พล นิกร กิมหงวน 194 : บินมรณะ ๓๓๖

ตอนสายวันนั้น

ภายในห้องประชุมกองบัญชาการทหารสูงสุด เต็มไปด้วยนายทหารชั้นหัวกะทิทั้งสามกองทัพนั่งเรียงรายอยู่บนเก้าอี้ประมาณ ๔๐ คน ซึ่งนายพลดิเรกกับคณะของเขาได้ร่วมประชุมด้วย

พล.อ.วิชิต ชัยสมรภูมิ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายยุทธการเป็นประธานในที่ประชุมแทนฯ พณฯ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดซึ่งติดราชการสำคัญประชุมคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลในเวลาเดียวกัน

กองบัญชาการทหารสูงสุดถือว่าการประชุมครั้งนี้เป็นเรื่องลับเฉพาะ ดังนั้นประตูหน้าต่างห้องประชุมด้านหน้าจึงปิดหมดมีสารวัตรทหารบกหลายคนยืนเฝ้าห้องอย่างเข้มงวดกวดขัน

การประชุมเริ่มต้นในเวลา ๙.๓๐ น.ตรง

รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดยืนเด่นอยู่บนยกพื้น หน้าห้องซึ่งคล้ายเวทีละคร ที่ผนังห้องมีแผนที่ประเทศไทยขนาดใหญ่แผ่นหนึ่ง พล.อ.วิชิต เปิดการประชุมในเรื่องการแทรกซึมบ่อนทำลายของคอมมิวนิสต์ซึ่งใช้ความพยายามทุกวิถีทางที่จะยึดครองประเทศไทย ด้วยการ

ทุ่มเทกำลังพลและอาวุธส่งเข้ามาปฏิบัติการแบบกองโจร ยุยงส่งเสริมพี่น้องชาวไทยให้ดูหมิ่นเกลียดชังรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใช้นโยบายอันชั่วร้ายต่างๆตามแผนการณ์ของคอมมิวนิสต์ที่หวังจะครองโลก

ในที่สุดท่านรองได้กล่าวถึงสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสถานีเถื่อน ตั้งอยู่ในดินแดนส่วนหนึ่งของกัมพูชา หรือที่คนไทยเรานิยมเรียกกันว่าเขมรจนติดปาก ไม่ใคร่จะมีใครเรียกว่ากัมพูชาเว้นแต่ทางราชการเท่านั้น

ตอนหนึ่ง พล.อ.วิชิต ได้กล่าวว่า

"พวกท่านทั้งหลายในที่ประชุมนี้ย่อมทราบดีแล้วว่า สถานีวิทยุเถื่อนของฝ่ายศัตรู ที่เรียกตัวเองว่าเสียงประชาชนไทยนั้น มีคนไทยที่ทรยศต่อประเทศชาติสองสามคนร่วมดำเนินการโฆษณายุยงปลุกปั่นให้พี่น้องชาวไทย โดยเฉพาะทางภาคอีสาน ให้เกลียดชังรัฐบาลของเรา

นอกจากนี้ยังยุให้กบฏหรือปฏิวัติ ปรากฏว่า คนไทยผู้โง่เขลาหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์หลายคนต่างเชื่อถือโฆษณาชวนเชื่อของสถานีวิทยุเสียงประชาชนไทยนี้ ความจริงมันไม่ใช่เสียงประชาชนไทย แต่เป็นเสียงคนไทยที่ทรยศต่อประเทศชาติเพียงคนเดียวหรือสองคนเป็นอย่างมาก ที่

ยอมมอบตัวเป็นทาสคอมมิวนิสต์ ข้าพเจ้าเชิญท่านมาประชุมในวันนี้ก็เพื่อจะได้ปรึกษาหารือกันหาทางทำลายสถานีวิทยุเถื่อนแห่งนี้"

รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดยกไม้ชี้ลงที่เส้นพรมแดน ไทย-เขมร แล้วกล่าวต่อไปว่า

"กรมสืบราชการลับของเรา ได้สืบทราบมาแน่นอนแล้วว่า ที่ตั้งหรือสถานีวิทยุเถื่อนที่เรียกตัวเองเสียโก้ว่าเสียงประชาชนไทยนั้น ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดศรีสะเกษลึกเข้าไปจากเส้นพรมแดนไทยประมาณ ๒๐ กิโลเมตร และตั้งอยู่ในหุบเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งที่นั่น ฝ่ายศัตรู

ของเรากำลังสร้างฐานยิงจรวดรัศมีทางไกลอย่างรีบเร่ง และตามข่าวกรองของเราปรากฏว่าฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้จัดวางปืนต่อสู้อากาศยานไว้มากมาย ข้าพเจ้าพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของพวกท่าน ฉะนั้น ท่านผู้ใดมีความคิดเห็นอย่างไรก็ได้โปรดเสนอให้ข้าพเจ้าและที่ประชุมรับ

ทราบ เราควรจะจัดการกับสถานีวิทยุเถื่อนนี้อย่างไรดี เพื่อให้มันหยุดส่งเสียงก้าวร้าวรัฐบาลเราและปลุกปั่นประชาชนให้หลงเชื่อ"

ท่านนายพลอาวุโสเดินกลับมานั่งที่โต๊ะใหญ่บนเวทีนั้น ท่ามกลางเสียงพึมพำของพวกนายทหารชั้นผู้ใหญ่

เสี่ยหงวนกระซิบดุนิกร

"เฮ้ย อย่าหลับซีโว้ย ต่อหน้านายทหารผู้ใหญ่นั่งสัปหงกหงึกๆ มีอย่างที่ไหน"

นิกรว่า "ไม่ได้หลับ แต่กันหลับตาฟัง" แล้วเขาก็พรวดพราดลุกขึ้นยืนตรง

รองผู้บัญชาการยิ้มให้เขา

"เชิญพูดครับ คุณนิกร คุณมีความคิดเห็นอย่างไรในเรื่องนี้"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ผมขออนุญาตออกไปล้างหน้าประเดี๋ยวครับ นั่งฟังท่านพูดนานๆ ชักง่วงนิดหน่อย"

พล.อ.วิชิต กลืนน้ำลายเอื๊อก

พ.อ.นิกร พาตัวเดินออกไปจากห้องประชุม พวกนายทหารยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน แล้วท่านพลตรีร่างใหญ่คนหนึ่งก็ลุกขึ้นพูดอย่างฉาดฉาน

"ผมเห็นว่า เราควรจะจัดการทำลายสถานีวิทยุเถื่อนนี้อย่างเด็ดขาดครับ คือส่งเครื่องบินพิเศษของเราบุกเข้าโจมตีด้วยลูกระเบิดแรงสูงของอาจารย์ดิเรก"

นาวาอากาศเอกนายทหารเสนาธิการของกองทัพอากาศลุกขึ้นพูดคัดค้านทันที

"กองทัพอากาศได้พิจารณาที่ตั้งสถานีวิทยุและฐานยิงจรวดในหุบเขานั้นจากรูปถ่ายที่ถ่ายทางอากาศแล้วครับ ถ้าจะใช้เครื่องบินโจมตีด้วยลูกระเบิดแรงสูง เราจะต้องใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดหนึ่งฝูงเป็นอย่างน้อย หากส่งไปปฏิบัติการเพียงลำเดียว ก็ถูกยิงตกก่อนที่จะทำการ

โจมตีสถานีวิทยุเถื่อนของข้าศึก และถ้าส่งไปเป็นฝูง ก็เท่ากับว่าเราได้เริ่มประกาศสงครามกับฝ่ายศัตรูของเราแล้ว ในที่สุด เราก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายจุดชนวนสงคราม หรือเป็นฝ่ายรุกราน"

มีการอภิปรายกันอย่างยืดยาวในที่ประชุม ภาพถ่ายทางอากาศที่ถูกขยายเป็นภาพขนาดใหญ่หลายภาพ ถูกส่งต่อๆ กันไปรอบห้องประชุม เมื่อ พล.ท.ศาสตราจารย์ดิเรก ได้พิจารณาภาพนี้อย่างถี่ถ้วน เขาก็ลุกขึ้นแถลงต่อที่ประชุมว่า

"ภาพนี้ช่างภาพของกรมแผนที่ทหารถ่ายได้ชัดเจนดีมากครับ ผมมีความเห็นเช่นเดียวกับนาวาเอกชัชวาล เครื่องบินเครื่องเดียวไม่มีทางที่จะระเบิดสถานีวิทยุเถื่อนและฐานยิงจรวดของข้าศึกได้"

รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดนิ่งฟังด้วยความสนใจ

"ถ้าเช่นนั้น เราจะส่งหน่วยกล้าตายเล็ดลอดเข้าไประเบิดสถานีวิทยุและฐานยิงจรวด ที่ประชุมจะเห็นด้วยไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นยืนหัวเหน่งเป็นมันแผล็บแล้วกล่าวว่า

"ไม่มีทางครับ เพราะข้าศึกได้วางยามรักษาการณ์ไว้หลายชั้นอย่างแข็งแรง เราเคยส่งคนไปก่อวินาศกรรมได้หลายครั้งแล้ว ข้าศึกจะต้องระมัดระวังไม่ปล่อยให้หน่วยกล้าตายของเราบุกเข้าไปวางระเบิดได้อีก"

พลเรือโทคนหนึ่งลุกขึ้นแถลงทันที

"ผมเห็นว่าเราจะทำลายสถานีวิทยุเถื่อนและฐานยิงจรวดของข้าศึกนี้ได้ทางเดียวครับ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ส่งเรือรบในบังคับบัญชาของท่านจากทะเลบุกเข้าไปในป่าและใช้ปืนเรือระดมยิงหรือครับ"

พล.ร.ท.ลิขิต หันขวับมาทาง พ.อ.กิมหงวน

"เรือรบของผมมีลูกล้อเมื่อไรล่ะครับ มันได้แต่ทำการสู้รบกับข้าศึกในทะเลเท่านั้น" แล้วท่านนายพลเรือก็หันไปมองดู พล.อ.วิชิต "การโจมตีด้วยเครื่องบินเท่านั้นแหละครับจึงจะทำลายสถานีวิทยุเถื่อนและฐานยิงจรวดของข้าศึกได้ ซึ่งเราควรจะรีบทำลายมันโดยเร็วที่สุด

ก่อนสิ้นฤดูฝน เพราะเท่าที่เราทราบ ฐานยิงจรวดในหุบเขานี้ สามารถยิงจรวดขีปนาวุธได้ไกลถึง ๑,๕๐๐ ไมล์ ข้าศึกจะเลือกยิงจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งในประเทศไทยก็ได้โดยไม่ผิดพลาด คอมมิวนิสต์อาจจะรุกรานเราในต้นฤดูหนาวนี้ เพราะยานเกราะหรืออาวุธหนักมีทางลำเลียงมา

ได้"

พล.อ.วิชิต ยิ้มเล็กน้อย

"ท่านที่ปรึกษากองทัพเรือกำลังเสนอให้เราใช้เครื่องบินโจมตีเป็นฝูงๆ ยังงั้นหรือครับ"

พล.ร.ท.ลิขิต ก้มศีรษะแล้วตอบนอบน้อม

"เพียงเครื่องบินพิเศษเครื่องเดียวครับ ท่านรอง แต่เรื่องนี้ อาจารย์ดิเรกกับคณะของท่านจะต้องปฏิบัติหน้าที่สำคัญนี้"

"กรุณาอธิบายต่อไปครับ" พล.อ.วิชิต กล่าวกับนายพลเรือที่ปรึกษาของกองทัพเรือ

"ผมมั่นใจในความสามารถของอาจารย์ดิเรกครับ ที่จะสร้างระเบิดพิเศษขึ้นแบบระเบิดบิน และใช้ระเบิดแรงสูงสำหรับทำลายสถานีวิทยุเถื่อนและฐานยิงจรวดของข้าศึก อ้า-ผมขอร้องให้ที่ประชุมตบมือให้เกียรติแก่อาจารย์ดิเรกของเราด้วยครับ ท่านจะได้ไม่ปฏิเสธ"

เสียงตบมือดังขึ้นลั่นห้องประชุม ในเวลาเดียวกัน พ.อ.นิกร ก็เปิดประตูพาตัวเดินเข้ามาในห้อง สารวัตรทหารบกที่ยืนอยู่หน้าประตูรีบปิดประตูตามเดิม นิกรได้ยินเสียงตบมือก็พลอยตบมือกับเขาด้วย นายพลดิเรกลุกขึ้นยืนก้มศีรษะโค้งคำนับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแสดง

ความปลาบปลื้มใจ ที่ประชุมต่างพูดสนับสนุนให้ศาสตราจารย์ดิเรกกับคณะเป็นผู้ทำลายสถานีวิทยุเถื่อนและฐานยิงจรวดของข้าศึก พ.อ.นิกร เดินเข้ามานั่งระหว่างเสี่ยหงวนกับพล

"ขอบคุณครับ ขอบคุณท่านรองและทุกๆ ท่านที่กรุณาตบมือให้เกียรติผม ผมขอสารภาพตามตรงว่า ผมยังไม่แน่ใจว่าผมกับคณะของผมจะทำลายสถานีวิทยุเถื่อนและฐานยิงจรวดของข้าศึกได้ แต่ผมจะพยายามครับ"

พล.อ.วิชิต ยิ้มละมัย

"แต่ไม่มีอะไรที่อาจารย์ทำไม่สำเร็จนี่ครับ อาจารย์เป็นนักวิทยาศาสตร์และนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก การระเบิดสถานีวิทยุและฐานยิงจรวดของข้าศึกคงไม่ยากจนเกินไปไม่ใช่หรือครับ"

"ออไร๋ เรื่องนี้คงจะตื่นเต้นกว่าเรื่องบินมัจจุราช ๖๓๓ และป้อมจรวดมฤตยูรวมกันครับ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ใช่ เห็นจะต้องรวมรถด่วนมรณะและป้อมปืนนาวาโรนเข้าไปอีกสองเรื่อง เป็นอันว่าพวกเรามีหวังเท่งทึงในคราวนี้ แต่ว่าตายเพื่อชาติเป็นเรื่องขี้ผง ที่ประชุมตบมือให้ผมหน่อยครับ"

เสียงตบมือจากนายทหารผู้ใหญ่ดังขึ้นอีก พล.อ.วิชิต โบกมือห้าม แล้วกล่าวว่า

"พอแล้วครับ อย่าตบมือกันบ่อยนักเลย เรากำลังประชุมราชการลับเฉพาะ ไม่ได้แสดงวิทยากลหรือเล่นกายกรรม จะได้ตบมือกันบ่อยๆ อาจารย์ดิเรกกรุณาแถลงหน่อยครับ ท่านจะทำลายสถานีวิทยุและฐานยิงจรวดของข้าศึกได้โดยวิธีใด"

นายพลดิเรกยิ้มอย่างภาคภูมิ

"บินมัจจุราชครับ ท่านรอง ผมกับคณะของผมพร้อมแล้วที่จะเสี่ยงชีวิตในการระเบิดสถานีวิทยุเถื่อนและฐานยิงจรวดของข้าศึก ผมต้องการเครื่องบินทิ้งระเบิดเบาที่มีความเร็วสูงหนึ่งเครื่อง ผมจะขับเครื่องบินนี้เอง และให้พันเอกพลเป็นนักบินผู้ช่วย ส่วนคณะของผมก็จะ

ร่วมทางกันไปโจมตีข้าศึกด้วยระเบิดพิเศษของผม คือระเบิดบิน ใช้ดินระเบิดแรงสูง ตูมเดียวแหลกละเอียด เราจะกลับมาฐานทัพได้หรือไม่ไม่สำคัญ แต่เราจะต้องระเบิดสถานีวิทยุกระจายเสียงและฐานยิงจรวดให้ได้"

พล.อ.วิชิต เผลอตัวตบมือให้เกียรตินายพลดิเรก ที่ประชุมต่างตบมือขึ้นบ้าง นายพลดิเรกกลายเป็นจุดเด่นในที่ประชุมแล้ว

"ไม่มีปัญหาอะไรอีก" ท่านรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดพูดยิ้มๆ "เมื่ออาจารย์ดิเรกของเรารับทำงานสำคัญนี้แล้ว สถานีวิทยุและฐานยิงจรวดของข้าศึกก็จะต้องถูกทำลายราบคาบ ท่านอาจารย์กับคณะจะใช้เวลาเตรียมตัวสักกี่วันครับ และต้องการอะไรบ้าง"

นายพลดิเรก ยิ้มเล็กน้อย

"หนึ่งสัปดาห์พอแล้วครับ ผมจะใช้เวลาสร้างระเบิดพิเศษสักสามสี่วันและซ้อมบินด้วย ท่านรองกรุณาจัดหาเครื่องบินไว้ให้เราเถอะครับ"

ท่านนายพลอาวุโสหันไปมองดูคณะเสนาธิการของกองทัพอากาศ

"เสฯ ชัชวาล ขอให้คุณจัดการในเรื่องเครื่องบินพิเศษสำหรับอาจารย์ดิเรกกับคณะด้วย"

