พล นิกร กิมหงวน 006 : โซโรแซ่ดำ

ท่ามกลางความแออัดของประชาชนและยวดยาน ในตอนพลบค่ำของถนนเยาวราช สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้พากันเดินออกมาจากภัตตาคารแห่งหนึ่ง หลังจากรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว

บูอิคเก๋งจอดอยู่ริมถนนทางซ้ายมือ เจ้าแห้วนั่งเป่าหีบเพลงปากอยู่ในรถ พลแลเห็นหาบลำไยผลงามๆ ตั้งอยู่หน้าร้านขายของเบ็ดเตล็ดแห่งหนึ่ง เขาก็กล่าวกับเสี่ยหงวนเบาๆ

"เฮ้ย...ซื้อลำไยไปฝากคุณแม่และเมียๆ ของพวกเราสักสามสี่ร้อยเถอะวะ ลูกมันโตหน้ากินเหลือเกิน"

กิมหงวนพยักหน้า

"เอาซี เหมามันให้หมดหาบก็แล้วกัน จะได้แช่เย็นไว้กินกัน"

ทั้ง ๕ คนเดินมาหยุดยืนหน้าหาบลำไย ทันใดนั้นเอง เสียงปืนพกก็ดังกังวาลขึ้น ๒ นัดติดๆ กัน ประชาชนส่วนมาก ซึ่งเป็นชาวจีนต่างร้องเอะอะ วิ่งหนีเอาตัวรอด

สุภาพบุรุษในเครื่องแต่งกายแบบสากลคนหนึ่ง ล้มกลิ้งอยู่หน้าร้านขายรองเท้า ในเวลาเดียวกันนั้นเองเก๋งดำคันหนึ่งก็เคลื่อนออกจากที่อย่างรวดเร็ว แล่นไปทางสามแยก

๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนตลึงไปชั่วขณะ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้แสดงว่า คนร้ายนั่งซุ่มตัวอยู่ในเก๋งดำ สุภาพบุรุษกลางคนที่ถูกยิงตายนอนคว่ำหน้าอยู่หน้าร้านขายรองเท้า คงจะออกมาจากร้านค้าแห่งใดแห่งหนึ่ง เมื่อคนร้ายยิงแล้วก็ขับรถหนีไป

อย่างไรก็ตาม นิกร การุณวงศ์ จำหมายเลขรถเก๋งดำคันนี้ได้ เพราะตัวเลขสะดุดตาเขา และนิกรได้เห็นชายฉกรรจ์ ๔ คนนั่งอยู่ในรถ ก่อนที่เสียงปืนจะดังขึ้น

เจ้าพนักงานจราจรในเครื่องแบบหลายคน วิ่งมายังศพของชายผู้เคราะห์ร้าย ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ถือโอกาสเข้าไปมุงดูคนตายด้วย

สุภาพบุรุษในวัยกลางคน ถูกยิงในระยะเผาขน กระสุนปืนทั้งสองนัดทะลุหน้าอก ลักษณะท่าทางของชายผู้นี้เป็นลูกจีน รูปร่างค่อนข้างอ้วนตัดผมเกรียน แต่งสากลช๊ากสกินสีขาวใหม่เอี่ยมทั้งชุด เลือดไหลชุ่มโชกด้านหลังเสื้อนอกของเขา

พลตำรวจจราจรคนหนึ่งทำท่าจะพลิกศพ เพื่อตรวจดูกระสุนปืน แต่เพื่อนของเขาร้องห้าม

"อย่า...อย่าเพิ่งแตะต้องโว้ย ให้เจ้าหน้าที่เจ้าของท้องที่มาสอบสวนก่อนดีกว่า"

ประชาชนทั้งไทยและจีน เบียดเสียดเยียดยัดเข้ามามองดูศพชายผู้เคราะห์ร้าย พลตำรวจจราจรคนหนึ่งบอกให้คนดูถอยออกไป

"เอ้า...ออกไปๆ มามุงดูอะไรกันนะเกะกะ ผ่าไฟแดงมาได้เรอะ ถอยออกไป"

กิมหงวนยิ้มกับจราจรหนุ่ม

"ขอชมนิดเถอะน่าน้องชาย ตายไหม"

"อ๋อ ตายซีคุณ เจอเข้าสองนัดทะลุอก จะอยู่ได้อย่างไร"

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พิจารณาดูร่างที่ปราศจากวิญญาณด้วยความสังเวชใจ ถ้าบุตรภรรยาของชายผู้นี้รู้เรื่องเข้า ก็คงจะร้องไห้คร่ำครวญไปตามกัน

เจ้าแห้วเบียดเสียดประชาชน เข้ามายืนข้างๆ ๔ สหาย

"ว้า....รับประทาน กรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้คล้ายๆ กับเท็กซัส รับประทานมันยิงกันง่ายดายเหลือเกิน รับประทานนึกว่ายางรถแตกเสียอีก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นเปรยๆ

"ชายผู้นี้ท่าทางเป็นพ่อค้า และคงจะมีหลักฐานดี"

ทันใดนั้นเอง ชายหนุ่มในเครื่องแต่งกายคนขับรถยนต์คนหนึ่ง ก็แหวกฝูงชนเข้ามาอย่างร้อนรน เขาร้องอุทานขึ้นดังๆ

"โธ่....เสี่ย เสี่ยของผม"

พลตำรวจจราจรถามชายผู้นี้เบาๆ

"ลื้อเป็นคนรถของผู้ตายหรือ"

โชเฟอร์หนุ่มหน้าซีดเผือด

"ครับ ถูกแล้ว นี่คืออาเสี่ยเภาครับ เจ้าของร้านขายเพชรและทองรูปพรรณในสำเพ็ง อาเสี่ยเข้าไปหาซื้อของในห้างแปซิฟิค โธ่...นายของผม"

รถจิ๊ปสีแดงของตำรวจ สถานีตำรวจนครบาลสามแยกคันหนึ่ง แล่นมาหยุดยังที่เกิดเหตุ นายตำรวจหนุ่มคนหนึ่งกระโดดลงมาจากรถ พลตำรวจอีกสองคนตามเข้ามาด้วย ประชาชนที่ห้อมล้อมศพเสี่ยเภาต่างหลีกทางให้ พลตำรวจจราจรคนหนึ่ง ได้กระทำวันทยาหัตถ์นายตำรวจหนุ่มและรายงานให้ทราบ

มันเป็นการฆาตกรรมอย่างทะนงองอาจ ราวกับว่าคนร้ายอยู่เหนือกฎหมาย นายตำรวจหนุ่มบอกให้ลูกน้องของเขาเฝ้าศพไว้ และไม่ให้ผู้หนึ่งผู้ใดแตะต้องศพ เขารีบเข้าไปในร้านจำหน่ายผ้าแพรพรรณแห่งหนึ่ง เพื่อขอโทรศัพท์พูดไปยังสถานีตำรวจ รายงานด่วนให้สารวัตรทราบ

๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันออกมาจากกลุ่มประชาชน เดินตรงไปที่รถบูอิคเก๋ง

"รูปการณ์มันจะเข้าพาราสาวัตถีแล้ว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ บ่นพึมพำ "รู้สึกว่ามนุษย์หลังสงครามมันโหดร้ายทารุณมาก ฆ่ากันง่ายดาย หนังสือพิมพ์ลงข่าวอุกฉกรรจ์ไม่เว้นตละวัน เฮ้อ...โลกยิ่งเจริญขึ้นศีลธรรมของมนุษย์มันก็เสื่อมทรามลง อีกหน่อยก็คงจะต้องแต่งตัวเคาบอยคาดเข็มขัดปืนพก"

ต่างขึ้นไปนั่งบนรถบูอิคเก๋ง เจ้าแห้วจัดแจงสตาร์ทเครื่องนำรถเคลื่อนออกจากที่ช้าๆ

เสี่ยหงวนกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา อย่างเป็นการเป็นงาน

"กันเข้าใจว่าคนร้ายรายนี้ ต้องเป็นพวกสมาคมลับ เสี่ยเภากันเคยได้ยินชื่อเขาบ่อยๆ แต่ไม่เคยเห็นหน้าและไม่รู้จักกัน รู้แต่เขามีร้านขายเพชรทองรูปพรรณ อยู่ที่หัวเม็ดร้านหนึ่ง แต่ร้านเขาอยู่ตอนในร้านเพชรของกันอยู่ตอนนอก น่ากลัวว่าตำรวจจะจับคนร้ายรายนี้ไม่ได้ ป่านนี้ผู้ร้ายมันเปิดไปลิบแล้ว"

นิกรว่า "แต่ถ้ากันยอมร่วมมือกับตำรวจ กันเชื่อว่าต้องจับผู้ร้ายได้อย่างเด็ดขาด"

๓ สหายมองดูนิกรอย่างขบขัน

"โม้อีกแล้ว" พลพูดยิ้มๆ

"ไม่โม้ เป็นความจริง กันจำยี่ห้อรถและเบอร์รถได้ดี"

"หา" ดร. ดิเรกอุทานดังๆ "ยูจำเบอร์รถได้ ไปโรงพักกันเถอะโว้ย ไปบอกตำรวจ"

นิกรสั่นศีรษะ

"โน ธู่ระไม่ใช่ ใครมันอยากจะฆ่าแกงกันก็ช่างมัน อย่ามายิงกันก็แล้วกัน"

กิมหงวนยกมือจับแขนนิกร

"ถ้ายังงั้นเรามาร่วมมือกันสืบจับผู้ร้ายนี้เถอะวะกร มันต้องเป็นสมาคมลับแน่ๆ เราปราบมันเถอะอ้ายพวกนี้เป็นภัยต่อสังคม"

นิกรยิ้มออกมาได้

"เออ ถ้ายังงี้ละก็ตกลง กันอยากเป็นนักสืบมานานแล้ว เอาโว้ยหงวน พวกเราร่วมมือกันเถอะ เก๋งดำของคนร้ายเป็นรถเชฟโรเล็ท หมายเลขทะเบียน ก.ท. ๕๖๗๘๙ รถคันนี้จอดอยู่ในหมุดจอดรถ ตอนที่เราเดินผ่านมากันได้มองดูเลขทะเบียน เพราะเห็นว่ามันเรียงจากน้อยไปหามากจำง่ายดี เลยรู้ว่ามันเป็นรถเชฟโรเล็ทเก๋งแบบใหม่ มีคนนั่งอยู่ในรถ ๓ หรือ ๔ คนแต่เข้าใจว่า ๔ คนมากกว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาพูดกับนิกร

"แต่มันอาจจะเป็นเลขทะเบียนปลอมก็ได้"

นิกรว่า "ครับ อาจจะเป็นได้ อย่างไรก็ตามเชฟโรเล็ทเก๋งแบบนี้สีดำมีไม่กี่คัน กระจกช่องหลังมีนกซาโลลอยสีแดง ๒ ตัวผมจำได้"

ดร. ดิเรกยิ้มแป้น นึกสนุกสนานขึ้นมาบ้าง ถ้าหากว่าเขาร่วมมือกับเพื่อนๆ ทำการสืบสวนเอาตัวคนร้ายคณะนี้

"แกจำคนที่นั่งในรถได้ไหมกร" นายแพทย์หนุ่มถามยิ้มๆ "หน้าตาเป็นยังไง อายุสักเท่าใด ไว้หนวดไว้เครา มีไฝหรือขี้แมลงวันตรงไหนบ้าง"

นิกรทำคอย่น

"อ้ายยังงั้นมันต้องนั่งจ้องกันนานๆ โว้ย นี่กันเพียงแต่เดินผ่านแว่บเดียวเท่านั้น สังเกตได้เท่าที่บอกแกก็ดีแล้ว อ้อ...รถคันนั้นกระจกหน้าร้าวคล้ายกับถูกก้อนอิฐขว้าง กันจำได้แน่นอนทีเดียว"

กิมหงวนมีความปรารถนาที่จะเป็นนักสืบอย่างแรงกล้า อาเสี่ยเก๊กหน้าเคร่งเครียดให้เหมือนกับนักสืบ ล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ต หยิบสมุดโน้ตปกเหลืองเล่มกระทัดรัดออกมา แล้วพูดกับนิกร

"รถเชฟโรเล็ทเก๋งแบบใหม่สีดำ..." พูดพลางจดลงในสมุด

นิกรหัวเราะก้าก

"แกจะจดเอาตะหวักตะบวยอะไรวะ"

"บ๊ะแล้วกัน เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนเอาตัวคนร้ายรายนี้น่ะซี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อมยิ้ม

"ใครเขาจ้างแก"

"เปล่าครับ ผมอยากเป็นเอง ลองใช้ความสามารถดู ผมอยากเป็นนักสืบมานานแล้ว" พูดจบก็หันมายิ้มกับนิกร "หมายเลขทะเบียน ก.ท. เท่าใดน่ะ"

"๕๖๗๘๙"

อาเสี่ยจดลงไปในสมุด

"ก.ท. ๕๖๗๘๙ กระจกหน้ารถมีรอยร้าวเหมือนถูกก้อนอิฐขว้าง"

ดร. ดิเรกพูดขัดขึ้น

"ไม่ใช่ก้อนอิฐขว้าง แต่ถูกขว้างด้วยก้อนอิฐ"

อาเสี่ยชักฉิว

"เถอะน่า มันก็เหมือนกันนั่นแหละ กรโว้ย นอกจากนี้มีอะไรที่แกจำได้อีกไหม"

นิกรพยักหน้าหงึกๆ

"ได้ จำได้อีกหลายอย่าง รถคันนั้นมีลูกล้อ ๔ ล้อ มีพวงมาลัย มีโคมไฟหน้ารถอย่างน้อย ๒ ดวง มีเบาะสำหรับนั่ง มีกันชน มีเครื่องยนต์ซ่อนอยู่ใต้ฝาครอบตอนหน้า อ้อ...มีเบรคด้วยโว้ย เบรคมือเบรคตีน"

กิมหงวนโบกมือและกลืนน้ำลายเอื้อก

"พอแล้วไม่ต้องอธิบาย รถยนต์มันก็ต้องมีสิ่งเหล่านี้น่ะโว้ย ม่ายยังงั้นมันจะแล่นไปได้อย่างไร"

"อ้าว ก็รถไฟมันมีสิ่งเหล่านี้เมื่อไรล่ะ ทำไมมันถึงแล่นไปได้"

"ปู้โธ่" อาเสี่ยคราง "เดี๋ยวพ่อถีบตกรถเลย ยวนย่าเหลจริงอ้ายนี่"

เจ้าแห้วหัวเราะงอหาย หันมาพูดกับกิมหงวน

"รับประทานให้ผมเล่นด้วยคนนะครับ"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"เล่นอะไรวะ"

"รับประทาน เล่นเป็นนักสืบน่ะซีครับ รับประทานอาเสี่ยเป็นเชอรล็อคโฮม รับประทานผมเป็นคนใช้ของท่านนักสืบ"

กิมหงวนยิ้มอย่างภาคภูมิ พยายามคิดว่าขณะนี้เขาคือ นักสืบที่มีความรู้ความสามารถในการสืบสวนคดีต่างๆ อย่างยอดเยี่ยม"

"ได้....แต่ว่าการสืบผู้ร้ายรายนี้ เราอาจจะต้องเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต" แล้วกิมหงวนก็ยกมือตบบ่าพล "เฮ้ ร่วมมือกันนะพล"

อ้ายเสือรูปหล่ออมยิ้ม

"แกจะให้กันพลอยไม่สบายไปกับแกด้วยยังงั้นเรอะ เอา...เอาวะ เราเพื่อนกัน เมื่อบ้าก็ให้มันบ้าหมดทุกๆ คน"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังลั่นรถ บูอิคเก๋งกำลังเลี้ยวซ้ายมือมุมวัดไตรมิตร ตรงมาทางหัวลำโพง ดร. ดิเรกผิวปากเพลงฝรั่งเบาๆ ทอดสายตามองออกไปนอกรถ แล้วกล่าวถามขึ้นเปรยๆ

