พล นิกร กิมหงวน 053 : นักเลงใหญ่

ความร้อนอบอ้าวของอากาศ ในตอนบ่ายวันนั้น ทำให้อารมณ์ของคุณหญิงวาด หงุดหงิด ผิดปกติ ประกอบกับทั้งสี่นางต่างปฏิเสธไม่มีใครยอมเล่นไพ่กับท่าน คุณหญิงวาดจึงบ่นพึมพัมหาเรื่องด่าคนใช้ชายหญิงโดยไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรม และแม้กระทั่งสี่สหายก็ไม่วายถูกกินแถวไปด้วย

มันเป็นเวลา ๑๕.๓๐ น. เศษ พล, นิกร, กิมหงวน กับ ดร. ดิเรกและเจ้าแห้วนั่งอยู่ห้องโถงชั้นล่างของตัวตึก สี่สหายกำลังนั่งดื่มเบียร์สนทนากันอยู่อย่างเงียบๆ ถึงเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการค้าซึ่งขณะนี้หลังจากสงครามเกาหลีปิดฉากลง การค้าต่างๆ ก็ฝืดเคืองลงตามลำดับ พ่อค้าต้องระบายสินค้าออกจากโกดังของตนโดยยอมขาดทุน ความฝืดเคืองในด้านการค้ามีผลสะท้อนให้คณะพรรคสี่สหายของเรา ซึ่งเป็นพ่อค้าพลอยเดือดร้อนไปด้วย

คุณหญิงวาดเดินลงซ้นปังๆ มาตามขั้นบันไดเหยียบพื้นห้องโถงท่านก็หยุดยกมือท้าวสะเอวจ้องตาเขม็งมองดูสี่สหาย อารมณ์ของท่านเดือดพล่านเมื่อแลเห็นเปลือกถั่วลิสง กระทงใส่เป็ดย่าง, เศษฝรั่งดอง, เศษกระดาษหนังสือพิมพ์ พุดซาอีกหลายเม็ด และมะดันดองอีกหลายชิ้นเกลื่อนกลาดไปหมดบนพื้นห้อง

นิกรยิ้มแห้งๆ เมื่อสบตากับคุณหญิงวาด ในมือของนายจอมทะเล้นมียางรัดของเส้นเล็กๆ ถืออยู่อันหนึ่ง นิกรเอายางเส้นนั้นคล้องกับนิ้วชี้และหัวแม่มือ มือซ้ายยืดมันออกดีดยางผึงออกไปโดยไม่มีเจตนาอะไร

"เพี๊ยะ"

ยางเส้นนั้นถูกปลายจมูกของคุณหญิงวาดพอดี เท่านี้เองก็เหมือนกับนิกรเอา ไม้เข้า ไปแยงก้นเสือซึ่งกำลังเตรียมที่จะอาละวาดอยู่แล้ว คุณหญิงวาดโกรธจนหน้าเขียว แผดเสียงร้องเหมือนกับงิ้วก่อนจะรบกัน

"ว๊าก มึงดีดยางถูกหน้ากู"ท่านตะโกนลั่นบ้าน แล้วปราดเข้ามายกกำปั้นซ้ายขวากระหน่ำลงบนศีรษะและตามตัวของนายจอมทะเล้นโดยไม่ต้องนับครั้ง แล้วก็ตบซ้ายตบขวาหลายทีซ้อนๆ

"อ้ายระยำ กูเป็นเพื่อนเล่นของมึงรึหา ทำไมถึงเล่นวิตถารอย่างนี้ ถ้าถูกตาข้าบอดจะว่าอย่างไร"

นิกรร้องไห้ ทำปากแบะน่าสงสาร ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา และพูดเสียงสะอื้น

"ผมไม่ได้แกล้งนี่ครับ ฮือ-ฮือ คุณอาทำตาเขียวกับผม ผมตกใจก็เลยดีดยางออกไปโดยไม่รู้สึกตัว ทุบหัวผมอย่างนี้ผมต้องกินน้ำขมที่สามแยกเป็นแน่" พูดจบนิกรก็ไอแค๊กๆ เสียงเหมือนคนเป็นวรรณโรค

คุณหญิงวาดชักใจไม่ดี ค่อยๆ มองดูหน้า ดร. ดิเรก แล้วกล่าวถามเบาๆ

"ทุบหลังแรงๆ น่ะอาจจะเป็นวรรณโรคได้ใช่ไหม พ่อดิเรก"

นายแพทย์หนุ่มเก๊กหน้าเคร่งขรึม ดึงกล้องยาเส้นออกจากปาก

"ออไร่น์ ออไร่น์ ตามทางค้นคว้าของนายแพทย์ทั่วโลกเป็นที่ยอมรับกันว่า คนที่เป็นวรรณโรคนั้นเพราถูกทุบหลังค่อนข้างแรง อย่างคุณอาทุบอ้ายกรนี่แหละครับ"

คุณหญิงวาดมองดูนายจอมทะเล้น

"แล้วแกเสือกอายางมาดีดจมูกฉันทำไมล่ะ"

นิกรพูดพลางร้องไห้พลาง

"ก็ผมบอกแล้วนี่ครับว่าผมไม่ได้แกล้ง คุณอาอยากมายืนข้างหน้าผม ผมดีดยางออกไปมันก็ถูกหน้าคุณอาน่ะสิครับ ผมไม่ได้มีเจตนาสักหน่อย ทุบผมตั้ง ๒๕ ทีหลังไหล่แทบพังไปหมด"

คุณหญิงวาดทำตาโตเท่าไข่ห่าน

"ถึงเมื่อไรล่ะ ฉันทุบแกเพียง ๑๓ ทีเท่านั้น ดูซิ อะไรต่ออะไรเกลื่อนห้องไปหมดมองดู คล้ายๆ กับถังขยะ กินอยู่แล้วทำไมทิ้งเรี่ยราดอย่างนี้ กระโถนไม่มีหรือ สกปรกเลอะเทอะไม่มีระเบียบเรียบร้อยเลย อ้ายสัตว์แห้วหายตัวไปไหนล่ะ"

เจ้าแห้วแอบอยู่ข้างหลังโซฟาร์ตัวสั่นงันงกค่อยๆ โผล่ส่วนหน้าออกมาแล้วพุดตะกุกตะกัก

"รับประทานอยู่นี่ครับ"

คุณหญิงวาดยิ้มแค่นๆ

"อ้อ-นั่งอยู่นี่แต่ปล่อยให้ห้องหับเลอะเทอะ ไปเอาไม้กวาดมาเก็บกวาดให้เรียบร้อยเดี๋ยวนี้"

เจ้าแห้วพรวดพราดลุกขึ้น อกสั่นขวัญแขวนด้วยความกลัว เจ้าแห้วรู้ดีว่าขณะที่คุณหญิงวาดมีอารมณ์ร้าย เขาอาจจะถูกท่านตีกะบาลอย่างง่ายดายที่สุด เจ้าแห้ววิ่งไปทางหลังตึก แล้วก็ถือไม้กวาดดอกหญ้าอันหนึ่งวิ่งเข้ามา ส่งไม้กวาดให้คุณหญิงอย่างนอบน้อม

"รับประทานนี่ครับ"

คุณหญิงวาดขมวดคิ้วย่น แล้วท่านก็หัวเราะหึๆ หยุดหัวเราะทันทีทันควัน เงื้อด้ามไม้กวาดขึ้นฟาดลงกลางศรีษะเจ้าแห้วดังโป๊ก

"นี่แน่ะ ข้าให้เอ็งกวาด ไม่ใช่ให้เอ็งเอาไม้กวาดมาให้ข้ากวาด ข้าไม่ใช่คุณหญิงเฮงซวยโว้ย จะได้ถึงกับต้องกวาดบ้านเอง"พูดจบท่านก็ส่งไม้กวาดดอกหญ้าให้เจ้าแห้ว

เจ้าแห้วรีบกวาดพื้นอย่างรวดเร็วกวาดเศษกระดาษเศษใบตองและเศษอาหารต่างๆ มารวมไว้กองเดียวกัน ก้มตัวลงยกมุมพรมผืนใหญ่ขึ้น ใช้ไม้กวาดกวาดเศษผงเหล่านั้นเข้าไปไว้ใต้พรม แล้วปิดพรมไว้ เงยหน้าขึ้นยิ้มให้นิกร

"อ้ายแห้ว"คุณหญิงตะโกนลั่นบ้าน"มึงกวาดบ้านภาษาตะบักตะบวยอะไรวะ กวาดแบบไหนกัน ไหนบอกข้าซิ"

เจ้าแห้วหน้าจ๋อย มองคุณหญิงวาดด้วยความเกรงกลัว ประณมมือไว้ระหว่างอก พูดอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

"รับประทานกวาดแบบสายฟ้าแลบครับ"

คุณหญิงวาดอดหัวเราะไม่ได้

"เดี๋ยวกูก็จะแลบกระบาลด้วยไม้กวาดเข้าอีกเท่านั้น เปิดพรมขึ้นแล้วกวาดออกมาเอาไปทิ้งกระโถนเดี๋ยวนี้ อ้ายสันดาน โตจนป่านนี้แล้วยังกวาดเรือนไม่เป็น มึงน่ะระวังให้ดีนะ ตั้งแต่แต่งงานกับนางแจ๋วแล้วรู้สึกว่ามึงเพิ่มความขี้เกียจขึ้นอีก นางแจ๋วก็เหมือนกัน วันหนึ่งๆ ไม่เห็นทำอะไรนอกจากเอาแต่แต่งตัว นี่นางแจ๋วไปไหนล่ะ"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานคุณนันใช้ให้ไปซื้อผลไม้ที่สะพานหันขอรับ"

คุณหญิงวาดพยักหน้ารับทราบ

"แม่นันก็เหมือนกัน ผลไม้ในบ้านมีตั้งเยอะแยะไม่พอใจ ต้องให้ไปขนซื้อเอามาอีก แกสี่คนนี่ก็ใช้ไม่ได้ นั่งกินเบียร์จนกระทั่งขวดเบียร์กองเป็นภูเขาเลากา จะกินหาหอกอะไรกันวะหา"

เสี่ยหงวนยิ้มอ่อนหวาน

"แก้ร้อนในกระหายน้ำครับ ดื่มเบียร์ให้ประโยชน์แก่ร่างกายมาก ไม่เชื่อคุณอาถามดิเรกมันดูซีครับ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มให้คุณหญิงวาด

"เป็นความจริงครับคุณอา การดื่มเบียร์ทำให้ร่างกายสดชื่น ช่วยให้หัวใจสูบโลหิตไปสู่ร่างกายได้สม่ำเสมอกัน นอกจากนี้ยังเป็นยาเจริญอาหารที่ดีที่สุดก็คือถ่ายเทความหมักหมมที่ไต ทำให้ปัสสาวะคล่องแคล่วว่องไวขึ้นอีก ผมจะเล่าให้คุณอาฟัง ชาวอินเดียน่ะดื่มเบียร์ต่างน้ำนะครับ แม้แต่ทารกอายุขวบเดียว พ่อแม่ก็ให้ดื่มเบียร์วันหนึ่งตั้งห้าหกขวดเป็นอย่างน้อย"

คุณหญิงวาดตวาดแว๊ด

"ไม่ฟังโว้ย ข้าไม่ใช่แขก"พูดจบท่านก็ยกมือชี้หน้าลูกชายของท่าน"แกน่ะหมู่นี้ไม่เอาการเอางานอะไรเสียเลย เหลวไหลลงทุกวัน หาความดีไม่ได้"

นายพัชราภรณ์หัวเราะหึๆ

"คุณแม่โมโหคนอื่นแล้วทำไมมาถึงกินแถวพวกผมด้วยล่ะครับ"

"ไม่รู้ละ ข้าไม่สบายใจ ข้าก็ต้องด่าคนเล่นแก้กลุ้ม ข้ามีปากข้าจะด่า ใครจะมาเป็นเจ้าข้า แกรู้หรือเปล่าว่าบ้านนี้น่ะฉันใหญ่กว่าเพื่อน ทุกคนจะต้องเกรงกลัวฉัน แม้แต่พ่อของแก หรือแกไม่เชื่อลองขึ้นไปเรียกพ่อแกลงมาข้างล่างซิ ฉันจะเทศนาให้หน้าแห้งไปเลย"แล้วท่านก็ยกมือไขว้หลังเดินวนเวียนไปมารอบห้องโถง สักครู่ก็หยุดชะงักจ้องมองดูสี่สหาย"หรือใครจะเอาเรื่องกับข้าก็ว่ามา"

สี่สหายหันมามองดูกัน แล้วก็ยิ้มให้กัน เสี่ยหงวนกล่าวกับคุณหญิงวาดด้วยเสียงหัวเราะ

"ใครจะกล้าไปเอาเรื่องกับคุณอาครับ สำหรับพวกเรายอมซูฮก"

คุณหญิงวาดทำหน้าชอบกล ครึ่งยิ้มครึ่งบึ้ง

"อะไรวะ ซูฮก เขาแปลว่าอะไร"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"ซูฮกเป็นภาษาจีนครับ แปลว่ายอมยกให้ หรือยอมให้เป็นใหญ่"

คุณหญิงพยักหน้า

"เออ-พูดอย่างนี้พอฟัง" แล้วท่านก็เดินเรื่อยเปื่อยขึ้นบันไดไปชั้นบน พอร่างของท่านลับตาสี่สหายก็หัวเราะกันอย่างครื้นเครง

นายพัชราภรณ์กล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"คุณแม่ละก้อท่านเป็นอย่างนี้แหละ ถ้าลงอารมณ์หงุดหงิดหรือมีเรื่องกระทบกระเทือนใจ เป็นต้องเทศนาใครต่อใครวุ่นไปหมด"

กิมหงวนว่า "ช่างท่านปะไรวะ คนอย่างคุณอาหญิง ใครๆ ก็รู้ปากร้ายใจดี ท่านอยากจะด่าก็ปล่อยให้ท่านด่า คำด่าของท่านไม่มีความหมายอะไรหรอก"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"จริง-กันเองรู้จิตใจอาหญิงเป็นอย่างดี" แล้วนายจอมทะเล้นก็ยิ้มกับเจ้าแห้วซึ่งนั่งหน้างออยู่บนพื้น "เป็นยังไงอ้ายแห้วโดนด้ามไม้กวาดเจ็บไหมวะ"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"โธ่-รับประทานเจ็บซีครับ ท่านล่อผมเสียเต็มเหนี่ยว รับประทานนึกว่ากะบาลแบะเสียแล้ว คุณไม่ควรเอายางไปยิงจมูกท่านเลย ทำให้ท่านโมโหโทโส รับประทานผมก็เลยพลอยเสียรังวัดไปด้วย"

ดร. ดิเรกมองไปทางหน้าตึก และเห็นกระทาชายคนหนึ่งแต่กายซอมซ่อยืนเมียงมองอยู่ข้างบันไดตึก นายแพทย์หนุ่มก็พูดกับเจ้าแห้วว่า

"เฮ้-ยูออกไปดูซิ นายคนนั้นเขามาหาใคร คงจะเป็นเพื่อนๆ คนใช้กระมัง"

