พล นิกร กิมหงวน 073 : เสียงมัจจุราช

มิ.ย.๒๕๐๘

ข่าวพาดหัวของหนังสือพิมพ์รายวันฉบับเช้าวันนั้น ทำให้หนังสือพิมพ์ขาดตลาดในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

มันเป็นข่าวสำคัญยิ่งกว่าสงครามโลกครั้งที่ ๓ ไอุบัติขึ้น สำคัญยิ่งกว่าประเทศไทยถูกกองทัพคอมมิวนิสต์บุกรุกราน สำคัญยิ่งกว่าฆาตกรโหดฆ่ายัดกล่องหรือเชือดคู่อริ และแทบจะกล่าวได้ว่า มันเป็นข่าวที่สั่นสะเทือนขวัญที่สุดในปี ๒๕๐๘ นี้

หนังสือพิมพ์รายวันฉบับเช้าทุกฉบับพาดหัวคล้ายคลึงกันมีความว่า เสียงประหลาดในตอนดึกทำให้นักศึกษาหนุ่มยิงตัวตายเป็นรายที่ ๗ และก่อนตายเขาได้เขียนบันทึกสารภาพว่า เขาจำต้องตายเพราะมัจจุราชต้องการตัวเขา ซึ่งผู้ที่ฆ่าตัวตายทั้ง ๖ คนที่แล้วมาต่างก็เขียนคำสารภาพทำนองนี้

เสียงมัจจุราช มีอิทธิพลเหนือจิตใจมนุษย์ มันจะดังขึ้นโหยหวนในตอนดึกสงัด และผู้เคราะห์ร้ายเท่านั้นที่จะได้ยินเสียงนี้ อำนาจของเสียงจะทำให้เขาหวาดหวั่นเกรงกลัว มีความเบื่อหน่ายชิงชังโลกและไม่อยากเป็นโรค เกลียดญาติมิตรและสิ่งแวดล้อม เกลียดมนุษย์ทั้งหลายแม้กระทั่งตัวเอง แล้วเขาจะเขียนคำสารภาพเช่นนี้ ตามความรู้สึกอันจริงใจของเขา ตามภูมิปัญญาของเขา ผู้ตายที่มีการศึกษาสูงหรือมีหัวในทางประพันธ์ก็เขียนคำสารภาพได้หยดย้อย ผู้ตายที่ไร้การศึกษาหรือมีการศึกษาไม่มากนักก็เขียนง่ายๆ ตรงไปตรงมา บอกให้รู้แต่เพียงว่าเขาตัดสินใจฆ่าตัวตาย เพราะทนต่อเสียงเรียกร้องของพญายมไม่ได้ เขาต้องตายเพราะพระองค์ปรารถนาชีวิตเขา

เสียงมัจจุราชเกิดขึ้นกลางเดือนพฤษภาคมที่แล้วมา เหยื่อรายแรกเป็นสาวใหญ่วัย ๒๗ ปี มีอาชีพเป็นพยาบาลพิเศษประจำคลินิกแห่งหนึ่ง ฐานะอยู่ในเกณฑ์ดีบิดามารดามีอันจะกิน หล่อนฆ่าตัวตายด้วยยานอนหลับที่กินเข้าไปหนึ่งหลอด ทำให้หล่อนหลับไม่ตื่น จดหมายที่หล่อนเขียนสารภาพกับบิดามารดาของหล่อนนั้นปรากฏว่า หล่อนสมัครใจตายเองเพราะมัจจุราชมาเรียกหล่อน เสียงของมัจจุราชที่หล่อนได้ยินในตอนดึกทำให้หล่อนรู้ดีว่าพระองค์ต้องการชีวิตหล่อน

จากการสอบสวนและประวัติของผู้ตาย นางสาววรนุชเป็นพยาบาลสาวที่มีความประพฤติสุภาพเรียบร้อย มีความสัมพันธ์กับแฟนคนหนึ่ง และรักใคร่ไปมาหาสู่กันเสมอ บิดามารดาของหล่อนก็ชอบเขา วรนุชไม่เคยป่วยเป็นโรคประสาทหรือโรคจิต ตามปกตินิสัยของหล่อนสุขุมเยือกเย็น ไม่ปรากฏว่ามีหนี้สินหรือเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ อาชีพพยาบาลพิเศษทำให้หล่อนมีรายได้เดือนละประมาณ ๒,๐๐๐ บาทเป็นอย่างน้อย หล่อนใช้จ่ายเงินแบบประหยัด ไม่ทำตัวเป็นสาวสังคมและไม่ชอบเที่ยว

รายที่สองเป็นนักเรียนนอกปริญญาโทพาณิชยศาสตร์จากอังกฤษ เพิ่งกลับมาถึงประเทศไทยไม่ถึงเดือน เขาขับรถเก๋งด้วยความเร็วสูงประมาณ ๖๐ ไมล์ต่อชั่วโมงในตอนดึกคืนวันนั้น แล้วชนเสาไฟฟ้าคอนกรีตริมถนนด้วยเจตนาฆ่าตัวตาย รถเก๋งแหลกละเอียดหน้าหม้อพังยับเยิน กระจกบาดบัณฑิตหนุ่มหน้าตาเหวอะหวะหลายแห่ง ตำรวจค้นพบข้อความในสมุดบันทึกแผ่นหลังสุดที่เขาเขียนสารภาพว่า เขาขับรถชนเสาไฟฟ้าด้วยเจตนาทำลายชีวิตของตัวเอง ทั้งนี้เพราะเขาได้ยินเสียงพระยมเรียกหาเขามาสองคืนติดๆกัน เขาจึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย

ประชาชนที่สดับข่าวจากหนังสือพิมพ์เริ่มต้นตื่นเต้นสนใจแล้ว ซึ่งรายแรกนั้น ส่วนมากเข้าใจว่านางสาววรนุชวิกลจริตหรือป่วยเป็นโรคประสาทอย่างกะทันหัน อุปาทานทำให้ได้ยินเสียงพระยมร้องเรียก แล้วก็ฆ่าตัวตาย ซึ่งกระทำไปด้วยจิตไร้สำนึก

รายที่สามเป็นนายทหารหนุ่มเพิ่งกลับจากราชการ ณ ประเทศเกาหลีใต้ เขาระเบิดสมองของเขาเองในห้องนอนตอน ๒.๐๐ น. ตำรวจค้นพบคำสารภาพที่เขียนไว้ในสมุดเขียนจดหมาย เขาเขียนลาภรรยาและลูกของเขาโดยให้เหตุผลว่า เขาได้ยินเสียงพญายมมาร้องเรียกเขาถึง ๓ คืนติดๆกัน พระองค์ต้องการชีวิตของเขา เขาจึงยิงตัวตาย ซึ่งเขาเชื่อว่าเขาคงจะได้รับความสงบสุขแท้จริงในปรภพ

ต่อมาอีกเพียง ๒ วันที่นายทหารหนุ่มยิงตัวตาย นักธุรกิจคนสำคัญวัย ๔๐ ปีคนหนึ่งก็ฆ่าตัวตายด้วยยาพิษอันร้ายแรงชนิดหนึ่งในตอนใกล้รุ่งอรุณของวันใหม่ หนังสือพิมพ์ได้ลงข่าวอย่างละเอียดพร้อมด้วยจดหมายของเขาที่เขียนบอกตำรวจว่าเขาฆ่าตัวของเขาเอง เพราะพระยมมาเรียกเขา ต้องการชีวิตเขา

ผู้คนเริ่มหวาดกลัวเสียงมัจจุราชแล้ว ตอนกลางคืนผู้ที่มีบ้านเรือนอยู่ในเรือกสวนหรือที่เปลี่ยวก็รีบปิดประตูนอน โดยมากใช้สำลีอุดหู เพราะกลัวว่าจะได้ยินเสียงมัจจุราชมาร้องเรียก ผ้ายันต์ต่างๆที่เกิดขึ้นจากนักการค้าหัวแหลมจำหน่ายขายดีราวกับเทน้ำเทท่า ซื้อไว้ปิดประตูหน้าบ้านแล้วพระยมหรือยมราชจะไม่เสด็จผ่านไปทางบ้านนั้น มีขายแผ่นละ ๕ บาททั่วไป คนโง่ก็ตกเป็นเหยื่อของคนฉลาดตามเคย

แล้วอีก ๓ วันหลังจากนั้น หนังสือพิมพ์ก็เสนอข่าวอย่างครึกโครมอีกในเรื่องเสียงมรณะที่ทำให้จิ๊กโก๋วัยรุ่นคนหนึ่งฆ่าตัวตายแบบแหวกแนว คือวิ่งไปนอนขวางรถบดถนนที่กำลังซ่อมถนนแป๊ดเดียวแบนเป็นกล้วยทับ ตำรวจได้จดหมายที่เขาเขียนถึงบิดาของเขามีข้อความแบบเดียวกับเหยื่อของมัจจุราช เสียงนั้นมีอำนาจประหลาดล้ำทำให้เขาต้องตาย ทั้งๆที่เขาเต้นทวิสต์ได้คล่องแคล่ว

รายที่ ๖ ฆ่าตัวตายหลังจากจิ๊กโก๋หนุ่มเพียง ๒ วันเท่านั้น เหยื่อของพระยมเป็นเศรษฐีม่ายเงินล้านอายุประมาณ ๖๐ ปี ร่ำรวยมาก สิ่งแวดล้อมของชีวิตดีที่สุด ลูกเต้าเป็นหลักฐาน มีตำแหน่งหน้าที่ราชการที่ดีและล้วนแต่สำเร็จมาจากต่างประเทศ คุณนายบังอรเชือดคอตายด้วยมีดโกนหนวดของลูกชายคนเดียวในห้องนอนของหล่อน เขียนจดหมายลาลูกบอกว่าที่ตายเพราะมัจจุราชมาเรียกหาติดๆกันหลายคืน จะมีชีวิตอยู่ต่อไปก็เต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นใจจึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย

แน่ละ ความตื่นเต้นหวาดกลัวของมหาชนต่างก็เพิ่มพูนขึ้น พอตื่นเช้าก็รีบซื้อหนังสือพิมพ์เพื่อตรวจดูว่าจะมีใครฆ่าตัวตายเพราะเสียงมัจจุราชอีกไหม พวกหนังสือพิมพ์เองก็อยากจะให้มีคนฆ่าตัวตายเพราะเสียงมัจจุราชทุกๆวัน เพื่อหนังสือพิมพ์จะได้จำหน่ายขายดี อย่างไรก็ตาม นักข่าวได้พยายามเขียนเบื้องหลังของเหยื่อมัจจุราชเป็นรายๆไปตลอดมา จนกระทั่งเหยื่อคนที่ ๗ คือนักศึกษาหนุ่มยิงตัวตายโดยอมปากกระบอกปืนพกเข้าไปในปาก และเหนี่ยวไกยิงด้วยพลังจิตอันเข้มแข็ง

นักข่าวและช่างภาพของหนังสือพิมพ์กลุ่มหนึ่งได้มาที่บ้าน 'พัชราภรณ์' ในตอนสายวันนั้นเพื่อขอสัมภาษณ์ศาสตราจารย์ พล.ท.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ เกี่ยวกับอิทธิพลของเสียงมัจจุราช

นายพลดิเรกได้ทราบทางโทรศัพท์ก่อนแล้ว คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ต้อนรับพวกหนังสือพิมพ์อย่างกันเองภายในห้องรับแขกอันกว้างขวางและหรูหรา เจ้าแห้วกับสาวใช้สองคนทำหน้าที่เสิร์ฟเครื่องดื่มและบุหรี่ บรรดาเหยี่ยวข่าวหรืออีแร้งข่าวเหล่านี้ ตลอดจนตากล้องจมูกกล้องหรือหูกล้อง ล้วนแต่รู้จักคุ้นเคยกับคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯมาแต่ก่อน การสัมภาษณ์จึงไม่มีพิธีรีตองอะไรเหมือนกับพูดคุยกันธรรมดา

"ได้ข่าวว่าอาจารย์กับคณะดำริจะเดินทางไปแหลมเคนเนดี้เพื่อดูการปล่อยมนุษย์อวกาศขึ้นสู่วงโคจรใช่ไหมครับ?" เหยี่ยวข่าวซึ่งกลายเป็นอีแร้งข่าวเพราะสังขารทรุดโทรมไปตามวัยเนื่องจากความมีอายุ ได้กล่าวถามนายพลดิเรกด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"ออไร๋ ทีแรกตั้งใจไว้อย่างนั้น แต่แล้วก็รู้สึกว่าเราไม่ได้ไปเป็นทางการ ถึงแม้นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันเขารู้จักผมดี เราก็คงไม่ได้ดูการปล่อยจรวดอย่างใกล้ชิด ในที่สุดประโยชน์ที่เราได้รับก็ไม่คุ้มค่ากับค่าเครื่องบินและค่าใช้จ่ายของพวกเรา"

พ.อ.กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"ความจริงจรวดที่จะนำยานอวกาศขึ้นไปนอกโลกนั้นไม่แปลกอะไรหรอกครับ คนไทยเราเป็นชาติแรกที่คิดจรวดได้ แต่เราไม่ได้สนับสนุนกันและไม่มีทุนรอนที่จะสร้าง ฝรั่งก็เลยเอาไปดัดแปลงสร้างให้มันมีประสิทธิภาพดีขึ้น"

พวกนักข่าวพากันมองดูเสี่ยหงวนเป็นตาเดียว

"คนไทยน่ะหรือคะ คิดจรวดได้เป็นชาติแรก?" นักข่าวสาววัย ๕๐ ขวบถามยิ้มๆ

"ใช่ครับ พี่เล็กเคยไปเที่ยวทางภาคอีสานแล้วไม่ใช่หรือครับ?" เสี่ยหงวนเรียกนักข่าวหญิงว่าพี่อย่างสนิทสนม

"เคยสิคะ พวกเราต้องเดินทางไปทุกแห่งทั่วประเทศไทยแหละค่ะ"

"ถ้ายังงั้นพี่เล็กก็คงเคยเห็นบ้องไฟแล้ว?"

"ค่ะ เคยเห็นเขาแห่ด้วย มีขบวนแห่สวยงามน่าดูมาก เป็นประเพณีประจำปีของชาวอีสาน"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"บ้องไฟนั่นแหละครับคือจรวด ฝรั่งมันคิดจรวดจากบ้องไฟของเรานั่นเอง บ้องไฟพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าตั้งเกือบร้อยเมตรเพราะใช้ดินขับคือดินปืน ฝรั่งมาเห็นเข้าก็นำไปคิดดัดแปลง เริ่มต้นใช้เป็นอาวุธจรวดเล็กๆยิงข้าศึกตอนปลายสงครามโลกครั้งที่สอง เหมือนอย่างที่รัสเซียยิงถล่มเบอร์ลินเสียงเฟี้ยวฟ้าวระเบิดสนั่นหวั่นไหว ต่อมาก็ทำเป็นจรวดนำวิถีหรือขีปนาวุธยิงได้ไกลเป็นพันไมล์ แล้วก็ยิงนำดาวเทียมนำยานอวกาศขึ้นสู่วงโคจร"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นในกลุ่มนักข่าว นิกรพูดเสริมขึ้นว่า

"คนไทยเราหัวดีนะครับ ถึงแม้บางคนจะแพ้ผม แต่ก็มีสติปัญญาเฉียบแหลม ดูอย่างพ่อตาผมเป็นต้น เขียนตำราไว้ใช้ในกองทัพบกตั้งหลายเล่ม เมื่อครั้งที่ท่านยังรับราชการทหาร อ้า-ภาพยนตร์ก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าญี่ปุ่นหรือฝรั่งคิดได้ก่อน คนไทยเราต่างหากที่คิดภาพยนตร์ได้ก่อนเพื่อน

นักข่าวหนุ่มคนหนึ่งกระเซ้านิกรทันที

"ภาพยนตร์ตะลุงใช่ไหมครับ ผู้การ?"

นิกรค้อนขวับ

"เล่นดักคอยังงี้ก๊อมุขด้านหมด ระวังให้ดีเถอะ ผมจะโทรศัพท์ไปบอกเมียคุณว่าคุณไปนวดตัวอาบน้ำแถวราชเทวี"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง นักข่าวอาวุโสคนหนึ่งกล่าวถามนายพลดิเรกอย่างเป็นงานเป็นการ

"ขอให้เราเริ่มพูดถึงจุดประสงค์ที่เรามาขอสัมภาษณ์อาจารย์ในวันนี้เถอะครับ เรารบกวนเวลาอาจารย์กับคณะมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว"

"ออไร๋ ว่ามาเลยคุณไพโรจน์"

ไพโรจน์ กุลรัตน์ นักข่าวอาวุโสมองดูข้อความในสมุดโน้ตที่เขาจดคำถามเตรียมไว้ แล้วกล่าวถามนายพลดิเรกอย่างนอบน้อมด้วยเสียงแผ่วเบาแต่เข้มแข็งแฝงไว้ซึ่งความทระนงแบบเหยี่ยวข่าวชั้นดี คือทำปากเบี้ยวนิดหน่อยและโยกตัวไปมาเวลาพูด

"อาจารย์มีความเห็นอย่างไรบ้างครับเกี่ยวกับเสียงมัจจุราช อันเป็นเสียงที่มีอำนาจเหนือมนุษย์ทำให้คนดีๆ ๗ คนต้องฆ่าตัวตายเมื่อได้ยินเสียงนั้น"

นายพลดิเรกหัวเราะเบาๆ

"อ้า-ผมให้สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษได้ไหมคุณ ลิ้นผมมันแข็ง ผมพูดภาษาไทยไม่ใคร่ถนัด"

"กรุณาพูดไทยดีกว่าครับ ผมเคยเรียนแต่ภาษาเอธิโอเปียและภาษาอียิปต์ เรียนภาษาอังกฤษเพียงเล็กน้อย พูดอังกฤษได้เพียงสะเน้คๆฟิชๆเท่านั้นแหละครับ"

"โอ-ออไร๋ ออไร๋ คำถามของคุณเมื่อกี้นี้กว้างไปหน่อย แต่ผมพอจะเข้าใจในเรื่องเสียงมฤตยูหรือเสียงมัจจุราชนี้ ประชาชนส่วนมากเชื่อกันว่าเป็นเสียงของคุณพระยมมาร้องเรียกผู้เคราะห์ร้าย บังคับจิตใจให้ว้าวุ่นถึงกับฆ่าตัวตาย"

นักข่าวสาวซึ่งเป็นสาวจริงๆ คืออายุ ๒๐ กว่าและยังเป็นโสดกล่าวถามขึ้นทันที

"พระยมหรือพระยายมกันแน่คะ อาจารย์?"

