พล นิกร กิมหงวน 173 : มนุษย์สิงห์

ดึกสงัด ฝนตกพรำอากาศค่อนข้างเยือกเย็น

มันเป็นเวลา ๒.๐๐ น. ของวันใหม่ เสียงแผ่นเหล็กที่ประตูรั้วหน้าบ้าน 'พัชราภรณ์' ถูกแขกยาม คือนายบาบูสุริยาเคาะ ๒ ครั้งเมื่อสักครู่นี้ คนในบ้านกำลังหลับนอนกันอย่างสบาย

ร่างอันดำตะคุ่มของใครคนหนึ่งวิ่งปราดจากศาลาพักร้อนตรงมาทางหลังตึกใหญ่อย่างรวดเร็ว ร่างนั้นยืนอยู่ในมุมมืดระหว่างกอพุทธรักษาทางด้านขวาของบันไดตึกมันกวาดสายตามองไปรอบๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครแลเห็นมันมันก็เคลื่อนที่ต่อไปเดินขึ้นบันไดหลังตึกอย่างระมัดระวัง

แสงไฟที่เฉลียงหลังตึกส่องต้องตัวมันพอสังเกตเห็นได้ว่ามันเป็นชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ มันสวมเสื้อกางเกงชุดสีดำคาดเข็มขัดเป็นสีขาวมีปืนพกอยู่ในซองปืนข้างละกระบอก เข็มขัดปืนทางขวาหย่อนยานเกือบถึงหัวเข่ามีเชือกหนังปลายซองปืนผูกมัดรอบหัวเข่าแบบมือปืน ใบหน้าของมันมีหน้าสิงห์โตปกคลุมแต่เป็นหัวสิงห์โตตัวเมียคือไม่มีแผงขนคอเป็นส่วนศรีษะของสิงห์โตจริงๆ ที่สตั๊ฟไว้โดยเราะเอากระโหลกศีรษะออกเสียก่อน แต่ฟันและเขี้ยวยังอยู่ครบถ้วน หน้าสิงห์ที่คลุมหน้าผู้ชายนี้เป็นหน้าสิงห์ที่กำลังอ้าปากขู่คำราม ช่องนัยน์ตาทั้งสองข้างตรงกับช่องนัยน์ตาของชายลึกลับพอดี

แน่ละ ชายผู้นี้เป็นแขกยามวิกาลที่บุกรุกเข้ามาในบ้าน 'พัชราภรณ์' โดยที่เจ้าของบ้านไม่ได้เชื้อเชิญ เราจะได้เรียกชื่อมันว่ามนุษย์สิงห์ เนื่องจากมันมีศรีษะนางสิงห์คลุมหน้าปิดบังใบหน้าอันแท้จริงของมัน

มนุษย์สิงห์คลี่กระดาษชิ้นหนึ่งออกแล้วมองดูแผนผังบ้าน 'พัชราภรณ์' บนกระดาษแผ่นนั้นด้วยความสนใจเมื่อมันเข้าใจดีแล้วมันพับเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงด้านหลังตามเดิม ต่อจากนั้นมนุษย์สิงห์ก็พาตัวเดินตรงไปที่ประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของศาสตราจารย์ พล.ท.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์

มันล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาเป็นรูปสี่เหลี่ยมแบนคล้ายกับเครื่องรับวิทยุทรานซิลเตอร์ขนาดจิ๋วซึ่งเครื่องมือชิ้นนี้มีคุณค่ามากมายใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างเป็นเครื่องรับส่งวิทยุ เป็นอาวุธปืนขนาดเล็กสำหรับฆ่าคน เป็นเครื่องพ่นรังสีชนิดหนึ่งที่มีอำนาจทำลายทั้งชีวิตมนุษย์และวัตถุต่างๆ ตัดเซฟขนาดใหญ่ให้ขาดออกเป็นช่องชั่วเวลาไม่ถึงนาที

มนุษย์สิงห์ยกกล่องสี่เหลี่ยมขึ้นจ่อกับช่องกุญแจและกดสวิดซ์เล็กๆ มีเสียงดังคล้ายกับเสียงท่อแก๊สที่พ่นแก๊สออกมา กุญแจประตูอันมั่นคงแข็งแรงที่ทำด้วยทองเหลืองหลุดออกจากกันบิดเบี้ยวเสียหายหมด เท่านี้เองมนุษย์สิงห์ก็เอื้อมมือหมุนลูกบิดเปิดประตูบานขวาของห้องทดลองออกอย่างแช่มช้า

ภายในห้องทดลองอันกว้างใหญ่ และเต็มไปด้วยเครื่องมือเครื่องใช้ในการทดลองมีค่าหลายล้านบาทเงียบกริบ แสงไฟฟ้าที่มองไม่เห็นหลอดส่องสว่างออกมาตามช่องหรือซอกต่างๆ เพียงสลัวลางเท่านั้น

หุ่นยนต์บ๊อบบี้ทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าห้องนี้ ท่านผู้อ่านย่อมทราบดีแล้วว่ามันเป็นหุ่นอีเล็คโทรนิคส์ที่มีมันสมองเทียมหัวใจเทียมมีความรู้สึกนึกคิดเช่นเดียวกับมนุษย์ สามารถพูดได้ปฎิบัติตามคำสั่งได้ ร้องเพลงได้หรือทายปัญหาชิงรางวัลของบริษัทน้ำอัดลมได้ รู้จักจีบผู้หญิงหรือรักผู้หญิง มีความรูสึกโลภ โกรธ หลงเหมือนมนุษย์ทั่วๆ ไป มีพลังกำลังราวกับช้างสาร

เมื่อมนุษย์สิงห์พาร่างของมันเข้ามาในห้องทดลองและหันไปเปิดประตูเรียบร้อยก่อนที่มันจะเคลื่อนไหวไปยังห้องใต้ดินอันเป็นจุดหมายสำคัญของมันมนุษย์สิงห์ก็ได้เผชิญหน้ากับหุ่นยนต์แสนรู้ซึ่งมีฐานะเป็นลูกบุญธรรมของศาสตราจารย์ดิเรก

บ๊อบบี้ยืนจังก้าอยู่ริมผนังตึก มันเอื้อมมือกดปุ่มบนโต๊ะให้ไฟฟ้าในห้องแล็บทุกดวงเปิดสว่างจ้า แล้วก็กดสวิทซ์อีกอันหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กัน บังคับให้เครื่องถ่ายภาพยนต์ขนาด ๑๖ มม. ที่ใช้ฟิล์มดำขาวซ่อนอยู่ในที่สูงทางหลังห้องเริ่มถ่ายมนุษย์สิงห์และทุกสิ่งทุกอย่างในห้องทดลองด้วยระบบกลไกอัตโนมัติ ทั้งนี้เพื่อบันทึกไว้เป็นพยานหลักฐานนั่นเอง

หุ่นยนต์แสนรู้ยกมือชี้หน้ามนุษย์สิงห์แล้วหัวเราะเสียงกังวาน

"ยังไงอ้ายหนู บังอาจล้วงคองูเขียว...เอ๊ย...งูเห่าเชียวหรือเพื่อน บุกเข้ามาอย่างนี้เรื่องมันตายแหง โยนกล่องที่อยู่ในมือแกทิ้งแล้วชูมือขึ้นเหนือศรีษะ ถ้าแกรักที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป"

มนุษย์สิงห์ยกกล่องวิเศษขึ้น

"อ้ายหุ่นหน้าโง่แกจะฉลาดกว่ามนุษย์ไม่ได้หรอกเพราะมนุษย์เป็นผู้สร้างแกขึ้นมา" พูดจบมนุษย์สิงห์ก็ปล่อยรังสีออกจากกล่องนั้นกระทบร่างของหุ่นบ๊อบบี้ทันที

บ๊อบบี้สะดุ้งเฮือกสุดตัว มีอาการเหมืนคนถูกยิงมันยกมือทั้งสองไขว่คว้าอากาศทำปากเบี้ยวปากบูด แล้วล้มลงนอนหงายเหยียดยาวอยู่บนพื้นห้อง มีกลุ่มควันสีขาวและกลิ่นเหม็นไหม้ออกจากตัวของมันแสดงว่ากลไกไฟฟ้าในตัวมันช๊อตไหม้ ทำให้บ๊อบบี้หมดความรู้สึกหรือกลายเป็นหุ่นที่ไร้สมรรถภาพเคลื่อนไหวไม่ได้

ดูเหมือนว่ามนุษย์สิงห์ไม่ได้ตื่นเต้นสนใจกับหุ่นอีเล็คโทรนิคส์ของนายพลดิเรกเลย มันเดินผ่านหุ่นบ๊อบบี้ตรงไปทางหลังสุดของห้องทดลองแล้วพาตัวลงบันไดไปสู่ห้องใต้ดินอันเป็นห้องเก็บวัตถุระเบิด อาวุธปืนกระสุนปืน ระเบิดแรงสูง เก็บแปลนและสูตรต่างๆ เกี่ยวกับการสร้างอาวุธร้ายนับแต่ระเบิดนิวเคลียร์ สูตรสร้างจรวดขีปนาวุธและจรวดนำวิถี นอกจากนี้ก็มีหุ่นอีเล็คโทรนิคส์อีกหลายตัวที่ถอดเก็บไว้ในลังไม้ เครื่องมือเครื่องใช้ในทางวิทยาศาสตร์มากมาย แต่ละชิ้นย่อมมีคุณค่าและมีความหมายยิ่ง

ในห้องใต้ดินมีแสงไฟสว่างและเงียบกริบ มนุษย์สิงห์เดินมาหยุดยืนหน้าประตูเหล็กบานหนึ่งซึ่งปิดเปิดด้วยระบบไฟฟ้า แผ่นเหล็กของบานประตูมีความหนาไม่น้อยกว่า ๑ เซ็นติเมตรสร้างด้วยเหล็กกล้าใช้กุญแจอัตโนมัติเมื่อประตูเหล็กเลื่อนเข้าชิดผนังตึก กุญแจก็จะล๊อคได้เองส่วนการเปิดประตูนั้น ก็ใช้ระบบไฟฟ้าเช่นเดียวกันแต่สวิทซ์ของมันถูกซ่อนไว้อย่างมิดชิด

มนุษย์สิงห์พอจะรู้ว่าห้องประตูเหล็กนี้มีตู้นิรภัยใบใหญ่ที่มันต้องการของสำคัญในตู้นั้นคือแปลนรายละเอียดของจรวดนำวิถีอันวิเศษสุดสำหรับทำลายเครื่องบินได้ทุกระยะ อาวุธนำวิถีอันเป็นประดิษฐ์กรรมของนายพลดิเรกนี้ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เชื้อเพลิงแข็งนำวิถีด้วยคลื่นวิทยุเมื่อติดตั้งบนรถบรรทุกขนาดใหญ่มีเรด้าทรงกลมควบคุมวิถีและเปลี่ยนไปใช้ควบคุมศูนย์รวมคือเล็งด้วยสายตา ติดบนเรือรบหรือแท่นยิงจรวดตามฐานยิงจรวดก็ได้ อาวุธนำวิถีหรือจรวดสังหารเครื่องบินนี้เมื่อยิงออกไปมันจะพุ่งเข้าหาเป้าหมายคือเครื่องบินของข้าศึก ชิ้นส่วนของเครื่องบินที่ทำด้วยเหล็กจะดูดอาวุธนำวิถีให้เข้าไปชนกับเครื่องบินเอง นักบินไม่มีทางที่จะนำเครื่องบินหลบหลีกจรวดสังหารของนายพลดิเรกได้ การทดลองจรวดนำวิถีที่ได้กระทำขึ้นที่ดอนเมืองให้ทูตทหารชมเมื่อเดือนที่แล้วมา ทำให้ทูตทหาร บก เรือ และอากาศทุกประเทศตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจไปตามกัน เครื่องบินที่ใช้วิทยุบังคับหลายเครื่องบินอยู่ในระยะต่างๆ กัน บ้างก็ใช้ความเร็วเหนือเสียงแต่ก็ถูกจรวดสังหารเครื่องบินของศาสตราจารย์ ดิเรกจอมนักวิทยาศาสตร์ ผู้ยิ่งใหญ่ยิงแหลกเป็นผุยผงกลางอากาศซึ่งเครื่องบินบางเครื่องบินสูงถึง ๑๕,๐๐๐ ฟุตและใช้ความเร็วถึง ๑,๐๐๐ ไมล์

มนุษย์สิงห์จะเป็นใครก็ตาม แต่มนุษย์สิงห์กำลังใช้ความพยายามที่จะขโมยแปลนและรายละเอียดคือสูตรของจรวดนำวิถีอันเป็นอาวุธที่นายพลดิเรกจะสร้างให้กองทัพไทยไว้ทำลายเครื่องบินของข้าศึก

อีกครั้งหนึ่งที่มนุษย์สิงห์ใช้รังสีในกล่องสี่เหลี่ยมของมันทำลายกลอนประตูเหล็กที่มั่นคงแข็งแรง อำนาจรังสีทำสลักและเครื่องอุปกรณ์ชำรุดเสียหายหมดชั่วเวลาไม่กี่วินาที มนุษย์สิงห์ใช้มือผลักดันบานประตูเหล็กเผยออกประมาณ ๓ ฟุต มันก็เดินเข้าไป

ทันใดนั้นเองเสียงออดสัญญาณอันตรายก็ดังขึ้นภายในห้องใต้ดินและตามที่ต่างๆ ทั่วตึกใหญ่ ทั้งนี้ก็เพราะนายพลดิเรกเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยม คนที่เดินผ่านห้องนี้เข้าไปจะทำให้ออดสัญญาณทำงานทันที และมันจะหยุดส่งเสียงออดเมื่อครบ ๕ นาที

มนุษย์สิงห์ตกใจล่าถอยออกมาจากห้อง มันแลเห็นดวงไฟสีแดงหลายดวงในห้องใต้ดินวาบวับขึ้นรอบห้องใต้ดินและได้ยินออดสัญญาณที่ดังมาก ความรู้สึกบอกตัวเองว่ามันจะติดกับคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ที่อยู่รวมกันในคฤหาสน์นี้ ดังนั้นโดยไม่รอช้ามนุษย์สิงห์ได้วิ่งขึ้นไปจากห้องใต้ดินอย่างรวดเร็วฉับพลันและหนีออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์

ออดสัญญาณติดไว้ทั่วบ้าน ที่ตึกใหญ่ทุกห้องนอนที่ตึกเล็กหรือตึกใหญ่สองแห่ง และที่เรือนพักคนใช้ คนในบ้าน 'พัชราภรณ์' ต่างตกใจตื่น แม้กระทั่ง พ.อ.นิกร ซึ่งนอนขี้เซาที่สุดก็ต้องตื่นเพราะเสียงออดซึ่งดังมาก

เสียงกู่ตะโกนเรียกหากัน เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วบ้าน ไฟฟ้าตามถนนหน้าบ้านหลังบ้านและไฟตามรั้วเปิดสว่างจ้า ตามมุมตึกเปิดไฟฉายขนาด ๕๐๐ แรงเทียนทำให้บ้าน 'พัชราภรณ์' มีแสงสว่างราวกับเวลากลางวัน

เจ้าแห้วถือดาบไทยสองเล่มพาพวกคนสวนและคนใช้หลายคนมาทางสวนหลังบ้าน ท่าทางของเจ้าแห้วราวกับพระยาพิชัยดาบหักอดีตขุนศึกสมัยพระนครศรีอยุธยา

"แยกกันไปโว้ยพวกเรา" เจ้าแห้วตะโกนลั่น "ออดสัญญาณแสดงว่ามีคนร้ายลอบเข้ามาในบ้านและบุกรุกเข้าไปในห้องแล็บของคุณหมอ แต่มันคงหนีออกมาแล้วช่วยกันค้นหาโว้ย ถ้าพบมันก็บ้อมมันให้อยู่ สู้มันไม่ไหววิ่งมาบอกข้า ข้าจะได้ไปบอกเจ้านาย"

ในเวลาเดียวกันนี้เอง ประตูห้องโถงหลังตึกใหญ่ก็ถูกเปิดออก คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันออกมาที่เฉลียงหลังตึกอย่างร้อนรน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือปืนแฝดบรรจุกระสุนลูกปรายสำหรับยิงนก แต่ถ้ายิงคนในระยะใกล้ก็แท่งทึงอย่างไม่มีปัญหา หรือถ้าระยะห่างหน่อยก็ต้องนั่งแกะลูกปืนหลังขดหลังแข็งเป็นชั่วโมง ท่านเจ้าคุณสวมเสื้อกางเกงชุดสีขาวลายแดง คณะพรรคสี่สหายถือปืนพกคู่มือคนละกระบอก พล. นิกร และศาสตราจารย์ดิเรกสวมกางเกงแพจีนและเสื้อยืดคอปกแขนสั้น ส่วนอาเสี่ยกิมหงวนแต่งชุดสีดำเหมือนกับมนุษย์สิงห์ แต่ไม่ได้สวมหัวมนุษย์สิงห์ และไม่มีเข็มขัดกระสุนปืน

สี่สหายหนุ่มวิ่งเหยาะๆ ตรงมาที่ตึกใหญ่และขึ้นบันไดหลังตึกเข้ามาหาพวกคุณพ่อของเขา พล.ต. พลออกคำสั่งทันที

"เจ้านัสกับดำรงขึ้นไปอยู่เป็นเพื่อนคุณย่าและคุณแม่ของพวกแก เจ้านพกับเจ้านึกไปช่วยคนใช้ค้นหาตัวคนร้าย นั่นแกถือขวดอะไรมาอ้ายตี๋"

ร.อ. สมนึก ชูขวดเบียร์ขนาดเล็กให้ดู

"แฮ่ะ แฮ่ะ ระเบิดขวดครับ"

พลกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ระเบิดมือก็มีทำไมไม่เอามา"

เสี่ยตี๋ยิ้มแห้งๆ

"หาไม่พบครับ เสียงออดสัญญาณทำให้ผมตื่นเต้นเกินไป พอลุกขึ้นจากเตียงก็คว้าปืนพกใต้หมอนและหยิบระเบิดขวดใต้เตียงพาเพื่อนๆ รีบออกมาจากห้องนอนลงจากตึกตรงมานี่ครับ"

เสี่ยหงวนมองดูลูกชายของเขาอย่างขบขัน

"ไป-พาอ้ายนพไปค้นหาคนร้ายให้รอบบ้าน มันคงหลบซ่อนตัวอยู่ในเขตบ้านเราก็ได้"

พนัสพาศาสตราจารย์ดำรงเข้าไปในห้องโถงอย่างรีบร้อน นพกับสมนึกพากันเดินลงบันไดไป นายพลดิเรกพาเพื่อนเกลอทั้งสามและพ่อตาของเขาตรงไปห้องทดลองวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตามเขาแน่ใจว่าคนร้ายคงไม่สามารถโจรกรรมข้าวของอันมีค่ายิ่งในตู้นิรภัยใบใหญ่ที่ห้องใต้ดินเอาไปได้แม้แต่ชิ้นเดียวเพราะเมื่อออดสัญญาณดังขึ้นมันก็ต้องรีบหลบหนีออกจากห้องทดลอง

"อ้ายบ๊อบบี้คงนอนหลับหรือหนีไปเที่ยวนอกบ้านก็ได้" ศาสตราจารย์ดิเรกบ่นพึมพำ

สี่สหายหยุดยืนหน้าประตูห้องทดลอง พอแลเห็นกุญแจประตูที่มั่นคงแข็งแรงถูกรังสีชำรุดเสียหาย บานประตูปิดแง้มไว้ พ.อ. นิกร ก็ร้องขึ้นดังๆ

"คนร้ายมีเครื่องมือทันสมัยเจาะกลอนประตูโว้ยถ้าไม่ใช่อ้ายฟลิ้นท์จอมเพชฌฆาตก็ต้องเป็นเจมส์ บอนดีๆ แน่ๆ หรือมันหลุดออกมาจากจอหนังมาลองดีเรา"

ท่านเจ้าคุณยกฝ่ามือข้างซ้ายผลักหน้านิกรค่อนข้างแรง

"อยู่เฉยๆ เถอะวะ อย่าออกความเห็นเลย"

นายพลดิเรกยกปืนพก ยูเอส. อาร์มี่ ๑๑ มม. ขึ้นจ้องและใช้มือซ้ายผลักประตูห้องทดลองออก พาเพื่อนเกลอทั้งสามกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้าไปอย่างระมัดระวังตัวทุกคนต่างพร้อมที่จะใช้ปืนให้เป็นประโยชน์ สี่สหายกับท่านเจ้าคุณหยุดชะงักใจหายวาบไปตามกัน เมื่อแลเห็นหุ่นยนต์บ๊อบบี้ นอนหงายเหยียดยาวอยู่บนพื้นห้องทดลอง

"ตาย" เสี่ยหงวนร้องขึ้นดังๆ "อ้ายบ๊อบบี้ถูกฆ่าตายเสียแล้ว"

"โน" ศาสตราจารย์ดิเรกพูดขึ้น "หุ่นอีเล็คโทรนิคส์มันไม่ใช่คนมันจะตายได้ไง"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"ตายแน่ กลิ่นอ้ายบ๊อบบี้ออกแล้ว เหม็นตุๆ วะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุปาก

"เดี่ยวก็ยันตูมเข้าให้เท่านั้นเอง"

พล.ต. พล จ้องมองดูหุ่นยนต์บ๊อบบี้ แล้วถามศาสตราจารย์ดิเรก

"อ้ายบ๊อบบี้หมดสมรรถภาพแล้วหรือ"

"ออไร๋ เข้าใจว่ามันคงถูกรังสีชนิดหนึ่งที่ทำให้ระบบไฟฟ้าในตัวมัน บางแห่งช๊อต แกกับอ้ายหงวนช่วยลงไปตรวจดูห้องใต้ดินของกันหน่อยซี ตู้เซฟเก็บเอกสารสำคัญของกันยังอยู่เรียบร้อยดีหรือเปล่า คนร้ายรายนี้เป็นคนร้ายที่เฉลียวฉลาดและมีความรู้สูงมากจึงปราบหุ่นยนต์ของกันได้"

พล.ต. พลชวนอาเสี่ยเดินไปตามส่วนลึกของห้องทดลองและพากันลงไปสู่ห้องใต้ดินเบื้องล่าง ใน ๕ นาทีนั้นเองสองสหายก็กลับขึ้นมาจากห้องใต้ดิน และตรงเข้าหาศาสตราจารย์ดิเรกกับนิกรและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งนั่งยองๆ ห้อมล้อมหุ่นอีเล็คโทรนิคส์ และนายพลดิเรกกำลังซ่อมแซมแก้ไข มีถุงพลาสติกใส่เครื่องมือชิ้นเล็กๆ วางอยู่ข้างตัวเขา พลกับกิมหงวนต่างลงนั่งยองๆ เช่นเดียวกัน

"เซฟของแกยังเป็นปกติดีหมอ" พลกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "กลอนหรือสลักประตูเหล็กถูกทำลายเสียหายด้วยรังสีชนิดหนึ่ง คนร้ายเปิดประตูเหล็กทิ้งไว้ แต่ไม่ทันได้เปิดเซฟหรือเจาะเซฟออดสัญญาณดังขึ้นมันเลยรีบหนีไป"

เสี่ยหงวนกล่าวถามขึ้นทันที

"บ๊อบบี้เสียหายมากไหม"

ศาสตราจารย์ดิเรกหันมายิ้มให้อาเสี่ย

"ถ้าคนอื่นซ่อมก็คงไม่ได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ชั้นดีอย่างกันรู้สึกว่ามันเสียหายนิดหน่อยเท่านั้น ไฟช๊อตเพียงสองแห่งอีกสองสามนาทีบ๊อบบี้ก็จะเคลื่อนไหวได้ตามเดิมและกันจะได้สอบปากคำมันพอจะรู้ว่าคนร้ายมีจำนวนกี่คนและคนร้ายปราบบ๊อบบี้ได้อย่างไร"

การสนทนาหรือวิพากษ์วิจารณ์กันสงบเงียบไปชั่วขณะ นายพลดิเรกซ่อมหุ่นยนต์ของเขาอย่างคล่องแคล่วในที่สุดเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวขึ้นว่า

"คนร้ายรายนี้คงต้องการขโมยแปลนอาวุธนำวิถี หรือจรวดต่อสู้อากาศยานแบบใหม่ของดิเรกแน่ๆ เพราะเมื่อวันที่แสดงให้พวกทูตทหารดูที่ดอนเมืองรู้สึกว่าพวกทูตหลังม่านเหล็กแสดงท่าทีสนใจมากป้วนเปี้ยนอยู่กับจรวดนำวิถีตลอดเวลา พยายามซักถามรายละเอียดจากดิเรกมากมาย"

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"พ่อเข้าใจว่าคนร้ายรายนี้เป็นพวกคอมมิวนิสต์หรือครับ"

"พ่อคิดว่าควรจะเป็นอย่างนั้น"

นิกรหัวเราะเบาๆ

พ่อไม่ใช่หรอกครับ แต่ว่าเป็นคนของประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่งที่ไม่เคยหวังดีต่อไทยเรา"

"แกรู้ได้อย่างไร"

"ผมก็ใช้ความสังเกตจากวันที่ทดลองจรวดนำวิถีนะซีครับ ผมอ่านนัยน์ตาของพวกทูตทหารเหล่านั้นออก"

ท่านเจ้าคุณขมวดคิ้วย่นและพาซื่อถาม

"นัยน์ตาของเขาเป็นยังไง"

พ.อ. นิกรอมยิ้ม

"บางคนก็ตาแฉะ บางคนก็มีขี้ตาก้อนเบ้อเริ่มอยู่ที่หัวตาครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุปาก

"เละแล้ว คุยกับแกฟังเป็นเรื่องเป็นราวได้เดี๋ยวเดียวก็ชักเละ"

"ท้องมันเสียครับ" นิกรพูดเบาๆ แล้วหันมาทางนายพลดิเรก "จวนเสร็จหรือยังหมอให้กันช่วยบ้างได้ไหม"

"โน" ศาสตราจารย์ดิเรกพูดเสียงหนักๆ พลางซ่อมหุ่นยนต์อย่างตั้งอกตั้งใจ "ให้แกช่วยแทนที่จะซ่อมเสร็จจะต้องเสียเวลาซ่อมเป็นงานใหญ่อีกหลายวัน"

นิกรชักฉิว

"ดูถูกแล้วไหมละ กันเพียงแต่เสกคาถาเป่าไปที่ร่างของบ๊อบบี้ พรวดเดียวเท่านั้นก็จะเคลื่อนไหวได้พูดได้ทำตามคำสั่งได้ตามเดิม"

"อิมพอสิเบิล" ศาสตราจารย์ดิเรกพูดเสียงหัวเราะ

"อ้าว ทำให้ดูเอาไหมอ้ายหมด ถ้ากันทำได้ขอเขกกบาลแกทีเดียวเท่านั้นแหละ"

"ถ้าทำไม่ได้ละ" นายดิเรกย้อนถาม

"กันจะลงนอนให้แกกระทืบสวยๆ สักห้าหกที"

"โอ.เค. ทุกคนช่วยเป็นพยานนะ เอาซีอ้ายกรแสดงเวทมนต์ของแกให้กันและพวกเราดูหน่อย"

นิกรยกมือขึ้นประนมนัยน์ตามองดูหุ่นยนต์แล้วทำปากหมุบหมิบว่าคาถาพึมพำอยู่เกือบ ๕ นาที จนกระทั่งอาเสี่ยเอื้อมมือเขี่ยแขนนิกรแล้วถามว่า

"เมื่อไรจะว่าคาถาจบเสียที"

"ประเดี๋ยวซีโว้ย อย่างช้าก็สามชั่วโมงเท่านั้นไสยศาสตร์มันต้องใช้เวลานิดหน่อย"

พล.ต. พลพูดเสริมขึ้น

"ถ้าอย่างงั้นให้อ้ายหมอมันแก้ไขของมันเองดีกว่า"

นิกรหัวเราะหน้าเป็นตามเคย เขาทำปากหมุบหมิบอีกสักครู่ก็เป่ามนตร์ลงบนร่างของหุ่นยนต์บ๊อบบี้แล้วพูดขึ้นดังๆ

"ด้วยเดชะเวทวิเวทวิเศษแห่งตูข้าขอให้หุ่นยนต์บ๊อบบี้จงฟื้นคืนชีวิตในบัดนี้เถิด...เต๊งเต็งเตร่ง เต๊งเต็งเตร่ง ตะรูเร็งเต๊งเต็งเตรง..."

"เฮ้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดลั่น

หุ่นบ๊อบบี้พรวดพราดลุกขึ้นนั่งในท่าสะลึมสะลือท่ามกลางความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจของ พล กิมหงวน ศาสตราจารย์ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ นายพลดิเรกจ้องตาเขม็งมองดูหน้านิกรเพื่อเกลอของเขาแล้วร้องออกมาดังๆ

"มายก๊อด...แกทำยังไงวะ หรือว่ามันฟลุคเพราะกันซ่อมเสร็จพอดี"

นิกรยิ้มกริ่ม

"มันฟื้นขึ้นมาด้วยวิทยาอาคมของกันต่างหาก" พูดจบเขาก็ยกมะเหงกข้างขวาเขกกบาลศาสตราจารย์ดิเรกค่อนข้างแรงเสียงดังป๊อก "จำไว้ ขอให้แกรู้ไว้เถอะว่าคนอย่างกันก็เหมือนกับพ่อมดหมอผี พวกอัฟริกันเคยมาจ้างกันไปเป็นหมอผีประจำเผ่าเขาบ่อยๆ ให้เงินเดือนอย่างน้อยเดือนละหมื่นดอลล่าอเมริกา ให้เมีย ๕๐๐ คน วัวอีก ๑๐๐ ตัว บ้านช่องและข้าทาสหาให้พร้อมกันยังไม่เอา"

"ทำไมถึงไม่เอาล่ะ" นายพลดิเรกถาม

"กลัวมันไม่จ้างจริงน่ะซี"

ศาสตราจารย์ดิเรกเปลี่ยนสายตามาที่หุ่นยนต์ของเขาแล้วออกคำสั่งให้บ๊อบบี้ลุกขึ้นยืน ซึ่งคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ลุกขึ้นพร้อมๆ กับหุ่นอีเล็โทรนิคส์ผู้มีนามว่าบ๊อบบี้และมีฐานะเป็นลูกบุญธรรมของศาสตราจารย์ดิเรก

นายพลดิเรกจ้องมองดูหน้าหุ่นยนต์ของเขาอย่างเดือดดาลและยกฝ่ามือข้างขวาตบหน้าบ๊อบบี้เต็มแรง

"เล่าให้ฉันฟังบ๊อบบี้ คนร้ายมีจำนวนกี่คนที่บุกเข้ามาในห้องแล็บ และทำไมหุ่นชั้นดีอย่างแกจึงเสียทีมันง่ายๆ เสียแรงที่ฉันรักใคร่ไว้วางใจแกและเชื่อถือความสามารถของแก"

บ๊อบบี้ทำปากแบะแล้วร้องไห้น่าสงสาร

"ด่าผมเถอะครับป๋า ผมไม่มีทางแก้ตัวหรอกครับ แต่ผมก็ทำหน้าที่ของผมอย่างดีที่สุดแล้ว"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้ากขบขันหุ่นยนต์ที่มันร้องไห้ได้เหมือนกับคน

"พูดก็พูดซีโว้ยทำไมต้องหัวเราะด้วย"

บ๊อบบี้หันมาค้อนอาเสี่ย

"ร้องไห้ครับไม่ใช่หัวเราะ ฮือ ฮือ"

"หยุด" ศาตราจารย์ดิเรกตวาดลั่น "คนร้ายมีกี่คน"

หุ่นยนต์เปลี่ยนสายตามาที่นายพลดิเรก

"ตัวเดียว...เอ๊ย...คนเดียวครับป๋า"

"คนเดียว"

"ครับ มันใช้รังสีชนิดหนึ่งทำลายกุญแจประตูห้องทดลองและเปิดประตูเข้ามาครับ" พูดจบหุ่นยนต์บ๊อบบี้ก็ร้องไห้โฮและซบหน้าลงกับบ่านิกร

"โอ๋ นิ่งเสียนะลูกนะ" นิกรปลอบ "นิ่งเสียลูกประเดี๋ยวตุ๊กแกมันจะมากินตับ"

คราวนี้หุ่นบ๊อบบี้หัวเราะลั่น

"กินตับผมน่ะหรือครับ ฮ่ะ ฮ่ะ"

"อย่าพึ่งพูดเล่นโว้ย" นายพลดิเรกดุ "เล่าให้ป๋าฟังก่อน อ้ายหมอนั่นเข้ามาในห้องแล็บแล้วยังไงมันแต่งตัวยังไง"

หุ่นอีเล็กโทรนิคส์นึกทบทวนความทรงจำแล้วกล่าวว่า

"มันแต่งชุดดำเหมือนอาเสี่ยนี่แหละครับ รูปร่างสูงใหญ่เหมือนกัน คาดเข็มขัดปืนพกสีขาวแบบมือถือพกปืนสองกระบอก แล้วก็มีหน้าสิงห์ตัวเมียสวมทับปิดหน้าของมัน

"มนุษย์สิงห์..." เจ้าคุณปัจนึกฯ อุทานขึ้น

"ครับ มันถือกล่องสี่เหลี่ยมขนาดวิทยุทรานซิสเตอร์เล็กๆ เป็นอาวุธครับ ผมบังคับให้มันทิ้งกล่องและปรี่เข้าไปจะจับมัน มนุษย์สิงห์มันปล่อยแสงออกจากกล่องนั้นถูกตัวผมทำให้ผมหมดความรู้สึกทันที ผมจำได้แต่เพียงว่าผมหน้ามืดวาบหวิวใจล้มลงไปตรงนั้นครับ"

