พล นิกร กิมหงวน 202 : พรายตะเคียน

อากาศปลายเดือนกุมภาพันธ์ร้อนอบอ้าว จนกระทั่ง คณะพรรคสี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต้องหยุดพักร้อนมาหลายวันแล้ว

เย็นวันนั้น พล นิกร กิมหงวน ศาสตราจารย์ดิเรก และ เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่ในศาลาหลังใหญ่บนเนินดินสูงหลัง "บ้านพัชราภรณ์" ขณะที่สี่สหายกับท่านเจ้าคุณนั่งจิบเบียร์และคุยกันเรื่องความทะนงองอาจของสีหนุที่ใช้กำลังทหารรุกรานเราตลอดมา

คุณหญิงวาดก็เดินนำหน้าพาเจ้าแห้วขึ้นมาตามบันไดหินบนเนินดินและเข้ามาในศาลาพักร้อนซึ่งคนในบ้านเรียกกันว่า "ศาลาไทย"

นิกรร้องขึ้นดังๆ

"ตร๊ง"

ทุกคนลุกขึ้นยืน นิกรวิ่งเข้าไปหยุดยืนชิดเท้าตรงเบื้องหน้าคุณหญิงวาดแล้วรายงานอย่างฉาดฉาน

"กระผม พันเอกนิกร การุณวงศ์ ผู้บังคับการทหารรั้วที่หนึ่งครับผม มีทหารหนึ่งล้านกับสี่คนครับ เหตุการณ์ปรกติครับผม"

คุณหญิงวาดอดหัวเราะไม่ได้

"นี่น่ะเรอะสารรูปผู้การ นุ่งกางเกงขาสั้นตัวเดียว เสื้อชั้นในก็ไม่ใส่ท่าทางเหมือนทหารรับใช้"

นิกรอมยิ้ม

"อ้ายหงวนยิ่งกว่าผมอีกครับ ขี่ม้าตัวเดียวเท่านั้น"

คุณหญิงวาดมองมาที่ พล กิมหงวน ศาสตราจารย์ดิเรก และ เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วท่านก็ยิ้มให้เสี่ย

หงวนซึ่งอยู่ในชุดผ้าขาวม้าตาหมากรุกสีแดงสลับขาว ท่อนบนเปลือยเปล่าแลเห็นขนจั๊กแร้แลบออกมาจากช่องรักแร้ทั้งสองข้างเป็นกระจุก

"ร้อนมากหรือพ่อหงวน"

อาเสี่ยยิ้มอายๆ

"ครับ วันนี้ร้อนที่สุดครับคุณอา ผมเอาไข่ไก่อมไว้เข้าในปากครู่เดียวคายออกมาตอกใส่แก้วกินเป็นไข่ลวกอย่างสบาย เวลาสูบบุหรี่ก็ไม่ต้องใช้ไฟแช็ก เอาบุหรี่ใส่เข้าไปในปากสัก ๕ วินาที ดึงออกมาบุหรี่ติดไฟเลยครับ ผมคิดว่าถ้าร้อนยังงี้อีกสองสามวัน โลกคงจะระเบิด

แน่"

คุณหญิงวาดพาเจ้าแห้วเดินเข้ามาที่โต๊ะสี่เหลี่ยมยาว แล้วท่านก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ว่างข้าง เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เมื่อกี้นี้อ้ายกรมันรายงานดิฉันว่ามันเป็นผู้บังคับการกรมทหารรั้วค่ะเจ้าคุณ แล้วก็มีทหารหนึ่งล้านกับสี่คน"

แทนที่จะโกรธท่านเจ้าคุณกลับหัวเราะ

"ช่างมันเถอะครับคุณหญิง ให้มันล้อเสียให้พอใจ ผมกำลังวิ่งเต้นหาจ้างคนฆ่าอ้ายกรกับอ้ายหงวนครับ บางทีอาจจะหาได้ในวันสองวันนี้"

เสี่ยหงวนกับนิกรยิ้มแหยๆ แล้วหันมามองดูหน้ากัน คุณหญิงวาดเปลี่ยนสายตามาที่ลูกชายสุดสวาทคนเดียวของท่าน

"พลเอ๊ย แกช่วยสอบสวนอ้ายแห้วหน่อยซิว่าที่มันใส่สร้อยคอหนัก ๑๐ บาท ในขณะนี้น่ะมันเอาเงินที่ไหนไปซื้อ แม่ก็ถามมันแล้วมันก็ตอบอ้อมแอ้มว่ามันมีโชค สงสัยว่าอ้ายแห้วมันจะริอ่านมือไวใจเร็วหยิบเอาเงินของใครไป และอาจจะเป็นเงินของพ่อหงวนมากกว่าของ

คนอื่น เพราะพ่อหงวนออกจะรุ่มร่ามกระเชอก้นรั่วทิ้งเงินไว้เกลื่อนกลาด บางทีก็ทิ้งกระเป๋าใส่เงินสดไว้ในรถตั้งแสน"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นทันที

"รับประทานผมสาบานได้ขอรับว่าผมไม่เคยทรยศลักขโมยข้าวของเงินทองของเจ้านายเลย ถ้าจะถือโอโมก็เพียงแต่เงินทอนยี่สิบสามสิบบาทเท่านั้น รับประทานผมเคยพบเงินของอาเสี่ยและของเจ้านายคนอื่นบ่อยๆ ผมก็เอาไปคืนให้เสมอ รับประทานพ่อผมเคยสอนผม

ว่า จงอยู่อย่างขี้ข้าที่ดี และตายอย่างสมศักดิ์ศรีขี้ข้า"

"พอแล้ว" คุณหญิงวาดตวาดแว็ด "ข้าข้องใจมากที่เอ็งใส่สร้อยคอโตเท่ากับโซ่ผูกลิงเช่นนี้"

นิกรมองหน้าเจ้าแห้วแล้วยิ้มให้

"เมื่อวานซืนนี้เงินฉันหายไป ๕ บาท หรือแกขโมยเอาไป ฉันวางไว้บนโต๊ะในห้อง ถ้าแกเอาไปซื้อสร้อยคอก็รับสารภาพเสียตามตรง"

"ถุย" ศาสตราจารย์ร้องขึ้นดังๆ "สร้อยคอ ๑๐ บาทน่ะอย่างน้อยก็ต้อง ๔,๕๐๐ บาทนะโว้ย เงิน ๕ บาทของแกซื้อบุหรี่ได้ซองเดียวเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับคุณหญิงวาดอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"อ้ายแห้วมันอาจมีโชคดีในการพนันก็ได้ครับ คุณหญิง เรื่องมือไวใจเร็วผมคิดว่าอ้ายแห้วไมทำ เพราะไม่เคยปรากฏและพวกเราก็ไว้วางใจอ้ายแห้วมาก"

"ก็มันไม่ยอมบอกดิฉันตามตรงนี่คะว่ามันได้เงินมาจากไหน สร้อยคอเส้นนี้ร่วมครึ่งหมื่นอย่างที่พ่อดิเรกว่า สมมุติว่าเจ้าแห้วมีเงินอยู่ห้าพันก็คงไม่กล้าซื้อเพราะอย่างไรก็จะต้องเก็บเงินไว้ใช้สอยบ้าง นี่มันคงมีเงินร่วมหมื่นทีเดียวถึงกล้าซื้อสร้อยคอหนัก ๑๐ บาท"

กิมหงวนพยักหน้าให้เจ้าแห้ว

"หรือสร้อยชุบซื้อมาจากตลาดนัดสนามหลวงก็รับสารภาพตามตรงไม่ต้องอาย ไม่ใช่แกคนเดียวที่ใช้ของเก๊ผู้หญิงสวยๆ สาวสังคมถมไปที่ใช้เครื่องเพชรหน้าร้านขายผ้าพาหุรัด"

เจ้าแห้วร้องไห้โฮ

"รับประทานอาเสี่ยพูดอย่างนี้ดูถูกผมเกินไปแล้วครับ"

พลพูดเสริมขึ้นทันที

"เดี๋ยวยันโครมเข้าให้เท่านั้นเอง บอกมาเดี๋ยวนี้ อ้ายแห้ว แกเอาเงินที่ไหนมาซื้อสร้อยคอเส้นนี้ ถ้าโกหกโดนซ้อม"

เจ้าแห้วสะอื้น

"รับประทานผมถูกใต้ดินครับ"

"ถูกเท่าไหร่" พลซักเหมือนทนาย

"รับประทานถูกติดๆ กันมาสามงวดครับ ผมแทงงวดละ ๑๐ บาทครับ ได้เงินทั้งสามงวด ๑๕,๐๐๐ บาท รับประทานผมซื้อสร้อยคอใส่ก็เพราะเจ็บใจที่อ้ายพวกคนสวนและพวกชาวบ้านในซอยหลังบ้านเรามันดูถูกผมทั้งๆ ที่มันมีใส่อย่างมากหนักสามบาทเท่านั้น รับประทาน

ผมเลยซื้อใส่เสีย ๑๐ บาท"

พลโบกมือห้ามเจ้าแห้วให้หยุดพูด

"แกกำลังโกหกฉันและพวกเราอ้ายแห้ว การเล่นหวยเถื่อนหรือหวยใต้ดินนั้นเป็นของธรรมดาใครๆ ก็เล่นกันทั่วทั้งเมือง แต่แกแทงถูกสามครั้งติดต่อกันนั้นเป็นไปไม่ได้"

"โธ่-รับประทานให้ผมรากเลือดลงแดงตายซีครับ ให้คุณหมอพาผมไปเข้าเครื่องจับเท็จก็ได้"

"อ้ายแห้ว" พลพูดเสียงกร้าว "ถ้าเช่นนั้นแกบอกฉันซิว่าแกมีวิธีเล่นใต้ดินหรือได้อาจารย์ดีมาจากไหนแกถึงแทงถูก"

เจ้าแห้วมองดูพลด้วยความเกรงกลัว

"รับประทานเจ้าแม่ตะเคียนท่านให้ผมครับคุณพล ไม่ใช่แต่ผมคนเดียวหรอกนะครับที่ถูกใต้ดิน คนในบ้านเราแทบทุกคนล้วนแต่ถูกกันจมไปเลย แจ๋วมันถูกงวดวันอังคารที่แล้วมาตั้ง ๔๐ บาท ลุงม้วนก็ถูก ๑๐ บาท นายสมานคนรถของคุณตึกใหม่ก็ถูก ๒๐ บาท"

"เฮ้" นายพลดิเรกร้องขึ้นดังๆ "ไอชักสนใจเสียแล้วละโว้ยอ้ายแห้ว เจ้าแม่ตะเคียนที่ไหนวะถึงได้บอกหวยได้แม่นยำเช่นนี้ ล๊อตเตอรี่ยังไม่ทันออกเจ้าแม่รู้ล่วงหน้ามันจะเป็นไปได้อย่างไร"

เจ้าแห้วมองดูหน้าศาสตราจารย์ดิเรกแล้วยิ้มให้

"รับประทานก็ท่าน เป็นผีนี่ครับ แล้วก็เป็นเจ้าผี จึงมีฤทธิ์มีวิถีญาณสามารถมองเห็นทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต"

"ท่านอยู่ที่ไหน" นายพลดิเรกถามโดยเร็ว

"รับประทานอยู่ในบ้านเรานี่แหละครับ รับประทานต้นตะเคียนในสวนหลังบ้านต้นนั้นยังไงล่ะครับ"

คุณหญิงวาดนัยน์ตาเหลือกยกมือตบอก

"ตายแล้ว ต้นตะเคียนต้นนั้นมีเจ้าแม่สิงอยู่ยังงั้นหรืออ้ายแห้ว"

"ครับ ลุงม้วนเป็นคนแรกที่ไปขอหวยเจ้าแม่ครับ รับประทานซื้อผ้าแพรสีทับทิมไปผูกต้นตะเคียนใช้มือฝนจนขึ้นเป็นตัวเลข ได้เลขอะไรไปแทงใต้ดินรับประทานแทงถูกแหงเลยครับ"

คุณหญิงวาดฝืนหัวเราะ

"แล้วแกกับคนในบ้านก็ทำตามตาม้วน"

"ครับ รับประทานบางคนฝนจนหัวแม่มือด้านเลขไม่ขึ้นครับ เจ้าแม่ท่านไม่ให้ บางคนเจ้าแม่ท่านสงสารฝนหน่อยเดียวขึ้นโร่มองเห็นถนัด รับประทานผมได้สามงวดติดกันก็เพราะเจ้าแม่ท่านกรุณาผมครับ"

พลว่า "แต่ตำรวจเขาไม่กรุณาแกนะจะบอกให้ ถ้าเขาจับได้ว่าแกเล่นใต้ดินเขาก็จะตะครุบตัวแกทันที ทั้งเจ้ามือและคนเล่นต่างก็มีความผิด"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"ต้นตะเคียนต้นนี้จะทำให้คนในบ้านบ้าคลั่งหวยใต้ดินไปตามกัน เอ็งไปเรียกพวกคนสวนมาที่นี่สักห้าหกคน ให้มันเอาขวานมาด้วย ข้าจะให้มันโค่นต้นตะเคียนทิ้ง ก่อนค่ำวันนี้แหละ ต่อไปจะได้ไม่มีใครมาขอหวย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ คัดค้านขึ้นทันที

"อย่าเลยครับคุณหญิง เพียงแต่คุณหญิงสั่งแม่นันให้ประกาศห้ามไม่ให้ใครไปยุ่งกับต้นตะเคียน ต้นนั้นอีกก็ดีแล้ว ตะเคียนต้นนี้มันก็ใหญ่พอดูสูงไม่ต่ำกว่า ๘ เมตร อาจจะมีนางไม้หรือเทพารักษ์อาศัยอยู่ ปล่อยให้มันเติบโตต่อไปเถอะครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะก้าก

"คุณพ่อยังมีหัวโบราณอยู่บ้าง ฮ่ะ ฮ่ะ เทวดานางฟ้าเจ้าพ่อเจ้าแม่มันมีที่ไหนกันครับ ศาสนาพราหมณ์ที่แทรกเข้ามาในศาสนาพุทธทำให้เราหลงเชื่อและเข้าใจผิด พระอินทร์ พระพรหม พระยม พระนารายณ์ โกหกทั้งนั้น พวกนักบินไอพ่นไม่เคยพบเทวดาหรือนางฟ้าเลย

ผมเห็นพ้องกับคุณอาที่ท่านสั่งให้โค่นตะเคียนต้นนี้ เพราะคนของเรากำลังคลั่งกินรวบ ที่แทงถูกเพราะฟลุค ไม่ใช่เจ้าแม่ตะเคียนให้"

คุณหญิงวาดหัวเราะเบาๆ

"นั่นน่ะซีพ่อดิเรก อีกไม่ช้าหรืองวดต่อไปกินรวบมันก็กินเรียบ หนักเข้ามีข้าวของอะไรก็เอาไปขายหรือจำนำเอาเงินมาเล่นใต้ดินอีก ในที่สุดก็ต้องขโมยข้าวของในบ้านคนดีๆ ก็จะกลายเป็นคนเสียไปหมด เพราะผีกินรวบเข้าสิง" แล้วท่านก็หันมาทางเจ้าแห้ว "ไป-ไป

เรียกคนสวนมา ๕ คนให้มันเอาขวานมาด้วย"

เจ้าแห้วทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"รับประทานคุณหญิงอย่าเสี่ยงเลยครับ รับประทานต้นตะเคียนต้นใหญ่ๆ ไม่มีใครกล้าโค่นหรอกครับ"

พลมองดูเจ้าแห้วอย่างขบขันแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"อ้ายบ้า ไม้ตะเคียนที่เขาขายตามโรงไม้กระดานน่ะล้วนแต่ต้นตะเคียนขนาดใหญ่ที่เขาโค่นเอามาจากป่าสูงทั้งนั้น แกอย่าเชื่อถือในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และไม่มีเหตุผลหน่อยเลยวะ"

เจ้าแห้วพาตัวเดินออกไปจากศาลาพักร้อน เจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้สึกเป็นห่วงคุณหญิงวาดไม่น้อยเท่าที่ท่านจะโค่น ตะเคียนท้ายสวนหลังบ้านต้นนั้น ทั้งนี้เพราะท่านยังมีศรัทธาในเรื่องผีสางเทวดานั่นเอง แต่คุณหญิงวาดเห็นว่าต้นไม้ใหญ่หรือต้นตะเคียนที่ขึ้นอยู่ตามบ้าน

นั้นไม่มีเทวดาหรือนางไม้รักษาแน่นอน เว้นแต่จะอยู่ตามป่าดงพงไพรหรือมีใครสร้างศาลขึ้นที่โคนต้นไม้นั้น