"นี่เราจะไปไหนกันอีกวะ"

นิกรว่า "กลับบ้านนอนเป็นดีที่สุด"

กิมหงวนถอนหายใจเฮือกใหญ่

"นักสืบน่ะเขาไม่นอนหัวค่ำหร็อก"

"ปู่โธ่" นิกรคราง "อ้ายหงวนนี่ไม่สบายเอามากทีเดียว เป็นมหาเศรษฐีไม่ชอบ อยากเป็นนักสืบ ถามจริงๆ เถอะวะ ติ๋งต่างว่าแกจับคนร้ายรายนี้ได้ แกจะได้รับประโยชน์อะไรบ้างวะ"

กิมหงวนยิ้มสดชื่น

"ได้ชื่อเสียงซีโว้ย และต่อไปนี้กันอาจจะตั้งสำนักงานสืบสวนคดีต่างๆ ก็ได้ กันกำลังทำหน้าที่เป็นพลเมืองดี ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนหาคนร้ายที่ฆ่านายเภาอย่างอุกอาจ อย่าเพิ่งกลับบ้านเลยวะ นั่งรถตากลมเล่นสักครู่ หรือจะหาเบียร์ดื่มกันอีกก็เอา แวะที่ห้องไทยหรือที่ไหนก็ได้"

บูอิคเก๋งข้ามสะพานเจริญสวัสดิ์ ตรงไปทางศาลาแดง ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างวิพากย์วิจารณ์กันถึงการฆาตกรรมอย่างทะนงองอาจ ของพวกเหล่าร้าย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ปรารภถึงสวัสดิภาพของประชาชน ซึ่งทางรัฐบาลน่าจะให้ความคุ้มครองให้ดีขึ้นอีก การจี้การล้วงกระเป๋าอย่างมีอิทธิพล การปล้นเงียบ เป็นข่าวที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นวัน ตามตรอกมืดๆ และในที่เปลี่ยวหาตำรวจทำยายาก และตำรวจยังไม่มียานพาหนะเพียงพอ คนร้ายสมัยนี้มักใช้รถเก๋งเป็นพาหนะ

ขณะที่บูอิคเก๋งแล่นมาถึงสี่แยกสามย่าน เก๋งดำคันหนึ่งก็แซงขึ้นหน้าบูอิคเก๋งไปทางศาลาแดง ในอัตราความเร็วประมาณ ๕๐ กิโลเมตร

นิกรลืมตาโพลง

"เฮ้ย....รถผู้ร้ายไปโน่น"

๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างมองตามเก๋งดำคันนั้น ไฟหน้ารถบูอิคสว่างจ้าส่องท้ายรถเชฟโรเล็ท มองแลเห็น หมายเลขทะเบียนประจำรถอย่างถนัด

"ก.ท. ๕๖๗๘๙" พลอุทานดังๆ

กิมหงวนออกคำสั่งกับเจ้าแห้วทันที

"ตามโว้ย อ้ายแห้ว เหยียบเลย เราต้องการรู้สำนักของผู้ร้ายคณะนี้ เร็ว...ตามไปอย่าให้พ้นสายตาเราไปได้"

เจ้าแห้วชอบขับรถเร็วอยู่แล้ว เมื่อได้รับคำสั่งจากเสี่ยหงวน เจ้าแห้วก็เหยียบคันน้ำมันลงไป เชฟโรเล็ทเก๋งอยู่ห่างจากบูอิคในราว ๑๐๐ เมตร และทวีความเร็วขึ้นตามลำดับ

คราวนี้ ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็รู้สึกสนุกสนาน และเพียงครู่เดียวก็มาถึงสี่แยกศาลาแดง เก๋งดำเลี้ยวขวามือข้ามสะพานเข้าถนนสีลม บูอิคเก๋งตามติดในระยะกระชั้นชิด แต่แล้วเจ้าแห้วก็ห้ามล้อพรืด เมื่อยายแก่คนหนึ่งซึ่งกำลังจะไปดูยี่เก จูงมือหลานชายของแกวิ่งตัดหน้ารถในระยะกระชั้นชิด

เสียงยางครูดกับถนนดังลั่น ประชาชนคนเดินถนนเหลียวมามองเป็นตาเดียว เจ้าแห้วชักโมโหที่คุณยายจะทำให้เขาย้ายบ้านจากนอกคุกเข้าไปอยู่ในคุก ก็ชะโงกหน้าออกมาร้องตะโกนลั่น

"ข้ามถนนดูรถหน่อยซิคุณยาย เดี๋ยวตายห่าหร็อก"

คุณยายยกมือเท้าสะเอว ตะโกนตอบเจ้าแห้วด้วยเสียงสั่น

"อ้ายฉิบหายบรรลัยจักร ถือว่ามีรถยนต์ นึกถึงชีวิตคนเดินถนนบ้างซี หน็อยยังจะมาว่าอีก จะรีบร้อนไปไหนกันวะ แม่มึงเจ็บหนักเรอะ"

เจ้าแห้วทำคอย่น เข้าเกียร์นำบูอิคเก๋งแล่นต่อไป แต่เพราะรถต้องเสียเวลาหยุดราว ๑๐ วินาที เชฟโรเล็ทเก๋งก็ทิ้งระยะห่างออกไปอีกมาก เจ้าแห้วต้องทำความเร็วขึ้นอีก เข็มวัดระยะกระดิกขึ้นสูงตามลำดับ

ทันใดนั้นเอง จิ๊ปแดงของตำรวจหน่วยวิทยุคันหนึ่ง ได้แล่นออกมาจากตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่ง เลี้ยวซ้ายมือมาทางเดียวกับบูอิคเก๋ง เจ้าพนักงานกองตรวจประจำรถคันนี้ ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาชั้นผู้ใหญ่ ให้จับรถยนต์ทุกคันที่แล่นเร็วเกินกว่าอัตราที่ทางการตำรวจจราจรกำหนด

เมื่อนายตำรวจเห็นบูอิคแล่นเร็วไม่ต่ำกว่า ๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เขาก็สั่งอัศเพลสซึ่งเป็นคนขับรถของเขา

"เฮ้ย....กวดรถคันนั้น มันขับยังกะท่านพีระเชียวโว้ย ผู้บัญชาการสั่งให้จับโดยไม่ไว้หน้า เร็ว...กวดเข้าไป"

จิ๊ปแดงวิ่งปราดราวกับลูกธนู มิหนำซ้ำเปิดหวอเสียด้วย เจ้าแห้วได้ยินเสียงไซเร็นท์ก็มองดูที่กระจกมองหลัง ไฟจ้าหน้ารถจิ๊ปตำรวจบอกให้เจ้าแห้วรู้ดีว่าเขาถูกจับแน่

"รับประทานตำรวจรับประทานผมแล้ว" เจ้าแห้วพูดระล่ำระลัก "เขากำลังปราบนักขับรถที่ขับรถเร็วครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นทันที

"หยุด อ้ายแห้วหยุด"

ตามกฎจราจร รถทุกคันทุกชนิดจะต้องหยุดแอบเข้าชิดขอบถนน เมื่อได้ยินเสียงแตรไซเร็นท์ของรถพยาบาล, รถดับเพลิง หรือรถเจ้าพนักงานตำรวจ บูอิคเก๋งเซเข้าริมถนนและถูกห้ามล้อหยุดนิ่ง

"รับประทานบอกตำรวจเขาก็แล้วกันนะครับ ว่าเราไล่กวดรถคนร้าย"

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"อย่าบอก อย่าพูดเรื่องนี้กับโปลิศเป็นอันขาด ข้ากับเพื่อนๆ จะร่วมมือกันสืบจับคนร้ายคณะนี้เอง"

"ยังงั้นรับประทานผมก็โดนเลียะ ไปโรงพักน่ะซีครับ"

อาเสี่ยมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"ช่วยหน่อยครับ คุณอาลงนอนทำเป็นคนไข้กำลังเจ็บหนัก เอามือขยี้ผมให้มันยุ่งๆ หน่อยซีครับ"

เจ้าคุณอ้าปากหวอ

"ผมข้ามีเมื่อไหร่เล่า"

"ถ้างั้นก็เอนตัวลงพิงอ้ายแห้วเถอะครับ ตำรวจมาแล้ว ช่วยอ้ายแห้วหน่อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เริ่มแสดงบทบาทเป็นคนเจ็บหนักทันที เอนตัวลงพิงเจ้าแห้ว ร้องครางเบาๆ จิ๊ปสีแดงของตำรวจแล่นมาหยุดข้างหน้าบูอิคเก๋ง ร.ต.ท. ร่างเล็กแต่พกปืนกระบอกเบ้อเริ่มก้าวลงมาจากรถ เดินตรงมาที่บูอิคเก๋ง และสะดุ้งเล็กน้อยที่เห็นเป็นรถบูอิค เข้าใจผิดคิดว่าเป็นเจ้าใหญ่นายโตขนาดพณฯท่าน แต่เพื่อรักษาเหลี่ยมโปลิศชั้นอัศวิน เขาก็เข้ามายืนข้างๆ รถ แล้วกล่าวถามเจ้าแห้ว

"ทำไมคุณขับรถเร็วเกินควร"

เจ้าแห้วหายใจไม่ทั่วท้องเลย

"รับประทาน เหยียบคันน้ำมันลงไปมากๆ รับประทานมันก็แล่นเร็วน่ะซีครับ ผู้หมวด"

อาเสี่ยชะโงกหน้าเจรจากับนายตำรวจหนุ่ม

"น้องชาย เรามีความจำเป็นต้องนำเจ้าคุณไปส่งโรงพยาบาลเลิศสิน คุณไม่รู้จักผมหรือ"

นายตำรวจยิ้มแห้งๆ

"ง่า....ไม่รู้จักขอรับ"

"นั่นน่ะซี ผมก็ไม่รู้จักคุณเหมือนกัน ง่า...เจ้าคุณท่านกำลังเจ็บหนัก เรานำท่านมาส่งจุฬาฯ แต่ที่จุฬาฯ ไม่มีเตียงว่าง นี่กำลังจะไปโรงพยาบาลเลิศสิน" อาเสี่ยโกหกอย่างคล่องแคล่ว "จำเป็นเหลือเกินคุณที่ต้องขับรถเร็ว เพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยของคนไข้"

"อ้อ" นายตำรวจหนุ่มอุทาน "ท่านป่วยเป็นอะไรไปครับ"

นิกรพูดแทนเสี่ยหงวน

"ไส้ติ่งอักเสบครับ ปวดท้องจนแทบจะขาดใจตายอยู่แล้ว"

นายตำรวจเห็นในความจำเป็น

"ถ้ายังงั้นก็เชิญเถอะครับ ผมขอโทษที่ทำให้เสียเวลา ผู้บัญชาการท่านสั่งให้จับรถยนต์ทุกคันที่แล่นเร็วเกินกว่า กำหนดที่จราจรกะให้"

เจ้าแห้วสตาร์ทเครื่อง นำบูอิคเก๋งออกแล่นต่อไป ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะ ดร. ดิเรกมองดูหน้ากิมหงวนอย่างขบขัน

"แกนี่ปฏิภาณดีมาก โกหกเป็นไฟแลบเลย ไม่มีมูลความจริงสักนิดแกพูดเป็นตุเป็นตะ"

กิมหงวนยักคิ้ว

"เพราะกันเคยโกหกเมียบ่อยๆ เลยเกิดความชำนาญในทางโกหก ว้า...อ้ายรถคันนั้นไปทางไหนแล้วก็ไม่รู้ น่าเสียดายเหลือเกิน ตามกันไปเรื่อยๆ โว้ยแห้ว มันคงจะเลี้ยวเข้าถนนเดโชก็ได้"

บูอิคแล่นไปตามถนนสีลม ในความเร็วประมาณ ๔๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเลี้ยวขงาข้ามสะพานเข้าถนนเดโชตามคำสั่งของกิมหงวน ออกถนนสุริยวงศ์ เลี้ยวขวามาทางบริษัทบัตเล่อร์

แต่ไม่มีหวังที่จะได้พบเก่งดำคันนั้นเลย ในที่สุดคณะพรรค ๔ สหายก็พากันกลับบ้าน

อาเสี่ยกิมหงวนนอนไม่หลับตลอดคืน ผลุดลุกผลุดนั่งเพราะอยากเป็นนักสืบสวน ทำการสืบสวนเอาตัวคนร้ายที่ฆ่าเสี่ยเภาให้จงได้

กิมหงวนตื่นนอนแต่เช้า ออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" ทางประตูข้าง เขาไปพบกับนายสิบตำรวจตรีคนหนึ่ง ซึ่งเป็นตำรวจแก่ๆ ทำงานอยู่กองทะเบียนยานพาหนะแห่งสันติบาล ส.ต.ต. เปล่ง เช่าห้องแถวของคุณหญิงประสิทธิ์ฯ อยู่จึงคุ้นเคยกับคณะพรรค ๔ สหายเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกิมหงวนเคยให้เงินตาเปล่งซื้อเหล้ากินบ่อยๆ

กิมหงวนบอกเปล่งว่า เขาพบหญิงสาวสวยคนหนึ่งอยู่ในรถเชฟโรเล็ทเก๋งหมายเลขทะเบียน ก.ท. ๕๖๗๘๙ เขาพอใจผู้หญิงคนนั้นมาก จึงอยากจะรู้ว่า รถเก๋งคันนั้นเป็นของใครอยู่ที่ไหน ขอให้ตาเปล่งช่วยดูจากสมุดทะเบียนรถยนต์ที่กองทะเบียน และต้องการทราบโดยเร็ว ซึ่งอาเสี่ยสัญญาว่าจะให้รางวัล ส.ต.ต. เปล่ง ๑๐๐ บาท

ตอนสายวันนั้น ส.ต.ต. เปล่งก็โดดจากกองทะเบียนยานพาหนะ ขึ้นรถประจำทางรีบตรงมาพบกับอาเสี่ยหงวนที่บ้าน "พัชราภรณ์"

"ได้เรื่องแล้วครับอาเสี่ย นี่ครับ ผมจดมาให้อาเสี่ยเรียบร้อย"

กิมหงวนยินดีเหลือที่จะกล่าว คลี่กระดาษชิ้นเล็กๆ อ่านดูลายมือตัวขนาดหม้อแกง แล้วเขาก็ทราบว่ารถยนต์เชฟโรเล็ทเก๋งสีดำ หมายเลขทะเบียน ก.ท. ๕๖๗๘๙ เป็นของนายฮกหยู แซ่ม้า อายุ ๔๑ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๘๘๙๕ ถนนราชวิถี ตำบลมักกะสัน

อาเสี่ยควักกระเป๋าส่งเงินให้ ส.ต.ต. เปล่ง ๑๐๐ บาท เป็นธนบัตรใบละร้อยบาทใหม่เอี่ยม

"เอา ฉันให้น้าเปล่งเป็นรางวัล"

ส.ต.ต. เปล่งตัวสั่นงันงก ยกมือไหว้กิมหงวนแล้วรับธนบัตรมาถือไว้

"ขอบคุณมากครับ เจ้านายใจดียังงี้ผมก็ค่อยยังชั่วหน่อย แต่เสี่ยอย่าบอกให้แม้นมันรู้นะครับว่าเสี่ยให้เงินผม มันรู้มันต้องเอา ๒ หารเสมอไปไม่ว่าจะได้เงินมาจากไหน ส่วนเงินเดือนมันเอา ๒๐ หาร หารได้เท่าใดลบออกอีก ๒๐ แล้วผลลัพธ์เป็นของผม"