คณะพรรคสี่สหายต่างมองดูหน้ากัน นายพลดิเรกกล่าวถามนิกรอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"แกพอจะสันนิษฐานได้ไหมว่าคนร้ายนี้เป็นใคร"

"ก็คนเรานี่แหละ แล้วก็เป็นมนุษย์ผู้ชายคนหนึ่ง" นิกรพูดหน้าตาย

"ตอบให้มันแคบกว่านี้หน่อยซีโว้ย"

"จะให้กันตรัสรู้ได้อย่างไรวะ ผู้คนในกรุงเทพฯ มีตั้งหลายล้าน แต่กันเชื่อว่าคนร้ายรายนี้ไม่ใช่พวกหลังม่านเหล็กแน่ๆ เมื่อวันทดลองจรวดนำวิถีสังหารเครื่องบินที่ดอนเมืองกันสังเกตเห็นทูตทหารบกของประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่งแสดงความสนใจกับอาวุธปล่อยของแกมากที่สุด

มันอาจจะส่งคนมาขโมยแปลนจรวดนำวิถีก็ได้ แปลนยังอยู่ในเซฟที่ห้องใต้ดินไม่ใช่หรือ

"ออไร๋ นอกจากแปลนจรวดยังมีแปลนอาวุธอื่นๆ และสูตรต่างๆ ที่มีค่าในการป้องกันประเทศชาติของเรามากมาย เรื่องนี้เราจะนิ่งนอนใจไม่ได้ แต่เราจะไม่บอกให้ตำรวจรู้และกันจะสั่งกำชับคนในบ้านทุกคนให้ปกปิดเป็นความลับ อย่างไรเสียคนร้ายก็จะลอบเข้ามาในบ้านเราอีกเพื่อพยายามขโมยแปลนจรวดนำวิถีปราบเครื่องบินให้ได้ เพราะเป็นอาวุธปล่อยที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมที่สุดทุกลูกปล่อยออกไปจะต้องถูกเครื่องบินข้าศึก ไม่ว่าจะบินอยู่ในระยะสูงต่ำแค่ไหนหรือใช้ความเร็วขนาดใดตามที่เราได้ทดลองมาแล้ว"

พลกล่าวขึ้นบ้าง

"ช่วยกันค้นหาร่องรอยที่คนร้ายทิ้งไว้เถอะ หรือม่ายก็รอยมือรอยตีนของมันซึ่งเราพอจะค้นพบในห้องนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหน้ากิมหงวนคล้ายกับจะค้นความจริงใจจากใบหน้าของอาเสี่ย

"หรือแกเป็นมนุษย์สิงห์อ้ายหงวน"

อาเสี่ยสะดุ้งเฮือก

"อย่าเอาอุจจาระมาป้ายผมหน่อยเลยครับ"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะ

"ก็บ๊อบบี้มันบอกว่ามนุษย์สิงห์รูปร่างสูงใหญ่และแต่งชุดดำเหมือนอย่างแกโว้ย ถ้าเป็นก็รับสารภาพเสียตามตรง"

เสี่ยหงวนชักฉิว

"ผมจะทำเพื่ออะไรกันครับ

"ว่าได้เรอะ ต่างชาติอาจจะจ้างแกสัก ๒๐ ล้าน ให้แกขโมยแปลนจรวดนำวิถีต่อสู้อากาศยานของดิเรกไปให้มันก็ได้ คนเราน่ะยิ่งรวยก็ยิ่งโลภ รวยเท่าไรก็ยังตั้งหน้ากอบโกยเงินเข้ากระเป๋า"

อาเสี่ยโมโหจนหัวเราะ

"นี่ดีว่าคุณอาพูดนะครับ ถ้าคนอื่นประนามผมอย่างนี้ ผมต่อยหน้าแล้วพับผ่า ม่ายผมก็ต้องเอาขี้หมาละเลงหัวล้านให้เข็ด แต่คุณอาเป็นอาของผมผมยอมให้"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่นและทำปากจู๋ แล้วท่านก็หันมาทางเขยเล็กของท่าน

"ช่วยดูทางวิปัสสนาหน่อยเถอะอ้ายกร เป็นไปได้ไหมที่อ้ายหงวนคือมนุษย์สิงห์"

นิกรยิ้ม

"ไม่ใช่หรอกครับ ผมกำลังสงสัยคุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืบตาโพลง

"ไหงยังงั้นล่ะ"

"ไม่รู้ ผมสงสัยก็แล้วกัน ความสงสัยอาจจะเกิดขึ้นแก่คนเราได้"

พลพูดตัดบท

"ช่วยกันหาหลักฐานหรือร่องรอยที่คนร้ายทิ้งไว้ดีกว่า อย่างน้อยก็จะเป็นประโยชน์แก่เราในการสืบหาตัวคนร้ายรายนี้ แต่คนร้ายไม่ใช่คนชั้นอาชญากรหรืออันธพาลแน่ๆ มันจะต้องเป็นปัญญาชนที่มีความรู้ดี เฉลียวฉลาดและมีฝีมือด้วย"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างแยกย้ายกันไปทั่วห้อง ในที่สุดนิกรก็พบร่องรอยรองเท้าพื้นยางจึงร้องบอกให้ทุกคนมาดูศาสตราจารย์ดิเรกรีบนำผงเคมีชนิดหนึ่งมาโรยที่รอยรองเท้าคู่นั้นทำให้เห็นเด่นชัดขึ้นทันที

"อือ-ตีนใหญ่เสียด้วย" นิกรพูดพึมพำ "ขนาดเดียวกับตีนอ้ายหงวน เอ-หรืออ้ายหงวนโว้ย ชักสงสัยเสียแล้ว"

อาเสี่ยมองดูนิกรอย่างโมโห

"เดี๋ยวก็ถีบแก้สงสัยเข้าให้เท่านั้นเอง"

"แล้วแกแต่งชุดดำทำไม แกควรจะนุ่งกางเกงแพรหรือนุ่งกางเกงนอน"

"แกเป็นเจ้าฉันเรอะ ฉันจะแต่งยังไงหรือแก้ผ้านอนมันก็เป็นเรื่องของฉัน ฉันไม่บ้าพอที่จะเอาเวลานอนมางัดแงะห้องแล๊บเพื่อเจาะเซฟขโมยแปลนตวักตะบวยเอาไปขายพวกศัตรูหรอก"

นายพลดิเรกมองดูเสี่ยหงวนแล้วหัวเราะ

"กันไม่ได้สงสัยแกหรอกอ้ายหงวน แต่บางทีเจ้านึกอาจจะเล่นตลกทำเป็นมนุษย์สิงห์หรือตัวลึกลับก็ได้ รูปร่างอ้ายนึกมันเท่าๆกับแก ตีนก็โตเท่ากัน"

"เออ-ยังงี้อาจจะเป็นได้" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ หุ่นยนต์บ๊อบบี้เดินเข้ามาหาคณะสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกล่าวกับศาสตราจารย์ดิเรก

"ผมลืมบอกป๋าไปว่ามนุษย์สิงห์มันเข้ามาในห้องแล๊บผมได้กดสวิทซ์บังคับให้กล้องหนังถ่ายภาพมันไว้ครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกลืมตาโพลง

"งั้นเรอะ ก๊อดีน่ะซี ป๋าจะเอาฟิล์มออกจากกล้องและรีบล้างฉายดูกันเดี๋ยวนี้ ถ้าอ้ายนึกเล่นตลกถึงแม้จะสวมหัวสิงห์กิริยาท่าทางของมันก็ต้องบอกให้เรารู้ว่ามันคืออ้ายนึก ถ้าเป็นคนร้ายจริงๆเราก็จะได้ร่วมมือกันเตรียมเล่นงานมันต่อไป แกออกไปบอกพวกเราหน่อยเถอะว่าเลิกค้นหาคนร้ายและพักผ่อนหลับนอนกันได้แล้ว มันคงจะปีนรั้วหนีออกไปนอกบ้านนานแล้ว"

หุ่นยนต์บ๊อบบี้รับคำสั่งแล้วพาตัวออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์

ในครึ่งชั่วโมงนั้นเองฟิล์มภาพยนต์ดำขาวขนาด ๑๖ มม. ม้วนมันซึ่งมีความยาว ๑๐๐ ฟิต ก็ถูกล้างและตากให้แห้งด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยภายในห้องล้างฟิล์มพิมพ์รูปในห้องทดลองนั่นเองฟิล์มม้วนนี้ถูกกรอเข้าม้วนของมันเรียบร้อย ศาสตราจารดิเรกนำออกมาจากห้องมืดและฉายให้เพื่อนเกลอของเขากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดูด้วยจอขนาดเล็กๆ แขวนติดไว้กับผนังตึก

ภาพยนต์ถ่ายจากกลไกอัตโนมัติ แลเห็นมนุษย์สิงห์อย่างชัดเจน มันแต่งชุดดำสวมหน้าหน้าสิงห์ถือกล่องสี่เหลี่ยมเดินเข้ามาเผชิญหน้ากับหุ่นยนต์บ๊อบบี้ มีการพูดกันสองสามคำ เพื่อบ๊อบบี้เดินเข้าไปหามันมนุษย์สิงห์ก็ปล่อยรังสีจากกล่องนั้นทำให้หุ่นยนต์อีเล็คโทรนิคส์ล้มลงนอนหงายเหยียดยาวสิ้นสุดการเคลื่อนไหวมีควันออกมาตามตัวของมัน ต่อจากนั้นมนุษย์สิงห์ก็เดินไปทางหลังห้องกล้องจับไม่ได้แต่มนุษย์สิงห์เดินลงบันไดไปยังห้องใต้ดินเท่านั้นแล้วกล้องก็ถ่ายภาพห้องทดลองซึ่งมีแต่เครื่องมือเครื่องใช้ในการทดลองวิทยาศาสตร์จนกระทั่งหมดม้วน

ศาสตราจารย์ดิเรกปิดสวิทซ์ไฟเครื่องฉายภาพยนต์มองดูหน้าเพื่อนเกลอทั้งสามแล้วกล่าวว่า

"มนุษย์สิงห์รูปร่างใหญ่กว่าอ้ายหงวนหรืออ้ายตี๋มากแต่ส่วนสูงพอๆ กัน คือสูงประมาณ ๖ ฟุต"

อาเสี่ยยิ้มออกมาได้

"แกว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย

นายพลดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ผู้ชายโว้ย ทำงานเสี่ยงภัยฝ่าอันตรายอย่างนี้เขาก็ต้องใช้ผู้ชาย กันจะถ่ายรอยตีนของมันไว้ช่วยกันค้นหารอยมือรอยเท้าและหลักฐานอื่นๆ ต่อไปเถอะ กันจะลงไปสำรวจห้องใต้ดินด้วย พรุ่งนี้กันจะหยุดงานหนึ่งวันเพื่อซ่อมแซม ประตูเหล็กห้องใต้ดินและประตูห้องแล๊บให้เรียบร้อยต้องให้ดำรงมันช่วยสร้างเครื่องป้องกันรังสีให้บ๊อบบี้และกันจะประกอบหุ่นบิลลี่ให้ทำหน้าที่รักษาห้องทดลองอีกตัวหนึ่ง อย่างไรเสียมนุษย์สิงห์จะต้องบุกเข้ามาในบ้านเราอีกในสองสามวันนี้"

คืนนั้น พล.ต. พล สั่งให้เจ้าแห้วกับคนสวนและคนใช้ทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าบ้าน 'พัชราภรณ์' และให้คนใช้ ๒ คนมาอยู่เป็นเพื่อนหุ่นบ๊อบบี้ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ คุณหญิงวาดกับสี่นางต่างอกสั่นขวัญแขวนนับตั้งแต่ได้ยินเสียงออดสัญญาณอันตราย ทุกคนรวมกันอยู่ในห้องนอนของคุณหญิงวาดโดยไม่ยอมออกจากห้อง ถึงแม้พนัสกับศาสตราจารย์ดำรงขึ้นไปอยู่เป็นเพื่อนคุณหญิงวาดและสี่นางก็ยังหวาดกลัวอยู่นั่นเอง

แผนการจับกุมมนุษย์สิงห์ซึ่งสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ร่วมกันวางแผนอย่างรัดกุมได้เริ่มต้นในคืนต่อมา คือวางกำลังไว้รอบบ้านนับตั้งแต่ ๒๑.๐๐ น. ล่วงแล้ว

ประตูห้องทดลองและประตูเหล็กในห้องใต้ดินได้รับการซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว แบบแปลนและสูตรต่างๆ ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญยิ่งในการป้องกันประเทศชาติยังคงอยู่ในตู้นิรภัยใบใหญ่ ซึ่งถ้าหากว่าคนร้ายใช้รังสีทำลายกุญแจเซฟอันเป็นกุญแจรหัสและกุญแจธรรมดาลูกระเบิดลูกหนึ่งจะเกิดการระเบิดทันที ห้องเก็บเอกสารเต็มไปด้วยกระแสไฟแรงสูงและออดสัญญาณจะดังครวญครางขึ้นรอบบ้าน หุ่นยนต์ทั้งสองตัวคือบ๊อบบี้และบิลลี่ถูกอัดกระแสไฟแรงสูงไว้ในตัวของมันจนเต็ม ศาสตราจารย์ดิเรกจ่ายอาวุธปืนยิงเร็วให้ตัวละกระบอกและสั่งกำชับว่า ถ้ามีใครบุกรุกเข้ามาในห้องทดลองให้พยายามจับเป็นหรือจับตายให้ได้อย่าปล่อยให้หลบหนีไป

คุณหญิงวาดพาสี่นางไปนอนที่โรงแรม "สี่สหาย" เพื่อความปลอดภัยและไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์สิงห์ก่อนจะออกจากบ้านท่านได้บ่นกับสี่นางว่า

"กลุ้มใจโว้ย มีเงินตั้งมากมายกองอยู่บ้านใหญ่โตหรูหราและมีเครื่องบำรุงความสุขทุกสิ่งทุกอย่างแต่ก็ไม่มีความสุข บ้านเรามีแต่เรื่องยุ่งยากเดือดร้อนประเดี๋ยวแม่ยัวะขึ้นมาไปปลูกบ้านอยู่ใหม่แล้วเอาบ้านนี้ทำโรงแรมเสียเลยจะได้รู้แล้วรู้รอด"

คณะพรรคสี่สหายกับลูกชายของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างโล่งใจไปตามกันเมื่อคุณหญิงวาดพาสี่นางไปนอนค้างที่โรงแรม "สี่สหาย" เพราะจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงถ้าหากมนุษย์สิงห์บุกเข้ามาในบ้าน

ก่อนเวลา ๒๑.๐๐ น. เล็กน้อยประตูรั้วหน้าบ้าน 'พัชราภรณ์' ก็ได้รับคำสั่งให้ปิดใส่กลอน คนใช้ชายหญิงอยู่กันพร้อมหน้าเพราะพลสั่งห้ามขาดไม่ให้ใครไปเที่ยวเตร่หรือไปธุระนอกบ้าน พวกสาวใช้รีบอาบน้ำและเข้าห้องนอนปิดประตูหน้าต่างห้องเพราะความหวาดกลัวมนุษย์สิงห์ ส่วนคนใช้และคนสวนมีหน้าที่รักษาการรอบบ้านทุกระยะ ๓๐ เมตรมียามคนหนึ่งพร้อมด้วยอาวุธประจำตัวเท่าที่จะหามาได้และไฟฉายอีกดวงหนึ่ง นอกจากนี้มีนกหวีดอีกคนละตัวสำหรับเป่าเรียกกันเมื่อแลเห็นมนุษย์สิงห์ปีนรั้วเข้ามาหรือปรากฎตัวอยู่ในเขตบ้าน

พล นิกร กิมหงวน ศาสตราจารย์ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันออกจากห้องโถงทางหลังตึกใหญ่ในเวลา ๒๑.๐๐ น. ตรง ทุกคนแต่งเครื่องฝึกแต่ไม่ได้สวมหมวก คาดเข็มขัดปืนพกมีปืนพกอยู่ในซองปืนหนึ่งกระบอก และมีปืนยิงเร็วสะพายอยู่บนบ่าซ้ายคนละกระบอก

คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณต่างแลเห็น พนัส สมนึก ศาสตราจารย์ดำรงกำลังยืนสนทนากับสาวสวยคนหนึ่งใกล้ๆ กับบันไดหลังตึกนั่นเอง หญิงสาวผู้นี้สวมมินิสเกิ๊สสั้นจู๋หน้าตาแฉล้มแช่มช้อยแต่ท่าทางดัดจริตมากไปหน่อย หล่อนอยู่ในเสื้อกระโปรงชุดสีฟ้าแบบทันสมัยเย็นตา มือขวาถือกระเป๋าเงินสีดำใบกะทัดรัดลักษณะท่าทางคล้ายกับนางบังเงาหรือนางเรียก

ร.อ. พนัสเดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"พวกผมพร้อมแล้วครับอาหมอ"

"ออไร๋ นังจ๊อกกะร๊อคที่ยืนกระมิดกระเมี้ยนอยู่นั่นน่ะใครล่ะ"

"อ๋อ ก็อ้ายนพยังไงละครับ"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่มองดูลูกชายคนเดียวของเขาอย่างเศร้าใจ

"มานี่ซิอีหนู เอ้อเฮอ...แกปลอมเป็นผู้หญิงได้แนบเนียนเหลือเกิน"

นพเดินกระตุ้งกระติ้งเข้ามาหา

"หนูสวยไหมฮะป๋า"

นิกรทำท่าผะอืดผะอม

"ดัดจริตมาเรียกฉันว่าป๋าเดียวก็จะถีบให้เท่านั้นเอง แกนึกยังไงขึ้นมาวะถึงแต่งตัวเป็นนางบังเงาอย่างนี้"

"แหม-มาว่าเค้า เค้าเป็นเทพีไม่ใช่เรอะ"

"เทพีหรือเทผี" นิกรถาม

ร.อ. นพหัวเราะคึ้กแล้วเปลี่ยนสายตามาที่นายพลดิเรก

"ลุงหมอสั่งผมไว้เมื่อตอนลาดตะเวนคอยดูรถของมนุษย์สิงห์ในซอยหลังบ้านเราผมก็เลยปลอมเป็นผู้หญิงแบบจิ๊กกี๋เดินไปเดินมาคงไม่มีใครเขาสนใจ"

ศาสตราจารย์ดิเรกอดหัวเราะไม่ได้

"ก็ถ้าเผื่อพวกหนุ่มๆ วัยรุ่นมันเข้าใจผิดคิดว่าแกเป็นผู้หญิงจริงๆ มันปลุกปล้ำแกล่ะแกจะว่ายังไง"

"ก๊อดีซีครับ ผมกลัวว่ามันจะไม่ปล้ำผมเท่านั้นจะใช้ให้ผมทำอะไรก็ว่ามาเถอะครับ รับรองว่าผมจะ ปฎิบัติหน้าที่ของผมให้ดีที่สุด"

นายพลดิเรกล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบวัตถุกลมๆ ชิ้นหนึ่งคล้ายฝาเบียร์ แต่ใหญ่กว่าออกมาส่งให้ลูกชายของนิกร

"เก็บรักษาไว้ให้ดี ถ้าหากว่าแกเห็นรถยนต์แล่นเข้ามาในซอยหลังบ้านเราก็ต้องคอยจับตามองดูถ้ามนุษย์สิงห์ก้าวลงจากรถคันนั้นแกจะต้องเอาวัตถุชิ้นนี้ไปแปะติดใต้บังโคลนทางหลังรถให้ได้ มันเป็นแม่เหล็กวางไปที่บังโคลนมันก็ติดแน่น และวัตถุอันนี้มันจะบอกให้เรารู้ว่ารถคันนี้แล่นไปทางไหนไปสิ้นสุดที่ไหน เข้าใจ๋"

"เข้าใจครับ อ้า-ทำยังไงนะครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกทำหน้าชอบกล

"แล้วเสือกบอกได้ว่าเข้าใจ ไปเถอะอ้ายนพแกเป็นบัณฑิตอธิบายให้แกฟังนิดเดียวแกก็รู้เพราะแกไม่ใช่คนโง่เหมือนอย่างพ่อแก"

นพทำท่าถอนสายบัวอย่างสวยงาม

"หนูลานะฮะ หนูไปทำหน้าที่ของหนูอยู่ในซอยหลังบ้าน บางที่ตอนดึกๆ หนูจะไปเดินเล่นแถวถนนเพชรบุรีตัดใหม่หารายได้พิเศษจากพวกทหารมะริกันหรือพวกนิโกร"

เสี่ยหงวนโบกมือไล่ ร.อ. นพ แล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"ไปให้พ้นอ้ายนพ กูหมั่นไส้มึงเหลือเกินพับผ่า"

นพค้อนปะหลับปะเหลือก ยกมือชี้หน้าเสี่ยหงวน

"เป็นอาเป็นลุงพูดมึงพูดกูไม่เพราะเลย ซื้อหนังสือสมบัติผู้ดีของเจ้าพระยาเสด็จฯ มาอ่านเสียบ้างซีคะ คุณลุงขา แหม-สูงยังกะเปรตสงสัยว่าลุงคงจะเกิดปีน้ำท่วม"

อาเสี่ยกระชากปืนพกในซองออกมา ร.อ. นพ ใจหายวาบรีบหมุนตัวกลับและวิ่งไปจากที่นั้นท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง

"ทะลึ่งเหมือนพ่อไม่มีผิด" เสี่ยหงวนพูดพลางหัวเราะพลาง "แต่ถ้าบ้านเราอ้ายนพไปคนหนึ่งก็รู้สึกเงียบเหงาไปเหมือนกัน"

นิกรยิ้มให้เสี่ยหงวน

"ใช่ เหมือนกินน้ำพริกไม่ได้ใส่ อ้าวๆ อย่าชักปืนซีรับคุณพ่อ ผมหมายถึงแมงดาไม่ใช่อ้ายลูกกลมๆ สีแดงอย่างว่า คุณพ่อละก้อคอยจะเอาเรื่องกับผมเสียเรื่อยเชียว"

พล.ต. พลเลื่อนตัวเข้ามายืนเบื้องหน้าลูกชายของเขา

"แกกับอ้ายตี๋และอ้ายนพเดินตรวจยามของเราที่วางไว้ตามจุดต่างๆ ให้รอบบ้าน พ่อกับเพื่อนๆ และคุณปู่ของแกจะซุ่มอยู่ในเรือนต้นไม้นั่น อย่าลืมว่าถ้าเห็นมนุษย์สิงห์หรือคนร้ายบุกรุกเข้ามาในบ้านให้เป่านกหวีดเป็นสัญญาณทันทีตามที่ได้ประชุมปรึกษากันเมื่อตอนเย็น ระวังตัวหน่อยนะลูกอย่าชะล่าใจนัก กระสุนปืนน่ะมันไม่เข้าใครออกใคร แยกย้ายกันไปได้แล้วระหว่างนี้ก็เห็นจะไม่มีอะไรหรอกจนกว่าจะถึงสองยาม แต่ถ้าฝนตกมนุษย์สิงห์อาจจะเข้ามาในบ้านก่อนเราก่อนสองยามก็ได้" พูดจบเขาก็หันมาทางนิกร "หรือยังไงอ้ายกร"

นิกรกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"กันเชื่อว่าคืนนี้มันคงไม่มาหรอกพล อย่างน้อยอีกสามหรือสี่วันมันจึงจะมา"

เหตุผลล่ะ พลถาม

"เหตุผลก็คือว่าคนฉลาดอย่างมนุษย์สิงห์มันจะต้องรู้ดีว่าพวกเราคอยเล่นงานมันน่ะซี อย่างไรเราก็ต้องคอยดักมันจนรุ่งสว่าง เมื่อเราอดนอนสักสามสี่คืนเราก็คลายความเข็มแข็งอ่อนระโหยโรยแรงไปตามกัน พอเลิกเฝ้ามัน มันก็บุกเราอีก เชื่อกันเถอะวะรูปการมันต้องเปลี่ยนเป็นอย่างนี้"

พลยิ้มเล็กน้อย

"ก็ไม่แน่นัก อย่างนี้มันเหมือนกับเล่นโปกเก้อรโว้ย มนุษย์สิงห์อาจจะบุกบ้านเราในคืนนี้อีกก็ได้เพราะทายใจเราว่าเราเชื่อว่ามันคงไม่กล้ามาในคืนวันนี้"

ร.อ. พนัสเห็นพ้องด้วย

"จริงครับพ่อ อย่างไรเราจะต้องคอยเล่นงานมันให้ได้ ถ้าผมได้เผชิญหน้ากับมันจะเป็นมนุษย์สิงห์หรือใครก็ตามต้องฟาดกันแหลกแน่"

สมนึกเดินเข้าหาบิดาของเขา

"ให้พรผมหน่อยซีครับ"

อาเสี่ยยกมือข้างซ้ายผลักหน้าเสี่ยตี๋ค่อนข้างแรง

"ไปเสียที่อ้ายตี๋ แกคอยจับผู้ร้ายไม่ใช่ไปรบฉันจะได้ให้พรแก"

"อ้าว ผู้ร้ายมันมีปืนนะเตี๋ย อย่างน้อยก็ควรให้พรผมขอให้ผมปลอดภัยและแคล้วคลาดอันตราย"

พนัสพาเพื่อนเกลอทั้งสองเดินไปจากที่นั้น คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เริ่มทำหน้าที่ตรวจยามรอบบริเวณบ้านทั้งสี่ด้านนายบาบูสุริยาแขกยามร่างยักษ์มีดาบใหญ่แบบดาบแขกเป็นอาวุธคู่มือเขาคุยอวดใครต่อใครว่าถ้าคนร้ายเข้ามาในบ้านเขาจะฟันให้คอขาดกระเด็น และจะจับกุมตัวมอบให้ตำรวจจัดการตามกฎหมายในฐานบุกรุกยามวิกาลพยายามลักทรัพย์

ในราว ๒๒.๐๐ น. ฝนท่ามกลางพรรษาก็ตกพรำและไม่มีท่าทางว่าจะหยุดง่ายๆ

เวลาผ่านพ้นไปทีละน้อย ยามตามจุดๆ หลบซ่อนตัวอย่างมิดชิด คอยจับตามองดูมนุษย์สิงห์ เจ้าแห้วได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้ายามจึงเดินตรวจยามอย่างเคร่งครัด จนกระทั่ง ๒๓.๐๐ น.

เจ้าแห้วถือดาบสองมือเดินมาทางริมรั้วหลังบ้านทั้งๆ ที่ฝนกำลังตกพรำ เขาสวมเสื้อกางเกงในสีที่กลืนกับความมืดท่าทางคึกคักเข็มแข็งเพราะกำลังเห่อในตำแหน่งหัวหน้ายามที่พลแต่งตั้งให้เจ้าแห้ว

ท่ามกลางความมืด ใครคนหนึ่งปราดเข้ามาข้างหลังเจ้าแห้วและตวัดรัดคอเจ้าแห้วทันที เจ้าแห้วใช้วิชายูโดทุ่มเจ้าหมอนั่นกระเด็นข้ามศรีษะเขาและเงื้อดาบในมือขวาขึ้นจะฟัน

"พี่แห้ว พี่แห้วหรอกหรือ" ผู้ที่ถูกเจ้าแห้วทุ่มลงไปนอนวัดพื้นกล่าวถามอย่างละล่ำละลัก

เจ้าแห้วเงื้อดาบค้างและถอนหายใจเฮือกใหญ่

"อ้ายคล่อง นี่ถ้ามึงไม่ให้เสียงกูฟันขาดสองท่อนไปแล้วพับผ่า" เจ้าแห้วพูดเสียงสั่น "มึงนึกยังไงวะถึงกระโดดเข้ามาล๊อคคอกู ชะ ชะ เล่นกับใครไม่เล่นเล่นกับนักยูโดเข็มขัดดำอย่างกู มือมึงยังอ่อนนักหรือจะทดลองดูว่ากูจะมั่นคงหรืออย่างไร"

เจ้าคล่องหนุ่มใหญ่วัย ๒๘ ปียกมือไหว้ปะหลกๆ แล้วลุกขึ้นยืนมองดูเจ้าแห้วอย่างเกรงใจ

"ขอโทษเถอะพี่แห้ว มันมืดฉันนึกว่าพี่แห้วเป็นคนร้ายก็ล๊อคคอไว้ก่อนละ แต่พี่แห้วไวเหมือนจิ้งจกจับฉันทุ่มลงไปนอนวัดพื้นอย่างง่ายดาย ดีว่าพี่แห้วไม่ฟันฉันม่ายยังงั้นฉันเน่าแล้ว"

เจ้าแห้วค้นหัวเราะ

"ที่หลังดูตาม้าตาเรือเสียก่อนซีโว้ย พวกเดียวกันแท้ๆ ฟันกันเอง ถ้ามึงเอามีดเสียบท้องกูเข้าจะว่ายังไง อ้า-มึงอยู่ตรงจุดนี้อย่าไปไหนนะ แล้วอย่าเสือกนั่งหลับล่ะ เจ้านายมาเห็นเข้าถูกกระทืบจะว่ากูไม่บอก ถ้าเห็นผู้ร้ายก็ต้องดูให้แน่ใจ แล้วเป่านกหวีดเป็นสัญญาณ พวกเราจะได้แห่กันมาที่นี่"

เจ้าคล่องทำหน้าเลิ่กลั่กยกมือตบกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง

"ตายห่า นกหวีดฉันหายเสียแล้วซี"

เจ้าแห้วจุปาก

"สั่งแล้วให้ระวังเสือกทำหายเสียแล้ว เอานิ้วเป่าแทนนกหวีดได้ไหมละ"

เจ้าคล่องนิ่งนึกแล้วยิ้มแห้งๆ

"ได้ซีพี่แห้ว"

"ยังงั้นก็ใช้นิ้วเป่า แล้วไม่ต้องลองทำนะ เจ้านายท่านสั่งว่าห้ามไม่ให้ใครลองเป่านกหวีดเป็นอันขาดเพราะจะทำให้เกิดการเข้าใจผิด กูไปละ เป็นหัวหน้ายามนี่ยุ่งหน่อยโว้ย ต้องรับผิดชอบลูกน้องตั้งหลายคน อ้าว-มึงถุยทำไมอ้ายคล่องถุยรดหัวกูหรือ"

คล่องยกมือไหว้

"เปล่าน่าพี่แห้ว เสลดมันติดคอน่ะ ตอนนี้เป็นหวัด เด็กอย่างฉันจะกล้าถุยรดหัวหน้าเชียวเรอะ ใครก็รู้ว่าพี่แห้วกำลังใหญ่โตเจ้านายโปรดปราน"

เจ้าแห้วยืนหน้าอกในท่าเบ่งแล้วเดินไปจากที่นั้นวางท่าให้สง่างามสมกับที่เขาเป็นหัวหน้าคนยาม เมื่อเจ้าแห้วเดินเฉียดริมรั้วบ้านตอนหนึ่งมนุษย์สิงห์ก็ย่องออกมาจากพุ่มไม้และปราดเข้าตวัดรัดคอเจ้าแห้วทันที เจ้าแห้วถูกรัดคอแน่นก็ปล่อยดาบทั้งสองเล่มหลุดจากมือและแสดงวิชายูโดจะจับมนุษย์สิงห์ทุ่มข้ามหัวเหมือนอย่างที่เขาทำกับเจ้าคล่อง แต่มนุษย์สิงห์ไม่ใช่เจ้าคล่องเจ้าแห้วจึงทุ่มไม่ลง เจ้าแห้วดิ้นกระแด่วๆ น่าสงสาร ท่อนแขนที่รัดคอเขานั้นไม่ผิดอะไรกับคีมเหล็ก เจ้าแห้วพยายามล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงสีกรมท่าหยิบนกหวีดออกมาใส่ปากแล้วเป่า

"ปริ๊ดปริ๊ด ปริ๊ดปริ๊ด ปริ๊ดปริ๊ด "

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งเข้ามาหาเจ้าแห้วในเวลาไล่ๆ กัน ใครๆ ก็วิ่งตามมาและส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจลั่นไปหมด

"มีคนร้ายเข้ามาในบ้านเราหรืออย่างไร" พลถามโดยเร็ว"

เจ้าแห้วหายใจอย่างเหนื่อยหอบใบหน้าซีดเผือดเขาก้มลงคว้าดาบทั้งสองเล่มที่ตกอยู่บนพื้นดินขึ้นมาแล้วกล่าวกับ พล.ต. พลว่า

"เดี๋ยวครับ รับประทานผมพึ่งหายใจออกเดี๋ยวนี้ อ้า... มนุษย์สิงห์...มนุษย์สิงห์... มันล๊อคคอผมครับรับประทานมันเข้ามาในบ้านเราได้ยังไงก็ไม่ทราบครับ พอผมผ่านมาทางนี้มันแอบอยู่ข้างพุ่มไม้มันก็ปราดเข้ารัดคอผม โอย นึกว่าเท่งทึงเสียแล้ว รับประทานเคราะห์ดีที่ผมล้วงนกหวีดออกมาเป่ามันก็เลยปล่อยผมวิ่งหนีไปทางโน้น"

ทุกคนมองดูเจ้าแห้วเป็นตาเดียว

"มนุษย์สิงห์" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องขึ้นดังๆ

"ครับ มันสวมหน้าสิงห์ครับ ตัวมันใหญ่และแข็งแรงมาก"

นิกรถามขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"รูปร่างมันเหมือนสิงโตยังงั้นหรือ"

"ว้า คนครับไม่ใช่สิงโต"

พลกล่าวกับทุกๆ คนอย่างร้อนรน

"แยกย้ายกันล้อมสวนดอกไม้หลังบ้าน พยายามจับเป็นให้ได้ กันนึกแล้วไม่ผิดว่ามันจะต้องมาอีกเพราะมันคิดว่าเราเชื่อว่ามันคงไม่กล้ามา เร็ว แยกกันไป"

การล่ามนุษย์สิงห์เริ่มต้นแล้ว ในเวลาเดียวกันนี้เอง พนัส สมนึก และศาสตราจารย์ดำรงได้วิ่งรวมกลุ่มเข้ามาหาพล

"ใครเป่านกหวีดครับพ่อ มีคนร้ายเข้ามาในบ้านเราหรือครับ" ร.อ. พนัสถามโดยเร็ว

"มนุษย์สิงห์ลูก มันบีบคออ้ายแห้วเกือบตายพวกแกไปอยู่ทางโรงครัวกระจายกำลังออกไปอย่ารวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน บอกอ้ายบังให้ระวังทางประตูรั้วหน้าบ้านให้ดี"

ในนาทีนั้นเองกำลังของฝ่ายบ้าน 'พัชราภรณ์' ก็โอบล้อมบริเวณหลังบ้านไว้อย่างหนาแน่น ด้านข้างตึกทั้งสองด้านและด้านหน้าตึกมีกำลังอยู่พร้อม ไฟฉายหลายดวงฉายกราดตามที่มืดเป็นต้นว่าหลังโรงรถหรือหลังเรือนต้นไม้

ริมสระใหญ่หลังบ้าน เสียงนกหวีดดังขึ้นจากคนสวนคนหนึ่งซึ่งแลเห็นร่างอันดำตะคุ่มของมนุษย์สิงห์วิ่งผ่านไป ร.อ. พนัสมาถึงคนสวนคนนั้นเป็นคนแรก

"มันวิ่งไปทางโน้นครับ" เจ้าเคลื่อนเด็กหนุ่มชาวสุพรรณรายงานให้พนัสทราบอย่างหวาดกลัว

ลูกชายของพลวิ่งตามแสงไฟฉายไปทันที และแล้วเขาก็แลเห็นมนุษย์สิงห์วิ่งผ่านกระท่อมสำหรับเพาะชำต้นไม้ แสงไฟทางบนเสาปูนส่องสลัวลางแต่ก็พอมองเห็นพนัสวิ่งอ้อมไปดักหน้าและแอบซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังพุ่มไม้ เมื่อมนุษย์สิงห์เดินเหลียวหน้าเหลียวหลังผ่านมา ลูกชายพลยกปืนพกขึ้นจ้องและออกคำสั่ง

"หยุดนะ ไม่หยุดยิง ยกมือขึ้นและหยุดเคลื่อนไหว"

ถึงแม้มนุษย์สิงห์มีปืนพก ๒ กระบอกแต่ปืนพกก็อยู่ในซองปืน ดังนั้นมันจึงยอมจำนนหยุดชะงักและชูมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศรีษะ ร.อ. พนัสเดินออกมาถือปืนรีวอลเว่อร ๙ มม. ในท่าเตรียมยิง เขาหยุดยืนห่างจากมนุษย์สิงห์ไม่ถึง ๒ เมตร

"ถอดหน้าสิงห์ของแกออก ถ้าขัดขืนตาย กันคือร้อยเอกพนัสห่งคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย ทำตามคำสั่ง ถอดหน้าสิงห์ออก"

มนุษย์สิงห์ทำท่าเหมือนกับจะถอดหน้าสิงห์ออกตามคำสั่งของ ร.อ. พนัส แต่แล้วมันก็ยกเท้าขวาเตะข้อมือข้างขวาของลูกชายพลเต็มแรงทำให้ปืนพกหลุดกระเด็นไป และมนุษย์สิงห์ก็ปราดเข้าชกพนัสทันที หมัดซ้ายขวาของมนุษย์สิงห์รวดเร็วและรุนแรงมาก พนัสป้องปิดและชกตอบทั้งสองกอดรัดฟัดกัน แต่แรงปะทะของมนุษย์สิงห์เหนือกว่ามากเพราะรูปร่างของมันสูงใหญ่กว่าพนัสนั่นเอง ฮุคขวาของมันกระแทกถูกปลายคาง ร.อ. พนัสเต็มแรงทำให้ลูกชายของพลเซถลาตกลงไปในท้องร่องข้างกระท่อมหลังนั้นเสียงดังตูม มนุษย์สิงห์รีบล่าถอยไปขณะที่นิกรกับกิมหงวนวิ่งเข้ามา

พอพนัสปีนขึ้นมาจากท้องร่วง พ.อ. นิกรก็พุ่งตัวลงไปทับลูกชายของพล เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นมนุษย์สิงห์ทำให้พนัสกลิ้งลงไปในน้ำอีก และนิกรก็ติดตามลงไปด้วย นิกรชกซ้ายและขวาอย่างดุเดือด อาเสี่ยร้องตะโกนหนุนอยู่บนท้องร่อง

"เอาให้อยู่อ้ายกร แกนี่วันนี้กล้าจังโว้ย ว่องไวยังกะเจมส์ บอนด์ว่ะ"

พนัสป้องปิดหมัดของนิกรไว้และร้องบอก

"ผมเองอากร แล้วกัน ทำไมมาต่อยผมล่ะครับ"

นิกรเงื้อหมัดค้าง

"อ้ายนัส...ตายห่า....แกหรือนี่ ฉันนึกว่าผู้ร้ายเสียอีก นึกยังไงถึงลงมาอยู่ในท้องร่องล่ะ"

พนัสหายใจถี่เร็วแสดงความเหน็ดเหนื่อย

"ผมฟัดกับมนุษย์สิงห์ครับอา ผมเอาปืนขู่มันบังคับให้มันถอดหน้า แต่ผมไม่ทันระวังตัวมันเตะปืนผมหลุดแล้วต่อยผมก็เลยเกิดชกกันขึ้น มันใหญ่กว่าผมขนาดที่เรียกว่าบังกันมิดมันชกผมหล่นลงมาในคู อากรไม่ทันฟังอีร้าค่าอีรมกระโจนลงมาเล่นงานผม"

นิกรถอดหายใจเฮือกใหญ่ขณะนี้มีเสียงปืนพกดังขึ้น ๒ นัด และมีเสียงนกหวีดเป่ารับกันแสดงว่ามีคนเห็นตัวมนุษย์สิงห์แล้ว อาเสี่ยกิมหงวนยืนหัวเราะงอไปงอมาอยู่บนท้องร่องขบขันนิกรที่ฟัดกับหลานชายของตัวเองอย่างอุตลุดเนื่องจากความมืดนั่นเองถึงมีแสดงไฟทางแต่แสงไฟก็ไม่ได้ส่องลงไปในท้องร่อง

นิกรกับลูกชายของพลเปียกน้ำไปทั้งตัวและยืนแช่น้ำอยู่แคเอว พ.อ.นิกรตัวสั่นเพราะความหนาวซึ่งตามปรกติอากาศเย็นอย่างนี้และฝนกำลังตกพรำอย่างนี้เขาเป็นคนขี้หนาวจึงสั่นเหมือนกับเป็นโรคกลัวน้ำ

"ยืนหัวเราะหาหอกอะไรวะช่วยฉุกกันกับอ้ายนัสขึ้นไปหน่อยซี" พูดจบเขาก็ยกกำปั้นทุบหลังพนัสดังบึ๊ก "อ้ายหอกนี่ก็หน้าทะเล้นหัวเราะร่วน"

"ก็ผมขันอากรนี่ครับ วิ่งมาจากไหนก็ไม่รู้พุ่งหลาวลงมาหาผม ดีว่าผมจำได้ม่ายยังงั้นผมซัดหมอบอยู่ในคูนี่แล้ว"

นิกรค้อนปะหลับปะเหลือก เสี่ยหงวนช่วยดึงตัวคนทั้งสองขึ้นมาจากคู มีเสียงปืนดังขึ้นอีกทางหลังตึกเล็กซึ่งอยู่ในเขตสวนหลังบ้าน แล้วก็มีเสียงตะโกนเรียกกันดูเหมือนเสียงเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดังกว่าเพื่อน

"เร็ว-ไปทางโน้น" อาเสี่ยกล่าวกับนิกรและพนัสอย่างร้อนรน "มนุษย์สิงห์กำลังตกอยู่ในวงล้อมของพวกเราแล้ว"

พนัสว่า "อาสองคนไปก่อนเถอะครับ ปืนพกของผมตกอยู่แถวนี้ต้องหาให้ได้เสียก่อน"

การล่ามนุษย์สิงห์เป็นไปด้วยความตื่นเต้น ขณะนี้มนุษย์สิงห์ใช้ความว่องไวและความฉลาดของมันวิ่งวนไปวนมาในเขตหลังบ้าน 'พัชราภรณ์' ซึ่งมีที่รกร้างหลายแห่งถึงแม้ไฟทางทุกดวงเปิดสว่างแต่พื้นที่หลังบ้านกว้างขวางมาก มนุษย์สิงห์มีเจตนาหลอกหล่อให้กำลังของบ้าน 'พัชราภรณ์' ทั้งหมดติดตามจับกุมตัวหรือสังหารมัน มันถูก พล.ต. พลยิงด้วยปืนพกอย่างจังจนกระทั่งมันซวนเซไปแต่มันก็หาเป็นอันตรายไม่ ศาสตราจารย์ดิเรกแน่ใจว่ามนุษย์สิงห์มีเสื้อเกราะป้องกันกระสุนปืนแน่นอน และหน้าสิงห์ของมันก็อาจจะป้องกันกระสุนปืนได้

เจ้าผ่อนคนใช้เก่าแก่ของคุณหญิงวาดซึ่งเป็นคนใช้รุ่นเดียวกับเจ้าแห้ว แต่มีอายุน้อยกว่าถือดาบเล่มหนึ่งเป็นอาวุธ มือซ้ายถือไฟฉาย ๒ท่อน เมื่อเขาส่องไฟแลเห็นมนุษย์สิงห์ยืนอยู่ในซุ้มนมแมวเขาก็ร้องเอะอะเอ็ดตะโร

"มันอยู่ทางนี้ครับมนุษย์สิงห์อยู่ทางนี้โว้ยพวกเรา"

แล้วเจ้าผ่อนก็แสดงความกล้าหาญวิ่งเข้าไปจะเล่นงานมนุษย์สิงห์ด้วยดาบคู่มือ เจ้าผ่อนเงื้อดาบขึ้นฟันเต็มเหนี่ยว มนุษย์สิงห์ก้มศรีษะหลบคมดาบด้วยความว่องไวอย่างไม่น่าเชื่อ และแล้วฮุคขวาของมันก็ลั่นโครมออกไปกระแทกปลายคางเจ้าผ่อน เสียงดังเหมือนทุบไม้กระบอกผุๆ เจ้าผ่อนผงะหงายถอนรากถอนโคนตัวลอยขึ้นจากพื้นแล้วล้มฟาดกับพ้นดินแน่นิ่งไป ต่อให้นับถึง ๕,๐๐๐ ก็ยังไม่ฟื้นเพราะถูกชกแรงมาก

มนุษย์สิงห์กระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาเมื่อแลเห็นเจ้าแห้ววิ่งนำหน้าพาคนสวน ๓ คน ตรงเข้ามาหามัน มันยกปืนยิงขึ้นฟ้าสองนัดติดๆ กัน ข่มขู่ขวัญเจ้าแห้วและพวกคนใช้

"ปัง ปัง"

เจ้าแห้วห้ามล้อพรืดและร้องบอกเพื่อนคนใช้

"ล่าถอยตามหลักยุทธศาสตร์ ตัวใครตัวมันโว้ย"

เท่านี้เองเจ้าแห้วกับคนใช้ทั้ง ๓ คนก็วิ่งหนีไปคนละทางด้วยความรักตัวกลัวถูกยิงตาย ไฟฉายดวงหนึ่งฉายกราดมาที่ร่างของมนุษย์สิงห์ ผู้ฉายไฟคือศาสตราจารย์ดำรง พอแลเห็นตัวมัน พล.ต. พลก็ยิงมนุษย์สิงห์ด้วยปืนยิงเร็วหนึ่งชุด และนับว่าเป็นครั้งแรกที่คณะพรรคสี่สหายได้ใช้ปืนยิงเร็วสังหารมนุษย์สิงห์ ที่ไม่ได้ยิงในตอนแรกก็เพราะหวังที่จะจับเป็นนั่นเอง

กระสุนปืนยิงเร็วประมาณ ๘ นัดเฉียดร่างของมนุษย์สิงห์ไปอย่างหวุดหวิดมันรีบทรุดตัวลงและวิ่งก้มตัวไปข้างหน้า คราวนี้มนุษย์สิงห์ใช้ระเบิดน้ำตาขว้างคือระเบิดพลาสติกที่บรรจุแก๊สน้ำตา เสียงระเบิดดังขึ้นไม่แรงนัก แต่กลุ่มควันพิษได้กระจายไปทั่วบริเวณนั้น ศาสตราจารย์ดำรงกับเสี่ยตี๋และคนสวนอีกหลายคนถูกแก๊สน้ำตาเพียงเล็กน้อยแต่ก็ทำให้นัยน์ตาปวดแสบปวดร้อนจนแทบลืมตาไม่ขึ้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ยตี๋วิ่งมาอีกทางหนึ่งก็ถูกแก๊สน้ำตาเช่นเดียวกัน

"ถอยออกไปพวกเรา" ท่านเจ้าคุณร้องลั่น "ถอยออกไปและล้อมไว้ห่างๆ มนุษย์สิงห์ใช้แก็สน้ำตาต่อสู้เรา ถอยออกไปก่อน"

ไม่มีใครรู้ความจริงว่ามนุษย์สิงห์ที่บุกเข้ามาทำงาน ในบ้าน 'พัชราภรณ์' ตอนนี้นั้นมี ๒ ตัวด้วยกัน ตัวที่กำลังเล่นเอาเถิดเจ้าล่อหลอกให้คณะพรรคสี่สหายกับลูกชายของเขาและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคนในบ้านไล่จับมันเป็นตัวปลอม แต่เป็นอาชญากรชั้นดาวร้ายที่มีรูปร่างสูงใหญ่พอๆ กับมนุษย์สิงห์ตัวจริง ผ่านการต่อสู้มาทุกด้านทุกมุมอย่างโชกโชนจนกระทั่งแลเห็นว่ากระสุนปืนหรือความตายเป็นเรื่องเล็ก มันได้รับค่าจ้างสูงมากในการที่ร่วมงานกับมนุษย์สิงห์ตัวจริง และ

ไม่มีใครรู้ความจริงว่ามนุษย์สิงห์ตัวจริงได้บุกเข้าไปในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของศาสตราจารย์ดิเรกแล้ว ถึงแม้ว่าหุ่นยนต์บ๊อบบี้และบิลลี่จะทำหน้าที่คุ้มครองรักษาห้องทดลองแต่มนุษย์สิงห์ก็มีวิธีการปราบหุ่นยนต์อีเล็คโทรนิคส์ได้อย่างง่ายดาย และศาสตราจารย์ดิเรกมั่นใจในหุ่นยนต์ของเขามากเกินไป จึงเปิดประตูห้องทดลองไว้เฉยๆ โดยไม่ได้ใส่กุญแจ

มนุษย์สิงห์เข้ามาในห้องทดลอง หุ่นบ๊อบบี้และบิลลี่ก็เผ่นพรวดลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินรี่เข้ามาจะเล่นงานมนุษย์สิงห์ซึ่งอยู่ในเครื่องแต่งกายชุดสีดำคาดปืนพกสองกระบอกมีหน้าสิงห์คลุมหน้า และถือหีบเครื่องมือชนิดหนึ่งเป็นหีบสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดหนังสือเล่มใหญ่ๆ เล่มหนึ่งและมีหูหิ้ว มนุษย์สิงห์เพียงแต่เปิด สวิทซ์อันหนึ่งที่หีบนี้ก็บังคับให้ไฟฟ้าในตัวหุ่นยนต์ทั้งสองหยุดทำงานคือเป็นกลาง หุ่นบ๊อบบี้และหุ่นบิลลี่จึงยืนนิ่งเฉยสิ้นสุดกรเคลื่อนไหวหมดคุณภาพ

มนุษย์สิงห์รีบลงไปยังห้องใต้ดินทันทีด้วยความมั่นใจว่าอย่างไรเสียเครื่องมือพิเศษที่นำมาใหม่นี้ก็คงจะตัดเซฟออกได้อย่างง่ายดาย และมีทางป้องกันไม่ให้กริ่งหรือออดสัญญาณอันตรายทำงาน

อย่างไรก็ตาม นายพลดิเรกของเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เฉลียวฉลาดรอบคอบมาก เขาเตรียมการรับมือไว้พร้อม พอมนุษย์สิงห์เหยียบบันไดห้องใต้ดินเพียงก้าวแรกร่างของมนุษย์สิงห์นั่นแหละ ก็ทำให้ออดสัญญาณทำงานด้วยความรู้ในวิชาวิทยาศาสตร์อย่างสูงของศาสตราจารย์ดิเรกก่อนที่มนุษย์สิงห์จะใช้เครื่องมือบังคับ

ออดสัญญาณดังกังวานไปทั่วบ้านซึ่งวันนี้ ร.อ. ดำรงได้ติดออดเพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง และทุกแห่งมีดวงไปสีแดงวาบวับขณะที่ออดส่งเสียงครวญครางเป็นเวลาถึง ๕ นาที จึงจะเงียบไปเองด้วยระบบอัตโนมัติ

มนุษย์สิงห์หยุดชะงัก แน่ละ เสียงออดสัญญาณทำให้มันหัวเสียอย่างยิ่งเพราะหมายถึงความผิดพลาดหวังของมันอีกครั้งหนึ่ง และแล้วมนุษย์สิงห์ก็ถอยขึ้นมาจากขั้นบันไดรีบหนีออกไปจากห้องทดลองโดยเร็วที่สุดเพราะถ้าอยู่ชักช้าก็จะถูกยิงตายหรือถูกจับเป็น

ศาสตราจารย์ดิเรกตกใจอย่างยิ่งเมื่อออดสัญญาณดังขึ้น ความฉลาดบอกให้เขารู้ทันทีว่ามนุษย์สิงห์มี ๒ ตัว และมนุษย์สิงห์ตัวที่ทุกคนกำลังล่าอยู่ในเขตสวนหลังบ้านคือมนุษย์สิงห์ตัวปลอมอย่างไม่มีปัญหา นายพลดิเรกเป่านกหวีดเรียกระดมพลที่ข้างตึกเล็กอันเป็นที่อยู่ของสี่สหายหนุ่ม ใครต่อใครวิ่งเข้ามาหาเขาตามเสียงนกหวีด

"มนุษย์สิงห์ตัวจริงอยู่ในห้องแล๊บ" ศาสตราจารย์ดิเรกพูดเร็วปรื๋อ "เราสี่คนและคุณพ่อรีบขึ้นไปรับมือกับมันเถอะ เจ้านัส เจ้านึกและดำรงคุมพวกคนใช้ล้อมตึกใหญ่ไว้ ถ้ามนุษย์สิงห์หนีลงมาจากตึกใหญ่ให้พยายามจับตัวมันให้ได้"

แล้วสี่สหายกับท่านเจ้าคุณก็พากันตรงมาที่ตึกใหญ่อย่างร้อนรนด้วยความเป็นห่วงแปลนอาวุธนำวิธีตลอดจนสูตรและแปลนสร้างอาวุธอื่นๆ นอกจากนี้ห้องใต้ดินยังมีวัตถุระเบิด ดินระเบิดแรงสูงอีกมากมายสามารถที่จะถล่มตึกใหญ่หลังนี้ให้พังพินาศในพริบตาเดียว ทรัพย์สมบัติและเครื่องมือทดลองวิทยาศาสตร์หลายสิบล้านก็จะต้องสูญสิ้นจากการกระทำของมนุษย์สิงห์

ประตูห้องทดลองปิดสนิท สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนจับกลุ่มอยู่หน้าประตู ทุกคนถือปืนยิงเร็วแทนปืนพก พล ต. พลเป็นผู้เปิดประตูออกและบุกเข้าไปก่อนศาสตราจารย์ดิเรกกับเสี่ยหงวนนิกรและเจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบติดตามเข้ามา แต่แล้วทุกคนก็ยืนตะลึงเมื่อแลเห็นหุ่นยนต์บ๊อบบี้และบิลลี่ยืนนิ่งเฉยในท่าก้าวขาที่จะออกเดิน

"เฮ้ย-บ๊อบบี้ บิลลี่" นิกรร้องขี้นดังๆ "เสียท่าเขาอีกแล้วซี"

นายพลดิเรกพาเพื่อนเกลอทั้งสามกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าหุ่นอีเล็คโทรนิคส์ทั้งสองตัวแล้วหัวเราะชอบใจ

"ไม่เลวโว้ย มนุษย์สิงห์เป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นดีคนหนึ่ง มันสามารถทำให้ไฟฟ้าในตัวหุ่นเป็นกลางหยุดทำงานด้วยเครื่องมือพิเศษของมัน แต่ว่าหุ่นของเราไม่ได้เสียหายอะไรหรอกเพียงแต่หยุดการเคลื่อนไหวไปชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น" พูดจบเขาก็เปิดแผ่นเหล็กหน้าท้องหุ่นบ๊อบบี้จัดแจงแก้ไข ในนาทีนั้นเองหุ่นบ๊อบบี้ก็เคลื่อนไหวได้พูดได้และกลายเป็นหุ่นแสนรู้ตามเดิม

แล้วนายพลดิเรกก็เลื่อนตัวมาที่หุ่นบิลลี่แก้ไขหุ่นบิลลี่อีกตัวหนึ่งปล่อยให้เพื่อนเกลอของเขาซักถามบ๊อบบี้

"สองทีแล้วนะโว้ยที่แกเสียทีเขา" พลพูดยิ้มๆ หุ่นบ๊อบบี้ทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"สู้มันไม่ไหวจริงๆ ครับ มันมีเครื่องมือบังคับกลไกในตัวผมกับบิลลี่ให้หยุดทำงาน ม่ายงั้นผมจับล๊อคคอปล่อยกระแสไฟฟ้าในตัวผมฆ่าอ้ายมนุษย์สิงห์เสียแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามบ๊อบบี้อย่างเป็นงานเป็นการ

มนุษย์สิงห์มันเข้ามาในห้องทดลองเพียงคนเดียวหรืออย่างไร

"ครับ มันเข้ามาคนเดียวครับ ผมคิดว่าเป็นมนุษย์สิงห์ตัวเดิมนั่นแหละครับ"

"แกรู้ได้ยังไง" นิกรถาม

"ผมจำกลิ่นตัวมันได้นี่ครับ รูปร่างมันผมก็จำได้มันสวมกางเกงสีดำชุดเดิม คาดเข็มขัดปืนสีขาวสายเก่าหน้าสิงห์ที่สวมหัวก็อันเก่า"

หุ่นยนต์บิลลี่ฟื้นคืนชีวิตแล้ว มันทำท่างงๆ กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องทดลองแล้วกล่าวถามศาสตราจารย์ดิเรก "ผมเป็นลมไปหรือครับป๋า"

นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"เปล่า แกกับบ๊อบบี้ถูกไลออน แมนด์ บังคับกลไกไฟฟ้าในตัวแกให้เป็นกลางจึงทำให้แกทั้งสองตัวหมดสมรรถภาพไปชั่วขณะ ป๋าแก้ไขให้ดีตามเดิมแล้ว"

บิลลี่หันมามองดูบ๊อบบี้เพื่อนของมันในท่าทีเสียใจ

"เราหมดฤทธิ์เสียแล้วเพื่อนเอ๋ย กันนึกได้แล้วมนุษย์สิงห์มันเปิดประตูห้องทดลองเดินเข้ามา เมื่อแกกับกันเข้าไปจะจับตัวมันมันก็ใช้เครื่องมือที่หิ้วมาบังคับให้เราหยุดการเคลื่อนไหวเหมือนกับถูกสาป ให้ป๋าขายเราไปอยู่เชียงกงหรือตามร้านขายเศษเหล็กเถอะวะ ขืนอยู่ที่นี่ก็อายเขา"

บ๊อบบี้ฝืนหัวเราะ

"คิดยังงี้ก็ไม่ถูก เราเป็นหุ่นยนต์ไม่มีชีวิตจิตใจจะต้องไปอายใครวะมนุษย์บางคนเขายังไม่รู้จักว่าความอายเป็นอย่างไร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจและมองดูหุ่นบ๊อบบี้ด้วยความพอใจ

"แกพูดเป็นปรัชญาดีมาก แกกับบิลลี่ลงไปสำรวจดูห้องใต้ดินซิว่ามีอะไรชำรุดเสียหายบ้างหรือเปล่า โดยเฉพาะประตูเหล็กห้องเก็บตู้นิรภัย"

บิลลี่อ้าปากหาวดังๆ พร้อมกับยกแขนทั้งสองข้างขึ้นบิดขี้เกียจมือขวาของมันจึงปะทะเอาหน้าของอาเสี่ยหงวนเข้า

"เฮ้ย" อาเสี่ยตวาด "หน้ากูนะโว้ยบิลลี่"

หุ่นบิลลี่หันมายกมือไหว้ปะหลกๆ

"ขอโทษทีครับผมไม่ทันเห็น"

เสี่ยหงวนค้อนขวับ

"ไม่ทันเห็น ถ้าบังเอิญแกปล่อยไฟฟ้าในตัวแกฉันก็คงเน่าควันออกทางปากแล้ว มีมารยาทเสียบ้างซิอ้ายหอก"

บิลลี่หัวเราะ

"ผมชื่อบิลลี่ครับอาเสี่ย" พูดจบมันก็พยักหน้ากับบ๊อบบี้แล้วชวนบิลลี่ตรงไปทางหลังห้องทดลองวิทยาศาสตร์เพื่อลงไปสำรวจห้องใต้ดินตามคำสั่งของเจ้าคุณปัจจนึกฯ

มีเสียงปืนพกและปืนยิงเร็วดังขึ้นอีกทางท้ายสวนหลังบ้านหลายนัดแล้วก็มีเสียงกู่ตะโกนเรียกหากัน พลกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาว่า

"ถ้ามนุษย์สิงห์ไม่ถูกยิงตายมันก็คงปีนรั้วหนีไปได้ตอนนี้แหละ แต่กันรู้สึกว่ามันคงหนีไปได้มากกว่า อย่างไรเสียมนุษย์สิงห์สองคนนี้ก็จะต้องใส่เสื้อเกราะกันกระสุนปืน"

นายพลดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ พวกเรายิงถูกมันจังๆ หลายทีทั้งปืนพกและปืนยิงเร็ว แต่มันไม่เป็นอะไร หน้าสิงห์ของมันก็คงจะมีเกราะป้องกันกระสุนปืนด้วย การทำเกราะกันกระสุนปืนไม่ยากลำบากอะไรหรอก ต่อไปเราจะต้องเตรียมกระสุนเจาะเกราะไว้รับมือกับมนุษย์สิงห์ และกันจะเตรียมระเบิดไอพิษไว้ด้วย มนุษย์สิงห์ตัวจริงต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์แน่ๆ

หุ่นยนต์อีเล็กโทรนิคส์ทั้งสองตัวเดินขึ้นมาจากห้องใต้ดิน และตรงเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขณะที่นิกรกำลังบ่นพึมพำ

"ห้องแล๊บของแกไม่เห็นมีอะไรกินเลยโว้ย อย่างน้อยก็ควรจะมีผลไม้ใส่จานตั้งไว้บนโต๊ะบ้าง"

นายพลดิเรกหัวเราะหึๆ

"แกจะกินอะไรล่ะ น้ำกรดบนโต๊ะนั่นมีตังหลายขวดเลือกกินเอาเถอะ"

"อ้อ ดีนี่....กินเข้าไปไส้พุงจะได้พัง"

ศาสตราจารย์ดิเรกชี้มือไปที่ตู้เย็นขนาด ๒๐ คิวของเขา

"โน่น ในตู้เย็นมีผลไม้และของกินสารพัด นมสดไส้กรอกกระป๋อง ไก่อบ น้ำอัดลมมีพร้อม เชิญยัดตามสบาย"

นิกรยิ้มออกมาได้

"ค่อยยังชั่วหน่อย" แล้วเขาก็เดินตรงไปที่ตู้เย็นใบนั้น

พลกล่าวถามหุ่นยนต์ทั้งสองตัว

"ว่ายังไงโว้ย ห้องใต้ดินอยู่ในสภาพเรียบร้อยดีหรือ"

"เรียบร้อยดีครับ อ้ายมนุษย์สิงห์ไม่ทันทำอะไรหรอกครับ พอมันก้าวลงบันไดออดสัญญาณก็ดังขึ้นทั่วบ้านมันก็เลยหลบหนีไป

นายพลดิเรกมีสีหน้าชุ่มชื่นผิดปรกติ

"รับรองว่ามนุษย์สิงห์หรือใครก็ตามไม่มีทางที่จะขโมยแปลนหรือเอกสารสำคัญในตู้นิรภัยของกันได้ ถึงแม้มันจะบังคับออดสัญญาณให้หยุดทำงานและมันสามารถเปิดประตูเหล็กเข้าไป พอมันเริ่มเจาะเซฟหรือเพียงแต่หมุนรหัสลับลูกระเบิดก็จะระเบิดก็จะระเบิดขึ้นส่งมันไปนรกทันที กันไม่ยอมเอาเอกสารไปฝากไว้ที่ธนาคารของเราก็เพราะเห็นว่าเก็บไว้ที่ห้องใต้ดินนี่ปลอดภัยกว่า สะดวกกว่า ประหยัดกว่า ดีกว่า เร็วกว่า"

"พอแล้ว" ท่านเจ้าคุณเอ็ดตะโร

ทันใดนั้นเอง พนัสก็พาสมนึกและ ศาสตราจารย์ดำรงเดินเข้ามาในห้องวิทยาศาสตร์อย่างร้อนรน เสี่ยตี๋ถือปืนเร็ว ส่วนพนัสกับดำรงถือปืนพก

"ว่ายังไงโว้ย" นายพลดิเรกกล่าวถามทันที

สมนึกถอนหายใจเฮือกใหญ่

"มนุษย์สิงห์สองคนปีนรั้วหลังบ้านหนีไปได้แล้วครับอาหมอ ผมใส่มันด้วยปืนกลมือเกือบ ๒๐ นัด อ้ายรงกับอ้ายนัสยิงด้วยปืนพกอีกคนละหลายนัด เข้าใจว่าเรายิงถูกครับ แต่มันมีเสื้อเกราะกันกระสุนปืน แน่ๆ "

ร.อ. พนัสพูดเสริมขึ้น

"ผมได้เสียงรถยนต์คันหนึ่งแล่นออกไปจากซอยหลังบ้านเราอย่างรวดเร็วครับแต่มันมืดมองไม่เห็นแล้วก็บริเวณรั้วหลังบ้านแถบนั้นมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมเต็มไปหมด"

ศาสตราจารย์ดิเรกลืมตาโพลง

"งั้นเรอะ ถ้ายังงั้นเราก็จะได้รู้ความจริงว่ารถของมันแล่นไปทางไหนไปสิ้นสุดที่ไหนถ้าหากว่าเจ้านพสามารถเอาเครื่องมือวิทยุขนาดเล็กที่มอบให้ไปแปะติดกับใต้บังโคลนรถของมัน"

ร.อ. ดำรงกล่าวขึ้นทันที

"เปิดแผนผังกรุงเทพฯ และธนบุรีซีครับพ่อ"

ศาสตราจารย์ดิเรกรีบเดินไปทางผนังตึกทางขวาซึ่งมีกระดานไม้อัดแผ่นใหญ่ติดอยู่กับผนังนั้น บนกระดานทาสีเขียวอ่อนเขียนถนนหนทางในกรุงเทพฯ และธนบุรี ตลอดจนตรอกซอกซอยต่างๆ แบบย่อส่วนจากของจริง ด้านหลังกระดานเต็มไปด้วยสายไฟฟ้า และบนโต๊ะที่อยู่เบื้องล่างกระดานมีหีบวิทยุที่นายพลดิเรกกับลูกชายของเขาช่วยกันสร้างขึ้นเป็นพิเศษหลังจากที่ได้เห็นการสะกดรอยติดตามรถยนต์ในหนังเรื่องพยัคฆ์ร้ายเรื่องหนึ่ง

ทุกคนเดินเข้ามาหยุดยืนรวมกลุ่มกันข้างหลังศาสตราจารย์ดิเรก แต่หุ่นบ๊อบบี้และหุ่นบิลลี่เลี่ยงไปนั่งสนทนากันเงียบๆ บนม้ายาวในท่าทางหงอยเหงาเศร้าใจ

เมื่อนายพลดิเรกเปิดเครื่องวิทยุไฟสีแดงก็ปรากฏขึ้นเป็นจุดเล็กๆ ในถนนสุขุมวิท ห่างจากหน้าบ้าน 'พัชราภรณ์' ราวหนึ่งกิโลเมตรไปทางพระโขนง ไฟที่มองเห็นนี้เป็นเส้นเล็กๆ และค่อยๆ เหยียดออกไปตามถนน นายพลดิเรกมาอธิบายให้เพื่อนเกลอของเขาทราบ

