พล นิกร กิมหงวน 106 : ทาร์ซานสองเกลอ

มันเป็นเวลาประมาณ ๒๓.๐๐ น. เศษ

ขณะที่นายโกมารจันทร์ แขกยามคนใหม่ของบ้าน 'พัชราภรณ์' ผู้เป็นน้องชายร่วมสายโลหิตของนายภควานจันทร์ กำลังนั่งแหกปากหลับหูหลับตาร้องเพลงและตีกลองเล่นอย่างสนุกสนาน เสียงแตรไฟฟ้าของรถยนต์คันหนึ่งก็ดังกังวานขึ้น

เจ้าบังหยุดร้องเพลงทันที วางกลองลงบนเตียงเปล แล้วลุกขึ้นเดินมาเปิดประตูใหญ่อย่างรีบร้อน

'คาดิลแล็ค' เก๋งคันใหม่เอี่ยมคลานเข้ามาในบ้าน 'พัชราภรณ์' อย่างแช่มช้า เจ้าแห้วนั่งประจำที่คนขับตามลำพัง ส่วนตอนหลังรถนิกรกับเสี่ยหงวนกำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเบาะรถ ต่างคนต่างหันเท้าเข้าหากัน เท้าซ้ายของนิกรพาดอยู่บนหน้าอกเสี่ยหงวน สองสหายกรนเสียงสนั่นหวั่นไหว กลิ่นเหล้าฟุ้งไปทั่วทั้งคันรถราวกับว่ามีใครมาทำไหเหล้าแตก

ทั้งสองเพิ่งกลับมาจากเที่ยว อาเสี่ยถูกรางวัลเลขท้ายสลากกินแบ่ง จึงชวนนิกรไปรับเงิน ๕๐๐ บาท ตั้งแต่ตอนบ่าย ๑๕.๐๐ น. แล้วเสี่ยหงวนก็พานิกรไปเลี้ยงดูปูเสื่อเที่ยวกันอย่างสนุกสนาน หมดเงินไปประมาณ ๒,๐๐๐ บาท และอาจจะหมดถึงหมื่นก็ได้ ถ้าเจ้าแห้วไม่รีบพากลับมาบ้าน ทั้งนี้ก็เพราะว่า อาเสี่ยกิมหงวนของเรายิ่งเมาเท่าไรก็ยิ่งควักกระเป๋าง่าย ใครขอก็ให้ ใครพูดถูกหูก็ควักให้

'คาดิลแล็ค' เก๋งแล่นมาหยุดหน้าตัวตึก คณะพรรค ๔ สหายคงยังไม่นอน เพราะประตูหน้าต่างทั้งชั้นบนและชั้นล่างยังไม่ปิด

เจ้าแห้วถอนหายใจโล่งอก ดีใจที่เขาสามารถพานายของเขากลับมาบ้านได้ โดยหลอกว่าจะพาไปเที่ยวซ่องเปิดใหม่ซึ่งมีตัวอ่อนๆ เพิ่งมาจากเหนือหลายคน ตละคนสวยหยาดเยิ้ม อายุไม่เกิน ๒๐ ปี ล้วนแต่กำลังขบเผาะทั้งนั้น สองสหายจึงยอมออกจากสำนักเจ๊หนอมที่บางกะปิ ขึ้นรถมากับเจ้าแห้วแล้วต่างก็นอนหลับกันมาตลอดทาง

เจ้าแห้วเปิดประตูลงจากรถ แล้วเปิดประตูตอนหลังออก เอื้อมมือเขย่าร่างอาเสี่ยเบาๆ

"รับประทานถึงบ้านแล้วครับ อาเสี่ยครับ...อาเสี่ย..ว้า..อาเสี่ยโว้ย...ฮี้-อาเสี่ยครับ"

กิมหงวนตกใจตื่น พอลืมตาขึ้น แทนที่จะเห็นโลกอันสวยสดงดงาม กลับแลเห็นเท้าของนิกรซึ่งสวมรองเท้าหนังจระเข้ปรากฏอยู่บนหน้าอกเขา ห่างจากใบหน้าของเขาเพียงเล็กน้อย

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น พิจารณาดูเท้าของนิกรในลักษณะของคนเมา แล้วเขาก็กล่าวถามเจ้าแห้วด้วยเสียงอ้อแอ้เนื่องจากลิ้นไก่สั้น

"ยังไงกันโว้ย อ้ายแห้ว เอ็งช่วยดูซิ ตีนข้าทำไมถึงพับขึ้นมาอยู่บนหน้าอกข้าล่ะหว่า หรือไม่ใช่ตีนข้า ถ้ายังงั้นอ้ายเจ้าของตีนคนนี้กำแหงมากไปหน่อย...อึ๊ก"

เจ้าแห้วหัวเราะหึๆ

"รับประทานเท้าของคุณนิกรน่ะครับ"

เสี่ยหงวนทำหน้าฉงน

"นิกร...นิกรน่ะหมาหรือคน"

นายจอมทะเล้นสะดุ้งโหยงทั้งๆ ที่กำลังหลับ แล้วพูดเสียงอ้อแอ้เช่นเดียวกับเสี่ยหงวน

"คนโว้ย เพื่อนแกยังไงเล่า ว้า-เอาหน้าหลีกตีนกันหน่อยซีโว้ย ยังงี้นอนไม่สบายเลย วั่ทโธ่ อ้ายเรื่องนอนมีคนขัดใจละก้อมันโมโหจริงเชียว"

อาเสี่ยขบกรามกรอด ยกมือปัดเท้านิกรลงไปจากหน้าอกของเขาทันที นิกรยกขึ้นมาอีก คราวนี้พาดหน้ากิมหงวนพอดี

"เอาแล้วๆๆ "

เจ้าแห้วร้องเอ็ดตะโรลั่น

"รับประทานคุณนิกรทำไมถึงเอาพระบาทไปพาดพระโอษฐ์อาเสี่ยล่ะครับ"

กิมหงวนรีบพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง ยกเท้าถีบนายจอมทะเล้นหล่นพลั่กลงจากเบาะลงมานอนโก้งโค้งบนที่วางเท้าแล้วหลับต่อไป อาเสี่ยอ้าปากหาวดังๆ มองซ้ายมองขวาแล้วกล่าวกับเจ้าแห้ว

"นี่น่ะเรอะ ซ่องเจ๊เหงี่ยมที่เอ็งว่า"

เจ้าแห้วแทบฟังไม่รู้เรื่องว่ากิมหงวนพูดว่ากระไร เพราะลิ้นไก่ของอาเสี่ยแข็งผิดปกติ

"ครับ นี่แหละครับ รับประทานขึ้นไปบนบ้านเถอะครับประเดี๋ยวสนุกแน่ บางทีอาจจะถึงกับหัวร้างข้างแตกก็ได้"

เสี่ยหงวนทำหน้าฉงน

"ซ่องนี้มีนักเลงเรอะ บา-ได้การละโว้ย พ่อบุกให้ราบเป็นหน้ากลองไปเลย"

แล้วเขาก็ยกมือเขย่าศีรษะนิกร

"เฮ้ย-ลุกขึ้นอ้ายกร ช่วยหามกันไปตีกับอ้ายพวกนักเลงบนบ้านทีเถอะวะ ให้ดิ้นตาย กูอ้วกรดกระบาลมันเลย...อึ้ก"

ที่หน้าตึก คุณหญิงวาดกับนวลลออและประไพกำลังยืนเท้าสะเอวมองดูสองสหายด้วยความหมั่นไส้ เจ้าแห้วแลเห็นเข้าก็ใจหายวาบ รีบกระซิบบอกกิมหงวน

"รับประทานอย่าเอะอะไปครับ ออกมาแล้ว"

กำลังเมา อาเสี่ยก็เข้าใจว่าพวกนักเลงประจำสำนักนางโลมจะออกมาเล่นงานเขา คนเมาทุกคนไม่เคยกลัวใคร แม้กระทั่งเสาไฟฟ้ายังท้าชก บางทีก็นอนขวางรถรางเล่นโก้ๆ จนกระทั่งคนขับรถรางต้องห้ามล้อจนตัวโก่ง เสี่ยหงวนของเราก็เช่นเดียวกัน

"ออกมาเรอะ เอา-กูตีกะมันเอง ยังงี้มันดูถูกกันนี่หว่า"

พูดจบก็โซซัดโซเซลงมาจากรถ แล้วกวักมือเรียกคุณหญิงวาด

"มา-อ้ายน้องชาย เรียงหน้าเข้ามา พี่หนีก้าวเดียวให้เป็นลูกหมาห้าร้อยชาติ"

คุณหญิงวาดทำหน้าชอบกล

"อะไรอ้ายหงวน"

ท่านพูดยานคาง

"แกท้าใคร"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น เดินตุปัดตุเป๋เข้ามายืนหน้าบันได ยกมือป้องหน้าผากมองดูคุณหญิงวาด กับแม่เสือทั้งสอง

"ปู้โธ่...นึกว่านักเลง กลายเป็นยากแก่แร้งทึ้งที่ไหนก็ไม่รู้ อ้ายแห้วมันต้มกูได้ เสือกบอกว่าสาวๆๆๆๆ เหมือนอย่างประกาศโรงพัฒนากร มึงดูซิ แก่แรดทั้งสองคน ยายแม่เล้าก็ท่าทางปากจัดไม่ใช่เล่น"

เจ้าแห้วเย็นวาบไปหมดทั้งตัว กระโจนพรวดเข้ามาหาอาเสี่ย ยกมือปิดปากกิมหงวนทันที

"รับประทานดันพูดออกมาได้"

กิมหงวนปัดมือเจ้าแห้วออก

"อ้ายเปรต เล่นยังงี้ได้เรอะหายใจไม่ออก ไปโว้ยพาข้ากลับบ้านป่านนี้เมียด่าตายห่าแล้ว แต่ไม่กลัววะ เกิดมาเป็นลูกผู้ชายมันต้องกินเหล้าเที่ยวผู้หญิง จริงแมะ เมียมีเสียงพ่อเตะขาดสองท่อนไปเลย เอ็งเชื่อไหมล่ะว่า อาเสี่ยกิมหงวนไม่กลัวเมีย ฮา-ฮาให้ตัวเองซะหน่อย เฮ้ย-ยายแก่นั่นแกจะเอายังไงกับกูไปถามทีเถอะวะ มองหน้ากันยังงี้ไม่ชอบใจ"

"อุ๊ย"

เจ้าแห้วคราง

"รับประทานคุณหญิงน่ะครับ"

อาเสี่ยโบกมือ

"ฮ้าย! คุณหญิงอะไรกันวะ คุณหญิงมาป้วนเปี้ยนอยู่ตามซ่องมีที่ไหน"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก ทันใดนั้นเองคุณหญิงวาดก็ตะโกนสุดเสียง

"บ้านกูโว้ย ไม่ใช่ซ่อง"

กิมหงวนยืนคอง่อกแง่ก เป่าปากนัยน์ตาปรือ

"ฟัง-อ้ายแห้ว พูดกูพูดมึงอย่างนี้ดูถูกกันนี่หว่า บุกเลยหนึ่งสองสามตีดะไม่ต้องเลือกว่าหน้าอินทร์หน้าพรหม"

ทันใดนั้นเองนิกรก็เดินสะเงาะสะแงะลงมาจากรถ ตรงเข้ามาหากิมหงวนในลักษณะของคนที่เมาเหล้าขนาดใหญ่ นายจอมทะเล้นดึงตัวอาเสี่ยเข้ามา

"เฮ้ย-สงสัยเสียแล้วโว้ย กันว่านี่มันบ้านเรานี่หว่า เสียงยายแก่ที่แกว่า กันจำได้ว่าเสียงคุณอาหญิง"

เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ

"ฮ้า?"

"ไม่ต้องฮ้าละ ใช่แน่ ด่ากันทุกวี่ทุกวันกันจำเสียงนี้ได้เสมอ"

กิมหงวนนิ่งอึ้งไปสักครู่

"แกช่วยหันไปดูทีเถอะวะ"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ไม่กล้าโว้ย"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"กันก็ไม่กล้าเหมือนกัน เปิดโว้ย ขึ้นรถหนีไปดีกว่า โอย..นี่มันเกิดแผ่นดินไหวหรือยังไงกันวะอ้ายกร ทำไมโลกมันโครงเครงไปมาอย่างนี้ล่ะ ว้า-เมาบัดซบไปเลยกู"

คุณหญิงวาดกล่าวกับแม่เสือทั้งสอง

"เอา-จัดการเสีย แม่นวลกับแม่ไพซ้อม ใหญ่เลยขืนปล่อยให้กินเหล้าเมาจนไม่เป็นผู้เป็นคนอย่างนี้อีกไม่ช้าก็เส้นโลหิตแตกตาย ดู-ดูอ้ายกรซี ลงนั่งเหยียดเท้ากลางถนน นี่มันคนหรือหมาแน่"

นวลลออพยักหน้ากับประไพ แล้วพากันลงบันไดมา การจู่โจมแบบสายฟ้าแลบเริ่มต้นทันที นวลลออยกฝ่ามือข้างขวาตบหน้าอาเสี่ยเสียงดังสนั่นหวั่นไหว กิมหงวนซวนเซแทบจะหกล้ม

"นี่แน่ ยาแก้เมา"

อาเสี่ยสร้างเมาทันที เขายกมือลูบคลำแก้มและจ้องมองดูเมียรักของเขา นวลลออปราดเข้ามาจับหูขวาของกิมหงวนบิดเต็มแรง

"โอ๊ย-โอ๊ยๆๆ โอ๊ยโอยโอ่ยโอย กลัวแล้วจ้ะเมียจ๋า"

นวลลออแลเห็นลิปสติกรอยรูปปาก ติดอยู่ตามหน้าอกเสื้อเชิ้ตของอาเสี่ย หล่อนก็ยิ่งเดือดดาลด้วยโมโหหึง

"เฮียไปเที่ยวไหนมาบอกมาตามตรง ม่ายแม่บิดหูขาดเลย"

กิมหงวนยกมือไหว้ปะหลกๆ

"เปล่าจ้ะ นวลจ๋า เฮียไปรับเงินล๊อตเตอรี่จ้ะ เฮียถูกรางวัลเลขท้าย"

"อย่าตอแหล แล้วไปไหนอีก"

อาเสี่ยครางหงิงๆ เหมือนลูกหมาถูกน้ำฝน

"เฮียพาอ้ายกรไปเลี้ยงข้าวจ้ะ ไม่ได้ไปไหนอีกเลย กินตราขาวเข้าไปคนละขวดมันก็เลยเมา พอสร่างเมาก็ออกจากภัตตาคารนั่งรถมาบ้าน"

นวลลออเค้นหัวเราะ

"แล้วรอยลิปสติกนี่น่ะมันมาจากไหน? "

กิมหงวนสะดุ้งโหยง ก้มลงมองดูตัวเอง

"อ๋อ บ๋อยที่ภัตตาคารมันจูบเฮียจ้ะ เฮียทิปมันร้อยบาท มันดีใจเลยจูบเฮียใหญ่"

"โธ่-แก้ตัวอย่างน้ำขุ่นๆ ประเดี๋ยวแม่ตบลูกนัยน์ตาหลุดเลย บ๋อยบ้าบออะไรกันทาลิปสติก"

"นั่นน่ะซีจ๊ะ"

เสี่ยหงวนพูดเสียงอ่อยน่าสงสาร

"ฮึ่ม-ตายเสียเถอะนะเฮีย"

พูดจบหล่อนก็ดึงหูกิมหงวนพาเขาเดินขึ้นบันไดไปบนตึกอย่างร้อนรน

นิกรหัวเราะงอหาย ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนยกมือตบบ่าประไพ

"ไม่ไหว คุณนวลแกดุเหมือนเสือ สู้เมียพี่ไม่ได้"

ประไพปล่อยหมัดอัปเปอรคัทขวาเต็มเหนี่ยวถูกลิ้นปี่นิกรอย่างถนัดใจ นายจอมทะเล้นขมวดคิ้วนิ่วหน้า ทำหลังโกง ประไพยกมือซ้ายจับคอนิกรไว้กระชากลงมาพร้อมกับตีเข่าขวา ถูกหน้านิกรเต็มรัก แล้วหล่อนก็จับหูขวาของนิกรบิด

"ไปเที่ยวซ่องนังหนอมมาใช่ไหม? "

"โอ๊ย ใช่ๆๆๆ "

ประไพตบนิกรด้วยหลังมือดังฉาด

"นี่แน่ะ เที่ยวมาแล้วก็เอาโรคมาให้ไพ ความวัวยังไม่ทันจะหาย จะเอาความความมาให้อีก รู้ไหมว่าไพฉีดยาจนแขนพรุนไปหมดแล้วเพราะใคร ไม่เพราะกรเอาโรคมาให้ไพหรือ โธ่-ผัวเฮงซวยอะไรพรรค์นี้ก็ไม่รู้ ไป-ขึ้นไปบนบ้าน วันนี้ต้องตีกันให้ยับเลย ผัวเมียอยู่ด้วยกันถ้าไม่รู้จักตีกันเสียบ้างมันไม่มีรสชาติ"

