พล นิกร กิมหงวน 077 : โรคกลัวตาย

๒๕๐๗

อาเสี่ยกิมหงวนกลับมาจากรดน้ำศพ นายเพ็ง วุฒิวาณิชย์ ด้วยความเศร้าสลดใจและประหวั่นพรั่นใจ

เขาแต่งชุดสากลสีขาวผูกเน็คไทดำติดแขนทุกข์ นั่งเคร่งขรึมอยู่ตอนหน้ารถคาดิแล็คเคียงคู่กับเจ้าแห้วซึ่งทำหน้าที่เป็นคนขับ เสี่ยหงวนนึกถึงผู้ตายตลอดเวลา นายเพ็งหรือเสี่ยเพ็งเป็นเพื่อนของเขาคนหนึ่ง ถึงแม้ไม่สนิทสนมกันจนเกินไปนัก ก็มีความสัมพันธ์ต่อกันในฐานเพื่อน และเคยติดต่อกันในเรื่องธุรกิจ เสี่ยเพ็งเป็นพ่อค้าสำคัญคนหนึ่ง มีห้างจำหน่ายเครื่องเหล็กและเครื่องมือก่อสร้างทุกชนิดอยู่ทางตลาดน้อย และมีโรงงานทอผ้าอยู่ทางบางแคธนบุรี เขามีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเสี่ยหงวน เป็นผู้ที่กว้างขวางในวงสังคมและวงการค้าที่เรียกกันว่าเป็นคนสปอร์ท แต่แล้วเขาก็ถูกคนร้ายสังหารโหดด้วยลูกระเบิดมือเมื่อตอนเช้าวันนี้ขณะที่เสี่ยเพ็งขับรถเก๋งคันใหม่ออกจากบ้านพัก เพื่อจะไปทำงานที่ห้างขายเครื่องเหล็กของเขา

คนร้ายแอบอยู่ที่ประตูรั้วบ้านในซอยนั้น เมื่อรถของเสี่ยเพ็งคลานออกมา คนร้ายก็โยนระเบิดมือเข้าไปในรถแล้ววิ่งหนี ลูกระเบิดมือระเบิดขึ้น ทำให้เสี่ยเพ็งพบจุดจบที่หน้าบ้านของเขานั่นเอง รถเก๋งคันนั้นพังยับ ข่าวร้ายของเสี่ยเพ็งแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว น้องภรรยาของเสี่ยเพ็งได้โทรศัพท์มาบอกเสี่ยหงวนและเชิญรดน้ำศพที่บ้านในซอยสวนพลูเวลา ๑๖.๐๐ น. ที่ผ่านมา

ขณะนี้คาดิแล็คเก๋งพ้นถนนเพลินจิตข้ามทางรถไฟสายแม่น้ำเข้าสู่ถนนสุขุมวิทแล้ว เสี่ยหงวนบอกตัวเองว่าเขาอาจจะถูกคนร้ายสังหารโหดแบบเดียวกับเสี่ยเพ็งก็ได้ เพราะมีการโจษขานกันที่บ้านเสี่ยเพ็งว่า คนร้ายคณะนี้มีแผนสังหารนักธุรกิจคนสำคัญอีกหลายคน ฆาตกรกลุ่มนี้มีอิทธิพลมาก ต้องการให้ราคาเครื่องอุปโภคบริโภคลดต่ำลงนั่นเอง เพื่อช่วยคลายความเดือดร้อนของคนจน

อุปาทานทำให้อาเสี่ยมองเห็นภาพคนร้ายบุกเข้ามายกปืนกลมือขึ้นจะยิงเขา เสี่ยหงวนสะดุ้งเฮือกสุดตัวแล้วเผลอร้องเอะอะโวยวายลั่นรถ ทำให้เจ้าแห้วตกใจรีบบังคับรถเก๋งคันงามแล่นชิดขอบซ้ายถนนแล้วเหยียบห้ามล้อ

"รับประทานมีอะไรเกิดขึ้นหรือครับ?"

อาเสี่ยถอนหายใจโล่งอก

"ปละ-เปล่า ขับต่อไปเถอะ"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น มองดูหน้ากิมหงวนอย่างแปลกใจ

"รับประทานเมื่อกี้อาเสี่ยร้องเอะอะดิ้นกระแด่วๆเหมือนเห็นงูเห่าหลงอยู่ในรถ อาเสี่ยร้องเสียผมตกใจ"

"ไม่มีอะไรหรอก กันนึกถึงเสี่ยเพ็งก็อดหวาดเสียวไม่ได้ เขาถูกชิ้นระเบิดเหวอะหวะไปทั่วทั้งตัว เห็นศพเสี่ยเพ็งแล้วใจไม่ดีเลย ไปเถอะอ้ายแห้ว จอดรถริมถนนเป็นเป้านิ่งอย่างนี้ ถ้าใครมันเอาปืนส่องกันหรือโยนระเบิดมือเข้ามาในรถกันก็เท่งทึงตัวเละเป็นหมูบะช่อเท่านั้นเอง"

เจ้าแห้วมองดูเสี่ยหงวนอย่างไม่กระพริบตาแล้วเขาก็นำรถคาดิแล็คเก๋งออกแล่นต่อไป

"รับประทานอาเสี่ยกลัวตายด้วยหรือครับ?"

"อือ กันได้ข่าวว่าพวกฆาตกรคณะนี้มันจะฆ่าพ่อค้าสำคัญอีกหลายคนซึ่งรวมทั้งกันด้วย"

เจ้าแห้วหัวเราะเสียงปร่า

"รับประทานอาเสี่ยมีหลวงพ่อชั้นดีตั้งหลายองค์กลัวอะไรครับ?"

กิมหงวนฝืนยิ้ม

"ไม่แน่โว้ย หลวงพ่อท่านอาจจะเกี่ยงกันก็ได้ หรือม่ายถ้าตรงกับเวลาที่ท่านจำวัดกันจะทำอย่างไร เฮ้อ-กันหมดความสุขเสียแล้ว กันไม่อยากตายโหง กันอยากแก่ตายว่ะ ขอให้กันมีอายุต่อไปอีกสัก ๒๐๐ ปี ถึงตายก็ไม่เสียดายชีวิต"

เจ้าแห้วหัวเราะหึๆ

"รับประทานอีก ๒๐๐ ปี อาเสี่ยก็คงต้องเลื้อยไปเหมือนอย่างงูนะครับ อย่างไรก็เดินไม่ไหว อย่างที่เขาเรียกว่าต้องตะบันน้ำกินแหละครับ"

เสี่ยหงวนเม้มปากแน่น เขาหันไปมองดูทางท้ายรถ พอแลเห็นแท็กซี่ดัทสันคันหนึ่งแล่นตามมาในระยะใกล้ชิด อาเสี่ยก็ใจหายวาบ

"เฮ้ย!-อ้ายแห้ว มีรถแท็กซี่สะกดรอยติดตามรถเรามา"

เจ้าแห้วเกือบหัวเราะออกมาดังๆ เขามองดูทางกระจกมองหลังแล้วหันมาพูดกับกิมหงวน

"รับประทานไม่ต้องตกใจครับ รถที่ตามมามียายแก่นั่งอยู่ตอนหลังรถคนเดียว"

"ก็ว่าไม่ได้ เผื่อคนร้ายมันใช้ยายแก่เป็นมือปืนล่ะ"

เจ้าแห้วหัวเราะก้าก

"รับประทานมือปืนยายแก่ไม่เคยปรากฏครับ ปืนพกกระบอกหนึ่งน้ำหนักเกือบ ๒ กิโลกรัม ยายแก่คอนไม่ขึ้นหรอกครับ"

"แล้วกัน ก็ถ้าไปเจอยายแก่นักกล้ามล่ะ"

"ว้า-รับประทานผมไม่เคยเห็นยายแก่เล่นเพาะกายสักคน มีแต่เดินหลังโกงเคี้ยวหมากแหยะๆ แล้วก็ด่ากราดไม่เลือกว่าหน้าอินทร์หน้าพรหมเหมือนอย่างคุณหญิงแหละครับ"

เสี่ยหงวนยิ้มออกมาได้

"ดีละ ฉันจะไปฟ้องคุณอาว่าแกว่าท่าน"

"อ้าวๆ รับประทานผมก็บรรลัยเท่านั้นเอง อย่านะครับ อาเสี่ยทำใจให้สบายเถอะครับ อย่าไปคิดว่าจะมีคนคอยปองร้าย รับประทานเอาทางพระเข้าข่มซีครับ อาเสี่ยไม่ได้ก่อกรรมทำเข็ญให้ใคร ไม่มีใครมาทำอะไรอาเสี่ยหรอกครับ รับประทานคนเราถ้าถึงที่ มันก็เท่งทึงด้วยกันทั้งนั้น ถ้าไม่ถึงที่ ถูกรถไฟทับตัวขาดสองท่อนยังไม่ตายนี่ครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"รถไฟทับตัวขาดสองท่อนแล้วไม่ตายน่ะ ปลิงหรือคนวะอ้ายแห้ว"

คาดิแล็คเก๋งแล่นมาถึงบ้าน 'พัชราภรณ์' แล้ว เจ้าแห้วบังคับรถให้แล่นช้าลงแล้วเหยียบเบรกเบาๆ บิดพวงมาลัยเลี้ยวซ้ายนำรถเก๋งคนงามแล่นผ่านประตูรั้วบ้าน 'พัชราภรณ์' เข้าไป

ขณะนี้เป็นเวลา ๑๗.๐๐ น.เศษ แดดร่มแล้ว พล, นิกร, ดร.ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯนั่งพักผ่อนดื่มเหล้าเบียร์กินกับแกล้มและสนทนากันอยู่ที่เรือนต้นไม้หน้าตึก เจ้าแห้วขับรถแล่นเอื่อยๆมาหยุดหน้าเรือนต้นไม้พอดี

มหาเศรษฐีหนุ่มผู้รักตัวกลัวตายก้าวลงมาจากรถด้วยท่าทางหงอยเหงา ใบหน้าเคร่งขรึมผิดปกติ เขาเดินเข้าไปในเรือนต้นไม้แล้วฝืนยิ้มให้เพื่อนเกลอทั้งสามคน ถอดเสื้อสากลออกแขวนไว้เสียก่อนจึงนั่งร่วมโต๊ะกับเพื่อนๆและเจ้าคุณปัจจนึกฯ

นิกรยิ้มให้และกล่าวถาม

"ไง สนุกไหมวะ?"

เสี่ยหงวนสะดุ้งเล็กน้อย

"กันไปรดน้ำศพนะโว้ย ไม่ได้ไปงานขึ้นบ้านใหม่หรืองานแต่งงาน ดันถามได้ว่าสนุกไหม"

นิกรชักฉิว

"จะไปรู้เรอะ ศพบางศพเขาสนุกครึกครื้นดีนี่หว่า ทั้งลูกและเมียคนตายหัวเราะต่อกระซิกสนุกสนานกันเต็มที่ เลี้ยงเหล้ายากันอย่างไม่อั้น"

กิมหงวนจัดแจงผสมวิสกี้โซดาลงไปในแก้วเปล่าใบหนึ่ง แล้วยกขึ้นดื่มอั้กๆรวดเดียวหมดแก้ว ท่านเจ้าคุณสบตากับอาเสี่ย ท่านก็กล่าวถามเบาๆ

"แกไม่สบายใจหรืออ้ายหงวน อารู้สึกว่าหน้าตาแกเคร่งเครียดหม่นหมองยังไงชอบกล"

อาเสี่ยพยักหน้ายอมรับว่าเป็นจริง

"ครับ ผมเห็นศพเสี่ยเพ็งแล้วผมไม่สบายใจเลยครับ ถูกชิ้นระเบิดทั่วทั้งตัว อ้า-มีข่าวว่าฆาตกรโหดคณะนี้จะล่าตัวพ่อค้าสำคัญอีกหลายคนเพื่อช่วยให้ราคาสินค้าเครื่องอุปโภคลดต่ำลง"

"แกก็เลยไม่สบายใจกลัวถูกฆ่า"

"ครับ"

พลมองดูเสี่ยหงวนอย่างขบขันแล้วพูดเสริมขึ้น

"แกกำลังจะเป็นโรคอย่างที่พวกเศรษฐีหลายต่อหลายคนเขาชอบเป็นกัน คือเป็นโรคกลัวตาย คนเรายิ่งรวยมากมีความสุขมากก็ยิ่งกลัวตายมาก แกน่าจะนึกถึงกฎธรรมดาบ้างว่า มนุษย์หรือสัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้วก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้น ตายดีหรือตายร้ายมันก็มีความหมายเท่าๆกัน"

ศาสตราจารย์ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ออไร๋ ทำใจให้สบายเถอะวะ คนเราหนีอะไรก็หนีได้ แต่หนีความตายนั้นหนีไม่พ้นถ้าถึงคราวที่เราจะต้องตาย สุภาษิตอินเดียบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า....ทะราวะกินหนา ภวราน่าปัญจมหาคงคาสาระพาปูนา แปลว่าเมื่อมีการเกิดก็ต้องมีการแตกดับเป็นธรรมดา"

ก่อนที่ใครจะพูดว่ากระไร สาวใช้คนหนึ่งก็พาตัวเดินเข้ามาในเรือนต้นไม้ในท่าทางอันร้อนรน หล่อนทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างเก้าอี้กิมหงวนแล้วรายงานให้เขาทราบ

"อาเสี่ยคะ มีสุภาพบุรุษคนหนึ่งต้องการพูดโทรศัพท์กับอาเสี่ยค่ะ"

กิมหงวนจุปาก

"เธอไปพูดแทนฉันหน่อยซีสะอาด โกหกเขาว่าฉันยังไม่อยู่ ฉันกำลังหงุดหงิดใจไม่อยากพูดโทรศัพท์กับใครทั้งนั้น"

"แต่ดิฉันบอกเขาแล้วนี่คะว่า อาเสี่ยเพิ่งกลับมาจากการรดน้ำศพเดี๋ยวนี้"

"ว้า แล้วไปบอกเขาทำไมล่ะ" พูดจบกิมหงวนก็ลุกขึ้นเดินบ่นพึมพำออกไปจากเรือนต้นไม้ สาวใช้ลุกขึ้นติดตามไปด้วย

พลมองดูกิมหงวนจนลับตาแล้วกล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสอง

"อ้ายหงวนไปเห็นศพเสี่ยเพ็งก็เลยไม่สบายใจแล้วก็กลัวจะถูกฆ่าตายอย่างนั้นบ้าง ถ้ามีความรู้สึกอย่างนี้มากๆ จะกลายเป็นโรคประสาทได้ไหมหมอ?"

นายพลดิเรกพยักหน้า

"อาจจะเป็นได้ ความวิตกกังวลใจทำให้คนเราคิดมาก เมื่อใช้สมองมากเกินไปก็อาจจะเป็นโรคประสาท กันเคยพบเห็นคนไข้มาหลายรายที่เป็นโรคอุปาทาน เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นกลัวว่าจะมีคนมาฆ่าเขา ไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น อ้ายหงวนอาจจะเป็นเช่นนั้นก็ได้ เพราะศพคนที่ถูกลูกระเบิดตายนั้น ออกจะน่าทุเรศสักหน่อย ถ้าไม่ใช่หมอเห็นแล้วก็ใจไม่ดี"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"สำหรับกันเรื่องตายเฉยๆว่ะ ไม่นึกกลัวเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯมองดูนิกรอย่างหมั่นไส้แล้วถามว่า

"แล้วแกกลัวอะไร?"

"กลัวไม่มีจะกินครับ ถ้ามีกินอย่างนี้เรื่อยไป ถึงตายผมก็ไม่เสียดายชีวิต เพราะดีกว่าที่ต้องตายอย่างตายอดตายอยาก"

"น่าฟัง มิน่าล่ะ แกยัดหมี่กรอบเสี่ยคนเดียวเกือบหมดจาน ไก่ตอนก็เหลืออีกสองสามชิ้นเท่านั้น กินอะไรไม่มีนึกถึงคนอื่น"

นิกรหัวเราะ

"ก็ผมบอกคุณพ่อแล้วนี่ครับว่าผมกลัวไม่มีจะกิน เมื่อมีอะไรกิน ผมก็ต้องกินเรื่อยๆไป" พูดจบเขาก็ร้องเรียกเจ้าแห้วซึ่งยืนลับๆล่อๆอยู่ที่หน้าเรือนต้นไม้ให้เข้ามาหาเขา "เฮ้ย-ไปที่โรงครัว บอกให้เขายำปลากระป๋องมาให้สักจานเถอะวะ ให้เขาทอดข้าวเกรียบกุ้งมาด้วย แล้วก็....แกอยากดื่มเบียร์เย็นๆสักขวดไหมล่ะ?"

