พล นิกร กิมหงวน 153 : นักเลงพระ

เมื่อมีเวลาว่างในตอนเย็น เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็มักจะไปป้วนเปี้ยนอยู่ที่สนามหลวง เข้าสังคมและสังสรรกับบรรดานักเล่นพระเครื่องลางทั้งหลาย จนกระทั่งได้รู้จักกับบุคคลสำคัญๆ ในวงการนักเล่นพระท่านเจ้าคุณเป็นพุทธศาสนิกชนคนหนึ่งที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ยังเชื่อมั่น ในไสยศาสตร์มนต์คาถาคุณไสยตามธรรมดาของผู้ใหญ่ปูนนี้

บริเวณสนามหญ้าหน้าศาลอาญาเดิม ที่นั่นทุกเวลาเย็นท่านจะเห็นชายฉกรรจ์ชาวไทย คราวคุณน้าคุณอาคุณลุงและคุณปู่ของเรานับจำนวนร้อย นั่งสนทนากันเป็นกลุ่มๆ ที่นั่นคือ "สนามพระ" ใครมีพระเครื่องลางก็นำออกมาอวดกัน แลกเปลี่ยนกัน หรือให้เช่า (คือขายนั่นเอง) สนามพระเป็นที่ชุมนุมดาราพระเครื่องลางทั้งหลายบรรดาพระเครื่องลางชั้นยอดเยี่ยมจะชุมนุมกันที่นี่ ทุกเวลาเย็นคนนี้เช่าไปแล้วไปให้คนอื่นเช่าเอากำไรอีกต่อหนึ่ง พระองค์เดียวหมุนเวียนไปมาหลายเจ้าของ ชั่วเวลาเพียงสัปดาห์เดียวพระเครื่องลางชนิดไหนที่นักเลงเล่นพระนิยมมาก ก็มีราคามากอาจจะถึงพันบาทก็ได้

อย่างไรก็ตาม ที่สนามพระนี่แหละ เต็มไปด้วยเล่ห์กะเท่ของนักเลงเล่นพระ บางคนที่เปรียบเหมือนกับแกะดำปนอยู่ในฝูงแกะขาว ถ้าหากว่าท่านมีพระเครื่องลางชั้นเยี่ยมสักองค์หนึ่งนำออกมาอวดนักเลงพระเหล่านั้น เขาก็จะเข้ามาห้อมล้อมท่านเพื่อขอชมพระของท่าน คนโน้นหยิบคนนั้นหยิบ เผอลแผล็บเดียวหลวงพ่อของท่านก็จะล่องหนโดยไม่รู้ว่ามือลึกลับคนไหนเอาไป แต่นักเลงพระจะไม่ทำวิธีนี้กับผู้ที่เคยเห็นหน้ากันอยู่เสมอๆ เพราะกลัวโดนเตะนั่นเอง

สังคมพระเครื่องลางก็เหมือนกับสังคมอื่นๆ มีการแบ่งชั้นวรรณะดูถูกเหยียดหยามกัน พวกคุณหลวงคุณพระเจ้าคุณ และพวกอาเสี่ยกระเป๋าหนักจับกลุ่มคุยกันพวกหนึ่ง นักเลงพระที่จนๆ ไม่กล้าเข้าไปปะปนด้วย พวกนักเลงพระชั้นกลางก็อยู่อีกพวกหนึ่ง สมาคมพระเครื่องลางซึ่งใช้สนามหญ้าเป็นที่ตั้งของสมาคมและไม่มีนายก ไม่มีกรรมการ ไม่มีเจ้าหน้าที่แผนกหนึ่งแผนกใดเลย ได้ตั้งมานานนับสิบปีแล้ว สมาชิกโดยมากล้วนแต่เป็นคนเก่าแก่รู้จักคุ้นเคยกันดี ที่นี่มีการซื้อขายพระเครื่องลางกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน มีค็อมปราโดร์ผู้เชี่ยวชาญรับหาพระชั้นเยี่ยมให้ท่านตามความประสงค์ นักเลงพระรุ่นเก่าที่ดูพระโดยไม่ต้องใช้แว่นขยายมีความรู้ความชำนาญมาก เพียงแต่มองด้วยตาเปล่าเขาจะบอกได้ทันทีว่าพระองค์นั้นแท้หรือเก๊ (พระบวชใหม่) ถ้าท่านเริ่มเล่นพระเครื่องลาง ท่านก็มีหวังที่จะถูกต้มอย่างง่ายดาย เพราะตาของท่านดูไม่ถึง เช่นเดียวกับธนบัตรดีและธนบัตรปลอม ที่ปลอมได้แนบเนียน

สมาคมพระเครื่องลาง มีการประชุมกันทุกเวลาเย็นอย่างจำเจซ้ำๆ ซากๆ ไม่มีใครสนใจกับการเมือง หรือการบ้านโลกจะหมุนหรือแกว่ง เกาหลีเจรจาหยุดยิง กษัตริย์จอร์แดนถูกปลงพระชนม์ อิหร่าน พิพาทกับอังกฤษเรื่องน้ำมัน นักเลงเล่นพระไม่มีใครสนใจเลย เขาสนใจแต่พระเครื่องลางของเขาคุยกันแต่เรื่องพระ นายเซียได้ขุนแผนมาใหม่ ๑ องค์ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เช่ากริ่งปวเรศร์ของนายทวี ๘๐๐ บาท พระชำนาญฯ ให้เช่าท้ายย่านองค์นั้นไปแล้ว เสี่ยเพ้งกำลังต้องการนางพญา ๑ องค์ แต่ต้องบริสุทธิ์ไม่มีตำหนิ นายปริกถูกนักเลงดียกเค้าขโมยพระชั้นดีไปหลายองค์ วงการพระเครื่องลางพูดคุยกันแต่เรื่องเหล่านี้

เย็นวันนั้น บูอิคเก๋งสีฟ้าเล่นมาจากสะพานผ่านพิภพตรงมาตามถนนราชดำเนิน เจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นคนขับ ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งอยู่ในรถคันนี้ท่านเจ้าคุณชวน ๔ สหายมาเที่ยว "สนามพระ" เป็นครั้งแรก ที่ชวนมาก็เพราะเมื่อวานนี้ เจ้าคุณเกิดเป็นปากเสียงกับนักเลงเล่นพระคนหนึ่งอย่างรุนแรง เจ้าหมอนั่นทำท่าจะใช้กำลังจัดการกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ไม่กล้ามาเที่ยวตามลำพัง จึงชวน ๔ สหายให้ติดตามท่านมาด้วย ซึ่งวันนี้ท่านตกลงจะเช่าพระองค์หนึ่งจากนายวอนนักเล่นพระรุนลายคราม

บูอิคเก๋ง แล่นมาหยุดห่างจากป้ายจอดรถประจำทางไม่กี่มากน้อย อาเสี่ยกิมหงวนแลเห็นสมาชิกนักเล่นพระหลายสิบคน นั่งจับกลุ่มล้อมวงอยู่เป็นพวกๆ ก็กล่าวถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"นี่หรือครับ สนามเล่นพระ"

"อือ นี่แหละ นักเล่นพระในกรุงเทพฯ ทุกคนได้มาประชุมกันที่นี่ทุกเวลาเย็น ไป....ลงไปชมกับเขาบ้างซี พวกแกน่ะอย่าคิดว่าไสยศาสตร์เป็นของเหลวไหล คุณพระคุณเจ้าย่อมจะคุ้มครองป้องกันตัวเราได้ แกควรจะหาพระดีๆ ติดตัวไว้บ้างมีเงินอย่างพวกแกจะเอายังไงก็เอาได้"

นิกรถามขึ้นเบาๆ

"เหล็กไหลมีขายไหมครับ ผมอยากได้เหล็กไหล"

ท่านเจ้าคุณทำหน้าชอบกล

"เห็นจะหายากสักหน่อย ที่นี่โดยมากมีแต่พระเครื่องลางทั้งนั้น"

กิมหงวนพูดโพล่งขึ้น

"ต้องหาไว้สักองค์โว้ย กลับมาจากเที่ยวดึกๆ ดื่นๆ เมียตีกระบาลเราจะได้ไม่เป็นอันตราย กันเลื่อมใสเหมือนกันในเรื่องนี้"