ในตอน ๑๑.๐๐ น. วันนั้นเอง ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็นั่งรถบูอิคเก๋งมาสืบหาบ้านเลขที่ ๘๘๙๕ ทางถนนราชวิถีตอนมักกะสัน

ในที่สุด ทุกคนก็แลเห็นหมายเลขที่กล่าวนี้ ปรากฏอยู่เหนือบานประตูบ้านใหญ่หลังหนึ่ง

"นั่น" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทาน "อยู่นี่โว้ย"

ทุกคนมองตามสายตาเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเมื่อรถแล่นผ่านประตูบ้าน ต่างก็มองเข้าไปในบ้าน ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วใจเต้นระทึกไปตามกัน ต่างแลเห็นเชฟโรเล็ทเก๋งสีดำจอดอยู่หน้าตึกใหญ่ แน่นอนละ มันจะเป็นรถคันอื่นไปไม่ได้ นอกจากรถ ก.ท. ๕๖๗๘๙ และบ้านนี้จะต้องเป็นบ้านของนายฮกหยู แซ่ม้า นั่นเอง

บูอิคเก๋งแล่นผ่านบ้านนี้ไปทางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พลเอื้อมมือตบบ่าเจ้าแห้ว

"หยุดโว้ยแห้ว หยุดตรงนี้"

รถเก๋งคันงามหยุดนิ่ง ชิดขอบถนนทางซ้ายมือ ทุกคนมองไปที่บ้านหลังใหญ่นั้น

"กันเชื่อว่าที่นี่คงเป็นซ่องสมาคมลับแห่งหนึ่ง" เสี่ยหงวนพูดอย่างเป็นงานเป็นการ

นายพัชราภรณ์เห็นพ้องด้วย

"แน่นอน ทีแรกกันเข้าใจว่าเป็นเบอร์รถปลอม ไม่สู้จะสนใจเรื่องนี้เท่าใดนัก แต่บัดนี้กันเริ่มสนใจแล้ว เรามาร่วมมือกันทลายซ่องทุจริตแห่งนี้เถอะ มันจะต้องมีอิทธิพลมากมาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นบ้าง

"บ้านนี้ใหญ่โตไม่ใช่เล่น เนื้อที่คงไม่ต่ำกว่า ๔ ไร่ มีรั้วสังกะสีกั้นรอบบริเวณ ด้านหลังบ้านติดกับสวนฝรั่ง เราจะเอายังไงกันต่อไปดี อ้ายพวกนี้คงเป็นพวกลัทธินั้นก็ได้ ถ้าขืนปล่อยไว้มันก็จะกำเริบเสิบสานขึ้นทุกวัน"

ดร. ดิเรกกล่าวขึ้นอย่างผู้มีปัญญา

"ผมว่าเราสำรวจบริเวณรอบนอกของบ้านหลังนี้ก่อน ทำทีเป็นว่าเรามาหาซื้อที่ดิน แล้วคืนนี้เราทั้ง ๔ คนเล็ดลอดเข้าไปในบ้านมัน เพื่อสังเกตการเคลื่อนไหวของคนในบ้าน"

กิมหงวนยิ้มเล็กน้อย

"ดีทีเดียวหมอ อ้ายแห้วเฝ้ารถนะ ไปโว้ยพวกเรา บุกเข้าทางสวนฝรั่งนี่แหละ"

ครั้นแล้ว ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พากันเดินเข้าไปในสวนฝรั่งของชาวจีน ที่ดินตอนสวนฝรั่งนี้ เป็นของเจ้านายฝ่ายในพระองค์หนึ่งให้เจ๊กเช่าทำสวนฝรั่ง และทำโต๊ะเก้าอี้ไม้ไผ่

เมื่อบุกเข้ามาในสวน ๔ สหายก็เดินเฉียดริมรั้วบ้านใหญ่หลังนั้น สังกะสีรั้วเก่าผุพังหลายแห่ง เฉพาะด้านสูงจากพื้นดินหนึ่งศอก

พลกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"นั่น ช่องนั้นแหละที่เราจะมุดเข้าไปในบ้านหลังนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าชอบกล

"นั่นมันช่องหมาลอดนี่หว่า"

พลหัวเราะ

"ก็ช่างมันปะไรครับ มีทางเดียวเท่านั้นที่เราจะเข้าไปในบ้านนี้ได้"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรต่อไป เสียงสุนัขตัวหนึ่งก็เห่ากรรโชกขึ้น สุนัขของเจ๊กสวนฝรั่งรูปร่างอ้วนเตี้ยขนเกรียน วิ่งปราดเข้ามาหา ๔ สหายทันที ต่างคนต่างกระโจนข้ามท้องร่องวิ่งหนีเอาตัวรอด อ้ายแดงกระโดดข้ามท้องร่องไล่กวดเจ้าแห้วด้วยความดุร้ายของมัน เจ้าแห้วไม่โง่พอที่จะให้จะยอมหมากัด เขาปีนขึ้นไปบนต้นฝรั่งต้นหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว ปลิดฝรั่งผลหนึ่งขว้างกระบานอ้ายแดงร้องเป๋ง แล้วอ้ายแดงก็วิ่งปราดเข้าไปหานิกร

นายจอมทะเล้นยืนเฉย พอหมาเข้ามาใกล้ เขาก็ทรุดตัวลงนั่งตั้งท่าเตรียมพร้อม พยักหน้ากับอ้ายแดง

"มา....เข้ามา อ้ายห่า ดุซะจริงเชียว เข้ามาซีพ่อกัดตายห่าเลย" แล้วนิกรก็เห่าลั่น "ฮ้งๆ ฮ้งๆ "

อ้ายแดงถอยหลังกรูด นึกสงสัยเต็มทน แล้วยืนหันรีหันขวาง วิ่งทื่อเข้าไปหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านเจ้าคุณคว้าไม้ได้ดุ้นหนึ่งหลับตากวัดแกว่งไปมา ในเวลาเดียวกันนั้นเอง พลก็ข้างกระบานอ้ายแดงด้วยก้อนดินก้อนเบ้อเริ่ม ถูกหัวอ้ายแดงอย่างถนัดใจ เจ้าแดงร้องลั่น ล่าถอยไปทางกระท่อมเจ๊ก

ยายซิมคนหนึ่งเดินออกมามองดูสี่สหาย และท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างตื่นๆ แต่พอเห็นเเจ้าแห้วอยู่บนต้นฝรั่ง แกก็ร้องขึ้นดังๆ

"เฮ้...ลื้อขิโมยฝาหรั่งเรอะ"

เจ้าแห้วกระโจนลงมาจากต้นฝรั่งทันที

"ไม่ได้ขโมยโว้ย หมาลื้อมันไล่กัดอั๊วนี่หว่า"

ยายซิ้มทำตาเขียว

"เลี้ยวลื้อเคี้ยวอาไล ฉิกหายนี่ หน้าตาลีๆ ขโมยฝาหรั่ง เก๋าเจ๊ง"

เจ้าแห้วรีบโยนฝรั่งทิ้ง

"แหม....อีเล่าม้านี่ ยัดเข้าไปลูกเดียวเท่านั้นต้องด่าด้วย"

"หล่าซี ทังไรไม่หล่า ของเขาขายลื้อมันขิโมย ปูเหลียวบอกหมาต๋าเลียะลื้อเลย พวกลื้ออวกลีเข้ามาในสวนอั๊วทังไล"

เจ้าแห้วชักฉิว

"สวนของลื้อเรอะ ซิ้ม"

"สวนอั๊วซี หน้าซ่งตีง อั๊วเช่าจากท่านหญิงลื้อรู้ไหม เก๋าเจ๊ง ใครกินฝาหรั่งอั๊วให้มันคอหอยพวก เป็งเม็กเป็งผื่นขึ้นรอบคอเลย"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก รีบล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบฝรั่ง ๓ ผลออกมาโยนลงไปในท่องร่อง แล้วค้อนยายซิ้ม

"งกชิ๊บหายเลย"

กิมหงวนหรี่ตากับเพื่อนๆ แล้วเดินเข้ามาหายายซิ้ม

"อาซิ้ม ลื้ออย่าเอะอะไปเลยน่า" อาเสี่ยพูดภาษาแต้จิ๋วอย่างคล่องแคล่ว "อั๊วจะซื้อที่ดินที่นี่ ท่านหญิงตกลงจะขายให้อั๊วแล้ว อั๊วจะมาปลูกบ้านอยู่ที่นี่"

ยายซิ้มหน้าจ๋อย

"เสี่ยจะซื้อ"

"ฮื่อ ท่านหญิงเรียกราคา ๒ แสน ถ้าอั๊วซื้อลื้อก็อยู่ไม่ได้"

ยายซิ้มทำหน้าเหมือนกับร้องไห้

"เค้าเป่ อาเสีย ลื้อซื้อไว้อั๊วกับลูกชายลูกสะใภ้อั๊วก็ต้องไปอยู่ที่อื่น แล้วจะไปทำอะไรกิน อย่าซื้อเลยเสี่ยสงสารพวกอั๊วเถอะ ท่านหญิงเคยบอกอั๊วว่าท่านจะไม่ขาย"

อาเสี่ยหัวเราะ

"แต่อั๊วเป็นคนเก่าแก่ของท่าน อั๊วเพิ่งมาจากบ้านนอก ไม่มีบ้านอยู่" แล้วกิมหงวนก็เดินกลับมาหาคณะพรรคของเขา เล่าความให้ฟังเท่าที่เขาไปเจรจากับยายซิ้มเป็นภาษาจีน

ดร. ดิเรกหัวเราะชอบใจกล่าวชมกิมหงวนอีก

"ปฏิภาณแกดีมาก เดินเรื่อยๆ ไปเถอะพวกเรา เข้าใจว่าคงอ้อมไปออกถนนใหญ่ทางหน้าบ้านนายฮกหยูได้"

๔ สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำเป็นเดินดูที่ ยายซิ้มเรียกไอ้แดงเข้ามาหาแก ทรุดตัวนั่งจับปลอกคอเจ้าแดงไว้ มองดู ๔ สหายด้วยใบหน้าซีดเผือด เข้าใจว่าคงจะมาซื้อที่ดินจริงๆ

"คืนนี้ ๕ ทุ่มตรง" กิมหงวนพูดกับคณะพรรคของเขา "เราต้องมุดเข้าไปทางช่องสังกะสีแผ่นนั้น และต้องเตรียมอาวุธติดตัวมาด้วย ถ้ายังไงจะได้ปะทะกับไอ้พวกนี้"

พลมองดูอ้ายแดง สุนัขยายซิ้มอย่างชิงชัง

"แต่ว่าถ้าบุกเข้ามาคืนนี้ หมาตัวนั้นมันคงเล่นงานเราแน่ๆ "

ดร. ดิเรกสั้นศีรษะ

"ไม่ต้องกลัว กันจะเอายาคิลเล่อร์เดอะด๊อกของกันมาด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าตื่น

"ยาอะไรของแกวะ"

"ยาฉีดที่ใส่กระป๋องฉีดอย่าง ดี.ดี.ที. ครับ ผมคิดผสมขึ้นเอง สัตว์ ๔ เท้าทุกชนิดถ้าได้กลิ่นยาฉีดของผมเข้า จะต้องตายทันที เช่นเดียวกับ ดี.ดี.ที. ที่เขาฉีดฆ่ามดปลวกแหละครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มออกมาได้

"อือ...แกนี่เก่งมาก แล้วก็ยาของแกทำอันตรายคนหรือเปล่า"

"โน ไม่ทำอันตรายแก่เราเลยครับ จะทำลายชีวิตแต่เฉพาะสัตว์ ๔ เท้าเท่านั้น เซลล์ของคนและของสัตว์ไม่เหมือนกัน ผมจะต้องเอายานี้มาสังหารหมาตัวนี้เสีย แล้วหมาในบ้านนายฮกหยูด้วย เข้าใจว่าเขาคงเลี้ยงหมา เพราะบ้านใหญ่ทุกบ้านมักจะมีหมาดุไว้เฝ้าขโมย"

คณะพรรคสี่สหายเดินเรื่อยเปื่อยมาตามสวน เลี้ยวซ้ายมือออกตรอกเล็กข้างบ้านนายฮกหยู มันเป็นดินขรุขระ เป็นทางเข้าออกของครอบครัวเจ๊กสวนฝรั่ง ตรอกนี้เป็นตรอกตัน คือสิ้นสุดแค่สวนฝรั่งนี้ รั้วบ้านนายฮกหยูเป็นรั้วสังกะสีทั้งสี่ด้าน มองแลเห็นหลังคาเรือนไม้ชั้นเดียวอยู่ข้างรั้ว คล้ายเป็นเรือนพักของพวกคนใช้

คืนวันนั้นเอง

ก่อนเวลา ๒๓.๐๐ น. เล็กน้อย บูอิคเก๋งก็แล่นมาหยุดข้างบ้านนายฮกหยู ภายใต้ร่มเงาของต้นจามจุรี ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างก้าวลงจากรถ เจ้าแห้วหมุนกระจกรถขึ้น ใส่กุญแจเรียบร้อย ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหายก็พากันเดินเข้าไปในตรอกแคบๆ ซึ่งตรงไปยังสวนฝรั่ง และทางขวามือเป็นบ้านของนายฮกหยู

ราตรีเงียบสงัด ท้องฟ้าปกคลุมด้วยเมฆฝน เสียงกบเขียดแมลงเล็กๆ ร้องเซ็งแซ่ พล, นิกร, ดร. ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ สวมกางเกงขายาว สีดำ และเสื้อเชิ้ตสีดำ ส่วนกิมหงวนแต่งกายแบบโซโรจอมผู้ร้ายในภาพยนตร์ กางเกงดำ เชิ้ตแขนยาวสีดำ สวมท๊อปบู๊ทสั้นเหมือนท๊อปบู๊ทตำรวจ คาดเข็มขัดกระสุนปืนพก มีแซ่ดำอันหนึ่งเหน็บอยู่กับเข็มขัดปืน มีหน้ากากกำมะหยี่ดำปิดหน้า สวมหมวกสักหลาดดำปีกหลุบ และสวมถุงมือสีดำ ท่าทางของกิมหงวนเหมือนกับพระเอกหนังบู๊

พอเข้าเขตสวนฝรั่ง อ้ายแดงก็เห่าตอนรับทันที

"ฮ้งๆ ฮ่งๆๆ แฮ่...ฮื่อ"

เจ้าแดงวิ่งฝ่าความมืดตรงเข้ามา ดร. ดิเรกล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบวัตถุก้อนกลมๆ อันหนึ่งออกมา โยนไปที่อ้ายแดงเสียงดังโพละ ทันใดนั้นก็มีกลิ่นเหมือนกับน้ำหอมชนิดหนึ่งกระจายไปทั่ว คิลเลอร์เดอะด๊อกของนายแพทย์หนุ่ม ทำให้อ้ายแดงสุนัขที่ดุร้ายของเจ๊กสวนฝรั่งยืนเซ่อ และเมื่อมันสูดกลิ่นเข้าไปอีกเล็กน้อย อ้ายแดงก็ล้มลงชักดิ้น ชักงอน้ำลายฟูมปาก

ดร. ดิเรกเปิดไฟเดินทางดวงเล็ก ฉายไปที่ร่างของเจ้าแดง

"เห็นไหม หงิกแดกไปแล้ว" ดิเรกพูดยิ้มๆ "อีกหน่อยกันจะทำยาคิลเลอร์เดอะด๊อก ขายพวกหน่วยงัดแงะตัดช่องย่องเบา"

"แกเอามากี่ลูก" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กระซิบถาม

"๒ ลูกครับ"

