พล นิกร กิมหงวน 206 : วันแสนยานุภาพ

การแสดงแสดงยานุภาพของกองทัพซีอาโต้ที่สนามบินดอนเมืองนั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่ากองทัพซีอาโต้มีความเข้มแข็งเป็นปึกแผ่นมั่นคง สามารถที่จะให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศไทยได้โดยเร็ว ถ้าหากว่าไทยถูกราชศัตรูลุกล้ำ

ผู้ที่ไปชมกำลังรบและการแสดงของซีอาโต้ในวันนั้น ก็คงจะได้เห็นเครื่องบินแบบต่างๆ ของกองทัพอังกฤษ อเมริกา ซึ่งจอดโชว์อยู่ในสนาม นับตั้งแต่เครื่องบินลำเลียงขนาดยักษ์, เครื่องบินลำเลียงทหารราบอากาศและพลร่ม, เครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดหนัก, เครื่องบินลาดตระเวน

ตลอดจนเครื่องบินประจัญบานแบบไอพ่นอันทันสมัยที่สุด และมีความเร็วกว่าเสียง

ท่านที่ได้ชมงานแสดงแสนยานุภาพของกองทัพซีอาโต้คงจะจำได้ดีว่า วันนั้นสนามบินดอนเมืองอันกว้างขวางสุดสายตา ได้ต้อนรับประชาชนหญิงชายนับจำนวนแสน ที่หลั่งไหลไปจากพระนครหลวง นับตั้งแต่รุ่งอรุณของวันใหม่

เราได้ชมการแสดงของทหารราบชาติต่างๆ ภาคพื้นดิน ชมการแปรขบวนของเครื่องบินแฮลิคอปเต้อร์ ตลอดจนการลำเลียงพล ชมการปฏิบัติการของพลร่มอเมริกันและพลร่มไทยที่ได้กระโดดร่มลงสู่พื้นดินอย่างองอาจกล้าหาญ แน่นอนละ เมื่อกองทัพซีอาโต้ได้ช่วยเหลือเราเช่นนี้

แล้วไทยก็จะต้องดำรงคงเอกราชไปชั่วกาลปาวสาน

ไชโย แดดจะร้อนอย่างไรขอให้ประเทศไทยจงเจริญ

คณะพรรค ๔ สหายของเราพร้อมด้วยภรรยาของเขาและท่านผู้ใหญ่ทุกคน ได้มีโอกาสไปชมการแสดงแสนยานุภาพของกองทัพซีอาโต้ที่สนามบินดอนเมืองในวันนั้นด้วย ตามวิสัยของคนที่มีรถเก๋ง และมีเงิน ซึ่งไม่ว่าเขาจะมีอะไรกันก็ต้องเฮไหนเฮนั่น

แต่ที่ดอนเมือง แดดร้อนจัดเหมือนกับใจกลางอาฟริกาไม่มีผิด คณะพรรค ๔ สหายของเรายืนตากแดดอยู่ได้สองชั่วโมงเศษก็พากันกลับเข้ากรุงเทพฯ และปวดหัวตัวร้อนไปตามกัน โดยเฉพาะคุณหญิงวาดถึงกับเป็นลมในรถยนต์ขณะที่เดินทางกลับ ซึ่งเดินทางอ้อมจังหวัดนนทบุรี

เข้ากรุงเทพฯ เพราะตามเส้นทางพหลโยธินนั้นมีรถยนต์ยั้วเยี้ยสับสนอลหม่าน และรถติดกันเป็นแถวตลอดทาง ทั้งนี้ก็เพราะคิดเฉลี่ยพื้นที่ในจังหวัดพระนครแล้วก็ปรากฏว่าประเทศไทยเรามีรถยนต์มากที่สุดในโลก ซึ่งบางครั้งรถยนต์เหล่านี้ก็มักจะขึ้นไปแล่นบนอกคนบ้าง บน

ศีรษะคนบ้าง ทำให้ผู้คนเดินถนนล้มตายไปตามกัน บ้างก็ชักดิ้นชักงอแขนขาหักตามอัธยาศัย แล้วนักขับรถยนต์เหล่านั้นก็หัวเราะชอบอกชอบใจก่อนที่จะไปเข้าตะราง

หลังจากวันซีอาโต้ผ่านพ้นไปแล้ว บ้านพัชราภรณ์ก็อุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายซึ่งส่วนมากเป็นด๊อกเตอร์สำเร็จวิทยาศาสตร์มาจากต่างประเทศ บรรดานักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ล้วนแต่เป็นเพื่อนของดร.ดิเรกของเรา แต่บางคนที่เป็นลูกศิษย์ก็มี

คณะพรรค ๔ สหายรู้ดีว่า นายแพทย์หนุ่มได้เชิญนักวิทยาศาสตร์มือเยี่ยมของประเทศไทยมาชุมนุมกันเพื่อสร้างอาวุธมหาประลัยหลายอย่างสำหรับมอบให้กองทัพบก, กองทัพเรือและกองทัพอากาศของเรา มีการทดลองภายในห้องทดลองตลอดเวลา บางทีก็มีเสียงระเบิดตูมตาม ทำ

ให้พวกนักวิทยาศาสตร์เผ่นออกมาจากห้องแทบไม่รู้ทางไป บางทีก็ได้ยินเสียงไดนาโมไฟฟ้าครางกระหึ่ม เสียงไฟฟ้าช๊อต สียงเครื่องยนต์เล็กๆ ทำงาน อันเป็นเหตุให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดกลุ้มใจไปตามกัน

"ถ้ามันจะไม่ดีเสียแล้วนะคะเจ้าคุณ" คุณหญิงวาดได้กล่าวกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ในตอนบ่ายวันหนึ่ง "พ่อดิเรกกับพรรคพวกของเขาได้ทำการค้นคว้าทดลองอะไรต่ออะไรสารพัด จนกระทั่งเกิดระเบิดขึ้นตั้งหลายครั้ง ถ้าหากว่าเกิดการระเบิดอย่างรุนแรงขึ้น ตึกของเราก็คงพังทลาย

ราบ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มแห้งๆ

"นั่นน่ะซี ตึกพังน่ะไม่เป็นไรหรอก สำคัญว่าตึกมันจะทับเราตายเท่านั้น ความจริงการทดลองที่น่ากลัวเช่นนี้ เขาต้องไปทดลองกันตามภูเขาที่ห่างไกลจากย่านชุมนุมชน นี่ฉันได้ข่าวว่าขณะนี้ดิเรกเขากำลังทดลองระเบิดปรมาณูของเขา"

คุณหญิงวาดสะดุ้งเฮือก

"หรือคะ อ้ายลูกระเบิดที่เคยถล่มเมืองญี่ปุ่นใช่ไหมคะเจ้าคุณ"

"ถูกแล้วคุณหญิง ฝรั่งได้ใช้เวลาคิดค้นปรมาณูตั้งนาน ฝรั่งที่ฉันพูดถึงก็คืออเมริกานั่นเอง ลงทุนไปตั้งหลายพันล้านกว่าจะสร้างปรมาณูสำเร็จ แต่ดิเรกบอกฉันว่านักวิทยาศาสตร์ของอเมริกานั้น โง่กว่าเขามาก ดิเรกยืนยันว่าเขาลงทุนเพียงหกสลึงเท่านั้น สำหรับลูกระเบิดปรมาณูลูก

หนึ่ง พอที่จะถล่มกรุงเทพฯ ทั้งเมืองให้ราบเป็นหน้ากลอง"

คุณหญิงวาดทำตาปริบๆ

"ลงทุนเท่าไหร่คะเจ้าคุณ"

"หกสลึงจ้ะคุณหญิง หกสลึงหรือบาทห้าสิบสตางค์นั่นเอง"

คุณหญิงทำหน้าชอบกล

"โอ-ทำไมถูกนักล่ะค่ะ"

"ฉันก็ว่ายังงั้นแหละ ไม่น่าจะเชื่อ แต่มันก็เป็นไปได้ เจ้าดิเรกของเราคนนี้ไม่ใช่ย่อยนาคุณหญิงคิดอะไรได้ทั้งนั้น จนกระท่งแทบจะกล่าวได้ว่าไม่มีอะไรที่ดิเรกมันทำไม่ได้ ดูแต่ใบละร้อยที่พิมพ์มาจากฮ่องกงเถอะ วันนั้นฉันได้มาใบหนึ่ง ลูกหนี้เขาเอามาชำระ พอฉันรู้ว่าเป็น

ธนบัตรปลอม แต่ดิเรกรับเอาไป หายเข้าไปในห้องวิทยาศาสตร์เพียงครู่เดียวก็กลับออกมา เอาธนบัตรนั้นใช้ให้เจ้าแห้วเอาไปซื้อเบียร์สองขวด ใช้ได้อย่างสบายเลย เมื่อเร็วๆ นี้เจ้ากรซื้อล็อตเตอรี่ไว้ใบหนึ่ง เลขท้ายสามตัวของรัฐบาลออก ๓๙๙ แต่ของเจ้ากรเป็น ๓๙๐ ดิเรกมัน

ใช้วิชาวิทยาศาสตร์ทำเลข ๐ ให้เป็น ๙ อย่างแนบเนียน เจ้ากรเลยให้เจ้าแห้วไปขึ้นเงินเอามาอย่างฉลาด"

คุณหญิงวาดหัวเราะชอบใจ

"จริงค่ะ พ่อดิเรกแกเก่งมาก เข็มขัดทองดิฉัน ซึ่งเจ้าคุณซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อเร็วๆ นี้มันขึ้นผิวหอม และชักจะออกสีเขียวๆ บางแห่ง ดิฉันเอาไปให้พ่อดิเรกแกช่วยชุบให้ชั่วโมงเดียวเท่านั้น สุกปลั่งเป็นทองร้อยเปอร์เซ็นต์ไปทีเดียว"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทำหน้าชอบกล

"แฮ่ะๆ นี่หมายความว่าฉันซื้อของเก๊ให้คุณหญิงยังงั้นหรือ"

"อุ๊ย-เปล่าค่ะ ดิฉันยังไม่ได้พูดสักนิดว่าของเก๊ ดิฉันหมายความแต่เพียงว่าเข็มขัดทองเส้นนั้นทำด้วยทองแดงแล้วชุบทองต่างหาก อ้า-ดิฉันเลยให้นังแจ๋วไปแล้ว และนึกอยู่ทุกวันคืนว่าผัวของดิฉันกลายเป็นจั้บโป้ยเมื่อแก่ คนดีๆ แท้ๆ กลายเป็นคนเลวไปได้ แต่นั่นแหละค่ะดิฉันรู้

ดีว่าโลกหลังสงครามครั้งที่สองนี้ ศีลธรรมคุณธรรมและวัฒนธรรมได้สูญสิ้นไปหมดแล้ว"

ก่อนที่เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ จะพูดว่ากระไรเจ้าแห้วก็เดินย่องเข้ามาในห้องโถง แล้วย่อตัวรายงานให้ท่านทั้งสองทราบอย่างพินอบพิเทา

"รับประทาน คุณหมอให้กระผมมาเชิญใต้เท้ากับคุณหญิงไปที่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์สักประเดี๋ยว"

คุณหญิงวาดทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"ไปบอกพ่อดิเรกเขาเถอะว่า อย่าให้ข้าเกี่ยวข้องด้วยเลย ข้าไม่ชอบดูหรอก ล้วนแต่ปืนผาหน้าไม้ลูกระเบิด และอะไรต่ออะไร ซึ่งเป็นอาวุธฆ่าคนทั้งนั้น ข้าเป็นคนธรรมะธรรมโมโว้ย เรื่องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตข้าไม่ชอบไม่อยากรู้อยากเห็น"

เจ้าแห้วทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"แฮ่ะๆ รับประทานเมื่อตอนบ่ายคุณหญิงไปนั่งพักร้อนที่ศาลาริมสระใหญ่หลังบ้าน รับประทานตกปลาหมอเทศได้ถึงเก้าตัว"

คุณหญิงวาดค้อนขวับ

"ข้าตกเฉยๆ ข้าไม่ได้ฆ่ามัน ปลามันถึงที่มันก็กินเบ็ดข้า แล้วข้าก็มอบให้ยายอิ่มเขาไป ข้าไม่ได้สั่งยายอิ่มให้เอาไปแกงไปต้ม หรือทาเกลือพริกไทยทอดให้ข้ากิน มันเป็นเรื่องของยายอิ่มแก ข้าไม่รับรู้"

ทันใดนั้นเอง นิกรก็เดินพรวดพราดเข้ามาในห้องโถงอย่างร้อนรน

"คุณอาครับ" นายจอมทะเล้นตะโกนลั่น "เชิญไปที่ห้องทดลองหน่อยเถอะครับ แล้วคุณอาจะได้เห็นประดิษฐกรรมวิเศษของดิเรก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มให้หลานภรรยาของท่าน

"อะไรวะเจ้ากร"

นิกรลืมตาโพลง

"หุ่นยนต์น่ะซีครับ พูดได้ เคลื่อนไหวได้และสามารถโต้ตอบคำถามของเราได้อย่างดี ดิเรกมันบอกว่า ต่อไปในไม่ช้า มันจะสร้างหุ่นยนต์ได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าห้าแสนตัว และถ้าสงครามเกิดขึ้น เราก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้ทหารสู้รบกับข้าศึก หุ่นยนต์เหล่านี้จะออกรบแทนทหาร และ

ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีกว่าทหารเสียอีกเพราะไม่ต้องคอยหลบหลีกกระสุนปืนข้าศึก พอเห็นข้าศึกก็ร้องไชโย วิ่งเข้าตะลุมบอนเลย ไปดูเสียหน่อยซีครับ"

คราวนี้คุณหญิงวาดชักเลื่อมใส

"เอ-อ้ายเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ เมื่อสมัยก่อนมันไม่ใช่เรื่องเหลวไหลเลยนะคะ เจ้าคุณ ดิฉันคิดว่าในสมัยโน้น ศิลปวิทยาการคงจะรุ่งเรืองมากทีเดียว การล่องหนหายตัวหรือใช้หุ่นยนต์มันเป็นเรื่องที่ควรจะมีได้ในสมัยนั้น"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เห็นพ้องด้วย

"ถูกทีเดียวคุณหญิง โลกเราในสมัยก่อนเจริญรุ่งเรืองกว่าสมัยนี้อีก แต่แล้วมนุษย์ได้เกิดรบราฆ่าฟันกัน ใช้อาวุธมหาประลัยสังหารกัน ความเจริญรุ่งเรือง ศิลปวิทยาการต่างๆ ก็ถูกทำลายหมด ไปดูหุ่นยนต์ของดิเรกมันหน่อยเถอะคุณหญิง"

ประมุขของบ้านพัชราภรณ์ต่างพากันลุกขึ้นเดินออกไปทางหลังตึก นิกรกับเจ้าแห้วตามไปด้วย

เมื่อเข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดก็แลเห็นดร.ดิเรกอยู่ข้างหุ่นยนต์ของเขา และกำลังอธิบายให้พล, กิมหงวน, กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ฟัง ถึงประสิทธิภาพของหุ่นยนต์ตัวนี้ นักวิทยาศาสตร์หัวนอกสองคนซึ่งเป็นเพื่อนของดิเรกยืนอมยิ้มอยู่ข้างๆ

นายแพทย์หนุ่ม

พอแลเห็นเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดดิเรกก็ยิ้มให้

"เชิญครับคุณอา ผมกำลังจะแสดงอานุภาพของหุ่นยนต์ตัวนี้ให้คุณอาชมเป็นขวัญตา หุ่นนี้ผมกับด๊อกเตอร์จ๋องและด๊อกเตอร์การุณย์ได้ช่วยกันสร้างขึ้นเพียงสองวันเท่านั้น"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ มองดูชายหนุ่มในวัยเดียวกับดร.ดิเรก แต่มีรูปร่างผอมกระหร่องตัวเล็กนิดเดียวแล้วท่านก็ถามว่า

"เจ้าแห้ว มันบอกว่าหุ่นตัวนี้พูดได้ใช่ไหมคะคุณจ๋อง"

ดร.จ๋องยิ้มแป้น

"ออไร๋-มันเป็นสามารถพูดได้ครับคุณอา แต่ถ้าจะให้ผมอธิบายว่าทำไมมันถึงพูดได้ ผมจะต้องใช้เวลาอธิบายถึงหกชั่วโมงเป็นอย่างน้อย เอาเป็นอันว่าหุ่นตัวนี้พูดได้ก็แล้วกันนะครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวถามด๊อกเตอร์การุณย์ชายหนุ่มร่างสมาร์ท

"มันสามารถตอบคำถามของเราได้ด้วยหรือคุณการุณย์"

ดร.การุณย์นักวิทยาศาสตร์หัวอเมริกันยิ้มเล็กน้อย

"ได้บางประโยคครับคุณอา แต่ต่อไปในไม่ช้า เราจะช่วยกันทำให้หุ่นยนต์เจรจาโต้ตอบได้ทุกประการ"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"อ้า-คุณด๊อกเตอร์ดิเรกครับ คุณอธิบายฟุ้งอยู่ตั้งเกือบชั่วโมงแล้ว เมื่อไหร่จะลงมือแสดงประสิทธิภาพของหุ่นตัวนี้ให้เราชมละครับ"

นายแพทย์หนุ่มค้อนกิมหงวน

"ไอจะแสดงให้ดูเดี๋ยวนี้แหละ อ้า-จะอธิบายให้ทราบเสียก่อน-"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นทันที

"พอแล้ว-พอแล้ว แกอธิบายล้วนแต่หลักวิชาและอ้างสูตร บ้าๆ บอๆ ของแก ซึ่งพ่อพยายามฟังเท่าไรก็ไม่รู้เรื่อง ไม่ผิดอะไรกับว่าแกสีซอให้ควายฟัง พวกเราไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ อย่าอธิบายดีกว่า พวกเราอยากดูการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ตัวนี้เท่านั้น"

ดร.ดิเรกหัวเราะชอบใจ เขาหันมาทางชายหนุ่มร่างบอบบางเพื่อนนักวิทยาศาสตร์ของเขา

"จ๋องโว้ย แกไปบังคับเครื่องไฟฟ้า การุณย์ไปคุมเครื่องวิทยุ ส่วนกันจะเป็นคนสัมภาษณ์หุ่นตัวนี้"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ๔ สหายกับเจ้าแห้ว และท่านผู้ใหญ่ทั้งสามต่างจ้องเขม็งมองดูหุ่นเหล็ก อันเป็นประดิษฐกรรมของดิเรกกับคณะ หุ่นตัวนี้มีขนาดสูงประมาณหกฟุต รูปร่างล่ำสันทะมัดทะแมง แต่งเครื่องแบบทหารบก สวมหมวกเหล็ก มีเครื่องสนามพร้อม และถือปืนกลแบบ

หนึ่งในท่าเตรียมยิง รูปร่างของหุ่นขนาดทหารฝรั่ง

เสียงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเริ่มทำงาน แล้วดร.จ๋องประจำเครื่องกำเนิดๆ ไฟฟ้ายืนอยู่ซ้ายมือของห้อง ส่วนดร.การุณย์นั่งที่โต๊ะวิทยุขนาดใหญ่เต็มไปด้วยเครื่องยนต์กลไก และแล้วดร.การุณย์ก็เริ่มบังคับหุ่นยนต์ให้เคลื่อนไหวด้วยกระแสวิทยุ

ความประหลาดมหัศจรรย์ใจได้บังเกิดขึ้นแล้ว คุณหญิงวาดร้องว้ายแล้วถอยกรูดเมื่อหุ่นเหล็กเริ่มกระดุกกระดิกเคลื่อนไหวได้ แต่มันไม่ได้เดินออกจากที่ของมันเพียงแต่อ้าปากหาวดังๆ แล้วยกแขนทั้งสองขึ้นบิดขี้เกียจเท่านั้น

"เฮิ้ว-ยืนอยู่สองวันแล้วง่วงนอนเหลือเกินครับคุณหมอ"

คณะพรรค ๔ สหาย นัยน์ตาเหลือกไปตามกันเพราะนึกไม่ถึงว่าหุ่นยนต์จะพูดได้ เสียงของมันห้าวๆ ชอบกล และภายในตัวหุ่นมีเสียงเหมือนเครื่องไฟฟ้าเล็กๆ ครางกระหึ่มตลอดเวลา

"เอาซีครับคุณพ่อ จะถามอะไรหุ่นของผมก็ได้ แต่ขอให้เป็นปัญหาง่ายๆ นะครับ เพราะขณะนี้หุ่นของผมมีความรู้ไม่เกินเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ เนื่องจากอยู่ในขั้นทดลอง แต่ต่อไปหุ่นของผมทุกตัวจะมีความรู้ขนาดนักเรียนหัวนอกทีเดียว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้ากะเรี่ยกะราดชอบกล ท่านเดินเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าหุ่นยนต์แล้วพยักหน้าให้หุ่นยนต์ตัวนั้น

"แกชื่ออะไร" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามยิ้มๆ

หุ่นเหล็กตอบคำถามทันที

"ผมชื่อกายสิทธิ์ครับ นามสกุลยังไม่มีครับ"

คณะพรรค ๔ สหายฮาครืน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ นึกสนุกขึ้นมาก็เดินมาหยุดยืนข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วถามหุ่นเหล็ก

"เธออายุเท่าไร นายกายสิทธิ์"

หุ่นเหล็กโต้ตอบทันที

"อายุได้สามวันทั้งวันนี้แหละครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทำปากจู๋ หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ไม่ใช่เล่นแฮะเจ้าคุณ ดิเรกนี่มันยอดคนแท้ๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"จริงครับ แต่ว่าเราชมดิเรกคนเดียวไม่ได้ ต้องชมคุณการุณย์ด้วยเพราะได้ร่วมมือกับดิเรกสร้างหุ่นยนต์ตัวนี้" แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวถามหุ่นเหล็กต่อไป "เฮ้-ฉันอยากจะลองความสามารถของเธอสักหน่อย เธอคิดเลขง่ายๆ ได้ไหม?"

หุ่นยนต์พยักหน้าและยิ้มละมัย

"พอจะทำได้ครับ อ้า-ใต้เท้าทั้งสองกรุณาถอยออกห่างผมหน่อยเถอะครับ ผมได้กลิ่นตุๆ แล้วจะพาลเป็นลม"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะครืน สองเจ้าคุณเม้มปากแน่นทำตาปริบๆ คุณหญิงวาดว่าเสียงอหาย เจ้าแห้วไม่กล้าหัวเราะ คงกลั้นหัวเราะแทบแย่ ยกมือหยิกก้นตัวเองเพื่อให้เจ็บจะได้ไม่หัวเราะ ดร.จ๋องกับดร.การุณย์หัวเราะในลำคอ

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทำตาเขียวกับดร.ดิเรก

"หุ่นของแกทะลึ่งพอๆ กับอ้ายหงวน หรืออ้ายกรทีเดียว ถ้าขืนให้มันพูดมากปากพล่อยยังงี้อีกละก้อ อาจะเอาไฟเผานะโว้ยจะบอกให้"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะหึๆ

"หุ่นของผมมันขวานผ่าซากสักหน่อยครับ มันไม่มีชีวิตจิตใจนี่ครับคุณอา อย่าไปถือสาหาความมันเลย"

คุณหญิงวาดหัวเราะจนเสียดท้อง ท่านเดินเข้ามาหยุดยืนข้างหน้าหุ่นเหล็กแล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"หุ่น-หุ่นจ๋า"

"จ๋า" หุ่นขานรับเสียงห้าวๆ

คุณหญิงวาดชักใจไม่ดีถอยหลังกรูด พยายามปลอบใจของท่านให้เข้มแข็งกล่าวกับหุ่นเหล็กต่อไป

"นี่แน่ะนายหุ่น ฉันถามเธอหน่อยเถอะจะทดสอบเชาว์ของเธอ จงตอบซิว่า สิบบวกห้าเป็นเท่าไร"

หุ่นยนต์ยิ้มแห้งๆ หันมามองดูดร.ดิเรกแล้วยกมือป้องปากกระซิบกระซาบถาม

"เท่าไรครับคุณหมอ"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะก้าก

"คิดเอาเองซีโว้ย สอนให้แล้วนี่หว่า"

มนุษย์เทียมทำปากหมุบหมิบ เปลี่ยนสายตามาที่คุณหญิง คณะพรรค ๔ สหายและท่านผู้ใหญ่ต่างแปลกใจเหลือที่จะกล่าว เท่าที่หุ่นยนต์ตัวนี้สามารถเจรจาโต้ตอบได้เหมือนกับว่ามันมีชีวิตจิตใจจริงๆ

"อ้า-โจทย์เลขของคุณหญิงว่ายังไงนะครับ"

คุณหญิงวาดอมยิ้ม

"ฉันถามเธอว่า สิบบวกห้าเป็นเท่าไร"

หุ่นเหล็กนิ่งคิดสักครู่ ยกนิ้วมือขึ้นนับพูดพึมพำในลำคอ สักครู่ก็ตอบคุณหญิงวาดอย่างนอบน้อม

"สิบหกใช่ไหมครับ"

ดร.ดิเรกจุ๊ย์ปากเดินเข้ามายกมือขวาเขกศีรษะหุ่นวิเศษของเขาเต็มแรงเสียงดังโป๊ก

"นี่แน่ะ อ้ายบัดซบ เลขในใจง่ายๆ อย่างนี้ยังคิดไม่ถูกมีอย่างหรือวะ สิบบวกห้าเป็นสิบหก" แล้วดร.ดิเรกก็ตวาดลั่น "คิดใหม่"

หุ่นยนต์ทำหน้าเบ้เหมือนกับจะร้องไห้ อ้าปากหมุบหมิบคิดเลขในใจ แล้วก็ตอบคุณหญิงเสียงอ้อมแอ้ม

"สิบห้าครับ"

ท่านผู้ใหญ่ทั้งสามและ ๔ สหายต่างตบมอให้เกียรติหุ่นยนต์พร้อมๆ กัน หุ่นวิเศษก้มศีรษะเล็กน้อย แล้วยกมือทั้งสองประสานกันเหนือศีรษะ

"วิเศษมากหมอ" พลกล่าวกับดร.ดิเรกอย่างเป็นงานเป็นการ "แกเป็นนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกแห่งยุคปรมาณูนี้ และคุณจ๋องกับคุณการุณย์ก็เช่นเดียวกัน กันขอชมด้วยความจริงใจ"

ทันใดนั้นเอง ก็เกิดเสียงระเบิดขึ้นที่เครื่องไฟฟ้า ดังเหมือนเสียงปืนสองนัด คุณหญิงวาดร้องสุดเสียง โผเข้ากอดเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แน่น ดร.ดิเรกแลเห็นกลุ่มควันพุ่งออกมาจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าก็ตกใจร้องบอกเพื่อนเกลอของเขา

"เฮ้-ไฟช็อทแล้วโว้ยจ๋อง ดึงสายสีดำออกเร็ว"

ดร.จ๋องลนลานเอื้อมมือจับสายสีเขียวแทนที่จะจับสายสีดำ คราวนี้ทุกคนก็แลเห็นดร.จ๋อง ชายหนุ่มร่างเล็กผอมกระหร่องสะดุ้งเฮือกสุดตัว ในท่าทางของคนติดไฟฟ้า

"โอ๊ย" เจ้าแห้วตะโกนสุดเสียง "รับประทานแย่แล้ว"

นิกรวิ่งพรวดพราดเข้าไปช่วย ดร.จ๋องเขาเอื้อมมือจับแขนขวาดร.จ๋องเพื่อจะกระชากออก แต่แล้วนิกรก็สะดุ้งสุดตัวดิ้นทุรนทุรายน่าสงสาร เพราะไฟฟ้าติดตัวเขา

ความโกลาหลอลหม่านเกิดขึ้นทั่วห้องทดลองวิทยาศาสตร์ทันที คุณหญิงวาดงันงกตกประหม่า เกรงว่าหลานชายของท่านจะติดไฟฟ้าตาย เสี่ยหงวนวิ่งเข้าไปช่วยนิกรและดร.จ๋องทันที

แต่อาเสี่ยก็โง่พอๆ กับนายจอมทะเล้น พอเขายกมือจับแขนนิกร แล้วเสี่ยหงวนก็สะดุ้ง มีกิริยาชักกระตุกเหมือนสุนัขถูกยาเบื่อ ทั้งสามคนพูดไม่ออกได้แต่ทุรนทุราย

นายพัชราภรณ์มีกิริยาระล่ำระลัก

"หมอ ช่วยหน่อยซิโว้ย"

ดร.ดิเรกยิ้มอย่างใจเย็น เดินเข้าไปหาดร.จ๋องกับนิกรและกิมหงวน เขามองดูหน้าคนทั้งสามอย่างขบขัน แล้วกล่าวสัพยอกกิมหงวน

"เป็นยังไงบ้าง ไฟฟ้าดูดเพลินดีไหม"

