พล นิกร กิมหงวน 057 : แก๊งมาเฟีย

โดยไม่ยอมอธิบายเหตุผลให้ใครทราบ อาเสี่ยกิมหงวนได้ขอร้องคณะพรรค ๔ สหายทุกคนให้อยู่พร้อมหน้าในตอนเย็นวันนั้น แย้มให้ฟังแต่เพียงว่าเขามีธุระสำคัญจะต้องปรึกษาหารือด้วย

ในราว ๑๖.๐๐ น เสี่ยหงวนก็ใช้ให้เจ้าแห้วถือจดหมายไปให้ผู้จัดการภัตตาคาร "คะกุ่ย" ซึ่งเป็นภัตตาคารของกิมหงวน และเป็นสถานที่จำหน่ายอาหารจีนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งทางถนนเยาวราช

เย็นวันนั้นเอง ก่อนเวลา ๑๘.๐๐ น. เล็กน้อย รถโกดังคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" ภายในรถมีอาหารต่างๆ ที่ทำสำเร็จแล้วและยังไม่ได้ทำ นอกจากนี้ก็มีภาชนะในการหุงต้ม เหล้าฝรั่งอย่างดี เบียร์และโซดา พร้อมด้วยพ่อครัวและบ๋อย

กิมหงวนสั่งคนใช้ให้ช่วยกันยกโต๊ะยาวลงไปตั้งที่สนามหน้าตึก ให้เจ้าแห้วต่อไฟฟ้าไปที่สนาม คณะพรรค ๔ สหายยิ้มแย้มแจ่มใสไปตามกัน เมื่อได้ทราบความจริงว่ากิมหงวนสั่งให้ทุกคนอยู่บ้านก็เพื่อจะเลี้ยงอาหารจีน

อาเสี่ยเชิญคณะพรรคทุกคนมานั่งโต๊ะอาหารซึ่งปูผ้าขาวเรียบร้อย มีแจกันดอกไม้สดตั้งประดับโต๊ะอย่างงดงาม เจ๊กบ๋อยแต่งเครื่องแบบคล้ายทหารสมัยปราบเงี้ยวเริ่มทำหน้าที่เสริฟทันที อันดับแรกคือเม็ดกวยจี้สีแดงและน้ำชาจีนชั้นดียี่ห้อ 'บ้วนทิ้ง'

กิมหงวนบอกให้ทราบว่าการเลี้ยงอาหารจะเริ่มต้นในเวลา ๑๙.๐๐ น. ตรง และบอกว่าเจ้าสัวกิมไซผู้ลุงของเขาจะมาร่วมประชุมในวันนี้ด้วย นิกรพยายามอ้อนวอนอาเสี่ย ให้ร่นเวลารับประทานอาหารขึ้นเพียง ๑๘.๓๐ น. แต่ไม่เป็นที่ตกลงเพราะเจ้าสัวยังไม่มา

ต่างคนต่างกินเม็ดกวยจี้ จิบน้ำชา สูบบุหรี่และคุยกันเงียบๆ เจ้าแห้วไม่มีโอกาสได้นั่งร่วมโต๊ะ แต่นั่งอยู่เก้าอี้ตัวหนึ่งข้างหลังโต๊ะยาวนั้น ทำหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้อย่างใกล้ชิด นิกรส่งเม็ดกวยจี้ให้กำหนึ่งและบุหรี่ ๕๕๕ อีกสองสามมวน

"นึกยังไงขึ้นมาวะถึงได้เลี้ยงพวกเรา" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามยิ้มๆ

อาเสี่ยโบกมือ

"เฉยๆ เถอะ คุณอามีหน้าที่กินก็กินไป วันนี้ผมสั่งให้เขาเอาอาหารชั้นเยี่ยมมาทั้งนั้น" พูดจบเสี่ยหงวนก็หยิบจดหมายของนายไล่ฟัด ผู้จัดการภัตตาคาร "คะกุ่ย" และเขียนเป็นภาษาจีน "ฟังทางนี้พวกเรา ข้าพเจ้าจะอ่านรายการอาหารต่างๆ สำหรับค่ำวันนี้ให้ฟัง"

นิกรจุ๊ย์ปาก

"โธ่ จะอ่านหาหอกอะไรกันวะ ยั่วต่อมน้ำลายให้กระสันต์เปล่าๆ "

"อ้าว ตามธรรมเนียมก็ต้องมีเมนูบอกให้รู้ คอยฟังนะ อันดับแรก หูฉลาม มันปูตุ๋น ต่อไปเป๋าฮื้อ นกกระจาบทอดกรอบ ยอดผักผัดเม็ดฮังยิ้น นกพิราบอบซีอิ้ว หมูหัน ปลาจาระเม็ดเจี๋ยนน้ำแดง ต้มยำหัวปลาเฉาฮื้อ ข้าวต้ม ปลากุเลาทอด ผัดกาน้าน้ำมันหอย แล้วก็ของหวาน รังนกกับผลเชอรี่ ลูกบัวต้มน้ำตาล"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยกศอกเท้าโต๊ะยันคาง ทำตาปริบๆ มองดูอาเสี่ย

"มีเท่านี้ละหรือ"

คุณหญิงวาดสะดุ้งเล็กน้อย มองดูหลานชายจอมทะเล้นของท่านอย่างหมั่นไส้

"หนอย ตั้งมากมายก่ายกองยังมีหน้าถามได้ว่ามีเท่านี้หรือ ตะกละตะกรามจริงเชียวอ้ายนี่ เท่านี้แกก็ยัดเข้าไปให้มันหมดเถอะ อะไร้ ทำราวกับว่าเกิดมาไม่เคยแดกยังงั้นแหละ"

"ขอยาตัวโว้ย"

พลสั่นศีรษะ

"ไม่มีหรอก"

"ฮื้อโว้ย กระดูกไปละอ้ายเปรต ซองบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อชั้นในไงเล่า มองเห็นนี่หว่า ส่งมาให้มวนเถอะ เปรี้ยวปากเต็มทนแล้ว"

นายพัชราภรณ์อดหัวเราะไม่ได้ หยิบซองบุหรี่รอนสันออกมาส่งให้นิกร

"เอ้า ชอบสูบแต่ไม่ชอบซื้อ ให้ดิ้นตายเถอะวะฉันไม่เห็นแกซื้อบุหรี่สูบเลย เที่ยวหยิบของคนโน้นคนนี้ทั้งวัน บาทีเอากระป๋องบุหรี่ของคนอื่นใส่กระเป๋าเสียด้วย"

นิกรชักฉิว

"ก็คนอื่นเขาซื้อแล้วกันจะซื้อมาหาหอกอะไรอีกล่ะ อ้ายหงวนมันซื้อทีหนึ่งตั้งสิบกระป๋อง วางทิ้งไว้รอบบ้านถ้ากันไม่ช่วยสูบปล่อยทิ้งไว้มันก็ราหมด"

ดร. ดิเรกส่ายหน้าช้าๆ มองดูนิกรอย่างเศร้าใจ

"คนอย่างยู ตรงกับคำกล่าวของชาวอินเดียที่กล่าวไว้ว่า... ทราวะกินหนาอาระติกาน่าราย่าหา กาโห.... แปลเป็นไทยว่าโตงเตงโตงเว้า เอาแต่ของเขาของเราเก็บไว้"

เจ้าคุณประสิทธิ์หัวเราะหึๆ ในลำคอ

"อือ ดิเรกเอ๊ย แกนี่รู้สึกว่าแกนิยมอินเดียมากทีเดียว ไม่ว่าจะพูดอะไรแกต้องกล่าวถึงประเทศอินเดียหรือแขกอินเดียเสมอ"

"ออไร๋น์ ความเจริญต่างๆ ในด้านศิลปวิทยาการทั้งหลายมาจากชาวภารตะนะครับคุณอา ฝรั่งเองก็เอาแบบอย่างไปจากอินเดีย ท่านมหาราชาจันทรกุมารรามซิงค์เคยรับสั่งกับผมว่า อินเดียคือห้องสมุดของโลก อินเดียเป็นครู เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้ชาวโลก"

ทันใดนั้นเอง เสียงแตรไฟฟ้าของรถยนต์คันหนึ่งก็ดังกังวานขึ้น 'แนช' ลอยลมสีแดงสดค่อยๆ คลานเข้ามาในบ้าน 'พัชราภรณ์' อย่างแช่มช้า เจ้าสัวกิมไซผู้เป็นลุงของอาเสี่ยกิมหงวนนั่งวางสง่าอยู่ตอนหลังรถ มือถือพัดใบตาลหุ้มขอบผ้าสีแดงโบกพัดกระพือลมตลอดเวลา

"อ้อ เจ้าสัวมาแล้ว" คุณหญิงวาดอุทานขึ้นดังๆ

ทุกคนต่างหันไปมองเป็นตาเดียว 'แนช' เปิดประทุนแล่นมาหยุดหน้าเรือนต้นไม้ริมสนามตึก คนขับเป็นชาวมลายูรีบลงมาเปิดประตูตอนหลังให้ ท่านเจ้าสัวผู้เป็นลุงของมหาเศรษฐีหนุ่มพาร่างอันบอบบางผอมกะหร่องลงมาจากรถ ถือพัดใบตาลเดินเข้ามาหาคณะพรรค ๔ สหาย และได้ทำความเคารพกันตามธรรมเนียม เจ้าสัวไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าคุณประสิทธิ์ คุณหญิงวาด แล้วก็รับไหว้ ๔ สหายกับเมียๆ ของเขา ส่วนเจ้าแห้วท่านเจ้าสัวเพียงแต่ผงกศีรษะแทน การรับไหว้เช่นนั้นทำให้เจ้าแห้วรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมาก

"ซาหวัดลี ทุกคงๆ แฮ่ะ แฮ่ะ อ้าว นี่กิงกังหมกเลี้ยวเรอะ ไอ้ย่าเหลือแต่เม็ดกวยจี้"

นันทากล่าวกับท่านเจ้าสัวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"ยังไม่ได้รับประทานหรอกค่ะ เพิ่งเริ่มนั่งโต๊ะแหละค่ะ เชิญอาแป๊ะนั่งซิคะ"

"อ้อ.... ขอบจายมากอีหลู ว้า... วันนี้มังแต่งตัวกังเสียสวยเชียวนะ นังประภา ลื้อใส่เสื้อยังไงวะ คอกว้างมองทะลุเกือบเห็งสะลือ"

ประภาหัวเราะคิ้ก

"มันร้อนค่ะ อาแป๊ะ หนูชอบสวมเสื่อคอกว้างค่ะ"

ประไพยิ้มให้เจ้าสัว

"ของหนูโป๊กว่าค่ะ อาแป๊ะ หนูไม่ได้ใส่เสื้อชั้นใน สวมเสื้อนอกตัวเดียวเท่านั้น ไม่เชื่อหนูถลกให้ดูก็ได้"

ท่านเจ้าสัวสะดุ้งเฮือก รีบโบกมือ

"อย่าๆๆๆ อีหลู ปูเหลียวอาแป๊ะชักนัยน์ตาตั้ง น้ำลายไหลยืกไปยืกมา" พูดจบท่านเจ้าสัวก็ยกมือตบศีรษะนวลลออหลานสะไภ้ของท่าน "อีหลูนวงมังสวยไม่ส่าง"

เสี่ยหงวนเอ็ดตะโรขึ้นทันที

"อ้าวๆ อาแป๊ะอย่ามาจีบเมียฉันนะจะบอกให้ ทำแบบหมาหยอกห่านหลอกจับแก้มเมียฉันหลายหนแล้ว"

เจ้าสัวกิมไซโกรธจนหน้าเขียว ร่างอันผอมบางสั่นเทิ้ม แกพ่นภาษาจีนลำดับญาติผู้ใหญ่ของเสี่ยหงวนทั้งทางบิดาและมารดาเสียงลั่นไปหมด แล้วแกก็ยกมือชี้หน้าหลานชายของแก

"ซ่งติงหน้าหมาห้าร้อยละลาย ฉิกหายนี่ มีปากก็พูดพล่อยๆ อีหลูมังเป็นหลางข้าม่ายช่ายเรอะ แหม โมโหใหญ่เลยกู"

พลเอื้อมมือจับแขนท่านเจ้าสัวไว้

"นั่งเถอะครับอาแป๊ะ อ้ายเสี่ยมันเป็นคนทะลึ่งอย่าถือสามันเลยครับ"

เจ้าสัวกิมไซยกมือเท้าสะเอวมองดูกิมหงวนแล้วค้อนปะหลับปะเหลือก

"จองหองใหญ่เลี้ยวนี้ อ้ายสัก"

กิมหงวนสะดุ้งเฮือก

"พอทีซีอาแป๊ะ ด่าเป็นไฟแลบเชียว ยิ่งแก่ยิ่งปากจัด ระวังให้ดีนะฉันจะโทรศัพท์ไปบอกตำรวจให้จับอาแป๊ะเนรเทศไปเมืองจีน"

เจ้าสัวขบกรามกรอด ตาโตเท่าไข่ห่าน

"จับ.... จับข้าทำลาย"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"อาแป๊ะตั้งกล้องตะเกียงเถื่อนที่บ้าน"

คราวนี้ท่านเจ้าสัวหัวเราะงอหาย

"ข้ามีใบอนุยั่กโว้ย ข้าไม่กัว หล่อยแน่ะ จะบอกหมาต๋ามาเลียะ คงระยำไม่รู้จักพี่ป้าน้าอา" แล้วเจ้าสัวก็ทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ว่างตัวหนึ่ง เปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส "เออ... วังนี้อยู่กังพ้อมหน้าเลย ขาก.... "

"เอ๊า" อาเสี่ยตะโกนลั่น "ขากอีกแล้ว เอ อาแป๊ะนี่ทำเป็นเจ๊กลากรถไปได้"

เจ้าสัวกิมไซยิ้มแห้งๆ

"มังคังคอหอยโว้ย ลืมไป ข้าขากข้าก็ม่ายล่ายถ่มออกมา ข้ากึงเข้าไปเลี้ยว"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะคิกคักไปตามกัน ต่อจากนั้นท่านผู้ใหญ่ทั้งสามก็สนทนาปราศรัยไต่ถามทุกข์สุขเจ้าสัวกิมไซอย่างสนิทสนมเนื่องจากมีความสัมพันธ์ต่อกันฉันท์ญาติสนิท อันแสดงให้เห็นว่า ชาติจีนชาติไทยไม่ใช่อื่นไกลพี่น้องกัน

นิกรกระซิบกระซาบกับเสี่ยหงวนเบาๆ

"ลงมือกินเถอะวะ เกือบ ๖ โมงแล้ว"

"ยังโว้ย" กิมหงวนเอ็ดตะโร "ต้องประชุมปรึกษาหารือกันเสียก่อนค่อยกิน"

นายจอมทะเล้นทำหน้าเบ้

"อ้ายเวร มีธรรมเนียมที่ไหนวะ เขาต้องกินเสียก่อนถึงจะประชุม หรือไม่ก็กินไปพลางปรึกษาหารือกันไปพลาง"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"ไม่ได้หรอก การประชุมวันนี้ถ้าหากว่าไม่ตกลงหรือตกลงกันไม่ได้ กันจะงดเลี้ยงอาหารค่ำ ได้ตั้งใจไว้อย่างนี้แล้ว"

"ว้า.... ถ้าไม่ตกลงกับข้าวที่เอามาจะทำอย่างไรล่ะ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"เททิ้ง หรือไม่ก็เอากลับไปขายที่ภัตตาคารยังได้"

ประไพชะโงกหน้ามาพูดกับกิมหงวน

"เปิดประชุมเสียทีซีคะ มาพร้อมกันแล้ว พวกเรายังไม่รู้เลยว่าที่อาเสี่ยเลี้ยงพวกเราวันนี้ อาเสี่ยมีจุดประสงค์อะไร ถ้าหากว่ามีการเลี้ยงกล่อมชักชวนเป็นคอมมิวนิสต์ ดิฉันไม่เอานะ บอกเสียก่อน"

"รับรองครับ ว่าไม่เกี่ยวเรื่องคอมมิวนิสต์เลย ผมเป็นมหาเศรษฐี พ่อค้าหย่าย เป็นนายทุน ผมย่อมเป็นปรปักษ์กับลัทธิแดง เอาละครับ เริ่มเปิดการประชุมเสียทีก็ดี" แล้วกิมหงวนก็หันมาทางเจ้าแห้ว "เฮ้ย.... ไปบอกให้ยกวิสกี้โซดามาได้แล้ว"

