พล นิกร กิมหงวน 022 : สมองกล

สมองกลที่ฝรั่งคิดขึ้นได้นั้น หมายถึงเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่คิดคำนวณได้อย่างรวดเร็วฉับพลัน และถูกต้องโดยไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน สมองกลจะเก็บรักษาสถิติต่างๆ ของตัวเองที่คำนวนไว้ด้วย

ฝรั่งนักประดิษฐ์สมองกลไม่ยอมขายเครื่องคำนวณนี้ให้แก่ใคร แต่ให้เช่าเป็นรายปี และส่งนายช่างของเขามาควบคุมเครื่องมือนี้ ดังที่กรมสรรพากรของเราดำริจะเช่าสมองกลดังกล่าวนี้ เพื่อใช้ในการเก็บภาษีอากรของรัฐ

แต่ "สมองกล" ที่ศาสตราจารย์ดิเรกและลูกชายของเขาช่วยกันสร้างขึ้นด้วยความรู้ความสามารถอันยอดเยี่ยมของนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่สองพ่อลูกนั้น คือเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่มหัศจรรย์ มีสมรรถภาพอย่างไม่น่าเชื่อ หรือไม่น่าจะเป็นไปได้ มันคือสมองกลจริงๆ รอบรู้สารพัด สามารถตอบคำถามยากง่ายได้ทุกคำถาม ทุกสาขาวิชา พูดได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย

อย่างไรก็ตาม ประดิษฐกรรมชิ้นนี้ ศาสตราจารย์ดำรงเป็นผู้สร้างถึง ๖๕ เปอร์เซ็นต์ คือสร้างตามแบบแปลนและตามคำสั่งของบิดาของเขา โดยมี ร.อ.พนัส ลูกชายของ พล.ต.พล วิศวกรไฟฟ้ามหาบัณฑิตร่วมงานด้วยในด้านงานที่เกี่ยวกับแม่เหล็กไฟฟ้าเท่านั้น

สมองกลเป็นตู้สี่เหลียมผืนผ้าขนาดใหญ่ กว้าง ๔ ฟุต ยาว ๗ ฟุต และสูง ๓ ฟุต หน้าตู้เต็มไปด้วยปุ่มบังคับไม่น้อยกว่า ๓๐ อัน ซึ่งแต่ละปุ่มจะทำงานสัมพันธ์กับแผงไฟที่ผนังตึกในห้องทดลอง และบนแผงไฟนั้นมีหลอดไฟเล็กๆ หลายพันดวง ทั้งสีขาว สีเขียว และสีแดง

รวมความแล้ว สองพ่อลูกเท่านั้นที่รู้จักวิธีใช้สมองกลนี้ เพราะเต็มไปด้วยระบบกลไกไฟฟ้ายุ่งไปหมด

ตอนสายวันอาทิตย์

ในราว ๙.๐๐ น. คณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยลูกชายของเขาและสี่นาง กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาดและเจ้าแห้วได้ชุมนุมกันอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของนายพลดิเรกโดยพร้อมหน้ากัน เพื่อชม "สมองกล" ของศาสตราจารย์ดิเรกกับลูกชายของเขา

สองพ่อลูกสวมเสื้อกางเกงติดกันชุดสีกรมท่า สวมถุงมือยางป้องกันกระแสไฟฟ้าแรงสูง เพราะการทดลองตอนสายวันนี้ ถ้าวงจรไฟฟ้าเกิดช็อทขึ้นก็จะได้แก้ไขได้ทันการโดยไม่ต้องกลัวไฟดูด

นายพลดิเรกยืนอยู่เบื้องหน้าตู้สมองกลของเขาแล้วกล่าวขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"ใครจะบอกข้าพเจ้าได้บ้างว่าตู้นี้คืออะไร"

พ.อ.นิกรชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ

"ตู้น้ำหวานแบบใหม่ใช่ไหมล่ะ ใส่เหรียญ ๕๐ สตางค์ลงไปน้ำหวานไหลออกมาหนึ่งแก้ว"

ศาสตราจารย์ดิเรกทำหน้าชอบกล

"โน-ฉันไม่ได้เชิญพวกเรามาดูตู้น้ำหวานอัตโนมัติ แล้วก็จอมวิทยาศาสตร์อย่างฉันกับลูกชายของฉันคงไม่ยอมเสียเวลาสร้างตู้น้ำหวานแน่ๆ เพราะมันเป็นงานที่ง่ายเกินไป อยากที่เรียกว่าปอกกล้วยเข้าปาก"

คุณหญิงวาดสบตากับ ร.อ.ดำรงท่านก็ยิ้มให้

"ตู้อะไรลูก หรือว่าเป็นเครื่องขูดมะพร้าวแบบใหม่"

ศาสตราจารย์ดำลงนัยน์ตาเหลือก

"ไม่ใช่หรอกครับคุณย่า ตู้นี้คือสมองกลซึ่งผมกับพ่อช่วยกันสร้างมาแรมปี โดยมีอ้ายนัสร่วมงานด้วยในด้านไฟฟ้า"

พล.ต.พล กล่าวถามนายพลดิเรกเบาๆ

"เครื่องคำนวณแบบคอมพิวเตอร์หรือหมอ"

"โน-ดีกว่าเครื่องคำนวณอัตโนมัติมากมายนัก วันนี้แหละกันจะแสดงความสามารถอันยอดเยี่ยมของสมองกลเครื่องนี้ให้พวกเราตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจไปตามกัน สมองกลของกันเหมือนมนุษย์คนหนึ่ง ที่เฉลียวฉลาดที่สุดในโลก รอบรู้สารพัดไม่เพียงแต่คิดคำนวณได้อย่างเดียว มันรู้จักพูด รู้ฟัง รู้คิด และตอบคำถามได้ถูกต้อง กันแทบจะเป็นบ้าตอนที่กันสร้างสมองเทียมให้มัน บัดนี้ สมองกลของกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว"

เสียงพึมพำดังขึ้นทันที เสี่ยหงวนพยักหน้ากับนิกรแล้วกล่าวขึ้น

"ไปเถอะโว้ยอ้ายกร ออกไปนั่งคุยกันที่ห้องโถง ดีกว่าที่เราจะเสียเวลาดูดิเรกมันเล่นกลให้เราดู"

นายพลดิเรกเกิดอารมณ์ยัวะขึ้นมาทันที เขามองดูอาเสี่ยอย่างเดือดดาล

"อ้ายหงวน แกเข้าใจว่ากันเล่นกลอย่างงั้นหรือ"

"ก็ยังงั้นน่ะซี"

ศาสตราจารย์ดิเรกฝืนหัวเราะ

"ขอรับรองด้วยเกียรติของกันว่าไม่ใช่วิทยากล สมองกลนี้เกิดขึ้นจากความรู้และความสามารถของกัน"

นวลลออมองดูหน้ากิมหงวนอย่างไม่พอใจ

"บ้าอะไรก็ไม่รู้ มือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำ ไม่ชอบใจก็เฉยๆ เสียซี แก่จะตายแล้วยังชอบขัดคอเพื่อน"

"อ้าว" เสี่ยหงวนอุทาน "ขัดคอมันตอนหนุ่มๆ มันก็เตะเฮียเท่านั้น ตอนนี้อ้ายหมอมันเตะปี๊บไม่ไหว ยกกระบุงแกลบไม่ไหวแล้ว ถึงขัดคอมันกระเซ้ามันอย่างไรมันก็ทำไมไม่ได้"

นายพลดิเรกอดหัวเราะไม่ได้

"กันไม่ได้พูดเล่นนะโว้ยอ้ายหงวน ตู้นี้คือสมองกลที่กันกับลูกชายของกันประดิษฐ์ขึ้น โดยมีอ้ายนัสเป็นผู้ช่วยในด้านไฟฟ้า กันเชิญพวกเรามาก็เพื่อจะแสดงประสิทธิภาพของสมองกลนี้ ซึ่งค่าของมันมีประมาณมิได้ กันจะให้ทุกคนไต่ถามกัน ถามได้ทุกสิ่งที่อยากจะถาม ไม่ว่าจะเป็นวิชาการหรือความรู้รอบตัว ใครถามอะไรมัน มันจะตอบได้ทันที หรือถ้ามันไม่เข้าใจคำถาม มันก็จะซักถามให้เข้าใจเสียก่อน"

คุณหญิงวาดมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ และยิ้มให้

"เจ้าคุณคิดว่ามันเป็นไปได้หรือคะ ดูๆ มันก็คล้ายตู้ที่เขาใส่ไอสครีมและผลไม้แช่เย็นตามตลาด"

นายพลดิเรกสะดุ้งโหยง

"ผมลงทุนตั้งสองล้านเชียวนะครับคุณอา อ้ายตู้แบบนั้นน่ะมันไม่กี่สตางค์"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับคุณหญิงวาดด้วยเสียงหนักๆ

"ผมว่ามันควรจะเป็นไปได้คุณหญิง ดิเรกกับดำรงเป็นยอดนักวิทยาศาสตร์ที่โลกยอมรับนับถือ ไม่มีอะไรที่นักวิทยาศาสตร์ทำไม่ได้หรอกครับ ดูอย่างดาวเทียมเป็นต้น ที่แรกก็ไม่มีใครคิดว่ามันจะเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปได้ จนกระทั่งวิทยาศาสตร์ส่งยานอวกาศไปสำรวจดาวพระเคราะห์ต่างๆ ได้สำเร็จ"

คุณหญิงอมยิ้ม

"ดิฉันสงสัยว่าอ้ายกรคงจะแอบร่วมมือกับพ่อดิเรก เอาผีใส่ไว้ในตู้นี้ แล้วก็บอกว่าเป็นสมองกลแบบหีบพยนต์ ที่ขุนแผนเสียทีแขกมาแล้วนั่นแหละ"

"วู้" พลร้องขึ้นดังๆ "คุณแม่นี่ เมื่อไรจะเลิกเชื่อถือเรื่องเหลวไหลอย่างนี้เสียทีนะครับ เอาผียัดเข้าไปในตู้มีที่ไหนกัน"

คุณหญิงวาดทำตาเขียวกับลูกชายของท่าน

"ก็อ้ายกรเพื่อนแกน่ะมันเป็นหมอผี เคยเลี้ยงโหงพรายกุมารทอง ทั้งๆ ที่มันกลัวผี"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง นิกรพูดเสริมขึ้น

"ผมเลี้ยงแต่ผีเด็กหรือกุมารทองครับ ผีผู้ใหญ่ไม่กล้าเลี้ยงกลัวมันหลอก เรื่องสมองกลของอ้ายหมอ ผมไม่เกี่ยวครับคุณอา เคยรู้แต่ว่าอ้ายหมอกับอ้ายรงสองพ่อลูกใช้เวลาสร้างมานานแล้ว และอ้ายนัสได้ร่วมมือด้วย"

เจ้าแห้วกล่าวขึ้นเบาๆ

"รับประทานผมด้วยครับ"

ทุกคนหันมามองดูหน้าเจ้าแห้วเป็นตาเดียว ร.อ.นพยกมือขวาจับคางเจ้าแห้วให้เงยหน้าขึ้น

"แกน่ะเรอะ ร่วมมือกับลุงหมอและอ้ายรงกับอ้ายนัสสร้างสมองกล"

"ครับ รับประทานผมคอยรับใช้ตลอดเวลา ชงกาแฟให้บ้าง เสิร์ฟเครื่องดื่มและรับใช้จิปาถะ"

นายพลดิเรกพยักพเยิดกับลูกชายของเขา

"เดินเครื่องอิเล็กทรอนิกส์สมองกลได้ ดำรง อ้า-เจ้านัสคอยคุมมาตรต่างๆ ไว้ ในอนาคตอาจะต้องทำให้แกเป็นวิศวกรไฟฟ้าผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง แกเป็นคนเฉลียวฉลาดดีมาก สอนอะไรหนสองหนก็จดจำได้"