เจ้าแห้วมองตามสายตา ดร. ดิเรก แล้วลุกขึ้นเดินไปทางหน้าตึกอย่างรีบร้อน

กระทาชายผู้นั้นเป็นชายหนุ่มอายุไม่เกิน ๒๕ ปี รูปร่างผอมสูง ท่าทางเซ่อๆ แต่อารมณ์เย็นเพราะยิ้มตลอดเวลา เขาสวมกางเกงสีเทาเก่าคร่ำคร่ามีรอยขาดสองสามแห่ง สวมเสื้อเชิ้ทสีขาวสกปรกยับยู่ยี่ ใบหน้ามีหนวดเคราขึ้นเขียวครึ้ม ชายผู้นี้เห็นแลเจ้าแห้วเดินออกมาก็รีบยกมือไหว้เจ้าแห้วอย่างนอบน้อม

เจ้าแห้วพยายามวางมาตรให้พูมฐาน พยักหน้าเล็กน้อยแทนการรับไหว้ ยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง ยกมือเท้าสะเอวแล้วกล่าวถามเบาๆ

"มาหาใคร"ทำเสียงขึ้นนาสิกเล็กน้อย

ชายผู้นั้นพูดอย่างนอบน้อม

"เจ้าของบ้านอยู่ไหมครับ ผมหนีร้อนมาพึ่งเย็น อยากจะขอความกรุณาให้ท่านช่วยเหลือผม"

เจ้าแห้วเปลี่ยนท่าจากเท้าสะเอวเป็นกอดอก

"เอ-แกเป็นคนจรหมอนหมิ่น ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันเลย จะให้ช่วยเหลือยังไงก็บอกมาซี ไม่จำเป็นจะต้องพบกับเจ้าคุณพ่อของฉันหรอก พูดกับฉันก็ได้"

กระทาชายผู้นั้นยกมือซ้ายป้องหูฟังเจ้าแห้วพูดตลอดเวลาแล้วเขาก็ยิ้มเล็กน้อย

"ขอโทษเถอะครับที่คุณพูดเมื่อกี้นี้น่ะ ผมไม่ทราบว่าคุณพูดว่าอะไร เพราะผมหูหนวกครับ"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"แล้วกัน หูหนวกมาแต่กำเนิดอย่างนั้นหรือ"

ชายผู้นั้นนิ่งคิด

"ที่แรกที่เดียวนั้นผมขับแท๊กซี่ครับ"

"เอาเข้าให้นั่น" เจ้าแห้วเอ็ดตะโร "ถามอย่างหนึ่งเสือกตอบอีกอย่างหนึ่ง" แล้วเจ้าแห้วก็หัวเราะงอหาย

"แกน่ะชื่ออะไรน้องชาย"

ชายหูหนวกทำตาปริบๆ มองดูเจ้าแห้วอย่างพินอบพิเทา

"ครับถูกแล้วครับ"

เจ้าแห้วทำคอย่น นิ่งอึ้งไปสักครู่ก็เดินลงบันไดมายกมือจับแขนชายหูหนวก พาเดินขึ้นบันไดตรงเข้าไปในห้องโถงนำไปพบกับสี่สหาย ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้เดินออกมาจากห้องสมุดทางซ้ายมือและนั่งลงบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง

เจ้าแห้วกับชายหูหนวกทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยบนพรมปูพื้น พลกล่าวถามเจ้าแห้วทันที

"เขามาหาใครวะ"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานพูดกันไม่รู้เรื่องครับ แกบอกว่าหูหนวกครับ รับประทานแกขอพบเจ้าของบ้านนี้"

คราวนี้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน เจ้าคุณพยักหน้ากับชายหูหนวก แล้วกล่าวถามยิ้มๆ

"จะพบกับเจ้าของบ้านด้วยเรื่องอะไร หรือจะต้องการความช่วยเหลืออะไรก็ว่ามา"

ชายหูหนวกยิ้มอายๆ ยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ขอบพระคุณครับ เรื่องเงินผมไม่รังเกียจเลย จะให้ผมมากน้อยเท่าไรแล้วแต่ท่านจะกรุณาเถอะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อ้าปากหวอ

"ฉันไม่ได้พุดสักคำว่าฉันจะให้เงินแก"

"ก็ผมได้ยินอย่างนั้นนี่ครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะก๊าก

"แน่-ที่อย่างนี้ฟังรู้เรื่องโว้ย เฮ้ย-น้องชาย แกไปยังไงมายังไงกันวะ ฉันสงสัยเสียแล้ว ท่าทางของแกมันบอกให้ฉันรู้ว่าเครื่องในของแกคงจะชำรุดแน่นอน อย่างน้อยก็คงมีน๊อทอะไรในตัวหลุดหายไปบ้าง หรือม่ายแกก็คงท้องผูกมาหลายวันแล้ว ตอบฉันหน่อยซี แกชื่ออะไร"

ชายหูหนวกยิ้มเล็กน้อย

"ผมไม่ได้มารบกวนเงินทองหรอกครับ ผมกำลังหนีร้อนมาพึ่งเย็น"

อาเสี่ยพูดขัดขึ้นทันที

"ตอบให้มันตรงคำถามหน่อยเถอะวะ"

"ปู้โธ่" ชายหูหนวกเอ็ดตะโร "ผมบอกคุณแล้วว่าผมหูหนวกคุณจะให้ผมตอบตรงคำถาม ของคุณได้อย่างไร"

เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ มองหน้าชายหูหนวกด้วยความสงสารแกมหมั่นไส้

"แล้วยังงี้ทำไมแกฟังออกล่ะ ตอบได้ถูกต้อง" ชายหูหนวกยกมือไหว้เสี่ยหงวน แล้วพูดนอบน้อม

"เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ เมื่อสงครามที่แล้วมา ลูกระเบิดได้ตกใกล้ตัวผม ทำให้ผมหูหนวก แต่ว่าบางทีก็ได้ยินเหมือนกันครับ คล้ายๆ กับผมแกล้งทำ ถ้าเสียงตรงเข้าไปในแก้วหูของผม ผมก็ฟังได้ยินแต่ถ้าเสียงของคุณเลี้ยวไปมาตามช่องหูของผม ผมก็ไม่ได้ยินหรือได้ยินไม่ถนัด โดยมากไม่ใคร่เชื่อหรอกครับว่าผมหูหนวก เขาหาว่าผมแกล้งทำทั้งนั้น แต่ผมสาบาลได้ว่าหูผมพิการจริงๆ "

อาเสี่ยถามว่า

"แกชื่ออะไรล่ะน้องชาย"

"ผมหรือครับ ผมอยู่สะพานเหลืองครับ แต่เท่าที่ผมซมซานหนีมานี่ ก็เพราะว่าชีวิตผมกำลังอยู่ในระหว่างความเป็นความตาย"

ดร. ดิเรกพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"เขาถามว่าแกชื่ออะไร ไม่ได้ถามว่ามาจากไหน"

ชายหูหนวกหันมาทำตาเขียวกับนายแพทย์หนุ่ม

"ผมจะโกหกคุณทำไมครับ ผมมาจากสะพานเหลืองจริงๆ "

ดร. ดิเรกกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"หมอนี่หูหนวกแน่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าหนวกเสียทีเดียว บางขณะก็พอฟังได้ยิน ไม่ได้แกล้งทำหรอก พูดกับคนหูหนวกนี่แหละลำบากใจเหลือเกิน ที่ประเทศอินเดีย มีคนหูหนวกอยู่ประมาณห้าหกแสนคน สาเหตุที่ทำให้หูหนวกอยู่ประมาณห้าหกแสนคน สาเหตุที่ทำให้หูหนวกก็เพราะดนตรีแขกนั่นเอง พวกแกก็คงจะเคยได้ยินดนตรีแขกที่พวกแขกเขาเล่นกันเวลาตรุษ ทางถนนเยาวราชใกล้ๆ ห้างเพ็ญภาคก็มี ที่นั่นดูเหมือนเป็นสมาคมของพวกแขก กันรับรองว่าถ้าใครได้ฟังดนตรีแขกในระยะใกล้เพียงสองเพลงเท่านั้น หูหนวกไปสองเดือน ถ้าฟังถึงสิบเพลงหูหนวกตลอดชีวิต เพราะฉนั้นนักดนตรีแขกในประเทศอินเดียจึงหูหนวกทุกคน"

"ว้า" อาเสี่ยคราง "แล้วจะเล่นกันรู้เรื่องหรือวะ" ดิเรกหัวเราะ

"อ๋อ-ไม่จำเป็น ดนตรีแขกต่างคนต่างเล่น คนละเพลงแต่ว่าเล่นพร้อมๆ กัน สมมุติว่านายอับดุลกาเซ็มเล่นเพลงจรเข้หางยาว นายอาหะหมัดเล่นเพลงลมพัดชายเขา นายนรสิงห์เล่นเพลงนางครวญ นายเล็กใจกว้างเล่นเพลงราตรีประดับดาว นายจันทร์ใจดีเล่นเพลงสี่บท เขาก็เล่นกันได้โดยไม่ต้องทะเลาะวิวาทหรือขัดใจกัน พอพยักหน้าต่างก็ล่อกันไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร หลับหูหลับตาตีฉิ่งตีฉาบและร้องประสานเสียง กันคนละเพลง โดยไม่แคร์ว่าจะมีใครฟังหรือไม่ ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่อยากฟังเหมือนกัน นักร้องเพลงอินเดียที่เก่งๆ ขนาดนายล้วน ควันธรรม ของเรา เวลาร้องเพลงเขาต้องเอามืออุดหูไปด้วย"

คราวนี้นิกรหัวเราะงอหาย

"จริงโว้ยหมอ กันเคยได้ฟังดนตรีแขกบ่อยๆ ยืนฟังอยู่ห่างๆ ตั้งร้อยเมตร ฟังได้เพียงสองเพลงเท่านั้นกลับมาบ้านเมียร้องตะโกนด่ายังไม้ได้ยิน" แล้วนิกรก็แหกปากร้องเพลงแขกเสียงลั่น "ฮา-ประราจา ระย้าภควากินหนาภะคดีดาหาหุนหนา หุนหนาการาจี อาย่า อาฮา อาตูน้า....อ้ายฮา"

ดร. ดิเรกรีบยกมือตะครุบปากนิกรทันที

"พอ พอโว้ย ไม่ต้องร้อง เพลงแขกน่ะเขาไม่ได้ร้องอย่างงี้เลย เสียงของแกฟังๆ มันชักเพี้ยนๆ "

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน นายพัชราภรณ์กล่าวถามชายหูหนวก

"แกเป็นใคร น้องชาย แกจะให้เราช่วยอะไรแกบ้างก็บอกมาเถอะ"

กระทาชายผู้นั้นยกมือไหว้พลอย่างนอบน้อม

"ผมไม่ได้มารบกวนเรื่องเงินทองหรอกครับ ผมก็เป็นสุภาพบุรุษที่มีเกียรติคนหนึ่ง โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าผมมาขอทาน"

พลถอนหายใจหนักๆ

"อั๊วอยากจะรู้ว่าลื้อชื่ออะไร"

ชายหูหนวกขมวดคิ้วย่น

"แล้วแต่คุณเถอะครับ เมื่อคุณจะกรุณาให้เงินผม ผมก็ไม่อาจจะขัดศรัทราคุณได้"

นายพัชราภรณ์หันมาทางเสี่ยหงวน

"แกช่วยสัมภาษณ์หมอนี่ให้รู้เรื่องทีวะ"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"อย่าให้กันพูดเลย เดี๋ยวหมั่นไส้ขึ้นมาก็จะเกิดเตะปากกันขึ้น ถามอย่างมันตอบอย่าง ยั่วโมโห"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า "อย่างนี้ต้องให้อ้ายกรสัมภาษณ์ถึงจะรู้เรื่องกัน" แล้วท่านก็พูดกับลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน "แกลองไต่ถามหมอนี่ดูหน่อยเถอะวะ พ่อสงสัยว่าจะหนีมาจากโรงพยาบาลโรคจิตเสียแล้ว ดูมันกะป้ำกะเป๋อยังไงชอบกล"

นิกรเลื่อนตัวจากเก้าอี้นวมลงนั่งบนพื้น แล้วเขยิบมานั่งใกล้ชายหูหนวก ยกมือขวาตบบ่าชายผู้นั้นเบาๆ

"น้องชาย แกชื่ออะไร"

ชายหูหนวกยิ้มอ่อนโยน

"ผมชื่อโกร่งครับ"

นิกรสะดุ้งเฮือก

"ชื่อโกร่ง..."

"ครับ ผมกำลังยื่นเรื่องราวขอเปลี่ยนชื่อใหม่ครับ"

นายจอมทะเล้นอดหัวเราะไม่ได้

"เปลี่ยนว่ายังไง"

"เปลี่ยนว่าโกร่งศรีครับ"

นิกรกลืนน้ำลายอีกครั้งหนึ่ง

"กันว่าชื่อโกร่งเฉยๆ เพราะกว่า เอาละ เป็นอันว่ากันรู้แล้วว่าแกชื่อโกร่ง ที่นี้แกบอกความประสงค์ของแกมาซิแกมีธุระอะไรหรือที่แกมาหาเรา"

นายโกร่งทำหน้าเหมือนอ้ายโกร่ง

"รับประทานมาเรียบร้อยแล้วครับ"

นิกรจุ๊ย์ปาก

"พูดกันรู้เรื่องดีๆ อยู่แล้ว อย่าพยายามทำตัวเป็นคนหูหนวกต่อไปอีกเลยวะ"

นายโกร่งคราง "โธ่-ผมไม่ได้แกล้งจริงๆ นี่ครับ ผมได้ยินว่าอย่างไร ผมก็ตอบไปอย่างนั้น"

นิกรสั่นศีรษะช้าๆ

"ต่อไปนี้ถ้าแกตอบไม่ตรงคำถามฉันจะให้คนของฉันไล่เตะแกออกไปจากบ้าน โดยไม่ให้ความช่วยเหลืออะไรแกเลย"

นายโกร่งหัวเราะ

"อ๋อเป็นอันว่าคน ของคุณไม่มีวันได้ เตะผมหรอกครับคราวนี้หูทั้งสองข้างของผมแจ๋วไปเลย"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"รับประทานหูอย่างนี้เขาเรียกหูลักปิดลักเปิด"

นิกรกล่าวถามนายโกร่งอย่างเป็นงานเป็นการ

"พูดสั้นๆ อย่าอ้อมค้อม ที่แกเข้ามาในบ้านเรามีความประสงค์อะไร และจะให้พวกเราช่วยอะไรแกบ้าง เมื่อกี้นี้แกบอกเราว่าบ้านแกอยู่ทางสะพานเหลือง แกหนีร้อนมาพึ่งเย็น ชีวิตแกกำลังอยู่ในอันตรายใช่ไหมล่ะ"

นายโกร่งยิ้มเอียงอาย

"เดี๋ยวซีครับ รอเย็นกว่านี้ค่อยรับประทาน"

