถามยิ้มๆ

ยักษ์ใหญ่ยิ้มแป้น แล้วชี้มือไปที่ตึกใหญ่ซึ่งมีแสงไฟเปิดสว่างจ้าทั้งชั้นบนและชั้นล่าง

"ฮาเร็มอยู่ชั้นบนคะร๊าบ อีนี้กะไดอยู่โรงรถนะนายจ๋าถ้าจับได้อย่าซัดจั๋น"

ดร. ดิเรก ยกมือตบบ่าคนยาม

"รับรองว่าไม่ซัด บาบู แน่นอน แต่ว่า-บาบู บอกเราหน่อยซิ ขณะนี้เจ้าชายนอนแล้วหรือยัง"

"โอ-นอนทำมะไร๋นะ กลางคืนท่านไม่นอนคะร๊าบท่านนอนกลางวัน กลางคืนท่านสนุกๆ กับผู้หญิงฮาเร็มคะร๊าบ ขณะนี้เจ้าชายกำลังอาบน้ำกับพวกผู้หญิงในสระหลังตึกใหญ่"

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้า

"ขอบใจ บาบู"

พล กล่าวถามยักษ์ใหญ่บ้าง

"เจ้าชายเลี้ยงหมาหรือเปล่าบัง"

"หมาไม่ได้เลี้ยงคะร๊าบเลี้ยงแต่สุนัข"

พล อดหัวเราะไม่ได้

"นั่นแหละ หมากับสุนัขก็เหมือนกัน เจ้าชายเลี้ยงหมาอะไร และมีกี่ตัว"

คนยามนั่งคิด

"สามตัวน่ะจ๋า สุนัขอัลเซเชี่ยลตัวใหญ่เกือบเท่าจั๋นและดุมาก พวกนายต้องระวังตัวหน่อย"

นิกร ว่า ไม่เป็นไร บาบู หมากับฉันพอพูดกันรู้เรื่อง ถ้ากัดฉัน ฉันจะกัดกับมันให้รู้ดีรู้ชั่ว ขอบใจนะบังนะแล้ววันหลังพวกเราจะเอาเงินมาให้บังใช้อีก"

"โอ-ดีมั่กม๊ากคะร๊าบ จั๋นชอบเงินนายจ๋า"

สี่สหาย พากันเดินฝ่าความมืดตรงไปยังตึกหลังใหญ่นั้น ซึ่งเป็นตึกสองชั้นทันสมัย ปลูกอยู่ในเนื้อที่ดินประมาณสองไร่มีรั้วรอบขอบชิด สิ่งปลูกสร้างภายในล้วนแต่งามตา

ทุกคนสะดุ้งเฮือก เมื่อได้ยินเสียงสุนัขฝรั่งตัวหนึ่งเห่ากระโชกขึ้น ดร. ดิเรก แข้งขาสั่นด้วยความกลัว เสี่ยหงวน ยกมือขวากอด พล แน่น พล ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบปืนพกรีวอลเว่อร์ ๙ มม. ออกมาเตรียมป้องกันตัว นิกร แลเห็นเข้าก็รีบห้าม นายพัขราภรณ์

"อย่ายิงนะโว้ย พล เก็บปืนเสีย กันจะเปิดเจรจากับหมาเอง"

เจ้าอัลเซเชี่ยลสูงใหญ่ขนาดเอวตัวนั้น นอนหมอบอยู่ที่เฉลียงหน้าตึก เมื่อมันแลเห็นเงาดำตะคุ่มของ คณะพรรคสี่สหาย มันก็เห่าขรมและลุกขึ้นเผ่นพรวดลงมาจากขั้นบันไดวิ่งตรงเข้ามาหา สี่สหาย ด้วยความหวังที่จะขย้ำคอหอย

เมื่อ เจ้าอัลเซเชี่ยล วิ่งเข้ามาใกล้ นิกร ก็รีบทรุดตัวลงนั่งคลานสี่ตีนและเห่าบ้าง

"ฮ้งๆ ฮ้งๆ อิ๊ดๆๆๆ "

เจ้าอัลเซเชี่ยล ปราดเข้ามาดม นิกร นายจอมทะเล้น ลงนอนหงายตามแบบของสุนัขที่ยอมจำนนคู่ต่อสู้ เท่านั้นเอง เจ้าอัลเซเชี่ยล ก็กระดิกหางแสดงความเป็นมิตรต่อ นิกร นิกร รีบลุกขึ้นนั่งยกมือตบศีรษะมันอย่างสนิทสนม