น.อ.ชัชวาล ลุกขึ้นยืนตรง

"ได้ครับ ผมจะจัดเครื่องบินแบบใหม่ที่สุดไว้ให้ เป็นเครื่องบินตรวจการณ์ระยะไกลและทิ้งระเบิดเบาครับ ติดอาวุธพร้อม เครื่องยนต์ใบพัดสองเครื่อง มีสองลำตัวและสองหาง"

พ.อ.นิกร พูดเสริมขึ้น

"สองหางรุ่มร่ามเกะกะครับเสฯ เอาออกเสียหางหนึ่งเถอะครับ"

น.อ.ชัชวาล หันมาทางนิกร

"เอาออกเสียหางก็บินไม่ขึ้นน่ะซีครับ แบบเขาสร้างมาสองหางสองลำตัว คล้ายกับแบบมอสคิวโต บรรทุกผู้โดยสารได้ ๔ คน นักบินหนึ่ง และผู้ช่วยอีกหนึ่งรวม ๖ คน"

นายพลดิเรก ยิ้มให้เสนาธิการของกองทัพอากาศ

"เหมาะทีเดียวคุณชัชวาล คณะของผม ๖ คนพอดี สำหรับเครื่องบินที่ไม่ใช่ไอพ่นประจัญบาน พวกผมสามารถที่จะขับมันได้ เพียงแต่เราใช้เวลาฝึกซ้อมสักสองสามวันเพื่อให้เคยชินกับระบบกลไกบังคับเท่านั้น เครื่องบินที่ว่านี้ติดอาวุธอะไรบ้างครับ"

น.อ.ชัชวาล ตอบโดยไม่ต้องคิด

"มีปืนกลอากาศ ๔ กระบอกครับ แล้วก็อาวุธจรวด สำหรับลูกระเบิดสามารถบรรทุกเอาไปได้ ๕๐๐ กิโลกรัม"

"ออไร๋ ระเบิดบินของผมลูกละ ๒๕ กิโลกรัมเท่านั้น แต่อำนาจระเบิดของมันเท่ากับระเบิดทำลายขนาด ๕๐๐ กิโลกรัม เราจะทิ้งมันก่อนถึงเป้าหมาย ซึ่งลูกระเบิดจะบินเข้าไปหาเป้าหมายเอง ข้าศึกแอบซ่อนอยู่ในถ้ำหรือในเหว ระเบิดบินของผมก็จะค้นหาจนพบ"

เสียงพึมพำดังขึ้นทั่วห้องประชุม บรรดานายทหารผู้ใหญ่ต่างชื่นชมยินดีไปตามกัน เท่าที่ศาสตราจารย์ดิเรกรับทำงานสำคัญครั้งนี้ ซึ่งหมายความว่าเขากับคณะของเขาจะต้องเสี่ยภัยเสี่ยงชีวิตนำเครื่องบินไปทิ้งระเบิดในหุบเขาฝ่าดงปตอ.ของข้าศึก และเครื่องบินสกัดกั้น

ของข้าศึกก็อาจจะขึ้นต่อสู้ขัดขวางด้วย

ท่านนายพลอาวุโสสั่งปิดประชุมหลังจากท่านได้สนทนากับนายพลดิเรกสักครู่ใหญ่ๆ บรรดานายทหารทุกคนต่างลุกขึ้นยืนตรงก้มศีรษะกระทำความเคารพรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายยุทธการ แล้วย่อยๆ กันออกไปจากห้องประชุม

ไม่มีใครวิพากษ์วิจารณ์กันในเรื่องนี้ เพราะเป็นราชการลับเฉพาะ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งเครื่องแบบปกติกากีแกมเขียวเชิ้ตแขนยาวสวมหมวกแก๊ปทรงหม้อตาล ท่านเจ้าคุณมีสีหน้าเคร่งขรึมไปแสดงว่าท่านไม่สู้จะสบายใจนัก ท่านเดินนำหน้าพาคณะพรรคสี่

สหายลงบันไดมาข้างล่าง พวกนายทหารหรือนายสิบที่ผ่านมาต่างกระทำความเคารพกันอย่างแข็งแรง ทำให้นิกรและเสี่ยหงวนรู้สึกภาคภูมิใจไม่น้อยเมื่ออยู่ในเครื่องแบบอันมีเกียรติเช่นนี้

ส.อ.แห้ว โหระพากุล ในเครื่องแบบสิบเอกสวมหมวกหนีบรีบขับรถคาดิแล็คเก๋งมารับเจ้านายของเขา สี่สหายขึ้นไปนั่งรวมกันตอนหลังรถ ท่านเจ้าคุณนั่งคู่กับเจ้าแห้วตอนหน้ารถเหมือนเช่นเคย คาดิแล็คเก๋งแล่นไปทางศาลเจ้าพ่อหลักเมืองและเลี้ยวขวามุมกระทรวง

กลาโหมตัดตรงไปทางถนนราชดำเนิน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมามองดูนายพลดิเรกอย่างเคืองๆ

"แกไม่น่าจะรับปากกับท่านรองและที่ประชุมง่ายๆ เลย"

ศาสตราจารย์ดิเรก ยิ้มให้พ่อตาของเขา

"คุณพ่อกลัวว่าเราจะทำงานไม่สำเร็จหรือครับ"

"ใช่ นอกจากไม่สำเร็จแล้ว เครื่องบินของเราอาจจะถูกยิงตกแถวนั้น ถ้าไม่ถูกปตอ. ก็ถูกปืนจากเครื่องบินประจัญบาน พ่อจะค้านในที่ประชุมก็เกรงว่าใครๆ เขาจะหาว่าพ่อขี้ขลาด"

ดร.ดิเรก หัวเราะเบาๆ

"การทำงานแบบนี้มันก็ต้องเสี่ยงแหละครับคุณพ่อ ทางเดียวเท่านั้นที่เราจะระเบิดสถานีวิทยุเถื่อนและฐานยิงจรวดของข้าศึกได้โดยใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดเบาบุกเข้าโจมตี"

"แต่เราจะถูกยิงตกเสียก่อน เพราะเครื่องบินลาดตระเวนทางไกลหรือเครื่องบินทิ้งระเบิดเบามันอุ้ยอ้ายไม่เหมือนไอพ่นประจัญบาน เจอเอามิกเข้า ๓ เครื่องเราก็เท่งทึงเท่านั้น"

"ฮี้" เสี่ยหงวนร้องลั่น "คุณอาแก่แล้วยังจะกลัวตายอีกหรือครับ เราเป็นทหาร หน้าที่ของเราก็บ่งชัดอยู่แล้วว่าเราต้องสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อประเทศชาติของเรา"

ท่านเจ้าคุณชักฉิว

"ตายน่ะไม่กลัวหรอกโว้ย แต่กลัวว่าจะทำงานไม่สำเร็จ อย่างน้อยเราควรจะมีฝูงบินประจัญบานคุ้มกันเราไปสัก ๕๐ เครื่อง"

นิกรหัวเราะก้าก

"ยังงั้นมันก็รบกันอุตลุดน่ะซีครับ ๕๐ เครื่องน่ะมองเป็นแมลงปอบินหึ่งไปทั่วฟ้า ที่เรารับทำงานสำคัญนี้น่ะ หมายความว่าเราลอบโจมตีมัน เครื่องบินของเราก็จะไม่มีเครื่องหมายระบุสัญชาติ ถ้าหากเราถูกยิงตกเราก็เท่งทึง คุณพ่อจะได้เลื่อนยศเป็นจอมพลปี๊บ อ้ายหมอเป็น

พลเอกปี๊บ ผมกับอ้ายพลและอ้ายกรเป็นพลตรีปี๊บ ลูกเมียได้บำนาญพิเศษสบายแฮไปเลย ถึงตัวเราตายชื่อเรายังอยู่ แม้กระทั่งอ้ายแห้วก็คงได้เป็นร้อยตรีปี๊บ"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยงหันมามองดูเจ้านายของเขา

"รับประทาน เรากำลังจะไปปฏิบัติการที่ไหนกันครับนี่"

เสี่ยหงวนยกมือขวาจับหน้าเจ้าแห้วให้หันไปทางหน้ารถ

"หันไปทางโน้นโว้ย ประเดี๋ยวรถก็ปีนขึ้นไปบนยอดมะขามหรอก พวกเราจะต้องนำเครื่องบินพิเศษไปโจมตีสถานีวิทยุเถื่อนและฐานยิงจรวดของข้าศึกในดินแดนเขมรภายใน ๗ วันนี้ แกต้องไปด้วย และอย่าลืมว่าเรื่องนี้ให้ถือเป็นความลับที่สุด"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"รับประทาน บินไปโจมตีในระยะต่ำเหมือนอย่างบินมัจจุราช ๖๓๓ ที่เฉลิมเขตร์ใช่ไหมครับ"

นายพลดิเรกตอบแทนเสี่ยหงวน

"ออไร๋ ข้าศึกตั้งมั่นอยู่ในหุบเขาคล้ายๆ กับเรื่องบินมัจจุราชและป้อมจรวดมฤตยูรวมกัน"

"โอ้โฮ" เจ้าแห้วคราง "รับประทาน ถ้ายังงั้นก็มีหวังเน่าไปตามกันน่ะซีครับ"

พลว่า "แกกลัวตายก็ไม่ต้องไป แต่พวกฉันไปแน่ เราจะต้องทำทุกอย่างเพื่อทำลายข้าศึกของเรา"

เจ้าแห้วพูดโพล่งขึ้น

"รับประทาน ผมไปซีครับ ตายเพื่อประเทศชาติโก้ดีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมามองดูคณะพรรคสี่สหายแล้วกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น

"เอา ตายก็ตายด้วยกัน แต่เราจะต้องฝึกซ้อมบินให้คล่องแคล่วและวางแผนโจมตีสถานีวิทยุและฐานยิงจรวดให้แนบเนียนที่สุด"

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"ผมจะติดต่อหน่วยใต้ดินในเขมร ให้คอยขัดขวางฆ่าพวกทหารปตอ.ของข้าศึกดีไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ

"อย่าเลยวะ มันจะเหมือนกับเรื่องหนังมากเกินไป หนังมันจะถ่ายทำให้ตื่นเต้นหวาดเสียวยังไงก็ได้ แต่เราไม่ได้เล่นหนัง เราเล่นกับความตาย พลาดพลั้งก็เท่งทึงไปด้วยกัน"

นายพลดิเรกกล่าวอย่างภาคภูมิ

"ผมจะเริ่มสร้างระเบิดบินในวันพรุ่งนี้ ไม่ยากอะไรหรอกครับ ถ้าเราทำลายสถานีวิทยุเถื่อนและฐานยิงจรวดของข้าศึกได้ เราจะเป็นวีรบุรุษไปตามกัน เราจะซ้อมบินตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เรา ๖ คนจะได้ร่วมเป็นร่วมตายกันอีกครั้ง"

นิกรร้องขึ้นดังๆ

"เอามันหมอ กันยอมตายให้สมกับที่ทหารรั้วของชาติ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง หันมาทำตาเขียวกับนิกร

"ทหารเป็นรั้วโว้ย ไม่ใช่ทหารรั้ว"

คณะพรรคสี่สหายต่างหัวเราะคิกคักไปตามกัน ทุกคนตื่นเต้นยินดีที่จะได้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญในสัปดาห์หน้า คือนำเครื่องบินไปทิ้งระเบิดทำลายสถานีวิทยุเถื่อนและฐานยิงจรวดของข้าศึกในหุบเขาแห่งหนึ่ง

เครื่องบินเครื่องนั้นเป็นเครื่องบินพิเศษที่ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกามหามิตรของเรา กองทัพอากาศอเมริกาส่งมาให้กองทัพอากาศรวม ๖ เครื่อง เป็นเครื่องบินแบบ พี. ๑๒๔ สองหางสองลำตัว ใช้เครื่องยนต์ใบพัดสองเครื่องยนต์ ความเร็ว ๔๕๐ ไมล์ ใช้บิน

ลาดตระเวนทางไกลและใช้ทิ้งระเบิดขนาดเบาได้ด้วย

กองทัพอากาศได้มอบเครื่องบินแบบที่กล่าวนี้หมายเลข ๓๓๖ ให้พล.ท.ศาสตราจารย์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ กับคณะใช้ทำลายสถานีวิทยุเถื่อนและฐานยิงจรวดของข้าศึก ซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขาดินแดนตอนหนึ่งของประเทศกัมพูชา ตามคำสั่งฯ พณฯ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

การรับมอบเครื่องบินสองลำตัวหมายเลข ๓๓๖ ได้กระทำหลังจากการประชุมลับเฉพาะที่กองบัญชาการทหารสูงสุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว ๔ วัน ซึ่งหมายความว่านายพลดิเรกจอมนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ได้สร้างระเบิดขนาด ๒๕ ก.ก.เสร็จแล้วรวม ๒ ลูก เป็นระเบิดแรงสูงที่มี

อำนาจในการทำลายอย่างมากมาย ระเบิดบินทั้ง ๒ ลูกถูกนำไปไว้ที่กองทัพอากาศเรียบร้อยแล้ว และศาสตราจารย์ดิเรกได้ถอดชนวนออก

ตอนบ่ายวันนั้น

นายพลดิเรกกับคณะของเขาได้มาที่สนามบินของกองทัพอากาศในเวลา ๑๓.๓๐ น. มีนายทหารอากาศฝ่ายเสนาธิการและชั้นผู้ใหญ่หลายคนมาต้อนรับทางสนามบินทางด้านตะวันออก และเสืออากาศอีกคนหนึ่งคือ ร.อ.พิพัฒน์ เหินนภา ได้รับคำสั่งให้เป็นผู้ฝึกนายพลดิเรก

ขับเครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ เครื่องนี้จนกว่าจะมีความชำนาญในการบังคับเครื่อง

ความเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องของศาสตราจารย์ดิเรกทำให้ ร.อ.พิพัฒน์ตื่นเต้นแปลกใจมาก เมื่อเสืออากาศพานายพลดิเรกขึ้นจากสนามบินไปไม่กี่นาที ดร.ดิเรกก็สามารถเรียนรู้ระบบกลไกบังคับต่างๆ อย่างคล่องแคล่ว ประกอบกับเขาเคยขับเครื่องบินมาแล้วหลายชนิด

เช่นเดียวกับคณะพรรคของเขา นายพลดิเรกขับเครื่องบินเข้ามาวนเหนือพระนครในระยะต่ำแล้วกลับดอนเมือง นำเครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ ลงสู่สนามบินอย่างเรียบร้อยราวกับว่าเขาเป็นนักบินชั้นเสืออากาศคนหนึ่ง

"วิเศษเลยครับอาจารย์" ร.อ.พิพัฒน์กล่าวชมศาสตราจารย์ดิเรกต่อหน้าสามสหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วและพวกนายทหารอากาศอีกหลายคน "อาจารย์ขับเครื่องบิน พี. ๑๒๔ ได้ดีกว่าผมเสียอีกครับ ไม่จำเป็นที่ผมจะต้องสอนจระเข้ให้ว่ายน้ำอีกแล้ว อาจารย์ยอด

คนจริงๆ ครับ ระบบเครื่องยนต์กลไกอยู่ในหัวของอาจารย์ทั้งนั้น"

นายพลดิเรกยิ้มแป้น เขายกมือตบหลัง พ.อ.พล พัชราภรณ์ผู้ช่วยของเขาแล้วกล่าวว่า

"ขับเฮลิคอปเตอร์ยังยากกว่านี้ เพราะการทรงตัวของเฮลิคอปเตอร์สู้เครื่องบินแบบนี้ไม่ได้ เครื่องอุปกรณ์ในการบินก็ดีกว่า กันจะพาพวกเราทุกคนขึ้นบินเดี๋ยวนี้ และจากนี่บินไปลงที่สนามบินนครราชสีมา ระหว่างทางเราผลัดกันขับ ซึ่งกันจะช่วยฝึกให้เราสี่คนนี้ ทุกคนจะ

ต้องขับเครื่องบินลำนี้ให้มีความชำนาญ"

พลเห็นพ้องด้วย

"ดีแล้ว กันก็อยากขับมันเหมือนกัน"

ศาสตราจารย์ดิเรกหันมาทางกลุ่มนายทหารอากาศแล้วกล่าวกับนาวาอากาศเอกร่างสูงใหญ่ในวัยกลางคนคนหนึ่ง

"คุณช่วยสั่งให้เจ้าหน้าที่สรรพาวุธนำกระสุนปืนและจรวดมาติดเครื่องบินให้ด้วยครับ"

น.อ.ศิริชัยทำหน้าฉงน

"อาจารย์จะฝึกบินทำไมจะต้องติดอาวุธด้วยครับ"

นายพลดิเรกตอบเสียงหนักๆ

"ราชการลับเฉพาะครับ ถ้าคุณอยากรู้ผมจะบอกให้ก็ได้ แต่แล้วผมก็จะรายงานไปให้กองบัญชาการทหารสูงสุดได้ทราบว่า คุณศิริชัยพยายามล้วงความลับที่เราได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญมาจากผู้บังคับบัญชา"

"อ้าว" น.อ.ศิริชัยอุทาน "อาจารย์เล่นกับผมอย่างนี้ผมก็แย่ ลูกผม ๕ คนนะครับ ภรรยา ๒ แม่ยายหนึ่ง น้องเมียและพี่เมียอีก ๗"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"ช่วยสั่งลูกน้องคุณให้นำอาวุธจรวดและกระสุนปืนกลมาติดเครื่องบินให้หน่อยครับ แต่ระเบิดแรงสูงของผมไม่ต้องติด"

"ครับ ครับ ผมจะจัดการตามความประสงค์ของอาจารย์เดี๋ยวนี้"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างแต่งเครื่องแบบฝึกสวมหมวกแก๊ปทรงอ่อน ทุกคนได้สนทนากับพวกนายทหารอากาศที่มาต้อนรับถึงเครื่องบินสองหางสองลำตัวแบบ พี. ๑๒๔ ร.อ.พิพัฒน์ เหินนภา กับ นาวาอากาศโทคนหนึ่งเป็นผู้ตอบคำถามของสี่

สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นักบินและนายทหารอากาศเหล่านี้ไม่มีใครรู้ว่านายพลดิเรกกับคณะจะใช้เครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ ทำงานอะไรและเมื่อไร คงเดาได้แต่เพียงว่า ศาสตราจารย์ดิเรกได้รับคำสั่งให้ไปทำลายที่มั่นของศัตรูแห่งใดแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่มีใครกล้าซักถาม กอง

บัญชาการกองทัพอากาศได้มีคำสั่งด่วนให้เจ้าหน้าที่หลายแผนกอำนวยความสะดวกแก่นายพลดิเรกกับคณะทุกสิ่งทุกประการตามความประสงค์ นายทหารอากาศชั้นผู้ใหญ่บางท่านเท่านั้นที่ทราบเรื่องดี แต่ก็ปกปิดเป็นความลับ

๑๔.๓๐ น.