"เออดี เผื่อไปเจอหมาในบ้านนี้จะได้สังหารมัน บ้านใหญ่ๆ เขามักจะเลี้ยงหมาฝรั่ง แล้วก็หมาฝรั่งน่ะ เวลากัดคนชอบกัดคอหอย ตรงอื่นก็ไม่กัด ระวังตัวหน่อยพวกเรา ดับไฟฟ้าเสียดิเรก"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ เจ๊กสวนฝรั่งกับครอบครัวของเขา นอนหลับเป็นตาย ตามธรรมดาของผู้ที่ทำงานหนัก ทั้งหกคนเดินลัดเลาะรั้วบ้านของนายฮกหยูตรงมายังช่องโหว่ที่สังเกตไว้เมื่อตอนกลางวัน

พลมองดูเพื่อนเกลอของเขา

"กันจะเข้าไปก่อน เตรียมพร้อมโว้ยพวกเรา ถ้ายังไงยิงกับมันเลย ดิเรกระเบิดน้ำตาอยู่ไหน ส่งมาให้กันลูกซิ"

นายแพทย์หนุ่มล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกง หยิบวัตถุก้อนกลมๆ ขนาดย่อมกว่าลูกระเบิดมือเล็กน้อย ส่งให้นายพัชราภรณ์ ต่อจากนั้นพลก็มุดเข้าไปในเขตบ้านของนายฮกหยูเป็นคนแรก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตามเข้ามาเป็นคนที่สอง เพราะท่านอ้วนเกินไป หลังของท่านจึงครูดกับสังกะสีจนเสื้อขาด เจ้าแห้ว, เสี่ยหงวน, ดร. ดิเรก คลานตามกันเข้ามา นิกรมุดเข้ามาเป็นคนสุดท้าย

ทั้งหกคนยืนอยู่ในบริเวณดงหญ้าคา ซึ่งมีต้นกล้วยปกคลุมอยู่หลายต้น ต่างมองไปที่ตึกใหญ่ ซึ่งชั้นบนของตัวตึกเปิดไฟฟ้าสว่างจ้าราวกับกลางวัน ได้ยินเสียงวิทยุจากสถานีต่างประเทศ กำลังบรรเลงเพลงลีลาศอย่างไพเราะ

กิมหงวนทำปากเบี้ยวนัยน์ตาขวาง ดึงแซ่ออกมาคลี่ออก แล้วยกหัวแม่มือขวาขึ้นพร้อมกับพยักหน้า

ดร. ดิเรกกลั้นหัวเราะ ถามเสียงยานคาง

"อะไร อะไรวะ อ้ายหงวน"

อาเสี่ยยิ้มดุๆ

"โซโรบุก บุกขึ้นไปบนตึกเลย"

พลหัวเราะหึๆ

"บุกขึ้นไปซีจะได้ตายห่า แต่ว่าอย่ายืนอยู่ตรงนี้เลยโว้ย หญ้ามันรกเหลือเกิน ไปยืนใต้ต้นไม้ใหญ่นั่นดีกว่า"

ทั้งหกคนเดินออกมาจากดงกล้วยและดงหญ้าคา แต่แล้วทุกคนก็หยุดชะงัก เมื่อแลเห็นลังไม้ฉำฉาขนาดใหญ่ประมาณ ๒๐ ลัง วางอยู่ในดงหญ้าคานี้

"เฮ้" นิกรอุทาน "เจอคอมมูนิสต์ดำเข้าให้แล้วโว้ย บ้านนี้ถ้าจะเป็นรังฝิ่นเถื่อนใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ หมดนี่เห็นจะไม่ต่ำกว่า ๕ ตัน" แล้วนิกรก็หันมาทางนายแพทย์หนุ่ม "ไหน-ส่งไฟฉายมาซิหมอ"

"โน" ดิเรกร้องลั่น "แสงไฟฟ้าเดินทางอาจจะทำให้คนในบ้านนี้แลเห็นเรา และเราอาจจะถูกยิงทันที ดูมืดๆ อย่างนี้ก็พอรู้"

นิกรว่า "ถ้าหากว่าเป็นฝิ่นเถื่อน เราขโมยมันไปให้หมด เอาไปขายเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะเบาๆ

"ช่างเถอะพ่อหมาจำเริญ ฉันขี้เกียจติดตะราง ไม่ใช่ว่าเรายากจนสิ้นไร้ไม้ตอก ถึงกับจะต้องขายฝิ่นเถื่อน"

ทั้งหกคนต่างเข้ามาทรุดตัวนั่งยองๆ ห้อมล้อมลังไม้ฉำฉาเหล่านี้ แต่มันตอกตะปูปิดฝาไว้แน่น นิกรต้องใช้ไขควงที่ติดอยู่กับมีดพกของเขา ออกมางัดตะปูด้วยความยากลำบาก

อีกสักครู่หนึ่ง ไม้ฝาหีบแผ่นหนึ่งก็เปิดออกได้ ขนาดของลังไม่ฉำฉานี้โตกว่าลังใส่นมราว ๔ เท่า พลสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อแลเห็นสิ่งของในหีบนี้

"ปืน-ปืน" แล้วเขาก็หยิบปืนกลมือกระบอกหนึ่งออกมาพิจารณาดู มันเป็นปืนกลมือที่ใหม่เอียมแบบเมตเสน ซึ่งมีอำนาจในการยิงที่ดีกว่าปืนกลมือชนิดอื่น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รับปืนกลมือมาจากพล แล้วท่านก็มองขึ้นไปบนตึก

"แย่ละโว้ย ลังเหล่านี้คงจะบรรจุอาวุธทั้งนั้น นี่ต้องเป็นสมาคมลับแน่ๆ อาวุธเหล่านี้ที่มันนำมาซ่อนในสวน ก็เพื่อจะเตรียมก่อการจลาจลในกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเสียแล้ว"

คณะพรรคสี่สหายต่างปรึกษาหารือกัน

"เราจะเอายังไงดีล่ะครับ" พลพูดอย่างเป็นงานเป็นการ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือเกาศีรษะอันล้านเลี่ยนของท่าน

"เอายังงี้เถอะ ดิเรกโว้ย แกกับอ้ายแห้วมุดรั้วออกไป เอารถบึ่งไปสถานีตำรวจพญาไทเดี๋ยวนี้ แจ้งให้นายร้อยเวรทราบ และให้เขายกกำลังตำรวจมาล้อมบ้านนี้โดยเร็ว เหตุผลอื่นๆ ไม่ต้องพูดถึง บอกเขาแต่เพียงว่า นายฮกหยูเจ้าของบ้านนี้เป็นคนร้ายยิงเสี่ยเภาตาย และสะสมอาวุธยุทธภัณฑ์ ที่ทันสมัยไว้ในบ้านมากมาย อาวุธหมดนี่เท่ากับอาวุธของทหาร ๒ กองทัพทีเดียว เร็วรีบพาเจ้าแห้วไปโรงพักเดี๋ยวนี้"

ดร. ดิเรกทำตาปริบๆ

"โรงพักพญาไทมันอยู่ตรงไหนครับ เลยบางซื่อไปหน่อยใช่ไหมครับ"

ท่านเจ้าคุณขมวดคิ้วย่น

"โธ่...อ้ายเวร โรงพักพญาไททำไมดันไปอยู่บางซื่อล่ะ" แล้วท่านก็กระซิบถามพลเบาๆ "อยู่ตรงไหนวะ"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นทันที

"รับประทานผมรู้จักครับ เมื่อเดือนก่อน รับประทานผมเคยไปนอนเล่นมา ๑ คืนแล้ว ฐานเมาสุราท้าเสาไฟฟ้าชกที่สี่แยกราชเทวี รับประทานสารวัตรที่เป็นนักประพันธ์รูปหล่อๆ หน่อยเห็นเข้า รับประทานเลยตะครุบผมเอาไปเลย รุ่งเช้าปล่อยกลับบ้าน แฮ่ แฮ่"

ดร. ดิเรกกล่าวกับพ่อตาของเขา

"เอาละครับ ผมกับเจ้าแห้วจะรีบไปโรงพักพญาไทเดี๋ยวนี้ ไปโว้ยแห้วมุดรั้วออกไปตามทางเก่า วันนี้นึกว่าเราเป็นหมากันสักวันเถอะวะ มุดรั้วซะเรื่อย"

เจ้าแห้วยืดหน้าอกขึ้น พูดเสียงหนักๆ

"เพื่อความปลอดภัยของประเทศชาติ เราต้องยอมเอาเลือดละเลงแผ่นดิน"

ดร. ดิเรกยกฝ่ามือผลักหน้าเจ้าแห้วทันที

"พอ อย่าแอ๊คเลยเดี๋ยวจะโดนถีบ"

ครั้นแล้ว ดร. ดิเรกกับเจ้าแห้วก็พากันเดินผ่านความมืดมุดรั้วสังกะสีออกไป ๓ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ช่วยกันเปิดลังไม้ฉำฉาอีกลังหนึ่ง คราวนี้ได้พบเครื่องพ่นไฟอันทันสมัย พร้อมด้วยสมุดแนะนำวิธีใช้

พลยกมือตบบ่ากิมหงวน

"แกดีมาก หงวน ถ้าแกไม่เอาใจใส่ในเรื่องคนร้ายฆ่าเสี่ยเภาอย่างอุกอาจ เราก็คงไม่รู้ว่าที่นี่เป็นสมาคมลับสำคัญยิ่ง ที่กำลังคิดร้ายต่อประเทศไทยและรัฐบาลไทย"

โซโรอมยิ้ม ยกแซ่ขึ้นตระหวัดควับ ปลายแซ่ถูกศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ พอดี

"โอ๊ย" ท่านเจ้าคุณอุทานค่อนข้างดัง ยกกำปั้นทุบหลังอาเสี่ยดังบึ้ก "นี่แนะ อ้ายห่า อูย...ไม่รู้ว่ามันจะแอ๊คไปถึงไหน"

กิมหงวนหัวเราะ

"ซ้อมมือไว้ก่อนครับ ประเดี๋ยวขึ้นไปบนตึก ผมจะเอาแซ่ฟาดอ้ายพวกนี้ให้อยู่หมัดทีเดียว"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"จะเอายังไงกันต่อไปก็จัดการเอาเถอะโว้ย ง่วงนอนจะตายโหงอยู่แล้ว"

กิมหงวนยิ้มให้นิกร

"อดทนหน่อยซีวะ อ้ายหนู เรากำลังทำงานสำคัญ เพื่อความปลอดภัยของประเทศชาติ บัดนี้เราได้พบคลังแสงเถื่อนนี้แล้ว เราต้องร่วมมือร่วมใจกันทำลายล้างสมาคมลับแห่งนี้ให้ได้ แกกับคุณอาอยู่ที่นี่นะ เอาปืนกลของมันในลังนี่แหละ บรรจุกระสุนเข้าและยึดบริเวณคลังแสงนี้เป็นที่มั่น ถ้ายังไงสู้ตายเลย"

"ตายเพื่อใคร" นิกรถาม

"เพื่อชาติของเราซีวะ"

"เอา....เอา ถ้าตายเพื่อคนอื่นไม่เอาโว้ย ตัวตายดีกว่าชาติตาย ขี่ควายดีกว่าขี่ช้าง ร้องเพลงมาร์ชทหารบกปลุกใจเสียหน่อยไม่ดีรึ....ไทยรบ ไทยรุก ไทยบุก ไทยบัน ไทยฟาดไทยฟันจนนอนหงาย...ชาติไทยเราไม่เสียดาย เรายอมตายเพื่อชาติ เพื่อศาส์นของเรา...."

ทุกคนกลั้นหัวเราะแทบแย่

"เพลงตะหวักตะบวยอะไรของแกวะ ทำไมเนื้อร้องมันถึงเป็นยังงี้ไปได้" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามยิ้มๆ

นิกรสั่นศีรษะ

"ยังไงก็ไม่รู้ครับ ผมพยายามฟังมาเกือบปีแล้ว ฟังไม่ชัด ก็เดาเอาอย่างนี้ ไม่เชื่อตอนเช้าๆ คุณพ่อคอยฟังจากวิทยุซี" แล้วนิกรก็ร้องเบาๆ "เราไม่ยอมถอยร่น ไม่ยอมคอย่น เราสู้จนตาย ตัวมลาย ชีวิตทำลายสบายเหลือเกิน ปุ่บชึ่งๆๆๆ "

พลตวาดแว๊ด

"พอโว้ย โอเว่อร์ไปแล้ว"

นิกรหัวเราะหึๆ

"มันง่วงโว้ย ทำคึกๆ เสียหน่อยก็หายง่วง เอาละ กันกับเจ้าคุณพ่อตาบิดาเนตรของกันจะอยู่เฝ้าคลังแสงนี้เอง แก ๒ คนจะบุกขึ้นไปทำการงัดแงะหรือยังไงก็เอา ร้องเพลงอีกหน่อยนะ"

กิมหงวนแยกเขี้ยว หวดแซ่ลงไปกลางหลังนิกรดังเพียะ

"นี่แน่ะ หมั่นไส้นัก"

นิกรสูดปากลั่นด่าโขมงโฉงเฉง โซโรแซ่ดำชวนพลเดินออกไปจากดงหญ้าคา ตรงไปที่ตัวตึกใหญ่ และอ้อมไปทางหน้าตึก

ไฟฟ้าเดินทางดวงหนึ่งฉายกราดมายังร่างของชายหนุ่มทั้งสอง และมีเสียงห้าวๆ ร้องขึ้น

"ใคร...หยุด ไม่หยุดยิงตายนะ"

สองสหายพุ่งตัวนอนราบกับพื้นดิน เสียงปืนพกระเบิดขึ้นทันที คนยามของนายฮกหยูหัวหน้าสมาคมลับ แลเห็นกิมหงวนกับนายพัชราภรณ์เข้าโดยบังเอิญ เขาเข้าใจแต่เพียงว่าสองสหายเป็นนักตัดช่องย่องเบา ที่ถือโอกาสบุกเข้ามาในยามวิกาล จึงเรียกให้หยุด เมื่อไม่หยุดก็ยิงขู่

กิมหงวนยกปืนพกขึ้นยิงโต้ตอบ คนของนายฮกหยูล่าถอย วิ่งไปบนตึกร้องตะโกนลั่น ทันใดนั้นเองก็มีเสียงคนหลายสิบคนวิ่งตึงตังโครมครามทั่วตึก พลกล่าวกับเสี่ยหงวนทันที

"แกอ้อมไปทางซ้ายของตัวตึกอ้ายหงวน"

อาเสี่ยจุ๊ย์ปาก

"อย่าเรียกอ้ายหงวน เรียกโซโรซีโว้ย"

พลหัวเราะ

"เออ...ไปยึดที่มันทางขวาของตัวตึกไว้โซโร อ้ายพวกนี้ที่อยู่บนตึกกำลังแตกตื่น เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเราเป็นตำรวจ" แล้วพลก็ร้องตะโกนลั่น "ตำรวจ ล้อมให้หมด"

มันเป็นเวลาที่นายฮกหยูหัวหน้าลัทธิ ที่รัฐบาลไทยไม่พึงประสงค์กำลังประชุมพรรคพวกของเขา อยู่ในห้องประชุมที่อยู่ชั้นบนของตัวตึก เมื่อได้ยินเสียงปืนพกระเบิดขึ้น บรรดาสมาชิกของสมาคมลับ ซึ่งโดยมากเป็นพ่อค้าสำคัญ ต่างแตกตื่นตระหนกตกใจ เข้าใจว่าตำรวจเข้าล้อมจับและปะทะกับคนยาม

