พล นิกร กิมหงวน 190 : เหยี่ยวราตรี

หลังจากทางราชการทหารได้มีคำสั่งเรียก พล, นิกร, กิมหงวนกลับเข้าประจำในกองทัพอากาศ และได้เดินทางไปโจมตีย่างกุ้งร่วมกับนักบินญี่ปุ่นแล้ว สามเกลอของเราก็ต้องอยู่ที่ดอนเมือง ไม่มีเวลามากรุงเทพฯ

ในระหว่างนั้น 'เสืออากาศ' ทั้งสามได้แสดงความสามารถอาจหาญของเขาในการรบ ให้พวกนักบินไทยและนักบินญี่ปุ่นชมเป็นขวัญตา จนกระทั่งทุกๆ คนยอมบูชาในความเก่งกล้าของเขา และนอกจากความสามารถในการบินแล้ว พล, นิกร, กิมหงวน ยังมีน้ำใจกว้างขวาง เลี้ยงดูปูเสื่อนักบินไทยนักบินญี่ปุ่นบ่อยๆ ฉะนั้นทั้งสามคนจึงเป็นที่รักของพวกนักบินทั่วไป เว้นแต่พระควงสว่านเวหน ท่านผู้บัญชาการทหารอากาศ ซึ่งเกลียดชังกิมหงวนกับนิกรอย่างยิ่ง

วันที่ ๗ มกราคม.

วันนี้, ท่านผู้บังคับบินใหญ่ผะสม คือ น.อ.ท.หลวงอึกกะทึกเวหา ได้กรุณาให้พล, นิกร, กิมหงวน ลาพักผ่อนกลับไปเยี่ยมบ้านมีกำหนด ๒ วัน สามเกลอออกเดินทางมาจากดอนเมือง ในราว ๑๖.๐๐ น. เศษ โดยพาหนะรถสะตู๊ดเก๋ง สิ้นเวลาเดินทางราวครึ่งชั่งโมง ก็มาถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ

สะตู๊ดเก๋งเลี้ยวเข้ามาในบ้าน 'พัชราภรณ์' อย่างแช่มช้า พล, นิกร, กิมหงวน ในเครื่องแบบนายเรืออากาศตรี นั่งคุยกันจ้ออยู่หน้ารถ นิกรเป็นคนขับ ซึ่งเกือบๆ จะพาเพื่อนคอหักตายตั้งหลายครั้ง เนื่องจากหลับตาขับรถมาเกือบตลอดทาง

พอมาถึงบ้าน พล, นิกร, กิมหงวน ก็ปิติยินดีไปตามกันที่จะได้พบหน้าบุตรภรรยาของตน อ้ายเสือมือกาวนำรถแล่นมาหยุดห่างจากตัวตึกเล็กน้อย พวกคนใช้ชายหญิงร้องบอกกล่าวกันเซ็งแซร่ คณะพรรคสามเกลอวิ่งย่อยๆ กันออกมาจากห้องโถง คุณหญิงประสิทธิ์ฯ นำหน้า ประไพ, ประภา, นันทา, นวนละออตามหลัง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และเจ้าแห้วออกมาล่าที่สุด แต่เจ้าคุณปัจจนึกฯ และด๊อกเต้อร์ดิเรกไม่ทราบว่าไปมุดหัวอยู่เสียที่ไหน

เสืออากาศทั้งสาม ก้าวลงจากรถด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ต่างยกมือวันทยหัตถ์ทำความเคารพให้ทุกๆ คน คุณหญิงกะโดดเข้ากอดพล พัชราภรณ์ลูกชายของท่าน อาเสียกะโจนเข้าฟัดนวนละออ จูบเสีย ๒๖ ครั้งเท่าอายุพอดี นิกรกางแขนออก พะยักหน้าเรียกประไพเมียรักของเขา แม่งามยิ้มเอียงอาย วิ่งเข้ามาจะโผกอดผัว แต่แล้วก็หยุดชะงัก แกะสร้อยคอออกเสียก่อน จึงกระโจนเข้ากอดอ้ายเสือมือกาว นันทาย่องเข้ามาแกะแขนคุณหญิงประสิทธิ์ฯ ออกจากคอพล แล้วหล่อนก็กอดแทน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มองดูสามหนุ่มสามนาง ซึ่งกำลังกอดจูบกันเสียงสนั่นหวั่นไหว

เจ้าแห้วน้ำลายไหลยืด สั่นศีร์ษะช้าๆ และถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ว้า-รับประทาน ราวกับเสียงยางรถรั่ว ฮ่ะ-ฮ่ะ-เอ้า-เย่อเข้าไป-เย่อเข้าไป รับประทานกอดกันกลมดิกเลย"

พลจูบนันทาพลาง ยกขาเหวี่ยงลูกหลังถูกคางเจ้าแห้วดังพล๊อก แล้วทำเป็นไม่สนใจ แกล้งพูดกับนันทา

"คิดถึงนันใจแทบขาด ตั้งเจ็ดวันแล้วต้องไปนอนหนาวอยู่ที่ดอนเมือง"

หล่อนหัวเราะเบาๆ

"นันน่ะ ทั้งคิดถึงทั้งเป็นห่วงเชียวค่ะ"

นายพัชราภรณ์จูบหล่อนอีกครั้งหนึ่ง

"พี่ได้รับอนุญาตให้พักผ่อนสองวัน ถึงแม้เป็นเวลาเพียงเล็กน้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้มา พ่อพนัสของพี่เป็นยังไงบ้าง?"

นันทาอมยิ้ม

"สบายดีค่ะ หน้าเป็นตลอดวัน ตอแหลออกจะตายไป"

นิกรชำเลืองมองดูพี่สาว แล้วเห่าขึ้นเบาๆ

"ตอแหลเหมือนแม่"

นันทาสะดุ้งโหยง คลายมือกอดคอพลออกหันขวับมาทางอ้ายเสือมือกาว แล้วหล่อนก็ถลกชายกะโปรงสั้นขึ้นมาถึงขาอ่อน ยกเท้าเหวี่ยงลูกแปถูกก้นน้องชายเต็มรัก

"นี่แน่ะ ทาลึ่ง! "

กระดิ่งทองสูดปากเบาๆ

"ว้า-ต้องเตะกันด้วยเฮะ ทำยังกะผู้หญิงจั้บโป้ยพับผ่า! "

นันทาร้องกรี๊ด คุณหญิงประสิทธิ์ฯ เอื้อมมือคว้าหูนิกรบิดเต็มแรง

"นี่-นี่-นี่ ให้มันรู้จักบ้างว่าเขาเป็นพี่ของแก ประเดี๋ยวแม่ตบหน้าตาหันเลย" พูดจบคุณหญิงก็หันมามองดูกิมหงวน แล้วสะดุ้งโหยงเมื่อแลเห็นอาเสี่ยกำลังจูบนวลละออ "เอิ๊ว-พ่อหงวน, ถอนจมูกเสียทีซีพ่อคุณ ประเดี๋ยวขาดใจตายหรอก"

กิมหงวนเงยหน้าขึ้น ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยกมือขวาทาบหน้าอกซ้าย

"เฮ้อ-ชื่นใจฉิบหายเลย แก้มนวลฮ้อมหอม ให้รากเลือด! " แล้วอาเสียก็แลบลิ้นเลียริมฝีปากแผล็บๆ "ฮื้อ-ชื่นใจๆๆๆๆ "

ประภา, ประไพ กับนันทาหัวเราะลั่น เล่นเอาแม่เสือนวลลออหน้าแดง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวกับเสืออากาศทั้งสาม

"ไปคุยกันบนตึกเถอะวะ จะยืนแกร่วอยู่นี่ทำไมกัน ฮ่ะ-ฮ่ะ เจ้าหงวนแต่งเครื่องแบบนายทหารอากาศดูสง่าผ่าเผยมากทีเดียว"

กิมหงวนยิ้มแก้มแทบแตก

"ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นหรือครับ?"

เจ้าคุณพยักหน้าหงึกๆ

"อือ-มองคล้ายๆ ท่านเกอริง จอมทัพอากาศของเยอรมัน"

อาเสี่ยแกว่งแขนไปมา ผิวปากเบาๆ แล้วหันมาทางเจ้าแห้ว

"เฮ้ย! วิ่งออกไปร้านเจ๊กน่าบ้านเร็ว ตราดำสองขวด โซดาครึ่งโหล วันนี้ข้าจะเลี้ยงคุณอาข้า"

เข้าแห้วหัวเราะเบาๆ

"รับประทานไม่เพียงแต่สง่างามอย่างเดียว ใจคอกว้างขวางยังกะมหาสมุทรแปซิฟิก"

กิมหงวนยักคิ้วแผลบ รีบล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรใบละร้อยปึกเบ้อเร่อออกมา ส่งให้เจ้าแห้ว ๑ ฉบับ

"เอ้า-เอาไปซื้อเหล้ากับโซดา เหลือนอกนั้นมึงเอาไป"

เจ้าแห้วหน้าแดงกล่ำ ยกมือไหว้ปะหลกๆ

"เจ้าประคู้น, ขอให้อาเสียของผมจงเป็นนักบินที่กล้าหาญชาญชัยที่สุดในโลก มีความสุขความเจริญยิ่งๆ เถิดครับ" พูดจบก็หันมาถามเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ "รับประทานพระเดชพระคุณจะรับประทานเหล้าจริงๆ หรือครับ? "

ประมุขบ้าน 'พัชราภรณ์ ขมวดคิ้วย่น

"ก็กินน่ะซี เจ้าหงวนมันเลี้ยงข้านี่หว่า หนอยแน่ จะเล่นร้อยบาทหวานๆ ไป-ไปซื้อมา ตราดำครึ่งโหล โซดาสามโหลก็พอ"

เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

"รับประทาน เอายี่สิบแปดดีกรีไม่ดีหรือครับ เหล้าไทย ไทยขายไทยซื้อ ได้ชื่อว่าปฏิบัติตนตามรัฐนิยม"

ท่านเจ้าคุณยกเท้าถีบเจ้าแห้วปั๋งเข้าให้

"เจ้าของสตางค์เขาสั่งยังไง ก็ต้องทำตามคำเขาสั่ง ไป-เร็ว"

เจ้าแห้วสูดปากลั่น เดินลอยหน้าออกไปจากบ้าน 'พัชราภรณ์' สามหนุ่มสามนางคุยกันจ้อ คุณหญิงประสิทธิ์ฯ กับประภา และท่านเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ไม่ใคร่จะได้พูดอะไร

พลหันมาถามประภา

"ดิเรกหายหน้าไปไหนล่ะครับ คุณภา หรือว่าซ่อนอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์?"

แม่งามยิ้มอ่อนโยน

"ดิเรกถูกเรียกกลับเข้าประจำการค่ะ ไปตั้งแต่วานซืนนี้"

สามเกลอลืมตาโพลง

"ถูกส่งไปอยู่ไหนล่ะครับ? " กิมหงวนถามโดยเร็ว

"จังหวัดตากค่ะ ประจำกองเสนารักษ์ที่นั่น" หล่อนพูดเสียงเครือ "คราวนี้เห็นจะแรมปีนะคะกว่าดิเรกจะได้กลับมาบ้าน?"

กิมหงวนว่า "จะแปลกอะไรครับ เขาไปทำงานเพื่อประเทศชาติ ดิเรกยังดีที่เป็นหมอ ผมสามคนสิครับแย่หน่อย ชีวิตของพวกเราซึ่งเป็นนักบินล่อแหลมต่ออันตรายมาก ง่า-แล้วนี่เจ้าคุณอาไปไหนล่ะครับ?"

