พล นิกร กิมหงวน 122 : คดีฟ้องหย่า

ดึกสงัด ในราว ๐๒.๐๐ น. เศษ

เป็นเวลาที่คนไม่เมาและคนดีๆ เขาหลับนอนกันหมดแล้ว แต่คนขี้เมาและคนไม่ดี เช่นพวกขะโมยพวกค้าของเถื่อน ยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องหลับนอนในเวลาเช่นนี้.

รถยนต์บ้าระห่ำคันหนึ่ง วิ่งส่ายเป็นงูเลื้อยมาตามถนนพญาไท ด้วยความเร็วราว ๔๐ ไมล์ต่อชั่วโมง มีชายฉะกรรจ์แต่งกายแบบสากลนั่งอยู่ในรถ ๓ คน ตะละคนมึนเมาไม่มีสติ.

ก็จะใครเสียอีกเล่า นอกจากพ่อเทวดาพล, นิกร, กินหงวนของเรานั่นแหละ เป็นเวลา ๓ คืนติดๆ กันแล้ว ที่สามเกลอเที่ยวอย่างหัวราน้ำ กลับบ้านในราวป่านนี้เสมอ สาเหตุที่จะเที่ยวกันยกใหญ่ก็คือว่า กิมหงวนได้ยักยอกเงินผลประโยชน์ของโรงสีไฟของเขาเอง ๖๐๐ บาท โดยวิธีโกงบัญชี ซึ่งแม่เสือนวลละออหารู้ไม่ แล้วพอตกค่ำ พ่อพวงมาลัยทั้งสามก็เออระเหยลอยไปตามสถานที่หย่อนใจต่างๆ เป็นต้นว่า "แฮ๊ปบี้ฮอลล์" "หยาดฟ้า" หรือ "อินเตอร์เนซัลแนลกาแฟ" และกลับมาด้วยสภาพของคนเมาขนาดหนัก.

น่าประหลาดใจเหลือเกิน ถึงแม่กิมหงวนเมาจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคน เขาก็ยังสามารถขับรถพาเพื่อนเกลอทั้งสองกลับมาบ้านจนได้ แต่ระหว่างทางได้เฉี่ยวจักรยานสามล้อพังไปในราว ๕-๖ คัน และหนีโปลิศจักรยานยนต์กองตรวจมาได้อย่างหวุดหวิด.

สะตู๊ดเก๋งแล่นมาถึงหน้าบ้าน 'พัชราภรณ์' แล้วเสียหงวนเหยียบห้ามล้อพรืด พลกับนิกรกะเด็นลงมาจากที่นั่ง นายพัชราภรณ์งัวเงียลุกขึ้นยงโย่ยงหยกนั่งลงบนเบาะตามเติม ส่วนนิกรคงนอนหลับไหลอยู่กับที่วางเท้ากรนคร่อกๆ.

กิมหงวนยกมือขยี้ตา หันมาพูดกับพลด้วยเสียงอ้อแอ้

"เฮ้ย-บ้านเราใช่ไหมเว้ย อึ้ก! "

พลมองดูประตูหน้าของเขา

"ดูเหมือนใช่โว้ย เข้าปายเถอะน่า ถ้าไม่ช่ายก็ออกมาใหม่"

อาเสี่ยเหยียบครัชเข้าเกียร์ นำสะตู๊ดเก๋งเลี้ยวซ้าย แต่ต้องหยุดอีกครั้งหนึ่งเพราะประตูใหญ่ปิดเข้าไปไม่ได้ กิมหงวนแตรไฟฟ้าเสียงสนั่นหวั่นไหว

"ปี๊นๆ เปิดประตูทีโว้ย"

บ้านประตูถูกเปิดออกอย่างรีบร้อน นายภควานจันทร์แขกยามของบ้าน 'พัชราภรณ์' เลี่ยงเข้ามายืนชิดขอบประตู ยกมือวันธยาหัตถ์นายของเขา

"ซาล้ามครับ"

อาเสี่ยทำตาปริบๆ ชะโงกหน้าถาม

"เฮ้ย-นี่บ้านเจ้าคุณประสิทธิ์ใช่ไหมโว้ย?"

เจ้าบังยิ้มเห็นฟันขาว

"ใช่น่ะ อีนี่คุณเม๊า? "

กิมหงวนค้อนควับ

"ใครบอกพ่อมึงล่ะว่าข้าเมา เอื๊อก-มีหรือวะอาเสี่ยกิมหงวนเมาเหล้า ถุย! หลีกไป กาเดี่ยวพ่อทับตายห่า"

สะตู๊ดพุ่งปราดราวกับลูกธนูออกจากแหล่ง เจ้าบังร้องเสียงหลง กะโจนเข้าไปในพุ่มไม้ รถมหาภัยแล่นไปตามถนนโรยกรวด เลี้ยวลงสนามหน้าตึกย่ำต้นไม้ดอกที่ปลูกไว้ราบไปหลายสิบต้น เสี่ยหงวนขับตรงไปที่ตึก ตั้งใจจะขับขึ้นบันไดเข้าไปในห้องโถง

"โครม! "

กันชนสะตู๊ดเก๋งปะทะกับต้นมะม่วง ข้างตึกเต็มแรง ทำให้รถหยุดนิ่ง กันชนโค้งงอเป็นกล้อง ยานัดถุ์บังโคลนข้างซ้ายบุบบู้บี้ สามเกลอรู้สึกตัวสร่างเมาลงไปมากที่เดียว

กะดิ่งทองพรวดพราดลุกขึ้นมานั่งบนเบาะ โผล่หน้าหลับตาตะโกนเรียกใครหนึ่ง

"เจ๊-เจ๊เหงี่ยมจ๋า เจ๋เหงี่ยม! "

นายพัชราภรณ์ทำคอย่น รีบยกมืออุดปากอ้ายเสือมือกาว

"อ้ายเปรต! บ้านเราเฮ้ย ไม่ใช่บ้านเจ๊เหงี่ยม"

นิกรลืมตาโพลง แล้วอ้าปากหวอใจหายวาบ

"ตายห่า! " อุทานออกมาดังๆ หันมาทางเสี่ยหงวน "อ้ายเสี่ย, ไหนว่าจะไปบ้านเจ๊เหงี่ยมยังไงเล่า-อึ๊ก"

กิมหงวนทำหน้าเบ้

"ไปไม่ได้หรอก หนีสันติปาลมาแทบตาย ตะกี้นี้กันชนสามล้อที่สะพานผ่านฟ้า"

"หา-ถ้าจะอีตอนที่ดังโครมเบ้อเริ่มนั่นกะมั่ง? "

"เออ-นั่นแหล่ะ"

นิกรชักสงสัยกล่าวถามต่อไป

"คนขี่สามล้อเจ็บไหม?"

กิมหงวนสั่นศีร์ษะ

"ยังไงก็ไม่รู้ แต่คงเจ็บนิดหน่อย เพราะมันกะเด็นตกจากรถ ง่า-กันเข้าใจว่ารถเราทับอ้ายหมอนั่นถูกลากตัว"

กะดิ่งทองสะดุ้งโหยง.

"มันก็ตายน่ะซีโว้ย"

"ฮ่ะ! ไม่ตายหรอกน่า ถูกรถยนต์ทับหน่อยเดียวถึงตายก็ผิดที่ละโว้ย อย่างมากก็เพียงแขนขาถลอก แต่กันขี้เกียจไปโรงพัก พอชนแล้วก็โกยอ้าวสันติบาลไล่กวดติดๆ ต้องเลี้ยวเข้าถนนพะเนี่ยง เลยรอดมาได้" พูดจบกิมหงวนก็สั่นศีร์ษะ "ป๊า-ทำไมถึงเมายังงี้โว้ย สามคนวิสกี้ห้าขวดไม่น่าเมาเลยนิ"

"อึอ-นี่มันไปยังไงมายังไงกันหว่า"

พลพูดเสริมขึ้น "มายังไงก็ช่างมันเถอะวะ ถึงบ้านเราแล้วเป็นใช้ได้ อึ๊ก-แหม-มึนหัวจังโว้ย เอ-ตะกี้นี้ที่แฮ๊ปปี้ฮอลด์ กันชกกับใครหว่า? "

กิมหงวนตวาดแว๊ด

"ชกกับข้านะซี ยังจะเสือกพูดอีก ดูนี่เห็นไหมปากคอข้ากลายเป็นครุธไปแล้ว"

นายพัชราภรณ์ทำตาปริมๆ

"แล้วมันเรื่องอะไรกันละหว่า? "

"จะเรื่องอะไร ฉักชกแกก่อน แล้วแกก็ชกฉัน" กิมหงวนพูดหน้าตาเฉย

พลหัวเราะก้าก หันมาทางนิกร

"ใครห้ามล่ะ? "

กะดิ่งทองสั่นศีร์ษะ

"ไม่มีใครห้ามหรอก แกเตะอ้ายหงวนลงไปหมอบกะแตก็เลยเลิกแล้วต่อกัน"

พลนิ่งอึ้งไปสักครู่

"เอ-วันนี้เราสามคนถ้าจะอาละวาดมาก กันไม่เคยเมาเหล้าจนถึงกับเสียสติเหมือนคืนวันนี้เลย" พูดจบก็มอบไปบนตึก แล้วพลก็สะดุ้ง "ตายละ เมียเราคงยังไม่นอนเป็นแน่ เห็นไหมเล่า ห้องโถงยังเปิดไฟสว่าง ทำยังไงดีโว้ย แม่คงเล่นงานเราแย่"

นิกรพูดเสียงอ่อย

"ก็ไม่ควรกินเหล้านี่นา"

พลแยกเขี้ยว ยกมือตะครุบคอนิกร

"แกเป็นคนชวนไปแฮ๊ปปี้ฮอลล์ใช่ไหมล่ะ? "

กะดิ่งทองยิ้มแหยๆ

"ใช่นะซิ"

สามเกลอหัวเราะลั่น ต่างเปิดประตูก้าวลงจากรถ พลผิวปากเพลงข้ามโขงเบาๆ นิกรกับกิมหงวนผิวตาม เดินขึ้นบันไดหินอ่อนหน้าตึก ตรงเข้าไปในห้องโถง แล้วสามสหายก็พบแม่เสือของเขา ยืนท้าวสะเอวเรียงแถว ด้วยใบหน้าถมึงทึง

นันทา, นวลละออ, และประไพ สวมเสื้อนอนสีชมภูเหมือนๆ กัน ต่างกำลังปรึกษาหารือกันที่จะไปตามผัวขี้เมาของหล่อน พอดีเขากลับมาบ้านเสียก่อน.

พล, นิกร, กิมหงวนหยุดชะงัก เหมือนกับผะเชิญหน้ากับพระกาฬ สามเกลอมองดูหน้ากัน ต่างตีหน้าปูเลี่ยนๆ จะยิ้มก็ไม่ใช่ จะร้องให้ก็ไม่เชิง กิมหงวนนึกถึงคำกล่าวที่ว่า "ใจดีสู้เสือ" แล้วเขาก็ยกมือไหว้นวลละอออย่างนอบน้อม

"เจ๊ยังไม่นอนอีกหรือจ๊ะ? "

แม่เสือขบกรามแน่น

"อย่ามาเรียกดิฉันว่าเจ๊นะจะบอกให้ เอาไว้ไปเรียกนังเสงี่ยมเถอะย่ะ"

กิมหงวนทำคอย่น หันมายกเท้าเตะนิกรดังพับ

"เพราะแกเชียว เสือกตะโกนออกมาได้ ไม่ลืมตาดูเสียก่อนว่าที่นี่เป็นที่ไหน? "

อ้ายเสือมือกาวกลืนน้ำลายเอื้อก

"ไม่รู้นี่หว่า นึกว่าบ้านเจ๊เหงี่ยมนะซิ"

ประไพกรากเข้ามาหาสามี จอมทะเล้นของหล่อนยกกำปั้นฟาดลงบนอกนิกรดังบึ้ก

"นี่-ไปเที่ยวไหนมายะ? "

กะดิ่งทองชักฉิว

"อุวะ ต้องทุบกันด้วยหรือโว้ย? "

ประไพร้องกรี้ด

"คุณโว้ยกะใคร หา? "

"โว้ยกะลื้อนั่นแหละวะ ลื้อเจ้าใจว่าอกอั้วทำด้วยเหล็กยังงั้นรึ วัทธ่อ ประเดี๋ยว---แน่-เคราะห์เสียแล้วไหมล่ะ" นิกรพูดด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ "รู้ไหมว่า พวกเราเลิกอยู่ใต้อำนาจของเมียแล้ว"

กิมหงวนกะโดดตัวลอย

"จริง-จริงโว้ย เมียไม่ใช่แม่นี่หว่า ขืนมีเสียงเอาซี่โครงทำพัดด้ามจิ้วเลย" พูดจบก็ยักคิ้วกับแม่เสือ "จริงไหมน้อง? "

นวลละออแค้นหัวเราะ เดินอาจๆ เข้ามา กิมหงวนยกมือชี้หน้าหล่อน

"อย่าเข้ามานา ฉันตีนไวนะ จะบอกให้"

แม่งามสะดุ้ง ความโกรธและความแค้นบังเกิดขึ้นเป็นทวีคูณ หล่อนฝืนหัวเราะเบาๆ

"อ้อ-เฮียตีนไวนะ หมายความว่าจะเตะดิฉันหรือคะ หน็อยแน่ะ มา-ให้มันรู้ไปทีเถอะว่า เฮียเตะดิฉัน"

"อ๊ะ-อ๊ะ ไม่ช่าย เดี๋ยวก่อน ฟังให้เข้าใจเสียก่อน ที่ว่าตีนไวนะหมายความว่าฉันวิ่งหนี อาเจ๊ละก้อยังงี้แหละ หาเรื่องกะทืบหนูเรื่อยเชียว แหม-ไม่อยากแล้วละ"

นวลละออยิ้มออกมาได้

"ฮิ-พ่อชายโสด กินเหล้าเมายาจนไม่เป็นผู้เป็นคน ลูกเมียอยู่ทางบ้านจะเป็นยังไงช่าง รู้ไหมคะว่าพ่อสมนึกแกไม่สบายมาก"

"ก็ช่างมันปะไรเล่า ฉันไม่ใช่หมอนี่นา ไม่สบายสะตังมีโทรศัพท์เรียกหมอมาซินวล อ้ายดิเรกมันก็อยู่ทั้งคน มันจะปล่อยให้หลานมันตายก็ตามใจ"

แม่เสือแว๊ดขึ้นมาอีก

"ทำไมเฮียพูดยังงี้"

อาเสี่ยเฮ็ดตะโรลั่น

"ไม่รู้โว้ย จะมาหาเรื่องอะไรกันนะ ง่วงนอนจะตายห่า ประเดี๋ยวเจ็บตัวไม่รู้นา"

นวลละออเผ่นพรวดถึงตัวกิมหงวน เหวี่ยงหมัดสะวิงขวาปังเข้าให้ ถูกก้านคอพอดี เสียหงวนเซ แซ่ดๆ ล้มลงก้นกะแทก ฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้เขาโมโหโทโส กิมหวงนผลุดลุกขึ้น กะชากแว่นตาขอบกระออกเก็บใส่กระเป๋ายืดตัวตรงยกมือชี้หน้านวลละออ

"นี่หล่อนบังอาจชกผัว หล่อนเชียวหรือนี่ ฮึ่ม-แฮ่-แฮ่ ตาย! หล่อนต้องตาย!"

แล้วกิมหงวนก็ถลกแขนเสื้อขึ้น ทำปากยื่นนัยตาถลน เดินยางสามขุมเข้ามาหาเมียของเขา นวลละออถอยหลังกรูด เผลอตัวร้องกรี๊ดสุดเสียง กิมหงวนกะโจมเข้าคว้าคอหล่อนบีบเบาๆ แต่ทำท่าทางขึงขังๆ คล้ายกับจะฆ่าหล่อนให้ตายคามือ

"ที่หลังหล่อนจะอุกอาจทำกับฉันอย่างนี้ไหม หา? ตายเสียเหอะ ลูกกะเดือกหล่อน-ต้องแตก! เพราะมือฉัน"

แม่เสือร้องให้โฮ ทั้งรักทั้งแค้นแน่นในทรวงอกอาเสี่ยหน้าเหรอ รีบคลายมือที่จับคอหล่อนออก แล้วยกมือไหว้ปะหลกๆ

"น่า-ล้อเล่นน่า"

"ฮือ-ดีละค่ะ เฮียไม่เคยทำกับดิฉันยังงี้ ดิฉันไม่อยู่กับเฮียแล้ว พรุ่งนี้ฉันจะชวนคุณแม่พาลูกไปอยู่เชียงใหม่ ฮือ-ฮือ เลิกกันที"

กิมหงวนหน้าซีดเผือด

"ว้า-ผัวกันเมียกันล้อเล่นหน่อยไม่ได้รึ? "

"ล้ออะไร? " หล่อนตะโกนลั่นห้อง "เฮียบีบคอดิฉันจนลูกกะเดือกแทบแตก"

"นั่นแน่" กิมหงวนร้องลั่นแล้วหัวเราะก้าก หันมาทางเพื่อนเกลอทั้งสอง "แฮ-ผู้หญิงมีลูกกะเดือกด้วยแฮะ"

นวลละออหัวเราะทั้งน้ำตา แล้วก็ร้องให้อีกหมุนตัวกลับเดินลงส้นปังๆ ขึ้นบันไดไปชั้นบน กิมหงวนยกมือรำป้อ เหาะท่ายี่เกติตามนวลละออไป

พลตีหน้าตาเฉย ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน หันมาพูดกับนิกร

"เฮ้ย-นอนเถอะโว้ยเรา ตั้งสี่ทุ่มกว่าแล้ว"

นันทาตะโกนสุดเสียง

"สี่ทุ่ม! ป่านนี้นะหรือคะสี่ทุ่ม นาฬิกาบ้าบออะไรของคุณ"

"อะไรบ้า?" พลเถียง "เรือนหนึ่งตั้งเกือบสองร้อย" พูดจบก็ถลกข้อมือซ้ายยกนาฬิกาให้หล่อนดู นี่-เห็นไหม สี่ทุ่มใช้ไหมล่ะ?"

แม่งานมองดูนาฬิกาที่ข้อมือสามี เป็นเวลา ๒๒.๐๐ น. พอดี เข็มนาฬิกายังเดินอยู่

"บ้า! คุณตั้งเอาเองนะซิ" หล่อนชี้มือไปที่นาฬิกาปารีสเรือนใหญ่ "โน่น-เห็นไหมยะ อีกสิบหน้านาทีก็จะตีสามแล้ว?"

นายพัชราภรณ์ โบกมือ

"นาฬิกาสะตึ อย่าไปเชื่อมันหน่อยเลยน่า"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยความรำคาญ

"จะมาเถียงกันเอาอะไรนะ พี่นัน หนวกหูชาวบ้านเขาเปล่าๆ "

แม่งามมองดูน้องชายด้วยแววตาถมึ่งทึง

"แกไม่ต้องเสือก"

นิกรอมยิ้ม

"อะไรเสือก? "

"อ้ายบ้า" นันทาแผดเสียงดังขึ้นอีก

"อะไรบ้า? "

หล่อนยกเท้ากะทีบพื้น แล้วร้องวี๊ดด้วยความโมโหโทโส กะดิ่งทองได้โอกาสก็เลยบรรเลงเพลงงิ้ว

"ว๊าว-ตะลุ่มตุ้ง แข็ง ตู่ตี่ตู๊-สนุกจริงโว้ย"

ประไพกราดเข้ามาปั้นหมัดกะแทกหน้านิกรอย่างถนัดถนี่ ถูกปากครึ่งจมูกครึ่ง อ้ายเสือมือกาวเซแซดๆ ไปปะทะโซฟาร์เกือบหกล้ม วิสกี้ทำให้กะดิ่งทองของเราเดือดดาลขึ้นมาทันที

"ประไพ นี่จะหาเรื่องใส่ฟันใหม่หมดปากยังงั้นรึ่? "

แม่งามหายใจถี่เร็ว

"มา-คุณจะทำไมดิฉันก็เชิญ"

นิกรปราดเข้ามา ทำท่าราวกับเสือละครสัตว์คือแยกเขี้ยวยิงฟัน นันทาขวางประไพไว้ ยกมือตบหน้าน้อยชายเต็มแรง กะดิ่งทองหัวเราะก้าก กะโจนพรวดจับมือพี่สาวไว้ทั้งสองข้าง แล้วเหวี่ยงหมุนไปรอบๆ ห้อง นันทาสู้แรงนิกรไม่ได้ก็วิ่งเป็นวงกลม แล้วนิกรก็ปล่อยมือออก แม่งามล้มลงกลิ้งจู๊ดไปติดผนังตึก.

ประไพกระโจนเข้าล็อคคอสามี ยกกำปั้นรัวลงบนศีร์ษะเขา กะดิ่งทองจับฟาดในท่ายูโดทำให้ประไพตีลังกาหงายผลิ่งกะโปรงเปิดคลุมหน้า แลเห็นกางเกงใน คราวนี้เกิดยุ่งกันใหญ่ นันทากับประไพลุกขึ้นวิ่งรี่เข้ามาตะลุมบอนนิกร พลปราดเข้าห้าม นันทาเข้าใจว่าพลจะทำร้ายหล่อน ก็หลับหูหลับตาชกนายพัชราภรณ์ แม่งามทั้งสองส่งเสียงเอ็ดตะโรลั่นบ้าน ผัวเมียทั้งสองคู่ตะลุมบอนกันอย่างทรหด แต่ฝ่ายผัวเป็นฝ่ายรับ ถอยกรูดๆ ตามหลักยุทธศาสตร์เหมือนกองทัพอังกฤษผละจากดันเกิร์ก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดิเรกและประภา ซึ่งนอนอยู่ชั้นบนได้ยินเสียงเอะอะตึงตังก็ตกใจตื่น ต่างพากันวิ่งปุเลงๆ ออกจากห้อง ท่านเจ้าคุณเข้าใจว่าไฟไหม้ตะโกนเรียกคนใช้เสียงขรมถมเถ

และที่ตึกใหญ่ ประมุขของบ้าน 'พัชราภรณ์' ทั้งสองท่าน กับนางลิ้นจี่คุณแม่ของนวลละออ ก็ตกใจตื่นเต้นเช่นเดียวกัน คนในบ้านตื่นหมด วิ่งตั้กๆ ตรงมาที่ตึก "สี่สหาย"

เพียงครู่เดียวภายในห้องโถงก็เต็มไปด้วยคณะพรรคของสามเกลอ มวยหมู่ระหว่างชายสองหญิงสองเป็นอย่างทรหด ฝ่ายชายเพียงแต่ยกมือปิดป้อง แต่ฝ่ายหญิงทั้งทุบ, ทั้งหยิก, ทั้งขวน, ตบและถอง มิหนำซ้ำยังแถมกัดด้วย การถอยแบบยุทธศาสตร์ทำให้พ่ายแพ้อย่างยับเยิน หน้าตาเป็นริ้วเป็นรอยไปทั้ว.