ในนาทีนั้นเอง แผงไฟที่ผนังตึกที่มีขนาดกว้างยาวมาก ก็ปรากฏดวงไฟเล็กๆ เคลื่อนตามไปเป็นแถว แล้วก็มีดวงไฟสีเขียวแดงเป็นแห่งๆ วาบวับ เสียงไดนาโมไฟฟ้าครางเบาๆ ศาสตราจารย์ดำรงทำหน้าที่บังคับเครื่อง โดยมี ร.อ.พนัสเป็นผู้ช่วย

นายพลดิเรกเดินเข้ามาหาสี่นาง

"ใครจะทดสอบความสามารถของสมองกลของผม เชิญได้เลยครับ เชิญไปยืนบนแผ่นโลหะนั่นแล้วพูดคุยกับมัน ผมรับรองว่ามันจะตอบคำถามของพวกคุณได้ถูกต้องนับตั้งแต่คำถามที่ง่ายที่สุด ถึงยากที่สุดไม่ว่าจะเป็นวิชาอะไร แต่ต้องเป็นวิชาในปัจจุบันนี้ คือเท่าที่โลกเรากำลังศึกษากัน ไม่ใช่วิชาในอดีต เป็นต้นว่าถามวิธีทำมัมมี่ของชาวไอยคุปต์นั้นใช้ตัวยาอะไรบ้าง อย่างนี้มันเป็นเรื่องสุดวิสัยที่มันจะตอบได้"

นันทา นวลลออ ประภา และประไพ ต่างรู้สึกตื่นเต้นไปตามกัน ประไพยิ้มให้เพื่อนๆ ของหล่อน

"ขอให้ไพทดลองก่อนนะคะ ถ้ามันตอบคำถามของไพถูก ก็นับว่าพี่เขยและหลานชายของไพเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยอดเยี่นมที่สุดในโลก"

"ออไร๋ ออไร๋ เชิญได้คุณไพ" ศาสตราจารย์ดิเรกพูดกับน้องเมียของเขา "เชิญไปยืนบนแผ่นโลหะนั่นได้แล้วครับ แผ่นโลหะมีความสัมพันธ์กับไฟฟ้าในตัวคุณ"

ประไพยิ้มแห้งๆ

"ขึ้นไปยืนบนนั้นไพไม่ดูดไพนะคะ"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

""ถ้ามันดูดไพ อ้ายหมอก็โดนเตะ"

ประไพพาตัวเดินเข้าไปที่คู้สมองกล หน้าตู้มีแท่นโลหะกว้างหนึ่งฟุตยาว ๒ ฟุต ถักเป็นตาข่ายถี่ยิบ ประไพก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นนั้น ซึ่งสูงกว่าพื้นห้องเพียงเล็กน้อย ร.อ.พนัสกล่าวกับประไพทันที

"เอาเลยครับน้าไพ น้าจะถามอะไรมันก็ได้"

ประไพมองดูตู้สมองกลอย่างสนใจ หล่อนนิ่งคิดสักครู่ก็กล่าวถาม ขณะที่นายพลดิเรกหมุนปุ่มบางปุ่มที่หน้าตู้ เพื่อปรับเครื่องให้เรียบร้อย โดยพิจารณาจากดวงไฟที่วิ่งตามกันอยู่บนแผงใหญ่ตลอดเวลา

"ตอบฉันซิสมองกล ฉันชื่ออะไร"

"ชื่อประไพครับ"

ทุกคนตื่นเต้นไปตามกันเมื่อได้ยินเสียงสมองกลตอบอย่างชัดเจน เสียงของมันค่อนข้างห้าวดังออกมาจากลำโพงในตู้ ประไพหันมามองดูคุณหญิงวาด

"เป็นยังไงคะคุณอา"

คุณหญิงวาดฝืนหัวเราะ

"อาชักกลัวเสียแล้วซี อยากจะเข้าใจว่ามีผีอยู่ในตู้"

ประไพถามสมองกลต่อไป

"ผัวฉันเป็นใครชื่ออะไร นิสัยใจคอเป็นอย่างไร ซื่อสัตย์ต่อฉันหรือเปล่า"

"สามีของคุณนายยืนอยู่ที่นั่น เขาคือพันเอกนิกร การุณวงศ์ นิสัยใจคอเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวที่เรียกว่ากระดูกขัดมัน หรือมหากระดูก มีเงินแต่ชอบเก็บไม่ชอบใช้ ชอบกินแล้วก็ชอบนอน ไม่ชอบเลี้ยงเพื่อน แต่ชอบให้เพื่อนเลี้ยง"

"เฮ้ยๆๆ " นิกรเอ็ดตะโรและมองดูตู้สมองกลอย่างเดือดดาล "เดี๋ยวกูถีบตู้พังนะจะบอกให้ เสือกเอาความจริงมาพูด"

ใครต่อใครพากันหัวเราะกัน ลั่นห้องทดลองวิทยาศาสตร์ แม้กระทั่งสมองกล มันก็หัวเราะเสียงกังวานแล้วมันก็พูดกับประไพต่อไป

"คุณถามว่าสามีของคุณซื่อสัตย์ต่อคุณหรือเปล่า เมื่อก่อนนี้ซื่อสัตย์ดี แต่ตอนนี้กำลังหลงรักเด็กสาวคนหนึ่งระวังหน่อยนะครับ ถ้าคุณนิกรหักใจไม่ได้จะต้องแยกทางกับคุณแน่ๆ "

นิกรลืมตาโพลง จ้องตาเขม็งมองดูสมองกล

"มึงรู้ได้ยังไงวะ"

"รู้ซี" สมองกลตอบเสียงกร้าว

ประไพยกมือชี้หน้าสามีของหล่อน

"เรื่องมันถึงตายนะคะกร ถ้าไม่เจอ ๙ ม.ม. ก็คงเจอเหล็กขูดช๊าฟหรือมีดโกน สมองกลมันพูดถูกแล้ว ไพรู้ดีว่าคุณติดใจเด็กขายของคนหนึ่งที่โรงแรมของเรามานานแล้ว เคยเป็นนางงามตกรอบ ไพสืบรู้มาว่า ขณะนี้คุณกำลังต่อรองกับเด็กสาวคนนั้น แม่นั่นต้องการเงินเดือน ๕,๐๐๐ บาท บ้านหนึ่งหลัง รถยนต์หนึ่งคัน"

"แล้วยังไง" นิกรถาม

ประไพหันมาถามสมองกล

"ช่วยตอบแทนฉันหน่อยซีสมองกลแล้วยังไง การต่อรองสำเร็จเรียบร้อยหรือยัง"

สมองกลตอบทันที

"เข้าใจว่าเด็กสาวที่ชื่อจันทร์จรัสไม่ตกลงครับ"

"ทำไมถึงไม่ตกลง" ประไพถามต่อไป

"เพราะคุณนิกรจะจ่ายให้เดือนละ ๒๕๐ บาท บ้านและรถยนต์ไม่ให้ กระดูกอย่างนี้ ไม่มีใครเขาเป็นอนุหรอกครับ คุณไม่ต้องวิตกคุณประไพ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างไม่อั้น นวลลออเดินเข้ามาหาประไพแล้วกล่าวว่า

"ขอให้ดิฉันคุยกับสมองกลบ้างซีคะ ความสามารถของคุณหมอกับพ่อดำรงทำให้ดิฉันตื่นเต้นสนใจมากทีเดียว ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสมองกล มีความสามารถผิดมนุษย์เช่นนี้ ดิฉันอยากจะถามเรื่องเฮียค่ะ"

ประไพก้าวลงจากแท่นโลหะ

"เชิญค่ะคุณนวล"

พอนวลลออขึ้นไปยืนบนแท่น เสี่ยหงวนก็รีบเลี่ยงออกไปจากห้องทดลองทันที โดยไม่มันมีใครแลเห็นเขา

"สวัสดีจ้าสมองกล" นวลลออกล่าวทัก

"สวัสดีครับคุณนวลลออ"

นวลลออยิ้มแป้น

"ฉันจะไม่ถามเธอหรอกว่าผัวของฉันคือใครนิสัยใจคอเป็นอย่างไร เพราะเธอคงรู้ดีแล้ว แต่ฉันอยากจะทราบว่า ขณะนี้เฮียมีอนุซ่อนไว้ที่ไหนบ้างหรือเปล่า"

สมองกลตอบโดยไม่ต้องคิด

"มีน่ะมีครับ มีอยู่หลายคนด้วยกัน แต่ไม่ได้เลี้ยงดูแบบอนุ คือเพียงแต่รับไปเที่ยว ไปกินข้าวเป็นครั้งคราวแล้วก็ให้เงินใช้เท่านั้น ไม่ได้เช่าบ้านหรือซื้อบ้านให้อยู่หรอกครับ"

"มีทั้งหมดกี่คนด้วยกัน ช่วยบอกฉันหน่อยสมองกล"

"ราว ๓๐ คนครับ"

"โอ้โฮ" สมนึกหรือเสี่ยตี๋ร้องขึ้นดังๆ "นึกว่าเตี่ยแก่แล้วถอดเขี้ยวถอดเล็บแล้ว ไม่น่าเลยพับผ่า อ้าว-หลบมุมไปไหนเสียแล้ว" แล้วเสี่ยตี๋ก็ตะโกนลั่น "เตี่ย..."

"เฮ้ย" นิกรตวาด "แกจะแหกปากทำไมวะ เสียงดังยังกะโจรห้าร้อย อ้ายหงวนมันหนีออกไปจากห้องแล็บเมื่อกี้นี้รู้ไหม"

นวลลออถามสมองกลต่อไป

"เธอพอจะรู้ไหม เฮียกับฉันจะอยู่ร่วมชีวิตกันไปจนตาย หรือว่าเราจะต้องแยกทางกันเมื่อแก่"

"รับรองครับว่าคุณกับอาเสี่ยไม่มีวันที่จะแยกทางกันได้ เพราะอาเสี่ยรักคุณมาก ที่เจ้าชู้ก็เป็นไปตามวิสัยของผู้ชาย แต่ไม่จริงจังกับใครหรอกครับ เหมือนวัวหายไปจากคอก ก็ต้องกลับมาเข้าคอก"

อารมณ์หึงเกิดขึ้นแก่นวลลออทันที

"ขณะนี้เฮียโปรดปรานเด็กสาวคนไหนมากที่สุด สมองกลรู้ไหม"

"ทราบซีครับ ผมต้องทราบทั้งนั้น เพราะผมมีสมองหรือญาณวิเศษ อาเสี่ยกำลังหลงรักเด็กสาวที่ชื่อทัศนีย์นักร้องประจำไนท์คลับ "มุกดา" มากกว่าคนอื่นครับ"

นวลลออตัวสั่นเทิ้มเหมือนลูกนก ประไพกล่าวถามเบาๆ

"เป็นอะไรไปคะคุณนวลถึงได้ตัวสั่นอย่างนี้"

นวลลออยิ้มแค่นๆ

"หึงค่ะ หึงทีไรตัวมันสั่นทุกที" แล้วหล่อนก็หันมาทางตู้สมองกล "ขอบคุณมากสมองกล ช่วยตอบฉันอีกหน่อยเถอะ เฮียคิดจะเลี้ยงดูนักร้องคนนี้ เป็นลูกเป็นเมียหรือเปล่า"

"คิดเหมือนกันครับ แต่ยังไม่ตกลงใจ ตอนเที่ยงอาเสี่ยกับคุณพลและคุณนิกรไปกินข้าวกันที่ "มุกดา" เสมอ คุณพลกำลังติดเนื้อต้องใจนักร้องเหมือนกัน ชื่อทิพย์มาศ"