ศาสตราจารย์ดิเรกพร้อมด้วยสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้ขึ้นไปอยู่บนเครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ โดยเรียบร้อย ซึ่งนายพลดิเรกทำหน้าที่เป็นนักบินนั่งคู่กับ พ.อ.พลผู้ช่วยของเขา ส่วนนิกร, กิมหงวนกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วนั่งอยู่ข้างหลังนักบิน

ในฐานะผู้โดยสาร เครื่องบินสองหางสองลำตัวมีที่นั่งอยู่ระหว่างกลางค่อนข้างคับแคบมาก

นายพลดิเรกพูดวิทยุติดต่อกับหอบังคับการบินทันที เขาสต๊าร์ทเครื่องยนต์ เมื่อได้รับอนุญาตให้นำเครื่องบินขึ้นได้ เขาก็บังคับเครื่องบินแล่นทวนลมไปตามทางวิ่งอันยาวเหยียดของมัน พี. ๑๒๔ หมายเลข ๓๓๖ ซึ่งเหมือนกับเครื่องบินลึกลับไม่ปรากฏสัญชาติค่อยๆ ลอย

ขึ้นสู่อากาศ ต่อจากนั้นฐานลูกล้อของมันก็ถูกพับเก็บซ่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ

"พอจะเข้าใจหรือยัง พล" นายพลดิเรกหันมาถามเพื่อนเกลอของเขา

"เข้าใจแล้ว แต่ยังไม่มั่นใจที่จะนำลงสนาม"

ศาสตราจารย์ดิเรกปล่อยมือจากพวงมาลัยรูปครึ่งวงกลม

"เอ้า-แกขับได้แล้ว ปุ่มข้างพวงมาลัยอย่าไปกดเข้า มันคือไกปืน สวิตช์สีแดง ๖ อันข้างหน้าเราคือสวิตช์ยิงจรวด ขณะนี้เรามีกระสุนปืนกลอากาศทั้ง ๔ กระบอกเต็มอัตราศึก มีจรวดอยู่ในปีก ๖ ลูก แต่ไม่มีลูกระเบิด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชะโงกหน้ามาถาม

"จะบินไปไหนกันโว้ย ดิเรก หรือไม่มีจุดหมาย"

นายพลดิเรกหันมายิ้มให้พ่อตาของเขา

"บินมรณะ ๓๓๖ ครับ ผมกำลังจะพาพวกเราไปลาดตระเวนค้นหาสถานีวิทยุและฐานยิงจรวดของข้าศึกตอนใต้จังหวัดศรีสะเกษ"

"ฮ้า" ท่านเจ้าคุณร้องลั่น "แกพูดจริงหรือนี่"

"ออไร๋"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือกหันมามองดูนิกรกับกิมหงวน

"แย่โว้ย ไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวเลย"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"ดีครับ สนุกดี อย่างนี้รวดเร็วทันใจไม่พูดพล่ามทำเพลงหรือนั่งคุยกันวางแผนรบจนคนดูนั่งหลับน้ำลายยืด รวบรัดตัดความถึงบทบู๊เลย ผมชอบ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ผมก็ชอบครับ ผมอยากเป็นนายพลปี๊บ" แล้วเขาก็เปลี่ยนสายตาไปที่เจ้าแห้ว "แกล่ะ ชอบไหม"

เจ้าแห้วทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"รับประทาน ชอบยังไงไหวครับ ผมทิ้งหลวงพ่อไว้ที่บ้านทั้งพวง รับประทาน นึกว่ามาซ้อมบินกัน ที่แท้เอาจริงเลย"

พลหันมามองดูเจ้าแห้ว

"แกกลัวตายก็โดดลงไปซี"

เจ้าแห้วฝืนยิ้ม

"รับประทาน มีร่มเมื่อไหร่ล่ะครับ โดดลงไปกระดูกออกนอกเนื้อ หรือม่ายก็คอย่นลงไปรวมกับตาตุ่ม"

นายพลดิเรกมองหน้าเจ้าแห้วอย่างขบขัน

"อย่าปอดแหกนักเลยวะ อ้ายแห้ว เราไม่ได้ไปโจมตีสถานีวิทยุและฐานยิงจรวดของข้าศึกหรอก ถ้าโจมตีเราก็ต้องนำระเบิดบินติดมา เราเพียงแต่ไปลาดตระเวนค้นหาตำแหน่งสถานีวิทยุเถื่อนและฐานยิงจรวดเท่านั้น เมื่อข้ามเขตแดนเราไปแล้ว เราจะบินในระยะสูง

กล้องประจำเครื่องบินจะช่วยให้กันสำรวจภูมิประเทศเบื้องล่างอย่างชัดเจน ถ้าเราค้นพบที่ตั้งสถานีวิทยุและฐานยิงจรวด เราก็จะโจมตีภายในสองสามวันนี้ บอบ์มให้ราบไปเลย"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"แต่การลาดตระเวนในวันนี้ เราอาจจะตกเป็นเหยื่อปตอ.ของข้าศึกก็ได้นะหมอ"

"โน-เราบินในระยะสูง ความเร็วของเครื่องบินก็ไม่ช้านัก บิน ๔๕๐ ไมล์ ปตอ.ยากที่จะยิงถูกได้ เราจำเป็นต้องลาดตระเวนค้นหาจุดโจมตีให้พบเสียก่อน พูดจบเขาก็หันมาทางพล "บินตรงไปยังทิวเขาปลายขอบฟ้าโน่น นั่นคือนครราชสีมาต่อจากนั้นไปตามเข็มทิศหรือ

อาศัยทางบินในประเทศของเรารับรองไม่หลงแน่ และกันจะงดติดต่อกับหอบังคับการบิน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯกล่าวขึ้นด้วยความหนักใจ

"ก็ถ้าเผื่อเรดาร์ที่โคราชจับเครื่องบินเราได้ ทางนั้นส่งเครื่องบินประจัญบานขึ้นเล่นงานเราล่ะ จะทำอย่างไร เครื่องบินของเราไม่ปรากฏสัญชาติเหมือนเครื่องบินลึกลับ"

นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ไม่ต้องวิตกครับ ป่านนี้ศูนย์รวมข่าวของทอ.คงวิทยุบอกไปทั่วแล้ว ในเรื่องเครื่องบินฝึกของเรา พวกเราไม่ยิงกันเองหรอกครับ การติดต่อเดี๋ยวนี้รวดเร็วฉับพลันมาก"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"มีน้ำมันพอหรือเปล่าโว้ยหมอ ถ้าไม่พอก็แวะเติมที่โคราชเสียก่อน เรือบินไม่เหมือนรถยนต์นะโว้ย รถยนต์น้ำมันหมดก็จอดแหงอยู่บนถนน เรือบินน้ำมันหมดนักบินและผู้โดยสารก็เท่งทึง กลายเป็นหมูย่างหรือหมูบะช่อไปตามกัน"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะลั่น

"น้ำมันมีอยู่เกือบเต็มถัง ก่อนจะบินมาจากดอนเมือง กันให้เขาเติมน้ำมันให้จนเต็มที่แล้ว เราจะบินอยู่ได้อีก ๔ ชั่วโมงเศษ ซึ่งเครื่องบินแบบนี้ ถ้าบรรจุน้ำมันเต็มที่จะบินได้ ๔ ชั่วโมงครึ่ง" แล้วเขาก็กล่าวกับเสี่ยหงวน "มาซี อ้ายหงวน แกมานั่งที่กันลองขับดูบ้าง ซึ่งก็คง

ไม่ลำบากอะไรนัก เพราะแกขับเครื่องบินใบพัดชำนาญอยู่แล้ว เราจะต้องผลัดกันขับเครื่องบินเครื่องนี้เพื่อหาความชำนาญ ใครขับได้ดีที่สุดคนนั้นจะเป็นคนขับเครื่องบินเข้าโจมตีสถานีวิทยุเถื่อนและฐานยิงจรวดของข้าศึก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามขึ้นทันที

"เราจะโจมตีวันไหนแน่"

นิกรตอบแทนนายพลดิเรก

"ก็ในสามสี่วันนี้แหละครับ ถ้าไม่ใช่พรุ่งนี้ ก็ต้องเป็นมะรืนนี้ มะเลื่องนี้ หรือมะโล้นนี้"

ท่านเจ้าคุณทำตาปริบๆ

"มะโล้นนี้...."

"ครับ หมายถึงอีก ๕ วันข้างหน้าที่จะมาถึง"

"ภาษาตวักตะบวยอะไรของแกวะ เขามีแต่มะเลื่องนี้เท่านั้น"

นิกรแกล้งทำหน้าตาย

"คุณยายท่านเคยสอนผมครับ มะรืนนี้แล้วก็มะเลื่องนี้ มะโล้นนี้ ต่อไปก็มะลื่นนี้"

"แล้วก็มะเหงกนี้ใช่ไหมล่ะ แกพยายามหาเรื่องพูดเกี่ยวกับกบาลฉันเสมอ"

นิกรยกมือวันทยาหัตถ์พ่อตาของเขา

"ขอโทษทีครับ"

นายพลดิเรกกับเสี่ยหงวนต่างสับเปลี่ยนที่นั่งกันด้วยความลำบาก เพราะเนื้อที่ในเครื่องบินจำกัดมากพ.อ.กิมหงวนอดีตเปรตเวหาเมื่อครั้งสงครามอินโดจีน และสงครามอาเซียบูรพานั่งประจำที่นักบินที่หนึ่ง ซึ่งมี พ.อ.พล พัชราภรณ์ อยู่ทางขวาของเขา และขณะนี้พลกำลัง

บังคับเครื่องบิน พี. ๑๒๔ หมายเลข ๓๓๖ บินผ่านท้องทุ่งหญ้าอันเวิ้งว้างกว้างขวางแลละลิบลิ่วมุ่งตรงไปจังหวัดนครราชสีมาตามความประสงค์ของหัวหน้า คือนายพลดิเรก

อาเสี่ยได้ซักถามมาตรต่างๆ และรายละเอียดในการบังคับเครื่องจากพล สักครู่เขาก็ทำหน้าที่ขับเครื่องบินลาดตระเวนทางไกลซึ่งเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดเบาด้วย พอขับไปได้สักครู่ เสี่ยหงวนก็นึกสนุกขึ้นมา เขาเริ่มบินผาดแผลงทันที คือเอียงปีกซ้ายและดำดิ่งลงสู่เบื้องล่าง

ศาสตราจารย์ดิเรกกับนิกร, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วนั่งอยู่กับที่โดยไม่มีเข็มขัดรัดตัว ทั้ง ๔ คนจึงพุ่งตัวมาข้างหน้าปะทะกับที่นั่งนักบินทั้งสองและร้องเอะอะเอ็ดตะโรลั่น

"เฮ้" นายพลดิเรกตะโกนสุดเสียง "แกขับยังไง อ้ายหงวน"

อาเสี่ยยิ้มละไม เขามองดูพื้นดินซึ่งแลเห็นใหญ่ขึ้นและใกล้เข้ามาตามลำดับ

"ซ้อมดำทิ้งระเบิดโว้ย หมอ ฮ่ะ ฮ่ะ ทุกคนไม่ต้องตกใจ เชื่อมือกันเถอะวะ อย่างมากก็ปักหัวจมลงไปในท้องนาเท่านั้น โอ้โฮ สนุกจังโว้ย"

"อ้ายหงวน" ท่านเจ้าคุณร้องลั่น "นี่ไม่ใช่เครื่องบินขับไล่ ระวังปีกมันจะหัก หรือม่ายก็เงยหัวไม่ขึ้น"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"เชื่อมือผมเถอะครับ นักบินชั้นดีต้องบินโลดโผนได้ทั้งนั้น แม้กระทั่งเฮลิคอปเตอร์"

เสียงเครื่องยนต์ครางแผ่วเบาแหลมเล็ก ปีกของเครื่องบินสั่นสะเทือนเหมือนกับจะขาดหรือหลุดออกจากลำตัวของมัน เครื่องบินดำดิ่งลงมาจนกระทั่งสูงจากพื้นดินประมาณ ๓๐๐ ฟิต เสี่ยหงวนก็บังคับให้มันเงยขึ้นด้วยความบ้าบิ่นของเขาประกอบกับความคึกคะนองที่นานๆ

ได้ขับเครื่องบินครั้งหนึ่ง ศาสตราจารย์ดิเรกเอื้อมมือขวาเขกศีรษะเสี่ยหงวนเต็มเหนี่ยวเสียงดังโป๊ก

"พอแล้ว ไอต้องการให้ยูบินระดับไม่ใช่บินโลดโผน อย่าลืมว่าเครื่องบินเครื่องนี้เป็นของกองทัพอากาศ ตัวเราตายไม่เป็นไร แต่อย่าให้เครื่องบินหักพังชำรุดเสียหายได้ ราคาของมันลำหนึ่งหลายล้านนะโว้ย ไม่ใช่ถูกเหมือนรถยนต์"

อาเสี่ยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เขาหันมามองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนิกรซึ่งนั่งกอดกันกลมเพราะความหวาดเสียวกลัวว่าเครื่องบินจะโหม่งโลก

"ปอดหรือครับ คุณอา"

ท่านเจ้าคุณค้อนปะหลับปะเหลือก

"ยังจะถามอีก ขับภาษาตวักตะบวยอะไรวะ เครื่องบินแบบนี้มันใหญ่และหนักกว่าเครื่องบินขับไล่ ดันดำลงไปได้ ดีไม่ดีก็จะกลายเป็นหมูย่างไปตามกัน"

นิกรทำปากหมุบหมิบด่าเสี่ยหงวนในใจ

"ฉันเคยเป็นนักบินชั้นเสืออากาศมาเหมือนกัน แต่มันเรื้อโว้ย ไม่ได้ขับเครื่องบินมานานแล้ว เคยแต่นั่งไปโน่นไปนี่ แล้วก็นักบินเขาไม่ได้บินผาดแผลงอย่างนี้ แกอย่าขับเลยวะ ให้อ้ายพลมันขับดีกว่า กันยังไม่อยากตายหรอก"

อาเสี่ยยิ้มให้นิกร

"เรื่องตายน่ะ ถ้ามันถึงกาลเวลาของเราแล้ว นั่งอมยิ้มอยู่ในห้องส้วมยังเป็นลมตายนี่หว่า นักบินบางคนเป็นเรืออากาศตรีจนกระทั่งนายพล ตกเรือบินตั้งหลายสิบครั้งยังไม่ตาย ดวงของพวกเรายังดีอยู่ ไม่ตายง่ายๆ หรอกวะ" พูดจบเสี่ยหงวนก็สะดุ้งเฮือก "เฮ้ยๆ อ้ายหมอ

เครื่องยนต์สะบัดแพร่ดๆ เหมือนท้องเสียว่ะ"

นายพลดิเรกนัยน์ตาเหลือก ความรู้สึกบอกตัวเองว่าเครื่องยนต์ขัดข้องและความเร็วของมันกำลังลดตามลำดับ

"ปีนกลับมานี่ อ้ายหงวน เร็วโว้ย น้ำมันเดินไม่สะดวก กันขับเอง"

