พล นิกร กิมหงวน 198 : ขุนบาลสลากกินรวบ

เย็นวันนั้น ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่คณะพรรค ๔ สหายของเราได้ชุมนุมกันพร้อมหน้าที่สนามใหญ่หน้าตัวตึกบ้านพัชราภรณ์

๔ สหายกับ ๔ นาง และท่านผู้ใหญ่ทั้งสามต่างนั่งล้อมวงกันบนเสื่อจันทบุรีผืนใหญ่สองผืน ซึ่งปูติดกันมีขวดเหล้า ขวดโซดา ขวดน้ำอัดลม และจานใส่กับแกล้มต่างๆ วางอยู่มากมาย

ระหว่างนี้อากาศค่อนข้างหนาวทำให้เนื้อตัวลอกไปตามกัน และบางคนก็ครั่นเนื้อครั่นตัวเป็นไข้ ร้อนถึงดร.ดิเรก ต้องคอยตรวจดูอาการคนโน้นคนนี้บ่อยๆ โดยเฉพาะนิกรไม่ถูกกับอากาศหนาวมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว นายจอมทะเล้นนั่งขัดสมาธิห่มผ้าผวยสีแดงผืนใหญ่อยู่ข้างๆ

คุณหญิงวาด มือขวาถือขาไก่ย่างขาหนึ่งกำลังกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย

คุณหญิงวาดยกแก้วเบียร์แช่เย็นขึ้นจิบแล้วมองดูยอดสนที่กำลังถูกลมพัดโอนลู่ไปมา

"เฮ้อ...หนาวจนปวดกระดูกกระเดี้ยวไปหมดแล้ว เมื่อไรมันจะถึงหน้าร้อนเสียทีนะ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อดขัดคอไม่ได้

"คุณหญิงบ่นอย่างนี้ทุกๆ ปี แต่พอถึงหน้าร้อนเข้าจริงๆ คุณหญิงก็บ่นกะปอดกะแปดว่าเมื่อไรจะถึงหน้าหนาว"

คุณหญิงวาดค้อนขวับ

"พิลึกคนแท้ๆ ปากของดิฉัน ดิฉันจะบ่นเจ้าคุณจะเป็นเจ้าหรือ ชอบขัดคอนักเชียวคนหัวล้านละก้อเป็นอย่างนี้แหละ"

"อ้าว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทาน "ผมกล้าสาบานได้ว่าผมไม่เคยขัดคอคุณหญิงเลยครับ"

คราวนี้คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ รีบวางแก้วเบียร์ลงแล้วยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"ประทานโทษเถอะนะคะ ดิฉันว่าเจ้าคุณผัวของดิฉัน คนอื่นไม่เกี่ยว"

เสี่ยหงวนพูดขึ้นเบาๆ

"เขาว่าตุ๊กแกละอย่างนี้แหละ กินปูนร้อนท้อง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาเขียวกับเสี่ยหงวน

"เดี๋ยวก็โดนเท่านั้น ดูได้หรือน่ะ ดันสวมเสื้อตั้งสามสี่ตัว ไม่เห็นว่ามันจะหนาวมากมายอะไรเลย"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"ผมยังดีกว่าอ้ายกรนะครับ คุณอาดูอ้ายกรซีครับ ห่มผ้าผวยผืนเบ้อเริ่ม"

นิกรทำตาปรือมองดูเสี่ยหงวน แล้วพูดเสียงคับปากว่า

"กันเป็นโรคอยู่ไฟไม่ได้โว้ย หน้าหนาวอย่างนี้มันหนาวเหลือเกิน ใครๆ เขาหนาวกันเพียงนิดหน่อยแต่กันหนาวแทบขาดใจตายเมื่อตอนเช้ามืด วันนี้ถ่มน้ำลายออกมากลายเป็นก้อนน้ำแข็ง เพราะอากาศมันหนาวจัดกว่าทุกวัน"

ดร.ดิเรก พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ฤดูหนาวในเมืองไทยยังอบอุ่นกว่าในประเทศอินเดียมาก ที่นั่นเมื่อถึงฤดูหนาว ชาวอินเดียเดือดร้อนที่สุด มันหนาวจนกระทั่งเยี่ยวในท้อง กลายเป็นก้อนน้ำแข็ง ใครปวดท้องเยี่ยว ก่อนจะเยี่ยวต้องเอาถุงน้ำร้อนนาบหน้าท้องก่อนครึ่งชั่วโมง ม่ายงั้นเยี่ยวไม่ออก"

"อุ๊ยตาย" คุณหญิงวาดอุทาน "ถึงอย่างนั้นเชียวหรือพ่อดิเรก น้ำท่าในแม่น้ำลำคลองมิกลายเป็นน้ำแข็งไปหมดหรือ"

"เป็นซีครับคุณอา" นายแพทย์หนุ่มพูดหน้าตาเฉย "ในฤดูหนาว ที่อินเดียไม่มีน้ำรับประทานเลย ตามแม่น้ำลำคลองตามโอ่งไหต่างๆ น้ำกลายเป็นน้ำแข็งไปหมด มันหนาวจนกระทั่งคนเดินไปตามถนนหูหลุดออกทั้งสองข้างยังไม่รู้ตัว เพราะมันหนาวจนเกินไปนั่นเอง"

พลอดหัวเราะไม่ได้ จึงกล่าวขัดคอขึ้นว่า

"คุยกันแต่เรื่องจริงดีกว่าวะหมอ อินเดียน่ะอยู่ห่างไกลจากขั้วโลกมากมายนัก อากาศที่อินเดียจะหนาวเย็นกว่าเราเฉพาะอากาศบนยอดเขาที่สูงจากพื้นดินมากๆ เท่านั้น"

สี่นางหัวเราะคิกคักไปตามกัน นันทาจัดแจงผสมวิสกี้โซดาส่งให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และเจ้าคุณปัจจนึกฯ อีกคนละแก้ว ประไพหันไปทางตึกใหญ่ แล้วร้องตะโกนเรียกสาวใช้คนหนึ่งให้นำกับแกล้มมาให้อีก

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวถามนันทาเบาๆ ว่า

"เจ้าแห้วมันหายหน้าหายตาไปไหนนะแม่นัน พวกเราใครใช้ธุระที่ไหนหรือเปล่า"

ประภาเมียรักของนายแพทย์หนุ่มกล่าวกับท่านเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อย่างนอบน้อม

"ไม่มีใครใช้ไปธุระไหนหรอกค่ะคุณอา นายแห้วเขาออกไปจากบ้านเมื่อตอนบ่ายโมง ซึ่งตอนนั้นคุณอาทั้งสองไปทานขนมจีบซาลาเปาไม่กลับมา นายแห้วเขาขออนุญาตภาค่ะ เขาบอกว่าเขาจะไปธุระสักสองชั่วโมง เกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ นี่แหละค่ะ ภาก็เลยอนุญาตให้ไป"

คุณหญิงวาดพูดขึ้นทันที

"อ้ายแห้วน่ะมันจะบ้าสลากกินรวบ วันหนึ่งๆ ยุ่งกับสลากกินรวบทั้งวัน ไม่ว่าอาจารย์ที่ไหนดี มันจะต้องแร่ไปหา แล้วก็ไม่เห็นมันถูกกับเขาสักที ถ้าเป็นใจอาละก้ออาไม่ยักเล่นสลากกินรวบ เล่นล็อตเตอรี่รัฐบาลดีกว่า"

นวลลออว่า "ล็อตเตอรี่รัฐบาลเลขถึง ๖ ตัวนี่คะคุณอา มันถูกยาก สลากกินรวบมีหวังถูกง่ายกว่า"

ประไพพูดเสริมขึ้นทันที

"เมื่อเดือนก่อน ไพก็ถูกสลากกินรวบ ๒๐ บาทค่ะ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ว่า

"อันที่จริง สลากกินรวบถูกง่ายกว่าสลากกินแบ่งของรัฐบาล เพราะมีเพียงพันเบอร์เท่านั้น"

ทันใดนั้นเอง เสียงแตรไฟฟ้าของรถยนต์ก็ดังขึ้นที่หน้าบ้านพัชราภรณ์ คณะพรรคสี่สหายต่างมองไปที่ประตูใหญ่นอกถนน ซึ่งเปิดกว้างทั้งสองบานแล้ว ทุกคนก็แลเห็นเฟี๊ยตเก๋งสีเทาใหม่เอี่ยมคันหนึ่งแบบ ๑,๑๐๐ กำลังคลานเข้ามาในบ้านพัชราภรณ์อย่างแช่มช้า โดยมีเจ้าแห้วนั่ง

ประจำที่คนขับตามลำพังในท่าทางภูมิฐาน

เจ้าแห้วบังคับรถเก๋ง แล่นตรงมาหยุดชิดขอบซ้ายของถนน ห่างจากต้นสนต้นหนึ่งเพียงเล็กน้อย เมื่อดับสวิทช์เครื่องยนต์เรียบร้อยแล้ว เจ้าแห้วก็เปิดประตูก้าวลงมาจากรถแล้วเดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย ใบหน้าของเจ้าแห้วยิ้มแย้มแจ่มใสผิดปกติ เขาถือกระเป๋าเอกสารหนัง

จรเข้ใหม่เอี่ยมใบกะทัดรัดเดินเข้ามาในสนาม และทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยบนพื้นหญ้าข้างๆ คณะพรรค ๔ สหาย

พลกล่าวถามเจ้าแห้วทันที

"ไปเอารถใครมาขับวะแห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"รับประทานพูดไปแล้ว คุณก็จะไม่เชื่อขอรับแต่ขอได้โปรดเชื่อสักครั้งเถอะว่า รับประทานรถคันนี้เป็นรถยนต์ของผมเอง ตีทะเบียนเสร็จเรียบร้อยเมื่อตอนสามโมงเย็นนี่เองแหละครับ"

พลชักฉิว เข้าใจว่าจ้าแห้วล้อเขาเล่น จึงทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"เดี๋ยวก็โดนเตะเท่านั้นเอง หน้าอย่างแกน่ะหรือจะมีปัญญาซื้อรถเก๋ง ราคาห้าหกหมื่นคันนี้"

เจ้าแห้วจุ๊ปาก เปิดซิบรูดกระเป๋าเอกสารออกหยิบสมุดเอกสารกระดาษแข็งสีน้ำตาลอ่อนฉบับหนึ่งออกมา แล้วคลานเข้ามาหาพล ส่งเอกสารฉบับนั้นให้โดยดี

"รับประทานดูเสียหน่อยซิครับแล้วคุณก็จะทราบว่ารถคันนี้เป็นสมบัติอันชอบธรรมของผม"

พลมองดูสมุดทะเบียนรถยนต์ พลแลเห็นชื่อเจ้าของรถเฟี๊ยต ๑๑๐๐ คันนี้เขาก็แปลกใจอย่างยิ่ง โยนสมุดทะเบียนคืนให้เจ้าแห้ว แล้วร้องขึ้นดังๆ

"เฮ้ย...แกนี่ผ้าขี้ริ้วห่อทองนี่หว่า แกไปร่ำรวยอะไรมาวะอ้ายแห้ว"

เสี่ยหงวนเอ็ดตะโรขึ้นทันที

"สงสัยเสียแล้วละ อย่างไรเสียแกก็คงจะขโมยเงินที่ใส่ปี๊บซ่อนไว้ใต้เตียง เอาไปซื้อรถคันนี้เป็นแน่ ม่ายแกจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อ"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือกแล้วหัวเราะ

"รับประทานผมอยู่นอกคุกสบายดีแล้ว รับประทานอย่าพยายามหาเรื่องให้ผมย้ายเข้าไปอยู่ในคุกเลยครับ แฮ่ะๆ รับประทานคนเรามันก็ต้องมีทีเด็ดบ้าง รับประทานผมเป็นขี้ข้าตัวอย่าง และกล้ารับรองได้ว่ารับประทานผมเป็นคนใช้คนเดียวในโลกที่มีรถเก๋งส่วนตัวขี่"

เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมๆ กัน ทุกคนต่างมองดูเจ้าแห้วด้วยความประหลาดใจอย่างล้นเหลือ คุณหญิงวาดกล่าวกับเจ้าแห้วทันที

"เอ็งต้องทุจริตแล้วอ้ายแห้ว เงินเดือนของเอ็งเดือนละ ๓๐๐ บาทเท่านั้น ข้าให้เอ็งเก็บไว้ไม่ได้ใช้อะไรเลยแม้แต่บาทเดียว เก็บจนแก่ตายก็รวมเงินซื้อรถยนต์ไม่ได้ บอกมาตามตรงเดี๋ยวนี้ว่าแกเอาเงินที่ไหนซื้อรถเก๋งคนนี้ ชะช้า มันจะมากไปโว้ย แกเป็นคนใช้ข้าแกบังอาจขี่รถ

เก๋งเชียวรึ"

คราวนี้เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"สมัยนี้ เป็นสมัยเสรีประชาธิปไตยนี่ครับอ้า...รับประทานกระผมขอกราบเรียน ด้วยความสัตย์ว่า กระผมได้รถคันนี้มาด้วยความสุจริตใจจริงๆ รับประทานไม่ได้ไปลักขโมยใครเขาหรอกครับ"

เจ้าคุณประสิทธ์ฯ พูดขึ้นอย่างไม่ใคร่พอใจนัก

"อย่าเล่นลิ้น เดี๋ยวจะถูกเตะ บอกมาตามตรงว่าเอ็งได้เงินที่ไหนมาซื้อรถคันนี้ อ้า...ราคาเท่าไหร่ว่ะ"

เจ้าแห้วหน้าจ๋อย

"รับประทานหกหมื่นเศษขอรับ"

"แกเอาเงินที่ไหนมาซื้อวะ" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ตะคอกถาม

"รับประทานผมถูกรางวัลเลขท้าย สลากกินรวบครับผม"

"ถูกกินรวบ" ประไพร้องเอ็ดตะโร "แกถูกเท่าไหร่แห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มออกมาได้

"รับประทานผมแทงไว้สองร้อยครับ ได้เงินรางวัลมาแสนบาท เอาซื้อรถเสียหกหมื่นกว่า เหลืออีกสามหมื่นกว่าครับ"

"โอ้โฮ" คุณหญิงวาดอุทานเสียงดังๆ "เป็นความจริงหรือวะอ้ายแห้วที่แกถูกสลากกินรวบตั้งแสนบาท"

เจ้าแห้วตอบเรื่อยๆ แต่นอบน้อม

"รับประทาน เป็นความจริงยิ่งเสียกว่าความจริงอีกครับ กระผมกล้าสาบานได้ว่ากระผมถูกสลากกินรวบจริงๆ รับประทานกระผมตีใบ้แตกก็เลยไปแทง และกัดฟันแทงถึงสองร้อยบาท รับประทานบังเอิญถูกจังหนับไปเลย"

เสียงพึมพำดังขึ้นทันที คณะพรรค ๔ สหายต่างเพิ่มความสนใจในตัวเจ้าแห้วยิ่งขึ้นอีก เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามเจ้าแห้วอย่างเป็นการเป็นงาน

"เอ็งไปได้มาจากอาจารย์ไหนวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มกระมิดกระเมี้ยน

"รับประทานอาจารย์ท้วม ที่ซอยบ่อนไก่คลองเตยครับผม รับประมานผมกล้ารับรองได้ว่าอาจารย์ท้วมคนนี้เป็นอาจารย์ที่สำเร็จวิชาวิปัสสนาชั้นสูง และเป็นอาจารย์คนเดียวที่สามารถหลีบตามองเห็นอนาคต หรือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ผมได้ใช้เวลาไปติดต่ออยู่ตั้งเดือนกว่า อาจารย์ท้วมจะ

กรุณาบอกเลขท้ายให้ผม"

นวลลออกล่าวถามทันที

"บอกให้ตรงๆ หรือบอกใบ้จ๊ะนายแห้ว"

"รับประทานบอกใบ้ซีครับ รับประทานบอกให้เรามาคิดเอาเอง รับประทานใครฉลาดก็คิดออกเป็นโชคของคนนั้น รับประทานเลขท้ายของรางวัลที่หนึ่งที่ออกเมื่อวานซืนนี้ท่านอาจารย์ใบ้มาว่า หกหันกลับสับสอง รับประทานผมคิดเพียงชั่วโมงเดียวก็เอาเงินไปแทงที่เจ๊กโกสองร้อยบาท

รับประทานออกตรงเผงตามที่ใบ้เชียวครับ"

เสียงพึมพำของคณะพรรค ๔ สหายดังขึ้นอีก เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวถามเจ้าแห้วบ้างซึ่งท่านยอมรับว่าขณะนี้ท่านสนใจมาก

"เอ็งตีใบ้ว่าอย่างไรวะอ้ายแห้ว"

คราวนี้เจ้าแห้วยิ้มอย่างภาคภูมิ

"รับประทานหกหันกลับสับสอง จะยากอะไรล่ะครับใต้เท้า รับประทานเลขหกหันกลับก็คือเลขเก้านั่นเอง กระผมคิดออกก็แทง ๙๙๒ ตรงกับหกหันกลับสับสอง แล้วล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งก็ออกหมายเลข ๔๐๕๙๙๒ รางวัลสลากกินรวบก็คือเลขท้ายสามตัวของรางวัลที่หนึ่งนั่นเอง รับ

ประทานกระผมก็เลยได้หนึ่งแสนหวานๆ

ทุกคนพากันยินดี ในโชคลาภของเจ้าแห้วแล้วก็รุมกันซักถามความเก่งกล้าสามารถของอาจารย์ท้วม ซึ่งเจ้าแห้วก็เล่าให้ฟังว่าอาจารย์ท้วมเคยอุปสมบทอยู่ที่วัดกระบุงทะลุ และได้ใช้เวลาหลายปีเรียนวิปัสสนาชั้นสูงจนกระทั่งเป็นผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทรมองเห็นทั้งอดีตและปัจจุบัน

และอนาคต ต่อมา ท่านอาจารย์ถูกเพื่อนพระภิกษุด้วยกันหาว่าขโมยตะเกียงลาน เจ้าอาวาสก็เลยบังคับให้สึกเป็นฆราวาส อาจารย์ท้วมก็เลยมาอยู่กับหลานชายของแกที่คลองเตย ใช้เวลาสงบเงียบเล่าเรียนวิชาวิปัสสนาต่อไปหลานชายของแกถูกสลากกินรวบทุกๆ งวด เปลี่ยนฐานะ

จากกระต๊อบเล็กๆ เป็นเรือนปั้นหยาสองชั้นขนาดใหญ่ เมื่อพวกชาวบ้านสืบรู้ว่านายทองย้อยร่ำรวยเงินจากสลากกินรวบ เพื่อนบ้านใกล้เคียงก็รู้ว่าอาจารย์ท้วมเป็นผู้บอกให้ ชาวบ้านก็เริ่มต้นรบกวนอาจารย์ท้วมเรื่อยมา ปรากฏว่าแถวคลองเตยมีคนถูกสลากกินรวบร่ำรวยไปตาม

กันหลายสิบครอบครัวแล้ว เจ้าแห้วยืนยันว่าถ้าอาจารย์ท้วมรักใคร่ชอบพอใครจริงๆ แล้ว อาจารย์ท้วมก็จะบอกให้ตามตรงว่าสลากกินรวบงวดนั้นจะออกเลขอะไร โดยไม่ต้องตีใบ้ให้

คุณหญิงวาดขัดคอขึ้นทันที

"ข้าอยากจะเชื่อเหมือนกันที่เอ็งเล่า แต่ก็เชื่อไม่ลงโว้ย ถ้าอาจารย์ท้วมแกมีความสามารถผิดมนุษย์เช่นนั้น แกจะไปบอกคนอื่นเอาตะหวักตะบวยอะไรกัน แกแทงเสียเองไม่ดีหรือ เพราะสลากกินรวบน่ะถ้ามีคนแทงถูกมากๆ เจ้ามืออาจจะหลบลี้หนีหน้าไปได้ แล้วจะไปฟ้องร้องกันที่

ไหนล่ะ ขืนไปแจ้งความตำรวจว่าถูกเจ้ามือโกง ตำรวจเขาก็ต้องรวบตัวเราไว้ด้วยเท่านั้นเอง"

เจ้าแห้วว่า "รับประทานกระผมจะกราบเรียนให้ทราบนะครับว่า ท่านอาจารย์ท้วมคนนี้เป็นผู้เสียสละแล้วซึ่งความโกรธ โลภหลง"

อาเสี่ยอดขัดคอเจ้าแห้วไม่ได้

"สละแล้วทำไมถึงเล่นตะเกียงลานเขาล่ะ"

เจ้าแห้วสะดุ้งเล็กน้อย แล้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานอีตอนนั้นสงสัยว่า ยังสละได้ไม่ขาดครับ รับประทานบางทีอาจถูกใส่ร้ายก็ได้อาจารย์ท้วมของผมตัดได้จริงๆ ครับ เงินทองไม่มีความหมายอะไรสำหรับแกเลย ใครเอาไปให้ถูกไล่ตะเพิด"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"เพราะอาจารย์กลัวว่าจะไม่ให้จริง"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"รับประทานไม่ใช่ยังงั้นหรอกครับ อาจารย์ท้วมของผมถึงแม้จะอยู่ในฆราวาส แกก็รับประทานอาหารเพียงมื้อเช้ามื้อเดียวเท่านั้น เรียกว่าฉันเอ้กา ใช้เวลาที่มีอยู่สวดมนต์ภาวนาตลอดวัน ขณะนี้มีลูกศิษย์ลูกหาเต็มบ้านเต็มเมืองเชียวครับ ขนาดรัฐมนตรียังงี้ยังไปมอบตัวเป็นศิษย์

ใครมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจอะไรไปรดน้ำมนต์ทีเดียวเป็นช่วยให้หนักเป็นเบา รับประทานผมได้เงินมาแสนบาทวันนี้ก็เพราะบารมีของอาจารย์ท้วมนั่นเอง"

ประไพสนใจในเรื่องสลากกินรวบมาก จึงกล่าวถามเจ้าแห้วว่า

"และงวดวันที่สิบนี่ล่ะ แกได้ใบ้มาจากอาจารย์ท้วมแล้วหรือยัง"

"ยังครับ...พรุ่งนี้ครับผมจึงจะไปหาท่านอาจารย์"

นิกรหันมามองเมียรักของเขาแล้วกล่าวว่า

"ถ้าไพสนใจ พี่จะบอกให้เอาไหมล่ะ เมื่อวานนี้พี่ไปถอนเงินที่ธนาคาร ขากลับแวะกินโอเลี้ยงที่ร้านกาแฟร้านหนึ่ง พบชีปะขาวคนหนึ่งในร้านกาแฟนั้น แกบอกเลขท้ายสลากกินรวบงวดวันที่สิบให้ พี่ก็เลยจดเอามา ทั้งๆ ที่ไม่ได้เลื่อมใสอะไรนัก"

ประไพทำตาโต

"หรือคะ จดมาไว้ที่ไหนล่ะคะ"

นิกรล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองธนบัตร ขนาดกะทัดรัดออกมาเปิดออก แล้วส่งกระดาษชิ้นหนึ่งให้ประไพ ประไพรีบคลี่กระดาษสีขาวแผ่นนั้นออก หล่อนขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วอ่านดังๆ

"ห้าคร่ำเครียดเบียดสามตามสี่ ขี่แฝดแปดเก้าเฝ้าศูนย์พูนสวัสดิ์ ตัดหนึ่งสองสาม แทงไม่ถูกให้ตามหนึ่งถึงพันถูกแน่แล"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง ดังขึ้นทันทีประไพฉีกกระดาษชิ้นนั้นออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วขวางหน้าผัวรักของหล่อน

"นี่แน่ะ...อย่างนี้ไม่ต้องใบ้หรอก ใครๆ มันก็แทงถูก ลงแทง ๐๐๐ ถึง ๙๙๙ ละก็ รับรองว่าถูกแหงทุกงวดแต่ถูกแล้วไม่ได้กำไร" หล่อนพูดพลางหัวเราะพลาง "ชีปะขาวบ้าบออะไรก็ไม่รู้"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ไม่ใช่ชีปะขาวหรอก กรคิดขึ้นเองน่ะเห็นพวกคนใช้ของเรากำลังคลั่งสลากกินรวบ ก็เลยแกล้งเขียนใบ้เล่นสนุกๆ แล้วแกล้งโกหกว่าได้มาจากชีปะขาว"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นในหมู่คณะพรรค ๔ สหาย แล้วนิกรก็กล่าวกับเจ้าแห้วว่า

เฮ้ย...แกร่ำรวยเป็นแสน พาพวกเราไปเลี้ยงบ้างซีวะ เลี้ยงโต๊ะจีนสักสองโต๊ะเป็นยังไงที่ฮั่วเพ้งก็ได้"

เจ้าแห้งยิ้มหวานจ๋อย

"รับประทานตกลงครับ รับประทานผมกำลังจะเอ่ยปากชวนพวกเจ้านายอยู่เดี๋ยวนี้ทีเดียว รับประทานเชิญซีครับ รับประทานผมเลี้ยงไม่อั้น เพราะเงินนี้ได้มาฟรีๆ ไม่ได้เหนื่อยยากอะไรเลย" พูดจบเจ้าแห้วก็ยกมือไหว้ทุกๆ คน "กรุณาให้ผมได้เลี้ยงตอบแทนพระเดชพระคุณ สัก

ครั้งเถอะครับ"

คุณหญิงวาดยิ้มออกมาได้ แล้วท่านก็กล่าวว่า

"ไปโว้ยพวกเรา ขึ้นไปแต่งตัวไปกินเลี้ยงอ้ายแห้วสักหน่อยเถิด อย่าให้มันเสียความตั้งใจเลย"

นิกรร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ไชโย...ขอให้คุณศักดิ์แห้วจงเจริญ"

ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง คณะพรรค ๔ สหายและท่านผู้ใหญ่ต่างพากันลุกขึ้นเดินตรงไปยังตึกใหญ่เตรียมแต่งตัวไปกินเลี้ยง ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่เจ้าแห้วได้เป็นเจ้ามือเลี้ยงเจ้านายของเขาในครั้งนี้

ตอนบ่ายวันต่อมาซึ่งเป็นวันอาทิตย์

ขณะที่ ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันเดินลงบันไดมาจากชั้นบนของตัวตึก ท่านเจ้าคุณกับ ๔ สหายก็แลเห็นเจ้าแห้วยืนอยู่ในท่ามกลางวงล้อม ของสี่นางกับคุณหญิงวาด ในมือเจ้าแห้วมีสมุดโน้ตเล็กๆ เล่มหนึ่ง

