พล นิกร กิมหงวน 094 : อวสานลุงเชย

ขณะที่คณะพรรค ๔ สหายพร้อมด้วยท่านผู้ใหญ่และเมียๆ ของเขากำลังร่วมรับประทานอาหารเย็นอยู่ในห้องรับประทานอาหาร เจ้าแห้วก็เดินยิ้มกริ่มเข้ามาในห้อง และตรงเขามาหยุดยืนเบื้องหลังเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาด

เจ้าแห้วกระแอมเบาๆ คุณหญิงวาดหันมามองดูคนใช้แก่นแก้วของท่านอย่างเคืองๆ

"มีอะไรก็พูดมาซีวะ กระแอมหาตะวักตะบวยอะไรกัน อ้ายห้าร้อยละลายนี่สอนไม่รู้จักจำ แกกระแอมกับผู้ใหญ่ใช้ได้หรือ"

เจ้าแห้วทำหน้ากะเรี่ยกะราด

"รับประทานกระผมคันคอหอยครับ ไม่ได้ตั้งใจจะกระแอมเลย"

คุณหญิงวาดลืมตาโพลง

"ว่าแล้วยังจะเถียงอีก ประเดี๋ยวแม่ขว้างด้วยส้อมหน้าตาแหก ในมือของเอ็งน่ะกระดาษอะไร"

เจ้าแห้วยิ้มซีดๆ

"รับประทานโทรเลขครับ พนักงานส่งโทรเลขเขานำมาให้เดี๋ยวนี้เอง รับประทานกระผมเซ็นรับให้เขาเรียบร้อยแล้ว"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดเสริมขึ้น

"โทรเลขถึงใครวะ"

"รับประทานถึงใต้เท้าขอรับ" พูดจบเจ้าแห้วก็ส่งกระดาษโทรเลขให้ประมุขของบ้าน 'พัชราภรณ์' แล้วถอยไปยืนข้างหน้าต่าง พลางมองดูนิกรอย่างเศร้าใจเมื่อเห็นนายจอมทะเล้นก้มหน้าก้มตารับประทานอย่างรีบร้อน โดยไม่สนใจกับอะไรเลย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ขมวดคิ้วย่นเมื่อเห็นหัวโทรเลข ปรากฏว่าสถานีต้นทางของโทรเลขฉบับนี้ คือจังหวัดนครสวรรค์หรือปากน้ำโพ

"เอ-โทรเลขของพี่เชยแน่ๆ " เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ปรารภเบาๆ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แล้วกล่าวว่า

"พี่เชยคงจะมาเที่ยวกรุงเทพฯ ถึงได้โทรเลขบอกมาล่วงหน้า ผมเข้าใจว่าพี่เชยอาจจะตั้งใจมาเที่ยวงานฉลองรัฐธรรมนูญก็ได้ อีกไม่กี่วันก็ถึงงานฉลองรัฐธรรมนูญแล้ว"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ฉีกกระดาษกาวและคลี่แบบฟอร์มโทรเลขของกรมไปรษณีย์ออก แต่ข้อความในโทรเลขฉบับนี้ทำให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ไม่อาจจะเข้าใจอะไรได้ มันเป็นโทรเลขที่มีข้อความสั้นที่สุดในโลก ท่านเจ้าคุณชะโงกตัวเอื้อมมือส่งกระดาษแบบฟอร์มโทรเลขให้พลลูกชายของท่าน แล้วกล่าวว่า

"ลุงของเจ้าไม่ได้ความเสียแล้วละโว้ยพล ส่งโทรเลขมาถึงพ่อยังมีข้อความเพียงคำเดียวเท่านั้น แล้วใครจะไปตรัสรู้ได้"

พลคลี่กระดาษออก แต่งยังไม่ทันที่เขาจะอ่าน นิกรก็เอื้อมมือกระตุกไปดู แล้วนายจอมทะเล้นก็อ่านข้อความในโทรเลขฉบับนี้ดังๆ

หนัก

เชย

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องรับประทานอาหาร โดยเฉพาะประไพว่าเสียงอหาย หล่อนพูดพลางหัวเราะพลาง

"ไม่ได้ความอะไรเลย คุณลุงเขียนมาคำเดียว 'หนัก' แล้วก็เซ็นชื่อ น่ากลัวคุณลุงคงจะเสียดายเงินค่าโทรเลข"

เสี่ยหงวนอดหัวเราะไม่ได้

"ลำบากนักเขียนเป็นจดหมายมาก็แล้วกัน ไปรษณีย์ภัณฑ์เดี๋ยวนี้รวดเร็วมาก ไม่โอ้เอ้ล่าช้าเหมือนแต่ก่อนแค่นครสวรรค์มากรุงเทพฯ สองวันก็ได้รับ" พูดจบอาเสี่ยก็ยิ้มให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ "คุณอาเข้าใจว่าอย่างไรครับ ตามข้อความในโทรเลขนี้"

ประมุขของบ้าน 'พัชราภรณ์' ยักไหล่แล้วแบบมือทั้งสองข้างออกพร้อมๆ กัน

"อาเข้าใจอะไรไม่ได้เลย คำว่าหนักอาจจะหมายความว่าทางนครสวรรค์ฝนกำลังตกหนัก ว้า...เดาไม่ถูกโว้ย"

คุณหญิงวาดพูดโพล่งขึ้น

"บางทีพี่เชยแกคงจะอยากได้รถบดสักคันหนึ่งกระมังคะ ถึงได้เขียนคำสั้นๆ มาอย่างนี้เพื่อให้เราเข้าใจเอาเอง"

นวลลออหัวเราะคิ๊ก

"เห็นจะไม่ใช่หรอกค่ะคุณอาคะ หนูคิดว่าคุณลุงแกอาจจะไม่สบายป่วยไข้เป็นอะไรไป และขณะนี้คงมีอาการหนักมาก จึงโทรเลขมาบอกให้คุณอาทราบ"

เสียงพึมพำดังขึ้นทั่วห้องรับประทานอาหาร ทุกคนเห็นพ้องกับนวลลออ ประภากล่าวกับนวลลออว่า

"คุณนวลคงเข้าใจไม่ผิดหรอกค่ะ คุณลุงคงเจ็บหนักแน่นอน"

พลกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"เห็นจะต้องให้เจ้าแห้วรีบไปโทรเลขที่ไปรษณีย์กลางเดี๋ยวนี้ ส่งโทรเลขไปถามคุณลุงดูว่าท่านเจ็บหนักหรืออย่างไร และขอให้ท่านตอบมาให้ทราบโดยละเอียด"

นันทายิ้มให้ผัวรักของหล่อน

"นั่นน่ะซีคะพล ถ้าหากว่าคุณลุงท่านเจ็บหนัก พวกเราก็จะได้รีบเดินทางไปเยี่ยมท่าน"

"ออไร๋" ดร.ดิเรกพูดขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น "ควรจะเป็นเช่นนี้ ไอชักเป็นห่วงคุณลุงเสียแล้ว เมื่อท่านมาเที่ยวก่อนรู้สึกว่าคุณลุงแก่ชราลงไปมาก และสุขภาพของท่านก็ทรุดโทรม ผอมจนผิดรูป"

นิกรว่า "ที่คุณลุงผ่ายผอมไม่ใช่เพราะแก่ชรา หรือสุขภาพทรุดโทรมหรอก แกเล่นกินข้าวกับน้ำพริกทุกๆ มื้อร่างกายมันจะแข็งแรงได้อย่างไร เพราะขาดวิตามิน และโปรตีนอันเป็นความจำเป็นในการหล่อเลี้ยงร่างกาย เรื่องมันก็ไม่มีอะไร นอกจากคุณลุงแกขี้เหนียว อย่างที่เรียกว่าขี้ไม่ให้หมากิน คนที่ยอมอดอยากกินเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ นั้นร่างกายก็ต้องทรุดโทรมและเป็นโรคกระเพาะอาหารได้ง่ายดายที่สุด เช่นกระเพาะอาหารเป็นแผล หรือกระเพาะอาหารทะลุ ม่ายก็เป็นโรคโลหิตจาง"

นายแพทย์หนุ่มมองดูนิกรอย่างชื่นชม

"อือ-ยูเข้าใจถูกต้องแล้ว คนที่กินอาหารน้อยเกินไปร่างกายก็ต้องทรุดโทรมและเจ็บป่วยไข้ง่ายดายที่สุด แต่คนที่กินอาหารมากเกินไปอย่างแก ในไม่ช้านี้แกก็จะอ้วนจนลงพุง ร่างกายมีแต่ไขมัน หนักเข้าแกก็จะเป็นโรคความดันโลหิตสูง เพราะแกสวาปามมากเกินไป"

นิกรหัวเราะอย่างขบขัน

"เออ-ช่างกันเถอะวะ โลหิตมันจะดันสูงแค่ไหนก็ขอให้กันได้กินเถอะ มนุษย์เราอะไรมันจะมาสำคัญกว่าเรื่องกิน เท่าที่ทุกคนยอมเหน็ดเหนื่อยอาบเหงื่อต่างน้ำ หรือยอมลำบากตรากตรำงานก็เพื่อหาเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของเราเท่านั้น จริงไหมล่ะ"

คณะพรรค ๔ สหายต่างปรึกษาหารือกันในเรื่องข้อความในโทรเลขฉบับนี้ ในที่สุดพลก็หันมาพยักหน้าเรียกเจ้าแห้ว

"อ้ายแห้ว" พลพูดเสียงหนักๆ เมื่อเจ้าแห้วเดินเข้ามาหยุดยืนข้างๆ เขา "แกรีบไปที่ไปรษณีย์กลางเดี๋ยวนี้ โทรเลขด่วนถึงคุณลุงถามไปให้ละเอียดว่าคุณลุงเจ็บหนักหรืออย่างไร คุณพ่อกับคุณแม่ไม่สามารถจะเข้าใจข้อความในโทรเลขที่สั้นจู๋ของลุงได้ เร็ว-เอารถบึ่งไปไปรษณีย์กลางเดี๋ยวนี้"

เจ้าแห้วรับคำสั่งและถอยไปยืนข้างหน้าต่างห้องรับประทานอาหาร ประภาดุเจ้าแห้วเบาๆ

"คุณพลเขาใช้ให้ไปไปรษณีย์กลางทำไมไม่รีบไปล่ะตาแห้ว ยืนนิ่งเฉยอยู่ทำไมอีก"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานใช้ให้ผมไปโทรเลข แต่ทรัพย์ไม่จ่าย แล้วผมจะไปโทรเลขได้อย่างไรกันล่ะครับ กรมไปรษณีย์เขาไม่ได้เปิดเครดิตให้เรา"

คราวนี้พลอดหัวเราะไม่ได้ เขามองดูหน้าคนใช้แก่นแก้วของเขาและพูดเสียงหัวเราะ

"เงินสักยี่สิบบาทแกไม่มีติดตัวบ้างเลยหรือวะอ้ายแห้ว"

"ปู่โธ่...." เจ้าแห้วคราง "รับประทานนี่มันวันที่ ๒๘ แล้วนี่ครับ รับประทานทั้งเนื้อทั้งตัวเหลืออยู่เพียงห้าสิบสตางค์เท่านั้น จะ ไอ.โอ.ยู. คุณหญิงก็กลัวว่าจะรับประทานเท้าท่าน เลยไม่กล้า"

พลล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ๊ต หยิบธนบัตรออกมาปึกหนึ่ง แล้วหยิบธนบัตรใบละยี่สิบบาทส่งให้เจ้าแห้วหนึ่งฉบับ

"เอ้า-เอาไป แล้วรีบไปไปรษณีย์กลางเดี๋ยวนี้ อย่าพยายามกระเบียดกระเสียนเงินล่ะ เดี๋ยวคุณลุงอ่านโทรเลขของแกจะไม่เข้าใจอีก"

เจ้าแห้วยิ้มออกมาได้ พับธนบัตรใส่ประเป๋าเสื้อเชิ๊ต แล้วเดินออกไปจากห้องรับประทานอาหาร

ตอนเช้าตรู่วันต่อมา เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ได้รับโทรเลขด่วนจากนายเชย พัชราภรณ์ พี่ชายร่วมสายโลหิตของท่านอีกฉบับหนึ่ง ปรากฏข้อความสั้นๆ ว่า

เจ็บหนัก

เชย

หลังจาก ๔ สหายตื่นนอน และอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวกันเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็ลงมานั่งรวมกลุ่มกันอยู่ในห้องโถงชั้นล่างของตัวตึก เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พาคุณหญิงวาดเดินลงบันไดมา และเข้ามาร่วมวงกับพรรค ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เพื่อนเกลอของท่าน

"เมื่อตอนย่ำรุ่งเศษ ผมได้รับโทรเลขด่วนจากพี่เชยหนึ่งฉบับ บอกมาว่าแกกำลังเจ็บหนัก"

"งั้นเรอะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง "นั่นปะไรล่ะ ผมนึกไม่ผิด อย่างไรเสียพี่เชยก็คงจะไม่สบายมาก"

คุณหญิงวาดกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ดิฉันกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ จะเดินทางไปนครสวรรค์ในตอนสายวันนี้แหละค่ะ และเราจะไปทางเรือยนต์ปิกนิก เจ้าคุณต้องไปกับเรานะคะ เจ้าสี่คนนี่ก็ต้องไปด้วย ให้แม่สาวๆ เขาอยู่เฝ้าบ้าน"

เสียงพึมพำดังขึ้นทั่วห้องโถง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับคุณหญิงวาดอย่างเป็นงานเป็นการ

"ไปซีครับคุณหญิง สำหรับพี่เชยก็เท่ากับพี่ชายร่วมสายโลหิตของผมเหมือนกัน ผมรู้สึกเป็นห่วงพี่เชยมากทีเดียว แต่เห็นจะไม่เป็นไรหรอกครับ ถึงจะเจ็บป่วยมากสักเพียงใด เมื่อดิเรกไปถึงโกรกพระให้มันรักษาพยาบาลลุงเชยสักสองสามวัน อาการป่วยก็คงจะดีขึ้นตามลำดับ เพราะดิเรกมันเป็นหมอเทวดา ลงรักษาใครแล้วน้อยคนนักที่จะได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต"

ดร.ดิเรกถูกพ่อตายกยอปอปั้นซึ่งๆ หน้า เขาก็ยิ้มแป้น

"ผมไม่ใช่หมอเทวดาหรอกครับคุณพ่อ แต่ผมเป็นแพทย์ที่เชี่ยวชาญทุกสาขาวิชา คือรู้แจ้งเห็นจริง การวินิจฉัยโรคไม่ผิดพลาด และการให้ยาหรือฉีดยาก็ถูกต้องตามหลักวิชาแพทย์ชั้นสูง ผมพูดแล้วคุณพ่อจะหาว่าผมคุยโม้ ท่านมหาราชาจันทรกุมาร ได้ทรงเขียนลายพระหัตถ์ไว้ในสมุดไดอารี่ของผมว่า ผมเป็นยอดของนายแพทย์"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้น แล้วพลก็กล่าวกับคุณหญิงวาดเบาๆ

"พวกผมสี่คนจำเป็นต้องไปเยี่ยมคุณลุงด้วยหรือครับคุณแม่"

"แน่ะ-ดูพูดเข้าซีอ้ายลูกระยำ พี่เชยน่ะไม่ใช่ลุงของแกหรอกหรือเจ้าพล สละเวลาสักห้าหกวันไปเยี่ยมพี่เชยเสียหน่อยจะเป็นไรไปเชียว"