ดร. ดิเรกหัวเราะอย่างขบขัน

"อิมพอสิเบิล พระเครื่องลางทำด้วยดินเผาหรือหินหรือขี้ผึ้งแข็ง ทำไมถึงจะช่วยให้เราอยู่ยงคงกะพัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาทำตาเขียวกับนายแพทย์หนุ่ม

"อ้ายแกมันหนุ่มสมัยใหม่ลูกคางใสจะรู้จักอะไร ถ้าของเหล่านี้ไม่ศักดิ์สิทธิ์จริง ใครเขาจะมานั่งสะสมให้เสียเวลา แกรู้ไหมว่าพระเครื่องลางบางองค์มีราคานับพันทีเดียว"

"ออไร๋น์...ออไร๋" แล้วดิเรกก็หัวเราะ

๔ สหายกับเจ้าแห้วและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันลงจากรถเดินเข้าไปในบริเวณสนามพระ พวกนักเลงพระหลายคนหันมามองดู ส่วนมากรู้จักกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทั้งนั้น เขาทักทายท่านอย่างพินอบพิเทา

ชายชราคนหนึ่ง ปราดเข้ามายกมือไหว้ท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับใต้เท้า ผมนึกว่าใต้เท้าติดธุระมาไม่ได้เสียอีก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อมยิ้ม

"ต้องมาซีนายวอน นัดแล้วไม่มาได้รึ เราไม่ใช่เด็กอมมือจะได้พูดพล่อยๆ เอาพระมาหรือเปล่าล่ะ"

"เอามาครับ นั่งซีครับใต้เท้า"

นายวอนกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคณะพรรคของท่านต่างทรุดตัวลงนั่งบนพื้นสนามหญ้า ทันใดนั้นเองนักเลงเล่นพระก็ทยอยกันเข้ามาห้อมล้อมจนแน่นไปหมด เพื่อจะชมการซื้อขายสมเด็จวัดระฆังที่หาได้ยากที่สุด และมีราคาค่อนข้างแพงมาก

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังลั่น เมื่อนายวอนล้วงกล่องสังกะสีเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋าเสื้อของเขาและเปิดมันออก เขาหยิบพระเครื่องลางองค์หนึ่งออกมาอย่างระมัดระวัง ส่งให้คุณปัจจนึกฯ

"ชมซีครับใต้เท้า งามอย่างที่ผมพูดไหม"

นักเลงเล่นพระทั้งหลาย วิพากษ์วิจารณ์กันแซ่ดไปหมดพระองค์นี้ใครๆ ก็รู้ว่างามมาก และมีที่นายวอนองค์เดียวเท่านั้น ของคนอื่นล้วนแต่ชำรุด องค์พระถลอกหรือแตกเพราะความเก่าแก่ แต่สมเด็จวัดระฆังของนายวอนไม่มีตำหนิเลย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ล่วงกระเป๋าเสื้อหยิบแว่นขยายออกมายกขึ้นส่องเนื้อพระทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แล้วท่านก็รู้ว่าพระองค์นี้แท้ ไม่ใช่พระบวชใหม่ที่นักเลงพระทำขึ้นมาหลอกขาย

"คิดถ้วนๆ ก็แล้วกัน นายวอน"

นายวอนสะดุ้ง รับพระมาจากเจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่งให้ชายชราคนหนึ่งดู

"โธ่ ใต้เท้า ๑,๒๐๐ บาทน่าดีแล้วนะครับ เงิน ๒๐๐ บาทใต้เท้าไม่น่าจะเกี่ยงเลย ผมก็เรียนใต้เท้าแล้วว่า ผมกำลังเดือดร้อนอยากได้เงิน ม่ายผมก็ไม่ตัดใจให้ใต้เท้าเช่าหร็อกครับ ผมรักษามาตั้ง ๘ ปีแล้ว ใครๆ ก็รู้"

ท่านเจ้าถุณหัวเราะ หันมาถามชายชราที่กำลังมองดูพระองค์นั้นอย่างสนใจ

"ไง พี่หนอม เข้าทีไหม"

ลุงหนอมยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"งามมากขอรับเจ้าคุณ นี่ถ้าหลวงไกรฯ ท่านทราบว่าเจ้าคุณเช่าไว้จากนายวอน ท่านคงเสียดายมากทีเดียว"

ใครต่อใครขอชมพระองค์นั้น ปล่อยให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ สนทนาโต้ตอบต่อรองราคากับนายวอนเจ้าของพระ ๔ สหายก็ถือโอกาสชมกับเขาด้วย ทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้ในการดูเพชรพลอย แต่นักเลงเล่นพระมองดูปราดเดียวก็รู้ว่าดีหรือเก๊

"ฉันให้อีก ๑๐๐ บาทก็แล้วกันนายวอน"

นายวอนหัวเราะหึๆ

"โธ่ ใต้เท้า สงสารผมเถอะครับ เงินนิดๆ หน่อยๆ นึกว่าให้ผมใช้ วันหน้าวันหลังใต้เท้ามีธุระปะปังอะไรยังเรียกผมใช้ได้"

ทันใดนั้นเอง เสียงรถยนต์คันหนึ่งห้ามล้อดังลั่นถนน ทุกๆ คนหันควับไปมองดูรถเก๋งสีดำคันหนึ่งหยุดนิ่งอยู่กลางถนน คนขับโผล่หน้าออกมาเอ็ดตะโรยายแก่คนหนึ่งซึ่งวิ่งตัดหน้ารถของเขา แต่เดชะบุญที่เขาห้ามล้อได้ทันท่วงที

"มายก๊อด" ดร. ดิเรกคราง "ยายแก่นั่นเคราะห์จะร้ายเสียแล้ว

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาถามนายจอมทะเล้น

"เอาดีไหมวะ อ้ายกร ๑,๒๐๐ บาท"

นิกรสั่นศรีษะ

"อย่าเลยครับ ๑,๑๐๐ บาทสมควรแล้ว วันนี้แกไม่ให้ พรุ่งนี้แกก็ให้คุณพ่อเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าเห็นพ้องด้วย แล้วท่านก็กล่าวกับนายวอน

"ถ้าไม่ให้ก็ไม่ตกลงละนายวอน ๑,๑๐๐ บาท ดีแล้ว เมื่ออาทิตย์ก่อนเจ้าคุณประสานฯ เช่าสมเด็จวัดระฆังมา ๘๐๐ บาทเท่านั้น"

"โอ ผิดกันครับใต้เท้า สมเด็จองค์นั้นที่เจ้าคุณประสานฯ เช่าไปจากนายแดงไม่เหมือนของผมนี่ครับ" แล้วนายวอนก็มองดูหน้าชายชรา "พี่หนอมส่งพระให้ฉันซิ"

ลุงหนอมสั่นศรีษะ

"โน่น อยู่ที่คนนั้น"

นายวอนหันมาถามชายชรากลางคนคนหนึ่ง แต่หมอนั่นปฏิเสธ คราวนี้ก็เกิดวุ่นวายกันขึ้น สมเด็จวัดระฆังซึ่งกำลังตกสนนราคากันระหว่าง ๑,๑๐๐ บาท กับ ๑,๒๐๐ บาท ได้อันตรธานไปเสียแล้ว นายวอนเอ็ดตะโรลั่น

"ใครเอาไป คืนมาให้ฉันเสียดีๆ แล้วกันอยู่สนามพระมาตั้ง ๑๐ กว่าปีแล้ว ขืนเล่นสกปรกอย่างนี้เป็นฉิบหายแน่ให้ดิ้นตาย"

พวกที่ยืนและนั่งห้อมล้อมอยู่ ต่างปฏิเสธว่าตนไม่ได้เอาไป นายวอนโมโหจนตัวสั่น คาดคั้นเอากับคนนั้นคนนี้ยุ่งไปหมด บรรดานักเลงดูพระถูกปรักปรำกล่าวโทษก็เดือดดาล โต้คารมกับนายวอนอย่าง รุนแรง บางคนก็เดินเลี่ยงไปจากที่นั่น

นายวอนแทบลมจับ ไม่อาจจะจับมือใครดมได้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่น กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วพูดกับนายวอน