"อ้าว" พลร้องออกมาดังๆ แล้วกล่าวกับศาสตราจารย์ดิเรก "สมองกลของแกมันชักจะรู้มาก และพูดมากเกินไปเสียแล้วละโว้ย เขาไม่ได้ถามก็พูด"

นันทามองดูพลอย่างหึงหวง แล้วดึงมือประภาเข้ามาหาประไพกับนวลลออ

"ช่วยซักให้ละเอียดหน่อยเถอะค่ะคุณนวล ดิฉันอยากทราบเรื่องความสัมพันธ์ของพลกับนังนักร้องสาวคนนั้น"

นวลลออก้าวลงมาจากแท่นโลหะ

"เชิญคุณนันขึ้นมายืนบนแท่นและซักเองเถอะค่ะ"

นันทาขึ้นไปยืนแทนที่นวลลออ ตอนนี้เอง พล.ต.พล ก็ค่อยๆ ย่องออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์

"ป้า" เสี่ยตี๋ร้องขึ้นดังๆ "ป้านันครับ ลุงพลหนีไปแล้ว"

นันทามีสีหน้าบึ้งตึงผิดปรกติ คุณหญิงวาดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ ไปตามกัน เจ้าคุณกระซิบบอกคุณหญิงว่า

"สมองกลนี่มันแน่จริงๆ แล้วก็แม่สี่คนนี่แทนที่จะซักถามคำถามที่ยากๆ กลับถามเรื่องที่เกี่ยวกับผัว"

"ค่ะ ฟังมันเล่นก็สนุกดีเหมือนกัน"

นันทาถึงกับยอมลงทุนยกมือไหว้สมองกล ซึ่งมันเป็นเพียงตู้ระบบกลไกไฟฟ้า และมีส่วนสัมพันธ์กับแผงไฟใหญ่ที่ผนังตึก ดวงไฟวาบวับวิ่งตามกันเป็นแถวตลอดเวลา บ้างก็เป็นช่องสี่เหลี่ยมหลายช่องปิดเปิดอยู่กับที่

"สวัสดีค่ะสมองกล"

"สวัสดีครับคุณนัน โอ้โฮ..ถึงกับไหว้ผมเชียวหรือครับนี่ ผมเฉลียวฉลาดรอบรู้สารพัด ก็เพราะศาสตราจารย์ดิเรกท่านสร้างสมองเทียมให้ผม จะซักถามอะไรผมก็เชิญซีครับ"

นันทายิ้มเจื่อนๆ

"บอกฉันตามตรงเถอะสมองกล คุณพลของดิฉันคิดจะเลี้ยงดูนังทิพย์มาศหรือเปล่า"

"คิดน่ะคิดแน่ครับ แต่ยังไม่ได้เจรจากัน ถึงเสี่ยหงวนก็เหมือนกัน ผมขอเตือนให้คุณกับคุณนวลระวังหน่อย นักร้องสาวคนนี้มีเสน่ห์พอดู มีมนต์ขลังเรียกร้องให้คุณพลและอาเสี่ยไปกินข้าวกลางวันที่ "มุกดา" แทบทุกมัน"

"ขอบคุณมากสมองกล อ้า-ฉันถามแต่เพียงเท่านี้แหละ วันนี้เราคงจะได้คุยกันอีก" พูดจบนันทาก็ก้าวลงจากแท่นโลหะแล้วยิ้มให้ประภา "ลองดูบ้างซีคะคุณภา ดิฉันยอมรับว่าสมองกลของคุณหมอ ทำให้ดิฉันตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจที่สุด"

ประภาก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นโลหะ หล่อนหัวเราเบาๆ แล้วกล่าวถามสมองกล

"ใครเป็นผู้สร้างเธอขึ้นมาจ๊ะสมองกล"

"ก็ท่านศาสตราจารย์ดิเรกกับลูกชายของท่านน่ะซีครับ ผมหมายถึงสามีของคุณและลูกชายของคุณนั่นเอง"

ประภาหัวเราะชอบใจ

"ผัวฉันเจ้าชู้หรือเปล่า"

"ไม่หรอกครับ เพราะไม่ใครจะมีเวลาสนใจกับผู้หญิง"

"ค่อยสบายใจหน่อย เธออย่าโกหกฉันนะ"

"โธ่-ผมพูดจริงๆ ครับ ถึงท่านศาสตราจารย์สร้างผมขึ้นมา สมองกลของผมก็จะไม่ยอมกล่าวเท็จ หรือพูดบิดเบือนความจริงเป็นอันขาด"

"ดีมาก เธอช่วยดูโชคชะตาให้ฉันหน่อยซี ฉันน่ะชอบดูหมอ ไม่ว่าจะดูทางตำราโหราศาสตร์ ทางลายมือ หรือดูด้วยไพป๊อก ฉันชอบทั้งนั้น โชคชะตาของฉันในปี ๒๕๑๑ นี้จะเป็นอย่างไร"

"ว้า..." สมองกลคราง "ผมไม่ใช่หมอดูนะครับ อย่างนี้ผมดูไม่ได้ ผมได้แต่ตอบคำถามเป็นข้อๆ ในวิชาการหรือสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว ความจริงคนที่มั่งมีศรีสุขอย่างคุณ ก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องดูหมอเลย"

"โอ๊ย พวกคุณหญิงคุณนายน่ะเขาชอบดูหมอกันทั้งนั้นแหละจ้ะ เอาละฉันถามเพียงเท่านี้ ไม่มีอะไรจะถามอีกแล้ว" พูดจบประภาก็ก้าวลงมาจากแท่นโลหะ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักพเยิดกับคุณหญิงวาด

"เอาซีครับคุณหญิง ลองทดสอบความสามารถของสมองกลดูบ้าง"

คุณหญิงวาดเดินเข้าไปยืนบนแท่นโลหะทันที แล้วท่านก็กล่าวถามสมองกลด้วยเสียงหัวเราะ

"ลองทายดูซิว่าขณะนี้ฉันกำลังคิดอะไร"

เสียงสมองกลหัวเราะเบาๆ

"กระผมทายว่าคุณหญิงกำลังคิดว่าผมคือปีศาจที่สิงอยู่ในตู้นี้"

คุณหญิงวาดสะดุ้งโหยง

"อุ๊ยตาย ทายใจถูกเป๋งเลย ความจริงเธอเป็นผีหรือเปล่า"

"มิได้ครับ ผมคือชิ้นส่วนต่างๆ ที่ประกอบจากเหล็กและโลหะหลายชนิด เคลื่อนไหวได้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และมันสมองเทียมหรือสมองกลอันเฉลียวฉลาดของผมเกิดขึ้นจากความรู้ความสามารถอันยอดเยี่ยมของ ศาสตราจารย์ดิเรกนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของโลก กับลูกชายของท่าน"

"เออ-รู้ว่าเธอไม่ใช่ผีสางฉันต่อยสบายใจหน่อย นี่แน่ะพ่อสมองกลช่วยบอกฉันหน่อยเถอะ มียาอะไรบ้างที่กินเข้าไปแล้วทำให้ฉันกลับกลายเป็นสาวขึ้น"

"มีครับ แต่ว่า...ตัวยาหายากและแพงมาก"

"หา-อะไรบ้างล่ะ"

สมองกลพูดพลางหัวเราะพลาง

"หนวดเต่า เขากระต่าย น้ำลายยุง แล้วก็เลือดปู ไส้แมลงหวี่ ดีแมลงวันครับ"

คุณหญิงวาดค้อนขวับ

"มะเหงกนี่แน่ะ หนวดเต่าเขากระต่าย ไปเอาที่ไหนวะ"

"ก็นั่นน่ะซีครับ ผมถึงว่าหายาก"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องทดลอง คุณหญิงวาดลงมาจากแท่นโลหะ แล้วกล่าวกับสี่นาง

"ไม่รู้จะพูดคุยซักถามอะไรมันคนที่สุขสบายใจอย่างเรา ความจริงก็ไม่มีอะไรที่จะต้องซักถาม อ้ายครั้นจะถามวิชาการต่างๆ ฉันก็ไม่รู้เรื่องไม่เคยเล่าเรียนมา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขึ้นไปยืนบนแท่นโลหะนั้นแล้วทักทายสมองกลอย่างกันเอง

"สวัสดีโว้ยสมองกล"

"สวัสดีครับผม อยากได้ยาทาแก้หัวล้านไหมล่ะครับ ผมจะบอกให้"

นิกรกับสี่สหายหนุ่มแหกปากหัวเราะกันลั่นห้องทดลอง เจ้าแห้วพลอยผสมโรงหัวเราะขึ้นบ้าง แต่แล้วก็รีบหยุดหัวเราะทำหน้าตาย เมื่อท่านเจ้าคุณหันมาทำตาเขียว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้ากะเรี่ยกะราดอย่างไรชอบกล ท่านเปลี่ยนสายตาไปที่ตู้สมองกล แล้วพูดอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

"แกพูดเล่นๆ หรือพูดจริง"

"พูดจริงๆ ครับใต้เท้า ถ้าอยากได้ยาปลูกผม กระผมจะบอกให้ มีเครื่องยาสองสามอย่างเท่านั้น"

"แฮ่ะ แฮ่ะ มีอะไรบ้าง"

"พิมเสนแท้หนักหนึ่งบาทครับ"

"เออ-แล้วอะไร"

"ไข่ไก่หนึ่งฟอง"

"สองอย่างแล้ว"

"ครับผม แล้วก็ขี้ไก่หนักหนึ่งบาท ตีไข่ให้แตกใส่ขี้ไก่ลงไป กวนให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวกัน เอาพิมเสนใส่ลงไป ทาเช้าเย็นวันละสองครั้งหลังอาหาร เพียงเจ็ดวัน เส้นผมจะขึ้นหรอมแหร็มแล้วก็ทาเรื่อยไป"

"พอแล้ว" ท่านเจ้าคุณตวาดแล้วก้าวลงจากแท่นโลหะ "ทะลึ่งมาก เป็นแต่เพียงสมองกลยังรู้จักทะลึ่ง ประเดี๋ยวพ่อเอาขวานจามพังไปเท่านั้น อ้ายเรื่องขี้ไก่หรือน้ำมันขึ้ไก่น่ะเขาหลอกคนหัวล้านโว้ย"

สี่นางกับลูกชายของหล่อน และคุณหญิงวาดกับนิกรต่างหัวเราะงอหายไปตามกัน ต่อจากนั้น พนัส นพ สมนึก และศาสตราจารย์ดำรงต่างผลัดเปลี่ยนกันคุยกับสมองกลอย่างสนุกสนาน ทั้งปัญหายากง่ายต่างๆ ในสาขาวิชาทั่วไป สมองกลตอบได้รวดเร็วทันใจและถูกต้อง แม้กระทั่งความรู้รอบตัวก็รอบรู้สารพัด การคิดคำนวณตัวเลขทั้งบวกลบคูณหารมันก็คิดเลขในใจได้ เพียงแต่อ่านตัวเลขหรืออ่านโจทย์ให้มันฟัง มันก็ตอบเลขผลลัพธ์ในทันที ทุกคนตื่นเต้นแปลกใจไปตามกัน แต่พลกับเสี่ยหงวนเลี่ยงไปนั่งคุยกันอยู่ที่เรือนต้นไม้ข้างตึก

ชั่วเวลาเพียงสามสี่วันเท่านั้น สี่นางก็สามารถใช้เครื่องสมองกลได้ดี เพราะศาสตราจารย์ดำรงค์ช่วยฝึกหัด ซึ่งความจริงก็ไม่ยากลำบากอะไรนัก ระบบต่างๆ ของมันนั้นล้วนแต่มีเครื่องอัตโนมัติบังคับให้ทำงาน