พูดจบเขาก็สะดุ้งโหยงรีบยกมือไหว้นิกร "ไม่ใช่ครับ ผมแกล้งตอบคนละเรื่องน่ะครับ อ้า-คุณอย่าถือผมเลยครับ ผมมันคนบ้าๆ บอๆ ถ้าคุณเป็นผมบ้าง คุณคงจะวิปสาศไปแล้ว ผมถูกเขามุ่งร้ายหมายขวัญที่จะเอาชีวิตผม เขาจะยิงผมให้เหมือนกับยิงหมากลางถนน เขาจะเอาลูกระเบิดมือขว้างผม เขาจะแทงผมด้วยมีด เขาจะฟันศีรษะผมด้วยดาบเขาจะเอามีดโกนเชือดคอผม" พูดจบนายโกร่งก็ร้องไห้แสดงกริยาประหวั่นพรั่นใจ ใบหน้าซีดเผือดมองซ้ายมองขวา แล้วคลานเข้ามากอดขา ดร. ดิเรก "โอ-มันมาแล้วครับคุณ ช่วยผมด้วยครับ" แล้งเขาก็ตะโกนลั่นบ้านด้วยเสียงสั่นเครือ "ผมได้กลิ่นมันแล้วครับ ผมตายแน่"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ไม่ใช่กลิ่นอ้ายนั่นหรอกโว้ย กลิ่นอั๊วเอง ปู๊โธ่"

"อย่าขี้ขลาดไปหน่อยเลยวะ แกอยู่ในบ้านของฉันเท่ากับแกอยู่ในคุกบางขวาง ย่อมปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง ถ้าใครมันจะฆ่าแก ก็หมายความว่ามันจะต้องหามศพฉันไปทิ้งเสียก่อน"

นายโกร่งถอนหายใจโล่งอกแล้วยิ้มออกมาได้

"ผมไม่ได้กล่าวเท็จเลยครับคุณ มัน....มันมุ่งร้ายหมายขวัญผมมาสองวันแล้ว มันเป็นนักเลงที่มีอิทธิพลใหญ่ยิ่งและยิ่งใหญ่ มันฆ่าคนมาแล้วหลายสิบคน มันได้สาบาลไว้ว่ามันจะต้องฆ่าผมให้ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูนายโกร่งอย่างเศร้าใจ ท่านรู้สึกว่า ความหวาดกลัวทำให้นายโกร่งมีสติสัมปชัญญะไม่ครบถ้วน คือครึ่งบ้าครึ่งดี และถึงกับแกล้งทำเป็นว่าหูหนวก ทั้งนี้ก็เนื่องจากประสาทเสียเพราะเกรงกลัวมากเกินไป

ท่าเจ้าคุณกล่าวถามนายโกร่งอย่างเป็นการเป็นงาน

"ก็มันเรื่องอะไรกันล่ะ อ้ายหมอนั่นจึงมุ่งร้ายหมายขวัญแก แล้วอ้ายหมอนั่นเป็นใคร บอกเราตามตรงเถอะ เรายินดีที่จะให้ความช่วยเหลือแกเท่าที่จะช่วยได้"

นายโกร่งคลานเข้ามากราบแทบเท้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพูดเสียงเครือน่าสงสาร

"อ้ายหมอนั่นชื่ออ้ายเฉียบครับ"

"ว้า" อาเสี่ยคราง "ชื่อคนตายถมเถไปไม่เอามาชื่อ ชื่ออ้ายเหียก มีอย่างที่ไหนวะ"

นายโกร่งหัวเราะ

"เฉียบครับ ไม่ไช่เหียก ฉ. สระเอียบครับ ไม่ไช่ ห. สระเอียก คนชื่อเหียกเห็นจะไม่มีหรอกครับ"

เสี่ยหงวนอดหัวเราะไม่ได้

"นั่นนะซีอั๊วก็สงสัยเหมือนกัน แล้วอย่างไร นายโปร่งเล่าให้ฟังให้ละเอียดซี"

นายโกร่งอมยิ้ม

"ผมชื่อโกร่งครับ ไม่ใช่โปร่ง"

"อ้าว" เสี่ยหงวนอุทาน "อั๊วนึกว่าลื้อชื่อโปร่งเสียอีก ชื่อโกร่งหรอกหรือนี่ ว้า ทำไมถึงชื่ออย่างนี้เล่า"

"นั่นน่ะสิครับ" นายโกร่งพูดเสียงอ่อย "เรื่องมันเป็นยังงี้ครับ ที่ผมชื่อโกร่งก็เพราะว่าคุณพ่อผมแกเป็นหมอโบราณครับ เมื่อคุณแม่ท้องผมได้ ๙ เดือน คุณแม่ท่านเล่าให้ผมฟังว่า วันหนึ่งท่านช่วยคุณพ่อบดยาอยู่ที่หอกลาง บดไปบดมาคุณแม่เจ็บท้องครับ คุณพ่อวิ่งไปตามหมอตำแย คุณแม่ก็คลอดผมออกมาที่หน้าโกร่งนั่นเอง ท่านก็เลยตั้งชื่อผมว่าหนูโกร่ง"

เสี่ยหงวนทำท่าคันไม้คันมือแล้วจุ๊ย์ปากลั่น

"แหม-ฟังเรื่องแกแล้วจับสะดือเหลือเกิน เอาละอย่ามาพูดนอกเรื่องนอกราวเลย ฉันอยากรู้ว่าแกไปทำอะไรให้นายเหียกเขา เขาถึงอาฆาตพยาบาทแก"

"เฉียบครับ ไม่ใช่เหียก ปู้โธ่เรื่องมันเป็นยังงี้ครับคุณวิชัย"

อาเสี่ยทำคอย่น

"ไหน-ลื้อเรียกอั๊วว่ายังไงนะ คุณวิชัย....ไหนใครบอกแกละว่าฉันชื่อวิชัย"

นายโกร่งยิ้มแห้งๆ

"ก็ไม่รู้หรือครับ นั่งคุยกันอยู่นานแล้วไม่เห็นพวกคุณบอกผมเลยว่าคุณชื่ออะไรกันบ้าง ผมเลยก็ตั้งเอาเองซีครับ"

อาเสี่ยหอนหายใจเบาๆ

"ฉันชื่อกิมหงวน ฉันไม่ใช่คนธรรมดาฉันคือมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่แห่งประเทศไทย นี่เพื่อนฉันชื่อนิกร คนนั้นเพื่อนของฉันเหมือนกัน ชื่อดิเรก คนนี้ก็เพื่อน ชื่อพล เป็นเจ้าของบ้านนี้ นั่น-ตาแก่หัวล้านนั่งหน้าตูมอยู่นั่น เป็นอาของพวกฉัน ชื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ "

เจ้าแห้วยกมือขึ้นชี้หน้าอกตัวเอง

"คนนี้ไม่ใช่เพื่อน แต่เป็นขี้ข้า ชื่อคุณแห้ว"

นายโกร่งมองดูเจ้าแห้วแล้วหัวเราะก๊าก

"ชะช้า เมื่อตอนที่ฉันโผล่เข้ามาทีแรก แกออกไปแอ๊คท่ากับฉันราวกับว่าเป็นลูกชายเจ้าของบ้านนี้ ที่แท้ก็เป็นขี้ข้านั่นเอง" แล้วนายโกร่งก็หัวเราะชอบอกชอบใจ

"เฮ้ย" นิกรเอ็ดตะโรลั่น "มัวแต่ชักแม่น้ำทั้งห้าอยู่นั่นแหละ เมื่อไรจะรู้เรื่องเสียที พวกเรากำลังอยากจะรู้ความจริงว่า เพราะอะไรนายเฉียบเขาจึงพยายามที่จะฆ่าแก"

นายโกร่งยกมือไหว้นิกรแล้วพูดนอบน้อม

"สาเหตุก็เมียนายเฉียบนั่นแหละครับ นายเฉียบเขาเป็นนักเลงโตที่สะพานเหลืองส่วนผมเป็นนักเลงเล็กมีอาชีพขี่สามล้อเครื่อง นายเฉียบมีเมียคนหนึ่งสวยมากเชียวครับเขาลือกันว่าแกเคยเป็นกะหรี่มาก่อน แต่เรื่องนี้จะจริงหรือเท็จผมไม่ทราบนะครับ ผมเป็นคนไม่ชอบเอาเรื่องของคนอื่นมาเป็นอารมณ์ แต่ท่าทางการแต่งตัวของแม่ชูศรีก็มีแววว่าเคยเป็นกะหรี่มาเหมือนกันแหละครับ แม่ชูศรีแกเป็นเด็กว่าผม อายุ ๒๑ ขวบเท่านั้น แต่ผมเรียกแกว่าเจ๊ศรี ในฐานที่แกเป็นเมียนักเลงหญ่าย เจ๊ศรีนั่งรถผมเป็นประจำแหละครับ ต่อมายังไงก็ไม่ทราบเจ๊ศรีกับผมเกิดได้เสียกันขึ้น อ้ายอย่างนี้จะหาว่าผมเป็นชู้กับเจ๊ศรีก็ไม่ได้หรอกครับ เพราะเจ๊ศรีแกรักผมและผมก็รักเจ๊ศรี เราสมัครใจได้เสียกันเอง ต่อมาเรื่องมันก็แดงขึ้น ของพรรค์นี้มันปิดกันได้เมื่อไรล่ะครับ ช้างตายสองตัวเอาใบบัวไปปิด พี่เฉียบแกรู้เรื่องเข้า เขาก็โกรธผม หาว่าผมเป็นชู้กับเมียเขาไล่ยิงผมที่หน้าโรงหนังผมวิ่งหนีแทบแย่แล้วพี่เฉียบก็ประกาศให้ใครๆ รู้กันทั่วทั้งสะพานเหลืองว่า ถ้าเขาฆ่าผมไม่ได้ภายในเจ็ดวันนี้ เขาจะโกนหัวครึ่งแถบและเลิกเป็นนักเลง เมื่อผมรู้เข้าผมก็หลบหนีเตลิดเปิดเปิงไปตามยถากรรม เมื่อสักครู่นี้เอง ผมเดินผ่านมาทางนี้ พี่เฉียบเขานั่งสามล้อผ่านผมมา เขาร้องตะโกนเรียกผม ผมตกใจก็วิ่งเข้ามาในบ้านนี้ โอ กรุณาช่วยชีวิตผมไว้ด้วยนะครับ โปรดอย่าส่งตัวผมไปให้พี่เฉียบเลย เขาต้องฆ่าผมแน่ๆ ถ้าเขาไม่ฆ่าผม ผมก็ต้องฆ่าเขา แต่ว่าผมไม่กล้าพอที่จะฆ่าเขาหรอกครับ" พูดจบนายโกรงก็เหลียวซ้ายแลขวามองไปรอบๆ ห้อง ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความเกรงกลัว

สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหน้ากัน แล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมๆ กัน

"ว่ายังไงหมอ" พลกล่าวถาม ดร. ดิเรก

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้าช้าๆ

"ขอให้ไอตรวจดูก่อน ถ้าอย่างไรก็จะได้โทรศัพท์เรียกรถมาเลย แต่ว่าไม่หนักหนาอะไรหรอก พอพูดกันรู้เรื่อง"

นายโกร่งร้องไห้โฮ เอ็ดตะโรลั่นห้อง

"ผมไม่บ้า ผมไม่บ้านะครับ ผมยังมีสติสัมปะชัญญะครบถ้วน แต่ผมขอสารภาพว่าผมกลัวตายมาก ผมกลัวว่าพี่เฉียบจะตามมาฆ่าผมที่นี่"

ดร. ดิเรกโบกมือ

"โนๆๆๆๆ " แล้วเขาลุกขึ้นเดินมาประคองนายโกร่งให้ลุกขึ้น "เพื่อความปลอดภัยของแก ไปอยู่ที่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของกันดีกว่า ถ้านายเฉียบบุกรุกเข้ามาในบ้านนี้ พวกเราจะยิงนายเฉียบทันที"

คราวนี้โกร่งยิ้มออกมาได้

"ยิงด้วยปืนอะไรล่ะครับพี่เฉียบเขาหนียวนะครับ เสมอปืนพกคงยิงไม่เข้าแน่"

ดร. ดิเรกพูดเสียงหนักแน่น

"ไม่ต้องกลัวอ้ายน้องชาย ปืนพกยิงมันไม่เข้า กันจะยิงด้วยบาซูก้า ไป-ไปให้กันตรวจร่างกายแกสักหน่อยเถอะ เลือดลมของแกคงจะผิดปกติไปบ้าง แต่กันรับรองว่า ตราบใดที่แกอยู่ในบ้านนี้แกจะไม่ได้รับภัยอันตรายอะไรเลย"

นายโกร่งถอนหายใจโล่งอก

"ยังงั้นผมก็ค่อยสบายใจหน่อย"

ดร. ดิเรกยกมือจับแขนคนไข้ พาเดินออกไปทางหลังตึก แล้วหันมาพยักหน้าเรียกเจ้าแห้วให้ตามไปด้วย

ผลของการตรวจร่างกายตามหลักวิชาการแพทย์ปรากฏว่านายโกร่งเป็นปกติ ไม่ได้ป่วยเป็นโรคจิตตามที่นายแพทย์หนุ่มเข้าใจ แต่เนื่องจากเขารักตัวกลัวตายมากเกินไป จึงทำให้กะป้ำกะเป๋อ พูดจาเละเลือนไปบ้าง ดร. ดิเรกเชื่อว่าเรื่องที่นายโกร่งเล่านั้นเป็นความจริง เจ้านักเลงโตผู้นั้นคงจะคิดมุ่งร้ายหมายขวัญนายโกร่งอย่างแน่นอน ด้วยความอารีของนายแพทย์หนุ่ม เขาได้ให้นายโกร่งอาศัยอยู่ในบ้าน "พัชราภรณ์" ชั่วคราวและพักอยู่ที่ห้องเจ้าแห้ว สั่งให้เจ้าแห้วช่วยเหลือเอาใจใส่ตามสมควร

ตอนสายวันรุ่งขึ้นซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ ขณะที่คณะพรรคสี่สหายของเรากำลังเตรียมตัวจะออกจากบ้าน เพื่อไปเทียวพักผ่อนหย่อนใจ ที่สถานตากอากาศบางปู แจ๋วสาวใช้คนใหม่ของบ้าน "พัชราภรณ์" ซึ่งเป็นเมียรักของเจ้าแห้วก็พาตัวเดินเข้ามาในห้องนอนของเสี่ยหงวน

สี่สหายกำลังจับกลุ่มสนทนากันที่โต๊ะริมหน้าต่างและมองดูภาพรูปถ่ายวิวงามๆ ในประเทศอินเดีย ซึ่งท่านมหาราชจันทร์กุมารประทานส่งมาให้ ดร. ดิเรกโดยทางเมล์อากาศ

แจ๋วเดินตรงเข้ามาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า และกล่าวกับนายพัชราภรณ์อย่างนอบน้อม