ก่อนเวลา ๑๘.๐๐ น. เล็กน้อย คุณหญิงวาดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยคณะพรรคสี่สหาย ก็พาเด็กหนุ่มคนสวนรวม ๕ คน พร้อมด้วยเจ้าแห้วมุ่งตรงไปยังท้ายสวนหลังบ้านริมสระใหญ่อันเป็นที่รกร้างมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่หลายต้น คือ ต้นมะขาม จามจุรี และนกยูง ส่วน

ตะเคียนต้นนั้นสูงกว่าเพื่อน อายุของตะเคียนต้นนี้คงไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปี แต่ไม่มีใครจดจำหรือสนใจว่าตะเคียนต้นนี้เกิดขึ้นเมื่อไรเติบโตขึ้นมาได้อย่างไร

ตามเวลาที่กล่าวนี้ พนัส นพ สมนึก และศาสตราจารย์ดำรงนั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่ที่ศาลาริมสระน้ำ เมื่อแลเห็นกองทัพน้อยๆ เคลื่อนพลเลาะริมสระด้านตะวันตกไป เสี่ยตี๋ก็ร้องขึ้นดังๆ

"ยกทัพไปไหนครับ คุณปู๋"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่นเมื่อได้ยินเสียงเสี่ยตี๋เรียกท่านว่าคุณปู๋แทนคุณปู่ ท่านมองไปที่ศาลาน้ำแล้วร้องตอบ

"ไปโค่นต้นตะเคียนโว้ย"

ลูกชายของนิกรร้องถามไปบ้าง

"ไม่มีเงินซื้อถ่านหุงข้าวหรือครับ"

ครั้นแล้วเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนก็ลุกขึ้นเดินออกจากศาลาน้ำวิ่งเหยาะๆ ติดตามไปเพื่อไปดูพวกคนสวนโค่นต้นตะเคียนตามคำสั่งของคุณหญิงวาด ดำรงวิ่งเข้ามาเกาะแขนคุณหญิงวาด

"โค่นมันทำไมล่ะครับคุณย่า ปล่อยไว้ก็สวยงามดีทำให้บ้านเราคล้ายวนอุทยาน"

คุณหญิงยิ้มให้ลูกชายของนายพลดิเรกซึ่งท่านรักใคร่เอ็นดูเหมือนกับหลานแท้ๆ ของท่านเหมือนกัน

"ต้องโค่นลูก อ้ายแห้วและคนในบ้านเรากำลังคลั่งสลากกินรวบพากันมาขอหวยจากต้นตะเคียนต้นนี้"

"หรือครับ แต่ว่านี่มันก็เกือบจะพลบค่ำแล้ว โค่นด้วยขวานอาจจะไม่เสร็จก่อนค่ำ ผมไปเอาดินระเบิด ทีเอ็นที. มาระเบิดดีไหมครับ ตูมเดียวเท่านั้น"

คุณหญิงวาดสะดุ้งโหยง

"อย่าเลยลูกเอาขวานฟันดีกว่า"

ทุกคนมาถึงต้นตะเคียนใหญ่ต่างก็หยุดยืนรวมกลุ่มมองดูมัน คุณหญิงวาดอดหัวเราะไม่ได้เมื่อแลเห็นลำต้นตะเคียนตอนล่างมีผ้าแพรสีต่างๆ ผูกไว้ มีร้านเตี้ยๆ วางกระถางธูปเชิงเทียน มีดอกไม้สดแห้งวางอยู่เกลื่อนกลาด ต้นตะเคียนถูกถากเปลือกออกเพื่อฝนตัวเลข

บริเวณรอบๆ ต้นตะเคียนพวกคนสวนได้ช่วยกันถางหญ้าปราบที่ไว้เรียนร้อย

คุณหญิงวาดหันมามองดูเจ้าแห้วซึ่งถือขวานเล่มหนึ่งอยู่ในมือ

"ลงมือได้แล้วอ้ายแห้ว แกกับพวกคนสวนห้าคนนี่ต้องโค่นมันลงมาให้ได้ก่อนค่ำ มันจะได้หมดความศักดิ์สิทธิ์เสียที ฉันห้ามพวกแกตั้งหลายหนแล้วว่าไม่ให้เล่นหวยใต้ดินก็ยังพยายามหาทางเล่นกันเรื่อยๆ อีกหน่อยเห็นจะต้องตั้งกฎลงโทษกันอย่างรุนแรง ใครเล่นกิน

รวบต้องไล่ออกจากบ้าน เอายังงี้ดีไหม"

เจ้าแห้วยิ้มแห้ง

"รับประทานดีครับ แต่รุนแรงไปหน่อย"

คุณหญิงวาดอมยิ้ม

"ไป-พาอ้ายพวกนี้เข้าไปโค่นซี ฟันคนละทีสองทีครู่เดียวมันก็โค่น"

เจ้าแห้วพยักหน้ากับเจ้าหนุ่มคนสวนทั้ง ๕ คน แล้วเดินนำหน้าพาเข้าไปยังต้นตะเคียนใหญ่ต้นนั้น เจ้าแห้วแหงนหน้าขึ้นมองดูยอดตะเคียนอันสูงชะลูดและมองดูลำต้นที่ค่อนข้างใหญ่ของมันด้วยความเศร้าเสียดาย เขายกคมขวานวางทาบลงที่ลำต้นแล้วเงื้อขวานขึ้น

สุดแขนเหวี่ยงขวานลงไปเต็มเหนี่ยวเสียงดังฉึก

ทันใดนั้นเองเจ้าแห้วก็ปล่อยมือจากขวานทำท่าจุกแน่นตัวงอขมวดคิ้วนิ่วหน้าล้มลงชักดิ้นชักงออยู่ที่โค้นต้นตะเคียนต้นนั้น

"อ้าว" เสี่ยหงวนร้องขึ้นดังๆ "ดันไปกินสตริ๊คนินที่เขาเบื่อหมามาจากไหนวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วนอนบิดตัวไปมาในท่าทางทุรนทุราย ตอนนี้เองเด็กหนุ่มคนทำสวนคนหนึ่งก็มีท่าทางเหมือนกับว่าเขาถูกใครคนหนึ่งบีบคอเขา เจ้าหนุ่มชาวอีสานยกมือทั้งสองปิดป้อง นัยน์ตาเหลือกลานแทบจะถลนออกมานอกเบ้า และแล้วเขาก็ถูกผลักกระเด็นไปฟุบในกอหญ้า

แต่มองไม่เห็นตัวคนผลัก

เด็กหนุ่มอีกสี่คนต่างถอยออกมาจากต้นตะเคียน ในท่าทางที่หวาดกลัวผีปีศาจ หรือนางตะเคียนนั่นเอง เจ้าแห้วกับเจ้ามาต่างลนลานลุกขึ้น แล้ววิ่งเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย กับเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน และท่านผู้ใหญ่ทั้งสองคือ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาด

"รับประทานเจ้าแม่นางตะเคียนเล่นงานผมกับอ้ายมาเข้าแล้วครับ" เจ้าแห้วพูดละล่ำละลัก "พอฟันฉับรับประทานผมก็จุกแน่น และปวดท้องเหมือนกับมีใครบิดไส้ผมถึงกับล้มลงไปนอนดิ้นอยู่สักครู่ ส่วนอ้ายมายังไม่ทันจะฟันก็ถูกเจ้าแม่บีบคอจนตาถลน"

คุณหญิงวาดกับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหน้าถอดสีไปตามกัน แต่สี่สหายกับลูกชายของเขาเข้าใจว่าเจ้าแห้วกับเจ้ามาเด็กหนุ่มชาวอีสานเล่นละครนอกเวทีเพื่อให้คุณหญิงวาดเลิกล้มความคิดที่จะโค่นต้นตะเคียนต้นนี้ เสี่ยหงวนกล่าวกับเจ้าแห้วด้วยเสียงหัวเราะว่า

"ตลกมากไปหน่อยแล้วอ้ายแห้ว แกกับอ้ายมาแสดงบทบาทได้แนบเนียนดีนี่หว่า บทบาทอย่างนี้มีหวังได้ตุ๊กตาเสียกบาลไม่ใช่ตุ๊กตาทอง ส่งขวานมานี่ข้าจะฟันเอง ให้มันรู้ไปทีเถอะวะว่าเจ้าแม่ต้นตะเคียนต้นนี้จะเฮี้ยนขนาดบีบคอกันหรือทำให้กันจุกแน่นจนหายใจไม่

ออก ถ้าตะเคียนต้นนี้มีเจ้าแม่หรือนางตะเคียนสิงอยู่กันต้องเอาเป็นเมียกันให้ได้ มีเมียคนมาเยอะแยะแล้วลองมีเมียผีดูสักที"

คุณหญิงวาดจุปากดูเสี่ยหงวน

"พูดอะไรก็ไม่รู้พ่อหงวน พูดมากปากพล่อยอย่างนี้ไม่ดีแน่ อ้า-กลับไปเถอะพวกเรา อย่ายุ่งกับตะเคียนต้นนี้เลย"

เสี่ยตี๋ลูกชายของเสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"คุณย่าคงจะเชื่อว่าต้นตะเคียนต้นนี้มีนางไม้หรือนางตะเคียนรักษา มันเป็นเรื่องเหลวไหลครับคุณย่าที่อเมริกาไม่เคยปรากฏว่ามีนางไม้หรือเทพารักษ์อาศัยอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ๆ เหมือนอย่างต้นไม้ในเมืองไทยเลย"

กิมหงวนถือขวานด้ามยาวและคมกริบเดินเข้าไปหยุดยืนโคนต้นตะเคียนแล้วเขาก็เงื้อขวานขึ้นสุดแขนฟันฉับลงไป

"เป็นยังไงอ้ายแห้ว" อาเสี่ยพูดขึ้นอย่างยิ้มเยาะ "ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น กันฟันเสียขวานจมเข้าไปเกือบมิด แกกับอ้ายมาอยากจะได้ต้นตะเคียนต้นนี้ไว้ขอหวยใช่ไหมล่ะเลยแกล้งทำเป็นจุกแน่นด้วยอิทธิฤทธิ์ของเจ้าแม่ และอ้ายมาก็ทำท่าเหมือนกับว่าถูกเจ้าแม่บีบคอ"

เสี่ยหงวนยกขวานขึ้นเหนือบ่าขวา แต่ก่อนที่เขาจะจ้วงฟันลงไปเขาก็ร้องอุทานออกมาคำหนึ่งแล้วปล่อยขวานล้มลงชักดิ้นชักงอแบบเดียวกับเจ้าแห้ว คราวนี้ใครต่อใครพากันหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กันเว้นแต่เจ้าแห้วและเจ้ามา ศาสตราจารย์ดิเรกพาตัวเข้ไปหยุดยืนมองดู

เสี่ยหงวนอย่างขบขัน อาเสี่ยทำปากเบี้ยวปากบูดชักกระตุกแอ่นหน้าแอ่นหลังน้ำลายฟูมปาก

"เฮ้-ผ้าขาวม้าหลุดเห็นแต่กางเกงในลุกขึ้นเสียทีเถอะโว้ยทุเรศนัยน์ตาเต็มทนแล้ว" นายพลดิเรกพูดพลางหัวเราะพลาง

เสี่ยหงวนนอนหงายเหยียดยาวแน่นิ่งไป นิกรเดินเข้ามาที่ต้นตะเคียนก้มลงหยิบขวานข้างตัวกิมหงวนขึ้นมา และแล้วเขาก็ชักกระตุกทำปากเบี้ยวปากบูด ศาสตราจารย์ดิเรกเอ็ดตะโรลั่น

"ยัง ยังไม่ชักโว้ย ต้องฟันเสียก่อนถึงชัก"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"งั้นเรอะ แกคอยช่วยกันนะ ถ้าหากว่ากันมีอันเป็นไป และฉันต้องตายด้วยอิทธิฤทธิ์ของนางตะเคียน แกจะต้องระเบิดต้นตะเคียนต้นนี้ให้ได้" พูดจบ นิกรก็เงื้อขวานขึ้นสุดแขนเหวี่ยงโครมลงไปที่ต้นตะเคียนต้นนั้น

ทุกคนแลเห็นนิกรปล่อยขวานหลุดจากมือแล้วล้มลงชักดิ้นชักงอ คุณหญิงวาดใจหายวาบ

"ตายแล้ว อ้ายกรตายแน่"

นพกล่าวขึ้นทันที

"ไม่ตายหรอกครับ คุณย่า เพียงแต่ชักตาตั้งเท่านั้น ผมแสดงเองให้มันรู้ไปว่านางตะเคียนจะเก่งกว่าผม นี่ถ้าเห็นตัวผมปล้ำแล้ว"

คุณหญิงวาดคว้าแขนนพไว้

"อย่าลูก เจ้าก็เห็นแล้วว่าลุงกิมหงวนและพ่อของเจ้ากำลังชักแหง่กๆ เหมือนหมาถูกยาเบื่อ"

เสี่ยตี๋ยัวะขึ้นมาก็เดินเข้าไปที่ต้นตะเคียนแล้วลงก้มลงหยิบผ้าขาวม้าตาหมากรุกสีแดงขาวโยนไปให้เสี่ยหงวน

"นุ่งซีครับเตี่ย กางเกงในก็เป็นกางเกงยืดแบบกางเกงลิงไม่น่าโชว์เลย"

อาเสี่ยลุกขึ้นนั่งแล้วยิ้มให้ลูกชายของเขา

"ทีนางงามเขานุ่งทำไมน่าดูล่ะ"

"ปู้โธ่" สมนึกคราง "ส่วนของเตี่ยน่ะไม่มีใครเขาอยากดูหรอกครับ เป็นยังไงบ้างครับหายแล้วเรอะ"

"ค่อยยังชั่วแล้ว เมื่อกี้นี้เตี่ยจุกแน่นจนหายใจไม่ออก เหมือนกับมีลูกมะพร้าวที่ยังไม่ได้ปอกเปลือกกลิ้งอยู่ในท้องตั้งห้าหกลูก" พูดจบเขาก็คลานเข้าไปหานิกรแล้วประคองนิกรลุกขึ้นยืนในท่าสะลึมสะลือ

ศาสตราจารย์ดิเรกเต็มไปด้วยความประหลาดใจเหลือที่จะกล่าว เท่าที่เพื่อนเกลอของเขาทั้งสองคนและเจ้าแห้วกับเจ้ามามีอันเป็นไปเช่นนี้ เขาร้องห้ามสมนึกไม่ให้ฟันต้นตะเคียนแล้วกล่าวถามนิกรอย่างเป็นงานเป็นการ

"ถามจริงๆ เถอะวะ เท่าที่แกล้มลงชักดิ้นชักงอแกแกล้งทำหรือมีอาการเจ็บปวดจุกแน่นจริงๆ "

"ปู้โธ่ เป็นจิรงๆ หมอ ให้ฟ้าแลบแปล๊บๆ ซีเอ้า"

นายพลดิเรกจุ๊ปาก

"ฟ้าผ่าโว้ยไม่ใช่ฟ้าแลบ"

"เออ ให้ผ่ารากเลือด ให้พระแก้วพระกาฬหักคอกันซีเอ้า"

ศาสตราจารย์ดิเรกเม้มปากแน่นแล้วหันมาทางเสี่ยหงวน ยังไม่ทันจะกล่าวถามอะไรอาเสี่ยก็สาบานลั่น

"ให้กันตายโหงตายห่าจากลูกรักเมียรักซีเอ้า กันมีอาการจุกแน่นจริงๆ คล้ายกับ ถูกอั๊ปเปอร์คัทท้องอย่างจัง หน้ามืดวาบหวิวลงล้มลงไปนอนบิดตัวเพราะหายใจไม่ออก"

"ออไร๋ ออไร๋ นุ่งผ้าขาวม้าเสียให้เรียบร้อย มองดูซิผ้าขาวม้ามันไขว้เห็นไหม นี่ถ้าแกไม่นุ่งกางเกงในก็คงทุเรศแย่ เหมือนเปรตหลุดขึ้นมาจากนรก"

นายพลดิเรกเปลี่ยนสายตาไปที่ลูกชายของเสี่ยตี๋

"เอา อ้ายนึก ลองฟันดู อาอยากจะเห็นความศักดิ์สิทธิ์ของตะเคียนต้นนี้ ถ้าแกมีอันเป็นเหมือนเตี่ยแกกับอ้ายกร ก็หมายความว่าตะเคียนต้นนี้มีนางไม้สิงอยู่"

เสี่ยตี๋ผิวปากเพลงจีนสากลเบาๆ ด้วยวิธีทำเสียงออกตามไรฟัน เขาเงื้อขวานขึ้นสุดแขนแล้วฟันฉับลงไป พอขวานสัมผัสกับต้นตะเคียนสมนึกก็ปล่อยขวานคาไว้กับลำต้นแล้วมีอาการจุกแน่นหน้าตาซีดเผือดล้มลงชักดิ้นชักงอ