จนกระทั่งเย็นวันนั้น

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กลับมาบ้าน "พัชราภรณ์" ในราว ๑๖.๐๐ น. พล นิกร กิมหงวนรีบเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวอาบน้ำ แล้วก็แต่งสากลชุดใหม่เอี่ยม คือชุดสีน้ำตาลไหม้เหมือนกันทั้งสามคน ผูกเน็คไทเงื่อนกะลาสี สามสหายแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยในเวลา ๑๖.๓๐ น. ก็พากันถือห่อของขวัญคนละห่อ เดินลงบันไดมาจากชั้นบนในท่าทางสดชื่นรื่นเริง

สี่นางนั่งพักผ่อนอยู่ในห้องโถง

"เอ๊ะ จะไปแต่งงานใครคะไม่เห็นบอกให้รู้" นันทาพูดขึ้นเปรยๆ

พลยิ้มเจื่อนๆ

"เปล่า งานวันเกิดน่ะไม่ใช่แต่งงาน วันเกิดของคุณสวัสดิ์ผู้อำนวยการบริษัทสวัสดิ์วาณิชวิบูลย์"

"อ้อ เป็นอันว่าพลกับนิกรและอาเสี่ยจะไปทานเลี้ยงที่นั่น"

"จ้ะ เราคงจะกลับถึงบ้านราวห้าทุ่ม เพราะเขามีฟลอร์กลางแจ้งด้วย ไปละนะนัน"

สามสหายพากันเดินออกไปจากห้องโถง อาเสี่ยหันมาโบกมือให้ภรรยาของเขา แต่ก็มีท่าทางเป็นพิรุธเต็มตัว

สี่นางได้ยินเสียงรถคาดิลแล็คเก๋ง ซึ่งขับโดยเจ้าแห้วแล่นออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" นวลลออกล่าวกับเพื่อนเกลอของหล่อน

"ดิฉันสงสัยเสียแล้วซี เฮียไม่เคยพูดเรื่องงานวันเกิดของนักธุรกิจคนนี้ให้ดิฉันฟังเลย ตามธรรมดาจะไปงานไหนก็ต้องบอกให้ดิฉันรู้ล่วงหน้าเสมอ"

ประไพกล่าวขึ้นทันที

"สงสัยว่าไปหาผู้หญิง คงจะรับไปเที่ยวกัน"

ประถาหัวเราะเบาๆ

"ของดิฉันอยู่บ้านไว้ใจได้ เรื่องผู้หญิงยิงเรือดิเรกไม่เคยวุ่นวายกับใครเลย โชคของดิฉันแท้ๆ มีผัวนักวิทยาศาสตร์น่ะมันดีอย่างนี้ เขาง่วนอยู่แต่งานค้นคว้าทดลองของเขา ม่ายก็รักษาคนไข้เมื่อเขาอยู่ในบทบาทของหมอ"

นันทาถอนหายใจหนักๆ

"ของดิฉันแย่หน่อย จนป่านนี้แล้วยังไม่วายเจ้าชู้ แต่ถ้าหากว่ามีงานรัดตัวก็เลิกยุ่งกับผู้หญิงไปได้พักหนึ่ง พองานน้อยลงมีเวลาว่างก็อดยุ่งกับเด็กสาวๆ ไม่ได้ ถ้าไม่คิดว่าเป็นญาติกันดิฉันหย่ากับพลนานแล้วจริงๆ นะคะ แล้วแม่พวกเด็กสาวๆ ก็ชอบพลเสียด้วยซี"

นวลลออพูดเสริมขึ้น

"ทำไมจะไม่ชอบล่ะคะ คุณพลไม่ใช่ตาแก่หงำเหงอะ ยังหล่อและสม้าทอยู่เสมอ พูดก็เก่งรู้จักยกยอปอปั้นรู้จักเอาอกเอาใจ"

"แล้วเฮียของคุณล่ะ"

นวลลออส่ายหน้า

"ไม่มีอะไรที่น่ารักสักนิด ท่าทางกระโดกกระเดกครึ่งบ้าครึ่งบอ ที่ผู้หญิงติดกรอก็เพราะมีเงินควักกระเป๋าคล่องๆ นั่นเอง อ้า-คุณสวัสดิ์ผู้อำนวยการบริษัทสวัสดิ์วาณิชวิบูลย์ พวกเราไม่รู้จัก เคยได้ยินแต่ชื่อ บริษัทนี้เพิ่งติดต่อรับส่งเครื่องเรือนหรือรับเหมาทำเฟอร์นิเจอร์ประจำห้องนอนให้โรงแรม "สี่สหาย" เมื่อประมาณครึ่งปีมานี่เอง อยู่ทางถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เป็นบริษัทที่ใหญ่โตหรูหราเหมือนกัน ลองโทรศัพท์ไปถามดูดีไหมคะ จะได้รู้ความจริงว่าวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของคุณสวัสดิ์หรือเปล่า"

ประไพเห็นพ้องด้วย

"ดีค่ะคุณนวล ไพโทรไปถามเอง ถ้าเขาตอบว่าวันนี้ไม่ใช่วันเกิดของผู้อำนวยการบริษัท ก็หมายความว่าผัวของเราไปเที่ยวผู้หญิงแล้วโกหกเรา เราจะได้ติดตามไปฆ่าเสียทั้งสามคน ปล่อยไว้ก็หนักแผ่นดิน"

แล้วประไพก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้นวม พาตัวเดินไปที่เครื่องโทรศัพท์ ซึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะรวม ๒ เครื่อง แต่เครื่องหนึ่งเป็นโทรศัพท์ภายในสถานที่ ประไพหยิบสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ขึ้นเปิดดูหมายอักษร ส. แล้วก็พบเลขหมายโทรศัพท์ของบริษัทสวัสดิ์วาณิชวิบูลย์

ประไพยกหูโทรศัพท์เครื่องขององค์การโทรศัพท์ขึ้น หมุนหมายเลขต่อตรงไปยังบริษัทเครื่องเรือนนั้น สักครูก็มีเสียงพูดมา

"บริษัทสวัสดิ์วาณิชวิบูลย์ครับ"

"ขอบคุณค่ะ นี่บ้าน "พัชราภรณ์" ค่ะ ดิฉันอยากจะเรียนถามคุณว่า วันนี้เป็นวันเกิดของคุณสวัสดิ์ผู้อำนวยการบริษัทใช่ไหมคะ"

"หา คุณว่ายังไงนะครับ"

"ไม่ได้ยินหรือคะ ดิฉันเรียนถามว่าวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของคุณสวัสดิ์ผู้อำนวยการบริษัทนี้ใช่ไหมคะ"

ผู้พูดสายอีกฝ่ายหนึ่งนิ่งเงียบไปเกือบครึ่งนาที

"ผู้อำนวยการท่านตายไปเดือนกว่าแล้วนี่ครับ ขณะนี้น้องชายของท่านคือคุณศิริ กำลังทำงานแทนในตำแหน่งผู้อำนวยการบริษัท"

ประไพลืมตาโพลง

"คุณสวัสดิ์เท่งทึงแล้ว...."

"ครับ ท่านถึงแก่กรรมอย่างปัจจุบันทันด่วน เพราะเส้นโลหิตในสมองแตกครับ"

"หรือคะ ขอบคุณค่ะ" แล้วประไพก็วางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิม พาตัวเดินกลับมาหาสามนาง

"ว่ายังไงน้องไพ เธอพูดอะไรเท่งทึง"

ประไพทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง

"ผัวของเราไปหาผู้หญิง หรืออนุของเขาแน่ๆ ค่ะ คนที่บริษัทเขาบอกว่าคุณสวัสดิ์ผู้อำนวยการบริษัทเท่งทึงไปเดือนกว่าแล้ว เส้นโลหิตในสมองระเบิด ฮะ ฮะ ผัวเมียกันแท้ๆ ไม่น่าจะแหกตาหลอกกันเลย เป็นคนไม่ชอบอยากเป็นผี อย่างนี้มันต้องเอามีดโกนปาด"

นันทาสะดุ้งโหยง กลัวน้องชายของหล่อนจะตาย

"ปาดยังไง"

"ก็ปาดคอหอยเวลานอนหลับน่ะซีคะ ฆ่าเสียให้ตายจะได้รู้แล้วรู้รอด"

นวลลออพูดโพล่งขึ้น

"เราไปที่ห้องแล็บเถอะค่ะ ไปถามสมองกลมันดู แล้วเราก็จะรู้เองว่าผัวเราไปไหน ถ้าพาผู้หญิงไปเที่ยวหรือไปกกกอดพลอดรักกัน เราก็ตามไปเหยียบอกเสียจะได้หลาบจำ"

สี่นางต่างลุกขึ้นพากันเดินรวมกลุ่มกันออกไปทางหลังตึก ตรงไปที่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของศาสตราจารย์ดิเรก

ตามเวลาที่กล่าวนี้ นายพลดิเรกนอนพักผ่อนอยู่ในห้องส่วนตัวของเขาชั้นบนของตัวตึก ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ มีหุ่นยนต์บ๊อบบี้นั่งเฝ้ายามอยู่ตลอดเวลา เมื่อสี่นางพากันเดินเข้ามาในห้อง บ๊อบบี้แลเห็นเข้าก็ไม่ได้สนใจคงนั่งดูหนังสือการ์ตูนต่อไป แล้วหัวเราะคิกคักชอบอกชอบใจในนิยายภาพการ์ตูนเรื่องนั้น

ประภากับประไพสองพี่น้องช่วยกันเดินเครื่องสมองกล ตามที่ศาสตราจารย์ดำรงได้ฝึกให้ จนกระทั่งสี่นางมีความชำนาญและเข้าใจดี เมื่อเครื่องอิเล็กทรอนิกส์เริ่มทำงานครางกระหึ่มเบาๆ หุ่นยนต์บ๊อบบี้ก็ละสายตาจากหนังสือการ์ตูน เงยหน้าขึ้นมองดูสี่นาง แล้วลุกขึ้นเดินเข้าไปหา

"อย่าครับคุณแม่ โปรดปิดเครื่องสมองกลเสียเถอะครับ ถ้าหากว่ามันเกิดการชำรุดเสียหายขึ้น ผมจะต้องรับผิดชอบ ป๋าสั่งผมไม่ให้ใครแตะต้องมัน"

ประภามองดูหุ่นยนต์บ๊อบบี้อย่างโมโห

"ป๋าแกน่ะเป็นอะไรกับฉัน"

"แฮ่ะ แฮ่ะ เป็นลูกชายครับ"

"รู้แล้วก็ถอยไป เรื่องของคน หมาไม่เกี่ยว ชักจะมากไปอ้ายบ๊อบบี้ ไปห่างๆ หน่อยฉันหมั่นไส้แก"

หุ่นยนต์อิเล็กทรอนิกส์หมุนตัวกลับ เดินมานั่งที่โต๊ะตามเดิมปล่อยให้สี่นางวุ่นวายอยู่กับเครื่องสมองกล นันทาขึ้นไปยืนบนแท่นโลหะเบื้องหน้าตู้สมองกลใบนั้น แล้วหล่อนก็กล่าวถามขึ้น

"บอกฉันซิสมองกล ขณะนี้คุณพล คุณนิกร กับอาเสี่ยไปไหนกัน"

สมองกลตอบทันที

"กำลังไปรับแฟนสาวครับ"

"ทั้งสามคนรึ"