เจ้าแห้วลุกขึ้นยืนและยิ้มแห้งๆ

"รับประทาน การรับประทานเลี้ยงกันวันนี้ผมมีส่วนเกี่ยวข้องรับประทานด้วยหรือเปล่าครับ"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง แต่แล้วก็ยิ้ม

"ได้ เองจะเกี่ยวข้องด้วยก็ได้ แต่หมายความว่าหลังจากที่พวกเรากินอิ่มแล้ว"

เจ้าแห้วถอนใจ พาตัวเดินข้ามสนามตรงไปยังเรือนต้นไม้ สักครู่หนึ่งบ๋อยภัตตาคาร 'คะกุ่ย' ก็ยกวิสกี้ต่างประเทศชั้นดีและโซดาแช่เย็นมาเสิฟ พร้อมด้วยกับแกล้มซึ่งมีมันทอดและถั่งลิสงทอด

หลังจากพล พัชราภรณ์ ได้ผสมวิสกี้โซดาแจกจ่ายคณะพรรคของเขาโดยทั่วหน้าแล้ว นิกรก็ชูแก้วน้ำสีเหลืองขึ้นและพูดอย่างฉาดฉาน

"ท่านทั้งหลาย บัดนี้เราทุกคนต่างประชุมกันเรียบร้อยแล้ว นับว่าได้ผลดีเกินคาด ก่อนที่เราจะเริ่มลงมือรับประทานอาหารกัน ข้าพเจ้าขอเชิญชวนท่าน "

"ประเดี๋ยว ประเดี๋ยว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโร "แหม มึงนี่แก่แดกเสียจริงฮิ ยังไม่ได้ประชุมอะไรกันสักนิดดันพูดออกมาได้ว่าประชุมกันเรียบร้อยแล้ว"

"ฮี้" นิกรคราง "กว่าจะได้กินสักทีลำบากฉิบหายเลย"

เสี่ยหงวนลุกขึ้นยืน ชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ คณะพรรค ๔ สหายตบมือกันเปาะแปะตามธรรมเนียม

"ท่านที่มีผมและไร้ผมทั้งหลาย "

"อ้าว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องลั่น "เดี๋ยวก็เจอแก้วเหล้าเท่านั้นเอง"

กิมหงวนทำหน้ายู่ยี่

"กันอรัมภบทว่ายังไงนะ"

ดร. ดิเรกหัวเราะ "บอกไม่ได้เดี๋ยวกันจะพลอยถูกเตะไปด้วย"

เสี่ยหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ก้มศีรษะคำนับพรรคของเขาแล้วกล่าวขึ้นอย่างเป็นการเป็นงาน

"ท่านทั้งหลาย เท่าที่ข้าพเจ้าเชิญท่านมาประชุมพร้อมกันในวันนี้ก็เพื่อจะเรียนให้ท่านทราบทั่วกันว่า อาแป๊ะคือคุณลุงของข้าพเจ้าชอบสูบยาฝิ่น"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นทันที เจ้าสัวกิมไซถึงกับสำลักวิสกี้ที่กำลังยกขึ้นดื่ม แกมองดูเสี่ยหงวนด้วยแววตามถมึงทึง

"อ้ายหงวน ข้าสูบฝิ่งเลี้ยวไปหนักกิบังมึงเรอะจองหองนี่ ไม่ควรพุ่กก็เสือกกระโหลกพุ่ก ส่งติงนี่เอาไหมล่ะ"

นิกรชักฉิวขึ้นมาเอ็ดตะโรลั่น

"พูดให้มันได้เรื่องหน่อยเถอะน่า หิวข้าวจะตายอยู่แล้ว จะประชุมเรื่องตะหวักตะบวยอะไรก็ว่ามา"

กิมหงวนหัวเราะอย่างใจเย็นแล้วกล่าวต่อไป

"พูดกันอย่างสั้นๆ ตรงไปตรงมาดีกว่านะครับ เรื่องมันเป็นอย่างนี้ เท่าที่ผมเชิญพวกเรามาประชุมพร้อมกันในวันนี้ ก็เพื่อจะปรึกษาหารือกันในอันที่จะฟื้นฟูรัฐนิยมของชาติไทยเราที่ตายไปแล้วให้กลับฟื้นคืนชีวิตชีวาขึ้นมาอีกเท่านั้นแหละครับ"

มีเสียงใครต่อใครหลายคนถอนหายใจขึ้นพร้อมกัน กิมหงวนทรุดตัวลงนั่งตามเดิม สี่นางหัวเราะกันคิกคัก คุณหญิงวาดทำตาเขียวมองดูกิมหงวน

"ถ้าประชุมเรื่องนี้ละก้อ อาไม่ขอร่วมด้วย หนอยแน่ะฟื้นฟูรัฐนิยม ฉันก็ต้องเอาหมวกลูกเสือของเจ้าพลตั้งแต่สมัยเป็นเด็กนักเรียนมาใส่อีกละซิ หมากก็กินไม่ได้ เวลามีระดูนุ่งผ้าโจงกระเบนก็ไม่ได้ นอกจากนี้ฉันยังต้องฝืนใจกินก๋วยเตี๋ยว ซ้ำๆ ซากๆ ทุกวัน"

ประไพร้องเพลงขึ้นดังๆ ด้วยเสียงที่หวานชื่น

"เชิญซีคะ เชิญมาร่วม กันสวมหมวก แสนสะดวกสบายด้วย ทั้งสวยหรู"

นิกรโบกมือห้ามเมียของเขา

"พอ ลำบากนักก็อย่าร้องดีกว่า เดี๋ยวชาวบ้านเขาไม่รู้เขาจะนึกว่าบ้านเราเลี้ยงวัว"

"หนอย" ประไพเอ็ดตะโร "เสียงซูปาโนอย่างไพน่ะหรือเสียงเหมือนวัว พูดออกมาได้ เดี๋ยวแม่จิ้มอกเสียด้วยหลาวทองเหลืองเลย"

คณะพรรคฮาครืน

"แกนึกยังไงขึ้นมาวะ แกถึงที่ดำริที่จะฟื้นฟูรัฐนิยมของเราที่ไม่มีใครเขาพูดถึงแล้ว แม้คำว่ารัฐนิยมก็แทบจะไม่มีใครนึกได้"

คราวนี้เสี่ยหงวนโต้กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างขึงขัง

"ก็เพราะเช่นนี้แหละครับ ชาติของเราจึงเจริญรุ่งเรืองได้โดยยาก ที่ผมว่าผมคิดฟื้นฟูรัฐนิยมนั้นผมหมายถึงชาตินิยมมากกว่า"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะ

"เออ ถ้ายังงี้ก็เข้าทีพอจะพูดกันได้ รัฐนิยมกับชาติแตกต่างกันมากไม่เหมือนกันหรอก แต่ทว่าชาตินิยมเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ความดำริของแกอาเห็นพ้องด้วย"

กิมหงวนพูดต่อไป

"ผมเห็นว่า ถึงเวลาแล้วบัดนี้ที่คนไทยทั้งชาติควรจะร่วมร่วมใจกันสร้างชาติของเราให้เจริญรุ่งเรืองขึ้น และประการแรกก็คือ คนไทยทุกคนต้องถือลัทธิชาตินิยม อย่ายอมให้คนต่างด้าวมีอิทธิพลใดๆ เหนือชาติเรา เป็นต้นว่าในทางเศรษฐกิจ และด้านการค้า ตราบใดที่คนไทยไม่สนใจในเรื่องชาตินิยม เราก็จะต้องผจญกับปัญหาอันยุ่งยากต่างๆ ในด้านการครองชีพไม่มีวันสิ้นสุด"

คราวนี้ที่ประชุมตบมือกราว โดยเฉพาะประไพถึงกับร้องไชโยพอใจในแนวคิดของเสี่ยหงวน ทุกคนมองดูเสี่ยหงวนอย่างชื่นชม

กิมหงวนกล่าวสุนทรพจน์ต่อไป

"ทำไมหมูมีหมูไม่มี ทำไมไข่ขาดตลาด ทำไมราคาเครื่องอุปโภคและบริโภคจึงไม่ลดลง คำตอบอันสง่าผ่าเผยและภาคภูมิใจของข้าพเจ้าก็คือว่า เพราะคนไทยเป็นแต่เพียงผู้ซื้อ ไม่ได้เป็นผู้ขาย ง่า.... ตบมือให้ผมอีกทีเถอะครับ"

เสียงคนตบมือดังขึ้นอย่างกระพร่องกระแพร่งเต็มทน

"เราจะต้องเริ่มต้นค้าขายแข่งขันกับคนต่างด้าวเขา ขายทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาขายกัน นับตั้งแต่เต้าฮวย เฉาก๊วย ปาท่องโก๋ โจ๊ก ก๋วยเตี๋ยว เย็นตาโฟ หาบเร่แผงลอย ตลอดจนกระทั่งห้างร้านบริษัทใหญ่ๆ ถ้าคนไทยทั้งชาติรู้จักการค้าขาย และพวกเราอุดหนุนกันในทำนองไทยทำไทยซื้อไทยขายไทยอุดหนุนไทย ไม่ช้าการเศรษฐกิจและการค้าก็จะเปลี่ยนมือกลับมาเป็นของคนไทยตามเดิม ชาติไทยก็จะก้าวหน้าอย่างรีบรุด เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงขอเชิญชวนท่านทั้งหลายให้ร่วมมือร่วมใจกับข้าพเจ้าสร้างลัทธิชาตินิยมขึ้น โดยเราจะตั้งเป็นสมาคมหรือองค์การอะไรก็ได้ ขอให้เราคิดดูเถิดคนไทยส่วนมากยากจนมีการครองชีพอย่างเลวที่สุด บ้านช่องก็หาอยู่ด้วยยาก ในย่านการค้าทุกแห่งมีแต่คนต่างด้าวทั้งนั้น ส่วนคนไทยอยู่ในตรอกซอกซอย ข้าพเจ้าเชื่อว่าการครองชีพสูงตามลำดับ ไม่ช้าก็อาจจะเกิดการจลาจลอลหม่านถึงกับแย่งกันกินเพราะความอดอยาก แล้วผลของมันก็คือความพินาศของชาติเรานั่นเอง"

ที่ประชุมตบมือกราว นิกรลุกขึ้นพูดสนับสนุน

"ข้าพเจ้าเห็นพ้องกับเสี่ยหงวนทุกประการ และขอร้องให้ยุติการประชุมเพียงเท่านี้ เพื่อเราจะได้ร่วมรับประทานอาหารกันต่อไป"

"ยังโว้ย" กิมหงวนตะโกนลั่น "ยังไม่ได้ปรึกษากันเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาพูดกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เบาๆ

"วันนี้อ้ายหงวนมีแนวความคิดน่าเลื่อมใสมากทีเดียวเจ้าคุณ เรื่องลัทธิชาตินิยมนี่น่ะ ถ้าหากว่าเราคือคนไทยทำได้ คนไทยก็จะมีความร่มเย็นเป็นสุขโดยทั่วหน้าไม่ต้องพึ่งต่างด้าวอย่างทุกวันนี้ ผมเองระอาเต็มทน เราไปซื้อของเขา เอาเงินให้เขา บางทีก็คล้ายกับขอทาน ถูกเขาขู่บ้างดุบ้างตวาดบ้าง"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สั่นศีรษะไม่เห็นพ้องในความคิดของกิมหงวน

"ผมว่า เรายังทำไม่ได้ในขณะนี้ ต้องค่อยทำค่อยไป และควรเป็นเรื่องของรัฐบาลท่านคิด ไม่ใช่เรื่องของประชาชนอย่างเรา เราไม่มีอำนาจ ไม่มีอิทธิพลใดๆ ที่จะทำให้ราษฎรพี่น้องชาวไทยของเราตื่นตัวในเรื่องนี้ เราควรจะหาวิธีอื่นดีกว่า เป็นต้นว่า หาทางให้ค่าของการครองชีพทุกวันนี้ถูกลง อย่างนี้เราพอจะทำได้"

ดร. ดิเรกเห็นพ้องกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"ออไร๋น์ คุณอาพูดถูก ผมจะเล่าให้ฟัง ที่ประเทศอินเดีย เมื่อก่อนนี้ชาวอินเดียทั้งหลายตกอยู่ใต้อิทธิพลของชนต่างชาติในด้านการค้า และการเศรษฐกิจเหมือนอย่างคนไทยเรานี่แหละ"

เจ้าสัวกิมไซกล่าวถามขึ้น

"อาหมอโว้ย อิงเดียน่ะมังเขกใช่ม่ายช่าย"

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้า

"ครับ ถูกแล้ว ประเทศอินเดียก็คือประเทศแขกซึ่งมีผู้คนอยู่หลายเผ่าหลายชาติ รวมความแล้วเราเรียกว่าอินเดีย"

"อ้อ หมวนอย่างมวงจีนนะอาหมอ มวงจีนก้อมี แต้จิ๋ว แต้เอี๊ยะ กวางตุ้ง แคะ ไหหลำ ฮกเกี้ยน เรียกว่าคงจีนทั้งนั้น"

นวลลออยิ้มให้ดิเรก

"แล้วยังไงคะคุณหมอ เรื่องนี้ถ้าคงมีท่านมหาราชาเกี่ยวข้องอีก"

ดร. ดิเรกหัวเราะเสียงกร่อย

"ออไร๋น์ ต้องมีแน่ๆ ท่านมหาราชาจันทรกุมารรามซิงค์กับท่านมหาราชานทีศรีทันดรสุกรภาวดี ได้ร่วมมือกันสร้างลัทธิชาตินิยมขึ้นด้วยการกระทำอย่างรุนแรงที่สุด บังคับพวกนายทุนและพ่อค้าทั้งหลายไม่ให้ขูดเลือดขูดเนื้อรีดนาทาเร้นราษฎร พระองค์เอาแบบอย่างมังกรดำของญี่ปุ่นมาใช้ จัดตั้งสมาคมลับให้ชื่อว่าสมาคมอูฐเขียว"

"ต้ายตาย" คุณหญิงวาดคราง "ชื่อที่เพราะกว่านั้นไม่มีอีกแล้วหรือพ่อดิเรก เอาอะไรมาตั้งชื่อก็ไม่รู้สมาคมตูดเขียว ฮะ ฮะ"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะงอหายไปตามกัน ดร. ดิเรกทำหน้าปั้นยากที่สุด เขามองดูคุณหญิงวาดอย่างเศร้าใจแกมขบขัน

"สมาคนอูฐเขียวครับ อูฐเป็นสัตว์พาหนะชนิดหนึ่งคอยาวๆ อูฐเขียวไม่ใช่ตูดเขียว ปู้โธ่ ตูดเขียวน่ะ เด็กแดงๆ "

คุณหญิงยิ้มแห้งๆ

"แล้วยังไง.... "

ดิเรกว่า "สมาคมอูฐเขียวตั้งขึ้นชั่วเวลาอันสั้นก็มีอิทธิพลใหญ่ยิ่งจนเป็นที่ประหวั่นพรั่นพึงใจของพวกพ่อค้าพานิชใดๆ จำหน่ายสินค้าแพงเกินควร สมาคมก็ยื่นคำขาดขอให้ลดราคาสินค้าลง เมื่อไม่ทำตามคำสั่งสมาคมอูฐเขียวก็ส่งคนไปฆ่าเสีย ยิงซึ่งๆ หน้า ยิงกลางวันแสกๆ บางทีวิ่งหนีขึ้นโรงพักพวกอูฐเขียวก็ยังตามขึ้นไปยิง ยิงแล้วขึ้นอูฐหนีไป พฤติการณ์ของอูฐเขียวทำให้ค่าของการครองชีพลดลงอย่างฮวบฮาบ พวกคนจนแซ่ซ้องสาธุการไปตามกัน"

กิมหงวนยิ้มให้ดิเรก

"เอ ที่แกเล่านี่น่ะเป็นความจริงหรือวะหมอ"

ดร. ดิเรกทำตาเขียวกับอาเสี่ยทันที

"ออไร๋น์ เป็นความจริงที่แฝงความเท็จเพียงเล็กน้อย"