ประภายิ้มเล็กน้อย

"ถูกเรียกตัวเหมือนกันค่ะ นายทหารกรมเสนาธิการณ์ ถือคำสั่งด่วนเอามาให้ท่านเมื่อตอนเที่ยง คุณพ่อก็เลยรีบไปกระทรวงกลาโหม ท่านบอกว่าขากลับท่านจะแวะไปบ้านรองเมือง แต่งเครื่องแบบนายทหารมาเลย ถ้าหากท่านกลับเข้าประจำการอีก"

นิกรพูดขึ้นดังๆ

"ว้า-พวกเราต่างมีโอกาสกลับเข้ารบอีกน่าดีใจแฮะ เกิดมาทั้งทีได้เข้าสนามรบเพื่อ ชาติ, สาสนา, พระมหากษัตริย์ ถึงสองครั้ง ว้า-ดีใจจังโว้ย"

กิมหงวน เหวี่ยงศอกกลับกระแทกหน้าอกอ้ายเสือมือกาวดังอั้กๆ แล้วพูดเร็วปรื๋อ

"ดีใจทำไมถึงเสือกเอากะเป๋ามายัดในมือข้า-เอ๊ย เอามือเข้ามายัดในกะเป๋าข้า? "

กะดิ่งทองยิ้มแห้งๆ คณะพรรคหัวเราะลั่น เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สั่นศีร์ษะช้าๆ ยกมือตบบ่าหลานภรรยาของท่าน

"แกเลิกมือไวเสียทีไม่ได้หรือวะ กร? "

นิกรทำตาปริบๆ

"อ้ายใจน่ะมันยอมเลิกละครับคุณอา แต่มือมันไม่ยอมเลิก ผมก็เลยปล่อยมันตามเรื่อง"

นันทาพูดเสริมขึ้น

"วันหนึ่งคงติดตะรางแน่ๆ "

กะดิ่งทองสะดุ้งโหยง

"ติดตะราง ฮะ-มือชั้นนี้รึติดตะราง ทำแช่งดีไปประเดี๋ยวยุให้อ้ายพลมีเมียใหม่เสียเลย"

นันทาชูหลังมืองอๆ ให้น้องชาย

"นี่แน่ะ"

นิกรหลับตาปี๋ แล้วหันมาจะพูดกับกิมหงวน แต่แล้วเขาก็สะดุ้งเฮือก เมื่อแลเห็นอาเสี่ยกำลังจูบนวลละออ

"ฮี้-จูบกันอยู่ได้ พับผ่า ยังกะตายอดตายอยาก อ้ายเราเห็นเข้าแล้วใจแป้วหมด จูบเมียเราบ้างล่ะวะ"

แล้วนิกรก็หันมาจูบประภาดังฟอด โดยเข้าใจผิดว่าประไพ ประภาร้องอุทานออกมาคำหนึ่ง ยกหลังมือปิดปาก ถอยหลังกรูด อ้ายเสือมือกาวหน้าซีดเหมือนไก่ฟัก

"บรื๊อวส์ ขอโทษเถอะครับ ตายห่า ผมนึกว่าประไพ"

ประภาเอ็ดตะโรลั่น

"มีอย่างรึคะ ดิฉันสูงกว่าน้องไพเป็นกอง บ้าจริงๆ เชียว คนผีอะไรก็ไม่รู้"

อ้ายเสือมือกาวยกมือไหว้ปะหลกๆ

"ไม่ได้เจตนาจริงๆ ครับ ให้ตายโหงตายห่าซีเอ้า ผมจากประไพไปตั้งอาทิตย์ คิดว่าประไพสูงขึ้นกว่าเก่าน่ะซีครับ"

นันทาย่องเข้ามายกกำปั้นทุบหลังน้องชายดังพลั่ก

"นี่แน่-แกเผลอกับคุณประภา สามหนทั้งครั้งนี้แล้ว"

"ว้า-พูดอะไรก็ไม่รู้ พี่นันนี่แหละ อ้ายเหรกมันรู้เข้ามันก๊อจะกะทืบฉันเข้าเท่านั้น แหม-เล่นทุบยังงี้ฝีในท้องแตกแน่"

"ดี-ตายห่าเสียทีก็ดี"

นิกรหันมายักคิ้วกับพล

"เฮะ-ลูกเจ้าคุณพูดตายห่า ยังกะผู้หญิงจั้บโป้ย"

นันทาเอ็ดตะโรลั่น

"แกน่ะซีจั้บโป้ย อ้ายหน้าทะเล้น เจ้าประคู้นตกเครื่องบินตายทีเถอะ แม่จะหัวเราะให้ฟันโยกทีเดียว"

อ้ายเสือมือกาวแหกปากหัวเราะลั่น

"ฟันโยกพี่นันก็เลี้ยงแมวตัวผู้ไม่ได้เท่านั้นแหละ"

"ทำไมยะ มันเกี่ยวอะไรกันด้วย? "

นิกรยิ้มแป้น

"เอาเถอะ อย่าถามเลย วันหลังค่อยรู้ โธ่-โตจนมีลูกแล้วยังจะเซ่ออีก เด็กอมมือมันก็รู้ว่าคนฟันโยกเลี้ยงแมวตัวผู้ไม่ได้ ดูแต่อ้ายหงวนซี มันกล้าเลี้ยงแมวตัวผู้เมื่อไหร่"

คุณหญิงประสิทธิ์ฯ หัวเราะจนน้ำตาไหล

"เอาใหญ่แล้วนิกร เหลวไหลจริงเด็กคนนี้"

นิกรเอียงคออมยิ้ม

"ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลครับ เป็นความจริง อย่างคุณอาฟันดีอย่างนี้ ก็เลี้ยงแมวตัวเมียไม่ได้เหมือนกัน อีทรัพย์ของคุณอาน่ะ ให้เขาไปเถอะครับ"

คุณหญิงหยุดยิ้มทันที

"เอ-ประเดี๋ยวแม่ตบหน้าตาหัน ทะลึ่งกับพี่สาวยังไม่พอ ยังมาทะลึ่งกะฉันอีก แกนี่เมื่อไหร่จะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่กับเขาเสียทีนะ ฉันอิดหนาระอาใจแกเต็มทนแล้ว"

กะดิ่งทองหัวเราะชอบใจ

"ปีหน้าแหละครับ อายุครบยี่สิบหกปีบริบูรณ์ เป็นผู้ใหญ่แน่ๆ "

คุณหญิงค้อนขวับ ก่อนที่ท่านจะพูดอะไรต่อไปอีก ทุกคนก็แลเห็นรถอ๊อสตินเก๋งคันหนึ่งเลี้ยวเข้ามาในบ้าน ผู้ที่นั่งอยู่ตอนหลังรถ แต่งเครื่องแบบนายทหารบก ที่อินทะนูปรากฏเครื่องหมายยศนายพลโท

เจ้าคุณปัจจนึกพินาศนั่นเอง

รถแล่นมาหยุดห่างจากคณะพรรคเล็กน้อย มั่นคนขับรีบลงมาเปิดประตูตอนหลังให้ ท่านเจ้าคุณก้าวลงจากรถอย่างสง่าผ่าเผย ร้องทักพล, นิกร, กิมหงวนเสียเอ็ดตะโร

"ฮัลโล่-หลานชายโว้ย ไม่ได้พบกันเกือบสิบวันแล้ว" พูดจบท่านก็เดินเข้ามาหาสามเกลออย่างรีบร้อน สะเปอร์ที่ส้นรองเท้าสะดุดกัน ทำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ เสียหลัก เซแซ่ดๆ หัวซุนเกือบหกล้ม

ไม่มีใครกล้าหัวเราะ เพียงแต่อมยิ้ม เสืออากาศทั้งสามชิดเท้าตรง ยกมือวันทยาหัตถ์อย่างแข็งแรง พลกล่าวทักท่าน

"สวัสดีขอรับ คุณอา ผมปลื้มใจมากที่คุณอาได้แต่งเครื่องแบบนายทหารอีก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะ ถอดหมวกแก๊บออกแต่แล้วก็รีบสวมตามเดิม เมื่อเห็นกิมหงวนอ้าปากหวอ จ้องมองดูศีร์ษะท่าน แล้วเจ้าคุณก็ค้อนปะหลับปะเหลือก

"อ้ายหลานชาย" ท่านกล่าวกับสามเกลอ "อากลับเข้าประจำการแล้ว ทางราชการได้แต่งตั้งให้อาเป็นแม่ทัพด้านตะวันตกเฉียงเหนือ พรุ่งนี้อาจะเดินทางโดยเครื่องบินของกองทัพอากาศไปเมืองตาก เพื่อควบคุมทหารเตรียมบุกประเทศพะม่าในวันสองวันนี้"

นายพัชราภรณ์ตื่นเต้นยินดีไม่น้อย

"โอ-ถ้าเช่นนั้น พวกเราก็จะได้อยู่ใต้บังคับบัญชาของคุณอาอีกน่ะซีครับ ทางกองทัพอากาศจะส่งผมสามคน ไปประจำฝูงบินขับไล่จังหวัดตากในวันสองวันนี้เหมือนกัน"

ท่านแม่ทัพทำหน้าตื่น

"งั้นรึ-ดีทีเดียว แกอยู่ในบังคับบัญชาของอาแน่ๆ อย่าสงสัยเลย ถึงแม้แกจะอยู่ที่ไหน แกก็ต้องอยู่ในบังคับบัญชาของอา เพราะอาเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารสูงสุดอีกตำแหน่งหนึ่ง สงครามคราวนี้เป็นงานใหญ่มาก ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้แต่งตั้งให้อากับพระไพรีพินาศฯ เป็นผู้ช่วยของท่าน อ้ายหลานชาย แกสามคนมีโอกาสได้สร้างเกียรติยศชื่อเสียงอีกครั้งหนึ่งแล้ว"

กิมหงวนยิ้มแป้น ก้มลงมองดูอินทะนูบนบ่าเจ้าคุณแม่ทัพ แล้วจุ๊ย์ปาก

"พับผ่า ถ้าอั๊วเป็นนายพลโทอย่างงี้ละก้อ พ่อเดินข้อกางเต็มถนนเลย"

นวลละออพูดเสริมขึ้น

"นั่นน่ะซีคะ เขาถึงไม่ให้เฮียเป็น"

เจ้าคุณปัจจนึกหัวเราะก้าก ถอดหมวกแก๊บออกหนีบรักแร้ไว้ หันมาคุยกับเจ้าคุณและคุณหญิงประสิทธิ์ฯ ท่านผู้ใหญ่ทั้งสองต่างพากันแสดงความยินดี ที่ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ดำรงตำแหน่งอันสำคัญของประเทศในยามนี้

คุณหญิงว่า "เราจะบุกประเทศพะม่าเมื่อไหร่คะ เจ้าคุณ? "

ท่านแม่ทัพอมยิ้ม

"ผมบอกคุณหญิงไม่ได้หรอก เพราะเป็นความลับในทางทหาร คุณหญิงคอยฟังคำแถลงการณ์ของรัฐบาลทางวิทยุก็แล้วกัน"

คุณหญิงประสิทธิ์ฯ ยิ้มแห้งๆ

"ง่า-เรามีกำลังทหารสักกี่หมื่นคนคะ? "

กิมหงวนสะดุ้ง ปรี่เข้ามาคว้าข้อมือคุณหญิง

"ไปโรงพักเถอะครับคุณอา โธ่-เสียแรงที่ผมเคารพนับถือราวกับแม่บังเกิดเกล้า คุณอากลับกลายเป็นแนวห้าไปได้"

คุณหญิงหัวเราะลั่น

"อะไรกัน พ่อหงวน แนวห้าแนวหกตะหวักตะบวยอะไรฉันไม่รู้จัก"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"ทีหลังคุณอาอย่าถามความลับในทางราชการทหารอีกนะครับ คุณอาถามล้วนแต่ข้อสำคัญๆ ทั้งนั้น เมื่อไหร่จะบุกพะม่า และทหารของเรามีเท่าใด นี่ถ้าเป็นคนอื่นผมรวบเอาไปโรงพักแล้ว แต่สำหรับคุณอาผมรู้ว่าไม่มีเจตนาอะไร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"เขาห้ามครับ คุณหญิง เรื่องพรรค์นี้บอกให้ใครรู้ไม่ได้ ผมเป็นแม่ทัพ ผมรู้กำลังรบของเราดีแต่ผมพูดไม่ได้ เพียงแต่จะบอกคุณหญิงว่า ทหารของเราในด้านแนวรบตะวันตกเฉียงเหนือ มีสามแสนห้าหมื่นคน ผมก็บอกไม่ได้ หรือถึงแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่า เรามีเครื่องบินขับไล่ประมาณพันห้าร้อยเครื่อง ผมก็บอกไม่ได้เหมือนกัน"

"ฮี้ย์" กิมหงวนร้องเหมือนม้า "บอกไม่ได้แต่ว่าพูดเรื่อย โธ่-ประเดี๋ยวผมฟ้องเลยว่า คุณอาเปิดเผยความลับ"

เจ้าคุณหน้าเหรอ

"เอ-อ้อ อ้ายเราก็พูดเรื่อยเปื่อยจนพลั้งออกมา"

นิกรพูดขึ้นเบาๆ

"นี่แหละ คบเด็กสร้างบ้าน"

เจ้าคุณทำปากจู่ ยกเท้าเตะนิกรดังพลั่ก แล้วพูดต่อ

"คบหัวล้านสร้างเมือง"

"แน่-แน่ ผมยังไม่ได้พูดต่อสักหน่อย ฮี้ย์-หาเรื่องเตะเราเฮะ"

ท่านเจ้าคุณยักคิ้วแผล็บ

"อย่าหน่อยเลยน่า ฉันเกิดก่อนแกหรอก"