ดร.ดิเรกหันมาทางพ่อตาของเขา

"ท่านเป็นคุณพระหรือเป็นเจ้าคุณครับ?"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อมยิ้ม

"ในสวรรค์ท่านเป็นคุณพระ ซึ่งพระอิศวร พระพรหม หรือพระนารายณ์ ตลอดจนพระอินทร์ และเทวดาทั้งหลายเรียกท่านว่าพระยม แต่ในนรกหรือในยมโลก ชาวนรกต่างประจบสอพลอท่านเรียกท่านว่าพระยายมทั้งๆที่ท่านยังไม่ได้เป็นเจ้าคุณ การประจบสอพลอมันมีทุกแห่งแหละครับ ไม่ว่าในโลกมนุษย์ในสวรรค์ในนรกหรือในบาดาล"

นายพลดิเรกกล่าวกับเหยี่ยวข่าวและแร้งข่าวต่อไป

"ผมกับคณะของผมซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญวิทยาศาสตร์และสรรพาวุธของกองทัพไทยได้สนใจกับเรื่องนี้เหมือนกัน เราได้อ่านรายละเอียดตามข่าวที่เกี่ยวกับเสียงมัจจุราชในหน้าหนังสือพิมพ์ของพวกคุณทุกฉบับ เราไม่เชื่อว่าเสียงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเสียงของคุณพระยมหรือเจ้าคุณยมหรอกครับ เพราะนักวิทยาศาสตร์ย่อมไม่เชื่อถือในเรื่องวิญญาณหรือภูติผีปีศาจ โดยเฉพาะเรื่องเทวดานางฟ้าหรือพระยม มันเป็นเรื่องของศาสนาพราหมณ์โดยเฉพาะ ผมจึงเห็นว่าเสียงที่เกิดขึ้นและทำให้ผู้เคราะห์ร้ายฆ่าตัวตายนั้นเป็นเสียงประหลาดชนิดหนึ่งที่มนุษย์เราประดิษฐ์ขึ้น"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วห้องรับแขก พวกนักข่าวได้ถกเถียงกันในเรื่องนี้แล้วลงความเห็นเช่นเดียวกับนายพลดิเรก นักข่าวหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งพูดเสริมขึ้น

"ดิฉันก็เข้าใจอย่างนี้แหละค่ะอาจารย์ ดิฉันไม่เลื่อมใสในเรื่องผีสางเทวดาหรอกค่ะ แต่ว่า....ทำไมคนที่ฆ่าตัวตายถึงได้ยินเสียงนั้นแต่เพียงคนเดียวล่ะคะ คนที่อยู่บ้านเดียวกันหรือเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงไม่มีใครได้ยิน"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะเบาๆ

"เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ตอบยากสักหน่อย เพราะคนที่ได้ยินเสียงนี้ก็เท่งทึงไปแล้ว จากบันทึกของผู้ตายที่เป็นนายทหารก็เขียนบอกไว้ว่า เสียงมัจจุราชเป็นเสียงโอดครวญโหยหวนทำลายประสาทของเขาให้หวาดผวาและเกรงกลัวพญายม จนกระทั่งความรู้สึกบอกตัวเองว่า องค์มัจจุราชเจ้าต้องการชีวิตเขา เขาจึงฆ่าตัวตาย พวกคุณมีใครเคยได้ยินเสียงประหลาดนี้บ้างไหมล่ะ?"

เหยี่ยวข่าววัยกลางคนคนหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ผมเคยได้ยินครับอาจารย์ แต่ผมแกล้งทำเสียงพระยมขึ้นเองในตอนดึกคืนวันหนึ่ง หลอกให้เมียผมนอนคลุมโปงตัวสั่นงันงก แล้วผมก็เข้าหาน้องเมียผมซึ่งอยู่ห้องติดๆกัน"

นายพลดิเรกขมวดคิ้วย่น

"คุณร้องยังไง ลองร้องให้ผมฟังซิ"

เหยี่ยวข่าวยิ้มอายๆ แล้วครางเบาๆ

"ฮือๆๆ ฮึยๆๆ"

นิกรหัวเราะก้าก

"ยังงี้ไม่ใช่เสียงพระยมนี่ครับคุณกระชุ มันเสียงครางของคนเจ็บที่กำลังเข้าตรีทูต"

"อ้าว" นายกระชุคราง "กลับเป็นยังงั้นไป"

เสียงหัวเราะของนักหนังสือพิมพ์ดังขึ้นอีก การสัมภาษณ์แบบกันเองเช่นนี้ทำให้นักข่าวและช่างภาพสบายมาก เจ้าแห้วนำกาแฟร้อนกับแซนวิชและผลไม้มาเสิร์ฟพวกนักหนังสือพิมพ์ สาวใช้สองคนตามเจ้าแห้วมาด้วย

พลกล่าวกับทุกๆคนว่า

"เชิญตามสบายนะครับ คนของผมจัดมาให้คนละถาด เพราะเรานั่งอยู่ห่างๆกันรอบห้องไม่ได้คุยกันที่โต๊ะรับประทานอาหาร"

เสี่ยหงวนจุปากดุนิกรเบาๆ

"เฮ้ย เจ้าของบ้านไหงกินเอาๆ"

"มันหิวว่ะ" นิกรตอบสั้นๆอย่างที่เคยตอบ แล้วหยิบแซนวิชชิ้นสามเหลี่ยมประกบกันชิ้นหนึ่งยกขึ้นใส่ปากเคี้ยวหน้าตาเฉย

นักข่าวคนหนึ่งสัมภาษณ์ศาสตราจารย์ดิเรกต่อไป

"พวกเราไม่มีใครได้ยินเสียงพระยมหรอกครับอาจารย์ เรื่องนี้เราได้พูดคุยกันวิพากษ์วิจารณ์กันมาหลายวันแล้ว อ้า-ผมใคร่จะเรียนถามทรรศนะของอาจารย์ครับ อาจารย์คิดว่ามันเป็นไปได้ไหมครับที่เสียงมัจจุราชนี้เกิดขึ้นจากการกระทำของฝ่ายตรงข้าม คือศัตรูของเรา"

นายพลดิเรกสั่นศีรษะ

"โน ไม่น่าจะเป็นไปได้ แล้วก็ยังไม่เคยปรากฏว่ามีเสียงอะไรที่ทำให้มนุษย์เราหวาดผวาหรือกลุ้มอกกลุ้มใจถึงกับฆ่าตัวตาย เสียงอึกทึกของยานพาหนะหรือเสียงของเครื่องบินไอพ่นอย่างมากก็ทำให้คนเราป่วยเป็นโรคประสาทเท่านั้นเอง แต่เสียงที่ดังเกินไปอาจจะทำให้คนเราตกใจตายได้เหมือนกัน เป็นต้นว่าเสียงลูกระเบิดหรือการระเบิดที่ระเบิดขึ้นใกล้ๆ อย่างไรก็ตามเสียงมัจจุราชนี้คงไม่ดังนัก เพราะถ้าดังมากก็ต้องมีผู้ได้ยินนับร้อยนับพัน โดยเฉพาะในบริเวณบ้านใกล้เรือนเคียงของผู้ที่ฆ่าตัวตายจากเสียงประหลาดนี้"

นักข่าวสาวแก่คนหนึ่งพูดเสริมขึ้น

"อาจารย์พอจะคาดคะเนได้ไหมคะว่าเสียงประหลาดที่เรียกว่าเสียงมัจจุราชนี้เป็นเสียงอะไรแน่ เสียงแบบนกหวีด....เสียงคล้ายเครื่องดนตรี....หรือเสียงร้องครวญครางเหมือนคนที่ได้รับบาดเจ็บ"

ศาสตราจารย์ดิเรกยักไหล่ แล้วก็แบมือทั้งสองข้างออกไป

"ซอรี่ ผมเรียนให้คุณทราบไม่ได้เพราะผมไม่ชอบวิธีพูดแบบส่งเดชหรือการคาดคะเนที่ไร้เหตุผล แต่ถ้าผมได้ยินเสียงมัจจุราชผมก็จะบอกคุณได้ทันทีว่ามันเป็นเสียงอะไรแน่"

นิกรยิ้มให้นายพลดิเรก

"แกได้ยินเสียงนี้แกก็ฆ่าตัวตายน่ะซีหมอ"

"โน-กันเป็นหมอและเป็นนักวิทยาศาสตร์ กันไม่ใช่คนโง่เขลาเชื่อถือในสิ่งที่เหลวไหล ยมบาลหรือมัจจุราชมีที่ไหนกัน ขอให้กันได้ยินเสียงนี้เถอะ กันจะพยายามจับผู้ทำเสียงหรือเจ้าของเสียงให้ได้"

พวกนักข่าวต่างจดช็อทแฮนด์ลงในสมุดโน้ตของเขาตลอดเวลาที่สัมภาษณ์และพูดคุยกันเฉพาะข้อความที่เป็นสาระ

"อาจารย์พอจะอนุมานได้ไหมครับว่าคนที่ฆ่าตัวตายไปแล้วทั้ง ๗ คน เขาฆ่าตัวตายเพราะเขากลัวเสียงประหลาดนี้"

"ออไร๋ แต่นั่นหมายความว่าเขากลัวจนกระทั่งสติเขาฟั่นเฟือนไป เขาป่วยเป็นโรคประสาทหรือโรคจิตอย่างฉับพลัน เขาจึงกล้าสังหารตัวของเขาเอง"

นายกระชุนักข่าวใหญ่เสริมขึ้นทันที

"ก็แล้วทำไมเขาเขียนจดหมายหรือบันทึกได้ถูกต้องล่ะครับอาจารย์ ข้อความในจดหมายและบันทึกไม่ได้บอกว่าเขาเป็นโรคประสาทหรือเป็นโรคจิตเลย"

นายพลดิเรกหัวเราะเสียงกังวาน แต่แล้วก็หยุดหัวเราะทันทีทันควันเมื่อนิกรเอื้อมมือมาหยิบถาดกาแฟแซนวิชและผลไม้ที่อยู่บนตักเขาไป

"เรื่องนี้ถ้าคุณเป็นแพทย์คุณก็จะรู้ดี คนไข้โรคประสาทหรือโรคจิตส่วนมากก็เหมือนกับคนดีๆเรานี่แหละครับ พูดคุยกันรู้เรื่อง ทำงานได้ เขียนจดหมายได้ แต่แพทย์เท่านั้นที่รู้ว่าเขาป่วยเป็นโรคจิตหรือโรคประสาท การฆ่าตัวตายเกิดจากอารมณ์วูบชั่วขณะของผู้ที่เป็นโรคจิตหรือโรคประสาท คนดีๆอย่างคุณผมรับรองว่าคงไม่กล้าเชือดลูกกระเดือกตัวเอง ถึงแม้จะมีเรื่องกลุ้มอกกลุ้มใจสักเพียงใด"

"จริงครับอาจารย์ โกนเคราใต้ลูกคางยังนึกเสียว ผมเห็นเมียผมถือมีดโกนทีไรผมแทบช็อกตาย บางทีผมกลับบ้านดึกๆ หล่อนนั่งลับมีดโกนอยู่ข้างเตียง ผมไม่กล้านอนต้องกินยาแก้ง่วงนอนตั้งสองสามเม็ด เกรงว่าถ้าเผลอไผลหลับไปตื่นขึ้นมาผมจะสูญเสียสิ่งอันมีค่าที่สุดของผม"

ช่างภาพหนุ่มคนหนึ่งแหกปากหัวเราะลั่น พวกนักข่าวต่างจดความเห็นของศาสตราจารย์ดิเรกลงไปในสมุด เสี่ยหงวนนั่งอยู่ข้างนักข่าวสาว เขามองแลเห็นตัวหนังสือเหมือนไส้เดือนตัวเล็กๆ คือตัวชวเลขที่หล่อนจดลงในสมุดอย่างแคล่วคล่องว่องไวเขาก็กล่าวถามหล่อน

"คุณจดแบบเกร๊กหรือปิตแมนด์ครับ?"

นักข่าวสาวเงยหน้าขึ้นยิ้มให้อาเสี่ย

"ยังไงไม่ทราบค่ะ ดิฉันจดแบบส่งเดช"

"อ้าว แล้วคุณจะแปลออกหรือครับ?"

"ไม่เป็นไรค่ะ เพื่อนดิฉันที่โรงพิมพ์เขาแปลได้ ดิฉันไปสัมภาษณ์ใคร ดิฉันจดชวเลขไปให้เขาแปลทุกที เขาจดไม่เป็นค่ะได้แต่แปล ส่วนดิฉันเขียนเก่งแต่แปลไม่ได้และอ่านไม่ออก"

พวกนักข่าวได้สัมภาษณ์ศาสตราจารย์ดิเรกแบบกันเองอีกสักครู่ต่างก็ลากลับ และขอบคุณนายพลดิเรกกับคณะที่ได้ให้การต้อนรับชาวคณะหนังสือพิมพ์เป็นอย่างดี สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯออกไปส่งพวกนักหนังสือพิมพ์ที่หน้าตึก บางคนก็มารถจี๊ป บ้างก็มารถตรวจการณ์หรือรถเก๋ง บ้างก็มารถแท็กซี่หรือย่ำต๊อกมาตามอัธยาศัยหรือตามฐานะของหนังสือพิมพ์นั้นๆ

แล้วคณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณก็กลับเข้าไปในห้องโถงนั่งจับกลุ่มสนทนากัน ในเวลาเดียวกันนี้เองคุณหญิงวาดก็พาสี่นางลงบันไดมาจากชั้นบนและเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย

"ดิฉันได้ยินเสียงรถของพวกหนังสือพิมพ์แล่นออกไปจากบ้านเราก็รู้ว่าเขากลับกันแล้ว เลยชวนแม่สี่คนลงมาฟังเรื่องราวที่เขามาขอสำรากพ่อดิเรก" คุณหญิงกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"สัมภาษณ์ครับคุณอา ไม่ใช่สำราก"

คุณหญิงวาดสะดุ้งโหยงแล้วยิ้มแห้งๆ

"อาพูดเผลอไป พูดคำว่าสัมภาษณ์เป็นสำรากทุกที" แล้วท่านก็หันมายิ้มกับนายพลดิเรก "เขามาสัมภาษณ์เรื่องเสียงมัจจุราชใช่ไหมพ่อดิเรก?"

"ออไร๋ เขาอยากทราบความเห็นของผมในเรื่องนี้ครับ แต่ผมปฏิเสธเขาไปว่าผมไม่เชื่อว่าเป็นการกระทำของฝ่ายศัตรูและไม่เชื่อว่าเป็นเสียงของพญายม"

คุณหญิงวาดแสดงท่าทีหวาดกลัวอย่างยิ่ง

"ทำไมจะไม่ใช่พ่อดิเรก ถ้าไม่ใช่เสียงพระยมเรียกหา คนที่ได้ยินก็คงไม่ฆ่าตัวตาย"

"มันอาจจะเกิดขึ้นจากอารมณ์วูบที่ทำให้จิตไร้สำนึกชั่วขณะหนึ่งครับ คนที่ฆ่าตัวตายคงเป็นโรคประสาทหรือเป็นโรคจิตอยู่แล้วแต่อาการไม่มากนัก"

"อย่าทำเป็นคนหัวสมัยนักเลยพ่อดิเรก อาน่ะไม่อยากให้ถึงค่ำคืนเลย อายอมรับว่าอากลัวเสียงมัจจุราชจนบอกไม่ถูก กลัวว่าอาได้ยินเข้าแล้วก็จะฆ่าตัวตายเหมือนใครต่อใครหลายคนที่ฆ่าตัวตายมาแล้ว ถึงอาแก่แล้วก็ยังไม่อยากจะตายหรอก พอตกค่ำอาต้องเอาสำลีอุดหูทั้งสองข้าง กลัวว่าจะไปได้ยินเสียงท่านเข้า"

เสี่ยหงวนหัวเราะอย่างขบขันแล้วพูดโพล่งขึ้น

"ทำใจให้สบายเถอะครับคุณอา พระยมขืนบุกเข้ามาในบ้านเรา ผมเตะแน่แล้วก็จับส่งตำรวจด้วยในข้อหาบุกรุก"

คุณหญิงวาดนัยน์ตาเหลือก

"อุ๊ยตาย ทำไมพูดยังงี้ล่ะพ่อหงวน?"

นวลละออมองดูผัวรักของหล่อนอย่างเดือดดาล

"เฮียไม่เชื่อถือไม่เลื่อมใสก็อย่าพูดดูหมิ่นซีคะ บ้าจริงเชียว เมื่อไหร่จะเลิกนิสัยพูดพล่อยๆเสียทีนะ"

เสี่ยหงวนหันมายักคิ้วให้นิกร

"แกกลัวไหมอ้ายกร?"

"พระยมน่ะเรอะ?"

"เออ"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"กลัวทำไมวะ เคยเรียนหนังสือมาด้วยกันที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นั่งโต๊ะติดๆกันตั้งแต่ ม.๔ ถึง ม.๘ เคยไล่เตะกันเขกกบาลกันและล้อชื่อพ่อกัน"

"ใคร?" คุณหญิงวาดร้องเสียงหลง "พระยมน่ะเรอะอ้ายกร?"