"เฮ้-พวกเดียวกันนะ สามคนนั้นเพื่อนข้ารู้จักไว้เสียซิ คนนั้นชื่อ พล อีกคนชื่อ กิมหงวน คนนั้นชื่อ ดิเรก"

เจ้าอัลเซเชี่ยล ร้องอี๊ดๆ เดินเข้าไปหาสามสหายพลางกระดิกหาง แล้วตะกุยตะกาย

เสี่ยหงวน นึกเอ็นดูมันไม่น้อย เขาลูบคลำศีรษะมันแล้วกล่าวเบาๆ

"เฮ้ย เอ็งชื่ออะไรวะ"

เจ้าอัลเซเชี่ยล อ้าปากกว้าง

"ชื่อ อาบูกาเซ็ม ครับ"

อาเสี่ย สะดุ้งเฮือก หันขวับมาทาง นิกรซึ่งยืนอยู่ข้างๆ เขา

"ฉันถามหมาโว้ย ไม่ได้ถามแก"

นิกร หัวเราะเบาๆ เขาผลัก เจ้าอัลเซเชี่ยล ตัวนั้นแล้วกล่าวกับมันอย่างยิ้มแย้ม

"ไปโว้ยอ้ายน้องชาย ไปให้พ้น แล้วอย่าเสือกไปบอกเจ้านายของเอ็งล่ะว่าพวกข้าบุกรุกเข้ามาในวัง"

"ครับ ไม่บอกหรอก" อาเสี่ย ดัดเสียงพูด

"อือ แกนี่พูดเสียงหมาได้มากเหมือนกันนี่หว่า สงสัยว่าชาติก่อนแกคงจะเป็นหมาแน่นอน"

เจ้าอัลเซเชี่ยล ตัวนั้น วิ่งเหยาะๆ กลับไปที่หน้าตึกใหญ่ สี่สหายต่างโล่งใจไปตามกัน พล กล่าวชม นิกร ด้วยความจริงใจว่า

"แกแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เก่งมาก อ้ายกร ผ่าเถอะวะแกเรียนวิชาผูกมิตรกับหมามาจากใคร"

นิกร ยิ้มแป้น

"เรียนเอาเองว่ะ สัตว์ทุกชนิดถ้าเข้าถึงจิตใจมันแล้วมันไม่ทำร้ายเราหรอก หมามันเป็นสัตว์ก็จริง แต่มันก็มีน้ำใจเป็นนักกีฬาและมีความเป็นลูกผู้ชายแบบชายชาติหมาเหมือนกัน เมื่อกันคลานสี่ตีนเข้าไปหามัน กันก็เห่ากันก็ร้องอี๊ดๆ บอกมันว่ากันไม่สู้ พอมันเข้ามาถึงตัวกันก็นอนหงายยกเท้าและมือตะกุยอากาศเป็นสัญญาณยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข หมาทั้งหลายย่อมไม่ทำหมาที่นอนหงายยอมปราชัยมัน แกเคยสังเกตหรือเปล่า"

พล เผลอตัวหัวเราะออกมาดังๆ

"จริงโว้ย กันเคยเห็นหมาที่มันไม่สู้หมาด้วยกันมันนอนหงายยกขาชูไว้ อ้ายตัวที่เก่งกว่าก็ไม่ทำ เพียงแต่คำรามฮื่อแฮ่ไปตามเรื่อง"

"นั่นแหละ แสดงว่าหมามันมีน้ำใจเป็นนักกีฬาไม่ทำผู้ที่ยอมแพ้หรือไม่มีทางสู้"

เสียงสุนัขอัลเซเชี่ยลเห่าขึ้นอีก สี่สหาย ใจหายวาบเมื่อแลเห็นอัลเซเชี่ยลสีดำตัวเกือบเท่าเสือ ยืนเด่นอยู่ข้างตึกและมองมาทางนี้ ลักษณะของมันดุร้ายมากมันเห่าเสียงลั่นบ้านและวิ่งเหยาะๆ ตรงมาหาสี่สหาย

นิกร รีบทรุดตัวลงนั่งคลานสี่เท้า เจ้าอัลเซเชี่ยล ดำมืดเหมือนกับหมี ปรี่เข้ามาหา นิกร ในท่าทีดุร้ายผิดกว่าตัวแรก นิกร เปลี่ยนท่าเป็นนั่งยองๆ พอ เจ้าอัลเซเชี่ยล ทำท่าจะกระโจนเข้ากัดเขา นายจอมทะเล้น ก็ประนมมือไหว้อย่างนอบน้อม