อาเสี่ยเกิดความเลื่อมใสทันที

"ถ้ายังงั้นเรามาตั้งสมาคมอูฐเขียวขึ้นบ้างเถอะวะ เจ้าคุณประสิทธิ์ท่านพูดมีเหตุผลน่าฟังมาก เราเป็นเพียงแต่พลเมืองหรือราษฎร เราไม่มีอำนาจอะไรที่จะบังคับคนไทยให้ฝึกหัดการค้าขาย และถึงแม้รู้จักการค้าขายกันก็สู้คนต่างด้าวเขาไม่ได้ เพราะพวกเราพอร้องแว้ลืมตามองดูโลก ผู้ใหญ่ก็ให้ศีลให้พร ขอให้เป็นเจ้าคนนายคน ได้เป็นขุนนางวางน้ำ เราก็พอใจที่จะทำราชการหรือทำงานกินเงินเดือนมากกว่าค้าขาย เพราะสบายกว่า มีเกียรติกว่าพวกพ่อค้าส่วนมากจึงรวมหัวกันขึ้นราคาสินค้ากันตามความพอใจ ไม่ได้นึกสมเพทเวทนาคนจนที่ต้องได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส ทุกวันนี้แม้แต่ผักหญ้ายังมีราคาแพงลิบ เราควรจะตั้งสมาคมอูฐเขียวขึ้นบ้าง เล่นงานพวกพ่อค้าหน้าเลือดเสียพักเดียว ค่าของการครองชีพก็จะถูกลง ถ้าใครเห็นพ้องกับข้าพเจ้าโปรดตบมือนิดหน่อย"

เสียงตบมือดังขึ้นอีก นิกรนั่งสับประหงกน้ำลายไหลยืด เจ้าสัวกิมไซหาวหวอดๆ นัยน์ตาปรือ เพราะได้เวลาเป่าปี่แล้ว

ประไพพูดขึ้นดังๆ "ดิฉันขอสนับสนุนอาเสี่ยค่ะ"

ประภาพูดขึ้นบ้าง

"แต่เราเป็นคนไทย เราไม่ควรจะใช้ชื่ออูฐเขียวหรอกค่ะอาเสี่ย"

พลเห็นพ้องด้วยกับประภา

"จริงโว้ย อ้ายเสี่ย คุณภาพูดถูกแล้ว เราตั้งสมาคมลับขึ้นเราควรจะตั้งชื่อใหม่ให้เพราะๆ และเหมาะสม"

กิมหงวนพยักหน้าหงึกๆ

"ก็ดีเหมือนกัน ถ้ายังงั้นขอให้พวกเราทุกๆ คนคิดไว้คนละชื่อ ชื่อของใครเข้าทีกว่าเพื่อนเราก็จะใช้ชื่อนั้น" แล้วอาเสี่ยก็หันมาทางเจ้าแห้วซึ่งนั่งขบเม็ดกวยจี้อยู่ข้างหลัง "เอ็งช่วยคิดด้วย อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มหวานจ๋อย

"รับประทานคิดได้แล้วครับ รับประทานผมเป็นคนมีปฏิภาณเฉียบแหลมไม่จำเป็นต้องเสียเวลาคิด ชื่อของผมทันสมัยเปี๊ยบ เพราะมากเชียวครับ"

"เออ ไหนลองบอกมาซิ สมาคมของเราควรใช้ชื่อว่ากระไร.

เจ้าแห้วยืดหน้าอกขึ้นอย่างภาคภูมิแล้วพูดฉาดฉาน

"สมาคมนกกระจอกเทศเขียวครับ"

กิมหงวนหัวเราะก้าก

"พ่อมึงนะซี ผิดจากอูฐกลายเป็นนกกระจอกเทศ ถุย ลำบากนักก็อย่าออกความเห็นกับเขาเลย นึกว่ามีสติปัญญา ถุย! อ้ายงั่ง"

"รับประทานอาเสียก็ทราบดีแล้วผมเป็นแต่เพียงขี้ข้า ไม่น่ามาถามผมเลย"

ที่ประชุมเงียบกริบไปชั่วขณะ อาเสี่ยยกฝ่ามือผลักนิกรเต็มแรง

"เฮ้ย แกคิดได้หรือยัง นั่งหลับเสียแล้วอ้ายเปรต"

นิกรสะดุ้งเฮือกลืมตาโพลงแล้วยิ้มแป้น

"เออ ลงมือเสียทีรู้แล้วรู้รอด หิวจนน้ำลายเหนียวแล้ว เออไม่เห็นบ๋อยยกอะไรมาให้"

กิมหงวนจุ๊ปาก ปวดกระบาลจนพูดอะไรไม่ถูก

"พ่อกรจ๋า รอประเดี๋ยวนะจ๊ะพ่อมหาจำเริญ เรากำลังปรึกษาหารือกันตั้งสมาคมลับปราบพ่อค้าหน้าเลือด ช่วยกันคิดบ้างซีว่าเราควรใช้ชื่อสมาคมของเราว่าอย่างไรจึงจะไพเราะเหมาะสม"

นิกรยิ้ม

"อ๋อ มันจะยากอะไรล่ะ เอาอย่างนี้ดีไหม "

"เออ ว่ายังไง"

"สมาคมค้อนเคียวแห่งประเทศไทย" นายจอมทะเล้นพูดหน้าตาเฉย

"ไอ๊ย่า! " เจ้าสัวกิมไซร้องลั่น ท่ามกลางเสียงหัวเราะของคณะพรรค ๔ สหายแล้วผลุดลุกขึ้นยืน "ยังงี้ประชุมกังม่ายล่ายเลี้ยว ติกตะรางยังพอทงล่าย เนรูเทกไปตึ้งซัวตายห่าเลย อั๊วกับบ้างลีก่า"

นิกรโบกมือ

"นั่งเถอะครับอาแป๊ะ ผมพูดเล่นน่ะ"

เจ้าสัวกิมไซทรุดตัวลงนั่งตามเดิม คุณหญิงวาดดุหลานชายของท่าน

"แกพูดอะไรมักจะเป็นเล่นเสมอ พูดให้มันเป็นกิจจะลักษณะหน่อยเถอะวะ เขากำลังปรึกษาหารือกันอย่างเป็นงานเป็นการ แกคิดว่าสมาคมลับของเราที่จะตั้งขึ้นควรจะใช้ชื่อว่ากระไรก็ว่ามา"

นายจอมทะเล้นนิ่งนึกสักครู่ หันมายิ้มกับ ดร. ดิเรก

"ที่อินเดียเขาใช้ชื่อว่าอะไรนะ"

"สมาคมอูฐเขียว" นายแพทย์หนุ่มพูดหนักๆ

"อูฐชาวอินเดียถือเป็นสัตว์ที่แข็งแรงและอดทนที่สุด ส่วนสีเขียวเขาหมายถึงชาติ จึงเลยตั้งชื่อว่าอูฐเขียว"

"ถ้ายังงั้นเราตั้งชื่อว่า 'เหงือกเขียว' เป็นยังไง"

กิมหงวนยกมือเขกกระบาลนิกรดังโป๊ก

"นี่แน่ะ ลงเหงือกเขียวละก้ออย่าตั้งสมาคมเลยดีกว่า ไม่ได้ความเลยนี่" แล้วอาเสี่ยก็ยิ้มให้นันทาเมียรักของพล "ว่ายังไง คุณนัน คุณควรใช้ชื่อว่าอะไรถึงดี"

"ดิฉันว่า ใช้ชื่อว่ามังกรดำอย่างญี่ปุ่นดีกว่า เพราะชื่อนี้มีคนรู้จักทั่วโลกแล้ว ในเมื่อเรามีนโยบายคล้ายคลึงกับพวกมังกรดำก็ควรจะใช้ชื่อเช่นเดียวกัน"

อาเสี่ยรับทราบถามประไพต่อไป

"คุณประไพล่ะ"

เมียรักของนิกรยิ้มหวานจ๋อย แล้วทำหน้าทะเล้นเหมือนผัวของหล่อน แล้วกล่าวขึ้นอย่างฉาดฉาน

"ตามความเห็นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอใช้ชื่อว่าสมาคมรักชาติไทย"

"ว้า" นิกรคราง "ฟังไม่เข้าแก๊ปเลย ชื่อมันเฮงซวยไปหน่อย"

ประไพค้อน

"ช่างเขาเถอะ เขาคิดได้ยังงี้นี่นา"

เสี่ยหงวนถามเมียรักของเขาบ้าง

"นึกได้หรือยังจ๊ะนวล"

"ได้แล้วค่ะ" แม่เสือพูดยิ้มๆ "นวลเห็นว่าควรใช้ชื่อสมาคมของเราว่า สมาคมปราบพ่อค้าและนายทุนหน้าเลือดแห่งประเทศไทย"

"แม่โว้ย" กิมหงวนคราง "ยาวแค่นี้เกือบถึงถนนตก"

นวลลออหัวเราะ

"ไม่ชอบก็อย่าเอาซีคะ"

เสี่ยหงวนมองดูภรรยายอดรักของ ดร. ดิเรก

"คุณภาว่าไง"

ประภายิ้มอายๆ

"ดิฉันคิดได้ก็คงไม่เพราะนักหรอกค่ะ เพราะดิฉันทำอะไรก็ต้องใช้เวลานานสักหน่อย เท่าที่นึกได้ขณะนี้ก็คือว่า สมาคมไทยรักชาติ ก็คงจะเหมาะสมที่สุด"

คุณหญิงวาดหัวเราะชอบใจ

"พี่น้องช่างเหมือนกันจริงนะ ทีนี้ถึงตาอาละ อาขอให้ความเห็นว่าสมาคมของเราควรใช้ชื่อว่าสมาคมงูเห่าตาลาน"

"ปู้โธ่" เจ้าคุณประสิทธิ์อุทาน "ฉันไม่เห็นมันจะเกี่ยวกันตรงไหน? "

"เอ้า.... ไม่เกี่ยวก็อย่าเกี่ยวซีคะ ฉันชอบชื่อนี้นี่นา"

กิมหงวนยิ้มให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"เข้าทีดีเหมือนกันครับ" แล้วเขาก็ยักคิ้วให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ "คุณอาว่ายังไงครับ"

"อาขอตั้งชื่อ มังกรแดงเช่นเดียวกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น

"สมาคมมังกรแดงเฉยๆ หรือสมาคมมังกรแดงแจ๋ครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากจู๋

"เดี๋ยวก็เกิดเตะปากกันขึ้นเท่านั้นเอง"

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ

"เอาละครับ เป็นอันว่าคุณอาทั้งสองพอใจให้ใช้ชื่อว่าสมาคมลูกมะอึกแดง"

"แล้วกันโว้ย" เจ้าคุณประสิทธิ์เอ็ดตะโร "โธ่ อ้ายกิมเบ้"

เจ้าสัวกิมไซสะดุ้งอ้าปากหวอ

"ยังไงกัง เจ้าคุง กิมเบ้น้องชายผมอีตายไปนางเลี้ยว เรียกอีทำไล"

คราวนี้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เลยหายโมโห

"เปล่า ฉันล้อชื่อพ่ออ้ายหงวนมันน่ะ โกรธมันไม่รู้ว่าจะด่ามันว่ายังไงดี"

อาเสี่ยพยักหน้ากับลุงของเขา

"อาแป๊ะจะตั้งชื่อว่ากระไรล่ะ คิดได้หรือยัง"

"ได้เลี้ยว ข้าตั้งแน่ไปเลย วะ"

"ก็ว่ามาซี ชื่ออะไรล่ะ"

เจ้าสัวกิมไซพูดช้าๆ แต่หนักแน่น

"สมาคมเลียะพะแห่งประเทศไทย"

เสียงหัวเราะครื้นเครงดังขึ้นอีก กิมหงวนว่าเสียจนงอหาย

"โธ่อาแป๊ะเอ๋ย ขืนเลียะพะอาแป๊ะก็ถูเนรเทศเท่านั้นเอง สมาคมของเราน่ะรุนแรงกว่าเลียะพะเป็น

ไหนๆ ตั้งชื่อไม่ได้สติเลย"

เจ้าสัวค้อนควับ

"ม่ายรู้โว้ย ข้ามายช่ายนักประพังนี่หว่า จาล่ายตั้งชื่อเพาะๆ "

อาเสี่ยเปลี่ยนสายตามาที่นายพัชราภรณ์

"แกละที่นี้ บางทีแกอาจจะมีทีเด็ดกว่าคนอื่น"

พลว่า "กันขอใช้ชื่อว่ามังกรแดงเช่นเดียวกับคุณพ่อและคุณอา เพราะเห็นว่าเหมาะสมกว่าชื่ออื่นๆ "

กิมหงวนหันมาทางนายแพทย์

"แกจะให้ชื่อว่ายังไง"

ดร. ดิเรกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ในทัศนะกันกันเต็มใจจะให้ชื่อสมาคมของเราว่า สมาคมแขกไทยสามัคคี ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าคนไทยกับแขกมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"โธ่.... คุณหมอจ๋า มันคนละเรื่องแล้ว สมองของแกคงจะคิดแต่การค้นคว้าทดลองวิทยาศาสตร์ ชื่อที่แกตั้งน่ะไม่เกี่ยวกับกิจการที่เราปรึกษาหารือกันเลย" แล้วกิมหงวนก็พูดสรุปความ "ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายตามแบบแผนของประชาธิปไตยนั้นก็ต้องนิยมเสียงมาก ดังนั้นข้าพเจ้าเห็นสมควรใช้ชื่อว่า "สมาคมมังกรแดง" ถ้าท่านพอใจในชื่อนี้ขอได้โปรดตบมือขึ้น"

เสียงตบมือดังกราวใหญ่ได้ยินไปทั่วบ้านพัชราภรณ์ พอกิมหงวนทรุดตัวลงนั่ง นิกรก็ยกมือไหว้อาเสี่ยอย่างนอบน้อม

"ไหว้ละวะ ลงมือกินข้าวกันเสียทีเถอะ กันน่ะหิวจนลมออกหูแล้ว"

คราวนี้เสี่ยหงวนรู้สึกเห็นใจนิกรทันที

"หิวมากเรอะ"

"อือ ให้ตายห่าตายโหงซีเอ้า เอาน่า.... นะ ลงมือกินกันเถอะ แล้วก็กินกันไปพลางปรึกษากันไปพลาง"

กิมหงวนหัวเราะ มองไปทางเรือนต้นไม้ ร้องตะโกนบอกบ๋อยภัตตาคารของเขาให้ยกกับข้าวมาเสิฟตามรายการ แล้วหูฉลามตุ๋นมันปูทะเลก็ถูกยกมาตามคำสั่ง

เจ้าสัวกิมไซแบมือขวาออก แล้วพูดกับทุกๆ คน

"เจี๊ยะอ้า"

"ฮ้อ! " นิกรร้องลั่น หยิบช้อนตักหูฉลามใส่ชามแบ่งทันที

คณะพรรค ๔ สหายเริ่มลงมือรับประทานอาหารและปรึกษาหารือกันไปด้วย อาเสี่ยกิมหงวนมีความคิดเห็นอย่างรุนแรงในเรื่องนี้

"ผมกับเพื่อนพ่อค้าใหญ่หลายๆ คนได้ร่วมมือร่วมใจกันลดราคาสินค้าเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ยากจน" อาเสี่ยอธิบายให้ท่านผู้ใหญ่ฟัง "แต่อ้ายพวกพ่อค้าหน้าเลือดไม่ยอมร่วมมือกับพวกผม เพราะฉะนั้นสมาคมมังกรแดงจะต้องจัดการกับพวกนายทุน และพ่อค้าหน้าเลือดให้เด็ดขาด ขั้นแรกขอร้องโดยดีก่อน ถ้าไม่ปฏิบัติตามยิงทิ้งเลย สักห้าหกรายเท่านั้น ค่าครองชีพก็จะลดต่ำลงผิดปกติ"

นิกรพูดเสียงคับปาก

"จริง.. ขอให้เสี่ยหงวนจงเจริญ"

อาเสี่ยมองดูอย่างปลงอนิจจัง

"เพลามือไว้บ้างโว้ย ให้คนอื่นเขากินกันบ้าง ยัดเอาๆ ยังงี้ใครจะกินทันแก ตักตั้งห้าหกหนแล้ว"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหายก็ปรึกษาหารือกันต่อไป ทุกคนช่วยกันคิดช่วยกันออกความเห็น การประชุมปรึกษาหารือในเรื่องที่จะตั้งสมาคมมังกรแดงสิ้นสุดลงในระยะเวลา ๒๐.๐๐ น. เศษ และการรับประทานอาหารก็สิ้นสุดลงด้วย

