พล นิกร กิมหงวน 157 : สามเกลอเจอดารา เล่ม ๒

คุณจะได้ตื่นเต้นสนใจในเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" จากบทประพันธ์ของผม แล้วก็โปรดอย่ารังเกียจเลยนะครับที่ผมจะจ่ายค่ารถหรือค่าพาหนะให้พวกคุณคนละ ๑,๐๐๐ บาท ผมเองเป็นนายทุนที่ยากจนมีเงินอยู่เพียงสองสามร้อยล้านบาทเท่านั้น"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นในหมู่ศิลปินรุ่นกลางทั้งหลาย จำรูญหนวดจิ๋ม ในฐานะที่ปรึกษาของบริษัท เฉลิมมิตร ภาพยนตร์ เดินนำหน้าพาเจ้าแห้วเข้ามาในกลุ่มศิลปินด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ใครๆ ก็เรียกเขาว่าพี่รูญ อารูญหรือน้ารูญเขาเป็นศิลปินรุ่นอาวุโสที่พวกศิลปินยกย่องเคารพนับถือเขาในมือของเจ้าแห้วมีถาดไม้ใส่บทภาพยนตร์กองสูง ซึ่งพิมพ์โรเนียวบรรจุไว้ในแฟ้มปกแข็งอย่างสวยงาม และในมือขวาของจำรูญมีซองสีฟ้าบรรจุเงินสดซองละ ๑,๐๐๐ บาท เท่ากับจำนวนศิลปินที่นั่งเรียงรายอยู่ในโรงถ่ายนี้

จำรูญส่งซองเงินและบทภาพยนตร์ให้สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ เป็นคนแรก

"เอ้า-สิทธิ์ เอาบทไปแล้วก็ค่ารถพันบาท"

ผู้ยิ่งใหญ่แห่งจอเงินยิ้มให้จำรูญแล้วกระซิบพูด

"ให้ค่ารถพันบาทเท่านั้นหรือพี่รูญ บริษัทอื่นเขาเคยจ่ายให้ผมตั้ง ๔,๐๐๐ บาท"

ตลกเอกขมวดคิ้วย่น

"เถอะน่า สงสารเสี่ยหงวนแกเถอะวะ แกก็ออกตัวแล้วว่าแกไม่ใคร่จะมีเงิน บริษัทอื่นเขาเงินหนาเขาก็จ่ายค่ารถให้พวกเราได้คนละห้าหกพัน ฉันน่ะรักน้ำใจเสี่ยกิมหงวนมากถึงได้เงินเดือนนิดหน่อยฉันก็พอใจแล้ว"

"พี่รูญได้เงินเดือนเท่าไรล่ะ"

"ได้สี่พันเท่านั่นแหละ" จำรูญพูดเสียงอ่อนน่าสงสาร

"ถูกไปหน่อยนะพี่ แล้วเบี้ยเลี้ยงมีไหม"

จำรูญสั่นศีรษะ

"ไม่มีหรอก ได้ค่ากาแฟวันละพันสองพันเท่านั้น กันทำงานให้บริษัทนี้ก็เพราะชอบน้ำใจเสี่ยหงวน" พูดจบตลกเอกก็พาเจ้าแห้วเข้าไปหาศิลปินกลุ่มหนึ่ง แจกบทภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" และค่าพาหนะให้ทุกๆ คน

บรรดาศิลปินรุ่นกลางต่างทยอยๆ กันลากลับก่อน ๒๑.๐๐น. ทุกคนต่างมีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่า บริษัทเฉลิมมิตรภาพยนตร์คงจะทำให้บริษัทภาพยนตร์ไทยทั้งหลายเลิกล้มกิจการไปตามกัน เพราะอาเสี่ยกิมหงวนเป็นมหาเศรษฐีที่มีเงินทุนนับร้อยล้าน ถ้าหากว่า "สามเสือเหี้ยม" ออกฉายเมื่อไรประชาชนนักดูหนังก็คงจะหันหลังให้ภาพยนตร์ฮอลลี่วู้ดหรือหนังแขกหนังญี่ปุ่นทันที เพราะระบบดิเรกราม่า ๑๔๐ มม. มีจอยักษ์ถึง ๓ ด้านของโรงภาพยนตร์ย่อมดีกว่าภาพยนตร์ที่ฉายอยู่ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ซีเนมาสโค๊ป, วิสตาวิชั่น หรือ ๗๐ มม. ซึ่งนานๆ มีเข้าฉายสักเรื่อง

วันต่อมาเป็นวันที่อาเสี่ยกิมหงวนของเราได้นัดพบกับศิลปินรุ่นเล็ก ที่เรียกว่ารุ่นเล็กก็หมายถึงศิลปินที่ก้าวเข้ามาในจักรวาลศิลปินทีหลังรุ่นวัยดึกหรือรุ่นกลาง คือศิลปินที่กำลังอยู่ในวัยหนุ่มสาวและกำลังมีชื่อเสียงรุ่งโรจน์ในขณะนี้

แต่ในวงการศิลปินนั้น พวกศิลปินย่อมมีความเคารพยกย่องกัน รุ่นเล็กก็เคารพรุ่นกลางหรือรุ่นอาวุโสโดยถือว่ารุ่นพี่หรือรุ่นพ่อรุ่นอารุ่นลุงได้ผ่านการแสดงมาก่อน มีความเจนจัด และความชำนาญมากกว่าตน แต่สังขารหรือการดำรงชีวิตตลอดจนสิ่งแวดล้อมทำให้ชื่อเสียงของศิลปินรุ่นก่อนบางคนด้อยไป เป็นดาวที่อับแสงไป อย่างไรก็ตามทุกเรื่องของภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ ศิลปินอาวุโสนั่นแหละจะช่วยให้ศิลปินรุ่นเล็กมีชื่อเสียงและมีคนนิยมมากขึ้น เพราะภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ที่เป็นเรื่องสนุกจะต้องมีศิลปินวัยต่างๆ ร่วมแสดงหลายคน ดาราดวงเด่นคนเดียวหรือสองคนถ้าได้แสดงกับ ศิลปินที่ไร้ฝีมือสักสองสามเรื่องชื่อเสียงของเขาก็จะเสื่อมความนิยมทันที ดังนั้นพวกศิลปินจึงมีความเคารพรักซึ่งกันและกันตามอาวุโส ดาราใหม่ๆ หลายคนที่ทะนงตัวคิดว่าตัวดีเด่นกว่าศิลปินที่มีอาวุโสกว่ากลายเป็นดาวอับแสงหรือดับวูบไปแล้ว

เพราะศิลปินรุ่นเล็กหรือรุ่นหลังมีจำนวนไม่มากนักและเสี่ยหงวนได้จดหมายเชิญมาพบไม่ถึง ๒๐ คน คณะพรรคสี่สหายจึงจัดห้องรับแขกบนตึกใหญ่ของบ้าน "พัชราภรณ์" เป็นที่ต้อนรับ

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ต้อนรับชายหนุ่มรูปหล่อร่างสม๊าทคนหนึ่งเป็นคนแรกในเวลา ๙.๐๐ น. เศษ เขาคือไชยา สุริยัน พระเอกตุ๊กตาทองแห่งเรื่อง "เรือนแพ" ของอัศวินภาพยนตร์

สุภาพ, นอบน้อม และมีเสน่ห์เป็นที่ต้องใจของเพศตรงกันข้ามก็คือไชยาคนนี้ บทบาทของเขาในจอเงินสมควรแล้วที่เขาจะคว้าตุ๊กตาทองมาเป็นเกียรติของเขา ไชยาแต่งสากลชุดสีน้ำทะเล เขานั่งสำรวมอยู่บนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง ซึ่งสี่สหายของเรารวมกันอยู่บนโซฟาตรงข้ามกับเขา และเจ้าคุณ ปัจจนึกฯ นั่งอยู่ทางขวา

"คุณรังเกียจไหมครับ คุณไชยาถ้าผมจะขอเชิญคุณเข้าแสดงหนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ของเรา" เสี่ย หงวนพูดยิ้มๆ

"ยินดีครับนายห้าง"

"แหม-" อาเสี่ยคราง "คุณเรียกผมนายห้างผมชื่นใจจัง สมมุติว่าผมจะให้ศิลปินรุ่นพี่คุณแสดงเป็นพระเอก และคุณเป็นดาราร่วมคุณจะขัดข้องไหมครับ"

"ไม่ขัดข้องเลยครับ จะให้ผมเป็นตัวอะไรก็ได้ แต่กรุณาให้ผมได้ดูบทของผมเสียก่อนหรือได้อ่านเรื่องเสียก่อน"

พลยิ้มให้พระเอกตุ๊กตาทองแล้วกล่าวว่า

"พวกศิลปินคงเล่าให้คุณฟังแล้วว่าเราจะสร้างหนัง ๑๔๐ ระบบดิเรกราม่า"

"ครับ ในวงศิลปินทราบกันทั่วแล้วครับ ผมรู้สึกว่าใครๆ ก็อยากแสดงหนังเรื่องนี้"

กิมหงวนยิ้มอย่างภาคภูมิ แต่ยังไม่ทันพูดอะไร นิกรก็ชิงพูดขึ้น

"คุณไชยาครับ ผมถามอะไรหน่อยได้ไหม อย่าหาว่าผมละลาบละล้วงเลย"

ชายหนุ่มรูปหล่อ เปลี่ยนสายตามาที่ พ.อ.นิกร

"ได้ครับนายห้าง"

นิกรสะดุ้งโหยง

"แฮ่ะ แฮ่ะ อย่าเรียกผมว่านายห้างเลยครับ ผมมีกิจการค้าเพียงเล็กน้อยไม่เหมือนกับเสี่ย หงวน เรียกผมว่าเถ้าแก่ดีกว่า อ้า-คุณน่ะรับประทานอาหารอะไรถึงได้รูปหล่ออย่างนี้"

ไชยาหัวเราะเบาๆ

"ก็รับประทานเหมือนอย่างที่ใครๆ เขารับประทานกันนั่นแหละครับ น้ำพริก, ผักต้ม, ปลาทู, แกงจืด, แกงเผ็ดหรือแกงส้ม ผัดหรือยำต่างๆ "

นิกรทำหน้าฉงน

"เอ-ผมก็รับประทานอย่างนี้เหมือนกันทำไมผมไม่หล่อเหมือนคุณ มีคนเขาว่าใบหน้าของผมเป็นใบหน้ารูปไข่ แต่ผมว่ามันไม่ใช่ไข่ไก่หรือไข่เป็ด มัน-เหมือนไข่จะละเม็ดมากกว่า"

ไชยาเผลอหัวเราะออกมาดังๆ

"ความจริงเถ้าแก่ก็หล่อเหมือนกันนี่ครับ"

นิกรลืมตาโพลง

"แน่ะ เลยเรียกผมว่าเถ้าแก่จริงๆ "

"ก็คุณบอกให้ผมเรียกอย่างนี้นี่ครับ"

พ.อ.นิกรยิ้มแห้งๆ

"เรียกผมว่านิกรเถอะครับ คุณช่วยบอกผมหน่อยเถอะน่า คุณมีกรรมวิธีบำรุงใบหน้าของคุณอย่างไรคุณถึงได้หล่อเหมือนหล่อคอนกรีตอย่างนี้ คุณใช้ครีมพอกหน้าหรือเครื่องสำอางบ้างหรือเปล่า"

"ผมเป็นผู้ชายนะครับคุณนิกร ครีมพอกหน้าหรือครีมบำรุงผิวตลอดจนเครื่องสำอางต่างๆ มันเป็นเรื่องของผู้หญิงเขานี่ครับ"

"จริงซีนะคุณไชยา ดูอย่างเมียผมเป็นใช้เครื่องสำอางเดือนหนึ่งตั้งพันบาท อะไรหย่อนนิดต้องแก้ให้ตึงเหมืองสาวๆ คุณเชื่อไหมครับเมียผมอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม แต่ยังไม่ย่นใบหน้าเปล่งปลั่งนิ่มนวลผุดผ่องเหมือนสาวๆ นัยน์ตาหวานฉ่ำเพราะมีน้ำยาหยอดตาราคาแพง แต่ว่าตอนตื่นนอนอย่าบอกใครเชียวนะคุณเหมือนแม่มดไม่มีผิด"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง แล้วเสี่ยหงวนก็กล่าวกับดาราตุ๊กตาทอง

"ลองร่วมงานกับเราสักครั้งนะครับคุณไชยัน"

"อ้า ผมชื่อไชยาครับ"

"อ้อ ผมเรียกชื่อคุณผิดเสมอ นึกว่าคุณชื่อไชยัน สุรียา วันจันทร์นี้คุณต้องสละเวลามาพบกับผมอีกครั้งในตอนสาย ศิลปินทุกรุ่นจะมาร่วมกันที่นี่ตามที่ผมเชิญไว้ แล้วผมจะกะตัวลงไปว่าใครจะแสดงเป็นตัวอะไรบ้าง ส่วนภาพยนตร์ผมก็จะมอบให้คุณไปเลย" พูดจบกิมหงวนก็เอื้อมมือหยิบ ภาพยนตร์หนึ่งชุดที่วางอยู่บนโต๊ะข้างโซฟา พร้อมด้วยซองสีฟ้าหนึ่งฉบับบรรจุเงิน ๑,๐๐๐ บาท ลุกขึ้นเดินไปหาไชยาและส่งให้

ไชยายังไม่ยอมรับสคริปต์ภาพยนตร์และซองใส่เงิน

"ในซองนี่อะไรครับนายห้าง"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"ค่าพาหนะครับ เรามีระเบียบการจ่ายค่าพาหนะให้ศิลปินที่มาพบเราคนละพันบาท รับไว้เถอะคุณอย่าคิดว่ามันเป็นเงินเล็กน้อยเลย ผมทราบว่าบริษัทอื่นเขาจ่ายค่าพาหนะให้ศิลปินคนละหมื่นบาทเป็นอย่างน้อย แต่ผมไม่ร่ำรวยเหมือนอย่างเขาจึงจ่ายให้เพียงพันบาท"

"โอ้โฮ "

"ไม่ต้องโอ้โฮครับ ถูกละครับผมเองก็รู้สึกว่ามันน้อยเกินไปเอาไว้เถอะครับคุณไชยา"

พระเอกตุ๊กตาทองประนมมือไหว้กิมหงวนอย่างนอบน้อมแล้วรับภาพยนตร์กับซองใส่เงินมาถือไว้

"ขอบคุณมากครับนายห้าง ผมเลยถือโอกาสนี้ลานายห้างด้วย วันจันทร์ผมจะมาหานายห้างในราว ๙.๐๐ น. ผมลาละครับ" พูดจบเขาก็ยกมือไหว้ผู้อำนวยการสร้าง "สามเสือเหี้ยม" อย่างนอบน้อม และหันมาไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล,นิกร และ ดร.ดิเรก ซึ่งทุกคนก็รีบรับไหว้เขา

"คุณหล่อมากทีเดียว" ดร.ดิเรกพูดยิ้มๆ "ถ้าคุณเล่นหนังเรื่องนี้ ผมรับรองว่าผมจะเลือกมุมถ่ายสำหรับตัวคุณให้สวยที่สุด"

"ขอบคุณครับคุณหมอ ถ้าบทเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" อยู่ในเกณฑ์ดี ผมก็พร้อมที่จะแสดงหนังเรื่องนี้"

กิมหงวนว่า "ดีแน่คุณไชยา ผมเขียนกับมือผมเองนะคุณ "สามเสือเหี้ยม" หนักไปในทางบู๊ แต่ก็มีทุกรส รักโศกตลกโปกฮา บางทีก็เศร้าสะเทือนใจ ซ่อนเงื่อนปุ่มซ่อนปมและลึกลับ บางตอนก็ปลุกใจให้รักชาติขนาดคนดูจะต้องร้องไชโยตบมือกระทืบเท้า"

เจ้าคุณปัจจนึกๆ กล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ฟังแกเล่าฉันก็ตื่นเต้น อยากจะดูหนังเรื่องนี้เสียแล้วฉายเมื่อไรโรงพังแน่"

นิกรว่า "โรงพังเพราะคนดูแย่งกันออกจากโรงใช่ไหมครับ"

กิมหงวนหันมาทำตาเขียวกับนิกร

"อย่าดูถูกฝีมือกันหน่อยเลยวะ กันนี่แหละจะเป็นผู้อำนวยการสร้างที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ กันจะทำคนเดียวไม่ยอมให้ใครช่วย นับตั้งแต่กำกับการแสดง จัดฉาก ออกแบบเครื่องแต่งกาย แต่งหน้าตัวละครหญิง ควบคุมแสงเสียงรวมความแล้วการถ่ายหนังเท่านั้นที่กันยอมให้ดิเรกเป็นคนถ่าย"

ไชยาพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ผมว่านายห้างควรถ่ายเสียเองไม่ดีหรือครับ นายทุนที่แน่ๆ เขาทำเองทั้งนั้น"

กิมหงวนอมยิ้มๆ

"จนใจว่ากล้องถ่าย และฟิล์มหนังเรื่องนี้เป็นประดิษฐ์กรรมของดิเรกเขาซึ่งเขาคนเดียวที่ถ่ายได้และล้างได้ ถ้าเป็นกล้องหน้าขนาด ๑๖ ที่เขาถ่ายทำกันผมก็จะถ่ายเสียเอง"

ดร.ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"แกถ่ายเอง แกก็ต้องส่งไปล้างที่ฮาไวหรือที่ออสเตรเลีย"

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"ไม่จำเป็นโว้ย ถ่ายเองก็ต้องล้างเองใครเขาจะล้างให้คนเรารู้จักถ่ายก็ต้องรู้จักล้าง"

นิกรเสริมขึ้นเบาๆ

"เดี๋ยวนี้การถ่ายสะดวกขึ้น เพียงแต่กดปุ่มนิดเดียวเครื่องอัตโนมัติมันก็ช่วยล้างให้เสร็จเรียบร้อย นั่งยิ้มกริ่มฝันหวานสบายใจไปเลย"

ไชยาผุดลุกขึ้นยืนแล้วยกมือไหว้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อีกครั้งหนึ่ง

"สวัสดีครับ" เขาพูดยิ้มๆ และพอสบตากับนิกรเขาก็กล่าวว่า "ลาละครับเถ้าแก่"

นิกรทำคอย่น

"เรียกผมว่าเถ้าแก่อีกแล้ว เรียกนายห้างตามเดิมเถอะครับค่อยโก้หน่อย เรียกเถ้าแก่คล้ายๆ กับผมเป็นเจ้าของร้านชำเล็กๆ ในตลาดหรือไม่ก็ร้านขายกาแฟ"

ไชยา สุริยันพาตัวเดินออกไปจากห้องรับแขก ทันใดนั้นเองเสียงแตรรถยนตร์คันหนึ่ง ก็ดังกังวานขึ้นที่ประตูรั้วหน้าบ้าน "พัชราภรณ์" เสี่ยหงวนรีบเดินไปที่หน้าต่างด้านหน้าห้องรับแขกแล้วหันกลับมาหาคณะพรรคของเขา

"คุณจำรูญไปรับคุณเมตตามาแล้ว มีศิลปินรูปหล่อนั่งคู่มากับจำรูญคนหนึ่ง"

"ใครล่ะ" พลถาม

"กันไม่รู้จักว่ะแต่เคยดูหนังที่เขาแสดงเป็นพระเอก"

"แมน ธีระพลใช่ใหม" พลพูดยิ้มๆ

"เออ นั่นแหละ ชื่อติดอยู่ริมฝีปากนึกไม่ออก ดีใจจังแฮะที่ได้เห็นตัวจริงของเมตตาในวันนี้" แล้วเสี่ยหงวนก็เดินมานั่งบนโซฟาตามเดิม

เจ้าแห้วผู้เชี่ยวชาญในการรับใช้วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องรับแขกด้วยท่าทางตื่นเต้นดีใจ เขารายงานให้เสี่ยหงวนทราบอย่างระล่ำระลัก

"รับประทานเมตตามาครับ อุ้ย รับประทานดีใจจังที่ผมได้เห็นตัวจริงรับประทานสวยกว่าในหนังมากครับ พระเอกแมนก็มา"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบโบกมือไล่เจ้าแห้ว

"ออกไปเชิญเขาเข้ามาพบเรา"

เจ้าแห้วรีบออกไปจากห้องรับแขก เขาเป็นแฟนของเมตตาคนหนึ่ง และดูเหมือนว่าเจ้าแห้วชอบเมตตามากกว่านางเอกคนอื่นๆ เช่นเดียวกับนิกรซึ่งชอบรวงทองอย่างฝังจิตฝังใจและไม่เคยโปรดปรานศิลปินหรือนักร้องคนไหนเท่ากับรวงทองเลย

เจ้าแห้วพาจำรูญ หนวดจิ๋มตลกเอกกับศิลปินหนุ่มสาวคู่หนึ่งเข้ามาในห้องรับแขก ชายหนุ่มรูปหล่อผิวขาวร่างสูงโปร่งผมหยักศกเล็กน้อย แต่งสากลชุดสีเทาอ่อนผูกโบว์หูกระต่ายผู้นี้ก็คือเทพบุตรแห่งจอเงินผู้มีบทบาทดีเยี่ยมคนหนึ่งและมีนามว่า แมน ธีระพลนั่นเอง ส่วนสาวสวยเจ้าของเรือนร่างอันโศภิตดาราตุ๊กตาทองชื่อดังก็คือ เมตตา รุ่งรัตน์ นางเอกภาพยนตร์ไทยที่มีแฟนทั่วประเทศ นับตั้งแต่คนแก่ ที่มีแต่เหงือกจนกระทั่งหนุ่มสาวในวัยรุ่น เป็นดาราดวงเด่นดวงหนึ่งแห่งยุคไม่ว่าจะย่างกรายไปทางไหน ก็ถูกแฟนรุมล้อมและเฝ้ามองดูอย่างชื่นชม

จำรูญ หนวดจิ๋ม แนะนำแมนกับเมตตาให้รู้จักกับคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหายต่างโอภาปราศรัยด้วยอย่างกันเองเหมือนกับว่ารู้จักคุ้นเคยกันมาแต่ก่อน เมื่อกิม หงวนเชิญให้นั่ง เมตตาก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมริมหน้าต่างด้านหน้าตึก ส่วนแมน ธีระพล จำรูญนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน

จำรูญกล่าวกับเสี่ยหงวนว่า

"ผมเอารถไปรับหลายแห่ง บางคนเขาติดถ่ายหนังมาไม่ได้ครับ บางคนก็กำลังป่วยมาไม่ได้ เลยรับมาได้เพียงสองคนคือแมนกับเมตตา"

กิมหงวนยิ้มให้ที่ปรึกษาของบริษัทแล้วจ้องมองดูเมตตาอย่างสนใจ ในเวลาเดียวกัน ศาสตราจารย์ดิเรกก็กำลังจองมองดูใบหน้าอันงามแฉล้มของสาวสวยอย่างตะลึงลาน แล้ว ดร.ดิเรก ก็ยกมือขวาปิดปากเสี่ยหงวน

"เดี๋ยว ขอให้ไอพูดกับเธอก่อน ยูคุยกับคุณแมนไปพลางๆ ก็ได้"

เสี่ยหงวนชักฉิว ก็ปัดมือศาสตราจารย์ดิเรกที่ปิดปากเขาออก

"เล่นอุดปากอุดจมูกยังงี้ได้เรอะ ประเดี๋ยวกันหายใจไม่ออกขาดใจตายไปแก่จะว่าไง ฉันเป็นผู้อำนวยการสร้างเป็นเจ้าของหนังเรื่องนี้ต้องให้ฉันสัมภาษณ์ก่อนจึงจะถูก"

"โน ไอเป็นช่างภาพเป็นคนถ่ายหนังเรื่องนี้ย่อมสำคัญกว่ายู ถ้าไม่ให้ไอพูดคุยกับเธอก่อน ไอก็ขอถอนตัวจากช่างถ่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ กล้องถ่ายของกันกันก็ไม่ให้ขอยืม"

อาเสี่ยหัวเราะเบาๆ

"ถ้าอย่างนั้นเชิญคุณพ่อตามสบายครับ อือ แปลกโว้ย แกพึ่งแสดงความสนใจกับคุณเมตตาเป็นคนแรกในจำนวนศิลปินทั้งหลาย"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มอายๆ

"ออไร๋ กันดูหนังเรื่อง "วัยรุ่นวัยคะนอง" ถึง ๑๕ รอบ เพราะชอบบทบาทที่น่ารักของคุณเมตตา นอกจากนี้กันยังเคยดูคุณเมตตาแสดงนาฏศิลปทางทีวี. มาแต่ก่อนตั้งแต่ครั้งเธอยังเป็นนักเรียนเฉลิมสาสน์ศึกษา ถึงแม้เป็นแต่เพียงตัวประสันตาไม่ได้เป็นอิเหนา ก็รำได้หยดย้อยกว่า ดีกว่ามากกว่า และซุเป้อรกว่า" แล้วนายแพทย์หนุ่มก็ยิ้มให้สาวสวยเจ้าของตุ๊กตาทองอันมีเกียรติ "คุณแสดงได้ถูกใจผมมากเชียวครับ"

"แหม คุณหมอยอเหน่งอย่างนี้เหน่งก็อายแย่ซีคะ" เมตตาพูดอย่างกระดากกระเดื่อง

"โน ไม่ใช่ยอ คุณเก่งจริงๆ ผมยอมรับว่าผมเป็นแฟนของคุณคนหนึ่ง วันไหนคุณแสดงทีวี. ผมไม่ยอมให้ใครเปลี่ยนช่องเด็ดขาด ผมต้องดูจนเลิก"

"ขอบคุณค่ะ" เธอพูดอ้อมแอ้มและยิ้มน่ารัก

กิมหงวนเอื้อมมือสะกิดแขนนายแพทย์หนุ่ม

"พอหรือยังหมอ กันอยากจะพูดกับคุณเมตตาอย่างเป็นงานเป็นการ"

"ประเดี่ยว" ดร.ดิเรกตวาดแว๊ด "ขอให้กันคุยกับคุณเมตตาสักสามสี่ชั่วโมงไม่ได้หรือ กันอยากเห็นตัวจริงมานานแล้ว" แล้วเขาก็หันมายิ้มให้เทพีแห่งจอเงิน "ขอโทษเถอะครับ คุณชื่อเมตตาหรือเมตต๋าแน่ ผมสงสัยมานานแล้ว"

เมตตาหัวเราะคิ๊ก

"ชื่อเมตตาค่ะไม่ใช่เมตต๋า"

นายพลดิเรกขมวดคิ้วย่น

"ถ้ายังงั้นแขกยามที่คลีนิกของผมมันเข้าใจผิดแน่ๆ วันนั้นผมไปจ่ายเงินเดือนที่ดิเรกคลีนิคของผม ผมคุยกับแขกยามเก่าแก่ของผม คุยกันไปคุยกันมาก็พูดกันเรื่องหนังแขกและหนังไทย เจ้าบาบูเขาบอกว่าเดี๋ยวนี้หนังแขกสู้หนังไทยไม่ได้ เขาชอบดูหนังไทยมากกว่า ผมก็ถามเขาว่าเขาชอบดารา คนไหน บาบูว่ามันชอบพระเอกชนะ ศรีอุบล ส่วนนางเอกชอบเมตตา แต่มันไม่ได้เรียกคุณว่าเมตตานี่ครับ เจ้าบังว่า "อีนี้จั๋นชอบชนะน่ะนายจ๋า นางเอกจั๋นชอบเมตต๋า อีนี้เมตต๋าเล่นเก่งมั่กม๊ากคะรับ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องรับแขก ดูเหมือนว่าเป็นครั้งแรกที่ว่าศาสตราจารย์ดิเรกช่างพูดช่างคุย มิหนำซ้ำมีการพูดตลกทำเสียงแขกพูดไทยได้เหมือนเสียอีก เมตตาเองก็อดหัวเราะไม่ได้

เมื่อสบตากับนายแพทย์หนุ่มเมตตาก็พูดยิ้มๆ ว่า

"เหน่งชื่อเมตตาค่ะไม่ได้ชื่อเมตต๋า สำเนียงแขกเขาก็เรียกเหน่งว่าเมตต๋าซีคะ"

นิกรเผลอตัวหัวเราะออกมาดังๆ พูดสอดขึ้นทันที

"คุณชื่อเล่นๆ ว่ายังไงนะครับคุณเมตตา"

"ชื่อเหน่งค่ะ"

สี่สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ส่วนจำรูญ หนวดจิ๋มกลั้นหัวเราะแทบแย่ แมน ธีระพลทำหน้าเลิ่กลักเพราะไม่เข้าใจว่าสี่สหายขบขันอะไร ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากจู๋ แล้วท่านก็กล่าวกับศิลปินสาวเจ้าของตุ๊กตาทอง

"หนู หนูมีชื่อเล่นๆ ว่าเหน่งมานานแล้วหรือ"

เมตตายิ้มน่ารัก

"ค่ะ ตั้งแต่หนูยังเป็นเด็กเล็กๆ "

เจ้าคุณฝืนหัวเราะ

"หนูเปลี่ยนเสียใหม่ไม่ดีหรือ ชื่อเหน่งรู้สึกว่าไม่ใคร่เพราะ"

"เปลี่ยนใหม่ว่ากระไรคะคุณตา"

ท่านเจ้าคุณชำเลืองมองเสี่ยหงวนแล้วพูดเสียงหัวเราะ

"ชื่อกิมเบ๊ดีไหม"

เสี่ยหงวนทำคอย่น รีบบอกเมตตาทันที

"อย่านะครับ กิมเบ๊น่ะเตี่ยบังเกิดเกล้าของผม คุณชื่อเหน่งดีแล้ว อ้า ชื่อเหน่งเฉยๆ หรือ ใสเหน่งครับ"

เมตตาพึ่งรู้เดี๋ยวนี้ว่า สี่สหายกำลังล้อเลียนเจ้าคุณปัจจนึกๆ

"ชื่อเหน่งเฉยๆ ค่ะ" ศิลปินสาวพูดเสียงหัวเราะ

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"คุณมีเวลาว่างพอที่จะมาแสดงหนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ให้ผมไหมครับคุณเมตตา"

สาวสวยนิ่งคิดสักครู่

"ประทานโทษนะคะ เหน่งได้ข่าวว่านายห้างยังไม่ได้กำหนดตัวแสดงให้ใครเป็นตัวอะไรในเรื่องนี้"

"ครับ เรายังไม่ได้กำหนดตัว" กิมหงวนพูดยิ้มๆ "ที่เชิญคุณและศิลปินรุ่นเล็กคือรุ่นปัจจุบันมาพบกับเราในวันนี้ก็เพื่อเป็นการทาบทามและสนทนาวิสาสะกันก่อน เพราะบางคนหรือหลายคนที่พวกเราไม่รู้จัก บางทีผมอาจจะตัดสินใจให้คุณรับบทเป็นนางเอกก็ได้ ขอให้คุณใสเหน่งสละเวลามาพบกับผมในตอนสายวันจันทร์ที่จะถึงนี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ ซึ่งหมายถึงศิลปินทุกรุ่นที่ผมเชิญมาพบเมื่อวานซืนและวันนี้ด้วย ทุกคนรับปากจะมาประชุมพร้อมกันที่นี่วันจันทร์นี้ ผมจะได้คัดเลือกตัวและเซ็นสัญญากันให้เรียบร้อย หนังดิเรกราม่าซึ่งเป็นซุป เป้อรหนัง ๑๔๐ มิลลิเมตร จะถ่ายทำในสองสามวันนี้แหละครับ เพราะเราได้เตรียมงานไว้พร้อมแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูผู้อำนวยการสร้างอย่างเคืองๆ

"ถ้าแกพูดคำว่าใสเหน่งอีกคำเดียวเป็นเจ็บตัวแน่ๆ "

จำรูญยิ้มให้เสี่ยหงวนแล้วพูดเสริมขึ้น

"เมตตาแกชื่อเล่นๆ ว่าเหน่งเฉยๆ ครับ ไม่ใช่ใสเหน่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดแว๊ด

"ไม่ต้องอธิบาย"

เมตตาหัวเราะคิกๆ ชำเลืองมองดูศีรษะอันล้านเลี่ยนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างขบขันแล้วหล่อนก็กล่าวกับกิมหงวนว่า

"กรุณาให้เหน่งดูบทก่อนได้ไหมค่ะ"

"ว้า" กิมหงวนคราง "ใครๆ ก็ล้วนแต่ขอดูบทก่อนทั้งนั้นเหมือนกับไม่เชื่อมือผม ได้-ได้ครับผมจะมอบบทให้คุณหนึ่งชุด"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ เมื่อสาวใช้คนหนึ่งนำเครื่องดื่มมาเสิฟให้เมตตาและแมน ธีระพล พระเอกรูปหล่อ ผู้มีความสุภาพนอบน้อมน่ารักสมกับที่เขาเป็นสุภาพบุรุษ เมื่อสาวใช้เดินออกไปทางห้องโถง พลก็เชิญให้ศิลปินทั้งสองดื่มเครื่องดื่มแล้วคุยกับแมนอย่างกันเอง

"ผมเคยดูหนังที่คุณเล่นสองเรื่อง รู้สึกว่าคุณแสดงได้ดีมาก คุณเป็นพระเอกหนังที่ประชาชนกล่าวขวัญยกย่องชมเชยว่าคุณสุภาพนอบน้อมไม่เย่อหยิ่งจองหอง ซึ่งทำให้ผมมีศรัทธาในตัวคุณไม่น้อย"

แมนยิ้มอายๆ

"ขอบคุณครับที่ชมผม"

"ผมรู้จักคุ้นเคยกับพี่ชายของคุณเป็นอย่างดี คุณทราบหรือเปล่า"

"ทราบครับ พี่จิ๊ดบอกผมว่าเคยมาที่นี่เสมอ ติดต่อกับท่านในเรื่องพระเครื่องและพระบูชา"

พลหัวเราะเบาๆ

"อย่าเรียกว่าท่านเลยคุณ ผมไม่ได้สลักสำคัญอะไรหรอก"

"แต่ท่านเป็นพันเอก เป็นนายทหารผู้ใหญ่ของกองทัพบกนี่ครับ"

พ.อ.พล พัชราภรณ์ มองดูแมนด้วยความพอใจ

"คุณสุภาพนอบน้อมอย่างนี้เองแฟนสาวๆ วัยทีนเอจถึงคลั่งไคล้คุณมากกว่าศิลปินคนอื่นในรุ่นเดียวกัน ผมเตือนคุณหน่อยนะคุณแมน อย่าขับรถให้มันเร็วนัก พี่ชายคุณเขาเล่าให้ผมฟังว่าคุณชอบขับรถเร็วเสมอ ผมเองเมื่อผมเป็นหนุ่มอายุเท่าคุณผมก็ขับรถแบบเหาะเหมือนกัน แต่พอชนต้นไม้ทีเดียวผมเข็ดจนตายต้องไปนอนโรงพยาบาลตั้งครึ่งเดือน"

กิมหงวน ลอบค้อนศาสตราจารย์ ดิเรกที่กำลังพูดคุยซักถามเรื่องส่วนตัวของเมตตา เขามองดูแมน ธีระพลแล้วกล่าวว่า

"หนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ของเรามีพระเอกถึงสามคน ถ้าผมจะให้คุณเป็นพระเอกคนหนึ่งคุณจะขัดข้องไหมครับคุณแม้น"

แมนหัวเราะเบาๆ

"ผมชื่อแมนครับนายห้าง"

"อ้อ-ขอโทษที"

แมนยิ้มให้ผู้อำนวยการสร้าง

"กรุณาอย่าพึ่งให้ผมรับปากเลยนะครับ ขอให้ผมได้อ่านสคริปต์เรื่องนี้เสียก่อน ผมจะตกลงเล่นหนังก็ต่อเมื่อเรื่องที่ผมแสดงเป็นที่พอใจผมด้วยครับ ผมถือว่าเรื่องที่จะแสดงสำคัญมาก ถ้าเรื่อง ไม่ดีถึงเรียกดารามาแสดงทั้งเรื่องแม้แต่ตัวประกอบก็คงไปไม่รอดครับ ผมเชื่อมือนายห้างครับแต่ผมกลัวนายห้างแต่งไม่เป็น"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เอ-พวกคุณนี่รู้สึกว่ามีความรู้สึกเหมือนกันหมดคือกล่าวว่าเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ไม่ได้ความ ผมยินดีจะมอบบทให้คุณไปอ่านดูหนึ่งชุด แล้วคุณจะเห็นว่านักเขียนขนาดอรวรรณ, อิงอร, สันต์ เทวรักษ์ ห่างไกลกับผมลิบลับ"

"ห่างยังไงครับ" แมนถามยิ้มๆ

"ก็เขาแต่งดีกว่าผมน่ะซี"

แมน ธีระพล กับ เมตตา รุ่งรัตน์ เจ้าของตุ๊กตาทองได้สนทนากับคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อยู่สักครู่ก็ลากลับ ต่างรับปากว่าจะมาพบในตอนสายวันจันทร์นี้ เสี่ยหงวนมอบบทภาพยนตร์ เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ให้แมนและเมตตาคนละชุด แล้วก็เงินค่าพาหนะอีกคนละ ๑,๐๐๐ บาท

เมื่อสองดารากลับไปแล้ว คณะพรรคสี่สหายก็มีการถกเถียงกันในเรื่องพระเอกและนางเอก จำรูญ หนวดจิ๋มกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งฟังโดยไม่ยอมออกความเห็นอะไร พล พัชราภรณ์ เสนอ สุรสิทธิ์ กับ ชนะ และ พันคำ เป็นพระเอกร่วมกัน คือ ๓ เสือ นิกรว่าใครจะเป็นพระเอกไม่สำคัญขอแต่ให้รวงทองเป็นนางเอกก็แล้วกัน เสี่ยหงวนเสนอชนะศรีอุบล, แมน ธีระพล และสุรสิทธิ์ สัตยาวงศ์เป็นพระเอกส่วนนางเอกคือเมตตา ดร. ดิเรกเสนอ ชนะ สุรสิทธิ์และมิตร ชัยบัญชารับบทสามเสือ นางเอกคือเมตตา รุ่งรัตน์ศิลปินสาวสวยที่เขาโปรดปรานที่สุด

