พล นิกร กิมหงวน 090 : เจ้าบ่าวแห้ว

เย็นวันนั้น คุณหญิงวาดมีอารมณ์ผ่องแผ้วผิดปรกติ ท่านลงมาเดินเล่นในสวนดอกไม้หลังบ้าน "พัชราภรณ์" ตามลำพัง ท่ามกลางความสดชื่นของอากาศ คุณหญิงวาดเลือกเก็บเยอบีร่าดอกงามๆ ได้หลายดอก เก็บดอกไม้ พลางก็ร้องเพลง "มารหัวใจ" เบาๆ ท่านหารู้ไม่ว่าเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ได้แอบมายืนข้างหลัง พอจบเพลงท่านเจ้าคุณก็ตบมือเบาๆ

"โอโฮ้-เมียฉันเสียงเพราะเหลือเกิน"

คุณหญิงวาดหันขวับมาทางเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แล้วยิ้มอายๆ

"แหม-แอบมาฟังเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ดิฉันร้องเพราะหรือคะ เจ้าคุณ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยักคิ้วให้

"จ้ะ เพราะมากทีเดียว ฟังคล้ายเสียงกะละมังร้าว ฉันยืนอยู่หลังตึก พอคุณหญิงเริ่มร้องฉันตกใจนึกว่าวัวใครหลุดเข้ามาในสวนบ้านเรา ไหน-ร้องให้ฟังอีกเพลงซีจ๊ะ เอาเพลง "เหลืออาลัย" ก็ได้"

คุณหญิงวาดตวาดแว้ด

"ไม่ร้อง หนอย-หาว่าเสียงของเราเหมือนกะละมังร้าว แล้วก็เอาไปเปรียบกับวัวมีอย่างที่ไหน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อดหัวเราะไม่ได้

"อย่าโกรธเคืองเลยน้า ล้อเล่นสนุกๆ หรอก เสียงของคุณหญิงน่ะ ฉันรู้ดีว่าดอริสเดย์ยังร้องเพราะสู้คุณหญิงไม่ได้"

คราวนี้คุณหญิงวาดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แล้วท่านก็ร้องเพลงด้วยเสียงอันดัง

"อีฟ ยู เล็ท มี วู๊ด ไอ เลิฟ ยู..."

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ รีบยกมือปิดปากคุณหญิงวาดทันที

"พอแล้วคุณหญิง ลำบากนักร้องเพลงไทยดีกว่า วันนี้คุณหญิงเป็นอะไรไปนะ รู้สึกว่าครึกครื้นรื่นเริงตั้งแต่บ่ายแล้ว"

คุณหญิงวาดหัวเราะอย่างใจดี เดินเคียงคู่กับท่านเจ้าคุณออกมาจากสวนดอกไม้

"ดิฉันก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าเพราะอะไร ดิฉันจึงมีอารมณ์สดชื่นอย่างน่าประหลาด เห็นจะเป็นเพราะดินฟ้าอากาศกระมังคะ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ นิ่งคิด

"ไม่ใช่หรอกคุณหญิง ฉันเข้าใจว่าเป็นเพราะเลือดลมของคุณหญิงเดินสะดวกมากกว่า ตามปรกติน่ะคุณหญิงมักจะมีอารมณ์ร้ายเสมอ บ่นพึมพำด่าคนโน้นคนนี้ตั้งแต่เช้าจนค่ำ นั่นก็เพราะเลือดลมเดินไม่สะดวก"

คุณหญิงวาดหัวเราะเบาๆ

"หรือคะ อาจจะเป็นได้เหมือนกัน วันนี้ดิฉันสบายใจมาก นางม่อมทำโถเทพนมใบใหญ่แตก ดิฉันไม่ได้ว่าอะไรมันเลยแม้แต่คำเดียว นึกแปลกใจตัวเองเหมือนกัน"

ท่านทั้งสองพากันเดินขึ้นบันไดหลังตึกอย่างแช่มช้าและทรุดตัวนั่งบนม้ายาวเคียงคู่กัน คุณหญิงวาดวางดอกเยอบีร่าทั้งหอบลงข้างๆ ตัว แล้วก็สนทนากับเจ้าคุณผัวของท่าน ขณะที่พูดคุยกันถึงเรื่องเกี่ยวกับที่ดินของท่านแปลงหนึ่ง ซึ่งมีคหบดีผู้มั่งคั่งคนหนึ่งมาขอซื้อ เจ้าแห้วก็เดินออกมาจากห้องโถง พอแลเห็นท่านทั้งสองสนทนากัน เจ้าแห้วก็ตรงเข้ามาทรุดตัวนั่งพับเพียบและยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

"รับประทานมีอะไรที่จะให้ผมได้รับใช้สนองพระเดชพระคุณบ้างไหมครับ"

คุณหญิงวาดมองดูเจ้าแห้วคนใช้เก่าแก่ของท่านด้วยความพอใจ

"เออ-มันต้องยังงี้ซิวะอ้ายแห้ว ปวารณาตัวให้ข้าใช้โดยไม่ต้องออกปากไหว้วาน นิสัยคนดีมันต้องเป็นอย่างนี้"

เจ้าแห้วยิ้มเอียงอาย

"รับประทานผมดีมานานแล้วครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะหึๆ

"ไปเอาไอ้น้ำพรรค์นั้นมาให้ข้ากินสักขวดเถอะวะ"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"รับประทานน้ำอะไรครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดเสียงดุๆ

"อ้ายที่อยู่ในตู้เย็นน่ะไปเอามาเถอะ จะให้ข้าระบุชื่อยังไงวะ ข้าไม่ได้ค่าโฆษณาสักหน่อย"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานจริงสิครับ อย่างน้อยได้รับประทานฟรีวันละโหลก็พอจะช่วยโฆษณาให้บ้างว่าอย่างนั้นดีที่เราได้รับประทานฟรี อย่างโน้นไม่ดีเพราะเราไม่ได้รับประทานฟรี"

คุณหญิงวาดหัวเราะ

"ไปเอาหมากมาให้ข้าคำหนึ่ง เอาปูนป้ายมาหน่อยหนึ่ง"

เจ้าแห้วรับคำสั่ง แล้วลุกขึ้นรีบวิ่งเข้าไปในห้องโถง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถอนหายใจหนักๆ แล้วกล่าวกับคุณหญิงของท่าน

"อ้ายแห้วมันผีเข้าผีออก บางทีก็ขยันน่ารักมาก บางทีก็ขี้เกียจหลังยาวอย่างบรม แต่ว่าหมู่นี้รู้สึกว่าดีขึ้นมาก ก่อนนี้มันเคยตื่นห้าโมงเช้า เดี๋ยวนี้มันตื่นเพียงสามโมงเช้าเท่านั้น แล้วก็มีการเอาใจใส่กับเรามากกว่าแต่ก่อน"

คุณหญิงวาดเห็นพ้องด้วย

"จริงค่ะ ดิฉันสังเกตดูรู้สึกว่าอ้ายแห้วขยันขึ้นมาก เห็นจะเป็นเพราะว่าเป็นผู้ใหญ่ขึ้น มีความคิดความอ่านขึ้น พูดถึงเจ้าแห้วก็ทำให้ดิฉันคิดว่าอายุมันก็ ๓๐ กว่าแล้ว เจ้าแห้วควรจะมีลูกมีเมียเสียที ไหนๆ มันก็เป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงของเรา อย่าให้มันตำหนิติเตียนเราได้ว่าเราไม่สนใจที่จะหาลูกเมียให้มัน"

ประมุขของบ้าน "พัชราภรณ์" พยักหน้าช้าๆ แล้วพูดอย่างเป็นงานเป็นการ

"นั่นน่ะสิคุณหญิง ฉันก็เคยคิดอยู่เหมือนกันในเรื่องนี้ เมื่อสองสามวันนี้เองเจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านก็เตือนฉันว่าควรจะหาเมียให้เจ้าแห้วสักคน มันก็รับใช้เรามานานแล้ว ควรจะให้มันมีความสุขกับเขาบ้าง ตกลงคุณหญิง เราสองคนมาร่วมมือกันหาเมียให้อ้ายแห้วมันเถอะ มันชอบพอใคร เราก็จัดการไปสู่ขอให้มัน"

ก่อนที่คุณหญิงวาดจะพูดว่ากระไร เจ้าแห้วก็เดินลอยหน้าออกมา มือซ้ายถือน้ำอัดลม มือขวาถือพานเงินเล็กๆ ใส่หมากพลู เจ้าแห้วนั่งทรุดตัวคุกเข่ายื่นพานหมากให้คุณหญิงวาด แล้วส่งขวดน้ำอัดลมแช่เย็นให้ท่านเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาดยิ้มให้เจ้าแห้วคนใช้เก่าแก่ของท่าน แล้วถามว่า

"อ้ายแห้ว ปีนี้เอ็งอายุเท่าไหร่แล้ววะ"

เจ้าแห้วนิ่งคิดแล้วตอบนอบน้อม

"รับประทาน ๓๒ ครับ"

คุณหญิงวาดจุ๊ปาก

"ยังไงกันวะ ปีกลายข้าถามเอ็ง เอ็งก็บอกว่าอายุเอ็ง ๓๒ ปีนี้ข้าถามเอ็งอีก เอ็งก็บอกว่า ๓๒ อีก"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"รับประทานกระผมไม่ใช่เป็นคนพูดกลับกลอกนี่ครับ รับประทานเคยพูดอย่างไรก็ต้องพูดอย่างนั้น"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดตัดบท

"เอาละ เป็นอันว่าปีนี้มึงอายุ ๓๓ ปี ข้าถามจริงๆ เถอะวะอ้ายแห้ว เอ็งน่ะอยากมีเมียบ้างไหม เคยคิดบ้างไหมในเรื่องที่จะมีเมียกับเขา"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง ใบหน้าแดงระเรื่อ ยกนิ้วชี้มือขวาใส่ปากกัด แล้วแกว่งแขนซ้ายไปมา

"รับประทานคิดอยู่เสมอแหละครับ กระผมเองครองตัวอยู่เป็นโสดเช่นนี้อะร้าอร่ามเหลือเกิน รับประทานหน้าร้อนก็ไม่เป็นไรหรอกครับ แต่หน้าฝนหรือหน้าหนาวรับประทานแย่หน่อย กระผมคิดเสมอแหละครับ แต่ว่า...รับประทานความคิดของกระผมก็ไม่ผิดอะไรกับพายเรือในอ่าง รับประทานคิดแล้วไม่สำเร็จ"

คุณหญิงวาดหยิบหมากและพลูใส่ปากเคี้ยว จ้องตาเขม็งมองดูเจ้าแห้ว

"อ้ายแห้ว"

"คร๊าบ"

"ขณะนี้เอ็งรักผู้หญิงที่ไหนไว้บ้างหรือเปล่า บอกข้าตามตรงเถอะ ข้ากับเจ้าคุณจะได้เป็นผู้ใหญ่ไปจัดการสู่ขอให้เอ็ง"

เจ้าแห้วลืมตาโพลง ยกท่อนแขนซ้ายขึ้นกัดเต็มแรง แล้วร้องสุดเสียง

"โอ๊ย รับประทานนี่กระผมไม่ได้ฝันไปหรอกหรือครับ ท่านจะขอผู้หญิงให้กระผม...มันจะเป็นไปได้อย่างไรกันขอรับ"

คุณหญิงวาดพูดเสียงดุๆ

"เถอะน่า ข้าจัดการให้เอ็งก็แล้วกัน เอ็งรักใครชอบใครบอกข้าซิ"

เจ้าแห้วยิ้มเอียงอาย

"รับประทานกระผมรักผู้หญิงคนหนึ่งไว้เกือบปีแล้วขอรับ รับประทานเจ้าหล่อนสวยมากและสุภาพอ่อนหวานมาก ถ้าท่านกรุณาสู่ขอให้กระผมได้แล้ว ก็จะเป็นพระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้เชียวครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถามขึ้นทันที

"ผู้หญิงแถวนี้หรือวะ"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานบ้านใกล้เรือนเคียงกับเรานี่แหละครับ"

"ใครวะอ้ายแห้ว"

คุณหญิงวาดถามอย่างเป็นงานเป็นการ

เจ้าแห้วตอบอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

"รับประทานคุณสุมามาลย์ ลูกสาวท่านเจ้าคุณสีหราชฯ ยังไงล่ะครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดทำคอย่นพร้อมๆ กัน แล้วท่านเจ้าคุณก็หัวเราะก้าก

"อ้ายแห้ว"

เจ้าคุณพูดพลางหัวเราะพลาง

"เอ็งรักยายสุมามาลย์ลูกสาวเจ้าคุณสีหราชฯ หรือนี่"

ท่านหมายความถึงเพื่อนบ้านที่ดีของท่านซึ่งมีธิดาสาวสวย เคยเข้าประกวดนางสาวไทยมาแล้ว

"เป็นความจริงหรือวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วทำหน้าม่อย

"รับประทานจริงครับ กระผมรักมานานแล้ว"

คุณหญิงวาดหัวเราะจนน้ำหมากไหล ยกนิ้วชี้มือขวาจิ้มหน้าผากเจ้าแห้วค่อนข้างแรง

"อ้ายเวรตะไล...โอ๊ย-ประเดี๋ยวแม่หัวเราะให้ขาดใจตายไปเลย มึงนึกยังไงวะถึงได้ไปหลงรักแม่สุมามาลย์ มึงก็รู้ดีแล้วว่าเขาเป็นลูกสาวเจ้าคุณบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ตระกูลรุนชาติก็สูง ฐานะก็ดี ความรู้ก็มีไม่น้อย เพิ่งสำเร็จอักษรศาสตร์จากจุฬาเมื่อปีกลายนี้เอง"

เจ้าแห้วพูดขึ้นทันที

"รับประทานรักแท้ย่อมไม่มีอะไรขัดขวางหรอกครับ รับประทานลูกพระยามหากษัตริย์ยังได้กระยาจกเข็ญใจเป็นผัว ตามประวัติศาสตร์ของชาติไทยก็ปรากฏว่าท้าวศรีสุดาจันทร์มเหสีของพระไชยราชาก็ยังเคยได้พลทหารยาม คือพันบุตรศรีเทพเป็นชู้รักของเธอ รับประทานนี่ก็แสดงให้เห็นว่าความรักย่อมมีอานุภาพใหญ่ยิ่ง"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อดหัวเราะไม่ได้

"มึงพูดมีเหตุผลน่าฟังอยู่เหมือนกัน มิน่าเล่าข้าใช้ให้ไปบ้านเจ้าคุณสีหราชฯ ทีไร มึงเป็นต้องแต่งตัวเสียหรูหราผิดปรกติ ยายสุมามาลย์น่ะ เขาเคยมีอะไรๆ กับเอ็งหรือเปล่า"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานมีทีท่ากับผมเหมือนกันแหละครับ รับประทานเคยใช้ให้ผมเอารองเท้าไปเปลี่ยนที่ห้างหนหนึ่ง รับประทานขอบอกขอบใจเสียใหญ่เชียวครับ ทำตาหวานเสียด้วย"