"สวัสดีจ้ะ พี่หมา"

เจ้าอัลเซเชี่ยลสีดำสนิท หยุดชะงัก กิริยาท่าทางที่ดุร้ายของมันสิ้นสุดลงทันที มันยิ้มให้ นิกร แล้วกระดิกหางแสดงความเป็นมิตร เดินเข้ามาเลียหน้าตา นายจอมทะเล้น ซึ่ง นิกร ก็สวมกอดมัน ต่างฝ่ายต่างร้อง อี๊ดๆ แสดงไมตรีจิตมิตรภาพสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว แล้ว นิกร ก็ไล่มันไป

"ไปโว้ย กูลงทุนไหว้มึงแล้วนะจะบอกให้ ขืนขย้ำกูละก้อเจอ ๙ ม.ม. ละมึง"

เจ้าหมีดำ วิ่งเหยาะๆ กลับไปตามทางเก่า นิกร ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแล้วถอนหายใจโล่งอก เดินเข้ามาหาเพื่อนเกลอทั้งสาม พล หัวเราะหึๆ แล้วกล่าวกับ นิกร ว่า

"กันยอมยกให้แกโว้ยในเรื่องสติปัญญา ถามจริงๆ เถอะวะ แกไม่นึกเสียดายศักดิ์ศรีของแกบ้างหรือที่แกยอมไหว้หมา"

นิกร หัวเราะ

"ถ้ามัวเสียดายศักดิ์ศรีก็ต้องเสียลูกกระเดือก หมาอย่างนี้มันกัดคอหอยนะโว้ย เพราะกันไหว้มันมันถึงยอมเป็นมิตรกับกัน ช่วยให้แกสามคนปลอดภัยด้วย หมาตัวนี้มันดุมาก แต่ในชีวิตของมันไม่เคยมีมนุษย์คนใดยกย่องบูชามันถึงกับไหว้มันเลย ฉะนั้น เมื่อกันไหว้มันมันก็หยิ่งและภาคภูมิใจอย่างยิ่ง จำไว้เถอะ หมาดุ วิ่งเข้ามาจะกัดเรารีบนั่งลงไหว้มัน รับรองว่ามันจะไม่กัดเราเป็นอันขาด ถึงคนที่ดุกว่าหมาก็เหมือนกัน เรายกมือไหว้มันเสียก็หมดเรื่อง"

สามสหายต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ต่อจากนั้น พล ก็พาเพื่อนเกลอของเขาอ้อมไปทางหลังตึกใหญ่

บริเวณสวนดอกไม้หลังบ้านนั้น มีแสงไฟฟ้าส่องสว่างจ้าผิดปรกติ ถึงแม้ว่าขณะนี้เป็นเวลา ๐๓.๐๐ น. แต่ภายในวังของเจ้าชายหนุ่มก็เหมือนกับตอนหัวค่ำ เจ้าชายสุรามฤต กำลังลงเล่นน้ำกับพวกสาวๆ ในฮาเร็มของพระองค์ไม่ต่ำกว่า ๑๐ คน ภายในสระน้ำเล็กๆ บรรดาสาวน้อยชาวภารตเหล่านี้แต่ละนางล้วนแต่สาวพริ้ง ใบหน้างามแฉล่มแช่มช้อย ส่วนเว้าส่วนโค้งเจริญตาน่าพิสมัย หล่อนนุ่งน้อยห่มน้อยในชุดอาบน้ำทูพีชดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำ บางนางก็กระโจนลงสระในท่าต่างๆ เจ้าชายสุรามฤต ทรงฉลองพระองค์กางเกงยืดอาบน้ำเพียงตัวเดียว พระองค์กอดจูบไขว่คว้าบรรดานางในฮาเร็มของพระองค์ด้วยความสุข

บนสนามหญ้าข้างสระน้ำมีโต๊ะสี่เหลี่ยมตั้งอยู่บนพรมเปอเซียผืนใหญ่ บนโต๊ะนั้นเต็มไปด้วยอาหารและผลไม้นานาชนิดพร้อมด้วยมอระกู่ ระหว่างที่เจ้าชายและบรรดานางบำเรอของพระองค์กำลังสนุกสนานวี๊ดว๊ายกะตู้วู้ พล, นิกร, กิมหงวน และ ดร. ดิเรก ก็ลอบเข้ามาปรากฏตัวอยู่เบื้องหลังสุมทุมพุ่มไม้อันหนาทึบ ใกล้ๆ กับสระน้ำในสวนดอกไม้นั้น