เจ้าแห้วยิ้มเอียงอาย

"รับประทานเข้าทีเหมือนกันครับ"

"อยากกินก็ออกไปซื้อที่ร้านหน้าบ้าน แต่ไปบอกแม่ครัวให้ยำปลากระป๋องและทอดข้าวเกรียบกุ้งมาให้ก่อน"

เจ้าแห้วทำหน้าเบ้เดินตัวปลิวออกไปจากเรือนต้นไม้ ศาสตราจารย์ดิเรกมองดูจานไก่ตอนอย่างเศร้าใจ ไก่ตอน ๒๐ บาทเหลืออีกเพียงสามสี่ชิ้น เขายกซ่อมจิ้มไก่ตอนชิ้นหนึ่งใส่ปากแล้วบ่นพึมพำ

"มัวแต่คุยกับอ้ายพลเรื่องการค้า เผลอแผล็บเดียวอ้ายกรกินกับหมด ต่อไปเห็นจะต้องแยกโต๊ะให้อ้ายกรนั่งกินตามลำพังแล้วแบ่งกับให้ในจำนวนจำกัด"

ใน ๕ นาทีนั้นเอง เสี่ยหงวนก็เดินเข้ามาในเรือนต้นไม้อย่างรีบร้อน ใบหน้าของอาเสี่ยซีดเผือดเหมือนไก่ต้ม เขาหยุดยืนหน้าโต๊ะสี่เหลี่ยมยาวตัวนั้น แล้วมองดูหน้าพล พัชราภรณ์

"ใครโทรศัพท์มาถึงแกวะ?" พลถามยิ้มๆ

เสี่ยหงวนถอนหายใจหนักๆ

"ลูกชายคนโตของคุณฮกซำ" อาเสี่ยพูดแผ่วเบาและเสียงสั่นเครือผิดปกติ "คุณฮกซำไปรดน้ำศพเสี่ยเพ็งที่บ้านซอยสวนพลูเมื่อตอนสี่โมงเย็นนี่เอง ยังได้พูดคุยกับกันในเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการค้า แต่แล้วพอกลับไปถึงบ้านก็ถูกคนร้ายดักยิงที่หน้าประตูรั้วบ้าน ขณะที่รถของเขาจอดอยู่นอกประตูรอคอยคนในบ้านเปิดประตูรับ"

พลหน้าตื่น

"ฮ้า! คุณฮกซำถูกยิงตายหรือนี่"

อาเสี่ยทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ใช่ ลูกชายเขาโทรมาบอกกัน คุณฮกซำถูกยิงทีหน้าอกสองนัด แต่คนขับปลอดภัย คนร้ายยิงคุณฮกซำแล้วก็ขึ้นรถจักรยานยนต์หลบหนีไป" พูดจบกิมหงวนก็ทรุดตังลงนั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นใจ "บ้านเมืองมีขื่อมีแป ทำไมพวกเหล่าร้ายถึงฆ่าคนเล่นเป็นผักปลาเช่นนี้ กันคิดว่าในวันสองวันนี้กันก็คงจะต้องตกเป็นเหยื่อของมันแน่นอน ช่วยกันคิดหน่อยซีเพื่อน กันควรจะหาทางป้องกันชีวิตของกันอย่างไรบ้าง?"

นิกรรู้สึกสนใจไม่น้อยเมื่อเขาทราบว่านายฮกซำนักธุรกิจคนสำคัญคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนกับกิมหงวนและเขารู้จักดีถูกยิงตายอย่างทะนงองอาจ

"เอ-ชอบกลโว้ย แกต้องเตรียมรับมือกับพวกฆาตกรคณะนี้เสียแล้วละเพื่อน แกอาจจะเป็นเหยื่อคนที่สามของมันก็ได้"

กิมหงวนใจหายวาบ ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย เขามองออกไปหน้าเรือนต้นไม้ พอแลเห็นหนุ่มชาวอีสานซึ่งเป็นคนสวนเดินผ่านมา เขาก็ร้องเรียกให้เข้ามาหาเขา

"เฮ้ย ไปปิดประตูรั้วหน้าบ้าน ไม่มีรถใครเข้าออกอีกแล้วปิดเสียเถอะ แล้วถ้ามีใครมาถามหาฉัน แกช่วยโกหกเขาด้วยนะว่าฉันไปต่างจังหวัดเมื่อไรกลับไม่รู้ โกหกเป็นไหมล่ะ?"

เด็กหนุ่มหัวเราะเบาๆ

"พอได้ครับ"

"ดีแล้ว ไปปิดประตูเร็ว"

คนสวนพาตัวเดินออกไปจากเรือนต้นไม้ทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯแปลกใจไม่น้อยเท่าที่อาเสี่ยมีความรู้สึกรักตัวกลัวตายเอามากมายเช่นนี้ ท่านกล่าวปลอบใจเสี่ยหงวนว่า

"อย่าหวาดกลัวนักเลยวะ อ้ายหงวน แกไม่ใช่หมากลางถนน การฆ่าแกไม่ใช่ว่าทำได้ง่ายๆ แล้วก็การค้าของแกก็ไม่ได้ทำให้คนจนเดือดร้อน ตรงกันข้าม ใครๆก็รู้ว่าแกเป็นตัวตั้งตัวตีในการตรึงราคาข้าวสารไม่ให้แพงขึ้นไปกว่าทุกวันนี้ ถ้าไม่ได้แก ข้าวสารอาจะมีราคาถึงถังละ ๑๐๐ บาทก็ได้"

อาเสี่ยสั่นศีรษะช้าๆ เขาค่อยๆหันหน้ามามองดูนิกรแล้วร้องไห้โฮ

"กันกลัวตายโว้ยกร"

นิกรทำตาปริบๆ

"ตายเรื่องเล็กน่า"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลงแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"ใครบอกแกล่ะว่าเรื่องเล็ก ช่วยกันคิดซีโว้ย กันจะทำอย่างไรดี?"

"ก็จะยากอะไร" นิกรพูดยิ้มๆ หยิบส้อมจิ้มไก่ตอนใส่ปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย "จ้างมือปืนมาคุ้มกันแกซีวะ"

กิมหงวนยิ้มทั้งน้ำตา

"เออ จริงโว้ย จ้ามาสัก ๕๐ คนดีไหม?"

ดร.ดิเรกหัวเราะก้ากแล้วพูดเสริมขึ้น

"ถ้าแกจ้างมาตั้งครึ่งรอยอย่างว่า อ้ายพวกมือปืนของแกนั่นแหละมันจะฆ่าแก มือปืนน่ะอย่างมากสองคนก็พอแล้ว"

อาเสี่ยพยักหน้าเห็นพ้องด้วย แล้วหันมาทางนายจอมทะเล้น

"ช่วยหาจ้างมือปืนให้กันหน่อยได้ไหมล่ะอ้ายกร?"

"ได้" นิกรพูดยานคาง "จะเอามือปืนหรือตีนปืนล่ะ?"

เสี่ยหงวนทำหน้าชอบกล

"ตีนปืนมีหรือวะ?"

"มีซี มือมันด้วนก็ใช้ตีนยิงปืนต่างมือ รับรองว่ายิงแม่นราวกับจับวางทีเดียว และถึงแม้ถูกจับขึ้นศาล ศาลก็พิพากษายกฟ้องเพราะไม่เชื่อว่าคนแขนด้วนจะฆ่าคนด้วยอาวุธปืนได้ มือปืนตาบอดก็มี"

อาเสี่ยพูดตัดบท

"เอาที่ร่างกายสมประกอบดีกว่า อย่าเอาคนทุพพลภาพมาเป็นมือปืนของกันเลยเพื่อน ไปหาเดี๋ยวนี้ได้ไหม?"

นิกรอิดเอื้อน

"แหม-ขี้เกียจโว้ย"

"ไปน่า แล้วกันจะพาแกไปเลี้ยงข้าวด้วย แกจะกินที่เหลาไหนก็ได้"

นิกรยิ้มแป้น

"ยังงั้นตกลง"

กิมหงวนหันมาทางพลกับศาสตราจารย์ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ไปด้วยกันนะ อย่างน้อยก็จะได้ไปช่วยเลือกมือปืนให้กัน คุณอาไปด้วยนะครับ"

ท่านเจ้าคุณสั่นศีรษะ

"แกไปกับอ้ายกรตามลำพังก็แล้วกัน ประเดี๋ยวนายทวนผู้จัดการโรงแรม 'สี่สหาย' เขาจะมาที่นี่ นัดให้เขามา ๑๘.๐๐ น."

พลพูดเสริมขึ้น

"แกไปกับอ้ายกรเถอะ ไหนๆแกจะจ้างมือปืนคุ้มกันตัวแกแล้วก็ควรเลือกคนดีมีฝีมือหน่อย อ้ายที่คุยโวโอ้อวดอย่าเอามา คนเก่งมักจะเป็นคนเคร่งขรึมพูดน้อย กันขอสนับสนุนแกในเรื่องนี้ เพราะรู้สึกว่าฆาตกรคณะนี้อาจจะมีแผนสังหารแกได้เหมือนกัน"

อาเสี่ยหน้าซีดเผือด

"นั่นน่ะซี กันจำเป็นต้องมีมือปืนคุ้มกันตัวกันอย่างน้อยสองคนในระหว่างนี้ จนกว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายไปในทางดี กันเสี่ยวไส้เหลือเกินเมื่อนึกว่ากันอาจจะเท่งทึงด้วยลูกระเบิดมือของคนร้าย กันไปละนะพล เป็นอันว่ากันกับอ้ายกรจะไม่กลับมากินข้าวค่ำวันนี้"

ดร.ดิเรก กล่าวขึ้นด้วยความหวังดี

"แกควรจะใส่เสื้อเกราะไปด้วยอ้ายหงวน ถ้าบังเอิญเคราะห์หามยามร้ายมีคนดักยิงแก แกจะได้ปลอดภัย"

อาเสี่ยเห็นพ้องด้วย

"เออ จริงโว้ย" แล้วเขาก็เปลี่ยนสายตามาที่นิกร "กันขึ้นไปเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่ดีกว่า สวมเสื้อเกราะไว้ในเสื้อฮาไวและกันจะเอาปืนพกติดตัวไปด้วย แกรออยู่นี่สัก ๑๐ นาทีนะเพื่อน ยังไงก็ขอให้ช่วยหามือปืนให้กันให้ได้ในวันนี้เถอะวะ กันจะขอบใจแกมาก"

นิกรพยักหน้ารับรอง

"ได้แน่ กันจะพาแกไปหานักเลงใหญ่คนหนึ่ง ขนาดที่เคยบุกขึ้นไปบนกองปราบสามยอด ท้าดวลปืนกับนายตำรวยมาแล้ว"

อาเสี่ยอ้าปากหวอ

"แน่ขนาดนั้นเชียวเรอะ?"

"เออ" นิกรตอบเสียงหนักแน่น

"แล้วเป็นยังไง?"

"เป็นยังไง....ก๊อติดคุกน่ะซี ในฐานพยายามฆ่านายตำรวจ แต่กันรับรอง พี่หวัดคนนี้แน่จริงๆ อายุ ๕๐ กว่าแล้วฝีไม้ลายมือยังดีอยู่ เคยฆ่าคนมานับไม่ถ้วน วันไหนวันเกิดไล่ยิงคนตั้งแต่เช้าจนค่ำ เลี้ยงมือปืนไว้ร่วมร้อยคน แต่ละคนมือแน่ทั้งนั้น บ้านอยู่ตรอกจันทร์สะพานสอง ประเดี๋ยวกันจะพาแกไปหาพี่หวัด"

กิมหงวนมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น เขาลุกขึ้นเดินไปหยิบเสื้อสากลของเขา แล้วพาตัวเดินออกไปจากเรือนต้นไม้ ดร.ดิเรกกล่าวขึ้นเบาๆว่า

"อ้ายหงวนคงเป็นโรคประสาทแน่นอน"

ตอนพลบค่ำวันเดียวกันนั้นเองคาดิแล็คเก๋งซึ่งขับโดยนิกรก็แล่นเข้ามาในตรอกจันทร์ทางด้านถนนเจริญกรุง อาเสี่ยนั่งเคียงคู่กับนิกรในท่าทางประหวั่นพรั่นใจ เขาสวมกางเกงขายาวสีเทาอ่อนเชิ้ตฮาไวลวดลายทันสมัยสีฟ้าสลับเหลืองอ่อนและสวมเสื้อเกราะกันกระสุนปืนแบบเสื้อกั๊กไว้ข้างใน อาเสี่ยมีปืนพกรีวอลเวอร์ ๙ ม.ม.ติดตัวมาด้วย

คาดิแล็ดเก๋งแล่นลึกเข้าไปจนถึงสะพานสองก็เลี้ยวซ้ายมือเข้าซอยแยกแห่งหนึ่ง สักครู่นิกรก็บังคับรถให้หยุดหน้ารั้วบ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็นเรือนสองชั้นขนาดใหญ่ มีบริเวณบ้านเกือบหนึ่งไร่และล้อมรั้วด้วยสังกะสี บ้านที่กล่าวนี้คือบ้านของนายสวัสดิ์หรือพี่หวัดผู้กว้างขวางที่ชอบตีศรีษะใคร หรือยิงใครเล่นจนเป็นนิสัย บางทีก็กระซวกด้วยมีดพกหรือเหล็กขูดช้าฟเพราะอยากจะดูไส้ของอีกฝ่ายหนึ่ง

นายสวัสดิ์แคล้วคลาดจากคุกลาดยาวก็เพราะเขามีอายุมากแล้วและมีอาชีพสุจริตเป็นโล่บังหน้า ภรรยาของเขาทำธูปหอมหรือธูปกระแจะขาย มีโรงงานทำธูปอยู่หลังบ้านพักและมีคนงานหญิงประมาณ ๑๐ คน ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน ปรากฏว่าธูปหอมตราสนับมือจำหน่ายขายดีมากในถิ่นบ้านทวาย, ถนนตก, ยานนาวา, สาธร กระทั่งบางรัก ตามร้านค้าถูกบังคับให้รับไปขาย ตำรวจรู้แต่เพียงว่าพี่หวัดกลับเนื้อกลับตัวเป็นพลเมืองดีเลิกเป็นพลเมืองเสียเพราะกลัวคุกลาดยาว แต่ความจริงสวัสดิ์ก็ยังเป็นนักเลงใหญ่ที่มีอิทธิพลคนหนึ่ง เพียงแต่เขายกมือชี้หน้าใคร สมุนของเขาก็จะสังหารผู้นั้นทันทีจนกระทั่งนายสวัสดิ์ไม่กล้าชี้มือ เพราะครั้งหนึ่งเขาพบเพื่อนเก่าและยกมือชี้หน้าเพื่อนด้วยความดีใจ มือปืนประจำตัวเขาไม่ฟังอีร้าค่าอีรม ควักปืนออกมากดเปรี้ยงเข้าให้ถูกเพื่อนของพี่หวัดดิ้นพราดๆชักดิ้นชักงอน้ำลายฟูมปากเท่งทึงไป ตั้งแต่นั้นมาพี่หวัดก็ไม่กล้ายกมือชี้หน้าใครอีก

นิกรกับกิมหงวนต่างพากันลงมาจากรถเก๋งคันงาม เดินเคียงคู่กันมาหยุดยืนหน้าประตูรั้วบ้านของนายสวัสดิ์ นิกรยกมือกดกริ่งทันที เสียงกริ่งดังแว่วออกมานอกบ้าน หลังจากนั้นสักครู่ ช่องสี่เหลี่ยมเหนือบานประตูบานเล็กก็ถูกเลื่อนออก ปืนเล็กยาวกระบอกหนึ่งยื่นออกมาจากช่องนั้น ทำให้เสี่ยหงวนถอยหลังกรูดแต่นิกรไม่ตกใจ

"ใคร? ตำรวจเรอะ ตายนะ"

"ไม่ใช่ตำรวจหรอก ฉันเอง"

"อย่าโกหก ผมได้กลิ่นขี้สนิมกุญแจมือในกระเป๋า"

นิกรชักฉิว

"อั๊ว....นิกร การุณวงศ์โว้ย"

"โปรดบอกระหัสลับก่อน"

นิกรยกมือจับปากกระบอกปืนยัดเข้าไปในช่องแล้วร้องบอกระหัสลับสำหรับผ่านเข้าบ้านนายสวัสดิ์ ตามที่พี่หวัดบอกเขาไว้"

"น.หนู ก.ไก่ ร.เรือ"

เสียงกลอนประตูถูกถอดออก แล้วประตูบานเล็กก็ค่อยๆเปิดออกโดยชายหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งซึ่งมีบุคคลิกลักษณะบอกให้รู้ว่าเป็นดาวร้ายหรือพลเมืองเสียไม่ใช่พลเมืองดี"

"เชิญครับ ผมต้องขอโทษที่ต้องซักถามตามคำสั่งของพี่หวัด"

นิกรมองดูสมุนของนักเลงใหญ่ด้วยความหมั่นไส้

"พี่หวัดอยู่หรือเปล่า?"