"คุณพลคะ มีสุภาพบุรุษคนหนึ่งต้องการพบกับคุณค่ะดิฉันเชิญเขาขึ้นมาบนห้องรับแขกแล้ว ทีแรกเขาบอกดิฉันว่าเขาจะขอพบท่านเจ้าของบ้าน ดิฉันก็เลยบอกเขาว่า ท่านเจ้าคุณกับคุณหญิงไปตลาดนัดที่วังสราญรมย์ยังไม่กลับ ถ้าเขามีธุระอะไรแล้วจะพบกับคุณซึ่งเป็นลูกชายของท่านก็ได้ เขาก็เลยให้ดิฉันขึ้นมาเรียนให้คุณทราบ" พูดจบสาวใช้ก็ส่งนามบัตรแผ่นหนึ่งให้นายพัชราภรณ์

พลยกนามบัตรขึ้นอ่านดูข้อความในนั้น

นายเฉียบ (พี่เฉียบ) นกเล็ก

จำหน่ายฝิ่นเถื่อน, ปืนเถื่อน

รับตีหัวฟันหน้าและฆ่าคนราคาเยาว์

อ่านจบนายพัชราภรณ์ก็หัวเราะก๊าก ส่งนามบัตรแผ่นนั้นให้เสี่ยหงวน

"เฮ้ย อ้ายเสี่ย เราได้เผชิญหน้ากับจอมนักเลงผู้ยิ่งใหญ่คราวนี้แหละโว้ย พี่เฉียบรออยู่ในห้องรับแขกข้างล่าง"

นิกรอ่านข้อความในนามบัตรนั้นดังๆ ทำให้ ๔ สหายหัวเราะกันอย่างครื้นเครง ดร. ดิเรกพูดพลายหัวเราะ

"ไปโว้ยพวกเรา ลงไปคุยกับพี่เฉียบสักหน่อย ความจริงกันเคยได้ยินชื่อเสียงเขามานานแล้ว หมอนี่แน่มากเคยไล่ยิงคนบนโรงพักมาแล้ว พอยิงเสร็จเดินเข้ากรงอย่างสง่าผ่าเผย"

พลกล่าวกับแจ๋วเมียรักของเจ้าแห้ว

"เจ้าโกร่งอยู่ที่เรือนคนใช้หรือ"

"ค่ะ"

"ดีแล้ว แกอย่าบอกโกร่งเป็นอันขาดว่าเฉียบมาหาฉัน ถ้าเขารู้เข้าเดี๋ยวจะช๊อคตาย มันยิ่งกลัวเขาอยู่"

ครั้นแล้ว ๔ สหายก็พากันเดินลงไปจากห้องส่วนตัวของอาเสี่ยกิมหงวน

ในเวลาเดียวกันนั้นเองชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งอายุราว ๓๐ ปี ผิวเนื้อดำคล้ำ ใบหน้าสี่เหลี่ยมหน้าผากเถิก ผมหยิกหยักโศก นัยน์ตาพองโต จมูกบาน ริมฝีปากหนา ที่แก้มสองข้างมีรอยแผลเป็นเป็นทางยาวห้าหกแห่ง นั่งเคร่งขรึมอยู่บนเก้าอี้นวมตามลำพัง กิริยาท่าทางของเขาเป็นนักเลงเต็มตัว เขาสวมกางเกงขายางสีกากี สวมเสื้อยืดแขนสั้นคอกลมลายน้ำเงินสลับขาว แขนข้างขวาสักมังกรล่อแก้ว แขนข้างซ้ายสักเป็นรูปผู้หญิงกำลังส่ายฮาไว ชายผู้นี้แหละคือเจ้าของนามบัตรที่น่ากลัวฉบับนั้น

เมื่อสี่สหายพากันเข้ามาในห้องรับแขก จอมนักเลงผู้ยิ่งใหญ่ก็ยกมือไหว้คณะพรรค ๔ สหายของเราด้วยสีหน้าเครงขรึม

"สวัสดี"

เสี่ยหงวนสะดุ้งเฮือก แล้วถอยหลังกรูด

"ค่อยๆ พูดกันเถอะน่ะ พี่ชาย อย่าทำเสียงกร้าวอย่างนี้เลย เพียงแต่เห็นนามบัตรของพี่ชายฉันก็ขนลุกเกรียวไปหมดทั้งตัวแล้ว"

สี่สหายต่างทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ชุดรับแขก พล พัชราภรณ์ยิ้มให้นักเลงใหญ่ แล้วกล่าวว่า

"คุณมีธุระอะไรเกี่ยวกับผมผมยินดีมากที่ได้รู้จักคุณ เพราะว่าเคยได้ยินชื่อเสียงของคุณมานานแล้ว"

"ฮื่อ-ดี" เขาคำราม "ขึ้นชื่อผมแม้แต่เด็กหัวเท่ากำปั้นก็ต้องรู้จัก ผม-นักเลงโตนะครับ" นิ่งเงียบไปสักครู่เขาก็พูดเสียงหนักๆ "โตจริงๆ ไม่ใช่โตเล่นๆ ประเดี๋ยวคุณจะไม่เชื่อ ผมจะเคี้ยวแก้วให้คุณดูก่อน"

นิกรโบกมือห้าม

"อย่าเลยพี่เฉียบ ประเดี๋ยวปากคอจะแดงเถือก จะคุยกันไม่รู้เรื่อง"

"อ้าว" พี่เฉียบอุทานเสียงลั่น "พูดยังงี้คุณกับผมก็ยิงกันน่ะซีครับ คุณคิดว่าคนอย่างอ้ายเฉียบเคี้ยวแก้วแล้วเลือดออกยังงั้นหรือ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"อย่าดุนักเลยน่าพี่เฉียบ มีธุระอะไรก็บอกน้องเถอะ"

นายเฉียบขบกรามกรอด นัยน์ตาวาวโรจน์น่ากลัวร่างของเขาสั่นสะท้าน

"ผมมาตามผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งขณะนี้เขาได้หลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่" พี่เฉียบพูดเสียงกร้าว "มันคืออ้ายโกร่งศัตรูสำคัญยิ่งของผม ขอโทษ ใครเป็นลูกชายเจ้าของบ้านนี้"

นายพัชราภรณ์ลุกขึ้นแล้วพูดกับนิกร

"แกเจรจากับเขาทีเถอะวะ กันกลัวเขาจนพูดอะไรไม่ถูกแล้ว ขืนอยู่ที่นี่เดี๋ยวก็จะเกิดเตะปากกันขึ้น แล้วก็ช่วยถามนายเฉียบทีเถอะว่าเคยกินหมากแขกบ้างไหม" แล้งพลก็หัวเราะหึๆ พาตัวเดินออกไปจากห้องรับแขก

นายเฉียบขบกรามกร้วมแล้วพยักหน้ากับเสี่ยหงวน

"คุณคนนั้นแสดงกิริยาดูถูกเหยียบย่ำเกียรติยศผมมาก นี่ถ้าอยู่นอกถนนผมแทงตายแล้ว"

"ว้า" เสี่ยหงวนครางลั่น "ลื้ออย่าดุให้มันมากนักซีโว้ย ประเดี๋ยวอั้วจะส่งให้ไปเฝ้าส่วนฝั่งธนฯ เสียหรอก ลื้อน่ะมีลูกหรือเปล่า" เสี่ยหงวนพูดหน้าตาขึงขัง

"มี่ลูกชายสองคนครับ" นายเฉียบพูดเสียงอ่อนลงทันที

"ขอมาเฝ้าบ้านสักคนเถอะวะ แถวนี้ขโมยชุมเสียด้วย

"อ้าว" พี่เฉียบร้องลั่น "ลูกคนนะครับไม่ใช่ลูกหมา พูดดูถูกอย่างนี่ ประเดี๋ยวผมเดือดขึ้นมาผมก็ยิงคุณเข้าเท่านั้นเอง"

ดร. ดิเรกถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองดูจอมนักเลงอย่างเศร้าใจแกมสลดใจ แล้วเขาก็พยักเพยิดกับเพื่อนเกลอทั้งสอง

"นายคงจะร้ายกาจพอๆ กับนายอวตาลภควดีจอมนักเลงที่อินเดีย เจ้าหมอนั่นรูปร่างขนาดนี้แหละ มีอิทธิพลที่สุด แม้กระทั่งตำรวจทั้งโรงพักถึงเดือนยังต้องเรี่ยไรเงินให้นายนักเลงโตแขกคนนั้น หมอฆ่าคนอย่างน้อยวันหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๓๐ คน ที่ฆ่าคนมากเช่นนี้ก็เพราะนายอวตาลมีส่วนได้ส่วนเสียกังเจ๊กขายหีบศพ และพวกสัปเหร่อแขกท่ามหาราชจันทรกุมาร ได้ใช้ทหารถึง ๒ กองพัน จับตัวนายอวตาลเอามาลงโทษ โดยสับเป็นหมูบะช่อแล้วโยนให้อีแร้งกิน"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"มหาราชาตามมาอีกแล้ว แกอย่าพยายามเล่าเลยวะ ไม่มีใครเขาฟังหรอก"

ดร. ดิเรกอมยิ้ม

"ไม่เป็นไรไม่มีใครฟัง ฉันเล่าให้ตัวฉันเองฟังได้

นายจอมทะเล้นหันมายิ้มกับนักเลงใหญ่

"ว่ายังไง คุณยี่เขียบ"

จอมนักเลงขมวดคิ้วย่นแล้วตวาดแว๊ด

"ผมชื่อเฉียบ"

"ก็อั๊วเรียกลื้อว่ายี่เขียบจะเป็นอะไรไปล่ะ"

"ยี่เขียบก็เหยียบขี้นะซี อย่าพยายามแปลชื่อผมหน่อยเลยน่า แล้วก็อย่าลืมว่าผมไม่ใช่เพื่อนเล่นของคุณ จะได้มาล้อเลียนผม ล้อเล่นกับผมตายได้ง่ายๆ นะครับจะบอกให้ คุณรู้ว่าไฟมันร้อนคุณจะเอามือมาแหย่เล่นก็ตามใจ"

นิกรพยักหน้าช้าๆ

"เอาล่ะพี่เฉียบ เท่าที่พี่เฉียบมาหาเราน่ะก็เพราะต้องการตัวนายโกร่งเอาไปยิงทิ้งใช่ไหมล่ะ"

คราวนี้นักเลงใหญ่ยิ้มออกมาได้

"คุณเข้าใจผมดีที่สุดถูกแล้วครับ ผมต้องการตัวนายโกร่ง หรืออ้ายโกร่ง ศัตรูตัวสำคัญของผม ขณะนี้นายโกร่งยังหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านี้ใช่ไหมล่ะครับ"

นายจอมทะเล้นซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"จะให้ผมตอบโกหกหรือตอบจริงๆ ล่ะ ถ้าตอบโกหกกันก็บอกแกว่า นายโกร่งได้ไปจากบ้านกันเสียแล้ว แต่ว่าวันนี่เป็นวันธรรมสวนะ อย่าให้กันโกหกตอแหลใครเลย นายโกร่งยังอยู่ที่นี่ อยู่ในความคุ้มครองของเรา"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

นายโกร่งหนีร้อนมาพึ่งเย็น พวกเราจึงได้ให้ความช่วยเหลือในฐานที่เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน นายโกร่งเกรงกลัวอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับเขาด้วยอำนาจมืด จนกระทั่งนายโกร่งจะเป็นโรคเส้นประสาทอยู่แล้ว"

นักเลงใหญ่ยิ้มแสยะ ดึงปืนพกที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมาควงเล่นคล้ายกับจะขู่ขวัญสามสหาย แล้วเขาก็พูดขึ้นด้วยเสียงหนักแน่นเด็ดขาด

"สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็หมายความว่าคุณยอมส่งตัวเชลยศึกให้ผมโดยดี"

"มากไป" เสี่ยหงวนขัดขึ้น "พูดภาษาง่ายๆ อย่างที่คนเขาพูดกันดีกว่า หมายความว่าถ้าเราไม่ยอมส่งตัวนายโกร่งให้แก แกจะเอาเรื่องเรายังงั้นเหรอะ"

จอมนักเลงก้มศีรษะเล็กน้อย

"เป็นความจริงที่ไม่มีความเท็จแฝงอยู่เลยผมได้ประชาสัมพันธ์ให้วงการนัเลงทั้งหลายในกรุงเทพฯ ทราบทั่วกันแล้วว่า ถ้าภายใน ๗ วันนี้ผมฆ่านายโกร่งไม่ได้ ผมก็จะเลิกเป็นนักเลงและจะยอมโกนหัวออกแถบหนึ่งเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความไม่สมหวังของผม"

กิมหงวนหัวเราะก๊าก

"ถ้าเช่นนั้นแกก็มีหวังได้โกนหัวแน่นอน เตรียมหามีดโกนไว้ได้แล้ว"

ดร. ดิเรกกล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"เล่าให้กันฟังหน่อยได้ไหมว่า นายโกร่งได้ทำอะไรให้แกเจ็บช้ำน้ำใจมากมาย

นักเลงใหญ่ขบกรามกรอด เหน็บปืนพกไว้ใต้เข็มขัดตามเดิม

"อ้ายโกร่งได้เหยียบจมูกลูบคมผม ฮะ ฮ้า มันบังอาจเป็นชู้กับเมียผม เป็นคุณบ้างถ้าคุณเป็นผมคุณจะรู้สึกอย่างไร

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะ

"ความจริงมันเป็นความผิดของเมียแกต่างหาก ผู้ชายน่ะเหมือนหลอดไฟฟ้า และผู้หญิงเหมือนกระจุบไฟฟ้า เมื่อเราเอาหลอดไฟสวมเข้าในกระจุบนั้นไม่มีกระแสไฟฟ้าหลอดนั้นมันจะติดไฟได้อย่างไร ว้า-พูดไม่ถูกโว้ย อธิบายยาก"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ลำบากนักก็อย่าอธิบายเลยวะ อุปมาตะหวักตะบวยอะไรก็ไม่รู้มีอย่างที่ไหน ผู้ชายเหมือนหลอดไฟฟ้าผู้หญิงเหมือนกระจุบไฟฟ้า"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแห้งๆ

"ก็อินเดียเขาเปรียบเทียบไว้อย่างนั้นนี่นา"

กิมหงวนพยักหน้าให้จอมนักเลง

"นายเฉียบ เป็นอันว่าเราไม่อาจจะส่งตัวนายโกร่งมาให้แกได้ เมื่อแกจะเอายังไงก็เอา"

นักเลงใหญ่แสยะยิ้ม

"ดีแล้วครับ ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดอะไรกันอีก ผมลาละครับ ขอให้พวกคุณระมัดระวังตัวให้ดี ผมจะถือว่าพวกคุณคือศัตรูสำคัญของผม" พูดจบนายเฉียบก็ลุกขึ้นยืน แล้วก้มศีรษะคำนับสามสหาย "ลาละครับ จนกว่าจะได้พบกันใหม่"

แล้วนายเฉียบนักเลงหญ่ายก็พาตัวเดินออกไปจากห้องรับแขกของบ้าน "พัชราภรณ์" สามสหายมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน

"ว่าไงดีเรา" นิกรพูดกับเพื่อนทั้งสอง "อ้ายเฉียบคงจะเล่นไม้มืดกับพวกเราแน่นอน ท่าทางของมันไม่ใช่เล่นบุคลิกลักษณะบอกว่าเป็นนักเลงเต็มตัว"