"เอ เจอนักเลงดีแล้วนายวอน ดูกันไปดูกันมาหายไปแล้ว"

นายวอนจ้องตาเขม็งมองดูกิมหงวน

"ตะกี้นี้ผมเห็นคุณดูอยู่" เขาพูดกับอาเสี่ย "ผมสงสัยคุณเสียแล้วละ"

เสี่ยหงวนสะดุ้งเฮือก

"แล้วกัน ลุงคิดว่าคนอย่างฉันน่ะจะขโมยพระของลุงยังงั้นรึ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบอธิบายให้นายวอนทราบทันที

"อย่าเข้าใจผิด ๔ คนนี่มากับฉันลูกหลานฉันเองคนนี้อาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐี นั่นหลานชายฉัน เจ้า ๒ คนนี่ลูกเขยฉัน"

นายวอนหน้าจ๋อย รีบยกมือไหว้กิมหงวน

"ประทานโทษเถอะครับอาเสี่ย ผมเข้าใจผิดคิดอาเสี่ยเป็นนักเลงพระหน้าใหม่"

อาเสี่ยหัวเราะ

"เรา ๔ คนนี่ไม่มีความรู้ในเรื่องพระเลยลุง มาเป็นเพื่อนคุณอาท่าน"

นายวอนทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ ถามใครก็ไม่มีใครรับ และส่วนมากผู้ที่ห้อมล้อมอยู่กระจายออกไปหมดแล้ว เจ้าของพระขบกรามกรอด นัยน์ตาวาวโรจน์แสดงความเดือดดาลที่ถูกล้วงคองูเห่า

"มันเป็นอย่างนี้แหละ" นายวอนพูดเสียงดัง "อ้ายไม่ให้ดูก็จะหาว่ายิว ล้วนแต่เคยเห็นหน้ากันทั้งนั้น ครั้นให้ดูก็แว่บหาย ใครเอาของกูไปขอให้มันฉิบหายบรรลัยจักร"

นายกลิ่นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ใครต่อใครพากันซูฮกชายชราผู้นี้ในฐานที่เป็นผู้อยู่ยงคงกระพัน นาย กลิ่นส่งพระท้ายย่านให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"นี่ครับ ใต้เท้า ผมคิดว่าใต้เท้าคงตกลงตามราคาที่ผมเสนอขาย เพราะใต้เท้าได้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ด้วยตาเองแล้ว"

"เดี๋ยวก่อน พี่กลิ่น ต้องทดลองตัวฉันเสียก่อนซี"

"อ๋อ ได้ครับ ใต้เท้าอมพระไว้ ผมจะเฉือนใต้เท้าเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแหยๆ

"ไม่เข้าแน่นา"

"โธ่...ถ้าเข้าเอาตำรวจจับผมฐานล่อลวงซีครับ ของไม่ดีมาหลอกขายได้หรือ ผมเล่นพระมานานแล้วทั้งซื้อทั้งขายไม่เคยเสียชื่อเลย ใต้เท้าก็รู้จักผมดีแล้วนี่ครับ"

เจ้าคุณอมพระใส่ปาก

"เอา....เฉือนได้ พี่กลิ่น" พูดพลางยื่นแขนขวาให้ชายชราเจ้าของพระ แล้วท่านก็หลับตาปี่เพราะเสียวไส้

เจ้าแห้วลุกขึ้นนั่งยองๆ คิดว่าถ้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถูกคมมีดมีบาดแผล เขาจะลุกขึ้นเตะปากลุงกลิ่นทันที นายกลิ่นยิ้มแป้น เอื้อมมือซ้ายจับข้อมือเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไว้ มือขวายกมีดโกนขึ้นเฉือนถูไปมาบนท่อนแขนค่อนข้างแรง

"โอยๆๆ " เจ้าคุณร้องลั่น

เปล่า ไม่มีบาดแผลเลย แม้แต่เป็นเพียงรอยยางบอน เจ้าคุณมองดูแขนของท่านด้วยความตื่นเต้น แล้วเงยหน้าขึ้นมอง ๔ สหาย

"รับประทานเด็ดขาดเลยครับใต้เท้า" เจ้าแห้วร้องขึ้นดังๆ "รับประทานแน่มาก ถ้าไม่มีพระ รับประทานเฉือนแรงๆ ด้วยมีดโกนอย่างนี้ รับประทานอย่างน้อยก็ถึงกระดูก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ คายหลวงพ่อที่อยู่ในปากออกมาเก็บเข้ากระเป๋า แล้วดึงซองธนบัตรออกมาเปิด นับธนบัตรใบละร้อยใหม่เอี่ยม ๙ ฉบับส่งให้เจ้าของพระ นิกรถือโอกาสนี้คว้ากล่องมีดโกนที่วางอยู่ข้างๆ ตัวนายกลิ่นมายึดไว้

"ดีมากพี่กลิ่น ได้เห็นจริงเห็นจังอย่างนี้แล้ว ฉันไม่เสียดายเงินหร็อก พระองค์นี้ฉันจะติดตัวไว้"

นายกลิ่นยกมือไหว้ประหลกๆ

"ดีแล้วขอรับ จะได้ป้องกันตัว กระผมเองถ้าไม่ร้อนเงินจริงๆ ก็ไม่ยอมปล่อย นักเล่นพระกระเป๋าเบาก็ยังงี้แหละครับ เวลาเดือดร้อนขึ้นมาไม่ปล่อยก็ไม่ได้ อย่างใต้เท้าเงินหนานับวันก็ยิ่งสะสมได้มากขึ้น"

ดร. ดิเรกเลื่อมใสมาก เขาเชื่อการอยู่ยงคงกะพันไม่ใช่ของเหลวไหลไร้สาระเลย นายแพทย์หนุ่มกล่าวถามนายกลิ่นอย่างสุภาพ

"คุณลุงมีอะไรดีๆ ให้ผมเช่าสักองค์สิครับ"

"ไม่มีแล้วครับคุณหลาน ถึงผมมีก็ยังไม่ยอมปล่อยแต่ว่าผมจะลองไปถามพรรคพวกเขาดูนะครับ ใครเขามีผมจะให้เขามาพบ"

ดร. ดิเรกพยักหน้า

"ดีทีเดียวคุณลุง ผมอยากได้ไว้สักองค์หนึ่ง"

"ครับ ครับ ผมจะไปถามพรรคพวกเขาเดี๋ยวนี้" พูดจบชายชราก็ลุกขึ้นพาตัวเดินไปจากที่นั่น

นิกรล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบมีดสปริงเล่มหนึ่งออกมาง้างออกโดยไม่ให้ใครเห็น แล้วคลานเข้ามาข้างหลังเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมีดจ้วงแทงชายโครงข้างขวาของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดังฉึก

"โอ๊ย" เจ้าคุณร้องลั่น "อะไรกันโว้ยหา"

นิกรหัวเราะ

"ผมลองพระคุณพ่อครับ จุ๊ย์ๆๆๆ ยังงี้เขาแน่จริง ผมแทงจนเต็มเหนี่ยวไม่ยักเข้า นี่ถ้าไม่มีพระตายห่าแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ว้า....ทีหลังจะลองละก้อ บอกให้รู้ตัวเสียก่อนซีโว้ยแล้วกันเล่นเอาใจคอหายหมด"

๔ สหาย ต่างตื่นเต้นในความศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่องลางเหลือที่จะกล่าว เสี่ยหงวนพูดขึ้นเปรยๆ

"เห็นจะต้องหาไว้สักองค์ เขาโจทย์กันมานานแล้วว่าที่สนามพระนี่มีพระดีๆ ซื้อขายกันเสมอ"

พลว่า "ดีแล้ว กันก็อยากได้เหมือนกัน ประเดี๋ยวตาลุงนั่นแกคงไปบอกให้ใครนำพระดีๆ มาให้เราเช่าหร็อก"