"ก็พระยมน่ะซีครับ พ่อมันชื่อแย้มหรือจางวางแย้ม อ้ายยมกับผมรักใคร่กันมาก เคยเล่นฟุตบอลรุ่นกลางและรุ่นใหญ่มาด้วยกัน สำเร็จ ๘ มันไปเข้าทำงานรถไฟ ตอนที่เราอยู่บ้านพญาไทมันยังเคยไปเที่ยวบ้านเรานี่ครับ เป็นเพื่อนรักของผมกับอ้ายพล ตอนหลังพ่อมันตายฐานะมันก็ยากจนลงมันเลยเหินห่างเราไป ไปเป็นนายสถานีอยู่ทางเหนือแล้วก็ป่วยเป็นไข้จับสั่นเท่งทึงไป มันจดหมายจากเมืองนรกมาถึงผมบอกว่ามันได้เป็นผู้คุมใหญ่ที่นั่น แล้วมันก็คิดปฏิวัติสำเร็จจับพระยายมคนเก่าหย่อนลงกะทะทองแดงเท่งทึงไป ตั้งตัวเป็นพระยมแทน มันยังบอกมาในจดหมายเลยครับว่าถ้าผมตายไปเมื่อไรจะได้ไปอยู่เมืองนรกอย่างสุขสบาย"

คุณหญิงวาดทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ ท่านจ้องตาเขม็งมองดูหน้าหลานชายของท่านด้วยความประหลาดใจยิ่ง

"อ้ายกร แกท้องผูกหรือเปล่า?"

"ไม่ครับ พอเช้าก็คลอดสะดวกทุกวันไม่ต้องใช้เครื่อง เพียงแต่ใช้ลมเบ่งช่วยนิดหน่อย"

"เธอช่วยตรวจดูร่างกายอ้ายกรบ้างซีพ่อดิเรก อาสงสัยเสียแล้ว ลงอ้างตัวว่าเป็นเพื่อนกับพระยมและพระยมจดหมายมาจากเมืองนรกก็คงไม่สบายแน่ๆ"

ดร.ดิเรกหัวเราะลั่น

"ไม่ต้องตรวจหรอกครับคุณอา อย่างอ้ายกรขนาดคุ้มดีคุ้มร้ายเท่านั้น แต่ไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่ใครเหมือนอย่างอ้ายหงวนนี่แหละครับ"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไร เจ้าแห้วก็เดินเข้ามาทางหน้าตึกในท่าทางอันร้อนรน เขาทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยเบื้องหน้าคุณหญิงวาดแล้วรายงานให้ท่านทราบ

"รับประทาน นายโกยมาจากสวนครับ"

"หา เจ้าโกยเรอะ ไปบอกให้มันเข้ามาในนี้ซี"

"รับประทาน มันหนีร้อนมาพึ่งเย็นครับ โกยมันบอกผมว่าเมื่อคืนนี้มันได้ยินเสียงมัจจุราช"

"อุ๊ยตาย!" นันทาอุทานเบาๆ "ท่านไปถึงบางกรวยแล้วหรือนี่"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ท่าจะอยากกินทุเรียนแถวนั้น เมื่อตอนหนุ่มๆ อ้ายยมชอบกินทุเรียนมาก"

พล พัชราภรณ์ ยกฝ่ามือข้างขวาผลักหน้านิกรค่อนข้างแรง

"อ้ายนิยมเพื่อนเรากับยมบาลน่ะคนละคนโว้ย"

เจ้าแห้วรีบลุกขึ้นเดินก้มตัวออกไปทางหน้าตึกท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของสี่นางกับคุณหญิงวาดซึ่งมีศรัทธาในเรื่องพญายมเทพเจ้าผู้เป็นใหญ่ในเมืองนรก ในนาทีนั้นเอง เจ้าแห้วก็พาหนุ่มใหญ่ในวัย ๔๐ ปี รูปร่างล่ำสันแข็งแรงคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องโถง เขาคือนายโกยคนดูแลบ้านพักและสวนของคุณหญิงวาดที่บางกรวยนั่นเอง

เจ้าแห้วกับนายโกยต่างทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยบนพรมเปอร์เซียผืนใหญ่ แล้วเจ้าแห้วก็กล่าวกับคนเฝ้าสวนเบาๆ

"กราบท่านเสียซี"

"ปู้โธ่" โกยพูดเสียงหนักๆ "ไม่ต้องมาสอนกูหรอกวะ อ้ายแห้ว" แล้วเขาก็ก้มลงกราบคุณหญิงวาดแสดงความเคารพรักอย่างสูงสุด ต่อจากนั้นเขาก็กระพุ่มมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯกับพวกเจ้านายของเขาโดยทั่วหน้ากัน

ใบหน้าของโกยซีดเซียวหม่นหมอง นัยน์ตาของเขาแสดงความประหวั่นพรั่นใจตลอดเวลา ไม่ผิดอะไรกับว่าเขากำลังหลบหนีภัยมืด หนีผู้ที่กำลังคุกคามจะเอาชีวิตเขา

"ว่าไงอ้ายโกย" คุณหญิงวาดกล่าวกับข้าเก่าเต่าเลี้ยงของท่านซึ่งเป็นคนใช้รุ่นเดียวกับเจ้าแห้ว แต่เจ้าแห้วมีอาวุโสกว่าทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ "อ้ายแห้วบอกข้าว่าเมื่อคืนนี้ แกได้ยินเสียงมัจจุราช"

โกยทำท่าขนพองสยองเกล้า

"ครับ ผมได้ยินจริงๆครับ อากาศมันร้อนอ้าวฝนผมนอนไม่หลับ ผมก็ออกมานอนที่ระเบียงบ้านเขียวริมน้ำคือบ้านพักของท่านครับ"

"แล้วไงวะ?" เจ้าคุณปัจจนึกฯซัก

โกยประนมมือไว้บนขาของเขา

"ตอนดึกราวตีสองเห็นจะได้ขอรับ ผมได้ยินเสียงประหลาดดังขึ้น ฟังดูโหยหวนเยือกเย็นจับใจเลยครับ"

นิกรว่า "เขาร้องขายข้าวต้มปลาละกระมั้ง ในคลองหน้าสวนของเรามีเรือขนมเรือกาแฟ หรือเรือข้าวต้มก๋วยเตี๋ยวผ่านไปมาเสมอ"

โกยหันมาทางนิกร

"คอนกลางคืนไม่มีใครกล้าพายเรือขายของหรอกครับ แถวนั้นมันเปลี่ยว"

ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เสียงที่แกได้ยินเหมือนเสียงคนที่ได้รับบาดเจ็บใช่ไหม?"

นายโกยนิ่งนึก

"ใช่ครับคุณหมอ เป็นเสียงผู้ชายที่ถูกทำร้ายร้องดังมากเชียวครับ ร้องอยู่ข้างบ้านพักของคุณหญิง ผมตกใจตื่นขึ้นมารู้สึกว่าเสียงนั้นดังห่างจากผมเพียงสองสามวาเท่านั้น ผมเผ่นออกจากมุ้งคว้าหอกและไฟฉายค้นหาเสียงร้องก็ไม่เห็น พอนึกได้ว่าเป็นเสียงมัจจุราชที่ทำให้ผู้ที่ได้ยินฆ่าตัวตายตามข่าวในหนังสือพิมพ์ ผมก็ตกใจเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตายรีบวิ่งกลับไปบ้านพักกลางสวน"

"แล้วได้ยินอีกหรือเปล่า?"

"ได้ยินตอนใกล้สว่างอีกครั้งหนึ่งครับ ผมรีบไปบ้านนายฟองหลังจากเขาตื่นนอนกัน แล้วเล่าเรื่องเสียงประหลาดให้เขาฟัง นายฟองกับครอบครัวของเขาต่างหวาดกลัวพญายมไปตามกันครับ เมียนายฟองลุกขึ้นหุงข้าวใส่บาตรตอนตีสี่เขาบอกผมว่าไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย แต่ผมได้ยินคนเดียวซึ่งนับว่าผมเป็นคนเคราะห์ร้าย" พูดจบเขาก็หันมากราบคุณหญิงวาดครั้งหนึ่งแล้วพูดเสียงเครือน่าสงสาร "คุณหญิงครับ ผมอยู่บางกรวยไม่ได้ พวกเพื่อนชาวสวนแนะนำให้ผมมาอาศัยอยู่กับท่านชั่วคราวจนกว่าผมจะหมดเคราะห์ สวนและบ้านพักของท่านตลอดจนบ้านของผมเขาจะช่วยดูแลให้ กรุณาให้ผมอยู่รับใช้ท่านสักอาทิตย์หนึ่งหรือสักครึ่งเดือนเถอะนะครับ ผมเอากระเป๋าเสื้อผ้าและของใช้ที่จำเป็นมาด้วย แล้วทิ้งไว้ที่โรงรถครับ"

คุณหญิงวาดและสี่นางต่างเสียขวัญเสียกำลังใจไปตามกัน ซึ่งหมายถึงเจ้าแห้วด้วย ต่างคนต่างเกรงกลัวมัจจุราชเจ้าที่จะมาเอาชีวิตตน อย่างไรก็ตามคุณหญิงวาดก็ต้องฝืนทำจิตใจให้เข้มแข็ง

"ดีแล้วโกย พักอยู่กับข้าก่อนเถอะ แล้วรดน้ำมนต์เสีย เอ็งจะได้หมดเคราะห์"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"แต่บางกรวยกับบ้านเรามันก็ไม่ไกลจนเกินไปนะโว้ยโกย สวนของคุณอาอยู่บางกรวยด้านริมคลองบางกอกน้อยใกล้กับวัดชลอและอำเภอบางกรวย นั่งเรือหางยาวมาขึ้นที่ท่าช้างวังหลวงเดี๋ยวเดียวเท่านั้น แล้วก็ขึ้นแท็กซี่มาบางกะปิ พระยมท่านอาจจะติดตามแกมาที่นี่ก็ได้ ถ้าหากว่าท่านมีค่ารถค่าเรือ"

คุณหญิงวาดทำตาเขียวกับหลานชายของท่าน

"พูดบ้าๆอะไรวะอ้ายกร พูดเป็นเล่นซะเรื่อยเชียว แกไม่กลัวคนอื่นเขากลัวนี่หว่า"

โกยหันมามองดูนิกรแล้วกล่าวว่า

"น่ากลัวเหลือเกินครับ เสียงที่ผมได้ยินเมื่อคืนนี้มันยังก้องอยู่ในหูผม จะว่ามีคนแกล้งหลอกล้อผมก็เป็นไปไม่ได้ เสียงมันใกล้ๆเรือนพักร้อนของท่าน ขณะที่ผมเอาไฟฉายส่องดูก็ยังร้องอยู่ ได้ยินแต่เสียงแต่ไม่เห็นตัวครับ ผมยอมรับว่าผมกลัวจนแทบจะฆ่าตัวตายเสียให้พ้นทุกข์พ้นร้อน"

พลพูดเสริมขึ้น

"ทำจิตใจของแกให้เป็นปกติเถอะโกย มาอยู่ที่นี่แล้วคงปลอดภัย พยายามลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเสีย คืนนี้พอพลบค่ำก็หาสำลีอุดหูไว้ แกจะได้สบายใจไม่ต้องวิตกว่าแกจะได้ยินเสียงนั้นอีก เอาละ ไปพักผ่อนเถอะ พักรวมกับเจ้าแห้วก็แล้วกัน"

นายโกยยิ้มแห้งๆ

"แห้วมันขี้ขลาดพอๆกับผม ผมไม่อยากพักกับมันหรอกครับ ผมอยากพักอยู่กับสาวใช้ของท่านคนใดคนหนึ่งมากกว่า"

"แล้วกัน" พลอุทาน "แกเป็นผู้ชายพักอยู่ห้องเดียวกับผู้หญิงมีอย่างที่ไหนวะ"

"ผมสาบานให้ก็ได้ครับว่าผมจะไม่ล่วงเกินเขา"

"ไม่ได้" เสี่ยหงวนตวาดแว้ด "แกหนีพระยมก็ประเดี๋ยวลูกพระยมเกิดออกมาก็จะยุ่งกันใหญ่ ไป-ไปพักอยู่ที่ห้องอ้ายแห้ว แล้วมาช่วยทำความสะอาดรถโว้ย รถบ้านนี้มีตั้งหลายคันราวกับโรงรถเช่า มีเวลาก็เข็นออกมาสูบฉีดล้างทีละคัน แต่รถฟอร์ด คอร์แซร์ ของอ้ายกรไม่ต้องยุ่ง ตั้งแต่มันซื้อมาดูเหมือนไม่เคยใช้เลย"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"ทำไมจะไม่ได้ใช้ สามสี่วันติดเครื่องวิ่งรอบๆบ้านสักครั้ง"

เจ้าแห้วกับนายโกยต่างลุกขึ้นพากันเดินออกไปทางหน้าตึกท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสอง

คืนนั้นฟ้าพยับฝน

เจ้าแห้วกับโกยเข้านอนในเวลา ๒๒.๐๐ น. และนอนเตียงเดียวกันทั้งๆที่เตียงนอนของเจ้าแห้วกว้างเพียง ๓ ฟุตครึ่งเท่านั้น

ต่างคนต่างหวาดกลัวเสียงมัจจุราช พอขึ้นเตียงนอนเอามุ้งลงเรียบร้อย ทั้งเจ้าแห้วกับโกยก็คลุมโปงจากศีรษะตลอดปลายเท้า มิหนำซ้ำเอาสำลีอุดหูทั้งสองคน ป้องกันไม่ให้ได้ยินเสียงมัจจุราชผู้มีอิทธิพลเหนือมนุษย์

ฝนตกพรำในตอน ๑.๐๐ น. เศษ ก่อนนอนเจ้าแห้วดื่มเหล้าเพียวๆเข้าไปหนึ่งก๊ง จึงช่วยให้เขาหลับสนิทเป็นตาย แต่แล้วในราว ๒.๓๐ น. เจ้าแห้วก็ตกใจตื่นเมื่อได้ยินเสียงสุนัขหอน

อัลเซเชียนสองตัวผัวเมียในบ้าน 'พัชราภรณ์' หอนขึ้นก่อน แล้วสุนัขทางหมู่บ้านหลังบ้านก็หอนรับติดต่อกันไป เจ้าแห้วเคยมีศรัทธามาแต่เล็กแต่น้อยแล้วว่า ถ้าหมาหอนก็แสดงว่าหมามันเห็นผี ถ้าหลายตัวช่วยกันหอนก็หมายความว่ามีผีมาป้วนเปี้ยนอยู่หลายตน แต่ถ้าหมาเห่าหมายถึงพวกลักเล็กขโมยน้อยตัดช่องย่องเบาที่หากินในยามวิกาล

เจ้าแห้วค่อยๆดึงผ้าห่มที่คลุมหน้าออก คราวนี้เขาได้ยินเสียงหมาหอนอย่างถนัด เจ้าแห้วยกมือขวาลูบคลำร่างของโกยเพื่อนคนใช้ซึ่งนอนอยู่ด้านในเตียงนอน เมื่อมือของเขาสัมผัสแต่เพียงผ้าห่มไม่ถูกตัวโกย เจ้าแห้วก็นึกแปลกใจทันที

เสียงสุนัขหยุดหอนแล้ว ลมกระโชกเข้ามาในหน้าต่างห้องซึ่งมีลูกกรงไม้ระแนงปิดกั้น เจ้าแห้วได้กลิ่นเหม็นสางเหมือนกับซากศพ คราวนี้เจ้าแห้วก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัว เส้นผมบนศีรษะตั้งชันด้วยความหวาดกลัวผีปีศาจ ซึ่งตอนดึกเช่นนี้เป็นเวลาที่พวกผีทั้งหลายพากันเที่ยวหลอกหลอนผู้คนตามวิสัยของผี

เจ้าแห้วพยายามทำใจให้เข้มแข็งลุกขึ้นนั่งท่ามกลางความมืด แล้วเอื้อมมือเปิดไฟฟ้าในโป๊ะครอบเก่าๆบนโต๊ะข้างเตียงนอน แสงไฟฟ้า ๔๐ แรงเทียนส่องสว่างไปทั่วห้อง เจ้าแห้วรีบลุกออกมาจากมุ้งกวาดสายตามองไปรอบๆห้องคล้ายกับจะค้นหาคนเฝ้าสวนของคุณหญิงวาดเพื่อนเก่าของเขา

แล้วเจ้าแห้วก็ปราดมาที่โต๊ะเขียนหนังสือขนาดเล็กตัวหนึ่ง เมื่อและเห็นสมุดเขียนจดหมายวางแบอยู่พร้อมด้วยปากกาลูกลื่นของเจ้าแห้วหนึ่งด้าม เจ้าแห้วเปิดไฟฟ้าบนฝาห้องเหนือโต๊ะเขียนหนังสือนั้นทันที พอแลเห็นลายมือของโกยซึ่งพอฟัดพอเหวี่ยงกับเขา เจ้าแห้วก็อกสั่นขวัญแขวนใบหน้าซีดเผือดมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม ความรู้สึกบอกตัวเองว่าโกยคงสังหารตัวเองแล้วและนี่คือจดหมายลาตายหรือคำสารภาพของเขา

เจ้าแห้วยืนกระสับกระส่ายอยู่สักครู่ก็หยิบสมุดเขียนจดหมายราคาถูกๆขึ้นมาแข็งใจอ่านดูข้อความในนั้น

เรือนคนใช้ บ้าน 'พัชราภรณ์'

๒ มิถุนายน ๒๕๐๘

กราบเท้าคุณหญิง ที่เคารพสูงสุด

พญายมได้ติดตามกระผมมาที่นี่จริงๆ ท่านต้องการชีวิตกระผม กระผมคิดแล้วว่าในปรภพกระผมคงจะมีความสุขสบายกว่าภพนี้ กระผมจึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย ขอได้โปรดกรุณาจัดการกับศพของกระผมด้วยเท่าที่ท่านจะเมตตาแก่กระผม

ถึงแม้กระผมตายจากไปแล้ว กระผมก็ยังสำนึกในพระเดชพระคุณอันใหญ่หลวงของท่าน และพวกเจ้านายทุกๆคนเสมอ.