ก่อนที่นายจอมทะเล้นจะพูดว่ากระไร ประไพก็ลากตัวเขาถูลู่ถูกังขึ้นไปบนตึก คงเหลือเจ้าแห้วยืนเผชิญหน้าคุณหญิงวาดตัวต่อตัว เจ้าแห้วอกสั่นขวัญแขวน เกรงกลัวคุณหญิงยิ่งกว่าหนูกลัวแมว คุณหญิงจ้องตาเขม็งมองดูเจ้าแห้วราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เจ้าแห้วใจเต้นเหมือนตีกลอง ในที่สุดก็เผลอพูดออกมา

"แฮ่ะ แฮ่ะ ท่านรับประทานข้าวแล้วหรือครับ"

คุณหญิงวาดอดหัวเราะไม่ได้

"โธ่ เดี๋ยวแม่เตะยกล้อเลยอ้ายนี่ ไม่ใช่เรื่องที่เอ็งจะต้องมาถามข้าสักนิด"

เจ้าแห้วฝืนยิ้มอย่างแห้งแล้ง แล้วถอนหายใจโล่งอก เมื่อคุณหญิงวาดหมุนตัวกลับเดินขึ้นบันไดไปบนตึก

"เฮ้อ-สิ้นเคราะห์ไปทีกู"

เจ้าแห้วเดินไปที่รถ 'คาดิลแล็ค' เก๋ง เปิดประตูก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ จัดแจงสต๊าร์ทเครื่องเข้าเกียร์บังคับรถเก๋งคันงามเคลื่อนออกจากที่ช้าๆ ตรงไปยังโรงเก็บ

หลังจากเก็บรถเรียบร้อย เจ้าแห้วก็ดินมาที่ตึกใหญ่ เขาได้ยินเสียงตึงตังโครมครามลั่นบ้าน เสียข้าวของและกระจกแตก เสียงนวลลออและประไพร้องตะโกนให้คนช่วย

"ว้าย! ตายแล้วเฮียขา อย่าทำเมียเลย โอ๊ย! ตายแล้ว"

"กลัวแล้วค่ะกร กลัวแล้ว เจ้าข้าช่วยด้วย ว้าย-ไพไม่ใช่ขี้ข้าคุณนะจะบอกให้ อวดดียังไงมาเตะไพ ว้ายๆๆ ช่วยด้วย"

"โครง! เพล้ง! "

เจ้าแห้วสั่นศีรษะช้าๆ เดินขึ้นไปบนตึก พอเข้ามาในห้องโถงก็แลเห็นเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาดนั่งสนทนากันเงียบๆ เจ้าแห้วแปลกใจอย่างยิ่งที่ท่านผู้ใหญ่ทั้งสามไม่ได้สนใจกับเสียงตึงตังโครมครามข้างบนเลย เจ้าแห้วปราดเข้ามาทรุดตัวนั่งพับเพียบ

"รับประทานข้างบนตีกันใหญ่แล้วครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ มองดูเจ้าแห้ว

"รู้แล้ว ได้ยินแล้ว เรื่องของผัวเมีย ไม่ใช่ธุระของข้า"

เจ้าแห้วถอนหายใจหนักๆ

รับประทานคุณนวลและคุณประไพกำลังถูกซ้อมสะบักสะบอมเชียวครับ รับประทานร้องให้คนช่วยลั่นบ้าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ไปๆๆ ไปให้พ้น ข้าจะคุยกัน เอ็งนี่มันโง่บัดซบเลย คนอย่างยายนวลและประไพยอมให้ผัวซ้อมมีที่ไหนวะ ที่แกล้งแหกปากร้องก็เพื่อหลอกลวงชาวบ้านให้หลงเชื่อ ความจริงมันตรงกันข้ามโว้ย ไป-เอ็งอยากดูอ้ายหงวนกับอ้ายกรถูกซ้อมก็ขึ้นไปดู"

เจ้าแห้วลุกขึ้นเดินก้มตัวขึ้นบันไดไปชั้นบน พอขึ้นมาพ้นขั้นบันไดเจ้าแห้วก็แลเห็นสองสหาย เดินตุปัดตุเป๋ออกมาจากห้องของตน แล้วประตูห้องก็ถูกปิดปัง

กิมหงวนกับนิกรพากันมานั่งบนม้ายาวที่เฉลียงหลังตึก เจ้าแห้วเดินเข้ามาหา แล้วเจ้าแห้วก็สะดุ้งเฮือกหยุดชะงัก เมื่อแลเห็นสองสหายมีใบหน้าฟกช้ำดำเขียว เพราะการปะทะกับภรรยาของเขา

เจ้าแห้วยิ้มอย่างแห้งแล้งที่สุด

"ว้า--รับประทานแย่ละครับ"

อาเสี่ยพยักหน้า ยกมือขวาขึ้นเช็ดน้ำตาแล้วพูดเสียงสะอื้น

"กูไม่อยากอยู่เป็นคนแล้วอ้ายแห้ว" พูดจบก็ยกฝ่ามือขวาตบหน้าอกตัวเองติดๆ กันหลายครั้ง "กูเจ็บใจจริงๆ ว่ะ มีอย่างที่ไหนมีเมียเหมือนกับมีแม่คอยบังคับข่มเหงน้ำใจไปเสียทุกอย่าง จะเที่ยวก็ห้าม กินเหล้าก็ห้าม เที่ยวผู้หญิงก็ห้าม อ้ายครั้นเราไม่เที่ยวอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนนานเกินไปก็เคี่ยวเข็นให้ไปเที่ยว โอ๊ย-กูตายดีกว่า"

นิกรสั่นศีรษะช้าๆ

"อ้ายคนอย่างเรามันเกิดมาเสียชาติเกิด พับผ่า ผู้หญิงตัวโตกว่าลูกหมานิดเดียวเท่านั้นเราสู้ไม่ได้ ถุย"

กิมหงวนหลับตาปี๋ ยกมือขวาเช็ดนัยน์ตา

"ปู้โธ่ ดันถุยมาที่หน้าคนได้"

เจ้าแห้วทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยบนพื้น มองดูสองสหายด้วยความขบขันแกมเศร้าใจ

"รับประทานผมได้ยินคุณนวลกับคุณไพร้องตะโกนเรียกให้คนช่วยเสียงลั่นห้อง แล้วไงคุณนิกรกับอาเสี่ยของผมจึงได้สะบักสะบอมอย่างนี้ล่ะครับ"

อาเสี่ยผืนหัวเระ

"นั่นแหละ ใครเขาไม่รู้เขาก็ว่าข้ากับอ้ายกรโหดร้ายทารุณกับเมีย แต่เปล่าเลย ยายนวลซ้อมกันแทบตายห่า อ้ายกรก็ถูกคุณไพซ้อมยับเยินเหมือนกัน ดูเถอะวะ ซ้อมจนช่ำใจแล้วไล่ตะเพิดให้ออกมานอนหน้าห้อง อย่างนี้ข้าควรฆ่าตัวตายไหม อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วนิ่งนึก

"รับประทาน เหตุผลยังไม่สมควรที่จะฆ่าตัวตายนี่ครับ"

นิกรเอื้อมมือเขี่ยแขนอาเสี่ย

"เฮ้ย เอ็งช่วยดูหน่อยเถอะวะอ้ายหงวน หูข้างขวาของข้ายังอยู่หรือเปล่า"

เสี่ยหงวนมองดูหูข้างขวาของนายการุณวงศ์ แล้วพยักหน้า

"ยังอยู่"

นายจอมทะเล้นถอนหายใจโล่งอก

"เฮ้อ ค่อยยังชั่วหน่อย นึกว่าหลุดติดมือประไพไปแล้ว ไม่ไหวโว้ย เมียเราดุฉิบหายเลย ฮื้อ-ประเดี๋ยวพ่อบ้าขึ้นมาก๊อบรรลัยเท่านั้น อ้ายเราสงสารก็หาว่าเรากลัว เราไม่อยากทำก็หาว่าเราไม่สู้"

พูดจบนิกรก็ลุกขึ้นยืนร้องตะโกนลั่นบ้าน

"ออกมาซีโว้ย อีเมีย ตานี้พ่อเอาจริงๆ ละ"

ประตูห้องนอนของนิกรถูกเปิดออก ประไพถือตะพดอันถนัดใจยืนเด่นอยู่ที่ประตู ยกมือเท้าสะเอวมองดูผัวรักของหล่อนอย่างเดือดดาล

"ท้าใครหา กร เอาอีกหรือ"

นายจอมทะเล้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองดูเมียรักของเขา

"ใครไปว่าไพล่ะ"

"แล้วท้าใครเสียงลั่นบ้าน"

"ท้ายุง ยุงมันกัด เจ็บใจเลยท้าตีกับมัน"

ประไพซ่อนยิ้มไว้ในหน้า หมุนตัวกลับเดินเข้าไปในห้องปิดประตูลงกลอน นิกรหันมามองดูอาเสี่ย ต่างคนต่างยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"เอาเรอะ อ้ายเสี่ย พร้อมใจกันเตะเมียสักทีเถอะวะ"

นิกรพูดเสียงหนักแน่น

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะ

"ป่วยการ พอจะเอาจริงอ้ายใจมันไม่สู้ เรื่องเมียน่ะยกไว้ให้เขาเถอะวะ นักเลงโตที่เก่งกาจหรือนักมวยแชมเปี้ยนยังกลัวเมียนี่หว่า ไม่รู้ว่ากลัวกันได้อย่างไร สำหรับกันน่ะขอพูดอย่างลูกผู้ชายใจทหาร กันกลัวเมียโว้ย"

"ว้า-"

นิกรคราง

"กันก็เหมือนกัน กันกล้าสาบานได้ว่ากันกลัวเมียจริงๆ ให้พระแก้วพระกาฬหักคอกันซีวะ ให้รากเลือด "

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานลำบากนักก็ไม่ต้องสาบานหรอกครับ รับประทานผมเชื่อ"

สองสหายมองหน้ากันแล้วยิ้มให้กัน กิมหงวนยกเท้าขึ้นมาบนม้าเปลี่ยนท่านั่งเป็นนั่งกอดเข้า

"แย่โว้ย ต้องนั่งนกกันจนสว่าง ทารุณเหลือเกิน"

นิกรว่า

"ทำอย่างไรได้ มันเป็นกรรมของสัตว์ที่เกิดมากลัวเมีย"

อาเสี่ยขบกรามแน่น มองไปทางห้องนอนของเขา สักครู่หนึ่งก็หันมามองดูเจ้าแห้วแล้วพูดเบาๆ

"มึงไป อ้ายแห้ว ไปให้พ้น ข้ามีความลับที่จะปรึกษากับอ้ายกรโดยเฉพาะ"

"แล้วกัน" เจ้าแห้วชักฉิว "รับประทาน ผมไม่ได้เป็นข้าผู้ซื่อสัตย์จงรักภักดีของอาเสี่ยกับคุณนิกรแล้วหรือครับนี่"

กิมหงวนตวาดแว้ด

"ไป-เดี๋ยวก็โดนเตะเท่านั้นเอง"

เจ้าแห้ทำปากแบะยื่น แล้วร้องไห้ยกหลังมือขึ้นเช็ดน้ำตา ผลุดลุกขึ้นยืนพลางพูดเสียงสะอื้น

"รับประทานทำดีมามากไม่เห็นความดี โอ๊ย-เจ็บใจเหลือเกิน รับประทานผมซื่อสัตย์ต่ออาเสี่ยยิ่งกว่าหมาซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ น่าจะไว้วางใจผมบ้าง"

เสี่ยหงวนยิ้มออกมาได้

"นั่งๆๆ อ้ายแห้วไม่ต้องร้องไห้ เป็นอันว่าข้าให้เอ็งมีส่วนรู้เห็นด้วยในเรื่องนี้ แต่เอ็งจะร่วมมือกับข้าหรือไม่ นั่นเป็นเรื่องของเอ็งโดยเฉพาะ"

เจ้าแห้วยิ้มออกมาได้ เดินเข้ามานั่งระหว่างอาเสี่ยกับนิกร แต่แล้วนิกรก็ยกมือเขกกระบาลเจ้าแห้วเต็มเหนี่ยว เสียงดังเหมือนเคาะกะลามะพร้าว

"นั่งข้างล่างโว้ย ไม่ใช่บนนี้ อือ-อ้ายนี่ทะลึ่งสิ้นดีเชียวโว้ย"

เจ้าแห้วสูดปากลั่น ยกมือลูบคลำกระบาลแล้วเลื่อนตัวลงมานั่งพับเพียบบนพื้นเฉลียงหลังตึก ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ เสี่ยหงวนมองดูหน้านายการุณวงศ์อยู่สักครู่ ก็พูดขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เราจะปล่อยให้เมียเราข่มขี่เรายังงี้เรื่อยไปยังงั้นหรืออ้ายกร"

นิกรเลิกคิ้ว

"ข่มขี่หรือข่มขู่"

"เถอะน่า มันก็เหมือนกันนั่นแหละ"

นายจอมทะเล้นพยักหน้าหงึกๆ

"กันคิดว่าเราควรจะต้องหาทางให้เมียเลิกข่มเหงรังแกเราเสียที อย่างน้อยเราก็ต้องทำให้หล่อนเห็นว่า เราเป็นผัวของหล่อน มีค่าสำหรับหล่อน"

"เออ เอ็งพูดยังงี้น่าฟังมากอ้ายกร ก็เราควรจะทำอย่างไรดีล่ะ"

นิกรนิ่งคิด

"เอายังงี้ดีไหม กินแล้วก็นอน นอนแล้วก็กินไม่ยอมพูดอะไรกับหล่อนสักปีเดียวเมียเราก็กลุ้มใจตายห่า มันเป็นการลงโทษทางจิตใจ เพื่อให้หล่อนเข็ดหลาบเลิกข่มขู่หรือข่มขี่เรา"

กิมหงวนไม่เห็นพ้องด้วยในแนวความคิดของนิกร

"ไม่เข้าแก๊ปเลยโว้ยวิธีนี้"

"ก็แล้วจะเอายังไงล่ะ"

เสี่ยหงวนว่า

"เราต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งที่ให้เมียเราเป็นห่วงเรา"

"อ๋อ จะยากอะไรล่ะ หาเรื่องให้เราติดตะราง เมียเราก็ร้องไห้ขี้มูกโป่งเท่านั้นเอง ดีเหมือนกันโว้ย อยู่นอกคุกมานานแล้ว ลองเข้าไปอยู่ในคุกดูบ้าง ได้ข่าวว่าในคุกเขาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรอีกมาก นักโทษมีน้ำฝักบัวอาบ มีหนังละครให้ดู ตอนเย็นได้กินโต๊ะจีนจากภัตตาคารหยาดฟ้าหรือใต้เตี๊ยะ ทุกห้องขังมีเตียงนอนสปริง มีพัดลม, วิทยุ และตู้เย็น น่าติดตะรางมากทีเดียว"

กิมหงวนหัวเราะ

"ถ้าในคุกสุขสบายอย่างที่แกว่า ไม่ช้าคนไทยทั้ง ๑๘ ล้านคนก็คงสมัครใจอยู่ในคุก"

เจ้าแห้วเสริมขึ้น

"รับประทาน จริงครับ ผมคนหนึ่งละยอมติดคุกตลอดชีวิตเลย"

อาเสี่ยกล่าวกับนิกรอย่างเป็นงานเป็นการ

"กันคิดว่าเอายังงี้ดีกว่า เรา ๒ คนหลบหนีเมียไปจากบ้านสักพักหนึ่ง พาอ้ายแห้วไปด้วย เราเตลิดเปิดเปิงไปตามหัวบ้านหัวเมืองโดยไม่ต้องบอกให้ใครรู้"

เจ้าแห้วลืมตาโพลง

"รับประทานตกลงครับ แหม-ความคิดของอาเสี่ยวิเศษเหลือเกิน รับประทานผมจะได้ไม่ต้องทำงานบ้าน"

นิกรก็พลอยเห็นพ้องตามแนวความคิดของอาเสี่ย

"เออ-เข้าทีโว้ยอ้ายหงวน เราทำเป็นคนสาบสูญไปเลย เที่ยวหัวบ้านหัวเมืองกันสักพัก ที่ไหนมีความสุขเราก็อยู่ที่นั่น แกล้งทรมานจิตใจเมียของเราเล่น เขาจะได้คิดถึงเรา เป็นห่วงเรา สักห้าหกเดือนค่อยกลับมาบ้าน แล้วก็ถ้าเมียเรายังไม่เลิกข่มเหงเราอีก เราก็ท่องเที่ยวไปอีก ปะเหมาะมีเมียใหม่เสียเลย"

กิมหงวนยื่นมือให้นิกรจับ

"ตกลง พรุ่งนี้หนีออกจากบ้านแต่เช้าเลย"

นิกรสะดุ้ง

"ฮ้า ทำไมเร็วนักล่ะ ไม่มีเวลาเตรียมตัว"

"ปู้โธ่ คนมีเงินอย่างเราจะต้องเตรียมเนื้อเตรียมตัวเอาตะหวักตะบวยอะไรกันวะ ลงมีเงินมันก็เหมือนกับมีทุกสิ่งทุกอย่าง"

นิกรทำตาปริบๆ

"ไม่ใช่ กันหมายถึงการขอหนังสือเดินทางจากกระทรวงการต่างประเทศ"