คณะพรรคอมยิ้มไปตามกัน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พาวงศาคณาญาติของท่านขึ้นบันไดก่อน ตรงเข้าไปในห้องโถง พล, นิกร, กิมหงวนตั้งใจว่า หลังจากรับประทานอาหารค่ำแล้ว เขาจะแต่งกายพลเรือน ไปเที่ยวหาเหล้าดื่มกันให้หายอยาก ถึงแม้จะมีการพรางไฟทั่วประเทศ แต่ 'แฮ๊ปปี้ฮอลล์' ก็คงเปิดการจำหน่ายเหล้าเบียร์และอาหารตามปกติ ดูเหมือนจะขายดีกว่าเก่าเสียด้วยซ้ำ เพราะที่นั่นใช้ไฟพรางแล้วเพียงดวงเดียว กิมหงวนได้ทราบข่าวจากวงการที่ใกล้ชิดว่า พวกแม่เสิฟสาว 'แฮ๊ปปี้ฮอลล์' ถือโอกาสพรางไฟนุ่งแต่สะเกิ๊ตตัวเดียวเท่านั้น ปล่อยหน้าอกล่อนจ้อน ข่าวนี้เองทำให้สามสหายลามาเที่ยวกรุงเทพฯ

เสียงแผ่นเหล็ก ที่ประตูใหญ่นอกถนนหน้าบ้าน 'พัชราภรณ์' ดังกังวาน ๔ ครั้ง จวนจะใกล้รุ่งแล้ว ดวงจันทร์ส่องสว่างสลัวๆ กราดแสงนวลไปทั่วบริเวณ คนในบ้าน 'พัชราภรณ์' กำลังนอนหลับสนิทอากาศหนาวเย็นเยือกจับใจ ดุเหว่าแว่วเสียงมาตามลม ลัดดาออกดอกขาวสะพรั่ง มองดูเรือนต้นไม้ขาวโพลง

ราตรีนี้แหละ มันเป็นวันสำคัญที่ท่านผู้อ่านทั้งหลายจะต้องจดจำไว้ให้มั่น วันที่ ๘ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๕ วันที่อังกฤษส่งฝูงเครื่องบินเข้ามาโจมตีกรุงเทพพระมหานคร ทิ้งระเบิดเพลิง, ระเบิดทำลาย และระดมยิงพลเมืองไทย ซึ่งกำลังนอนหลับด้วยปืนกลอากาศ

อังกฤษอวดตัวนักหนาว่าเป็น 'อารยชาติ' แต่อังกฤษกระทำการรบอย่างป่าเถื่อน, โหดร้าย ทิ้งบอมบ์อย่างเดาสุ่ม ลงบ้านเรือนราษฎรที่ไม่มีความสำคัญในทางทหาร แต่เดชะบุญคุณพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย มีอาทิเช่น พระเสื้อเมือง, พระทรงเมืองอันเรืองฤทธิ์ ได้ช่วยคุ้มครองรักษา ลูกระเบิดของมันเกือบทั้งหมดตกลงมาด้าน การโจมตีในวันนั้นไม่มีคนไทยเสียชีวิตเลย นอกจากชาวต่างประเทศ คือเจ๊กและแขกไม่กี่คน แทบจะกล่าวได้ว่า เราได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ข้าพเจ้าจะได้เริ่มต้นเปิดฉากการโจมตีของเครื่องบินอังกฤษฝูงนั้น ซึ่งอุตส่าห์เกินทางมาจากย่างกุ้ง

พล, นิกร, กิมหงวนของเรา นอนหลับสนิทกรนคร่อกๆ อยู่ที่เฉลียงตึก 'สี่สหาย' สามเกลอยังอยู่ในเครื่องแต่งกายแบบสากล นอนกลิ้งทูตอยู่บนพื้นกระดานอันเย็นเฉียบ ไม่มีหมอน, ไม่มีผ้าห่ม กลิ่นแอลกอฮอล์ฟุ้งไปหมด คล้ายๆ กับโรงต้มกลั่นสุราบางยี่ขัน

สามเกลอไปดูภาพยนตร์ 'ปางแม่รัก' ที่โอเดียนรอบหัวค่ำ ออกจากโรงหนังบึ่งรถไป 'แฮ๊ปปี้ฮอลล์' ดื่มเหล้ากันอย่างหัวราน้ำ เมาแทบไม่เป็นผู้เป็นคน หลับอยู่ใน 'แฮ๊ปปี้ฮอลล์' ในราว ๒ นาฬิกาของวันใหม่ จึงส่างเมาตื่นขึ้น แล้วก็พากันกลับบ้าน

พล, นิกร, กิมหงวน ถูกเมียบล็อกเคตหรือปิดอ่าว คือไม่ยอมเปิดประตูห้องให้นอนด้วย แม้แต่เพียงร้องขอผ้าห่มและหมอนก็ไม่ได้รับความกรุณา ตกลงต้องนอนกันหน้าห้อง

เสียงกรนของสามเกลอราวกับวัวฝูงใหญ่ๆ ร้องประสานเสียงขึ้นพร้อมๆ กัน อาเสี่ยกรนดังกว่าเพื่อน นอนโก้งโค้งตูดโด่ง, นิกรนอนหงายไขว้ห้าง มือซ้ายหนุนต่างหมอน มือขวาก่ายหน้าผาก, พลนอนตะแคงข้าง ขาขวาวางอยู่บนท้ายทอยอาเสีย ด้วยเข้าใจว่าหมอนข้าง

กำลังหลับสนิท นายพัชราภรณ์ก็สะดุ้งเฮือกตกใจตื่น ตามสัญชาติญาณอันว่องไวของเขา เสียงหวูดสัญญาณภัยทางอากาศครวญครางขึ้นทำลายความเงียบตอนใกล้รุ่งอรุณ

พลพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง กะชากแขนนิกรและยกเท้าถีบอาเสียปั๋งเข้าให้

"เฮ้ย-อ้ายกร-อ้ายเสี่ย ลุกโว้ย! "

กิมหงวนลุกขึ้นทันที ยกมือขยี้ตาแล้วกล่าวถาม

"อะไรวะ หา? "

พลพูดละล่ำละลัก

"เราถูกโจมตีทางอากาศแล้ว นั่น-ฟังเสียงหวูดซี"

อาเสี่ยสะดุ้งเฮือก ทันใดนั้นเสียงระเบิด ของลูกระเบิดทำลายขนาด ๑๐๐ ก.ก. ก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาแต่ไกล ระคนกับเสียงเครื่องบินและเสียงหวูด เสียง ปตอ. ดังสนั่นหวั่นไหว

"เหวอเออ! " กิมหงวนร้องลั่น หันมาฉุดอ้ายเสือมือกาวให้ลุกขึ้น "เฮ้ย-ฉิบหายแล้วลุกขึ้นโว้ย! "

นิกรงัวเงียลุกขึ้น

"แล้วกันโว้ย คนกำลังนอนหลับ เสือกปลุกหาตะหวักตะบวยอะไรกัน? "

พลยกมือตบศีร์ษะเพื่อนเกลอดังฉาด

"พ่อมึงมาทิ้งลูกระเบิดแล้ว ได้ยินไหม? "

กะดิ่งทองค้อนขวับ

"ช่างมันปะไรโว้ย บ้านในกรุงเทพฯ ตั้งโกฏิหลัง ถ้าลูกระเบิดมันตกลงบ้านเรา ก้เท่ากับว่าเราถูกล๊อตเตอรี่เท่านั้นแหละ"

พลกับกิมหงวนช่วยกันฉุดอ้ายเสือมือกาวให้ลุกขึ้นยืน บรรดาคนใช้ในบ้าน 'พัชราภรณ์' ต่างตระหนกตกใจลุกขึ้นจากที่นอน ไฟฟ้าทุกดวงดับมืด เสียงตึงตังโครมคราม เสียงร้องตะโกนกู่เรียกกันดังเซ็งแซร่ไปหมด

ประไพ, ประภา, นันทา, นวลละออ สวมเสื้อนอนเปิดประตูวิ่งพรวดพราดออกมาจากห้อง แม่งามทั้งสี่แลเห็นสามเกลอก็ใจชื้น

"เฮีย-เฮียขา เราจะหลบไปทางไหนกันดี? " นวลละออพูดละล่ำละลัก ฟันล่างกับฟันบนกะทบกัน เป็นธรรมดาของคนมีสตางค์ที่ขี้ขลาด กลัวตายยิ่งกว่าคนจน

กิมหงวนยิ้มเล็กน้อย เขาหายตื่นเต้นแล้ว เลือดนักบินฉีดไปทั่วตัว อาเสียพูดกับแม่งามทั้งสี่

"เร็ว-วิ่งไปตึกใหญ่ ชวนคุณอาทั้งสองออกไปสวนหลังบ้าน ที่นี่ดาดฟ้าตึกขาวโพลง ไม่ปลอดภัยหรอกครับ"

นิกรได้ทีก็พูดขู่ขวัญพี่สาว

"เร็วซี พี่นัน เครื่องบินใกล้เข้ามาแล้ว ประเดี๋ยวถูกลูกระเบิดไส้ทะลักไม่รู้นา ยังชักช้าอยู่อีก"

นันทาหน้าซีดปากสั่น วิ่งปุเลงๆ ลงบันไดไปข้างล่าง นวลละออ, ประไพ, ประภา โกยอ้าวติดตามไปสามเกลอหัวเราะลั่น ต่างทอดสายตามองออกไปข้างหน้า ไฟฉายหลายดวงส่องสว่างจับท้องฟ้า แลเห็นเครื่องบินทิ้งระเบิดทางไกลหนึ่งเครื่อง บินอยู่ในระยะต่ำสีขาวโพลง มีเครื่องบินขับไล่แบบสปีตไฟร์สองเครื่องเป็นพี่เลี้ยง ปตอ. ภาคพื้นดินของเราระดมยิงอย่างหนาแน่น กะสุนแตกระเบิดข้างๆ เครื่องบินทั้งสามลำนั้น

พลเขย่าแขนเพื่อนเกลอทั้งสอง

"รีบกลับดอนเมืองโว้ย ไปเดี๋ยวนี้แหละ"

กิมหงวนพยักหน้า

"เออ-จริงโว้ย บึ่งรถไปครึ่งชั่วโมงก็ถึง เร็วแต่งตัว"

ครั้นแล้ว เสืออากาศทั้งสามก็แยกย้ายกันวิ่งเข้าไปในห้องนอนของตน ในราว ๕ นาทีพลก็แต่งตัวนายทหารอากาศเสร็จเรียบร้อย เขาวิ่งออกมาจากห้องตรงมาห้องนิกร หยุดยืนหน้าประตู

"เฮ้ย! เสร็จหรือยัง? "

"เดี๋ยว-เดี๋ยวโว้ย ยุ่งกันใหญ่แล้ว ผ่าเอากางเกงมาสวมต่างเสื้อ"

พลมีกิริยากะสับกะส่าย

"เร็วซี อ้ายเปรต"

"ประเดี๋ยว" นิกรเอ็ดตะโร "มันมืดนี่หว่า วู้-ยังไงกันไม่รู้โว้ย เอ้า-ตายห่า นึกว่าเกือกกลายเป็นหมวกไปฉิบ"

กิมหงวนวิ่งทะเลิ่กทะลั่กออกมาจากห้อง

"อ้ายกรยังไม่เสร็จอีกรึ พล? "

พลว่า "ยัง, แกดีมาก แคล่วคล่องว่องไวสมเป็นทหาร อ้าว-ทำไมไม่ใส่เกือกล่ะ? "

กิมหงวนทำคอย่น ก้มลงมองดูเท้าแล้วกะโดดตัวลอย วิ่งจู๊ดกลับเข้าไปในห้อง นิกรรำป้ออกมามือถือเข็มขัดสายรัดกุม"

"เสร็จแล้วโว้ย อ้ายหงวนล่ะ? "

พลยิ้มเล็กน้อย

"อ้ายหงวนลืมใส่เกือก ง่า-แกสวมเสื้อเสียให้ถูกซีวะ ทำไมดันเอาข้างหน้าไปไว้ข้างหลัง แล้วแกขัดกะดุมได้อย่างไรกัน? "

กะดิ่งทองสะดุ้งโหยง มองดูตัวเอง

"แล้วกัน ว้า-มิน่าล่ะ มันดูตึงๆ หน้าอกชอบกล" พูดจบก็ถอดเสื้อฟอร์มออกสวมให้ถูกต้อง

กิมหงวนโกยอ้าวออกมา นายพัชราภรณ์นึกถึงท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ก็รีบบอกกับเพื่อนเกลอทั้งสอง

"เฮ้ย! คุณอาล่ะ? "