"อ้ายนพทำงานได้ผลว่ะ เส้นสีแดงที่เรามองเห็นก็คือรถของมนุษย์สิงห์ที่กำลังแล่นไปทางพระโขนง ในที่สุดเราก็จะได้รู้ความจริงว่ารถของมันไปสิ้นสุดที่ไหนซึ่งที่นั่นคือรังของมัน พรุ่งนี้เราก็พอสืบหาตัวมันได้และได้รู้ว่ามันเป็นใคร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูเขยใหญ่ของท่านอย่างชื่นชม

"สมองของแกวิเศษมาก ดิเรก แกก็เหมือนกับนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายนั่นแหละทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้เสมอ"

นายพลดิเรกยิ้มแก้มแทบแตก

"ของง่ายๆ ครับ คุณพ่อ ใครชำนาญในวิชาแม่เหล็กไฟฟ้าก็ทำได้ครับ"

ตามเวลาที่กล่าวนี้ เก๋งดำคันนั้นซึ่งเป็นรถยนต์ที่สร้างในอเมริกาและอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างใหม่กำลังพามนุษย์สิงห์ทั้งสองคนแล่นไปตามถนนสุขุมวิทด้วยความเร็ว ๓๕ ไมล์ต่อชั่วโมง มนุษย์สิงห์ทั้งตัวจริงและตัวปลอมถอดหัวสิงห์คลุมหน้าออกแล้ว ตัวปลอมซึ่งเป็นชายหนุ่มวัน ๓๕ ปี รูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าเหี้ยมแบบอาชญากรทำหน้าที่เป็นคนขับ ส่วนมนุษย์สิงห์ตัวจริงนั่งอยู่ ข้างๆ และกำลังตกแต่งหน้าปัดที่หีบเครื่องมือของเขา

"เราปลอดภัยแล้วไม่ใช่หรือครับอาจารย์" คนขับรถหันมาถามมนุษย์สิงห์

"ยัง ต้องตรวจดูให้แน่ก่อนว่าศาสตราจารย์ดิเรกจะเล่นลูกไม้อย่างไรกับเราบ้าง เขาคือยอดนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกนี้ ลูกชายของเขาก็มีความรู้ความสามารถพอๆ กัน ฉันเองถึงสำเร็จวิทยาศาสตร์มาจากฝรั่งเศสความรู้ของฉันก็เปรียบกับศาสตราจารย์ดิเรกหรือศาสตราจารย์ดำรงไม่ได้หรอก มือมันคนละชั้น แต่ที่ฉันเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตมาทำงานสำคัญครั้งนี้ก็เพราะฉันต้องการเงินสิบล้านบาท และขอสัญญาด้วยเกียรติของอาจารย์วิทยาลัยว่าล้านบาทจะเป็นของแกแน่น่อน ที่ฉันจ่ายให้แกไปสองหมื่นเป็นเบี้ยเลี้ยงพิเศษไม่ใช่ค่าจ้าง"

"ขอบคุณครับอาจารย์ ผมร่วมงานด้วยอย่างเต็มที่ แต่งานของอาจารย์ไม่ใช่งานง่ายๆ นะครับ"

"ถูกละ อย่าลืมว่ามีความพยายามที่ไหนก็มีความสำเร็จที่นั่น ฉันจะเปลี่ยนแผนใหม่เลิกบุกบ้าน 'พัชราภรณ์' เพราะห้องใต้ดินในห้องทดลองวิทยาศาสตร์นั้นมีการป้องกันแข็งแรงมาก และเซฟในห้องประตูเหล็กก็สร้างขึ้นเป็นพิเศษ รังสีอาจจะเจาะไม่เข้า เราไปปรึกษากันที่บ้าน อ้า....เดี๋ยวก่อนอย่าพึ่งพูดอะไร เครื่องมือของฉันใช้การได้เรียบร้อยแล้ว"

มนุษย์สิงห์หมุนหน้าปัดสามสี่อัน แสงไฟดวงเล็กๆ ส่องสว่างและเห็นมาตรต่างๆ บนหน้าปัดอย่างถนัดชัดเจน ในที่สุดมนุษย์สิงห์ก็หันมาบอกกับจอมอาชญากรซึ่งได้ร่วมงานสำคัญกับเขาและยอมตัวเป็นสมุนคนสนิทของเขา

"หยุดรถโว้ยพงศ์

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ที่ถูกระบุชื่อว่าพงศ์ ถอนเท้าจากคันเร่งเหยียบเบรคทันที ไคร้สเล่อรวาเลี้ยนท์ สีดำเหเข้าชิดซ้ายของถนนและหยุดนิ่ง พงศ์เอื้อมมือปิดสวิทซ์เครื่องยนต์และถอนเท้าออกจากครัชและเบรค

"หยุดทำไมครับอาจารย์"

"แกลงไปจากรถเดี๋ยวนี้ ตรวจดูทางหลังรถและคลำดูตามใต้บังโคลน ถ้าพบวัตถุชิ้นหนึ่งติดอยู่ซึ่งไม่ใช่ส่วนประกอบของรถก็แกะเอามาให้ฉัน เคราะห์ดีจริงๆ ที่ฉันมีเครื่องอีเล็กโทรนิคส์อันนี้ติดตัวมา ม่ายเราก็จะถูกตำรวจล้อมจับติดตะรางไปตามกันในข้อหาพยายามโขมยแปลนอาวุธของชาติไปให้ฝ่ายศัตรู เราอาจจะติดคุกตลอดชีวิตหรือถูกยิงเป้าก็ได้ถ้าหากว่ารัฐบาลใช้มาตรา ๑๗ จัดการกับเราในฐานะที่เป็นจารกรรม"

เจ้าพงศ์ทำหน้าตื่น

"อาจารย์แน่ใจหรือครับว่ามีเครื่องมือดักเราติดอยู่ที่รถคันนี้"

"แน่นอนพงศ์คนของศาสตราจารย์ดิเรกอาจจะเอามาแปะติดกับรถเราตอนที่เราบุกเข้าไปในบ้าน"พัชราภรณ์" ก็ได้ ฉันก็บอกแกแล้วว่าศาสตราจารย์ดิเรกน่ะ คือยอดมนุษย์สมกับที่เขาเป็นหัวหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย

พงศ์เปิดประตูขวาตอนหน้ารถรีบก้าวลงจากรถทันทีและเดินมาทางท้ายรถ มนุษย์สิงห์มีสีหน้าเคร่งขรึมเต็มไปด้วยความวุ่นวายใจที่เขาไม่สามารถขโมยแปลนและรายละเอียดของอาวุธจรวดนำวิถีสำหรับปราบเครื่องบินของนายพลดิเรกมาได้ ซึ่งนายจ้างของเขาเอกอัครราชทูตของประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่งแต่ไม่ใช่ประเทศคอมมิวนิสต์หรืออังกฤษอเมริกาได้ให้เวลาเขาทำงานเพียง ๕ วันเท่านั้น หากไม่สำเร็จก็จะจ้างคนอื่นทำต่อไป ทั้งนี้เพราะรัฐบาลของประเทศนั้นอยากได้แปลนอาวุธปล่อยหรือจรวดนำวิถีสังหารเครื่องบินโดยเร็วที่สุดเพื่อสร้างขึ้นใช้ในกองทัพของเขา

ไม่ถึง ๒ นาทีพงศ์ก็เดินมาหน้ารถและเปิดประตูขึ้นมานั่งประจำที่คนขับตามเดิมเขาส่งวัตถุชิ้นหนึ่งให้มนุษย์สิงห์อย่างนอบน้อม

"นี่ใช่ไหมครับอาจารย์ ผมพบมันติดอยู่ใต้บังโคลนหลังข้างซ้าย"

มนุษย์สิงห์ลืมตาโพลง รับวัตถุชิ้นนั้นมาจากสุมนคนสนิทของเขา

"นี่แหละเครื่องมือของศาสตราจารย์ดิเรกที่จะบอกให้เขารู้ว่ารถของเราแล่นไปทางไหนและไปสิ้นสุดที่ไหนภายในวัตถุชิ้นนี้เป็นสื่อติดต่อกับเครื่องวิทยุของเขาและเป็นเครื่องวิทยุพิเศษนักวิทยาศาสตร์ในเมืองไทยเรายังไม่มีใครทำได้ ขณะนี้ศาสตราจารย์ดิเรกเฝ้ามองเราอยู่ที่บ้านและเครื่องมือของเขาจะบอกให้รู้ว่ารถเราหยุดอยู่ที่นี่"

"โอ้โฮ นายพลดิเรกเก่งมากเชียวครับ"

"ก็นั่นน่ะซี งานของเราเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตเหลือเกินถ้าเราขืนบุกรุกเข้าไปในบ้าน"พัชราภรณ์" อีกเราก็คงถูกจับหรือถูกยิงตายด้วยกระสุนเจาะเกราะ เสื้อเกราะของเราน่ะมันคุ้มกันกระสุนเจาะเกราะไม่ได้ดอกนะพงศ์ ทั้งๆ ที่ถูกปืนพกหรือปืนยิงเร็วเรายังรู้สึกขัดยอกหน้าอกและซวนเซไปเหมือนกันด้วยความแรงของกระสุนปืน ขับรถต่อไปเถอะเพื่อน เอ้า-เอาอ้ายนี่ไว้ พยายามโยนใส่รถที่สวนมา รถคันไหนก็ได้ วัตถุนี้เป็นแม่เหล็ก โยนไปบนหลังคารถเก๋งมันก็จะเกาะติดหลังคาเราต้องลวงให้ศาสตราจารย์ดิเรกเข้าใจว่ารถที่แกโยนวัตถุชิ้นนี้ไปติดมันนั้นเป็นรถของเรา ศาสตราจารย์ดิเรกนำกำลังสารวัตทหารหรือตำรวจไปจับจะได้คว้าน้ำเหลวต้องขายหน้าพวกตำรวจและสารวัตทหารเพราะถูกเราซ้อนกล"

ไคร้สเล่อร์วาเลี้ยนท์ถูกสต๊าทเครื่องออกแล่นต่อไป

ขณะนี้คณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ พนัส สมนึก และศาสตราจารย์ดำรงยังเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของรถยนต์มนุษย์สิงห์จากแผนผังแผ่นใหญ่ที่ผนังตึก ทุกคนวิพากวิจารณ์กันเมื่อแลเห็นขีดเส้นแดงในแผนผังหยุดการเคลื่อนไหว ในราว ๕ นาทีก็เคลื่อนต่อไป นายพลดิเรกอธิบายให้ฟังว่าเครื่องยนต์อาจจะขัดข้องเพียงเล็กน้อยเป็นต้นว่าหัวเทียนบางสายไม่แน่นหรือหลวมไปทำให้เครื่องยนต์เดินไม่เต็มสูบมนุษย์สิงห์จึงหยุดรถแก้ไขให้เรียบร้อย

แต่แล้วจุดสีแดงก็วกกลับมาหรือย้อนกลับมาทางบ้าน"พัชราภรณ์" นิกรยืนกินกล้วยหอมแช่เย็นพลางพูดพลาง

"เฮ้ย-รถมันย้อนกลับมาทำไมวะหมอ"

ศาสตราจารย์ดิเรกหันมายิ้มให้

"อาจจะเป็นแผนของมันที่กลัวเราขับรถตามมันไปก็ได้ แต่ช่างมันเถอะมันจะไปไหนเครื่องมือของเราก็จะบอกให้เรารู้อยู่ตลอดเวลา"

พนัสกล่าวกับบิดาของเขา

"ออกไปดักมันนอกถนนดีไหมครับ"

พลหัวเราะเบาๆ

"อย่าโง่หน่อยเลยวะอ้ายนัส เครื่องมือนี้เพียงแต่เป็นจุดและเส้นสีแดงเท่านั้นไม่ได้ระบุว่าเป็นรถชนิดใดหมายเลขทะเบียนเท่าใด แล้วก็กว่าแกจะออกไปรถของมนุษย์สิงห์อาจจะเลี้ยวเข้าซอยแยกไปทางถนนตัดใหม่เพชรบุรีหรือไปออกทางคลองเตยก็ได้ถึงแม้เกือบสองยามแล้วถนนหน้าบ้านเราก็ยังมีรถวิ่งขวักไขว่"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ทุกคนต่างจ้องมองดูดส้นสีแดงบนแผนผังกรุงเทพฯ ซึ่งเส้นนั้นลากมาตามถนนสุขุมวิทและผ่านหน้าบ้าน"พัชราภรณ์" ความเร็วของรถคงไม่เกิน ๓๐ ไมล์ต่อชั่วโมง นิกรบ่นพึมพำว่าไม่สนุกแล้วกลับไปที่ตู้เย็น สักครู่ก็ถือน้ำอัดลมหนึ่งขวดและกล้วยหอมสองผลกลับมาดูแผนผังกรุงเทพฯ ต่อไป จนกระทั่งเส้นสีแดงผ่านทางรถไฟสายแม่น้ำเข้าเขตถนนเพลินจิตรเลี้ยวซ้ายมือไปตามถนนวิทยุ

"ว้า" เสี่ยหงวนร้องขึ้นดังๆ "มนุษย์สิงห์มันนั่งรถตากลมเล่นนี่หว่า หรือม่ายก็นั่งรถคุยกับแฟน รู้สึกว่ารถของมันแล่นช้ามาก"

ศาสตราจารย์ดิเรกหันมายิ้มกับอาเสี่ย

"ดูต่อไปเถอะวะ ผู้ร้ายชั้นดีอย่างนี้มันทำอะไรมันต้องมีเหตุผล รถของมันเพิ่มความเร็วขึ้นอีกแล้ว"

ต่อจากนั้นเส้นสีแดงก็ปรากฎว่ารถคันนั้นเลี้ยวเข้าไปในเขตสวนลุมพินีทางประตูด้านถนนวิทยุ มันแล่นวกเวียนไปมาจนรอบสวนลุมพินีก็ออกทางสถานลีลาศด้านถนนพระราม ๔ ผ่านสี่แยกศาลาแดงโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สถานเสาวภาและสามย่านเรื่อยไปทางหัวลำโพง ทุกคนเฝ้าดูมันเพื่อต้องการทราบว่ารถคันนี้จะไปสิ้นสุดที่ไหน

จนกระทั่งเส้นสีแดงข้ามสะพานเจริญสวัสดิ์เลี้ยวเข้าถนน ๒๒ กรกฎาคม ตรงไปทางวงเวียน ๒๒ บ่ายหน้าไปทางห้าแยกพลับพลาไชย-เสี่ยตี๋กล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"มันคงแวะไปกินข้าวมันไก่ห้าแยก หรือม่ายก็กินข้าวต้มกุ๋ยที่ถนนเสือป่าข้างโรงพยาบาลกลาง ชักเบื่อแล้วโว้ย"

พล.ต. พล ยกมือข้างขวาตบหลัง ร.อ. สมนึก ค่อนข้างแรง

"เบื่อก็แข็งใจดูไป มันเป็นประโยชน์แก่เรารู้ไหมเครื่องมือแบบนี้เราไม่เคยพบเห็นมาก่อน"

"แต่ผมเคยดูในหนังบู๊มาแล้วครับ แหม-ลุงนี่มือหนักจัง หยอกผมแบบนี้ไม่ช้า ที.บี. คงเล่นงานผม"

เส้นสีแดงผ่านห้าแยกพลับพลาไชยไปตามถนนหลวงผ่านหน้าโรงพยาบาลกลางเรื่อยไป พอถึงสี่แยกวรจักรก็เลี้ยวซ้ายมือเข้าถนนวรจักรและห่างจากสี่แยกประมาณ ๒๐๐ เมตรก็เลี้ยวซ้ายมือเข้าไปในกองปราบปรามนั้น เมื่อเครื่องยนต์ของรถหยุดทำงานเครื่องมือติดตามรถ ก็หยุดทำงานก็เช่นเดียวกันเพราะมีความสัมพันธ์กับเครื่องยนต์ตามที่ศาสตราจารย์ดิเรกได้สร้างมันขึ้น

นายพลดิเรกทำหน้าเหยเกชอบกล เขามองดูหน้าเพื่อนเกลอของเขาและกล่าวขึ้นว่า

"มนุษย์สิงห์มันซ้อนกลเราเสียแล้ว มันจะต้องมีเครื่องมือจับส่วนประกอบวิทยุของกันที่ติดอยู่กับรถมัน แล้วมันก็แกะออกตอนที่เราเห็นรถมันหยุดเคลื่อนที่เมื่อมันหนีไปจากซอยหลังบ้านเราและอยู่ห่างจากบ้านเราประมาณกิโลเมตร มันคงจะเอาเครื่องมือชิ้นนั้นโยนใส่รถฉลามบกแน่นนอน เมื่อมันเป็นแม่เหล็กโยนไปที่ไหนมันก็ติดเพราะชิ้นส่วนของรถฉลามบกทำด้วยเหล็ก"

นิกรออกความเห็นขึ้นอย่างไม่เข้าท่า

"หรือตำรวจกองปราบเป็นมนุษย์สิงห์"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"ลำบากนักก็อยู่เฉยๆ เถอะวะ อย่าออกความเห็นเลย ยัดกล้วยเข้าไปตั้งสามสี่ใบเดี๋ยวก็จุกตายหรอก"

นิกรยิ้มอายๆ

"ไม่เป็นไรครับ ผมเคยกินกล้วยหอมทีหนึ่งตั้ง ๑๐ ลูก"

ศาสตราจารย์ดำรงเลื่อนตัวเข้าไปยืนข้างบิดาของเขาแล้วกล่าวว่า

"เป็นอันว่าเราหมดหวังที่จะทราบว่าบ้านของมนุษย์สิงห์อยู่ที่ไหน แต่เราก็พอจะรู้ว่ามันเป็นนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง หรือยังไงครับพ่อ"

"ออไร๋ นักวิทยาศาสตร์แน่นอน เราจะต้องพยายามหาทางจับเป็นหรือจับตายมันให้ได้ อย่างไรมันก็จะต้องบุกเข้ามาในบ้านเราอีก มันคงได้รับค่าจ้างแพงมากในการขโมยแปลนจรวดนำวิถีของพ่อ แต่ว่า....มันไม่มีโอกาสที่จะขโมยเอาไปได้หรอก"

เสียงกริ่งโทรศัพท์บนโต๊ะสี่เหลี่ยมดังกังวานขึ้นศาสตราจารย์ดิเรกเดินไปที่โต๊ะเครื่องโทรศัพท์ทันทีเครื่องหนึ่งเป็นโทรศัพท์ภายในสถานที่ อีกเครื่องหนึ่งที่กริ่งของมันกำลังดังอยู่นี้คือโทรศัพท์ขององค์การโทรศัพท์

นายพลดิเรกเข้าใจว่าสี่นางคนใดคนหนึ่งคงจะโทรศัพท์มาจากโรงแรม"สี่สหาย" เพื่อไต่ถามเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์สิงห์ เขายกหูโทรศัพท์ขึ้นพูดทันที

"ฮัลโหล บ้าน 'พัชราภรณ์' ดิเรกพูดครับ

"อ้อ-ลุงหมอหรือฮะ นี่หนูนพรัตน์พูดฮะ"

นายดิเรกกลืนน้ำลายเอื้อก

"อ้ายนพ "

"ฮ่ะ หนูเอง หนูได้จัดการเอาเครื่องมือวิทยุไปติดรถมนุษย์สิงห์ตามคำสั่งของลุงหมอเรียบร้อยแล้วนะฮะรถของมันเป็นรถไคร้สเล่อวาเลี้ยนท์สีดำ แต่เลขทะเบียนที่หนูจดไว้เข้าใจว่าเป็นทะเบียนปลอม ลุงหมอขาช่วยบอกพ่อด้วยฮ่ะว่าหนูจะไม่กลับมานอนบ้านในคืนนี้"

"อ้าว แล้วแกจะไปนอนที่ไหน"

"หนูอยู่ที่โรงแรม"บลูมูน" ถนนตัดใหม่เพชรบุรีค่ะ"

"หา อยู่กับใคร"

"อยู่กับนายทหารนักบินมะริกันฮ่ะ หนูพบเขาที่สถานโบว์ลิ่งก์เมื่อกี้นี้เอง เขาก็เลยชวนหนูมาโรงแรมกับเขา สวัสดีนะฮะ"

ศาสตราจารย์ดิเรกทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่และวางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิม

ตอนสายวันต่อมา

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งรถคาดิลแล็คเก๋งซึ่งเจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นคนขับออกจากบ้านไปทำงานในเวลา ๘.๓๐ น. และมุ่งตรงไปยัง "ธนาคารสี่สหาย" ก่อนเพื่อประจำทำงานที่โรงแรม "สี่สหาย"

ครั้นในเวลา ๙.๐๐ น. พนัส นพ สมนึก และศาสตราจารย์ดำรงก็นั่งรถปอนเตี๊ยคเก๋งไปทำงานที่บริษัท บัณฑิตหนุ่ม โดยมีนายสมานทำหน้าที่เป็นคนขับรถ และหลังจากนั้นประมาณ ๙.๓๐ น. นันทา นวลออ ประพา และประไพ ก็นั่งรถเบ๊นซ์เก๋งออกไปจากบ้านเพื่อไปหาซื้อเสื้อผ้าและจ่ายของประเภทฟุ่มเฟือยตามธรรมดาของคนมีเงินเหลือใช้ที่ผ่านการค้าราชประสงค์และจะไปเสริมสวยด้วยกว่าจะกลับมาบ้านก้คงไม่ต่ำกว่า ๑๔.๐๐ น.

เสียงแตรรถยนต์คันหนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตูรั้วบ้าน"พัชราภรณ์" ในเวลา ๑๐.๐๐ น. คนสวนคนหนึ่งรีบวิ่งไปเปิดประตูรั้วรับ มนุษย์สิงห์แต่งสากลชุดสีเทาท่าทางภูมิฐานไว้หนวดปลอมเส้นเล็กๆ ตกแต่งใบหน้าและสวมผมปลอมทำให้หน้าตาผิดแผกไปเป็นคนละคนนั่งอยู่ตอนหลังรถตามลำพัง ส่วนเจ้าพงศ์จอมอันธพาลสมุนคู่หูของเขาทำหน้าที่เป็นคนขับรถซึ่งเจ้าพงศ์ก็ถูกมนุษย์สิงห์ช่วยปลอมแปลงใบหน้าให้ด้วยสีแต่งหน้าทำให้พงศ์แก่ไปราวกับว่าเขามีอายุในวัย ๕๐ เศษ พงศ์แต่งกายสะอาดเรียบร้อย เขาขับไคร้สเล่อรวาเลี้ยนท์หมายเลขทะเบียนปลอมตรงมาตามถนนคอนกรีตตามลูกศรชี้บอกทางรถเข้า 'พัชราภรณ์' นั้นมีเกือบตลอดวัน คนสวนเปิดประตูทิ้งไว้และไปทำงานต่อไปตามหน้าที่ของเขา

มนุษย์สิงห์กับพงศ์เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ในร้ายกาแฟคนละฝั่งถนนตรงกับประตูรั้วบ้าน"พัชราภรณ์" มาตั้งแต่ ๘.๐๐ น. แล้วจอดรถเก๋งไว้ในซอยนั้นจึงมองดูเห็นคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกไปจากบ้านเป็นพวกแรก พวกที่สองคือนายทหารหนุ่มทั้งสี่คน พวกที่สามคือสี่นางซึ่งพวกนี้เป็นเมียเศรษฐี ชอบไปเที่ยวหาซื้อผ้าตัดเสื้อกระโปรง ซื้อเครื่องเพชร ซื้อเครื่องสำอางและของกินของใช้ที่คนจนไม่มีปัญญาจะกินจะใช้

มนุษย์สิงห์รู้ดีว่า ขณะนี้คุณหญิงวาดอยู่ตามลำพังกับพวกคนใช้ชายหญิง การจับกุมตัวคุณหญิงวาดไปกักขังเพื่อแลกเปลี่ยนกับแปลนจรวดอาวุธนำวิถีปราบเครื่องบินอย่างแม่นยำนั้นคงจะเป็นไปอย่างสะดวกดายเพราะอย่างไรเสีย นายพลดิเรกกับคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยก็ต้องยอมแลกเปลี่ยนเนื่องจากกลัวว่าคุณหญิงวาดจะถูกสังหารโหด ด้วยแผนการณ์นี้จะช่วยให้มนุษย์สิงห์ได้เงินค่าป่วยการถึง ๑๐ ล้านบาท และเขาจะแบ่งให้พงศ์อาชญากรคนสำคัญถึงล้านบาทตามที่ได้ตกลงกัน ซึ่งเรื่องนี้มีพงศ์คนเดียวเท่านั้นที่ร่วมคิดกับเขา แม้กระทั่งภรรยายอดรักของเขามนุษย์สิงห์ก็ไม่ยอมเปิดเผยความจริงให้หล่อนรู้เพราะเขาไม่ไว้วางใจนั่นเอง

รถเก๋งคันงามคลานมาหยุดเทียบหน้าบันไดตึกใหญ่พอดี สาวใช้คนหนึ่งลงมาต้อนรับที่รถ

"คุณหญิงอยู่ไหมจ๊ะ" มนุษย์สิงห์กล่าวถามในบทบาทของสุภาพบุรุษผู้มีเกียรติหรือผู้ดีชั้นสูง

"อยู่เจ้าค่ะ เชิญบนตึกสิเจ้าคะ"

"จ้ะ ขอบใจ"

ในเวลาเดียวกันนี้เอง พงศ์ได้เปิดประตูตอนหลังบานซ้ายให้มนุษย์สิงห์ซึ่งอยู่ห่างจากบันไดตึกเพียงเล็กน้อยเนียนสาวใช้ในวัย ๒๖ ปีแต่ไม่ใช่ข้าเก่าเต่าเลี้ยงของคุณหญิงวาดพามนุษย์สิงห์เดินขึ้นบันไดไปบนตึก และเข้าไปในห้องรับแขกอันกว้างขวางหรูหราตามสภาพของบ้านเศรษฐี

"เชิญท่านนั่งเจ้าค่ะ แล้วก็...กรุณาบอกนามท่านด้วยเจ้าค่ะ"

มนุษย์สิงห์กล่าวคำขอบใจสาวใช้และดึงนามบัตรฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋าบนส่งให้เนียน เป็นนามบัตรที่เขาพิมพ์ขึ้นโดยไม่มีตัวตนในโลก สาวใช้เชิญให้เขานั่งอีกครั้งหนึ่งแล้วพาตัวออกไปทางประตูที่ติดต่อกับห้องโถงมนุษย์สิงห์ทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง เขารู้สึกว่าบ้าน"พัชราภรณ์" สงบเงียบไม่มีคนพลุกพล่าน ด้านหน้าตึกมีคนสวนอยู่เพียงสามสี่คนซึ่งกำลังตัดหญ้าหรือตกแต่งต้นไม้ในเขตบ้าน

เขานั่งรออยู่สักครู่คนใช้คนหนึ่งก็นำเครื่องดื่มคือน้ำอัดลมแช่เย็นมาเสิฟให้เขาและกลับออกไป หลังจากนั้นในราว ๑๐ นาทีคุณหญิงวาดก็ปรากฏตัวขึ้น ท่านแต่งกายเรียบๆ อย่างอยู่กับบ้าน สวมซิ่นไหมสีน้ำตาลอ่อนเชิงสีน้ำตาลแก่ สวมเสื้อเข้ารูปคอปกแขนยาวแค่ศอกสีขาวแบบง่ายๆ ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเครื่องประดับอยู่ชิ้นเดียวคือแหวนเพชรลูก ๑๐ กะรัตที่นิ้วนางมือซ้ายราคาสองแสนบาทซึ่งเป็นเพชรน้ำหนึ่ง และคุณหญิงวาดรักมันมากเพราะเป็นของท่านคือ พระยาวิจิตรบรรณาการบิดาของนันทาและนิกรของเรานั่นเอง

นามบัตรของมนุษย์สิงห์ที่มอบให้เนียนไปนั้น ระบุว่าเขาคือ ม.ร.ว. อิทธิพงศ์ สิทธิศักดิ์ ซึ่งคุณหญิงวาดไม่ได้ระแวงสงสัยอะไร เชื่อสนิทว่าเป็นความจริง ม.ร.ว. เก๊กับคุณหญิงวาดต่างยกมือไหว้ซึ่งกันและกันพร้อมๆ กัน

"สวัสดีครับคุณหญิง"

"สวัสดีค่ะคุณชาย"

แล้วคุณหญิงวาดก็ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาทางซ้ายมือของเขา

"ผมต้องขอประทานโทษนะครับที่ผมไม่เคยรู้จักกับคุณหญิงแต่ผมมารบกวนเวลาของคุณหญิง"

"ไม่เป็นไรค่ะ คุณชายมีธุระอะไรเกี่ยวกับดิฉันหรือคะ"

"ผมมีธุระสำคัญมากครับ"

"หรือคะ บอกดิฉันเถอะค่ะ"

มนุษย์สิงห์ยิ้มเล็กน้อย เขาล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบปืนพกรีวอลเว่อรออกมาและลุกขึ้นยืนจ้องปากกระบอกปืนไปที่ร่างของคุณหญิงวาด

"ธุระของผมก็คือผมขอเชิญคุณหญิงไปกับผมครับ"

คุณหญิงวาดใจหายวาบ ตกใจเหมือนกับจะเป็นลมสิ้นสติ

"เดี๋ยวค่ะคุณ เก็บ....เก็บปืนเสียเถอะค่ะ มีอะไรก็พูดกับดิฉันได้ โอ้ย....ขอให้ดิฉันออกไปรับประทานยาลมสักถ้วยได้ไหมคะแล้วดิฉันจะกลับมาคุยกับคุณ โธ่-นึกว่าคุณเป็นคุณชาย ที่แท้ก็กลายเป็นชายกระเบนไปชิบ คุณ คุณจะต้องการเงินสักเท่าใดก็ว่ามา จะพาฉันไปไหนฉันไม่ไปหรอก ฉันแก่แล้ว"

มนุษย์สิงห์เค้นหัวเราะ

"ผมไม่มีเวลาที่จะพูดกับคุณหญิงให้มากกว่านี้ ถ้าถ้าขัดขืนผมคุณหญิงก็ตาย โปรดลุกขึ้นและออกไปขึ้นรถของผม อย่าส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือนะครับ ผมยิงกรอกปากจริงๆ ผมฆ่าคนมาหลายศพแล้ว ลุกขึ้นและทำตามคำสั่งผม"

คุณหญิงวาดร้องไห้

"ลุกไม่ไหว เยี่ยวฉันราดแล้ว เล่นปืนขู่ฉันอย่างนี้"

"อยากตายเรอะ" มนุษย์สิงห์พูดเสียงกร้าวแต่ไม่ดังนัก "ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้"

คุณหญิงวาดหวาดกลัวจนหมดเรี่ยวแรงแล้ว ร่างของท่านสั่นเหมือนลูกนก ท่านแข็งใจรวบรวมกำลังลุกขึ้นยืน มนุษย์สิงห์เก็บปืนพกไว้ในกระเป๋าเสื้อนอกตอนล่างทางขวาและเอามือยัดเข้าไปในเสื้อกำปืนไว้พร้อมที่จะยิงทะลุกระเป๋าเสื้อออกมา มันยกปืนกระแทกท้องคุณหญิงวาดเบาๆ

"เดินออกไปจากห้องรับแขกและทำเหมือนกับว่าคุณหญิงนั่งรถไปธุระกับผม ถ้าคุณหญิงร้องเรียกให้คนช่วยผมยิงกรอกปากเด็ดขาด"

"อุ๊ย กลัวแล้วจ้ะเสือขาว"

มนุษย์สิงห์ลืมตาโพลง

"ใครบอกว่าผมเป็นเสือขาว เสือขาวตายไปแล้ว"

"อ้อ นึกว่ายังอยู่จะพาฉันไปไหนจ้ะ"

"หุบปากเสียทีเถอะ ไม่ต้องถาม ทำตามคำสั่งก็แล้วกัน เดินออกไปจากห้องเดี๋ยวนี้"

อำนาจปืนทำให้คุณหญิงวาดยอมจำนนโดยไม่มีเงือนไข ท่านเดินนำหน้าพามนุษย์สิงห์ออกไปจากห้องรับแขก มนุษย์สิงห์เดินติดหลังท่านเตรียมพร้อมที่จะสังหารโหดถ้าหากว่าคุณหญิงวาดร้องบอกกล่าวขึ้น ในเวลาเดียวกันนี้เองเจ้าพงศ์ซึ่งยืนอยู่ข้างรถก็รีบเปิดประตูตอนหลังรถออกทันทีแล้ววิ่งอ้อมตอนหน้ารถไปขึ้นนั่งประจำที่คนขับเปิดสวิทซ์ไฟสต๊าทเครื่องยนต์

คุณหญิงวาดอกสั่นขวัญแขวนเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย คนทำสวนคนหนึ่งจ้องมองดูท่านอย่างสงสัยจนกระทั่งคุณหญิงวาดขึ้นไปนั่งตอนหลังรถวาเลี้ยนท์ และมนุษย์สิงห์ขึ้นไปนั่งเคียงคู่กับท่านปิดประตูเรียบร้อย

ไคร้สเล่อร์วาเลี้ยนท์เคลื่อนออกจากที่ทันที คุณหญิงวาดโผล่หน้าออกมาจากรถร้องบอกคนสวนคนนั้น

"เฮ้ย ผู้ร้ายมันจับข้าไป บอกลูกหลานข้าด้วย"