ขณะนี้สี่นางและคุณหญิงวาดกำลังวานเจ้าแห้วไปแทงสลากกินรวบที่ร้านเจ๊กโก แต่เจ๊กโกอยู่ที่ไหนหรือค้าขายอะไรนั้นไม่มีใครทราบ เจ้าแห้วได้ใบ้มาจากอาจารย์ท้วมเมื่อตอนสายจึงนำใบ้ที่จดมาให้คุณหญิงวาดและสี่นางดู ทุกคนก็พยายามตีใบ้ตามความรู้ความสามารถของตน

แล้วก็ฝากเจ้าแห้วแทงสลากกินรวบ ซึ่งจะออกในวันที่สิบนี้

คุณหญิงวาดฝากแทงถึง ๒๐๐ บาทประไพแทง ๑๐๐ บาท นวลลออกับประภาและนันทาแทงคนละ ๕๐ บาทเท่านั้น ที่ไม่กล้าเล่นมากก็เพราะไม่เคยเล่นนั่นเอง

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันเดินลงบันไดมา และหยุดยืนรวมกลุ่มด้วย ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ กล่าวสัพยอกคุณหญิงวาดทันที

"ยังไงครับคุณหญิง ได้ใบ้จากอาจารย์ท้วมหรือครับ"

คุณหญิงวาดยิ้มแป้น

"ค่ะ อ้ายแห้วมันเอาใบ้มาให้ดิฉันดู ดิฉันก็เลยลองแทงดูเบาะๆ ถ้าถูกก็จะได้เงินใช้สองแสน และเงินที่ได้มาดิฉันจะปลูกเรือนพักร้อน ทางหลังบ้านสักหลังหนึ่งสำหรับให้พวกเราได้นั่งพักผ่อน หรือนอนเล่นในหน้าร้อนที่จะมาถึงในเดือนหน้า"

ประไพพูดเสริมขึ้นในทันที

"ไพแทงไว้ร้อยบาทค่ะคุณพ่อ รับรองว่าถูกแหงๆ "

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ มองดูลูกสาวคนเล็กของท่านอย่างเศร้าใจ

"ถูกแหงๆ น่ะมันถูกยังไงวะไพ"

"ก๊อถูกแน่ๆ น่ะซีคะคุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ยปาก

"ถูกแน่ๆ ก็ถูกแน่ๆ ซีโว้ย ทำไมถึงต้องว่าถูกแหงๆ ฟังทะแม่งๆ ชอบกล"

นิกรยกมือขวาตบหลังเจ้าแห้วค่อนข้างดังแล้วกล่าวว่า

"ข้าฝากแทงสักคนเถอะวะ อาจารย์ท้วมใบ้มาว่าอย่างไรล่ะ บอกหน่อยได้ไหม"

เจ้าแห้วอมยิ้ม นิ่งนึกสักครู่จึงพูดกับนิกรเป็นงานเป็นการ

"รับประทานคราวนี้ใบ้ง่ายเหลือเกินครับ รับประทานท่านอาจารย์บอกใบ้มาว่า...สองตาอยู่ข้างหน้า ห้านกทำหัวกะดกๆ นกก็หกหัวดู"

๔ สหายมองดูหน้ากันแล้วยิ้มแห้งๆ นิกรกล่าวถามนายแพทย์หนุ่มทันที

"ว่ายังไงหมอ คิดออกไหม"

นายแพทย์หนุ่มเม้มปากแน่น แล้วพยักหน้าช้าๆ

"เดี๋ยว...ขอเวลาให้กันไปคิดในห้องทดลองวิทยาศาสตร์สักครึ่งชั่วโมง"

เสี่ยหงวนพูดขัดขึ้นทันที

"ไม่ต้องๆๆ เรื่องสลากกินรวบไม่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เลย อย่างนี้เขาเรียกว่าตีใบ้ ใครคิดออกก็เป็นโชคของตนนั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดพึมพำขึ้นเบาๆ

"สองอยู่ข้างหน้าห้านก...สองตาก็คือสอง...ห้านกก็คือห้า...ทำหัวกะดกๆ นกก็หกหัวดู...เอ...อันนี้ยากโว้ย คิดได้เพียงสองกับห้าเท่านั้น"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"นกหกหัวก็เห็นจะเป็น เลขหกกระมังครับคุณอา"

ท่านเจ้าคุณขมวดคิ้วย่นแล้วตีมือแปะ

"ใช่แน่ๆ อ้ายหงวน ๒๕๖ เด็ดขาด เอ้ย ข้าฝากแทง ๕๐๐ บาทโว้ยอ้ายแห้ว"

พูดจบเจ้าคุณก็ล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งออกมา แล้วนับส่งให้เจ้าแห้ว ๕ ใบ

"รับประทานคุณหญิง และคุณทั้งสี่ต่างก็ตีใบ้เช่นนี้แหละ ทุกคนฝากผมให้ซื้อเบอร์ ๒๕๖ ด้วยกันทั้งนั้นรวมทั้งใต้เท้าด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจ

"ข้าว่าถูกเด็ดขาด ร้อยละห้าหมื่นข้าแทงห้าร้อยได้เท่าไหร่วะอ้ายแห้ว"

"รับประทานสองแสนห้าหมื่นน่ะซีครับ"

"บ๊ะ หวานเลย"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"คุณอาแทงเสียสองพันเถอะครับ ถ้าถูกก็จะได้หนึ่งล้านพอดี"

ท่านเจ้าคุณทำปากจู๋

"มากไปโว้ยอ้ายเปรต แทงถูกสองพันเจ้ามือก็หนีเท่านั้นเอง แล้วจะไปฟ้องร้องเอากะลิงที่ไหนล่ะ"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"ถ้าคุณอาแทงถูกจริง เจ้ามือเขาก็มีเงินใช้ให้หรอกครับ ผมรู้ดีว่าสลากกินรวบน่ะเจ้ามือเขาไม่กล้าโกงเด็ดขาดเพราะถ้าโกงเท่ากับฆ่าตัวเอง พวกคนจีนนี่แหละครับเป็นเจ้ามือผมเคยทราบว่า บางงวดเจ้ามือขาดทุนแทบจะสิ้นเนื้อประดาตัวก็มี แต่สำหรับผมไม่เล่นหรอกครับ ผมมี

เงินอยู่ตั้งเกือบสองร้อยล้าน ไม่รู้ว่าจะเอาเงินมาทำอะไรอีก ใช้ไปจนชั่วลูกชั่วหลานเหลนผมก็ยังไม่หมด"

พลว่า "แต่บางคนไม่คิดอย่างแกหรอกโว้ย ยิ่งรวยก็ยิ่งกินยิ่งโกง บางคนมีเงินฝากแบงค์เมืองนอกตั้งสองสามร้อยล้าน ก็ยังไม่พอใจ"

นิกรพูดขัดขึ้น

"เรากำลังพูดถึงเรื่องสลากกินแบ่ง เรื่องอื่นธุระไม่ใช่โว้ย" แล้วเขาก็กล่าวถามเจ้าแห้ว

"แกคิดได้อย่างไรวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานผมคิดได้ ๒๕๔ ครับ"

ไหงคิดอย่างนี้ล่ะ

"นั่นน่ะซีครับ รับประทานผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงคิดได้อย่างนี้ รับประทานคุณจะฝากแทงไหมล่ะครับ"

นิกรพยักหน้าหงึกๆ แก้เข็มขัดที่เอวออกและปลดกระดุมกางเกงออกทีละเม็ด ปล่อยกางเกงลงไปเล็กน้อยจนแลเห็นกางเกงใน หยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกเบ้อเริ่มออกมานับ ส่งให้เจ้าแห้วสองฉบับ

"ข้าแทง ๒๕๙ สองร้อยบาท ถ้าข้าถูกเป็นได้เลี้ยงกันอย่างสะบั้นหั่นแหลกในคราวนี้"

นันทาขัดคอน้องชายของหล่อนทันที

"จ้างก็ไม่ถูก อย่างไรก็ไม่ออก ๒๕๙ เพราะนกมันหกหัวก็ต้องหกน่ะซี"

นิกรทำตาเขียวกับพี่สาวของเขา

"เถอะน่า บ่ายวันที่สิบก็คงจะรู้หรอกว่าหางเลขท้ายรางวัลที่หนึ่งออกอะไรแน่ ใครถูกก็เป็นโชคของคนนั้น"

พลล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ๊ตหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาหนึ่งฉบับ แล้วส่งให้เจ้าแห้ว "ข้าแทง ๐๔๔"

เจ้าแห้วลืมตาโพลง

"รับประทานได้มาจากไหนล่ะครับ"

คราวนี้พลพูดพลางหัวเราะพลาง

"ก็เบอร์ที่หน้าประตูบ้านน่ะซี เรื่องอาจารย์ใบ้ข้าไม่เชื่อถือหรอก ถ้าเขารู้จริงเขาจะมาบอกเราทำไมกัน"

คุณหญิงวาดขัดขึ้นทันที

"แต่อาจารย์ท้วมคนนี้ไม่เลวนะพ่อพล ม่ายยังงั้นไอ้แห้วมันจะได้ตั้งแสนบาท ลองดูก็แล้วกัน ถ้าหากว่าพวกเราคนใดถูกสลากกินรวบในงวดนี้ หมายความว่าอาจารย์ท้วมเป็นผู้เลิศมนุษย์แน่นอน และพวกเราก็จะได้ยกย่องอาจารย์คนนี้"

ประภากล่าวถามอาเสี่ยกิมหงวนอย่างสัพยอก

"อาเสี่ยไม่ลองแทงดูบ้างหรือคะ"

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะ

"ม่ายละครับ เรื่องสลากกินรวบหรือสลากกินแบ่งผมไม่เคยสนใจ"

เจ้าแห้วยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม แล้วกล่าวขึ้นบ้าง

"รับประทานคุณหมอลองเสี่ยงโชคดูบ้างซีครับ เผื่อโชคดีบุญมีมา ผลก็พาช่วยให้สบายแฮไปเท่านั้น"

ดร.ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ออไร๋ ออไร๋" พูดพลางล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตหยิบธนบัตรปึกเบ้อเริ่มออกมา แล้วส่งธนบัตรใบละบาทหนึ่งฉบับให้เจ้าแห้ว "เอ้าข้าแทง ๑๑๑"

ทุกคนหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน คุณหญิงวาดกล่าวขึ้นทันที

"ต๊ายตาย เป็นหมอหัวนอกมีรายได้เดือนหนึ่งตั้งมากมายก่ายกอง แทงสลากกินรวบเพียงบาทเดียวเท่านั้นน่าขายหน้าเหลือเกิน"

นายแพทย์หนุ่มยืดหน้าอกขึ้น ในท่าเบ่งและอธิบายให้คุณหญิงวาดทราบ

"ผมจะเรียนให้คุณอาทราบ สุภาษิตชาวภารตะบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า...บุรนากะระบาทะราวะกินหนา สารพาภควดี ศรีไพรวัลย์...แปลว่า ผู้ที่ไม่ยอมให้ผีการพนันเข้าสิงจะเล่นการพนันแต่เพียงหอมปากหอมคอเท่านั้น"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขี้นอีก เจ้าแห้วจัดแจงจดเลขและชื่อของผู้ที่ฝากแทง แล้วรวบรวมเงินเก็บเข้ากระเป๋า หลังจากซักซ้อมกันเรียบร้อยแล้ว เพื่อไม่ให้ผิดพลาด ต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็รีบออกจากบ้านพัชราภรณ์เพื่อไปแทงสลากกินรวบ ที่ซาปั๊วแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านขาย

เครื่องดื่มอยู่ทางหัวลำโพง และเจ้าแห้วก็รู้จักดี

วันคืนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว

พอถึงวันที่ ๑๐ ของเดือนนี้ คณะพรรค ๔ สหายก็ใจเต้นระทึกไปตามกัน วันนั้นไม่มีใครยอมทำการทำงานอะไรเลย ทุกคนรีบกลับมาจากธุรกิจก่อนเวลา ๑๓.๐๐ น. แล้วก็นั่งสนทนากันอย่างครื้นเครงภายในห้องโถงใหญ่ชั้นล่างของบ้านพัชราภรณ์

"พอได้เวลา ๑๓.๐๐ น.เศษ เจ้าแห้วก็เปิดเครื่องรับวิทยุกระจายเสียง ซึ่งทางกองสลากกินแบ่งของรัฐบาลได้เปิดกระจายเสียงเป็นพิเศษ แจ้งผลการออกสลากกินแบ่งประจำงวด

เสียงเฮฮาของคณะพรรค ๔ สหายดังอยู่ตลอดเวลา การออกรางวัลผ่านมาตามลำดับ แต่ไม่มีใครสนใจเพราะความสนใจอยู่ที่รางวัลที่หนึ่งเท่านั้น

ในที่สุด คณะพรรค ๔ สหาย ก็ส่งเสียงเอะอะเจี๊ยวจ๊าวลั่นห้อง เมื่อได้ยินเสียงประกาศว่า หมุนครั้งที่ ๑๒๑ รางวัลที่ ๑

คุณหญิงวาดร้องขอให้ทุกๆ คนสงบปากเสียง

"เบา เบาหน่อยโว้ย อ้ายแห้วเร่งวิทยุให้ดังขึ้นหน่อยบ๊ะแล้วประเดี๋ยวค่อยคุยกันเถอะน่า"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจเงียบลงทันที แล้วเสียงโฆษกก็ดังขึ้น

"๘๖๗๒๕๙ หมุนครั้งที่ ๑๒๑ รางวัลที่หนึ่งจะอ่านให้ท่านฟังอีกครั้งหนึ่งรางวัลที่หนึ่ง ๘๖๗๒๕๙"

นายจอมทะเล้นนั่งสลึมสลืออยู่บนโซฟาร์ตัวเดียวกับคุณหญิงวาด ไม่มีใครอธิบายถูกว่าขณะนี้นิกรมีความตื่นเต้นยินดีสัดเพียงใด ทั้งๆ ที่เขาเองก็เป็นเศรษฐีอยู่แล้ว นิกรยิ้มแป้น แต่ยังนั่งเฉยเหมือนกับรูปหุ่นที่ปราศจากวิญญาน

คุณหญิงวาดยกมือขึ้นจับแขนหลานชายของท่านเขย่าเต็มแรง

"อ้ายกร...แกถูกกินรวบแสนบาทแล้ว"

นิกรมีทีท่าเหมือนกับคนที่ถูกสะกดจิต เขาได้แต่ยิ้มแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง

"อ้ายกร" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสียงลั่น "โชคดีเหลือเกินโว้ย"

นายจอมทะเล้นค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเดินเรื่อยเปื่อยออกไปทางหลังตึกในท่าทางเซ่อๆ เสี่ยหงวนร้องตะโกนถาม

"เฮ้ แกจะไปไหนวะอ้ายกร"

นิกรหยุดชะงัก ค่อยๆ หันหน้ามามองดูแล้วก็ยิ้มต่อไป เดินออกไปจากห้องโถง

"อุ๊ยตาย" คุณหญิงวาดอุทานขึ้น "หลานฉันเสียสติไปแล้วกระมัง เร็วออกไปดูมันหน่อยซิพวกเรา"

คราวนี้ทุกคนต่างรีบลุกขึ้นยกโขยงออกไปจากห้องโถงนั้น ในเวลาเดียวกัน นิกรกำลังเดินลงบันไดตึกทางด้านหลัง และเลยเข้าไปในสวนดอกไม้

คณะพรรค ๔ สหายยืนจับกลุ่มออกันอยู่บนขั้นบันได คุณหญิงวาดหน้าซีดเผือด

"โธ่...อ้ายกรเสียสติไปแล้ว เงินแสนบาทเท่านั้นไม่น่าเลย อุ๊ยตาย กระโดดโลดเต้นใหญ่แล้ว"

นายจอมทะเล้นกระโดดตัวลอย ตีอกชกหัวตัวเองแล้วทรุดตัวลงนั่งเหยียดเท้าข้างกอกุหลาบ พลางหัวเราะงอหาย ทุกคนหน้าจ๋อยไปตามกันเสียงหัวเราะของนิกรดังลั่นบ้าน แสดงว่าเขาได้รับความดีใจและขบขันเป็นที่สุด ในการที่เขามีโชคเช่นนี้

ครั้นแล้ว นิกรก็พรวดพราดลุกขึ้น วิ่งไปที่คูน้ำใส แล้วกระโจนลงไปในคูน้ำทันที

"ตูม"

"ว้ายตายแล้ว" คุณหญิงร้องสุดเสียง วิ่งนำหน้าพาทุกๆ คนลงไปจากตึก ตรงไปที่คูน้ำหลังบ้านนั้น

ทุกคนแลเห็นนิกรยืนแช่น้ำอยู่แค่เอว ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"กรโว้ย" พลร้องเรียกเพื่อนเกลอของเขา "เสือกโดดลงไปทำไมน่ะ"

นิกรถอนหายใจหนักๆ เงยหน้าขึ้นมองดูพลแล้วพูดเสียสั่นเครือว่า

"หัวใจของกันมันกำลังจะหยุดเต้น มันไซร้จนบอกไม่ถูกแล้ว เลยต้องโดดลงน้ำถูกความเย็นเข้าเลยค่อยยังชั่วหน่อย เอ้อเฮออยู่ดีๆ ได้เงินตั้งแสนบาท อาจารย์ท้วมแกแน่เหลือเกิน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะอย่างขบขัน ท่านทรุดตัวลงนั่งยองๆ ริมคูน้ำใส ยื่นมือขวาไปให้นิกร แล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"ขึ้นมาเสียทีโว้ย อากาศหนาวอย่างนี้ลงไปแช่อยู่ได้ ประเดี๋ยวก็เป็นตะพ้านตายหรอก"

นิกรสั่นศีรษะช้าๆ แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

"โอ...มันเป็นโชคอย่างมหาศาลทีเดียว ความจริงอาจารย์ท้วมแกใบ้มาอย่างตรงเผง นกมันหกหัวหมายถึงเลข ๖ และเมื่อกลับเลข ๖ มันก็กลายเป็นเลข ๙ โอย...ดีใจจังโว้ย ทำหากินอะไรกันก็ไม่ได้เงินคล่องๆ อย่างนี้"

แล้วนิกรก็เอื้อมมือขวาจับมือพ่อตาของเขา ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นโยงโย่โยงหยก ดึงนายจอมทะเล้นขึ้นมาจากคูน้ำใส แต่คูนั้นมีความลาดชันมากเกินไป เท้าทั้งสองของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่มีอะไรยัน และถึงแม้ว่าน้ำหนักตัวของนิกรเพียง ๕๖ กิโลกรัมเท่านั้น ก็สามารถดึงเอา

ร่างอันอ้วนใหญ่ของเจ้าคุณปัจจนึกฯ หล่นลงไปในคูน้ำเสียงลั่น

"ตูม"

เท่านี้เอง คณะพรรค ๔ สหายก็พากันหัวเราะอย่างงอหาย อาเสี่ยกิมหงวนกับพลและเจ้าแห้วได้ช่วยกันฉุดเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนิกรขึ้นมาจากคูนั้นด้วยความลำบากยากเย็น

เป็นอันว่านิกรของเราเป็นผู้ที่มีโชคดีที่สุด ถูกสลากกินรวบหนึ่งแสน และเจ้าแห้วได้ไปรับเงินมาให้นิกรเสร็จเรียบร้อยแล้ว

นายจอมทะเล้น พาเพื่อนเกลอของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกเที่ยวถึงสองคืนติดๆ กัน หมดเงินไปหลายพันบาท แล้วเขาก็แจกเงินให้คนใช้ชายหญิงในบ้านคนละ ๕๐๐ บาท โดยทั่วหน้ากัน โดยเฉพาะเจ้าแห้วได้ ๕,๐๐๐ บาท นายจอมทะเล้นซื้อกระถางลายครามให้เจ้าคุณ

ประสิทธิ์ฯ หนึ่งกระถาง และซื้อตะบันหมากทองคำให้คุณหญิงวาด ส่วนสี่นางนั้น นิกรได้ซื้อนาฬิกาแจกคนละเรือน

ณ บัดนี้ คณะพรรค ๔ สหายของเราต่างมีความศรัทธาในตัวอาจารย์ท้วมอย่างยิ่ง ถึงกับขอร้องให้เจ้าแห้วพาไปหาเพื่อแนะนำให้รู้จัก ดังนั้น ในตอนสายวันอาทิตย์เจ้าแห้วจึงพา ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไปพบอาจารย์ท้วมที่บ้านซอยบ่อนไก่ ตำบลคลองเตย

๔ สหายของเรา ได้แวะซื้อของมาให้อาจารย์ท้วมหลายอย่าง มีดอกไม้ธูปเทียน ใบชา ผ้าขาว และอื่นๆ อีกจนเต็มถาดไม้ใบใหญ่

เจ้าแห้วถือถาดไม้เดินนำหน้าพา ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขึ้นไปบนเรือนปั้นหยาสองชั้น ซึ่งเพิ่งปลูกเสร็จเมื่อเร็วๆ นี้ เรือนหลังนี้ใหญ่โตกว้างขวางมากปลูกอยู่ในเนื้อที่ดินประมาณครึ่งไร่ และมีรั้วสังกะสีกั้นโดยรอบบริเวณ

เจ้าแห้วถือวิสาสะพาเจ้านายของเขาบุกเข้าไปในห้องส่วนตัวซึ่งเป็นห้องพิธีของอาจารย์ท้วม เจ้าแห้วได้มาบอกอาจารย์แต่เช้าแล้วว่า จะพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ๔ สหายมาหา ดังนั้นอาจารย์ท้วมจึงไม่ยอมต้อนรับคนอื่นเลย เตรียมตัวต้อนรับคณะพรรค ๔ สหายของเราเท่านั้น

ภายในห้องพิธีซึ่งอยู่ชั้นล่างและติดกับห้องกลาง ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างแลเห็นชายชราคนหนึ่งผมหงอกประปรายอายุประมาณ ๖๐ เศษ นุ่งขาวห่มขาว คล้องลูกประคำเม็ดโต กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพรมผืนเล็กๆ เบื้องหน้าโต๊ะบูชา ซึ่งบนโต๊ะนั้นมีพระพุทธรูป อ่างใส่น้ำมนต์

หัวพระฤาษี หัวกะโหลกผีอันหนึ่ง นอกนั้นก็มีพานใส่ดอกไม้ กระถางธูป เชิงเทียน และพานแก้วใส่เครื่องรางของขลังมากมาย บรรยากาศในห้องดูทึมๆ อย่างไรชอบกล หน้าต่างทุกๆ บานเปิดแต่เพียงบานเกล็ด กลิ่นธูปตะวันเทียนและกลิ่นดอกซ่อนกลิ่นหอมตระหลบอบอวลไปทั่ว

ทุกคนต่างทรุดตัวลงนั่งพับเพียบ แล้วก็พากันยกมือไหว้ชายชราหรืออาจารย์ท้วม อาจารย์บอกเลขสลากกินรวบที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในยุคนี้ และมีแขกมาหาวันหนึ่งหลายร้อยคน

อาจารย์ท้วมรีบรับไหว้อย่างนอบน้อมที่สุด เพราะรู้จากเจ้าแห้วแล้วว่า ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีเงินถัง และมีเกียรติ

"สวัสดีขอรับ" อาจารย์พูดอย่างนอบน้อม "ขอให้เจริญสุขทุกๆ คน"

นิกร คลานเข้ามากราบที่ตักของชายชราด้วยความเคารพรักสูงสุด

"อาจารย์ครับ ผมยินดีที่จะบอกให้อาจารย์ทราบว่าเมื่อวันที่สิบที่แล้วมา ผมตีใบ้ของอาจารย์ถูก ผมก็เลยถูกสลากกินรวบถึงแสนบาท เท่าที่ให้เจ้าแห้วพาผมมานี้เพื่อจะกราบขอบพระคุณครับ และพวกเราทั้งหมดนี้ก็หวังที่จะฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์"

"ผมทราบแล้วครับ นายแห้วเขาเล่าให้ผมฟังแล้ว คุณถูกตั้งแสนบาท คุณก็คงจะตอบแทนผมบ้างตามสมควร"

นิกรสะดุ้งเล็กน้อย

"อาจารย์หมายถึงเงินใช่ไหมครับ"

"แฮ่ะๆ ก็ควรจะเป็นเช่นนั้นแหละคุณ"

"เอ๊ะ...เจ้าแห้วมันบอกผมว่า อาจารย์ตัดแล้ว ซึ่งความโกรธ โลภ หลง เงินทองไม่มีความหมายสำหรับท่านอาจารย์เลยไม่ใช่หรือครับ"

ท่านอาจารย์ยิ้มแห้งๆ

"อ้ายแห้วมันเป็นคนสู่รู้ คุณไม่น่าจะเชื่อมันเลย เรื่องเงินมีใครบ้างครับที่ไม่ชอบ แม้แต่คุณที่เป็นเศรษฐีอยู่แล้วก็ยังเสี่ยงโชคเล่นสลากกินรวบ เพื่อหวังจะร่ำรวยยิ่งขึ้นอีก"

นิกรว่า "เอาเถอะครับถ้าเช่นนั้นผมยินดีที่จะตอบแทนอาจารย์สักสองหมื่น แต่ว่า...ผมไม่ได้เอาเงินติดตัวมา พรุ่งนี้ผมจะนำมาให้นะครับ"

"คร๊าบ...ขอบคุณมาก ผมช่วยคุณคุณก็ต้องช่วยผม"

ต่อจากนั้น นิกรก็แนะนำให้อาจารย์ท้วมรู้จักกับเพื่อนเกลอทั้งสาม และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ผู้เป็นพ่อตาของเขา ซึ่งอาจารย์ท้วมก็ได้โอภาปราศรัยด้วยเป็นอย่างดี

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามอาจารย์ท้วมทันที

"อาจารย์ครับ ผมบอกอาจารย์ตามตรงว่าผมเป็นคนที่ชอบเงินมากกว่าอย่างอื่นๆ ทั้งๆ ที่รวยอยู่แล้วก็อยากจะได้เงินเรื่อยๆ ไป แฮ่ะๆ ช่วยบอกผมหน่อยเถอะครับว่างวดวันที่ ๑๕ นี้ เลขท้ายสามตัวของรางวัลที่หนึ่งจะออกอะไร แล้วอย่าบอกใบ้เลยครับ บอกกันตรงๆ เลย ถ้าผมถูก

ผมจะให้อาจารย์ ๕๐ เปอร์เซ็นต์"