นพกับพนัสและดำรงวิ่งเข้ามาดูเพื่อนด้วยความเป็นห่วง ลูกชายของพลทรุดตัวลงนั่งประคองเสี่ยตี๋

"เป็นยังไงบ้างอ้ายตี๋"

สมนึกบิดตัวไปมา

"โอย พระอรหัง "

พนัสยกมือเขกกบาลสมนึกดังโป๊ก

"ยังไม่ตายโว้ยไม่ต้องเรียกพระอรหัง จุกเรอะ"

"อือ มันจุกแน่นจนหายใจไม่ออก"

"จุกทำไมถึงพูดได้ล่ะ" พนัสถาม

"ก็พูดทังๆ จุกน่ะซี โอย...ต้นตะเคียนต้นนี้เฮี้ยนจังว่ะ"

ดำรงดึงขวานออกมาจากต้นตะเคียน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องห้ามเสียงลั่น

"อย่า ดำรง อย่าฟัน"

ลูกชายของศาสตราจารย์ดิเรกหันมายิ้มให้ท่านเจ้าคุณและคุณหญิงวาด

"คุณตาอย่าเชื่อถือในสิ่งที่ไร้เหตุผลเลยครับ เราไม่ได้นับถือผีสางนางไม้เรานับถือพระ ผมจะฟันให้ดู นักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่าผีปีศาจเป็นเรื่องเหลวไหลเป็นศรัทธาของคนโง่ ที่ทุกคนมีอันเป็นไปก็อาจจะเป็นด้วยอุปาทาน หรือเกิดจากอารมณ์ที่อ่อนไหว ทำให้จุก

แน่นไปเอง คอยดูนะครับคุณตา" พูดจบศาสตราจารย์ดำรงก็ยกขวานฟันต้นตะเคียน

พอขวานกระทบลำต้นดำรงก็มีอาการจุกแน่นปล่อยมือจากด้ามขวานล้มลงดิ้นพราดท่ามกลางความตื่นเต้นของใครต่อใคร นพรู้สึกโกรธแค้นนางตะเคียนก็ยกเท้าขวาขึ้นถีบต้นตะเคียนเต็มแรง

"นี่แน่ะดุนักอีเปรต"

แล้วลูกชายของนิกรก็ร้องสุดเสียง เขายกมือทั้งสองปิดป้องพลางถอยหลังกรูด ท่าทางของนพเหมือนกับว่าเขาถูกบีบคอ ลูกชายของนิกรถอยไปจนถึงริมสระน้ำแล้วผงะหงายหล่นลงไปในสระเสียงดังตูม

พวกคนสวนสองสามคนวิ่งไปช่วยดึงตัวนพขึ้นมาจากสระใหญ่ กิริยาท่าทางของนพเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขาทรุดตัวนั่งยองๆ ยกมือไหว้ต้นตะเคียนแล้วพูดเสียงสั่นเครือแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"ลูกช้างกลัวแล้วครับเจ้าแม่ ลูกข้างขออภัยโทษด้วยครับเท่าที่แสดงกิริยาหยาบคายเช่นนั้น"

พลเดินเข้ามาหานายพลดิเรกแล้วกล่าวขึ้น

"กันจะลองฟันดูบ้างเพื่อให้รู้เท็จจริง"

"โน กันชักใจไม่ดีแล้วพล" แล้วเขาก็มองดูลูกชายของเขาซึ่งนิกรกับเสี่ยหงวนกำลังช่วยกันประคองให้ลุกขึ้น

ขณะนี้อากาศเริ่มมืดขมุกขมัวลงบ้างแลว คณะพรรคสี่สหายกับลูกชายและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองต่างยืนรวมกลุ่มกันห่างจากต้นตะเคียนราว ๓ เมตร เจ้าแห้วกับคนสวน ๕ คนยืนอยู่อีกกลุ่มหนึ่ง ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเสียงจ้อกแจ้กจอแจ คุณหญิงวาดเชื่อแล้วว่าตะเคียน

ต้นนี้มีนางไม้หรือนางตะเคียนสิงอยู่ ท่านประกาศให้เลิกโค่นตะเคียนต้นนี้

"เจ้าคุณท้วงดิฉันแต่แรกดิฉันน่าจะเชื่อกลับดื้อดึงให้อ้ายแห้วกับพวกคนสวนเอาขวานมาฟัน อึ๊ย...ขนลุกเลยค่ะน่ากลัวจริงๆ นางตะเคียนนี้เฮี้ยนมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย

"ธรรมดาต้นตะเคียนหรือต้นไทรมักจะมีนางไม้หรือรุกขเทวดาอาศัยอยู่ครับ จริงอยู่เรานับถือพระแต่ในเรื่องผีสางเราก็ยังศรัทธาอยู่เหมือนกัน อ้า-เมื่อครั้งสร้างทางรถไฟสายนครราชสีมาก็เคยมีเรื่องเช่นนี้มาแล้ว"

นพพูดโพล่งขึ้นทันที

"เรื่องเป็นยังไงครับคุณตา"

เจ้าคุณว่า "การวางรางผ่านภูเขาในดงพญาเย็นพบต้นตะเคียนใหญ่ต้นหนึ่งขวางอยู่ตอนไหล่เขาเตี้ยๆ นายช่างทางรถไฟชาวเยอรมันได้สั่งให้คนงานโค่นตะเคียนต้นนั้น"

เสี่ยตี๋พูดขัดขึ้น

"นายช่างเยอรมันคนนั้นเป็นเยอรมันตะวันออกหรือตะวันตกครับ"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น

"สมัยนั้นเยอรมันนีมีประเทศเดียวโว้ย พระเจ้าไกเซ่อร์เป็นกษัติย์คือกษัตริย์องค์สุดท้ายของเยอรมัน"

"อ๋อ พระเจ้าไกเซอร์หัวล้านเหมือนคุณปู่ใช่ไหมครับ" เสี่ยตี๋พูดยิ้มๆ

"ใครบอกมึงล่ะ"

"ผมเดาเอาครับ"

ท่านเจ้าคุณเล่าเรื่องในดงพญาเย็นต่อไป

"พวกคนงานเอาขวานฟันได้ทีสองทีก็ล้มลงชักดิ้นชักงอไปตามกัน คงจะจุกแน่นแบบเดียวกันอย่างนี้แหละ ฝรั่งมันลองฟันดูบ้างก็ชักแหงกๆ น้ำลายฟูมปาก ในที่สุด นายช่างก็ต้องใช้ระเบิด แต่ลูกระเบิดด้านหมด นายช่างหมดปัญญาต้องรายงานเข้ามาในกรุงเทพฯ จน

กระทั่งในหลวงมีลายพระหัตถ์ประกาศพระบรมราชโองการขับไล่นางไม้หรือรุกขเทวดาที่สิงอยู่ ณ ต้นตะเคียนต้นนั้นให้หนีไปอยู่ที่อื่นเพราะการสร้างทางรถไฟก็เพื่อความเจริญของบ้านเมือง และผืนแผ่นดินไทยทุกแห่งก็เป็นราชอาณาจักรของพระองค์ มีการทำพิธีเซ่นวักตั๊กแตน

กันก่อนอ่านพระบรมราชโองการ แล้วคนงานก็โค่นตะเคียนใหญ่ขนาดสามอ้อมลงมาได้โดยไม่มีเหตุเภทภัยอะไรอีก"

"โอ้โฮ" นพร้องขึ้นดังๆ "เรื่องนี้ตื่นเต้นหวาดเสียวดีนี่ครับ ในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกของสมาคมกลัวผีคนหนึ่งฟังแล้วยังนึกเสียว"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไร เจ้าแห้วก็ร้องขึ้นจนแทบไม่เป็นภาษามนุษย์ เสียงเจ้าแห้วที่เปล่งออกมานั้นแสดงว่าเจ้าแห้วได้รับความตื่นเต้นตกใจมาก ทุกคนหันไปมองดูเจ้าแห้วเป็นตาเดียว

"อะไรวะอ้ายแห้ว" พลถามอย่างโมโห

เจ้าแห้วตัวสั่นงันงกยกฝ่ามือทั้งสองปิดหน้า

"รับประทานเงยหน้ามองขึ้นไปบนต้นตะเคียนซีครับ บรื๊อว์ "

ท่ามกลางความืดขมุกขมัว ทุกคนต่างเงยหน้ามองขึ้นไปบนต้นตะเคียนและแล้วนิกรก็ร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจคว้ามือลูกชายของเขาพาวิ่งอ้าวไปจากที่นั้น เจ้าแห้วกับคนทำสวนเห็นนิกรกับนพวิ่งหนีก็เสียขวัญวิ่งตามไปทันที

สี่สหายกับ พนัส สมนึก ดำรง เจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาดเต็มไปด้วยความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจเหลือที่จะกล่าว ทุกคนแลเห็นมือของผู้หญิงข้างหนึ่งซึ่งเป็นมือขวายื่นออกมาจากโพรงไม้ ตะเคียนกิ่งนั้นเป็นกิ่งขนาดใหญ่อยู่ล่างสุดสูงจากพื้นดินราว ๕ เมตร มันผุ

กร่อนจนกิ่งหักลงมาสองสามปีมาแล้ว ส่วนที่เหลือติดกับลำต้นยาวเพียงสองฟุต และเป็นโพรงลึกเข้าไปดูเหมือนเป็นที่อยู่อาศัยของนกกางเขนคู่หนึ่ง

มือนั้นยื่นออกมานอกโพรงจนเกือบสุดแขนและโบกมือไปมา ทุกคนและเห็นถนัดชัดเจน นายพลดิเรกหน้าซีดเผือดอ้าปากหวอ

"มายก๊อด แกบอกพ่อซิดำรง มือที่เราเห็นคือมือผีใช่ไหม"

ดำรงตัวสั่นเหมือนลูกนกเพราะความกลัวผีปีศาจ เขามองดูบิดาของเขาแล้วพูดเสียงตะกุกตะกัก

"ผมเป็นนักวิทยาศาตร์เช่นเดียวกับพ่อ เท่าที่เราเรียนมาผีไม่มีนี่ครับ ผมอยากจะตอบว่าโน แต่ว่า มือที่เราเห็นยื่นออกมาจากโพรงไม้มันทำให้ผมตอบว่าเยส"

"ออไร๋ ถ้าเช่นนั้นอาจารย์เราต้มเราเสียแล้วโว้ย อ๋อย....ผีมีจริงๆ ว่ะ"

มือนั้นค่อยๆ หดเข้าไปในโพรงสักครู่ก็ยื่นออกมาอีก คราวนี้เป็นมือขนาดใหญ่มีขนรุงรังเหมือนมือลิง ทุกคนค่อยๆ ถอยกรูดออกไปยืนรวมกลุ่มกันริมสระน้ำ ร.ต. พนัสเกิดกล้าขึ้นมาจึงกล่าวกับคุณหญิงวาดว่า

"ต้องพิสูจน์ความจริงครับคุณย่า ผมจะไปเอาบันไดยาวมาพาดกับต้นตะเคียนแล้วปีนขึ้นไปดู บันไดหลังตึกโรงครัวมีอยู่อันหนึ่งยาวเกือบ ๕ เมตร"

คุณหญิงวาดดึงตัวหลานชายสุดสวาทของท่านไว้

"อย่าลูก เท่านี้เราก็รู้ดีแล้ว ไม่ใช่เป็นการแสดงกลหรือคนในบ้านมาทำหลอกเราหรอก อุ๊ย....กลับไปที่ตึกเถอะ ทำยังไงดีล่ะคะเจ้าคุณดิฉันกลัวต้นตะเคียนต้นนี้เสียแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดปลอบใจคุณหญิงวาด

"อย่าเสียขวัญครับคุณหญิง เราควรจะทำบุญบ้านนิมนต์พระมาสวดมนต์เย็นแล้วฉันเช้า"

เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย

"ดีครับคุณอา แล้วก็หาหมอผีมาขับไล่ผีต้นตะเคียนหรือนางตะเคียนให้ไปอยู่ที่อื่น"

คามเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ มือผีสีดำมะเมื่อมมีขนรุงรังค่อยๆ หดหายเข้าไปในโพรงไม้ คุณหญิงวาดกระซิบกระซาบกับทุกๆ คน

"ไปเถอะพวกเรา ประเดี๋ยวแม่พวกสี่คนกลับมาจากจ่ายของที่ย่านการค้าราชประสงค์รู้เข้าคงจะอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน แต่ละคนล้วนแต่กลัวผีขนาดหนักทั้งนั้น แต่ก็คงไม่เท่ากับอ้ายกรและพ่อนพ พ่อลูกมันช่างเหมือนกันเสียจริงๆ "

เสี่ยหงวนเกิดความกล้าแบบบ้าบิ่นขึ้นมาก็ถอดแว่นตาขอบกระออกเก็บใส่กระเป๋าเขากล่าวกับพลว่า

"แกไปก่อนเถอะ ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงกัน กันจะปีนต้นตะเคียนขึ้นไปจับผีนางตะเคียนคนนี้เอามาเป็นเมียน้อยของกันให้ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ คว้าแขนอาเสี่ยไว้

"อย่าเลยวะอ้ายหงวนพลบค่ำแล้ว ถ้ายังไงเอาไว้พรุ่งนี้ดีกว่า"

ทุกคนพากันเดินรวมกลุ่มเลียบริมสระน้ำไปจากที่นั้น และทุกคนหันมามองดูต้นตะเคียนตลอดเวลา

อภินิหารของผีตะเคียนเมื่อตอนพลบค่ำทำให้คนใน บ้าน"พัชราภรณ์" หวาดหวั่นไปตามกัน คนที่ไม่กลัวผีมี เช่น พล กิมหงวน ศาสตราจารย์ดิเรก พนัส สมนึก ตลอดจนกระทั่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เริ่มรู้สึกกลัวผีขึ้นมาแล้ว โดยเฉพาะนายพลดิเรกถึงกับยอมสารภาพว่า

อิทธิฤทธิ์ของพรายตะเคียนสั่นสะเทือนขวัญเขาไม่น้อย

อาหารมื้อค่ำเป็นไปอย่างรีบร้อน และหวาดๆ นันทา นวลลออ ประภา และประไพรู้เรื่องเข้าก็หวาดกลัวผีตะเคียนจนแทบจะทำอะไรไม่ได้ หลังจากรับประทานอาหารกันเรียบร้อยแล้ว สี่นางก็ชวนคุณหญิงวาดขึ้นห้องนอน

คืนนี้ บ้าน "พัชราภรณ์" สงบเงียบผิดปรกติ

ไม่มีเสียงโทรทัศน์ เสียงวิทยุ หรือเสียงแผ่นเสียงยังไม่ทัน ๒๑.๐๐ น. พวกคนใช้ชายหญิงต่างก็หมกตัวอยู่ในห้องพักของตนปิดประตูหน้าต่างใส่กลอนแน่นหนาทั้งๆ ที่อากาศร้อนอบอ้าว คามเงียบเชียบทำให้นพลูกชายของนิกรกลัวผีตะเคียนจนแทบจะเป็นบ้า พนัสกับ

สมนึกและดำรงจึงชวนนพนั่งรถปอนเตี๊ยคออกไปเที่ยวนอกบ้านซึ่งอาจจะไปดูภาพยนตร์รอบดึกก็ได้

ภายในห้องโถงที่ตึกใหญ่

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งสนทนากันเงียบๆ โดยมีเจ้าแห้วคอยปรนนิบัติรับใช้ด้วยความจงรักภักดี นิกรนั่งกอดเสี่ยหงวนอยู่บนโซฟา ใบหน้าของนิกรซีดเซียวบอกให้รู้ว่าเขากำลังกลัวผีตะเคียนอย่างยิ่ง ภาพมือปีศาจที่ยื่นออกมาจากโพรงต้นตะเคียนปรากฏอยู่ใน

ห้วงนึกของเขาตลอดเวลา

"ผีน่ะมันมีจริงไม่ใช่เรื่องเหลวไหล" ท่านเจ้าคุณกล่าวกับสี่สหายด้วยเสียงกังวาน "แต่ทว่าโดยมากคนมันแกล้งทำเป็นผีหลอกกัน หรือม่ายคนที่ขวัญอ่อนเดินไปในที่มืดที่เปลี่ยวเห็นอะไรเข้าก็คิดว่าถูกผีหลอก ผีที่มันหลอกหลอนเราเป็นผีที่ดุร้ายมาก เช่นผีตายโหง ผีตาย

ทั้งกลม หรือผีนางตะเคียนที่เล่นงานพวกมื่อตอนพลบค่ำนี้"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยกมือขวากำหลวงพ่อที่คล้องคอไว้แน่น แล้วมองดูพ่อตาของเขาอย่างเคืองๆ

"คุยเรื่องอื่นเถอะครับคุณพ่อ หาเรื่องที่สนุกๆ มาคุยกันดีกว่า"