"อยู่ครับ ไปฆ่าคนที่ภาษีเจริญเพิ่งกลับมาเมื่อกี้นี้เองครับ"

"งั้นเรอะ แล้วฆ่าได้ไหม?"

"โธ่-ลงพี่หวัดออกแสดงเองมีหรือครับฆ่าไม่ได้ พี่หวัดล็อคคอเอาปืนยิงกรอกปากถึง ๖ นัด เชิญในบ้านเถอะครับ เอ๊ะ-คุณคนนั้นท่าทางเหมือนกับนายตำรวจ"

นิกรยกฝ่ามือผลักหน้าสมุนของนายสวัสดิ์เซถลาเข้าไปในประตู แล้วเขาก็พากิมหงวนเข้าไปในบ้าน คราวนี้อาเสี่ยเริ่มตื่นเต้นสนใจทันที เขาแลเห็นสมุนของนายสวัสดิ์หลายคนเดินเพ่นพ่านไปมาบนเรือนใหญ่ท่ามกลางแสงไฟฟ้าอันสว่างจ้า แต่ละคนแต่งกายแบบเคสบอยตะวันตกคาดเข็มขัดปืนพกหย่อนยานข้างหนึ่งแบบเสือปืนเร็วทั้งหลาย บ้านนี้มีผู้คนคึกคักซึ่งล้วนแต่เป็นชายฉกรรจ์ เจ้าหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งยืนกอดออกอยู่ข้างบันใดมองดูกิมหงวนกับนิกรอย่างสนใจ

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง พี่หวัดหรือนายสวัสดิ์นักเลงใหญ่ก็ปราดออกมาจากห้องกลางอย่างร้อนรน ถึงแม้เขามีอายุ ๕๐ เศษแล้ว เขาก็ยังปราดเปรียวแข็งแรงสง่าน่าเกรงขาม ผมที่จอนหูทั้งสองข้างหงอกประปราย รูปร่างของเขาสูงใหญ่ ใบหน้าสี่เหลี่ยมหน้าผากกว้างไว้หนวดเส้นเล็กๆ

"โอ-คุณนิกรหรือครับนี่" พี่หวัดกล่าวทักและยกมือไหว้ "สวัสดีครับ แหม-ไม่ได้พบกันเกือบปีแล้ว ตั้งแต่คุณมาดูหนังโป๊ที่บ้านผมเมื่อปีก่อน คุณกับผมก็ไม่ได้พบกันอีกเลย"

นิกรรับไหว้และยิ้มให้

"สบายดีหรือพี่?"

"ขอบคุณครับ สบายดี ตอนนี้ไม่ใคร่มีธุระไปติดคุกก็ค่อยสบายหน่อย"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"รู้จักกับเพื่อนผมเสียหน่อยซีพี่หวัด นี่แหละอาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองไทยละ"

นายสวัสดิ์กับเสี่ยหงวนต่างยกมือไหว้กหันและกันและทักทายด้วยอัธยาศัยไมตรีจิต ต่อจากนั้นนักเลงใหญ่เจ้าของบ้านก็พาสองสหายเข้าไปในห้องรับแขกที่หน้ามุขแล้วเชิญให้นั่ง นิกรกับกิมหงวนต่างนั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกัน

"คุณนิกรกับอาเสี่ยเอาอะไรดีล่ะครับ เหล้าหรือฝิ่นหรือเฮโรอีนผมจะให้เด็กจัดออกมาได้ ถ้าชอบกัญชาหรือหมู ผมก็มีบริการพร้อม"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ช่างเถอะพี่หวัด ไม่ต้องจัดหาอะไรมารับรองผมกับเพื่อนหรอก"

"หรือครับ ถ้ายังงั้นคุณมีธุระอะไรที่จะใช้ผมก็ว่ามาเลย หรือถูกใครข่มเหงรังแกก็บอกผม ผมจะจัดการให้เรียบ ฟันกบาลสัก ๕ แผล ฟันหน้าสัก ๒ แผลเป็นการสั่งสอน"

นิกรโบกมือห้าม

"พี่หวัดนั่งเฉยๆฟังผมพูดดีกว่า ที่ผมพาเสี่ยหงวนมาหาพี่ก็เพราะเสี่ยหงวนเขากำลังได้รับความเดือดร้อน สงสัยว่าจะมีใครปองร้ายเขา พี่หวัดรู้เรื่องหรือเปล่า เมื่อตอนสายวันนี้เสี่ยเพ็งพ่อค้าใหญ่ถูกสังหารด้วยระเบิดมือตายคารถยนต์ที่หน้าบ้านพักของเขา"

"อ๋อ ทราบครับ แต่ฆาตกรพวกนั้นไม่ใช่พวกผม"

อาเสี่ยพูดเสริมขึ้น

"พี่หวัดรู้ไหมครับว่าพวกไหน?"

จอมนักเลงสั่นศีรษะ

"ผมจะทราบได้อย่างไรครับ กรุงเทพฯขณะนี้มีฆาตกรนับร้อย พวกเด็กหนุ่มวัยรุ่นก็เป็นฆาตกรแล้ว ผู้คนในเมืองหลวงมันมากมายเบียดเสียดเยียดยัดกันอย่างนี้ก็ต้องมีทั้งคนดีและคนเลวปะปนกัน และคนเลวก็ต้องมีมากกว่าคนดีเป็นธรรมดา เมื่อตอน ๕ โมงเย็นก็มีข่าวว่าพ่อค้าอีกคนหนึ่งถูกยิงทิ้งที่หน้าบ้าน ชื่อนายฮกหรืออะไรผมก็ลืมไปแล้ว"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"เขาชื่อฮกซำ เป็นเพื่อนของผมเองพี่หวัด คนที่ถูกฆ่าตายเมื่อเช้าก็เป็นเพื่อนผม ผมกลัวว่าฆาตกรกลุ่มนี้จะฆ่าผมเป็นเหยื่อคนที่สามของมัน หรือคนที่เท่าไรก็แล้วแต่ ผมจึงขอร้องให้นิกรพาผมมาหาพี่เพื่อตกลงจ้างเด็กของพี่เป็นมือปืนคุ้มกันผมสองคน พี่หวัดพอจะหาให้ผมได้ไม่ใช่หรือครับ"

สวัสดิ์หรือพี่หวัดยิ้มละไม

"ได้สิครับ ผมคิดค่าป่วยการคนละ ๓,๐๐๐ บาทต่อเดือน กินอยู่กับอาเสี่ยนะครับ ถ้าตกลง จ่ายล่วงหน้าให้ผมก่อนคนละเดือนแล้วรับตัวไปได้เลย" จอมนักเลงพูดอย่างแคล่วคล่อง "นี่ถ้าไม่ใช่คุณนิกรพามา ผมต้องคิดคนละ ๔,๐๐๐ บาทต่อเดือนนะครับ"

เสี่ยหงวนถอนหายใจหนักๆ ก่อนที่เขาจะพูดอะไรนิกรก็พูดเสริมขึ้น

"ไม่แพงไปหรือพี่หวัด เรากันเองนะ เสี่ยหงวนน่ะเป็นเพื่อนรักของผม ไม่ใช่คนอื่น ลดราวาศอกคืบนิ้วลงไปบ้างไม่ได้หรือ?"

พี่หวัดหัวเราะเบาๆ

"ก็ต่อรองราคากันได้นี่ครับ บริการของผมไม่ได้วางราคาตายตัว คุณนิกรคิดว่าควรจะตกลงจ้างเด็กของผมเดือนละเท่าไรล่ะ?"

นิกรตอบโดยไม่ต้องคิด

"๔๕๐ บาทเป็นยังไงพี่หวัด?"

"โอ้โฮ" นักเลงใหญ่คราง "๔๕๐ น่ะมันข้าราชการชั้นจัตวาข้ามโขงหรือเสมียนงานชั้นผู้น้อยตามบริษัทห้างร้านนะครับ มือปืนมีหน้าที่คุ้มกันรักษาชีวิตและความปลอดภัยให้นายจ้าง เขาต้องเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตไม่น้อยและมีหวังติดคุกตลอดชีวิตหรือถูกประหารชีวิต เงินเดือนสำหรับมือปืนเดือนละ ๓,๐๐๐ บาทคุณเห็นว่าแพงหรือครับ?"

"ถ้ายังงั้น ๔๗๕ บาทเอ้า"

"ปู้โธ่ ขึ้นให้อีก ๒๕ บาท คุณจ้างเด็กของผมไปเป็นมือปืนหรือจ้างไปเป็นภารโรงแน่ครับ?"

เสี่ยหงวนกำลังรักตัวกลัวตายจึงพูดตัดบท

"เอาละพี่หวัด เรื่องค่าจ้างมือปืนผมไม่ขัดข้อง แต่เด็กของพี่หวัดมือแน่หรือจิตใจเป็นยังไงและยิงปืนแม่นหรือเปล่า?"

พี่หวัดลืมตาโพลง

"รับรองครับอาเสี่ย เด็กของผมมือแน่จริงๆ แต่ละคนยิงปืนแม่นยิ่งกว่านักแม่นปืนที่ส่งไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิคเป็นไหนๆ ชักปืนเร็วที่สุด เรื่องจิตใจไม่ต้องพูดถึง ผ่านชีวิตการต่อสู้มาแล้วอย่างโชกโชน"

เสี่ยหงวนฝืนยิ้ม

"โชกโชนน่ะ ชนะหรือแพ้?"

"ชนะซีครับ แล้วกัน ก่อนที่อาเสี่ยจะตกลงจ้าง ผมจะเรียกมาให้ดูตัวเสียก่อน ผมมีให้เลือกเกือบ ๒๐ คน เลือกเอาเถอะครับ ผมกล้ารับรองว่าทุกคนซื่อสัตย์ต่อนายจ้าง สุภาพนอบน้อมและปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้างเสมอ อาเสี่ยจะให้ยิงใครเมื่อไรได้ทั้งนั้น แม้กระทั่งบนโรงพักหรืออยู่ต่อหน้าตำรวจ และถ้าพลาดพลั้งถูกจับ เขาจะไม่ปริปากซัดทอดว่านายจ้างของเขาที่ใช้ให้เขาฆ่า"

กิมหงวนว่า "พี่หวัดช่วยเลือกให้ผมก็แล้วกัน ขอมือปืนที่พี่หวัดเห็นว่าดีที่สุด ผมตกลงจ้างสองคน"

สวัสดิ์ลุกขึ้นยืนแล้วยิ้มให้เสี่ยหงวน

"ขอโทษนะครับ ผมจะไปตามเด็กของผมมาพบกับอาเสี่ยเดี๋ยวนี้ อ้อ-คนของผมนำเครื่องดื่มและบุหรี่มาต้อนรับอาเสี่ยและคุณนิกรแล้ว เชิญดื่มเครื่องดื่มและสูบบุหรี่ไปพลางๆนะครับ" พูดจบจอมนักเลงก็พาตัวออกไปทางห้องกลางซึ่งมีประตูติดกับห้องรับแขก

ชายหนุ่มรูปร่างสูงชะลูดใบหน้าเสี้ยมถือถาดพลาสติกสีฟ้าใส่แก้วน้ำอัดลมและกระป๋องบุหรี่ไม้ขีดไฟตรงเข้ามาหาสองสหาย แล้ววางถาดลงบนโต๊ะหยิบของในถาดออก กิมหงวนถือโอกาสกล่าวถามสมุนของพี่เบิ้ม

"น้องชาย แกช่วยบอกกันหน่อยได้ไหมว่า มือปืนของพี่หวัดที่มีฝีมือแน่กว่าเพื่อนคือใคร?"

เจ้าหมอนั่นยิ้มให้เสี่ยหงวน

"หมายความว่ายอดเยี่ยมและใหญ่ยิ่งที่สุดในพวกเราใช่ไหมครับ?"

"ใช่แล้ว"

"มีอยู่สองคนครับ คนหนึ่งชื่อเอี่ยมครับ อีกคนหนึ่งชื่อเอิบ ทั้งสองคนเป็นพี่น้องกันครับ ยิงปืนแม่นและจิตใจเข้มแข็งผิดมนุษย์"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ

"เอาละ ขอบใจมากน้องชาย"

คนของพี่หวัดถือถาดเปล่าเดินออกไปจากห้องรับแขก นิกรหยิบแก้วน้ำอัดลมแช่เย็นขึ้นมายกดื่มเกือบหมดแก้ว แล้วกล่าวกับกิมหงวนว่า

"เป็นอันว่าแกยอมเสียเงินจ้างมือปืนสองคน เดือนละ ๖,๐๐๐ บาท ยังงั้นหรือ?"

เสี่ยหงวนฝืนยิ้ม

"ก็ต้องยอมน่ะซี เพื่อความปลอดภัยของชีวิตกัน ถ้าตกลงกันเรียบร้อย กันก็จะรับตัวมือปืนเอาไปบ้านเราเลย และจะจ่ายเงินล่วงหน้าให้เขา ๖,๐๐๐ บาทตามที่เขาต้องการ"

"ดีแล้ว ถ้าเช่นนั้นกันจะเรียกค่านายหน้าจากพี่หวัด แล้วแกอย่าเอะอะไปนะ อย่างน้อยกันต้องเอา ๒๐ เปอร์เซ็นต์"

สองสหายนั่งสนทนากันสักครู่ใหญ่ๆ นายสวัสดิ์จอมอันธพาลก็เดินนำหน้าพาสมุนของเขาหรือมือปืนรวม ๒ คนเข้ามาในห้องรับแขก เสือปืนเร็วทั้งสองต่างแต่งกายแบบมือปืนตะวันตกในหนังเคาบอยชุดสีดำ คาดเข็มขัดหย่อนยานทางขวาเกือบถึงหัวเข่า มีปืนพกอยู่ในซองปืนคนละ ๒ กระบอก

แต่เสือปืนเร็วทั้งคู่มีรูปร่างผอมกะหร่องใบหน้าซีดเซียวริมฝีปากบานแบบสิงห์อมควัน ลักษณะท่าทางเหมือนกับคนอมโรคไม่มีเรี่ยวแรง นัยน์ตาปรือผมยาวเป็นกระเซิงเสื้อกางเกงเก่าเหม็นสาบ

เสี่ยหงวนอ้าปากหวอ

"พี่หวัด นี่น่ะเรอะมือปืน?"