ดร. ดิเรกยิ้มอย่างใจเย็น

"นักเลงโตสมัยนี้ไม่มีความหมายอะไรเสียแล้ว เพียงแต่ใครแสดงตัวว่าเป็นนักเลงตำรวจก็ตะครุบตัวไปเสียแล้ว ยิ่งกว่านั้นพวกอันธพาลทุกคนยังอยู่ในสายตาของตำรวจเสมอ คนไข้ของกันคนหนึ่งเป็นนายตำรวจอยู่สันติบาลเขาบอกกันว่า ตำรวจถือว่าพวกนักเลง, พวกอัธพาลคือศัตรูหมายเลขหนึ่งของประชาชน ซึ่งตำรวจจะปราบปรามให้ราบคาบในเร็ววันนี้ ด้วยวิธีการปราบแบบละมุนละม่อมหรือรุนแรงแล้วแต่กรณี"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรอีก พล พัชราภรณ์ก็เดินเข้ามาในห้องรับแขกอย่างร้อนรน

"ว่าไง เจ้าเฉียบเขาว่าอย่างไรบ้าง"

อาเสี่ยยิ้มให้เพื่อนเกลอของเขา

"มันขู่ว่ามันจะเล่นงานเราน่ะซี"

พลพยักหน้ารับทราบ เดินมานั่งบนโซฟาร์ตัวเดียวกับนายแพทย์หนุ่ม

"เอายังไงดีหมอ บอกให้ตำรวจเก็บเจ้าเฉียบก่อนรึ"

นายแพทย์หนุ่มสั่นศีรษะ

"ไม่มีอะไรที่น่าวิตกหรอก กันรู้สึกว่าเจ้าเฉียบน่ะไม่ใคร่จะสบายนัก นักเลงแบบนี้ไม่น่ากลัวเลย"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้นว่า

"แต่ก็ว่าไม่ได้ ถ้าเจ้าเฉียบมีความอาฆาตพยาบาทจริงๆ แล้ว มันก็จะต้องหาทางฆ่านายโกร่งจนได้ ขอให้พวกเราช่วยกันระวังเจ้าโกร่งสักหน่อย นึกว่าสงสารมัน"

พลว่า "กันจะบรรจุเจ้าโกร่งให้เป็นคนขับรถของเรา เพื่อช่วยแบ่งภาระไปจากเจ้าแห้วเสียบ้าง ความจริงเจ้าแห้วน่ะมันมีงานที่จะต้องทำล้นมือที่เดียว"

ทุกคนเห็นพ้องด้วย แล้ว ๔ สหายก็ปรึกษาหารือกันต่อไปถึงเรื่องที่เกี่ยวกับนายโกร่ง

วันคืนผ่านพ้นไปอีก

ตอนสายวันนั้น คุณหญิงวาดนั่งรถ "บูอิค" เก๋งออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" ในราว ๑๐.๐๐ น. ซึ่งมีเจ้าแห้วเป็นคนขับ และแจ๋วเมียรักของเจ้าแห้วติดตามไปด้วย แต่แล้วในราว ๑๕.๐๐ น. เจ้าแห้วกับแจ๋ว ก็นำรถ "บูอิค" เก๋งกลับมา

รถเก๋งคันงามแล่นมาหยุดหน้าตึกใหญ่ เจ้าแห้วเปิดประตูก้าวลงจากรถโดยไม่ได้สนใจกับแจ๋วเมียรักของเขา แล้วเจ้าแห้วก็พาตัวเดินขึ้นบันไดไปบนตึก ตรงเข้าไปยังห้องโถง แลเห็น พล พัชราภรณ์ กับนันทานั่งเคียงคู่กันอยู่บนโซฟาร์ เจ้าแห้วก็กล่าวถามทันที

"รับประทานคุณหญิงท่าน กลับมาบ้านแล้วหรือยังครับ"

พลขมวดคิ้วย่นมองดูหน้าเจ้าแห้วอย่างแปลกใจ

"เอ๊ะ-ก็คุณแม่ไปกับแกไม่ใช่หรือ ทำไมแกมาถามฉันว่าคุณแม่กลับมาแล้วหรือยัง"

พอดีแจ๋วเดินเข้ามาในห้อง เจ้าแห้วหันมาทางหล่อนถอนหายใจหนักๆ แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"แย่แล้วแจ๋ว คุณหญิงท่านไม่ได้กลับมาบ้านหรอก"

"ตายจริง" แจ๋วอุทานดังๆ "ถ้ายังงั้นท่านไปไหนล่ะ ประเดี๋ยวกลับมาท่านก็ต้องเล่นงานแจ๋วกับแห้วเท่านั้นหรอก"

เจ้าแห้วยกมือเกาศีรษะตัวเอง แล้วทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยบนพื้น

"ไปยังไงมายังไงกันล่ะเจ้าแห้ว" นันทากล่าวถาม เจ้าแห้วถอนหายใจอีกครั้งหนึ่ง

"รับประทานเรื่องมันเป็นยังงี้ครับ คุณหญิงท่านไปซื้อของที่หัวเม็ด รับประทานท่านบอกให้ผมจอดรถรอคอยท่านที่หน้าวัดสามปลื้ม รับประทานท่านบอกว่าอย่างช้าครึ่งชั่วโมงท่านจะมาที่รถ และจะไปเยี่ยมคุณท้าวใหญ่ที่วังสามเสน"

"แล้วยังไง" พลถามอย่างเป็นการเป็นงาน

เจ้าแห้วว่า "รับประทานผมกับแจ๋วก็นั่งคอยอยู่ในรถน่ะซีครับ รับประทานเราต่างหยอกเย้ากันตามประสาข้าวใหม่ปลามันเพื่อฆ่าเวลา จนกระทั่งเที่ยงคุณหญิงก็ไม่มาที่รถรับประทานผมให้แจ๋วเข้าไปตามที่หัวเม็ดก็ไม่พบ รับประทานผมเข้าไปตามเองก็ไม่พบอีกไม่ทราบว่าท่านไปทางไหน"

นันทายิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวกับพล

"หมู่นี้คุณอาท่านขี้ลืมค่ะพล ท่านอาจเข้าใจว่าท่านไปสามล้อก็ได้ เพราะตามปกติถ้าท่านมีธุระออกจากบ้านท่านมักจะนั่งสามล้อเครื่อง ป่านนี้คงไปป้วนเปี้ยนอยู่ที่วังสามเสนแล้ว"

นายพัชราภรณ์เห็นพ้องด้วย

"เออ-เห็นจะจริง ค่ำๆ คุณป้าคงให้รถที่วังมาส่งคุณแม่หรอก" แล้วเขาก็หันมาทางเจ้าแห้ว "แกกับแจ๋วไปพักผ่อนเถอะวะ ไม่เห็นน่าจะกลุ้มอกกลุ้มใจอะไรเลย ท่านสั่งให้แกรอคอยอยู่หน้าวัดสามปลื้ม เมื่อท่านไม่กลับมาขึ้นรถ มันก็เป็นความผิดของท่านต่างหาก"

เจ้าแห้วจุ๊ย์ปาก

"ปู้โธ่-รับประทานคุณหญิงท่านเคยเป็นผู้ผิดกับใครล่ะครับ รับประทานท่านไม่เคยทำอะไรผิดเลย ถึงผิดท่านก็ว่าถูก"

พลหัวเราะหึๆ

"เสือกมาว่าแม่ข้า เดี๋ยวก็โดนเตะเท่านั้นเอง ก็นิสัยท่านเป็นอย่างงั้นนี่หว่า"

เจ้าแห้วหันมายิ้มให้กับเมียของเขา

"ไปแจ๋ว กลับไปห้องเราเถอะ ไปช่วยนวดเส้นนวดสายให้พี่หน่อย วันนี้พี่เมื่อยเหลือเกิน"

แจ๋วค้อนขวับ

"หมั่นไส้ ฉันไม่ใช่หมอนวดหรอกย่ะ"

เจ้าแห้วลืมตาโพลง

"หน๊อย-ขึ้นเสียงกับผัว เดี๋ยวถูกตีนะจะบอกให้ ตีเสียหน่อยเถอะ" แล้วเจ้าแห้วก็ยกมือฟาดที่ขาแจ๋วดังเพี้ยะ "นี่แน่ะ"

"ว้าย" แจ๋วร้องสุดเสียง

นันทาเอ็ดตะโรลั่น

"ไปหยอกกันที่อื่นโว้ย ผัวเมียคู่นี้มันช่างสมกันจริงนะ"

เจ้าแห้วยิ้มหวานจ๋อย

"รับประทานเหมือนกิ่งทองใบหยกหรือครับคุณนัน"

นันทาสั่นศีรษะ

"ไม่ใช่กิ่งทองใบหยกหรอกย่ะ"

"แล้วยังงั้นรับประทานเหมือนอะไรล่ะครับ"

"เหมือนกับกิ่งทองหลางกับใบตำแยน่ะซี"

เจ้าแห้วพาเมียของเขาลุกขึ้นเดินออกไปทางหลังตึกเพื่อไปพัผ่อนที่เรือนคนใช้ นับตั้งแต่เจ้าแห้วได้แต่งงานกับแจ๋ว เจ้าแห้วกะปี้กะเป่าขึ้นมาก ครึกครื้นรื่นเริงตลอดวัน และเดี๋ยวนี้เจ้าแห้วเลิกสูบกัญชาอย่างเด็ดขาดแล้ว เพราะแจ๋วยื่นคำขาดกับเจ้าแห้วว่าถ้าขืนสูบกัญชาให้หล่อนจับได้แม้เพียงครั้งเดียว หล่อนจะหย่ากับเจ้าแห้วทันที

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ จนกระทั่งพลบค่ำและถึงเวลารับประทานอาหารเย็นคุณหญิงวาดก็ยังไม่กลับมาอย่างไรก็ตามคณะพรรค ๔ สหาย และท่านผู้ใหญ่ไม่มีใครห่วงใยท่านเลย คงเข้าใจว่าคุณหญิงวาดอยู่กับพี่สาวคือคุณท้าวใหญ่ที่วังสามเสนนั่นเอง และอีกสักครู่ก็คงจะกลับมาบ้าน

สี่สหายกับเมียๆ ของเขาพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ได้นั่งรวมกลุ่มสนทนากันอยู่ในห้องโถง เพื่อรอคอยรับประทานอาหารพร้อมกับคุณหญิงวาด

นิกรนั่งกระสับกระส่ายอยู่ตลอดเวลา เขาได้ทราบจากยายแม่ครัวว่าวันนี้มีอาหารถูกปากเขาหลายอย่างเช่น แกงมัสหมั่นไก่ และสลัดปูทะเล

เสียงนาฬิกาในห้องโถงตีกังวาน ๗ ครั้ง นายจอมทะเล้นหันไปมองดูนาฬิกาแล้วพูดด้วยเสียงค่อนข้างดัง

"เฮ้อโว้ย ตั้งหนึ่งทุ่มแล้วยังไม่กลับมาอีก เกินเวลาอาหารตั้งครึ่งชั่วโมงแล้ว แก่แล้วยังจะชอบเที่ยวอีก"

นันทายกมือเขกศีรษะน้องชายค่อนข้างแรง

"นี่แนะ เสือกไปว่าท่านทำไม หิวจนทนไม่ไหวเชียวเรอะ ตะกละตะกรามอะไรอย่างนี้ก็ไม่รู้"

นิกรค้อนปะหลับปะเหลือก

"ถึงเวลากินแล้วไม่กินท้องมันก็เสียเท่านั้นแหละ คนตั้งหลายคนรอคนคนเดียวมีอย่างที่ไหน"

นันทาว่า "ก็คนอื่นทำไมไม่ทุรนทุรายอย่างแกล่ะ"

"คนอื่นไม่ใช่ฉันนี่นา และฉันก็ไม่ใช่คนอื่นอีกด้วย"

เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังกังวานขึ้นในห้องสมุด ซึ่งอยู่ติดกับห้องโถงนั่นเอง เจ้าแห้วซึ่งนั่งพับเพียบอยู่บนพรมปูพื้นรีบลุกขึ้นเดินก้มตัวเข้าไปในห้องสมุด สักครูหนึ่งก็กลับออกมาให้นายพัชราภรณ์ทราบ

"รับประทานมีคนจะพูดกับคุณครับ"

"ใครวะ" พลถามเบาๆ

"รับประทานไม่ทราบครับ ผมถามชื่อเท่าไรก็ไม่บอกรับประทานมาแต่เพียงว่าเขามีเรื่องสำคัญที่จะพูดกับคุณ"

พลลุกขึ้นจากเก้าอี้นวมเดินเข้าไปในห้องสมุดของบ้าน "พัชราภรณ์" ตรงมาที่เครื่องโทรศัพท์ยกหูฟังขึ้นแนบหูแล้วพูดโต้ตอบกับผู้พูดโทรศัพท์อีกฝ่ายหนึ่ง

"ฮัลโหล-ที่ไหนครับ"

มีเสียงห้าวๆ พูดมาตามสายด้วยเสียงหัวเราะ

"สถานที่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ นี่เองแหละครับ นั่นคุณพลพูดใช่ไหม"

พลรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่ผู้พูดสายอีกฝ่ายหนึ่งพูดกับเขาเช่นนี้

"ครับ-ถูกแล้ว ผมเอง ขอโทษ....นั่นใครพูดครับ"

มีเสียงหัวเราะมาตามสายอย่างขบขัน

"ผมหรือครับ นายเฉียบยังไงล่ะครับ นายเฉียบนักเลงโตที่ได้ไปพบคุณด้วยสันถวะไมตรี แต่คุณและพวกคุณไม่ยอมเป็นมิตรไมตรีกับผม"

นายพัชราภรณ์หัวเราะเบาๆ

"แกมีธุระอะไรเกี่ยวกับฉันอีกล่ะ"

"ผมหรือครับ ไม่มีธุระอะไรหรอกครับ นอกจากจะเรียนให้ทราบว่าขณะนี้ผมได้จับคุณหญิงวาดคุณแม่ของคูณมาไว้ที่สำนักของผมแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อตอบแทนคุณที่คุณไม่ยอมมอบตัวอ้ายโกร่งให้กับผม"

พลใจหายวาบ เขานึกไม่ถึงว่าเฉียบจะอุกอาจถึงเช่นนี้ ชายหนุ่มรู้สึกเป็นห่วงแม่ของเขาทันที แล้วพลก็พูดกับนายเฉียบอย่างร้อนรน

"เฮ้-เล่นตลกอะไรอย่างนี้วะเฉียบ คุณแม่ของกันท่านแก่แล้ว อย่าจับท่านไปทรมานเลย ขอให้ปล่อยท่านมาบ้านเสียเถอะ"