พ.อ.กิมหงวนรีบปีนข้ามมาทางที่นั่งผู้โดยสาร ปล่อยให้ พ.อ.พลทำหน้าที่ขับเครื่องบินและพยายามแก้ไขให้เครื่องยนต์ทำงานตามปกติ แต่เครื่องยนต์ทั้งสองเครื่องเกิดขัดข้องเดินไม่สะดวก เข็มวัดระยะความเร็วค่อยๆ ลดลง

ศาสตราจารย์ดิเรกปีนข้ามไปนั่งประจำที่นักบินตามเดิม เขาเริ่มแก้ไขตามความรู้ความสามารถของเขาและสั่งให้พลปล่อยมือจากพวงมาลัย พี. ๑๒๔ หมายเลข ๓๓๖ โคลงเคลงไปมาทำท่าเหมือนกับจะโหม่งโลก

เจ้าแห้วหน้าซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษ ขวัญและกำลังใจเสียไปแล้ว เขากระซิบกระซาบบอกนิกรเบาๆ

"รับประทาน สวดมนต์เถอะครับ ไม่มีอะไรที่จะดีกว่ายึดคุณพระเป็นที่พึ่ง"

"สวดว่ายังไงล่ะ" นิกรถามเสียงสั่น

"รับประทาน ยังไงก็ได้ครับ สวดนะโมสามจบก็ยังดี"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"แกสองคนไหงขี้ขลาดยังงี้วะ ถ้าตายเราก็ตายด้วยกันทั้งหกคน แล้วก็ทางรอดเรายังมีอยู่ อ้ายหมอกับอ้ายพลอาจจะช่วยกันนำเครื่องบินลงแบบฉุกเฉินได้ ภูมิประเทศข้างล่างเป็นทุ่งนาทั้งนั้นไม่ใช่ป่าเขา"

นิกรนึกละอายใจขึ้นมาก็ยืดหน้าอกขึ้นเต๊ะท่าให้ทุกคนเห็นว่าเขามีจิตใจเข้มแข็งสมกับที่เขาอยู่ในเครื่องแบบพันเอก

"ใครบอกแกวะ ว่ากันขี้ขลาด กันเห็นอ้ายแห้วมันกลัวตายกันล้อมันเล่นต่างหาก เครื่องบินตกเรื่องขี้ผงโว้ย คนเราเมื่อถึงที่ตายมันก็หนีความตายไปไม่พ้น ดูนัยน์ตากันซิว่า มีแววขี้ขลาดตาขาวแฝงอยู่หรือเปล่า"

อาเสี่ยยิ้มให้

"ไม่มีโว้ย"

"แล้วแกเห็นอะไรจากแววตาของกัน" นิกรตะคอกถาม

"ก็เห็นขี้ตาอยู่เพียงก้อนเดียวที่หัวตาข้างขวาของแก"

"อ้าว-เสือกเห็นจนได้"

ศาสตราจารย์ดิเรกพยายามแก้ไขจนสุดความสามารถ แต่เครื่องยนต์ทั้งสองเครื่องคง ติดๆ ดับๆ เครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ บินช้าบ้างเร็วบ้าง ในที่สุดพลก็กล่าวกับนายพลดิเรก

"กันวิทยุติดต่อกับกองบัญชาการนะหมอ อย่างน้อยเขาอาจจะให้คำแนะนำเรา ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้สะดวก"

"โน" ดร.ดิเรกร้องลั่น "ถ้าวิทยุไปขอความช่วยเหลือไอก็ขายหน้าเขาแย่ เรายอมตายด้วยกันดีกว่าหากไอแก้ไขไม่ได้ แต่ว่าเครื่องยนต์มันยังคงมีกำลังพอที่จะพาเราไปถึงสนามบินโคราช แกเหลียวไปดูข้างหลังเราซิ ทำไมคุณพ่อเงียบไป"

พลหันไปดูแล้วกลั้นหัวเราะไว้

"คุณอากำลังดมยาดมโว้ย"

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ เครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ ก็ยังขลุกขลักอยู่นั่นเอง บางขณะเครื่องยนต์ก็ดับไปเกือบสองนาทีแล้วก็ติดขึ้น นิกรหายกลัวตายแล้ว เขามองดูศาสตราจารย์ดิเรก แล้วพูดขึ้นดังๆ

"สงสัยเสียแล้วโว้ย หมอ เครื่องบินเครื่องนี้เหมือนกับเครื่องบินผีสิงหรือเคยทับคนตายก็ไม่รู้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ฝืนหัวเราะ

"เครื่องบินนะโวย ไม่ใช่รถยนต์"

"ก็เครื่องบินน่ะซีครับ"

"แล้วมันจะทับคนได้อย่างไรวะ"

"อ้าว-ก็ตอนวิ่งขึ้นจากสนามบินน่ะซีครับ หรือม่ายก็ตอนลงสนาม เครื่องบินเคยชนหรือทับคนตายบ่อยๆ " พูดจบเขาก็ยกมือตบบ่าพล "เฮ้ย-แกข้ามมานั่งนี่เถอะวะ กันจะไปนั่งแทนแก ช่วยดิเรกมันแก้ไข ลองใช้คาถาช่วย เครื่องยนต์อาจจะทำงานได้ดี"

"คาถาอีกแล้ว" พลพูดพลางหัวเราะ แล้วปีนข้ามเก้าอี้มาทางที่นั่งผู้โดยสาร

นิกรรีบลุกขึ้นก้าวข้ามไปนั่งประจำที่นักบินผู้ช่วย

"เป็นยังไงหมอ ถ้าแก้ไม่ไหวหมดความสามารถก็บอกมา กันจะช่วย"

นายพลดิเรกยิ้มอย่างใจเย็นตามเคย

"กันมีความชำนาญในเรื่องเครื่องยนต์ดีกว่าแกมากมายนัก นั่งเฉยๆ เถอะวะอ้ายกร ถ้ากันแก้ไม่ได้กันจะบินกลับดอนเมือง ขณะนี้เราอยู่ห่างจากดอนเมืองเพียง ๔๐ ไมล์เท่านั้น"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"ตามใจ แต่ถ้าเครื่องยนต์หยุด กันจะช่วยใช้เวทมนต์ของกันบังคับให้เครื่องยนต์ทำงานต่อไป"

ศาสตราจารย์ดิเรกพยายามแก้ไขต่อไป แต่เครื่องบินบินอยู่ในอากาศ ไม่ได้ติดเครื่องจอดอยู่บนพื้นดิน การตรวจเครื่องยนต์จึงทำไม่ได้ คงรู้แต่เพียงว่าน้ำมันเดินไม่สะดวก เสียงเครื่องยนต์สะบัดและเดินไม่เต็มที่ จนกระทั่งบางขณะเครื่องบินเกือบจะทรงตัวอยู่ไม่ได้

ในที่สุดนายพลดิเรกก็หันมาทางนิกร

"เอา-แกลองใช้เวทมนต์ของแกทำให้เครื่องยนต์ทำงานเป็นปกติซิ กันจนปัญญาแล้วโว้ย"

นิกรยิ้มแสยะ เก๊กหน้าเหมือนกับว่าเขาเป็นอาจารย์ไสยศาสตร์ชั้นดีคนหนึ่ง เขาถอดหมวกแก๊ปทรงอ่อนออกวางไว้บนขา แล้วประณมมือทั้งสองข้างไว้ระหว่างหน้าอก หลับตาทำปากหมุบหมิบว่าคาถา ทุกคนพากันดูนิกรอย่างเศร้าใจ เครื่องยนต์ของเครื่องบินทั้ง ๒ เครื่อง

ยังมีอาการสำลักติดๆ ดับๆ ตลอดเวลา และนายพลดิเรกไม่ได้แก้ไขอะไรอีก เพียงแต่บังคับให้มันบินตรงไปข้างหน้า

นิกรลืมตาขึ้นแล้วเป่าพรวดๆ ไปรอบๆ ห้อง จนกระทั่งน้ำลายกระเซ็นเข้าหน้ากิมหงวน ครั้นแล้วนิกรก็ยกเท้าขวากระทืบพื้นเครื่องบินค่อนข้างแรงเสียงดังโครม

มันเหมือนกับว่า พ.อ.นิกรเป็นผู้มีบุญฤทธิ์หรืออิทธิปาฏิหาริย์ เครื่องยนต์ทั้ง ๒ เครื่องของเครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ ครางกระหึ่มเป็นปกติเหมือนอย่างเดิมท่ามกลางความประหลาดมหัศจรรย์ใจของทุกคนเว้นแต่ศาสตราจารย์ดิเรกซึ่งไม่ยอมเชื่อว่าเครื่องยนต์หายขัดข้อง

เพราะเวทมนต์ของนิกร

"อ้ายกร" เสี่ยหงวนร้องลั่น "แกแน่จริงๆ โว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ เวทมนต์ของแกเด็ดขาดมาก เป่าคาถากระทืบตีนโครมเดียวเครื่องยนต์หายขัดข้อง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูนิกรอย่างชื่นชม

"แกเป็นคนที่มีความสามารถอันเร้นลับอยู่ในตัวของแกเสมอ คล้ายกับว่าแกเป็นพ่อมดหมอผี หลายครั้งแล้วที่แกช่วยแก้ไขความคับขันที่เกิดขึ้นแก่พวกเราให้หายไป ครั้งหนึ่งช้างป่าโขลงหนึ่งจะเล่นงานเรา แกหักกิ่งไม้แจกจ่ายพวกเราคนละกิ่งแล้วให้ยืนเฉยๆ ชูกิ่งไม้

ไว้เหนือหัว แกใช้เวทมนต์ของแกทำพิธีบังไพร ช้างป่า ๑๐ กว่าตัววิ่งผ่านหน้าเราไปโดยไม่เห็นพวกเรา"

พลพูดเสริมขึ้นทันที

"จริงครับ เรื่องเวทมนต์คาถา อ้ายกรมันสนใจมาก เป็นลูกศิษย์อาจารย์ดีๆ ตั้งหลายคน ทั้งที่เป็นสงฆ์และฆราวาส เครื่องบินบินได้ปกติเช่นนี้ค่อยหายใจทั่วท้องหน่อย แกยอดคนเลยโว้ย อ้ายกร ไปไหนมีแกไปด้วยทำให้เราปลอดภัยเสมอ"

นิกรยิ้มแก้มแทบแตก หันมาพยักหน้ากับนายพลดิเรก

"ไง-หมอ ตื่นเต้นบ้างไหม"

ดร.ดิเรกหัวเราะ

"ตื่นนิดหน่อยแต่ไม่เต้น ไอไม่เชื่อหรอกว่าเครื่องยนต์เป็นปกติตามเดิมเพราะอำนาจเวทวิเศษของแก มันเป็นการบังเอิญมากกว่า พอแกเป่าคาถากระทืบเท้า น้ำมันมันก็เดินสะดวก แต่ไม่ได้เป็นเพราะคาถาอาคมของแก ระบบเครื่องยนต์มันก็เป็นอย่างนี้ บางทีเกิดขลุก

ขลักนิดหน่อยแล้วเครื่องยนต์ก็ทำงานได้ดี"

นิกรมองดูหน้านายพลดิเรกด้วยแววตาถมึงทึง แล้วหันไปมองดูคณะพรรคของเขา

"อ้ายหมอเป็นนักวิทยาศาสตร์หัวดื้อและหัวรั้นตลอดเวลา ไม่ยอมเชื่อถือในเรื่องภูติผีปีศาจและไสยศาสตร์เลย แทนที่จะขอบใจหรือแสดงความดีใจในความสามารถของกัน กลับพูดดูหมิ่นกัน พับผ่า....ประเดี๋ยวพ่อเสกเรือบินลำนี้เข้าท้องอ้ายหมอเสียหรอก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ สีหน้าของท่านชุมชื่นขึ้นแล้ว

"แกทำได้เรอะ"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ได้หรอกครับ เรือบินมันใหญ่เกินไปกว่าจะเสกให้เล็กเหลือเท่าขี้เล็บ ปล่อยเข้าท้องดิเรกต้องใช้เวลาหลายวัน ถ้าเสกหนังควายหรือโต๊ะเก้าอี้ละก้อผมทำได้ ดูแต่อ้ายเชื้อขี้เมาข้างบ้านเราซีครับ มันเมาเหล้าร้องตะโกนด่าพวกเราริมรั้วอย่างหยาบๆ คายๆ ผมเลยเสก

ครกตำน้ำพริกเข้าท้องมัน อ้ายเชื้อเท่งทึงไปเลย"

นายพลดิเรกหัวเราะเยาะ

"อย่าโม้หน่อยเลยวะ อ้ายกร ตาเชื้อแกเป็นโรคตับแข็งและพิษสุราเรื้อรังต่างหาก"

นิกรหันขวับมาทางศาสตราจารย์ดิเรก

"แกไม่เชื่อว่ากันมีความรู้ในวิชาไสยศาสตร์ยังงั้นหรือ"

"ออไร๋ เก่งจริงแกลองทำให้เครื่องยนต์หยุดซิ ถ้าแกทำได้ กันจะยอมกราบแกต่อหน้าพวกเรา"

นิกรเค้นหัวเราะ

"ดีแล้ว แล้วแกอย่าร้องให้กันช่วยนะ" พูดจบเขาก็ประณมมือขึ้นระหว่างหน้าอก หลับตาร่ายเวทวิทยาทำปากหมุบหมิบอยู่ในราว ๒ นาทีแล้วลืมตาขึ้นเป่าลมไปข้างหน้าสองสามที

สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เกิดขึ้นทันที เครื่องยนต์ ๒ เครื่องยนต์ของเครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ ซึ่งกำลังทำงานอย่างสะดวก เกิดขัดข้อทั้ง ๒ เครื่อง สะบัดแพร่ดๆ ทำท่าเหมือนจะดับ ความเร็วของเครื่องบินลำนี้ลดลงทันทีและเกิดการโคลงเคลงขึ้น นายพลดิเรกพยายามแก้ไขด้วย

ความตกใจ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องเสียงหลง

"อ้ายกร อย่าเล่นยังงี้เลยโว้ย หวาดเสียว"

ศาสตราจารย์ดิเรกใบหน้าซีดเผือด เมื่อรู้สึกว่าเครื่องยนต์คงจะดับแน่ ในที่สุดเขาก็หันมาทางนิกร

"ช่วยซีอ้ายกร ถ้าแกทำให้เครื่องยนต์ติดกันจะยอมกราบแก"

นิกรบกเท้าขวากระทืบพื้นแล้วตะโกนลั่น

"ติดโว้ย เครื่องยนต์จงทำงานตามเดิม"

เสียงเครื่องยนต์ทั้งสองครางกระหึ่ม ทุกคนถอนหายใจโล่งอก ศาสตราจารย์ดิเรกยกมือไหว้นิกรทันที

"ยูเก่งมาก ยูเหมือนพ่อมดในอัฟริกา โอ-ไอยอมรับนับถือความรู้ของยูแล้วในด้านเวทมนต์คาถา"

นิกรยิ้มแป้น

"แกจำไว้เถอะหมอ เรื่องคาถาอาคมไม่ใช่เรื่องเหลวไหล กันจะเสกให้เครื่องบินลำนี้พุ่งลงดินก็ได้ ไม่เชื่อก็ลองดู"

"อย่าโว้ย" สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องขึ้นพร้อมๆ กัน

นิกรยิ้มให้ศาสตราจารย์ดิเรก

"รับรองว่าต่อไปเครื่องยนต์จะไม่ขัดข้องอีกแล้ว ที่ขัดข้องก็เพราะมาตรต่างๆ ข้างหน้าเรามันมีมากเกินไป เอาออกเสียบ้างก็ได้" พูดจบนิกรก็เอื้อมมือกระชากปุ่มสวิทช์กลไกบังคับบนแผงหน้าที่นั่งออกมาสามสี่อัน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลและเสี่ยหงวนต่างหันมามองดูหน้ากัน อาเสี่ยกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ ว่า

"อ้ายกรมันเป็นคนธรรมดาหรือเป็นผู้วิเศษกันครับ คุณอา"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแห้งๆ

"อาว่าเป็นคนบ้าๆ บอๆ มากกว่า คนแบบนี้อาเคยเห็นมาเหมือนกัน"

นิกรยิ้มแก้มแทบแตก

"เห็นที่ไหนครับ"

"ก็ที่โรงพยาบาลโรคจิตน่ะซี"

นิกรหยุดยิ้มทันทีแล้วค้อนพ่อตาของเขา ทุกคนสดชื่นรื่นเริงไปตามกันเมื่อเครื่องยนต์ของเครื่องบินทำงานเป็นปกติ นายพลดิเรกฝึกให้นิกรขับเครื่องบิน สอนให้รู้จักมาตรต่างๆ และระบบกลไกของเครื่องบินแบบนี้

พี. ๑๒๔ หมายเลข ๓๓๖ บินด้วยความเร็ว ๔๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง ระยะสูง ๔,๕๐๐ ฟุต กล้องประจำเครื่องบินช่วยให้นักบินและนักบินผู้ช่วยมองแลเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างอย่างถนัด เมื่อเข้าเขตจังหวัดนครราชสีมา นายพลดิเรกก็นำเครื่องบินวนรอบเมืองในระยะต่ำชมนคร