สี่สหาย ต่างลืมตาโพลง ใจเต้นโครมครามไปตามกัน ทุกคนจ้องตาเขม็งมองดูสาวๆ ชาวภารตด้วยความอิจฉาริษยาในความสุขอันมหาศาลของเจ้าชายหนุ่ม พระองค์กำลังทรงพระสำราญอยู่ในสระน้ำท่ามกลางนางบำเรอของพระองค์ สาวน้อยหน้าหวานคนหนึ่ง อายุในราว ๑๕ หยกๆ ๑๖ หย่อนๆ กำลังครวญเพลงอินเดียอันไพเราะ บรรยากาศรอบสระนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของบุปผชาติ

กิมหงวน น้ำลายยืด พอรู้สึกตัวก็รีบสูดน้ำลายเข้าไปแล้วครางออกมาด้วยเสียงหนักๆ

"ฮือๆๆๆ "

พล จุ๊ย์ปากห้าม กิมหงวน เขากระซิบกระซาบกับ อาเสี่ย เบาๆ

"อย่าออกเสียง ถ้าเจ้าชายรู้ว่าพวกเราลอบเข้ามาในวัง พระองค์ก็จะร้องบอกกล่าวให้มหาดเล็กของพระองค์เล่นงานเรา"

นิกร สูดปากเหมือนกับกินพริกเผ็ดๆ เข้าไป

"โอ้โฮ ดูแม่คนนั้นซีโว้ยหมอ" นายจอมทะเล้น พูดเสียงเครือแผ่วเบา "ช่างโอ่โถงอะไรอย่างนั้น แม่คนทางซ้ายนั่นก็ไม่เลว นุ่งกางเกงใต้สะดือเสียด้วย ว้า-กันทนไม่ไหวแล้วโว้ย กันจะกระโดดลงไปในสระนั้นบ้าง"

ดร. ดิเรก ฉุดแขน นิกร ไว้

"แกจะออกไปหาความตายหรือ เห็นไหมเล่าอ้ายยักษ์ใหญ่สองคนยืนถือดาบอยู่ข้างม้าหินอ่อน ทำหน้าที่พิทักษ์รักษาพระองค์"

พล พัชราภรญ์ รู้สึกว่าจิตใจของเขาคึกคักเข้มแข็งผิดปรกติ เขายกมือทั้งสองข้างกอดเพื่อนทั้งสามคนแล้วกระซิบว่า

"นางบำเรอของเจ้าชายเหล่านี้ รู้สึกว่าหล่อนไม่ได้รักใคร่เจ้าชายเลย แต่หล่อนจำใจต้องยอมให้พระองค์กอดจูบเล้าโลมตามหน้าที่ พูดง่ายๆ ก็คือว่าเพื่อเงินสินจ้างนั่นเอง คนยามที่ประตูหน้าวังมันบอกเราว่า ฮาเร็มอยู่ชั้นบนของพระตำหนัก เรารีบปีนป่ายตึกขึ้นไปแล้วซ่อนตัวอยู่ในฮาเร็มของพระองค์ดีกว่า แม่สาวๆ เหล่านี้ขึ้นไปพบเราเข้าก็คงไม่กล้าเอะอะ แล้วเราก็จะถือโอกาสจีบหล่อนโดยไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลง"

อาเสี่ย ยิ้มแป้น

"เข้าทีโว้ย กันเชื่อว่าแผนการตีท้ายครัวเจ้าแขกคงจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ไปเถอะพวกเรา พวกสาวๆ ขึ้นจากน้ำแล้ว"

"เดี๋ยวๆๆ " นิกร ขัดขึ้น "กันกำลังสงสัยว่าแม่คนนั้นนุ่งลมห่มฟ้าว่ะ หรือยังไง พล แกช่วยดูซิ"

พล มองตามสายตา นิกร

"หล่อนสวมเสื้อกางเกงอาบน้ำสีเนื้อโว้ย"

"งั้นเรอะ" นิกร พูดยานคาง "นึกว่าแก้ผ้าจะได้ไปตามตำรวจมาจับในฐานอนาจาร ทำให้เรามีหวังนัยน์ตาเป็นกุ้งยิง"