สวัสดิ์ยิ้มให้

"นี่แหละครับพี่น้องสองสิงห์ คนทางซ้ายชื่อเอี่ยมเป็นพี่ คนทางขวาชื่อเอิบเป็นน้อง ผมกล้ารับรองได้ว่าเอี่ยมและเอิบเด็กของผมยิงปืนพกได้แม่นยำราวกับจับวาง"

นิกรหัวเราะงอไปงอมา ส่วนกิมหงวนทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม เขามองดูพี่น้องสองสิงห์อย่างเศร้าใจและรับไหว้มือปืนทั้งสองอย่างเสียไม่ได้

"พี่หวัด" อาเสี่ยกล่าวกับจอมอันธพาลด้วยเสียงหนักๆ "อย่างนี้ถ้าผมรับตัวเอาไปเป็นมือปืนของผม อย่างช้าอีกสามสี่วันผมก็ต้องทำศพเขา สองคนนี่ใกล้จะตายเต็มทนแล้วนี่ครับ ถ้าไม่เป็นวัณโรคก็ต้องติดยาเสพย์ติดงอมแงม"

สวัสดิ์ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมตรงข้าสมกับอาเสี่ย

"ไม่ต้องวิตกหรอกครับ เอี่ยมกับเอิบมันทรหดอดทนผิดมนุษย์ เห็นผอมกะหร่องอย่างนี้ไม่เคยเจ็บไข้กับใครหรอกครับ เรื่องยาเสพย์ติดก็เพียงแต่ถุนขี้ยาท่านั้น ซึ่งทั้งสองคนช่วยตัวเองได้ จะไม่ทำให้อาเสี่ยเดือดเนื้อร้อนใจเลย ผมเลือกเจ้าเอี่ยมกับเจ้าเอิมมาให้อาเสี่ยก็เพราะเห็นว่าอ้ายสองคนนี่มันเป็นมือปืนที่แน่ที่สุด นอกจากยิงปืนแม่นแล้ว ยังกล้าหาญเด็ดเดี่ยว"

"โถ" อาเสี่ยคราง "อย่างนี้ลมพัดแรงหน่อยก็หกล้มแล้ว"

มือปืนชื่อเอี่ยมพูดขึ้นด้วยเสียงแหบแห้ง แบบคนเป็นวัณโรค

"อาเสี่ยอย่าเพิ่งติเรือทั้งโกลนเลยครับ โอย...." แล้วเขาก็ไอแค๊กๆ "อ้า-รูปร่างแข็งแรงล่ำสันใหญ่โต ถ้าใจมันไม่สู้หรือยิงปืนไม่แม่นก็ให้ความคุ้มครองอาเสี่ยไม่ได้ อย่างผมกับน้องเอิบเป็นเสือปืนเร็วมาหลายปีแล้ว ยิงคนมาหลายสิบคน หากินทางฆ่าคนมาไม่ต่ำกว่า ๑๐ ปี มีหนังสือรับรองจากนายจ้างให้ไว้เป็นหลักฐานเยอะแยะ นักการเมือง, ข้าราชการคนสำคัญ, พ่อค้าใหญ่เคยจ้างผม เราฆ่าใครไม่เคยผิดหวังเลย ลองให้ผมได้รับใช้อาเสี่ยสักครั้งเถอะครับ" พูดจบเขาก็ไอโขลกๆแล้วร้องโอย

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"ไหนลองชักปืนให้ดูซิ"

เอี่ยมกับเอิบต่างผละจากกัน เดินไปยืนคนละมุมห้อง หันหน้าเข้าหากัน และแล้วท่ามกลางความตื่นเต้นแปลกใจของนิกรกับกิมหงวน พี่น้องสองสิงห์ต่างกระชากปืนพกในซองปืนของตนทั้งสองกระบอกออกมาจ้องกันอย่างรวดเร็วฉับพลันโดยใช้เวลาเพียงเสี้ยวของวินาทีเท่านั้น

เสี่ยหงวนเผลอตัวร้องขึ้นดังๆ

"วิเศษมากพี่หวัด โอ้โฮ....ไวยังกะจิ้งจก ยังงี้ใช้ได้"

สองมือปืนยิ้มแป้น ต่างเก็บปืนพกสอดใส่ไว้ในซองปืนตามเดิม

"เชื่อผมเถอะครับอาเสี่ย" สวัสดิ์พูดยิ้มๆ "เอี่ยมกับเอิบรูปร่างผอมโซเหมือนคนอมโรคแต่มันแน่จริงๆ" แล้วเขาก็กล่าวกับมือปืนที่ชื่อเอิบ "เฮ้ย-ยิงจิ้งจกบนเพดานอวดอาเสี่ยหน่อยเถอะวะเอิบ ยิงหางนะอย่ายิงตัว"

เอิบแหงนหน้ามองดูเพดานแล้วกระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมายกขึ้นยิงจิ้งจกตัวนั้นโดยไม่ต้องเสียเวลาเล็งปืน

"ปัง"

หางจิ้งจกตัวนั้นขาดจากตัวหล่นลงมาบนพื้นห้อง เสี่ยหงวนกับนิกรหันมามองดูหน้ากัน นิกรหายดูหมิ่นพี่น้องสองสิงห์แล้ว

"อือ เขาแน่โว้ย"

อาเสี่ยเปลี่ยนสายตามาที่นายสวัสดิ์

"เด็ดขาดเลยครับพี่หวัด ขอให้นายเอี่ยมลองให้ผมดูสักนัดได้ไหมครับ?"

"อ๋อ ได้ซีครับอาเสี่ย ถ้ายิงไม่แม่นอาเสี่ยก็อย่าจ้างไปเป็นมือปืน เสียเงินเปล่าๆ" พูดจบเขาก็เปิดกระป๋องบุหรี่ออก หยิบบุหรี่ออกมามวนหนึ่ง แล้วกล่าวกับสิงห์อมควันผู้พี่ "เอี่ยมโว้ย ฉันจะโยนบุหรี่ขึ้นไปบนเพดาน คอยยิงนะ ถ้ายิงผิดถูกกระทืบในฐานที่แกทำให้ฉันขายหน้าแขกของฉัน ถ้ายิงถูกแกจะได้เป็นมือปืนของอาเสี่ย"

เอี่ยมหัวเราะในท่าทางทระนง แต่เสียงหัวเราะของเขาแหบแห้งน่าสงสาร

"เอาเลยพี่หวัด"

สวัสดิ์โยนบุหรี่มวนนั้นลอยขึ้นไปบนอากาศ เอี่ยมกระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมายกขึ้นยิงบุหรี่มวนนั้นอย่างรวดเร็วฉับพลัน

"ปัง"

ด้วยความแม่นยำของมือปืนขี้ยา บุหรี่มวนนั้นถูกยิงแตกกระจาย ทำให้กิมหงวนกับนิกรตื่นเต้นแปลกใจมาก ด้วยนึกไม่ถึงว่าเอี่ยมกับเอิบจะยิงปืนพกได้แม่นเช่นนี้ นอกจากนี้ยังชักปืนได้รวดเร็วผิดมนุษย์

"ไงครับอาเสี่ย" พี่หวัดพูดอย่างภาคภูมิ

"ไม่มีปัญหาอะไรอีกพี่หวัด ผมตกลงจ้างนายเอี่ยมกับนายเอิบสองพี่น้องเป็นมือปืนประจำตัวผมนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป" แล้วเสี่ยหงวนก็พยักหน้ากับเอิบ "เต็มใจไปอยู่กับกันไม่ใช่หรือน้องชาย?"

เอิบขมวดคิ้วเข้าหากัน แล้วพุดตะกุกตะกักแบบคนติดอ่างทั้งหลาย

"ตะ....ตะ....ตะ....เต็ม....ตะ....เต็มใจครับ"

อาเสี่ยทำคอย่นหันขวับมาทางนายสวัสดิ์

"เขาเป็นอ่างหรือครับพี่หวัด?"

"ครับ เป็นมานานแล้ว แต่ว่าเรื่องเป็นอ่างของเขาไม่เกี่ยวกับการยิงปืนนี่ครับอาเสี่ย"

เสี่ยหงวนต้องใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงในเรื่องนี้

"แล้วฝีมือของเขาติดอ่างหรือเปล่า ถ้าเกิดมือเป็นอ่าง พอถึงคราวคับขันกระตุกปืนไม่ออกจะทำอย่างไร?"

สวัสดิ์หัวเราะก้าก

"มือหรือตีนเป็นอ่างไม่เคยปรากฏนี่ครับ อ้า-เมื่ออาเสี่ยตกลงจ้างเด็กของผมเป็นมือปืนและจะรับตัวไปเดี๋ยวนี้ ผมก็ต้องขอความกรุณารับเงินค่าจ้างล่วงหน้าคนละหนึ่งเดือนตามระเบียบ แล้วอาเสี่ยก็หักเงินเดือนเอาจากเอี่ยมและเอิบเดือนละพันบาท ระเบียบของผมวางไว้อย่างนี้ครับ"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"แล้วค่านายหน้าของผม ๒๐ เปอร์เซ็นต์ล่ะพี่หวัด?"

นายสวัสดิ์สะดุ้งสุดตัวเหมือนถูกเข็มแทง ค่อยๆหันหน้ามาทางนายจอมทะเล้น

"เอาด้วยหรือครับคุณนิกร?"

นิกรอมยิ้ม

"ระเบียบของผมต้องเรียกค่านายหน้าจากผู้ได้รับผลประโยชน์จากผมเสมอ ความจริงผมกับพี่หวัดก็รักใคร่ชอบพอกันมาก ผมไม่อยากได้ส่วนแบ่งของพี่หวัดหรอก แต่มันเสียระเบียบไม่รู้จะทำอย่างไร ถ้าพี่หวัดขัดข้องไม่ตกลง ผมก็จะพาเสี่ยหงวนไปจ้างมือปืนที่อื่น ผมรู้จักชอบพอกับพวกนักเลงใหญ่ที่หากินอย่างพี่หวัดอยู่หลายคนครับ"

จอมนักเลงหน้าจ๋อยนึกแช่งชักหักกระดูกนิกร

"โธ่ คุณไม่ใช่คนจนนะครับ เท่าที่คบกันมาผมก็รู้ว่าคุณเป็นเศรษฐีคนหนึ่ง อย่างน้อยคุณก็เป็นเจ้าของรถประจำทาง มีหุ้นตามบริษัทการค้าและธนาคารอีกหลายแห่ง"

"ใช่ครับพี่หวัด แต่ระเบียบของผม ผมไม่เคยฝ่าฝืนเลย เหมือนกับพี่หวัดเคร่งครัดในระเบียบของพี่"

นายสวัสดิ์นิ่งคิดสักครู่

"เอา-เอาครับ เมื่อคุณจะหักค่านายหน้า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ผมก็ยอม พับผ่า ผมชักอยากยิงคุณเสียแล้วซี"

นิกรหัวเราะอย่างใจเย็น

"พี่หวัดยิงผมก็เท่ากับฆ่าตัวเอง แล้วหมาที่ไหนจะมาติดต่อเอาผลประโยชน์หรือเงินทองให้พี่หวัดอีก ใครๆก็ต้องเข็ดขยาดกลัวถูกยิงทิ้ง" พูดจบก็หันมาทางกิมหงวน "จ่ายเงินให้พี่หวัดเขาได้ แต่จ่ายให้กัน ๑,๒๐๐ บาท คงจ่ายให้พี่หวัดเพียง ๔,๘๐๐ บาทเท่านั้น เป็นเงินเดือนล่วงหน้าหนึ่งเดือนสำหรับตีนปืน....เอ๊ย....มือปืนสองคนนี่"

เสี่ยหงวนล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทที่รวมกันไว้หลายๆปึก ปึกละ ๑,๐๐๐ บาทออกมา เขามองดูหน้ามือปืนสองพี่น้องอย่างชื่นชมแล้วกล่าวว่า

"ไปเตรียมเสื้อผ้าและข้าวของของแกซี กันจะรับตัวแกสองคนไปอยู่บ้านกันเดี๋ยวนี้"

มือปืนเอิบยิ้มให้เสี่ยหงวน

"มะ....มะ....ไม่....ต้องเตรียมหรอกครับ สะ....สะ....เสื้อผ้าของผม....กะ....กะ....กับของพี่เอี่ยม....มะ....มะ....มีคนละ....ละชุดที่แต่งอยู่นี่แหละครับ"

กิมหงวนทำหน้าชอบกล

"มิน่าล่ะเหม็นสาบเหลือเกิน"

นายสวัสดิ์พูดเสริมขึ้น

"เอี่ยมกับเอิบนิสัยมันเสียตรงที่มีเสื้อผ้ากับใครไม่ได้เป็นต้องขายและจำนำหมด อยู่กับผมผมซื้อให้ แต่แล้วก็เหลือชุดมือปืนอย่างนี้คนละชุดเท่านั้นเอง"

นิกรว่า "แต่งอย่างนี้ออกไปนอกบ้านตำรวจเขาไม่ว่าอะไรหรือครับ?"

"ไม่ว่าหรอกครับ เขานึกว่าคนบ้าที่เสียสติเพราะอยากเป็นพระเอกหนังเคาบอย ปืนที่เขาพกก็คิดว่าเป็นปืนเด็กเล่น เดี๋ยวนี้ปืนเด็กเล่นมันเหมือนปืนจริงๆนะครับคุณนิกร" พูดจบก็เอื้อมมือรับเงินที่กิมหงวนส่งมาให้เขา "เท่าไหร่ครับอาเสี่ย?"

"ก็ ๔,๘๐๐ บาทน่ะซีครับ" แล้วเสี่ยหงวนก็ส่งธนบัตรปึกหนึ่งให้นิกรเพื่อนเกลอของเขา "เอ้า-ค่านายหน้าของแก ๑,๒๐๐ บาท"

นายสวัสดิ์นับเงินทั้งหมดด้วยสีหน้าที่ไม่สู้จะพอใจนัก เพราะเสียดายเงินค่านายหน้าที่นิกรแบ่งเอาไป เสร็จแล้วเขาก็กล่าวกับอาเสี่ย

"ขอบคุณครับอาเสี่ย เป็นอันว่าอาเสี่ยรับเด็กของผมไปได้ ผมขอฝากเอี่ยมกับเอิบด้วยนะครับ ในเรื่องความซื่อสัตย์ผมรับรอง ถ้าอาเสี่ยไม่ชอบใจหรือไม่พอใจจะขอเปลี่ยนตัวใหม่ก็ได้ หรือถ้าต้องการมือปืนผู้หญิงก็มีให้ แต่ค่าจ้างแพงหน่อย เพราะรับเหมาหมดทุกอย่างคือเป็นทั้งมือปืนและเป็นทั้งเมียด้วย"

เสี่ยหงวนหัวเราะเบาๆ

"ช่างเถอะครับ ในยามคับขันเช่นนี้ผมต้องการมือปืนผู้ชายมากกว่า ลาละครับพี่หวัด ขอบคุณมากที่ให้บริการอย่างดีเช่นนี้ ต่อไปผมมีเรื่องเดือดร้อนผมจะมาหาพี่หวัดอีก"

"ครับ เชิญนะครับ จะจ้างผมฆ่าใคร ฟันหน้าใคร ขนสินค้าเถื่อน หรือทำงานทุจริตใดๆ ผมทำได้ทั้งนั้น บริการรวดเร็วทันใจและถูกต้องทำตามความประสงค์ของผู้จ้างเสมอ"

กิมหงวนกับนิกรลากลับ มือปืนสองพี่น้องได้ติดตามอาเสี่ยไปด้วย เป็นอันว่าเสี่ยหงวนได้องครักษ์ประจำตัวแล้ว แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังรู้สึกหวาดหวั่นเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตายอยู่นั่นเอง

โรคกลัวตายของกิมหงวนกำเริบขึ้นอย่างรวดเร็ว

อุปาทานทำให้เขาคอยคิดว่าเขามีแต่ศัตรูรอบข้าง เขาไม่กล้าออกจากบ้าน 'พัชราภรณ์' ไปประกอบกิจการงานของเขาเหมือนเช่นเดิม อาเสี่ยมักจะหมกตัวอยู่แต่ในห้องนอนของเขาและเอาแต่กินเหล้าพูดถึงแต่ความตาย ทั้งๆที่มือปืนทั้งสองคอยเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา

ทุกคนปล่อยตามเรื่อง เข้าใจว่าภายในเวลาไม่กี่วันเสี่ยหงวนก็จะกลับเข้าสู่สภาพเดิม แต่แล้วตอนค่ำคืนวันนั้นนวลละออก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องรับประทานอาหารขณะที่ทุกคนนั่งรอคอยหล่อนกับกิมหงวนอยู่ที่โต๊ะรับประทานอาหาร

"หมอคะ เฮียของดิฉันเป็นโรคจิตแน่ๆ" นวลละออพูดละล่ำละลัก "ขึ้นไปดูหน่อยซีคะ"

ทุกคนมองดูนวลละออเป็นตาเดียว

"มันมีอาการอย่างไรบ้างครับ?" ดร.ดิเรกถามยิ้มๆ

"เฮียจะยิงดิฉันค่ะ เมื่อดิฉันขึ้นไปบอกเขาให้ลงมารับประทานอาหาร เฮียว่าเขารู้ดีว่าพวกเราร่วมมือกันเอายาพิษใส่อาหารให้เขากิน"

"อุ๊ยตาย" คุณหญิงวาดอุทานเสียงลั่น "ถ้าลงยังงี้ละก้อ บ้าแน่ละพ่อดิเรก"

นายพลดิเรกหันมาทางคุณหญิงวาด

"ยังครับ อาจจะเป็นโรคประสาทไม่ใช่โรคจิต ซึ่งโรคประสาทมีอาการคล้ายกับโรคจิตมาก เรากินข้าวกันเถอะครับ ปล่อยมันตามเรื่อง กินข้าวอิ่มแล้วค่อยไปดูมัน ผมรับรองว่าไม่มีอาการร้ายแรงอย่างไร ถ้าป่วยเป็นโรคประสาทหรือโรคจิตผมจะรักษาเอง"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วห้องรับประทานอาหาร นิกรกล่าวขึ้นดังๆว่า

"ลงมือกินข้าวเถอะพวกเรา เลยเวลามา ๑๐ นาทีแล้ว ประเดี๋ยวท้องจะเสีย"

เจ้าคุณปัจนึกฯ ทำตาเขียวกับนิกร

"ฉันรู้สึกว่าแกไม่ได้ห่วงใยเพื่อนของแกเลย จะเอาแต่กินเท่านั้น" พูดจบท่านก็หันมาทางพล พัชราภรณ์ "อ้ายหงวนไม่น่าจะเป็นอย่างนี้เลย ตามธรรมดาไม่ใช่คนขี้ขลาดตาขาวอะไร ไหงกลัวตายได้"