เจ้าแห้วเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับ รับประทานผมก็ว่าอย่างนั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้นิกร

"ฉันต้องการปรึกษากับอ้ายพล อ้ายหงวน และอ้ายหมอเกี่ยวกับผีตะเคียนโว้ยแกไม่อยากฟังก็ขึ้นไปนอนซี"

นิกรชักฉิว

"ขึ้นไปยังไงล่ะครับ พอโผล่พ้นบันไดข้างบนเห็นมันเข้าผมก็ชักแหง่กๆ เท่านั้น"

เสี่ยหงวนมองดูนิกรอย่างขบขัน

"ทำใจให้เข้มแข็งบ้างซีวะอ้ายกร พรุ่งนี้แกไปรับหมอใหญ่อาจารย์ของแก มาจับผีตะเคียนใส่หม้อเอาไปถ่วงได้ไหมล่ะ"

นิกรยิ้มแห้งแล้ง

"หมอใหญ่แกเท่งทึงเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์นี่เอง"

"งั้นเรอะ" พลพูดขึ้นดังๆ "แกเป็นอะไรตายวะ"

"เป็นอะไรล่ะ ผีหลอกตายน่ะซี ไปเอาน้ำมันพรายที่วัดวัดหนึ่งทางปากน้ำ ทำอีท่าไหนก็ไม่รู้ ผีตายทั้งกลมเล่นงานเสียช็อคตายในโกดังเก็บศพ นี่แหละ เขาว่าหมองูตายเพราะงู หมอผีก็ต้องตายเพราะผี"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะหึๆ

"ผีตายทั้งกลมมันใช่เล่นอยู่รึ ดูแต่อีนาคพระโขนงตายไปตั้งเกือบร้อยปีแล้ว คนรุ่นนี้ก็ยังพูดถึงความดุร้ายและอิทธฤทธิ์ของอีนาค แต่ป่านนี้คงไปผุดไปเกิดแล้ว อ้า-เมื่อสองสามวันพ่อคุยกับพวกนักเลงพระคนหนึ่ง เขาให้ฟังว่า ตอนที่เขาบวชอยู่บ้านนอกเขาไปสวดศพ

ผีตายทั้งกลมรายหนึ่ง กำลังสวดผีมันดันฝาโลงลุกขึ้นนั่ง และก้าวออกมาจากโลง"

"อุ๊ย" เจ้าแห้วครางเหมือนถูกเข็มแทง "รับประทานพอแล้วครับ อย่าเล่าต่อไปเลยครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมามองดูเจ้าแห้ว

"อ้ายแห้ว แกอย่าลืมว่าผีตายทั้งกลมยังดุไม่เท่าผีตะเคียนหรือนางตะเคียนโว้ย"

ศาสตราจารย์ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"เพราะอะไรครับ ผีตะเคียนถึงดุ"

"อ้าว-พ่อจะเล่าให้แกฟัง"

"เดี๋ยวครับ" เจ้าแห้วร้องลั่น "รับประทานกรุณาให้ผมไปพักผ่อนที่เรือนคนใช้เถอะครับ ขืนนั่งฟังเรื่องผีอยู่นี่ประเดี๋ยวผมดีฝ่อตาย"

พลโบกมือไล่เจ้าแห้ว

"ไป-ไปให้พ้น มึงจะไปนอนหรือจะไปเดินเล่นที่ต้นตะเคียนริมสระก็ตามใจ ผีน่ะกลัวมันแต่พอหอมปากหอมคอโว้ย อย่าให้ถึงกับเสียขวัญ"

เจ้าแห้วทำท่าขนพองสยองเกล้า เขาลุกขึ้นเดินก้มตัวไปทางประตูด้านหลังตึก เสี่ยหงวนแกล้งร้องขึ้นดังๆ

"ผีหลอก"

เจ้าแห้วห้ามล้อพรืด ท่ามกลางเสียงหัวเราะของคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"รับประทานอาเสี่ยเล่นร้องแบบนี้ ผมไม่กล้าไปละครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะลั่น

"ฉันล้อแกเล่นหรอกโว้ย ไปเถอะไม่มีอะไรหรอก"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วสะดุ้งโหยง

"มะ-มะ-หมามัน-หะ-หอนแล้วครับ รับประทาน-มะ-มันคงหะ-หะ-เห็นนางตะเคียนแน่ๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าให้นิกร

"แกเดินไปส่งอ้ายแห้วที่เรือนพักคนใช้หน่อยเถอะวะ"

นิกรลืมตาโพลง

"โอ๊ย-ให้ผมล้านบาทผมก็ไม่ไป หมากำลังหอนรับกันเป็นทอดๆ อย่างนี้ ขืนไปผมก็เสร็จมันเท่านั้น เล่นกับผีไม่สนุกนะครับ ถ้าไม่ช็อคตายก็จับไข้หัวโกร๋น"

ท่านเจ้าคุณทำตาเขียว

"เดี๋ยวก็เจ็บตัวเท่านั้นเอง"

เจ้าแห้วยืนนิ่งเฉยอยู่ข้างประตูฟังสุนัขหอน สักครู่ก็เงียบไปกลายเป็นเสียงเห่า และกัดกันอย่างตะลุมบอน เจ้าแห้วยิ้มออกมาได้

"รับประทานหมามันไม่ได้เห็นผีหรอกครับ มันหอนเรียกแฟนของมัน แล้วก็เกิดศึกชิงนางขึ้น รับประทานหมาเถื่อนในซอยหลังบ้านเราแยะจังครับ"

แล้วเจ้าแห้วก็ทำใจให้เข้มแข็งพาตัวเดินออกไปจากห้องโถง เมื่อลงมาพ้นบันไดหลังตึก เจ้าแห้วก็รู้สึกขนลุกซู่ เขาได้กลิ่นกระแจะจันทร์ เครื่องประทินหอมของคนไทยสมัยก่อนปลิวมาตามลม เจ้าแห้วนึกถึงนางตะเคียนทันที และแล้วเขาก็วิ่งตื๋อมุ่งตรงไปยังเรือนพักคน

ใช้ ซึ่งเป็นเรือนชั้นเดียวแบบห้องแถว แต่มีระเบียงหน้าห้องกว้างถึง ๓ เมตรและยาวตลอดไป สำหรับให้พวกคนใช้ชายหญิงของ บ้าน "พัชราภรณ์" นั่งพักผ่อนสนทนากัน เรือนแถวสองหลังหันหน้าเข้าหากัน ห้องหนึ่งมีคนใช้หรือสาวใช้อยู่รวมกันสองคน แต่เจ้าแห้วได้สิทธิพิเศษ

อยู่ตามลำพัง และอยู่ห้องริมคือห้องซ้ายสุด

กลิ่นแป้งร่ำประทินหอมตามเจ้าแห้วมาอีก เจ้าแห้วรีบล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบพวงกุญแจออกมาไขประตูห้องนอนของเขา ซึ่งเป็นกุญแจที่ติดกับบานประตู เจ้าแห้วเปิดประตูออกพาตัวเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว และหันมาปิดประตูใส่กลอน

ห้องนอนของเจ้าแห้วมีไฟฟ้า ๔๐ แรงเทียนเปิดทิ้งไว้ดวงหนึ่ง ซึ่งมันก็ให้แสงสว่างเพียงพอขนาดอ่านหนังสือได้ เจ้าแห้วค่อยสบายใจขึ้นเมื่ออยู่ในห้องส่วนตัวของเขา เขาเดินไปที่หน้าต่างด้านหลังตั้งใจจะเปิดหน้าต่างเพื่อให้ลมว่าว หรือลมตะเภาพัดผ่านเข้ามา แต่พอ

นึกได้ว่าถ้าเขาเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ เขาอาจจะได้พลภาพที่เขาไม่อยากจะเห็นและมันอาจจะทำให้เขาช็อคตายก็ได้ เจ้าแห้วจึงเลิกล้มความคิดที่จะเปิดหน้าต่าง

บริเวณเรือนคนใช้สงบเงียบ เสียงสุนัขในซอย "ประสิทธินิติศาสตร์" หอนขึ้นอีก เมื่อตัวหนึ่งเริ่มหอนอีกหลายตัวก็หอนรับเป็นทอดๆ ติดต่อกันไป เสียงหมาหอนทำให้คนกลัวผีอย่างเจ้าแห้วไม่สู้จะสบายใจนัก เจ้าแห้วถอดกางเกงขายาวและเชิ้ทแขนสั้นออกแขวนไว้แล้ว

รีบขึ้นเตียงนอนโดยไม่ยอมปิดไฟฟ้าเพราะกลัวผี เจ้าแห้วเชื่อว่าเปิดไฟทิ้งไว้อย่างนี้ผีนางตะเคียนคงไม่ย่างกรายเข้ามาในห้องของเขาแน่นอน

เจ้าแห้วปลดชายมุ้งลงมาครอบเตียงนอนเก่าๆ ของเขาแล้วนั่งพับเพียบสวดมนต์เหมือนอย่างที่เคยปฏิบัติมา พอสวดมนตร์เสร็จเรียบร้อยก็ล้มตัวลงนอน แต่แล้วเขาก็ได้ยินเสียงกุกกักใต้เตียงนอนเหมือนกับมีใครแอบอยู่ใต้เตียงของเขา

กลิ่นแป้งร่ำประทินหอมกระจายไปทั่วห้องระคนกับกลิ่นธูปเทียนและดอกซ่อนกลิ่น ซึ่งดอกไม้ชนิดนี้เจ้าแห้วเคยเห็นตั้งอยู่หน้าศพเสมอ กลิ่นของมันไม่ถูกกับเจ้าแห้วแต่ไหนแต่ไรแล้ว เจ้าแห้วนอนตัวแข็งทื่ออยู่บนเตียงนอน ห้องนอนของเจ้าแห้วเงียบกริบแม้แต่เข็ม

เล่มหนึ่งตกลงบนพื้นกระดานก็คงได้ยินถนัด ในนาทีนั้นเองเจ้าแห้วก็ได้ยินเสียงร้องไห้กระซิกๆ อยู่ใต้เตียงนอนของเขา แล้วมีเสียงรำพันของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งไม่ดังนักแต่ก็ได้ยินชัดเจน เป็นเสียงเยือกเย็นระคนกับเสียงสะอื้น

"เมื่อไหร่หนอข้าจะใช้กรรมหมดสิ้นเสียที ข้าทนทุกข์ทรมานสิงสู่อยู่ที่ต้นตะเคียนมาร้อยกว่าปีแล้ว"

เจ้าแห้วตกใจดิ้นพราดอยู่บนเตียงนอนของเขา ความรักตัวกลัวผีบังเกิดขึ้นเหลือที่จะกล่าว

"อ๋อย นะโมตัสสะภควโต ไปที่ชอบๆ เถอะ อย่ามาหลอนหลอกลูกเลย"

มีเสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นใต้เตียงนั้น เจ้าแห้วตัวสั่นเหมือนลูกนก ใบหน้าซีดเผือดนัยน์ตาเหลือกลานอย่างที่เขาเรียกว่าตาแหกหรือตาขาว เขาหยิบผ้าห่มคลี่ออกแล้วรีบคลุมโปงทันทีทั้งๆ ที่อากาศร้อนอ้าวราวกับอยู่ในเตาอบ เจ้าแห้วนอนตัวสั่นสวดมนตร์ภาวนาอยู่ใน

โปง แต่แล้วเจ้าแห้วก็ใจหายวาบเมื่อรู้สึกว่าผ้าห่มนอนสีฟ้าเก่าๆ ของเขาถูกกระชากออกจากตัว

"โอ๊ย" เจ้าแห้วร้องราวกับถูกยิงเมื่อเขาแลเห็นปีศาจของนางตะเคียนนั่งอยู่บนเตียงนอนของเขา หล่อนเป็นหญิงสาวในวัยรุ่น นุ่งซิ่นยกทองสีแดง สวมเสื้อแพรสีชมพูแขนยาวแบบโบราณในรัชสมัยสมเด็จพระปิยมหาราชปล่อยผมสยายยาวถึงหลัง เส้นผมของหล่อนดำขลับ

ดวงหน้าของนางตะเคียนสวยและมีเสน่ห์อย่างยิ่ง

หล่อนมองดูเจ้าแห้วและยิ้มให้

"กลัวฉันหรือจ๊ะนายแห้ว" ปีศาจสาวกล่าวเสียงเยือกเย็นและแช่มช้า

ความกลัวทำให้เจ้าแห้วดิ้นพราดเป็นเหมือนกับปลาช่อนถูกทุบหัว แล้วเจ้าแห้วก็สิ้นสติสมประดี ร่างของนางตะเคียนหายวับไป ซึ่งแน่นอนละหล่อนจะต้องเที่ยวหลอกหลอนคนในบ้านอย่างสนุกสนาน เพราะโกรธแค้น คุณหญิงวาดที่ใช้ให้คนของท่านโค่นต้นตะเคียนอัน

เป็นที่สิงสถิตดวงวิญญาณของหล่อน

เพราะประไพกลัวผีขนาดหนักหล่อนจึงขอร้องให้นวลละออไปนอนเป็นเพื่อนหล่อน ดังนั้นนิกรจึงต้องไปอาศัยนอนกับเสี่ยหงวน ส่วนนันทาไปนอนเป็นเพื่อนคุณหญิงวาดทิ้งให้พลนอนอยู่ตามลำพัง

นิกรกับเสี่ยหงวนนอนอยู่คนละเตียงซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กันภายในห้องนอนอันหรูหรา แสงไฟฟ้าสีเขียวส่องสลัวลางไปทั่วห้อง สองสหายนอนกระสับกระส่ายไม่รู้สึกง่วง เพราะนิกรกลัวผีมากเกินไปทำให้อาเสี่ยพลอยเสียขวัญไปด้วย

เมื่อนิกรลุกขึ้นนั่งจุดบุหรี่สูบ เสี่ยหงวนก็กล่าวขึ้นเบาๆ

"หลับนอนเสียทีเถอะวะ อ้ายกรเกือบสองยามแล้ว"

"หลับไม่ลงโว้ย มองเห็นแต่มือที่ยื่นออกมาจากโพรงต้นตะเคียนตลอดเวลา แล้วก็พอหลับตาหมามันหอนทุกที"

"ก็ช่างมันประไรเล่า หรือแกจะหอนแข่งกับหมาบ้างก็ได้นี่หว่า นอนเถอะน่า พรุ่งนี้ก็ต้องไปทำงาน"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เฮ้อ กูเห็นจะต้องหาซื้อที่สักสองสามไร่ปลูกบ้านอยู่ใหม่เสียแล้วโว้ย ขืนอยู่นี่ถ้าเผชิญหน้ากับนังผีตะเคียนเข้ากันก็คงช็อคตายแน่"

ก่อนที่อาเสี่ยจะพูดว่ากระไร ก็มีเสียงพูดที่อ่อนหวานเยือกเย็นของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นในห้องน้ำ

"กลัวกระทั่งผีตะเคียนเชียวหรือคะ"

นิกรสะดุ้งเฮือกใบหน้าซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษ

"เอาเข้าแล้วยังไงอ้ายหงวน กูนึกอะไรไม่มีผิด" นิกรพูดละล่ำละลักด้วยความหวาดกลัว "ได้กลิ่นซากศพเมื่อกี้นี้เองเอากูเข้าแล้ว"

อาเสี่ยแกล้งพูดกลบเกลื่อนทั้งๆ ที่เขาก็รู้สึกขนพองสยองเกล้า

"อะไรวะอ้ายกร"

นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"แกก็ได้ยินชัดแล้วยังจะถามอีก"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น

"แกหมายความว่ากระไรกันไม่เข้าใจ"

นิกรจุปาก

"อย่าพูดกลบเกลื่อนเลยวะ เมื่อกี้นี้นางตะเคียนพูดแจ๋วๆ อยู่ในห้องน้ำแกไม่ได้ยินหรือ"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"ได้ยิน แต่ก็ต้องทำเป็นว่าไม่ได้ยินซีโว้ยแล้วกัน แกกลัวผีจนเกินไป ทำให้กันตาแหกไปด้วยนี่หว่า กูยัวะขึ้นมาแล้วนะจะบอกให้ มา-ออกมาให้เห็นตัว กูจะปล้ำเอาเป็นเมียเสียเดี๋ยวนี้แหละ หลอกใครไม่หลอกหลอกเสี่ยหงวน"

เสียงนางตะเคียนดังขึ้นอีก

"อาเสี่ยขา ใจคอจะปลุกปล้ำหนูเชียวหรือคะ"

เสี่ยหงวนทำคอย่นแล้วหันมามองดูนิกร

"เฮ้ย-สงสัยว่าสาวใช้ของเรามันแอบอยู่ในห้องน้ำและแกล้งทำเป็นผีหลอกเราว่ะ แกเข้าไปดูหน่อยซิอ้ายกร"