ก่อนที่สี่สหายจะเคลื่อนที่ออกไปจากเบื้องหลังพุ่มไม้ เจ้าอัลเซเชี่ยลสีดำเป็นนิลตัวนั้น ก็ปราดเข้ามาตะกุยตะกายสี่สหาย ดร. ดิเรก นัยน์ตาเหลือกรีบบอก นิกร ทันที

"ช่วยจัดการให้มันไปพ้นเราหน่อยเถอะวะ เสียวลูกกระเดือกเหลือเกิน"

นิกร จุ๊ย์ปากเบาๆ เขาเดินเข้ามาหาเจ้าหมีดำ แล้วก้มลงกระซิบกระซาบกับมัน

"ไปให้พ้นน่าอ้ายน้องชาย อย่าขัดคอเราหน่อยเลยวะ แล้วพรุ่งนี้ข้าจะซื้อทอดมันมาฝากเอ็ง"

"จริงๆ นะ"

นิกร สะดุ้งแล้วหันมามอง เสี่ยหงวน เจ้าอัลเซเชี่ยลแสดงกิริยาเป็นมิตรต่อ นิกร มันยกขาขึ้นตะกุยเขา แล้ววิ่งไปจากที่นั้น พล, กิมหงวน กับ ดร. ดิเรก ต่างถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน

สี่สหาย ต่างออกไปจากเบื้องหลังพุ่มไม้และตรงไปทางหลังพระตำหนัก ทั้งสี่คนหยุดยืนอยู่ข้างตารางไม้เลื้อย ซึ่งส่วนบนของมันอยู่ต่ำกว่าหน้าต่างชั้นบนไม่กี่มากน้อย พล แหงนหน้ามองขึ้นไปข้างบน แล้วกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาด้วยเสียงกระซิบ

"ปีนขึ้นไปตามตารางนี้แหละพวกเรา เร็วเข้า ต้องพยายามทำงานให้เร็วที่สุด ก่อนที่คนในวังจะมาเห็นเราและร้องเอะอะขึ้น"

เสี่ยหงวน ล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบ วิสกี้ ขวดเล็กออกมาแล้วยกขึ้นดื่มอั้กๆ ดร. ดิเรก คว้าข้อมือ อาเสี่ย ไว้

"พอแล้วโว้ย อ้ายหงวน ขณะนี้แกก็ยังไม่สร่างเมา ดื่มเข้าไปอีก ประเดี๋ยวตกร้านต้นไม้คอหักตาย"

อาเสี่ย เผลอตัวแหกปากหัวเราะลั่น แล้วพูดเสียงดัง

"มือชั้น เสี่ยหงวน กินเหล้าเมามีอย่างหรือวะ"

สามสหาย สะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน พล ขยับหมัดขวาเหมือนกับจะชกหน้า กิมหงวน

"ดันแหกปากออกมาได้"

นิกร จุ๊ย์ปาก

"เฮ้ย-มีใครเดินมานี่ แย่ละโว้ย"

อาเสี่ย โบกมือแล้วพูดยิ้มๆ

"ไม่ต้องกลัวกันรับหน้ามันเอง"

เจ้าหนุ่มฮินดูร่างยักษ์พอๆ กับยามประตูหน้าบ้านคนหนึ่ง ถือดาบแขกเล่มเบ้อเริ่มปราดเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าสี่สหาย แล้วเงื้อดาบขึ้นในท่าทีคุกคาม

"เฮ้-อย่ากระดุกกระดิกหนา ยกมือขึ้น อีนี้พวกแกเป็นขโมยน่ะ นายจ๋า"

กิมหงวน ผิวปากหวือ เขายื่นธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งให้ยามด้านหลังพระตำหนักแล้วพูดยิ้มๆ

"เอานี่ไปใช้ บาบู หรือจะเอาไปให้ใครเขากู้ก็ตามใจ"

คนยามยืนตะลึงปล่อยดาบหลุดจากมือโดยไม่รู้ตัว

"เห-ล้อเล่นทำมะไร๋น่ะ"

เสี่ยหงวน หัวเราะ

"ไม่ใช่ล้อเล่น ฉันให้ บาบู จริงๆ เอาไปเถอะ"

บาบู รีบกระตุกธนบัตรปึกนั้นมาจากมือ กิมหงวน ทันที

"โอ-ชอบใจมั๊กมากน่ะนายจ๋า อีนี้นายเข้ามาในวังทำมะไร๋น่ะ"