กิมหงวนพูดไม่ได้ ได้แต่ชักกระตุกนัยน์ตาตั้ง ส่วนดร.จ๋องกับนิกรมีทีท่าจะหมดแรงอยู่แล้ว ดร.ดิเรกเอื้อมมือยกสวิทข้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขึ้น เท่านั้นเองไดนาโมก็หยุดทำงาน อาเสี่ยกับนิกรและดร.จ๋องยืนเซ่อทั้งสามคน ดร.การุณย์ดุดร.จ๋องเอ็ดตะโร

"ยูไม่น่าจะเซ่ออย่างนั้น เสียแรงที่เป็นศาสตราจารย์ ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนเมืองนอกเมืองนา หวิดตายแล้วไหมล่ะ"

ดร.จ๋องถอนหายใจเบาๆ

"ไม่ทันดูให้แน่ เลยคว้าเอาสายไฟเข้าเต็มที่ คุณนิกรกับเสี่ยหงวนก็เกือบจะตายกับกัน เพราะคิดช่วยกัน"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ดร.ดิเรกพิจารณาดูเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสักครู่ก็กลับมาหาคณะพรรค ๔ สหาย

"ไฟฟ้าช็อทเสียแล้วครับ คุณอา" เขากล่าวกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ "การแสดงสำหรับหุ่นวิเศษจำต้องยุติลงเพียงเท่านี้ ให้เราซ่อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเสียก่อนแล้วเราจะแสดงให้ดูใหม่"

ท่านผู้ใหญ่ทั้งสาม และพล นิกร กิมหงวนต่างชมเชยความสามารถของดร.ดิเรก กับเพื่อนนักวิทยาศาสตร์ทั้งสอง ทำให้นายแพทย์หนุ่มกับดร.จ๋องและดร.การุณย์หน้าบานไปตามกัน

ดร.การุณย์กล่าวขึ้นว่า

"คนไทยเราที่ไปเรียนเมืองนอกกลับมาโดยมากมักจะเข้ารับราชการกันหมด แต่พวกผมไม่ยอมทำอย่างนั้นหรอกครับ เราเรียนมาแล้วก็ต้องนำวิชาที่เรียนมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ"

ดร.จ๋องพูดเสริมขึ้นอย่างจ๋อง

"พวกเรานักวิทยาศาสตร์ไทย ซึ่งมีด๊อกเตอร์ดิเรกเป็นผู้นำ กำลังจะทำให้โลกตื่นเต้นในไม่ช้านี้แหละครับคุณอา"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อมยิ้ม

"นั่นน่ะซี บอกอาหน่อยได้ไหมคุณ เท่าที่พวกคุณมาชุมนุมกันที่นี่อย่างคับคั่งน่ะจะคิดทำอะไรกันบ้างเรารู้ก็แต่เพียงว่า พวกคุณกำลังสร้างอาวุธมหาประลัยให้แก่กองทัพของเรา"

ดร.จ๋องหันมาทางดร.ดิเรก

"ช่วยเรียนให้คุณอาทราบหน่อยซีเพื่อน"

ดร.ดิเรกยิ้มแป้น เขายืดอกขึ้นในท่าเบ่ง แล้วกล่าวขึ้นอย่างภาคภูมิว่า

"เราจะจัดวันอีโต้ขึ้นในเร็ววันนี้แหละครับ"

คุณหญิงวาดอ้าปากหวอ

"วันอีโต้ ในครัวน่ะหรือพ่อดิเรก"

นายแพทย์หนุ่มทำคอย่น ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง ดิเรกพูดกับคุณหญิงวาดด้วยเสียงหัวเราะ

"ไม่ใช่อีโต้ในครัวครับ คุณอาหญิง อีโต้เป็นภาษาอังกฤษและคำย่อ แบบเดียวกับซีอาโต้"

"อ้อ ยังงั้นหรือ อานึกว่าเธอจะเอาอีโต้ในครัวมาเฉาะกบาลกันเล่นแก้กลุ้ม แล้วเรียกวันนั้นว่า วันอีโต้เสียอีก"

นิกรกล่าวขึ้นดังๆ

"วันอีโต้ คือวันอะไรวะ"

ดร.ดิเรกหันมายิ้มให้นิกร แล้วอธิบายให้ทราบ

"วันอีโต้ก็คือ วันที่กันกับนักวิทยาศาสตร์มือเยี่ยมแห่งประเทศไทยจะแสดงอาวุธมหาประลัยและการซ้อมรบด้วยกระสุนจริงของกองทัพหุ่นเหล็กที่เคลื่อนไหวได้เหมือนมนุษย์ธรรมดา นอกจากนี้เรายังจะแสดงจรวดล้างโลกตลอดจนระเบิดปรมาณู ระเบิดไฮโดรเจน การแสดงขับ

เครื่องบินไอพ่นประจัญบานโดยนักบินหุ่นเหล็ก การกระโดดร่มในระยะต่ำของกองทัพพลร่มหุ่นเหล็ก รวมความแล้ว จะเป็นการแสดงอันน่าตื่นตาตื่นใจที่สุด รับรองว่าการแสดงของกองทัพซีอาโต้จะไม่มีความหมายอะไรเลย หากประชาชนได้เห็นการแสดงของกองทหารหุ่นยนต์

หรือหุ่นเหล็กแล้ว ถ้าหากกองทัพอากาศร่วมมือกับเรา การแสดงอานุภาพของอีโต้ก็จะเป็นไปด้วยดี ที่สนามบินดอนเมืองภายในเร็ววันนี้"

กิมหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"เราสามคนจะมีโอกาสได้ร่วมแสดงด้วยไหมดิเรก"

ดิเรกยิ้มให้เสี่ยหงวน

"ออไร๋ แกทั้งสามคนตลอดจนคุณพ่อและอ้ายแห้วจะมีความสำคัญยิ่งในวันอีโต้ของเรา"

เจ้าแห้วหัวเราะชอบใจ

"รับประทานหวานเลยครับ ผมจะได้เตรียมอีโต้งามๆ ไว้สักเล่ม"

นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่ต้องโว้ย อีโต้ไม่ได้หมายความว่ามีดอีโต้"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ต่อจากนั้น ดร.ดิเรกกับเพื่อนเกลอของเขาทั้งสองคนคือดร.การุณย์กับดร.จ๋องก็อธิบายแผนการอีโต้ให้สามสหายและท่านผู้ใหญ่ฟัง ซึ่งมีสาระสำคัญว่า ยุคนี้เป็นยุคปรมาณู สงครามโลกครั้งที่สามที่จะเกิดขึ้น ย่อมจะนำความพินาศฉิบหาย

ให้แก่มนุษย์ ตลอดจนวัตถุ แม้แต่โลกของเรานี้ ก็อาจจะพังทลายด้วยระเบิดปรมาณู ไฮโดรเจน, และนิวเคลียร์ ทหารในแนวรบจะถูกฆ่าตายนับแสนล้านในพริบตาเดียว ฉะนั้น ดร.ดิเรกกับนักวิทยาศาสตร์ชั้นดี จึงร่วมมือร่วมใจกันสร้างอาวุธร้าย และทหารหุ่นยนต์ขึ้นเตรียมไว้สู้

รบกับศัตรูผู้รุกรานประเทศไทยให้ประชาชนชมเร็วๆ นี้ในวันอีโต้

ดร.ดิเรก ณรงฤทธิ์ กรรมการสภาป้องกันราชอาณาจักร และนายกสมาคมพลังงานปรมาณูแห่งประเทศไทย ได้วิ่งเต้นติดต่อกับกองทัพอากาศเพื่อเปิดวันอีโต้ที่สนามบินดอนเมือง โดยมีพณฯ ท่านรัฐมนตรีหลายคนสนับสนุน

นายแพทย์หนุ่มของเรานี้ ได้ประดิษฐ์อาวุธและเครื่องมือสำคัญให้กองทัพอากาศหลายชิ้นมาแล้ว ดังนั้นทางกองทัพอากาศจึงไม่ขัดข้องในการให้ยืมสถานที่และพร้อมที่จะร่วมมือด้วยทุกประการ เพื่อให้พี่น้องปลายตระกูลไทยได้เห็นความสามารถของนักวิทยาศาสตร์ไทย และจะได้

อบอุ่นใจนอนตาหลับที่ไทยเรามีอาวุธร้าย มีทหารหุ่น สำหรับปราบปรามศัตรูผู้รุกราน

ในที่สุด หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับ ทั้งภาษาไทย, จีน, แขก, ฝรั่งที่พิมพ์จำหน่ายในกรุงเทพฯ ก็ลงข่างพาดหัวอย่างครึกโครมถึงวันอีโต้

หนังสือพิมพ์ไทยแก่ ได้เสนอข่าวว่า

...ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีอะไรที่ดร.ดิเรก ณรงฤทธิ์ทำไม่ได้

ดร.ดิเรก นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกและของประเทศไทยได้ร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์ไทยอีกหลายท่าน แห่งสมาคมพลังงานปรมาณูแห่งประเทศไทยสร้างอาวุธร้ายขึ้นหลายชนิด ซึ่งเราไม่สามารถจะเปิดเผยได้ นอกจากนี้ ยังได้สร้างหุ่นยนต์ไว้มากมาย

ในวันอาทิตย์ที่ ๔ มีนาคม ศกนี้ กองทัพอากาศจะได้ร่วมมือกับดร.ดิเรกและคณะเปิดวันอีโต้ขึ้นที่สนามบินดอนเมืองนับตั้งแต่เวลา ๘.๐๐ น. ถึง ๑๖.๐๐ น. เพื่อให้ประชาชนได้ชมการแสดงอาวุธร้าย และอภินิหารของกองทหารหุ่นเหล็ก ซึ่งเคลื่อนไหวได้ พูดได้ ทำการรบได้เช่น

เดียวกับทหารที่ได้รับการฝึกมาอย่างดี

เราจะได้เสนอรายละเอียดวันอีโต้ในฉบับต่อไป ดร.ดิเรกได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวของเราว่า ผู้ที่ได้ชมการแสดงในครั้งนี้ จะนอนหลับไม่ต้องหวาดระแวงภัยสงครามต่อไป ภาพบนซ้ายคือดร.ดิเรก ณรงฤทธิ์ ภาพกลางดร.ดิเรกกับคณะพรรค ๔ สหายและพระยาปัจจนึกพินาศพ่อตาของเขา

และภาพขวา คณะนักวิทยาศาสตร์มือเยี่ยมแห่งสมาคมปรมาณู ผู้ที่ได้ปรากฏในภาพเหล่านี้ ล้วนแต่มีบทบาทสำคัญในการแสดงวันอีโต้

อีกครั้งหนึ่ง ที่สนามบินดอนเมืองได้ต้อนรับประชาชนนับแสน

นับตั้งแต่รุ่งอรุณของวันอาทิตย์ที่ ๔ มีนาคม รถยนต์ชนิดต่างๆ ได้แล่นไปตามถนนพหลโยธินเป็นแถวเหยียดสุดสายตา รถทุกๆ คันบรรทุกคนแน่น บ่ายโฉมหน้าไปสนามบินดอนเมือง เพื่อชมการแสดงอีโต้

ยังไม่ทันจะถึง ๘.๐๐ น. สนามบินดอนเมืองอันกว้างขวางก็เต็มไปด้วยฝูงชนทำให้สนามบินแคบและเล็กไป ประชาชนคนไทยทั้งหลายต่างรู้ดีว่า ดร.ดิเรก ณรงฤทธิ์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ยอดเยี่ยมคนหนึ่งของโลก ทุกคนจึงเลื่อมใสศรัทธาเขา ยิ่งได้ทราบรายการแสดงอันละเอียดถี่

ถ้วนจากหน้าหนังสือพิมพ์ ประชาชนก็รู้สึกตื่นเต้นอยากจะชมการแสดงนี้

บรรดาเจ้าหน้าที่ของกองทัพอากาศต่างลงความเห็นสอดคล้องต้องกันว่า จำนวนประชาชนที่มาชมงานวันอีโต้นั้นมากกว่าวันซีอาโต้ถึงสามเท่าเป็นอย่างน้อย

ท่ามกลางแสงแดดอันแผดร้อนกล้า ประชาชนต่างยืนห้อมล้อม มองดูอาวุธร้ายต่างๆ ซึ่งดร.ดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสามสหายเป็นเจ้าหน้าที่อธิบายให้ประชาชนทราบ มีเจ้าแห้วยืนรับใช้อยู่ข้างๆ การแสดง ๘.๐๐ น. ถึง ๙.๐๐ น.เป็นการแสดงอาวุธที่ตั้งไว้ให้ชม อาวุธเหล่านี้

วางอยู่บนยกพื้นสี่เหลี่ยมคล้ายเวทีมวย แต่กว้างใหญ่กว่าหลายเท่า ไกลออกไปจากยกพื้นราว ๑๐ เมตร มีเชือกกั้นทั้ง ๔ ด้านเป็นบริเวณ สารวัตรทหารอากาศยืนอยู่นอกเชือก ในระยะห่างกันหนึ่งก้าวต่อคน ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้ประชาชนล่วงล้ำเข้ามาในเชือกกั้น ทั้งนี้เพราะ

อาวุธที่นำออกแสดงบางชนิดอาจจะระเบิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย ถ้ามีใครไปแตะต้องมันเข้า

ดร.ดิเรก อธิบายกระสุน ปตอ. ให้ประชาชนฟังจนคอแห้งแล้วเขาก็วางกระสุนปืนใหญ่ขนาด ๔๐ มม. ลงบนที่ของมัน นายแพทย์หนุ่มล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเหงื่อท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของประชาชน

คณะพรรค ๔ สหายของเรากับเจ้าแห้วและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างแต่งกายเลียนเครื่องแบบทหารบก สวมหมวกเหล็ก สวมท็อปบู๊ตสั้นสะพายปืนกลมือแบบใหม่คนละกระบอก ซึ่งใช้ยิงด้วยกระสุนปรมาณู ประชาชนคนดูตื่นเต้นไปจามกันเมื่อได้เห็นอาวุธร้ายเหล่านี้

ดร.ดิเรกกระซิบกระซาบกับพลเบาๆ

"แดดร้อนเหลือเกินโว้ย หาเมฆสักก้อนเดียวก็ไม่มี อีกตั้ง ๒๐ นาที กว่าจะหมดรายการนี้เราจะได้เข้าร่ม"

เสียงประชาชนร้องตะโกนโหวกๆ ขอให้บรรยายอาวุธร้ายต่อไป เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบหลังเสี่ยหงวนแล้วกล่าวว่า

"แกช่วยอธิบายแทนดิเรกมันหน่อยซีวะ ดิเรกมันเหนื่อยแล้ว"

กิมหงวนยิ้มอย่างภาคภูมิ

"ได้ซีครับ ผมน่ะยืนเปรี้ยวปากมานานแล้ว"

พูดจบเขาก็หันมาทางนายแพทย์หนุ่ม "กันจะอธิบายจรวดวิเศษของแกให้ประชาชนเขาฟังนะ"

ดร.ดิเรกพยักหน้า

"ดีแล้ว เพราะในเรื่องจรวดวิเศษนี้แกเข้าใจดี"

อาเสี่ยเดินเข้าไปหยุดยืนที่จรวดปรมาณูของดร.ดิเรก ซึ่งตั้งอยู่บนรางอันกะทัดรัดของมัน จรวดนี้มีขนาดเล็กมาก ยาวเพียง ๑๒ นิ้ว และวัดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณสองนิ้ว หัวของจรวดทู่ไม่แหลม

กิมหงวนชี้มือไปที่จรวด แล้วยิ้มให้กลุ่มประชาชนซึ่งยืนเบียดเสียดยัดเยียดกันอยู่นอกเชือก

"ท่านทั้งหลาย ท่านทราบไหมครับว่าอาวุธสิ่งนี้คืออะไร" เสี่ยหงวนตะโกนขึ้นดังๆ

กระทาชายนายหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้เลื่อมใสในอาวุธมหาประลัยเหล่านี้ ได้ร้องตะโกนตอบกิมหงวนตามทรรศนะของเขาว่า

"ไม้ตีพริกวิเศษใช่ไหมครับ"

เสียงหัวเราะและเสียงฮาอย่างครื้นเครงดังขั้นทันที กิมหงวนทำตาปริบๆ ยกมือเท้าสะเอวมองไปทางผู้พูด

"วัตถุสิ่งนี้คือจรวดวิเศษครับ ไม่ใช่ไม้ตีพริก อ้า-โปรดเข้าใจเสียใหม่ เราเรียกมันว่าจรวดวิเศษหรือจรวดทะลายโลก ซึ่งด๊อกเตอร์ดิเรก ณรงฤทธิ์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของเราเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้น มอบให้กองทัพบกและกองทัพเรือไว้ใช้ทำลายพวกศัตรู ขอได้โปรดตบมือให้

ด๊อกเตอร์ดิเรกหน่อยครับ"

เสียงตบมือโห่ร้องดังขึ้นทันที ดร.ดิเรกปลื้มใจจนหน้าแดงกล่ำ เขาชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะต้อนรับเสียงตบมือโห่ร้องของประชาชน อาเสี่ยกิมหงวนอธิบายประสิทธิภาพของจรวดวิเศษให้ฟังต่อไป

"พี่น้องที่รักทั้งหลาย ความจริงจรวดนี้เล็กนิดเดียว เล็กกว่าจรวดที่ท่านเคยเห็นในวันแสดงแสนยานุภาพของกองทัพซีอาโต้มากมายนัก สามารถยิงไปได้รอบโลก และจะบังคับให้ตกระเบิดเมืองใดได้ทั้งนั้น ส่วนอำนาจระเบิดของมันรุนแรงเท่ากับระเบิดไฮโดรเจนบ็อมบ์ถึง ๒๐ ลูก

อ้า-ท่านไม่ต้องตกใจ ขณะนี้ เราได้ถอดส่วนหัวของมันออกแล้ว รูปลักษณะของมันจึงมีส่วนเหมือนกับไม้ตีพริกในครัวของท่าน โปรดอย่าพยายามคิดว่าไม้ตีพริกเป็นอันขาด เพราะไม้ตีพริกเป็นอาวุธที่ใช้ในครอบครัวเท่านั้น"

ประชาชนต่างหัวเราะชอบอกชอบใจไปตามกัน อาเสี่ยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อธิบายให้ฟังต่อไปอีก

"ท่านที่รัก ท่านโปรดนอนใจได้แล้วในเรื่องความปลอดภัยของประเทศชาติเรา ถ้าสงครามเกิดขึ้น ถ้าใครรุกรานเราก่อน กองทัพซีอาโต้อันเกรียงไกรก็จะยกมาช่วยราทันที และทหารแนวหน้าของเรานั้นจะใช้ทหารหุ่นพยนต์ทั้งสิ้น ขอให้ท่านอดใจรออีกสักครู่ ท่านจะได้ชมกองทัพ

หุ่นพยนต์สู้กัน แบบศึกตะลุมบอนอย่างดุเดือด ด้วยกระสุนจริงตามรายการในสูจิบัตรที่ท่านได้รับแจก ท่านไม่ต้องกลัวสงครามแล้ว กองทัพข้าศึกจะถูกกองทหารหุ่นโจมตีแตกพ่ายยับเยิน เราจะส่งฝูงเครื่องบินที่ไม่มีคนขับ นำระเบิดปรมาณู ไปทิ้งบ้านเมืองของข้าศึก และเราจะส่ง

จรวดทะลายโลก ไปสู่อาณาจักรของข้าศึก เพียงเวลาไม่ถึงชั่วโมงประเทศคู่สงครามของเราก็จะเหลือแต่สิ่งสลักหักพัง ผู้คนล้มตายหมดไม่มีเหลือ ทั้งนี้ก็ด้วยความสามารถของด๊อกเตอร์ดิเรกกับคณะของเขา โปรดตบมือให้ด๊อกเตอร์ดิเรกอีกสักครั้งเถอะครับ"

คราวนี้ไม่มีใครตบมือให้ ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นดังๆ

"มากไปโว้ย ตบหลายหนแล้ว"

กิมหงวนชักฉิว

"พี่น้องที่รัก การตบมือให้เกียรติผู้ที่มีบุญคุณต่อประเทศชาติหลายๆ ครั้งน่ะ เป็นเรื่องที่ท่านอิดหนาระอาใจหรือครับ ท่านคิดบ้างไหมว่าด๊อกเตอร์ดิเรกผู้นี้เป็นผู้ที่ช่วยให้ประเทศชาติของเรารอดพ้นภัยจากข้าศึก ถ้าท่านไม่ตบมือข้าพเจ้าจะถือว่า พวกท่านเป็นคอมมิวนิสต์และท่านจะ

มีความผิดตามมาตรา ๑๐๔ กบฏภายในพระราชอาณาจักร"

เท่านี้เอง เสียงตบมือก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว แม้กระทั่งคนแก่หลังโกงก็ต้องรีบตบมือด้วยความหวาดกลัวคำขู่ของเสี่ยหงวน

อาเสี่ยเดินกลับมาหาคณะพรรคของเขา ซึ่งยืนอยู่ข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วแล้วเขาก็กล่าวกับนิกรอย่างเป็นงานเป็นการ

"กันอธิบายจรวดปรมาณูเสร็จแล้ว ต่อไปนี้เป็นหน้าที่ของแกที่จะอธิบายให้ประชาชนฟัง ถึงเรื่องปืนกลมือแบบใหม่ ที่เราสะพายอยู่นี้"

นิกรอ้าปากหาว แล้วปลดปืนกลมืออันเป็นประดิษฐกรรมแบบใหม่ของดร.ดิเรกลงมาจากบ่า เขาเดินออกไปยืนกลางเวที ยิ้มให้ประชาชนที่ยืนอยู่รอบๆ บริเวณเชือกกั้น นายจอมทะเล้นยืนนิ่งอึ้งอยู่สักครู่ ก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงฉาดฉานชัดถ้อยชัดคำ

"พี่น้องทั้งหลาย ในที่สุดผมก็ได้มาพูดไฮด์ปาร์คอีกครั้งหนึ่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือก รีบวิ่งเข้าไปหานิกร และยกมือปิดปากลูกเขยจอมทะเล้นของท่านทันที

"ที่นี่ไม่ใช่ไฮด์ปาร์คโว้ย แล้วก็รัฐบาลท่านปิดไฮด์ปาร์คแล้ว อยู่นอกคุกสบายๆ ไม่ชอบ อยากย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในคุกหรืออย่างไร"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"แฮ่ะ แฮ่ะ เผลอตัวไปครับ วิญญาณนักไฮด์ปาร์คมันสิงอยู่ในตัวผมตลอดเวลา"

ท่านเจ้าคุณถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เรื่องการเมืองอย่าเอามาเกี่ยวข้องด้วยเป็นอันขาด"

"จริงซีครับ เราเป็นข้าราชการประจำยุ่งกับการเมืองไม่ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"ข้าราชการกระทรวงไหนวะ"

"กระทรวงมหาเสน่ห์ยังไงล่ะครับ"

ใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ไฮด์ปาร์คต่อไปครับ เราไม่ต้องการฟังเรื่องอาวุธร้าย เราต้องการฟังไฮด์ปาร์ค"

นิกรยกมือไหว้ไปทางประชาชนกลุ่มนั้น

"ประทานโทษครับ การแสดงอีโต้ในวันนี้ไม่เกี่ยวกับการเมืองครับ แฮ่ะ แฮ่ะ รัฐบาลท่านยังไม่อนุญาตให้ไฮด์ปาร์ค ขืนพูดผมก็ถูกกิ๊บกั๊บเท่านั้นเอง"

ขณะนั้นถึงเวลา ๑๐.๐๐ น.แล้ว เสียงโฆษกซึ่งเป็นนายทหารอากาศได้พูกระจายเสียงจากท่าอากาศยานดอนเมืองแจ้งให้ประชาชนทราบ"

"ท่านทั้งหลาย การแสดงอาวุธสมัยใหม่ของอีโต้ได้สิ้นสุดลงแล้ว อันดับต่อจากนี้ไป กองทัพหุ่นพยนต์จะได้แสดงการประลองยุทธด้วยกระสุนจริง และลูกระเบิดจริงๆ ขอเตือนท่านผู้ดูด้วยความหวังดีว่า เพื่อความปลอดภัยของท่าน โปรดออกดูที่ขอบสนามด้านตะวันออกและด้านตะวัน

ตก มิฉะนั้นท่านอาจจะถูกลูกระเบิดหลงได้"

สิ้นเสียงประกาศของโฆษก ประชาชนหลายหมื่นคนก็โกยแน่บออกไปจากสนามบินทันที คณะพรรค ๔สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพากันลงจากยกพื้นเดินเข้าไปในเต็นท์ริมสนามด้านตะวันตกหลังหนึ่ง

โฆษกได้ประกาศต่อไป

"ท่านทั้งหลาย เครื่องบินไอพ่นเครื่องหนึ่งกำลังบินมาทางทิศเหนือในระยะต่ำ ท่านคงเห็นแล้ว มันกำลังบินตรงมายังสนามบินในระยะต่ำด้วยความเร็วสูง ขอให้ท่านคอยสังเกตให้ดี เครื่องบินนี้ไม่มีนักบิน ถูกบังคับให้บินโดยวิทยุและเรด้า อันเป็นประดิษฐกรรมของด๊อกเตอร์ดิเรก

เครื่องบินจะแสดงการบินผาดแผลงทิ้งระเบิดนาปาล์มและยิงปืนกลลงมายังบริเวณเป้าปักธงแดงกลางสนาม

ประชาชนตื่เต้นไปตามกัน ทุกคนจ้องตาเขม็งมองดูเครื่องบินไอพ่นแบบเซเบอร์เครื่องหนึ่ง อันเป็นเครื่องบินประจัญบานทันสมัย ของกองทัพอากาศอเมริกัน และทางอเมริกาได้ทำพิธีมอบให้กองทัพ อากาศไทยเป็นงวดแรก ๑๕๐ เครื่อง

เซเบอร์บินในระยะสูงเพียง ๕๐๐ ฟิต พอเข้าเขตสนามบินก็บินต่ำลงมาอีก จนกระทั่งคนดูมองเห็นที่นั่งนักบินว่างเปล่า แสดงว่าเครื่องบินนี้ไม่มีคนขับ

นับว่าเป็นความประหลาดมหัศจรรย์ยิ่ง ประชาชนต่างสดุดีดร.ดิเรก ณรงฤทธิ์โดยทั่วหน้า เซเบอร์เริ่มแสดงท่าผาดแผลงเชิดหัวขึ้นเป็นเส้นตรง แล้วพลิกกลับในท่าต่างๆ บางทีก็บินหงายท้อง และเลี้ยวเป็นวงกว้างรอบสนาม

คนดูนับแสน จ้องตาเขม็งมองตามตลอดเวลา เซเบอร์บินขึ้นสู่ระยะสูงและดำดิ่งลงมารัวกระสุนปืนกลอากาศเสียงสนั่นหวั่นไหว พอบินขนานกับพื้นดินก็ยิงจรวดลงสู่เป้าหมาย ปรากฏว่าจรวดทั้งสองลูกถูกเป้าหมายอย่างจังและระเบิดเสียงสนั่นหวั่นไหว ลูกระเบิดนาปาล์มลูกหนึ่งลอย

ละลิ่วจากใต้ปีกเครื่องบินหล่นลงมาห่างจากเป้าเพียงเล็กน้อย พอกระทบกับพื้นดินก็ระเบิดตูม

กลุ่มควันน้ำมันระคนกับเปลวไฟอันร้อนแรงลุกโชติช่วง ระเบิดนาปาล์มของดร.ดิเรก มีอำนาจระเบิดรุนแรงกว่าระเบิดนาปาล์มของอเมริกาถึง ๕ เท่า ประชาชนทั่งทั้งสนามบินต่างตื่นเต้นเหลือที่จะกล่าว

เครื่องบินประจัญบานแบบเซเบอร์เครื่องนั้นแสดงท่าผาดโผนให้ดูอีก สักครู่ก็ร่อนลงสู่สนามบินโดยสวัสดิภาพ ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้อง เครื่องบินซึ่งไม่มีนักบินบังคับเครื่องนั้น แล่นช้าๆ ผ่านคนดูในระยะใกล้ ทุกสิ่งทุกอย่างบังคับด้วยเรด้าและกระแสคลื่นวิทยุ

คณะทูตานุทูตทั้งหลาย ซึ่งนั่งชมอยู่บนดาดฟ้าของท่าอากาศยานดอนเมือง รู้สึกประหลาดมหัศจรรย์ใจไปตามกัน อัครราชทูตประเทศหนี่งได้ถ่ายภาพยนตร์ด้วยฟิล์มขาวดำขนาด ๑๖ มม. ไว้โดยตลอด