พลหัวเราะหึๆ

"ผมไปว่าอะไรล่ะครับคุณแม่ ไปก็ไปซีครับ"

นิกรยักคิ้วให้นายพัชราภรณ์

"ไปเถอะพล กันรู้สึกว่าหมู่นี้หน้าตาผิวพรรณของแกดีขึ้นมาก แสดงว่าเป็นผู้มีบุญวาสนา แกอาจจะได้รับมรดกจากคุณลุงก็ได้ เชื่อกันเถอะวะ พอเราไปถึงวันสองวันคุณลุงเชยก็คงตายเพราะโรคาพยาธิ แล้วทรัพย์สมบัติของคุณลุง ก็คงจะตกเป็นของแกเกือบทั้งหมด เพราะท่านรักแกมาก แต่หากว่าท่านไม่ตายเราก็พอจะขอร้องให้ดิเรกแกล้งฉีดยาให้คุณลุงตาย ซึ่งดิเรกก็คงทำได้ไม่ยากเย็นอะไรนัก แล้วแกก็คงได้รับทรัพย์มรดกจากลุงเชยอย่างไม่มีปัญหา"

คุณหญิงวาดจุ๊ย์ปาก มองดูนิกรด้วยความเกลียดชังแกมหมั่นไส้

"โธ่-อ้ายบรรลัยจักร คนยังไม่ทันจะตายเลย แกแช่งชักหักกระดูเสียแล้ว"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ผมไม่ได้แช่งนะครับคุณอา ผมพูดตามความคาดคะเนของผม ใครล่ะครับจะอยู่ค้ำฟ้า คุณลุงเชยอายุร่วมเจ็ดสิบแล้ว ที่เจ็บครั้งนี้ก็คงจะเจ็บด้วยโรคชรา"

คุณหญิงวาดโบกมือแล้วพูดตัดบท

"เอาเถอะ แกอย่าพูดอะไรให้มันเป็นเรื่องอกุศลเลย"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็กล่าวกับเสี่ยหงวน

"พ่อหงวน เรือยนต์ปิกนิคของแกที่อู่เรือสามเสนขณะนี้ยังอยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดีไม่ใช่หรือ"

"ครับ" นิกรตอบแทนเสี่ยหงวน "แล่นเร็วกว่าเรือจ้างมากเชียวครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แยกเขี้ยวพร้อมกับทำคอย่น

"เปล่า-ฉันไม่ได้พูดกับแกเลย"

นิกรว่า "ก็ผมมันคนทะลึ่งนี่ครับ อดสอดอดแซมไม่ได้"

คุณหญิงวาดยกมือชี้หน้านิกร แล้วหันมาถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"อย่างนี้เขาเรียกว่าอะไรแซมอะไรนะคะเจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าชอบกล

"ผมลืมไปเสียแล้วละครับคุณหญิง อย่าไปว่ามันเลยครับ เดี๋ยวอ้ายกรมันจะผูกคอตาย"

นิกรหัวเราะก้าก

"คนอย่างผมน่ะหรือครับ คุณพ่อก็รู้ดีแล้วว่าหน้าผมมันด้านยิ่งกว่าถนนราชดำเนินเป็นไหนๆ ต่อให้ใครมานั่งด่าผมตั้งแต่เช้าจนค่ำ ผมก็ไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือนอะไรเหมือนกับที่โบราณเขาว่าตักน้ำรดศีรษะไม้ตีพริก"

นายแพทย์หนุ่มทำตาปริบๆ มองดูนิกรอย่างแปลกใจ

"ไม่ตีพริก...ว๊อท อีส แด๊ท"

นิกรหัวเราะ

"อิท อีส เอ มิกตี้ไพร้ส์"

ดิเรกยิ่งงงหนักขึ้น

"มิก ตี้ ไพร้ส์" นายแพทย์หนุ่มครางเบาๆ แล้วหันมาถามพล "อะไรวะพล กันไม่เคยได้ยินศัพท์คำนี้เลย"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"มิกตี้ไพร้ส์ก็คือไม่ตีพริกที่อยู่ในครัวนั่นเอง"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะลั่น

"โอ-ออไร๋-ออไร๋" แล้วเขาก็ยกมือตบศีรษะนิกรค่อนข้างแรง "ยูเก่งมาก รู้ภาษาอังกฤษลึกซึ้ง รู้จักศัพท์แปลกๆ ซึ่งฝรั่งเองก็คงจะไม่รู้ ฮ่ะ ฮ่ะ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"อย่างเพิ่งคุยกันนอกลู่นอกทางเลยวะ ขอให้ข้าพูดกับเจ้าหงวนอย่างเป็นการเป็นงานสักหน่อยเถอะ" แล้วท่านก็กล่าวกับอาเสี่ย "เรื่องเรือที่อาถามแกว่ายังไง มีเรือยนต์ปิกนิคลำไหนบ้างที่อยู่ในสภาพใช้การได้ดี เรือยนต์ปิกนิคของอาเพิ่งขึ้นคานเมื่อสองสามวันนี้เอง กว่าจะพิตเครื่องเสร็จและทาสีใหม่เรียบร้อย ก็คงกินเวลาร่วมเดือน"

อาเสี่ยว่า "เรือยนต์ปิกนิคของผมมีอยู่สองลำครับคุณอา แต่เรือ 'ล่องลม' เสี่ยเอี๋ยวเพื่อนพ่อค้าของผมเขาขอยืมไปเที่ยวสุพรรณบุรีเสียแล้ว คงเหลือแต่เรือ 'นวลลออ' เท่านั้น เอาเรือ 'นวลลออ' เดินทางไปนครสวรรค์ก็แล้วกันนะครับ เมื่อวานนี้ผมไปตรวจงานในอู่เรือ เห็นมันจอดอยู่ในอู่เรือเรียบร้อย ถ้าหากว่ามันใช้การไม่ได้ มีอะไรชำรุดเสียหาย หลงจู๊เขาคงจะรายงานให้ผมทราบแล้ว เราจะไปนครสวรรค์กันตอนสายวันนี้หรือครับ ผมคิดว่ารวดเร็วเกินไปมันจะขลุกขลักเตรียมตัวกันไม่ทัน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ว่า "อาเป็นห่วงพี่เชยมาก เราจะต้องใช้เวลาเดินทางไม่ต่ำกว่า ๒๔ ชั่วโมง ถ้าหากว่ามันโอ้เอ้ล่าช้าอาจจะไม่ทันการ อาต้องการให้พี่เชยอยู่ในความคุ้มครองของดิเรก จึงอยากจะไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้"

เสี่ยหงวนลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวกับประมุขของบ้าน 'พัชราภรณ์' ทั้งสองท่าน

"ผมจะโทรศัพท์ไปที่อู่เรือเดี๋ยวนี้แหละครับ สั่งหลงจู๊เขาบอกนายท้ายและอินยิเนียร์ให้เตรียมตัวให้เสร็จเรียบร้อยภายในชั่วโมงนี้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มเล็กน้อย

"เออ-ดีทีเดียว ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็รีบจัดแจงเตรียมเสื้อผ้ากันเถอะ เก็บยัดๆ ไว้ใส่กระเป๋าไปรีดเอาในเรือก็ได้ อาหารการกินไม่จำเป็นจะต้องขนเอาไป ผ่านไปตามทางแวะซื้อที่ไหนก็มีทั้งนั้น"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วห้องโถง ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหาย ก็ลุกขึ้นพากันเดินขึ้นบันไดไปชั้นบนของตัวตึก เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปเยี่ยมนายเชยที่อำเภอโกรกพระจังหวัดนครสวรรค์

ในราว ๑๑.๐๐ น. เศษ เรือยนต์ 'นวลลออ' ซึ่งเป็นเรือปิกนิคขนาดใหญ่และทันสมัย มีเครื่องบำรุงความสุขสารพัด มีห้องหับกว้างขวางอย่างสบายได้ออกจากอู่เรือของอาเสี่ยกิมหงวนที่สามเสน แล่นทวนน้ำขึ้นไปทางเหนือ บ่ายหน้าตรงไปยังจังหวัดนครสวรรค์ อันเป็นจุดหมายปลายทาง ผู้ที่เดินทางไปเยี่ยมลุงเชย มีเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาด เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ ๔ สหายกับเจ้าแห้ว ทุกคนเตรียมตัวกันอย่างกระทันหัน มีเสื้อผ้าติดตัวมาเพียงคนละกระเป๋าเท่านั้น

ก่อนเที่ยงวันจันทร์

ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนแรงกล้า 'นวลลออ' แล่นทวนน้ำบ่ายโฉมหน้าตรงไปยังอำเถอโกรกพระ ซึ่งมองเห็นลิบๆ อยู่เบื้องหน้าและใกล้เข้ามาทุกที 'นวลลออ' นอกจากจะเป็นเรือปิกนิคที่ทันสมัย ใหญ่โตมโหฬารแล้ว ยังมีความเร็วเป็นยอดเยี่ยม สามารถทำความเร็วได้ชั่วโมงละ ๓๐ ไมล์

นายท้ายนำเรือ 'นวลลออ' ข้ามจากฝั่งซ้ายไปฝั่งขวาของแม่น้ำ กระแสน้ำไหลเชี่ยวกราก น้ำเอ่อล้นริมตลิ่ง ๔ สหายยืนจับกลุ่มอยู่ที่หัวเรือบนดาดฟ้า นิกรยกมือป้องหน้าผากมองไปทางหมู่บ้านโกรกพระ และแล้วนิกรก็สะดุ้งเล็กน้อย หันมาพูดกับพลเบาๆ

"เฮ้ย-เรามาสายเกินไปเสียแล้ว แกมองเห็นบ้านลุงเชยแล้วไม่ใช่หรือ"

นายพัชราภรณ์พยักหน้า

"เห็น"

นิกรเม้มปากแน่น

"แกลองมองดูให้ดีพล ฝูงอีแร้งไม่ต่ำกว่าสิบตัวบินเป็นวงกลมรอบๆ บ้านลุงเชย กันสงสัยว่าลุงเชยม่องเท่งเสียแล้ว"

คุณหญิงวาดซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้นวม ได้ยินคำพูดของหลายชายท่านอย่างถนัด ท่านเอื้อมมือหยิบหมากดิบในพานขึ้นมาผลหนึ่ง และเงื้อขึ้นขว้างถูกศีรษะนิกรนิกรเต็มแรง เสียงดังป๊อก

"นี่แน่ะ พูดบ้าๆ อะไรก็ไม่รู้ แกนี่ปากเสียใช้ไม่ได้เลย"

นิกรยิ้มแห้งๆ และไม่ได้พูดอะไรอีก นอกจากยกมือคลำศีรษะ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ บอกให้นายท้ายเรือเปิดแตรลมเสียงยาวเป็นสัญญาณบอกให้ลุงเชยกับพรรคพวกทราบว่าท่านกับลูกหลานได้เดินทางมาเยี่ยม และมาถึงโกรกพระโดยสวัสดิภาพแล้ว ขาดเสียงแตรลมเรือสักครู่ คณะพรรค ๔ สหายก็มองแลเห็นชาวโกรกพระยืนออกันอยู่บนตลิ่งหลายสิบคน

ในที่สุด 'นวลลออ' ก็ลดความเร็วลง และแล่นเข้าจอดเทียบสะพานน้ำหน้าบ้านพักของลุงเชย พ่อค้าฟืนชื่อดังแห่งอำเภอโกรกพระ และเป็นเศรษฐีขนาดหนักคนหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์นี้ ซึ่งเป็นที่ทราบทั่วกันว่านายเชยเป็นคหบดีที่ตระหนี่ถี่เหนียวที่สุดในโลก แต่อย่างไรก็ตาม ความเป็นเศรษฐีของชายชราก็ช่วยให้ตัวแกเป็นคนที่มีเกียรติในอำเภอโกรกพระนี้ เป็นที่นับหน้าถือตาของชาวชนบท แม้กระทั่งนายอำเภอและนายตำรวจก็ชอบพอรักใคร่กับลุงเชยของเรา

'นวลลออ' เทียบท่าน้ำเรียบร้อยแล้ว ทิดมีคนสนิทของลุงเชยก้าวขึ้นมาบนเรือ 'นวลลออ' อย่างร้อนรน และวิ่งเหยาะๆ ขึ้นบันไดไปบนดาดฟ้า กิริยาท่าทางของเจ้าหนุ่มชาวโกรกพระลุกลี้ลุกลนผิดปกติ ทิดมีปราดเข้ามาหาท่านผู้ใหญ่และคณะพรรค ๔ สหาย แล้วเขาก็กระพุ่มมือไหว้ทุกคนอย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เต็มไปด้วยความห่วงใยพี่ชายของท่าน ปราดเข้าจับแขนทิดมีเขย่าและกล่าวถามโดยเร็ว

"พี่เชยเป็นอย่างไรบ้างทิดมี"

พี่ทิดหน้าจ๋อย มองดูเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ด้วยแววตาโหยละห้อย

"แย่ขอรับท่าน ผมคิดว่าอย่างไรเสียก็คงไม่รอดพ้นคืนวันนี้ไปได้"

"โธ่ถัง..." คุณหญิงวาดอุทานแล้วกล่าวถามทิดมี "พี่เชยป่วยเป็นอะไรหา บอกฉันหน่อยซีพ่อมี"

พี่ทิดหันมามองดูคุณหญิงวาด แล้วตอบท่านอย่างนอบน้อม

"ผมไม่อยากจะเรียนให้คุณหญิงทราบเลยครับ กลัวคุณหญิงจะหาว่าเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ แต่ผมเป็นคนบ้านนอกคอกนา ก็ต้องเลื่อมใสและเชื่อถือในสิ่งเหล่านี้"

พลพูดเสริมขึ้นทันที

"พูดมาเถอะทิดมี พวกเราไม่มีใครยิ้มเยาะแกหรอก ฉันกำลังอยากจะรู้ว่าลุงของฉันป่วยเป็นอะไร และล้มเจ็บมากี่วันแล้ว"

เจ้าหนุ่มคนสนิทของลุงเชยยิ้มเศร้าๆ

"ผมและพวกชาวบ้านโกรกพระ เชื่อว่าผีปอบมันเข้าสิงคุณลุงแกครับ"

"อุ๊ยตาย" คุณหญิงวาดอุทานดังๆ "ผีปอบเข้าสิง..." แล้วท่านก็หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ "แย่ละค่ะเจ้าคุณ ลงผีปอบเข้าสิงใคร คนนั้นก็มักจะไม่รอด เว้นแต่จะได้อาจารย์ดีๆ มาขับไล่ผี"

ท่านผู้ใหญ่และคณะพรรค ๔ สหายเงียบกริบ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามทิดมีด้วยความสนใจยิ่ง

"ผีเข้าตั้งแต่เมื่อไร"

"ตั้งแต่วันแรมหนึ่งค่ำ เดือนสิบสองครับเจ้าคุณ เก้าวันเข้าวันนี้ คุณลุงแกไปขโมยตัดไม้ในป่าเอามาทำฟืนขายครับ เช่ารถจี๊ปกลางของเถ้าแก่เส็งบุกเข้าไปในป่าพร้อมด้วยผมกับพรรคพวกอีกสามสี่คน การเดินทางต้องไปค้างในป่าขอรับ คืนวันนั้นลุงแกดื่มเหล้ามากไปหน่อย ฤทธิ์เมาทำให้แกด่าท้าทายเจ้าป่าเจ้าเขา พอรุ่งขึ้นแกก็ล้มเจ็บครับ หน้าตาบวมฉุไปหมดแทบจะจำไม่ได้ พวกเรารีบพาลุงกลับมาบ้าน แล้วลุงแกก็ล้มหมอนนอนเสื่อเรื่อยมา"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้น นายแพทย์หนุ่มกล่าวถามทิดมีทันที