คุณหญิงวาดหัวเราะก้าก

"อ้ายแห้วเอ๊ย ให้มันรู้จักบ้างซิวะว่าฟ้าต่ำแผ่นดินสูง เจ้าคุณสีหราชฯ น่ะ ท่านร่ำรวยกว่าข้าเสียอีก"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานนั่นน่ะซิครับ ถ้ากระผมได้แต่งงานกับคุณสุมามาลย์ รับประทานกระผมจะมีความสุขไปชั่วชีวิตดับ รับประทานคงไม่ผิดอะไรกับหนูที่ตกลงไปในยุ้งข้าวสาร"

คุณหญิงวาดเม้มปากแน่น

"โธ่-เดี๋ยวแม่เตะกระโดงคางหักเลย เผยอหน้าไปรักเขา คนอย่างแม่สุมามาลย์น่ะ ถ้าหากว่าเขาจะมีผัวอย่างน้อยก็ต้องหัวนอกโว้ย"

เจ้าแห้วยิ้มเศร้าๆ และพูดเสียงอ่อยน่าสงสาร

"รับประทานเมื่อมันลำบากนัก กระผมก็ไม่ต้องการหรอกครับ ถ้าท่านจะกรุณากระผมแล้ว รับประทานขอสาวใช้คุณสุมามาลย์ให้กระผมก็ได้ครับ รับประทานสาวใช้ในบ้านนั้นมีสวยๆ หลายคน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ นิ่งนึกอยู่สักครู่

"มีหน้าตาพอไปได้ ข้าก็เห็นแต่นางแจ๋วคนเดียวเท่านั้น"

เจ้าแห้วรีบยกมือไหว้ท่านเจ้าคุณทันที

"รับประทานได้เหมือนกันครับ แม่แจ๋วถูกชาตากับผมมานานแล้ว"

คุณหญิงวาดถามว่า

"ถ้าข้าจะขอนางแจ๋วให้เอ็ง เอ็งจะตกลงไหมล่ะ"

"รับประทานตกลงครับ"

คุณหญิงวาดพยักหน้ารับทราบ

"ก็ดีแล้ว ถ้าเช่นนั้นข้าจะจัดการส่งเถ้าแก่ไปสู่ขอนางแจ๋วให้เอ็งในเร็วๆ นี้แหละ"

เจ้าแห้วทำหน้าฉงน

"รับประทานท่านไม่ไปขอให้กระผมเองหรอกหรือขอรับ"

คุณหญิงวาดว่า

"ไม่จำเป็นหรอก เพราะนางแจ๋วมันเป็นแต่เพียงสาวใช้ของท่านเจ้าคุณสีหราชฯ เท่านั้น ข้าจะให้พ่อหงวนกับอ้ายกรเป็นเถ้าแก่ไปสู่ขอให้เอ็ง แต่ว่าข้าจะเป็นเจ้าภาพจัดงานแต่งงานเอ็งกับนางแจ๋วอย่างสมเกียรติทีเดียว"

เจ้าแห้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ก้มลงกราบท่านทั้งสองด้วยความเคารพและกตัญญู

"รับประทานวันแต่งงาน มีโขนกับหนังตะลุงด้วยนะครับ จะได้ทำให้งานครึกครื้นขึ้นอีก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เอ็ดตะโรลั่น

"นั่นมันงานศพโว้ย เอาไว้เผามึง กูจะมีโขนและหนังตะลุงให้"

เจ้าแห้วหัวเราะ ยกมือไหว้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"รับประทานกรุณาให้กระผมได้มีลูกมีเมียเสียทีเถอะครับ กระผมอยู่คนเดียวเช่นนี้เงินทองมันเหลือใช้ ไม่มีใครช่วยเก็บงำ รับประทานมีเมียเสียที กระผมจะได้เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ขึ้น แล้วก็...รับประทานพูดไม่อายหรอกครับ กระผมอยากมีลูกแฝดมานานแล้ว หรือถ้าไม่ได้ลูกแฝดรับประทานลูกกรอกก็ยังดี"

คุณหญิงวาดพูดตัดบท

"เรื่องลูกอย่าเพิ่งคิดเลยวะ คิดถึงเรื่องเมียเสียก่อนเถอะ เพราะลูกมันมาทีหลังเมีย เป็นอันว่าเอ็งชอบนางแจ๋วแน่นะ"

"แน่ครับ รับประทานแม่แจ๋วมีอะไรๆ หลายอย่างถูกใจกระผม"

ทันใดนั้นเอง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พากันเดินออกมาจากห้องโถง ต่างกำลังจะไปนั่งเล่นที่ศาลาวงกลมในสวนดอกไม้ ทุกคนช่วยกันถือของคนละอย่างสองอย่าง มีขวดเหล้า, โซดา, ถ้วยแก้วและจานใส่กับแกล้ม ขณะนี้เป็นเวลากินเหล้าของสี่สหายแล้ว

ต่างหยุดยืนเบื้องหน้าประมุขของบ้าน "พัชราภรณ์" ทั้งสองท่าน เจ้าแห้วคลานเข้ามากอดขาเสี่ยหงวน แล้วพูดขึ้นด้วยความดีใจ

"รับประทานเจ้าคุณกับคุณหญิงท่านจะขอเมียให้ผมขอรับ โอ๊ย-รับประทานดีใจจนเนื้อเต้นแล้ว รับประทานอาเสี่ยดูซีครับ เต้นหนุบหนับไปหมดทั้งตัวแล้ว มือไม้สั่นไปหมด"

กิมหงวนมองดูคุณหญิงวาดแล้วกล่าวถามยิ้มๆ

"จริงหรือครับคุณอา"

คุณหญิงวาดพยักหน้า

"อาสองคนปรึกษาหารือกัน เห็นพ้องต้องกันว่าอ้ายแห้วมีอายุมากแล้ว ควรจะมีลูกมีเมียกับเขาเสียที ก็เลยไต่ถามความประสงค์ของมันดู ว่ามันรักใครชอบใคร ทีแรกเจ้าแห้วบอกอาว่ามันรักแม่สุมามาลย์ลูกสาวเจ้าคุณสีหราชฯ "

"อุ๊ย"

นิกรร้องลั่น ยกเท้าเตะก้นเจ้าแห้วดังพลั่ก แล้วหัวเราะก้าก

"อ้ายเวร มึงน่ะหรือรักคุณสุมามาลย์ ข้าเองพยายามยิ้มให้เธอตั้งหลายครั้งแล้ว เธอไม่เคยยิ้มให้ข้าสักที หยิ่งอย่างหมาไม่กินเลย"

"นั่นน่ะสิครับ"

เจ้าแห้วพูดเสียงอ่อย

"รับประทานผมก็ทราบเหมือนกันว่าผมกับคุณสุมามาลย์ไม่ผิดอะไรกับพระจันทร์และกระต่าย กระต่ายน้อยก็ได้แต่เฝ้าแหงนคอชะเง้อมองดวงจันทร์อันสูงลิบ รับประทานคิดได้เช่นนี้ ผมก็เลยเปลี่ยนความคิดขอให้ท่านไปขอแม่แจ๋วสาวใช้คนสนิทของคุณสุมามาลย์ให้ผม"

ดร. ดิเรกทำท่าเหมือนกับปวดศีรษะมาหลายวัน นายแพทย์หนุ่มมองดูเจ้าแห้วด้วยความอนาถใจแกมเศร้าระคนกัน

"แกแต่งงานกับแม่แจ๋วเหมาะแล้วเจ้าแห้ว สำหรับคุณสุมามาลย์แกอย่าเพ้อฝันถึงเธอเลย"

พลกล่าวถามคุณหญิงวาดเบาๆ

"คุณแม่ตกลงจะไปสู่ขอแม่แจ๋วให้อ้ายแห้วหรือครับ"

"จ้ะ-แต่ว่าถ้าพ่อหรือแม่ไปสู่ขอแม่แจ๋ว ก็เห็นจะไม่เหมาะแน่ เพราะแม่แจ๋วเป็นแต่เพียงสาวใช้ของเจ้าคุณสีหราชฯ แม่คิดว่าแกควรจะขอให้เจ้าแห้วดีกว่า เจ้าคุณสีหราชฯ ท่านก็ทราบดีว่าเจ้าแห้วเป็นคนใช้คนสนิทของแก"

นายพัชราภรณ์หัวเราะหึๆ

"ผมเกิดมาเป็นตัวตน ไม่เคยทำหน้าที่เป็นเถ้าแก่เลยครับคุณแม่ ให้อ้ายกรหรืออ้ายหงวนไปพูดสู่ขอแม่แจ๋วดีกว่าครับ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นทันที

"ตกลงครับคุณอา ผมกับอ้ายกรไปสู่ขอให้อ้ายแห้วเอง เจ้าคุณสีหราชฯ ท่านก็รักใคร่ผมเหมือนกับลูกหลานของท่าน เมื่อเดือนก่อนผมเอาพระสมเด็จวัดระฆังไปให้ท่าน ท่านเลี้ยงผมเสียจนเมา ต้องคลานกลับบ้านเกือบถูกรถทับตาย"

แล้วกิมหงวนก็พูดกับเจ้าแห้ว

"เรื่องนี้เอ็งไม่ต้องวิตก ข้ากับอ้ายกรจะจัดการให้เรียบร้อย เจ้าคุณท่านจะเรียกสินสอดหรือเงินทองสักเท่าใด ข้าสู้ทั้งนั้น ความจริงเอ็งก็รับใช้พวกข้ามาด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นเวลานานแล้ว"

เจ้าแห้วยกมือไหว้ปะหลกๆ

"ขอบคุณครับเสี่ย รับประทานผมอยากมีเมียใจแทบขาดแล้ว ถ้าเจ้าคุณสีหราชฯ ท่านไม่ยอมยกนางแจ๋วให้ผม นังอะไรในบ้านนั้นก็ได้ครับ สักแต่ว่าให้เป็นผู้หญิงก็แล้วกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก แล้วกล่าวกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"ดีเหมือนกันเจ้าคุณ ให้อ้ายแห้วมันมีเมียเสียที มันจะได้เป็นผู้เป็นคนกับเขาขึ้น แม่แจ๋วน่ะใครกันนะครับ ผมนึกไม่ออก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ว่า

"ก็นังเด็กสาวรูปร่างท้วมๆ ผิวเนื้อค่อนข้างดำที่คุณหญิงสีหราชฯ ท่านเคยใช้ให้เอากับข้าวมาให้เราบ่อยๆ ยังไงล่ะครับ"

"อ๋อ "

แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ขมวดคิ้วย่น

"เอ-นึกไม่ออกครับ"

คุณหญิงวาดพูดขึ้นเบาๆ

"เมื่อเย็นวานนี้เรานั่งคุยกันอยู่ที่สนามหน้าตึก คุณหญิงเนื่องท่านใช้ให้แม่แจ๋วเอาแกงมัสหมั่นมาให้เรายังไงล่ะคะ เจ้าคุณยังบอกดิฉันว่าเด็กคนนั้นสุภาพเรียบร้อยดี"

"โอ-นึกได้แล้วครับ ผมนึกว่าชื่อผ่องเสียอีก ก็เข้าทีดีนี่ครับ สมกับเจ้าแห้วมากทีเดียว"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"รับประทานเหมือนกิ่งทองใบหยกนะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้อนเจ้าแห้ว แล้วกล่าวกับคณะพรรคสี่สหาย

"ไปเถอะโว้ยพวกเรา ได้เวลากินเหล้าแล้ว"

ครั้นแล้วสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พากันเดินลงบันไดตรงเข้าไปในสวนดอกไม้หลังบ้าน เพื่อตั้งวงดื่มสุรากันที่ศาลาวงกลมกลางสวนดอกไม้

ตอนเย็นวันนั้น เถ้าแก่ทางฝ่ายเจ้าแห้วคือนิกรกับอาเสี่ยกิมหงวนก็พากันมาที่บ้านของท่านเจ้าคุณสีหราชฯ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้าน "พัชราภรณ์" นั่นเอง มันเป็นคฤหาสน์ที่ใหญ่โตหรูหราแห่งหนึ่งในย่านบางกะปิ เจ้าคุณสีหราชฯ เป็นคหบดีผู้มั่งคั่งและเป็นนักธุรกิจผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งในวงการค้าในเวลานี้

เพื่อให้สมกับเป็นเถ้าแก่ สองสหายจึงแต่งตัวแบบไทยเดิม คือนุ่งผ้าม่วงโจงกระเบน สวมรองเท้าแต่ไม่ได้สวมถุงเท้า สวมเสื้อชั้นนอกคอตั้งกระดุมห้าเม็ด ทั้งสองเดินกะเร่อกะร่าเข้าไปในบ้านเจ้าคุณสีหราชฯ พอได้ยินเสียงสุนัขเห่า นิกรกับเสี่ยหงวนก็ล่าถอยออกมายืนตั้งป้อมข้างบ้านพักของแขกยาม

คนทำสวนของเจ้าคุณสีหราชฯ กำลังดายหญ้าอยู่ริมสนามหน้าตึก แลเห็นสองสหาย ชายชราก็เข้าใจว่าหมอดู เพราะการแต่งกายรุ่มร่ามเหมือนหมอดูแถวต้นมะขามสนามหลวง

"ออกไปเถอะพ่อคุณ ไม่มีใครเขาดูหรอก ประเดี๋ยวหมาฟัดตายไม่รู้นา"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก ร้องตะโกนไปบ้าง

"ฉันเองลุงแก้ว บ๊ะแล้ว....เห็นเป็นหมอดูไปได้ ช่วยดูหมาให้ทีซี"

ลุงแก้วยกมือป้องหน้าผากมองดู พอแลเห็นนิกรกับเสี่ยหงวนถนัด แกก็หัวเราะชอบใจ แล้วรีบลุกเดินไปจับสุนัขพันธุ์ฝรั่งตัวสูงใหญ่ตัวหนึ่งออกไปล่ามโซ่ไว้ที่เรือนต้นไม้ สองสหายพากันเดินตรงมาที่ตัวตึก พอลุงแก้วออกมาจากเรือนต้นไม้ นิกรก็กล่าวถามทันที

"เจ้าคุณท่านอยู่ไหมลุงแก้ว"

ชานชรากลั้นหัวเราะแทบแย่ เมื่อเห็นสองสหายแต่งตัวรุ่มร่ามเช่นนี้

"อยู่ขอรับ เชิญคุณขึ้นไปบนตึกเถอะครับ ดูเหมือนท่านอยู่ในห้องโถง"