เสี่ยหงวนอ้าปากหวอ

"เราไม่ได้ไปนอกประเทศโว้ย เราอยู่ในประเทศของเรา"

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ

"อ๋อ นึกว่าจะเตลิดเปิดเปิงบุกป่าฝ่าดงไปให้ถึงกรุงมอสโค"

ต่างคนต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ต่อจากนั้นสองสหายกับเจ้าแห้วก็ปรึกษาหารือกัน ในอันที่จะหลบหนีไปจากบ้าน 'พัชราภรณ์' พรุ่งนี้เช้าโดยไม่บอกให้ใครรู้ว่าจะไปอยู่แห่งหนตำบลใด

กิมหงวนพูดเสียงหัวเราะ

"ไปอยู่ตามป่าดงพงไพรก็ดีเหมือนกันโว้ย ผิดนักเราก็บำเพ็ญชีวิตเป็นทาร์ซานเสียเลย หาความสงบสุขในท่ามกลางธรรมชาติ กันเจ็บใจเมียกันมาก ตบกันเสียจนแก้วหูหลุดออกมาตั้ง ๒ ก้อน"

นิกรหัวเราะก้าก

"จริงโว้ย สนุกกันสักพักทีเถอะวะเรา ยังไงแกอย่าลืมเอาสตางค์ติดตัวไปมากๆ นะ กันจะเอาไปสัก ๕๐ บาท"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ลำบากนักก็ไม่ต้องเอาไปหรอก กันเอาไปคนเดียวดีกว่า"

แล้วเขาก็หันมาทางเจ้าแห้ว

"เฮ้ย-ข้าสองคนไปนอนที่ห้องเอ็งได้ไหมวะ พรุ่งนี้ตื่นแต่มืดเลย พอย่ำรุ่งก็ออกจากบ้าน ตกสายกันจะไปถอนเงินที่ธนาคารสักห้าหกแสน เอาติดตัวไปใช้ บางทีเราอาจท่องเที่ยวอยู่ในกรุงเทพฯ ก่อนสักสองสามวันเพื่อซื้อข้าวของเครื่องใช้"

"รับประทานไปซีครับ ไปปรึกษากันที่ห้องผมดีกว่า รับประทานคืนนี้ผมยอมสละเตียงนอนอันอ่อนนุ่มของผม ให้อาเสี่ยและคุณนิกร รับประทานผมไปนอนกับละม่อมก็ได้"

นิกรสะดุ้งโหยง

"เฮ้ย ไปนอนกับยายม่อมยังไง แกเป็นผู้ชาย"

เจ้าแห้วยิ้มอายๆ

"รับประทานผมเคยไปขอนอนกับละม่อมบ่อยๆ ครับ ถ้าคืนไหนฝนตก รับประทานห้องผมฝนมันรั่วก็ต้องไปอาศัยนอนในห้องละม่อม"

นิกรชักสงสัย

"นอนเตียงเดียวกันน่ะหรือ"

"ครับ รับประทานละม่อมนอนบนเตียง แล้วก็รับประทานผมนอนใต้เตียง"

ทั้งสามคนต่างลุกขึ้นพากันเดินผ่านเฉลียงหลังตึกลงบันไดไปข้างล่าง สองสหายต่างตกลงใจที่จะหนีเมียของเขาเพื่อท่องเที่ยวหาความสุขสำราญ ตามชนบทหรือป่าดงพงไพรอันทุรกันดาร เพลิดเพลินกับธรรมชาติ ดอกไม้ สายลม แสงแดด ป่าไม้ ภูเขาสักพักหนึ่งจึงจะกลับมาหาเมียของตน

เจ้าแห้วตื่นเต้นยินดีมาก เพราะไม่ต้องทำงานบ้าน ซึ่งตามปกติเจ้าแห้วคนเดียว มีหน้าที่ทำงานร้อยแปดพันเก้า ถูกเจ้านายเรียกใช้ตลอดวัน เป็นทั้งคนใช้และคนขับรถ ซึ่งนับว่าเจ้าแห้วต้องทำงานหนักไม่ใช่น้อย

ความโกลาหลอลหม่านเกิดขึ้นทั่วบ้าน 'พัชราภรณ์' ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เสียงนวลลออกับประไพร้องไห้โฮ สองนางออกมาพบกันหน้าห้อง ต่างคนต่างมีจดหมายลาของผัวรักคนละฉบับ

ประไพร้องไห้โฮโผเข้ากอดนวลลออเพื่อนเกลอของหล่อน

"คุณนวลขา กรเขาหนีดิฉันไปเหมือนกัน"

ประไพสะอื้น

"โถ-ถูกซ้อมหน่อยเดียวเท่านั้นไม่น่าโกรธเคืองเลย ฮือ-ฮือ ทำอย่างไรดีล่ะคะ กรคงไปกับอาเสี่ยอย่างไม่ต้องสงสัย"

ต่างคนต่างแลกเปลี่ยนจดหมายกันอ่าน จดหมายทั้ง ๒ ฉบับมีข้อความคล้ายคลึงกัน นิกรกับอาเสี่ยเขียนบอกเมียเขาว่า การอยู่ร่วมกันนั้นเป็นภาวะที่สุดแสนจะทนทานได้แล้ว จึงขอลาไปตามยถากรรม เขามีแผนการที่จะไปอยู่ดงพญาเย็น ใช้ชีวิตเหมือนอย่างทาร์ซานหรือมนุษย์วานรโดยไม่มีวันกลับมากรุงเทพฯ อีกเป็นอันขาด นิกรบอกประไพว่า เขาอนุญาตให้หล่อนมีผัวใหม่ได้ เพราะเขาตัดสินใจแยกทางกับหล่อนแล้ว

สองนางรีบนำจดหมายมาให้ท่านผู้ใหญ่ และให้คนใช้ไปตาม พล พัชราภรณ์ กับ ดร.ดิเรกมาปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้ เป็นอันว่านิกรกับกิมหงวนและเจ้าแห้วได้หลบหนีไปจากบ้าน 'พัชราภรณ์' แล้ว สาวใช้คนหนึ่งยืนยันว่า หล่อนเห็นสองสหายกับเจ้าแห้วออกไปในเวลาย่ำรุ่งเศษ และไม่ได้เอารถยนต์ไป

คุณหญิงวาดร้องไห้สะอึกสะอื้น เป็นห่วงนิกรกับกิมหงวนเกรงว่าจะไปตกระกำลำบากตามป่าดงพงเขา แล้วท่านก็เล่นงานนวลลออกับประไพ

"เจ้าสองคนไม่ดีเอง มีอย่างที่ไหนซ้อมผัวแทบทุกวัน ฮือ-ฮือ โธ่ถังเอ๋ย คงไปตายในป่าแน่นอน หมู่นี้เจ้ากรมันแสดงท่าทีกลุ้มอกกลุ้มใจมาหลายวันแล้ว ซ้อมมันอย่างนี้ ใครมันจะไปทนไหว โฮๆๆๆ "

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"กลุ้มเสียแล้วละโว้ย"

ท่านร้องเอ็ดตะโร

"เรื่องไม่น่าจะเป็นเรื่องก็กลายเป็นเรื่อง อ้ายหงวนกับอ้ายกรน่ะมันเหมือนกับคนอื่นเขาเมื่อไรล่ะ มันคงคบคิดกันที่จะหนีเมียมาหลายวันแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้อนประไพธิดาคนเล็กของท่าน

"ร้องไห้ทำไมแม่มหาจำเริญ คนเก่งไม่ต้องร้องไห้ซี"

ประไพสะอื้นลั่นห้องโถง ขี้มูกไหลยืด

"ผัวหนูหายไปทั้งคนจะไม่ให้หนูร้องไห้หรือคะ"

"อ้าว ก็แล้วเอ็งไปซ้อมมันทำไมล่ะ"

ประไพทำตาเขียวเข้าใส่เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณพ่ออยากสอนหนูทำไมล่ะว่า ถ้ารักวัวให้ผูกรักผัวให้ซ้อม"

พลหัวเราะหึๆ พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"อย่าเอะอะไปเลยครับ ตราบใดที่ผมกับดิเรกยังอยู่นี่ อ้ายสองคนไม่กล้าไปไหนหรอกครับ เว้นแต่ผมกับดิเรกจะไปด้วย อีกสองสามวันมันก็คงกลับมา"

"อ๋อไร๋น์ ออไร๋น์" นายแพทย์หนุ่มพูดยิ้มๆ "ไม่มีอะไรที่จะต้องวิตก ประเดี๋ยวผมจะจับยามดูว่า อ้ายสองคนหนีไปไหน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อ้าปากหวอ มองดูนายแพทย์หนุ่มอย่างแปลกใจ

"แกเป็นหมอรักษาโรคหรือหมอดูกันแน่"

ดิเรกหัวเราะ

"ได้ทั้งสองอย่างครับ ผมได้ใช้เวลาว่างของผมศึกษาหาความรู้ในทางโหราศาสตร์ จนกระทั่งมีความรู้ความชำนาญดี เมื่อสองสามวันนี้ท่านมหาราชาจันทรกุมารยังจดหมายมาถึงผม ขอให้ผมช่วยผูกดวงให้"

คุณหญิงวาดตวาดแว้ด

"มาอีกแล้ว มหาราชามาอีกแล้ว กำลังกลุ้มอย่างนี้อย่าพูดถึงเรื่องมหาราชาหน่อยเลยน่า พูดถึงเจ้ากรกับเจ้าหงวนเถอะ"

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ ผมมีปากก็พูดเรื่อยเปื่อยไปยังงั้นเอง เรื่องเจ้าหงวนกับเจ้ากรผมคิดว่ามันคงไม่ไปไหนหรอกครับ อย่างที่เจ้าพลมันว่า อีกสองสามวันก็ต้องกลับมาบ้าน"

ท่านผู้ใหญ่ต่างปรึกษาหารือกันถึงเรื่องนี้ ในที่สุดก็ช่วยกันปลอบโยนนวลลออกับประไพ

"นิ่งเสียเถอะหลาน"

คุณหญิงวาดปลอบเมียรักของสองสหาย

"ผัวหนีไปจากบ้านไม่น่าจะร้องห่มร้องไห้ให้เสียน้ำลายเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"น้ำตาครับ ไม่ใช่น้ำลาย"

"อ้อ-ค่ะ ดิฉันพูดผิดไป" แล้วคุณหญิงก็หันมายกมือตบศีรษะนวลลออ "เอาเถอะ อาจะจัดการเอง ประเดี๋ยวรอให้สายหน่อย อาจะไปที่โรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ จ้างเขาลงแจ้งความถึงเจ้าหงวนกับเจ้ากร บอกมันว่าเจ้าสองคนกำลังใจจะขาดอยู่รอนๆ แล้วให้รีบกลับบ้าน ถ้าไม่มาภายในสามวัน เจ้าสองคนจะไปหาพิมพ์ไทยให้เขาช่วยหาผัวใหม่ให้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ดุคุณหญิงของท่าน

"พูดเลอะเทอะไม่เข้าเรื่องน่าคุณหญิง คนอย่างประไพกับนวลลออน่ะ ถ้าจะมีผัวใหม่ไม่ต้องให้ใครเขาช่วยหาหรอก หาเอาเองก็ได้ถมไป ว้า-กลุ้มใจจริงโว้ย ประเดี๋ยวพ่อหนีไปเสียอีกคนเลย"

คุณหญิงวาดหัวเราะ

"กลัวจะไม่จริงน่ะซีคะ ลองหนีไปซี ดิฉันไม่ไปหาพิมพ์ไทยก็ลองดู"

"หนอยแน่ ไปหาเขาทำไม"

"ให้เขาประกาศหาผัวให้ใหม่ เลือกเอาขนาด ๒๑ ขวบ"

พลสั่นศีรษะช้าๆ

"หมู่นี้คุณแม่พูดอะไรไม่เข้าเรื่องเลย นั่งเฉยๆ เถอะครับ"

คุณหญิงยิ้มแห้งๆ เมื่อเห็นพลแสดงสีหน้าไม่ใคร่พอใจ ท่านก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก ปล่อยให้พลกับ ดร.ดิเรกและท่านเจ้าคุณทั้งสองปรึกษาหารือกันต่อไป

คืนวันผ่านพ้นไปอีก

ไม่มีข่าวจากกิมหงวนและนิกร เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งเจ้าผันให้กว้านซื้อหนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับเพื่อค้นหาข่าวที่เกี่ยวกับสองสหาย ประไพกับนวลลออซูบผอมตรอมใจไปตามกัน

จนกระทั่งวันหนึ่ง ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งตึงตังโครมครามลงมาข้างล่าง ในมือของท่านถือหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง ท่านวิ่งก้นกระเพื่อมตรงไปยังห้องรับประทานอาหารอย่างร้อนรน

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด, พล กับ ดร.ดิเรกและเมียๆ ของ ๔ สหายอยู่กันพร้อมหน้า เจ้าคุณปัจจนึกฯ พรวดพราดเข้ามาในห้องร้องเอะอะเอ็ดตะโร

"ได้เรื่องแล้วพวกเรา นี่-หนังสือพิมพ์ลงข่าวประหลาดที่น่าจะเชื่อได้ว่าเจ้าหงวนกับเจ้ากร และอ้ายแห้วกำลังใช้ชีวิตอยู่ในดงพญาเย็น ป่าใหญ่ที่สุดของประเทศไทย"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที ประไพรีบกระตุกหนังสือพิมพ์มาจากมือเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ขอหนูดูหน่อยคุณพ่อ ไหนคะตรงไหน...อ้ายตาลยอดด้วนทารุณ ๑๒ ขวบ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น

"ไม่ใช่โว้ย" แล้วท่านก็ชี้มือบอก "นี่-อ่านดู"

ประไพอ่านข้อความในหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นดังๆ

" นักล่าสัตว์พบทาร์ซานในดงพญาเย็น....มันควรจะเป็นนวนิยายของ เอ็ดการ์ ไรต์ บาโร ผู้ประพันธ์เรื่อง 'ทาร์ซาน' หรือมนุษย์วานรมากกว่าความจริง แต่นักนิยมไพรคณะหนึ่ง ซึ่งมีนายแพทย์บุญสืบเป็นหัวหน้า ได้พบกับทาร์ซาน ๒ คนในป่าสูงแห่งดงพญาเย็นอย่างน่าประหลาด ดังรายละเอียดของผู้สื่อข่าวของเราซึ่งแจ้งมาว่า

เมื่อวันที่ ๑๒ เดือนนี้เวลาบ่ายประมาณ ๑๕.๐๐ น. เศษ หมอบุญสืบกับคณะนักนิยมไพรรวม ๑๐ คนได้พากันบุกป่าฝ่าดงอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัดสระบุรีติดต่อกับนครราชสีมา คณะล่องป่าของหมอบุญสืบต่างได้ยินเสียงประหลาดโห่วิเวกวังเวงดังมาตามสายลม จึงพากันค้นหาเสียงประหลาดที่ได้ยินนั้น ในที่สุดนักนิยมไพรคณะนี้ก็ได้พบมนุษย์วานร ๒ คนยืนเด่นอยู่บนคบไม้ใหญ่ ทั้งสองแต่งกายแบบทาร์ซานยอนนี่ไว้สมึนเล่อร์ ในภาพยนตร์ของบริษัท ม.ก.ม. นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเล็กๆ มีมีดพกเหน็บเอวข้างซ้าย คนหนึ่งรูปร่างสูงชลูดสวมแว่นตาขอบกระ อีกคนหนึ่งเอวบางร่างน้อย มีขนไก่ปักที่หน้าผากคล้ายกับยี่เก มนุษย์วานรจ้องมองดูนักล่าสัตว์อย่างไม่สู้จะพอใจนัก หมอบุญสืบพยายามติดต่อพูดจากับทาร์ซานทั้งสองก็ไม่สำเร็จ ในที่สุดสองทาร์ซานก็พากันห้อยโหนสายเถาวัลย์หลบหน้าไป

ข่าวนี้ทำความตื่นเต้นให้กับพวกพราน และพวกชาวบ้านป่ามาก คนเหล่านี้พยายามเข้าใจว่าทาร์ซานที่นักล่าสัตว์พบเห็นนี้เป็นเจ้าป่าหรือภูตผีปีศาจ ความจริงเขาเป็นมนุษย์ธรรมดาเรานี่เอง แต่คงจะเบื่อหน่ายความจ้อกแจ้กจอแจ และการเบ่งอย่างไม่มีกาละเทศะภายในนครหลวง จึงได้เนรเทศตัวเองมาหาความสุขสำราญในป่าดงพงไพร มนุษย์วานรทั้งสองคนนี้ต้องเป็นชาวพระนครอย่างไม่ต้องสงสัย หมอบุญสืบได้ยืนยันกับผู้สื่อข่าวของเราว่า เขาได้เก็บก้นบุหรี่ที่ทาร์ซานคนหนึ่งทิ้งลงมาจากยอดไม้ เป็นบุหรี่การิค แสดงให้เห็นว่ามนุษย์วานรต้องเป็นผู้มีฐานะดี และมีการศึกษาอย่างสูง เราจะได้ติดตามเสนอข่าวรายละเอียดนี้แก่ท่านผู้อ่านต่อไป"

อ่านจบใบหน้าของประไพก็สดชื่นขึ้น หล่อนโผเข้ากอดคุณหญิงวาดซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ

"ไชโย ผัวหนูใช่แน่แล้ว ลงมีขนไก่ปักหัวละก้อไม่ใช่ใครอื่นละค่ะคุณอาคะ ไปตามกรกับอาเสี่ยด้วยกันกับหนูเถอะนะคะ"

คุณหญิงวาดทำหน้าชอบกล

"อย่าเพิ่งปักใจเชื่อนักแม่ไพ อาจจะเป็นอ้ายบ้าหอบฟางอะไรก็ได้ คนที่เขามีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ใครเขาจะไปอยู่ในดงพญาเย็นอย่างนั้น"

"โธ่-ก็กรน่ะคุณอาคิดว่าเต็มบาทหรือคะ แกไม่สบายมาตั้งนานแล้ว ถึงอาเสี่ยก็เหมือนกัน ใช่แน่ค่ะ ใช่ ๕๐๐ เปอร์เซ็นต์ โอ๊ย-ดีใจจังโว้ย"

นวลลออยิ้มสดชื่น เป็นครั้งแรกที่หล่อนยิ้มหวานอย่างนี้ นับตั้งแต่อาเสี่ยหลบหนีไปจากบ้าน

"พลคะ" นวลลออพูดกับนายพัชราภรณ์ "ดิฉันจะไปตามเฮียค่ะ แต่ว่าดิฉันต้องขอความกรุณาให้คุณกับคุณหมอและคุณอาร่วมทางไปด้วย"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"คุณจะไปตามที่ไหนครับ"

นวลลออว่า "ก็ดงพญาเย็นน่ะซีคะ"

ดร.ดิเรกสั่นศีรษะช้าๆ

"ผมคิดว่า ข่าวในหนังสือพิมพ์นี้ อาจจะเป็นข่าวยกเมฆก็ได้ หรือถ้าเป็นจริง เจ้าสองทาร์ซานนั่นก็ควรจะเป็นพวกชาวบ้านป่า หรือพวกพรานป่าในดงพญาเย็นนั่นเอง"

ประไพพูดเสริมขึ้น

"ถึงอย่างไรก็ควรจะลองไปตามดูค่ะ ดิฉันคิดถึงกรเต็มฟัดแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะเบาๆ

"ดงพญาเย็นไม่ใช่เขาดินนะครับ คุณไพ อาณาเขตของดงพญาเย็นน่ะมันกว้างใหญ่ไพศาล ติดต่อกับจังหวัดต่างๆ หลายจังหวัด นับแต่สระบุรีขึ้นไป ถ้าเราไปตามเจ้าสองคนนั่น เราก็ต้องค้นหาอย่างเดาสุ่ม อีก ๑๐ ปีก็คงไม่พบ"

นวลลออยิ้มให้ดิเรก

"แต่ดิฉันเชื่อว่า ไม่มีอะไรที่คุณหมอจะทำไม่สำเร็จหรอกค่ะ คุณหมอเป็นอัจฉริยบุรุษที่ดิฉันนับถือในมันสมอง และความมานะพยายามของคุณหมอมานานแล้ว"

เท่านี้เอง ดร.ดิเรกก็ยิ้มแก้มแทบแตก เขายืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง

"โอ.เค. ตกลงครับ ไปก็ไป"

ประไพพูดกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณพ่อไปด้วยนะคะ"

"โน" เจ้าคุณร้องลั่น "อยู่ดีๆ ไม่ว่าดี จะไปทรมานตัวตามป่าดงพงเขา แกอยากไปก็ไปกันตามลำพังซี"

ประไพร้องไห้ ยกหลังมือเช็ดน้ำตา

"คุณพ่อพูดราวกับว่านิกรไม่ใช่ลูกเขยของคุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจหนักๆ

"ลูกเขยเฮงซวยพรรค์นั้นช่างมันปะไร"

นวลลออออดเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณอาขา ไปกับหนูเถอะค่ะ ถ้าขาดคุณอาไปเสียคนหนึ่ง หนูเชื่อว่าการติดตามค้นหาคุณนิกรกับเฮียคงไม่สำเร็จแน่น เพราะคุณอาเป็นผู้ใหญ่ย่อมมีความเฉลียวฉลาดกว่าพวกเรา"

ประไพพยักหน้ากับนวลลออ

"เอา-ยอเข้าค่ะคุณนวล คุณพ่อท่านบ้ายอค่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ มองดูธิดาคนเล็กของท่าน

"ถ้าจะยอก็อย่าให้รู้ตัวซีโว้ย"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นลั่นห้อง นวลลออยกมือจับแขนนันทาเขย่าแล้วพูดยิ้มๆ

"คุณนันไปด้วยกันไหมคะ"

นันทาหัวเราะ

"ดิฉันไปไม่ได้หรอกค่ะ ต้องช่วยคุณอาดูแลบ้านช่อง ควบคุมพวกคนใช้ชายหญิง ชวนคุณภาไปซีคะ"

ประภาปฏิเสธเสียงเบาๆ

"ไม่ไปละค่ะ เรื่องป่าและทะเลดิฉันกลัวมาก ดิฉันไม่ชอบผจญภัยค่ะ สู้ยายไพเขาไม่ได้"

ประไพพูดขึ้นทันที

"ไพเก่งค่ะ เสือช้างไพไม่กลัวเลย ไพเคยผจญกับสิงโตมาแล้วยืนประจัญหน้ากันในระยะห่างเพียงหลาเดียวเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"มากไปละกระมั้ง อีหนู แกผจญกับสิงโตที่ไหนวะ"

ประไพเอียงคออมยิ้ม

"ก็ที่เขาดินยังไงล่ะคะ คุณพ่อ หนูไปยืนดูมันบ่อยๆ ไม่เห็นมันทำอะไรหนูสักที"

คุณหญิงวาดมองดูหลานสะใภ้ของท่านด้วยความพอใจ

"แกมันก็กะล่อนเหมือนเจ้ากรนั่นแหละ อย่างนี้เขาเรียกว่ามะกอกสามตะกร้า ง่า-แกจะไปตามผัวแก่เมื่อไหร่ล่ะ อาจะได้เตรียมทำสะเบียงกรังไว้บ้าง แล้วก็ใครจะไปกันบ้าง"

ประไพว่า "ไปวันเสาร์นี้แหละค่ะ มีเวลาเตรียมตัวพรุ่งนี้วันเดียวพอแล้ว ผู้ที่จะไปด้วยก็มีคุณพ่อหนู, คุณพล, คุณหมอ แล้วก็คุณนวลกับหนู รวม ๕ คนด้วยกัน"

ประภาพูดกับน้องสาวของหล่อน

"แล้วคนหาบหามล่ะจ๊ะ น้องไพ"

"อุ๊ย-ไปหาเอาที่โน่นค่ะ ถมเถไป เราต้องหาจ้างคนพื้นเมืองที่เขาชำนาญการเดินป่าค่ะ"

ครั้นแล้ว คณะติดตามค้นหาสองสหายก็ปรึกษาหารือกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าล่องป่าในครั้งนี้ โดยมี ดร.ดิเรกเป็นที่ปรึกษา

ลึกเข้าไปในป่าสูงทางทิศตะวันออกของดงพญาเย็น ท่ามกลางขุนเขาน้อยใหญ่แลสลับซับซ้อนสุดสายตา บางแห่งก็มีขุนเขาสูงตระหง่านเงื้อมเทียมเมฆ บางแห่งก็เป็นเขาเล็กๆ ติดต่อกันเป็นพืด

ภูมิประเทศมีแต่ภูเขา และป่าไม้เป็นปริมณฑลกว้างใหญ่ กระทั้งถึงผืนแผ่นดินแห่งอินโดจีน ดงพญาเย็นคือป่าทึบ หรือดงดิบ อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิดและความไข้ชุกชุม

พอรุ่งอรุณของวันใหม่ แสงทองส่องฟ้า ดงพญาเย็นซึ่งสงบเงียบมาตลอดคืน ก็ระงมไปด้วยเสียงนกและลิงค่าง และสุนัขป่าเห่าหอนกันอย่างครื้นเครง

แสงอาทิตย์ได้ขับไล่หมอกอันหนาทึบให้จางหายไปทีละน้อย ธรรมชาติในตอนเช้าสดชื่นตื่นตายิ่งนัก

นกกระสาฝูงใหญ่ที่ลอยฟ่องอยู่ในบึงกว้างนับจำนวนไม่ถ้วน ต่างพากันบินขึ้นจากน้ำเมื่อได้ยินเสียงประหลาดเสียงหนึ่ง ดังวิเวกวังเวงมาตามลม ฟังดูก้องกังวานและโหยหวล สัตว์เล็กๆ เช่นกระต่ายป่าและอีเก้งวิ่งพล่านด้วยความตื่นตระหนกตกใจ เสียงประหลาดนั้นดังใกล้เข้ามาทุกที

ทาร์ซาน...ถูกแล้ว มันเป็นเสียงของทาร์ซานหรือมนุษย์วานรรวม ๒ คนซึ่งกำลังแหกปากส่งเสียงร้องก้องป่า ที่ร้องก็เพราะกลัวเสือ จึงใช้เสียงเป็นเพื่อน

"โห่-โอโฮ-โอ่โห่"

เจ้าทาร์ซานอีกตัวหนึ่งก็โห่รับ

"โห่-ฮี้โห่ๆๆๆ ฮิ้ว ไชโย้! "

ทาร์ซานสองเกลอพาตัวลอยละลิ่วมาตามยอดไม้ โดยอาศัยเถาวัลย์ ทาร์ซานคนนำหน้าคืออาเสี่ยกิมหงวน คนหลังคือนิกร มนุษย์วานรสิ้นสุดการห้อยโหนโยนตัวที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งกิ่งก้านสาขาของมันยื่นออกไปในบึงกว้าง

สองสหายยืนเคียงคู่กันบนคบไม้ ต่างคนหน้าตายู่ยี่เพราะเพิ่งตื่นนอน เสี่ยหงวนกับนิกรมีความสุขแล้ว ต่างพอใจในชีวิตที่สงบเงียบเช่นนี้ ทั้งสองช่วยกันปลูกบ้านอยู่บนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง มีเจ้าแห้วเป็นผู้ปรนิบัติรับใช้ บ้านของสองสหายหรูหราน่าอยู่กว่าบ้านทาร์ซานในหนังเสียอีก

กิมหงวนยกแขนขึ้นบิดขี้เกียจ แล้วยืดหน้าอกขึ้นยกมือทั้งสองป้องปากโห่เสียงลั่น

"โห่-โอโฮ-โอ๋โห่"

"พอโว้ย" นิกรเอ็ดตะโร "จะโห่หาตะหวักตะบวยอะไรวะ โห่ไปโห่มาเดี๋ยวเสือมันได้ยินเข้าก็ฉิบหายเท่านั้นเอง"

อาเสี่ยชักฉิว ยกมือเท้าสะเอวมองดูนายจอมทะเล้นอย่างเคืองๆ

"เป็นทาร์ซานไม่โห่ แล้วจะเป็นหาหอกอะไรล่ะ"

นิกรหัวเราะ

"ขี้ฟันยังไม่ได้ล้าง แกโห่ใกล้ๆ ฉันอย่างนี้ฉันก็แย่น่ะซี"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"เร็ว-พุ่งหลาวลงไปในน้ำเลย"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ไม่-ไม่เอาละ ดีไม่ดีเดี๋ยวคอหัก แกอยากพุ่งก็พุ่งลงไปคนเดียวก็แล้วกัน กันจะไต่เถาวัลย์ลงไปข้างล่าง แล้วก็เดินลงน้ำอย่างสง่าผ่าเผย"

กิมหงวนทำหน้าชอบกล ครั้นแล้วเขาก็ตัดสินใจพุ่งหลาวลงไปในน้ำ ดำผุดดำว่ายอย่างสนุกสนาน

ทันใดนั้นเอง จรเข้ยักษ์ตัวหนึ่งตัวยาวประมาณ ๘ ศอกซึ่งกำลังนอนอ้าปากกินลมเล่น ก็เผ่นแผล็วลงมาในน้ำ ว่ายรี่เข้ามาหาเสี่ยหงวนโดยที่ทาร์ซานหงวนไม่แลเห็นมัน

อ้ายเข้ตัวมหึมาขนาดเรือจ้างว่ายน้ำเร็วปรื๋อ ทาร์ซานนิกรแลเห็นเข้าก็เย็นวาบไปหมดทั้งตัว มือเท้าอ่อนเปียก กลัวว่าเสี่ยหงวนจะต้องเป็นเหยื่อจระเข้ตัวนี้

"เฮ้ย! อ้ายหงวน ข้างหลัง"

อาเสี่ยเงยหน้าขึ้นมายิ้มกับนิกร

"อะไรวะ"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก พูดละล่ำละลักแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"ก-กะ-ก้อนขี้หมาอยู่บนหัว อ๋อย..."

กิมหงวนยกมือลูบศีรษะของเขา

"ขี้หมาที่ไหนกันวะ"

นายจอมทะเล้นแทบเป็นลม แลเห็นจรเข้อยู่ห่างอาเสี่ยเพียง ๒ วา

"ขี้หมาบนหัวตะเข้ ไม่ใช่บนหัวแก"

อาเสี่ยใจหายวาบหันควับมาทางจรเข้ยักษ์ แล้วทาร์ซานหงวนก็ร้องเสียงหลง เต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย สัญชาตญาณของมนุษย์ทุกคนจะต้องต่อสู้ เมื่อถูกคนหรือสัตว์คุกคามจะเอาชีวิต กิมหงวนกระชากมีดพกคู่มือที่เหน็บไว้ในซองข้างเอวออกมา พอจระเข้ยักษ์อ้าปากจะงับเขา อาเสี่ยก็หลับหูหลับตาจ้วงแทงเต็มเหนี่ยว เป็นการแทงแบบเฮงซวย

"จึ๊ก! "

คมมีดของกิมหงวนปักลงไปที่ลูกนัยน์ตาข้างซ้ายของจระเข้จนเกือบถึงด้าม เมื่ออาเสี่ยกระชากมีดออกมา เลือดที่นัยน์ตาจระเข้ก็ไหลแดงฉาน ความเจ็บปวดทำให้มันดิ้นรนฟาดหางโผงผางแล้วว่ายน้ำหนีไปทันที การต่อสู้ที่กิมหงวนเป็นรองพันเอาหนึ่ง แต่อาเสี่ยกลับได้ชัยชนะอย่างง่ายดาย ทำให้นิกรแปลกใจเหลือที่จะกล่าว

ทาร์ซานนิกรกระโดดลงมาในบึงใหญ่ในท่าทิ้งลูกมะพร้าวเสียงดังตูมหายไปในน้ำ สักครู่ก็โผล่ขึ้นมา

"อุ๊ย-หนาวจังโว้ย" พูดจบนิกรก็ยื่นมือให้กิมหงวนจับ "แกเก่งมากอ้ายเสี่ย ให้ดิ้นตายเถอะวะ แกเก่งกว่าทาร์ซานในหนังเสียอีก แทงฉึกเดียวอ้ายเข้เปิดอ้าว"

กิมหงวนยิ้มแห้งๆ

"เปล่า ไม่ได้เก่งกาจอะไรหรอก กันเองก็นึกว่ากันตายแล้ว แทงส่งเดชไปยังงั้นเอง บังเอิญไปถูกนัยน์ตามันเข้า"

นิกรหนาวจนคางกระทบกัน

"ขึ้นเถอะโว้ย หนาวใจจะขาดแล้ว ขืนแช่น้ำอีกครู่เดียวกันต้องเป็นสะพ้านแน่"

อาเสี่ยมองดูนิกรอย่างปลงอนิจจัง

"อาบน้ำขัดขี้ไคลเสียบ้างซีแก ตั้งแต่มาอยู่ป่าสองอาทิตย์แล้ว กันเพิ่งเห็นแกลงน้ำวันนี้"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ไหวละโว้ยขึ้นดีกว่า" แล้วทาร์ซานผู้กลัวน้ำก็เดินลุยน้ำขึ้นมาบนฝั่ง

ลมพัดขนไก่ที่ปักไว้บนศีรษะหล่นลงมา นายการุณวงศ์รีบก้มลงเก็บเสียบไว้ใต้ผ้าแพรชิ้นเล็กๆ ที่คาดหน้าผากเขา นิกรเดินเรื่อยเปื่อยไปตามบริเวณนั้น เพื่อค้นหาผลไม้ป่าและอาหารบางอย่าง เช่น ไข่เต่า, เห็ดหรือหน่อไม้

นายจอมทะเล้นเดินไกลออกไปจากบึงใหญ่ทุกที จนกระทั่งเข้ามาในป่าทึบ ก็แลเห็นกล้วยป่าดงใหญ่ออกเครือเหลืองอร่ามน่ากิน นิกรดีดมือแป๊ะเดินเข้ามายังดงกล้วย

ทันใดนั้นเอง นิกรก็หยุดชะงักสะดุ้งเฮือกสุดตัว เมื่อเขาได้ยินเสียงคำรามร้องในระยะใกล้ชิดของพยัคฆ์ร้ายตัวหนึ่ง

"โฮก-ฮึ่ม! "