อาเสี่ยลืมตาโพลง มองไปทางห้องเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ถ้าจะยังไม่ตื่นกะมังโว้ย หรือม่ายก็ตกใจหยิบอะไรไม่ถูก ยืนเซ่ออยู่ในห้องเป็นแน่ เร็ว-ไปหาท่านเถอะ ท่านจะต้องไปรายงานตัวที่กระทรวงกลาโหม"

สามเกลอวิ่งเหยาะๆ มาตามเฉลียงตึก หยุดยืนหน้าห้องเจ้าคุณปัจจนึกฯ อาเสี่ยยกกำปั้นทุบประตูติดๆ กันหลายครั้ง

"คุณอา! คณอาครับ! คุณอา! "

"รู้แล้วโว้ย! " เจ้าคุณตวาดแว๊ด แล้วพูดเสียงปกติ "ตื่นเต้นไปได้ เราเป็นทหารต้องใจเย็น ไม่ควรหวั่นไหวต่อเหตุการณ์เช่นนี้ ซึ่งเป็นของธรรมดาของการสงคราม พวกแกรีบแต่งตัวกลับไปดอนเมืองซี"

พลตะโกนพูดกับท่าน

"เรียบร้อยแล้วครับ เรากำลังจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้"

"เออ-ดี" พูดจบ ประตูห้องเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เปิดออก ท่านเจ้าคุณอยู่ในเครื่องแบบนายทหารคาดสายรัดกุมเรียบร้อย มีปืนพกอยู่ในซอง สวมหมวกแก๊บเอียงขวาเล็กน้อย คาบกล้องยาเส้นอย่างผ่าเผย เดินออกมาจากห้องอย่างแช่มช้า คล้ายกับจะอวด พล, นิกร, กิมหงวน ว่าท่านมีใจเยือกเย็นสมกับที่ท่านเป็นแม่ทัพ เจ้าคุณยกมือตบบ่าพลเบาๆ "ฟังซีเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันให้ลั่นบ้าน ตื่นเต้นไม่เข้าเรื่อง เรื่องพรรค์นี้น่ะอาเคยผจญมามากแล้ว เลยไม่ตกใจ เห็นไหมล่ะอาแต่งตัวอย่างเรียบร้อย จะไปควบคุมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเดี๋ยวนี้"

สามเกลอมองดูท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วหัวเราะงอหาย กิมหงวนถึงกับทรุดตัวลงนั่งเอามือกุมท้อง เจ้าคุณชักฉิวก็ยกเท้าเตะพลั่กเข้าให้

"หัวเราะอะไรวะ อ้ายเวร! "

อาเสี่ยลุกขึ้นยืน ปล่อยเสียก้ากใหญ่

"คุณอา-ฮ่ะ-ฮ่ะ ขืนแต่งตัวยังงี้ออกไปจากบ้านละก้อถูกหมาฟัดแน่ๆ เชียวครับ โอย-เจ็บท้อง คุณอามองดูท่อนล่างซิครับ"

ท่านแม่ทัพสะดุ้งเฮือก ก้มมองดูตัวเองแล้วท่านก็ใจหายวาบ ท่านคงสวมแต่กางเกงขาก๊วยเท่านั้นแต่ท่อนบนเรียบร้อย เจ้าคุณร้องว๊ากโกยอ้าวกลับเข้าไปในห้อง สักครู่หนึ่งก็สวมกางเกงฟอร์มเรียบร้อย เดินตีหน้าปูเลี่ยนๆ ออกมา ทั้งสี่คนรีบลงบันไดไปข้างล่าง

ที่ตึกใหญ่

ความอลเวงได้เกิดขึ้นทั่วตึก เครื่องบินสปีตไฟร์เครื่องหนึ่ง จิกหัวยิงปืนกลกราดเข้ามาในเขตต์บ้าน 'พัชราภรณ์' หลายนัด ขณะนี้คนใช้ชายหญิงทุกๆ คน พร้อมด้วยแม่งามทั้งสี่ได้มารวมกันอยู่ในห้องโถงชั้นล่าง นันทากับนวลลออช่วยกันร้องตะโกนเรียกเจ้าคุณกับคุณหญิงประสิทธิ์ฯ ซึ่งท่านทั้งสองยังป้วนเปี้ยนอยู่ข้างบน

แล้วเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็ลากคุณหญิงของท่านถูลู่ถูกังลงบันไดมาคุณหญิงประสิทธิ์ฯ หมดสติแล้ว ท่านเป็นคนขี้ตกใจมาก เพียงแต่รู้ว่าไฟไหม้ก็ถึงกับเยี่ยวราด จะไหม้ใกล้หรือไกลก็ตาม แต่ถ้าเห็นแสงเพลิงด้วยแล้วเป็นลมจับทีเดียว

คุณหญิงขาสั่นพั่บๆ เสียง ปตอ. กับเสียงเครื่องบินทำให้ท่านอกสั่นขวัญหาย ก็ทำไมเล่าท่านจะไม่กลัวตาย ในเมื่อท่านมีเงินตั้งหลานแสน

"เจ้าคะ-คุณ-ขา ลูกระ-บะ-เบิดมัน-จะ-ตะ-ตกลงที่บ้าน-ระ-เราไหมคะ? "

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็มีกิริยาเช่นเดียวกับคุณหญิง

"ว่า-มะ-ไม่-ได้ เผื่อ-มะ-มันเข้าใจว่า บะ-บ้าน-ระ-เราเป็นคลังน้ำมัน อ๋อย-บินอยู่เหนือหลังคาตึกแล้ว ถ้าจะส่งพลร่มลงมาก็ไม่รู้"

คุณหญิงประสิทธิ์ฯ ยืนตัวสั่นเหมือนลูกนก สายตามองออกไปนอกบ้าน ทันใดนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ พาพล, นิกร, กิมหงวนวิ่งขึ้นบันไดมา จากแสงสว่างของพระจันทร์ที่มีเพียงสลัวๆ คุณหญิงจึงจำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร รู้แต่เพียงว่าเป็นทหาร

"ว้าย-ตายแล้ว! " ท่านร้องสุดเสียง "พลร่มเข้ามาในบ้านเราแล้ว อิติปิโสภควา อย่าฆ่าฉันเลยจ้า อยากได้อะไรก็ขนเอาไปเถอะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาสามเกลอเดินเข้ามาในห้องโถง ซึ่งมืดมิดราวกับอยู่ในถ้ำ และมีคนแน่นเหมือนกับที่หลบภัยทางอากาศ

"เจ้าคุณ! คุณหญิงครับ! "

คุณหญิงประสิทธิ์ฯ ถอนหายใจโล่งอก

"โอ-เจ้าคุณปัจจนึกดอกหรือคะ? " ท่านพูดเสียงสั่น "ดิฉันนึกว่าพลร่มเสียอีก"

กิมหงวนพูดขัดขึ้นทันที

"พลร่มอะไรกันครับหัวล้าน"

เจ้าคุณหันขวับมาทางกิมหงวน เข้าใจว่าพลเป็นอาเสี่ยก็ยกมือตบหน้าฉาด

"นี่แน่ะ ทาลึ่ง"

พลร้องลั่น "ปู้โธ่-ผมยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ"

ท่านแม่ทัพทำคอย่น

"อ้าว-นึกว่าอ้ายหงวน ขอโทษทีโว้ย อ้ายหงวน! อ้ายหงวนอยู่ไหน? "

เงียบ-ไม่มีเสียงขานรับ เครื่องบินข้าศึกบินฉวัดเฉวียนอยู่เหนือหลังคาตึก ทุกคนยืนนิ่งแทบไม่หายใจ นิกรหากำไรจากพวกสาวใช้ จูบคนโน้นบ้างคนนี้บ้าง คว้าไขว่เล่นอย่างฟรีๆ

คุณหญิงประสิทธิ์ฯ ร้องขึ้นดังๆ

"โว้ย-ใครจูบข้าหา? เลือกเอาแต่คนสาวๆ ซีโว้ย แล้วกัน"

ลูกระเบิดทำลายลูกหนึ่ง หล่นลงริมรั้วนอกถนนหน้าบ้าน 'พัชราภรณ์' เสียงระเบิดดังราวกับฟ้าผ่า

"บึ้ม! "

"ว้าย-ตาเถรหัวล้านช่วยด้วย! " คุณหญิงประสิทธิ์ฯ ร้องเสียงหลง

ภายในห้องเกิดรวนกันจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร พลร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ออกไปสวนหลังบ้านให้หมด เร็ว! คุณแม่ครับ ผมสามคนจะไปดอนเมืองเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอกครับ"

คุณหญิงพูดเร็วปรื๋อ

"เออ-ไปเถอะลูก เอาเรือบินขึ้นรีบมายิงกับมัน สวัสดีมีชัยลูกรักของแม่"

ครั้นแล้วบริษัทตาแหกก็พากันวิ่งปุเลงๆ ออกไปทางหลังตึก ล้มลุกคลุกคลานไปตามกัน สามเกลอกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งออกมาทางหน้าตึก ตรงไปยังโรงรถ

พล, นิกร, กิมหงวนก้าวขึ้นนั่งบนสะตู๊ดเก๋ง ส่วนเจ้าคุณขึ้นนั่งบนอ๊อสตินของท่านตามลำพัง รถเก๋งทั้งสองคันแล่นออกจากโรงอย่างรวดเร็ว ท่านแม่ทัพมุ่งตรงไปกระทรวงกลาโหม พล, นิกร, กิมหงวนตรงไปดอนเมือง นายพัชราภรณ์เป็นคนขับ สะตู๊ดเก๋งวิ่งราวกับลมพัด อาศัยแสงจันทร์ส่องนำทาง

การโจมตีทางอากาศของนักบินข้าศึก คงดำเนินต่อไปอย่างโหดร้ายปราศจากธรรมะ แต่ ปตอ. ของเรายิงขัดขวางไม่ยอมให้มันทำงานได้ถนัด ข้าศึกทิ้งระเบิดตามบุญตามกรรม พระท่านย่อมคุ้มครองฝ่ายธรรมะ ลูกระเบิดของมันเป็นส่วนมากด้าน ที่ระเบิดก็ถูกบ้านช่องราษฎรเสียหาย เกิดไฟไหม้เล็กน้อย

อังกฤษเอ๋ย อ้ายชาติที่โลภโมโทสัน เป็นต้นเหตุให้ไฟสงครามลุกลามไปทั่วโลก จักรภพของมึงจะต้องถึงกาลพินาศล่มจมในไม่ช้านี้ เยอรมันกับอิตาลีจะขยี้มึงทางภาคยุโรป และทางเอเชียนี้กูกับญี่ปุ่นมหามิตรของกู จะทำลายล้างมึงเอง การทิ้งระเบิดของมึงในคืนวันนี้จะทำให้คนไทยทั้งชาติ ร่วมมือร่วมใจกับรัฐบาล ล้างมึงให้หมดโลก

คนไทยคนไหนที่ยังยกย่องบูชาอังกฤษอยู่ มันผู้นั้นคือบุคคลที่ทรยศต่อชาติ

๕.๐๐ น. เศษ สะตู๊ดเก๋งวิ่งฝ่นตลบมาตามถนนประชาธิปไตย ถึงดอนเมืองโดยสวัสดิภาพ กิมหงวนกับนิกรนั่งตัวแข็งมาตลอดทาง นายพัชราภรณ์ขับขนาดน้องๆ ท่านพีระ ทำความเร็วถึง ๕๕ ไมล์ต่อชั่วโมง

พอเข้าเขตต์ถนนหน้ากองทัพอากาศ พลก็เบารถให้แล่นช้าลงทันที เพราะเกรงว่ายามรักษาการณ์จะเข้าใจผิด เอาปืนกลกระหน่ำเข้าให้

ทหารยามหมู่หนึ่งถือปืนในท่าเฉียงอาวุธ ออกมายืนขวางถนน

"หยุด! หยุด! "

พลเหยียบห้ามล้อพรึด ผู้บังคับหมู่ทหารรักษาการณ์วิ่งเข้ามาข้างรถ

"รถใคร? "

พลตอบเป็นระหัสลับ

"ส.เสือ"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"ถูกเช้าแทงหู้ค่ำ เลยแดก"

ทหารยามหัวเราะครืน รู้แล้วว่าเป็นรถของเสืออากาศทั้งสาม

"เชิญได้ครับ"

สะตู๊ดเก๋งออกแล่นต่อไปอีก เลี้ยวซ้ายเข้าเขตต์กองทัพอากาศ แต่แล้วก็ถูกยามรักษาการณ์อีกพวกหนึ่งออกมาห้าม

"หยุด-หยุด รถใคร? "

พลจำเสียงพันจ่าอากาศโทโต้งได้ก็ร้องตอบ

"อั๊วเองโว้ย"