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะลีตะลานวิ่งเข้ามาขวางกลางคู่วิวาท

"เฮ้ยๆๆ อะไรกันโว้ย เลิกกัน"

"พลั่ก" หมัดหลงของประไพสัมผัสก้านคอเจ้าคุณปัจจนึกฯ เต็มแรง เจ้าคุณเซถลาเหมือนนกปีกหัก

คุณหญิงประสิทธิ์ฯ ฉุดกะชากลากเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และลิ้นจี่เข้าไปห้าม เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ล็อคคอพลไว้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ จิกผมนิกร ลิ้นจี่จับแขนนันทาไขว้หลังไว้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดึงหูประไพบิด.

ฝ่ายชายสงบเงียบแล้ว แต่ฝ่ายหญิงยังดิ้นรนแสดงว่ายังต้องการสู้รบไปให้ถึงแตกหัก ทั้งนันทาและประไพร้องให้โฮ ต่างชิงกันกล่าวโทษผัวของตน

"พลเตะหนู่ค่ะ" นันทาพูดพลางร้องไห้พลาง "เตะถูกคอต่อหนูตั้งสองที ฮือ-ไม่ยอม ทำราวกับว่าเราเป็นลูกไม่มีพ่อไม่มีแม่ยังงั้นแหล่ะ"

พลอ้าปากหวอ

"ว้า-ยังไม่ได้ยกขาขึ้นจากกะดานสักนิด เล่นปรักปรำยังงี้ก๊อแย่นะซินันทา

แม่งามร้องไห้กะซิกๆ

"อย่ามาแก้ตัวเลย ฮือ-เตะแล้วบอกไม่ได้เตะ ฮือ-เจ็บใจนัก พรุ่งนี้เขาจะขนของกลับไปอยู่บ้านเขา โฮ-"

ประไพรายงานกล่าวโทษนิกรกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ บ้าง

"กรตบหนูล้มลงไป แล้วกะทืบยอดอกหนู่ค่ะโฮ---"

อ้ายเสือมือกาวกะโดดตัวลอย

"ตายห่า! นายนิกร การุณวงศ์น่ะ ไม่ใช่เคาบอยนาประไพ จะได้กะทืบเมีย"

นันทาแหวขึ้น

"ยังจะไก๋อีก ตัวกระทืบน้องไพเขาเห็นอยู่กับตา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากยื่นนัยตาถลน จ้องมองดูนิกรราวกับจะกินเนื้อ โดยเข้าใจว่าเป็นความจริง.

"อ้ายกร มึง-มึงกะทืบลูกสาวกู ไม่ยอมแล้วเป็นอะไรเป็นกันวะ"

นิกรชักฉิว

"เอา-เอาซิครับ เอายังไงก็เอากัน ดูหน้าผมซิครับ เห็นไหม ถลอกปอกเปิกไปหมด ผมไม่ได้ทำไรสักนิด"

ประไพร้องไห้สะอึกสะอื้น เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ รู้สึกว่าข้อหาของนันทา กับประไพออกจะรุนแรงมากไม่น่าเป็นไปได้เลย ท่านเดินเข้ามายกมือตบบ่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพูดยิ้มๆ

"อย่าเพิ่งปักใจเชื่อเลยครับเจ้าคุณ มันยังไงๆ อยู่นา ผมนะไม่อยากเชื่อเลยว่า อ้ายสองคนนี่โหดร้ายถึงกับกะทืบเมียของมัน"

คุณหญิงประสิทธิ์ฯ พูดเสริมขึ้น

"นั่นนะซิคะ ยายนันหรือประไพอาจจะเพียงแต่ถูกผลักล้มลงไปเท่านั้น"

แม่งามทั้งสองร้องไห้โฮ ท่านผู้ใหญ่ทำตาปริบๆ มองดูหน้ากัน พลกับนิกรยกมือลูบคลำใบหน้าของเขาต่างสูดปากเบาๆ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามนาพัชราภรณ์

"แล้วนี่อ้ายหงวนไปไหนละ?"

พลยิ้มเล็กน้อย

"ขึ้นไปข้างบนแล้วครับ ตะลุมบอนกันกับคุณนวลเมื่อตะกี้นี้เอง"

พอพลพูดขาดคำ ก็มีเสียงตึงตังโครมครามดังขึ้นชั้นบน เสียงกะจกตู้แตก เสียงของหนักๆ ล้มและเสียงนวลละออหวีดร้องลั่นตึก

"ช่วยด้วย ว้าย! ตายแล้ว"

ทุกคนใจหายวาบ เข้าใจขว่าอาเสี่ยคงเมาสุราอาละวาด นิสัยของกิมหงวนเวลากลัวเมียก็กลัวจนหงอ แต่เวลาฮึดขึ้นมาแล้ว เขาอาจจะฆ่านวลละออได้ ขณะนี้เสี่ยหงวนคงกำลังทุบตีนวลละออเป็นแน่.

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อย่างละล่ำละลัก

"เร็ว! เจ้าคุณ, อ้ายหงวนฆ่านวลละออตายแน่" แล้วท่านก็หันมาทางนางลิ้นจี่ "ขึ้นไปช่วยกันห้ามเร็ว"

ครั้นแล้ว คณะพรรคสามเกลอก็วิ่งแข่งกันขึ้นบันไดไปชั้นบน เจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งนำหน้า อารามรีบร้อนสะดุดคันบันไดหกล้มป้าบ ด๊อกเตอร์ ดิเรกยั้งตัวไม่ทัน เลยเหยียบลงไปกลางหลังเจ้าคุณปัจจนึกฯ นิกรช่วยฉุดท่านให้ลุกขึ้นยืน.

คณะพรรคแห่กันขึ้นมาฃั้นบนของตึก "สี่สหาย" เสียงตึงตังโครมคราม ในห้องนอนกิมหงวนยังหาสงบลงไม่ ทุกคนได้ยินกิมหงวนเอ็ดตะโรลั่นบ้าน

"ตาย! หล่อนต้องตาย ฉันหงอหล่อนมานานแล้ว นี่-นี่ ทีหลังจะอวดเก่งอีกไหม?"

ต่างพากันวิตกแทนนวลละออ รีบวิ่งมาทีห้องกิมหงวน แต่บานประตูปิด เจ้าคุณปัจจนึกฯ แสดงเป็นซิยินกุ้ย ถอยหลังออกห่างประตูราว ๕-๖ ก้าว แล้ววิ่งเข้าไปใช้ไหล่กะแทกบานประตู.

แต่ประตูหาได้ใส่กลอนไว้ไม่ มันเปิดออกอย่างง่ายตาย เจ้าคุณเสียหลักหัวซุนหกล้มป้าบกลางห้องคณะพรรคตรูกันเข้ามา

ภาพที่เห็น โอละพ่อกับเสียงที่ได้ยิน.

นวลละออนั่งคร่อมอยู่บนหน้าอกอาเสี่ย รัวกำปั้นซ้ายขวาลงบนหน้าตากิมหงวน ปากก็ร้องตะโกนลั่น

"ว้าย! ตายแล้ว ช่วยด้วย! เฮียฆ่าดิฉันแล้ว"

เสียหงวนหลับตายกมือปิดป้องพัลวัน แต่ปากยังคงเก่งอยู่ตามเดิม

"ต่าย! หล่อนต้องตาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื้อก ปรี่เข้ามาคว้าหนูนวลละออบิด ฉุดหล่อนให้ลุกขึ้น คณะพรรคพากันหัวเราะคิกคักไปตามกัน พลช่วยประคองกิมหงวนให้ลุกขึ้นยืน.

นวลละออโผเข้ามากอดนางลิ้นจี่ แล้วร้องไห้โฮรีบกล่าวโทษกิมหงวน

"คุณแม่-โธ่-คุณแม่ขา เขาทำแก่ลูกของคุณแม่ถึงเพียงนี้เชียวนะคะ เขาเตะลูกล้มกลิ้งเป็นลูกขนุน แล้วก็ด่าลูกว่าเป็นผู้หญิงหยำฉ่า โฮ-โห บีบคอลูกจนหายใจไม่ออก ถ้าคุณแม่หรือใครๆ ไม่ขึ้นมาช่วยลูกก็คงตายแล้ว ฮือ-ฮือ-ฮือ"

นางลิ้นจี่หัวเราะเบาๆ

"นิ่งเสียลูก ความจริงพ่อหงวนควรจะเป็นฝ่ายร้องไห้มากกว่า"

อาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ แหกปากตะโกนลั่นห้อง

"โธ่-โธ่-โธ่! ประเดี๋ยวพ่อยิงตัวตายเลยทั้งเตะข่วนหยิกกัดฟัดตบ แล้วยังจะหาว่าเราเตะอีก"

นวลละออแหวขึ้น

"อย่า-เฮียไม่ต้องปฏิเสธ เวลาเฮียเตะดิฉันไม่มีใครเห็นน่าซิ ฮือ-ฮือ เจ็บใจนัก เฮียกับดิฉันต้องเลิกกันคราวนี้ เฮียถือว่าเฮียเป็นเศรษฐี จะทุบตีทารุณดิฉันอย่างไรดิฉันก็คง จะหน้าด้านทนอยู่กับเฮีย โฮ โฮ โฮ โฮ"

กิมหงวนเม้นริมฝีปากแน่น ถอนหายใจเฮือกใหญ่ หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ดูเถอะครับ คุณอา, ในที่สุดผมก็หลงจ๊งเก๋าเจ๊งตามเคย"

"ไม่รุ, ไม่ใช่กงการอะไรของข้า"

อาเสียค้อนควับ เปลี่ยนสายตามาที่ใบหน้าเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"คุณอาโปรดใช้ฝ่าเท้าตรองดูเถอะครับ คุณอาเชื่อไหมว่าผมจะกล้าเตะนวลละออ?"

ประมุขของบ้าน 'พัชราภรณ์' หัวเราะหึๆ

"แกกำลังเมาเหล้านี่หว่า แกอาจจะทำอย่างนี้ก็ได้"

"แล้วกัน" กิมหงวนพูดอย่างเคืองๆ "เอาตามใจเถอะครับ ใครจะเข้าใจยังไงก็ตามใจ"

นวลละออเอ็ดตะโรขึ้นอีก

"เฮียกับดิฉันต้องเลิกกัน ฮือ-ฮือ"

กิมหงวนตะโกนสุดเสียง

"เลิกก็เลิกโว้ย" พูดจบเขาก็เดินลงส้นปังๆ ออกไปจากห้องด้วยความหัวเสีย.

พล, นิกร, ถือโอกาสตามกิมหงวนออกไป ด้วยประไพ, นันทา, นวลละออร้องไห้กะซิกๆ ประภากับดิเรก และท่านผู้ใหญ่ต่างพูดวิจารณ์กันถึงเรื่องนี้ดิเรกว่าเขาไม่ยอมเชื่อเป็นอันขาด ที่สามเกลอจะกล้าเตะเมีย แต่แล้วแม่งามทั้งสามก็รุมกันเล่นงานดิเรกหาว่าเข้าข้างกัน ด๊อกเต้อร์หนุ่มต้องรีบแจวออกไปจากห้อง.

เจ้าคุณกับคุณหญิงประสิทธิ์ฯ และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนางลิ้นจี่ ช่วยกันพูดปลอบโยนเมียๆ ของสามเกลอ

เจ้าคุณปัจจนึกฯว่า "เลิกแล้วต่อกันเถอะวะหลานสาว, ผัวกับเมียกันแท้ๆ "

"หนู-หนูไม่ยอมค่ะ" ประไพพูดพลางร้องไห้พลาง

เจ้าคุณชักฉิว

"หนูไม่ยอมก็กัดแมวอีกซิวะ ปู้โข่-แกข่วน อ้ายกรจนหน้าตาแทบจะจำไม่ได้ยังไม่พอใจอีกรึ?"

ประไพสะอึกสะอื้น

"แล้วทีเขากะทืบหนูจนหน้าอกซ้น, ทำไมคุณพ่อไม่ว่าบ้างล่ะคะ?"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น

"ถ้าอ้ายกรมันกะทีบแก ป่านนี้ฉันก็ต้องส่งแกไปโรงพยาบาลเท่านั้น อย่ามาตอแหลตอหลดตดใต้น้ำหน่อยเลยวะ พระอินทร์มาเชียวๆ ก็ไม่เชื่อ"

"ไม่เชื่อก็อย่าเชื่อ" ประไพพูดอย่างกะฟัดกะเฟียด

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เดินเข้ามายกมือตบศีร์ษะแม่งามทั้งสามแล้วพูดตัดบท

"เอาละ-หลับนอน กันเสียทีเถอะหลาน ดึกดื่นแล้ว ชาวบ้านเขาไม่รู้เรื่องเขาอาจจะนึกว่า บ้านเราถูกขะโมยปล้นก็ได้ เฮ้อ-ยุ่งเหลือเกิน ดูมันมีเรื่องกวนใจเสมอ ไป-ไปนอนกันเถอะ พวกเรา"

ประมุขของบ้าน 'พัชราภรณ์' พาคุณหญิงของ

===============หนังสือหายไป ๑ หน้า===============

"นั่นแน่ คุณไพ, จะหาเคราะห์ใส่ตัวแล้วไหมล่ะ ซิๆๆๆ ขืนหาเมียน้อยให้เขาเราก็กะเด็นเท่านั้นไม่รู้จักอะไรเสียแล้ว"

"แล้วเราจะทำยั้งไงกัน?" ประไพพูดเป็นเชิงปรารภ "กลุ้มใจเหลือเกิน นี่แหล่ะ เขาว่ามีผัวผิดคิดจนผัวตาย"

นวลละออหัวเราะลั่น

"จริงค่ะ, อ้ายครั้นจะเลิกกับเขารึก็ทำไปไม่ได้เพราะมีลูกมีเต้าด้วยกันแล้ว ข้อสำคัญ ผัวเราต่างมีสะตังด้วยกันทั้งนั้น หาใหม่ก็ไม่ได้อย่างนี้ ผู้ชายสมัยนี้น่ะ ดีแต่แต่งตัวพูมฐาน จะหาอัฐติดกะเป๋าสักยี่สิบบาทก็ทั้งยาก ไม่เชื่อลองจับปล้ำล้วงกะเป๋าดูเถอะค่ะ เหมือนๆ กันทั้งนั้น อย่างมากมีไม่เกินห้าบาททั้งๆ ที่แต่ปาล์บีช, ดิ้นเหรียญทองหรือซ๊ากสะกิน"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง.

นันทาว่า "ดิฉันมีแนวความคิดที่แยบคายเกิดขึ้นแล้ว คุณไพ, คราวนี้สำเร็จเราแน่ๆ ผัวเราคงจะเลิกกินเหล้าได้"

แม่เสือนวลละออตาโพลง

"บอกดิฉันหน่อยซิค่ะ คุณจะทำอย่างไร?"

นันทายิ้มแป้น

"มีอยู่วิธีเดียวแหละค่ะ คือฟ้องหย่า"

"อ๋อย! " นวลละออกับประไพครางพร้อมกัน.

นันทาหัวเราะคิก

"อย่าเพิ่งอ๋อยซิคะ ฟังดิฉันพูดให้จบเสียก่อนการฟ้องหย่ามิได้หมายความว่า เราต้องการจะหย่ากับเขาจริงๆ เราเพียงแต่ขู่เขาให้เห็นว่าเท่าที่เราฟ้องก็เพราะเราอิดหนาระอาใจในความประพฤติของเขาเต็มทน ดิฉันเชื่อว่า พล, นิกรและอาเสี่ยคงจะต้องอ้อนวอนศาล ขอให้ช่วยไกล่เกลี่ยให้"

ประไพขมวดคิ้วย่น กล่าวถามพี่ผัว

"เราจะต้องแต่งทนายยื่นฟ้องจริงๆ ด้วยหรือคะ พี่นัน?"

"ก็ยังงั้นน่ะซิ" นันทาพูดหน้าตาเฉย.

"ว้า-มันก๊อต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอื้อฉาวโด่งดังน่ะซิคะ หนังสือพิมพ์ทุกๆ ฉะบับจะต้องลงข่าวเพื่อนฝูงและวงศาคณาญาติของเราจะต้องพากันมาไต่ถาม"

นันทายิ้มเล็กน้อย

"ช่างปะไร น้องไพ, ยิ่งโด่งดังเท่าไรยิ่งดี เราต้องการขู่ผัวเราให้หลาบจำเท่านั้น ในที่สุดศาลก็คงจะไกล่เกลี่ยปราณีปรานอมกัน แล้วเราก็ขอให้เขาทำทัณฑ์บนต่อศาลว่า จะไม่กินเหล้าเมายาอีก"

ประไพหัวเราะ เห็นพ้องด้วยตามความคิดของพี่ผัว

"ดีเหมือนกันค่ะ" พูดแล้วหันมาทางนวลละออ "หรือยังไงคะ คุณนวล?"

นวลละอออมยิ้ม

"ก็แยบคายดี แต่เราจะเอาเหตุผลอะไรไปฟ้องเขาคะ?"

นันทาพูดขึ้นทันที

"โธ่-เหตุผลน่ะถมไปค่ะ เราปล้ำฝีลุกปลุกผีนั่งขึ้นซิคะ ฟ้องว่าเขาด่าเรา, ทุบตีเรา, ไม่ตั้งตัวเป็นสามีที่ดี, เอาแต่กินเหล้าเมายา เพราะฉะนั้น, ขอให้ศาลพิพากษาหย่าขาด"

นวลละออยิ้มแห้งๆ

"แต่เราจะต้องมีพะยานหลักฐานประกอบด้วยไม่ใช่หรือคะ?"

นันทาว่า "พะยานน่ะถมไปค่ะ เราบอกความจริงให้ท่านทราบเสียก่อนว่า เราต้องการดัดนิสัยสามี แล้วก็ขอร้องให้ท่านช่วยเป็นพะยานเท็จให้เรานอกจากนี้เราก็อ้างตัวของเราเป็นพะยานด้วย"

ประไพหัวเราะดิก

"นี่จะเอาจริงๆ หรือคะ พี่นัน?"

"แล้วกัน ก็จริงๆ น่ะซิ น้องไพ"

นวลละออพูดเสริมขึ้น

"จะเริ่มงานกันเมื่อไหร่คะนี่?"

"พรุ่งนี้แหละค่ะ ไปหาทนายพร้อมๆ กัน ให้เขายื่นฟ้องโดยเร็วที่สุด เพื่อศาลจะได้รับฟ้องออกหมายเรียกผัวๆ ของเราไปพิจารณา"

"ต๊าย-ต๊าย" ประไพพูดพลางหัวเราะพลาง "ถ้าเขาได้รับหมายคงจะตกใจมากทีเดียว"

นันทาอมยิ้ม

"ช่างเขาปะไร เอาละนะ, เป็นอันตกลงนะน้องไพ สนุกกันอีกสักพักเถอะ เสียเงินค่าทนายไม่กี่บาทหรอกน่า"

นวลละออว่า "ถ้าหนังสือพิมพ์ลงข่าว บรรดาผู้ที่รู้จักมักคุ้นกับเราคงจะแปลกใจมากนะคะ เราจะต้องรับแขกวันยังค่ำ สนุกดีเหมือนกัน ผัวๆ ของเราคงจะกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีได้ในคราวนี้ อ้อเดี๋ยวก่อนค่ะ คุณนัน, ในฟ้องของเราจะต้องฟ้องว่าเขาทุบตีทารุณต่อเราใช่ไหมคะ?"

นันทาพะยักหน้า

"ค่ะ-ถูกแล้ว"

นวลละออทำตาปริบๆ

"แล้วเราจะได้ไปตรวจแพทย์ที่ไหน บาดแผลเราไม่มีสักหน่อย คงไม่มีหมอคนใดที่เขาจะกล้าออกใบตรวจให้เราหรอกค่ะ"

นันทาหัวเราะ

"โธ่-ไม่ยากเย็นอะไรเลย คุณนวล ก็คุณดิเรกเอาไว้ทำไม แพทย์ปริญญาต่างประเทศมีอยู่ในบ้านทั้งคน"

นวลละออทำหน้าเบ้

"แกคงไม่ยอมออกใบตรวจที่เป็นเท็จให้พวกเราหรอกค่ะ"

นันทาหัวเราะอีกครั้งหนึ่ง

"ลองหน่อยเถอะน่า ดิฉันไม่ฟ้องคุณภาให้ฉีกอกเสียก๊อค่อยว่า ดิฉันน่ะเหยียบเต่าไว้เต็มเต่า คุณนันกับน้องไพคงไม่รู้อะไร คุณดิเรกน่ะลักลอบได้เสียกับนังแจ๋วมาตั้งเกือบครึ่งเดือนแล้ว"

นวลละออกับประไพอ้าปากหวอ ยกมือขวาทาบอก

"ต๊าย-ต๊าย" ประไพคราง "เป็นความจริงหรือคะ พี่นัน?"

"พี่จะปดน้องเอาะไรกัน วันนั้นในราวตี่หนึ่งพี่เห็นคุณดิเรกเดินตีหน้ากะเรี่ยกะราด ออกมาจากห้องนังแจ๋ว พี่เลยคาดคั้นเอาความจริงจนได้แกไหว้พี่ปะหลกๆ อ้อนวอนขอร้องให้พี่ปิดไว้เป็นความลับ แกบอกว่าถ้าคุณภารู้ คงเกิดเรื่องใหญ่โตเป็นแน่"

ประไพชักฉิวแทนพี่สาว

"แหม-น้องไม่นึกเลยพี่นัน มิน่าล่ะ ดูนังแจ๋วมันกะดี๊กกะดี้รี่นัก เวลาอยู่ต่อหน้าคุณหมอ ฮึ-ชาติผู้ชายละเป็นยังงี้แหละ เผลอไม่ได้ เห็นเชื่องๆ เหมือนกับแมวนอนหวด แต่ที่ไหนได้ น้ำมันเบ็นซินเราดีๆ "

"ฮุ้ย, ก็เหมือนกันทุกๆ คนนั่นแหละ" นันทาพูดกะชากๆ "ผู้ชายน่ะน้องตราบใดยังเป่าขี้เท่าฟุ้งก็คงเจ้าชู้อยู่ร่ำไป"

นวลละออว่า "อย่าคุยกันเลยค่ะ ดึกมากแล้วนอนกันเสียทีเถอะ นอนบนเตียงดิฉันก็แล้วกัน พ่อเทวดาสามคนนั่นเขาจะไปนอนกันที่ไหนก็ตามใจ"

นันทาหัวเราะ

"ดีเหมือนกัน ดิฉันขี้เกียจทะเลาะกับพลอีก นอนกับคุณนวลดีกว่า" พูดจบก็อ้าปากหาวดังๆ

แม่เสือทั้งสามลุกขึ้นจากโซฟาร์ เดินไปขึ้นเตียงนอน แล้วก็นอนปรึกษาหารือกันในเรื่องที่จะให้ทนายยื่นฟ้องผัวๆ ของหล่อน.

อีก ๓ วันต่อมา.

นันทา, นวลละออและประไพได้แต่งให้นายป๊อกเปียสกุล ธรรมศาสตร์บัณฑิต ทนายความชั้นที่ ๑ เป็นทนายยื่นฟ้อง พล,นิกร,กิมหงวน เพื่อขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน.

คราวแรกป๊อกยื่นฟ้องทางศาลอาญา แต่ทางศาลอาญาไม่รับฟ้อง บอกว่าเป็นความเพ่ง ป๊อกจึงยื่นฟ้องศาลเพ่ง ซึ่งศาลได้ประทับรับฟ้องไว้แล้วจะได้ออกหมายเรียก จำเลย และพะยานมาพิจารณาต่อไป.