เมื่อต่างคนมีทัศนะไม่ตรงกัน นิกรก็เกิดเลือดร้อนมุทะลุฉุนเฉียวขึ้นมาทันที เขามองหน้า กิมหงวนอยู่อย่างเคืองๆ แล้วกล่าวว่า

"สำหรับนางเอกต้องรวงทองโว้ย"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"ต้องเมตตา"

นิกรลืมตาโพลง

"เมตตาร้องเพลงสู้รวงทองไม่ได้ หนังของเราเป็นหนังพูดไม่ใช่หนังใบ้แล้วเอามาพากย์ แกควรจะรู้ดีว่าเสียงของรวงทองน่ะเป็นเสียงกล่อมโลกให้เคลือบเคลิ้ม ขณะที่เธอร้องเพลง โลกทั้งโลกหมอบกลิ้งอยู่แทบเท้าของเธอ ไม่ผิดอะไรกับความไพเราะของเสียงนกการเวกในนิยายปรัมปรา เมื่อนกการเวกร้อง สัตว์ป่าทั้งหลายก็เคลิบเคลิ้มเหมือนถูกมนตร์สวาท สิงโตกำลังกัดกันยังหยุดจับมือกันตะแคงหูฟังเสียงนกการเวกนี่หว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"แกเคยเห็นเรอะอ้ายกร นกการเวกรูปร่างมันเป็นยังไง"

นายจอมทะเล้นหันมาทางพ่อตาของเขา

"ก็คล้ายๆ กับนกตะกรุมแหละครับ"

ท่านเจ้าคุณแยกเขี้ยว

"เดี๋ยวก็ขว้างด้วยแก้วน้ำหน้าตาแหกเท่านั้นเอง"

นิกรเปลี่ยนสายตามาทางเกลอของเขา

"ถ้าจะให้กันร่วมงานด้วย ก็ต้องให้รวงทองเป็นนางเอก โธ่-สงสารกันเถอะวะ รวงทองร้องเพลงเพราะจับใจกันจริงๆ ทุกคนก็รู้ดีแล้วว่ากันชอบเพลงที่รวงทองร้องทุกเพลงแผ่นเสียงในท้องตลาดมีเท่าไรกันซื้อไว้ครบและเปิดฟังทุกวัน ไม่สบายใจหงุดหงิดเปิดแผ่นเสียงฟังเพลงเดียวชื่นใจไปทั้งวัน"

กิมหงวนว่า "แต่นางเอกเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" เป็นเด็กสาวในวัยรุ่นขนาดเมตตา"

"ก็แก้บทเสียหน่อยเป็นอะไรไปเล่า แกเขียนเองนี่หว่า หรือให้กันแก้ให้ก็ได้"

"ไม่ได้ สคริปต์พิมพ์โรเนียวเรียบร้อยแล้วกันจะไม่ยอมแก้บทอย่างเด็ดขาด นางเอกต้องเมตตา"

"ถ้ายังงั้นกันขอถอนตัวไม่ยุ่งกับแก กันจะสร้างหนังของกันบ้างหนัง ๑๖ แบบหนังไทยนี่แหละวะ กันจะเป็นผู้อำนวยการสร้างเอง สร้างแข่งกับดิเรกราม่าของแก กันจะแต่งเรื่องเอง กำกับการแสดงเองและทำเองทุกอย่างนอกจากกวาดโรงถ่าย กันจะให้รวงทองเป็นนางเอก"

"แล้วแกเป็นพระเอก" พลพูดเสริมขึ้น

นิกรยิ้มเอียงอาย ยกนิ้วชี้มือซ้ายใส่ปากกัดแล้วแขว่งแขนขวาไปมา

"ใช่-กันจะสร้างเป็นหนังเพลงสีธรรมชาติ เชิญคุณเอื้อสุนทรสนาน กับวงดนตรีของเขามาแสดงด้วย แต่เรื่องเข้าหาดนตรีเชิญคุณประสาท สุขุม มาถ่ายให้กัน ถึงเป็นหนัง ๑๖ กันก็จะทำเป็นหนังพูด ออกมาตีกับ "สามเสือเหี้ยม" ของอ้ายหงวน รับรองว่าต้องได้เงินเท่าหัวคุณพ่อเป็นอย่างน้อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พรวดพราดลุกขึ้นยืนวิ่งเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้านายจอมทะเล้นแล้วยกกำปั้นซ้ายขวาประเคนลงไปตามหน้าตาเนื้อตัวของนิกรโดยไม่เลือกที่ นิกรป้องปัดอุตลุดร้องเอ็ดตะโรลั่นห้องรับแขก

ก่อนเที่ยงวันนั้นเอง ศิลปินรุ่นเล็กอีกหลายคนต่างทยอยๆ กันมาพบอาเสี่ยกิมหงวนผู้อำนวยการสร้าง "สามเสือเหี้ยม" ซึ่งคณะพรรคสี่สหายก็ได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีแต่ไม่มีใครยอมรับปากตกลงแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ ทุกคนต่างขอบทภาพยนตร์ไทยไปดูก่อนและยินดีจะมาร่วมประชุมในตอนสายวันจันทร์อีกครั้งหนึ่ง

ในที่สุดวันคัดเลือกตัวละครผู้แสดงภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" และวันเซ็น สัญญาแสดงภาพยนตร์ก็ผ่านมาถึง

อาเสี่ยกิมหงวนประธานอำนวยการบริษัทเฉลิมมิตรภาพยนตร์ได้เตรียมจัดสถานที่อัน กว้างขวางในโรงถ่ายภาพยนตร์หลังบ้าน "พัชราภรณ์" เป็นที่ต้อนรับศิลปินทุกรุ่นทุกวัย ข้างโรงถ่ายมีเนื้อสะเต๊ะหนึ่งหาบ, ก๋วยเตี๋ยวหนึ่งหาบ, ตือฮวนหนึ่งหาบ นอกจากนี้มีเครื่องดื่มน้ำชากาแฟพร้อมสำหรับเลี้ยงพวกศิลปินทั้งหลาย

แต่กิมหงวนได้รับความผิดพลาดหวังอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้

หลังจาก ๙.๐๐น. ล่วงแล้วบรรดาศิลปินหลายต่อหลายคนต่างโทรศัพท์ถึงกิมหงวนขอโทษที่ติดธุระมาร่วมประชุมไม่ได้และบอกให้ทราบตามตรงว่าไม่สามารถจะร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ได้เพราะเนื้อเรื่องของ "สามเสือเหี้ยม" สูงเกินไปเล่นลำบาก ศิลปินบางคนใช้ให้คนถือ จดหมายมาให้อาเสี่ย ปฏิเสธอย่างนุ่มนวลไม่แสดงภาพยนตร์เรื่องนี้

จนกระทั่ง ๑๐.๐๐ น.

ภายในโรงภาพยนตร์เงียบเหมือนป่าช้า สี่สหายกับเจ้าคุณปัจนึกฯ พร้อมด้วยจำรูญ หนวดจิ๋มนั่งอยู่บนเก้าอี้เหล็กรอคอยต้อนรับศิลปิน โต๊ะเขียนหนังสือที่สวยงามโต๊ะหนึ่งตั้งอยู่กลางโรงถ่าย บนโต๊ะมีเซฟใส่เงินสดเกือบสองแสน มีแบบฟอร์มสัญญาจ้างแสดงภาพยนตร์ของบริษัทเฉลิมมิตร ภาพยนตร์ปึกเบ้อเริ่มวางอยู่บนโต๊ะ ถ้าใครตกลงเซ็นสัญญากิมหงวนก็จะจ่ายเงินค่าตัวหรือค่าแสดงให้ครึ่งหนึ่งก่อนหลังจากต่อรองกันเรียบร้อยแล้ว

ผู้อำนวยการสร้าง "สามเสือเหี้ยม" มีสีหน้าหง๋อยเหงาไปจนผิดปรกติ นานๆ ก็มองไปทางประตูเข้าออก แต่ไม่ปรากฎว่ามีใครมาเลย จนกระทั่งเสี่ยหงวนอึดอัดใจเต็มทนก็กล่าวกับที่ปรึกษาของเขา

"สี่โมงกว่าแล้วนะคุณจำรูญ ยังไม่เห็นมีใครมา"

จำรูญยิ้มให้

"ก็ผมมาแล้วยังไงล่ะครับ"

"รู้แล้ว" กิมหงวนตวาดแว็ด "คุณเป็นฝ่ายบริหาร ถ้าคุณไม่มาเราจะทำงานกันยังไง ผมหมายถึงศิลปินทั้งสามรุ่นที่เขารับว่าจะมาประชุมใหญ่พร้อมกันในตอนสายวันนี้-อ้า ๑๔ คน แล้วที่โทรศัพท์มาถึงผมขอถอนตัวไม่แสดงหนังเรื่องนี้ บางคนก็บอกว่ามีธุระสำคัญมาประชุมไม่ได้ ๕ คน ใช้ให้คนถือจดหมายมาปฏิเสธไม่ยอมร่วมงานกับเรา"

"ก็ผมบอกเสี่ยแต่ทีแรกแล้วว่า อาเสี่ยแต่งเรื่องเองเรื่องมันดีเกินไปไม่มีใครเขากล้าเล่นด้วย เขากลัวว่าเขาจะมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นอีก"

พล, นิกร, ดร. ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน เสี่ยหงวนก็เลยฝืนหัวเราะแก้เก้อบ้าง

"คุณจำรุญ"

"ครับ"

"คุณเอากุมารทองมาด้วยหรือเปล่า"

"เอามาตัวหนึ่งครับ นั่งอยู่บนบ่าผมตลอดเวลา"

"ดีแล้ว คุณใช้ให้เด็กของคุณออกไปดูซิว่ามีใครมาบ้างหรือเปล่า"

"อ๋อ ไม่ต้องใช้ไปดูหรอกครับ ผมดูทางในก็มองเห็น"

"ถ้ายังงั้นคุณช่วยดูหน่อยซีว่ามีใครกำลังมาที่นี่บ้าง ถ้าไม่มีใครมาเลย วงการหนังเขารู้เข้าผมจะเอาหน้าไปไว้ไหน มหาเศรษฐีทำหนังทั้งทีไม่มีศิลปินคนใดยอมร่วมงานด้วยนอกจากคุณคนเดียว ช่วยดูหน่อยเถอะครับ"

จำรูญเงยหน้าขึ้นมองดูบ่าขวาของเขาแล้วจุ๊ปากพูดกับตัวเองเบาๆ

"ลงๆๆ ลงเสียทีเถอะลูกพ่อเมื่อยเต็มทนแล้ว ออกไปเล่นข้างนอกไปลูกไป พ่อกำลังมีงานยุ่ง หา ขอตัง ก็กินข้าวมาจากบ้านแล้ว ว่าไงนะ ไม่เอาๆ กินกระท้อนทรงเครื่องของเสาะท้อง เดี๋ยวก็เป็น อหิวาห์ตายเท่านั้นเอง ไม่กินแล้ว เด็กดีต้องกินเป็นเวลาเข้าใจไหม อ้าว-ร้องไห้เดี๋ยวก็เจอไม้เรียวเท่านั้นเอง"

ศาสตราจารย์ ดิเรกทนไม่ได้ก็กล่าวถามจอมตลกเอก

"คุณพูดกลับใครคุณจำรูญ"

"ไหนครับ พูดกับกุมารทองของผมน่ะซีครับคุณหมอ โน่นกำลังเดินเตาะแตะออกประตูไปแล้ว"

"ว้า ไม่เห็นมีอะไรเลย"

จำรูญยิ้มเล็กน้อย

"ก็มันเป็นผีคุณหมอจะเห็นมันได้ยังไง"

นายพลดิเรกขมวดคิ้วย่น

"แล้วคุณเห็นมันหรือเปล่า"

"ไม่เห็นเหมือนกันครับ ผมเดาๆ เอาว่ามันนั่งอยู่บนบ่าผมและกำลังเดินออกนอกประตูโรงถ่ายไป ผีเด็กผู้ชายน่ารักมากครับหมอ ไว้หัวจุกเสียด้วยครับ เด็กคนนี้ผมเลี้ยงไว้หลายปีแล้ว"

อาเสี่ยพูดขัดขึ้น

"เรื่องผีหรือกุมารทองเอาไว้คุยกันวันหลังเถอะครับคุณจำรูญ ช่วยนั่งทางในดูให้ผมก่อนเถอะว่า จะมีศิลปินคนใดมาหาผมบ้างไหม ถึงไม่เล่นก็ไม่เป็นไรขอให้เขามาหาผมเถอะ เตรียมเนื้อสะเต๊ะ, ตือฮวน และก๋วยเตี๋ยวไว้ตั้งสามหาบ เครื่องดื่มและกาแฟเยอะแยะเลี้ยงทหารได้ตั้งกองพัน ถ้าไม่มีใครมาผมยิงตัวตายแน่ๆ "

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ใครไม่มาก็ช่างขอให้คุณรวงทองนกการเวกของกันมาก็แล้วกัน"

จำรูญยกเท้าขึ้นมานั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้เหล็กแล้วประนมมือไว้ระหว่างอก นายแพทย์หนุ่มกล่าวถามทันที

"ทำอะไรครับนั่น"

"อ้าว ก็นั่งทางในน่ะซีครับคุณหมอ ผมใช่วิชาปัสสนาชั้นสูงมองดูโลก"

"โลกหรือโรค " ดร. ดิเรกถาม

"ทั้งสองอย่างแหละครับ ไม่ว่าที่ไหนแห่งใดในโลกนี้ผมมองเห็นทั้งนั้น คุณหมอเป็นนักวิทยาศาสตร์อาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหลเป็นไปไม่ได้ แต่ผมก็ได้ใช้เวทย์มนต์คาถาหรือวิชาไสยศาสตร์ให้คุณหมอ ดูผีที่ผมเลี้ยงไว้แล้วที่โรงหนังเฉลิมมิตรวันนั้น"

"อ๋อไร๋ อ๋อไร๋ คุณคล้ายๆ กับพวกโยคีหรือโยคะในอินเดีย"

"เป็นยังไงครับ"

"ปู้โธ่" กิมหงวนเอ็ดตะโร "ประเดี๋ยวก็ค่อยคุยเถอะน่าคุณจำรูญ ทำงานให้ผมเสียก่อน"

จำรูญหลับตาประนมมือทำปากหมุบหมิบร่ายเวทวิทยาเบาๆ ซึ่งไม่มีใครฟังรู้เรื่อง และแม้แต่ตัวเขาเองก็คงจะฟังไม่รู้เรื่องเหมือนกัน สักครู่หนึ่งเขาก็ปล่อยมือประนมไว้ออกแล้วลืมตาขึ้น

"ว่าไงครับ" กิมหงวนถามทันที "มีใครมาบ้าง"

"มากันแล้วครับ ศิลปินสี่คนกำลังเดินมาที่โรงถ่าย"

อาเสี่ยยิ้มออกมาได้

"งั้นเรอะ ใครบ้างคุณ"

"แล้วกัน" จำรูญอุทาน "ไม่ทันดูหน้าครับ เดี๋ยว-ดูให้ใหม่" แล้วจำรูญก็ประนมมือหลับตาทำปากหมุบหมิบอีก

"เห็นหรือยัง" เสี่ยหงวนถาม

"เห็นแล้วครับ เห็นแต่ท่อนล่างจนถึงคอแต่ใบหน้ายังมองไม่เห็นครับ อ้อ-เห็นแล้วครับ ทีนี้แจ๋วเลย คนหนึ่งคืออบ บุญติด อีกคนสุรสิทธ์ สัตยวงศ์ ผู้หญิงสองคนคือสีนวลกับมนัส"

ทันใดนั้นเอง ศิลปิน ๔ คนที่จำรูญพูดถึงก็พากันเดินเข้ามาในโรงถ่ายภาพยนตร์ของคณะพรรคสี่สหาย ศาสตราจารย์ดิเรกนัยน์ตาเหลือกตื่นเต้นมหัศรรย์ใจอย่างยิ่งที่จำรูญมีหูทิพย์ตาทิพย์ เช่นนี้

"คุณจำรูญ " นายแพทย์หนุ่มร้องออกมาดังๆ "คุณเป็นมนุษย์อภินิหารแน่ๆ คุณเป็นผู้วิเศษแบบโยคีแห่งเทือกเขาหิมาลัย ผมคิดว่าคุณควรไปอยู่ที่เขาหิมาลัยดีกว่า"

จำรูญยิ้มน่าสงสาร

"อย่าเลยครับคุณหมอ ถิ่นทำมาหากินของผมอยู่ในกรุงเทพฯ ผมเป็นคนไทยผมก็ต้องหากินบนผืนแผ่นดินไทย ภูเขาหิมาลัยน่ะมันอยู่ในเขตของประเทศอินเดียและเนปาลอย่าให้ผมไปเลยครับ อยู่กับคุณหมอและเพื่อนๆ ของคุณหมอดีกว่าเพราะทุกคนต่างก็จ่ายเงินคล่องด้วยกันทั้งนั้นเว้นแต่ คุณนิกรคนเดียว"

ศิลปินทั้ง ๔ คนเดินรวมกลุ่มเข้ามาหาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และจำรูญ กิมหงวนลุกขึ้นยืนต้อนรับด้วยไมตรีจิตร สีหน้าของอาเสี่ยยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้น เขาสัมผัสมือกับอบ บุญติด ศิลปินอาวุโสเป็นคนแรก แล้วก็จับมือกับสุรสิทธิ์ดาราชื่อดังเปรียบเหมือนดาวรุ่งที่ไม่เคยดับแสง แล้วเขาก็ทักทายศิลปินหญิงผู้มีนามว่าสีนวล

"นึกว่าคุณจะไม่มาเสียอีก"

"มาซีคะนายห้าง ดิฉันรับปากกับนายห้างแล้วว่าจะมาก็ต้องมา ถึงฝนตกฟ้าร้องก็ผิดนัดไม่ได้"

"ขอบคุณมากครับ" แล้วเขาก็ยกมือขวาตบศีรษะมนัสเบาๆ "ว่าไงมนัส เจ้ากับคุณสีนวล ตกลงเล่นหนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ให้น้าใช่ไหมล่ะ"

มนัสยิ้มละมัย

"ตกลงค่ะ แต่ว่าเล่นเรื่องหลังนะคะน้าหงวน เรื่องนี้หนูต้องขอตัว พี่สีก็เช่นเดียวกันค่ะ"

ผู้อำนวยการสร้างกลืนน้ำลายเอือก มองศิลปินทั้งสองด้วยความแปลกใจยิ่ง แล้วเขาก็กล่าวถามสีนวลศิลปินหญิงผู้ยิ่งใหญ่รุ่นอาวุโสคนหนึ่ง

"คุณติดงานถ่ายหนังที่อื่นหรือครับ"

"ไม่ค่ะ ดิฉันกำลังว่าง"

"แล้วทำไมคุณไม่ยอมแสดงหนังของผมล่ะครับ"

"ประทานโทษเถอะค่ะนายห้าง เรื่องของนายห้างสูงเกินไปดิฉันเล่นไม่ได้จริงๆ คือไม่กล้าเล่นค่ะ"

"เรื่องสูง "

"ค่ะ สูงมาก"

"เอ-ผมไม่ได้ไปนั่งเขียนบนภูเขาทองนะคุณสีนวล"

สีนวลอดหัวเราะไม่ได้

"ดิฉันหมายว่าเรื่องมันหนักไปหน่อย บทหนักมากเกินความสามารถของดิฉัน"

กิมหงวนว่า "เวลาเขียนผมก็ไม่ได้เอากระสอบข้าวสารขึ้นไปวางบนศีรษะผมแล้วคุณจะว่าบทหนักยังไง คุณจะบอกตามตรงได้ไหมครับว่าเรื่องผมไม่ได้ความ"

"ยังงั้นหรือค่ะ" สีนวลพูดยานคาง "นายห้างอนุญาตให้ดิฉันพูดความจริง ดิฉันก็ขอเรียนให้ทราบว่าเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ของอาเสี่ยไม่เป็นสับปะรดจริงๆ ค่ะ จะว่าเป็นเรื่องบู๊ก็ไม่ใช่ เรื่องตลกก็ไม่เชิง ครึ่งตื่นเต้นลึกลับและครึ่งโลดโผน ดิฉันอ่านตั้งหลายจบไม่รู้เรื่องจริงๆ ค่ะ"

กิมหงวนชักฉิว

"ไม่รู้เรื่อง คุณจะรู้ได้อย่างไรในเมื่อผมเป็นคนแต่งเองผมยังเล่าไม่ถูกว่าเรื่องมันเป็นยังไง รู้แต่ว่ายิงกันสะบั้นและชกกันอุตลุด บางทีพระเอกชกกับผู้ร้ายจนเหนื่อยแล้วหยุดอาบน้ำกินข้าว เสร็จแล้วก็ชกกันอีก ผมต้องการให้แฟนหนังไทยได้ดูเรื่องโลดโผนจริงๆ "

"แต่ดิฉันกับมนัสต้องขอตัวค่ะ"

อาเสี่ยฝืนยิ้ม

"ไม่เป็นไรครับ เมื่อคุณไม่ร่วมงานกับผม ผมก็บังคับใจคุณไม่ได้ เชิญนั่งครับ นั่งตามสบาย"

ศิลปินทั้งสองคนต่างนั่งรวมกลุ่มกับ พล, นิกร, ดร. ดิเรก กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และจำรูญ เสี่ยหงวนหันมายิ้มให้อบ บุญติด จอมศิลปินที่รุ่งโรจน์ทุกยุคทุกสมัย และแสดงบทบาทได้แนบเนียน สมจริง

"ผมคิดว่าพี่อบคงตกลงเล่นหนังเรื่องนี้กับผมแน่นอน"

อบก้มศีรษะเล็กน้อย

"ครับ ตกลง แต่ว่า ตกลงไม่เล่นนะครับ"

กิมหงวนทำคอย่น

"ยังงั้นก็เรียกว่าไม่ตกลงนะซีครับอบ"

"เรียกว่าตกลงก็ได้ครับนายห้าง คือผมตกลงใจไม่แสดงเรื่องนี้ ถ้าเรื่องต่อไปนายห้างซื้อเรื่องจากนักเขียนมีชื่อ ผมก็ยินดีร่วมงานด้วย"

อาเสี่ยหน้าจ๋อยจนสังเกตเห็นถนัด เขาค่อยๆ หันมาทางสุรสิทธิ์ พอสบตากับสุรสิทธิ์ก็กล่าวขึ้นทันที

"ผมมาพบเฮียวันนี้ก็เพื่อจะเรียนให้ทราบว่าผมยินดีแสดงเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ของเสี่ยครับ"

กิมหงวนยิ้มออกมาได้

"โอ้โฮ ชื่นใจจังน้องชาย ผมให้คุณเป็นพระเอกคนหนึ่งในสามคนตามบทที่คุณเอาไปอ่าน ฮ่ะ ฮ่ะ ยังงี้ซีถึงน่าจะเรียกว่ารักกันจริง สำหรับค่าตัว คุณเสนอมาเถอะ ผม โอ.เค"

"เดี๋ยวครับเฮีย ฟังผมก่อนครับ ที่ผมตกลงเล่น ไม่ได้หมายความว่าผมรับบทเป็นพระเอกนะครับ"

"หา แล้วคุณจะเป็นตัวอะไร"

"ตัวอะไรก็ได้ครับ ผมจะใส่หนวดใส่เคราไม่ให้คนดูจำได้ แล้วไม่ต้องเอาชื่อผมไปลงไตเติล ผมยินดีช่วยเหลือเฮียเต็มที่ครับ"

กิมหงวนเม้มปากแน่น

"ถ้างั้นลำบากนักก็อย่าช่วยผมดีกว่า ชะ ชะ เป็นพระเอกตุ๊กตาทองจะขอเล่นหนังเป็นตัวประกอบ มิหนำซ้ำยังจะติดหนวดเคราไม่ให้ใครจำได้ หนังของผมไม่ใช่หนังตะลุงนะคุณสุรสิทธิ์" พูดจบเสี่ยหงวนก็เดินออกไปจากโรงถ่ายอย่างหัวเสีย ความจริงเขาไม่มีธุระอะไร แต่ออกมาเพื่อสงบอารมณ์อันฟุ้งซ่านของเขา

เขาได้รู้ความจริงแล้วว่า บางขณะเงินไม่อาจจะดลบันดาลให้เขาได้รับความสำเร็จผล ไม่มีใครยอมเล่นหนังให้เขา เพราะเห็นว่าเรื่องของเขาไม่ได้ความนั่นเอง อาเสี่ยหยุดยืนกอดอกอยู่บนถนนคอนกรีตซึ่งแยกมาจากตึกใหญ่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดบึ้งตึง แต่พอเห็นชายหนุ่มร่างสม๊าทคนหนึ่งแต่งสากลสีเทาพาตัวเดินตรงมายังโรงถ่าย กิมหงวนก็เปลี่ยนสีหน้าทันที

"คุณชนะ สวัสดีน้องชาย"

พระเอกนักกล้าม ชนะ ศรีอุบล ยกมือไหว้กิมหงวนแต่ไกล

"สวัสดีครับเฮีย ผมต้องขอโทษครับที่มาล่าไปหน่อย เอารถไปอัดฉีดล้างรอเขาที่ปั๊มเสียเวลาไปชั่วโมงกว่า ในโรงถ่ายพวกศิลปินคงจะแน่นเอี้ยด"

"เอี้ยดอะไรล่ะคุณ มีแต่เก้าอี้ พี่อบกับสุรสิทธิ์ แล้วก็สีนวลกับมนัส มากันเพียงสี่คนเท่านั้น"

"เอ๊ะ นี่หมายความว่าไม่มีใครเล่นหนังให้เฮียงั้นหรือครับ เรื่องยอดเยี่ยม ผู้อำนวยการสร้างมีเงินเป็น ถังๆ หนังก็พิเศษตั้ง ๑๔๐ มิลลิเมตร ไม่เล่นหนังอย่างนี้เขาควรไปเล่นหนังตะลุงดีกว่า"

กิมหงวนยื่นมือให้ชนะจับ

"ถูกทีเดียวน้องชาย ช่างเขาเถอะคุณชนะ เขาไม่เล่นก็แล้วแต่ความสมัครใจของเขา ผมจะให้คุณเป็นพระเอกเรื่องนี้ แล้วผมจะหาพระเอกอีกสองคนให้ร่วมแสดงกับคุณ"

"เดี๋ยวครับเฮีย ที่ผมมานี่น่ะผมก็ตั้งใจเรียนให้เฮียทราบว่าฝีมือของผมไม่ถึงหนังเรื่องนี้ครับ ผมเล่นไม่ได้อย่างเด็ดขาด บทมันหนักและสูงเกินไป พระเอกฆ่ากระทั่งนางเอกแล้วพระเอกสามคนต่อยกับผู้ร้ายถึง ๒๕๐ คน ผู้ร้ายถูกชกล้มลุกคุกคลานและวิ่งหนีแตกฮือ ผมเป็นพระเอกไม่ได้แน่ครับ แต่ถ้าให้ผมเป็นตัวประกอบผมยินดีเล่นให้เฮียโดยไม่คิดค่าตัวแม้แต่บาทเดียว"

กิมหงวนเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งเครียดตามเดิม

"เชิญคุณเข้าไปในโรงถ่ายก่อน"

"เฮียจะไปไหนล่ะครับ"

"ผมจะไปผูกคอตายบนตึก ผมลงทุนไปไม่ใช่น้อยแต่ไม่มีศิลปินคนใดยอมเล่นหนังเรื่องนี้"

"ก็ผมรับปากกับเฮียแล้วว่าผมเล่น" ชนะพูดยิ้มๆ

กิมหงวนเอ็ดตะโรลั่น

"เล่นเป็นตัวประกอบมีอย่างที่ไหน คุณเคยเป็นพระเอกคุณก็ต้องเล่นเป็นพระเอกน่ะซี"

"เรื่องของเฮียเล่นลำบากครับ ผู้ร้ายจับพระเอกทั้งสามคนไปทรมานแล้วโกนหัว ในสคริปต์เขียนเหตุไว้ด้วยว่าต้องโกนหัวจริงๆ มีการถ่ายโคลสอัปตอนโกนหัวให้เห็นถนัด ตอนหลังพระเอก สามคนจับผู้ร้ายมาได้รวม ๙๔ คน คนหนึ่งเอาปืนขู่ไว้ อีกสองคนช่วยกันเอาตะไกรปัตตาเลียนกล้อนหัวผู้ร้ายจนหมด เรื่องนี้น่าจะให้ชื่อว่า "ทิดสึกใหม่" มากกว่า "สามเสือเหี้ยม" ครับ เพราะตัวละครแทบทุกคนล้วนแต่หัวโล้นทั้งนั้น นางเอกก็หัวโล้นหนีไปบวชชี พระเอกหนึ่งในสามคนติดตามไปยิงนางเอกขณะที่เป็นนางชีและนั่งสวดมนตร์ภาวนาอยู่ในกุฏิ นางเอกถูกยิงเผาขนถึง ๕ นัด พระเอกยิงแล้วแทนจะวิ่งหนีกลับนั่งหัวเราะชอบใจตำรวจมาจับ ผมกลัวว่าผมจะต้องรับบทพระเอกคนนี้จึงขอแสดงเป็น ตัวประกอบ เฮียเห็นใจผมเถอะครับ"

"ดีแล้ว เป็นอันว่าพวกศิลปินรังเกียจบทประพันธ์ของผม เมื่อไม่มีใครเล่นผมก็จะต้องหาตัวคนเล่นให้ได้ ซึ่งบางทีผมกับเพื่อนๆ จะแสดงเอง เชิญเถอะครับคุณชนะ เข้าไปในโรงถ่ายเถอะ ไปคุยกับพวกศิลปินและพวกผมบ้าง พลกับนิกรเขากำลังอยากพบคุณ"

"หรือครับ ถ้ายังงั้นผมเข้าไปคุยกับพี่พลละครับ เล็กแกสั่งมาว่า ยังไม่ลืมพี่พล, พี่นิกร, และเฮีย ถึงแม้ว่าจะไม่ได้พบกันนานแล้วก็ยังนึกถึงเสมอ"

"คุณชวนน้องสาวคุณมาเป็นนางเอกได้ไหมล่ะ"

ชนะยิ้มอ่อนโยน

"รู้สึกว่าเขาเลิกเล่นหนังแล้วครับ"

เสี่หงวนมองดูชนะด้วยแววตาละห้อย

"เล่นให้ผมสักเรื่องเถอะน่าน้องชาย เล่นเป็นพระเอกไม่ใช่ตัวประกอบ"

พระเอกรูปหล่อหัวเราะเบาๆ

"เอาไว้เรื่องหลังเถอะครับ เรื่องนี้ผมเล่นไม่ไหวแน่ อ่านบทผมก็หัวเราะจนเสียดท้องทั้งๆ ที่เฮียเขียนเป็นเรื่องบู๊ล้างผลาญไม่ใช่เรื่องตลก"

กิมหงวนค้อนปะหลับปะเหลือก

"ดีละน่า ขอแรงเล่นให้ผมเรื่องเดียวเท่านั้นก็ไม่ได้" พูดจบอาเสี่ยก็เดินเรื่อยเปื่อยไปจากที่นั้นเพื่อไปคอยดักพวกศิลปินที่มาหาเขา

จนกระทั่ง ๑๓.๐๐น. เศษ

ไม่ปรากฏว่ามีศิลปินมาที่นี่อีกเลย อบกับสุรสิทธิ์, สีนวล, มนัสและชนะ ศรีอุบล ลากลับไปนานแล้ว ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" เสียใจอย่างยิ่ง เขาได้รับทราบทางโทรศัพท์จากศิลปินอีกหลายคนขอโทษที่ไม่สามารถมาประชุมได้และต่างก็ปฎิเสธด้วยเหตุผลต่างๆ ไม่ยอมแสดงภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม"

ก๋วยเตี๋ยวต้ม, ตือฮวน และ เนื้อสะเต๊ะกับเครื่องดื่มที่เตรียมไว้มากมาย ต้องเลี้ยงกันเองในระหว่างนายทุนด้วยกันแล้วก็เลี้ยงคนใช้ชายหญิงของบ้าน "พัชราภรณ์" โดยทั่วหน้า ของกินเหล่านี้เหลือมากมาย

เมื่อเสี่ยหงวนแสดงความเศร้าโศกเสียใจจริงๆ พล, นิกร, ศาสตราจารย์ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และจำรูญต่างก็รู้สึกสงสารและเห็นใจอาเสี่ย พลสั่งให้เจ้าแห้วจัดวิสกี้และกับแกล้มมาให้ เขารู้ดีว่าเมื่อเหล้าเข้าปาก กิมหงวนจะสนุกสนานร่าเริงเป็นคนละคน มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจหรือไม่พอใจเขาก็ลืมหมด

เป็นอันว่าทุกคนแม้กระทั่งจำรูญจอมตลกก็ต้องร่วมดื่มเหล้ากับเสี่ยหงวนด้วย หลังจากวิสกี้ตราขาวหมดไปหนึ่งขวดทุกคนก็รู้สึกตึงๆ หน้าไปตามกัน โดยเฉพาะจำรูญหน้าแดงหูแดง นัยน์ตาแดงถึงกับนั่งสลึม สลือ

กิมหงวนยิ้มแค่นๆ มองดูเพื่อนเกลอของเขาแล้วกล่าวขึ้นว่า

"โรงถ่ายเสร็จเรียบร้อยแล้ว เครื่องอุปกรณ์ในการถ่ายทำหนังจัดหาไว้พร้อมแล้ว กล้องและฟิล์มสีธรรมชาติ ๑๔๐ มิลลิเมตรก็เสร็จแล้ว ขอให้ทุกคนคิดดูกันว่าได้ลงทุนไปเท่าไร เรื่องก็ทำสคริปต์เรียบร้อย กางบทเข้าก็ถ่ายทำได้เลย พวกศิลปินเขาเกี่ยงให้กันซื้อเรื่องของนักประพันธ์มือดีมาสร้างหนังเขาจึงจะยอมเล่น ฮะ ฮะ เรื่องอะไรกันจะต้องไปซื้อเรื่องคนอื่นในเมื่อกันก็แต่งได้ ถึงไม่มีใครเล่นกันก็จะต้องสร้าง "สามเสือเหี้ยม" ให้จงได้ อ้ายพล แกกับอ้ายกรและกันแสดงเป็นตัวสามเสือในเรื่องนี้เถอะวะ"

พลทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

"เอายังงั้นเชียวเรอะ"

"เออ เรายังไม่แก่เกินไปหรอก พระเอกหนังฮอลลี่วู้ดดาราคนสำคัญๆ อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเรามีถมเถไป เรามาร่วมมือกันกันดีกว่า ได้กำไรเท่าไรก็แบ่งกัน อย่าลืมว่าหนังของเราจะส่งไปฉายต่างประเทศด้วย"

พลว่า "พยายามติดต่อกับพวกศิลปินอีกครั้งเถอะอ้ายหงวน ถ้าไม่มีใครเขาเล่นจริงๆ พวกเราค่อยเล่นเอง"

จำรูญพูดเสริมขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ แต่เสียงที่พูดอ้อแอ้เพราะลิ้นไก่พันกัน

"พวกศิลปินเขาไม่เล่นหรอกครับสำหรับหนังเรื่องนี้"

เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะ

"ก็ไม่แปลกอะไร เราเล่นกันเองได้คุณจำรูญ ผมจะให้คุณเป็นตัวหัวหน้าผู้ร้าย"

"โอ๊ย ผมออกละครับ" จำรูญพูดโพล่งขึ้นทันที

กิมหงวนคว้าข้อมือจอมตลกไว้

"ออกไม่ได้ ผมไม่ยอมให้คุณออกอย่างเด็ดขาด"

จำรูญค่อยๆ ปัดมือเสี่ยหงวนออก

"ผมทนไม่ได้ โอ๊ย ผมออกเดี๋ยวนี้" แล้วเขาก็ลุกขึ้นวิ่งออกไปทางประตูด้านหลังโรงถ่ายคายแก้วเสียงโอ้กอ้าก ลั้นไปหมด

อาเสียถอดหายใจโล่งอก กล่าวกับเพื่อนๆ ว่า

"นึกว่าเขาจะลาออก เห็นว่าผมออกละครับ ที่แท้ก็อ้วกออกดีว่ากันไม่รั้งตัวเอาไว้ คนกินเหล้าไม่เก่งมักจะเป็นอย่างนี้แหละ"

นิกรทำคอขย้อน

"กันก็จะออกเหมือนกัน"

ดร. ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"ฉันรับรองว่าคนอย่างแกไม่มีวันอ้วกหรอก เพราะเครื่องย่อยของแกมันย่อยเร็วผิดกว่ามนุษย์ทั้งหลาย แกกินได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง"

จำรูญเดินโซซัดโซเซเข้ามาในโรงถ่าย แล้วนั่งลงบนเก้าอี้เหล็กตามเดิมน้ำตาไหลคลอ

"โอย-ไม่มีอะไรเหลือเลยน่าเสียดายจริงๆ ผมบอกแล้วว่าจะออกอาเสี่ยกับคว้าแขนผมไว้"

อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้

"ผมเข้าใจผิดนึกว่าคุณจะลาออกจากงาน"

"เรื่องงานผมไม่ออกหร็อกครับเสี่ย ถึงไล่ผมก็ไม่ออกผมทำงานอย่างนี้เงินเดือนผมแพงกว่าอธิบดีเสียอีก เอายังไงครับอาเสี่ย เป็นอันว่าหนังเรื่องนี้จะเล่นกันเองหรือครับ"