"ได้หมอที่ไหนรักษาหรือเปล่า"

"หมอหรือครับ ที่นี่หมอฝรั่งอย่างคุณหมอไม่มีหรอกครับ มีแต่หมอโบราณที่ใช้ยาไทยอันเป็นสมุนไพรในบ้านเรา ทีแรกผมไปตามหมอเวกมารักษา หมอเวกเขาตรวจดูอาการ เขาก็บอกปัดไม่ยอมรักษาให้ หมอเขาว่าเขาไม่ใช่หมอผี ลุงเชยถูกผีเข้าสิงเขาไม่อาจจะช่วยเหลืออะไรได้"

พลกล่าวถามคนสนิทของนายเชย

"แล้วยังไง"

"เมื่อหมอเขาไม่รักษา ผมก็ไปนิมนต์ท่านพระครูพร้อม ให้มารักษาลุงแกครับ ท่านพระครูเป็นหมอโบราณรับรักษาโรคต่างๆ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่โดยไม่คิดมูลค่าอะไรเลย นอกจากนี้ท่านมีความรู้ในทางเวทย์มนต์คาถา เป็นหมอผีที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง แม้แต่คนที่อยู่ตลาดปากน้ำโพยังเอาเรือไอมานิมนต์ท่านพระครูไปปากน้ำโพบ่อยๆ เพื่อให้ท่านช่วยขับไล่ภูตผีปีศาจที่เข้าสิงญาติพี่น้องของเขา"

เสี่ยหงวนถามขึ้นอย่างสนใจ

"แล้วพระครูท่านว่าอย่างไร"

ทิดมีถอนหายใจหนักๆ

"ท่านมาถึงที่บ้าน เห็นหน้าลุงเพียงแว่บเดียวท่านพระครูก็ทราบว่าลุงถูกผีมันเข้าสิง เมื่อท่านนั่งทางในดูเรียบร้อยแล้ว ท่านก็บอกพวกผมว่าผีที่เข้าสิงลุงนั้นเป็นผีปอบ และเป็นผีที่อยู่ในอำนาจของเจ้าพ่อโกรกพระ ลุงแกไปด่าท้าทายเจ้าพ่อ จึงทำให้เจ้าพ่อโกรธแค้นส่งผีมาเข้าสิงลุง ท่านพระครูท่านจนปัญญาขอรับ ขับไล่อย่างไรผีก็ไม่ยอมออก ในที่สุดท่านก็รามือ ปล่อยให้พวกผมรักษากันตามแบบเฮงซวย ผมกับเจ้าสอนอดหลับอดนอนมาหลายคืนแล้ว กลุ้มใจเหลือเกินครับ"

นิกรถามว่า

"อาการของคุณลุงเป็นอย่างไรบ้างล่ะ"

"อาการหรือครับ ก็มีแต่อิดโรยหมดเรี่ยวหมดแรงไปทุกวัน แม้กระทั่งจะลุกขึ้นนั่งก็แทบจะไม่ไหวแล้ว แต่เผลอคนไม่ได้นะครับ หมูดิบๆ ปลาดิบๆ และของสดของคาวที่อยู่ในตู้ในครัว ลุงเชยแอบเข้าไปขโมยกินเรียบหมด" พูดจบทิดมีก็ร้องไห้ด้วยความสงสารลุงเชย "ความจริงลุงแกไม่ได้กินหรอกครับ ผีที่มันสิงอยู่ในร่างของคุณลุงมันเป็นคนกิน โดยอาศัยปากของคุณลุงแก น่าสงสารลุงเหลือเกินครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถอนหายใจหนักๆ

"พี่เชยยังมีสติดีอยู่หรือนายมี"

"บางทีก็พูดกันรู้เรื่องครับเจ้าคุณ แต่บางทีก็พูดเพ้อเอาศัพท์ไม่ได้ เมื่อวานซืนนี้ลุงมีสติดี แกใช้ให้เจ้าสอนขึ้นรถยนต์ไปปากน้ำโพโทรเลขถึงท่าน"

ดร.ดิเรกเดินวนเวียนไปมาบนดาดฟ้าเรือ แล้วเขาก็หัวเราะก้าก

"อิมพอสสิเบิ้ล ไอไม่ยอมเชื่อเป็นอันขาดว่าผีเข้าลุงเชย เรื่องผีเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ ฮ่ะ ฮ่ะ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เดินเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้านายแพทย์หนุ่มแล้วกล่าวว่า

"รีบขึ้นไปเยี่ยมพี่เชยเถอะดิเรก ขอให้แกช่วยเหลืออย่างเต็มมือนะหลานชาย พี่เชยจะรอดพ้นอันตรายได้ก็ด้วยความสามารถของแกคนเดียวเท่านั้น หยูกยาเตรียมมาเรียบร้อยแล้วไม่ใช่หรือ"

ดร.ดิเรกพยักหน้า

"ออไร๋ ผมเตรียมเอามาทุกอย่างแหละครับ แม้กระทั่งนีโอซัลวาซาน"

ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหายพร้อมด้วยท่านผู้ใหญ่และเจ้าแห้วก็พากันขึ้นจากเรือเดินตามทิดมี ผ่านกองฟืนกองพะเนินเทินทึก ซึ่งจัดวางไว้เป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วก็ตรงไปยังเรือนฝากระดานแฝดสองหลัง อันเป็นเคหะสถานของนายเชย พัชราภรณ์

พอขึ้นมาบนเรือน ทุกคนก็แลเห็นพวกเพื่อนบ้านของลุงเชย ทั้งหญิงชายเด็กผู้ใหญ่นั่งหน้าสลอนอยู่ที่หน้าระเบียงเรือนหลังซ้ายมือไม่ต่ำกว่า ๒๐ คน ในจำนวนนี้มีทิดสอนนั่งอยู่ด้วย ทิดสอนแลเห็นวงศาคณาญาติของลุงเชย เขาก็รีบลุกขึ้นเดินผ่านนอกชานตรงเข้ามาต้อนรับคณะพรรค ๔ สหาย ทิดสอนยกมือไหว้ท่านผู้ใหญ่ทั้งสามและ ๔ สหายอย่างนอบน้อม

"เชิญสิครับ ผมกำลังรอคอยท่านอย่างร้อนใจทีเดียว" ทิดสอนพูดยิ้มๆ "เชิญเข้าไปในห้องเถอะครับ ลุงกำลังมีอาการเพียบแปร้ น่ากลัวจะไปไม่ไหวเสียแล้วละครับ"

นิกรกระซิบกระซาบกับเจ้าแห้วเบาๆ

"เฮ้ย-ผีปอมมันดุร้ายไม่ใช่เล่นนะโว้ยอ้ายแห้ว ดีไม่ดีมันเห็นเราเข้ามันออกจากร่างลงเชยและเข้าสิงกัน กันก็แย่เท่านั้นเอง"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานนั่นน่ะซีครับ ผมกำลังนึกอยู่เช่นนี้เหมือนกัน" แล้วเจ้าแห้วก็กระซิบกับนายจอมทะเล้นอย่างแผ่วเบาที่สุด "รับประทาน คุณได้กลิ่นอะไรผิดปกติบ้างไหมครับ กลิ่นฉุยเข้าจมูกไม่ผิดอะไรกับกลิ่นซากศพ"

นิกรจุ๊ย์ปากและกระซิบตอบเจ้าแห้ว

"เปล่า-อย่าเอ็ดไป ข้าปล่อยออกมาเอง วันนี้ล่อถั่วลิสงต้มมากไปหน่อยท้องก็เลยขึ้น"

เจ้าแห้วลอบค้อนนิกร

"โธ่-มิน่าเล่า ผมถึงได้กลิ่นเตะจมูกตลอดเวลา รับประทานเด็ดปีกทิ้งเสียบ้างซีครับ"

นิกรหัวเราะชอบใจ เขาแลเห็นท่านผู้ใหญ่กับเพื่อนเกลอทั้งสามเดินตามทิดมีและทิดสอนเข้าไปในห้องนอนของลุงเชย นายจอมทะเล้นยกมือตบหลังเจ้าแห้วเต็มแรง

"ทำใจให้กล้าหน่อยเถอะวะเจ้าแห้ว เข้าไปเยี่ยมคุณลุงแกหน่อยซิ ขณะนี้เป็นเวลากลางวัน ถึงแม้ผีมันจะหลอกเรา มันก็คงไม่มีทีเด็ดถึงกับแสดงอิทธิฤทธิ์ควักไส้ออกมาให้เราดู หรือทำตาโบ๋แลบลิ้นออกมายาวเฟื้อย ตอนกลางวันอย่างนี้ไม่ปรากฏว่าผีเคยหลอกใครหรอก เข้าไปเถอะวะ อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วไม่พูดว่ากระไร เดินตามนิกรผ่านพวกเพื่อนบ้านของลุงเชยเข้าไปในห้องนอนท่ามกลางสายตาของใครต่อใครที่พากันมองดูเขา

ภายในห้องนอนของเศรษฐีชราเงียบกริบ ลุงเชยนอนอยู่บนเตียงไม้ขนาดสี่ฟิตครึ่ง ซึ่งเป็นเตียงเก่าๆ และไม่มีที่นอน คงมีแต่เสื่อผืนหนึ่ง เก่าและขาดวิ่นแล้วก็มีหมอนเก่าๆ หนุนศีรษะ ร่างของชายชรานอนหงายเหยียดยาวลืมตานิ่งเฉย ลุงเชยซูบผอมจนกระทั่งแลเห็นซีโครง แก้มตอบนัยน์ตาลึกผิดปกติ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดนั่งอยู่บนเตียงนอนของชายชรา ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงนั้น พลกับเสี่ยหงวนและ ดร.ดิเรกนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นห้อง ซึ่งห้องนอนของลุงเชยเป็นห้องแคบๆ กว้าง ๖ ศอก ยาว ๒ วา ภายในห้องปราศจากข้าวของอันมีราคาค่างวด เว้นแต่กำปั่นเหล็กใบมหึมาใบหนึ่ง นอกนั้นก็มีสัพเพเหระข้าวของเท่าที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ

บรรยากาศในห้องนอนของชายชราวังเวงอย่างไรชอบกล ขณะนี้ลุงเชยไม่มีความทรงจำเหลืออยู่ในตัวอีกแล้ว แกนอนนิ่งเฉย ไม่ได้สนใจกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาด ตลอดจน ๔ สหายกับเจ้าแห้วที่อุตส่าห์เดินทางมาจากกรุงเทพฯ เพื่อมาเยี่ยมแก

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เอื้อมมือเขย่าแขนพี่ชายของท่านเบาๆ และมองดูลุงเชยด้วยความสงสารระคนกับความเศร้าใจ

"พี่...พี่เชย ฉันมาเยี่ยมพี่ไม่ดีใจหรอกหรือ ลูกหลานก็มาพร้อม"

ชายชรายิ้มแค่นๆ แต่ไม่ยอมพูดว่ากระไร คุณหญิงวาดหันมาทางนายแพทย์หนุ่ม แล้วท่านก็กล่าวขึ้นว่า

"จัดการรักษาพยาบาลพี่เชยเถอะดิเรก อารู้สึกว่าอาการของพี่เชยไม่สู้จะดีนัก"

ดร.ดิเรกถือกระเป๋าเครื่องเวชภัณฑ์ลุกขึ้นยืน ในเวลาเดียวกันคุณหญิงวาดก็ลุกขึ้น แล้วกล่าวกับนายแพทย์หนุ่มต่อไป

"นั่งที่นี่ซีดิเรก ทำงานของเธอตามสบายเถอะ ถ้าต้องการอะไร เช่น น้ำร้อน ก็บอกให้พ่อมีหรือพ่อสอนเขาช่วยติดไฟต้มเสียเดี๋ยวนี้"

นายแพทย์หนุ่มเดินมานั่งบนเตียงนอนข้างเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ซึ่งเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ รีบลุกขึ้นทันทีและเดินมานั่งบนพื้นกลางห้องข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ดิเรกจ้องตาเขม็งมองดูชายชราซึ่งนอนหายใจรวยริน ในลักษณะของคนเจ็บหนัก เขายกเครื่องฟังขึ้นสวมศีรษะ ใส่ปลายของมันทั้งสองข้างเข้าไปในหู ต่อจากนั้นนายแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ผู้เรืองนามก็เริ่มลงมือตรวจหัวใจ และชีพจรของลุงเชยตามวิธีการแพทย์ของเขาเขาสงสัยว่าลุงเชยป่วยเป็นมาเลเรียอย่างแรง และขณะนี้เชื้อมาเลเรียได้ขึ้นสมองแล้วจึงทำให้เพ้อคลั่งผิดปกติ แต่เขายังไม่มั่นใจนัก จึงทำการตรวจต่อไป ในราวสิบนาที นายแพทย์หนุ่มก็หันมายิ้มกับเสี่ยหงวน พลางยกมือเกาศีรษะ

"ตรวจยากเหลือเกินโว้ย แกช่วยมาตรวจอาการของคุณลุงหน่อยเถอะวะอ้ายเสี่ย

"อ้าว" กิมหงวนเอ็ดตะโร "กันไม่ใช่หมอนะโว้ย หนอยแน่ะ จะให้กันตรวจโรคด้วยเครื่องฟัง กันไม่เคยตรวจใครหรอก กันเคยแต่ให้หมอเขาตรวจ จำได้ว่าพอตรวจเสร็จหมอก็ฉีดยาให้"

ดร.ดิเรกเอื้อมมือจับชีพจรของลุงเชย แล้วเขาก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นจับเวลาการเดินของชีพจร ในที่สุดดิเรกก็ตัดสินใจวินิจฉัยโรคว่าลุงเชยป่วยเป็นมาเลเรียขึ้นสมอง ซึ่งอาการขั้นนี้คนไข้น้อยรายนักที่จะรอดพ้นอันตรายได้

นายแพทย์หนุ่มร้องเรียกลุงเชยเบาๆ

"คุณลุง...คุณลุงครับ"

ชายชราพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง นัยน์ตาของแกขวางและมีประกายแห่งความดุดัน ลุงเชยแสยะยิ้มเล็กน้อยและพูดกับนายแพทย์หนุ่มด้วยเสียงกังวานและหนักแน่น

"มึงเป็นใคร"

ดร.ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ผม-ดิเรก หลานชายของคุณลุงอย่างไรล่ะครับ"

คนไข้เค้นหัวเราะเหมือนกับขบขันเสียเต็มประดา

"เจ้าเป็นหลานข้า ถุย-อย่ามาโกหกข้าเลยวะ ข้าไม่เคยมีหลานแม้แต่คนเดียว เอ็งเป็นใครมาจากไหน"

ดร.ดิเรกยิ้มอีกครั้ง ประคองชายชราให้ลงนอนบนเตียงตามเดิม

"ทำใจให้ปกติเถอะครับ ผมจะให้ความช่วยเหลือคุณลุงจนสุดความสามารถของผม และถ้าหากว่าคุณลุงตายผมก็จะช่วยจัดการทำศพให้อย่างหรูหราสมเกียรติทีเดียว"

ชายชรานอนนิ่งเฉย แกกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง สักครู่ก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แสดงว่าไม่สู้จะพอใจนัก