ถึงแดดในตอนสายจะร้อนแรงสักเพียงใด ประชาชนนับแสนก็มิได้สนใจกับความร้อนแรงของแสง อาทิตย์ ทุกคนเลื่อมใสศรัทธาในการแสดงของดร.ดิเรกกับคณะอย่างยิ่ง

ตามเวลาที่กล่าวนี้ คณะพรรคสี่สหายกับนันทา, นวลละออ, ประภา, ประไพ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด ละเจ้าแห้วได้นั่งชมการแสดงภายในเต็นท์พิเศษ ซึ่งดร.ดิเรกกับนัก วิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยมของประเทศไทยชุมนุมกันอยู่ในเต๊นท์ใหญ่หลังนี้ เครื่องวิทยุเรด้า

และเครื่องมืออันมีค่ามากมายวางอยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยมสองโต๊ะ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารอากาศยืนเรียงรายห้อมล้อมเต็นท์นี้ ไม่ยอมให้ผู้หนึ่งผู้ใดเข้ามาในเต็นท์หรือเดินผ่านเต็นท์เป็นอันขาด เว้นแต่เจ้าหน้าที่หรือกรรมการจัดงานวันอีโต้เท่านั้น บรรดาช่างภาพและนักข่าวหนังสือพิมพ์

พยายามจะเข้ามาในเต็นท์ให้ได้ แต่ทางทหารและตำรวจไม่ยอมให้เข้า ถึงแม้ผู้แทนหนังสือพิมพ์บางฉบับขู่ว่าจะไฮด์ปาร์คก็ตาม

เมื่อดร.ดิเรกกับคณะนักวิทยาศาสตร์เตรียมพร้อมที่จะแสดงในชุดต่อไปได้แล้ว ดิเรกก็พูดวิทยุติดต่อกับโฆษกให้ประกาศการแสดงชุดต่อไป

เสียงโฆษกดังกังวานออกมานอกลำโพงก้องไปทั่วบริเวณสนามบินอันกว้างขวาง

"ท่านผู้ดูที่รัก ท่านได้เห็นความสามารถของนักวิทยาศาสตร์ของเราแล้วที่ใช้เรด้าและวิทยุบังคับเครื่องบินขับไล่แบบเซเบอร์ ด๊อกเตอร์ดิเรกขอให้เราเรียนให้ทราบว่าถ้าไทยถูกรุกรานเมื่อใด ฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิดทางไกล ซึ่งไม่มีนักบินและเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินจะนำระเบิด

ปรมาณูหรือไฮโดรเจนไปทิ้งเมืองหลวง และเมืองสำคัญของข้าศึกให้แหลกลาน ส่วนทางภาคพื้นดินเราก็จะยิงจรวดปรมาณูไปยังดินแดนข้าศึก ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหนเป็นยิงถึง และถูกเป้าหมายเสมอ อันดับต่อจากนี้ไปเราจะได้เริ่มแสดงการรบภาคพื้นดินโดยทหารหุ่นเหล็กหรือ

หุ่นพยนต์"

พอโฆษกประกาศเช่นนี้ ประชาชนก็เฮโลเข้าไปในสนามบินอีก โฆษกจึงจำเป็นต้องขอร้องให้ออกไป

"ท่านทั้งหลาย ถ้าท่านยังต้องการกลับไปเห็นบุตร, ภรรยา, สามี ญาติมิตรของท่านละก้อ โปรดถอยออกไปยืนดูที่ขอบสนามด้านตะวันออกและด้านตะวันตกเท่านั้น เพราะการประลองยุทธจะใช้กระสุนจริง ผู้ที่ยืนดูกลางสนามด้านเหนือและด้านใต้ มีหวังตายร้อยเปอร์เซ็นต์"

เท่านี้เอง ประชาชนก็ล่าถอย แตกฮือเหมือนแมลงวันตอมเม็ดทุเรียนและถูกใครเอาไม้กวาดฟาด เพียงครู่เดียวการดูก็มีระเบียบเรียบร้อย ไม่มีใครกล้าล้ำเข้าไปในสนาม แม้กระทั่งทหาร, ตำรวจ หรือสารวัตรก็รีบล่าถอยปลอดภัยไว้ก่อน

เสียงเครื่องบินครางกระหึ่มเหนือน่านฟ้าทางทิศเหนือ โฆษกประกาศให้ทราบทันที

"พี่น้องทั้งหลาย เครื่องบินลำเลียงรวมสามเครื่องเดินทางมาแล้ว สมมุติว่า ฝูงเครื่องบินลำเลียงของข้าศึก กำลังจะส่งพลร่มลงปฏิบัติการในดินแดนของเรา ท่านจงจำไว้ว่าเครื่องบินลำเลียงทั้งสามเครื่อง ไม่มีนักบินและเจ้าหน้าที่และโปรดตั้งใจดูให้ดี พลร่มเหล่านี้คือหุ่นพยนต์หรือหุ่น

เหล็ก คราวนี้แหละท่านจะได้เห็นกองทหารหุ่นไทย กับกองทหารหุ่นข้าศึกสู้รบกันกลางสนามบินดอนเมือง"

ประชาชนชายหญิงส่งเสียงอื้ออึงไปทั่วสนามบินดอนเมือง เครื่องบินสองเครื่องยนต์ทั้งสามเครื่องบินผ่านสนามบินดอนเมืองมาแล้ว พอเข้าเขตสนามด้านเหนือ พลร่มก็กระโดดออกมาจากประตูเครื่องบินเป็นทิวแถว แล้วร่มชูชีพก็กางออกมองดูราวกับดอกเห็ดแลสะพรั่ง

"ทหารหุ่น! ทหารหุ่น! หุ่นพยนต์โว้ย! กระดุกกระดิกได้ด้วยโว้ย" ประชาชนตะโกนกันเช่นนี้ "โอ๊ย! คนนั้นร่มไม่กางโว้ย เฮ้ย ตัวนั้นลืมเอาร่มลงมาโว้ย"

หุ่นเหล็กทั้งสองตัว ซึ่งตัวหนึ่งร่มไม่กางและตัวหนึ่งลืมเอาร่มลงมาจากเครื่องบินได้ลอยละลิ่วลงมาข้างล่าง ถึงแม้จะเป็นเหล็กประชาชนคนดูหวาดเสียวไปตามกัน หุ่นทั้งสองตัวกระแทกกับพื้นสนามบินเสียงดังโครม เหล็กส่วนประกอบตัวหุ่นแตกกระจายไปหลายชิ้น

เสียงโฆษกประกาศลั่น

"ท่านทั้งหลาย พลร่มหุ่นพยนต์ที่ร่างกายแหลกเหลวไปนั้นตามปกติไม่ใคร่มีวินัย นิสัยไม่ใคร่ดีครับ ด๊อกเตอร์ดิเรกให้ผมเรียนท่านว่า ตายแล้วช่างมัน สร้างเอาใหม่ได้ ต้นทุนสร้างหุ่นเหล็กตัวละ ๖ สลึงเท่านั้น"

พลร่มหุ่นพยนต์รวม ๕๗ คนลงสู่พื้นดินแล้ว ประชาชนคนดูตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด เมื่อได้เห็นทหารหุ่นอย่างชัดเจน มันไม่ผิดอะไรกับว่าหุ่นเหล่านี้เป็นมนุษย์ผู้ชายที่แข็งแรงและมีชีวิตจิตใจจริงๆ ทหารหุ่นแต่งเครื่องสนามสวมหมวกเหล็กพร้อม มีอาวุธปืนปราบรถถังสองกระบอก

เครื่องยิงระเบิดสี่เครื่อง สำหรับพลทหารมีปืนกลมือเป็นอาวุธ ส่วนนายทหารมีปืนพก

เมื่อถึงพื้นดิน ทหารหุ่นก็ปลดร่มออกทิ้ง แล้วรวบรวมกำลังเคลื่อนที่มาทางใต้โดยไม่รีบร้อนอะไรนัก

ทันใดนั้นเอง รถถังแบบเอ็ม ๒๔ รวมสี่คันก็แล่นออกมาทางโรงเก็บเครื่องบิน แบร์แค๊ตทางด้านใต้ของสนาม มีทหารราบประมาณ ๕๐ คนติดตามรถถังมาด้วย

ประชาชนส่งเสียงเฮฮาทั้งสนาม เมื่อแลเห็นนายทหารประจำรถถังและทหารที่วิ่งตามรถถังมานั้นล้วนแต่หุ่นพยนต์ทั้งสิ้น

โฆษกได้ประกาศให้ทราบอีก

"ท่านทั้งหลาย เมื่อทางฝ่ายเราได้ทราบว่ามีพลร่มลงปฏิบัติการที่พรมแดนของเรา กองทหารของเราก็รีบส่งกำลังรถถังและทหารราบมายังที่พลร่มลง ขอให้ท่านพยายามดูให้ดี ทั้งฝ่ายเราและฝ่ายข้าศึก ล้วนแต่หุ่นพยนต์ทั้งนั้น โปรดอย่าล้ำเข้ามาในสนาม ทหารทั้งสองฝ่ายจะทำการสู้

รบกันแล้ว

ประชาชนอกใจเต้นไปตามกัน มันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่หุ่นพยนต์ในเครื่องแบบนักรบนี้จะเคลื่อน ไหวได้เช่นเดียวกับทหารจริงๆ ถึงแม้ท่าทางจะเก้งก้างไปบ้างก็น่าชมไม่น้อย

"ท่านผู้ดูโปรดระวัง ใครถูกลูกหลงตายจะมาต่อว่าเราไม่ได้ โปรดถอยออกไป ฝ่ายรุกรานกับฝ่ายป้องกันจะรบกันแล้ว"

รถถังเอ็ม ๒๔ ทั้งสี่คัน ซึ่งมีธงไตรรงค์เขียนติดอยู่ที่ป้อมปืนได้แปรขบวนเป็นแถวเรียงเดี่ยวอย่างน่าดู นายทหารประจำรถผลุบเข้าไปในรถแล้ว

พลร่มเป็นฝ่ายยิงก่อน เสียงปืนบาซูก้าดังกึกก้อง ข้าศึกพยายามทำลายรถถังของเราแต่ยิงไม่ถูก รถถังทั้งสี่คันโต้ตอบด้วยกระสุนปืนใหญ่ และนำทหารราบบุกเข้าไป ทหารทั้งสองฝ่ายต่างกราดกระสุนเหล็กเข้าใส่กันราวกับห่าฝน

การประลองยุทธของทหารหุ่นพยนต์ ตื่นเต้นน่าดูที่สุด ประชาชนเฮโลเข้ามาในสนามและถูกกระสุนปืนบาดเจ็บล้มตายไปหลายคน แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ทำให้ศรัทธาของคนดูล่าถอยไปเสียงนักนิยมดูการประลองยุทธคนหนึ่ง ร้องตะโกนลั่น

"ตายเป็นตายซีวะ ต้องขอดูใกล้ๆ ของประหลาดนี่หว่า บุกเข้าไปโว้ยพวกเรา เอ้า...เฮ้..."

รถถังฝ่ายเราคันหนึ่ง ถูกยิงไฟลุกทั้งคัน ทหารหุ่นคนหนึ่งที่อยู่ในรถคันหนึ่งเผ่นแผลวออกมาวิ่งหนีเอาตัวรอด รถถังอีกสามคันใช้ปืนใหญ่และปืนกลระดมยิงข้าศึก เสียงกระสุนปืนใหญ่ระเบิดกึกก้อง

"ตูม! ตูม! บึม!"

ทหารพลร่มหลายคนถูกชิ้นระเบิดของปืนใหญ่รถถังหัวขาดตัวขาด แต่พลร่มเหล่านั้นคงรุกคืบหน้าเข้ามา รถถังอีกคันหนึ่งถูกยิงอย่างเหมาะเจาะ ไฟไหม้ลุกโพลน

เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวตลอดเวลา พลร่มล่าถอยแล้ว แต่การถอนตัวต่อหน้าข้าศึกเป็นไปด้วยความยากลำบาก หน่วยพลร่มได้ฝังทุ่นระเบิดไว้ก่อนที่จะถอย

รถถังของเราสองคันนำหุ่นพยนต์ทหารราบบุกเข้าไป พอถึงทุ่นระเบิดที่ฝังก็เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง รถถังคันหนึ่งชำรุดเสียหายอย่างหนัก ปฏิบัติการรบต่อไม่ได้ อีกคันหนึ่งไฟไหม้ลุกโพลนไปทั้งคัน

เมื่อกำลังรถถังข้าศึกถูกทำลายหมด ทหารราบของเราก็กระจายกำลังกันออกไปให้ได้แนวยาวที่สุด แล้วเคลื่อนที่เข้าหาข้าศึก ในเวลาเดียวกันเหล่าพลร่มก็รุกเข้ามาอย่างองอาจ

กระสุนปืนกลมือที่ต่างฝ่ายต่างยิงกราดเข้าหากันนั้นไม่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งบาดเจ็บล้มตายเลย เพราะทหารหุ่นหาได้มีชีวิตจิตใจไม่ ประชาชนคนดูตื่นเต้นประหลาดใจอย่างล้นพ้น ทุกคนปรารภเป็นเสียงเดียวกันว่า ได้เห็นเช่นนี้แล้ว ถึงตายก็ไม่เสียดายชีวิต

ในที่สุด ทหารหุ่นทั้งสองฝ่ายก็เข้าระยะตะลุมบอน เสียงนายทหารหุ่นฝ่ายป้องกันร้องตะโกนลั่น

"ประจัญบาน ข้าพเจ้าเป็นผู้นำ ไชโย"

ทหารฝ่ายเราคือฝ่ายป้องกัน ต่างวิ่งประดาหน้าเข้าไปหาข้าศึก หุ่นพยนต์ฝ่ายข้าศึกก็อาจหาญพอๆ กันลุกขึ้นจากที่มั่นวิ่งเข้าตะลุมบอนฝ่ายป้องกันทันที

"ไชโย! ไชโย! ไชโย!"

พอเข้าถึงตัว ทหารหุ่นทั้งสองฝ่ายก็เข้าตะลุมบอนกันอย่างไม่คิดชีวิต ตีกันด้วยพานท้ายปืนกอดปล้ำฟัดเหวี่ยงกันอย่างอุตลุด หุ่นบางคนล้มกลิ้งแต่ลุกไม่ขึ้นเรียกเสียงเฮฮาจากคนดูตลอดเวลา

การประจัญบานผ่านพ้นไปสักครู่ ฝ่ายพลร่มก็ถูกโจมตีแตกพ่ายยับเยิน บ้างก็ทิ้งอาวุธชูมือทั้งสองยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข ทหารฝ่ายป้องกันบุกทะลวงรุกไล่แคล่วคล่องว่องไวมาก ในที่สุด ฝ่ายพลร่มก็ถูกจับปลดอาวุธ และยอมเป็นเชลยโดยดี ฝ่ายป้องกันต่างควบคุมเชลยศึกพา

ออกไปจากยุทธบริเวณ ฝ่ายหุ่นที่แกล้งเป็นตายก็ลุกขึ้นเดินตามไป ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของประชาชนคนดู

เสียงโฆษกประกาศลั่น

"ท่านที่รัก ท่านได้เห็นอภินิหารของทหารหุ่นแล้ว ขอให้ท่านมั่นใจได้แล้ว ต่อไปนี้ถ้าชาติใดรุกรานข่มเหงเรา กองทหารหุ่นยนต์ของด๊อกเตอร์ดิเรกก็จะถูกส่งไปสู้รบกับข้าศึกทันที ทหารหุ่นเหล่านี้สามารถพูดได้และมีมันสมองจากอิเล็คโทรนิค ท่านคงได้ยินนายทหารหุ่นสั่งการรบ

และท่านย่อมได้ยินพลหุ่นร้องไชโยเมื่อเข้าประจัญบานกัน ไทยจะต้องดำรงคงเอกราชชั่วฟ้าดิน ไชโย"

ประชาชนคนดูรอบสนามบินต่างเปล่งเสียงไชโยขึ้นพร้อมๆ กัน แล้วโฆษกก็ประกาศต่อไป

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย อันดับต่อไปนี้ด๊อกเตอร์ดิเรก ณรงฤทธิ์ กับคณะจะแสดงการยิงจรวดทลายโลก จรวดนี้เป็นจรวดวิเศษ ไม่ผิดอะไรกับเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ ที่คุณป้าคุณน้าคุณยายนิยมอ่านในสมัยก่อน แต่ไม่ได้ใช้เวทมนตร์คาถา ใช้ความรู้อันยอดเยี่ยม ในวิชาวิทยาศาสตร์

ด๊อกเตอร์ดิเรกจะยิงจรวดให้วิ่งไปรอบๆ สนามบินดอนเมืองในระยะต่ำและจรวดมหาประลัยนี้ก็จะค่อยๆ ร่อนลงท่อของมันตามเดิม ขอเรียนให้ท่านทราบอีกครั้งหนึ่ง เมื่อจรวดวิเศษได้บรรจุหัวปรมาณูแล้วจรวดนี้ก็สามารถวิ่งไปรอบโลกได้หลายต่อหลายรอบและจะให้ตกระเบิดจุด

ใดจุดหนึ่งในโลกนี้ได้ตามความประสงค์ ซึ่งด๊อกเตอร์ ดิเรกจะเป็นผู้บังคับให้จรวดวิ่งไปจุดหมายของเขา โปรดคอยชมนะครับ อนึ่ง จรวดนี้เมื่อไม่ได้ใส่หัวของมัน รูปร่างของมันก็อาจจะไม่เหมือนกับจรวด ขอท่านอย่าได้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นอย่างอื่น รับรองว่าเป็นจรวดแน่ๆ "

ประชาชนรอบสนามต่างส่งเสียงอื้ออึงวิพากษ์วิจารณ์ไปตามกัน ขณะนี้เอง รถบรรทุกสิบล้อขนาดใหญ่คันหนึ่ง ก็แล่นออกมาจากด้านข้างสโมสรนายทหารอากาศ บนรถคันนี้มีร่างสำหรับปล่อยจรวดตั้งอยู่ และสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนอยู่บนรถคันนี้

ประชาชนต่างโห่ร้องให้เกียรตินายแพทย์หนุ่ม ทำให้ดร.ดิเรกภูมิใจเหลือที่จะกล่าว บรรดาช่างภาพหนังสือพิมพ์ต่างเข้ามาถ่ายรูปเขาในระยะใกล้ ด้านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ของเราแต่งเครื่องแบบคล้ายกับเครื่องแบบทหารบก คือแต่งเครื่องสนาม และเครื่องหมายสังกัดกรมกอง เมื่อ

ประชาชนโห่ร้อง ท่านเจ้าคุณก็เผลอตัวถอดหมวกเหล็กออกโบกต้อนรับเสียงโห่ร้องนั้น

คราวนี้เสียงโห่ร้องก็กลายเป็นเสียงหัวเราะเฮฮากัน ใครคนหนึ่งที่ปากมากสักหน่อยได้ร้องตะโกนขึ้นสุดเสียง

"โอ้โฮ...พระอาทิตย์ขึ้นสองดวงนี่โว้ย ถึงได้ร้อนเหลือเกิน"

เสี่ยหงวนหันมาจุ๊ย์ปากกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ถอดหมวกออกทำไมละครับ แล้วกัน...ยังงี้คนดูก็หมดความเลื่อมใสในพวกเราเท่านั้น"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแห้งๆ พาซื่อถามว่า

"ทำไมล่ะ"

"ก็เขาเห็นคุณอาหัวล้านน่ะซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบสวมหมวกทันที ค้อนกิมหงวนปะหลับปะเหลือก

"นักปราชญ์นักประดิษฐ์ในโลกนี้น่ะ หลายต่อหลายคนที่เป็นคนหัวล้าน"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"ถูกละครับ แต่เขาไม่แดงแจ๋เหมือนอย่างคุณอา อย่าถอดหมวกอีกนะครับ ขณะนี้คนดูเขากำลังเข้าใจว่าคุณอากับพวกผมหลายคน และอ้ายแห้วเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง"

รถบรรทุกสิบล้อคันนั้นแล่นไปทางวิ่งของเครื่องบินเมล์ พอถึงตรงกลางสนามตรงกับท่าอากาศยานดอนเมืองคนขับรถก็บังคับรถให้หยุดนิ่ง ดร.ดิเรกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เดินไปนั่งที่หน้าโต๊ะเหล็กโต๊ะเล็กๆ ซึ่งบนโต๊ะนั้นมีเครื่องประดิษฐกรรมของนายแพทย์หนุ่มผู้นี้ ในระหว่างที่ดร.ดิ

เรกสาละวนอยู่กับเครื่อง ยนต์กลไก โฆษกก็ประกาศให้มหาชนทราบ

"พี่น้องที่รักทั้งหลาย ด๊อกเตอร์ดิเรกได้นั่งประจำที่ของเขาแล้ว ส่วนพรรคพวกของเขาก็กำลังเตรียมพร้อมที่จะทำการปล่อยจรวดทลายโลก ขอเล่าให้ท่านฟังสักนิดว่า จรวดวิเศษของด๊อกเตอร์ดิเรก ถ้าหากว่าใส่หัวปรมาณูเข้าไปแล้ว เพียงลูกเดียวเท่านั้น จะถล่มเมืองใหญ่ๆ อย่าง

นิวยอร์คหรือมหานครลอนดอนราบคาบไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย อำนาจระเบิดของมันรุนแรงกว่าไฮโดรเยนบอมบ์หลายเท่า และท่านคงจะพอใจและแปลกใจมาก ถ้าเราจะบอกท่านว่า จรวดวิเศษนี้สร้างจากเศษเหล็กเก่าๆ ไม่ต้องใช้ทุนรอนมากมายอะไร จรวดลูกหนึ่งลงทุนประมาณ

หกสลึงเท่านั้น"

เสียงประชาชนตบมือรอบสนามบิน ดร.ดิเรกหันไปพยักหน้ากับนิกร ซึ่งบัดนี้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของเขา แล้วเขาก็ร้องออกคำสั่งแบบทหาร

"เตรียมบรรจุจรวดเข้ารางยิง"

นิกรร้องตะโกนตอบแบบทหารเช่นเดียวกัน

"เตรียมบรรจุจรวดเข้ารางยิง...ทราบแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มเม้มปากแน่น ทำตาปริบๆ มองดูนายจอมทะเล้น

"ทราบแล้วลงมือซีโว้ย ยืนทื่อเป็นไม้ตีพริกอยู่ทำไมเล่า"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"อ้าว-ตอนนี้ไม่ได้ซ้อมนี่หว่า ทำยังไงล่ะ"

ดิเรกจุ๊ย์ปากจิ๊กจั๊ก

"ก็ก้มลงยิงจรวดในลังออกมาให้เจ้าพลซี แล้วเจ้าพลส่งให้เจ้าหงวนบรรจุเข้ารางยิง"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้ ก้มลงหยิบจรวดลูกหนึ่งออกมาจากลังไม้ฉำฉา เขามองดูจรวดลูกนั้น ซึ่งรูปร่างของมันมีลักษณะคล้ายกับข้าวหลามกระบอกใหญ่ๆ แล้วนิกรก็กล่าวถามดร.ดิเรกด้วยเสียงหัวเราะ

"นี่น่ะหรือ จรวด"

"เออ" ดิเรกตวาดลั่น

"ไงรูปร่างมันยังงี้ล่ะโว้ย มันจะวิ่งออกไปจากรางได้อย่างไร กันมองไม่เห็นเลย" พูดจบนิกรก็ส่งจรวดให้พล พัชราภรณ์ เพื่อนเกลอของเขา "เอ้า-รีบส่งให้อ้ายหงวนบรรจุรางยิงเร็วๆ เข้า กันคิดว่าอย่างไรเสียจรวดนี่มันก็วิ่งไปไม่ไหว รูปร่างของมันควรจะนอนอยู่ข้างครกในครัว

มากกว่า"

"อย่าดูถูกความสามารถของดิเรกโว้ย ดิเรกของเราคนนี้ไม่ใช่ย่อย ไม่เคยทำอะไรไม่สำเร็จเลย ประดิษฐกรรมทุกชิ้นถึงแม้จะทำชุ่ยๆ แบบญี่ปุ่น แต่ก็มีประสิทธิภาพดีมาก จรวดแบบนี้น่ะหากไม่บรรจุดินปืนไว้ข้างใน ใช้ตำน้ำพริกแกงได้อย่างสบายทีเดียว"

นายแพทย์หนุ่มเอ็ดตะโรพลกับนิกรเสียงลั่น

"มัวแต่คุยกันอยู่นั่นแหละ ประชาชนเขากำลังอยากดูจรวดของกัน มีเรื่องอะไรที่จะคุยกันอดใจไปคุยกันที่บ้านเถอะโว้ย รำคาญชิบหายพวกนี้"

พลมองดูจรวดวิเศษอย่างขบขัน มันอาจจะเป็นจรวดที่ประหลาดที่สุดในโลก คือไม่มีทั้งหัวและไม่มีทั้งหาง ที่โคนของมันมีช่องกลมๆ สี่ห้าช่องเท่านั้นเอง แต่พลกับนิกรหารู้ไม่ว่า ภายในจรวดนี้ย่อมเต็มไปด้วยเครื่องยนต์กลไกซึ่งนักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยมเท่านั้นถึงจะดูรู้เรื่อง

พลส่งจรวดดุ้นนั้นให้อาเสี่ยกิมหงวนซึ่งยืนอยู่ข้างๆ เขาด้วยความอิดหนาระอาใจในความร้อนแรงของแสงแดด อาเสี่ยพิจารณาดูจรวดอย่างขบขัน แล้วพูดขึ้นเปรยๆ ว่า

"น้ำหนักเบาเสียด้วยโว้ย ถ้าจะหลามคืนนี้เอง"

นายแพทย์หนุ่มทำคอย่น

"จรวดโว้ย ไม่ใช่ข้าวหลาม"

อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้ รีบวางจรวดลงบนรางของมันทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นผู้ยิงจรวดนี้ โดยมีเจ้าแห้วเป็นผู้ช่วย

เมื่อจรวดได้บรรจุรางเรียบร้อยแล้ว ดร.ดิเรกออกคำสั่งกับพ่อตาของเขาด้วยเสียงอันดัง

"เตรียมยิง-ระวัง-ยิง"

มีเสียงดังฟูดและดังไปทั่วสนามบินพร้อมกับกลุ่มควันและเปลวเพลิงแลบออกมา จากตอนท้ายของจรวดคือตามท่อที่จุดไว้รวมห้าท่อด้วยกัน

ประชาชนนับแสนต่างจ้องตาเขม็งมาที่รถบรรทุกขนานใหญ่คันนี้ จรวดวิเศษของนายแพทย์หนุ่มได้ส่งเสียงดังขึ้นอีก จนกระทั่งเสียงนั้นแสบแก้วหูซึ่งเสียงของมันไม่ผิดอะไรกับเครื่องบินไอพ่นตอนเริ่มวิ่งขึ้นจากสนามบิน

ในราว ๒๐ วินาที จรวดนั้นก็ค่อยๆ เลื่อนขึ้นไปตามส่วนสูงของราง และรางนั้นตั้งเป็นมุม ๓๕ องศา เมื่อจรวดวิ่งหลุดออกไปนอกรางประมาณหนึ่งศอก มันก็ตกลงตอนท้ายรถบรรทุกคันนั้นดังโครม ทำให้ประชาชนคนดูทั้งสนามหัวเราะกันจนงอหาย เมื่อแลเห็นจรวดยิงไปได้ไกล

เพียงไม่ถึงวานับว่าเป็นจรวดที่ยิงได้ระยะใกล้ที่สุดในโลกนี้

"เฮ้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องสุดเสียง "จรวดตะหวักตะบวยอะไรกันโว้ยยิงได้ไกลแค่นี้เท่านั้นเอง"

ดร.ดิเรกโกรธตัวเองจนแทบจะเป็นบ้า เขามองดูเครื่องวิทยุของเขา ซึ่งใช้บังคับจรวดแล้วดิเรกก็ตะโกนขึ้นสุดเสียง

"มายก็อด ใครดึงเอาหลอดวิทยุออกไปหนึ่งหลอดโว้ย"

พลหันขวับมาทางนิกรทันที

"อ้ายกร แกนี่เล่นไม่รู้จักเล่น ไม่ใช่เวลาที่แกจะสัพยอกหยอกล้อดิเรกมันเลย ทำอย่างนี้ขายหน้าเขาแย่ซีโว้ย"

นิกรขมวดนิ้วนิ่วหน้า

"ปู้โธ่-ให้ดิ้นตายซีเอ้า-กันไม่ได้ไปแตะต้องเลย ไม่เชื่อค้นดูตามตัวกันก็ได้ ถ้ามีหลอดวิทยุอยู่ในกระเป๋าของกันละก้อให้กระทืบเลย"