"ครับ ขณะนี้สาวสวยนักร้องสองคนที่ชื่อทิพย์มาศและทัศนีย์ กับสาวสวยอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นคนขายของที่โรงแรม "สี่สหาย" ชื่อจันทร์จรัสของคุณนิกร ได้ไปรอคุณทั้งสามอยู่ที่โรงแรม "สี่สหาย" ครับ"

"เขาจะไปไหนกันอีก" นันทาถามเสียงกร้าวแสดงความหึงหวงทันที

"ไปนั่งรถเที่ยวตากลมเล่นครับ ส่วนนายแห้วจะถูกทิ้งไว้โรงแรม ค่ำวันนี้คุณผู้ชายทั้งสามจะพาแฟนสาวไปกินข้าวที่ภัตตาคารแห่งใดแห่งหนึ่งสุดแล้วแต่สะดวก ผมยังบอกไม่ได้ว่าที่ไหน ถ้าอยากทราบ ราวหนึ่งทุ่มมาถามผมใหม่"

"ขอบใจมากสมองกล ถ้ายังงั้นหนึ่งทุ่มฉันจะมาหาเธออีก"

นันทาก้างลงมาจากแท่นโลหะด้วยสีหน้าเคร่งเครียดบึ้งตึง ประภาปิดสวิตช์เครื่องสมองกลทันที ดวงไฟวาบวับที่เคลื่อนที่ตามกันนบแผงไฟข้างกำแพงดับวูบลงพร้อมๆ กัน ซึ่งหมายความว่าสมองกลหยุดทำงานแล้ว

สี่นางต่างมองดูหน้ากัน

"เอายังไงดีคะพี่นัน" ประไพถาม "ยิงทิ้งเสียดีไหมคะจะได้หมดเรื่องหมดราวกันที"

นันทาจุ๊ย์ปาก

"เธอทำได้จริงๆ หรือน้องไพ"

"ก็อาจจะทำได้เหมือนกันค่ะ ถ้าได้เห็นภาพที่แสลงตาแสลงใจ"

นวลลออพูดเสริมขึ้น

"อย่าพึ่งวุ่นวายไปเลยค่ะ ใจเย็นๆ ก่อน หนึ่งทุ่มเรามาถามสมองกลดูอีกครั้ง รู้แน่ว่าผัวๆ ของเราอยู่ที่ไหน ก็ตามไปเหยียบกรามเสีย"

ประภาหัวเราะเบาๆ

"เรื่องนี้ดิฉันไม่เกี่ยวนะคะ เพราะดิเรกของฉันไม่ได้ไปยุ่งกับผู้หญิงยิงเรือที่ไหน คุณกับคุณนันและน้องไพจะจัดการกันอย่างไรก็ตามใจเถอะค่ะ"

สี่นางพากันเดินออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ทั้งนันทา นวลลออและประไพเต็มไปด้วยความหึงหวงสามีของหล่อน

บูอิคเก๋งคันนั้นขับโดยนันทา พัชราภรณ์ โดยมีประไพนั่งเคียงข้างหล่อนและนวลลออนั่งซ้ายสุด ออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" ในเวลา ๑๙.๓๐ น.

สมองกลของนายพลดิเรกช่วยให้สามนางได้รู้ความจริงว่าขณะนี้ พล นิกร กิมหงวน กับแฟนสาวกำลังมีความสุขกันอยู่ที่บังกาโลนอกเมืองแห่งหนึ่งทางสำโรง เป็นบังกาโลที่ทันสมัยปลูกเป็นหลังๆ มีที่เก็บรถพร้อม มีโทรศัพท์ประจำบ้านสำหรับสั่งเหล้าเครื่องดื่มและอาหาร บังกาโลที่กล่าวมานี้คือที่พักผ่อนหย่อนใจของพวกเศรษฐีมีเงินเหลือใช้ แอบพาผู้หญิงมาหาความสุข ค่าเช่าบังกาโลคืนละ ๕๐๐ บาท มีเครื่องนอนชุดรับแขกอย่างหรูหรา มีห้องนอนถึง ๓ ห้อง

บูอิคเก๋งเลี้ยวเข้ามาในซอยนี้ด้วยอารมณ์ขุ่นมัวของสามนาง พอรถเลี้ยวเข้าซอย ประไพก็เปิดกระเป๋าเงินหยิบปืนพกรีวอลเวอร์ออกมาจากกระเป๋า ปลดลูกโม่ออกตรวจดูกระสุนแล้วปิดลูกโม่ไว้ตามเดิม นวลลออเห็นเข้าก็กล่าวถาม

"คุณไพจะยิงคุณนิกรจริงๆ หรือคะ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ เปล่าค่ะ"

"แล้วเอาปืนออกมาตรวจดูกระสุนในลูกโม่ทำไม"

ประไพยิ้มแห้งๆ

"ตรวจดูให้แน่ใจว่าปืนกระบอกนี้ไม่ได้บรรจุกระสุนไว้น่ะซีคะ"

นันทาอดหัวเราะไม่ได้

"พกมาทำไมให้หนักกระเป๋า"

"พกมาตีกบาลนิกรค่ะพี่นัน ล่อด้วยด้ามปืนสักโป๊กสองโป๊กเป็นการสั่งสอน ถ้าจะเอาให้ถึงตายมันก็มากไปหน่อย"

ถนนในซอยนี้เป็นถนนคอนกรีตกว้างประมาณ ๖ เมตรรถยนต์หลีกกันได้อย่างสบาย บ้านเรือนในซอยอยู่ห่างจากกันและล้วนแต่เป็นบ้านใหญ่ๆ ของผู้มีอันจะรับประทาน ลึกจากถนนสุขุมวิทเข้ามาประมาณ ๓๐๐ เมตรก็ถึงโรงแรมบังกาโลซึ่งมีชื่อว่า "บังกาโลหลบมุม" มีบังกาโลปลูกอยู่เรียงรายรวม ๑๒ หลัง ด้านหน้าบังกาโลมีตึกชั้นเดียวคือสำนักงานและบาร์ของบังกาโลนี้ เป็นที่ประกอบอาหารด้วย พนักงานรับใช้ของบังกาโลจะบริการผู้มาพักอย่างดีที่สุด และรวดเร็วทันใจ ทั้งนี้เพื่อเอาใจแขกผู้มาพัก ทางสำนักงานมีเจตนาต้อนรับแต่คนชั้นสูงเท่านั้น เครื่องดื่ม เหล้า และอาหารขายแพงมาก เฉพาะอาหารเป็นอาหารแบบยุโรป

สมองกลบอกว่า สามเกลอกับแฟนพักอยู่ที่บังกาโลหมายเลข ๑๓ ซึ่งอยู่แถวหลัง นันทาขับรถเข้าไปในเขตบังกาโลอย่างแช่มช้า สามนางช่วยกันตรวจดูหมายเลขที่หน้าเรือนบังกาโลเหล่านั้น ที่เรียงกันไปตั้งแต่หมายเลข ๑ แล้วบูอิคก็เลี้ยวเข้าสู่ถนนซอยเล็กระหว่างด้านหลังบังกาโลแถวหน้า และตอนหน้าของบังกาโลแถวหลัง

ในที่สุดนันทาก็บังคับรถหยุดริมรั้วไม้เตี้ยๆ หน้าบังกาโลหมายเลข ๑๓ เมื่อหล่อนแลเห็นรถคาดิลแล็คเก๋งของเสี่ยหงวนจอดอยู่ในโรงรถที่ไม่มีฝากั้น มีแต่หลังคากันแดดกันฝนเท่านั้น แต่ก็สร้างไว้อย่างสวยงาม

สามนางพากันลงมาจากรถอย่างเงียบเชียบ

"บุกเลยหรือยังไงคะ" ประไพถามนันทาพี่ผัวของหล่อน "ร้องอ้ายเสือเอาวา แล้ววิ่งขึ้นไปบนบังกาโล.."

"บ้าแล้วยายไพ" นันทาพูดเสียงหนักๆ แต่ก็อดยิ้มให้น้องสะใภ้ของหล่อนไม่ได้ "เราไม่ได้มาปล้นนะ เรามาจับผัวของเราที่กำลังเพลิดเพลินกับแฟนของเขา เราจะจัดการกับเขาอย่างไรนั้นต้องสุดแล้วแต่เหตุการณ์ที่เราพบเห็น"

นวลลออกล่าวขึ้นว่า

"เข้าไปเงียบๆ เถอะค่ะ ฟังซีคะ คุณนิกรกำลังร้องยี่เกเสียงแจ๋ว"

สามนางต่างพากันเดินผ่านช่องรั้วซึ่งไม่มีประตู แต่เป็นช่องให้รถยนต์แล่นเข้าออกได้ และกั้นไว้เป็นเขตบังกาโลแต่ละหลัง แต่ก็สวยงามสบายตาและทันสมัย

เสียงนิกรร้องยี่เกดังแว่วออกมา

จันทร์งามยามเพ็ญเห็นเด่นชัด

หรือจะสู้จันทร์จรัสยอดพิสมัย

จันทร์นั้นมีไฝฝ้าราคีบ้าง

จันทร์จรัสน้องนางแม่เอ๋ยช่างวิไล

เห็นจันทร์แสนสนิทพิศวาส

ตรงกันข้ามกับแม่เขียดตะปาดหรือว่าประไพ

เห็นแล้วอ้วกจะแตกอยากจะแทรกแผ่นดินไป...

สามนางหยุดชะงักที่หน้าบันไดบังกาโลหลังนั้น ประไพโกรธจนหน้าเขียวตัวสั่นเทิ้ม เมื่อได้ยินนิกรร้องยี่เกเช่นนี้

"ฟัง ฟังซีคะคุณนวล กรเขาร้องยี่เกบอกนังจันทร์จรัส ว่าเขาเห็นหน้าไพแล้วเหมือนเห็นเขียดตะปาด อยากจะอ้วกแตก ไพทนไม่ได้แล้ว ต้องฆ่า...ไพต้องฆ่าผัวไพแน่ๆ แล้วคุณนวลกับพี่นันไปเยี่ยมไพที่คุกบางขวางบ้างนะคะ" พูดจบหล่อนก็ล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวา หยิบเหล็กขูดช๊าฟออกมา

นันทายิ้มให้น้องสะใภ้ของหล่อน

"โยนทิ้งไปน้องไพ"

"ไม่ทิ้งค่ะ"

"เอ๊ะ พี่บอกให้ทิ้ง ผู้หญิงบ้าอะไรพกเหล็กขูดช๊าฟ"

ประไพร้องไห้ แล้วโยนเหล็กขูดช๊าฟไปข้างบันได ด้วยความรักและเกรงใจพี่ผัวของหล่อน นันทากล่าวกับประไพต่อไป

"ถ้าโมโหตึงเครียดจนทนไม่ไหว ก็เอาแต่พอหลาบจำเท่านั้น แล้วก็เรายังไม่รู้แน่ว่า แฟนของผัวเราเขาได้เสียกับผัวเราหรือยัง"

นวลลออพูดตัดบท

"ขึ้นไปเถอะค่ะ ดิฉันได้ยินเสียงดังฟอดคล้ายๆ กับเฮียจูบแฟนของเขา เฮียชอบจูบแรงๆ อย่างนี้เสมอ เมื่อคืนวานจูบดิฉันก็ดังเหมือนกับยางรถยนต์รั่ว"