กิมหงวนมองซ้ายมองขวา แล้วกล่าวถามเบาๆ

"คุณสุมามาลย์ล่ะอยู่ไหม"

ชายชราสั่นศีรษะและตอบอย่างนอบน้อม

"ไม่อยู่หรอกครับ คุณสุมามาลย์ไปเล่นเทนนิสที่สมาคมนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ยังไม่กลับ เชิญขึ้นไปบนตึกซีครับ"

กิมหงวนเดินนำหน้าพานิกรตรงไปที่ตัวตึกอันใหญ่โตกว้างขวาง แล้วขึ้นไปบนตึกเลยเข้าไปในห้องโถง สองสหายแลเห็นสุภาพบุรุษผู้สูงอายุคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนโซฟาและเพลิดเพลินกับนิตยสารต่างประเทศฉบับหนึ่ง ท่านผู้นี้คือพระยาสีหราชเกรียงศักดิ์ เจ้าของบ้านนี้นั่นเอง ท่านเจ้าคุณรู้จักกับกิมหงวนและนิกรเป็นอย่างดี ในฐานะที่เป็นเพื่อนบ้านกัน

"อ้อ-คุณกิมหงวน คุณนิกร เชิญ-เชิญซีคุณ บา-วันนี้แต่งกายแบบไทยเดิมซะด้วยนา"

เจ้าคุณสีหราชฯ กล่าวทักอย่างกันเอง

สองสหายกระพุ่มมือไหว้ท่านอย่างนอบน้อม

"สวัสดีปีใหม่ครับใต้เท้า"

นิกรพูดยิ้มๆ

เจ้าคุณสีหราชทำหน้าชอบกล

"ยัง-ยังไม่ถึงคุณนิกร นี่เพิ่งเดือนสิงหาเท่านั้น"

"ไม่เป็นไรครับใต้เท้า ผมสวัสดีปีใหม่ไว้ล่วงหน้าก่อนก็ได้"

แล้วเขาก็หันมาทางเสี่ยหงวน

"เชิญนั่ง ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจ นั่งตามสบาย"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่ใช่เรื่องของแกที่จะเชิญกันเลย แกไม่ใช้เจ้าของบ้านนี้"

เจ้าคุณสีหราชฯ หัวเราะอย่างใจดี

"นั่ง-นั่งคุยกันเถอะ คุณสองคนมาเยี่ยมฉันหรือว่ามีธุระอะไร"

สองสหายทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน กิมหงวนยกมือป้องปากกระซิบกระซาบกับนิกร

"เราต้องชวนท่านคุยกับเราถึงเรื่องอื่นๆ ก่อน เถ้าแก่ที่ดีจะต้องรู้จักกาละเทศะ"

นิกรป้องปากกระซิบบ้าง

"เสียเวลาน่า เจ้าคุณท่านเคยเป็นทหาร พูดกับท่านตรงไปตรงมาดีกว่า ไม่จำเป็นต้องชักแม่น้ำทั้งห้า ถ้าท่านยกให้เราก็จะได้เตรียมงานแต่งงานให้อ้ายแห้วกับแม่แจ๋ว ถ้าท่านปฏิเสธไม่ยอมยกให้ เราก็จะได้วางแผนการฉุดแม่แจ๋วไปให้อ้ายแห้ว"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"อย่าวางแผนการฉุดแม่แจ๋วเลย กันขี้เกียจย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในคุก"

ท่านเจ้าสีหราชฯ เห็นสองสหายกระซิบกระซาบกันก็ชักสงสัย

"คุณทั้งสองมีอะไรก็พูดกับฉันเถอะ อย่าได้เกรงใจเลยน่า นึกว่าเราเป็นกันเองจะดีมาก"

นิกรพยักหน้ากับเสี่ยหงวน

"แกพูดซี"

อาเสี่ยพยักหน้ากับนิกร

"แกดีกว่า แกมีวาทะศิลป์ในการพูดดีกว่ากัน เอาน่า....พูดเถอะน่า เจ้าคุณท่านไม่ใช่เสือหรือช้างหรอก ท่านคงไม่ทำไมแก"

เจ้าคุณสีหราชฯ พูดเสริมขึ้น

"จริงซี ฉันไม่ใช่เสือ แล้วก็ไม่ใช่ช้างด้วย ฉันคือพระยาสีหราชเกรียงศักดิ์ ฉันเข้าใจว่าเท่าที่คุณสองคนมาหาฉันวันนี้ คงมีธุระอะไรที่จะขอให้ฉันช่วยเหลือเป็นแน่"

นิกรว่า

"ไม่ได้มีธุระหรอกครับใต้เท้า แต่ผมกับกิมหงวนมาหาใต้เท้าในฐานที่ผมเป็นเถ้าแก่ของเจ้าแห้ว คนใช้เก่าแก่ของเรา"

ท่านเจ้าคุณทำตาปริบๆ แสดงท่าทีแปลกใจไม่น้อย

"คุณสองคนเป็นเถ้าแก่ของนายแห้ว..."

นิกรอมยิ้ม

"ถูกแล้วครับ ผมขอเรียนให้ใต้เท้าทราบอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่อ้อมค้อม เดี๋ยวนี้เจ้าแห้วของผมได้มีความสมัครรักใคร่แม่แจ๋วสาวใช้ของใต้เท้า ผมกับกิมหงวนอยากจะให้เจ้าแห้วได้อยู่ร่วมชีวิตกับแม่แจ๋ว ก็เลยมาพูดสู่ขอแม่แจ๋วต่อใต้เท้า ผมหวังว่าใต้เท้าคงจะกรุณายกแม่แจ๋วให้เจ้าแห้วเป็นแน่ ใต้เท้าจะเรียกร้องเงินทองสักเท่าใดก็สุดแล้วแต่เถอะครับ"

เจ้าคุณสีหราชฯ ทำหน้าชอบกล นิ่งอึ้งไปสักครู่ท่านก็กล่าวว่า

"นายแห้วรักนังแจ๋วของฉัน..."

"ครับ"

นิกรตอบ

"เป็นความจริงขอรับ ผมกับกิมหงวนถือโอกาสนี้สู่ขอให้เจ้าแห้วด้วยความเคารพยิ่ง"

คราวนี้เจ้าคุณสีหราชฯ ยิ้มออกมาได้

"เจ้าแห้วกับนางแจ๋วของฉันมันเกิดรักใคร่กันขึ้นมาแล้วยังงั้นหรือ คุณทั้งสองถึงได้เป็นเถ้าแก่มาสู่ขอ"

อาเสี่ยว่า

"มิได้ครับ แจ๋วกับแห้วไม่ได้รักใคร่กันหรอกครับ เพียงแต่เจ้าแห้วชอบแจ๋วของใต้เท้าและมีความปรารถนาที่จะแต่งงานด้วย"

โดยไม่ต้องคิด เจ้าคุณสีหราชฯ ตอบเถ้าแก่ทางฝ่ายเจ้าแห้วทันที

"ตกลงคุณนิกร เป็นอันว่าฉันยกแจ๋วให้นายแห้ว ตามที่คุณทั้งสองมาพูดสู่ขอ"

กิมหงวนถามขึ้นทันที

"เจ้าคุณจะเรียกร้องอะไรบ้างเล่าครับ"

เจ้าคุณว่า

"จะเรียกก็แต่เพียงเงินสัก ๑,๐๐๐ บาท และทองอีกสักสองบาท เท่าที่เรียกร้องเช่นนี้ก็เป็นไปตามประเพณีนิยม"

นิกรยิ้มให้ท่านเจ้าคุณสีหราชฯ

"ตกลงครับใต้เท้า พรุ่งนี้เย็นผมจะนำเงินและทองหมั้นมามอบให้ใต้เท้า ส่วนการแต่งงานระหว่างเจ้าแห้วกับแม่แจ๋วควรกำหนดเสียเร็วๆ เอาวันอาทิตย์หน้าดีไหมครับ"

ท่านเจ้าคุณนิ่งคิด

"เอ-เรื่องนี้ฉันจะต้องเรียกตัวนังแจ๋วมาไต่ถามดูเสียก่อน ถ้าหากว่านังแจ๋วมันไม่สมัครใจฉันก็ไม่อยากจะข่มโคขืนให้กินหญ้า"

กิมหงวนว่า

"ถ้าเช่นนั้นใต้เท้าเรียกมาถามเสียเดี๋ยวนี้เถอะครับจะได้รู้เรื่อง ถ้าหากว่าแม่แจ๋วไม่ตกลงปลงใจ ผมกับเจ้ากรก็จะได้วางแผนการฉุดแม่แจ๋วต่อไป ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็ต้องใช้คาถา"

เจ้าคุณสีหราชฯ ทำหน้าชอบกล

"เอากันยังงี้เชียวเรอะ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ครับ เป็นตายอย่างไรผมก็ต้องให้เจ้าแห้วแต่งงานกับแม่แจ๋วให้ได้"

คนใช้ของเจ้าคุณคนหนึ่งถือถาดใส่ขวดน้ำอัดลมชั้นดี ๓ ขวด เดินเข้ามาทรุดตัวนั่งคุกเข่าแล้ววางถาดลงบนโต๊ะเล็กๆ ข้างเจ้าคุณสีหราชฯ ท่านเจ้าคุณกล่าวกับคนใช้ของท่านทันที

"อ้ายเรือง ไปตามนังแจ๋วมาพบข้าหน่อย"

"ครับผม ใต้เท้าจะต้องการเหล้าบ้างไหมครับ"

นิกรพูดขึ้นทันที

"ไปเอามาเถอะนายเรือง ขอกับแกล้มสักจานนะพี่"

คนใช้เก่าแก่ของเจ้าคุณสีหราชฯ ยิ้มเล็กน้อย พาตัวเดินออกไปจากห้องโถง ท่านเจ้าคุณส่งน้ำอัดลมให้อาเสี่ยกับนิกร แต่สองสหายปฏิเสธ

"ขอบพระคุณครับใต้เท้า"

เสี่ยหงวนพูดยิ้มๆ

"ผมกับน้ำอัดลมไม่ถูกโรคกันหรอกครับ แฮ่ะ แฮ่ะ เหล้าดีกว่าครับ"

"งั้นเรอะ งั้นรอเดี๋ยวนะ"

สองสหายสนทนากับเจ้าคุณสีหราชฯ สักครู่ หญิงสาวคนหนึ่งแต่งกายขมุกขมอมแต่หน้าตาคมขำได้พาตัวเดินเข้ามาในห้องโถงและทรุดตัวนั่งคลานเข้ามานั่งพับเพียบเรียบร้อยเบื้องหน้าเจ้าคุณสีหราชฯ หล่อนคือแจ๋วสาวใช้เก่าแก่ของท่านเจ้าคุณนั่นเอง

นิกรยิ้มให้หล่อน

"ยังไงจ๊ะแจ๋ว สบายดีหรือ"

สาวใช้ยิ้มอายๆ และตอบนอบน้อม

"ขอบคุณค่ะ สบายดี"

แล้วหล่อนก็หันมาทางท่านเจ้าคุณ

"ท่านต้องการอะไรหรือเจ้าคะ"

เจ้าคุณสีหราช มองดูคนของท่านด้วยความปรานี

"นังแจ๋ว ปีนี้เอ็งอายุเท่าไรวะ"

ใบหน้าของสาวใช้แดงระเรื่อ หล่อนตอบอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

"๑๙ เจ้าค่ะ"

อาเสี่ยจุ๊ปาก

"กำลังขบเผาะทีเดียว"

ท่านเจ้าคุณค้อนเสี่ยหงวน แล้วพูดกับสาวใช้เก่าแก่ของท่าน

"คุณกิมหงวนกับคุณนิกรเขาเป็นเถ้าแก่ทางฝ่ายนายแห้วมาพูดกับข้าเพื่อสู่ขอเอ็ง เอ็งจะว่ายังไงแจ๋ว บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เอ็งควรจะมีผัวกับเขาเสียที นับวันผู้ชายมันหายากไม่เหมือนแต่ก่อนข้าอยากจะยกเอ็งให้แต่งงานกับนายแห้วเขา เอ็งจะได้เป็นหลักเป็นฐานพ้นอกข้าไป"

สาวใช้อายม้วนต้วน นั่งก้มหน้านิ่งเฉย

"พูดซีโว้ยแจ๋ว ความจริงนายแห้วเขาก็เป็นคนดี"

สาวใช้ตอบอ้อมแอ้ม

"แล้วแต่จะโปรดเถอะค่ะ ดิฉันไม่เคยนึกรักนายแห้วเลยนี่คะ ทะลึ่งออกจะตายไป แล้วก็สูบกัญชาด้วย"

เถ้าแก่ทั้งสองยิ้มแห้งๆ ไปตามกัน นิกรรีบพูดกลบเกลื่อน

"ถูกละแจ๋ว เจ้าแห้วมันติดจะทะลึ่งสักหน่อย แต่ถึงมันทะลึ่งก็ทะลึ่งอย่างน่าเอ็นดูนะเธอ ส่วนกัญชาเจ้าแห้วเลิกสูบอย่างเด็ดขาด คุณอาหญิงท่านยื่นคำขาดว่า ถ้าเจ้าแห้วสูบกัญชาอีกและท่านจับได้ ท่านจะไล่ออกไปจากบ้านทันที ตกลงเถอะน่าน้องสาว ฉันกับเสี่ยหงวนจะประกอบพิธีมงคลสมรสให้หรูหราทีเดียว"

สาวใช้นั่งนิ่งเฉย มีท่าทางกระสับกระส่าย เจ้าคุณสีหราชฯ กล่าวกับแจ๋วต่อไป

"หยวนเถอะวะแจ๋ว หรือยังไง อ้าว-นั่งแคะสะดือเล่นเสียแล้ว"

"อุ๊ยตาย"

สาวใช้ร้องลั่น

"ดิฉันเกาพุงของดิฉันต่างหากคะ"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะชอบใจ

"เอ็งจะตกลงหรือไม่ก็ว่ามา"

"ดิฉัน...ง่า...สุดแล้วแต่ท่านจะเห็นสมควรเถอะค่ะ"

เสี่ยหงวนยิ้มแป้น เขากล่าวกับเจ้าคุณสีหราชฯ

"เป็นอันว่า แม่แจ๋วแกไม่ขัดข้องแล้วถึงได้พูดอย่างนี้ ผมกลับไปนี่เตรียมพิมพ์การ์ดเชิญได้แล้วนะครับ เปลี่ยนชื่อแม่แจ๋วเสียให้เพราะหน่อย"

"จะเปลี่ยนว่าอย่างไรดีล่ะ"