เจ้าแห้วจัดแจงเสิร์ฟกาแฟดำเย็น ซึ่งจวนจะละลายหมดแล้วให้เจ้านายของเขา นิกรเคี้ยวเต้าหู้ทอดอย่างเอร็ดอร่อย แล้วก็สนทนากันในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่องลาง เจ้าคุณปัจจนึกฯ อธิบายให้ ดร. ดิเรกฟังว่า การสร้างคือหล่อพระเครื่องที่ดีๆ นั้น ต้องประกอบด้วยพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิเชิญมาร่วมชุมนุมกัน และต้องมีพิธีการมากมายกว่าจะหล่อได้ต้องเสียเวลาไม่น้อย ไสยศาสตร์เป็นวิชาเร้นลับ แต่คนรุ่นนี้ทำให้เสื่อม เป็นต้นว่า ทำพระเครื่องลางปลอมออกจำหน่าย หรือม่ายพระเครื่องลางบางองค์สร้างขึ้นโดยผู้ที่ขาดคุณวุฒิอันแท้จริง ท่านเจ้าคุณยืนยันว่า พระเครื่องลาง เช่น กริ่งปวเรศร์, ท้ายย่าน, ขุนแผน, เม็ดข้าวเม่า, นางพญา, สมเด็จวัดระฆัง เหล่านี้ล้วนแต่มีความขลังสามารถทำให้อยู่ยงคงกระพันได้

ดร. ดิเรกยิ่งเพิ่มความสนใจยิ่งขึ้น

"ที่อินเดียไม่มีของขลังอย่างนี้หร็อกครับ โยคีในอินเดีย คือผู้วิเศษสามารถเอาชนะความทุกข์ทรมานและความหิวโหยได้เท่านั้น เกี่ยวกับทางจิตตศาสตร์เป็นต้นว่า กินตะปู กินยาพิษเข้าไปแล้วไม่ตาย แสดงว่ามีจิตใจแข็งมาก โยคีบางคนอดข้าวได้ถึง ๓๕ วัน"

พลอมยิ้ม

"แล้วเป็นยังไง"

"ก๊อตายน่ะซี" นายแพทย์หนุ่มพูดหน้าตาเฉย

ทุกคนดื่มกาแฟดำเย็นเสร็จเรียบร้อย เจ้าแห้วตะโกนเรียกเจ๊กมาเก็บแก้ว พลส่งธนบัตร ๒๐ บาท ๑ ฉบับให้คนใช้จอมแก่นของเขา ในเวลาเดียวกันนี้เอง ชายกลางคนคนหนึ่งได้เดินเข้ามาหาคณะพรรค ๔ สหาย เขาเป็นสมาชิกของนักเลงเล่นพระคนหนึ่ง แทบจะกล่าวได้ว่ามืออาชีพในทางซื้อขายพระเครื่องลาง เพราะเขาไม่ได้ประกอบอาชีพอย่างหนึ่งอย่างใด ทุกเวลาเย็นเป็นต้องปรากฏที่นี่ ชายคนนี้ชื่อนายผัน รูปร่างเอวเล็กเอวบาง

นายผันเข้ามาทรุดตัวนั่งพับเพียบเรียบร้อย ยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับ เจ้าคุณ"

เจ้าคุณหน้าตาตื่น

"เอ....ขอโทษ เธอเป็นใครฉันไม่รู้จัก ทำไมถึงทักทายฉันถูกต้องล่ะ"

"กระผมเองก็ไม่รู้จักใต้เท้าครับ น้ากลิ่นแกบอกว่าใต้เท้ากับพรรคพวกอยากได้พระดีๆ แนะนำให้กระผมมาหา กระผมชื่อผันครับ"

อาเสี่ยยิ้มให้กระทาชายผู้นี้

"ดีแล้วพี่หัน มีพระอะไรดีๆ นำออกมาโชว์บ้างซี"

นายผันยิ้มแห้งๆ

"ผมชื่อผันครับ ไม่ใช่หัน"

กิมหงวนสะดุ้ง

"ยังงั้นเรอะ ฉันก็นึกสงสัยอยู่เหมือนกัน ชื่อคนตายไปแล้วตั้งโกฏิไม่เอามาชื่อ ชื่อหันฟังทะแม่งๆ ชอบกลที่แท้หูฉันไม่ดีเอง"

พลพูดขึ้นบ้าง

"พวกเราอยากได้พระชั้นที่หนึ่งสักคนละองค์แต่ขออย่าให้ราคาแพงเกินไปนัก พี่ผันมีพระอะไรบ้างล่ะ"

"มีอยู่ ๒ องค์เท่านั้นแหละครับ นางพญาองค์หนึ่งกับขุนแผนอีกองค์หนึ่ง รับรองว่างามมากเชียวครับ ส่วนราคาผมก็จะเรียกร้องพอหอมปากหอมคอสำหรับวันหน้าวันหลังจะได้ติดต่อกันใหม่ ซื้อพระจากผมรับรองครับ เรื่องจะต้มคุณผมไม่ทำ ผมหากินในทางสุจริตซื้อขายกันอย่างที่เรียกว่าตรงไปตรงมา ไทยทำไทยซื้อ ไทยขายไทยอุดหนุนไทย พระเครื่องลางของผมเช่าไปแล้วรับประกันซ่อมแซมให้ฟรีตลอดชีวิตอย่างที่ฝรั่งเรียกว่า ไล์ฟไทม์ นั่นแหละครับ นางพญาของผมองค์นี้รับรองในเรื่องปืนผาหน้าไม้อาวุธมีคมทุกอย่าง แม้กระทั่งสามง่าม หอกหลาวเหลนไม้พลองกระบองสั้น ดูสิครับ ไม่ซื้อไม่หาไม่ว่ากระไร ชมได้ดูได้"

"เฮ้ย" เสี่ยหงวนเอ็ดตะโรลั่น "พูดเสียน้ำไหลไฟดับ ประเดี๋ยวขาดใจตายหร็อกแก"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมเคยขายยาหม่องครับ พูดตั้งแต่เช้าจนค่ำยังไม่เหนื่อย" แล้วเขาก็ส่งพระดินเผาสีแดงรูปสามเหลี่ยมองค์หนึ่งให้เสี่ยหงวน "นี่ครับนางพญา ท่านผู้ดีมีเงินกำลังนิยมเล่นกันมาก นอกจากอยู่ยงคงกระพันแล้ว จีบผู้หญิงเป็นไฟเลยครับ ใครมีพระองค์นี้รับรองว่า ผู้หญิงรายไหนก็รายนั้น จีบเดี๋ยวเดียว โอ. เค. เลย ผมเองตั้งแต่ได้พระองค์นี้มา ได้เมียรวมทั้งหมด ๓๕ คน เท่าอายุผมพอดี ไม่เชื่อถามใครดูเถอะครับ พวกสนามพระนี่เขารู้จักผมทุกคน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนใจเฮือกใหญ่

"ถ้าเธอจะซื้อขายกับฉันละก้อ ขอได้โปรดพูดน้อยหน่อยน้องชาย พูดมากฉันรำคาญไม่อยากจะซื้อ หร็อก"

"จริงครับใต้เท้า ผมเองก็รำคาญตัวเองเหมือนกัน"

กิมหงวนรับพระนางพญามาพิจารณาดู

"บวชใหม่หรือบวชเก่า"

นายผันชักฉิว

"คนอย่างผมไม่เคยหลอกลวงใครกินหร็อกครับ ดูเถอะครับ ถ้าเก๊ละก้อกระทืบผมเลย"

อาเสี่ยส่งหลวงพ่อให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณอาช่วยดูหน่อยเถอะครับ ผมดูไม่เป็น แม้แต่ยี่ห้อก็ดูไม่ออก ไม่มีความรู้ในทางนี้เลยครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ วางหลวงพ่อลงบนฝ่ามือข้างซ้าย และโดยไม่ต้องใช้แว่น ท่านพิจารณาอยู่สักครู่ก็คืนให้กิมหงวน

"ไม่เก๊หร็อก แต่มีรอยบุบสลายหลายแห่ง เป็นธรรมดาอยู่เอง พระนางพญาที่ไม่มีตำหนิหายากมาก"

กิมหงวนกล่าวถามเจ้าของพระ

"ขาดตัวเท่าไร พี่ผัน"

"ง่า....ขอ ๒๕๐ บาทครับ"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"ต่อคำได้ไหม พี่ชาย"

"ได้ซิครับของซื้อของขายทำไมจะต่อไม่ได้ คุณจุใจจะให้เท่าไรล่ะครับ"