พลว่า "เห็นจะเป็นเพราะเพื่อนพ่อค้าสองคนถูกฆ่าตายในวันเดียวกันกระมังครับคุณอา อ้ายหงวนปรารภกับผมเสมอว่า ถึงมีมือปืนอยู่เคียงข้าง คนร้ายก็อาจจะฆ่ามันได้ด้วยลูกระเบิดมือหรือปืนกลมือ"

ประภาพูดเสริมขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"หมอจะเพิกเฉยทำเป็นทองไม่รู้ร้อนอย่างนี้ไม่ได้นะคะ เริ่มตรวจรักษาอาเสี่ยเสียทีเถอะค่ะ"

ประไพว่า "หรือถ้ายังไงก็ส่งตัวไปอยู่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาเถอะค่ะ อยู่อย่างนี้อาเสี่ยเกิดคลั่งขึ้นมาเที่ยวเอามีดโกนเฉือนลูกกระเดือกใครต่อใครพวกเราจะลำบาก แหม-พูดแล้วชักเสียวลูกกระเดือก"

นันทาบุ้ยใบ้รียกสาวใช้ให้มาตักข้างให้ทุกๆคน ต่อจากนั้นการรับประทานอาหารค่ำแบบอาหารไทยก็เริ่มขึ้น ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องโรคกลัวตายของอาเสี่ย ซึ่งกำเริบขึ้นจนกระทั่งเห็นเมียรักและคณะพรรคของเขาเป็นศัตรู

ระหว่างที่รับประทานอาหารกันและพูดคุยกัน เสียงปืนพกก็ระเบิดขึ้นหนึ่งนัดจากชั้นบนของตัวตึก ทุกคนสะดุ้งเฮือกไปตามกัน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดโพล่งขึ้นทันที

"เกิดยิงกันขึ้นแล้วโว้ย ถ้าอ้ายหงวนไม่ยิงมือปืน มื้อปืนขี้ยาสองคนนั่นก็คงจะยิงอ้ายหงวน"

ทันใดนั้นเจ้าแห้วก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องรับประทานอาหารแล้วห้ามล้อพรืด ใบหน้าของเจ้าแห้วซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษ เจ้าแห้วหายใจถี่เร็วมองดูพลด้วยความตื่นเต้นหวาดกลัว

"อะไรวะอ้ายแห้ว ใครยิงใคร?" พลถาม

"เดี๋ยว....รับประทานเดี๋ยวก่อนครับ....เหนื่อย....รับประทานพูดไม่ออก"

"อ้ายห้าร้อย" คุณหญิงวาดเอ็ดตะโรลั่น "แล้วทำไมมึงพูดได้ว่ามึงเหนื่อย บอกมาเดี๋ยวนี้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น"

เจ้าแห้วงันงกตกประหม่า

"รับประทานอาเสี่ยยิงผมครับ โอย....รับประทานกระสุน ๙ ม.ม.เฉียดหูขวาไปนิดเดียวเท่านั้น รับประทานผมเป็นห่วงก็ขึ้นไปเยี่ยม พอโผล่หน้าเข้าไปรับประทานอาเสี่ยร้องเอะอะหาว่าผมเป็นฆาตกรที่ถูกส่งมาฆ่าอาเสี่ย รับประทานอาเสี่ยคว้าปืนใต้หมอนยิงผมเลยครับ"

"แล้วอ้ายมือปืนอมโรคสองคนนั่น...." คุณหญิงถามโดยเร็ว

"รับประทานนายเอี่ยมทำท่าจะแย่งปืนอาเสี่ยก่อนที่จะยิงผมครับแต่แย่งไม่ทัน"

พลผุดลลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสอง

"อย่าพึ่งกินข้าวเลยพวกเรา ขึ้นไปดูอ้ายหงวนเถอะ ขืนมีความรู้สึกอย่างนี้ อ้ายหงวนต้องฆ่าพวกเราหรือคนในบ้านแน่นอน อาการเช่นนี้ไม่ใช่น้อยนี่หว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ไปซี อาขึ้นไปดูด้วย ถ้าหนักหนาดิเรกหมดความสามารถที่จะช่วยได้ เราก็ต้องช่วยกันส่งอ้ายหงวนไปอยู่โรงพยาบาลโรคจิต"

นายพลดิเรกมองดูพ่อตาของเขาอย่างไม่พอใจ

"อย่าพูดดูหมิ่นผมอย่างนี้ซีครับ มีโรคอะไรบ้างที่ดอกเตอร์ดิเรกรักษาไม่ได้ คนถูกรถบดถนนทับตัวแบนเป็นกระดาษผมยังช่วยให้รอดตายได้นี่ครับ แล้วกัน....พูดยังงี้เหมือนกับดูถูกความรู้ผม" แล้วเขาก็หันมาทางนายจอมทะเล้น "ไปโว้ยอ้ายกร"

"ฮี้" นิกรร้องเหมือนกับม้า "กำลังกินข้าวอร่อยๆ อ้ายหงวนเสือกอาละวาดเสียแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯเดินนำหน้าพาสามสหายออกไปจากห้องรับประทานอาหารอย่างรีบร้อน เจ้าแห้วถือโอกาสติดตามไปด้วย ทุกคนผ่านห้องโถงขึ้นบันไดไปชั้นบนและตรงมาที่ห้องนอนของอาเสี่ยกิมหงวนขณะที่เขากำลังเป็นโรคอุปาทานอย่างรุนแรง คือคิดว่าทุกคนนอกจากมือปืนของเขาพยายามจะฆ่าเขา

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วหยุดยืนรวมกลุ่มกันอยู่ที่หน้าห้อง ดร.ดิเรกยิ้มให้พ่อตาของเขาและกล่าวว่า

"คุณพ่อเข้าไปก่อนซีครับ"

ท่านเจ้าคุณสะดุ้งโหยง

"กำลังหน้าสิ่วหน้าขวานจะดีหรือ แกดีกว่า อย่างไรแกเป็นหมออ้ายหงวนคงไม่ยิงแก"

นายพลดิเรกยิ้มแห้งๆ

"ผมก็ชักปอดเหมือนกัน" แล้วเขาก็ยกมือขวาตบหลังนิกรเบาๆ "อ้ายกรนำหน้าโว้ย"

"ปู้โธ่" นิกรคราง "แกนึกว่าฉันเป็นคนกล้ายังงั้นรึ อย่าให้ฉันหักหน้าอ้ายแห้วเลย ให้อ้ายแห้วนำหน้าพวกเราก็แล้วกัน"

เจ้าแห้วหัวเราะเบาๆ

"เรื่องเล็กครับคุณหมอ"

"เรื่องเล็กก็เข้าไปซี"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ

"ไม่เอาละครับ เจอเข้านัดนี้รับประทานผมอาจจะเท่งทึงก็ได้"

พล พัชราภรณ์ ตัดสินใจบุกเข้าไปในห้องนอนของกิมหงวน ทันใดนั้นเองอาเสี่ยก็พรวดพราดลุกขึ้นยืนยกปืนพกรีวอลเวอร์ ๙ ม.ม.จ้องหมายระดับหน้าอกพลในท่าทางเหมือนกับคนบ้า นัยน์ตาขวางผิดปกติ มือปืนทั้งสองคนนั่งจ๋องรวมกันอยู่บนโซฟา

"อ้ายหงวน" พลอุทานขึ้นด้วยเสียงหนักๆ "แกจะยิงเพื่อนร่วมชีวิตของแกหรือนี่?"

เสี่ยหงวนยิ้มแสยะ

"อย่ามาพูดดีอ้ายพล แกและทุกคนพยายามวางยาพิษกัน ใช้ให้เมียกันมาชวนกันลงไปกินข้าว พวกฆาตกรมันจ้างแกให้ฆ่ากันใช่ไหมล่ะ?"

พลค่อยๆเดินเข้ามาหา

"ทำไมคิดอย่างนั้นล่ะเพื่อน?"

เจ้าคุณปัจจนึกฯกับนิกรและดร.ดิเรกค่อยๆเคลื่อนที่เข้ามาในห้องและหยุดยืนรวมกลุ่มอยู่ข้างหลังพล ส่วนเจ้าแห้วยังไม่กล้าเข้ามาเพราะกลัวจะถูกยิง อาเสี่ยแลเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯเขาก็ถอยหลังกรูด นัยน์ตาเหลือกลานด้วยความกลัว

"ตาแก่หัวล้านนั่นใครวะพล เขาจะฆ่ากัน แกรู้ไหม"

พลหัวเราะเบาๆ

"แกจำคุณอาเจ้าคุณปัจจนึกฯไม่ได้หรือ?"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"กันไม่เคยมีอาหัวล้าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯชักฉิว มองดูเสี่ยหงวนอย่างเดือดดาล

"แกป่วยจริงๆหรือแกล้งทำวะ?"

"ป่วยจริงๆครับ ไม่ได้แกล้ง คุณเป็นใคร คุณกำลังจะเอาลูกระเบิดในกระเป๋าเสื้อของคุณขว้างผมใช่ไหม นั่น....ลูกระเบิดแลบออกมาผมมองเห็น"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะหึๆ ดึงซิการ์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อฮาไวของท่านแล้วชูให้กิมหงวนดู

"ซิการ์โว้ยไม่ใช่ลูกระเบิด แกอย่าคิดอะไรให้มันฟุ้งซ่านไปหน่อยเลยวะ ไม่มีใครกล้าบุกเข้ามาฆ่าแกในบ้านเราหรอก มือปืนก็มีคุ้มกันแกอยู่ตลอดเวลา ทำจิตใจให้สงบดีกว่า"

พลปราดเข้าแย่งปืนพกในมือกิมหงวนทันที เสี่ยหงวนไม่ทันระวังตัวก็ถูกพลแย่งปืนเอาไปได้ เมื่อไม่มีปืน กิมหงวนก็วิ่งหนีไปทางมุมห้องแล้วหันมาทางพล

"มานี่เถอะอ้ายหงวน" พลพูดยิ้มๆ

อาเสี่ยสั่นศีรษะใบหน้าซีดเผือดนัยน์ตาลนลานบอกความรักตัวกลัวตาย

"เอี่ยม เอี่ยมโว้ย" เขาตะโกนลั่นห้อง "แกกับเอิบนั่งเซ่อเป็นไม้ตีพริกอยู่ทำไมวะ ลุกขึ้นเอาปืนขู่ทุกคนให้ออกไปจากห้องนอนของกันเดี๋ยวนี้"

เมื่อเป็นคำสั่งของนายจ้าง พี่น้องสองสิงห์ก็ผลุนผลันลุกขึ้น ต่างคนต่างดึงปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาจ้องพล, นิกร, ดร.ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ มือปืนเอิบกล่าวกับทุกคนด้วยเสียงแหบแห้งแต่เด็ดขาดตามประสาคนติดอ่าง

"ประ....ประ....โปรด....อะ....อะ....ออกไป"

พลนึกหมั่นไส้เต็มทนก็ยกเท้าขวาเตะถูกก้านคอเอิบเต็มเหนี่ยว มือปืนติดอ่างเซถลาไปหลายก้าวปล่อยปืนพกหลุดกระเด็นจากมือแล้วล้มลงพับเพียบเรียบร้อยเห็นดาวขึ้นกลางวัน พลกล่าวกับมือปืนผู้พี่ว่า

"เก็บปืนเสียเถอะเอี่ยม แกอย่าวุ่นวายกับเรื่องของเราหน่อยเลยวะ ฉันกับอ้ายหงวนรักกันเหมือนกับพี่น้องคลานตามกันมา เรื่องในครอบครัวของเราแกสองคนเฉยไว้ดีกว่า ขืนยุ่งจะเจ็บตัวเปล่าๆ"

เอี่ยมเก็บปืนพกสอดใส่ไว้ในซองปืนโดยดีแล้วยิ้มให้พล

"ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละครับ แต่เมื่ออาเสี่ยเป็นนายจ้างผม ออกคำสั่งให้ผมกับเอิบทำอะไร ผมก็ต้องทำตามคำสั่ง เชิญครับ เอายังไงก็เชิญตามสบาย" พูดจบเขาก็เดินเข้าไปหาน้องชายของเขา ก้มลงเก็บปืนพกส่งให้เอิบ แล้วประคองเอิบลุกขึ้นยืน "เป็นยังไง?"

มือปืนเอิบยิ้มแห้งๆ

"เจอะ....เจอะ....เจอตีนคุณพลน่ะซี"

พลพานิกรกับดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯเข้าไปหากิมหงวน แต่อาเสี่ยร้องเอะอะเอ็ดตะโร

"ออกไป ทุกคนออกไปจากห้องฉัน ฉันรู้ดีว่าทุกคนกำลังร่วมมือกันเพื่อจะสังหารฉัน ตาแก่หัวล้านคนนั้นมีระเบิดมือแล้วพยายามโกหกว่าเป็นซิการ์ ถอยออกไปนะ ถ้าไม่ออกไปฉันจะพุ่งหลาวออกนอกหน้าต่างตึกเดี๋ยวนี้"

"เฮ้ยๆ" ศาสตราจารย์ดิเรกเอ็ดตะโรลั่น "อย่านะ อ้ายหงวน ขืนพุ่งหลาวออกไปคอแกจะย่นลงไปรวมกับตาตุ่ม"

กิมหงวนเค้นหัวเราะ

"แต่ฉันยอมตายดีกว่าที่จะให้พวกแกสังหารโหดฉัน แกจะจับฉันไปรมแก๊สพิษใช่ไหมล่ะหมอ?"

ทุกคนต้องหยุดชะงักไม่กล้าเคลื่อนที่เข้าไปหาอาเสี่ยอีก เพราะกลัวว่าเขาจะตัดสินใจพุ่งหลาวออกไปนอกหน้าต่าง ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวกับคณะพรรคของเขาเบาๆ

"ถอยออกไปก่อนโว้ยพวกเรา ต้องปล่อยให้อ้ายหงวนอยู่กับมือปืนตามลำพัง พรุ่งนี้กันจะเริ่มรักษามันเอง" แล้วเขาก็กระซิบกระซาบกับพ่อตาของเขา "ออกไปเถอะครับคุณพ่อ อ้ายหงวนเป็นโรคอุปาทานเกี่ยวกับประสาทเคร่งเครียดมากเกินไป ไม่ได้เป็นโรคจิตหรอกครับ"

อาเสี่ยแลเห็นดร.ดิเรกพูดกระซิบกระซาบก็ร้องเอะอะเอ็ดตะโร

"แกจะทำไมฉันดิเรก นี่แกบูชาเงินเป็นพระเจ้าไปแล้วหรือนี่ แกคิดบ้างไหมว่าฉันเป็นเพื่อนตายของแก แกพาตาแก่หัวล้านหัวหน้าฆาตกรมาฆ่าฉันทำไม?"