เสี่ยหงวนเดินเข้ามาหยุดเผชิญหน้านิกรในระยะใกล้ชิด เอื้อมมือตบกระเป๋าเสื้อกางเกงแล้วก็ล้วงมือไปในกระเป๋ากางเกงข้างซ้ายของนิกร หยิบหลอดวิทยุขนาดจิ๋วหลอดหนึ่งออกมาเดินเข้ามาส่งให้นายแพทย์หนุ่มอย่างขบขัน

ดร.ดิเรกขบกรามมองดูนายจอมทะเล้นอย่างเดือดดาล

"แด็ม เล่นไม่รู้เล่น มือไวยังกะจิ้งจกเผลอไม่ได้ เมื่อเย็นวานนี้ก็ทีหนึ่งแล้ววางเงินไว้สองพันในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ เผลอแพล็บเดียวแกดอดเอาไปเสียพันบาท"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"เงินทองน่ะอย่าวางไว้ มันจะตำมือตำตีนใครเขาเข้า กันไม่ตั้งใจจะขโมยเงินของแกหรอกแต่เห็นเข้าแล้วมือมันหยิบเองทั้งๆ ที่ใจไม่คิด"

ดร.ดิเรกหัวเราะหึๆ จัดแจงสวมหลอดวิทยุลงในขาของมันตามเดิม เขาอธิบายให้เพื่อนเกลอของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ฟังว่า หลอดนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญยิ่งที่จะทำให้จรวดมีกำลังงานปรมาณู เมื่อนิกรถอดเอาไปจรวดจึงวิ่งได้เพียงศอกเดียวเท่านั้น พอหลุดออกจากรางก็หล่น

ตุ๊บลงบนพื้นดิน ทำให้จรวดหมดศักดิ์ศรีของมันไป ทั้งนี้ก็เพราะนิกรคนเดียว

แล้วดร.ดิเรกก็พูดวิทยุติดต่อกับโฆษกด้วยเครื่องรับส่งวิทยุขนาดจิ๋วของเขาซึ่งรับส่งได้ภายในรัศมีประมาณ ๕ กิโลเมตร คล้ายเครื่องรับวิทยุของทหารแต่มีประสิทธิภาพดีกว่า ดร.ดิเรกได้ชี้แจงให้โฆษกทราบว่าเนื่องจากเครื่องบังคับจรวดขัดข้อง จึงทำให้จรวดพุ่งออกจากรางไม่ได้

หลังจากนั้นเพียงครู่เดียว โฆษกก็ประกาศให้ประชาชนทราบโดยทั่วกัน

"พี่น้องที่รักทั้งหลาย ด๊อกเตอร์ดิเรกกับคณะต้องขอโทษท่านเป็นอย่างมาก ในการที่จรวดทลายโลกไม่ได้พุ่งขึ้นสู่อากาศตามที่ได้โฆษณาไว้ ทั้งนี้ก็เพราะเครื่องบังคับจรวดเกิดขัดข้อง บัดนี้ได้แก้ไขเรียบร้อยแล้ว โปรดคอยชมจรวดที่ใช้แรงขับด้วยพลังงานปรมาณูต่อไป

ประชาชนนับแสนต่างส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจเสียงใครคนหนึ่งร้องตะโกนลั่นสนามบินได้ยินถนัด

"ลำบากนักก็อย่าแสดงโว้ย พวกเราไม่ต้องการดูไม้ตีพริกเหาะ จรวดอะไรกันโว้ยรูปร่างเหมือนกระบอกข้าวหลามหรือไม้ตีพริก"

เจ้าแห้วเอื้อมมือเขี่ยแขนนายแพทย์หนุ่มแล้วพูดเบาๆ

"รับประทานได้ยินไหมครับ คนดูเขาตะโกนสวดคุณหมอ"

นายแพทย์หนุ่มหันมาทำตาเขียวกับเจ้าแห้วแต่แล้วก็ฝืนหัวเราะเบาๆ

"ได้ยินแล้ว ประเดี๋ยวแกคอยดู กันจะบังคับให้จรวดวิเศษของกันสั่งสอนประชาชนคนดู ให้รู้สำนึกเสียบ้าง เล่นกะด๊อกเตอร์ดิเรก ประชาชนเหล่านี้ล้วนแต่โง่เขลาทั้งนั้นไม่มีใครฉลาดไปกว่ากันแม้แต่คนเดียว ซึ่งกฎธรรมดาก็มีอยู่แล้วว่าจะต้องตกเป็นเหยื่อคนฉลาดเสมอไป"

คราวนี้ดร.ดิเรกเป็นผู้บรรจุจรวดลงรางของมันด้วยตนเองเมื่อวางจรวดลูกนั้นลงบนรางเรียบร้อยแล้วนายแพทย์หนุ่มก็กลับมานั่งที่โต๊ะเครื่องวิทยุและเครื่องเรด้า แล้วดร.ดิเรกก็ยิ้มให้พ่อตาของเขา สักครู่ก็ออกคำสั่งด้วยเสียงเด็ดขาด

"เตรียมยิง-ระวัง-ยิง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กระชากไกยิงทันที เครื่องกลไกของจรวดเริ่มทำงานแล้ว ดังกึกก้องไปทั่วสนามบินอันกว้างใหญ่ กลุ่มควันสีขาวและเปลวเพลิงแลบออกมาทางส่วนท้ายของจรวด หลังจากนั้นจรวดวิเศษหรือจรวดทลายโลกก็พุ่งปราดออกไปจากรางของมันขึ้นสู่ท้องฟ้า มองดูไม่ผิด

อะไรกับเครื่องบินไอพ่นที่ถูกดีดขึ้นจากเครื่องส่งของมัน บนเรือบรรทุกเครื่องบิน

คราวนี้ประชาชนคนดูต่างตบมือโห่ร้องกันเกรียวกราว ทุกคนแปลกใจอย่างยิ่งที่จรวดทลายโลกของดร.ดิเรกวิ่งไปได้ด้วยพลังงานปรมาณูและวิ่งเร็วกว่าเสียงชั่วโมงละไม่ต่ำกว่า ๘๐๐ ไมล์ เร็วกว่าเครื่องบินขับไล่ชนิดที่เร็วที่สุด

จรวดวิ่งทักษิณาวัตรสนามบินดอนเมืองในระยะสูงประมาณ ๑,๐๐๐ ฟิต เสียงของมันดังจนแสบแก้วหู ประชาชนต่างแหงนหน้าดูเป็นตาเดียวโฆษกเริ่มบรรยายให้ทราบ ลำโพงขยายเสียงซึ่งติดตั้งไว้รอบสนามบินช่วยให้ประชาชนได้ยินเสียงโฆษกอย่างถนัดชัดเจน

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ท่านเห็นแล้วซินะว่าด๊อกเตอร์ดิเรกของเราจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันประเทศชาติ ขอถามหน่อยเถอะครับ เขาควรจะเป็นวีรบุรุษหรือมหาบุรุษที่ยิ่งใหญ่แห่งประเทศไทยเราได้หรือยัง พี่น้องตอบหน่อย"

เสียงประชาชนร้องขึ้นพร้อมๆ กัน

"ได้แล้ว-ได้แล้วครับ"

โฆษกพูดต่อไป

"จรวดวิเศษนี้จะถูกส่งไประเบิดเมืองต่างๆ ของข้าศึกให้ย่อยยับทันที ถ้าหากว่าข้าศึกเปิดฉากรุกรานเราก่อน พี่น้องทั้งหลายพอใจไหม"

ประชาชนทั้งสนามบินดอนเมืองซึ่งมีนิสัยชอบฟังไฮด์ปาร์คต่างร้องขึ้นเป็นเสียงเดียวกัน

"พอใจ"

"ท่านทั้งหลาย ต่อจากนี้ไป ด๊อกเตอร์ดิเรกจะแสดงวิธีการบังคับจรวดให้บินผาดแผลงเหมือนเครื่องบินและจะบังคับให้จรวดพุ่งช้าที่สุดประมาณชั่วโมงละสิบไมล์เป็นอย่างมาก หรือจะให้หยุดนิ่งลอยในอากาศก็ได้ โปรดคอยชมให้เป็นขวัญตาของท่าน อย่างนี้รับรองว่าชาติมหาอำนาจ

ก็ทำไม่ได้ พวกเราควรจะภูมิใจที่นักวิทยาศาสตร์ไทยมีความรู้ความสามารถเกินหน้าฝรั่งตาน้ำข้าวทั้งหลาย"

ไม่มีใครสนใจกับความร้อนแรงของแสงอาทิตย์ในตอนเที่ยง ทุกคนเฝ้าแต่มองดูจรวดวิเศษด้วยความตื่นตาตื่นใจยิ่ง หลังจากจรวดปรมาณูของนายแพทย์หนุ่มได้บินรอบสนามบินดอนเมืองครบสามรอบแล้ว ความเร็วของจรวดก็ช้าลงตามลำดับ ชั่วโมงละ ๘๐๐ ไมล์เหลือชั่วโมงละ ๑๐

ไมล์เท่านั้น และแล้วก็เริ่มแสดงท่าผาดโผน มีการดำดิ่งลงมาแล้วเชิดหัวขึ้น เรียกเสียงเฮฮาจากคนดูได้ตลอดเวลา ทูตผู้แทนจากประเทศต่างๆ ตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน คณะทูตานุทูตเหล่านี้ต่างนึกในใจว่า ในไม่ช้านี้ประเทศไทยจะต้องครองโลกอย่างไม่มีปัญหาถ้าหากว่า

ดร.ดิเรกกับคณะใช้อาวุธวิเศษต่างๆ เหล่านี้ทำลายโลก จะไม่มีกองทัพของชาติใดสู้กับกองทหารหุ่นพยนต์ได้ และจรวดปรมาณูนี้จะทำลายนครน้อยใหญ่ให้ราบเป็นหน้ากลองตามความประสงค์ของดร.ดิเรก

จรวดทลายโลกดำดิ่งตรงเข้าหาคนดูด้วยความเร็วสูง ประชาชนวิ่งหนีกันเกรียวกราวจรวดวิเศษไล่ชนประชาชนจนล้มลุกคลุกคลาน แต่ไม่ได้ทำร้ายใคร เพราะดิเรกคอยบังคับไว้ ถึงกระนั้นก็ตาม ประชาชนรอบสนามบินดอนเมืองก็วิ่งหนีกันอย่างไม่คิดชีวิต ลูกเด็กเล็กแดงล้มลุก

คลุกคลานไปตามกัน ปรากฏว่าคนดูเหยียบกันหลายร้อยคน เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจไม่สามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนได้เพราะทั้งทหารและตำรวจเหล่านั้นต่างก็วิ่งโกยอ้าวไม่คิดชีวิต

เมื่อได้สัพยอกหยอกล้อประชาชน พอหอมปากหอมคอแล้ว ดร.ดิเรกก็บังคับให้จรวดทลายโลกของเขาบินขึ้นสู่ระยะสูงสุด คราวนี้ประชาชนได้โห่ร้องกันเกรียวกราว สักครู่หนึ่งจรวดวิเศษก็ดำดิ่งมาที่เครื่องส่งของมัน แล้วก็เชิดหัวขึ้น ลอยนิ่งเฉยอยู่เหนือรถบรรทุกคันนั้น เมื่อดร.ดิ

เรกกวักมือเรียก จรวดวิเศษก็ค่อยๆ เลื่อนตัวของมันมานอนสงบเงียบอยู่ในลังไม้ฉำฉาตามเดิม

นายแพทย์หนุ่มขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในความสำเร็จผลที่เกิดขึ้นนี้ เขาชูมือขึ้นโบกให้ประชาชนดู ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องอึงมี่ทั่วสนามบินดอนเมือง

เสียงโฆษกประกาศลั่น

"ท่านทั้งหลาน การแสดงจรวดทลายโลกได้สิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านี้ อันดับต่อจากนี้ไป ดร.ดิเรกจะได้แสดงการต่อสู้เครื่องบินด้วย ปตอ. ขนาด ๔๐ มิลลิเมตรซึ่งใช้ยิงด้วยหัวกระสุนปรมาณู อีกสักครู่ คือภายในนาทีนี้ เครื่องบินขับไล่ไอพ่นเครื่องหนึ่งซึ่งใช้บังคับด้วยวิทยุและเรด้าจะ

บินขึ้นจากสนามบินดอนเมือง คณะนักวิทยาศาสตร์จะเป็นผู้บังคับเครื่องบินประจัญบานเครื่องนี้ทางภาคพื้นดิน โดยใช้กระแสคลื่นวิทยุ ขณะนี้เครื่องบินเริ่มวิ่งขึ้นแล้ว วิ่งไปทางเหนือสนามบินนี้ ท่านโปรดสังเกตดูให้ดี ภายในที่นั่งของนักบินนั้นว่างเปล่า เครื่องบินขึ้นสูงจากทางวิ่ง

แล้ว พับฐานเก็บแล้วกำลังไต่ขึ้นระยะสูง และสักครู่จะบินมาตามสนามบินนี้ ด๊อกเตอร์ดิเรกจะใช้ ปตอ. ขนาด ๔๐ มิลลิเมตรยิงเพียงนัดเดียวเท่านั้น แล้วท่านผู้ดูจะได้เห็นครื่องบินประจัญบานตกลงมากลางสนามบินนี้ ข้าพเจ้าขอเตือนท่านผู้ดูว่าการดูตอนนี้เป็นการเสี่ยงชีวิตหรือ

บาดเจ็บทุพลภาพซึ่งทางการจะไม่ขอรับผิดชอบ ดังนั้น ท่านที่รักตัวกลัวตายโปรดหลบหลีกไปเสียก่อน

สิ้นคำประกาศของโฆษก ประชาชนหญิงชายไม่ต่ำกว่าหมื่นคนก็พากันวิ่งออกไปจากสนามบินดอนเมืองอย่างที่เรียกว่าแตกฮือ แต่ประชาชนส่วนมากตัดสินใจยอมเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตโดยนึกถึงสุภาษิตที่ว่าไม่ถึงที่ตายก็ไม่วายชีวาวาตม์

ดร.ดิเรกกับ ๓ สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว ต่างพากันลงจากรถบรรทุกจรวดทลายโลกคันนั้นและวิ่งไปยังปืน ๔๐ มม. ซึ่งตั้งอยู่กลางสนามบิน ปืนกระบอกนี้ได้บรรจุกระสุนปรมาณูไว้พร้อมแล้ว นายแพทย์หนุ่มนั่งประจำที่ข้างปืนกระบอกนั้น และหมุนแท่นปืนหัน

ปากกระบอกปืนไปทางเครื่องบิน ขับไล่ไอพ่นซึ่งกำลังบินรี่เข้าหาด้วยความเร็วสูง

โฆษกได้ประกาศต่อไปว่า

"ท่านทั้งหลาย ด๊อกเตอร์ดิเรกกำลังจะยิงเครื่องบินเดี๋ยวนี้ โดยไม่จำเป็นจะต้องใช้การคำนวณหาระยะสูงของเครื่องบิน เมื่อกระสุน ปตอ. ปรมาณูถูกยิงขึ้นไประเบิดในอากาศ เครื่องบินที่บินอยู่ในรัศมีสองไมล์จะเสียหายทันที ฉะนั้นหากข้าศึกส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด หรือเครื่องบินขับ

ไล่มารุกรานเราแล้วกระสุน ปตอ.ปรมาณูของด๊อกเตอร์ดิเรก จะทำลายเครื่องบินของข้าศึกอย่างที่เรียกว่าย่อยยับไปทีเดียว

ดร.ดิเรกกระชากไกปืนทันที เสียงระเบิดของกระสุนปืนใหญ่ ๔๐ มม. ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วสนามบินดอนเมือง แล้วกระสุนนัดนั้นก็แตกระเบิดในระยะสูง แลเห็นกลุ่มควันสีดำอย่างถนัดตา เสียงระเบิดนั้นรุนแรงที่สุด ไม่ผิดอะไรที่ฟ้าร้องติดๆ กันเกือบครึ่งนาที พื้นแผ่นดินสั่น

สะเทือนไปทั่ว ทุกคนที่อยู่ในสนามบินดอนเมืองรู้สึกร้อนวูบไปหมดทั้งตัว

เครื่องบินประจัญบานที่ไม่มีคนขับแหลกละเอียดเป็นผุยผง ด้วยอำนาจของกระสุนปรมาณูนัดนั้น โฆษกได้อธิบายให้ทราบว่า เท่าที่เครื่องบินแหลกละเอียดเป็นพัสม์ธุลีไปในอากาศก็เพราะอำนาจระเบิดของกระสุนปรมาณู แหวกอากาศออกไป แล้วอากาศเหล่านั้นก็กลับมารวมตัว

กันอย่างรวดเร็ว จึงทำให้เครื่องบินขับไล่ย่อยยับไปกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และกระจายลงมาทั่วสนามบินดอนเมือง ถึงแม้จะถูกประชาชนคนดูก็ไม่ทำให้เจ็บปวด เนื่องจากชิ้นเหล็กเหล่านั้นเป็นชิ้นเล็กๆ ไม่มีน้ำหนักอะไรแล้ว

คนดูเกือบแสนคนมีความรูสึกเหมือนกับตกอยู่ในความฝัน คณะทูตานุทูตได้วิพากษ์วิจารณ์กันจ้อกแจ้กจอแจ ต่างพากันวิตกเป็นทุกข์กลัวว่าประเทศไทยจะครองโลกในคราวนี้ ถ้าหากว่าประเทศไทย เป็นฝ่ายรุกรานก่อนด้วยอาวุธร้ายเหล่านี้แล้ว ประเทศต่างๆ ในโลกนี้ไม่ว่าจะ

เป็นคอมมูนิสย์ หรือเสรีประชาธิปไตย คณาธิปไตยหรือเผด็จการก็จะต้องปราชัยย่อยยับอย่างไม่มีปัญหา

โฆษกได้ประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า

"ท่านผู้ดูทั้งหลาย บัดนี้ถึงเวลาเที่ยงแล้ว ต้องขอหยุดพักการแสดงหนึ่งชั่วโมง เพื่อให้ด๊อกเตอร์ ดิเรกกับคณะตลอดจนเจ้าหน้าที่ของเราได้หยุดพักผ่อนรับประทานอาหารกลางวันกัน การแสดงในรอบบ่ายจะเริ่มต้นในเวลา ๑๓.๐๐ น. จนกระทั่ง ๑๖.๐๐ น. ขอเชิญชวนพี่น้องทั้งหลาย

ไปรับประทานอาหารตามเต็นท์ต่างๆ ซึ่งทางกองทัพอากาศได้จัดบริการท่านทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ในราคาตามท้องตลาด แต่เสียใจที่เราไม่มีเหล้าขายให้ท่าน ท่านผู้ใดต้องการดื่มเหล้าโปรดไปหาซื้อได้ในตลาดดอนเมือง ขอความปลอดภัยจงมีแด่ท่านผู้ดูทุกๆ ท่าน อนึ่งเราขอ

แสดงความเสียใจ ที่มีประชาชนต้องเสียชีวิตไปแล้วหลายร้อยคนในการดูการแสดงนี้"

ดร.ดิเรกกับเพื่อนเกลอทั้งสาม พร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ถูกเชิญไปพักผ่อนที่สโมสรนายทหารอากาศ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาดและสี่นางพร้อมด้วยนักวิทยาศาสตร์อีกไม่ต่ำกว่า ๓๐ คน ก็ถูกเชิญไปด้วย เมื่อดร.ดิเรกผ่านไปทางไหน ประชาชนก็ตบมือโห่ร้องให้

เขา ทำให้นายแพทย์หนุ่มรู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างล้นเหลือ

ทางกองทัพอากาศได้มอบให้ พล.อ.ท. พระควงสว่านเวหนและ พล.อ.ท. หลวงอึกทึกเวหาเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ทำการต้อนรับ และให้ความสะดวกแก่คณะอีโต้ตลอดเวลา ซึ่งนายทหารอากาศที่กล่าวนามทั้งสองท่านรู้จักคุ้นเคยกับคณะพรรค ๔ สหายของเราเป็นอย่างดีเพราะอดีตนั้น

พล นิกร กิมหงวนของเราเป็นเสืออากาศที่มีชื่อเสียงในครั้งสงครามอินโดจีนและสงครามเอเชียบูรพาที่แล้วมา

กองทัพอากาศได้จัดเลี้ยงอาหารกลางวันแบบฝรั่ง มีนายทหารอากาศร่วมกินเลี้ยงหลายท่าน ทุกคนได้กล่าวขวัญชมเชยดร.ดิเรกกับพวกนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายโดยทั่วหน้ากัน ทุกคนยอมรับว่าอาวุธร้ายของดร.ดิเรกนั้นสามารถที่จะล้างโลกได้

พอได้เวลา ๑๓.๐๐ น. โฆษกก็ประกาศการแสดงภาคบ่ายต่อไป

"ท่านทั้งหลาย ณ บัดนี้ถึงเวลาของอีโต้ในรอบบ่ายแล้ว ในอันดับแรกนี้ด๊อกเตอร์ดิเรก ณรงฤทธิ์กับคณะ จะแสดงการใช้แสงมฤตยูสังหารรถถังของข้าศึก โปรดฟังให้ดีรถบรรทุกที่กำลังแล่นเข้ามาในสนามบินนั้น เป็นรถของดร.ดิเรกกับคณะ บนรถมีเครื่องประดิษฐกรรมอันวิเศษที่

เรียกว่าแสงมฤตยู แสงนี้ใช้พลังงานจากดวงอาทิตย์มีความร้อนมากมายเหลือที่จะกล่าวได้ ด๊อกเตอร์ดิเรกจะใช้แสงมฤตยูเผารถถังคันหนึ่งให้ไหม้เป็นจุลภายในพริบตาเดียว อ้า-ต่อจากนี้ ด๊อกเตอร์ดิเรกจะมาปราศรัยกับท่าน ซึ่งเขาจะพูดวิทยุจากรถคันนั้นมาที่ห้องกระจายเสียง

ของเราที่นี่และถ่ายทอดไปยังท่านอีกทีหนึ่ง"

คนดูตบมือโห่ร้องกันเกรียวกราว ทุกคนเลื่อมใส ศรัทธาในตัวดิเรกอย่างที่สุด นายแพทย์กลายเป็นมหาบุรุษของประเทศไทยไปแล้ว บรรดานักการเมืองทั้งหลายที่ได้มาชมการแสดงของวันอีโต้ต่างคิดในใจว่าจะต้องชวนนายแพทย์หนุ่มให้เป็นสมาชิกพรรคของตน ส่วนนักพูด

ไฮด์ปาร์คก็เช่นเดียวกัน คิดว่าถ้าทางรัฐบาลให้เสรีภาพในการพูด คือเปิดไฮด์ปาร์คอีกแล้ว พวกตนจะต้องอ้อนวอนดร.ดิเรกให้ไปพูดไฮด์ปาร์คที่สนามหลวงให้ได้ทั้งนี้เพื่อจะได้เรียกแฟนไปให้ชมอย่างคับคั่ง จะได้ช่วยให้สภาพของไฮด์ปาร์คมีชีวิตชีวาขึ้น ส่วนคณะทูตผู้แทนต่าง

ประเทศหลายประเทศก็กำลังคิดสะระตะ ที่จะแจ้งเรื่องไปยังรัฐบาลของตน เพื่อให้จ้างดร.ดิเรกด้วยจำนวนเงินร้อยล้านพันล้าน สร้างอาวุธมหาประลัยให้ประเทศของตนบ้าง

ดิเรกได้กล่าวปราศรัยกับประชาชนคนดูโดยทั่วหน้า

"ท่านพี่น้องที่รัก ข้าพเจ้าปลาบปลื้มใจมากที่พวกท่านมีความเลื่อมใสศรัทธาในตัวข้าพเจ้ากับพรรคพวกถึงกับปรากฏว่า ประชาชนที่มาชมการแสดงวันอีโต้นี้ได้บาดเจ็บล้มตายไปมากมาย เพราะถูกลูกหลงในการสู้รบของทหารหุ่นและย่ำเหยียบกันตายเพราะจรวดวิเศษของข้าพเจ้า

อาละวาด ในรอบบ่ายนี้ ข้าพเจ้าจะพยายามที่สุดที่จะให้คนดูตายเพียงเล็กน้อย หรืออาจจะไม่ตายเลยก็ได้ ขณะนี้รถถังเอ็ม. ๒๔ คันหนึ่งซึ่งขับโดยทหารหุ่นของข้าพเจ้า ได้แล่นออกมาจากข้างโรงเก็บเครื่องบินประจัญบาน ทางทิศใต้ของสนามแล้ว ข้าพเจ้าจะใช้แสงมฤตยูหรือที่จีน

เรียกว่าแสงเฮ้ากวง เผาทำลายรถถังคันนี้ให้ไหม้เป็นจุลไปภายในพริบตา เดียวเท่านั้น แสงวิเศษของข้าพเจ้านี้ ไม่ได้ลงทุนมากมายอะไร เพราะข้าพเจ้าใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์คล้ายๆ กับท่านเคยจุดบุหรี่จากแว่นขยาย ถ้าหากประเทศใดรุกรานเรา ข้าพเจ้าจะใช้แสงมหา

พินาศนี้เผาผลาญเรือรบ, เครื่องบิน, ยานยนต์ ตลอดจนทหารของข้าศึกให้ราบเรียบเตียนโล่งไม่ให้เหลือเลย"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาเขียวกับนายแพทย์หนุ่ม

"พอแล้ว มันจะมากไป"

๔ สหายและเจ้าแห้วมองดูหน้ากัน และหัวเราะคิกคักไปตามกัน ต่อจากนั้นดร.ดิเรกก็รีบเตรียมเครื่องมือเครื่องใช้ หันกระบอกแสงมหาพินาศไปทางรถถังข้าศึก ซึ่งกำลังแล่นใกล้เข้ามาทุกที เสียงตีน ตะขาบที่บดไปบนลานคอนกรีตอันกว้างใหญ่ และเครื่องยนต์ของมันดังกึกก้อง

เมื่อรถถังคันนั้นแล่นเข้ามาในระยะห่างประมาณ ๓๐๐ เมตร ดร.ดิเรกก็เปิดแสงมฤตยูทันที

ประชาชนคนดูรู้สึกร้อนผ่าวและแสบตาไปตามกันเมื่อแสงนั้นปรากฏขึ้น มันเป็นแสงสีเขียวนวลทำให้แสบตาจนแทบจะทนไม่ไหว ดร.ดิเรกเปิดแสงเพียงสองวินาทีเท่านั้น ทุกคนก็ได้ยินเสียงระเบิดจากรถถัง เอ็ม ๒๔ และรถถังยักษ์คันนั้น ก็ไหม้ละลายเหมือนกับทำด้วยกระดาษ

ไม่ถึงครึ่งนาที ก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย กลายเป็นกองเถ้าถ่านเล็กๆ ประชาชนคนดูประมาณร้อยคนเศษที่ชะล่าใจล่วงล้ำเข้ามาทางด้านหลังรถถัง ต่างถูกแสงมหาพินาศไหม้เป็นจุลสูญหายไปในอากาศ ซึ่งนับว่าเป็นอุบัติเหตุที่สยดสยองหวาด เสียวที่สุด แต่หามีใครสนใจไม่ ความ

สนใจของประชาชนอยู่ที่รถถังคันนั้นถูกแสงวิเศษเผาไหม้กลายเป็นกองเถ้าถ่านเล็กๆ ชั่วเวลาประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น

เสียงตบมือโห่ร้องดังกังวานทั่วสนามบินดอนเมือง แล้วโฆษกก็ประกาศให้ประชาชนทราบต่อไป

"ท่านทั้งหลาย บัดนี้ท่านได้เห็นสมรรถภาพของแสงเฮ้ากวงแล้ว เป็นอันว่าท่านคงนอนตาหลับ ไม่ต้องหวาดเกรงว่าจะมีข้าศึกรุกรานเรา การแสดงของคณะอีโต้ในวันนี้จะเป็นข่าวสำคัญแพร่ไปทั่วโลก มหาประเทศทั้งหลาย จะต้องหวาดกลัวอาวุธมหาประลัยเหล่านี้ และคงจะกินไม่ได้

นอนไม่หลับไปตามกัน ขอให้ท่านเชื่อเถอะว่าคนดีศรีอยุธยานั้นไม่มีวันสิ้นสุดไปได้ ต้นตระกูลไทยของเราที่ว่าเก่งกาจแล้ว ยังแพ้ด๊อกเตอร์ดิเรกซึ่งเป็นปลายตระกูลไทยอย่างหลุดลุ่ย อันดับต่อจากนี้ไป ขอเชิญการแสดงระบำโป๊ของหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นหุ่นยนต์สาว และ

ด๊อกเตอร์ดิเรกได้พยายามสร้างอย่างประณีตที่สุด หุ่นนี้มีรูปลักษณะเหมือนกับผู้หญิงสาวจริงๆ แต่เป็นผู้หญิงสาวชาวตะวันตก ท่านเคยดูแซดบอมย์ และระบำอียิปต์พี่น้องฝาแฝดที่ศาลาเฉลิมไทยมาแล้ว แต่รับรองว่าระบำหุ่นยนต์นี้วิเศษกว่าหลายเท่า"