ประมุขของบ้าน 'พัชราภรณ์' ทั้งสองท่านกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ, นางลิ้นจี่, ประภาและนายแพทย์ ดิเรกต่างทราบความประสงค์ของแม่งามทั้งสามดีแล้ว เจ้าคุณและคุณหญิงประสิทธิ์ฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยินดีเป็นพะยานเท็จให้ เพราะปรารถนาจะให้นายจอมขี้เมาทั้งสามกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี.

ดิเรกหนักใจที่สุด เขาตกที่นั้งกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จำใจต้องเขียนใบตรวจแแพทย์แนบไปกับท้ายฟ้อง ทั้งๆ ที่นันทา, นวลละออ และประไพไม่ได้มีบาดแผลฟกช้ำดำเขียวอย่างไรเลย ที่หนักใจก็กลัวว่า จะถูกพล, นิกร, กิมหงวนกลุ้มรุมกันกะทืบเขาในฐานที่เป็นผู้ออกใบตรวจแพทย์ อันเป็นหลักฐานสำคัญ.

อย่างไรก็ตาม สามเกลอของเรายังหาทราบไม่ว่าตนถูกฟ้อง เพียงแต่รู้ว่าหลังจากวันที่ตีกับเมียแล้วเมียๆ ของตนก็พากันโกรธไม่ยอมพูดจาด้วย เวลาไปทำงานเคยให้จูบก็ไม่ยอมให้จูบ ซื้อน้ำหอมซื้อะไรมาฝากก็ไม่เอา ขอโทษขอโพยก็แล้ว ไหว้ก็แล้วหล่อนยังโกรธอยู่นั่นเอง เลยทำให้สามสหายไม่กล้าไปเที่ยวไหนอีก เลิกงานตรงแน่วมาบ้านทั้งสามวันซื้อเหล้ามากินกันที่บ้าน.

ตอนสายวันพุธ.

ที่ห้าง 'ศิวิลัยซ์พานิช' อาเสี่ยกิมหงวนกำลังก้มหน้า ก้มตาทำงานของเขาอยู่อย่างเงียบๆ ตามลำพังนานๆ ก็ดูดกาแฟดำเย็นเสียหน่อยหนึ่ง จากเช้าจนค่ำไม่ต่ำกว่า ๑๐ แก้ว บุหรี่อีกวันละ ๑ กระป้อง.

กำลังทำงานเพลินๆ อ้ายตี๋เด็กรับใช้รประจำห้องก็เดินย่องเข้ามา

"อาเสี่ยครับ"

กิมหงวนเงยหน้าขึ้นมองดู

"อะไรวะ อ้ายตี๋?"

"ง่า-มีใครมาหาครับ เขารออยู่นอกห้อง"

เสี่ยหงวนจุ๊ย์ปาก มองดูงานของเขาซึ่งวางอยู่เต็มโต๊ะ

"ผู้หญิงหรือผู้ชาย?"

"ผู้ชายครับ"

"ฮี้-ไปบอกเขาเถอะไปว่า ข้าไม่รับแขก งานกำลังยุ่ง"

"ไม่รับไม่ได้ครับ เขาบอกว่าเขาเอาหมายมาให้อาเสี่ย เขามาจากศาลครับ"

กิมหงวนสะดุ้งเฮือกเหมือนถูกเข็มแทง

"ฉิบหาย-เร็ว-ออกไปบอกเขา ห้างที่ถูกเจ้าคุณกำแหงฟ้องล้มละลายอยู่ติดๆ กับเรา ไม่ใช่ห้างนี้ แล้วกันโว้ย ชิ-ชิ ขืนเอาประกาศยึดทรัพย์มาติดที่นี่ละก้อ พ่อเตะหงายท้องเลยผ่าซิ"

อ้ายตี๋หัวเราะ

"ไม่ใช่หมายยึดทรัพย์ครับ หมายเรียกตัวอาเสี่ยไปศาล"

"ฮ้า! " กิมหงวนร้องลั่น

"จริงครับ"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื้อก นั่งนิ่งเหมือนรูปหุ่น ไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมศาลจึงส่งหมายมาให้เขา และทุกๆ คนย่อมเสียขวัญเป็นธรรมดา เมื่อรู้ว่าศาลมีหมายมาเรียกตาม

"ไอ๊ย่า! " เสียหงวนครางเบาๆ "ไหน-แกไปตามเขาเข้ามาซิ"

อ้ายตี๋ออกไปจากห้อง สักครู่ก็นำชายกลางคนคนหนึ่งซึ่งอยู่ในเครื่องแบบนักการของศาลเดินกะเร่อกะร่าเข้ามา กิมหงวนใจหายวาบ รับไหว้ชายคนนั้นแล้วรับถาม

"คุณลุงเอาหมายมาส่งใคร? "

"ส่งคุณน่ะซิครับ ประทานโทษ, คุณชื่อสงวนไม่ใช่หรือครับ? "

อาเสี่ยหน้าซีดเผือด เหงื่อเม็ดโป้งๆ บังเกิดขึ้นทั่วไปหน้า

"จ้ะ-ฉันเองชื่อสงวน ใครอ้างฉันเป็นพะยานหรือลุง? "

ชายกลางคนยิ้มอ่อนโยน ล้วงกะเป๋าหยิบหมายส่งให้เขา

"มิได้ครับ คุณถูกฟ้องเป็นจำเลยต่างหาก โปรดกรุณาเซ็นรับให้ผมเถอะครับ ผมจะรีบไปส่งหมายที่อื่นๆ อีก"

หัวใจกิมหงวนเต้นแรง เขารีบอ่านข้อความในหมายทันที

คดีเหลืองที่ ๑๑๑/๕๐๐/๒๔๗๙๖๕

ความแพ่ง

นางนวลละออ ไทยแท้ นางนันทา พัชราภรณ์ และนางประไพ การุรวงศ์ โจทก์.

นายพล พัชราภรณ์, นายนิกร การุณวงศ์ และนายสงวน ไทยแท้ จำเลย

เรื่อง ขอให้ศาลพิพากษาหย่าขาดจากกัน

ให้นายสงวน ไทยแท้ไปศาลเพื่อพิจารณาในวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ศกนี้ เวลา ๑๐.๐๐ น. ถ้ารับหมายนี้แล้วไม่ไปศาล จะต้องมีความผิดตามมาตรา ๕๒๑๙ ข้อ ๔ คือจำคุก ๑๐ ปี ปรับ ๕๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งปรับทั้งจำ.

ชัยดุลยการ.

ผู้พิพากษา.

อ่านจบอาเสี่ยก็รู้สึกหน้ามืดวาบหวิวแทบจะเป็นลมล้มลง ณ ที่นั้น นึกไม่ถึงเลยว่านาลละออจะสลัดตัดรักเขาถึงกับฟ้องหย่า

"โอย-เป็นลม" กิมหงวนครางลั่นห้อง

คุณลุงผู้ส่งหมายรับพูดกับกิมหงวนทันที

"อย่าพึ่งเป็นลมครับ โปรดเซ็นรับให้ผมเสียก่อน"

อาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทำปากแบะคล้ายกับจะร้องไห้ หยิบปากกาเซ็นชื่อและวันที่ในใบรับส่งคืนให้นักการ

"โธ่-คุณลุง เมียเขาฟ้องหย่าฉันเสียแล้ว"

คุณลุงอมยิ้ม

"ยังไงก็ไม่ทราบ ผมไม่ใช่เมียคุณนี่ครับ" พูดจบก็กะพุ่มมือไหว้กิมหงวน "ผมลาละครับ"

อาเสี่ยพะยักหน้า

"เออ-ไปเสียเถอะ ขืนอยู่ชักช้าจะโดนเตะ"

นักการรีบเดินออกไปจากห้องทันที เสี่ยหงวนเอนหลังพิงพะนักเก้าอี้ เกือบจะไม่มีสติสัมปชัญญะมึนงงปวดร้าวในสมอง หน้ามืดหูอื้อนัยตาลาย เขาอ่านดูหมายศาลอีก เกือบจะคิดว่ามันเป็นความฝัน

แล้วกิมหงวนก็ร้องไห้

"โธ่-นวลจ๋า เรื่องเมาเหล้านิดเดียวไม่น่าจะฟ้องหย่าเฮียเลย ฮือ-ฮือ เมียสวยๆ ยังงี้จะไปหาที่ไหนได้อีก ฮึม-คอยดูนะ ใครเบิกความเป็นพะยานเรื่องนี้ พ่อฟันขาดสองท่อนเลย โอ้ย! กูเป็นบ้าแล้วโว้ย"

ทันใดนั้น มีเสียงรองเท้า ๒ คู่กะทบพื้นดังขึ้นที่หน้าห้อง ผู้จัดการห้าง 'ศิวิลัยซ์พานิช' อาเสี่ยเงยหน้ามองดู ชายหนุ่มสองคนในเครื่องแต่งกายแบบสากลเดินจ๋องเข้ามาในห้องด้วยท่าทางเศร้าๆ

พลกับนิกรนั่นเอง.

แลเห็นหน้าเพื่อน น้ำตาของอาเสี่ยก็ไหลพรากสองเกลอไม่ได้พูดอะไร ต่างเดินเข้ามานั่งบนเก้าอื้คนละตัวหน้าโต๊ะกิมหงวน แล้วส่งหมายให้อาเสี่ยคนละฉะบับ.

กิมหงวนสั่นศีร์ษะ ส่งหมายเรียกตัวเขาที่วางอยู่บนโต๊ะให้นายพัชราภรณ์

"กันก็ได้รับเหมือนกัน"

พล, นิกรพะยักหน้ารับทราบ สามเกลอนั่งนิ่งอึ้งไปนาน ตื้นตันใจแทบจะพูดอะไรไม่ได้ ในราว ๕ นาที พลก็พูดขึ้น

"จะทำยังไงกันดีโว้ย พวกเรา? "

อาเสี่ยสะอื้น ยกหลังมือเช็ดน้ำตา

"ทำยังไงล่ะ มันสายเสียแล้ว มีอยู่ทางเดียวเราอย่าไปศาล ยอมติดคุกเอาไหมล่ะ? "

นิกรทำคอย่น

"เลือกเอาทางอื่นเถอะน่า"

พลถอนหายใจเฮือกใหญ่ กล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสอง

"กันนะมึนงงไปหมดแล้ว พอได้อ่านหมายก็แทบจะไม่มีความรู้สึกอะไรอีกเลย กลุ้มใจจริงโว้ยเมียเรานี่ถ้าจะบ้าแน่ ไม่มีเหตุผลเพียงพอเลยที่จะฟ้องหย่าเรา เฮ้อ-จะทำยังไงกันโว้ยที่นี้? "

กิมหงวนยกมือท้าวคาง ใช้ศอกยันโต๊ะไว้

"เมื่อเรื่องมันลุกลามถึงเพียงนี้แล้ว เราก็ต้องหาทนายที่มีชื่อเสียงต่อสู้คดี กันเชื่อว่า หล่อนคงฟ้องว่าเราทุบตีทารุณหล่อน และกินเหล้าเมายา เราจะต้องปฏิเสธข้อหาทั้งหมดนี้ ศาลจะได้ยกฟ้อง"

กิมหงวนยิ้มออกมาได้

"เออ-จริงเแหละโว้ย ต้องหาทนายแก้ต่างสู้ความซิวะ ฉิบหายสักกี่แสนช่างมัน อย่าให้ศาลบังคับให้เราหย่ากับเมียก็แล้วกัน ผ่าวะ, ถ้าแพ้ความพ่อยิงตัวตายเลย"

นิกรพูดอ่อยๆ

"อั้วก็เหมือนกัน ง่า-เราจะเอาใครเป็นทนายดีล่ะ? "

พลนิ่งตรึกตรอง เขาเคยได้ยินชื่อทนายความคนหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงในทางว่าความมาก ผู้นั้นคือ ขุน-ชาญเชิงคดี เนติบัณฑิต ทนายความประจำสำนักงาน สถิตย์ธรรม

"เราพอจะหาทนายที่สามารถให้ต่อสู้คดีรายนี้ได้" พลกล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสอง "แกเคยได้ยินชื่อขุนชาญเชิงคดีไหม? "

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"ขุนชาญเชิงคดี" แล้วกิมหงวนก็หัวเราะ ยกมือตบขาตนเอง "ปู้โธ่, นึกว่าใครที่ไหน ขุนชาญเชิงคดี ง่า-เฮ-ไม่เคยรู้จักโว้ย"

นายพัชราภรณ์เม้มริมฝีปากแน่น

"โธ่-ประเดี๋ยวพ่อถีบตกเก้าอื้เลย กำลังมีเรื่องทุกข์ใจอย่างนี้ ยังพูดเป็นเล่นอยู่ได้"

เสี่ยหงวนยิ้มแหยๆ

"ก็เพราะเช่นนั้นน่ะซิกันถึงพูดเล่น อย่าไปกลุ้มมันเลยวะ เชือกมันยุ่งถ้าเราไม่คิดแก้ไขมันก็ไม่หายยุ่ง จริงไหมล่ะ สุภาษิตของนักปราชญ์เอสกิโมคนหนึ่ง กล่าวไว้ว่า เราต้องยิ้มรับกับโชคเคราะห์ที่มันเกิดขึ้นแก่เรา-ง่า-แกรู้จักชื่อชุนชาญเชิงคดีหรือ? "

พลหัวเราะหึๆ แล้วสั่นศีร์ษะ

"เปล่า ไม่รู้จักหรอก แต่เคยได้ยินชื่อเสียงของเขา ขุนชาญว่าความทีไรชะนะทุกที จะเป็นแพ่งหรืออาญาก็ตาม"

นิกรว่า "ถ้ายังงั้นเราควรตกลงให้เขาว่าความให้เรา"

นายพัชราภรณ์พะยักหน้าช้าๆ

"นั่นน่ะซิ ถ้าจะเข้าที่มาก หากเราได้ทนายดีๆ ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องแน่ๆ ว่าไงอ้ายเสี่ย ตกลงไหม? "

"ฮือ-เอาก็เอาวะ สำนักงานของอีตาขุนนี่อยู่ที่ไหนล่ะ? "

พลนิ่งนึกสักครู่

"อยู่ถนนบ้านตะนาว ตอนวัดมหรรณพ์ อย่าโอ้เอ้เลยโว้ย พวกเรา มีเวลาเหลืออยู่เพียงพรุ่งนี้วันเดียวเท่านั้น ไปหาท่านขุนเดี๋ยวนี้แหล่ะ เพราะเขาจะได้พิจารณาดูรูปคดีของเรา เออ-แต่เขาพูดกันว่า ท่านขุน-ชาญฯ แกคิดค่าป่วยการแพงมากทีเดียว

กิมหงวนยกมือทุบโต๊ะปัง

"เท่าไหร่ เท่าไหร่ มา-อ้ายหงวนเปย์เอง ขอให้ชะนะความเถอะ ทำสัญญากับแกก็แล้วกัน ถ้าชะนะเอาเท่าไร เรายินดีทูนหัวให้ แต่ถ้าแพ้กะทืบเลย"

พลยิ้มเล็กน้อย

"ไป-ไปโว้ย จะอยู่หรือไม่อยู่ก็ไม่รู้"

นิกรว่า "ลองโทรศัพท์ไปก่อนเถอะวะ ไหนอ้ายหงวน ส่งสมุดนัมเบอร์โทรศัพท์มาหน่อยซิ"

กิมหงวนเลื่อนสมุดเล่มเบ้อเริ่มมาให้อ้ายเสือมือกาว นิกรเงยหน้ามองดูพลแล้วกล่าวถาม

"สำนักงานอะไรนะ? "

"สถิตย์ธรรมโว้ย"

นายการุณวงศ์พลิกดูตัว ส. สักครูก็พบชื่อและเลขหมายสำนักงานที่กล่าวนี้ เขายกหูโทรศัพท์ขึ้นหมุนเลขอัตตโนมัตินำเบอร์ ๘๗๖๓๕ ต่อตรงไปยังสำนักงาน "สถิตย์ธรรม"

มีเสียงโครกครากเป็นระยะ แล้วผู้รับสายฝ่ายนั้นก็พูดมา

"ฮัลโหล นี่สำนักงานสถิตย์ธรรมครับ"

กะดิ่งทองยิ้มออกมาได้

"ท่านขุนชาญฯ อยู่ไหมครับ ที่นี่ห้างศิวิลัยช์พานิช ถนนพาหุรัด"

"ง่า-นี่ผม ขุนชาญเชิงคดีพูดอยู่นี่แล้วครับ ใครพูดครับนั่น? "

"ผม-นิกร การุณวงศ์ครับ ผมกับเพื่อนสองคนจะไปหาท่านขุนเดี๋ยวนี้ เพื่อตกลงให้ท่านขุนว่าความให้เรา"

"โอ-เชิญซิครับ ผมจะคอยต้อนรับคุณ ง่า-เชื่อเถอะครับ ชะนะเด็ดขาด ผมมีเด็กเคาบอยหลายคนสำหรับฟันกะบานและขู่เข็ญพะยานด้วย คุณเป็นโจทย์หรือจำเลยไม่ทราบ? "

นิกรทำตาปริบๆ กลืนน้ำลายเอื้อก

"จำเลยครับ"

เสียงท่านขุนหัวเราะ

"ชะนะแน่ๆ คุณ ค่าป่วยการคิดย่อมเยาว์ครับแต่โปรดทราบไว้ด้วยนะครับว่า ต้องชำระเงินสดเมื่อตกลงจ่ายครึ่งหนึ่งก่อน ถ้าชะนะความจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าแพ้ ผมรับเพียงครึ่งเดียว และถ้าศาลพิพากษาจำคุกคุณ ผมรับส่งเสียคุณจนกว่าจะออกจากคุก ที่นี่ไม่เหมือนที่อื่นหรอกครับ เราซื่อสัตย์ต่อลูกความเสมอ ถือมติว่า ลูกความเป็นผู้ที่เอาสตางค์มาให้เรา มาซิครับ ผมว่างอยู่ประจำสำนักงานเสมอ มาให้ได้นะครับ โปรดนำเงินติดตัวมาด้วย"

นิกรวางหูโทรศัพท์โครม

"เฮ้อ-เปลี่ยนทนายใหม่เถอะโว้ย พล"

นายพัชราภรณ์ขมวดคิ้วย่น

"ทำไมล่ะ? "

กะดิ่งทองทำหน้าเบ้

"เพียงแต่พูดโทรศัพท์กับแก ก็รู้สึกว่าอีตาขุนคนนี้ ลูกบิลเลียดเราดีๆ นี่เอง พูดอย่างน้ำไหลไฟดับเชียว"

พลหัวเราะ

"อ๋อ-ทนาย ความ ก็ต้องพูดเก่งเป็นธรรมดาทนายที่ไม่ช่างพูดย่อมไม่สามารถเลย"

กะดิ่งทองสั่นศีร์ษะช้าๆ

"กันไม่ใครจะเชื่อพูมขุนชาญฯ เลยโว้ย แต่เอาเหอะ มัวแต่เลือกคนโน้นคนนี้ พอดีหาไม่ได้ เวลาก็เพียงพรุ่งนี้วันเดียว"

พลฉุดแขนนิกรลุกขึ้นยืน

"ไปโว้ย ให้มันรู้เรื่องเร็วๆ ว่าเขาจะรับว่าความให้เราไหม ถ้าไม่รับจะได้หาคนอื่น"

กิมหงวนหยิบเสื้อชั้นนอกขึ้นสวม ครั้นแล้วสามเกลอก็พากันเดินออกไปจากห้อง อ้ายเสือมือกาวคว้ากะป๋องบุหรี่บนโต๊ะใส่กะเป๋าไปด้วย โดยถือสุภาษิต "สิบเบี้ยใกล้มือ"

อีกในราว ๕ นาทีเท่านั้น

พล, นิกร, กิมหงวน ของเราก็ปรากฎ ตัวขึ้นที่หน้าวัดมหรรณพ์ ฟอร์ดเก๋งแล่นมาหยุดตรงข้ามกับสำนักงาน "สถิตย์ธรรม" ซึ่งอยู่ใกล้กับ "จำเนียร" ช่างทองฝีมือเยี่ยมร้านหนึ่ง สามสหายเปิดประตูก้าวลงจากรถ ข้ามฟากตรงมาหยุดยืนหน้าสำนักงาน มีแผ่นป้ายปรากฏบอก และมีข้อความอื่นๆ เขียนไว้บนกระจกฝ้า

กิมหงวนยกมือเคาะประตูกะจกฝ้าเบาๆ และหันมาพูดกับเพื่อนทั้งสอง

"กันร้อนใจเหลือเกิน ผ่าวะ" พูดจบก็เคาะประตูอีก แต่บานประตูถูกเปิดออกก่อนที่อาเสี่ยจะเคาะชายกลางคนคนหนึ่งเป็นผู้เปิดประตู ฉะนั้นมะเหงกของกิมหงวนจึงเขกลงกลางศีร์ษะ ผู้เปิดประตูนั้นตั้งหลายที

พอรู้สึกว่าหัวคนไม่ใช่ประตู อาเสี่ยก็สะดุ้งโหยง

"โอ๊ะ! ตายห่า"

ชายกลางคนหรือขุนชาญฯ ยิ้มเแหยๆ

"ไม่ถึงตายหรอกคุณ เพียงแต่หัวโนเท่านั้น"

กิมหงวนรีบถอดหมวกปานามาออก ยกมือไหว้ปะหลกๆ

"ประทานโทษเถอะครับ ผมไม่ได้เจตนาเลย"

ท่านขุนฝืนหัวเราะ

"ไม่เป็นไรมิได้ครับ มันเป็นความผิดของผมเองที่เปิดประตูได้จังหวะกับมะเหงกของคุณพอดี"

อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้

"เราสามคนจะมาพบท่านขุนชาญครับ"

"เชิญครับ เชิญ" ท่านขุนพูดและก้มศีร์ษะโค้งคำนับอย่างงดงาม "ผมนี่แหละครับ ขุนชาญเชิงคดี"

สามเกลอต่างยกมือไหว้แสดงความเคารพ แล้วเดินตามท่านขุนเข้าในในสำนักงานอันหรูหรา มีโต๊ะทำงานโต๊ะหนึ่ง โต๊ะเก้าอี้รับแขก ๑ ชุด ตู้ใส่หนังสือกฎหมาย ๑ ตู้ ที่ผนังตึกมีรูปท่านขุนสวนเสื้อครุยเนติบัณฑิตอย่างสง่าผ่าเผย

ขุนชาญฯ เป็นคนเจ้าเนื้อ แก้มอูมนัยตาหยี เวลาพูดหัวเราะไปด้วย ลักษณะบอกนิสัยให้รู้ว่า เค็มยิ่งกว่าเกลือ ถึงแม้จะปากหวานก็ตาม ท่านขุนเชิญให้สามสหายนั่งบนเก้าอี้นวม ร้องบอกเด็กคนใช้ให้เปิดพัดลมและจัดน้ำท่าบุหรี่มาให้แขกผู้มีเกียรติ คือผู้ที่จะเอาอัฐมาให้

"แพ่งหรืออาญาครับ?" ท่านขุนถาม

"แพ่งครับ" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ "ก่อนอื่นผมขอแนะนำตัวเองให้ท่านขุนรู้จักเสียก่อน ผม คือ กิมหงวนหรือสงวน ไทยแท้ เจ้าของห้างศิวิลัยซ์พานิช"

ท่านขุนลืมตาโพลงเขาเคยได้ยินชื่อเสียงกิมหงวนมานานแล้ว เพื่อนของเขาที่เป็นขาประจำ แฮ็ปปี้ฮอลคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า นายห้างศิวิลัยซ์พานิชเป็นเศรษฐีและนักดื่มขนาดสี่ดาว เคยฉีกแบ๊งก์เล่นเหมือนกระดาดฟาง ฉะนั้นไมต้องสงสัยว่าขุนชาญฯ จะดีอกดีใจสักเพียงใด

"โอ-อาเสี่ย" ท่านขุนร้องลั่น "ยกโทษให้ผมเถอะครับ ผมมีตาเสียเปล่าแต่หามีแววไม่ ผมรับรองอาเสี่ยไม่สมเกียรติยศก็เนื่องจากไม่รู้เนื้อรู้ตัว เป็นเกียรติยศอย่างยิ่งเชียวครับ ที่มหาเศรษฐีแห่งประเทศไทยกรุณามาสำนักงานผม"

กิมหงวนยิ้มแก้มแทบแตก ยกขาขึ้นไขว่ห้างวางท่าให้พากพูมสมกับเป็นอาเสี่ย

"ท่านขุนเคยรู้จักผมรึ?"