เจ้าลายพาดกลอนตัวเบ้อเริ่มขนาดคาบวัวเอาไปกินอย่างสบาย เผ่นแผลวออกมาจากพุ่มไม้ใบบัง ทาร์ซานนิกรแข็งขาสั่นพั่บๆ ใบหน้าซีดเผือด อกสั่นขวัญแขวนเหมือนกับเผชิญหน้าพญามัจจุราช

นิกรโห่เรียกกิมหงวนทันทีตามแบบของเขา

"โห่-ฮี้โห่ๆๆๆ ฮิ้ว ไชโย้! "

เจ้าลายพาดกลอนแยกเขี้ยวเดินจรดๆ จ้องๆ ใกล้เข้ามา นิกรจ้องตาเขม็งมองดูมัน มือขวากำด้ามมีดพกถือกระชับมั่น

"หงวนโว้ย วู้-ช่วยด้วยโว้ย"

เจ้าลายพาดกลอนทำท่าเหมือนกับจะตะครุบนิกร แต่แล้วมันก็ไม่กล้าเพราะกลัวสายตานิกรนั่นเอง ต่างฝ่ายต่างจ้องตากันอยู่สักครู่ จนกระทั่งนิกรน้ำตาไหลพราก ก็อดกระพริบตาไม่ได้

รวดเร็วราวกับฟ้าแลบ พยัคฆ์ร้ายกระโจนพรวดเข้าปะทะนายจอมทะเล้นทันที มีดพกในมือนิกรหลุดกระเด็น ทาร์ซานนิกรกอดปล้ำกับเสือด้วยการต่อสู้แบบจนตรอก แล้วเขาก็ล้มลงบนพื้นดิน

กิมหงวนวิ่งปุเลงๆ มาแต่ไกล พอแลเห็นเพื่อนเกลอของเขากำลังต่อสู้กับอ้ายลายพาดกลอน อาเสี่ยก็ใจหาย วิ่งเข้ามายืนดูในระยะใกล้ชิด และคิดหาช่องทางที่จะช่วยเหลือนายการุณวงศ์

เล็บเสือตะกุยตะกายนิกรเป็นเป็นบาดแผลหลายแห่ง พอเจ้าเสืออ้าปากงับบ่านิกร นายจอมทะเล้นก็ยกมือจี้เอวเสือไปมา อ้ายลายพาดกลอนเป็นเสือขี้จั๊กกระจี้มาแต่กำเนิด ถูกนิกรจี้ก็หัวเราะก้ากแล้วพยายามคาบนิกรอีก แต่พอคาบอวัยวะส่วนไหนได้ ก็ถูกนิกรจี้อีก

"โว้ย-ตั้งใจดีๆ โว้ย"

เสี่ยหงวนร้องลั่น

"อย่าเพิ่งให้มันคาบเอาไปกินโว้ย กันไม่มีเพื่อนเหงาแย่"

นิกรร้องตะโกนบอก

"เข้ามาช่วยกระตุกหางมันหน่อยซี โธ่โว้ย กันหมดแรงแล้ว"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"ไม่ไหวโว้ย ตัวมันใหญ่เหลือเกิน กันจะขึ้นไปดูบนต้นไม้ นาฬิกาเรือนทองของแก จะให้อ้ายแห้วหรืออย่างไร แล้วก็จะสั่งอะไรไปทางบ้านก็บอกมา"

นายจอมทะเล้นต่อสู้กับเจ้าลายพากกลอนอย่างไม่คิดชีวิต ในที่สุดนิกรก็นึกลูกไม้อันแยบคายได้ เขาดึงขนไก่ที่ปักไว้บนศีรษะออกมา แล้วยกขนไก่ขึ้นแยงเข้าไปในรูหูข้างซ้ายของเจ้าลายพาดกลอน ใช้หัวแม่มือกับนิ้วชี้ปันไปมาแยงลึกบ้างตื้นบ้าง

เจ้าลายพาดกลอนสิ้นฤทธิ์ ยืนนิ่งเฉยเหมือนรูปปั้น น้ำลายไหลยืด เพราะความสบายอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งในชีวิตของมัน เจ้าลายพาดกลอนเพิ่งได้มีโอกาสแยงหูในครั้งนี้

นิกรค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง และดึงขนไก่ออก เจ้าลายพาดกลอนยืนตาปรือ กิริยาที่ดุร้ายหายไปจนหมดสิ้น เสี่ยหงวนแปลกใจเหลือที่จะกล่าว เมื่อเห็นเจ้าลายพาดกลอนค่อยๆ ล้มเผละลงนอนเอาหัวหนุนตักนิกร บัดนี้พยัคฆ์ร้ายขนาด ๘ ศอก กลายเป็นลูกแมวเชื่องๆ สำหรับนิกรไปแล้ว ทาร์ซานนิกรหันมายักคิ้วกับเสี่ยหงวน แล้วยกขนไก่ขึ้นแยงเข้าไปในรูหูเสือ เขาพยายามชอนไชด้วยศิลปะของเขา ลึกบ้างตื้นบ้าง เจ้าเสือหนุ่มนอนน้ำลายไหลยืดยาว บางทีก็สูดปากเบาๆ แสดงความสุขความสบายอย่างบอกไม่ถูก

"ไง-อ้ายหงวน แกเห็นวิธีปราบเสือของกันใช่ไหม เข้ามาซี ไม่ต้องกลัวหรอกน่า เสือตัวนี้มันจะไม่ทำอะไรเราเป็นอันขาด มันเป็นพรรคพวกของเราแล้ว"

กิมหงวนยืนลังเลอยู่สักครู่ เมื่อแลเห็นอ้ายลายพาดกลอนกระดิกหางไปมา อาเสี่ยค่อยๆ เดินเข้ามาหา นิกรดึงขนไก่ออกจากรูหูเสือ แล้วยกมือตบศีรษะอ้ายลายพาดกลอนเบาๆ

"นั่งลงซี ไม่ทำหรอกน่าเชื่อกันเถอะ เสือหรือคนก็มีความรู้สึกเหมือนกัน เมื่อถูกแยงหูก็สบายใจ"

เจ้าเสือนอนหลับไปแล้วกรนเสียงเบาๆ อาเสี่ยทรุดตัวนั่งข้างนิกร มองดูเพื่อนเกลอของเขาด้วยความเลื่อมใส

"ใครบอกวิธีต่อสู้เสือแบบนี้ให้แกวะ"

นิกรหัวเราะ

"เปล่า ไม่มีใครบอกหรอก ปฏิภาณมันเกิดขึ้นเอง แกเคยว่ากันบ้าๆ บอๆ เอาขนไก่มาปักหน้าผาก ถ้าหากว่ากันไม่ได้ขนไก่อันนี้ อ้ายลายพาดกลอนมันก็คงคาบเอากันไปกินเสียแล้ว"

พูดจบนิกรก็ยกมือผลักหัวอ้ายลายพาดกลอนเต็มแรง

"เฮ้ย-ลุกขึ้นทีซีโว้ย ตัวหนักจะตายห่ามานอนทับอยู่ได้"

เจ้าลายพาดกลอนตกใจตื่น อ้าปากเอียงคอไปมาแล้วก้มลงเลียหน้าตาแขนขานิกร เสี่ยหงวนนั่งตัวแข็งทื่อ นิกรส่งขนไก่ให้อาเสี่ยแล้วพูดยิ้มๆ

"เอา-แกลองแยงหูมันบ้างซี"

กิมหงวนทำหน้าชอบกล

"มันไม่ทำกันแน่นะ"

"เออ ปู้โธ่-ทาร์ซานอะไรกันวะกลัวเสือ"

"ก็มันทาร์ซานเฮงซวยนี่หว่า"

พูดจบกิมหงวนก็ยกขนไก่แยงเข้าไปในหูข้างขวาของอ้ายลายพาดกลอน พยัคฆ์ร้ายยืนนิ่งเฉย ทำคอย่นสูดปากลั่นเมื่อถึงจุดความสุขสูงสุด ขนไก่อันนั้นหมุนไปมารอบๆ หูมัน เจ้าเสือน้ำลายไหลยืดค่อยๆ ล้มตัวลงนอนบนดินหลับตาปี๋ ครางหงิงๆ แสดงความสุขสบายอย่างบอกไม่ถูก

นิกรยกเท้าถีบอ้ายลายพาดกลอนด้วยความหมั่นไส้

"นี่แนะ หมั่นไส้นัก หลับตาปี๋เชียว"

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ

"อือ-แปลกเหลือเกินโว้ย ธรรมชาติของเสือมันไม่ยอมเชื่องกับมนุษย์เลยนี่หว่า"

"จะเป็นเสือหรือสัตว์อะไรก็ตาม โดนขนไก่แยงหูมันก็สิ้นฤทธิ์เท่านั้นเอง"

กิมหงวนดึงขนไก่ออกมาจากหูเสือ แล้วแหวกหูเสือก้มลงมองดูรูหูของมัน

"แหม-อ้ายเปรตนี่ท่าทางจะไม่เคยให้เมียควักขี้หูให้เลย ดูซีวะอ้ายกร ขี้หูเป็นบ้องๆ เลย"

แล้วกิมหงวนก็ตบศีรษะเจ้าลายพาดกลอนดังฉาด

"ฮ่ะ ฮ่ะ อ้ายหมอนี่เป็นพันธมิตรกับเราแล้ว นอนทำตาปริบๆ ไม่มีทีท่าดุร้ายเลย ต้องเลี้ยงเอาไว้โว้ย ทาร์ซานจริงๆ มันมีลิงกับช้างเป็นเพื่อน เราต้องเลี้ยงเสือไว้เป็นพรรคพวกของเขา เพื่อเป็นกำลังของเราต่อสู้กับพวกสัตว์ป่า"

นิกรสั่นศีรษะ

"อย่าเลยวะ แกเลี้ยงเสือแกก็ต้องตายเพราะเสือ สันดานเสือน่ะ ถ้าจะเลี้ยงมันให้ให้เชื่องแกต้องให้มันกินให้อิ่ม ถ้าหากว่าท้องมันหิวใครเขายื่นก้อนเนื้อให้มันเมื่อไร มันก็จะขย้ำหัวแกเมื่อนั้น เลี้ยงหมาดีกว่า หมาน่ะถึงมันจะหิวโหยอย่างไร มันก็ไม่เคยกัดเจ้าของ"

กิมหงวนพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"จริง ถ้ายังงั้นอย่าไปเลี้ยงมันเลย ไปโว้ย-กลับที่พักเราเถอะ ป่านนี้อ้ายแห้วคงบ่นแย่แล้ว"

สองทาร์ซานพากันลุกขึ้น เจ้าลายพาดกลอนผลุนผลันลุกขึ้นบ้าง นิกรยิ้มให้พยัคฆ์ร้ายแล้วพูดกับมัน

"ไป-บ้านช่องมึงอยู่ที่ไหนไปตามทางของมึง วันหลังมีโอกาสพบกันข้าจะแยงหูให้อีก"

สองสหายพากันเดินไปจากที่นั้น เจ้าลายพาดกลอนมองดูตาละห้อย อยากจะติดตามไปให้ทาร์ซานทั้งสองแยงหูให้มันอีก

แสงแดดค่อยๆ แรงขึ้นตามลำดับ สองทาร์ซานเดินผ่านป่าทึบออกมายังบริเวณที่ราบแห่งหนึ่ง ซึ่งมีขนาดเท่าสนามฟุตบอล ทันใดนั้นเองนิกรก็ยกมือจับแขนอาเสี่ยกระชากให้หลบเข้ามายืนใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง และชี้มือให้กิมหงวนมองดูแรดตัวหนึ่ง ซึ่งกำลังยืนเบิ่งหายใจฟุดฟิด

อาเสี่ยไม่รู้จักแรด เกิดมาเพิ่งเคยเห็นแรดครั้งนี้

"อ๋อ ควายตัวนี้ทำไมมีเขาเดียวโว้ย แล้วดันไปขึ้นอยู่เหนือจมูกเสียด้วย รู้สึกว่าท่าทางมันแข็งแรงกว่าควายบ้านมากทีเดียว"

นิกรหันมามองดูกิมหงวนอย่างขบขัน

"ไม่ใช่ควายโว้ย นี่แหละแรด"

อาเสี่ยสะดุ้งโหยง

"หา นี่น่ะเรอะแรด"

"เออ"

กิมหงวนหัวเราะ

"มิน่าล่ะ ยิ่งดูยิ่งเหมือนแรดไม่มีผิด จับไปขายห้างเทวกรรมโอสถเถอะวะ เห็นเขาประกาศรับซื้อแรดเป็นเป็นให้ราคาสูง มาขอยืมขนไก่ให้กันหน่อย กันจะแยงหูแรดเล่น"

นิกรปัดมือกิมหงวนทันที

"อยากตายเรอะ แรดน่ะถ้าแกจะแยงหูมันต้องใช้ไม้กวาดขนไก่ทั้งอันโว้ย ขนไก่อันเล็กๆ ยังงี้ไม่รู้สึกหรอกดีไม่ดีมันขวิดตายห่า ไปทางโน้นโว้ย เราอย่าพยายามเข้าใกล้มันเลย แรดเป็นสัตว์ที่ดุร้ายที่สุดมีกำลังยิ่งกว่าช้าง"

สองสหายพากันเดินอ้อมกลับไปยังที่พักของเขา พอเข้าป่าทึบอันเป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์วานร ทาร์ซานสองเกลอก็ปีนป่ายขึ้นไปบนต้นไม้ โหนเส้นเถาวัลย์พาตัวกลับที่พักและโห่หรือหอนเสียงลั่นป่า

"โห่-โอโฮ้-โอ๋โห่"

"โห่-ฮี้โห่ๆๆๆๆ-ฮิ้ว"

บ้านของสองสหายคือกระท่อมเล็กๆ อยู่บนยอดไม้ ภายในกระท่อมกว้างขวางพออยู่สำหรับคน ๓ คน มีบันไดเชือกสำหรับขึ้นลง กระท่อมนี้สร้างด้วยไม้ไผ่และหวาย หลังคามุงด้วยใบจากพอกันแดดคุ้มฝนได้ สองทาร์ซานห้อยโหนมาตามต้นไม้จนกระทั่งถึงกระท่อมของเขา

"แห้ว-แห้วโว้ย"

กิมหงวนร้องตะโกนเรียก

เงียบกริบ ไม่มีเสียงขานรับ สองสหายพากันเดินเข้ามาในกระท่อม ครั้นแล้วสองสหายก็ได้ประสบเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นหวาดเสียวถึงกับนิกรร้องอุทานออกมาดังๆ สองทาร์ซานตกตะลึงพรึงเพริดอ้าปากหวอ เมื่อแลเห็นเจ้าแห้วนอนเหยียดยาวอยู่กลางห้อง มีหอกเล่มหนึ่งปักอยู่ที่หน้าอก

"อ้ายแห้ว..."

อาเสี่ยคราง

"โธ่-อ้ายแห้วตายเสียแล้ว อนิจจังทุกขังเอ๊ย เห็นหน้ากันอยู่หลัดๆ คนป่าต้องลอบทำร้ายอ้ายแห้วแน่นอน"

สองสหายพากันเดินเข้ามาหยุดยืนข้างเจ้าแห้ว นิกรก้มลงดึงหอกเล่มนั้นออกมาอย่างง่ายดาย แล้วยกเท้าเตะเจ้าแห้วดังพลั่กในฐานที่หลอกลวงให้เขาเข้าใจผิด ความจริงเจ้าแห้วไม่ได้ถูกใครทำร้าย เขาได้ยินเสียงกิมหงวนกับนิกร ก็แกล้งทำเป็นนอนตายเอาหอกเสียบไว้ใต้จั๊กกระแร้

"นี่แน่ เข้าใจเล่นนัก" นิกรเอ็ดตะโร

เจ้าแห้วหัวเราะชอบใจ รีบผลุนผลันลุกขึ้นยืนเพราะกลัวจะถูกเตะอีกเป็นครั้งที่สอง

"อ้ายเปรต"

กิมหงวนดุ

"เล่นภาษาตะหวักตะบวยอะไรก็ไม่รู้ นึกว่าม่องเท่งเสียแล้ว อาหารเช้าวันนี้มีอะไรกินบ้างวะ"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"มีหลายอย่างครับ เนื้อย่าง...."