"กูคือเจ้าป่าแห่งขุนเขา ซึ่งไกลออกไปจากหมู่บ้านนี้ไม่เท่าไรนัก ฮะ ฮะ อ้ายเชยมันดูถูกหมิ่นกู มันท้าทายกู ทำให้กูได้รับความเจ็บช้ำน้ำใจมาก กูก็เลยส่งคนของกูให้มาทำร้ายอ้ายเชย เพื่อเอาชีวิตมันไปเมืองผี"

นายแพทย์หนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ หันมาพูดกับเพื่อนเกลอของเขา

"ไม่ได้ความเสียแล้วละโว้ย คุณลุงแกพูดเพ้อเจ้อ พูดเรื่องเหลวไหลไร้สาระ"

คนไข้ทำตาเขียวกับนายแพทย์หนุ่ม

"มึงน่ะซีพูดเหลวไหลไร้สาระ"

คุณหญิงวาดกล่าวกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาๆ

"ขณะนี้เจ้าพ่อท่านกำลังเข้าสิงร่างของพี่เชย ดิฉันจะลองสัมภาษณ์เจ้าพ่อท่านดูนะคะ ถ้าอย่างไรก็จะได้ขอความกรุณาท่าน" พูดจบคุณหญิงวาดก็คลานมานั่งพับเพียบอยู่ข้างเตียงนอนของลุงเชย แล้วประนมมือไหว้ลุงเชย "เจ้าพ่อขา... เจ้าพ่อทรงพระนามว่าอย่างไรคะ"

คราวนี้คนไข้ผุดลุกขึ้นนั่งอีก และนั่งในท่าขัดสมาธิทำปากเบี้ยวปากบูดนัยน์ตาถลน ยักคิ้วแผล็บๆ แลบลิ้นเอียงคอไปมา ขาทั้งสองข้างสั่นพั่บๆ เหมือนคนที่ถูกเจ้าเข้าทรง เจ้าแห้วกับนิกรถอยหลังกรูด เขยิบไปนั่งข้างประตูห้อง ถ้าหากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็จะได้ลุกขึ้นวิ่งหนีออกไปก่อน ทั้งเจ้าแห้วและนิกรอยู่บริษัทเดียวกัน คือบริษัทตาแหก

ชายชราเค้นหัวเราะเสียงลั่นห้อง แล้วพูดกับคุณหญิงวาด

"กูคือเจ้าพ่อจันทร์ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขาเบื้องหลังหมู่บ้านนี้ อ้ายเชยมันดูถูกกูมาก บังอาจเยี่ยวรดศาลกู ลบหลู่ดูหมิ่นกูถึงเพียงนี้ กูจะต้องเอาชีวิตอ้ายเชยให้ได้ กูส่งผีปอบของกูให้มันมากินอ้ายเชย กูจะฆ่าอ้ายเชยแบบทรมาน ให้มันตายอย่างทุเรศพอสิ้นใจตายร่างกายของมันก็จะเหม็นเน่า ฮ่ะ ฮ้า มันไม่รู้จักฤทธิ์เดชของกู"

คุณหญิงวาดอกสั่นขวัญแขวน ก้มลงกราบเจ้าพ่อจันทร์ด้วยความเคารพเกรงกลัว

"เจ้าพ่อเจ้าขา เท่าที่พี่เชยได้บังอาจดูหมิ่นล่วงเกินเจ้าพ่อนั้น ก็เนื่องจากพี่เชยกำลังเมาเหล้า เจ้าพ่อกรุณายกโทษให้พี่เชยสักครั้งเถอะค่ะ ลูกช้างจะจัดตั้งเครื่องสังเวยถวายเจ้าพ่อให้มากมายทีเดียว มีทั้งหมูเห็ดเป็ดไก่ และขนมนมเนยอาหารคาวหวานให้พร้อม"

คนไข้สั่นศีรษะและหลับตาพูด

"กูไม่เอา กูเป็นเจ้าที่ไม่เคยกินสินบนใครเลย ใครนับถือกูกูก็ช่วยเหลือคุ้มรักษา ใครไม่นับถือกูก็แล้วไป แต่ถ้าใครดูหมิ่นกูแล้วกูก็จะต้องตอบแทนมันให้สาสม"

อาเสี่ยกิมหงวนเกิดบ้าบิ่นขึ้นมาอย่างประหลาด เขากระชากแว่นตาขอบกระออกเก็บใส่กระเป๋า แล้วพรวดพราดลุกขึ้นยืน ม้วนแขนเสื้อเชิ๊ตขึ้นทั้งสองข้าง จ้องมองดูลุงเชยแล้วพูดกับพรรคพวกของเขา

"ข้าจะลองดีกับเจ้าพ่อจันทร์หน่อย ให้มันรู้ดีรู้ชั่วว่าเจ้าพ่อกับกันใครจะเก่งกว่ากัน"

"อุ๊ยตาย" คุณหญิงวาดอุทานขึ้น "นั่งลงพ่อหงวน นั่งลงและกราบขอโทษเจ้าพ่อเดี๋ยวนี้"

อาเสี่ยหัวเราะอย่างขบขัน

"ผมไม่กราบละครับ ผมจะเตะปากเจ้าพ่อให้คุณอาดูเดี๋ยวนี้แหละ" พูดจบกิมหงวนก็ยกมือชี้หน้าลุงเชย "เฮ้ย-เจ้าพ่อจันทร์ ถ้าแกเก่งจริงแสดงอิทธิฤทธิ์หักคอกันหน่อยเถอะวะ"

คนไข้จ้องมองดูอาเสี่ยด้วยแววตาอันแข็งกร้าว

"หน็อย...มึงไม่รู้จักอะไร จะเอาชีวิตมาทิ้งเสียที่โกรกพระเปล่าๆ มึงพูดจาก้าวร้าวดูหมิ่นกู"

"เออซีวะ" อาเสี่ยพูดเกือบเป็นเสียงตะโกน "มา-เจ้าพ่อจันทร์ ลุกขึ้นมาซี มากินหมากหน้าฝาดๆ เสียหน่อย"

ลุงเชยเผ่นพรวดลุกขึ้นจากเตียงนอน ยกมือชี้หน้ากิมหงวน พลางเดินเข้ามาประชิดตัวอาเสี่ย

"อ้ายหนุ่มลูกคางใส เมื่อมึงไม่นับถือกูทำไมมึงจะต้องดูถูกดูหมิ่นกูอย่างนี้"

อาเสี่ยอมยิ้ม และแล้วทันใดนั้นเองหมัดขวาของเสี่ยหงวนก็ลั่นปังออกไปถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของลุงเชย ทำให้ร่างของชายชราเซถลาไปปะทะเตียงนอน และล้มฮวบลงกลางห้อง

อาเสี่ยหัวเราะก้ากใหญ่

"ไงวะ เจ้าพ่อ เจอหมากเข้าให้แล้วละซีนะ หน้าฝาดเสียด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบเดินเข้ามาขวางกลาง

"อย่าเอะอะไปอ้ายเสี่ย อาขอทีเถอะวะ ถ้าหากว่าแกไม่นับถือเจ้าพ่อแกก็ควรนั่งเฉยๆ วิสัยของคนที่เจริญแล้วเขาย่อมไม่ดูถูกดูหมิ่นสิ่งที่ผู้อื่นสักการะเคารพ นั่งลงเถอะอ้ายเสี่ย แกมันชักจะยุ่งใหญ่แล้ว"

กิมหงวนทรุดตัวลงนั่งบนพื้นห้องตามเดิม ส่วนชายชรานอนหลับสนิทกรนเสียงเบาๆ อยู่บนพื้น ดร.ดิเรกกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ช่วยกันประคองลุงเชยลุกขึ้นและให้นอนบนเตียงขอแกต่อไป

นายแพทย์หนุ่มหันมาทางทิดมีคนใช้ของลุงเชย

"ขอน้ำร้อนให้ฉันสักหน่อยเถอะทิดมี ฉันจะฉีดยาให้คุณลุง แต่จะต้องต้มเข็มและหลอดฉีดยาให้เรียบร้อยเสียก่อน

ทิดมีรับคำสั่ง แล้วลุกขึ้นเดินก้มตัวออกไปจากห้อง ต่อจากนั้นอีกสักครู่หนึ่ง นายแพทย์หนุ่มก็จัดแจงฉีดยาอาเทบรินให้ชายชราหนึ่งเข็ม ซึ่งเขามั่นใจว่าลุงเชยป่วยเป็นโรคมาเลเรียขึ้นสมองอย่างไม่ต้องสงสัย แล้วนายแพทย์หนุ่มก็ฉีดยานอนหลับให้ลุงเชยอีกหนึ่งเข็มในเวลาไล่ๆ กัน คณะพรรค ๔ สหายและท่านผู้ใหญ่นั่งเฝ้าดูอาการของลุงเชย จนกระทั่งได้ยินเสียงชายชรากรนลั่นห้องแข่งกับเสียงกรนของนิกร ซึ่งนั่งพิงเสาเรือนสับปะหงกงึกๆ

คุณหญิงวาดกล่าวกับ ๔ สหายเบาๆ

"พี่เชยแกหลับแล้ว พวกเราไปพักผ่อนกันที่เรือเถอะ ปล่อยให้แกหลับตามสบาย คุยกันที่นี่หนวกหูพี่เชย"

ทุกคนเห็นพ้องด้วย ต่างพากันลุกขึ้นแล้วเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็กล่าวกับทิดสอนว่า

"ถ้าพี่เชยมีอาการอย่างไร แกรีบไปตามพวกเราที่เรือโดยเร็วเชียวนะ ฉันเชื่อว่าดิเรกคงจะช่วยให้พี่เชยได้รอดพ้นอันตรายในวันสองวันนี้"

นายสอนยิ้มเศร้าๆ

"ครับ-ครับ เชิญใต้เท้ากับพวกคุณๆ ไปพักผ่อนที่เรือให้สบายเถอะครับ ประเดี๋ยวผมจะช่วยกันทำอาหารกลางวันและนำไปให้ที่เรือ"

นิกรตกใจตื่นพรวดพราดลุกขึ้นยืน และยิ้มให้ทิดสอน

"ถ้าอย่างไรละก็แกงไก่ต้มข่าต้อนรับฉันหน่อยนะทิดสอน แล้วฉันจะให้รางวัลเบียร์แช่เย็นสองขวด"

เสี่ยหงวนยกมือผลักหน้านายจอมทะเล้นค่อนข้างแรง

"โธ่-อ้ายเวรเอ๊ย กำลังนั่งหลับกรนคร่อกๆ พอพูดถึงเรื่องกินตกใจตื่นตาสว่างเลย"

นิกรยิ้มอายๆ

"แกก็รู้ดีแล้วนี่หว่า ว่ากันชอบกินและชอบนอนมากกว่าอย่างอื่น การกินช่วยให้ร่างกายของเราแข็งแรง ส่วนการนอนช่วยให้ร่างกายของเราได้พักผ่อน"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหายและท่านผู้ใหญ่พร้อมด้วยเจ้าแห้วก็พากันออกไปจากห้องนอนของลุงเชย ทุกคนเต็มไปด้วยความห่วงใยชายชราซึ่งกำลังเจ็บหนัก ถึงกับพูดเพ้อเอาส่ำไม่ได้

ตอนหัวค่ำคืนวันนั้นเอง

แสงไฟฟ้าที่เรือยนต์ปิกนิคส่องสว่างราวกับกลางวัน เสียงเครื่องทำไฟฟ้าครางกระหึ่มตลอดเวลา ๔ สหายกับท่านผู้ใหญ่และเจ้าแห้วนั่งพักผ่อนอยู่บนดาดฟ้าเรือ 'นวลลออ' ซึ่งทุกคนได้รับประทานอาหารค่ำเสร็จเรียบร้อยเมื่อสักครู่นี้

ดร.ดิเรกกำลังอธิบายให้เพื่อนๆ ของเขาทราบว่าลุงเชยป่วยเป็นโรคมาเลเรียขึ้นสมอง ถึงพูดเพ้อฟังไม่รู้เรื่อง ตอนสุดท้ายเขากล่าวว่า

"กันขอบอกตามตรงว่าอาการป่วยของคุณลุงอยู่ในขีดอันตรายเสียแล้ว บางทีอาจจะจบชีวิตของท่านในคืนวันนี้ก็ได้ ซึ่งไม่มีหมอคนใดในโลกนี้ที่จะให้ความช่วยเหลือช่วยชีวิตคุณลุงของเราไว้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หน้าสลด ท่านกล่าวกับนายแพทย์หนุ่มทันที

"ถึงอย่างไรก็ขอให้แกช่วยเหลือ ให้เต็มที่นะหลานชาย ไม่มีหวังบ้างเสียเลยหรือดิเรก"

ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ความหวังน่ะพอจะมีละครับ แต่เห็นจะเพียงเปอร์เซ็นเดียวเท่านั้น คุณอาอย่าเสียอกเสียใจมากนักเลยครับคุณลุงแกแก่มากแล้ว พรหมลิขิตขีดอายุคุณลุงไว้เพียงเท่านี้"

คุณหญิงวาดทำตาแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้

"โธ่-น่าสงสารเหลือเกิน เห็นหน้ากันอยู่หลัดๆ แท้ๆ ตายเสียแล้ว"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สะดุ้งเฮือก

"ยัง ยังไม่ตายจ้ะคุณหญิงจ๋า แล้วกันโว้ย"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ มองฝ่าความมืดไปยังเรือนพักของนายเชย

"ดิฉันฟังไม่ถนัดค่ะ วิทยุมันดังกลบเสียงพ่อดิเรกก็เลยได้ยินเป็นว่าพี่เชยสิ้นใจตายเสียแล้ว แต่ว่าเห็นจะไม่รอดหร็อกนะคะเจ้าคุณ เมื่อตอนใกล้จะพลบค่ำ ดิฉันขึ้นไปเยี่ยมดิฉันได้กลิ่นเหม็นสางแล้ว ตอนจะกลับมาเรือพอออกมาพ้นห้องพี่เชย ก็ได้ยินเสียงเศลษหางวัวตีครอกๆ อาการของพี่เชยเข้าขั้นตรีฑูตแล้ว"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทำตาปริบๆ

"อย่าแช่งพี่ฉันหน่อยเลยน่าคุณหญิง ถึงอย่างไรพี่เชยก็เป็นพี่ชายร่วมสายโลหิตของฉัน"

"อุ๊ยตาย ดิฉันแช่งเมื่อไหร่ล่ะคะ"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"ถึงคุณอาหญิงไม่แช่งลุงเชยก็ต้องม่องเท่งอย่างไม่ต้องสงสัย เชื่อผมเถอะครับ ลงอาการเพียบอย่างนี้แล้วไม่มีทางรอดเลย ผมเคยเห็นมามากต่อมากแล้ว ผมคิดว่าขณะนี้ลุงเชยแกอาจจะตายแล้วก็ได้ เท่าที่ยังเคลื่อนไหวได้ และพูดได้ก็ด้วยอำนาจผีปอบที่มันสิงอยู่ในตัวลุงเชย"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มให้นิกร

"เหลวไหล มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ผีสางอะไรกัน ลุงเชยแกป่วยเป็นมาเลเรียขึ้นสมองต่างหาก กันเป็นหมอกันรู้จักและเข้าใจดี และเคยรักษาคนไข้ที่เพ้อคลั่งอย่างนี้มามากต่อมากแล้ว"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรกันอีก ทิดสอนก็วิ่งกระหืดกระหอบมาที่ตลิ่ง และร้องตะโกนเรียกเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ด้วยเสียงอันดัง

"เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ครับ เจ้าคุณครับ"