เสียเจ้าเฉียบหัวเราะมาตามสายอย่างกวนโมโห

"ผมจะปล่อยคุณหญิงเป็นอิสระก็ต่อเมื่อคุณนำเงินสด ๕๐,๐๐๐ บาทมามอบให้ผมที่จุดนัดพบแห่งหนึ่งซึ่งผมจะนัดหมายกับคุณต่อไป นอกจากนี้คุณก็ยังจะต้องนำตัวอ้ายโกร่งมามอบให้ผมอีกด้วย อย่าลืมว่าขณะนี้ไพ่ในมือผมเป็นต่อคุณมากทีเดียว ผมจะให้เวลาคุณคิดหนึ่งคืนนะครับ พรุ่งนี้เช้าผมจะโทรศัพท์มาถึงคุณอีกถ้าคุณยอมไถ่ตัวคุณหญิงคืน ผมจะนัดสถานที่ให้คุณทราบ เพื่อคุณจะได้นำเงิน ๕๐,๐๐๐ บาทพร้อมตัวอ้ายโกร่งไปมอบให้ผม"

"บา...." พลคราง "เล่นสกปรกจริงโว้ยเฉียบ ความจริงที่อั๊วช่วยเหลือนายโกร่งก็เพราะอั๊วเมตตาสงสารเขาเท่านั้น เขาไม่ได้เป็นญาติโยมกับอั๊วหรอก ไม่เคยรู้จักมักจี่หรือไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อนเลย"

"เอาละครับ คุณปรึกษากับพรรคพวกคุณดูก็แล้วกัน พรุ่งนี้เช้าผมจะโทรศัพท์มาถึงคุณ อ้อ-ผมขอเรียนให้ทราบไว้ด้วยว่า ถ้าหากว่าคุณนำความไปแจ้งให้ตำรวจทราบว่าผมได้ลักพาคุณหญิงมากักตัวไว้ ผมจะฆ่าคุณหญิงเสียทันทีหากตำรวจยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องของเรา ผม....อ้ายเฉียบนักเลงหญ่ายพูดจริงทำจริงเสมอ เลิกกันนะครับ ผมมีธุระจะรีบพาพวกไปท้าตีกับตำรวจ"

พลรู้สึกว่าเจ้าเฉียบได้วางหูโทรศัพท์เสียแล้ว นายพัชราภรณ์มีสีหน้าเคร่งขรึมทันที รีบวางหูโทรศัพท์แล้วเดินออกไปจากห้องสมุดอย่างร้อนรน เขาปราดเข้ามาหาท่านเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แล้วเรียนให้ท่านทราบว่า

"คุณพ่อครับ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว คุณแม่ท่านไม่ได้ไปหาคุณป้าที่วังสามเสนหรอกครับ ท่านถูกอ้ายเฉียบนักเลงโตสะพานเหลือง ขู่บังคับเอาตัวท่านไปกักขังไว้ที่ซ่องของมัน"

"ฮ้า-" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ร้องลั่น "จริงๆ หรือวะนี่"

"จริงๆ ครับ ก็อ้ายเฉียบเป็นผู้พูดโทรศัพท์มาถึงผมนี่ครับมันบอกว่ามันต้องการเงินค่าไถ่ตัวคุณแม่ ๕๐.๐๐๐ บาท และเราต้องส่งตัวนายโกร่งให้มันด้วย มันให้เราคิดหนึ่งคืน แล้วพรุ่งนี้เช้ามันจะโทรศัพท์มาติดต่อกับผมอีก"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นลั่นห้องโถง ทุกคนเต็มไปด้วยความห่วงใยคุณหญิงวาด เจ้าคุณปัจจนึกฯ ผลุดขึ้นยืนแล้วกล่าวกับพลอย่าร้อนรน

"เร็ว-อ้ายหลานชาย ไปที่กองตำรวจนครบาลเดี๋ยวนี้ ให้ตำรวจเขาช่วยเหลือเรา"

พลสั่นศีรษะช้าๆ

"ไม่ได้หรอกครับคุณอา อ้ายเฉียบมันบอกว่าถ้าหากว่าเราให้ตำจวจเกี่ยวข้องในเรื่องนี้มันก็จะฆ่าคุณแม่เสีย"

นิกรพูดโพล่งด้วยเสียงอันดังลั่นห้อง

"แจ้งความทำไมครับเสียนักเลงเปล่าๆ ผมเองจะไปสืบหาบ้านอ้ายเฉียบเดี๋ยวนี้ แต่ผมจะเอาอ้ายหงวนไปด้วย เพื่อช่วยเหลือผม ผมจะช่วยคุณอาหญิงเอาตัวกลับมาบ้านให้ได้ในคืนวันนี้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ว่า "อย่าเลยวะกร พรุ่งนี้ค่อยจัดการดีกว่า ขอให้อานอนสบายๆ สักคืนเถอะวะ อานอนกับอาของแกไม่ใคร่หลับเลย พอจะม่อยหลับเอาเท้าขึ้นมาพาดบนหน้าอกบ้าง บางที่ก็เอาศอกกระแทกหน้าตาอาแทบแหกเพราะละเมอ บางทีก็บ่นพึมพำจนดึกดื่น ปล่อยให้คุณอาแกนอนอยู่ที่ซ่องอ้ายเฉียบก็แล้วกัน"

นวลลออกล่าวขึ้นทันที

"เรื่องนี้จะเพิกเฉยไม่ได้หรอกค่ะ ประเดี๋ยวคุณอาหญิงจะเป็นอันตราย คุณนิกรชวนเฮียรีบไปเถอะค่ะ ควรเอาปืนติดตัวไปด้วย"

นันทากล่าวกับน้องชายของหล่อน

"ไปก็รีบไปเสียเดี๋ยวนี้กร พี่เป็นห่วงคุณอาหญิงมากทีเดียว ท่านเป็นคนปากมากด่าคนพล่อยๆ เสียด้วย ขืนไปด่าอ้ายเฉียบเข้ามันก็ยิงทิ้งเสียเท่านั้นแหละ"

ประภาเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีคะ คนมันมีสันดานเป็นผู้ร้าย จิตใจของมันก็ต้องโหดเหี้ยมทารุณผิดปกติ"

ประไพยิ้มให้ผัวรักของหล่อน

"ไปเถอะค่ะกร ขอให้สวัสดีมีชัย ได้กลับมาบ้านเมืองโดยสวัสดิภาพ ขอให้ศัตรูพ่ายแพ้ด้วยประการทั้งปวง"

นิกรยิ้มแป้นหันมาทางอาเสี่ยกิมหงวน

"ไปโว้ยหงวน แกกับกันสองคนลองบุกนักเลงหญ่ายดูทีเถอะวะ เราก็หนึ่งไม่มีสองเหมือนกัน เรื่องนักเลงพูดแล้วจะหาว่าคุย คนอย่างกันก็คือชายชาติเสือคนหนึ่ง ยิงกันรึ ฟันกันรึ แทงกันรึ"

"ไม่สู้" เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

นิกรแยกเขี้ยว

"สู้ซีวะ"

เสี่ยหงวนพูดกับนิกรเบาๆ

"แกจะพากันไปตามคุณอาหญิงที่ไหน"

"โน่น-ที่สะพานเหลืองยังไงล่ะ ชวนโกร่งไปด้วย เพราะโกร่งรู้จักบ้านเจ้าเฉียบดี"

"ไป-ไปก็ไป อ้ายเรื่องบู้กันชอบเหมือนกัน นานแล้วไม่ได้ยืดเส้นยืดสายชกต่อยตีรันฟันแทงกับใคร คืนนี้แหละแกกับกัน คงจะได้ปะทะกับพวกอ้ายเฉียบเป็นแน่แล้วแกคอยดูฝีมือกันบ้างซี เข้ามาเหวียงซ้ายปัง เตะขวาโครมหมุนตัวกระแทกศอกกลับ โน้มคอลงมาตีเข่าเท่านี้พ่ออ้ายเฉียบก็สู้ไม่ได้"

ดร. ดิเรกอดหัวเราะไม่ได้

"ก็พ่ออ้ายเฉียบจะสู้ยูได้อย่างไร อย่างน้อยพ่ออ้ายเฉียบก็ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า ๙๐ ปี"

นิกรกับกิมหงวนต่างยื่นมือสัมผัสกัน แสดงความร่วมเป็นร่วมตายกัน แล้วสองสหายก็พากันออกไปหลังทางตึก เพื่อไปพบกับนายโกร่งที่เรือนพักพวกคนใช้ ด้วยหวังที่จะทราบบ้านที่อยู่ของนายเฉียบนักเลงใหญ่

อีกสักครู่หนึ่ง "คาดิลแล็ค" เก๋งคันใหญ่ก็พาสองสหายออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" ซึ่งนายโกร่งเป็นคนขับนั่งประจำที่คนขับตามลำพัง

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ขณะที่คณะพรรค ๔ สหายยังนั่งวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องคุณหญิงวาดอยู่ในห้องโถง เสียงแตรไฟฟ้าของรถคันหนึ่งก็ดังขึ้น "คาดิลแล็ค" เก๋งกลับมาแล้ว ๔ นางกับพลและ ดร. ดิเรก กับท่านเจ้าคุณทั้งสองและเจ้าแห้วต่างรีบลุกขึ้นพาตัวออกมาหน้าตึก

"คาดิลแล็ค" เก๋งแล่นมาหยุดหน้าตึกใหญ่พอดี

"คุณหญิง" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ตะโกนลั่นบ้านด้วยความตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว "คุณหญิงกลับมาแล้ว ไชโย้"

นิกรเปิดประตูก้าวลงมาจากรถ แล้วโบกมือ

"ไม่ใช่คุณอาหญิงหรอกครับ"

คณะพรรค ๔ สหายเงียบกริบทันที เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ จ้องมองเข้าไปในรถ "คาดิลแล็ค"เก๋ง นายโกร่งรีบเปิดไฟฟ้าในรถ ในเวลาเดียวกันกับที่เสี่ยหงวนก้าวลงมาจากรถมายืนข้างนิกร

คราวนี้คณะพรรค ๔ สหายก็ไดแลเห็นหญิงชราอายุในวัย ๘๐ ขวบคนหนึ่ง นั่งเคี้ยวหมากอย่างสบายใจอยู่ตอนหลังรถ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามเสี่ยหงวนเบาๆ

"ยายแก่นั่นใครวะ"

กิมหงวนว่า "ยายอ้ายเฉียบมันครับ ผมจับเอามาเป็นประกัน"

คราวนี้เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงก็ดังขึ้นลั่นบ้าน พล พัชราภรณ์ หัวเราะก๊าก แล้วพูดกับนิกรเพื่อนเกลอของเขา

"แกไปจับเอามาทำไม ประเดี๋ยวคุณยายเกิดมาเป็นลมตายที่บ้านเราก็จะทำให้พวกเราต้องวุ่นวายช่วยทำศพให้แกเท่านั้น"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ก็นั่นน่ะซี กันน่ะไม่อยากจะเอามาให้รกบ้านหร็อกแต่ที่จับมานี่ก็เป็นความคิดของอ้ายเสี่ยเขา"

นวลลออกล่าวกับสามีของหล่อนทันที

"เอาคุณยายในรถนั่นไปส่งบ้านเดี๋ยวนี้ เฮียนี่แหละบ้าเชียว"

กิมหงวนหันมาทำตาเขียวกับเมียรักของเขา

"อย่าสู่รู้ไปหน่อยเลยน่า คุณอาหญิงของเรากำลังอยู่ในระหว่างอันตราย อ้ายเฉียบเอาตัวไปกักขังไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ไปตามที่บ้านก็ไม่มี เฮียก็เลยถือโอกาสจับยายอ้ายเฉียบมาก่อน ถ้าหากว่าอ้ายเฉียบฆ่าคุณอาหญิงเราก็จะฆ่ายายอ้ายเฉียบเป็นการตอบแทนเช่นกัน"

ดร. ดิเรกหัวเราะก๊าก เขามองเข้าไปในรถเก๋งแล้วกล่าวกับเสี่ยหงวน

"สมมุติว่าอ้ายเฉียบมันฆ่าคุณอาหญิง แกจะฆ่าคุณยายแก่คนนี้ได้ลงคอเลยเขียวเรอะ"

อาเสี่ยพยักหน้า

"ทำไมจะฆ่าไม่ได้ แก่กว่านี้ยังฆ่าได้นี่หว่า ฆ่าคนแก่ซีวะดี เพราะไม่มีทางต่อสู้เรา อย่างมาแกก็เอาตะบันหมากตีเราได้ทีสองทีเท่านั้น บีบคออ๊อกเดียวเสร็จเลย"

นิกรเดินไปที่รถ แล้วพยักหน้ากับคุณยายซึ่งนั่งอมยิ้มอยู่ในรถ

"ลงมาซียาย"

หญิงชราหัวเราะเบาๆ

"อย่าเพิ่งให้ลงเลยพ่อเอ๊ย ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งอายุได้ ๘๒ แล้ว ยายเพิ่งได้นั่งรถเก๋งก็วันนี้แหละ มันนุ่มตูดจนพูดไม่ถูก มันสบายอย่างนี้เอง มิน่าเล่าพวกสาวๆ ถึงได้ใฝ่ฝันกันนักที่จะได้ขี่รถอ้ายพรรค์นี้"

นิกรตวาดลั่น

"ลงมา อ้าว-ตายห่า ดันบ้วนน้ำหมากลงไปในรถแล้ว"

หญิงชราถือกระบุงหมากใบเล็กๆ ก้าวลงมาจากรถคณะพรรค ๔ สหายมองดูแกด้วยความสงสาร ประไพกล่าวกับผัวรักของหล่อนอย่างเดือดดาล

"พาคุณยายไปส่งบ้านเดี๋ยวนี้ ไปจับแกมาทำไมก็ไม่รู้"

"ไม่เป็นไรหรอกแม่หนู ยายอยู่ที่บ้านอดๆ อยากๆ บางวันที่ข้าวจะกินก็ยังไม่มี พ่อสองคนนี้เขาไปที่บ้านเขาขู่ตะคอกยายถามถึงอ้ายเฉียบ ยายก็ไม่รู้เรื่องอะไร อ้ายเฉียบมันหายไปจากบ้านสองวันแล้ว พ่อสองคนนั้นเขาบอกว่าอ้ายเฉียบมันพาญาติผู้ใหญ่ของเขาเอาไปกักขังไว้แล้วเขาก็จับยายมา บังคับให้ยายขึ้นรถมากับเขา" หญิงชรายกมือชี้หน้าเสี่ยหงวน "นายโย่งโก๊ะคนนี้แหละ เขาเอาปืนจี้บั้นเอวยาย ยายก็เลยขึ้นรถมากับเขา นึกในใจว่าต่อไปนี้ยายคงจะมีความสุขแล้วที่เขาจับยายเอามาเลี้ยง"

อาเสี่ยตวาดแว๊ด

"ไม่ได้จับเอามาเลี้ยงนะยาย จับเอามาเป็นประกันรู้ไหม ถ้าหากว่าอ้ายเฉียบหลานของยายฆ่าญาติผู้ใหญ่ของฉันที่อ้ายเฉียบจับเอาไป ฉันก็จะต้องฆ่ายายเช่นเดียวกัน"