นันทาเดินนำหน้าพาสองนางขึ้นไปบนบังกาโลใหญ่หลังนั้น ท่ามกลางแสงไฟอันสว่างไสว ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้ พล นิกร กิมหงวน พร้อมด้วยสาวสวยสามคนกำลังนั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกันอยู่ในห้องรับแขก และใช้เป็นห้องรับประทานอาหารห้องนั่งเล่นด้วย บนโต๊ะมีอาหารแบบยุโรปที่สั่งมาเป็นจานๆ ไม่ใช่เป็นชุด มีขนมปัง เนยสด เหล้าเบียร์ กระป๋องบุหรี่ และผลไม้วางอยู่พร้อม พลนั่งเคียงคู่กับทิพย์มาศนักร้องสาวเสียงเสน่ห์แห่ง "มุกดา" นิกรนั่งโอบไหล่จันทร์จรัสสาวสวยผู้เป็นพนักงานขายของที่โรงแรม "สี่สหาย" และเสี่ยหงวนของเรานั่งแนบข้างทัศนีย์นักร้องของไนท์คลับ "มุกดา" อีกคนหนึ่ง ซึ่งคืนนี้สองนักร้องสาวได้ลาหยุดงานหนึ่งวัน เพื่อมาหาความสุขกับแฟนแก่ของหล่อน

เมื่อสามนางบุกเข้ามาในห้อง และยืนอยู่ข้างประตู พล นิกร กิมหงวนก็สะดุ้งเฮือกไปตามกัน ส่วนสาวสวยทั้งสามคนต่างหน้าซีดเผือด อกใจเต้นระทึกรู้ดีว่า นันทา นวลลออ และประไพ คือคุณนายของสามเกลอ โดยเฉพาะจันทร์จรัสเคยรู้จักกับสามนางมาแล้ว

"ไอ๊ย่า..." อาเสี่ยครางเบาๆ

นิกรพยักพเยิดกับเพื่อนเกลอของเขา

"สมองกลของอ้ายหมอทำพิษเราแล้วไหมล่ะ ดีเหมือนกันโว้ย คราวนี้เราคงมีหวังได้ไปนอนพักผ่อนอยู่ที่โรงพยาบาล อย่างน้อยคนละอาทิตย์"

จันทร์จรัสคว้ากระเป๋าเงินของหล่อนที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้วกล่าวกับนิกรด้วยเสียงสั่นเครือ

"หนูไปก่อนนะคะคุณอา"

"จ้ะ ไปเถอะหนู สวัสดีจนกว่าจะพบกันใหม่ แล้วไปเยี่ยมอาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์บ้างนะ หรือม่ายก็ไปเยี่ยมศพอาที่วัดธาตุทอง"

จันทร์จรัสลุกขึ้นเดินเข้ามาหาสามนาง แล้วกระพุ่มมือไหว้นันทา นวลลออกับประไพอย่างนอบน้อม แต่สามนางไม่สนใจ ปล่อยให้สาวสวยเดินผ่านประตูห้องออกไปโดยดี ทิพย์มาศกับทัศนีย์ต่างพรวดพราดลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งจู๊ดออกไปจากห้อง ด้วยความรักตัวกลัวจะถูกตบหรือยิงทิ้ง

ประไพสบตากับสามีของหล่อน หล่อนก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงเกรี้ยวกราด

"ร้องยี่เกให้ฟังอีกทีซีคะ ร้องอย่างเมื่อกี้นี่น่ะ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ลืมไปแล้วจ้ะ"

ประไพตวาดลั่น

"บอให้ร้อง ถ้าไม่ร้องตายนะจะบอกให้"

เสี่ยหงวนพยักหน้าให้นิกร

"ร้องเถอะอ้ายกรจะได้ผ่อนหนักเป็นเบา กูน่ะจะช็อคตายอยู่แล้ว"

นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ เขาร้องยี่เกขึ้นทันที แต่เปลี่ยนเนื้อใหม่ไม่เหมือนกับที่เขาร้อง ประไพเลื่อนตัวเข้ามายืนข้างสามีของหล่อน

จันทร์จรัสสวยแต่รูปจูบไม่หอม

หรือจะสู้พวงพยอมประไพพี่

ร้อยชู้หรือจะเทียบเปรียบเมียตน

ถึงแก่เฒ่าเหี่ยวย่นก็ยังดี

อย่าโกรธพี่เลยงามขำแม่กะหล่ำปลี..

ความหึงและความโกรธ ทำให้ประไพหยิบจานสลัดไก่ที่มีอยู่เต็มจาน ยกขึ้นโปะลงบนกบาลนิกรทันที

"นี่แนะ เมื่อกี้ไม่ได้ร้องอย่างนี้ กรร้องว่าเห็นหน้าไพแล้วอ้วกจะแตก อยากจะแทรกแผ่นดินหนี"

นิกรทำตาปริบๆ จานสลัดแตกกระจายอยู่บนพื้นห้อง แต่สลัดกองอยู่บนศีรษะของเขา เสี่ยหงวนทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งร้องไห้ แกล้งบ่นเบาๆ ว่า

"บอกแล้วว่ากันไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิง แกสองคนยังอุตสาห์ยัดเยียดเด็กสาวให้กัน และชวนกันมาที่นี่ ทำให้กันเดือดร้อนเปล่าๆ "

นวลลออเดินเข้ามาหาอาเสี่ย หยิบจานซีโครงหมูอบยกขึ้นโปะกบาลกิมหงวนเต็มแรงเสียงดังโพละ จานใบนั้นแตกออกเป็นสามสี่เสี่ยง แต่ซี่โครงหมูอบและเครื่องปรุงซึ่งมีน้ำซุปถั่วกระป๋องกองอยู่เต็มศีรษะอาเสี่ย ทำให้นิกรหัวเราะก้าก

"ฮ่ะ ฮ่ะ แกกับกันตกอยู่ในฐานะเช่นเดียวกันแล้ว"

พลรีบหยิบจานสตูลิ้นส่งให้นันทา เมื่อหล่อนปราดมายืนข้างเขา

"นี่จ้ะนัน เอาโปะหัวพลเสีย นันจะได้หานโกรธและสบายใจขึ้น"

"นันไม่อยากทำอย่างนั้น" นันทาเอ็ดตะโรลั่น แล้วยกมือขวาจับใบหูข้างซ้ายของพลบิดเต็มแรง "เมื่อไรจะเลิกเจ้าชู้เสียทีบอกนันซิ"

"โอ๊ยๆ กลัวแล้วจ๊ะนัน คราวนี้เลิกเด็ดขาด"

นันทาปล่อยมือออก และยกฝ่ามือข้างขวาตบหน้าพลค่อนข้างแรง

"นี่...ต้องอย่างนี้ สัญชาติผู้ชายละก้อเป็นอย่างนี้แหละ แก่เฒ่าอย่างไรก็อดเจ้าชู้ไม่ได้"

พลหันมายิ้มให้เพื่อนเกลอทั้งสอง

"ฉันดีกว่าแกหน่อยหัวไม่เปื้อนเหมือนแกสองคน เพียงแต่ถูกบิดหูและถูกตบหน้าทีเดียวเท่านั้น"

เสี่ยหงวนลุกขึ้นเดินเข้ามาหาพล คว้าจานสตูลิ้นยกขึ้นโปะกบาลพลทันที

"ขอโทษนะเพื่อนนะ เราเพื่อนกันก็ควรจะให้เหมือนๆ กัน"

สามนางเผลอตัวหัวเราะคิ้ก นิกรว่าเสียงอหาย แล้วยกมือขึ้นหยิบสลัดไก่บนศีรษะเขาลงมาสามสี่ชิ้น ใส่ปากเคี้ยวอย่างหน้าตาเฉย อาเสี่ยเดินกลับมานั่งที่ตามเดิม เขาหัวเราะลั่นเมื่อแลเห็นพลนั่งนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่น และเม้มปากแน่น แต่ก็ไม่ได้แสดงทีท่าว่าโกรธเคืองเขา

นันทากล่าวกับสามีของหล่อน ด้วยน้ำเสียงที่เกือบเป็นปกติ

"อาบน้ำสระผมเสียให้เรียบร้อยซีคะ อาเสี่ยกับอ้ายกรด้วย"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"เรียนคุณซีจ๊ะเจ๊ ทำไมถึงเรียกอ้าย"

นันทาหันมาทำตาเขียวกับน้องชายร่วมสายโลหิตของหล่อน

"แกเป็นน้องฉัน ฉันจะเรียกแกว่าอ้ายจะแปลกอะไร" แล้วหล่อนก็กล่าวกับนวลลออและประไพ "เรากลับกันเถอะค่ะ เข้าใจว่านังเด็กสาวสามคนนั่น คงจะไม่กล้าย้อนกลับมานี่อีก"

นวลลออยิ้มให้เสี่ยหงวน

"อาบน้ำสระผมเรียบร้อยแล้ว รีบตามไปบ้านนะคะเฮียเราจะไปรออยู่ที่บ้าน และคอยซักถามสมองกลของคุณหมอ สมองกลเครื่องนี้มีประโยชน์เหลือเกิน มันรอบรู้สารพัด"

สามนางไม่พูดอะไรอีก อารมณ์ที่ขุ่นมัวหายไปแล้ว ต่างพากันเดินออกไปจากห้องรับแขก พล นิกร กิมหงวนรีบหยิบผ้าเช็ดมือบนโต๊ะคลี่ออกเช็ดอาหารที่อยู่บนศีรษะของตนซึ่งเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมด เสี่ยหงวนลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างและหันมาบอกกับเพื่อนเกลอทั้งสอง

"เมียเรามารถบูอิคของอ้ายพลว่ะ จอดอยู่ริมรั้วหน้าบังกาโล" แล้วกิมหงวนก็เดินกลับมานั่งร่วมโต๊ะตามเดิม "อย่าพึ่งล้างกบาลกันเลยวะ ไหนๆ มันก็เปื้อนแล้วปล่อยมันตามเรื่องก่อน กันเจ็บใจสมองกลของอ้ายหมอมาก เมียเรารู้การเคลื่อนไหวของเราก็เพราะสมองกลเครื่องนี้"

พลเห็นพ้องด้วย

"ใช่ ทำยังไงดีล่ะ"

อาเสี่ยยิ้มแค่นๆ

"กลับไปบ้านเอาระเบิดมือยัดเข้าไปในตู้สักลูกดีไหม"

พลสะดุ้งเล็กน้อย

"บ้านเราก๊อพังน่ะซีโว้ย ไม่ได้พังแค่ตู้สมองกลอย่างเดียว"

เสี่ยหงวนหันมาทางนิกร

"เอายังไงดีอ้ายกร แกมีทางทำลายสมองกลเครื่องนี้ได้ไหม โดยไม่ให้อ้ายหมอมันรู้ เพราะถ้ามันรู้ก็จะเป็นการทำลายน้ำใจเพื่อน"

นิกรนิ่งคิดอยู่สักครู่

"ก็ไม่ยากเย็นอะไรนัก ถึงกันไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ เคยเรียนวิทยาศาสตร์แค่มัธยม ๘ รู้อย่างงูๆ ปลาๆ กันก็พอจะทำให้สมองกลอ้ายหมอหมดความหมายได้"

พลพูดขัดขึ้น

"อย่าพูดเล่นนะอ้ายกร"

"พูดจริงๆ ไม่ได้พูดเล่น ความศักดิ์สิทธิ์หรือความมหัศจรรย์ของสมองกลอยู่ที่มันรอบรู้สารพัด ถามอะไรก็ตอบได้ กันนี่แหละจะทำให้สมองกลตอบยืนกรานว่าไม่ทราบเพียงคำเดียว เท่านี้สมองกลก็ไม่มีความหมายอะไรอีก ดิเรกคงจะขายให้ฝรั่งไป เพื่อเอาไปซ่อมแก้ไขเป็นเครื่องคำนวณแบบคอมพิวเตอร์"

"ดีแล้ว แกต้องรีบจัดการโดยเร็วที่สุด คือทำลายระบบสมองกลให้เลอะเลือนใช้การไม่ได้" พูดจบพลก็ลุกขึ้นยืน "แกช่วยโทรศัพท์เรียกบ๋อยมาเก็บกวาดทำความสะอาดที่ซี กันจะอาบน้ำสระผมหัวเหม็นสตูไปหมด ประเดี๋ยวเราจะได้กลับบ้าน"