สมาคมมาเฟียเริ่มแสดงบทบาทแล้ว

หนังสือพิมพ์รายวันทั้งและภาษาไทย และภาษาจีนต่างเสนอข่าวนี้อย่างครึกโครม มังกรแดงได้ส่งหนังสือเวียนไปถึงหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ วิงวอนขอร้องพ่อค้าทุกคน ตลอดจนนายทุนให้ช่วยลดค่าครองชีพให้ราษฎร

ต่อไปนี้เป็นหนังสือของมังกรแดงตอนหนึ่ง ซึ่งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับได้นำลงเช่นเดียวกัน

"....เรามังกรแดง มีนโยบายคล้ายคลึงกับมังกรดำของญี่ปุ่น เรามีสมาชิกทั่วประเทศ เรามีเงินทุนหนุนหลังหลายล้าน มีอาวุธที่ทันสมัย เราพร้อมที่จะสังหารนายทุนและพ่อค้าที่ไม่ยอมปฏิบัติตามคำขอร้องของเรา ฉะนั้นจึงหวังว่า บรรดานายทุนและพ่อค้าทั้งหลายคงจะเลิกการขูดเลือดประชาชนนับแต่บัดนี้"

ไม่มีใครหวั่นเกรงกลัวมังกรแดงเลย

สินค้าจำพวกเครื่องอุปโภคบริโภคกลับเขยิบราคาสูงกว่าเก่าอีก พ่อค้าใหญ่เห็นเป็นเรื่องชวนหวัวที่ถูกมังกรแดงขู่ ถึงกับบางคนได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์อย่างทะนง

นายฮกซำ พ่อค้าใหญ่กล่าวว่า "ผมว่าอ้ายพวกนี้น่าจะเป็นพวกหมาแดงมากกว่ามังกรแดง มันไม่มีอำนาจอะไรที่จะมาบังคับผม ผมไม่ได้ขายของแพงจนเกินไป ผมต้องเอาราคาทุนบวกค่าขนส่ง บวกค่าภาษี บวกค่าน้ำร้อนน้ำชา ค่าเบี้ยใบ้รายทาง ค่าพวกเปรตพวกผีปีศาจ ได้ผลกำไรเท่าไรที่ควรจะได้บวกเข้าไปอีก นั่นคือราคาสินค้าของผม อ้ายพวกมังกรแดงจะยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับผมได้อย่างไรกัน ผมไม่แคร์ ไม่หวาดหวั่น ต่อให้พ่อของมังกรแดงผมก็ไม่กลัว"

อาเสี่ยกิมหงวนหัวหน้ามังกรแดงได้อ่านคำสัมภาษณ์อย่างทะนงองอาจในหน้าหนังสือพิมพ์เช่นนี้ก็เดือดดาลอย่างยิ่ง โมโหถึงกับเป็นลมแน่นิ่งไปหลายพัก

"ต้องตาย อ้ายฮกซำต้องตาย และตายโหงด้วยไม่ใช่ตายดี เรา.... มังกรแดงไม่มีความปราณีที่จะให้อ้ายฮกซำแล้ว อ้ายกร แกกับอ้ายแห้วไปจัดการเดี๋ยวนี้"

นิกรรับคำสั่งหัวหน้าใหญ่อย่างนอบน้อม

"ครับจะให้ผมทำยังไงครับ โปรดบัญชามา ผมยินดีรับใช้ด้วยความเต็มใจ"

"ยิงทิ้งมัน บุกเข้าไปยิงเผาขนเลย"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ไหวโว้ย ทำไม่ได้"

"ทำไมถึงทำไม่ได้" หัวหน้ามังกรแดงเอ็ดตะโร

"บอกเหตุผลซิ ทำไมทำไม่ได้"

"กลัวติดตารางน่ะซี"

"ถุย กลัวติดตารางแล้วแกจะเป็นสมาชิกมังกรแดงเอาตะหวักตะบวยอะไรกัน ทำงานเพื่อความเป็นสุขของพี่น้องชาวไทย เราต้องเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั่งเลือดเนื้อและชีวิตของเรา แกต้องฆ่าอ้ายฮกซำ ยิงมันให้ตาย"

"ว้า" นิกรคราง "แกเป็นหัวหน้าแกไปยิงอ้ายฮกซำซีโว้ย"

กิมหงวนทำตาเขียวตวาดลั่น

"ไปได้เรอะ เผื่อมันยิงกันตายห่าหรือกันถูกตำรวจรวบใครจะบริหารกิจการแทนกันได้เล่า พูดเป็นบ้าไปได้" แล้วเขาก็กล่าวกับอ้ายแห้ว "เอ็งไปอ้ายแห้ว ไปตัดหัวอ้ายฮกซำพ่อค้าหน้าเลือดเอาใส่ชลอมมาให้ข้า"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานเอาแค่คอขึ้นไปนะครับ รับประทานมีคอติดศีรษะมาด้วย"

"เออ จะได้เอามาเสียบประจาน ไป... ไปเดี๋ยวนี้"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"รับประทานเอาศีรษะนายฮกซำใส่ชลอมขึ้นรถเมล์กลับบ้านเราหรือครับ"

"ตามใจมึงเถอะวะ อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานผมรับคำสั่งส่งเดชไปยังงั้นเองแหละครับ โธ่ อาเสี่ยนึกว่าการฆ่าคนเป็นของที่ทำได้ง่ายๆ หรือครับ รับประทานผมอยู่นอกคุกสบายดีแล้ว อย่าพยายามให้ผมต้องย้ายเข้าไปอยู่ในคุกเลย"

หัวหน้ามังกรแดงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกรอดๆ

"ถ้าเช่นนั้น มึงกับอ้ายกรพ้นจากสมาชิกภาพของมังกรแดงนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป"

เจ้าแห้วหัวเราะก้าก

"รับประทานดีทีเดียวครับ รับประทานผมน่ะไม่ได้เต็มใจเป็นสมาชิกเล้ย อยู่ดีๆ ไม่ว่าดี รับประทานแกว่งเท้าหาเสี้ยน"

"เออ มึงไม่ต้องมาพูดมาก กูจัดการเองก็ได้"

วันนั้นเองเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นหวาดเสียวก็เกิดขึ้นท่ามกลางพระนครหลวงในย่านชุมชนอันหนาแน่น มังกรแดงเปิดฉากอาละวาดแล้ว เก๋งดำสองคันแล่นมาจอดหน้าบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่จำหน่ายสินค้าเสื้อผ้าแพรพรรณต่างๆ ทั่วโลก

ประชาชนคนเดินถนนต่างแตกตื่นวิ่งหนีกระจัดกระจาย เมื่อแลเห็นสมาชิกมังกรแดงพากันลงมาจากรถ ทุกคนแต่งกายคล้ายคลึงกับพวกโจรเชิ้ทดำของ "เสือใบ" แต่มีถุงดำคลุมหน้าแบบอ้ายโม่ง ที่หน้าอกเสื้อเชิ้ทปักตรามังกรแดงตะกายฝา ทุกคนมีปืนกลมือเป็นอาวุธ ท่าทางทะมัดทะแมงคึกคักเข้มแข็ง

มังกรแดงคนหนึ่งยกปืนกลมือยิงกราดขึ้นฟ้าหนึ่งชุดเป็นการทำลายขวัญ แล้วพาพรรคพวกบุกเข้าไปในร้านค้านี้ ผู้คนแตกตื่นตระหนกตกใจ คนที่กำลังซื้อของก็เลยฉวยโอกาสไม่จ่ายทรัพย์ คว้าข้าวของในห้างถือวิ่งหนีออกไป

สมาชิกมังกรแดง ๘ คนเข้าควบคุมห้างนี้ บางคนกระโดดขึ้นไปยืนบนตู้โชว์ ยกปืนกลจ้องพนักงานขายของ หัวหน้ามังกรแดงมีรูปร่างสูงชลูดก็พาสมุนร่วมใจ ๓ คนบุกขึ้นไปชั้นบนอันเป็นที่ทำงานของผู้จัดการบริษัท คือนายฮกซำ

เมื่อมังกรแดงพรวดพราดเข้าไปในห้อง นายฮกซำหนุ่มลูกจีนกำลังพูดโทรศัพท์เกี้ยวแม่สาวสังคมคนหนึ่งอยู่ก็ตกตะลึงพรึงเพริด

"ไอ้ย่า" นายฮกซำร้องสุดเสียงแต่ไม่ยอมวางหูโทรศัพท์

เสียงหัวเราะหวานฉ่ำดังมาตามสาย แล้วก็มีเสียงแจ๋วๆ

"เสี่ยร้องไอ้ย่าทำไมคะ"

ฮกซำไม่ตอบ รีบวางหูโทรศัพท์ทันที มังกรแดงยกปืนกลมือจ้องมาที่ร่างของพ่อค้าหน้าโลหิต นายฮกซำชูมือทั้งสองแล้วพูดเสียงสั่น

"อ้ายหงวน เราเพื่อนกันโว้ย พูดกันดีๆ ได้นี่หว่า"

หัวหน้ามังกรแดงสะดุ้งเฮือก

"อ้ายเปรต ใส่ถุงคลุมหน้ายังงี้แล้วเสือกจำได้อีก ฮกซำ.... แกคือศัตรูของประชาชน แกไม่ยอมลดราคาสินค้าของแก ฉะนั้นกันต้องฆ่าแก" แล้วหัวหน้ามังกรแดงก็หันมาสั่งลูกน้อง "ยิง"

ไม่มีใครกล้ายิงเพราะกลัวติดตาราง มังกรแดงรูปร่างอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยพูดกับหัวหน้าเบาๆ

"อย่ายิงเลยวะ วันนี้วันอุโบสถเสียด้วย จับเอาตัวไปดีกว่าเชื่ออาเถอะ"

หัวหน้าใหญ่พยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"จับเอาไป อ้ายกร"

มาเฟียตัวนั้นสะดุ้งเฮือก ยกเท้าเตะก้นหัวหน้าดังป้าบ

"เสือกเรียกชื่อเขาก็รู้น่ะซีโว้ย โธ่... อ้ายเวร อ้ายเราว่าจะไม่มาด้วยแล้ว เสียอ้อนวอนไม่ได้ ยังจะมาระบุชื่ออีก"

หัวหน้ามาเฟียหัวเราะ หันมาพูดกับนายฮกซำ

"ลุกขึ้นฮกซำ ไปกับกันเดี๋ยวนี้"

"อย่าล้อเล่นน่า อ้ายหงวน แกจะบ้าหรือไงว่ะ อยู่ดีๆ ไม่ว่าดี แต่งเนื้อแต่งตัวราวกับจะไปตีเปิ่งพรวด"

หัวหน้ามาเฟียหันควับมาทางสมุนของเขาอีกคนหนึ่งซึ่งสวมแว่นตาสายตาสั้น

"เฮ้ย ใช้กำลังบังคับเอาตัวไปขึ้นรถ"

สมุนมาเฟียสั่นศีรษะ

"โน ตัวมันล่ำกว่ากันเป็นกอง ประเดี๋ยวมันสู้"

"แล้วกันโว้ย" หัวหน้ามาเฟียเอ็ดตะโร "ดูมันไม่สามัคคีกันเลยนี่ อ้ายพลก็ไม่ยอมลงจากรถ บอกว่ากลัวหมาฟัด อ้ายแห้วก็อวดศักดา พอลงจากรถเสือกรัวปืนกล ขืนชักช้าประเดี๋ยวก็ได้ติดตารางเท่านั้นเอง" พูดจบหัวหน้ามาเฟียก็ฉุดกระชากผู้จัดการบริษัทลุกขึ้น "ไป.... อ้ายฮกซำ ไปกับกันเสียโดยดี ม่ายยังงั้นเมียแกจะเป็นหม้ายและลูกแกจะกำพร้าพ่อ พ่อแกก็จะต้องสูญเสียลูกชายที่น่ารักไปคนหนึ่ง"

นายฮกซำทำหน้าชอบกล

"กันกำลังทำงานน่า ไม่ใช่เวลาที่แกจะมาสัพยอกหยอกล้อกันเลย"

"ปู้โธ่โว้ย เอาจริงไม่ใช่ล้อ" อาเสี่ยเอ็ดตะโรลั่น

"ไป... อย่าดื้อ"

หนุ่มลูกจีนซึ่งเป็นเพื่อนของอาเสี่ยสั่นศีรษะช้าๆ

"มึงจะเอาไปไหน อ้ายเสี่ย"

"แน่ะ พูดมึงกูกับหัวหน้ามาเฟีย เดี๋ยวยิงกรอกเข้าไปในปากเลย ไปซี.... เก๋าเจ้งนี่ โตแล้วยังจะทำดื้อเป็นเด็กๆ อีก"

"ไปๆๆๆ " นายฮกซำพูดอย่างรำคาญ

หัวหน้ามาเฟียสะดุ้งโหยง เมื่อแลเห็นสมุนของเขานั่งสับปะหงกอยู่บนเก้าอี้นวม เขาเดินเข้ามายกมือเขกกะบานมาเฟียร่างเล็กดังโป๊ก

"ไม่ใช่บ้านเราโว้ย เผลอแผล็บเดียวเสือกนั่งหลับเสียแล้ว"

มาเฟียจอมทะเล้นลืมตาโพลง

"ก็มาเฟียง่วงนี่หว่า เมื่อคืนเลื้อยเพ่นพ่านอยู่แถวบางกะปิ กว่าจะกลับมาบ้านก็ตั้งตีสาม" พูดจบมาเฟียนิกรก็ลุกขึ้น "ไปโว้ย กลับกันเสียที"

แล้วมาเฟียทั้ง ๔ ก็ควบคุมตัวนายฮกซำลงบันไดมาจากชั้นบน บรรดาเสมียนพนักงานในบริษัทตระหนกตกใจไปตามกัน หัวหน้ามังกรแดงร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"มังกรเขียว ถอย"

มาเฟียนิกรยกเท้าเตะหัวหน้าดังพลั้ก

"แดงจ้ะ ไม่ใช่เขียว มาเฟียเขียวน่ะมันมาเฟียไม่ได้แปรงฟัน"

คณะมาเฟียล่าถอยแล้ว พอออกมานอกบริษัทประชาชนที่มุงดูอยู่ก็แตกฮือวิ่งกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง พวกมาเฟียรีบขึ้นรถเก๋งพร้อมด้วยเชลย ต่อจากนั้นเก๋งดำทั้งสองคันก็แล่นไปจากที่นั่นอย่างรวดเร็ว เจ้าพนักงานตำรวจในเครื่องแบบสามคนยืนหัวเราะชอบอกชอบใจไปตามกัน จนกระทั่งพนักงานหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเป็นพนักงานของนายฮกซำ วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา และรายงานให้ทราบ

"คุณครับ พวกมาเฟียจับเอาผู้จัดการบริษัทไปแล้ว"

ตำรวจทั้งสามสะดุ้งเฮือก

"ไหน ที่เอาขึ้นรถไปเมื่อกี้นี้น่ะหรือ" สิบตำรวจตรีถามโดยเร็ว

"นั่นแหละครับ คุณเป็นเจ้าพนักงานทำไมไม่ขัดขวางจับกุมคนร้ายล่ะครับ อ้ายพวกนี้แหละพวกมาเฟีย"

สิบตำรวจตรีผู้นั้นอ้าปากหวอ

"ตายห่า ผมนึกว่าเขาเล่นถ่ายหนังกันเสียอีก ผู้ร้ายแต่ละคนแต่งตัวรุ่มร่าม ไม่ได้บอกว่าเป็นผู้ร้ายเลย เร็วโว้ยพวกเรารีบไปบอกนายที่โรงพักให้ออกติดตามกันเถอะ อ้ายพวกนี้ถ้าจะเป็นโจรหัดใหม่ หนอย.... อ้ายเราคิดว่าเขาถ่ายหนังยืนดูอย่างสบายคิดว่าเขาถ่ายหนังตลก เร็ว.... ไปเถอะพวกเรา"