"แฮ่ะ-แฮ่ะ-เคยได้ยินแต่ชื่อเสียงของอาเสี่ยครับ เป็นบุญวาสนาของผมเหลือเกินที่ได้รู้จักกับอาเสี่ย"

"โธ่เอ๊ย" นิกรครางออกมาดังๆ "จะมานั่งยกยอปอปั้นเอาสันตีนอะไรกันนะ ผ่าซิ ผมมาปรึกษาความรับครับท่านขุน นี่-นายนิกร การุณวงศ์ ลูกชายเจ้าคุณวิจิตรฯ มหาเศรษฐีคนหนึ่งเหมือนกัน"

ขุนชาญฯ ยิ้มกร่อยๆ ชักไม่ใคร่ชอบหน้าอ้ายเสือมือกาวที่พูดจาชนิดขวานผ่าทรากจนเกินไป

"ง่า-ขอบคุณครับ" แล้วก็เปลี่ยนสายตามาที่ พล "ประทานโทษ คุณคือ ใครครับ?"

พลยิ้มเล็กน้อย

"ผม-พล พัชราภรณ์ครับ นายห้างพัชราภรณ์บางรัก"

ขุนชาญฯ ขมวดคิ้วย่น

"โอ-คุณเป็นนายห้างพัชราภรณ์ หรือครับนี่ฮะ-ฮ้า-หวานคอแร้งเลย" แล้วท่านขุนก็สะดุ้งโหยงเมื่อนึกได้ว่าตนพูดพลั้งออกมาอย่างถนัด แต่ก็รีบพูดกลบเกลื่อนทันที "ผมรับรองครับ คุณไม่ต้องวิตกหวานเลย ความของคุณต้องชะนะแน่ๆ "

สามเกลอถอนหายใจโล่งอกพร้อมกัน

พลว่า "ท่านขุนทราบแล้วหรือครับว่า ผมจะให้ท่านขุนว่าความเรื่องอะไร?"

ท่านขุนยิ้มทะแม่งๆ

"ยังครับ"

"ยังแล้วทำไมท่านขุนว่าหวานล่ะ?"

ทนายเจ้าเล่ห์ตีหน้าชอบกล

"ง่า-ทนายอย่างผมหวังชะนะเสมอครับ ที่ว่าหวานก็เพราะเชื่อมั่นในความสามารถของผม โปรดบอกผมซิครับ คุณทั้งสามจะให้ผมว่าความเรื่องอะไร?"

นิกรพูดห้วนๆ

"เราถูกเมียฟ้องหย่า"

ขุนชาญฯ นิ่งตรึกตรอง แล้วพึมพัมเบาๆ

"ถูกเมียฟ้อง? เอ-ใครเป็นโจทก์หว่า-อ้อ-เอ๊ะ ยังไงกันโว้ย อ้อ-ฝ่ายนี้ต้องเป็นจำเลย" แล้วเขาก็พูดกับสามสหาย "เอาละครับ คุณบอกผมเท่านี้ผมก็ทราบแล้วว่า ภรรยาของคุณเป็นจำเลย และคุณเป็นโจทก์"

"ฮิ้" นิกรร้องลั่น ลุกขึ้นยืน มองดูหน้าเพื่อนเกลอทั้งสอง "ไปเถอะโว้ย ไปหาทนายที่อื่นเถอะ"

ท่านขุนหัวเราะ

"คุณ-ผมพูดเล่นหรอกครับ ปู้โธ่ คุณคงนึกว่าผมเป็นทนายที่ไม่มีพูมละซิ ฮ่ะ-ฮ่ะ คุณยังรู้จักผมน้อยเกินไป ขุนชาญเชิงคดีนะ ปีหนึ่งๆ ว่าความชะนะร้อยเปอร์เซ็นต์เชียวนะครับ เจ้านาย, ข้าราชการ,พ่อใหญ่,พ่อค้า,คหบดี ขึ้นผมทั้งนั้น"

กะดิ่งทองทรุดตัวนั่งตามเดิม

"ผมกำลังกลุ้มใจ ท่านขุน โปรดพูดกับผมอย่างเป็นงานเป็นการดีกว่าก่อนอื่น ตอบผมก่อนว่าท่านขุนจะรับเป็นทนายให้ผมไหม?"

ขุนชาญฯ ยิ้มแป้น

"รับซิครับ แล้วกัน มันอาชีพผมนี่คุณ"

"อ้าว-จะไปรู้หรือครับ เผื่อท่านขุนมีลูกความหลายราย ไม่มีเวลาว่างพอ"

ท่านขุนหัวเราะก้าก

"ลูกความเดี๋ยวนี้หาได้ง่ายๆ หรือครับ ปีก่อนนี้ทั้งปีผมได้ว่าความเรื่องเดียวเท่านั้น"

นิกรหัวเราะหึๆ

"มิน่าล่ะ ท่านขุนถึงได้อวดผมว่า ว่าความชะนะร้อยเปอร์เซ็นต์ ง่า-ท่านขุนคิดค่าป่วยการเท่าใด?"

คราวนี้ขุนชาญฯ ต้องใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงเขานิ่งตรองอยู่สักใหญ่ก็พูดกับสามสหาย

"ขอสองพันบาทขอรับ"

พลสะดุ้งเล็กน้อย

"ท่านขุน มันออกจะแรงไปกะมังครับ"

อาเสี่ยพูดขัดขึ้นทันที

"เถอะน่า สองพันก็สองพัน กันออกเงินเอง"

พูดจบก็หันมาทางทนาย "ท่านขุนครับ-ท่านขุนแน่ใจไหมว่า ท่านขุนจะช่วยเราให้ชะนะความ คือให้ศาลยกฟ้อง?"

ขุนชาญฯ รีบรับปาก

"แน่ซิครับ เรื่องฟ้องหย่าผมถนัดนัก ว่ามาแล้วเก้าสิบเก้าราย ชะนะทุกราย"

อาเสี่ยซ่อมยิ้มไว้ในหน้า

"ผมยิมดีจ่ายให้ท่านขุนตามที่เรียกร้อง แต่ต้องมีเงื่อนไขว่า ถ้าผมแพ้ความ ท่านขุนจะต้องให้ผมสามคนเตะ"

ทนายความสะดุ้งโหยง

"เอ-ผมหากินทางทนายมาสิบปีแล้ว ไม่เคยมีเงื่อนไขกับลูกความอย่างนี้เลยครับอาเสี่ย ง่า-อ้าละจะเอายังงี้ ผมต้องขอขึ้นเงินเป็นสามพันบาท"

กิมหงวนตกลงทันที

"ได้-ท่านขุน เรื่องเงินทองเท่าไหร่เท่ากัน ขอแต่ให้ผมชะนะความเท่านั้น บอกตามตรงว่าผมไม่อยากเลิกกับเมีย"

ท่านขุนหัวเราะ

"ศาลออกหมายเรียกตัวคุณหรือยัง?"

พลว่า "เรียกแล้วครับ นัดพิจารณามะรืน" พูดจบก็ล้วงกะเป๋าหยิบหมายศาลส่งให้ทนาย

ท่านขุนหัวเราะทำตาปริบๆ

"สำเนาฟ้องไม่มีหรือครับ?"

พลสั่นศีร์ษะ

"ไม่มีครับ"

"บ๊า-ยังไงกันแฮะ ชอบกล เอาเถอะครับไม่เป็นไร ที่ศาลพรรคพวกผมทั้งนั้น บ่ายๆ ผมไปขอดูก็ได้ แต่าว่า-ประทานโทษเราทำสัญญากันก่อนเถอะครับ เพื่อความเรียบร้อยและยุตติธรรมด้วยกันทั้งสองฝ่าย"

พลพะยักหน้า

"ได้ครับ"

กิมหงวนพูดสอดขึ้น

"ท่านขุนอย่าลืมต่อท้ายสัญญานะครับว่า ถ้าเราแพ้ความท่านขุนจะยอมให้พวกเราเตะคนละสามพันที"

"ตายห่า" ขุนชาญฯ พูดอย่างอ่อนใจ "ตูดผมคงน่วมคราวนี้"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ก็ท่านขุนอย่าให้แพ้ซิครับ ผมเองกล้าเสียสละเงินตั้งสามพันบาทขี้ไก่อยู่เมื่อไหร่ เอา-จะทำสัญญาก็จัดการเข้าซิครับ ผมจะได้กลับเสียที"

ขุนชาญฯ ลุกขึ้น เดินไปนั่งโต๊ะทำงานของเขา ดึงลิ้นชักโต๊ะออก หยิบแบบฟอร์มที่ทำไว้แล้วออกมาดูแผ่น กรอกข้อความละเอียดลงไป สักครู่ใหญ่ๆ ก็เสร็จเรียบร้อย เอามาให้ พล,นิกร,กิมหงวนดู

สัญญาว่าความนี้ยุตติธรรมดีแล้ว ท่านขุนได้ต่อท้ายสัญญาตาม ความประสงค์กิมหงวนมีการอภิปรายกันสักครู่ ทนายกับลูกความต่างก็ลงนามเป็นสำคัญ

เด็กคนใช้ของขุนชาญฯ ถือถาดใส่แก้วน้ำแข็งหยดยาอุทัยมาวางลงบนโต๊ะ แล้วเดินไปทางหลังสำนักงาน ท่านขุนยกแก้วน้ำออกจากถาด วางไว้ข้างหน้าสามเกลอคนละแก้ว

"เชิญรับประทานน้ำซิครับ ง่า-กรุณาจ่ายเงินมัดจำหนึ่งในสามตามสัญญาให้ผมด้วยนะครับ แฮ่ะ-แฮ่ะ"

กิมหงวนหันมาพูดกับนิกรเบาๆ

"แหม-งกฉิบหายเลย" พูดจบก็ล้วงกะเป๋าหยิบสมุดเช็คและปากกาหมึกซึมออกมา

กิมหงวนสั่งจ่ายเงิน ๑,๐๐๐ บาท เมื่อลงนามเรียบร้อยแล้ว ก็ฉีกออกจากเล่มสั่งให้ทนายความ

"เอ้า-ท่านขุน"

ขุนชาญฯ มือสั่นขณะที่เอื้อมมารับเช็ค เขารู้สึกปิติยินดีราวกับถูกล๊อตเตอรี่รางวัลย่อยๆ ความจริงคดีอย่างนี้อย่างแพงก็เพียง ๔-๕ ร้อยบาทเท่านั้น แต่นี่หวดเสีย ๓,๐๐๐ บาท อย่างไรก็ตาม ท่านขุนก็หนักใจเหมือนกัน เพราะถ้าความแพ้เขาคงถูก พล, นิกร, กิมหงวน เตะสลบเหมือดแน่ๆ มิหนำซ้ำเงินก็ได้แต่เพียง ๑,๐๐๐ บาทเท่านั้น

เขาพับเช็คใส่ไว้ในกะเป๋าเสื้อเชิ้ตแอร์โร่ว์ แล้วพูดกับกิมหงวน

"ขอบคุณครับ ถูกต้องดีแล้ว โปรดมั่นมั่นใจเสียเถอะครับ ผมจะต้องพยายามที่สุดที่จะให้ศาลยกฟ้องให้ได้ เพราะนอกจากผมจะได้ชื่อเสียงแล้ว ผมยังรอดพ้นจากมหาภัยอันใหญ่หลวง คือการรวมบาทาของพวกคุณด้วย แหม-ถ้าจะให้ดี จ่ายเงินให้ผมอีกสักห้าร้อยบาทก๊อเรี่ยม"

"มะเหงกแน่ะ" อาเสี่ยร้องลั่น "อย่าให้มันหนักนักซิท่านขุน คนไทยแท้, ทำเป็นญูโดไปได้ อย่างท่านขุนถ้าไปอยู่ในเยอรมัน คงถูกฮิตเล่อร์ตะเพิตออกนอกประเทศเสียนานแล้ว"

ขุนชาญฯ ยิ้มกริ่ม

"โธ่-ผมไม่ใช่ยิวหรอกครับ แต่ผมอยากได้เงินไม่รู้ว่าเป็นยังไง อ้ายเรื่องเงินนี่ผมชอบเหลือเกิน"

นิกรผลุดลุกขึ้นยืนอีก แล้วกล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสอง

"ไปเถอะโว้ยพวกเรา ขืนอยู่ชักช้าน่ากลัวว่ากันจะต้องเป็นจำเลยในคดีอาญาอีกเรื่องหนึ่ง"

ท่านขุนหัวเราะก้าก ยกมือไหว้นิกร แล้วลุกขึ้นเดินเข้ามากอดเขา

"อย่าโกรธผมเลยครับ คุณนิกร ผมเป็นคนยังงี้เอง คบผมไว้เถอะครับ มีธุระปะปังอะไรเรียกผมใช้ได้เสมอ ถ้าผมพูดอะไรไม่พอใจคุณแล้ว กรุณาอภัยให้ผมเถอะนะครับ"

กะดิ่งทองยิ้มเล็กน้อย

"ผมกำลังหงุดหงิดใจ ท่านขุน เพราะกลัวจะแพ้คดีเรื่องนี้ บอกตามตรงว่าท่านขุนพูดไม่ใคร่เข้าหูผมเลย"

ขุนชาญฯ หัวเราะอย่างใจเย็น โผเข้ากอดนิกร

"ถ้าแพ้ความ ผมให้คุณกะทืบซิน่า ไม่ต้องกลุ้ม คุณนิกร ความทุกๆ เรื่อง ถ้าขุนชาญฯ เป็นทนายแล้วต้องชะนะเด็ดขาด"

อ้ายเสือมือกาวยิ้มแป้น สายตาจ้องมองดูหน้าท่านขุน แล้วด้วยความรวดเร็ว นิกรก็ล้วงเช็คกิมหงวนที่ขุนชาญฯ ใส่ไว้ในกะเป๋าเสื้อเชิ้ตออกมาอย่างง่ายดาย โดยท่านขุนไม่รู้สึกตัว และคนอื่นก็ไม่เห็น

"ท่านขุนรับรองเช่นนี้ ผมก็ค่อยโล่งใจหน่อยต้องพยายมเอาชนะให้ได้นะครับ โธ่-ถ้าศาลบังคับให้ผมหย่าขาดกับเมีย ผมคงกลุ้มใจตายแน่ๆ " พูดจบนิกรก็พะยักหน้ากับเพื่อนเกลอทั้งสอง "กลับกันเถอะโว้ย เรา"

พลกับกิมหงวนลุกขึ้น สามเกลอร่ำลาทนายเจ้าเล่ห์ พูดกันอีกสักครู่ พล,นิกร,กิมหงวนก็พากันออกไปจากสำนักงาน "สถิตย์ธรรม"

สามเกลอสหายเดินเชื่องๆ ข้ามถนนตรงไปที่รถฟอร์ดเก๋ง ด้วยกิริยาเหงาหงอย ในสภาพของคนที่กำลังมีทุกข์แสนหนัก กิมหงวนเปิดประตูก้าวขึ้นนั่งตอนหน้ารถ นิกรกับพลขึ้นมานั่งเคียงกัน

อาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ หันหน้าไปมองดูสำนักงาน "สถิตย์ธรรม"

"เฮ้อ-ทนายของเราดูมันยังไงๆ ก็ไม่รู้โว้ย ชักหนักใจเสียแล้ว เงินก็เสีย ความก็แพ้ละก้อ แย่ละ"

พลว่า "อ้ายที่แกจะยอมให้เรากะทืบน่ะ หวังยากเหลือเกิน ที่จริงอาชีพทนายความนี่ หาเงินคล่องมาก แพล๊บเดียวยังไม่ทันขึ้นศาล หวดเสียพันบาทแล้ว ประเดี๋ยวแกคงจะเอาเช็คไปขึ้นเงินที่แบ็งก์หวานเลย"

นิกรหัวเราะหึๆ ล้วงกะเป๋าหยิบเช็คส่งให้กิมหงวน

"เอ้า-เอาของแกคืนไป ฉีกทิ้งเสียก็แล้วกัน"

พลกับกิมหงวนสะดุ้งโหยง มองดูเช็คแล้วมองดูหน้าอ้ายเสือมือกาวด้วยความตื่นเต้น

"อ้ายกร!" พลเอ็ดตะไร แล้วหัวเราะ "บาแกนี่มันเก่งกว่านักจิกแถวเฉลิมกรุงอีกฮิ ผ่าซิ"

อ้ายเสือมือกาวจุ๊ย์ปาก

"เบาๆ หน่อยซิโว้ย ดันแหกปากออกมาได้ความจริงกันไม่ตั้งใจที่จะจิกเช็คนี้เอามาหรอก แต่อีตาขุนนี่ แกเอาเปรียบและเค็มมาก จึงต้องใช้วิธีเกลือจิ้มเกลือกับแก" พูดจบก็ยกมือตบบ่าอาเสี่ย "ไปซิ ชักช้าอยู่ทำไมอีกล่ะ อ้ายเวร"

เสี่ยหงวนยิ้มแป้น สต๊าร์ทเครื่องเข้าเกียร์นำฟอร์ดเก๋งแล่นไปทางสี่แยกคอกวัวโดยเร็ว

หนังสือพิมพ์รายวัน แทบทุกฉะบับ ต่างลงข่าวสามเกลอถูกเมียฟ้องหย่าอย่างครึกโครม ทั้งนี้เพราะนอกจากพล, นิกร, กิมหงวน เคยเป็นเสืออากาศของประเทศไทย เมื่อคราวรบกับอินโดจีนฝรั่งเศลแล้วสามเกลอของเรายังเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงเด่นในวงสังคมซึ่งข่าวนี้ทำให้บรรดาผู้ที่รู้จักมักคุ้นกับพล, นิกร, กิมหงวนประหลาดใจไปตามกัน

ต่อไปนี้คือข้อความในหนังสือพิมพ์ "ข่าวรายวัน" ฉะบับวันพุธ

พล, นิกร, กิมหงวนถูกฟ้องหย่า

ท่านผู้อ่านคงจะรู้จักดีว่า นายพลพัชราภรณ์, นายนิกร การุณวงศ์ และนายกิมหงวน(สงวน) ไทยแท้ คือนักรบบนเวหาที่ได้สร้างชื่อเสียงไว้มากมายจากการสงครามกับอินโดจีนของฝรั่งเศลในคราวนี้

เวลานี้ พล พัชราภรณ์เป็นเจ้าของและผู้จัดการห้าง 'พัชราภรณ์' กิมหงวน ไทยแท้ เป็นเจ้าของและผู้จัดการห้าง 'ศิวิลัยซ์พานิช' ส่วนนิกร การุณวงศ์ เป็นผู้จัดการผลประโยชน์ของพระยาวิจิตรบรรณาการ เสืออากาศทั้งสามคนนี้ล้วนแต่มีฐานะคับคั่ง และเป็นเด่นในวงการสังคม

เราได้ทราบข่าวจาก วงการที่รู้เรื่องดีว่า พล, นิกร, กิมหงวน ได้ถูกภรรยาของตนมอบให้ นายป๊อก เปียสกุล เป็นทนายยื่นฟ้องต่อศาล เพื่อขอหย่าขาดจากสามีภรรยา วงการที่สันทัดในกรณีย์ยืนยันว่า เสืออากาศทั้งสามได้เตรียมสู้ความเต็มที่ และจะให้ขุนชาญเชิงคดีเป็นทนาย

ศาลแพ่งได้ประทับรับฟ้อง และออกหมายเรียกคู่ความมาพิจารณาในวันพรุ่งนี้ เวลา ๑๐.๐๐ น. เราเชื่อว่าคงจะมีประชาชนไปฟังคดีอย่างคับคั่งเพราะตาม วง การ ต่างๆ กำลัง โจษจรรย์กันถึงเรื่องนี้อย่างเซ็งแซร่ เราจะได้เสนอรายละเอียดของเรื่องนี้ให้ท่านทราบต่อไป

แล้ววันที่ศาลนัดพิจารณาคดีก็ผ่านมาถึง

วันนี้, เป็นวันที่ศาลแพ่งมีประชาชนมาฟังคดีจนล้นหลาม หลังจาก ๙.๐๐ น. เล็กน้อย ภายในห้องพิจารณาคดีหมายเลข ๑๓ ก็มีประชาชนชายหญิงย่อยๆ กันเข้ามาหาที่นั่ง ที่หน้าศาลเต็มไปด้วยรถยนตร์คันงามๆ จอดอยู่เรียงราย ผู้มาฟังคดีแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือประเภทหนึ่งมาในฐานที่เป็นเพื่อนฝูงหรือคุ้นเคยกับพล, นิรก, กิมหงวน ประเภทหนึ่งมาเพราะอยากเห็นหน้าเสืออากาศทั้งสาม และอีกประเภทหนึ่งมาในฐานะเป็นผู้สืบข่าวหนังสือพิมพ์

และวันนี้แหละ เป็นประวัติการณ์ของศาลแพ่งอันแสดงให้เห็นว่าคดีเรื่องนี้มีประชาชนสนใจมาก

ยังไม่ทันถึง ๑๐.๐๐ น. เก้าอี้ที่จัดไว้หลายแถวก็หาที่ว่างไม่ได้ ภารโรงประจำต้องได้ช่วยกันยกม้ายาวมานั่งอีกหลายตัว ถึงกะนั้นก็ไม่พอต้อนรับผู้มาฟังคดี ดังจะเห็นว่ายืนเรียงรายเต็มไปหมด และมีการลองกันบ้าง ลงศอกกันบ้างตลอดเวลา

จำเลยมาแล้ว

ฟอร์ดเก๋งแล่นมาหยุดหน้าบันไดศาล ช่างภาพหนังสือพิมพ์วิ่งมาถ่ายรูป จำเลยทั้งสามเดินก้าวลงจากรถด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ทนายความจำเลยลงมาทีหลัง สวมเสื้อครุยเนติบัณฑิตอย่างสง่างาม

สามเกลอยิ้มแห้งๆ ให้ช่างภาพถ่ายรูป แต่ปฏิเสธไม่ยอมให้คำสัมภาษณ์ กับผู้แทนหนังสือพิมพ์ ฉะบับใดเลย

บรรดามิตรสหายของพล, นิกร, กิมหงวนตรูเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังไต่ถามเรื่องราวต่างๆ และอวยพรขอให้ชะนะความ สามเกลอเหมือนกับคนไม่มีชีวิตจิตต์ใจ ทักทายกับเพื่อนอย่างเสียไม่ได้

สุภาพบุรุษเจ๊กผู้สูงอายุคนหนึ่ง แต่งกาย แบบจีนนิยม เดินแหวกกลุ่มมิตรสหายของสามเกลอตรงเข้ามา ท่านผู้นี้คือเจ้าสัวกิมไซ ลุงของกิมหงวน(ความเดิมของเจ้าสัวกิมไซอยู่ในเรื่อง "ประดาน้ำสามเกลอ")

เจ้าสัวยกมือตบบ่ากิมหงวน แล้วพูดยิ้มๆ

"ซาหวักลีโว้ย อาหงวน"

อาเสี่ยจุ๊ย์ปากจิก

"สวัดสดีกะผีอะไรเล่า จะขึ้นศาลอยู่เดี๋ยวนี้และอาแป๊ะทำไมไม่อยู่ทำงานที่ห้าง มาทำไมก็ไม่รู้?"