หญิงชราหัวเราะชอบอกชอบใจราวกับได้ฟังเรื่องชวนหัวขนาดหนัก

"ฆ่ายายเรอะพ่อมหาจำเริญ เอาซีคุณ ยายเห็นโลกมากว่า ๘๐ กว่าปีแล้ว หลานฆ่ายายก็เท่ากับว่าหลานได้ช่วยให้ยายได้มีความสุขอันแท้จริง คนแก่อย่างยายน่ะมีชีวิตอยู่ด้วยความทรมานแท้ๆ หลานคิดดูซีพ่อเอ๊ย จะเดินเหินก็ไม่สะดวกเพราะแรงมันไม่มี จะกินอะไรก็ไม่มีฟันที่จะขบเคี้ยว หูตามองไม่เห็น เนื้อหนังเหียวย่นมองดูเหมือนคางคกตายซาก หลานเอ๊ย สังขารของคนเราย่อมไม่มีวันเที่ยงแท้ร่วงโรยไปตามวัย อย่างยายนี่เคยเป็นนางสาวสยามมาแล้ว เมื่อ ๖๐ กว่าปีที่แล้วมา ครั้งนั้นเช๊ฟของยายยังงี้ผู้ชายเห็นเข้าน้ำลายไหลเลย ส่วนเว้าส่วนโค้งแน่นัก ยายได้สวมมงกุฎเพชรมาแล้ว"

เสียงหัวเราะของคณะพรรค ๔ สหายดังขึ้นพร้อมๆ กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบหลังเจ้าแห้วเบาๆ แล้วกล่าวว่า

"อ้ายแห้ว เองเอารถไปส่งยายแก่นี่ทีเถอะวะ พาแกไปส่งให้ถึงบ้าน อ้ายกรกับอ้ายหงวนทะลึ่งไปจับเอามาทำไมก็ไม่รู้ ทรมานคนแก่เฒ่าบาปกรรมเหลือเกิน"

เจ้าแห้วหัวเราะคิ๊ก

"แต่ว่ารับประทานคุณยายแกคุยสนุกดีนะครับ" พูดจบเจ้าแห้วก็เดินเข้ามาหาหญิงชรา "คุณยายครับขึ้นรถเถอะผมจะพาไปส่งบ้าน อ้า-คุณยายเคยเป็นนางสาวสยามมาจริงๆ หรือครับ"

หญิงชราลืมตาโพลง

"ยายแก่เฒ่าถึงปูนนี้แล้ว จะมาโกหกหลานเอาอะไรกันพ่อเอ๊ย อดีตของยายน่ะรึมันผ่านมาเหมือนกับความฝันอันเลือนลาง เมื่อครั้งกระโน้นในสมัยสมเด็จพระปิยะมหาราช พระพุทธเจ้าหลวงยังไงล่ะ ยายนี่แหละคือดาราดวงเด่นในวังหลวง เป็นข้าหลวงต้นตำหนักของพระนาง"

เจ้าแห้วกลั้นหัวเราะแทบแย่

"พระนางแดงใช่ไหมยาย"

หญิงชราทำตาเขียว

"อ้ายฉิบหาย นั่นมันไพ่ตอง ยายเลิกเล่นมาสี่สิบกว่าปีแล้ว สมเด็จพระนางของยายเป็นเจ้าใหญ่นายโตสมัยนั้นยายเป็นข้าหลวงต้นตำหนัก ได้เรียนภาษาฝรั่งกับแหม่มโค จนกระทั่งพูดฟอดฟิดฟอไฟกับเขาได้"

"อ้อ" เจ้าแห้วคราง "คุณยายพูดภาษาอังกฤษได้ด้วยหรือครับนี่"

หญิงชราอมยิ้ม

"ทำไมจะพูดไม่ได้ล่ะ เคยเรียนอยู่ในวังตั้งสิบกว่าปี"

เจ้าแห้วพยักหน้าช้าๆ

"ว๊อท อิส ยัว เนม?

"มาย เนม อิส เพ็ญรัชนี"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นลั่นหน้าตึก โดยเฉพาะเจ้าแห้วว่าเสียงอหาย

"เพ็ญรัชนี" เจ้าแห้วร้องเสียงหลง "แหม-ชื่อคุณยายยังกะเจ้าหญิงเชียวนะ สำคัญนัก ขอโทษเถอะครับอดีตของคุณยายคงจะเคยรุ่งเรืองมาแล้ว"

คราวนี้หญิงชราหน้าเศร้าทันที แววตาของแกเต็มไปด้วยความทรนงในยศศักดิ์และเกียรติยศที่เคยได้รับมาแล้ว

"หลายเอ๊ย ทุกสิ่งเมื่อมีอุบัติก็ต้องมีวิบัติ ยายไม่อยากจะคุยอวดเลย แต่มันก็เป็นความจริง คุณพ่อของยายเป็นเจ้าคุณพานทองเชียวนะ เคยเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนักของพระจอมเกล้าฯ และชอบพอกับแหม่มแอนนามาก หลานเคยดูหนังเรื่องแหม่มแอนนากับพระเจ้ากรุงสยามหรือเปล่าล่ะ แหม่มแอนนาคนนั้นแหละได้เข้ามาสอนภาษาฝรั่งในราชสำนัก เจ้าคุณพ่อได้ส่งยายเข้าฝึกหัดวิชานาฏศิลปจากกรมมโหรสพหลวง ในสมัยนั้นทุกคนย่อมรู้ดีว่านางสาวเพ็ญรัชนีคือยายนี่แหละเป็นตัวบุษบาที่ไม่มีใครเปรียบเหมือนพวกเจ้านายหลายพระองค์อยากได้ยายเป็นหม่อม อุ๊ย-พูดแล้วเจ็บใจ ยายมันไม่รักดีพ่อเอ๊ย เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เสด็จหรือก็โปรดปรานไว้วางพระทัย แต่ยายกลับหอบผ้าหนีตามทหารยามไปอยู่ร่วมชีวิตกัน โดยถือคติว่ารักแท้ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเกียรติยศฐานะหรือศักดิ์ตระกูล"

ดร. ดิเรกมองดูคุณยายด้วยความสงสารแล้วพูดตัดบท

"คุณยายเพ็ญรัชนีครับ ยุติเล่าเรื่องของคุณยายทีเถอะครับ คุณยายหอบแฮ่กๆ แล้ว ขืนพูดมากไปกว่านี้เดี๋ยวจะเป็นลม กลับไปบ้านไปพักผ่อนเสียเถอะครับ ผมจะให้คนเอารถไปส่ง

หญิงชราโบกมือและยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"เดี๋ยว-เดี๋ยวก่อนพ่อคุณ ขอให้ยายได้คุยเรื่องอดีตของยายให้พวกหลานๆ ฟังหน่อยเถอะ พูดถึงเรื่องเก่าแล้วมันทำให้ยายสดชื่นขึ้นบ้าง ฮิ-ฮิ สมัยนั้นไม่มีรถเก๋งอย่างนี้นะพ่อนะ มีแต่รถกูปหรือรถม้า ยายจำได้ว่าเมื่อวันที่ยายประกวดนางสาวสยาม และได้รับตำแหน่งเป็นนางสาวสยามยายได้มีเกียรติได้นั่งรถกับเสด็จในกรมฯ "

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะหึๆ

"ในกรมไหนครับคุณยาย"

หญิงชรานิ่งนึก

"เอ-ยายก็จำไม่ได้เสียแล้ว สมัยนั้นเจ้านายมีมากมายเหลือเกิน ดูเหมือนจะเป็นกรมหลวงนาครเขษม"

เจ้าแห้วหัวเราะก๊าก

"อ๋อ-วังอยู่ที่เวิ้งขายของเก่าใช่ไหมยาย"

ดร. ดิเรกพูดขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ยายตามทหารยามไปแล้ว แล้วไปอยู่ด้วยกันที่ไหนล่ะครับ ประกอบอาชีพในทางใด"

หญิงชราขบเหงือกแน่น

"พูดแล้วยายเจ็บใจเหลือเกินหลานชาย ยายคิดว่าอ้ายห่านั่นมันจะเป็นคนดี อุส่าห์หนีตามมันไป แต่ยังไม่ทันถึงเดือนหางของมันก็ค่อยๆ โผล่ออกมาให้ยายเห็น ปลายหางมีสีแดงเสียด้วย อ้ายเต่ามันพายายไปเช่าบ้านอยู่ทางบางกะปิ มงกุฎเพชรนางสาวสยามมันแกะเพชรเอาไปขายวันละเม็ดสองเม็ดจนหมด ข้าวของเงินทองของยายมันก็ล้างผลาญจนหมดสิ้น ยายกับอ้ายเต่าช่วยกันสร้างชาติมีลูกสาวคนหนึ่งคือแม่ของอ้ายเฉียบนั่นเอง ตอนนั้นยายจนมากทีเดียวถึงกับต้องแซะขนมครกขาย กลางคืนฝนตกก็ไปเที่ยวเก็บแมงดาแถวพระรูป อ้ายเต่าไม่ยอมทำงานเอาแต่สูบฝิ่นกินเหล้าเมายา มิหนำซ้ำยังจะเคี่ยวเข็ญให้ยายขายกะหรี่"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะครืน หญิงชรารีบโบกมือและอธิบายให้ทราบ

"อย่าเข้าใจผิดนะพ่อหลานชาย อ้ายเต่ามันบังคับให้ยายขายข้าวแกงกะหรี่ ไม่ใช่บังคับให้ยายเป็นกะหรี่ สมัยนั้นโลกไม่เจริญเหมือนเดี๋ยวนี้ กะหรี่ไม่มีมีแต่โคมเขียว พูดถึงเรื่องอ้ายเต่าแล้วยายยังเจ็บใจอยู่จนถึงทุกวันนี้ แผลหัวใจที่เกิดขึ้นไม่มีวันที่จะเหือดหายได้ วันคืนที่ผ่านมายายได้รับแต่ความระทมขมขื่น สายลมหรือแสงแดดไม่อาจปลอบใจยายให้สดชื่นได้เลย นี่แหละมีผัวผิดคิดจนตัวตาย

ประไพหัวเราะคิ๊ก

"คุณยายขาแล้วคุณตาเต่าล่ะคะ อยู่กับคุณยายจนตายจากกันไปหรืออย่างไร"

"อ๋อ-อ้ายสัตว์เต่าน่ะหรือหลาน อยู่กับยายเพียงหกปีเท่านั้นก็ลงแดงตายเพราะไม่มีเงินจะซื้อฝิ่นสูบ ถึงแม้ว่าอ้ายเต่าจะปิดฉากชีวิตไปเกือบหนึ่งศตวรรษแล้ว ยายก็ไม่อาจลืมความหลังอันรันทดได้"

นิกรหันมายักคิ้วให้เพื่อนเกลอของเขา

"สำนวนสวิงเสียด้วยนา คุณยายเพ็ญรัชนีถ้าจะแก่หนังสืออ่านเล่นไปหน่อย"

หญิงชรารีบพูดขึ้นโดยเร็ว

"โอ๊ย-ยายชอบมากเชียวหนังสืออ่านเล่น ที่บ้านยายมีอยู่กองพะเนินเทินทึกเชียว หลายคงจะแปลกใจถ้ายายจะบอกหลานว่ายายก็เป็นนักประพันธ์คนหนึ่ง เมื่อครั้งยายเป็นสาวอยู่ในวัง ยายเคยแต่งเรื่องขายบ่อยๆ เรื่องของยายมีผู้นิยมมากทีเดียว"

นายแพทย์หนุ่มประคองหญิงชราพาไปขึ้นรถ

"กลับบ้านเถอะนะครับคุณยาย คุณยายจะได้กลับไปนอนพักผ่อน"

เจ้าแห้วก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับและสตาร์ทเครื่อง เพ็ญรัชนีโผล่หน้าอันเหี่ยวย่นออกมานอกรถ ยิ้มและโบกมือให้คณะพรรค ๔ สหาย

"กู๊ดบาย กู๊ดบาย "

"คาดิลแล็ค" เก๋งแล่นออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างแช่มช้า คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะกันอย่างครื้นเครง แต่แล้วเมื่อนึกถึงคุณหญิงวาดอารมณ์ครื้นเครงก็สิ้นสุดลง

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวกับลูกชายของท่านอย่างเป็นการเป็นงาน

"ว่ายังไงพล เจ้าจะจัดการอย่างไรต่อไปในเรื่องแม่ของเจ้า"

พลว่า "ผมจะรีบไปหาไพโรจน์เดี๋ยวนี้แหละครับ"

นายพัชราภรณ์หมายถึง พ.ต.ท.ไพโรจน์ นายตำรวจใหญ่และอัศวินมือฉกาจจากกองปราบ ซึ่งเป็นเพื่อนรักเพื่อนเกลอของเขา ผมจะไปเล่าเรื่องนี้ให้ไพโรจน์ฟัง และให้เขาจัดการติดตามหาตัวคุณแม่ต่อไป อ้ายเฉียบคงจะพาคุณแม่ไปกักตัวไว้ในที่ปลอดภัย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"เออ-ดีเหมือนกัน เรื่องนี้จะนิ่งนอนใจไม่ได้ ต้องให้ตำรวจเขาช่วยเหลือ อ้ายเฉียบมันมีสันดานเป็นผู้ร้าย มันอาจจะฆ่าคุณหญิงเสียก็ได้ ไปเถอะหลานชาย รีบไปหาไพโรจน์เดี๋ยวนี้ อาไปด้วยคน"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ผมก็ไปด้วย ถ้าอย่างไรจะได้ร่วมมือกับตำรวจบุกทลายซ่องโจรของอ้ายเฉียบ บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ผมจะต้องยอมสละเลือดเนื้อและชีวิตเป็นพลีแก่อาสาวของผม"

เสี่ยหงวนยกมือผลักหน้านิกรเต็มแรง จนกระทั่งนายจอมทะเล้นเซถลาไปไกล

"หมันไส้ฉิบหายเลย"

ครั้นแล้วสี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันเดินตรงไปยังโรงรถยนต์ทางขวามือของตัวตึกใหญ่ หลังจากนั้น "บูอิค" เก๋งก็นำคณะพรรค ๔ สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์"

ในราว ๒๒.๐๐ น.เศษ

๔ สหายของเรากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้มาปรากฏตัวขึ้นที่กองปราบ พ.ต.ท. ไพโรจน์อัศวินแหวนเพชรเพื่อนเก่าของ ๔ สหายได้ทราบเรื่องจากพล ก็พาตำรวจขึ้นรถตรวจการคันใหญ่ออกล่าตัวนายเฉียบนักเลงใหญ่ทันทีแล้ว พ.ต.ท.ไพโรจน์ก็จับตัวนายเฉียบได้อย่างละมุนละม่อม ที่โรงบิลเลียดแห่งหนึ่งทางสถานีกรุงเทพฯ

อัศวินแหวนเพชรได้นำตัวนายเฉียบมาที่กองปราบและทำการสอบสวนด้วยตนเอง ต่อหน้า ๔ สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"อ้ายน้องชาย" พ.ต.ท. ไพโรจน์ เริ่มสอบสวนดาวร้าย "บอกมาตามตรงเดี่ยวนี้ว่าแกพาคุณหญิงวาดไปกักตัวไว้ที่ไหน ถ้าแกปฏิเสธ กันจะจัดการกับแกอย่างรุนแรง โดยไม่มีความกรุณากันละ"