"เออ แล้วอะไรอีก"

"ย่างเนื้อครับ"

กิมหงวนยกเท้าขยับจะเตะ เจ้าแห้วถอยกรูดแล้วเดินเลี่ยงเข้าไปในครัว เตรียมจัดหาอาหารมาให้นายของเขา

ขบวนค้นหาทาร์ซาน ได้มาปรากฏตัวขึ้นในบริเวณป่าแถบนี้แล้ว

ณ บัดนี้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ พล พัชราภรณ์ ดร.ดิเรก, ประไพ, นวลลออ กับพรานป่าผู้นำทางและลูกหาบอีก ๑๐ คน กำลังเดินเป็นแถวเรียงเดี่ยวผ่านเชิงเขาแห่งหนึ่ง พวกลูกหาบร้องเพลงเบาๆ ปลอบใจตัวเองให้ลืมความเหน็ดเหนื่อย แสงแดดร้อนแรงกล้าเพราะใกล้จะเที่ยงวันแล้ว ขบวนเดินทางในบังคับบัญชาของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้บุกบั่นเข้ามาในดงพญาเย็นเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์แล้ว

เมื่อตอนเช้าวันนี้เอง ชาวบ้านป่าพวกหนึ่งได้บอกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่าเคยได้ยินเสียงประหลาดดังอยู่ในป่าแถวนี้บ่อยๆ คล้ายกับเสียงสุนัขหอน แต่คงเป็นเสียงคนมากกว่าสุนัข

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มั่นใจว่าเสียงประหลาดที่ชาวบ้านป่าเล่าให้ฟังนี้ ต้องเป็นเสียงโห่ของทาร์ซานกิมหงวนกับทาร์ซานนิกรนั่นเอง ดังนั้นท่านจึงรีบเร่งให้นายพรานผู้นำทางพาคณะของท่านค้นหาทาร์ซาน โดยจะให้รางวัลพรานเฒ่าเป็นพิเศษอีกพันบาท ถ้าหากว่าพรานหล้าชายชราชาวอีสาน สามารถพาท่านกับคณะไปพบกับทาร์ซานในป่านี้ได้

พอพ้นช่องเขา พวกลูกหาบก็เกิดลังเลไม่ยอมเดินต่อไป ต่างพูดกันจ้อกแจ้กจอแจชี้มือไปที่ขุนเขาลูกหนึ่งเบื้องหน้าโน้น ลักษณะของภูเขาลูกนี้ประหลาดมาก มีต้นไม่อยู่เพียงหย่อมเดียวบนยอดเขา และหมู่ต้นยางเหล่านั้นมองดูคล้ายๆ กับอสูรยืนถือตระบอง เป็นภูเขาอันศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวดงพญาเย็นถือว่า ถ้าผู้ใดผ่านพ้นเขาลูกนี้ไปแล้ว จะต้องได้รับภยันอันตรายจากสัตว์ร้ายหรือโรคภัยไข้เจ็บ น้อยคนนักที่จะกลับมาได้

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปราดเข้ามาถามนายพราน

"ว่าไงตาหล้า ลูกน้องของแกเขาเกิดอะไรกันขึ้นวะ ฉันรู้สึกว่าเขากำลังมีเรื่องตระหนกตกใจ"

ชายชรามองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างยำเกรง

"ถูกแล้วขอรับ"

นายหล้าพูดภาษาไทยกลางได้ชัดเจน เพราะเขาเคยเป็นพรานนำทางให้พวกเจ้านาย และคนใหญ่คนโตมามากต่อมากแล้ว

"พวกลูกหาบเห็นจะไม่กล้าเดินทางต่อไปแล้วครับใต้เท้า"

"วะ...ทำไมล่ะ"

"เขากลัวมหาภัยที่จะเกิดขึ้นแก่เขาครับ เบื้องหลังของเขาอสูรนี้ ย่อมเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายและโรคภัยไข้เจ็บ ตลอดจนคนป่าที่ดุร้ายกินเนื้อมนุษย์เป็นอาหาร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ

"เอ-ฉันสงสัยเสียแล้วตาหล้า นี่มันป่าอาฟริกาหรือดงพญาเย็นแน่"

พรานเฒ่ายิ้มแห้งๆ

"ดงพญาเย็นครับ"

"แล้วทำไมถึงมีคนป่าจำพวกมนุษย์กินคนล่ะ"

"มีขอรับ พวกชาวป่าเหล่านี้ไม่มีอะไรจะกิน ก็ต้องกินเนื้อคนเป็นอาหาร ใต้เท้าอยู่เมืองหลวงแท้ๆ ทุกวันนี้ยังไม่ใคร่มีอะไรรับประทานนี่ครับ หมูไม่มี ไข่ไม่มี เนื้อขาดตลาด แล้วพวกนี้เป็นชาวป่ารัฐบาลท่านไม่ได้มาสนใจหรือเหลียวแล เขาก็ต้องช่วยตัวเองให้รอดพ้นจากอดตาย หิวหนักเข้าก็เลยกินเนื้อกันเอง พอรู้จักรสชาติว่าเนื้อมนุษย์อร่อยกว่าเนื้อสัตว์ พวกชาวป่าก็รวบรวมกำลังกันขึ้นเป็นชุมนุม ออกล่าหาเนื้อมนุษย์มาสู่กันกิน จิตใจก็เลยโหดเหี้ยมขึ้นตามลำดับ ผมคิดว่าในไม่ช้าคนในกรุงเทพฯ ก็คงจะกินเนื้อกันเอง แต่ว่าขณะนี้ก็กำลังนิยมการสูบเลือดสูบเนื้อกันอยู่แล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าหงึกๆ

"แกลองไปเจรจากับพวกลูกหาบเขาดูซิว่า เขาจะเอายังไง ถ้าเขาไม่ยอมไปกับเราก็เพิ่มค่าจ้างให้เขาอีกหนึ่งเท่า"

นายหล้ารีบเดินไปหาพวกลูกหาบ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้ามาหาพรรคพวกของท่าน นวลลออกับประไพนั่งพักผ่อนอยู่บนก้อนหินคนละก้อน สองนางเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียอย่างยิ่ง พลกับ ดร.ดิเรก กำลังถ่ายรูปภูมิประเทศอันสวยสดงดงาม

"พลโว้ย"

ท่านเจ้าคุณเรียกนายพัชราภรณ์

"ท่ามันจะไม่ดีเสียแล้วละ พวกลูกหาบจะไม่ยอมเดินทางไปกับเราต่อไป"

พลมองไปทางพวกลูกหาบ

"ทำไมล่ะครับ"

"ไม่รู้มัน เกิดกลัวตะหวักตะบวยอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ ถ้ามันไม่ยอมไป เราก็ต้องยกกองกลับเท่านั้น ลำพังพวกเราจะไปกันอย่างไร"

ประไพพูดเสริมขึ้น

"กลับก็กลับเถอะคะคุณพ่อ หนูเมื่อยจะตายอยู่แล้ว แข้งขาระบมไปหมด คุณนวลก็แย่เหมือนกัน รู้ยังงี้ไม่ยักมา"

"วะ" เจ้าคุณอุทาน "พูดยังไงโว้ย อ้ายกรน่ะมันไม่ใช่ผัวแกหรอกหรือ"

ดร.ดิเรกว่า

"ต้องอดทนหน่อยครับ ไหนๆ ก็พากันมาแล้ว เราจะต้องช่วยกันค้นหาตัวอ้ายเสี่ยกับอ้ายกรให้ได้ สุภาษิตอินเดียบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า...ปะระมาวิริยาอุตสาหาน่ะ.... แปลว่าบุคคลย่อมบรรลุได้ด้วยความเพียร"

นายพรานเดินเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ว่าไงลุง"

ดร.ดิเรกร้องถาม

นายหล้ายิ้มเล็กน้อย

"ไม่มีอะไรขอรับ ทีแรกเจ้าพวกนั้นบอกว่ากลัวตาย แต่พอผมบอกว่าใต้เท้าขึ้นค่าแรงให้อีกหนึ่งเท่า ทุกคนก็บอกว่าตายเป็นตาย พวกลูกหาบเขาเป็นยังงี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วละครับ พอมาได้ครึ่งทางก็ต้องมีเรื่องตกอกตกใจจะกลับบ้าน แต่แล้วพอนายจ้างขึ้นค่าแรงให้ก็เดินทางต่อไปได้"

พลพูดเสริมขึ้น

"ลุงช่วยไปบอกพวกลูกหาบก็แล้วกัน ต่อไปนี้ถ้าเขาขืนทำท่าจะกลับอีกละก้อ น่ากลัวจะต้องยิงทิ้งกันละ"

พรานเฒ่าเห็นพ้องด้วย

"ก็ควรจะเป็นอย่างที่คุณว่าแหละครับ อ้ายพวกนี้เต็มทีมาก เจ้านายไม่รู้ก็หาว่าผมให้ท้าย มันทำกับผมยังงี้หลายครั้งแล้ว พอผมจะออกป่าก็มากราบตีนกราบมืออ้อนวอนให้ผมช่วยพูดกับเจ้านาย รับรองว่าจะไม่งอแง ครั้นพามาด้วยมันก็เป็นอย่างนี้"

เจ้าคุณว่า "ออกเดินทางต่อไปเถอะ ข้ามเขาลูกนี้ให้ได้เสียก่อนค่อยหยุดพักกัน"

การเดินทางเริ่มต้นต่อไปอีก พรานเฒ่านำคณะค้นหาทาร์ซานบุกป่าฝ่าดงไปยังเชิงเขาลูกนั้น ในที่สุดก็มาถึงเชิงเขาอันร่มเย็น มาทางธรรมชาติลัดเลี้ยวขึ้นไปยังยอดเขา

ในราว ๑๔.๐๐ น. เศษ คณะของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ข้ามเขาอสูรได้สำเร็จ สภาพของป่าตอนนี้เป็นดงทึบอากาศแฉะชื้น บางแห่งแสงแดดส่องลงมาไม่ถึง ดร.ดิเรกสั่งให้ทุกคนระวังการรบกวนจากพวกทากและแมลงเล็กๆ แล้วเขาก็เรียกเครื่องพ่น ดี.ดี.ที. พิเศษที่เขาคิดขึ้นเองมาจากลูกหาบคนหนึ่ง มอบให้นายหล้าพ่นยาไปตลอดทาง เพียงกลิ่นของ ดี.ดี.ที. ก็สามารถจะทำลายชีวิตของแมลงต่างๆ แต่ไม่ทำอันตรายแก่มนุษย์

เมื่อบุกป่าทึบมาได้ครึ่งชั่วโมง ก็ถึงบริเวณป่าโปร่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งให้หยุดไพร่พลข้างลำธารกว้างแห่งหนึ่ง

"ตาหล้า บอกพวกลูกหาบให้เตรียมหุงหาอาหารกลางวันโดยเร็วเถอะ เกินเวลามาตั้งสองชั่วโมงแล้ว พวกเราคงจะหิวแย่"

ท่านเจ้าคุณกลับมาหาพรรคพวกของท่าน ซึ่งกำลังนั่งพักผ่อนเหยียดแข้งเหยียดขากันตามสบายใจ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทรุดตัวนั่งข้าง ดร.ดิเรก แล้วท่านก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เฮ้อ-เมื่อยขาแทบหลุดเลย เป็นไงดิเรก"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแห้งๆ

"แฮ่ะ แฮ่ะ คุณพ่อเปลี่ยนที่นั่งเสียใหม่เถอะครับ หมวกผมแบนแต๋ไปแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง รีบขยับก้นเปลี่ยนที่นั่งใหม่ คว้าหมวกสักหลาดสีดำซึ่งบุบบู้ขึ้นมาพิจารณาดู นวลลออกับประไพหัวเราะคิ๊ก ท่านเจ้าคุณกลืนน้ำลายเอื๊อก ส่งหมวกให้นายแพทย์หนุ่มด้วยความเกรงใจ

"เอ้า-ดัดเสียให้ดีโว้ย ขอโทษทีพ่อไม่ทันเห็น นึกสงสัยเหมือนกันว่า ทำไมพื้นดินมันถึงหยุ่นๆ ผิดปกติ"

ทันใดนั้นเอง พวกลูกหาบก็ส่งเสียงเอะอะเอ็ดตะโรขึ้น แม้กระทั้งนายพรานหล้าก็แสดงอากัปกิริยาตระหนกตกใจ นายพรานวิ่งตื๋อเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือลุง"

พลร้องถาม

ชายชรางันงกตกประหม่า

"พวกเรากำลังตกอยู่ในระหว่างอันตรายแล้วครับ ผมได้ยินเสียงประหลาดดังแว่วมาตามลม" พรายหล้าพูดละล่ำละลัก "ฟังซีครับ"

"ตายแล้ว" ประไพอุทานลั่น เขยิบเข้ามากอดเจ้าคุณปัจจนึกฯ "คุณพ่อ เสียงอะไรคะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดแว้ด

"พ่อจะไปรู้รึ อย่าตื่นไปหน่อยเลยวะ"

แล้วท่านก็เงยหน้ามองดูนายพราน

"ที่แกว่าแกได้ยินเสียงประหลาดน่ะ มันเสียงอะไรตาหล้า ทำไมฉันไม่ได้ยิน"

"เสียงสัญญาณของพวกคนป่าครับ"

"ฮ้า"

ดร.ดิเรกอุทานลั่น

พรานหล้ามองซ้ายมองขวาทำหน้าเลิกลั่ก แล้วชายชราก็สะดุ้งสุดตัว

"ฟังซีครับ คราวนี้ได้ยินถนัดเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พล, ดร.ดิเรก ประไพและนวลลออ ต่างนั่งนิ่งเฉยตะแคงหูฟังเสียงประหลาดที่นายหล้าบอก คราวนี้ทุกคนได้ยินถนัด มันเป็นเสียงแหลมเล็กและสั่นรัวเหมือนนกหวีด แต่บางทีก็มีเสียงครางกระหึ่มของไม้หมุนอันใหญ่ดังระคนกัน

ท่านเจ้าคุณหน้าซีดเผือด มองดูพรรคพวกของท่าน

"ท่าจะไม่ดีเสียแล้วละโว้ย พวกเรา"

ดร.ดิเรกกล่าวถามชายชรา

"เสียงนี้เกิดขึ้นจากเจ้าพวกมนุษย์กินคนแน่หรือลุง"

"ครับ ถูกแล้ว มันเห็นพวกเราแล้วละครับ ขณะนี้มันกำลังส่งสัญญาณเรียกพรรคพวกของมัน เมื่อเดือนที่แล้วมาผมเคยผจญกับอ้ายพวกนี้มาแล้ว แต่ผมหนีเล็ดลอดไปได้อย่างหวุดหวิด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นทันที

"ถ้าเช่นนั้นเตรียมตัวล่าถอยเดี๋ยวนี้พวกเรา"

พอเจ้าคุณพูดจบ เสียงกลองก็ดังกังวานขึ้นแว่วมาแต่ไกล และดังมาทั้ง ๔ ทิศ บรรดานักล่องป่ารีบลุกขึ้นเตรียมตัวล่าถอยและต่อสู้ด้วยปืนเล็กยาว

"ตาหล้า" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสียงหนัก "สั่งลูกหาบล่าถอยโว้ย แกต้องนำทางให้ดี พาพวกเราหลบหลีกไปให้พ้น"

พรานเฒ่ารับคำสั่ง ร้องตะโกนบอกพวกลูกหาบให้รีบเก็บข้าวของและล่าถอยทันที เสียงกลองดังใกล้เข้ามาอีก แล้วก็เสียงโห่ร้องตามประสาคนป่าก็ดังขึ้น

คณะของเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันวิ่งหนีล้มลุกคลุกคลานไปตามกัน พวกมนุษย์กินคนปรากฏตัวขึ้นแล้ว โผล่หน้าตามสุมทุมพุ่มไม้ แลเห็นใบหน้าอันน่าเกลียดน่ากลัว เขียนด้วยยางไม้เป็นทางๆ พวกคนป่าเหล่านี้มีธนู และหอกเป็นอาวุธ การแต่งกายแบบเดียวกับคนป่าในภาพยนตร์ นุ่งผ้าเตี่ยว มีกระดูกสัตว์หรือหัวกะโหลกลิงแขวนคอ หน้าตาดุร้ายมากตามธรรมเนียมของคนป่าทั้งหลาย

"เฮ้! ยิงโว้ยหมอ" พลร้องบอกนายแพทย์หนุ่ม

วินเชสเตอร์ของพลเริ่มแผดเสียงทันที ดร.ดิเรกปล่อยกระสุนเบรานิ่งก์ไรเฟิลออกไปบ้าง คณะค้นหาทาร์ซานสู้พลางถอยพลาง ประไพกับนวลลอออกสั่นขวัญแขวนพวกคนป่าโห่ร้องเกรียวกราว ระดมยิงลูกธนูมาราวกับห่าฝน ลูกหาบ ๓ คนถูกลูกธนูปักหลังทะลุอกล้มลงสิ้นใจตาย

ท่ามกลางเสียงกลองเสียงโห่ร้องและเสียงปืน พวกคนป่าประดาหน้ากันเข้ามาทั้ง ๔ ทิศ คณะล่องป่าของเจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งข้ามลำธารตื้นๆ แห่งหนึ่ง พวกคนป่าติดตามมาในระยะกระชั้นชิด และตีวงล้อมใกล้เข้ามา ลูกหาบถูกลูกธนูอาบยาพิษล้มตายเกลื่อนกลาด ในจำนวน ๑๐ คนของลูกหาบ เหลือรอดชีวิตเพียง ๔ คนเท่านั้น

ในที่สุด คณะของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ถูกจับเป็นหลังจากได้ต่อสู้กันแบบประจัญบาน ทุกคนถูกมัดมือไข้วหลังด้วยเชือกหนังเส้นเล็กๆ ครั้นแล้วพวกคนป่าก็กระโดดโลดเต้น ร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน พาเชลยของมันรวม ๑๐ คนทั้งนายพรานกลับไปยังหมู่บ้านของมัน ซึ่งอยู่ในบริเวณหุบเขาเหล่านี้

ทุกคนต่างทอดอาลัยในชีวิตของตนแล้ว เว้นแต่ ดร.ดิเรกคนเดียวที่ยังมีขวัญและกำลังใจดีอยู่