เจ้าคุณถาม

นิกรพูดขึ้นทันที

"เอาชื่อเดิมแหละครับ แต่ใส่คำว่าแหววไว้ข้างหลังอีกคำหนึ่ง ชื่อแจ๋วแหววฟังแล้วแจ๋วไปเลย ส่วนอ้ายแห้วของผมชื่อศักดิ์แห้ว"

นายเรืองคนใช้เก่าแก่ของเจ้าคุณสีหราชฯ ยกถาดใบใหญ่ใส่ขวดวิสกี้โซดา กับแกล้มและแก้วเหล้าเดินเข้ามาในห้องโถง มีเด็กรุ่นหนุ่มถือถาดใส่จานกับแกล้ม ๒ จาน ตามเข้ามาด้วย

"เชิญ-ตามสบายนะคุณกิมหงวนและคุณนิกร นึกว่าเป็นกันเองไม่ต้องเกรงใจ ฉันตั้งใจจะไปคุยกับเจ้าคุณทั้งสองและคุณหญิงวาดหลายวันแล้ว ก็หาเวลาว่างได้ยากเต็มทน พอเย็นมีแขกมาหาแน่นบ้านทุกวัน"

พูดจบท่านก็ผสมวิสกี้โซดาส่งให้กิมหงวนและนิกรคนละแก้ว

นิกรหันมายิ้มกับแจ๋ว

"ขอมะขามเปียกให้ฉันสักปั้นเถอะน้องสาว เอาเกลือมานิดหน่อยนะ ถ้าได้มะดันดิบๆ ยิ่งดี"

แจ๋วรับคำสั่งแล้วลุกขึ้นเดินก้มตัวออกไปจากห้อง สักครู่หนึ่งหล่อนก็นำมะขามเปียกและเกลือป่นมาให้นายจอมทะเล้นตามความประสงค์ เจ้าคุณสีหราชฯ กล่าวกับสองสหายอย่างเป็นงานเป็นการ

"สำหรับแจ๋ว ฉันไม่ขัดข้องอะไรหรอกคุณ แต่ต้องปรึกษาหารือกับคุณหญิงเขาดูก่อน ขณะนี้คุณหญิงเขาไม่อยู่เสียด้วย ถ้าคุณหญิงเขาตกลงก็ไม่มีปัญหา"

"ว้า"

อาเสี่ยคราง

"ใต้เท้ากลัวเมียด้วยหรือครับนี่"

"แล้วกัน"

เจ้าคุณสีหราชฯ พูดเสียงดุๆ

"ในโลกนี้ยังมีอะไรอีกที่น่ากลัวยิ่งไปกว่าเมียของเรา"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"สำหรับผมไม่เคยกลัวเมียเลยครับ"

ท่านเจ้าคุณอมยิ้ม

"ยังงั้นเรอะ แต่ฉันทราบว่า คุณถูกคุณนวลซ้อมบ่อยๆ บางทีก็ปากคอปลิ้นเป็นครุฑ"

พูดจบท่านก็หันมาทางแจ๋วสาวใช้เก่าแก่ของท่าน

"เอ็งจะไปทำอะไรก็ไปเถอะ เป็นอันว่าเอ็งเตรียมตัวมีผัวได้แล้ว"

สาวใช้ละอายจนหน้าแดง หล่อนรีบลุกขึ้นเดินก้มตัวออกไปจากห้องโถงทันที ต่อจากนั้นเจ้าคุณสีหราชฯ และสองสหายก็ดื่มเหล้าและสนทนากันอย่างครื้นเครง เจ้าคุณสีหราชฯ เป็นผู้ใหญ่ที่ใจดีมาก ปราศจากการถือเนื้อถือตัว ส่วนคุณหญิงของท่านก็เช่นเดียวกัน

คุณหญิงเนื่อง สีหราชเกรียงศักดิ์ ไม่ยอมตกลงในเรื่องแจ๋วสาวใช้เก่าแก่ของท่าน คุณหญิงบอกกับสองสหายว่า

"แจ๋วเป็นเด็กในบ้านที่ฉันเลี้ยงดูมาแต่เล็กแต่น้อย ฉันน่ะไม่ขัดข้องอะไรหรอก แต่ขอให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดเป็นผู้ใหญ่มาพูดสู่ขอแจ๋วกับเราดีกว่า ฉันเกี่ยงแต่เพียงเท่านี้แหละ ส่วนเงินทองไม่มีการเรียกร้องอะไรหรอก เพราะฉันกับเจ้าคุณของฉันกำลังมีโครงการระบายบ่าวไพร่ข้าเก่าเต่าเลี้ยงออกจากบ้าน เนื่องจากค่ากินอยู่มันแพงขึ้นทุกวัน เลี้ยงไม่ไหว สาวใช้ของฉันเจ๊กแป๊ะมาขอฉันให้ทั้งนั้น ขอให้เป็นคนดีก็แล้วกัน เมื่อสองสามวันก็ยกให้แขกตัดหญ้าไปคนหนึ่ง"

เมื่อเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทราบเช่นนี้ท่านก็ชวนคุณหญิงของท่านไปที่บ้านเจ้าคุณสีหราชฯ ในตอนบ่ายวันหนึ่งในฐานะเป็นเถ้าแก่ของนายแห้ว การสู่ขอแจ๋วหรือแจ๋วแหววได้ตกลงกันเรียบร้อยในวันนั้นเอง

"ดิฉันยกนังแจ๋วของดิฉันให้ฟรี"

คุณหญิงเนื่องพูดอย่างสปอร์ท

"ดิฉันไม่ได้เลี้ยงนังแจ๋วไว้เพื่อเป็นสินค้า ขอให้เจ้าคุณกับคุณหญิงจัดการตามประเพณีก็แล้วกัน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ว่า

"ขอบคุณมากเชียวครับคุณหญิง เป็นอันว่าเราจะได้เป็นแผ่นหนังผืนเดียวกันแล้ว"

เจ้าคุณสีหราชฯ ทำหน้าชอบกล

"ทำไมเจ้าคุณถึงพูดอย่างนี้ มีแต่เขาว่าเป็นแผ่นทองอันเดียวกัน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะชอบใจ

"แผ่นทองหมายถึงลูกหลานของเรา ส่วนแผ่นหนังหมายถึงสาวใช้หรือคนใช้ของเรา"

คุณหญิงเนื่องหัวเราะลั่น

"ถูกแล้วค่ะ เจ้าคุณเข้าใจเปรียบเทียบมาก"

แล้วท่านก็หันมายิ้มกับคุณหญิงวาด

"เราจะจัดการให้เด็กของเราแต่งงานกันเมื่อไรดีล่ะคะคุณหญิง"

คุณหญิงวาดนิ่งคิดอยู่สักครู่

"แต่งวันศุกร์ที่ ๒๘ เดือนนี้ดีไหมคะ จะได้มีเวลาเตรียมตัวสัก ๑๐ วัน"

คุณหญิงเนื่องว่า

"ดีเหมือนกันค่ะ เป็นอันว่าเจ้าคุณของดิฉันจะเป็นเจ้าภาพฝ่ายนางแจ๋วและเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เป็นเจ้าภาพฝ่ายนายแห้ว อ้อ ดิฉันต้องขอตกลงไว้เสียก่อนนะคะ ต่อไปจะได้ไม่ผิดพ้องหมองใจกัน"

คุณหญิงวาดอมยิ้ม

"ตกลงยังไงอีกคะคุณหญิง"

คุณหญิงเนื่องว่า

"ถ้าหากว่าลูกของนังแจ๋วคนแรกเป็นผู้ชาย ดิฉันขอนะคะ ดิฉันจะเอามาเลี้ยงเอง อยากได้ลูกผู้ชายลูกบุญธรรมมานานแล้ว"

คุณหญิงวาดทำหน้าชอบกล

"ไม่ขัดข้องเลยค่ะ ดิฉันทูนหัวให้เลย อ้ายแห้วจะมีลูกกับแม่แจ๋วสักกี่โหล ขอให้คุณหญิงเอามาเลี้ยงเถอะค่ะ เรื่องเด็กดิฉันไม่คิดที่จะเลี้ยงอีกแล้ว ที่บ้านพวกคนใช้ของดิฉันมีลูกกันกระจองอแงหนวกหูจนแทบจะทนไม่ไหว ตกลงค่ะคุณหญิง แต่ว่าถ้าลูกแฝดดิฉันเอานะคะ"

คุณหญิงเนื่องขมวดคิ้วย่นแล้วเอียงคออมยิ้ม

"ได้หรือคะ ดิฉันเป็นฝ่ายผู้หญิงดิฉันต้องเอาลูกแฝดซีคะ ดิฉันอยากได้มานานแล้ว"

คุณหญิงวาดชักไม่พอใจ

"เอ-เรื่องนี้ถ้ามันจะยุ่งเสียแล้วละค่ะ ถ้าเจ้าแห้วมีลูกแฝดเราจะต้องพิพาทกันแน่นอน ที่ถูกต้องเป็นสิทธิ์ของดิฉัน เพราะเจ้าแห้วเป็นคนของดิฉันและเป็นคนสร้างพลเมือง"

คุณหญิงเนื่องพูดขึ้นทันที

"ก็นังแจ๋วของดิฉันเป็นคนให้กำเนิดเด็กนี่คะ ลูกของนังแจ๋วดิฉันจะต้องมีสิทธิ์มากกว่าคุณหญิง"

"ว้า-"

เจ้าคุณสีหราชฯ เอ็ดตะโรขึ้น

"ยังไม่ทันจะแต่งงานกันเลย ทะเลาะกันเรื่องลูกเสียแล้ว ให้มันแต่งงานกันก่อนเถอะน่า เมื่อมันมีลูกออกมา ใครอยากได้ก็พูดจาหารือกันทีหลัง"

คุณหญิงเนื่องทำตาเขียวกับเจ้าคุณสีหราชฯ

"เราต่างฝ่ายต่างเป็นผู้ใหญ่แล้ว จะทะเลาะเบาะแว้งกันเหมือนเด็กๆ ได้หรือคะ มีอะไรต้องพูดกันให้รู้เรื่องก่อน สำหรับนางแจ๋วถ้าลูกคนแรกเป็นผู้ชายหรือถ้ามีลูกแฝดก็ต้องเป็นสิทธิ์ของดิฉันอย่างไม่มีปัญหา"

คุณหญิงวาดพูดโพล่งขึ้นทันที

"เอาเถอะค่ะ ถ้าอ้ายแห้วมีลูกเป็นผู้ชาย ดิฉันยกให้คุณหญิง แต่ถ้าเป็นลูกแฝดหรือลูกกรอกแล้ว เป็นตายอย่างไรดิฉันก็ยอมให้คุณหญิงไม่ได้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พยักหน้ากับเจ้าคุณสีหราชฯ

"เราไปคุยกันในห้องโถงดีกว่าครับเจ้าคุณ ปล่อยให้คุณหญิงของเราโต้เถียงกันในเรื่องลูกเจ้าแห้วและแม่แจ๋วเสียก่อน อย่างช้าคงไม่เกินสามสี่ชั่วโมงก็จะตกลงกันได้"

เจ้าคุณสีหราชฯ เห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับ เข้าทำนองแพะยังไม่ทันจะเลี้ยง ต้นไม้ยังไม่ทันจะปลูก เจ้าของแพะกับเจ้าของต้นไม้ทะเลาะกันเสียแล้ว"

พูดจบท่านก็พยักหน้ากับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แล้วพากันลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องรับแขก

ในที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเจ้าแห้วและแจ๋วก็ตกลงกันโดยเรียบร้อยเป็นที่พอใจของท่านผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ต่างกำหนดพิธีมงคลสมรสระหว่างนายศักดิ์แห้ว กับแจ๋วแหววในวันศุกร์ที่ ๒๘ เดือนนี้ที่บ้าน "พัชราภรณ์"

พอถึงวันงาน บ้าน "พัชราภรณ์" ก็มีการเคลื่อนไหวกันอย่างคึกคัก เจ้าภาพได้ออกบัตรเชิญแขกผู้มีเกียรติมารดน้ำอวยพรในราว ๕๐ คน ส่วนแขกกินเลี้ยงซึ่งเป็นมิตรสหายของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวมีประมาณ ๖๐ คน โดยมากเป็นพวกคนใช้ชายหญิงบ้านใกล้เรือนเคียงนั่นเอง

พิธีรดน้ำพระพุทธมนต์และประสาทพรเริ่มในเวลา ๑๗.๐๐ น. ตรงตามฤกษ์ เจ้าคุณสีหราชฯ กับคุณหญิงเนื่องได้มาช่วยงานนี้อย่างแข็งแรง ส่วนเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดและเจ้าคุณปัจจนึกฯ นันทา, นวลลออ, ประภาและประไพก็เหน็ดเหนื่อยไปตามกัน

ก่อนเวลา ๑๗.๐๐ น. เล็กน้อย

๔ สหายนั่งดื่มเหล้าสรวลเสเฮฮากันอยู่ในห้องพักผ่อนชั้นบนของตัวตึก ทุกคนแต่งกายแบบสากลเรียบร้อย โดยเฉพาะ ดร. ดิเรกผูกเนคไทหูกระต่ายท่าทางสง่าผ่าเผยสมกับที่เป็นหัวนอก ขณะที่ ๔ สหายกำลังดื่มเหล้าและคุยกันเอ็ดตะโร เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาตัวเดินเข้ามาในห้องสำราญ ท่านเจ้าคุณแต่งกายแบบไทยเดิม นุ่งผ้าม่วงสีเลือดหมูสวมเสื้อคอตั้งกลัดกระดุม ๕ เม็ดเรียบร้อย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หยุดชะงักมองดู ๔ สหายอย่างเคืองๆ

"ยังไงกันโว้ย แอบมากินเหล้าอยู่ที่นี่เอง ได้เวลาจะรดน้ำแล้ว"

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"รดก็รดซีครับ ผมไม่ใช่เจ้าบ่าวนี่นา"

เจ้าคุณยกมือเกาศีรษะ

"ก็ลงไปช่วยทำอะไรบ้างซี อย่างน้อยก็ช่วยกันรับแขก แขกเขามากันให้เต็มบ้านทำเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่ได้ คุณหญิงด่าพวกแกจนเอากระบุงโกยไม่ไหวแล้ว"

เสี่ยหงวนยกแก้วน้ำสีเหลืองขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้ว แล้วพูดกับเพื่อนเกลอของเขา

"ไปโว้ยพวกเรา ลงไปช่วยอ้ายแห้วมันหน่อย จะได้เสียเป็นเมียเป็นผัวกันยังจะให้คนอื่นเขาเดือดร้อนอีก"

ครั้นแล้ว ๔ สหายก็ลุกขึ้นยืน พากันเดินออกไปจากห้องนั่งเล่น เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตามออกไปด้วย ทุกคนลงบันไดมายังห้องโถง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดยืนหันรีหันขวางอยู่กลางห้อง พอแลเห็น ๔ สหาย คุณหญิงวาดก็เปิดฉากโจมตีทันที ท่านยกมือเท้าสะเอวแล้วเอ็ดตะโรลั่นบ้าน

"ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมาวะหา ใจคอจะไม่ยอมช่วยอะไรกันบ้างเชียวรึ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ จุ๊ปากห้ามภรรยาของท่าน

"อย่าเอ็ดไปน่าคุณหญิง ขายหน้าแขกเขา เตรียมตัวพาเจ้าบ่าวเจ้าสาวไปนั่งเตียงเถอะ"

นิกรพูดขึ้นด้วยเสียงอ้อแอ้

"เจ้าบ่าวอยู่ไหนครับคุณอา ขอให้ผมชมเจ้าบ่าวสักหน่อย"

คุณหญิงวาดมองดูหลานชายจอมทะเล้นของท่านด้วยความหมั้นไส้

"แก ๔ คนออกไปหน้าตึก คอยรับแขกเถอะย่ะ อีก ๕ นาทีเท่านั้นก็ถึงเวลารดน้ำแล้ว จะต้องเริ่มรดน้ำตามฤกษ์ เกินเวลาไม่ได้"

พลกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ไปโว้ย ออกไปหน้าตึกเถอะพวกเรา อื้อฮือ...ชักเมาเสียแล้ว"

พูดจบเขาก็พาเพื่อนเกลอทั้งสามออกไปจากห้อง

คุณหญิงวาดยกมือจับแขนเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ คนละข้างพาเดินเข้าไปในห้องขวามือซึ่งเป็นห้องพิธี ภายในห้องตกแต่งอย่างงดงาม มีตั่งเท้าสิงห์ตั้งอยู่ด้านในสุดของห้อง เจ้าแห้วยืนหน้าเซ่ออยู่ในห้องนี้พร้อมด้วยเพื่อนคนใช้ของเขาอีกหลายคน ซึ่งทุกคนแต่งกายสากลอย่างหรูหรา โดยเฉพาะเจ้าแห้วปาล์มบิชสีเทาทั้งชุด เสื้อคอแบะกระดุมสองแถวผูกเนคไทตาหมากรุกสีฟ้าสลับดำ ผัดหน้าขาวว่อก หวีผมเรียบร้อย

"เตรียมตัวได้แล้วเจ้าแห้ว"

คุณหญิงวาดกล่าวกับเจ้าบ่าว

"อย่าไปไหนนะอยู่นี่แหละ ข้าจะไปตามเจ้าสาว"

พูดขาดคำ เจ้าคุณสีหราชฯ กับคุณหญิงเนื่องก็พาเจ้าสาวของเจ้าแห้วเข้ามาในห้องพิธี แจ๋วแหววสวมเสื้อกระโปรงวิวาห์ชุดสีขาว มีผ้าคลุมศีรษะประดับดอกไม้ ลักษณะท่าทางของแจ๋วแหววราวกับลูกผู้ดีมีสกุล เจ้าสาวของเจ้าแห้วมีทีท่ากระดากอายและประหม่าไม่น้อย

"ได้เวลาแล้วละครับ คุณหญิง"

เจ้าคุณสีหราชฯ พูดกับคุณหญิงวาด

"ก็เอาซีคะ เอ้า-แม่แจ๋วกับพ่อแห้วนั่งเตียงได้"

หนุ่มสาวต่างขึ้นนั่งบนเตียงสำหรับรดน้ำพระพุทธมนต์ เจ้าคุณประสิทธิ์กล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เจ้าคุณช่วยสวมมงคลแฝดหน่อยซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"ให้เจ้าคุณสีหราชฯ ดีกว่า ท่านเป็นผู้ใหญ่กว่าผม รูปร่างก็สูงใหญ่กว่าผม"

แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวกับเจ้าคุณสีหราชฯ

"เชิญสิครับเจ้าคุณ สวมมงคลแฝดได้แล้ว ผมจะได้ออกไปเชิญคุณท้าวใหญ่ขึ้นรดน้ำเป็นคนแรก"

เจ้าคุณสีหราชฯ เดินเข้ามายืนหน้าเตียง คู่บ่าวสาวนั่งพับเพียบเรียบร้อยนั่งอยู่เคียงกัน เจ้าแห้วกล่าวถามท่านเจ้าคุณสีหราชฯ เบาๆ

"รับประทานรดหรือยังล่ะครับ"

เจ้าคุณสีหราชฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"เดี๋ยวโว้ย"

เจ้าแห้วทำหน้ากะเรี่ยกะราด

"รับประทานผมอยากรดน้ำเต็มทนแล้วครับ รับประทานดีใจจนเนื้อเต้น"

แล้วเจ้าแห้วก็หันมายิ้มให้เจ้าสาวของเขา

"อย่ากระดากกระเดื่องเลยแจ๋วจ๋า คืนนี้แห้วจะเล่านิทานให้เธอฟัง"

เจ้าคุณสีหราชฯ หันมาถามคุณหญิงวาด

"มงคลแฝดอยู่ไหนล่ะครับ คุณหญิง เร็วหน่อยครับ อีกสองนาที ๕ โมงเย็นแล้ว เกินเวลาไปจะเสียฤกษ์"

คุณหญิงวาดทำหน้าเลิ่กลั่ก หันมาถามสาวใช้ของท่าน

"มงคลแฝดล่ะนังม่อม"

ละม่อมยิ้มเล็กน้อย

"ไม่ทราบนี่เจ้าคะ ดิฉันเห็นคุณหญิงถือลงมากับพานทองใส่สังข์"

"เอ-ตกหายเสียที่ไหนแล้วกระมัง ด้ายสายสิญจน์เส้นเล็กนิดเดียวเท่านั้นทำอย่างไรดีล่ะ เอาเสวียนหม้อในครัวมาสวมแทนก่อนไม่ได้หรือ"

เจ้าแห้วสะดุ้งสุดตัว

"รับประทานเมื่อมันลำบากนักก็อย่าสวมเลยครับ รับประทานขืนเอาเสวียนหม้อสวมแทนมงคลแฝด พวกแขกคงไม่กล้ารดน้ำผมเป็นแน่ เขาคงนึกว่าเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวคงจะไม่สบายมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตาไวเหลือบแลเห็นมงคลแฝดตกอยู่ด้านซ้ายของตั่งเท้าสิงห์ ท่านก็เดินไปก้มลงหยิบขึ้นมา เอามาส่งให้เจ้าคุณสีหราชฯ เพื่อนนายทหารรุ่นเดียวกับท่าน ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ของเจ้าสาว

"เอาซีครับเจ้าคุณ สวมหัวเลย"

เจ้าคุณสีหราชฯ ยกมงคลแฝดขึ้นสวมศีรษะเจ้าสาวแล้วก็สวมศีรษะเจ้าบ่าวตามธรรมเนียม คุณหญิงวาดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ยกมือชี้หน้าเจ้าแห้วแล้วพูดสัพยอก

"แกต้องพยายามมีลูกแฝดให้ได้ ฉันตกลงกับคุณหญิงเนื่องไว้แล้ว ถ้าแกมีลูกชายคุณหญิงเนื่องก็จะเอาไปเลี้ยง แต่ถ้าแกมีลูกแฝดหรือลูกกรอก ฉันจะเป็นผู้เลี้ยงดูเอง"

เจ้าบ่าวทำตาปริบๆ

"รับประทานติ๋งต่างว่าเป็นกระเทยล่ะครับ"

คุณหญิงวาดตวาดแว้ด

"เป็นกระเทยมึงเลี้ยงเอาเองซี วิตถารมนุษย์ มีอย่างที่ไหนให้ลูกเป็นกระเทย โตขึ้นก็จะไปเที่ยวรำวงที่นั่นที่นี่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เอา-เตรียมพร้อมได้แล้ว เพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวอยู่ที่ไหน เข้าประจำที่ ใครเป็นคนแจกของชำร่วยให้แขกไปยืนที่ประตูนั่น แจกคนละถุงเท่านั้น ใครขอสองถุงอย่าให้ ใครไม่มีหน้าที่ออกไปจากห้องนี้ได้ เร็วโว้ยอย่าร่ำไร ได้ฤกษ์แล้ว"

เสียงนาฬิกาปารีสเรือนใหญ่ในห้องโถงตีกังวาน ๕ ครั้ง บอกเวลา ๑๗.๐๐ น. ซึ่งตรงกับฤกษ์รดน้ำแล้ว คุณหญิงวาดหันมาพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเป็นงานเป็นการ

"ได้เวลาแล้วค่ะเจ้าคุณ ออกไปเชิญคุณพี่มาได้แล้ว"

ท่านหมายถึงคุณท้าวใหญ่ พี่สาวร่วมสายโลหิตของท่าน ซึ่งจะเป็นผู้รดน้ำเป็นคนแรก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รับคำ พาตัวเดินออกไปจากห้องพิธี ผ่านห้องโถงออกมาหน้าตึก

ในเวลาเดียวกันนี้เอง บรรดาแขกผู้มีเกียรติทั้งชายและหญิง ซึ่งโดยมากเป็นผู้สูงอายุประมาณ ๕๐ คน ได้นั่งอยู่ในเต้นท์ที่สนามหน้าตึก เตรียมตัวที่จะขึ้นมารดน้ำอวยพรคู่บ่าวสาว

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินตรงมาที่เต้นท์หลังนั้นเข้ามาหาสุภาพสตรีบรรดาศักดิ์คนหนึ่ง ซึ่งนั่งวางท่าอยู่บนเก้าอี้นวมตัวใหญ่เป็นพิเศษ ท่านคือคุณท้าวใหญ่พี่สาวของคุณหญิงวาดนั่นเอง คุณท้าวใหญ่แต่งกายภูมิฐานตามแบบไทย คือนุ่งซิ่นยกลายทอง สวมเสื้อผ้ายกเช่นเดียวกัน ท่าทางของท่านสง่าผ่าเผย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือไหว้คุณท้าวใหญ่อย่างนอบน้อม

"เชิญครับคุณพี่ ได้เวลารดน้ำแล้ว"

คุณท้าวใหญ่ยิ้มเล็กน้อย

"จะให้ดิฉันรดน้ำเป็นคนแรกหรือคะเจ้าคุณ"

"ครับ-ถูกแล้ว คุณพี่เป็นผู้ที่มีอาวุโสที่สุดในที่นี้ เชิญซีครับ"

คุณท้าวใหญ่ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาท่านขึ้นไปบนตึก เลยเข้าไปในห้องโถงและห้องพิธี เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวหมอบนิ่งเฉย เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดยืนอยู่ทางซ้ายของห้อง เจ้าคุณสีหราชฯ กับคุณหญิงเนื่องยืนอยู่ทางขวา คุณท้าวใหญ่เดินเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าคู่บ่าวสาว ชายกลางคนคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้จัดการผลประโยชน์ของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยื่นพานทองใส่สังข์ให้คุณท้าวใหญ่อย่างนอบน้อม คุณท้าวใหญ่หยิบสังข์ออกมาจากพานทอง หยดน้ำสังข์ลงบนมือคู่บ่าวสาวแล้วให้พรเบาๆ

"ขอให้เจ้าสองคนมีความสุขความเจริญยิ่งๆ เถอะนะ สำหรับเจ้าแห้วข้าขอเตือนว่า ต่อไปนี้เจ้าจะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่แล้ว ขอให้เลิกสูบกัญชาอย่างเด็ดขาด"

คุณท้าวใหญ่วางสังข์ลงบนพานทอง แล้วเดินเข้ามาหาเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาด

"จัดงานได้เรียบร้อยดีนี่เจ้าคุณ แต่ว่าแขกน้อยไปหน่อย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดกับคุณท้าวใหญ่อย่างนอบน้อม

"ผมไม่ได้เชิญแขกมากมายหรอกครับคุณพี่ เชิญแต่เฉพาะเพื่อนฝูงและญาติมิตรเท่านั้น ถึงเจ้าคุณสีหราชฯ ก็เช่นเดียวกัน"

คุณหญิงวาด วิ่งไปจูงมือพาเจ้าคุณสีหราชฯ กับคุณหญิงเนื่องมารู้จักกับพี่สาวของท่าน ต่างฝ่ายต่างทักทายโอภาปราศรัยกันเป็นอย่างดี สักครู่หนึ่งคุณท้าวใหญ่ก็เดินออกไปจากห้องพิธีเพื่อให้แขกอื่นๆ ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามารดน้ำอวยพร เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตามออกไปส่งคุณท้าวใหญ่

ต่อจากนั้นบรรดาแขกผู้มีเกียรติก็ค่อยๆ กันเข้ามารดน้ำคู่บ่าวสาวตามลำดับอาวุโส เจ้าแห้วกับแจ๋วแหววปลาบปลื้มใจเหลือที่จะกล่าว ต่างนึกไม่ถึงว่าตนจะมีโอกาสอันดีงามได้แต่งงานกันอย่างหรูหราเช่นนี้

อาเสี่ยกิมหงวนเดินนำหน้าพาพลกับนิกรและ ดร. ดิเรกเข้ามาในห้องพิธีด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เจ้าคุณสีหราชฯ ยิ้มให้ ๔ สหาย

"เชิญ เชิญ"

กิมหงวนเดินเข้าไปรดน้ำเป็นคนแรก เขาเอื้อมมือหยิบสังข์จากผู้จัดการผลประโยชน์ของเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วหันมาถามพลเบาๆ

"รดยังไงวะ เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ก็เพิ่งเคยรดน้ำคู่บ่าวสาววันนี้แหละ"

พลว่า

"รดลงบนมือนั่นแหละ"

กิมหงวนหัวเราะ

"แต่งงานแบบคนไทยสู้แบบจีนไม่ได้"

พูดจบเขาก็ยกสังข์ขึ้นรดฝ่ามือซ้ายของเขา

คุณหญิงวาดร้องเอ็ดตะโร

"เฮ้ย รดมือเจ้าบ่าวเจ้าสาวซีโว้ย ไม่ใช่รดมือแก"

อาเสี่ยสะดุ้งเฮือก หันมาทำตาเขียวกับนายพัชราภรณ์

"แล้วก็ไม่บอกด้วยว่ามือใคร บอกว่ารดมือ กันก็นึกว่ารดมือกันน่ะซี"

พลหัวเราะอย่างขบขัน

"รดมือแกหาหอกอะไรเล่า แกแต่งงานกับเขาด้วยเรอะ อย่าร่ำไรโว้ย แขกอีกหลายคนกำลังรอเข้ามารดน้ำ"

กิมหงวนหยดน้ำสังข์ลงบนมือเจ้าบ่าวและเจ้าสาว แล้วเขาก็กล่าวคำอวยพรด้วยเสียงหนักแน่น