ท่านผู้ใหญ่และพรรค ๔ สหายต่างพากันมองดูทิดสอนซึ่งยืนอยู่ข้างกองฟืน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ร้องเรียกคนของนายเชย

"ลงมาในเรือซีทิดสอน"

ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่เดินมาที่สะพานน้ำ และก้าวลงมาในเรือ 'นวลลออ' ขึ้นมาบนดาดฟ้าท่ามกลางแสงไฟฟ้าอันสว่างไสวจากเครื่องทำไฟขนาดห้ากิโลวัตต์

พอแลเห็นหน้าทิดสอน คุณหญิงวาดก็กล่าวถามทันที

"ว่าไงทิดสอน"

ใบหน้าของทิดสอนซีดเผือด นัยน์ตาของเขาแสดงความหวาดกลัวในเหตุการณ์อะไรบางอย่าง เขาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าแล้วรายงานให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทราบ

"ไม่ไหวแล้วละครับเจ้าคุณ ผมกับเจ้ามีจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว โปรดขึ้นไปดูลุงแกหน่อยซีครับ"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นในหมู่คณะพรรค ๔ สหายทันที คุณหญิงวาดกล่าวถามคนของพี่ผัวของท่าน

"พี่เชยเป็นยังไงไปทิดสอน"

ทิดสอนถอนหายใจเฮือกใหญ่ กระพุ่มมือไหว้คุณหญิงวาดแล้วพูดนอบน้อมเหมือนเช่นเคย

"ผีปอบที่มันเข้าสิงลุงมันอาละวาดน่ะซีครับ"

คุณหญิงวาดอ้าปากหวอ

"ตายแล้ว...มันทำอย่างไรทิดสอน" ท่านพูดเกือบเป็นเสียงกระซิบ ท่าทางของท่านเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

ทิดสอนว่า "ลุงแกลงไปในเล้าไก่ใต้ถุนเรือนครับคุณหญิง จับไก่เป็นๆ ฉีกกินสองสามตัวแล้ว ผมกับเจ้ามีเอาตะเกียงรั้วไปส่องดูที่เล้าไก่ ลุงแกตะโกนด่าผมเสียงเอะอะเอ็ดตะโรลั่นบ้าน ความจริงลุงแกไม่ได้ด่าหรอกครับ ผีปอบที่มันสิงอยู่ในร่างของแกมันด่าผม และสวมรอยทำเป็นว่ามันคือลุงเชย"

นิกรเขยิบเข้ามานั่งเบียดเสียดเจ้าแห้ว แล้วพูดกับเจ้าแห้วด้วยเสียงระล่ำระลัก

"แย่แล้วโว้ยอ้ายแห้ว ถ้ามันกินตับไตไส้พุงลุงเชยจนหมดแล้ว มันก็คงจะออกจากร่างคุณลุงมาเข้าพวกเรา คนใดคนหนึ่ง บรื๊อวส์...น่ากลัวโว้ย เล่นกับผีมันลำบากดีไม่ดีมันเอาเราถึงตาย"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานนั่นน่ะซีครับ ผมว่ารับประทานคุณกับผมสองคนสมัครเฝ้าเรือดีกว่า ถ้าอย่างไรจะได้ปลอดภัยไว้ก่อน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวกับคณะพรรค ๔ สหาย

"ขึ้นไปดูพี่เชยให้เห็นเท็จจริงหน่อยเถอะวะ ถ้าหากผีปอบเข้าสิงพี่เชยจริงๆ แล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะมารักษาพยาบาลพี่เชย ป่านนี้แกอาจจะตายแล้วอย่างที่อ้ายกรมันว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า "แปลกมากที่เดียวเจ้าคุณ ดิเรกมันว่าพี่เชยเป็นมาเลเรียขึ้นสมอง และขณะนี้พี่เชยก็มีอาการทรุดหนักนอนซมอยู่บนเตียงในห้อง ก็แล้วทำไมพี่เชยถึงมีกำลังแข็งแรงสามารถเดินลงไปเล้าไก่ และจับไก่เป็นๆ กิน อย่างนี้มันผีปอบนี่ครับเจ้าคุณ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ผมเองก็งงไปหมดแล้ว ไม่อาจจะเข้าใจอะไรได้ ให้ดิเรกมันอธิบายเถอะครับ"

นายแพทย์หนุ่มพูดกับพ่อตาของเขาทันที

"อย่าสงสัยในเรื่องที่เกี่ยวกับผีๆ สางๆ เลยครับคุณพ่อ เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้ เชื่อผมดีกว่าครับผมจะอธิบายให้ฟัง คนไข้ที่ป่วยเป็นมาเลเรียและเชื้อมาเลเรียขึ้นสู่สมอง ประสาทส่วนสมองของเขาย่อมใช้การไม่ได้และพิษไข้นั้นทำให้เกิดอาการคลุ้มคลั่ง บางขณะก็นอนซมอยู่บนที่นอน และบางทีก็ลุกขึ้นเดินไปไหนมาไหนได้ เท่าที่คุณลุงลงไปเล้าไก่และจับไก่เป็นๆ ฉีกกินเป็นอาหารก็เนื่องจากพิษไข้นั่นเอง"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ว่า "ไปดูกันเถอะพวกเราชักกลุ้มเสียแล้ว"

อาเสี่ยพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"อย่ากลุ้มเลยครับ อย่างไรเสียคุณลุงก็คงไม่รอดพ้นคืนวันนี้ไปได้ ผมกล้าต่อร้อยเอาหนึ่ง เมื่อตอนพลบค่ำผมสังเกตเห็นหน้าตาของคุณลุงเปลี่ยนแปลงไปแล้ว และมีอาการเหนื่อยหอบผิดปกติ ซึ่งคนใกล้จะตายมักจะมีอาการอย่างนี้"

"ว้า--" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อุทาน แล้วทำตาเขียวกับเสี่ยหงวน "ข้ารู้สึกว่าทุกคนพยายามแช่งชักหักกระดูกพี่เชยเสียจริงๆ "

คุณหญิงวาดกล่าวขึ้นด้วยความหมั่นไส้สามีของท่าน

"โอ๊ย-ใครนะมันจะอยู่ค้ำฟ้า อายุตั้งป่านนี้แล้ว พี่เชยน่ะถึงแช่งหรือไม่แช่งแกก็ตาย อ้ายเราวิจารณ์ด้วยเหตุผลกลับหาว่าเราแช่ง ประเดี๋ยวแม่เดือดขึ้นมา แม่ก็แช่งเสียจริงๆ หรอก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ลอบค้อนภรรยาของท่าน ต่อจากนั้นท่านผู้ใหญ่ทั้งสามคนก็ลุกขึ้นยืน และพากันลงบันไดไปชั้นล่าง ดร.ดิเรกฉุดแขนพลกับอาเสี่ยให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้วมองดูนิกรกับเจ้าแห้วซึ่งนั่งเบียดเสียดกันอยู่บนดาดฟ้าข้างราวลูกกรงเรือ

"ว่ายังไงอ้ายกร ขึ้นไปดูคุณลุงแกหน่อยซี" นายแพทย์หนุ่มพูดยิ้มๆ

นายจอมทะเล้นยิ้มแหยๆ

"แฮ่ะ-แฮ่ะ ให้กันกับอ้ายแห้วอยู่เฝ้าเรือดีกว่า"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก ปราดเข้ามากระชากแขนนิกรกับเจ้าแห้วให้ลุกขึ้น

"อย่าตาแหกให้มันมากนักเลยวะ ถึงแม้ผีปอบมันจะเข้าสิงลุงเชยจริง เราก็ไม่เห็นจะต้องกลัวมัน"

นิกรฝืนยิ้มอย่างยากเย็น

"อ้ายกลัวน่ะไม่กลัวหรอก แต่มันไม่กล้า"

พลหัวเราะหึๆ

"นั่นแหละเขาเรียกว่ากลัวละ"

นิกรเอียงคออมยิ้ม

"กลัวกับไม่กล้ามันต่างกันโว้ย อย่างน้อยก็เขียนไม่เหมือนกัน"

พลทำตาเขียวกับนิกรและเจ้าแห้ว แล้วพูดด้วยเสียงบังคับ

"ไป-ขึ้นไปบนบ้านคุณลุงด้วยกันเดี๋ยวนี้ บางทีคืนนี้เราอาจจะต้องนั่งเฝ้าดูอาการของคุณลุงจนสว่างก็ได้ กันเองก็รู้สึกว่าคุณลุงคงไม่รอดแน่"

ครั้นแล้ว ๔ สหายกับเจ้าแห้วก็พากันลงไปจากดาดฟ้าเรือ 'นวลลออ' ก้าวขึ้นสะพานท่าน้ำรีบติดตามท่านผู้ใหญ่ทั้งสามและทิดสอนตรงไปยังเรือนพักของลุงเชย

ทิดมีถือตะเกียงรั้วดวงหนึ่งยืนอยู่ข้างต้นมะขามเทศ ห่างจากตัวเรือนเล็กน้อย พอแลเห็นท่านผู้ใหญ่และคณะพรรค ๔ สหาย คนสนิทของนายเชยก็รีบวิ่งเหยาะๆ เขามาหา

"แย่แล้วครับเจ้าคุณ" ทิดมีกล่าวกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ด้วยเสียงสั่นเครือผิดปกติ "ลุงแกไม่ยอมออกจากเล้าไก่ครับ แกล่อไก่เป็นๆ เข้าไปสองตัวแล้ว"

ดร.ดิเรกเต็มไปด้วยความประหลาดใจอย่างใหญ่หลวง เขากล่าวกับทิดมีทันที

"เล้าไก่อยู่ตรงไหน พาพวกเราไปหน่อยซีทิดมี"

เจ้าหนุ่มคนสนิทของนายเชนถือตะเกียงรั้วเดินนำหน้าพาท่านผู้ใหญ่และ ๔ สหายพร้อมด้วยเจ้าแห้วเดินอ้อมไปทางหลังเรือน และตอนหนึ่งของใต้ถุนเรือนเป็นเล้าไก่ใหญ่ สร้างด้วยไม่ไผ่มั่นคงแข็งแรงมาก

เสียงไก่ร้องลั่นเล้า บ้างก็บินพึ่บพั่บส่งเสียงกระต๊ากสับสนอลหม่าน ทิดมีพาท่านผู้ใหญ่ทั้งสามและคณะพรรค ๔ สหายบุกเข้ามาในเล้าไก่ จากแสงสว่างของตะเกียงรั้ว ทุกคนต่างหยุดชะงักและจ้องตาเขม็งมองไปที่ร่างของลุงเชย ซึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น มือขวาถือขาไก่ชิ้นหนึ่งยกขึ้นกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย บนตักของลุงเชยมีไก่วางอยู่หนึ่งซีก ไก่ที่เป็นอาหารของลุงเชยนี้เป็นไก่อูตัวเมีย มันถูกชายชราจับกินเป็นๆ

ทุกคนตื่นตะลึงไปตามๆ กัน ต่างแลเห็นใบหน้าของลุงเชยถมึงทึงน่ากลัว นัยน์ตาคมวาวโรจน์ผิดปกติ เลือดไก่เปื้อนเปรอะเลอะเทอะปากของแก ชายชรามองดูท่านผู้ใหญ่และคณะพรรค ๔ สหาย แล้วลุงเชยก็แสยะยิ้ม พยักหน้าหงึกๆ

"ฮ่ะ ฮ่ะ ข้าเพิ่งรู้ความจริงเดี๋ยวนี้ว่าเนื้อไก่ดิบๆ มันโอชากว่าเนื้อไก่ที่ต้มแกงแล้วเป็นกอง คืนนี้ข้าจะกินไก่ให้หมดเล้า ข้ากำลังมีความสุขอย่างที่สุด โลกนี้เป็นของข้าแล้ว"

นิกรกับเจ้าแห้วตัวสั่นงันงก ทั้งสองถอยหลังออกมายืนข้างประตูเล้าไก่ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ มองดูพี่ชายของท่านด้วยความสงสารและเศร้าใจ แล้วท่านก็จูงมือเจ้าคุณปัจจนึกฯ พาเดินเข้าไปหานายเชย

"พี่เชย...." เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ร้องเรียกพี่ชายของท่าน

คนไข้ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองดูน้องชายของเขา

"ว่ายังไงอ้ายน้องชาย พวกเอ็งอยากกินไก่ดิบๆ อย่างข้าบ้างก็เอาซีไก่ในเล้านี้เป็นไก่ของข้า ใครอยากกินก็กินเถอะวะ ข้าไม่หวงห้ามหรอก"

เจ้าคุณสั่นศีรษะช้าๆ แล้วถอนหายใจเบาๆ สายตาของท่านที่มองดูนายเชยนั้นเต็มไปด้วยความสมเพชเวทนา

"พี่เชย โยนไก่ทิ้งเสียเถอะพี่ ขึ้นไปบนเรือนดีกว่า ประเดี๋ยวฉันจะให้คนเรือมันทำอาหารดีๆ มาให้พี่เชยกิน ขนมปัง กาแฟ ไข่ดาว หมูแฮม ของเรามีมาทั้งนั้น"

ชายชราสั่นศีรษะปฏิเสธ

"อย่ายุ่งกับข้าหน่อยเลยวะ ปล่อยข้าตามเรื่องเถอะและอย่ามารบกวนข้า ข้ากำลังมีความสุข ไก่ดิบๆ มีรสชาติชวนกินมาก เอ็งลองดูสักตัวเอาไหมล่ะ ข้ารับรองว่าถ้าเอ็งได้กินไก่ดิบๆ เข้าไป หัวของเอ็งอาจจะหายล้านได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือกพร้อมกับทำคอย่น แล้วท่านก็เผลอพูดออกมาอย่างเดือดดาล

"โธ่-เดี๋ยวก็เตะตูมเข้าให้เท่านั้นเอง"

คุณหญิงวาดหัวเราะคิ๊ก แล้วกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คนเจ็บคนไข้อย่าถือสาเลยค่ะเจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"อ้ายผมน่ะว่าจะไม่ถือหรอกครับ แต่แล้วมันก็อดถือไม่ได้"

ดร.ดิเรกพาพลกับเสี่ยหงวนเข้ามายืนข้างๆ ลุงเชย นิกรนึกกล้าขึ้นมาก็จูงมือเจ้าแห้วตามเข้ามาด้วย พลกล่าวกับนายจอมทะเล้นเพื่อนเกลอของเขา

"แกลองสัมภาษณ์คุณลุงหน่อยเถอะวะอ้ายกร แล้วก็หาทางชวนคุณลุงขึ้นไปบนเรือน เพื่อให้คุณลุงได้พักผ่อนหลับนอนเสีย"

นิกรก้มตัวลงมองดูชายชรา ซึ่งเปรียบเหมือนกับว่าเป็นลุงของเขาด้วย

"คุณลุงครับ คุณลุงจำผมได้ไหม"

นายเชยแสยะยิ้ม

"ทำไมข้าจะจำเอ็งไม่ได้ เอ็งคืออ้ายกรหลานของข้า"

นายจอมทะเล้นหัวเราะเบาๆ

"คุณลุงกินอะไรน่ะครับ"

ชายชรามองดูขาไก่ในมือของแก แล้วชูขาไก่อวดนิกร

"ข้ากินไก่ซีวะอ้ายหมา ไก่ดิบๆ อย่างนี้แหละมีทั้งวิตามินและโปรตีนพร้อม" พูดจบก็ยกขาไก่อีกข้างหนึ่งซึ่งวางอยู่บนตักของแก ส่งให้นายจอมทะเล้น "เอ้า-เอ็งลองกินดูสักขาหนึ่งซีอ้ายหลานชาย"