"ปู้โธ่" นิกรเอ็ดตะโร "เข้าไปให้โง่น่ะซี เล่นกับผีน่ะถึงตายนะโว้ย "นอนเตียงเดียวกันเถอะวะ ถ้ายังไงจะได้ผ่อนหนักเป็นเบา"

อาเสี่ยลุกขึ้นนั่งข้างนิกร เขามองไปที่ประตูห้องน้ำของเขาแล้วกระซิบบอกนายจอมทะเล้น

"แกได้กลิ่นเครื่องหอมแบบไทยไหม กลิ่นกระแจะจันทร์แป้งร่ำอะไรนั่นแหละ หอมกรุ่นออกมาจากห้องน้ำ"

"ว้า แล้วแกเสือกมาบอกกันทำไมล่ะ อ้ายคนยิ่งกลัวอยู่ เฉยๆ เถอะวะ ถ้าจะพูดก็คุยเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับภูตผีปีศาจ ฮื้อ-เมื่อไหร่จะสว่างเสียทีฮิ"

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะ แล้วเอื้อมมือหยิบปืนพกใต้หมอนออกมาควงเล่น

"จะเป็นผีหรือคนก็ตาม ถ้าโผล่ออกมาจากห้องน้ำกูยิงแน่"

"พูดอีกแล้ว" นิกรตวาดแล้วดับบุหรี่กับที่เขี่ยบุหรี่

ภายในห้องเงียบกริบ ได้ยินแต่เสียงพัดลมขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บนโต๊ะระหว่างเตียงนอนทั้งสองดังเบาๆ ในนาทีนั้นเองอาเสี่ยกับนิกรก็ตกตะลึงแทบสิ้นสติเมื่อแลเห็นปีศาจนางตะเคียนเดินออกมาจากห้องน้ำและหยุดยืนอยู่หน้าประตู หล่อนแต่งกายในชุดที่ปรากฏตัวอยู่ในห้องนอน

เจ้าแห้ว นิกรนั่งอมยิ้มมองดูหล่อนและแล้วร่างของเขาก็หงายหลังลงไปบนเตียงนอน

เสี่ยหงวนจ้องตาเขม็งมองดูนางพราย ตอนแรกก็รู้สึกเกรงกลัวหล่อน แต่พอเห็นเรือนร่างอันอวบอัดและใบหน้ามีเสน่ห์ประกอบทั้งการแต่งกายรูปร่างผิวพรรณเป็นกุลสตรีชั้นสูงในสมัยโน้น ความกลัวก็ค่อยๆ หายไป แล้วอาเสี่ยก็ลืมนึกไปว่าหล่อนเป็นผีปีศาจ

"หนู หนูเป็นนางตะเคียนใช่ไหม" เสี่ยหงวนถามยิ้มๆ

นางพรายยิ้มน่ารัก

"ใช่ค่ะ หนูดีใจจริงๆ ที่อาเสี่ยไม่กลัวหนู" พูดพลางเดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งข้างกิมหงวน "อาเสี่ยขาหนูเหงาจังค่ะ อาเสี่ยยังหนุ่มและยังหล่อนะคะ"

นิกรนอนลืมตามองดูนางตะเคียนด้วยความหวาดกลัว แต่ความรักและเป็นห่วงเพื่อนทำให้เขาเอื้อมมือเขี่ยสีข้างอาเสี่ยแล้วพูดเสียงเครือ

"อ้ายหงวน อย่าหลงกล ตายนะโว้ย"

นางตะเคียนมองดูนิกรอย่างเดือดดาล แล้วเอ็ดตะโรลั่น

"กงการอะไรของคุณด้วยล่ะ ประเดี๋ยวแม่หักคอเสียหรอก"

ความกลัวทำให้นิกรลุกขึ้นจากเตียงนั้นแล้ววิ่งตรงไปที่ประตูหน้าห้องถอดกลอนเปิดประตูออก วิ่งออกไปจากห้องร้องเสียงเอะอะเอ็ดตะโร เสี่ยหงวนจอมชีกอเกิดอารมณ์พิศวาสขึ้นมาแล้ว เขายกมือซ้ายประคองกอดนางตะเคียนในบทบาทของจอมเจ้าชู้

"หนูชื่ออะไรจ๊ะ บอกฉันหน่อยซี"

"เบญจมาศค่ะ"

"โอ-ชื่อเพราะมาก เอายังงี้ดีกว่าพูดกันสั้นๆ ตรงไปตรงมา หรือเรียกว่าเว้ากันซื่อๆ หนูเป็นเมียน้อยฉันเอาไหม เงินเดือน ๕,๐๐๐ มีบ้านให้อยู่และมีรถยนต์ให้ใช้"

"ตกลงค่ะ แต่ว่าถ้าหนูมีลูกกับอาเสี่ย อาเสี่ยต้องให้ลูกหนูได้รับการศึกษาถึงขั้นมหาวิทยาลัยนะคะ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"เรื่องลูกไม่สำคัญน่าหนู ลูกของหนูเป็นผีมันไม่เรียนหรอก นอกจากมันจะเที่ยวแหกหูแหกตาหลอกชาวบ้านเขา มา-ชื่นใจหน่อยนะหนูนะ อุ๊ย--" แล้วอาเสี่ยก็ร้องสุดเสียง "ไอ๊ย่า"

ใบหน้าของนางตะเคียนที่งามแฉล้มแช่มช้อยเปลี่ยนเป็นหัวกะโหลกผีไปแล้ว แลเห็นนัยน์ตากลวงโบ๋ แต่เรือนร่างของหล่อนยังคงเดิม

"เฮียขา จูบหนูซีคะ" หัวกะโหลกอ้าปากพูดปะหงับๆ

ความกลัวทำให้เส้นผมบนศีรษะอาเสี่ยตั้งชัน เขาร้องโวยวายแทบไม่เป็นภาษามนุษย์ แล้วลุกขึ้นจากเตียงนอนวิ่งตื๋อออกไปจากห้องนอนของเขาด้วยความเกรงกลัวนางตะเคียนเหลือที่จะกล่าว

อาเสี่ยวิ่งถลามาหยุดยืนหน้าประตูห้องนอนเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วยกมือทุบประตูห้องติดๆ กันหลายที

"เปิดประตูรับผมด้วยครับคุณอา อ๋อย-ผะ-อี๋-มันหลอกผม"

เสียงกลอนประตูห้องถูกถอดออกแล้วบานประตูซีกขวาก็เปิดออก ผู้เปิดประตูรับคือ เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่นเอง ท่านเจ้าคุณสวมเสื้อนอนสีน้ำตาลสาบเสื้อสีขาว กิริยาท่าทางของท่านเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เสี่ยหงวนผลัก เจ้าคุณปัจจนึกฯ เซถอยหลังเข้ามาในห้องแล้วเผ่น

ตามเข้ามาหันไปปิดประตูใส่กลอน

นิกรนั่งตัวสั่นงันงกอยู่บนเตียงนอนของพ่อตาของเขา

"ว่ายังไงอ้ายหงวน ได้หล่อนเป็นเมียแล้วหรือยัง" นิกรถามเสียงสั่นเครือ

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอิ๊อก

"ได้กะลิงอะไรล่ะ ทีแรกก็หน้าตาสวยดีหรอก เผลอหน่อยเดียวหันไปมองดูหน้าของหล่อนกลายเป็นหัวกะโหลกผีไปแล้วกันวิ่งเสียลิ้นห้อย โอย-ดุอะไรอย่างนี้ หล่อนบอกกันว่าหล่อนชื่อเบญจมาศว่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือห้ามอาเสี่ย

"พอแล้วอย่าพูดถึงอีก อาจะนอนกับอ้ายกรบนเตียงนั่น แกไปนอนบนโซฟาก็แล้วกัน เปิดไฟฟ้าให้สว่างคงไม่มีอะไรหรอก" พูดจบท่านเจ้าคุณก็เอื้อมมือเปิดสวิทซ์ไฟช่อกลางเพดานห้องทำให้ห้องนอนสว่างจ้าผิดปรกติ

มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง

"ใครวะ"

"หนูเองค่ะคุณตา เบญจมาศค่ะ"

"โอ๊ย" นิกรกับอาเสี่ยร้องขึ้นพร้อมๆ กันราวกับนัดกันไว้

เจ้าคุณปัจจนึกฯ คว้ามืออาเสี่ยพาเดินไปนั่งบนโซฟาอย่างสงบเงียบ และเต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นใจ ทั้งสามคนได้ยินเสียงนางตะเคียนร้องเพลงไทยเดิมเสียงเยือกเย็นเจื้อยแจ้วสักครู่หนึ่งก็เงียบเสียงไป

ท่านเจ้าคุณค่อยๆ ลุกขึ้นจากโซฟาเดินย่องมาที่ประตูห้อง ถอดกลอนประตูออกโดยไม่ให้มีเสียงแล้วแง้มบานประตูออกดู แต่แล้วท่านก็สะดุ้งเฮือกรีบปิดประตูใส่กลอนอย่างรวดเร็ว

"ยังอยู่หรือครับ" นิกรถามเสียงสั่น

"ยังอยู่ ตัวดำเมื่อมคอยาวตั้งวา" ท่านเจ้าคุณพูดละล่ำละลัก

นิกรลุกขึ้นจากเตียงนอนแล้วเดินมาที่ประตูห้อง

"ขอผมเปิดประตูออกไปดูหน้ามันหน่อยเถอะครับ แต่ว่า-อย่าเลยครับ อยู่ดีๆ ไม่ว่าดีหาเรื่องดีฝ่อตาย"

นางตะเคียนคงอาละวาดหลอกหลอนต่อไป

ด้วยอิทธิฤทธิ์ของปีศาจทำให้หล่อนมาในห้องนอนของศาสตราจารย์ดิเรกอย่างง่ายดาย ขณะนี้นายพลดิเรกกับประภากำลังนอนหลับอยู่บนเตียงของตนแต่ประภาอยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น เสียงนิกรกับเสี่ยหงวนวิ่งตึงตังโครมครามเมื่อกี้นี้ดังแว่วเข้ามาในห้องทำให้

ประภาไม่ใคร่จะสบายใจนัก

ลมพัดผ่านหน้าต่างด้านหน้าตึกเข้ามาวูบหนึ่งประภาได้กลิ่นเหม็นของศพที่กำลังขึ้นอึ่ดทึ่ดปลิวมาต้องจมูกหล่อนทำให้หล่อนใจหายวาบ แต่แล้วหล่อนก็ได้กลิ่นหอมของดอกซ่อนกลิ่นปนกับกลิ่นธูปกระแจะจันทน์

ประภาเผ่นพรวดลุกขึ้นนั่ง

"ดิเรก ดิเรกคะ"

นายพลดิเรกเป็นคนนอนไวผิดกับนิกร พอได้ยินเสียงประภาร้องเรียกเขาก็ตกใจตื่นผลุนผลันลุกขึ้นนั่ง

"ว่ายังไง ผีหรือคน" เขาถามเสียงงัวเงีย

"ผะ.... อี๋ค่ะ ช่วยพาภาไปส่งห้องน้องไพเถอะค่ะ ภาจะไปนอนรวมกับน้องไพและคุณนวล ดิเรกนอนคนเดียวเถอะ"

"โน ไอก็กลัวผีเหมือนกันนอนคนเดียวไม่ได้หรอก"

มีเสียงนางตะเคียนพูดเสริมขึ้นเบื้องหลังฉากญี่ปุ่นซึ่งกั้นไว้สำหรับผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว

"เป็นนักวิทยาศาสตร์กลัวผีด้วยหรือคะ"

ประภากระโจนพรวดเดียวขึ้นมานั่งบนตักศาสตราจารย์ดิเรกเพราะความรักตัวกลัวผี นายพลดิเรกจ้องตาเขม็งมองไปทางฉากญี่ปุ่นแล้วล้วงปืนพกออกมาจากใต้หมอนซึ่งเป็นปืนพกแบบค็อบบร้าขนาด ๙ มม. เขายกปืนพกขึ้นจ้องแล้วพูดเสียงหนักแน่นแต่ถึงกระนั้น

เสียงของเขาก็สั่นเครือ

"เฮ้-ยูจะเป็นผีหรือคนก็ตามออกมาเดี๋ยวนี้ม่ายจะถูกยิง"

นางตะเคียนเดินยิ้มกริ่มออกมาจากหลังฉากญี่ปุ่นแล้วหยุดยืนมองดูนายพลดิเรกกับประภาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"หมอขา อย่ายิงหนูเลยนะคะ" หล่อนพูดพลางยื่นมือเข้ามาหานายพลดิเรกเพื่อขอสัมผัสมือกับเขา

แต่หล่อนยืนห่างจากเตียงนอนราว ๓ เมตร มือขวาของนางพรายยาวออกมาทีละน้อย พอใกล้จะถึงตัวศาสตราจารย์ดิเรกประภาก็ร้องวี้ดสุดเสียงแล้วเป็นลมพลัดตกจากตักนายพลดิเรก นอนตะแคงสิ้นสติอยู่บนเตียงนอนนั่นเอง

"โนๆ " นายพลดิเรกร้องเสียงหลง "อย่าเล่นอย่างนี้ฉันกลัวอ๋อย... มือเธอยาวตั้งสามสี่เมตรอย่ามาเช็คแฮนด์กับฉันเลย" พูดจบเขาก็ลุกขึ้นวิ่งไปที่ผนังตึกแล้วเปิดไฟช่อกลางเพดานห้อง

ไฟฟ้าเกือบพันแรงเทียนทำให้ห้องนอนของศาสตราจารย์ดิเรกสว่างจ้าราวกับกลางวัน ร่างของปีศาจนางตะเคียนหายวับไปแล้ว นายพลดิเรกถือปืนพกเดินค้นหาทั่วห้อง และถึงกับตรวจดูตามลิ้นชักโต๊ะเขียนหนังสือหรือใต้พรมหน้าเตียงเพราะเข้าใจว่านางตะเคียนแอบ

ซ่อนอยู่

ตามเวลาที่กล่าวนี้ประไพกับนวลลออกำลังนอนคุยกันถึงเรื่องนางตะเคียนอยู่บนเตียงนอนภายในห้องนอนองนิกร ทั้งสองพยายามนอนหลับอย่างไรก็ไม่หลับเพราะไม่ง่วงเนื่องจากจิตใจมีแต่ความหวาดหวั่นนั่นเอง ทั้งนวลลออและประไพกลัวผีพอฟัดพอเหวี่ยงกัน ถึงนอน

คลุมโปงผืนเดียวกัน และคุยกันในโปงซึ่งคลุมจากศีรษะจรดปลายเท้าด้วยผ้าห่มขนสัตว์ผืนใหญ่และค่อนข้างหนา

แต่ความกลัวผีทำให้นวลลออและประไพหนาวสั่นแทนที่จะร้อน

"หลวงพ่อของคุณนวลน่ะกันผีได้แน่หรือคะ" ประไพถามเสียงเครือ

"ค่ะ พวกนักเลงพระเขาเชื่อมั่นกันอย่างนั้นนี่คะ"

ประไพถอนหายใจหนักๆ

"แต่ว่านี่มันก็สองยามแล้วหลวงพ่อท่านอาจจะจำวัดแล้วก็ได้ หลวงพ่อทวดท่านแก่แล้วท่านคงอดนอนไม่เก่งไม่เหมือนหลวงพ่อหนุ่มๆ "

"แหม อย่าพูดยังงี้ซีคะคุณไพ"

ทันใดนั้นเอง ผ้าห่มขนสัตว์สีฟ้าอ่อนผืนนั้นก็ถูกกระชากออกทันที สองนางต่างตกใจผุดลุกขึ้นนั่งพร้อมๆ กันราวกับนัดกันไว้ ทั้งประไพและนวลลอออกสั่นขวัญแขวน เมื่อเผชิญหน้ากับนางพราย ซึ่งยืนยิ่มกริ่มอยู่ปลายเตียง หล่อนอยู่ในสภาพสาวสวยในเครื่องแต่งกาย

หญิงไทยในอดีตคือนุ่งซิ่นยกทองสีแดง สวมเสื้อแพรแขนยาวสีชมพู ปล่อยผมสยายยาวถึงข้างหลัง

"โอ๊ย" ประไพร้องสุดเสียงแล้วล้มลงชักดิ้นชักงอเพราะความกลัวเกิดขึ้นถึงขีดสุด

นวลลออนั่งเซ่อเหมือนถูกสะกดจิต และแล้วหล่อนก็หงายหลังล้มลงนอนทับร่างของประไพเพื่อนรักของหล่อน สองนางตกใจจนสิ้นสติซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกที่ถูกผีหลอกอย่างจังหน้าเช่นนี้

จนกระทั่ง ๐.๓๐ น.