"ขอให้มีความสุขความเจริญ หัวปีท้ายปีช่วยกันสร้างชาติด้วยความมานะอุตสาหะ พลเมืองไทยจะได้เพิ่มจำนวนขึ้น"

แล้วกิมหงวนก็วางสังข์ลงบนพานทอง

นิกรปราดเข้ามารดน้ำคู่บ่าวสาวต่อไป เขาเอื้อมมือหยิบสังข์ขึ้นมาถือ แล้วยกขึ้นดื่มเพราะรู้สึกหิวน้ำ

"เฮ้ย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะโกนลั่นห้อง

"ดันกินเข้าไปแล้ว น้ำนั่นสำหรับรดให้คู่บ่าวสาว แล้วกัน....กินเข้าไปทำไม"

นายจอมทะเล้นขมวดคิ้วย่น

"ก็มันหิวนี่ครับ ไม่เห็นมีใครเอาน้ำหรือน้ำอัดลมมาให้พวกเรากินบ้างเลย"

แล้วนิกรก็หันมายิ้มกับคู่บ่าวสาว

"ยังไง แม่แจ๋วแหวว ระวังตัวให้ดีนาเดี๋ยวจะว่าไม่บอก"

ดร. ดิเรกยกมือตบหลังนายจอมทะเล้นค่อนข้างแรง

"ไม่ใช่เวลาที่แกจะมาพูดเล่นโว้ย รีบรดน้ำให้พรเสีย อย่าให้คนอื่นเขาต้องเสียเวลารอคอยแกเลย"

นิกรยกสังข์ขึ้นจะรดน้ำ แต่แล้วด้วยความซุ่มซ่ามของเขา นายจอมทะเล้นก็ปล่อยสังข์หลุดจากมือ โดยไม่มีเจตนา คุณหญิงวาดกับคุณหญิงเนื่องร้องอุทานขึ้นมาพร้อมๆ กัน

"คุณพระช่วย"

"เพล้ง"

สังข์ซึ่งเป็นเปลือกหอยหุ้มทองคำแตกละเอียด เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวหน้าซีดเผือด เพราะเปรียบเหมือนลางร้ายที่ปรากฏให้เห็นว่า ชีวิตวิวาห์จะไม่ราบรื่นเสียแล้ว คุณหญิงวาดตบอกผาง

"ตายแล้วอ้ายกร...ทำไมแกถึงซุ่มซ่ามอย่างนี้หา"

พูดพลางเดินเข้ามายกกำปั้นทุบหลังหลานชายของท่านดังสนั่นหวั่นไหว

"สังข์แตกแล้วจะทำอย่างไรกัน"

นิกรยิ้มแห้งๆ ก้มลงมองดูสังข์ซึ่งแตกออกเป็นหลายเสี่ยง

"ผมไม่ได้แกล้งเลยครับ พอยกขึ้นจะรดมันลื่นหลุดมือไปเอง"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เอ็ดตะโรลั่น

"แล้วจะทำยังไงกัน แขกอีกตั้งหลายคนยังไม่ได้รดน้ำ"

คุณหญิงโกรธหลานชายของท่านเหลือที่จะกล่าว หันมาพูดกับคุณหญิงเนื่อง

"ที่บ้านมีสังข์อีกไหมคะ"

คุณหญิงเนื่องสั่นศีรษะ

"ไม่มีหรอกค่ะ สังข์ตัวที่แตกไปนี่ดิฉันก็ขอยืมมาจากคุณหญิงเฉลา"

คุณหญิงวาดนิ่งคิด

"ถ้ายังงั้นคุณหญิงกันแขกไว้ก่อนค่ะ อย่าเพิ่งให้ใครเข้ามารดน้ำ"

พูดจบท่านก็หันมาทางนายจอมทะเล้น แล้วพูดกับนิกรอย่างเป็นงานเป็นการ

"เร็ว-ขึ้นไปบนตึกหาภาชนะอะไรมาแทนสังข์ให้ได้ แกนี่มันซุ่มซ่ามสิ้นดีทีเดียว อยู่ดีๆ ก็มาทำลายพิธีเขา"

นายการุณวงศ์ถอนหายใจหนักๆ

"เอาขันเงินมาแทนสังข์ได้ไหมล่ะครับ"

คุณหญิงวาดตวาดแว้ด

"มีธรรมเนียมที่ไหนวะใช้ขันเงินแทนสังข์"

นิกรชักฉิว

"แล้วยังงั้นเอาอะไรล่ะครับ"

"ไม่รู้ละ แกไปหามาให้ได้ก็แล้วกัน"

นิกรบ่นพึมพำพาตัวเดินออกไปจากห้องพิธี คุณหญิงเนื่องรีบออกไปหน้าห้องบอกกับพวกแขกให้ทราบว่าเกิดอุปัทวเหตุสังข์สำหรับรดน้ำตกแตก ขอให้พวกแขกเสียเวลารอคอยสักประเดี๋ยว เวลาผ่านไปในราว ๕ นาที นิกรก็พรวดพราดเข้ามาในห้อง มือขวาของเขาถือกระบอกฉีด ดี.ดี.ที. อันกระทัดรัด

นายจอมทะเล้นวางกระบอกฉีด ดี.ดี.ที. ลงบนเตียงคู่บ่าวสาว เจ้าแห้วกับแจ๋วแหววสะดุ้งเฮือกสุดตัว คุณหญิงวาดอ้าปากหวอ

"อ้ายกร"

ท่านอุทานเสียงหัวเราะ

"นี่แกจะให้แขกใช้กระบอกฉีดยากันยุง ฉีดเจ้าแห้วกับแม่แจ๋วยังงั้นเรอะ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ก็ไม่มีอะไรนี่ครับ ใช้แก้ขัดไปก่อนคงจะได้ ผมเอาน้ำอบอย่างดีผสมกับน้ำมาจนเต็ม ให้แขกฉีดคนละนิดหน่อยพอเป็นพิธีเท่านั้น"

คุณหญิงเนื่องทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"อกแตกแน่ ถ้ายังงี้ละก้อเขาไม่เรียกว่ารดน้ำแล้วละคุณนิกร"

นายจอมทะเล้นหันมายิ้มกับคุณหญิงเนื่อง

"แล้วเรียกว่ากระไรล่ะครับ"

"เขาเรียกว่าฉีดน้ำ"

เจ้าคุณสีหราชว่า

"เอาเถอะน่า คุณหญิง ขอให้พิธีผ่านไปให้เรียบร้อยก็แล้วกัน ขืนร่ำไรประเดี๋ยวแขกเขาหนีกลับหมด"

แล้วท่านก็หันมายิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ เพื่อนเก่าของท่าน

"เชิญแขกต่อไปได้แล้วครับเจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ บ่นพึมพำแล้วพูดกับพล

"เอา-แกกับดิเรกรดน้ำให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวเสียซี อาจะเชิญแขกที่เข้าคิวอยู่หน้าห้องให้เข้ามารดน้ำ"

นิกรว่า

"เดี๋ยวซีครับ เมื่อกี้นี้ผมยังไม่ได้รดน้ำ พอขยับสังข์ก็หลุดจากมือตกแตก ในฐานที่เจ้าแห้วเป็นคนใช้เก่าแก่ของผม ผมต้องรดน้ำอวยพรให้ตามธรรมเนียม"

นิกรยกกระบอกฉีด ดี.ดี.ที. ขึ้นมาถือแล้วฉีดใส่หน้าเจ้าแห้วและเจ้าสาว

"ขอให้มีความสุขความเจริญทั้งสองคน อายุ, วรรโณ, สุขัง, พลัง, สตางค์"

พลเอื้อมมือรับกระบอกฉีด ดี.ดี.ที. จากนายจอมทะเล้น แล้วเขาก็ฉีดหน้าเจ้าบ่าวเจ้าสาว ทำให้เจ้าบ่าวจามออกมาดังๆ ขณะที่นายพัชราภรณ์ได้กล่าวคำพร

"ฮ๊าด-ชะเอ๊ย...."

ทุกคนที่อยู่ในห้องต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน เจ้าแห้วบ่นกระปอดกระแปด

"รับประทานการแต่งงานของผมพิสดารที่สุดในโลก เป็นรายแรกที่ใช้การฉีดน้ำแทนการรดน้ำ รับประทานพอเสร็จพิธีผมก็คงเป็นตะพ้านตาย"

ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ หยิบกระบอกฉีด ดี.ดี.ที. ขึ้นมาถือแล้วพูดกับเจ้าแห้ว

"พิธีแต่งงานที่อินเดียน่ะยิ่งกว่านี้อีกแก เขาใช้สูบน้ำดับเพลิงฉีดหน้าเจ้าบ่าวเจ้าสาว บางทีก็ถึงกับหน้าแหกไปตามกัน ง่า-ฉันจำได้ว่าครั้งหนึ่ง นางข้าหลวงของท่านมหาราชาจันทรกุมาร ได้แต่งงานกับคหบดีมีชื่อคนหนึ่ง...."

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานฉีดน้ำให้กระผมเสียก่อนเถอะครับ เอาไว้เล่าให้ผมฟังวันหลังดีกว่า"

นายแพทย์หนุ่มอมยิ้ม ยกที่ฉีดยากันยุงฉีดหน้าเจ้าแห้วดังฟูด แล้วหันมาฉีดหน้าเจ้าสาวเต็มรัก

"ข้าพเจ้าด๊อกเตอร์ดิเรก ขอกล่าวคำพรด้วยจริงใจ พรใดที่เป็นพรอันประเสริฐและความปรารถนาในสิ่งที่ดีงามทุกประการ ขอจงประสบแด่คู่บ่าวสาวตลอดไป ไชโย้"

กิมหงวนสะดุ้งเฮือก

"ไม่ต้องไชโยโว้ย ไชโยน่ะเขาไว้ร้องเวลากินเลี้ยง แต่พวกเราหมดหวังในเรื่องที่จะกินเลี้ยงกับเขาในคืนวันนี้แล้ว เพราะเราเป็นผู้ใหญ่เขาเชิญแต่เพียงรดน้ำเท่านั้น"

นายแพทย์หนุ่มส่งเครื่องฉีด ดี.ดี.ที. ให้ผู้จัดการผลประโยชน์ของพ่อตาของเขา ต่อจากนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เชิญแขกที่ยืนออกันอยู่หน้าห้องพิธี ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาฉีดน้ำและอวยพรให้แก่คู่บ่าวสาว ซึ่งทำให้แขกทุกคนแปลกใจไปตามกันเมื่อได้เห็นพิธีแต่งงานที่ประหลาดที่สุดในโลก

เมื่อพวกแขกรดน้ำเสร็จแล้ว เจ้าคุณสีหราชฯ กับคุณหญิงเนื่อง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ได้ฉีดน้ำอวยพรให้คู่บ่าวสาวตามธรรมเนียม นันทาพานวลลออกับประภาและประไพเข้ามาในห้องพิธีล้าหลังเพื่อน ๔ นางต่างฉีดน้ำและอวยพรให้เจ้าแห้วกับแจ๋วแหวว

พิธีรดน้ำและประสาทพรสิ้นสุดลงในเวลา ๑๗.๓๐ น. พวกแขกที่ได้รับเชิญมาในงานต่างย่อยๆ กันลากลับบ้าน เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวถูกเพื่อนฝูงสัพยอกหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน เสียงกระแอมไอดังลั่นไปหมด ใครๆ ต่างชมเปาะว่าเจ้าสาวของเจ้าแห้วสวยเรียบๆ น่าเอ็นดู

คืนวันนั้นเอง เจ้าภาพได้จัดให้มีการกินเลี้ยงอาหารค่ำแบบโต๊ะจีน แก่มิตรสหายของคู่บ่าวสาวที่สนามหน้าตึก "พัชราภรณ์" นั่นเอง โต๊ะอาหารราว ๑๐ โต๊ะตั้งอยู่เรียงรายเป็นระเบียบเรียบร้อย การกินเลี้ยงเป็นไปอย่างสนุกสนาน ส่วนท่านผู้ใหญ่และคณะพรรค ๔ สหายรับประทานอาหารกันอยู่ในห้องโถงของตัวตึก

การเลี้ยงสิ้นสุดลงในเวลาประมาณ ๒๐.๓๐ น. มิตรสหายของเจ้าบ่าวเจ้าสาวต่างย่อยๆ กันลากลับ

ก่อนเวลาส่งตัวเล็กน้อย ๔ สหายได้พากันเข้าไปในห้องพิธี ต่างแลเห็นเจ้าแห้วกำลังยืนชมของขวัญประมาณ ๕๐ ห่อหรือชิ้นตั้งอยู่เต็มโต๊ะ เสี่ยหงวนให้แจกันทองคำหนัก ๓๐ บาท คุณท้าวใหญ่ให้ขันเงินใบใหญ่มีพานรอง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดให้เครื่องรับวิทยุ ๘ หลอดหนึ่งเครื่อง เจ้าคุณสีหราชฯ กับคุณหญิงเนื่องให้พัดลมตั้งขนาด ๑๕ นิ้วหนึ่งเครื่อง พล พัชราภรณ์ให้ปากกาและดินสอปลอกทองหนึ่งชุด นิกรให้เครื่องโกนหนวดไฟฟ้าและยาระงับกลิ่นจั๊กกะแร้ ดร. ดิเรกให้เครื่องสำอางราคาแพงหนึ่งชุด เจ้าคุณปัจจนึกฯ ให้นาฬิกาข้อมือชั้นเยี่ยมแก่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวคนละเรือน นวลลออให้ตู้เย็นขนาดจิ๋วหนึ่งตู้เหมาะสำหรับสองคนผัวเมีย นันทาให้เช็คหนึ่งฉบับเซ็นสั่งจ่ายเงิน ๒,๐๐๐ บาท ประภาให้ตู้ยากระทัดรัดพร้อมด้วยยาต่างๆ หนึ่งตู้ ประไพให้ออร์แกนอิตาลีหนึ่งเครื่อง

เจ้าแห้วกล่าวกับเจ้าพุ่มเพื่อนคนใช้ของเขาเบาๆ ไม่รู้ว่า ๔ สหายมายืนข้างหลัง

"เฝ้าให้ดีนะโว้ยอ้ายพุ่ม แจกันทองคำของอาเสี่ยแกต้องระวังให้มาก สำคัญคุณนิกรเท่านั้น"

นายจอมทะเล้นทำคอย่น เดินเข้ามายกมือเขกศีรษะเจ้าบ่าวเต็มแรงเกิด

"นี่แน่ะ"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก หันขวับมาทางนิกรแล้วยิ้มแห้งๆ รีบยกมือไหว้

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมพูดเล่นๆ น่ะครับ รับประทานคุณเข้ามาเมื่อไหร่ไม่ยักทราบ"