ในชั่งโมงเดียวกันนั้นเอง เก๋งดำทั้งสองคันของคณะมาเฟียก็กลับมาถึงรังใหญ่คือบ้าน "พัชราภรณ์" โดยสวัสดิภาพ รถเก๋งคันหน้ามีเจ้าแห้วเป็นคนขับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนายฮกซำนั่งคู่กัน ส่วน ๔ สหายนั่งอยู่ตอนหลัง ส่วนรถเก๋งที่ตามมาก็คือสมุนมาเฟียที่เป็นคนใช้ในบ้าน "พัชราภรณ์" นี่เอง มาเฟียทุกคนถอดถุงคลุมหน้าออกแล้ว

พอรถหยุดหน้าตึก นายฮกซำก็พูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"โธ่ไม่ควรจะพาผมมาให้เสียเวลาทำมาหากินเลย"

เจ้าคุณกระซิบกระซาบบอก

"ไม่เป็นไรน่าคุณ นึกว่าร่วมมือกันช่วยให้อ้ายหงวนมันเป็นบ้ายิ่งกว่านี้ มันกำลังคลั่งเรื่องลัทธิชาตินิยม"

อาเสี่ยยกปากกระบอกปืนกลมือจี้หลังนายฮกซำ

"ไม่ต้องพูดมาก อ้ายฮกกี่ ลงจากรถเดี๋ยวนี้"

นายฮกซำหันหน้ามาทำตาเขียว

"อย่าเล่นล้อชื่อพ่อซีโว้ย เดี๋ยวฉันก็ล้อแกเข้าบ้างหรอก"

มาเฟียนิกรหันหน้ามาพูดกับเชลยของเขา

"เตี่ยอ้ายหงวนชื่อกิมเบ้ครับ"

ฮกซำหัวเราะ

"ครับ ผมทราบตั้งแต่อยู่อัสสัมแล้วครับ อ้ายหงวนกับผมเป็นนักเรียนรุ่นเดียวกัน ก๋งมันผมก็รู้จักชื่อกิมเลี้ยง ยายอ้ายหงวนชื่อยายเม้าขายผักอยู่ตลาดบ้านหม้อ ตอนหลังพอแม่อ้ายหงวนแต่งงานกับเจ้าสัวกิมเบ้ ยายอ้ายหงวนก็เปลี่ยนฐานะเป็นเจ้าของร้านตู้ทอง"

นิกรพยักหน้าหงึกๆ

"แล้วตาอ้ายเสี่ยนี่ชื่ออะไรครับ"

นายฮกซำนิ่งนึก ยังไม่ทันจะตอบอาเสี่ยก็ยกพานท้ายปืนกลมือฟาดกะบานนายฮกซำค่อนข้างแรง จนกระทั่งพ่อค้าใหญ่ร้องสุดเสียง ยกมือคลำศีรษะ

"นี่แน่ะ แหม.... จาระไนเสียหมดเลย อ้ายเราหรืออุตส่าห์โกหกมานมนานแล้วว่า ยายของเราเป็นคุณหญิง แกเสือกมาแฉโพยเสียแล้ว ลงจากรถเดี๋ยวนี้ไม่ต้องพูดมาก กันไม่ยิงแกทิ้งก็เป็นบุญแล้ว แกมันพ่อค้าหน้าเลือด แกมีเจตนาขูดเลือดขูดเนื้อคนจน"

ฮกซำหัวเราะ เขาถูกนำตัวลงมาจากรถพาเดินขึ้นไปบนตึก บรรดาสมุนมังกรแดงต่างพากันไปพักผ่อนและโล่งใจไปตามๆ กันที่รอดพ้นจากการจับกุม ของเจ้าพนักงานตำรวจมาได้

ภายในห้องโถงของบ้าน 'พัชราภรณ์' เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาด กับ ๔ นาง กำลังนั่งสนทนาอยู่อย่างเงียบๆ เมื่อมังกรแดงพาเชลยเข้ามาในห้องทุกคนก็มองดูนายฮกซำเป็นตาเดียว เขาเคยรู้จักกับนวลลออมาหลายปีแล้ว

"อุ๊ยตาย" นวลลอออุทานออกมาดังๆ "เสี่ยหรือคะนี่ ตายจริง ทำไมถึงให้เฮียจับมาได้ล่ะคะ โธ่นึกว่าใครเสียอีก คุณฮกซำนี่เอง"

นายฮกซำหัวเราะ

"ก็ผมจะทำยังไงล่ะครับ อ้ายหงวนพาพรรคพวกบุกขึ้นไปบนห้องทำงานของผม ขู่บังคับเอาตัวผมมา ดีเหมือนกันผมจะได้ถือโอกาสรับประทานอาหารกลางวันเสียที่นี่เลย เพราะนี่ก็เกือบเที่ยงแล้ว"

นวลลออแนะนำเพื่อนของสามีให้รู้จักกับท่านผู้ใหญ่และคณะพรรค ๔ สหายโดยทั่วหน้า เชลยของมังกรแดงไม่ได้มีทีท่าวิตกวิจารณ์อะไรเลย เจ้าแห้วเห็นมังกรแดงสนทนากับจำเลยอย่างดีก็ชักฉิว

"ว้า.... รับประทานนี่มวยล้มหรือครับ ปู้โธ่.... เสียเวลาแท้ๆ "

กิมหงวนหัวเราะ อธิบายให้เจ้าแห้วทราบ

"ไม่ใช่มวยล้ม แต่เจ้าฮกกี่เป็นเพื่อนเก่าของข้า"

นายฮกซำยกมือเกาศีรษะ

"ล้อชื่อเตี่ยอีกแล้ว"

กิมหงวนสะดุ้งโหยง หันมายกมือไหว้เชลยของเขาแล้งพูดพลางหัวเราะพลาง

"ขอโทษทีวะ ตานี้เผลอไปจริงๆ ไม่มีเจตนาเลย นี่... ฮกซำ กันถามจริงๆ เถอะ ทำไมแกไม่ยอมลดราคาสินค้าที่บริษัทของแกตามคำชักชวนของ คณะมังกรแดง แกน่าจะเวทนาสงสารประชาชนคนไทยที่ยากจนบ้าง"

นายฮกซำหัวเราะ

"เพื่อนเอ๋ย แกเป็นพ่อค้าแกน่าจะรู้ดี สินค้าที่ห้างกันล้วนแต่เป็นสินค้าต่างประเทศทั้งนั้น ราคาก็ไม่ได้แพงกว่าที่อื่นเท่าไร แล้วก็เป็นของที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้ เป็นต้นว่าน้ำอบน้ำหอมเครื่องเวชภัณฑ์ต่างๆ กันขายเฉพาะคนที่มีเงินเหลือใช้ต่างหาก คนจนไม่มีของที่ห้างกันใช้ก็ไม่เดือดร้อนอะไร"

หัวหน้ามังกรแดงนิ่งคิดแล้วก็ยิ้มแห้งๆ

"อือ จริงของแกโว้ย ของบริษัทแกล้วนแต่ของฟุ่มเฟือยทั้งนั้น แต่นั่นแหละแกน่าจะลดราคาให้ต่ำลงบ้าง"

"ลดไม่ได้ ขืนลดก็เจ้ง แกรู้หรือเปล่า กว่าของจะเข้าห้างกันได้กันจะต้องเสียโสหุ้ยไปเท่าไร พวกผีเปรตเดี๋ยวนี้มีอยู่น้อยหรือ แต่ละคนมั่งมีไปตามกันมีตึกมีรถเก๋งขี่ทั้งๆ ที่มีเงินเดือนไม่เท่าไร เมื่อกันต้องเสียค่าน้ำร้อนน้ำชา เสียโน่นเสียนี่ กันก็ต้องบวกเข้าไปในราคาทุนด้วย สมัยนี้แกก็รู้แล้วว่าสมัยคอรัปชั่น มันกินมันโกงทั้งนั้น ตราบใดที่รัฐบาลแก้คอรัปชั่นค่าน้ำร้อนน้ำชาไม่ตก ก็อย่าหวังเลยว่าค่าครองชีพจะลดลงได้"

เสี่ยหงวนเม้มปากแน่น ยกกำปั้นฟาดลงบนฝ่ามือข้างซ้าย

"ถ้ายังงั้น เราควรจะตั้งสมาคมปราบคอรัปชั่นจะดีไหม"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะครืน พลมองหน้าเสียหงวนแล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"แก่ตั้งสมาคมเหลือเกินนะ เพียงแต่มังกรแดงของเราก็ขอให้ทำงานได้ผลเถอะ คุณฮกซำแกพูดก็มีเหตุผลน่าฟัง คนเรามักจะลงโทษพวกพ่อค้าว่าหน้าเลือด ขูดเลือดขูดเนื้อประชาชน แต่หารู้ไม่ว่าพ่อค้าจะต้องเสียอะไรไปบ้างกว่าจะได้สินค้ามาขาย"

นายฮกซำยิ้มแป้น

"นั่นน่ะซีครับ พ่อค้าที่ฉลาดก็ต้องขายเอากำไรแต่น้อยเพื่อให้ลูกค้าติด บริษัทของผมแทบจะไม่มีกำไรเลยของมันแพง เพราะเราต้องจ่ายเงินให้พวกผีปีศาจต่างหาก ไม่จ่ายก็ไม่ได้ จ่ายให้คล่องๆ ก็เคยตัวมาขอบ่อยๆ " แล้วเขาก็หันมาพูดกับเสี่ยหงวน "เชื่อกันเถอะวะหงวนเปลี่ยนโครงการณ์และแผนการของสมาคมมังกรแดงเสียเถอะ แทนที่แกจะคิดมุ่งร้ายหมายขวัญพวกพ่อค้า แกควรจะเพ่งเล็งอ้ายพวกคอรัปชั่น พวกที่กินสินบาทคาดสินบนชอบตบทรัพย์พ่อค้าดีกว่า ถ้าปราบคนเหล่านี้ได้สินค้าก็จะถูกลงทันที"

หัวหน้ามังกรแดงยิ้มเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะพูดอะไรคุณหญิงวาดก็เอ่ยขึ้น

"จริงทีเดียวพ่อหงวน คุณฮกซำพูดด้วยเหตุผลน่าฟังที่สุด สมาคมมังกรแดงของเราน่าจะเปลี่ยนจุดหมายเสียใหม่ ร่วมมือร่วมใจกันปราบพวกคอรัปชั่นดีกว่า เจ้าพวกนี้แหละที่ทำให้ข้าวของแพงจนหูฉี่ เพราะเขารีดนาทาเร้นเงินจากพ่อค้าทั้งทางตรงและทางอ้อม พ่อค้าก็จำเป็นต้องบวกเงินค่าคอรัปชั่นลงไปในราคาทุน เราออกจะอยุติธรรมเกินไปสักหน่อย ที่เราประณามพวกพ่อค้าว่าหน้าเลือด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นบ้าง

"ถ้ายังงั้นมังกรแดงก็น่าจะเลิกเป็นศัตรูกับนายทุนหรือพ่อค้า หวนมาเล่นงานข้าราชการที่คอรัปชั่นดีกว่า หากเราปราบพวกคอรัปชั่นได้เรียบร้อย และราคาสินค้าในท้องตลาดยังทรงอยู่ เราค่อยเล่นงานพวกพ่อค้าต่อไป เท่านี้บ้านเมืองของเราก็จะร่มเย็นเป็นสุข"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"ตกลง" แล้วเขาก็หันมายิ้มกับนายพัชราภรณ์ "หรือยังไงวะ พล"

พลสั่นศีรษะ

"แกเป็นพระเอก กันเป็นแต่ตัวประกอบหรือลูกน้องของแก เมื่อแกจะเอายังไงกันก็ต้องเห็นพ้องด้วย พวกเราเป็นช้างเท้าหลัง"

คราวนี่อาเสี่ยกิมหงวนยิ้มแก้มแทบแตก

"เออ พูดอย่างนี้ค่อยชื่นใจหน่อย อ้ายเรานี่ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขายอก็อดที่จะชอบในคำยอไม่ได้"

ดร. ดิเรกพูดอย่างเป็นงานเป็นการ

"อ้ายเรื่องยกยอปอปั้นนี่แหละมันทำให้คนดีๆ เสียคนมามากต่อมากแล้ว ยิ่งผู้มีอำนาจราชศักดิ์ด้วยละก้อถ้าหากว่าหลงระเริงในคำป้อยอ เป็นฉิบหายแน่ กันมีเรื่องจะเล่าให้แกฟัง"

ประไพพูดเสริมขึ้น

"ท่านมหาราชา.... "

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเอียงอาย

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ ท่านมหาราชาในแคว้นอินเดียองค์หนึ่งพระนามว่าจินตกวีมันนะพาธามหาราชา พระองค์เป็นพระราชาที่ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม ต่อมาพวกมุขอำมาตย์ช่วยกันยกยอปอปั้นหาว่าเป็นพระวิษณุอวตารลงมาเกิด ท่านมหาราชาก็เลยเข้าใจไปว่าพระองค์ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาเสียแล้ว ผลสุดท้ายบ้านเมืองเกิดระส่ำระสายมีการรบราฆ่าฟันกันเพราะประชาราษฏร์ทนดูอ้ายพวกอำมาตย์ทุจริตไม่ไหว เนื่องจากพวกขุนนางสอพลอและโกงกินอย่างสะบั้นหั่นแหลก นอกจากนี้ยังใช้อำนาจไม่เป็นธรรมข่มเหงรังแกประชาชน ท่านมหาราชาถูกพวกปฏิวัติจับปลงพระชนม์ที่เชิงเขาหิมาลัย ก่อนที่พวกกบฏจะตัดศีรษะ ท่านมหาราชาได้รับสั่งขึ้นดังๆ ว่า นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ผู้มีบุญอำนาจหลงในคำประจบสอพลอยกยอปอปั้น ย่อมเกิดผลร้ายเช่นตัวกูนี้"

พอดิเรกเล่าจบใครต่อใครหลายคนพากันถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมๆ กัน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ มองดูคุณหญิงของท่านด้วยความแปลกใจยิ่ง

"อ้าว ร้องไห้ทำไมคุณหญิง"

คุณหญิงวาดยกหลังมือเช็ดน้ำตาพลางสะอื้นเบาๆ

"สงสารท่านมหาราชาค่ะ โถ ตายเพราะพวกขุนนางแท้ๆ "

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หันมาถาม ดร. ดิเรก

"เรื่องที่แกเล่านี่น่ะเกิดขึ้นกี่ปีแล้ววะ"

"ต้นศตวรรษยี่สิบครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เปลี่ยนสายตามาที่คุณหญิงวาด

"นิ่งเสียเถอะคุณหญิง ท่านมหาราชาองค์นั้นตายแล้วเกิดแล้วตายไปหลายครั้ง ไม่ใช่เหตุเกิดเมื่อเร็วๆ นี้ เกือบ ๕๐๐ ปีมาแล้ว"

คุณหญิงยิ้มออกมาได้ ค้อน ดร. ดิเรก

"แล้วก็ไม่บอกด้วย นึกว่าเป็นเรื่องเมื่อสองสามวันนี้"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ มังกรแดงต่างปรึกษาหารือกัน ในที่สุดก็มีความคิดเห็นสอดคล้องต้องกันว่า ค่าของการครองชีพที่แพงลิบลิ่วทุกวันนี้ เกิดขึ้นเพราะมีการคอรัปชั่นทั่วราชอาณาจักร มังกรแดงจะต้องปราบปรามบรรดานักคอรัปชั่นหรือพวกผีเปรตเหล่านี้ให้ราบคาบ ซึ่งจะได้วางแผนการปราบปรามต่อไป

กิมหงวนยกมือตบบ่านายฮกซำเพื่อนพ่อค้าของเขา

"กันเสียใจที่พวกเราจับเอาตัวแกมา เป็นอันว่าแกพ้นภัยจากพวกเราแล้วและเชิญกลับได้"

ฮกซำหัวเราะ

"อีกครึ่งชั่วโมงก็เที่ยงแล้ว ยังไม่กลับจะต้องกินข้าวต้มกลางวันกับแกเสียให้อิ่มหนำสำราญเสียก่อน ทีหลังอย่าเล่นยังงี้เลยวะ ทำให้ตกใจเปล่าๆ ทีแรกนึกว่าพวกโจรเสียอีก แต่พอมองแพล็บเดียวก็รู้ว่าเป็นแก"

อาเสียขมวดคิวย่น

"ทำไมแกถึงจำได้ กันสวมถุงคลุมหน้านี่หว่า"