พล พัชราภรณ์ ซึ่งนอนอยู่ในห้องตามลำพังตกใจตื่น เมื่อได้ยินเสียงรถยนต์คันหนึ่งแล่นเข้ามาในบ้าน เขารู้ทันทีว่า เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนได้กลับมาจากเที่ยวแล้ว พลลุกขึ้นนั่งมองดูนาฬิกาปลุกบนโต๊ะข้างเตียงนอนและแล้วเขาก็เอื้อมมือหยิบบุหรี่จุดสูบมวนหนึ่ง เขา

อดนึกถึงเรื่องนางตะเคียนไม่ได้ มือประหลาดที่ยื่นออกมาจากโพรงต้นตะเคียนนั้นคือมือผีแน่ๆ เขาและอีกหลายคนต่างถูกผีหลอกทั้งๆ ที่ยังไม่สิ้นแสงตะวัน ตะเคียนใหญ่ต้นนั้นน่ากลัวไม่ใช่เล่น

อย่างไรก็ตามพลไม่ได้หวาดกลัวผีจนเกินไปนักเพราะเขาเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งนั่นเอง

กำลังอัดควันบุหรี่เข้าปอด พลก็ได้ยินเสียงก๊อกน้ำที่อ่างล้างหน้าในห้องน้ำถูกเปิด ความรู้สึกบอกตัวเองว่ามีใครคนหนึ่งกำลังล้างมือหรือล้างหน้าอยู่ที่อ่างเคลือบใบนั้น แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะห้องนอนของเขาปิดประตูใส่กลอน หน้าต่างทุกบานก็ติดเหล็กดัดเป็น

ลวดลาย เมื่อคิดเช่นนี้พลก็เสียขวัญเพราะแน่ใจว่าผีนางตะเคียนเล่นงานเขา

ก๊อกน้ำปิดแล้ว ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งร้องเพลงหงิงๆ เป็นเพลงไทยเดิม ก่อนที่พลจะคิดจะทำอะไรต่อไปเสียงกริ่งโทรศัพท์บนโต๊ะข้างเตียงนอนก็ดังขึ้น พลเอื้อมมือรับหูโทรศัพท์เครื่องภายในที่ใช้ติดต่อกันภายในบ้าน "พัชราภรณ์" โดยเฉพาะ และวางคู่กับเครื่อง

โทรศัพท์ขององค์การโทรศัพท์

"ฮัลโหล ใครพูดน่ะ"

"หงวนโว้ย"

"งั้นเรอะว่ายังไง"

"กันกับอ้ายกรอยู่ที่ห้องคุณอาว่ะ เราสองคนถูกผีนางตะเคียนหลอกในห้องกันตกใจแทบช็อค แกระวังตัวให้ดีนะ ถ้าไม่ชอบมาพากลก็เปิดไฟฟ้าในห้องให้สว่างทุกดวง ผีมันกลัวแสงสว่างว่ะ"

"ดีแล้วขอบใจมาก ผีตะเคียนกำลังเล่นงานกันขณะนี้ แกกับอ้ายกรอยากดูก็มาที่ห้องกันซี"

"โอ๊ย ไม่เอาแล้วเลิกกันโว้ย ช่วยอุดลำโพงโทรศัพท์ของแกด้วยประเดี๋ยวมันเลื้อยมาโผล่ที่ห้องคุณอากันไม่รู้จะหนีไปไหน"

พลวางหูโทรศัพท์ไว้ตามเดิม เขาปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง แล้วลุกขึ้นพาตัวเดินจรดปลายเท้าตรงที่ห้องน้ำอันกว้างขวางมีเครื่องสุขภัณฑ์อันสวยงามทันสมัยสมกับบ้านของเศรษฐี และแล้วพลก็ยืนตะลึงเมื่อแลเห็นปีศาจนางตะเคียนยืนหันหลังให้เขาข้างอ่างล้างหน้า

กำลังใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดหน้าของหล่อน

"โอ๊ะ" พลอุทานออกมาโดยไม่ตั้งใจ

นางตะเคียนหันขวับมาทางเขา ใบหน้าของหล่อนคือหัวกะโหลกผีแต่ส่วนอื่นๆ เป็นมนุษย์ธรรมดากลิ่นแป้งร่ำเครื่องประทินผิวของไทยโบราณหอมกรุ่นหัวกะโหลกผีอ้าปากปะหงับๆ พูดกับพลด้วยเสียงแหลมเล็กแต่เยือกเย็น

"ขอโทษนะคะคุณพลที่หนูบังอาจใช้ห้องน้ำของคุณโดยไม่ได้รับอนุญาต"

พลถอยหลังกรูด ใบหน้าของเขาซีดเผือดทั้งๆ ที่เขาเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งมากกว่าเพื่อน นางพรายยกมือทั้งสองขึ้นจับศีรษะกะโหลกผีของหล่อนดึงออกจากคอ แล้ววางลงบนชั้นกระจกข้างกระจกส่องหน้าบานใหญ่ ร่างของหล่อนกลายเป็นผีหัวขาดไปแล้ว

พลหมุนตัวกลับวิ่งอ้าวไปที่ประตูหน้าห้องนอนของเขา รีบถอดกลอนเปิดประตูวิ่งหนีออกไปจากห้องและตรงไปยังห้องนอน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยความหวาดกลัวนางตะเคียนเหลือที่จะกล่าว

เขาหยุดยืนหน้าห้องท่านเจ้าคุณและยกมือทุบประตูห้อง

"เปิดประตูรับผมด้วยครับคุณอา"

ประตูห้องถูกเปิดออกทันที ผู้เปิดประตูรับคือเสี่ยหงวน

"เร็ว เข้ามาโว้ย"

พลปราดเข้ามาในห้อง อาเสี่ยรีบปิดประตูใส่กลอน

"โอย มันหลอกกันโว้ยอ้ายหงวน มันอยู่ในห้องน้ำ"

"ไม่ต้องกลัว" อาเสี่ยพูดปลอบใจพลเสียงสั่นเครือ "เราเปิดไฟสว่างจ้าอย่างนี้มันไม่เข้ามาหรอก โน่น--อ้ายกรกับคุณอานั่งอยู่บนโซฟานั่น ไปซีไปนั่งคุยกัน คืนนี้อย่านอนเลย พรุ่งนี้บอกเลหลังบ้าน "พัชราภรณ์" ได้แล้ว ผีดุอย่างนี้ใครจะอยู่ได้ เลหลังให้ใครไปสักหมื่นสอง

หมื่นก็ยังดี แล้วกันจะปลูกให้ใหม่ สงสัยว่าที่ดินบ้านเราเมื่อครั้งก่อนคงเป็นป่าช้า"

พลเดินเซ่อเข้าไปหา เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนิกร ที่โซฟาตัวนั้น เสี่ยหงวนตามไปด้วย ทั้งสองต่างทรุดตัวลงนั่งเคียงกัน นิกรกลัวผีนางตะเคียนนั่งตัวสั่นงันงก ไม่ยอมปริปากพูดอะไรแม้แต่คำเดียว

อาเสี่ยนึกเป็นห่วงภรรยาของเขาก็ลุกพรวดพราดลุกขึ้นเดินไปที่เตียงนอนของ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้เอื้อมมือยกหูโทรศัพท์เครื่องภายในขึ้นมาหมุนหมายเลขต่อไปยังห้องนอนของนิกร

มีเสียงอึดๆ อยู่เกือบนาทีทำให้เสี่ยหงวนแปลกใจไม่น้อย เขาเงยหน้ามองดูนิกรแล้วกล่าวว่า

"เฮ้ย เมียแกกับเมียกันถูกนางตะเคียนหักคอเท่งทึงไปแล้วก็ไม่รู้ กริ่งเรียกไปไม่มีใครรับสายโว้ย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับนิกรทันที

"ไปดูซิอ้ายกร อาจจะตกใจช็อคตายก็ได้"

นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ตายก็ตายเถอะครับ นางตะเคียนมันกำลังอาละวาดอย่างนี้ ผมออกไปจากห้องผมก็เสร็จมันเท่านั้น คุณพ่อช่วยไปดูหน่อยซีครับ"

ท่านเจ้าคุณสะดุ้งโหยง

"ไม่เอา ฉันก็กลัวเหมือนกัน อ้า-บางทียายนวลกับประไพคงนอนหลับสนิทก็ได้ ถึงไม่ได้ยินเสียงกริ่งโทรศัพท์"

อาเสี่ยว่า "แต่เมียผมนอนไวนะครับ ผมถูกตัวนิดเดียวยังเตะผม ถ้าหลบไม่ทันก็ปากคอแตก"

พลพูดเสริมขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"พรุ่งนี้คุณอาต้องช่วยจัดการหาหมอผีชั้นดีมาเอาตัวนางตะเคียนไปเถอะครับ พวกเราจะได้อยู่เย็นเป็นสุข ขืนยังงี้ไม่เป็นอันหลับอันนอนแน่ พรุ่งนี้ก็ต้องนอนรวมห้องเดียวกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ปากห้าม

"อย่าพูดถึงมัน เอาเถอะ อาจัดการเอง อาพอจะรู้จักหมอผีชั้นดีที่มีคาถาอาคมเหนือกว่าหมอใหญ่ของอ้ายกรอีก เขาแน่จริงๆ พรุ่งนี้อาจะไปรับหมอจวงมา"

ขณะนี้เป็นเวลา ๐.๓๐ น.

ภายในห้องนอนของคุณหญิงวาดสงบเงียบ คุณหญิงวาดตื่นขึ้นมาในตอนนี้ ทุกคืนด้วยความเคยชินของท่านโดยไม่ต้องมีใครปลุก หลังจากลุกขึ้นเข้าไปทำธุระในห้องน้ำประมาณ ๒ นาที ท่านก็กลับมานั่งกินหมากที่เตียงนอนของท่านแล้วก็นัดยานัดถุ์ ใช้เวลาที่นั่งกินหมาก

ค้นหาความผิดของพวกคนใช้ชายหญิงในบ้าน "พัชราภรณ์" เตรียมไว้ด่าตอนเช้า ถ้าวันไหนตื่นนอนตอนเช้าท่านไม่ได้เทศนาใคร คุณหญิงวาดก็มีอารมณ์หงุดหงิดขุ่นมัวไปตลอดวัน เป็นที่รู้กันดีว่าคุณหญิงเป็นคนปากร้ายใจดี ใครถูกท่านด่าบ่อยๆ คนนั้นก็มักจะได้เงินจากท่าน

เป็นพิเศษเสมอ เช่นเจ้าแห้วเป็นต้น

นันทานอนหลับสนิทอยู่บนเตียงเดียวกับคุณหญิงวาดซึ่งเป็นทั้งแม่ผัวและอาของหล่อน เมื่อเสียงกริ่งโทรศัพท์บนโต๊ะข้างเตียงนอน และเป็นเครื่องภายในสถานที่ดังขึ้นคุณหญิงวาดก็สะดุ้งเฮือกสุดตัว และนึกโมโหผู้ที่โทรศัพท์มารบกวนท่านในเวลาดึกดื่นเช่นนี้

พอคุณหญิงวาดเอื้อมมือรับหูโทรศัพท์ นันทาก็ตกใจตื่นและรีบลุกขึ้นนั่ง

"โทรศัพท์หรือคะ"

"ย่ะ ไม่รู้ว่าอ้ายลิงคนไหนมันโทรมา ถ้าไม่ใช่พ่อหงวนก็คงเป็นอ้ายกร"

"อาจจะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นก็ได้ค่ะคุณอา"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ

"งั้นเรอะ เอ-เห็นจะจริงโว้ย" แล้วท่านก็พูดโทรศัพท์ "ห้าโหล-นั่นใครพูดวะ"

"กิมหงวนครับคุณอา"

"อ้อ พ่อหงวนเรอะว่ายังไงยะ"

"ไม่ว่ายังไงหรอกครับ แต่ผมจะเรียนถามคุณอาสักหน่อย ผ. สระ อี อ่านว่ากระไรครับ"

คุณหญิงวาดสะดุ้งโหยงแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"ดึกดื่นป่านนี้แล้วเสือกมาถามทำไม อ้ายคนยิ่งกำลังปอดลอยอยู่ แกจะบ้าหรือวะ เจ้าสัวกิมเบ๊"

"อ้าว เลยล้อชื่อพ่อผมเลย คุณอาครับ ขณะนี้ผมกับอ้ายพลและอ้ายกร อยู่ในห้องเจ้าคุณอาครับ ผมกับอ้ายกรถูกผีนางตะเคียนเล่นงานเราก่อน ต่อมาเล่นงานอ้ายพล ต้องวิ่งแจ้นมารวมกันอยู่ในห้องนี้"

คุณหญิงวาดอกใจเต้นระทึกทันที

"มันหลอกยังไงพ่อหงวน" ท่านถามเสียงสั่นเครือ

"มันปรากฏร่างให้ผมกับอ้ายกรเห็นครับ เป็นผู้หญิงสาววัยรุ่น แต่งกายแบบสุภาพสตรียุคสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง นุ่งซิ่นยกแดงสวมเสื้อแพรสีทับทิมครับ หน้าตาจิ้มลิ้มสวยมาก แต่แล้วใบหน้าก็กลายเป็นหัวกะโหลกผีครับ"

"โอ๊ย-อิติปิโสภควา-ทำยังไงดีล่ะ เผื่อมันเข้ามาในห้องอาอาจะทำอย่างไร แม่นันก็พึ่งอะไรไม่ได้เพราะตากแหกพอๆ กับอ้ายกรน้องชายของเขา"

"ผมโทรมาก็เพื่อจะให้คำแนะนำคุณอาครับ"

"เออ ช่วยแนะนำหน่อยเถอะพ่อคุณ ทำยังไงถึงจะไม่ให้มันเข้ามาในห้องอาได้" คุณหญิงวาดพูดเสียงสั่นเครือในท่าทีหวาดหวั่น ทำให้นันทารีบเลื่อนตัวเข้ามานั่งแนบชิดแม่ผัวของหล่อน "พระที่คล้องคออาป้องกันมันได้ไหมพ่อหงวน"

"ไม่ได้หรอกครับคุณอา สมเด็จพระพุทธาจารย์โตตามประวัติของท่าน ท่านเคยจำวัดราว ๔ ทุ่ม นี่มันเกือบตีหนึ่งแล้วท่านคงจำวัดกรนคร่อกๆ แล้วถึงคุณอาจะเขย่าท่านท่านก็คงไม่ยอมตื่น เปิดไฟฟ้าในห้องซีครับ เปิดไฟช่อกลางเพดานให้สว่าง ผีมันเกลียดแสงสว่างครับ

ขณะนี้เจ้าคุณอาเปิดไฟสว่างจ้า และห้องนอนอ้ายหมอก็เปิดไฟสว่างเช่นเดียวกันไ

"พ่อดิเรกถูกนางตะเคียนเล่นงานด้วยเรอะ"

"ครับ โทรมาบอกผมเมื่อกี้นี้เอง"

ความกลัวทำให้คุณหญิงวาดรีบวางหูโทรศัพท์ทันที ท่านหันมาทางศรีสะใภ้ของท่านแล้วพูดละล่ำละลัก

"แม่นัน ลุกขึ้นเดินไปเปิดสวิทซ์ไฟช่อหน่อยเถอะลูก"

นันทากลัวผีพอๆ กับคุณหญิงวาด หล่อนแข็งใจก้าวลงจากเตียงนอน พาตัวเดินไปยังที่ผนังตึกแล้วเอื้อมมือเปิดสวิทซ์ไฟ คราวนี้ห้องนอนของคุณหญิงวาดซึ่งตามไฟไว้ที่ผนังตึกเพียงดวงเดียวก็สว่างจ้าราวกับกลางวัน ทำให้สีหน้าของคุณหญิงวาดและนันทาค่อยชุ่มชื่นขึ้น

บ้าง

นันทาเดินกลับมานั่งบนเตียงนอน

"น้องไพกับคุณนวลเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่ทราบ"

"นั่นน่ะซี ลองโทรไปซิลูก แม่ไพไล่พ่อกรไปนอนกับพ่อหงวน แล้วชวนแม่นวลนอนด้วย ถ้าผีมันหลอกคงจะช็อคตาย ถึงยายนวลไม่กลัวผีแต่ถ้าเผชิญกับนางตะเคียนอย่างจังหน้าก็แย่เหมือนกัน"

นันทาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง เอื้อมมือยกหูโทรศัพท์เครื่องภายในขึ้นมาแล้วหมุนหมายเลขต่อตรงไปยังห้องนอนของน้องชายของหล่อน

มีเสียงนวลละออพูดมา แต่เป็นเสียงที่แสดงความหวาดกลัวแทบจะฟังไม่ออกว่าพูดว่าอย่างไร

"ฮัลโหล นะ-นะ-นวลพูดค่ะ นั่นใครคะ"

"ดิฉันเองนันทาค่ะ คุณกับน้องไพเรียบร้อยหรือคะ"