ของคุณหญิงโม ซึ่งบัดนี้กลายเป็นนครใหญ่มีอาคารบ้านเรือนหนาแน่น และเขตย่านชุมนุมชนกำลังขยายกว้างออกไปทุกที

จากนครราชสีมา เครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ ได้บินไปตามเส้นทางรถไฟตรงไปจังหวัดบุรีรัมย์และสุรินทร์เรื่อยไปกระทั่งศรีสะเกษ ซึ่งตอนนี้พลได้ทำหน้าที่เป็นนักบินที่ ๒ หรือนักบินผู้ช่วย ส่วนนิกรกับเจ้าแห้วนั่งสัปหงกอยู่ข้างหลังนักบินทั้ง ๒ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เพลิดเพลิน

กับขุนเขาลำเนาไพรเบื้องล่าง โดยมองจากช่องหน้าต่างลงมา

เมื่อเข้าเขตจังหวัดศรีสะเกษ พ.อ.พล พัชราภรณ์ ก็บินตัดออกทางทิศใต้ตรงไปยังอำเภอกันทรลักษณ์ และแล้วเครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ ก็ข้ามพรมแดนประเทศไทยบินอยู่เหนือแผ่นดินเขมรซึ่งเต็มไปด้วยป่าเขาและบางแห่งก็เป็นที่ราบ

เครื่องบินลาดตระเวนทางไกลหมายเลข ๓๓๖ บินในระยะสูง ๔,๘๐๐ ฟิต นาพลดิเรกเริ่มตรวจดูภูมิประเทศด้วยกล้องประจำเครื่องบินทันที และเตรียมถ่ายภาพจากกล้องถ่ายรูปพิเศษของเขา ที่สามารถถ่ายภาพเบื้องล่างได้ถนัดชัดเจนและขยายเป็นภาพขนาด ๒๔ นิ้วได้

อย่างสบาย

ในที่สุดเครื่องบินก็ผ่านกลุ่มภูเขาหลายลูกซึ่งแลสลับซับซ้อนไปไกล เทือกเขาของมันส่วนมากติดต่อกัน นายพลดิเรกได้ตรวจดูในรูปภาพที่กรมแผนที่ทหารถ่ายไว้ก็สังเกตได้ว่า บริเวณสถานีวิทยุเถื่อนที่เรียกตัวเองว่าเสียงประชาชนไทยและฐานยิงจรวดของศัตรูตั้งอยู่ที่

ขุนเขาหมายเลข ๖ ในรูปขยาย ซึ่งเขากำลังมองดูอยู่

ศาสตราจารย์ดิเรกชี้มือบอกพล

"โน่น-จุดหมายของเราคือเขาใหญ่ที่มียอดสามยอด แกขับเครื่องบินตรงเข้าไปในระดับนี้และบินวนรอบเขานั้น กันจะถ่ายรูปด้วยกล้องพิเศษของกัน เพื่อนำภาพไปวางแผนโจมตีในวันมะรืนนี้"

เครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ เข้าเครื่องเรดาร์ของศัตรูแล้วนับตั้งแต่ข้ามเส้นพรมแดนเข้ามา ผู้บังคับฝูงบินคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นฝูงขับไล่ประจัญบานมีสนามบินชั่วคราวอยู่ในเขตสถานีวิทยุเถื่อน ได้รับคำสั่งให้นำเครื่องบินขึ้นต่อสู้ทันที แต่นักบินไม่ได้อยู่ในค่าย บ้างก็ไปเล่น

การพนันกับพวกชาวป่า บ้างก็ไปหาความสุขกับพวกผู้หญิงชาวบ้านป่า ผู้บังคับฝูงจึงขับมิก ๑๗ ขึ้นจากสนามบินตามลำพัง และทะนงตัวคิดว่า เครื่องบินของกองทัพอากาศไทยเพียงเครื่องเดียว คงไม่มีพิษสงอะไรนัก

พลบังคับเครื่องบินบินอ้อมขุนเขาใหญ่ลูกนี้แล้ว นายพลดิเรกแลเห็นจุดหมายเบื้องล่างก็รีบถ่ายรูปไว้ได้หลายภาพ แต่ฐานยิงจรวดซึ่งตั้งอยู่ใต้ชะง่อนผาถ่ายไว้ได้ด้วยความยากลำบาก

กำลังบินฉวัดเฉวียนไปมา เพื่อทำหน้าที่ลาดตระเวน เสียงปตอ.ก็ระเบิดขึ้นรอบๆ เครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ ลำตัวเครื่องบินสั่นสะเทือน นายพลดิเรกกับพลช่วยกันบังคับเครื่องบินขึ้นสูงและเร่งความเร็วเต็มที่ เพื่อหลบหลีกห่ากระสุนปตอ.ของข้าศึก

"เร็วโว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องลั่น "ปตอ.มันยิงถี่ยิบยิ่งกว่าหนังเรื่องบินมัจจุราช ๖๓๓ เสียอีก"

เมื่อถึงคราวคับขัน เครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ ก็ต้องบินผาดแผลงบ้างในท่าเอียงปีกและไต่ขึ้นหาระยะสูง

"ถ่ายรูปได้เรียบร้อยหรือยังหมอ" พลถาม

"ออไร๋ ถ่ายไว้ได้ ๑๒ รูป ซึ่งเราจะนำไปประกอบการวางแผนนำเครื่องบินเครื่องนี้ทิ้งระเบิดทำลายสถานีวิทยุและฐานยิงจรวดของมัน ไป-กลับดอนเมืองได้แล้วพล"

เครื่องบินพ้นแนวปตอ.มาแล้ว พล พัชราภรณ์บังคับเครื่องบินไปทางเหนือเพื่อเข้าเขตแดนไทยทางจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อเครื่องบินข้ามภูเขาลูกหนึ่ง นิกรก็ร้องเสียงหลง

"เฮ้ย มิกหนึ่งเครื่องไล่กวดเรามาแล้ว อยู่ทางขวา"

พลหันไปมองดู เขาแลเห็นมิก ๑๗ ของกองทัพอากาศแดงกำลังบินตรงเข้ามาด้วยความเร็วสูง

"สู้ตายอ้ายหมอ ถ้าหนี มันอยู่ข้างหลังและอยู่สูงกว่าเรา มันก็ยิงเราตก"

เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นทันที

"สู้ตายโว้ยพล ทหารไทยหนีข้าศึกมีหรือวะ เอามัน....ไล่ชนมันเลย" แล้วอาเสี่ยก็ตะโกนสุดเสียง "ไชโย้"

เมื่อเผชิญหน้าข้าศึก ทุกคนก็มีขวัญและกำลังใจเข้มแข็งอย่างน่าประหลาดแม้กระทั่งเจ้าแห้ว เครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ เลี้ยวขวามือบินเข้าหามิก ๑๗ ของข้าศึกทันที

"แกเป็นคนยิงนะพล" นายพลดิเรกร้องบอก

เครื่องบินประจัญบานและเครื่องบินลาดตระเวนปะทะกันแล้ว ซึ่งมิก ๑๗ เป็นฝ่ายยิงก่อน นักบินผู้ขับขี่มียศเป็นนาวาอากาศตรี กระสุนปืนกลอากาศที่ยิงกราดมา เฉียดเครื่องบิน ๓๓๖ ไปอย่างหวุดหวิด แต่นัดหนึ่งถูกกระจกกำบังลมด้านหน้าที่อยู่สูงกว่าศีรษะนักบินเล็ก

น้อยแตกเป็นรู ถ้าหากว่าต่ำกว่านั้น กระสุนปืนก็คงถูกพลหรือศาสตราจารย์ดิเรกคนใดคนหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย

พลเหนี่ยวไกปืนกลบ้าง กระสุนปืนกลทั้ง ๔ กระบอกพุ่งออกจากกระบอกพร้อมๆ กัน เครื่องบินทั้งสองลำต่างผละออกจากกันไปและเลี้ยวกลับมาหากันอีกด้วยกลยุทธการรบบนเวหา

เจ้าแห้วร้องบอกเจ้านายของเขา

"รับประทาน ยิงซีครับ เอาเลยครับ"

ต่างฝ่ายต่างปล่อยกระสุนปืนกลเข้าหากัน แต่โชคของพลดีกว่านักบินข้าศึก กระสุนปืนกลของเครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ ถูกมิก ๑๗ ที่ถังน้ำมันพอดีทำให้เกิดระเบิดกลางอากาศ

"ตูม"

มิก ๑๗ แหลกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ส่วนหางและลำตัวของมันไฟลุกแดงควงสว่านลอยละลิ่วลงสู่บริเวณป่าทึบแห่งหนึ่ง นายพลดิเรกหันมายิ้มให้พลและยื่นมือให้จับ

"แกแน่โว้ยพล"

พลหัวเราะเบาๆ

"สงสัยว่าอ้ายกรใช้เวทมนต์ช่วยให้กันยิงเครื่องบินข้าศึกมากกว่า"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"เปล่าๆ เป็นความสามารถของแกเอง กันไม่ได้ใช้คาถาอาคมอะไรหรอก มัวแต่ปลุกหลวงพ่อให้คุ้มครองเรา แกยิงแม่นมากพล ตื่นเต้นและสนุกกว่าดูหนังว่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นจุดเล็กๆ ๓ จุดที่ขอบฟ้า ท่านก็ร้องขึ้นดังๆ

"เปิดโว้ยพล มิกตามเรามาอีก ๓ ลำ สามต่อหนึ่งเราสู้มันไม่ไหวแน่ มันอยู่สูงกว่าเราหรือเท่าๆ กับเราบ้าง เลือกยิงเราตามสบาย"

พี. ๑๒๔ ไม่ใช่เครื่องบินประจัญบาน จึงต้องหลบหนีการปะทะกับหมู่เครื่องบินประจัญบานของข้าศึก เครื่องบินลาดตระเวนหมายเลข ๓๓๖ บินเร็วเต็มที่ แต่อย่างไรก็ช้ากว่าเครื่องบินประจัญบานซึ่งมีความเร็วเหนือเสียง

มิก ๑๗ ทั้ง ๓ เครื่องบินเกาะหมู่ไล่กวดติดๆ มา และใกล้เข้ามาตามลำดับ นักบินข้าศึกตั้งใจจะจับเป็น คือบินเข้าขนาบและบังคับให้เครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ บินย้อนกลับไปลงที่สนามบินชั่วคราวของมัน เพื่อจับนักบินและผู้ที่โดยสารมากับเครื่องบินเครื่องนี้ และยึดภาพ

ถ่ายยึดกล้องถ่ายรูปหรือเอกสารอันมีค่า

แต่เครื่องบิน ๓๓๖ ของเราข้ามพ้นเส้นพรมแดนเข้าเขตประเทศไทยมาได้แล้ว อย่างไรก็ตาม มิก ๑๗ ทั้ง ๓ เครื่องก็ยังคงติดตามมาโดยไม่ลดละ

ทันใดนั้นเอง เอฟ-๑๐๐ ของกองทัพอากาศไทยรวม ๓ เครื่องก็ปรากฏตัวขึ้น เครื่องบินหมู่นี้ได้รับคำสั่งให้บินลาดตระเวนตามเส้นพรมแดนของเราเพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องบินข้าศึกล่วงล้ำเข้ามา เมื่อผู้บังคับหมู่บินของเราแลเห็นเครื่องบินมิก ๑๗ หมู่นี้กำลังไล่กวดเครื่อง

บินปฏิบัติการพิเศษของนายพลดิเรกกับคณะ ผู้บังคับหมู่ก็วิทยุสั่งนักบินทั้ง ๒ เครื่องนำเครื่องบินเข้าสกัดทันที

ซุปเปอร์ เซเบอร์ หรือ เอฟ-๑๐๐ ของกองทัพอากาศไทย ช่วยให้เครื่องบินลาดตระเวนหมายเลข ๓๓๖ รอดพ้นภัยได้อย่างหวุดหวิด ฉากการรบอันดุเดือดกลางเวหาในเขตจังหวัดศรีสะเกษเริ่มต้นแล้ว ระหว่างไอพ่นประจัญบาน ๓ ต่อ ๓ นักบินไทยกับนักบินฝ่ายศัตรู

เสียงปืนกลอากาศดังกึกก้อง เครื่องบินประจัญบานต่างแสดงท่าผาดโผนด้วยกลยุทธการรบบนเวหา แต่แล้วมิก ๑๗ เครื่องหนึ่งก็ถูกยิงควันออกทางหางควงสว่านลิ่วๆ ลงสู่เบื้องล่างชนภูเขาเล็กๆ ลูกหนึ่งระเบิดสนั่นหวั่นไหว นักบินข้าศึกอีก ๒ เครื่องเห็นเพื่อนเท่งทึงไปต่อ

หน้าต่อตา ก็ผละจากการรบบินหนีไปดื้อๆ เสืออากาศของเราต่างควบเครื่องบินกวดไปไกลแล้วก็บินเกาะหมู่กลับมาอย่างสง่าผ่าเผย เมื่อศาสตราจารย์ดิเรกพูดวิทยุแสดงความยินดีกับนักบิน ไอพ่นประจัญบานของเราทั้ง ๓ เครื่องก็บินมาคุ้มกันเครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ และนักบิน

ได้สนทนากับนายพลดิเรกทางวิทยุอย่างสนุกสนาน อย่างไรก็ตามศาสตราจารย์ดิเรกก็ไม่ยอมบอกให้รู้ว่าเขากับคณะของเขานำเครื่องบินเดินทางมาทำไม ทั้งนี้เพราะเป็นความลับยิ่งที่จะต้องปิดบัง

ในที่สุด วันสำคัญของนายพลดิเรกกับคณะของเขาก็ผ่านมาถึง

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็มาถึงสนามบินดอนเมืองของกองทัพอากาศในเวลา ๑๕.๐๐ น. ตรง

ทุกคนแต่งเครื่องฝึกสวมหมวกแก๊ปทรงอ่อนสะพายปืนกลมือเป็นอาวุธ นอกจากนี้ยังมีปืนพกขนาด ๑๑ ม.ม.คาดอยู่ที่เอวในซองปืนอีกคนละกระบอก มีย่ามติดตัวคนละใบ ในย่ามมีข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น เสบียงกรังนิดหน่อยและระเบิดมือกับกระสุนปืน ทั้งนี้เตรียมไว้

เผื่อเหตุฉุกเฉินถ้าหากว่าเครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ ถูกยิงตกในป่าดงพงไพรในดินแดนของศัตรู อย่างไรก็ตาม ทางกองบัญชาการทหารสูงสุดก็ได้เตรียมการช่วยเหลือไว้อย่างแข็งแรงแล้ว ซึ่งหน่วยกู้ชาติชาวเขมรหลายร้อยคนที่กระจายกำลังกันอยู่ในป่า และตำรวจภูธรชายแดน

ไทยก็จะเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตบุกเข้าไปช่วยเหลือนายพลดิเรกกับคณะ ถ้าหากว่าเครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ ถูกยิงตกหรือมีอุบัติเหตุต้องร่อนลงในดินแดนกัมพูชา

ก่อนจะขึ้นเครื่องบิน พล.อ.วิชิต ชัยสมรภูมิ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายยุทธการและนายทหารอากาศชั้นนายพลอีก ๓ ท่าน ได้เชิญศาสตราจารย์ดิเรกกับคณะไปที่ห้องรับรองแขกของกองบัญชาการกองทัพอากาศ และท่านรองได้จัดเลี้ยงน้ำชาเวลาบ่ายให้เกียรติพล.ท.