นิกรชักฉิว

"เดี๋ยวก็จะเตะเข้าให้เท่านั้น แจกันทองคำของขวัญของแกน่ะราคาไม่กี่สตางค์หรอกวะ ฉันไม่อยากได้หรอก"

เจ้าแห้วมองดูเจ้านายของเขาอย่างชื่นใจ

"รับประทานผมปลื้มใจเหลือเกินครับ ที่พวกคุณเมตตากรุณาผมอย่างล้นเหลือ ของขวัญเหล่านี้รับประทานผมจะเก็บไว้เป็นที่ระลึก"

กิมหงวนเดินเข้ามายัดเยียดห่อกระดาษห่อหนึ่งใส่มือเจ้าแห้ว

"เอ้า-ข้าให้เอ็งเป็นพิเศษ"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น กระซิบถามอาเสี่ยเบาๆ

"รับประทานอะไรครับอาเสี่ย"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"น้ำมันใส่ผมยาร์ดเล่ย์"

เจ้าแห้วทำตาปริบๆ

"รับประทานขอบคุณครับ แต่ว่า...รับประทานผมไม่เคยใช้ยาร์ดเล่ย์หรอกครับ ผมใช้ไบรครีมเป็นประจำ"

อาเสี่ยจุ๊ปาก

"เถอะน่า ข้ามีแก่ใจให้เอ็ง เอ็งเก็บไว้ใช้ก็แล้วกัน ก็เพราะข้ารู้ว่าเอ็งใช้ไบรครีมน่ะซี ข้าถึงซื้อยาร์ดเล่ย์มาให้ วันนี้เป็นวันแห่งความสุขของเอ็ง พวกข้าพลอยตื่นเต้นยินดีไปด้วย แจกันทองคำของข้าน่ะอย่าเอาไปขายนะโว้ย ถ้าเดือดร้อนเรื่องการเงินเอามาให้ข้า ข้าจะให้เงินเอ็ง แจกันอันนี้ราคา ๑๓,๐๐๐ บาท ฝีมือสวยงามมาก ข้าจ้างเขาทำเป็นพิเศษเพื่อให้เป็นของขวัญเอ็ง"

เจ้าแห้วยกมือไหว้กิมหงวนอย่างนอบน้อม

"ขอบคุณครับ ผมปลื้มใจในพระคุณของพวกเจ้านายจนแทบจะพูดอะไรไม่ถูกแล้ว"

ดร. ดิเรกยิ้มให้เจ้าแห้ว

"เอ็งมีแผนการที่จะพาเจ้าสาวของเอ็งไปฮันนีมูนที่ไหนหรือเปล่า ได้ยินคุณอาหญิงบอกว่าท่านจะให้เอ็งลาหยุดงาน ๒ อาทิตย์"

เจ้าแห้วยิ้มอายๆ

"รับประทานต้องคิดดูก่อนครับ คืนนี้ผมจะลองปรึกษากับน้องแจ๋วดู บางทีเราอาจจะไปเที่ยวอเมริกากันก็ได้"

นิกรแยกเขี้ยว ขยับเท้าจะเตะเจ้าแห้ว

"โธ่-อ้ายเวร ค่าเครื่องบินจากเมืองไทยไปอเมริกาคนหนึ่งหมื่นกว่าบาทแล้ว สองคนไปมาเฉพาะค่าเครื่องบินในราว ๕๐,๐๐๐ บาท"

เจ้าแห้วหัวเราะเบาๆ

"ก็นั่นน่ะซีครับ รับประทานถ้าอาเสี่ยออกเงินค่าเครื่องบินไปกลับให้ผมกับน้องแจ๋ว รับประทานผมไปฮันนีมูนที่อเมริกาแน่ๆ "

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะช้าๆ

"อย่าเพ้อฝันให้มันมากนักเลยวะอ้ายแห้ว ไปแค่บางแสนหรือหัวหินก็โก้ถมไปแล้ว เอาละ สมมุติว่าข้าออกค่าเครื่องบินให้เอ็งกับแจ๋วแหวว เอ็งไปถึงอเมริกาแล้วเอ็งจะเอาเงินที่ไหนใช้จ่าย อย่างขี้หมูขี้หมาวันหนึ่งเอ็งจะต้องใช้เงินในราว ๓,๐๐๐ บาท เพราะเอ็งกับยายแจ๋วแหววจะต้องทำตัวให้ภาคภูมิในฐานะของนักท่องเที่ยว"

เจ้าแห้วเอียงคออมยิ้ม

"รับประทานอาเสี่ยก็ต้องออกค่าใช้จ่ายให้ผมอีกด้วยน่ะซีครับ"

กิมหงวนหัวเราะ

"ดีจริงพ่อมหาจำเริญ แล้วมันกงการอะไรของฉันด้วยล่ะที่ฉันจะต้องจ่ายเงินจำนวนแสนให้แกพาเมียไปฮันนีมูนถึงอเมริกา แกรักจะดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์แล้ว แค่บางปูสำหรับแกก็ดีถมไป เช่าบังกาโลอยู่เงียบๆ นอนคุยกันกะหนุงกะหนิง เล่านิทานสู่กันฟังบ้าง ผลัดกันเกาหลังบ้าง เท่านี้แกก็จะได้รับความสุขอย่างเต็มที่"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ถ้าจะให้น้ำผึ้งพระจันทร์ของแกมีรสหวานชื่นจริงๆ แล้ว ไปเช่าโรงแรมแถวหัวลำโพงอยู่ดีกว่า ผู้ที่อยู่ห้องข้างเคียงจะได้มีโอกาสได้ชมบทบาทรักของแกบ้าง"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานไม่ไหวละครับ ห้องหนึ่งๆ มีรูตั้งร้อยรู เรื่องโรงแรมฝาไม้ละก้อรับประทานผมเข็ดจนตาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดเข้ามาในห้อง ทำให้การสนทนาหยุดชะงักลงชั่วขณะ ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้เจ้าแห้ว

"เฮ้ย ถึงเวลาฤกษ์ส่งตัวแล้วโว้ยเจ้าแห้ว"

เจ้าแห้วอายม้วนต้วน

"แหม-รับประทานทำไมถึงเร็วนักล่ะครับ รับประทานผมไม่อยากให้ถึงเลย เข้าไปอยู่ในห้องแล้วรับประทานกระดากเจ้าสาวเหลือเกิน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะหึๆ

"งั้นเอาไว้ส่งตัวพรุ่งนี้ก็แล้วกัน"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานส่งก็ส่งเสียเถอะครับ จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราวกันที"

คุณหญิงวาดกล่าวกับเจ้าแห้ว

"ปากว่าตาขยิบ ประเดี๋ยวแม่แกล้งให้นอนหง่าวเฝ้าห้องเสียสักห้าหกวันหรอก ไปซี เจ้าสาวเขาคอยอยู่แล้ว"

ครั้นแล้วท่านผู้ใหญ่ทั้งสามก็พาเจ้าแห้วออกไปจากห้องพิธี ๔ สหายติดตามไปด้วยในฐานที่เป็นผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าแห้ว

เพื่อให้เกียรติแก่เจ้าแห้วคนใช้เก่าแก่ของท่าน คุณหญิงวาดจึงมอบห้องพิเศษซึ่งเป็นห้องนอนหรูหราสำหรับต้อนรับแขกผู้มีเกียรติที่มาจากต่างจังหวัดให้เจ้าแห้วกับแจ๋วเป็นห้องนอนชั่วคราว ต่อไปเจ้าแห้วก็จะพาแจ๋วไปอยู่ห้องของเขาที่เรือนพักคนใช้ ห้องที่กล่าวนี้อยู่ด้านตะวันออกชั้นบนของตัวตึก

ที่หน้าห้อง นันทา, นวลลออ, ประภาและประไพยืนจับกลุ่มสนทนากันอยู่ เมื่อท่านผู้ใหญ่และ ๔ สหายเดินผ่านเฉลียงหลังตึกตรงเข้ามา นันทาก็ปราดเข้ามาหาคุณหญิงวาด

"มีอะไรที่จะใช้พวกหนูอีกไหมคะ"

คุณหญิงวาดยิ้มให้หลานสาวของท่าน

"ไม่มีอะไรแล้วแม่นัน ไปพักผ่อนกันเถอะลูกมายืนแกร่วกันอยู่ทำไม ง่า-เจ้าสาวอยู่ไหนล่ะ"

นันทามองไปทางด้านตะวันตกของตัวตึก

"อยู่ในห้องสำราญค่ะ เจ้าคุณกับคุณหญิงท่านกำลังให้โอวาทเจ้าสาว"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดเสริมขึ้น

"ยังงั้นเจ้าไปเรียนท่านทีซีว่า ได้เวลาส่งตัวแล้ว"

พูดจบท่านก็หันมาทางเจ้าบ่าว

"ไป-อ้ายแห้ว เข้าไปอยู่ในห้องก่อน"

เจ้าแห้วทำท่ากระดากกระเดื่อง

"รับประทานช่วยจูงกระผมหน่อยซีครับ รับประทานเอ็กไซด์จนเดินไม่ไหวแล้ว"

คุณหญิงวาดยกมือขวาจับหูเจ้าแห้วพาเดินเข้าไปในห้อง เจ้าคุณปัจจนึกฯ พา ๔ สหายเข้าไปด้วย ส่วน นันทา, นวลลออ,ประภาและประไพต่างแยกย้ายกันไปห้องนอนของหล่อนเพราะไม่มีอะไรที่จะต้องทำอีกแล้ว

ภายในห้องที่จัดไว้สำหรับคู่บ่าวสาวใหญ่โตกว้างขวางมาก เตียงนอนขนาด ๕ ฟิต ตั้งอยู่ทางขวามือของห้องนอน เป็นเตียงไม้พ่นแลกเกอร์แบบทันสมัย เครื่องประดับทุกชิ้นในห้องนี้ล้วนมีราคาแพงทั้งสิ้น ตามปรกติเจ้าแห้วเป็นผู้รับผิดชอบทำความสะอาดกวาดถูห้องนี้ แต่คืนนี้เขามีโอกาสได้นอนบนเตียงนอนอันอ่อนนุ่ม ซึ่งมีผ้าปูนอนขาวสะอาด นอกจากนี้ยังมีสิทธิอิสรภาพทุกสิ่งทุกอย่าง

เจ้าแห้วทรุดตัวนั่งพับเพียบเรียบร้อยบนพรมปูพื้น ๔ สหายนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดและเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งบนเก้าอี้ชุดรับแขกซึ่งอยู่ในห้องนอนอันกว้างขวาง ด้านขวามือของห้องเป็นห้องน้ำขนาดใหญ่ มีอ่างอาบน้ำ อ่างล้างหน้า ห้องส้วมชั้นที่หนึ่ง ชักโครกปรูดเดียวเกลี้ยงเลย

สักครู่หนึ่ง เจ้าคุณสีหราชฯ กับคุณหญิงเนื่องก็พาเจ้าสาวเดินเข้ามาในห้อง แจ๋วแหววของเจ้าแห้วสวมเสื้อกระโปรงชุดสีฟ้าแก่ แต่งหน้าและแต่งผมเรียบร้อย ทาปากแดงแจ๊ดเหมือนกับกินเลือดใครมา ท่าทางของแจ๋วแหววเต็มไปด้วยความกระดากอายอย่างยิ่ง

"แจ๋ว"

นิกรพูดเสียงยานคาง

"นึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วไว้ให้ดีนะอีหนู"

"อุ๊ย"

คุณหญิงวาดอุทานขึ้น หันมาทำตาเขียวกับนายจอมทะเล้น

"พูดตะหวักตะบวยอะไรก็ไม่รู้"

คุณหญิงเนื่องประคองแจ๋วแหววให้นั่งลงข้างเจ้าแห้ว แล้วท่านกับเจ้าคุณสีหราชฯ ก็ทรุดตัวนั่งบนโซฟาริมหน้าต่าง เจ้าคุณสีหราชฯ หันมายิ้มให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"เจ้าคุณครับ ก่อนจะส่งตัวเจ้าสาวให้เจ้าบ่าว เจ้าคุณกับคุณหญิงขึ้นไปนอนบนเตียงเสียหน่อยซีครับ จะได้เป็นศุภนิมิตอันดีงามของเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่จะอยู่ร่วมรักร่วมชีวิตกันยืนนานเหมือนเจ้าคุณกับคุณหญิง"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พยักหน้าช้าๆ และหันมาทางเมียรักของท่าน

"เอาเคล็ดหน่อยคุณหญิง"

ท่านทั้งสองหัวเราะคิกคัก แล้วลุกขึ้นพากันเดินไปที่เตียงนอน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดต่างลงนอนบนเตียงนั้น

อาเสี่ยพูดขึ้นเบาๆ

"จูบกันเสียหน่อยซีครับ เอาน่า..."