"ไม่เรียบร้อยหรอกค่ะ"

"อุ๊ยตาย เป็นยังไงบ้างคะ"

"เป็นลมสิ้นสติไปทั้งสองคนน่ะซีคะ ดิฉันกับคุณไพพบนางตะเคียนในห้องของคุณไพค่ะ พอเห็นเข้าเราสองคนก็ชักแหง่กๆ แล้วเป็นลมไป ดิฉันพึ่งฟื้นเมื่อกี้นี้เอง ขณะนี้กำลังช่วยแก้ไขคุณไพค่ะ"

นันทาตัวสั่นงันงกรีบวางหูโทรศัพท์ทันที

"แย่ละค่ะคุณอา นางตะเคียนเที่ยวหลอนหลอกใครต่อใครทั่วบ้าน คุณนวลกับน้องไพก็โดน"

คุณหญิงวาดมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"มันดุขนาดนี้เชียวหรือ อ้า-เธอรู้คาถากันผีบ้างหรือเปล่าแม่นัน"

นันทาสั่นศีรษะ

"ไม่ทราบเลยค่ะ"

"แหม-ไม่รู้จักหาไว้ป้องกันตัวยามคับขัน อาใจไม่ดีเสียแล้วล่ะโว้ย แกไปเปิดตู้ยืนใบนั้นออกเถอะ อาจะเข้าไปซ่อนในตู้จนกว่าจะรุ่งสว่าง"

นันทาฝืนยิ้ม

"ไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าปิดตู้ไม่มีอากาศหายใจคุณอาต้องตายแน่ นันจะโทรเรียกพลมาอยู่เป็นเพื่อนนะคะ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นพลอยู่ด้วยก็ค่อยยังชั่วหน่อย"

"ดีเหมือนกันลูก แต่อย่าเรียกอ้ายกรหรือพ่อหงวนมาเป็นอันขาด อ้ายสองคนมาอยู่เป็นเพื่อนแทนที่จะช่วยให้อาสบายใจกลับทำให้อาขวัญหนีดีฝ่อยิ่งขึ้นอีก"

ก่อนที่นันทาจะเอื้อมมือหยิบหูโทรศัพท์ สวิทซ์ไฟช่อกลางเพดานก็ดังแช็ก แล้วไฟช่อรวม ๘ ดวงก็ดับพรึ่บลงพร้อมๆ กันคงเหลือแต่ไฟที่ตามไว้ตลอดคืนในโป๊ะรูปกรวยสี่เหลี่ยมที่ผนังตึก และมีแสงสว่างเพียงสลัวลางเท่านั้น

"ตาเถน" คุณหญิงวาดร้องเสียงลั่น "ใครดับสวิทซ์แม่นัน"

นันทาตัวสั่นเทิ้มเหมือนลูกนก

"มันดับเองค่ะ"

"ดับเองไม่ได้ นางตะเคียนมันต้องดับแน่ๆ แม่นัน-เราสองคนอาหลานคับขันแล้ว อาจะบอกให้ ถ้าผีตะเคียนเล่นงานเราเราต้องแก้ผ้าออกแล้วเอาผ้าที่เรานุ่งฟาดมัน เป็นเคล็ดลับแก้ผีหลอก เธอนุ่งสะแล็คตัวนี้นุ่งกางเกงในหรือเปล่า"

"ดูเหมือนนุ่งค่ะ"

"พูดภาษาตวักตะบวยอะไรกัน ตัวของตัวไม่รู้หรือว่านุ่งกางเกงในหรือเปล่า เอามือคลำดูซิ"

"นุ่งค่ะ แล้วคุณอาล่ะคะ"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ

"นุ่งซี คนแก่อย่างอาจะนั่งจะลุกไม่ใคร่ระวังตัวต้องนุ่งกางเกงในติดตัวเสมอ เตรียมตัวนะแม่นันถ้าผีนางตะเคียนมันหลอกหลอนเรา เธอจะต้องแก้สะแล็คออกเอาสะแล็คฟาดกบาลมัน แล้วอาก็จะแก้ซิ่นไหมออกฟาดกบาลมันเหมือนกัน"

"วิธีนี้สู้ผีได้หรือคะ"

"เขาก็ว่ากันอย่างนั้นไม่เคยลองเหมือนกัน อ้า-แม่นันลุกขึ้นเดินไปเปิดสวิทซ์ไฟอีกทีซิ สวิทซ์มันคงเก่าหรือชำรุดมันอาจจะเลื่อนหลุดขึ้นไปเอง ทำให้ไฟช่อดับได้"

ทันใดนั้นเองคุณหญิงวาดและนันทาก็สะดุ้งเฮือกและใจหายวาบไปตามกัน เมื่อแลเห็นปีศาจนางตะเคียนในร่างของสาวสวยปีนข้ามหน้าต่างเข้ามาในห้องนอน คุณหญิงวาดนัยน์ตาเหลือกลานเต็มไปด้วยความหวาดกลัวจนถึงขีดสุด ส่วนนันทายังมีสติดีกว่าคุณหญิงวาดบ้าง

"แก้ผ้าออกไล่ฟาดมันซีคะคุณอา"

คุณหญิงวาดนั่งนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่น ปีศาจนางตะเคียนเริ่มสำแดงฤทธิ์ ยืดคอออกเหมือนคอห่านและยื่นหน้าใกล้เข้ามายังเตียงนอนของคุณหญิงวาดทีละน้อย ใบหน้าอันสวยงามของมันกลายเป็นใบหน้าของอสูรกายที่น่าเกลียดน่ากลัว

"โอ๊ย" คุณหญิงวาดร้องลั่น "ชู้ว-ไปให้พ้นกลัวแล้วจ้ะแม่จ๋า อย่ามาหลอนหลอกฉันเลย"

ความตกใจที่เกิดขึ้นถึงขีดสุดทำให้นันทาเป็นลมล้มลงสิ้นสติสมประดี คุณหญิงวาดแลเห็นลูกสะใภ้ของท่านล้มฟุบอยู่บนเตียงนอน ท่านก็ร้องขึ้นดังๆ

"ช่วยด้วย ผีหลอก"

แล้วท่านก็ล้มฟุบลงบนเตียงนอนนั้น ร่างของปีศาจร้ายเลือนหายไป ทั้งนันทาและคุณหญิงวาดต่างนอนสิ้นสติอยู่เคียงกันท่ามกลางแสงไฟฟ้าอันสลัวลาง

ที่ตึกใหม่อันเป็นที่อยู่ของลูกชายของคณะพรรคสี่สหาย

ความรักใคร่อันแน่นแฟ้นสนิทสนนทำให้ พนัส นพ สมนึก และศาสตราจารย์ดำรงไม่ยอมแยกห้องกันอยู่ เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนต่างนอนอยู่ห้องเดียวกันซึ่งห้องนอนห้องนี้มีขนาดใหญ่โตกว้างขวางมาก มีห้องน้ำอยู่ในห้องนอนถึง ๒ ห้อง เครื่องประดับห้องแต่ละชิ้นล้วน

แต่สวยงามมีค่าราคาแพง

เตียงนอนไม้สักขนาด ๓ ฟุต ตั้งอยู่เรียงกันรวม ๔ เตียง มีช่องว่างระหว่างเตียงเพียงเมตรเดียวสำหรับตั้งไซ้โบดขนาดเล็ก ห้องนอนนี้ประตูหน้าต่างติดลวดกันยุงแต่ไม่มีเครื่องปรับอากาศใช้พัดลมขนาดเล็กช่วยให้ความเย็นเมื่ออากาศร้อนเช่นระหว่างนี้

ขณะนี้พนัสกับดำรงนอนหลับแล้ว พึ่งม่อยหลับไปเมื่อสักครู่นี้เอง แต่นพกับสมนึกยังไม่หลับ ทั้งสองพูดคุยกันวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องอิทธิฤทธิ์ของผีตะเคียนหรือนางตะเคียน สำหรับเสี่ยตี๋ถึงแม้จะกลัวผีก็ไม่มากมายจนเกินไปนัก แต่นพลูกชายของนิกรยอมสารภาพว่า

ในโลกนี้เขาไม่เคยกลัวอะไรมากไปกว่าผี เพราะผีมีอิทธิฤทธิ์ล่องหนหายตัวและจำแลงแปลงตัวได้ ผีมันหลอกหลอนหรือทำร้ายคนให้ถึงตายได้โดยที่มนุษย์ไม่มีทางที่จะสู้รบตบมือกับมันเลย

กำลังคุยกันนพก็สะดุ้งเฮือกสุดตัวแล้วพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง

"อะไรวะนพ" เสี่ยตี๋ถาม

"กันได้กลิ่นที่ไม่น่าดมว่ะ"

"กลิ่นอะไร" ถามพลางลุกขึ้นนั่ง

"กลิ่นศพที่กำลังขึ้นอึ่ดทึ่ดน่ะซี"

เสี่ยตี๋ชักใจไม่ดี

"อุปาทานละกรามั้ง หรือม่ายลมมันพัดกลิ่นสัตว์ตายมาจากนอกบ้านก็ได้ อุ๊ย-หมาหอนแล้วโว้ย เขาว่าหมามันหอนน่ามันเห็นผีใช่ไหม"

นพยิ้มแห้งๆ

"ยังไงก็ไม่รู้กันไม่เคยเป็นหมานี่หว่า ตี๋โว้ย สมมุติว่านางตะเคียนมาปรากฏตัวให้เราเห็น ในห้องนี้เราจะทำอย่างไรดี"

"ทำอย่างไง ก๊อชักพราดๆ น่ะซี ม่ายกันก็ร้องเรียกให้เตี่ยให้ช่วย นอนเถอะวะอ้ายนพ ยิ่งดึกบ้านเรามันยิ่งสงบเงียบและวังเวง ตอนนี้เป็นเวลาที่ผีมันออกเที่ยวเตร่หลอกหลอนผู้คนด้วย"

นพกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

"กันนอนไม่หลับแน่ บอกไม่ถูกว่าจิตใจกันวุ่นวายเพียงใด มือที่โผล่ออกมาจากโพรงต้นตะเคียนเมื่อตอนพลบค่ำนี้มันไม่ใช่มือธรรมดานะโว้ย กันแทบจะช๊อคตายอยู่ที่นั่น บังเอิญพ่อคว้าแขนกันพาวิ่งหนีมาจากต้นตะเคียน"

เสี่ยตี๋หัวเราะชอบใจ

"อากรคงกลัวผีไม่ใช่ย่อย"

"ปู้โธ่ ตาแหกยิ่งกว่ากันตั้งหลายเท่าไม่น่าจะเป็นพ่อคนเลย คนเรามีลูกมีเต้าโตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วยังจะกลัวผีก็แย่ทำให้ลูกเสียขวัญไปด้วย"

มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งพูดขึ้นในห้องน้ำ

"นั่นน่ะซีคะ ผีมันมีแต่วิญญาณเท่านั้นไม่เห็นจะน่ากลัวอะไร"

สองสหายสะดุ้งเฮือกสุดตัวต่างจ้องตาเขม็งมองไปทางประตูห้องน้ำ เส้นผมของนพตั้งชัน เสี่ยตี๋ใบหน้าซีดเผือด ความรักตัวกลัวผีบังเกิดขึ้นแก่เขาอย่างล้นพ้นแล้วเสี่ยตี๋ก็ตะโกนสุดเสียง

"เตี่ย"

เสียงร้องของสมนึกทำให้ดำรงและพนัสตกใจตื่น เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสองคนรีบลุกขึ้นนั่งบนเตียงและมองดูเสี่ยตี๋อย่างตื่นๆ

"แหกปากทำไมวะอ้ายตี๋ดึกดื่นแล้ว" พนัสต่อว่า

สมนึกชี้มือเข้าไปในห้องน้ำแล้วพูดละล่ำละลัก

"ผะ อี๋ มะ มันอยู่ในห้องน้ำ"

ศาสตราจารย์ดำรงแลเห็นเส้นผมบนศีรษะนพตั้งเด่ก็แปลกใจไม่น้อย

"เฮ้-ทำไมผมของแกตั้งชันอย่างนั้น ใส่น้ำมันยี่ห้ออะไรวะ"

ลูกชายนิกรทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"ยี่ห้อนางตะเคียนโว้ย"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรเสียงฝักบัวรดน้ำก็ถูกเปิดดังซ่าแสดงว่ามีใครคนหนึ่งอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำซึ่งใครคนนั้นคือนางพรายตะเคียนนั่นเอง พนัสขมวดคิ้วย่นกล่าวขึ้นเปรยๆ ว่า

"ใครอาบน้ำ"

เสี่ยตี๋ฝืนยิ้ม

"อยากรู้ก็เข้าไปดูซี"

ลูกชายของพลลุกจากเตียงนอนพาตัวเดินตรงไปที่ห้องน้ำ

"อ้ายนัส" นพร้องลั่น "เล่นกับผีตายนะโว้ย"

พนัสห้ามล้อพรืดหมุนตัวกลับ

"ทุกคนเดินมานี่ มาพิสูจน์ความจริงให้รู้แน่ว่าผีหรือคนที่มันบังอาจเข้ามาอาบน้ำในห้องเรา ถึงมันเป็นผีก็ไม่ต้องกลัวเพราะเราอยู่ด้วยกันตั้งสี่คน"

เสียงนางตะเคียนพูดเสริมขึ้น

"จริงค่ะ ผีผู้หญิงไม่เห็นจะน่ากลัวอะไร"

นพเผ่นข้ามเตียงไปนั่งบนตักสมนึกด้วยความหวาดกลัวเหลือที่จะกล่าว ดำรงผุดลุกขึ้นเดินเข้าไปหาพนัส ทั้งสองคนต่างเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วเปิดไฟในห้องน้ำให้สว่างจ้าแต่มีไฟที่เปิดทิ้งไว้ตลอดคืนอยู่ดวงหนึ่งแล้ว

สักครู่หนึ่งศาสตราจารย์ดำรงก็เดินย่องออกมาจากห้องน้ำด้วยใบหน้ายิ้มระรื่น เขาตรงเข้ามาหาสมนึกและนพแล้วกระซิบกระซาบบอก

"ผีจริงๆ ว่ะ"

"อุ๊ย" นพคราง "แล้วเสือกออกมาบอกทำไม แกกับอ้ายนัสอยากดูก็เชิญดูซี"

ดำรงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ไม่มีอะไรที่น่ากลัวเลย มีแต่สิ่งที่ชวนดูทั้งนั้น ผีผู้หญิงสาวเปลือยกายอาบน้ำว่ะ หล่อนยืนอยู่ในอ่างอาบน้ำกำลังสระผม เห็นท่อนล่างตั้งแต่โคนขาลงมาขาวจั๊วะผีแบบนี้น่ารักมากกว่าน่ากลัว ไม่เชื่อเข้าไปดูซี"

เสี่ยตี๋ลืมตาโพลง

"งั้นเรอะ ฮิ ฮิ ยังงี้ก๊อดีน่ะซี่ นึกว่าหัวโตเท่าพ้อมนัยน์ตาถลนทำคอยืดคอยาวเหมือนคอห่าน" พูดจบเขาก็ผลักนพลงจากตักของเขา "ลงเสียทีซีโว้ย ตูดแกแหลมยังกะเข็ม"

ดำรงฉุดมือเสี่ยตี๋กับนพพาเดินไปที่ห้องน้ำอันกว้างใหญ่ ลูกชายของนิกรทั้งกลัวและทั้งอยากจะดูผีผู้หญิงเปลือยกายอาบน้ำ ศาสตราจารย์ดำรงพาเพื่อนเกลอทั้งสองบุกเข้ามาในห้องน้ำซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เอง พนัสกำลังยืนจ้องมองไปที่ร่างของนางปีศาจร้าย

นางตะเคียนยืนอาบน้ำอยู่ในอ่างเคลือบใบใหญ่เหนือศีรษะของหล่อนมีฝักบัวโปรยปรายน้ำลงมาเป็นฝอยเบื้องหน้าของหล่อนมีม่านพลาสติคสีเขียวกั้น ม่านนี้สูงกว่าขอบอ่างราวหนึ่งฟุต และยาวประมาณ ๖ ฟุตคือยาวกว่าอ่างอาบน้ำ

เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนจ้องมองดูขาอ่อนอันขาวผ่องของนางตะเคียนที่ต้องแสงไฟฟ้าแลเห็นถนัด เสี่ยตี๋หายกลัวผีแล้ว เขาค่อยๆ เดินย่องเข้าไปที่ม่านพลาสติคแล้วรูดม่านออกไปจากอ่างน้ำโดยเร็วเพื่อหวังจะได้ชมส่วนสัดอันเปลือยเปล่าของปีศาจหญิงสาวอย่างเต็มตา