ทันใดนั้นเอง เสียงดนตรีลีลาศของดนตรีลูกฟ้า ก็ดังกระหึ่มขึ้นจากเครื่องขยายเสียง ซึ่งดังไปรอบสนามบิน รถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่คันหนึ่งแล่นออกมาจากข้างสโมสรนายทหารอากาศ และเลี้ยวซ้ายไป บนรถคันนั้นมีโต๊ะสี่เหลี่ยมยาวโต๊ะหนึ่ง หุ่นยนต์หญิงสาวชาวตะวันตกคนหนึ่ง

นุ่งน้อยห่มน้อยกำลังเต้นระบำแบบระบำแขก ส่ายสะโพกไปมาอย่างน่าดูอยู่บนโต๊ะตัวนั้นเข้ากับจังหวะเพลง

รูปร่างและใบหน้าของหุ่นตัวนี้สวยมาก ราวกับผู้หญิงสาวจริงๆ ท่าทางที่เยื้องกรายของหุ่นก็อ่อนช้อยน่าชม รถบรรทุกคันนั้นแล่นไปรอบๆ สนามท่ามกลางเสียงโห่ร้องอย่างเกรียวกราวของประชาชนคนดู นางระบำหุ่นพยนต์ได้เปลื้องผ้าออกทีละชิ้น และในที่สุดก็ถึงกับเปลือยกาย

ล่อนจ้อนอย่างที่เรียกว่านุ่งลมห่มฟ้า มองแลเห็นทุกสัดทุกส่วนเหมือนกับมนุษย์จริงๆ ไม่มีผิด ทำให้คนดูโห่ร้องกันสนั่นหวั่นไหว

นางระบำหุ่นพยนต์เต้นพลางส่งจูบให้คนดู กะทาชายนายหนึ่งแลเห็นระบำโป๊จนเกินขนาด ก็วิ่งออกมาจากกลุ่มคนดูและกระโจนไปบนรถคันนั้น กระโดดเข้ากอดหุ่นพยนต์ของดร.ดิเรก แต่แล้วก็ชักแหง่กๆ เพราะติดกระแสไฟฟ้าที่ตัวหุ่น เพียงครู่เดียวเจ้าหนุ่มผู้กำแหงก็ตายอยู่

แทบเท้าของหุ่นพยนต์ตัวนั้น ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของคนดู

นางระบำหุ่นพยนต์ ได้เต้นโชว์ประชาชนคนดูโดยรอบสนามบินทั้งสี่ด้าน เป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วรถบรรทุกคันนั้นก็แล่นออกไปจากสนามบิน

เสียงตบมือโห่ร้อง ดังราวกับสนามบินดอนเมืองจะถล่มทลาย รายการแสดงโชว์ในอันดับต่อไปพลพรรคหุ่นจำนวน ๔๐ คน ได้เดินแถวออกมาเป็นระเบียบเรียบร้อย และแสดงกายบริหารดัดตนมือเปล่า ซึ่งโฆษกประจำสนามบิน เป็นผู้ออกคำสั่งให้พลพรรคหุ่นกระทำตามคำสั่งของเขา

การแสดงท่าดัดตนมือเปล่านี้ได้เรียกเสียงเฮฮาตลอดเวลา เพราะพลพรรคหุ่นทำไม่สู้จะพร้อมเพรียงกันนัก ทั้งนี้ก็เนื่องจากเครื่องยนต์กลไกในตัวหุ่นนั่นเอง แต่คนดูก็เห็นใจและอภัยให้ เท่าที่หุ่นเคลื่อนไหวได้เดินได้และพูดได้ ก็นับ ว่าเป็นความสามารถอย่างยอดเยี่ยมแล้ว ไม่

มีนักประดิษฐ์ประเทศใดที่จะสามารถสร้างหุ่นพยนต์ได้ดีเช่นนี้

การแสดงของพรรคหุ่น ใช้เวลาเพียง ๑๕ นาที หลังจากนั้นโฆษกก็ประกาศให้ทราบ

"ท่านทั้งหลาย รายการต่อไปนี้เป็นรายการสำคัญยิ่ง เครื่องบินประจัญบานแบบเซเบอร์สองเครื่อง ซึ่งไม่มีนักบินผู้ขับจะบินขึ้นสู่เวหา การสู้รบกันนี้ ถ้าหากว่าฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำก็จะถูกยิงตก เพราะต่างฝ่ายต่างใช้กระสุนจริงๆ บางทีเครื่องบินประจัญบานทั้งสองเครื่องนี้อาจจะชนกัน

กลางอากาศ อย่างที่เรียกว่าประสานงาก็ได้ ฉะนั้นจึงขอให้ท่านผู้ดูทุกท่านคุ้มรักษาตัวเอง หากเครื่องบินตกลงมาถูกท่านเข้า ก็ขอให้นึกว่าเป็นเวรกรรมของท่าน อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์ผู้บังคับเครื่องด้วยวิทยุและเรด้าได้ให้คำมั่นสัญญาว่า ถ้าเครื่องบินเครื่องใดเครื่องหนึ่งถูก

ยิงตก ก็จะพยายามบังคับให้เครื่องบินเครื่องนั้น ตกลงกลางสนามหรือในที่ที่ห่างไกลจากประชาชนคนดู ณ บัดนี้เครื่องบินเซเบอร์ทั้งสองเครื่อง ได้ติดเครื่องแล้วด้วยเครื่องมืออัตโนมัติ โดยไม่มีใครไปแตะต้องมันเลย เครื่องบินทาสีแดงทั้งลำ สมมุติว่าเป็นเครื่องบินข้าศึก และ

เครื่องบินที่ทาสีบรอนซ์เงิน มีเครื่องหมายของธงไตรรงค์อยู่ใต้ปีกและที่แพนหางคือเครื่องบินของเรา สมมุติภูมิประเทศและเหตุการณ์ว่าขณะนี้เป็นเวลาเช้าตรู่ ข้าศึกได้ส่งเครื่องบินลาดตระเวนล่วงล้ำเข้ามาในแดนของเรา เพื่อตรวจการณ์เคลื่อนไหวในการลำเลียงกำลังพลทาง

ฝ่ายเรา เครื่องบินของเราได้ขึ้นสกัดกั้นโจมตีเครื่องบินข้าศึก ซึ่งการยุทธทางอากาศระหว่างเครื่องบินขับไล่ทั้งสอง จะได้เริ่มต้น ณ บัดนี้

ครั้นแล้ว เซเบอร์สีแดงก็วิ่งไปตามทางวิ่งของมันอย่างรวดเร็ว จากทิศใต้ไปทิศเหนือด้วยความเร็วสูงแล้วก็ขึ้นสู่อากาศ หางลูกล้อทั้งสองข้างพับหดเข้ามาหาตัว กลุ่มควันปรากฏเป็นทางยาว ขณะที่เครื่องบินบินขึ้นสู่ระยะสูง

ชั่วเวลาเพียงครู่เดียว เซเบอร์สีแดงก็หายลับไปในขอบฟ้า ต่อจากนั้นเซเบอร์สีบรอนซ์เงินก็วิ่งปราดไปตามสนาม ขึ้นสู่อากาศทันที เสียงเครื่องยนต์ไอพ่นดังกึกก้อง เซเบอร์สีบรอนซ์เงินพ้นจากสนามเพียงเล็กน้อยก็พับฐานลูกล้อและเริ่มบินท่าผาดแผลงต่างๆ ซึ่งไม่มีนักบินคน

ไหนในโลกที่จะทำได้ แต่เครื่องบินเครื่องนี้บังคับด้วยวิทยุและเรด้า จึงสามารถบินผาดแผลงได้ตามความต้องการของผู้บังคับ คือ ดร.จ๋องซึ่งเป็นผู้บังคับเครื่องบินสีบรอนซ์เงินและ ดร.เปี๊ยก กรรมการคนหนึ่งแห่งสมาคมพลังงานปรมาณูแห่งประเทศไทย เป็นผู้บังคับเครื่องบินสีแดง

เมื่อเครื่องบินสีบรอนซ์เงิน บินอวดลวดลายอยู่สักครู่ เครื่องบินสีแดงอันเป็นสีที่เราไม่ชอบ ก็บินตรงรี่เข้ามาในลักษณะจู่โจม เครื่องบินสีบรอนซ์เงินปราดเข้ามาปะทะทันที เสียงปืนกลอากาศดังรัวกราวใหญ่ เครื่องบินทั้งสองซึ่งไม่มีคนบังคับ สามารถสาดกระสุนเหล็กเข้าใส่กันอย่างดุ

เดือด และต่างก็บินผาดแผลงตามวิธีการสูรบของเครื่องบินประจัญบาน ต่างฝ่ายต่างพยายามเอาเปรียบกันในการสู้รบ

ครั้งหนึ่ง เครื่องบินสีบรอนซ์เงินสามารถบินหลบหลีกจนกระทั่งอยู่ข้างหลังเครื่องบินสีแดงเครื่องนั้น และอยู่ในระยะสูงกว่า ประมาณ ๕๐๐ เมตร เครื่องบินสีบรอนซ์เงินได้โอกาสก็เร่งความเร็วเต็มที่ และจิกหัวลงมารัวกระสุนปืนกลอากาศไปที่เครื่องบินสีแดง

ประชาชนคนดูทั้งสนาม ต่างพากันไชโยโห่ร้องเมื่อแลเห็นเครื่องบินสีแดงถูกไฟไหม้ลุกลามไปทั่วทั้งสองปีกและกำลังควงสว่านลงสู่พื้นดินในท่าต่างๆ

ดร.เปี๊ยกได้ใช้ความสามารถของเขาบังคับเครื่องบินสีแดงเครื่องนั้นตกลงมากลางสนามพอดี พอกระทบกับพื้นดิน ก็บังเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ประชาชนอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน แต่ไม่มีผู้ใดได้รับภัยอันตรายจากเครื่องบินนั้น รถดับเพลิงสองคันของกองทัพอากาศ

แล่นตรงมายังซากเครื่องบินเซเบอร์สีแดงทันที เปิดไซเลนซ์เสียงลั่น เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ใช้น้ำยาเคมีดับเพลิงให้สงบภายในเวลาเพียงเล็กน้อย เสียงประชาชนโห่ร้องดังสนั่นหวั่นไหวตลอดเวลา เครื่องบินสีบรอนซ์เงินได้ร่อนลงสู่สนามอย่างสง่าผ่าเผย และวิ่งไปทางใต้ของสนาม

บิน

แสงแดดในตอนบ่ายร้อนจนแทบจะเป็นบ้า ประกอบทั้งลมก็ไม่พัด แต่ประชาชนคนดูอดทนอย่างที่สุด ทุกคนบอกตัวเองว่าการแสดงอีโต้นี้เป็นการแสดงที่มีคุณค่าที่สุด ตื่นเต้นน่าดูที่สุด ยิ่งกว่าการแสดงของซีอาโต้มากมายนัก

เสียงโฆษกประกาศลั่น

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ขณะนี้มีแฟนเพลงคนหนึ่งได้เขียนจดหมายมาขอร้องเรา เพื่อให้หุ่นพยนต์แสดงการร้องเพลงให้ฟังสักเพลงหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ติดต่อกับด๊อกเตอร์ดิเรกแล้ว คุณหมอขอให้เรียนกับท่านผู้ขอเพลงว่า การแสดงอีโต้เป็นการแสดงอาวุธยุทธภัณฑ์และประลองยุทธ

ภาคพื้นดินและภาคอากาศ จึงไม่สามารถที่จะให้หุ่นพยนต์ร้องเพลงให้ท่านฟังได้ แต่ถ้าหากแฟนเพลงผู้นั้นต้องการฟังลิเกกลอนสดแล้ว คณะอีโต้ก็จะให้คุณนิกร การุณวงศ์ ร้องให้ท่านฟังเดี๋ยวนี้ ถ้าพี่น้องทั้งหลายต้องการฟังก็ขอได้โปรดตบมือขึ้น"

เงียบกริบไม่มีเสียงตบมือแม้แต่แปะเดียว แต่แล้วก็มีเสียงใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้น

"ไม่เอาโว้ย คนร้องไม่เอา ต้องการฟังหุ่นร้องโว้ย คนร้องเก่าเสียแล้ว พวกเราต้องการฟังหุ่นร้องเพลง"

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนอยู่หน้าเต๊นท์ ผู้ที่ได้รับบัตรเชิญพิเศษ ล้วนแต่เป็นคนใหญ่คนโตทั้งสิ้น เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดและ ๔ นางก็อยู่ในเต็นท์หลังนี้ ดร.ดิเรกยิ้มให้นิกรแล้วกล่าวว่า

"ว่าไงโว้ย คนดูเขาไม่ต้องการฟังแกร้องยี่เก"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"กันจะลองดีกับคนดู เพื่อเอาชนะใจคนดูให้ได้" พูดจบนิกรก็เดินไปที่ไมโครโฟนหน้าเต๊นท์ ซึ่งมีสายติดต่อกับเครื่องกระจายเสียงบนดาดฟ้าท่าอากาศยานดอนเมือง แล้วนิกรก็กล่าวกับคนดูว่า

"ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าคือนายนิกร การุณวงศ์ นักยี่เกสมัครเล่น ประเดี๋ยวก่อนครับ...โปรดอย่าเพิ่งฮาป่าผม กรุณาให้ผมพูดอะไรสักเล็กน้อย คือยังงี้ครับ ยี่เกที่ผมจะร้องนี่น่ะเป็นยี่เกการเมืองนะครับ รับรองว่าผมร้องด่าอย่างสะบั้นหั่นแหลกทีเดียว ท่านจะฟังไหมครับ"

ทันใดนั้นเอง ประชาชนก็ส่งเสียงเกรียวกราวรอบสนามบิน

"เอา...ถ้ายังงั้นพวกเราต้องการฟัง"

นิกรหัวเราะหึๆ แล้วร้องยี่เกทันที

"หงส์ทองน้องแก้ว ถ้าหากว่าผมร้องแล้วผมคงหมดสุข การเมืองผมไม่ยุ่งกับเขา ขี้เกียจพาตัวเราเข้าไปในคุก ห้ามเยี่ยมห้ามประกันมันล้วนแต่แสนทุกข์ตะเหร่งเต็งเตรง เต็งเตรง ตู๊เร็ง เต๊งเตร๊ง"

เสียงคนดูฮาครืน นิกรทำหน้ากะเรี่ยกะราดชอบกล อาเสี่ยกิมหงวนยกหลังมือทุบนิกรดังพลั่ก แล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"เข้าทีโว้ย ถ้าจะให้ดีแล้วแกถือโอกาสเปิดไฮด์ปาร์คที่นี่แทนสนามหลวงไม่ดีหรือ"

นายจอมทะเล้นทำคอย่น

"ช่างเถอะ กันอยู่อย่างนี้ก็สุขสบายดีแล้ว แฮ่ะ แฮ่ะ เรื่องการเมืองขอเสียที กันชอบแต่การบ้าน ทำอย่างไรถึงจะมีกินมีใช้ เรื่องการเมืองเป็นเรื่องของคนที่เขาไม่กลัวคุกตาราง ที่ติดก็ติดไป ที่ไม่ติดก็พยายามหาเรื่องจนติด ที่ออกมาแล้วก็ติดอีก จับแล้วปล่อย ปล่อยแล้วจับ วันนี้ฟูพุ่งนี้

แฟบ วันนี้นั่งรถเก๋ง พรุ่งนี้วิ่งเข้าเรือกเข้าสวนไม่รู้ทางไป นี่แหละคือเรื่องของการเมือง"

เสียงพูดของนิกรดังไปทั่วสนามบินดอนเมือง ทำให้ประชาชนหัวเราะกันอย่างครื้นเครง

โฆษกตัดสวิทไมโครโฟนที่เต็นท์ใหญ่แล้วพูดกับคนดูต่อไป

"ท่านทั้งหลาย อันดับต่อไปนี้ นายกิมหงวน ไทยแท้ สมาชิกคนหนึ่งของคณะอีโต้จะได้นำพลพรรค ๒๐ คน ออกมาปราศรัยกับท่านผู้ดูทั้งหลาย ท่านจะได้รับความแปลกใจอย่างใหญ่หลวง เมื่อหุ่นพยนต์ของด๊อกเตอร์ดิเรกสามารถพูดภาษาคนได้ และโต้ตอบคำถามของท่านได้ ซึ่งนับ

ว่าประดิษฐกรรมของด๊อกเตอร์ดิเรกชิ้นนี้มีคุณค่าเหลือที่จะกล่าวได้ เราเสียใจที่ไม่อาจจะให้พลพรรคหุ่นไปพบกับท่านได้รอบสนามบิน เพราะอาณาเขตของสนามบินนั้นใหญ่โตมาก จึงจัดแสดงได้ที่หน้าอากาศยานนี้เท่านั้น แต่หลังจาก ๑๗.๐๐ น.ล่วงแล้ว เราจะส่งทหารหุ่นทั้งหมด

แยกย้ายกันไปทั่วสนามบินเพื่อเปิดโอกาสให้ท่านโอภาปราศรัยด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมากล่าวกับเสี่ยหงวนทันที

"ไปซีโว้ยหงวน พยายามแสดงให้ดีนะ"

อาเสี่ยยิ้มแป้น เขาวิ่งหายไปในซอกๆ หนึ่งข้างตัวตึก สักครู่เสียงแตรก็บรรเลงเพลงมาร์ชอันไพเราะดังไปทั่วสนามบินโดยเครื่องขยายเสียง

ครั้นแล้ว อาเสี่ยกิมหงวนก็นำทหารหุ่นหนึ่งหมวดมีจำนวน ๒๐ คน เดินแถวเสียงสองออกมาสง่าผ่าเผย ทหารหุ่นเหล่านี้แต่งเครื่องสนามครบครัน แบกปืนเล็กยาวถือดาบ ตะละคนท่าทางคึกคักเข้มแข็ง และเดินตบเท้าพร้อมๆ กัน เหมือนกับทหารที่ได้รับการฝึกอย่างชำนิชำนาญมา

แล้ว

ทหารหุ่นเลี้ยวซ้ายมือมาทางหน้าเต็นท์ผู้ที่ได้รับเชิญซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีเกียรติ แล้วกิมหงวนก็ร้องตะโกนออกคำสั่ง

"แถว...หยุด...ซ้ายหัน"

แตรวงหยุดบรรเลงเพลงแล้ว หุ่นตัวหนึ่งซึ่งอยู่แถวหน้าและนับจากหัวแถวเป็นตัวที่สามได้หันผิด คือหันไปทางขวา ดังนั้นหุ่นตัวนี้จึงหันก้นให้คนดู ทำให้อาเสี่ยกิมหงวนซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้บังคับหมวด รู้สึกอับอายขายหน้าอย่างยิ่ง

อาเสี่ยวิ่งเข้าไปหา ยกเท้าเหวี่ยงลูกแปเตะก้นหุ่นตัวนั้นดังป้าบ แล้วเอ็ดตะโรลั่น

"หันมาทางนี้พลทหารต่วน"

หุ่นพยนต์ที่ชื่อต่วนหันหน้ากลับมาทางคนดู บรรดาท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ต่างพากันหัวเราะอย่างครื้นเครง อาเสี่ยยกมือเท้าสะเอวจ้องมองดุหุ่นพยนต์ที่ชื่อต่วนแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"ใครเป็นคนฝึกเธอหาตาต่วน"

หุ่นยิ้มแห้งๆ น่าสงสาร

"ด๊อกเตอร์ดิเรกเป็นผู้ฝึกผมครับผู้หมวด"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ

"เธอโง่มาก โง่อย่างบัดซบทีเดียว ไม่สมกับที่เธอเป็นหุ่นพยนต์เลย เธอหันผิดคนเดียวรู้ไหม ฉันบอกว่าหันซ้าย ดันหันไปทางไหนก็ไม่รู้"

หุ่นพลทหารต่วนถอนหายใจหนักๆ แล้วพูดฉาดฉานว่า

"ผมคิดว่าผมทำถูกแล้วครับผู้หมวด คุณหมอดิเรกสั่งผมไว้ว่า ถ้าบอกซ้ายหันก็ให้หันไปทางหลังมือนี้" พูดจบเขาก็ยกมือขวาขึ้น

อาเสี่ยจุ๊ย์ปาก แล้วกระซิบข้างหุ่นพยนต์

"อ้ายเปรต...นั่นมันมือขวาโว้ย ทำไมเซ่ออย่างนี้วะ"

หุ่นพยนต์ชักฉิว

"อ้าว-ก็ผมไม่ได้เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจอย่างผู้หมวดนี่ครับ เท่าที่ผมเคลื่อนไหวได้พูดได้อย่างนี้ก็นับว่าวิเศษแล้ว" แล้วหุ่นพยนต์ก็กระซิบกระซาบกับอาเสี่ยกิมหงวนเช่นเดียวกัน "อย่าแอ๊คดุผมให้มากนักเลยน่า ถึงผมเป็นหุ่นก็มีความอับอายขายหน้าเขา ผมไม่ได้หน้าด้าน

เหมือนมนุษย์บางคนหรอกครับ ขืนดุผมมากๆ ผมแกล้งยืนเฉยเสีย ผู้หมวดจะว่าอย่างไร"

เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย

"เออ-จริงโว้ย ถ้างั้นกันจะไม่ดุแกอีกแล้ว กันคิดว่าอย่างช้าอีกสิบปีข้างหน้า พวกแกก็จะได้ครองโลกนี้และเมื่อนั้น มนุษย์ทั้งหลายก็จะเป็นทาสของพวกหุ่นพยนต์"

"อ๋า-ยังงั้นก็ดีน่ะซีคับผู้หมวด มนุษย์จะได้เลิกกำแหงเสียที พวกผมน่ะอยากจะครองโลกเสมอ แต่กลัวว่าจะเป็นโรคหรืออมโรคเท่านั้น"

อาเสี่ยทำคอย่นแล้วถอยหลังออกห่าง

"แถว...ตรง...วันทยาวุธ...เรียบอาวุธ...ฟังทางนี้ ต่อจากนี้ให้พวกเธอเดินเข้าไปในเต็นท์กล่าวคำปฏิสันถารทักทาย ปราศรัย กับท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายโดยทั่วหน้า ข้าพเจ้าขอร้องให้มนุษย์หุ่นทุกตัวจงมีกิริยามารยาทที่ดี และอยู่ในระเบียบวินัยอันดีงาม ให้สมกับที่พวกเธอเป็นทหาร

หุ่น อย่าให้ใครเขาติฉินนินทาได้"

สิ้นคำสั่งของอาเสี่ยกิมหงวน ทหารหุ่นทั้งหลายก็เดินออกจากแถว และพากันเข้าไปในเต็นท์สองสามหลังด้านหน้าของตน บรรดาท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายที่ได้รับเชิญมาชมการแสดงของคณะอีโต้ต่างลุกขึ้นยืน ต่างโอภาปราศรัยกับหุ่นพยนต์ด้วยความตื่นเต้นแปลกใจ

หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามายกมือตบบ่าอาเสี่ยกิมหงวนแล้วหันไปพูดกับเพื่อนของหล่อน ซึ่งติดตาม มายืนอยู่ข้างๆ

"หุ่นนายทหารตัวนี้น่ารักเหลือเกินนะคะ ฉวีวรรณ ทำอย่างไรถึงจะได้เอาไปตั้งไว้ในห้องโถงที่บ้าน ดูให้ดีซีคะ หน้าตาทะลึ่งๆ ดีเหมือนกัน"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก หญิงสาวผู้นั้นหันมายกมือจับคางเขา โดยเข้าใจผิดคิดว่าอาเสี่ยเป็นหุ่นพยนต์ตัวหนึ่ง

"หุ่นจ๋า...บอกฉันหน่อยซิว่าเธอชื่ออะไรคุณหมอดิเรกตั้งชื่อให้เธอหรือเปล่า"

เสี่ยหงวนกั้นหัวเราะแทบแย่

"แฮ่ะๆ ผมไม่ได้เป็นหุ่นหรอกครับคุณ ผมเป็นมนุษย์เดินดินกินข้าวแกงเหมือนอย่างคุณนี่แหละ แต่ผมเป็นผู้ฝึกทหารหุ่นเหล่านี้"

หญิงสาวใจหายวาบ

"อุ๊ยตาย..." แล้วหล่อนก็ยกมือไหว้อาเสี่ยกิมหงวน "รับประทานโทษเถอะค่ะ เท่าที่ดิฉันตบบ่าและจับคางคุณ ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าคุณเป็นหุ่นตัวหนึ่ง"

อาเสี่ยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แล้วพูดอ้อมแอ้มว่า

"ไม่เป็นไรครับ ผู้หญิงทุกคนถ้าจะถูกเนื้อต้องตัวผมหรือกอดจูบผมบ้าง ผมไม่ถือหรอกครับ"

หญิงสาวค้อนขวับ แล้วพาเพื่อนของหล่อนเดินไปจากที่นั้น บรรดาท่านผู้มีเกียรติที่ได้รับเชิญมาชมวันอีโต้ต่างตื่นเต้นแปลกใจเหลือที่จะกล่าว เมื่อหุ่นพยนต์เหล่านี้สามารถพูดคุยกับเขาและโต้ตอบคำถามของเขาได้เป็นอย่างดี อาเสี่ยกิมหงวนได้ทำหน้าที่อธิบายให้ใครๆ ทราบว่า

การเคลื่อนไหวของหุ่นพยนต์นี้ เกิดขึ้นด้วยเครื่องกลไกในตัวหุ่น ใช้บังคับด้วยเครื่องวิทยุ และเรด้าอันเป็นประดิษฐกรรมอันมีค่ายิ่งของดร.ดิเรก

เมื่อทหารหุ่นเหล็กได้โอภาปราศรัย กับท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายในราวครึ่งชั่วโมง อาเสี่ยกิมหงวนก็เรียกแถว และนำทหารหุ่นพยนต์กลับไปยังที่พักท่ามกลางเสียงตบมือเกรียวกราว พวกช่างภาพหนังสือพิมพ์ติดตามถ่ายรูปตลอดเวลา ซึ่งบางกล้องก็มีฟิล์มบางกล้องก็ไม่มีฟิล์ม บรรดา

ชาวต่างประเทศทั้งหลาย ต่างรู้สึก มหัศจรรย์ใจไปตามกัน

เสียงโฆษกประกาศลั่นสนามบิน

"ท่านทั้งหลาย ท่านที่ยังไม่ได้เจรจากับหุ่นเหล็กโปรดอดใจทู่ซี้ดูการแสดงอื่นๆ ต่อไปก่อน ในเวลา ๑๕ น. ตรง เราจะส่งทหารหุ่นพยนต์ไปทั่วสนามบินเพื่อให้พบปะสนทนากับท่านในฐานมิตร อันดับต่อไปนี้เป็นการแสดงเฮลิคอปเตอร์ โดยใช้หุ่นพยนต์เป็นนักบินผู้ขับขี่ นักบินที่

ไม่มีชีวิตจิตใจ อนึ่งขอเรียนให้ท่านทราบว่า หลังจากนักบินหุ่นพยนต์หย่อนบันไดเชือกลงมา พระยาปัจจนึกพินาศ ผู้เป็นพ่อตาของด๊อกเตอร์ดิเรก จะแสดงกายกรรมในอากาศให้ท่านชมเป็นขวัญตา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เย็นวาบไปหมดทั้งตัว ท่านหันควับมาทางนายแพทย์หนุ่ม ใบหน้าของท่านซีดเผือดเหมือนกระดาษ

"อะไรกันโว้ยดิเรก พ่อยังไม่รู้เรื่องสักนิด"

ดร.ดิเรก ยิ้มแป้น

"ก็เขาประกาศไปแล้วนี่ครับ คุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณกลืนน้ำลายอีอก

"แล้วใครเสือกไปให้เขาประกาศ"

นายแพทย์หนามหันไปทางอาเสี่ยกิมหงวน ซึ่งกำลังเดินเข้ามารวมกลุ่ม กับคณะพรรคของเขา

"อ้ายหงวนเป็นคนไปให้เขาประกาศ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกรธจนตัวสั่น เพราะกิมหงวนจะทำให้ท่านคอย่นลงไปรวมกับตาตุ่ม ถ้าหากว่าท่านแสดงห้อยโหนตามประกาศนั้น พอเสี่ยหงวนเดินมาถึงท่านเจ้าคุณก็ยกมือชี้หน้า

"หมายความว่ากระไรวะ อ้ายหงวน เสือกไปให้เขาประกาศทำไมว่า ข้าจะแสดงกายกรรมบนบันไดเชือกของเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"แล้วกัน คุณอามาดุผมถูกหรือครับ อ้ายกรมันสั่งให้ผมไปบอกให้เขาประกาศอย่างนั้น"

ท่านเจ้าคุณหันควับมาทางลูกเขยจอมทะเล้นของท่านทันที แต่นิกรทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ยกมือขวาป้องหน้าผากมองดูเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์เครื่องหนึ่ง ซึ่งกำลังลอยขึ้นจากพื้นสนาม โดยมีนักบินหุ่นพยนต์เป็นคนขับ ทำให้ประชาชนตื่นเต้นไปตามกัน

"เฮ้" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโร "หันหน้ามาทางนี้หน่อยซิคุณนิกร"

นิกรค่อยๆ หันหน้ามาทางพ่อตาของเขาแกล้งทำหน้าเซ่อเหมือนกับคนถูกสะกดจิต ครึ่งหลับครึ่งตื่น

"เรียกผมทำไมครับ"

เจ้าคุณขบกรามกรอด

"แกเสือกให้อ้ายหงวนไปบอกให้เขาประกาศทำไมว่า ฉันจะแสดงกายกรรมที่บันไดเชือกเฮลิคอป เตอร์"

นิกรอมยิ้ม

"โธ่-เรื่องเล็กครับ คุณพ่อ"

คราวนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะโกนราวกับช้างร้อง

"ถูกแล้ว เรื่องเล็กสำหรับแก แต่เป็นเรื่องใหญ่ยิ่งสำหรับฉัน แก่จนป่านนี้แล้ว รูปร่างของฉันก็อ้วนแผละพุงพลุ้ยเหมือนไหกระเทียมต่อขา ฉันจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนเล่นกายกรรมบนอากาศให้คนเขาดู พลาดพลั้งตกลงมาก็คอหักตายเท่านั้น"

พล พัชราภรณ์พูดเสริมขึ้น

"อย่าเอะอะไปเลยครับคุณอา ขายหน้าเขาเปล่าๆ คุณอาก็เสือเฒ่าคนหนึ่ง เมื่อเขาประกาศไปแล้วเป็นตายอย่างไรก็ต้องแสดง"

เจ้าคุณทำตาละห้อย

"ก็มันกลัวตายนี่หว่า"

อาเสี่ยพูดโพล่งขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"ตายอย่างมีเกียรติ ดีกว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร้เกียรติ"

"ฮั่นแน่" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทาน "จะยุให้ข้าตายละซี"

ดร.ดิเรกยิ้มให้พ่อตาของเขา แล้วพูดกับท่านอย่างเป็นงานเป็นการ

"เฮลิคอปเตอร์เริ่มแสดงท่าพลิกแพลงแล้วคุณพ่อ เตรียมตัวเถอะครับ เดินออกไปกลางสนามเดี๋ยวนี้ ถ้าคุณพ่อไม่ยอมออกไปแสดง คณะอีโต้เสียชื่อหมด อย่าให้ชาวต่างประเทศเขาดูถูกเราได้ เลือดไทยเข้มแข็งกล้าหาญชาญชัยที่สุด เราจะต้องพิสูจน์ธาตุแท้ของคนไทย"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"กล้าหาญหน่อยครับ คุณพ่อ อย่างมากก็หล่นลงมากระดูกออกนอกเนื้อ กลายเป็นเต่าไปเท่านั้น เอาเถอะ...เฮลิคอปเตอร์มาแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เหงื่อแตก หายใจถี่เร็วน่าสงสาร ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ท่านเจ้าคุณหันมามองดูเจ้าแห้ว แล้วกระซิบกระซาบพูดกับเจ้าแห้วเบาๆ

"ไหว้ละวะอ้ายแห้ว เอ็งช่วยแสดงแทนข้าหน่อยเถอะวะ"

เจ้าแห้วสะดุ้งเหมือนถูกเข็มแทง

"อ๋อย รับประทานใต้เท้าว่ายังไงนะครับ รับประทานให้ผมเล่นกายกรรมกลางอากาศ..."