"ปู้โธ่" ท่านเจ้าคุณตะโกนลั่นห้อง "มึงจะบ้าหรือวะอ้ายหงวน ใครเขาจะฆ่าแก"

"ไม่รู้ละครับ ผมกำลังเป็นโรคประสาทก็เลยคิดว่าใครๆจะฆ่าผม ตอนนี้ผมไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น"

"อือ โรคของแกเหมือนแกล้งทำโว้ย"

อาเสี่ยยิ้มแสยะ

"ผมจะแกล้งทำไม ผมเจ็บป่วยอย่างนี้ผมรำคาญตัวเองจะตายไป อย่ามาอ่อยเหยื่อกับผมหน่อยเลย คุณอากับทุกคนจะฆ่าผมเพื่อเงินสินจ้าง" แล้วกิมหงวนก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ "ออกไป ออกไปให้หมด ฉันไม่ต้องการเห็นหน้าหรือเห็นก้นใครทั้งนั้น"

พล พัชราภรณ์ พาเพื่อนเกลอทั้งสองกับเจ้าคุณปัจจนึกฯเดินรวมกลุ่มออกไปจากห้องนอนของกิมหงวน แล้วพยักหน้าเรียกเอี่ยมมือปืนขี้ยาผู้พี่ให้ตามออกไปด้วย เจ้าแห้วยืนยิ้มแหยอยู่ข้างบานประตูนอกห้อง

พลยกมือขวาตบบ่าซ้ายเอี่ยมแล้วกล่าวว่า

"เอี่ยมโว้ย แกกับเอิบช่วยกันระวังเสี่ยหงวนให้ดีนะ อย่าให้เขาฆ่าตัวตายได้ เอาเถอะถ้าอ้ายหงวนหายป่วยฉันจะเลี้ยงแกกับน้องชายแก ส่งแกสองคนไปทำงานอยู่ที่ไร่ของฉันที่เขาใหญ่ แกสองคนจะได้มีที่อยู่ที่กินมีงานทำเป็นปึกแผ่นแคล้วคลาดจากคุกตะราง"

มือปืนขี้ยาประนมมือไหว้พลอย่างนอบน้อม

"เป็นพระคุณอย่างยิ่งเชียวครับ ผมกับน้องก็คิดอยู่ทุกวันคืนที่จะกลับเนื้อกลับตัวเป็นพลเมืองดีกับเขาเสียที เป็นพลเมืองเสียมานานแล้ว มีธุระไปติดคุกไม่เว้นแต่ละปีเบื่อเต็มทนครับ ในคุกไม่เห็นมีอะไรนอกจากพื้นซีเมนต์ ซี่ลูกกรงเหล็ก เรือดตัวเท่าหัวแม่ตีน ยุงตัวเท่าแมลงวัน นอกจากนี้ก็มีข้าวแดงแกงผักบุ้งกินซะเบื่อแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯหัวเราะหึๆ

"เอาเถอะ แล้วฉันจะให้ดิเรกรักษาแกกับน้องแกให้หายจากเสพย์ติดยาฝิ่น"

เอี่ยมขมสดคิ้วเข้าหากัน

"เจ้าคุณเข้าใจผิดขอรับ กระผมกับเอิบไม่ได้ติดยาฝิ่นหรอกครับ เราเพียงแต่ถุนขี้ยาเท่านั้น"

เจ้าแห้วหัวเราะก้าก

"นั่นแหละเขาเรียกว่าติดยาฝิ่นละอ้ายเวร"

นิกรยิ้มให้มือปืนขี้ยา

"รูปร่างหน้าตาลื้อมันไม่น่าเกรงขามเลยพับผ่า ยังงี้ใครใช้มายิงอั๊ว อั๊วเตะดิ้น ไป-เข้าไปอยู่เป็นเพื่อนอ้ายหงวน พยายามเอาใจมันไว้อย่าขัดใจมัน"

มือปืนเอี่ยมยิ้มแห้งๆเขาดึงปืนพกในซองข้างขวาออกมาแล้วยิงขึ้ยฟ้าเฉียดขอบดาดฟ้าตึกหนึ่งนัด

"ปัง"

"ยิงทำไมวะ?" พลถาม

"ผมจะหลอกอาเสี่ยว่าผมไล่ยิงพวกเจ้านายน่ะซีครับ อาเสี่ยจะได้ดีใจและนอนหลับพักผ่อนได้บ้าง"

พลหัวเราะชอบใจ

"เออ อุบายของแกเข้าที อย่าลืมนะ แกสองคนต้องระวังอย่าให้อ้ายหงวนฆ่าตัวตายได้"

"ครับ ไว้ใจเถอะครับ ผมปลื้มใจเหลือเกินที่คุณพลจะกรุณาชุบเลี้ยงผม ถ้าผมได้มีโอกาสรับใช้คุณอย่างใกล้ชิดเหมือนอย่างพี่แห้ว ผมดีใจตาย"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"อย่า....อย่า อย่าสะเออะอ้ายเอี่ยม คนใช้คนสนิทของเจ้านายมีอยู่เพียงคนเดียวคือข้า แกกับเอิบต้องค่อยๆไต่ขึ้นมาทีละขั้นโว้ย"

เอี่ยมเดินยิ้มกริ่มเข้าไปในห้องเสี่ยหงวน สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วต่างพากันลงไปข้างล่างด้วยความห่วงใยอาเสี่ยซึ่งป่วยเป็นโรคประสาทอันเกิดจากอุปาทาน อย่างไรก็ตาม ดร.ดิเรกก็ตั้งใจว่าเขาจะเริ่มให้การรักษากิมหงวนตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป

โรคกลัวตายอันเกิดจากความเปลี่ยนแปลงของประสาท ทำให้กิมหงวนหวาดกลัวทุกๆคน แม้กระทั่งนวลละออเมียรักของเขา ดังนั้นเมื่อคืนที่แล้วมา นวลละออจึงต้องไปอาศัยนอนกับคุณหญิงวาด ปล่อยให้อาเสี่ยนอนอยู่ในห้องโดยมีมือปืนขี้ยาทั้งสองเฝ้าระวังภัยทั้งๆที่ไม่มีภัยอันตรายใดๆที่จะเกิดขึ้นแก่เขา

เสี่ยหงวนนอนหวาดผวาตลอดคืน กำลังหลับสนิทก็ร้องเอะอะโวยวายเข้าใจว่ามีคนบุกรุกเข้ามาจะฆ่าเขา ทำให้เอี่ยมกับเอิบพลอยอดนอนตลอดคืน อาเสี่ยม่อยหลับไปอีกครั้งหนึ่งราว ๔.๐๐ น. แต่แล้วตื่นขึ้นมาในตอนรุ่งอรุณของวันใหม่ อาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่ สวมเสื้อเกราะไว้ในเสื้อฮาไว แล้วก็นั่งหน้าเครียดอยู่บนเตียงนอน เต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย

"โมงครึ่งแล้วครับ เปิดประตูหน้าห้องได้หรือยังครับอาเสี่ย ปิดประตูหน้าต่างอุดอู้อย่างนี้ไม่รำคาญแย่หรือครับ?" มือปืนเอี่ยมกล่าวกับกิมหงวนในท่าทางสะลึมสะลือเพราะง่วงนอนและยังไม่ได้ถุนขี้ยา

อาเสี่ยยค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองดูมือปืนสองพี่น้องซึ่งนั่งจ๋องอยู่ริมโซฟาริมห้อง

"อย่าเปิดประตูหน้าต่างเป็นอันขาด คนร้ายมันอาจจะขว้างระเบิดมือเข้ามาในห้องฉันก็ได้ แกอย่าโง่ซีโว้ย จะทำอะไรก็ต้องคิดให้รอบคอบ"

เอี่ยมว่า "ผมกับเอิบจะไปที่ห้องพักสักครู่ครับ ขอให้เราได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าบ้าง"

เสี่ยหงวนชี้มือไปที่ห้องน้ำของเขา

"ฉันอนุญาตให้แกสองคนใช้ห้องน้ำของฉันได้ อย่าไปเลยนะเอี่ยม ถ้าต้องการเปลี่ยนเสื้อผ้าก็เอาเสื้อกางเกงของฉันใช้"

มือปืนเอิบพูดเสริมขึ้น

"ตะ.... ตะ.... ตะ....แต่ว่า....ระ....ระ....เรายังไม่ได้ถุนขี้ยานี่ครับอาเสี่ย ทะ....ทะ....ที่เอามา....มะ....มะ....เมื่อวานนี้หมดแล้ว ขอให้ผมไปเอาขี้ยาสักประเดี๋ยวได้ไหมครับ?"

เสี่ยหงวนตวาดแว้ด

"ไปไม่ได้ อยากถุนขี้ยาก็เอาขี้บุหรี่นี่กินไปก่อนไม่ได้รึ?"

มือปืนเอิบทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"มะ....มะ....มันเหมือนกันเมื่อไรล่ะครับ ขะ....ขะ....ขี้บุหรี่กับขี้ยามันคนละเรื่อง"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย เขาคงจะรู้สึกเห็นใจมือปืนของเขา จึงกล่าวกับเอิบว่า

"ถ้าเช่นนั้นแกรีบไปที่ห้องพักของแก แล้วเอาขี้ยาที่แกมีสำรองไว้มาให้หมด เอาเสื้อผ้ามาหนึ่งชุดมาฝากพี่ชายของแกด้วย รีบกลับมาเร็วๆนะ บอกเจ้าแห้วให้จัดอาหารเช้ามาให้แกสองคนที่ห้องนี้ สำหับฉันไม่กิน"

เอี่ยมมองดูนายจ้างของเอขาด้วยความสงสาร

"ไม่กินก็หิวแย่ซีครับ วานนี้ตอนค่ำอาเสี่ยก็อดอาหารมามื้อหนึ่งแล้ว

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะ

"แกรู้หรือเปล่า ถ้าฉันกินอาหาร หรือแม้แต่เพียงเครื่องดื่ม ฉันจะต้องตายด้วยยาพิษ ขณะนี้คนในบ้านนี้ได้ร่วมมือกันวางแผนฆ่าฉัน" พูดจบเสี่ยหงวนก็ยกฝ่ามือทั้งสองปิดหน้าแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น "ฉันคงถูกฆ่าตายในวันสองวันนี้ แกสองคนจะต้องคุ้มครองฉันให้ดีที่สุด ฮือ....ฮือ"

เสียงประตูห้องถูกเคาะเบาๆ ทำให้กิมหงวนหยุดร้องไห้และสะดุ้งเฮือกสุดตัว เขาร้องบอกมือปืนของเขาทันที

"เอี่ยม เอาปืนยิงไปที่ประตูสักสองสามนัดเร็ว พวกฆาตกรมาฆ่าฉันแล้ว ยิงซีโว้ย นั่งเฉยอยู่ทำไม"

มีเสียงคุณหญิงวาดดังขึ้น

"พ่อหงวน พ่อหงวนเอ๊ย เปิดประตูห้องซิ"

อาเสี่ยอกสั่นขวัญแขวน จ้องตาเขม็งมองไปที่ประตูห้องแล้วค่อยๆลุกขึ้น เขากระซิบกระซาบกับมือปืนทั้งสอง

"มันพยายามดัดเสียงเป็นยายแก่ แกทำไมไม่ยิงไปที่ประตูห้องตามคำสั่งของฉัน เร็ว-ฆ่ามันเสียก่อนที่มันจะฆ่าฉัน"

เอี่ยมกลืนน้ำลายเอื๊อก

"อาเสี่ยจำเสียงคุณหญิงไม่ได้หรือครับ ถ้าผมยิงออกไปผมก็ติดคุกเท่านั้น"

เสียงทุบประตูดังขึ้นอีก แล้วก็มีเสียงห้าวๆของเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เปิดประตูโว้ย เอี่ยมโว้ยเปิดประตูหน่อย"

เอี่ยมลุกขึ้นยืนพาตัวเดินไปที่ประตูห้อง กิมหงวนหน้าซีดเผือดตัวสั่นงันงก

"อย่าเปิดอ้ายเอี่ยม พวกฆาตกรมันกำลังแห่กันมาฆ่าฉัน อย่าเปิดนะ"

มือปืนเอี่ยมไม่ยอมฟังเสียงกิมหงวน เขาถอดกลอนเปิดประตูห้องออกทั้งสองบาน คุณหญิงวาดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯเดินนำหน้าพาสี่นางกับ พล, นิกร และดร.ดิเรกกับเจ้าแห้วบุกเข้ามาในห้อง กิมหงวนอกใจเต้นระทึกถอยหลังออกไปทางมุมห้อง เจ้าแห้วถือถาดอาหารเช้าสำหรับอาเสี่ยเดินตรงเข้ามาวางบนโต๊ะข้างเตียงนอน อาเสี่ยร้องเอ็ดตะโรลั่น

"มันเรื่องอะไรกันวะอ้ายแห้ว แกถึงเอาอาหารผสมยาพิษมาให้ฉันกิน?"

นิกรนึกสนุกขึ้นมา ก็ยกมือชี้หน้าเสี่ยหงวนแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงเกรี้ยวกราด

"กินเสียดีๆ ม่ายยังงั้นกันจะใช้วิธียิงทั้งแก เลือกเอาทางหนึ่ง จะตายด้วยยาพิษหรือตายด้วยกระสุนปืน"

อาเสี่ยตัวสั่นเหมือนลูกนก ความรักตัวกลัวตายทำให้เขารีบปีนออกไปนอกหน้าต่างอย่างรวดเร็วฉับพลัน คุณหญิงวาดหันมามองดูหน้านิกร แล้วยกฝ่ามือข้างขวาตบหน้าหลานชายจอมทะเล้นของท่านดังฉาด

"นี่แน่ะ รู้อยู่แล้วว่าพ่อหงวนมันกำลังเป็นโรคประสาท เสือกไปกระเซ้ามัน ทำท่ากระเหี้ยนกระหือรือเหมือนกับจะฆ่ามัน มันก็ตกใจปีนหนีออกไปนอกหน้าต่าง นี่ถ้าพลาดพลั้งตกลงไปข้างล่างจะว่ายังไง?"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"ก็เท่งทึงน่ะซีครับ"

พลปราดไปที่หน้าต่าง แล้วชะโงกหน้ามองดูกิมหงวน พอแลเห็นอาเสี่ยกำลังไต่ท่อแป๊บน้ำพาตัวลงไปข้างล่าง พลก็ร้องเอะอะขึ้น

"อ้ายหงวน เฮ้ย....ระวังนะ หล่นลงไปตายนะโว้ย นั่นแกจะไปไหนวะ?"

อาเสี่ยไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามองดูพล เขาพยายามพาตัวลงสู่พื้นดินโดยสวัสดิภาพ ในเวลาเดียวกันนี้เอง สี่นางกับนิกร, ดร.ดิเรก และคุรหญิงวาดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วพร้อมด้วยมือปืนทั้งสองก็พากันเดินมาทางด้านหน้าตึก และโผล่หน้าต่างมองดูอาเสี่ยกิมหงวนซึ่งกำลังวิ่งเหยาะๆตรงไปยังโรงรถ

เบ็นซ์เก๋งของดร.ดิเรกจอดอยู่นอกโรงรถเพียงคันเดียว ซึ่งคนดูแลทำความสะอาดรถกำลังเช็ดถูตัวถังรถ เมื่อเสี่ยหงวนเปิดประตูตอนหน้ารถก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ นิกรก็ร้องเรียกเสียงลั่น

"อ้ายหงวน กลับมาโว้ย กันล้อแกเล่นน่ะ"

อาเสี่ยไม่ยอมฟังเสียง เขาเปิดกุญแจสวิตช์ไฟ สต๊าร์ทเครื่องยนต์ บังคับเบ็นซ์ ๒๒๐ เอส.ออกแล่นไปจากหน้าโรงรถทันที คุณหญิงวาดเต็มไปด้วยความห่วงใยอาเสี่ยอย่างยิ่ง ท่านหันมาทางนายแพทย์หนุ่มแล้วกล่าวถามว่า

"พ่อหงวนมีความสามารถพอที่จะขับรถได้หรือเปล่าพ่อดิเรก?"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ได้ครับ"

คุณหญิงวาดเปลี่ยนสายตามาที่นวลละออ

"มันจะหนีไปไหนก็ไม่รู้ กลุ้มใจเหลือเกิน"

นวลละออว่า "ปล่อยไปตามเรื่องเถอะค่ะคุณอา โรคของเฮีย ดูๆก็คล้ายกับแกล้งทำ ตายเสียทีก็ดี จะได้รู้แล้วรู้รอด"

คุณหญิงวาดบ่นพึมพำเกรงว่าอาเสี่ยจะได้รับอุบัติเหตุจากการขับรถ แล้วท่านก็กวาดสายตามองไปรอบๆห้อง พอแลเห็นมือปืนเอิบยืนไอโขลกๆอยู่ข้างหลังนิกร ท่านก็กล่าวกับมือปืนว่า

"หายาแก้วัณโรคกินเสียบ้างซีวะ ตาเอิบ โถ-สารรูปของแกมันไม่บอกว่าเป็นมือปืนเลย"

มือปืนเอิบยิ้มเศร้าๆน่าสงสาร

"ผะ....ผะ....ผะ....ผมไม่ได้เป็น....วะ....วะ....วัณโรคหรอกครับ"

"แล้วทำไมไอแห้งๆอย่างนี้?"

"คะ....คะ....คน....สะ....สะ....สูบยาก็เป็นอย่างนี้แหละครับ"

พลกล่าวกับดร.ดิเรกด้วยเสียงหัวเราะ

"ช่วยเอ็กสเรย์ปอด อ้ายสองคนนี่หน่อยเถอะวะหมอ กันจะส่งไปอยู่ไร่ของเราในเร็วๆนี้"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้น ทั่วห้องนอนของอาเสี่ยกิมหงวน สักครู่หนึ่งคุณหญิงวาดก็ชวนทุกคนลงไปรับประทานอาหารเช้าซึ่งขณะนี้สาวใช้ได้จัดตั้งโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ก่อนเวลา ๘.๐๐ น.เล็กน้อย

ขณะที่สามสหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองกำลังร่วมรับประทานอาหารเช้ากันอยู่ในห้องรับประทานอาหารโดยมีเจ้าแห้วคอยปรนนิบัติรับใช้อย่างใกล้ชิด แจ๋วสาวใช้เก่าแก่ของคุณหญิงวาดก็เดินเข้ามาในห้องในท่าทางอันร้อนรนและตรงเข้ามาหา พล พัชราภรณ์

"คุณพลคะ ผู้จัดการโรงแรม 'สี่สหาย' ต้องการพูดโทรศัพท์กับคุณค่ะ สั่งให้แจ๋วมาเรียนคุณว่ามีเรื่องด่วนและสำคัญมาก"

พลพยักหน้ารับทราบ เขาลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินออกไปจากห้องรับประทานอาหารโดยเร็ว สาวใช้ติดตามออกไปด้วย หลังจากนั้นประมาณสองสามนาที พลก็กลับเข้ามาในห้องรับประทานอาหารด้วยท่าทีวิตกเป็นทุกข์

"เรื่องอะไรวะพล?" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"อ้ายหงวนทำยุ่งเสียแล้วซีครับ คุณทวนเขาบอกผมว่าอ้ายหงวนปีนขึ้นไปบนตึกชั้น ๖ ของอาคารสร้างใหม่และออกไปยืนที่ขอบพาไลตึกจะฆ่าตัวตาย"

"อุ๊ยตาย!" คุณหญิงวาดร้องลั่น "แล้วพ่อหงวนกระโดดลงมาหรือยัง?"