กระผมขอกราบเท้าลา

โกย พันธุ์กะหล่ำ

หัวใจของเจ้าแห้วเต้นแรงผิดปกติ เขาวางสมุดเขียนจดหมายลงบนโต๊ะตามเดิมแล้วมองไปที่ประตูห้อง ใจหายวาบเมื่อแลเห็นประตูห้องพักเปิดเผยอไว้เพียงเล็กน้อย

"อ้ายโกย...." เจ้าแห้วคราง "อ้ายโกยทำยุ่งแล้ว คงไปโดดน้ำตายในสระใหญ่หลังบ้านเป็นแน่ หรือม่ายก็เชือดคอตายนอนอยู่บนศาลาพักร้อนหรือในเรือนต้นไม้หลังใหญ่"

เจ้าแห้วงันงกตกใจจนแทบจะทำอะไรไม่ได้ ในที่สุดเขาก็ยกมือทุบฝาห้องเต็มแรง ร้องเรียกเพื่อนคนใช้ที่อยู่ร่วมกัน ๒ คนในห้องนั้น

"ช่วงโว้ย อ้ายสุก อ้ายสุกโว้ย อ้ายช่วง ลุกขึ้นเร็ว"

ช่วงกับสุกตกใจตื่น แล้วทำให้คนใช้และสาวใช้อีกหลายห้องตกใจตื่นเช่นเดียวกันเพราะเสียงของเจ้าแห้วที่ร้องเรียกนั้นดังมาก

"เรียกทำไมพี่แห้ว?" เสียงนายสุกร้องถาม

"อ้ายโกยหนีออกจากห้องข้าไปฆ่าตัวตายแล้ว ออกมานอกระเบียงหน้าห้องหน่อยซี ข้าคนเดียวไม่กล้าออกไป กลัวผีโว้ย"

ในนาทีนั้นเอง ความอลเวงก็เกิดขึ้นที่เรือนพักคนใช้ แสงไฟที่ระเบียงเรือนแถวส่องสว่างจ้า พวกคนใช้ชายหญิงและคนครัวต่างเข้ามาห้อมล้อมเจ้าแห้วและไต่ถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นแซ่ดไปหมด พอเจ้าแห้วเล่าให้ฟังทุกคนก็รู้สึกขนพองสยองเกล้าไปตามกัน

สาวใช้คนหนึ่งวิ่งไปกดกริ่งสัญญาณอันตราย ซึ่งกริ่งนี้อยู่ในห้องโถงที่ตึกใหญ่ ทำไว้เมื่อมีเหตุฉุกเฉินเช่นเกิดเพลิงไหม้หรือมีโจรผู้ร้ายเล็ดลอดเข้ามาในบ้าน เสียงออดดังกังวานไปทั่วตึก ทำให้คณะพรรคสี่สหายและสี่นางกับท่านผู้ใหญ่ทั้งสองตกใจตื่น

ทุกคนมีความรู้สึกเช่นเดียวกันว่า อย่างไรเสีย กริ่งสัญญาณอันตรายอันนี้คงถูกกดเพื่อบอกให้รู้ว่านายโกยคนเฝ้าสวนบางกรวยได้ฆ่าตัวตายเสียแล้ว สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบลงจากตึกใหญ่พร้อมด้วยปืนพกคู่มือ พากันวิ่งเหยาะๆตรงมาที่เรือนพักของพวกคนใช้

เจ้าแห้วถือดาบใหญ่วิ่งลงบันไดมาต้อนรับเจ้านายของเขา

"รับประทาน อ้ายโกยเท่งทึงเสียแล้วครับ" เจ้าแห้วพูดละล่ำละลัก

สี่สหายกับท่านเจ้าคุณยืนตะลึง แล้วพลก็กล่าวด้วยเสียงหนักๆ

"โกยตายแล้ว "

"ครับ รับประทาน ผมตื่นขึ้นมาตอนหมามันหอนเมื่อสักครู่นี้ รับประทาน อ้ายโกยเขียนจดหมายลาตายทิ้งไว้บนโต๊ะครับแล้วออกมาจากห้องไม่ทราบว่าไปตายที่ไหน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นทันที

"ช่วยกันหาโว้ย เจ้าโกยอาจจะยังไม่ตายก็ได้" แล้วเจ้าคุณก็ร้องตะโกนเรียกพวกคนใช้ "พวกผู้ชายลงมานี่ ใครมีไฟฉายเอาไฟฉายติดมือมาด้วย แยกย้ายกันค้นหาอ้ายโกยให้ทั่วบ้าน"

นิกรหันมาดูเสี่ยหงวนแล้วยิ้มแห้งๆ

"เอ-ชักกลัวพระยมเสียแล้วละโว้ย"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะ

"ก็ไหนคุยว่าเป็นเพื่อนกัน"

"มันคนละยมน่ะซี ถ้าอ้ายโกยฆ่าตัวตายจริงๆ ก็หมายความว่ามัจจุราชจะต้องมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวบ้านเราและเล่นงานคนในบ้านหรือพวกเราคนใดคนหนึ่งในคืนต่อไป เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กเสียแล้ว"

นายพลดิเรกกล่าวขึ้นดังๆ

"แต่ไม่เกี่ยวกับอภินิหารของปีศาจ"

พวกคนใช้หลายคนพากันลงมาจากเรือนพักอย่างรีบร้อน พลสั่งให้กระจายกำลังกันค้นหาตัวคนเฝ้าสวนของคุณหญิงวาด แสงไฟฉายกราดไปมาตามที่ต่างๆ แล้วก็มีเสียงกู่ตะโกนเรียกหากัน

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินรวมกลุ่มบุกไปทางท้ายเขตบ้านทางทิศเหนือ ซึ่งตอนหนึ่งเป็นที่รกร้างมีต้นไม้ใหญ่หลายต้นขึ้นครึ้มวังเวง ส่วนมากเป็นต้นจามจุรี ต้นนกยูง และต้นมะพร้าว

พล พัชราภรณ์ แย่งไฟฉาย ๒ ท่อนมาจากมือเจ้าแห้วเมื่อเขาเห็นเงาดำตะคุ่มๆแขวนโตงเตงอยู่บนกิ่งยูงใหญ่ พลฉายไฟไปที่ร่างนั้นทันที ทุกคนต่างร้องอุทานออกมาดังๆเมื่อแลเห็นร่างของนายโกยแขวนโตงเตงสูงจากพื้นดินราว ๓ เมตร มีเชือกเส้นหนึ่งผูกคอแขวนกับกิ่งนกยูงขนาดเขื่อง ร่างนั้นสงบเงียบไม่ไหวติง แสดงว่านายโกยสิ้นใจตายเสียแล้ว

เสี่ยหงวนคว้าแขนนิกรไว้เมื่อนิกรทำท่าจะวิ่งหนี

"จะไปไหน อ้ายกร?"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"กลัวผีว่ะ ปล่อยให้กันไปรอฟังข่าวบนตึกเถอะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือขวาตบหลังนิกรค่อนข้างแรง

"ต้องเข้มแข็ง อ้ายกร มีคนตายในบ้านเราถึงแม้ว่าอ้ายโกยฆ่าตัวตายเองก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ตำรวจเขาจะต้องมาสอบสวนชันสูตรพลิกศพตามระเบียบ"

พลหันมาปรึกษากับศาสตราจารย์ดิเรก

"เราช่วยกันเอาศพเจ้าโกยลงมาก่อนดีไหมหมอ?"

"โน อย่าแตะต้องศพเป็นอันขาด ปล่อยไว้อย่างนี้ ให้ตำรวจเขามาเอาลงเอง รีบกลับขึ้นไปบนตึกเถอะแล้วโทรศัพท์แจ้งให้ตำรวจท้องที่ทราบ"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงสั่นๆ

"รับประทาน อ้ายโกยเป็นเหยื่อรายที่ ๘ ของพญายมใช่ไหมครับ?"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มให้เจ้าแห้ว

"ออไร๋ เหยื่อรายที่ ๙ คงเป็นแก"

"อ๋อย" เจ้าแห้วคราง "รับประทาน ผมยังหนุ่มอยู่ยังไม่ควรตายนี่ครับ ยมบาลท่านเอาผมไปเมืองผีก็ไม่มีประโยชน์อะไร คุณหมอช่วยพูดกับยมบาลหน่อยซีครับ"

ดร.ดิเรกตวาดแว้ด

"ฉันรู้จักกับท่านเมื่อไหร่ล่ะ พูดกับอ้ายกรซี เพราะอ้ายกรเป็นเพื่อนกับยมบาล"

"ปู้โธ่" นิกรร้องเสียงลั่น "พูดเล่นต่างหาก กันชักกลัวแล้วนะโว้ย กลัวว่าคืนพรุ่งนี้กันจะได้ยินเสียงของมัจจุราช ถึงเอาสำลีอุดหูก็ยังได้ยินเสียงอะไรต่ออะไรอยู่ดี ไปเถอะโว้ย กลับไปบนตึกเถอะ ภาพอ้ายโกยที่แขวนต่องแต่งอยู่บนต้นนกยูงนั่นไม่เจริญตาเลย"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วต่างพากันออกมาจากท้ายสวนหลังบ้าน ในนาทีนั้นเองพวกคนใช้ก็ทราบข่าวว่านายโกยคนเฝ้าสวนบางกรวยของคุณหญิงวาด ได้ผูกคอตายเสียแล้วที่ต้นนกยูงใหญ่ ซึ่งบริเวณหลังบ้านตอนนั้นคนในบ้านเรียกว่า 'ป่า' เพราะสภาพของมันคล้ายกับป่าเล็กๆ

คุณหญิงวาดกับสี่นางตื่นเต้นตกใจไปตามกันเมื่อทราบข่าวร้ายของนายโกย ซึ่งต้องจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายด้วยอิทธิพลของเสียงประหลาดคือเสียงมัจจุราชหรือเสียงพระยม

ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วเมืองในวันรุ่งขึ้น แต่นายโกยฆ่าตัวตายเวลาประมาณ ๒.๐๐ น. ซึ่งหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าทุกฉบับปิดข่าวแล้ว อย่างไรก็ตามวิทยุกระจายเสียงภาคเช้าหลายสถานีต่างกระจายข่าวนี้ว่า เหยื่อมัจจุราชรายที่ ๘ คือนายโกย พันธุ์กะหล่ำ หนุ่มใหญ่วัย ๔๐ ปี ซึ่งเป็นคนใช้เก่าแก่ของคุณหญิงวาด ประสิทธิ์นิติศาสตร์

แล้วหนังสือฉบับเย็นก็เสนอข่าวพาดหัวอย่างครึกโครมพร้อมทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังข่าว นักข่าวและตากล้องรุดไปที่บ้าน 'พัชราภรณ์' อีก เพื่อถ่ายภาพห้องนอนของเจ้าแห้วและต้นนกยูงใหญ่ต้นนั้น นอกจากนี้ยังได้สัมภาษณ์คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองเกี่ยวกับความเป็นมาของนายโกย หนุ่มใหญ่คนเฝ้าสวนผู้นี้มีชื่ออยู่ข้างจะแปลกและแหวกแนวสักหน่อย

มัจจุราชเขย่าขวัญประชาชนชาวพระนครและธนบุรีแล้ว แม้แต่ปัญญาชนหรือผู้ที่มีการศึกษาสูงก็ยังหวาดกลัวพญายมเจ้าของเสียงประหลาด พอตกค่ำ กรุงเทพฯซึ่งเคยอุ่นหนาฝาคั่งด้วยคนกลางคืนก็เงียบเหงา บาร์และไนต์คลับไม่มีใครเที่ยว โรงภาพยนตร์งดฉายรอบ ๒๑.๑๕ น. ผู้คนต่างรีบเข้านอนแต่หัวค่ำ สถานที่เที่ยวอย่างว่าซบเซา สถานอาบน้ำนวดตัวหาคนทำยายาก คณะรัฐบาลได้ประชุมปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว แต่ไม่มีทางที่จะแก้ไขได้ ทั้งๆที่เชิญผู้เชี่ยวชาญหลายคนเข้าประชุม ดังนั้นจึงไม่มีคำแถลงการณ์ของรัฐบาล มีแต่บุคคลสำคัญในวงการรัฐบาลได้ออกทีวีให้ทรรศนะส่วนตัวว่า คนที่ฆ่าตัวตายไปรวม ๘ รายนั้นเป็นคนไข้โรคจิตหรือโรคประสาท ครั้นเจ้าหน้าที่สถานีซักหนักเข้าก็ชักยัวะจบรายการเอาดื้อๆ คนใหญ่คนโตเหล่านี้ต่างก็นึกหวาดกลัวพระยมไปตามกัน อย่างไรก็ตามมีคนอีกไม่น้อย คือคนจนที่มีชีวิตอยู่อย่างอดๆอยากๆอดมื้อกินมื้อไม่มีเงินแป๊ะเจี๊ยะให้ลูกเรียนหนังสือต่างก็นึกภาวนาขอให้ได้ยินเสียงมัจจุราช เพื่อเขาจะได้ฆ่าตัวตายเสียให้พ้นทุกข์พ้นร้อน ส่วนพวกท่านเจ้าของโรงเรียนราษฎร์กลัวตายมาก เพราะเงินแป๊ะเจี๊ยะที่เก็บจากเด็กนักเรียนเข้าใหม่นั้นปีหนึ่งนับแสน ถ้าล้มหายตายจากไปก็จะไม่ได้รับประทานเงินค่าแป๊ะเจี๊ยะอีก

ตลอดเวลา ๓ วันที่ผ่านมานี้ คุณหญิงวาดได้ออกคำสั่งเด็ดขาด ห้ามไม่ให้คณะพรรคสี่สหายออกจากบ้านในตอนกลางคืน ถึงแม้ว่าจะมีกิจธุระที่สำคัญสักเพียงใดก็ตาม และให้ทุกคนกลับมาถึงบ้านก่อน ๑๗.๓๐ น. คุณหญิงวาดกับสี่นางต่างเกรงกลัวพระยมจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ พอพลบค่ำก็เข้าห้องนอนสวดมนต์ภาวนาใช้ธูปหอมวันละหลายซองไหว้เทพยดาอารักษ์ ไหว้พระภูมิเจ้าที่ ผีสางนางไม้ พระเสื้อเมืองพระทรงเมือง เจ้าพ่อเจ้าแม่ แล้วก็ไหว้คุณพระรัตนตรัยขอให้ช่วยคุ้มครองป้องกันชีวิต ซึ่งในระยะนี้ธูปเทียนและผ้ายันต์ในท้องตลาดจำหน่ายขายดีมาก

เหยื่อรายที่ ๙ เอาเข้าให้แล้ว

เขาเป็นชาวจีนแต้จิ๋วตั้งร้านชำขายของเล็กๆน้อยๆอยู่ห้องแถวสองชั้นในซอย 'ประสิทธิ์นิติศาสตร์' คือซอยหลังบ้าน 'พัชราภรณ์' นั่นเอง

นายเม่งเปาอายุ ๔๕ ปี อยู่กับภรรยาคู่ชีวิตของเขามานานแล้ว มีบุตรชายหญิงถึง ๘ คน เขาเป็นคนดีมีอัธยาศัย พูดไทยได้ชัดเจน รู้ขนบธรรมเนียมประเพณีไทยเหมือนกับคนไทยคนหนึ่ง รู้จักใช้คำพูดขอประทานโทษ, ขอโทษ, ขอบคุณ และเสียใจ ร้านค้าของเขาจำหน่ายเครื่องชำและของเบ็ดเตล็ดทุกชนิด สองคนผัวเมียและลูกๆช่วยกันประกอบอาชีพตัวเป็นเกลียว ฐานะอยู่ในเกณฑ์มีอันจะกินเพราะสามารถเล่นแชร์วงละ ๑,๐๐๐ บาทต่อเดือน ชีวิตของเขากับครอบครัวมีความสุขตามสภาพฐานะ

แต่แล้วเม่งเปาก็ฆ่าตัวตายอย่างทระนง คือใช้เหล็กขูดช้าฟแทงก้นตัวเอง เขาเขียนจดหมายถึงเมียเขาบอกให้รู้ว่าที่เขาฆ่าตัวตายเพราะพระยาเลี่ยมอ๋องหรือยมบาลมาเรียกเขาไปเมืองผี เขาขอร้องให้ภรรยาของเขานำศพเขาไปฝังที่ฮวงซุ้ยของพวกจีนในจังหวัดชลบุรี และเตือนภรรยาว่าถ้าจะมีผัวใหม่ขอให้เลือกคนทำมาหากิน อย่าเลือกนักเลงอันธพาลหรือจิ๊กโก๋และดาวไถจะทำให้ลูกๆเดือดร้อน

เขาฆ่าตัวตายในเวลา ๒๐.๐๐ น. เศษ หนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันต่อมาจึงลงข่าวพาดหัว เหยื่อรายที่ ๙ ของพญายม คือ นายเม่งเปา แซ่เซ็ง

"แม่อยู่ไม่ได้แล้วโว้ยพล" คุณหญิงวาดกล่าวกับลูกชายของท่านในตอนเช้าวันหนึ่ง "ขืนอยู่แม่คงตายแน่ ขณะนี้ดีจะฝ่ออยู่แล้ว ท่านมาเอาชีวิตอ้ายโกยไปเพียงสามวัน ก็มาเอานายเปาไปอีกคนหนึ่ง"

"แล้วคุณแม่จะหลบไปไหนครับ ความตายน่ะหนีไม่พ้นหรอกครับ"

"เอาเถอะ แม่จะพาพวกเมียๆของพวกแกไปจากกรุงเทพฯ ก็แล้วกัน แม่กับแม่สี่คนนี่จะไปอยู่ที่บ้านพักของเราที่หัวหินสักอาทิตย์สองอาทิตย์ รอให้เสียงมัจจุราชเงียบหายไปเสียก่อน"

"ตามใจเถอะครับ คุณแม่จะไปเมื่อไหร่ล่ะครับ?"

