พล นิกร กิมหงวน 098 : สามเกลอผจญโจร

ขายที่ดินถูกเหมือนได้เปล่า..ที่ดินริมทางหลวงสายยุทธศาสตร์ (กรมพหลโยธิน) ใกล้จะถึงทางแยกพระพุทธบาทสระบุรี ตารางวาละ 2 บาทเท่านั้นต้องการเชิญติดต่อกับ นายเม่น พงศ์พยัคฆ์ ศาลพระกาฬ ลพบุรี ข้อความที่กล่าวนี้ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นเดินย้ายพุงลงบันไดมาจากชั้นบนของตัวตึก พอดีพบนิกรกับกิมหงวนนั่งสนทนากันเงียบๆอยู่ในห้องโถง มีเจ้าแห้วนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่บนพื้น

นิกรรีบยกมือไหว้พ่อตาของเขา

"สวัสดีครับ เจ้าคุณ"

ท่านเจ้าคุณแยกเขี้ยวพร้อมกับทำคอย่น

"ทะลึ่งแต่เช้าเทียวนะอ้ายกร เดี๋ยวนี้เรียกฉันว่าเจ้าคุณแล้วหรือ "

"อ้าว" นายจอมทะเล้นอุทาน "ก็คุณพ่อไม่ได้เป็นเจ้าคุณดอกหรือครับ "

" ถูกแล้ว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดแว๊ด "แต่ฉันเป็นพ่อตาแกโว้ย "

"อ๋อ ไม่เห็นแปลกนี่ครับ ตัวต่อตัวยังได้นะคุณพ่อ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาทางกิมหงวน แล้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เมื่อเย็นวานนี้มันยังสบายดีนี่นา ชอบกลฮิ คนเราบทมันจะไปมันก็ไปเอาดื้อๆ โดยไม่มีอะไรบอกให้รู้ล่วงหน้า "

อาเสี่ยหัวเราะ

"หมู่นี้อากาศมันร้อนอบอ้าวเหลือเกินครับ แล้วก็อ้ายกรกินหวานจัดไปหน่อย "

"เฮ้ย" นิกรเอ็ดตะโรลั่น "แล้วกัน คนดีๆ แท้ๆ หาว่าเป็นบ้าไปได้ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ยินเสียงเจ้าแห้วสูดปากครางหงิงๆ ก็ก้มหน้ามองดูแล้วท่านก็หัวเราะหึๆ

"เป็นอะไรไปวะอ้ายแห้ว ครางเป็นลูกหมาน่าหนาวอยู่ได้ "

เจ้าแห้วขมวดคิ้วนิ่วหน้า

"รับประทานใต้เท้ายืนอยู่บนมือผมขอรับ "

ท่านเจ้าคุณลืมตาโพลง รีบยกเท้าขวาที่เหยียบอยู่บนหลังมือเจ้าแห้วออก ท่านพูดพลางหัวเราะพลาง

"ขอโทษทีโว้ย ไม่ทันเห็น "

"รับประทานไม่ทันเห็น ทำไมถึงเหยียบถูกล่ะครับ "

"อ้าวเดี๋ยวก็ถีบเปรี้ยงเข้าให้เลย" พูดจบท่านก็นั่งลงบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง แล้วพูดกับเสี่ยหงวนอย่างเป็นการเป็นงาน

"แกกำลังว่างไม่ใช่หรือหงวน "

"ครับ มหาเศรษฐีอย่างผมว่างทั้งวันแหละครับ ไม่ต้องทำอะไร นั่งอยู่เฉยๆ เงินทองมันไหลมาเอง "

"ดีแล้ว ไปเที่ยวลพบุรีกันเถอะวะ เอารถคาดิลแล็คเก๋งไปจากกรุงเทพฯ ในราว ๔ชั่วโมงก็ถึง "

นิกรชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ

"ผมไปด้วยนะครับ "

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานผมด้วยนะครับ ผมจะไปรับใช้ท่านและพวกคุณๆ ของผม "

กิมหงวนกล่าวถามขึ้น

"ไปทำไมครับ ลพบุรี "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่งหนังสือพิมพ์ให้เสี่ยหงวน

"แกอ่านประกาศนี่ซิ "

อาเสี่ยอ่านข้อความในหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น

"คุณอาจะไปดูซื้อที่รายนี้หรือครับ "

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า

"ถูกแล้ว ปะเหมาะซื้อให้หมดเลย มันถูกอย่างไม่น่าเชื่อ ราคาตารางวาละ ๒ บาทไม่น่าจะเป็นไปได้ "

นิกรดึงหนังสือพิมพ์มาจากเสี่ยหงวน คลี่ออกอ่านดังๆ

"เด็กตูดปอดพุงโรผอมแห้ง... "

" เฮ้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโร "อ่านข้างบนโว้ย ประกาศขายที่ดินไม่ใช่ประกาศขายยา "

นายจอมทะเล้นอ่านจบก็พับหนังสือพิมพ์ส่งให้พ่อตาของเขา

"คุณพ่อจะไปซื้อที่ดินตามประกาศนี้หรือครับ" นิกรถามเป็นการเป็นงาน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้า

"ถูกแล้ว ลงถูกอย่างนี้ละก็ มีกี่ร้อยกี่พันไร่พ่อซื้อหมด "

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"ซื้อไว้ทำไมครับ ที่ดินของคุณอาก็มีมากมายพออยู่แล้ว "

เจ้าคุณหัวเราะ

"แกมันไม่รู้อะไร เราซื้อไว้ถูกๆ แล้วขายแพงเอากำไรอีกต่อหนึ่ง ทุกวันนี้อาชีพส่วนใหญ่ของอาก็คือ ซื้อขายที่ดินอามีกำไรปีหนึ่ง ตั้ง ง่าตั้งเกือบสิบแสน "

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"สิบแสนมีใครเขาพูดกันบ้างครับ "

ท่านเจ้าคุณชักฉิว

"ก็ข้าหัวล้านนี่หว่า ข้าก็ต้องพูดว่าสิบแสนนะซี "

นายจอมทะเล้น จ้องตาเขม็งมองดูกะบาลพ่อตาของเขา

"อ้อ-จริงครับ "

เจ้าแห้วยกมือปิดปากหัวเราะคิกคัก ท่านเจ้าคุณเงื้อมือเขกกะบาลเจ้าแห้วดังโป๊ก

"นี่แน่ะ หัวเราะ ผู้ดีว่าขี้ข้าพลอย "

เจ้าแห้วสูดปากลั่น ทันใดนั้นเอง พล พัชราภรณ์ กับ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ได้พากันเดินเข้ามาในห้อง พอแลเห็นเพื่อนเกลอของเขาต่างก็เข้ามานั่งร่วมวงด้วย ท่านเจ้าคุณกล่าวกับพลด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"พรุ่งนี้ไปเที่ยวลพบุรีกันเถอะวะ "

นายพัชราภรณ์ทำหน้าตื่นๆ

"ไปลพบุรี....คุณอามีธุระอะไรหรือครับ "

เจ้าคุณว่า "อาจะไปติดต่อขอซื้อที่ดินจากเจ้าของที่ดินรายหนึ่ง" แล้วท่านก็ส่งหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นให้พล

"แกอ่านนี่ดูซิพล เขาประกาศขายที่ดินริมถนนพหลโยธินตอนใกล้พระพุทธบาท ตารางวาละ ๒ บาทเท่านั้นถูกเป็นประวัติการทีเดียว "

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"คิดตามส่วนแล้ว ถึงแม้เขาจะเสนอขายตารางวาละ ๒ บาทก็ยังแพง ที่ดินในอินเดียถูกมากครับคุณพ่อ ที่ดินในเมืองหลวงคือ นิวเดลี ขายไร่ละ ๖ สลึงเท่านั้น แต่ถ้าต่อกันจริงๆไร่ล่ะ ๖๐ สตางค์ก็ยังได้ ท่านมหาราชาจันทรกุมารได้ทรงพระอักษรมาถึงผมเล่าให้ฟังว่า ราคาที่ดินในอินเดียตกต่ำลงอย่างฮวบฮาบ ที่นอกเขตเทศบาลตกไร่ละ ๒๐ สตางค์เท่านั้น ซื้อ ๒ ไร่ แถมหนึ่งไร่"

นิกรทำหน้าชอบกล

"ทำไมมันถูกยังงั้นล่ะหว่า "

นายแพทย์หนุ่มอมยิ้ม

"ที่ถูกก็เพราะว่า ชาวอินเดียชื่อว่ารัฐบาลอาจจะยึดที่ดินทั้งหมด จากเจ้าของที่ดินทั้งหลายเอามาแบ่งเฉลี่ยให้คนจน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า "ยังงั้นมันก็ลัทธิแดงน่ะซีโว้ย แต่ว่าอย่าไปสนใจเลยอินเดียกับไทยคนละประเทศ สำหรับเมืองไทยพ่อรับรองว่าจะไม่มีการริบยึดที่ดินของประชาชนเป็นอันขาด การกระทำอย่างนี้คือลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งรัฐบาลไทยและคนไทยไม่ปรารถนา ว่าแต่พรุ่งนี้ไปเที่ยวลพบุรีกันดีกว่า ผิดนักเอารถบึ่งไปชัยนาท ไปดูกรมชลประทานเขาสร้างเขื่อนเจ้าพระยา"

พลว่า "ไปซีครับ แต่ว่า เราไปเช้าเย็นกลับไม่ใช่หรือครับ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้า

"ถูกแล้ว พอไปถึงลพบุรีพบตัวเจ้าของที่ดินรายนี้ อาจะติดต่อขอซื้อกับเขามีกี่ร้อยกี่พันไร่อาเอาหมด แล้วจะขอให้เขาพาพวกเราไปดูที่ตามประกาศ ถ้าหากว่าอาซื้อได้ อาจะซอยขายเป็นแปลงๆ ทิ้งไว้สัก ๑๐ ปี ขายสบายได้กำไรหลายสิบเท่า "

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ดีเหมือนกันครับคุณพ่อ คนมีเงินสมัยนี้เขานิยมเล่นซื้อขายที่ดินกันทั้งนั้น ซื้อถูกและขายแพงกำไรงาม ที่ดินไร่หนึ่งซื้อไว้แสนบาท ซอยขายเป็นแปลงเล็กๆ แปลงละร้อยตารางวา วางขายตารางวาละ ๖๐๐ บาท ร้อยตารางวาก็ ๖๐,๐๐๐ แล้วมีวิธีการขายเงินผ่อนล่อให้คนจนซื้อได้กำไรเหนาะๆ ที่ดินมันก็เลยแพงลิบ คุณพ่อซื้อที่แถวพระพุทธบาทคงได้กำไรงาม ไม่ช้าพวกเราคนไทยก็คงถอยร่นลงไปจากกรุงเทพฯ จนกระทั่งถึงพระบาท เพราะคนที่มีเงินสู้ค่าแป๊ะเจี๊ยะในกรุงเทพฯ ได้ก็มีแต่พวกจีนเท่านั้น ส่วนคนไทยต้องถอยร่นออกจากพระนครเรื่อยไป "

กิมหงวนหัวเราะหึๆ

"เอ-ถ้ายังงั้นมันก็ไม่ตรงกับเนื้อเพลงมาร์ชกองทัพบกน่ะซีวะ" แล้วอาเสี่ยก็ร้องขึ้นดังๆ "เราไม่ยอมถอยร่น ไม่ยอมถอยร่น "

"พอ-พอ " ดร.ดิเรกพูดดังๆ "ลำบากนักก็ไม่ต้องร้องหร็อก คนไทยน่ะมันต้องถอยร่นอย่างไม่ต้องสงสัย ตึกแถวสร้างใหม่เดี๋ยวนี้แป๊ะเจี๊ยะผ่าเข้าไปห้องล่ะ ๔๐,๐๐๐ บาทแล้ว นายทุนเจ้าของตึกไม่ต้องลงทุนแม้แต่สตางค์เดียว "

กิมหงวนยิ้มอายๆ

"อย่าพูดยังงี้โว้ย กระเทือนใจกัน คนเราทุกคนก็ต้องการเงินด้วยกันทั้งนั้น มันเป็นความผิดของคนจนนี่หว่าที่อยากเกิดมายากจนทำไมล่ะ "

ดร.ดิเรกหัวเราะ

"ฟังเป็นคติดีเหมือนกัน แกกับคุณพ่อเป็นราชาที่ดินผู้ยิ่งใหญ่ ระวังให้ดีนะ ถ้ารัฐบาลเกิดสงสารคนจนขึ้นมาเมื่อไร ออกพระราชบัญญัติให้มีที่ดินจำกัดแกกับคุณพ่อและพวกราชาที่ดินทั้งหลายจะต้องหงายท้องไปตามกัน "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดตัดบท

"อย่าพูดนอกเรื่องนอกราวเลยโว้ย พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางไปลพบุรี ๘.๐๐ น. ตรง ทุกคนเตรียมตัวไว้ให้เรียบร้อย เจ้าแห้วจัดแจงทำความสะอาดคาดิลแล็คเก๋ง ตรวจดูอย่าให้มีอะไรบกพร่องได้ "

"รับประทานรับรองครับ ประเดี๋ยวกระผมรับประทานจัดการเอง นำรถไปล้างอัดฉีดน้ำมัน เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ เตรียมเบ็นซินให้เต็มถังเปลี่ยนแบ็ตตารี่ใหม่ รับประทานพรุ่งนี้เช้าสต๊าทปุ๊บติดปั๊บ รับประทานวิ่งเป็นรถอมิวลุสของท่านพีระเลย "

เจ้าคุณหัวเราะหึๆ

"มันจะมากไปอ้ายแห้ว อย่าไปวิ่งอย่างรถอมิวลุสเลย เพียงแต่เดินทางไปกลับอย่าให้เครื่องยนต์ติดขัด หรือยางระเบิดก็ดีแล้ว เบรคมันไม่ใคร่ดี แกให้ช่างฟิตเขาตั้งเบรคให้ใหม่ เติมน้ำมันเบรคเสียด้วย "

"ครับ รับประทาน หนึ่ง ไม่มีสองเลยครับ "

พลจ้องมองดูหน้าเจ้าแห้ว

"เดี๋ยวก็โดนหร็อก "

เจ้าแห้วหน้าจ๋อยถอยหลังกรูด ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหาย ก็ปรึกษาหารือถึงเรื่องที่จะไปเที่ยวลพบุรีในวันพรุ่งนี้ พลว่าไหนๆ ไปแล้วก็ควรจะแวะพระนครศรีอยุธยา, สระบุรีด้วย อาเสี่ยให้ความเห็นว่า ควรจะเลยไปให้ถึงนครสวรรค์เพื่อจะได้แวะเยี่ยมลุงเชย เจ้าคุณว่าขณะนี้ฝนกำลังตกชุก ทางจากนครสวรรค์ไปโกรกพระชำรุดมาก เท่าที่ลุงเชยจดหมายมาให้ฟัง เป็นอันว่างดการไปเยี่ยมลุงเชยที่โกรกพระแต่จะไปเที่ยวพระนครศรีอยุธยา, สระบุรี ถ้ามีเวลาพอก็จะเลยไปตาคลีมุ่งตรงไปชัยนาท ดูการสร้างเขื่อนเจ้าพระยาอันเป็นเขื่อนยักษ์ของกรมชลประทานที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างและเริ่มงานคอนกรีตแล้ว