นายจอมทะเล้นนิ่งคิด

"๕ บาทเป็นยังไง"

นายผันกลืนน้ำลายเอื๊อก หยิบพระชินองค์หนึ่งออกมาส่งให้นิกร

"องค์นี้ซีครับ ๕ บาท เพิ่งบวชเมื่อ ๒-๓ วันนี้เอง ผมเป็นอุปัชฌาย์เสร็จ ทำไว้เกือบร้อยองค์เชียวครับสำหรับไว้แจกเพื่อนฝูงที่ขี้ขอ"

นิกรมองดูแล้วส่งคืน

"ฉันว่าองค์นี้สวยกว่านางพญาของพี่ชายอีก"

นายผันหัวเราะก้าก

"๑๐๐ องค์ แลกกับนางพญาองค์เดียวก็ไม่มีใครเขาแลกครับ"

กิมหงวนพูดขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ทดลองให้ดูก่อนได้ไหม"

"อ๋อ ได้ซีครับ ของดีต้องทดลองได้"

อาเสี่ยส่งพระคืนให้เจ้าของ

"มีมีดหรือเปล่าล่ะ ขอให้ฉันลองฟันแขนพี่ชายสักทีก็แล้วกัน ถ้าฟันไม่เข้าก็ตกลงซื้อแน่ ถ้าฟันเข้าก็ใช้ไม่ได้"

นายผันล้วงดูตามกระเป๋าเสื้อกางเกงของเขา นิกรรีบส่งกล่องมีดโกนให้กิมหงวนแล้วพูดยิ้มๆ

"เอ้า-เฮ้ย เอามีดโกนนี่ลองเฉือนดูดีกว่า"

อาเสี่ยหงวนคิ้วย่น

"แกเอามาจากไหนวะ ทำราวกับว่าแกเป็นนักเลง ริอ่านพกมีดโกน"

นิกรหัวเราะ

"ไม่ใช่ของกันหร็อก ของอีตาลุงที่แกขายพระท้ายย่านให้คุณพ่อ กันเห็นยี่ห้อมันดีก็เลยยึดเอาไว้"

กิมหงวนหยิบมีดโกนออกมาจากกล่อง ง้างมันออก

"เอาหรือยัง พี่ชาย ยื่นแขนมาซี"

นายผันวางกล่องพระลงบนสนามหญ้า แล้วอมพระนางพญาไว้ในปาก ล้มตัวลงนอนหงาย หันศีรษะมาทางตัวกิมหงวน

"เอาซีครับ เฉือนคอผมเลย"

เสี่ยหงวนสะดุ้งโหยง

"ไม่ไหวเฉือนคอฉันไม่กล้าหรอก พลาดพลั้งเหมือนไก่ถูกเชือด ตำรวจเขาก็เล่นงานฉันเท่านั้น ลองที่แขนดีกว่า"

นายผันลุกขึ้นนั่ง

"ตามใจเถอะครับ เฉือนแขนก็ได้" แล้วเขาก็ยื่นแขนให้กิมหงวน "เอา-เฉือนครับ มีแรงเท่าไรเฉือนลงไป"

อาเสี่ยปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง วางคมมีดลงบนท่อนแขนข้างขวาของนายผัน แล้วเขาก็เฉือนไปมา ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วอ้าปากหวอตื่นเต้นไปตามกันเมื่อได้เห็นอิทธิปาฏิหาริย์ของพระเครื่องลางที่นายผันอมไว้ในปาก กิมหงวนทั้งเฉือนทั้งฟันก็ไม่เข้า เขาจึงกดตัวนายผันลงนอนหงาย แล้วขึ้นนั่งคร่อมหน้าอก ใช้มีดโกนเฉือนเหนือลูกกระเดือกนายผัน ดูเป็นที่น่าหวาดเสียวยิ่งนัก นายผันหัวเราะหึๆ

"แหม-จั๊กกระจี้จังครับ น่ากลัวมีดจะบิ่นเปล่า"

อาเสี่ยลงมาจากอกเจ้าของพระ ประคองนายผันลุกขึ้น

"ตกลงพี่ชาย ๒๕๐ บาทไม่แพงเลย แม่โวย-เด็ดขาดมาก เฉือนจนเมื่อยมือไม่เข้า นี่แหละของดีจริง"

นายผันคายหลวงพ่อออกจากปาก ส่งให้เสี่ยหงวนอย่างนอบน้อม อาเสี่ยหยิบธนบัตรปึกเบ้อเริ่มในกระเป๋าเสื้อเชิ๊ตออกมานับ ส่งให้นายผัน ๒๕๐ บาท

ดร. ดิเรกเลื่อมใสมาก ยกมือเขย่าแขนกิมหงวนทันที

"ขายต่อให้กันเถอะวะ อ้ายเสี่ย กันให้ ๓๐๐ บาท"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"ไม่ได้หรอก กันอยากได้นางพญามานานแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มหน้าจ๋อย หันมาทางนายผัน

"ของดีๆ อย่างนี้ให้ฉันสักองค์ซีพี่ชาย มีไหมล่ะ"

"มีครับ พระชั้นดีของผมมีอยู่อีกองค์หนึ่งในกล่องนี้ พระขุนแผนครับ เจ้าชู้ดีเหมือนกัน ส่วนการอยู่ยงคงกะพันไม่ต้องพูดถึง นักเลงเล่นพระทุกคนย่อมทราบดีว่าพระขุนแผนป้องกันคมอาวุธได้ทุกชนิด" พูดจบเขาก็เปิดกล่องสังกะสีออก หยิบพระเครื่องลางองค์หนึ่งขึ้นมาส่งให้นายแพทย์หนุ่ม "นี่ครับขุนแผน หนุ่มๆ อย่างคุณมีขุนแผนองค์เดียวพอแล้ว"

ดิเรกมาพิจารณาดู แล้วส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขอให้ท่านช่วยดูให้ ท่านเจ้าคุณใช้แว่นขยายตรวจดูสักครู่ ก็รับรองกับนายแพทย์หนุ่มว่า เป็นของแท้ไม่ใช่ของเก๊

"ราคาเท่าไร พี่ชาย"

นายผันรู้ว่าคณะพรรค ๔ สหายเป็นผู้ดีมีเงิน ก็โก่งราคาทันที

"องค์นี้แพงหน่อยครับ เพราะหายากมาก ผมต้องขอ ๑,๐๐๐ บาท"

"โอ-มันแพงมาก ง่า-ขอทดลองดูก่อนซี" พูดจบก็ส่งขุนแผนคืนให้เจ้าของพระ แล้วหันมาพูดกับเจ้าแห้ว "เฮ้ไปขอยืมปังต๋อเจ๊กก๊วยเตี๋ยวมาหน่อยโว้ย กันจะลองฟันกะบาลเจ้าของพระดู ถ้าอยู่ยงคงกะพันได้จริง กันจะขอซื้อพระขุนแผนองค์นี้"

เจ้าแห้วอ้าปากหวอ

"รับประทานเอาปังต๋อเชียวหรือครับ"

"เออ ถ้าไม่เหนียวจริงพ่อฟันคอขาดกระเด็นเลย"

"อ้าว รับประทานคุณหมอก็ต้องย้ายบ้านจากนอกคุกเข้าไปอยู่ในคุกเท่านั้น"

"เถอะน่า ติดเป็นติดซีวะ ของพันนี้มันต้องลองให้เห็นดำเห็นแดง"

เจ้าแห้วลุกขึ้นวิ่งไปเจรจากับเจ๊กก๊วยเตี๋ยว แล้วก็ถือปังต๋อเล่มเบ้อเริ่ม เดินลอยหน้าเฉิบกลับมา ทรุดตัวลงนั่งส่งมีดให้ ดร. ดิเรก

นายผันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ก้มตัวมาทางนายแพทย์หนุ่มแล้วเงยหน้าขึ้น

"ฟันกะบาลผมก็แล้วกันครับ ล่อให้เต็มเหนี่ยวเลย"

นิกรกับกิมหงวนทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ ต่างกอดกันและซบหน้าเข้าหากัน ไม่อยากจะดูการทดลองที่เต็มไปด้วยความหวาดเสียว และมีหวังถึงตาย ดร. ดิเรกลุกขึ้นนั่งคุกเข่า มือทั้งสองกำด้ามปังต๋อไว้

"เอาละนะพี่ชาย" ดิเรกตวาดขู่ขวัญ

นายผันหัวเราะ

"เอาซีครับ อย่าว่าแต่ปังต๋อเลย เอาหลาวแทงตูดยังได้ ถ้าต้องการทดลองไปลองที่บ้านผม ที่นี่ถ้าใช้หลาวทดลองมันประเจิดประเจ้อนัก"

ดร. ดิเรกเม้มปากแน่น เงื้อปังต๋อขึ้นสุดแขน แล้วประเคนลงกลางกะบาลเจ้าของพระสุดแรงเกิด

"ฉึก! "

นายผันหัวเราะงอหาย คมมีดไม่ได้ระคายเคืองศีรษะเขาเลย บรรดาผู้ที่ยืนห้อมล้อมดูการทดลองต่างตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน ดร. ดิเรกส่งปังต๋อให้เจ้าแห้ว มองดูนายผันด้วยความตื่นเต้นเหลือที่จะกล่าว

"เป็นไงครับ" นายผันพูดเมื่อคายพระออกมาใส่มือเขาแล้ว "คุณเชื่อหรือยังว่าหลวงพ่อขุนแผนของผมสามารถอยู่ยงคงกะพันยิงฟันไม่เข้า หรือถ้าคุณมีปืนพกติดตัวมา ลองยิงผมก็ได้ครับ"

นายแพทย์หนุ่มฝืนยิ้ม

"ฉันเชื่อแล้ว พี่ชาย แต่ว่า ๑,๐๐๐บาท ไม่แพงไปหรือ? "

"โธ่-คิดให้ดีถูกเหมือนได้เปล่านะครับคุณ คุณได้พระองค์นี้ติดตัวไว้ ก็เหมือนมีเกราะเหล็กอย่างดีคุ้มกันตัวของมีคมเป็นไม่ได้กินละครับ"

ดร. ดิเรกพยักหน้าหงึกๆ หันมาทางเสี่ยหงวน

"ขอยืมเงินสักพันเถอะวะ"

อาเสี่ยรีบล้วงกระเป๋าหยิบเงินออกมานับได้พันบาทส่งให้นายผันทันที นายผันส่งพระขุนแผนให้ ดร. ดิเรกด้วยความเสียดาย นายแพทย์หนุ่มยกมือไหว้อาราธนาพระ แล้วเก็บใส่กระเป๋าเสื้อเชิ้ตของเขา

พลกล่าวถามนายผัน

"มีอะไรดีๆ อีกบ้างล่ะ ฉันกับเพื่อนคนนี้อยากจะได้ไว้คนละองค์"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"กันไม่เอาโว้ย กันมีอยู่ที่บ้านหลายองค์ ทั้งบวชใหม่และบวชเก่าตั้งถาด เอามาจากบ้านคุณพ่อ"

พลหัวเราะ

"ถ้ายังงั้นกันเอาคนเดียว"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานเผื่อผมสักองค์ซีครับ แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานทรัพย์ผมไม่มี"

นายผันหยิบพระกริ่งองค์หนึ่งออกมา ส่งให้นายพัชราภรณ์

"องค์นี้ซีครับคุณ พอใช้ได้ ดีกว่านี่ไม่มีครับ"

"ชื่ออะไรล่ะ" พลถาม

"กริ่งวัดสุทัศน์ครับ เป็นพระชั้นเยี่ยมเหมือนกันทดลองยิงฟันได้ครับ ผมคิด ๒๐๐ บาทถ้วน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รับไปดู พิจารณาสักครู่ท่านก็คืนให้นายผัน แล้วท่านก็พูดกับพล

"แกเช่าไว้ให้อ้ายแห้วมันซี สงสารมันโว้ย กลางค่ำกลางคืนเราใช้มันไปธุระอาจจะถูกใครดักจี้ หรือแอบทำร้ายควรจะมีพระป้องกันตัวสักองค์"

พลหยิบมีดโกนขึ้นมาถือ มองดูหน้านายผัน

"มา-ขอลองก่อน เอากล่องพระบนตักพี่ชายวางลงบนสนามเสียด้วย"

ผันอมยิ้ม

"ได้ครับ พระของผมทุกองค์ ลองได้ทั้งนั้น" พูดจบเขาก็อมหลวงพ่อกริ่งวัดสุทัศน์ไว้ในปาก ยกกล่องพระวางลงบนพื้นหญ้า แล้วยื่นแขนซ้ายมาให้พล "เชิญครับเชิญเฉือนตามสบาย ถ้าเข้าลุกขึ้นกระทืบผมเลย ของไม่แท้เล่นทำไมนักเลงพระชั้นผม ใครๆ ก็รู้จัก"

พลวางคมมีดโกนลงบนท่อนแขนนายผัน แล้วกระชากเต็มแรง ยกขึ้นฟันอีก ๓-๔ ครั้ง แต่ไม่เข้า แม้แต่รอยถลอกก็ไม่ปรากฏ เจ้าแห้วตื่นเต้นเหลือที่จะกล่าว

"รับประทานเช่าให้ผมเถอะครับ องค์นี้แจ๋วเลย"

"ประเดี๋ยว" พลตวาด แล้วหันมาทางเจ้าของพระ "๑๕๐ บาทได้ไหมพี่ชาย"

"โธ่-อย่าต่อเลยครับ พระดีๆ น่ะเขาไม่ต่อกันหรอกครับ ถ้าต่อราคา หลวงพ่อท่านโกรธท่านก็จะจำวัดเสีย ไม่ช่วยเราเมื่อเราถูกตีหรือถูกแทง"

คราวนี้พลหัวเราะลั่น

"เอา-ตกลง" แล้วเขาก็มองดูเสี่ยหงวน "เฮ้ย-ขอยืมเงินกันสัก ๒๐๐ เถอะโว้ย"

กิมหงวนสะดุ้ง

"แหม-ตละคนๆ ไม่พยายามพกเงินติดตัวมาบ้างเลย เอ้า-เอาไป อ้ายหมอ ๑,๐๐๐ บาท แก ๒๐๐ บาท คุณอาอีก ๙๐๐ บาท"

"อ้าว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทาน "เดี๋ยวก็เตะโครมเข้าให้หรอก ข้าเอาสตางค์ของข้าออกโว้ย ทำมาตู่เอาง่ายๆ อ้ายเปรตนี่"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ขอโทษทีครับ ผมเผลอไป"

พลส่งเงิน ๒๐๐ บาทให้นายผัน แล้วรับพระกริ่งวัดสุทัศน์มาให้เจ้าแห้ว

"แกต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี ถ้าพระองค์นี้หาย ฉันจะเตะแก เข้าใจไหมล่ะ"

เจ้าแห้วยกมือไหว้ปะหลกๆ

"ขอบคุณครับ รับประทานผมจะเก็บไว้กับตัวเสมอ โอ้ย-รับประทานดีใจเหลือเกิน พรุ่งนี้ต้องท้าฟันกับอ้ายพวกข้างบ้าน รับประทานมันไม่ใคร่ถูกกับผม"

เป็นอันว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ กิมหงวน ดร. ดิเรกและเจ้าแห้ว ต่างมีพระเครื่องลางไว้ป้องกันตัวคนละองค์แล้ว นิกรไม่สนใจ ส่วนพล พัชราภรณ์ อยากได้สักองค์หนึ่ง

นายผันสนทนากับคณะพรรค ๔ สหายอีกสักครู่ก็ลาไป พลขอร้องนายผัน ให้ช่วยถามใครๆ ดูด้วยว่า ถ้าใครมีพระเครื่องลางชั้นดี และมีความประสงค์จะให้เช่าแล้ว ขอให้มาพบกับเขาและเพื่อนๆ ที่นี่ แต่การซื้อขายจะต้องมีการทดลองดูก่อน

นิกรหยิบมีดโกนที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมาง้างออก แล้วฟันแขนเจ้าแห้วดังฉึก