เสี่ยหงวน ยักคิ้วให้ ก้มลงหยิบดาบใหญ่เล่มนั้นส่งให้คนยาม

"พวกเราอยากจะเห็นฮาเร็มของ เจ้าชายสุรามฤต"

ยามพยักหน้าหงึกๆ

"อยากเห็นเฉยๆ หรืออยากได้นางฮาเร็มเป็นเมียท่านด้วย"

ดร. ดิเรก พูดเสริมขึ้น

"ทั้งสองอย่างนั่นแหละ บาบู"

"ระวังหน่อยนายจ๋า อีนี้เจ้านายจั๋นหวงผู้หญิงมากๆ ซี ซาลามคะร๊าบ แขกดีใจที่ได้เงิน" พูดจบเจ้าบังร่างยักษ์ก็พาตัวเดินไปจากที่นั้น

นิกร ยกมือตบหลัง กิมหงวน เบาๆ

"ใบเบิกทางของแกแน่เหลือเกิน"

อาเสี่ย หัวเราะ

"ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยเงินทั้งนั้น มีเงินที่ไหนความสำเร็จก็มีที่นั่น เชื่อกันเถอะเพื่อน กันไม่เคยทำอะไรไม่สำเร็จเลย"

พล กับ ดร. ดิเรก ต่างสำรวจดูตารางไม้และลองเขย่าดู

"มันไม่มั่นคงแข็งแรงเลย" พล พูดเบาๆ "ถ้าเราปีนขึ้นไปมันอาจจะหักได้ กันคิดว่าเราหาทางขึ้นทางอื่นดีกว่า"

ดร. ดิเรก เม้มปากแน่น

"แต่เราจะต้องรีบปีนขึ้นไป ลองเสี่ยงดูเถอะวะมันคงรับน้ำหนักได้ ถ้าเราค่อยๆ ปีนขึ้นไป" พูดจบ ดร. ดิเรก ก็หันมาทางนายจอมทะเล้น "แกตัวเบากว่าเพื่อนขึ้นไปก่อน เอาเลยโว้ยอย่าร่ำไร ขืนชักช้า เจ้าชายสุรามฤต อาจจะต้อนรับเราด้วยปืนลูกซองก็ได้"

เสี่ยหงวน จุ๊ย์ปากแล้วกล่าวขึ้น

"เฮ้ยๆๆ มีคนมาอีกแล้ว"

สี่สหายพากันมองไปข้างหน้า แล้วทุกคนก็ยิ้มระรื่นไปตามกัน ยามด้านหลังตำหนักกับยามประตูหน้าบ้าน ต่างช่วยกันแบกบันไดไม้ไผ่ซึ่งมีความยาวประมาณ ๖ เมตร เดินตรงเข้ามาหาคณะพรรค ๔ สหายอย่างรีบร้อน ทั้ง ๔ คน ปราดเข้าไปหา

"เอาบันไดมาให้เราหรือ บาบู" พล ถามยิ้มๆ

"ครับ" ยามหลังตำหนักพูดยิ้มๆ "อีนี้จั๋นกับเพื่อนได้เงินจากท่านแล้ว ต้องช่วยท่านเต็มที่น่ะนายจ๋า"

บาบู ทั้งสองต่างช่วยกันยกบันไดพาดกับตัวตึกทันที แล้วยามประตูหน้าบ้านก็กล่าวกับสี่สหายว่า

"ขึ้นไปเร็วๆ คะร๊าบ อีนี้จั๋นข่วยจับกะไดให้"

สี่สหายต่างขอบอกขอบใจ บาบู ทั้งสอง นิกร ปีนขึ้นไปเป็นคนแรก เสี่ยหงวน ติดตามขึ้นไปเป็นคนที่สอง ดร. ดิเรก เป็นคนที่สามและ พล พัชราภรณ์ เป็นคนสุดท้าย สี่สหายปีนหน้าต่างผลุบหายเข้าไปในห้องๆ หนึ่งซึ่งห้องนั้นบังเอิญเป็นห้องโถงอันกว้างใหญ่ อันเป็นที่อยู่ของนางในฮาเร็มนั่นเอง