สามเกลอกลับมาบ้านในราว ๒๑.๐๐ น. เศษ และได้แวะรับเจ้าแห้วซึ่งรอคอยอยู่ที่โรงแรม "สี่สหาย"

ขณะนี้วงไพ่บรรดาศักดิ์ กำลังประชุมญาติมิตรกันอยู่ในห้องคุณหญิงวาด โดยมีสี่นางกับคุณหญิงวาดและเจ้าคุณปัจจนึกฯ รวม ๖ คน ศาสตราจารย์ดิเรกมีคนไข้หนักรายหนึ่ง ซึ่งจะต้องทำการผ่าตัดใหญ่อยู่ที่โรงพยาบาลของเขา เมื่อพยาบาลโทรศัพท์มาบอก ศาสตราจารย์ดิเรกก็รีบแต่งตัวขับรถเบนซ์เก๋งของเขาออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" ตอน ๒๐.๓๐ น. ส่วนลูกชายของสี่สหายไปรับหระทานอาหารนอกบ้าน และคงจะเลยไปดูภาพยนตร์รอบ ๒๑.๑๕ น. ด้วย

สามเกลอขึ้นไปบนตึกเปลี่ยนชุดสากลออก แต่งกายลำลองอย่างอยู่กับบ้าน ให้สาวใช้คนหนึ่งไปรายงานกับเมียๆ ของเขาที่วงไพให้ทราบว่ากลับมาถึงบ้านเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนั้น พล นิกร กิมหงวน ก็ย้อนลงมาที่ชั้นล่าง และไปที่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ซึ่งกำลังปลอดคนและเปิดโอกาสให้

หุ่นยนต์บ๊อบบี้นอนพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้นอนตัวหนึ่ง ทำหน้าที่เฝ้ายามห้องแล็บ เมื่อแลเห็นสามเกลอพากันเข้ามาในห้อง มันก็ลุกขึ้นนั่งและยิ้มให้

"มีธุระอะไรหรือครับเจ้านาย"

เสี่ยหงวนโบกมือห้ามหุ่นยนต์อิเล็กทรอนิกส์

"เฉยๆ เถอะวะ อย่ามายุ่งกับพวกกูเลย"

"แหม-ถามหน่อยก็ไม่ได้"

พล นิกร กิมหงวน พากันมาหยุดยืนเบื้องหน้าสมองกลของศาสตราจารย์ดิเรก ต่อจากนั้นนิกรก็เป็นผู้เปิดสวิตช์ไฟเดินเครื่อง ซึ่งเขาเคยเรียนมาจากนายพลดิเรก จนกระทั่งมีความชำนาญในการใช้เครื่องสมองกล ซึ่งความจริงก็ไม่ยากลำบากอะไรนัก

ดวงไฟบนแผงใหญ่ริมผนังตึกหลายพันดวง ซึ่งเป็นหลอดไฟขนาดเล็กจิ๋ววิ่งตามกันเป็นแถว นิกรตรวจดูมาตรต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทุกส่วนทำงานได้เรียบร้อย ต่อจากนั้น เขาก็ก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นโลหะเบื้องหน้าสมองกล

"เฮ้ย-สมองกล ถามอะไรหน่อยเถอะวะ"

"ได้ครับ"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"แต่ไม่ได้ถามอย่างความรู้รอบตัวหรือวิชาการนะ อ้า-ฉันอยากจะทดสอบความสามารถของแก ตอบฉันซิ...นกกวักตาแดงหัวมันอยู่ใต้ดินคืออะไร"

สมองกลนิ่งคิดสักครู่

"ว้า...ยังงี้มันเป็นเรื่องทายกันเล่นๆ ไม่ใช่หลักวิชานี่ครับ"

"แต่แกควรจะคิดออก ลองคิดดู"

สมองกลนิ่งอึ้งไปเกือบครึ่งนาทีก็ตอบนิกร

"ไม่ทราบครับ"

นิกรกดสวิตช์ไฟบังคับสมองกลให้หยุดทำงานทันที แล้วเขาก็ยิ้มให้เพื่อนเกลอทั้งสอง

"กันแกล้งถามมันเพื่อให้มันตอบคำว่า "ไม่ทราบ" ต่อไปนี้กันจะแก้ไขกลไกในตัวมัน เพื่อให้มันพูดยืนกรานคำเดียวว่า "ไม่ทราบ" ถามอะไรก็ตอบว่าไม่ทราบ เท่านี้อ้ายหมอก็คงรื้อเป็นเศษเหล็กขายเชียงกงไป หรือม่ายก็เลหลังให้นักวิทยาศาสตร์เมืองนอกในราคาถูกๆ "

พลยกมือขวาจับแขนซ้ายของนิกรไว้

"เดี๋ยว อ้ายที่แกถามสมองกลน่ะเข้าทีเหมือนกันโว้ย อะไรวะที่ว่า นกกวักตาแดงหัวมันอยู่ใต้ดิน"

นิกรจุ๊ย์ปาก

"ปู้โธ่" นิกรอุทานแล้วหัวเราะ "แกนี่ไม่น่าจะเซ่อบัดซบอย่างนี้เลย อ้า-อ้ายหงวนช่วยบอกอ้ายพลหน่อยเถอะวะ นกกวักตาแดงหัวมันอยู่ใต้ดินคืออะไร"

กิมหงวนทำหน้าเบ้

"กันก็ไม่รู้เหมือนกัน"

"อ้าว นึกว่าแกจะฉลาดกลับเซ่อพอๆ กับอ้ายพล ที่กันพูดว่านกกวักตาแดงหัวมันอยู่ใต้ดินน่ะ เป็นประโยคบอกเล่าไม่ใช่ประโยคคำถาม กันบอกให้ฟังว่า นกกวักน่ะนัยน์ตามันแดงตามธรรมชาติของมัน แล้วก็หัวมันทุกชนิดมันก็ต้องอยู่ใต้ดินเป็นธรรมดา หรือแกสองคนเคยเห็นหัวมันอยู่บนดิน"

พลกับเสี่ยหงวนต่างกลืนน้ำลายเอื๊อกพร้อมๆ กัน ต่อจากนั้นนิกรก็เปิดตู้สมองกลออก ล้วงกระเป๋าหยิบมีดพับเล่มหนึ่งออกมา ซึ่งมีดเล่มนี้มีเหล็กไขควงติดอยู่อันหนึ่ง มีมีดขนาดกลางและขนาดเล็ก ๒ เล่มพร้อมด้วยที่เปิดโซดา เครื่องเปิดกระป๋องและเปิดจุกไม้ก๊อก

"เฮ้ยๆ " พลดุนิกร "แกจะทำยังไงวะ ระวังมันจะซ่อมไม่ได้นะอ้ายกร แกไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์"

"เถอะน่า เฉยๆ เถอะวะ กันจะแก้วงจรใหม่ตัดสายไฟออกเส้นหนึ่ง และซ่อนไว้ให้อ้ายหมอหาจนตาเหล่ก็หาไม่พบ ในที่สุดมันก็จะเข้าใจว่า สมองกลของมันหมดคุณภาพ เชื่อความสามารถกันเถอะวะ กันเป็นเพื่อกับอ้ายหมอมานานแล้ว เคยช่วยมันทำงานในด้านวิทยาศาสตร์มามากต่อมาก กันพอจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรในเรื่องอิเล็กทรอนิกส์"

เสี่ยหงวนพยักหน้ากับพล

"เราไปนั่งคุยกันข้างบนเถอะวะ ถ้าเครื่องสมองกลฉิบหาย เราสองคนจะได้ปฏิเสธว่าเราไม่รู้เราไม่เห็น ดีไม่ดีเกิดไฟฟ้าช้อตระเบิดตูมตามขึ้นจะยุ่ง อ้ายหมอและอ้ายดำรงก็ไม่อยู่ จะพึ่งอ้ายนัสมันก็ไม่อยู่เหมือนกัน กันมีความรู้วิชาไฟฟ้าก็เพียงแต่ว่าถ้าจะให้ไฟเปิดก็ต้องเปิดสวิตช์ ถ้าจะดับก็ต้องปิดสวิตช์ แต่ถ้าธุรกิจการค้า อ้ายหมอไม่มีทางที่จะสู้กันได้เลย มันเป็นหมอแท้ๆ มันตั้งโรงพยาบาลกันยังต้องสั่งยาจากต่างประเทศให้มัน เพราะบริษัทผลิตยาต่างประเทศเขาเชื่อถือเครดิตนั่นเอง เครื่องเวชภัณฑ์ต่างๆ กันก็ช่วยสั่งซื้อให้"

นิกรโบกมือไล่เพื่อนเกลอทั้งสอง

"ไปๆๆ ไปให้พ้นโว้ย ขอให้กันทำงานเงียบๆ สักชั่วโมงเถอะวะ รับรองว่าสมองกลเครื่องนี้จะหมดความศักดิ์สิทธิ์ด้วยฝีมือของกัน"

สองสหายพากันเดินออกมาจากเครื่องสมองกล เสี่ยหงวนยกมือชี้หน้าบ๊อบบี้แล้วพูดคุกคาม

"บ๊อบบี้ แกอย่าปริปากบอกใครเป็นอันขาดว่า เราสามคนลอบเข้ามาในห้องทดลองในคืนวันนี้ ถ้าแกพูดมากปากพล่อย ฉันจะให้ดำรงถอดแกเป็นเศษเหล็กขายเชียงกงไป.."

บ๊อบบี้สะดุ้งโหยง มันกลัวที่สุดก็คือถูกถอดเป็นเศษเหล็ก เพราะมันหมดโอกาสที่จะเคลื่อนไหวได้อีก

"ครับ ผมไม่พูดหรอกครับอาเสี่ย อ้า-อาเสี่ยช่วยพูดกับผู้กองดำรงให้ช่วยสร้างหุ่นยนต์สาวๆ เป็นเพื่อนผมสักตัวสิครับ ผมอยู่คนเดียวอย่างนี้เหงาเหลือเกิน"

"ถุย" เสี่ยหงวนร้องขึ้นดังๆ "แกเป็นหุ่นยนต์รู้จักเหงาเหมือนกันหรือวะบ๊อบบี้"

"อ้าว หุ่นก็มีหัวใจเหมือนกันนี่ครับ"

สองสหายต่างอดหัวเราะไม่ได้แล้วพากันเดินออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ปล่อยให้นิกรวุ่นวายอยู่กับสมองกลตามลำพัง

ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น

คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาด และเจ้าแห้ว ได้มาชุมนุมกันอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ก่อนเวลารับประทานอาหารเช้าเพื่อเล่นสนุกกับสมองกล คือตั้งปัญหาถามมัน คุณหญิงวาดเอาเงินสด ๒,๐๐๐ บาทซุกไว้ที่ไหนจำไม่ได้ จึงชวนสี่นางมาหาสมองกล ซึ่งคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ติดตามมาด้วย ขณะนี้สี่สหายหนุ่มเพิ่งตื่นนอนและกำลังอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว เพื่อมารับประทานอาหารเช้าในเวลา ๘.๐๐ น. ตรง ซึ่งยังมีเวลาอีกในราวครึ่งชั่วโมง