"โอ้ย" เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือกร้องสุดเสียง

นายจอมทะเล้นขมวดคิ้วย่น จ้องมองดูท่อนแขนซ้ายของเจ้าแห้วแล้วหัวเราะ

"แน่โว้ย กริ่งวัดสุทัศน์ของแกแน่มาก"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ว้า รับประทานบอกให้รู้ตัวเสียก่อนซีครับ ว่าจะลอง"

นิกรอมยิ้ม หันมายกมีดโกนขยับจะฟันขานายพัชราภรณ์

"เฮ้ย! " พลร้องลั่นถอยหลังกรูด "อะไรวะ อ้ายกร"

นิกรหัวเราะ

"ขอให้กันลองฟันขาแกสักทีเถอะวะ"

พลสะดุ้งเฮือก

"อ้ายเวร ลองได้เรอะ กันยังไม่มีพระคุ้มครอง"

นิกรนัยน์ตาเหลือก

"โอ-จริงแหละโว้ย กันนึกว่ามีแล้ว บา-ถ้าฟันลงไปก็ต้องพาแกไปส่งโรงพยาบาลเท่านั้นเอง"

ดร. ดิเรกยื่นแขนให้นิกรอย่างองอาจ

"เฮ้-อยากลองก็ฟันแขนกันนี่ซีวะ เดี๋ยวนี้กันอยู่ยงคงกะพัน ฟันไม่เข้ายิงไม่ออกแล้ว นี่....หลวงพ่อขุนแผนอยู่ในกระเป๋ากัน ฮ่ะ ฮ่ะ ฝรั่งเชื่อแล้วว่า ไสยศาสตร์และเวทมนต์คาถาศักดิ์สิทธิ์จริง"

นิกร ฟันฉับลงบนท่อนแขนนายแพทย์หนุ่มทันทีแล้วเถือไปมาอีกหลายครั้ง ดร. ดิเรกหัวเราะลั่น คมมีดกรีดไม่ระคายเคืองผิวหนังเลย

"เด็ดขาด" นิกรพูดเสียงหนักแน่น "ต่อนี้ไปพวกเรากลายเป็นคนหนังเหนียวไปตามกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดสัพยอกลูกเขยของท่าน

"ลองฟันตัวแกเองสักทีซีวะ กร"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"คุณพ่อจะให้ผมฟันตัวผม"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า

"เออ เผื่อแกจะมีดีอะไรบ้าง"

นิกรหัวเราะลั่น

"ป่วยการครับ มีดโกนบิ่นเปล่าๆ เสียดายมีดหรือคุณพ่อจะลองเฉือนผมดูยังได้ เอาไหมเล่าครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"แน่รึ อ้ายกร ถ้าแน่ส่งมีดมา"

นายการุณวงศ์ส่งมีดให้พ่อตาเขาทันที แล้วยื่นแขนซ้ายให้ท่าน

"เอา-เฉือนได้ครับคุณพ่อ ผมอนุญาต"

เสี่ยหงวนจุ๊ย์ปากห้ามนิกร

"อย่าทำบ้าไปหน่อยเลยวะ มีดโกนนะโว้ย โดนเข้าเบาๆ เนื้อขาดรุ่งริ่งเชียวแก"

"เถอะน่า กันไม่มีดีจริง กันจะกล้าให้คุณพ่อฟันกันหรือ"

พลหมั่นไส้นิกรเต็มทน ก็พูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ฟันเลยครับ คุณอา ลองกรีดดูเบาๆ ก่อนครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ วางคมมีดลงบนท่อนแขนลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"เข้าไม่รู้นะ"

"ถ้าเข้าผมให้คุณพ่อเตะซ้ำ เอ้า-"

เจ้าคุณกรีดมีดโกนกระชากดังคว่าก แล้วถูไปมาอีก ๓-๔ ครั้ง ยกขึ้นฟันอีกครั้งหนึ่งเสียงดังฉับ พล, กิมหงวน, ดร. ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วอ้าปากหวอไปตามกัน เมื่อแลเห็นท่อนแขนของนิกรเป็นปกติ ไม่ปรากฏบาดแผล

"เฮ้" นายแพทย์หนุ่มร้องลั่น "แกมีอะไรดีโว้ย"

นิกรยักคิ้ว

"ชั้นนี้แล้ว มันก็ต้องมีดีบ้างซีวะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"อือ เก่งมากอ้ายกร พ่อเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้ว่าแกอยู่ยงคงกะพัน มิน่าแกถึงไม่กระตือลือร้นอยากได้พระเหมือนคนอื่น"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

"พูดแล้วจะว่าคุยครับ เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนา วันจลาจลผมไปดูทหารรัฐบาลปราบพวกกบฎทางท่าราชวรดิษฐ์ ฝ่ายกบฎใช้ปืนกลเบายิงกราดมา ผมถูกยิงเกือบ ๒๐ นัดล้มลุกคลุกคลานแต่ไม่เข้า เพียงแต่เจ็บๆ คันๆ เหมือนมดกัด"

คณะพรรค ๔ สหายฟังนิกรเล่าด้วยความสนใจ ขณะนั้นเอง ชายกลางคนรูปร่างค่อนข้างอ้วนศีรษะเถิก แต่งกายไม่สู้จะดีนักคนหนึ่ง ได้เดินเข้ามานั่งลงข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ และยกมือไหว้คณะพรรค ๔ สหาย

"สวัสดีครับทุกๆ คน ผมชื่อช่วงครับ ผมทราบจากพ่อผันว่า พวกคุณอยากจะได้พระเครื่องลางชั้นดีเยี่ยมไม่ใช่หรือครับ"

พลกล่าวกับกะทาชายผู้นี้ทันที

"ถูกละ ฉันอยากจะได้พระเครื่องลางชั้นดีเยี่ยมสักองค์หนึ่ง พี่ชายมีอะไรดีๆ ที่จะให้ฉันเช่าบ้าง ไหม? "

ผู้ที่ชื่อช่วง ล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบกล่องพระเครื่องลางของเขาออกมาเปิดออก

"ถ้าคุณชอบ ผมก็เสนอพระองค์นี้ให้คุณ"

พลรับมาให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณอาช่วยดูหน่อยสิครับ"

ท่านเจ้าคุณมองปราดเดียว ท่านก็พูดขึ้นเปรยๆ

"พลายชุมพล..." แล้วท่านก็ตรวจเนื้อพระด้วยแว่นขยายเพื่อให้แน่ว่าพระองค์นี้เป็นของแท้ ไม่ใช่พระบวชใหม่ สักครู่หนึ่งท่านก็ส่งให้พล "ดีเหมือนกัน อ้ายหลานชายพระองค์นี้จัดเป็นพระชั้นแนวหน้า"

"อ้อ" อาเสี่ยอุทาน "ถ้าจะเคยออกรบมาแล้ว"

เจ้าคุณแยกเขี้ยว

"ไม่ใช่ยังงั้นโว้ย ข้าหมายความว่าเป็นพระชั้นดีองค์หนึ่ง"

"อ้าว ทำไมคุณอาไม่บอกยังงี้ล่ะครับ"

นายพัชราภรณ์กล่าวกับเจ้าของพระ

"ทดลองได้ไหม พี่ชาย"

"อ๋อ ได้ครับ หากตกลงราคากันเรียบร้อยแล้ว ผมจะลองให้ดู"

พลมองดูขุนแผนที่อยู่ในมือเขาอย่างพิจารณา ทันใดนั้นเอง นิกรก็ง้างมีดโกนออก ยกมีดขึ้นฟันแขนพลเต็มเหนี่ยว

"ฉัวะ! "

"เฮ้ย! " พลเอ็ดตะโรลั่นด้วยความตกใจ

นิกรลืมตาโพลง

"อือ ของเขาแน่โว้ยพล"

เจ้าของพระยิ้มแป้น

"ถ้าเช่นนั้น ผมเห็นจะไม่ต้องทดลองให้ดูก็ได้ นะครับ ความจริงพระองค์นี้นะ ท่านเคยช่วยชีวิตผมมามากต่อมากแล้ว ครั้งหนึ่ง ผมไปล่าสัตว์ที่ดงพญาเย็น "

กิมหงวนสนใจในเรื่องนี้ทันที

"แล้วยังไง พี่ชาย"