ฮกซำหัวเราะ

"คนอย่างแกป่วยการปลอม รูปร่างสูงชลูดยังกะต้นตาล กลิ่นน้ำอบของแกกันยังจำได้ ทั้งท่าทางมันบอกหรอก"

กิมหงวนหันมาพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"เฮ้ย เอาเหล้ามากินโว้ย"

ตอนเช้าตรู่วันนั้น

ประกาศของคณะมังกรแดงก็ถูกนำไปปิดทั่วทุกมุมเมือง ทั่วจังหวัดพระนครและธนบุรี ประชาชนต่างจับกลุ่มอ่านประกาศเหล่านี้ แล้วก็พอใจในคำแถลงการณ์ของคณะมังกรแดงซึ่งมีเจตนาช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติที่ยากจน

แถลงการณ์ฉบับที่ ๑

คณะมังกรแดงที่มีอิทธิพลทั้งยิ่งใหญ่และใหญ่ยิ่งในกำลังพล, กำลังอาวุธ, และกำลังทรัพย์ ได้เล็งเห็นว่า เท่าที่ค่าของการครองชีพในปัจจุบันนี้สูงขึ้นก็เนื่องจากว่า พวกพ่อค้าทั้งหลายต้องจ่ายเงินค่าน้ำร้อนน้ำชาให้กับข้าราชการที่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ในทางทุจริตตบพ่อค้าอยู่เนืองๆ

ฉะนั้น คณะมังกรแดงถือว่า บรรดานักคอรัปชั่นทั้งหลายคือศัตรูหมายเลข ๑ ของประชาชนเป็นผู้ที่แสวงหาความสุขจากความทุกข์ของคนยากจน มังกรแดงจะได้ปราบปรามอย่างเด็ดขาด

ท่านผู้ใดที่เป็นนักคอรัปชั่น ถ้ายังขืนคอรัปชั่นเรียกค่าน้ำร้อนน้ำชาอยู่อีก มังกรแดงก็จะสังหารชีวิตเสีย เพราะเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ค่าครองชีพลดลงได้ จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน

"มังกรแดง"

ในวงการของนักคอรัปชั่นเห็นเป็นเรื่องตลกขบขันสิ้นดี คำขู่ของมังกรแดงไม่มีความหมายอะไรเลย ทุกหนทุกแห่งยังมีการกินและโกงกันตามระเบียบ ตัวใหญ่หน่อยก็กินมากหน่อย ตัวเล็กก็กินน้อยหน่อย ตัวใหญ่กินคนเดียวตัวเล็กก็ร้องแรกแหกกะเฌอเล่นเอาตัวใหญ่ต้องกระเด็นจากเก้าอี้ ต่างตั้งหน้ากอบโกยเงินเข้ากระเป๋าเช่นเดียวกันกับภาราสาวัตถีในสมัยโน้น ใครไม่มีปราณีใคร เงิน-เงิน-เงิน-และ เงิน ส่วนข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ยอมกินสินบาทสินบนใคร ก็ก้มหน้ากัดฟันสู้กับความจนไป ถืออุดมคติรักเกียรติของตน และอดสูละอายใจตนเองไม่ยอมคอรัปชั่น

ที่ดินแถวบางกะปิที่ว่างเปล่ามีตึกใหม่ๆ ปรากฏขึ้นราวกับดอกเห็ด ทั้งๆ ที่เจ้าของคฤหาสน์เหล่านั้นไม่ได้มีเงินเดือนมากมายอะไร บรรพบุรุษก็ไม่ได้มีทรัพย์มรดกสะสมไว้ให้ แต่ก่อนเดินย่ำต๊อกใส่เสื้อขาดสวมรองเท้าปะลูกเต้าร้องไห้กระจองอแง เดี๋ยวนี้ล่ำซำอยู่ตึกใหญ่ขี่รถเก๋งคันเบ้อเริ่ม ลูกหลานส่งไปเรียนเมืองนอก เพราะมีรายได้พิเศษนอกจากเงินเดือน คิดเฉลี่ยแล้วเดือนหนึ่งเป็นแสนๆ

มังกรแดงเริ่มบทบาทใหม่ของเขาแล้ว

ตอนหัวค่ำคืนวันนั้นฝนตกพรำ

เก๋งดำคันหนึ่งแล่นมาตามถนนสายกรุงเทพฯ สมุทรปาการด้วยความเร็วสูง ชายฉกรรจ์ทั้ง ๖ คนที่นั่งอยู่ในรถคือสมาชิกมังกรแดงนั่นเอง มีอาเสี่ยกิมหงวนเป็นหัวหน้าใหญ่และพล, นิกร, เจ้าคุณปัจจนึกฯ, กับ ดร. ดิเรกเป็นลูกน้อง ส่วนคนขับรถคือมังกรแห้ว

พอผ่านถนนซอยแห่งหนึ่งนิกรก็ร้องลั่น

"เฮ้ยๆๆ ทำไมไม่เลี้ยวเข้าไป"

เจ้าแห้วห้ามล้อพรืด

"รับประทานจะไปไหนกันแน่"

นิกรตวาดแวด

"ก็บ้านเจ๊หนอมนะซี ขับรถยังไงวะเลยตรอกมาตั้งเส้น"

หัวหน้ามังกรหันมาทำตาเขียวกับนิกร

"นี่แกคิดว่าเรามาเที่ยวบ้านเจ๊หนอมยังงั้นหรือ เปล่าๆ เข้าใจผิดโว้ย เรากำลังมาสังหารนายโชติ ข้าราชการชั้นเอกจอมคอรัปชั่นที่มีเงินตั้งหลายล้านบาท บ้านเจ๊หนอมน่ะถ้าจะแวะก็ต้องขากลับ หมายความว่าเราได้ปฏิบัติหน้าที่ของมังกรแดงได้เรียบร้อยแล้ว"

นายจอมทะเล้นถอนหายใจเฮือกใหญ่

"อ้าว ไม่รู้นี่หว่า แหม.... ฝนตกพรำๆ อย่างนี้แวะบ้านเจ๊หนอมละก้ออุ่นซึมไปเลย ตัวอ่อนๆ หน้าแฉล้มใครจะต้องการก็เชิญเถอะ กันชอบเจ๊หนอมคนเดียวเท่านั้น จ้ำมั่มดีพิลึก ถึง ๔๐ กว่าแล้ว สาวๆ ทำไมไม่ได้ จริงไหมครับคุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาค้อน

"ไม่รู้โว้ย ข้าไม่เคยเกี่ยวข้องกับแม่หนอม"

"ฮะเอ้ แอบมาตั้งกี่หนแล้วผมรู้หรอกน่า เจ๊หนอมเล่าให้ผมฟังหมดแล้ว" พูดจบนิกรก็หัวเราะก้าก

หัวหน้ามังกรแดงพูดขึ้นเบาๆ

"หนอมจ๋า หนอมรักพี่เชื่อพี่นะจ๊ะ อย่าตั้งซ่องเลย ไปอยู่กับพี่ดีกว่าถึงเคยเหลวแหลกมาแล้วพี่ก็ไม่รังเกียจหนอม กระท้อนไม่ทุบก็ไม่หวาน กระดังงาไม่ลนไฟที่ไหนจะหอมเล่าทูนหัว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อายม้วนต้วน ยกนิ้วชี้มือขวาใส่ปากกัด นึกไม่ถึงว่าเจ๊หนอมจะทรยศนำความมาเล่าให้ ๔ สหายฟัง

"แม่หนอมนี่เห็นทีจะเลิกคบกันที" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเบาๆ

๔ สหายหัวเราะครืน เก๋งดำแล่นฝ่าความมืดและสายฝนต่อไปอีก เจ้าแห้วทำความเร็ว ๕๐ ไมล์ต่อชั่วโมง สักครู่หนึ่งก็มาถึงจุดมุ่งหมายของมังกรแดง อาเสี่ยกิมหงวนยกมือตบบ่าเจ้าแห้ว

"เบาโว้ย เลี้ยวเข้าไปในตรอกซ้ายมือโน่นที่มีสามล้อ ๒ คันจอดอยู่ปากตรอกนั่นแหละ เบาๆ ถนนมันลื่นอย่าเลี้ยวแรงเดี๋ยวจะคว่ำ"

เจ้าแห้วไม่ยอมลดความเร็วแม้แต่น้อย

"รับประทานรถผู้ร้ายขับช้าๆ ก็หมดท่าน่ะซีครับ รับประทานไว้ใจเถอะครับ ผมจะเลี้ยวยกล้อให้ดู รับประทานไม่ต้องวี๊ดว้ายกระตู้วู้นะครับ"

เก๋งดำเลี้ยวคว่าก เสียงยางบดกับถนนดังเอี๊ยด เจ้าแห้วแตะห้ามล้อนิดหน่อย ไค๊รสเล่อร์เก๋งยกล้อข้างขวาทั่งสองล้อเลี้ยวเข้าไปในตรอกอย่างน่าหวาดเสียว แล้ว ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน

อีกสักครู่หนึ่ง เก๋งดำของมังกรแดงก็แล่นมาหยุดหน้าบ้านใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งหัวหน้ามังกรแดงกับเจ้าแห้วได้มาตรวจดูลาดเลาทางหนีทีไล่ไว้เมื่อตอนกลางวันเรียบร้อยแล้ว บ้านที่กล่าวนี้คือ คฤหาสน์อันโอ่โถงของนายโชติ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มังกรแดงสืบทราบมาว่า เป็นจอมคอรัปชั่นแห่งยุค เนื่องจากตำแหน่งหน้าที่ของเขาอำนวยให้ เพราะมีอิทธิพลเหนือพ่อค้าทั้งหลาย เพียงแต่ประโยคสั้นๆ ที่เขียนลงไปว่า "อนุมัติ" และเซ็นชื่อ ลายเซ็นของเขาก็จะแลกเปลี่ยนกับเงินแสนของพ่อค้าที่มาขอให้เขาช่วยเหลือ ดังนั้นเงินทองจึงไหลมาเทมาสู่กระเป๋านายโชติ

บ้านของเขาใหญ่โตมาก เนื้อที่เกือบ ๔ ไร่ ตัวตึกทันสมัยใหม่เอี่ยมเพิ่งสร้างเสร็จ ทำบุญขึ้นบ้านใหม่เมื่อเดือนก่อน นายโชติมีรถเก๋งถึง ๓ คัน สิ่งปลูกสร้างในบ้านงดงามมาก อดีตของเขาเคยเช่าบ้านอยู่ทางสีลม เขาต้องขึ้นรถรางไปทำงาน มีหนี้สินรุงรัง ลูกเต้าได้เรียนบ้างไม่ได้เรียนบ้าง แต่แล้วพอเขาได้เลื่อนเป็นหัวหน้ากอง เขาก็คอรัปชั่นอย่างสะบั้นหั่นแหลก ชั่วเวลาไม่ถึง ๒ ปี เปลี่ยนฐานะจากคนจนเป็นเศรษฐีใหญ่ มีเมีย

เด็กๆ ถึง ๕ คน เช่าบ้านให้อยู่หลายแห่ง ภรรยาหลวงของเขาเดินซื้อเครื่องเพชรตลอดวัน

คณะมังกรแดงพากันก้าวลงจากรถ ทุกคนแต่งเครื่องแบบมังกรแดงสวมถุงคลุมหน้าคาดเข็มขัด กระสุนปืนพกอย่างเคาบอยในหนัง กิมหงวนมองเข้าไปในบ้านนายโชติแล้วก็กล่าวกับคณะพรรคของเขา

"เห็นหรือยัง นี่แหละคือคฤหาสน์ของจอมคอรัปชั่นละ ถ้าหากว่ารัฐบาลที่รักของเราจะสอบสวนความมั่งมีของข้าราชการแล้วก็จะรู้ทันทีว่า ใครบ้างที่คอรัปชั่นเพราะลำพังเงินเดือนน่ะ ต่อให้เก็บไว้จนตายโดยไม่ต้องใช้แม้แต่สตางค์แดงเดียวก็ปลูกตึกใหญ่ๆ อย่างนี้อยู่ไม่ได้ อ้ายหมอนี่แหละ ทำให้การครองชีพลดลงไม่ได้ มันโกงสะบั้นหั่นแหลกเลย วานนี้กันต้องให้เงินมันไปสองหมื่นเพื่อตัดปัญหายุ่งยากในเรื่องการค้าของกัน มันขอสองหมื่นบาทอย่างหน้าตาเฉยเหมือนกัน"

พลหัวเราะหึๆ

"แกเป็นหัวหน้ามังกรแดง ทำไมถึงยอมเสียทีเขาง่ายๆ ล่ะ"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"ไม่ยอมกันก็ถูกแกล้งทำให้การค้าของกันขลุกขลักน่ะซี พูดแล้วเจ็บใจโว้ย บุกเข้าไปยิงมันเลย ถ้าเราสังหารนายโชติได้นักคอรัปชั่นอื่นๆ ก็คงเข็ดขยาด ไม่ช้าก็คงไม่มีใครกล้าคอรัปชั่น เราต้องทำเพื่อความสุขของประชาชนที่ยากจน"

ครั้นแล้วพวกมังกรแดงก็พากันเดินเข้าไปในตรอกเล็กๆ ข้างเขตบ้านของนายโชติ ความมืดปกคลุมไปทั่วอาณาเขต แต่ที่ตึกใหญ่ในบ้านแสงไฟสว่างจ้าราวกับกลางวัน เสียเปียโนครางกระหึ่มในทำนองเพลงจังหวะวอลซ์ แน่นอนละ เจ้าของคฤหาสน์กำลังมีความสุขที่สุด ใช้เวลาว่างในตอนหัวค่ำดีดเปียโนขับกล่อมอารมณ์ของตนให้เคลิบเคลิ้ม

รั้วด้านตะวันตกของบ้านเป็นรั้วลวดหนาม เสี่ยหงวนพาพรรคพวกมุดเข้าไปอย่างง่ายดาย ทั้ง ๖ ต่างดึงปืนพกในซองออกมาถือ เจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้สึกใจเต้นระทึกผิดปกติ เกรงว่าจะเกิดมีการยิงต่อสู้กันขึ้นระหว่างพวกเจ้าของบ้านกับพวกมังกรแดง

"เฮ้ย อ้ายหงวน" ท่านเจ้าคุณพูดเบาๆ "เอายังงี้ดีไหม อาออกไปนั่งคุมเชิงอยู่ที่รถ ถ้ายังไงจะได้ สตาร์ทเครื่องเตรียมไว้"

อาเสี่ยรู้ดีว่าเจ้าคุณชักปอดลอยก็พูดยกยอท่าน

"คุณอาละก้อชอบพูดเป็นเชิงว่าคุณอาขี้ขลาดเสมอ ความจริงใครๆ ก็รู้ว่าคุณอากล้าหาญกว่าพวกเรา เพราะเคยเป็นนายทหารมาแล้ว ที่มากันนี่ถ้าหากว่าคุณอาไม่มาคนเดียวพวกผมก็คงไม่กล้ามากันตามลำพังแน่นอน"

เจอลูกยอเข้ากระจาดใหญ่ๆ ท่านเจ้าคุณก็ยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง ควงปืนพกอย่างคล่องแคล่ว

"ไปโว้ย อานำหน้า"

นิกรพยักหน้ากับกิมหงวน

"อ้วนๆ ยังงี้ เดี๋ยวก็เจอดีหรอก พอโพล่ขึ้นไปนายโชติยิงไส้แตกเลย"

พลหัวเราะก้าก

"อย่าพูดทำลายขวัญท่านซีโว้ย อ้ายกร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยักคิ้วแพล็บ

"คนอย่างอาใจยังกะเพชร มือชั้นนี้แล้วไม่เคยกลัวอะไร เคยออกสงครามมาแล้วโว้ย เดี๋ยวจะแสดงลวดลายคนแก่ให้ดู"

คณะพรรคมังกรแดงเดินฝ่าความมืดมาหยุดยืนข้างตึกใหญ่ ปรึกษาหารือกันสักครู่ก็ปีนหน้าต่างขึ้นไปบนตึกทีละคน ทั้ง ๖ คนเข้ามายืนอยู่ในห้องสมุดอันหรูหรา มีตู้หนังสือบรรจุหนังสือดีๆ หลายตู้ กลางห้องมีโต๊ะยาว ส่วนเก้าอี้นวมตั้งอยู่ริมห้อง