ผู้บังคับหมวดกองรักษาการณ์หัวเราะ

"อ้อ-คุณพลรึ เชิญเถอะครับ ท่านผู้บังคับฝูงโทรศัพท์ไปที่บ้านคุณตะกี้นี้เอง ทางบ้านเขาบอกว่าคุณเดินทางมาแล้ว ง่า-ผมได้ข่าวว่าคุณกิมหงวนเป็นอหิวาต์ตายเมื่อตอนหัวค่ำหรือครับ? "

อาเสี่ยสะดุ้งโหยงก้มลงหยิบเหล็กงัดยาง ยื่นมืออกไปนอกรถฟาดกะบาน พ.อ.ท. โต้งดังป๊อก

"ยังไม่ตายโว้ย นี่-อยู่นี่"

โต้งอ้าปากหวอ พลเข้าเกียร์นำรถออกแล่นต่อไป เลี้ยวขวามือมาหยุดที่หน้าตึกกองบัญชาการ

สามเกลอก้าวลงจากรถอย่างรีบร้อน ณ ที่นั้นเขาแลเห็นนายทหารนักบินไทย-ญี่ปุ่นราว ๒๐ คนยืนออกันอยู่หน้าตึก มองดูแสงไฟฉายทางกรุงเทพฯ ซึ่งกำลังค้นหาเหยี่ยวราตรีทั้งสาม

พล, นิกร, กิมหงวนพากันเดินตรงเข้ามา มีเสียงห้าวๆ ของพระควงสว่านดังขึ้น

"ใคร? พล, นิกร, กิมหงวนใช่ไหม? "

สามเกลอชิดเท้าตรง วันทยาหัตถ์มับ

"ขอรับกระผม เกล้ากระผมเสืออากาศทั้งสามขอรับ" เสี่ยหงวนพูดฉาดฉาน บรรดานายทหารนักบินหัวเราะคิกคักไปตามกัน

ท่านผู้บัญชาการทหารอากาศเดินเข้ามาหาสามเกลอ

"ดีมาก-ดีมาก ที่เธอรีบกลับมา อย่างนี้สิน่า เราเป็นทหารเมื่อมีอะไรเกิดขึ้นเราก็ต้องรีบกลับกรมกอง" พูดจบคุณพระก็ถามนายพัชราภรณ์ "เป็นยังไงบ้างพล กรุงเทพฯ คงไม่เสียหายเท่าไรนัก ไม่ใช่หรือ? "

"ครับผม ขณะที่กระผมเดินทางมานี่ มีเพลิงไหม้แห่งเดียวเท่านั้นแหละครับ กระผมขอถือโอกาสนี้เรียนขออนุญาตใต้ เท้าเพื่อนำเครื่องบินไปต่อสู้กับมันขอรับ"

คุณพระยิ้มแป้น ตบบ่าพลเบาๆ

"เธอสามคน ต้องการจะไปปราบอ้ายพวกตาน้ำข้าว ที่มารังควานพระนครของเรายังงั้นหรือ? "

นิกรแหกปากตะโกนลั่น

"ครับผม"

ท่านผู้บัญชาการสะดุ้งโหยง

"พูดเบาๆ ก็ได้จ้ะ คุณนิกร ฉันยืนอยู่ห่างเธอเพียงวาเดียวเท่านั้น" พูดจบพระควงสว่านฯ ก็หันมาส่งภาษาอังกฤษกับ น.อ.ท. มาโยกะกูซีวะ ผู้บังคับฝูงบินผะสมไทย-ญี่ปุ่น และปรึกษากับหลวงอึกกะทึกเวหาด้วย

ในที่สุด ผู้บังคับบัญชาก็เห็นสมควร ที่จะให้ พล, นิกร, กิมหงวน นำเครื่องบินรบตอนกลางคืนเดินทางไปต่อสู้ทำลายเครื่องบินข้าศึก

ท่านผู้บัญชาการสั่งนายทหารคนหนึ่ง ให้รีบไปเตรียมเครื่องบินให้สามเกลอทันที แล้วคุณพระควงสว่านฯ ก็หันมาพูดกับ พล, นิกร, กิมหงวน

"เมื่อเธอสามคนสมัครใจเช่นนี้ ฉันก็อนุญาต แต่มันออกจะเสี่ยงอันตรายหน่อยนา"

กิมหงวนตวาดแว๊ด

"เถอะน่า อ้ายนั่นมันเรื่องของผม"

"อุวะ! " ท่านผู้บัญชาการเอ็ดตะโร "แกเสือมาดุฉันทำไม ฉันเป็นนายแก รู้ไหม? "

"แน่-ใต้เท้าละก้อยังงี้แหละ ดุผมตั้งโกฏิหน ผมไม่เคยปริปากโต้เถียงแม้แต่คำเดียว พอผมดุเข้าให้บ้างเท่านั้นละโกรธ เป็นทหารใจคอหนักแน่นหน่อยซีครับ โธ่-ทำเป็นคนใจน้อยไปได้ หัวหูก็ไม่ล้าน"

พระควงสว่านฯ อมยิ้ม เดินเข้ามาก้มกระซิบกับกิมหงวนเบาๆ

"นี่-แกต้องจำไว้ว่า ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นของแก จะพูดจะจากับฉันละก้อ ต้องมีสัมมาคารวะบ้าง เข้าใจไหม อ้ายห่า? "

กิมหงวนยกมือวันทยาหัตถ์

"ครับ-ขอบพระเดชพระคุณครับ"

ท่านผู้บัญชาการอดหัวเราะไม่ได้ ท่านกล่าวกับสามเกลอด้วยเสียงหนักแน่น

"ฉันดีใจมากที่เธอสามคนมีความกล้าหาญอาสาต่อสู้กับนักบินข้าศึก ฉะนั้น ฉันยินดีอนุญาตให้เธอนำเครื่องบิน 'งูเห่าฟ้า' ขึ้นพันตูกับข้าศึกได้ แต่อย่าลืมว่า ถ้าเธอทำลายเครื่องบินข้าศึกไม่ได้แม้แต่ลำ เธอสามคนก็ไม่ต้องกลับมาให้ฉันเห็นหน้า เข้าใจ๋? "

กิมหงวนหัวเราะก้าก ยกมือขวาตบบ่าท่านผู้บัญชาการเบาๆ

"เอายังงี้ดีกว่าครับ ใต้เท้า กระผมรับรองว่ากระผมจะต้องนำเอาตัวนักบินอังกฤษ หรือหัวของมันเอามาให้ใต้เท้า ถ้าทำไม่ได้ กระผมยอมให้เอากระผมใส่ตะรางเลย"

พระควงสว่านฯ จุ๊ย์ปากจึ๊กจั๊ก ยกเท้าเตะหน้าแข้งกิมหงวนดังโป๊ก

"แกไม่ต้องมีปัญหาอะไรอีก" แล้วท่านก็พูดเด็ดขาด "ในนามแห่งผู้บัญชาการทหารอากาศ ฉันขอออกคำสั่งให้เธอสามคน นำเครื่องบินที่จัดไว้เดินทางไปกรุงเทพฯ ทำการขัดขวางและขับไล่เครื่องบินข้าศึก ณ บัดนี้"

พล, นิกร, กิมหงวน ชิดท้าตรง ยกมือวันทยหัตถ์แล้วพากันวิ่งเหยาะๆ ไปทางหน้าโรงเก็บเครื่องบิน

แสงไฟฉายที่กรุงเทพฯ ยังส่องสว่างจ้าจับท้องฟ้า แสดงว่าการโจมตีของข้าศึกกำลังดำเนินอยู่

เครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศชะนิด 'งูเห่าฟ้า' หรือแอร์ค๊อบร่ารวม ๓ เครื่องจอดเตรียมพร้อมอยู่ทางใต้ลม เจ้าหน้าที่ประจำสนามบินและช่างอากาศพร้อมแล้ว

สามเสืออากาศวิ่งเข้าในสนาม ต่างสวมเสื้อบินหมวกหนังและแว่นตาคาดเข็มขัดปืนพก มีร่มพาราชุดห้อยอยู่ที่ก้นหรือตูด ไฟฉายที่สนามบินเปิดสว่างส่องทางขึ้นลงให้

พล, นิกร, กิมหงวน ก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่นักบิน พลประจำ 'งูเห่าฟ้า' หมายเลข ๑๑ นิกรหมายเลข ๑๒ และเสี่ยหงวนหมายเลข ๑๓ เครื่องบินทั้งสามเครื่องนี้ เป็นเครื่องบินขับไล่ประจัญบานในเวลากลางคืน มีอาวุธปืนกลอากาศลำละ ๓ กระบอก ถึงแม้ว่ามันไม่ใช่เครื่องบินประจำตัวของเสืออากาศทั้งสาม แต่ พล, นิกร, กิมหงวนก็เคยขับขี่มาอย่างชำนาญแล้ว

เสียงเครื่องยนตร์คำรามขึ้น 'งูเห่าฟ้า' หมายเลข ๑๑ วิ่งออกจากที่อย่างรวดเร็ว และทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า นิกรนำเครื่องบินหมายเลข ๑๒ ติดตามไป อาเสี่ยไม่รอช้า เร่งเครื่องยนตร์ตามเพื่อเกลอทั้งสองไปทันที เครื่องบินทั้งสามบ่ายหน้าตรงไปพระนครอย่างรีบร้อน แลเห็นแสงไฟสีเขียวที่ใต้ปีก พลทำหน้าที่เป็นหัวหน้าหมู่ สามเกลอใจเต้นทึกทักไปตามกัน

ทางกองทัพอากาศรีบโทรศัพท์ แจ้งไปให้หน่วย ปตอ. ทางกรุงเทพฯ ทราบว่า ทางดอนเมืองได้ส่งเครื่องบินมาสามเครื่อง ให้คอยสังเกตไฟสัญญาณรหัสลับที่ใต้ปีก ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ยิงกันเอง

เพียงครู่เดียวเท่านั้น 'งูเห่าฟ้า' ทั้งสามก็เข้าชานเมืองกรุงเทพฯ เครื่องบินข้าศึกทั้งสามลำเลิกโจมตีพระนครทันที เจ้านักบินตาน้ำข้าวไม่ยอมผะเชิญหน้ากับนักบินไทย มันเปิดสัญญาณเรียกพวกเข้าขะบวน แล้วบ่ายโฉมหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้

'งูเห่าฟ้า' ทั้งสามไล่กวดติดๆ ไป ปตอ. ภาคพื้นดินช่วยยิงตะเพิด เครื่องบินอังกฤษหนีอย่างไม่คิดสู้ และเครื่องบินไทยก็ตามติดไม่ลดละ ด้วยความหวังที่จะประหาร 'เหยี่ยวราตรี' ทั้งสามที่แอบเข้ามาลอบกัดในเวลากลางคืน

เครื่องบินของเรามีความเร็วกว่า เครื่องบินข้าศึกเพียงชั่วโมงละ ๑๐ ไมล์เทานั้น การติดตามจะทันกันได้ระยะยิงปืนกลก็คงสว่าง อย่างไรก็ตาม พล, นิกร, กิมหงวนได้ตั้งใจไว้แล้วว่า เขาจะต้องสังหารข้าศึกให้ได้จึงจะกลับฐานทัพ

สว่างแล้ว

นาฬิกาในเครื่องบินบอกเวลา ๐๖.๐๐ น. พล, นิกร, กิมหงวนไล่กวดเครื่องบินข้าศึก กะชั้นชิดเข้ามาทุกที

เครื่องบินทั้งหมดกำลังบินอยู่เหนือจังหวัดกาญจนบุรี พล พัชราภรณ์หันไปโบกมือกับเพื่อน ชี้ให้ดูเครื่องบินทิ้งระเบิด ๑ เครื่อง และเครื่องบินขับไล่ ๒ เครื่อง ซึ่งบินอยู่ห่างจากหน้าเขาประมาณ ๘๐๐ เมตร แล้วพลก็ส่งสัญญาณให้เร่งเครื่องยนต์เต็มที่

อีกครู่หนึ่ง 'เหยี่ยวราตรี' ก็เข้าในรัศมีปืนกล 'งูเห่าฟ้า' ทั้งสามเครื่องบินขึ้นเหนือข้าศึก ปืนท้ายของเครื่องบินทิ้งระเบิดเริ่มระดมยิงมา เป็นการต่อสู้อย่างหมาจนตรอก และหมาชนิดที่เป็นขี้เรื้อนเสียด้วย

สามเกลอแยกย้ายกันออกจากขะบวน พลบังคับเครื่องบินของเขาให้จิกหัวลงมา แล้วยิงไปที่อ้ายยักษ์ใหญ่คือเครื่องบินทิ้งระเบิด เสียงกะสุนปืนกลดังสนั่น การยิงของพลเต็มไปด้วยโชคชัยอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ ทั้งๆ ที่พลเองก็นึกไม่ถึงว่า เขาจะยิงได้แม่นยำเช่นนี้