ประตูหน้าตึกและหลังตึกชั้นล่าง ถูกเปิดออก พวกสมาคมลับวิ่งพรูกันออกมา แต่แล้วก็ถูกโซโรและนายพัชราภรณ์ระดมยิงสกัดกั้น เพื่อให้หนีเข้าไปในตึก ประวิงเวลาไว้จนกว่าตำรวจจะยกมาถึง

คราวนี้ความระส่ำระสาย ก็เกิดขึ้น แก่พวกสมาคมลับทันที หลายต่อหลายคนใช้ปืนพกระดมยิงมาทางพลกับกิมหงวน ทั้งๆ ที่ไม่เห็นที่หมาย และบ้างก็วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงออกไปจากบ้าน พวกหนึ่งออกมาทางหลังสวน นิกรยิงกราดด้วยปืนกลมือล้มกลิ้งไปสองคน นอกนั้นแตกฮือวิ่งหนีไปทางโรงรถ แต่แล้วก็ปะทะกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถูกท่านเจ้าคุณยิงกราดด้วยปืนพก

อย่างไรก็ตาม นายฮกหยูได้พาหัวหน้าสำคัญ คือผู้ช่วยของเขารวมสามคนหนีออกไปได้ทางหน้าบ้าน และในเวลาไล่ๆ กันสมาชิกของสมคมลับก็ตีฝ่าวงล้อมของ ๓ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งหนีออกไปได้ไม่ต่ำกว่า ๑๐ คน อย่างไรก็ตาม หลายคนได้วิ่งย้อนขึ้นไปบนตึก

พล พัชราภรณ์ ถือลูกระเบิดน้ำตาไว้ในมือขวา เขากระชากสลักนิรภัยออก ขว้างลูกระเบิดผ่านประตูหน้าต่างเข้าไปในห้องโถง เสียงระเบิดดังพึ่บกลุ่มควันสีขาวกระจายไปทั่วห้อง สมาชิกของสมาคมลับหลายคนปวดแสบปวดร้อนที่ลูกนัยน์ตา ต้องทรุดตัวนั่งร้องครวญคราง

ตำรวจมาแล้ว

เสียงไซเร็นท์ดังครวญครางลั่นถนน เสี่ยหงวนแลเห็นสมาชิกของสมาคมลับคนหนึ่ง วิ่งผ่านมาทางขวาก็ลุกขึ้นปราดเข้าไป เจ้าหนุ่มผู้นั้นตัดสินใจสู้ตาย ยกปืนพกขึ้นจะยิงเสี่ยหงวน อาเสี่ยเงื้อแซ่หวดขวับ ปลายแซ่ถูกข้อมือเจ้าหมอนั่น ปืนพกร่วงหลุดจากมือทันที แล้วโซโรก็เงื้อแซ่หวดไปอีกครั้งหนึ่ง ปลายแซ่พันเอวเจ้าหมอนั่นไว้ กิมหงวนกระชากเข้ามาแล้วฮุคขวาเต็มเหนี่ยว เจ้าหนุ่มสมาคมลับผงะหงายนอนบิดตัวและแน่นิ่งไป

บูอิคเก๋งชนประตูหน้าบ้านพังทลายด้วยฤทธิ์บ้าของเจ้าแห้ว แล่นปราดเข้ามาในบ้าน จิ๊ปแดงของตำรวจพญาไท ๒ คันตามติดเข้ามา เจ้าพนักงานซึ่งโดยมากไม่ได้แต่งเครื่องแบบ ต่างกระโจนลงจากรถมีอาวุธปืนครบมือ นายตำรวจสั่งให้เข้าล้อมตึกหลังนี้ไว้

เสียงปืนสงบแล้ว ได้ยินแต่เสียงไซเร็นท์ของตำรวจซึ่งดังแว่วมาแตไกล และใกล้เข้ามาทุกที กำลังตำรวจกองปราบเดินทางมาอย่างรีบรุด หลังจากได้รับโทรศัพท์จากนายร้อยเวรโรงพักพญาไท

ไฟฟ้าทุกดวงเปิดสว่างจ้า เจ้าพนักงานจับพวกสมาคมลับที่ถูกระเบิดน้ำตาได้ ๑๒ คน ตำรวจได้พบเอกสารต่างๆ มากมาย พร้อมทั้งอาวุธปืน ลูกระเบิดมือ ในตึกหลังนี้

ดร. ดิเรกพาเจ้าแห้ววิ่งเข้ามาหาพลกับกิมหงวน

"อ้ายกรกับคุณพ่อล่ะ" นายแพทย์หนุ่มถามด้วยความเป็นห่วง

พลว่า "กันให้ยึดคลังแสงทางหลังสวนไว้"

"อ้อ....ไปโว้ย รีบไปดูซิ ถูกปืนหรือเปล่าก็ไม่รู้ ขณะที่กันนั่งรถมาตามทางนำตำรวจมานี่ ได้ยินเสียงปืนหลายนัดทีเดียว"

๓ สหายกับเจ้าแห้ว พากันอ้อมไปทางหลังตึก มีพลตำรวจ ๓ คนติดตามมาด้วย สักครู่หนึ่งก็มาถึงลังอาวุธยุทธภัณฑ์ของพวกก่อการร้าย นิกรกำลังอธิบายให้นายตำรวจหนุ่มรองสารวัตรพญาไททราบ ซึ่งบังเอิญแท้ๆ ที่นายตำรวจผู้นี้รู้จักนิกร เพราะพี่สาวของนายตำรวจผู้นี้เป็นเพื่อนของประไพ

ดร. ดิเรกพาพลกับกิมหงวนและเจ้าแห้วเข้ามา

"เฮ้....คุณอาล่ะโว้ยกร" กิมหงวนกล่าวถามถึงท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยความเป็นห่วง

นิกรขมวดคิ้วย่น

"ไม่รู้เรอะ ตอนที่ยิงกันคุณพ่อวิ่งไปทางโน้น บอกว่าท่านจะไปยิงตรึงอ้ายพวกสมาคมลับไว้ เพื่อประวิงเวลาจนกว่าตำรวจจะมาถึง"

ทันใดนั้นมีเสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้น ตำรวจกลุ่มหนึ่งพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาหา ร.ต.ต. หนุ่ม ท่านเจ้าคุณถูกใส่กุญแจมือ ท่านโกรธตำรวจจนแทบจะอาเจียรออกมาเป็นโลหิต ชี้แจงอย่างไรก็ไม่ฟังเสียง

"ผู้หมวดครับ ได้ตัวหัวหน้าสมาคมลับแล้วละครับ"

ทุกคนหันมามองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นตาเดียว ๔ สหายหัวเราะก้ากใหญ่ นิกรอธิบายให้นายตำรวจทราบ

"ท่านผู้นี้คือพระยาปัจจนึกฯ พ่อตาของผมครับ ไม่ใช่หัวหน้าสมาคมลับ"

นายตำรวจหนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก มองดูลูกน้องของเขา

"เฮ้ย...ไขกุญแจออก ปู่โธ่....หน่วยก้านท่าทางของท่านก็บอกอยู่ชัดๆ ว่าเป็นเจ้าคุณพานทอง เสือกจับมาได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่น

"อ้ายเราบอกแล้วว่าเราเป็นพลเมืองดี ไม่ใช่พลเมืองร้าย ยังล๊อคคอเสียลูกกระเดือกแทบแตก ลื้อเล่นจับส่งเดชยังงี้อั๊วก็แย่น่ะซีโว้ย"

พลตำรวจคนหนึ่ง รีบไขกุญแจข้อมือเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกโดยเร็ว ขณะนั้นรถจิ๊ปและสะเตชั่นเวกอนของเจ้าพนักงานกองปราบพิเศษรวม ๔ คัน ได้แล่นเข้ามาในบ้านของนายฮกหยู พอรถหยุดเจ้าพนักงานตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ ก็ลงมาจากรถอย่างรีบร้อน ไม่ต่ำกว่า ๓๐ คน ทุกคนต่างมีอาวุธปืนกลครบมือ

ตำรวจเจ้าของท้องที่ได้สมทบกับกองปราบพิเศษ ทำการค้นสมาคมลับแห่งนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ลังบรรจุอาวุธยุทธภัณฑ์ในสวนหลังบ้าน ถูกลำเลียงออกมาหน้าตึก เจ้าพนักงานทุกคนต้องทำงานกันอย่างเหน็ดเหนื่อย ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ร่วมมือกับเจ้าพนักงานด้วย ทำให้เจ้าแห้วรู้สึกภาคภูมิใจไม่น้อย

ซ่องสมาคมลับที่มีอิทธิพลใหญ่ยิ่งที่สุดในกรุงเทพฯ และในประเทศไทยถูกตำรวจทลายราบแล้ว เจ้าพนักงานค้นพบคลังแสงมหึมาซ่อนอยู่ในหลังบ้าน

หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับต่างเสนอข่าวสำคัญนี้โดยละเอียด ภาพถ่ายของ ๔ สหายและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว กับภาพนายตำรวจชั้นอัศวินและภาพสถานที่ของสมาคมลับ ถูกนำลงพิมพ์อย่างถนัดชัดเจน หนังสือพิมพ์ได้สดุดีคณะพรรค ๔ สหายมากมาย เขาเป็นพลเมืองดีที่ยอมเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตทำงานเพื่อประเทศชาติ

๔ สหายเป็นผู้เปิดเผยความจริงให้ทราบว่า นายฮกหยูหัวหน้าสมาคมลับ เป็นผู้ยิงหรือใช้ให้คนของเขาทำการยิงเสี่ยเภา เจ้าของร้ายเพชรสะพานหันถึงแก่ความตายที่หน้าห้างแปซิฟิค ซึ่งนิกรเป็นผู้จำเบอร์รถได้ และช่วยกันสืบสวนอย่างเงียบๆ ความจริงก็ปรากฏว่า นายฮกหยูเป็นหัวหน้าสมาคมลับ ที่มีนโยบายเป็นศัตรูสำคัญยิ่งของชาติไทย

อย่างไรก็ตาม นายฮกหยูกับผู้ช่วยของเขาได้หลบหนีไปได้ จากการสู้รบกับคณะพรรค ๔ สหาย เจ้าพนักงานตำรวจกำลังสืบจับทั่วทุกมุมเมือง ตำรวจเข้าใจว่าหัวหน้าสมาคมลับ คงจะหลบซ่อนตัวอยู่ในจังหวัดพระนครนี้

คืนวันนั้น ตอนหัวค่ำ บูอิคเก๋งของ ดร. ดิเรกกำลังคลานเอื่อยๆ อยู่ที่ถนนพญาไท ๔ สหายกับท่านคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วนั่งอยู่ในรถคันนี้ คณะพรรค ๔ สหายได้รับโทรศัพท์จากสถานีตำรวจพญาไท แจ้งว่าสารวัตรขอเชิญไปพบเป็นการด่วน เพื่อสอบถามเรื่องราวบางอย่าง เกี่ยวกับการปะทะกับสมาคมลับเมื่อคืนวานซืนนี้ ความจริงทางตำรวจไม่ได้เชิญคณะพรรค ๔ สหายไปพบเลย โทรศัพท์นั้นพูดมาจากภัตตาคารแห่งหนึ่ง และผู้พูดก็คือนายฮกหยูนั่นเอง ณ บัดนี้ นายฮกหยูกับสมุนร่วมใจอีกสองคน กำลังนั่งรถเก๋งสีดำคันใหญ่ ติดตามบูอิคเก๋งมาตั้งแต่บ้าน "พัชราภรณ์" แล้ว

เมื่อบูอิคเก๋งข้ามสะพานพระราชเทวี เก๋งดำก็เร่งความเร็วขึ้นอีก และกดแตรขอทาง เจ้าแห้วยื่นมือออกไปโบกเปิดทางให้ เก๋งดำแซงปราดขึ้นหน้า พอรถทั้งสองขนานกัน เสียงปืนพกในเก๋งดำก็ดังขึ้น สองนัดซ้อนๆ

"ปัง ปัง"

"โอ๊ย" คุณปัจจนึกฯ ร้องสุดเสียง "อาถูกปืนแล้วพล"

๔ สหายกับเจ้าแห้วตกตลึงไปชั่วขณะ เก๋งดำวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พลทอดสายตามองตามเก๋งดำคันนั้น แล้วร้องบอกเจ้าแห้ว

"ตามไป อ้ายแห้ว กวดให้ทัน อ้ายพวกสมาคมลับเล่นงานเราแน่ๆ "

บูอิคเก๋งไล่กวดเก๋งดำทันที เสี่ยหงวนกับพล นิกร ดึงปืนพกออกมาจากกระเป๋ากางเกง เตรียมพร้อมที่จะส่งกระสุนสังหารผู้ที่นั่งอยู่ในเก๋งดำคันนั้น เจ้าแห้วเหยียบคันน้ำมันลงไปอีก บูอิคเก๋งกวดเก๋งดำใกล้เข้าไปทุกขณะ แต่แล้วก่อนจะถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เจ้าแห้วก็รู้สึกว่าพวงมาลัยฝืดบิดได้ทางซ้ายทางเดียว และรถแล่นช้าลงผิดปกติ

"ยางรั่วเสียแล้วละครับ รับประทานอ้ายพวกนั้นคงโรยขวากดักรถเรา"

มันเป็นความจริงตามที่เจ้าแห้วคาดหมายไว้ สมุนของนายฮกหยูได้ใช้ขวากโรยลงมาเกลื่อนถนน ดังนั้นล้อหน้าข้างขวาก็ถูกขวากตำยางทะลุ เจ้าแห้วไม่สามารถที่จะนำรถแล่นติดตามเก๋งดำไปได้อีก จึงบังคับรถให้หยุดชิดขอบทางด้านซ้าย

ดร. ดิเรกประคองเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไว้ในวงแขน ท่านเจ้าคุณขมวดคิ้วนิ่วหน้าร้องครางเบาๆ ด้วยความเจ็บปวด ยกมือขวากุมหน้าอกซีกซ้าย

"โอย...ดิเรก...."