อาจารย์ท้วมยิ้มละมัยแล้วกล่าวว่า

"ผมเรียนให้เจ้าคุณทราบตามตรงไม่ได้หรอกครับ ของพันนี้ย่อมแล้วแต่คนที่มีโชคหรืออับโชค ใครมีโชคดีก็ตีใบ้ได้ถูก แต่ผมรับรองได้ว่าผมไม่ได้ใบ้เฮงซวยอย่างอาจารย์อื่นๆ อย่างงวดที่แล้วผมก็บอกให้อย่างแหงๆ ไปคิดกันมากมายไปเอง อย่างคุณนิกรคิดถูกต้องแล้ว"

ดร.ดิเรกกล่าวขึ้นว่า

"หลวงพ่อลองใบ้ผมหน่อยซีครับ สำหรับงวดวันที่ ๑๕ นี้"

ท่านอาจารย์ทำหน้าชอบกล

"อย่าเรียกผมว่าหลวงพ่อเลยคุณหมอ ผมสึกมาสิบกว่าปีแล้ว เรียกผมว่าอาจารย์เฉยๆ ดีกว่า คุณคอยจดนะผมจะบอกให้"

ทุกคนต่างล้วงกระเป๋าหยิบสมุดโน้ตเล็กๆ ออกมาคอยจดใบ้ของอาจารย์ ชายชราหลับตาประนมมือนิ่งเฉยสักครู่ แล้วก็พูดกับตัวเองเบาๆ

"หา...ว่ายังไงนะลูก...เออ...งวดวันที่ ๑๕ นี่แหละ ไปซีลูก...ไปถามหัวหน้าผีที่เฝ้าเกาะลอยสวนลุมพินีแล้วรีบมาบอกพ่อ"

นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง แล้วหันมาถามเจ้าแห้ว

"เฮ้ย...อาจารย์แกพูดกับใครวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วจุ๊ย์ปากโบกมือห้ามให้ดร.ดิเรกสงบปากเสียง แล้วกระซิบกระซาบบอกดร.ดิเรกว่า

"รับประทานพูดกับผีครับ"

นายแพทย์หนุ่มทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ หันมามองดูหัวกะโหลกผีที่วางอยู่บนโต๊ะบูชา

"ผีนั่นน่ะหรือ" เขาถามเสียงกระซิบ

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ

"ไม่ใช่ครับ รับประทานผีกุมารทอง"

ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อกกระซิบถามเจ้าแห้วต่อไปด้วยความสนใจยิ่ง

"ผีกุมารทอง...หน้าตามันเป็นอย่างไรวะ"

"ปู้โธ่...ผมจะไปรู้หรือครับว่าหน้าตามันเป็นอย่างไร อาจารย์ท่านเคยบอกแต่เพียงว่าท่านเลี้ยงผีกุมารทองไว้ กุมารทองก็คือผีเด็กนั่นเอง"

ดร.ดิเรกยังคงสงสัยอยู่นั่นเอง

"หมายความว่าเด็กที่ตายไปแล้ว อาจารย์เอาวิญญาณมาเลี้ยงใช่ไหม"

เจ้าแห้วตอบอย่างรำคาญใจ

"ครับ...นั่นแหละครับ แหม...รับประทานซักซะจริงเชียว"

คราวนี้ดร.ดิเรกทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"ก็กูอยากรู้นี่หว่า นักปราชญ์อย่างข้าสงสัยอะไรก็ต้องพยายามเรียนรู้ให้ได้ ดีแล้วละข้าจะได้ศึกษาหาความรู้ในเรื่องกุมารทองต่อไปฮ่ะๆ มันเป็นแปลก...มันเป็นแปลกมากทีเดียวแปลกเช่นเดียวกับมหาโยคีในอินเดียเสกเชือกมะลิลาให้ตั้งขึ้นไปในอากาศได้"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ อาจารย์ท้วมนั่งนิ่งเฉยอยู่สักครู่ ก็ลืมตาขึ้นมาดูคณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก่อนที่ท่านอาจารย์จะพูดว่ากระไร นิกรซึ่งมีความเลื่อมใสมากกว่าเพื่อนก็ได้กล่าวถามขึ้นทันที

"ว่ายังไงครับท่านอาจารย์"

อาจารย์ท้วมกระแอมเบาๆ

"เสียใจเหลือเกินคุณ วันนี้ไม่มีประโยชน์อะไรใบ้หวยให้ไม่ได้"

พลยิ้มให้อาจารย์ท้วมแล้วพูดนอบน้อม

"อย่าๆ ได้โกรธนะครับท่านอาจารย์ พวกผมอุตส่าห์พากันมาหาถึงบ้านและได้ฝากตัวเป็นสานุศิษย์แล้วอาจารย์ช่วยบอกให้ลูกศิษย์ร่ำรวยบ้างเถอะครับ ผมสัญญาว่าถ้าหากว่าผมถูกสลากกินรวบงวดวันที่สิบห้านี้ ผมจะนำเงินมาแบ่งให้อาจารย์ครึ่งหนึ่ง ผมจะแทงสักห้าร้อยบาทครับ

ท่านอาจารย์"

อาจารย์ท้วมสั่นศีรษะช้าๆ

"ผมบอกคุณแล้วว่า วันนี้ไม่มีประโยชน์อะไรผมใบ้หวยให้ไม่ได้ เข้าใจคำพูดของผมไหมครับ"

เจ้าแห้วคลานเข้ามาทางหลังพล เอื้อมมือเขี่ยแขนนายพัชราภรณ์เบาๆ แล้วกระซิบกระซาบบอกว่า

"รับประทานอาจารย์ใบ้ให้แล้วละครับ"

พลหันมาทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"ใบ้กะหอกอะไรเล่า ท่านบอกว่าวันนี้ไม่มีประโยชน์อะไร ท่านใบ้ให้เราไม่ได้"

เจ้าแห้วยกมือเกาศีรษะ

"รับประทานนั่นแหละครับ ท่านใบ้ให้ละ"

อาจารย์ท้วมได้ยินดังนั้นก็แกล้งพูดขึ้นดังๆ

"ไม่ได้ใบ้โว้ยอ้ายแห้ว ข้าบอกแล้วไม่มีประโยชน์"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น มองดูคณะพรรค ๔ สหายแล้วกล่าวว่า

"รับประทานอาจารย์ท่านพื้นเสียแล้วครับ"

เสี่ยหงวนพยักหน้าเห็นพ้องด้วย แล้วกระซิบถามเจ้าแห้ว

"ไม่ทำเรานะ"

เจ้าแห้วหัวเราะแล้วกล่าวว่า

"ครับ รับประทานท่านอาจารย์ไม่เคยทำเราหรอกครับ อย่างฉิวขึ้นมาก็ฮื่อๆ แฮ่ๆ ไปตามเรื่อง"

คณะพรรค ๔ สหายต่างมองดูหน้ากัน แล้วก็ร่ำลาอาจารย์ท้วม ท่านอาจารย์ได้ให้ศีลให้พรอย่างยืดยาว แต่ไม่ลืมสั่งกำชับว่าถ้าหากใครถูกสลากกินรวบก็ไม่ควรจะปิดบังความจริง ควรจะมาหาแก และนำผลประโยชน์ที่ได้รับฟรีๆ มาแบ่งสันปันส่วนให้แกบ้างตามระเบียบ

คณะพรรค ๔ สหายออกมาจากบ้านท่านอาจารย์ก็พากันเดินตรงไปที่บูอิคเก๋ง ซึ่งจอดอยู่ห่างจากรั้วบ้านอาจารย์ท้วมไม่กี่มากน้อย

สี่สหายปิดประตูก้าวขึ้นไปนั่งตอนหลังรถเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วนั่งตอนหน้า และเจ้าแห้วนั่งประจำที่คนขับ ทุกคนจ้องมองดูหน้ากันและวิพากษ์วิจารณ์กันในเรื่องสลากกินรวบ พูดคุยกันเสียงลั่นจนกระทั่งประชาชนชายหญิงที่ผ่านไปมาได้หยุดยืนห้อมล้อมรถเก๋งคันนี้ ฟังเขา

วิพากษ์วิจารณ์กันเรื่องสลากกินรวบเพราะขณะนี้ประชาชนทั่วทุกมุมเมืองล้วนแต่หายใจเป็นเรื่องสลากกินรวบทั้งนั้น

พลกล่าวถามเจ้าแห้วอย่างเป็นงานเป็นการ

"ข้าไม่เข้าใจเลยโว้ยอ้ายแห้ว อาจารย์ท้วมแกบอกวันนี้ไม่มีประโยชน์อะไร แกใบ้หวยให้ไม่ได้ ก็แล้วทำไมเอ็งถึงบอกข้าว่า อาจารย์ท้วมแกใบ้หวยให้เราแล้ว"

เจ้าแห้วยิ้มเล็กน้อย

"รับประทานนั่นแหละครับ อาจารย์แกใบ้ให้เราละ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามทันที

"ใบ้ยังไงวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วจุ๊ย์ปากจิ๊กจั๊ก

"รับประทานใต้เท้าทำไมถึงโง่อย่างนี้นะ รับประทานอาจารย์แกบอกว่าวันนี้ไม่มีประโยชน์ ก็คือว่าไม่มีค่าไม่มีความหมาย รับประทานผมขอกราบเรียนถามใต้เท้าหน่อยเถอะว่าในวิชาคำนวณที่เราเรียนมา ตัวเลขอะไรเล่าครับที่ไม่มีค่าหรือไม่มีประโยชน์"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"ก็ศูนย์น่ะซี"

เจ้าแห้วยกมือตีขาตัวเองดังเพี๊ยะ

"รับประทานนั่นแหละครับ อาจารย์ท้วมแกใบ้ตรงเผงทีเดียว"

หญิงชราคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ข้างๆ บูอิคเก๋งพูดเสริมขึ้นทันที

"ใช่แล้วค่ะ ลงอาจารย์ท้วมท่านใบ้อย่างนี้ เลขท้ายงวดนี้ก็ต้องศูนย์สามตัวอย่างไม่มีปัญหา โอ๊ย...ลาภของดิฉันแล้วต้องรีบไปแทงเดี๋ยวนี้" พูดจบหญิงชราผู้นั้นก็รีบเดินไปยังบ้านของแก

สี่สหายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน นายแพทย์หนุ่มพูดขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"อ้ายแห้วปัญญาแหลมมากทีเดียว มีหวังมาก เลขท้ายรางวัลที่หนึ่งงวดวันที่สิบห้านี้จะต้องออกศูนย์สมกับที่อาจารย์ท้วมบอกเราว่าวันนี้ไม่มีประโยชน์อะไร ฮ่ะ...ฮ่ะ ฝรั่งต้องแทงร้อยบาทถ้าถูกได้เงินห้าหมื่น ไอจะส่งเงินห้าหมื่นแบ่งเฉลี่ยไปให้โรงพยาบาลต่างๆ "

เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นอย่างขบขัน

"ความจริงมันก็แปลกนะอาจารย์ท้วมคนนี้แกไม่ใช่คนธรรมดาเสียแล้วจะว่าผู้วิเศษ แกก็เก่งกว่าผู้วิเศษเป็นไหนๆ เพราะล็อตเตอรี่มันยังไม่ได้หมุนแต่แกรู้ล่วงหน้าว่าเมื่อถึงวันออกเขาจะหมุนเลขอะไรบ้าง ดูๆ ก็น่าเลื่อมใสดีหรอก"

พลพูดขึ้นบ้าง

"เอ...ถ้ามันคงจะออกศูนย์สามตัวแน่ๆ เชียวโว้ยและถ้าเป็นจริงเช่นนี้ก็แปลกทีเดียว เพราะเลขท้ายรางวัลที่หนึ่งกันจำได้ว่าไม่เคยออกเลขศูนย์สามตัวเลย"

เจ้าแห้วว่า

"คราวนี้รับประทานออกเด็ดขาดครับ เลขศูนย์สามตัวสวยเหลือเกิน ตรงกับใบ้เผงทีเดียวรับประทานผมจะแทงสักห้าร้อยบาท ถ้าไม่สวยก็ซวย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้สึกเลื่อมใสกับอาจารย์ท้วมมาก ท่านมองดูนิกรซึ่งนั่งอมยิ้มอยู่ระหว่างเสี่ยหงวนกับพล แล้วท่านก็กล่าวสัพยอกนายจอมทะเล้นว่า

"ยังไงอ้ายกรถ้าจะกำลังตีใบ้อาจารย์ท้วมกระมัง"

นิกรยักคิ้วให้พ่อตาของเขา

"ผมคิดออกแล้วละครับคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะชอบใจ

"ศูนย์สามตัวใช่ไหมล่ะ"

"ไม่ใช่หรอกครับ แต่ผมไม่อาจจะบอกคุณพ่อหรือพวกเราได้ บอกได้แต่เพียงว่าเลขท้ายตัวแรกคือเลขศูนย์และตัวที่สองก็คือเลขศูนย์ ส่วนตัวสุดท้ายผมขอสงวนไว้เป็นความลับ"

"หน็อยแน่" พลพูดพลางหัวเราะพลาง "คราวนี้แกคงจะแทงเต็มที่ซีนะ"

นิกรว่า "ก็ไม่อยากจะแทงให้มากมายอะไรนักหรอก จะแทงสักสองพันบาทเท่านั้นถ้ากันตีใบ้อาจารย์แตกกันก็จะได้เงินใช้ถึงล้านบาทสบายแฮไปนาน กินแล้วก็นอน นอนแล้วก็เที่ยว เที่ยวแล้วก็กิน แล้วก็นอนการงานไม่ต้องทำมันกินอีกละ"

ดร.ดิเรก กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"รีบกลับบ้านเถอะโว้ยพวกเรา ไอจะต้องเข้าห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ใช้เวลาตีใบ้สองสามชั่วโมง เพื่อพิสูจน์ให้แน่นอนว่าเลขศูนย์น่ะไม่มีค่าและไม่มีความหมายอะไรในวิชาคณิตศาสตร์"

เจ้าแห้วจัดแจงเปิดสวิตช์ไฟรถยนต์สต๊าร์ทเครื่องเข้าเกียร์นำรถบูอิคเก๋งแล่นออกไปจากซอยบ่อนไก่

เย็นวันนั้นเอง คณะพรรคสี่สหายและคนในบ้านพัชราภรณ์แม้กระทั่งคนทำสวนเว้นแต่นิกรผู้เดียวต่างฝากเจ้าแห้วไปแทงสลากกินรวบที่ซาปั๊วแห่งหนึ่ง อาเสี่ยกิมหงวนทนเจ้าแห้วรบเร้าไม่ได้ก็ฝากแทงเลขศูนย์สามตัวเป็นเงิน ๑๐ บาท

นิกรคนเดียวไม่ยอมฝากเจ้าแห้วแทง เพราะแอบไปแทงสลากกินรวบที่พรรคพวกของเขาคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนจีน และมีถิ่นฐานอยู่ในสำเพ็ง นิกรแทงถึง ๒,๐๐๐ บาท เขาปกปิดเป็นความลับไม่ยอมบอกให้ใครรู้ว่าเขาแทงเลขอะไร บอกให้แต่เพียงว่าเขาแทงสลากกินรวบงวดวันที่

๑๕ เดือนนี้ถึง ๒,๐๐๐ บาท

ในที่สุด ก็ถึงวันออกสลากกินแบ่งของรัฐบาลไทยคือวันที่ ๑๕ เดือนนี้ซึ่งประชาชานทั่วราชอาณาจักร ที่เป็นนักนิยมสลากกินรวบต่างไม่มีกะอกกะใจที่จะประกอบกิจการงานอย่างใดเลย ทุกคนต่างก็มีหวังในโชคลาภของตนบางคนยอมขายไร่ขายนาวัวควายจำนองบ้านเรือนขายลูก

ขายเมียเสี่ยงโชคสลากกินรวบ ที่เคยเป็นพ่อค้าแม่ค้าก็ไม่ยอมค้าขาย พอตื่นเช้าก็ท่องเที่ยวไปเสาะแสวงหาอาจารย์ที่ลือว่าเก่งอย่างโน้นเก่งอย่างนี้ พระสงฆ์องค์เจ้าเดือดร้อนไปตามกัน เพราะอยู่ๆ ก็มีคนบุกไปหาถึงวัด กราบไหว้อ้อนวอนขอให้บอกเลขท้ายรางวัลที่ ๑ ซึ่งพระคุณ

เจ้าเองก็ไม่ทราบว่าจะออกเลขอะไร

ยุคนี้เป็นยุคสลากกินรวบ ซึ่งสลากกินรวบนี้รวบจนกระทั่งคนเจ็บซึ่งกำลังจะสิ้นใจตายอยู่แล้ว และรวบไม่เลือกสาวแก่แม่หม้ายเด็กผู้ใหญ่ พระเณรตาเถรยายชีตราบใดที่สลากกินแบ่งรัฐบาลไทยยังไม่เลิก ตราบนั้นสลากกินรวบก็มีอยู่คู่กันไป ถึงแม้จะปราบปรามอย่างไรก็ไม่สำเร็จ

เพราะมีเจ้ามือสลากกินรวบอยู่มากมาย เจ้ามือแต่ละคนล้วนแต่เป็นพ่อค้าใหญ่ หรือคหบดีผู้มั่งคั่งนอกจากมีฐานะเป็นปึกแผ่นมั่นคงแล้วยังมีอิทธิพลอีกด้วย

บ่ายวันนั้น หลังจากนาฬิกาตีบอกเวลา ๑๓.๐๐ น. คณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสามกับเจ้าแห้วมาชุมนุมกันอยู่พร้อมหน้า ในห้องโถงชั้นล่างของบ้านพัชราภรณ์

เสียงวิทยุ ๑๑ หลอดดังกังวานไปทั่วห้องโถงใหญ่ ขณะนี้การออกสลากกินแบ่งประจำงวดที่ ๑๕ ได้เริ่มต้นแล้ว แล้วก็ออกเรียงไปตามลำดับ คณะพรรคสี่สหายต่างวิพากษ์วิจารณ์กัน พูดคุยกันเสียงจ้อกแจ้กจอแจตลอดเวลา ทุกคนต่างต้องการรู้ผลการออกรางวัลที่ ๑ เท่านั้น เพราะ

อยากจะทราบว่าท้ายเลขของรางวัลที่หนึ่งทั้งสามตัวนั้นคือเลขอะไร ดังนั้นเมื่อวิทยุกระจายเสียงประกาศว่าออกรางวัลอื่น จึงไม่มีใครสนใจฟัง

การเล่นสลากกินรวบคราวนี้ นิกรแทงถึง ๒,๐๐๐ บาท รองลงมาคือคุณหญิงวาดแทง ๑,๕๐๐ บาท เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แทง ๑,๐๐๐ บาท เจ้าคุณปัจจนึกฯ ๑,๐๐๐ บาท พล พัชราภรณ์ ๕๐๐ บาท ดร.ดิเรก ณรงฤทธิ์ ๒๐ บาท อาเสี่ยกิมหงวน ๑๐ บาท ส่วนนันทา นวลลออ ประภาและ

ประไพแทงคนละ ๑๐๐ บาท เจ้าแห้วแทง ๕๐๐ บาท ทุกๆ คนนอกจากนิกรแทง ๐๐๐ เหมือนกันทั้งนั้นและทุกคนหวังว่าอย่างไรเสีย เลขท้ายรางวัลที่หนึ่งในวันนี้ก็คงจะออก ๐๐๐ แน่นอน

ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังประกาศผลการออกสลากกินแบ่งรางวัลที่ ๕ หมุนครั้งที่ ๖๐ คุณหญิงวาดก็ถามนิกรหลายชายจอมทะเล้นของท่าน

"เออ...เจ้ากร แกได้ปิดบังพวกเรามาสามสี่วันแล้วไม่ยอมบอกว่าแกแทงเลขอะไร อาอยากจะรู้เหลือเกินว่าแกตีใบ้ได้เลขอะไร บอกอาหน่อยซิ"

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"คุณอาคงจะคิดว่า ผมคงจะแทง ๐๐๐ ใช่ไหมเล่าครับ"

คุณหญิงวาดหัวเราะ

"อาก็ว่าอย่างนั้นแหละ เพราะเท่าที่อาจารย์ท้วมแกบอกวันนั้นไม่มีประโยชน์อะไรก็ย่อมหมายถึง ศูนย์ ศูนย์ ศูนย์ นั่นเอง"

นายจอมทะเล้นส่ายศีรษะช้า

"ถ้าแกจะใบ้ง่ายๆ อย่างนั้นละก็แกบอกเราเสียตามตรงไม่ดีหรือครับว่าสลากกินรวบจะออกศูนย์สามตัว ไม่มีอาจารย์คนไหนหรอกครับคุณอา เขาจะใบ้หวยอย่างตรงไปตรงมาเช่นนั้น"

คราวนี้ทุกคนต่างจ้องมองดูนิกรเป็นตาเดียว นันทากล่าวถามน้องชายของหล่อนทันที

"แล้วแกคิดได้อย่างไรเล่ากร บอกพี่ซิ"

นิกรหันมามองดูพี่สาวของเขา

"ฉันคิดได้ ศูนย์ ศูนย์ สอง น่ะซีพี่นัน"

นันทาหัวเราะคิ๊ก

"แกเอาสองมาจากไหน"

นิกรลืมตาโพลง

"เซ่ออย่างพี่นันจะไปคิดออกอะไรล่ะ อาจารย์ท้วมแกบอกว่า วันนี้ไม่มีประโยชน์ก็คือศูนย์สองตัว ส่วนเลขสองก็หมายถึงวันจันทร์เพราะเราไปหาอาจารย์วันจันทร์ จึงประมวลได้ว่าหางเลขรางวัลที่หนึ่งงวดนี้จะต้องออก ศูนย์ ศูนย์ สอง หรือ สอง ศูนย์ ศูนย์ ฉันเลยแทงไว้อย่างละสอง

พัน รวมเป็นสี่พันบาทด้วยกัน"

เสียงพึมพำดังขึ้นทั่วห้องโถง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เห็นพ้องกับนิกรทันที

"เอ...อ้ายกรมันสำคัญโว้ย"

"สำคัญมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะสำคัญ ประเดี๋ยวเถอะครับจะได้เห็นแจ้งแดงแจ๋กันวันนี้หรอก ถ้าผมเจอเลขท้ายรางวัลที่หนึ่งล้านบาท ก็จะบินสู่อุ้งมือของผมอย่างสง่าผ่าเผยทีเดียว"

เจ้าแห้วร้องขึ้นสุดเสียง

"รับประทานออกแล้วครับรางวัลที่หนึ่ง"

ทุกคนเงียบกริบ และนั่งเฉยราวกับรูปหุ่น คุณหญิงวาดมีเม็ดเหงื่อไหลโซมทั่วใบหน้าจ้องตาเขม็งมองดูวิทยุ ๑๑ หลอด คณะพรรค ๔ สหายเต็มไปด้วยความตื่นเต้นอยากจะฟังผลการออกรางวัลที่หนึ่ง ซึ่งโฆษกได้ประกาศไปแล้วว่าหมุนครั้งที่ ๗๔ รางวัลที่หนึ่ง และขณะที่เจ้าหน้าที่

กำลังหมุนวงล้อ ได้ยินวงล้อดังถนัด

พอวงล้อหยุด คณะพรรคสี่สหายทุกคนก็หูผึ่งไปตามกัน

"รางวัลที่หนึ่งออกมาแล้ว" เสียงโฆษกประกาศบอก "เราจะอ่านให้ฟังสามเที่ยวด้วยกัน...หมุนครั้งที่เจ็ดสิบสี่รางวัลที่หนึ่ง ได้แก่หมายเลข-เก้า-แปด-เจ็ด-สอง-ศูนย์-ศูนย์"

"โอ๊ย" นิกรร้องสุดเสียงเหมือนกับถูกแทงแล้วเขาก็สิ้นสติสมประดี ร่างของเขาอ่อนเปียกพลัดตกจากเก้าอี้ลงมานอนตะแคงอยู่บนพื้นกลางห้อง

"เจ้ากร" คุณหญิงวาดร้องเสียงหลง

"เจ้ากรถูกล้านบาท ไชโย-ไชโย หน่อยซีพวกเรา ไม่มีใครไชโยกูไชโยคนเดียวก็ได้โว้ยเอ้าเฮ-ไชโย"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นราวกับนกกระจอกยกพวกตีกัน เจ้าแห้วหน้าตาหม่นหมองผิดปกติคลานเข้าไปที่วิทยุแล้วเอื้อมมือปิดวิทยุ นั่งสะลึมสะลือคอตกเสียดายเงินห้าร้อยบาทและเสียดายล็อตเตอรี่ที่ออกไปแล้วหนึ่งงวด โดยเปล่าประโยชน์สำหรับเจ้าแห้ว ประภาร้องบอกผัวรักของ

หล่อนทันที

"ดิเรกคะ ช่วยแก้ไขคุณนิกรหน่อยซีคะ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มให้เมียรักของเขา

"ไม่ต้องไปแก้ไขอะไรมันหรอกที่รัก ประเดี๋ยวมันก็ฟื้น คนที่โชคดีได้เงินล้านอย่างเจ้ากรรับรองว่าถึงอย่างไรมันก็ไม่ตาย นั่นประไรล่ะกระดุกกระดิกได้แล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูนิกรด้วยความเลื่อมใสยิ่ง

"ให้ตายเถอะเจ้าคุณ" ท่านกล่าวกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ "อ้ายลูกเขยของผมคนนี้มันเฉลียวฉลาดสิ้นดีสงสัยว่าขงเบ้งกลับชาติมาเกิด"

"ฮ้า..." เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อุทาน "หน้าอ้ายกรมันไม่...เหมือนขงเบ้งเลยนี่ครับ มันแน่จริงๆ เจ้าคุณงวดก่อนหวดเสียแสนบาท งวดนี้เอาเสียอีกล้านบาท แต่ผมยังสงสัยอยู่ เงินตั้งล้านบาทเจ้ามือมันจะไปเอาที่ไหนมาจ่ายให้ น่ากลัวจะโกงแน่ๆ "

นิกรพรวดพราดลุกขึ้นนั่งทันที จ้องตาเขม็งมองดูอาเขยของเขา

"คุณอาว่ายังไงนะครับคุณอากลัวว่าเจ้ามือมันจะโกงผมหรือครับ"

"เออ" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ รับคำ "อายังไม่เคยได้ยินข่าวเลยว่ามีใครถูกสลากกินรวบตั้งล้านบาท"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"มีครับ คุณอา ทางเยาวราชและทางสำเพ็งเขาถูกกันบ่อยๆ ในราวแปดแสนหรือล้านบาทมีเสมอครับ ถ้างวดไหนโดนเข้าเช่นนี้บางทีเจ้ามือเจ๊งไปเลย แต่ไอ้เรื่องจะโกงน่ะเห็นจะไม่โกงหรอกครับ"

นิกรหัวเราะก๊าก

"โกงเรอะ...ถ้าโกงอ้ายกรก็ตายเท่านั้นพ่อยิงไม่ให้เหลือเลยพ่อแม่ลูก พ่อตาแม่ยายตลอดจนคนใช้หมูหมาในบ้านยิงให้เรียบ ยิงให้สมแค้น เวลากินกินของเราอย่างลงคอ เวลาเราแทงถูกก็ต้องใช้ซีวะ รับรองว่ากันต้องได้เงินล้านอย่างเด็ดขาด เจ้าลิ้มเพื่อนเกลอของกันที่กันไปแทง

เขารับรองว่าเจ้ามือสลากกินรวบวงนั้นมีเงินหลายสิบล้านทีเดียว และมีสาขาอยู่ทั่วประเทศตั้งแต่เล่นมาไม่เคยคดโกงใคร ประชาชนนิยมเลื่อมใสเขามาก เย็นนี้แหละกันจะไปขอรับเงินล้านบาท โอ๊ยคราวนี้ไม่ใช่คนละโว้ยต้องกินต้องเที่ยวให้สะบั้นหั่นแหลกทีเดียว"

คณะพรรค ๔ สหายต่างพากันสดุดียกย่องนิกรที่มีโชคดีถูกสลากกินรวบถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพราะตีใบ้ของอาจารย์ท้วมได้ถูกต้อง นิกรว่าเขาจะให้เงินอาจารย์ท้วมสัก ๒๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งทุกคนก็เห็นพ้องด้วย

บัดนี้นิกรกลายเป็นเศรษฐี ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทแต่ความจริงเขามีเงินอยู่ในธนาคารไม่ต่ำกว่า ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท อันเป็นมรดกของท่านเจ้าคุณวิจิตรฯ บิดาของเขสนอกจากนี้ยังมีรายได้จากผลประโยชน์ต่างๆ อีกมากมาย แต่เงินล้านที่ได้มานี้ ได้มาอย่างมีโชคในการพนันนิกรของ

เราจึงใช้จ่ายเงินโดยไม่คำนึงถึงความหมดเปลืองแจกคนใช้ในบ้านคนละ ๕,๐๐๐ บาท ให้เจ้าแห้ว ๒๐,๐๐๐ บาท ซื้อข้าวของอันมีค่าแจกเพื่อนๆ และท่านผู้ใหญ่ ซื้อเครื่องเพชรแจกประภานันทาและนวลลออ ส่วนประไพนั้น นิกรซื้อแหวนเพชรราคา ๑๕๐,๐๐๐ บาทให้ ๑ วง

นิกรถลุงเงินอย่างสนุก ซื้อปอนเตี๊ยกใหม่ถอดด้าม ๑ คัน สำหรับขี่เที่ยวเล่นแล้วเขาก็นำเช็คสั่งจ่าย ๒๐๐,๐๐๐ บาท ไปมอบให้อาจารย์ท้วม ซึ่งนี่เองทำให้ชื่อเสียงของอาจารย์ท้วมโด่งดังขึ้นอีก เป็นที่เล่าลือกันทั่วพระนครหลวง มีหนุ่มเศรษฐีคนหนึ่งซึ่งเป็นสานุศิษย์ของอาจารย์ท้วม

ถูกสลากกินรวบถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท

คณะพรรค ๔ สหายต่างใฝ่ฝันถึงสลากกินรวบจนไม่เป็นอันทำอะไร ทุกคนต่างเตรียมเสี่ยงโชคงวดวันที่ ๒๐ เดือนนี้อีก

วันนั้นตรงกับวันที่ ๑๘ ซึ่งเหลือเวลาอีกสองวันเท่านั้น ก็จะถึงกำหนดสลากกินแบ่งรัฐบาลออกรางวัลประจำงวด

มันเป็นเวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น.