"เออ ถ้าตกลงข้าจะได้ให้ดิเรกติดต่อกับโฆษกให้เขาประกาศเปลี่ยนตัว เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ข้าไม่เคยเล่นกายกรรมเลย"

ดร.ดิเรก ยกมือไหว้พ่อตาของเขา แล้วพูดอ้อนวอน

"เพื่อเห็นแก่องค์การอีโต้ของเรา คุณพ่อแข็งใจแสดงสักหน่อยนะครับ ถึงอย่างไรก็ได้ประกาศให้ประชาชนทราบแล้ว"

ท่านเจ้าทำปากแบะเหมือนกับจะร้องไห้

"ก็ถ้าเผื่อพลาดพลั้งข้าตกลงมาตายล่ะ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"ตายก็ฝังหรือเผาซีครับ พวกผมจะช่วยกันทำศพคุณพ่ออย่างหรูหราทีเดียว มีงิ้ว, ลิเก, หนังและโขนแสดงหน้าศพ เสียเท่าไรเสียไป คุณพ่ออย่าแกล้งทำเป็นคนขี้ขลาดหน่อยเลยครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ฝืนยิ้ม

"ไม่ได้แกล้งโว้ย กลัวตายจริงๆ "

พลว่า "เอายังงี้ก็แล้วกันครับ คุณอาติดร่มชูชีพขึ้นไปด้วย ถ้าพลาดพลั้งหรือหมดแรงปล่อยมือจากบันไดเชือก คุณอาก็ปลดร่มชูชีพให้กางออก ลอยลงสู่พื้นดินอย่างสง่าผ่าเผย พอรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ทุกฉบับก็จะลงรูปคุณอา และเสนอรายละเอียดให้ประชาชนทราบว่า คุณอาเป็นคนแก่ที่

กล้าหาญที่สุดในโลก"

ท่านเจ้าคุณถูกลูกยอก็รู้สึกคึกคักเข้มแข็งทันที นิกรได้ทีก็เลยยกยอพ่อตาของเขาบ้าง

"มือชั้นคุณพ่อแล้วผมเชื่อว่าคุณพ่อคงแสดงกายกรรมกลางอากาศได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องทำอะไรให้มากหรอกครับ ยกแข้งขานิดหน่อยก็พอ คนดูไม่ได้สนใจท่ากายกรรมของคุณพ่อเลย จุดสนใจจะอยู่ที่ว่า คุณพ่อลอยอยู่บนอากาศเท่านั้น"

เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นบ้าง

"โบราณว่า แรงเหมือนมด อดเหมือนกา กล้าหาญเหมือนคนแก่...คนเรายิ่งแก่ตัวยิ่งใจกล้าเพราะปลงตกเสียแล้ว เฮ้-ดิเรกโว้ย พาคุณอาไปติดร่มชูชีพหน่อยเถอะวะ แล้วบอกด๊อกเตอร์จ๋องให้บังคับเฮลิคอปเตอร์บินผาดแผลงถ่วงเวลาไปก่อน"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มให้พ่อตาของเขา

"ไปครับ คุณพ่อ คุณพ่อครับผมจะจัดการติดร่มชูชีพ วิธีใช้ไม่ยากกระชากสลักออกร่มมันก็กาง หรือคุณพ่ออยากจะโชว์ลวดลายก็ปล่อยตัวให้ลอยละลิ่วลงมา พอใกล้จะถึงพื้นดินจึงปลดร่มให้กาง เท่านี้คนดูก็จะอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน ผมเชื่อว่าคุณพ่อทำได้แน่ๆ "

อานุภาพของลูกยอ ทำให้คนดีๆ กลายเป็นคนเสียมามากต่อมากแล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เช่นเดียวกัน ท่านยืดหน้าอกในท่าเบ่ง แล้วพูดเสียงหนักๆ

"เอาละโว้ย อย่างมากก็คอย่นลงไปรวมกับตาตุ่มเท่านั้น"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"ดีซีครับถ้าคุณอาคอย่นลงไปรวมกับตาตุ่มได้ ผมจะเอาไปออกแสดงงานภูเขาทองปีนี้ รูปร่างคงน่าดูพิลึก"

ดร.ดิเรกจูงมือเจ้าคุณปัจจนึกฯ พาเดินไปจากที่นั้น เฮลิคอปเตอร์ซึ่งขับขี่โดยนักบินหุ่น ได้แสดงการบินในท่าต่างๆ บางครั้งก็บินลงมาในระยะต่ำ เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา บินเอาข้างไปก่อน และเลี้ยววงแคบ คนดูตบมือโห่ร้องตลอดเวลา

ในราว ๑๐ นาที เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เดินออกไปในสนามบิน ที่หน้าอกของท่านมีร่มชูชีพติดไว้ ท่านเจ้าคุณพยายามวางท่าทางให้ผึ่งผายที่สุด ประชาชนคนดูพูดกันพึมพำ

ใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้น เมื่อเห็นเฮลิคอปเตอร์หย่อนบันไดเชือกลงมา

"คุณลุงครับ ลำบากนักก็อย่าแสดงเลย"

ดร.จ๋องใช้กระแสคลื่นวิทยุและเรด้าบังคับเฮลิคอปเตอร์ให้แล่นไปตามความประสงค์ของเขา เมื่อดร.จ๋องแลเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกไปกลางสนามบินก็บังคับให้นักบินหุ่นพยนต์นำเครื่องบินบินต่ำลงมา แล้วนักบินหุ่นก็หย่อนบันไดเชือกลงมาให้

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยายามคิดว่า ท่านเป็นนักห้อยโหนคนหนึ่ง พอบันไดเชือกหย่อนลงมาเกือบถึงศีรษะท่านก็กระโดดคว้าบันไดเชือกไว้ได้ ทันใดนั้นเองเฮลิคอปเตอร์ก็ลอยขึ้นสูงทำให้ท่านเจ้าคุณเสียวไส้ อกสั่นขวัญแขวน ดิ้นกระแด่วๆ น่าสงสาร"

มันเป็นการบังเอิญที่สุด

เครื่องวิทยุและเรด้าเกิดขัดข้องเล็กน้อย เฮลิคอปเตอร์สูงขึ้นไปทุกที จนกระทั่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นคนตัวเท่าตุ๊กตาและเครื่องบินที่จอดในสนามลำเล็กนิดเดียว

"โอ๊ย-แย่ละโว้ยกู" ท่านเจ้าคุณร้องเสียงหลง แหงนหน้าตะโกนพูดกับนักบินหุ่นพยนต์ "ลงต่ำๆ ซีโว้ย"

นักบินหุ่นยิ้มให้ท่าน เขายักไหล่และแบมือทั้งสองข้างออก

"เสียใจครับ" เขาร้องตะโกนตอบ "การบังคับเครื่องอยู่ที่เจ้านายข้างล่างถ้าเขาไม่บังคับผม ผมก็แตะต้องอะไรไม่ได้"

ท่านเจ้าคุณร้องไห้โฮ

"อ๋อย-ข้าเมื่อยเต็มทนแล้วโว้ย ช่วยด้วยซี"

หุ่นพยนต์หัวเราะหึๆ

"ไต่เชือกขึ้นมาหาผมซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่นศีรษะ

"ไต่ไม่ไหว หมดแรงแล้ว โอ๊ย-พุทธังช่วย ธรรมมังช่วย สังฆังช่วย"

ครั้นแล้วท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ปล่อยมือจากบันไดเชือก ทันใดนั้นเอง ร่างอันอ้วนเตี้ยของท่านก็ลอยละลิ่วลงสู่พื้นดิน ท่ามกลางความตื่นตระหนกตกใจของประชาชนนับแสน พวกผู้หญิงร้องวีดว้าย พวกคนแก่เป็นลมไปตามกัน

เสียงโฆษกประกาศลั่น

"ท่านทั้งหลาย โปรดอย่าตกใจมันเป็นอุบัติเหตุเล็กน้อย ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ คงหมดแรง มือจึงหลุดจากบันไดเชือก แต่ท่านมีร่มชูชีพอยู่แล้ว ถ้าร่มไม่กางท่านก็ตาย ถ้าร่มกางท่านก็ปลอดภัย"

คณะพรรคสี่สหายตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาดและสี่นางวิ่งออกมานอกเต๊นท์ ประไพแหงนหน้ามองดูบิดาบังเกิดเกล้าของหล่อน แล้วตะโกนสุดเสียง

"โอ๊ย! คุณพ่อ กระตุกร่มซีคะ กระตึกร่มเร็ว"

คุณหญิงวาดมีกิริยาลนลาน ด้วยความห่วงใยเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งกำลังลอยละลิ่วลงมาเกือบถึงสนามบินอยู่แล้ว ท่านป้องปากร้องตะโกนลั่น

"เจ้าคุณ! อย่าเอาหัวลงนะคะ พยายามลงอย่างทิ้งย่อค่ะ"

ร่างของเจ้าคุณปัจจนึกฯ หมุนไปมาในท่าต่างๆ ลมปะทะถูกร่างและใบหน้าของท่านเต็มแรง จนกระทั่งเจ้าคุณนัยน์ตาเหลือกเพราะหายใจไม่ออก ท่านแลเห็นพื้นสนามบินใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว

นิกรหันมายิ้มกับเมียรักของเขา

"ไพจ๋า เราเอาศพท่านไปไว้วัดไหนดีจ๊ะ"

ประไพร้องไห้โฮ พูดพลางร้องไห้พลาง

"กลัวจะจมลงไปในดินตั้งสองสามเส้นหาศพไม่พบน่ะซีคะ โถ ไม่น่าเลย เอาชีวิตมาทิ้งที่นี่แท้ๆ "

อีกในราว ๓๐๐ ฟิตก็จะถึงพื้นดินแล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ นึกขึ้นได้ว่า ท่านมีร่มชูชีพผูกติดอยู่ที่หน้าอกของท่าน ซึ่งเป็นร่มชูชีพแบบใหม่และไม่มีวันที่จะไม่กาง เพราะดร.ดิเรกได้ประดิษฐ์ขึ้นด้วยหลักวิชาของเขา ดังนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ จึงกระชากสลักร่มออกทันที

ร่มชูชีพกางพรึ่บออก ร่างอันอ้วนเตี้ยของท่านเจ้าคุณแกว่งโตงเตงไปมา ในระยะสูงจากพื้นดินราว ๑๕๐ ฟิต นับว่าเตี้ยมาก ประชาชนทั้งสนามบินพูดกันพึมพำโห่ร้องเกรียวกราวที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ รอดตายได้หวุดหวิดเหมือนมีปาฏิหาริย์

คณะพรรคสี่สหายและท่านผู้ใหญ่ต่างถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมๆ กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ เพิ่งเคยโดดร่มเป็นครั้งแรกในชีวิตของท่าน จึงไม่รู้จักและเข้าใจในการบังคับร่ม ท่านเจ้าคุณปล่อยให้ร่มพาตัวไปตามยถากรรมนึกขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองท่านให้รอดพ้นจากคอย่นลง

ไปรวมกับตาตุ่ม ท่านเกาะสายร่มแน่นและหลับตาปี๋

ในที่สุด ร่มชูชีพก็พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ หล่นลงบนหลังคาเต็นท์หลังหนึ่ง ทำให้เต๊นท์หลังนั้นยุบฮวบพังลงมาทันที บรรดาแขกผู้มีเกียรติที่อยู่ในเต๊นท์ ถูกเต๊นท์และเสาเต๊นท์ทับดิ้นกันขลุกขลัก ทหารอากาศหลายสิบคนกับตำรวจวิ่งมาช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งเป็นเรื่องทุลักทุเลไม่น้อย

เสียงโฆษกประกาศให้ประชาชนทราบ

"พี่น้องทั้งหลายได้ชมกายกรรมทางอากาศและการกระโดดร่มชูชีพอย่างน่าหวาดเสียว ซึ่งแสดงโดยพระยาปัจจนึกพินาศแล้ว อันดับต่อจากนี้ไปกองทหารหุ่นเหล็ก จะออกมาพบกับทุกๆ ท่านรอบสนามบินดอนเมือง ท่านจะพูดคุยซักถามหุ่นพยนต์อย่างไรก็ได้ และหุ่นพยนต์เหล่านี้จะ

อยู่ใกล้ชิดกับท่านจน ๑๖.๐๐ นาฬิกา"

ประชาชนส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจทั่วสนาม ทหารหุ่นประมาณ ๑๐๐ ตัวต่างเดินออกมา และแยกย้ายกันไปทั่ว บ้างก็เดินลัดตัดสนามไปทางด้านตะวันออก ประชาชนเฮโลกันเข้ามาห้อมล้อมทักทายหุ่นพยนต์เป็นอย่างดี ซึ่งหุ่นพยนต์ก็โอภาปราศรัยด้วยอย่างนอบน้อม

การแสดงของอีโต้สิ้นสุดลงในเวลา ๑๖.๐๐ น. ตามที่บอกไว้ในสูจิบัตร คณะอีโต้ได้เป็นแขกผู้มีเกียรติของกองทัพอากาศ ทุกคนถูกเชิญไปที่สโมสรนายทหาร ซึ่งตอนพลบค่ำวันนี้ กองทัพอากาศจะได้จัดเลี้ยงอาหารแบบโต๊ะจีนแก่ดร.ดิเรกและคณะ ผลของการแสดงจะทำให้ประเทศ

มหาอำนาจทั้งหลายในโลกนี้เริ่มคำนึงถึงสันติภาพอันแท้จริงเพราะถ้าเกิดสงครามขึ้นและประเทศไทยเข้าข้างไหน อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องพินาศย่อยยับอย่างไม่มีปัญหา

ณ บัดนี้ ดร.ดิเรก ณรงฤทธิ์ ของเราได้กลายเป็นนักประดิษฐ์ และนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนี้แล้ว

หนังสือพิมพ์รายวันในกรุงเทพฯ ทุกภาษาและทุกฉบับ ต่างเสนอข่าวรายละเอียดในการแสดงของอีโต้พร้อมด้วยภาพต่างๆ หลายรูป หนังสือพิมพ์เหล่านี้ต่างสดุดียกย่องดร.ดิเรก ณรงฤทธิ์มากกว่าใคร

วันรุ่งขึ้นจากวันนั้น ดร.ดิเรก ก็พาเพื่อนเกลอทั้งสามกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินทางโดยรถยนต์เก๋งมุ่งตรงไปยังฐานทัพเรือแห่งราชนาวีไทยที่สัตหีบ ทั้งนี้เพื่อมอบอาวุธมหาประลัยให้แก่กองทัพ เรือนั่นเองและจะฝึกสอนทหารเรือให้รู้จักใช้อาวะเหล่านั้นด้วย คือ ปตอ.

ปรมาณู กระสุนปืนใหญ่ปรมาณู เครื่องมือพิเศษในการค้นหาและทำลายเรือดำน้ำ

คณะพรรคสี่สหายได้ไปพักอยู่ที่ฐานทัพเรือสามวัน จึงเดินทางกลับกรุงเทพฯ อย่างเงียบๆ พยายามปิดข่าวไม่ให้พวกหนังสือพิมพ์รู้ แต่หนังสือพิมพ์บางฉบับก็สามารถสืบรู้จนได้ เขียนข่าวลงพิมพ์มากมาย ขณะนี้ชื่อของดร.ดิเรก ณรงฤทธิ์ ทำให้หนังสือพิมพ์จำหน่ายขายดีมาก ถ้า

หนังสือพิมพ์ฉบับใด ไม่มีข่าวหรือรูปของนายแพทย์หนุ่มแล้ว หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นจะไม่มีใครหยิบเลย ดังนั้นพวกเหยี่ยวข่าว แร้งข่าวหรือกระจอกข่าวจึงพาช่างภาพป้วนเปี้ยนอยู่หน้าบ้านพัชราภรณ์ตลอดวัน แต่ดร.ดิเรกไม่ยอมให้ใครสัมภาษณ์เขา ทั้งนี้เพราะเขาจะต้องปกปิดทุก

สิ่งทุกอย่างไว้เป็นความลับก่อน เพื่อสมรรถภาพของกองทัพไทยทั้งสามทัพ

บรรดาสมาชิกของสมาคมพลังงานปรมาณูแห่งประเทศไทย ถึงแม้ไม่มีใครมาที่บ้านพัชราภรณ์อีก แต่ทุกคนก็ยังช่วยเหลือดร.ดิเรกเสมอ ขณะนี้นายแพทย์หนุ่มได้เสนอเรื่องไปให้คณะรัฐมนตรีแล้วขอเบิกจ่ายเงิน ๕๐ ล้าน เพื่อสร้างอาวุธมหาประลัยให้กองทัพบก เรือ และอากาศ

ของเรา ระหว่างที่คอยเงินสำหรับลงทุน ดร.ดิเรกจึงมีเวลาว่างตลอดวัน

นายแพทย์หนุ่มของเรามักจะหมกตัวอยู่แต่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ซึ่งเขาไม่ได้เฉลียวใจว่า เขากำลังอยู่ในสายตาของชาวต่างประเทศ คณะหนึ่งซึ่งมีแผนการที่จะลักพาดร.ดิเรกเดินทางไปยังประเทศของเขา และจะบังคับให้นายแพทย์หนุ่มสร้างอาวุธมหาประลัยให้ โดยจะรับ

ซื้อด้วยเงินสกุลปอนด์หรือดอลลาร์อย่างสูง

คืนวันนั้น

เวลา ๒๐.๐๐ น.เศษ ดร.ดิเรกนั่งดูโทรภาพอยู่ตามลำพัง ภายในห้องทดลองของเขา ซึ่งโทรภาพเครื่องนี้เขาสร้างขึ้นเอง ด้วยการลงทุนเพียง ๖ สลึงเท่านั้น

นายแพทย์หนุ่มได้ยินเสียงใครคนหนึ่งเคาะประตูกระจกฝ้าจึงเอื้อมมือปิดเครื่องรับวิทยุโทรภาพแล้วกล่าวขึ้นดังๆ

"คัมอิน"

ประตูกระจกฝ้าถูกผลักออกช้าๆ เจ้าแห้วเดินยิ้มกริ่มเข้ามาในห้อง และหยุดยืนข้างดร.ดิเรก

"รับประทานคุณพลให้มาเชิญคุณหมอขึ้นไปข้างบนสักประเดี๋ยวครับ รับประทานมีการเล่นโปกเก้อร์กันอย่างถึงเงินเชียวครับ"

ดร.ดิเรกหัวเราะเบาๆ และลุกขึ้นยืน

"งั้นเรอะ ถ้าได้เล่นโปกเก้อร์บ้างก็จะช่วยคลายอารมณ์อันตึงเครียดของกัน วันนี้อยู่ในห้องทดลองตลอดวัน แกช่วยเก็บกวาดห้องให้สะอาดเรียบร้อยหน่อยนะ แล้วปิดประตูหน้าต่างใส่กุญแจให้ด้วย" พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็เดินออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์และเอื้อมมือปิด

ประตูกระจกฝ้าไว้ตามเดิม

เจ้าแห้วยกมือไขว้หลังเดินวนเวียนไปมารอบๆ ห้อง ผิวปากเพลงเทียบนาฬิกาเบาๆ แอ๊คท่าทางให้เหมือนกับว่าเขาคือดร.ดิเรก ณรงฤทธิ์ เมื่อแลเห็นเสื้อยาวสีขาว ซึ่งเป็นเสื้อที่คุณหมอใช้แขวนอยู่ที่ผนังตึก แห้วก็หยิบลงมาคลี่ออก แล้วสวมเสื้อตัวนั้นทันที

ด้วยความทะลึ่งตามอุปนิสัยสันดานของเขา เจ้าแห้วได้เดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานของ ดร.ดิเรก ณรงฤทธิ์ดึงลิ้นชักออกทีละลิ้นชัก พอแลเห็นกล่องแว่นสายตาสั้น อันเป็นแว่นตาสำรองของนายแพทย์หนุ่ม เจ้าแห้วก็หยิบออกมาจากลิ้นชักนั้นแล้วเปิดกล่องออก หยิบแว่นสีขาวกรอบทอง

ขึ้นสวมทันที คราวนี้ลักษณะท่าทางของเจ้าแห้วก็ดูคล้ายๆ กับดร.ดิเรกเหมือนกัน บนโต๊ะนั้นมีแบบแปลนแผ่นหนึ่งวางอยู่ มันเป็นแปลนของเครื่องบินไอพ่นซึ่งเจ้าแห้วดูไม่รู้เรื่อง ถึงแม้จะตั้งอกตั้งใจพยายามดูอย่างไรก็คงไม่รู้เรื่องอยู่นั่นเอง

ระหว่างที่เจ้าแห้วสนใจกับแบบแปลนแผ่นนี้เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดหมายก็เกิดขึ้น ชายฉกรรจ์คนหนึ่งแต่งกายชุดสีดำล้วนรูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน กำลังปีนหน้าต่างห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของนายแพทย์ดิเรกเข้ามาอย่างระมัดระวังตัว

ชายลึกลับถือปืนพก ยู เอส อาร์มี่ อยู่ในมือขวา ใบหน้าของเขาเหี้ยมเกรียม บอกความเป็นอาชญากร ใบหน้าที่แก้มทั้งสองข้างตอบ นัยน์ตาโปน เกือบจะถลนออกมานอกเบ้า

ชายผู้นี้เป็นดาวร้ายที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ในวงการนักเลงอันธพาล เขาได้รับสินจ้างจากชาวต่าง ประเทศคณะหนึ่งให้มาจับกุมตัว ดร.ดิเรก ณรงฤทธิ์ และให้นำตัวนายแพทย์หนุ่มไปมอบให้เขา ณ จุดที่ได้นัดหมายกันไว้ โดยสัญญากันว่า ถ้านักเลงใหญ่ผู้นี้นำตัวดร.ดิเรกไปมอบให้

เขาได้แล้ว เขาจะจ่ายเงินสดให้แสนบาท

จอมนักเลงผู้นี้ได้เห็นรูปถ่ายของดร.ดิเรกจากชาวต่างประเทศคณะนั้นแล้ว แต่ภาพที่เห็นจากรูปถ่ายนั้นย่อมไม่เหมือนกับได้เห็นตัวจริงเขาจึงสำคัญผิดคิดว่าเจ้าแห้วนี่แหละคือ ดร.ดิเรก ณรงฤทธิ์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนี้

ขณะนี้ เจ้าแห้วกำลังฮัมเพลงพม่างมหอยเบาๆ ชายลึกลับเดินจรดปลายเท้าตรงเข้ามาหาทางด้านหลังเจ้าแห้ว บกปากกระบอกปืนพกจี้หลังเจ้าแห้วทันที

"คุณหมอ...ถ้าหากรักที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปละก็อย่าส่งเสียงขึ้นเป็นอันขาด แล้วก็...โปรดปฏิบัติตามคำสั่งผม"

เจ้าแห้วเย็นวาบไปหมดทั้งตัว ค่อยๆ หันหน้ามามองผู้ร้าย พอสบตากับดาวร้ายคนนี้ เจ้าแห้วก็นัยน์ตาเหลือกลานเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย ชายลึกลับกล่าวกับเจ้าแห้วต่อไปด้วยเสียงเฉียบขาด

"ลุกขึ้นเถอะครับคุณหมอเตรียมตัวไปกับผมเดี๋ยวนี้และปีนลงทางหน้าต่างนี้ ผมจะพาคุณหมอหลบหนีออกไปทางสวนดอกไม้หลังบ้าน"

เจ้าแห้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ใบหน้าซีดเผือดเหมือนไก่ต้ม เขารู้ทันทีว่าชายผู้นี้ทีเจตนาที่จะลักพาดร.ดิเรก ไปให้ชาวต่างประเทศคณะหนึ่ง เพราะในระหว่างนี้ มีผู้ใหญ่หลายคนได้จดหมาย หรือโทรศัพท์ให้ระวังตัวให้ดีเพราะอาจจะถูกจับส่งตัวไปต่างประเทศได้ ท่านผู้ใหญ่เหล่านี้ได้

ขอร้องให้ดร.ดิเรกงดการเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนและไม่ให้ประมาท ทางการตำรวจได้ส่งตำรวจคนหนึ่งมาเฝ้ายามที่บ้านพัชราภรณ์ในตอนกลางคืนทุกๆ คืน แต่ทางด้านหลังบ้านไม่มีตำรวจ คนร้ายลอบเข้ามาทางหลังบ้าน

เจ้าแห้วพยายามปลอบใจตนเองให้เข็มแข็ง ยืดหน้าอกขึ้นวางท่าให้ภาคภูมิ กระทำตัวเหมือนกับเขาเป็นดร.ดิเรกจริงๆ แล้วเจ้าแห้วก็ทำใจดีสู้เสือ พูดกับเจ้าหมอนั่นด้วยการทำเสียงขึ้นนาสิกเล็กน้อย

"ท่านต้องการอะไรจากฉัน"

ชายลึกลับยิ้มแค่นๆ

"ผมไม่มีเวลาพอที่จะตอบคำถามของคุณหมอหรอกครับ"

เจ้าแห้วลืมตาโพลง

"อ๋อ-ถ้ายังงั้นก็เชิญซีเพื่อน กันไม่ได้ไปหน่วงเหนี่ยวแกไว้นี่นา แกไปไหนก็ไปเถอะ"