ตอนสายวันรุ่งขึ้น ๔ สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วได้พากันออกเดินทางจากบ้านพัชราภรณ์ โดยรถ "คาดิลแล็ค" เก๋งคันใหญ่และใหม่เอี่ยมในเวลา ๙.๐๐ น. เศษ การเดินทางช้ากว่ากำหนด หนึ่งชั่วโมงเพราะนิกรไม่ยอมลุกจากที่นอนถึงกับประไพต้องเอาน้ำราดปลุกให้ลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัว

รถเก๋งคันงามโกยแนบมาตามถนนพหลโยธิน อันเป็นถนนยุทธศาสตร์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ในราว ๑๒.๐๐ น.เศษ ก็ถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คณะพรรค ๔ สหาย แวะกินอาหารกลางวันที่ร้านอาหารชั้นดีแห่งหนึ่งที่ตลาดหัวรอ เสร็จแล้วก็พากันเที่ยวชมปูชนียสถานโบราณวัตถุ ในบริเวณพระราชวังโบราณ ดร.ดิเรกได้บรรยายประวัติศาสตร์ของชาติไทยให้ฟังอย่างน่าเลื่อมใส เขาจำได้จนกระทั่งว่า ในแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์ชอบเสวยแม่โขงกับข้าวเกรียบสิงคโปร์จิ้มน้ำพริกเผา ส่วนพระเอกาทศรถ พระอนุชาชอบเสวยหูฉลามที่ร้านแป๊ะม้อ ทรงเสด็จโดยรถยนต์เก๋งแอบเข้ามาเสวยเสมอ ขากลับทรงซื้อไอสครีมวนิลาใส่กระป๋องไปฝากพระเชษฐา

ออกจากพระนครศรีอยุธยา ๑๓.๐๐ น. บ่ายหน้าตรงไปสระบุรีเกือบ ๑๖.๐๐ น. แล้ว เป็นอันว่าการเดินทางที่กะไว้ว่าไปเช้าเย็นกลับย่อมเป็นไปไม่ได้ คณะพรรค ๔ สหาย จะต้องพักอยู่ที่ลพบุรีในคืนวันนี้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปรารภถึงเรื่องที่พัก อาเสี่ยกิมหงวนรับรองว่า เขามีเพื่อนพ่อค้าจีนอาเสี่ยใหญ่อยู่ที่นครลพบุรีหลายคน จะพักอยู่กับใครก็ได้

สระบุรีเป็นเมืองผ่านที่ไม่มีความหมายสำคัญสำหรับ ๔ สหายมากนัก เพียงแต่แล่นรอบๆเมืองแล้วก็เลยไปจนกระทั่งรถผ่านพระฉาย, ผ่านทางแยกไปพระพุทธบาท และผ่านป่าทึบไปยังนครลพบุรี

คณะพรรค ๔ สหายมาถึงลพบุรีเกือบค่ำแล้ว การเดินทางไม่สู้จะรีบร้อนอะไรนัก ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ยอมให้เจ้าแห้วขับรถเร็วจนเกินควร เพราะท่านเกรงว่าทรัพย์สมบัติอันมากมายของท่านไม่อาจจะเอาไปเมืองผีได้ จึงคอยเตือนเจ้าแห้วตลอดทาง แต่เจ้าแห้วก็อดเหยียบไม่ได้ตามวิสัยของนักขับรถที่เข้าใจโดยทั่วไปว่าคนที่ขับรถช้าคือคนที่ขับรถไม่เป็น และผู้ที่ขับรถเก่งก็คือผู้ที่ขับรถทับคนตายมาแล้ว ยิ่งบุกเข้าไปในบ้านคนได้ยิ่งเก่งกว่าเพื่อน

ในที่สุดรถเก๋งคันงามก็มาถึงนครลพบุรีโดยสวัสดิภาพ "คาดิลแล็ค" เก๋งแล่นมาหยุดหน้าศาลเจ้าพ่อพระกาฬพอดี พอรถหยุดเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ถอนหายใจเบาๆ หันมาทางนายนิกร ลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ แล้วท่านก็ยกมือนิกรเขย่า

"อ้ายกร เท่าที่ฉันมาลพบุรีและชวนแกมากับฉันด้วย นอกจากจะมาติดต่อขอซื้อที่ดินแล้ว ฉันยังต้องการให้แกมาพิสูจน์ความจริงต่อหน้าศาลพระกาฬด้วย "

นายจอมทะเล้นทำหน้าตื่นๆ

"ท้าพิสูจน์อะไรกันครับ "

ท่านเจ้าคุณอมยิ้ม

"เมื่อวันเสาร์ที่แล้วมา เงินของพ่อใส่ไว้ในลิ้นชักโต๊ะเขียนหนังสือ ๕,๐๐๐ ได้อันตรธานไปหลังจากมีคนเห็นแกเข้าไปในห้องพ่อ "

นิกรขมวดคิ้วย่น

"ใคร ใครครับเป็นคนเห็น " เขาพูดเสียงลั่นรถ "อ้ายหมาตัวไหนเป็นคนเห็นผมเข้าไปในห้องคุณพ่อ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"ไม่ใช่หมาเห็นโว้ย พ่อเองเป็นคนเห็นแกเดินออกมาจากห้องพ่อ "

"ก็แล้วทำไมคุณพ่อไม่บอกว่าคุณพ่อเห็นล่ะครับ บอกว่ามีคนเห็นก็หมายความว่าคนอื่นเห็นน่ะซี อ้อ-นี่คุณพ่อเข้าใจว่าคนอย่างคุณนิกรน่ะ ขโมยเงินคุณพ่อหรือครับ นึกบ้างไหมว่าผมเป็นสุภาพบุรุษผู้มีเกียรติ กะอีสมบัติเงินเพียง ๕,๐๐๐ บาทเท่านั้น ผมจะเอามายัดทวารหนักผมทำไม "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ

"ฉันคิดว่าคนอย่างแกเพียง ๑๐ บาทถ้าวางทิ้งไว้แกเห็นเข้าแกก็เอา "

"อ้าว ก็อยากวางทิ้งไว้ผมก็หยิบล่ะ ดีไม่ดีเดี๋ยวตำมือตำเท้าใครเขาเข้า เรื่องเงินไปเที่ยววางทิ้งไว้ได้หรือครับกลิ่นมันมี อยู่ในเซฟยังมีคนเจาะนี่นา "

ท่านเจ้าคุณเอื้อมมือคว้าหน้าอกเสื้อนิกรเขย่า

"หมายความว่าแกขโมยเงิน ๕,๐๐๐ บาทของฉันไป "

"ปู้โธ่ เอาผมไปสาบานที่ไหนก็ได้ครับ "

"ดีแล้ว สาบานที่นี่แหละ ต่อหน้าเจ้าพ่อพระกาฬที่ศักดิ์สิทธิ์ ให้แกตายโหงตายห่า ให้พระกาฬหักคอแกถ้าขโมยเงินของฉันไป "

นิกรพูดเร็วปรื๋อ

"ให้หอกเท่าใบพายแทงผู้ร้ายทะลุหูหมา "

"หา พูดช้าๆ ซิ หอกเท่าใบพาย แทงหูซ้าย ทะลุหูขวา.... "

นิกรสะดุ้ง

"ไม่ใช่ครับ " แล้วเขาก็หัวเราะ "แทงผู้ร้ายทะลุหูหมาไม่ใช่หูผม น่า-ไม่ต้องสาบานน่าคุณพ่อเชื่อเกียรติกันดีกว่าเราลูกเขยพ่อตากันแท้ๆ ไม่ใช่คนอื่นที่ไหน "

ท่านเจ้าคุณเอื้อมมือเขกกะบาลนายจอมทะเล้นเต็มแรงเกิด

"นี่แน่ะ เจ็บใจนักเผลอไม่ได้จนกระทั่งไม่กล้าวางไว้ในห้องแล้ว เมื่อวานนี้วางไว้บาทเดียวยังหาย "

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานบาทเดียวผมเองครับ ไม่ใช่คุณนิกร "

"อ้อ มึงดอกรึ อ้ายเปรตนี่ริอ่านมือไวใจเร็ว คราวหน้าถ้าแกเอาเงินฉันไปอีก ฉันจะบอกคุณหญิงให้จัดการกับแก "

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานผมนึกว่า บาทเดียวใต้เท้าคงทิ้งแล้ว "

"หน็อย ทิ้งได้เรอะ สิบสตางค์ ข้ายังเก็บนี่หว่า ข้าไม่เคยดูถูกเงินหร็อกโว้ย "

อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้

"คุณอายิ่งมีเงินก็ยิ่งอุจจาระเหนียว "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"อารู้จักตัวของอาดี คนเราน่ะมีเงินเขาเรียกว่าน้อง มีทองเขาเรียกว่าพี่ มีทั้งเงินทั้งทองเขาเรียกว่าท่านหรือพระเดชพระคุณ ไม่มีเงินใครเขาจะไปนับหน้าถือตา ดังคำกล่าวที่ว่า มีเป็นคน จนเป็นหมา จริงไหมอ้ายหงวน "

"พอฟังได้ครับ สำหรับผมไม่สนใจหร็อกครับในเรื่องเงิน "

"ก็แน่ล่ะซี " เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดยิ้มๆ "แกมีตั้งล้นเหลืออย่างนี้แกจะต้องไปสนใจอะไรล่ะ อย่างอาที่ใครๆ เขาว่าร่ำรวยอามีเงินอยู่เพียง ห้าหกล้านเท่านั้นเอง ขืนมีแต่ทางใช้ไม่มีรายได้ วันหนึ่งมันก็ต้องหมด "

นิกรสอดขึ้น

"คุณพ่อมีอยู่เท่าไหร่นะครับ "

"ห้าหกล้าน "

นิกรจุ๊ย์ปาก

"ผมคาดผิดถนัดนึกว่าคุณพ่อมีเพียงล้านเดียวเท่านั้น "

ท่านเจ้าคุณทำปากจู๋

"เดี๋ยวพ่อถีบตกรถเลยอ้ายนี่ ทะลึ่งไม่รู้จักกาละเทศะ "

คณะพรรค ๔ สหาย รวมทั้งเจ้าแห้วหัวเราะครืนต่อจากนั้นก็พากันลงจากรถ พลเดินนำหน้าพรรคพวกของเขาตรงมายัง ศาลพระกาฬ จัดการซื้อธูปเทียนแจกจ่ายคณะพรรคของเขา นิกรเลี่ยงไปซื้อกล้วยน้ำว้ามาหนึ่งหวี ดร.ดิเรกแลเห็นเข้าก็หัวเราะก้าก

"บา-วันนี้อ้ายกรใจบุญจริงโว้ย มีศรัทธาซื้อกล้วยให้ศิษย์เจ้าพ่อ "

นิกรเอียงคออมยิ้ม

"เสียใจ ซื้อกินเองโว้ยไม่ใช่ซื้อให้ลิง " พูดจบก็ปลิดกล้วยออกมาหนึ่งผล ปอกเปลือกยกขึ้นกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย

ลูกศิษย์พระกาฬหมายถึงอ้ายจ๋อทั้งตัวผู้และตัวเมียไต่ยั้วเยี้ยอยู่บนศาล บ้างก็แหกหูแหกตาล้อ ๔ สหาย บ้างก็ยักคิ้วหลิ่วตาตีลังกาหกหน้าหกหลังเป็นที่น่าสนุกสนานยิ่งนัก ดร.ดิเรกแย่งกล้วยน้ำว้ามาจากนิกรปลิดออกจากหวีโยนให้ฝูงลิงคณะพรรค ๔ สหายต่างจุดธูปเทียนกระทำสักการะเจ้าพ่อด้วยความเคารพ ดร.ดิเรกถ่ายรูปด้วยกล้องพิเศษของเขา ซึ่งถึงแม้อากาศใกล้ค่ำแล้วก็สามารถถ่ายได้ชัดเจน เป็นกล้องถ่ายรูปขนาด ๓๕ มม. ของเยอรมันแบบใหม่ที่สุดราคาหมื่นบาท มีการชักรูปหมู่และรูปเดี่ยวในท่าต่างๆ หลังจากชักรูปกันคนละแง่กสองแง่กแล้ว กิมหงวนก็พาพรรคพวกของเขาลงไปจากศาลเจ้าพ่อตรงไปที่ร้านขายธูปเทียนแห่งหนึ่ง ซึ่งคนขายเป็นหญิงสาวชาวละโว้ธานีนี่เอง

"ง่า-แม่ค้าจ๋า " เสี่ยหงวนพูดยิ้มๆทำท่ากระลิ้มกระเหลี่ย "นั่งขายธูปเทียนคนเดียวอย่างนี้ไม่เหงาแย่หรือจ๊ะ "

หล่อนยิ้มให้เสี่ยหงวน

"ไม่เหงาหร็อกค่ะ ลูกชายดิฉันสองคนวิ่งเล่นอยู่ข้างศาลนั่น แกมากวนดิฉันตลอดเวลาแหละค่ะ "

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก หันมาพูดกับนิกรเบาๆ

"นึกว่ารถใหม่เอี่ยม กลายเป็นรถเซ็กกันด์แฮนด์ไปชิบ " แล้วเขาก็เปลี่ยนสายตามาที่แม่ค้าสาว

"เธอขายธูปเทียนอยู่ที่นี่ เธอรู้จักนายเม่น พงษ์พยัคฆ์ไหมจ้ะ "

คราวนี้หล่อนทำหน้าตื่นๆ

"นายเม่น "

"จ้ะ ถูกแล้ว เขาเป็นเจ้าของที่ดินทางสระบุรี ตอนใกล้จะถึงทางแยกไปพระพุทธบาท เขาลงประกาศในหนังสือพิมพ์ว่าเขาจะขายที่ดินที่นั่น ให้มาติดต่อตกลงกับเขาที่ศาลพระกาฬนี้ "

แม่ค้าธูปเทียนปิดปากหัวเราะคิ๊กคล้ายกับว่าหล่อนขบขันใจเป็นที่สุด พลกล่าวถามหล่อนเบาๆ

"หัวเราะอะไรจ้ะน้องสาว "

หล่อนหัวเราะงอหาย แล้วหยุดหัวเราะทันทีทันควัน

"ดิฉันขันชื่อนายเม่นค่ะ "

นิกรพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"นั่นแน่ะซีจ๊ะ ชื่อคนตายไปแล้วตั้งมากมายก่ายกองไม่ยักเอามาชื่อ ดันทะเล้นชื่อเม่น เธอคงจะรู้จักเขาซีนะ เขาอาจจะเป็นผู้ดูแลศาลเจ้านี้ก็ได้ "

แม่ค้าสาวยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ พยายามกลั้นหัวเราะด้วยความลำบากยากเย็น

"แกไม่ได้เป็นคนเฝ้าศาลหร็อกค่ะ แต่แกอยู่ที่นี่ "

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"เธอรู้จักเขาหรือ เหมาะทีเดียว ฉันกำลังต้องการพบตัวเขา "

"รู้จักค่ะ ดิฉันรู้จักนายเม่นดีเท่าๆกับที่ชาวลพบุรีรู้จักเขา "

กิมหงวนว่า "ก็ควรจะเป็นอย่างนั้น ธรรมดาเศรษฐีมั่งมีเงินทองใครๆก็ต้องรู้จัก ยิ่งอยู่ต่างจังหวัดก็ยิ่งมีคนรู้จักมาก เพราะลพบุรีไม่ได้ใหญ่เหมือนกรุงเทพฯ "

แม่ค้าสาวอดหัวเราะไม่ได้

"ค่ะ ดิฉันรู้จักดี นายเม่นมีพี่น้องอยู่ สามคนชื่อเป็นสัตว์ทั้งนั้นแหละค่ะ พี่ชายคนโตชื่อนายหมู รถไฟทับตายเมื่อปีกลายนี้ "