ปอนเตี๊ยกเก็งสีเหลืองสลับเทาคลานเข้ามาในบ้านพัชราภรณ์อย่างแช่มช้า โดยมีเจ้าแห้วเป็นคนขับและนิกรนั่งอยู่ตอนหน้ารถข้างๆ เจ้าแห้วตามลำพัง นิกรกับเจ้าแห้วเพิ่งกลับมาจากบ้านอาจารย์ท้วมเพื่อไปขอใบ้หวย หรือสลากกินรวบ และท่านอาจารย์ได้บอกใบ้ให้มาเรียบร้อย

แล้ว

ปอนเตี๊ยกเก๋งคันใหม่เอี่ยมแล่นมาหยุดหน้าโรงเก็บรถพอดี ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เอง คณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยเมียๆ ของเขาและท่านผู้ใหญ่ทั้งสามได้นั่งรวมกลุ่มอยู่บนเสื่อจันทบุรีผืนใหญ่สองผืน ที่สนามหน้าตึกและกำลังรอคอยนิกรอย่างเร่าร้อนใจ

พอนิกรกับเจ้าแห้วลงมาจากรถปอนเตี๊ยกเก๋ง ใครต่อใครก็ต้องเรียกนิกรเสียงลั่น ซึ่งคุณหญิงวาดเสียงแหลมกว่าเพื่อน

"มาโว้ย เร็วๆ เข้าหน่อย ได้ใบ้มาหรือเปล่า"

นิกรยิ้มแป้น

"ได้มาเรียบร้อยแล้วครับ"

แล้วนิกรกับเจ้าแห้ว ก็ทรุดตัวลงนั่งร่วมวง นายจอมทะเล้นล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตหยิบกระดาษชิ้นหนึ่งออกมาส่งให้คุณหญิงวาดอย่างนอบน้อม

"คราวนี้แหละครับ คุณอา ผมจะแทงสักหมื่นบาท"

คุณหญิงวาดลืมตาโพลง

"หมื่นบาท ถ้าถูกได้เท่าไร"

"ก็ห้าล้านน่ะซีครับ คุณอา"

"โอ้ยโย่" คุณหญิงวาดร้องลั่น "แกถูกตั้งห้าล้านเจ้ามือมันจะเอาเงินที่ไหนมาใช้แก นอกจากมันจะจับคนหัวล้านมาห้าคนเอามาให้แก แทนเงิน แต่ว่า...ที่บ้านเรามีอยู่สองล้านแล้ว"

เสียงฮาดังขึ้นพร้อมๆ กัน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยกมือขวาตบหลังคุณหญิงวาดเบาๆ

"คุณหญิงจ๋า คุณหญิงที่รัก ถามจริงๆ เถอะแม่คุณ ยังอยากกินน้ำพริกไม่ใช่หรือ"

คุณหญิงวาดหัวเราะคิ๊ก

"อย่าขู่หน่อยเลยค่ะ เจ้าคุณคะ เจ้าคุณแจกหมากดิฉันเมื่อไร ดิฉันก็ต้องแจกแว่นเจ้าคุณเข้าให้เมื่อนั้น"

ประไพกล่าวขึ้นอย่างกระฟัดกระเฟียด

"คุณอาหญิงไม่อ่านใบ้ ก็ส่งใบ้มาให้ไพเถอะค่ะไพอยากรู้เรื่องเต็มทนแล้ว"

คุณหญิงวาดหันมาค้อนเมียรักของนิกรแล้วท่านก็คลี่กระดาษสีขาวนั้นออกอ่านข้อความในนั้นดังๆ ให้ทุกคนฟังทั่วกัน

"ศูนย์หยกหยก ศูนย์ตกศูนย์ห้อย สามแปดหน้าม่อย ไม่อยากคอยศูนย์"

เสียงพึมพำดังขึ้นทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดีดมือแป๊ะแล้วหัวเราะก๊าก

"หวานเลย"

คุณหญิงวาดทำตาปริบๆ

"ว่ายังไงค่ะ เจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"ยังนึกไม่ออกหรอกครับ ผมเอะอะส่งเดชไปยังงั้นเอง ใบ้คราวนี้ไม่ใช่ง่าย ศูนย์หยกหยกศูนย์ตกศูนย์ห้อยสามแปดหน้าม่อยไม่อยากคอยศูนย์"

นวลลออกล่าวถามนายจอมทะเล้นทันที

"คุณนิกรคะ ใบ้ของอาจารย์ท้วมคราวนี้ดิฉันคิดว่าคงจะเป็นสามแปดศูนย์ใช่ไหมคะคุณก็ถูกตั้งล้านสองล้านแล้วบอกดิฉันบ้างซีให้พวกเรารวยบ้างอย่ารวยเสียคนเดียว"

นิกรยิ้มแป้น

"คุณนวลคิดง่ายเกินไปครับ อย่างไรเสียก็คงไม่ออกสามแปดศูนย์ ตามความคิดของผมนะครับ ผมคิดว่าต้องออกศูนย์สามแปดมากกว่า ผมจะอธิบายให้ฟังศูนย์หยกหยก ศูนย์ตกศูนย์ห้อย อาจารย์หมายความว่า ออกศูนย์สามตัวถึงได้เรียกว่าศูนย์ตกศูนย์ห้อย คือตัวต้นก็ศูนย์ตัว

กลางก็ศูนย์ ตัวสุดท้ายห้อยโตงเตงก็ศูนย์อีกแปลว่างวดนี้ก็ต้องมีศูนย์เป็นเลขสำคัญ แต่อย่างไรก็ต้องไม่ใช่ศูนย์สามตัวที่อาจารย์ใบ้ว่าสามแปดหน้าม่อยไม่อยากคอยศูนย์ ผมได้คิดมาตลอดทาง ผมเชื่อว่างวดนี้จะต้องออกศูนย์สามแปดมากกว่าสามแปดศูนย์ดังที่คุณเข้าใจแต่ถ้าจะดี

แทงไว้ทั้งสองอย่างแหละครับ คือสามแปดศูนย์และศูนย์สามแปดเป็นถูกเด็ดขาดไม่อันใดก็อันหนึ่ง ผมน่ะไม่อยากรวยคนเดียวหรอกครับอยากจะให้พวกของเรามีโชคดีด้วย แต่อย่าไปบอกให้คนนอกบ้านรู้เป็นอันขาดเชียวนะครับ คราวนี้แหละเจ้ามือต้องล่มจมแน่นอน"

ประไพพูดขึ้นด้วยความดีใจ

"แทงยกเค้าเลยนะคะกร แทงแบบพม่าแทงกบเลย กรกับไพแทงคนละห้าหมื่น ถ้าถูกก็จ้างรถ ร.ส.พ. ไปบรรทุกเงินเอามาบ้าน"

"มากไป ไพจ๋า แทงคนละหมื่นบาทพอแล้วแทงสลากกินรวบจ้ะไม่ใช่แทงกบ"

คุณหญิงวาดพยายามนึกตีใบ้อยู่สักครู่ แล้วท่านก็พูดขึ้นดังๆ

"แน่แล้วโว้ยอ้ายกร ถ้าไม่ออกสามแปดศูนย์ก็ต้องออกศูนย์สามแปดตัวใดตัวหนึ่ง อาแทงตัวละหมื่นบาท"

ดร.ดิเรกเกิดมีศรัทธาขึ้นเต็มที่ อย่างไม่คาดหมาย

"ออไร๋ท์ ฝรั่งแทงตัวละหมื่นบาทเหมือนกัน"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้น จนฟังไม่ได้ศัพท์ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เพื่อนเกลอของท่าน

"ว่ายังไงครับเจ้าคุณ ผมแทงตัวละหมื่นบาทเจ้าคุณล่ะ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มแป้น

"ผมเอาด้วย แทงสามแปดศูนย์หนึ่งหมื่นบาทและแทงศูนย์สามแปดอีกหมื่นบาท ถ้าถูกตัวใดตัวหนึ่ง ผมก็จะได้เงินห้าล้านบาท"

เป็นอันว่า ทุกคนต่างมีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่า สลากกินแบ่งรางวัลที่หนึ่งงวดหน้านี้จะต้องออกเลขท้าย ๓๘๐ หรือ ๐๓๘ อย่างแน่นอน แล้วทุคนก็เตรียมแทงสลากกินรวบคนละ ๒๐,๐๐๐ บาท คือแทงตัวละ ๑๐,๐๐๐ บาท ทั้งนี้ก็เพราะเชื่อความสามารถของนิกรนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม อาเสี่ยกิมหงวนของเราคนเดียวเท่านั้นที่ไม่มีความเลื่อมใสในเรื่องสลากกินรวบ และเป็นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

"ว่ายังไงจ๊ะ พ่อหงวน" คุณหญิงวาดพูดเสียงหัวเราะ "ใครๆ เขาแทงคนละสองหมื่นเธอจะไม่ลองเสี่ยงโชคกับเขาบ้างหรือ"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"โธ่...คุณอาครับ ผมร่ำรวยจนขนาดนี้แล้ว ผมจะต้องเสี่ยงโชคอีกหรือครับ สมมุติว่าผมถูกหมื่นบาทเงินห้าล้านที่ผมได้มาก็คงไม่มีความหมายอะไรแก่ผมนัก"

"เอาน่า" คุณหญิงวาดกระเซ้า "ลองเชื่อเจ้ากรมันดูสักครั้งเถอะ"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"เชื่อกันเถอะวะเพื่อน รับรองว่าถ้าเชื่อกันแกจะต้องมีความสุขความเจริญแน่นอน หรือม่ายก็ฉิบหายสิ้นเนื้อประดาตัว"

เสี่ยหงวนอดหัวเราะไม่ได้ เขาอ้าปากหาวและสั่นศีรษะช้าๆ

"ไม่เอาละโว้ย ใครอยากจะเล่นก็เชิญเถอะ ว้าอากาศอย่างนี้ตะครั่นตะครอเหลือเกินสองสามวันมานี้สุขภาพไม่ดีเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นับจำนวนคณะพรรคสี่สหายทั้งหมดท่านก็กล่าวว่า

"พวกเราทั้งหมดนี่สิบเอ็ดคนด้วยกัน แทงคนละสองหมื่นบาท รวมเป็นเงินสองแสนสองหมื่นบาท ใครจะเป็นคนรับเอาเงินไปแทงล่ะ"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นทันที

"รับประทานผมอีกคนล่ะครับ ผมแทงตัวละพันบาท"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ารับทราบ

"ถ้ายังงั้นรวมเป็นเงินทั้งหมดสองแสนสองหมื่นสองพันบาทถ้วน อ้ายกรรับเป็นธุระในเรื่องนี้ พรุ่งนี้เอาเงินไปแทง ศูนย์สามแปดครึ่งหนึ่งและอีกครึ่งหนึ่งแทงสามแปดศูนย์ ถ้าล็อตเตอรี่งวดวันที่ยี่สิบออกเลขท้ายศูนย์สามแปดละก้อ พ่อจะติดต่อกับ ร.ส.พ. เช่ารถสักสองสามคันไป

บรรทุกเอาเงินมาแบ่งกันให้สนุกทีเดียว และเจ้ามือจะต้องเจ๊งในคราวนี้ซึ่งเท่ากับว่าเราช่วยรัฐบาลปราบสลากกินรวบ"

ทุกคนต่างเห็นพ้องด้วย แต่แล้วนันทาก็กล่าวขึ้นอย่างหวังดี

"ความจริงมันไม่ใช่เงินเล็กน้อยนะคะคุณอา" หล่อนพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ "เงินตั้งสองแสนกว่า เราควรจะเลือกแทงกับขุนบาลที่มีหลักฐานเชื่อถือได้ ถ้าถูกเขาจะได้ไม่โกงเรา"

ประไพเห็นพ้องด้วย

"จริงค่ะ พี่นัน มันเป็นเรื่องที่เราจะต้องคิดดูให้ดีสักหน่อย ถูกเขาโกงแล้วมันเจ็บใจค่ะเพราะเราเองก็ไม่เคยคดโกงใคร แล้วก็ไม่อยากให้ใครมาคดโกงเรา"

อาเสี่ยกิมหงวนพูดเสริมขึ้นด้วยใบหน้าเคร่งขรึมว่า

"สมมุติว่าเราแทงถูกจริงๆ ก็ไม่แน่นักว่าเจ้ามือจะมีเงินใช้ให้ ติ๊งต่างว่าเราถูกสามแปดศูนย์หรือศูนย์สามแปดตัวใดตัวหนึ่ง ก็เท่ากับว่าเราแทงถูกถึงหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นหนึ่งพันเจ้ามือหรือขุนบาลเขาก็จะต้องใช้เงินให้เราถึงห้าสิบล้านกับห้าแสนบาท เขาไม่มีเขาก็ต้องหลบหนีหน้าเรา

ไม่โกงก็ต้องโกง หรือมิฉะนั้นเขาจะต้องเอาธนบัตรพิมพ์ในฮ่องกงมาใช้ให้เราและถ้าเราดูไม่ถึง เอาไปซื้อข้าวซื้อของเราก็ถูกตำรวจกิ๊บกั๊บเอาไปเท่านั้น พลอยเดือดร้อนไปตามกันเอายังงี้ดีกว่า ผมมีเพื่อนพ่อค้าจีนคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้ามือสลากกินรวบที่ใหญ่ทีสุดในเมืองไทย เพราะมี

สาขาทั่วราชอาณาจักร และมีเงินทุนหลายสิบล้าน ผมจะไปช่วยแทงที่โรงนี้ รับรองว่าไม่โกงแน่ๆ เพราะผมรู้จักดี และเขาเป็นผู้ที่มีหลักฐานมั่นคงมาก"

คราวนี้ทุกคนเห็นพ้องด้วย คุณหญิงวาดกล่าวกับกิมหงวนด้วยความดีใจ

"ดีทีเดียวพ่อหงวน ถ้าได้เจ้ามือที่มีหลักฐานมั่นคงอย่างที่เธอว่า พวกเราก็จะร่ำรวยกันในคราวนี้ อามั่นใจเหลือเกินว่าพวกเราตีใบ้ได้ถูกต้อง ตามที่อาจารย์ท้วมแกใบ้บอกมา ถ้าไม่ออกสามแปดศูนย์ ก็ต้องออกศูนย์สามแปดอย่างไม่ต้องสงสัย เป็นอันว่าพรุ่งนี้เช้า พวกเราจะมอบเงิน

ให้พ่อหงวนไปแทง เธอต้องช่วยฉันจัดการให้เรียบร้อยนะหลายชาย"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับคำ

"ได้ครับ พรุ่งนี้ผมจะไปแทงให้หรือเอายังงี้ก็ได้ ผมจะโทรศัพท์เรียกยี่ปั๊วเขามาที่บ้าน ใครจะแทงสักเท่าไรก็แทงที่เขา สำหรับสลากกินรวบงวดนี้ ถ้าพวกเราแทงถูกแล้วไม่จ่ายเงินผมรับรองจะใช้ให้"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที ทุกคนเต็มไปด้วยความสนใจในเรื่องสลากกินรวบ ต่างมั่นใจว่า อย่างไรเสียเลขท้ายรางวัลที่หนึ่งของรัฐบาลในงวดนี้จะต้องออก ๐๓๘ หรือ ๓๘๐ และจะทำให้คณะพรรค ๔ สหายได้เงินใช้ นับจำนวนล้าน ปรีเปรมเกษมสันต์ไปตามกัน

ดร.ดิเรกมองดูหน้าเสี่ยหงวนอย่างพิจารณา แล้วกล่าวขึ้นว่า

"หมู่นี้สุขภาพแกไม่ดีจริงๆ หรือว่าแกมีเรื่องไม่สบายใจอะไร"

"อาเสี่ยยิ้มแค่นๆ

"เปล่า...ไม่มีอะไรหรอก คงเป็นไข้หวัดนั่นเอง ครั่นเนื้อครั่นตัวมาหลายวันแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มขมวดคิ้วย่น

"เอ...ถ้าเช่นนั้นไม่ได้การเสียแล้วละเพื่อนขึ้นไปกินยาแก้ปวดท้องเสียหน่อยซี ยาธาตุในตู้ยาของกันมี"

เสี่ยหงวนทำคอย่น

"กันเป็นไข้โว้ย ไม่ได้ปวดท้องหรือธาตุเสีย"

ดร.ดิเรกยิ้มแห้งๆ ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหายก็วิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องสลากกินรวบเสียงแซ่ดไปหมด ทุกคนกำลังหายใจเป็นสลากกินรวบ เว้นแต่อาเสี่ยกิมหงวนคนเดียวที่นั่งเคร่งขรึมอยู่ตลอดเวลา แม้แต่วิสกี้ก็ไม่ยอมดื่ม เพราะเขารู้ตัวว่าไม่ค่อยจะสบาย

ในที่สุด ก็ถึงวันออกสลากกินแบ่งรัฐบาลประจำวันที่ ๒๐ ของเดือนนั้น

นับตั้งแต่รุ่งอรุณของวันใหม่ คณะพรรค ๔ สหายของเราตลอดจนคนใช้ชายหญิงของบ้านพัชราภรณ์แทบจะไม่มีใครยอมทำอะไรเลย แม้กระทั่งยายอิ่มแม่ครัวเก่าแก่ของคุณหญิงวาดก็ฝากเจ้าแห้วแทงสลากกินรวบ หมายเลข ๐๓๘ และ ๓๘๐ อย่างละ ๒๐ บาท คนใช้ทุกคนต่างมั่น

ใจว่าตนจะต้องถูกสลากกินรวบในวันนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

หลังจากอาหารกลางวันผ่านพ้นไปแล้ว เวลาออกสลากกินแบ่งรัฐบาล ก็ใกล้เข้ามาคณะพรรค ๔ สหายต่างชุมนุมกันคับคั่งในห้องโถงของบ้านพัชราภรณ์เตรียมคอยฟังผลการออกสลากกินแบ่งในเวลา ๑๓.๐๕ น.

การออกสลากกินแบ่งได้เป็นไปตามกำหนด ทุกคนสนทนากันอย่างครื้นเครงภายในห้องโถงหน้าตาชื่นบานยิ้มแย้มแจ่มใสไปตามกัน และการออกรางวัลก็ออกไปเรื่อยๆ แต่รางวัลที่หนึ่งยังไม่ออก โดยมากมักเป็นรางวัลต่ำ

คุณหญิงวาด กล่าวถามนิกรอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"เจ้ากร...แกลองบอกอาหน่อยซิ ถ้าอาถูกหมื่นบาทจะได้เงินรางวัลเท่าไร"

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ก็ได้ห้าล้านน่ะซีครับคุณอา"

คุณหญิงวาดถอนหายใจหนักๆ ชำเลืองมองดูเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แล้วกล่าวกับ ๔ สหายว่า

"อามีอยู่หนึ่งล้านแล้ว ถ้าได้มาอีกห้าล้านก็รวมเป็นหกล้านพอดี"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวขึ้นอย่างเคืองๆ

"ขอเสียทีเถอะน่ะคุณหญิง อย่ายั่วเย้ากระเซ้าปอดฉันเลย เรามันแก่แล้ว เกิดแจกหมากแจกแว่นกันขึ้นก็ขายหน้าเด็กๆ มัน"

ที่เฉลียงหลังตึกตรงกับห้องโถง พวกคนใช้ชายหญิงไม่ต่ำกว่า ๑๐ คน นั่งพับเพียบเรียบร้อยจับกลุ่มคอยฟังวิทยุด้วยความสนใจยิ่ง

และแล้วเสียงเฮฮาก็ดังขึ้นลั่นห้องโถง เมื่อโฆษกประกาศว่าเจ้าหน้าที่ได้จับสลากสีรางวัลที่หนึ่งแล้ว และเจ้าพนักงานหญิงกำลังขึ้นประจำวงล้อ

คุณหญิงวาดตะโกนขึ้นดังๆ

"เงียบๆ โว้ยพวกเรามันต้องแหงแซะแน่ๆ เจ้ากรเตรียมไปติดต่อ ร.ส.พ.ได้แล้ว เช่ารถบรรทุกมาสักสามสี่คัน สำหรับไปเอาเงินของเรา"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจค่อยเงียบกริบ ทุกคนต่างเงี่ยหูฟังเสียงวงล้อซึ่งดังออกมาจากเครื่องรับวิทยุ และแล้ววงล้อเหล่านั้นก็หยุดหมุน เสียงโฆษกประกาศแจ้งผลให้ประชาชนทราบทันที

"หมุนครั้งที่ ๗๒ รางวัลที่หนึ่ง หมายเลข ๘๖๘๖๖๙"

ทุกคนหน้าจ๋อยกันไปตามกัน และมองดูตากันอาเสี่ยแหกปากหัวเราะขึ้นดังๆ แล้วกล่าวว่า

"อาจารย์ท้วมเหลวเสียแล้ว ห่างไกลกันลิบลับทีเดียว ผมบอกคุณอาหญิงแล้วว่าอ้ายเรื่องอาจารย์บอกเลขท้ายนี่น่ะ ล้วนแต่โกหกพกลมเหลวไหล ฮ่ะๆ มันจะเป็นไปได้อย่างไรกันครับ คนเราถ้าลองรู้ว่าเลขท้ายรางวัลที่หนึ่งออกอะไรแล้ว เขาก็เล่นเสียคนเดียว ธุระอะไรเขามาบอกคน

อื่น แล้วก็...มันจะเป็นไปได้อย่างไรกันในเมื่อล็อตเตอรี่ยังไม่ออก แต่อาจารย์รู้เสียก่อนแล้วว่าจะออกอะไร เป็นเรื่องที่หลอกกัน ได้สำหรับคนที่โง่เท่านั้น"

ใบหน้าของนิกรซีดเผือดเหมือนไก่ต้ม เขาค่อยๆ หันมามาองดูหน้านายแพทย์หนุ่ม แล้วพูดเสียงเครือน่าสงสารว่า

"หมอ...ขอแอมโมเนียให้กันหน่อยเถอะโว้ยกันจะเป็นลมอยู่แล้ว"

ดร.ดิเรกหัวเราะลั่น

"เข้มแข็งน่า แกรวยมามากแล้ว เสียเพียงหมื่นเดียวช่างมันเถอะ ถ้าถูกทุกๆ งวด แกจะเอาเงินไปเก็บไว้ที่ไหน เก็บไว้ที่บ้านก็คงถูกปลวกกินแน่"

อาเสี่ยกิมหงวนพูดพลางหัวเราะพลาง

"เลิกเชื่ออาจารย์ท้วมเสียทีพวกเรา แล้วก็สลากกินรวบน่ะ มันอบายมุขไม่ผิดอะไรกับปลวกหรือมอดที่กัดกินเสาเรือนของเรา ขืนเล่นมันเรื่อยๆ ไป มาช้าบ้านเรือนก็ต้องพัง"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะชอบใจ

"อือ วันนี้อ้ายหงวนพูดจาเป็นหลักฐานน่าฟังมากทีเดียว เป็นความจริงตามที่แกพูดสลากกินรวบมีแต่ทำให้สิ้นเนื้อประดาตัว แต่สำหรับพวกเรา ถึงจะเล่นยังไงก็ไม่เดือดร้อนหรอก ความเดือดร้อนจะเกิดขึ้นก็แต่คนจนที่คลั่งไคล้สลากกินรวบเท่านั้น"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาหันมาทางเจ้าแห้วแล้วกล่าวว่า

"ยิงอาจารย์ท้วมทิ้งซะดีไหมวะ"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก

"อย่าถึงกับยังงั้นเลยครับ รับประทานนึกว่าเลี้ยงไว้ดูเล่นสักคน ผมคิดว่า เท่าที่อาจารย์ผิดพลาดครั้งนี้ อาจจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นก็ได้ รับประทานทางที่ดีเราไปพบอาจารย์ท้วมกันดีไหมครับ รับประทานผมก็อยากจะต่อว่าเหมือนกัน เพราะหางเลขรางวัลที่หนึ่งครั้งนี้ไม่มีเลข ๓๘

หรือ ๐ ปนอยู่เลย"

พล พัชราภรณ์เห็นพ้องด้วย เขากล่าวกับเจ้าแห้วทันที

"ไปโว้ย...ไปหาอาจารย์ท้วมด้วยกันเดี๋ยวนี้แหละ"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"ไปก็ไป แม่ไปด้วยคน ผิดนักก็จะได้กราบไหว้อ้อนวอนขอเลขท้ายงวดต่อไปของวันที่ ๒๕ เสียไปหมื่นกว่าเจ็บใจเหลือเกิน ต้องแทงอีกหมื่นบาท เอาคืนมาให้ได้" แล้วท่านก็หันมาทางสี่นาง "ใครจะไปบ้างก็ไป ให้อ้ายแห้วมันพาไป"

นันทายิ้มให้คุณหญิงวาด

"ไม่ไปละค่ะคุณอา นันนัดกับคุณนวลและคุณภากับน้องไพไว้แล้ว ประเดี๋ยวเราจะไปดูหนังรอบสี่โมงครึ่งด้วยกัน"

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง อาจารย์ท้วมชายชราผู้เป็นอาจารย์บอกเลขสลากกินแบ่งกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ที่ชั้นล่างของตัวเรือนปั้นหยาสองชั้นตามลำพัง เมื่อแลเห็นคณะพรรค ๔ สหายเข้ามาในบ้าน ชายชราก็รีบลุกขึ้นยืน และรับไหว้ทุกๆ คน ที่ได้ไหว้แกอย่างเคารพนบนอบ

อาจารย์ท้วมนุ่งขาวห่มขาวตามเคย รีบลงบันไดมาต้อนรับคณะพรรค ๔ สหาย

"สวัสดีขอรับเจ้าคุณ" ท่านอาจารย์กล่าวทักอย่างภาคภูมิใจในฐานที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ มีฐานะเป็นลูกศิษย์ของแกคนหนึ่ง "นี่ถ้าจะพากันมาต่อว่าผมกระมังครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"ถูกแล้วครับอาจารย์ ใบ้ของอาจารย์ที่บอกไปไม่เจอสักตัวเดียว ซึ่งอย่างน้อยก็ควรจะมีเลข ๓ หรือเลข ๘ สักตัวหนึ่ง อ้า...ผมขอแนะนำอาจารย์ให้รู้จักกับญาติของผมคนหนึ่ง สุภาพสตรีบรรดาศักดิ์ผู้นี้คือ คุณหญิงวาด ประสิทธิ์นิติศาสตร์ครับ"

อาจารย์ท้วมกับคุณหญิงวาดต่างยกมือไหว้ซึ่งกันและกัน

"ยินดีมากขอรับคุณหญิง เท่าที่ผมได้มีโอกาสรู้จักกับคุณหญิง กุมารทองมันกระซิบบอกผมเมื่อสิบนาทีนี้เองว่าจะมีสุภาพสตรีสูงอายุ ซึ่งเป็นคนมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่มาหาผมที่นี่ ผมเลยเตรียมตัวต้อนรับคุณหญิง"

คุณหญิงวาดยิ้มเอียงอาย

"อาจารย์รับดิฉันไว้เป็นลูกศิษย์สักคนเถอะนะคะ ดิฉันกำลังคลั่งสลากกินรวบค่ะ พูดกันอย่างเปิดอกเลยตั้งใจจะมาทำการรู้จักกับอาจารย์หลายวันแล้ว เพิ่งจะมีโอกาสเหมาะวันนี้ อ้า...อาจารย์เลี้ยงผีด้วยหรือคะ"

ชายชราหัวเราะเบาๆ

"ก็เลี้ยงน่ะซีครับ ถ้าไม่เลี้ยงผมจะทราบได้อย่างไรล่ะครับ ว่าเลขท้ายรางวัลที่หนึ่งมันจะออกอะไร เชิญขึ้นไปบนเรือนเถอะครับ ผมขอต้อนรับคุณหญิงในฐานะที่เป็นแขกผู้มีเกียรติของผม"

อาจารย์ท้วมพาคณะพรรค ๔ สหายและท่านผู้ใหญ่กับเจ้าแห้วเดินขึ้นไปบนเรือนปั้นหยาสองชั้น หลังใหญ่หลังนั้น เมื่อทุกคนถอดรองเท้าวางไว้ที่บันไดเรียบร้อยแล้ว ท่านอาจารย์ก็พาเข้าไปในห้องพิธี แล้วก็เชิญให้นั่งบนพรมปูพื้นผืนใหญ่ซึ่งปูเต็มห้อง ต่อจากนั้นเด็กรุ่นหนุ่มคน

หนึ่งก็ถือถาดนำแก้วน้ำหยดยาอุทัยเข้ามาเสิร์ฟให้คณะพรรค ๔ สหายโดยทั่วหน้า

"พวกคุณคงว่าผมเหลวไหลไม่ได้ความ แต่ผมก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะเรียนให้ทราบ" ท่านอาจารย์ท้วมพูดยิ้มๆ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พนักหน้ารับทราบ

"พูดมาเถอะครับอาจารย์ ผมไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมอย่างตรงเผงอย่างนั้น คือ ๓ กับ ๘ และ ๐ แต่ทำไมเลขสามตัวนี้ไม่ได้ออก ทำให้พวกเราข้องใจมาก จึงได้รีบมาหาอาจารย์"

นิกรพูดขึ้นทันที

"ผมเตรียมหมากมาให้อาจารย์ด้วยครับรับรองว่าหน้าฝาดทีเดียว"

อาจารย์ท้วมสะดุ้งโหยง

"แฮ่ะๆ ผมเลิกรับประทานหมากมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยเชื่อผู้นำชาติพ้นภัย อย่าพยายามให้ผมรับประทานหมากเลยครับ"

พลกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"อาจารย์ชี้แจงให้พวกเราทราบหน่อยเถอะครับ พวกผมได้แทงสลากกินรวบคนละหมื่นบาทเท่าๆ กัน และเสียเงินไปแล้ว"

อาจารย์ท้วมลืมตาโพลง ร้องขึ้นดังๆ

"หมื่นบาท...พวกคุณแทงคนละหมื่นบาท...แม่เจ้าโว้ย ทำไมถึงมือหนักกันอย่างนี้ล่ะครับ"

คุณหญิงวาดว่า "เจ้าแห้วเขาไม่ได้บอกอาจารย์หรือคะว่า พวกเราล้วนแต่เป็นเศรษฐีมีเงินทองเหลือใช้"

"บอกขอรับคุณหญิง แต่ผมนึกไม่ถึงว่าคุณหญิงและคุณๆ เหล่านี้ จะกล้าแทงคนหนึ่งตั้งหมื่นบาท"

คุณหญิงลอยหน้าลอยตาพูด

"ก็เราอยากจะได้เงินล้านนี่คะ แล้วถ้าถูกคราวนี้พวกเราจะได้เงินถึงห้าสิบกว่าล้าน"

อาจารย์ท้วมนิ่งอึ้งไปสักครู่ เปิดกล่องหยิบบุหรี่ยาฉุนมวนหนึ่งขึ้นมาจุดสูบ แล้วก็กล่าวกับคณะพรรค ๔ สหาย

"ผมจะเรียนให้ทราบเดี๋ยวนี้ว่า ทำไมหางเลขรางวัลที่หนึ่งคราวนี้จึงไม่ตรงกับที่ผมใบ้ ฟังให้ดีนะครับ เรื่องมันบังเอิญเกี่ยวกับอิทธิพลของภูตผีปีศาจ ทุกครั้งเมื่อก่อนที่ล็อตเตอรี่จะออก ลูกชายผีกุมารทองของผมไปติดต่อกับผีที่เฝ้าเกาะลอยในสวนลุมพินี อันเป็นที่ออกสลากกินแบ่ง"

คุณหญิงวาดหน้าซีดเผือด รีบคลานเข้ามานั่งเบียดนิกรด้วยความประหวั่นพรั่นใจ

"ใช้ผีหรือคะอาจารย์"

"ครับ-ถ้าไม่ใช้ผี ผมจะไปใช้หมาที่ไหน การใช้ผีกุมารทองไปติดต่อกับผีที่เกาะลอย ก็เพื่อให้ผีที่เกาะลอยให้ล็อตเตอรี่ออกเลขตามที่ผมใบ้ให้ นี่แหละครับคือวิธีการของผม ล็อตเตอรี่เลขท้ายรางวัลที่หนึ่งได้ออกตามที่ผมใบ้เสมอ ซึ่งปรากฏว่า บรรดาสานุศิษย์ของผมได้ร่ำรวยไปตาม

กัน และเพิ่งจะมีผิดพลาดในครั้งนี้"

"ทำไมถึงผิดพลาดล่ะครับ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามอย่างสนใจ

"ก็เกี่ยวกับอิทธิพลของผีน่ะครับ ผมสืบทราบมาว่าทางกองสลากกินแบ่ง เขาต้องการให้การเล่นสลากกินรวบต้องเลิกล้มไป เมื่อตอนกลางวันวันนี้กองสลากเขาได้ตั้งพิธีสังเวยเป็นการใหญ่ เชิญเจ้าพ่อหลายองค์ไปรับเครื่องสังเวย กุมารทองของผมได้ไปแอบดูแล้วกลับมารายงานว่า

พวกเจ้าพ่อที่ไปรับเครื่องสังเวยนั้นล้วนแต่เจ้าพ่อชั้นรัฐมนตรีทั้งนั้น อาทิเช่น เจ้าพ่อหอกลอง เจ้าพ่อหลักเมือง เจ้าพ่อเขาตก นอกจากนี้ยังมีตัวใหญ่ๆ อีกหลายท่าน เป็นต้นว่าพระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พวกผีในบริเวณสวนลุมพินีได้เห็นพวกเจ้านายเสด็จมา

ก็พากันตระหนกตกใจหลบหนีกันไปหมด แม้กระทั่งหัวหน้าผีที่เกาะลอยซึ่งคอยฉุดวงล้อล็อตเตอรี่ที่มาตกลงกับกุมารทองของผม เกี่ยวกับประโยชน์ร่วมกัน"

ดร.ดิเรกร้องขึ้นดังๆ

"อิท อิส วันเดอร์ฟุล...เรื่องแบบนี้มันแปลกมากฝรั่งงงเหลือเกิน"

อาจารย์ท้วมขมวดคิ้วย่น

"คุณหมอเป็นคนหนุ่ม และเป็นนักวิทยาศาสตร์ย่อมไม่เชื่อถือ และเลื่อมใสในไสยศาสตร์และภูตผีปีศาจ แต่ผู้เฒ่าผู้แก่ได้ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล ผมเองเล่นผีมาตั้งแต่หนุ่มๆ เลี้ยงผีไว้มากมายจนเต็มบ้าน งบประมาณค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงผีเดือนหนึ่งไม่ต่ำกว่าสอง

พันบาท ถึงเวลาก็ต้องจัดอาหารให้เขากินกัน โดยเฉพาะพวกกุมารทองผมต้องเอาอกเอาใจเป็นพิเศษ เพราะมันเป็นเด็กแสนงอน โกรธง่ายหายเร็วเลี้ยงไม่ดีมันก็หนีไปที่อื่น หรือม่ายใช้ทำอะไรก็เถลไถลไม่ได้ความ อ้า บรรดาเจ้าพ่อต่างๆ และผู้ยิ่งใหญ่ในเมืองผีถูกเชิญให้ประทับ

ดูการออกสลากกินแบ่งตลอดเวลา แล้วพวกคุณลองคิดดูซีครับว่า นายผีที่เกาะลอย มันจะกล้าเข้าไปฉุดวงล้อเลขสลากที่กำลังหมุนได้อย่างไรขืนบุกเข้าไป ก็ถูกจับเฆี่ยนหลังเท่านั้นเองล็อตเตอรี่ก็เลยออกตามอัตโนมัติ หรือออกตามบุญตามกรรม ฉะนั้นในงวดนี้ผมยอมรับว่าผมช่วย

อะไรไม่ได้เลย"

"อ้อ" คุณหญิงวาดอุทานเสียงยานคาง "ความจริงเป็นอย่างนี้นี่เอง มิน่าเล่า ไม่ได้เจอเลข ๓ หรือเลข ๘ หรือเลข ๐ เลย แหมนับว่ากองสลากเขาเฉลียวฉลาดมากนะคะอาจารย์ ถ้าเขาทำอย่างนี้อีกสักสี่ห้าครั้ง พวกอาจารย์สลากกินรวบก็คงย่ำแย่ไปตามกัน และสลากกินรวบอาจจะต้อง

เลิกล้มก็ได้"

"เป็นความจริงครับคุณหญิง" อาจารย์ท้วมพูดเสียงหนักๆ "แต่ว่าคนอย่างผมก็เป็นศิษย์มีอาจารย์คนหนึ่ง "ผมมีแผนการณ์อยู่ในมือของผมแล้ว ในงวดวันที่ ๒๕ นี้ผมจะบอกใบ้ให้อีก และรับรองว่าถูกต้องแน่"

นิกรกล่าวถามทันที

"ท่านอาจารย์จะทำอย่างไรครับ"

"อ้าว ผมจะเล่าให้ฟัง ผมจะประชุมพวกผีนักเลงอันธพาลสักสองสามพัน ในวันออกล็อตเตอรี่งวดวันที่ ๒๕ นี้ ให้มันไปเอะอะโวยวายบริเวณเกาะลอย พวกเจ้าใหญ่นายโตก็จะรู้สึกอับอายขายหน้าที่พวกผีไปอาละวาดอยู่ที่นั้นแล้วเจ้าๆ เหล่านั้นก็จะรีบเสด็จกลับ ไม่ยอมทอดพระเนตร

การออกสลากกินแบ่ง เท่านี้ผีที่เกาะลอยกับพรรคพวกก็จะช่วยกันฉุดวงล้อเลขสลากที่กำลังหมุนให้ออกเลขตามที่ผมสั่งไป"

คุณหญิงวาดจุ๊ย์ปากลั่น

"ท่านอาจารย์มีความคิดแยบคายมากเชียวค่ะ แต่ดิฉันยังข้องใจอยู่"

"ข้องใจยังไงครับคุณหญิง"

คุณหญิงวาดยิ้มเล็กน้อย

"ที่ข้องใจก็คือว่าพวกผีนักเลงเหล่านั้น มันจะไม่กล้าเอะอะอาละวาดน่ะซีคะ เพราะใครจะกล้ากำแหงต่อเจ้านายของตน"

"เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องขบคิดหรอกครับ ขณะที่พวกเจ้าต่างๆ เด็จไปรับเครื่องเซ่นสังเวยเหล่านั้น เจ้าต่างๆ ไม่ได้มีอาวุธติดตัวไป และไม่มีกองทหารผีติดตามไปด้วย เมื่อพวกผีคาวบอยของผมแกล้งก่อการชุลมุนวุ่นวายเจ้าต่างๆ ซึ่งมีอายุมากแล้วก็ต้องรักตัวกลัวตายเป็นธรรมดา

อย่างไรเสียก็ต้องรีบขึ้นรถเก๋งกลับวัง"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"อาจารย์ครับ เมืองผีน่ะมีรถเก๋งใช้ด้วยหรือครับ"

อาจารย์ท้วมมองดูเสี่ยหงวนอย่างเคืองๆ ซึ่งเขาไม่ชอบหน้าอาเสี่ยมานานแล้ว

"ทำไมจะไม่มีล่ะครับอาเสี่ย อาเสี่ยก็มีเชื้อจีน น่าจะทราบดีว่าวิธีกงเต้กน่ะเขาได้เผา เครื่องใช้ไม้สอยอันเป็นของจำลองต่างๆ ที่เขาเผาก็เพื่อส่งไปเมืองผี อุทิศส่วนกุศลไปให้ผีตนใด ผีตนนั้นก็ได้รับของที่เผา เป็นต้นว่าเผารถเก๋งคันหนึ่ง แล้วอุทิศไปให้ญาติของตนที่เมืองผี ผีที่ตาย

ไปคนนั้นก็จะมีรถเก๋งขี่ทันที"

คณะพรรค ๔ สหายต่างพากันหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กันแต่ไม่ใช่หัวเราะเยาะอาจารย์ท้วม เป็นการหัวเราะอย่างพอใจ เท่าที่อาจารย์ท้วมอธิบายให้ฟังในเรื่องที่เกี่ยวกับเมืองผี

คุณหญิงวาดคลานเข้ามาใกล้อาจารย์ท้วม แล้วกล่าวว่า

"เท่าที่อาจารย์เล่าให้ฟัง ทำให้ดิฉันและพวกได้รู้ความจริงแล้วว่าหางเลขท้ายรางวัลที่หนึ่ง คราวนี้หัวหน้าผีที่เกาะลอยไม่มีโอกาสที่จะช่วยเหลือให้ออกเลขตามความประสงค์ของอาจารย์ได้"

"ครับ...ถูกแล้วคุณหญิง"

"แล้วงวดวันที่ ๒๕ นี้ล่ะคะ ท่านอาจารย์จะช่วยได้ไหมคะ"

"ได้ซีครับ" อาจารย์ท้วมกล่าวอย่างมั่นใจ "ผมก็ได้เรียนให้คุณหญิงทราบถึงแผนการณ์ของผมแล้ว ผมจะระดมพวกผีคาวบอยแถวนี้ให้หมดและถ้าไม่พอ ผมจะเรียกมีนักเลงในท้องถิ่นต่างๆ มาเพิ่มเติมอีก เช่ารถโกดังขนไปเป็นรถๆ เชียวครับ รับรองว่างวดวันที่ ๒๕ นี้ ถ้าคุณหญิง

และพวกคุณเหล่านี้สามารถตีใบ้ได้ถูกต้องเป็นถูกแน่ๆ ผมจะบอกให้เดี๋ยวนี้เตรียมตัวจดๆ ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างยิ่ง รีบควักกระเป๋าหยิบสมุดโน้ตเล่มเล็กๆ ออกมาพร้อมด้วยปากกาหมึกซึมแล้วกล่าวว่า

"อาจารย์ใบ้ง่ายๆ หน่อยนะครับ"

อาจารย์ท้วมหัวเราะเบาๆ

"ได้ครับเจ้าคุณ คราวนี้ผมจะใบ้ให้ง่ายที่สุดไปคิดดูให้ดีแล้วกัน มันเหมือนกับเส้นผมบังภูเขา และผมขอเรียนว่าไม่ควรจะแทงตามกัน ใครคิดได้อย่างไรก็ควรจะแทงอย่างนั้น แล้วก็หางเลขรางวัลที่หนึ่งสองตัวอย่าเล่นเลยนะครับ ขอเสียทีเถอะ ถ้ารักจะเล่นแล้วสามตัวดีกว่า เพราะ

เขาจ่ายถึงห้าร้อยต่อ"

คุณหญิงวาดว่า "โอ๊ย...พวกเราไม่เล่นหรอกค่ะเลขสองตัวมือชั้นเราแล้วก็ต้องเล่นสามตัวซีคะ"

อาจารย์ท้วมนั่งนิ่งเฉยอยู่สักครู่ วางท่าทางให้ภาคภูมิเพื่อให้สมกับที่เขาเป็นอาจารย์แล้วเขาก็กล่าวเป็นประโยคปริศนาว่า

"ไก่จิกหญิงชายควายเข้าช่วย"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ดร.ดิเรกยิ้มให้อาจารย์ท้วมแล้วพูดเบาๆ

"ใบ้ซีครับอาจารย์"

อาจารย์ท้วมตะโกนลั่น

"ใบ้แล้ว"

นายแพทย์หนุ่มทำหน้าตื่นๆ

"อ๋อ...ที่อาจารย์พูดเมื่อกี้น่ะหรือครับ แหมผมคิดว่าอาจารย์เล่าเรื่องไก่จิกใครให้เราฟังเสียอีก"

นิกรหันมาดูนายแพทย์หนุ่ม

"ที่อาจารย์พูดนั่นแหละคือใบ้ละ ไม่ต้องจดกันก็จำได้ ไก่จิกหญิงชาย ควายเข้าช่วยฮะๆ นึกออกแล้วโว้ย"

อาเสี่ยถามนิกรเบาๆ

"ว่าไงวะ กันชักอยากจะแทงบ้างแล้ว แต่ว่าคราวนี้อาจารย์ไม่บอกเลขแม้แต่ตัวเดียว"

นิกรว่า "อย่าเซ่อนักเลยวะอ้ายเสี่ยที่อาจารย์พูดใบ้น่ะตัวเลขทั้งนั้น"

พลกล่าวกับคุณหญิงวาด

"คุณแม่ครับ เรารบกวนเวลาอาจารย์มานานแล้วกลับกันเสียทีหรือครับเรา"

"เออ...ไปเถอะลูก ไปตีใบ้เล่นที่บ้านดีกว่า พรุ่งนี้แม่จะฝากพ่อหงวนแทงอีกหมื่นบาท ถ้าถูกก็จะเอาเงินมาให้อาจารย์ใช้เล่นสักสี่ห้าแสน"

ครั้นแล้ว ๔ สหายก็พากันร่ำลาอาจารย์ท้วมผู้วิเศษแล้วลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องพิธี ซึ่งอาจารย์ท้วมติดตามมาส่งด้วย

ระหว่างที่นั่งรถบูอิคเก๋งกลับบ้านคณะพรรค ๔ สหายและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองได้วิพากษ์วิจารณ์กันเสียงลั่นถนน ต่างคนต่างช่วยกันตีใบ้ตามความเข้าใจของตน เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นเจ้าแห้วนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตลอดทางท่านก็ยกมือตบศีรษะเจ้าแห้วค่อนข้างแรง แล้วกล่าวสัพยอกว่า

"ว่าไงวะ คิดไว้แล้วหรืออ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วหันมายิ้ม

"รับประทาน ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยรับประทานเสียอีก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"เออ...ไหนลองบอกข้าซิ ไม่ต้องกลัวว่าข้าจะแทงตามเอ็งหรอก ข้าก็มีสมองพอที่จะคิดของข้าเหมือนกัน เฮ้ย...ระวังหน่อย เดี๋ยวจะทับเอายายแก่เข้านะ"

เจ้าแห้วถอนหายใจหนักๆ แล้วกล่าวว่า

"รับประทานง่ายเหลือเกินครับใต้เท้า ไก่จิกหญิงชายควายเข้าช่วย...ไก่ก็คือ ก.ไก่ หมายถึงเลขหนึ่งแล้ว ญ.หญิงล่ะครับ ญ. เป็นอักษรที่ ๑๑ เลข ๑๑ ไม่มีตัดทิ้งไป รับประทาน ผู้ชายก็คือตัว ช. หมายเลข ๘ และควายเข้าช่วย ค.ควาย หมายถึงเลข ๓ รับประทานรวมความแล้ว หาง

เลขท้ายรางวัลที่หนึ่งงวดนี้จะต้องออก ๑๘๓ อย่างแน่นอนทีเดียว"

"โอ้โฮ" คุณหญิงวาดร้องขึ้นดังๆ ลั่นรถ "อ้ายแห้วนี่ปัญญาแหลมจริงโว้ย แกตีใบ้ด้วยเหตุผลน่าฟังมากทีเดียว ฮิๆ ข้าว่าใช่แน่ ๑๘๓ แน่นอน"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ผมว่าไม่ใช่ ๑๘๓ หรอกครับคุณอา ผมคิดว่าที่ถูกควรจะเป็น ๗๗๘ มากกว่า"

เสี่ยหงวนอดหัวเราะไม่ได้ กล่าวถามนิกรทันที

"แกเอาตัวเลขนี้มาจากไหนวะลองอธิบายให้ฟังซิ"

นิกรพูดพลางหัวเราะพลาง

"คราวนี้กันคิดส่งเดช ไม่ได้นึกถึงใบ้ของอาจารย์ท้วมเลย"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังลั่นรถ แล้วต่างคนต่างก็ช่วยกันขบคิดตีใบ้อาจารย์ท้วม ในที่สุดทุกคนต่างก็มีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่า สลากกินแบ่งงวดที่หนึ่งงวดวันที่ ๒๕ นี้ เลขท้ายของมันจะต้องเป็นเลข ๑๘๓ แน่นอน ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาด ตกลงแทง

คลละหมื่นบาท และจะให้กิมหงวนเรียกยี่ปั๊วมาที่บ้านพรุ่งนี้เช้า เพื่อแทงสลากกินรวบตามเลขที่คิดไว้ อาเสี่ยกิมหงวนซึ่งไม่สู้จะเลื่อมใสกับสลากกินรวบชักจะเลื่อมใสบ้างแล้ว

"กันอยากจะแทงสักล้านบาท ก็กลัวเจ้ามือจะไม่มีเงินจ่ายให้" อาเสี่ยพูดเสียงหัวเราะ "ตกลงแทงเพียงหมื่นเดียวก็พอแล้ว ถ้าถูกก็ได้เงินใช้ห้าล้าน จะได้ไปทัศนาจรอเมริกาสักสองสามเดือน ไปหมุนเงินเล่นสนุกๆ "

การออกสลากกินแบ่งของรัฐบาล

งวดวันที่ ๒๕ เดือนนั้นผ่านพ้นไปแล้วปรากฏว่าคณะพรรค ๔ สหายและท่านผู้ใหณ่ กับคนใช้ชายหญิงในบ้านพัชราภรณ์ไม่มีใครถูกเลย ทุกคนหน้ามืดไปตามกัน

"บุกโว้ย" นิกรเอ็ดตะโรลั่น "อาจารย์ท้วมเหลวเสียแล้ว ช่วยกันรุมซ้อมดีกว่า ไปโว้ยพวกเรา"