เสี่ยหงวนพยักหน้า

"ครับ ต้องเล่นกันเอง หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ได้ลงข่าวเกรี่ยวกราวแล้ว เมื่อตอนหัวค่ำวานนี้ "ดาราไทย" ก็มาสัมภาษณ์ผมไต่ถามรายละเอียดเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ถ้าผมไม่ถ่ายทำหนังเรื่องนี้ผมก็เห็นจะต้องเดินเอาปี๊บคลุมหัวแน่นอน"

ศาสตราจารย์เห็นพ้องด้วย

"อ๋อไร เสียเงินดีกว่าเสียเกียรติหรือให้คนอื่นดูถูกเรา ในที่สุดมันจะกลายเป็นว่าหนังดิเรกราม่าสีธรรมชาติขนาด ๑๔๐ มิลลิเมตรนั้นเป็นเรื่องที่เราโม้ขึ้นให้วงการหนังไทยตื่นเต้นตกใจ เราต้องทำหนังออกฉายให้ ใครๆ รู้ว่าเราทำได้จริง แต่ว่า สำหรับไอเป็นคนถ่าย ไอจะแสดงด้วยไม่ได้แม้แต่เป็นตัวประกอบ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า "อาก็ต้องขอตัวโว้ยอ้ายหงวนอาแก่แล้ว"

กิมหงวนหันขวับมาทางท่านเจ้าคุณทันที

"ไม่ได้ครับ คุณอาต้องเป็นพ่อนางเอก"

ท่านเจ้าคุณสั่นศรีษะ

"ให้คนอื่นเขาเป็นเถอะวะ"

"คนอื่นไม่เหมาะครับ ในเรื่องพ่อนางเอกเป็นคนแก่อ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยอายุประมาณ ๗๐ ปี"

"ถมเถไป คนแก่อ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยหาไม่ยากหรอก"

"ถูกละครับ แต่ต้องเป็นคนหัวล้านด้วย"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่นท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง

"แล้วเสือกเขียนลงไปยังงั้นทำไม"

"ก็เขียนไปแล้วนี่ครับ คุณอาช่วยแสดงเป็นตัวพ่อหน่อยนะครับ ผมรับรองว่าเรื่องเดียวคุณอาได้เป็นดาราแน่ๆ อาจจะได้รับรางวัลตุ๊กตาทองประเภทตัวประกอบก็ได้"

เจ้าคุณค้อนขวับ

"ตุ๊กตาเสียกบาลหรือตุ๊กตาศาลพระภูมิน่ะซี ฉันเล่นหนังเป็นเมื่อไหร่เล่าฉันเป็นนายทหายเป็นคหบดีโว้ยไม่ไช่ศิลปิน"

"น่า ซิวหูกันหน่อยน่า ถ้าคุณอายอมรับบทเป็นตัวพ่อ ผมจะให้คุณประไพแม่อ้ายกรเป็น นางเอก"

นิกรสะดุ้งโหยง

"เมียโว้ยไม่ใช่แม่"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"เถอะน่า โบราณว่าเมียดีก็เหมือนแม่ ผัวดีก็เหมือนลูก พวกเมียเราทั้งสี่คนเมียแกยังสาวและสวย เมียกันนะสวยจริงแต่ขอบตาชักย่นแล้ว ตื่นเช้าก่อนล้างหน้าดูไม่ได้เหมือนกับแม่มดนางตานี ตกลงนะอ้ายกรเราพูดกันเป็นงานเป็นการไม่ใช่พูดเล่น กันจะให้คุณประไพเป็นนางเอก"

"แล้วในบทพระเอกจูบนางเอกหรือเปล่า"

"ก็ต้องมีบ้างซีวะ ไม่สึกไม่หรออะไรหรอกน่ะ กันจะให้อ้ายพลเป็นตัวนำในระหว่างสามเสือ มีจูบนางเอกสองตอนแล้วก็คุณนันทา, คุณประภากับเมียกันก็ให้เป็นตัวประกอบ"

จรูญพูดเสริมขึ้น

"หนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ก็เป็นหนังอุตสาหกรรมในครอบครัวน่ะซีครับอาเสี่ย"

"ใช่ แต่อุตสาหกรรมในครอบครัวที่ต้องลงทุนตั้ง ๒๐ ล้านบาทเชียวนะคุณจำรูญ การถ่ายทำของเราจะประณีตที่สุดเรียกว่าทุ่มเงินทุกฉากทีเดียว เราจะไม่ทำแบบสุกเอาเผารับประทานเป็นอันขาด สำหรับคุณต้องเป็นหัวหน้าผู้ร้ายแน่ๆ ตอนจบในบทคุณถูกยิงตกหน้าผาตาย"

"ใช้รูปหุ่นทิ้งลงมาหรือครับ"

อาเสี่ยสันศรีษะ

"ใช้รูปหุ่นมันเฮงซวยคนดูเขาจับได้ให้เขาหัวเราะเยาะเราเปล่าๆ คุณต้องแสดงตกเขาจริงๆ ซีครับ หน้าผาสูงราว ๑๐๐ เมตรเท่านั้น ถ้าคุณตายผมจ่ายค่าทำศพให้แสนบาท ถ้าทุพพลภาพให้ห้าหมื่น"

จำรูญนิ่งคิดแล้วยิ้มเล็กน้อย

"แล้วถ้าโดดลงมาปลอดภัยมีรางวัลพิเศษไหมครับเสี่ย"

"ถ้าปลอดภัยเงินสดหมื่นบาทจะเป็นของคุณพร้อมด้วยวิทยุโทรทัศน์ ๑๗ นิ้วหนึ่งเครื่อง ผงซักฟอกยี่ห้อฟุบขนาดยักษ์อีกหนึ่งโหล วิทยุทรานซิสเต้อรอีกหนึ่งเครื่อง"

จำรูญว่า "สำหรับของคิดเป็นเงินสดก็แล้วกันนะครับ"

"ได้เหมือนกัน ถ้ายังงั้นผมให้คุณหมื่นห้าพันหากคุณโดดลงมาจากหน้าผาโดยปลอดภัย"

จำรูญดีดมือแป๊ะ

"หวาน แต่ว่า ๑๐๐ เมตรนี่มันสูงกว่าภูเขาทองนี่ครับภูเขาทองสูงเพียง ๗๐ เมตรเท่านั้น แก้เมตรเป็นฟุตก็ค่อยน่าเอ็นดูอยู่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี ผมกำลังจะพูดกับเจ้าหงวนอยู่เดี๋ยวนี้แหละคุณจำรูญ ร้อยเมตรน่ะพอคุณมองลงมาข้างล่างคุณก็เวียนหัวแล้ว ดีไม่ดีก็พาลเป็นลม ๑๐๐ ฟุตก็ดีแล้ว"

กิมหงวนนิ่งคิด

"เอาในราว ๓๐ เมตร คุณจะต้องผงะหงายเมื่อถูกยิงแล้วทิ้งตัวลอยละลิ่วลงมา"

จำรูญพูดเสริมขึ้น

"ข้างล่างเป็นแม่น้ำหรือแควใหญ่"

"ครับถูกแล้ว"

จอมตลกยิ้มแป้น

"มีหินหรือเปล่าครับ"

"มีครับ เพราะกล้องจะต้องถ่ายติดตามให้คนดูเห็นว่าร่างของคุณกระทบหมู่ก้อนหินเบื้องล่าง แล้วระลอกจะซัดคลื่นมาถูกร่างของคุณ หนังของเราจบตอนนี้ซึ่งผมคิดว่าเราจะได้ภาพสวยที่สุด"

จอมตลกเอกหยุดยิ้มกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ภาพน่ะสวยแน่ครับแต่ผมซวย โปรดหาตัวหัวหน้าผู้ร้ายใหม่เถอะครับ เล่นกันถึงตายจริงๆ ผมไม่ชอบ เพียงแต่ข้างล่างเป็นน้ำลึกผมหล่นลงไปในระยะสูง ๑๐๐ ฟิตผมก็แย่แล้ว ดีไม่ดีเอาหลังตีน้ำก็หลังหัก"

เหล้าช่วยให้กิมหงวนสบายใจขึ้น เขายื่นมือให้จำรูญจับแล้วกล่าวกับตลกเอกอย่างร่าเริง

"ช่วยกันนะคุณจำรูญ เลิกง้อพวกศิลปินกันที เราควรจะเล่นของเราได้ ถ้า "สามเสือเหี้ยม" ออกฉายเมื่อไรพวกศิลปินที่ไม่ยอมเล่นหนังเรื่องนี้จะต้องตีอกชกหัวไปตามกัน คิดดูสิครับ ภาพที่ฉายจะเต็มจอยักษ์ ด้านตรงใหญ่กว่าจอซีเนมาสโค๊ปถึง ๓ เท่า คือเท่ากับจอซีเนมาสโค๊ปรวมกันสี่จอ ด้านข้างยาวกว่าจอซีเนมาสโค๊ปหนึ่งเท่า คนดูดูเพลินทีเดียวจอด้านข้างจะเป็นภาพวิวอันสวยงาม ถ้าเป็นฉากอินดอร์เราก็จะโชว์เครื่องเรือนแพงๆ ซึ่งเราจะลงทุนซื้อไม่ใช่ไปขอยืมเขา ตอนต้นๆ เป็นเรื่องในกรุงเทพฯ พระเอกคนหนึ่งคือตัวผมเป็นลูกพระยาแต่อยากเป็นโจร"

"ไง๋ยังงั้นล่ะครับ" จำรูญพูดขัดขึ้นทันที

"นั่นน่ะซีครับ ผมเขียนไปแล้วก็แปลกใจเหมือนกันว่าทำไมถึงยังงั้น แต่ก็แหวกแนวดีเหมือนกันครับ เพราะตามธรรมดาลูกเจ้าคุณไม่ยอมเป็นโจร ตอนกลางของเรื่องเป็นเรื่องป่าดงพงไพร ผมจะสร้างเมืองขึ้นแบบหนังเคาบอยกลางป่าแห่งหนึ่ง เลือกวิวสวยๆ ให้คนดูดูแล้วติดใจวันหลังต้องมาดูอีกฉากน้ำตกจะเห็นซึ้ง เห็นสาวสวยนุ่งลมห่มฟ้าลงเล่นน้ำ ดูแล้วปลุกใจเสือป่าไปในตัว"

พลเอื้อมมือเขกหัวศีรษะเสี่ยหงวนเบาๆ แล้วพูดเสริมขึ้น

"แล้วกองเซ็นเซ่อร์เขาให้แกฉายหรือวะ ลงมีผู้หญิงแก้ผ้าเขาก็แบนหนังของแกเท่านั้น"

อาเสี่ยว่า "แบนยังไง ไม่ใช่แก้ผ้าจริงๆ กันจะให้นุ่งกางเกงยืดและสวมเสื้อแนบเนื้อมองเหมือนแก้ผ้า หนังของกันบอกแล้วว่าต้องมีทุกรส ต้องยั่วยวนคนดูไม่ให้รู้สึกตัวนางเอกอยู่บ้านนุ่งผ้าผืนเดียวเท่านั้น"

"อ๊ะ" นิกรเอ็ดตะโร "ถ้ายังงั้นเอาเมียแกเป็นนางเอกเถอะโว้ย ผู้หญิงตวักตะบวยที่ไหนวะนุ่งผ้าขาวม้า อย่างนี้มันไม่โป๊แล้ว มันกลายเป็นเปรตมากกว่าโป๊"

กิมหงวนหัวเราะก้าก

"พูดเล่นโว้ย กันเคร่งเครียดมาครึ่งวันแล้วตอนนี้ค่อยสบายใจหน่อยเพราะได้กินเหล้า" พูดจบเขาก็กวักมือเรียกเจ้าแห้วซึ่งยืนอยู่ข้างประตูหน้าโรงถ่ายให้เข้ามาหาเขา "ไปเอาเหล้ามาอีกขวด โซดา ๔ ขวด"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"รับประทานอาเสี่ยจะให้ผมเล่นหนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ด้วยไหมครับ"

"อ๋อ เล่นแน่นอน ฉันจะให้แกเป็นนายอำเภอ"

เจ้าแห้วลืมตาโพลง

"รับประทานนายอำเภอติดตราดาวแบบนายอำเภอแดนทรู๊ฟใช่ไหมครับ"

"ใช่"

"โอ้โฮ รับประทานวิเศษครับ ผมรับรองเล่นเต็มที่ค่าตัวไม่ต้องพูดถึงครับขอสองสามหมื่นเท่านั้น"

กิมหงวนขยับเท้า เจ้าแห้วถอยกรูดออกไปให้พ้นรัศมี

"ไป ไปเอาเหล้ามาก่อน แกควรจะรู้ดีว่าความสุขกายสบายใจของฉันเกิดขึ้นด้วยเหล้า เข้าพรรษาปีนี้ฉันสาบานกับพระแล้วว่าฉันจะกินเหล้าทุกวันจนกว่าจะออกพรรษา แล้วตอนออกพรรษาฉันจะหยุดกิน"

เจ้าแห้วเดินยิ้มกริ่มไปทางหลังโรงถ่าย ต่อจากนั้นสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และจำรูญก็ปรึกษาหารือกันที่จะถ่ายทำหนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ในเร็ววันนี้

หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ที่เกี่ยวกับภาพยนตร์และโทรทัศน์ ต่างเสนอข่าวการเคลื่อนไหวของบริษัทเฉลิมมิตรภาพยนตร์ที่จะถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องใหญ่ยิ่งพิเศษสุดคือ "สามเสือเหี้ยม" จากบทประพันธ์ของ ก.ง. ไทยแท้ นักเขียนสมัครเล่นผู้เป็นมหาเศรษฐีมีเงินนับร้อยล้าน มีข้อความคล้ายๆ กันว่า

อำนาจเงินไม่สามารถชนะอุดมคติของศิลปินได้ ถึงแม้เสี่ยหงวนได้เสนอค่าตัวให้ศิลปินชื่อดัง พระเอกนางเอกจอเงินและจอแก้วในราคาแพงลิบ และยินดีจ่ายค่าตัวให้แก่ศิลปินคนสำคัญทั้งหลายสุดแต่จะเรียกร้อง บรรดาศิลปินเหล่านั้นต่างก็ปฎิเสธไม่ยอมแสดงเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ทั้งนี้ก็เพราะว่าบทภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" เหมาะที่จะสร้างเป็นภาพยนตร์ตะลุงหรือหนังตะลุงมากกว่า

พระเอกตุ๊กตาทองคนหนึ่งได้ให้สัมภาษณ์ต่อบรรณาธิการ "ดาราไทย" อย่างเปิดอกว่า

"เงินน่ะใครๆ ก็อยากได้ด้วยกันทั้งนั้นแหละครับ แต่ถ้าได้มาแล้วจะทำให้ชื่อเสียงของผมด้อยลง หรือประชาชนคนดูคลายศรัทธาในตัวผม ผมก็ไม่ปรารถนาที่จะได้เงินนั้น "สามเสือเหี้ยม" หรือครับ ดีครับถ้าเขียนเป็นการ์ตูนพิมพ์จำหน่ายเด็กๆ คงแย่งกันซื้อแน่ๆ เพราะทั้งเรื่องเต็มไปด้วย บทบู๊สะบั้นหั่นแหลก ชกกันตั้งแต่ยอดเขาจนถึงตีนเขา บางตอนขี่ม้าไล่ยิงกันหูดับตับไหม้ ฟันดาบแบบดาบไทยก็มี ดวลกันด้วยมีดสั้น ตีกันด้วยตะบอง ชกกันด้วยหมัดลุ่นๆ แล้วก็ยิงกันอุตลุด ผมเพียงแต่อ่านบทก็ยังรู้สึกเวียนหัว สงสารพระเอกสามคนหรือสามเสือที่รับบทหนักที่สุด ไม่มีเวลาพักผ่อนหลับนอนเลย พอขึ้นต้นหลังจากไตเติลก็ล่อกันแบบมวยหมู่แล้วหนังบู๊สะบัดอย่างนี้ผมไม่กล้าเล่นหรอกครับ"

นางเอกชื่อโด่งและดังคนหนึ่งเปิดอกพูดกับบรรณาธิการ "ดาราไทย" ต่อหน้าอีกหลายคนว่า

"เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ดุเดือดมากเกินไปค่ะคุณอาคะ หนูเล่นไม่ได้หรอกค่ะ บทที่ยากที่สุดก็คือนางเอกนั่งร้องไห้คิดถึงพระเอก พ่อนางเอกเห็นเข้าก็พูดยิ้มเยาะว่าสมน้ำหน้าที่รักกับโจร นางเอกโกรธพ่อก็ควักปืนออกมายิงพ่อตาย ยิงตั้ง ๕ นัดเชียวนะคะ ตัวพ่อไม่ยอมตายง่ายๆ ซมซาน คลานไปหานายอำเภอให้มาจับนางเอก พานายอำเภอมาจับนางเอกที่บ้านแล้วถึงสิ้นใจตาย เห็นอกหนูเถอะค่ะหนูเล่นไม่ได้แน่นอน"

ศิลปินอาวุโสคนหนึ่งกล่าวกับนักข่าวของหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่งว่า

"ผมทราบดีครับ ว่าเสี่ยหงวนโกรธเคืองผมกับพวกศิลปินมาก หาว่าเล่นตัวไม่เต็มใจร่วมงานกับเขาเพราะเกรงว่าบริษัทเฉลิมมิตรภาพยนตร์จะสร้างหนังเพียงเรื่องเดียว เพื่อแกล้งให้ตลาดหนังไทยอลเวง เพราะหนังของเสี่ยหงวนเป็นพิเศษ ๑๔๐ มิลลิเมตร โตเท่าหนังงูหลามตัวใหญ่ที่ถลกแล้ว แต่ว่าอาเสี่ยไม่เห็นใจพวกผมเลย เรื่องมันไม่ไหวพวกผมจะเล่นยังไง อ่านบทแล้วใครๆ ก็อดหัวเราะไม่ได้ ทั้งๆ ที่อาเสี่ยเขียนคำนำไว้ในสคริปต์ว่า ภาพยนตร์ "สามเสือเหี้ยม" เป็นเรื่องตื่นเต้นโลดโผน เลียนแบบภาพยนตร์เคาบอยของฮอลลี่วู้ดซึ่งเขาได้บรรจงเขียนอย่างประณีตที่สุด และมั่นใจว่าเป็นเรื่องบู๊ที่ยอดเยี่ยมใหญ่ยิ่งไม่ยืดยาดรวดเร็วทันอกทันใจคนดู แต่ผมอ่านดูแล้วมันเป็นเรื่องตลกขนาดหัวเราะท้องคัดท้องคลอนเชียวครับ แล้วผมจะเล่นยังไงไหว ชื่อเสียงของผมผมใช้เวลาสร้างมาเกือบ ๒๐ ปี แต่ถ้าผมแสดงเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ชื่อของผมก็จะสูญสิ้นลงทันที เสี่ยหงวนไม่ยอมฟังความคิดเห็นของพวกเรานี่ครับ ที่เราแนะนำให้ชื่อเรื่องนักประพันธ์ชั้นดี อาเสี่ยก็เหมือนกับนายทุนหรือผู้อำนวยการสร้างบางคนที่คิดว่าสามารถทำอะไรทุกอย่างแม้กระทั่งการแต่งเรื่องและกำกับ นายทุนบางคนน่ะทำหนังทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้ แต่บังเอิญดวงดีหรือทุ่มโฆษณาเป็นแสนๆ ก็พอเอาตัวรอด ได้ชื่อเสียงว่าคนเดียวสามารถทำได้ทุกอย่าง"

เพื่อต้องการทราบเบื้องหลังและข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับการสร้างภาพยนตร์ "สามเสือเหี้ยม" ในระบบดิเรกราม่า ๑๔๐ มม. บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ "ดาราไทย" ก็ได้ส่งเหยี่ยวข่าวหน้ามนคนหนึ่งรุดไปพบ พ.อ. กิมหงวน ไทยแท้ที่บ้าน "พัชราภรณ์" ในตอนสายวันหนึ่ง

ผู้อำนวยการสร้าง "สามเสือเหี้ยม" ได้ต้อนรับเหยี่ยวข่าวของ "ดาราไทย" อย่างกันเอง และได้สนทนากันสองต่อสองภายในห้องรับแขกอันหรูหรา

"เอาวิสกี้สักหน่อยดีไหมคุณ" กิมหงวนพูดยิ้มๆ

"แฮ่ะ แฮ่ะ อย่าเลยครับเสี่ยพึ่งสี่โมงเช้าเท่านั้น"

"เถอะน่า รักจะกินเหล้าแล้วเขาไม่สนเรื่องเวลาหรอกครับ เช้า, สาย, เที่ยง, บ่าย, ค่ำ, ดึกดื่นเที่ยงคืนเข้าพรรษาออกพรรษาวันโกนวันพระได้ทั้งนั้นผมเองดื่มได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ดีใจผมก็กินเหล้า เสียใจ, ปลื้มใจ, ช้ำใจผมก็กิน เอาหน่อยนะน้องชาย"

"ครับ เอาก็เอา" นักข่าวหนุ่มพูดเสียงอ่อย "แล้วอาเสี่ยอย่าไปเล่าให้คุณสุรัสน์ฟังนะครับ"

กิมหงวนกวักมือเรียกสาวใช้ซึ่งยืนคอยรับใช้อยู่ริมประตูห้องให้มาหาเขาสั่งให้จัดวิสกี้โซดาและกับแกล้มมาให้โดยด่วน ต่อจากนั้นเขาก็สนทนากับนักข่าวของ "ดาราไทย" อย่างสนิทสนมทั้งๆ ที่พึ่งรู้จักกัน

"เอาเลยน้องชาย จะสำรากอะไรผมก็ว่ามา"

นักข่าวยิ้มแห้งๆ

"สัมภาษณ์นะครับไม่ใช่สำราก อ้า-ผมอยากจะเรียนถามว่าอาเสี่ยรู้สึกยังไงบ้างครับเท่าที่พวกศิลปินทั้งหลายไม่มีใครยอมแสดงหนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ให้อาเสี่ย"

กิมหงวนตอบโดยไม่ต้องคิด

"ไม่รู้สึกยังไงหรอกคุณ เมื่อเขาไม่สมัครร่วมงานกับผมผมจะไปว่าอะไรครับ ทุกคนเขาไม่ชอบเรื่องที่ผมแต่ง พวกเราเป็นเสียอย่างนี้แหละครับ ช่างไม่คิดบ้างเลยว่านักเขียนหน้าใหม่อย่างผมก็สามารถเขียนเรื่องได้ดีเท่ากับนักเขียนอาชีพที่มีชื่อเสียงเหมือนกัน การแต่งหนังสือมันจะยากอะไร หยิบปากกาออกมาแล้วก็เขียนลงบนกระดาษ แต่พวกศิลปินเขาไม่เชื่อมือผม คุณคอยดูก็แล้วกัน "สามเสือเหี้ยม" ออกฉายเมื่อไรโรงพังเมื่อนั้น ผมนี่แหละครับนักเขียนเรื่องบู๊ที่จะทำให้ "อรวรรณ" ไม่กล้าเขียนเรื่องบู๊อีก หนึ่งไม่มีสองต้องผม แน่ พูดแล้วจะว่าคุย"

นักข่าวจดคำสัมภาษณ์ลงในสมุดโน้ต

"แล้วอาเสี่ย จะเอาตัวละครที่ไหนเล่นหนังเรื่องนี้ครับ"

"อ๋อ ก็ผมน่ะซี ผมกับเพื่อนๆ ผมแล้วก็ลูกเมียของเรา คนใช้ของเรา เราจะทำแบบอุตสาหกรรมในครอบครัว แต่ไม่ใช่ถ่ายทำแบบสุกเอาเผากิน เราจะทุ่มเทเงินสำหรับการสร้างหนังเรื่องนี้ ๒๐ ล้าน คุณจดลงไปแล้วเอาไปเขียนเป็นข่าวนะ ๒๐ ล้าน ไม่ใช่สามสี่แสนอย่างที่เขาทำกัน"

"สีธรรมชาติระบบดิเรกราม่า ๑๔๐ มิลลิเมตรนะครับ"

"ครับ ใช่หนังเล็กๆ ทำทำไม ดูไม่สนุกนอกจากหนัง ๘"

"ประทานโทษ เมื่อไรจะเริ่มเดินกล้องครับอาเสี่ย"

กิมหงวนนิ่งคิด

"เริ่มวันศุกร์ที่ ๒๘ มิถุนายนนี้แน่นอน"

"ก็เหลือเวลาอีกไม่กี่วันนะครับ"

"ครับ เราเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมแล้ว เราจะใช้เวลาถ่ายทำหนังเรื่องนี้ราว ๕๐ วัน เราจะเร่งถ่ายฉากอินเดอร์เสียก่อน เพราะเป็นการถ่ายในโรงถ่าย ส่วนฉากเอ๊าท์ดอร์จะถ่ายทีหลัง และเราจะยกกองไปถ่ายทำที่กาญจนบุรี"

สาวใช้รูปสวยแบกถาดเดินเข้ามาในห้องรับแขกทางด้านห้องโถง ในถาดมีวิสกี้ตราขาวหนึ่งขวด โซดาแช่เย็น ๒ ขวดและไส้กรอกกระป๋องอีกหนึ่งจาน กิมหงวนชี้มือบอกให้สาวใช้คนใหม่ของคุณหญิงวาดวางถาดลงบนโต๊ะ เมื่อหล่อนยกของออกมาจากถาดหมดแล้วอาเสี่ยก็อนุญาตให้ออกไปได้

"หยุดสำรากฉะเหล้ากันเสียก่อนเถอะน้องชาย"

"นั่นน่ะซีครับ ผมก็ว่าอย่างนั้น"

อาเสี่ยจัดแจงผสมวิสกี้โซดา ๒ แก้วค้อนข้างหนา แล้วส่งให้นักข่าว "ดาราไทย" แก้วหนึ่ง ต่อจากนั้นทั้งสองก็ดื่มเหล้าและสนทนากันอย่างกันเอง กิมหงวนขอร้องให้ช่วยเขียนเชียร์เขาบ้างเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย และเขาทราบมานานแล้วว่า "ดาราไทย" มีนโยบายส่งเสริมเชิดชูกิจการภาพยนตร์ไทย และศิลปินไทยทั้งหลาย โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง จนกระทั่งปัจจุบันนี้เป็นนิตยสารรายสัปดาห์ที่จำหน่ายขายคล่อง เพิ่มจำนวนพิมพ์มากขึ้นตามลำดับอยู่ในความนิยมของประชาชนทั่วประเทศที่สนใจกับภาพยนตร์และโทรทัศน์ตลอดจนข่าวคราวการเคลื่อนไหว ก้าวหน้าถอยหลังเฟื่องฟูหรือฟุบของบรรดาศิลปินทั้งหลาย

ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรค หรือทำให้คนมีเงินอย่างมหาเศรษฐีกิมหงวนนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ และนายทหารพิเศษของกองทัพบกเลิกล้มความคิดอย่างง่ายๆ เขาก็เหมือนกับเศรษฐีทั้งหลายเป็นส่วนมากที่ดื้อดึงดันทุรังเชื่อถือในความเห็นของตัวเอง เสี่ยหงวนได้ทุ่มเทกำลังกายกำลังใจความคิดและเงินเพื่อสร้างภาพยนตร์ "สามเสือเหี้ยม" ของเขาให้ไปตามโครงการณ์ที่วางไว้

ยังไม่ทันจะลงมือถ่ายเงิน ๑๕ ล้าน ได้หมดไปแล้วในการสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์ที่ใหญ่โต กว้างขวางหลังบ้าน "พัชราภรณ์" ซื้อเครื่องมือเครื่องใช้อย่างครบครัน มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่หนึ่งเครื่องเท่ากับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตามจังหวัดเล็กๆ จังหวัดหนึ่ง เครื่องอุปกรณ์ต่างๆ มีมากมาย ภายโรงถ่ายสร้างฉากอินดอร์หรือฉากภายในสถานที่ได้ถึง ๔ ฉาก ติดตั้งเครื่องกระจายเสียงไว้รอบสำหรับเสี่ยหงวนสั่งงาน ช่างเขียนฉาก คนงานแผนกฉาก และแผนกแบกหามใช้กำลัง มีเรือนพักอยู่ด้านหลังโรงถ่าย น้ำประปาไฟฟ้าอาหารการกินพร้อมช่างตัดเสื้อหลายคนรีบเร่งทำงานอยู่ในห้องทั้งกลางวันกลางคืน

กล้องถ่ายภาพยนตร์ขนาดยักษ์ใช้ฟิล์ม ๑๔๐ มม. สีธรรมชาติถูกนำมาติดตั้งกับเครนหรือปั้นจั่นยกลงสำหรับถ่าย เมื่อตอนสายวันที่ ๒๒ มิถุนายน ศาสตราจารย์ดิเรกสร้างกล้องถ่ายได้สวยงามประณีตเรียบร้อย มีเล็นซ์หลายชนิดเพื่อช่วยในการถ่าย เช่นเล็นซ์สำหรับภาพตอนกลางวันให้เป็นเวลากลางคืน เล็นซ์สำหรับถ่ายน้ำทะเลและก้อนเมฆ และเล็นซ์เทเลโฟโต้ดูดภาพในระยะไกลให้เข้ามาใกล้ นายแพทย์หนุ่มติดตั้งกล้องถ่ายกับเครนเรียบร้อยเขาก็ลองถ่ายภาพคณะพรรคของเขากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาดและสี่นางประมาณ ๕๐ ฟิต เป็นการทดสอบคุณภาพของกล้อง ทดสอบแสงในโรงถ่าย ซึ่งนายพลดิเรกเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องแสงไฟและควบคุมช่างไฟฟ้าให้ติดตั้งตามความประสงค์ของเขา เบื้องบนโรงถ่ายมีแผงไฟฟ้ามากมาย นอกจากนี้ยังมีไฟฉายสำหรับฉายหน้าตัวละครอีกหลายดวง เครื่องวัดแสงของศาสตราจารย์ดิเรกอันเป็นประดิษฐ์กรรมของเขานับว่ามีคุณภาพยอดเยี่ยม พอยกขึ้นวัดแสงตัวเลขจะบอกให้รู้ว่าแสงสว่างมีกี่วัต จะต้องตั้งหน้ากล้องเท่าใด ทั้งนี้ก็ด้วยความรู้พิเศษในทางแสงของเขานั่นเอง แสงไฟที่จับร่างตัวละครจะสะท้อนเข้าเครื่องวัดแสงบอกระยะให้ทราบไม่ต้องเสียเวลาใช้เทปวัดเหมือนอย่างที่เขาถ่ายทำหนังกัน

เมื่อนายพลดิเรกได้ล้างฟิล์มที่ถ่ายทดลองกล้องและแสงเรียบร้อย ภายในห้องล้างฟิล์มที่โรงถ่ายเขาก็ฉายให้คณะพรรคของเขาดู โดยฉายติดกับผนังอาคารโรงถ่ายที่บุด้วยไม้อัด ภาพที่ปรากฏจากกล้องฉาย ๑๔๐ มม. เป็นสีธรรมชาติชัดเจนแจ่มใสสวยงามกว่าหนังสีเท็คนิคของฮอลลี่วู้ดทำให้คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองต่างตื่นเต้นยินดีไปตามกัน แต่ผนังโรงถ่ายมีขนาดเล็กเกินไป ภาพที่ออกมาจึงโตกว่าภาพยนตร์ซีเนมาสโค๊ปเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามอาเสี่ยกิมหงวนผู้อำนวยการสร้างก็พอใจอย่างยิ่งถึงกับสดุดียกย่อง ดร. ดิเรกเพื่อนเกลอของเขาว่าเป็นยอดนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่และยอดเยี่ยมที่สุดของโลกนี้ ไม่น่าเชื่อว่าศาสตราจารย์ดิเรก จะสร้างกล้องถ่ายภาพยนตร์และฟิล์มภาพยนตร์และกล้องฉายพิเศษขนาด ๑๔๐ มม. ได้

"กันไม่ได้ยกยอแกหรือให้ยาหอมแกเลยหมอ แกเป็นยอดมนุษย์จริงๆ ว่ะ" เสี่ยหงวนได้กล่าวกับนายพลดิเรกเช่นนี้ "แกใช้เวลาไม่ถึงเดือนสร้างกล้องถ่ายสร้างฟิล์มและสร้างเครื่องฉายโดยมี นักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของแกมาช่วยแกไม่กี่คนสมองแกนี่ฉลาดปราดเปรื่องเกินมนุษย์ ให้ดิ้นตายเถอะวะ"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ออไร๋ กล้องถ่ายหนังหรือเครื่องฉายหนัง ตลอดจนฟิล์มหนังมันเป็นเรื่องเล็กสำหรับกัน ระเบิดปรมาณูยากกว่านี่หลายร้อยเท่ากันยังทำได้"

พล พัชราภรณ์อดที่จะกล่าวชมจอมนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้

"โลกภาพยนตร์ จะต้องตื่นเต้นในความสามารถของแก แกแน่จริงๆ หมอที่สร้างกล้องภาพยนตร์และฟิล์ม ๑๔๐ มม. ได้ ส่วนเครื่องฉายน่ะไม่แปลก นักประดิษฐ์จะทำให้มันใหญ่โตขนาดไหนก็ทำได้ หัวแกทำไมถึงดีอย่างนี้นะหมอ"

นายพลดิเรกก็เหมือนมนุษย์ปุถุชนทั้งหลาย เมื่อรับประทานผลยอหรือยาหอมก็รู้สึกอิ่มใจเป็นธรรมดา

"กันกล้าพูดได้เต็มปากว่าไม่มีอะไรที่ทำให้กันไม่ได้ สำหรับฟิล์ม ๑๔๐ ที่กันให้ชื่อว่าดิเรกราม่าไม่ช้าพวกหนังในฮอลลี่วู้ดก็จะทำตาม แต่ถ้าทำตามเมื่อไรกันจะสร้างใหม่ให้ฟิล์มโตกว่านี้ อย่างน้อยก็ให้มันโต ๓๐๐ มิลลิเมตรหรือหนึ่งฟุต"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"แล้วถ้าฝรั่งมันทำตามอีกแกก็คงสร้างหนังที่มีฟิล์มโตขนาดหนึ่งเมตรหรือสองเมตรใช่ไหมหมอ"

"ออไร๋ ควรจะเป็นอย่างนั้น หรือไม่กันก็จะเลี่ยงมาสร้างฟิล์มขนาดจิ๋วเพียงหนึ่งมิลลิเมตร แต่เมื่อนำออกฉายแล้วภาพที่เห็นจะใหญ่เท่าดิเรกราม่า ๑๔๐ มิลลิเมตร คราวนี้นักประดิษฐ์หรือนักวิทยาศาสตร์จะทำตามกันไม่ได้แน่นอน สมองของกันจะต้องก้าวหน้าหรือก้าวไปไกลกว่าคนอื่นเสมอ ฟิล์ม ดิเรกราม่าที่กันเทสต์กล้องและฉายให้พวกเราดูเมื่อกี้นี้ทุกคนก็เห็นแล้วว่าหนังของกันชัดเจนแจ่มใสออกสีสวยงามดีกว่าหนังฮอลลี่วู้ด ไม่ว่าจะเป็นหนังระบบไหน กันรับรองว่า "สามเสือเหี้ยม" จะเป็นหนังที่สวยงามมองดูซึ้งเหมือนกับว่าคนดูเข้าไปนั่งในฉากนั้นๆ "

เสี่ยหงวนยื่นมือให้ศาสตราจารย์ดิเรกจับ

"เราจะเริ่มเดินกล้องพรุ่งนี้เวลา ๑๐ นาฬิกา ๑๐ นาทีตามฤกษ์ที่หลวงพ่อยิ้มให้กันมา จะเลื่อนกำหนดจากนี้ไม่ได้เด็ดขาด พรุ่งนี้หลวงพ่อยิ้มจะมาทำพิธีเจิมกล้องและฉันอาหารค่ำ...เอ๊ย...ฉันเพลที่โรงถ่ายนี้ ประพรมน้ำมนต์ให้พวกเราและโรงถ่ายด้วย ขอให้แกช่วยกันให้เต็มที่นะหมอ"

"ออไร๋ ในด้านการถ่ายและการบันทึกเสียงกันรับรองว่าหนังฮอลลี่วู้ดทำไมไม่ได้ ลูกศิษย์ของกันที่จะมาร่วมงานด้วยแต่ละคนมีความรู้ความชำนาญในเรื่องแสงและเสียงมาก ล้วนแต่เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สำเร็จมาจากต่างประเทศทั้งนั้น หัวในไม่มี มีแต่หัวนอก วศ.บ. ในนี้ความรู้น้อยเกินไปใช้ไม่ได้สำคัญแต่การแสดงเท่านั้น ถ้าแสดงกันได้ดีไม่เหมือนละครลิงหรือหนังตะลุงหนังของเราเรื่องนี้ก็จะทำเงินล้าน และส่งไปฉายได้ทั่วโลก"