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาด รีบพรวดพราดลุกขึ้น คุณหญิงค้อนเสี่ยหงวนทันที

"แก่จะเข้าโลงแล้วยังจะให้จูบกันอีก"

กิมหงวนหัวเราะ

"เป็นอะไรไปล่ะครับ"

ประมุขของบ้าน "พัชราภรณ์" ทั้งสองท่านพากันมานั่งเก้าอี้ตามเดิม ภายในห้องเงียบกริบ เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวนั่งก้มหน้านิ่งเฉย เจ้าคุณสีหราชฯ ให้โอวาทคู่บ่าวสาวตามธรรมเนียม

"ขอให้เจ้าทั้งสองคน จงรักกันถนอมกัน อยู่ร่วมรักกันไปจนกว่าจะแก่เฒ่าตายจากกันไป ข้าขอฝากแจ๋วด้วยนะแห้ว แจ๋วมันเพิ่งแตกเนื้อสาวเมื่อวันสองวันนี้เอง มันไม่สู้จะเข้าอกเข้าใจอะไรหรอก ผิดพลั้งก็จงว่ากล่าวสั่งสอน อย่าถึงกับตบตีกัน"

เจ้าแห้วยิ้มหวานจ๋อย

"รับประทานมั่นใจเถอะครับ กระผมจะรักและเทิดทูนแจ๋วแหววให้เหมือนกับแม่บังเกิดเกล้าของผมทีเดียว"

คุณหญิงเนื่องหัวเราะชอบใจ

"นั่น มันต้องอย่างนั้น โบราณว่าเมียดีก็เหมือนกับแม่ ผัวดีก็เหมือนกับลูก"

๔ สหายสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน นิกรสอดขึ้นเบาๆ

"ผัวดีก็เหมือนอย่างพ่อซีครับคุณหญิง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ปาก โบกมือห้ามนิกรไม่ให้พูดอะไรเพราะเป็นเวลาที่ผู้ใหญ่ของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวกำลังอบรมสั่งสอนและมอบตัวให้เป็นผัวเป็นเมียกัน

เจ้าคุณสีหราชฯ ยิ้มให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"เอาซีครับเจ้าคุณ เจ้าคุณกับคุณหญิงจะให้โอวาทอะไรแก่คู่บ่าวสาวบ้างก็เชิญ สำหรับผมกับคุณหญิงของผมไม่มีอะไรจะพูดแล้ว"

คุณหญิงวาดโบกมือห้ามสามีของท่าน

"เดี๋ยว เจ้าคุณอย่าเพิ่งพูด ให้ดิฉันพูดก่อน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มแห้งๆ

"เชิญ เชิญตามสบายคุณหญิง"

คุณหญิงวาดนั่งทรงตัวตรง มองดูคู่บ่าวสาวด้วยความกรุณา นิ่งอึ้งไปสักครู่ท่านก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงกังวาน

"เจ้าแห้ว ต่อจากนี้ไปเอ็งก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่แล้ว ข้าขอเตือนเอ็งว่าให้รู้จักการควรเว้นและควรประพฤติและเอ็งจะต้องรักเมียของเอ็งเป็นอย่างดี อย่าริอ่านโกหกตอแหลเมียเหมือนอ้ายลิงทะโมนสี่คนนั่น เราผัวเมียกันต้องซื่อสัตย์ต่อกัน จงรักภักดีต่อกัน หนักนิดเบาหน่อยก็ต้องอดทนอภัยให้แก่กัน ไม่ควรทะเลาะเบาะแว้งหรือมีเรื่องระหองระแหงกัน ข้าขออวยพรให้เอ็งกับแจ๋ว จงปกป้องครองกันด้วยความผาสุกเถิด"

เจ้าแห้วกับแจ๋วแหววต่างก้มลงกราบรับคำพรคุณหญิงวาด ต่อจากนั้นเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็ถือโอกาสให้โอวาทและให้พรสองหนุ่มสาว

"เจ้าอย่าโมโหโทโสเอาแต่ได้นะเจ้าแห้ว ยายแจ๋วแกเป็นเด็กจะทำอะไรก็ต้องเห็นอกเห็นใจเมียบ้าง ว้า-ข้าไม่รู้จะพูดอะไรโว้ย เอายังงี้ก็แล้วกัน ขอให้เจ้าสองคนมีความสุขความเจริญ ความเจ็บอย่ารู้ได้ ความไข้อย่ารู้มี อยู่ร่วมกันไปจนแก่ชรา ถือไม้เท้ายอดทองถือกระบองยอดด้วน"

"แหม"

คุณหญิงวาคราง

"ให้พรยังกะขอทานเชียวนะเจ้าคุณ"

"อ้าว หาว่าฉันเป็นขอทานไปเสียแล้ว"

คุณหญิงเนื่องหันไปมองดูคณะพรรค ๔ สหาย ซึ่งนั่งรวมกลุ่มอยู่บนโซฟาตัวเดียวกัน แล้วท่านก็พยักหน้า

"มาซีจ๊ะ คุณพล, คุณนิกร, คุณกิมหงวนและคุณหมอ มาให้พรคู่บ่าวสาวเสียหน่อย คุณทั้ง ๔ คนก็เท่ากับเป็นเจ้านายของพ่อแห้ว"

ดร. ดิเรกลุกขึ้นเดินเข้ามาทรุดตัวนั่งขัดสมาธิข้างเจ้าบ่าวเจ้าสาว

"ฮัลโหล วันนี้เป็นวันฤกษ์งามยามดีของยูทั้งสองคน จงสังวรไว้ว่า การแต่งงานนั้นเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุดในชีวิตของยู ประตูวิวาห์จะเปรียบได้กับประตูทองนั้นเอง ผู้ที่อยู่นอกประตูพยายามทุกประการที่จะเข้าไปประตูเพราะมั่นใจว่าจะได้รับความสุข แต่ผ่านประตูเข้าไปแล้วอยากจะกลับออกมานอกประตูอีกก็ออกมาไม่ได้ เรื่องมันเป็นอย่างนี้แหละโว้ยยู ง่า-ไอขออวยพรแกด้วยสุภาษิตของอินเดียประโยคหนึ่งที่ท่านมหาตมะคานธีได้กล่าวไว้ว่า...ภารียาสามี การาจีนายจันทร์รามซิงรูเบียสะปันโน่พอใจไทยสะโตร์พาหุรัด...แปลว่า..."

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดแว้ด

"ไม่ต้องแปลโว้ย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ดร. ดิเรกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ลุกขึ้นเดินไปนั่งบนโซฟาตามเดิม นายพัชราภรณ์ไม่ยอมลุกจากโซฟา เขามองดูคู่บ่าวสาวแล้วพูดขึ้นดังๆ

"ขออวยพรให้แกสองคนมีความสุขยิ่งๆ นี่คือพรของฉันที่กล่าวด้วยความจริงใจ"

เจ้าแห้วกับแจ๋วแหววต่างกระพุ่มมือไหว้พลอย่างนอบน้อม อาเสี่ยกิมหงวนพยักหน้าให้คู่บ่าวสาวแล้วกล่าวขึ้นบ้าง

"ขอให้มีลูกดกๆ โว้ยอ้ายแห้ว ชาติไทยเราพลเมืองยังน้อยมาก แกต้องพยายามสร้างชาติช่วยเพิ่มพลเมือง เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ เจ้าบ่าวหัวเราะคิกๆ เจ้าสาวอายม้วนต้วน เจ้าคุณสีหราชฯ ยิ้มให้นายจอมทะเล้น

"ว่ายังไงคุณนิกร ให้พรคู่บ่าวสาวเสียหน่อยซี"

นิกรร้องยี่เกขึ้นทันที มิหนำซ้ำยกมือขึ้นรำด้วย

ขอให้เจ้าทั้งสองจงสวัสดี

หัวปีท้ายปีเหมือนดังว่า

อยู่ร่วมรักกันจนแก่เฒ่า

ผ่อนหนักผ่อนเบาเข้าตำรา

ผัวหาบเมียคอนช่วยเหลือกัน

ไม่ขึ้งเคียดเดียดฉันท์มั่นในสุขา

นิราพาธนิราศทุกข์ทุกเวลา

เจ้าคุณสีหราชฯ กับคุณหญิงเนื่องหัวเราะงอหาย เป็นครั้งแรกที่ท่านทั้งสองได้ฟังนายจอมทะเล้นร้องยี่เก

"อุ๊ยตาย"

คุณหญิงเนื่องพูดพลางหัวเราะพลาง

"คุณนิกรไปหัดยี่เกมาจากไหนคะคุณหญิง"

คุณหญิงวาดค้อนนิกรเสียก่อน จึงตอบคุณหญิงเนื่อง

"ยังไงก็ไม่ทราบค่ะ นิสัยเจ้ากรของดิฉันเป็นคนทะลึ่งอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว"

คุณหญิงเนื่องอดหัวเราะไม่ได้ หันมาทางนิกร

"เข้าทีมากทีเดียวคุณนิกร สุ้มเสียงของเธอเหมือนกับพระเอกยี่เกจริงๆ แขนแมนก็อ้อนช้อย"

นิกรยกมือไหว้คุณหญิงเนื่องในท่ายี่เกและพูดยานคางแหลมเล็กตามแบบนาตะดนตรี

"เกล้ากระผมเองสนใจในเรื่องยี่เกมาแต่เล็กแต่น้อยแล้วขอรับ"

"เฮ้ย"

คุณหญิงวาดตวาดลั่น

"พอทีโว้ย อย่าบ้าให้มันมากนัก อ้ายเวรนี่ชักเอาใหญ่แล้ว เขากำลังจะส่งตัวเจ้าสาว ไม่ใช่เวลาที่แกจะร้องยี่เก"

"อ้าว ก็ผมอวยพรให้คู่บ่าวสาวยังไงล่ะครับ"

"อวยพรแกก็พูดด้วยคำพูดธรรมดาซี"

นายจอมทะเล้นหัวเราะหึๆ แล้วยิ้มให้เพื่อนเกลอของเขา

"ไปเถอะโว้ยพวกเรา หมดหน้าที่ของเราแล้ว อย่าอยู่เป็นก้างขวางคออ้ายแห้วมันเลย ขณะนี้อ้ายแห้วมันคงกำลังนึกแช่งด่าพวกเราที่โอ้เอ้ไม่รู้จักออกไปจากห้อง ไปเถอะหมูเขาจะหามเอาคานเข้ามาสอด ผัวเมียเขาจะกอดเอาไม้แพ่นกบาลเขา อกเขาอกเราโว้ย เห็นอกเจ้าแห้วและแม่แจ๋วบ้าง"

กิมหงวนหัวเราะหึๆ

"อกเจ้าแห้วน่ะเคยเห็นมามากต่อมากแล้ว แต่อกแม่แจ๋วไม่เคยเห็น"

๔ สหายหัวเราะชอบใจไปตามกัน ต่างลุกขึ้นแล้วพากันเดินก้มตัวผ่านหน้าท่านผู้ใหญ่ทั้ง ๕ ท่านออกไปจากห้องนอนของเจ้าบ่าวเจ้าสาว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือโอกาสกล่าวคำอวยพรให้คู่บ่าวสาว

"อ้ายแห้ว ข้ายินดีมากที่เอ็งได้แต่งงานกับแม่แจ๋วแหวว ข้าขออวยพรให้เจ้ากับแจ๋วจงมีความสุขความเจริญด้วยจตุรพิธพร"

แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็หันมาทางท่านผู้ใหญ่

"เอาละครับ หมดพิธีส่งตัวแล้ว พวกเราออกไปเถอะครับ ต่อไปนี้เป็นเรื่องของเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่จะทำความเข้าใจกัน"

เจ้าคุณสีหราชฯ คุณหญิงเนื่อง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาดและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างลุกขึ้นพากันเดินออกไปจากห้อง พอร่างของท่านผู้ใหญ่ลับตา เจ้าแห้วก็พรวดพราดลุกขึ้นอย่างร้อนรน แจ๋วแหววอกสั่นขวัญแขวน

"ว้าย อะไรจ๊ะแห้ว"

เจ้าแห้วขบกรามกรอด นัยน์ตาที่มองดูเจ้าสาวของเขานั้นวาวโรจน์น่ากลัว

"ไม่มีอะไร พี่จะปิดประตูห้อง ฮึ่ม...อย่าอยู่เป็นคนเลย"

เจ้าสาวมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม เจ้าแห้วเดินไปปิดประตูห้องและใส่กลอนเรียบร้อยแล้วก็เอื้อมมือปิดสวิทซ์ไฟ

"อุ๊ย ปิดไฟทำไมจ๊ะแห้ว"

"ง่วงนอน"

เจ้าบ่าวพูดเสียงกร้าว

"เปิดไฟฉันนอนไม่หลับ เธอไม่ต้องมีเสียง เดี๋ยวนี้เธอเป็นเมียของฉันแล้วรู้ไหม"

แจ๋วแหววตัวสั่นงันงก ใบหน้าซีดเผือด หล่อนรีบลุกขึ้นเดินฝ่าความมืดมาทางผนังตึกคลำหาสวิทซ์ไฟ แต่บังเอิญไปคลำเอาศีรษะเจ้าแห้วเข้า

"อ้าว"

เจ้าแห้วเอ็ดตะโร

"หนอยแน่ ยังไม่ทันไรเลยกำแหงจับหัวฉันเชียวหรือแม่แจ๋ว เดี๋ยวตายทั้งกลมเลยพับผ่า"

"ก็เปิดไฟฟ้าขึ้นซี สวิทซ์อยู่ไหนล่ะ"

"เปิดทำไม"

เจ้าแห้วตวาด

"ฉันกลัวนี่นา "

"กลัวอะไร"

"ฉันกลัวความมืด"

คราวนี้เจ้าแห้วหัวเราะก้าก

"ปู้โธ่ แทนที่จะกลัวฉันกลับกลัวความมืด เออ-น่าหัวเราะ ความมืดมันทำอะไรเธอเมื่อไรล่ะ แจ๋วจ๋า อย่าปอดลอยไปหน่อยเลย ถึงอย่างไรเราก็ได้แต่งงานกันโดยถูกต้องตามประเพณีแล้ว เป็นของฉันเถอะแจ๋วแหวว"

พูดจบเจ้าแห้วก็รั้งตัวเจ้าสาวของเขาเข้ามากอด

"แจ๋วจ๋า รักพี่ไหม"

"โอ๊ย-ฉันกลัวแล้วแห้วจ๋า ฉันชอบบทรักอ่อนหวาน ฉันไม่ชอบแบบเจ้าชู้ยักษ์อย่างนี้ เปิดไฟขึ้นเถอะจ้ะ เพิ่ง ๓ ทุ่มกว่าๆ เท่านั้นคุยกันก่อนเถอะจะรีบนอนไปไหนนะ อย่าทำอะไรให้ฉันกลัวเธอหน่อยเลย"

เจ้าแห้วหัวเราะชอบใจ ก้มลงจูบเจ้าสาวของเขาดังฟอด แล้วเดินไปเปิดสวิทซ์ไฟกลางห้อง ทันใดนั้นเองเจ้าแห้วก็ได้ยินเสียงกุกกักนอกประตู เจ้าแห้วเม้มปากแน่นเดินจรดปลายเท้ามาที่ประตูหน้าห้องค่อยๆ ถอดกลอนออก แล้วกระชากบานประตูเข้ามาอย่างแรง

ร่างอันสูงชะลูดของเสี่ยหงวนถลาร่อนเข้ามาในห้อง แล้วนิกรก็ตามเข้ามาด้วย สองสหายมองดูหน้าเจ้าแห้วแต่ไม่ยอมพูดว่ากระไร รีบหมุนตัวกลับวิ่งปุเลงๆ ออกไปจากห้องทันที

เจ้าแห้วจัดแจงปิดประตูใส่กลอนตามเดิม หาเศษกระดาษชิ้นหนึ่งอุดรูกุญแจเสียให้เรียบร้อย ต่อจากนั้นเขาก็จูงมือเจ้าสาวของเขาพาไปนั่งที่โซฟาริมหน้าต่าง ทั้งสองสนทนากันเงียบๆ ความกระดากอายของแจ๋วแหววค่อยๆ หายไปทีละน้อย

บัดนี้ เจ้าแห้วกับแจ๋วแหววต่างเป็นบุคคลเดียวกันแล้ว เจ้าแห้วพาเมียของเขาเดินทางไปบางแสนในวันรุ่งขึ้นโดยรถยนต์เมล์ของบริษัทขนส่ง ตั้งใจจะไปพักผ่อนอยู่ที่นั่นสัก ๕ วัน แล้วก็จะพาเมียกลับมาเป็นขี้ข้ารับใช้เจ้านายต่อไปเช่นเดิม

จบบริบูรณ์