นิกรซึ่งนั่งคู่กับเจ้าแห้วมองดูพ่อตาของเขาด้วยความเป็นห่วง แสงไฟในเก๋งส่องสว่าง

"คุณพ่อถูกตรงไหนครับ"

เจ้าคุณครางหงิงๆ

"ถูกที่ขาซ้าย กระสุนฝังในกระดูก โอย "

"ฮี้" กิมหงวนร้องลั่น "ถูกยิงที่ขาทำไมผ่าเอามือกุมหน้าอกล่ะครับ ปู่โธ่....อ้ายผมนึกว่าถูกยิงที่หน้าอก"

เจ้าแห้วกล่าวถามนายพัชราภรณ์

"รับประทานจะให้ผมทำยังไงต่อไปครับ"

พลว่า "ก็ลงไปตรวจดูยางซีโว้ย ถ้ายางแตกเพียงล้อเดียวเอายางอาหลั่ยเปลี่ยนเสีย จะได้รีบกลับบ้าน ไฟฟ้าเดินทางมีไหมล่ะ"

"รับประทาน" แล้วเจ้าแห้วก็เปิดประตูผลุนผลันลงจากรถ เพื่อสำรวจดูล้อทั้งสี่ล้อ

"แตกกี่ล้อ อ้ายแห้ว" เสี่ยหงวนร้องถาม

"รับประทาน ล้อหน้าข้างขวาล้อเดียวครับ รับประทานแบนแต๊ดแต๋ติดถนนเลย รับประทานลงมาช่วยกันซีครับ คนเดียวรับประทานทำไม่ได้มันมืด ไม่มีใครช่วยส่องไฟให้"

พล, นิกร, กิมหงวนพากันลงจากรถ เจ้าแห้วเปิดตอนหลังรถออก อุ้มยางอาหลั่ยพร้อมด้วยเครื่องมือออกมา ๓ สหายช่วยกันคนละไม้ละมือ การเปลี่ยนยางก็สำเร็จเรียบร้อยภายในเวลาไม่ถึง ๕ นาที

แล้ว ๓ สหายกับเจ้าแห้วก็พากันขึ้นมาบนรถอย่างร้อนรน นายพัชราภรณ์กล่าวกับเจ้าแห้วโดยเร็ว

"บึ่งกลับไปบ้านเดี๋ยวนี้ ดิเรกมันจะได้ช่วยเหลือคุณอา"

บูอิคเก๋งสตาร์ทเครื่องทันที เจ้าแห้วจัดแจงกลับรถ แล่นย้อนไปทางสะพานพระราชเทวีอีก ตรงมาบ้าน "พัชราภรณ์"

"เป็นยังไงบ้างครับ คุณอา" พลถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ท่านเจ้าคุณครางเบาๆ

"ปวดเหลือเกิน มันยิงอาในระยะเผาขน กระสุนปืนของมันทะลุรถของเราเข้ามาโดนขาอา โอย...ตายแน่"

ดร. ดิเรก หัวเราะ

"ไม่ตายหรอกครับ คุณพ่อ ผมเป็นด๊อกเตอร์ปริญญาต่างประเทศ ง่า...ท่านมหาราชานันทะบุรีจันทรกานต์ ถูกคนร้ายลอบยิงกระสุนฝังอยู่ในหัวใจถึง ๓ นัด ผมยังทำการผ่าตัดเอาลูกปืนออกมาได้ ทำใจดีๆ ไว้เถอะครับ ประเดี๋ยวไปถึงบ้านผมทำผ่าตัดแผล๊บเดียวเท่านั้น"

ท่านเจ้าคุณบ่นพึมพำ อาเสี่ยกิมหงวนมีสีหน้าเคร่งเครียด เขากล่าวว่า

"คนร้ายที่ใช้ปืนยิงเขามาในรถเรา ต้องเป็นพวกสมาคมลับแน่ๆ มันเจ็บใจที่เราเป็นผู้ทลายซ่องมัน กันคิดว่ามันคงแกล้งโทรศัพท์มาถึงเราเป็นแน่"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"จริงของแกหงวน พวกเราไม่เคยมีอริกับใครเลย นอกจากอ้ายพวกสมาคมลับนี้ เรื่องมันต้องเชือดกันละวะ เราต้องพยายามทุกวิถีทาง ติดตามทำลายล้างไอ้พวกสมาคมลับนี้ให้หมดสิ้น"

กิมหงวนขบกรามกรอด ทุบกำปั้นขวาลงบนฝ่ามือซ้าย

"โซโรแซ่ดำต้องอาละวาดสุดเหวี่ยงในคราวนี้ หน็อย-ยิงถูกคุณอาของกูได้ เคราะห์ดีนะที่ถูกขา ถ้าถูกหัวเข้า คุณอาก็ม่องเทง"

นิกรหัวเราะ

"ถ้ามันยิงหัวคุณพ่อ มันก็โง่อย่างที่เรียกว่าช่วยอะไรไม่ได้ หัวออกมันแผล๊บยังงี้ลูกปืนมันลื่นไถลหมด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หยุดครางทันที

"เฮ้ยๆๆ อย่าทะลึ่งกับข้าโว้ย เดี๋ยวก็จะโดนเตะเท่านั้น โอย-ปวดเหลือเกิน"

กิมหงวนถามเบาๆ

"ปวดที่ขาข้างที่ถูกยิง หรือปวดตามกระดูกกระเดี้ยวครับ"

เจ้าคุณทำตาเขียวกับอาเสี่ย

"โธ่-เดี๋ยวพ่อด่าเลย ปวดตามกระดูกกระเดี้ยวน่ะ มันโรคผู้หญิงโว้ย"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงนี้ ทุกคนเต็มไปด้วยความเป็นห่วงท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ่งใกล้จะถึงบ้าน อาการเจ็บปวดของท่านก็ทวีขึ้น เจ้าคุณร้องครางมาตลอดทาง จนกระทั่งบูอิคเก๋งเลี้ยวขวามือเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์"

แล้วข่าวก็แพร่ไปทั่วบ้านอย่างรวดเร็ว คณะพรรค ๔ สหายถูกคนร้ายสะกดรอยติดตามโดยรถยนต์เก๋งสีดำ และใช้ปืนพกยิงในระยะเผาขน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถูกยิงกระสุนฝังในขา

ทุกคนตระหนกตกใจไปตามกัน ที่หน้าห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของ ดร. ดิเรก คนใช้ชายหญิงและแม่งามทั้ง ๔ กับท่านเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาดกำลังยืนจับกลุ่มคอยฟังผลการผ่าตัด ดร. ดิเรกปิดประตูใส่กลอนไม่ยอมให้ผู้ใดเข้ามาในห้อง นอกจาก ๔ สหายกับเจ้าแห้ว

ไฟฟ้าในห้องวิทยาศาสตร์เปิดสว่างจ้าราวกับกลางวัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ นอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียงผ่าตัดกลางห้อง ดร. ดิเรก ได้ฉีดยาชาเข้ากระดูกไขสันหลัง และเตรียมเครื่องมือที่จะทำการผ่าตัดเป็นการด่วน พล, นิกร, กิมหงวนและเจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยแพทย์

เสียงใครคนหนึ่งทุบประตูห้องตลอดเวลา จนกระทั่งนายแพทย์หนุ่มชักโมโห เดินปราดมาที่ประตู ถอดกลอนเปิดประตูกระจกฝ้าออก ส่งเสียงเอ็ดตะโรลั่นบ้าน

"จะเคาะหาหอกอะไรกันนะ ปู่โธ่ อดใจรออีกสักประเดี๋ยวเถอะน่า"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ

"อาเคาะเอง แม่ไพกับแม่ภาเขาอยากจะเข้าไปดูการผ่าตัด"

ดร. ดิเรกตวาดแว๊ด

"ดูไม่ได้"

"ว๊าย-แหม-เสียงยังกะโจรห้าร้อย ดุชิ๊บหายเลย" แล้วท่านก็หันมาพูดกับประไพและประภา "ทำใจดีๆ ไว้เถอะหลาน คุณพ่อของหนูคงไม่เป็นไรหร็อก"

นายแพทย์หนุ่มปิดประตูปัง เดินเข้ามาที่เตียงผ่าตัด ต่อจากนั้นเขาก็เริ่มต้นผ่าตัดเอากระสุนปืนออก ๓ สหายกับเจ้าแห้วยืนมองดูด้วยความตื่นเต้นหวาดเสียว ดร. ดิเรกทำงานของเขาอย่างคล่องแคล่วว่องไว สวมถุงมือยางทั้งสองข้าง สวมม๊าสคือผ้าปิดจมูกและปาก เครื่องมือผ่าตัดทุกชิ้นอยู่ในถาด และทำความสะอาดเรียบร้อยดีแล้ว

ภายในห้องเงียบกริบ ดร. ดิเรกมองดูรอยกระสุนปืน แล้วหันมาทางเจ้าแห้ว

"เฮ้ย-หยิบมีดปังต๋อในตู้นั่นมาให้ทีวะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"ดิเรก" ท่านร้องเสียงเครือ "นี่แก่จะเอาปังต๋อผ่าตัดพ่อหรือ"

"ฮี๊ย์" นายแพทย์หนุ่มอุทานออกมาอย่างหัวเสีย "ใครบอกล่ะครับ สู่รู้ไปได้ ปู้โธ่ ผมจะเอามาตัดเชือกโยงโป๊ะไฟฟ้านี่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจโล่งอก นอนทำตาปริบๆ น่าสงสาร เจ้าแห้วถือมีดหมูขนาดใหญ่มาส่งให้นายแพทย์หนุ่ม ดร. ดิเรกตัดเชือกโยงโป๊ะไฟออก ปล่อยโป๊ะไฟให้ห้อยลงมา

นิกรก้มลงกระซิบกระซาบกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณพ่อ จะสั่งเสียอะไรผมบ้างก็สั่งซีครับ เงินของคุณพ่อและทรัพย์สมบัติ ที่จะมอบให้ประไพมีอะไรบ้าง..."

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องไห้ ยกหลังมือเช็ดน้ำตา

"กูยังไม่ตายโว้ย"

นิกรอมยิ้ม

"ต้องดุด้วย ก็ถ้าเผื่อคุณพ่อบังเอิญเสียชีวิตจากการผ่าตัดล่ะครับ"

ดร. ดิเรกเอื้อมมือรวบผมนิกร ลากตัวมายืนข้างหน้าต่าง

"ยืนตรงนี้และอย่าพูดอะไร เข้าใจ๋"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

"ออไร๋น์"

ดิเรกค้อนขวับ บ่นพึมพำเป็นภาษาอังกฤษ เดินกลับมาที่เตียงผ่าตัด เริ่มลงมือผ่าตัดตามวิธีศัยลกรรมซึ่ง ดร. ดิเรกมีความรู้ความชำนาญอย่างยอดเยี่ยม

"อื่อฮือ" เจ้าแห้วอุทานเบาๆ "รับประทาน เนื้อยังกะเนื้อหมู แม้โว้ย-จุ๊ย์ๆๆๆ แหม....เลือดแดงแจ๋เลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สบัดเท้าเหวี่ยงขึ้นมาถูกคางเจ้าแห้วดังพล๊อก

"นี่แน่ะ ไม่ต้องวิจารณ์โว้ย ยืนดูเฉยๆ "

ดร. ดิเรก หัวเราะหึๆ เขาชำแหละเนื้อออกจนถึงกระดูก มือทั้งสองข้างของนายแพทย์หนุ่มต้องหยิบโน่นหยิบนี่วุ่นไปหมด สักครู่หนึ่ง นายแพทย์หนุ่มก็ใช้คีมดึงกระสุนปืนออกมาวางลงบนโต๊ะข้างเตียงผ่าตัด เจ้าคุณปัจจนึกฯ นอนนิ่งเฉยไม่ได้รับความเจ็บปวดเลย เพราะอำนาจยาชาที่ฉีดเข้าไปในไขสันหลังนั่นเอง ดร. ดิเรกรีบทำความสะอาดบาดแผล แล้วเขาก็ลงมือเย็บด้วยความระมัดระวัง พล, นิกร, กิมหงวน และเจ้าแห้วต่างมองดู ดร. ดิเรกอย่างชื่นชม นิกรยกนิ้วหัวแม่มือข้างขวาชูขึ้น ทำปากแบะแล้วกล่าวว่า

"แน่โว้ย ตามธรรมดาหมอน่ะเขามักจะเก่งอย่างเดียว อ้ายนี่มันเก่งทุกอย่าง โอสถกรรม, สูติกรรม, ศัลยกรรม, ชิวอิ้งกรรม ได้ทั้งนั้น ไม่เสียแรงที่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนเมืองนอกเมืองนา"

กิมหงวนหัวเราะหึๆ

"ประเดี๋ยวเถอะ ท่านมหาราชาตามมาหรอก"

ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"กันกำลังจะพูดถึงอยู่ทีเดียว ท่านมหาราชาคงคาวดีศรีสุทธาโภช เคยรับสั่งกับกันว่า ถ้านายแพทย์ทุกคนมีความเชียวชาญในวิชาความรู้เหมือนอย่างกันแล้ว สถิติการตายของชาวโลกก็คงจะลดน้อยลงมาก"

เขาพันแผลให้ท่านเจ้าคุณอย่างปราณีต แล้วนายแพทย์หนุ่มก็กล่าวกับพ่อตาของเขา

"เรียบร้อยแล้วคุณพ่อ อีก ๗ วันตัดไหมออกได้ คุณพ่อจะหายเป็นปรกติภายใน ๑๕ วันนี้เป็นอย่างช้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นนั่ง เอื้อมมือหยิบกระสุนปืนอยู่บนโต๊ะขึ้นมาพิจารณาดู แล้วท่านก็ถอนหายใจหนักๆ

"นี่มันกระสุนรีวอลเวอร์ ๙ ม.ม. นี่หว่า เฮ้อ-ถ้ามันไม่ถูกขา มันยิงถูกท้องหรือหน้าอก ป่านนี้พ่อก็ ม่องเท่งแล้ว"

นิกรจุ๊ย์ปาก

"นั่นนะซีครับ ระยะห่างเพียง ๒ วาเท่านั้นไม่น่ายิงพลาดเลย น่าเจ็บใจเหลือเกินพับผ่า"

"อ้อ เจ็บใจที่ฉันยังไม่ตายยังงั้นเรอะ"

นิกรหัวเราะ ดร. ดิเรกเดินไปที่ประตูห้อง จัดแจงถอดกลอนเปิดประตูกระจกฝ้าออก ประไพกับประภาเดินนำหน้าพาเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหยิงวาดกับพวกคนใช้ชายหญิง เข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์อย่างรีบร้อน เมื่อทราบว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ พ้นภัยแล้วทุกคนก็ปิติยินดีไปตามกัน คุณหญิงวาดขอร้องให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง ท่านเจ้าคุณก็เล่าให้ฟังโดยละเอียด

คืนวันนั้นเอง เวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น. เศษ ขณะที่ ๔ สหายนั่งปรึกษาหารือกันถึงเรื่องสมาคมลับภายในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ เสียงเอะอะเอ็ดตะโรของคนในบ้านก็ดังขึ้น

"อะไรกันโว้ย" พลพูดขึ้นเปรยๆ

ก่อนที่ใครจะพูดอะไร มีเสียงคนวิ่งมาที่หน้าห้องทดลองวิทยาศาสตร์ แล้วประตูกระจกฝ้าก็ถูกเคาะติดๆ กันหลายครั้ง

"เปิดเข้ามา" กิมหงวนร้องบอก

เจ้าแห้วเปิดประตู เดินกระหืดกระหอบเข้ามาในห้อง

"รับประทานได้เรื่องแล้วครับ อ้ายบาบูจับชายแปลกหน้าได้หนึ่งคน แต่งกายแบบโซโรแซ่ดำลอบเข้ามาในบ้านเราครับ รับประทาน เจ้าบาบูร้องเอะอะเอ็ดตะโรขึ้น รับประทานเจ้าเชยกับเจ้ามั่นกลับมาจากเที่ยวพอดี เลยช่วยกันจับไว้ รับประทานค้นตามตัวได้ปืนพกหนึ่งกระบอก รับประทานลูกระเบิดมืออีกหนึ่งดุ้น"

พลหัวเราะ

"เขาเรียกลูกโว้ย ไม่ใช่ดุ้น"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"รับประทานลูกระเบิดมือแบบมีก้านคล้ายๆ ดอกบัวนี่ครับ รับประทานต้องเรียกเป็นดุ้น"

ดร. ดิเรกมองดูหน้าเพื่อนเกลอทั้ง ๓

"อ้ายหมอนี่ต้องเป็นพรรคพวกของหัวหน้าสมาคมลับอย่างแน่นอน อย่างไรเสียมันคงใช้ให้มาฆ่าพวกเรา ในฐานที่พวกเราเป็นต้นเหตุ ทำให้ตำรวจทลายรังใหญ่ของมัน"

พลพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"ไปตามตัวอ้ายนั่นมานี่"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานต้องออกไปดูก่อนนะครับ รับประทานจะมาไหวหรือไม่ก็ไม่ทราบ"

"อ้าว ทำไมล่ะ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานผมกับอ้ายบาบู กับเจ้าเชยและเจ้ามั่นช่วยกันซ้อมเสียย่ำแย่ไปแล้วครับ"

นิกรจุ๊ย์ปาก

"แล้วกัน แกนี่โหดร้ายทารุณมาก ทำไมไม่เอาตัวมันมาให้ข้าซ้อมเอง ไป-ไปพามันมานี่ ถ้ามันเดินไม่ไหวก็ลากมันมา"