เจ้าเฉียบหน้าซีดเผือด

"คุณหญิงวาดท่านเป็นใครกันครับ"

ไพโรจน์ ยิ้มเล็กน้อย

"เป็นแม่ของเพื่อนกัน" แล้วเขาก็ชี้มือมาที่พล "นี่ยังไงล่ะเพื่อนกัน แกได้ไปที่บ้าน "พัขราภรณ์" และพูดจาคุกคามขู่เข็ญเพื่อนของกัน เพื่อขอให้ส่งตัวนายโกร่งให้แกใช่ไหมล่ะ"

นักเลงใหญ่รับสารภาพตามตรง

"ครับ-ถูกแล้ว อ้ายโกร่งมันเป็นคู่อริของผมนี่ครับ ผมทราบว่ามันหนีไปพึ่งบุญคุณทั้ง ๔ คนนี่ที่บ้านบางกะปิ ผมก็ติดตามไปขอรับตัวมา เพื่อจะจัดการกับอ้ายโกร่งให้สมแค้น"

ไพโรจน์ว่า "เมื่อเพื่อนกันไม่ยอมส่งนายโกร่งให้แก แกก็ได้กล่าคำอาฆาตมาตร้าย แล้วแกก็ใช้อำนาจขู่บังคับคุณหญิงวาดแถวสะพานหันหรือหัวเม็ดให้ขึ้นรถไปกับแก เมื่อตอนสายวันนี้ กันมีหลักฐานเพียงพอแกอย่าปฏิเสธเลย"

"ตายห่า...เอาผมไปสาบานที่ไหนก็ได้ครับ ผมไม่ทราบเรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับคุณหญิงวาด วันนี้ตั้งแต่สามโมงเช้าผมไม่ได้ไปไหน ผมแกร่วอยู่ที่โรงบิลเลียดเท่านั้น ไม่เชื่อคุณลองไปถามเจ้าของและมาร์คเก้อดูซิครับ ผมเล่นพนันบิลเลียดกับอาเสี่ยสวนยางปักษ์ใต้ตั้งแต่เช้า จนกระทั่งคุณไปจับผม"

พล พัชราภรณ์ พุดเสริมขึ้น

"อย่าปฏิเสธเลยน่าเฉียบ พาพวกเราไปรับตัวคุณแม่กลับคืนมาเถอะ กันขอสัญญาด้วยเกียรติและความเป็นลูกผู้ชายของกัน ว่ากันจะไม่เอาเรื่องเอาราวกับแกเป็นอันขาด กันขอตัวคุณแม่คืนเท่านั้น ท่านแก่แล้วแกเอาท่านไปกักขังทรมาน ท่านอาจป่วยไข้ไม่สบาย บาปกรรมเปล่าๆ ที่ทรมานคนแก่"

"ปู้โธ่" เจ้าเฉียบร้องลั่น "ให้ผมตายโหงตายห่า ก้าวไปนี่ให้ธรณีสูบซีครับ ผมไม่ได้ลักพาคุณแม่คุณไปกักขังไว้เลย ผมเป็นนักเลงจริง แค่ก็ดีแต่ปากเท่านั้น ปากผมคุยโขมงโฉงเฉงเอาจริงเข้าผมไม่เคยสู้ใคร ถึงเจ้าโกร่งก็เหมือนกันแหละครับ ที่ผมขอให้คุณส่งตัวเจ้าโกร่งให้ผมก็ไม่ใช่ว่าผมจะฆ่าแกงเจ้าโกร่ง การฆ่าคนมันทำง่ายๆ หรือครับที่ผมต้องการเข้าของของเมียผมที่เจ้าโกร่งยึดเอาไปเท่านั้น เจ้าโกร่งน่ะมันฉลาดมาก ได้เสียกับเมียผมแล้ว ยังจะปลดเข้าของต่างๆ จากตัวเมียผมอีกด้วย"

พ.ต.ท. ไพโรจน์ ได้สอบสวนต่อไป ทั้งปลอบและทั้งขู่ผู้ต้องหา แต่เจ้าเฉียบก็สบถสาบานปฏิเสธว่าไม่ได้ลักพาคุณหญิงวาดไปซุ่มซ่อนไว้ที่ไหนดังข้อกล่าวหา เขาอ้างหลายคนที่โรงบิลเลียดเป็นพยานเขา ในที่สุดอัศวินแหวนเพชรก็ตะโกนเรียกนายร้อยเวรให้มาพบเขา

"นี่-คุณสมิต เอาตัวอ้ายหมอนี่ไปขังไว้ก่อน ประเดี๋ยวผมจะกลับมาสอบสวนต่อไป" แล้วเขาหันมาทางคณะพรรค ๔ สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ "ไป-ไปที่โรงบิลเลียดที่หัวลำโพงกับกันเดี๋ยวนี้ กันจะไปสอบสวนปากคำเจ้าของร้านบิลเลียด และมาร์คเก้อที่นั่น ไปสิครับคุณอา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย

"เอ-ชอบกลแฮะ ไพโรจน์ อารู้สึกว่าเจ้าเฉียบมันอาจจะไม่รู้เรื่องราวอะไรก็ได้"

ไพโรจน์ หัวเราะเบาๆ

"อ้ายพวกอาชญากรน่ะตีหน้าเก่งครับคุณอา ถ้าจับไม่ได้ไล่ไม่ทันจะต้องปฏิเสธไว้ก่อนเสมอ พอเรามีหลักฐานเพียงพอก็ยอมรับสารภาพ"

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างเดินตามอัศวินแหวนเพชรไปจากกองบังคับการกองปราบ แล้วก็นั่งรถ "บูอิค" เก๋งมุ่งตรงไปยังสถานีกรุงเทพฯ

๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กลับมาถึงบ้านราว ๒๔.๐๐ น. ด้วยความหมดหวังที่จะตามหาตัวคุณหญิงวาด จากการสืบสวนและสอบสวนของ พ.ต.ท. ไพโรจน์ เจ้าของร้านบิลเลียดกับภรรยาของเขา และมาร์คเก้อกับพวกนักเลงการพนันอีกหลายคนต่างยืนยันว่า วันนี้เจ้าเฉียบขลุกอยู่ที่ร้านบิลเลียดตลอดเวลา พ.ต.ท. ไพโรจน์ตั้งข้อสงสัยว่าเจ้าเฉียบใช้ให้ลูกน้องของเขาไปฉุดคร่าห์คุณหญิงวาดที่สะพานหันหรือหัวเม็ด ดังนั้นจึงกักตัวเจ้าเฉียบไว้ก่อน เพื่อทำการสอบสวนต่อไป คณะพรรค ๔ สหายจึงพากันกลับบ้าน

ในคืนนั้น คนในบ้าน "พัชราภรณ์" ไม่มีใครหลับนอน ทุกคนเต็มไปด้วยความห่วงใยคุณหญิงวาดโดยเฉพาะเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถึงกับเดินพล่านตลอดเวลา แต่แล้วพอรุ่งอรุณของวันใหม่ เสียงแตรไฟฟ้าของรถคันหนึ่งก็ดังกังวานขึ้นที่นอกถนนใหญ่หน้าบ้าน หลังจากนั้นแขกยามก็เปิดประตูออก รถเก๋งสีองุ่นดันหนึ่งคลานเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างแช่มช้า คุณหญิงวาดนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ตอนหลังรถตามลำพัง ถึงแม้ใบหน้าของท่านจะร่วงโรยแสดงว่าอดนอนมาตลอดคืน แต่ท่านก็มีความสุข แววตาแจ่มใสร่าเริง

"เช็ฟ โรเล็ท" เก๋งใหม่เอี่ยมแล่นมาหยุดเทียบบันไดตึกพอดี ในเวลาเดียวกันคณะพรรค ๔ สหายพร้อมเมียๆ ของเขาและท่านผู้ใหญ่ก็พากันออกมาที่หน้าตึกอย่างร้อนรน ไม่ต้องสงสัยว่าทุกคนจะตื่นเต้นยินดีสักเพียงใดที่คุณหญิงวาดกลับมาบ้านและทุกคนจำได้ว่า "เช็ฟ โรเล็ท" เก๋งคันนี้เป็นของคุณหญิงแม้น เศรษฐีนีหม้าย ซึ่งเป็นเพื่อนรักเกลอเก่าของคุณหญิงวาดนั่นเอง

"คุณหญิง" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ร้องตะโกนลั่น "ไปยังไงมายังไงกันหา"

คุณหญิงวาดเปิดประตูก้าวลงจากรถและพูดกับคนขับรถคันนั้น

"ไป-แกรีบกลับไปบ้านเถอะ จะได้ไปส่งเด็กไปโรงเรียนบอกคุณหญิงด้วยนะวันเสาร์เที่ยงตรงฉันจะไปถึงบ้าน"

"ครับผม" คนขับรถของคุณหญิงแม้นรับคำแล้วนำ "เช็ฟ โรเล็ท" เก๋งแล่นออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์"

คุณหญิงวาดยิ้มให้กับทุกๆ คนที่ออกันอยู่หน้าตึก

"ยังไงถ้าจะเป็นห่วงมากล่ะซี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามคุณหญิงวาดทันที

"คุณหญิงไปไหนมาครับ หรือว่าถูกอ้ายเฉียบมันจับไปขังและหลบหนีมาได้"

คุณหญิงวาดหัวเราะลั่น

"ใครบอกล่ะคะว่าดิฉันถูกอ้ายเฉียบจับไป"

พลว่า "ก็อ้ายเฉียบมันโทรศัพท์มาถึงผมเมื่อคืนนี้นี่ครับ อ้ายเฉียบมันบอกว่ามันจับตัวคุณแม่ไปกักขังไว้และขอค่าไถ่ ๕๐,๐๐๐ บาท พวกเราทุกคนตกอกตกใจไปตามกัน ผมได้ไปหาไพโรจน์ที่กองปราบให้เขาช่วยเหลือ ไพโรจน์ก็เลยไปตะครุบตัวอ้ายเฉียบมาขังไว้ที่กองปราบ"

"อุ๊ยตาย" คุณหญิงวาดอุทานขึ้นดังๆ "เร็ว-เข้า โทรศัพท์ไปถึงพ่อไพโรจน์เดี๋ยวนี้ บอกให้เขาปล่อยตัวนายเฉียบไปเถอะ คนไม่ได้มีความผิดจับเอามาขังทำไม"

"เอ๊ะ" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อุทานขึ้นดังๆ "คุณหญิงนี่ถ้าจะเล่นตลกอะไรเสียแล้วละ มันยังไงกันแน่ช่วยอธิบายให้ฉันเข้าใจหน่อยเถอะ เมื่อคืนนี้คุณหญิงไปอยู่ที่ไหนมา"

คุณหญิงวาดมองดูเจ้าคุณผัวของท่านอย่างขบขัน

"โธ่เอ๊ย ดิฉันล้อเล่นหน่อยเดียวทำเป็นกระต่ายตื่นตูมไปได้" ท่าพูดพลางหัวเราะพลาง "ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เมื่อวานนี้ตอนสายดิฉันไปหาซื้อของที่สำเพ็งทางหัวเม็ด ให้เจ้าแห้วกับนางแจ๋วเขารออยู่ที่รถ ดิฉันพบคุณหญิงแม้นที่ร้านขายเพชรร้านหนึ่ง คุณหญิงแม้นก็ชวนดิฉันเดินทะลุออกไปทางสะพานหัน แล้วรั้งตัวดิฉันพาไปบ้านโจ้ไพ่กันมีขาใหญ่ๆ ทั้งนั้นแหละค่ะ พอพลบค่ำดิฉันจะกลับบ้าน คุณหญิงแม้นไม่ยอมให้กลับ และความจริงไพ่มันกำลังสนุกดิฉันก็ไม่อยากจะกลับเหมือนกัน เลยใช้ให้พ่อมนตรีโทรศัพท์มาถึงเจ้าพล แกล้งหลอกว่าดิฉันถูกเจ้าเฉียบจับเอาตัวไปเพื่อดิฉันจะได้เล่นไพ่อย่างสบาย เรื่องมันมีอยู่เท่านี้แหละค่ะ ไม่น่าตกอกตกใจกันเลย"

คณะพรรค ๔ สหายและท่านผู้ใหญ่ต่างมองดูหน้ากันและถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมกัน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ โกรธจนตัวสั่น ยกมือท้าวสะเอวมองดูหน้าเมียของท่านอย่างเดือดดาล

"คุณหญิงเล่นพิเรนอย่างนี้ใช้ได้หรือ หลอกให้คนทางบ้านตกอกตกใจ ฉันเองนอนไม่หลับตลอดคืน"

"โถ-" คุณหญิงคราง "ห่วงเมียหรือคะเจ้าคุณขา"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ตวาดลั่น

"ไม่ใช่ห่วงหรอก แต่ฉันเสียดายเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท ที่ฉันจะต้องให้เจ้าพลไปไถ่ตัวเธอมา"

คราวนี้คุณหญิงค้อนควับ

"อ้อ-คนอย่างดิฉันน่ะค่าตัวไม่ถึง ๕๐,๐๐๐ บาท หรอกหรือเจ้าคุณ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มออกมาได้

"๕๐,๐๐๐.... ฮะ-ฮะ ฉันคิดว่าอย่างคุณหญิงน่ะ สัก ๕๐ บาทก็แพงไปแล้ว"

"หน็อย ก็ยังดีกว่าเจ้าคุณนั่นแหละ คนอย่างเจ้าคุณมัดรวมกันเข้ามัดละเฟื้องก็ไม่มีใครซื้อ"พูดจบท่านก็อ้าปากหาวขึ้นดังๆ "เฮิ้ว.... เฮิ้ว.... ง่วงนอนโว้ย เมื่อคืนนี้เล่นไพ่ยันสว่างเลย ได้มาสี่ร้อยกว่าบาท ที่นี้ละก็ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วฉันหรอก ถ้าฉันหายไปไหนก็หมายความว่าฉันแอบไปเล่นไพ่ตามบ้านเพื่อนฝูง" พูดจบท่านก็เดินเข้าไปในห้องโถง

เจ้าคุณประสิทธิ์พยักหน้ากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพูดเสียงหนักๆ

"เมียผมเป็นยังไง วิเศษไหมครับ อยู่ดีๆ แกล้งหลอกให้พวกเราตกอกตกใจจนกระทั่งทุกคนไม่ได้หลับนอนตลอดคืน ยายคุณหญิงนี่เห็นจะบ้าแน่"

คุณหญิงวาดโผล่ออกมาจากห้องโถงทันที

"อย่ามาพูดดีนะ เจ้าคุณน่ะซีบ้า พิลึกคนจริงเชียว ใครเขาใช้ให้มาเป็นห่วงดิฉันล่ะดิฉันนึกแล้วเชียวว่าต้องนินทา ดิฉันเลยแอบฟังอยู่ที่ประตู" แล้วท่านก็เดินเข้าไป.

จบบริบูรณ์