คุณหญิงวาดเกรงว่าอาจารย์ท้วมจะเจ็บตัวเพราะความมุทะลุดุดันของนิกร จึงรีบกล่าวห้ามหลายชายของท่าน

"อย่าทำเป็นขี้แพ้ชวนตีหน่อยเลยวะ เราอาจจะตีใบ้ไม่ถูกก็ได้ หรือมิฉะนั้นก็อาจจะมีอุปสรรคสำคัญเกิดขึ้นเหมือนงวดวันที่ ๒๐ ก็ได้"

เสียงพึมพำดังขึ้นทั่วห้องโถง ขณะนี้เป็นเวลา ๑๖.๐๐ น. การออกสลากกินแบ่งเพิ่งเสร็จไปเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วมา ทุกคนบ่นเสียดายเงินไปตามกัน โดนเข้างวดละหมื่นบาทสองงวดแล้ว

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มีความคิดสอดคล้องต้องกันกับนิกร ท่านกล่าวขึ้นอย่างเดือดดาลว่า

"ใบ้ตะหวักตะบวยเฮงซวยพันนี้ ต้องเตะสักสองป้าบ เลิกนับถือไอ้เฒ่าหัวงูเสียที"

พลหัวเราะหึๆ

"อย่าโกรธเคืองแกเลยครับคุณอา พวกเราต่างฟาดเคราะห์ไปคนละสองหมื่น รวมสองงวดด้วยกันผมเห็นจะไม่เอาอีกแล้ว"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ นั่งคอตก เต็มไปด้วยความเสียดายเงิน พอสบตาเจ้าแห้วท่านก็กล่าวขึ้นว่า

"ยังไงวะ อาจารย์ของเอ็งไม่ได้ความเสียแล้ว"

เจ้าแห้วเม้มปากแน่น

"รับประทานกระผมเอง ก็เริ่มคลายความนับถือเหมือนกัน อ้า...รับประทานเอายังงี้ดีไหมครับ รับประทานผมจะไปรับอ้ายท้วม เอ๊ย อาจารย์ท้วมมาที่นี่เดี๋ยวนี้ ถ้าอาจารย์แก้ตัวดีก็แล้วว่า ถ้าเหตุผลไม่เพียงพอ รับประทานผมให้แกรับประทานหมากเลย"

คราวนี้เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องโถง สี่นางเห็นพ้องด้วย ประภากล่าวกับเจ้าแห้วว่า

"ไปเชิญ อาจารย์ท้วมมาที่นี่ ก็ดีเหมือนกันเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และพวกเราทั้ง ๔ คนจะได้มีโอกาสเห็นหน้าแกบ้าง"

ประไพกล่าวกับเจ้าแห้วทันที

"ไป...เอารถไปรับมาเดี๋ยวนี้ ขอให้แม่เตะปากอาจารย์ทีเถอะวะ หลอกให้เสียเงินไปสองหมื่นแล้ว ผิดนักหมกไว้ที่สวนหลังบ้านเรานี่แหละ กระซวกด้วยหลาวทองเหลืองทีเดียวเท่านั้นขี้คร้านจะดิ้นปัดๆ เตะซ้ายทีเตะขวาทีโน้มคอลงมาตีเข่า นายท้วมแกจะทนได้อย่างไร" คุณหญิง

วาดหัวเราะ ท่านทราบดีว่าหลานสะใภ้ของท่านพูดเล่นสนุกๆ ท่านพยักหน้ากับเจ้าแห้วแล้วว่า

"เอารถไปรับอาจารย์ท้วมมาเจ้าแห้ว พวกเราจะอยู่ที่นี่ รีบไปเร็วๆ หน่อยนะโว้ย ถ้าแกไม่ยอมมาอ้อนวอนหรือเหนี่ยวรั้งเอาตัวแกมาให้ได้"

"ครับผม" เจ้าแห้วรับคำสั่ง "รับประทานผมจะไปรับเดี๋ยวนี้"

เจ้าแห้วลุกขึ้นเดินก้มตัวออกไปทางหน้าตึก หลังจากนั้นสักครู่ ทุกคนก็ได้ยินเสียงรถยนต์คนหนึ่งแล่นออกไปจากบ้านอย่างรวดเร็ว

อาเสี่ยกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"เรื่องสลากกินรวบน่ะ เลิกกันทีเถอะวะพวกเราถ้าขืนเล่นกันอย่างหักโหมเช่นนี้ ไม่ช้าก็คงจะสิ้นเนื้อประดาตัวไปตามกัน"

ดร.ดิเรกหน้าแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้เพราะความเสียดายเงิน เขาโดนไปสองครั้งสองหมื่นบาทเหมือนกัน

"ออไร๋ ไอเลิกแน่สุภาษิตภารตะบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร ย้อมวิบัติ"

นวลลออหัวเราะคิก

"นั่นภาษิตของไทยเรานี่คะ คุณหมอ"

นายแพทย์หนุ่มฝืนยิ้มแล้วสั่นศีรษะช้าๆ มองดูเสี่ยหงวนด้วยแววตาโหยละห้อย

"ไอเสียดายเงินเหลือเกิน ทีแรกไอเป็นคนดีไม่ยอมเล่น แต่อยู่ในหมู่คนเลว ไอก็ต้องเลวไปด้วย"

นิกรเอื้อมมือเขกกบาล ดร.ดิเรกดังโป๊ก

"นี่แน่ะ ทำใจให้เป็นนักเลงหน่อยเถอะวะอย่างแกเขาเรียกว่า ได้ดีใจเสียร้องไห้"

อาเสี่ยกิมหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เขากล่าวกับ ดร.ดิเรกว่า

"เชื่อกันเถอะหมอ สลากกินรวบน่ะเจ้ามือเท่านั้นที่จะร่ำรวย มองเผินๆ ก็รู้สึกว่าเป็นการเสี่ยงโชคที่น่าเล่นเหลือเกิน เพราะใช้ถึง ๕๐๐ ต่อ แต่คิดให้ดี เลขสลากกินรวบมีถึงพันนำเบอร์ อย่างไรเขาได้กำไรครึ่งหนึ่ง น้อยครั้งนักที่ปรากฏว่าเจ้ามือขาดทุน"

นายแพทย์หนุ่มขบกรามกรอด

"เลิก...เลิกเด็ดขาด ทีนี้ฝรั่งไม่เล่นละโว้ย"

พลว่า "คนไทยก็ไม่เล่นเหมือนกัน"

คราวนี้ต่างให้คำมั่นสัญญา ว่าจะไม่เล่นสลากกินรวบอีก เว้นแต่นิกรคนเดียวที่ยืนกรานว่าเขาจะสู้ต่อไป

"กันจะไม่ยอมแพ้มันง่ายๆ กันเป็นนักสู้กันต้องสู้แทงมันต่อไป วันเสาร์นี้กันจะไปไฮค์ปาร์คเพื่อกรีดเลือดต่อหน้าประชาชน แล้วสาบานให้ประชาชนได้รู้ทั่วกันว่าการุณวงศ์ จะไม่ยอมเลิกเล่นสลากกินรวบ และจะเล่นไปจนตายหรือจนกว่าจะพินาศล่มจม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"ถ้าแกไปสาบานที่ไฮค์ปาร์คอย่างนี้ ตำรวจเขาก็ตะครุบแกไปโรงพักเท่านั้น เพราะการเล่นสลากกินรวบผิดกฎหมาย อ้า...พวกเราเลิกเล่นกันเสียทีก็ดีวะ เจอเข้าไปสองหมื่นแล้ว รวมหมดนี่ไม่ใช่เงินเล็กน้อย พวกคนใช้ในบ้านก็พลอยวอดวายไปตามกัน ยายอิ่มถึงกับจำนำเข็มขัด

เงินเอามาแทงสลากกินรวบ"

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง เจ้าแห้วก็พาอาจารย์ท้วมชายชราผู้มีตาทิพย์หูทิพย์ และเต็มไปด้วยเวทมนต์ของขลังมาที่บ้านพัชราภรณ์ อาจารย์ท้วมนุ่งขาวห่มขาว ในสภาพของผู้วิเศษหรือชีปะขาวสำรวมกิริยามารยาทตอนหลังรถเก๋งตามลำพัง

เจ้าแห้วเปิดประตูหน้ารถออก ก้าวลงมาจากที่นั่งคนขับ แล้วเปิดประตูหลังรถให้อาจารย์ของเขา

"เชิญซีครับอาจารย์ นี่แหละครับบ้านพัชราภรณ์ ซึ่งเป็นบ้านของเจ้านายของผม"

อาจารย์ท้วมถือย่ามใบหนึ่ง กางลงมาด้วยความประหวั่นพรั่นใจ

"เจ้าแห้ว" อาจารย์กระซิบเบาๆ "เจ้ามั่นใจหรือว่าข้าจะปลอดภัย"

เข้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"ปู้โธ่...อาจารย์ก็ อย่างมากก็ถูกซ้อมตายเท่านั้น"

"ฮ้า" อาจารย์ท้วมร้องลั่น "ถ้าอย่างนั้นข้ากลับละโว้ย ถึงข้าแก่แล้วข้าก็อยากจะอยู่ชมโลกอันสวยงามนี้ต่อไป"

เจ้าแห้วหัวเราะชอบใจ

"รับรองร้อยเปอร์เซนต์ครับ เจ้านายของผม จะไม่มีการบริการแจกหมาก แจกแว่นอาจารย์เป็นอันขาด พวกเจ้านายอยากจะทราบเหตุผลเหล่านี้ว่า ทำไมหางเลขรางวัลที่หนึ่งไม่ออกตรงตามที่ใบ้ไว้"

อาจารย์ท้วมฝืนยิ้มอย่างแห้งแล้ง

"ถ้าจะรับรองว่าไม่มีการแจกหมาก แจกแว่นหรือล้มทับปืนของพวกเจ้านายของเจ้า ข้าก็โล่งใจ"

เจ้าแห้วพาอาจารย์ท้วมเดินขึ้นไปบนตึกและเลยเข้าไปในห้องโถงใหญ่

ชายชราได้แลเห็นคณะพรรค ๔ สหายและท่านผู้ใหญ่อยู่กันพร้อมหน้า แกยกมือไหว้ทุกๆ คนอย่างพินอบพิเทา ซึ่งทุกๆ คนก็รีบรับไหว้อาจารย์ท้วม แล้วคุณหญิงวาดก็เชิญให้นั่ง

"นั่งซีคะอาจารย์ สั่งเสียลูกเมียมาเรียบร้อยแล้วไม่ใช่หรือคะ"

อาจารย์ท้วมเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"ฮ่ะๆ คุณหญิงอย่าล้อผมให้ใจเสียหน่อยเลยครับ ขณะนี้เท่ากับว่าผมตกเข้ามาในดงเสือแล้ว กวางแก่ๆ ตัวเดียวที่ไหนจะสู้พวกเสือเหล่านี้ได้"

ทุกคนต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน คุณหญิงวาดแนะนำให้สี่นางและเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ให้รู้จักกับอาจารย์ท้วม ซึ่งต่างฝ่ายก็โอภาปราศรัยกันเป็นอย่างดี

ดร.ดิเรก นึกเขม่นอาจารย์ท้วมเต็มทนจึงพูดโพล่งขึ้นอย่างไม่เกรงใจ

"เฮ้...ยู ว่ายังไงกัน ใบ้ที่อาจารย์ให้ไว้น่ะหมายเลข ๑๘๓ ใช่ไหมครับ"

อาจารย์ท้วมยิ้มเจื่อนๆ

"แฮ่ะๆ ผมหมายถึงเลข ๓๑๘ ต่างหาก"

นายแพทย์หนุ่มทำตาเขียวเข้าใส่อาจารย์

"ถึงอย่างนั้นก็ไม่ถูก เพราะหางเลขท้ายรางวัลที่หนึ่งมันออกเลข ๒๒๖ ไม่ใกล้เคียงกับที่ใบ้ไว้เลย" พูดจบดิเรกก็ตะโกนลั่น "เอาโว้ยพวกเรา ช่วยกันซ้อมอาจารย์เสียเดี๋ยวนี้แหละ"

อาจารย์ท้วมอกสั่นขวัญแขวน

"โอ๊ย...อย่าทำผมเลยครับผมแก่แล้ว"

ดร.ดิเรก ตวาดแว๊ด

"แก่กว่านี้ยังเคยชกนี่นา ชกคนแก่แหละดีไม่มีทางต่อสู้"

ประภาดุผัวรักของหล่อน

"อย่าบ้าหน่อยเลยน่า ดิเรก ถึงอย่างไรอาจารย์ท้วมแกก็เป็นผู้มีวัยวุฒิ ควรจะให้ความเคารพนับถือในฐานที่เป็นผู้ใหญ่ซีคะ ล้อแกเล่นอย่างนั้นได้หรือ"

ดร.ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"ฝรั่งเขาไม่ถือ เด็กล้อผู้ใหญ่ได้ไม่เป็นไร คนไทยเราอีกหน่อยก็เหมือนกัน ซึ่งขณะนี้เด็กๆ เขาไม่ใคร่จะเคารพนับถือผู้ใหญ่หรอก เพราะมันเป็นสมัยเสรีประชาธิปไตย อีกไม่ช้าผู้ใหญ่เห็นเด็กก็ต้องยกมือไหว้ไปตามกัน นับว่าประเทศเราเจริญก้าวหน้ารวดเร็วมากฮะๆ "

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นลั่นห้องโถง อาจารย์ท้วมประนมมือแต้ มองดูคณะพรรค ๔ สหายอย่างพินอบพิเทา เมื่อทุกคนสงบปากเสียงอาจารย์ท้วมก็กล่าวว่า

"พวกเจ้านาย กรุณาฟังเหตุผลของผมหน่อยเถอะครับ แล้วจะเล่นงานผมด้วยวิธีขังทิ้งยิงทิ้ง หรือว่าผมล้มทับปืนก็ตาม ผมหมดความสามารถ ที่จะให้ล็อตเตอรี่ออกตามที่ใบ้ไว้ได้ ๑๘๓"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวว่า

"ดีแล้วครับอาจารย์ กรุณาอธิบายให้พวกเราฟังหน่อยเถอะ คุณหญิงเขาเล่าให้ผมฟังว่า งวดก่อนที่แล้วอาจารย์บอกว่ากองสลากกินแบ่งเขาตั้งเครื่องสังเวย เชิญพวกนายผีชั้นรัฐมนตรี คือเจ้าพ่อต่างๆ ไปชุมนุมกันที่เกาะลอยเพื่อไม่ให้พวกผีของอาจารย์ที่เกาะลอยคอยยื้อฉุดวงล้อ

หมุนสลากกินแบ่ง ให้ออกเลขตามที่ใบ้ไว้ แล้วอาจารย์ก็รับรองว่างวดนี้อาจารย์จะจ้างพวกผีนักเลง ไปอาละวาดเพื่อให้พวกผีที่เกาะลอยคอยฉุดวงล้อ ให้ออกตามที่ใบ้ไม่ใช่หรือครับ"

อาจารย์ท้วมพยักหน้ารับว่าเป็นความจริง

"ถูกแล้วครับใต้เท้า ผมได้สัญญาไว้ว่างวดนี้ ผมจะให้พวกผีนักเลงไปก่อกวนความสงบสุขของพวกเจ้าใหญ่นายโตที่ถูกกองสลากเชิญไปเป็นประธาน แต่แล้วพอถึงเวลาเข้าจริงๆ อ้ายพวกผีนักเลงเหล่านั้น เกิดมีความจำเป็นยกพวกไปตีกับผีต่างจังหวัด และกลับมาไม่ทันผมก็เลย

ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร มีผีนักเลงอยู่ไม่กี่ตัวมันก็ไม่กล้า เพราะเกรงผีเจ้านายจะเล่นงานมัน จึงเป็นว่างวดนี้ผมช่วยอะไรไม่ได้อีก แต่ผมรับรองงวดสิ้นเดือนนี้ ถ้าตีใบ้ของผมออกเป็นต้องถูกอย่างที่เรียกว่าแหงแซะเชียวครับ"

คณะพรรค ๔ สหายถอนหายใจพร้อมๆ กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นดังๆ ว่า

"ผมเข็ดแล้วอาจารย์ เจอเข้าไปสองหมื่นแล้ว"

"โธ่...เจ้าคุณครับ ลองเชื่อผมอีกสักครั้งเถอะน่า ผมรับรองว่าตีใบ้แตกเป็นถูกเด็ดขาดคราวนี้นะครับ ผมจะตั้งเครื่องเซ่นสังเวยในตอนเข้าวันที่ ๓๐ เชิญเจ้าพ่อทุกๆ องค์ และพระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมืองอันทรงฤทธิ์มารับสังเวยที่ผม แล้วผมจะหน่วงเหนี่ยวชวนท่านคุยจนกว่า

จะถึงล็อตเตอรี่ออก ท่านจะลากลับผมจะไม่ให้กลับ คุยโน่น คุยนี่ จนกระทั่งรางวัลที่หนึ่งออก ซึ่งพวกผีของผมทางเกาะลอยก็จะจัดการฉุดวงล้อให้ออกเลขตามที่ผมใบ้ เท่านี้ก็สำเร็จเรื่อง"

"เว๊ท เอ มินิท" ดร.ดิเรกร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง "เดี๋ยวก่อนครับอาจารย์ เจ้าพ่อต่างๆ ที่อาจารย์พูดถึงน่ะเป็นผีหรือคนครับ"

อาจารย์ท้วมขมวดคิ้วย่น

"ผีน่ะซีคุณหมอ ผีที่ตายไปทำความดีความชอบก็ได้เลื่อนวิทยะฐานะเป็นนายผี เป็นเจ้าพ่อหรือรัฐมนตรีเมืองผีเป็นต้นว่าเจ้าพ่อหลักเมืองหรือเจ้าพ่อหอกลอง หรือเจ้าพ่อเขาตก"

นายแพทย์หนุ่มนัยน์ตาเหลือก

"ก็เมื่อท่านเหล่านั้นเป็นผี อาจารย์เป็นมนุษย์ อาจารย์จะพูดกับท่านได้อย่างไรครับ"

อาจารย์ท้วมหัวเราะเบาๆ

"อ๋อ คุณหมอท่าจะไม่รู้ว่าผมพูดกับผีรู้เรื่อง ผมสำเร็จทางในนี่ครับ ผมเรียนวิปัสสนามา ผีทั้งหลายตายไปแล้ว ผมสามารถทำพิธีผูกวิญญาณ เรียกตัวมาคุยกับผมได้ทั้งนั้นแหละครับ"

นิกรหัวเราะก้าก

"ถ้ายังงั้น อาจารย์ลองเรียกวิญญาณเจ้าสัวกิมเบ๊เตี่ยอ้ายหงวนมาคุยกับเราหน่อยได้ไหมครับ"

อาเสี่ยกิมหงวนมองดูหน้านิกรอย่างเคืองๆ

"เฮ้ย-โตจนเป็นพ่อคนแล้วโว้ย เลิกล้อชื่อพ่อกันเสียที"

เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วห้องโถง คุณหญิงวาดโบกมือให้ทุกคนสงบปากเสียง กล่าวถามอาจารย์ท้วมด้วยความตื่นเต้นสนใจในเรื่องนี้

"เป็นอันว่างวดวันที่ ๓๐ เดือนนี้ อาจารย์จะใช้วิธีแก้ลำสลากกินแบ่งอย่างนี้หรือคะ"

"ครับ-ถูกแล้ว แผนการณ์ของผมอันนี้ต้องสำเร็จเด็ดขาด เพราะผมจะเลี้ยงพวกเจ้านายผี ตัดหน้ากองสลากกินแบ่งเสียก่อน แล้วก็ถ่วงเวลาชวนพวกเจ้าพ่อคุยกับผม โดยมากผมรู้จิตใจท่านดีครับ เจ้าพ่อเหล่านั้นท่านชอบอะไรบ้าง ผมจะจัดหาเครื่องสังเวยถวายท่าน ผมรับรองว่า

คราวนี้ต้องถูกกันอย่างร่ำรวยทีเดียว"

คณะพรรค ๔ สหายได้ปรึกษากันในเรื่องนี้ทุกคน เว้นแต่นิกรเข็ดเสียแล้ว ถึงแม้จะเลื่อมใสอาจารย์ท้วมแต่ก็ไม่กล้าพอที่จะแทงเป็นจำนวนเงินหมื่น แต่ยังใจป้ำอยู่ นายจอมทะเล้นกล่าวกับอาจารย์ท้วมว่า

"เอาละครับอาจารย์ ผมจะพยายามเชื่ออาจารย์อีกสักครั้ง และจะลองแทงดูสักพันบาท ถ้าถูกก็ได้แสนบาท พอเป็นค่าขนมค่าบุหรี่ในยามยาก อาจารย์บอกใบ้ให้เราเถอะครับ"

ชายชรายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ นิ่งอึ้งไปสักครู่แกก็พูดขึ้นด้วยเสียงหนักแน่นว่า

"เก้าหกกระดกกลับ...นับไปนับมาหาค่ามิได้"

"โอ้โฮ" คุณหญิงวาดร้องเอ็ดตะโร "ใบ้อย่างนี้ก็หวานน่ะซีคะอาจารย์"

"หรือครับ คราวนี้ผมใบ้ให้ง่ายที่สุด ถ้าคิดไม่ออกก็แย่ละครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาๆ

"ว่าไง-เจ้าคุณ ลองดูอีกทีหรือ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"ก็ได้เหมือนกัน ถ้าผมตีใบ้แตกผมจะแทงสักห้าบาท"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อ้าปากหวอ

"ไงแทงน้อยนักล่ะ"

"ผมไม่กล้าเล่นมากหรอกครับ เสียดายเงิน แต่หากว่าผมแทงถูก ต่อไปผมจะแทงนับหมื่นทีเดียว"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ว่า "ถ้ายังงั้นผมก็แทงห้าบาทเหมือนเจ้าคุณ"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้น ต่างคนต่างคิดว่าจะแทงเพียงห้าบาทสิบบาทเท่านั้น เว้นแต่นิกรคนเดียว ใจเด็ดเดี่ยวที่จะแทง ๑,๐๐๐ บาท

ในที่สุด อาจารย์ท้วมก็ลากลับ

"พยายามตีใบ้กันเถอะครับ อ้า-ผมจะต้องกราบลาพวกนายกลับเสียที เพราะนี่ก็ใกล้จะถึงเวลาให้พวกกุมารทองกินข้าวแล้ว พวกนี้ถึงเวลามันต้องกินครับ ถ้าไม่ให้มันกินมันจะรบกวนชาวบ้านให้เดือดร้อน หรือม่ายก็รื้อข้าวของในบ้านกระจุยกระจายแตกหักเสียหาย ผมกราบลาละ

ครับทุกๆ คน" พูดจบอาจารย์ท้วมก็ยกมือไหว้คณะพรรค ๔ สหาย

ทุกคนรีบรับไหว้อาจารย์ท้วมทันที

"สวัสดีครับอาจารย์" นิกรพูดยิ้มๆ "ถ้าผมถูกงวดวันที่ ๓๐ นี้แสนบาท ผมจะเอาไปให้อาจารย์สองหมื่น"

อาจารย์ท้วมแลบลิ้นเลียริมฝีปาก แล้วถูมือทั้งสองข้างไปมา กล่าวกับนิกรด้วยเสียงอ้อมแอ้มว่า

"อ้า...คุณครับ...ผมอยากจะได้เงินสักพันบาทเพื่อเอาไปซื้อเครื่องสังเวย สำหรับบวงสรวงเจ้านายผีในตอนสายวันที่ ๓๐ นี้ แฮ่ะๆ ผมเองเวลานี้เงินทองก็ขาดมือช่วยเหลือผมหน่อยเถอะครับ"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก แล้วตอบทันทีทันควันว่า

"ผมไม่ขัดข้องเลยครับอาจารย์ เงินพันบาทไม่มากมายอะไรสำหรับผม แต่ว่า...ผมเสียใจเหลือเกินครับที่ผมให้ไม่ได้ เพราะผมมีนิสัยไม่ชอบให้เงินใคร แม้แต่พ่อผมเองขอผมร้อยบาทผมยังไม่ให้ ท่านเลยโกรธเคืองผมจนกระทั่งตายจากไป แล้วก็ทิ้งทรัพย์สมบัติไว้ให้ผมตั้งหลายล้าน

แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของผมเลยครับ"

อาจารย์ท้วมลุกขึ้นยืนทำตาละห้อย มองดูคณะพรรค ๔ สหายกล่าวว่า

"ผมหวังว่า พวกคุณคนใดคนหนึ่งคงจะกรุณาผมไปซื้อเครื่องสังเวย"

อาเสี่ยพูดพลางหัวเราะพลาง

"เอายังงี้ก็แล้วกันครับอาจารย์ เวลานี้แบงค์มันก็ปิดแล้ว พวกผมล้วนแต่เป็นเศรษฐีไม่มีเงินสดติดตัว อาจารย์ออกไปก่อนก็แล้วกันนะครับ ถ้าไม่มีก็หาข้าวของขายหรือจำนำไปก่อน เชื่อผมเถอะครับ"

อาจารย์ท้วมบ่นพึมพำ หันมาทางเจ้าแห้วซึ่งนั่งพับเพียบอยู่ข้างๆ

"แห้วโว้ย-เอ็งช่วยเอารถไปส่งข้าหน่อนเถิด"

เจ้าแห้วเงยหน้าขึ้นมองดู แล้วสั่นศีรษะ

"แหม-เสียใจเหลือเกินครับอาจารย์ ตามกฎของบ้านนี้อนุญาตให้เอารถไปรับเท่านั้น แต่ไม่ยอมให้ไปส่งใครเป็นอันขาด"

อาจารย์ท้วมทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"แล้วกูจะกลับไปอย่างไรล่ะ จากบางกะปิไปซอยบ่อนไก่คลองเตยมันใกล้อยู่หรือ"

"เถอะน่า อาจารย์ขึ้นแท๊กซี่ไปก็ได้นี่นา ทีเดินมาเที่ยวแถวซอยกลางทุกๆ คืนเดินมาได้"

อาจารย์ท้วมทำคอย่น

"กูแก่แล้วโว้ย กูแบกกระบุงแกลบไม่ไหวโว้ย เป่าขี้เถ้าก็ไม่ฟุ้ง อย่าหาความกูหน่อยเลยวะ" พูดจบชายชราก็เดินออกไปจากห้องโถง

คุณหญิงวาดมองดูเจ้าแห้วแล้วกล่าวขึ้นทันที

"อ้ายเวร เอารถไปส่งแกเดี๋ยวนี้ มีอย่างหรือวะเอาไปรับแกแล้วไม่เอาไปส่ง"