มนุษย์สิงห์ยกมือซ้ายปิดปากคุณหญิงวาดทันทีและเอาปากกระบอกปืนจี้หน้าอกท่าน

"อยากตายเรอะ ฮึ่ม...เดี๋ยวพ่อยิงทิ้งเสียเลยฟับผ่า"

ไคร้สเล่อร์วาเลี้ยนท์วิ่งออกจากบ้าน 'พัชราภรณ์' ตามทางรถออกอย่างรวดเร็ว เจ้าเคลื่อนคนสวนหนุ่มชาวสุพรรณร้องเอะอะเอ็ดตะโร

"ช่วยด้วย ช่วยด้วย ผู้ร้ายจับคุณหญิงไปแล้ว เร็ว... ช่วยกันโว้ย คุณหญิงถูกจับ"

ในนาทีนั้นเองพวกคนใช้ชายหญิงคนสวนและครัวแห่กันออกมาที่หน้าตึกใหญ่แน่นไปหมด ทุกคนตกใจไปตามกันเมื่อทราบจากเจ้าเคลื่อนว่าคุณหญิงถูกจี้เอาตัวขึ้นรถเก๋งไป เนียนยืนยันว่าหล่อนจำหน้าคนร้ายได้ แต่งชุดสากลภูมิฐาน ยายถมหัวหน้าแม่ครัวสั่งให้เนียนโทรศัพท์แจ้งข่าวไปให้คณะพรรคสี่สหายกับลูกชายของเขาทราบทันที

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง พล นิกร กิมหงวน ศาสตราจารย์ดิเรก พร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็มาถึงบ้าน 'พัชราภรณ์' ด้วยความตื่นเต้นตกใจที่คุณหญิงถูกลักพาตัวไปจากบ้าน หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวสี่สหายหนุ่มก็มาจากบริษัท "บัณฑิตหนุ่ม" ส่วนสี่นางไม่มีโอกาสที่จะทราบข่าวร้ายของคุณหญิงวาดเพราะมัวไปเสริมสวย ไปเที่ยวหาซื้อของกันแถวย่านการค้าราชประสงค์ซึ่งอาจจะเลยไปห้างขายเครื่องเพชรแถวหัวเม็ดสะพานหันก็ได้กว่าจะกลับก็คงบ่ายขณะนี้พึ่ง ๑๑.๐๐ น. เท่านั้น

ที่ห้องโถงของตึกใหญ่ เนียนกับเจ้าเคลื่อนและคนสวนอีกสองคนที่แลเห็นเหตุการณ์ถูกเรียกตัวมาสอบสวนทันที คณะพรรคสี่สหายนั่งรวมกันอยู่ในโซฟาตัวหนึ่งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมและลูกชายของสี่สหายนั่งอยู่บนโซฟาอีกตัวหนึ่ง เจ้าแห้วนั่งพับเพียบอยู่ข้างประตูหลังตึกและกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความห่วงใยคุณหญิงวาดเจ้านายของเขา

เมื่อพลสอบสวนปากคำเสร็จแล้วเขาก็หันมาพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเป็นงานเป็นการ

"ไม่มีปัญหาอะไรครับคุณอา มนุษย์สิงห์กับคนของมันซึ่งปลอมตัวเป็นคนบุกเข้ามาจี้คุณแม่ลักพาเอาตัวไปอย่างอุกอาจเหมือนกับว่าบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป เบอร์รถที่เนียนจำได้และจดไว้ก็ตรงกับเบอร์รถที่เจ้านพจำได้เมื่อคืนนี้ และดิเรกได้โทรไปถามทางกองทะเบียนยานพาหนะแล้ว ปรากฏว่าเป็นรถตรวจการของหน่วยราชการแห่งหนึ่ง แสดงว่ามนุษย์สิงห์ใช้เลขทะเบียนปลอม"

พ.อ. นิกรซักสาวใช้ทันที

"เก๋งดำขนาดใหญ่แน่นะ"

"ค่ะ เก๋งดำแบบรถอเมริกาและค่อนข้างใหม่ค่ะ"

"ยี่ห้ออะไร" นิกรตะคอกแบบทนายความที่ซักพยานของคู่ความ

เนียนยิ้มแห้งๆ

"ยังไงก็ไม่ทราบค่ะ ดิฉันไม่สนในในเรื่องยี่ห้อรถรู้จักแต่รถในบ้านเราเท่านั้น"

"ยี่ห้อวาเลี่ยนใช่ไหม" นิกรพูดนำและชำเลืองมองดูหน้าพ่อตาของเขา

เสี่ยตี๋หรือ ร.อ. สมนึกหัวเราะก้าก

"วาเลี้ยนท์ครับอากร วาเลี่ยนรถมันก็ลื่นไถลหมด"

พลทำตาเขียวกับลูกชายของเสี่ยหงวน

"ไม่ใช่เวลาที่แกจะพูดเล่นอ้ายตี๋ รู้สึกว่าแกไม่ได้เป็นห่วงคุณย่าของแกเลย คิดบ้างไหมว่าท่านแก่แล้ว เมื่อถูกลักพาตัวไปอย่างนี้ท่านจะต้องเสียขวัญเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย"

สมนึกหน้าจ๋อย นายพลดิเรกซักสาวใช้ต่อไป

"แกเป็นคนต้อนรับชายแปลกหน้าเจ้าของรถเก๋งดำคันนั้น...."

"ค่ะ ดิฉันกำลังทำงานอยู่ในห้องโถงค่ะ พอได้ยินเสียงรถแล่นมาที่หน้าตึกดิฉันก็ออกมาต้อนรับตามหน้าที่ ชายร่างใหญ่ไว้หนวดอายุประมาณ ๓๕ ปีแต่สากลชุดสีเทาท่าทางภาคภูมิได้บอกกับดิฉันว่าเขาเขามาหาท่านค่ะดิฉันก็เชิญเขาขึ้นไปบนห้องรับแขก เขาให้นามบัตรดิฉันไปให้ท่าน"

นายพลดิเรกมองดูนามบัตรแผ่นนั้นที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหน้าแล้วพูดเสียงหนักๆ

"มันคือหม่อมราชวงศ์เก๊...แล้วยังไง ในรถมีใครอยู่บ้างนอกจากคนขับรถของมัน"

"ไม่มีค่ะ"

"เล่าต่อไป" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับเนียน "คุณหญิงออกมาต้อนรับมันแล้วยังไง"

"ดิฉันไม่ได้สนใจค่ะ ท่านสั่งดิฉันไว้ว่าไม่ต้องจัดเครื่องดื่มไปให้ท่าน ดิฉันเห็นว่าเจ้าหมอนั่นมีเครื่องดื่มและบุหรี่แล้วดิฉันก็ขึ้นไปทำงานชั้นบนค่ะ จนกระทั่งได้ยินเสียงรถยนต์แล่นออกไปจากบ้านและได้ยินเสียงท่านร้องตะโกนบอกว่าท่านถูกผู้ร้ายจับตัวไป ดิฉันก็วิ่งมาดูที่หน้าต่างห้องนอนของอาเสี่ย"

คนสวนหนุ่มเจ้าของนามเคลื่อนพูดเสริมขึ้นทันที

"ผมเห็นครับคุณหมอ"

ศาสตราจารย์ดิเรกหันมาทางคนสวนซึ่งนั่งรวมกลุ่มกันอยู่สามคน

"เล่าไปซี"

"ตอนที่คุณหญิงกับผู้ร้ายเดินออกมาจากห้องรับแขกผมจับตามองดูอยู่ครับท่าทางของท่านเลิ่กลั่กผิดปรกติท่านเดินนำหน้าพามันลงบันไดหน้าตึกและขึ้นไปนั่งตอนหลังรถเก๋งดำคันนั้น พอรถเคลื่อนที่ท่านก็ร้องบอกกล่าวว่าท่านถูกมันลักพาตัวไป ผมแลเห็นผู้ร้ายมันอุดปากท่านและเอาปืนจ่อหน้าอกท่านครับผมก็เลยร้องตะโกนบอกให้พวกเรารู้ต่อจากนั้นป้าถมแกก็ให้พี่เนียนโทรไปบอกเจ้านายกับพวกคุณๆ ทั้งสี่ให้ทราบ"

พ.อ. พลลุกขึ้นจากโซฟาและเดินวนเวียนไปมารอบห้องโถง เขาอนุญาตให้เนียนและคนสวนออกไปทำงานหรือพักผ่อนได้ เสี่ยหงวนมีสีหน้าเคร่งขรึมผิดปกติ เขาลุกขึ้นจากโซฟาและเดินไปรอบๆ ห้องโถงในท่าทางตรึกตรอง นิกรผุดลุกขึ้นเดินบ้าง สามเกลอเดินไปเดินมาจน จนกระทั่งอาเสี่ยกับนิกรชนกันอย่างจัง

เสี่ยหงวนจุปากแล้วมองดูเพื่อนเกลอของเขาอย่างเดือดดาล

"แกจะเดินไปไหนวะ"

นิกรหัวเราะ

"แล้วแกล่ะ"

"กันกำลังใช้ความคิดก็ต้องเดินวนเวียนไปมาอย่างนี้"

นิกรว่า "ก็เหมือนกันนั่นแหละ เวลากันใช้ความคิดกันก็ต้องเดินเช่นเดียวกับแก"

ร.อ. นพพูดเสริมขึ้น

"ไม่ต้องคิดให้เสียเวลาหรอกครับ มนุษย์สิงห์สองตัวที่บุกเข้ามาในบ้านเราเมื่อคืนนี้แหละ

ครับมันคุณย่าไปจากบ้านเรา เก๋งดำคันนั้นก็คือไคร้สเล่อรวาเลี้ยนท์ของมัน"

พลนั่งลงบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง อาเสี่ยกับนิกรกลับมานั่งบนโซฟาตามเดิม ร.อ.พนัสมองดูหน้าบิดาของเขาแล้วกล่าวว่า

"ผมพอจะเข้าใจแล้วครับ มนุษย์สิงห์มันหมดความสามารถที่จะขโมยแปลนจรวดนำวิถีต่อสู้เครื่องบินของอาหมอมันก็วางแผนจับคุณย่าไป เพราะมันรู้ดีว่าคุณย่ามีความสำคัญที่สุดสำหรับพวกเรา และสำคัญกว่าแปลนจรวดของอาหมอ อย่างไรมันก็จะต้องติดต่อกับอาหมอขอแลกเปลี่ยนตัวคุณย่ากับแปลนอาวุธนำวิถีอย่างไม่ต้องสงสัย"

ก่อนที่ พล.ต. พลจะพูดอะไรศาสตราจารย์ดิเรกก็กล่าวขึ้น

"ออไร๋ ออไร๋ รูปการมันต้องเป็นอย่างนี้แน่ๆ "

เสียงกริ่งโทรศัพท์บนโต๊ะริมห้องโถงซึ่งเป็นเครื่องโทรศัพท์ขององค์การโทรศัพท์และตั้งคู่กับเครื่องโทรศัพท์ภายในสถานที่ดังกังวานขึ้น กิมหงวนพรวดพราดลุกขึ้นวิ่งเหยาะๆ ไปที่เครื่องโทรศัพท์ยกหูฟังขึ้นพูดทันที

"ฮัลโหล บ้าน 'พัชราภรณ์' ครับ นั่นนี่ไหน ผม พันเอกกิมหงวนพูด

"ผู้การกิมหงวนหรือครับ กรุณาเชิญท่านศาสตราจารย์ดิเรกมาพูดกับผมหน่อยเถอะครับ"

"คุณเป็นใคร"

"มนุษย์สิงห์ครับ"

"ว่าไงนะ พูดดังๆ หน่อยครับผมไม่ได้ยินมนุษย์ขิงหรือมนุษย์สิงห์"

"แหม-ผู้การนี่เซ่อเหลือเกิน มนุษย์ขิงมันมีที่ไหนกันล่ะครับ" ผู้พูดสายอีกฝ่ายหนึ่งตะโกนลั่น "ผม มนุษย์สิงห์ หรือ ไลออน แมนด์"

"แล้วยังไงคุณด๊อก แมนด์"

"ไลออนครับไม่ใช่ด๊อก อย่าทำเป็นไก๋หน่อยเลยครับ ชีวิตของคุณหญิงวาดอยู่ในกำมือของผม"

"ใช่ พวกเรารู้ดีว่าคุณอาหญิงเปรียบเหมือนลูกไก่อยู่ในกำมือของคุณ คุณบีบแป๊บเดียวก็คงขี้รดมือคุณ"

"ผมไม่อยากพูดกับผู้การ พูดเละเทะไม่ได้เรื่องผมต้องการพูดกับท่านศาสตราจารย์ดิเรกอย่างเป็นงานเป็นการ ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกที่ผู้การหรือผู้การนิกรจะมาพูดกับผม พูดเละเทะเหมือนเด็กอมมือไม่เอาไหน"

"ถ้ายังงั้นพูดกับลูกชายผม หรือลูกชายผู้การนิกรเอาไหมล่ะคุณ"

"โอ๊ย ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่"

เสี่ยหงวนหัวเราะ ลดหูโทรศัพท์ลงแล้วหันมาทางนายพลดิเรก

"หมอโว้ย ไลออน แมนด์ เขาจะพูดกับแกเกี่ยวกับคุณอาหญิงของเราที่อยู่ในความควบคุมของเราที่อยู่ในความควบคุมของเขา"

ศาสตราจารย์ดิเรกลุกขึ้นเดินมาที่โต๊ะโทรศัพท์ อาเสี่ยยื่นหูโทรศัพท์ให้และยืนฟังอยู่ข้างๆ

"ฮัลโหล ผม ดิเรกพูดอยู่นี่แล้ว"

"อ้อ สวัสดีครับท่านศาสตราจารย์ ผมเสียใจนะครับที่ผมจำเป็นต้องนำตัวคุณหญิงวาดมากักขังไว้ในที่ที่ปลอดภัยแห่งหนึ่ง แต่ผมขอให้คำรับรองว่าเราได้จัดสาวใช้คนหนึ่งคอยปรนนิบัติรับใช้ท่าน และให้ความสุขสะดวกสบายแก่ท่านด้วยประการทั้งปวง ขณะนี้ผมใช้ให้คนไปซื้อขนมจีบซาละเปาและอาหารสำหรับรับประทานกับน้ำชาจีนมาให้ท่านเพื่อเป็นอาหารมื้อกลางวันของท่านแล้วครับ"

"ออไร๋ คุณอย่าลืมหมากพลูนะไลออนแมนด์ เรื่องอาหารไม่สู้จะสำคัญนัก แต่คุณอาท่านอดหมากไม่ได้ท่านต้องกินหมากดิบหน้าฝาดมาให้ท่าน และยาฝอยเป็นยาจืดอย่างดี"

นายพลดิเรกยิ้มออกมาได้

"คุณอาของผมท่านคงจะเสียขวัญ "

"ไม่ครับศาสตราจารย์ ตอนแรกท่านก็ตกใจบ้าง แต่เมื่อผมได้กราบเรียนทำความเข้าใจกับท่านแล้วท่านก็เห็นใจผม และบอกว่าบ้านที่ผมกักตัวท่านไว้สบายดีลมพัดเย็นเหมือนกลางแจ้ง อ้า-ท่านศาสตราจารย์ครับท่านคงไม่มีเวลาเหลือเฟือที่จะพูดคุยกับผมจึงขอให้ผมเรียนอย่างสั้นๆ และตรงไปตรงมาเถอะนะครับ"

"ออไร๋ ผมชอบพูดสั้นๆ พูดมากนักมันก็เข้าทำนอง.... ท็อค โก ท็อค คัม น๊อต ฟอล ดาวน์

"หมายความว่ายังไงครับ ประโยคนี้เป็นอีเดี้ยมหรืออย่างไรครับผมแปลไม่ออกจริงๆ พึ่งเคยได้ยินท่านศาสตราจารย์พูดเดี๋ยวนี้เอง"

"เปล่า ไม่ใช้อีเดี้ยมหรือสำนวนอังกฤษชั้นสูงหรอกคุณ เป็นภาษาอังกฤษที่แปลเป็นไทยที่ละคำตามตัวของมัน ท็อค โก ท็อค คัม น๊อต ฟอล ดาวน์ ก็แปลว่าพูดไปพูดมาไม่ตกลง"

เสียงมนุษย์สิงห์หัวเราะก้าก

"ขอบคุณครับท่านศาสตราจารย์ ผมจะจำไว้พูดกับฝรั่งครับ"

"อย่าจำเลยคุณ ฝรั่งมันได้ยินคุณพูดมันใช้เวลาแปลห้าวันห้าคืนยังแปลไม่ออก อ้า-ไลออนแมนด์ครับถึงแม้ผมพึ่งได้คุยกับคุณทางโทรศัพท์ผมก็รู้สึกว่าคุณเป็นผู้ดีและเป็นสุภาพบุรุษคนหนึ่ง เรื่องคุณอาหญิงของผมขอให้ผมไปตกลงกับคุณที่บ้านของคุณดีกว่า เราจะได้ตกลงกันอย่างดีที่สุด แล้วกรุณาบอกชื่อของคุณให้ผมทราบหน่อยซีครับ"

"ได้ครับท่านศาสตราจารย์ ผมคืออาจารย์...โอ๊ะ...แน่ะ...ผมเกือบตกหลุมพรางของท่านศาสตราจารย์ไหมล่ะ ท่านพูดกับผมเพราะๆ ก็ทำให้ลืมตัว" แล้วมนุษย์สิงห์ก็หัวเราะชอบใจ "เราไม่มีทางที่จะรู้จักกันหรอกครับท่านผมกำลังจะเรียนให้ทราบว่าผมจะส่งตัวคุณหญิงวาดคืนให้ โดยขอแลกเปลี่ยนกับแปลนและรายละเอียดของอาวุธปล่อยสำหรับสังหารเคื่องบินคือจรวดนำวิถีแบบใหม่ของท่านท่านจะตกลงไหมครับ"

"สมมติว่าผมไม่ตกลง"

"อ๋อ ถ้าท่านไม่ตกลงผมก็จำเป็นต้องฆ่าคุณหญิงวาดและส่งศพมาให้ท่านศาสตราจารย์ซีครับ จริงอยู่ผมไม่ใช่ฆาตกร แต่ผมทำได้เพื่อรักษาคำพูดของผม"

"โนๆๆ อย่าเพิ่งคิดอย่างนี้คุณไลออนด์ แมนด์ ขอเวลาให้ผมบ้าง"

มนุษย์สิงห์นิ่งคิดสักครู่

"ผมให้เวลาท่านได้ในราว ๘ ชั่วโมงครับท่านศาสตราจารย์ กรุณาฟังและโปรดจำไว้ คืนนี้เวลา ๒๐ นาฬิกาตรงให้ท่านไปยืนอยู่ที่ราวตรงให้ท่านไปยืนอยู่ที่ราวสะพานกรุงธนตอนกึ่งกลางสะพานพอดีพร้อมด้วยแปลนและรายละเอียดจรวดนำวิถีต่อสู้เครื่องบินของท่าน แต่ท่านต้องไปคนเดียวนะครับและไปก่อนเวลาสัก ๑๐ นาที ผมจะไปพบกับท่านด้วยตนเองและไปตามลำพังเช่นเดียวกัน เมื่อผมได้ตรวจดูแบบแปลนรายละเอียดของมันถูกต้องดีแล้วผมจะวิทยุสั่งให้คนรถของผมนำตัวคุณหญิงวาดมามอบให้ท่านศาสตราจารย์ ขอรับรองด้วยเกียรติของผมว่า ผมจะไม่ทรยศหักหลังท่านเป็นอันขาด แต่ถ้าท่านเล่นไม่ซื่อต่อผม คุณหญิงวาดก็ต้องถูกยิงทิ้งอย่างไม่มีปัญหาครับ"

"ออไร๋ ผมเข้าใจแล้ว คืนนี้เวลาสองทุ่ม"

"ครับ เท่านั้นแหละครับ ผมกราบขอบคุณล่วงหน้านะครับ ผมหวังว่าท่านศาสตราจารย์กับคณะของท่านคงจะเห็นว่าชีวิตของคุณหญิงวาดญาติผู้ใหญ่ของท่านซึ่งเป็นประมุขของบ้าน 'พัชราภรณ์' ย่อมมีค่ากว่าแปลนจรวดนำวิถีแน่นอน อ้า-คุณหญิงท่านอยากจะพูดกับท่านศาสตราจารย์ครับ จะพูดกับท่านไหมล่ะครับ"

"โอ เค. ผมกำลังอยากพูดกับท่าน"

การติดต่อทางโทรศัพท์เงียบไปเพียง ๑๐ วินาที ศาสตราจารย์ดิเรกก็ได้ยินเสียงคุณหญิงวาดพูดมาด้วยเสียงหนักแน่นและน้ำเสียงของท่านแสดงความโกรธแค้น

"พ่อดิเรก นี่อาพูดกับเธอ"

"ครับ ได้ยินแล้วครับ เป็นยังไงบ้างครับคุณอา"

"ไม่เป็นไรหรอก อาพร้อมแล้วที่จะยอมตายอาแก่แล้ว อย่าเอาแปลนปลาจรวดแลกกับตัวอาเป็นอันขาด"

"แปลนจรวดครับไม่ใช่แปลนปลาจรวด ผมไม่ใช่ศาสตราจารย์ในวิชาการประมง ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ครับ"

"พูดไม่ถูกโว้ย จะเอาอะไรกับคนแก่อย่างอาวะบอกให้รู้เสียก่อน จรวดสำหรับยิงเรือบินเป็นอาวุธสำคัญของชาติเรา จรวดแบบนี้จะทำให้ข้าศึกไม่กล้าบุกรุกรานเพราะเรือบินของมันที่บินเข้ามาจะถูกยิงพังหมด อายอมตาย เมื่อเขาจะฆ่าอาก็แล้วแต่เขา ถ้าเธอยอมเอาแปลนจรวดมาแลกเปลี่ยนกับตัวอาไม่ช้าผู้ร้ายก๊กใหม่ก็เกิดขึ้นอีก มันจะจับตัวอาเอามาขังไว้เพื่อแลกเปลี่ยนกับแปลนและสูตรระเบิดนิ้วเขี่ยของเธอก็ได้"

"ระเบิดนิวเคลียร์ครับไม่ใช่ระเบิดนิ้วเขี่ย" นายดิเรกพูดเสียงหัวเราะ

"แต่เวลาจะใช้มันเธอก็ต้องเอานิ้วเขี่ยหรือหมุนเครื่องยนต์กลไกของมันให้ทำงานก่อนใช่ไหมล่ะ"

"ออไร๋ ออไร๋"

คุณหญิงวาดคงจะถูกห้ามไม่ให้พูดอะไรอีกเพราะมีเสียงมนุษย์สิงห์พูดแทน

"ฮัลโหล ท่านศาสตราจารย์ครับ คุณหญิงท่านใจเด็ดมาก ผมขอเรียนให้ทราบว่าหากคืนนี้ ๒๐ นาฬิกา ท่านไปรอพบผมกลางสะพานกรุงธนพร้อมด้วยแปลนจรวดนำวิถีผมก็ต้องฆ่าคุณหญิงวาดแน่นอน ถึงแม้จะเป็นบาปกรรมอย่างไรผมก็ต้องทำครับ และผมจะพยายามส่งศพไปให้ที่บ้าน 'พัชราภรณ์' เลิกกันนะครับ"

"ฮัลโหล เดี๋ยวก่อนไลออน แมนด์"

"ว่ายังไงครับ"

"อีกครึ่งชั่วโมงคุณโทรมาถึงผมอีกครั้งได้ไหมเพื่อผมจะได้ให้คำตอบที่แน่นอน หลังจากที่เราได้ปรึกษาหารือกันเรียบร้อยแล้ว"

เสียงมนุษย์สิงห์หัวเราะ

"เสียใจครับท่านศาสตราจารย์ ผมจะไม่โทรมาอีกอย่างเด็ดขาด เพราะผมรู้ดีว่าท่านมีเครื่องมือพิเศษสามารถค้นพบตำแหน่งโทรศัพท์ที่พูดมาถึงท่าน ผมก็เป็นนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งเหมือนกันครับ ถึงมีความรู้น้อยกว่าท่านผมก็ไม่โง่ที่จะพาตัวไปติดกับเหมือนอย่างเมื่อคืนนี้ตอนที่ท่านใช้เครื่องวิทยุติดรถของผมผมก็แกะมันออกโยนใส่หลังคาเก๋งฉลามบกของกองปราบปรามสามยอด ท่านจึงผิดพลาดหวังไม่อาจจะทราบได้ว่าบ้านผมอยู่ที่ไหน เลิกกันนะครับท่านศาสตราจารย์ สวัสดีครับ"

นายพลดิเรกถอนหายใจดังฟี้ดแล้วก้มมองดูด้านหลังของตัวเอง วางหูโทรศัพท์ไว้บนเครื่องของมันตามเดิมพากิมหงวนเดินเข้ามาหาพรรคพวกของเขาและทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมคนละตัว สายตาของคนทุกคนจ้องมองดูนายพลดิเรกเป็นตาเดียว

ศาสตราจารย์ดิเรกเล่ารายละเอียดให้ฟังเท่าที่เขาได้เจรจากับมนุษย์สิงห์และได้พูดกับคุณหญิงวาดเพียงเล็กน้อยทุกคนชื่นใจไปตามกันที่คุณหญิงวาดตัดสินใจยอมเสียสละชีวิตของท่าน คณะพรรคสี่สหายกับลูกชายของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เปิดอภิปรายกันในเรื่องนี้ทันทีโดยมีเจ้าแห้วร่วมอภิปรายด้วย

ในที่สุดเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวสรุปและถาม พล.ต. พล เป็นคนแรก

"ว่ายังไงพล ในฐานที่แกเป็นลูกชายคนเดียวของท่าน แกจะยอมให้คุณหญิงถูกฆ่าทิ้งหรือยอมให้ ดิเรกเอาแปลนจรวดนำวิถีต่อสู้เครื่องบินไปแลกเปลี่ยนตัวท่านมา"

พลว่า "ไม่ยอมทั้งสองอย่างครับคุณอา เราจะต้องวางแผนซ้อนกลมันในคืนนี้"

พนัสเห็นพ้องด้วย

"จริงครับคุณปู่ แปลนอาวุธปล่อยสังหารเครื่องบินของอาหมอเป็นจรวดต่อสู้อากาศยานที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมดีกว่าจรวดนำวิถีของชาติอื่นๆ เพราะจรวดทุกลูกไม่มีการผิดพลาดเป้าหมาย เรายังมีเวลาอีกหลายชั่วโมงเพื่อวางแผนซ้อนกลมันครับ"

คราวนี้ พ.อ. นิกรกล่าวขึ้นบ้าง

"ถ้าเราไม่เชื่อต่อมันวางแผนเล่นงานมันคุณอาก็เท่งทึงแหงๆ เจอะกระสุนปืนพกยิงกรอกปากโป้งเดียวเท่านั้นก็หงิกรับประทาน มนุษย์สิงห์น่ะไม่ใช่อาชญากรหรือฆาตกร แต่เป็นผู้ร้ายผู้ดี เป็นปัญญาชนและนักวิทยาศาสตร์ที่มีวิชาความรู้สูงแน่ๆ การนัดพบกับอ้ายหมอในคืนวันนี้มันจะต้องวางกำลังและเตรียมงานไว้ให้พร้อมถ้ามันเสียท่าคือถูกพวกเราจับคุณอาก็จะถูกยิงทิ้งทันที"

เจ้าแห้วร้องไห้โฮ มองดูนายพลดิเรกแล้วพูดพลางสะอื้น

"รับประทานเอายังงี้ดีไหมครับคุณหมอ"

"เอายังไงวะ หยุดร้องไห้เสียก่อนซี สะอื้นอี๊ดๆ เป็นลูกหมาอย่างนี้ฉันฟังแกพูดไม่ใคร่รู้เรื่องหรอก"

"รับประทานผมเป็นห่วงท่านนี่ครับ โธ่-ถ้าท่านถูกฆ่าตายรับประทานใครจะมาด่าว่าโขกสับผม เคยด่าผมทุกเช้าเย็นบางทีก็ด่าตั้งแต่เช้าไปจนค่ำอย่าพึ่งให้ท่านเท่งทึงเลยครับ รับประทานผมจะเขียนแปลนจรวดนำวิถีขึ้นสักแผ่น แล้วให้คุณหมอเอาไปให้มันหลอกมันว่าเป็นแปลนของคุณหมอดีไหมครับ มันจะได้มอบตัวท่านให้คุณหมอเสร็จเรื่องเสร็จราวกันไปที"

นายพลดิเรกมองดูเจ้าแห้วอย่างเศร้าใจ

"แกน่ะเรอะจะเขียนแปลนอาวุธปล่อย เขียนแต่เพียงจรวดขีปนาวุธสักลูกก็เขียนให้เหมือนเถอะวะ มนุษย์สิงห์น่ะมันเป็นนักวิทยาศาสตร์ อาจจะสำเร็จมาจากต่างประเทศก็ได้ ก่อนที่มันจะมอบตัวคุณอาให้ฉันมันจะต้องตรวจดูแปลนรายละเอียดของแปลนอย่างถี่ถ้วนเสียก่อน"

ศาสตราจารย์ดำรงกล่าวขึ้นบ้าง

"เมื่อไม่มีวิธีอื่นเราก็ต้องยอมครับพ่อ เพื่อเห็นแก่ชีวิตของคุณย่า ถ้าท่านเจ็บตายมันก็เป็นเรื่องธรรมดามนุษย์ แต่ถ้าท่านถูกฆ่าตายพวกเราจะต้องเศร้าใจไปอีกนาน ท่านแก่แล้วอย่าให้ท่านถูกทารุนเลยครับ ไม่มีอะไรที่จะดีกว่าเอาแปลนจรวดปราบเครื่องบินของพ่อแลกเปลี่ยนกับคุณย่า"

นายพลดิเรกหันมามองดูลูกชายของเขา

"ถ้ายังงั้นในไม่ช้าก็ต้องมีประเทศหนึ่งประเทศใดสร้างอาวุธปล่อยแบบนี้ได้เพื่อใช้สังหารเครื่องบิน"

"ผมจัดการป้องกันแก้ไขเองครับพ่อ ผมก็หนึ่งไม่มีสองเหมือนกันในด้านวิชาวิทยาศาสตร์ ผมจะใช้เวลาสักสองสามชั่วโมงคิดน้ำยาเคมีชนิดหนึ่งสำหรับทาลงบนแปลนจรวดนำวิถีของพ่ออำนาจของน้ำยาจะลบทุกอย่างบนแผ่นผ้าหรือแผ่นกระดาษให้หายไปภายในเวลา ๖ ชั่วโมง ในที่สุดแปลนจรวดก็จะกลายเป็นกระดาษเปล่าๆ ไม่มีค่าและไม่มีความหมายอะไร"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที ทุกคนพากันมองดู ร.อ. ดำรงอย่างชื่นชม

"แกทำได้จริงๆ หรือดำรง" เสี่ยหงวนถาม

"ได้ครับ ผมมีสูตรอยู่แล้วและเคยทดลองมาแล้วหนังสือพิมพ์ทั้งแผ่นใช้น้ำยาทาทิ้งไว้ยังกลายเป็นกระดาษปรู๊ฟสีขาวตัวหนังสือที่พิมพ์ไว้ลบหายไปหมด แม้แต่รอยบางๆ ก็ไม่ปรากฏ"

ศาสตราจารย์ดิเรกดีดมือแป๊ะ

"ออไร๋ ออไร๋ ถ้ายังงั้นมนุษย์สิงห์ก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไรจากแปลนอาวุธนำวิถีของพ่อ พ่อมีต้นร่างเก็บไว้แล้ว พ่อจะให้แปลนจริงๆ มันไปแลกเปลี่ยนกับคุณย่าของแก เออ-ยังงี้ซีวะลูกรักของพ่อ"

นพพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"ผมจะแก้แค้นให้ทีหลัง ในตอนแก้แค้นแทนย่าหรือล้างชีวามนุษย์สิงห์"

"ถุย" เสียงใครต่อใครหลายคนร้องขึ้นพร้อมๆ กัน

การประชุมปรึกษาหารือกันสิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านี้อย่างไรก็ตามคณะพรรคสี่สหายกับลูกชายของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วเต็มไปด้วยความเป็นห่วงคุณหญิงวาดอย่างยิ่ง

สี่นางกลับมาบ้านในราว ๑๔.๓๐ น. พอลงจากเบ็นซ์เก๋ง ๒๒๐ เอส. ที่หน้าตึกใหญ่ก็ได้รับรายงานด่วนจากเจ้าแห้วแจ้งว่าคุณหญิงวาดถูกมนุษย์สิงห์บุกเข้ามาในบ้านเอาปืนจี้ท่านบังคับให้ขึ้นรถเก๋งดำไปกับมัน

นันทาตกใจถึงกับช๊อคเป็นลมอยู่ที่ถนนหน้าตึกนั่นเอง ส่วนนวลออกับประภาและประไพร้องเอะอะโวยวายวิ่งขึ้นไปบนตึกปล่อยให้สาวใช้คนหนึ่งทำหน้าที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือนันทา

ตอนค่ำคืนวันนั้น

ก่อนเวลา ๒๐.๐๐ น. เล็กน้อย ศาสตราจารย์ดิเรกในเครื่องแต่งกายแบบสุภาพชนได้ปรากฏตัวขึ้นที่จุดกลางของราวสะพานกรุงธนซึ่งอยู่กึ่งกลางแม่น้ำเจ้าพระยาพอดี มือขวาของเขาถือม้วนกระดาษม้วนหนึ่งคือแปลนอาวุธปล่อยหรือจรวดนำวิถีอันยอดเยี่ยมในการทำลายเครื่องบินทุกระยะและแม้กระทั่งเครื่องบินที่บินเร็วเหนือเสียง ๒ เท่าก็หนีจรวดของนายพลดิเรกไม่พ้นไม่ว่าจะบินในระยะสูงเพียงใดในบรรยากาศ และใช้สังหารเครื่องบินข้าศึกได้ทั้งกลางวันกลางคืน นอกจากนี้ถ้ามีการปรับปรุงเพียงเล็กน้อยก็สามารถยิงทำลายรถถังหรือยานเกราะได้แม่นยำราวกับจับวาง ถึงแม้ว่ายังไม่ได้มีการทดลองก็ตาม ด้วยเหตุนี้รัฐบาลของประเทศนั้นจึงมีคำสั่งลับให้เอกอัครราชทูตของเขาทุ่มเทเงินล้านจ้างคนดีมีฝีมือ และต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ขโมยแปลนอาวุธนำวิถีที่มีความสมรรถภาพสูงสุดนี้

ตามเวลาที่กล่าวนี้พล นิกร กิมหงวน กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อยู่ที่ร้านขายอาหารแห่งหนึ่งเชิงสะพานกรุงธนทางฝั่งธนบุรี ต่างตกลงกับนายพลดิเรกว่าเมื่อการแลกเปลี่ยนแปลนจรวดกับคุณหญิงวาดเรียบร้อยแล้วให้ศาสตราจารย์ดิเรกพาคุณหญิงวาดเดินเรื่อยๆ ข้ามสะพานกรุงธนมาพบกันที่ภัตตาคาร "นกขมิ้น" ซึ่งคาดิลแล็คเก๋งจะจอดอยู่หน้าภัตตาคารนั้น

เวลาที่รอคอยเพียง ๑๐ นาทีนายพลดิเรกรู้สึกว่ามันผ่านพ้นไปอย่างล่าช้า สะพานกรุงธนมียวดยานข้ามไปมาตลอดเวลาแต่ก็ไม่คับคั่งเบียดเสียดยัดกันเหมือนสะพานพระพุทธยอดฟ้า ผู้คนที่เดินข้ามสะพานตามทางเท้าก็มีบ้าง โดยมากรถยนต์ที่แล่นข้ามสะพานมักจะเป็นรถประจำทาง

มนุษย์สิงห์เป็นปัญญาชนจึงรักษาเวลาตามนัด

เมื่อเข็มนาฬิกาที่ข้อมือของนายพลดิเรก บอกเวลา ๒๐.๐๐ น. เก๋งดำคันหนึ่งซึ่งแล่นมาทางฝั่งพระนครด้วยความเร็วไม่เกิน ๒๕ ไมล์ต่อชั่วโมงก็หยุดชิดขอบทางเท้าด้านซ้ายห่างจากนายพลดิเรกเพียงสามสี่เมตรเท่านั้น มนุษย์สิงห์แต่งสากลเรียบร้อยเปิดประตูก้าวลงมาจากตอนหลังรถอย่างคล่องแคล่วว่องไวและปิดประตูรถเรียบร้อย

ไคร้สเล่อรวาเลี้ยนท์ ซึ่งขับโดยพงศ์จอมอาชญากรแล่นปราดไปจากที่นั้นอย่างรวดเร็ว มนุษย์สิงห์พาตัวก้าวขึ้นมาบนทางเท้าและตรงเข้าไปหาศาสตราจารย์ดิเรก ในฐานะที่ศาสตราจารย์ดิเรกเป็นนายพลและมีวัยวุฒิ คุณวุฒิเหนือกว่าเขามนุษย์สิงห์จึงกระพุ่มมือไหว้อย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับ ท่านศาสตราจารย์"

นายพลดิเรกรับไหว้ด้วยใบหน้าเคร่งขรึมแต่ไม่ยอมสวัสดีตอบ เขารู้ดีว่ามนุษย์สิงห์สวมหน้ากากยางปิดบังใบหน้าอันแท้จริงซึ่งหน้ากากยางนี้แนบสนิทเนื้อและน้อยคนนักที่จะดูออกว่ามันคือหน้ากากปิดหน้า

"ผมนำแปลนจรวดนำวิถีสังหารเครื่องบินมาให้คุณแล้วมนุษย์สิงห์ คุณอาของผมล่ะ"

"ท่านอยู่ในรัศมีไม่เกินหนึ่งกิโลเมตรนี่แหละครับและอยู่ในความคุ้มครองของคนของผม อ้า-ประทานโทษนะครับ ผมจำเป็นจะต้องตรวจดูแปลนและรายละเอียดของแปลนนี้เสียก่อนโดยจะใช้เวลาราว ๕ นาทีเท่านั้น ถ้าหากว่าเป็นแปลนที่ถูกต้องผมจะวิทยุเรียกคนของผมให้นำตัวคุณหญิงมามอบให้ท่านศาสตราจารย์ แต่ถ้าท่านเล่นตลกกับผมเป็นต้นว่าแปลนนี้เป็นแปลนปลอม หรือท่านซุ่มซ่อนพรรคพวกไว้แถวนี้เพื่อเล่นงานผมคุณหญิงวาดก็ต้องตายแน่ ผมคิดว่าชีวิตของคุณหญิงคงจะมีค่ากว่าตัวผมและแปลนอาวุธนำวิถีไม่ใช่หรือครับ"

"ออไร๋ อย่าพูดมากเลยคุณไลออน แมนด์ เอ้า-ตรวจดูให้เรียบร้อย ผมไม่ต้มคุณหรอก ด้วยเกียรติยศของนายพลโทและศาสตราจารย์ เมื่อผมเสียทีคุณแล้วผมก็ยอมสละแปลนนี้แลกเปลี่ยนกับคุณอาของผม ท่านแก่แล้วสงสารท่านมาก"

มนุษย์สิงห์เอื้อมมือรับม้วนแปลนมาจากนายพลดิเรกอย่างนอบน้อมที่สุด เขาล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบไฟฉายดวงหนึ่งออกมา และแล้วเขาก็คลี่แปลนแผ่นนั้นออกเปิดไฟฉายส่องดูแปลนและรายละเอียดตลอดจนสูตรของมันที่เขียนไว้ข้างล่าง

มนุษย์สิงห์เป็นนักวิทยาศาสตร์ มหาบัณฑิตจากต่างประเทศ เขาตรวจดูแปลนไม่ถึง ๕ นาที เขาก็รู้ว่าแปลนนี้คือแปลนอาวุธนำวิถีที่แท้จริงซึ่งศาสตราจารย์ดิเรกได้เขียนด้วยมือของเขาเองคือเขียนจากร่างของมันลงในกระดาษผ้าแก้วสีขาวชิ้นนี้ มนุษย์สิงห์ตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่ง เขานึกถึงเงิน ๑๐ ล้านบาทที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงสภาพฐานะของเขาให้กลายเป็นเศรษฐีใหญ่คนหนึ่ง เขาเปิดไฟฉายเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงตามเดิมและบรรจงม้วนแปลนแผ่นนั้นอย่างประคับประคองกลัวมันจะชอกช้ำ

แล้วเขาก็กระพุ่มมือไหว้ศาสตราจารย์ดิเรกอีกครั้งหนึ่ง

"เรียบร้อยครับท่านศาสตราจารย์ ขอบพระคุณมากครับที่กรุณานำแบบแปลนจรวดนำวิถีปราบเครื่องบินมาให้ผม ผมจะไม่ลืมความกรุณาของท่านศาสตราจารย์เลย ผมกราบลาละครับ"

"อ้าว-เฮ้ย" นายพลดิเรกเอ็ดตะโรลั่น "คุณจะไปไหน คุณยังไม่ได้มอบตัวคุณอาให้ผม"

มนุษย์สิงห์ยิ้มแห้งๆ

"พรุ่งนี้ได้ไหมครับ พรุ่งนี้เช้าผมจะพาคุณหญิงไปส่งที่บ้าน 'พัชราภรณ์'

ศาสตราจารย์ดิเรกเค้นหัวเราะ

"เล่นสกปรกกับผมอย่างนี้ก็ยิงกันเท่านั้น ผมยิงคุณทิ้งจริงๆ ให้ดิ้นตายซีเอ้า ถึงแม้ว่าจะมีพรรคพวกของคุณซุ่มซ่อนอยู่แถวนี้ผมก็ไม่กลัว"

มนุษย์สิงห์ประนมมือไหว้นายพลดิเรกอย่างนอบน้อม

"ผมสัพยอกท่านศาสตราจารย์หรอกครับ เกิดมาเป็นมนุษย์ถึงแม้จะเป็นอาชญากร เป็นฆาตกรหรือเป็นคนชั่วเลวขนาดไหนก็ต้องมีศีลมีสัตย์ ท่านศาสตราจารย์ได้ปฎิบัติตามคำมั่นสัญญาแล้วผมก็ต้องปฎิบัติตามสัญญาเช่นเดียวกัน เรื่องทรยศหักหลังผมไม่ทำหรอกครับ"

"ก็จัดการนำตัวคุณอามามอบให้ผมซี"

มนุษย์สิงห์ล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งคล้ายกับเครื่องขีดไฟเบนซินออกมายกขึ้นพูด มันคือเครื่องรับส่งวิทยุขนาดจิ๋วสามารถรับส่งติดต่อกันได้อย่างชัดเจนภายในรัศมี ๓ กิโลเมตร

"ฮัลโหล มนุษย์สิงห์หนึ่งเรียกมนุษย์สิงห์สอง ได้ยินแล้วตอบด้วย"

"ได้ยินแล้วครับ นี่มนุษย์สิงห์สองพูดครับ"

"ฉันได้รับแปลนอาวุธปล่อยจากท่านศาสตราจารย์ดิเรกเรียบร้อยแล้ว นำตัวคุณหญิงมาที่จุดนัดพบของฉันกับศาสตราจารย์ได้ เร็วหน่อย"

"ทราบแล้วครับผมจะไปพบกับอาจารย์เดี๋ยวนี้ ยินดีด้วยครับที่ทำการต่อรองได้รับความสำเร็จผลเรียบร้อย"

มนุษย์สิงห์เก็บเครื่องรับส่งวิทยุใส่กระเป๋าล่างทางขวาของเสื้อสากลตามเดิม ศาสตราจารย์ดิเรกดึงปากกาหมึกซึมปลอกทองออกมาจากกระเป๋าเสื้อฮาไวของเขาบ้างและยกขึ้นจ่อปากพูดเบาๆ

"ฮัลโหล หมีขาวเรียกหมีควาย ได้ยินแล้วตอบ"

มนุษย์สิงห์ลืมตาโพลง จ้องมองดูปากกาด้ามนั้นด้วยความตื่นเต้น

"ท่านครับ ผมเคยเห็นวิทยุปากกาหมึกซึมในหนังประเภทพยัคฆ์ร้าย แต่หนังน่ะมันโกหก มันหยิบอะไรขึ้นมาก็ใช้พูดติดต่อกันต่างวิทยุได้ทั้งนั้น เครื่องรับส่งวิทยุของท่านเล็กนิดเดียวขนาดปากกาเขียนหนังสือไม่น่าเชื่อเลย"

นายพลดิเรกหัวเราะหึๆ

"ใครบอกคุณล่ะว่าปากกาด้ามนี้คือเครื่องรับส่งวิทยุ"

"ก็ท่านศาสตราจารย์พูดเรียกพรรคพวกของท่าน"

"ผมพูดเรื่อยเปื่อยส่งเดชไปยังงั้นเองนี่มันปากกาประจำตัวผมสำหรับเขียนหนังสือ"

มนุษย์สิงห์กลืนน้ำลายเอื้อก

"เป็นยังงั้นไป"

นายพลดิเรกหัวเราะชอบใจ

"ผมถามคุณจริงๆ เถอะคุณมนุษย์สิงห์ คุณเป็นนักวิทยาศาสตร์ใช่ไหม"

"ใช่ครับท่านศาสตราจารย์"

"คุณรับราชการหรือทำงานส่วนตัว"

มนุษย์สิงห์หัวเราะ

"ผมขอสงวนคำตอบในข้อนี้ครับ"

"ถ้าเช่นนั้นผมขอเดาเอาว่าคุณคงเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัยแห่งใดแห่งหนึ่ง เพราะเท่าที่เราคุยกันทางโทรศัพท์เมื่อตอนกลางวันคุณคงจำได้ว่าคุณเผลอพูดว่าคุณเป็นอาจารย์ แต่แล้วคุณก็ได้คิดหยุดพูดกลางคันซึ่งคุณเกือบจะบอกชื่อของคุณให้ผมทราบแล้ว คุณต้องเป็นอาจารย์แน่ๆ "

"อาจจะใช่ก็ได้ครับ"

"แล้วทำไมคุณถึงประพฤติตัวอย่างนี้"

"เพราะผมอยากได้เงินสิบล้านบาทครับท่านศาสตราจารย์"

"หมายความว่ามีคนจ้างคุณสิบล้านให้ขโมยแปลนจรวดนำวิถีปราบเครื่องบินของผมยังงั้นหรือ"

"ครับ ใช่ ผมทำงานทุจริตในครั้งนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นแหละครับ ท่านโปรดอโหสิยกโทษให้ผมเถอะครับ"

"ออไร๋ ออไร๋ คุณถอดหน้ากากยางปิดหน้าคุณขอให้ผมดูหน้าคุณหน่อยซี บางทีผมอาจจะเคยเห็นหน้าคุณมาก่อนก็ได้"

มนุษย์สิงห์หัวเราะ

"ผมถอดมันออกไม่ได้หรอกครับเพราะมันจะเป็นภัยแก่ผม"

"ยังงั้นก็บอกชื่อของคุณให้ผมทราบ ผมรับรองว่าผมจะสงวนไว้เป็นความลับ และผมจะติดต่อกับคุณชวนคุณมาร่วมงานกับผมเป็นลูกมือของผมใยฐานที่เราเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้วยกัน"

"ไม่ละครับ ผมชอบทำงานอิสระอยู่ตามลำพัง"

นายพลดิเรกทอดสายตามองไปในแม่น้ำเจ้าพระยาข้างหน้า เขาแลเห็นไฟประจำเรือรบปรากฎอยู่ตรงกลางแม่น้ำหลายลำ เรือรบแห่งราชนาวีเหล่านี้จอดเคียงกันเป็นคู่ๆ ไกลออกไปทางฝั่งพระนครสว่างไสวด้วยแสงไฟฟ้าแลเห็นทิวทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำจนสุดคุ้งน้ำเบื้องหน้า

ไคร้สเล่อรวาเลี้ยนเก๋งสีดำแล่นมาจากฝั่งธนบุรีผ่านหน้าศาสตราจารย์ดิเรกไปทางฝั่งพระนครโดยที่เขาไม่ทันสังเกตเห็น แต่มนุษย์สิงห์แลเห็นแล้ว ต่อจากนั้นสักครู่หนึ่งเก๋งดำก็แล่นย้อนกลับมาขึ้นสะพานกรุงธนทางฝั่งพระนคร เท่าที่เจ้าพงศ์ต้องเสียเวลานำรถเลยไปก็เพื่อสังเกตดูให้แน่ว่ามีพรรคพวกของศาสตราจารย์ดิเรกซุ่มว่อนตัวอยู่หรือเปล่า และต้องการจอดรถให้ชิดซ้ายทางด้านศาสตราจารย์ดิเรกกับมนุษย์สิงห์นั่นเอง

เก๋งดำตรงมาหยุดตรงจุดกลางสะพานพอดี นายพลดิเรกมองเข้าไปในรถและกล่าวถามมนุษย์สิงห์ทันที

"ไหนล่ะคุณอาของผม"

มนุษย์สิงห์ยิ้มแห้งๆ

"ท่านอยู่ในรถครับ"

"อยู่ที่ไหนกันไม่เห็นมี" ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวขึ้นด้วยความไม่พอใจ

"ท่านอยู่ในกระโปรงหลังรถครับท่านศาสตราจารย์"

"อ้าว" นายพลดิเรกเอ็ดตะโร "นี่คุณเห็นคุณอาของผมเป็นหมูหรืออย่างไรถึงได้ขังท่านไว้ข้างหลังรถป่านนี้หายใจไม่ออกตายแล้วก็ไม่รู้"

"ไม่ตายหรอกครับ ท้ายรถมีรูถ่ายเทอากาศอยู่หลายแห่งครับ มีน้ำไว้ให้คุณหญิงรับประทานเรียบร้อย ผมขังท่านไว้ประมาณหนึ่งชั่วโมงนี่แหละครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกเดินตามมนุษย์สิงห์มาที่ท้ายรถเก๋งดำ มนุษย์สิงห์เปิดฝากระโปรงขึ้น ศาสตราจารย์ดิเรกแลเห็นคุณหญิงวาดนั่งคู้ตัวอยู่ในนั้นเขาก็ร้องเสียงหลง

"มายก๊อด คุณอาหรือครับ"

"ย่ะ ฉันเอง" คุณหญิงวาดพูดเสียงสั่น "ช่วยประคองฉันลงจากรถหน่อยซี เหน็บมันกินเท้าฉันทั้งสองข้างจนขยับเขยื้อนไม่ไหวแล้ว โธ่-คนแท้ๆ ทำกับฉันเหมือนกับหมูโคราชใส่ตู้รถไฟส่งกรุงเทพฯ ยังงั้นแหละ"

ศาสตราจารย์ดิเรกกับมนุษย์สิงห์ต่างช่วยกันดึงตัวคุณหญิงวาดออกมาจากท้ายรถด้วยความลำบากยากเย็น พอเหยียบพื้นแผ่นดินคุณหญิงวาดก็ยกมือชี้หน้ามนุษย์สิงห์แล้วเล่นงานเขาเสียงเอะอะเอ็ดตะโร

"แกมันคนใจร้าย การอาชีพที่สุจริตถมเถไปแกไม่ทำ แกสมัครใจทำงานทุจริต แกจับตัวฉันมาหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ฉันเสื่อมเสียอิสรภาพเพราะแกต้องการเอาตัวฉันแลกเปลี่ยนกับแปลนปลาจรวดของ พ่อดิเรก แกคือมนุษย์สาระเลว หมาจะเกิดแซงคิวหมาเกิด อ้ายจ้อกกะร็อค อ้ายฉิบหายบรรลัยจักร อ้ายมหาวายร้าย พ่อแม่ปู่ย่าตายายไม่สั่งสอน"

"โอ๊ย" มนุษย์สิงห์แผดเสียงลั่น "พอทีซีครับด่าผมเสียจนหายใจหายคอไม่ทัน ผมลาละครับท่านศาสตราจารย์ เป็นอันว่าเราหมดเรื่องกันแล้ว ขืนอยู่ที่นี่ผมบรรลัยแน่ ปู่ย่าตายายตายไปนานแล้วคงนอนสะดุ้งเฮือกอยู่ในหลุม"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะงอหาย มนุษย์สิงห์เดินมาทางหน้ารถแล้วรีบขึ้นไปนั่งเคียงคู่กับเจ้าพงศ์ ครั้นแล้วเก๋งดำก็ออกแล่นไปจากที่นั้นอย่างรวดเร็ว ข้ามสะพานกรุงธนไปทางฝั่งธนบุรี คุณหญิงวาดยังคงตะโกนโหวกๆ

"อ้ายห้าร้อยละลาย อ้ายฉิบหาย อ้ายหน้าหมา อ้า-ช่วยอาคิดหน่อยซีพ่อดิเรก อาควรจะด่ามันว่าอย่างไรดีจึงจะหายเจ็บใจ"

นายพลดิเรกกลั้นหัวเราะแทบแย่

"พอแล้วครับคุณอา คุณอารอดตายได้ก็นับว่าเป็นบุญแล้วครับ รีบไปพบกับพวกเราะเถอะครับ อ้ายพล อ้ายกร อ้ายหงวน คุณพ่อและอ้ายแห้วรออยู่ที่ภัตตาคาร "นกขมิ้น" เดินข้ามสะพานไปเดี๋ยวเดียวก็ถึง เดินไหวไหมล่ะครับ ถ้าไม่ไหวผมจะเรียกแท็กซี่ และถ้าจราจรจับเขาผมจะพูดกับตำรวจเองขออนุญาตเขาเป็นพิเศษเอาบัตรประจำตัวของผมให้เขาดู"

อารมณ์ยัวะของคุณหญิงวาดค่อยคลายลงไปบ้าง

"เดี๋ยวก่อนพ่อดิเรก นี่หมายความว่าเธอยอมเอาแปลนปลาจรวดแลกกับตัวอาใช่ไหม"

"ออไร๋ แปลนจรวดครับไม่ใช่แปลนปลาจรวด"

คุณหญิงวาดยกมือขวาทาบอก

"ตายแล้ว ไม่น่าจะให้มันไปเลย เพราะมันเป็นอาวุธสำคัญของกองทัพเรา ให้มันไปมันก็เอาไปสร้างใช้ในกองทัพของมันเท่านั้นเอง"

"ไม่มีทางที่จะทำได้หรอกครับคุณอา เราต้มมันครับ แปลนจรวดนำวิถีต่อสู้เครื่องบินที่เราให้มันไปดำรงได้ใช้น้ำยาเคมีชนิดหนึ่งทาไว้จนทั่ว อีก ๖ ชั่วโมงน้ำยาเคมีจะลบหมึกที่ผมเขียนไว้ออกหมดจนแลเห็นแต่กระดาษเปล่าๆ "

คุณหญิงวาดยิ้มออกมาได้

"ยังงั้นเรอะ"

"ครับ มนุษย์สิงห์มันเสียทีเราแล้ว"

คุณหญิงวาดหัวเราะลั่น

"ดี สมน้ำหน้ามัน ไปเถอะพ่อดิเรก เจ้าคุณและอ้ายพวกนั้นจะได้ดีใจเมื่อรู้ว่าอาปลอดภัยแล้ว เฮ้อ... อยู่ดีๆ ก็มีเรื่องยุ่งยากเดือดร้อน เมื่อคืนไปนอนที่โรงแรม "สี่สหาย" ก็สบายดีหรอก พอเช้าขึ้นกลับมาบ้านไม่กี่ชั่วโมงก็ถูกผู้ร้ายบุกเข้าไปจี้ในบ้านจับใส่รถยนต์เอาไปขังไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ ระหว่างที่นั่งรถไปตามทางมันให้อาดมยาสลบเลยนั่งหลับไปไม่รู้เรื่อง ออกมาจากบ้านมันเมื่อทุ่มกว่าๆ มันก็จับใส่ท้ายรถไม่รู้ว่ารถแล่นไปทางไหนบ้าง"

นายพลดิเรกลองเรียกแท็กซี่ และสามล้อเครื่องหลายคันแต่ไม่มีใครยอมหยุดรถรับกลางสะพานเพราะกลัวตำรวจจราจรกิ๊บกิ๊บ ได้ไม่เท่าเสีย เป็นอันว่าศาสตราจารย์ดิเรกต้องพาคุณหญิงวาดเดินข้ามสะพานกรุงธนตรงไปยังภัตตาคาร "นกขมิ้น"

เงินทำให้เกิดความโลภ เงินทำให้คนดีกลายเป็นคนเลว และทำให้คนเลวกลายเป็นคนดี เงินมีอานุภาพใหญ่ยิ่งเหนือสิ่งอื่น ชีวิตมนุษย์สับสนวุ่นวายทุกวันนี้ก็เพราะทุกคนต่างก็หาเงินกันสุดแล้วแต่ความรู้ความสามารถของตน บ้างก็หากินในทางสุจริต บ้างก็หากินในทางทุจริต

ทั้งมนุษย์สิงห์และสมุนคนสนิทของเขาคืออาชญากรชั้นดาวร้ายต่างสดชื่นรื่นเริงไปตามกันเมื่อแปลนจรวดนำวิถีของนายพลดิเรกตกอยู่ในมือของมนุษย์สิงห์ เก๋งดำแล่นข้ามสะพานกรุงธนมาทางฝั่งธนบุรีด้วยความเร็วสูง เลี้ยวซ้ายมือเข้าถนนจรัลสนิทวงศ์ เจ้าพงศ์ขับวาเลี้ยนท์อย่างคะนองมือ แซงขึ้นหน้ารถคันอื่นๆ ไปตามลำดับ นึกในใจว่าเขาจะได้เป็นเศรษฐีมีเงินล้านอย่างแน่นอน แล้วก็คิดว่าเงินล้านบาทที่มนุษย์สิงห์สัญญาจะให้เขานั้นน้อยเกินไปเสียแล้ว เขาจำเป็นจะต้องพูดวิงวอนขอร้องมนุษย์สิงห์ให้เพิ่มเงินค่าป่วยการให้เขาอีกห้าแสนบาทรวมเป็นล้านห้าแสนเมื่อเขาได้รับเงินเรียบร้อย เขาก็จะซื้อที่ปลูกบ้านอยู่และหาเมียสาวสวยสักคนหนึ่งอยู่ร่วมชีวิตกับเขาซื้อพัธบัตรรัฐบาลสักล้านบาทเท่านี้เขาก็นอนกินเงินดอกเบี้ยพันธบัตรอย่างสบายใจโดยไม่ต้องประกอบอาชีพอะไร

ประมาณ ๒๐.๐๐ น. เศษ มนุษย์สิงห์ก็บอกให้พงศ์แวะที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง

"หยุดเติมน้ำมันก่อนโว้ยพงศ์ กันจะโทรศัพท์ไปถึงท่านเอกอัครราชทูตด้วย ถ้าท่านพร้อมที่จะจ่ายเงินสิบล้านให้กันแบบยื่นหมูยื่นแมว กันก็จะนำแปลนอาวุธไปมอบให้ท่านในคืนวันนี้และเราจะไปด้วยกันแบ่งเงินกันให้เรียบร้อย"

เก๋งดำเลี้ยวขวามือเข้าไปในปั๊มน้ำมันแห่งนั้นซึ่งมีโทรศัพท์ให้ใช้โดยเสียค่าพูดครั้งละ ๒ บาทแพงกว่าโทรศัพท์สาธารณะ แต่แถวนี้ไม่มีโทรศัพท์สาธารณะ ผู้ที่นำรถมาเติมน้ำมันหากมีธุระที่จะต้องใช้โทรศัพท์ก็ต้องยอมเสียเงิน ๒ บาทให้เจ้าของปั๊ม

ขณะที่รถเติมน้ำมันมนุษย์สิงห์ได้ลงจากรถและมอบเงินให้พงศ์ไว้เป็นค่าน้ำมัน ๒๐๐ บาทแล้วเขาก็เดินตรงไปที่เครื่องโทรศัพท์ในสำนักงานของปั๊มคือห้องกระจกขนาดใหญ่ มนุษย์สิงห์ใช้เวลาพูดโทรศัพท์อยู่ประมาณ ๕ นาทีก็กลับมาที่รถของเขาซึ่งเติมน้ำมันเรียบร้อยแล้ว พอเขาก้าวขึ้นมานั่งบนรถพงศ์ก็กล่าวถามด้วยความโลภ

"ว่ายังไงครับอาจารย์"

"ไปเถอะแล้วค่อยคุยกัน"

วาเลี้ยนท์ถูกสต๊าทเครื่องออกแล่นเลี้ยวขวามือไปตามถนนจรัลสนิทวงศ์ มนุษย์สิงห์ชำเลืองมองดูหน้าพงศ์และบอกตัวเองว่าเขาจะต้องตกเป็นจำเลยนี้ในวันข้างหน้า และเพื่อสงวนเงินหนึ่งล้านบาทไว้ให้เขาใช้อย่างสุขสบาย พงศ์คนเดียวเท่านั้นที่รู้เบื้องหลังของเขา ถ้าพงศ์ถูกเขาฆ่าตายพฤติการณ์อันเลวร้ายของเขาก็จะเงียบหายไปเหมือนกับคลื่นกระทบฝั่งจะไม่มีใครรู้เลยว่าเขาเป็นเศรษฐี ๑๐ ล้าน ขึ้นมาได้โดยวิธีใด

มนุษย์สิงห์หันมายิ้มให้พงศ์สมุนคนสนิทของเขาซึ่งกำลังจะตกเป็นเหยื่อของกระสุนปืนของเขา

"ท่านเอกอัครราชทูตท่านตื่นเต้นดีใจมากและบอกว่าท่านเกือบจะคิดว่าเป็นความฝันเท่าที่ฉันทำงานได้สำเร็จเรียบร้อยเช่นนี้ แต่ขณะนี้ท่านมีแขก ท่านสั่งให้ฉันไปถึงสถานเอกอัครราชทูตในเวลาห้าทุ่มตรง ท่านจะเตรียมเงินสดไว้จ่ายให้ฉันล้านบาทและจ่ายเป็นเช็คอีก ๙ ล้าน" พูดจบมนุษย์สิงห์ก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา "เรามีเวลาอีกสองชั่วโมงกว่า นั่งรถไปเที่ยวกันก่อนเถอะพงศ์ วันนี้เป็นวันของเราแล้วเพื่อน กันจะจ่ายเงินสดล้านบาทให้แกแต่ว่าเงินสดล้านบาทน่ะไม่ใช่น้อยนะโว้ย แกจะขนจากสถานทูตเอาไปบ้านแกอย่างไร"

พงศ์เป็นคนฉลาดพอตัว เขายิ้มให้มนุษย์สิงห์แล้วกล่าวว่า

"ถ้าเป็นเงินสดผมรับไม่ได้หรอกครับ เพียงแสนเดียวถ้าเป็นใบละร้อยก็สูงตั้งคืบแล้ว ล้านบาทก็ต้องเอาเข่งไปใส่" แล้วพงศ์ก็หัวเราะ "อาจารย์ต้องขอร้องท่านทูตให้จ่ายเป็นเช็คเถอะครับ จ่ายให้อาจารย์แล้วพรุ่งนี้เราไปถอนเงินเปิดบัญชีด้วยกันที่ธนาคารนั้น"

"ดีเหมือนกันพงศ์ ว่าอะไรว่าตามกัน แกกับฉันได้ร่วมเป็นร่วมตายกันแล้ว ถ้าไม่ได้แกฉันทำงานคนเดียวก็คงไม่สำเร็จ"

พงศ์ซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"ขอบคุณครับที่อาจารย์คิดอย่างนี้ อ้า-อาจารย์ครับ ผมรู้สึกว่าผลประโยชน์ที่ผมได้รับส่วนแบ่งจากอาจารย์เพียงล้านบาทนั้นน้อยไปหน่อยนะครับ ถ้าอาจารย์จะกรุณาเพิ่มให้ผมอีกสักห้าแสนก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง"

มนุษย์สิงห์ยกมือขวาตบบ่าเจ้าพงศ์เบาๆ ถึงแม้ใบหน้าของเขาจะยิ้มแย้มแต่จิตใจก็ขุ่นมัวที่พงศ์ขอเงินค่าป่วยการเพิ่มจากเขาอีกตั้งครึ่งล้าน แต่เขาก็ตัดสินใจแน่วแน่แล้วที่จะส่งพงศ์ไปนรกในชั่วโมงนี้ในที่เปลี่ยวที่ชานเมืองธนบุรีสุดแล้วแต่โอกาสเปิดให้ ดังนั้นจึงเป็นการสมควรแล้วที่พงศ์จะต้องตายด้วยน้ำมือของเขามนุษย์สิงห์เป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นปัญญาชนและเป็นคนดีมีเกียรติ แต่อำนาจเงินทำให้เขาเห็นผิดเป็นชอบและโหดเหี้ยมทารุณผิดมนุษย์

"เอาอีกตั้งห้าแสนเชียวเรอะพงศ์"

"โธ่-กรุณาผมเถอะครับ จ่ายให้ผมล้านห้าแสนอาจารย์ก็ยังมีเงินอีกตั้งแปดล้านห้าแสนใช้ไปจนตายก็ไม่หมด"

มนุษย์สิงห์แกล้งทำเป็นนิ่งคิด

"ตกลง อ้ายเพื่อนยาก ไหนๆ เขาก็ได้ร่วมงานกันแล้ว และความสำเร็จผลในเรื่องนี้ก็เพราะได้แกเป็นกำลังสำคัญ เมื่อคืนวานนี้แกก็ยอมเสี่ยงชีวิตหลอกล่อพรรคพวกของศาสตราจารย์ดิเรกในสวนหลังบ้าน 'พัชราภรณ์' เพื่อให้ฉันบุกเข้าไปในห้องทดลอง และแกถูกยิงตั้งหลายนัด ถ้าไม่ได้เสื้อเกราะกันกระสุนปืนของฉันแกก็ถูกยิงตายแล้วเป็นอันว่าฉันเพิ่มค่าป่วยการให้แกอีกห้าแสนรวมเป็นล้านห้าแสน"

พงศ์ปล่อยมือจากพวงมาลัยยกมือไหว้มนุษย์สิงห์ด้วยความดีใจ

"ขอบคุณครับ ผมจะไม่ลืมความกรุณาของอาจารย์เลยครับ ถึงแม้ว่าเราแยกทางกันแล้วอาจารย์มีธุระอะไรก็เรียกผมใช้ได้ทุกเมื่อ ผิดพ้องหมองใจกับใครหรือใครตั้งตัวเป็นศัตรูกับอาจารย์ละก้อบอกผมเถอะครับ ผมจะจัดการกับมันเอง"