กะสุนนัดหนึ่ง ถูกถังน้ำมันเครื่องบินทิ้งระเบิดลำนั้นเกิดเพลิงไหม้ขึ้นทันที เจ้ายักษ์ใหญ่ปักหัวลงสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว ไฟลุกตลอดลำนักบินคนหนึ่ง กะโดดร่มชูชีพเอาตัวรอด

อนิจจา, พระท่านไม่เข้าข้างกับคนผิด ธรรมะย่อมไม่รักษาผู้ไม่ประพฤติธรรม ร่มชูชีพหากางไม่ นักบินตาน้ำข้าวดิ้นกะแด่วๆ ลอยละลิ่วลงมาข้างล่าง โทษถึงกะดูกออกนอกเนื้อ คอย่นลงไปรวมกับตาตุ่ม

สปีตไฟร์ทั้งสองเครื่อง หวนกลับในทาผาดโผนบินปรี่เข้ามาประจัญบาน เปิดฉากด้วยกระสุนปืนกลหนัก

ต่างฝ่ายต่างยิงโต้ตอบกัน และหลบหลีกไม่ยอมเข้าสู่ทางปืนของอีกฝ่ายหนึ่ง กิมหงวนยกมือบุ้ยใบ้กับพล บอกให้รู้ว่า มัน ๒ ลำเรา ๓ ลำ ซึ่งเราเป็นฝ่ายได้เปรียบข้าศึกมากไปหน่อย จึงขอให้พลผละออกจากการรบ โดยปล่อยให้เขากับนิกรต่อสู้กับข้าศึกหนึ่งต่อหนึ่ง

พลเห็นพ้องด้วย นักบินไทยให้ความยุติธรรมแก่ข้าศึกเสมอ 'งูเห่าฟ้า' หมายเลข ๑๑ในบังคับของพล ผละออกจากการรบเชิดหัวขึ้นหาระยะสูง แล้วบินเป็นวงกลมกว้างดูการรบกลางหาว ระหว่างเพื่อนเกลอกับข้าศึก

สปีตไฟร์สีบรอนซ์เงิน หมายเลข B.112 ส่งกระสุนปืนกลระดมยิงอ้ายเสือมือกาว ราวกับห่าฝนกะสุนหลายนัดทะลุปีกและลำตัวเฉียดนิกรอย่างหวุดหวิด แต่นิกรของเราเป็นเสืออากาศไม่ใช่หมูอากาศ เขาบังคับเครื่องหลบหลีกวิถีกะสุนอย่างคล่องแคล่ว 'งูเห่าฟ้า' หงายท้องพลิกกลับ ดำดิ่งลงมาข้างล่างด้วยเล่ห์เหลี่ยมในการยุทธ

แล้วนิกรก็เชิดหัวขึ้น ยิงข้าศึกซึ่งอยู่เหนือเขา ก่อนที่นักบินข้าศึกจะจิกหัวยิงลงมา ปืนกลทั้งสามกะบอกยิงรัวกะหน่ำไปที่สปีตไฟร์ หรือเหี้ยอากาศลำนั้น กะสุนนัดหนึ่งต้องนักบินสะดุ้งโหยง ปล่อยมือจากคันบังคับทันที เหี้ยอากาศ B.112 ถึงแก่อนิจจาวตสังขารา แล้วพลิกแฉลบปักศีร์ษะ ลิ่วๆ ลงสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว

อ้ายเสือมือกาวนำเครื่องบินติดตามลงไปดูผล เครื่องบินหมายเลข B.112 ชนพื้นโลกแหลกละเอียดไฟลุกท่วมตัว นิกรยิ้มแป้นขากเศลษม์ถ่มปุ๊ดลงไป แต่ลมพัดมาปะทะโดนหน้าตัวเอง เลยทำหน้าเหยเกชอบกล

'เหยี่ยวราตรี' ม่องเท่งไปน่อไก๊แล้ว เหลืออีกเจ้กไก๊ซึ่งกำลังราวีกับเสียหงวน หรือ 'เปรตเวหา' ของเรา อาเสี่ยรู้สึกว่า คู่ต่อสู้ของเขาบินผาดแผลงได้ดีพอใช้ ปล่อยกะสุนไปตั้งหลายชุดไม่ได้ผลเลย จนกะทั่งชักฉิวตัวเอง

สปีตไฟร์หมายเลข B.500 บินปราดเข้ามาหางูเห่าฟ้า เลข ๑๓ พ่นกะสุนปืนกลมาที่อาเสี่ย กะสุน ๒-๓ นัดเฉียดศีร์ษะเขาไปอย่างหวุดหวิด กิมหงวนจุ๊ย์ปากจิ๊กจั๊ก

"เอาละวะ ชนแม่มึงเลย ตายก็ตายด้วยกันละวะ อ้ายห่า" พูดจบกิมหงวนก็นำงูเห่าฟ้าทื่อเข้าใส่

ต่างคนต่างยอมตาย นักบินข้าศึกหมดกะสุนปืนแล้ว มันก็ต้องการชนกับกิมหงวนเหมือนกัน เมื่อทั้งสองมีความตั้งใจเช่นเดียวกันแล้ว เครื่องบินไทยกับอังกฤษก็ประสานงากันกลางอากาศเสียงสนั่นหวั่นไหว

"โครม! บึ้ม! "

สปีตไฟร์กับงูเห่าฟ้าพังละเอียดเป็นพัทธุลี พลกับนิกรบินอยู่เหนือการต่อสู้ จึงมองแลเห็นถนัด สองเกลอใจหายวาบ เข้าใจว่ากิมหงวนคงต้องเสียชีวิตเป็นแน่แท้

แต่แล้วก็แลเห็นร่มพาราชุด ๒ ร่มกางออก เสี่ยหงวนกับนักบินอังกฤษต่างโดดร่มชูชีพเอาตัวรอด พล, นิกร บังคับเครื่องบินของตนร่อนลงมาดู

การต่อสู้ระหว่างกิมหงวนกับนักบินตาน้ำข้าว หาสิ้นสุดลงไม่ ร่างของนักบินทั้งสองลอยโตงเตงอยู่ในอากาศ อยู่ห่างกันราวเส้นเดียวเท่านั้น นักบินอังกฤษล้วงปืนพกออกมาจากซอง เลื่อนลูกขึ้นลำยิงอาเสี่ย

"ปัง! ปัง! ปัง! "

กิมหงวนใจหายวาบ

"เฮ้ยๆๆๆ ให้ถึงดินก่อนซีโว้ย ค่อยยิงกัน"

นายตาน้ำข้าวยิงมาอีก

"ปัง! ปัง! "

คราวนี้อาเสี่ยชักฉิว

"แล้วกันโว้ย พูดไม่เชื่อ มา-กูยิงมึงบ้างละ" พูดจบก็กะชากปืนพกออกมาจากซองยกขึ้นยิงไปบ้าง

"ปัง! ปัง! ปัง! " แล้วกิมหงวนก็โบกไม้โบกมือกับเพื่อนเกลอทั้งสอง ซึ่งนำเครื่องบินบินผ่านมาทางเขาในระยะใกล้ชิด "วู้ปี้! เอาเครื่องบินลงไปคอยรับกันข้างล่างโว้ย"

พลอดหัวเราะไม่ได้ เขากับนิกรบินเป็นวงกลม ล้อมร่มชูชีพทั้งสอง มองดูเสี่ยหงวนกับนักบินอังกฤษยิงต่อสู้กัน จนหมดกะสุน ต่างยิงไม่ถูกกันเลย เนื่องจากลมพัดแรง แกว่งตัวโอนเอนไปมา

นายพัชราภรณ์ มองลงไปข้างล่าง เขาแลเห็นถนนสายหนึ่ง สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ หาที่ว่างพอจะนำเครื่องบินลงไม่ได้เลย พลไม่กล้าเสี่ยงภัยนำเครื่องบินลงบนถนน เพราะถ้าเครื่องบินตกขอบถนน ก็จะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หรือมิฉะนั้นเครื่องบินก็อาจจะชำรุดเสียหาย ซึ่งในเวลาสงครามเช่นนี้เครื่องบินย่อมเป็นสิ่งมีค่าควรถนอมอย่างยิ่ง

ห่างจากถนนเข้าไปราว ๕๐๐ เมตร มีโรงสีไฟอยู่โรงหนึ่ง ข้างหลังโรงสีนี้มีลานตากข้าวกว้างขวาง พอที่จะนำเครื่องบินขึ้นลงได้อย่างสบาย นายพัชราภรณ์ พิจารณาพื้นที่อย่างสุขุม ในที่สุดก็เห็นว่า การนำเครื่องบินร่อนลงลานตากข้าวคงปลอดภัยแน่ๆ

พล หันมามองดูนิกรซึ่งขับเครื่องบินตามหลังเขามา แล้วบุ้ยใบ้ชี้มือบอกให้นำเครื่องบินลง นิกรพะยักหน้ารับทราบ

งูเห่าฟ้า หมายเลข ๑๑ และ ๑๒ จิกหัวลงลานตากข้าวทันที เครื่องบินทั้งสองถึงพื้นดินโดยสวัสดิภาพ มันวิ่งไปตามลานตากข้าว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ปราบไว้เรียบร้อยเช่นเดียวกับสนามบิน และหยุดห่างจากหลังโรงสีเพียงเล็กน้อย

พวกโรงสีและพวกชาวบ้านเกือบร้อยคน เฮโรกันเข้ามาล้อมรอบเครื่องบิน พล, นิกรไม่ได้ดับเครื่องยนตร์ เพียงแต่ผ่อนให้เบาลงเท่านั้น สองเกลอปลดสายรัดตัวออก ปีนลงมาจากเครื่องบินอย่างรวดเร็ว แหงนหน้ามองดูกิมหงวนกับนักบินอังกฤษ ซึ่งค่อยๆ ลอยต่ำลงมาเกือบถึงถนนหน้าโรงสีแล้ว

สองเกลอไม่มีเวลาพูดจาวิสาสะกับพวกราษฎร เพียงแต่ขอร้องให้ชายฉะกรรจ์ ๒ คนช่วยพิทักษ์รักษาเครื่องบินไว้ ไม่ให้ใครแตะต้องหรือสูบบุหรี่เข้ามายืนใกล้เคียง แล้วสองเกลอก็พากันวิ่งออกไปนอกถนน สุนัข ๓-๔ ตัวเห่าเกรียว พวกราษฎรไชโยโห่ร้องวิ่งตามไป

ร่มชูชีพทั้งสองถึงพื้นดินแล้ว นักบินไทยกับนักบินอังกฤษถูกลมพัดลากถูลู่ถูกังไปอีกหลายวา ต่างปลดร่มออกจากตัวอย่างรวดเร็ว กิมหงวนวิ่งกะโผลกกะเผลกเข้ามาหาคู่ต่อสู้ของเขา เจ้าตาน้ำข้าวหมดท่าก็ชูมือทั้งสองบอกยอมแพ้

กิมหงวนหัวเราะก้าก ปราดเข้ามาดึงแว่นและหมวกหนังจากศีร์ษะ เขาแลเห็นโฉมหน้า 'เหยี่ยวราตรี' อย่างชัดเจน มีหนวดแหยม แต่งเครื่องแบบฝึกหัด มียศนายเรืออากาศโท

ขณะนี้ พล, นิกรกับประชาชนได้เฮโรกันมาล้อมรอบ กิมหงวนร้องประกาศบอกราษฎรทันที

"ท่านทั้งหลาย อ้ายห่านี่ได้นำเครื่องบินไปทิ้งบอมบ์กรุงเทพฯ เมื่อก่อนรุ่งสว่างนี้ พวกเราสามคนได้ติดตามมาจนกะทั่งยิงพวกมันตกหมด อ้ายเบี๊อกนี่คนเดียวรอดชีวิต บัดนี้มันเป็นชะเลยของเราแล้ว ไชโย "

พวกราษฎรส่งเสียงไชโยลั่น

"ไชโย! เอา-ฆ่ามัน รวมตีนมัน กะทืบมันเลย พวกเราเอาโว้ย"

อาเสี่ยนัยน์ตาเหลือก เมื่อเห็นชาวบ้านจะเล่นงานนักบินตาน้ำข้าว เขารีบยกมือทั้งสองขึ้นเหนือศีร์ษะ

"พี่น้องทั้งหลาย ขอที-อย่าทำมันเลย เราคนไทยเป็นชาติอารยะ เราจะไม่ข่มเหงผู้ที่มีกำลังน้อยหรือผู้ที่ไม่มีอาวุธ อ้ายหมอนี่หมดประตูสู้แล้ว ถ้าเราจะกะทืบมันคนละที ก็ตายห่าเปล่าๆ พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้านายเรืออากาศตรี กิมหงวน ไทยแท้ นักบินเรืองนามของประเทศไทย จะชกกับอ้ายเบื๊อกนี่ตัวต่อตัว เพื่อให้ท่านชมเป็นขวัญตา"

พวกราษฎรส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว ตบมือกะทืบเท้าเป่าปาก แยกเขี้ยวยิงฟันโห่ร้องด้วยความยินดี

พลเดินเข้ามาหากิมหงวน

"มึงจะบ้าหรือวะ อ้ายหงวน?"