"แล้วกัน " นิกรอุทาน "ทับที่นี่หรือจ้ะ "

"ค่ะ หน้าสถานีลพบุรีนี่เอง ทับทีเดียวขาดสองท่อนรถด่วนเสียด้วยค่ะ นายหมูแกเมาเหล้าออกไปยืนขวางทางด่วน ขณะที่จะเข้าเทียบสถานีก่อนล่องไปกรุงเทพฯ รถเขาหยุดไม่ทันเลยทับคอขาด "

นายจอมทะเล้นจุ๊ย์ปาก

"ทำไมไม่รีบส่งไปให้แพทย์ที่กรุงเทพฯ เย็บคอติดกันให้ล่ะจ้ะ "

"เฮ้ " ดิเรกเอ็ดตะโร "หมอที่ไหนกันวะต่อคอคนที่ขาดให้ติดกันได้ "

แม่ค้าสาวอดหัวเราะไม่ได้ หล่อนกล่าวกับคณะพรรคสี่สหายต่อไป

"นายเม่นเป็นน้องคนกลางค่ะ น้องคนเล็กของนายเม่นเป็นผู้หญิงชื่อแมว แต่หายสาบสูญไปหลายปีแล้วค่ะ เขาเล่ากันว่า วันนั้นอากาศร้อนจัด แม่แมวแกนึกยังไงไม่ทราบ แก้ผ้าตัวล่อนจ้อนถืออีโต้เล่มหนึ่งเดินเข้าป่าหายไป จนกระทั่งบัดนี้ยังไม่มีใครทราบข่าวคราวของแม่แมว "

อาเสี่ยทำหน้าชอบกล หันมามองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เอ-ก๊กนายเม่นสงสัยจะไม่สบายนะครับคุณอา "

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า

"อาก็ว่าอย่างงั้นแหละรวมทั้งตัวนายเม่นด้วย "

แม่ค้าสาวหัวเราะคิ๊ก

"นายเม่นแกเป็นคนร้อนวิชาค่ะ แต่ก่อนนี้ตามข่าวเขาพูดกันว่าพ่อแม่ของนายเม่นร่ำรวยมาก แต่การค้าขายตอนสงครามทำให้ขาดทุนย่อยยับ "

"อ้อ ถ้าเช่นนั้นที่แกประกาศที่ดินทางพระพุทธบาทก็เห็นจะเป็นเพราะแกยากจนต้องการเงินใช้นั่นเอง "

"ยังไงก็ไม่ทราบค่ะ ดิฉันเองรู้จักกับนายเม่นมาหลายปีแล้วยังไม่เคยปรากฎว่านายเม่นมีที่ดินแม้แต่กระแบะมือเดียว แต่ก็ว่าไม่ได้นะคะ คนอย่างนายเม่นมีอะไรๆ แปลกกว่าคนอื่นเสมอ บางคนเขาเชื่อกันว่า นายเม่นเป็นคนชนิดผ้าขี้ริ้วห่อทอง โน่นค่ะ-แกอยู่ทางหลังศาล ถ้าคุณเห็นคนแต่งกายขมุกขมอมไว้หนวดเครารุงรังล่ะก้อไม่ใช่ใครอื่นล่ะค่ะ เขาล่ะ "

กิมหงวนถอนหายใจเบาๆ หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"น่ากลัวคุณอาอาจจะเสียเวลาเปล่า ฟังแม่คนนี้แกเล่าถึงประวัติและบุคลิกลักษณะของนายเม่น ดูยังไงเสียแล้วล่ะครับ "

ท่านเจ้าคุณยิ้มแห้งๆ

"เถอะน่า ลองดูก่อนซิ ถ้าแกไม่มีที่ดินขายเราจะยอมเสียเงินค่าแจ้งความประกาศขายที่ดินในหนังสือพิมพ์เอาตะหวักตะบวยอะไรกัน เศรษฐีบางคนน่ะซอมซ่อไม่ผิดอะไรกับขอทาน แต่ที่ไหนได้ มีเงินขนาดเรียกว่าแกเองก็ต้องงง "

กิมหงวนหัวเราะ กล่าวกับแม่ค้าสาว

"ขอบคุณนะจ๊ะน้องสาว ฉันลาก่อนละ เฮ้ย-ไปโว้ยพวกเรา "

กิมหงวนพาพรรคพวกของเขาเดินอ้อมไปทางหลังศาล ทุกคนแลเห็นกระทาชายนายหนึ่ง แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าขาดปะ ไว้หนวดเครารุงรัง นั่งจินตนาการอยู่บนแท่นหินอย่างสบายใจ ชายผู้นี้คือนายเม่นนั่นเอง นายเม่นทอดสายตาเหม่อมองดูก้อนเมฆและแสงสีแดงอ่อนของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับโลก

อาเสี่ยทำท่าอ่อนอกอ่อนใจ ยกมือตบบ่านายจอมทะเล้น

"คนนี้ท่าจะใช่ "

นิกรพยักหน้า

"ใช่ซี หน้าเหมือนเม่นยังกับแกะ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือผลักหลังนิกรเบาๆ

"แกลองเข้าไปสัมภาษณ์หน่อยเถอะวะ กร ว้า-น่ากลัวจะเสียน้ำมันรถเปล่าๆ รูปร่างหน้าตาหมอนี่ ไม่บอกว่าจะมีที่ดินเลย แกควรจะประกาศขายลิงที่ศาลพระกาฬนี่มากกว่าที่จะประกาศขายที่ดิน "

นายจอมทะเล้นหัวเราะหึๆ เดินเข้าไปหากระทาชายผู้นั้นแล้วกล่าวทักราวกับว่าเขารู้จักกับนายเม่นนานแล้ว

"ฮัลโหล พี่เม่น ปู้โธ่-แอบมานั่งอยู่นี่เองเดินหาแทบตายห่า "

นายเม่นจ้องตาเขม็งมองดูนิกรแล้วยิ้มแห้งๆ

" แฮ่ะ แฮ่ะ สวัสดีครับคุณ คุณเชื่อหรือยังว่าตัณหาตัวเดียวเท่านั้นที่ทำให้โลกของเราปั่นป่วนเกิดรบราฆ่าฟันกัน ถ้าปุถุชนปราศจากตัณหา โลกนี้ก็จะร่มเย็นเป็นสุขน่าอยู่เหลือเกิน "

นิกรถอยหลังกรูด "พี่เม่น "

"ครับ "

นิกรถอนหายใจโล่งอก

"อ้อ ยังรู้จักชื่อตัวเองเห็นจะไม่เป็นไร มาโว้ยพวกเรา มาช่วยกันสำรากพี่เม่นแกหน่อย ถึงแม้การซื้อขายที่ดินเป็นเรื่องไร้สาระ เราก็คงครึกครื้นไม่ใช่น้อย ไม่เสียเที่ยวที่อุตส่าห์นั่งรถยนต์มาตั้งครึ่งค่อนวัน "

ทุกคนพากันเดินเข้ามาหานายเม่น ปรัชญาเมธีผู้สละแล้วซึ่งกิเลส พึงพอใจในความสุขอันเกิดจากสันโดษ

"นั่งซีครับ เชิญนั่ง " นายเม่นกล่าวปฏิสันถารเป็นอย่างดี "เชิญเลือกนั่งตามสบายเถอะครับ จะนั่งกับพื้นหรือจะนั่งบนก้อนหินก็ตามใจ "

คณะพรรค ๔ สหายเข้านั่งห้อมล้อมนายเม่น กิมหงวนกล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"พี่ชาย พวกเราต้องการมาติดต่อขอซื้อที่ดิน ตามที่พี่เม่นประกาศขายในหน้าหนังสือพิมพ์ "

นายเม่นเค้นหัวเราะ สั่นศีรษะช้าๆ

"ผมคิดว่าเราคุยกันเรื่องอื่นดีกว่าครับ พวกคุณกำลังเข้าใจว่าผมไม่สบายหรือเป็นบ้า ความเข้าใจของคนเราน่ะเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ แต่ว่าผมน่ะสติสัมปชัญญะยังสมบูรณ์ดีเสมอ เพียงแต่ผมไม่สนใจกับเรือนร่างของผม แต่งเนื้อแต่งตัวขุกขมอมไว้หนวดเครารุงรังเท่านั้นเอง สมัยนี้มนุษย์กำลังบูชาเงินเป็นพระเจ้า คนเราเขาวัดกันด้วยเครื่องแต่งกาย ถ้าแต่งกายโก้อย่างพวกคุณใครเห็นเข้าก็ยกย่องนับถือ แต่งซอมซ่ออย่างผมย่อมเป็นที่รังเกียจแก่คนทั้งหลาย มนุษย์ที่ร่างกายสะอาดแต่จิตใจสกปรก กับมนุษย์ที่ร่างกายสกปรกแต่จิตใจสะอาดคุณว่าอย่างไหนดีกว่ากัน "

ดร.ดิเรกสนใจกับกะทาชายผู้นี้ทันที

"โยคี " นายแพทย์หนุ่มอุทานขึ้นดังๆ "พี่เม่นบำเพ็ญตนคล้ายกับโยคีในอินเดียไม่มีผิด ใครจะเข้าใจว่าพี่เม่นเป็นคนบ้าก็ตามใจ แต่กันขอนับถือพี่เม่นคนนึงล่ะ "

นายเม่นยิ้มสดชื่น มองดู ดร.ดิเรกด้วยความพอใจ

"คุณเป็นคนที่อ่านมนุษย์ด้วยจิตใจของมนุษย์ คุณไม่ได้มองมนุษย์แต่ผิวเผินภายนอก ผลมะเดื่อสุกงอมมีสีน่ารักแต่ข้างในมีหนอนยั้วเยี้ย ตรงกันข้ามกับขนุนที่มีหนามขรุขระเนื้อของมันมีรสหวานหอมกลมกล่อม คุณเป็นปรัชญาคนหนึ่ง "

ดิเรกหัวเราะ ก่อนที่เขาจะพูดอะไรต่อไปเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พูดเสริมขึ้น

"ประกาศขายที่ดินในหน้าหนังสือพิมพ์น่ะเป็นประกาศของแกเองหรือ ตาเม่น "

"ถูกแล้ว ประกาศของผมเอง ผมอุตส่าห์ขึ้นรถไฟไปกรุงเทพฯ ไปหาบรรณาธิการจ้างเขาลงแจ้งความประกาศขายที่ดินของผม บรรณาธิการเขาหาว่าผมไม่สบาย แกล้งบอกว่าหน้ากระดาษไม่มีว่าง ผมต้องจ่ายค่าแจ้งความให้ก่อนจึงยอมลงให้ ไม่มีอะไรหร็อกครับ เขาเห็นผมแต่งตัวซอมซ่อนั่นเอง "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า "เอาล่ะ ฉันต้องการติดต่อกับแกเพื่อเจรจาขอซื้อที่ดินของแกที่พระพุทธบาท "

" อ๋อ ได้ซีครับ ท่านน่ะเป็นใครไม่ทราบ "

" ฉันรึ พระยาปัจจนึกพินาศ "

นายเม่นยกมือไหว้

"เป็นเกียรติยศอย่างมหึมาเชียวครับที่ผมได้รู้จักกับใต้เท้า ง่า-ใต้เท้าจะซื้อหมดหรือยังไง"

ท่านเจ้าคุณกล่าวถามทันที

"ก็ที่ดินของแกที่ว่าน่ะมีอยู่กี่แปลงล่ะ และขนาดของมันสักเท่าไหร่ มีหน้าโฉนดให้ฉันดูหรือเปล่า ฉันจะได้พิจารณาดูเสียก่อน "

เม่นว่า "โฉนดอยู่ที่บ้านขอรับ ที่ดินที่เสนอขายมีอยู่ ๓ แปลงด้วยกัน แปลงหนึ่งกว้างใหญ่มากแต่อยู่ลึกนะครับ ลึกจากถนนใหญ่เข้าไปในป่าราว ๑๐๐ ไมล์ "

เจ้าคุณกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แปลงนี้ไม่ต้องกล่าวถึงดีกว่า ลึกเข้าไปในป่า ๑๐๐ ไมล์น่ะ ฉันไม่ต้องซื้อหร็อก จะเอาสักกี่พันไร่ก็ขอใบเหยียบย่ำจับจองได้ ที่ในป่าว่างเปล่าถมเถไป รัฐบาลก็พร้อมเสมอที่จะให้ความสะดวกแก่พี่น้องชาวไทยที่จะไปหักร้างถางพง เอารายที่อยู่ติดถนนใหญ่ดีกว่า "

นายเม่นยิ้มแหยๆ

"รายที่ติดถนนพหลโยธินมีสองแปลงครับ แปลงหนึ่งมีเนื้อที่ ๔ ตารางวา "

"หา " เสี่ยหงวนตะโกนลั่น "เท่าไหร่นะ ว่าใหม่ซิพี่เม่น ๔ ไร่หรือยังไง "

กะทาชายหัวเราะ

"๔ ตารางวาครับ ไม่ใช่ ๔ ไร่ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าชอบกล คณะพรรค ๔สหายหัวเราะงอหายไปตามกัน ท่านเจ้าคุณผลุดลุกขึ้นยืนกล่าวกับนายเม่นอย่างเดือดดาล

"แกมีอยู่เพียง ๔ ตารางวาเท่านั้น แล้วมาประกาศขายหาหอกอะไรกัน "

"อ้าว-ก็ผมเป็นคนจนนี่ครับท่าน ผมมีเงินพอซื้อได้ ๔ ตารางวาผมก็ซื้อไว้ เมื่อไม่มีเงินผมก็จะขายเอาเงินมาใช้ใต้เท้าไม่ซื้อก็ตามใจซีครับ "

นิกรเอื้อมมือเขี่ยแขนพ่อตาของเขา

"ซื้อไว้เถอะครับคุณพ่อ ๔ ตารางวาที่จริงก็ไม่ใช่เล็กทำส้วมขนาดใหญ่ได้อย่างสบาย ทำไว้สำหรับเวลาเรามีธุระหรือมาเที่ยวผ่านมาทางนี้จะได้แวะส้วมกัน ไม่ต้องไปเที่ยวนั่งยองๆ ตามโคนต้นไม้ให้หญ้ามันแยงก้น "

"เฮ้ย " เจ้าคุณตวาดแว๊ดแล้วหัวเราะ หันมาทางนายเม่น "พอแล้ว ตาเม่นฉันยังไม่ซื้อที่ดินของแกหร็อก ปู้โธ่นึกว่ามีมากมายก่ายกอง ที่แท้มีเพียง ๔ ตารางวาเท่านั้นห้องน้ำที่บ้านยังมีเนื้อที่มากกว่าที่ดินของแกตั้ง ๒ เท่า "

นายเม่นอมยิ้ม

"ซื้อไว้ก็ดีนะครับ ปลูกบังกาโลไว้สำหรับพักผ่อนเวลาหน้าเทศกาลนมัสการพระพุทธบาท ใต้เท้าจะได้พาครอบครัวมาพักไม่ต้องเดือดร้อนในเรื่องที่พัก "

ท่านเจ้าคุณอดหัวเราะไม่ได้

"ที่๔ ตารางวาแกจะให้ปลูกบังกาโล "

"อ้าว ก็บังกาโลของทรัพย์สินที่บางแสนยังไงล่ะครับ ๔ ตารางวาพอดี ง่า-ใต้เท้าจะปลูกบ้านใหญ่ๆยังได้นะครับ

ทำเป็นปล่องขึ้นไปสูงๆ แล้วไปบานข้างบนเหมือนร่มปลูกบ้านอยู่บนนั้นสบายไปเลยผมเสนอขายเพียงตารางวาล่ะ ๒ บาทเท่านั้น "