แต่แล้ว พนัส นพ สมนึก และดำรงก็ยืนตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน ส่วนล่างของนางปีศาจมีเนื้อหนังมังสาเหมือนมนุษย์ แต่ส่วนบนคือส่วนท้องขึ้นไปจนถึงศีรษะคือโครงกระดูกผี

"โอ๊ย" นพร้องสุดเสียง

หัวกะโหลกผีนางปีศาจอ้าปากประหงับๆ

"มาซีคะ มาอาบน้ำด้วยกัน"

เสี่ยตี๋แหกปากร้องลั่นตึก

"เตี่ย ช่วยด้วย"

ทั้งสี่คนต่างวิ่งแข่งกันออกไปจากห้องน้ำและวิ่งอ้าวตรงไปยังประตูห้องนอนนพรีบถอดกลอนเปิดประตูออก พนัส นพ ดำรง และสมนึกโกยอ้าวออกไปจากห้องนอนนั้นและวิ่งแข่งกันลงบันไดไปข้างล่าง

อิทธิฤทธิ์ของพรายตะเคียนทำให้นพลูกชายของนิกรถึงกับเป็นไข้ไม่สบายในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น

วงศาคณาญาติต่างเป็นห่วงลูกชายของนิกรอย่างยิ่ง นพนอนซมอยู่บนเตียงนอนในห้องนอนของเขาเพ้อพูดถึงผีปีศาจนางตะเคียนอยู่ตลอดเวลา บางทีก็ร้องเอะอะโวยวายด้วยความหวาดกลัว

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" ไปรับหมอผีในเวลา ๙.๐๐ น. เศษ คนในบ้านหวาดหวั่นไปตามกันเมื่อทราบว่าพวกเจ้านายถูกผีตะเคียนหลอนหลอกถึงกับล้มเจ็บด้วยอิทธิฤทธิ์ของนางปีศาจ ความรักความเป็นห่วงลูกชายของเขาทำให้นิกรหายกลัวผี เขาถือ

ปืนลูกซองบุกไปที่ต้นตะเคียน และร้องตะโกนด่าท้าทายนางตะเคียนให้ปรากฏร่างให้เขาเห็น ในที่สุดนิกรได้ใช้ปืนยิงต้นตะเคียนตั้งสามสี่นัดจนกระทั่ง คุณหญิงวาดใช้ให้พนัสไปห้ามนิกรเพราะเกรงว่าเสียงปืนจะทำให้เพื่อนบ้านตกอกตกใจ และการกระทำเช่นนั้นจะทำให้นาง

ตะเคียนโกรธแค้นยิ่งขึ้น

นิกรถือปืนลูกซองขึ้นมาบนห้องนอนของเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนทีตึกใหม่ในเวลา ๑๐.๐๐ น.เศษ ซึ่งพนัสลูกชายของพลติดตามมาด้วย เขากลุ้มใจอย่างยิ่งเมื่อแลเห็นลูกชายของเขานั่งเพ้อพูดอยู่บนเตียงนอนท่ามกลางวงศาคณาญาติอยู่กันพร้อมหน้าขาด เจ้าคุณปัจจนึกฯ

ไปเพียงคนเดียวเท่านั้น

นายพลดิเรกกำลังตรวจดูอาการของนพอย่างตั้งอกตั้งใจ

"เป็นยังไงบ้างหมอ" นิกรถามอย่างร้อนรนและส่งปืนลูกซองให้เสี่ยตี๋ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ เขา

ดร. ดิเรกถอนหายใจเบาๆ

"ไข้สูงมาก หัวใจเต้นถึง ๗๕๐ ครั้งต่อนาที ปรอทขึ้น ๑๒๐ เซนติเกรด"

นิกรสะดุ้งโหยง

"เอ-ปรอทของแกคงเสียแน่ๆ และเครื่องฟังหัวใจของแกก็คงชำรุด โอ๊ย หมอ หมอจ๋า กันหน้ามืดเวียนหัวติ้วๆ ช่วยกันหน่อย"

ครั้นแล้วนิกรก็ล้มลงบนพื้นห้องทำให้ทุกคนตกอกตกใจไปตามกัน พลกับกิมหงวนและศาสตราจารย์ดิเรกต่างช่วยกันหามนิกรขึ้นไปนอนบนเตียงดำรง แต่แล้วนิกรก็ลุกขึ้นนั่งมีกิริยาท่าทางเหมือนคนวิกลจริตนัยน์ตาของเขาแข็งกร้าว ใบหน้าแสยะหายใจถี่เร็วร่างของ

นิกรสั่นพั่บๆ

"อ้ายกร มึงดูหมิ่นกู" นิกรร้องขึ้นด้วยเสียงแหลมเล็กเหมือนเสียงผู้หญิง "มึงเอาปืนยิงต้นตะเคียนก็เท่ากับยิงบ้านกู กูจะเอามึงไปเมืองผี และเอาชีวิตลูกชายของมึงด้วย"

สี่นางกับคุณหญิงวาดต่างใจเต้นระทึกไปตามกัน ทุกคนรู้ดีว่านางตะเคียนได้เข้าสิงนิกรแล้ว นิกรนั่งขัดสมาธิเต้นพั่บๆ อยู่บนเตียงนอน เสี่ยหงวนมองดูด้วยความสงสัย

"อ้ายกรผีเข้าจริงๆ หรือแกล้งทำวะ"

นิกรเค้นหัวเราะ

"เข้าจริงๆ โว้ยไม่ได้แกล้ง"

"แล้วทำไมเนื้อตัวของแกต้องสั่นด้วย"

"ก็ให้มันสมบทบาทซีวะ พูดมากเดี๋ยวแม่หักคอเสียหรอก รู้จักกูไหมอ้ายหงวน กูคือพรายตะเคียนผู้มีฤทธิ์ ฮืๆๆ ขยับขานานๆ ชักเมื่อยแล้วโว้ย ฮือ ทุกคนดูถูกดูหมิ่นกูมาก"

แล้วนิกรก็ทำปากเบี้ยวปากบูดแลบลิ้นปลิ้นตาจนกระทั่งนพลูกชายของเขาเองอดหัวเราะไม่ได้ทั้งๆ ที่กำลังไม่สบาย

""พ่อ พ่อครับ ลำบากนักก็ไม่ต้องทำหน้าตาให้น่ากลัวหรอกครับ รู้แล้วครับว่าผีตะเคียนเข้าสิงพ่อ"

นิกรโบกมือห้ามลูกชายของเขา

"ตอนนี้แกอย่าพูดอะไรกับฉันเลย ฉันไม่รู้เรื่องหรอก ฮือ ไม่มีอะไรมาเซ่นสังเวยบ้างหรอกหรือ"

เสียงแตรรถยนต์คันหนึ่งดังกังวานขึ้นที่หน้าตึก พลเดินไปที่หน้าต่างด้านหน้าแล้วกลับมาเรียนให้คุณหญิงวาดทราบ

"คุณอาพาหมอจวงมาแล้วครับ"

คุณหญิงวาดยิ้มออกมาได้

"ค่อยยังชั่วหน่อย หมอเขาจะได้เอาอ้ายกรใส่หม้อไปถ่วง"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ถ่วงผีครับคุณอาไม่ใช่ถ่วงผม"

คุณหญิงวาดเอ็ดตะโรลั่น

"ถ่วงทั้งแกทั้งผีนั่นแหละจะได้หมดเรื่อง แกทำให้ฉันปวดกบาลเต็มทนแล้วไม่รู้ว่าผีตะเคียนมันเข้าแกจริงๆ หรือเปล่า"

ร่างของนิกรซึ่งนั่งขัดสมาธิเต้นพั่บๆ ต่อไป มิหนำซ้ำยังมีอาการลอยหน้าไปมาเสียด้วย นพผุดลุกขึ้นนั่งแล้วกล่าวกับเสี่ยตี๋ว่า

"กันรำคาญพ่อกันเหลือเกินโว้ยพับผ่า แกยกปืนขึ้นส่องพ่อของกันหน่อยเถอะวะ ขู่บังคับพรายตะเคียนให้มันออกจากร่างพ่อ ถ้าไม่ออกก็กดโป้งเลย"

สมนึกยกปืนลูกซองขึ้นประทับบ่าในท่ายืนเตรียมยิงเล็งศูนย์ปืนหมายระดับหน้าอกข้างซ้ายของนิกร แล้วเสี่ยตี๋ก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"จะออกไปจากร่างอาของฉันหรือไม่ออก ถ้าไม่ออกยิงตายห่านะ"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ออกจ้ะ ออกแล้วจ้ะอย่ายิงฉันเลย" แล้วนิกรก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงนอนทำกิริยาชักดิ้นชักงอสักครู่ก็นอนลืมตานิ่งเฉย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาชายชราในวัย ๖๕ ปีคนหนึ่ง แต่งกายแบบสุภาพชนเข้ามาในห้องโดยมีเจ้าแห้วติดตามมาด้วย ชายชราผู้นี้คือหมอจวงหมอไสยศาสตร์ชั้นยอดคนหนึ่ง มีอาชีพเกี่ยวกับใช้เวทมนตร์คาถาทุกชนิด รับแก้กระทำแก้คุณไสย รดน้ำมนตร์

สะเดาะเคราะห์ ลงเลขลงยันต์ทำเสน่ห์ยาแฝดฝังรูปฝังรอยทั้งทำและทั้งแก้ ลงนะหน้าทองลิ้นสาริกาลงกระหม่อมให้อยู่ยงคงกระพัน ขับไล่ผีปีศาจ

ท่านเจ้าคุณแนะนำคุณหญิงวาดกับคณะพรรคสี่สหายและสี่นางให้รู้จักกับหมอผีจอมไสยศาสตร์ ทุกคนได้ทักทายกับหมอจวงเป็นอย่างดี แล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวสรุปว่า

"พวกเราคงจำเรื่องราวของนางนาคพระโขนงยอดผีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ของเราได้ แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าหมออั๋นปู่ของหมอจวงคนนี้แหละเป็นผู้ที่จับวิญญาณของนางนาคเอาใส่หมอไปถ่วงแม่น้ำเจ้าพระยา ความดุร้ายของนางนาคพระโขนงจึงสิ้นสุดลงพึ่งจะมาอาละวาด

ตอนที่เขามาทำหนังฉายกันคนรุ่นนี้จึงรู้จักชื่อเสียงของนางนาคพระโขนง ดาราผีผู้ใหญ่ยิ่งในยุคโน้น"

คุณหญิงวาดกล่าวกับหมอจวงทันที

"คุณหมอช่วยตรวจดูหลานชายของดิฉันหน่อยเถอะค่ะ เมื่อคืนถูกผีหลอกพอเช้าก็เป็นไข้ไม่สบาย เกิดจากแรงปีศาจหรือเปล่าคะ โน่นค่ะ เตียงโน้น"

หมอผีจ้องมองดูนพสักครู่ก็หันมายิ้มให้คุณหญิงวาด

"ไม่มีอะไรหรอกครับ นอกจากได้รับความตื่นเต้นตกใจจนเกินควร เชิญทุกคนไปที่ต้นตะเคียนที่ว่าเถอะครับ ผมจะรีบทำพิธีเรียกวิญญาณของนางพรายตะเคียนลงหม้อใหม่ที่ผมเตรียมมาซึ่งจะต้องทำให้เสร็จก่อนเที่ยง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"แล้วเราจะโค่นตะเคียนต้นนั้นทิ้งได้ไหมหมอ"

"ได้ครับเจ้าคุณ ผมจับนางตะเคียนใส่หม้อแล้วต้นตะเคียนก็หมดความศักดิ์สิทธิ์เอาขวานจามคนละทีสองทีประเดี๋ยวก็โค่น"

คุณหญิงวาดยิ้มออกมาได้

"ดีทีเดียวค่ะ ดิฉันจะเรียกคนของดิฉันให้เตรียมตัวโค่นต้นตะเคียนไว้ให้พร้อม อ้า-คุณหมอจะต้องการข้าวของเครื่องใช้อะไรในการจับผีบ้างไหมคะ"

"ขอบคุณครับคุณหญิง ไม่ต้องขอรับผมเตรียมของผมมาเรียบร้อยแล้วผีตะเคียนรายนี้ไม่ใช่เล่นนะครับ เท่าที่ผมนั่งทางในดูปรากฏว่าเคยเป็นนางข้าหลวงต้นตำหนักของเจ้านายฝ่ายในพระองค์หนึ่ง"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"อาจารย์เอาไปเลี้ยงไว้เป็นอนุของอาจารย์ไม่ดีหรือครับ"

อาจารย์จวงหรือหมอจวงสะดุ้งโหยง

"เขาเป็นผีผมเป็นคนจะเป็นผัวเมียได้อย่างไรครับ แล้วก็เรื่องพรรณนี้ผมไม่สนใจแล้วครับ ผมปลงตกแล้ว"

นายพลดิเรกยิ้มให้แล้วกล่าวว่า

"แต่อาจารย์ยังไม่แก่นะครับ ผมคิดว่าอาจารย์ยังเตะปี๊บเปล่าได้ไกลอย่างน้อย ๑๐ เมตร"

"ไม่ถึงหรอกครับคุณหมอ ผมลองดูเมื่อสองสามวันนี้เตะได้ไกล ๒ เมตร ๔๕ เซนต์เท่านั้น หวดเสียเต็มเหนี่ยว"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เมื่อหมอผีชั้นดีมาจับผีทุกคนก็มีขวัญและกำลังใจดีขึ้น นพลูกชายของนิกรสดชื่นแข็งแรงหายไข้ทันที เขาผุดลุกขึ้นจากเตียงนอนแล้วกล่าวกับประไพว่า

"ผมสบายแล้วครับแม่ เห็นจะเป็นเพราะผมอยู่ใกล้ท่านอาจารย์นั่นเอง"

ครั้นแล้วทุกคนก็ยกโขยงพาหมอจวงออกไปจากห้องนอนของเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน ขณะนี้ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วบ้าน "พัชราภรณ์" แล้วว่า เจ้าคุณปัจจนึกฯ รับหมอผีชั้นดีมาจับนางตะเคียนใส่หม้อไปถ่วงน้ำ

พิธีจับผีหรือจับวิญญาณของนางพรายตะเคียนนั้นเป็นไปอย่างเงียบเชียบท่ามกลางแสงแดดอันร้อนแรง หมอจวงจุดธูปเทียนกราบไหว้ครูบาอาจารย์ของเขา แล้วร่ายเวทย์วิทยาเสกข้าวสาร ต่อมาก็เสกข้าวสุกแล้วก็เสกข้าวเปลือก เสกข้าวเหนียวหว่านโปรยไปรอบๆ ต้น

ตะเคียน หม้อดินใหม่ใบเล็กๆ เปิดวางไว้บนม้าสี่เหลี่ยมตัวหนึ่ง

ความตื่นเต้นสนใจของคณะพรรคสี่สหายและลูกๆ และสี่นางกับท่านผู้ใหญ่ทั้งสองเกิดขึ้นเมื่อทุกคนได้ยินเสียงผู้หญิงร้องโอดครวญโหยหวนขณะที่หมอจวงใช้หวายเฆี่ยนลงที่ต้นตะเคียน ต่อจากนั้นทุกคนก็แลเห็นกลุ่มควันสีดำพลุ่งออกมาจากหม้อดินใบนั้น หมอจวงรีบ

คลี่ผ้ายันต์ปิดปากหม้อเอาด้ายสายสิญจ์ผูกคอหม้อทันที

"เรียบร้อยแล้วครับเจ้าคุณ" หมอผีรายงานให้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทราบ "วิญญาณของนางตะเคียนลงไปอยู่ในหม้อใบนี้แล้ว ต่อไปจะไม่มีโอกาสมาหลอนหลอกใครอีกแล้วครับ"

คุณหญิงวาดร้องบอกเจ้าแห้ว

"เอาโว้ยอ้ายแห้ว แกกับพวกคนสวนช่วยกันโค่นต้นตะเคียนได้แล้ว"

เจ้าแห้วพาเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเป็นคนสวนเดินเข้าไปที่ต้นตะเคียนแล้วเริ่มต้นใช้ขวานฟันตะเคียนต้นนั้น พอฟันไปได้สองสามทีเจ้าแห้วก็ทำท่าจุกแน่นแต่แล้วพลก็ร้องขึ้นดังๆ

"ถ้าจุกแน่นละก้อโดนเตะนะอ้ายแห้ว หมอเขาจับผีใส่หม้อแล้วแกจะจุกได้ยังไง ขืนขี้เกียจประเดี๋ยวพ่อให้ฟันคนเดียว

สี่สหายกับสี่นาง และท่านผู้ใหญ่ทั้งสองกับเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน ต่างพาหมอจวงไปพักผ่อนที่ตึกใหญ่ เจ้าแห้วกับพวกคนสวนสามสี่คนช่วยกันโค่นตะเคียนต่อไป ซึ่งในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ตะเคียนต้นนั้นก็พังครืนลงมาในสระน้ำ

อวสาน