นิกรเดินจรดปลายเท้าย่องออกมาทางประตูห้อง ค่อยๆ โผล่หน้าออกไปแล้วหันมากวักมือเรียก ดร. ดิเรก

"เฮ้.... หมอ"

นายแพทย์หนุ่มยกนิ้วมือขวาแตะริมฝีปาก ร้องซีดแล้วพูดเสียงกระซิบพลางเดินเข้ามาหานายจอมทะเล้น

"ควิบไค้วท์"

สองสหายมองแลเห็นชายกลางคนคนหนึ่งนุ่งกางเกงแพรสวมเสื้อป่านคอกลมกว้าง นั่งดีดเปียโนเล่นอย่างเพลิดเพลิน ห้องสมุดนี้ติดกับห้องโถง ดร. ดิเรกฉุดนิกรมาหาพรรคพวกของเขาและปรึกษาหารือกัน

"คนที่นั่งดีดเปียโนต้องเป็นเจ้าโชติแน่นอน" ดร. ดิเรกพูดอย่างเป็นงานเป็นการ "จะเอายังไงกันดีพวกเรา บุกออกไปยิงมันหรืออย่างไร"

พลว่า "หาอุบายหลอกนายโชติให้เข้ามาในห้องนี้ดีกว่า พอมันเข้ามาเราก็ปิดประตูเสีย ก่อนที่เราจะยิงเขาตายเราควรพูดชี้แจงกับเขาเสียก่อน ให้โอกาสเขาชี้แจงกับเราด้วย"

"อือจริง" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องกับพล "ถ้ายังงั้นเราเราแยกย้ายกันกำบังตัวเสีย แล้วให้อ้ายกรทำเสียงสัตว์"

นายจอมทะเล้นสะดุ้งเฮือก

"สัตว์อะไรครับ"

"อ้าวก็สัตว์เดรัจฉานน่ะซี แกทำเสียงสัตว์อะไรได้บ้างล่ะ"

นิกรนิ่งคิดสักครู่

"ได้แต่เสียงนกตะกรุมอย่างเดียวครับ"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น คว้าแก้วทับกระดาษบนโต๊ะยาวขว้างหน้านิกรทันที นายจอมทะเล้นก้มศีรษะหลบอย่างหวุดหวิด แก้วทับกระดาษถูกระจกตู้หนังสืออย่างถนัดใจ

เพล้ง โครม โช้งเช้ง เพล้ง

มังกรแดงทั้ง ๖ คนสะดุ้งเฮือกไปตามกัน เจ้าแห้วพูดขึ้นโดยเร็ว

"เร็ว.... รับประทานหลบเถอะครับ ไม่ต้องทำเสียงสัตว์แล้ว"

ทุกคนรีบหลบตัวซ่อนทันที บ้างก็แอบข้างประตู บ้างก็แอบข้างซอกตู้ ข้างเก้าอี้หรือใต้โต๊ะ เสียเปียโนสิ้นสุดลงนายโชติรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้เปียโนเดินเข้ามาในห้องสมุดด้วยความอยากทราบว่า เสียงตู้กระจกแตกโครมครามนั้น เพราะแมวสีสวาทของเขาไล่กัดหนูหรืออย่างไร

จอมคอรัปชั่นเอื้อมมือเปิดสวิทไฟในห้อง ทันใดนั้นเองกิมหงวนก็ยกปืนพกทั้งสองกระบอกจ้องหมายระดับหน้าอกนายโชติแล้วพูดเสียงคำราม

"เฮ้.... ยกมือขึ้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จัดแจงปิดประตูห้องสมุดทันที นายโชติหน้าซีดเผือด ความรู้สึกบอกตัวเองได้ว่าเขาได้เผชิญกับมังกรแดงแล้ว เขาอาจถูกยิงทิ้งเหมือนกับหมากลางถนนก็ได้ มังกรแดงทั้ง ๖ คนยืนห้อมล้อมตัวเขา แต่ละคนท่าทางขึงขังและมีปืนพกอยู่ในมือทุกคน เขาตกอยู่ในอำนาจมังกรแดงแล้ว แต่นายโชติเป็นคนอารมณ์เย็นพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นอย่างสุขุม ปลอบขวัญตัวเองให้มั่นคง

"จะเอายังไงกับผมก็เชิญเถอะครับ ง่า... เก็บปืนเถอะครับ ผมไม่มีทางที่จะต่อสู้หรือขัดขืนคุณได้แล้ว"

กิมหงวนพยักหน้ากับคณะพรรคของเขา

"เก็บปืน พวกเรา"

มังกรแดงต่างก็เก็บปืนพกใส่ซองตามเดิม นายโชติยิ้มออกมาได้

"เชิญนั่งสิครับ แล้วบอกความประสงค์ของคุณมาเถิด ถ้าคุณต้องการเงินผมก็จะเซ็นเช็คให้เดี๋ยวนี้ ดื่มเหล้าเสียหน่อยดีไหมครับ" พูดจบนายโชติก็เดินไปที่ตู้เล็กๆ เปิดตู้ออก

นิกรตวาดแว็ด

"เฮ้ย"

นายโชติหันมายิ้ม

"ผมจะเอาเหล้าไปให้พวกคุณครับ เหล้าฝรั่งเศสอย่างดีที่สุด หวานชื่นกลิ่นผลไม้น่าดื่มมากเชียวครับ ผมมีอยู่หลายหีบ ถ้าพวกคุณพอใจผมจะห่อให้ไปคนละ ๒ ขวด" แล้วนายโชติก็หยิบขวดเหล้าแก้วเหล้าแบบแก้วแชมเปญรวม ๖ แก้วออกมาใส่ถาดผลไม้ถือเดินมาตั้งโต๊ะยาวกลางห้อง

กิมหงวนกระซิบกระซาบกับพล

"หมอนี่สปอร์ทนี่หว่า พูดจาสุภาพเรียบร้อยเสียด้วย ชักใจอ่อนเสียแล้วละโว้ย ลงเอาเหล้ามาเลี้ยงมันก็หมายความว่า เราควรจะพูดกับเขาอย่างสันติวิธี"

นายพัชราภรณ์พยักหน้า

"ตามใจแกเถอะวะ"

นายโชติทำราวกับว่ามังกรแดงทั้ง ๖ เป็นแขกของเขา เขาจัดแจงรินเหล้าใส่แก้วและนำมาเสิฟให้ นิกรถูกฝนเปียกโชกก็รีบยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม โดยเลิกผ้าคลุมหน้าขึ้น

"เอ้อ ค่อยยังชั่วหน่อย ไม่มีอะไรแกล้มหรือคุณโชติ ถั่วลิสงหรือกุ้งแห้งก็ยังได้"

นายโชติยิ้มอ่อนหวาน ก้มศีรษะเล็กน้อยและพูดจาอ่อนน้อมน่าฟัง

"กรุณารอสักครู่นะครับ ผมจะออกไปบอกคนของผมให้จัดกับแกล้มอย่างดีมาให้ แหนมของผมก็มีครับเพิ่งมาจากลำปางทางเครื่องบินวันนี้เอง หรือคุณชอบทานตับห่านกระป๋องรอเดี๋ยวนะครับ ไส้กรอกแบบไส้กรอกเยอรมันก็มี"

นายโชติเดินมาที่ประตูห้อง ดร. ดิเรกร้องตวาดลั่น

"เฮ้.... คัมมอน เดี๋ยวยิงตายห่าเลย ขืนให้แกออกไปพ้นห้องแกก็หนีเราเท่านั้นเอง"

นายโชติยิ้มแห้งๆ

"แฮ่ะ แฮ่ะ ถ้ายังงั้นผมก็เสียใจที่ไม่มีกับแกล้มต้อนรับพวกคุณ เชิญสิครับเชิญดื่มเหล้าก่อน แล้วจะยิงผมหรือยังไงก็สุดแล้วแต่จะกรุณา"

กิมหงวนถอนหายใจเบาๆ ดึงถุงคลุมหน้าออกแล้วพูดกับคณะของเขา

"ถอดหน้าออกเถอะโว้ย ลำบากนักก็อย่าคลุมเลย"

ไม่มีใครยอมถอดนอกจากเสี่ยหงวนคนเดียว นายโชติจำอาเสี่ยได้ เพราะกิมหงวนมีการติดต่อกับเขามานานแล้ว และเมื่อวานนี้เขาได้ตบอาเสี่ยเป็นครั้งสุดท้าย ๒๐,๐๐๐ บาท เกี่ยวกับกิจการค้าของอาเสี่ย ดังนั้นพอแลเห็นมหาเศรษฐี นายโชติก็ตกตลึงพรึงเพริดอ้าปากหวอ

"เสี่ยหงวน" เขาอุทานเสียงสั่น "อาเสี่ยหรือครับนี่"

กิมหงวนหัวเราะ

"ผมเองคุณโชติ ผมคือหัวหน้าคณะมังกรแดง"

จอมคอรัปชั่นทำตาปริบๆ มีความรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน มหาเศรษฐีกลายเป็นหัวหน้าสมาคมลับที่ผิดกฎหมาย

"โธ่ อาเสี่ยนี่เอง" แล้วเขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เอาละครับ เมื่อรู้ว่าอาเสี่ยเป็นหัวหน้ามังกรแดง ผมก็โล่งใจหน่อย เพราะเท่าที่ผมรู้จักไม่ใช่ดุร้ายแบบอาชญากร อาเสี่ยเป็นสุภาพบุรุษที่น่านับถือมาก"

เสี่ยหงวนยิ้มแป้น

"จริงครับ" แล้วเขาก็มองดูคณะพรรคของเขาซึ่งยืนหันหลังให้ เลิกผ้าคลุมหน้าออกดื่มเหล้ากันคอโก่ง กิมหงวนอดหัวเราะไม่ได้ "ถอดหน้าเสียเถอะน่าพวกเรา จะต้องกลัวคุณโชติเห็นหน้าเราทำไมนะ ประเดี๋ยวเราก็ยิงคุณโชติทิ้ง แล้วเราก็ล่าถอยออกไปจากบ้านนี้อย่างทะนงองอาจ"

คณะพรรค ๔ สหายเห็นพ้องด้วย ต่างถอดถุงคลุมหน้าออก นายโชติสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเขาแลเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ เขาก็กระซิบถามกิมหงวนทันที

"มังกรตัวนั้นแพ้ผมหรือครับ"

อาเสี่ยหัวเราะคิ๊ก

"ไม้ได้แพ้หรอกครับ เป็นยังงี้มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ไม่ต้องกลัวคุณโชติ.... ไม่ทำคุณหรอก"

"อ้ายหงวน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะโกนลั่น "นี่แกเห็นฉันเป็นหมาหรือไงวะ หนอย.... ดันบอกว่าไม่ทำ"

กิมหงวนจัดแจงรินเหล้าใส่แก้วยกขึ้นดื่ม นายโชติสบายใจแล้ว

"จะเอายังไงกับผมครับ อาเสี่ย"

"เชิญนั่ง" เสี่ยหงวนพูดหนักๆ "คุณโชติที่รัก คุณคงไม่ปฏิเสธว่าความมั่งมีอันรวดเร็วของคุณนั้นเกิดขึ้นจากการคอรัปชั่นของคุณ"

"ครับ เป็นความจริง"

หัวหน้ามังกรแดงถอนหายใจหนักๆ เอื้อมมือหยิบขวดเหล้าเปิดจุกออกเทใส่แก้วยกขึ้นดื่มกรุ๊บเดียวเกลี้ยง ใช้หลังมือขวาต่างผ้าเช็ดหน้าเช็ดปาก แล้งพูดกับนายโชติต่อไป

"คุณทราบหรือเปล่าว่า คุณทำให้ค่าของการครองชีพทุกวันนี้แพงลิบ เพราะพ่อค้าได้บวกเอาเงินค่าคอรัปชั่นที่เสียไปให้คุณลงในราคาทุนของเขาด้วย ทราบไหมครับ"

จอมคอรัปชั่นฝืนหัวเราะ

"ถ้ายังงั้นอาเสี่ยก็ไม่ให้ความยุติธรรมแก่ผมเสียเลย อาเสี่ยคิดว่าผมเป็นตัวทำให้ของแพงยังงั้นหรือครับ โปรดใช้ศีรษะมารดาเท้าตรองดูสักนิด ไม่ต้องเอาสมองตรองหรอก"

ดร. ดิเรกทำหน้าตื่นกล่าวถามนายจอมทะเล้นเบาๆ

"เฮ้.... วอท อิส อิท ศีรษะมารดาเท้า ไอเพิ่งเคยได้ยินวันนี้"

นิกรกระซิบบอก

"หัวแม่ตีนไงล่ะครับ"

"โอ.... ออไร๋น์ อิท อิส เฮด มาเซ่อร์ ฟุ๊ท" แล้วนายแพทย์หนุ่มก็หัวเราะลั่น "ฝรั่งขันจริงโว้ยเกิดมาเพิ่งได้ยิน"

เสี่ยหงวนกล่าวกับเชลยของเขา อย่างเป็นงานเป็นการ

"คุณพูดเมื่อกี้ผมไม่เข้าใจ ให้ผมตรองอะไรกัน"

นายโชติรินเหล้าใส่แก้วแล้วส่งให้อาเสี่ยอย่างพินอบพิเทา

"ผมจะเรียนให้ทราบเดี๋ยวนี้ ที่ขอให้เอาศีรษะมารดาเท้าตรองดูก็คือ ขอให้อาเสี่ยคิดดูซิว่า ผมน่ะเป็นข้าราชการชั้นหัวหน้ากองเท่านั้นเอง ผมจะกินและโกงสักเพียงไหนก็ไม่เท่าหนึ่งในพันของท่านผู้ยิ่งใหญ่ที่ใหญ่ทั้งรูปร่างและใหญ่ทั้งตำแหน่ง อ้อ บางคนตัวเล็กแต่ตำแหน่งหย่ายก็มีนะครับ ท่านเหล่านั้นน่ะมีทางกอบโกยยิ่งกว่าผมมากมายนัก ทำไมอาเสี่ยไม่ไปเล่นงานเขาล่ะครับ จริง....ผมยอมรับว่าผมคอรัปชั่น ผมเลี้ยงช้างแต่ไพล่ไปกินขี้หมาก็บ้าเต็มทน ผมก็ต้องกินบ้างละครับ แต่ว่าเดือนหนึ่งผมได้อย่างมากในราวแสนเดียวเท่านั้น ท่านผู้ยิ่งใหญ่บางท่านเดือนหนึ่งตั้งหลายล้าน ถึงกับขนเงินไปฝากต่างประเทศเตรียมพร้อม ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะได้พาลูกเมียไปอยู่เมืองนอกมีเงินถลุงอย่างฟุ่มเฟือยตลอดชาติ ใช้ไปชั่วลูกชั่วหลานก็ไม่หมด"

คราวนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วยทันที

"เอ คุณพูดน่าฟังมากคุณโชติ จริงอย่างคุณว่าคุณเป็นปลายเหตุไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้ของแพง เรื่องคอรัปชั่นมันก็ต้องแก้ที่ตัวใหญ่ๆ "

โชติยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ก็นั่นน่ะซีครับ แล้วทำไมมังกรแดงต้องมามุ่งร้ายหมายขวัญผม ตัวเบิ้มๆ ไม่ยอมคอรัปชั่นอย่างเด็ดขาดตัวเล็กๆ ก็กลืนไม่ลงคอเหมือนกัน พวกผมเห็นพญาช้างสารถ่ายอุจจาระผมก็ต้องถ่ายบ้าง ผู้ใหญ่กับผู้น้อยเข้าทำนองไก่เห็นเท้างู งูเห็นของสงวนไก่ จริงไหมล่ะครับ"

ดร. ดิเรกถอนหายใจเบาๆ หันมาพูดกับนิกรอีก

"ช่วยแปลให้ฟังหน่อยเถอะวะ คุณโชติแกพูดว่าอย่างไร"

นิกรตวาดแว๊ด

"ไม่ต้องแปลโว้ย เขาพูดภาษาไทย"

"บ่า ฝรั่งฟังไม่ใคร่ออกเลย แก่ศัพท์ไปหน่อย"