ศาสตราจารย์ดิเรกกับคณะของเขาด้วย

ระหว่างร่วมรับประทานน้ำชา ท่านนายพลอาวุโสและนายพลอากาศชั้นหัวกะทิของกองทัพอากาศ ได้สนทนากับคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างสนิทสนม พล.อ.ต.คนหนึ่งได้กล่าวกับดร.ดิเรกอย่างนอบน้อมว่า

"เครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ ได้รับการตรวจและเติมน้ำมันเชื้อเพลิง ติดอาวุธพร้อมแล้วครับอาจารย์ ซึ่งหมายถึงระเบิดบินของอาจารย์ด้วย วานนี้ช่างอากาศและเจ้าหน้าที่สรรพาวุธได้ช่วยกันทำงานเกี่ยวกับเครื่องบินพิเศษเครื่องนี้ตลอดวัน"

ศาสตราจารย์ดิเรกพยักหน้ารับทราบ

"ขอบคุณครับท่านเจ้ากรม และขอบคุณทุกๆ ท่านที่กรุณาต้อนรับพวกเราอย่างดีที่สุดเช่นนี้ ผมและพวกเราทุกคนขอให้สัตย์ปฏิญาณว่า เราจะต้องระเบิดสถานีวิทยุเถื่อนและฐานยิงจรวดของข้าศึกให้ได้ และถ้าหากว่ามีเหตุขัดข้องไม่สามารถจะโจมตีด้วยระเบิดบินและอาวุธ

จรวดของเราได้ ผมจะขับเครื่องบินเข้าชนฐานยิงจรวดทันที"

"อ้าว" นิกรอุทานขึ้นเบาๆ "ไหงพูดยังงั้นล่ะหมอ เป็นการผูกมัดตัวเอง ที่ถูกแกควรจะเรียนท่านว่า ถ้าระเบิดไม่ได้เราก็จะกลับมาฐานทัพและหาโอกาสบินไปโจมตีมันอีก"

นายพลดิเรกหันมายิ้มให้นิกร

"โน โอกาสที่เราจะทำได้มีครั้งเดียงเท่านั้น ถ้าวันนี้เราทำลายสถานีวิทยุเถื่อนและฐานยิงจรวดไม่ได้ ต่อไปเราจะต้องใช้เครื่องบินนับร้อยบินไปโจมตี ขืนไปเครื่องเดียวก็ถูกยิงตกอย่างไม่มีปัญหา เอ๊ะ-แกอิ่มแล้วหรือ นิกร"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"กินไม่ลงว่ะ"

"กลัวตายเรอะ"

นิกรลืมตาโพลง

"คนอย่างพันเอกนิกรกลัวตายมีอย่างที่ไหน ที่กันกินไม่ลงก็เพราะอยากจะรีบไปทิ้งบอบ์มทลายสถานีวิทยุเถื่อนและฐานยิงจรวดให้มันเสร็จๆ ไป วันนี้แหละโว้ยกันจะได้เป็นนายพลปี๊บ"

ท่านรองและพวกนายพลอากาศต่างหัวเราะชอบใจไปตามกัน พล.อ.วิชิตกล่าวขึ้นว่า

"ผมและพวกเราหวังเหลือเกินครับว่า อาจารย์ดิเรกกับคณะคงปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญนี้ได้เสร็จเรียบร้อย"

นายพลอากาศโทร่างสูงใหญ่สบตากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ยิ้มให้

"ผมอิจฉาใต้เท้าเหลือเกินที่มีโชคดีได้ไปทำงานสำคัญบ่อยๆ "

ท่านเจ้าคุณหัวเราะเบาๆ

"อย่าอิจฉาผมเลยครับ คุณไปแทนผมก็ได้ ผมไม่ขัดข้อง"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องรับแขก ต่อจากนั้นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดและนายทหารอากาศชั้นนายพลต่างก็ถือโอกาสอวยพรให้นายพลดิเรกกับคณะทุกคนจงทำงานสำเร็จผลและแคล้วคลาดอันตรายกลับมาได้โดยปลอดภัย

เครื่องบินลาดตระเวนทางไกลหมายเลข ๓๓๖ ซึ่งติดอาวุธพร้อม ได้พาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วขึ้นจากสนามบินของกองทัพอากาศที่ดอนเมือง ในเวลา ๑๕.๔๐ น. ซึ่งท่านรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดกับนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำกอง

บัญชาการทหารสูงสุดและนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพอากาศอีกหลายคนได้ไปยืนจับกลุ่มคอยส่งจนกระทั่งเครื่องบินพิเศษหมายเลข ๓๓๖ บินลับไปทางทิศตะวันออกผ่านกลุ่มเมฆฝนอันหนาทึบ ตัดตรงไปจังหวัดศรีสะเกษโดยอาศัยแผนที่และเข็มทิศเดินทาง

นายพลดิเรกทำหน้าที่เป็นนักบินที่หนึ่งและ พ.อ.พล พัชราภรณ์เป็นนักบินผู้ช่วย ทุกคนมีสีหน้าเคร่งเครียดแสดงความหนักใจในภารกิจที่ได้รับมอบหมายมา ถึงแม้ว่าระเบิดบิน ๒ ลูกที่ติดไว้ใต้ปีกจะถล่มทลายสถานีวิทยุเถื่อนและฐานยิงจรวดของข้าศึกได้ แต่การนำ

เครื่องบินลงโจมตีในระยะต่ำเพียง ๓๐๐ ฟิตย่อมตกเป็นเหยื่อกระสุนปตอ.ของข้าศึกได้อย่างง่ายดาย ยิ่งกว่านี้ ถ้าเครื่องบินสกัดกั้นประจัญบานของข้าศึกขึ้นขัดขวาง เครื่องบิน ๓๓๖ ก็อาจจะถูกยิงตกก่อนที่จะทำการทิ้งระเบิดลงสู่เป้าหมาย

เมื่อเครื่องบินบินมาไกลจากสนามบินได้ประมาณ ๒๐ ไมล์ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวกับทุกคนว่า

"อย่าเงียบเหงากันอย่างนี้เลยโว้ย มันเหมือนกับว่าพวกเราขี้ขลาดตาขาวรักตัวกลัวตาย เรากำลังไปทำหน้าที่อันสำคัญยิ่ง ขอให้ทุกคนร่าเริงสดชื่นสนุกสนานกันดีกว่า ความตายเป็นของธรรมดาสำหรับทหาร"

"รั้ว" นิกรพูดต่อทันทีแล้วทำหน้าตาย

แทนที่จะโกรธ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลับยิ้มให้ลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"เออ ครึกครื้นยังงี้ซีวะ ทหารรั้วก็ทหารรั้ว พ่ออนุญาตให้แกหรือใครๆ กระเซ้าพ่อฟรี เพราะไหนๆ เราก็ได้ร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันแล้ว"

อาเสี่ยหัวเราะคิกแล้วกล่าวกับนิกร

"วันนี้คุณอาใจดีให้ล้อฟรีโว้ย เอาซีอ้ายกร"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ละโว้ย ล้อไม่โกรธจะกระเซ้าหาหอกอะไร การยั่วเย้ากระเซ้าปอดที่ออกรส ก็ต้องทำให้อีกฝ่ายหนึ่งโมโหเดือด อ้า-เพื่อความครึกครื้นในหมู่คณะกันจะร้องลำตัดให้ฟัง ช่วยกันเป็นลูกคู่หน่อยได้ไหมล่ะ"

เสี่ยหงวนพยักหน้า

"ตกลง ลูกคู่อย่าให้มันยากนักนะ กันมีความรู้เรื่องลำตัดนิดหน่อยเท่านั้น ฟังหวังเต๊ะเขาร้องทางช่อง ๗ สองสามครั้งก็พอรู้ว่าเขาร้องและรำกันอย่างไร"

นิกรมองไปรอบๆ ห้องโดยสาร

"ว้า-ห้องมันแคบมีเนื้อที่จำกัดลุกขึ้นรำไม่ได้เสียด้วย การเล่นลำตัดมันต้องรำทำท่าไปด้วยถึงจะสนุก"

พลหันมามองดูนิกรแล้วพูดเสริมขึ้น

"ลำบากนักร้องเฉยๆ เถอะวะ ไม่ต้องรำก็ได้"

นิกรกระแอมเบาๆ สามสี่ครั้งแล้วเขาก็ร้องลำตัดเสียงแจ๋วแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ของเครื่องบินที่ดังลอดเข้ามาในห้องนักบินซึ่งรวมทั้งห้องผู้โดยสารด้วย

"บุญปลอดยอดกัลยา ได้เลขท้ายมาเจ้ายังสงสัย มองเห็นเด่น 996 พอกลับหัวตก กลายเป็น 669 ไป เป๊กพ่อ"

ไม่มีใครยอมรับลูกคู่ ได้แต่นั่งหัวเราะกันอย่างครื้นเครง เสี่ยหงวนมองดูนิกรอย่างขบขัน

"แกบ้าหวยแม้กระทั่งแกจะร้องลำตัดก็เกี่ยวกับหวยใต้ดิน"

นิกรหัวเราะ

"อังคารก่อน ถูก ๒๐ บาทสบายแฮไปเลย" แล้วนิกรก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "เมื่อคืนตอนเช้ามืดฝันไม่ใคร่ดี"

"ฝันว่ายังไง" เสี่ยหงวนถาม

"ฝันว่ากันกินดาวหางว่ะ ดาวหางมันพุ่งเข้ามาชนโลก กันอ้าปากกลืนมันเข้าไป กินเข้าไปหมดดวงแล้ว แต่หางมันดิ้นอยู่นอกปากกลืนไม่เข้า แล้วกันก็ตกใจตื่นรีบลุกออกไปดูดาวหางอิเคย่าเซกิที่เฉลียงหลังตึก"

"แล้วเห็นไหม" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซัก

"เห็นแต่หางครับ ไม่เห็นตัว"

"ดาวหางน่ะเรอะ"

"แมวครับ แมวของคุณอามันนอนอยู่ใต้เก้าอี้โผล่หางออกมานิดเดียว"

เครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ เดินทางต่อไปด้วยความเร็ว ๓๘๐ ไมล์ต่อชั่วโมง ระยะสูง ๔,๕๐๐ ฟุต เส้นทางบินตัดเป็นเส้นตรงสู่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งคราวนี้ไม่ได้อาศัยเส้นทางรถไฟหรือภูมิประเทศทางจังหวัดนครราชสีมาอีกแล้ว

ส.อ.แห้ว โหระพากุลไม่ได้แสดงความหวาดหวั่นเกรงกลัวเลย สีหน้าของเขายิ้มน้อยๆ เต็มไปด้วยความกล้าหาญและภาคภูมิ แต่ที่คอเจ้าแห้วห้อยพระเครื่องรางพวงเบ้อเริ่ม มีทั้งพระชั้นดีและชั้นธรรมดา โดยเฉพาะหลวงพ่อใบขนุนองค์ใหญ่และยาวตั้งคืบกว่า

ในที่สุดเครื่องบินลาดตระเวนแบบ พี. ๑๒๔ ก็เข้าสู่จังหวัดศรีสะเกษ นายพลดิเรกบังคับเครื่องบินตัดออกเข้าแดนเขมรทางทิศใต้ของศรีสะเกษแล้วร้องบอกให้ทุกคนทราบ

"เตรียมพร้อมได้แล้ว เครื่องบินของเราจะเข้าสู่แดนเขมรใน ๕ นาทีนี้ และเพื่อป้องกันไม่ให้เรดาร์จับตำแหน่งเครื่องบินของเราได้ เราจะบินต่ำในระยะ ๒๐๐ ถึง ๓๐๐ ฟุต ใครจะปลุกหลวงพ่อหรือร่ายเวทมนต์อะไรก็ทำเสียให้เรียบร้อย แล้วช่วยกันดูข้าศึก ข้าพเจ้ายินดี

ที่จะบอกให้ทุกคนทราบว่าพวกเรามีหวังตายราว ๙๘ เปอร์เซ็นต์"

ทุกคนต่างเตรียมพร้อมที่จะเสี่ยภัยเสี่ยงชีวิตในการโจมตีสถานีวิทยุเถื่อนและฐานยิงจรวดของข้าศึก นิกรประณมมือขึ้นระหว่างอก แล้วพูดขึ้นดังๆ

"เจ้าประคู้ณ เจ้าป่าเจ้าเขาเทพยดาอารักษ์ผีสางแม่นางโกง ขอให้ดลบันดาลให้พวกเราได้พบกับเครื่องบินมิกของข้าศึกอีกสักสองสามลำเถอะครับ ลูกช้างกลับไปกรุงเทพฯ จะแก้บนด้วยหัวหมู ๓ หัว ไก่ ๓ ตัว ผลไม้ขนมนมเนยให้พร้อม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูนิกรอย่างเคืองๆ

"ไหงบนอย่างนี้ล่ะ ไม่น่าจะบนเลย"

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"รบกันทางอากาศสนุกและตื่นเต้นดีครับ เหมือนอย่างวันนั้น ผมตื่นเต้นมากตอนที่อ้ายพลยิงมิก ๑๗ ไฟลุกร่วงลงไปชนภูเขาข้างล่าง"

ท่านเจ้าคุณค้อนปะหลับปะเหลือก

"อย่าลืมว่า เครื่องบินประจัญบานมันได้เปรียบเครื่องบินแบบนี้นะโว้ย แคล่วคล่องว่องไวกว่าเรามาก ความจริงเราอาจหาญมากเกินไปที่เราบินมาตามลำพังโดยไม่มีเครื่องขับไล่คุ้มกัน"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ สักครู่เครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ ก็ผ่านเขตแดนไทยเข้าเขตเขมรในระยะต่ำมากจนกระทั่งเรดาร์จับไม่ได้ อย่างไรก็ตามเมื่อเครื่องบินผ่านหน่วยยามอากาศของข้าศึก ข้าศึกก็รีบรายงานทางวิทยุโทรศัพท์ไปกองบัญชาการทราบทันที ซึ่งแน่

นอนละ ที่ฐานยิงจรวดและสถานีวิทยุเถื่อนจะต้องวางการป้องกันไว้อย่างแข็งแรง เพราะฐานยิงจรวดนี้ได้จ่ายเงินอย่างมากมายสร้างขึ้นสำหรับโจมตีประเทศไทยด้วยอาวุธจรวดขีปนาวุธติดหัวรบและอยู่ในหุบผาอันมิดชิด ยากที่เครื่องบินของกองทัพอากาศไทยจะโจมตีได้

เครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ บินผ่านยอดเขาเล็กๆ ไปหลายลูก ภูมิประเทศเบื้องล่างเป็นป่าทึบและป่าโปร่งโดยมาก นายพลดิเรกสั่งให้พลทำหน้าที่ขับเครื่องบิน ส่วนเขาจะทำหน้าที่ทิ้งระเบิดบินและใช้อาวุธจรวดโจมตีที่หมายสำคัญทางทหารของข้าศึก ทุกคนรู้สึกใจเต้นระทึก

ไปตามกันแต่ไม่มีใครเสียขวัญ

พอแลเห็นขุนเขาใหญ่ซึ่งมียอดแหลม ๓ ยอด พ.อ.พล พัชราภรณ์ก็บังคับเครื่องบินให้เลี้ยวซ้ายเป็นวงกว้าง และหันมาบอกศาสตราจารย์ดิเรก

"ถึงที่หมายแล้วหมอ เตรียมปลดระเบิดได้"

เครื่องบินเข้าเขตที่ตั้งของปตอ.แล้ว มีปตอ.ขนาดต่างๆ ตั้งอยู่เรียงรายตามจุดรอบนอกของสถานีวิทยุและฐานยิงจรวดอย่างหนาแน่น พอเครื่องบินผ่านเข้ามา ข้าศึกก็เริ่มระดมยิงด้วยปืนกลหนักต่อสู้อากาศยานและ ปตอ.ขนาด ๒๐ ม.ม. ขนาด ๔๐ ม.ม.

กระสุนปตอ. ๔๐ ม.ม.แตกระเบิดรอบๆ เครื่องบิน ๓๓๖ นายพลดิเรกไม่ได้สนใจหรือนึกหวาดเกรงภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่เขาและคณะของเขา เมื่อเครื่องบินเข้าจุดหมาย ดร.ดิเรกก็กดปุ่มปล่อยระเบิดบินหลุดออกไปจากใต้ปีกทั้ง ๒ ลูก ระเบิดบินพุ่งตรงไปยังฐานยิง

จรวดเบื้องล่างซึ่งอยู่ใต้หน้าผาและมีช่องทางให้เครื่องบินผ่านเพียง ๕๐ เมตรเท่านั้น เครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ บินเลยไปแล้ว ทันใดนั้นเองเสียงระเบิดก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่น ๒ ครั้งติดกัน

ดินระเบิดแรงสูงทำให้ฐานยิงจรวดพังทลายราบ และหน้าผาตอนบนพังลงมา เป็นภาพที่ตื่นเต้นน่าดูที่สุด เสี่ยหงวนจ้องมองดูการระเบิดฐานยิงจรวดด้วยความพอใจ

"โอ้โฮ ดีกว่าป้อมจรวดมฤตยูหรือบินมัจจุราช ๖๓๓ เป็นไหนๆ " อาเสี่ยร้องลั่น "พังหมดแล้วโว้ย ไชโย เหลือแต่สถานีวิทยุเท่านั้น"

เครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ บินเลี้ยวกลับไปยังเป้าหมายอีก ปตอ.ภาคพื้นดินยิงถี่ยิบ ลำตัวของเครื่องบินถูกชิ้นระเบิดทะลุเป็นรูหลายแห่ง ครั้งหนึ่งกระสุนปตอ. ๔๐ ม.ม.แตกระเบิดห่างจากปลายปีกเครื่องบินเพียงเล็กน้อยและทะลุเข้ามาในลำตัวเครื่องบิน

นิกรร้องโอ๊ยยกมือขวากุมหน้าอกแล้วสะดุ้งเฮือกสุดตัวค่อยๆ ฟุบลงไปกับที่นั่ง อาเสี่ยแทนที่จะตกใจกลับมองดูด้วยความขบขัน

"ง่วงนอนก็นอนเถอะวะอ้ายกร ไม่ต้องเต๊ะท่าเป็นถูกกระสุนปืนหรอก"

นิกรชำเลืองตามองดูกิมหงวนแล้วยิ้มให้

"ไหงแกรู้ว่ากันแกล้งทำล่ะ"

"ทำไมจะไม่รู้ คนที่ถูกปืนจริงๆ ไม่ได้ทำท่าเหมือนอย่างแกหรอก แกยกมือขวากุมหน้าอก แต่นิ้วก้อยมือซ้ายของแกยังไชอยู่ในหู นอนเถอะ อย่าวุ่นวายเลย"