"ก่อนเที่ยงวันนี้แหละ แม่จะเอาอ้ายสุกไป ให้มันขับรถให้ ส่วนเจ้าแห้วพวกแกเอาไว้ใช้ สำหรับคนใช้ของแม่ก็ไม่จำเป็นต้องเอาไป เพราะคนดูแลบ้านพักที่หัวหินก็มีอยู่สองคนแล้ว"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"เอารถคาดิแล็คของผมไปเถอะครับจะได้นั่งสบายๆ"

"ไม่ละพ่อหงวน อาจะเอารถโอลสโมบิลไป แล้วเอารถตรวจการณ์ไปอีกคันหนึ่งสำหรับบรรทุกข้าวของสัมภาระ สำหรับรถเก๋งให้แม่นันหรือแม่นวลขับไปก็ได้ โอ๊ย-หายใจไม่ทั่วท้องเลย มัจจุราชท่านป้วนเปี้ยนอยู่แถวบ้านเรานี่เอง"

นายพลดิเรกยิ้มให้สี่นางแล้วกล่าวกับเมียของเขา

"ยูเอาเครื่องรับส่งวิทยุไปด้วยนะ เราจะได้ส่งข่าวถึงกันทุกสามชั่วโมงโดยไม่ต้องพึ่งโทรเลขหรือโทรศัพท์ทางไกล"

"ค่ะ ภากำลังจะบอกหมออยู่ทีเดียว อ้า-เป็นห่วงหมอกับคุณพ่อและพวกคุณๆที่อยู่ทางบ้านจังค่ะ"

นิกรว่า "ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ พวกเราจะนอนห้องเดียวกันนับตั้งแต่คืนนี้ เราปรึกษากันแล้วเมื่อกี้นี้ ถ้าเราได้ยินเสียงร้องโหยหวนในตอนกลางคืนดังขึ้นในบ้านเรา เราจะช่วยกันค้นหาตัวพญายมให้ได้"

คุณหญิงวาดลืมตาโพลง

"อย่านะเจ้ากร อย่าเล่นกับความตายนะ ท่านเป็นผีปีศาจไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา"

นิกรอมยิ้ม

"เอาเถอะครับ ดิเรกมันรับรองว่ามันจะใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์จับผีรายนี้ให้ได้ จะเป็นพระยมหรือผีอะไรก็ตาม"

นวลละออมองดูศาสตราจารย์ดิเรกด้วยความสนใจ

"หมอจะจับผีจริงๆหรือคะ?"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ก็คิดว่าอย่างนั้นแหละครับ"

ประไพพูดเสริมขึ้น

"ถ้ายังงั้นเราอยู่ดูดีไหมคะ?"

คุณหญิงวาดทำตาเขียวกับหลานสะใภ้ของท่าน

"แกอยากจะอยู่ดูก็ตามใจ สำหรับฉันไปแน่ อย่างไรก็ไม่ยอมอยู่ที่นี่"

ประไพยิ้มแห้งๆ

"ไพก็ไปค่ะ ขืนอยู่ที่นี่คงดีฝ่อตายอย่างคุณอาว่า ไพนอนอุดหูตลอดคืนรำคาญตัวเองเหลือเกิน แต่ทั้งๆที่เอามือปิดหูก็ยังได้ยินเสียงหมาหอนลอดเข้าไปในหู เร่งเวลาอยากจะให้สว่างเสียเร็วๆ"

ก่อนเที่ยงวันนั้นเอง คุณหญิงวาดก็พาสี่นางเดินทางไปหัวหินเพื่อหลบหนีภัยจากพญามัจจุราช มีเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้และเสบียงกรังมากมายจนเต็มรถตรวจการณ์ เมื่อขาดคุณหญิงวาดและสี่นาง คณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯก็รู้สึกเงียบเหงาไปตามกัน เพราะสมาชิกในครอบครัวหายไป ๕ คนนั่นเอง

ในราว ๑๗.๓๐ น. นายพลดิเรกก็สามารถพูดวิทยุติดต่อกับประภาได้ ถึงแม้ว่าเครื่องรับส่งวิทยุที่ใช้พูดติดต่อกันนี้ขนาดเล็กนิดเดียว แต่ก็เป็นประดิษฐกรรมของศาสตราจารย์ดิเรก จึงมีคุณภาพดีเยี่ยมกว่าเครื่องรับส่งวิทยุธรรมดา ประภาแจ้งว่าทุกคนมาถึงบ้านพักหัวหินเรียบร้อยแล้ว และกำลังเตรียมตัวลงเล่นน้ำทะเลที่ชายหาดหน้าบ้าน คือด้านใต้ของโรงแรมหัวหิน ห่างจากหน้าโรงแรมหัวหินไม่ถึง ๔๐๐ เมตร

ถูกละ พญายมคงป้วนเปี้ยนอยู่แถวบ้าน 'พัชราภรณ์' นั่นเอง

หลังจากคุณหญิงวาดและสี่นางเดินทางไปหัวหินได้ ๒ วัน มัจจุราชก็เอาชีวิตสาวสวยคนหนึ่งไปเมืองผี

หล่อนเป็นพนักงานของธนาคารแห่งหนึ่ง และเป็นหลานสาวของข้าราชการบำนาญที่เช่าที่ดินของคุณหญิงวาดปลูกบ้านอยู่ในซอย 'ประสิทธิ์นิติศาสตร์' หญิงสาวผู้นี้มีนามว่า จันทนา อายุ ๒๐ ปีเท่านั้น มีความสุภาพอ่อนหวานน่ารักน่าเอ็นดูมากกว่าความสวย แต่งกายเรียบร้อย กระโปรงน้ำเงิน และเสื้อคอปกสีขาวคล้ายเสื้อนักศึกษาหญิง พวกจิ๊กโก๋ในซอย 'ประสิทธิ์นิติศาสตร์' หลายคนติดเนื้อต้องใจหล่อน คอยเคาะแคะหล่อนตอนที่เดินออกจากซอยไปทำงาน หรือตอนที่กลับมาจากทำงาน แต่จันทนาไม่ยอมลดตัวลงไปเป็นจิ๊กกี๋ จึงไม่สนใจกับเด็กหนุ่มเหล่านั้น พวกจิ๊กโก๋เลยเรียกหล่อนว่า 'จันทร์ขี้เฟียะ' หรือ 'จันทร์ลั่นป้อ' แล้วแต่จะเรียก หนักเข้าก็ลวนลามยืนขวางหน้าหรือยื้อยุดฉุดมือ จันทนาเลยนำความไปแจ้งตำรวจ พวกตำรวจจึงแห่กันมาหาจิ๊กโก๋เหล่านั้น แล้วบอกอย่างหน้าตายว่า "ไปโรงพัก"

จันทนาใช้ปืนพกของลุงยิงตัวตายในห้องนอน ราว ๒๑.๐๐ น. เขียนจดหมายสารภาพไว้เช่นเคย บอกกับลุงของหล่อนว่าพระยมได้มาร้องเรียกชวนหล่อนให้ไปอยู่ด้วย หล่อนผลัดพระยมไว้คืนหนึ่งเพื่อขอเวลาทำธุระส่วนตัวและการงานให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วหล่อนก็ยิงตัวตายไปโดยไม่มีเรื่องโกรธเคืองกับผู้ใด หล่อนตายเพราะต้องการไปอยู่กับองค์มัจจุราช

หนังสือพิมพ์รายวันลงข่าวสำคัญนี้อีก ลงรูปถ่ายของสาวสวยซึ่งได้มาจากลุงของหล่อน แล้วก็ลงชีวประวัติของหล่อนซึ่งเรียนจบชั้นม.ศ. ๕ และเพิ่งเข้าทำงานไม่ทันถึงปี แฟนของหล่อนกำลังศึกษาอยู่ต่างประเทศ ความตายของจันทนาทำให้ชาวพระนครและธนบุรีสะเทือนขวัญ ทุกคนต่างกลัวว่าตนจะต้องตายอย่างนั้นบ้างเมื่อได้ยินเสียงพญายม ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะได้ยินเมื่อไร

"พระยมชักจะมากไปแล้ว" เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นในตอนเย็นวันนั้นที่เรือนต้นไม้ขณะที่เขาดื่มเข้าไปจนตึงหน้า "ไม่รู้จักไปที่อื่น ป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้เอง เรื่องมันต้องเตะปากกันเสียแล้ว"

พลมองดูอาเสี่ยอย่างขบขัน

"แกสู้เรอะ?"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"สู้ซีวะ ต่อให้พ่อพระยมอีกคนกันก็สู้ ขอให้มาหากันหน่อยเถอะวะ แน่จริงก็ควรมาหากันและส่งเสียงร้องครวญครางให้กันได้ยิน ถ้าไม่โดนเตะก็อย่าเรียกว่าอ้ายหงวน"

เจ้าแห้วทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"โธ่-รับประทานไหงพูดดูหมิ่นท่านอย่างนี้ล่ะครับ เผื่อคืนนี้ท่านมาจริงๆ รับประทานอาเสี่ยเท่งทึงนะครับ"

เสี่ยหงวนจัดแจงผสมวิสกี้โซดาใส่แก้วอีก แล้วพูดเสียงลิ้นไก่พันกัน

"ให้มันรู้ไปซีวะ อ้ายแห้ว ถ้าพระยมเอากูไปเมืองผี กูจะไปฟาดปากกับพระยมที่เมืองผีอีก" แล้วอาเสี่ยก็ยักคิ้วให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ "หรือยังไง น้องชาย"

ท่านเจ้าคุณทำปากจู๋

"ใครเป็นน้องแกวะ"

อาเสี่ยสะดุ้งเล็กน้อย จ้องเขม็งมองดูหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ตาย....ขอโทษทีครับ นัยน์ตาผมลายนึกว่าอ้ายแห้ว"

พลกล่าวกับนายพลดิเรกอย่างเป็นงานเป็นการ

"น่าสงสารเด็กสาวคนนี้มาก เคยมาให้แกตรวจและรักษาเกี่ยวกับโรคกระเพาะอาหาร รู้สึกว่าเป็นเด็กที่อ่อนหวานน่ารักจริงๆ สมัยนี้เราไม่ใคร่จะได้เห็นเด็กสาวที่สุภาพอ่อนหวานอย่างนี้อีกแล้ว"

"ออไร๋ ยังไม่ทันมีผัวเลย เท่งทึงเสียแล้ว"

พลยิ้มเล็กน้อย

"กันชักสงสัยเสียแล้วละหมอ ยมบาลหรือพญายมนี่อาจจะเป็นผีปีศาจจริงๆกระมัง ถึงได้มีอิทธิพลเหนือจิตใจมนุษย์เช่นนี้ คนฉลาดน่ะไม่มีใครฆ่าตัวตายหรอก แต่ที่ทำไปก็เพราะอิทธิฤทธิ์ของพระยม"

เสี่ยหงวนโบกมือแล้วพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงอ้อแอ้

"พระอินทร์ พระพรหม พระยม พระตวักตะบวยอะไรก็สู้เสี่ยหงวนไม่ได้วะ อิ๊ก....ให้มันแน่สักรายเถอะเพื่อน เก่งจริงคืนนี้มาร้องโหยหวนให้กันได้ยินหน่อยเถอะ แล้วดูอ้ายหงวนบ้าง"

นิกรกล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"อ้ายหงวนเป็นวิ่งป่าราบ"

อาเสี่ยสะดุ้งแล้วหัวเราะด้วยฤทธิ์เมา

"คนอย่างเสี่ยหงวนสู้ตายโว้ย ไม่มีหนีหรือถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว ผิดจากเมียสู้ทั้งนั้น พับผ่า พระยมก็พระยมเถอะวะ กันเคยเห็นหน้าบ่อยๆทางวัดไตรมิตร"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"ตรงไหนวะ?"

"ก็ร้านทำเครื่องกงเต๊กไงล่ะ"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ พลลากจานไก่ตอนข้างหน้านิกรเลื่อนไปให้เจ้าคุณปัจจนึกฯกับศาสตราจารย์ดิเรก ขณะนี้ใกล้จะพลบค่ำแล้ว มีพายุพัดผ่านมาเป็นครั้งคราว นายพลดิเรกต้องใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงในเรื่องนี้

"บางทีอาจจะเป็นการกระทำของฝ่ายศัตรูก็ได้เหมือนกัน" นายแพทย์หนุ่มกล่าวกับพลแล้วยกแก้วเบียร์ขึ้นจิบ "พระยมต้องเป็นมนุษย์ไม่ใช่ผี ถ้าหากว่าเปล่งเสียงร้องโหนหวนออกมาได้จริงๆ"

"แกหมายถึงคอมมิวนิสต์หรือหมอ?" พลพูดยิ้มๆ

"ออไร๋ แต่เป็นการคาดคะเนของกันเท่านั้น กันจะบอกได้ก็ต่อเมื่อกันได้ยินเสียงประหลาดที่ว่าเป็นเสียงมัจจุราช อย่างไรก็ตามมันจะเป็นเสียงของภูติผีปีศาจนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้"

"เพราะแกไม่เชื่อว่าผีมีอิทธิฤทธิ์" พลพูดต่อ

"ออไร๋ ผีก็คือคนที่สิ้นชีวิตไปแล้ว ร่างนั้นจะเน่าเปื่อยหรือเป็นเถ้าถ่านไป จะมาหลอกหลอนหรือแสดงฤทธิ์เดชได้อย่างไร"

พลว่า "ถ้ายังงั้นแกก็ควรเตรียมเครื่องมือสำหรับจับพระยมไว้บ้าง ถ้าหากว่าพระยมบุกเข้ามาในบ้านเราและส่งเสียงร้องให้เราได้ยิน เราจะได้ช่วยกันจับ"

จอมนักวิทยาศาสตร์หัวเราะเบาๆ

"ไม่จำเป็นต้องตระเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือให้มากเรื่องหรอก ให้มันรู้ไปว่าพระยมทนกระสุนปืนของกันได้ โป้งเดียวเท่านั้นก็กลิ้งทูต"

"โอ๊ย...." เจ้าแห้วคราง

ศาสตราจารย์ดิเรกหันขวับมาทางเจ้าแห้วซึ่งนั่งอยู่บนม้ากลมริมราวลูกกรง

"ร้องทำไมวะ อ้ายแห้ว?"

เจ้าแห้วหน้าซีดเผือดท่าทีเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย

"รับประทานผมไม่อยากให้คุณหมอพูดอะไรในเรื่องนี้หรอกครับ รับประทานผมเป็นห่วงคุณหมอเหลือเกิน"

นายพลดิเรกอมยิ้ม

"ไอ ด๊อนท์ แคร์ ไอไม่เคยกลัวภูติผีปีศาจ ไอกลัวแต่นักวิทยาศาสตร์ที่มีวิชาความรู้เหนือกว่ากัน แกคิดว่าพระยมหรือยมบาลน่ะมีจริงยังงั้นหรือ?"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ก็มีน่ะซีครับ ท่านเป็นเจ้าแห่งเมืองนรก คนเราตายไปยมทูตก็จะนำวิญญาณไปเฝ้าพระองค์ท่านเพื่อพิจารณาโทษคือบาปกรรมที่ทำไว้ ใครทำบาปหนักเบาแค่ไหนเจ้าหน้าที่เมืองนรกก็จะจดไว้ในสมุดทะเบียนประวัติของมนุษย์"

ดร.ดิเรกหัวเราะก้าก

"แล้วเจ้าหน้าที่เมืองนรกหรือยมบาลจะรู้ได้อย่างไรวะว่าวันหนึ่งๆใครทำบาปอะไรบ้าง มนุษย์หรือพลโลกมีจำนวนน้อยอยู่หรือ อาศัยอยู่ตามป่าดงพงไพรก็มีกระจัดกระจายกันไปทั่วโลก"

"โธ่-ยมบาลกับเจ้าหน้าที่เมืองนรกท่านมีหูทิพย์ตาทิพย์นี่ครับ รับประทานเจ้าของก๊วนกัญชาแห่งหนึ่งรู้จักคุ้นเคยกับผมเป็นอย่างดี แกชื่อลุงซ้อนครับ ลุงซ้อนเป็นลมตาย แกตายไปสองวันแกก็ฟื้นขึ้นมาเล่าให้ฟังว่า รับประทานพวกผีนรกหรือยมทูตพาแกไปเมืองนรกไปเฝ้ายมบาล แต่ยมบาลบอกว่าลุงซ้อนยังไม่ถึงกำหนดอายุขัย ให้ยมทูตพาตัวมาส่ง แต่ก่อนที่จะมาส่งยมทูตได้พาลุงซ้อนเที่ยวชมนรกขุมต่างๆจนทั่ว พวกนรกล้วนแต่ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสเชียวครับ"

"พอแล้ว" พลกล่าวกับเจ้าแห้วด้วยเสียงหัวเราะ "ถ้านรกมีจริงเหมือนอย่างที่แกเล่า พวกเราตายไปเมื่อไรเราก็จะคิดปฏิวัติจับยมบาลฆ่าเสีย หรือม่ายก็เนรเทศให้ออกไปจากเมืองนรก"

กิมหงวนเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี เราจะช่วยกันปรับปรุงแผ่นดินนรกให้เป็นสวรรค์ อย่างไรเสียพวกนรกก็คงจะคิดปฏิวัติต่อรัฐบาลพญายมหากเรามีกำลังรถถังและยานเกราะเป็นพวกของเรา เราก็คงยึดอำนาจยมบาลได้โดยไม่ยากลำบากอะไร"

นิกรมองดูอาเสี่ยแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

"แกพูดเล่นสนุกๆ แต่ถ้าหากว่ายมบาลมีตัวตนจริงๆ อย่างอ้ายแห้วว่า แกแย่นะโว้ยจะบอกให้"

เสี่ยหงวนหัวเราะแล้วพูดเสียงเอ็ดตะโรตามประสาคนเมา

"ในโลกนี้อาเสี่ยกิมหงวนไม่เคยกลัวอะไรโว้ย นอกจากเมียของกันคนเดียว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ทำไมถึงกลัวล่ะ?"