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขามองดูหน้านายเม่นแล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"พี่เม่นว่างๆ ถ่ายยาเสียบ้างนะ ฉันคิดว่าเครื่องในของพี่เม่นน่ะมันชำรุดแน่ทีเดียว ควรจะซ่อมแซมเสียให้เรียบร้อย หรือม่ายไปที่กรุงเทพฯกับเราก็ได้ฉันจะช่วยฝากหมอฝนให้ช่วยอบรมพี่เม่นสักพักหนึ่ง "

นายเม่นหัวเราะ มองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ไม่ซื้อหรือครับ "

"ไม่ซื้อโว้ย "

นายเม่นหัวเราะก้าก

"ใต้เท้าน่ะเป็นพวกคนมีเงินที่เที่ยวกว้านหาซื้อที่ดินไว้ในครอบครอง ผมแกล้งประกาศหนังสือพิมพ์เล่นสนุกๆ หร็อกครับ พวกเศรษฐีในกรุงเทพฯ พากันเดินทางมาพบกับผมทุกวัน ผมได้มีโอกาสเห็นหน้าราชาที่ดินหลายคนล้วนแต่มีรถยนต์คันโตๆขนาดบ้าน พวกใต้เท้านี่แหละที่ทำให้คนจนเดือดร้อนคนมีเงินสักสองสามหมื่นไม่สามารถจะซื้อที่ดินปลูกบ้านเป็นของตัวเองอยู่ได้ ก็เพราะท่านที่เป็นเศรษฐีคอยกว้านซื้อที่ดินไว้โดยวิธีซื้อถูกขายแพง ถุย-กอบโกยเอาไว้ตายห่าก็เอาไปไม่ได้ "

"อ้าวๆๆ " เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโร "ทำไมมาว่าฉันเล่า แกนี่จะบ้าหรือ "

นายเม่นหัวเราะก้าก

"ไม่บ้าหร็อกครับ แต่มันเจ็บใจ ใต้เท้าน่าจะเห็นอกเห็นใจคนจนบ้าง เที่ยวกว้านซื้อที่ดินไว้แล้วคนจนจะเอาที่ไหนอยู่ในที่สุดก็ต้องเช่าบ้านพวกใต้เท้านั่นเองแต่ว่าต้องเสียค่าแป๊ะเจี๊ยะเป็นหมื่นๆ คนไทยไม่สามารถจะเช่าอยู่ได้ และพวกคนมีเงินอย่างใต้เท้าก็ไม่ประสงค์ที่จะให้คนไทยเช่า จริงไหมล่ะครับ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮาป่าเลยโว้ยพวกเรา กุ๋ย-ฮา-ไม่มีใครฮาฮาคนเดียวก็ได้วะ "

๔ สหายต่างลุกขึ้นยืน นิกรเดินเข้ามายกมือตบบ่านายเม่นและกล่าวกับเขาด้วยความสมเพชเวทนา

"อย่าคิดอะไรให้มากเลยพี่เม่น สงบอกสงบใจเสียบ้างเถอะ คนเรามันเลือกเกิดไม่ได้หร็อก เมื่อชาตินี้มีกรรมเกิดมายากจนก็ต้องก้มหน้าอดทนมันไป คนที่เขามั่งมีศรีสุขน่ะก็เพราะชาติก่อนเขาสร้างบุญกุศลไว้มาก ชาตินี้เงินทองจึงไหลมาเทมา "

นายเม่นร้องไห้สะอึกสะอื้น ยกหลังมือเช็ดน้ำตา

"โธ่-จริงๆ นะครับคุณ โลกเรานี้มันเหลื่อมล้ำต่ำสูงเหลือเกิน อ้ายที่จนก็แทบจะไม่มีอะไรจะกิน อ้ายที่รวยก็กินจนไม่รู้ว่าจะกินอะไร เศษอาหารของคนมีเงินน่ะทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งๆที่คนจนยังกินได้อีกหลายคน ตามเหลาต่างๆน่ะดูซีครับ สั่งกันมากินเต็มโต๊ะ เหลือกองพะเนินเจ๊กเอาไปเททิ้งหมด "

นิกรล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรปึกเบ้อเริ่มออกมานับ แล้วส่งธนบัตรใบละบาทเก่าคร่ำคร่า ๑ ฉบับ ให้นายเม่น

"เอ้า พี่ชาย เอาไว้ซื้ออะไรกิน "

กิมหงวนหัวเราะคิ๊ก ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาขยุ้มหนึ่ง ส่งใบละร้อยบาท ๑ ฉบับให้นายเม่น

"แกอย่าคิดว่าคนมั่งมีจะใจร้ายไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คนจน ฉันคือมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทยที่ได้ช่วยเหลือเจือจานพี่น้องที่ยากจนมามากต่อมาก เอ้า-เอาไว้ ให้แกร้อยบาท "

นายเม่นลืมตาโพลง กลืนน้ำลายเอื๊อกและยื่นมืออันสั่นเทาออกมารับเงินจากกิมหงวน ด้วยความตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว

"โอย นี่ผมฝันไปหรือครับนี่ " แล้วนายเม่นก็ยกมือไหว้ปะหลกๆ "เจ้าพระคุณเอ๋ย ถ้าคนมีเงินทุกคนมีความเมตตากรุณาคนยากจนเช่นนี้ คนจนก็คงจะสุขสบายขึ้นบ้าง "พูดจบนายเม่นก็ลุกขึ้นยืนระวังตรง แล้วร้องเพลงในทำนองเพลง "นางนาค" เสียงแจ๋ว

"อันความกรุณาปรานี

จะมีใครบังคับก็หาไม่

หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ

จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน "

"ไชโย ขอให้พวกคุณจงเจริญ.... ไชโย...."

นายพัชราภรณ์หัวเราะลั่น

"ไปเถอะโว้ยพวกเรา ไปเที่ยวในเมืองดีกว่า นึกสงสัยตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว ราคาที่ดินที่ประกาศขายทำไมมันถูกเหลือเกิน ตารางวาละ ๒ บาทเท่านั้น "

คณะพรรค ๔ สหายพากันเดินไปจากที่นั้น อ้อมไปทางหน้าศาลพระกาฬ หลังจากกราบไหว้ร่ำลาองค์พระกาฬผู้ศักดิ์สิทธิ์ คณะพรรค ๔ สหายก็นั่งรถยนต์คันใหญ่เข้าไปในเมืองเพื่อรับประทานอาหารเย็นและหาที่พักแรม

เมื่อคืนนี้ คณะพรรค ๔ สหายพักอยู่ที่บ้านพ่อค้าหญ่ายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนเก่าของเมืองละโว้ เขาคือนายวีระ (นายยกลิ้ม แซ่ปึ้ง) เจ้าของห้าง "คะกุ่ยสโตร์" อันเป็นร้านค้าที่ใหญ่โตที่สุดในเมืองนี้บ้านของนายวีระอยู่หลังร้านค้าของเขานั่นเอง เขาเป็นเพื่อนเก่าแก่ของเสี่ยหงวนคนหนึ่ง เตี่ยกับเตี่ยรักใคร่กันมากมีความสัมพันธ์กับกิมหงวนเหมือนญาติอันสนิท นายวีระได้ต้อนรับขับสู้คณะพรรค ๔ สหายเป็นอย่างดี จัดสุราและอาหารมาเลี้ยงดูอย่างอิ่มหนำสำราญจัดที่หลับที่นอนให้อย่างสุขสบายที่สุด

ตอนสายวันรุ่งขึ้นคณะพรรค ๔ สหาย ก็อำลานายวีระเดินทางกลับกรุงเทพฯ กิมหงวนได้แสดงการฉีกแบ๊งค์ให้เพื่อนเก่าชมเป็นขวัญตาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เป็นจริงตามที่นายวีระได้คุยอวดแม่ยายและเมียของเขาว่ามหาเศรษฐีกิมหงวน สามารถฉีกแบ๊งค์ทิ้งครั้งละหมื่นสองหมื่นอย่างหน้าตาเฉย

ในราว ๑๑.๐๐ น. วันนั้นเอง "คาดิลแล็ค" เก๋งคันงามกำลังแล่นไปตามถนนพหลโยธินในความเร็วประมาณ ๔๐ ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งเจ้าคุณปัจจนึกฯทำหน้าที่ขับด้วยตนเอง ภูมิประเทศสองข้างทางเป็นป่าทึบ และป่านี้คืออาณาเขตส่วนหนึ่งของดงพญาเย็นอันกว้างใหญ่ไพศาลติดต่อกับสระบุรี, นครราชสีมา ตลอดจนกระทั่งเพชรบูรณ์หล่มสัก

นิกรนั่งหลับมาตลอดทางเนื่องจากเขากินอาหารอิ่มเกินไปนั่นเอง พล กิมหงวนกับ ดร.ดิเรก ซึ่งนั่งตอนหลังรถกำลังเพลิดเพลินกับธรรมชาติอันสวยสดงดงาม ชี้ชวนกันชมนกชมไม้พอรถเลี้ยวโค้งถนนตอนหนึ่งซึ่งจวนจะใกล้ถึงพระพุทธบาท คณะพรรค ๔ สหายก็ต้องผจญกับเหตุการณ์อันคับขันที่เกิดขึ้น ต้นไม้ต้นหนึ่งถูกขวางถนนด้วยการกระทำของพวกโจรคณะหนึ่ง พลแลเห็นเข้าก็ใจหายวาบ รู้ทันทีว่าเขาและพรรคพวกถูกปล้นแน่นอน

"หยุด คุณอา " พลพูดเสียงลั่น "หยุดซีครับกลับรถย้อนไปลพบุรีอีก "

เจ้าคุณตกใจจนเสียขวัญ ท่านพูดเสียงระล่ำระลัก

"เบค-มะ-มัน-ยะอยู่ตรงไหนเล่าช่วยบอกทีซี "

เจ้าแห้วซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ท่านรีบชี้มือบอก

"นั่นยังไงล่ะครับข้างคันเร่งน้ำมัน "

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนเท้าจากคันน้ำมันเหยียบห้ามล้อเต็มแรง "คาดิลแล็ค" เก๋งหยุดกึกลงทันที แล้วเจ้าคุณก็เหยียบครัชเข้าเกียร์ถอยหลัง แต่....ทันใดนั้นเอง ชายฉกรรจ์หมู่หนึ่งก็กรูกันออกมาจากป่า ๒ ข้างทาง ทุกคนมีปืน และบ้างก็ถือระเบิดมือเป็นอาวุธ พวกคนก๊กนี้มีจำนวน ๘ คนต่างแต่งกายคล้ายคลึงกันสวมเสื้อเชิ๊ตสีแดง กางเกงขายาวสีดำ หมวกสักหลาดดำปิดหน้า คาดเข็มขัดกระสุนปืนพกหัวหน้าโจรแต่งตัวสม๊าทกว่าเพื่อนคือสวมท๊อบบู๊ทสั้น มือถือท็อมสันกระชับมั่นกิริยาท่าทางอาจหาญสมกับเป็นนายโจร ๓ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งตลึงไปตามกันเจ้าแห้วทำท่าเหมือนกับจะเป็นลมหน้าซีดเผือดเหมือนกระดาษ ส่วนนิกรคงกรนคร่อกๆ นั่งหลับอย่างสบายจอมโจรตรงเข้ามาที่รถ

"ในนามแห่งเชิ๊ตแดง โปรดอย่าต่อสู้หรือขัดขืนเป็นอันขาด "

"นั่นแน่ " กิมหงวนพูดเสียงหนักๆและหัวเราะ "เจอะเชิ๊ตแดงเข้าให้แล้ว ถ้าจะพวกเดียวกับเชิ๊ทดำของเสือใบ "

หัวหน้าโจรก็ยกท็อมสันขึ้นจ้องมาทางกิมหงวน

"ไม่ใช่เวลาที่คุณจะมาล้อพวกเราเล่น เร็ว-ลงจากรถเดี๋ยวนี้ ทุกคนลงมาให้หมดขัดขืนย่อมหมายถึงชีวิต "

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"เฮ้-ไม่ใช่ล้อเล่นหรอกหรือนี่ เอาจริงเรอะ "

นายโจรหัวเราะหึๆ

"เชิ๊ทแดงไม่เคยล้อใคร "

ทุกคนเว้นแต่นิกรพากันเปิดประตูรถลงมาข้างล่าง นายโจรบังคับให้ยืนเข้าแถวเรียงเดี่ยวสั่งสมุนค้นอาวุธตามตัวและยึดทรัพย์ทันที แล้วหัวหน้าโจรก็เดินมาที่รถเอื้อมมือเขย่าแขนนายจอมทะเล้น

"เฮ้-ลุกขึ้นเสียทีคุณ "

นิกรค่อยๆ ลืมตามองดูโลก พอสบตากับนายโจรเขาก็พูดเสียงงัวเงีย

"โธ่โว้ย คนกำลังหลับสบายอย่ากวนใจหน่อยเลยวะลื้อจะปล้นก็ปล้นไปเถอะ อั๊วไม่เกี่ยวไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับลื้อด้วย "

ขุนโจรเชิ๊ทแดงยกปากกระบอกท็อมสันจี้ลงตรงหัวใจนิกรทันที

"จะลงหรือไม่ลง นับหนึ่ง-สอง-สาม ถ้าคุณไม่ลงจากรถคุณตายแน่ "

นิกรสะดุ้งเฮือกสุดตัว

"พูดกันดีๆก็ได้นี่นา" เขาพูดเสียงอ่อย "เอะอะจะเอาปืนยิงกันมันก็เกินไปหน่อยละพรรคพวก "

นิกรปราดเข้ามายืนท้ายแถว พวกโจรเก็บกวาดข้าวของในตัวคณะพรรค ๔ สหายจนหมดสิ้น แต่ที่ตัวนิกรพวกโจรค้นไม่ได้อะไรเลยได้ปากกาหมึกซึมไปหนึ่งด้ามก็เป็นปากกาที่เสียแล้ว ราคาประมาณด้ามละ ๕ บาทเท่านั้น ที่เสียบปากกาก็ชำรุด ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วยืนเป็นแถวเรียงเดี่ยวยอมให้พวกโจรยึดข้าวของในตัวโดยดี โดยเฉพาะกิมหงวนมีเงินสดติดตัวมา ๒๐,๐๐๐ บาทเศษ แหวนเพ็ชรหนึ่งวงราคา ๘๐,๐๐๐ บาท ปากกาหมึกซึมปลอกทอง ๓๕๐บาท สร้อยคอทองคำหนัก ๑๐ บาท ซองบุหรี่รอนสัน ๒๗๕ บาทรวมทั้งหมดพวกโจรยึดเงินสดได้จากคณะพรรค ๔ สหายถึงแสนเศษ ข้าวของอีกร่วมแสน เป็นการปล้นที่พวกโจรเชิ๊ทแดงมีโชคดีที่สุด

หัวหน้าโจรยืนเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าแถว เมื่อสมุนของมันยึดทรัพย์ในตัวคณะพรรค ๔ สหายได้หมดสิ้นแล้ว หัวหน้าโจรก็พูดขึ้นด้วยเสียงเด็ดขาด

"ท่านสุภาพสุภาพบุรุษ บัดนี้ข้าพเจ้าต้องการเสื้อผ้าของท่าน "