"เฮ้ย-ยูจะจับกันไปไหนวะ"

นายแพทย์หนุ่มกล่าวถามเจ้าคนป่ารูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง

เจ้าหมอนั่นยิ้มให้ดิเรก

"อึมป้า อุมปะป้ะ"

ดร.ดิเรกหัวเราะงอหาย

"ลำบากนักก็พูดภาษาไทยเถอะวะ ถึงแกจะเป็นคนป่าคนดอยดุร้ายอย่างไรแกก็เป็นคนไทย กันอยากจะรู้นักว่าพวกแกมาจับพวกเราเอาไปทำไม"

คนป่ายิ้มแสยะ

"สูเจ้าล่วงล้ำเข้ามาในถิ่นของตูข้า สูเจ้าจะต้องเป็นอาหารของพวกเรา เราจะเอาสูเจ้าใส่ลงไปในกระทะใหญ่ ฮ่ะฮ่า ไม่ได้ฟาดเนื้อคนมาหลายเดือนแล้ววันนี้กินให้เปรมเลย"

ดร.ดิเรกแทนที่จะกลัวกลับหัวเราะ

"อ้ายน้องชาย เนื้อคนไม่ใช่อาหาร แกเป็นมนุษย์แกไม่ควรกินเนื้อมนุษย์ด้วยกัน หัวหน้าของแกคนไหนวะ กันอยากจะพูดอะไรกับเขาสักหน่อย ชี้แจงให้เขาเห็นว่าเขาควรจะปล่อยพวกเราไป"

เจ้าหมอนั่นหัวเราะในลำคอ

"ตูข้าเองเป็นหัวหน้าแห่งฝูงชนกลุ่มนี้"

ดิเรกมองดูชายร่างใหญ่อย่างตื่นๆ

"อ้อ-ดีทีเดียว กันยินดีจะจ่ายเงินให้แกเป็นค่าไถ่ตัวพวกเรา สุดแล้วแต่แกจะเรียกร้อง"

หัวหน้าคนป่าลืมตาโพลง มองซ้ายมองขวาแล้วกระซิบกระซาบกับนายแพทย์หนุ่ม

"อย่าเอ็ดไปครับคุณ ถ้าคุณจะพูดเรื่องนี้กับผมก็อย่าให้ลูกน้องผมมันได้ยินเป็นอันขาด เดินช้าๆ หน่อยซีครับ ปล่อยให้อ้ายพวกนั้นมันเดินไปก่อน ผมพร้อมแล้วที่จะคอรัปชั่น"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะเบาๆ

"แกจะคิดยังไง สำหรับเงินที่จะซื้ออิสรภาพของพวกเรา"

หัวหน้าคนป่านิ่งคิด

"พวกคุณ ๑๐ คนผมคิดแสนเดียวครับ แต่ต้องจ่ายเงินสด จ่ายเช็คผมไม่เอา เพราะกลัวไม่มีเงินในแบงค์"

ดร.ดิเรกอดหัวเราะไม่ได้

"อ้ายน้องชาย มาป่าอย่างนี้ใครจะพกเงินสดมาตั้งแสน และค่าไถ่ตัวคนละหมื่นมันออกจะรุนแรงไป"

หัวหน้าคนป่าขมวดคิ้วย่น

"คุณจะให้ผมสักเท่าไรล่ะ ต่อได้ครับเรากันเองไม่ใช่คนอื่น ต่อไปคุณมาเที่ยวป่านี้คุณจะได้ปลอดภัย ผมจะออกใบเบิกทางให้เป็นพิเศษ"

ดิเรกว่า "เอายังงี้ก็แล้วกัน กันขอไถ่ค่าตัวพวกเราคนละพันบาท ๑๐ คนหมื่นบาทพอดี"

หัวหน้าคนป่าสั่นศีรษะ

"โน.เค."

"เออ-โน.เค. ก็ตามใจยูเถอะวะ จะเอาไปต้มแกงอย่างไรก็ตามใจ"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เพราะไม่อาจจะตกลงกันได้ หัวหน้าคนป่าฉุดแขน ดร.ดิเรกให้รีบเดินไปให้ทันพรรคพวกของมัน

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง พวกคนป่าประมาณ ๑๐๐ คน ก็พาเชลยเข้ามาในหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในระหว่างหุบเขา มองแลเห็นกระท่อมน้อยใหญ่ปลูกอยู่เรียงราย พอย่างเข้าหมู่บ้าน เสียงโห่ร้องเสียงกลองก็ดังขึ้นอีกจนแสบแก้วหู ลูกเมียของพวกคนป่าต่างวิ่งออกมาจากกระท่อมของตน ดีอกดีใจที่จะได้กินเนื้อคน

เจ้าหัวหน้าตะโกนสั่งบริวารของมัน

"อุมปาป้ะ อิกามาลอ ก.กา กิกี จับอ้ายพวกนี้มัดติดกับเสาหน้าลานนั่นโว้ย"

เหมือนคำสั่งของผู้เผด็จการ บรรดาสมุนคนป่าต่างฉุดลากกระชากตัวพวกเชลย ไปมัดไว้กับเสาหลักเสาละคน เบื้องหน้าของเสาหลักเหล่านี้เป็นลานกว้าง มีกระทะยักษ์อยู่ ๓ ใบ พวกผู้หญิงคนป่าช่วยกันติดไฟต้มน้ำ เตรียมต้มเชลยเหล่านี้

ท่ามกลางความร้อนแรงของแสงแดด เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคณะของท่านและนายพรานกับลูกหาบ ถูกมัดตัวติดกับเสาหลักจนกระดุกกระดิกไม่ไหว ทุกคนนอกจากหิวข้าวแล้ว ยังเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียคอแห้งเป็นผง

น้ำในกระทะเริ่มเดือดพล่านแล้ว กองฟืนลุกโชน พวกคนป่าซึ่งกำลังโห่ร้องกันอย่างสนุกสนานต่างเงียบกริบ เมื่อร่างของผีตายซากร่างหนึ่งกระโดดโหยงๆ ออกมาจากกระท่อมทางซ้ายมือ

หญิงชราผู้มีฟัน ๔ ซีกดำเป็นนิล รูปร่างบอบบางหลังโค้งเนื้อหนังเหี่ยวย่น หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว มือขวาถือแซ่สีขาว ผู้นี้คือยายแม่มด ยายเฒ่าผู้มีอาวุโส มีวิทยามนต์อาคมขลัง

ยายแร้งทึ้งวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาพวกเชลย ก้มลงสูดอากาศ บางทีก็เงยหน้าขึ้น ยายเฒ่านุ่งผ้าเตี่ยวผืนสั้นๆ ที่คอคล้องกระโหลกศีรษะมนุษย์ แกเต้นวนเวียนไปมารอบๆ เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงแหบแห้งสั่นเครือ

"ฮิ-ฮี สูเจ้าผู้มาจากแคว้นแดนไกล รูปร่างของเจ้าอ้วนพีดีมาก เจ้าเอย...ก่อนที่เราจะจับพวกสูเจ้าต้มกิน เราจะให้สูเจ้าเป็นเครื่องสังเวยเจ้าพ่อลายของเราก่อน--พระองค์ต้องเสวยก่อนพวกเรา"

พูดจบยายเฒ่าคางคกก็กระโดดโลดเต้นจนหอบแฮ่กๆ เสียงโห่ร้องดังขึ้นอีก กรงมหึมากรงหนึ่งซึ่งเคลื่อนที่ได้โดยลูกล้อไม้ ถูกพวกคนป่าประมาณ ๕๐ คนเข็นออกมาจากหมู่บ้าน

กรงยักษ์นี้กว้างประมาณ ๔ เมตร และยาว ๖ เมตรต่อด้วยไม้ดุ้นใหญ่ๆ มั่นคงแข็งแรงดีมาก ภายในกรงกั้นเป็นสองห้อง ห้องหนึ่งแคบอีกห้องหนึ่งกว้างขวาง ในห้องใหญ่มีเสือลายพาดกลอนอยู่ ๒ ตัว กำลังเดินพล่านและร้องคำรามน่ากลัว

ยายแม่มดแร้งทึ้งวิ่งไปต้อนรับเจ้าพ่อลายทั้งสอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังจะถูกเป็นเครื่องสังเวยเสือ ๒ ตัวนี้ ตามประเพณีบ้าๆ บอๆ ของพวกคนป่า ส่วนคนอื่นๆ จะถูกต้มกิน

กรงยักษ์ซึ่งมีลูกล้อถึง ๘ ล้อ ถูกเข็นมาหยุดกลางลานกว้าง เสียงกลองดังกระหึ่มรัวอยู่ตลอดเวลา พวกคนป่าเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน เจ้าหัวหน้ายืนเด่นอยู่บนเนินดินข้างหน้ากระท่อม

มันชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ พวกคนป่าเงียบกริบทันที

"อาตาอูน่า อิตีอึดตือ ลงมือโว้ย"

ทันใดนั้นเอง เสียงโห่ของทาร์ซานทั้งสองก็ดังขึ้น โดยไม่สู้จะไพเราะอะไรนัก

"โห่-โอ่โฮ้-โอ๋โห่"

"โห่-ฮี้โห่ๆๆๆ-ฮิ้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคณะของท่านพากันตื่นเต้นยินดีไปตามกัน ดร.ดิเรกร้องตะโกนลั่น

"ทาร์ซาน ทาร์ซานมาช่วยเราแล้ว"

พวกคนป่าเงียบกริบ ต่างตะแคงหูฟังเสียงโห่ ซึ่งใกล้เข้ามาทุกที สักครู่หนึ่งสองทาร์ซานก็ปรากฏตัวขึ้นบนยอดไม้ ทั้งสองโหนสายเถาวัลย์พาตัวลงมาสู่พื้นดินอย่างงุ่มง่าม เต็มไปด้วยความระมัดระวังกลัวจะพลัดตกลงมาคอหัก

แล้วมนุษย์วานรก็พากันเดินตรงเข้ามาหาพวกคนป่าอย่างไม่สะทกสะท้าน บรรดาคนป่าทั้งหลายเป็นส่วนมากต่างรู้สึกเกรงกลัว เข้าใจว่านิกรกับเสี่ยหงวนเป็นภูตผีปีศาจหรือเจ้าป่า แต่เจ้าหัวหน้าคนป่าที่ฉลาดไม่รู้สึกเกรงกลัวอะไร เพราะรู้ดีว่านิกรกับกิมหงวนก็เป็นมนุษย์ธรรมดาเรานี่เอง

สองทาร์ซานกับหัวหน้าคนป่าต่างเดินเข้ามาหากัน เสี่ยหงวนชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ เป็นสัญญาณแห่งความเป็นมิตร เจ้าหัวหน้าคนป่าชูมือขวาขึ้นเช่นเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายต่างหยุดยืนเผชิญหน้ากันในระยะใกล้ชิด

"กัวราช่า"

หัวหน้าคนป่าถามเสียงหนักๆ

นิกรพยักหน้า

"กัวราช่า...แม็มโบจัมโป"

หัวหน้าคนป่าชักฉิว

"แซมบ้า...ลาคองก้า"

กิมหงวนหัวเราะหึๆ

"ลำบากนักก็พูดไทยกันเถอะวะ นี่-อ้ายน้องชาย เชลยของแกเหล่านั้นเป็นพรรคพวกของกันเอง"

อาเสี่ยพูดอย่างเป็นการเป็นงาน

"ในนามแห่งทาร์ซานมนุษย์วานรผู้เป็นเจ้าป่า กันขอร้องแกมบังคับให้แกปล่อยเชลยเหล่านี้ทันที ฮะ ฮ้า"

หัวหน้าคนป่าขบกรามกรอด

"ถ้าตูข้าไม่ปล่อย"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"ถ้าสูมึงไม่ปล่อย สูกูจะเรียกกองทัพช้างมาทลายบ้านช่องของพวกสูมึงให้พินาศ"

หัวหน้าคนป่าเค้นหัวเราะ

"ถุย ข้าอยู่ป่าตั้งแต่เล็กแต่น้อยยังเรียกช้างมาใช้ไม่ได้ เอ็งสองคนเพิ่งมาอยู่ไม่กี่วัน จะเรียกช้างได้อย่างไรกันวะ เฮ้ย ถ้ารักตัวกลัวตายจงรีบพากันออกไปเสียจากที่นี่โดยเร็ว"

สองทาร์ซานโกรธจนตัวสั่น ทาร์ซานนิกรปราดเข้ามายกมือเขกกระบาลหัวหน้าคนป่าดังโป๊ก

"นี่แน่ะ"

ไม่ต้องสงสัยว่าเจ้าหัวหน้าคนป่าจะเดือดดาลสักเพียงใด มันร้องตะโกนขึ้นทันที

"เอามันพวกเรา เลียะพะ"

ทันใดนั้นเองบรรดาคนป่าหลายสิบคนก็กรูกันเข้ามาหาทาร์ซานทั้งสอง การตะลุมบอนจึงเริ่มต้นอย่างดุเดือดแต่ไม่หวาดเสียว สองทาร์ซานต่อสู้ได้ประมาณ ๑๐ วินาทีก็ถูกจับ หัวหน้าคนป่าหัวเราะชอบใจ เดินเข้ามานกมือเขกกระบาลนิกรหนึ่งที

"นี่แน่ะ เมื่อกี้นี้สูเจ้าเขกกระบาลเรา เฮ้ย-เอาอ้ายสองคนนี่ไปสังเวยเจ้าพ่อลายของเราก่อนโว้ย ส่วนตาแก่อ้วนพุงพลุ้ยคนนั้นไม่ต้อง เราจะต้มเนื้อแบ่งกันกิน"

เสียงโห่ร้องและเสียงกลองดังขึ้นอีก พวกคนป่าฉุดกระชากลากตัวทาร์ซานไปทางกรงยักษ์ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคณะของท่านตระหนกตกใจไปตามกัน โดยเฉพาะนวลลออกับประไพแทบเป็นลม กลัวว่าอ้ายลายพาดกลอนในกรงใหญ่จะเขมือบสามีของหล่อนด้วยความหิวโหย และตามสัญชาตญาณอันดุร้ายของมัน

กิมหงวนโบกมือให้คณะพรรคของเขา

"วู้ปี้ ไม่ต้องตกใจพวก นวลจ๋าไม่ต้องกลัว เสือในป่านี้เป็นเพื่อนร่วมสาบานกับเฮียทั้งนั้น อ้ายพวกนี้มันยังไม่เห็นฤทธิ์เฮีย ปล่อยมันไปก่อน"

นิกรยักคิ้วให้เมียของเขา ขณะที่เดินผ่านหน้าประไพ

"กร-กรขา"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

"อย่ามากรขาเลย เราอยู่กรุงเทพฯ หาเรื่องซ้อมเราทุกวี่ทุกวัน หนีมาอยู่ป่าตามพี่มาทำไมล่ะ"

พอผ่านหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทาร์ซานกิมหงวนก็ยิ้มให้ท่าน

"สวัสดีครับคุณอา แย่หน่อยนะครับถูกมัดตากแดดหัวแดง"

ท่านเจ้าคุณทำปากจู๋

"เออ-ดีละแกล้อฉัน ประเดี๋ยวเสือมันจะกินแก"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"อย่างกินนี่ สัตว์ในป่านับตั้งแต่ไส้เดือนจนกระทั่งช้าง ล้วนแต่เป็นพรรคพวกของผมทั้งนั้น"

พวกคนป่าพาสองทาร์ซานมาหยุดยืนหน้ากรงยักษ์ แล้วเปิดประตูกรงชั้นนอกออก ใช้หอกบังคับกิมหงวนกับนิกรให้เข้าไปในกรง เจ้าลายพาดกลอนทั้งสองตัวต่างเดินพล่าน ตะเกียดตะกายและร้องคำรามด้วนความหิวกระหาย ถ้าประตูกรงตอนกลางถูกเปิดออกเมื่อไร พยัคฆ์ร้ายทั้งสองก็จะกระโจนเข้าเล่นงานเหยื่อของมันทันที

ท่ามกลางเสียงเพลงและเสียงกลองที่ดังจนหนวกหูน่ารำคาญ นิกรกับเสี่ยหงวนยังคงยืนนิ่งเฉยอยู่ในกรง สักครู่นายจอมทะเล้นก็ดึงขนไก่ที่เหน็บไว้บนหน้าผากออกมา ๒ อันส่งให้อาเสี่ยอันหนึ่ง

"เตรียมตัวสู้เสือโว้ยพวกเรา"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"กันพร้อมแล้ว แต่ว่า..ถ้าอ้ายเสือสองตัวนี้มันไม่ชอบแยงหู แกรับรองหรือว่ามันจะไม่กินเรา"

นิกรหัวเราะอย่างใจเย็น

"เป็นทาร์ซานไม่ต้องกลัวเสือซีวะ เราต้องทำตัวของเราให้สมกับที่เราเป็นเจ้าป่า คือเป็นเจ้าแห่งสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายในป่านี้ ประเดี๋ยวถ้าอ้ายพวกเปรตมันช่วยกันดึงประตูกรงตรงกลางออก แกต้องระวังตัวหน่อย"

เสี่ยหงวนชักใจไม่ดี

"ทำยังไงล่ะ"