เจ้าสัวหัวเราะ เห็นฟันสีเหลืองอ๋อย

"ข้าเป็งห่วงเอ็งน่ะซิขาก-"

เสียหงวนทำคอย่นหลับตาบี๋

"ขากเศลษม์อีกแล้ว ปู้โธ่-ห้ามไม่รู้จักเชื่อนี่มันเมืองไทยไม่ใช่เมืองจีน แล้วกันอาแป๊ะ"

เจ้าสัวกิมไซยิ้มแหยๆ

"มังลืมปายน่อ มึงอย่าหลุให้มากนักซิโว้ยเก๋าเจ๊ง!"

"เอ้าด่า แหม-ปากเปราะฉิบหายเลย ฟับผ่า!"

ใครต่อใครพากันหัวเราะคิดคักไปตามกัน เจ้าสัวมองดูขุนชาญเชิงคดี ตั้งแต่ศีร์ษะตลอดปลายเท้าและพยักหน้ากับท่านขุน

"ลือเป็งทนายเหรอ?"

ขุนชาญฯ หัวเราะ

"ถูกแล้ว เถ้าแก่"

"ว่าลีๆ นา อย่าให้หลางชายอั๊วแพ้ละ ขาก-"

เสียหงวน สั่นศีร์ษะด้วยความ อิด หนา ระอาใจขณะนั้น รถยนต์ เก๋ง ๒ คันได้ แล่นตรงมาที่หน้าศาลคันหน้ารถว๊อกฮอลล์ คันหลังพลีมัทเก๋ง โจทก์และพะยานโจทก์อยู่ในรถทั้งสองคันนั้น ประชาชนที่ยืนอยู่หน้าศาลต่างส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจ พวกช่างภาพหนังสือพิมพ์วิ่งเข้าไปถ่ายรูป

ประไพ, นันทา, นวลละออ ในเครื่องแต่งกายชุดสีตะกั่วตัดเหมือนๆ กัน สวมหมวกอย่างสวยเก๋นวยนาดก้าวลงจากรถด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ประภากับนายแพทย์ดิเรกตามลงมาด้วย ส่วนรถคันหลังมีเจ้าคุณวิจิตรฯ, เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงของท่านกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนางลิ้นจี่มารดาของนวลละออกับเจ้าแห้ว

คุณหญิงประสิทธิ์ฯ สวมกะโปรงชุดสีแดง สวมหมวกแบบชายหาด ทำให้ใบหน้าของท่านอ่อนลงกว่าอายุจริงสัก ๖ เดือนเห็นจะได้ ส่วนนางลิ้นจี่นุ่งกะโปรงสีน้ำตาลไหม้ สวมเสื้อสีเหลืองและหมวกสักหลาดดำปีกเล็กปักขนนกคิงฟัชเช่อร์ เจ้าคุณทั้งสามกับเจ้าแห้วแต่สากล

โจทก์กับ พะยานโจทก์ พากันเดินเข้ามาหาจำเลยคุณหญิงประสิทธิ์ฯ โบกมือให้กิมหงวน

"เฮ้ย-สิงห์โตกวางตุ้งมาโว้ย แช็งตุ้งแช็ง ตุงแช็งๆ ตะลุ่งตุ้งแช็ง"

พลเหวี่ยงกำปั้นลงกลางหลักกิมหงวนดังบิ้ก

"นี่แน่ะ ยังจะทะเล้นอีก ปู้โธ่! ประเดี๋ยวก็จะขึ้นศาลแล้ว"

เสียงหงวนหน้าจ๋อยทันที คุณหญิงประสิทธิ์ฯ ตรงเข้ามายกมือท้าวสะเอวมองดูอาเสี่ยอย่างเคืองๆ

"เห็นฉันเป็นตัวอะไรหรือยะ พ่อหงวน, อะไรไม่มีมารยาทเสียเลย ทำเป็นเด็กเคาบอยไปได้ นี่แหละเขาเรียกว่า เป็นผู้ทำลายวัฒนธรรมของชาติละ เธออยากให้ฉันนุ่งผ้าจูงกะเบน ส่วมเกือกแตะกินหมากปากเป็นกะโถนเหมือนแต่ก่อนหรือยะ แหมเห็นเราสวมหมวกตีกลองเชิดสิงห์โต ประเดี๋ยวบอกโปลิศจับเลย"

อาเสียยิ้มแห้งๆ

"แฮ่ะ-แฮ่ะ คุณอาหญิงแต่งตัวทันสมัยยังงี้เข้าทีจังครับ"

"อย่า-อย่ามาตบหัวลูบหลังหน่อยเลยย่ะ เจ้าประคู้น ศาลตัดสินให้แพ้ความทีเถอะ จะหัวเราะให้ฟันหักเชียว"

กิมหงวนหน้าซีด

"โธ่-คุณอาหญิงอย่า พูดให้ผมเสียขวัญ หน่อยเลยครับ" พูดจบก็หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ "คุณอาได้รับหมายพะยานหรือเปล่า?"

เจ้าคุณอมยิ้ม

"ไม่รุ-บอกไม่ได้"

อาเสี่ยถอนหายใจเบาๆ

"ดีน่า-ไม่พึ่งผมบ้างก็แล้วไป"

พลเดินกะมิดกะเมี้ยนเข้ามายืนตีหน้าปูเลี่ยนๆ ข้างนันทา เอื้อมมือเขี่ยสะเอวนันทาแล้วหัวเราะ

"นันสวมหมวกใบนี้สวยจัง"

แม่งามไม่พูดว่ากะไรนอกจากค้อน หันมาพูดกับนวลละออ

"คุณนวลคะ, คุณบนเจ้าพ่อหลักเมืองไว้ไม่ใช่หรือคะว่า ถ้าชะนะความคุณจะมีละครชาตรีถวายเจ้าพ่อ?"

แม่เสือนวลละอออมยิ้ม ยกมือดึงปีกหมวกลงมาเล็กน้อย

"ค่ะ-พรุ่งนี้ดิฉันจะแก้บน" หล่อนพูดโดยมันใจว่าต้องชะนะแน่ๆ

กิมหงวนถอนใจดังลั่น ทรุดตัวนั่งยองๆ หันไปทางทิศศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ยกมือขึ้นกะพุ่มเหนือศีร์ษะ พูดออกมาดังๆ

"เจ้าประคุ้ม, ขอเจ้าพ่อดลบรรดาลให้ลูกหมาชะนะความเกิด ถูกจะมีลิเกสองโรง, งิ้วสองโรง,หุ่นกะบอกสองโรง แล้วลูกจะถวายหัวหมูร้อยหัว,ไก่ร้อยตัว เจ้าประคู้น-เจ้าประคู้น-เจ้าประคู้น"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้น ขณะนั้น, ชายหนุ่มท่าทางสง่าผ่าเผยคนหนึ่งเดิน ลงบันไดมาจากศาลเขาสวมเสื้อธรรมศาสตร์บัณฑิต สวมหมวกปริญญามือถือแฟ้มสะปริง ๑ แฟ้ม ชายหนุ่มผู้นี้คือ ป๊อกเปี้ยสกุล ธรรมศาสตร์บัณฑิต ทนายความชั้นที่ ๑ ผู้เป็นทนายโจทก์ในคดีนี้

"โอ-คุณนวลละออ" ป๊อกกล่าวทักเมียอาเสี่ย "มาถึงนายแล้วหรือครับ?"

แม่งามยิ้มอ่อนโยน

"เพิ่งมาเดี๋ยวนี้แหละค่ะ ยังไงคะ คุณป๊อกหนักใจไหมคุณ?"

ธรรมศาสตร์บัณฑิตหนุ่มยิ้มอย่างเย่อหยิ่ง

"จะหนักใจอะไรครับ ความสะตึๆ พรรค์นี้ หน้าอย่างตาขุนชาญน่ะรึครับ ผมซักเสียพักเดี๋ยวขี้คร้านจะจนมุม"

ขุนชาญฯ แยกเขี้ยว ทำหน้าเหมือนขุนหมากกรุกเดินอาดๆ เข้ามายืนข้างๆ ทนายโจทก์ ซึ่งคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แล้วร้องเรียกเสียงหนักๆ

"คุณป๊อก!"

ธรรมศาสตร์สะดุ้งโหยง หันมามองดูเนติบัณฑิตป๊อกใจหายวาบ นึกฉิวตัวเองที่พูดโม้ออกมาโดยไม่ทันดูให้รอบคอบก่อน

"โอ-ท่านขุน" เขาพูดตะกุกตะกัก "สบายดีหรือครับ?"

ท่านขุนเกือบๆ จะเตะทนายโจทก์เสียแล้ว

"อย่ามาถามเลยวะ หนอยแน่, ลื้อนี่เนรคุณอั้วฉิบหายเลย เราสอนว่าความให้ตั้งเกือบสองปี พอปีกหางแข็งหากินได้ด่าเราเลย มา-คุณป๊อก ประเดี๋ยวฟาดกับผมในศาล ลูกศิษย์จะสู้ครูก็ให้รู้ไป"

คำพูดของขุนชาญฯ ทำให้จำเลยทั้งสามมีกำลังใจดีขึ้นยิ้มแป้นไปตามๆ กัน ป๊อกทำหน้าทะแม่งๆ ชอบกล

"โธ่-ผมไม่ใช่เนรคุณหรอกครับ เราต่างทำงานตามหน้าที่"

ขุนชาญฯ หัวเราะอย่างใจเย็น แล้วยกมือตบบ่าทนายโจทก์

"เปล่าน่า-อั้วพูดเล่นหรอก ป๊อก, ทนายทุกคนพูดถึงส่วนตัวก็ชอบกันทั้งนั้น แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าศาล เราก็ต้องฟาดกันจนสุดความสามารถ"

กิมหงวนพรวดพราดเข้ามา ยกมือผลักอกป๊อก

"เฮ้ย-ลื้อน่ะเรอะเป็นทนายโจทก์?"

ป๊อกทำตาปริบๆ มองดูอาเสี่ยด้วยความโกรธ

"เอ๊ะ-คุณคือใครไม่ทราบ?"

เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะ ยกมือทุบอกตัวเองดังตุ้บ

"นี่-จำเลยโว้ย นายสงวน ไทยแท้"

"อ้อ-แล้วคุณมาผลักอกผมทำไม?"

"อั้วหมั่นไส้ลื้อนี่หว่า เฮ้ย-ชกกันไหมล่ะ?"

ทนายโจทก์เกือบจะเข้าใจว่า กิมหงวนเป็นบุคคลที่มีสติววิปลาศ

"ฮ่ะ-ฮ่ะ-ผม-ผมไม่สู้คุณหรอกครับ ผมเป็นทนายไม่ใช่นักมวย"

อาเสี่ยขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกรอดๆ

"ฮื้อ-ประเดี๋ยวพ่อด---วัทธ่อ---ฮิ่ม กูบ้าแล้วนะโว้ยจะบอกให้ ขอโทษ, คุณชื่ออะไร?"

ทนายโจทก์ถอยหลังกรูด

"ผม-ป๊อก เปี้ยสุกลครับ"

อาเสี่ยยกมือปิดปากหัวเราะคิดคัก

"ชื่อป๊อก, ป๊อกสิบห้าหรือป๊อกยี่สิบเอ็จ?"

"เอ-ยังไงก็ไม่ทราบ เพราะผมไม่ได้เป็นคนตั้งชื่อเอง"

เสี่ยหงวนยิ้มออกมาได้ คว้าแขนทนายโจทก์พาเดินมาทางท้ายรถฟอร์ดเก๋ง แล้วก้มหน้ากะซิบกะซาบ

"คุณป๊อก-ผมให้คุณหมื่นบาท ถ้าคุณแกล้งว่าความให้โจทก์แพ้ ให้จริงๆ ให้ตายห่าซิเอ้า เขียนเช็คให้เดี๋ยวนี้"

นวลละออวิ่งเหยาะๆ เข้ามา ยกมือ ค้ำคอ กิมหงวนเซแซ่ดๆ

"เฮียมากะซิบกระซาบ อะไรกับทนายของดิฉันพี่ลึก, คนอะไรยังงี้ก็ไม่รู้" พูดจบหล่อนก็จับแขน ป๊อก พาเดินไปรวมกลุ่มพวกโจทก์

อาเสี่ยถอนหายใจอีกครั้งหนึ่ง เดินระทดระทวยเข้ามาหา พล, นิกร

"แย่โว้ย-แย่โว้ยๆ พวกเรา" กิมหงวนพูดลากก้าม

ขุนชาญฯ กล่าวปลอบโยนลูกความของเขา

"คุณอย่าตีตนไปก่อนไข้ซิครับ เชื่อความสามารถผมเถอะน่า ถ้าความเรื่องนี้แพ้ ผมเลิกหากินเป็นทนายเลย"

กิมหงวนแสดงกิริยาฮึดฮัด กวาดสายตามองไปรอบๆ พะยักหน้ากับนายแพทย์ดิเรก

"เฮ้ย-แกได้รับหมายพะยานหรือเปล่า?"

ด๊อกเต้อร์พะยักหน้า

"โจทย์เขาอ้างกันเป็นพะยาน"

อาเสี่ยยกมือชี้หน้า

"เออ-หัวแกจะต้องแตก พ่อต้องจ้างพวกเคาบอยฟันกะบานแกให้ได้ ใครเป็นพะยานโจทก์ต้องโดนทั้งนั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง

"แรงไปละโว้ย อ้ายเสี่ย"

"อ้าว-คุณอาด้วยหรือครับ ดีแล้ว, อย่าจุดตะเกียงกินข้าวเลย เป็นเจอลูกซองแน่ๆ " แล้วกิมหงวนก็หันมาพูดกับเพื่อนเกลอทั้งสอง "ไปโว้ยใกล้เวลาเต็มที่แล้ว ประเดี๋ยวก็รู้ดีรู้ชั่ว"

จำเลยกับทนายจำเลย เดินนำหน้าพามิตรสหายขึ้นไปบนศาล คณะพรรคฝ่ายโจทก์ตามไปห่างๆ ช่างภาพหนังสือพิมพ์ถ่ายภาพได้อีกหลายภาพ

พอโจทก์จำเลยเข้ามาในห้องพิจารณา ผู้ฟังคดีก็ส่งเสียงจ้อกแจ้กวิจารณ์กันต่างๆ นานา คนที่ไม่รู้จักตัวจริง พล, นิกร, กิมหงวนก็ถามกันเซ็งแซร่ว่าคนไหนก็ใคร

จ่าศาลจัดที่ให้ฝ่ายโจทก์นั่งทางขวา ฝ่ายจำเลยนั่งทางซ้าย ตอนหน้าบัลลังก์จำเลยทั้งสามคนใจเต้นทึกทัก ส่วนโจทก์ก็ยิ้มแป้น ใครต่อใครชมเปาะว่าโจทก์ตะละคนสวยพริ้งกว่านางสาวไทยเป็นไหนๆ

เวลาที่เหลืออยู่นี้ ทนายทั้งสองฝ่ายได้ถือโอกาสสั่งสอนถูกความของตน นายป๊อกมีกิริยากะปรี้กะเปร้ามาก ดูเหมือนเขาหวังอย่างยิ่งว่าเขาจะต้องชะนะความคดีนี้

นาฬิกาเรือนใหญ่ หลังบัลลังก์ บอกเวลา ๑๐.๐๕ น.

ท่านตุลาการผู้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ๒ ท่านพากันเดินเข้ามาทางประตูซ้ายมือ และก้าวขึ้นบัลลังก์ช้าๆ ต่างสวมเสื้อครุยเนติบัณฑิตทั้งคู่ คนหนึ่งอายุมากแล้ว มีหนวดเฟิ้ม ผมหงอกประปราย สวมแว่นตาคนแก่ ท่านผู้พิพากษาคนนี้คือ หลวงคล่องคดีแพ่งส่วนอีกคนหนึ่งเป็นชายกลางคน รูปร่างผอมบาง ผิวเหลืองคล้ายๆ กับจะเป็นวัณโรค เขาคือขุนคดีแดงพิจารณ์

ทุกๆ คนที่อยู่ในศาลต่างลุกขึ้นยืนก้มศีร์ษะกระทำความเคารพท่านผู้พิพากษา เมื่อตุลาการทั้งสองท่านนั่งประจำบังลังก์แล้ว โจทก์จำเลยและคนอื่นๆ จึงนั่งลงตามเดิม

ภายในห้องพิจารณาเงีบบกริบ นิกรทำจมูกยู่ยี่เหลียวหน้าเหลียวหลังล่อกแล่ก แล้วแหงนหน้าจามออกมาดังๆ

"ฮ๊าด-ชะเอ๊ย!"

ผู้พิพากษาสะดุ้งโหยง อาเสี่ยเอ็ดตะโรลั่นศาล

"บ้าจริงโว้ย ดันจามออกมาได้"

นิกรยิ้มแหยๆ พูดเสียงดังเหมือนอยู่บ้าน

"มันคันจมูกนี่หว่า"

หลวงคล่องฯ หยิบฆ้อนทุบบัลลังก์ แล้วพูดเด็ดขาด

"เงียบ!"

ขุนคดีแดงฯ เปิดแฟ้ม ก้มหน้าอ่านข้อความในนั้น

"คดีเหลืองที่๑๑๑/๕๐๐/๒๔๗๙๖๕ ความแพ่งระหว่างนางนันทา พัชราภรณ์ โจทก์ที่หนึ่ง นางประไพ การุณวงศ์ โจทก์ที่สอง และนางนวลละออ ไทยแท้ โจทก์ที่สาม โจทก์ นายพล พัชราภรณ์ จำเลยที่หนึ่ง นายนิกร การุณวงศ์ จำเลยที่สอง และนายสงวนหรือกิมหงวน ไทยแท้ จำเลยที่สาม จำเลยโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาหย่ากับจำเลย ตามสำนวนฟ้องดังศาลจะอ่านให้ฟังดังต่อไปนี้"

กิมหงวนร้องไห้โฮ ลุกขึ้นยืนแถลงต่อศาลทันที

"ใต้เท้าครับ โปรดอย่าให้ผมหย่ากับโจทก์เลยครับ เอาผมเข้าคุกสักสองปียังจะดีกว่า ฮือ-ฮือ ผมไม่หย่าครับ"

หลวงคล่องคดีแพ่ง ขมวดคิ้วนิ่วหน้ามองดูอาเสี่ย เขาทำตาปริบๆ แล้วยิ้มเล็กน้อย

"นั่งลง แล้วไม่ต้องพูดอะไรอีก ศาลจะให้ความยุตติธรรมแก่จำเลยเสมอ เวลานี้ยังไม่ได้พิจารณาคดี เพียงแต่อ่านสำนวนฟ้องของโจทก์ให้ฟังเท่านั้น"

เสี่ยหงวนสะอื้นทรุดตัวลงนั่งตามเดิม หันไปค้อนภรรยาของเขา

"ดีน่า เรื่องนิดเดียวเท่านั้นฟ้องหย่าได้"

ขุนคดีแดงฯ ยกมือทุบบัลลังก์ปัง

"แล้วกันโว้ย บอกว่าอย่าพูด"

อาเสี่ยเถียง

"ก็ผมไม่ได้เป็นใบ้นี่ครับ"

ท่านขุนคดีแดงฯ ทำคอย่น

"ยังจะเถียงอีก แกอยากเข้าตะรางเรอะ?"

"อ๋อย ไม่อยากหรอกครับ เอาเถอะครับ โปรดอ่านต่อไปเถอะครับ"

ภายในศาลเงียบสงัดลงอีก ศาลอ่านสำนวนฟ้องให้จำเลยฟัง ซึ่งเป็นอาลักษณ์อักษร ๕ หน้ากระดาดมีใจความสำคัญว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ได้ประพฤติตนเลวทราม กินเหล้าเมายา ทุบตีทารุณต่อโจทก์ เป็นต้นว่า เตะโจทก์สลบค้าเท้า กะทืบยอดอก ด่าแม่โจทก์ หรือตบหน้าโจทก์มานับครั้งไม่ถ้วนโจทก์ไม่สามารถจะอยู่กินกับจำเลยต่อไปได้ จึงขอให้ศาลพิพากษาให้หย่ากับจำเลย

ตอนสุดท้าย ท่านผู้พิพากษาได้อ่านเสียงหนักๆ ชัดถ้อยชัดคำ

"-ด้วยความทารุณโหดร้ายของจำเลย ตามที่โจทก์กราบเรียนให้ทราบ โจทก์จำต้องขอบารมีศาลเป็นที่พึง ขอได้โปรดให้โจทก์กับจำเลยหย่ากันในทันที และโปรดบังคับจำเลย ให้มอบบุตรชายให้โจทก์ กับจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูอีกเดือนละพันบาทจนตลอดชีวิต ส่วนสินเดิมและสินสมรสนั้นโจทก์ไม่ต้องการส่วนแบ่งเลย"

สำนวนฟ้องจบลงแล้ว จำเลยทั้งสามหน้าซีดเหมือนไก่ฟัก กิมหงวนยกหลังมือเช็คน้ำตา สะอื้น อื้ดๆ

หลวงคล่องฯ เงยหน้ามองดูทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย นิ่งเงียบไปสักครู่เขาจึงพูดขึ้น

"ศาลไม่อยากจะให้โจทก์และจำเลยต้องหย่ากันเลย เพราะได้มีลูกมีเต้าด้วยกันแล้ว"

กิมหงวนหัวเราะก้าก ผลุดลุกขึ้นยืน

"จริงครับ ศาล-ยังงี้ยุตติธรรมเหลือเกิน"

หลวงคล่องฯ หยิบฆ้อนยางเงื้อขึ้น ขว้างลอยละลิ่วมาถูกอกอาเสี่ยดังบึ้ก

"แกบ้ารึ หา? แกอยากเข้าตะรางเรอะ?"