ทั้ง ๖ สะดุ้งเฮือกไปตามกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือก

"โอ้ย มันจะมากไปละโว้ยน้องชาย ถึงแกเป็นโจรแกก็ควรจะมีศีลธรรมประจำใจบ้าง ฉันอยู่ถึงกรุงเทพฯ แกจะให้พวกเราเป็นชีเปลือยนั่งรถไปยังงั้นหรือ เดี๋ยวใครไม่รู้ เขาก็จะคิดว่าพวกเปรตมาเที่ยวขอส่วนบุญ "

จอมโจรยกปืนกลขึ้นจ้อง

"คำสั่งของผมย่อมไม่มีการเปลี่ยนแปลง ผมไม่เคยอ่อนแอ ไม่เคยเห็นใจใครหรือสงสารใคร ขึ้นชื่อว่าโจรแล้วท่านจะให้มีศีลธรรมและมนุษยธรรมย่อมเป็นไปไม่ได้ เร็วรักที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปถอดเสื้อผ้าอันมีราคาแพงของพวกท่านส่งให้เดี๋ยวนี้ "

พลกล่าวกับพรรคพวกของเขา

"ทีของเขาแล้วโว้ย อย่าขัดขืนเลย ชีวิตของเรายังมีค่าอีกมากนัก "

เสี่ยหงวนร้องไห้โฮ ยกหลังมือเช็ดน้ำตา

"ถอดให้มันยังไงเล่า เมื่อเช้านี้กันลืมกางเกงในไว้ในห้องน้ำคุณวีระ "

นิกรชะโงกหน้าออกมาพูดปลอบใจอาเสี่ย

"เถอะน่า เขาอยากได้ก็ให้เขาไปเถอะวะ นึกว่าพวกเราอาบแดดกันเล่นแก้กลุ้ม นุ่งผ้ามาแต่เล็กแต่น้อยแล้ว แก้เสียบ้างอั๊วก็ไม่ได้นุ่งกางเกงในเหมือนกัน ไม่เห็นจะแปลกอะไรเราพวกเดียวกันทั้งนั้น ไม่มีใครเห็นหร็อก "

เสี่ยหงวนสะอื้น

"แล้วจะให้แก้ผ้านั่งรถไปยังงี้น่ะหรือ "

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ ให้เขา มันเป็นคราวเคราะห์ของเรา สุภาษิตอินเดียบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า "

ท่านเจ้าคุณยกมือปิดปากนายแพทย์หนุ่ม

"ไม่ต้องหร็อก อย่าพูดอะไรดีกว่า เขาจะเอาอะไรก็ให้เขาไป "

ด้วยอำนาจปืน คณะพรรค ๔ สหายจำใจต้องเปลื้องเสื้อกางเกงออก คงเหลือแต่กางเกงในคนละตัว เสี่ยหงวนกับนิกรยืนเปลือยกายล่อนจ้อน พวกโจรหัวเราะคิกคักไปตามกันจนกระทั่งหัวหน้าโจรตวาดแว๊ด

"หัวเราะอะไรกันวะ ประเดี๋ยวพ่อยิงทิ้งหมดเลยอ้ายพวกนี้" พูดจบนายโจรก็กล่าวกับคณะพรรค ๔ สหาย "โปรดถอดรองเท้าให้พวกเราด้วยจะขอบคุณมาก "

ไม่มีใครกล้าขัดขืนคำสั่งเมื่อเห็นท่าทางของจอมโจรเอาจริง ทุกคนต้องถอดรองเท้ามอบให้ พลกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"เอาเสียหมดเชียวนะพรรคพวก "

นายโจรทำตาเขียวเข้าใส่พล

"คุณไม่ต้องพูดมาก ผมไม่เอากางเกงในของคุณก็เป็นบุญหนักหนาแล้ว "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบห้ามนายพัชราภรณ์ทันที

"อย่าพูดอ้ายหลานชายนึกว่าฟาดเคราะห์ "

นายจอมโจรก้มศีรษะโค้งคำนับคณะพรรค ๔ สหาย

"ผมเสียใจที่ทำให้พวกคุณต้องเสียทรัพย์และเดือดร้อน แต่มันเป็นธรรมดาเหลือเกิน เราเป็นโจร เราก็ต้องปล้นเขากินม่ายยังงั้นก็อดตาย ขออภัยนะครับและช่วยโปรดบอกพวกหนุ่มๆ สาวๆ ชาวสังคมด้วยว่า การท่องเที่ยวในทางรถยนต์น่ะไม่มีความปลอดภัยอะไรเลย อย่าว่าแต่คนธรรมดาเลยครับ ผู้ว่าราชการภาคซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคนยังถูกปล้นและถูกพวกโจรฆ่าตาย "

นิกรยิ้มให้นายโจร

"ว่างๆมีโอกาสล่ะก้อไปปล้นกรุงเทพฯ บ้างซีนะพี่ชาย "

จอมโจรหัวเราะ

"ขอบคุณครับ ผมหากินที่นี่สบายดีกว่า กรุงเทพฯ น่ะตำรวจลานตาไปหมด เพราะเป็นเมืองที่เจ้านายท่านผู้ยิ่งใหญ่อยู่มาก แต่บ้านนอกอย่างนี้ตำรวจหายากเต็มทนครับ พวกผมก็เลยหากินกันอย่างอิสระเสรีไม่ต้องหวั่นเกรงตำรวจ ลาละครับ สวัสดีทุกๆคน " แล้วนายโจรก็หันมาทางบริวารของเขา "เชิ๊ทแดงถอย "

พวกโจรพากันล่าถอยเข้าป่าข้างทางอย่างมีระเบียบเรียบร้อย คณะพรรค ๔ สหายยืนนิ่งเฉยเหมือนรูปปั้น พอพวกโจรลับตากิมหงวนก็วิ่งตามไป

"เฮ้ยๆ " เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลั่น "อย่าไปอ้ายหงวน "

กิมหงวนหยุดชะงัก หันขวับมาทางเจ้าคุณ

"คุณอาเข้าใจว่าผมจะไปไหน "

"ก็ตามไปเล่นงานพวกโจรน่ะซี "

อาเสี่ยหัวเราะ

"ตามไปให้มันยิงผมม่องเท่งน่ะซี "

เสี่ยหงวนชี้ไปทางดงกล้วยป่า

"โน่น-ผมจะเอาใบตองกล้วยมานุ่ง ไม่ใช่ว่าผมไล่ตามพวกโจรหร็อกครับ "

นิกรร้องบอกกิมหงวนทันที

"เอามาเผื่อกันด้วยโว้ย ยืนแก้ผ้าล่อนจ้อนอย่างนี้สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกเหลือเกิน เอาใบสดๆ นะ อย่าเอาใบแห้งๆ มาล่ะใบตองแห้งนุ่งแล้วมันกรอบแกรบแล้วก็แตกง่ายด้วย "

กิมหงวนหัวเราะหึๆ วิ่งโทงๆ เข้าไปยังดงกล้วย สักครู่หนึ่งเขาก็กลับออกมา ร่างกายท่อนล่างของเขามีใบตองกล้วยสดๆ พันไว้อย่างไม่สู้จะเรียบร้อยนัก ในมือของอาเสี่ยถือใบตองกล้วยอีก ๒ ใบเพื่อเอามาฝากนิกร เสี่ยหงวนแลเห็น ๓ สหายกับเจ้าแห้วและเจ้าคุณปัจจนึกฯกำลังช่วยยกต้นไม้ที่พวกโจรโค่นขวางทางถนนเอาออกไปให้พ้นนอกทางเพื่อให้ยวดยานพาหนะผ่านไปมาโดยสะดวก กิมหงวนตรงเข้ามายื่นใบตองกล้วยให้นายจอมทะเล้น

"นุ่งเสียซีอ้ายเปรต แกโก้งโค้งแบกต้นไม้มองดูไกลๆ คล้ายๆ จิงโจ้โย้สำเภาไม่มีผิด อุจาดตาเหลือเกิน "

นิกรยิ้มอายๆ

"ไม่ใช่ความผิดของกันนี่หว่า พวกโจรมันเสือกลอกคราบเอาเสื้อกางเกงไปทำไมล่ะ เอ-ได้ใบตองนุ่งค่อยยังชั่วหน่อย สบัดร้อนสบัดหนาวเต็มทนแล้ว ว้า-เย็นเจี๊ยบเชียวโว้ยใบตองนี่" แล้วนิกรก็ใช้ใบตองพันร่างกายท่อนล่างเรียบร้อย

เสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์คันหนึ่งดังกระหึ่มมาแต่ไกล เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบบอกคณะพรรค ๔ สหาย

"เฮ้ย-รีบขึ้นไปบนรถเถอะโว้ยพวกเรา มีรถยนต์แล่นผ่านมาทางนี้คันหนึ่ง เร็วเร็ว เราเนื้อตัวล่อนจ้อนอย่างนี้ขายหน้าเขาแย่ "

ทุกคนเห็นพ้องด้วย ต่างพากันวิ่งตื๋อมาที่รถ "คาดิลแล็ค" เก๋ง และรีบขึ้นไปนั่งบนรถตามเดิม สักครู่หนึ่งรถบรรทุกไม้คันหนึ่งก็แล่นผ่านมากำลังจะไปสระบุรี คนขับรถชะโงกหน้ามองดูผู้ที่นั่งอยู่ในรถเก๋งอย่างแปลกใจ นิกรร้องตะโกนบอก

"เปล่า ไม่มีอะไรหร็อกพี่ชาย เรากำลังจะถ่ายหนังเรื่องล่องป่าน่ะ "

แล้วรถบรรทุกคันนั้นก็แล่นลับสายตาไปด้วยความเร็วสูง คณะพรรค ๔ สหายมองดูหน้ากันต่างคนต่างตีหน้ากะเรี่ยกะราดอย่างบอกไม่ถูก ดร.ดิเรกเม้มปากแน่นขบกรามกรอด ส่วนอาเสี่ยไม่ได้เดือดดาลอะไรเลย และไม่ได้เสียดายข้าวของเงินทองที่ถูกพวกโจรปล้นเอาไป

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ทำยังไงดีล่ะโว้ย จะไปกรุงเทพฯอย่างไรกันเมื่อพวกเราทุกคนต่างอยู่ในเครื่องแบบเพรียวลมอย่างนี้ อายเขาตายห่าดีไม่ดีตำรวจจะหาว่าเราขโมยรถใครมา "

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ เอื้อมมือดึงขนจั๊กแร้ ดร.ดิเรก นายแพทย์หนุ่มเอ็ดตะโรลั่น

"อย่าเพิ่งยั่วเย้าโว้ยกำลังใจไม่ดี "

อาเสี่ยว่าเสียงอหาย

"จะทุกข์โศกหาตะหวักตะบวยอะไรกันวะ คนเราเวลามีเคราะห์มันก็ต้องเป็นไปตามเคราะห์กรรม ดังคำพระท่านว่า อโรคยาปรมลาภา...อี๊อ... ใช่ไหมวะกร "

นิกรหัวเราะหึๆ

"ลำบากนักก็อย่าพูดเลยวะ อื้อฮือ สะดือคุณพ่อจุ่นด้วยโว้ย เพิ่งเห็นเดี๋ยวนี้เอง "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบยกมือปิดสะดือของท่านแล้วพูดเสียงหัวเราะ

"อ้ายเวร ที่อื่นถมไปไม่ดูเสือกดูสะดือ "

นิกรแกะมือเจ้าคุณออก แล้วพูดอย่างเป็นการเป็นงาน

"ไหน-ขอผมดูหน่อยซีครับ ว้า-ทำไมจุ่นออกมาได้ล่ะครับคุณพ่อ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตีมือนายจอมทะเล้นดังเผียะ

"โฮ้ย-ไม่เอาน่า ปู้โธ่โว้ย ที่พ่อสะดือจุ่นก็เพราะเมื่อพ่อเป็นเด็กแดงๆ พ่อร้องไห้มากเกินไป "

กิมหงวนพูดสอดขึ้น

"เลี้ยงยากเหลือเกินพับผ่า กว่าจะนอนตละทีต้องกล่อมกันเสียเสียงแหบเสียงแห้ง บางทีก็ต้องหลอกอย่างโง้นอย่างงี้ตุ๊กแกกินตับบ้างล่ะ อ้ายหง่าวมาบ้างล่ะ ร้องซะจริงเชียว กลางวันก็ร้อง กลางคืนก็ร้อง เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงอิดหนาระอาใจไปตามกัน "

ท่านเจ้าคุณขมวดคิ้วย่น มองดูกิมหงวนด้วยความแปลกใจ

"ทำไมแกรู้วะ "

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"ผมเดาเอาครับ "

ดร.ดิเรกนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาแหกปากหัวเราะลั่นรถ จนกระทั่งทุกคนพากันมองดูเขาเป็นตาเดียว พลถึงกับยกมือเขย่าแขนนายแพทย์หนุ่ม

"เฮ้ย-หมอ "

ดิเรกตบมือกระทืบเท้าหัวเราะชอบใจ ทำให้คณะพรรค ๔ สหายพลอยอดหัวเราะไม่ได้ เลยว่ากันเสียลั่นรถ คราวนี้ใครเห็นหน้าใครก็ปล่อยก้ากจนน้ำหูน้ำตาไหล จนถึงกับยกมือกุมท้องเพราะเสียดท้อง ดร.ดิเรกพูดพลางหัวเราะพลาง

"สำเร็จ....เป็นสำเร็จแน่ๆ อ้ายพวกโจรเชิ๊ตแดงจะต้องถูกไอปราบราบคาบในคราวนี้เอง ฮ่ะ ฮ่ะ เอิ๊ก...หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง... เอิ๊ก ฮ่ะๆๆๆๆ โอ๊ย ขันตายห่าเลย "

ในราว ๑๐ นาที การหัวเราะอย่างครื้นเครงก็สิ้นสุดลง ทุกคนจ้องหน้านายแพทย์

"รับประทานคุณหมอของผมถ้าจะมีทีเด็ดแก้แค้นพวกโจรกระมังครับ" เจ้าแห้วกล่าวถามอย่างนอบน้อม

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ ไอเพิ่งนึกขึ้นได้เดี๋ยวนี้ เร็วลงไปข้างหลังรถหยิบกระเป๋าหมอมาให้กันที คราวนี้ล่ะมึง ฝรั่งจะต้องแก้แค้นให้สมแค้นทีเดียว "

เจ้าแห้วรีบเปิดประตูลงไปจาก "คาดิลแล็ค" เก๋งทันที สักครู่ก็หิ้วกระเป๋ายาและเครื่องมือนายแพทย์มาส่งให้นายแพทย์หนุ่ม คณะพรรค ๔ สหายเริ่มสนใจกับดิเรกแล้วเพราะดิเรกมักจะมีความสามารถผิดมนุษย์เสมอ

นายแพทย์หนุ่มหยิบขวดยาเล็กขวดหนึ่งขึ้นมาชูอวด ในขวดยามียาเม็ดสีขาวอยู่ในราว ๑๐ เม็ด ซึ่งเป็นยาที่ ดร.ดิเรก ประดิษฐ์ขึ้นเอง

"อะไรวะหมอ" พลถามอย่างเป็นการเป็นงาน

"อิท อิส อินวิสิเบิล เมดิซิน ยากินแล้วหายตัวได้ของไอยังไงล่ะ ยาขนานนี้มีค่านับไม่ถ้วน กันไปไหนต้องเอาติดตัวไปด้วยเสมอ เผื่อถึงคราวคับขันกันจะได้กินยานี้ "