อาเสี่ยโบกมือห้าม

"นั่นไม่ใช่เรื่องของแกหรอกน่า แกสองคนยืนดูข้าก็แล้วกัน"

นายพัชราภรณ์พยักหน้าหงึกๆ

"เออ-ตามใจ" พูดจบก็หันมาทางอ้ายเสือมือกาว "ไปโว้ยกร นำเครื่องบินกลับดอนเมืองดีกว่า"

กิมหงวนอ้าปากหวอ

"ฮ้า-แล้วข้าจะกลับยังไงล่ะ? "

"ก็ตามใจแกซี" พลพูดยิ้มๆ

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ย่ำต๊อกไปก็ได้นี่หว่า คุมตัวอ้ายห่านี่ไปด้วย เดินเรื่อยๆ ออกบ้านโป่ง เดินตามทางรถไฟไปนครปฐม เรื่อยไปจนถึงกรุงเทพฯ อย่างช้าสิบวันก็ถึงวะ ขายาวๆ อย่างแกวันละสามสิบกิโลก็เดินได้"

อาเสี่ยทำคอย่นหลับตาปี๋ ก่อนที่เขาจะพูดอะไร พวกชาวบ้านก็ร้องตะโกนขึ้น

"ยังไงโว้ยอ้ายทิด ไหนว่าจะฟัดกับฝรั่งให้เราดูยังไงล่ะ ชิบห่าย มัวแต่พูดกันอยู่นั่นแหละ"

กิมหงวนหัวเราะ แล้วกล่าวกับเพื่อนเกลอต่อไป

"กันยังไม่หายแค้นโว้ยพล บ้านเรือนพี่น้องเราซึ่งไม่ใช่จุดยุทธศาสตร์ ถูกอ้ายห่านี่ทิ้งระเบิดพังทลายไปหลายแห่ง และที่ซ้ำร้ายก็คือ มันจิกหัวระดมยิงปืนกล ทำลายชีวิตประชาชนที่กำลังนอนหลับ ขอให้กันสนองแค้นหน่อยเถอะวะ"

คำพูดของกิมหงวนทำให้พล, นิกร เดือดดาลนักบินอังกฤษทันที ใบหน้าของพลเคร่งขรึม

"เอา-อ้ายหงวน ชกกับมันตัวต่อตัว ถ้าแกแพ้กันจะกะทืบแกเลย"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"ถ้ากันชะนะล่ะ? "

นิกรพูดขึ้นทันที

"ข้าเลี้ยงวิสกี้หนึ่งหีบ ไม่เลี้ยงจริงให้เป็นลูกหมาห้าร้อยชาติซีเอ้า"

อาเสี่ยยกมือปิดปากหัวเราะคิกคัก

"หวาน-รูปร่างโย่งโก๊ะอย่างนี้ พ่อเตะขาดสองท่อนเลย" พูดจบก็เดินกางข้อเข้ามาหานักบินอังกฤษ แล้วกล่าวถามเป็นภาษาอังกฤษ "แกชื่ออะไรวะ? "

เจ้าตาน้ำข้าวยิ้มแหยๆ

"นายเรืออากาศโท โรบินสัน"

กิมหงวนพยักหน้าหงึกๆ

"โรบินสันเฉยๆ หรือโรบินสันครูโซ"

"แฮ่ะ-แฮ่ะ-โรบินสันเฉยๆ จ้ะนาย" มันตอบเป็นภาษาไทยอย่างชัดเจน "นายพูดไทยกับฉันเถอะ ฉันฟังนายพูดภาษาอังกฤษกะท่อนกะแท่นไม่ใคร่รู้เรื่องเลย"

อาเสี่ยตีหน้าปูเลี่ยนๆ เหมือนคนไทยบางคนที่ดัดจริตพูดอังกฤษกับฝรั่ง แล้วถูกฝรั่งขอร้องให้พูดภาษาไทย เพราะฟังไม่รู้เรื่อง

"เอ๊ะ-ลื้อพูดภาษาไทยด้วยเรอะ โรบินสัน? "

นักบินตาน้ำข้าวหัวเราะ

"ก็พอพูดได้บ้าง เพราะเคยอยู่เมืองไทยในราวสามสี่ปี"

กิมหงวนอมยิ้ม ถอดหมวกหนังและแว่นตาออก

"นี่-โรบินสัน ลื้อคงจะเคยได้ยินชื่ออั๊วมาบ้างแล้ว อั๊วนายเรืออากาศตรีสงวน ไทยแท้ นักบินผู้มีสมญาว่า เปรตเวหา เมื่อคราวรบกับอินโดจีนของฝรั่งเศส"

ร.อ.ท. โรบินสันลืมตาโพลง

"เปรตเวหา โอ-ท่านหรือนี่? "

อาเสี่ยยักคิ้วแผล็บ

"เออซีวะ"

นายตาน้ำข้าวกลืนน้ำลายเอื๊อก ชำเลืองมองดูพล, นิกร

"ฉันคิดว่า เพื่อนของท่านอีกสองคนนี้จะเป็นคนอื่นไปไม่ได้ นอกจากพลกับนิกร"

กิมหงวนพะยักหน้าหงึกๆ

"ถูกแล้ว เขาเป็นลูกน้องฉันเอง นี่-นายทำไมนายถึงใช้วิธีลอบกัดแอบเข้ามากลางคืนล่ะโว้ย? "

โรบินสันหัวเราะ

"มากลางวันก๊อถูกพวกท่านยิงตายห่าหมดน่ะซี มากลางคืนยังใจหายใจคว่ำถูก ปตอ. ยิงหวุดหวิดๆ เลยทิ้งระเบิดส่งเดช ง่า-เล้วนี่ท่านจะทำอย่างไรกับฉันต่อไป? "

เปรตเวหาอมยิ้ม

"ส่งแกไปเป็นชะเลยของเราน่ะซี แต่ว่าแกกับข้ามาชกกันเสียก่อน"

"หา ชกกัน? "

"เออ"

นักบินตาน้ำข้าวกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ฉันเป็นไม่สู้"

"ไม่สู้ได้หรือวะ แกมันโหดร้ายมากนัก แกเล่นยิงราษฎรที่นอนหลับอยู่ในบ้าน ซึ่งผิดวิสัยของนักรบที่มีศีลธรรม ฉะนั้นฉันต้องชกกับแกเพื่อแก้แค้น ทดแทนความโหดร้ายของแก"

โรบินสันสั่นศีร์ษะ

"ไม่สู้น่า ท่านยังไม่รู้ความจริง เท่าที่ฉันจิกหัวกราดปืนลงไปตามบ้านเรือนพวกราษฎรก็โดยหวังความดีความชอบ ถ้ากลับไปถึงย่างกุ้งแล้ว ฉันจะได้โกหกนายเขาว่า ที่ลูกปืนกลหมดไปเพราะฉันยิงต่อสู้กับเครื่องบินไทย และโจมตีที่มั่นทางยุทธศาสตร์"

กิมหงวนทำตาปริบๆ หันมาทางเพื่อนเกลอทั้งสอง

"อือ-นักบินอังกฤษนี่มันใช้วิธีการโจมตีแบบนี้เองฮิ"

พลหัวเราะเบาๆ

"อย่ามัวพูดมากอยู่เลยโว้ย หงวน จัดการกับชะเลยของเราเถอะ ขอความร่วมมือจากชาวบ้านให้พาเราไปสถานีตำรวจที่ใกล้เคียงที่สุด เราจะได้มอบชะเลยให้เขา และรีบกลับไปรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ถึงการปฏิบัติงานของเรา"

ทันใดนั้น นิกรได้ร้องเอะอะขึ้น ชี้มือไปข้างหน้า ชายฉะกรรจ์หมู่หนึ่งประมาณ ๑๐ คน ต่างควบม้าตรงเข้ามา ทุกคนสะพายปืนเล็กยาว เว้นแต่คนนำหน้าแต่งกายครึ่งตำรวจครึ่งพลเรือน

กิมหงวนทำตาปริบๆ

"เอ-พวกเคาบอยที่ไหนหว่า? "

พลหัวเราะก้าก

"อ้ายเวร ใครบอกแกล่ะ กันคิดว่าคงเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเป็นแน่"

ความเข้าใจของนายพัชราภรณ์ถูกต้องแล้ว พวกที่ควบม้าเข้ามาเป็นตำรวจและนายอำเภอ การต่อสู้ระหว่างเครื่องบินไทยและเครื่องบินอังกฤษอยู่ในสายตาของเจ้าพนักงานท้องถิ่นพวกนี้ตลอดเวลา เขาจึงพากันมาที่ร่มชูชีพและเครื่องบินลง

ท่านขุนถนัดปกครองราษฎร์ เจ้าของร่างอ้วนตุ๊พุงพลุ้ย พกปืนพกสองกะบอก ท่าทางเหมือนนายอำเภอเซ่อๆ ในหนังเคาบอย ควบม้าพาตำรวจเข้ามาหยุดที่กลุ่มราษฎร แล้วลงจากหลังม้ามาหาเสืออากาศทั้งสาม

"โอ, สวัสดีครับ ที่คุณแคล้วคลาดอันตราย" เขาพูดกับกิมหงวน แล้วแนะนำตัวเองให้รู้จัก "ผมขุนถนัดปกครองราษฎร์ เป็นนายอำเภอที่นี่ครับ"

อาเสี่ยก้มศีร์ษะคำนับ

"ขอบคุณครับ ดีใจมากที่ได้พบกับท่านขุน ผมนายเรืออากาศตรี สงวน ไทยแท้ นี่-นายเรืออากาศตรี พล พัชราภรณ์ นั่น-นายหน้าทะเล้นนั่น นายเรื่ออากาศตรี นิกร การุณวงศ์"

พลกับนิกร ก้มศีร์ษะกระทำความเคารพพระภูมิเจ้าที่

"ยินดีครับ ที่ได้รู้จักกับท่านขุน" พลพูดอย่างนอบน้อม

ขุนถนัดฯ ลืมตาโพลง พวกโปลิศที่นั่งอยู่บนหลังม้า จ้องมองดูเสืออากาศทั้งสามเป็นตาเดียว แล้วซุบซิบกันกล่าวขวัญชมเชยความกล้าหาญของเขา ที่ได้สร้างชื่อเสียงไว้เมื่อคราวรบกับอินโดจีนปีกลายนี้

"โอ-คุณ! " ท่านขุนร้องเสียงลั่น "คุณพล, คุณนิกร, คุณกิมหงวน เป็นบุญตาของผมแท้ๆ ที่ได้เห็นตัวจริงของพวกคุณ เสืออากาศทั้งสามของประเทศไทย ฮ่ะ-ฮ่ะ ดีใจจังครับ ขอให้ผมได้สัมผัสส์มือกับคุณหน่อยเถอะ"

สามเกลอยิ้มแป้น ยื่นมือให้นายอำเภอจับทีละคน ขุนถนัดฯ ซักถามเรื่องราวต่างๆ พลเป็นผู้บรรยายให้ฟังว่า อังกฤษได้ส่งเครื่องบิน ๓ เครื่องเข้าโจมตีกรุงเทพฯ ตอน ๔.๐๐ น. เศษ เขาสามคนได้รับคำสั่งให้นำเครื่องบินขึ้นต่อสู้ นักบินข้าศึกแลเห็นเข้าก็รีบบินหนี ไล่มาทันกันเหนือจังหวัดนี้ เขากับนิกรได้ยิงเครื่องบินข้าศึกตกคนละเครื่อง ส่วนกิมหงวนขับเครื่องบินเข้าชนกับเครื่องบินข้าศึก และต่างโดดร่มชูชีพลงมา

ตอนสุดท้าย พลได้ผายมือมาทางนักบินข้าศึก แล้วพูดกับท่านขุน

"นี่ครับ, นายเรืออากาศโท โรบินสัน ผู้ขับเครื่องบินขับไล่สปีตไฟร์ ระดมยิงประชาชนพลเมืองในกรุงเทพฯ เขาเป็นชะเลยของเราแล้ว"