ท่ามกลางห่ากระสุนปตอ. ซึ่งคราวนี้ปตอ.ขนาด ๓ นิ้วได้ช่วยระดมยิงด้วย พลบังคับเครื่องบินลงต่ำและเร่งเครื่องยนต์เต็มที่ความเร็ว ๔๕๐ ไมล์ต่อชั่วโมง พอผ่านสถานีวิทยุซึ่งอยู่ที่เชิงเขา นายพลดิเรกก็ปล่อยอาวุธจรวดระดมยิงอาคารห้องส่งกระจายเสียง ห้องไฟฟ้า และ

เสาอากาศอันสูงลิบ เกิดระเบิดพังยับ ตอนนี้เอง พลได้ยิงกราดด้วยปืนกลประจำเครื่องบิน ถูกทหารข้าศึกซึ่งส่วนมากเป็นทหารปตอ.ล้มตายเกลื่อนกลาด

ไม่ต้องสงสัยว่านายพลดิเรกจะตื่นเต้นยินดีสักเพียงใด ฐานยิงจรวดและสถานีวิทยุกระจายเสียงของข้าศึกพังพินาศไปแล้ว

"เปิดโว้ยพล" ศาสตราจารย์ดิเรกร้องลั่น "งานของเราได้ผลสมความมุ่งหมายแล้ว ฮ่ะ ฮ่ะ"

พลบังคับเครื่องบินขึ้นในระยะสูง บ่ายโฉมหน้าไปทางทิศเหนือมุ่งตรงไปจังหวัดศรีสะเกษ แต่แล้ว ปตอ.ภาคพื้นดินซึ่งตั้งอยู่ตามแนวนั้นก็ช่วยกันระดมยิงเครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ อีก

"ตูม ตูม ตูม"

กระสุนปตอ.ขนาด ๔๐ ม.ม.และ ๓ นิ้วระเบิดรอบๆ ดักหน้าดักหลัง ชิ้นระเบิดของกระสุนปตอ. ๓ นิ้วนัดหนึ่งถูกท่อนหางของเครื่องบิน ๓๓๖ ขาดกระจุย

"เฮ้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องสุดเสียง "เครื่องบินของเราถูกยิงหางขาดแล้ว"

กิมหงวนกล่าวขึ้นทันที

"ใจเย็นๆ พวกเรา หางขาดไม่ตายหรอก จิ้งจกหางขาดมันยังคลานไปได้"

พลหันมามองดูเพื่อนเกลอทั้งสองและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว

"เตรียมพร้อมพวกเรา ไปไม่รอดแล้ว เครื่องบินกำลังจะลงในป่านี้ นอกจากหางขาดแล้วเครื่องยนต์เครื่องซ้ายยังถูกยิงชำรุดหยุดทำงานไปแล้ว"

นิกรยิ้มแป้น

"ดีโว้ย สนุกดี เราระเบิดฐานยิงจรวดและสถานีวิทยุเถื่อนของข้าศึกได้ แล้วพวกเรากลับบ้านไม่ได้เท่งทึงอยู่ในป่านี้ก็ดีเหมือนกัน นี่แหละบินมรณะ ๓๓๖ รับรองว่าสนุกกว่า ตื่นเต้นโลดโผนกว่าบินมัจจุราช ๖๓๓ รวมเรื่องกับป้อมจรวดมฤตยูและรถด่วนมฤตยูรวมกันสาม

เรื่อง"

เครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ เกิดขัดข้องไปหมด ความเร็วช้าลงและบินต่ำลงมาทุกที พลหันมาพูดกับศาสตราจารย์ดิเรกอย่างร้อนรน

"วิทยุรายงานให้กองบัญชาการทราบดีไหม"

"โน ถ้าเราพูดวิทยุ ข้าศึกอาจจะดักฟังรู้เรื่องของเรา นำเครื่องบินลงในป่านี้แหละพล โน่น-ป่าโปร่งตรงหน้าเราโน่นมีที่ราบเพียงเล็กน้อย เราจะลงฉุกเฉินตรงนั้นโดยไม่กางล้อ" แล้วศาสตราจารย์ดิเรกก็ร้องขึ้นดังๆ "ทุกคนเตรียมหนีลงจากเครื่องบิน และให้พยายามช่วย

เหลือกันถ้าเครื่องบินเกิดไฟไหม้ ทุกคนอย่าเสียขวัญ พวกเราคงไม่ตายง่ายๆ "

เครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ บินโคลงเคลงไปมาเพราะเครื่องยนต์ทำงานได้เครื่องเดียว มิหนำซ้ำเกิดขัดข้องเดินๆ หยุดๆ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้นิกรแล้วกล่าวว่า

"แกช่วยเสกคาถาทำให้เครื่องบินของเราบินกลับไปถึงฐานทัพหน่อยไม่ได้หรือ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"เห็นจะไม่ไหวครับ อาการของเรามันเข้าขั้นตรีทูตเสียแล้ว" พูดจบเขาก็ร้องบอกพล "ลงดีๆ หน่อยโว้ยพล อย่าให้พวกเรากลายเป็นหมูย่างเลย ระวังอย่าให้ปะทะยอดไม้นะโว้ย"

พลกับดร.ดิเรกต่างช่วยกันนำเครื่องบินลงแบบฉุกเฉิน เครื่องบินผ่านยอดไม้ใหญ่ต้นหนึ่งไปอย่างหวุดหวิด แล้วร่อนลงสู่ที่ราบซึ่งมีขนาดกว้างยาวเท่าสนามฟุตบอลแต่มีต้นไม้ขนาดย่อมขึ้นเกะกะหลายต้น ตอนนี้เองมิก ๑๗ ของข้าศึกเครื่องหนึ่งซึ่งติดตามมาทันก็ยิงกราด

ด้วยปืนกลอากาศแล้วบินเลยไป

"เฮ้ย มิก ๑๗" เสี่ยหงวนร้องลั่น

ส่วนท้องของเครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ สัมผัสพื้นดินแล้ว มันครูดไปตามพื้นดิน คือไถไปข้างหน้าทั้งๆ ที่ไม่มีล้อ ปีกขวาของมันปะทะกับต้นไม้ต้นหนึ่งดังโครม ทำให้ปีกหักสะบั้น และเครื่องบินเลี้ยวกลับมุดเข้าไปในป่าหญ้าคาและต้นไม้ล้มลุก

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้รับบาดเจ็บกันคนละเล็กคนละน้อย มิก ๑๗ บินหวนกลับมาแล้วใช้ปืนกลยิงกราดลงมาอย่างดุเดือดขณะที่นายพลดิเรกกับคณะของเขารีบกระโดดลงมาจากเครื่องบิน

นิกรยกปืนกลมือขึ้นประทับเหนี่ยวไกยิงเครื่องบินประจัญบานข้าศึกที่กำลังบินโฉบลงมาทันที เสียงปืนกลจากเครื่องบินและปืนของนิกรดังกึกก้อง กระสุนปืนของ พ.อ.นิกร นัดหนึ่งทะลุเข้าไปในเครื่องบิน ถูกนักบินที่หน้าอกทะลุออกทางเบื้องหลังตายคาที่

มิก ๑๗ กำลังบินตะแคงจึงเสียหลักพุ่งลงในป่า กระแทกกับพื้นดินระเบิดลั่น

"ตูม"

ใครต่อใครวิ่งเข้ามากอดและจับมือกับนิกรเหมือนกับว่านิกรเป็นนักฟุตบอลฝีเท้าดีชู้ตประตูได้

"วิเศษเลยโว้ย อ้ายกร" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวชมเชยลูกเขยของท่าน "ทำไมแกยิงแม่นยังงี้"

นิกรอมยิ้มแล้วพูดเสียงยานคาง

"มันฟลุคครับ ไม่ใช่ว่าผมยิงแม่น ยิงอีกโกฏิทีก็ไม่ถูก ผมยิงส่งเดชไปยังงั้นเอง"

นายพลดิเรกหัวเราะชอบใจยอมือขวาตบศีรษะนิกรเบาๆ

"อย่างไรก็ตาม มิกเครื่องนี้พังเพราะความสามารถของแก ถ้ามันไม่ตก พวกเราอาจจะถูกนักบินข้าศึกยิงหมด" พูดจบเขาก็พยักหน้ากับพลผู้ช่วยของเขา "เป็นอันว่าเราทำงานสำเร็จผลและรอดตายแล้ว แกจัดการระเบิดเครื่องบินของเราเสียหน่อยซีพล อย่าทิ้งไว้เป็นหลัก

ฐานแกข้าศึก ถึงแม้ว่ามันรู้ว่าเครื่องบินเครื่องนี้เป็นของกองทัพอากาศไทย แต่ถ้าเราระเบิดมันเสียก็ไม่มีหลักฐานยืนยัน ซากเครื่องบินที่เป็นเศษเหล็กเชื่อถือไม่ได้"

พลล้วงมือลงไปในย่าม หยิบระเบิดมือลูกหนึ่งออกมา เขาบอกให้ทุกคนถอยออกไป แล้วมองดูเครื่องบินลาดตระเวนหมายเลข ๓๓๖ ด้วยความเสียดาย แต่ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่เขาจะต้องทำลายมันเสีย

พลกระชากสลักนิรภัยออกถือไว้ในมือราว ๓ วินาทีก็ขว้างไปที่เครื่องบินลาดตระเวนหมายเลข ๓๓๖ แล้วรีบหมอบลงกำบังต้นไม้ใหญ่ทันที เสียงระเบิดของระเบิดมือดังกึกก้อง อำนาจระเบิดทำให้ถังน้ำมันของเครื่องบินตกเป็นเหยื่อพระเพลิง และแล้วเครื่องบินหมายเลข

๓๓๖ ก็ถูกไฟไหม้ลุกลามไปทั่ว

เสียงระเบิดของถังน้ำมันดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ต้นหญ้า ต้นเถาวัลย์ และต้นไม้ที่อยู่ใกล้กับซากเครื่องบินก็พลอยถูกไฟไหม้ไปทั่ว แสงเพลิงอันร้อนแรงลุกท่วมยอดไม้ พลวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหาคณะพรรคของเขา ซึ่งทุกคนกำลังจ้องมองดูซากเครื่องบินด้วยความเสียดาย

พลยิ้มให้เพื่อนร่วมตายของเขา

"อย่าไปเสียดายมันเลย ฐานยิงจรวดและสถานีวิทยุมีราคามากกว่าเครื่องบินเครื่องนี้มากมายนัก รีบหนีไปเถอะโว้ยพวกเรา เคลื่อนที่ไปทางเหนือโดยเร็วที่สุด เราจะต้องเข้าสู่ดินแดนเราก่อนค่ำ มิฉะนั้นเราอาจจะหลงป่า ถูกทหารข้าศึกที่ติดตามมายิงตายหรือจับเป็นเชลย"

การล่าถอยเป็นไปอย่างรวดเร็วและฉับพลัน แต่จุดที่เครื่องบิน ๓๓๖ ตกนี้อยู่ห่างจากเส้นพรมแดนราว ๘ กิโลเมตร และบัดนี้ทหารข้าศึกตามหน่วยต่างๆ ในป่านี้ กำลังแยกย้ายกระจายกำลังกันค้นหานายพลดิเรกกับคณะแล้ว ทั้งนี้เพราะนักบินมิก ๑๗ ที่ติดตามมาได้วิทยุ

บอกไปว่า เครื่องบินหมายเลข ๓๓๖ ได้ร่อนลงในป่าตำบลพงสะตือ ผู้บังคับฝูงบินสั่งนักบินให้ทำลายเครื่องบินและสังหารหน่วยปฏิบัติการพิเศษของไทยให้หมดสิ้น แต่แล้วมิก ๑๗ เครื่องนั้นก็ถูก พ.อ.นิกร ยิงตกด้วยปืนกลมือของเขา เมื่อไม่มีข่าวจากมิก ๑๗ ทางกองบัญชาการข้า

ศึกก็แน่ใจว่า มิก ๑๗ ถูกยิงตกในป่า จึงวิทยุติดต่อกับหน่วยทหารหลายแห่ง ให้ช่วยเหลือนักบินและให้จับกุมทหารไทยประจำเครื่องบินหมายเลข ๓๓๖

นายพลดิเรกกับคณะของเขาเดินตามกันมาเป็นแถวเรียงเดี่ยว เว้นระยะห่างจากกันตามสมควร ศาสตราจารย์ดิเรกให้พลนำหน้า และสั่งทุกคนไม่ให้ปริปากพูดอะไรทั้งนั้น ให้ใช้สายตาตรวจดูทหารข้าศึกที่จะติดตามมา ปืนกลมือทุกกระบอกอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมที่จะส่ง

กระสุนออกจากลำกล้อง

ในที่สุดนายพลดิเรกกับคณะก็เผชิญกับทหารข้าศึกหนึ่งหมวดที่เชิงเขาเล็กๆ แห่งหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างออกมาจากป่าโปร่ง และพอแลเห็นกันเข้าต่างก็สาดกระสุนเหล็กเข้าหากันทันที

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องบอกให้กระจายกำลังกันออกไป และพยายามหาที่กำบังที่คุ้มกันกระสุนปืนข้าศึกได้ เสียงปืนที่ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันนั้นดังสนั่นหวั่นไหว แต่แล้วข้าศึกก็ใช้ปืน ค. หรือเครื่องยิงระเบิดยิงมา

ลูกระเบิดของปืนครกตกลงเบื้องหน้าเสี่ยหงวนเพียงเมตรเดียวเท่านั้น แต่บังเอิญมันด้านไม่ระเบิด เสี่ยหงวนตกใจอ้าปากหวอนัยน์ตาเหลือกลาน และแล้วเขาก็ผลุนผลันลุกขึ้นวิ่งไปหมอบข้างนิกรเพื่อนเกลอของเขา

"วิ่งมาทำไม" นิกรดุ

อาเสี่ยละล่ำละลักแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"ข้า....ค่ะ....ข้าศึก....มะ....มะ....มันยิงปืนครกมาตกข้างหน้ากันว่ะ แต่มันไม่ระเบิด"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"งั้นเรอะ หลวงพ่อท่านช่วยคุ้มรักษาแกน่ะซี ปืนครกไม่ต้องกลัว ระวังมันเอาปืนสากมายิงก็แล้วกัน ถูกกบาลเข้าอย่างน้อยก็หัวโน"

พลกับนายพลดิเรกช่วยกันยิงข้าศึกไว้ทางซ้าย เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วอยู่ทางขวา เมื่อทหารหมู่หนึ่งชะล่าใจรุกคืบเข้ามาอย่างทะนงองอาจ เจ้าแห้วก็ขว้างระเบิดมือเข้าใส่ทันที

"ตูม"

ทหารแดงสามคนตายคาที่ อีกห้าคนล่าถอยกลับไป แต่แล้วก็ถูกเจ้าคุณปัจจนึกฯ กราดด้วยปืนกลเท่งทึงไปสองศพ เจ้าแห้วหันมามองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วต่อว่า

"รับประทาน ไหงยิงข้าศึกข้างหลังล่ะครับ"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น

"นี่มันรบกันโว้ย ไม่ใช่ยิงสู้กันแบบนักเลงหรือมือปืน การสู้รบแบบนี้ฝ่ายหนึ่งต้องพยายามฆ่าอีกฝ่ายหนึ่งให้มากที่สุด ข้าศึกกำลังนั่งส้วม เราเห็นเข้าเราก็ต้องยิง"

การสู้รบผ่านพ้นไปในราว ๑๐ นาที เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นว่าข้าศึกซึ่งมีจำนวนมากกว่ากำลังจะโอบล้อม จึงสั่งให้ทุกคนล่าถอยไปทางทิศเหนือคือถอยเข้าเขตไทยไปตามลำดับ และสั่งให้ประหยัดกระสุนเพราะกระสุนปืนที่นำติดตัวมาจะหมดอยู่แล้ว

อากาศเริ่มขมุกขมัวลงบ้างแล้ว ทั้งๆ ที่เป็นเวลา ๑๗.๓๐ น.เท่านั้น นายพลดิเรกกับคณะของเขาทำการล่าถอยอย่างระมัดระวังตัว ทหารข้าศึกติดตามมาห่างๆ และแบ่งกำลังกันออกไปมีวิทยุสนามติดต่อประสานงานกัน

ความคับขันของชีวิตที่อยู่ในระหว่างความเป็นความตายทำให้ทุกคนลืมความเหน็ดเหนื่อยเมื่อล้า การล่าถอยใกล้เส้นพรมแดนเข้ามาตามลำดับ แต่แล้วทหารข้าศึกกลุ่มหนึ่งประมาณ ๑๐ คนก็วิ่งประดาหน้ากันออกมาจากพุ่มไม้อันหนาทึบ

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างยืนหยัดกราดกระสุนปืนกลมือเข้าใส่ข้าศึกอย่างรวดเร็วและฉับพลัน ทหารข้าศึกส่วนมากถือปืนเล็กยาวสวมดาบ จึงถูกกระสุนปืนกลมือล้มกลิ้งไปตามกัน เหลือตายเพียง ๓ คน วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปอย่างไม่คิดชีวิต เป็นการสู้