ในที่สุดก็เหลือเวลาอีกวันเดียวก็ถึงวันฤกษ์คือวันศุกร์ที่ ๒๘ มิถุนายนวันนั้นคณะพรรคสี่สหายกับสี่นางขลุกอยู่ที่โรงถ่ายตลอดวัน ตระเตรียมงานสำหรับเริ่มถ่ายหนังตอนสายวันพรุ่งนี้ อาเสี่ย กิมหงวนได้เรียกคนของเขาตามบริษัทห้างร้าน หรือตามโรงเลื่อยโรงสีของเขามาแสดงเป็นตัวประกอบ ทุกคนล้วนแต่อยากเป็นศิลปินเพราะนอกจากได้ค่าจ้างแสดงแล้วยังได้รับเงินเดือนประจำแหน่งที่ทำงานอยู่ ซึ่งกิมหงวนถือเสียว่าคนของเขามาเล่นหนังก็เท่ากับทำงานให้เขาด้วย ภายในโรงถ่ายมีคนพลุกพล่านตั้งแต่เช้า ลองเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวหรือลองแต่งหน้าบางคนก็ลองซ้อมบท อาเสี่ยมอบให้จำรูญ หนวดจิ๋ม ตลกเอกเป็นผู้ฝึกซ้อมบทบาทให้ตัวประกอบ คนเหล่านี้ไม่เคยเป็นนักแสดงมาแต่ก่อนเลย จึงทำให้ผู้ฝึกซ้อมคือจำรูญต้องกินยาแอสไพรินเป็นกำๆ คือเทออกจากขวดกำใส่มือไว้จนเต็ม กำมือ ฝึกซ้อมให้ตัวประกอบไปพลางกินยาแอสไพรินไปพลาง ส่วนเสี่ยหงวนฝึกซ้อมตัวละครสำคัญคือ พล,นิกร กับตัวของเราเองซึ่งรับบทเป็นพระเอกทั้งสามคน ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้เปลี่ยนบทใหม่ แต่เดิมกิมหงวนจะให้เป็นพ่อนางเอก แต่เมื่อคิดดูแล้วก็เห็นว่าท่านเจ้าคุณควรรับบทเป็นพ่อของเขา ดีกว่าและภาพยนตร์เรื่อง " สามเสือเหี้ยม" นี้จะเริ่มต้นภายในห้องโถงอันหรูหราของคฤหาสน์แห่งหนึ่ง คือบ้านของพ่อพระเอกกิมหงวนนั่นเอง เนื้อเรื่องมีอยู่ว่าพระเอกกิมหงวนลูกชายของเจ้าคุณคนหนึ่ง เบื่อหน่ายในชีวิตที่สุขสบายนั่งอยู่บนกองเงินกองทอง จึงขอลาพ่อไปเผชิญชีวิตตามป่าดงพงไพร ซึ่งเหตุนี้เองกิมหงวนจะได้ไปพบกับขุนโจรผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองคือพลกับนิกรนั่นเอง ได้คบกันและเป็นเพื่อนร่วมชีวิตกันพาพวกเข้าปล้นหลายครั้ง แล้วหลบหนีเจ้าพนักงานไปหลบซ่อนตัวอยู่ในถิ่นดาวร้ายแห่งหนึ่งซึ่งที่นั่นเป็นชุมทางดาวโจรเต็มไปด้วยคนร้ายชั้นเสือ สามเสือจึงปะทะกับพวกเสือในถิ่นนั้น ยิงกันและชกกันอุตลุดโดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเหตุผลใดๆ

๑๓.๐๐ น. เศษวันนั้นเอง นายพลดิเรกได้รับโทรศัพท์จากท่านนายพลอาวุโสหลวงตะลุมบอน อุตลุดของผู้บัญชาการทหารสูงสุดให้ไปพบโดยด่วน พล.ต. ดิเรกจำเป็นต้องวางมือจากการงานใน โรงถ่ายรีบเดินทางไปพบกับท่านรองผู้บัญชาการฯ ทันที ระหว่างนั้นกิมหงวนผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับการแสดงคงคร่ำเคร่งกับการซ้อมบทของเขา กับเพื่อนเกลอทั้งสองและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ศาสตราจารย์ดิเรกกลับมาถึงบ้าน "พัชรากรณ์" ในราว ๑๕.๐๐ น.เศษ หลังจากเปลี่ยนเครื่องแบบนายพลชุดปรกติกากีแกมเขียวคอพับออกแต่งกายแบบสุภาพชนเรียบร้อยแล้ว นายแพทย์หนุ่มก็ลงจากตึกเดินตรงมาที่ โรงถ่ายด้วยสีหน้าเคร่งเครียดผิดปรกติ

เมื่อเข้ามาในโรงถ่ายศาสตราจารย์ดิเรก ก็แลเห็นสามสหายกับสี่นางและเจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยคุณหญิงวาดนั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่บนเก้าอี้เหล็กซึ่งตั้งเรียงรายอยู่ทางด้านหลังของ โรงถ่าย มองแลเห็นฉากห้องโถงที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงามราวกับตึกจริงๆ ผู้ช่วยของศาสตราจารย์ ดิเรกสองคนควบคุมช่างไฟฟ้าให้ย้ายราวไฟบางแห่ง เพื่อให้เหมาะสมแก่การถ่ายภาพยนตร์ในตอนสายวันพรุ่งนี้

"ว่ายังไงหมอ" พลกล่าวทักทายดิเรก "คุณหลวงเรียกแกไปทำไมวะ"

ดร.ดิเรก เดินเข้ามานั่งรวมกลุ่มกับพรรคพวกของเขา แลมองดูหน้า พ.อ.กิมหงวนผู้อำนวยการสร้างอย่างห่วงใยและไม่สบายใจ

"แย่แล้วโว้ยหงวน"

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"ใครแย่"

"แกน่ะซี่"

ผู้อำนวยการสร้าง "สามเสือเหี้ยม" ขมวดคิ้วย่น

"ทำไมถึงแย่ เพราะอะไรและเหตุไฉนกันถึงแย่ในเมื่อกันมีเงินอย่างมากมายมหาศาลเช่นนี้"

นายพลดิเรกหัวเราะเบาๆ

"ถ้าแกคิดว่าแกไม่เดือดร้อนอะไรเพราะแกมีเงินก็ดีแล้ว กันจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงแก ท่านรองฯ มีคำสั่งด่วนด้วยวาจาให้กันเดินทางไปหนองคายพรุ่งนี้ ไปกับคณะนายทหารเสนาธิการ ซึ่งกันจะต้องไปพักอยู่ที่หนองคายและอุดรราวสองอาทิตย์"

อาเสี่ยกินหงวนนัยน์ตาเหลือก

"ฮ้า ไปทำไมหมอ"

"ราชการลับเฉพาะบอกไม่ได้"

กิมหงวนทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"ไปเมื่อไหร่" เขาถามเสียงสั่นเครือ

"พรุ่งนี้เช้า เครื่องบินพิเศษจะออกจากดอนเมืองในเวลาโมงเช้าเป็นอันว่ากันถ่ายหนังให้แก ไม่ได้ ขอให้เลื่อนวันเดินกล้องต่อไปจนกว่ากันจะกลับมาจากราชการสำคัญในคราวนี้"

อาเสียนั่งตะลึง ใบหน้าที่สดชื่นค่อยๆ ซีดเผือดลงทันที

"หมอ...." พ.อ.กิมหงวนคราง "อย่าไปเลยเพื่อน เราได้เตรียมงานไว้พร้อมแล้ว เชิญนักข่าวหนังสือพิมพ์เขาไว้ด้วยให้เขามาดูการเริ่มต้นถ่ายทำหนังดิเรกราม่า ๑๔๐ มิลลิเมตรของเรา ๑๐.๐๐ น. พรุ่งนี้ พวกศิลปินหลายคนเขาก็จะมาดูรวมทั้งเพื่อนฝูงของกันอีกหลายคน ใครๆ ก็อยากเห็นความ ล่มจม....เอ้ย....ความรุ่งเรืองของกันในด้านงานสร้างภาพยนตร์ ใครๆ ก็อยากให้หนังของเราเป็นหนังมาตรฐานตีหนังฝรั่งหนังแขกหนังญี่ปุ่นให้คว่ำไป"

ศาสตราจารย์ดิเรกมองดูกิมหงวนอย่างเห็นใจท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของสี่นางและคุณหญิงวาดวิตกว่า "สามเสือเหี้ยม" จะไปไม่รอดเพราะมีอุปสรรคสำคัญเกิดขึ้นแล้วเนื่องจากนายพล ดิเรกช่างถ่ายภาพ จะต้องไปราชการสำคัญที่ชายแดน

อาเสี่ยทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ยกมือไหว้ ดร.ดิเรก ปะหลกๆ

"หมอจ๋า สงสารกันเถอะเพื่อน แกอย่าไปไม่ได้หรือ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแห้งๆ

"แกก็รู้ดีแล้วว่าเราเป็นทหาร ทหารที่ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาจะมีผลร้ายแก่ตัวอย่างไร ขณะนี้ประเทศเราก็ยังอยู่ในระหว่างการใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ถ้ากันไม่ไปกันก็จะถูกฟ้องศาลทหารในฐานขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา"

"โธ่ ยอมติดคุกเพื่อเห็นแก่กันสักครั้งเถอะวะหมอ"

"โน" นายพลดิเรกเอ็ดตะโรลั่น "กันจะต้องไปอยู่ตึกดินอย่างน้อยสองสามปีและถูกถอดยศจากนายพล"

"เถอะน่า แล้วกันจะส่งเสียแกเอง"

"โน" ศาสตราจารย์ดิเรกตะโกนลั่นโรงถ่าย "กันรับทราบคำสั่งแล้ว พรุ่งนี้กันจะต้องเดินทางไปชายแดนกับนายทหารเสนาธิการทันที"

ผู้อำนวยการสร้างร้องไห้โฮ

"แล้วฉันจะทำอย่างไร" เสี่ยหงวนพูดพลางสะอื้นอื๊ดๆ ยกหลังมือขวาขึ้นเช็ดน้ำตา "พรุ่งนี้สี่โมงเช้ากับสิบนาทีเป็นเวลาฤกษ์ เราเลื่อนกำหนดไม่ได้อย่างน้อยก็ต้องถ่ายให้ได้ฉากหนึ่ง"

นิกรมองดูกิมหงวนอย่างขบขัน

"ทำอย่างไรได้โว้ย หมอมันจำเป็นต้องไปปฏิบัติหน้าที่ราชการตามคำสั่งอย่าหัวเราะเลยวะ"

อาเสี่ยตวาดแว๊ด

"หัวเราะเมื่อไหร่ล่ะ ร้องไห้ไม่ใช่เหรอ"

คุณหญิงวาดมองดูเสี่ยหงวนด้วยความสงสาร และเห็นใจ แล้วท่านก็กล่าวกับนายพลดิเรกว่า

"พ่อดิเรกลองติดต่อกับคุณหลวงดูซี ของเดินทางไปในตอนบ่ายให้เธอถ่ายหนังเอาฤกษ์เอาชัยเสียก่อน"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มให้คุณหญิงวาด

"ไม่ได้หรอกครับคุณอา ราชการที่ผมได้รับมอบหมายมาเกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศชาติ งานถ่ายหนังเป็นเรื่องของการค้าหากำไรไม่สำคัญ งานของชาติย่อมสำคัญกว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"เป็นความจริงครับคุณหญิง ดิเรกมันต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด ทหารน่ะเขาทำงานมีแผนครับ ดิเรกจะขอเลื่อนกำหนดเดินทางไม่ได้เด็ดขาด ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องด่วนและสำคัญจริงๆ แล้วก็เป็นความลับด้วยดิเรกถึงไม่ยอมบอกพวกเรา"

ผู้อำนวยการสร้างสะอื้นดังๆ

"เจ๊ง ฉันเจ๊งแน่ ขาดดิเรกจะถ่ายทำกันได้อย่างไร"

นวลลออกล่าวกับสามีของหล่อนอย่างเป็นงานเป็นการ

"เฮียก้อ ทำเป็นเด็กทารกไปได้ เรื่องเท่านี้แหละหัวร่องอไปงอมา เฮียเป็นทหารก็น่าจะทราบดีแล้วว่าทหารต้องทำตามคำสั่ง เมื่อหมอต้องไปชายแดนก็หาจ้างช่างถ่ายหนังฝีมือดีมาถ่ายแทนหมอซีคะ"

เสี่ยหงวนทำตาเขียวกับเมียของเขา

"ถ่ายยังไง กล้องถ่ายบนเครนนั่นมันกล้องพิเศษ นอกจากดิเรกใครจะถ่ายได้ ระบบกลไก ต่างๆ ของกล้องมีตั้งเยอะแยะ ฟิล์มแต่ละม้วนก็โตกว่า-โอ่งน้ำ"

นันทาว่า "เวลายังมีนี่คะอาเสี่ย นี่พึ่งสามโมงเย็นเท่านั้นรีบติดต่อช่างถ่ายหนังมือดีให้เขามารับคำแนะนำจากหมอ เขาอาจจะทำหน้าที่แทนหมอได้ดี เพราะเขามีความชำนาญในการถ่ายหนังอยู่แล้ว ถึงกล้องใหญ่โตมโหฬารไม่เหมือนกับกล้องหนังทั่วไป วิธีถ่ายก็ต้องเหมือนกัน คือวัดแสงและเปิดหน้ากล้องให้ถูก ส่วนการให้แสงลูกศิษย์ของหมอก็เชี่ยวชาญดี และการบันทึกเสียงเราก็ใช้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องเสียงซึ่งเป็นศาสตราจารย์และผู้เป็นลูกศิษย์ของหมอเช่นเดียวกัน ใจเย็นๆ เถอะค่ะอาเสี่ย งานทุกอย่างมันก็ต้องมีอุปสรรคเกิดขึ้นทั้งนั้น"

ประภากล่าวกับเสี่ยหงวนว่า

"ดิฉันขอสนับสนุนความคิดของคุณนันค่ะ อาเสี่ยควรจะรีบติดต่อจ้างช่างถ่ายหนังมาทำงานแทนหมอชั่วคราวจนกว่าหมอจะกลับมา ดิฉันเชื่อว่าเขาถ่ายได้แน่ๆ ถ้าหากว่าเขาได้รับคำแนะนำจากหมอ"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะประไพจึงกล่าวขึ้น

"ไพเป็นคนถ่ายให้แทนหมอเอาไหมคะอาเสี่ย"

อาเสี่ยค้อนเมียรักของนิกร

"คุณน่ะเรอะจะถ่ายแทนดิเรก ถ่ายท้องน่ะซี เพียงแต่ถ่ายรูปด้วยกล้องธรรมชาติฟิล์มทั้งม้วนดำปี๋หมดทุกรูป" แล้วเขาก็หันมาทาง พ.อ. พลเพื่อนเกลอของเขา "ช่วยกันคิดแก้ไขบ้างซีโว้ยพล นั่งเฉยเป็นไม้ตีพริกอยู่ได้"

พลหัวเราะฮึๆ

"ฉันก็มีความคิดเหมือนกับพวกเมียๆ ของเรานั่นแหละนายหงวน เมื่อมันจำเป็นอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นนี้ก็ควรจะรีบติดต่อจ้างช่างถ่ายหนังคนใดคนหนึ่งให้เขามาถ่ายแทนดิเรก"

"ใครล่ะ"

"ถมเถไป คุณแท้ก็ได้เอาไหมล่ะกันจะไปเชิญเขามา แต่ถ้าเขาไม่ว่างติดถ่ายหนังเรื่องอื่นกันก็จะพยายามติดต่อหาช่างถ่ายหนังที่ชำนาญงานมาให้เลือกเอามือแน่จริงๆ "

กิมหงวนมีสีหน้าชุ่มชื่นขึ้นเล็กน้อย ยกนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้มือขวาอุดจมูกสั่งขี้มูกดังฟรืด แล้วสลัดไปถูกหน้าอกเสื้อเชิ้ตของนิกรพอดี

"เฮ้ย" นิกรเอ็ดตะโรลั่น "เสือกสั่งขี้มูกเหวี่ยงมาได้"

อาเสี่ยมองดูหน้านิกรแล้วยกมือไหว้

"ขอโทษทีวะ กำลังกลุ้มใจไม่ทันดูตาม้าตาเรือ นึกแล้วว่าคงถูกหน้าอกแก เอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดออกเสียซี" แล้วเขาก็เปลี่ยนสายตามาที่นายพัชราภรณ์เพื่อนเกลอของเขา "แกช่วยกันหน่อยซีเพื่อน กันเองก็ไม่รู้จักช่างถ่ายหนังเลย"

"ได้ กันจะโทรศัพท์ติดต่อกับเขา ใครว่างและรับทำงานให้เราได้ก็จะเชิญเขาให้รีบมาพบแกที่นี่เดี๋ยวนี้เพื่อตกลงกันในเรื่องค่าป่วยการของเขา แล้วก็ให้ดิเรกแนะนำสั่งสอนให้เขาแต่ว่าสักสองสาม ชั่วโมงเขาก็คงเข้าใจ มันคงไม่ยากจนเกินไปนัก"

นายพลดิเรกเห็นพ้องด้วย

"อ๋อไร๋ สำหรับช่างถ่ายหนังที่ผ่านงานมาแล้วกันอธิบายให้ฟังเพียงชั่วโมงเดียวเขาก็ถ่ายกล้องพิเศษ ๑๔๐ ของกันได้ ที่ยากก็คือเสียงที่จะถูกบันทึกลงไปในฟิล์ม ช่างถ่ายจะต้องฟังเสียงจากหูฟังที่สวมใส่ติดหูตลอดเวลา หากเสียงเบาเกินไปหรือไม่ดังก็จะต้องหยุดเดินกล้องทันที สำหรับแสงและเสียงรับรองว่าไม่ต้องเป็นห่วง ลูกศิษย์ของกันมือแน่พอๆ กับกันทีเดียวคนหนึ่งสำเร็จวิทยาศาสตร์จากเยอรมันตะวันตก อีกคนที่เป็นช่างเสียงสำเร็จวิทยาศาสตร์จากอเมริกา"

พ.อ. พลลุกขึ้นยืน ยกมือขวาตบศีรษะกิมหงวนเบาๆ

"ฉันจะช่วยแกอ้ายหงวน ฉันเห็นความจำเป็นที่เราจะต้องเดินกล้องตามฤกษ์ ถ้าทำไม่ได้เราก็ขายหน้าเขา เสียเงินดีกว่าเสียชื่อโว้ย ฉันจะไปโทรศัพท์เดี๋ยวนี้" พูดจบพลก็พาตัวเดินตรงไปยังทางแคบๆ ด้านซ้ายของโรงถ่ายและเลี้ยวเข้าไปในห้องห้องหนึ่งซึ่งเป็นห้องรับแขกและมีโทรศัพท์อยู่ในห้อง นั้นหนึ่งเครื่อง

ในราว ๕ นาทีพลก็กลับออกมาจากห้องโทรศัพท์ เขาเดินมานั่งรวมกลุ่มกับคณะพรรคของเขาตามเดิมแล้วกล่าวกับเสี่ยหงวนว่า

"โชคไม่ดีโว้ย โทรไปตั้งสามแห่ง คุณแท้เขาติดถ่ายหนัง อีกสองรายไม่อยู่ รายหนึ่งเมียบอกว่าไปอยู่บ้านเมียน้อย อีกรายเอากล้องถ่ายหนังไปซ่อม"

"ว้า...." อาเสี่ยคราง "แล้วจะทำอย่างไรดี เวลามันไม่คอยท่าเราเสียด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกความเห็นขึ้นด้วยความสงสารกิมหงวนและเห็นแก่งานส่วนรวม

"ให้คุณจำรูญเขาเอารถไปติดต่อกับช่างถ่ายหนังและรับตัวมาเลยดีกว่า เขาเป็นศิลปินเก่าแก่เคยเล่นหนังมาเยอะแยะคงรู้จักชอบพอกันหลายคน"

เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วยทันที

"จริง จริงครับคุณอา พวกเราไม่กว้างขวางในหมู่ช่างถ่ายหนัง ถึงอ้ายพลจะรู้จักคุ้นเคยกับช่างถ่ายหนังบางคน แต่ความเป็นกันเองก็คงสู้จำรูญเขาไม่ได้" พูดจบกิมหงวนก็หันไปร้องเรียกเด็กหนุ่มคนงานแผนกช่างไฟคนหนึ่งให้เข้ามาหาเขา "เฮ้-น้องชาย ไปตามคุณจำรูญมาพบกันหน่อยซี เขากำลังซ้อมตัวละครอยู่ทางด้านหลัง บอกให้มาเร็วๆ นะ"

เด็กหนุ่มรับคำสั่งผู้อำนวยการอย่างภาคภูมิใจที่ถูกใช้ เขาวิ่งเหยาะๆ ไปทางด้านหลังโรงถ่ายทันที ดร. ดิเรกบ่นพึมพำที่เขาจำเป็นต้องไปราชการสำคัญ ไม่สามารถจะอยู่ร่วมงานถ่ายทำหนังกับกิมหงวนได้ อย่างไรก็ตามเขารับปากว่าเมื่อเขากลับมาเขาจะถ่ายเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" เอง เพื่อให้ภาพยนตร์ ๑๔๐ มม. เรื่องนี้เป็นหนังสีธรรมชาติที่พิเศษสุด

อีกสักครู่หนึ่ง จำรูญ หนวดจิ๋ม ที่ปรึกษาของผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ก็เดินตุปัดตุเป๋ตรงเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายในท่าทางอ่อนเพลียละเหี่ยใจ จอมตลกเอกสวมกางเกงขายาวสีกากี เชิ้ทฮาไวสีกรมท่าริ้วขาวแบบทันสมัย ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ ผมยุ่ง นัยน์ตาร่วงโรย สี่นางและคุณหญิงวาดหัวเราะคิกคักไปตามกัน

จำรูญทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่งแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เฮ้อ"

"เป็นยังไงครับ" พลถามยิ้มๆ

"แย่หน่อยครับ ตัวประกอบของอาเสี่ยแต่ละคนฉลาดเหลือเกิน ผมว่าหัดลิงให้เล่นละครยังง่ายกว่านี้ มีอย่างที่ไหนซ้อมบทถูกยิงยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เหมือนกับถูกศรกามเทพ ผมบอกให้ล้มลงมีการเอาผ้าขาวม้าปัดพื้นเสียก่อนแล้วค่อยๆ ลงนอน"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"พวกนั้นล้วนแต่เป็นเสมียนพนักงานตามบริษัทห้างร้านของเจ้าหงวนเขาครับ แต่อยากเล่นหนังและอยากเป็นดารา คุณต้องยอมเหนื่อยหน่อยคุณจำรูญ หนังเรื่องนี้น่ะมันเละแน่แต่เราต้องพยายามอย่าให้มันเละจนเกินไป"

"ครับ ผมจะพยายาม" แล้วเขาก็หันมาหาทางเสี่ยหงวน "อาเสี่ยมีอะไรจะให้ผมทำหรือครับ"

กิมหงวนส่งพวงกุญแจรถคาดิลแล็คเก๋งให้

"ช่วยผมหน่อยซีคุณจำรูญ คุณมีเพื่อนฝูงหรือพรรคพวกที่เป็นช่างถ่ายหนังมือเยี่ยมอยู่ที่ไหนไปรับมาสักคนเถอะเอารถผมขับไป เจ้าแห้วมันไม่ว่างคุณขับไปเองก็แล้วกัน"

จอมตลกทำหน้าตื่นๆ

"ไปรับช่างถ่ายหนังมาทำไมครับ"

"ผมจะให้เขาถ่ายหนังแทนดิเรก ดิเรกจะต้องไปราชการชายแดนพรุ่งนี้เช้า"

จำรูญอ้าปากหวอ หันขวับมาทางนายพลดิเรกทันที

"เด็กฉากมันบอกผมว่ารองผู้บัญชาการฯ โทรศัพท์มาตามคุณหมอให้ไปพบด่วนเมื่อตอนบ่ายโมง"

"อ๋อไร๋ ท่านสั่งให้ผมไปหนองคายกับพวกนายทหารเสนาธิการครับ ผมจะต้องไปทำงานพิเศษที่นั่นซึ่งเป็นความลับ พรุ่งนี้เช้าขึ้นเครื่องบินไปอุดร แล้วขึ้นเฮลิค็อปเต้อร์ไปหนองคาย ในราวสองอาทิตย์ผมจึงจะกลับมาถ่ายหนัง คุณช่วยหาช่างถ่ายหนังฝีมือดีๆ ให้สักคนซี พอจะหาได้ไม่ใช่หรือ"

จำรูญตอบโดยไม่ต้องคิด

"ได้ครับ"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"พาเขามาพบผมในชั่วโมงนี้นะคุณจำรูญ จะได้ตกลงค่าป่วยการกันให้เรียบร้อยแล้วเซ็นสัญญากันเป็นหลักฐาน พรุ่งนี้ ๑๐ นาฬิกา ๑๐ นาที เขาจะเริ่มทำหน้าที่ของเขาคือถ่ายหนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ฉากแรกตามที่เราได้ตระเตรียมงานไว้พร้อมแล้ว"

จำรูญหลับตานิ่งเฉยและทำปากหมุบหมิบ เขานั่งหลับตาอยู่นานจนกระทั่ง ดร. ดิเรกยกมือผลักร่างเขา

"เอา หลับเสียแล้ว อยู่ใกล้นิกรคุณก็เลยติดนิสัยอ้ายกร"

ตลกเอกลืมตาโพลง

"เปล่า-คุณหมอ ผมไม่ได้หลับหรอกครับ ผมนั่งทางในดูว่าช่างถ่ายหนังที่ผมจะไปหาเขาเขาอยู่บ้านหรือเปล่า เมื่อเสียเวลาเอารถไปแล้วก็ต้องไปให้พบ คนไหนไม่อยู่บ้านผมก็ไม่ไป"

นายพลดิเรกยิ้มน้อย

"เวอรี่กู้ด แล้วมองเห็นหรือยังว่าเขาอยู่หรือเปล่า"

"อยู่ครับ ช่างถ่ายหนังฝีมือดีคนหนึ่งกำลังพักผ่อนอยู่ที่บ้านของเขา ผมจะไปรับมาเดี๋ยวนี้แหละครับ อย่างช้าครึ่งชั่วโมงผมจะกลับมาโรงถ่าย"

เสี่ยหงวนยิ้มออกมาได้

"เอาตัวมาให้ได้นะคุณจำรูญ ให้เขามาตกลงกับผมในเรื่องค่าป่วยการ บอกให้เขารู้เถอะว่านายห้างเจ้าของหนัง "สามเสือเหี้ยม" ใจป้ำเสมอ ไม่อัฐิเหมือนนายทุนบางคนซึ่งแม้แต่บุหรี่ก็ไม่มีเลี้ยงตัวละคร"

จำรูญลุกขึ้นยืนนิ่ง ตรึกตรองอยู่สักครู่ ก็ผลุนผลันออกไปจากโรงถ่ายภาพยนตร์ ต่อจากนั้นสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ปรึกษาหารือกันเงียบๆ เกี่ยวกับการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้

จนกระทั่งคุณหญิงวาดเผลอตัวอ้าปากหาวขึ้นดังๆ

"เฮิ้ว ง่วงนอนโว้ย" แล้วท่านก็กล่าวกับสี่นาง "ขึ้นไปบนตึก ไปพักผ่อนกันเสียทีเถอะพวกเรา นั่งอยู่อย่างนี้มันง่วง เล่นไพ่กันดีกว่า"

ประภาเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีคะคุณอาภาก็ว่าอย่างนั้น"

ครั้นแล้วคุณหญิงวาดกับสี่นาง ก็พากันลุกขึ้นเดินออกไปจากโรงถ่ายภาพยนตร์ อาเสี่ยกิมหงวนยอมรับว่า เขารู้สึกเหน็ดเหนื่อยยุ่งยากลำบากใจไม่น้อย ถ้าไม่กลัวว่าจะอับอายขายหน้าคนอื่นเขา ก็คงเลิกล้มงานสร้างภาพยนตร์เสียแล้ว แต่เขาเลิกไม่ได้อย่างเด็ดขาดเพราะข่าวแพร่ไปทั่วประเทศ แล้วที่เขาจะลงมือถ่ายทำภาพยนตร์สีธรรมชาติ ๑๔๐ ม.ม. ในตอนสายวันพรุ่งนี้ พวกศิลปินและนักหนังสือพิมพ์ก็จะมาชมการถ่ายทำที่นี่ ฉะนั้นเขาจะต้องมานะกัดฟันสร้าง "สามเสือเหี้ยม" ให้สำเร็จ ฟันฝ่าอุปสรรคทั้งหลาย ตามธรรมดาของการทำงานใหญ่ๆ ก็จะต้องขลุกขลักและมีอุปสรรค

จำรูญ หนวดจิ๋ม กลับมาที่โรงถ่ายภาพยนตร์ของบริษัทเฉลิมมิตรในบ้าน "พัชราภรณ์" ในเวลา ๑๖.๐๐ น.เศษ เขาพาชายหนุ่มเจ้าของร่างสูงชะลูด แต่งกายแบบสุภาพชนมาด้วยคนหนึ่ง และเมื่อ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นเข้าก็รู้ทันทีว่า หนุ่มน้อยหน้าเซ่อคนนี้คือ ดาวตลกชื่อดังคนหนึ่งซึ่งเป็นศิลปินรุ่นน้องของจำรูญ

นามของเขา คนแก่จวนจะเข้าโลงจนกระทั่งทารกในวัยสี่ห้าขวบก็รู้จักเขาดี พูลสวัสดิ์ ธีมากร ตลกที่ทันสมัยสุภาพไม่หยาบโลน เป็นศิลปินชั้นแนวหน้าที่กำลังรุ่งโรจน์แสดงภาพยนตร์และ ที.วี. บ่อยๆ ทั้งที่ได้เงินค่าตัวและเป็นการแสดงแบบกาชาด ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นการแสดงประการหลัง

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้จักพูลสวัสดิ์มาแต่ก่อนแล้ว นิกรโบกมือให้และร้องทักขึ้นดังๆ

"คุณพูล สวัสดีครับ"

พูลสวัสดิ์มีท่าทางกระชดกระช้อยกระดากอายเหมือนกับหญิงสาวในวัยแรกรุ่น เขาเดินตามตลกรุ่นพี่ตรงเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วประนมมือไหว้ทุกคนในท่าทางอ่อนช้อย

"สวัสดีครับ สวัสดีทุกๆ คน"

เสี่ยหงวนยิ้มให้พูลสวัสดิ์

"เชิญนั่งครับ ยินดีมากที่ได้พบกับคุณ"

พูลสวัสดิ์กับจำรูญต่างทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้เหล็กคนละตัว เสี่ยหงวนต่อว่าพลูสวัสดิ์ทันที

"ผมอุตส่าห์จดหมายไปเชิญคุณมาพบกับผม แต่คุณก็ไม่มา คุณรังเกียจผมหรืออย่างไร หรือเห็นว่าบริษัทเฉลิมมิตรของเราเป็นบริษัทเล็กๆ เหมือนบริษัทตามบ้าน"

"โถ-ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกครับนายห้าง" เขาพูดเสียงแหลมเหมือนผู้หญิง ไม่มีใครบอกหรอกหรือครับว่า ตอนนั้นผมไปต่างประเทศ"

กิมหงวนลืมตาโพลง

"งั้นเรอะ นั่นน่ะซีผมก็สงสัยเหมือนกัน เพราะทราบว่าคุณไปญี่ปุ่นบ่อยๆ คุณไปเที่ยวญี่ปุ่นมาอีกหรือครับ"

"มิได้ครับ ระหว่างที่นายห้างเชิญศิลปินทุกรุ่นมาประชุมกันที่นี่ ผมบินไปประเทศเนปาลครับ"

เสี่ยหงวนสะดุ้งเล็กน้อย

"ไปทำไมล่ะ"

"ไปเรียนการสู้สิงโตด้วยหอกครับ"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะก้าก

"แล้วเป็นไง เรียนสำเร็จไหม"

พูลสวัสดิ์ทำหน้าเบ้ หันมายิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ไม่ไหวครับคุณลุง พอเริ่มเรียนวันแรก สิงโตก็ฟัดครูผมเสียตาย ผมเลยไม่กล้าหัด แต่ไหนๆ ไปถึงเนปาลแล้วก็เลยถือโอกาสเรียนทำโลตีมะตะบะครับ แล้วก็กับข้าวแขกบางอย่าง เช่นแกงกะรุหม่าไก่ ข้าวบุหรี่ แกงกะหรี่ครับ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ว่างๆ มาแกงให้ผมกินบ้างซี แกงกะหรี่ผมชอบ"

จำรูญกล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างเป็นงานเป็นการ

"ผมพาพูลสวัสดิ์มาถ่ายหนังแทนคุณหมอครับ เขายินดีที่จะร่วมงานกับเรา เพราะขณะนี้เขากำลังอยู่ว่างๆ และเขาอยากถ่ายหนัง ๑๔๐ แบบดิเรกราม่าของเรามาก"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย พยักหน้าทราบแล้วเปลี่ยนสายตามาที่ตลกหนุ่ม ผู้เป็นศิลปินนามอุโฆษ และเป็นช่างถ่ายภาพยนตร์ฝีมือดีคนหนึ่ง

"ผมเคยทราบมาเหมือนกันว่า คุณเป็นตากล้องมือดีขอโทษ คุณถ่ายอยู่เสมอหรือ"

"ก็ทุกเช้าแหละครับนายห้าง"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ถ่ายหนังน่ะเรอะ"

"ครับ ถ่ายหนังนะซีครับ"

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะ

"ไง๋ต้องถ่ายตอนเช้า ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่คนอื่นเขาถ่ายอย่างอื่น"

พูลสวัสดิ์พูดอย่างหน้าตายว่า

"ตอนเช้าอุณหภูมิมันลดครับ การถ่ายหนังตอนเช้าราวย่ำรุ่งถ่ายได้สะดวกกว่า คล่องกว่า ไม่ปวดไม่มวนหรือเรียกว่าคลอดง่ายครับ ช่างถ่ายภาพยนตร์ หรือตากล้องหรือตากล้องชั้นดีอย่างผมต้องหัดถ่ายทุกเวลาเช้า"

"แล้วตอนกลางวัน " นิกรถาม

"ตอนกลางวันอุณหภูมิสูง อากาศร้อนถ่ายไม่สวยครับอันเด้อรไปบ้าง โอเว่อรไปบ้าง ทั้งๆ ที่วัดแสงตั้งหน้ากล้องดีแล้ว อย่างตอนเย็นอย่างนี้ผมก็ไม่ชอบถ่าย อากาศไม่ดีครับ ฟิล์มมันมักจะออกเป็นสีช้ำเลือดช้ำหนอง ไม่ใช่สีธรรมชาติ เวลาที่ถ่ายได้สวยที่สุด ก๊อคือตอนรุ่งอรุณ เปิดหน้ากล้อง ห้าหก ปรู๊ด ปรู๊ด เก็บภาพออกสีธรรมชาติสวยไปเลย"

นายพลดิเรกทำหน้าฉงน

"อะไรของคุณนะปรู๊ดๆ "

"ก็ฟิล์มมันเดินน่ะซีครับ"

"เสียงชอบกล" ศาสตราจารย์ดิเรกคราง "ไม่ได้ดังแกร๊กหรอกหรือคุณ"

"กล้องเก่าก็ดังปรู๊ดๆ ครับ ถ้ากล้องใหม่ก็ดังแกร๊ก ถ้ากลางเก่ากลางใหม่ หางฟิล์มมักจะสะบัด แพร่ดๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดรนทนไม่ได้ ก็ถามพูลสวัสดิ์ว่า

"นี่เราคุยกันเรื่องถ่ายหนังหรืออย่างไรหลานชาย"

"ครับผม เราคุยกันเรื่องกล้องครับ"

นายพลดิเรกมองดูหน้าตลกหนุ่มอย่างขบขัน

"คุณชำนาญกล้องแบบไหน คุณพูล"

"ได้ทั้งนั้นครับ โบรแร็ค ฟิลโมร์ หรือกล้องโคดัก กล้องปาเต๊ะ ผมก็เคยถ่ายมาแล้ว"

ศาสตราจารย์ดิเรก ชี้มือไปที่กล้องถ่ายขนาดยักษ์ของเขา ซึ่งติดตั้งอยู่บนเครน

"กล้องของผมแบบดิเรกราม่าอย่างนี้ คุณพอจะถ่ายได้ไหม"

พูลสวัสดิ์ หันมาถามจำรูญ

"ได้ไหมพี่รูญ"

"อ้าว" จำรูญเอ็ดตะโร "ความสามารถของคุณโดยเฉพาะคุณจะมาถามผมทำไม สำหรับผมน่ะถ่ายไม่ได้แน่ เรื่องกล้องไม่เคยถ่าย ผมเคยแต่ถ่ายของหรือถ่ายท้อง"

ดาวตลกรูปหล่อเปลี่ยนสายตามาที่นายพลดิเรกจอมนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกแล้วถามยิ้มๆ

"ที่อยู่บนเครนน่ะกล้องหรือครับคุณหมอ"

"ออไร๋ เป็นประดิษฐ์กรรมที่ผมสร้างมันขึ้นเอง"

"ทำไมถึงใหญ่โตมโหฬารนักล่ะครับ"

"ก็เพราะมันเป็นกล้องพิเศษใช้ฟิล์มสี ๑๔๐ มิลลิเมตรน่ะซีคุณ ถ้าหากว่าผมให้คำแนะนำสอนให้คุณถ่ายสักสามสี่ชั่วโมงตากล้องเงินล้านอย่างคุณก็คงจะถ่ายกล้องดิเรกราม่าขอ ผมได้แน่นอน หรือยังไงน้องชาย"

พูลสวัสดิ์นิ่งคิด

"ถ่ายน่ะถ่ายได้ครับแต่ผมมันจะเสีย"

"อ้าว ไง๋ยังงั้นล่ะ คนฉลาดอย่างคุณผมสอนให้เดี๋ยวเดียวคุณก็ถ่ายได้ดี"

"ผมไม่เชื่อมือตัวเองครับ ผมเคยถ่ายแต่กล้อง ๘ กล้อง ๑๖ หรือ ๓๕ กล้องของคุณหมอเท่าที่ผมมองเห็นก็รู้สึกว่ามีเครื่องมือเครื่องใช้มากมาย แล้วก็การถ่ายหนังพูดไม่ใช่ของง่ายนะครับไม่เหมือนหนังใบ้" แล้วเขาก็หันมาทาง พ.อ. กิมหงวนผู้อำนวยการสร้าง "ผมเห็นจะรับใช้นายห้างไม่ได้หรอกครับถ้าถ่ายเสียนายห้างก็จะเล่นงานผมหรือหาว่าผมไร้ความสามารถหรือถ้าได้ภาพไม่ชัดเจนแจ่มใสคนดูหนังเขาก็จะตำหนิคนถ่าย"