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที คณะพรรค ๔สหายยิ้มแย้มแจ่มใสไปตามกัน นิกรดีดมือแป๊ะพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"วิเศษ เลยหมอ อ้ายพวกโจรเชิ๊ตแดงต้องเสร็จเราแน่เรามีหวังได้ข้าวของคืนแล้ว และมีโอกาสที่จะแก้แค้นพวกโจรอย่างเต็มที่ เร็วโว้ย รีบกินเสียเดี๋ยวนี้ จะได้ติดตามพวกโจรไป มันคงยังไปไม่ไกลจากเราเท่าใดนักหรอก พอจะสกดรอยตามทัน "

ดร.ดิเรก หัวเราะชอบใจ เปิดขวดยาออกเทยาใส่ฝ่ามือเขา ๖ เม็ด แจกจ่ายให้พรรคพวกของเขาคนละเม็ดแล้วอธิบาย

"กินเข้าไปเถอะเคี้ยวๆ และกลืนเข้าไปเลยใน ๕ นาทียานี้ จะออกฤทธิ์ทำให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายเรากลายเป็นวัตถุโปร่งแสงดังที่เราเคยทดลองกันด้วยยาฉีดมาแล้ว ยากินกับยาฉีดก็ใช้ประโยชน์ได้เช่นเดียวกัน แต่คุณภาพของยาเม็ดน้อยกว่ายาฉีด แล้วเราก็ไม่ได้อาบแสงอินฟราสะเป็คตรั้มช่วย ฉะนั้น เราจะกลายเป็นล่องหนได้ชั่วเวลาเพียง ๓ ชั่วโมงเท่านั้น แต่ถ้าเราใช้ยาฉีดและอาบแสงอินฟราสะเป็คตรั้ม เราจะหายตัวได้ถึง ๒๔ ชั่วโมงทุกคนดีใจที่จะได้แก้แค้น พวกโจรจึงเคี้ยวยาของนายแพทย์หนุ่มและกลืนมันเข้าไปรวมทั้งดิเรกด้วยแล้ว ดร.ดิเรกก็ร้องขึ้นดังๆ

"อ้าว-เฮ้ย มายก็อทหยิบขวดผิดแล้ว "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือก

"แล้วแกเอายาอะไรให้พวกเรากิน "

"สติ๊กนินครับ "

"อ๋อย" เจ้าคุณคราง "ที่เขาเบื่อหมาน่ะเรอะ "

"อ๋อไร๋น์ "

กิมหงวนสะดุ้งเฮือกสุดตัว

"ตายห่า ประเดี๋ยวได้ชักแหง่กๆ น้ำลายฟูมปากไปตามกันหร็อก "

ดิเรกอมยิ้ม

"เปล่าน่ะ ล้อเล่นหรอก มือชั้นกันหยิบยาผิดมีอย่างที่ไหน ถึงแม้ว่าแกจะกินสติ๊กนินเข้าไปจริงๆ กันก็สามารถช่วยแก้ไขแก้ให้รอดตายได้ ครั้งหนึ่งท่านมหาราชกุมารได้เสวยยาผิดเข้าไป..."

"ว้า" พลคราง "เลิกพูดถึงท่านมหาราชาเสียทีเถอะวะ รำคาญเหลือที่จะกล่าวแล้ว ไม่ว่าเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง เป็นต้องมีเรื่องท่านมหาราชาเข้ามาแทรกเสมอ "

คณะพรรค ๔ สหายต่างยิ้มแย้มแจ่มใสไปตามกัน ทุกคนเชื่อถือในความสามารถของ ดร.ดิเรก ซึ่งเป็นยอดแห่งนักวิทยาศาสตร์และนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผิดมนุษย์ มีสมองเฉียบแหลม แม้กระทั่งฝรั่งเองยังยกย่องเกียรติคุณของนายแพทย์ผู้นี้ว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ของโลกคนหนึ่ง "

เวลาผ่านพ้นไปราว ๓ นาที ทุกคนเริ่มรู้สึกวิงเวียนศีรษะด้วยฤทธิ์ยา เมื่อดิเรกรู้สึกตัวเช่นนี้เขาก็กล่าวกับคณะพรรคของเขา

"เตรียมตัวพวกเรายาออกฤทธิ์แล้ว แก้กางเกงในทิ้งไว้ในรถนี่แหละ หมุนกระจกขึ้นให้หมดใส่กุญแจเสีย แล้วก็เปิดหน้าหม้อทิ้งไว้ใครผ่านไปมาจะได้เข้าใจว่ารถเราเสีย และเราคงจะพักอยู่ตามหมู่บ้านแถวนี้ "

ทุกคนพากันลงจากรถ นิกรแก้ใบตองพันส่วนล่างของร่างกายออกโยนทิ้ง

"รำคาญจะตายไปแล้ว ทิ้งเสียที "

ดร.ดิเรกแลเห็นเข้าก็สะดุ้งเฮือก

"เฮ้ย ยังไม่ทันจะหายตัวเลยเสือกแก้ผ้าแล้ว "

นายจอมทะเล้นขมวดคิ้วย่น

"เออน่ารู้แล้วว่า มีคนอื่นที่ไหนเล่าพวกเราทั้งนั้น แก้ไว้ก่อนแหละดี กลางป่ากลางดงอย่างนี้ไม่มีใครเห็นหร็อก แหม-เวียนหัวจังโว้ยหมอ "

"ออไร๋น์" ดิเรกพูดเสียงหัวเราะ "ยามันกำลังออกฤทธิ์ รับรองว่าไม่มีอันตรายอะไร "

ทันใดนั้นเอง ร่างของคณะพรรค ๔ สหายก็ค่อยๆ เลือนลางเป็นสีเดียวกับอากาศด้วยอำนาจยาวิเศษของ ดร.ดิเรก เจ้าแห้วกระโดดโลดเต้นดีอกดีใจที่ร่างของเขากลายเป็นวัตถุโปร่งแสงไป คงเห็นแต่เพียงกางเกงในและแว่นตาของ ดร.ดิเรก กับเสี่ยหงวนเท่านั้นเองเหมือนกับลอยอยู่ในอากาศ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแป้น

"เอาโว้ย แก้กางเกงในออกได้แล้วพวกเรา "

ทุกคนเว้นแต่นิกรกับกิมหงวน ต่างเปลื้องกางเกงชั้นในออกโยนเข้าไปในรถ ดิเรกกับเสี่ยหงวนต่างถอดแว่นตาออก

ด้วยเจ้าแห้วรีบหมุนกระจกขึ้นทั้ง ๔ ประตู จัดแจงปิดประตูรถและใส่กุญแจเรียบร้อย นำกุญแจรถไปซ่อนไว้ริมกอหญ้าริมถนนแล้วจำที่ไว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ช่วยเปิดกระโปรงหน้าหม้อรถยนต์ขึ้นทิ้งเอาไว้ ครั้นแล้วคณะพรรค ๔ สหายก็พากันบุกเข้าป่าติดตามพวกโจรเชิ๊ตแดงไปทันที ทุกคนหัวเราะต่อกระซิกกันอย่างสนุกสนาน พล พัชราภรณ์เดินนำหน้า ลึกเข้าไปในป่าราว ๑๐๐ เมตรเศษก็มีทางคล้ายเกวียน นายพัชราภรณ์แลเห็นมีรอยรองเท้าใหม่ๆย่ำไปข้างหน้าหลายรอย

"ไปทางนี้พวกเรา โน่น-พวกโจรทำถุงเท้าตกไว้หนึ่งข้าง "

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"ถุงของกันเอง นั่นเข็มขัดดิเรกตกอยู่ข้างต้นไม้ "

"ออไร๋น์ ช่างมันเถอะอย่าไปสนใจกับมันเลย เราคงจะติดตามพวกโจรทันภายในครึ่งชั่วโมงนี้เป็นอย่างช้า "

คณะพรรค ๔ สหายบุกป่าฝ่าดงต่อไป หนามเกี่ยวหน้าตาริ้วรอยไปตามกัน นิกรส่งเสียงร้องยี่เกลั่นป่า

เดินมาในพนาเวศ

ไม่ผิดอะไรกับเปรตเพราะเราแก้ผ้า

เสือสางมันเห็นคงจะยิ้มหัว

อุแม่เอ๋ยสงสารตัวเป็นหนักหนา

โจรมันจี้เสียจนต้องนุ่งลมห่มฟ้า

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"ยี่เกไม่เอาโว้ย เดี๋ยวนี้เขากำลังสนับสนุนลำตัด ยี่เกไม่ได้ความเลย "

นิกรหันมายิ้มให้พ่อตาของเขา

"ลำตัดยังได้นะครับคุณพ่อ เอาโว้ย ขอแรงช่วยกันรับลูกคู่หน่อย "

แล้วนายจอมทะเล้นก็ร้องลำตัดเสียงแจ๋ว

"ตะลิไลลี้ไลย่นน่อ เอ๊าว่า บุหวอบุหงอร่ำไป ดูโต๊ะซีนังอาฟังให้ชัด ผมจะว่าลำตัดที่ผมจัดเจนใจ เป๊กพ่อ สวัสดิภาพประชาชน คนเดินถนนป่นปี้คนร้ายมักมากกว่าคนดี มันชอบจี้ชอบไช ลอกคราบจนเกลี้ยง ขืนมีเสียงเป็นยิงคว่ำมันเป็นเวรเป็นกรรม เราจะทำฉันใด เหมือนกับยุคทมิฬ สมัยหินกลับมา มีแต่เรื่องเข่นฆ่า ลักเล็กขโมยใหญ่ อนาจารอนาชาม เห็นสาวงามเป็นฉุดลาก ทรชนผู้มักมาก ทำเหมือนไม่กลัวใคร พอเราออกจากบ้าน ความสำราญสูญหาย มีหวังพบกับความตาย จะย่างกรายไทางไหน รถมันขับสวิ๊ทสว๊าท เห็นแล้วน่าหวาดเสียว ถ้าชนเราเป้งเดียว ก็คงม้วยบรรลัย พลาดจากรถเจอคนร้าย มันมุ่งหมายทรัพย์เรา นับแต่ล้วงกระเป๋า ดักจี้กันทั่วไป อนิจจาพี่น้องท่าน ควรตรองควรคิด รับประกันชีวิต ที่ไทยประสิทธิ์ประกันภัย เป๊กพ่อ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกเท้าเหวี่ยงลูกแปถูกก้นนิกรดังพลั่ก

"ปู้โธ่-ฟังเสียตั้งนานที่แท้ก็โฆษณาให้บริษัทรับประกันชีวิต "

นิกรหัวเราะพลางยกมือลูบคลำก้น

"เปล่าครับ กลอนมันพาไปอย่างนั้น ผมลงไม่ถูกก็ว่าไปตามเรื่อง "

คณะพรรค ๔ สหายอดหัวเราะไม่ได้ การสกดรอยติดตามพวกโจรเป็นไปอย่างครึกครื้นรื่นเริง ลึกเข้ามาในป่าห่างจากทางหลวงแผ่นดินประมาณกิโลเมตร พลซึ่งเดินนำหน้าได้แลเห็นหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งปลูกเป็นกระท่อม ๓ กระท่อม ในระหว่างหมู่ต้นไม้อันหนาทึบข้างลำธาร เขายกมือขวาเป็นสัญญาณให้หยุดพล แล้วทุกคนก็ได้ยินเสียงเอะอะเฮฮาดังมาจากหมู่บ้านนั้น

พลผิวปากหวือ หันมายิ้มกับพรรคพวกของเขา

"เตรียมตัวโว้ยพวกเรา อ้ายพวกโจรอยู่นี่เอง ไปบุกเข้าไปฟาดกับมันเลย มันไม่มีทางที่จะต่อสู้กับพวกเราหร็อก เพราะมันมองไม่เห็นตัวพวกเรา แต่ว่าเราต้องทำให้เจ็บทีเดียว หลอกให้พวกมันฆ่ากันเองดีกว่า "

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเงียบกริบ ต่างเดินตรงเข้าไปยังหมู่กระท่อม ๓ หลังนั้น สมุนโจรคนหนึ่งนั่งอยู่โคนต้นไม้ห่างจากกระท่อม ๕๐ เมตร ทำหน้าที่เป็นยามรักษาการตามคำสั่งของหัวหน้าโจร

นิกรกระซิบกระซาบกับพล

"กันจะแกล้งกระเซ้าอ้ายยามคนนี้เล่นคอยดูนะ "

พลพยักหน้า นายจอมทะเล้นเดินย่องเข้ามาหายามซึ่งเป็นชายหนุ่มร่างใหญ่ หน้าตาแสยะบอกความเป็นอาชญากรทุกกระเบียดนิ้วนิกรเข้ามาหยุดยืนข้างๆ เอื้อมมือดึงบุหรี่ในปากนั่นออกมาทิ้ง

"ฮื้อโว้ย" เจ้าโจรหนุ่มอุทาน เข้าใจว่าบุหรี่หลุดออกจากปากเอง หยิบขึ้นมาสูบต่อไป

นิกรดึงออกมาอีก คราวนี้ยัดเอาทางไฟแดงๆ ใส่ปากเจ้าหมอนั่น สมุนโจรร้องเอะอะยกมือปัดบุหรี่ทันที

"อูย....วะ เอ๊ะ-นี่กูเป็นอะไรไปหว่า เสือเอาทางไฟไปสูบ "

นิกรกลั้นหัวเราะแทบแย่ ก้มลงกระซิบข้างหูเจ้าโจรหนุ่ม

"อ้ายบ้า "

สมุนโจรสะดุ้งเฮือก เหลียวหน้าเหลียวหลังล่อกแล่กเมื่อไม่เห็นมีใครอยู่ใกล้ๆ เขาก็คว้าปืนลูกซองลุกขึ้นยืนหมุนตัวมองไปรอบๆ

"อื๋อ ผีหลอกกูกระมังหว่า "

นิกรแกล้งคำรามดังๆ

"ฮึ่ม แฮ่ มึงไม่รู้จักความตายเรอะ กูนี่แหละเฮ้ยเจ้าป่า กูจะมาเอาชีวิตมึง เมื่อวานนี้มึงเยี่ยวรดต้นไม้ที่กูอยู่มึงดูถูกกู ฮึ่ม แฮ่...โอย--แสบคอหอย "

เจ้าโจรหนุ่มอกสั่นขวัญแขวนได้ยินเสียงนิกรถนัดแต่ไม่เห็นตัว มันร้องอุทานมาคำหนึ่ง แล้วเป็นลมล้มลงสิ้นสติสมปะดี

นิกรหัวเราะก้ากเดินกลับมาหาคณะพรรคของเขา ต่อจากนั้น คณะพรรค ๔ สหายก็ตรงไปยังกระท่อม ๓หลังนั้น

ในเวลาเดียวกันนี้เอง พวกโจรกำลังแบ่งสันปันส่วนทรัพย์สมบัติที่ปล้นเอามาได้ การแบ่งเป็นไปอย่างไม่ยุติธรรมนัก เพราะหัวหน้าโจรเอาเปรียบลูกน้องมากเกินไป แต่ลูกน้องไม่กล้าปริปากพูด แบ่งมากแบ่งน้อยก็ดีกว่าไม่ได้แบ่งเสียเลย ล่องหนทั้ง ๖ คนบุกเข้ามาแล้ว กระท่อมหลังนี้กว้างขวางมาก มีห้องสองห้อง ด้านหลังเป็นครัวไฟ ข้าวของแต่งห้องปราศจากสิ่งที่มีค่าเพราะพวกโจรไม่ได้ตั้งใจจะพักแรมอยู่ที่นี่ตลอดไป

พลย่องเข้ามายืนข้างหัวหน้าโจร แล้วก็ทรุดตัวนั่งข้างๆ คว้ามือสมุนโจรคนหนึ่ง ซึ่งนั่งอยู่ติดๆ กัน ยกขึ้นฟาดกะบาลเจ้าหัวหน้าเต็มแรง