สี่สหายต่างได้เห็นเตียงนอนขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง ขนาดของเตียงกว้างไม่ต่ำกว่า ๔ เมตร และยาว ๖ เมตร ที่นอนสูงประมาณครึ่งเมตร ปูด้วยผ้ากำมะหยี่สีเหลืองสวยงามเครื่องตกแต่งในห้องนี้ตกแต่งตามแบบมัธยมประเทศ ด้านหนึ่งเป็นตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ซึ่งเป็นตู้ทึบรวม ๓ ตู้ ผนังห้องประดับภาพบุคคลสำคัญของอินเดีย เช่น ท่านมหาตมคาณฑี และ บันฑิตเนรูห์ ด้านซ้ายเป็นเทวรูปพระศิวะขนาดตุ๊กตาใหญ่ๆ ตั้งอยู่บนโต๊ะ

นิกร พุ่งหลาวเผ่นพรวดขึ้นไปนอนบนเตียงยักษ์แล้วหัวเราะชอบใจ

"สบายจริงโว้ย น่าอิจฉาเจ้าแขกองค์นี้เหลือเกิน คนเราถ้าลองมีฮาเร็มอย่างนี้ก็มีความสุขที่สุดในโลก"

เสียงเจี๊ยวจ๊าวกิ๊วก๊าวของพวกแม่ผู้หญิงดังขึ้น ที่หน้าห้อง นิกร เผ่นพรวดลุกขึ้นจากเตียงนอน พล กล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสามโดยเร็ว

"เร็ว เข้าไปซ่อนหลังม่านนั้นแล้วค่อยคิดหาวิธีออกมาปรากฏตัวให้หล่อนเห็นโดยไม่ให้หล่อนตกใจ"

สี่สหายต่างวิ่งจู๊ดเข้าไปซ่อนหลังม่านด้านหลังเทวรูปพระศิวะอันเป็นเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ของบรรดาชาวฮินดูทั้งหลายหลังจากนั้นสาวฮาเร็ม ซึ่งอยู่ในเครื่องแต่งกายชุดอาบน้ำไม่ต่ำกว่า ๑๐ คน ก็พากันเข้ามาในห้อง ต่างหัวเราะต่อกระซิกกันและสัพยอกหยอกล้อกันอย่างครึกครื้น

"น่าอิจฉาเธอเหลือเกิน ลักษมี" นางหนึ่งกล่าวกับสาวน้อยร่างอวบอัด เจ้าของปทุมทิพย์คู่งาม "เจ้าชายสรงน้ำคืนนี้พระองค์จูบเธอตั้ง ๖ ที ส่วนพวกเราคนละทีเท่านั้น"

ลักษมี ยิ้มหวานน่ารัก

"โถ-อย่าอิจฉากันเลย ศกุนตลา พระองค์ทรงจูบฉันเพียงอย่างเดียว ตั้งเดือนกว่าแล้วไม่เคยเรียกฉันไปถวายงาน ปล่อยให้ฉันแห้งเหี่ยวหัวโต ส่วนพวกเธอสิได้ผลัดเปลี่ยนหน้ากันไปถวายงานเสมอ ฉันน่ะทุกวันนี้ไม่ได้มีความสุขหรอกนะ ฉันอยากจะเป็นเมียจริงๆ ของใครสักคนหนึ่ง โดยเฉพาะอยากมีผัวคนไทยเหลือเกิน

อีกนางหนึ่งพูดเสริมขึ้น

"ความรู้สึกของเธอก็เหมือนกับพวกเรานั่นแหละ ลักษมี คนไทยไม่มีหนวดเครา เวลาเขาจูบเราก็คงจะมีรสชาติไม่จั๊กกระจี้ เมื่อไรหนอเจ้าชายจะพาเราออกนั่งรถเที่ยวชมกรุงเทพฯ อีก"

สาวๆ เหล่านี้ต่างนั่งจับกลุ่มกันบนเตียงและโอภาปราศัยกันอย่างสนิทสนม บ้างก็เข้าไปในห้องน้ำเพื่ออาบน้ำชำระกายให้สะอาดหมดจด บางนางก็เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวโดยไม่ต้องอาบน้ำอีก สี่สหายต่างมองดูอย่างชื่นชม

แม่สาวงามผู้มีนามว่า ลักษมี เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว หล่อนสวมเสื้อกระโปรงแพรบางๆ ทำให้เห็นส่วนโค้งส่วนเว้าอย่างถนัด สาวน้อยพาตัวเดินไปที่เทวรูปพระอิศวรผู้เป็นใหญ่ แล้วหล่อนก็ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าเบื้องหน้าองค์เทวรูปนั้น สาวน้อยประนมมือไว้ระหว่างอก เงยหน้ามองดูเทวรูปด้วยจิตใจเลื่อมใสศรัทธา