นายโชติกล่าวกับเสี่ยหงวนต่อไป

"เรื่องคอรัปชั่นน่ะผมเห็นว่า แก้ไม่ได้หรอกครับ ตัวใหญ่ๆ เขมือบเข้าไป ตัวใหญ่ๆ ด้วยกันก็เกรงใจไม่กล้าว่า รู้ก็ทำเป็นไม่รู้ เห็นก็ทำเป็นไม่เห็น ผมว่าประชาชนคนไทยด้วยกันนี่แหละที่จะร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขคืออย่ายอมเคารพนับถือหรือยกย่องให้เกียรติอ้ายพวกคอรัปชั่น ถึงแม้จะเป็นผู้ใหญ่ยิ่งสักเพียงใดก็ตาม โอ้ย.... พูดยากครับ เห็นจะไม่มีทางแก้ไข ตราบใดที่ธนบัตรเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ผมเองแต่ก่อนนี้ก็ไม่เคยคอรัปชั่น ยอมยากจนทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดถืออุดมคติ ยอมจนดีกว่ายอมทุจริต แต่พอเห็นเขาโกงกันโครมๆ ใครจะไปอดใจไหว ที่กรมผมขนาดชั้นตรีขี่เก๋งคันใหญ่ๆ กินเหล้าตราขาวแล้ว คนนั้นก็เอาคนนี้ก็เอา หนักเข้าผมก็เอากับเขามั่งเห็นผลทันตา ไม่ถึง ๒ ปีผมมีเงินหลายล้าน อยู่ตึกเบ้อเริ่ม ถึงอาเสี่ยก็เถอะ ถ้าอาเสี่ยมาทำงานในตำแหน่งที่มองเห็นเงินหมื่นเงินแสนอย่างผม อาเสี่ยก็ต้องกิน"

กิมหงวนมองดูนายโชติอย่างเห็นใจ

"จริงครับ เห็นจะอดใจไม่ไหว เรื่องเงินน่ะมันไม่เข้าใครออกใครเสียด้วย ส่งให้ร้อยบาทหาว่าดูถูกทำเอะอะว่าให้สินบนเจ้าพนักงาน ส่งให้พันบาทชักเสียงอ่อยบอกว่าไม่ดีน่า เดี๋ยวอั๊วเอาเรื่องลื้อจะเดือดร้อนนา พอส่งให้หมื่นบาทตะครุบเลย เรื่องมันเป็นเช่นนี้เสียด้วยให้ตายห่า" แล้วกิมหงวนก็หันมาทางคณะพรรคของเขา "เลิกกันทีโว้ย มังกรแดง มังกรเขียวป่วยการตั้ง เสียเวลาเสียเงินเสียทองเปล่าๆ ประเทศชาติไม่ใช่ของเราคนเดียว คนจนก็ไม่ใช่พี่น้องเรา อยากเกิดมาเป็นคนจนก็ต้องลำบาก"

จอมคอรัปชั่นเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับ ใครมีปัญญามีช่องทางมีโอกาส ก็ต้องกอบโกยเอาไว้ละ ผมมีลูกมีเมียมีพี่น้องเยอะแยะ ขืนทำเป็นตงฉินเผื่อเขาปลดออกจากงานจะทำยังไง อาเสี่ยก็เหมือนกัน อาเสี่ยยอมให้ตบทรัพย์ก็เพื่อประโยชน์ในการค้า"

ดร. ดิเรกพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ

"ถ้าคนไทยเรามีความคิดอย่างคุณ ชาติไทยเราก็ต้องล่มจม เวอรี่แบ๊ด"

"อ๋อ ผมช่วยอะไรคุณไม่ได้ครับ ชาติไทยไม่ใช่ของผมคนเดียว"

เสี่ยหงวนเปลี่ยนใจเข้าข้างนายโชติ หันมาพูดกับนายแพทย์หนุ่ม

"คุณโชติพูดไม่ผิดหรอกหมอ เขากินเขาโกงกันทั้งนั้น เราไม่เอากับเขาก็บ้าบัดซบ"

ดร. ดิเรกขบกรามกรอด

"คิดอย่างนี้ชาติเราต้องล่มจมแน่ โลภโมโทสันกอบโกยเอาไว้ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้ ฮะ ฮะ ไอได้ทำกรณียกิจของไออย่างภาคภูมิ ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์โดยไม่เลือกชาติศาสนา ไม่มีใครสาปแช่งไอเลย ไปทางไหนมีแต่คนสรรเสริญ ส่วนนักการเมืองหรือข้าราชการที่คอรัปชั่น ตลอดจนนายทุนหรือพ่อค้าหน้าเลือดทั้งหลาย เขามีชีวิตอยู่ด้วยการสาปแช่งของประชาชน วันหนึ่ง ฮ่ะ... เขาต้องฉิบหายง่าย" พูดจบ ดร. ดิเรกก็ลุกขึ้นยืนแสดงกิริยาฮึดฮัด

พลเอื้อมมือไปจับแขนนายแพทย์หนุ่มไว้

"จะไปไหนล่ะหมอ"

ดิเรกว่า "ไอจะออกไปรอที่รถ เลิกกันทีโว้ยมังกรแดง หัวหน้ามังกรแดงเสือกไปเข้ากับฝ่ายศัตรูเสียแล้ว"

กิมหงวนลุกขึ้นเดินมาหาดิเรก

"นั่งลงก่อนหมอ เดี๋ยวค่อยไป อย่าโกรธน่าแกเป็นหมอไม่ใช่พ่อค้า ถ้าแกเป็นพ่อค้าหญ่ายๆ อย่างกันแกจะรู้ดีว่า วิธีหาเงินเข้ากระเป๋านั้นกระทำได้ง่ายเหลือเกิน ถ้าเรามีข้าราชการหรือนักการเมืองเบิ้มๆ ช่วยเหลือเรา"

"ไม่ฟังโว้ย" ดร. ดิเรกเอ็ดตะโร "เงินเป็นสิ่งสมมุติ เงินไม่มีค่า ไม่มีความหมายสำหรับกัน" แล้วเขาก็หันมาถามเจ้าแห้ว "หรือเอ็งว่ายังไง"

เจ้าแห้วเปรี้ยวปากอยากพูดมานานแล้ว พอมีโอกาสก็พูดขึ้นทันที

"ยังไงก็ไม่ทราบครับ รับประทานผมไม่มีความรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์เลย รับประทานรู้แต่เพียงว่าธนบัตรเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย"

กิมหงวนเดินกลับมานั่งข้างนายโชติตามเดิม

"ขอเหล้าอีกสักขวดเถอะครับคุณโชติ"

จอมคอรัปชั่นลุกขึ้นยืน

"เดี๋ยวนะครับ ผมจะออกไปสั่งเด็กของผมให้เอาวิสกี้โซดาและกับแกล้มมาให้ คืนนี้คุยกันให้สนุกสักทีเถอะ" พูดจบนายโชติก็เดินมาที่ประตูถอดกลอนเปิดประตูออก

นิกรกระชากปืนพกในซองปืนออกมาจ้องไปทางนายโชติ

"เฮ้ กลับมานี่อุบายของคุณมันตื้นนัก"

กิมหงวนหัวเราะหึๆ มองดูนิกรอย่างขบขัน

"เขาเลิกกันแล้วโว้ย เดี๋ยวนี้ไม่มีมังกรแดงอยู่ที่นี่แล้ว ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรหรอก" แล้วเสี่ยก็หันไปทางเจ้าของบ้าน "ไปเถอะคุณโชติ"

จอมคอรัปชั่นพาตัวเดินออกไปจากห้อง นิกรมองดูตัวเองและมองดูคณะพรรคของเขาอย่างขบขัน

"อ้ายพวกเรานี่สงสัยว่าจะไม่สบายเสียแล้วละโว้ย อยู่ดีๆ ไม่ว่าดี แต่งตัวเป็นอ้ายบ้าหอบฟางบุกรุกเข้ามาในบ้านคนอื่นเขา ทีแรกก็ตั้งใจจะฆ่าเขา คุยกันไปคุยกันมาถูกคอกันฉะเหล้ากันเลย คนอย่างคุณโชติรู้สึกว่าสปอร์ทและใจดีน่าคบมาก"

ดร. ดิเรกค้อนควับ

"คนเราเป็นยังงี้แหละ พอได้ยัดเข้าหน่อยชมเขาเลย เขาไม่ให้กินก็หาว่าเขากระดูกขัดมันยังโง้นยังงี้ กันไปรอที่รถดีกว่า หมั่นไส้เสียแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"มาด้วยกันก็กลับพร้อมกันซีโว้ยดิเรก อะไรทำเป็นคนใจน้อยไปได้"

นายแพทย์หนุ่มลืมตาโพลง

"อ๋อ ผมไม่ใช่คนหัวล้านนี่ครับจะได้ใจน้อย"

"อ้าว" ท่านเจ้าคุณอุทาน "แล้วเสือกทะลึ่งมาว่าข้าทำไมล่ะ"

นายโชติเดินกลับเข้ามาในห้องสมุดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ถือขวดวิสกี้ตราขาวมา ๒ ขวด กิมหงวนแลเห็นเขาก็แลบลิ้นเลียริมฝีปาก จอมคอรัปชั่นวางขวดวิสกี้ลงบนโต๊ะ แล้วพูดอย่างร่าเริง

"ขอให้ผมได้เลี้ยงพวกมังกรแดงอย่างเต็มที่เถอะนะครับ วิสกี้นี้ผมมีอีกเยอะแยะอย่าว่าแต่กินเลย เอามาอาบเล่นยังได้ ประเดี๋ยวคนของผมจะยกกับแกล้มเข้ามา ล่อวิสกี้เพียวๆ กันไปก่อนนะครับ"

นิกรว่า "เรื่องกินผมไม่รังเกียจเลย คุณโชติ ง่า คุณยังไม่รู้จักพวกผม ขอให้ผมถือโอกาสนี้แนะนำให้คุณรู้จักเสียหน่อย ผม.... คุณนิกร การุณวงศ์ มีเงินเหยียบล้านเหมือนกัน นั่นญาติของผม พล พัชราภรณ์ เป็นพ่อค้าหญ่าย คนนี้เป็นหมอ"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"หัวนอกไม่ใช่หัวใน"

นิกรอธิบายให้นายโชติทราบต่อไป

"ด๊อกเตอร์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ครับ นอกจากเป็นหมอแล้วยังเป็นนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของโลก เป็นพระสหายของท่านมหาราชาในประเทศอินเดียหลายองค์ คนโน้นตัวอ้วนๆ พุงพลุ้ยนั่งหัวโจ๊งเหม่งอยู่นั่นพระยาเจ้าคุณปัจจนึกพินาศพ่อตาของผมเอง แล้วก็เป็นพ่อตาดิเรกด้วย คนนี้ชื่ออ้ายแห้วเป็นขี้ข้าของพวกเรา"

นายโชติโค้งคำนับ

"ยินดีครับ ยินดีรู้จักทุกๆ ท่าน ผมรู้สึกว่าพวกคุณเป็นคนสนุกสนานร่าเริงกันทุกคน ขอให้ผมได้เป็นเพื่อนกับพวกคุณด้วยเถอะครับ สำหรับใต้เท้า.... ง่า ผมขอฝากตัวเป็นหลานชายคนหนึ่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อมยิ้ม

"ยินดีทีเดียวคุณโชติ"

สาวใช้น่าตาน่าเอ็นดูสองคนถือถาดใส่ถ้วยแก้วจานกับแกล้มและโซดาเย็น เดินตามกันมาด้วยกิริยาท่าทางสงบเสงี่ยม วางถาดลงบนโต๊ะหยิบเข้าของออกจากถาด และนึกแปลกใจที่แขกของนายโชติแต่งตัวเหมือนพวกเคาบอยในหนัง

"ท่านต้องการอะไรอีกบ้างไหมคะ"

นายโชติโบกมือ

"พอแล้ว ขอบใจมาก"

สาวใช้ทั้งสองพากันเดินออกไปจากห้อง เจ้าแห้วทำท่ากะลิ้มกะเหลี่ย และร้องเรียกเบาๆ "

"หนู.... หนูจ๋า"

จอมคอรัปชั่นยิ้มให้ ๔ สหายแล้วพูดขึ้นอย่างกันเอง

"เชิญครับ เชิญรับประทานกันให้เต็มที่ เชิญทุกๆ คน"

นิกรเอื้อมมือเขี่ยแขนนายโชติ

"ขอข้าวราดแกงสักจานได้ไหมครับ ผมกินมาจากบ้านนิดเดียวเท่านั้นไม่ทันอิ่ม ก็ถูกพรรคพวกรั้งตัวมานี่"

คณะพรรค ๔ สหายรู้สึกขายหน้าไปตามกัน นายโชติยิ้มให้นิกร แล้วร้องตะโกนเรียกสาวใช้ของเขาคนหนึ่งให้เข้ามาหา

"แจ๋ว รีบไปที่ครัวเดี๋ยวนี้ ตักข้าวราดแกงมาให้หนึ่งจาน"

"อุ้ยตาย" สาวใช้ร่างอ้วนตุ๊อุทาน "แกงเนื้อเหลือตั้งครึ่งหม้อ แจ๋วเห็นไม่มีใครรับประทานแล้วก็เลยเททิ้งเสียหมด"

นิกรกลืนน้ำลายเอื้อก พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"เทตรงไหนล่ะจ๊ะ หน้ามันพอจะแซะมาให้ฉันกินได้บ้างได้ไหม"

"เฮ้ย! " พลตวาดแว็ด "ปู้โธ่โว้ย ไว้หน้าพวกเราบ้างซีแก ตะกละตะกลามไปได้"

จอมคอรัปชั่นหัวเราะชอบใจ

"ไม่เป็นไรคุณพล เป็นกันเองอย่างนี้ดีสิครับผมพอใจมาก ผมน่ะได้ยินชื่อเสียงพวกคุณมาตั้งนมนานแล้วเพิ่งได้เห็นตัวจริงวันนี้เอง" พูดจบเขาก็หันมาทางสาวใช้ของเขา "ถ้าแกงไม่มีเอาอย่างอื่นก็ได้ กับข้าวของเรามีถมเถไปนี่นา"

สาวใช้รับคำสั่งแล้วเดินออกไปจากห้อง นายโชติรีบผสมวิสกี้โซดาแจกจ่ายคณะพรรค ๔ สหาย รวมทั้งเจ้าแห้วด้วย แต่ ดร. ดิเรกคนเดียวไม่ยอมดื่ม

"ขอบคุณมาก ผมไม่ดื่มครับ"

นายโชติอมยิ้ม

"รังเกียจผมหรือครับคุณหมอ"

นายแพทย์หนุ่มเค้นหัวเราะ

"นอกจากรังเกียจแล้วผมยังอยากเตะคุณด้วยซี คนที่ร่ำรวยจากการคอรัปชั่นและผมไม่นับถือและไม่ให้เกียรติ"

พูดจบ ดร. ดิเรกก็ลุกขึ้นมองดูเพื่อนเกลอของเขา "เฮ้... กันกลับก่อนละโว้ย ไม่ต้องเป็นห่วงกัน กันขึ้นสามล้อกลับบ้านก็ได้"

"ดิเรก" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะโกนลั่น

นายแพทย์หนุ่มเดินออกไปจากห้องสมุดแล้ว นิกรหัวเราะหึๆ

"ช่างมัน ปล่อยมันตามเรื่อง เอาโว้ยพวกเราสกรัมเลย กับแกล้มตั้งหลายอย่าง วิเศษแท้"

๓ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างร่วมดื่มเหล้ากับจอมคอรัปชั่นอย่างสนุกสนาน มิตรภาพถูกฟักตัวในเวลาอันรวดเร็ว

ในราว ๒๒.๐๐ น เศษ มังกรแดง ๔ คน ก็เดินโซซัดโซเซลงมาจากตึกใหญ่ กลิ่นแอลกอฮอล์ราวกับโรงต้มกลั่นบางยี่ขัน นายโชติยืนมองอยู่ที่บันไดตึกด้วยความห่วงใย แต่เจ้าแห้วรับรองเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเขาไม่เมาเพียงแต่มึนเล็กน้อยและสามารถขับรถได้ดี

กิมหงวนเมามากกว่าเพื่อน ถึงกับพลต้องช่วยประคองปีกออกจากบ้านนายโชติ

เรื่องราวและอิทธิฤทธิ์ของมังกรแดงสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้.

อวสาน