นิกรเอื้อมมือรับขาไก่และยกขึ้นพิจารณาดู

"กินเข้าไปได้หรือคุณลุง ไก่นี่มันยังดิบๆ อยู่นี่ครับ และขนก็ยังไม่ได้ถอน"

คนไข้หัวเราะเสียงปร่าๆ ชอบกล

"ถ้าหากว่ากินไม่ได้ ข้าจะกินมันเข้าไปทำไมกัน เอ็งลองดูเถอะวะอ้ายหมากร แล้วต่อไปเอ็งจะติดใจไม่ยอมกินไก่ที่เขาต้มแกงแล้ว"

นายจอมทะเล้นทำหน้าชอบกล เขายกไก่ขึ้นดมแล้วทำจมูกยู่ยี่ สักครู่หนึ่งนิกรก็อ้าปากทำท่าจะกัดขาไก่ คุณหญิงวาดเอ็ดตะโรลั่น

"เฮ้ย-อย่ากินเข้าไปนะอ้ายกร"

นิกรหัวเราะก้าก

"ใครจะกินเข้าไปได้ครับคุณอา" พูดจบเขาก็ส่งขาไก่คืนให้นายเชย "คุณลุงรับประทานคนเดียวเถอะครับ สำหรับผมรับประทานไม่ลงแน่"

คนไข้กระชากขาไก่เอามาจากมือนิกร

"เอ็งไม่กินก็ดี ข้าจะได้เก็บไว้กินคนดียว"

ท่านผู้ใหญ่และ ๔ สหายต่างจ้องตาเขม็งมองดูนายเชยซึ่งกัดขาไก่กินอย่างเอร็ดอร่อย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำท่าผะอืดผะอมเพราะรู้สึกคลื่นไส้เต็มทน กิมหงวนทำคอขย้อนเหมือนกับจะอ้วก คุณหญิงวาดทำหน้าปั้นยากที่สุด ทุกคนนึกปลงอนิจจังในใจ

ในที่สุดคุณหญิงวาดก็ร้องไห้กระซิกๆ ท่านยกมือจับแขนเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แล้วกล่าวว่า

"น่าสงสารพี่เชยเหลือเกิน เป็นโรคเวรกรรมอะไรอย่างนี้ก็ไม่รู้ กินกระทั่งไก่ดิบๆ "

ลุงเชยเงยหน้าขึ้นมองดูคุณหญิงวาด แล้วแกก็หัวเราะชอบใจ

"อย่าสงสารฉันเลยคุณหญิง ฉันได้กินไก่ดิบๆ อย่างนี้ มันเป็นความสุขและความพอใจของฉันอย่างยิ่ง คุณหญิงลองดูหน่อยซี"

คุณหญิงวาดสั่นศีรษะ

"ไม่รับละค่ะ"

"ทำไมล่ะ"

"ดิฉันกลัวขนไก่มันลงไปแยงลำไส้ กินเข้าไปได้หรือคะไก่ดิบๆ "

คนเจ็บไม่พูดว่ากระไร คงกัดกินไก่ดิบๆ ต่อไปอย่างเอร็ดอร่อย ริมฝีปากของลุงเชยเลอะเทอะเปรอะเปื้อน ท่านผู้ใหญ่และ ๔ สหายต่างยืนมองดูด้วยความประหลาดใจไปตามกัน

แล้วเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็กระซิบกระซาบกับพล พัชราภรณ์ ลูกชายสุดที่รักคนเดียวของท่าน

"พลโว้ย เจ้าพยายามหาทางพาลุงของเจ้าขึ้นไปบนเรือนทีเถอะลูก ให้แกนอนหลับพักผ่อนเสียบ้าง"

พลรับคำสั่งเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แล้วทุดตัวลงนั่งข้างนายเชย ยกมือขวาตบหลังนายเชยเบาๆ

"คุณลุงครับ"

ชายชราหันขวับมาทางหลานชายของแก

"เอ็งจะเอาบ้างหรืออ้ายหมาพล" แล้วแกก็ส่งคอไก่ให้พล "เอาซีหลาน ลองดูบ้างซีโว้ย ข้ารับรองว่าเอ็งต้องติดใจแน่ๆ "

พลสั่นศีรษะแล้วพูดยิ้มๆ

"ขอบคุณครับ ผมไม่รับประทานละครับ อ้า-คุณลุงขึ้นไปคุยกับพวกผมบนเรือนดีกว่าครับ คุณลุงจะได้เอนหลังเสียบ้าง ใต้ถุนนี่มันมืดออกจะตายไป สกปรกเลอะเทอะออกอย่างนี้"

ลุงเชยมองดูหลานชายของแกอย่างเคืองๆ

"เอ็งจะคุยอะไรกับข้าก็คุยที่นี่แหละอ้ายหมา คืนนี้ข้าจะนอนในเล้าไก่ ข้าจะกินไก่ให้หมดเล้าทีเดียว"

นายพัชราภรณ์ถอนหายใจหนักๆ เขาพยายามอ้อนวอนให้นายเชยขึ้นไปบนเรือนเกือบห้านาทีก็ไม่เป็นผล ชายชราคงยืนกรานสมัครที่จะพักผ่อนอยู่ในเล้าไก่นี้ จนกระทั้งพลอ่อนใจและผุดลุกขึ้นยืน

นายพัชราภรณ์เดินเข้ามากระซิบกระซาบกับเสี่ยหงวน

"เฮ้ย-แกช่วยจัดการให้คุณลุงขึ้นไปบนเรือนที่เถอะวะ กันคิดว่าแกคงมีความสามารถดีกว่ากัน"

ถูกยอเข้าเช่นนี้ กิมหงวนก็ยิ้มแป้น

"ดีแล้ว กันจะจัดการเองแต่ต้องมีการขู่นิดหน่อย" พูดจบอาเสี่ยก็เดินเข้าไปหาลุงเชย เขายกมือเท้าสะเอวมองดูชายชราอย่างขบขันแกมเศร้าใจ แล้วกิมหงวนก็พูดขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"ลุง-ทำไมมานั่งอยู่ที่นี่ล่ะ นี่มันเป็นเวลาวิกาลแล้ว"

ลุงเชยเงยหน้าขึ้นมองดูอาเสี่ย

"ก็ไม่ได้หนักกบาลมึงนี่หว่า ที่นี่บ้านของข้า ข้าจะนั่งจะนอนหรือทำอะไรที่ไหนใครจะมาเป็นเจ้าข้า ข้าย่อมมีสิทธิอิสรภาพและเป็นตัวของข้าเองอย่างเต็มที่"

กิมหงวนทำตาเขียว

"อ้าว-ทำไมลุงพูดกับฉันอย่างนี้ ดูหน้าฉันซี ลุงรู้หรือเปล่าว่าฉันเป็นใคร"

คนไข้หัวเราะเสียงกร้าว

"ข้าจะไปรู้หรือว่าเอ็งเป็นหมาหรือเป็นคน"

อาเสี่ยทำคอย่น และแกล้งส่งเสียงเอ็ดตะโรลั่น

"ดูหมิ่นเจ้าพนักงานหรือ ดูหน้าฉันเสียก่อนซี ฉันคือผู้บังคับกองตำรวจภูธรที่นี่ ขณะนี้จังหวัดนครสวรรค์ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติภาวะคับขันแล้ว เขาห้ามไม่ให้ลงจากเรือนหลังพระอาทิตย์ตก"

พิษไข้ทำให้ลุงเชยเข้าใจว่ากิมหงวนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจริงๆ แกขมวดคิ้วย่น ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองดูอาเสี่ยกิมหงวนและนึกทบทวนความทรงจำ

"อ้อ-ท่านเป็นนายตำรวจหรือครับ"

"เออ" อาเสี่ยตวาด "ทางการย้ายฉันมาอยู่อำเภอโกรกพระ ฉันเพิ่งเดินทางมาถึงเมื่อเย็นนี้เอง ลุงขึ้นไปนอนบนเรือนเดี๋ยวนี้ ม่ายฉันจะจับเอาลุงไปในข้อหากบฏในพระราชอาณาจักรและเป็นคอมมูนิสต์"

นายเชยทำตาปริบๆ

"ผมดูหน้าคุณแล้วรู้สึกว่าคุณคล้ายๆ กับอ้ายหมากิมหงวนหลานชายของผมมาก"

อาเสี่ยแกล้งทำเป็นถาม

"กิมหงวนไหนกัน"

"ก็กิมหงวนมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทยแลนด์ของเราอย่างไรล่ะครับ คุณไม่เคยได้ยินชื่อเขาหรอกหรือครับ เขาเป็นเศรษฐีใหญ่มีเงินนับร้อยล้าน ใครๆ ก็รู้จักเขา"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"เคยได้ยินเหมือนกัน" พูดจบกิมหงวนก็ประคองคนไข้ลุกขึ้นยืน "ไป-ขึ้นไปบนเรือนเถอะลุงและอย่าลงมาอีก"

คราวนี้นายเชยกระทำตนเป็นคนว่าง่าย ปล่อยให้เสี่ยหงวนประคองแกออกไปจากเล้าไก่โดยดี คณะพรรค ๔ สหายและท่านผู้ใหญ่ต่างติดตามไปด้วย เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถอนหายใจโล่งอก

ในราว ๒๐.๐๐ น. เศษ ดร.ดิเรกได้ฉีดยาระงับประสาทให้ชายชราอีกหนึ่งเข็มซึ่งเป็นยานอนหลับ หลังจากที่ลุงเชยถูกฉีดยาสักครู่ แกก็นอนหลับอย่างสบายใจ บรรดาเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง ตลอดจนชาวตลาดโกรกพระได้ผลัดเปลี่ยนหน้ากันมาเยี่ยมลุงเชยตลอดเวลา ด้วยอัธยาศัยไมตรีจิตตามวิสัยของชาวชนบทที่มีความเอื้ออารีต่อกัน ใครเจ็บไข้ได้ป่วยหรือมีทุกข์ร้อนอย่างไรก็เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันตามสมควร

พวกเพื่อนบ้านของลุงเชยประมาณสิบกว่าคน นั่งจับกลุ่มสนทนากันที่ระเบียงเรือนหน้าห้องนอน ทุกคนมีสีหน้าแสดงความวิตกเป็นทุกข์ เมื่อ ๔ สหายกับท่านผู้ใหญ่ทั้งสามพากันออกมาจากห้อง พวกเพื่อนบ้านก็กล่าวถามอาการป่วยของลุงเชยเสียงแซ่ดไปหมด คณะพรรค ๔สหายและท่านผู้ใหญ่ทั้งสามจึงนั่งร่วมวงสนทนาปราศรัยกับพวกชาวบ้านเหล่านี้

"พี่เชยเป็นอย่างไรบ้างคะท่าน" หญิงชราคนหนึ่งกล่าวถามเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อย่างพินอบพิเทา

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ตอบคำถามเหมือนกับคนใจลอย

"ฉันบอกไม่ถูก ถ้าไม่หายก็ตายเท่านั้น"

"โถ" หญิงชราคราง "น่าสงสารพี่เชยมากนะ นี่ไม่มีอะไรหรอกผีปอบมันเข้าไปสิงอยู่ในร่างของพี่เชย แล้วก็แย่งอาหารกินหมด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"พวกเราในที่นี้เข้าใจว่าพี่เชยล้มเจ็บเพราะถูกผีปอบมันเข้าสิงอย่างนั้นหรือ"

บรรดาชาวบ้านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเขามั่นใจเช่นนี้ แล้วก็อ้างตัวอย่างให้ฟัง ชาวโกรกพระคนหนึ่งเป็นผู้หญิงในวัยกลางคน ถูกผีปอบเข้าสิงเมื่อเดือนที่แล้วมา มีอาการเช่นเดียวกับนายเชย หล่อนป่วยอยู่ไม่กี่วันก็ถึงแก่กรรม และพอสิ้นใจศพก็เน่าเหม็น

ชายชราคนหนึ่งศีรษะหงอกเป็นดอกเลาคลานเข้ามานั่งพับเพียบเรียบร้อยเบื้องหน้าเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ชายชราผู้นี้ชื่อเอี่ยม รักใคร่ชอบพอกับนายเชยมาก เพราะคบกันมาตั้งแต่ครั้งยังหนุ่มแน่น และไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันเลย

"เจ้าคุณขอรับ" ลุงเอี่ยมพูดกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อย่างแผ่วเบา "เจ้าคุณเชื่อผมเถอะครับ เจ้าเชยถูกผีปอบเข้าสิงแน่ๆ ต่อให้หมอเทวดาวิเศษมาจากไหนก็ช่วยเจ้าเชยไม่ได้ ผู้ที่จะช่วยเจ้าเชยได้ผมมองเห็นอยู่คนเดียวเท่านั้น คือทิดแจ้งหมอผี ถ้าหากว่าเจ้าคุณใช้ให้อ้ายสอนหรืออ้ายมีไปเชิญทิดแจ้งมารักษาเจ้าเชยแล้ว พวกผมมั่นใจเหลือเกินว่าเจ้าเชยอาจจะรอดพ้นอันตราย เมื่อหมอแจ้งไล่ผีปอบออกไปจากร่างของเจ้าเชย"

บรรดาเพื่อนบ้านของนายเชยต่างช่วยกันพูดสนับสนุนลุงเอี่ยม หลายคนยืนยันว่าหมอแจ้งเป็นพ่อมดหมอผีที่มีเวทย์มนต์คาถาอาคมเชี่ยวชาญมาก เคยไล่ผีร้ายๆ ออกจากร่างของคนเจ็บมามากต่อมากแล้ว

เมื่อหลายๆ คนพูดกันเช่นนี้ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตลอดจนคณะพรรค ๔ สหายก็ชักจะเห็นจริงไปด้วย แม้กระทั่ง ดร.ดิเรกเองก็อยากจะให้ลองใช้การรักษาด้วยไสยศาสตร์เพราะเขารู้ดีว่าชีวิตของนายเชย พัชราภรณ์ ใกล้จะอวสานอยู่แล้ว

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวกับคุณหญิงของท่านอย่างเป็นงานเป็นการ

"ว่ายังไงคุณหญิง หรือเราจะให้ทิดสอนช่วยไปตามหมอแจ้งมาขับไล่ผีปอบที่มันสิงอยู่ในร่างของพี่เชย"

คุณหญิงวาดเห็นพ้องด้วย

"ก็ดีสิคะ แต่ควรจะลองปรึกษา พ่อดิเรกเขาดูก่อน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หันขวับมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"แกหวังมากไหมว่าพี่เชยจะรอดพ้นอันตราย ด้วยความสามารถของแก"

"สายเสียแล้วครับคุณอา ผมเรียนให้ทราบตามตรงว่าผมไม่สามารถที่จะช่วยชีวิตคุณลุงไว้ได้ เพราะอาการของคุณลุงเข้าขีดอันตรายเสียแล้ว"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทำตาปริบๆ เต็มไปด้วยความสงสารพี่ชายของท่าน

"ถ้ายังงั้นลองให้ทิดสอน ไปตามหมอผีมารักษาพี่เชยดีไหม"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะเบาๆ

"คุณอาเป็นเจ้าของไข้ สุดแล้วแต่คุณอาซีครับเมื่อมันมีหวังอยู่ทางเดียว คุณอาจะลองดูก็ดีเหมือนกัน สำหรับผม...ผมช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ อาการป่วยของคุณลุงไม่ผิดอะไรกับ พระเชษฐาของท่านมหาราชาจันทรกุมาร"