อาเสี่ยว่า "เอาเถอะน่าคุณพูลสวัสดิ์ ช่วยผมหน่อยเถอะ เวลาของผมไม่มีพอที่จะวิ่งเต้นหาช่างถ่ายหนังฝีมือดีมาแทนดิเรก สำหรับคุณใครๆ ก็รู้ว่าคุณถ่ายได้คล่องแคล่วซึ่งคุณก็บอกผมแล้วว่าคุณถ่ายทุกเช้า ดิเรกเขาจะแนะนำสอนวิธีถ่ายกล้องของเขาให้คุณเอง"

"ผมกลัวว่าผมจะถ่ายเสียน่ะซีครับนายห้าง ฟิล์ม ๑๔๐ ราคาคงแพงไม่ใช่เล่น"

"โน" ดร. ดิเรกร้องขึ้นดังๆ "ผมทำขึ้นเอง ต้นทุนฟุตละสลึงเดียวเท่านั้น ผมสำรองไว้ตั้ง ๑๐๐ ม้วนม้วนละ ๘๐๐ ฟิต คุณถ่ายเสียบ้างก็ไม่เป็นไร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ตากล้องชั้นดีอย่างเธอคงถ่ายไม่เสียหรอก"

พูลสวัสดิ์ยิ้มอายๆ

"ไม่แน่หรอกครับคุณลุง บางวันผมก็ถ่ายเลอะเทอะไม่ได้ความเหมือนกันครับ บางทีไม่คิดว่าจะถ่ายมันก็ถ่ายออกมา"

กิมหงวนพูดตัดบท

"ตกลงรวมงานกับผมนะคุณพูล ถ่ายเสียผมไม่ว่าเราถ่ายใหม่ได้"

พูลสวัสดิ์นิ่งคิด

"แล้วใครจะล้างฟิล์มล่ะครับ"

ดร. ดิเรกพูดโพล่งขึ้น

"คุณถ่ายคุณก็ล้างเอาเองซี ใครเขาจะล้างให้คุณได้ ผมถ่ายผมก็ล้างของผม เราเป็นคนถ่ายเรารู้ดี ถ้ามันโอเว่อรไปเราก็ล้างฟิล์มให้มันจางหน่อย"

พูลสวัสดิ์หันมาทางจอมตลกรุ่นพี่แล้วพูดเบาๆ

"พี่รูญคิดว่าผมควรจะตกลงรับถ่ายหนังให้นายห้างแบกะดินใช่ไหมครับ"

กิมหงวนสะดุ้งเฮือก

"คุณพูล" เขาเอ็ดตะโรลั่น "คุณเรียกผมว่ายังไงนะนายห้างแบกะดินยังงั้นเรอะ คุณเข้าใจว่าผมขายของที่ตลาดนัดสนามหลวงหรืออย่างไร ผมมีโรงสี ๑๐ โรง โรงเลื่อย ๑๐ โรง ร้านขายเพชรที่หัวเม็ดหนึ่งแห่ง โรงรับจำนำ ๕ โรง อู่ต่อเรือหนึ่งอู่ มีบริษัทการค้า มีธนาคาร และโรงแรมอันทันสมัยที่เป็นคู่แข่งของเอราวัณ มีเงินตั้งสองสามร้อยล้าน"

พูลสวัสดิ์ยิ้มละไมแล้วยกมือไหว้กิมหงวน

"ผมไม่ได้ดูหมิ่นนายห้างเลยครับ ผมรู้ดีว่านายห้างเป็นมหาเศรษฐีผมถึงเรียกว่านายห้าง แบกะดิน คำว่าแบกะดินเป็นภาษาเนปาลนะครับ แปลว่ามหาเศรษฐี แต่คนไทยแปลว่า ร้านค้าสินค้ากระจุกกระจิกที่วางขายตามพื้นดินหรือบนแผงลอย"

เสี่ยหงวนถอนหายใจโล่งอกและยิ้มออกมาได้

"อ๋อ ภาษาเนปาลหรอกหรือคุณ คุณไปเที่ยวเนปาลมาไม่กี่วันคุณเอาภาษาเนปาลมาใช้ คุณพอจะพูดได้หรือครับ"

พูลสวัสดิ์ยิ้มอายๆ

"ครับ พอพูดได้ครับ"

"อือ ดีเหมือนกัน คนเรายิ่งรู้หลายภาษาก็ยิ่งดี อ้าอย่างคำว่าภาพยนตร์หรือหนังยังงี้ภาษา เนปาลเขาว่ายังไงครับ"

จอมตลกรูปหล่อขมวดคิ้วเข้าหากัน

"หนังหรือครับ เนปาลเขาแปลว่า นัง"

เสี่ยหงวนทำหน้าชอบกล

"ฟังดูก็คล้ายๆ กับภาษาของเรา"

"ใช่ครับ ภาษาที่พูดกันบางทีคนละชาติก็พูดเหมือนกันหรือคล้ายกัน และแปลเป็นความหมายอย่างเดียวกันเสียด้วย เป็นต้นคำว่าไฟ ไฟที่เราจุดมันขึ้นจากไม้ขีดนั่นแหละครับ ภาษาไทยเรียกว่าไฟ ภาษาอังกฤษก็เรียกว่าไฟ ภาษาจีนก็เรียกว่าฮ้วยหรือไฟนั่นเอง อีกหลายชาติเรียกว่าไฟเหมือนกันทั้งนั้น"

นายพลดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ออไร๋ คุณพูลนี่มีความรู้ดีมาก แล้วคำอื่นๆ ที่ใช้เหมือนกันมีอีกบ้างไหม"

"มีครับคุณหมอ เช่นคำว่าช้างนะครับ ไทยเราเรียกไอยรา แขกเขาเรียกไอยเรศ ธิเบตเรียก ไอยารอง ฝรั่งเศสว่าอีเลฟอง อังกฤษว่าอีเลแฟ็นท์ มันก็เหมือนกันแหละครับ"

พล พัชราภรณ์ มองดูหน้าพูลสวัสดิ์อย่างขบขัน

"คุณเป็นศิลปินที่มีความรู้กว้างขวางดีเกี่ยวกับภาษาอย่างน้อยคุณคงสำเร็จอักษรศาสตร์เป็นแน่"

พูลสวัสดิ์ยิ้มเอียงอาย

"ผมไม่อยากบอกคุณเลยครับว่าผมผ่านจุฬามาแล้ว"

"นั่นปะไร" พลว่า "คุณเรียนอักษรศาสตร์ใช่ไหม"

"เปล่าครับ ผมเคยขายกาแฟอยู่ที่จุฬาครับ แล้วตอนหลังย้ายไปขายขนมปลากริมไข่เต่าที่ โรงเรียนราชินี"

"พอแล้ว" พลพูดขัดขึ้น "เป็นอันว่าคุณตกลงรับถ่ายหนัง "สามเสือเหี้ยม" ให้เราใช่ไหม"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ดูเหมือนเรายังไม่ได้พูดกันถึงเรื่องค่าป่วยการของผมเลยไม่ใช่หรือครับ ทันโทษ อย่าหาว่าผมเป็นโคเห็นแก่หญ้าเลยครับ ก่อนจะทำงานก็ควรจะตกลงกันให้เรียบร้อย หรือถ้าจะให้ผมถ่ายหนังแบบกาชาดก็ต้องบอกผมให้รู้ตัวเสียก่อนเหมือนกัน"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจกล่าวกับพูลสวัสดิ์ทันที

"คุณจะเอาเท่าไหร่ว่ามาเถอะครับ ผมสู้ได้เสมอจะได้ทำสัญญากันเสียให้เรียบร้อย ผมจ้างคุณถ่ายครึ่งเดือน เมื่อดิเรกกลับมาแล้วก็ให้คุณทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยดิเรก ช่วยเขาถ่ายบ้างหรือช่วยเขาล้างบ้าง แต่ตอนไหนคุณถ่ายคุณก็ล้างเอง"

พูลสวัสดิ์นิ่งตรึกตรองแล้วหันมาถามจำรูญ หนวดจิ๋ม

"ว่าไงครับพี่รูญ เอาเท่าไหร่ดีครับ เรียกแพงนักก็น่าเกลียด เรียกถูกไปก็ได้เงินน้อย"

"ถามอีกแล้ว" ตลกเอกรุ่นอาวุโสพูดเสียงดุๆ "มันเป็นเรื่องที่คุณจะต้องตัดสินใจเอาเอง ไม่ใช่มาถามผม"

พูลสวัสดิ์ค้อนปะหลับปะเหลือก เปลี่ยนสายตามาที่ผู้อำนวยการสร้าง

"นายห้างคิดให้ผมดีกว่าครับ สำหรับหนัง ๑๔๐ มิลลิเมตร ผมก็เรียนนายห้างอย่างแหกอกพูดแล้วว่าผมไม่มีความรู้ความชำนาญ อาจจะถ่ายเสียหรือไม่สวยถูกใจคุณหมอหรือคนดู ยิ่งตอนนี้อากาศร้อนจัดก็อาจจะถ่ายเสียบ่อยๆ นายห้างคิดค่าป่วยการให้ผมตามสมควรก็แล้วกันนะครับ"

กิมหงวนสั่นศีรษะ

"คุณพูดมาดีกว่า เอาเท่าไรก็พูดมาต่อหน้าเพื่อนร่วมงานของผมเถอะคุณ อย่าเกรงใจเราเลย เรื่องเงินมันเป็นของบาดใจกัน แต่บริษัทของผมคุณไม่ต้องวิตกในเรื่องเช็คเด้งหรือเช็คสปริง เซ็นวันที่ล่วงหน้าเราก็ไม่ทำ"

"ผมเชื่อครับ ใครๆ ก็ทราบว่านายห้างมีเงินอย่างมหาศาล แต่อย่างไรกรุณาจ่ายให้ผมเป็นเงินสดดีกว่านะครับเรื่องเช็คไม่ว่าจะเป็นเช็คของใครผมไม่ชอบเลยครับ"

"ได้ เงินสดที่บ้านผมมีตั้งยี่สิบสามสิบล้าน ใส่ปี๊บไว้เต็มห้องนอนของผม บอกผมเถอะคุณพูล คุณจะคิดค่าป่วยการเท่าไร"

"ผมขอเสี่ยสี่แสนถ้วนๆ ครับนายห้าง"

นายห้างทำคอย่น

"ค่าจ้างถ่ายหนังเรื่องเดียวน่ะเรอะสี่แสน" เสี่ยหงวนร้องลั่น

"ไม่ใช่เรื่องเดียวครับ นายห้างจ่ายให้ผมสี่แสน ผมถ่ายให้ ๑๐๐ เรื่อง หรือถ่ายจนกว่าบริษัทของนายห้างจะเจ๊ง คนอย่างผมมีสัจจะพูดจริงทำจริงครับ ประวัติผมไม่เคยเสียรับรองว่าผมจะตั้งใจทำงานให้นายห้างอย่างดีที่สุด ถ่ายให้ดีที่สุด ระหว่างการถ่ายทำผมจะไม่ยอมกินของเสาะท้องเลยฟิล์มทุกฟุตต้องออกสีสวยชัดเจนแจ่มใส ไม่เลอะเทอะเปรอะเปื้อน แต่คุณหมอจะต้องฝึกหัดสั่งสอนให้ผมสำหรับการถ่ายกล้องยักษ์กล้องนี้"

กิมหงวนดีดมือแป๊ะ

"ตกลงคุณพูลสวัสดิ์ คุณอย่าถ่ายให้ผมจนถึง ๑๐๐ เรื่องเลย ถ่ายเพียงเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" เรื่องเดียวเท่านั้นผมให้ห้าหมื่นบาท"

พูลสวัสดิ์ยิ้มแป้น

"ห้าหมื่นเชียวหรือครับ นายห้างกรุณาผมอย่างไม่น่าเป็นไปได้ คนอย่างผมเป็นคนแปลกครับ ถ้าใครอัฐิกับผมผมก็อัฐิตอบ ถ้าใครสปรอทต่อผมผมก็สปรอทตอบเช่นเดียวกัน ห้าหมื่นสำหรับค่าจ้างถ่ายหนังเรื่องเดียวแพงไปครับ ผมยินดีลดให้นายห้าง"

"งั้นเรอะ เอ๊ะ คุณนี่ใจนักเลงจริง คุณจะเอาเท่าไรล่ะ

"ผมคิด ๕๐ บาทเท่านั้นแหละครับ"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"๕๐ บาท คุณเรียกค่าจ้างถ่ายหนังหนึ่งเรื่อง ๕๐ บาทเท่านั้น"

"ก็มันแล้วแต่ผมนี่ครับนายห้าง ถ้านายทุนจะเอาเงินฟาดศีรษะผม หรือเห็นผมเป็นไส้เดือนกิ้งกือแล้วให้ผมล้านบาทผมก็ไม่รับประทาน"

"แปลว่าคุณพอใจผมและพวกเราเป็นพิเศษ"

"ครับ ผมคิด ๕๐ บาทดีแล้ว"

"ไม่ตกลงคุณพูล" เสี่ยหงวนพูดเสียงหนักแน่น "ผมให้คุณสี่แสนก็แล้วกัน ถ้าคุณไม่เอาผมก็หาจ้างช่างภาพใหม่"

"ตามใจนายห้างเถอะครับ" พูลสวัสดิ์พูดเสียงอ่อย "คนอย่างผมพูดคำไหนคำนั้นครับ ผมขอรับความกรุณาค่าถ่ายหนังเพียง ๕๐ บาท นายห้างจะให้ผมตั้งสี่แสน อย่างนี้ผมถือว่าดูหมิ่นเกียรติภูมิของผมผมไม่อาจจะรับใช้นายห้างแบกะดินได้"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"ภาษาเนปาลนะ"

"ครับ อ้า-ผมเห็นจะต้องกราบลานายห้างและคุณๆ เสียที เสียใจจริงๆ ครับที่ผมไม่มีโอกาสได้มาร่วมงานด้วย"

จำรูญ หนวดจิ๋มคว้าข้อมือพูลสวัสดิ์ไว้

"ช่วยสักเรื่องน่าน้องชาย นายห้างท่านก็เป็นคนพูดคำไหนคำนั้นเหมือนกัน ลั่นวาจาออกมาว่าจะให้คุณสี่แสนท่านก็ต้องทำตามคำพูด ฝ่ายคุณก็เป็นคนมีสัจจะ เอาอย่างนี้ก็แล้วกันคุณพูล ผมจะรับเงินสี่แสนบาทค่าจ้างถ่ายหนังแทนคุณแล้วจ่ายให้คุณ ๕๐ บาท เหลือนอกนั้นเป็นของผม ทั้งคุณกับนายห้างต่างก็รักษาวาจาสัจด้วยกัน อย่างนี้ยุติธรรมดีแล้ว"

พูลสวัสดิ์ยิ้มออกมาได้

"ถ้าอย่างนั้นผมไม่ขัดข้อง" แล้วพูลสวัสดิ์ก็ขบกรามพูด "ความคิดของพี่รูญแยบคายดีมากครับ"

นิกร การุณวงศ์ นั่งหลับอยู่นานแล้ว เขาลืมตาขึ้นมองดูโลกแล้วอ้าปากหาวดังๆ กล่าวถามพลว่า

"คุณพูลตกลงเรียบร้อยแล้วหรือ"

"เห็นจะเรียบร้อย"

"งั้นเรอะ ตกลงกันเท่าไหร่ละ"

"๕๐ บาท"

"โอ้โฮ แพงมากไปหน่อย แต่ตากล้องเงินล้านอย่างคุณพูลคงดีแน่"

พูลสวัสดิ์ว่า "ผมยังไม่กล้ารับรองนะครับคุณนิกร กล้องแบบนี้มันใหญ่โตมากผมไม่เคยถ่าย แต่ก็จะพยายามครับ"

กิมหงวนลุกขึ้นเลื่อนตัวเข้ามายื่นมือให้จอมตลกรูปหล่อจับ

"นี่คือการตกลงของเราโดยเอาเกียรติของเราเป็นประกันไม่จำเป็นต้องเซ็นสัญญากัน คุณจะเบิกเงินล่วงหน้าสักเท่าไรว่ามา หรือจะรับไปทั้งหมด ๕๐ บาท ผมก็จะจ่ายให้คุณเดี๋ยวนี้"

"จ่ายให้ผมสักสองสลึงก็พอครับ ค่ารถเมล์จากนี่ไปบ้านผม ๕๐ สตางค์เท่านั้น"

อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้

"คุณไม่มีเงินติดกระเป๋ามาเลยหรือ"

"ครับ หาได้เท่าไรผมเก็บไว้หมด อีกไม่ช้าผมก็จะมีครอบครัวแล้ว แล้วผมจะส่งการ์ดเชิญมาให้นายห้างกับเพื่อนๆ นะครับ เชิญคุณลุงด้วย"

"แต่งกับใครคุณพูล" พลถามขึ้นด้วยความสนใจ"

"แต่งกับผู้หญิงครับ" เขาตอบยิ้มๆ

พลทำหน้าชอบกล

"ไง๋ไม่แต่งกับผู้ชายล่ะ"

พูลสวัสดิ์ยิ้มเอียงอาย

"น่าเกลียดครับ มันฝ่าฝืนประเพณี"

นายพลดิเรกหัวเรอะก้าก

"คุณเป็นคนสนุกร่าเริงดีมาก คนที่มีอารมณ์ขันอย่างคุณมองดูโลกด้วยความสดชื่นเหมือนอย่างคุณย่อมอายุยืน"

"ครับ หมอดูเขาก็พยากรณ์ผมไว้ว่าผมจะตายเมื่ออายุ ๔๕๐ ปี"

ศาสตราจารย์ดิเรกอ้าปากหวอ

"ถึงขนาดนั้นคุณก็คงไม่รู้ว่าคุณชื่ออะไร โลกเรานี้หมุนหรือแกว่งคุณก็ตอบไม่ถูก ไปที่กล้องถ่ายหนังของผมเถอะน้องชาย ผมจะแนะนำการถ่ายกล้องดิเรกราม่าให้คุณเดี๋ยวนี้แหละ ยอมเสียเวลาสักสองสามชั่วโมงนะ แล้วค่ำวันนี้รับประทานอาหารกับพวกเรา คุณกินเหล้าเป็นไหมล่ะ"

พูลสวัสดิ์สั่นศรีษะ

"ผมเกลียดครับ"

"แล้วเบียร์ล่ะ

"เบียร์ก็เกลียดครับ"

"ยังงั้นคุณชอบดื่มอะไร"

"สุราครับ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง พอ ดร. ดิเรก กับพูลสวัสดิ์ลุกขึ้นนิกรก็กล่าวถามจอมตลกรูปหล่อ

"บอกผมให้ชื่นใจสักนิดเถอะน่าว่าเจ้าสาวของคุณเป็นใคร เราจะได้เตรียมของขวัญไว้ให้ในวันแต่งงานของคุณ"

"แหม-ขอบคุณมากครับ เจ้าสาวของผมคือคุณอภิรดีครับ"

นิกรอมยิ้ม

"คงสวยมาก "

"คุณถามผมผมก็ต้องบอกว่าสวยแหละครับ โบราณว่าจะถามคนงามให้ไปถามคนรัก แล้วใกล้วันแต่งงานผมจะส่งการ์ดมาให้นะครับ พวกคุณทุกคนตลอดจนคุณลุงก็ล้วนแต่เป็นที่เคารพนับถือของผม อ้า-ประทานโทษ เมื่อไหร่คุณนิกรจะแต่งงานเสียทีล่ะครับ"

นิกรฝืนยิ้ม

"อยากแต่งเหมือนกันแหละคุณพูลแต่กลัวเมียเขาไม่ยอมน่ะซี"

"ตกลงกับคุณประไพเสียซีครับ"

"อ๋อ ขืนพูดเรื่องนี้กับเขาผมก็ถูกยิงทิ้งเท่านั้น คุณก็น่าจะรู้ดีแล้วว่าเมียผมหึงอย่างร้ายกาจ หึงขึ้นมาแล้วเป็นยอมตาย หึงอย่างไร้เหตุผลแล้วไม่ยอมฟังคำชี้แจงอะไรทั้งนั้น ผมชอบฟังเสียงคุณรวงทองแกร้องเพลงผมกว้านซื้อแผ่นเสียงเพลงคุณรวงทองร้องมาเปิดฟัง เมียผมทุบแตกหมด ผมเปิดวิทยุรับฟัง ประไพก็จับเครื่องรับวิทยุทุ่มพัง ผมต้องซื้อวิทยุทานซิสเต้อรทีละสองสามโหลเอามาซ่อนไว้ แอบไปนั่งฟังในสวนหลังบ้านบ้าง ขึ้นไปนอนฟังบนดาดฟ้าตึกบ้าง ประไพจับได้ก็ทำลายเครื่องรับวิทยุของผม แต่ผมมีอะไหล่ไว้เป็นโหลผมก็มีฟังตลอดเวลา ฟังเสียงคุณรวงทองแล้วผมสบายใจและมีความสุขตลอดวัน กำลังโมโหจิตใจก็ชื่นบาน กำลังหิวก็อิ่ม ปวดหัวตัวร้อนก็หายไปได้อย่างน่าประหลาด"

ดร. ดิเรกยกมือจับแขนพูลสวัสดิ์พาเดินไปที่กล้องถ่ายหนังของเขาซึ่งเป็นกล้องขนาดใหญ่ ติดตั้งอยู่บนเครน เขาใช้เวลาที่มีอยู่แนะนำวิธีการถ่ายภาพยนตร์ด้วยกล้องพิเศษนี้ให้จอมตลกรูปหล่อ พูลสวัสดิ์ออกตัวว่า เขาอาจจะถ่ายภาพไม่ได้ดีเพราะกล้องนี้เป็นกล้องที่ใช้ฟิล์มขนาดใหญ่มีกลไก อัตโนมัติมากมาย เพียงแต่การบรรจุฟิล์มเข้ากล้องก็ยุ่งยากพอดูอยู่แล้ว

ในที่สุดวันเริ่มต้นของการถ่ายภาพยนตร์ไทยสีธรรมชาติเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ระบบ ดิเรกราม่าใช้ฟิล์มสีและกล้องพิเศษขนาดของฟิล์ม ๑๔๐ มม. ก็ผ่านมาถึง

วันนั้นตรงกับวันศุกร์ที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๖

คณะพรรคสี่สหายและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองตลอดจนสี่นางต่างตื่นนอนในเวลารุ่งอรุณของวันใหม่ พล.ต. ดิเรก ณรงณ์ฤทธิ์แต่งเครื่องแบบฝึกสวมหมวกแก๊ปทรงอ่อนขับเบ็นซ์เก๋งส่วนตัวของเขาออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" ในเวลาก่อน ๖.๐๐ น.เล็กน้อยมุ่งตรงไปยังสนามบินดอนเมืองเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ราชการสำคัญที่ชายแดนตามคำสั่งของกองบัญชาการทหารสูงสุด

สามสหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ต่างรู้สึกตื่นเต้นไปตามกัน โดยเฉพาะเสี่ยหงวนผู้อำนวยการสร้างนอนไม่หลับตลอดคืน ทุกคนโจษขานกันถึงเรื่องการถ่ายทำหนังในตอนสายวันนี้ คนใช้ชายหญิง ก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย

จำรูญ หนวดจิ๋ม ที่ปรึกษาของบริษัทเฉลิมมิตรภาพยนตร์มาถึงโรงถ่ายในเวลา ๖.๐๐ น. เศษ เขากลายเป็นผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับการแสดงไปแล้วโดยไม่รู้สึกตัว เพราะเขาต้องสั่งงานและควบคุมงานทุกอย่าง ส่วนอาเสี่ยกิมหงวนกับคณะพรรคของเขาไม่สู้จะเข้าอกเข้าใจในกิจการ ภาพยนตร์คือไม่มีความรู้ในการถ่ายทำภาพยนตร์นั่งเอง จำรูญเป็นผู้ใหญ่แล้ว เมื่อเขากินเงินเดือนของบริษัท เขาก็ต้องช่วยทำงานเต็มที่เท่าที่เขาสามารถจะช่วยได้ เพื่อให้ความขลุกขลักในการถ่ายทำหนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ลดน้อยลง

พล, นิกร, กิมหงวน, กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วมาที่โรงถ่ายในเวลา ๗.๔๕ น. ซึ่งทุกคนรับประทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยเดี๋ยวนี้เอง ส่วนสี่นางและคุณหญิงวาดจะมาที่โรงถ่ายในเวลาประมาณ ๙.๐๐ น.

พอเข้ามาในโรงถ่ายทุกคนก็แลเห็นฉากห้องรับแขกอันหรูหราและกว้างขวางได้รับการตกแต่งเรียบร้อยแล้ว คนงานแผนกฉายนั่งรับประทานอาหารเช้ากันอยู่ที่โต๊ะสี่เหลี่ยมยาวทางด้านซ้ายของโรงถ่าย จำรูญหนวดจิ๋มนั่งคอตกอยู่ในหมู่เก้าอี้เหล็กหลังกล้องซึ่งมีเก้าอี้อยู่ประมาณ ๕๐ ตัวจัดวางเป็นระเบียบเรียบร้อยสำหรับให้ผู้ที่มาชมการถ่ายทำนั่งดู และมีเก้าอี้พิเศษซึ่งเป็นเก้าอี้นั่งโครงเหล็กบุผ้าใบตัวหนึ่งตั้งอยู่หน้าเพื่อน มีป้ายเล็กๆ ติดอยู่ข้างหลังเขียนข้อความว่า

"ผู้อำนวยการ และผู้กำกับ"

เบื้องหน้าเก้าอี้ผ้าใบแบบทันสมัยตัวนี้มีไมโครโฟนแบบขาตั้งตั้งอยู่ตัวหนึ่ง สำหรับผู้อำนวยการซึ่งเป็นคนคนเดียวกับผู้กำกับการแสดงสั่งงานเจ้าหน้าที่ทุกแผนก และกำกับตัวละครในการซ้อมหน้ากล้อง เมื่อเริ่มลงมือถ่ายในโรงถ่ายจะต้องสงบเงียบเสียงเพราะเป็นการถ่ายทำแบบภาพยนตร์พูด ผู้กำกับจะสอนตัวละครได้ด้วยการใช้ภาษาใบ้เท่านั้น ด้านซ้ายมือนอกเขตฉากเป็นวงดนตรี ซึ่งดนตรีจะต้องบรรเลงเพลงตามสคริปต์ที่ นายวงดนตรีรับบทไปดู และกิมหงวนได้เขียนหมายเหตุไว้ว่า ตอนไหนทำเพลงจังหวะอะไร เป็นเพลงแบ็คกราวด์เบาๆ หรือบรรเลงตามปรกติเสียงดังฟังชัด

เสี่ยหงวนหยุดยืนเบื้องหน้าจอมตลกอาวุโส ปล่อยให้พล,นิกรกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้วเดินไปตรวจดูความเรียบร้อยของฉากและเครื่องตกแต่งฉาก ในฉากแรกนี้ท่านเจ้าคุณจะต้องแสดงคู่กับอาเสี่ยในบทบาทของพ่อลูกที่ไม่สู้จะลงรอยกันและเจ้าแห้วก็จะแสดงเป็นคนใช้คนสนิทของเสี่ยหงวน

อาเสี่ยยิ้มให้ที่ปรึกษาของเขาซึ่งนั่งสะลึมสะลือนัยน์ตาลอยเพราะความเหน็ดเหนื่อยทั้งร่างกายและจิตใจ เกือบ ๒ ชั่วโมงที่ผ่านมานี้จำรูญต้องทำงานตัวเป็นเกลียว ในการเตรียมงานถ่ายหนัง เชิ้ทแขนยาวของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อในการจัดเครื่องประดับฉากให้สวยงาม และให้เหมาะสมที่จะถ่ายทำภาพยนตร์ เขาไม่อาจจะปล่อยให้เป็นไปอย่างที่เรียกว่าเฮงซวยได้

"คุณขยันมากคุณจำรูญ เด็กมันบอกผมว่าคุณมาตอนย่ำรุ่งกว่าๆ เป็นยังไงครับนั่งฝันหวานไปเลย"

จำรูญถอนหายใจหนักๆ

"ใครเป็นคนจัดฉากห้องโถงนั่นครับ"

"หา ผมเอง ผมกับอ้ายกรช่วยกันจัดเมื่อคืนนี้"

"นั่นปะไร ผมนึกอะไรไม่ผิด ห้องโถงบ้านเจ้าคุณซึ่งในบทว่าเป็นเศรษฐีขนาดมีเหมืองแร่และสวนยาง แต่อาเสี่ยจัดห้องเหมือนกับบาร์ ประดับสายรุ้งรุงรังไปหมด มีตู้เย็นมีโทรทัศน์ วิทยุและเครื่องเล่นจานเสียงพร้อม มีขวดเหล้าวางบนไซ้โบดเต็มไปหมด ผนังห้องประดับโป๊รูปเสียอีก"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"ไม่ถูกเรื่องเรอะ"

จำรูญลุกขึ้นยืน

"อ้ายถูกน่ะถูกหรอกครับแต่มันไม่ได้ความ บ้านเศรษฐีตู้เย็นเขาต้องไว้ในห้องรับประทานอาหาร สายรุ้งก็ไม่ต้องติดให้รุงรังเพราะฉากนี้ไม่ใช่งานวันเกิด"

"นั่นน่ะซี คุณเลยช่วยจัดใหม่สวยไปเหมือนห้องโถงตามบ้านใหญ่ๆ จริงๆ คุณรับประทานอาหารเช้ามาแล้วหรือยังล่ะ"

"ยังครับ" จำรูญพูดเสียงอ่อย

"ยังก็รอไว้รับประทานอาหารกลางวันกับพวกเราก็แล้วกันนะครับ"

"ครับ ไม่เป็นไรครับเสี่ย อย่างมากก็แค่เป็นลมตายเท่านั้น"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก หันไปร้องตะโกนเรียกเจ้าแห้วให้มาหาเขา เจ้าแห้ววิ่งเหยาะๆ เข้ามาหา ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสผิดปรกติเพราะกำลังเห่อและตื่นเต้นที่จะได้แสดงภาพยนตร์

"รับประทานแต่งหน้าได้หรือยังครับ"

"ยังโว้ย" อาเสี่ยตวาดแว๊ด "ยังไม่ทันจะสองโมงเช้าเลย"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมท่องบทไว้คล่องเปรี๊ยะเลยครับ รับประทานเลื่อนเวลามาถ่ายสามโมงเช้าไม่ได้หรือครับ"

เสี่ยหงวนจุ๊ปาก

"เดี๋ยวยันโครมเข้าให้เท่านั้นเอง ไปที่โรงครัวเดี๋ยวนี้ บอกแม่ครัวจัดอาหารเช้ามาให้คุณจำรูญหนึ่งที่และเร็วที่สุด กาแฟร้อนสักถ้วย ไข่ดาวหมูแฮม ขนมปังกับเนย แล้วก็ไข่ไก่ลวกสักห้าหกฟองก็ได้"

จำรูญกล่าวกับเจ้าแห้วด้วยเสียงสั่นเครือ

"ไข่ลวกไม่ต้องหรอกนายแห้ว ฉันเลิกกินมาหลายปีแล้ว"

เจ้าแห้วรับคำแล้วเดินออกไปทางด้านหลังโรงถ่าย เพื่อไปจัดอาหารเช้ามาให้จำรูญตามคำสั่งของเสี่ยหงวน อาเสี่ยล้วงกระเป๋าหยิบซองบุหรี่เครื่องขีดไฟออกมา เขาเปิดซองบุหรี่ทองคำฝังเพชรยื่นให้จำรูญ จอมตลกหยิบออกมามวนหนึ่งเสี่ยหงวนจุดเครื่องขีดไฟแก็สยื่นให้แล้วจุดสูบมวนหนึ่งชวนจำรูญเดินไปที่ฉากแรกของภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม"

"คุณนัดตัวประกอบและเจ้าหน้าที่ไว้พร้อมแล้วนะ"

"ครับ ตัวประกอบจะมาถึงนี่สามโมงเช้า วันนี้ตัวละครสำคัญก็มีอาเสี่ยกับท่านเจ้าคุณเท่านั้น นักดนตรี ช่างไฟฟ้าและช่างเสียงก็จะมาถึงโรงถ่ายสามโมงเช้าเช่นเดียวกัน"

"ดีมาก ช่วยผมให้ตลอดรอดฝั่งหน่อยเถอะครับ สำคัญพูลสวัสดิ์เท่านั้น ถ้าบังเอิญเขามีอุปสรรคมาไม่ได้เราก็ไม่สามารถเดินกล้องตามเวลาฤกษ์ของเราได้ ติ๋งต่างว่าเขาไม่มาเราจะแก้ไขอย่างไร"

"ถ้าเขาไม่มาผมถ่ายให้ก็ได้ครับ"

ผู้อำนวยการสะดุ้งเล็กน้อย

"คุณถ่ายได้เรอะ"

"ก็พอได้ครับ"

"หนังมันจะเสียน่ะซีคุณจำรูญ"

"ก็อย่าใส่ฟิล์มซีครับมันจะเสียได้อย่างไร เมื่อถึงเวลา ๑๐ นาฬิกา ๑๐ นาทีตามฤกษ์อย่างไรเราก็ต้องถ่ายเอาฤกษ์ ถ้าบังเอิญพูลสวัสดิ์เขาป่วยไข้ไม่สบาย หรือมีความจำเป็นมาไม่ได้ผมก็ต้องทำหน้าที่เป็นตากล้องชั่วคราว ยิงกล้องมันไปเรื่อยๆ ลองช็อท, มีเดียมลอง, มีเดียมโค๊ลสอั๊ป หรือโค๊ลสอั๊ปตามรายละเอียดในสริปต์ฟิล์มไม่ได้ใส่ใครจะไปรู้ อาเสี่ยกับตัวละครก็แสดงไปตามเรื่องขายผ้าเอาหน้ารอดไปก่อน จะได้ไม่อายเขา"

เสี่ยหงวนยิ้มออกมาได้

"เออ จริงซีนะคุณจำรูญ เรียกว่าประเดิมกล้องเป็นพิธี คุณนี่ปัญญาแหลมมาก"

"ครับ แหลมมานานแล้ว"

กิมหงวนยื่นมือให้จับ

"ตกลงตามนี้นะครับ แล้วก็ตอนไหนที่ผมออกแสดงคุณต้องทำหน้าที่เป็นผู้กำกับการแสดงแทนผม"

จำรูญนิ่งคิดแล้วพยักหน้า

"เอา เอายังไงก็เอา ขณะนี้ผมรับหน้าที่จิปาถะแล้วยังอยู่แต่กวาดโรงถ่ายเท่านั้น เสร็จหนังเรื่องนี้ผมคงไปนอนโรงพยาบาลเป็นแน่"

เสี่ยหงวนมองดูจำรูญอย่างเห็นใจ

"อย่าบ่นเลยน่าคุณจำรูญ อ้า-ผมจะให้คุณ ๕ เปอรเซ็นต์จากเงินกำไรของหนังเรื่องนี้ซึ่งคุณก็รู้ดีแล้วว่าเราจะส่งไปฉายทั่วโลก ชักทุนขึ้น ๑๙ ล้าน เหลือนอกนั้นก็เป็นกำไร ๕ เปอรเซ็นต์น่ะไม่ใช่อุจจาระไก่นะคุณ สมมุติว่าเราได้กำไร ๑๐ ล้านคุณก็ได้ส่วนแบ่งเท่ากับคุณถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง ติ๋งต่างว่าฉายทั่วโลกแล้วมีกำไร ๑๐๐ ล้านคุณก็มีฐานะเป็นเศรษฐีใหญ่ปลูกตึกหลังเบ้อเริ่มได้สะบายช่วยกันหน่อยนะคุณจำรูญทำไมผมจะไม่รู้ว่าคุณเหน็ดเหนื่อยมากอย่างที่เรียกว่าเหนื่อยแทบสายตัวขาด"

จำรูญฝืนยิ้ม

"ไม่ใช่แทบหรอกครับ มันขาดไปแล้ว เมื่อคืนกลับไปถึงบ้านขาดไปห้าหกเส้นหมดเรี่ยวหมดแรงเลย คนเราลงสายตัวขาดมันก็เหนื่อยถึงที่สุด ผมคิดว่าเป็นตัวละครดีกว่าเป็นฝ่ายบริหารเป็นไหนๆ ถึงเวลาก็เข้ากล้องตามคำสั่งผู้กำกับหมดบทแล้วก็กลับบ้านได้"

"แต่เราก่อแล้วต้องสาน บริษัทเฉลิมมิตรจะสร้างหนังเรื่อยๆ ไปอย่างน้อยปีละสี่เรื่องเพราะเรามีโรงฉายของเราแล้วสำหลับคุณผมจะเลื่อนตำแหน่งและเงินเดือนให้ขอให้ "สามเสือเหี้ยม" ผ่านไปเสียก่อน"

จอมตลกยิ้มอย่างกระดากอาย

"เลื่อนให้ผมเป็นอะไรครับ"

"ผู้บัญชาการโรงถ่ายภาพยนตร์บริษัทเฉลิมมิตร"

"โอ้โฮ เบ้อเริ่มเลย อย่าเลยครับ ยังไม่ทันจะได้เป็นชักคันศีรษะเสียแล้ว"

"อ้าว ผมให้คุณเป็นจริงๆ นะ มอบอำนาจสูงสุดในโรงถ่ายให้เป็นของคุณ"