พลหันมาทางคุณหญิงวาด

"กำลังจะกระโดดครับ ใครต่อใครหลายคนพยายามเกลี้ยกล่อมเขา อ้ายหงวนว่า มันฆ่าตัวตายดีกว่าที่จะให้คนอื่นฆ่ามัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ผุดลุกขึ้นยืนทันที

"ไปโว้ย รีบไปโรงแรมเดี๋ยวนี้ ถ้าเราไปถึงก่อนที่อ้ายหงวนกระโดดลงมาก็พอจะพูดเกลี้ยกล่อมมันได้ เร็ว-ไปเถอะ" แล้วท่านก็หันมามองดูนิกร "หยุดกินเสียทีซีอ้ายกร"

"ว้า" นิกรร้องลั่น "กำลังกินอร่อยๆ มีเรื่องวุ่นวายทุกที มันอยากโดดตึกตายก็ให้มันโดดเถอะครับ แล้วเราค่อยไปรับศพมัน หรือม่ายก็โทรศัพท์ไปที่โรงแรม บอกคุณทวนให้หาร่มกระดาษส่งให้อ้ายหงวนสักคัน ถ้ามันกระโดดลงมามันจะได้มีร่มช่วยประคองตัวไว้ไม่ให้กระดูกออกนอกเนื้อ"

คุณหญิงวาดทำตาเขียวกับหลานชายจอมทะเล้นของท่าน

"หยุดกินเดี๋ยวนี้นะอ้ายกร เพื่อนของแกทั้งคนแกไม่เป็นห่วงเรอะ ทีแกป่วยไข้ไม่สบายนิดหน่อยพ่อหงวนเป็นห่วงแกจนแทบจะทำอะไรไม่ได้"

นิกรตักไข่ดาวหมูแฮมใส่ปากแล้วลุกขึ้นยืน พูดเสียงคับปากว่า

"ไป-ไปก็ไป อ้ายหงวนนี่ยุ่งบรรลัยเลยพับผ่า"

"จ้าคุณรีบพาดิเรกกับพลและเจ้ากรไปก่อนเถอะค่ะอีกสักครู่ดิฉันกับแม่สี่คนนี่จะตามไป ถ้าพ่อหงวนแกจะกระโดดตึกจริงๆก็ช่วยบอกแกด้วยนะคะว่า รอไว้กระโดดเมื่อดิฉันไปถึงโรงแรมเสียก่อน เพราะภาพเช่นนี้คงหาดูได้ไม่ง่ายนัก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯรับคำแล้วพาสามสหายออกไปจากห้องรับประทานอาหารอย่างรีบร้อน เมื่อเจ้าแห้วติดตามออกไปคุณหญิงวาดก็เรียกไว้

"แกไปพร้อมฉัน ฉันจะให้แกขับรถ"

ณ บัดนี้ ที่โรงแรม 'สี่สหาย' อันเป็นโรงแรมชั้นเยี่ยมของกรุงเทพฯ กำลังมีเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาชนแตกตื่นวุ่นวายอันเนื่องมาจากอาเสี่ยกิมหงวนหุ้นส่วนใหญ่และผู้อำนวยการโรงแรมจะฆ่าตัวตาย ด้วยการกระโดดตึกจากชั้นสูงสุดคือชั้น ๖ ลงมาสู่เบื้องล่าง

บรรดาชาวต่างประเทศไม่น้อยกว่า ๒๐๐ คนที่มาพักอยู่โรงแรมนี้และประชาชนที่อยู่นอกถนนใหญ่หรืออยู่ใกล้เคียงกับโรงแรม 'สี่สหาย' ต่างยืนจับกลุ่มแหงนหน้ามองดูอาเสี่ยกิมหงวนด้วยความหวาดเสียว ตึกหลังนี้เป็นตึกสร้างใหม่เพิ่งแล้วเสร็จจะทำพิธีเปิดในเร็ววันนี้เพื่อต้อนรับนักทัศนาจรหรือชาวต่างประเทศที่เดินทางมาประเทศไทย

เวลาผ่าพ้นไป จำนวนฝรั่งมุงจีนมุงแขกมุงและไทยมุงก็เพิ่มขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจพระโขนงเจ้าของท้องที่หลายคนได้รุดมายังโรงแรม 'สี่สหาย' ตามที่ผู้จัดการโรงแรมโทรศัพท์แจ้งไปให้ทราบ รองสารวัตรรูปหล่อคนหนึ่งซึ่งรู้จักคุ้นเคยกับอาเสี่ยเป็นอย่างดี ได้ขึ้นไปบนอาคารชั้น ๖ โผล่หน้าต่างออกเจรจากับกิมหงวนและอ้อนวอนขอให้อาเสี่ยไต่พาไลตึกกลับเข้าในห้องแต่ไม่เป็นผล ผู้อำนวยการโรงแรมยืนหันหน้าเข้าหาผนังตึกด้านนอกร้องไห้สะอึกสะอื้นตลอดเวลา แล้วขู่รองสารวัตรว่าถ้าขืนวุ่นวายกับเขา เขาจะกระโดดลงไปสู่พื้นดินในท่าพุ่งหลาว

ดอด์จเก๋งแล่นปราดผ่านประตูรั้วโรงแรมเข้ามาอย่างรวดเร็ว พล พัชราภรณ์ทำหน้าที่ขับรถคันนี้นั่งคู่กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่วนนายพลดิเรกกับนิกรนั่งอยู่ตอนหลังรถ ทุกคนใจเต้นระทึกไปตามกันเมื่อแลเห็นผู้คนหลั่งไหลเข้ามาในโรงแรมและกำลังวิ่งอ้อมไปทางหลังตึกเก่า พลขับรถตัดเข้าถนนซอยเล็ก และหยุดรถในบริเวณลานกว้างแห่งหนึ่งข้างสนามเทนนิส ครั้นแล้วสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯก็รีบลงจากรถวิ่งปะปนไปกับบรรดานักดูคนกระโดดตึก ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เองรถดับเพลิงคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาในโรงแรม ตามที่รองสารวัตรเจ้าของท้องที่โทรศัพท์ไปขอให้กองดับเพลิงส่งรถมาช่วยหนึ่งคัน เพื่อให้ตำรวจดับเพลิงใช้ผ้าใบวงกลมคอยขึงรับอาเสี่ยกิมหงวน ถ้าหากว่าเขาตัดสินใจกระโดดตึกเพื่อฆ่าตัวตาย

ที่บันใดหนีไฟข้างตึกสร่งใหม่มีแขกยามและตำรวจยืนเฝ้าไม่ยมให้บุคคลภายนอกขึ้นไปบนตึก เจ้าคุณปัจจนึกฯพาสามสหายบุกขึ้นไปตามบันใดหนีไฟอย่างรวดเร็ว ต่างก็ตั้งใจจะช่วยชีวิตเสี่ยหงวนด้วยการพูดเกลี้ยกล่อมให้เลิกความคิดหรือหาทางขัดขวางไม่ให้มหาเศรษฐีหนุ่มฆ่าตัวตายอันเนื่องมาจากโรคประสาทของเขา

ท่านเจ้าคุณกับ พล, นิกร และศาสตราจารย์ดิเรกเข้ามาในอาคารชั้น ๖ ได้แล้ว ที่ที่เสี่ยหงวนปีนออกไปยืนบนขอบพาไลนั้น เป็นห้องพัสดุแต่ยังไม่มีข้าวของอะไร นอกจากตู้เก็บเสื้อผ้าและชั้นไม้ขนาดใหญ่เตรียมใส่ของและวางของ ท่านเจ้าคุณกับสามสหายวิ่งมาที่หน้าต่าง โผล่หน้าออกมองดูเสี่ยหงวนด้วยความห่วงใย

อาเสี่ยผู้อำนวยการโรงแรมยังคงยืนร้องไห้หันหน้าเข้าหาผนังตึกเช่นเดิม พาไลตึกหรือขอบตึกที่ยื่นออกมานั้นกว้างประมาณครึ่งฟุตเท่านั้น นิกรร้องเรียกอาเสี่ยด้วยเสียงสั่นเครือผิดปกติ

"หงวน หงวนโว้ย เข้ามาเถอะเพื่อน มีเรื่องขบขันอะไรวะถึงออกไปยืนหัวเราะอยู่ข้างนอก พลาดพลั้งกระดูกออกนอกเนื้อนะโว้ย"

เสี่ยหงวนมองดูคณะพรรคของเขาแล้วสะอื้นดังๆ

"ใครบอกแกว่าฉันหัวเราะ ฉันร้องไห้ไม่ใช่เรอะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กวักมือเรียก

"มานี่เถอะโว้ย มานี่เถอะ วันนี้อาให้แกจับหัวล้านอาฟรีว่ะ มาจับเล่นแก้กลุ้มซี"

เสี่ยหงวนตวาดแว้ด

"ไม่เอา เหม็นเขียว"

นิกรหัวเราะก้าก ท่านเจ้าคุณยกศอกกระทุ้งหน้าอกนิกรดังอั้ก

"หัวเราะหาหอกอะไรวะ?"

รถดับเพลิงแล่นมาแล้ว บรรดานักดูคนกระโดดตึกต่างหลีกทางให้ ดร.ดิเรกมองลงไปข้างล่างแล้วตะโกนบอกนายตำรวจดับเพลิงซึ่งกำลังพาตัวลงจากรถ

"หมวดครับ บอกลูกน้องเอาผ้าใบขึงรับเร็ว ผม....พลตรีศาสตราจารย์ดิเรกขอร้อง เร็วหน่อยครับ ช่วยกันรับให้ดี"

โดยคำสั่งของนายตำรวจผู้บังคับรถดับเพลิง ตำรวจประจำรถหลายคนได้ช่วยกันนำผ้าใบช่วยชีวิตผู้ถูกเพลิงไหม้ติดอยู่บนอาคารลงจากรถอย่างรีบร้อน ต่อจากนั้นผ้าใบขนาดใหญ่และมีความหนามากก็ถูกกางออก พวกตำรวจช่วยกันจับขอบของมันไว้และขึงตรงกับเสี่ยหงวน ถ้าหากว่าเขากระโดดลงมาก็ต้องลงผ้าใบผืนนี้รอดพ้นจากคอหักตาย

พลพยายามพูดเกลี้ยกล่อมอาเสี่ยอีกคนหนึ่ง

"หงวนโว้ย เข้ามาเถอะวะ พวกฆาตกรที่วางแผนฆ่าแกตำรวจเขาจับได้หมดแล้ว"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"อย่ามาหลอกกันหน่อยเลย กันตัดสินในเด็ดขาดแล้ว กันเป็นลูกผู้ชายที่มีศักดิ์ศรีคนหนึ่ง กันฆ่าตัวของกันตายดีกว่าที่จะให้คนอื่นฆ่า"

"ถ้ายังงั้นก็โดดลงไปซี ยืนลังเลอยู่ทำไม?ไ

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"เดี๋ยวก่อนซีวะ มันเสียวไส้นี่หว่า สูงไม่น้อยกว่า ๓๐ เมตร มองลงไปแล้วพาลจะเป็นลม"

ดร.ดิเรกกระดิกนิ้วเรียกอาเสี่ย

"เฮ้-คัมมอน"

กิมหงวนเลื่อนตัวไปไกลจากหน้าต่างบานนั้นอีกในราว ๒ เมตร พอร่างของอาเสี่ยเคลื่อนไหว ฝูงชนที่อยู่ข้างล่างก็ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว ตำรวจดับเพลิงค่อยๆถือผ้าใบติดตามไปกะให้ตรงกับตัวกิมหงวน

จิ๊กโก๋คนหนึ่งเฝ้าสังเกตการณ์อยู่นานแล้ว อดรนทนไม่ไหวก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"เมื่อไรจะกระโดดเสียทีครับ ผมจะถ่ายรูป"

เสี่ยหงวนมองลงมาข้างล่างแล้วโบกมือให้

"อดใจรอหน่อยพรรคพวก แต่กันโดดแน่ ทนรออีกสักสองสามวันได้ไหมล่ะ?ไ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับนิกรอย่างเป็นงานเป็นการ

"ช่วยปีนออกไปหาอ้ายหงวนหน่อยเถอะวะ พยายามพูดเกลี้ยกล่อมมันชี้แจงให้มันเข้าใจว่า ชีวิตของมันควรจะอยู่ชมโลกต่อไป"

นิกรทำหน้าเบ้

"ไม่ไหวละครับ ดีไม่ดีอ้ายหงวนมันถีบผมตกลงไป ผมก็เน่าเท่านั้น มันกำลังคุ้มดีคุ้มร้ายอย่างนี้ผมไม่กล้าออกไปหามันหรอกครับ"

นายตำรวจหนุ่มผู้บังคับรถดับเพลิงเงยหน้าขึ้นมองดูเสี่ยหงวนแล้วร้องตะโกนบอก

"อาเสี่ย อาเสี่ยครับ ถ้าจะกระโดดก็รีบกระโดดลงมาเถอะครับ ผมไม่มีเวลาพอที่จะรอคอยรับอาเสี่ยได้ ขืนร่ำไรผมสั่งเก็บผ้าใบเอารถกลับนะครับ"

เสี่ยหงวนก้มหน้ามองลงมาข้างล่างอย่างโมโห

"อยากจะไปไหนก็ไปเถอะคุณ ผมเรียกพวกบ๋อยและพนักงานโรงแรมของผมหาผ้าใบมาขึงรับผมก็ได้"

เป็นอันว่าเสี่ยหงวนยังไม่กระโดด ผู้คนยังคงหลั่งไหลเข้ามาในบริเวณโรงแรม 'สี่สหาย' ต่างโจษขานกันเซ็งแซ่ว่า ที่เกาะขอบพาไลตึกอยู่เบื้องบนนั้น คืออาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีเจ้าของโรงแรมนี้ เขาเกิดเป็นบ้าขึ้นอย่างกะทันหันจึงคิดฆ่าตัวตายซึ่งกระทำไปด้วยจิตไร้สำนึก

จนกระทั่งคาดิแล็คเก๋งปรากฏขึ้น

คุณหญิงวาดพาสี่นางมาแล้ว เจ้าแห้วขับรถเก๋งคันงามเลี้ยวมาทางข้างตึกเก่า โดยมีประไพนั่งคู่กับเขา ส่วยคุณหญิงวาดกับนันทา, นวลละออ และประภานั่งอยู่ตอนหลังรถ ทุกคนแต่งกายลำลองอย่างอยู่กับบ้านเพราะรีบร้อนมาให้ทันก่อนที่เสี่ยหงวนจะกระโดดอาคารสร้างใหม่

พอแลเห็นเสี่ยหงวนยืนอยู่บนขอบตึกชั้น ๖ คุณหญิงวาดก็ร้องออกมาดังๆ

"ยัง ยังไม่โดดโว้ย เรามาทันเวลาพอดี หยุดรถตรงนี้แหละอ้ายแห้ว"

คาดิแล็คเก๋งถูกห้ามล้อหยุดบนลานคอนกรีตอันกว้างใหญ่ใกล้กับโรงเก็บรถของโรงแรม คุณหญิงวาดกับสี่นางและเจ้าแห้วรีบลงมาจากรถอย่างร้อนรนแล้ววิ่งตรงไปที่ตึกสร้างใหม่ยืนจับกลุ่มแหงนหน้ามองดูกิมหงวน

"พ่อหงวน กลับเข้าไป" คุณหญิงวาดตะโกนเสียงหลง "กลับเข้าไปเถอะ อย่าโดดลงมานะ"

อาเสี่ยมองลงมาข้างล่าง พอแลเห็นสี่นางกับคุณหญิงวาดและเจ้าแห้ว เขาก็ทำท่าเหมือนกับจะกระโดดลงมา เสียงหวีดว้ายของคนดูที่เป็นผู้หญิงและกระเทยดังขึ้นทันที พวกผู้ชายอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน หลายคนร้องตะโกนห้ามกิมหงวนไม่ให้กระโดด