"ขอบใจมากพงศ์ อ้า-เรายังมีเวลาอีกเหลือเฟือ ไปหาข้าวกินกันก่อนเถอะ ไปทางบางแคหรือหมู่บ้านเศรษฐกิจก็ได้ ในราวสี่ทุ่มกว่าไปพบกับท่านเอกอัครราชทูตกะให้ไปถึงสถานทูตห้าทุ่มตรง ฝรั่งน่ะเขาทำอะไรตรงเวลาเราไปก่อนก็ต้องไปรอคอยเขา ถ้าไปช้ากว่าเวลาที่เขานัดเขาก็ไม่ยอมคบกับเราอีก"

ไคร้สเล่อรวาเลี้ยนท์สีดำคลานเอื่อยๆ เข้าไปในถนนซอยแห่งหนึ่งทางบางแคซึ่งเป็นถนนสายเปลี่ยวตัดผ่านสวนต้นผลไม้ ลึกจากถนนเพชรเกษมราวหนึ่งกิโลเมตร ซอยนี้เป็นถนนลูกรังกว้างประมาณ ๖ เมตร มีการจัดสรรที่ดินแบ่งขายเงินผ่อนและขายเงินสดในราคาไม่แพงนัก

มนุษย์สิงกับพงศ์ได้รับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยแล้วที่ร้านขายอาหารจีนแห่งหนึ่งที่ตลาดบางแคแต่ทั้งสองกำลังตื่นเต้นยินดีกับความเป็นเศรษฐีของตนจึงไม่รู้สึกหิวโหยอะไร ดื่มเบียร์กันคนละขวด กินไก่ตอนและเป็ดย่างเป็นกับแกล้มคนละจานก็อิ่ม ซึ่งตอนนี้มนุษย์สิงห์และพงศ์ได้ถอดหน้ากากยางออกแล้วเผยให้เห็นดวงหน้าอันแท้จริงของคนทั้งสอง ใบหน้าของมนุษย์สิงห์หล่อเหลาเป็นผู้ดี บุคลิกลักษณะบอกให้รู้ว่าเป็นคนมีวิชาความรู้สูง

มนุษย์สิงห์แกล้งคุยถึงเรื่องที่ดินอันเป็นที่สวนในซอยนี้ ใช้วาทศิลป์พูดให้พงศ์มีความสนใจอยากจะซื้อปลูกบ้านสักหนึ่งไร่ แล้วมนุษย์สิงห์ก็บอกว่าเขาอยากได้สัก ๒ ไร่ เมื่อมนุษย์สิงห์ชวนมาดูที่จอมอันธพาลและอาชญากรผู้มีคดีอาญาติดตัวหลายคดีก็ไม่ได้ระแวงสงสัยอะไร

แต่ซอยนี้ตกอยู่ในความมืดและสงบเงียบ ตอนปากซอยมีบ้านเรือนอยู่เพียงไม่กี่หลัง พอลึกจากซอยราว ๒๐๐ เมตรก็มีแต่สวนต้นผลไม้ปราศจากผู้คนหรือยวดยานสัญจรไปมา

"แย่จริง" มนุษย์สิงห์แกล้งพูดกับเหยื่อของเขาและเตรียมพร้อมที่จะสังหารโหด "มันมืดอย่างนี้มองไม่เห็นอะไรเลย แต่ว่าเท่าที่ฉันเคยมาดูในตอนกลางวัน ที่สวนทั้งสองฝั่งถนนซอยนี่เขาตัดแบ่งขายทั้งเงินสดและเงินผ่อน แกรู้สึกชอบบริเวณสวนแถวนี้บ้างไหมพงศ์"

"ชอบครับอาจารย์ มันสงบเงียบถูกใจผมครับ ฝั่งพระนครมีแต่ความจอแจหนวกหูตลอดวัน เรากลับหรือครับ แล้วค่อยมาดูกันใหม่ในตอนกลางวัน ถ้าถูกใจก็ตกลงขอซื้อเขาเลย"

"เอา-กลับก็กลับ คะเนให้ถึงสถานทูตก่อนห้าทุ่มนิดหน่อยนะพงศ์ วันนี้ฉันสบายใจเหลือเกิน"

"นั่นน่ะซีครับผมก็เหมือนกัน ในชีวิตของผมก็พึ่งจะได้เป็นเจ้าของเงินล้านในคราวนี้แหละครับ หากินอย่างไรมันก็ไม่เคยร่ำรวยจนกระทั่งเป็นมือปืนรับจ้างได้เงินอย่างมากก็เพียงหมื่นสองหมื่น ได้มาก็หมดไป"

เก๋งดำกลับรถในซอยนั้น พอกลับรถยังไม่ทันจะเสร็จเรียบร้อย มนุษย์สิงห์ก็กระชากปืนพกรีวอลเว่อร ๙ มม. ออกมาจากใต้เข็มขัดของเขาและยกขึ้นจ่อขมับพงศ์ทันทีแล้วเอื้อมมือซ้ายปิดสวิทซ์ไฟเครื่องยนต์

จอมอาชญากรใจหายวาบ ความรู้สึกบอกตัวเองว่าเขาคงถูกสังหารโหดอย่างไม่มีปัญหา เขาถูกอาจารย์หนุ่มทรยศหักหลังเขาเสียแล้วเพราะเสียดายเงินล้านครึ่งที่จะต้องจ่ายให้เขา

"หมายความว่าอะไรครับอาจารย์ ไหงล้อผมเล่นอย่างนี้"

มนุษย์สิงห์เค้นหัวเราะ

"เปล่า ไม่ได้ล้อแกหรอก อโหสิให้กันเถอะนะที่กันหลอกแกมายิงทิ้ง กันจำเป็นต้องฆ่าปิดปากแกเพื่อสงวนเงินล้านห้าแสนไว้ใช้สำหรับความสุขของกัน"

และแล้วเสียงกระสุน ๙ มม. ก็ระเบิดขึ้นหนึ่งนัดทำลายความเงียบของซอยนั้น

"ปัง"

กระสุนเข้าขมับซ้ายทะลุออกขมับขวาของพงศ์ทำให้จอมอาชญากรและอันธพาลชื่อดังตายคาที่ ร่างอันสูงใหญ่ของพงศ์ฟุบอยู่บนเบาะหน้ารถนั่นเอง โดยไม่รอช้ามนุษย์สิงห์ชะโงกตัวไปเปิดประตูบานขวาตอนหน้ารถออกและแล้วเขาก็รวบรวมกำลังเท่าที่มีอยู่ถีบศพเพื่อนร่วมงานของเขาลงไปจากรถ

ความรวดเร็วฉับพลันเท่านั้นที่จะช่วยให้เขารอดพ้นจากผู้ต้องหาในคดีฆ่าคนตายโดยเจตนามนุษย์สิงห์เลื่อนตัวมานั่งประจำที่คนขับเอื้อมมือไปปิดประตูและเปิดกุญแจเครื่องยนต์ทำให้เครื่องยนต์ติดขึ้นอย่างง่ายดายเขาขับเก๋งดำออกไปจากซอยนั้นทันที เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีใครรู้เห็น ถึงแม้มีคนได้ยินเสียงปืนพกก็ไม่มีใครสนใจเพราะตามละแวกสวนนั้นในตอนกลางคืนมักจะมีเสียงปืนพกหรือปืนลูกซองแบบปืนยิงนกดังขึ้นบ่อยๆ ยิงขู่ขโมยหรือยิงไล่ขโมยบ้าง บางที่ก็ยิงเพราะความคะนองมือ

แขกของศาสตราจารย์ดิเรกตอน ๗.๐๐ น. ของวันรุ่งขึ้น คือมนุษย์สิงห์ซึ่งขับรถไคร้สเล่อร วาเลี้ยนท์มาที่บ้าน 'พัชราภรณ์' ด้วยตนเอง เขาแต่งสากลเรียบร้อย ใบหน้าของเขาไม่ได้สวมหน้ากากยางคงเป็นดวงหน้าอันแท้จริงของเขา และเก๋งดำของเขาได้ปลดหมายเลขทะเบียนปลอมออกแล้วใช้เลขทะเบียนประจำรถคันนี้

นายพลดิเรกได้ออกมาพบกับเขาที่ห้องรับแขกโดยนึกไม่ถึงว่าสุภาพบุรุษท่าทางเป็นผู้ดีมีสกุลคนนี้คือมนุษย์สิงห์ เพียงแต่คิดว่าเขาไม่เคยเห็นหน้าหนุ่มใหญ่ผู้นี้มาแต่ก่อน

ต่างฝ่ายต่างยกมือไหว้กันและทักทายกันด้วยมารยาทที่ดี ในเวลาเดียวกันเจ้าแห้วก็นำเครื่องดื่มเข้ามาเสิฟคือชาร้อน ๒ แก้ว

"ท่านศาสตราจารย์คงแปลกใจไม่น้อยถ้าผมเรียนให้ทราบว่าผมคือมนุษย์สิงห์ครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกสะดุ้งโหยง เจ้าแห้ววางถาดเงินลงบนโต๊ะและรีบล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบมีดพกสปริงเล่มใหญ่ออกมาง้างออก

"คุณคือมนุษย์สิงห์" เจ้าแห้วขบกรามพูด นัยต์ตาที่จ้องมองดูมนุษย์สิงห์นั้นวาวโรจน์ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

"ใช่ กันนี่แหละคือมนุษย์สิงห์หรืออาจารย์ศุภชัย" สุภาพบุรุษผู้อ้างตัวว่าเขาคืออาจารย์ศุภชัยหรือมนุษย์สิงห์พูดยิ้มๆ

เจ้าแห้วเดินรี่และหยุดยืนระหว่างเก้าอี้ ๒ ตัวที่นายพลดิเรกกับศุภชัยนั่งอยู่ใกล้ๆ กัน เขายกมือซ้ายชี้หน้าอาจารย์ศุภชัยแล้วพูดอย่างเดือดดาล

"คุณพาตัวมาสู่ความตาย คุณต้องตายในฐานที่คุณบังอาจลักพาเจ้านายของผมไปหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ท่านเสื่อมเสียอิสรภาพ และคุณทำงานให้ฝ่ายศัตรู" พูดจบเจ้าแห้วก็ยื่นมีดพกให้ศาสตราจารย์ดิเรก "เอามีดของผมแทงมันครับคุณหมอ"

นายพิดิเรกหัวเราะหึๆ

"ทำไมแกไม่แทงเองล่ะ"

"รับประทานไม่กล้าครับ"

"เก็บมีดเสียเถอะ" ศาสตราจารย์ดิเรกพูดหัวเราะ "ไปตามเพื่อนๆ ฉันและคุณพ่อมานี่ซิ อย่าบอกใครเป็นอันขาดว่ามนุษย์สิงห์มาหาฉัน"

เจ้าแห้วหันมามองดูหน้ามนุษย์สิงห์ หรืออาจารย์ศุภชัยพลางขยับมีด

"ฮึ่ม ผมอยากเชือดคอหอยคุณเหลือเกินให้สมกับที่คุณทะนงองอาจเอาปืนจี้เจ้านายของผมไป"

"พอแล้ว" ศาสตราจารย์ดิเรกตวาดลั่น "ไปเชิญคุณพ่อและเพื่อนๆ ฉันมาที่ห้องรับแขกเข้าใจไหม"

เจ้าแห้วพับมีดสปริงเล่มใหญ่เก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงตามเดิมแล้วพาตัวเดินออกไปทางห้องโถง ไม่ถึงสองนาที พล นิกร กิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เข้ามาในห้องรับแขกด้วยความตื่นเต้นประหลาดใจเพราะนึกไม่ถึงว่ามนุษย์สิงห์จะกล้ามาปรากฎตัวขึ้นที่นี่ สามสหายกับท่านเจ้าคุณยืนรวมกลุ่มกันอยู่กลางห้องรับแขกจ้องมองดูอาจารย์ศุภชัยคล้ายตกอยู่ในความฝัน

"มนุษย์สิงห์" เสี่ยหงวนร้องลั่น "คุณน่ะหรือมนุษย์สิงห์"

อาจารย์ศุภชัยยิ้มเศร้าๆ

"ครับ ผมเอง" แล้วเขาก็กระพุ่มมือไหว้อย่างนอบน้อม "สวัสดีครับ สวัสดีทุกๆ ท่าน ผมมากราบขอโทษและยอมรับสารภาพผิดครับ ชีวิตของผมจะต้องสิ้นสุดภายในสามวันนี้"

ไม่มีใครยอมรับไหว้เขา พล นิกร กิมหงวน ต่างนั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้นวมริมหน้าต่าง นายพลดิเรกอธิบายให้เพื่อนเกลอของเขาทราบ

"สุภาพบุรุษผู้นี้คืออาจารย์ศุภชัย หรือมนุษย์สิงห์เขาบอกกันเมื่อกี้นี้เองว่า เขาเป็นอาจารย์สอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่วิทยาลัยแห่งหนึ่งและเขาสำเร็จปริญญาโทวิทยาศาสตร์มาจาก ฝรั่งเศส ที่เขาพยายามเข้ามาขโมยแปลนอาวุธนำวิถีของกันก็เพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินสิบล้านที่รัฐบาลของประเทศหนึ่งตกลงจ้างเขาทำงานในเรื่องนี้

พล.ต. พล มองดูมนุษย์สิงห์อย่างแปลกใจ

"แล้วคุณมาหาเราทำไมไม่เข้าใจเลย คุณเป็นคนชั้นปัญญาชน เป็นอาจารย์มีเกียรติและมีความรู้สูงทำไมถึงยอมทำงานอย่างนี้ครับ"

"ไม่มีคำแก้ตัวครับท่าน ผมยอมรับผิดครับ" เขาพูดกับพลอย่างนอบน้อม "ผมมาหาก็เพื่อสารภาพผิดและมาเตือนให้รู้ตัวว่ารัฐบาลของประเทศนั้นจะส่งคนคือนักวิทยาศาสตร์ชั้นดีมาโจรกรรมท่านศาสตราจารย์ดิเรกอีก หรือถ้าขโมยไม่สำเร็จก็คงจะใช้กลอุบายต่างๆ ในทำนองที่ว่าไม่ได้เล่ห์ต้องใช้กลไม่ได้มนตร์ก็ต้องใช้คาถา"

นายพลดิเรกกล่าวขึ้นทันที

"คุณเอาแปลนไปมอบให้ฝ่ายศัตรูหรือยังคุณศุภชัย"

มนุษย์สิงห์หันมาทางศาสตราจารย์ดิเรก

"ให้แล้วครับ ผมเอาไปมอบให้เอกอัครราชทูตเมื่อคืนนี้เวลา ๒๓.๐๐ น. เขาได้ตรวจดูแปลนและเรียกทูตทหารกับนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งมาตรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วนเมื่อเป็นแปลนที่ถูกต้องเขาก็จ่ายเช็คสิบล้านบาทให้ผม"

"แล้วยังไงครับ" นิกรซัก

มนุษย์สิงห์เปลี่ยนสายตามาที่นิกร

"เขาโทรศัพท์มาถึงผมตอน ๖.๓๐ น. วันนี้ครับท่านเอกอัครราชทูตขู่ตะคอกผมทางโทรศัพท์บอกว่าผมทรยศหักหลังเขา แปลนจรวดนำวิถีปราบเครื่องบินกลายเป็นกระดาษแก้ว เปล่าๆ แบบที่ท่านศาสตราจารย์ดิเรกเขียนไว้และรายละเอียดต่างๆ คือสูตรของมันลบหายไปหมดเขาเชื่อว่าผมคงจะใช้น้ำยาเคมีชนิดหนึ่งทาแปลนนั้ทำให้เส้นและตัวอักษรบนกระดาษลบหายไป เขาว่าเขาจะสั่งอายัดเช็คที่ธนาคาร แล้วเขาก็ขู่ผมว่า ถ้าใน ๓ วันนี้ผมไม่นำแปลนจรวดนำวิถีฉบับที่แท้จริงไปให้เขา เขาจะส่งมือปืนมาฆ่าผมครับ ส่วนเช็คสิบล้านเขาให้ผมเก็บไว้ก่อนเขาให้เวลาผมสามวัน ผมรีบมาหาท่านศาสตราจารย์และพวกท่านก็เพื่อจะเรียนว่า ชีวิตของผมไม่รอดพ้นความตายแน่นอน ผมได้สังหารโหดเพื่อนร่วมงานของผมเมื่อคืนนี้เพราะผมไม่ซื่อต่อเขาผมก็ต้องได้รับกรรมตอบสนอง ผมสำนึกในความผิดของผมครับจึงได้มาสารภาพความจริงและกราบขออภัยโทษทุกๆ ท่าน เท่าที่ผมได้ทำลายเกียรติและศักดิ์ศรีของตัวเองในครั้งนี้ ก็เพราะความโลภของผมที่อยากจะได้เงินล้านครับ กรุณาโทรศัพท์เรียกตำรวจมาจัดการกับผมเถอะครับ ผมอยู่ในห้องขังที่โรงพักหรือถูกส่งตัวไปขังที่ลหุโทษผมก็จะได้มีชีวิตอยู่ต่อไป ม่ายผมคงถูกคนของเอกอัครราชทูตฆ่าตายแน่ๆ "

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองดูหน้ากันอย่างตื่นๆ แล้วเสี่ยหงวนก็ถามมนุษย์สิงห์ว่า

"เพื่อนร่วมงานของคุณที่คุณฆ่าเขาตายเมื่อคืนนี้น่ะเป็นใครครับ"

"เขาชื่อพงศ์ครับผู้การ เป็นอันธพาลและอาชญากรที่กำลังหลบหนีตำรวจเพราะมีคดีติดตัวหลายคดี ผมจ้างเขาล้านบาทให้ร่วมงานกับผม แต่พอผมได้แปลนจรวดนำวิถีจากท่านศาสตราจารย์ พงศ์ก็ขอเพิ่มเงินค่าจ้างเป็นล้านห้าแสน ผมเลยพาไปยิงทิ้งเสียในสวนบางแค ทิ้งศพลงจากรถแล้วผมก็ไปที่สถานเอกอัครราชทูตนั้นตามลำพัง"

อาเสี่ยยกมือชี้หน้ามนุษย์สิงห์

"คุณนี่แย่หน่อย หักหลังกระทั่งเพื่อนร่วมงาน"

"ครับ ผมเลวมากครับผู้การ ผมพร้อมแล้วครับที่จะรับโทษติดคุกติดตะรางตามความคิดของผม ผมกลัวถูกยิงทิ้งครับ แล้วก็....ผมเองก็ไม่อาจจะเข้าใจได้ว่าเอกอัครราชทูตจะเล่นลูกไม้แบบไหนกับผม มันจะเป็นไปได้อย่างไรครับที่แปลนจรวดถูกลบเลือนหายไปหมด"

นายพลดิเรกหัวเราะลั่น

"เป็นไปได้ซีคุณ คุณก็เป็นนักวิทยาศาสตร์น่าจะรู้ดีว่าวัตถุธาตุทางเคมีบางชนิดลบหมึกได้ทุกชนิด ผมจะบอกให้ก็ได้ ก่อนที่เราจะนำแปลนไปให้คุณเพื่อแลกเปลี่ยนกับคุณหญิงญาติผู้ใหญ่ของเรา ลูกชายของผมได้เอาน้ำยาเคมีที่เขาผสมขึ้นทากระดาษแก้วที่เขียนแปลนจรวดแผ่นนั้นและพอครบกำหนด ๖ ชั่วโมง แบบแปลนหรือรายละเอียดต่างๆ ที่เขียนไว้มันก็จะเลือนหายไป"

อาจารย์ศุภชัยนั่งตะลึงไปสักครู่ แล้วถอนใจเฮือกใหญ่

"เอาละครับ ผมเข้าใจแล้ว เพราะเหตุนี้เองเอกอัครราชทูตเขาจึงคิดว่าผมต้มเขาและให้เวลาผมนำแปลนฉบับที่แท้จริงไปให้เขาภายในสามวันนี้ ม่ายเขาจะส่งมือปืนมาฆ่าผม กรุณาโทรศัพท์เรียกตำรวจมารับตัวผมไปจัดการตามกฎหมายเถอะครับ ผมยอมสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ผมยอมติดคุกเพื่อให้ชีวิตผมรอดตายจากมือปืนของเอกอัครราชทูต เมื่อเขาทุ่มเงินแสนเงินล้านฆ่าผมผมจะรอดตายได้อย่างไรครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกมองดูมนุษย์สิงห์อย่างเห็นใจ

"ผมจะช่วยคุณคุณศุภชัย คนดีอย่างคุณไม่เคยทำผิดมาแต่ก่อน เมื่อทำผิดและมาสารภาพเช่นนี้ผมและพวกเราก็ยินดีอภัยให้ เราจะไม่เอาเรื่องเอาราวคุณหรอกครับและพวกเราจะช่วยป้องกันชีวิตคุณ"

มนุษย์สิงห์มองดูนายพลดิเรกอย่างซาบซึ้ง

"โอ-ท่านศาสตราจารย์กรุณาผมถึงอย่างนี้เชียวหรือครับ"

นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ความเมตตากรุณาเป็นนิสัยของพวกเราครับ ใครรู้สำนึกผิดเราอภัยให้เสมอ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับคณะพรรคสี่สหาย

"เราต้องร่วมมือกันป้องกันชีวิตคุณศุภชัย เมื่อครบกำหนดสามวันแล้วให้เขามาอยู่กับเราที่นี่ มือปืนบุกเข้ามาเราก็เล่นงานมันเสีย และถ้าเรายิงมันตายหรือจับมันได้สักคนหนึ่งเอกอัครราชทูตก็คงเข็ดขยาดไม่กล้าส่งใครมาเอาชีวิตอาจารย์ศุภชัยอีก" พูดจบท่านก็กล่าวกับมนุษย์สิงห์ "ว่ายังไงหลานชาย ตกลงตามนี้นะ อีกสามวันเธอมาอยู่กับเราที่นี่"

"ครับ ตกลงครับ ผมกราบขอบคุณทุกๆ ท่านครับที่เมตตาผมอย่างมากมายเช่นนี้ ผมจะไม่ยอมประพฤติชั่วอีกแล้ว ครั้งเดียวในชีวิตเป็นบทเรียนอันมีค่าของผมแล้ว ความจริงเงินเดือนของผมก็พอมีกินมีใช้แต่ผมมีความโลภเกิดขึ้นก็วุ่นวายไปเอง ถึงกับเห็นผิดเป็นชอบ"

นิกรกล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"นี่แหละพระท่านว่า... ปัจจัยนาหทยาโลภาแปลว่าเงินทำให้หัวใจบังเกิดความโลภ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดขัดคอไม่ได้

"พระองค์ไหนวะ"

"หลวงพ่อกรยังไงล่ะครับ"

พลมองดูหน้าอาจารย์ศุภชัยแล้วกล่าวว่า

"ผมอยากให้คุณขึ้นไปกราบขอขมาคุณแม่ของผมเท่าที่คุณล่วงเกินท่านจับท่านไปหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ แล้วก็ผมจะได้แนะนำให้คุณรู้จักกับลูกเมียของผมด้วย"

มนุษย์สิงห์สะดุ้งโหยง

"โอ๊ย...เห็นจะไม่ไหวละครับ คุณหญิงท่านด่าผมจนเอากระบุงโกยไม่ไหวตั้งแต่ผมจับท่านไป ท่านเห็นหน้าผมเข้าท่านต้องเล่นงานผมอีก"

พลหัวเราะเบาๆ

"ผมจะขึ้นไปพบท่านก่อนครับ พูดหว่านล้อมให้ท่านเห็นใจและอภัยให้คุณคุณแม่ผมน่ะท่านปากร้ายยังงั้นเองความจริงท่านเป็นคนมีใจเมตตากรุณาครับ" พูดจบพลก็ลุกขึ้นแล้วพาตัวเดินออกไปในห้องรับแขก

ในที่สุดมนุษย์สิงห์หรืออาจารย์ศุภชัยก็ได้กราบขอขมาคุณหญิงวาดและยอมรับผิดทุกประการความสุภาพนอบน้อมของเขาและเพราะชีวิตของเขากำลังตกอยู่ในระหว่างความเป็นความตายทำให้คุณหญิงวาดนึกเมตตาสงสารและอภัยให้ พลสั่งให้เจ้าแห้วไปตามนายทหารหนุ่มทั้งสี่คนมาพบ เขาได้แนะนำให้มนุษย์สิงห์รู้จักกับสี่นางและเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนโดยทั่วหน้ากัน เมื่อทุกคนดีต่อเขามนุษย์สิงห์ก็ยิ่งรู้สึกอดสูละอายใจอย่างยิ่ง

ตอนหัวค่ำคืนวันนั้น

มือปืน ๒ คนในเครื่องแต่งกายชุดสีดำได้บุกเข้าไปในบ้านของศาสตราจารย์ศุภชัยหรือมนุษย์สิงห์ในเวลาประมาณท ๒๐.๐๐ น. เศษ

บ้านของอาจารย์วิทยาศาสตร์ผู้นี้เป็นเรือนสองชั้นขนาดกลางแบบทันสมัย ปลูกอยู่ในถนนลาดพร้าวลึกจากถนนพหลโยธินประมาณหนึ่งกิโลเมตร มีเนื้อที่เพียง ๑๐๐ ตารางวา ซึ่งที่ดินนี้เป็นสมบัติดั้งเดิมของภรรยาเขา ส่วนบ้านพึ่งปลูกเมื่อ ๒ ปีนี่เอง เพื่อนของอาจารย์ศุภชัยช่วยปลูกบ้านให้ด้วยการชำระเงินผ่อนซึ่งบัดนี้ศุภชัยก็ยังไม่หมดแต่ผู้รับเหมาคือเพื่อนเก่าของเขาก็ผ่อนผันให้เป็นพิเศษ บางเดือนไม่จ่ายเงินให้ ก็ไม่ได้ติดตามทวงถามเพราะถือว่าเป็นเพื่อนกัน ฐานะของศุภชัยอยู่ในเกณฑ์พอมีพอกิน รถไคร้สเล่อรวาเลี้ยนท์สีดำแม่ยายของเขาได้ซื้อให้ ลำพังตัวของเขาเองไม่มีปัญญาซื้อรถเก๋งชั้นเยี่ยมเช่นนี้ เพราะเขาอยากร่ำรวยทำให้เขาดิ้นรนอยู่เสมอ ในที่สุดก็เห็นผิดเป็นชอบ เมื่อเขาได้ติดต่อคบหาสมาคมกับเลขานุการเอกอัครราชทูตนั้นทำให้เขาพาตัวเข้าไปเป็นเครื่องมือของเอกอัครราชทูต

ตามเวลาที่กล่าวนี้สงวนศรีภรรยาคู่ชีวิตของศุภชัยสุภาพสจรีรูปร่างอวบอ้วนผิวเนื้อขาวผ่องในวัย ๓๐ ปีกำลังนั่งดูรายการโทรทัศน์อยู่ในห้องโถงชั้นล่าง ประตูหน้าต่างยังไม่ได้ปิดเพราะพึ่ง ๒๐.๐๐ น. เท่านั้น แต่ประตูรั้วหน้าบ้านปิดใส่กลอนแล้ว

คืนนี้เป็นคืนที่ศุภชัยอพยพไปอยู่บ้าน 'พัชราภรณ์' ชั่วคราว ซึ่งเขาได้ขนกระเป๋าเสื้อผ้าไปด้วย เขาไม่ยอมเปิดเผยความจริงให้สงวนศรีทราบ เขาหลอกหล่อนว่าเขาจะไปเยี่ยมบิดาของเขาที่พิษณุโลกซึ่งชราภาพมากแล้วและป่วยกระเสาะกระแสะตลอดมา และเขาจะไปพักอยู่ที่พิษณุโลกประมาณ ๗ วัน สงวนศรีไม่ได้ระแวงสงสัยอะไรเพียงแต่รู้สึกคิดถึงเขาที่ต้องจากกันหลายวัน ศุภชัยนำรถวาเลี้ยนท์ไปด้วยและไปฝากไว้ที่บ้าน 'พัชราภรณ์'

มือปืนคนหนึ่งบุกเข้ามาทางประตูหลังเรือน และในเวลาเดียวกันอีกคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นทางประตูหน้าเรือนหลังนี้ ทั้งสองแต่งกายแบบอ้ายโม่งในภาพยนต์มีถุงสีดำคลุมหน้า คาดเข็มขัดกระสุนปืนพก

สาวใช้แลเห็นมือปืนทางประตูหลังเรือน หล่อนก็ตกใจสะดุ้งเฮือกและร้องอุทานออกมาคำหนึ่ง อ้ายโม่งยกปืนพกขึ้นจ้องสาวใช้และสงวนศรีและออกคำสั่งด้วยเสียงเด็ดขาด

"ถ้าส่งเสียงร้องอีกคำเดียวตายแน่"

แล้วอ้ายโม่งที่ยืนอยู่ข้างประตูหน้าเรือนก็ปราดเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าสงวนศรีในระยะใกล้ชิด สงวนศรีหน้าซีดเผือดอกสั่นขวัญแขวนเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตายหล่อนเข้าใจว่ามือปืนทั้งสองคนนี้เป็นโจรบุกเข้ามาจี้หล่อนกับสาวใช้

"จะต้องการข้าวของอะไรก็เชิญขนเอาไปเถอะ" สงวนศรีพูดเสียงสั่นเครือ

อ้ายโมงเค้นหัวเราะ

"คุณเป็นภรรยาอาจารย์ศุภชัยใช่ไหม"

"ค่ะ"

"เขาอยู่ที่ไหน"

"เขาไปพิษณุโลกค่ะ ไปเมื่อตอนสายวันนี้เอง"

"โกหกถ้าผมค้นพบตัวเขาซ่อนอยู่ในบ้านผมจะยิงคุณทิ้งเสียอีกคนหนึ่ง บอกมาตามตรงเขาอยู่ที่ไหน"

สงวนศรีตัวสั่นงันงก

"เขาไปพิษณุโลกจริงๆ ค่ะ พ่อของเขาไม่สบาย"

อ้ายโม่งคนนั้นหันไปมองดูเพื่อนร่วมงานของมัน

"ขึ้นไปข้างบนค้นดูให้ทั่วทุกห้องถ้าพบศุภชัยก็ยิงทิ้งเสียเลย กันจะควบคุมตัวผู้หญิงสองคนนี่ไว้"

อ้ายโม่งหมายเลข ๒ วิ่งเหยาะๆ ขึ้นบันไดไปชั้นบน ห้องชั้นบนมีอยู่เพียง ๒ ห้องเท่านั้น ซึ่งห้องหนึ่งเป็นห้องนอนและอีกห้องหนึ่งเป็นห้องทำงานและพักผ่อนของอาจารย์ศุภชัย อ้ายโม่งหมายเลข ๒ ใช้เวลาตรวจดูเพียงครู่เดียวเมื่อไม่พบตัวมนุษย์สิงห์มันก็ย้อนกลับลงมาข้างล่าง

"ไม่มีโว้ย หาทั่วแล้ว"

"ตรวจดูห้องข้างล่างทั้งสองห้องและห้องรับแขกด้วย ถ้าไม่พบลงไปตรวจทางหลังบ้าน"

อ้ายโม่งหมายเลข ๒ บุกเข้าไปในห้องรับประทานอาหารทะลุออกไปห้องรับแขกแล้วก็กลับเข้ามาเดินผ่านห้องโถงเข้าไปในห้องทางซ้ายมือคือห้องสมุดเล็กๆ ของอาจารย์ศุภชัย ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้สงวนศรีกับสาวใช้ของหล่อนนั่งนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่น เพราะตกอยู่ภายใต้ปากกระบอกปืนพกของอ้ายโม่งหมายเลข ๑

เมื่ออ้ายโม่งหมายเลข ๒ ออกมาจากห้องสมุดมันก็เดินออกไปทางหลังบ้านหายเงียบไปในราว ๕ นาที ก็กลับเข้ามาในห้องโถงกล่าวกับเพื่อนของมันว่า

"ไม่มี กันแน่ใจว่าศุภชัยออกไปนอกบ้าน รถยนต์ที่โรงรถก็ไม่มี"

"ถ้ายังงั้นเราล่าถอยได้" แล้วอ้ายโม่งหมายเลข ๑ ก็หันมาคุกคามภรรยาของมนุษย์สิงห์ "ถ้าคุณร้องตะโกนขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านของคุณเราจะย้อนกลับมายิงคุณเสีย แล้วก็โทรศัพท์บนโต๊ะนั่นน่ะไม่มีประโยชน์อะไรหรอกคุณ เราตัดสายที่หน้าบ้านออกแล้วก่อนที่เราจะบุกเข้ามา ลาก่อนครับ ถ้าหากว่าคุณศุภชัยกลับมาช่วยบอกเขาด้วยว่าเราต้องการชีวิตเขา เว้นแต่ว่าเขาจะรีบนำแปลนไปให้นายจ้างของเขาเขาก็จะรอดตายและมั่งมีไปตลอดชีวิต"

สงวนศรีไม่ยอมปริปากพูดอะไร ส่วนสาวใช้มีท่าทางเหมือนจะเป็นลม สองอ้ายโม่งหรือมือปืนเหี้ยมพากันถอยออกมาทางหน้าเรือนและรีบออกไปจากบ้านพักของมนุษย์สิงห์

ทั้งสองมุดรั้วออกไปอย่างสะดวกสบาย เพราะรั้วบ้านเป็นรั้วลวดหนามปลูกชบา ลวดหนามแต่ละเส้นกั้นไว้ห่างมาก มือปืนรีบถอดถุงคลุมหน้าออกพับใส่กระเป๋ากางเกงและเดินตรงไปที่รถเก๋งคันหนึ่งคือรถแท็กซี่ดัทสันซึ่งจอดอยู่ในมุมมืดของซอยนี้

มือปืนขึ้นไปนั่งเคียงคู่กันตอนหน้ารถ มือปืนหมายเลข ๑ ทำหน้าที่เป็นคนขับ มันสต๊าทเครื่องนำรถออกแล่นอย่างรวดเร็ว มือปืนหมายเลข ๒ กล่าวถามเพื่อนร่วมงานของเราว่า

"จะกลับไปรายงานให้ท่านทูตทราบหรืออย่างไร"

"ใครบอกแกล่ะ กันกำลังจะพาแกไปที่บ้าน 'พัชราภรณ์' บางกะปิ"

"หา อาจารย์ศุภชัยหลบซ่อนตัวอยู่ที่นั่นหรือ"

"ถูกแล้ว เมียมันโกหกเราว่าไปพิษณุโลก ท่าน ท่านทูตบอกกันว่า ท่านแน่ใจว่าศุภชัยสมคบกับนายพลดิเรกวางแผนซ้อนกลท่านเพื่อหลอกเอาเงินสิบล้าน แต่ท่านทูตสั่งอายัดเงินไว้แล้ว ท่านสั่งกันว่าถ้าศุภชัยไม่อยู่ที่บ้านลาดพร้าวก็หมายความว่าเขารู้ตัวว่าเขาจะถูกยิงทิ้ง หนีไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่บ้าน 'พัชราภรณ์' ให้เราติดตามไปยิงทิ้งให้ได้"

มือปืนหมายเลข ๒ ยิ้มละไม

"ถ้าเช่นนั้นอาจารย์ศุภชัยก็คงเสร็จเราในคืนวันนี้อย่างไม่ต้องสงสัย เราต้องเสี่ยงภัยบุกเข้าไปฆ่าเขาให้ได้เพื่อเงินแสนสำหรับแกกับกัน และเราก็ได้รับเงินล่วงหน้ามาคนละหมื่นบาทแล้ว หากเราทำงานสำเร็จต่อไปท่านทูตก็จะต้องเรียกเราใช้อีกซึ่งจะช่วยให้เราร่ำรวยเป็นเศรษฐีไปตามกัน แต่ว่า กันเคยผ่านบ้าน 'พัชราภรณ์' หลายครั้งแล้ว ที่กันสนใจก็เพราะเห็นว่าคฤหาสน์ที่ใหญ่โตหรูหราที่สุดในย่านบางกะปิ และกันเคยรู้มาว่าศาสตราจารย์ดิเรกนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญกับนายทหารคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธ อยู่รวมกันที่บ้านนั้น ถ้าเราบุกรุกเข้าไปในบ้านเขาเราอาจจะต้องปะทะกับคนในบ้านก็ได้ หรือยังไงอ้ายชิด"

มือปืนหมายเลข ๑ ที่ชื่อชิดหัวเราะเบาๆ

"มีปืนพกติดตัวมาคนละสองกระบอกกลัวอะไรวะอ้ายยิ่ง แกกับกันก็เคยทำงานสำคัญกันมาตั้งหลายหนแล้วถ้าจนมุมก็ยิงกัน" พูดจบชิดก็เหยียบคันเร่งลงไปอีก

ดัทสันสีเขียวอ่อนค่อนข้างใหม่ซึ่งเป็นรถของชิดมือปืนรับจ้างผู้มีอาชีพขับแท็กซี่เป็นโล่บังหน้าออกมาพ้นถนนลาดพร้าวแล้ว ชิดบังคับรถเลี้ยวซ้ายมือไปตามถนนพหลโยธินมุ่งตรงไปยังบ้าน 'พัชราภรณ์' ซึ่งเขารู้จักดีเพราะเคยขับรถส่งผู้โดยสารผ่านหน้าบ้าน หรือเข้าไปส่งในซอยใหญ่ข้างบ้านทุกวัน ป้ายชื่อบ้าน 'พัชราภรณ์' ที่ประตูรั้วหน้าบ้านนั้นใหญ่มาก และตัวตึกคือคฤหาสน์ที่ใหญ่โตในเนื้อที่ดิน ๑๐ ไร่ก็เป็นที่สะดุดตาแก่ผู้ที่ผ่านไปมา ใครเห็นเข้าก็ต้องรู้ว่าเป็นคฤหาสน์ของเศรษฐี และโดยมากใครๆ ก็รู้ว่าเป็นบ้าน 'พัชราภรณ์' ของคณะพรรคสี่สหาย

ขณะนี้เป็นเวลา ๒๑.๐๐ น.