"รับประทาน กระผมอยากจะแกล้งแกเสียบ้าง กระผมน่ะสิ้นเนื้อประดาตัวแล้วนะครับ" แล้วเจ้าแห้วก็ลุกขึ้น วิ่งเหยาะๆ ออกไปจากห้องโถง

คณะพรรค ๔ สหายเริ่มตีใบ้กันอย่างสนุกสนาน เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"เก้าหกกระดกกลับ นับไปนับมาหาค่ามิได้ คราวนี้มันก็ต้องมีศูนย์อยู่ข้างหลังอีกนั่นแหละ เก้าหกกระดกกลับก็คือเก้ากับเก้านั่นเอง และตัวท้ายก็ต้องเป็นศูนย์ เป็นอันว่าเลขท้ายรางวัลที่หนึ่ง งวดวันที่ ๓๐ เดือนนี้มันจะต้องออก ๙๙๐"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"ไม่ใช่หรอกครับคุณพ่อ อาจารย์ท้วมแกคงไม่ใบ้ตื้นๆ อย่างนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ

"ถ้ายังงั้นแกตีใบ้ให้พ่อฟังซิ"

นิกรยิ้มแล้วสั่นศีรษะ

"เสียใจครับ งวดนี้ผมต้องสงวนเป็นความลับที่สุด แต่ว่าผมคิดออกแล้ว"

นันทาค้อนน้องชายของหล่อน แล้วพูดขึ้นอย่างเคืองๆ

"อวดวิเศษนัก คุณอาท่านคิดของท่านถูกแล้ว หากกระดกกลับมันก็ต้องเป็นเก้า ใครก็ต้องคิดออก แกอวดลึกซึ้ง จ้างให้ก็ไม่ถูก"

"อ้าว" นิกรอุทาน "คอยดูก็แล้วกันว่าใครจะถูกงวดนี้พี่นันไม่เชื่อก็คอยดู แสนบาทจะต้องเป็นของฉันแน่นอน"

ที่ประชุมมีการถกเถียงกันอย่างครื้นเครง ทุกคนมีความเห็นสอดคล้องกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่นิกรคนเดียวตีใบ้ได้อีกอย่างหนึ่ง ตามความคิดอันเฉียบแหลมของเขา

อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวขึ้นว่า

"เลิกประชุมกันเสียทีเถอะพวกเรา นั่งอยู่ในห้องนี้มาหลายชั่วโมงแล้ว เมื่อยเต็มทนสำหรับล็อตเตอรี่งวดวันที่ ๓๐ เดือนนี้ พวกเราจะแทงสลากกินรวบเพียงคนละห้าบาทสิบบาทเท่านั้น ฝากอ้ายแห้วแทงเถอะครับ อย่าให้ยี่ปั๊วเพื่อนของผมมารับแทงที่นี่เลย ขายหน้าเขาเปล่าๆ "

ครั้นแล้ว คณะพรรค ๔ สหายต่างก็พากันลุกแยกย้ายกันออกไปจากห้องโถงของบ้านพัชราภรณ์

อีกครั้งหนึ่งที่ถึงวันออกสลากกินแบ่งประจำงวดสุดท้ายของเดือน

คณะพรรค ๔ สหายของเราได้มาชุมนุมกันอย่างคับคั่ง ภายในห้องโถง นับตั้งแต่ ๑๒.๓๐ น. ล่วงแล้ว พอเวลาออกสลากกินแบ่ง ประไพก็เปิดเครื่องรับวิทยุฟังผลการออกสลากกินแบ่งของรัฐบาลที่เกาะลอย ซึ่งทำให้คณะพรรค ๔ สหายครึกครื้นรื่นเริงไปตามกัน และปล่อยให้เวลา

ผ่านพ้นไปโดยไม่มีใครเอาใจใส่

ในที่สุด คุณหญิงวาดก็กล่าวถามนิกรหลานชายของท่าน ระหว่างที่การออกสลากกินแบ่งกำลังดำเนินไป และโฆษกได้ประกาศให้ทราบทุกๆ รางวัลที่ออก

"เจ้ากร-แกยังไม่ได้บอกพวกเราเลยว่า แกแทงเลขอะไร"

ก่อนที่นิกรจะตอบคุณหญิงวาด นันทาก็พูดเสริมขึ้นว่า

"หน้าอย่างนี้จะคิดอะไรออกคะคุณอา อย่างไรเสียก็ต้องแทง ๙๙๐"

นิกรหัวเราะอย่างขบขัน

"เสียใจ-พี่นัน คนอย่างนายนิกรเป็นคนฉลาดสมองใส ปัญญาแหลมเปี๊ยบ ฉันจะบอกให้ฉันไม่ได้แทง ๙๙๐ เหมือนอย่างทุกๆ คนหรอก ฉันแทง ๖๙๐ ไว้สองร้อยบาท"

"๖๙๐" เจ้าคุณปัจจนึกฯ คราง "แกตีใบ้อย่างไรกันวะกร"

นายจอมทะเล้นหันมายิ้มให้พ่อตาของเขา

"ใบ้อย่างนี้ ไม่ต้องคิดหรอกครับคุณพ่อ มันง่ายเหมือนกับหญ้าปากคอก ที่อาจารย์ท้วมแกใบ้ว่า...เก้าหกกระดกกลับ แกหมายความว่าให้กระดกกลับทั้งเลข ๙ และเลข ๖ คุณพ่อลองคิดดู เลขนี้หมายถึงเลขอารบิกเลข ๙ กระดกกลับก็ต้องเป็นเลข ๖ และเลข ๖ กระดกกลับก็ต้องเป็นเลข

๙ ฉะนั้นเก้าหกกระดกกลับก็คือ ๖๙ นั่นเอง แล้วก็นับไปนับมาหาค่ามิได้ก็คือ ๐ ผมว่ามันต้องออก ๖๙๐ อย่างแหงๆ "

เสียงพึมพำดังขึ้นทันที ทุกคนมองดูนิกรอย่างเลื่อมใส

"ไม่เลวโว้ย" ดร.ดิเรกพูดเสียงหัวเราะ "น่ากลัวแกจะถูกคนเดียวเสียละวะ แกตีใบ้ด้วยเหตุผลแยบคายน่าฟังมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า พ่อว่าของพ่อถึงจะถูก คอยดูก็แล้วกันว่า เลขท้ายรางวัลที่หนึ่งจะออก ๙๙๐ หรือ ๖๙๐"

คณะพรรค ๔ สหายยังคงสนทนากันต่อไป อย่างสนุกสนานส่วนรางวัลล็อตเตอรี่ก็ออกเรื่อยๆ ไป จนกระทั้งโฆษกได้ประกาศว่ากรรมการได้จับรางวัลที่หนึ่ง และจะออกรางวัลที่หนึ่งเดี๋ยวนี้

เสียงเฮฮาดังขึ้นลั่นห้องโถง มีการตบมอกระทืบเท้าและเป่าปากไปด้วย พวกคนใช้ชายหญิงของบ้านพัชราภรณ์นั่งรวมกลุ่มกันอยู่ที่ระเบียงหลังตึกตรงกับประตูห้องโถงหน้าสลอน วันนี้ไม่มีใครทำอะไรได้แล้ว

คุณหญิงวาดชูมือทั้งสองข้างเหนือศีรษะขอร้องให้ทุกคนสงบปากเสียง ดังนั้นภายในห้องจึงเงียบกริบลงทันที ทุกคนเงี่ยหูฟังเสียงวิทยุแล้วโฆษกก็ประกาศว่า

"รางวัลที่หนึ่งออกแล้ว คอยฟังนะครับจะอ่านให้ฟังสามหน...หมุนครั้งที่ ๙๖ รางวัลที่หนึ่ง ได้แก่หมายเลข ๘๒๔๖๙๐...๘๒๔๖๙๐ ๘๒๔๖๙๐"

นิกรดีใจแทบสิ้นสติ นั่งตะลึงพรึงเพริดเหมือนรูปปั้น ส่วนคณะพรรคของเขาและท่านผู้ใหญ่ยิ้มแห้งๆ ไปตามกัน ความดีใจทำให้จิตใจของนิกรเปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ เขายิ้มสดชื่นนัยน์ตาหวานฉ่ำ นานๆ ก็แลบลิ้นเลียริมฝีปากสักครั้ง จนกระทั่งพลซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ นิกรได้ยกมือตบ

หลังนิกรค่อนข้างแรง

"โชคของแกอ้ายกร แกถูกสลากกินรวบแสนบาท"

นิกรทำท่าเซ่อๆ เหมือนกับคนที่กำลังงัวเงียครึ่งหลับครึ่งตื่น

"หา? ว่าไงนะ"

พลว่า "แกถูกสลากกินรวบได้ยินไหม"

นายจอมทะเล้นฝืนยิ้ม

"ทำไมถูกล่ะ"

"ก็แกแทงถูกน่ะซี" พลร้องเอ็ดตะโร "แสนบาทเป็นของแกแล้ว เลขท้ายรางวัลที่หนึ่งคือ ๖๙๐ พวกเราแทง ๙๙๐ เป็นอันว่าแกแทงถูกคนเดียว" นิกรถอนหายใจหนักๆ แล้วเขาก็ร้องตะโกนสุดเสียง

"ไชโย...ไชโย...ขอให้ข้าพเจ้าจงเจริญ"

ใครต่อใคร ต่างพากันแสดงความยินดีต่อนิกรเท่าที่เขาโชคดีถูกสลากกินรวบถึงแสนบาท แต่เจ้าแห้วคนเดียวนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นน่าสงสาร จนกระทั่งอาเสี่ยกิมหงวนกล่าวถามด้วยความแปลกใจ

"ร้องไห้ทำไมวะ อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วสะอื้นจนขี้มูกไหลยืด เขาพูดพลางร้องไห้พลาง

"รับประทานผมแทงไว้ตั้งพันบาท ฮือ-ฮือ รับประทาน นึกสงสัยเหมือนกันว่าออก ๖๙๐ รับประทานถ้าผมแทง ๖๙๐ ก็สบายแฮไปเท่านั้น"

ดร.ดิเรกมองดูเจ้าแห้วอย่างขบขัน

"ไม่ใช่โชคของแกโว้ยอ้ายแห้ว ไม่ต้องเสียใจ งวดหน้าลองแทงใหม่ ถ้าเงินขาดมือขายเฟียตเก่าของแกให้กันก็ได้ กันให้สามหมื่น"

เจ้าแห้วค้อนขวับ

"รับประทานรถของผมยังใหม่ถอดด้าม ห้าหมื่นผมยังขายได้"

"เออ-ยังงั้นก็ตามใจแก" นายแพทย์หนุ่มพูดยิ้มๆ แล้วหันมาทางนิกรผู้โชคดี "ว่าไงโว้ย ต้องเลี้ยงแล้วละ"

นิกรดีใจจนหน้าแดงก่ำ

"เลี้ยงแน่นอน คืนนี้กันจะพาพวกเราทุกคนไปเลี้ยง" พูดจบก็พยักหน้ากับเสี่ยหงวน "แกช่วยโทรศัพท์บอกให้นายซุ่นพงยี่ปั๊ว ให้เขาเอาเงินแสนบาทมาจ่ายให้กันที่นี่ได้ไหมล่ะ"

อาเสี่ยนิ่งคิดอยู่สักครู่

"ได้ เข้าใจว่านายซุ่นพงเขาคงไม่ขัดข้องหรอก เพราะเขาถือว่าพวกบ้านเราเป็นขาใหญ่"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วห้องโถง ทุกคนพลอยตื่นเต้นในโชคของนิกรไปด้วย นายจอมทะเล้นยิ้มระรื่นตลอดเวลา เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวถามนิกร

"แกรวยตั้งแสน แกจะให้อาจารย์ท้วมสักเท่าใด"

นิกรนิ่งคิด แล้วหันมาถามอาเสี่ย

"ให้เท่าไรดีล่ะ"

กิมหงวนสั่นศีรษะ

"ไม่ต้องให้หรอก ทำไม่รู้ไม่ชี้ดีกว่า บอกว่าแกแทง ๙๙๐ ก็แล้วกัน ให้ค่าปิดปากอ้ายแห้วสักพันบาทก็พอแล้ว"

เจ้าแห้วเห็นพ้องด้วย

"รับประทานจริงครับ รับประทานผมจะช่วยโกหกให้ หลอกอาจารย์ว่าทุกๆ คนแทง ๙๙๐"

นิกรเม้มปากแน่น

"แต่แกเลี้ยงผีนี่หว่า เผื่อผีมันบอกอาจารย์ท้วมว่ากันรวยแสนบาท อาจารย์ท้วมจะไม่เล่นงานเข้าหรือดีไม่ดีแกเสกโต๊ะหรือเก้าอี้เข้าท้องข้าเอ็งจะว่ายังไง"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานไม่เป็นไรหรอกครับ ผีกุมารทองและผีพรายที่อาจารย์ท้วมเลี้ยงไว้ ชอบพอกับผมทั้งนั้น รับประทานบางคนเคยไปเที่ยวกับผมด้วยซ้ำไป"

ดร.ดิเรกนัยน์ตาเหลือก

"ผีน่ะเรอะอ้ายแห้ว"

"รับประทานผีน่ะครับ" เจ้าแห้วพูดเสียงหนักแน่น แล้วหันมาพูดกับนิกร "เป็นอันว่าคุณตกลงใจที่จะไม่จ่ายเงินให้อาจารย์ท้วมนะครับ"

"เออ-ไม่ให้ละวะ เสียดายเงินสองหมื่นที่ว่าจะให้ เอามาเลี้ยงดูปูเสื่อพวกเราดีกว่า"

ทุกคนเห็นพ้องและสนับสนุนเต็มที่

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง เสี่ยหงวนก็โทรศัพท์เรียกหนุ่มจีนร่างสม๊าทคนหนึ่ง ให้นำเงินแสนบาทมาจ่ายให้นิกรที่บ้านพัชราภรณ์ เขาผู้นั้นคือนายซุ่นพงนั่นเอง

อีกครั้งหนึ่ง ที่นิกรกับเจ้าแห้วแอบไปหาอาจารย์ท้วมที่บ้านในซอยบ่อนไก่คลองเตยในวันรุ่งขึ้นที่นิกรได้เงินรางวัลสลากกินรวบถึงแสนบาท

"โอ-สวัสดีขอรับคุณ" ชายชราซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ในห้องพิธีกล่าวกับนิกรอย่างกันเอง "ขอบคุณเหลือเกินครับที่รีบเอาเงินมาให้ผม ถูกเท่าไรล่ะครับ"

นิกรทำหน้าจ๋อยได้สนิมสนม เขากับเจ้าแห้วทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อย

"ไม่ถูกหรอกครับ อาจารย์"

"อ้าว" อาจารย์ท้วมอุทานลั่น "ไม่ได้แทง ๖๙๐ หรือครับนี่"

นายจอมทะเล้นถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เปล่าครับ พวกเราแทง ๙๙๐ เหมือนกันทั้งนั้น"

"บ๊ะแล้ว..." อาจารย์ท้วมเอ็ดตะโร "ผมใบ้ง่ายที่สุด ไม่น่าจะแทงผิดเลยนี่ครับ เก้าหกกระดกกลับก็คือ ๖ กับ ๙ อ้า-นับไปนับมาหาค่าไม่ได้ ก็คือ ๐ ตรงเป๋งทีเดียว โธ่-น่าเสียดายแท้ๆ อ้ายผมน่ะนึกตั้งแต่เย็นวานนี้แล้วว่า พวกคุณถูกกันจม"

นิกรทำบทบาทได้ดีมาก เขาทำตาแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้

"อย่าพูดเลยครับ พูดแล้วเจ็บใจตัวเอง ผมคิดคิดเหมือนกันแหละครับว่ามันจะออก ๖๙๐ แต่ใครๆ เขาว่า ๙๙๐ ผมก็เลยเขวใจเชื่อเขา แทงไปตั้งพันบาทเชียวนะครับ"

อาจารย์ท้วมจุ๊ย์ปาก

"คุณเล่นมือหนักซะด้วย" แล้วอาจารย์ท้วมก็กล่าวถามเจ้าแห้ว "เอ็งก็ไม่ถูกเหมือนกัน"

เจ้าแห้วทำตาละห้อย

"ไม่ถูกหรอกครับ ผมก็แทง ๙๙๐ วอดวายไปเลย งวดวันที่ ๕ อาจารย์ต้องกรุณาช่วยให้ผมถูกนะครับ ใบ้ง่ายๆ หน่อย"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ผมจะแทงสักหมื่นบาทครับอาจารย์"

"โอ้โฮ เอาตั้งหมื่นเชียวหรือครับ ถ้าถูกเงินตั้งห้าล้านคุณจะเอาไปเก็บไว้ที่ไหน"

"เรื่องเล็กครับอาจารย์ ขอให้ถูกก็แล้วกัน ใบ้ให้หน่อยเถอะครับ พรุ่งนี้จะได้รีบแทงเสีย"

ชายชราหัวเราะ

"ครับ-ครับ ขอเวลาผมสักประเดี๋ยว" ครั้นแล้วแกก็หลับตาพริ้มนิ่งอึ้งไปสักครู่ก็พูดกับตัวเอง "หา? ว่าไงลูกเออ-เออ-ถูกล่ะทำไมล่ะ-คนเขาอิจฉา"

นิกรกระซิบกระซาบกับเจ้าแห้ว

"ลองพูดคนเดียวอย่างนี้ละก้อ ถ้าจะไม่ดีเสียแล้วละโว้ย ไปหรือเรา"

เจ้าแห้วจุ๊ย์ปากและกระซิบบอกนิกร

"ไม่ได้พูดคนเดียวหรอกครับ รับประทานพูดกับผีกุมารทอง"

นิกรพยักหน้ารับทราบ เขานั่งจ้องตาเขม็งมองดูอาจารย์ท้วมสักครู่ จนกระทั่งชายชราลืมตาขึ้นแล้วกล่าวกับนิกรอย่างเป็นงานเป็นการ

"ผมจะใบ้ให้คุณฟัง...นกกระทา, ไก่ฟ้าแล้วก็พระอาทิตย์"

นายจอมทะเล้นยิ้มเล็กน้อย

"ไม่ยากไปหรือครับ อาจารย์"

"ไม่ยากหรอกคุณ คนฉลาดอย่างคุณย่อมคิดได้ จำไว้ให้ดีนะครับ นกกระทา, ไก่ฟ้าแล้วก็พระอาทิตย์ ถ้าตีใบ้ได้รับรองว่าถูกแหงๆ แล้วอย่าลืมผมก็แล้วกัน"

"โธ่-ผมจะลืมอาจารย์ได้อย่างไรกันครับ ถูกปั๊บต้องเอาเงินมาให้ท่านอาจารย์ปุ๊บทันที"

อาจารย์ท้วมหัวเราะชอบใจ

"แต่ว่ากุมารทองมันบอกผมว่า ตำรวจเขากำลังวางแผนการที่จะจับเจ้ามือสลากกินรวบงวดนี้ ผมไม่แน่ใจเลยว่าถ้าหากคุณถูกแล้วคุณจะได้รับเงินรางวัล"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"หมายความว่า เจ้ามือถูกจับเสียก่อนยังงั้นหรือครับ"

"ถูกแล้วครับ ความจริงตำรวจเขาตั้งใจจะจับเจ้ามือสลากกินรวบมานานแล้วครับ ลูกศิษย์ของผมคนหนึ่งเป็นตำรวจ เคยมาเล่าให้ผมฟังว่า สลากกินรวบทำให้ประชาชนล่มจมไปตามกัน ตำรวจเขาคิดจะกวาดล้างและจับทั้งเจ้ามือและคนเล่น"

นิกรทำตาปริบๆ

"จับคนเล่นเห็นจะไม่สำเร็จหรอกครับ เพราะไม่มีหลักฐานอะไร อ้า-ผมเห็นจะต้องลาอาจารย์เสียที ผมพอจะคิดใบ้ออกแล้ว ฮ่ะ ฮ่ะ นกกระทา, ไก่ฟ้าแล้วก็พระอาทิตย์ หมูในอวยทีเดียวครับ ท่านอาจารย์"

ครั้นแล้วนิกรกับเจ้าแห้ว ต่างก็ลาอาจารย์ท้วมแล้วลุกขึ้นพาตัวเดินออกไปจากห้องพิธี

"รับประทานคิดได้ว่าอย่างไรครับ" เจ้าแห้วกล่าวถามนิกรขณะที่เขากับนิกรขึ้นไปนั่งเคียงคู่กันตอนหน้ารถเฟี๊ยต ๑,๑๐๐ ของเจ้าแห้ว

"คิดเอาเองซีโว้ย ของพันนี้ใครมีโชคดีก็เป็นโชคของคนนั้น"

เจ้าแห้วยกมือไหว้นิกรอย่างนอบน้อม

"โธ่-รับประทานบอกผมหน่อยเถอะครับ ในเรื่องสติปัญญาแล้วผมยอมรับว่าคุณนิกรของผมเป็นผู้ที่มีปัญญาแหลมอย่างที่สุด รับประทานไม่ใช่ยอนะครับ ดูแต่งวดที่แล้ว ใครๆ คิดได้ ๙๙๐ แต่คุณคนเดียวคิดได้ ๖๙๐ รับประทานคุณก็เลยได้เงินตั้งแสน รับประทานคุณนิกรทั้งฉลาด

ทั้งหลักแหลมทีเดียว"

นิกรหัวเราะหึๆ

"อย่ายอกูเลยวะอ้ายแห้ว อ้ายข้ามันบ้ายอเสียด้วยนา"

"รับประทานไม่ใช่ยอครับ ผมกล้าไปสาบานที่ไฮค์ปาร์คต่อหน้าพระแก้วมรกตได้ว่าผมพูดจริงๆ ไม่ใช่ยอ รับประทานบอกผมหน่อยเถอะครับ อาจารย์ใบ้คราวนี้ผมงงเลย รับประทาน นกกระทา, ไก่ฟ้า, พระอาทิตย์ผมคิดไม่ออกแน่ๆ "

นิกรมองไปรอบๆ รถ เขาแลเห็นพวกชาวบ้านในตรอกนี้ ทั้งหญิงชายเด็กผู้ใหญ่ยืนห้อมล้อมรถอ้าปากหวอไปจามกัน นิกรแกล้งกล่าวสัพยอกว่า

"ดูอะไรกัน"

หญิงชราคนหนึ่ง รีบยกมือไหว้นิกรทันที แล้วกล่าวกับเขาอย่างนอบน้อม

"พวกเราทราบว่า คุณเข้าไปหาอาจารย์ท้วมและคงจะได้ใบ้มา บอกให้พวกเราบ้างซีคะ อาจารย์ท้วมเข้าถึงตัวแกยากเหลือเกิน แกต้อนรับแต่เฉพาะคนมีเงินเท่านั้น พวกดิฉันยังงี้อุตส่าห์หาข้าวของไปให้ แต่แกไม่สนใจหรอกค่ะ ได้ใบ้มายังไงบอกบ้างซีคะ นึกว่าช่วยคนแก่ให้มีอัฐมี

รสใช้สักที ดิฉันขอแทงสิบบาทเท่านั้น ถ้าถูกห้าพันก็จะได้ลืมตาอ้าปากกับเขาได้"

นิกรยิ้มให้หญิงชราแล้วกล่าวว่า

"คุณป้าคอยฟังนะครับ ผมจะบอกให้ อาจารย์ใบ้ให้ผมว่า นกกระทา, ไก่ฟ้า แล้วก็พระอาทิตย์ คุณป้ากับพรรคพวกไปคิดกันดูก็แล้วกัน" พูดจบนิกรก็ยกมือตบบ่าเจ้าแห้ว "ไปโว้ย"

เจ้าแห้วจัดแจงสต๊าร์ทเคื่อง ขับรถเก๋งคันใหม่เอี่ยมของเขาแล่นเลยไปกลับรถตรงทางแยก แล้วแล่นออกไปจากซอยบ่อนไก่ ซึ่งเจ้าแห้วรู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนักที่เขาได้เป็นเจ้าของรถเก๋งคันนี้ ทั้งนี้เพราะว่าเขามีสภาพเป็นแต่เพียงคนใช้ของคณะพรรค ๔ สหายเท่านั้น

พอรถแล่นออกมานอกถนนใหญ่ เจ้าแห้วก็รบเร้าถามนิกรอีก

"รับประทานตีใบ้ให้ผมฟังหน่อยเถอะครับ ว่าจะออกเลขอะไรแน่"

นายจอมทะเล้นยิ้มเล็กน้อย

"แล้วอย่าเสือกไปบอกใครล่ะ คราวนี้จะแทงสักสองหมื่นบาท-สองหมื่นบาท ถ้าถูกได้เท่าไรวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วนิ่งคิดสักครู่ แล้วตอบอย่างคล่องแคล่ว

"รับประทานสองหมื่นก็ได้สิบล้านครับ"

"โอ้ย..." นิกรร้องสุดเสียง "ถ้าข้าถูกจริงๆ สงสัยว่าข้าคงช็อคตายแน่ๆ เงินตั้งสิบล้านมันน้อยอยู่หรือวะอ้ายแห้ว ทั้งๆ ที่ข้าเป็นคนมีเงิน ข้ายังรู้สึกว่ามันมากมายพอดู"

เจ้าแห้วหัวเราะชอบใจ

"รับประทานถ้าเป็นผมถูกสลากกินรวบสิบล้านก็รับประทานตายห่าแน่เชียวครับ อย่างไรเสียหัวใจมันก็ต้องหยุดทำงาน เงินตั้งสิบล้านมันเป็นเงินมากมายใหญ่หลวงใช้ไปจนตายก็ไม่หมด ผมจะกัดฟันแทงสักพันบาท เอเพียงห้าแสนเท่ากับถูกรางวัลที่หนึ่งของรัฐบาล"

นิกรว่า "ใบ้ของอาจารย์ท้วมคราวนี้ง่ายกว่าของคราวก่อนอีกโว้ยอ้ายแห้ว ถ้าเอ็งพยายามคิดโน่นคิดนี่ เอ็งก็รู้สึกว่าใบ้นี้ตีให้แตกยาก อาจารย์แนะใช้วิธีเส้นผมบังภูเขาโว้ย เอ็งคิดดูซีวะ นกกระทา, ไก่ฟ้า, แล้วก็พระอาทิตย์ มันง่ายอย่างที่สุด นกกระทาหมายถึงเลข ๓ คือเปล่ง

เสียงออกมาสามพยางค์ ส่วนไก่ฟ้าหมายเลขสอง คือเปล่งเสียงออกมาสองพยางค์ แล้วก็พระอาทิตย์คำนี้น่าจะหมายถึงศูนย์มากกว่า เมื่อพิจารณาแล้วก็พอจะได้ว่าหางเลขท้ายรางวัลที่หนึ่งงวดนี้จะต้องออก ๓๒๐"