"พอแล้ว" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดเสียงหนักๆ พลางยักคิ้ว แล้วท่านก็กวาดสายตาไปรอบๆ บริเวณนั้น พอแลเห็นทิดสอน ท่านก็พยักหน้าเรียกเขาให้เข้ามาหา "ทิดสอน แกรู้จักบ้านหมอแจ้งดีแล้วไม่ใช่หรือ"

กิริยาท่าทางของทิดสอนสดชื่นขึ้นทันที

"ครับ ผมรู้จักดี"

"แกรีบไปตามหมอแจ้งมารักษาพี่เชยเดี๋ยวนี้ เรื่องค่าป่วยการไม่ต้องพูดถึง เขาจะเรียกร้องเท่าไรฉันสู้ทั้งนั้น ขอให้เขาช่วยพี่เชยให้รอดชีวิตก็แล้วกัน"

ทิดสอนรีบรับคำทันที

"ครับ ผมจะรีบไปตามนายแจ้งเดี๋ยวนี้แหละครับผมกับเจ้ามีปรึกษากันมาตลอดวันแล้ว อยากจะให้เจ้าคุณลองเชิญหมอแจ้งมาขับไล่ผีปอบ ที่มันสิงอยู่ในร่างของลุง แต่ผมไม่กล้าเรียนเจ้าคุณ เพราะผมเป็นเด็ก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มเล็กน้อย

"รีบไปเถอะ แล้วพยายามเอาตัวหมอแจ้งมาที่นี่โดยเร็วที่สุด เรามีหวังอยู่ทางเดียวเท่านั้นที่จะช่วยพี่เชยให้รอดพ้นจากการป่วยในคราวนี้"

ทิดสอนรับคำ แล้วรีบลุกขึ้นเดินผ่านนอกชานลงบันไดเรือนไป

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ทิดสอนก็พากระทาชายนายหนึ่งมาที่บ้านของนายเชย พัชราภรณ์ เขาเป็นชายสูงอายุ รูปร่างค่อนข้างอ้วนเตี้ย ตัดผมเกรียน ใบหน้าสี่เหลี่ยม ลักษณะท่าทางภูมฐานกว่าพวกชาวโกรกพระทั้งหลาย ชายผู้นี้แหละคือหมอแจ้ง หรือทิดแจ้งหมอไสยศาสตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ในละแวกบ้านโกรกพระนี้ แต่หมอแจ้งเป็นขมิ้นกับปูนกับนายเชยมาหลายปีแล้ว เคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันครั้งหนึ่ง สาเหตุก็คือเรือยนต์แท็กซี่ของหมอแจ้งได้ชนสะพานท่าน้ำของนายเชยเสียหาย และหมอแจ้งยอมชดใช้ค่าเสียหายให้เพียง ๕๐ บาทเท่านั้น

ทิดสอนกับหมอแจ้ง ต่างทรุดตัวลงนั่งบนระเบียงเรือนหน้าห้องนอนของนายเชย พวกเพื่อนบ้านที่มาเยี่ยมนายเชยได้กล่าวทักทายหมอแจ้งอย่างเคารพนบนอบ ทิดสอนได้กล่าวแนะนำหมอผีให้รู้จักกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาด

"ท่านอาจารย์ครับ ท่านทั้งสองนี่แหละครับ คือเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดน้องชายและน้องสะใภ้ของลุงเชย"

หมอแจ้งยกมือไหว้ท่านทั้งสองอย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับ เจ้าคุณและคุณหญิง"

ท่านทั้งสองรับไหว้หมอผี และกล่าวปฏิสันถารกับหมอแจ้งตามสมควร เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ได้แนะนำหมอแจ้ง ให้รู้จักเจ้าคุณปัจจนึกฯ และ ๔ สหาย ต่างฝ่ายต่างสนทนาปราศรัยกันเป็นอย่างดี

แล้วเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็กล่าวกับหมอผีผู้มีชื่อเสียง

"นายแจ้งคงจะทราบดีแล้วว่า พี่ชายของฉันกำลังป่วย"

"ผมทราบมาหลายวันแล้วครับ" หมอแจ้งพูดยิ้มๆ "และทราบดีด้วยว่านายเชยป่วยเป็นอะไร แต่ว่านายเชยเขาคงเห็นว่า คนอย่างผมอาจจะให้ความช่วยเหลืออะไรเขาไม่ได้ เขาก็ไม่ได้สนใจหรือนึกถึงผม"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะเบาๆ

"ฉันเพิ่งรู้เรื่องจากทิดมีเขาเล่าให้ฟังว่า นายแจ้งกับพี่เชยไม่ลงรอยกันมาหลายปีแล้ว ขณะนี้พี่เชยแกก็ล้มเจ็บ นายแจ้งอย่าถือโทษโกรธพี่เชยเลยนะ นึกว่าเห็นแก่ฉันเถอะ ชีวิตของพี่เชยกำลังอยู่ในระหว่างความเป็นความตาย ถ้าหากว่านายแจ้งยังถือโกรธไม่ยอมช่วยเหลือพี่เชยแล้ว อย่างไรเสียพี่เชยก็คงไม่รอด"

ใบหน้าของหมอผีแดงระเรื่อ

"เจ้าคุณพูดกับผมอย่างนี้เพราะหูเหลือเกินครับ ผมเองไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองอะไรหรอกครับ เรื่องที่ทะเลาะวิวาทบาดหมางกันมันก็ผ่านมาหลายปีแล้ว พี่เชยแกไม่พูดกับผม ผมก็ไม่พูดกับแก เห็นหน้ากันเข้าก็เพียงแต่ยิ้มให้กัน"

คุณหญิงวาดยิ้มให้หมอผีแล้วกล่าวว่า

"นายแจ้งกรุณาหน่อยนะ นึกว่าช่วยชีวิตพี่เชยไว้เอาบุญเถิด"

"ครับ ไม่เป็นไรมิได้ครับ ผมจะใช้วิชาความรู้ของผมช่วยเหลือนายเชย จนสุดความสามารถ ผมทราบดีว่าขณะนี้ผีปอบมันกำลังเข้าสิงนายเชย และแย่งอาหารกินหมด แต่ผมจะพยายามขับไล่มันออกไปให้ได้"

๔ สหายพูดกันพึมพำ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับหมอผีอย่างเป็นงานเป็นการ

"อย่าเพิ่งคุยกันเลยนะนายแจ้ง รีบเข้าไปดูอาการของพี่เชยก่อนเถอะ นายแจ้งจะได้ขับไล่ผีให้มันไปๆ เสีย"

ท่านผู้ใหญ่ทั้งสามต่างลุกขึ้นพาหมอผีเข้าไปในห้องนอนของนายเชย ๔ สหายกับเจ้าแห้วลุกขึ้นเดินตามเข้าไปด้วย

จากแสงตะเกียงลานที่จุดทิ้งไว้บนโต๊ะข้างเตียงนอน สามารถมองเห็นนายเชยอย่างถนัด ชายชรานั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง ใบหน้าของนายเชยถมึงทึงน่ากลัว นัยน์ตาทั้งสองข้างกรอกกลิ้งไปมา หมอแจ้งเดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง ส่วนท่านผู้ใหญ่กับคณะพรรค ๔ สหายต่างยืนรวมกลุ่มกันอยู่ข้างหน้าต่าง

นายเชยจ้องตาเขม็งมองดูหมอแจ้ง สักครู่หนึ่งแกก็หัวเราะเสียงลั่นห้อง แล้วยกมือชี้หน้าหมอผี กล่าวคำประณามหมอแจ้งอย่างรุนแรง

"ฮ่ะ-ฮ่ะ อ้ายแจ้ง มึงน่ะหรือจะมาลองดีขับไล่กู มึงรู้หรือเปล่าว่ากูเป็นเด็กของเจ้าพ่อจันทร์ แทนที่มึงจะปราบกู กูนี่แหละจะเอามึงไปเมืองผี"

คุณหญิงวาดกับนิกรและเจ้าแห้วต่างตัวสั่นงันงกไปตามกัน หมอแจ้งมีอารมณ์เย็นผิดปกติ เขาไม่ได้แสดงสีหน้าโกรธเคืองเลย เขาเปิดกระเป๋าเล็กๆ ออก ในกระเป๋าล้วนเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการขับไล่ผีปีศาจ หมอแจ้งหยิบหวายเส้นหนึ่งออกมา มันเป็นหวายที่มีขนาดยาวประมาณสองคืบเท่านั้น หมอแจ้งยกหวายขึ้นจิ้มหน้านายเชยเบาๆ แล้วร่ายมนต์เป่าไปที่ใบหน้าของชายชรา

"มึงเป็นใครวะ ประเดี๋ยวเถอะมึงจะได้โดนดี มึงยังรู้จักอาจารย์แจ้งน้อยเกินไป"

ลุงเชยหัวเราะงอหาย

"ชะช้า กูรู้จักมึงดีทีเดียวอ้ายแจ้ง พ่อมึงชื่ออ้ายจอนเคยเป็นนายท้ายเรือโยงเมื่อสมัยก่อน และถูกพวกปล้นยิงตายที่คุ้งสำเภา แม่มึงชื่อยายหอม แต่ความจริงเสื้อผ้าเหม็นสาบอย่างร้ายกาจ"

"พอแล้วโว้ย อย่าเอาบรรพบุรุษของข้าขึ้นมากล่าวขวัญถึงท่าน ใครใช้ให้มึงมาสิงอยู่ในร่างของนายเชยวะ"

ชายชรากรอกนัยน์ตาไปมา แล้วยิ้มแสยะน่ากลัว

"เจ้าพ่อจันทร์ซีวะใช้ข้า อ้ายเชยมันทะนงองอาจมาก เมาสุราอาละวาดด่าท้าทายเจ้าพ่อของข้า มิหนำซ้ำยังเยี่ยวรดศาลท่านเสียอีก เจ้าพ่อท่านก็ใช้ให้ข้ามาเข้าสิงอ้ายเชย เพื่อเอาอ้ายเชยไปเมืองผี และทรมานมันให้สาสมเสียก่อน"

อาจารย์แจ้งผุดลุกขึ้นยืน คราวนี้ท่าทางของนายแจ้งคึกคักเข้มแข็งผิดปกติ เขาขยับหวายเสกที่ถืออยู่ในมือ แล้วกล่าวคุกคามว่า

"มึงจะไปหรือไม่ไป"

"กูไม่ไป" ลุงเชยตวาดแว๊ด

"ไม่ไปกูเฆี่ยนมึงนะ"

คนไข้หัวเราะเสียงลั่นห้อง

"ก็ลองดู หวายอันขี้ปะติ๋วเท่านี้จ้างกูก็ไม่เจ็บปวด"

ท่านผู้ใหญ่และคณะพรรค ๔ สหายต่างตื่นตะลึงไปตามๆ กัน เมื่อแลเห็นหมอแจ้งเงื้อหวายขึ้น แล้วหวดขวับลงที่ขาของนายเชยค่อนข้างแรง

"โอ๊ย..." ลุงเชยร้องสุดเสียงและบิดตัวไปมา แสดงความเจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัส "ผมกลัวแล้วครับคุณหมอ อย่าเฆี่ยนผมเลยครับ"

หมอแจ้งหัวเราะชอบใจ

"มึงว่าจะลองดีกะกูอย่างไรล่ะ บัดนี้มึงเห็นฤทธิ์กูแล้วหรือยัง" พูดจบหมอผีก็ใช้หวายเส้นเล็กๆ เส้นนั้นหวดลงตามเนื้อตัวของชายชราโดยไม่ต้องนับครั้ง

นิกรทนดูอยู่ไม่ได้ก็ขยับจะลุกขึ้น แต่พลจับแขนเพื่อนเกลอของเขาไว้

"อะไรวะอ้ายกร"

นายจอมทะเล้นพูดเสียงกร้าว

"แจกหมากหมอแจ้งซีวะ มีอย่างที่ไหนคุณลุงกำลังเจ็บหนัก เจ้าหมอนี่ยังทารุณเฆี่ยนเอาๆ ด้วยหวาย ขอให้กันเตะปากหมอสักทีเถอะวะ"

พลจุ๊ย์ปากและโบกมือห้าม

"เขาไม่ได้เฆี่ยนคุณลุงหรอก เขาเฆี่ยนผีที่มันเข้าสิงคุณลุงต่างหาก แกไม่ต้องตื่นเต้นตกใจอะไร นั่งดูเขาเฉยๆ ก็แล้วกัน"

หมอแจ้งทำการขับไล่ผีอย่างทะมัดทะแมง เงื้อหวายขึ้นหวดควับๆ หลายครั้ง นายเชยร้องโอดครวญเสียงลั่นห้อง และยกมือไหว้หมอผีประหลกๆ

"โอ๊ย-ผมกลัวแล้วครับคุณหมอ อย่าเฆี่ยนผมเลย เจ็บปวดไปหมดทั้งตัวแล้ว"

หมอแจ้งยิ้มเล็กน้อย

"กลัวเรอะ.... ถ้ากลัวก็รีบออกจากร่างของนายเชยเดี๋ยวนี้"

"ครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้แหละครับ"

ท่ามกลางความประหลาดใจของท่านผู้ใหญ่ และคณะพรรค ๔ สหาย ทุกคนแลเห็นนายเชยนั่งหลับตานิ่งเฉยอยู่สักครู่ แล้วชายชราก็ค่อยๆ หงายหลังผลึ่งลงนอนเหยียดยาวบนเตียงนอนของแก

คุณหญิงวาดกล่าวกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ด้วยเสียงหัวเราะ

"ผีออกแล้วค่ะ ฮิ-ฮิ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ โบกมือให้คุณหญิงของท่านสงบปากเสียง ท่านผู้ใหญ่กับ ๔ สหายและเจ้าแห้วต่างเข้ามายืนห้อมล้อมเตียงนอนของชายชรา เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยกมือจับแขนหมอแจ้งแล้วกล่าวถามเบาๆ

"ผีมันออกแล้วหรือนายแจ้ง"

หมอผียิ้มอ่อนโยน

"ครับ-มันออกแล้ว แต่ไม่ช้าก็คงจะเที่ยวเข้าสิงใครอีกในละแวกบ้านนี้"

นายเชยนอนลืมตานิ่งเฉยอยู่บนเตียงนอน คุณหญิงวาดก้มลงยกมือเขย่าแขนชายชราเบาๆ

"พี่เชย พี่เชยคะ"

นายเชยขมวดคิ้วนิ่วหน้า และพูดเสียงเครือแผ่วเบา

"คุณหญิงหรือครับนี่ คุณหญิงไปยังไงมายังไง แล้วก็...ผมเป็นอะไรไปครับ"

คุณหญิงวาดถอนหายใจโล่งอก

"ดิฉันกับเจ้าคุณพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และหลานๆ ทราบโทรเลขจากพี่ว่า พี่ป่วยเราก็พากันขึ้นมาเยี่ยม พี่เชยมองดูซีคะ วงศาคณาญาติมากันพร้อมหน้า"

นายเชยกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง พอสบตากับเสี่ยหงวน อาเสี่ยก็ยักคิ้วให้

"เป็นยังไงไปครับคุณลุง"

ลุงเชยตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่ง เมื่อได้เห็นท่านผู้ใหญ่ทั้งสามและ ๔ สหายอยู่พร้อมหน้ากันเช่นนี้ ขวัญและกำลังใจของแกดีขึ้นมาก แกยิ้มเล็กน้อยแล้วก็หลับตาพูดพึมพำ