จำรูญส่ายหน้า

"ถ้าจะให้ผมเป็นก็เปลี่ยนคำว่าผู้บัญชาการเป็นอื่นเถอะครับ ใช้คำว่า ผู้ดูแลหรือหัวหน้าโรงถ่ายยังจะเข้าทีกว่า"

"แหม-คุณนี่มักน้อยจริงแฮะ โรงถ่ายหนังของเรามีทุนนับร้อยล้านกิจการมากกว่ากระทรวงเสียอีก ต่อไปมีแต่ขยายงานเพิ่มขึ้น เราจะมีเจ้าหน้าที่มากมายก่ายกอง เมื่อคุณไม่ชอบคำว่าผู้บัญชาการ เป็นผู้อำนวยการโรงถ่ายภาพยนตร์ก็แล้วกัน เอาน่า จะได้ใหญ่ๆ เหมือนอย่างผม ผมทำหนังก็เพราะอยากให้ใครๆ เขาเรียกผมว่าผู้อำนวยการ เดี๋ยวนี้ใครเรียกผมว่านายห้างผมชักไม่ชอบหน้า ถ้าใครเรียกผมว่าผู้อำนวยการถูกใจผมจังเลย ถึงคุณก็เหมือนกัน ต่อไปช่วยเรียกผมว่าผู้อำนวยการหน่อยนะครับ ฟังแล้วมันโก้ ภาคภูมิใจและครึ้มใจอย่างไรชอบกล มีเด็กตัวประกอบของเราคนหนึ่งชื่อวันทนีย์ สุรสิทธิ์เขาจดหมายฝากผมให้เล่นหนัง หน้าตาเข้าทีพอใช้ เด็กรุ่นสาวขาวท้วมยังไงล่ะ"

"อ๋อ หน้าตาจุ๋มจิ๋มเข้าทีดีครับ ยังไม่เป็นสนิม"

"ใช่ พูดจาอ่อนหวานกิริยามารยาทดีมาก เรียกผมผู้อำนวยการขาหนูยังงั้นหนูยังงี้ ผู้อำนวยการเหนื่อยไหมคะทานน้ำไหมคะ เด็กคนนี้เรื่องต่อไปผมให้เป็นนางเอกแน่นอน ไม่มีใครดูผมฉายดูของผมคนเดียวใครจะทำไม"

"ก็ดีครับ ผู้อำนวยการเป็นมหาเศรษฐี จะทำยังไงก็ทำได้ โรงฉายชั้นหนึ่งก็มีอยู่แล้ว สร้างหนังเสร็จก็ฉายดูกันเพียงสองสามคน อ้า-ผมรู้สึกว่าวันนี้ผู้อำนวยการมีสง่าราศีขึ้นมากสมเป็นผู้อำนวยการจริงๆ นะครับ ไม่ใช่ยอ"

กิมหงวนล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรใบละร้อยออกมาปึกหนึ่งยัดใส่กระเป๋าเสื้อเชิ้ทของจำรูญแล้วก็เดินยิ้มกริ่มไปจากที่นั้นด้วยความอิ่มเอิบใจในยาหอมของจอมตลกเอก

หลังจาก ๙.๐๐ น. ตัวละครซึ่งเป็นตัวประกอบไม่กี่คนก็มาถึงโรงถ่ายพร้อมหน้ากัน ทุกคนเข้าห้องแต่งตัว ผู้ชายอยู่ทางหนึ่งและผู้หญิงอยู่ห้องหนึ่งไม่ปะปนกัน แต่พระเอกนางเอกหรือตัวละครสำคัญ มีห้องพิเศษเหมือนกับภาพยนตร์ในฮอลลี่วู้ด ซึ่งมีการแบ่งชั้นวรรณะเป็นของธรรมดา

นาฬิการูปวงกลมขนาดใหญ่ในโรงถ่าย ซึ่งเป็นนาฬิกาไฟฟ้าบอกเวลา ๙.๐๐ น. ตรง ช่าง ไฟฟ้าและช่างเสียง ซึ่งเป็นวิศวกรที่สำเร็จมาจากต่างประเทศ และเป็นลูกศิษย์ของศาสตราจารย์ดิเรก เพราะมาเรียนวิชาไฟฟ้า และแสงเสียงเพิ่มเติมจากเขาได้มาถึงแล้ว ทั้งสองคนต่างเข้าประจำหน้าที่ ไม่ยอมพูดพล่ามทำเพลงทำงานแบบฝรั่ง คนหนึ่งเป็นวิศวกรไฟฟ้า ชำนาญในเรื่องไฟฟ้าและแสงสว่างมาก รู้กระทั่งว่าถ้าไฟฟ้าเดินทางมีแสงสว่างน้อยลง ก็ต้องซื้อถ่านเปลี่ยนใหม่ อีกคนเชี่ยวชาญทางเสียง โดยเฉพาะการบันทึกเสียงของภาพยนตร์พูด เคยเป็นช่างเสียงของโรงถ่ายพาราเม้าท์ในฮอลลี่วู้ดมาแล้ว คือฝึกทำงานหลังจากเรียนสำเร็จ

อาเสี่ยกิมหงวนผู้อำนวยการสร้าง และผู้กำกับการแสดงแต่งตัวแต่งหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาอยู่ในชุดสากลสีน้ำทะเล ผูกโบว์หูกระต่ายปล่อยผมยุ่งตามบทอาเสี่ยยืนอยู่ข้างประตูโรงถ่ายด้วยความอึดอัดใจ เพราะพูลสวัสดิ์ยังไม่มา และวงดนตรีในความควบคุมของสุรพล โทณะวณิก นักดนตรีนักแต่งเพลง และนักประพันธ์ชื่อดังคนหนึ่งแห่งยุคไอพ่นนี้ยังไม่มาโรงถ่าย

ตามเวลาที่กล่าวนี้ พวกศิลปินชื่อดังทั้งหญิงชายหลายคนที่มาดูการถ่ายทำหนังพิเศษสุด ระบบดิเรกราม่าสีธรรมชาติ ๑๔๐ ม.ม. ได้นั่งรวมกลุ่มสนทนากับพล นิกร และเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างสนิทสนม ชนะ ศรีอุบล กับสุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ นั่งขนาบข้างพลคนละข้าง ถัดไปก็คือ แมน ธีรพล มิตร ชัยบัญชา นั่งรวมกลุ่มกับนักข่าวและตากล้องหนังสือพิมพ์หลายฉบับ อดุลย์ ดุลยรัตน์ คงนั่ง เงียบๆ อยู่ทางด้านหลังเหมือนเช่นเคย ศิลปินสาวและวัยกลางคนรวมกันอยู่กลุ่มหนึ่ง เมตตา รุ่งรัตน์ พิสมัย วิไลศักดิ์ รัตนาภรณ์ อินทรกำแหง ณ ราชสีมา วิไลวรรณ วัฒนพานิช มนัส บุณยเกียรติ สมจิต ทรัพย์สำรวย และสีนวล แก้วบัวสาย อีกกลุ่มหนึ่งล้วนแต่ศิลปินอาวุโส สาหัส บุณหลง ทัต เอกทัต สมควร กระจ่างศาสตร์ ขณะนี้พวกศิลปินยังคงทยอยๆ กันมาเรื่อยๆ ทุกคนสนใจในการถ่ายทำหนังระบบดิเรกราม่าอย่างยิ่ง เพราะใช้ฟิล์มสีขนาด ๑๔๐ ม.ม. ซึ่งแม้แต่โรงถ่ายในฮอลลี่วู้ดก็ยังทำไม่ได้

คนใช้ของบ้าน "พัชราภรณ์" หลายคนทำหน้าที่เสิฟเครื่องดื่มให้พวกศิลปิน และชาวคณะหนังสือพิมพ์โดยทั่วหน้ากัน นิกรผุดลุกผุดนั่งชะเง้อคอมองดูรวงทองว่า เมื่อไรจะมายิ่งได้ยินเสียงเพลงรวงทองจากแผ่นเสียงดังเจื้อยแจ้วไปทั่วโรงถ่าย นิกรก็ชักวุ่นวายใจ

ไม่มีใครรู้ว่าอาเสี่ยกิมหงวน ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" เต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม ขณะที่เขายืนรอคอยช่างถ่ายภาพยนตร์และนักดนตรี เขาฝืนใจรับไหว้ และทักทายกับศิลปินที่พากันเข้ามาในโรงถ่าย บ้างก็มากับเพื่อนบางคน เช่นพันคำก็มาคนเดียว

เสี่ยหงวนถอนใจโล่งอก เมื่อเห็นชายหนุ่มในวัย ๓๐ เศษ เจ้าของร่างอ้วนเตี้ย ท่าทางสดชื่นรื่นเริงคนหนึ่งเดินผ่านประตูโรงถ่ายเข้ามา เขาคือสุรพล โทณะวณิก นายวงดนตรีที่ตกลงรับทำดนตรีประกอบเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" คือบรรเลงไปพร้อมกับการถ่ายทำภาพยนตร์ ตามคำสั่งของผู้กำกับ บรรเลงเบาบ้าง ดังบ้าง หรือบางทีก็ไม่ต้องบรรเลง ชายหนุ่มเจ้าของนามสุรพลหยุดชะงักยกมือไหว้เสี่ยหงวนอย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับใต้เท้า"

กิมหงวนสะดุ้งเหมือนถูกเข็มแทง

"อย่าให้ถึงยังงั้นเลยคุณสุรพล เรียกผมอย่างคนธรรมดาฯ ดีกว่า" แล้วเสี่ยหงวนก็หัวเราะยื่นมือให้จับ "พรรคพวกของคุณมาพร้อมกันแล้วหรือ"

"ครับ กำลังขนเครื่องดนตรีลงจากรถ"

อาเสี่ยมีสีหน้าชุ่มชื่นขึ้น

"ผมรอคุณเหมือนต้นข้าวคอยฝน"

สุรพลยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา

"ก็พึ่ง ๙.๓๕ เท่านั้นนี่ครับผู้อำนวยการ วงดนตรีของผมไม่เคยมาล่ากว่าเวลาที่นัดหรอกครับ ผมเลือกมือดีๆ มาทั้งนั้น"

"ก๊อดีน่ะซีคุณ คนกลองเป็นยังไง"

"อ๋อ แน่ครับ บรรเลงโขนกรมศิลปากรเป็นประจำเชียวครับ ตีหนักแน่นดุเดือดดีมาก เวลาทำเพลงเชิดยังงี้หมอตีกลองสั่นสะเทือนไปทั้งสองใบ"

กิมหงวนอ้าปากหวอ นัยน์ตาลืมโพลง

"คุณสุรพล" เขาร้องเอ็ดตะโร "นี่หมายความว่าคุณเอาวงดนตรีปี่พาทย์มาใช่ไหม"

สุรพลยิ้มแป้น

"ใช่ครับ"

ผู้อำนวยการสร้างทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"บัลลัยแน่" เสี่ยหงวนคราง "ผมตกลงกับคุณว่าอย่างไรบอกซิ"

สุรพลหยุดยิ้มทันที

"ผู้อำนวยการจ้างผมมาบรรเลงในวันนี้ตั้งแต่ ๑๐ นาฬิกา ถึง ๑๖ นาฬิกาครับ ตกลงกัน ๑,๐๐๐ บาท ผู้อำนวยการบอกผมแต่เพียงว่าดนตรีหนึ่งวงให้เลือกคนกลองมือดีๆ และให้เอาระนาดมาด้วย"

กิมหงวนทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"กลองน่ะผมหมายถึงกลองแจ๊ส เพราะเราจะมีโซโรกลองบางตอนที่เราถ่ายทำ แล้วก็ระนาดเหล็กเครื่องดนตรีสากล"

หัวหน้าวงดนตรีหน้าจ๋อย

"ก็ผู้อำนวยการไม่พูดให้ผมเข้าใจนี่ครับ สั่งผมอย่างนั้นผมก็ต้องเอาปี่พาทย์มา"

กิมหงวนแค้นหัวเราะ

"ผมอยากเอาหัวชนฝาโรงถ่ายให้ผมตายไปเสียรู้แล้วรู้รอด รวมความแล้วเราเข้าใจไปคนละทางไม่ใช่ความผิดของคุณหรอก คุณรีบพาพรรคพวกของคุณเอาเครื่องปี่พาทย์ไปเก็บและเอาเครื่องดนตรีสากลมาได้ไหมครับ แต่ต้องมาให้ถึงโรงถ่ายก่อน ๑๐ นาฬิกา เพราะเราจะเริ่มถ่ายหนังตามฤกษ์ ๑๐ นาฬิกา ๑๐ นาที

สุรพลนิ่งคิด

"เห็นจะไม่ทันหรอกครับผู้อำนวยการ"

"ทันซีน่า รีบไปรีบมา เสียค่ารถเท่าไรผมจ่ายให้"

สุรพลยิ้มแห้งๆ

"ไม่ทันแน่ครับ เบสกับลองผมจำนำไว้ที่โรงจำนำปากน้ำสมุทรปราการกว่าจะไปถึงกว่าจะไถ่กว่าจะกลับมานี่ก็ร่วมเที่ยงแล้ว"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก ก่อนที่เขาจะพูดอะไร นักดนตรีของสุรพลก็แบกเครื่องดนตรีเดินผ่านประตูโรงถ่ายเข้ามามีระนาดเอก, ระนาดทุ้ม, ฆ้องวง, กลองทัด, ตะโพน, ฆ้องโหม่ง คนปี่และเด็กตีฉาบเดินอยู่รั้งท้าย ผู้อำนวยการมองดูวงปี่พาทย์ของสุรพลอย่างเศร้าใจ

"เป็นอันว่าผมจำเป็นต้องใช้ปี่พาทย์ของคุณเพลงแบ็คกราวด์ เอาไม้นวมมาหรือเปล่าล่ะ"

"เอามาพร้อมครับผู้อำนวยการ ไม้นวมไม้แข็งไม้ตะแบกไม้ฉำฉามีครบ"

อาเสี่ยทำตาปริบๆ

"เคราะห์ดีที่คุญเอาเครื่องปี่พาทย์ธรรมดามา ถ้าเป็นเครื่องนางหงส์ชาวบ้านแถวนี้เขาก็คงคิดว่าพวกคุณมาประโคมศพในบ้านเราเป็นแน่"

สุรพลยิ้มระรื่น

"แต่เครื่องนางหงส์เพราะดีเหมือนกันนะครับผู้อำนวยการ แอ่-แอ-แอ๊-แอ-เท่งทึงๆๆๆ ฟังแล้วก็ต้องนึกและคิดว่า คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องเท่งทึงเหมือนกันทั้งนั้น"

เสี่ยหงวนอดหัวเราะไม่ได้

"เอาละครับอย่างพึ่งคุยกับผมเลย ไปตั้งวงของคุณให้เรียบร้อยขัดข้องอะไรบอกกับคุณจำรูญเขา

สุรพลเดินยิ้มกริ่มไปจากที่นั้น เขาเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่คณะพรรคสี่สหายของเราสมกับที่เขาเป็นนักดนตรีและนักแต่งเพลงชื่อก้อง แต่เดี๋ยวนี้ชักจะไส้แห้งบ้างแล้วตั้งแต่เริ่มเป็นนักเขียน อย่างไรก็ตามเขาก็สามารถเขียนเรื่องได้ดีพอๆ กับความสามารถในการแต่งเพลงของเขา

ผู้อำนวยการยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองดูเวลา ขณะนี้ ๙.๔๐ น. แล้วคนสำคัญอีกคนเดียวที่ยังไม่มาหรือยังมาไม่ถึงคือพูลสวัสดิ์ ธีมากร กิมหงวนโผล่ออกไปดูนอกประตูแลเห็นศิลปินหนุ่มสองคนกำลังเดินตรงมาที่โรงถ่ายอาเสี่ยก็โบกมือให้แล้วกลับเข้ามาในโรงถ่ายพาตัวเดินไปที่ห้องรับแขกเพื่อโทรศัพท์ไปถึงพูลสวัสดิ์

ภายในห้องรับแขกสงบเงียบไม่มีใคร กิมหงวนเดินมาหยุดยืนที่โต๊ะโทรศัพท์แล้วล้วงกระเป๋า ในบนของเสื้อสากล หยิบสมุดโน้ตเล่มหนึ่งออกมาพลิกดูหมายเลขโทรศัพท์ที่พูลสวัสดิ์บอกเขาไว้เมื่อคืนนี้

ผู้อำนวยการหรือ "นายห้าง" ท่องหมายเลขโทรศัพท์ของจอมตลกหนุ่มที่จดไว้จนจำได้ก็เก็บสมุดโน้ตไว้ในกระเป๋าเสื้อสากลของเขาตามเดิม กิมหงวนยกหูโทรศัพท์ขึ้นหมุนหมายเลขต่อตรงไปยังบ้านพักของพูลสวัสดิ์ ธีมากร

มีเสียงห้าวๆ พูดมาตามสาย

"ติ้กก่ออ้า"

อาเสี่ยสดุ้งโหยง

"ต่อผิดเสียแล้วครับเถ้าแก่ ขอโทษที ผมจะต่อไปที่บ้านคุณพูลสวัสดิ์ไง๋มาที่นี่ ตอนนี้เขาขุดถนนฝังท่อสายโทรศัพท์มันคงพันกันยุ่ง ขอโทษนะครับ"

"ขอโท่กทังไล นี่บ้างอาพูงสิหวักถูกเลี้ยว"

เสี่ยหงวนทำคอย่น

"อ้อ ยังงั้นหรือครับ เถ้าแก่เป็นใครล่ะครับ"

"ผมเป็งเพื่อนพูงสิหวักครับ อย่าเรียกผมเถ้าแก่ เรียกผมอาเสี่ยลีก่าครับ แฮ่ะ แฮ่ะ นั่งที่ไหนครับ"

ผู้อำนวยการยิ้มออกมาได้

"โรงถ่ายหนังเฉลิมมิตรภาพยนตร์ครับ"

"โรงถ่ายหนัง ถ่ายทังไลครับ"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เอาเถอะครับ เสี่ยอย่าพึ่งทักผมเลย พูลสวัสดิ์อยู่ไหมครับ"

"อยู่ครับ แต่อียังไม่ตื่งนอง"

กิมหงวนนัยน์ตาเหลือก

"ยังไม่ตื่นนอน " เขาตะโกนสุดเสียง "เสี่ยช่วยไปปลุกเขาหน่อยได้ไหมครับ บอกเขาว่าผู้อำนวยการบริษัทเฉลิมมิตรจะพูดด้วยมีธุระร้อนมาก"

"ทู่ระร้อง"

"ครับ กรุณาช่วยปลุกเขาหน่อยนะครับ"

"ไล่ ปุกไล่ แต่ตื่งไม่ตื่งผมไม่รับรอง อาพูงอีหลับเลี้ยวปุกลำบากอีนองง่ายแต่ตื่งยาก รอปูเหลียวนะครับ อย่างช้าอีกหนึ่งชั่วโมงพูงจะมาพู่กกับคุณ"

กิมหงวนถอนหายใจเฮือกใหญ่นึกสวดพูลสวัสดิ์ตากล้องเงินล้านในใจ เหลือเวลาอีก ๓๐ นาทีเท่านั้นภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ก็จะต้องเดินกล้องเป็นปฐมฤกษ์ แต่พูลสวัสดิ์ยังไม่ตื่นนอน จะว่าเขาลืมนัดก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ ผู้อำนวยการสร้างยืนกระสับกระส่ายอยู่ในราว ๒ นาที เขาก็ยิ้มออกมาได้เมื่อเสียงพูลสวัสดิ์พูดแจ๋วๆ มาตามสาย

"ฮัลโหล นายห้างแบกะดินหรือครับ"

กิมหงวนเม้มปากแน่น

"ถูกแล้ว ผมเอง ว่ายังไงครับคุณพูล คุณพึ่งตื่นนอนใช่ไหม"

"ครับ พึ่งตื่นเดี๋ยวนี้ เสี่ยย้งเพื่อนผมเขาไปปลุกผมบอกว่านายห้างต้องการพูดโทรศัพท์กับผม

เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะ

"ช่วยบอกผมหน่อยเถอะครับคุณพูลสวัสดิ์ ขณะนี้เวลากี่โมงครับ"

"เอ๊ะ นาฬิกาที่โรงถ่ายไม่มีหรือครับ"

"มี แต่ผมต้องการคำตอบจากคุณ บอกผมซีว่าขณะนี้เวลาเท่าไร"

"อ้า-นาฬิกา ตามเวลาของนาฬิกาข้อมือยี่ห้อโยนเทอร์น่าของผม ๙ นาฬิกา ๔๐ นาทีพอดีครับ"

ผู้อำนวยการขบกรามกรอด

"แล้วทำไมคุณยังไม่มาถึงโรงถ่าย"

"อ้าว นัดผมสี่โมงเย็นนายห้างจะให้ผมไปป่านนี้ผมก็คอยอ่วมน่ะซีครับ ปู้โธ่-ไม่ต้องวิตกหรอกครับ วันนี้ผมตั้งใจจะพักผ่อนให้สบายใจ พอสี่โมงเย็นผมก็จะไปถึงโรงถ่ายเพื่อเตรียมฟิล์มและกล้องไว้ให้พร้อม"

กิมหงวนทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม เขาพูดกรอกโทรศัพท์เสียงเอียดตะโรลั่น

"ผมนัดสี่โมงเช้าไม่ใช่สี่โมงเย็น"

"ฮ้า อย่าล้อเล่นน่านายห้าง"

"ไม่ใช่ล้อ เรากำลังพูดกันอย่างเป็นงานเป็นการ ขณะนี้ตัวละครกับเจ้าหน้าที่ทุกแผนกตลอดจนนักดนตรีเขาพร้อมแล้วขาดคุณคนเดียวเท่านั้น คืนวันนั้นที่ผมนัดคุณสงสัยว่าคุณคงเมาเป็นแน่ มีอย่างที่ไหนวันเดินกล้องเป็นปฐมฤกษ์ผมจะนัดสี่โมงเย็นใครๆ ก็ได้ยินว่าผมนัดสี่โมงเช้า คุณยังบอกผมว่าตอนสายฤกษ์ดีกว่าตอนเที่ยงหรือบ่าย"

"เอ-ถ้ายังงั้นผมเข้าใจผิดแน่ครับ ผมนึกออกแล้วครับนายห้างวันนี้ผมนัดซ้อมละครโทรทัศน์เวลาสี่โมงเย็น"

เสี่ยหงวนพูดตัดบท

"อย่ามัวพูดโอ้เอ้ให้เสียเวลาเลยครับ รีบมาโรงถ่ายเดี๋ยวนี้ บ้านคุณอยู่ห่างจากโรงถ่ายไม่ถึงสองกิโลเมตร คุณคงมาทัน เร็วนะครับ ผมแถมค่ารถให้คุณเป็นพิเศษอีก ๕๐๐ บาทสำหรับการถ่ายในวันนี้"

"ครับ ครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้ นายห้างช่วยยัดเงินค่ารถใส่ลำโพงโทรศัพท์มาให้ผมได้ไหมครับ"

อาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ใส่ยังไงกัน มันไม่มีช่องนี่นา มาเอาที่ผมเถอะ เลิกกันเถอะนะ"

ผู้อำนวยการวางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิมแล้วล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบแอสไพรินออมมากำหนึ่งยกขึ้นใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ กลืนมันลงไปในท้องเพื่อช่วยระงับอาการปวดศรีษะอย่างแรง

๑๐.๐๕ น. แล้ว

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วโรงถ่าย ตัวละครที่จะแสดงภาพยนตร์ฉากปฐมฤกษ์ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ทางซ้ายของฉาก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากหมุบหมิบท่องบทของท่านเบาๆ ซึ่งท่านจำได้อย่างคล่องแคล่ว นักดนตรีคือวงปี่พาทและคณะสุรพล โทณวณิกกำลังลองเสียงระนาดหรือฆ้องวง จำรูญหนวดจิ๋มที่ปรึกษาของบริษัทซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้กำกับการแสดงแทนอาเสี่ยกิมหงวนในฉากนี้ต้องเตรียมงานอย่างเหน็ดเหนื่อย พล พัชราภรณ์ กับ นิกร การุณวงศ์ นั่งอยู่ในกลุ่มศิลปินและนักหนังสือพิมพ์ อาเสี่ยกิมหงวนเดินพล่านรอบโรงถ่ายรอคอยพูลสวัสดิ์อย่างเร่าร้อนใจเพราะเหลือเวลาอีกเพียง ๕ นาทีเท่านั้น เจ้าแห้วแต่งตัวตามสภาพของคนใช้และแต่งหน้าเรียบร้อยแล้ว เขายืนอยู่ข้างจำรูญใกล้ๆ กับกล้องถ่ายท่าทางของเจ้าแห้วกระสับกระส่ายเพราะอยากเล่นหนังเต็มทน เมื่อนาฬิกาประจำโรงถ่ายบอกเวลา ๑๐.๐๗ น. เจ้าแห้วก็กล่าวกับจำรูญเบาๆ ว่า

"รับประทานลงมือหรือยังล่ะครับ"

จอมตลกอาวุโสหันมายิ้มให้เจ้าแห้ว

"รับประทานคนถ่ายยังไม่มาจ้ะนายแห้วจ๋า ใจเย็นๆ น่า อย่างไรเธอก็ต้องได้เล่นหนังเรื่องนี้แน่ๆ "

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานคุณถ่ายแทนคุณพูลสวัสดิ์ไม่ได้หรือครับ ถ่ายไปด้วยแล้วก็กำกับไปด้วย"

"ว้า-อั๊วถ่ายไม่เป็น บอกตั้งหลายหนแล้วว่าไม่เคยถ่ายหนัง เคยแต่ถ่ายท้องหรือถ่ายของที่จำนำไว้"

ทันใดนั้นเอง พูลสวัสดิ์ ธีมากร ก็พาตัวเดินผ่านประตูโรงถ่ายเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผย พวกศิลปินเห็นพูลสวัสดิ์ต่างก็หัวเราะกันอย่างครื้นเครง บางคนก็ร้องตะโกนเรียกเขาและตบมือให้เขา

ใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ตากล้องเงินล้านของเราไม่เลวโว้ยแต่งสากลซะด้วย"

เจ้าหนุ่มจอมตลกผู้ไม่ซ้ำแบบใครโบกมือให้พวกศิลปินทั้งหลายซึ่งล้วนแต่ชอบพอรักใคร่กับเขาทั้งนั้น บางคนก็เป็นเพื่อนสนิทของเขาเคยร่วมกินร่วมนอนและร่วมแสดงแบบกาชาดมาด้วยกันแล้ว เสี่ยหงวนโล่งใจเหมือนกับยกภูเขาหิมาลัยลงจากอกเขา อาเสี่ยกวักมือเรียกแล้วร้องตะโกนลั่น

"เร็ว คุณพูล อีกสามนาทีเท่านั้น"

พูลสวัสดิ์เดินยิ้มกริ่มเข้ามาหาผู้อำนวยการ เขาไม่ได้แสดงท่าทีร้อนรนแม้แต่น้อยแสดงว่าเขาเป็นคนเยือกเย็น เขายิ้มให้เสี่ยหงวนและกล่าวว่า

"ทำอะไรใจร้อนมักจะเสียงานเสียการนะครับนายห้าง ผมไม่ได้รีบร้อนอะไรแต่ผมก็มาทันเวลา ผมอาบน้ำแปรงฟันแล้วก็แต่งตัวอย่างพิถีพิถัน ดูซีครับผมผูกไทเงื่อนกะลาสีอย่างเรียบร้อย แม้แต่ รองเท้าของผมผมก็ผูกเชือกไม่ใช่ว่าตาลีตาเหลือกรีบมา คนเราสำคัญที่ใจครับ เพื่อนๆ เขายอมรับว่าผมเป็นคนใจเย็นที่สุด โดยเฉพาะการแต่งตัวผมต้องประณีตที่สุด"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาเสียก่อนจึงกล่าวกับพูลสวัสดิ์ว่า

"ผมดีใจมากที่คุณมาทันเวลา คุณเป็นคนใจเย็นและแต่งตัวเรียบร้อยจริงๆ แม้แต่เสื้อสากลคุณก็กลัดลูกดุมแสดงว่าคุณเป็นคนที่มีความเป็นระเบียบ ใจเย็นแล้วก็รักสวยรักงาม แต่ว่าในโรงถ่ายนี่มีสุภาพสตรีอยู่หลายคน คุณนุ่งกางเกงในสวมเสื้อสากลอย่างนี้ไม่น่าเกลียดหรือครับ"

พูลสวัสดิ์สะดุ้งเฮือกเย็นวาบไปทั้งตัว เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นโรงถ่าย จอมตลกรูปหล่อค่อยๆ ก้มลงมองดูตัวเอง พอแลเห็นท่อนร่างของเขาสวมกางเกงในบางๆ สีชมพูอ่อนแต่สวมถุงเท้ารองเท้าเรียบร้อยพูลสวัสดิ์ก็ทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"โอ๊ย " เขาร้องเหมือนกับถูกยิง "นี่ผมออกจากบ้านมาโรงถ่ายในสภาพเช่นนี้หรือครับนายห้าง"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"ใช่ อย่าสงสัยเลยคุณ"

พูลสวัสดิ์ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ รู้สึกอับอายขายหน้าพวกศิลปินหญิงอย่างยิ่ง เขาพยายามโกหกตัวเองและโกหกเสี่ยหงวนว่าเขาเป็นคนใจเย็นแต่แล้วการกระทำของเขาก็บอกให้ใครต่อใครรู้ว่าเขาไม่ใช่คนสุขุมเยือกเย็นเลย

"นายห้าง นายห้างครับ ผมตายแน่ ทำยังไงดีครับ"

กิมหงวนยิ้มให้พูลสวัสดิ์

"วิ่งไปหาคนเครื่อง" เขาหมายถึงผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งทำหน้าที่จัดเครื่องแต่งกายให้ตัวละครและเป็นผู้เก็บรักษาเครื่องแต่งกายตัวละครด้วย "เร็ว...คุณพูล ไปขอกางเกงเขานุ่งสักตัวแล้วถอดเสื้อแขวนไว้ในห้องนั้นรีบออกมาประจำกล้องในนาทีนี้

"พูลสวัสดิ์ค่อยๆ ชำเลืองมองไปทางกลุ่มศิลปินและพวกนักข่าว แล้วเขาก็ย่อตัวลงต่ำกระโดดตัวลอยวิ่งอ้าวไปจากที่นั้น ช่างภาพของ "ดาราไทย" สามารถจับภาพพูลสวัสดิ์ไว้ได้ ส่วนช่างภาพของหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวกับภาพยนตร์และหนังสือพิมพ์รายวันอีกหลายฉบับมัวแต่หัวเราะเลยถ่ายไม่ทัน

ในนาทีนั้นเอง ตากล้องเงินล้านก็เดินออกมาตามช่องแคบๆ มุมโรงถ่าย เขาสวมกางเกงขา ยาวสีเทาซึ่งเป็นกางเกงของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขากางเกงจึงสั้นเตินเต่อแค่หัวเข่า แต่ส่วนท้องกางออกไปและเอวหลวมโพลกต้องใช้เชือกเส้นหนึ่งคาดเอวไว้ จำรูญ หนวดจิ๋มกล่าวกับตากล้องเงินล้านอย่างเป็นงานเป็นการ

"เร็วประจำที่ เหลือเวลาอีกนาทีเดียว เจ้าหน้าที่ทุกแผนกประจำที่และเตรียมพร้อม"

พูลสวัสดิ์ขึ้นไปนั่งบนม้านั่งที่กล้องถ่ายหนัง ไฟฟ้าในโรงถ่ายเปิดสว่างจ้าราวกับกลางวัน พูลสวัสดิ์ใช้เครื่องมือพิเศษของศาสตราจารย์ดิเรกวัดแสงและวัดระยะในตัว จำรูญปล่อยตัวละครออกไปแล้วคือเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งในเรื่องมีนามว่า พระยาบริบูรณ์ธนสาร มหาเศรษฐีคนหนึ่งแห่งประเทศไทย จำรูญเข้านั่งประจำที่ คือเก้าอี้ของผู้อำนวยการและผู้กำกับการแสคงซึ่งอยู่ทางหลังกล้อง ต่อจากนั้นเขาก็สั่งงานโดยเครื่องขยายเสียง

"ทุกคนโปรดทราบ เมื่อไฟสีเหลืองที่ผนังโรงถ่ายปรากฏขึ้นคู่กับไฟเขียวก็ขอให้ท่านสงบเงียบ ใครพูดอะไรค้างอยู่ก็พูดเสียให้เสร็จๆ ที่กำลังจะพูดก็อดใจทนเปรี้ยวปากไว้ก่อนอย่าพึ่งพูด ภาพยนตร์ที่จะถ่ายทำนี้เป็นหนังพูดครับไม่ใช่หนังใบ้ ระหว่างการถ่ายเสียงจุดไม้ขีดหรือเสียงปิ๊ดป๊าดเพียงเบาๆ ก็จะถูกบันทึกลงในฟิล์ม เมื่อไฟสีแดงปรากฏขึ้นการถ่ายจะเริ่มทันที"

ม่านกำมะหยี่สีดำที่ประตูโรงถ่ายทั้งด้านหน้าและด้านหลังถูกดึงเข้ามาปิดแล้ว คนยามยืนประจำอยู่นอกประตูด้านละคนเพื่อคอยขัดขวางไม่ให้ผู้ใดเข้ามาในโรงถ่ายระหว่างที่กำลังถ่ายหนัง

ในฉากห้องโถงของคฤหาสน์หลังนั้นซึ่งตกแต่งอย่างสวยงามสมกับเป็นบ้านของมหาเศรษฐี เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งไขว่ห้างอ่านหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่งอยู่บนโซฟาตามลำพัง เมื่อเสียงออดสัญญาณดังขึ้นและไฟเขียวที่ผนังโรงถ่ายปรากฏไฟสีเหลืองเปิดขึ้นคู่กันท่านเจ้าคุณก็รู้สึกใจเต้นระทึก ความประหม่ากลัวกล้องและกลัวว่าจะแสดงไม่ดีได้เกิดขึ้นแก่ท่านทีละน้อย ยิ่งได้ยินเสียงจำรูญสั่งงานตลอดเวลาท่านก็หายใจไม่ทั่วท้อง ไฟฉายและไฟราวเหนือศีรษะท่านทำให้ท่านร้อนเหมือนอยู่ในเตาอบ ถึงแม้มีพัดลมตั้งช่วยพัดให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ร้อนอ้าวจนเหงื่อหัวล้านไหลโซม

อาเสี่ยยืนอยู่นอกฉากมองดูท่านเจ้าคุณอย่างชื่นชมซึ่งในเรื่องเขาคือลูกชายและทายาทของท่าน

"คุณอาครับ เช็ดเหงื่อหัวล้านออกเสียหน่อยซีครับ"

ท่านเจ้าคุณหันมาค้อนเสี่ยหงวน

"ไม่ต้องเช็ดหรอกโว้ย เช็ดแล้วมันก็ไหลออกมาอีกถ่ายหรือยังล่ะ"

ผู้อำนวยการหันไปโบกมือบอกจำรูญเป็นสัญญาณให้เริ่มงานได้ นาฬิกาเรือนใหญ่ประจำโรงถ่ายบอกเวลา ๑๐.๑๐ น. ตรงตามฤกษ์พอดี

ไฟเขียวเหลืองดับ ไฟสีแดงที่ผนังโรงถ่ายทุกด้านปรากฏขึ้น คนดูเงียบกริบ ผู้กำกับชั่วคราวคือจำรูญ หนวดจิ๋มสั่งยิงกล้องซึ่งเป็นภาพลองช็อท แลเห็นห้องโถงทุกด้านทุกมุมตามระบบของกล้อง ดิเรกราม่าใช้ฟิล์มสี ๑๔๐ มม. เจ้าคุณปัจจนึกฯ คงติดอยู่ในฟิล์มเต็มตัว พูลสวัสดิ์ตัวเนื้อสั่นเหมือนเจ้าเข้า เขาตื่นเต้นเกินไปนั่นเอง ไม่เชื่อความสามารถของตัวเองว่าเขาจะถ่ายหนังด้วยกล้องพิเศษขนาดยักษ์ได้ดี

จำรูญกำกับการแสดงด้วยวิธีใบ้ คือยกมือบอกตัวละคร พอกล้องเดินปี่พาทย์ของคณะสุรพล โทณวณิกก็บรรเลงเพลงแผ่วเบาด้วยไม้นวมในทำนองเพลง "ลาวคำหอม" ซึ่งความจริงก็น่าฟังและเหมาะที่จะใช้ประกอบแก่ภาพยนตร์ไทยอย่างยิ่ง เพื่อให้บรรยากาศเป็นไทยจริงๆ

เมื่อจำรูญโบกมือให้ปี่พาทย์หยุดบรรเลง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พับหนังสือพิมพ์วางลงบนโต๊ะพอดี เจ้าแห้วนำถาดเครื่องดื่มมาเสิฟให้ท่าน เจ้าแห้วยืนหันรีหันขวางแล้วหันมามองดูจำรูญ หนวดจิ๋ม ตลกเอกบุ้ยใบ้ให้เจ้าแห้วนั่งคุกเข่าลงเบื้องหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วทำหน้าเลิ่กลั่กแล้วเผลอตัวกล่าวถามจำรูญเบาๆ

"ให้ผมนั่งใช่ไหมครับ"

พวกที่ดูการถ่ายภาพยนตร์ต่างหัวเราะครืน จำรูญแยกเขี้ยวยกฝ่ามือข้างขวาปิดหน้าผากตัวเอง ร้องบอกพูลสวัสดิ์ตากล้องเงินล้าน

"ตัด"

กล้องถ่ายภาพยนตร์ดิเรกราม่าหยุดทำงานทันที กิมหงวนเดินเข้ามาในฉาก ยกเท้าขวาเหวี่ยงลูกแปถูกก้นเจ้าแห้วดังป้าบ