เสี่ยหงวนหน้าจ๋อย ยกมือไหว้ปะหลกๆ เจ้าสัวกิมไซมองดูหลานชายด้วยความวิตก แล้วพูดขึ้นดังๆ

"เยียะม่ายรู้ จักกาละเทศะบ้างเลย ที่นี่เป็งศางเค้าเป๋ ยังงี้ปูเหลียวติกตะรังเท่านั้ง ฉิกหาย"

ผู้พิพากษาหัวเราะหึๆ เปลี่ยนสายตามาที่เจ้าสัว

"ลื้อก็ไม่มีหน้าที่พูด เป็นคนมานั่งฟังคดีก็เฉยๆ ซิ ถ้าขืนพูดมากจะให้ตำรวจไล่ออกไปจากห้อง"

เจ้าสัวรีบลุกขึ้นคำนับศาล

"ฮ้อ" แล้วเขาก็นั่งลงตามเดิม ทำให้คนฟังคดีหัวเราะคิกคักไปตามกัน

กิมหงวนก้มลงหยิบฆ้อนยาง เดินเอาเข้าไปส่งให้ผู้พิพากษา แล้วกลับมานั่งทางฝ่ายโจทก์ แต่จ่าศาลรีบไล่ให้มานั่งทางจำเลย

แน่นอนเหลือเกิน คดีฟ้องหย่ารายนี้ จะต้องยุ่งใจผู้พิพากษาอย่างที่สุด ยังไม่ทันได้พิจารณาเลย ยังยุ่งถึงเพียงนี้

หลวงคล่องฯ มองดูจำเลยทั้งสาม

"จำเลยจะสู้คดี หรือขอให้ศาลช่วยเหลือไกล่เกลี่ยโจทก์?"

พล ลุกขึ้นยืนกล่าวกับศาลอย่างนอบน้อม

"ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดครับ จำเลยใคร่จะขอให้ศาลกรุณาพูดกับโจทก์ให้ถอนฟ้อง ปราณีปรานอมกันต่อไป"

หลวงคล่องฯ หันมาพูดซุบซิบกับขุนคดีแดงฯ สักครู่ก็เปลี่ยนสายตามาที่โจทก์

"ศาลเห็นว่า ธรรมดาลิ้นกับฟันยังรู้จักกะทบกันสามีภรรยาก็เช่นกัน โจทก์จะกรุณาจำเลยสักครั้งได้ไหม ถ้าปราณีปรานอมกันได้ ศาลก็จะให้จำเลยทำทัณฑ์บนต่อศาลไว้ ซึ่งต่อไปจำเลยจะได้หลาบจำไม่กล้าประพฤติตนเช่นนี้อีก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นยืนกล่าวกับศาล ทั้งๆ ที่ท่านไม่มีหน้าที่จะพูดเลย

"โจทก์ยอมไม่ได้ครับ ไม่ยอมปราณีปรานอมเป็นอันขาด"

ผู้ฟังคดีหัวเราะครืน ผู้พิพากษาทั้งสองท่านต่างจ้องมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยความแปลกใจยิ่งหลวงคล่องฯ เม้มริมฝีปาก ทำตาปริบๆ

"ท่านเป็นใคร?"

เจ้าคุณก้มศีร์ษะโค้งคำนับอย่างงดงาม

"ผมเป็นบิดาโจทก์ที่สองครับ และเป็นพ่อตาจำเลยที่สองด้วย"

"ว้า!" ท่านผู้พิพากษาร้องลั่น "นั่งลง, แล้วก็อย่าพูดอะไรอีก" พูดจบก็หันมาทางเพื่อนผู้พิพากษา

"ผมซักปวดหัวเสียแล้วละแฮะ"

อาเสี่ยได้ยินเข้าก็ลุกขึ้นยืน ล้วงมือลงไปในกะเป๋า

"แอสไพรินผมมีขอรับ"

หลวงคล่องฯ ทำปากจู๋ เกือบๆ จะพิพากษาอาเสี่ยในฐานหมิ่นประมาทศาล

"นั่งลง!"

กิมหงวนสะดุ้ง ยิ้มแหยๆ แล้วทรุดตัวนั่ง ทันใดนั้นคุณหญิงประสิทธิ์ฯ ได้หาวขึ้นมาดังๆ

"เฮิ้ว!"

ผู้พิพากษาทั้งสองจุ๊ย์ปากจิ๊กจั๊ก หลวงคล่องคดีแพ่ง พลิกดูเอกสารต่างๆ ในแฟ้ม ซึ่งเกี่ยวกับคดีนี้ สักครู่หนึ่งก็กล่าวถามโจทก์

"ว่ายังไงโจทก์? จำเลยอยากปราณีปรานอมด้วย ศาลคิดว่าเพื่อเห็นแก่อนาคตของลูกและของโจทก์จำเลยทั้งสองฝ่าย โจทก์ควรจะถอนฟ้อง เพื่อให้เสร็จสิ้นไป แต่เท่าที่พูดนี่ ศาลเพียงแต่แนะนำ ไม่ใช่บังคับ โจทก์จะปราณีปรานอมหรือไม่นั้นสุดแล้วแต่โจทก์"

นันทา, ประไพ, นวลละออ ต่างมองดูหน้ากันแล้วยิ้มแหยๆ ความจริงหล่อนตั้งใจแต่เพียงขู่นายลิงทั้งสามเท่านั้น

นวลละออในนามของพวกโจทก์ ลุกขึ้นยืนแถลงต่อศาล

"เราต้องการหย่ากับจำเลยเจ้าค่ะ เพราะถ้าขืนอยู่ร่วม กันต่อไป จำเลยคงจะฆ่าพวกเราเสียเป็นแน่มันเป็นภาวะที่สุดแสนจะทนทานแล้ว ถูกทุบตีทารุณไม่เว้นตะละวัน พวกดิฉันต้องการอิสสรภาพเจ้าค่ะ"

"โธ่!" กิมหงวนร้องลั่นศาล จ้องมองดูเมียรักด้วยแววตาโหยละห้อย "นวลจะหักบัวไม่ไว้ใยจะตัดอาลัยไม่ไว้เยื่อเชียวหรือ?"

ขุนคดีแดงฯ ตวาดแหว

"จำเลยไม่ต้องพูดซีโว้ย แล้วกัน"

อาเสี่ยร้องไห้ใช้หลังมือเช็ดน้ำตา ผู้ฟังคดีต่างหัวเราะคิกคัก คดีฟ้องหย่ารายนี้ คล้ายกับละครตลกฉากหนึ่ง

หลวงคล่องฯ กล่าวกับคู่ความทั้งสองฝ่าย

"เมื่อโจทก์ไม่ยอมปราณีปรานอมด้วย ศาลก็จะได้พิจารณาข้อเท็จจริงต่อไป แต่ฟ้องของโจทก์ฟังทะแม่งๆ ยังไงอยู่ อ้า-ง่า-โจทก์ที่หนึ่งว่า ถูกจำเลยที่หนึ่งกะทืบยอดอกสามครั้ง เตะคอต่ออีกเก้าครั้ง แล้วยังบังคับให้เปลือยกายเต้นระบำให้ดู"

ทนาย จำเลยพูดขึ้นทันที

"เป็นไปไม่ได้ครับ ใต้เท้า จำเลยตะละคนล้วนแต่มีสตางค์ ถ้าจำเลยอยากจะดูระบำโป๊ จำเลยก็อาจจะไปดูที่เก้าชั้นได้เสมอ ซึ่งนางระบำเหล่านั้นมีส่วนสัดและอะไรต่ออะไรดีกว่าโจทก์เป็นไหนๆ "

ผู้พิพากษาทั้งสามท่านโกรธทนายจนเหลือที่จะกล่าว

"บ้ารึ หา?" หลวงคล่องฯ ตะโกนลั่นศาล "ยังไม่ถึงคราวที่ทนายจะพูดสักหน่อย แล้วกันซิโว้ยประเดี๋ยวพ่อตัดสินเอาเข้าตะรางหมดเลย อยู่นอกคุกดีๆ ไม่ชอบ อยากย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในคุกยังงั้นเรอะ"

ทนายจำเลยหน้าแดงกล่ำ ลุกขึ้นยืนโต้กับศาล

"ชะ-ช้า หลวงคล่องอ้ายลื้อกับอั้วน่ะ แดกเหล้าด้วยกันทุกคืนๆ นะโว้ย แล้วกัน อย่าขู่กันหน่อยเลยวะ เงินของอั้วพันบาทเมื่อไหร่จะใช่โว้ย?"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นลั่นห้อง หลวงคล่องฯ ละอายแทบจะแทรกแผ่นดินหนี แต่พยายามยิ้มแหยๆ ยกมือชี้หน้าทนายจำเลย

"แก่อย่าบ้าไปปหน่อยเลยวะ จริงอยู่ลื้อกับอั้วเป็นเพื่อนกัน แต่เวลานี้อั้วนั่งอยู่บนบัลลังก์ศาล อั้วย่อมมีอำนาจสูงสุด สามารถพิพากษาเอาลื้อเข้าตะรางได้ ลื้อ-เลวมาก เสือกทวงอัฐต่อหน้าคน" แล้วหลวงคล่องฯ ก็ยกฆ้อนตีบัลลังก์ดังโป้ก "ในนามแห่งศาล ถ้าผู้ใดแสดงกิริยาหรือกล่าววาจาไม่เคารพศาลแล้วข้าพเจ้าจะเอาเข้าตะรางทันที"

อาเสี่ยถามเบาๆ

"ลหุโทษหรือบางขวางครับ?"

"ทะลึ่ง! นั่นไม่ใช่หน้าที่ขอแก"

"อ้อ-จริงครับ"

ผู้พิพากษาถอนหายใจฮึดฮัด แล้วกล่าวกับจำเลยทั้งสาม

"ตามข้อหาของโจทก์ จำเลยจะว่ายังไง?"

นิกรลุกขึ้นพูด

"ผมนะไม่ว่าอะไรหรอกครับ"

"ม่ายช่าย ศาลหมายความว่า จำเลยจะปฏิเสธหรือจะสารภาพ?"

"ปู้โธ่" เสี่ยหงวนร้องขึ้นดังๆ "ให้ผมตายโหงตายห่าซิครับ ตั้งแต่แต่งงานอยู่ร่วมกันมาผมไม่เคยทุบตีเมียเลย โจทก์นั่นแหละเคยกระทืบผม ตบหน้าบ้าง ข่วนบ้าง หยิกบ้าง ส่วนเรื่องเมาเหล้าผมไม่ปฏิเสธครับ ใต้เท้าเองก็เป็นนักเลงสุราเหมือนกัน ก็คงจะทราบดีว่า เหล้านั้นมันสำคัญและจำเป็นแก่เราเพียงใด"

หลวงคล่องฯ ยิ้มเล็กน้อย หันมาพูดกับขุนคดีแดงฯ

"ที่จริงก็น่าเห็นใจจำเลยเหมือนกันนะ ท่านขุน"

ท่านขุนป้องปากกะซิบ

"คุณหลวงนึกออกไหม นายคนที่สวมแว่นขอบกระนี่ยังไงเล่า ที่เคยเลี้ยงเหล้าเราที่แฮ๊ปบี้ฮอลล์และเคยฉีกฉีกแบ๊งก์ใบละร้อยบาทให้เราดู"

หลวงคล่องฯ ชำเลืองมองดูกิมหงวน

"โอ-จริงแหละครับ" คุณหลวงกะซิบแผ่วเบา "ผมนึกออกแล้ว ไม่ได้การเราต้องช่วยเขา ทีหลังจะได้เลี้ยงเราอีก"

"นั่นน่ะซิ" ขุนคดีแดงฯ คล้อยตาม

หลวงคล่องฯ ทำเป็นมองดูเอกสารที่เกี่ยวกับคดีรายนี้ สักครู่ก็กล่าวขึ้นลอยๆ

"ใครเป็นพะยานโจทก์?"

นายแพทย์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์, เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นทันที ขุนคดีแดงฯ ถามพะยานโจทก์ทั้งสอง

"ใครชื่อพระยาปัจจนึก?"

"ผมครับ" เจ้าคุณพูดยิ้มๆ

"ดีแล้ว จ่าศาล, ให้พะยานสาบานตัวเดี๋ยวนี้"

ชายกลางคนรูปร่างอ้วนเตี้ยหรือจ่าศาล เดินเข้ามาพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้าไปในคอกพะยาน เจ้าคุณใจเต้นตึ้กตั้ก เพราะรู้อยู่แก่ใจดีว่า ท่านเป็นพะยานเท็จ เจ้าคุณเดินเข้ามาในคอกพะยาน ก้มศีร์ษะอันล้านเลี่ยนคำนับท่านผู้พิพากษา

จ่าศาลพูดกับท่านเบาๆ

"ประณมมือขึ้นครับ แล้วก็กล่าวคำสาบานตามผม"

"อ๊ะ!" เจ้าคุณอุทาน "ต้องสาบานด้วยหรือครับนี่?"

"ครับ, ต้องสาบาน"

"บ๊า-ยังงั้นผมไม่เป็นละแฮะ ผมเกิดมาไม่เคยสาบานเลย"

หลวงคล่องฯ ยกมือทุบบัลลังก์

"ถ้าพะยานไม่สาบาน ศาลจะเข้าใจว่าเป็นพะยานเท็จ และจะตัดสินจำคุกทันที"

กิมหงวนหัวเราะก้าก

"ดีแล้ว ใต้เท้า, ตลอดชีวิตเลย"

ผู้พิพากษาทำปากยื่นนัยตากลน

"เสือกพูดอีก แล้วกัน, ยังไงกันนี่โว้ย หา?"

อาเสี่ยยิ้มเจือนๆ ผู้ฟังคดีต่างหัวเราะคิดคักไปตามกัน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เหงื่อแตก ยกมือขึ้นประณมแล้วพูดตามจ่าศาล

"ข้าพเจ้า ขอปฏิญาณสาบานตนว่า ข้าพเจ้าจะให้การแต่ที่สัตย์ที่จริงเท่านั้น ถ้าข้าพเจ้าเอาความเท็จขึ้นมากล่าว ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในโลกจะลงโทษข้าพเจ้า ให้ประสบภัยพิยบัติอุปัทวอันตรายต้องตาย---"

เจ้าคุณไม่ยอมพูดตามต่อไป จ่าศาลซักฉิว

"พูดซิครับ, ต้องตายภายในสามวันเจ็ดวันนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอือก แล้วพูดเร็วปรือด้วยเสียงอ้อมแอ้ม

"ต้องตายภายในสามศตวรรษนี้"

จ่าศาลกล่าวต่อไป

"ให้หอกเท่าใบพาย"

เจ้าคุณว่าเสียงแจ๋ว

"ให้หอกเท่าใบพาย"

จ่าศาลอมยิ้ม

"แทงหูซ้าย"

เจ้าคุณรีบพูดเร็วปรือ

"แทงผู้ร้าย"

จ่าศาล "ทะลุหูขวา"

เจ้าคุณ "ทะลุหูหมา"

แล้วจ่าศาลก็หันไปคำนับศาล เป็นการบอกให้รู้ว่า เขาได้ให้พะยานสาบานตัวเรียบร้อยแล้ว ผู้พิพากษาเริ่มซักพะยานในข้อเท็จจริง เพื่อให้ประโยชน์และความยุตติธรรมแก่จำเลย

"พะยานเคยรู้ เห็นในความ ทารุณ โหดร้าย ของจำเลยทั้งสามอย่างไรบ้าง?"

ท่านเจ้าคุณหันมายักคิ้วกับสามเกลอ แล้วพูดกับศาล

"เคยเห็นหลายสิบครั้งเชียวครับ"

"เห็นยังไงบ้างล่ะ?" ศาลซัก

เจ้าคุณว่า "เคยเห็นจำเลยที่หนึ่งบีบคอโจทก์ ที่หนึ่ง และจำเลยที่สองตีเข่าถูกหน้าอกโจทก์ที่สองลงไปชักดิ้นชักงอ ส่วนจำเลยที่สามโหดเหี้ยมที่สุด พะยานเคยเห็นเตะโจทก์ที่สามชักแหง่กๆ นัยตาตั้ง แล้วแทนที่จะช่วยแก้ไขกลับกะทืบหน้าอกซ้ำ เวลาจำเลยเมา จำเลยอาละวาดมากเชียวครับ"

"โธ่เอ๊ย" อาเสี่ยร้องลั่นศาล "หัวหงอกแล้วยังจะตอแหลอีก"

ผู้ฟังคดีฮาครึน หลวงคล่องฯ ยกมือชี้หน้าอาเสี่ย

"แกไม่ต้องพูด"

กิมหงวนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกรอดๆ ศาลซักเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่อไปอีกและจดบันทึกไว้ สักครู่ก็อนุญาตให้ทนายจำเลยซักพะยาน

ขุนชาญเชิงคดีวางท่าทางให้พากพูม ให้สมกับเป็นทนายความผู้มีชื่อเสียง คือนั่งหลังคุ่มๆ ทำปากแบะ มองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยสายตาแข็งกร้าวเป็นการขู่ขวัญ

"พะยานพูดคลุมเคลือมาก" ท่านขุนพูดยิ้มๆ

เจ้าคุณชักฉิว

"คลุมเคลือยังไงวะ?"

ศาลเอ็ดตะโรทันที

"แล้วกัน, ทำไมพะยานพูดจาไม่สุภาพ ที่นี่ศาลสถิตย์ยุตติธรรม ไม่ใช่ก๊วนกัญชา"

เจ้าคุณหันมาคำนับศาล

"ได้โปรดเถอะครับ อนุญาตให้ผมเตะปากทะนายจำเลยสักหนึ่งทีได้ไหมครับ ท่าทางกวนแข้งเหลือเกิน"

หลวงคล่องฯ จุ๊ย์ปาก

"ไม่ได้, ที่นี่ไม่ใช่เวทีมวยสวนเจ้าเชตุ"

ขุนชาญฯ หัวเราะเบาๆ ยักคิ้วกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นการยั่วโทสะท่าน

"พะยานเห็นจำเลยคนไหนกะทืบหน้าอกโจทย์?"

เจ้าคุณหน้าตาแดงกล่ำ

"โน่น-อ้ายคนที่ชื่อกิมหงวนนั่น"

"กะทืบเมื่อวันที่เท่าไร เวลาประมาณเท่าไร"

เจ้าคุณนิ่งนึก

"วันที่เก้าเวลาสองนาฬิกาเศษ อย่าซักให้มากนักเลยโว้ย ถ้าจะซักให้ละเอียดลงไปหลังศาลดีกว่า"

ขุนคดีแดงฯ ยกมือทุบโต๊ะ

"พะยานเข้าใจไหมว่า ศาลห้ามไม่ให้พุดคำหยาบ"

ทนายจำเลยยิ้มอย่างมีชัย มองดูข้อความที่เขาจดไว้ แล้วแถลงต่อศาล

"กระผมไม่อยากเชื่อเลยว่าพะยานแลเห็นจำเลยที่สามกะทืบโจทก์ที่สาม เพราะเป็นเวลาดึกมากพะยานคงจะกำลังนอนหลับ"

ศาลมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ขณะที่เกิดการกะทืบกันขึ้น พะยานอยู่ไหน?"

เจ้าคุณพูดหน้าตาเฉย

"อยู่ในห้องส้วมครับ"

ขุนชาญฯ หัวเราะก้าก พูดกับผู้พิพากษาทันที

"ใต้เท้าโปรดตรองดูเถอะครับ พะยานเป็นบิดาโจทก์ที่สองจึงพยายามปรับปรำจำเลยโดย ลืมนึกถึงข้อเท็จจริง มีอย่างหรือครับอยู่ในห้องส้วมแลเห็นเขากะทืบกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพูด

"ก็ห้องส้วมมันมีรูนี่โว้ย"

ผู้ฟังคดีตบมือกราว และหัวเราะลั่น แสดงความชอบอกชอบใจ แม้กระทั่งผู้พิพากษาก็อดหัวเราะไม่ได้

ทนายจำเลยยิ้มแหยๆ กล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่อไป

"ง่า-ที่เห็นจำเลยกะทืบโจทก์น่ะ จำเลยทำกิริยายังไงถึงเรียกว่ากะทืบ?"

เจ้าคุณยิ้มเล็กน้อย

"อั้วอธิบายไม่ถูกหรอกโว้ย ลื้มานี่ซิ นอนลงอั้วจะทำให้ดู รับรองว่าเหมือนกับจำเลยทำแก่โจทก์ทีเดียว

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นอีก ขุนชาญฯ ทำคอย่นหลับมาปี๋ เงยหน้าพูดกับศาล

"แล้วแต่จะโปรดครับ พะยานไม่ยอมอธิบายวิธีการกะทืบของจำเลย"

หลวงคล่องจดลงไปในบันทึก แล้วถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"พะยานเห็นความทารุณ ของจำเลยที่สามคนเดียวเท่านั้นและหรือ?"

เจ้าคุณพูดทันที

"จำเลยที่หนึ่งและจำเลยที่สอง ผมก็เห็นครับ"

"เห็นยังไง?" ศาลซึก

"เห็นจำเลยที่หนึ่ง บีบคอโจทก์ที่หนึ่งครับ และจำเลยที่สองตีเข่าถูก หน้า อกโจทก์ ที่สอง ลงไปชักแหง่กๆ นี่ครับ ซักปากเบี้ยวปากบูดยังงี้" พูดจบเจ้าคุณก็ทำท่าให้ศาลดู

ผู้ฟังคดีหัวเราะลั่น นิกรพูดขึ้นดังๆ

"แหม-ทำท่ายัง กะคนเป็น สนนิบาตเชียวโว้ย ฮ่ะ-ฮ่ะ"

ขุนคดีแดงฯ ยกฆ้อนเคาะบัลลังก์ให้ทุกคนสงบปากเสียง ทนายจำเลยซักพะยานต่อไป

"พะยานเห็นความโหดร้ายของจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่เท่าไหร่เวลาอะไร?"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้อนปะหลับปะเหลือก

"วันที่เก้า เวลาสองนาฬิกาเศษที่จำได้ นอกจากนั้นเคยเห็นหลายครั้ง แต่จำวันเดือนปีไม่ได้ เพราะไม่ได้ตั้งใจจะจำ"

ขุนชาญฯ หัวเราะ ก้มหน้าก้มตาจดอะไรยิกๆ แล้วพูดกับศาล

"ขอบพระคุณครับ ผมขอซักพะยานปากนี้เพียงเท่านี้"

หลวงคล่องฯ ซุบซิบกับขุนคดีแดงฯ สักครู่ก็พูดขึ้นลอยๆ

"ศาลจะสืบพะยานปากที่สองต่อไป ง่า-ใครชื่อนายแพทย์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์?"

ดิเรกลุกขึ้นยืนพูดทันที

"ความจริงเรื่องนี้ผมไม่รู้ เห็นอะไร หรอกครับ ผมเพียงแต่เป็นผู้ตรวจบาดแผลโจทก์เท่านั้น"

"เฮ้! " ผู้พิพากษาร้องลั่น "แล้วกันฟับผ่ายังไม่ทันสาบานตัวเลย ดันให้การออกมาแล้ว โธ่-นายแพทย์ทำไมถึงเซ่อเป็นควายอย่างนี้นะ?"