"ก็นั่นน่ะซีครับ ผมบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมผมถึงกลัวนวลละออ ความจริงถ้าผมฮึดสู้ขึ้นมาเมื่อไร ผมตบเบาๆก็ชักแล้ว"

"ก็ลองดูซี" เจ้าคุณกระเซ้า

"ไม่กล้าครับ อย่างโมโหเต็มทนก็เขียนชื่อเตะ เรื่องเมียนี่มันแปลก ไม่ว่าหน้าอินทร์หน้าพรหมล้วนแต่กลัวเมียทั้งนั้น ยิ่งคนที่พูดว่าไม่กลัวเมียยิ่งหนักกว่าเพื่อน" พูดจบเขาก็หันมามองดูนิกรซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตากินทอดมันปลากรายที่แม่ครัวทำมาให้แกล้มเหล้า "เฮ้ยๆ เพลามือไว้บ้างเพื่อน โอ้โฮ....ทอดมันจานเบ้อเริ่ม แกยัดคนเดียวเหลืออีกไม่กี่ชิ้น"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"อร่อยว่ะ เขาทำเหนียวดี"

ทันใดนั้นเองสาวใช้ร่างบอบบางในวัยเบญจเพสหน้าตาหมดจดคนหนึ่งก็บุกเข้ามาในเรือนต้นไม้ท่าทางตื่นเต้นหวาดกลัว หล่อนหยุดยืนตัวสั่นงันงกเบื้องหน้าโต๊ะสี่เหลี่ยมยาวตัวนั้น ใบหน้าของหล่อนซีดเผือด

"อะไรกันวะแจ๋ว?" ท่านเจ้าคุณกล่าวถาม

สาวใช้หายใจถี่เร็ว

"เดี๋ยวค่ะ ยังตกใจพูดไม่ออก" หล่อนพูดละล่ำละลัก

"ก็พูดออกมาทั้งๆที่พูดไม่ออกซีโว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯดุ "มีอะไรเกิดขึ้นหรือ?"

แจ๋วสาวใช้เก่าแก่ของคุณหญิงวาดตัวสั่นงันงก

"พญายมเจ้าค่ะ"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือกใจหายวาบ ส่วนสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งตะลึงอ้าปากหวอไปตามกัน

"พญายม" พลกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

สาวใช้หันมามองดูพล

"ค่ะ แจ๋วนั่งเล่นอยู่บนม้าหินอ่อนริมคูข้างรั้วบ้าน" หล่อนพูดตะกุกตะกักแสดงความเกรงกลัวพระยม

"แล้วยังไง พูดซีโว้ย" พลเอ็ดตะโร

"แจ๋วได้ยินเสียงร้องครางในพุ่มไม้เจ้าค่ะ อุ๊ย....แจ๋วขนลุกซู่ไปหมดทั้งตัว อกสั่นขวัญหาย จนแทบจะเป็นลมอยู่บนม้าหินอ่อนตัวนั้นค่ะ แจ๋วแข็งใจลุกขึ้นวิ่งออกจากสวนหลังบ้านตรงมานี่เพื่อเรียนให้พวกคุณๆทราบ โอย....ท่านคงมาเอาชีวิตแจ๋วแน่ๆ"

นิกรเหลียวหน้าเหลียวหลังล่อกแล่ก

"เอ-หรือผีอ้ายโกยเล่นงานยายแจ๋ว"

เจ้าแห้วกล่าวขึ้นดังๆ แต่เสียงสั่นเครือ

"รับประทานอาจจะเป็นไปได้ครับ ตอนพลบค่ำอย่างนี้ พวกผีตายโหงอย่างอ้ายโกยมักจะถือโอกาสหลอกหลอนผู้คน รับประทานพระยมท่านมาดึกๆครับ รับประทานตามข่าวในหนังสือพิมพ์ก็ไม่เคยปรากฏว่าท่านเสด็จมาตอนนี้"

อาเสี่ยยิ้มให้เจ้าแห้ว

"ถูกละ ตอนนี้เป็นเวลาที่พระองค์เพิ่งว่างงานคงจะนั่งจิบเบียร์และเพลิดเพลินกับพวกอีหนูของท่าน"

นายพลดิเรกผุดลุกขึ้นยืน แล้วล้วงกระเป๋าหยิบปืนพกคู่มือออกมา เท่าที่เขาพกปืนติดตัวตลอดเวลาก็เพราะศาสตราจารย์ดิเรกรู้ตัวดีว่า เขาเป็นบุคคลสำคัญในการป้องกันประเทศชาติของเรา และฝ่ายศัตรูมุ่งหมายที่จะสังหารเขาอยู่เสมอ

"ไปโว้ย รีบไปดูให้เห็นเท็จจริง" จอมนักวิทยาศาสตร์กล่าวกับคณะพรรคของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ "บางทีพระยมอาจจะพบจุดจบด้วยกระสุนปืนของกันพลบค่ำวันนี้แหละ มันต้องเป็นคนไม่ใช่ภูติผีปีศาจ" แล้วเขาก็หันมาทางสาวใช้ "เร็ว-พาพวกเราไปเดี๋ยวนี้"

ทุกคนรวมทั้งเจ้าแห้วต่างลุกขึ้นเดินตามสาวใช้ออกไปจากเรือนต้นไม้อย่างรีบร้อน นิกรหันมาคว้าขาไก่ย่างขาหนึ่งถือติดมือไปด้วย ตามเวลาที่กล่าวนี้พวกคนใช้ชายหญิงและคนสวนหลายคน ต่างยืนจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่หน้าเรือนพักคนใช้ ไม่มีใครรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่หลายคนได้ยินเสียงแจ๋วร้องโวยวายแทบไม่เป็นภาษามนุษย์และวิ่งผ่านเรือนพักไปที่ตึกใหญ่

ป้าถมหัวหน้าแม่ครัวร้องตะโกนถามแจ๋วอย่างหวาดๆ

"อะไรกันเว้ย แจ๋ว?"

สาวใช้หันไปมองดูกลุ่มพวกคนใช้

"พญายมจ้ะป้า ท่านร้องโอดครวญอยู่ในพุ่มไม้ริมคูข้างรั้วหลังบ้านโน่น"

พวกคนใช้ชายหญิงและคนสวนยืนตะลึงไปตามกัน ทุกคนเต็มไปด้วยความหวาดกลัวมัจจุราชเจ้าอย่างยิ่ง เมื่อแจ๋วบอกเช่นนี้ต่างก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกันว่า พระยมคงจะมาเอาชีวิตแจ๋วแน่ๆ และในไม่ช้าก็ต้องเอาชีวิตของคนในบ้าน 'พัชราภรณ์' อีก

ไม่มีใครกล้าติดตามไปดูเหตุการณ์ทางริมคูหลังบ้าน แจ๋วพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วเดินผ่านสวนดอกไม้อันสวยงาม แล้วข้ามสะพานข้ามคูตรงไปยังม้าหินอ่อนแบบเก้าอี้สนามซึ่งตั้งอยู่เบื้องหน้าสุมทุมพุ่มไม้ มีทั้งต้นนมแมว พุทธรักษา สายหยุด และเขี้ยวกระแต บริเวณท้ายบ้านตอนนี้อยู่ข้างจะรกร้างสักหน่อย ถึงแม้ว่าบ้าน 'พัชราภรณ์' มีคนสวนตั้งสิบคนแต่ก็มีที่ดินตั้งสิบไร่ คนสวนจึงได้แต่ดูแลพันธุ์ไม้ดอก สนามหญ้า และต้นไม้ในเรือนต้นไม้ นานๆจึงจะระดมกำลังกันแผ้วถางที่รกร้างสักครั้ง

แจ๋วพาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วเข้ามาหยุดยืนรวมกลุ่มเบื้องหน้าม้าหินอ่อนตัวนั้น แล้วหล่อนก็ชี้มือไปในพุ่มไม้เบื้องหน้า

"แจ๋วได้ยินเสียงครางในนั้นแหละค่ะ"

เสี่ยหงวนคว้าแขนเจ้าแห้วไว้

"อย่าหนีอ้ายแห้ว ยังไม่ทันค่ำมืดเลย แกกลัวพระยมด้วยหรือวะ?"

เจ้าแห้วตัวสั่นปากซีด

"รับประทานไม่กลัวหรอกครับ แต่ผมไม่อยากเห็นหน้าท่าน"

นายพลดิเรกมองดูหน้าเพื่อนเกลอของเขาทั้งสามคน เมื่อสังเกตุเห็นนิกรมีท่าทีปอดลอยเขาก็ซ่อนยิ้มไว้ในหน้าแล้วก็ส่งปืนพกคู่มือของเขาให้นิกร

"เอ้า-แสดงให้ดูหน่อยเถอะวะอ้ายกร บุกเข้าไปค้นหาตัวยมบาลในพุ่มไม้แถวนี้แหละ ถ้าพบตัวละก็ยิงทิ้งเสียเลย"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ถ้าเผื่อยิงไม่เข้าล่ะหมอ?"

"เถอะน่า ให้มันรู้ไปซีวะว่าปืนยิงไม่เข้า กะยิงหัวสมองก็แล้วกัน โป้งเดียวเท่านั้นเมืองนรกก็ต้องมีการเลือกตั้งยมบาลกันใหม่"

นายจอมทะเล้นพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง เพื่อให้แน่ใจว่ารีวอลเว่อร์ ๙ ม.ม. กระบอกนี้มีลูกบรรจุอยู่ เขาจึงปลดลูกโม่ปืนออกดู แล้วนิกรก็แลเห็นกระสุนปืนอยู่ในลูกโม่รวมหกนัดเต็มที่ เขามองเข้าไปในพุ่มไม้แล้วถอนหายใจลึกๆ

"วันนี้กูยอมตายวะ"

พลหัวเราะหึๆ

"บุกเข้าไปซี พวกเรารู้ดีหรอกน่าว่าแกไม่ใช่คนขี้ขลาดตาขาว แต่แกล้งทำเป็นขี้ขลาดไปยังงั้นเอง"

นิกรฝืนหัวเราะ

"ได้กินยาหอมยังงี้ค่อยยังชั่วหน่อย ถ้ากันตายละก็เอาศพกับไปไว้วัดมงกุฎนะ เพื่อนฝูงญาติพี่น้องไปเยี่ยมศพกันจะได้สะดวกเพราะหน้าวัดมีลานจอดรถกว้างขวาง"

ครั้นแล้วนิกรก็เดินก้าวสวบๆบุกเข้าไปในสุมทุมพุ่มไม้บริเวณนั้น ทุกคนจ้องตาเขม็งมองดูนิกรเป็นตาเดียวจนกระทั่งนิกรหยุดชะงักสะดุ้งเฮือกสุดตัว แล้วหันมาร้องบอกเพื่อนเกลอของเขา

"เฮ้ย เจอแล้วโว้ย ยมบาลอยู่นี่เอง กันยิงนะ"

พลร้องห้ามเสียงลั่น

"อย่ายิง! อ้ายกร!"

พลพานายพลดิเรก, เสี่ยหงวน เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วบุกเข้ามาหานิกรทันที ส่วนแจ๋วสาวใช้วิ่งเตลิดเปิดเปิงหนีไปทางเรือนพักคนใช้อย่างไม่คิดชีวิตด้วยความเกรงกลัวองค์มัจจุราช

"ไหนวะ อ้ายกร?" อาเสี่ยถามเสียงลั่น

นิกรจ้องปืนพกไปที่ร่างของใครคนหนึ่ง ซึ่งนอนหงายเหยียดยาวอยู่บนพื้นดิน แล้วยกมือซ้ายชี้บอกเสี่ยหงวนกับเพื่อนๆ

"นี่ยังไงล่ะ ยมบาล"

เขาคือลุงม้วนชายชราหัวหน้าคนสวนคู่กับลุงจอนที่ลาออกจากงานไปเมื่อปีก่อน ลุงม้วนมีอายุเกือบ ๗๐ ปีแล้ว แต่ยังแข็งแรงเพราะตรากตรำทำงานหนักมาแต่เล็กแต่น้อย ชายชราตัดผมสั้นเกรียนสวมกางเกงขาสั้นสีน้ำตาลค่อนข้างเก่า ท่อนบนเปลือยเปล่าแลเห็นรอยสักเป็นตัวหนังสือขอมเต็มหน้าอก ลุงม้วนกินเหล้าเป็นประจำทุกเวลาเย็นหลังจาก ๑๗.๐๐ น. ซึ่งเขาเลิกงานแล้ว ๒๘ ดีกรีวันละครึ่งขวดช่วยให้ชายชราหายเมื่อยขบแต่ก็มึนเมาจนแทบครองสติไม่ได้ ทั้งนี้ก็เนื่องจากลุงม้วนแก่มากแล้ว อย่างไรก็ตามชายชราหัวหน้าคนสวนมักจะแอบนอนตามที่เปลี่ยวเมื่อเขารู้สึกตัวว่าเขามึนเมา และความเมาทำให้ลุงม้วนร้องครางออกมาเอง แจ๋วได้ยินเข้าก็อกสั่นขวัญแขวน เข้าใจว่าเป็นเสียงมัจจุราช

ดร.ดิเรกหัวเราะก้าก เขามองดูชายชรา แล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"นึกว่าพระยม ที่แท้ลุงม้วนนี่เอง"

นิกรเค้นหัวเราะ

"นั่นน่ะซี เตะสั่งสอนเสียมีดีไหม ทีหลังจะได้ไม่เมาอย่างนี้อีก"

พลกล่าวห้ามนิกร

"อย่าโว้ย มีอย่างที่ไหนวะ เตะคนแก่คราวพ่อ"

"อ้าว คนหนุ่มๆไปเตะมันเข้า มันก็ล่อกันงอมพระรามไปเท่านั้นเอง ซ้อมคนแก่ดีว่ะ ไม่มีทางสู้เรา"

เสี่ยหงวนมองดูลุงม้วนอย่างขบขัน เขาไม่ได้โกรธเคืองหรือเกลียดลุงม้วนเลย เพราะชายชราผู้นี้เป็นนักดื่มคอเหล้าเช่นเดียวกับเขา อาเสี่ยเคยพูดกับเพื่อนๆเสมอว่า ถ้าลุงม้วนไม่กินเหล้าแกคงขุดดินถางหญ้าไม่ไหว เพราะงานสวนเป็นงานหนักมาก ต้องอยู่กลางแดดตลอดวัน

"ลุง! ลุงโว้ย!" เสี่ยหงวนร้องเรียกพลางหัวเราะ "ถ้าไม่อยากถูกยิงทิ้งก็ลุกขึ้นมา มีอย่างที่ไหน เขากำลังหวาดหวั่นเรื่องยมบาล ดันมานอนร้องครวญครางอยู่อย่างนี้ แล้วจะไม่ให้แจ๋วมันตกใจอย่างไร"

นิกรมองไปทางเรือนพักคนใช้แล้วร้องตะโกนบอก

"ไม่ใช่พระยมหรอกโว้ย ลุงม้วนน่ะ แกเมาเหล้าแล้วแอบมานอนอยู่แถวนี้"

พวกคนใช้ชายหญิงที่กำลังหวาดกลัวท้าวมัจจุราช ต่างถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน หลายคนเจริญพรลุงม้วนโดยไม่ได้คำนึงว่าลุงม้วนเป็นชายชราคราวพ่อคราวลุง หรือคราวปู่คราวตาของตน โดยเฉพาะแจ๋ว ได้ให้พรลุงม้วนอย่างมากมายก่ายกอง เพราะทำให้หล่อนตกใจจนเสียขวัญ

ลุงม้วนได้ยินเสียงเสี่ยหงวนเรียกก็ลืมตาขึ้นมองดู พอแลเห็นเจ้านายก็ใจหาย รีบลุกขึ้นนั่งพับเพียบประนมมือแสดงความเคารพเกรงกลัวและหายเมาทันที

"กระผมเมามากไปหน่อยครับ แฮ่ะ แฮ่ะ"

พลว่า "ไหงมานอนอย่างนี้ล่ะลุง เมาก็ไปนอนที่กระท่อมของลุงซี หรือม่ายก็ที่เรือนพักพวกคนสวน ลุงเมาเหล้าร้องครางฮือๆ แจ๋วมันตกใจนึกว่าพระยมรีบวิ่งไปบอกพวกเรามาดู นี่ถ้าอ้ายกรมันเกิดยัวะขึ้นมาเหนี่ยวไกปืนตูมเดียวลุงก็เน่าแล้ว"

ชายชรายิ้มเศร้าๆน่าสงสาร

"ก็ดีเหมือนกันครับคุณพล กระผมตายเสียได้จะได้พ้นกรรมเวรเสียที เกิดมาทั้งชาติไม่เคยมีความสุขกับเขาเลย"

พลพูดตัดบท

"อย่าคิดอะไรเลยน่าลุงม้วน เงินเดือนมี ๖๐๐ บาท ตัวคนเดียวก็พอแล้ว ข้าวปลาอาหารมีกินฟรีวันละสามมื้อ ฉันเคยสั่งลุงให้คอยควบคุมดูแลพวกคนสวน ลุงแก่แล้วไม่จำเป็นจะต้องลงมือทำเองลุงก็ไม่เชื่อ ขุดดินฟันหญ้ามันก็เหนื่อย"

ลุงม้วนฝืนหัวเราะ

"ไม่ลงมือเองก็ไม่ได้ขอรับ อ้ายพวกนี้มันทำงานแบบปัดสวะให้พ้นหน้าบ้านเท่านั้น เจ้านายด่าว่าก็สะเทือนใจกระผม เพราะกระผมเป็นหัวหน้า"

นิกรหัวเราะหึๆ

"ลุกขึ้นลุง กลับไปกระท่อมของลุงเถอะ"

ชายชราลุกขึ้นยืน ลุงม้วนกระพุ่มมือไหว้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วเดินโซซัดโซเซไปจากที่นั่น

พอสิ้นแสงตะวัน ผู้คนในกรุงเทพฯ และธนบุรี ต่างก็หวาดหวั่นเกรงกลัวพญามัจจุราชไปตามกัน

พระนครเงียบเชียบเหมือนกับตอนสงคราม ที่เครื่องบินของพันธมิตรมาทิ้งระเบิดคืนแล้วคืนเล่า ผู้คนต่างรีบปิดประตูนอนตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ตก แล้วเที่ยวบอกใครต่อใครว่ากลัวพระยม

ทุกบ้านเรือนทุกครอบครัวต่างซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์กันถึงอิทธิฤทธิ์ของพญายมซึ่งกำลังต้องการชีวิตมนุษย์ และผู้เคราะห์ร้ายชะตาขาดก็คือผู้ที่ได้ยินเสียงร้องครวญครางของพระองค์

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯนั่งดูโทรทัศน์อยู่ประมาณ ๒๒.๐๐ น. เศษ แล้วก็ขึ้นไปชั้นบนของตัวตึก แยกย้ายกันกลับไปยังห้องของตน ปล่อยให้เจ้าแห้วทำหน้าที่ปิดประตูหน้าต่างตึกชั้นล่าง

นับตั้งแต่คุณหญิงวาดพาสี่นางไปหัวหิน สี่สหายตั้งใจจะนอนรวมกันในห้องเจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่แล้วก็เลิกล้มความคิดนั้น เพราะยุ่งยากในเรื่องที่นอนและเครื่องนอน จึงนอนในห้องของตนตามเดิม แต่นิกรชักหวาดๆ บางขณะก็กลัวมัจจุราช บางขณะก็ไม่กลัวแล้วแต่เลือดลมของเขา เขาเรียกเจ้าแห้วให้มานอนเป็นเพื่อนโดยให้เจ้าแห้วนอนบนโซฟาในห้องนอนของเขานั่นเอง

เพราะดื่มกาแฟร้อนที่ค่อนข้างแก่เข้าไป พล พัชราภรณ์ จึงนอนไม่หลับ เขานอนอ่านหนังสือเล่มหนึ่งอยู่บนเตียงนอนและปิดประตูห้องไว้โดยไม่ได้ใส่กลอน ตั้งใจว่าในราว ๒๔.๐๐ น. เขาจะลงไปตรวจรอบๆบริเวณบ้าน พลก็เหมือนกับศาสตราจารย์ดิเรก ที่ไม่ยอมเชื่อถือว่ายมบาลหรือพญายมได้มาสำแดงเดชส่งเสียงร้องโหยหวน ใครได้ยินเข้าก็กระทำอัตวินิบาตกรรมด้วยประการต่างๆอันเป็นข่าวครึกโครมในหน้าหนังสือพิมพ์ที่แล้วๆมา ขณะนี้เหยื่อของมัจจุราชอยู่แถวบ้าน 'พัชราภรณ์' นี้ พลเกรงว่าพวกเหล่าร้ายอาจจะถือโอกาสเข้าทำการโจรกรรม เพราะคนในบ้านหรือในละแวกบ้านนี้ หวาดกลัวองค์มัจจุราชเจ้า เขาจึงต้องคอยระวังบ้านของเขา

ขณะนี้เป็นเวลา ๒๓.๓๐ น.