"โอ๊ย " นายโจรเชิ๊ทแดงอุทานลั่น ผลุนผลันลุกขึ้นยืนจ้องมองดูหน้าสมุนของเขาอย่างเดือดดาล เพราะมั่นใจว่าลูกน้องของเขาเขกกะบาลเขา เนื่องจากไม่พอใจที่ได้รับส่วนแบ่งน้อยเกินไป เสือเคลิ้มกระชากรีวอลเว่อร ๙ ม.ม. ในซองปืนข้างขวาออกมา ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน จ้องมองดูสมุนของเขา

"อ้ายฟัก! มึงเขกกะบาลกู" จอมโจรตวาดลั่น "มึง-มึงต้องตาย "

สมุนโจรอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน โดยเฉพาะเจ้าฟักหัวใจแทบหยุดเต้น

"เปล่าพี่ ฉันสาบานได้ ให้ตายโหงตายห่าซีเอ้า ฉันน่ะรึจะกล้าล่วงเกินพี่เคลิ้มอย่างนี้ "

เสือเคลิ้มโมโหจนหน้าเขียว

"ยังปฏิเสธอีกเรอะ กูเห็นมือมึงนี่หว่า "

"โธ่-พี่ ฉันเปล่าจริงๆ มันเหมือนกับมีใครคว้ามือฉันยกขึ้นฟาดกะบาลพี่ยังงั้นแหละ หรือเส้นมันกระตุกก็ไม่รู้ "

ความโมโหเข้าใจว่าลูกน้องลบเหลี่ยมเขา จอมโจรเชิ๊ทแดงเหนี่ยวไกปืนทันที เสียงกระสุนรีวอลเว่อร ๙ ม.ม. ดังกึกก้อง

"ปัง"

"อ๋อย" เจ้าฟักครางสุดเสียง ล้มลงชักดิ้นชักงอแล้วสิ้นใจตายต่อหน้าบริวารโจรทั้งหลายซึ่งนั่งตลึง

ทันใดนั้นเอง หญิงสาวคนหนึ่งก็วิ่งออกมาจากห้องทางขวามือ หล่อนคือแม่เสือพริ้งเมียรักของเสือเคลิ้ม ลูกสาวกำนันคนหนึ่ง ซึ่งขุนโจรฉุดเอามาเป็นเมีย เมื่อปีกลายนี้ รูปร่างอวบอัด ใบหน้าสวยมีเสน่ห์เป็นที่พิศมัยแห่งจอมโจร ซึ่งเสือเคลิ้มรักและหลงมาก เคยยิงลูกน้องตายมาสองคนแล้ว ในขณะที่ทำก้อร้อก้อติกกับหล่อน เมื่อตอนที่ถูกฉุดมา พริ้งไม่ได้รักเสือเคลิ้มเลย แต่พอได้เสียเป็นเมียเสือเคลิ้มแล้ว หล่อนก็รักเขาและสมัครใจเป็นโจรร่วมรักร่วมชีวิตกับเสือเคลิ้ม

"อะไรกันพี่เคลิ้ม อุ๊ยตาย นั่นอ้ายฟัก.... "

จอมโจรเค้นหัวเราะ

"ถูกแล้ว พี่ยิงมันเอง อ้ายฟักมันเกิดฟิตจัดขึ้นมาเขกกะบาลพี่อย่างอุกอาจ แล้วพี่จะเอามันไว้ทำไม "

กิมหงวนย่องเข้ามาข้างหลังเสือเคลิ้ม ยกเท้าเหวี่ยงลูกแปถูกก้นขุนโจรดังพั่บ เสือเคลิ้มแอ่นตัวไปข้างหน้าแล้วสะดุ้งเฮือก หันขวับมองไปรอบๆ

"ใคร? ใครเตะกูวะ "

สมุนโจรอ้าปากหวอไปตามกัน เพราะไม่เห็นมีใครเตะเสือเคลิ้ม พริ้งขมวดคิ้วนิ่วหน้า แล้วหัวเราะเบาๆ

"พี่เคลิ้ม"

"หือ"

"เลือดลมพี่ผิดปกติไปกระมัง อยู่ดีๆ ทำตัวแอ่นแล้วหาว่าใครเตะ ฉันยืนอยู่นี่ทั้งคน แล้วก็อ้ายพวกนี้มันก็นั่งล้อมวงอยู่ "

ขุนโจรทำตาปริบๆ

"พี่ถูกเตะจริงๆ ให้ดิ้นตายซีเอ้า "

นางสิงห์หัวเราะชอบใจ ยกมือจับแขนผัวรัก

"ไปนอนพักผ่อนเสียเถอะพี่ เลือดลมมันจะได้ดีขึ้น "

"อ้าว นี่พริ้งหาว่าพี่บ้าหรือ แล้วกัน "

พริ้งเกือบหัวเราะออกมาดังๆ จูงมือเสือเคลิ้มเข้าไปในห้องนอน สักครู่ก็กลับออกมา ตรงเข้ามาหาสมุนโจร ซึ่งจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันเบาๆ พริ้งกระซิบกระซาบกับพวกโจรทันที

"พี่เคลิ้มน่าจะไม่สบายเสียแล้ว "

ก่อนที่ใครจะพูดว่ากระไร นิกรก็คว้าข้อมือสมุนโจรคนหนึ่งยกมือขึ้นโอบกอดเมียรักของเสือเคลิ้ม เจ้าหมอนั่นตกใจรีบสบัดมือ และแปลกใจเหลือที่จะกล่าวที่มือของเขายกขึ้นเองได้

นางสิงห์เข้าใจว่าลูกน้องลวนลามหล่อนก็เดือดดาลเหลือที่จะกล่าว ดึงปืนพกในซองปืนออกมาทันที จี้ปากกระบอกปืนแนบท้องสมุนโจรผู้น่าสงสาร

"ทำไมแกทะลึ่งกับฉัน "

นิกรย่องเข้ามายกมือตีก้นพริ้งดังป้าบ นางสิงห์หันขวับมาทางเจ้าหนุ่มร่างใหญ่ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ใบหน้าของหล่อนถมึงถึงนัยน์ตาถลนแทบออกมานอกเบ้า หล่อนกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกปืนทันที เสียงกระสุน ๙ ม.ม.ดังขึ้นอีก เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ซึ่งไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย ถูกยิงตัดขั้วหัวใจล้มครืนลงกลางห้อง

เสือเคลิ้มถือท็อมสันคู่มือ วิ่งพรวดพราดออกมา

"อ้าว" จอมโจรอุทาน "ทำไมพริ้งยิงอ้ายจอน "

นางสิงห์หน้าตาแดงกล่ำเพราะความโกรธ

"ก็มันทะลึ่งกับฉันนี่นา มันยกมือตีก้นฉันดังเพียะดูถูกกันอย่างนี้เอามันไว้ทำไม "

เสือเคลิ้มลืมตาโพลง

"ยังงั้น ดีแล้ว ตายเสียก็ดี "

หล่อนหันควับมาทางเจ้าหนุ่มที่ถูกนิกรจับมือยกขึ้นกอดหล่อน

"อ้ายชดอีกคนหนึ่ง มันกอดฉันจ้ะพี่ "

เจ้าชดร้องเสียงหลง

"ฉันเปล่าพี่เคลิ้ม อยู่ดีๆ มือมันก็ยกขึ้นเอง "

เสือเคลิ้มหัวเราะก้าก

"มีอย่างที่ไหนวะ อยู่ดีๆ มือมันยกขึ้นเอง อ้ายพวกนี้คงเข้าใจว่ากูเป็นบ้าเลยจีบเมียกู" พูดพลางเดินเข้ามาหาเจ้าชด สมุนเก่าแก่ของเขา "มึง-ตาย"

เสียงท็อมสันดังขึ้นนัดหนึ่ง พอสิ้นเสียงปืน เจ้าชดก็ล้มลงนอนกลิ้งสิ้นใจตายระหว่างศพเพื่อนทั้งสอง

เสี่ยหงวนกระซิบกระซาบกับล่องหนนิกร

"สามศพแล้วอยู่อีกห้าคน "

นิกรพยักหน้า เดินเข้ามาคว้าข้อมือนางสิงห์ยกขึ้นตบหน้าเสือเคลิ้มดังฉาด ขุนโจรสะดุ้งเฮือกยกมือลูบคลำแก้มข้างซ้าย แล้วจ้องมองดูเมียของเขา

"พริ้งเกิดบ้าอะไรขึ้นมา ถึงบังอาจตบหน้าพี่ "

นางสิงห์หน้าซีดเผือด

"ฉันเปล่าจ้ะพี่ มือมันยกขึ้นเอง รู้สึกคล้ายกับว่ามีใครจับมือฉันยกขึ้น "

จอมโจรหน้างอเหมือนม้าหมากรุก

"แก้ตัวส่งเดชฟังไม่ขึ้นเลย มันจะมากไปโว้ย ตบหน้าผัวต่อหน้าลูกน้องอย่างนี้ หมามันก็ไม่นับถือพี่ ฮึ่ม-จนใจที่พี่รักพริ้งเพียงชีวิต ม่ายยังงั้นยิงตายห่าเลย "

พริ้งทำหน้าชอบกล แปลกใจตัวเองเหลือที่จะกล่าวอธิบายไม่ถูกว่า ทำไมมือของหล่อนจึงยกขึ้นมาตบหน้าเขาหล่อนเก็บปืนพกใส่ซองปืน แล้วยกมือไหว้ขุนโจร ยอมรับสารภาพผิด

จอมโจรยิ้มออกมาได้

"ทีหน้าทีหลังอย่ากำแหงกับพี่แบบนี้อีกนะจะบอกให้ เมียพี่คนก่อนเพียงแต่เถียงพี่คำเดียว พี่ยังยิงทิ้งเสียเลย "

เสี่ยหงวนย่องเข้ามาข้างหลังพริ้ง ยกมือทั้งสองจี้สะเอวหล่อน นางสิงห์เป็นคนขี้จั๊กกระจี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว พอถูกจี้หล่อนก็หัวเราะคิก พริ้งล้มลงนั่งพับเพียบ กิมหงวนนั่งลงข้างๆ จี้หล่อนอีก นางสิงห์หัวเราะเสียงแหลมเล็กๆ ดิ้นกระแด่วๆ น่าสงสาร กลิ้งตัวไปตามพื้นห้อง

เสือเคลิ้มนัยน์ตาเหลือก สมุนของเขาทั้งสามคนตกตลึงพรึงเพริดไปตามกัน เข้าใจว่าพริ้งมีสติวิปลาสไปแล้ว

พอกิมหงวนหยุดจี้ นางสิงห์ก็รีบผลุนผลันลุกขึ้นยืนใบหน้าของหล่อนซีดเผือดผิดปรกติ หล่อนมองซ้ายมองขวาทำหน้าเลิ่กลั่ก

"พี่-พี่จ๋า ผีป่าเล่นงานฉันเข้าให้แล้ว โอย-มันจี้ฉันจนแทบจะขาดใจตาย "

ขุนโจรกลืนน้ำลายเอื๊อก มองดูสมุนของเขา

"พวกเอ็งเข้าใจว่ายังไงวะ "

เงียบกริบ ไม่มีใครให้คำตอบ นิกรเดินเข้ามายืนข้างสมุนโจรแกล้งจามขึ้นดังๆ

"ฮ๊าท-ชะเอ๊ย "

พวกโจรสะดุ้งเฮือก พวกล่องหนหัวเราะขึ้นพร้อมๆกันแล้วเงียบกริบ เสือเคลิ้มหันปากกระบอกท็อมสันไปรอบๆ กระท่อม

"ตะกี้นี้ใครจามวะ แล้วก็ใครหัวเราะ " เสือเคลิ้มพูดเสียงสั่นๆ

นิกรผลักสมุนโจรคนหนึ่งเซถลาออกมาปะทะนางสิงห์เต็มแรง พริ้งยกมือตบฉาดเข้าให้ กิมหงวนย่องเข้ามาหาแม่เสือสาว ยกมือตีก้นหล่อนอีกครั้งหนึ่ง

"อุ๊ย" พริ้งอุทานและหันควับมาทางเสือเคลิ้ม "อย่าเล่นบ้าๆยังงี้หน่อยเลยน่า พี่เคลิ้ม "

ขุนโจรทำหน้าชอบกล

"หา? พี่ไปทำอะไรพริ้ง "

หล่อนค้อนควับ

"ยังจะพูดดีอีก ตีก้นเขาจนเต็มแรง "

"ว้า " เสือเคลิ้มคราง "พี่งงไปหมดแล้ววะพริ้ง ชักยังไงเสียแล้ว ถ้าพี่ไม่บ้าพริ้งก็บ้า หรือม่ายเราต่างก็ต่างคนต่างเป็นบ้าด้วยกันทั้งสองคน "

"ถุย! " นิกรร้องขึ้นดังๆ

เสือเคลิ้มสะดุ้งเฮือก จ้องมองดูหน้าเจ้าหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่ง ซึ่งนิกรยืนอยู่ข้างๆ แล้วจอมโจรก็ถือท็อมสันเดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าสมุนของเขา

"อ้ายวง มึงถุยรดหัวกูหรือ? "

นิกรจับข้อมือขวาของเจ้าวงยกขึ้นตบหน้าเสือเคลิ้มทันที เจ้าวงทำหน้าปั้นยากที่สุด เสือเคลิ้มโกรธจนตัวสั่น เขาถอยออกมาสามก้าวแล้วพูดเสียงคำรามดุเดือด

"อ้ายวง มึงกับกูอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้แน่ มึงถุยน้ำลายรดหัวกู แล้วมิหนำซ้ำยังตบหน้ากูอีก"

นางสิงห์พูดเสริมขึ้น

"ฆ่ามันเลยพี่เคลิ้ม อ้ายวงทรยศ "

เสือเคลิ้มได้ยินเสียงเมียยุ ก็ปล่อยกระสุนท็อมสันออกไปอีกหนึ่งนัด พอเสียงปืนดังขึ้น เจ้าวงชายร่างใหญ่ก็ล้มฮวบทับศพเพื่อนคนหนึ่งนอนตายจมกองเลือด สมุนของเสือเคลิ้มคนหนึ่ง ร้องตะโกนลั่น

"หัวหน้าโจรอะไรกันโว้ย ฆ่าลูกน้องไป ๔ ศพ ชั่วเวลาไม่ถึง ๒๐ นาที โหดร้ายเกินไปเสียแล้ว "

ขุนโจรจ้องตาเขม็งมองดูผู้พูด

"หยุด อ้ายเลิศ ถ้ามึงพูดจาล่วงเกินกูกับเมียอีกคำเดี๋ยวมึงก็ต้องตายตามอ้าย ๔ คนนี่ไปด้วย "

เจ้าเลิศขบกรามกรอด

"กูต้องพูด พูดให้แตกหัก มึงกับกูแยกทางกันที เก่งจริงมึงวางปืนซีวะอ้ายเคลิ้ม มาสู้กับกูตัวต่อตัว ถ้ากูหนีมึง... "

เสียงท็อมสันแผดขึ้นทันที ทั้งๆ ที่เจ้าเลิศยังพูดไม่ทันจะจบ เลิศล้มผลึ่งสิ้นใจตายกิมหงวนพยักเพยิดกับนิกร

"ห้าศพแล้ว เหลืออีก สามศพ" เสี่ยหงวนกระซิบกระซาบ

คณะพรรคล่องหนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน นิกรย่องเข้ามากระซิบข้างหูเจ้าหนุ่มรูปร่างบอบบาง ซึ่งเป็นสมุนคนสุดท้ายของเสือเคลิ้มที่ยังมีชีวิตอยู่