"ฮั่นแน่" เจ้าแห้วร้องลั่น "รับประทานตรงกับความคิดของผมเปี๊ยบเชียวครับ"

นิกรมองดูเจ้าแห้วอย่างหมั่นไส้

"ก็ไหนมึงบอกว่ามึงคิดไม่ออกไงล่ะ"

"อ้าว รับประทานผมก็ต้องสงวนท่าทีของผมไว้บ้างนะซีครับ คนเราน่ะถึงจะโง่เง่าเต่าตุ่น อย่างไรก็ไม่ควรจะบอกให้คนอื่นเขารู้ รับประทานเราต้องทำตัวให้ฉลาดกว่าคนอื่นอยู่เสมอ"

"พอ-พอแล้ว ตั้งแต่มึงซื้อรถคันนี้รู้สึกว่าคารมคมคายขึ้นอีกมาก"

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง นิกรกับเจ้าแห้วก็พากันกลับมาบ้านพัชราภรณ์และได้พบกับท่านผู้ใหญ่ทั้งสามกับสามสหายนั่งสนทนากันอยู่ในห้องโถงชั้นล่าง กำลังคุยเรื่องสลากกินรวบ

"อ้อ-อ้ายกร คุณหญิงวาดกล่าวทักหลานชายของท่าน "แกกับอ้ายแห้วถ้าจะแอบไปหาอาจารย์ท้วมมาละซี"

นิกรอมยิ้ม

"ไม่ได้แอบไปหาหรอกครับ ผมไปหาอย่างเปิดเผย" พูดจบนิกรก็นั่งลงบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง

"ได้ใบ้มาหรือเปล่า" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามอย่างสนใจ "พวกเราตั้งใจจะเลิกเล่นสลากกินรวบ แต่พอเห็นแกถูกได้เงินอย่างง่ายดายก็คิดที่จะเล่นอีก เว้นแต่อ้ายหงวนคนเดียวที่มันคัดค้านไม่อยากให้พวกเราเล่น อาจารย์ท้วมให้ใบ้มาหรือปล่า"

"ให้ครับคุณพ่อ แต่ใบ้คราวนี้อาจจะยากสักหน่อย คอยฟังนะครับ อาจารย์ท้วมใบ้ว่า นกกระทา ไก่ฟ้า แล้วก็พระอาทิตย์"

เสียงพึมพำดังขึ้นทั่วห้องโถงทันที เจ้าคุณประสิทธิ์กล่าวถามคุณหญิงวาดของท่านด้วยเสียงหัวเราะ

"ว่ายังไงแม่วาด พอคิดออกไหม"

คุณหญิงวาดทำหน้าเบ้

"คราวนี้เห็นจะแย่ค่ะเจ้าคุณ นกกระทาหมายถึงเลขอะไรก็ไม่รู้ ใบ้อย่างนี้มันต้องใบ้หวย ก.ข. มาก กว่าสลากกินรวบ" พูดจบท่านก็หันมาทางนายแพทย์หนุ่ม "เธอลองช่วยอาคิดหน่อยซิพ่อดิเรก เธอก็เป็นคนเฉลียวฉลาดมีปัญญาเฉียบแหลม"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแป้นแล้วลุกขึ้นยืน

"ออไร๋-ออไร๋ ผมจะเข้าห้องทดลองวิทยาศาสตร์เดี๋ยวนี้ เพื่อค้นคว้าทดลองดูว่า นกกระทา ไก่ฟ้า และพระอาทิตย์จะตรงกับเลขอะไรแน่ ลองแยกธาตุดูสักสองชั่วโมงก็คงจะรู้เรื่อง"

คุณหญิงวาดกลืนน้ำลายเอื๊อก

"นั่งลงเถอะพ่อหมอจ๋า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการแยกธาตุเลย ดูจะแก่แยกธาตุมากไปเสียแล้ว"

ดร.ดิเรก ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมตามเดิม อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวขึ้นเปรยๆ ว่า

"ผมไม่อยากให้เล่นสลากกินรวบกันเลยครับ แทงกันตั้งหมื่นสองหมื่นอย่างนี้น่าเสียดาย ผมเชื่อว่าอาจารย์ท้วมแกก็ใบ้เฮงซวยไปยังงั้นเอง ที่เจ้ากรหรือพวกเราเคยถูกก็เป็นการบังเอิญมากกว่า เลี้ยงผงเลี้ยงผี ล้วนแต่โกหกทั้งนั้น อันที่จริงพวกเราก็มีการศึกษาดีแล้ว ไม่น่าจะเชื่อ

ถือในสิ่งที่ไร้สาระเหลวไหลอย่างนี้ ผมว่ามันเป็นเรื่องที่น่าขบขันอย่างที่สุด เท่าที่อาจารย์ท้วมตรัสรู้ว่าหางเลขท้ายรางวัลที่หนึ่ง ซึ่งยังไม่ออกนั้นจะออกอะไร"

คุณหญิงวาดชักฉิว เพราะท่านเลื่อมใสในเรื่องนี้

"พูดอะไรอย่างนี้นะพ่อหงวน ถ้าอาจารย์ท้วมแกรู้เข้าแกก็จะโกรธ เสกอะไรเข้าท้องพ่อหงวนแล้วจะว่าอย่างไร ตัวไม่เชื่อก็นิ่งเฉยเสียซี ไม่ควรจะดูถูกดูหมิ่นในบุคคลหรือวัตถุที่คนอื่นเขาเคารพนับถือ"

ต่อจากนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดก็ช่วยกับขบคิดตีใบ้ของอาจารย์ท้วม

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง อาเสี่ยกิมหงวนก็โทรศัพท์เรียกนายซุ่นพงผู้เป็นยี่ปั๊วรับแทงกินรวบ ให้มาที่บ้านพัชราภรณ์เพื่อรับแทงสลากกินรวบ ทุกคนต่างแทงสลากกินรวบอีกครั้งหนึ่ง และเล่นกันคนละมากๆ แม้กระทั่งคนใช้ชายหญิงของบ้านพัชราภรณ์ก็ขวนขวายหาเงินมาเล่น

ในที่สุด ก็ถึงวันออกสลากกินแบ่งของรัฐบาลไทยประจำงวดนั้น คณะพรรค ๔ สหายรีบรับประทานอาหารกลางวันอย่างรวดเร็วผิดปกติ แล้วก็พากันไปนั่งจับกลุ่มอยู่ห้องโถงชั้นล่าง

พอได้เวลา ๑๓.๐๐ น. เศษ ทางการก็เริ่มออกสลากกินแบ่งที่เกาะลอย ภายในสวนลุมพินีและได้ทำการกระจายเสียงแจ้งผลการออกสลากกินแบ่ง ทั่วพระราชอาณาจักร

คณะพรรค ๔ สหายต่างครึกครื้นรื่นเริงไปตามกัน นิกรเต็มไปด้วยความมั่นใจว่าอย่างไรเสียหางเลขท้ายรางวัลที่หนึ่ง ก็จะต้องออก ๓๒๐ ซึ่งเขาได้แทงไว้หมื่นบาท ส่วนเจ้าแห้วก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตลอดเวลา เจ้าแห้วแทงไว้พันบาท และนึกหวังว่าคงจะได้เงินใช้ในวันนี้ห้าแสนบาท

ซึ่งเท่ากับรางวัลที่หนึ่งของสลากกินแบ่งรัฐบาล

ขณะที่วิทยุกำลังกระจายเสียง ผลการออกสลากกินแบ่งอยู่นั้นรถฟอร์ดเก็งสีแดงสะดุดตาสองคัน ซึ่งมีโคมสีแดงสองอันอยู่บนหลังคารถเก๋ง ได้แล่นตามกันเข้ามาในบ้านพัชราภรณ์อย่างแช่มช้า รถทั้งสองคันนี้ เรียกกันว่าฉลามบกเป็นรถของเจ้าหน้าที่กองปราบฯ นั่นเอง

เจ้าแห้ว นั่งอยู่ที่ประตูห้องโถงทางหน้าตึกพอแลเห็นฉลามบกของกองปราบฯ เจ้าแห้วก็สะดุ้งเฮือก รีบหันมาบอกเจ้านายเขาทันที

"รับประทานตำรวจมาครับ ตำรวจมารถฟอร์ดเก๋งสองคัน"

เสียงจ้อกแจ้จอแจของคณะพรรค ๔ สหายเงียบกริบลงทันที ประไพรีบลุกขึ้นวิ่งไปที่เครื่องรับวิทยุ และปิดวิทยุ ทุกคนเข้าใจว่าตำรวจจะมาจับตนในข้อหาเล่นสลากกินรวบจึงมีหน้าตาซีดเผือดไปตามกัน

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาด ได้ลุกขึ้นพากันเดินออกไปจากห้องโถงเพื่อต้อนรับ ฉลามบกทั้งสองคันแล่นมาหยุดหน้าตึกทันที นายร้อยตำรวจเอกในเครื่องแบบคนหนึ่ง เปิดประตูก้าวลงมาจากรถและแล้วพลตำรวจและนายสิบตำรวจประมาณ ๘ คน ก็ได้

พากันลงจากรถเช่นเดียวกัน เจ้าพนักงานเหล่านี้ไม่ได้พกปืนหรือมีอาวุธร้ายติดตัวมา

ร.ต.อ.สมศักดิ์ สมรบุตร อัศวินมือดีของกองปราบฯ คนหนึ่ง ได้รู้จักคุ้นเคยกับท่านผู้ใหญ่และคณะพรรค ๔ สหายเป็นอย่างดี ทั้งนี้ก็เพราะว่า บิดาของร.ต.อ.สมศักดิ์นั้นเป็นเพื่อนรักเพื่อนเกลอของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สมศักดิ์จึงเคารพรัก ๔ สหายเหมือนกับพี่ชายของเขา และมีความ

เคารพท่านผู้ใหญ่ทั้งสามเช่นเดียวกับญาติผู้ใหญ่ของตน

"ปู้โธ่-ใจคอหายหมด นึกว่าใครที่ไหนที่แท้ก็เธอนั่นเอง" คุณหญิงวาดร้องขึ้นดังๆ

อัศวินหนุ่มยกมือขึ้นวันทยาหัตถ์ ท่านผู้ใหญ่ทั้งสามยิ้มเล็กน้อย

"สวัสดีครับคุณลุงและคุณป้า"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มออกมาได้

"นึกว่าตำรวจจะมาจับเราเสียอีก มาเยี่ยมอาหรือหลายชาย ขึ้นไปข้างบนก่อนซี"

ร.ต.อ.สมศักดิ์ ยิ้มอย่างเกรงใจ

"ไม่ได้มาเยี่ยมหรอกครับ ผมมาจับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สะดุ้งเฮือก

"หา-มาจับใครหลานชาย"

"จับเฮียหงวนครับ เจ้านายใช้ให้ผมมาจับเฮียหงวนไปกองปราบฯ ในข้อหาเป็นเจ้ามือสลากกินรวบ ผมมีหมายจับและหมายค้นมาพร้อมแล้วครับ ผมเสียใจเหลือเกินที่ผมต้องทำงานตามหน้าที่ ความจริงผมเคยเตือนเฮียหงวนหลายครั้งแล้วว่าให้ระวังตัวหน่อย เจ้านายเขารู้แล้วว่า

เฮียหงวนเป็นเจ้ามือสลากกินรวบคนสำคัญที่สุดของประเทศไทย และมีสาขาทั่วประเทศ มีผลประโยชน์จากการเล่นสลากกินรวบงวดหนึ่งตั้งล้านสองล้าน"

คุณหญิงวาดยกมือเท้าเอว

"ตาย-ตายแน่ พ่อหงวนเห็นจะต้องย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในคุกในคราวนี้ เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าพ่อหงวนเป็นเจ้ามือสลากกินรวบ เอาเงินพวกเราไปคนละหลายหมื่นๆ "

ทันใดนั้นเอง ๔ สหายกับเจ้าแห้วก็พากันเดินออกมาทางหน้าตึก ทั้ง ๔ คนแลเห็นร.ต.อ.สมศักดิ์ต่างก็ร้องทักทายอย่างสนิทสนม

อาเสี่ยกิมหงวนโบกไม้โบกมือให้

"ฮัลโหล อัศวิน ไปไหนกันมาน้องชายได้ข่าวว่ากำลังจะได้เป็นนายพันเร็วๆ นี้ไม่ใช่หรือคุณ"

ร.ต.อ.สมศักดิ์ ได้ทำความเคารพ ๔ สหายแล้วพูดสัพยอกอาเสี่ยทันที

"ความหวังที่จะได้เป็นนายพัน เห็นจะเลือนรางเต็มทนครับเฮีย ผมมีความยินดีที่จะแจ้งให้เฮียทราบว่าผมพาตำรวจมาจับเฮียไปกองปราบฯ ไปกับผมเถอะครับ"

เสี่ยหงวนเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"อย่าล้อเล่นน่าน้องชาย"

ร.ต.อ.สมศักดิ์ หัวเราะ ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบหมายจับและหมายค้นออกมา

"นี่ยังไงล่ะครับหมายจับเฮีย และหมายค้นบ้าน เจ้านายสั่งให้ผมมาจับเฮียครับ ผมพูดจริงๆ ไม่ได้พูดเล่น"

เสี่ยหงวนหน้าซีดเผือดเหมือนไก่ต้ม

"ไม่เอาน่า...ล้อผมอย่างนี้ ผมใจคอไม่ดีเลย ผมไม่ได้ทำผิดคิดร้ายอะไรนี่นา"

"ผมพูดจริงๆ ครับเฮีย เฮียถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้ามือใหญ่สลากกินรวบแห่งประเทศไทย และมีสาขาทั่วราชอาณาจักร ไปโรงพักกับผมเถอะครับ"

กิมหงวนยืนเซ่อไปชั่วขณะ และแล้วร่างอันสูงชะลูดของเขาก็ล้มครืนลงบนพื้นที่เฉลียงหน้าตึกนั้น ความตกใจทำให้อาเสี่ยสิ้นสติสมปฤดีไปแล้ว

ดร.ดิเรกรีบทรุดตัวลงนั่ง ประคองช้อนร่างศีรษะเสี่ยหงวนขึ้น และให้ความช่วยเหลือทันที ในฐานะที่เขาเป็นนายแพทย์

ร.ต.อ.สมศักดิ์ เดินขึ้นบันไดมาข้างบนกล่าวกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อย่างนอบน้อม

"คุณลุงครับเห็นใจและให้อภัยผมเถอะนะครับ ผมกับตำรวจจะต้องขอตรวจค้นเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับสลากกินรวบ ตลอดจนเงินของเฮียหงวน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทำหน้าชอบกล

"เอา-หลานชาย เชิญค้นตามสบาย ไม่ต้องเกรงใจ แต่ถ้าเธอพบชื่อลุงเป็นผู้แทงสลากกินรวบละก้อช่วยจัดการขีดทิ้งเสียด้วยนะ อย่าให้ลุงและป้าของเธอพลอยเป็นปลาติดแหไปด้วยเลยแฮ่ะๆ ยังไงๆ ก็ไว้หน้าลุงและป้าบ้าง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้นายตำรวจหนึ่ง

"แฮ่ะๆ ลุงก็แทงไว้หน่อยหนึ่งเหมือนกันช่วยฉีกชื่อลุงทิ้งด้วย ความจริงลุงไม่รู้เรื่องเลยว่าเจ้าหงวนเป็นเจ้ามือสลากกินรวบ เพิ่งจะรู้ความจริงเดี๋ยวนี้แหละ"

ร.ต.อ.สมศักดิ์ยิ้มให้ท่านผู้ใหญ่แล้วหันมาทางสามสหาย ซึ่งเปรียบเหมือนกับพี่ชายของเขา

"พี่ผู้หญิงไปไหนกันหมดล่ะครับ"

"อยู่ครับคุณ แต่พอรู้ว่าตำรวจเข้ามาในบ้านก็วิ่งหนีขึ้นไปข้างบนหมด เป็นธรรมดาครับไม่ว่าใครทั้งนั้น ถึงแม้จะเป็นผู้บริสุทธิ์ เมื่อเห็นตำรวจเข้ามาในบ้านก็ไม่สบายใจ"

ร.ต.อ.สมศักดิ์ มองดูหน้าพลแล้วกล่าวว่า

"ผมไม่สบายใจเลยพี่พล ให้ดิ้นตายเถอะครับ จนใจเหลือเกินที่เจ้านายใช้ให้มาจับเฮียหงวน ความจริงเรามันก็ญาติกันแท้ๆ แต่พี่พลก็คงจะทราบดีแล้วนะครับว่า ผมน่ะเข้มแข็งเด็ดขาดเพียงไร แม่ยายผมเล่นไพ่ ผมยังจับ จับไปแล้วแกก็ด่าผมลั่นโรงพัก มิหนำซ้ำยังให้ผมออกค่า

ปรับให้อีก"

ครั้นแล้ว ร.ต.อ.สมศักดิ์ ก็หันไปพยักหน้าเรียกตำรวจของเขา แล้วพาตำราจในบังคับบัญชาบุกเข้าไปในห้องโถง ตำรวจได้แยกย้ายกระจายกำลังกันค้นดูทุกๆ ห้องทั้งชั้นบนและชั้นล่าง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดไม่ได้ขัดขวางการกระทำของเจ้าพนักงานเลย มิหนำซ้ำยัง

ช่วยพาเจ้าพนักงานไปตามห้องต่างๆ ส่วนสี่นางตัวสั่นงันงกอยู่ในห้องห้องหนึ่ง แต่แล้วก็โล่งใจเมื่อได้เห็นหน้าร.ต.อ.สมศักดิ์ ซึ่งรู้จักคุ้นเคยกันเหมือนญาติ

ภายในห้องโถงชั้นล่าง อาเสี่ยกิมหงวนของเรานอนสลึมสลืออยู่บนโซฟาร์ ศีรษะหนุนหมอนแพรสองใบ และดร.ดิเรกนั่งอยู่ข้างๆ พล, นิกรกับเจ้าแห้วยืนมองดูอาเสี่ยด้วยความห่วงใย

"เป็นยังไงบ้างโว้ยหงวน" นิกรถามยิ้มๆ "พอรู้ตัวว่าถูกจับเท่านั้นถึงกับลมใส่เชียวหรือ"

กิมหงวนค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง

"มันตกใจนี่หว่า ตำรวจกำลังค้นบ้านเราใช่ไหม"

พลพยักหน้า

"ถูกแล้ว กันงงไปหมดแล้วโว้ยหงวนแกไม่เคยแย้มพรายให้พวกเรารู้เลยว่า แกเป็นเจ้ามือสลากกินรวบคนสำคัญในระเทศเรา"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ มองซ้ายมองขวาเสียก่อน เมื่อไม่เห็นตำรวจจึงกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาว่า

"กันจะบอกให้พวกเรารู้ได้อย่างไรว่า กันเป็นเจ้ามือสลากกินรวบบ่อนใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กันมีผลประโยชน์จากสลากกินรวบงวดหนึ่งไม่ต่ำกว่าล้านบาท คิดเฉลี่ยแล้วเดือนหนึ่งไม่ต่ำกว่าห้าล้าน แต่กันจะต้องจ่ายให้ลูกน้องของกันเดือนหนึ่งร่วมสองล้านเหมือนกันและเป็น

กำไรประมาณสามล้าน"

สามสหายและเจ้าแห้ว นิ่งฟังด้วยความสนใจยิ่ง

"รับประทาน แล้วอาเสี่ยจะทำอย่างไรล่ะครับเมื่อถูกจับเช่นนี้"

กิมหงวนยิ้มอย่างใจเย็น

"คนอย่างข้า ไม่โง่พอที่จะสร้างหลักฐานไว้ให้ตำรวจหรอกโว้ย ขณะนี้พวกยี่ปั๊วของข้าคงถูกจับทั่วหมดแล้ว แต่จับก็จับไป ข้าไม่มีหลักฐานอะไรที่จะให้ตำรวจฟ้องร้องข้าได้ลายเซ็นสักตัวก็ไม่ยอมเซ็น บัญน้ำบัญชีก็ไม่ได้อยู่ที่ข้า จับไปสอบสวนแล้วเขาก็ปล่อย"

เจ้าแห้วถอนหายใจหนักๆ

"รับประทาน ถ้ายังงั้นเงินที่ผมแทงไม่ถูกและอาเสี่ยกินไป รับประทานคืนให้ผมเถอะนะครับ"

แทนที่เสี่ยหงวนจะเคืองเจ้าแห้ว เขากลับหัวเราะชอบใจ

"แน่นอน กันต้องคืนให้แกและพวกเราทุกๆ คนที่เสียสลากกินรวบไป กันเคยเตือนพวกเราบ่อยๆ ว่าสลากกินรวบน่ะไม่ควรจะเล่นมัน เพราะเจ้ามือเท่านั้นที่ร่ำรวย ห้ามก็ไม่เชื่อ กันได้ทำบัญชีพิเศษไว้ที่ยี่ปั๊วแล้วพวกเราใครเสียเท่าไร กันจะเอาเงินมาคืนให้ในวันสองวันนี้"

ดร.ดิเรกยิ้มแป้น

"ออไร๋ ออไร๋ อย่างนี้ใช้ได้ แกไม่ต้องตกใจนะที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้ามือสลากกินรวบ อย่างมากก็ติดคุกห้าหกปีเท่านั้น กันจะส่งเสียแกเอง"

กิมหงวนสะดุ้งเฮือก แล้วฝืนหัวเราะ

"อย่าพูดให้เป็นลางซีโว้ย ยิ่งกำลังใจไม่ดีอยู่ กันเชื่อว่าตำรวจไม่มีพยานหลักฐานอันใด ในการที่กันเป็นขุนบาลผู้ยิ่งใหญ่ของสลากกินรวบ จับกันไปแล้ว ก็ต้องปล่อยแต่ว่า...ใครจะเป็นคนประกันกันล่ะ"

นิกรหัวเราะ

"เรื่องเล็ก อย่าใจร้อนเลยวะ ไม่จำเป็นต้องประกงประกันอะไรหรอก นอนเสียที่โรงพักสักสองสามวันก็หมดเรื่อง เป็นการพักผ่อนงานไปในตัว กันเองยังเคยคิดอยู่เหมือนกันว่า ถ้ามีโอกาสกันจะไปนอนสงบสติอารมณ์ที่โรงพักสักสองสามวัน"

ขณะนั้นร.ต.อ.สมศักดิ์ ได้พาตำรวจในบังคับบัญชาของเขา เดินลงบันไดมาจากตัวตึกทั้งนายสิบและพลตำรวจ แบกปี๊บน้ำมันคนละใบ คุณหญิงวาดกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และเจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยสี่นางติดตามมาด้วย และนวลลออกำลังร้องไห้กระซิกๆ

อาเสี่ยพรวดพราดลุกขึ้นยืน แล้วเอ็ดตะโรลั่น

"เฮ้-คุณสมศักดิ์ นั่นคุณจะเอาเงินของผมไปโรงพักหรืออย่างไร"

อัศวินหนุ่มยิ้มให้เสี่ยหงวน แล้วเดินเข้ามาหาคณะพรรค ๔ สหาย

"เราค้นพบเงิน ซึ่งเป็นธนบัตรใบละร้อยล้วนๆ บรรจุอยู่ในปี๊บ และซ่อนไว้ใต้เตียงนอนของเฮีย เราก็จำเป็นจะต้องเอาเงินของกลางนี้ไปโรงพัก"

"ฮ้า!" อาเสี่ยเอ็ดตะโรลั่น "อย่างนี้ไม่ถูกเรื่องน้องชาย มันเป็นเงินส่วนตัวของผมแท้ๆ ผมบรรจุไว้ปี๊บละล้านบาท เอาไว้ใช้เมื่อมีความจำเป็นจะต้องใช้ ขี้เกียจไปถอนจากธนาคาร ผมมีพยานรู้ว่าเงินเหล่านี้ เป็นเงินของผมโดยชอบธรรมบอกให้ตำรวจเอาขึ้นไปคืนเสียเถอะครับ ถ้า

คุณขืนยึดเอาเงินผมไป เสาร์นี้ผมต้องขึ้นพูดไฮค์ปาร์คที่สนามหลวง โจมตีตำรวจอย่างเด็ดขาด อ้าว-ไม่เชื่อก็ลองดู"

อัศวินหนุ่มหัวเราะชอบใจ สั่งให้ลูกน้องของเขานำเงินไปที่รถ แล้วร.ต.อ.สมศักดิ์ ก็กล่าวกับเสี่ยหงวนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า

"ผมต้องทำตามหน้าที่นะครับเฮียหงวน เฮียเองก็เคยเตือนผมว่าตำรวจที่ดีนั้นจะต้องจับดะแม้กระทั่งลูกเมียของเรา ถ้าหากว่าทำผิดกฎหมาย ไปโรงพักเถอะครับมีอะไรก็ไปพูดกันที่โรงพัก"

"ปู้โธ่" อาเสี่ยอุทาน "โรงพักน่ะมันไม่ใช่ที่จะคุยกันเลย นี่ตี๋ต่างว่าผมไม่ไป คุณจะว่าอย่างไร"

ร.ต.อ.สมศักดิ์ อดหัวเราะไม่ได้

"ตี๋ต่างว่าเฮียไม่ไป ผมก็จะเอากุญแจมือสวมข้อมือเฮียทั้งสองข้าง"

"อ๋อ-ถ้ายังงั้นผมไปแหงๆ " พูดจบกิมหงวนก็หันมาทางคุณหญิงวาด "คุณอาตามไปประกันผมหน่อยนะครับ เอาโฉนดที่ดินไปด้วย หรือเขาจะเอาเงินสดคุณอาก็เตรียมไว้ให้พร้อม"

ครั้นแล้ว อัศวินหนุ่มก็พาผู้ต้องหา คืออาเสี่ยกิมหงวนออกไปจากห้องโถง คณะพรรค ๔ สหายและท่านผู้ใหญ่ติดตามไปด้วย รถเก๋งสามคันแล่นตามรถฟอร์ดเก๋งออกไปจากบ้านพัขราภรณ์เป็นทิวแถว

บัดนี้ขุนบาลสลากกินรวบผู้ยิ่งใหญ่ได้ถูกจับแล้ว แต่เจ้าพนักงานไม่ได้หลักฐานอะไรเลย จึงเป็นอันแน่ใจว่าอย่างช้าอีกสองสามวันอาเสี่ยกิมหงวนของเราก็จะรอดพ้นจากคดีนี้

อวสาน