"ขอพรอะไรจ๊ะ ลักษมี" หญิงสาวคนหนึ่งร้องถาม ลักษมี หันมายิ้มให้เพื่อนของหล่อน

"ขอเนื้อคู่จ้ะเธอ อย่าเพิ่งยุ่งกับฉันเลย ฉันจะทำจิตใจให้สงบ" ครั้นแล้วหล่อนก็พูดพึมพำกับองค์เทวรูป

"ข้าแต่องค์พระศิวะผู้เป็นใหญ่ ชีวิตของข้านี้ไม่ผิดอะไรกับนกที่ถูกขังอยู่ในกรงทอง ขอพระองค์จงเมตตาแก่ข้าน้อยเถิด ข้าอยากได้หนุ่มไทยสักคนหนึ่งเป็นคู่ชีวิตของข้า เพื่อเขาจะได้นำเงินมาไถ่ตัวข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะได้มีอิสรภาพอีกครั้งหนึ่ง"

แล้วหล่อนก็ก้มลงกราบเทวรูป พอเงยหน้าขึ้นหล่อนก็สะดุ้งสุดตัวและหวีดร้องสุดเสียงเมื่อแลเห็น พล พัชราภรณ์ ยืนเด่นข้างๆ องค์เทวรูป เสียงร้องของ ลักษมี ทำให้พวกสาวๆ หันมาเป็นตาเดียวและแล้วทุกคนก็วิ่งเฮโลเข้ามาห้อมล้อมเจ้าหนุ่มรูปหล่อ

ลักษมี กระชากกฤชที่เหน็บเอวออกมาเงื้อง่า

"อย่านะ อย่ามายุ่งเกี่ยวกับแฟนของฉันนะจะบอกให้ ถ้าหากไม่เชื่อเป็นได้แทงกันยับละ

พระศิวะได้ประทานหนุ่มไทยคนนี้มาให้ฉันตามที่ฉันทูลขอพระองค์ เขาจะต้องเป็นของฉันแต่ผู้เดียวและฉันเสียใจที่จะบอกพวกเธอว่าฉันไม่สามารถที่จะให้ มีการปันส่วนเกิดขึ้นได้"

บรรดาสาวๆ ทั้งหลายต่างส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจราวกับนกกระจอก ยกพวกตีกัน ลักษมี โผนเข้ากอดพล ทันทีหล่อนยกมือทั้งสองโอบรอบคอเขาในท่าทางยียวนกวนสวาท

"พี่จ๋า พระศิวะส่งพี่มาให้ฉันใช่ไหม"

นายพัชราภรณ์ พยักหน้าและยิ้มแห้ง

"ถูกแล้วน้องสาว พระองค์ส่งมาให้พวกเธอรวม ๔ คนด้วยกัน แต่รับสั่งว่าห้ามใช้วิธีผูกขาด หมายความว่าพวกเราทั้ง ๔ คนจะเป็นของกลางของพวกเธอ ใครจะยึดไว้เป็นกรรมสิทธิ์แต่ผู้เดียวไม่ได้"

บรรดาสาวๆ ต่างดีอกดีใจกระโดดโลดเต้นไปตามกัน สาวน้อยคนหนึ่งวิ่งเข้าไปยืนร่ายรำถวายตัวเบื้องหน้าเทวรูป แล้วกล่าววิงวอนพระองค์ว่า

"พระเป็นเจ้าเจ้าขา ส่งผู้ชายมาให้หนูเถิดเพคะ หนูอยากมีแฟนเป็นคนไทยเจ้าค่ะ"

ทันใดนั้นเอง เสี่ยหงวน ก็เดินนำหน้าพา นิกร กับ ดิเรก ออกมาจากหลังม่าน สาวน้อยทั้งหลายตื่นเต้นดีใจไปตามกัน แล้ววิ่งเข้ามากอดรัดฟัดสี่สหาย ต่างช่วยกันฉุดกระชากลากตัว พล, นิกร, กิมหงวน, และ ดร. ดิเรก มาที่เตียงนอน หญิงสาวคนหนึ่งวิ่งไปดับสวิทซ์ไฟฟ้า เท่านี้เองสี่สหายของเราก็ตกเป็นเหยื่อของสาวๆ ชาวฮาเร็มเหล่านี้โดยไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ แต่ทุกคนก็สมัครใจและเต็มใจเป็นเหยื่อของหล่อน.

โปรดคอยติดตาม ตะลุยฮาเล่ม ๒