เจ้าหมอนั่นขยับปืนขึ้นในท่าเตรียมยิง

"แต่คุณหมอต้องไปกับผมด้วย"

เจ้าแห้วพยักหน้าช้าๆ

"ออไร๋-ออไร๋ ยินดีมากที่ยูให้เกียรติไอมากมายเช่นนี้ อ้า-ปืนนั่นน่ะมันมีกระสุนหรือเปล่า ขอให้กันดูหน่อยได้ไหมเพื่อน"

เจ้าหมอนั่นเอียงคอเล็กน้อย แล้วสั่นศีรษะปฏิเสธ

"เสียใจ ผมไม่โง่พอที่จะส่งปืนให้คุณหมอหรอกครับ เชิญคุณหมอปีนลงทางหน้าต่างบานนี้ และโปรดทราบอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าหากไม่ทำตามคำสั่งของผม ผมก็จำเป็นที่จะต้องสังหารคุณหมอเสีย"

เจ้าแห้วทำตาปริบๆ หายใจไม่ทั่วท้องเลย

"เดี๋ยวก่อนพี่ชาย ขอเวลาให้กันสักหนึ่งนาทีได้ไหม"

"คุณหมอจะทำอะไร" เขาพูดห้วนๆ

"กันจะขอพูดโทรศัพท์ไปบอกให้ตำรวจเขาทราบว่าแกมาขู่กันลักพากันไปจากบ้านนี้ โน่นเครื่องโทรศัพท์อยู่โน่น ให้กันโทรถึงกองปราบฯ หน่อยนะ อย่างมากครึ่งนาทีเท่านั้น"

"ไม่ได้" เจ้าหมอนั่นตวาดแว๊ด "เร็วอย่าร่ำไรคุณหมอ ชีวิตของคุณหมอมีค่ามากมายนัก อย่าเพิ่งตายเลยนะครับ ปีนลงไปจากหน้าต่างบานนั้นเดี๋ยวนี้"

เจ้าแห้วถอนหายใจหนักๆ

"อ้า-สมมุติว่ากันจะแหกปากร้องตะโกนขึ้น แกจะว่าอย่างไร"

เจ้าหมอนั่นเค้นหัวเราะ

"ผมจะว่าอย่างไร ผมก็จะยิงคุณหมอทิ้งเสียเท่านั้น การฆ่าคนสำหรับผมเป็นเรื่องเล็กเหลือเกิน แต่การตายของคุณหมออาจจะเป็นเรื่องใหญ่ยิ่ง เพราะคุณหมอย่อมมีความหมายแก่คนทั้งโลก โดยเฉพาะมีความสำคัญยิ่งในประเทศไทย เชิญได้ครับ ผมไม่ชอบพูดพล่ามทำเพลง ใคร

ขัดขืนผมยิงเด็ดขาด"

ด้วยอำนาจปืนพก ๑๑ มม. ทำให้เจ้าแห้วต้องปฏิบัติตามคำสั่ง เขาเดินไปที่หน้าต่างข้างตัวตึกใหญ่แล้วปีนออกไปนอกหน้าต่าง ซึ่งชายลึกลับได้ติดตามไปในระยะกระชั้นชิด เมื่อเจ้าแห้งลงมาถึงพื้นดิน ชายลึกลับก็ใช้ปืนขู่ พาเจ้าแห้วลัดเลาะเข้าไปในสวนดอกไม้หลังบ้านพัชราภรณ์

แล้วพาหนีออกไปจากบ้านโดยไม่ยากลำบากอะไรนัก เพราะคนร้ายมีพรรคพวกถึงสองคนรออยู่นอกบ้าน พร้อมด้วยรถยนต์เก๋งซึ่งเตรียมมาคอยรับดร.ดิเรก

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ

จนกระทั่ง ๒๓.๐๐ น. เศษ ดร.ดิเรกได้พาพล, นิกร, กิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของเขา ทั้งนี้ก็เพราะคณะพรรค ๔ สหายของเราอยากจะชมภาพยนตร์เกี่ยวกับการแสดงของคณะอีโต้ที่สนามบินดอนเมืองเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๔ เดือนนี้ และฟิล์มนั้น

ดร.ดิเรกได้ล้างเสร็จเรียบร้อยแล้วเมื่อตอนบ่ายวันนี้เอง

เมื่อเข้ามาในห้อง นายแพทย์หนุ่มก็เอื้อมมือเปิดสวิทไฟช่อกลางห้อง เพื่อช่วยให้เกิดแสงสว่างมากขึ้นกว่าเดิม ไฟช่อกลางเพดานทำให้ห้องทดลองของดิเรก สว่างไสวราวกับกลางวัน

ตามปกติ ดร.ดิเรกของเราเป็นคนช่างสังเกต แสงไฟฟ้าอันสว่างไสวช่วยให้นายแพทย์หนุ่มแลเห็นรอยรองเท้าขนาดใหญ่คู่หนึ่งปรากฏอยู่บนพื้นห้อง ซึ่งพื้นห้องนั้นเป็นพื้นไม้สักลงน้ำมันขัดเงาเป็นมันปลาด ดังนั้นนายแพทย์หนุ่มจึงเห็นรอยรองเท้าของชายลึกลับผู้นั้นอย่างถนัด

เขายกมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ แล้วหันมาพูดกับเพื่อนเกลอของเขา

"เฮ้-ถ้าจะไม่ดีเสียแล้วละโว้ย มีนักเลงดีดอดเข้ามาในห้องของกัน ดู-ดูรอยตีนนี่ซี เริ่มต้นที่ขอบหน้าต่างนั่น และตรงไปที่โต๊ะตัวนั้น ที่เห็นถนัดเพราะรองเท้าคู่นี้เปื้อนดินแฉะๆ

พล, นิกล,กิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เงียบกริบ ต่างพากันมองดูรอยเท้าของคนร้ายด้วยความสนใจยิ่ง แล้วดร.ดิเรกก็กล่าวขึ้นดังๆ

"เสื้อของกันที่แขวนไว้มีเงินอยู่ในกระเป๋าเสื้อพันกว่าบาทหายไปเสียแล้ว อ้ายแห้วนี่เหลวไหลมาก สั่งแล้วให้ปิดห้องให้เรียบร้อย ไม่รู้ว่าหายหัวไปไหน"

นิกรกล่าวขึ้นดังๆ

"กันจะแสดงเป็นนักสืบเองที่เห็นนี้แสดงว่าคนร้ายสวมรองเท้าเบอร์ ๔๐ ซึ่งคนร้ายจะต้องเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย

"เออ-เข้าทีโว้ย แกสันนิษฐานได้ถูกต้องดีมาก"

นิกรทรุดตัวลงนั่งแล้วคลานไปรอบๆ ห้อง พิจารณาดูรอยตีนคนร้ายสัครู่เขาก็หยิบอะไรอย่างหนึ่งขึ้นมา ซึ่งไม่มีใครมองเห็น

"อะไรวะ" พลถาม

นิกรหัวเราะหึๆ

"ขนหน้าแข้งของผู้ร้ายโว้ย ผู้ร้ายทำขนหน้าแข้งหล่นไปเส้นหนึ่ง นี่ยังไงล่ะ" แล้วนิกรก็เป่าขนหน้าแข้งเส้นนั้นไปจากมือของเขา

เสี่ยหงวนกล่าวกับดร.ดิเรกอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกลองสำรวจตรวจดูให้รอบห้องซิ นอกจากเสื้อของแกแล้วมีข้าวของอะไรหายไปบ้าง"

"ออไร๋-ออไร๋ ไอต้องตรวจดูแน่นอน แต่ของสำคัญยิ่งของกันนั้นกันเก็บไว้ในห้องใต้ดินและไม่ต้องลงไปสำรวจก็ได้ ถึงคนร้ายจะเก่งกาจอย่างไรก็เปิดเซฟของกันไม่ออก เพียงแต่แตะต้องเซฟยักษ์ของกันใบนั้น เท่านั้นมันก็ตายแหงแก๋แล้ว ถึงแม้จะมีความรู้ในวิชาไฟฟ้าก็แก้ไข

อะไรไม่ได้" ต่อจากนั้นดร.ดิเรกก็สำรวจข้าวของต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นเครื่องมือใช้ในการทดลองวิทยาศาสตร์เป็นส่วนมาก แล้วดิเรกก็มาที่โต๊ะเขียนหนังสือของเขาดึงลิ้นชักออกตรวจของในลิ้นชัก "เฮ้ย-แว่นตาของกันหายไปอันหนึ่ง กันเพิ่งซื้อมาเมื่อเร็วๆ นี้เองสำหรับใช้เป็น

แว่นตาอาไหล่ ถ้าเผื่อแว่นของกันชำรุดเสียหายเมื่อก่อนที่กันจะออกไปเล่นโปกเก้อร์กับพวกเรากันยังเอาออกมาใส่ลองดู และจำได้อย่างแม่นยำว่ากันใส่ไว้ในลิ้นชักทางซ้ายนี้ คนร้ายที่ดอดเข้ามาในห้องทดลองคงขโมยเอาไปแล้วพร้อมด้วยเสื้อของกันหนึ่งตัว"

นิกรวางท่าเหมือนกับว่าเขาเป็นนักสืบเขายกมือซ้ายกอดอก และยกมือขวาลูบคลำคางเขา ขมวดคิ้วนิ่วหน้าในท่าตรึกตรอง สักครู่นิกรก็ตรวจดูรอยเท้าอีก ในที่สุดเขาก็กล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาด้วยเสียงหนักๆ ว่า

"เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กเสียแล้ว กันคิดว่าระหว่างที่แกออกไปจากห้อง เจ้าแห้วคงจะเอาเสื้อของแกสวมและเอาแว่นตาของแกมาใส่แสดงตนเป็นตัวแก ตามวิสัยคนทะลึ่งขนาดหนักอย่างเจ้าแห้ว ระหว่างนั้นคงจะมีคนร้ายปีนเข้ามาทางหน้าต่าง และมันคงเข้าใจผิดคิดว่าอ้ายแห้วเป็น

แก เลยจับเจ้าแห้วไป อย่างไรเสียคนร้ายก็คงจะได้รับเงินสินจ้าง จากชาวต่างประเทศคณะหนึ่งอันเป็นเงินค่าจ้างอย่างสูงในการจับกุมตัวแกไปให้มัน เป็นอันว่าเจ้าแห้วถูกจับไปแล้ว อย่างไม่มีปัญหา"

ทุกคนฟังนิกรด้วยความสนใจยิ่ง ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ แล้วกล่าวกับลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"แกตรัสรู้ได้อย่างไรวะ"

"อ้าว ผมก็ใช้ปฏิภาณอันเฉียบแหลมของผมน่ะซีครับ ตามปกติผมรักงานสอบสวนสืบสวนมาก เรื่องนักสืบทุกๆ เรื่องผมอ่านเสมอ คุณพ่อมองดูให้ดีซีครับจากรอยเท้าเหล่านี้เองบอกให้ผมรู้ว่า เจ้าแห้วถูกลักพาเอาไป ถ้าไม่จริงอย่างนี้ละก็เตะผมเลย หลักฐานมันบอกแหงๆ "

พลชักเลื่อมใสในนิกร จึงกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า

"อ้ายกรมันพูดมีเหตุผลเหมือนกันครับ คุณอาถ้าอ้ายแห้วถูกลักพาตัวเอาไป คนร้ายมันก็ต้องเข้าใจผิดคิดว่า เจ้าแห้วเป็นดิเรก"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"ขำดีเหมือนกันโว้ย ถ้าคนร้ายมันส่งตัวอ้ายแห้วไปเมืองนอก คงจะเกิดการอลเวงไม่น้อย เพราะเจ้าแห้วไม่ใช่ดิเรก ไม่มีความรู้ในวิชาวิทยาศาสตร์เลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับดร.ดิเรก

"ลองช่วยกันค้นหาเจ้าแห้วดูก่อนดีไหม ถ้าเจ้าแห้วไม่ได้อยู่ในบ้าน ก็หมายความว่าเจ้าแห้วถูกลักพาไปจริงๆ และคนร้ายคงจะพาเจ้าแห้วออกไปทางหลังบ้าน เพราะที่ประตูหน้าบ้านมีตำรวจและคนยามตลอดคืน"

ครั้นแล้ว ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พากันออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ แล้วแยกย้ายกันออกไปเดินค้นหาเจ้าแห้วรอบบริเวณบ้านพัชราภรณ์แต่ก็ไม่ปรากฏว่าได้พบเจ้าแห้ว พวกคนใช้ชายหญิง ๒-๓ คน ยังนั่งจับกลุ่มสนทนากันอยู่ที่เรือนพักคนใช้ ทุกคนปฏิเสธว่าไม่

ได้เห็นเจ้าแห้วเลย นับตั้งแต่ตอน ๒๐.๐๐ น.แล้ว

อีกครั้งหนึ่งที่ ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ย้อนกลับเข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์กันแซ่ดไปหมด และลงมติเห็นพ้องต้องกันว่าเจ้าแห้วถูกคนร้ายลักพาเอาตัวไปแล้ว

"แกจะต้องระวังตัวให้มากที่สุดดิเรก" พลกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา "พรุ่งนี้คนร้ายมันคงจะปล่อยเจ้าแห้วกลับมาบ้าน แล้วมันก็จะพยายามหาโอกาสลักพาเอาตัวแกไปจนได้"

ดร.ดิเรกพยักหน้ารับทราบ

"ออไร๋-กันจะจัดการรับมือกับคนร้ายรายนี้เอง ไม่จำเป็นที่กันจะต้องไปขอให้ตำรวจคุ้มครองกันหรอก ถ้าหากว่าคนร้ายลักลอบเข้ามาในบ้านเราอีก เพื่อจะจับกุมตัวกันแล้ว กันนี่แหละจะจับมันให้ได้ ไปพักผ่อนหลับนอนกันเถอะพวกเราเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กไม่สลักสำคัญอะไรเลย

คนอย่างกันไม่ใช่คนโง่ อ้ายเรื่องที่จะมาจับเอาไปง่ายๆ นั้น กันรับรองว่าเป็นไปไม่ได้ เขี้ยวเล็บของกันมีเต็มตัวหรือไม่เชื่ออ้ายกรจะทดลองดูก็ได้"

นิกรยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"ทดลองยังไงเพื่อน"

ดร.ดิเรกยื่นมือขวาให้นิกรจับ

"จับมือกันหน่อยซี แล้วแกจะรู้ว่ากันเป็นมนุษย์ที่มีอภินิหารในตัวของกันเอง"

นิกรพาซื่อยกมือขวาจับดร.ดิเรก ทันใดนั้นเองนิกรก็สะดุ้งเฮือกสุดตัว มีอาการเหมือนกับคนชักกระตุกปากคอบูดเบี้ยวนัยน์ตาเหลือกลาน ตัวสั่นเล็กน้อย เสี่ยหงวนกับพลและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ประหลาดใจไปตามกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือขวาจับแขนซ้ายดิเรกเขย่าเพื่อจะกล่าว

ถามนายแพทย์หนุ่ม แต่แล้วท่านเจ้าคุณก็มีอาการเหมือนกับนิกร คือชักกระตุกนัยน์ตาตั้ง

อาเสี่ยกิมหงวนอ้าปากหวอ พูดกับพลด้วยเสียงระล่ำระลัก

"เฮ้อ-ดิเรกมันมีไฟฟ้าในตัวโว้ย อ้ายกรกับคุณอาติดไฟฟ้าแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มหันมายักคิ้วให้เสี่ยหงวน

"นี่แหละคือเขี้ยวเล็บของกัน อีกครึ่งนาทีเท่านั้น อ้ายกรกับคุณพ่อก็ต้องตาย กระแสไฟฟ้าในตัวกันสามารถให้ความสว่างแก่บ้านเราในตอนกลางคืนได้เป็นอย่างดี แกคอยดูนะ...ประเดี๋ยวจะมีควันออกจากปากอ้ายกรและคุณพ่อ"

เสี่ยหงวนเดือดดาลนายแพทย์หนุ่มอย่างยิ่งที่ทรมานนิกร และเจ้าคุณปัจจนึกฯ เขาปราดเข้าไปยกเท้าขวาเหวี่ยงลูกแปเตะก้นดร.ดิเรกดังป้าบ แต่แล้วเท้าขวาของเสี่ยหงวนซึ่งไม่ได้สวมรองเท้าก็ติดแน่นอยู่ที่ก้นของนายแพทย์หนุ่ม ประกายไฟฟ้าแลบออกมาจากก้นของดิเรก

มองแลเห็นถนัด เหมือนกับไฟฟ้าช๊อต

กิมหงวนมีกิริยาเช่นเดียวกับนิกร และเจ้าคุณปัจจนึกฯ คือชักกระตุกนัยน์ตาตั้ง พลเผลอตัวกระโดดเข้ากระชากแขนเสี่ยหงวน แต่แล้วนายพัชราภรณ์ก็ถูกไฟฟ้าดูดด้วย

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะงอหาย เขาบังคับตัวเองให้ไฟฟ้าในตัวของเขาเสื่อมฤทธิ์ ทันใดนั้นเอง สามเกลอกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ปล่อยมือออกจากตัวดร.ดิเรก ทุคนมีอาการอ่อนเปลี้ยไปตามกัน และพากันมองดูนายแพทย์หนุ่มด้วยความประหลาดมหัศจรรย์ใจยิ่ง

"หมอ" นิกรร้องสุดเสียง "นี่แกมีไฟฟ้าในตัวด้วยหรือนี่"

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้ารับรอง

"ออไร๋-มีมานานแล้ว ไฟฟ้าในตัวกันก็กำลังห้ากิโลวัตต์เป็นอย่างน้อย"

"ไอ๊ย่า" อาเสี่ยคราง "แล้วคุณประภามิแย่หรือ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"กันมีความสามารถเป็นพิเศษ บังคับไฟฟ้าให้ทำงานได้และหยุดได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"อื้อฮือโว้ย ชาไปหมดทั้งตัวเลย นึกว่าม่องเท่งเสียแล้ว จะสะบัดมืออย่างไรมันก็ไม่หลุดจากแขนของแก เรี่ยวแรงมันหายไปไหนไม่รู้"

ดิเรกยื่นมือขวาให้พ่อตาของเขาอีก

"ลองดูอีกทีซีครับคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณตวาดแว๊ด

"ไม่เอาโว้ย"

คณะพรรค ๔ สหายต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน แล้วพลก็กล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาว่า

"ชักเป็นห่วงเจ้าแห้วเสียแล้ว ไปบอกตำรวจให้เขาช่วยติดตามเจ้าแห้วไม่ดีหรือ"

ดร.ดิเรกรีบปฏิเสธทันที

"โนๆๆ กันรับรองว่าเจ้าแห้วไม่เป็นอันตรายหรอก ถ้าเราไปแจ้งความกับตำรวจก็จะทำให้เรื่องอื้อฉาว และการไปแจ้งความน่ะ เราจะต้องเสียเวลาแกร่วอยู่โรงพักสามสี่ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย คงเป็นธรรมเนียมของการแจ้งความ กันเชื่อว่าพรุ่งนี้เช้าพวกผู้ร้ายมันก็ต้องปล่อยเจ้า

แห้วกลับมาบ้าน มันไม่กักขังไว้ให้เสียข้าวหรอก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูนายแพทย์หนุ่มอย่างห่วงใย

"แกต้องระวังตัวให้มากนะดิเรก ขณะนี้แกเป็นคนสำคัญของโลกทีเดียว ถ้าชาติไหนได้ตัวแกไปกักขังไว้ และบังคับให้แกทำอาวุธให้มัน ชาตินั้นก็จะเป็นเจ้าโลก"

ดิเรกว่า "จะมาบังคับผมอย่างไรกัน สมมุติว่าจับตัวผมไปได้ และใช้ให้ผมทำอาวุธร้ายเหล่านี้ ผมก็จะถือโอกาสทำลายประเทศนั้นเสียเลย เดี๋ยวนี้ฝรั่งมันโง่กว่าผมแล้วฮะ"

คณะพรรค ๔ สหายและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์เพื่อไปพักผ่อนหลับนอน

ตอนสายของวันรุ่งขึ้น คณะพรรค ๔ สหายและผู้ใหญ่ทั้งสามได้ชุมนุมกันอยู่ในห้องรับประทานอาหารของบ้านพัชราภรณ์และกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ ซึ่งเป็นอันแน่นอนว่าเจ้าแห้วได้ถูกคนร้ายลักพาตัวไปจากบ้านพัชราภรณ์ด้วยความสำคัญผิดคิดว่า

เจ้าแห้วคือดร.ดิเรก ณรงฤทธิ์ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดและสี่นางต่างเป็นห่วงเจ้าแห้วไม่น้อย เพราะไม่อาจจะทราบได้ว่าเจ้าแห้วจะเป็นตายร้ายดีประการใด คุณหญิงวาดถึงกับร้องไห้ด้วยความสงสารเวทนาเจ้าแห้วคนใช้เก่าแก่ของท่าน ซึ่งท่านอุปการะเลี้ยงดูมาตั้งแต่

เยาว์วัย

เมื่อปะไพให้ความเห็นว่าเจ้าแห้วอาจจะถูกฆ่าตายเสียแล้ว คุณหญิงวาดก็ปล่อยออกมาเสียงโฮ

"อย่าพูดอย่างนี้ไพเอ๊ย อย่าพูดให้ร้ายมัน อาสงสารเจ้าแห้วมันเหลือเกิน ถึงมันจะนิสัยทะลึ่งตึงตัง มันก็มีความซื่อสัตย์สุจริตและรับใช้การงานอย่างคล่องแคล่ว โธ่เอ๊ย...เห็นหน้ากันหลัดๆ แท้ๆ พวกผู้ร้ายมันอาจจะเอาไปยิงทิ้งเสียก็ได้ เขาพูดกันว่าวิธีฆ่าคนอย่างแนบเนียนก็คือเอา

ลงเรือไปในทะเลแล้วก็ฆ่าให้ตาย เอามีดแหวะท้องโยนทิ้งทะเล ศพจะไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นมาเลยหรือไม่ก็หลอกเข้าป่าเอาปืนยิงเอามีดแทง แล้วก็เอาน้ำมันเบ็นซินในรถยนต์นั่นแหละราดให้ทั่วตัวเอาไฟจุด เจ้าแห้วถูกเช่นนี้เข้า มันก็คงตายเปล่า เราจะไปฟ้องร้องเอากับใคร นี่

แหละพระท่านว่าอนิจจังทุกขัง"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ชักรำคาญในเมื่อเห็นคุณหญิงของท่านร้องไห้สะอึกสะอื้นคร่ำครวญถึงเจ้าแห้ว

"อย่าเพิ่งร้องไห้เลยน่าคุณหญิง ขอให้รู้แน่ว่าเจ้าแห้วมันตายเสียก่อนค่อยร้องไห้ ฉันคิดว่าคงยังไม่ตายหรอก เพราะคนเลวๆ อย่างเจ้าแห้ว แม้แต่ยมบาลก็คงไม่ต้องการ"

คุณหญิงวาดสะอื้นดังๆ

"ไม่จริงหรอกค่ะ เจ้าคุณขา สมัยนี้คนดีต่างหากที่อยู่ๆ ก็ตายจากเราไปออย่างง่ายดาย ส่วนคนชั่วคนเลวนั้นมีทีท่าเหมือนกับจะอยู่ค้ำฟ้าผู้คนจะสาปแช่งอย่างไรมันก็ไม่ตาย มีแต่ความสุขความเจริญร่มเย็นเป็นสุข ทั้งนี้ก็เพราะโลกเรามันจะแตกดับแล้ว ดิฉันรู้แน่นอนทีเดียวค่ะ เจ้า

คุณคะ ใน พ.ศ. ๒๕๐๐ กึ่งพุทธกาลนี่แหละโลกของเราจะถึงกาลพินาศ แตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย"

นวลลออสนใจในเรื่องโลกแตกมาก หล่อนทำหน้าตื่นๆ แล้วถามคุณหญิงวาดอย่างเป็นงานเป็นการ

"คุณอาหญิงทราบได้อย่างไรคะ ว่าปีหน้าโลกจะแตก"

คุณหญิงวาดยิ้มทั้งน้ำตา

"ก็ทราบจากหนังสือของพญายมที่ทิ้งลงมาจากเขาทับทิมน่ะซีหลาน หนังสือนั้นบอกว่าให้มนุษย์ทั้งหลายใช้เวลาที่เหลืออยู่ในปีนี้บำเพ็ญบุญกุศล ละเว้นการสร้างบาปกรรม ระลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เพราะในปีหน้าคือกึ่งพุทธกาลนี้ไฟบรรลัยกัลป์จะมาล้างโลก โลกเราจะ

แตกทลายออกเป็นหลานล้านเสี่ยง ผู้คนจะล้มตายเป็นเบือ ส่ำสัตว์มนุษย์ทั้งหลายถึงกาลพินาศแล้ว"

ประภาถามขึ้นทันควัน

"โลกเราอยู่ดีๆ ทำไมมันถึงจะแตกได้ล่ะคะ คุณอาขา"

นันทาพูดเสริมขึ้นก่อนที่คุณหญิงจะตอบ

"นั่นน่ะซีคะ ทุกสิ่งต้องมีเหตุจึงจะมีผล"

คุณหญิงวาดลืมตาโพลง

"ก็พญายมราชท่านทิ้งหนังสือบอกมายังงั้นนี่พวกเธอก่อนจะนอนน่ะอย่าลืมสวดนะมะทะนะ สวดมนต์ไว้เถอะแม่คุณ ไม่เสียหายหรอก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดโพล่งขึ้นทันที

"นี่เรากำลังวิจารณ์กันถึงเรื่องเจ้าแห้ว แต่ไหงมาพูดกันถึงเรื่องโลกแตก ฉันคิดว่าเธออย่าเพิ่งวิจารณ์เรื่องโลกเลยคุณหญิง พูดกันเรื่องเจ้าแห้วดีกว่า เรื่องโลกแตกน่ะไม่มีปัญหาอะไร เมื่อมันแตกเมื่อไร สิ่งที่มีชีวิตในโลกนี้ก็จะต้องตายหมด ฉันคิกว่ากินข้าวอิ่มแล้วคุณหญิงกับฉัน

ไปที่กองปราบฯ สามยอดไม่ดีหรือ"

คุณหญิงวาดกำลังสนใจในเรื่องโลกจึงตอบเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ว่า

"โอ๊ย-ตำรวจเขาจะช่วยอะไรได้คะ เมื่อถึงคราวที่โลกมันจะแตก ตำรวจเองก็ต้องตาย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยกมือเกาศีรษะอย่างหัวเสีย

"เรื่องอ้ายแห้วจ้ะคุณหญิง ไม่ใช่เรื่องโลก บ๊ะแล้ว...ไปไหนมาสามวาสองศอก พูดกันคนละเรื่องเสียแล้ว ฉันบอกคุณหญิงว่าคุณหญิงกับฉันควรจะรีบไปที่กองปราบฯ สามบอด แจ้งเรื่องให้โปลิศเขารู้ที่เจ้าแห้วถูกลักพาไปจากบ้านเมื่อคืนนี้ เขาจะได้ช่วยเหลือติดตามสืบหาผู้ร้าย"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"อย่าตกอกตกใจให้เกินควรเลยครับ คุณอาทั้งสอง ตะกี้นี้ผมได้ตรวจดูดวงชะตาของเจ้าแห้วตามหลักวิชาโหราศาสตร์แล้ว ในดวงปรากฏว่าเจ้าแห้วไม่เป็นอะไร"

ทุกคนมองดูดร.ดิเรกเป็นตาเดียว อาเสี่ยกิมหงวนหัวเราะเสียงแหลมเล็กอย่างกวนโทโส

"เฮ้ย...แกเป็นหมอยา หรือหมอดูแน่วะ ดิเรก"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแป้น

"เป็นทั้งสองอย่าง คนอย่างกันเป็นผู้ที่ไม่อิ่มวิชาและหันถือว่าไม่มีใครที่จะแก่เกินเรียน กันใช้เวลาวันละครึ่งชั่วโมง ศึกษาวิชาโหราศาสตร์มาปีกว่า ซึ่งเป็นโหราศาสตร์ชั้นสูงตามหลักของอินเดีย ท่านมหาราชาจันทรกุมารได้กรุณาประทานตำราโหราศาสตร์เก่าแก่ของพระองค์มาให้

กันหลายเล่ม รับรองว่าพยากรณ์แม่นราวกับตาเห็น ดูเคราะห์ ดูโศก ดูโรค ดูภัย โชคชะตาราศรี ดูเทวดาเสวยอายุได้ทั้งนั้น ในไม่ช้านี้กันอาจจะเปิดห้องโหรขึ้นที่ใดที่หนึ่งก็ได้ คือรับพยากรณ์โชคชะตาและรับฉีดยาผ่าตัดรักษาโรค"

พลยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"อือ-แหวกแนวดีเหมือนกันโว้ย ถ้าเช่นนั้นแกอาจจะเป็นหมอดูคนแรก ที่เป็นนายแพทย์แผนปัจจุบันปริญญาต่างประเทศ และเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้เรืองนามของโรคด้วย ถ้าแกเปิดห้องโหร แกจะคิดค่าพยากรณ์คนละเท่าไรล่ะ แพงนักคนจนก็ไม่มีโอกาสที่จะได้รับคำพยากรณ์

จากแก"

ดร.ดิเรกนิ่งคิด แล้วพูดเสียงหนักๆ ว่า

"คิดคนละหกสลึง"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง ดังลั่นห้องรับประทานอาหาร นันทากล่าวกับนายแพทย์หนุ่มด้วยเสียงหัวเราะ

"คุณหมอน่ะไม่ว่าจะทำอะไร ต้องคิดเป็นมูลค่าหกสลึงเสมอ"

ทันใดนั้นเอง ทุกคนก็สะดุ้งเฮือกไปตามกัน เมื่อแลเห็นเจ้าแห้ว เดินหน้าเซ่อเข้ามาในห้องรับประทานอาหารคล้ายๆ กับคนที่ถูกสะกดจิต เจ้าแห้วถูกโกนผมเกลี้ยงแลเห็นศีรษะโล้นเหมือนกับเตรียมตัวจะอุปสมบท คุณหญิงวาดเผลอตัวร้องสุดเสียง

"ตาเถร"

เจ้าแห้วทำคอย่นแล้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานไม่ใช่ตาเถรหรอกครับ ผมเองแหละครับ"

ทุกคนมองดูเจ้าแห้วด้วยความประหลาดใจยิ่ง นิกรกล่าวถามเจ้าแห้วทันที ทั้งๆ ที่ในปากของเขามีขนมปังเต็มปาก ดังนั้นจึงพูดสียงคับปากว่า

"อ้ายแห้ว-แกจะบวชล้างซวยหรือนี่ ทำไมไม่บอกให้พวกเรารู้บ้างล่ะโว้ย เมื่อคืนแกไปนอนที่ไหนมาวะ"

เจ้าแห้วถอนใจเฮือกใหญ่

"ไปนอนทางปากน้ำครับ รับประทานผมไม่ทราบเหมือนกันว่าบ้านที่ผมไปนอนอยู่นั้นอยู่ที่ไหน รับประทานรู้แต่เพียงว่าอยู่แถวสมุทรปราการ เพราะแลเห็นรถไฟสายปากน้ำ แล่นผ่านไกลๆ รับประทานผมถูกผู้ร้ายบุกเข้าไปในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ แล้วมันก็เอาปืนพกขู่ผม

บังคับให้ผมปีนลงทางหน้าต่าง รับประทานมันพาผมออกไปทางหลังบ้านครับ พาไปขึ้นรถเก๋งสีดำคันหนึ่ง รับประทานพรรคพวกของมันสองคนอยู่ในรถคันนั้น พอรถแล่นออกไปนอกถนนใหญ่ รับประทานผู้ร้ายมันก็เอาด้ามปืนตีศีรษะผมครับ รับประทานเลยสลบเหมือดอยู่ในรถคัน

นั้นนั่นเอง"

"แล้วยังไง" คุณหญิงวาดถามอย่างร้อนรน มองดูเจ้าแห้วซึ่งสวมเสื้อหมอของนายแพทย์ดิเรก และถือหมวกสักหลาดเก่าๆ อยู่ในมือทั้งสอง

เจ้าแห้วทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"รับประทานผมรู้สึกตัว ก็พบตัวเองอยู่ในบ้านหลังหนึ่งขอรับ ต่อจากนั้นก็มีฝรั่งสองคนเข้ามาพูดกับผมผมก็เลยคุยกับมัน รับประทานคุยกันเกือบชั่วโมงไม่รู้เรื่องเลยครับ เพราะมันพูดภาษาอังกฤษ และผมพูดภาษาไทย ในที่สุดมันก็รู้ว่าผมไม่ใช่คุณหมอดิเรก รับประทานพอตื่นเช้า

พวกนักเลงกลุ่มหนึ่งก็เข้าไปในห้อง เอาปืนขู่ผม แล้วอ้ายคนสูงใหญ่ที่มาจับผมก็เอาตะไกรปัตตาเลี่ยนกร้อนผมครับ"

ทุกคนฟังเรื่องราวที่เจ้าแห้วเล่าให้ฟังด้วยความสนใจยิ่ง แล้วก็ผลัดกันซักไซ้ไล่เลียงรายละเอียดจากเจ้าแห้ว ซึ่งเจ้าแห้วก็เล่าให้ฟังตามตรง

"แกกลับบ้านมาได้อย่างไรล่ะ" นันทาถามอย่างเป็นงานเป็นการ

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานผู้ร้าย มันเอารถมาส่งผมครับแต่ก่อนจะออกจากบ้านมันช่วยกันตุ๊ยผมเสียสลบ รับประทานเมื่อผมรู้สึกตัว รถก็แล่นมาถึงสวนลุมพินีแล้ว พอถึงที่ปลอดคน ผู้ร้ายในก็ให้เงินผม ๒๐ บาท บอกให้ขึ้นรถกลับบ้าน และขู่ว่ารับประทานถ้าผมนำความไปแจ้งตำรวจพวกมันจะ

ติดตามฆ่าผมเสีย"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"แกก็เลยลงจากรถ ขึ้นรถแท็กซี่กลับมาบ้าน"

"รับประทาน ไม่ได้ลงจากรถหรอกครับ อ้ายพวกนั้นมันช่วยกันถีบผมลงจากรถต่างหาก ผมเดินเปะปะออกมานอกสวนลุมพินี เรียกรถแท็กซี่คันไหนก็ไม่ยอมรับ รับประทานเขาคงสงสัยว่าผมเป็นบ้า ในที่สุดคนขับรถแท็กซี่แก่ๆ คนหนึ่งก็รับผมมาส่งที่นี่"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจ ดังขึ้นลั่นห้องรับประทานอาหาร ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์กันในเรื่องนี้ แล้วก็เตือนดร.ดิเรกให้ระมัดระวังตัว

นายแพทย์หนุ่มกล่าวว่า

"ผมเชื่อว่าขาวต่างประเทศคณะนี้ได้รับคำสั่งจากรัฐบาลของเขา ให้จับตัวผมส่งไปนอก มันจะต้อง ใช้ความพยายามอีกอย่างไม่ต้องสงสัย"

คุณหญิงวาดเห็นพ้องด้วย

"ถูกแล้วพ่อดิเรก เธอควรจะต้องระมัดระวังตัวให้มากทีเดียว กลางคืนไม่ควรออกจากบ้านไปไหน"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มอย่างใจเย็น

"เอาเถอะครับ คุณอาคอยดูความสามารถของผมก็แล้วกัน ผมจะใช้ความสามารถในวิชาวิทยาศาสตร์ของผมจับจารชนคณะนี้ให้ได้ ผมไม่กลัวมันหรอกครับ ผมกล้าท้าได้ว่า ถึงมันจะใช้ความมานะพยายามสักเพียงใดก็ไม่มีโอกาสที่จะจับกุมตัวผมได้"

ต่อจากนั้น คณะพรรค ๔สหายและท่านผู้ใหญ่ก็ปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้ เจ้าแห้วยอมรับสารภาพกับด๊อกเตอร์ดิเรกว่า ที่คนร้ายเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นนายแพทย์หนุ่มนั้น ก็เพราะเขาเอาเสื้อหมอของดิเรกมาใส่ มิหนำซ้ำยังใส่แว่นตาของนายแพทย์หนุ่มด้วย

คืนวันนั้นอากาศร้อนระงม

หลังจาก ๒๒.๐๐ น. ล่วงแล้ว คนในบ้านพัชราภรณ์ก็ได้พากันนอนหลับจนหมดสิ้น แต่พล, นิกร, กิมหงวนกับดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วคงนั่งสนทนาอยู่บนสนามเล็กๆ ในสวนดอกไม้หลังบ้านพัชราภรณ์

ณ บัดนี้ นายแพทย์ได้เตรียมแผนการที่จะจับคนร้ายไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เขาไม่ยอมเปิดเผยให้ผู้ใดทราบ ดิเรกเป็นผู้ชวนสามสหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วมานั่งล้อมวงสนทนากับเขาที่นี่ด้วยความมั่นใจว่า อย่างไรเสียคนร้ายจะต้องอุกอาจเข้ามาในบ้านพัชราภรณ์ในคืน

วันนี้ และคนร้ายจะต้องมีจำนวนหลายคนด้วยกัน ถ้าหากว่าแลเห็นเขานั่งล้อมวงอยู่กับเพื่อนๆ ที่นี่ คนร้ายก็คงจะปราดเข้ามาใช้ปืนขู่ ด้วยความหวังที่จะพาเขาไปจากบ้านนี้

นายแพทย์หนุ่มยอมลงทุนซื้อวิสกี้ตราขาวสองขวด และกับแกล้มอีกหลายอย่างเลี้ยงคณะพรรคของเขา ดังนั้นจึงปรากฏว่า เมื่อวิสกี้ขวดแรกหมดไป อาเสี่ยกิมหงวนของเราก็เริ่มมึนเมา ร้องรำทำเพลงเสียงเอะอะเอ็ดตะโร ส่วนนิกรสมัครใจกินกับแกล้มมากกว่าเหล้าและไม่ชอบจะ

พูดคุยกับใครมากมายนัก นิกรคนเดียวล่อไก่ย่างถึงสองตัวชั่วเวลาเพียงครู่เดียวเท่านั้น

"เมื่อไรผู้ร้ายมันจะเข้ามาลักแกไปเสียทีวะดิเรก" อาเสี่ยกิมหงวนพูดเสียงลิ้นไก่สั้น "กันอยากดูหน้าตาผู้ร้ายเหลือเกิน ให้ดิ้นตาย...อยากรู้นักว่ามันเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ทำไมมันถึงกล้าหาญชาญชัยอย่างนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูอาเสี่ยกิมหงวนอย่างเศร้าใจ

"แกเมาก็ขึ้นไปนอนเสียเถอะวะ อ้ายหงวน"

อาเสี่ยลืมตาโพลง เป็นธรรมดาอยู่เองที่คนเมาเหล้านั้นจะไม่ยอมรับว่าตนเมาเหล้า

"ใครว่าเมา...เมายังไง...พูดยังงี้มันดูถูกกันนี่ คุณอาจะเอาเรื่องหรือจะเอาเลือดกับผมก็ว่ามา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักฉิว

"อ้าว...เดี๋ยวก็ยันเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นเอง คนเมาข้าถือนะโว้ย เพราะว่าถึงเมาอย่างไรก็กินขี้ไม่ได้"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก ยกมือตบหน้าอกตัวเอง

"กินได้ซีครับ ผมกินได้เด็ดขาด ไม่เชื่อคุณอาขี้ออกมาเดี๋ยวนี้ ถ้าอ้ายหงวนไม่กินไม่ใช่ลูกคน"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง ดังลั่นสวนดอกไม้ แล้วก็มีเสียงคุณหญิงวาดร้องตะโกนมาจากชั้นบนของตึกใหญ่

"โว้ย-คุยกันเบาๆ หน่อยโว้ย ดึกดื่นแล้ว คนอื่นเขาจะได้หลับนอนบ้าง"

นิกรยกมือป้องปากแล้วตะโกนสุดเสียง

"หนวกหูก็คุยบ้างซีครับ"

เท่านั้นเอง เสียงที่ไม่เป็นมงคลก็กระจายมาตามลม ทำให้ ๔ สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วนั่งคอแข็งไปตามกัน ต่อจากนั้นพลก็ผสมวิสกี้โซดาแจกจ่ายคณะพรรคของเขา เจ้าแห้วอยากสูบกัญชาเต็มทน จึงคลานเข้ามาหาพลแล้วพูดเบาๆ ว่า

"รับประทานผมไปที่เรือนพักคนใช้ประเดี๋ยวได้ไหมครับ"

พลหันมามองดูเจ้าแห้ว และรู้เท่าทันเจ้าแห้ว

"นั่งอยู่นี่แหละ อย่าไปไหนเป็นอันขาด มีอะไรเกิดขึ้นจะได้ช่วยกัน ฉันรู้ว่าแกจะเลี่ยงไปสูบกัญชา และถ้าแกสูบกัญชาเข้าไปแล้วแกจะกลายเป็นคนที่ขี้ขลาดตาขาวสิ้นดี แม้กระทั่งเห็นเชือกเส้นเล็กๆ แกก็จะเข้าใจว่าเป็นงู"

เจ้าแห้วยิ้มเจื่อนๆ แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าในกระเป๋าของเขามีบุหรี่ผสมกัญชาเหลืออยู่อีกมวนหนึ่ง เจ้าแห้วรีบล้วงมือลงในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตหยิบบุหรี่ออกมาจุดสูบทันที ควันระเหยของกัญชาช่วยให้เจ้าแห้วสดชื่นกระปลี้กระเปล่าขึ้นไม่ผิดอะไรกับปลาได้น้ำ

ขณะที่คณะพรรค ๓ สหายล้อมวงสนทนากันอย่างครื้นเครง ร่างของชายฉกรรจ์รวม ๔ คนก็ปรากฏขึ้น

บุรุษยามวิกาลทั้งสามคนนี้ถือปืนกลมือ ในท่าเตรียมยิง แล้วเดินเข้ามาหาคณะพรรค ๔ สหายคนละด้าน ชายฉกรรจ์ทั้งสามซึ่งแต่งกายในชุดที่กลืนกับความมืดได้หยุดยืนห่างจาก ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเพียงเล็กน้อย

ชายร่างใหญ่หนึ่งในสามคนของพวกคนร้ายซึ่งเป็นผู้ลักพาเจ้าแห้วไปเมื่อคืนที่แล้วมา ก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงเด็ดขาด

"ยกมือขึ้น และอย่าส่งเสียงเป็นอันขาด"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างปฏิบัติตามคำสั่งของคนร้ายทันที ดร.ดิเรกยื่นมือให้ชายร่างใหญ่ แสงสว่างจากโคมไฟที่มือตุ๊กตาหินอ่อนช่วยให้นายแพทย์หนุ่มแลเห็นใบหน้าอันเหี้ยมเกรียมของคนร้ายอย่างเลือนลาง

"ต้องการอะไรจากเราหรือน้องชาย"

ชายร่างใหญ่แสยะยิ้ม จ้องตาเขม็งมองดูดิเรก

"สิ่งที่เราต้องการคือตัวคุณหมอนั่น" พูดจบเขาก็ตวาดนิกรเสียงลั่น "คุณคนนั้นอยากตายหรือ เอามือลงทำไม"

นิกรยิ้มให้หัวหน้าคนร้าย

"กันขอความกรุณาเป็นพิเศษ จั๊กกระแร้เป็นฝีลูกหนูมาหลายวันแล้ว ชูมือขึ้นปวดเหลือเกิน กันรับรองว่ากันไม่ต่อสู้แกหรอก แกทั้งสามมีปืนกลมือคนละกระบอก ถ้าพวกเราคิดสู้พวกแกก็โง่เต็มแล้วหละ"

ทันใดนั้นเอง หุ่นพยนต์ของดร.ดิเรกก็ปรากฏออกมาจากที่ซ่อนรวม ๕ ตัวด้วยกัน หุ่นพยนต์เหล่านี้แต่งกายแบบสุภาพชนและปราศจากอาวุธ หุ่นพยนต์ต่างเรียงรายห้อมล้อมดาวร้ายทั้งสามและเดินทื่อเข้ามาหา คณะพรรคสี่สหายยิ้มแป้นไปตามกัน

ดิเรกร้องบอกหุ่นของเขา

"เอาละโว้ย จับให้อยู่ ถ้าคนร้ายต่อสู้ให้จับตายได้

พวกผู้ร้ายต่างหันควับไปหาหุ่นพยนต์ ชายร่างใหญ่ยกปืนกลมือขึ้นประทับบ่าในท่าเตรียมยิง

"หยุดอย่าเข้ามานะ พ่อยิงหงายท้องเลย"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก กล่าวกับพวกคนร้ายทันที

"อ้ายน้องชาย ลื้อแหกตาดูให้ดีซิว่า มันเป็นคนหรือเป็นอะไรกันแน่ ฮ่ะ ฮ่ะ ลื้อเสียท่าด๊อกเตอร์ ดิเรกเพื่อนอั๊วเสียแล้ว วางปืนกลมือเสียเถอะวะ ไม่มีมนุษย์คนไหนหรอกที่จะสู้กับหุ่นวิทยาศาสตร์ได้ อย่าพยายามใช้ปืนเลย เสียลูกปืนเปล่าๆ "

คนทั้งสามชักลังเลทำหน้าเลิ่กลั่กไปตามกัน ต่างรู้ดีว่านายแพทย์หนุ่มผู้นี้ เป็นผู้ประดิษฐ์หุ่นพยนต์หรือมนุษย์เหล็กได้ ด้วยวิชาวิทยาศาสตร์อันยอดเยี่ยมของเขา

หุ่นเหล็กทั้งสามตัวเดินทื่อเข้ามาตะครุบคนร้ายไว้ตัวละคน อีกสองตัวยืนคุมเชิงคอยช่วยเหลือ ชายร่างใหญ่หัวหน้าคนร้าย ดิ้นรนสะบัดมืออก แต่แล้วหุ่นเหล็กก็ปล่อยกระแสไฟฟ้าในตัวของมันทันที

"โอ๊ย" ชายร่างใหญ่ร้องสุดเสียง มีอาการชักกระตุกนัยน์ตาตั้ง แบบเดียวกับคนถูกไฟฟ้าดูด

ดิเรกร้องตะโกนห้ามหุ่นพยนต์ของเขา

"พอแล้วน้องชาย อย่าให้ถึงตายเลย"

หุ่นพยนต์หยุดปล่อยกระแสไฟฟ้า แล้วยกมือเขกกบาลหัวหน้าผู้ร้ายดังโป๊ก ผู้ร้ายอีกสองคนยืนนิ่งเฉยไม่คิดสู้หุ่นเหล็ก คณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วลุกขึ้นยืน หุ่นพยนต์ทั้ง ๕ ตัวนำคนร้ายทั้ง ๓ คนเข้ามารวมกลุ่มเบื้องหน้าสี่สหาย

เจ้าแห้วจำหน้าพวกคนร้ายได้ดี ความโกรธทำให้เขามาหาหัวหน้าคนร้าย แล้วลั่นหมัดขวาชกเจ้าหมอนั่นถูกปากครึ่งจมูกครึ่งพอดี

"นี่แน่ะ นี่คือหมัดล้างแค้นของข้ารับประทานหมากเสียบ้างซีนะมึง เจ็บใจนักมึงโกนหัวกู"

ดร.ดิเรกสั่งให้หุ่นพยนต์ยึดปืนกลมือทั้งสามกระบอกของคนร้ายไว้แล้วเขาก็กล่าวกับชายร่างใหญ่

"น้องชาย ในที่สุดพวกแกก็พาตัวเข้ามาติดกับกัน เล่นกับด๊อกเตอร์ดิเรกลำบากหน่อยนะเพื่อนนะ บอกกันหน่อยซิว่าแกเป็นใคร และพรรคพวกของแกสองคนนั่นชื่อเรียงเสียงไร"

หัวหน้าคนร้ายขบกรามกรอด

"ไม่จำเป็นที่คุณจะต้องรู้จักพวกผม"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะชอบใจ กล่าวกับหุ่นของเขาที่ยื่นมือจับแขนชายร่างใหญ่ไว้

"หุ่นโว้ย แกช่วยซ้อมอ้ายหมอนี่ทีเถอะวะเอาขนาดหยอดน้ำข้าวต้มทีเดียว ซ่อมจนกว่ามันจะยอมบอกว่ามันเป็นใคร"

สิ้นคำสั่งของดร.ดิเรก ชายร่างใหญ่ก็ถูกหุ่นพยนต์ตบหน้าเต็มแรง แล้วถูกชกถูกเตะขึ้นเข่าลงศอก ลูกน้องของเจ้านั่นทั้งสองคนยืนนิ่งเฉยทำตาปริบๆ

เพียงครู่เดียวที่ถูกซ้อม หัวหน้าดาวร้ายก็ร้องอุธรณ์

"โอ๊ย-พอทีเถอะครับคุณหมอ ผมชื่อเดชครับ ลูกน้องของผมสองคน คนนั้นชื่อสม อีกคนหนึ่งชื่อเทียบ"

ดร.ดิเรกออกคำสั่งให้หุ่นของเขาหยุดซ้อม หุ่นพยนต์กระชากแขนเจ้าเดชมาให้นายแพทย์หนุ่ม นิกรกล่าวขึ้นอย่างขบขัน

"เป็นยังไงพรรคพวก กินหมากเสียอิ่มเชียวนะ"

เจ้าเดชยิ้มแหยๆ ยกมือลูบคลำริมฝีปาก

"เล่นซ้อมผมยังงี้ ก๊อแย่ซีครับ ฟันโยกหมดปากเลย"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"โยกยังดีกว่าหัก แต่ระวังหน่อยโว้ยเดชฟันโยกเขาห้ามไม่ให้เลี้ยงแมวตัวผู้"

เจ้าเดชทำตาปริบๆ

"ทำไมล่ะครับ"

"เถอะน่า อั๊วเตือนลื้อไม่ให้เลี้ยงแมวตัวผู้ลื้อเชื่ออั๊วก็แล้วกัน ถ้าไม่เชื่อลื้อจะเสียใจภายหลัง"

พลเดินเข้ามาหาชายร่างใหญ่แล้วกล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"นายเดช ใครเป็นคนจ้างแกให้มาจับด๊อกเตอร์ดิเรก ถ้าสารภาพตามตรง ฉันจะช่วยเหลือแกให้รอดพ้นคุกตาราง"

เจ้าเดชยอมสารภาพโดยดี

"ฝรั่งครับ"

นิกรตวาดแว๊ด

"ฝรั่งชาติอะไรเล่า หรือว่าฝรั่งดอง"

"ชาติอะไรผมไม่ทราบครับ พวกผมเรียกเขาว่านายห้าง เขาจ้างผมกับพรรคพวกด้วยจำนวนเงินแสน ให้มาจับคุณหมอดิเรกไปให้เขาเพื่อจะส่งไปลงเรือดำน้ำ เดินทางไปเมืองนอกแล้วเขาจะได้ให้คุณหมอสร้างอาวุธร้ายให้เขา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือชี้หน้านายเดช

"แกและพวกแกเลวมาก แกควรจะรู้ดีว่าดิเรกเป็นบุคคลสำคัญยิ่งของประเทศไทยในเวลานี้ แกรับทำงานเช่นนี้เท่ากับแกทรยศต่อชาติรู้ไหม"

"รู้ครับ" เดชพูดเสียงอ่อย "กรุณาปล่อยพวกผมไปเถอะครับ ผมเข็ดแล้ว คุณหมอดิเรกไม่ใช่คนอย่างผมเสียแล้ว เคราะห์ดีเหลือเกินที่หุ่นพยนต์มีนไม่ฆ่าพวกผม"

ดิเรกว่า "กันยังปล่อยพวกแกไม่ได้ จนกว่าแกพวกเราไปจับชาวต่างประเทศคณะนี้ ขอรับรองด้วยเกียรติยศว่า ถ้าแกพาพวกเรากับหุ่นพยนต์ของกันไปจับชาวต่างประเทศคณะนี้ได้แล้วเราจะปล่อยแกทั้งสามคนให้ได้รับอิสรภาพ"

เจ้าเดชรับคำทันที

"ตกลงครับคุณหมอ ผมรู้สึกสำนึกตัวดีแล้วครับ ผมไม่ควรรับจ้างฝรั่งพวกนี้ให้มาจับคุณหมอเลย"

ดร.ดิเรกยิ้มสดชื่น หันมาพูดกับเพื่อนเกลอของเขา

"ไปโว้ยพวกเรา พาหุ่นพยนต์ทั้ง ๕ ตัวนี้ไปจับพวกแนวที่ ๕ ให้ได้ เอารถของเราไป ๓ คันก็พอ ถ้าจับฝรั่งพวกนี้ได้เรียบร้อย กันก็จะปล่อยตัวนายเดชกับเพื่อนร่วมใจของเขาทั้งสองคน"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทาน ขอให้ผมพูดอะไรหน่อยเถอะครับ"

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้า

"ออไร๋ จะพูดอะไรก็ว่ามา"

เจ้าแห้วว่า "รับประทานก่อนจะปล่อยตัวอ้ายเดช รับประทานคุณหมอ ต้องให้ผมเอาปัตตาเลียนไถหัวอ้ายเดชเสียก่อนนะครับ ผมต้องการให้อ้ายเดชได้รู้ว่า รับประทานกรรมย่อมสนองกรรม"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นลั่นสวนดอกไม้ นิกรกล่าวถามเจ้าเดชอย่างขบขัน

"ว่าไงเดช ตกลงไหม"

เจ้าเดชหน้าจ๋อย พูดอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

"สุดแล้วแต่จะกรุณาเถอะครับ ผมยอมทุกอย่างขออย่าให้ผมติดตารางก็แล้วกัน แม่ยายผมกำลังท้องแก่เสียด้วย ใกล้จะคลอดเต็มทนแล้ว"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับแกด้วยล่ะ เดช"

"เกี่ยวซีครับ ก็แกท้องกับผมนี่ครับ พอพ่อตาของผมมีธุระไปติดตารางสองปีหกเดือน ผมก็ถือโอกาสเซ็นสัญญาร่วมรบร่วมรุกกับแม่ยายผมแล้วก็ไล่ตะเพิดเมียผมไปจากบ้าน

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะครืน เจ้าคุณกล่าวสัพยอกนายเดช

"แปลว่า แกซ้อมคนแก่"

"โอ๊ย-ยังไม่แก่หรอกครับ อายุ ๔๒ ขวบเท่านั้นแก่กว่าผมเพียง ๑๘ ปีครับ ให้ดิ้นตายเถอะครับ ถามอ้ายสองคนนี่ดูก็ได้แม่ยายผมยังสาวและสวยพริ้งเนื้อหนังตึงเปรี๊ยะ เชฟยังงี้แน่ไปเลยครับ ขาวท้วมละมุนละม่อม ปากนิด จมูกหน่อย นัยนตาคมกริบเหมือนมีดโกนตราตุ๊กตาคู่"

"พอแล้ว" ดร.ดิเรกพูดตัดบท "เลิกพูดเรื่องแม่ยายของแกเสียทีเตรียมตัวพาพวกเราไปจับอ้ายฝรั่งตาน้ำข้าวพวกนั้นเถอะ"

"ครับ ไปซีครับ พวกคุณเป็นกันเองกับผมอย่างนี้ทำให้สบายใจขึ้นมาก" แล้วเขาก็หันไปทางสมุนทั้งสอง "เฮ้ย-เราฝากตัวเป็นลูกน้องคุณหมอเถอะวะ อีกหน่อยเราก็สนิทสนมกับหุ่น ๕ ตัวนี้ แล้วเราก็ชวนมันไปปล้น"

นายแพทย์หนุ่มทำคอย่น พูดพลางหัวเราะพลาง

"เห็นจะไม่สำเร็จแน่เดช ชะ ชะ คิดกาลไกลดีมาก"

ต่อจากนั้น เจ้าเดชกับสมุนทั้งสองก็พาคณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกไปจากบริเวณสวนดอกไม้หลังบ้านพัชราภรณ์

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง คณะพรรค ๔ สหายก็พาหุ่นพยนต์ ๕ ตัวบุกเข้าจับคณะชาวต่างประเทศ ซึ่งเช่าบ้านหลังหนึ่งอยู่ทางสำโรง หุ่นเหล็กพาสี่สหายบุกเข้าไปในบ้านอย่างจู่โจม จับชาวต่างประเทศได้รวม ๖ คนด้วยกัน มีการปะทะกันด้วยหมัดมวยเพียงเล็กน้อยแต่แล้วหุ่นเหล็ก

ก็ซ้อมชาวต่างประเทศทั้ง ๖ คนสะบักสะบอมไปตามกัน

ในที่สุด คณะพรรคสี่สหายก็ควบคุมตัวจารชนผิวขาวเดินทางกลับกรุงเทพฯ พร้อมด้วยหุ่นพยนต์ทั้ง ๕ ตัวส่วนเจ้าเดชและพรรคพวกได้รับอิสรภาพ ดร.ดิเรกนำชาวยุโรปทั้ง ๖ คนมามอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบสามยอด ปรากฏว่าฝรั่ง ๖ คนนี้ ไม่มีหนังสือเดินทาง ลอบเข้ามา

ในประเทศไทย

อวสาน