ฝนเริ่มตกพรำแล้ว ขณะที่พลกำลังสนใจกับหนังสือสารคดีเกี่ยวกับพระเครื่องรางเล่มนั้น เสียงกริ่งโทรศัพท์บนโต๊ะข้างเตียงนอนก็ดังกังวานขึ้น

พลพลิกตัวมาทางซ้าย วางหนังสือปกแข็งเดินทองเล่มนั้นลงข้างหมอนแล้วเอื้อมมือขวายกหูโทรศัพท์เครื่องภายในสถานที่มาแนบหู

"ฮัลโหล นั่นใครน่ะ?"

"กรโว้ย"

"ว่ายังไง?"

"แกหลับแล้วเหรอ?"

"ยัง"

"ได้ยินเสียงอะไรไหม ฟังดูซี คล้ายกับเสียงหมาหอน"

พลนิ่งอึ้งไปสักครู่ ตะแคงหูฟังเสียงที่ดังเข้ามาในห้องนอนของเขา

"ไม่ใช่คล้ายเสียงหมาหอนโว้ย หมามันกำลังหอนจริงๆ"

"งั้นเรอะ ทำไมมันถึงหอนล่ะ มันเห็นผีใช่ไหม กันไปนอนกับแกด้วยคนได้ไหมวะ กันหวาดๆยังไงก็ไม่รู้โว้ย พยายามจะนอนให้มันหลับมันก็ไม่หลับ ให้กันนอนกับแกด้วยคนนะ"

"ไม่เอาโว้ย รำคาญ ก็อ้ายแห้วนอนเป็นเพื่อนแกอยู่แล้ว ยังจะปอดแหกอีกเรอะ"

"โธ่-พึ่งอะไรมันได้ มันหลับยังกะตาย"

พลวางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิม แล้วพลิกตัวนอนหงาย อ่านสารคดีพระเครื่องรางเล่มนั้นต่อไปด้วยความสนใจ

พลหารู้ไม่ว่าลูกบิดประตูห้องนอนของเขาค่อยๆหมุนทีละน้อยด้วยการกระทำของใครคนหนึ่ง และแล้วบานประตูบานขวาคือบานที่มีลูกบิดก็ค่อยๆเผยอออก ร่างของมนุษย์ลึกลับคนหนึ่งเคลื่อนไหวเข้ามาในห้องนอนของพลอย่างระมัดระวัง มันแต่งกายในชุดสีดำสวมเสื้อยืดคอกลมแขนยาวถึงข้อมือและสวมถุงมือหนังสีดำ ใบหน้าของมันคือใบหน้าของอสุรกายที่น่าเกลียดน่ากลัว มีเขาทั้งสองอยู่เหนือศีรษะเหมือนเขาวัว ที่คอคล้องหัวกะโหลกเล็กๆ มือขวาถือปืนพกลักษณะคล้ายกับปืนเมาเซอร์แต่ปากกระบอกสองชั้น บุรุษยามวิกาลหรือมนุษย์หน้าผีมีรูปร่างสูงประมาณ ๖ ฟิต คือสูงกว่าพลและรูปร่างก็ใหญ่กว่า

มันค่อยๆปิดประตูไว้ตามเดิมและเคลื่อนตัวเข้ามาทางเตียงนอน ถึงแม้มันเข้ามาในห้องนอนของพลอย่างเงียบเชียบ สัญชาติญาณของพลก็บอกให้เขารู้ว่ามีใครคนหนึ่งล่วงล้ำเข้ามาในห้องนอนของเขา

พลวางหนังสือเล่มนั้นลงแล้วพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง แต่แล้วมนุษย์หน้าผีก็ยกปืนพกขึ้นจ้องหมายระดับหน้าอกของพล แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"อย่านะ อย่าพยายามหยิบปืนของแกขึ้นมานะ"

พลรู้ทันทีว่าชายลึกลับผู้นี้คือยมบาลหรือมัจจุราชเจ้า

"แกต้องการอะไรจากกัน?" พลถามด้วยเสียงปกติและนึกโมโหตัวเองที่เขาเอาปืนพกใส่ไว้ในลิ้นชักโต๊ะข้างเตียงนอน มิหนำซ้ำยังใส่กุญแจเสียด้วย

มนุษย์หน้าผีปราดเข้ามายืนเผชิญหน้าเขา

"ชีวิตของแกน่ะซีเพื่อน กันนี่แหละคือมัจจุราช"

"มัจจุราช...." พลทวนคำ "กันไม่เข้าใจเลยเท่าที่แกคิดมุ่งร้ายหมายขวัญต่อประชาชนพลเมือง"

"ก็เพราะกันเป็นคนไทย ที่ไม่สามารถจะกลับเข้ามาอยู่ในแผ่นดินไทยได้โดยเสรี กันจึงต้องทำงานกับฝ่ายศัตรู และวางแผนทำลายชาติไทยศัตรูสำคัญของเราทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ ที่กันถูกส่งตัวมาและให้สมมุติตัวเป็นยมบาล ก็เพื่อจะให้ประชาชนในกรุงเทพฯ เกิดวุ่นวายไม่เป็นอันประกอบอาชีพซึ่งอยู่ในแผนสงครามจิตวิทยาของเรา"

พลหัวเราะเบาๆ

"แต่อย่างไรแกก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง โคตรของแกทั้งบิดามารดาก็เป็นคนไทยไม่ใช่หรือ กันเชื่อว่าแกเป็นปัญญาชน ก็แล้วทำไมแกจึงทรยศต่อประเทศชาติของเราไปทำงานให้ฝ่ายศัตรู"

"หยุด! ไม่ต้องพูดอะไรอีก พันเอกพล" อ้ายหน้าผีตวาด "กันรู้จักแกและคณะของแกดี กันตั้งใจจะฆ่านายพลดิเรกเป็นคนแรก แต่โอกาสไม่ให้จึงฆ่าแกก่อนและฆ่าศาสตราจารย์ดิเรกในวันหลัง ลุกขึ้นและเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือโน่น"

พลยังไม่มีโอกาสที่จะช่วยตัวเองได้ อำนาจปืนพกทำให้เขาต้องยอมจำนน พลจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งของอ้ายหน้าผีหรือยมบาล คือลุกขึ้นแล้วเดินตรงไปที่โต๊ะทำงานของเขาท่ามกลางสายฝนที่กำลังตกพรำ

"เปิดไฟที่โต๊ะแล้วนั่งลง" พญายมกำมะลอออกคำสั่งต่อไป

พลเอื้อมมือเปิดสวิตช์ไฟบนโต๊ะทำงานตัวนั้นแล้วทรุดตัวนั่ง

"จะเอายังไงอีกเพื่อน?" พลถามอย่างใจเย็น

อ้ายหน้าผีโยนกระดาษชิ้นหนึ่งลงบนโต๊ะ

"เขียนจดหมายถึงเมียแกขอลาตายตามร่างที่กันเขียนมานี้ ข้อความในร่างจดหมายของกันก็คือว่า แกได้ยินเสียงยมบาลร้องโอดครวญ แกจึงตัดสินใจกินยาตาย เพราะรู้ว่าพระองค์ต้องการชีวิตแก เขียนจดหมายเสียให้เสร็จ แล้วกันจะให้แกกินยาพิษที่กันเตรียมมา"

"อือ แผนการณ์ของแกแยบคายดีมากทีเดียว"

"ใช่ นี่แหละสงครามจิตวิทยาหรือแผนก่อกวนทำลายความสงบสุขของประชาชนคนไทยตลอดจนคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย ถ้ากันบังคับให้คนฆ่าตัวตายได้สักร้อยคน ทั้งพระนครธนบุรีก็จะวุ่นวายอย่างที่สุด และรัฐบาลก็ไม่มีทางที่จะรู้ได้ว่าทำไมจึงมีคนกลัวยมบาลฆ่าตัวตายไปทุกวันและเขียนจดหมายสารภาพไว้ว่ากระทำอัตวินิบาตกรรมตัวเอง"

พลเปิดสมุดเขียนจดหมายออก และหยิบเอกสารที่อ้ายหน้าผีโยนมาให้เขาบนโต๊ะทำงานคลี่ออกอ่าน เขาเข้าใจเรื่องท้าวมัจจุราชดีแล้ว ระหว่างที่พลอ่านข้อความตัวอักษรพิมพ์ดีดซึ่งเป็นร่างจดหมายลาตาย และอ้ายหน้าผีบังคับให้เขาเขียน สายตาของพลก็ชำเลืองมองดูชายลึกลับตลอดเวลา

"ถ้ากันไม่เขียนจดหมายลาตายตามร่างจดหมายของแก จะมีอะไรเกิดขึ้นหรือเพื่อน?"

"อ๋อ กันก็ส่งแกไปพบยมบาลตัวจริงที่เมืองนรกน่ะซี"

พลยิ้มเล็กน้อย หยิบปากกาปลอกทองเปิดออกเตรียมเขียนจดหมาย

"แต่ถ้าแกยิงกัน เสียงปืนที่ดังขึ้นก็เหมือนกับดักตัวแกเอง อย่างไรเสียดิเรกเพื่อนกันก็คงใช้ให้หุ่นยนตร์อีเล็คโทรนิคไล่จับแกและสังหารแกเสีย หรือมิฉะนั้นแกก็คงถูกพวกเรายิงด้วยปืนยิงเร็ว"

อ้ายหน้าผีหัวเราะเสียงกร้าว

"ปิดปากของแกได้แล้วพล ปืนในมือของกันนี่เป็นปืนเงียบ ถ้ากันกระดิกนิ้วนิดเดียว แกก็นอนตายอยู่ในห้องนี้จนกว่ารุ่งสว่างกว่าจะมีคนรู้"

"เอาละ กันเข้าใจดีแล้ว แต่ก่อนที่กันจะเขียนจดหมายลาตายและกินยาพิษที่แกจะมอบให้กัน ขอให้กันดูหน้าแกสักหน่อยได้ไหมเพื่อน ดูเหมือนกันเคยรู้จักแกนะ กันจำเสียงของแกได้"

อ้ายหน้าผีจี้ปากกระบอกปืนแนบขมับซ้ายของพลทันที

"หยุดพูดได้แล้วท่านนายพันเอก เร็ว-เขียนจดหมายตามร่างเดี๋ยวนี้ กันคิดว่าตายด้วยยาพิษดีกว่า แกจะนอนหลับไปอย่างสบายโดยไม่มีวันตื่น ถ้าแกตายด้วยปืนกระบอกนี้อาจจะทารุณสักหน่อย"

พลก้มหน้าเขียนจดหมายลาตายตามร่างนั้น แต่ใจคิดสู้ตลอดเวลา ในที่สุดพลก็ตัดสินใจเด็ดขาด เมื่อเขาบอกตัวเองว่า สู้ก็ตายไม่สู้ก็ตาย แต่ถ้าสู้อาจจะมีทางรอดชีวิตราว ๑๐ เปอร์เซ็นต์

ทั้งๆที่ปากกระบอกปืนพกของอ้ายหน้าผีจี้ขมับซ้ายของพล เขาก็ใช้ความรวดเร็วฉับพลันยกแขนซ้ายฟาดข้อมือข้างขวาของอ้ายหน้าผี พร้อมกับเอี้ยวตัวไปทางซ้าย แล้วพลก็เหวี่ยงหมัดขวากระแทกคางอ้ายหน้าผีค่อนข้างแรง ยังผมให้ยมบาลเซถลาออกไปหลายก้าวโดยไม่ทันยิงเขา

ราวกับฟ้าแลบ พลผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้หมุน ปราดเข้าประชิดตัวพญายมซึ่งกำลังยิงเขา แล้วยกเท้าขวาเตะข้อมือขวาของอ้ายหน้าผีเต็มเหนี่ยว ทำให้ปืนพกที่อยู่ในมือหลุดกระเด็นไปจากมือและบังเอิญลอยขึ้นไปตกบนหลังตู้ยืนใบใหญ่ พลรัวหมัดซ้ายขวาเข้าใส่พระยมอย่างดุเดือดด้วยความโกรธแค้นชิงชัง อ้ายหน้าผีถูกหมัดฮุคขวาเข้าที่ขาตะไกรซ้ายเซไปปะทะผนังตึก แต่แล้วอ้ายหน้าผีก็ปรี่เข้าตะลุมบอนพลด้วยกลยุทธแบบมวยไทยเช่นเดียวกัน

เพราะอ้ายหน้าผีมีรูปร่างสูงใหญ่และหนุ่มกว่าพล แรงปะทะของพลจึงสู้ไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามชั้นเชิงมวยของพลเหนือกว่าแน่นอน ขวัญและกำลังใจก็ดีกว่าเพราะเป็นการต่อสู้ในห้องนอนภายในบ้านของเขาและคู่ต่อสู้เป็นคนร้าย เป็นศัตรูสำคัญของประเทศไทยและคนไทย

พลถอยฉะวนเวียนไปรอบๆห้องนอนของเขา บางทีก็ใช้ลูกถีบสกัดกั้น และครั้งหนึ่งพลเสียท่าถูกหมัดตรงเซถลาไปปะทะตู้เสื้อผ้า อ้ายหน้าผีคว้าเก้าอี้ตัวหนึ่งยกขึ้นวิ่งเข้ามาฟาดพลเต็มเหนี่ยว แต่พลก้มตัวหลบได้หวุดหวิดแล้วชกอ้ายหน้าผีด้วยฮุคซ้ายถูกปากครึ่งจมูกครึ่งทำให้เก้าอี้หลุดจากมือ

เสียงตึงตังโครมครามจากการปะทะกันดังลั่นห้อง แล้วก็มีเสียงกระจกตู้แตก เสียงวัตถุล้มเพราะการต่อสู้กันอย่างดุเดือดระหว่างพลกับพระยม เจ้าแห้วนอนหลับอยู่บนโซฟาในห้องนอนของนิกรซึ่งอยู่ติดๆกัน เขาสะดุ้งตกใจตื่นเมื่อได้ยินเสียงกระจกตู้แตก เจ้าแห้วพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง ความรู้สึกบอกตัวเองว่า พล พัชราภรณ์ เจ้านายของเขาคงกำลังต่อสู้กับใครคนหนึ่งอย่างแน่นอน

เจ้าแห้วคว้าดาบคู่มือลุกขึ้นวิ่งมาที่เตียงนอนของนิกร แล้วแหวกประตูมุ้งเตียงผ้าโปร่งตาเม็ดพริกไทยออก ร้องเรียกนิกรติดๆกันหลายคำด้วยเสียงอันดัง แต่นิกรกำลังนอนหลับสบายกรนเสียงดังราวกับหวูดโรงสี

เจ้าแห้วก้มลงเขย่าร่างนิกรเต็มแรงแล้วยกมือซ้ายแหกตานิกรออก

"คุณครับ! ลุกขึ้นเถอะครับ!"

"ปู้โธ่โว้ย" นิกรเอ็ดตะโร "แล้วเสือกมาแหกตาข้าทำไม?"