"ฆ่ามัน ฆ่าหัวหน้าของมึงเสียก่อนที่มันจะฆ่ามึง อ้ายเคลิ้มมันเป็นบ้าแล้วมึงรู้ไหม? "

สมุนโจรได้ยินเสียงแต่เสียงกระซิบพูดไม่เห็นตัวคนพูด ก็อกสั่นขวัญแขวน เข้าใจว่าเจ้าป่ามากระซิบบอก

นิกรกระซิบต่อไป

"ไม่ต้องกลัวข้า อ้ายหลานชาย ข้าคือเจ้าปู่แห่งดงพญาเย็น จงฆ่าอ้ายเคลิ้มเสียเดี๋ยวนี้ "

เสือเคลิ้มกำลังพูดกับเมียรักของเขา

"พี่รู้สึกว่าจิตของพี่เป็นอะไรไปแล้วล่ะพริ้ง "

แม่เมียว่า "ฉันก็เหมือนกันจ้ะพี่ เราสองคนฆ่าสมุนของเราตายเกือบหมด เราไม่ได้ฆ่าด้วยความโหดร้าย มันมีเหตุจำเป็นต้องฆ่าเขา "

ทันใดนั้นเอง สมุนโจรร่างเล็กก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบปืนพกคู่มือออกมาแล้วตวาดลั่น

"อ้ายเคลิ้ม กูยิงมึงล่ะ "

เขากระดิกนิ้วเหนี่ยวไกปืนเมื่อเขาพูดจบประโยคเสียงปืนพกดังสนั่น แต่ด้วยความประหม่า การยิงของเจ้าฟุ้งจึงผิดที่หมายไป กระสุนเฉียดร่างขุนโจรไปอย่างหวุดหวิด เสือเคลิ้มหันขวับมาทางสมุนทรยศ ยกกระบอกท็อมสันขึ้นจ้องแล้วยิงทันที

เสียงระเบิดของกระสุนปืนกลมือดังขึ้นหนึ่งชุด ร่างอันบอบบางของเจ้าฟุ้งถูกกระสุนท็อมสันปรุพรุน สมุนของเสือเคลิ้มล้มลงสิ้นใจตายโดยไม่มีเสียงร้องแม้แต่คำเดียว จอมโจรถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองดูศพเจ้าฟุ้ง และหันมาพูดกับเมียของเขา

"สิ้นสุดกันทีสำหรับลูกน้องของเรา เตรียมไปอยู่ที่อื่นกันเถอะพริ้ง เราอยู่ที่นี่ไม่ได้อีกแล้ว "

กิมหงวนแกล้งร้องขึ้นดังๆ

"มึงจะไปไหน อ้ายเคลิ้ม "

ขุนโจรสะดุ้งเฮือก ยกท็อมสันขึ้นประทับเตรียมพร้อมที่จะกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกปืน

"ใคร? ใครพูดวะ "

อาเสี่ยย่องเข้ามายกมือตบบ่าเสือเคลิ้ม

"กูเองโว้ย "

จอมโจรทำหน้าชอบกล ถอยเข้ามายืนข้างเมียรักของเขา และถามหล่อนด้วยเสียงสั่นเครือ

"ได้ยินเสียงคนพูดไหมจ๊ะพริ้ง "

นางสิงห์มีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"ได้ยินจ้ะพี่" หล่อนพูดละล่ำละลัก "เจ้าป่าหรือผีป่าคงเล่นงานเราแน่ๆ "

พลตรงเข้ามากระชากท็อมสันในมือเสือเคลิ้ม โยนโครมลงไปกลางกระท่อม แล้วแกล้งดัดเสียงห้าวๆ

"อ้ายเคลิ้มมึงเป็นโจรมีอาชีพในทางทุจริตผิดกฎหมาย กูทนเห็นมึงปล้นสดมภ์เขาต่อไปไม่ได้อีกแล้วกูต้องเอาชีวิตมึงไปเมืองผี อ้ายเคลิ้ม กูต้องฆ่ามึง "

ขุนโจรหน้าซีดตัวสั่น กอดเมียเขาแน่น

"โอ๊ย-ลูกช้างกลัวแล้วครับเจ้าพ่อ เจ้าพ่อเป็นใครครับ "

พลกลั้นหัวเราะแทบแย่ พยักหน้าให้เสี่ยหงวนพูดแทนเขา อาเสี่ยเดินเข้ามายกมือคว้าหน้าอกเสื้อเสือเคลิ้มเขย่า

"กูคือเจ้าป่าผู้เป็นใหญ่ในป่านี้ สิงสาราสัตว์ทั้งหลายย่อมกลัวกู ถ้ามันไม่กลัวกู กูก็กลัวมัน อ้ายเคลิ้ม มึงนึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วของมึงไว้ให้ดี" พูดจบเสี่ยหงวนก็บีบคอขุนโจรทันที

พอรู้สึกว่าถูกบีบคอ เสือเคลิ้มก็เป็นลมสิ้นสติ กิมหงวนปล่อยมือออก ร่างอันสูงใหญ่ของจอมโจรยืนโงนเงนแล้วล้มครืนลงกลางห้อง นางสิงห์หวีดร้องสุดเสียง วิ่งไปที่ประตูหน้ากระท่อมเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนขวางประตูอยู่ หล่อนไม่สามารถจะมองเห็นเจ้าคุณได้ก็ชนท่านเจ้าคุณเต็มแรง

"ว้าย"

แล้วนางสิงห์ก็วิ่งมาที่หน้าต่างเพื่อจะหนีออกไปจากกระท่อม เจ้าแห้วยืนอยู่ที่หน้าต่าง พอพริ้งวิ่งเข้ามา เจ้าแห้วก็กอดหล่อนไว้ มิหนำซ้ำยังทำมือบอนแตะนิดแตะหน่อยหากำไร ความกลัวบังเกิดขึ้นแก่พริ้งเหลือที่จะกล่าว หล่อนดิ้นรนเต็มแรงเข้าใจว่าผีกอดหล่อน พริ้งเหวี่ยงศอกถูกนัยน์ตาเจ้าแห้วพอดี

"โอ๊ย! " เจ้าแห้วร้องลั่น รีบปล่อยมือที่กอดหล่อนออก

แม่เสือสาวพุ่งตัวออกไปจากหน้าต่างอย่างน่าดู ล้มลุกคลุกคลานหลายทอด พอลุกขึ้นได้ก็วิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต แต่แล้วหล่อนก็เป็นลมสิ้นสติ เพราะได้รับความตกใจจนเกินควร

คณะล่องหนทั้ง ๖ คนต่างยิ้มให้กัน

"เรียบร้อย" อาเสี่ยพูดเสียงหัวเราะ "เราหลอกให้พวกมันฆ่ากันเองจนเกลี้ยง ถึงแม้เมียอ้ายเคลิ้มหนีไปได้ก็คงจับไข้หัวโกร๋น "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกเขี้ยว

"เดี๋ยวก็ถีบเข้าให้เท่านั้น จับไข้เฉยๆ ไม่ได้หรือวะ "

เสี่ยหงวนหัวเราะลั่น

" โธ๋-ผมไม่ได้เจตนาพาดพิงถึงคุณอาเลยนะครับให้ดิ้นตายซีเอ้า ผมพูดตามความจริง คนที่ถูกผีหลอกจะต้องเป็นไข้หัวโกร๋นทุกรายไป "

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้อนปะหลับปะเหลือก

"ผมร่วงโว้ยไม่ใช่หัวโกร๋น "

"อ้าว ก็เพราะมันร่วงหมดหัวน่ะซีครับ หัวถึงโกร๋น น่า-ผมไม่ได้ล้อคุณอาหร็อกน่า ทำเป็นตุ๊กแกกินปูนร้อนท้องไปได้ "

"มึงน่ะซีตุ๊กแก "

พลพูดกับพรรคพวกของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"ช่วยกันค้นหาเสื้อกางเกงของเราก่อนเถอะวะ แก้ผ้าโทงๆ ยังงี้มันจั๊กกระจี้ใจยังไงชอบกล ไม่รู้ว่ามันเอาไปซ่อนไว้ที่ไหน "

คณะพรรค ๔ สหาย ต่างแยกย้ายกันเข้าไปในห้องบ้างก็เข้าไปในหลังครัวไฟ ในที่สุดเสี่ยหงวนก็หอบเสื้อกางเกงออกมาจากในห้องทางขวามือสองสามชุด

"อ้ายแห้ว เข้าไปเอารองเท้ากับเสื้อผ้ามาอีกโว้ย "

เจ้าแห้วรับคำสั่งวิ่งตื๊อเข้าไปในห้อง หอบเสื้อผ้าและถุงเท้ารองเท้าออกมา พวกล่องหนต่างรีบสวมเสื้อกางเกงของตน แต่ร่างกายยังเป็นวัตถุโปร่งแสงอยู่ด้วยอำนาจยาวิเศษของดร.ดิเรก ดังนั้นจึงมองแลเห็นแต่เพียงเสื้อผ้าเท่านั้น หน้าตาแขนและมือมองไม่เห็น คล้ายกับเสื้อกางเกงลอยอยู่ในอากาศ

กิมหงวนว่า "เงินทอง นาฬิกา, ปากกาของพวกเราอยู่ในกระเป๋าอ้ายพวกนี้แหละ ของใครใครค้นเอาโว้ย "

คณะพรรค ๔ สหาย ต่างค้นตามกระเป๋าเสื้อกางเกงของพวกโจรซึ่งนอนตายเกลื่อนกลาด เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้นแหวนเพชรราคา ๘๐,๐๐๐ ของเสี่ยหงวนได้จากกระเป๋ากางเกงข้างขวาของเสือเคลิ้ม ท่านส่งแหวนเพ็ชรให้เสี่ยหงวนทันที

"เฮ้ย-เอาแหวนของแกไป ความจริงแกไม่น่าจะใส่แหวนราคาตั้งเจ็ดแปดหมื่นอย่างนี้เลยโว้ย เคราะห์ดีเหลือเกินที่ได้คืน "

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"ผมเป็นมหาเศรษฐีใครๆก็รู้ จำเป็นต้องใช้แหวนเพ็ชรลูกขนาดโตๆอย่างนี้ ม่ายยังงั้นก็อายเขาแย่ที่บ้านยังมีเม็ดโตกว่านี้อีกครับ ที่นวลละออใส่ตั้งแสนสามหมื่น "

ดร.ดิเรกดุกิมหงวน

"อย่าเพิ่งคุยเลยวะ ช่วยกันค้นของของเราก่อนเถอะ "

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ คณะพรรค ๔ สหายช่วยกันค้นหาข้าวของเงินทองจากศพพวกโจรต่อไป ในที่สุดก็ได้ครบถ้วน ไม่มีอะไรสูญหายไปเลย ทุกคนดีอกดีใจไปตามกันนิกรเอื้อมมือจับสร้อยคอทองคำของเสี่ยหงวน ซึ่งอาเสี่ยกำลังขอติดของมัน

"อื้อฮือ นี่มันโซ่ผูกลิงนี่หว่า แกไปชุบที่ไหนวะ ฝีมือชุบเขาแน่เหลือเกินมองดูคล้ายกับทองจริงๆ "

เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ

"นี่แหละโว้ย ทองจริงๆ หนอย-แกคิดว่าคนอย่างกันใส่ของเก๊หรือ? "

"จะไปรู้เรอะ กันเคยใส่นี่หว่า ซื้อมาจากเสาชิงช้าขนาดของแกนี่แหละ เบาโหวงที่เดียว แต่ใส่ได้สองอาทิตย์เขียวปี๋ เลยต้องถอดโยนทิ้งไม่กล้าใส่ กลัวคนเขาจะรู้ว่าของเก๊ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นดังๆ

"เรียบร้อยแล้วไม่ใช่หรือ ไปเถอะโว้ยพวกเรา ชักเป็นห่วงรถเสียแล้ว ถ้าใครมันขโมยเอาไป เดินขาฉิ่งแน่กว่าจะถึงสระบุรี "

กิมหงวนกล่าวถามขึ้น

"แล้วศพอ้ายพวกโจรนี่ เราช่วยกันฌาปนกิจเสียเลยไม่ดีหรือครับคุณอา "

"แกจะให้ทำยังไง " ท่านเจ้าคุณถาม

"ก็เผากระท่อมหลังนี้เสียเลยยังไงครับ อ้ายพวกนี้จะได้กลายเป็นเถ้าถ่านไป ปิดฉากความเลวระยำของมันแต่เพียงเท่านี้ "

"ว้า " เจ้าคุณปัจจนึกฯ คราง "น่าทุเรศเหมือนกันโว้ย อ้ายเสือเคลิ้มน่ะมันยังไม่ตายหร็อก เพียงแค่สลบไปเพราะความตกใจเท่านั้น ถ้าเราเผากระท่อมนี้เสือเคลิ้มก็ต้องเสียชีวิตด้วย "

พลว่า "ก็ดีแล้วนี่ครับ อ้ายเคลิ้มตายเสียได้ ประชาชนในถิ่นนี้จะได้นอนตาหลับ เสือเคลิ้มเป็นโจรมานานแล้ว ก่อกรรมทำเข็ญไว้ไม่ใช่น้อย "

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ เผาให้หมดทั้ง ๓ กระท่อมเลย "

คณะพรรค ๔ สหายพากันออกไปจากกระท่อม ช่วยกันหากิ่งไม้แห้งๆ มาสุมข้างกระท่อมหลังนี้ จนกระทั่งกองสูงถึงหลังคา กิมหงวนเป็นคนฌาปนกิจศพพวกโจรเหล่านี้

(หนังสือขาดหายไป 1หน้า)

"บ้านดิฉันถูกไฟไหม้ค่ะ โธ่-ผัวดิฉันจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ "

เสี่ยหงวนแกล้งสัพยอกหล่อน

" อ้อ-มีผัวแล้วหรือจ๊ะ นึกว่าเป็นสาว "

พริ้งมองดูหน้านายแพทย์หนุ่มและคณะพรรค ๔ สหาย

"พวกท่านเป็นใครคะ "

ดิเรกโกหกหล่อน

"เราเป็นพนักงานป่าไม้ มาตรวจป่าผ่านมาทางนี้เห็นไฟไหม้ก็รีบมาดู พบเธอนอนอยู่ที่นี่ก็ช่วยเหลือปฐมพยาบาลเธอ "

นางสิงห์ยกมือไหว้เขา

"ขอบคุณค่ะ ดิฉันขอบคุณอย่างยิ่ง" แล้วหล่อนก็พรวดพราดลุกขึ้นยืน วิ่งร้องไห้ไปที่กระท่อมทั้ง ๓ หลังซึ่งถูกไฟไหม้เกือบหมดแล้ว

คณะพรรค ๔ สหายสิ้นสุดความสนใจกับพริ้งเพียงเท่านี้ ปล่อยให้หล่อนแก้ปัญหาคับขันเฉพาะหน้าต่อไป

เจ้าแห้วเดินนำหน้า แต่แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เอื้อมมือคว้าผมเจ้าแห้วกระชากจนหน้าหงาย

"ไปอยู่ข้างหลังโน่น หน็อย-สะเออะเดินนำหน้า "

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ก็ออกมาถึงถนนพหลโยธิน ทุกคนตรงไปที่รถคาดิลแล็คเก๋ง ต่อจากนั้นรถเก๋งคันงามซึ่งขับโดยเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาคณะพรรค ๔ สหายเดินทางกลับพระนครหลวง.

จบบริบูรณ์