เจ้าแห้วรับคำสั่ง พาตัวเดินออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ๔ สหายต่างมองดูหน้ากัน และยิ้มให้กัน เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"โชคของเราแท้ๆ เราคงจะได้ทราบที่อยู่ของหัวหน้าสมาคมลับ และได้มีโอกาสไปสังหารมันเสียในคืนวันนี้"

พลถามว่า "เราจะจัดการกับอ้ายหมอนี่อย่างไรดี"

นิกรพูดโพล่งออกมา

"ก็ซ้อมมันซีวะ ซ้อมจนกว่ามันจะสารภาพความจริงกับเรา ว่าใครเป็นผู้ใช้ให้มันมาฆ่าเรา และซ้อมจนกว่ามัน จะบอกตำแหน่งแห่งที่ของนายจ้างให้เรา ต่อจากนั้นเราก็ไปยิงมันทิ้งเสีย เอาละ อ้ายเรื่องซ้อมไว้เป็นพนักงานของกันเอง"

อีกสักครูหนึ่ง เจ้าแห้วก็เดินนำหน้าพาชายหนุ่มร่างใหญ่ ในเครื่องแบบโซโรแซ่ดำคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง เจ้าบาบูและคนใช้ในบ้าน "พัชราภรณ์" อีกหลายคนถือดาบและไม้ตะพดตามเข้ามาด้วย ส่วนแม่งามทั้ง ๔ และท่านผู้ใหญ่ทั้ง ๒ ยืนอยู่นอกประตูห้อง ชายลึกลับผู้บุกรุกเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" ในยามวิกาลถูกมัดมือไขว้หลัง ใบหน้าพกช้ำดำเขียวเหมือนถูกซ้อม ศีรษะแตกเป็นแผลเลือดโทรม เพราะถูกตะบองของเจ้าบาบูประคนลงไปเต็มเหนี่ยว

"เห...อีนี้ปีนรั้วเข้ามาซี" ภควานจันทร์อธิบายให้พลทราบ "ผมจับได้คะร๊าบ นี่...อีนี้มีปืนหนา ปืนอยู่นี่ ลูกระโบดก็มีน่ะ"

นิกรเป็นเจ้ากี้เจ้าการ บอกให้เจ้าบาบูกับพวกคนใช้ออกไปจากห้อง แล้วเขาก็ตามมาปิดประตูใส่กลอน ชายแปลกหน้ายืนเคร่งขรึมเผชิญหน้า ๔ สหายกับเจ้าแห้ว นิกรเดินเข้ามายกมือกระชากหน้ากากออก คราวนี้ ๔ สหายก็ได้แลเห็นใบหน้าของโซโรอย่างถนัด เขาเป็นชายกลางคนอายุไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปี ใบหน้าและแววตาบอกให้รู้ว่าเป็นอาชญากร รูปร่างสูงใหญ่ขนาดเดียวกับเสี่ยหงวน

"แกเป็นใครวะ พี่ชาย" ดร. ดิเรกกล่าวถาม

เสี่ยหงวนโบกมือห้ามดิเรก

"อย่า...ปล่อยให้อ้ายกรสอบสวนดีกว่า วันนี้ดูท่าทางอ้ายกรมันทะมัดทะแมงเข้าทีมาก"

นิกรยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง เดินไปที่เครื่องรับวิทยุ ๑๑ หลอดของ ดร. ดิเรก แล้วเขาก็เปิดวิทยุรับสถานีต่างประเทศแห่งหนึ่ง ซึ่งกำลังบรรเลงเพลงสวิงเบาๆ นิกรหยิบหางกระเบนอันสั้นๆ อันหนึ่ง ถือเดินเข้ามาหาชายแปลกหน้า เจ้าของเครื่องแบบโซโรแซ่ดำ เขาพูดกับเจ้าแห้วด้วยเสียงหนักๆ

"อ้ายแห้ว ไปรูดม่านหน้าต่างลงเสีย ข้าไม่ต้องการให้ใครเห็นความทารุณของข้า แล้วก็ยืนอยู่ที่ข้างตู้วิทยุนั่นแหละ ถ้าข้าพยักหน้า เอ็งต้องเปิดวิทยุให้ดังเต็มที่เข้าใจไหม"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"แหม-รับประทาน เอาแบบหนังเปี๊ยบเชียวนะครับ เวลาซ้อมต้องเปิดวิทยุกลบเสียง ฮ่ะ ฮ่ะ"

นิกรขยับหางกระเบนที่ถืออยู่ในมือ เงยหน้ามองดูบุรุษลึกลับ

"แกเป็นใคร"

เจ้าหมอนั่นสั่นศีรษะ พยายามดิ้นรนจะให้เชือกที่มัดข้อมือทั้งสองหลุดออก แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะเจ้าบาบูมัดเสียแน่น

"กูไม่ยอมบอกอะไรมึงทั้งนั้น"

นิกรหัวเราะก้าก พยักหน้ากับเจ้าแห้วทันที เสียงวิทยุดังกังวาลจนแสบแก้วหู นิกรเอื้อมมือซ้ายคว้าหน้าอกเสื้อโซโร มือขวาเงื้อหางกระเบนขึ้นฟาดลงที่หน้าผากชายลึกลับดังโป่ก เจ้าหมอนั่นขมวกคิ้วนิ่วหน้า โลหิตสีแดงเข้มไหลริน แล้วนิกรก็โบกมือให้เจ้าแห้วหรี่วิทยุลง

"พี่ชาย ถ้าแกบอกความจริง กันจะจ่ายเงินสดให้แก ๑,๐๐๐ บาท และขอรับรองด้วยเกียรติยศว่า กันจะไม่เอาเรื่องเอาราวกับแก แต่ถ้าแกไม่ยอมบอกความจริง กันจะซ้อมแกให้ตายห่าเลย"

ชายลึกลับยิ้มแค่นๆ

คุณกำลังจะวางกับดักผม ถ้าผมบอกความจริง คุณก็ให้ตำรวจเล่นงานผมเท่านั้น"

นิกรลืมตาโพลง

"ให้รากเลือดลงแดงตาย ให้ฉิบหายบรรลัยจักร ให้พระแก้วพระกาฬหักคอกันเถอะวะ ถ้าหากว่ากันไม่รักษาวาจาสัตย์ พี่ชาย กันรู้ดีว่ามีคนจ้างแกมาฆ่ากันกับเพื่อนๆ ใช่ไหมล่ะ สารภาพกับกันเสียเถอะ กันต้องการคนที่จ้างแก กันรู้ดีว่าแกยอมรับทำงานนี้ก็เพราะแกยากจน"

กิมหงวนล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตร ใบละร้อยบาทปึกเบ้อเริ่มออกมานับได้ ๑๐ ฉบับ แล้วเขาก็ลุกขึ้นเดินมาแก้มัดชายลึกลับออก ช่วยนิกรสอบสวน

"พี่ชาย พวกเราทั้ง ๔ คนนี่สปอร์ทและใจดีที่สุด ขอให้บอกความจริงเถอะเพื่อน พันบาท นี่จะเป็นของแก นายฮกหยูเป็นผู้ใช้แกมาฆ่ากันใช่ไหมล่ะ"

โซโรยิ้มออกมาได้ กิริยาท่าทางเปลี่ยนเป็นสุภาพนอบน้อม

"คุณอย่าฆ่าผมนะครับ"

นิกรหัวเราะ

"ถ้ากันทำแกให้กันเป็นลูกหมา ๕๐๐ ชาติ เชื่อเกียรติกันซีวะพี่ชาย อั๊วไม่ต้องการเอาเรื่องกับลื้อ แต่อั๊วต้องการเอาเรื่องกับคนที่จ้างลื้อ ก่อนอื่น ลื้อบอกอั๊วก่อนว่าลื้อเป็นใคร"

"ง่า...ผม...ผมชื่อพุ่มครับ"

นิกรยกมือตบบ่านายพุ่ม นักเลงที่มีอิทธิพลแถวนางเลิ้ง

"พี่พุ่ม ฉันรู้ดีว่าพี่พุ่มเป็นนักเลง เอาละ ฉันอภัยให้ในเรื่องที่พี่พุ่มคิดมุ่งร้ายหมายขวัญฉัน แต่ฉันอยากจะรู้ความจริง นายฮกหยูหัวหน้าสมาคมลับใช่ไหม ที่มันจ้างพี่พุ่มมาเล่นงานพวกฉัน"

"ครับ ถูกแล้ว"

กิมหงวนส่งเงิน ๑,๐๐๐ บาทให้นายพุ่มทันที

"ขอบใจมาก พี่ชาย เอ้า...เอาเงินนี่ไว้ใช้ ไม่ต้องกลัวว่าพวกเราจะหักหลังแก นายพุ่มไม้"

พุ่มทำหน้าชอบกล

"ผมชื่อพุ่มเฉยๆ ครับ ไม่ใช่พุ่มไม้"

นิกรจับแขนนายพุ่มให้นั่งลงบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง เจ้าแห้วยืนอยู่ข้างตู้วิทยุ ร้องตะโกนถามมา

"รับประทาน ซ้อมหรือยังครับ ผมจะได้เปิดวิทยุดังๆ "

นิกรโบกมือ

"พอโว้ย ปิดเครื่องได้ ข้ากับพี่พุ่มเข้าใจกันดีแล้ว" เขาหันมาทางนายพุ่ม "พี่ชาย เดี๋ยวนี้นายฮกหยูอยู่ที่ไหน บอกฉันเถอะ ไม่ต้องวิตกอะไรฉันรับรองความปลอดภัยของพี่พุ่ม และฉันจะแถมเงินให้พี่พุ่ม ๑,๐๐๐ บาท เป็นการตอบแทนที่พี่พุ่มบอกตำแหน่งที่อยู่นายฮกหยูให้ฉัน" พูดจบนิกรก็ล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ทหยิบธนบัตรออกมาปึกหนึ่ง นับได้ ๑,๐๐๐ บาท แล้วถือไว้ "บอกฉันพี่พุ่ม ฉันจะตามไปเล่นงานนายฮกหยูเดี๋ยวนี้"

นายพุ่มนัยน์ตาวาวโรจน์

"นายฮกหยูพักอยู่ที่โรงแรม "อู๊ดฮ้อ" ทางถนนเสือป่าครับ"

กิมหงวนกล่าวถามทันที

"พักอยู่กับใคร และอยู่ห้องเลขที่เท่าใด"

"พักอยู่กับเพื่อนของเขาอีกสองคนครับ ห้องที่ ๓ ชั้น ๒ "

พล พัชราภรณ์ผลุดลุกขึ้นยืนทันที เดินเข้ามาหานายพุ่ม

"ที่พูดนี่น่ะเป็นความจริงหรือนายพุ่ม"

"ครับ ผมไม่ได้โกหกเลยครับ"

นิกรยื่นเงินให้โซโรแซ่ดำทันที

"เอ้า...เอาไปอีก ๑,๐๐๐ บาท เห็นหรือยังว่าฉันวาจาสัตย์ สำหรับพี่พุ่มฉันจะไม่ทำอะไรเป็นอันขาด แต่ฉันจำเป็นจะต้องกักตัวพี่พุ่มไว้อีก ๑ ชั่วโมงเป็นอย่างช้า ฉันจะไปเล่นงานนายฮกหยูเดี๋ยวนี้ และฉันจะกลับมานี่ ปล่อยพี่พุ่มให้ได้รับอิสระภาพทันที"

ดร. ดิเรก กล่าวถามขึ้นบ้าง

"เมื่อตอนหัวคำแกใช่ไหม ที่เป็นคนยิงเข้ามาในรถยนต์ของเรา"

นายพุ่มสั่นศีรษะ

"มิได้ครับ นายฮกหยูเขาไปหาผมที่บ้านเมื่อสักครู่ใหญ่นี้ จ้างผม ๑,๕๐๐ บาท ให้ลอบเข้ามาฆ่าพวกคุณทั้ง ๔ คน เขาให้ปืนพกผม ๑ กระบอก ลูกระเบิดมือ ๑ ลูก และเอารถมาส่งผมที่หน้าบ้าน สั่งผมว่าถ้าทำการเสร็จแล้วให้รีบไปพบกับเขาที่โรงแรม "อู๊ดฮ้อ"

๔ สหายมองหน้ากันและปรึกษาหารือกัน ดร. ดิเรกจูงมือนายพุ่มพาเดินไปทางขวามือของห้อง แล้วให้นายพุ่มนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง ซึ่งมีหุ่นเหล็กแต่งกายแบบทหารโรมัน ยืนจังก้าอยู่ข้างๆ

นายแพทย์หนุ่มเอื้อมมือกดสวิทไฟ หุ่นเหล็กของเขาขยับเขยื้อนไปมา ดิเรกยิ้มแป้นกล่าวกับนายพุ่ม

"อย่าลุกขึ้นจากเก้าอี้เป็นอันขาด ถ้านายพุ่มลุกขึ้น หุ่นไฟฟ้าของฉันจะบีบคอนายพุ่ม และจะให้แกต้องตายในนาทีนั้น แกคงไม่รู้ว่าฉันเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้เรื่องนามของโลกคนหนึ่ง ง่า...ลองขยับลุกขึ้นซิ นายพุ่ม"

จอมนักเลขค่อยๆ ลุกขึ้นยืน หุ่นไฟฟ้ากางแขนออกทำท่าจะบีบคอนายพุ่มทันที นายพุ่มอกสั่นขวัญแขวน รีบนั่งลงตามเดิม หุ่นเหล็กยกมือชี้หน้านายพุ่ม คล้ายกับจะบอกว่า ถ้าลุกขึ้นเป็นตายแน่"

นายแพทย์หนุ่มเดินเข้ามาหาเพื่อนเกลอทั้ง ๓ พลกล่าวกับเขาทันที

"ไปโว้ยหมอ รีบไปตะครุบตัวนายฮกหยูเดี๋ยวนี้ เราจะยิงมันทิ้งหรือจะจับส่งตำรวจ"

กิมหงวนว่า "ให้ตำรวจจัดการกับมันดีกว่า บางทีตำรวจอาจจะจับพรรคพวกของมันได้อีก เพราะตำรวจเขามีวิธีสอบสวนอย่างเฉลียวฉลาด ไป...พวกเราอ้ายฮกหยูเสร็จเราแน่"

๔ สหายกับเจ้าแห้วพากันเดินออกไปจากห้องวิทยาศาสตร์ และเล่าผลของการสอบสวนให้ท่านผู้ใหญ่กับเมียๆ ของเขาฟัง นิกรบอกให้คนใช้ผู้ชายคอยคุมตัวนายพุ่มไว้ ดังนั้นพวกคนใช้ก็เฮโลกันเข้ามาในห้องวิทยาศาสตร์หลายคน คุณหญิงวาดตะโกนบอกคนของท่านไม่ให้ซ้อมหรือทำทารุณกับนายพุ่ม

นาฬิกาในรถบูอิคเก๋งบอกเวลา ๒๒.๓๐ น.