ด๊อกเต้อร์ทำหน้ากะเรี่ยกะราดชอบกล

"ง่า-ศาล ประเทศอังกฤษ เป็นไม่มีการสาบานครับ"

หลวงคล่องฯ ยกมือเกาศีร์ษะ

"แต่นี่มันศาลประเทศไทยจ้ะ คุณหมอ"

"โอ๋-เยส-เยส เวอรี่กู๊ด" แล้วดิเรกก็เดินอาดๆ เข้าไปในดอกพะยาน ยกมือขึ้นประณม "ข้าพเจ้าขอสาบาน---"

"เดี่ยว! " จ่าศาลเอ็ดตะโรลั่น "คอยว่าตามผม ไม่ใช่ให้คุณว่าเอาเอง เอา-ว่าตามไป"

ดิเรกพูดหน้าตาเฉย

"เอา-ว่าตามไป"

จ่าศาลลืนน้ำลายเอื้อก

"แหม-โง่ฉิบหายเลย"

ดิเรก "แหม-โง่ฉิบหายเลย"

ผู้ฟังคดีพากันหัวเราะก้าก โดยเฉพาะเจ้าสัวกิมไซกับคุณหญิงประสิทธิ์ฯ ว่าเสียงอหาย จ่าศาลต้องพูดทำความเข้าใจกับดิเรกอีกสักครู่จึงรู้เรื่องกันแล้วด๊อกเต้อร์ก็สาบานตัวตามระเบียบของศาล

หลวงคล่องฯ สั่นศีร์ษะช้าๆ แสดงความอิดหนาระอาใจ เขาผลุดลุกขึ้นจากบัลลังก์จุ๊ย์ปากจิกจักพูดกับเพื่อนผู้พิพากษาของเขา

"ท่านขุน ผมจะเป็นบ้าอยู่แล้ว ให้ตายโหงซิเอ้า ท่านขุนพิจารณาความไปคนเดียวก็แล้วกัน ผมจะออกไปหาโอเลี้ยงกินให้ชื่นใจสักแก้วหนึ่งก่อน"

ขุนคดีแดงฯ ว่า "อ๊ะ-ไม่ได้ซิครับ คุณหลวงออกไปผมก็ออกไปเหมือนกัน"

หลวงคล่องฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ตามใจ ถ้าเช่นนั้นปล่อยให้ทนายเขาซักกันสักครู่ก็ได้ ไปเถอะครับปวดหัวเต็มทนแล้ว เป็นผู้พิพากษามาตั้งยี่สิบสองปี ไม่เคยเจอดียุ่งยากอย่างนี้เลย"

ขุนคดีแดงฯ หัวเราะ

"นั่นน่ะซิ ผมเองก็รู้สึกอย่างนี้"

ท่านตุลาการทั้งสองท่านต่างลุกจากเก้าอี้ด้วยอารมณ์หงุดหงิด จ่าศาลลืมตาโพลง เขารีบเรียนถามท่านผู้พิพากษาทันที

"ใต้เท้า-ว้า-ใต้เท้าจะไปไหนครับ?"

หลวงคล่องฯ ยิ้มเล็กน้อย

"ไปหากาแฟกิน"

จ่าศาลหลับตาปี๋

"ตายโหง! แล้วใต้เท้าจะให้โจทก์จำเลยจัดการกันอย่างไรต่อไปครับ?"

ขุนคดีแดงฯ พูดเสริมขึ้น

"ก็ให้ทนายเขาโจ้กันซิ คุณช่วยดูๆ ให้บ้างก็แล้วกัน ประเดี๋ยวผมมา คดีแพ่งหรอกครับ ไม่สลักสำคัญอะไรหรอก"

ครั้นแล้ว, หลวงคล่องฯ กับขุนคดีแดงฯ ก็พากันลงจากบัลลังก์เดินออกไปจากห้อง ทิ้งความฉงนฉงนสนเท่ห์ใจไว้ให้แก่ผู้ฟังคดีโดยทั่วหน้า ตลอดจนกะทั่งคู่ความและทนายความทั้งสองฝ่าย

กิมหงวนลุกขึ้นส่งเสียงเอ็ดตะโร

"เฮ้ย-หวานแล้วโว้ย พวกเรา, ยังไงๆ เราก็ต้องชนะความแน่ๆ ตัดสินเอาเองเถอะวะ อั้วขึ้นบัลลังก์เอง"

จ่าศาลปรีเข้ามาขวางหน้ากิมหงวน

"คุณจะไปไหน?"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ผมจะขึ้นบัลลังก์"

จ่าศาลแยกเขี้ยว

"ไม่ได้, คุณจะลุอำนาจศาลไม่ได้ ผมเองเป็นจ่าศาลมาห้าปีแล้ว อยากจะนั่งบัลลังก์ก็ใจแทบขาดยังไม่ได้นั่ง"

กิมหงวนทำตาปริบๆ

"ถ้ายังงั้นคุณไปนั่งบัลลังก์ก็แล้วกัน อย่าโอ้เอ้เลยครับ ผมอยากจะทราบผลเด็ดขาดว่า ศาลจะตัดสินอย่างไร?"

จ่าศาลยิ้มเล็กน้อย

"เอา-ดีเหมือนกันครับ ขณะนี้ผู้พิพากษาไม่อยู่ ผมผู้เป็นจ่าศาลก็ต้องรักษาการแทน เราจะใช้พิจารณาดคีต่อไป" พูดจบจ่าศาลก็เดินวางท่าอย่างสง่าผ่าเผยขึ้นไปนั่งบัลลังก์

ผู้ฟังคดีหัวเราะกันคิกคัก และพูดกันเจ้อกแจ้กจอแจ กิมหงวนแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกล้อเมียเขาติดๆ กันหลายครั้ง

"เงียบๆ! "

ทุกๆ คนเงียบกริบ ทนายโจทก์คือป๊อก เปียสกุล ลุกขึ้นยืนแถลงต่อศาล

"ขอได้โปรดให้ผมซักถามจำเลยเถิดครับ"

จ่าศาลปั้นสีหน้าเคร่งขรึม

"ทนายจะซักว่ายังไง?"

ป๊อกยิ้มแห้งๆ

"ยังไม่ทราบเหมือนกันครับ ต้องคิดดูก่อน"

"โธ่เอ๊ย! " จ่าศาลปลงอนิจจํ "คุณเป็นทนายได้ยังไงนะ ผมแปลกใจจริง"

ทนายโจทก์หัวเราะ

"นั่นมันไม่ใช่เรื่องของคุณหรอกน่า ผมเป็นได้ก็แล้วกัน" พูดจบเขาก็กะแอ็มดังๆ หันมาทำหน้ายักษ์กับกิมหงวน "จำเลยปฏิเสธรึ ที่ว่าไม่ได้ทารุณโหดร้ายกับโจทก์?"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"โธ่-อ้ายถั่ว, นั่งลงเถอะโว้ย หมั่นไส้, ประเดี๋ยวพ่อถีบออกไปนอกศาลเลย ฮ่ะ-ฮ่ะ ไปขี่สามล้อเถอะไป่ หน่วยก้านแกมันไม่น่าเป็นทนายเลย"

ป๊อกโกรธจนตัวสั่น กล่าวกับศาลทันที

"แล้วแต่จะโปรด จำเลยหมิ่นประมาทผมครับ"

ศาลหรือจ่าศาลหัวเราะหึๆ

"ค่ำว่าอ้ายถั่วไม่ใช่หมิ่นประมาท"

ทนายโจทก์ทำตาปริบๆ ตะโกนด่ากิมหงวนบาง

"แกก็อ้ายถั่วเหมือนกัน"

อาเสี่ยยักคิ้วแผล็บ

"ถึงข้าเป็นถั่วก็ถั่วลันเตามีราคาวะ แก-อ้ายถั่วดำ"

ป๊อกสะดุ้งเหมือนถูกเข็มแทง

"เฮ้ย-อวดเก่งลงชกกันหลังศาลไหมล่ะ"

เสียงหงวนแหกปากหัวเราะลั่น ก้มหน้าลงกะซิบกะซาบกับนิกร

"อ้ายกร, ปราบอ้ายป๊อกทีเถอะวะ เห็นไหมปากกาเซ๊ฟเฟอร์ที่จะเป่าเสื้อมัน เอาทีน่า, ไหว้ละ"

อ้ายเสือมีอกาวสั่นศีร์ษะ

"ไม่ได้โว้ย นี่มันในศาล"

จ่าศาลยกฆ้อนทุบโต๊ะ

"เอา-ว่ายังไงกัน ใครจะซักใครก็เอาซิ เสียเวลาน่า จะได้ตัดสิน"

ขณะนั้น หลวงคล่องฯ กับขุนคดีแดงฯ พากันเดินเข้ามาในห้องพิจารณาอีก ต่างถือแก้วกาแฟดำเย็นคนละแก้ว หลวงคล่องฯ ยืนจังงังเมื่อแลเห็นจ่าศาลขึ้นไปนั่งหน้าเหรออยู่บนบัลลังก์

"คุณต๋อง! ใครบอกให้คุณทะเล้นขึ้นไปนั่งบนนั้น หา?"

นายต๋องหรือจ่าศาลรีบลุกขึ้นยืนทำหน้าบ้องแบ๊วชอบกล

"แฮ่ะ-แฮ่ะ กระผมเห็นใต้เท้าไม่อยู่ก็ทำงานแทนใต้เท้าขอรับ ง่า-เชิญครับ"

หลวงคล่องฯ ถอนหายใจหนักหน่วง

"ลงมา แหม-ดูอยากเป็นผู้พิพากษาเหลือเกินนะคุณ"

นายต๋องรีบลงมาข้างล่าง ผู้ฟังคดีหัวเราะลั่นท่านผู้พิพากษาทั้งสองขึ้นไปนั่งประจำที่บนบัลลังก์ตามเดิม ต่างดูดกาแฟจนคอโก่ง ดูอารมณ์ของท่านตุลาการดีขึ้นมาก

"ง่า-ฟังทางนี้" หลวงคล่องฯ พูดยิ้มๆ "ศาลจะได้ซักพะยานปากที่สองต่อไป"

ด๊อกเต้อร์ดิเรกลุกขึ้น วิ่งขาถ่างเข้าไปยืนอยู่ในคอกพะยาน

"เชิญซักครับ ผมจะให้การตามความสัตย์จริงทุกประการ"

"ฮึ-ดีมาก พะยานตอบศาลซิว่า ความในใบตรวจดูบาดแผลหรือเปล่า หรือว่าเดาเอา?"

ทนายจำเลยพูดขึ้นทันที

"เดาเอาครับ"

หลวงคล่องฯ กลืนน้ำลายเอื้อก

"แล้วกัน ขุนชาญฯ ลื้ออยากติดคุกหรือนี่อั้วมีอำนาจตัดสินเอาลื้อเขาตะรางเดี๋ยวนี้ได้นา"

ขุนชาญฯ ยิ้มแหยๆ ไม่พูดว่ากะไรอีก

ดิเรกพูดกับศาล

"ผมได้ตรวจดูรอยฟกซ้ำดำเขียวที่ร่างกายโจทก์แล้วขอรับ จึงได้ออกใบตรวจแพทย์ให้"

ทนายโจทก์พูดขึ้นบ้าง

"แล้วแต่จะโปรด ทนายใคร่จะขอให้ศาลเชื่อถือพะยานโจทก์ เพราะเป็นแพทย์ปริญญาสำเร็จวิชาการแพทย์มาจากต่างประเทศ"

หลวงคล่องฯ ยกมือเกาศีร์ษะ ทำหน้าตายู่ยี่ชอบกล

"โธ่-โธ่-โธ่! ใครบอกให้แกพูด หา? ฉันกำลังซักพะยาน"

ป๊อกรีบลุกขึ้นยืนก้มศีร์ษะโค้งคำนับศาลเป็นเชิงรับผิดและขอโทษ

ท่านผู้พิพากษาถามพะยานต่อไป

"พะยานสำเร็จวิชาแพทย์มาจากไหน?"

ดิเรกกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง อมยิ้มแก้มตุ่ย กะแอ็มเบาๆ ๓ ครั้งจึงตอบศาล

"มหาวิทยาลัยเคมบริจซ์ขอรับ กระผมได้รับปริญญา เอ็ม.ดี. ออนเน่อร์ แอนด์ บี.เอส.ซี"

อาเสี่ยเสริมขึ้นด้วยเสียงค่อนข้างดัง

"แอนด์ ดี.โอ.จี., ดับบลิว.ซี., แอนด์ ทีบี., เอ็ม.เอ.ดี."

"อ้ายบ้า! " หลวงคล่องฯ ตะโกนลั่น

อ้ายบ้าหัวเราะหึๆ หันมาพูดกับพลเบาๆ

"ยังงี้เจอนอกศาลพ่อแตะหนวดขาดเลย พับผ่า, ดุฉิบหาย"

พลจุ๊ย์ปากห้าม

"อย่าเล่นกับไฟโว้ย พลาดพลั้งติดตะรางง่ายๆ ไม่รู้นา"

ศาลถามนายแพทย์ณรงค์ฤทธิ์ต่อไป

"พะยานมีหลักฐานอะไรหรือเปล่า ที่แสดงว่าสำเร็จจากมหาวิทยาลัย-ง่า-อ้า-เออ---"

ดิเรก ควัก กะเป๋า หยิบใบอนุญาตของสภาการแพทย์ออกมาส่งให้จ่าศาลนำไปให้ผู้พิพากษา หลวงคล่องฯ อ่านดูแล้วก็ให้จ่าศาลเอามาคืนให้ดิเรก

"พะยานแคเห็นบาดแผลตรงไหนบ้าง?"

ด๊อกเต้อร์นิ่งนึก

"ที่ซี่โครงสองข้างครับ เป็นรอยฟกช้ำแสดงว่าถูกเตะด้วยรองเท้า และที่หน้าอกอีกแห่งหนึ่ง เป็นบาดแผลที่กระผมเรียนรู้ว่า รอยถูกกะทืบ"

ศาลสะดุ้งโหยง

"ช้ำในหรือเปล่า?"

"ครับผม-ซี่โครง แถบซ้าย เอามือกดดังกรุ๊ก กริ๊กๆ ขอรับ ส่วนรอยที่ถูกกะทืบ เอานิ้วกดดังป๊อด-ป๊อดแป๊ดๆ "

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"แหม-เสียงดังยังกะขี้ลงท้องเชียวฮิ ฉิบหายตอแหลชะมัด"

หลวงคล่องฯ โมโหจนตัวสั่น ล้วงมือลงไปในแก้วกาแฟดำเย็น หยิบน้ำแข็งก้อนหนึ่งขึ้นมาจะขว้างหน้าจำเลยที่ ๒ แต่ฉุกใจได้คิดว่าน้ำแข็งแพง กาแฟดำเย็นขึ้นจาก ๕ เป็น ๖ สตางค์ เลยไม่ขว้าง เอาใส่ปากเคี้ยว แล้วยกมือชี้หน้าอ้ายเสือมือกาว

"ศาลยังเห็นแก่อนาคตของจำเลย ม่ายจะให้ตำรวจเอาไปส่งตะรางเดี๋ยวนี้ จำเลยพูดทะลุกลางปล่องขึ้นมาอีก ศาลจะพิพากษาจำคุกทันที" นิ่งเงียบไปสักครู่แล้วจึงกล่าวกับขุนชาญเชิงคดี ทนายจำเลย "ทนายจะซักพะยาน ศาลก็อนุญาต"

ขุนชาญฯ ยิ้มแป้น ดิเรกให้การมีช่องโหว่มากทำให้ท่านขุนมองเห็นธงชัย ขุนชาญฯ กล่าวถามด๊อกเต้อร์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"ข้าพเจ้าขอถามพะยานอีกครั้ง พะยานได้เอามือกดดูบาดแผลรึ?"

ดิเรกชักฉิว

"แน่นอน, ถ้าไม่กดมันจะรู้หรือว่ามันดังป๊อดแป่ดๆ "

ทนายจำเลยหันมาพูดกับศาลทันที

"กรุณาจดไว้ด้วยครับว่า พะยานได้เอามือกดบาดแผลนั้นจึงรู้ว่ามีเสียงดัง ฮ่ะ-ฮ่ะ มันเป็นความเท็จอย่างร้อยกาจ"

ด๊อกเต้อร์ตวาดแว๊ด

"เท็จยังไงวะ อ้ายเบื๊อก?"

ท่านขุนขมวดคิ้วย่น

"คุณว่าใครอ้ายเบื๊อก?"

"ว่าแกนั่นแหละ"

ขุนคดีแดงฯ ยกฆ้อนทุบบัลลังก์จนกะทั่งหัวฆ้อนหลุด

"แล้วกัน, นี่ไม่ใช่ตลาดบางลำภู จงเคารพต่อศาลบ้าง โธ่-ประเดี๋ยวพ่อด---"

ขุนชาญฯ ก้มศีร์ษะคำนับศาลอีกครั้งหนึ่ง

"กระผมขอเรียนให้ทราบว่า พะยานให้การโดยเป็นไปไม่ได้ โจทก์เป็นผู้หญิงสาวและสวย พะยานว่าได้ใช้มือ กดรอย ถูกกะทืบที่หน้าอกดังป๊อดแป๊ดๆ ขอให้ใต้เท้าโปรดตรองดู อย่างไรเสียโจทก์ก็ไม่ยอมให้หมอทำยังงั้นแน่ๆ การกดถ้ามีเสียงดังป๊อดแป๊ดๆ ก็ต้องกดกันอย่างรุนแรง เป็นต้นว่าแตรรถยนตร์ถ้าบีบเบาๆ ก็ไม่มีเสียง ถ้าบีบแรงๆ จึงจะดัง ปูลิ แพ่ด-แพ่ดๆ ปูลิ-ปับ-ปูด ปูลิดปุด-ปุ้ดปูด นี่แหล่ะครับ กระผมจงกล้ายืนยังว่า พะยานไม่ได้กดรอยฟกช้ำที่หน้าอกโจทก์แน่ๆ "

เสียงตบมือและเสียงหัวเราะดังสนั่น หวั่นไหวดิเรกเหงื่อตก เขาเสียเชิงขุนชาญฯ ทนายเจ้าเล่ห์เสียแล้ว ผู้พิพากษาเองก็ยังตบมือให้เกียรติยศแก่ทนายจำเลย ส่วนพวกจำเลยนั้น ไม่ต้องสงสัย หัวเราะด้วยและตบมือกะทืบเท้าด้วย โดยเฉพาะอาเสี่ยชอบอกชอบใจถึงกับเป่าปากเปี้ยว

ขุนคดีแดง หัวเราะหึๆ พะยักหน้ากับด๊อกเต้อร์ดิเรก

"ว่ายังไง พยาน, พะยานกดรอยฟกช้ำที่หน้าอกโจทก์หรือเปล่า?"

"แฮ่-แฮ่ เปล่าครับ"

"อ้าว-ยังงั้นพะยานก็เป็นพะยานเท็จน่ะซิ"

ดิเรกหน้าซีดเผือก พูดเสียงเครือ

"ไม่ได้เท็จหรอกครับ"

ขุนคดีแดงฯ ตวาดแว๊ต

"ไม่เท็จทำไมตะกี้บอกว่ากด?"

ด๊อกเต้อร์ ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"โธ่-ก็โจทก์เขาสอนให้ผมให้การยังงี้นี่ครับ" แล้วดิเรกก็หันมาดุนวลละออก "ฮี้-บอกแล้วว่าอย่าเอาผมเป็นพะยานก็ไม่เชื่อ

หลวงคล่องฯ กล่าวกับดิเรก

"พะยานให้การเป็นเท็จ ฉะนั้นศาลจำต้องพิพากจำเลยคุกพะยานหนึ่งเดือน"

"อ๋อย" ด๊อกเต้อร์ร้องลั่น พร้อมกับเสียงประภาร้องกรี๊ด แล้วนายแพทย์ยืนโงนเงนทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม "ได้โปรดเถอะครับ กระผมผิดไปแล้ว"

ผู้พิพากษายิ้มเล็กน้อย

"มีเหตุอันควร ปราณีที่พะยานไม่เคยต้องโทษจึงลดให้กึ่งหนึ่งคือจำคุกสิบห้าวัน แต่พะยานยอมสารภาพผิดจึงยกโทษจำเลยนั้นเสีย และให้จำเลยที่สามคือนายกิมหงวนติดคุกแทนพะยาน"

อาเสี่ยเผ่นพรวดลุกขึ้นยืนทันที

"ใต้เท้า-ใต้เท้าครับ ใต้เท้าว่ายังไงนะครับ?"

ผู้ฟังคดีหัวเราะลั่น หลวงคล่องฯ ยิ้มแห้งๆ

"ขอโทษ-ศาลพูดผิดไป จำเลยมิได้มีการเกี่ยวข้องในเรื่องพะยานเท็จ"

กิมหงวนถอนหายใจโล่งอก

"สิ้นเคราะห์ไปที นึกว่าอยู่ๆ จะเอาผมเข้าคุกละก้อ ใต้เท้าก็ใต้เท้าเถอะ ผ่าซิ!"

ผู้พิพากษาทั้งสองต่างมองดูหน้ากัน แล้วหัวเราะซุบซิบปรึกษาหารือกันเบาๆ

"ว่าไงท่านขุน ตัดสินยังไงกันดีล่ะ?"

ขุนคดีแดงฯ ป้องปากพูด

"ให้จำเลยชะนะก็แล้วกัน ยกฟ้องโจทก์เสีย"

"งั้นเรอะ เอาก็เอา เอ-หรือให้โจทก์ชะนะบังคับจำเลยหย่ากับโจทก์"

"โธ่-บาปกรรมน่าคุณหลวง ผัวเมียเขาอยู่ด้วยกันจะพรากเขายังไง"

หลวงคล่องฯ หัวเราะ

"เอ-ถ้างั้นผมตัดสินนะ"

"เดี๋ยวซิ ดูให้มันยุตติธรรมหน่อย"

"เฮ่ย-เอาละน่า ชักช้า ประเดี๋ยวเที่ยงเราจะได้ไปกินซาลาเปาที่เยาวายึ่น"

"เออ-จริงแหละนะ คุณหลวงเอาตราดำฝากไว้ที่ลอนดอนเมื่อคืนนี้ครึ่งขวดไม่ใช่รึ?"