"อ้ายบัดซบ แกน่ะควรจะเกิดเป็นควายมากกว่าเป็นคนรู้ไหม ซ้อมไว้เรียบร้อยแล้ว ยังเสือกถามเขาอีก แกรู้หรือเปล่าเสียงของแกมันเข้าไมโครโฟน ที่เขาห้อยลงมาบนกบาลแกและถูกบันทึกไว้ในฟิล์ม เป็นอันว่าเสียฟิล์มไปหลายฟุตแล้วเพราะแก"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานพอเอาจริงเอาจังเข้า มันไซ้ครับอาเสี่ยรับประทานผมตื่นเต้น จนบอกไม่ถูก"

อาเสี่ยมองดูเจ้าแห้วอย่างเดือดดาล ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งหัวเราะหึๆ กล่าวกับกิมหงวนว่า

"คบใครไม่คบ คบอ้ายแห้ว" ท่านเจ้าคุณพูดพลางหัวเราะพลาง

เสี่ยหงวนขบกรามกรอด

"ฉันอยากฆ่าแกเหลือเกินอ้ายแห้ว ไปออกไปคอยอยู่นอกฉาก ถ้าแกทำให้ต้องถ่ายใหม่อีกครั้ง ฉันจะเปลี่ยนตัวคนใช้ใหม่" พูดจบผู้อำนวยการก็หันไปโบกมือบอกจำรูญ "รีเท็คคุณจำรูญ"

การถ่ายทำต้องย้อนต้นอีก ซึ่งภาษาหนังเรียกว่ารีเท็คเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายพร้อมแล้ว เมื่อไฟแดงปรากฏขึ้น เสียงพึมพำก็เงียบกริบลงทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกหนังสือพิมพ์รายวันฉบับนั้นขึ้นอ่านตามเดิม

จำรูญใช้สัญญาณใบ้ให้พูลสวัสดิ์เริ่มลั่นกล้องได้ ท่านเจ้าคุณพับหนังสือพิมพ์วางลงบนโต๊ะ ในเวลาเดียวกับที่เจ้าแห้วถือถาดเงินใส่แก้วน้ำผลส้มคั้นเดินเข้ามา คราวนี้เจ้าแห้วแสดงได้แนบเนียนขึ้น เขาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าวางถาดลงบนโต๊ะ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามเจ้าแห้วพร้อมกับเอื้อมมือหยิบแก้วน้ำผลส้มแช่เย็น

"นี่อ้ายจอน แกรู้หรือเปล่าว่านายของแกหายหัวไปไหนสามวันแล้วนะ ที่คำรนหายไปจากบ้าน"

เจ้าแห้วในบทบาทของเจ้าจอน เปลี่ยนท่านั่งเป็นพับเพียบ

"รับประทานคุณคำรนบอกกระผมว่าจะไปซ้อมยิงปืนพกกับเพื่อนๆ ครับ"

จำรูญบอกใบ้ให้พูลสวัสดิ์ หยุดถ่ายเพียงแค่นี้ และสั่งคนงานให้เลื่อนเครนเข้าไป เพื่อเปลี่ยนมุมใหม่ถ่ายเป็นภาพมีเดียมลอง คือเห็น ๓ ส่วน และจะโชว์เครื่องตกแต่งฉากอีกด้านหนึ่งทางบันไดขึ้นชั้นบน ซึ่งช่างฉากได้สร้างฉากห้องโถงนี้เหมือนกับตึกใหญ่จริงๆ โดยเฉพาะฉากนี้เป็นฉากแรกของเรื่องและผู้อำนวยการสร้างต้องการให้สวยงามหรูหราที่สุดจึงลงทุนสร้างถึง ๓๐๐,๐๐๐ บาท เท่ากับหนังไทย ๑๖ ม.ม. หนึ่งเรื่อง

ระหว่างที่พูลสวัสดิ์เตรียมกล้องและวัดระยะวัดแสง จำรูญได้พาตัวเดินเข้าไปในฉากด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เขากล่าวชมเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างจริงใจว่า

"ใต้เท้าแสดงได้ดีจริงๆ ครับ ท่าทางสง่าภาคภูมิราวกับเจ้าคุณจริงๆ "

"อ้าว" ท่านเจ้าคุณอุทาน "นี่ผมไม่ได้เป็นเจ้าคุณจริงๆ หรอกหรือคุณจำรูญ คุณถ้าจะลืมไปแล้วว่าผมเป็นพระยาพานทอง พลเอก พระยาปัจจนึกพินาศ"

จำรูญยิ้มน่าสงสาร รีบยกมือไว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"ประทานโทษเถอะครับใต้เท้า ผมลืมนึกไปครับ แฮ่ะ แฮ่ะ" แล้วเขาก็ยิ้มให้เจ้าแห้ว "เธอแสดงได้ดีพอใช้นายแห้ว แต่ตัวของเธอแข็งเหมือนท่อนไม้ เหมือนศิลปินหัดใหม่"

"จริงครับ" เจ้าแห้วยอมรับ "รับประทานเห็นไฟแดงบนกล้อง รับประทานมันตื่นเต้นจนบอก ไม่ถูก รับประทานช่วยกำกับผมให้มากๆ หน่อยนะครับ ผมพึ่งรู้เดี๋ยวนี้ว่าการเล่นหนังไม่ใช่ง่ายเหมือนปอกกล้วยรับประทาน โดยเฉพาะหน้าที่ผู้กำกับด้วยแล้ววุ่นวายไปหมด"

เสี่ยหงวนเดินเข้ามาหาจอมตลกอาวุโส

"เป็นยังไงคุณจำรูญ พอไปได้ไม่ใช่หรือ"

"ครับ พอไปได้ เจ้าคุณท่านแสดงได้ดีแล้ว นายแห้วบทแข็งไปหน่อยก็ไม่สำคัญนัก"

"ดีแล้วครับถ่ายต่อไปได้"

จำรูญกับเสี่ยหงวนต่างถอยออกไปนอกฉาก การถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" เริ่มต่อไป มีการเปลี่ยนมุมถ่ายบ่อยๆ เพื่อต้องการความสวยงาม เจ้าคุณบริบูรณ์ฯ คือเจ้าคุณปัจจนึกฯ ปรารภกับเจ้าจอนหรือเจ้าแห้ว ลูกชายโทนของท่านซึ่งไม่รับประทานถ่าน ชอบเที่ยวเตร่คบพวกนักเลงอันธพาลและพึงพอใจในการต่อสู้เผชิญภัย

ตอนหนึ่งกล้องถ่ายเป็นภาพลองช็อทอีกครั้ง อาเสี่ยกิมหงวนซึ่งรับบทเป็นพระเอกเดินผ่านประตูเข้ามาในท่าทางมึนเมา พวกคนดูยกมือปิดปากหัวเราะไปตามกัน ขบกันผู้อำนวยการสร้างที่ทำหน้าที่ทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว แม้กระทั่งเป็นพระเอกในเรื่องนี้ เสี่ยหงวนมีบทบาทใช้ไม่ได้ แต่จำรูญไม่กล้าติ เป็นธรรมดาอยู่เองที่คนในบริษัททั้งหลายนั้นจะต้องยกย่องชมเชยผู้อำนวยการบริษัท ถึงแม้จะทำอะไรไม่ได้ความ พวกลูกน้องก็ต้องว่าดีหรือว่าแน่

เจ้าคุณบริบูรณ์ฯ ผุดลุกขึ้นยืนมองดูลูกชายของท่านอย่างเคืองๆ กล้องค่อยๆ เลื่อนเข้ามาหาเปลี่ยนมุมไปในตัว เครนประจำกล้องมีล้อยางสูบลมใช้คนงานเข็นตามคำสั่งของพูลสวัสดิ์ที่เพียงแต่ใช้มือโบกเป็นสัญญาณ

"แกหายหน้าไปไหนมาวะคำรน"

"เปล่า ผมไม่ได้หายไปแต่หน้า ผมหายไปตั้งตัว"

"อย่ามาเล่นสำนวนกับพ่อ เดี๋ยวแกจะเจ็บตัว แกโตแล้วนะกิมหงวน....เอ๊ย...คำรน แกควรจะช่วยฉันประกอบกิจการค้าขายให้สมกับที่แกเป็นลูกโทนของพ่อ"

"ผมช่วยอะไรไม่ได้ มันเป็นความผิดของผมหรือครับที่คุณพ่อมีลูกคนเดียว คุณพ่อเป็นมหาเศรษฐีควรจะมีลูกสักห้าหกโหล ผมกลับมาบ้านก็เพื่อจะเรียนคุณพ่อว่า ผมจะต้องขอลาไปอยู่ที่อื่น"

"แกจะไปไหน"

"อ๋อ พเนจรซีครับ ผมจะท่องเที่ยวไปทั่วทุกหัวระแหงและบางทีผมอาจจะยึดอาชีพเป็นโจร"

คุณหญิงวาดเดินนำหน้าพาสี่นางผ่านม่านกำมะหยี่สีดำที่ประตูหน้าโรงถ่ายเข้ามาในตอนนี้พอดี ขณะที่การถ่ายทำกำลังดำเนินไปด้วยดีและภายในโรงถ่ายสงบเงียบได้ยินแต่เสียงเจรจาของตัวละครเท่านั้น

"แม่โว้ย" คุณหญิงวาดร้องเสียงลั่น "กำลังถ่ายบทพ่อหงวนพอดี ฮิ ฮิ พ่อลูกกำลังทะเลาะกัน นี่ก๊อพึ่งเริ่มต้นเรื่องเท่านั้น ตอนพระเอกลาพ่อไปเป็นโจรห้าร้อย"

จำรูญเย็นวาบไปหมดทั้งตัว ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง เขาส่งสัญญาณให้ พูลสวัสดิ์หยุดเดินกล้องเพียงเท่านี้ พล พัชราภรณ์ รู้สึกอับอายขายหน้าพวกศิลปินอย่างยิ่งที่คุณหญิงวาดบุกเข้ามาส่งเสียงเอะอะ เขารีบลุกขึ้นเดินเข้าไปหาคุณหญิงวาดกับสี่นาง ซึ่งยืนรวมกลุ่มกันอยู่กลางโรงถ่าย

"คุณแม่ "

"หา ว่ายังไงลูก"

"เขากำลังถ่ายหนังกัน" พ.อ. พล พูดเกือบเป็นเสียงกระซิบ "คุณแม่เข้ามาในโรงถ่ายทำไมถึงส่งเสียงเอะอะล่ะครับ"

คุณหญิงวาดชักฉิว

"เอ๊ะ นี่แกจะมาปิดปากฉันห้ามไม่ให้ฉันพูดอะไรบ้างเลยยังงั้นเรอะ ฉันเป็นเจ้าของโรงถ่าย และเป็นเจ้าของบริษัทภาพยนตร์นี้คนหนึ่งนะโว้ย"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"แต่เสียงของคุณแม่ติดเข้าไปในฟิล์มแล้วครับ หนังตอนนี้ต้องถ่ายใหม่เฉพาะที่มีเสียงคุณแม่พูดเมื่อกี้นี้"

คุณหญิงวาดหน้าเหรอ

"งั้นเรอะ แย่ละโว้ย พึ่งนึกได้เดี๋ยวนี้เองว่าเขาถ่ายหนังพูดไม่ใช่หนังใบ้ พ่อหงวนมันคงโมโหแย่" พูดจบท่านก็รีบเดินเข้าไปหาเสี่ยหงวนกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของใครต่อใคร พล พัชราภรณ์พาสี่นางไปนั่งดูการถ่ายทำหนัง รวมกลุ่มกับพวกศิลปินและนักข่าวหนังสือพิมพ์

ผู้อำนวยการสร้างมองดูคุณหญิงวาดอย่างเดือดดาล

"คุณอาเสียงดังฟังชัดดีนะครับ" เสี่ยหงวนพูดประชด

"ใช่ พออาได้รับพระราชทานตราตั้งเป็นคุณหญิงเสียงของอามันก็ดังขึ้นเอง ตอนหลังพูดเบาๆ กับใครไม่เป็น อ้า เสียงของอาติดเข้าไปในฟิล์มใช่ไหม"

"ก็ติดน่ะซีครับ ถึงอยู่ห่างไมโครโฟนก็ติด เพราะในโรงถ่ายกำลังเงียบ แม้แต่จิ้งจกร้องก็มีเสียงของมันอยู่ในฟิล์ม"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ

"ขอโทษทีพ่อหงวน อาไม่ตั้งใจจะทำให้งานของเธอเสียหายหรอก เห็นพ่อพลเขาว่าต้องอีเอ๊กอีกไม่ใช่หรือ"

กิมหงวนเผลอตัวหัวเราะก้าก

"รีเท็คครับไม่ใช่อีเอ๊ก อีเอ๊กน่ะมันเสียงไก่ขัน"

"ไม่รู้เรอะ อาไม่เคยเรียนภาษาฝรั่งมังค่า ถ่ายใหม่ก็ถ่ายใหม่ไง๋ต้องบอกว่ารีเท็ครีเทิ๊กตวักตะบวยอะไรกัน เมื่อคำภาษาไทยของเรามีใช้อยู่แล้ว เราก็ควรใช้ภาษาของเรา" พูดจบท่านก็หันมายิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ "เป็นยังไงบ้างคะเหนื่อยไหม"

"เหนื่อยครับ รู้สึกว่าเหนื่อยทั้งกายทั้งใจขณะที่กล้องเดิน"

"นั่นน่ะซีคะ เหงื่อหัวล้านไหลโซมทีเดียว"

ท่านเจ้าคุณหยุดยิ้มทันที คุณหญิงวาดกวาดสายตามองไปรอบๆ ฉากห้องโถง แล้วก็นึกชมในใจว่าฉากนี่ช่างสวยงามมาก เหมือนกับห้องโถงของคฤหาสน์ใหญ่แห่งใดแห่งหนึ่ง ต่อจากนั้นท่านก็เดินกลับไปทางหลังกล้อง พวกนักข่าวหนังสือพิมพ์และศิลปินหลายคนที่รู้จักท่านต่างพากันยกมือไหว้และทักทายคุณหญิงอย่างนอบน้อม คุณหญิงปราดเข้าไปนั่งข้างชนะ ศรีอุบล พระเอกรูปหล่อ

"มาดูเขาถ่ายทำหนังหรือพ่อชนะ"

"ครับ"

"น่าเสียดายที่เธอไม่ยอมรับแสดงเป็นพระเอกหนังเรื่องนี้ ถ้าเธอเล่นเป็นพระเอกคนหนึ่งในสามคนของ "สามเสือเหี้ยม" ป้าคิดว่าหนังเรื่องนี้คงมีคนดูแน่นเป็นประวัติการณ์ทีเดียว"

ชนะยิ้มอ่อนโยน

"บทมันเล่นยากเกินความสามารถของผมครับคุณป้า ให้เฮียกับพี่พลและพี่กรแสดงเป็นตัวสามเสือดีแล้วนี่ครับ"

"โฮ้ย ดีอะไร ป้ากลัวว่าจะต้องแจกมุ้งแจกหมอนคนดูน่ะซี ท่าทางพ่อหงวนน่ะมันเป็นอาเสี่ยไม่ใช่เสือ เจ้ากรก็อ้อนแอ้นเหมือนยี่เก เจ้าพลก็เหมาะที่จะเป็นพระเอกหนังชีวิตมากกว่าที่จะเป็นโจร อ้า ตอนนี้เธอกำลังเล่นหนังเรื่องอะไรล่ะพ่อชนะ"

"ยังครับคุณป้า ผมกำลังว่าง"

"อ้อ พักผ่อนเสียบ้างก็ดีเหมือนกันหลาน เล่นบ่อยนักก็จะกลายเป็นพระเอกกิโลไป แล้วก็....หมู่นี้เป็นอะไรไปหือพ่อชนะ ตัวเล็กไปกว่าเก่า เล่นกล้ามบ้างหรือเปล่า"

"ก็เล่นเหมือนกันแหละครับคุณป้า"

"ถ้ายังงั้นกล้ามมันก็คงจะหลบในซีนะ อย่าลืมว่าเธอเป็นพระเอกรูปหล่อชื่อเสียงทั้งดังและทั้งโด่ง มีแฟนทั่วประเทศต้องพยายามบริหารร่างกายไว้"

"ขอบคุณครับคุณป้า" ชนะพูดเสียงกระซิบ "ไฟแดงแล้วครับ"

"ไฟแดงแล้วยังไง" คุณหญิงถามเสียงดังฟังชัดตามเคย

นิกรซึ่งนั่งอยู่ห่างจากคุณหญิงราว ๔ เมตรร้องบอกอาของเขาทันที

"หยุดพูดเสียทีเถอะครับคุณอา เขาจะถ่ายหนังกันแล้ว"

คุณหญิงหันไปทำตาเขียวกับหลานชายของท่าน

"ก็ยังพูดไม่หมดเรื่องนี่หว่า"

เสียงจำรูญพูดทางเครื่องขยายเสียงดังกังวานไปทั่วโรงถ่าย

"กรุณาเงียบหน่อยครับไฟแดงแล้ว"

การถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ได้เริ่มต่อไปตอนที่พ่อลูกพูดคุยกัน ซึ่งเป็นการถ่ายซ้ำหรือรีเท็ค

เจ้าคุณบริบูรณ์ฯ จ้องมองดูหน้าลูกชายของท่านด้วยความไม่พอใจ กล้องค่อยๆ เลื่อนเข้าไปถ่ายเป็นภาพมีเดียมลอง

"แกหายหน้าไปไหนมาวะคำรน"

"เปล่า ผมไม่ได้หายไปแต่หน้า ผมหายไปทั้งตัว"

"อย่ามาเล่นสำนวนกับพ่อ เดี๋ยวแกจะเจ็บตัว แกโตแล้วนะคำรน แกควรจะช่วยฉันประกอบกิจการค้าให้สมกับที่แกเป็นลูกโทนของพ่อ"

"ผมช่วยอะไรไม่ได้ มันเป็นความผิดของผมหรือครับที่คุณพ่อมีลูกคนเดียว คุณพ่อเป็นมหาเศรษฐีควรจะมีลูกสักห้าหกโหล ผมกลับมาบ้านก็เพื่อจะเรียนคุณพ่อว่าผมจะต้องขอลาไปอยู่ที่อื่น"

"แกจะไปไหน"

"อ๋อ พเนจรซีครับ ผมจะท่องเที่ยวไปทั่วทุกหัวระแหงและบางทีผมอาจจะยึดอาชีพเป็นโจร"

เจ้าคุณบริบูรณ์ฯ ก้มลงมองดูเจ้าจอนคือเจ้าแห้วแล้วฝืนหัวเราะ

"ได้ยินไหมอ้ายจอน นายของแกมีความคิดน่าสรรเสริญมาก เป็นลูกเศรษฐีไม่ชอบชอบเป็นโจร"

เจ้าจอนอมยิ้ม

"รับประทานผมว่าเข้าทีดีเหมือนกันครับ รับประทานคุณคำรนไปเป็นโจรผมก็ต้องติดตามไปด้วย"

จำรูญสั่งตัดแค่นี้เพื่อเปลี่ยนมุมใหม่ หลังจากนั้นการถ่ายทำก็เริ่มต่อไป เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งอยู่ในบทพระยาบริบูรณ์ฯ กล่าวกับลูกชายของท่านในท่าทีไม่พอใจ

"อ้ายหงวน เอ๊ย อ้ายคำรน แกพูดจริงๆ หรือที่แกว่าจะไปเป็นโจร"

"คนอย่างผมไม่เคยพูดเล่น คุณพ่อก็รู้ดีแล้วว่าผมเกิดฤกษ์ดาวโจร ผมอยากเป็นอ้ายเสือทุกลมหายใจ ผมอยากมีชื่อเสียงครับ คนที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คืออาชญากรชั้นเสือร้าย เป็นต้นว่า เสือที โททุยเสือทิม เท่งทุย และเสือทวน เท่งทึง"

กล้องหยุดถ่ายตามคำสั่งของจำรูญ หนวดจิ๋ม แล้วเครนที่ติดตั้งกล้องก็เลื่อนเข้าไปใกล้ตัวละครเพื่อถ่ายภาพโคล๊สอัปเจ้าคุณปัจจนึกฯ และกิมหงวน ถึงแม้ว่าตัวละครจะแสดงอย่างเฮงซวย เพราะขาดความชำนาญงานในด้านศิลปินและชาวคณะหนังสือพิมพ์ตื่นตาตื่นใจไปตามกัน ทุกคนต่างรู้สึกว่าอาเสี่ยกิมหงวนได้ทุ่มเทเงินอย่างมหาศาลในการสร้างโรงถ่ายที่ดีเยี่ยมที่สุดในเมืองไทย เพราะนอกจากเป็นโรงถ่ายขนาดใหญ่แล้วยังมีเครื่องอุปกรณ์ในการถ่ายทำมากมายครบถ้วน โดยเฉพาะไฟฉายและไฟราวมีมากมายจนเกินความต้องการ ถึงแม้ในโรงถ่ายติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ความเย็นของเครื่องปรับอากาศก็ไม่สามารถจะขับไล่ความร้อนจากหลอดไฟฟ้าให้หายไปได้หมด ระหว่างการถ่ายทำในโรงถ่ายร้อนอบอ้าวผิดปรกติ

เมื่อกล้องเริ่มถ่ายเจ้าคุณปัจจนึกฯ จำรูญก็บุ้ยใบ้ให้ท่านเจ้าคุณพูดตามบทที่ท่องไว้แล้ว จำรูญก็สั่งตัดภาพ เพื่อถ่ายโคล๊สอัปเสี่ยหงวนบ้าง การถ่ายทำภาพยนตร์ที่ต้องเปลี่ยนมุมและระยะบ่อยๆ เพื่อให้เกิดความสวยงามหรือให้เหมาะสมกับบทบาทของตัวละครนั้นเป็นงานที่ยุ่งยากและละเอียดถี่ถ้วนมาก ผู้ดูภาพยนตร์คงไม่มีใครคิดว่าภาพยนตร์แต่ละฟุตที่ฉายให้ดูนั้นสำเร็จขึ้นด้วยความยากลำบาก บางตอนก็ต้องถ่ายซ้ำถ่ายซาก หมดเปลืองฟิล์มไปมากมาย

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ ครั้งหนึ่งเมื่อเปลี่ยนมุมถ่ายและระยะใหม่ เสี่ยหงวนได้เดินเข้ามาหาจำรูญซึ่งยืนอยู่ข้างกล้องถ่าย แล้วกล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"เกือบเที่ยงแล้ว การถ่ายปฐมฤกษ์สำหรับหนังเรื่องนี้ควรจะพอแล้วไม่ใช่หรือครับ"

จำรูญเงยหน้าขึ้นมองดูพูลสวัสดิ์ ซึ่งกำลังนั่งสูบบุหรี่อยู่บนเก้าอี้ประจำเครนข้างกล้องถ่ายขนาดยักษ์

"ถ่ายไปได้กี่ฟุตแล้วคุณพูล"

พูลสวัสดิ์มองดูตัวเลขสำหรับบอกความยาวของฟิล์มซึ่งติดอยู่กับกล้องแล้วตอบว่า

"๖๕ ฟุตครับพี่รูญ"

จอมตลกรุ่นอาวุโสหันมายิ้มให้ผู้อำนวยการ

"อีกสัก ๒๐ ฟิตเถอะครับ อาเสี่ยโต้ตอบกับเจ้าคุณตามบท พอเดินออกไปจากห้องผมก็จะสั่งตัดซึ่งหมายความว่าการถ่ายปฐมฤกษ์ของเราสิ้นสุดเพียงแค่นี้ ไปประจำที่เถอะครับ เอาผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อเสียหน่อย"

ผู้อำนวยการเงยหน้าขึ้นมองดูพูลสวัสดิ์แล้วถามยิ้มๆ

"เป็นยังไงน้องชาย เหนื่อยไหม"

"พอดูครับนายห้าง รู้สึกเหนื่อยใจมากครับ กลัวว่าจะถ่ายไม่ได้ดี ถ้าได้ถ่ายอีกสักสองม้วนผมรับรองว่าผมชำนาญแน่ ความจริงกล้องนี้สะดวกสบายมาก มีเครื่องมืออัตโนมัติตั้งหลายอย่าง"

เสี่ยหงวนพยักหน้า

"ตั้งใจถ่ายหน่อยครับคุณพูล"

"ครับ ผมจะพยายาม"

กิมหงวนเดินกลับไปประจำที่ที่ฉากห้องโถงเตรียมตัวแสดงต่อไป จำรูญหันมาสั่งชายหนุ่มคนหนึ่งให้จัดการแต่งกายของตัวละครให้ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อสะดวกในการถ่ายทำฉากนี้ในวันต่อไป ผู้ที่จดเครื่องแต่งกายของตัวละครจะต้องเป็นผู้ที่ทำงานละเอียดที่สุด แม้แต่ตัวละครผมยุ่งเล็กน้อย ผูกเน็คไทหย่อนยานผิดปรกติก็ต้องจด โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่แต่ง ส่วนช่างถ่ายภาพนิ่งก็ต้องถ่ายการแสดงไว้ตลอดเวลา งานสร้างภาพยนตร์เป็นงานจุกจิกมาก และผู้กำกับการแสดงย่อมเป็นหัวใจของงาน

การถ่ายทำได้ดำเนินต่อไปด้วยดี มีการรีเท็คอีกครั้งหนึ่งตอนเสี่ยหงวนเผลอเรียกเจ้าคุณ ปัจจนึกฯ ว่าคุณอาและพอนึกได้ก็หัวเราะคิ๊ก จำรูญ หนวดจิ๋มสั่งตัดภาพในเวลา ๑๑.๕๕ น. แล้วเขาก็ประกาศให้ทราบทางเครื่องกระจายเสียงว่า การถ่ายทำหนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" เป็นปฐมฤกษ์ได้สิ้นสุดลงแล้ว ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกแผนกทำงานได้ดี และขอบคุณท่านผู้มีเกียรติตลอดจนชาวคณะหนังสือพิมพ์ที่ได้มาดูการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้

ประตูหน้าต่างโรงถ่ายถูกเปิดออกแล้ว ไฟฟ้าทุกดวงดับหมด พวกศิลปินและนักข่าวต่างทยอยๆ กันลากลับ พล, นิกร, กิมหงวนกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนอยู่ข้างกล้องถ่ายขนาดยักษ์ อาเสี่ยมีกำลังใจดีขึ้นเมื่อการถ่ายเอาฤกษ์เอาชัยผ่านพ้นมาได้

อย่างไรก็ตาม พูลสวัสดิ์ตากล้องเงินล้านยังนั่งอยู่บนเครนในท่าทางเคร่งขรึม ใบหน้าของตลกหนุ่มหม่นหมองผิดปรกติ เขานั่งนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่นจนกระทั่งนิกรร้องเรียกเขา

"คุณพูล ลงมาซีครับ"

พูลสวัสดิ์ถอนหายใจหนักๆ ฝืนยิ้มให้นิกรแต่ไม่ยอมปริปากพูดอะไร พลกล่าวกับกิมหงวนเบาๆ

"เฮ้ย มีอะไรที่ทำให้คุณพูลไม่สบายใจกระมัง"

อาเสี่ยเงยหน้าขึ้นมองดูตลกเอก

"ลงมาคุยกันเถอะคุณพูล ประเดี๋ยวจะได้กินข้าวด้วยกัน คุณกลัวว่าหนังที่คุณถ่ายจะไม่สวยยังงั้นรึ"

พูลสวัสดิ์ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วกระโดดลงมาจากเครน เขามองดูผู้อำนวยการด้วยแววตาเศร้าๆ

"นายห้างครับ คนที่ทำอะไรไม่ผิดเลยคือคนชนิดไหนครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะเบาๆ

"คือคนที่ไม่เคยทำอะไรน่ะซิ คนเรายิ่งทำงานมากข้อผิดพลาดก็มีมาก"

พูลสวัสดิ์ยิ้มออกมาได้

"ถ้าเช่นนั้นผมก็ผิดพลาดเหมือนกัน คัทสุดท้ายผมตั้งระยะผิดไปนิดหน่อย"

เสี่ยหงวนยิ้มให้

"ผิดนิดหน่อยก็ไม่เป็นไรเพราะเป็นภาพลองช็อทไม่ใช่โคล๊สอัป หรือมีเดียมไคล๊สอัป"

"มันไม่เพียงแต่ผิดระยะน่ะซีครับ แหม ผมนี่ไม่เคยทำงานเลินเล่อยังงี้เลย ถ่ายหนังมาตั้งหลายเรื่องแล้ว"

"ทำไมล่ะ" อาเสี่ยถาม

"ผมลืมใส่ฟิล์มน่ะซี"

พล, นิกร, กิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างสะดุ้งเฮือกและอ้าปากหวอไปตามกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องตะโกนลั่น

"คุณไม่ได้ใส่ฟิล์ม "

พูลสวัสดิ์พยักหน้าพลางสะอื้น เขาเดินร้องไห้ออกไปจากโรงถ่ายหนังด้วยความเสียใจในความเผอเรอของเขา

หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ที่เกี่ยวกับวงการภาพยนตร์และโทรทัศน์ต่างลงข่าวการถ่ายทำหนัง "สามเสือเหี้ยม" อย่างครึกโครม ถึงแม้หนังสือพิมพ์เหล่านั้นได้เขียนวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า การถ่ายทำยอดเยี่ยม แสงสีดีกว่าหรือเท่าๆ กับภาพยนตร์ในฮอลลี่วู้ด แต่ผู้แสดงอ่อนไปเล่นไม่สมบทบาท อาเสี่ยกิมหงวนก็หาได้โกรธเคืองคำวิพากษ์วิจารณ์ไม่ เพราะถือว่าทุกคนย่อมมีเสรีภาพในการคิดการเขียน เสี่ยหงวนผู้อำนวยการสร้างมีน้ำใจกว้างขวาง พอที่จะอ่านคำวิจารณ์อย่างยิ้มแย้มผิดกว่าผู้อำนวยการสร้างบางคนที่คิดว่าตัวเป็นเทวดา พอถูกวิพากษ์วิจารณ์เพียงเล็กน้อยก็โกรธหน้าเขียว ถึงกับตั้งตนเป็นปรปักษ์ต่อหนังสือพิมพ์นั้นๆ

การถ่ายทำฉากห้องโถงซึ่งเป็นการถ่ายภายในหรืออินดอร์ได้ใช้เวลาถ่ายทำเพียง ๕ วันก็เสร็จเรียบร้อย คือถ่ายตอนกลางและตอนใกล้จะจบของเรื่องนี้ด้วย ถ่ายตะลุยเป็นฉากๆ ไป ถ้าหากว่าตัวละครไม่ได้อ่านบทก็คงไม่รู้เรื่อง ฉากนี้หมดฟิล์มไปหนึ่งม้วนพอดี แต่พูลสวัสดิ์เป็นแต่เพียงช่างถ่ายไม่ใช่ช่างล้าง เขาถ่ายมามากต่อมากแต่ให้คนอื่นล้างให้เขา

"ผมอยากจะให้คุณล้างฟิล์มม้วนนั้นที่คุณถ่ายไว้" ผู้อำนวยการได้กล่าวกับตากล้องเงินล้านเช่นนี้ "ลองพยายามดูหน่อยไม่ได้หรือ ก็ไหนคุณเคยบอกผมว่าคุณเคยล้างมาบ้างเหมือนกัน"

พูลสวัสดิ์ยกมือไหว้ประหลกๆ

"สำหรับฟิล์ม ๑๔๐ มิลลิเมตรนี้ผมขอตัวครับ ขืนให้ผมล้างถ้าเกิดเสียขึ้นก็ต้องเสียเวลาถ่ายใหม่ทั้งหมด ผมเคยล้างฟิล์มดำขาว ๘ มิลลิเมตรเท่านั้นแหละครับ เพื่อนเขาวานล้างให้เขาก็ขัดไม่ได้ แต่ฟิล์มสีผมไม่เคยล้างผมเคยแต่ถ่ายอย่างเดียว"

อาเสี่ยจุ๊ปาก

"คุณถ่ายเองคุณก็น่าจะล้างเอง"

"โธ่ ฟิล์มขนาดใหญ่อย่างนี้ล้างลำบากนะครับ ดีไม่ดีเลอะเทอะเปรอะเปื้อนมือหมด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ถ้ายังงั้นเราก็ต้องเสียเวลารอคอยดิเรกจนกว่าดิเรกจะกลับมาล้างฟิล์มม้วนนี้แล้วดูผลการถ่ายทำ"

พล พัชราภรณ์ เห็นพ้องด้วย

"ก็ควรจะเป็นอย่างนี้แหละครับคุณอา คุณพูลแกก็ออกตัวอยู่เสมอว่ากล้องดิเรกราม่าเป็นกล้องยักษ์ที่ใหม่ และแปลกที่สุดไม่เหมือนกล้องหนังอื่นๆ กลไกอัตโนมัติในการบังคับกล้องก็มีมาก ถ้าเราถ่ายทำกันต่อไปม้วนแรกมันไม่ดีโอเว่อรหรืออันเด้อรไป ม้วนหลังก็จะได้ภาพเหมือนกับม้วนแรก"

ตลกหนุ่มกล่าวขึ้นทันที

"ก็นั่นน่ะซีครับ อีกไม่กี่วันคุณหมอก็กลับมาแล้ว จดหมายที่มีมาถึงนายห้างเมื่อวานนี้ก็บอกว่าอาจจะได้กลับก่อนกำหนดเพราะทุกสิ่งทุกอย่างทางชายแดนเรียบร้อยแล้ว"

กิมหงวนยกศอกขวากระทุ้งนิกรค่อนข้างแรง

"ออกความเห็นบ้างซีโว้ยอ้ายกร นั่งสัปหงกอยู่ได้"

นิกรอมยิ้ม

"นักปราชญ์น่ะไม่พูดมากหรอก ชอบฟังมากกว่าพูด ความเห็นของกันก็คงเหมือนกับแกนั่นแหละ คือหยุดถ่ายชั่วคราว รอจนกว่าดิเรกจะกลับมา"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบแล้วเปลี่ยนสายตามาที่ จำรูญ หนวดจิ๋ม ซึ่งเลื่อนฐานะจากที่ปรึกษาเป็นผู้จัดการโรงถ่ายแล้ว

"เป็นอันว่าหยุดถ่ายชั่วคราวคุณจำรูญ ติดต่อพวกตัวละครให้เขาทราบ ถ้าจะถ่ายทำเมื่อไรเราก็จะบอกให้เขารู้ล่วงหน้า หรือว่าคุณสามารถที่จะล้างฟิล์มที่คุณพูลเขาถ่ายได้ จะได้ล้างมาฉายดูกัน"

จำรูญนิ่งคิด

"ล้างน่ะพอล้างได้หรอกครับอาเสี่ย แต่ว่ามันเสีย"

"อ้าว" กิมหงวนอุทาน "ยังงี้จะว่าล้างได้อย่างไร"

"ก็ล้างได้อย่างเสียน่ะซีครับ"

เสี่ยหงวนค้อนปะหลับปะเหลือก

"ยังงั้นก็อย่าล้างเลย ฟิล์มม้วนหนึ่งไม่ใช่ถูกถึงแม้ดิเรกมันจะทำได้เองก็ต้องลงทุนเหมือนกัน เอาละ ตกลงรอคอยดิเรก"

พูลสวัสดิ์ ว่า "ดีเหมือนกันครับ ระหว่างนี้ผมก็ไม่ว่างเสียด้วย ต้องฟิตตัวไว้สำหรับแต่งงานครับ"

ทุกคนมองดูพูลสวัสดิ์เป็นตาเดียว พลกล่าวถามขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"แต่งงานก็ต้องฟิตตัวด้วยหรือครับ"

"ครับ ผมยังไม่แน่ใจว่าเจ้าสาวของผมเคยเป็นนักมวยหรือเป็นนักยูโดมาแต่ก่อนหรือเปล่า อย่างน้อยผมก็ต้องฝึกซ้อมไว้บ้างเพราะความประมาทย่อมพาตัวไปสู่ความตาย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบบ่าพูลสวัสดิ์ด้วยความรักเหมือนลูกหลาน

"หลานชาย การแต่งงานมีแต่การเตรียมตัวไม่จำเป็นต้องฟิตตัวเลย ลุงต้องการให้เธอมาที่ โรงถ่ายทุกๆ วัน มีอะไรก็จะได้ปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับการสร้างหนังสับปะรังเคเรื่องนี้"

"ครับ ผมจะมาทุกๆ วันในตอนบ่ายครับ เพราะตอนบ่ายระหว่างนี้ผมว่างเสมอ" แล้วเขาก็หันมายิ้มให้ผู้อำนวยการสร้าง "นางห้างเข็ดหรือยังครับในเรื่องทำหนัง"

เสี่ยหงวนทำหน้าเบ้

"ถึงเข็ดก็ต้องทำเรื่อยไปคุณพูล ผมก่อแล้วต้องสาน ถ้าผมทำหนังเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวพวกเจ้าของหนังและศิลปินทั้งหลายก็คงจะยิ้มเยาะผม ผมคงต้องเดินเอาปี๊บคลุมหัวแน่นอน"

"ไม่ต้องถึงกับเอาปี๊บคลุมหัวหรอกครับนายห้าง เพียงแต่ใส่หนวดใส่เคราปลอมก็คงไม่มีใครจำหน้านายห้างได้ การทำหนังน่ะมันยุ่งครับ ตอนนี้เพียงเริ่มต้นถ่ายทำนายห้างยังบ่นว่าเหนื่อยกลุ้มใจและอยากจะฆ่าตัวตายให้รู้แล้วรู้รอด ถ่ายต่อไปยิ่งกว่านี้หลายเท่าครับ มีแต่เรื่องปวดหัวทั้งนั้น เมื่อสองสามวันนี้ผู้อำนวยการสร้างหนังไทยคนหนึ่งถึงกับขึ้นไปบนยอดภูเขาทองแล้วพุ่งหลาวลงมา"