"รับประทาน เกิดเรื่องแล้วครับ" เจ้าแห้วพูดละล่ำละลักมือซ้ายยังคงแหกตาข้างขวานิกรอยู่ "มีเสียงต่อสู้กันในห้องคุณพลครับ"

นิกรจุปาก

"อ้ายพลมันนอนดิ้นน่ะ อย่าสู่รู้หน่อยเลยวะ ไม่มีอะไรหรอก นอนเถอะ"

ทันใดนั้นเองนิกรก็สะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงคล้ายกับตู้ล้มดังลั่น นิกรเอื้อมมือไปคว้าปืนพกใต้หมอนออกมา แล้วพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง

"เร็ว-แกออกไปเรียกคุณพ่อกับอ้ายหงวนและดิเรก ต้องมีคนร้ายบุกเข้าไปในห้องอ้ายพลแน่นอน"

เจ้าแห้วถือดาบวิ่งไปที่ประตูหน้าห้อง ถอดกลอนเปิดประตูออก นิกรลุกขึ้นถือปืนพกวิ่งตามไป ความรักความเป็นห่วงเพื่อนร่วมชีวิตซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและญาติทำให้นิกรมีความกล้าหาญอย่างไม่น่าเชื่อ เขาวิ่งตรงมาที่ห้องนอนของพล เอื้อมมือจับลูกบิดประตูหมุนและผลักบานประตูเข้าไป

จากแสงไฟฟ้ากลางห้องทำให้นิกรแลเห็นพลกับยมบาลกำลังประจัญบานกันอย่างดุเดือดทางหน้าต่างด้านหน้าตึก นิกรยืนมองดูด้วยความตื่นเต้น และแล้วเมื่อเห็นพลถูกชกล้มลงไปและอ้ายหน้าผีถือโอกาสเตะซ้ำนิกรก็เอ็ดตะโรลั่น

"เฮ้ย-ฟาล์วนะโว้ย ล้มแล้วซ้ำเดี๋ยวพ่อตัดสินให้แพ้เลย"

พลรีบลุกขึ้นยืนทั้งๆที่เขายังมึนงงอยู่ เขาปราดเข้าปะทะพระยมอย่างทรหด ทั้งสองต่างใช้หมัดและเท้าตลอดจนเข่าศอกเป็นอาวุธประจำตัว อ้ายหน้าผีเห็นนิกรถือปืนพกยืนขวางประตูห้องก็เสียขวัญแต่ตัดสินใจสู้ตาย ทั้งพลและยมบาลหน้าตาปูดไปตามกัน ริมฝีปากบนของพลแตกปลิ้นเพราะถูกหมัด แต่คิ้วขวาของอ้ายหน้าผีซึ่งมีหน้ากากยางสวมปิดบังใบหน้าก็ถูกศอกของพลเป็นแผลลึกภายใต้หน้ากากผีเลือดไหลโกรก

ระหว่างการต่อสู้อันดุเดือด ซึ่งผลัดกันรุกผลัดกันรับ เสี่ยหงวนก็วิ่งนำหน้าพาศาสตราจารย์ดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วบุกเข้ามาในห้อง

อาเสี่ยถือปืนพกรีวอลเว่อร์ ๙ ม.ม. นายพลดิเรกถือปืนยิงเร็วที่เขาประดิษฐ์ขึ้น มีอำนาจในการยิงเหนือกว่าปืนยิงเร็วทั้งหลาย เจ้าคุณปัจจนึกฯถือปืนแฝดบรรจุกระสุนลูกปรายสำหับใช้ยิงนก แต่ถ้ายิงคนในระยะใกล้ก็เท่งทึงอย่างไม่มีปัญหาหรือถ้าไม่ตายก็คงต้องนั่งแคะกระสุนเป็นชั่วโมงๆ ส่วนเจ้าแห้วถือดาบเล่มใหญ่คล้ายกับดาบแขก ปลายดาบแหลมงอนน่ากลัว ใบดาบอันขาวคมต้องแสงไฟฟ้าวาบวับ

"ฆ่ามัน" เจ้าแห้วร้องลั่น "รับประทาน ผมตัดคอมันเองครับ"

นายพลดิเรกคว้าแขนเจ้าแห้วไว้

"โน ปล่อยให้มันชกกับอ้ายพลต่อไป มวยนอกเวทีอย่างนี้นานๆเราจึงจะได้ดูสักครั้ง แล้วเราก็ต้องการจับเป็นยมบาลมากกว่า ฮ่ะ ฮ่ะ ในที่สุดพญายมก็ติดกับเรา เท่านี้เราก็จะได้รู้เบื้องหลังของมัน"

พลกับมัจจุราชต่างอ่อนแรงแล้ว ทั้งสองมานะกัดฟันต่อสู้กันจนกระทั่งพลล่าถอยไปติดผนังห้อง พระยมจับศีรษะพลกระแทกกับผนังตึกได้ทีหนึ่งแต่ไม่แรงจนเกินไปนัก พลใช้หมัดอัปเปอร์คัทขวาต่อยท้องได้หนึ่งที มัจจุราชสะดุ้งเฮือกทำหลังโกง พลยกมือขวาจับท้ายทอยแล้วยกเข่าซ้ายกระแทกหน้าพญายมเต็มรัก เท่านี้เองมัจจุราชก็ลงนอนดิ้นบิดตัวไปมาอยู่บนพื้นห้อง

เจ้าคุณปัจจนึกฯยกปืนลูกซองขึ้นประทับบ่าเล็งศูนย์ปืนหมายหน้าอกพระยมในระยะห่างเพียง ๖ เมตร แต่ก่อนที่ท่านจะกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกปืน นายพลดิเรกก็รีบยกมือปัดปากกระบอกปืนแล้วกล่าวห้าม"

"โน-อย่าครับคุณพ่อ ถ้าคุณพ่อยิงมันตายเราจะไม่มีโอกาสได้รู้เบื้องหลังของมันเลย"

เจ้าแห้วขบกรามกรอดพูดเสริมขึ้น

"รับประทาน ผมอยากตัดคอมันเหลือเกินครับ ยมบาลอย่างนี้ผมไม่กลัว"

ทุกคนเดินเข้ามาหาพลและหยุดยืนรวมกลุ่มเบื้องหน้าอ้ายหน้าผี เสี่ยหงวนก้มลงกระชากหน้ากายางออกแล้วยกเท้าขวาเตะซี่โครงพระยมค่อนข้างแรงเสียงดังป้าบ

"นี่แน่ะ ทะลึ่งนัก เป็นคนดีๆไม่ชอบอยากเป็นผี เดี๋ยวพ่อเหยียบม้ามแตกเลย"

พลหันมาพูดกับเจ้าแห้ว

"บนหลังตู้ยืนใบนั้นมีปืนอยู่กระบอกหนึ่ง แกไปหยิบมาซิอ้ายแห้ว ปืนของอ้ายหมอนี่นั่นแหละ กันเตะข้อมือลอยไปตกบนหลังตู้พอดี"

เจ้าแห้วรับคำสั่งพล แล้วเดินไปที่ตู้ยืนใบนั้น เอื้อมมือควานหาปืนพกจนพบก็หยิบลงมานำมามอบให้นายพลดิเรก"

"ปืนเงียบใช่ไหมหมอ?" พลถามแล้วยกเท้าขวาถีบหน้าอ้ายหน้าผีซึ่งกำลังโงเงลุกขึ้นมาให้ลงนอนต่อไปตามเดิม

"ออไร๋ เป็นปืนธรรมดาแต่มีเครื่องมือพิเศษติดลำกล้องเพื่อเก็บเสียงปืน อย่างไรก็ตามเสียงของกระสุนปืนก็ยังดังอยู่นั่นเองแต่ดังเบากว่าเสียงปืนลูกกรดหลายเท่า ใครได้ยินก็ไม่คิดว่าเป็นเสียงปืน แบบนี้สู้ปืนเงียบที่เขาสร้างขึ้นใช้โดยเฉพาะไม่ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"เล่าเรื่องอ้ายหมอนี่ให้อาฟังหน่อยซิพล"

พลยิ้มเล็กน้อยในท่าทางเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลีย

"อ้ายนี่แหละครับคือยมบาล มันเป็นคนไทยคนหนึ่งที่หลบหนีออกไปนอกประเทศและไปทำงานให้ฝ่ายศัตรู มันถูกส่งตัวเข้ามาทำงานตามแผนสงครามจิตวิทยาเพื่อให้ประชาชนชาวกรุงเทพฯและธนบุรีปั่นป่วนเพราะกลัวตายไม่เป็นอันประกอบอาชีพทำมาหากิน มันลอบเข้ามาในห้องของผม เอาปืนขู่ผมบังคับให้ผมเขียนจดหมายลาตายตามร่างจดหมายของมัน มีข้อความว่า ผมได้ยินเสียงพระยมมาร้องเรียก ผมจึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย ซึ่งถ้าผมเขียนจดหมายเรียบร้อยแล้วมันก็จะมอบยาพิษให้ผมกิน นี่แหละครับเป็นวิธีการของมันที่ทำให้ผู้คนเกรงกลัวพระยม"

เสี่ยหงวนยัดปืนพกไว้ใต้เข็มขัดแล้วก้มลงกระชากตัวอ้ายหน้าผี ชายหนุ่มในวัย ๓๕ ปีลุกขึ้นยืน อาเสี่ยจ้องมองดูหน้าพระยมด้วยแววตาแข็งกร้าว

"มึงเป็นใคร?"

"ใครก็ได้" หมอนั่นตอบอย่างเล่นลิ้น

อาเสี่ยยกมะเหงกข้างขวาเขกกบาลอ้ายหน้าผีเต็มเหนี่ยว

"บอกมาเดี๋ยวนี้ว่ามึงเป็นใคร?"

"ไม่บอกโว้ย"

เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะ หันมาทางนิกร

"แกจัดการให้อ้ายเบื๊อกนี่มันปริปากพูดหน่อยซีวะ"

นิกรพยักหน้ารับทราบแล้วยกมือตบหลังเจ้าแห้ว

"เอาดาบของแกเฉือนเนื้ออ้ายหมอนี่ออกทีละชิ้นจนกว่ามันจะพูด เร็ว-ทำตามคำสั่งของกันเดี๋ยวนี้"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"โอ๊ย รับประทานไม่ไหวละครับ มันเสียวไส้ ผมทำไม่ได้"

ศาสตราจารย์ดิเรกพูดตัดบท

"ช่วยพาเขาลงไปข้างล่างดีกว่า กันจะจัดการล้างสมองเขาเอง แล้วเขาจะสารภาพทุกสิ่งทุกอย่างก่อนที่จะมอบตัวให้สารวัตรทหารมารับไปในฐานะที่เขาเป็นหน่วยวินาศกรรมของฝ่ายศัตรู"

อ้ายหน้าผีเสียขวัญเสียกำลังใจแล้ว เขายกมือไหว้ศาสตราจารย์ดิเรกแล้วพูดเสียงเครือ

"ท่านศาสตราจารย์กรุณาอย่าล้างสมองผมเลยครับ แล้วก็อย่าส่งตัวผมให้สารวัตรทหารเลยครับ โปรดมอบตัวผมให้ตำรวจเถอะครับ"

"โน-ซอรี่ แล้วก็ซออู้ซอด้วงด้วย ขณะนี้ประเทศไทยเรายังอยู่ในระหว่างกฎอัยการศึก ยูเข้ามาทำงานฆ่าคนตามแผนสงครามจิตวิทยา เรื่องนี้ตำรวจไม่เกี่ยว ไอจะโทรศัพท์ไปที่กรมสารวัตรทหารบกให้เขาส่งสารวัตรมารับตัวยูไป ยูคงจะถูกยิงเป้าก่อนเช้าพรุ่งนี้"

อ้ายหน้าผีหรือพระยมร้องไห้โฮ

"ผมผิดไปแล้วครับ ผมเกิดมาเป็นคนไทยเสียชาติเกิด พ่อแม่พี่น้องของผมล้วนแต่เป็นคนไทยเกิดในแผ่นดินไทยใต้ร่มธงไทยมีความร่มเย็นเป็นสุขในพระมหากรุณาธิคุณและความเอาใจใส่ของรัฐบาลผู้ปกครองประเทศ แต่ผมมีแนวความคิดอย่างที่เรียกว่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ผมฝักใฝ่ในลัทธิของศัตรูมานานแล้ว จนกระทั่งตำรวจสืบทราบและไปล้อมจับผมที่บ้าน แต่บังเอิญวันนั้นผมไม่ได้อยู่บ้าน ผมรู้เข้าผมก็หนีออกนอกประเทศไปอยู่กับฝ่ายศัตรูรับทำงานให้เขา จงรักภักดีต่อเขา โดยยอมทรยศต่อประเทศชาติของผม"

เสี่ยหงวนมองดูหน้าพระยมแล้วยิ้มให้

"ลื้อแน่โว้ย จิตใจลื้อเข้มแข็งมาก ลื้อถูกพวกเราจับได้และเรากำลังจะส่งตัวลื้อไปยิงเป้า ลื้อยังคุยจ้อและหัวเราะร่วน"

"โธ่-ผมร้องไห้นะครับ ไม่ได้หัวเราะ"

พลสบตากับอ้ายหน้าผี เขาก็กล่าวถามเสียงหนักๆ

"บอกเราดีกว่า แกเป็นใคร?"

"ผมหรือครับ....ชิด ชอบแดง ครับ"

"อ้อ" นิกรอุทาน "ชื่อแกบอกอยู่แหงๆแล้ว"

ศาสตราจารย์ดิเรกโบกมือขอร้องให้ทุกคนสงบเสียง แล้วเขาก็กล่าวกับยมบาล เจ้าของนาม ชิด ชอบแดง

"คุณชิด ผมเข้าใจว่าขณะนี้คุณกำลังสำนึกในความผิดของคุณใช่ไหม?"

"ครับ ท่านศาสตราจารย์" เขาพูดเสียงเครือ "ผมเป็นคนเลวที่สุดที่ผมทรยศต่อประเทศชาติของผม แต่ผมก็พร้อมแล้วที่จะรับโทษตามโทษานุโทษของผมครับ ผมใช้อุบายของผมฆ่าคนมาหลายคนแล้ว และคอยฟังข่าวรายละเอียดในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เสมอระหว่างที่ผมหลบซ่อนตัวอยู่ที่สถานฑูต แต่ผมสาบานได้ว่าสำหรับนายโกยคนของคุณหญิงวาดผมไม่ได้ยุ่งเกี่ยวด้วยเลย"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วทำหน้าตื่นไปตามกัน

"คุณไม่ได้มาหานายโกย" นายพลดิเรกพูดช้าๆ "คุณไม่ได้บุกเข้าไปในห้องที่เรือนพักคนใช้ เอาปืนขู่นายโกยบังคับให้เขาเขียนจดหมายลาตายตามร่างจดหมายของคุณ และพาเขาไปในสวนหลังบ้านบังคับให้เขาผูกคอตายหรือครับ?"

"เปล่าครับ ท่านศาสตราจารย์ ผมอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ผมยังนึกขัน สวนบางกรวยอยู่ที่ไหนผมไม่เคยไปหรอกครับ แล้วก็ไม่รู้จักด้วย แต่เท่าที่นายโกยผูกคอตายและเขียนจดหมายสารภาพว่าต้องการไปอยู่กับยมบาลที่มาร้องเรียกนั้น ทำให้ผมถือโอกาสสวมรอยฆ่าคนที่อยู่ในซอยหลังบ้านนี้สองคน คือคนจีนคนหนึ่งและผู้หญิงสาวอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นพนักงานแบงก์ สำหรับพ่อค้าจีน ผมเอาปืนขู่บังคับให้เขาเขียนจดหมายลาลูกเมียของเขาครับ แล้วผมก็เอาเหล็กขูดช้าฟทะลวงก้นเขา ส่วนหญิงสาวผมสะกดจิตหล่อนบังคับให้หล่อนเขียนจดหมายลาตายตามคำสั่งของผม แล้วบังคับให้หล่อนยิงตัวตายด้วยปืนพกขนาดเล็กของลุงหล่อนที่มอบให้หล่อนไว้ใช้ป้องกันตัว"

นิกรมองดูหน้านายพลดิเรกอย่างแปลกใจ

"มันยังไงกันแน่หมอ กันงงไปหมดแล้ว เจ้าโกยหนีมาจากบ้านสวน บอกว่าได้ยินเสียงมัจจุราช แล้วเจ้าโกยก็ผูกคอตาย เขียนจดหมายถึงคุณอาสารภาพว่ามันฆ่าตัวตายเองเพราะพญายมต้องการชีวิตมัน"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ถ้าเช่นนั้นเจ้าโกยก็คงเป็นโรคประสาทหลอนอันเนื่องมาจากพิษกัญชา พวกเราก็รู้ดีว่าเจ้าโกยสูบกัญชาจนเสพย์ติด แอบปลูกกัญชาไว้ที่สวนบางกรวยในที่รกร้าง อำนาจของกัญชาทำให้เป็นโรคประสาทอย่างรุนแรง ที่มันได้ยินเสียงพระยมก็คือประสาทหลอน เมื่อเกิดความกลัวขึ้นถึงขีดสุด มันก็ฆ่าตัวตาย"

เจ้าแห้วทำท่าขนพองสยองเกล้า

"บรื๊อว์....รับประทานโชคดีเหลือเกินที่ผมเลิกสูบกัญชาได้อย่างเด็ดขาด"

ทุกคนเศร้าใจไปตามกันเมื่อนึกถึงนายโกยคนเฝ้าสวน ศาสตราจารย์ดิเรกยกมือขวาจับแขนซ้ายนายชิดแล้วพูดยิ้มๆว่า

"ลงไปคุยกันที่ห้องโถงชั้นล่างเถอะคุณ อีกครึ่งชั่วโมงสารวัตรทหารบกก็จะมารับตัวคุณไป ผมเสียใจที่ช่วยอะไรคุณไม่ได้ คุณก็ทราบดีแล้วว่าหน่วยวินาศกรรมนั้น ถ้าพลาดพลั้งถูกจับได้ก็ต้องถูกยิงเป้า พวกเราก็เคยเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตไปปฏิบัติการในแดนของศัตรูเหมือนกัน แต่ว่าถ้าคุณหิว เราจะจัดอาหารว่างหรือเบียร์ให้คุณดื่มจนกว่าสารวัตรจะมาที่นี่ เสียใจนะคุณชิด คุณอยากเป็นยมบาล คุณมีหวังได้ไปเห็นยมบาลตัวจริงแน่นอน"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วต่างควบคุมตัวมัจจุราชออกไปจากห้องนอนของ พล พัชราภรณ์ ภายในห้องมีข้าวของแตกหักกระจายเกลื่อนกลาดจากการต่อสู้กัน

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง รถตรวจการณ์ของกรมสารวัตรทหารบกรวม ๒ คันก็เดินทางมาถึงบ้าน 'พัชราภรณ์' ตามคำสั่งของท่านผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งนายพลดิเรกได้รายงานด่วนให้ท่านทราบทางโทรศัพท์ ชิด ชอบแดง ถูกสารวัตรทหารควบคุมตัวไปแล้ว แน่นอนละ เขาจะต้องถูกยิงเป้าอย่างไม่มีปัญหา.

อวสาน