นายอำเภอจ้องมองดูหน้าชายหนุ่มหนวดแหยมตาน้ำข้าวทันที ท่านขุนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกรอดๆ กะชากปืนพกออกมาแล้วพูดเสียงกร้าว

"เอาชีวิตมันไว้ทำไมล่ะครับ ผมยิงมันเอง"

นิกรปราดเข้ายืนขวางหน้านักบินอังกฤษ ร้องห้ามนายอำเภอ

"อย่า! ท่านขุน เราเป็นอารยชาติครับ คนไทยจะต้องมีศีลธรรมอันดีงาม ไม่ฆ่าคนที่ไม่มีอาวุธหรือหมดทางต่อสู้ อย่าทำเขาเลยครับ ท่านขุนพาตัวเขาไปมอบให้ท่านข้าหลวงดีกว่า เพื่อจัดส่งเขาไปกรุงเทพฯ "

ขุนถนัดฯ ยิ้มแค่นๆ

"ฮึ่ม! ประเดี๋ยวพ่อยิงทิ้งเสียเลยพับผ่า"

กิมหงวนยกมือลูบพุงกะทิท่านขุน

"อย่าดุนักเลยน่า พี่ขุน"

ท่านนายอำเภอชักเกลียดหน้าอาเสียทันที

"แล้วกัน ทำไมถึงต้องจับพุงผมด้วยนะ ผ่าซี"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก ตบบ่าท่านขุนเบาๆ

"ถือตัวด้วยหรือครับ ผม-เสืออากาศของระเทศไทย จับพุงท่านขุนนิดเดียวไม่ได้หรือครับ? "

คราวนี้ท่านขุนยิ้มแป้น แอ่นท้องให้กิมหงวน

"เอ้า-จับอีกซีคุณ ผมไม่ว่าหรอกสำหรับคุณสามคน แต่ถ้าเป็นคนอื่นเล่นกับผมยังงี้ผมกะทืบตายเลย"

นิกรหัวเราะหึๆ เอื้อมมือเอานิ้วชี้มือขวาไชสะดือนายอำเภอเล่น

"อุแว๊ก! " ขุนถนัดฯ ร้องลั่น "ไม่ดีน่า เล่นยังงี้เดี๋ยวผมปวดท้อง แล้วก็ผมขี้จั๊กกะจี้ด้วย ดีไม่ดีเส้นกะตุก เท้าผมจะยกขึ้นเตะปากคุณโดยไม่ตั้งใจเท่านั้น"

สามเกลอหัวเราะลั่น พวกราษฎรอมยิ้มไปตามกัน พลกล่าวกับท่านนายอำเภอ

"ผมสามคน จะเดินทางกลับฐานทัพเดี๋ยวนี้แหละครับ ท่านขุนรับตัวนักบินอังกฤษไปเสียเลย"

ขุนถนัดฯ มองไปทางหลังโรงสี ที่เครื่องบินงูเห่าฟ้าสองลำจอดอยู่

"คุณจะไปกันได้อย่างไรครับ เครื่องบินของพวกคุณพังไปเครื่องหนึ่งแล้ว? "

พลมองดูซากงูเห่าฟ้าหมายเลข ๑๓ ที่ตกหัวปักอยู่ในป่าละเมาะข้างหน้าด้วยความเสียดาย

"ไม่เป็นไรครับ, ให้กิมหงวนเกาะปีกเครื่องบินของผมไป"

อาเสี่ยทำคอย่น

"เฮ้! ให้กันขับดีกว่าวะ แกเกาะปีกไปก็แล้วกัน"

พลหัวเราะ

"ไม่ได้ มันเป็นเครื่องบินประจำตัวกันนี่หว่า แกไม่สมัครใจเกาะปีกไป ก็เชิญแกย่ำต๊อกไปกรุงเทพฯ ซี"

อาเสี่ยค้อนปะหลับปะเหลือก ไม่พูดว่ากะไร ต่อจากนั้นเสืออากาศทั้งสามก็สนทนากับท่านนายอำเภออย่างเป็นงานเป็นการ ขุนถนัดฯ รับรองว่า เขาจะนำชะเลยไปมอบให้ท่านข้าหลวงประจำจังหวัดโดยเร็วที่สุด และจะจัดส่งตำรวจไปค้นหาซากเครื่องบินทุกๆ เครื่อง เพื่อเป็นหลักฐานแน่นอนว่า เครื่องบินข้าศึกที่มาโจมตีพระนครนั้น ถูกทำลายหมดสิ้น ไม่ได้กลับฐานทัพแม้แต่เครื่องเดียว

สนทนากันอยู่ในราว ๑๐ นาที สามเกลอก็ลากลับ ท่านขุนยื่นมือให้ พล, นิกร, กิมหงวน จับอีกครั้งหนึ่ง

"ขอให้พวกคุณเดินทางกลับดอนเมือง โดยสวัสดิภาพนะครับ"

พลยิ้มอ่อนโยน

"ขอบพระคุณครับ สวัสดีครับ ท่านขุน"

"ครับ-สวัสดีมีชัย"

เสืออากาศทั้งสามต่างพากันเดินมุ่งตรงไปยังโรงสีไฟ ขุนถนัดฯ สั่งให้ตำรวจ ๒ คนไปเก็บร่มชูชีพ และให้ตำรวจอีกคนหนึ่งไปยืนยามเฝ้าซากเครื่องบิน 'งูเห่าฟ้า' กับ 'สปีตไฟร์' ส่วนเครื่องบินอีก ๒ เครื่อง ที่ถูก พล, นิกรยิงตก ยังไม่ทราบว่าตกที่ไหน แต่คงค้นหาไม่ยากนัก

พวกราษฎรห้อมล้อม พล, นิกร, กิมหงวน และไต่ถามกันต่างๆ นานา คำถามเหล่านั้นล้วนแต่หน้าเวียนหัว เป็นต้นว่า ทำไมถึงบินได้? ขึ้นไปสูงๆ พบเทวดาและนางฟ้าไหม? พลหัวเราะหึๆ ปล่อยให้เพื่อนเกลอทั้งสองโม้ให้พวกชาวบ้านฟัง

ชายชราคนหนึ่งกล่าวถามซ้ำๆ ซากๆ น่ารำคาญ

"พ่อคุณเถอะวะ อ้ายทิด, เอ็งบอกข้าหน่อยเหอะ ทำไมมันถึงพาเอ็งเหาะขึ้นไปได้ล่ะหว่า เขาเรียกตัวอาไรวะ? "

กิมหงวนยิ้มแป้น "นี่แหละ แมงป่องช้าง"

ชายชรายิ้มแห้งๆ

"พี่ลึกฮิ ข้าเกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นใกล้ๆ วันนี้เอง ตัวก็ไม่ใหญ่เท่าไรหรอก แต่ร้องดังฉิบหายเลย ฮ่ะ-ฮ่ะ เอ็งพาข้าขึ้นชมบ้านเมืองสักครู่ได้ไหมอ้ายทิด ข้าจะให้ค่าป่วยการเอ็งสักห้าตัง? "

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"อย่าเลยลุง"

"อ้าวทำไมล่ะ? "

"ฉันกลัวลุงเยี่ยวราด มันไม่เหมือนกับขี่ควายหรอกนา แล้วก็ที่ฉันขี่มานี่ตัวมันเล็ก นั่งได้คนเดียวเท่านั้น"

"อ้อ-" ชายชราอุทาน ยืดคอมองดูเครื่องบินรบ "ถ้าจะลูกมันกระมัง อ้ายทิด? "

"จ้ะ-อายุได้เดือนกว่าๆ เท่านั้น"

"แม่โวย เดือนกว่าๆ ตัวเท่านี้เชียวฮิ อือ-พ่อแม่มันถ้าจะใหญ่โตมาก? "

"โอ๊ย-ปีกข้างหนึ่งยาวตั้งห้าหกสิบเส้น ลุงไปบางกอกเลยไปดอนเมืองไปแวะดูซี พวกฉันเลี้ยงเอาไว้ตั้งหลายร้อย"

สามสหายมาถึงเครื่องบินของเขาแล้ว 'งูเห่าฟ้า' ทั้งสองลำติดเครื่องยนต์เบาๆ อยู่ตามเดิม พลได้กล่าวคำขอบใจชาวบ้านที่รับอาสาเฝ้าเครื่องบินให้ แล้วเขาก็ล่ำลาพวกราษฎรที่ห้อมล้อมเขา

"พี่น้องทั้งหลาย" นายพัชราภรณ์ตะโกนขึ้นดังๆ "ขอให้ท่านตั้งหน้าทำมาหากินกันต่อไปเถิด จงมั่นใจในกองทัพของเรา ไม่ช้านี้อังกฤษจะต้องพินาศพ่ายแพ้เราเป็นแน่ ไทยจะต้องเป็นมหาอำนาจ ขอให้พี่น้องทั้งหลายอย่าเชื่อข่าวอกุศลเลย ไทยต้องชะนะ ญี่ปุ่นกับไทยจะต้องร่วมมือกันเอาชัยชะนะอังกฤษให้จงได้"

พวกชาวบ้านไชโยโห่ร้องเสียงลั่น พล, นิกรปีนปีกเครื่องบินก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ

กิมหงวนถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยกมือท้าวสะเอวแหงนหน้ามองดูพล

"ว้า-ถ้ากันพลาดพลั้งก๊อตายห่าเท่านั้นแหละ"

พลหัวเราะเบาๆ

"ว่าไงโว้ย จะไปหรือไม่ไป ถ้าไม่ไปกันจะไปละ? "

กิมหงวนทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ แข็งใจเดินเข้ามาปีนขึ้นไปนั่งขัดสมาธิ์บนปีกซ้ายของเครื่องบินหมายเลข ๑๑ มือทั้งสองยึดลำตัวไว้แน่น

นิกรร้องตะโกนถามเบาๆ

"พร้อมหรือยังโว้ย? "

พลโบกมือ "พร้อมแล้ว ออกเดินทางได้"

อ้ายเสือมือกาวเร่งเครื่องยนต์เต็มที่ 'งูเห่าฟ้า' หมายเลข ๑๒ วิ่งปราดไปตามลานตากข้าว ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พวกชาวบ้านยืนตะลึงพรึงเพริด อ้าปากหวอไปตามกัน

พลเหลือบมองดูกิมหงวน

"เกาะไว้แน่นๆ นะโว้ย"

กิมหงวนร้องไห้ ยกมือขวาเช็ดน้ำตา

"เออ-ไปเหอะ"

นายพัชราภรณ์เร่งเครื่องยนตร์เต็มแรง พางูเห่าฟ้าติดตามเครื่องบินหมายเลข ๑๒ บินขึ้นสู่เวหา พวกชาวบ้านไชโยโห่ร้องเสียงลั่นไปหมด เครื่องบินทั้งสองเดินทางบ่ายหน้ารีบรุดกลับดอนเมือง พล, นิกร, กิมหงวนพากภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เขาได้สร้างเกียรติประวัติอันงดงามได้อีกครั้งหนึ่ง

ต่อไปนี้คือข้อความ ในหนังสือพิมพ์ ข่าวรายวัน ฉะบับวันศุกร์

เครื่องบินอังกฤษโจมตีพระนคร

เสืออากาศทั้งสามติดตามไปยิงตกที่เมืองกาญจนบุรี

เมื่อคืนนี้เวลา ๔.๐๐ น. เศษ เสียงหวูดสัญญาณภัยทางอากาศได้ครวญครางขึ้น ปลุกพลเมืองในจังหวัดพระนครและธนบุรี ให้เตรียมหลบภัยจากเครื่องบิน

เครื่องบินทิ้งระเบิดของอังกฤษ ๑ เครื่อง และเครื่องบินขับไล่สปีตไฟร์ ๒ เครื่อง ได้บ่ายโฉมหน้ามาทางทิศตะวันตก โจมตีจังหวัดธนบุรี และพระนคร ทำให้บ้านเรือนของราษฎรเกิดเพลิงไหม้และเสียหายบ้าง ส่วนสถานที่สำคัญในทางทหาร ไม่ได้รับอันตรายเลย

กองทัพอากาศได้ส่งเครื่องบินขับไล่ ๓ เครื่องขึ้นทำการต่อสู้ นักบินของเราคือพล, นิกร, กิมหงวน เสืออากาศทั้งสามนั่นเอง ข้าศึกหนีไปทางกาญจนบุรี นักบินของเราติดตามไปทัน เกิดสู้รบกันขึ้น ฝ่ายเรายิงเครื่องบินข้าศึกตกหมด

โปรดอ่านรายละอียดในฉบับวันพรุ่งนี้ ซึ่งเราได้ส่งผู้แทนไปขอคำสัมภาษน์ จากเสืออากาศทั้งสามแล้ว

อวสาน