ศาสตราจารย์ดิเรกจัดแจงเดินเครื่องสมองกลของเขาด้วยตนเอง สี่นางพูดคุยกันจ้อกแจ้กจอแจยอมรับนับถือความรู้ความสามารถอันยอดเยี่ยมของสมองกลนี้ ซึ่งมันรอบรู้สารพัดไม่ว่าจะซักถามอะไรมัน มันตอบได้ทั้งนั้น นายพลดิเรกคุยฟุ้งว่าเขาอาจจะขายสมองกลนี้ได้ในราคา ๑๐ ล้านดอลลาร์อเมริกา หรือ ๒๐๐ ล้านบาทอย่างง่ายดาย ถ้าหากว่าเขาเชิญนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกมาชมความสามารถของสมองกลนี้ แล้วเขาก็กล่าวกับคุณหญิงวาด

"เชิญซีครับคุณอา ขึ้นไปยืนบนแท่นโลหะแล้วถามมันซีครับ มันจะได้เรียนให้คุณอาทราบว่า คุณอาเอาเงิน ๒,๐๐๐ บาทไว้ที่ไหน หรืออ้ายกรขโมยเอาไปแล้ว"

นิกรมองดูนายพลดิเรกอย่างเดือดดาล

"คนอย่างกันเงินเพียง ๒,๐๐๐ บาท กันไม่เอาหรอกโว้ยอ้ายหมอ"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ร้อยบาทมึงยังเอานี่หว่า"

"เออ ก็ใครว่าไม่จริงล่ะ อยากวางไว้ทำไม ตำตีนตำมือคนอื่นเขา" แล้วนิกรก็หัวเราะหน้าเป็นตามเคย

คุณหญิงวาดก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นโลหะ แล้วกล่าวถามสมองกล

"ตอบฉันหน่อยซิพ่อสมองกล เมื่อวานนี้ฉันเอาเงิน ๒,๐๐๐ บาทเหน็บไว้ใต้เข็มขัด ฉันทำตกหายหรือเอาไปไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ นึกไม่ออกจริงๆ เธอคงรู้ซีนะ"

"ไม่ทราบครับ"

"อ้อ เธอคงไม่เห็นมันเลยไม่รู้ว่าเงินของฉันอยู่ที่ไหน หรือว่านายนิกรหลานชายของฉันขโมยเอาไป"

"ไม่ทราบครับ" สมองกลพูดยืนกรานเช่นนั้น

"ไม่ทราบก็แล้วไป" คุณหญิงพูดยิ้มๆ แล้วก้าวลงมาจากแท่นโลหะ

ศาสตราจารย์ดิเรกรีบก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นนั้น

"สมองกล เย็นนี้ฉันจะเชิญนักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย และวิทยาลัยต่างๆ ประมาณ ๒๐ คน มาที่นี่เพื่อชมความสามารถของแก แกจะต้องคิดเลขยากๆ เป็นเลขในใจ ลองดูหน่อยนะเอาง่ายๆ ก่อน...อ้า...ฟังให้ดีสมองกล แบ่งเงิน ๒๐๐ บาทให้แก่คนใช้จำนวนหนึ่ง ถ้าจำนวนคนใช้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งในสี่ของจำนวนเดิม ก็จะได้รับส่วนแบ่งน้อยกว่าเดิมคนละบาท จงหาจำนวนคนใช้ ตอบเร็วไม่ต้องเสียเวลาคิด"

"ไม่ทราบครับ"

นายพลดิเรกทำคอย่น

"อ้ายโง่ เลขง่ายๆ ยังงี้มึงคิดในใจไม่ได้เป็นสมองก้นเถอะโว้ย อย่าเป็นสมองกลเลย อ้า-อ้ายกรลองตอบซิ คนใช้กี่คน"

"๔๐ คนโว้ย"

นายพลดิเรกนัยน์ตาเหลือก

"โอ้โฮ ทำไมแกเก่งอย่างนี้อ้ายกร แกคือนักคำนวณชั้นยอดนี่หว่า"

"เปล่า กันตอบเดาสวดไปยังงั้นเอง อย่าว่าแต่คิดในใจเลย เขียนลงในสมุดทำเป็นแบบฝึกหัดยังทำไม่ได้"

ศาสตราจารย์ดิเรกยกมือเกาศีรษะแล้วมองดูสมองกลของเขา

"สมองกลของแกอาจจะเสื่อมเสียแล้ว ลองตอบปัญหาง่ายๆ ที่เป็นความรู้รอบตัวซิ ถ้าแกตอบไม่ได้ก็แย่ละโว้ย ฉันทุ่มเงินตั้งสองล้านสร้างแก ไม่ใช่เงินเล็กน้อย ฟังนะ...พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปเปิดโรงพยาบาลศิริราชเมื่อวันที่เท่าไร พ.ศ. อะไร"

"ไม่ทราบครับ"

นายพลดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก เขายืนนิ่งเฉยอยู่สักครู่จึงหันมาพูดกับเจ้าแห้ว

"แกตอบแทนสมองกลซิอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานตอนนั้นผมเกิดไม่ทันครับคุณหมอ"

นายพลดิเรกจุ๊ย์ปาก

"ไม่รู้ก็บอกมาตามตรงว่าไม่รู้เถอะวะ ไม่ต้องพูดกลบเกลื่อนว่าเกิดไม่ทัน สมเด็จพระปิยมหาราชเจ้าทรงเสด็จฯ ไปเปิดโรงพยาบาลศิริราชและพระราชทานนามว่า "ศิริราชพยาบาล" เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๔๓๑" พูดจบเขาก็ก้าวลงมาจากแท่นโลหะ แล้วหันมาพูดกับพ่อตาของเขา "คุณพ่อลองคุยกับสมองกลหน่อยเถอะครับ บางทีมันอาจจะตื่นเต้นเกรงกลัวผม ทำให้มันคิดอะไรไม่ออกจึงตอบปฏิเสธท่าเดียว"

"เออ-อาจจะเป็นไปได้ เพราะแกเป็นคนสร้างมัน"

ประไพกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เมื่อท่านขึ้นไปยืนบนแท่นโลหะ

"ลองถามมันง่ายๆ ก่อนเถอะคุณพ่อให้เครื่องสมองเทียมของมันเดินคล่องเสียก่อน เช้าๆ พึ่งเดินเครื่องมันก็อาจจะขลุกขลักบ้าง เหมือนกับเครื่องยนต์รถยนต์ อากาศเย็นอย่างนี้เสียเวลาสตาร์ทตั้งนานกว่าจะติด"

ท่านเจ้าคุณยิ้มให้ลูกสาวคนเล็กของท่านแล้วกล่าวถามสมองกล

"ตอบซิข้าชื่ออะไร"

สมองกลนิ่งอึ้งไปสักครู่

"ไม่ทราบครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกยกมือกุมขมับทั้งสองข้าง

"มายก๊อด สมองเทียมหรือสมองกลใช้ไม่ได้เสียแล้ว ถามอะไรก็ไม่รู้สักอย่างเดียว" พูดจบก็เดินไปปิดสวิตช์ไฟ

เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ของสมองกลหยุดทำงานแล้ว ใบหน้าของนายพลดิเรกเศร้าหมองผิดปรกติ เขามองดูมันด้วยความเสียดาย ในเวลาเดียวกันนี้เองลูกชายของสี่สหายก็พากันเดินเข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ทุกคนแต่งชุดเล็กผูกเน็คไทแต่ไม่ได้สวมเสื้อนอก เตรียมออกจากบ้านไปทำงานที่บริษัท "บัณฑิตหนุ่ม" หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้ว ส่วนกระเป๋าเอกสารวางไว้ในห้องโถง

"ดำรง" นายพลดิเรกร้องเรียกลูกชายของเขา "สมองกลของเราใช้การไม่ได้เสียแล้วละลูก"

ศาสตราจารย์ดำรงทำหน้าตื่น

"ทำไมล่ะครับ"

"มันกลายเป็นสมองทึบไปแล้ว ถามอะไรมัน มันไม่รู้สักอย่าง ตอบไม่ทราบตะบัน ช่วยกันตรวจมันหน่อยซิลูก เผื่อจะมีอะไรชำรุดเสียหายบ้าง"

ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ นักวิทยาศาสตร์สองพ่อลูกต่างเปิดตู้สมองกลออก ศาสตราจารย์ดิเรกนำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์มาตรวจชิ้นส่วนต่างๆ และวงจร แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีอะไรเสียหาย พล นิกร และเสี่ยหงวนลอบยิ้มให้กันด้วยความหมาย

"ถ้าอ้ายหมอหรือดำรงมันตรวจพบและแก้ไขได้จะว่ายังไง" เสี่ยหงวนกระซิบถามนิกร

"ให้มันตรวจอีกห้าปีก็ตรวจไม่พบ" นิกรกระซิบบอกเช่นเดียวกัน "เชื่อมือกันเถอะวะ"

เวลาผ่านไปทีละน้อยจนกระทั่ง ๘.๐๐ น. สาวใช้คนหนึ่งเข้ามาในห้องทดลอง และรายงานให้คุณหญิงทราบว่า อาหารเช้าตั้งโต๊ะเรียบร้อย และถึงเวลารับประทานอาหารเช้าแล้ว

"ไปกินข้าวกันเสียทีโว้ยพวกเรา" คุณหญิงวาดกล่าวขึ้นดังๆ "พ่อดิเรกกับพ่อดำรงกินข้าวเสียก่อนแล้วค่อยมาแก้ไข"

นายพลดิเรกเงยหน้าขึ้น แล้วหันมามองดูคุณหญิงวาด

"ไม่แก้ละครับ สมองกลของผมมันโปเกเสียแล้ว หมายความว่าสมองเทียมของมันเสื่อมคุณภาพคิดอะไรไม่ออก หมดความเฉลียวฉลาด"

"อ้าว แล้วเธอจะทำอย่างไรต่อไป"

ศาสตราจารย์ดิเรกถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ผมจะดัดแปลงเป็นเครื่องคำนวณ แล้วมอบให้เป็นสมบัติของกระทรวงการคลังไว้ใช้ในราชการเกี่ยวกับการเก็บภาษีครับ ตอนนี้สมองกลมันโง่กว่าหุ่นบ๊อบบี้ของผมมากมายนัก เห็นจะเลิกสร้างกันที เสียเงินเสียทองไปมากแล้ว"

นันทาพูดเสริมขึ้น " พยายามแก้ไขไม่ได้หรือคะคุณหมอ มันมีประโยชน์แก่พวกเรามากเชียวค่ะ ถ้าหากสมองกลใช้การได้ดี ผัวของเราจะไปเที่ยวซุกซนหรือไปหัวหกก้นขวิดที่ไหน มันก็บอกให้เรารู้"

ศาสตราจารย์ดิเรกยักไหล่แล้วแบบมือทั้งสองข้าง

"ไม่มีทางซ่อมครับ ผมจนปัญญา"

นวลลออกล่าวกับศาสตราจารย์ดำรงบ้าง

"เธอซ่อมไม่ได้หรือหลานชาย"

"ไม่ได้หรอกครับ" ร.อ. ดำรงพูดยิ้มๆ "พ่อซ่อมไม่ได้ ผมก็ซ่อมไม่ไหวเหมือนกัน"

กิมหงวนพูดโพล่งขึ้น

"ขายเชียงกงไปเถอะวะอ้ายหมอ เอาไว้ทำหอกอะไรเครื่องสมองกลมันจะฉลาดกว่ามนุษย์ได้อย่างไร ถึงมันจะรอบรู้ก็ชั่วประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น เพราะสมองเทียมไม่ใช่สมองจริงๆ "

"ออไร๋ มันไม่ฉลาดอะไรนัก กันจะคิดดูก่อนว่ากันจะดัดแปลงเป็นเครื่องคำนวณหรือขายมันไป"

คุณหญิงวาดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาทุกคนออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ พล นิกร กิมหงวน ยิ้มแป้นไปตามกันดีใจที่เครื่องสมองกลใช้ไม่ได้.

อวสาน