รถเก๋งคันงามแล่นมาหยุดหน้าโรงแรม "อู๊ดฮ้อ" อันเป็นถิ่นพำนักของนายฮกหยูหัวหน้าสมาคมลับ ๔ สหายกับเจ้าแห้วพากันลงจากรถและยืนปรึกษาหารือกัน

"เอายังไงดีโว้ยพวกเรา" นิกรพูดอย่างเป็นการเป็นงาน

พลว่า "ก็เข้าไปขอเช่าห้องให้อยู่ใกล้ๆ กับห้องหมายเลข ๓ จะเป็นห้องที่ ๔ หรือห้องที่ ๒ ก็ได้ต่อจากนั้นค่อยคิดกัน"

ดร. ดิเรกถอนหายใจหนักๆ

"อย่าหวังว่านายฮกหยูกับพรรคพวกของมัน อีก ๒ คน จะยอมให้เราจับกุมมันง่ายๆ ให้อ้ายแห้วเอารถไปรับตำรวจมาไม่ดีหรือ"

อาเสี่ยโบกมือ

"ไม่จำเป็น มือชั้นกันแล้วกันจับเองก็ได้ แล้วเอาไปส่งให้ตำรวจที่โรงพัก มันโก้กว่าที่จะให้ตำรวจมาช่วยเราจับ ไปโว้ย เข้าไปในโรงแรมเถอะ"

๔ สหายและเจ้าแห้วพากันเดินเข้ามาในโรงแรม "อู๊ดฮ้อ" ต่างคนต่างใจเต้นระทึกไปตามกัน กิมหงวนบอกกับเสมียนโรงแรมเป็นภาษาจีน

"เฮ้...ห้องว่างมีไหม ห้องที่อั๊วเคยพาผู้หญิงมาน่ะ ห้อง ๒ หรือ ๔ ก็ได้ ค่อยเย็นสบายดีหน่อย"

เมื่อกิมหงวนส่งภาษาจีน เสมียนหนุ่มก็แสดงคาระวะต่ออาเสี่ยจนออกนอกหน้า เขาโต้ตอบกับเสี่ยหงวนเป็นภาษาแต้จิ๋วเช่นเดียวกัน

"อาเสี่ยจะอยู่ค้างคืนหรือชั่วคราวครับ"

กิมหงวนอมยิ้ม

"อย่างมาก ๒ ชั่วโมงเท่านั้น"

"อ้อ...ได้ครับ ห้อง ๔ ครับ แล้วก็ผู้หญิง...."

"นั่นเป็นเรื่องของลื้อ ไปหามาให้เรา ๕ คน เลือกตัวดีๆ หน่อยนะ ราคาอย่าให้เกินคนละ ๕๐ บาท"

"ครับ ได้ครับ แต่ช้าหน่อยนะครับ เพราะผมจะต้องให้คนไปตามที่รองเมือง ในราวครึ่งชั่วโมงเป็นอย่าช้าครับ"

เสมียนหนุ่มพา ๔ สหายกับเจ้าแห้วขึ้นบันไดไปชั้นบน ขณะที่เดินผ่านห้องหมายเลข ๓ คณะพรรคสี่สหายก็แลเห็นประตูห้องปิด แต่ไฟฟ้าในห้องยังเปิดสว่างจ้า ได้ยินเสียงคุยกันเป็นภาษาจีนกลางเบาๆ เสมียนโรงแรมไขกุญแจเปิดห้องหมายเลข ๔ ให้

"ต้องการเหล้าหรือเครื่องดื่มอะไรบ้างไหมครับ"

นิกรว่า "เอาเหล้ามาให้ ๑ ขวด โซดาแช่เย็น ๒ ขวดพอแล้ว ลื้อรีบไปรับผู้หญิงมาให้อั๊วเถอะ อั๊วสปัสซั่มเต็มทนแล้ว"

เสมียนโรงแรมอมยิ้ม พาตัวเดินออกไปจากห้อง ๔ สหายแกล้งคุยกันเอะอะเอ็ดตะโร ตามธรรมเนียมของนักเที่ยวโรงแรม นายภัชราภรณ์เดินจรดปลายเท้ามาที่ฝาห้อง แล้วก้มลงมองดูตามรูเล็กๆ เขาแลเห็นชายกลางคนคนหนึ่งท่าทางภูมิฐาน กำลังนอนไขว้ห้างสูบบุหรี่อยู่บนเตียง และมีชายฉกรรจ์อีก ๒ คนนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง พลบุ้ยใบให้กิมหงวนฟังภาษาจีนกลาง ที่นายฮกหยูกับสมุนคนสนิทของเขากำลังโต้ตอบกัน แล้วพลก็เดินเข้ามาหาอาเสี่ย

"มี ๓ คนโว้ย อ้ายคนอ้วนหัวหลิมต้องเป็นนายฮกหยูแน่ๆ " พลกระซิบกับกิมหงวน "มันพูดเรื่องอะไรกัน"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"เรื่องสัพเพเหระ มันไม่โง่พอที่จะคุยเรื่องของมันหรอก ง่า...เราจะจับมันโดยมีการบู๊กันนิดหน่อย หรือจะจับโดยละม่อม"

พลหัวเราะ

"เอาโดยละม่อมดีกว่า ถ้าถึงกับบู๊กันบางทีเราอาจจะพลาดพลั้งโดนปืนเข้า กันเชื่อว่านายฮกหยูกับสมุนของเขาต้องมีปืนแน่ๆ "

กิมหงวนเดินวนเวียนไปมารอบๆ ห้อง แล้วกระซิบกระซาบกับนิกร

"อ้ายกร ออกไปชกกันนอกห้องเถอะวะ"

นิกรลืมตาโพลง

"อ้าว....ยังไงกันโว้ยนี่ อยู่ดีๆ มาท้าชก"

กิมหงวนจุ๊ยปาก

"อย่าเซ่อไปหน่อยเลย ติ๋งต่างว่าเราเมาเหล้าเล่นชกกันกอดปล้ำกัน ถีบประตูห้องนายฮกหยู หรือม่ายก็แกล้งชนประตู มันอดรนทนไม่ได้มันก็เปิดประตูออกมาดูเรา เท่านี้เราก็จับมันได้โดยละม่อม"

นิกรยิ้มออกมาได้

"ยังงั้นเรอะ เอาซี"

๔ สหายแกล้งส่งเสียงเอะอะหนวกหู เจ้าแห้วเป่าหีบเพลงปากลั่น นิกรกับกิมหงวนกอดปล้ำกัน หัวเราะต่อกระซิกกัน ไล่กวดกันออกไปนอกห้องและชกกันอย่างสนุกสนาน นิกรถีบเสียหงวนกระเด็นมาติดประตูห้อมหมายเลข ๓ ดังโครม กิมหงวนสูดปากลั่น ขมวดคิ้วนิ่วหน้า

"เฮ้ย...เอาจริงๆ หรือวะนี่"

นิกรพยักหน้า

"เออซีวะ มา...เข้ามา ชกกันเอาเหงื่อสักพักเถอะวะ ไชโย้...สนุกจริงโว้ย ไชโย้...มา...เข้ามา"

กิมหงวนกระโดดเข้าตีเข่าลอย นิกรยกแขนปิดไว้ได้ ชกหมัดตรงขวาถูกปากครึ่งจมูกครึ่งอาเสี่ยกิมหงวน ยังผลให้มหาเศรษฐีหนุ่มซวนเซมาปะทะประตูห้องหมายเลข ๓ อีก

ทันใดนั้นเอง ประตูห้องหมายเลข ๓ ก็ถูกเปิดออก กิมหงวนชนนายฮกหยูกระเด็นเข้ามาในห้อง นิกรตามติดเข้ามา ๒ สหายต่างกอดรัดฟัดกันอย่างสนุกสนาน ในเวลาเดียวกันนั้นเอง พลกับ ดร. ดิเรกและเจ้าแห้วก็ถลันเข้ามาในห้องนายฮกหยู

หัวหน้าสมาคมลับโกรธจนตัวสั่น

"อะไรกันครับคุณ เล่นอะไรกันอย่างนี้ นี่มันห้องผม"

นิกรกับกิมหงวนยุติการแสดงบทบาทเพียงนี้ นายฮกหยูมีสีหน้าบึ้งตึง มองดูคณะพรรค ๔ สหายด้วยความไม่พอใจ

"เกรงใจกันบ้างซีครับ คุณจะเล่นจะหัวกันก็โปรดนึกถึงผู้อื่นบ้าง"

พลดึงปืนพกออกมาจากกระเป๋ากางเกง ยกขึ้นจ้องชายฉกรรจ์ทั้ง ๓ คือนายฮกหยูกับสมุนร่วมใจของเขา ในเวลาเดียวกัน ดร. ดิเรกกับนิกร และเสี่ยหงวนก็ดึงปืนพกออกมาถือเตรียมพร้อม

"หมายความว่ากระไร" สมุนของนายฮกหยูคนหนึ่งเอยขึ้นด้วยเสียงสั่นๆ

พลยิ้มเล็กน้อย

"หมายความว่ากันจับแก ๓ คน ในฐานที่เป็นหัวหน้าสมาคมลับ อย่าต่อสู้หรือพยายามหลบหนีนะ กันยิงเด็ดขาดเลย เฮ้...อ้ายแห้ว ใส่กุญแจมือ"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น ล้วงกุญแจมือสองอันออกมาจากกระเป๋ากางเกง และด้วยอำนาจปืนพกนายฮกหยู ก็ยอมให้เจ้าแห้วสวมกุญแจมือโดยดี ส่วนสมุนร่วมใจทั้งสองคน เจ้าแห้วได้เอากุญแจมือใส่ข้อมือคนละข้าง นายฮกหยูกับสมุนคนสนิทของเขาหน้าซีดเผือด

"คุณเข้าใจผิด" ฮกหยูพูดตะกุกตะกัก มองดูพลด้วยดวงตาแข็งกร้าว "เรา ๓ คนเป็นพ่อค้าที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด"

พลหัวเราะ

"เอาไว้ไปแก้ตัวที่โรงพัก คุมตัวไว้โว้ยพวกเรา"

พลกับ ดร. ดิเรกช่วยกันรื้อค้นกระเป๋าเสื้อผ้าซึ่งซุกซ่อนอยู่ใต้เตียง ได้กระเป๋าใส่เอกสาร ๑ กระเป๋า ปืนพก ๓ กระบอก ลูกระเบิดมือแบบสหประชาชาติ ๕ ลูก ดร. ดิเรกกล่าวกับนิกรอย่างเป็นงานเป็นการ

"กรโว้ย ลงไปข้างล่างโทรศัพท์ถึงตำรวจเดี๋ยวนี้ บอกให้เขาเอารถยนต์มารับนายฮกหยูโดยเร็ว"

นิกรรีบเดินออกไปจากห้อง พลบังคับให้นายฮกหยูกับเพื่อนร่วมใจทั้งสอง นั่งลงบนเตียงนอน และบอกให้เจ้าแห้วยืนขวางประตูไว้ หัวหน้าสมาคมลับติดกับแล้ว เอกสารต่างๆ ในกระเป๋าซิบรูดล้วนแต่เป็นหลักฐานสำคัญ มีรายชื่อสมาชิกหลายร้อยคน มีแผนการต่างๆ ด้วย

เสี่ยหงวนยิ้มให้ผู้ต้องหาทั้ง ๓ แล้วกล่าวกับนายฮกหยู

"พี่ชาย เราสี่คนคือนายพล, นายนิกร, นายกิมหงวน, และ ดร. ดิเรก ที่แกคิดมุ่งร้ายหมายขวัญ เมื่อตอนหัวค่ำแกโทรศัพท์ไปถึงเรา สมมุติตัวของแกว่าเป็นสารวัตรตำรวจนครบาลสถานีพญาไท แล้วแกก็เอารถไปจอดซุ่มอยู่หน้าบ้านเรา พอเราออกจากบ้านแกก็ขับรถตามไป แกแซงขึ้นหน้า ยิงเขามาในรถเรา ๒ นัด กระสุนปืนถูกญาติผู้ใหญ่ของเราบาดเจ็บสาหัส เท่านี้แกยังไม่หนำใจ ยังใช้ให้นายพุ่มลอบเข้าไปในบ้านเราเพื่อสังหารเราอีก คนอย่างพวกเราคณะพรรค ๔ สหายนี่น่ะ มันเดนตายโว้ย ยังไงเพื่อนติดกับกันแล้วซีนะ"

นายฮกหยูขบกรามกรอดแล้วเค้นหัวเราะ

"กันยอมรับนับถือว่าแก ๔ คนเก่งมาก ฮะ ฮะ แต่แกอย่านึกเลยว่า ถึงแม้แกจะจับกันได้ กิจการของเราจะเลิกล้ม เราจะต้องดำเนินแผนการณ์ของเราต่อไปอีก จนกว่าประเทศไทยจะใช้ระบอบการปกครองตามแบบแผนของเรา"

กิมหงวนหัวเราะ

"เป็นไปไม่ได้ อ้ายเพื่อเกลอ เมืองไทยเป็นดินแดนพระพุทธศาสนา ไทยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชผลธัญญาหาร ลัทธิของแกคนไทยย่อมไม่นิยม นอกจากคนที่โง่เขลาเบาปัญญาเท่านั้น"

นายฮกหยูกับสมุนร่วมใจของเขาไม่ยอมพูดอะไรอีก นิกรเดินผิวปากเข้ามาในห้อง

"เจ๊กโรงแรมตกอกตกใจกันใหญ่ กันเลยเล่าความจริงให้เขาฟัง ขณะนี้ตำรวจกำลังเดินทางมาแล้ว นายร้อยเวรตื่นเต้นดีใจมากทีเดียว เมื่อกันบอกเขาว่าเราจับนายฮกหยูหัวหน้าสมาคมลับได้โดยละม่อม"

ใน ๕ นาทีนั้นเอง เสียงไซเร็นท์ของรถจิ๊ปตำรวจ ๒ คันก็ดังครวญครางขึ้น นายฮกหยูมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม เจ้าพนักงานตำรวจพร้อมด้วยอาวุธปืนครบมือไม่ต่ำกว่า ๑๐ คนมาถึงแล้ว เจ้าแห้วรีบลงไปต้อนรับตำรวจ สักครู่หนึ่งก็นำเจ้าพนักงานขึ้นมา

บรรดานายและพลตำรวจ ต่างจ้องมองหน้าผู้ต้องหาทั้ง ๓ แล้วก็มองดูหน้า ๔ สหาย พลเป็นผู้เล่าเรื่องให้นายร้อยตำรวจโทรองสารวัตรฟัง แต่เขาบอกแต่เพียงว่า เขาสืบทราบเองว่านายฮกหยูกับสมุนร่วมใจสองคนพักอยู่ที่โรงแรมนี้

ร.ต.ท. ประสงค์ได้พูดกับ ๔ สหายอย่างนอบน้อม

"การกระทำของพวกคุณ ย่อมแสดงให้เห็นว่าพวกคุณเป็นพลเมืองดี พวกคุณเก่งมากเชียวครับที่จับนายฮกหยูได้โดยละม่อมเช่นนี้ ผมจำเป็นต้องขอเชิญพวกคุณไปโรงพักกับผม เพราะเราจะต้องทำการสอบสวนตามระเบียบ"

พลยิ้มให้นายตำรวจ

"ไปซีครับ"

ครั้นแล้วตำรวจก็นำผู้ต้องหาออกไปจากห้อง บรรดากระเป๋าเสื้อผ้าของนายฮกหยูกับสมุนของเขาถูกเจ้าพนักงานยึดเอาไปด้วย พร้อมกับอาวุธปืนและลูกระเบิดมือ คณะพรรค ๔ สหายเดินตามเจ้าพนักงานออกมา พวกเจ๊กโรงแรมวิพากย์วิจารณ์กันเสียงแซ่ดไปหมด นายตำรวจได้เอาตัวผู้จัดการโรงแรมและสมุดทะเบียนรายชื่อผู้มาพักโรงแรมไปด้วย

ที่หน้าโรงแรม ประชาชนหลายร้อยคนยืนออกันแน่น จิ๊ปของตำรวจทั้งสองคันพาผู้ต้องหาไปแล้ว บูอิคเก๋งของ ๔ สหายติดตามไปในระยะกระชั้นชิด.

จบบริบูรณ์