บนหน้าต่างห้องเก็บของ สามสหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างยืนเบียดเสียดกันมองดูกิมหงวนอย่างจนปัญญา พูดวิงวอนขอร้องหรือชี้แจงอย่างไร อาเสี่ยก็ยืนเฉยทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่ยอมกลับเข้ามา

ในที่สุดนิกรก็เกิดความกล้าขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

เขาปีนขึ้นไปบนขอบหน้าต่างแล้วก้าวออกไปยืนเหยียบพาไลตึก ค่อยๆไต่ไปหาเสี่ยหงวน ผู้คนตบมือโห่ร้องกันเกรียวกราวเชียร์นิกรที่แสดงความกล้าหาญออกมาช่วยเสี่ยหงวน คุณหญิงวาดทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"เกาะให้ดีโว้ยอ้ายกร ธัมโมสังโฆ พลาดพลั้งหลานฉันคอหักตายแน่"

เสี่ยหงวนถอยหนีออกไปทีละน้อย เขามองดูนิกรด้วยความหวาดหวั่น

"ไม่มีวันเสียละเพื่อน ที่ฉันจะยอมให้แกฆ่าฉัน" อาเสี่ยพูดเสียงกร้าวและเค้นหัวเราะ "หยุดนา ถ้าแกเคลื่อนที่เข้ามาอีก ฉันจะกระโดดลงไปข้างล่าง"

นิกรยิ้มให้ แข้งขาของนิกรสั่นพั่บๆเมื่อเขามองลงไปข้างล่าง ความรู้สึกบอกตัวเองว่าอาคารใหม่หลังนี้สูงกว่ายอดเอเวอเรสต์ของภูเขาหิมาลัยเสียอีก นายจอมทะเล้นฝืนใจพูดกับเสี่ยหงวน

"กลับเข้าไปเถอะเพื่อน"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"ไม่กลับ แกจะหลอกเอาฉันไปฆ่า ฉันรู้หรอก"

"เป็นบ้าไปได้ เราเพื่อนกันนะโว้ย ใครจะฆ่าเพื่อนได้ลงคอ ไปเถอะวะ" พูดจบนิกรก็เอื้อมมือขวายื่นเข้าไปจับแขนซ้ายกิมหงวน "กันสาบานได้ว่ากันเป็นเพื่อนที่ดีของแก ทั้งอ้ายพลและอ้ายหมอไม่เคยคิดร้ายต่อแกเลย"

เสี่ยหงวนหายใจถี่เร็ว นัยน์ตาของเขาที่มองดูนิกรนั้นเต็มไปด้วยความเกรงกลัว โรคประสาททำให้เขาเข้าใจว่านิกรมีแผนสังหารเขา

"อ้ายกร ปล่อยกันเดี๋ยวนี้"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"ไม่ปล่อย ค่อยๆเดินตามกันกลับเข้าไปในห้องเถอะเพื่อน"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"ไม่ปล่อยเรอะ" แล้วเขาก็สลัดแขนซ้ายเต็มแรง

นิกรเสียหลักร้องสุดเสียง ร่างของเขาลอยละลิ่วหล่นลงมาจากพาไลตึกลงสู่เบื้องล่างทันที ผู้ที่แลเห็นเหตุการณ์ต่างใจหายใจคว่ำไปตามกัน พวกผู้หญิงหวีดร้องเสียงลั่นไปหมด พวกผู้ชายหลายคนเบือนหน้าหนี นิกรพยายามทำท่าวิหคเหินลม แต่แล้วก็กลายเป็นท่าหงายท้องหล่นลงมายังผืนผ้าใบของตำรวจกองดับเพลิง

"ตุ้บ"

ร่างของนิกรปะทะกับผืนผ้าใบกระดอนขึ้นลงอีกหลายที และผ้าใบผืนนี้เองที่ช่วยให้เขารอดตายได้ เมื่อนิกรก้าวลงมาจากผืนผ้าใบ ผู้คนก็วิ่งเข้ามาห้อมล้อมโห่ร้องกันเกรียวกราว ดีใจที่เขารอดชีวิต แม้กระทั่งเสี่ยหงวนก็ชูหัวแม่มือข้างขวาให้นิกรแล้วร้องตะโกนลงมา

"เก่งโว้ยอ้ายกร ฉันนึกว่าแกกระดูกออกนอกเนื้อเสียแล้ว ฮ่ะ ฮ่ะ แกกระโดดได้สวยมาก"

คุณหญิงวาดพาสี่นางขึ้นไปบนตึกสร้างใหม่ทางบันใดหนีเพลิงทันที เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสูงสุดหรือชั้น ๖ ของอาคาร คุณหญิงวาดกับสี่นางก็เข้าไปในห้องพัสดุ และได้พบกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลและศาสตราจารย์ดิเรกในห้องนั้น

"เจ้ากรไปพูดกับพ่อหงวนอีท่าไหนคะเจ้าคุณ ถึงถูกพ่อหงวนผลักตกลงไปข้างล่าง" คุณหญิงวาดถามละล่ำละลัก

"ก็พูดปลอบโยนแหละครับคุณหญิง แต่อ้ายหงวนกำลังเป็นโรคกลัวตาย เข้าใจว่าอ้ายกรหลอกลวงให้กลับเข้ามาในห้องเพื่อจะฆ่ามัน มันก็เลยผลักอ้ายกรหล่นลงไป"

คุณหญิงวาดกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เคราะห์ดีแท้ๆที่ตำรวจเขาช่วยกันรับไว้ได้ ม่ายเราก็ต้องช่วยกันทำศพเจ้ากรแล้ว"

สี่นางพากันเดินไปที่หน้าต่างอีกบานหนึ่ง นวลละออกวักมือเรียกผัวรักของหล่อน

"เฮียคะ นวลมารับไปเที่ยวบางแสนค่ะ กลับเข้ามาเถอะค่ะ ต่อนี้ไปนวลจะไม่ดุด่าว่าเฮียอีกแล้ว เฮียจะเป่ากระหม่อมใคร จะมีอนุอีกสักกี่คนนวลก็ไม่ว่า มาซีคะ คนดี๊-คนดี"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"โบราณว่าน้ำตาลหวานกินอร่อย แต่ปากหวานกินตายนะจ๊ะนวล เฮียรู้ว่าทุกคนวางแผนสังหารโหดเฮีย นวลกำลังมีแฟนใหม่ แอบพบปะกับอ้ายหนุ่มนักเรียน ม.ศ. ๕ ข้างบ้านเรา จะให้วัวอ่อนเคี้ยวหญ้าแก่ใช่ไหมล่ะ?"

แทนที่จะโกรธนวลละออกลับหัวเราะชอบใจ เพราะที่กิมหงวนพูดนั้นไม่มีมูลความจริงเลย

"เหลวไหลค่ะเฮีย ไม่มีใครคิดร้ายต่อเฮียหรอกนะคะ นวลก็ยังเป็นเมียที่ซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อเฮียเสมอ"

คุณหญิงวาดซึ่งอยู่อีกหน้าต่างหนึ่งพูดเสริมขึ้น

"มาเถอะโว้ยพ่อหงวน พวกกองดับเพลิงเขาหุบผ้าใบแกหล่นลงไปตายนะจะบอกให้ อารับรองว่าทุกคนดีต่อแกทั้งนั้น"

"ไม่จริงครับ ถ้าจะให้ผมเข้าไป ต้องให้เจ้าคุณอาออกมาเจรจากับผม จนกว่าผมจะแน่ใจว่าผมปลอดภัย"

คุณหญิงวาดหันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯทันที

"เอาหน่อยซีคะเจ้าคุณ ปีนออกไปเจรจากับพ่อหงวน"

ท่านเจ้าคุณทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"จะดีหรือครับคุณหญิง เพลี่ยงพล้ำนิดเดียวผมก็เท่งทึงเท่านั้น"

ดร.ดิเรก พูดเสริมขึ้น

"ถึงหล่นลงไปก็ไม่ตายหรอกครับ ตำรวจเขาคอยเอาผ้าใบรับอยู่ข้างล่าง ช่วยชีวิตอ้ายหงวนไว้หน่อยเถอะครับ ถึงอย่างไรมันก็เป็นหลานของคุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนลังเลใจอยู่สักครู่ท่านก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"เอาวะ ลองเสี่ยงดู ถ้าไม่ออกไปเจรจากับมัน อ้ายหงวนอาจจะตายก็ได้"

ทันใดนั้นเอง นิกรได้พาตัวเดินเข้ามาในห้องด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามนายจอมทะเล้นทันที

"เป็นยังไงบ้างวะอ้ายกร หล่นลงไปถูกผ้าใบรู้สึกเจ็บปวดบ้างไหม?"

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"ไม่เจ็บหรอกครับ แต่ตอนลอยอยู่ในอากาศมีความรู้สึกเหมือนกับเยี่ยวจะราด ตื่นเต้นดีเหมือนกันครับ"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้ารับทราบ

"พ่อจะออกไปเจรจากับอ้ายหงวนมัน พูดกันให้เข้าใจ อ้ายหงวนก็คงจะยอมกลับเข้ามาในห้อง"

นิกรหยุดยิ้มทันที เขามองดูพ่อตาของเขาด้วยความเป็นห่วง

"ระวังนะครับ คุณพ่ออ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยเหมือนอึ่งอ่าง หล่นลงไปถึงตำรวจจะช่วยรับไว้ได้ ผ้าใบก็ขาด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้อนลูกเขยของท่าน แล้วปีนขึ้นไปยืนบนขอบหน้าต่าง ค่อยๆก้าวออกไปเหยียบพาไลตึก ไต่เข้าไปหาเสี่ยหงวน ผู้คนโห่ร้องกันเกรียวกราว เมื่อท่านเจ้าคุณก้มลงมองดูพื้นแผ่นดินเบื้องล่าง ท่านก็ใจหายวาบ แข้งขาสั่นพั่บๆใบหน้าซีดเผือดรู้สึกวาบหวิวใจทันที แต่แล้วท่านก็ฝืนใจเลื่อนตัวเข้าไปหากิมหงวน

อาเสี่ยเอ็ดตะโรลั่น

"ผมหนีมานี่คุณอายังติดตามมาฆ่าผมอีกหรือครับ?"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแห้งๆ

"อ้ายหลานชาย อาจะฆ่าแกได้อย่างไร ในเมื่อแกเป็นหลานของอา"

"อย่า-อย่ามาอ่อยเหยื่อให้ผมหลงลม ผมรู้ดีว่าพวกฆาตกรมันจ้างคุณอาหนึ่งล้านให้มาฆ่าผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ฝืนหัวเราะ

"แกคิดมากไปเอง กลับเข้าไปในตึกเถอะ ถ้าแกกระโดดลงไปข้างล่าง นวลละออก็จะเป็นม่าย แกไม่สงสารเมียของแกหรอกหรือ?"

อาเสี่ยร้องไห้โฮ

"สงสาร....เมียผมก็ร่วมคิดกับคุณอาวางแผนสังหารโหดผม อย่าพยายามล่อลวงให้ผมกลับเข้าไปในห้องเลย ขืนเข้าไป ผมจะถูกยิงทิ้งเหมือนหมากลางถนน เดี๋ยวนี้ผมตัวคนเดียวไม่มีเพื่อนไม่มีญาติพี่น้อง หยุดนะ อย่าเข้ามานะ ถ้าคุณอาเดินเข้ามาอีก ผมจะพุ่งหลาวลงไปข้างล่างเดี๋ยวนี้ ผมยอมฆ่าตัวตายดีกว่าที่จะให้คนอื่นฆ่าผม โลกไม่ปรานีผมเสียแล้ว ผมจะอยู่ไปทำไม ผมมีแต่ศัตรูรอบด้าน ทุกคนล้วนแต่เป็นศัตรูของผม เพราะเห็นแก่เงินที่มีคนจ้างให้ฆ่าผม"

"ปู้โธ่" เจ้าคุณปัจจนึกฯ คราง ""แกอย่าบ้าไปหน่อยเลยวะ ไม่มีใครเขาคิดฆ่าแกหรอกน่า กลับเข้าไปในห้องเถอะ อีกสองสามวันเราก็จะทำพิธีเปิดตึกใหม่หลังนี้แล้ว"

อาเสี่ยเค้นหัวเราะ

"แต่ผมสมัครใจเป็นผีเฝ้าตึกนี้ ผมตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ผมตายดีกว่า ผมเห็นโลกและเป็นโรคมาพอแล้ว" พูกจบอาเสี่ยก็ยกมือทั้งสองปิดหน้าร้องไห้กระซิกๆ

ผู้คนที่อยู่ข้างล่างอกสั่นขวัญแขวนไปตามกันเมื่อแลเห็นร่างของเสี่ยหงวนแอ่นไปข้างหลังเหมือนกับจะหล่นลงมาจากขอบตึก เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบเดินเข้ามาหา คว้าแขนกิมหงวนไว้ คราวนี้อาเสี่ยยกมือข้างซ้ายกอดเอวเจ้าคุณทันที

"คุณอาเสร็จผมแล้ว" เสี่ยหงวนขบกรามพูด "คุณอาพยายามจะฆ่าผม แต่แล้วคุณอาก็พาตัวมาหาความตาย ฮ่ะ ฮ้า ผมจะพาคุณอากระโดดลงไปข้างล่าง เท่านี้เราก็จะเท่งทึงด้วยกัน ผ้าใบที่ตำรวจกางรับเราน่ะ ทานน้ำหนักตัวเราสองคนไม่ได้หรอกครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ใจหายวาบ ความรักตัวกลัวตายบังเกิดขึ้นแก่ท่านจนถึงขีดสุด

"อย่า-อ้ายหงวน สงสารอาเถอะ อย่าพึ่งให้อาตายเลย ถ้าแกอยากตายก็ขอให้แกตายคนเดียว ปล่อยซีโว้ย"

อาเสี่ยยิ้มแสยะ

"ผมไม่ยอมตายคนเดียวหรอกครับ คุณอาต้องตายกับผมอย่างไม่มีปัญหา"

ท่านเจ้าคุณดิ้นรนปัดมือเสี่ยหงวนออก บังเอิญข้อศอกขวาของท่านที่งัดขึ้นไป ถูกแว่นตาขอบกระของอาเสี่ยหลุดออกจากนัยน์ตาลอยละลิ่วลงสู่พื้น พอแว่นหลุด ความรู้สึกผิดชอบดีชั่วก็กลับคืนมาเป็นของเขา อาเสี่ยหายจากโรคประสาทหรือโรคกลัวตายทันที ซึ่งไม่มีใครอธิบายได้ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้

เสี่ยหงวนแปลกใจอย่างยิ่งที่เขาพบตัวเองยืนอยู่บนพาไลตึกสร้างใหม่ของโรงแรม 'สี่สหาย' และมีท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนอยู่ข้างๆเขา

"เอ๊ะ! นี่ผมฝันไปหรือครับคุณอา?" เสี่ยหงวนพูดเสียงแผ่วเบา "ทำไมผมกับคุณอามายืนอยู่ที่นี่หาเรื่องคอหักตาย?"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดีใจเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่ ท่านรู้ทันทีว่า กิมหงวนหายจากโรคประสาทแล้ว

"อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย รีบกลับเข้าไปในห้องเถอะ ระวังหน่อยนะ ถ้าพลาดพลั้งตกลงไปข้างล่าง เป็นกระดูกออกนอกเนื้อแน่ๆ"

ผู้คนนับพันและตำรวจกองดับเพลิงส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจลั่นไปหมด เมื่อแลเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ยหงวนค่อยๆไต่กลับมาที่หน้าต่างห้อง พลกับนิกรช่วยกันดึงตัวท่านเจ้าคุณและอาเสี่ยลงมาในห้องโดยสวัสดิภาพ ทุกคนตื่นเต้นยินดีไปตามกัน เสี่ยหงวนโผเข้ากอดนวลละออเมียรักของเขา

"นวลจ๋า แว่นตาอันใหม่ของเฮีย ทำให้เฮียมีสติฟั่นเฟือนไป โอ-เฮียรอดตายได้อย่างไม่น่าเชื่อ ดีใจไหมจ๊ะนวล?"

นวลละออสั่นศีรษะ

"ไม่ดีใจหรอกค่ะ เฮียทำให้นวลผิดหวัง นึกว่าเฮียจะกระโดดตึกตาย เฮียกลับเปลี่ยนความคิด"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ทุกคนต่างได้รู้ความจริงว่าแว่นตาอันใหม่ของเสี่ยหงวนนั่นเองเป็นเหตุให้อาเสี่ยเป็นโรคกลัวตาย

อวสาน