รบที่ดุเดือดที่สุดและเจ้าแห้วได้แสดงความสามารถอาจหาญอย่างน่าชม คือยืนปักหลักยิงกับทหารข้าศึก

การล่าถอยดำเนินต่อไปอย่างรีบเร่ง ความมืดขมุกขมัวปกคลุมไปทั่วป่า ทหารข้าศึกยังคงติดตามมาโดยไม่ลดละ ในที่สุดคณะพรรคสี่สหายก็ได้พบชาวบ้านป่า ๓ คนซึ่งเป็นชาวเขมรยืนอยู่ใต้ซุ้มไผ่ป่าแห่งหนึ่ง ทั้ง ๓ คนแต่งชุดสีดำมีผ้าพันคอสีแดงถือปืนเล็กยาวแบบทัน

สมัยเป็นอาวุธ

"พวกเดียวกันครับ" ชายกลางคนร้องขึ้นดังๆ "พวกเราเป็นเขมรอิสระครับ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างประทับปืนในท่าเตรียมยิงและจ้องมองดูเขมรอิสระทั้ง ๓ คนนี้อย่างไม่แน่ใจ เสี่ยหงวนร้องตะโกนขึ้น

"รหัสลับว่าอย่างไร"

"สามสามหก" ชายกลางคนร้องตอบ

นายพลดิเรกกับคณะถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน ก่อนจะขึ้นเครื่องบินเดินทางมา ทุกคนต่างทราบดีแล้วว่าถ้าเครื่องบินต้องร่อนลงในป่านี้พวกเขมรอิสระจะให้ความช่วยเหลือ และเขมรอิสระเหล่านี้จะใช้รหัสลับ ๓๓๖ อันเป็นหมายเลขของเครื่องบินลาดตระเวนทางไกลลำ

นั้น ทุกคนลดปืนลงและเดินเข้าไปหาเขมรอิสระทั้งสามคน

ชายกลางคนเดินเข้ามาหาศาสตราจารย์ดิเรก ถึงแม้ความมือขมุกขมัวเกิดขึ้นแล้ว ก็ยังพอมองเห็นหน้ากันถนัด

"ท่านคือศาสตราจารย์พลโทดิเรกใช่ไหมครับ"

"ออไร๋ ขอบคุณมากที่พวกคุณมาช่วยเรา"

"ไม่เป็นไรครับ พวกเราถือว่าคนไทยเป็นพี่น้องหรือมิตรที่ดีของเราเสมอ เราได้ยินเสียงเครื่องบินระเบิดในป่านี้ ผมก็พาพรรคพวกมุ่งตรงมา ผมชื่อเปียกครับเป็นนายกองเขมรอิสระคนหนึ่ง"

"คุณชื่ออะไรนะ" นิกรพูดโพล่งขึ้น "เปี๊ยกหรือเปียกครับ"

นายเปียกหันมามองดูนิกร

"เปียกครับ ป.สระเอียก"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"เปียกเฉยๆ หรือมีคำนำหน้าตามหลังอีกคำ"

"ม่ายครับ ผมชื่อเปียกเฉยๆ แปลว่าไม่แห้งครับ"

พลยื่นมือให้นายเปียกจับ

"ยินดีมากครับนายกองที่ได้รู้จักกัน แล้วหัวหน้าของคุณล่ะครับ"

"หัวหน้ากำลังคุมพลพรรคเคลื่อนที่เข้าไปหาพวกทหารข้าศึกที่ติดตามพวกคุณมาครับ เข้าใจว่าเดี๋ยวก็คงปะทะกัน"

ทันใดนั้นเอง เสียงปืนกลมือและปืนเล็กยาวก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวลั่นป่า ในระยะห่างจากคณะพรรคสี่สหายประมาณครึ่งกิโลเมตร แสดงว่าเขมรอิสระและหน่วยคอมมิวนิสต์ได้ปะทะกันแล้ว นายพลดิเรกได้ถือโอกาสแนะนำให้คณะของเขารู้จักกับนายเปียกทีละคน ซึ่งนาย

กองเปียกก็ได้แนะนำให้รู้จักกับนายหมวด ๒ คนที่มากับเขาและอยู่ในบังคับบัญชาของเขา

แล้วนายเปียกก็กล่าวกับคณะพรรคสี่สหายว่า

"พวกเรากำลังสู้รบกับทหารแดงซึ่งมีกำลังไม่มากมายนัก ผมกับนายหมวดจะพาท่านศาสตราจารย์กับคณะไปส่งที่พรมแดน รีบเดินทางเถอะครับ ระยะทางอีกในราว ๓ กิโลเมตรเท่านั้น ผมจะพาเดินเลียบลำธารซึ่งเป็นทางลัดและปลอดภัย อย่างช้าชั่วโมงเดียวก็เข้าเขตไทย

ครับ"

นิกรโบกมือ

"เดี๋ยว เดี๋ยวก่อนคุณเปียกปูน แถวนี้มีร้านอาหารและเครื่องดื่มบ้างไหม พวกเราทำงานทิ้งระเบิดฐานยิงจรวดและสถานีวิทยุเถื่อนเหนื่อยและอ่อนเพลียไปตามกัน ควรจะหาอะไรดื่มหรือกินรองท้องบ้าง"

นายเปียกหัวเราะเบาๆ

"นี่มันป่าสูงนะครับไม่ใช่ในเมือง อดใจไปรับประทานกับพวกตำรวจภูธรชายแดนที่ศรีสะเกษดีกว่าครับ จะได้ปลอดภัย แล้วผมก็ชื่อเปียกเฉยๆ ครับ ไม่ใช่เปียกปูน"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"แล้วพวกคุณกินอะไรกันล่ะ"

"เรามีอาหารและเสบียงกรังอยู่ที่ค่ายของเราครับ แต่ค่ายของเราอยู่ไกลจากที่นี่ราว ๑๐ กิโลเมตร"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ถ้าเช่นนั้นคุณช่วยพาพวกเราไปส่งพรมแดนในจังหวัดศรีสะเกษเถอะครับ พวกผมรู้สึกตื่นเต้นดีใจมากที่ได้พบเห็นและรู้จักกับเขมรอิสระ เราคนไทยทั้งชาตินึกภาวนาเอาใจช่วยพวกคุณเสมอ ถ้าเขมรอิสระโค่นรัฐบาลสีหนุลงได้ กัมพูชาก็จะรอดพ้นจากการเป็นทาส

คอมมิวนิสต์ และชาวเขมรกับไทยก็จะมีความสัมพันธ์ไปมาหาสู่กันได้เหมือนเดิม"

"จริงครับ เจ้าสีหนุทำให้พวกเราสองชาติต้องขาดไมตรีกันทั้งๆ ที่เรายังรักกันอยู่ ไปเถอะครับ พวกผมจะนำทางไปเดี๋ยวนี้"

นายเปียกกับนายหมวดเขมรอิสระทั้ง ๒ คน ได้พานายพลดิเรกกับคณะออกเดินทางไปจากที่นั้น เดินเลียบลำธารเล็กๆ สายหนึ่งขึ้นไปทางต้นน้ำ หลังจากนั้นสักครู่บริเวณป่าอันกว้างใหญ่ไพศาลก็มืดสนิท แต่การสู้รบระหว่างทหารแดงกับเขมรอิสระยังไม่สิ้นสุด เสียงปืนดัง

แว่วมาแต่ไกลซึ่งเป็นการยิงอย่างเดาสุ่มมากกว่า

ในที่สุด นายเปียกกับนายหมวดทั้ง ๒ คนก็พาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาถึงเส้นพรมแดนคือหลักเสาหินแห่งหนึ่ง ทุกคนหยุดชุมนุมกันในบริเวณใต้ร่มไม้ใหญ่ เสี่ยหงวนล้วงกระเป๋าย่ามหยิบกระป๋องบุหรี่ไม้ขีดไฟออกมาแจกจ่ายให้เพื่อนๆ ของเขาและเขมร

อิสระทั้ง ๓ คน นายเปียกชี้มือไปข้างหน้าแล้วกล่าวว่า

"โน่นครับ แสงไฟวาบวับที่เรามองเห็นคือบ้านหลังหนึ่งในเขตไทย ทางด้านนี้ไม่มีตำรวจหรือทหารเขมรครับ แต่ในเขตไทยมีตำรวจภูธรชายแดนทำหน้าที่รักษาการณ์อยู่ตลอดเวลา เพราะทหารเขมรเคยบุกเข้าไปปล้นพวกคนไทยหลายครั้ง อ้า-พวกคุณรออยู่ที่นี่ก่อนนะ

ครับ ขืนเคลื่อนที่เข้าไปในเขตไทยพร้อมๆ กันอย่างนี้ ตำรวจภูธรชายแดนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นทหารเขมรเอาปืนกลยิงกราดมาก็จะล้มตายไปตามกัน ผมจะเข้าไปพบกับผู้บังคับกองตำรวจภูธรชายแดนก่อน บอกให้เขารู้ตัวว่าท่านศาสตราจารย์กับคณะกำลังจะเข้าเขตไทยทางด้านนี้"

นายพลดิเรกยิ้มให้นายกองเขมรอิสระ

"ออไร๋ ออไร๋ คุณรอบคอบดีมากคุณแป้งเปียก"

นายเปียกสะดุ้งเล็กน้อย

"เปียกเฉยๆ ครับท่านศาสตราจารย์"

"โอ-ซอรี่ ขอโทษทีผมเผลอไป เชิญเถอะครับท่านนายกองเปียก ผมกับพรรคพวกของผมจะรออยู่ที่นี่และคุยกับคุณสะโอดกับคุณเหือดไปพลางๆ "

ท่านนายกองมองดูนายหมวดทั้งสองแล้วกล่าวเป็นภาษาเขมร

"คุณอย่าชะล่าใจนักนายหมวด ระวังทหารแดงไว้บ้าง บางหน่วยอาจจะเคลื่อนที่มาทางนี้ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ให้พยายามพาท่านศาสตราจารย์กับคณะหนีเข้าเขตไทยให้ได้ ตำรวจภูธรชายแดนจะได้ช่วยเหลือ"

นายเปียกพาตัวเดินตรงไปยังเขตไทยด้วยความระมัดระวัง เสี่ยหงวนยกมือตบหลังนายหมวดเจ้าของนามสะโอดเบาๆ

"ไปอยู่กรุงเทพฯ ไหมล่ะคุณสะโอด อย่างคุณรูปหล่อดัดผมเป็นลอนยังงี้ สาวๆ ในกรุงเทพฯ ติดกรอทีเดียว"

นายหมวดสะโอดยิ้มแห้งๆ

"ผมไปไม่ได้หรอกครับผู้การ ผมของผมมันหยิกตามธรรมชาติ พวกเราไม่นิยมดัดผมแบบหนุ่มๆ คนไทยหรอกครับ"

"อ้อ ผมนึกว่าคุณดัดผมเสียอีก ถ้าคุณจะไปหากินในเมืองไทยก็ได้ พวกเรายินดีช่วยคุณ"

"ขอบคุณครับผู้การ ผมไม่ทราบว่าจะไปทำอะไรกิน"

"ก็เป็นหมอดูซิคุณ หมอดูเขมรหาเงินคล่องมาก"

สะโอดหัวเราะ

"ผมมีความรู้แต่ในการทำไร่ทำนา เรื่องโหราศาสตร์ไม่เคยมีความรู้เลยครับ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ก็ไม่ยากเย็นอะไรนี่ครับ เต๊ะท่าให้ดีๆ ทำเป็นพูดไทยชัดบ้างไม่ชัดบ้าง ทายส่งเดชบังเอิญไปฟลุคถูกเข้า ชื่อคุณก็ดังไปเอง ผมไม่เคยมีความรู้ในเรื่องยาไทยหรือหมอโบราณสักนิด แต่ผมยังสอบเอาประกาศนียบัตรแพทย์แผนโบราณชั้นหนึ่งได้ มีใบอนุญาตประกอบโรค

ศิลปด้วย ผมรักษาคนไข้ตายไปเยอะแยะแล้ว แทนที่ผู้คนจะด่าว่าผม กลับนับถือยกย่องผม"

นายพลดิเรกยื่นมือให้นายหมวดเหือดจับและยกมือซ้ายตบบ่าเขา

"คุยกับเราบ้างซีครับ คุณเหือด ชื่อคุณเรียกยากหน่อย แต่ผมก็จำได้อย่างไม่มีวันลืม ทุกวันนี้คุณประกอบอาชีพอะไร"

"ทำไร่ครับ" เขาตอบนอบน้อม "ผมมีอาชีพทำไร่บังหน้า แต่ความจริงผมเป็นนายหมวดเขมรอิสระ รับฝึกอาวุธชาวเขมรที่มีความรักชาติหวังจะกู้ชาติเช่นเดียวกับผม ผมเคยเป็นนายทหารมาก่อนครับมียศร้อยโท แต่เจ้านายซึ่งเป็นพวกสีหนุเขารู้ว่าผมเกลียดชังเจ้าสีหนุ ก็

เลยรายงานปลดผมออกจากราชการ"

ทันใดนั้นเองเสียงโห่ร้องของทหารแดงอย่างน้องหนึ่งหมวดก็ดังขึ้นแล้วมีเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้ว และนายหมวดเขมรอิสระทั้งสองคน ต่างหมอบลงยิงโต้ตอบกับทหารข้าศึกซึ่งกำลังวิ่งประดาหน้ากันเข้ามา ประกายไฟจากปากกระบอกปืนวูบวาบไปทั่ว

แล้วก็มีเสียงนายกองเปียกตะโกนมาจากเขตไทยข้างหน้า

"ถอยมาทางนี้ ถอยมาทางนี้ครับ"

การล่าถอยไม่อาจจะกระทำได้พร้อมกัน เพราะต้องแบ่งกำลังยิงตรึงข้าศึกไว้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วถอยไปก่อน ต่อมานายพลดิเรกกับนิกร แล้วพลกับเสี่ยหงวน นายหมวดเหือดกับนายหมวดสะโอดถอยเป็นคู่สุดท้าย เมื่อทหารแดงติดตามผ่านหลักเขตแดนเข้าไป

ตำรวจภูธรชายแดนก็ยิงกราดทันที ถูกทหารแดงล้มตายหลายคน นอกนั้นล่าถอยกลับเข้าไปในเขตเขมรอย่างสับสนวุ่นวาย

ตำรวจภูธรชายแดน ๒ หมวดเรียงรายกระจายกำลังประจำที่มั่นเตรียมสังหารข้าศึกไม่ว่าจะเป็นทหารเขมรหรือทหารชาติใด ถ้ารุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยแล้วเป็นต้องยิงทันที

นายร้อยตำรวจเอกผู้บังคับกองร้อยในวัย ๓๕ ปีได้เข้ามาต้อนรับนายพลดิเรกกับคณะด้วยความตื่นเต้นดีใจยิ่ง

"อาจารย์กับคณะปลอดภัยแล้วครับ พวกเรางงไปหมดเมื่อทราบจากนายกองเปียกว่า อาจารย์กับคณะนำเครื่องบินไปทิ้งบอบ์มระเบิดฐานยิงจรวดและสถานีวิทยุเถื่อนของข้าศึก แต่แล้วเครื่องบินของอาจารย์ก็ตกในป่านี้"

นายพลดิเรกสัมผัสมือกับ ร.ต.อ.สุภาพ ซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์เขามาแต่ก่อน

"เป็นราชการลับเฉพาะของเรา แต่บัดนี้ฐานยิงจรวดและสถานีวิทยุเถื่อนพังไปแล้ว จึงเปิดเผยได้ พวกผมเกือบจะไม่รอดกลับมาเหมือนกัน" พูดจบก็แนะนำผู้บังคับกองตำรวจภูธรชายแดนให้รู้จักกับคณะพรรคของเขาโดยทั่วหน้ากัน

ร.ต.อ.สุภาพได้ทักทายปฏิสันถารกับสามสหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อมแล้วกล่าวว่า

"เชิญครับ เชิญทุกท่านไปที่ค่ายพักของเรา ผมจะจัดอาหารค่ำเลี้ยงต้อนรับอาจารย์กับคณะและนายกองกับนายหมวดเขมรอิสระทั้งสามท่านนี้ด้วย"

นิกรยิ้มแป้น

"ค่อยยังชั่วหน่อย ผมหิวเต็มทนแล้วครับผู้กอง"

คืนวันนั้น นายพลดิเรกกับคณะของเขาได้พักอยู่ในค่ายของตำรวจภูธรชายแดน ซึ่งได้รับการต้อนรับจากพวกตำรวจอย่างดีที่สุด ส่วนนายกองและนายหมวดเขมรอิสระทั้ง ๓ คนได้กลับเข้าเขตเขมรในตอนดึกโดยปลอดภัย จากการติดต่อทางวิทยุ เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์

ของกองทัพอากาศที่นครราชสีมาจะมารับนายพลดิเรกกับคณะตอนเช้าพรุ่งนี้.

อวสาน