นิกรลืมตาโพลง

"หา แล้วตายไหมคุณพูล"

"ไม่ตายครับ บังเอิญตำรวจกองดับเพลิงคนหนึ่งที่เขายืนเตร่อยู่หน้ากองดับเพลิงแลเห็นเข้าเลยร้องตะโกนบอกพวกตำรวจช่วยกันเอาผ้าใบออกมาคลี่รับผู้อำนวยการคนนั้นหล่นลงมาในผ้าใบ พอดี ไม่ก็กระดูกออกนอกเนื้อเท่งทึงไปแล้ว อ้า-ที่เชียงใหม่ผู้อำนวยการหนังไทยคนหนึ่งก็ฆ่าตัวตายไปเมื่อเร็วๆ นี้ พุ่งตัวให้รถยนตร์ชนโครมเดียวหน้าตาเละแทบจะจำไม่ได้"

"เรื่องอะไรล่ะ" กิมหงวนถาม

"เรื่องก็ไม่มีอะไรหรอกครับ ตัวละครแตกความสามัคคีกัน มีการอิจฉาริษยากันแล้วพวกตัวละครก็ซุบซิบนินทาผู้อำนวยการว่าได้นางเอกเป็นเมียจนนางเอกมีอาการผิดปกติ ชอบกินมะดัน, มะขามเปียก หรือดินสอพอง กำลังเล่นหนังก็อ้วกและเป็นลม ใครก็ไม่รู้ครับโทรเลขบอกคุณนายเมียผู้อำนวยการรีบบินไปเชียงใหม่ แล้วคุณนายกับนางเอกก็พบกันแบบมวยอาฆาต ผู้อำนวยการเลยฆ่าตัวตาย ก่อนจะตายส่งปืนพกให้คุณนายแล้วร้องเพลงฆ่าฉันๆ ตั้งหลายเที่ยว เมื่อคุณนายไม่ฆ่าท่านก็เลยสังหารตัวเองโดยพุ่งตัวให้รถบรรทุกทับ"

วันคืนผ่านพ้นไปอีก

พล.ต. ศาสตราจารย์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ กลับมาถึงบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างเงียบๆ ในตอนเที่ยงวันนั้น พล, นิกร, กิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างตื่นเต้นยินดีไปตามกัน ระหว่างที่ร่วมรับประทานอาหารกลางวันในห้องรับประทานอาหารซึ่งมีสี่นางและคุณหญิงวาดร่วมโต๊ะด้วย ศาสตราจารย์ดิเรกได้ซักถามการถ่ายทำหนังเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" อย่างละเอียดถี่ถ้วน

นายแพทย์หนุ่มหรือจอมนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่กิมหงวนรอคอยเขาไม่กล้าถ่ายทำหนังเรื่องนี้ต่อไป

"ไอจากไปเพียง ๗ วันเท่านั้น ตลอดเวลาที่ไออยู่หนองคายและอุดรสองจังหวัดนี้ ไอเป็นห่วง งานถ่ายทำหนังมากทีเดียวกลัวจะไปไม่รอด พอได้รับคำสั่งทางวิทยุให้เดินทางกลับ ไอก็รีบกลับทันที พวกนายทหารเสนาธิการที่เขาไปด้วยเขาจะกลับพรุ่งนี้ อ้า-ประเดี๋ยวไอจะล้างฟิล์มที่พูลสวัสดิ์ถ่ายไว้ และคืนนี้จะฉายให้พวกเราดูที่โรงถ่าย ถ้าหากว่าคุณพูลเขาทำตามคำแนะนำของไอเขาก็คงจะถ่ายกล้องของไอได้ดีพอใช้"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"เวลาคุณพูลแกถ่าย อาก็รู้สึกว่าท่าทางทะมัดทะแมงดีนี่ อาเชื่อว่าแกคงถ่ายได้สวยทีเดียว"

"อ๋อไร๋ เขานั่งถ่ายหรือนอนถ่ายครับคุณอา"

"อ๋อ นั่งจ้ะ เขานั่งถ่ายเรียบร้อย"

นายพลดิเรกหันมาทางนิกร

"กล้องของกันขลุกขลักบ้างหรือเปล่า"

นายจอมทะเล้นสั่นศีรษะ

"ก็ไม่เห็นมีอะไรขลุกขลัก"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแป้น

"ฟิล์มเดินเงียบดีหรือ"

"บางทีก็มีสะบัดแพร่ดๆ นิดหน่อยตอนหางฟิล์มน่ะ" นิกรพูดยิ้มๆ "แต่บางม้วนกล้องก็เดินโกร๊กไม่มีอะไรขัดข้อง"

นายพลดิเรกพยักหน้ารับทราบแล้วหันมาทางอาเสี่ยกิมหงวน

"ความจริงไม่น่าจะเสียเวลารอคอยกันเลย ถ่ายไปเรื่อยๆ ก็ได้ ตากล้องขนาดคุณพูนสวัสดิ์เขาก็ชำนาญการถ่ายมามากต่อมากแล้ว เห็นบอกว่าเคยถ่ายทุกเช้าไม่มีอะไรขัดข้อง"

ผู้อำนวยการสร้าง "สามเสือเหี้ยม" ยิ้มเล็กน้อย

"คุณพูลแกยอมรับว่าแกไม่เชื่อใจตัวเองว่ะ การให้แสงตั้งระยะหน้ากล้องและการถ่ายมันไม่ยาก แต่คุณพูลว่ากล้องยักษ์ของแกมีกลไกบังคับมากเหลือเกิน ล้วนแต่อัตโนมัติทั้งสิ้น โดยเฉพาะเครื่องเล็งภาพที่จะให้ภาพเข้ามาอยู่ในเฟรมมันยุ่งสักหน่อย ในที่สุดพวกเราก็ปรึกษาหารือกันและลงความเห็นพ้องกันว่าควรหยุดถ่ายไว้ก่อนจนกว่าแกจะกลับมา"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"ถ้าคุณพูลแกถ่ายเสียมันก็เสียเท่าที่แกถ่ายไปแล้ว อาไม่อยากให้พ่อหงวนเสียเงินมากก็เลยเห็นชอบตามที่คุณพูลสวัสดิ์เขาเสนอมาว่าหนังสามม้วนที่เขาถ่ายไว้เพียงพอแล้ว เขาไม่แน่ใจว่าเมื่อล้างฟิล์มแล้วจะมีภาพติดอยู่ในฟิล์ม"

ศาสตราจารย์ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก เขาหันหน้าไปทางเจ้าแห้วซึ่งนั่งจ๋องคอยรับใช้อยู่ข้างหน้าต่าง

"มานี่ซิอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วลุกขึ้นพาตัวเดินเข้ามาหา

"รับประทานคุณหมอจะต้องการอะไรหรือครับ"

"แกช่วยติดต่อกับคุณจำรูญและคุณพูลสวัสดิ์ให้เรียบร้อยนะ คืนนี้สองทุ่มเราจะทดลองถ่ายหนังที่คุณพูลเขาถ่ายไว้ ให้คุณจำรูญและคุณพูลสวัสดิ์เขามากินอาหารค่ำกับเรา"

"รับประทานคุณหมอจะล้างฟิล์มทันหรือครับ" เจ้าแห้วถามด้วยความหวังดี

นายพลดิเรกขมวดคิ้วเข้าหากัน

"แกรู้หรือเปล่าฉันเตรียมที่ล้างฟิล์มและอบฟิล์มไว้เรียบร้อยแล้วอยู่ในห้องใต้ดินของห้องทดลอง การล้างฟิล์มเรามีเครื่องมือพิเศษไม่ได้เอามือล้าง"

พ.อ. นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ถ้าเอามือล้างก็ต้องใช้น้ำ"

นันทาทำตาเขียวกับน้องชายจอมทะเล้นของหล่อน

"อย่างที่แกว่านะไม่ใช่ล้างฟิล์มหรอกนิกร พูดอะไรก็ไม่รู้ บ๊า-บ้า"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"พี่นันเคยใช้มือล้างหรือเปล่า"

นันทาทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งบึ้ง

"ประเดี๋ยวแม่ขว้างด้วยช้อนหน้าตาแหกเลย ทะลึ่ง อะไรก็ไม่รู้"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะเมื่อศาสตราจารย์ดิเรกสบตากับน้องเมียของเขา ต่างฝ่ายต่างก็ยิ้มให้กัน ประไพถามยิ้มๆ ว่า

"หมอไปทำอะไรที่อุดรและหนองคายมาคะ"

นายพลดิเรกสั่นศีรษะ

"ซอรี่ เป็นราชการลับผมบอกคุณไม่ได้หรอกคุณประไพ"

นวลลออเสริมขึ้น

"กลัวว่าพวกเราจะไปเปิดเผยให้คนอื่นทราบหรือคะหมอ อย่าลืมว่าพวกเราสี่คนนี่น่ะเป็นหญิงไทยที่มีความรักประเทศชาติของเรานะคะ แล้วก็แต่ละคนเป็นเมียนายทหารผู้ใหญ่ทั้งนั้น ตื้นลึกหนาบางที่เป็นความลับในทางทหารเราก็รู้มามากต่อมากเราไม่เคยปริปากให้ใครรู้เลย"

คุณหญิงวาดเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี แม่นวลพูดก็น่าฟัง บอกหน่อยเถอะน่าดิเรกที่ว่าเป็นราชการลับและเป็นงานสำคัญน่ะงานอะไร อาอยากรู้"

"ผมบอกไม่ได้ครับ บอกไม่ได้จริงๆ ว่าผมไปสำรวจพื้นที่เพื่อตั้งฐานยิงจรวด ถ้าหากว่าคอมมิวนิสต์บุกเข้ามาทางด้านประเทศลาวคือข้ามโขงมาทางเราเรื่องนี้เป็นความลับมาก ผมได้รับ คำสั่งจากคุณหลวงตะลุมบอนฯ ให้ปกปิดเป็นความลับ คุณอาอย่าโกรธอย่าเคืองผมเลยนะครับที่ผมไม่บอก"

คุณหญิงวาดพยักหน้าช้าๆ

"เมื่อเป็นความลับก็แล้วไปเถอะพ่อดิเรก"

ศาสตราจารย์ดิเรกค่อยๆ หันหน้ามาทาง พ.อ. พล พัชราภรณ์แล้วกระซิบถามเบาๆ

"เอ๊ะ เมื่อกี้กันพูดอะไรออกไปหรือเปล่าวะพล ดูเหมือนกันพูดเรื่องฐานยิงจรวด"

"เปล่า แกไม่ได้พูดหรอก คนอย่างแกคงไม่โง่พอที่จะพูดความลับของทางราชการทหาร"

"ออไร๋ ถ้ายังงั้นไอค่อยสบายใจหน่อย อ้า เป็นอันว่าคืนนี้พวกเราจะได้ดูหนัง ๑๔๐ มิลลิเมตร สีธรรมชาติเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ที่คุณพูลสวัสดิ์เป็นคนถ่าย ถ้าเขาถ่ายใช้ได้ งานของเราก็ลุล่วงไป ๒๕ เปอรเซ็นต์แล้ว ต่อนี้ไปไอจะทำหน้าที่เป็นช่างภาพเอง กันอยู่ที่อุดรและหนองคาย กันเป็นห่วงงานถ่ายหนังจนกินไม่ได้และนอนไม่หลับ"

ประภากล่าวกับสามีของหล่อน

"ถ้าทางการจะส่งหมอไปไหนอีกล่ะคะจะว่ายังไง"

นายแพทย์หนุ่มฝืนหัวเราะ

"จะว่ายังไง ไอก๊อต้องไปน่ะซีที่รัก ไอเป็นทหาร ถึงแม้เป็นนายทหารพิเศษก็กินเงินเดือนของกองทัพบกและได้รับเงินพิเศษมากมายเกี่ยวกับการค้นคว้าทดลองอาวุธให้กองทัพ และเท่าที่ทางราชการส่งไอไปก็ไปทำงานเพื่อประเทศชาติที่รักของเรา งานส่วนตัวไม่สำคัญ งานของชาติสำคัญกว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พอใจมากเมื่อได้ฟังนายพลดิเรกพูดเช่นนี้ ท่านตบมือให้เกียรตินายแพทย์หนุ่ม ทุกคนก็พลอยตบมือขึ้นเช่นเดียวกัน ศาสตราจารย์ดิเรกลุกขึ้นยืนก้มศีรษะโค้งคำนับด้วยความภาคภูมิใจแล้วยิ้มให้พ่อตาของเขา

"มิลเลียน แท้งคิว ป๋า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากจู๋ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง เว้นแต่เจ้าแห้วคนเดียวที่ ไม่กล้าหัวเราะ

ตลอดเวลาบ่ายวันนั้นจนกระทั่งเย็น ดร.ดิเรกขลุกอยู่ในห้องใต้ดินภายในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของเขา โดยมีพลเป็นผู้ช่วยทำการล้างฟิล์มท่ามกลางแสงไฟฟ้าสีแดงอ่อน อ่างล้างฟิล์มภาพยนตร์มีขนาดใหญ่มาก และมีเครื่องมืออัตโนมัติใช้ไฟฟ้าสำหรับล้างฟิล์มให้ทั่วถึงกัน แต่เมื่อฟิล์มม้วนแรกล้างเรียบร้อยเครื่องตากและอบด้วยไฟฟ้า นายพลดิเรกก็มีสีหน้าบอกบุญไม่รับ อย่างไรก็ตามเมื่อพลถามว่าฟิล์มที่พูลสวัสดิ์ถ่ายได้ผลอย่างไร ศาสตราจารย์ดิเรกก็ให้คำตอบสั้นๆ ว่าใช้ได้

พอพลบค่ำ จำรูญ หนวดจิ๋ม ที่ปรึกษาและผู้จัดการโรงถ่ายภาพยนตร์ก็มาที่บ้าน "พัชราภรณ์" ส่วนพูลสวัสดิ์โทรศัพท์มาถึงดร. ดิเรกแจ้งให้ทราบว่า เขาต้องแสดง ทีวี. ที่ช่อง ๗ ในรายการพิเศษซึ่งเขาได้ให้ความช่วยเหลือมิตรสหายศิลปินด้วยกันหมดรายการประมาณ ๑๙.๓๕ น. เมื่อเลิก ที.วี แล้วเขาจะรีบมาที่บ้าน "พัชราภรณ์" เพื่อดูหนัง "สามเสือเหี้ยม" ทั้ง ๓ ม้วนที่เขาถ่ายไว้ และเขาจะพยายามมาให้ถึงบ้าน "พัชราภรณ์" ก่อนเวลา ๒๐.๐๐ น.

จำรูญ หนวดจิ๋ม จอมตลกรุ่นอาวุโสได้ร่วมรับประทานอาหารค่ำกับสี่สหายและสี่นางกับท่านผู้ใหญ่ทั้งสองภายในห้องรับประทานอาหาร ทุกคนต่างรู้สึกว่านายพลดิเรกเงียบเหงาไป พลชี้แจงว่าศาสตราจารย์ดิเรกขลุกอยู่ในห้องล้างฟิล์มตั้ง ๕ ชั่วโมง โดยไม่มีเวลาพักผ่อนเลยจึงต้องเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียบ้างเป็นธรรมดา อย่างไรก็ตาม เมื่อเสี่ยหงวนผสมวิสกี้โซดาค่อนข้างหนาให้นายพลดิเรกดื่มเพียงแก้วเดียว นายแพทย์หนุ่มก็มีท่าทางชุ่มชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้น เขาเล่าให้ฟังถึงเรื่องกำลังรบอันเข้มแข็งของกองทัพไทยทางด้านอีสาน ถึงแม้ว่าไทยเราไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจ แต่เราก็มีกำลังรบพอที่จะต่อต้านราชศัตรูผู้รุกรานได้ และสำหรับตัวของเขาเองเขาจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ต่อสู้กับข้าศึกทันทีที่ผืนแผ่นดินไทยถูกบุกรุกด้วยแสนยานุภาพของข้าศึก

ในราว ๑๙.๓๐ เศษ คณะพรรคสี่สหายกับเมียๆ ของเขาพร้อมด้วยท่านผู้ใหญ่ทั้งสองและจำรูญ หนวดจิ๋ม กับเจ้าแห้วก็พากันออกจากห้องรับประทานอาหารลงบันไดหลังตึกใหญ่ตรงไปที่โรงถ่ายภาพยนตร์ของบริษัทเฉลิมมิตร จำกัด เจ้าแห้วหิ้วกระเป๋าใส่ฟิล์ม ๑๔๐ มม. สีธรรมชาติแบบ ดิเรกราม่า ๓ ม้วน ฟิล์มที่กล่าวนี้บรรจุไว้ในกล่องอาลูมิเนียมยาวม้วนละ ๓๐๐ ฟิต แต่มันก็ใหญ่โตมโหฬารมิใช่น้อย ดร.ดิเรกบอกว่าเวลาฉาย จริงๆ จะต่อฟิล์มทั้งหมดเป็น ๒ ม้วน กล่องอาลูมิเนียมใส่ฟิล์มที่อยู่บนเครื่องฉายจะมีขนาดวัดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง ๒ เมตรต่อม้วน ทั้งนี้เพราะฟิล์มสี ๑๔๐ มิลลิเมตรนี้นอกจากมีขนาดกว้างผิดปรกติแล้วยังหนากว่าฟิล์มหนังหลายเท่า เกี่ยวกับแสงและเสียงซึ่งศาสตราจารย์ดิเรกกล้าพูดได้เต็มปากว่ายังไม่มีนักประดิษฐ์คนใดในโลกนี้ที่สร้างฟิล์ม ๑๔๐ มม. ได้

ภายในโรงถ่ายภาพยนตร์มีแสงไฟฟ้าส่องสว่างพอสมควร กล้องฉายภาพยนตร์อันเป็นประดิษฐ์กรรมของนายพลดิเรกตั้งอยู่บนยกพื้นเตี้ยๆ ทุกสิ่งทุกอย่างผิดแผกจากกล้องฉายทั่วๆ ไป เต็มไปด้วยกลไกไฟฟ้า ต่างๆ ซึ่งศาสตราจารย์ดิเรกคนเดียวเท่านั้นที่จะฉายหนัง ๑๔๐ มม. จากเครื่องฉายของเขาได้ กล้องฉายแบบนี้คนฉายหนังชั้นดีตามโรงหนังชั้นหนึ่งเห็นเข้าก็คงส่ายหน้าเพราะเพียงแต่ใส่ฟิล์มก็ไม่รู้ว่าจะใส่ยังไงถูก

นาฬิกาวงกลมเรือนใหญ่ในโรงถ่ายซึ่งเป็นนาฬิกาไฟฟ้าบอกเวลา ๑๙.๕๕ น. ตามเวลาที่กล่าวนี้ตากล้องเงินล้านหรือพูลสวัสดิ์ ธีมากร ยังไม่มาหรือยังมาไม่ถึง ศาสตราจารย์ดิเรกง่วนอยู่กับเครื่องฉายของเขา ก่อนอื่นมีการทดสอบเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วเขาก็ลองไฟ เปิดไฟฉายไปที่ผนังของโรงถ่ายใช้แทนจอเงิน แต่ผนังโรงถ่ายมีขนาดเล็กเกินไป ดร.ดิเรกสามารถฉายหนังของเขาได้เพียงขนาดภาพยนตร์ซีเนมาสะโคปเท่านั้นเอง เมื่อแต่งไฟชัดเจนดีแล้วเขาก็ปิดไฟและใส่ภาพยนตร์ม้วนแรกเข้าไปในที่ของมันเตรียมฉายดู แต่ภาพยนตร์ที่ถ่ายไว้นี้ยังไม่ได้ ตัดต่อ คือถ่ายเฉพาะฉากอินดอร์หรือฉากในห้องเป็นฉากๆ ไป การตัดต่อจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อการถ่ายทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ ดร.ดิเรกมีสีหน้าไม่สู้จะสบายใจนัก คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันตลอดเวลา เขามักจะจุ๊ปากบ่อยๆ ส่วนสามเกลอกับสี่นางพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาดนั่งรวมกลุ่มกันอยู่บนเก้าอี้เหล็ก การทดลองฉายภาพยนตร์นี้ไม่อนุญาตให้คนอื่นเข้ามาดู แม้กระทั่งคนฉากที่มีที่พักอยู่หลังโรงถ่าย

ขณะที่นายพลดิเรก กำลังตกแต่งเครื่องฉายของเขา พูลสวัสดิ์ตลกรูปหล่อก็ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของสามสหายกับสี่นาง นิกรร้องตะโกนบอกนายแพทย์หนุ่ม

"หมอโว้ย คุณพูลมาแล้ว"

พูลสวัสดิ์เดินสงบเสงี่ยมตรงเข้ามาหาสามสหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสอง เขาประนมมือไหว้ทุกๆ คนอย่างนอบน้อมตามเคย

"สวัสดีครับ สวัสดีทุกๆ คน ผมมาทันเวลาสองทุ่มไม่ใช่หรือครับ"

คุณหญิงวาดยิ้มให้ตลกเอก

"จ้ะ เธอมาก่อนเวลาสองนาที"

พูลสวัสดิ์ยิ้มให้สามเกลอแล้วเลื่อนตัวมายืนเบื้องหน้าจำรูญ

"คุณบอกว่าคุณไปเล่น ที.วี. ที่ช่อง ๗ คุณหมอเปิดรับช่อง ๗ กลายเป็นหนังเรื่อง "ยอดทหารม้า" จำรูญต่อว่าทันที

พูลสวัสดิ์หน้าเสีย แล้วพูดเสียงอ่อย

"ไหงยังงั้นล่ะพี่รูญ รับผิดช่องกระมั้ง ผมเล่นจริงๆ ผมพึ่งมาจากช่อง ๗ เดี๋ยวนี้เอง ผมช่วยรายการของเสี่ยล๊อต๊อกเขา"

จำรูญหัวเราะ

"ล้อต๊อกไปถ่ายหนังที่เมืองชลหลายวันแล้ว เมื่อวานผมก็ไปเล่นให้เขาที่บางแสน พอหมดบทผมก็กลับมาเย็นวานนี้เอง อีกสองอาทิตย์นายต๊อกเขาถึงจะกลับทีหลัง ถ้าโกหกก็ต้องหาเหตุผลให้มันแนบเนียนหน่อยซีนะ"

"นั่นน่ะซีครับ" พูลสวัสดิ์พูดเสียงอ่อยน่าสงสาร "แฮ่ะ แฮ่ะ ความจริงผมพาแฟนไปเที่ยวน่ะครับ"

พูลสวัสดิ์ ยิ้มให้สี่นางแล้วเดินกระมิดกระเมี้ยนไปหา ดร. ดิเรก ซึ่งกำลังสนใจกับกล้องฉายภาพยนตร์ขนาดมโหฬารของเขา

"สวัสดีครับคุณหมอ" พูลสวัสดิ์ทักเสียงอ้อมแอ้ม

ศาสตราจารย์ดิเรก เงยหน้าขึ้นมองดูตลกเอกแล้วขบกรามพูด

"สวัสดี"

"อุ๊ย" เจ้าหนุ่มรูปหล่ออุทานแล้วถอยหลังกรูด "ไหงทักผมเสียงกร้าวยังงี้ล่ะครับ หรือว่าหนังที่คุณหมอล้างไม่ได้ความ"

ด.ร. ดิเรกเค้นหัวเราะ

"ได้ความน่ะมันได้ความ คุณถ่ายได้สีสวยชัดเจนดีมาก เลือกมุมแต่ละมุมได้ดีถูกต้องตามสคริปต์ แต่ว่า "

พูลสวัสดิ์หน้าเสีย

"ทำไมครับ อันเด้อรหรือโอเว่อร "

"โน-ผมบอกคุณหยกๆ ว่าคุณถ่ายได้แจ๋ว ไม่มีตากล้องคนใดอีกแล้วที่จะถ่ายหนังออกสีสวยสดได้ชัดเจนเหมือนอย่างคุณ แต่ว่า ฮึ่ม ผมอยากเชือดลูกกระเดือกคุณเหลือเกิน"

"อ๋อย อย่าคิดยังงี้เลยครับคุณหมอ ลูกกระเดือกอะไหล่เขาไม่มีขายเสียด้วย แล้วก็อีกไม่กี่วันผมก็จะได้รับประทานน้ำผึ้งพระจันทร์กับแฟนของผมแล้ว นึกว่าเลี้ยงผมไว้ดูเล่นสักคนเถอะครับ ภาพที่ผมถ่ายมันหลุด เฟรมหรือครับ"

นายพลดิเรกมองดูพูลสวัสดิ์ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

"โน-ไม่ได้หลุดออกนอกเฟรม แต่คุณถ่ายเป็นภาพโครสอัปทั้งหมด"

ตลกรูปหล่อสะดุ้งสุดตัว

"จะเป็นอย่างนั้นไปได้อย่างไรครับคุณหมอ ผมเลื่อนระยะกล้องตามสคริปต์ตลอดเวลา เขาให้ถ่ายโครสอับ หรือมีเดียมโครสมีเดียมลอง หรือลองช็อทผมก็ต้องให้เขาเลื่อนเครน บางทีนายห้างยังดุผมว่า ผมเลื่อนกล้องช้า กว่าจะถ่ายได้ก็โอ้เอ้เต็มทน"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มแค่นๆ

"แต่คุณไม่ได้เอาเล็นซ์พิเศษที่ติดอยู่หน้ากล้องออก เล็นซ์อันนั้นจะทำให้ภาพในฟิล์มเป็นภาพโครสอัปทั้งนั้น ไม่ว่าคุณจะถ่ายใกล้หรือไกล"

พูลสวัสดิ์แยกเขี้ยว

"อ้า...จริงครับ ผมยอมรับว่ากล้องของคุณหมอมันมีเครื่องมือเครื่องใช้รุงรังมากมายเหลือเกิน ผมหยิบอะไรไม่ใคร่ถูก"

นายแพทย์หนุ่มฝืนหัวเราะ

"คุณไปนั่งดูหนังเถอะ ผมจะฉายให้คุณและพวกเราดูหนังที่คุณถ่ายไว้ทั้งสามม้วน ในเรื่องแสงและสีผมยอมรับว่าคุณถ่ายได้ดีมาก ชัดเท่าๆ กับหนังฮอลลี่วู้ดทีเดียว แต่ภาพตัวละครในฟิล์มมองไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ไปนั่งดูเถอะครับหนังเรื่องนี้เท่าที่ถ่ายทำไปแล้วจะต้องถ่ายใหม่หมด"

พูลสวัสดิ์ทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"ฟิล์ม ๑๔๐ มันใหญ่โตมโหฬารเหลือเกินครับคุณหมอ ถ้าถ่ายใหม่ผมคิดว่าถ่ายเป็นหนัง ๘ ดีกว่า กล้องเล็กๆ ฟิล์มเล็กๆ "

ด.ร. ดิเรกลืมตาโพลง

"คุณเป็นพระเอกเอาไหมล่ะ"

พูลสวัสดิ์ทำคอย่น

"ไม่....ไม่รับประทานละครับ ผมเป็นคนถ่ายดีกว่า หนัง ๘ ผมเคยถ่ายมาสองสามเรื่องแล้วครับคุณหมอ"

"เรื่องอะไร" ศาสตราจารย์ดิเรกถามยิ้มๆ

"ไม่มีชื่อเรื่องครับ ผมรับจ้างเขาถ่าย ถ่ายแล้วเขาฉายที่ไหนผมก็ไม่ทราบ อ้า...คุณหมออย่าโกรธอย่าเคืองผมเลยนะครับ ผมถ่ายเสียก็เพราะผมขาดความชำนาญในการถ่ายกล้องพิเศษ ๑๔๐ ของคุณหมอ"

พูลสวัสดิ์เดินกลับไปหาสามสหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสอง ซึ่งจำรูญ หนวดจิ๋ม ยังคงนั่งอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย ตลกรูปหล่อทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่งข้างจำรูญ เสียงจ้อกแจ้กจอแจเงียบกริบ เมื่อเครื่องฉายภาพยนต์ขนาดยักษ์เริ่มทำงาน

ภาพที่ปรากฏในจอแลเห็นตัวละครหรือผู้แสดงแต่เพียงศีรษะเท่านั้น บางทีก็เห็นแต่หน้าผากเต็มจอ โดยเฉพาะพูลสวัสดิ์ถ่ายศีรษะอันล้านเลี่ยนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูคล้ายกับโลกของเรา ซึ่งถ่ายจากดาวเทียมในอวกาศ

"เฮ้ย" กิมหงวนเอ็ดตะโรลั่น "แกเอาหนังอะไรมาฉายโว้ย ฉายเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ซีหมอ"

นายพลดิเรกปล่อยให้เครื่องฉายทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติของมัน เขาเดินเข้ามาหาคณะพรรคของเรา หยุดยืนเบื้องหน้าสามสหายแล้วกล่าวกับอาเสี่ยด้วยเสียงหนักแน่น

"นี่แหละเรื่อง "สามเสือเหี้ยม"

"อ๊ะ" เจ้าของหนังอุทาน "ไหงมีแต่หัวคนเท่านั้น หน้าตาเป็นยังไงก็ไม่รู้ มีแต่นัยน์ตาและส่วนบนของศีรษะ อ้ายที่เป็นวงกลมโตใหญ่เกือบเต็มจอน่ะ หัวคุณอาใช่ไหม"

"อ๋อไร๋" ด.ร. ดิเรกรับว่าเป็นจริง "คุณพูลทำเสียแล้ว ถ่ายได้ชัดเจนจริง แต่ว่าติดแต่ศีรษะตัวละคร"

คุณหญิงวาดหัวเราะจนน้ำหมากไหล

"ถ้ายังงั้นเรื่อง "สามเสือเหี้ยม" ก็เห็นจะต้องเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า "ชุมนุมศีรษะดารา" ฮ่ะ ฮ่ะ ดีเหมือนกัน มองดูคล้ายๆ อ้ายโม่ง เห็นแต่เพียงเส้นผม ลูกนัยน์ตาและจมูก แต่ศีรษะเจ้าคุณไม่มีเส้นผม มองดูคล้ายๆ คุณพูลแกถ่ายโคลสอัปลูกมะอึกสุกๆ แดงแจ๋กลมดิกเต็มผนังโรงถ่าย"

ท่านเจ้าคุณทำตาปริบๆ หันมาทาง ด.ร. ดิเรก

"เลิกฉายได้แล้วโว้ยดิเรก อย่างนี้จะฉายหาตวักตะบวยอะไรกัน"

นิกรตบมือหัวเราะก้าก

"ตอนนี้เห็นแต่ตีนตัวละครว่ะ เป็นภาพโคลสอัปไม่รู้ว่าตีนใครต่อตีนใคร สับสนไปหมด"

พล พัชราภรณ์มองดูพูลสวัสดิ์อย่างขบขัน

"ทำไมถึงออกเป็นภาพอย่างนี้ล่ะครับคุณพูล"

พูลสวัสดิ์หน้าจ๋อย

"นั่นน่ะซีครับ ผมกำลังถามตัวเองอยู่เหมือนกันว่า ทำไมผมถ่ายเฮงซวยขนาดนี้ ตากล้องชั้นผมฮอลลี่วู้ดมาเชิญตั้งหลายครั้ง ผมยังไม่เอา"

"เชิญไปถ่ายหนังให้เขาหรือครับ" พลถามยิ้มๆ

"เปล่าครับ เชิญไปกวาดโรงถ่ายน่ะครับ ถ้าเชิญไปถ่ายหนัง ผมก็ไปเสียนานแล้ว"

นายพลดิเรกบ่นพึมพำ แล้วพยักหน้าให้จำรูญ หนวดจิ๋ม

"ไปที่เครื่องฉายเถอะคุณจำรูญ ผมจะสอนให้คุณฉายหนังด้วยกล้องฉาย ๑๔๐ ของผม ต่อไปคุณจะเป็นผู้ลองหนังที่เราถ่าย และล้างฟิล์มเสร็จเรียบร้อยแล้ว"

จอมตลกอาวุโสยิ้มแป้น และลุกขึ้นยืน

"ดีครับ มีอะไรก็ใช้ผมเถอะครับ ผมรู้สึกว่าผมทำงานน้อยเกินไป เรื่องฉายหนังผมเคยฉายมาแล้วครับ แต่เครื่องฉายมโหฬารอย่างของคุณหมอผมไม่เคยฉาย"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะในลำคอ

"ก็ไม่ยากอะไร คนฉลาดอย่างคุณผมสอนให้เดี๋ยวเดียวก็ทำได้"

จำรูญยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง

"ผมเป็นคนฉลาดหรือครับคุณหมอ"

"ออไร๋ ผมไม่เคยยกย่องใครง่ายๆ แต่สำหรับคุณเท่าที่ร่วมกันมา ก็เห็นว่าคุณเป็นคนเฉลียวฉลาด คล่องแคล่ว มีปฏิภาณดี และในด้านการแสดงคุณก็เป็นศิลปินที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่งคือแสดงได้ทุกบทไม่ใช่แต่บทตลกเท่านั้น"

"แหม...." จำรูญพูดยานคาง "ยาหอมของคุณหมอทำให้ผมชื่นใจและปลื้มใจเหลือเกินครับ อ้า เงินเดือนเดือนนี้ผมไม่เอาละครับ ผมยกให้บริษัท"

ดร. ดิเรกหันไปทางนวลลออ

"คุณนวลครับ คุณจำรูญเขายกเงินเดือนเดือนนี้ให้บริษัท"

"คุณหมอก้อ" จำรูญพูดเสียงอ้อมแอ้ม "ที่ผมพูดเมื่อกี้นี้น่ะ อย่าถือเอาเป็นเรื่องจริงจังอะไรนักเลยครับ คนเราเวลาปลื้มใจก็มักจะพูดอะไรพล่อยๆ เสมอ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง นายพลดิเรกพาจำรูญเดินไปที่เครื่องฉายอย่างร้อนรนเพราะหนังจะหมดม้วนอยู่แล้ว ไฟดวงเล็กๆ เหนือเครื่องฉายเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่าหนังเหลืออีกเพียง ๑๐ ฟุต

ภาพยนตร์ม้วนแรกที่พูลสวัสดิ์ถ่ายไว้ ได้ทดลองฉายหมดม้วนแล้ว ดร. ดิเรกสอนให้จำรูญใส่ฟิล์มม้วนต่อไป เขาเพียงแต่ให้คำแนะนำและชี้บอก ตลกอาวุโสปฏิบัติตามคำสั่งของศาสตราจารย์ ดิเรกได้ถูกต้อง แต่แล้วเขาก็เผลอเรอเอามือไปถูกสายทองแดงเข้า กระแสไฟฟ้าทำให้จำรูญสะดุ้งเฮือก เส้นที่มือกระตุกกุมสายไฟเส้นนั้นไว้ และแล้วจำรูญก็ดิ้นกระแด่วๆ นัยน์ตาเหลือกยักคิ้วไปมาทำปากขมุบขมิบหน้าสงสาร

"เฮ้-" ดร. ดิเรกดุ "ไม่ใช่เวลาที่คุณจะมาซ้อมตีหน้าหรือเต้นทวิสต์น่ะ ใส่หนังให้เรียบร้อย ผมจะบอกวิธีให้คุณเดินเครื่อง"

จำรูญพยายามจะบอกนายแพทย์หนุ่มว่าเขาติดไฟฟ้าแต่ก็พูดไม่ออก ได้แต่ยักไหล่ขยับมือซ้ายเป็นความหมายแล้วยักคิ้วยืนแอ่นหน้าแอ่นหลัง บางทีก็ซอยเท้าเหมือนเต้นแท็ป ในที่สุดจำรูญก็แข็งใจร้องตะโกนลั่น แต่เสียงของเขาผ่านลำคอออกมาแผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน

"ฟะ-ไอ-ฟะ-อ๊า-ดูดผม"

ศาสตราจารย์ดิเรกขมวดคิ้วย่น

"หา ยูว่าอะไรนะ ฟิล์มมันใหญ่มากเรอะ ออไร๋ ฟิล์มขนาด ๑๔๐ มิลลิเมตรก็ต้องขนาดนี้"

จำรูญทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ ความรู้สึกบอกตัวเองว่าเขากำลังจะสิ้นใจตาย เรี่ยวแรงของเขาหมดไปแล้ว จอมศิลปินมองไปทางกลุ่มสามสหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสอง พอแลเห็นพูลสวัสดิ์กำลังมองดูเขา จำรูญก็ยกมือซ้ายกวักเรียกแต่ไม่ได้พูดอะไร เพราะเขาพูดไม่ออกเสียแล้ว ขณะนี้นายพลดิเรกกำลังอัดยาเส้นเข้ากล้องเพื่อจุดสูบจึงไม่ได้สนใจว่าจำรูญกำลังติดไฟฟ้า

พูลสวัสดิ์รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้เหล็กเดินเข้ามาที่เครื่องฉายภาพยนตร์ขนาดยักษ์ทันที เจ้าหนุ่มรูปหล่อหยุดยืนข้างหลังจำรูญแล้วยกมือทั้งสองเกาะบ่าด้วยความรักใคร่สนิทสนม ตั้งใจจะถามว่า "เรียกผมทำไม" แต่ยังไม่ทันจะถาม พอมือของพูลสวัสดิ์สัมผัสบ่าจำรูญ เจ้าหนุ่มรูปหล่อร่างสูงชะลูดก็สะดุ้งเฮือกและมีอาการกระตุกปากเบี้ยวปากบูด ไฟฟ้าในตัวจำรูญได้วิ่งเข้าสู่ร่างกายของพูลสวัสดิ์ แต่ที่ตัวจำรูญก็ยังมีกระแสไฟเดินอยู่จึงปล่อยมือที่กำสายทองแดงไม่ออก อย่างไรก็ตาม ความทุรน ทุรายของจำรูญก็ลดน้อยลงมากเรียกว่าพอทนได้

อ่านต่อในเล่ม ๓