หลวงคล่องฯ ขมวดคิ้วย่น

"ครับ-ครับ แหม-เกือบลืมถ้าท่านขุนไม่เตือน ฟาดมันตอนเที่ยงนี่แหละนะท่านขุน"

จบท่านตุลาการก็แลบลิ้นเลียริมฝีปาก

ภายในห้องพิจารณาความเงียบสงัดไปชั่วขณะหลวงคล่องฯ หยิบปากกาหมึกซึมออกมาเขียนคำพิพากษา ในราว ๑๐ นาทีก็เสร็จเรียบร้อย

"ฟัง-ฟังทางนี้" ท่านผู้พิพากษาพูดเสียงกังวาน

"ศาลได้พิจารณาคดีนี้เสร็จสิ้นแล้วเพื่อไม่ให้เป็นการล่าช้า จึงไม่จำเป็นต้องนัดวันอ่านคำพิพากษา ศาลจะอ่านให้ฟังเดี๋ยวนี้"

จำเลยทั้งสามมีกิริยากะสับกะส่าย แต่ทนายจำเลย คงนั่งยิ้มกริ่มด้วยความมั่นใจในความสามารถของตน

หลวงคล่องฯ เริ่มอ่านคำพิจารณาช้าๆ

"---ตามฟ้องของโจทก์ที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสามคนเมาสุราอาละวาด และทุบตีโหดร้ายทารุณต่อโจทก์นั้น พะยานโจทก์ให้การไม่มีสาระสำคัญอะไรเลย นอกจากนี้ ศาลยังสืบได้ว่า พะยานโจทก์ปากที่สองเป็นพะยานเท็จ ฉะนั้น ศาลจึงพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลย เป็นอันว่า จำเลยคงมีสิทธิ์เป็นสามีอันชอบธรรมของโจทก์สืบไป และมีสิทธิ์ที่จะเมาสุราได้ตามสมควร"

ผู้ฟังคดีตบมือกราว โจทก์ทั้งสามพร้อมด้วยทะนายโจทก์หน้าเศร้า ส่วนจำเลยพากันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ สามเกลอลุกขึ้นยืนโค้งคำนับท่านผู้พิพากษาแล้วกิมหงวนก็กล่าวสดุดี

"ข้าแต่ท่านตุลาการผู้ทรงไว้ซึงความยุตติธรรมข้าฯ ขอขอบพระคุณท่านเป็นอย่างยิ่งที่ท่านตัดสินเที่ยงธรรมที่สุดในโลก ณ โอกาสนี้ ข้าฯ ขอเชิญท่านทั้งสองไปรับประทานสุราและอาหารที่หยาดฟ้าภัตตาคารในคืนนี้เวลาสิบเก้า น. ตรง การจะควรประการใดแล้วแต่จะโปรด"

หลวงคล่องฯ กับขุนคดีแดงฯ ลุกขึ้นยืนอมยิ้ม

"ตูข้า ยินดีรับคำเชิญของสูท่าน จะเอารถมารับหรือจะให้ไปพบหน้าหยาดฟ้า สูท่านจะนัดหมายให้แจ่มแจ้งเถิด"

นิกรว่า "ข้าแต่ท่านตุลาการ ไปพบกันหน้าหยาดฟ้าดีกว่า ขอท่านได้โปรดเอาสตางค์ติดตัวไปบ้างตามธรรมเนียม"

กิมหงวนยกมือผลักหน้าเพื่อนเกลอ

"ไม่ต้องโว้ย ตูข้าเลี้ยงสูท่านเอง อ้ายเปรต ท่านลำเอียงเข้าข้างเรา จนยกฟ้อง ยังจะให้ท่านเสียทรัพย์อีกรึ"

หลวงคล่องฯ กับขุนคดีแดงฯ เดินยิ้มกริ่มลงจากบัลลังก์ออกไปจากห้อง

เสียงจ้อกแจ้ก จอแจในห้องพิจารณาดังขึ้นทันที อาเสี่ยกับนิกรรำป้อดีอกดีใจที่ตนชะนะความ กิมหงวนร้องเพลงเสียงแจ๋ว

"เอาโอละเฮ เอ๊ยโอละหึก ลุกขึ้นแต่ดึก เอ ขี้หมาละเลงหัว เยิ้วๆ

เจ้าคุณปัจจฉิมฯ ทำปากจู ยกมือชื่อหน้ากิมหงวน

"เฮ้ย-อย่ากะเช้านะโว้ย ประเดี๋ยวฉิบหายนา"

อาเสี่ยยักคิ้วแผล็บ

"คุณไม่ต้องพูด คุณอากับผมละพวกกันแล้ว เลิกคบกันที เอาไว้ยพวกเรากะเซ้า เกิดเรื่องเป็นเกิด อั้วยอมติดคุกตะรางโว้ย เอ้า-โอละเฮ เอ๊ย-โอละหึก ลุกขึ้นแต่ดึก เก็บมะอึกขายแจ็ก โช๊ด-โช้"

ท่านเจ้าคุณเดินอาดๆ เข้ามาหากิมหงวน หยุดยืนท้าวสะเอวมองดูอาเสี่ยด้วยแววตาถมึ่งทึง

"อ้ายหงวน! " ท่านพูดเสียงหนักๆ "แกกับข้าจะตัดญาติขาดมิตรกับข้าจริงๆ หรือนี่?" พูดจบท่านก็ถอดเสื้อชั้นนอกออก โยนไปให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ผะเอิญเสื้อครอบศีร์ษะเจ้าคุณประสิทธ์พอดี

นวลละออ เห็นท่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดือดดาลกิมหงวนมาก ก็รีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามาเหวี่ยงหมัดสะวิงขวาปังเข้าให้ ถูกก้านคออาเสี่ยอย่างถนัดใจ

"เฮียอย่าทำเป็นบ้านะจะบอกให้ รู้จักเด็กผู้ใหญ่บ้างซิ"

กิมหงวนแกล้งทำกิริยาขึงขัง

"เฮ่ย-ไม่ต้องพูด เราจะหย่ากันแล้ว จะมาพูดกันทำไม พวกเราเฮี้ยวโว้ย"

แม่เสื่อเหวี่ยงกำปั้นลงกลางอกเเสียงดังบึ้ก

"นี่-แน่ะ เฮี้ยว"

"อ้าว-ลื้อชกอั้วทำไม หา?" พูดพลางกะชากแว่นตาขอบกระบอก "จะเอาเรื่องยังงี้รึ ได้ซิ-มาเข้ามา เรียงแถวเข้ามาเถอะ"

นวลละออกัดฟันกรอดๆ ปรี่เข้าตะลุมบอนกิมหงวน อาเสี่ยยกมือค้ำคอหล่อนไว้ ยันไว้เฉยๆ นวลละออจะทุบก็ไม่ กึ่ง จะทำอะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น ได้แต่ดิ้นรน สักครูก็ร้องให้โฮ ตามธรรมชาติของผู้หญิง

เสี่ยหงวนปล่อยมือออกแล้ววิ่งหนี นวลละออไล่กวดรอบห้องพิจารณา ผู้งฟังคดีแตกตื่นสับสนอลหม่าน เหมือนลอนดอนถูกบอมบ์เยอรมัน พลสังเกตุว่า นวลละออโมโหมาก ก็กลัวกิมหงวนอาจจะถึงกับไปอยู่โรงพยาบาล จึงกลันเข้าขวางกลางนันทาเข้าใจว่า พลจะทำร้ายนวลละออ เพื่อนรักของหล่อน ก็ปราดเข้ามาฟาดคอต่อพลด้วยกำปั้น อ้ายเสือพัชราภรณ์ชักฉิว เลยแสดงท่าญูโด แหย่ขาไปข้างหลัง ยกมือผลักหน้าอกนันทา ล้มตึงก้นกะแทกแล้วพลก็วิ่งหนี

นิกรหัวเราะก้าก วิ่งเข้ามาจะประคองพี่สาวให้ลุกขึ้น ประไพคิดว่ากะดิ่งทองจะซ้ำเติมนันทา จึงเผ่นพรวดเข้ารับหน้าสามี ลั่นหมัดขวาปังเข้าให้ ถูกปากครึ่งจมูกครึ่ง อ้ายเสือมือกาวเซแซดๆ

คราวนี้มวยหมู่ระหว่างโจทก์จำเลยก็เป็นไปอย่างทรหด บรรดาผู้ฟังคดีต่างแตกตื่นโกลาหล เจ้า-คุณปัจจนึกฯ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เจ้าคุณวิจิตรฯ และเจ้าสัวกัมไซเข้ามาแยกคู่วิวาทออก คุณหญิงประสิทธิ์ฯ กับนางลิ้นจี่ร้องกรีดอยู่นอกวง ดิเรกกับประภานั่งอมยิ้ม มองดูการตะลุมบอนของสามหนุ่มสามนาง

ตำรวจประจำศาลถือตะบองวิ่งพรวดพราดเข้ามา ๖ คน นายสิบตำรวจตรีที่เข้ามาก่อนตะโกนห้ามเสียงลั่น

"หยุดๆๆๆ อะไรกันหา? หยุดเดี๋ยวนี้ ในนามแห่งเจ้าพนักงาน"

มวยนอกเวทีทั้งสองฝ่ายหยุดชะงัก ใบหน้าของพลถูกข่วนสองแห่ง นิกรสามแห่ง ส่วนอาเสี่ยหน้าตาม่อกล่อกม่อกแล่กเพราะรอยเล็บแทบจะจำไม่ได้แม่เสือทั้งสามไม่เป็นอะไรเลย แต่ร้องไห้กะซิกๆ ไปตามกัน

นายสิบตำรวจตรีผู้นั้นปรี่เข้ามาจับแขนกิมหงวนและนิกรไว้คนละข้าง

"คุณก่อการวิวาท ทำร้ายร่างกายผู้หญิงในศาล"

อาเสี่ยทำคอย่น

"แล้วกัน เมียผมตบผมแทบตายห่า ยังจะหาว่าผมทำร้ายร่างกายผู้หญิงอีก"

ตำรวจทำหน้าฉงน

"อ้อ-ผู้หญิงสามคนนี่เป็นเมียของพวกคุณยังงั้นรึ?"

"ครับ"

นายสิบตำรวจยิ้มเล็กน้อย

"ทำไมถึงตีกันล่ะ?"

นิกรพูดขึ้นทันที

"อะไรตี ผมรักเมียของผมยังกะแก้วตา แล้วเมียผมก็รักผมยังกะแก้วน้ำมะเน็ด เราหยอกล้อกันเล่นสนุกๆ ต่างหาก"

ประไพพูดเสริมขึ้น

"อย่าเข้าใจผิดเลยค่ะ เราสัพยอกกันยังงี้เสมอ"

นายสิบตำรวจทำตาปริบๆ

"แล้วนี่มันไม่ใช่ห้องนอนนี่คุณ จะได้มาหยอกเย้ากันเล่น"

กิมหงวนเอื้อมมือตบหลังโปลิศเบาๆ

"พี่ชาย เขาบอกว่าหยอกกันก็เชื่อบ้างซิ ไปเถอะไปไม่มีเรื่องอะไรหรอก"

ตำรวจบ่นพึมพัม พะยักหน้าชวนลูกน้องของเขาเดินออกไปจากห้องพิจารณาคดี สามเกลอต่างมองดูหน้ากัน แล้วยิ้มแห้งๆ

พลเดินเข้ามาจับมือนันทาบีบ พลางหัวเราะเบาๆ

"ดีกันน่านัน ทีนี้พลไม่กินเหล้าอีกละ ให้ตายโหงตายห่าซิเอ้า"

แม่งามค้อนควับ

"อย่ามาพูดเลย คนอย่างพลนะรึจะอดกินเหล้าได้ ดีละ, เมื่อศาลไม่ให้หย่านันก็จะขนของกลับไปอยู่บ้าน"

นายพัชราภรณ์หัวเราะหน้าเป็น

"ตามใจ พี่จะได้ตามไปอยู่ด้วย"

เจ้าคุณวิจิตรฯ พูดขัดขึ้น

"อย่าไปอยู่กับพ่อเลยโว้ย นันทา,ประเดี๋ยวต่างยกโขยงแห่กันไปอยู่แน่นบ้านพ่อหมด อยู่บ้านอาแกก็แล้วกัน จะได้ช่วยกันผลาญข้าวสุกเจ้าคุณประสิทธิ์ต่อไป"

ท่านผู้ใหญ่ต่างหัวเราะชอบใจ กิมหงวนเดินเข้ามายกมือไหว้นวลละออของเขา

"ยกโทษให้หนูเถอะนะแม่นะ ที่นี้ถ้าหนูกินเหล้าอีกหนูให้กะทืบเลย"

นวลละออเงื้อมือขึ้นสุดแขน เจ้าคุณวิจิตรฯ คว้าข้อมือหล่อนไว้ได้ทันท่วงที

"เฮ้-พอทีซิโว้ย หลานสาว" เจ้าคุณพูดยิ้มๆ "อ้ายเสี่ยมันอุตส่าห์ลงทุนไหว้และเรียกแม่แล้ว ยังจะบ้อมมันอีกรึ?"

แม่เสือทำหน้ากะเง้ากะงอด ท่านเจ้าคุณวิจิตรฯ มองดูโจทก์จำเลยในคดีฟ้องหย่า แล้วพูดไกล่เกลี่ย

"ฟังนี่, ทั้งโจทก์และจำเลย เรื่องที่ฟ้องร้องกันนี้ก็ไม่มีอะไรนอกจากว่า แม่เจ้าประคุณสามคนนี่เป็นเดือดเป็นแค้นที่พวกแกเอาแต่กินเหล้าเมายา ฉะนั้นขอให้แกสามคนรู้สึกสำนึกตัว เลิกประพฤติตนเหลวแหลกกันเสียที อ้ายหลานชาย, เจ้าไม่ใช่เด็กนาลูกเต้าก็มีแล้ว อย่างน้อยก็ควรจะนึกถึงลูกบ้าง เหล้ายาน่ะมันไม่ให้ประโยชน์อะไรเลย ง่า-ในฐานะที่ลุงเป็นผู้ใหญ่มีอาวุโสกว่าเพื่อนในที่นี้ ลุงขอให้เจ้าคืนดีปรองดองกันเหมือนเช่นเดิมเถิด"

"ไชโย้! " กิมหงวนร้องลั่น โผเข้ากอดและจูบนวลละออเสียหนึ่งฟอด

คณะพรรคฮาครื่น แม่เสือซัดด้วยหลังมือดังเพียะ

"แหม-หน้าด้านอะไรยังงี้ก็ไม่รู้ ไม่อยากเชียว บ๊าบ้า"

"อะไรบ้า?" กิมหงวนเถียง "จูบเมียบ้ามีอย่างรึ เอ๊ว-เราได้กำไรหนึ่งที โช้ดโช้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่นศีร์ษะช้าๆ

"โธ่-อ้ายลิงเอ๊ย"

กิมหงวนยกมือโบก ปั้นสีหน้าเคร่งขรึม

"คุณอาไม่ต้องยุ่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"เอ-แกโกรธอาจริงๆ หรือวะนี่?"

"อ๋อ-โกรธซิครับ มีอย่างที่ไหน เรื่องไม่เป็นจริงสักหน่อย คุณอารับสมอ้างเป็นพะยานให้การปรักปรำผม เห็นยังโง้เห็นยังงี้ เฮ่อะ-เฮ่อะ อย่าพูดเลยครับ นี่แหล่ะเขาว่า เพื่อนเราเผาเรือน"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น แล้วหัวเราะ

"อ้ายหงวน, ข้าน่ะเป็นเพื่อนแกงั้นรึ?"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"แฮ่ะ-แฮ่ะ เปล่าครับ ผมหมายความว่าทำนองนั้น แต่นึกสุภาษิตบทอื่นไม่ออก เลยใช้เพื่อนเราเผาเรือน ไปพลางๆ "

นิกรหัวเราะก้าก พูดขัดขึ้นทันที

"การกระทำของคุณพ่อน่ะ เขาเรียกว่า ทางโน้นก็ฟ้า ทางนี้ก็ฟ้า ขี้เรือชะล่าแล่นกลาง"

เจ้าคุณวิจิตรฯ ยกมือผลักหน้าลูกชายของท่านเซแซ่ดๆ

"โธ่-อ้ายหมื่น, แกนี่ทำไมมันหมื่นยังงี้วะ"

แล้วท่านก็กล่าวกับทุกๆ คนซึ่งเป็นคณะพรรคของท่าน

"ง่า-กลับบ้านกลับช่องกันเสียทีเถอะพวกเรา เสร็จเรื่องราวแล้วนี่นา จะแกร่วอยู่ทำไมอีก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ว่า "เอา-กลับก็กลับ ผมตั้งแต่เช้ายังไม่ได้ฟาดอะไรรองท้องเลย มัวแต่ยุ่งกับเรื่องมาศาล เฮ้อ-ไม่ไหว เกิดมาก็พิ่งเคยเห็นวิธีพิจารณาความอันน่าประหลาดคราวนี้แหละ ฮ่ะ-ฮ่ะ-ท่านผู้พิพากษาทั้งสองดูคล้ายกับหนีคุณหลวงวิเชียรมา ไปโว้ย พวกเรา, กลับบ้าน"

ก่อนที่คณะพรรคจะออกไปจากห้องพิจารณาป๊อกทนายโจทก์ก็รีบเดินเข้ามาหาแม่งามทั้งสาม เขายืนกะมิดกะเมี้ยน ทำกิริยาเอียงอาย แล้วพูดกับนวลละออ

"ง่า-ผม-คือ-ค่าป่วยการของผมครับ"

นวลละออค้อนควับ

"ดิฉันไม่จ่าย ความแพ้จะมาเอาอะไรกัน เอาไปตั้งห้าสิบแล้ว"

"โธ่" ทนายออด "กรุณาให้ผมอีกสองร้อยเถอะครับ"

นวลละอออมยิ้ม หันมาทางสามีของหล่อน

"เฮียคะ, ตกลงกับทนายของดิฉันทีเถอะค่ะ"

กิมหงวนหัวเราะก้าก เดินรี่เข้ามาหาป๊อก ยกมือจับไหล่ให้หันหลังมาทางเขา แล้วอาเสี่ยก็เหวี่ยงลูกแปพับเข้าให้

"ปาย-รีบไปเสียให้พ้น ม่ายจะถูกกะทืบ"

ป๊อกร้องไห้ ยกมือเช็ดน้ำตา เดินระทดระทวยออกไปจากห้อง ขุนชาญฯ ตบมือหัวเราะชอบใจ

"ดีแล้วครับ อาเสี่ย, ต้องเด็ดขาดยังงี้"

กิมหงวนหันมาทางทนายของเขา ยกมือชี้ไปที่ประตู

"ท่านขุนก็เหมือนกัน ปาย"

ขุนชาญฯ สะดุ้งโหยง

"เอ๊ะ-ผม?"

กิมหงวนทำปากยื่นนัยตาถลน ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกรอดๆ แล้วตวาดแว๊ด

"ผมบอกให้ออกไปได้ยินไหม?"

ขุนชาญทำหน้าบ้องแบ๊วชอบกล

"ไปซิครับ แต่ว่าเงินของผม"

เสี่ยหงวนเอ็ดตะโรลั่น

"เงินของท่านขุนก็อยู่ที่ท่านขุนน่ะซิ ออกไป ประเดี๋ยวพ่อซู๊ดต่างลูกฟุตบอลล์เลย นี่-อาเสี่ยกิม-หงวนลูกศิษย์สมาน ดิลกวิลาศ รักตัวกลัวตายก็เชิญออกไปให้พ้นรัสมีแห่งระยะเท้าเดี๋ยวนี้"

ท่านขุนทำท่าทางขึงขังกับกิมหงวนบ้าง คือยกมือท้าวสะเอวและขบกรามแน่น

"คุณหมายความว่าอย่างไร คุณจะหักหลังขุนชาญเสือเฒ่ายังงั้นหรือครับ ฮะ-ตะรางนาคุณ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"หักหลังตะหวักตะบวยอะไรกัน?"

"อ้าว-ก็คุณเซ็นสัญญากับผมไว้ ถ้าความเรื่องนี้ศาลยกฟ้องคุณจะให้ค่าป่วยการ ผมสามพันบาท"

"ผมให้ท่านขุนไปแล้วพันบาท พอแล้วนี่นา"

ขุนชาญฯ ทำปากจู่

"แต่เราสัญญากันสามพัน" เขาพูดเสียงอ่อนลงเล็กน้อย "นี่-อาเสี่ยตรงไปตรงมาดีกว่าครับอย่าบิดพริ้วผมเลยน่า ผมขอบอกตามตรงว่าเช็คพันบาทที่คุณจ่ายให้ผม ผมไม่ได้ใช้เลยแม่แต่สตางค์แดงเดียว เพราะผมทำเช็คหาย"

กะดิ่งทองหันมายิ้มกับพล อาเสี่ยโต้ตอบกับขุนชาญฯ ต่อไป

"จะหายหรือจะถูกอ้ายหมาวัดที่ไหน ล้วงเอาไปผมไม่เข้าใจ ที่เข้าใจก็คือว่าผมจ่ายให้ไปแล้วพันบาท"

"อุวะ!" ท่านขุนร้องลั่น

"อุวะยังไงวะ" กิมหงวนแหกปากขึ้นบ้าง

"ก็ลื้อทำสัญญากับอั้วไว้สามพันนี่หว่า"

"ไหน-เอาสัญญามาดูซิ" พูดจบก็หันมาขยิบตากับอ้ายเสือมือกาว

ขุนชาญฯ หน้าแดงกล่ำ ล้วงกะเป๋าในเสื้อคอแบะหยิบสัญญาที่ทำไว้กับสามเกลอออกมาส่งให้กิมหงวน

"เอ้า-คุณแหกตาดูซิ เรามีเงื่อนไขตกลงกันไว้อย่างไรบ้าง?"

กิมหงวนทำเป็นมองดูสัญญา แล้วเลี่ยงเข้าไปยืนข้างอ้ายเสือมือกาว กะซิบกะซาบกับเพื่อนเกลอ

"เอายังไงโว้ย?"

กะดิ่งทองกะซิบตอบ

"คืนเขาไป ประเดี๋ยวกันจัดการเอง"

อาเสี่ยหัวเราะ แกล้งขยี้กระดาษสัญญาให้หยู่ยี่แล้วส่งคืนขุนชาญฯ ท่านขุนโมโหจนตัวสั่น ยกเท้าเตะหน้าแข้งกิมหงวนดังก๊อก

"นี่แน่ะ, ทำไมต้องขยี้ของผมด้วย?" พูดจบก็พับกระดาดสัญญาให้เรียบร้อย ใส่ไว้ในกะเป๋าล่าง

"ว่าไง เงินสองพันคุณจะให้ผมไหม?"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"อยากได้ก็ฟ้องเอา ความสะตึๆ พรรค์นี้เอาตั้งสามพันบาท เอามะเหงกไหมล่ะ?"

ท่านขุนขบกรามแน่น

"ดีมาก, ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้ผมจะยื่นฟ้องคุณทันที ฮะ-ฮะ คุณกล้าเล่นกับไฟเชียวนะ คุณยังรู้จักขุนชาญน้อยเกินไป"

นิกรเดินเข้ามาขวางกลาง ยกมือห้ามทั้งสองฝ่ายให้สงบปากเสียง

"อ้ายหงวน, อย่าเอะอะไปน่า เอายังงี้ก็แล้วกัน จ่ายให้ท่านขุนอีกห้าร้อยบาท เป็นอันเลิกแล้วกันไป" พูดจบก็ขยิบตากับกิมหงวน

อาเสี่ยแกล้งทำเป็นโกรธ ยกมือผลักอกนิกรเต็มแรง

"แกไม่ต้องเสือก"

อ้ายเสือมือกาวเซแซ่ดๆ ปะทะขุนชาญเข้าเต็มที่ แล้วก็ตอนนี้แหละ มืออันแผ่วเบาของนิกรก็ล้วงเอาสัญญาออกมาจากกะเป๋าขุนชาญฯ อย่างง่ายดายกะดิ่งทองแกล้งทำเป็นดุอาเสี่ย

"เป็นบ้าไปได้ อ้ายนี่, เล่นกะใครไม่เล่นเล่นกะทนายความ ถูกฟ้องก็ไม่มีประตูสู้เท่านั้น"

กิมหงวนซ่อนยิ้มไว้ในใบหน้า

"เออ-ช่างข้า ไป-ไปเถอะครับ พวกเรากลับบ้านกันที พรุ่งนี้จะได้มาศาล เป็นจำเลยท่านขุนอีกสวัสดีครับ ท่านขุน"

แล้ว คณะพรรค สามเกลอก็เดินตาม กันออกไปเป็นแถวทหาร นิกรส่งสัญญาคืนให้กิมหงวน สาม-เกลอต่างพากันหัวเราะชอบใจ

คดีฟ้องหย่าสุดสิ้นลงด้วยความทุลักทุเล ผู้มาฟังคดีตลอดจนพวกหนังสือพิมพ์ รู้สึกขบขันประหลาดใจอย่างยิ่ง.

จบตอน