"ข้าคิดว่าข้าคงตายอย่างหมาตัวหนึ่ง ไม่มีใครได้มาเห็นใจข้า โอย-ชีวิตของข้า เห็นจะไม่รอดพ้นมฤตยูแล้ว"

นิกรเดินเข้ามาหยุดยืนข้างเตียงนอน

"ทำใจดีๆ เถอะครับคุณลุง ประณมมือไว้ที่หน้าอกเถอะครับ แล้วก็พูดพระอรหังเบาๆ "

คนเจ็บสะดุ้งเฮือก ตวาดนิกรเสียงลั่น

"กูยังไม่ตายโว้ย"

ภายในห้องเงียบกริบ สักครู่หนึ่งลุงเชยก็กรนเบาๆ ชายชราม่อยหลับไปอีกแล้ว คณะพรรค ๔ สหายและท่านผู้ใหญ่หันมามองดูหน้ากัน และถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาพร้อมๆ กัน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวกับหมอแจ้งด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"ฉันขอบใจนายแจ้งมาก ที่ช่วยขับไล่ผีออกจากร่างพี่เชย พี่เชยของฉันมีหวังที่จะรอดพ้นอันตรายแล้วไม่ใช่หรือ"

หมอผีนิ่งอึ้งไปสักครู่

"หวังยากเหลือเกินครับเจ้าคุณ ถึงผีมันออกไปแล้วอาการป่วยของนายเชยก็อยู่ในขีดอันตราย ต่อไปนี้หมดหน้าที่ของผมแล้ว ขอให้เจ้าคุณรักษานายเชยในทางยาเถอะครับ ผมรับรองได้แต่เพียงว่าผีปอบจะไม่กล้ามาเข้าสิงนายเชยอีก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พยักหน้าช้าๆ

"ขอบใจมากนายแจ้ง ฉันจะให้หลานชายของฉันซึ่งเป็นแพทย์แผนปัจจุบัน ทำการักษาพี่เชยต่อไป นายแจ้งจะคิดค่าป่วยการเท่าไรก็ว่ามา ฉันจะจ่ายเงินให้เดี๋ยวนี้ จะได้เสร็จสิ้นเรื่องราวกันไป"

หมอผียิ้มเอียงอาย ถูมือทั้งสองข้างไปมา

"ผมคิดสองร้อยบาทเท่านั้นแหละครับ นี่ถ้าเป็นคนอื่นผมก็ต้องเรียกห้าร้อยบาท เจ้าคุณพูดกับผมเพราะหูน่าฟังมาก ผมก็คิดเพียงสองร้อย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะเบาๆ ท่านล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองธนบัตรออกมาเปิดออก ดึงธนบัตรใบละร้อยบาทรวมสองฉบับ ออกจากซองนั้นและส่งให้หมอผี

"เอ้า-ฉันยินดีจ่ายเงินสองร้อยบาทให้ตามที่นายแจ้งเรียกร้อง"

นายแจ้งกระพุ่มมือไหว้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ละรับธนบัตรมาถือไว้

"เป็นพระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้เชียวครับ อ้า-ผมเห็นจะต้องลาเจ้าคุณกับคุณหญิง และพวกคุณๆ เหล่านี้เสียทีครับ คืนวันนี้เวลาห้าทุ่มผมจะต้องทำพิธีปลุกเสกเครื่องรางของขลังของผมด้วย" พูดจบหมอผีก็ยกมือไหว้ท่านผู้ใหญ่และคณะพรรค ๔ สหาย

ทุกคนรับไหว้หมอแจ้ง ต่อจากนั้นนายแจ้งก็ลุกขึ้นเดินก้มตัวออกไปจากห้องนอนของนายเชย เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นลั่นห้อง คุณหญิงวาดลุกขึ้นเดินออกไปนอกห้อง ร้องประกาศบอกให้เพื่อนบ้านของนายเชยทราบทั่วกันว่า บัดนี้นายแจ้งได้ขับไล่ผีปอบที่สิงอยู่ในเรือนร่างของนายเชยออกไปแล้ว บรรดาเพื่อนบ้านของลุงเชยต่างมีความปิติยินดีไปตามกัน แล้วก็ย่อยๆ กันกลับไปบ้านของเขา

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ จนกระทั่ง ๒๔.๐๐ น.

ท่านผู้ใหญ่และคณะพรรค ๔ สหาย คงนั่งรวมกลุ่มล้อมวงกันอยู่บนพื้นห้องภายในห้องนอนของลุงเชยนั่นเอง ดร.ดิเรกยอมรับสารภาพว่า การรักษาทางเวทย์มนต์คาถาของหมอแจ้ง ทำให้เขาตื่นเต้นแปลกใจเหลือที่จะกล่าว เขาไม่เคยเชื่อถือในเรื่องภูตผีปีศาจมาก่อนเลย แต่บัดนี้เขาเริ่มเลื่อมใสแล้ว

นาฬิกาเก่าๆ ที่ฝาห้องตีกังวาน ๑๒ ครั้ง บอกเวลา ๒๔ น. ตรง สิ้นเสียงนาฬิกาตีนายเชยก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองดูโลก แล้วเขาก็ร้องครวญครางออกมาเบาๆ ท่านผู้ใหญ่กับ ๔ สหายและเจ้าแห้วต่างรีบลุกขึ้นเดินเข้ามายืนห้อมล้อมเตียงนอนของลุงเชย

"เป็นอย่างไรบ้างพี่เชย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามเบาๆ

ชายชราบิดตัวไปมาและขมวดคิ้วย่น

"ผมเห็นจะไม่รอดพ้นความตายไปได้แล้วเจ้าคุณ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ปลอบใจพี่ชายของท่าน

"ทำใจให้เข้มแข็งเถอะพี่เชย ความตายมันเป็นของธรรมดาของโลก ไม่มีมนุษย์คนใดที่จะหลีกเลี่ยงความตายไปพ้นได้ แม้แต่สมเด็จพระบรมศาสดา ท่านก็ถึงแก่ปรินิพพานตามพรหมลิขิต ฉันคิดว่าอาการป่วยของพี่เชยไม่เกินความสามารถของดิเรกมันหรอก"

นายแพทย์หนุ่มพูดขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"ใครบอกล่ะครับ ผมเรียนคุณอาแล้วว่าอย่างไรเสีย ชีวิตของคุณลุงก็จะอยู่ได้ไม่ตลอดคืนวันนี้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทำคอย่น หันมาทำตาเขียวกับ ดร.ดิเรก

"โธ่-อ้ายเราจะหลอกคนไข้ เสือกพูดโพล่งออกมาได้ ยังงี้พี่เชยแกก็ตายกันน่ะซีโว้ย"

ชายชรายิ้มเศร้าๆ น่าสงสาร

"อย่าพูดปลอบใจฉันเลยเจ้าคุณ ฉันรู้ตัวดีว่าขณะนี้มัจจุราชกำลังต้องการตัวฉัน ชีวิตของฉันกำลังจะปิดฉากลง ฉันได้ต่อสู้กับโชคชะตาของชีวิตมาแล้วอย่างโชกโชน ฉันตายฉันก็ไม่เสียดายชีวิตหรอก เพราะฉันแก่มากแล้ว ฉันเห็นโลกและเป็นโรคมาพอแล้ว"

นิกรหัวเราะหึๆ

"คำคมซะด้วยนา พอใกล้จะตายคุณลุงพูดจาคมคายน่าฟังมาก สำนวนยังกะนักประพันธ์"

ลุงเชยทำปากหมุบหมิบด่านิกร แล้วก็เปลี่ยนสายตามาที่ใบหน้าของคุณหญิงวาด

"คุณหญิง ฉันขอลาก่อน"

คุณหญิงวากร้องไห้โฮ

"พี่เชยขา อย่าเพิ่งท้อแท้เลยค่ะ ดิฉันคิดว่าอีกไม่กี่วันพี่เชยก็จะหายป่วยเป็นปกติ"

น้ำตาของชายชราไหลพราก

"ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาพูดปลอบใจฉัน เกิด แก่ เจ็บ ตาย มันเป็นของธรรมดา ฉันน่ะจะตายก็ไม่ว่า ลูกเมียหรือห่วงต่างๆ ก็ไม่มี บรรดาทรัพย์สมบัติของฉัน เท่าที่ฉันสะสมไว้ฉันได้ทำพินัยกรรมไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนมากฉันยกให้อ้ายหมาพลและอีหมานันทา แต่ทุกคนในที่นี้ก็มีส่วนในมรดกของฉัน หนังสือพินัยกรรมฉันทำเรียบร้อยต่อหน้าพยานและทนายความ โน่น-อยู่ในตู้ใหญ่ใบนั้น ใส่ซองไว้เรียบร้อย ถ้าหากว่าฉันตายขอให้ช่วยทำศพฉันด้วย และถ้าไม่ขัดข้องอะไรแล้ว ฉันอยากให้เจ้าคุณและคุณหญิงนำศพฉันไปบางกอก ขออนุญาตเผาฉันที่สนามหลวง วิญญาณของฉันจะได้ปลื้มใจ"

นิกรเผลอตัวหัวเราะขึ้นมาดังๆ

"เผากลางเมืองเชียวหรือครับคุณลุง ผมว่าทางที่ดีเผาเสียที่นี่ดีกว่า คุณลุงตายก็ตายเถอะครับผมง่วงนอนเต็มทนแล้ว"

"เฮ้ย" หลายต่อหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกัน และหันมามองดูนิกรเป็นตาเดียว คุณหญิงวาดปราดเข้ามายกมือขวาตบหน้าหลานชายจอมทะเล้นของท่านเสียงดังฉาด

"นี่แน่ะ พูดบ้าๆ อะไรอย่างนี้วะอ้ายกร แกนี่ระยำมาก แช่งพี่ป้าน้าอามีอย่างที่ไหน"

ลุงเชยกล่าวห้ามคุณหญิงวาด

"อย่าไปโกรธอ้ายหมากรมันเลยคุณหญิง มันพูดของมันถูกแล้ว โอ๊ย-ฉันไม่รอดแน่ ถ้าฉันตายขอให้ทำบุญตรวจน้ำใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลไปให้ฉันบ้าง ฉันรู้สึกสำนึกตัว ก็ต่อเมื่อมันสายเกินไปเสียแล้ว เมื่อฉันมีชีวิตอยู่ ฉันตั้งหน้าตั้งตามุ่งแต่จะเก็บเงินไว้ ฉันเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวที่สุดในโลก เก็บเงินไว้ได้ก็ตั้งใจจะเอาไว้ใช้ไว้กินเมื่อแก่ แต่พอแก่ตัวลงจะกินจะใช้ก็เสียดาย ในที่สุดทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่ฉันสะสมมาด้วยเหนื่อยยาก ก็ต้องตกเป็นของลูกหลาน เพราะฉันไม่สามารถเอามันไปเมืองผีได้ โอย...เหนื่อยเหลือเกิน" พูดจบชายชราก็ค่อยๆ สอดมือเข้าไปใต้หมอน หยิบเหรียญห้าสิบสตางค์อันหนึ่ง ออกมายื่นส่งให้เจ้าแห้วแล้วพูดแผ่วเบา

"อ้ายหมาแห้ว เอ็งวิ่งไปที่ตลาดทีเถอะวะ ไปเคาะประตูเรียกร้านเจ๊กเต็ง ซื้อน้ำอัดลมมาให้ข้ากินสักขวดเถอะ ไหนๆ ข้าจะตายแล้วก็ขอให้ข้ารู้จักกินน้ำอัดลมกับเขาบ้าง"

เสี่ยหงวนพูดขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ลำบากนักก็อย่ากินเลยครับคุณลุง กว่าอ้ายแห้วจะกลับมานี่คุณลุงก็สิ้นใจตายแล้ว มีอะไรที่จะสั่งเสียพวกผมอีกไหม"

ลุงเชยนิ่งอึ้งไปนาน

"ข้าไม่รู้จะสั่งเสียอะไรใครอีก โอย...นี่ข้าเป็นอะไรไปวะอ้ายหมาหงวน โอ๊ย-ทำไมนัยน์ตาข้ามันฟางอย่างนี้ ข้ามองอะไรไม่เห็นแล้ว ข้ากำลังจะตายหรืออย่างไร"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หันมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"ช่วยหน่อยซีโว้ยดิเรก"

ดร.ดิเรกสั่นศีรษะช้าๆ

"ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกครับ คุณลุงกำลังจะสิ้นใจตายในนาทีนี้แล้ว"

พอดิเรกพูดจบ ลุงเชยก็มีอาการดิ้นทุรนทุรายอย่างที่เขาเรียกว่าไฟธาตุแตก และเสียงคร่อกๆ นั้นคือเศลษหางวัวตีขึ้นนั่นเอง คุณหญิงวาดใจเต้นระทึก ก้มหน้าลงกระซิบบอกชายชราซึ่งเป็นพี่ผัวของท่าน

"พี่เชย-พี่เชยขา พระอรหังซีคะ เรียกพระอรหังเข้า ท่านจะได้พาวิญญาณของพี่เชยไปสู่สุคติภพ"

ลุงเชยประสานมือทั้งสองไว้บนหน้าอก พูดพึมพำเรียกพระอรหังเป็นที่พึ่ง แล้วแกก็สะดุ้งเฮือกสุดตัว วิญญาณของชายชราค่อยๆ เลื่อนลอยออกจากร่างท่ามกลางความวิปโยคโศกเศร้าของท่านผู้ใหญ่และคณะพรรค ๔ สหาย ลุงเชยสิ้นใจตายเสียแล้ว ม่านชีวิตของชายชราผู้นี้ได้ปิดฉากลงด้วยความอดอยากปากไหม้ ทั้งนี้เพราะแกตระหนี่ถี่เหนียวจนเกินไปนั่นเอง

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดได้เป็นเจ้าภาพจัดการบำเพ็ญกุศลศพนายเชยที่วัดในท้องที่อำเภอโกรกพระนั่นเอง มีการตั้งศพบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมสามคืน และหลังจากทำบุญเจ็ดวันเรียบร้อยแล้ว เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดก็จัดการฌาปนกิจศพลุงเชย บรรดาเพื่อนบ้านชาวโกรกพระได้มาชุมนุมกันเผาศพลุงเชยอย่างคับคั่ง

จากพินัยกรรมที่ลุงเชยทำไว้ พล พัชราภรณ์กับนันทาได้รับมรดกเป็นเงินถึงห้าแสน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดได้ที่ดินไร่นาของลุงเชยทั้งหมด ส่วนเสี่ยหงวน, นิกร, ดร.ดิเรก, ประไพ, ประภา นวลลออได้เงินสดคนละห้าหมื่นบาท เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ที่ดินที่ตลาดปากน้ำโพ ๒ ไร่ ส่วนเจ้าแห้วได้ได้เงินสดหมื่นบาท

หลังจากฌาปนกิจศพนายเชย พัชราภรณ์เรียบร้อย ท่านผู้ใหญ่ก็พาคณะพรรค ๔ สหายเดินทางกลับโดยเรือปิกนิค 'นวลลออ' ๔ สหายได้สูญเสียญาติผู้ใหญ่ไปอีกคนหนึ่ง ทั้งนี้ย่อมเป็นไปตามพรหมลิขิต ซึ่งไม่มีใครหลีกเลี่ยงความตายพ้น

ลุงเชยจากไปแล้ว เกียรติคุณของลุงเชยที่ยังเหลือไว้ ก็คือความตระหนี่ถี่เหนียวของแก ซึ่งไม่มีใครเปรียบเทียบได้.

จบบริบูรณ์