นิกรรูดขนไก่พลางพูดพลาง

"คอยจ้องตากับเสืออย่าให้มันกระโดดเข้าตะครุบเราเสียก่อนที่เราจะแยงหูมัน แล้วเราค่อยๆ เดินเข้าไปหามัน เอาขนไก่ยอนหูมัน เท่านี้ อ้ายลายพาดกลอนสองตัวก็จะกลายเป็นลูกแมวเชื่องๆ "

เสียงกลองเสียงโห่ร้องสิ้นสุดลงแล้ว ยายเฒ่าแม่มดถือแซ่เต้นไปมารอบๆ กรงใหญ่ แกหัวเราะเสียงแหลมเล็ก แหบเครือเหมือนเสียงปีศาจร้าย ยายเฒ่าจัณฑาลยกแซ่ขึ้นชี้หน้าทาร์ซานทั้งสอง

"สูเจ้าผู้อวดอ้างตัวว่าเป็นเจ้าป่า สูเจ้าจะต้องตกเป็นเครื่องสังเวยเจ้าพ่อลายแห่งเรา ณ บัดนี้"

"ปู้โธ่"

อาเสี่ยครางและจุ๊ย์ปาก

"ประเดี๋ยวพ่อจับแช่นำปลาเสียเลย แกดูซีวะอ้ายกร เหมือนกับคางคกตายซากไม่มีผิด"

ยายเฒ่าโกรธจนตัวสั่น

"อุมปาป้ะ กัวราช่า เปิดกรงเสือโว้ย"

สิ้นคำสั่งยายแม่มด พวกคนป่าก็เริ่มร้องเพลงกระโดดโลดเต้นกันอีก เสียงกลองดังกระหึ่มยิ่งขึ้นกว่าเก่า เจ้าหัวหน้าคนป่าตะโกนสั่งให้ลูกน้องของมันเปิดกรงเสือตอนกลางออกทันที

ทาร์ซานต่างจ้องตาเขม็งมองดูอ้ายลายพาดกลอนคนละตัว พยัคฆ์ร้ายไม่กล้ากระโจนเข้าใส่ทั้งๆ ที่มันกำลังหิวโหย เพราะมันกลัวสายตาของทาร์ซานนั่นเอง ต่างฝ่ายต่างจ้องมองดูหน้ากัน เสียงโห่ร้องของพวกคนป่าค่อยๆ เบาลงจนกระทั่งเงียบกริบ บรรดาคนป่าทั้งหลายต่างแปลกใจไปตามกัน ที่เจ้าพ่อลายทั้งสองยืนนิ่งเฉย ได้แต่อ้าปากแยกเขี้ยวคำรามเบาๆ

ทาร์ซานนิกรแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกเสือ

"ไง-พรรคพวก ขี้ฟันเหลืองอ๋อยเชียวนะมึง"

พูดพลางเดินรี่เข้ามาหาอ้ายลายพาดกลอน อาเสี่ยเดินตามเข้ามาด้วย

สองสหายไม่ยอมกระพริบตา ต่างค่อยๆ ทรุดตัวนั่งลงข้างหน้าเสือแล้วยกขนไก่ขึ้นแยงหูเสือทันที พยัคฆ์ร้ายคำรามเบาๆ แต่แล้วพอขนไก่เข้าไปหมุนอยู่ในรูหูมัน ความสบายอย่างสูงสุดก็เกิดขึ้น เจ้าพ่อลายทั้งสองตัวค่อยๆ ล้มตัวลงนอนหนุนตักมนุษย์วานรทั้งสองอย่างสบายใจ

มันเป็นเหตุการณ์ที่ประหลาดมหัศจรรย์ใจยิ่ง พวกคนป่าต่างเกรงกลัวในอิทธิฤทธิ์ของทาร์ซานทั้งสองที่สามารถทำให้เสือกลายเป็นลูกแมวที่น่ารัก สองสหายช่วยกันยอนหูเสือทั้งซ้ายทั้งขวา ยิ่งไปกว่านี้นายจอมทะเล้นยังมีวิธีใหม่ ยกมือเกาคางเสือเบาๆ ทำให้อ้ายลายพาดกลอนนอนกระดิกหางไปมาอย่างสบายใจ

เสียงอื้ออึงจากพวกคนป่าดังขึ้นทันที

"อาตูน่า แซมบ้า ผู้วิเศษโว้ย"

แล้วบรรดาคนป่าทั้งหลาย นอกจากเจ้าหัวหน้าและยายเฒ่ากาลีก็พากันทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า ยอมศิโรราบทาร์ซานสองเกลอของเราแต่โดยเร็ว พวกคนป่าต่างกราบไหว้แสดงความเคารพเกรงกลัวสองสหาย

นิกรผลุดลุกขึ้นยืน ยกเท้าขวาเหยียบบนตัวเจ้าลายพาดกลอนขนาด ๘ ศอกซึ่งเป็นพันธมิตรกับนิกรแล้ว นายจอมทะเล้นร้องประกาศเสียงลั่นจนแสบคอหอบ

"ฮูน่า ฮูน่า ทาร์ซาน..ในนามแห่งผู้พิชิตเสือ พวกเจ้าจงแก้มัดเชลยของข้าออกเดี๋ยวนี้ และช่วยเปิดประตูกรงให้ข้าด้วย"

พวกคนป่าสิ้นสุดความเคารพเกรงกลัวหัวหน้าและยายแม่มดแล้ว ทุกคนต่างเชื่อว่าทาร์ซานทั้งสองเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์เกินมนุษย์ธรรมดาสามัญชน ดังนั้นเมื่อสิ้นคำสั่งของนิกร บรรดาคนป่าทั้งหลายก็พากันวิ่งไปยังเสาหลักแก้มัดเชลยทั้ง ๑๐ คนออกทันที ต่อจากนั้นประตูกรงยักษ์ก็เปิดออก

กิมหงวนกับนิกรเดินออกมาอย่างสง่าผ่าเผย เจ้าลายพาดกลอนจะตามออกมาด้วย แต่พออาเสี่ยตวาดแว้ดมันก็ยืนชะงักไม่กล้าออกมา นิกรตะโกนสั่งให้ปิดประตูกรงตามเดิม

"เฮ้ย ถึงทีเราแล้วอ้ายเสี่ย"

นิกรพูดยิ้มๆ

"คราวนี้เบ่งกันได้เต็มที่ อ้ายพวกนี้มันโง่เขลาเข้าใจว่าเราเป็นเจ้าป่าจริงๆ "

อาเสี่ยยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง แล้วร้องบอกพวกคนป่า

"กัวราช่า จับอียายแก่แร้งทึ้งโยนเข้าไปในกรงเสือเดี๋ยวนี้"

พวกคนป่ากรูกันเข้ามาซ้อมยายเฒ่า นิกรรีบร้องห้ามและเอ็ดตะโรเสี่ยหงวน

"อ้ายเวร คนแก่จะเข้าโลงอยู่แล้วไปทำแกทำไม"

กิมหงวนหัวเราะหึๆ

"ก็มันหมั่นไสนี่หว่า หน้าตาเหมือนยังกะผีกระสือ แกดูซีวะ ลูกคางยื่นนัยน์ตาโปนน่าเกลียดเหลือเกิน"

ทันใดนั้น ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พานวลลออ, ประไพ, พล, ดิเรก กับนายพรานและลูกหาบเดินเข้ามาหาสองทาร์ซานอย่างรีบร้อน พวกคนป่าต่างเข้ามาล้อมวงและมองดูมนุษย์วานรอย่างเลื่อมใสเกรงกลัวในอิทธิฤทธิ์ ส่วนหัวหน้ากับยายเฒ่าแร้งทึ้งพากันเดินเลี่ยงไปทางหลังหมู่บ้าน

นิกรกระโจนเข้ากอดเมียรักของเขา อาเสี่ยโผเข้ากอดนวลลออ ต่างกอดกันกลมดิกและจูบกันด้วยความอาลัยรัก

"กร-กรขา ยกโทษให้ไพเถอะนะคะ ทีหลังไพไม่ดุพี่อีกแล้ว พี่จะกินเหล้าจะเที่ยวอย่างหัวราน้ำอย่างไรไพจะไม่ปริปากพูดเลย"

นิกรจูบเมียของเขาอย่างชื่นใจ

"เฮ้อ-ชื่นใจของเรียม คิดถึงไพแทบจะตายห่าอยู่แล้วรู้ไหม"

ประไพยิ้มน่าเอ็นดู

"ไพก็เหมือนกันค่ะ โอยดีใจเหลือเกินที่ได้พบพี่"

ในเวลาเดียวกัน กิมหงวนก็กำลังกอดจูบลูบคลำเมียของเขาต่อหน้าพวกคนป่าและพรรคพวกของเขา

"นวลจ๋า อยู่ป่ากับเฮียเถอะนวล เฮียจะเป็นทาร์ซานแล้วนวลเป็นเจน ชีวิตที่สงบเงียบในป่าดงพงไพรมันมีความสุขอย่างที่สุด"

นวลลออจูบเสี่ยหงวนค่อนข้างแรง

"คนอย่างเราไม่เหมาะที่จะมาอยู่ป่าหรอกค่ะ เราเป็นคนศิวิลัยซ์แล้ว นอกจากนี้เรายังมีเงินมากมายล้นเหลือ เราต้องอยู่ในเมืองหลวง ความสุขและความสะดวกสบายมันอยู่ในเมืองหลวงนะคะเฮีย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กระแอมขึ้นดังๆ

"เฮ้ย-ทักทายข้าบ้างซีโว้ยทาร์ซาน"

สองทาร์ซานต่างคลายมือที่กอดเมียของตนออกหันมาสนทนาปราศรัยกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และพลกับ ดร.ดิเรก นิกรไล่ตะเพิดพวกคนป่าที่ห้อมล้อมเขาอยู่

"ฮูน่า ฮูน่า ไปให้พ้นโว้ย"

พวกคนป่าต่างแยกย้ายกระจายกลุ่มออกไปทันที พลมองดูหน้านิกรอย่างขบขัน

"อะไรของแกวะ ฮูน่าฮูน่า มันแปลว่าอะไร"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่รู้เหมือนกัน จำมาจากหนังเรื่องทาร์ซานมันพูดยังงี้กันก็ลองพูดดูบ้าง แต่มันก็ได้ผลดีเหมือนกัน"

ดร.ดิเรกยกมือตบบ่ากิมหงวนเบาๆ แล้วพูดเสียงหัวเราะ

"ไง-ทาร์ซาน สบายดีหรือ กันรู้สึกว่าแกกับอ้ายกรผ่ายผอมไปเป็นกอง"

"ก็ทำไมจะไม่ผอมล่ะ มีชีวิตอยู่อย่างอดๆ อยากๆ ตั้งแต่มาอยู่ป่าไม่ได้กินข้าวแม้แต่เม็ดเดียว กินแต่เนื้อสัตว์และผลไม้"

พลนึกถึงคนใช้จอมแก่นของเขาได้ ก็กล่าวถามสองทาร์ซานทันที

"เฮ้ย อ้ายแห้วล่ะ"

กิมหงวนแกล้งทำหน้าจ๋อย

"อ้ายแห้วถูกเสือคาบเอาไปกินแล้ว"

พูดขาดคำเสียงโห่ของทาร์ซานอีกตัวหนึ่งก็ดังขึ้น ทุกคนมองไปตามยอดไม้ข้างหน้าแต่ก็ไม่เห็นตัวทาร์ซาน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตาไวแลเห็นเจ้าแห้วกำลังเดินดุ่มๆ มาแต่ไกล และตรงเข้ามาในหมู่บ้านของพวกคนป่า

"โน่น อ้ายแห้ว"

ทุกคนมองตามสายตาท่านเจ้าคุณ คณะติดตามค้นหาทาร์ซานยิ้มออกมาได้ เจ้าแห้วหยุดชะงักเมื่อแลเห็นเจ้านายของเขา แล้วก็ถือปืนเล็กยาววิ่งปุเลงๆ ตรงเข้ามาด้วยความดีใจเหลือที่จะกล่าว

"รับประทาน ไปยังไงมายังไงกันครับนี่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้เจ้าแห้ว

"ก็มาตามแกสามคนน่ะซี ไงวะ อยู่ป่าสบายไหม ถ้าสบายก็อยู่ต่อไป ข้าจะพาอ้ายหงวนกับอ้ายกรกลับกรุงเทพฯ "

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"รับประทานไม่สำเร็จครับ รับประทานผมอยู่คนเดียว เสือมันก็คงลากเอาไปรับประทานเสียเท่านั้น รับประทานนี่มาพบกันได้อย่างไรครับ"

ประไพว่า "พวกเราถูกคนป่ามันจับเอามา กรกับอาเสี่ยมาช่วยเราไว้ทันก่อนที่คนป่ามันจะจับเราต้มซุป"

เจ้าแห้วถอนหายใจโล่งอก

"รับประทานสิ้นเคราะห์ไปที"

พลกำหมัดชกหน้าอกนิกรอย่างสัพยอก แล้วกล่าวถามขึ้น

"แกกับอ้ายหงวนมีอะไรดีวะเสือถึงไม่กินแก"

นิกรอมยิ้มแก้มตุ่ย

"เปล่า-ไม่ได้มีอะไรดีหรอก มีขนไก่บนกระบาลกันนี่แหละที่ทำให้เสือกลายเป็นลูกแมวที่น่ารักสำหรับกัน เสือมันก็ไม่แตกต่างอะไรกับคน คือชอบแยงหูด้วยขนไก่ กันกับอ้ายเสี่ยเอาขนไก่แยงหูมัน ทำให้มันสบายมันก็ไม่ทำอะไรเรา"

ดร.ดิเรกลืมตาโพลง

"อือ เป็นแปลกมาก แกมีวิธีปราบเสืออย่างพิสดารน่าชม แต่ว่าวิธีของแกไม่เหมือนกับท่านมหาราชาจันทรกุมารหรอก พระองค์ปราบเสือด้วยวิชาสะกดจิต "

นวลลออหัวเราคิ๊ก พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ดิฉันพนันกับคุณไพแล้วว่า ประเดี๋ยวคุณหมอคงจะต้องพูดถึงท่านมหาราชา ยังไม่ทันไรคุณหมอก็พูด"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแห้งๆ

"อดพูดถึงท่านไม่ได้หรอกครับมันเปรี้ยวปาก ความจริงผมไม่ได้เอาเรื่องที่เหลวไหลไร้สาระมาเล่าให้ฟังเลย ท่านมหาราชาจันทรกุมารเป็นนักปราบเสือตัวยง ซึ่งชาวอินเดียยกย่องเคารพนับถือมาก พระองค์ใช้พระเนตรอันเข้มแข็งมองดูหน้าเสือหรือสิงโต แพล๊บเดียวเท่านั้น เสือหรือสิงโตจะสิ้นฤ?ธิ์ลงนอนทำตาปริบๆ ทันที"

นิกรพูดตัดบท

"พอโว้ย เรื่องมหาราชาของแกเบื่อเต็มทนแล้ว ไปที่พักของกันเถอะ บ้านกันเหมือนกับบ้านทาร์ซานในหนัง น้ำท่าเสบียงอาหารมีพร้อม เย็นนี้กันจะจัดการเลี้ยงต้อนรับพวกเราอย่างมโหฬารทีเดียว พรุ่งนี้เช้าเราค่อยเดินทางกลับ พวกเราใครอยากได้งาช้างหรือเพชรบอกมา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าตื่น

"แกรู้ที่ของมันหรือ"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่รู้หรอกครับ ถ้าอยากได้ก็ต้องค้นหาเอาเอง ผมอนุญาตให้ขุดค้นได้ทั่วบริเวณป่านี้"

ท่านเจ้าคุณค้อนปะหลับปะเหลือก

"พูดกับแกเอาสาระอะไรไม่ได้เลย"

แล้วท่านก็หันมาทางนายพราน

"ยังไง ตาหล้า ดีใจไหมที่แกรอดตายได้อย่างหวุดหวิด"

พรานเฒ่าพนมมือแต้

"ดีใจจนพูดไม่ถูกแล้วขอรับ"

เจ้าคุณหัวเราะเบาๆ

"บอกพวกแกให้รวบรวมข้าวของของเราเถอะ มีอะไรเหลืออยู่บ้างก็ช่วยกันหอบหิ้วเอาไป ฉันเศร้ามากที่พวกลูกหายถูกฆ่าตายเกือบหมด แต่ฉันยินดีจะให้เงินรางวัลแก่ลูกเมียของเขาตามสมควร เมื่อเราออกไปจากป่าแล้ว"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ นายพรานเดินไปหาพวกลูกหาบในบังคับบัญชาของเขา ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหายก็ออกเดินทางมุ่งตรงไปยังที่พักของทาร์ซานทั้งสอง นวลลออกับประไพลืมความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าที่ต้องบุกป่าฝ่าดงมาหลายวัน ต่างคนต่างเดินคลอคู่กับผัวของตน และต่างฝ่ายต่างมีความรู้สึกราวกับว่าเพิ่งแต่งงานกันใหม่ๆ เสี่ยหงวนถึงกับบ่นพึมพำ อยากให้พระอาทิตย์ตกดินเสียเร็วๆ เขาจะได้มีความสุขกับเมียรักของเขา.

จบตอน