สี่นางกับคุณหญิงวาดขึ้นห้องนอนแล้ว คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และอาจารย์ศุภชัยชุมนุมกันอยู่ที่โต๊ะสี่เหลี่ยมยาวในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ที่ตึกใหญ่ ทุกคนสนทนากันและคอยจับตามองดูภาพในจอโทรทัศน์ที่ติดตั้งไว้ ๔ เครื่องรอบห้องทดลอง กล้องถ่ายโทรทัศน์ขนาดจิ๋วซึ่งทำการถ่ายด้วยกลไกอัตโนมัติรวม ๑๒ เครื่องติดไว้ตามที่ต่างๆ รอบบริเวณบ้าน 'พัชราภรณ์' ดังนั้นภาพในจอโทรทัศน์จะมองเห็นทุกๆ คนที่ปรากฎตัวขึ้นในเขตบ้านอย่างชัดเจนเพราะมีเครื่องดึงดูดภาพในระยะไกลให้ใกล้เข้ามา นายพลดิเรกกับลูกชายของเขาได้ช่วยกันวางแผนป้องกันบ้าน 'พัชราภรณ์' จากผู้ที่บุกรุกเข้ามาเพื่อสังหารโหดมนุษย์สิงห์หรือเข้ามาโจรกรรมเอกสารสำคัญ

ภาพที่มองเห็นในจอโทรทัศน์มีแต่คนใช้ชายหญิงเดินผ่านไปมาหรือนั่งจับกลุ่มสนทนากันที่หน้าเรือนพักคนใช้แต่แล้วเมื่อนายพลดิเรกบังคับปุ่มกลไกบนหีบเล็กๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะภาพก็เปลี่ยนไปเป็นแห่งๆ ตั้งแต่บริเวณหน้าบ้านข้างบ้านและหลังบ้าน เท่าที่ตั้งกล้องถ่ายอัตโนมัติไว้

นิกรร้องออกมาดังๆ เมื่อแลเห็นภาพอ้ายโม่ง ๒ ตัวคือเจ้าชิดกับเจ้ายิ่งกำลังปีนรั้วเข้ามาในบ้าน 'พัชราภรณ์'

"อ้ายโม่ง"

สองอ้ายโม่งกะโดดลงมาสู่พื้นดิน ศาสตราจารย์ดิเรกบังคับกล้องโทรทัศน์ให้แพนตามมัน มันหลบซอนตัวอยู่เบื้องหลังพุ่มไม้แห่งหนึ่ง อาจารย์ศุภชัยหน้าซีดเผือดเขากล่าวกับพลด้วยเสียงสั่นเครือว่า

"มันมาฆ่าผม เอกอัครราชทูตต้องส่งมันมาฆ่าผมแน่ๆ กรุณาช่วยชีวิตผมนะครับ"

พล.ต. พลยิ้มให้เขา

"ไม่มีอะไรที่คุณจะต้องวิตกคุณศุภชัย หุ่นยนต์อีเล็คโทรนิคส์ของเราเฝ้าอยู่หน้าห้องตัวหนึ่ง และอยู่ในห้องโถงตัวหนึ่งเพื่อทำหน้าที่คุ้มกันคุณแม่ของผมและเมียๆ ของพวกเรา"

กิมหงวนมองดูอาจารย์ศุภชัยด้วยความสงสาร

"เราวางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว ลูกหลานของผมจะจัดการกับอ้ายโม่งสองตัวนี่เอง คุณลองบอกผมซิ อ้ายโม่งน่ะมันกินข้าวกับอะไร"

อาจารย์ศุภชัยนิ่งนึก

"กินกับไข่ใช่ไหมครับ"

"ใช่ แต่คราวนี้กินลูกปืนแทนไข่"

ศาสตราจารย์ดิเรกรีบลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะเครื่องโทรศัพท์ แล้วยกหูโทรศัพท์เครื่องภายในสถานที่ขึ้นหมุนหมายเลขต่อตรงไปที่ตึกเล็ก สักครู่ก็มีเสียงลูกชายของเขาพูดมา

"ฮัลโหล ดำรงพูดครับ"

"ดีแล้ว พวกแกสี่คนเตรียมรับมือกับผู้ที่บุกรุกเข้ามาในบ้านเราได้แล้ว ชายฉกรรจ์สองคนแต่งกายเป็นอ้ายโม่งปีนรั้วหลังบ้านเข้ามาในบ้านเราเดี๋ยวนี้เอง พ่อและพวกเรามองเห็นอย่างถนัดทาง ทีวี."

"ครับ พวกเราเตรียมพร้อมอยู่แล้ว เลิกกันนะครับ"

การล่าอ้ายโม่งสองตัวเริ่มต้นทันที ซึ่งขณะนี้เจ้าแห้วกยู่กับลูกชายของสี่สหายที่ตึกเล็กด้วย พนัส นพ สมนึก ดำรงและเจ้าแห้ว พากันลงมาทางหลังตึกอย่างเงียบเชียบ นพแต่งกายแบบอินทรีเขียว สวมเสื้อกางเกงชุดดำคาดเข็มขัดกระสุนปืนพกสีขาวมีปืนพก ๒ กระบอก สวมหน้ากากนกอินทรีสีเขียวปิดหน้า นอกนั้นแต่งกายอย่างอยู่กับบ้านมีปืนพกคนละกระบอก ส่วนเจ้าแห้วถือดาบเล่มหนึ่งเป็นอาวุธคู่มือ เขาถนัดใช้ดาบมานานแล้ว มีเรื่องอะไรก็ต้องลากดาบออกมาแต่ก็ไม่ปรากฎว่าเจ้าแห้วเคยฟันใครสักครั้งเดียว

ไฟฟ้าตามที่ต่างๆ รอบเขตบ้าน 'พัชราภรณ์' เปิดสว่างจ้าในเวลาเดียวกันซึ่งนายพลดิเรกเป็นผู้กด สวิทซ์มันขึ้น เป็นสวิทซ์ใหญ่ที่เขาทำขึ้นเป็นพิเศษ และแล้วเสียงออดสัญญาณบอกเหตุอันตรายก็ดังกังวาน เมื่อเสียงออดดังขึ้นหุ่นยนต์บ๊อบบี้ซึ่งเฝ้าอยู่ในห้องโถงก็รีบขึ้นบันไดชั้นบนทำหน้าที่อารักขาสี่นางกับคุณหญิงวาดตามคำสั่งของศาสตราจารย์ดิเรก ส่วนหุ่นยนต์บิลลี่พาตัวเข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์

"ป๋าจะใช้ให้ผมทำอะไรบ้างครับ" บิลลี่ถามนายพลดิเรก

"ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ออกไปยืนเฝ้าหน้าห้องแล็บจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ถ้าเห็นคนแปลกหน้าให้จัดการกับมันทันที พยายามจับเป็นน่ะปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าตัวมันเพียงนิดหน่อยให้มันเพลียหมดแรงเท่านั้นอย่าให้ถึงตาย"

พวกคนใช้และคนสวนต่างคว้าอาวุธวิ่งออกมาจากห้องพักของตนแยกกระจายกำลังกันค้นหาคนร้าย เสียงเครื่องขยายซึ่งพูดโดยอาเสี่ยกิมหงวนดังไปทั่วบ้าน

"มีคนร้ายสองคนแต่งเป็นอ้ายโมงดำบุกเข้ามาในบ้านเรา พยายามจับเป็นให้ได้ แต่บอกให้รู้เสียก่อนว่าอินทรีเขียวคือพวกเรา ผู้ที่จับเป็นอ้ายโม่งได้คนหนึ่งจะได้รับรางวัลเงินสดจากข้าพเจ้าหมื่นบาท โดยไม่ต้องส่งชิ้นส่วนหรือตอบปัญหาใดๆ ถ้าหลายคนช่วยกันจับก็จะแบ่งเฉลี่ยเงินรางวัลให้เท่าๆ กัน อ้ายโม่งสองตัวจงฟังเราอย่าปีนรั้วหนีออกไปเป็นอันขาดเพราะเราได้ปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูงบนรั้วแล้ว ถูกเข้านิดเดียวมีหวังควันออกทางปากแท่งทึงอยู่บนรั้ว จงยอมจำนนเสียโดยดี ถ้าต่อสู้เราจะสั่งให้คนเราจับตาย"

อ้ายโม่งทั้งสองเสียขวัญแล้วเมื่อแลเห็นไฟฟ้าสว่างจ้าไปทั่วบ้าน และได้ยินเสียงพูดทางเครื่องกระจายเสียงชิดกับยิ่งแอบซ่อนตัวอยู่ข้างโรงสูบน้ำสำหรับสูบน้ำประปาขึ้นสู่แท้งค์น้ำบนหอสูงรวม ๔ ถังด้วยกัน เพื่อสะดวกให้พวกเจ้านายบนตึกใหญ่และตึกเล็กมีน้ำใช้ และไหลแรงไม่ใช่ไหลอย่างอ้อยอิ่งหรือไม่เต็มใจจะไหลออกจากก๊อก คนมีเงินมักจะได้รับความสุขสะดวกสบายทุกประการ

ลูกชายของสี่สหายแยกย้ายกันค้นหาตัวอ้ายโม่ง และแล้วพนัสก็แลเห็นเจ้าชิดกับเจ้ายิ่ง

เจ้าชิดยกปืนพกขึ้นยิงลูกชายของพลทันที พนัสรีบทรุดตัวลงนั่งกำบังพุ่มไม้และยิงโต้ตอบ เสียงปืนดังกึกก้อง ในเวลาเดียวกันสมนึกศาสตราจารย์ดำรงก็วิ่งเข้ามาสมทบกำลังกับพนัสช่วยกันยิงอ้ายโม่งทั้งสองตัวในระยะห่างประมาณ ๒๐ เมตร เมื่อชิดกับยิ่งล่าถอยออกไปสามสหายหนุ่มก็ติดตามไม่ลดละ และตอนนี้เองกระสุนปืนพก ๑๑ มม. ของพนัสก็ถูกขาอ้ายโม่งหมายเลข ๒ คือเจ้ายิ่งเข้าอย่างจังทำให้ยิ่งล้มลงด้วยความเจ็บปวดรวดเร้า

ชิดตัวคนเดียวก็เสียขวัญวิ่งหนีล่าถอยไปทางรั้วหลังบ้านด้วยความหวังที่จะตัดสินใจปีนรั้วหนีไป มือขวาของเจ้าชิดถือปืนพกรีวอลเว่อร ๙ มม. ซึ่งเหลือกระสุนอีกนัดเดียว แต่ปืนพกที่เหลืออยู่ในซองปืนข้างซ้ายยังมีกระสุนบรรจุอยู่เต็มรวม ๖ นัด นอกจากนี้ชิดยังมีกระสุนปืนอะไหล่ที่เข็มขัดปืนอีก แต่เขาไม่คิดสู้แล้วนอกจากคิดหนี ถึงแม้ชิดเคยผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชนก็รู้ตัวว่าเขากำลังจะเข้าตาจนถ้าไม่ถูกยิงตายก็ถูกจับเป็น

เมื่อชิดแลเห็นร่างอันดำตะคุ่มของใครคนหนึ่งกระโจนออกมาจากพุ่มไม้ยืนขวางหน้าเขาในระยะประชิดตัว ชิดก็ยกปืนพกขึ้นตั้งใจจะยิงเพื่อหนีเอาตัวรอด แต่อินทรีเขียวหรือ ร.อ. นพ ไวกว่า เหนือกว่า แน่กว่า และเร็วกว่าจึงหวดขวับด้วยแส้ถูกข้อมือขวาของชิดเต็มแรง ความเจ็บปวดทำให้ชิดร้องอุทานออกมา เบาๆ และปล่อยปืนพกร่วงจากมือ แต่แล้วชิดก็ยกมือซ้ายกระชากปืนพกในซองปืนข้างซ้ายออกมาเพื่อจะสังหารลูกชายของนิกร

"ขวับ"

ปลายแส้ถูกข้อมือชิดอีกซึ่งคราวนี้แรงมากถึงกับชิดร้องโอ๊ยปล่อยปืนหลุดจากมือและถอยหลังกรูด อินทรีเขียวค่อยๆ เดินเข้ามาหายกแส้หวดไอ้โม่งโดยไม่นับครั้ง

"โอ๊ยๆ เจ็บนะโว้ย" เจ้าชิดร้องเสียงหลง

"ก็เจ็บน่ะซี" อินทรีเขียวพูดเสียงหัวเราะ แล้วยกแส้ขึ้นเหวี่ยงไปตวัดรัดคออ้ายโม่งดึงตัวอ้ายโม่งวิ่งถลาเข้ามาหาเขา

ตอนนี้เองเจ้าชิดก็เหวี่ยงหมัดฮุคขวากระแทกหน้าอินทรีเขียวเต็มรัก ทำให้นพผงะหงายล้มลงก้นกระแทกพื้นแต่ไม่ยอมทิ้งแส้คู่มือของเขา อ้ายโม่งหมุนตัวกลับและวิ่งหนีเอาดื้อๆ อินทรีเขียวรีบเหวี่ยงแส้ตวัดรัดข้อเท้าข้างขวาและกระชากเต็มแรงทำให้เจ้าชิดล้มลงอย่างไม่เป็นท่า ร.อ. นพรีบลุกขึ้นเงื้อแส้ขึ้นหวดลงไปยังร่างของอ้ายโม่งอย่างไม่ปรานีจนกระทั่งพวกคนใช้ และคนสวนกลุ่มหนึ่งวิ่งเข้ามา

"จับมันไว้ ช่วยกันซ้อมให้สลบเสียก่อน" อินทรีเขียวออกคำสั่ง

เท่านี้เองคนสวนและคนใช้ก็ช่วยกันสกรัมลงมือลงตีนคนละทีสองที อ้ายโม่งหมายเลข ๑ ก็สลบเหมือด ส่วนอ้ายโม่งหมายเลข ๒ ถูกพนัส สมนึก และศาสตราจารย์ดำรงควบคุมตัวไว้ได้แล้ว ร.อ. พนัสถอดถุงคลุมหน้าออกและเอาปืนจี้ไว้

อินทรีเขียวทราบจากคนใช้ว่าอ้ายโม่งหมายเลข ๒ ถูกเพื่อนของเขาจับเป็นก็สั่งพวกคนใช้และคนสวนให้ช่วยกันประคองปีกพาเจ้าชิดขึ้นไปบนตึกใหญ่ แล้วก็รีบไปหาเพื่อนเกลอของเขา

พอผ่านที่มืดแห่งหนึ่งอินทรีเขียวก็เผชิญหน้ากับไลออน แมน หรือมนุษย์สิงห์เดินออกมาจากเบื้องหลังต้นมะขามใหญ่ มือขวาถือปืนพกจ้องจะยิงเขา มนุษย์สิงห์แต่งชุดดำคาดเข็มขัดปืนพกสีขาวและสวมหน้าสิงห์

ความตกใจและสัญชาตญาณแห่งการป้องกันตัวเองทำให้นพยกแส้ขึ้นหวดเต็มเหนี่ยว แต่คราวนี้แทนที่แส้จะถูกข้อมือขวาของมนุษย์สิงห์กลับพลาดไปถูกหลังของมนุษย์สิงห์เสียงดังสนั่น ปืนพกในมือมนุษย์สิงห์ร่วงหลุดจากมือทันที

"พั่บ"

"โอ๊ย....อ้ายนพ มึงตีกู"

ร.อ. นพสะดุ้งโหยง

"แน่ะ บังอาจเรียกอ้ายแน่ะ กันเป็นนายทหารสัญญาบัตรมียศร้อยเอกนะโว้ย เรียกอ้ายต้องตีอีก" แล้วนพก็ยกแส้หวดมนุษย์สิงห์ติดๆ กัน หลายที "สำคัญนักเป็นคนไม่ชอบอยากเป็นสิงโตอุตส่าห์หาหัวสิงโตมาคลุมหน้า นี่แน่ะ...แกมากับอ้ายโม่งดำสองตัวนั่นใช่ไหมล่ะ"

มนุษย์สิงห์ ถอยหลังกรูดยกมือปิดป้องแส้และร้องเอะอะเอ็ดตะโร

"โอ๊ย....พ่อนะโว้ย ไม่ใช่เสือสิงห์ที่ไหน ฉันคือพ่อแก"

นพหยุดเฆี่ยนและยกมือชี้หน้า

"มันจะมากไปเพื่อน แอบอ้างตัวว่าเป็นพ่อกันก็เป็นการดูถูกกันมากไปหน่อย" พูดจบอินทรีเขียวก็กระชากปืนในซองข้างขวาออกมา "ตายเสียเถอะมนุษย์สิงห์กันจะส่งแกไปนรก แล้วจะบอกตำรวจว่าแกเป็นสายลับของฝ่ายศัตรูบุกรุกเข้ามาฆ่าพวกเราคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์"

มนุษย์สิงห์รีบโบกมือห้าม

"อย่ายิงนะอ้ายนพ แกไม่เชื่อว่าฉันเป็นพ่อแกฉันถอดหน้าให้แกดูก็ได้" แล้วมนุษย์สิงห์ก็ดึงหน้าสิงที่คลุมหน้าออก เขามองดูหน้าลูกชายของเขาอย่างเดือดดาล "แกแกล้งทำเป็นจำเสียงพ่อไม่ได้ใช่ไหมล่ะ"

อินทรีเขียวอ้าปากหวอ

"ว้า....พ่อหรือครับนี่ แย่ละครับ ผมตกนรกแน่ๆ หวดพ่อด้วยแส้เสียหลายที ผมจำเสียงพ่อไม่ได้จริงๆ ครับ พ่อพูดในหน้าสิงห์เสียงอู้อี้ไม่เหมือนเสียงพ่อเลย"

นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"แกก็น่าจะมีมันสมองบ้างซีโว้ย อาจารย์ศุภชัยมาอยู่กับเราและเอาหัวสิงห์สองอันมาด้วยพวกเรายังใส่เล่นกันเมื่อตอนเย็น โอย...ตีกูจนหลังไหล่แตกยับไปหมด"

อินทรีเขียวโยนแส้ทิ้ง เลื่อนตัวเข้ามาทรุดตัวลงนั่งพับเพียบและกราบลงที่เท้า พ.อ. นิกรบิดาบังเกิดเกล้าของเขา

"ยกโทษให้ผมเถอะครับพ่อ เมื่อชาติก่อนพ่อคงเคยเฆี่ยนผมด้วยแส้ ชาตินี้พ่อก็ต้องรับกรรมตอบสนองถูกผมเฆี่ยนบ้าง" พูดจบอินทรีเขียวก็ลุกขึ้นยืน ถอดหน้ากากออกเหวี่ยงทิ้ง

นิกรสูดปากเบาๆ และบ่นพึมพำ ร.อ. นพประคองบิดาของเขาพาเดินไปหาเพื่อนเกลอทั้งสาม

ในที่สุดเจ้าชิดกับเจ้ายิ่งมือปืนรับจ้างทั้งสองคนก็ถูกกนำตัวขึ้นไปบนตึกใหญ่ และเข้าไปในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ชิดกับยิ่งอกสั่นขวัญแขวนเมื่อแลเห็นหุ่นยนต์บิลลี่สะพายปืนปืนยิงเร็วยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องแล็บและพูดคุยกับสี่สหายหนุ่มกับนิกรราวกับว่ามันเป็นมนุษย์ ไม่ใช่หุ่น

"คนนี้ถูกปืนนี่ครับ" หุ่นบิลลี่กล่าวกับนิกรและมองดูเจ้ายิ่งอ้ายโม่งหมายเลข ๒

"ใช่ ถูกอ้ายนัสยิงขาข้างซ้ายหมอบอยู่ในสวน"

"ยังงี้ก๊อทรมานซีครับ ให้ผมปล่อยไฟฟ้าเข้าตัวให้มันตายเสียเลยไม่ดีหรือครับ"

เจ้ายิ่งร้องลั่น

"อย่า....อย่าทำฉันเลย ฉันยังไม่อยากตาย"

เจ้าแห้วเงื้อดาบทำท่าเหมือนกับจะฟันคอเจ้ายิ่ง

"ประเดี๋ยวพ่อฟันคอขาดกระเด็นเลยฟับผ่า"

ทุกคนพาอ้ายโม่งทั้งสองเข้าไปในห้องทดลองวิทยาศาสตร์อันกว้างใหญ่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการปราบปรามอ้ายโม่งทั้งสอง พล กิมหงวน ศาสตราจารย์ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับอาจารย์ศุภชัยได้ดูทางจอโทรทัศน์ตลอดเวลา ซึ่งบางตอนก็ตื่นเต้นและบางตอนก็ตลกขบขัน เช่นตอนอินทรีเขียวเอาแส้หวดพ่อของเขาเองเพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพวกผู้ร้าย

มือปืนทั้งสองคนเข้ามายืนอยู่ข้างโต๊ะสี่เหลี่ยมยาว พล.ต. พล ร้องตะโกนเรียกหุ่นบิลลี่เข้ามาในห้องแล้วเขาก็เริ่มต้นซักอ้ายโม่ง

"แกเป็นใคร" เขาถามชิด

"ผมชื่อชิด ช่วงชิงครับ"

"แล้วแกล่ะ"

เจ้ายิ่งอ้ำอึ้งเหมือนกับจะไม่ยอมพูด แต่แล้วมันก็บอกพลตามตรง

"ผม...ยิ่งพญาลอครับ"

"เอกอัครราชทูตจ้างแกสองคนมาฆ่าอาจารศุภชัยใช่ไหม"

"เอกอัครราชทูตอะไรกันครับผมไม่เข้าใจ" เจ้าชิดพูดแบบหน้าตาย

นายพลดิเรกกล่าวกับหุ่นยนต์ของเขา

"จับแขนนายชิดไว้บิลลี่ ถ้ามันไม่ยอมพูดความจริงปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าตัวมันทีละน้อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือชี้หน้าเจ้าชิด

"เรารูดีว่าเอกอัครราชทูตของประเทศนั้นจ้างแกสองคนมาฆ่าอาจารย์ศุภชัย ถ้าแกไม่สารภาพหุ่นยนต์ของเราจะฆ่าแกด้วยไฟฟ้าในตัวมัน"

หุ่นยนต์บิลลี่ยกมือทั้งสองประสานกันทำให้ไฟฟ้าวิ่งออกจากมือเป็นประกายสีเขียวแปลบปลาบซึ่งเป็นการขู่ขวัญอ้ายโม่งทั้งสอง เจ้าชิดมองดูหน้าพลอย่างหวาดหวั่นแล้วยอมสารภาพ

"ถูกแล้วครับ ท่านทูตจ้างผมกับยิ่งแสนบาทให้ฆ่าอาจารย์ศุภชัย"

พลพยักหน้ารับทราบและเปลี่ยนสายตามาที่เจ้ายิ่ง

"แกสองคนได้รับเงินค่าจ้างล่วงหน้ามาแล้วคนละเท่าไร"

"คนละหมื่นบาทครับ"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ซักถามมือปืนรับจ้างทั้งสองคนต่อไปอีก ความเกรงกลัวหุ่นยนต์ทำให้เจ้าชิดกับยิ่งต้องสารภาพความจริงทั้งหมดและบอกว่าเขาไปที่บ้านอาจารย์ศุภชัยแล้ว ภรรยาของมนุษย์สิงห์หลอกเขาว่าอาจารย์ศุภชัยไปเยี่ยมบิดาที่พิษณุโลก แต่เอกอัครราชทูตสั่งไว้ว่าถ้าไม่พบที่บ้านลาดพร้าวก็หมายความว่าอาจารย์ศุภชัยมาหลบซ่อนตัวอยู่ที่บ้าน 'พัชราภรณ์' เอกอัครราชทูตแน่ใจว่าอาจารย์ศุภชัยได้ร่วมคิดกับศาสตราจารย์ดิเรกวางแผนต้มเงินสิบล้านจากเขา

นายพลดิเรกหัวเราะลั่นแล้วกล่าวกับอาจารย์ศุภชัย

"ผมบอกคุณแล้วยังไงว่าฝ่ายศัตรูมันจะต้องเข้าใจเช่นนี้ เคราะห์ดีเหลือเกินที่เราคาดการล่วงหน้าได้ถูกต้องให้คุณมาหลบซ่อนตัวอยู่กับเราม่ายยังงั้นคุณก็เป็นศพไปแล้ว"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงชั่วขณะเมื่อเจ้าแห้วเดินยิ้มกริ่มเข้ามาในห้องทดลองเขานำปืนพก ๒ กระบอกมาวางลงบนโต๊ะแล้วกล่าวกับนิกรว่า

"รับประทานเราช่วยกันเอาไฟฉายส่องหาพบปืนพกสองกระบอกตกอยู่ในสวนครับ"

"ดีมาก กระบอกนี้ของฉัน อ้ายนพมันเอาแส้ตีมือฉันปืนล่วงจากมือ อีกกระบอกหนึ่งของอ้ายโม่ง แน่ๆ "

มีการปรึกษาหารือกันในคณะพรรคสี่สหาย นายพลดิเรกไม่เห็นด้วยที่จะเรียกตำรวจมารับตัวมือปืนรับจ้างทั้งสองคนนี้ไปจัดการตามกฎหมายตามความคิดของเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"แล้วเราจะเอาอย่างไร" ท่านเจ้าคุณถามอย่างเป็นงานเป็นการ

ศาสตราจารย์ดิเรก ยิ้มเล็กน้อย

"ผมจะจัดการล้างสมองนายชิดกับนายยิ่งด้วยยาฉีดของผมครับ และจะให้ดำรงช่วยผม อำนาจยาฉีดจะทำให้อ้ายโม่งสองตัวนี่ตกอยู่ในอำนาจและทำตามคำสั่งของผม แต่เมื่อฤทธิ์ยาเสื่อมแล้วเขาก็จะจดจำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ผมจะใช้ให้นายชิดและนายยิ่งกลับไปที่สถานเอกอัครราชทูตซึ่งเขาคงจะเข้านอกออกในได้ แล้วก็ให้นายชิดกับนายยิ่งยิงทิ้งเอกอัครราชทูตเสีย"

เสี่ยตี๋เห็นพ้องด้วย

"ดีทีเดียวครับ อาหมอ ถ้าเราปล่อยให้เอกอัครราชทูตลอยนวลอยู่อย่างนี้มันก็จะจ้างมือปืนมาฆ่าอาจารย์ศุภชัยได้ หรือม่ายก็จ้างนักวิทยาศาสตร์เข้ามาขโมยแบบแปลนอาวุธของอาหมอ ทำให้พวกเรายุ่งยากเดือดร้อนไม่มีวันสิ้นสุด"

"ออไร๋" แล้วศาสตราจารย์ดิเรกก็มองดูหน้าลูกชายของเขา "ขอเวลาช่วยพ่อสักครึ่งชั่วโมงเถอะนะดำรงเราจะฉีดยาล้างสมองและส่งมือปืนทั้งสองไปฆ่าเอกอัครราชทูตภายในชั่วโมงนี้"

ร.อ. นพ พูดเสริมขึ้น

"ฉีดยาบ้าให้คนละเข็มด้วยนะครับ อ้ายโม่งสองตัวจะได้เป็นบ้าเป็นหลังไปเลย"

นายพลดิเรกหัวเราะชอบใจแล้วกล่าวกับหุ่นยนต์ของเขา

"พามือปืนทั้งสองคนนี้ไปนั่งพักผ่อนทางเตียงปฐมพยาบาล"

ชิดกับยิ่งอ่อนเปียกไปหมดทั้งตัว บิลลี่ประคองยิ่งด้วยมือขวา มือซ้ายจับแขนขวาของชิดพามือปืนทั้งสองไปทางเตียงปฐมพยาบาล ซึ่งศาสตราจารย์ดิเรกจะตรวจและทำแผลให้เจ้ายิ่งเสียก่อน

หนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันรุ่งขึ้นได้เสนอข่าวพาดหัวตัวเบ้อเริ่ม พร้อมด้วยรายละเอียดที่ทำให้ประชาชนคนอ่านตื่นเต้น

มือปืนสองคนบุกเข้ายิงเอกอัครราชทูต...ในเวลา ๒๒.๐๐ น. อย่างองอาจ พนักงานสถานทูตช่วยกันจับเป็นได้ทั้งสองคนและโทรศัพท์แจ้งให้ตำรวจเจ้าของท้องที่มารับตัวไป

ขณะที่เอกอัครราชทูต กำลังเล่นบิลเลียดกับทูตทหารบกมือปืนได้บุกเข้าไปในห้องบิลเลียดและช่วยกันยิงในระยะเผาขนคนละ ๓ นัด ด้วยปืนพกรีวอลเว่อร ๙ มม. ทำให้เอกอัครราชทูตตายคาที่ ทูตทหารบกได้เข้าขัดขวางจึงถูกยิงบาดเจ็บเล็กน้อย กระสุนถากไหล่ซ้ายไปสองมือปืนยิงแล้วก็ยืนอยู่ในห้องบิลเลียดจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ของสถานทูตและคนใช้เกือบ ๑ คนบุกเข้ามารวบตัวไว้

เจ้าหน้าที่ตำรวจสงสัยว่า มือปืนทั้งสองคนวิกลจริตเพราะให้การเลอะเลือน และมีท่าทางเหมือนคนไข้โรคจิตตำรวจกำลังสอบสวนมือปืนอย่างเคร่งเครียด.

จบตอน