นายช่วงพากย์ต่อไป

"เสือลายพาดกลอนตัวหนึ่ง ขนาด ๖ ศอก เห็นจะได้ครับ มันแอบเข้ามาในเต๊นท์ที่พักของผม แล้วคาบเอาตัวผมไป"

"โอ๊ย่า" กิมหงวนคราง "คาบเอาไปไหน"

"คาบเอาไปถ้ำของมันสิครับ ผมตกใจแทบสิ้นสติ พอไปถึงถ้ำของมัน มันก็ขย้ำผมจะกินผม ทั้งตบทั้งฟัด แต่เดชะความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อองค์นี้ ท่านได้ช่วยคุ้มครองผมไว้ เขี้ยวเล็บของเสือทำอะไรผมไม่ได้ เจ้าเสือฟัดผมจนเหนื่อยก็นอนหลับไป ผมเลยหนีกลับมาได้"

นิกรจุ๊ย์ปาก

"แหม-เรื่องนี้ตื่นเต้นมาก แต่ไม่ยักหวาดเสียว"

พลรู้สึกพอใจหลวงพ่อองค์นี้แล้ว

"คิดเท่าไรพี่ชายไม่ต้องบอกผ่าน พูดกันให้ขาดตัวเลย"

"ขาดตัวหรือครับ ผมขอ ๘๐๐ บาท"

"เอ๊ะ ไม่แพงไปหน่อยหรือนายช่วง ลดลงอีกได้ไหม"

"ผมขายแบบของห้างครับ ไม่ใช่ของเวิ้ง หรือแบกะดิน"

พลว่า "ขอต่อสักคำเถอะน่า ๖๐๐ บาทเป็นไง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"เออ-ดีแล้ว ๖๐๐ บาท สมควรแล้ว เป็นราคาที่เขาซื้อขายกัน เอาไว้วันหน้าวันหลังติดต่อกันอีกน่า นายช่วงฉันเองเคยเห็นหน้านายช่วงที่สนามพระบ่อยๆ หลานฉันมันอยากได้ให้มันเถอะ"

นายช่วงยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วใช้จิตวิทยาพูดกับท่านเจ้าคุณ

"โธ่-กระผมเองก็รู้จักกับท่านดีครับ แต่ผมเพิ่งได้พูดกับใต้เท้าวันนี้ นักเลงเล่นพระมือเยี่ยมอย่าง ใต้เท้าก็น่าจะทราบดีว่า พลายชุมพลมีราคาองค์ละพันบาทเป็นอย่างน้อย ใครๆ ก็รู้ว่า ใต้เท้าเป็นนักเล่นพระมือหนึ่ง"

ท่านเจ้าคุณยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ หันมาพยักหน้ากับพล

"เอาไว้เถอะวะ พล ๘๐๐ บาทไม่แพงหรอก อารับรองว่าพระองค์นี้ดีจริง เรื่องอยู่ยงคงกะพันแน่มาก"

พลเก็บพระใส่กระเป๋าเสื้อเชิ๊ต แล้วยิ้มกับเสี่ยหงวน

"ขอยืมตัง ๘๐๐ เถอะวะ กันมีติดตัวมาไม่ถึงร้อย"

อาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่

"แก่ยืมกันดีจริงนะ"

"เถอะน่า กลับไปบ้านใช้ให้"

กิมหงวนล้วงกระเป๋า หยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งออกมา นับส่งให้นายพัชราภรณ์ รวม ๘ ฉบับ พลส่งให้เจ้าของพระ

"เอ้า-ตรวจนับดูเสีย พี่ชาย"

นายช่วงยิ้มแป้น นับเงินถูกต้องก็เก็บเข้ากระเป๋าแล้วหยิบพระเครื่องลางอีกองค์หนึ่งขึ้นมาอวดคณะพรรค ๔ สหาย

"องค์นี้ พวกคุณไม่มีใครต้องการบ้างหรือครับ พิจิตรเม็ดข้าวเม่า"

พลสั่นศีรษะ

"พอแล้ว พี่ชาย พวกเราเช่าไว้แล้วคนละองค์"

กะทาชายนายช่วง จัดแจงเก็บกล่องพระของเขาสนทนากับคณะพรรค ๔ สหายอีกสักครู่ก็ลาไป เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดร. ดิเรก, พล, กิมหงวน, กับเจ้าแห้ว ต่างนำพระของตนขึ้นมาอวดกัน ส่วนนิกรนั่งนิ่งเฉย

นายแพทย์หนุ่มกล่าวกับนายจอมทะเล้น

"ทำไมยูไม่หาไว้สักองค์"

นิกร คายพระเครื่องลางองค์หนึ่งออกมาจากปากทันที

"นี่ยังไงล่ะ ของกัน"

ทุกคนมองดูหลวงพ่อในฝ่ามือนิกรเป็นตาเดียว เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือก

"เฮ้ย-อ้ายกร ตายห่า แกจิกเอาสมเด็จวัดระฆังของนายวอนไว้ โอย-ทำไมแกว่องไวยังงี้วะ"

นิกรหัวเราะ

"อย่าพูดดังไปซีครับ แกอยากโก่งราคาตั้ง ๑,๒๐๐ ผมเลยแฟล๊บเสียเลย เรื่องพระน่ะ ถ้าผมจะเล่น จริงๆ แล้วไม่ต้องซื้อหร็อกครับ มาป้วนเปี้ยนอยู่ที่สนามหลวงทุกวันผมก็พอจะหาได้วันละองค์ ๒ องค์"

เสี่ยหงวนมองดูเพื่อนเกลอของเขาอย่างสังเวชใจ

"ไวชิบหายเลยอ้ายนี่ อือ-สำคัญโว้ย ประหยัดเงินได้ ๑,๒๐๐ บาท องค์ของแกมาแลกกับกันเถอะวะ กันอยากได้สมเด็จมานานแล้ว"

นิกรสั่นศีรษะ

"เสียใจ ซื้อก็ขาย แลกไม่ได้"

พลยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองดูเวลา แล้วพูดกับคณะพรรคของเขา

"กลับบ้านกันเสียทีรึเรา เย็นมากแล้ว"

ดร. ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋น์ กลับไปลองพระกันเล่นที่บ้านดีกว่า ไอกำลังเลื่อมใสในเรื่องนี้มาก เมื่อก่อนนี้ กันเข้าใจผิด คิดว่าไสยศาสตร์เป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ เดี๋ยวนี้กันเชื่อแล้วกันจะพยายามสะสมพระดีๆ เอาไว้ป้องกันตัว"

นิกรง้างมีดโกนออก หันมามองดูเจ้าแห้ว ซึ่งนั่งเหม่อมองออกไปนอกถนน แล้วยกมีดโกนขึ้นฟันหน้าผากเจ้าแห้วเต็มแรง

"ฉัวะ"

เจ้าแห้วใจหายวาบ สะดุ้งสุดตัว มองดูนิกรอย่างตื่นๆ

"โอ๊ย รับประทานอย่าเล่นอย่างนี้ซีครับ แหม-ใจหายหมดเลย นี่ถ้าผมรับประทานไม่มีกริ่งวัดสุทัศน์อยู่ในกระเป๋าก็คงเย็บไม่ต่ำกว่า ๕ เข็ม"

๔ สหายหัวเราะลั่น ต่อจากนั้น ทุกคนก็ลุกขึ้นเดินรวมกลุ่มตรงไปที่รถบูอิคเก๋ง พวกนักเลงเล่นพราหลายคนพากันมอง จนกระทั่ง บูอิคเก๋งคันงามพาคณะพรรค ๔ สหายไปจากสนามพระ ทุกคนปิติยินดีไปตามๆ กัน ตื่นเต้นเลื่อมใสในอิทธิปาฏิหาริย์ของพระเครื่องลาง ที่สามารถทำให้อยู่ยงคงกะพันยิงฟันไม่เข้า

ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ วางมือจากการค้นคว้าทดลองในด้านวิชาวิทยาศาสตร์ชั่วคราว หันมาสนใจในเรื่องเครื่องลางเวทย์มนต์คาถา เขากลายเป็นคนสมัยเก่าไปแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะเขาได้ทดลองและเห็นประจักษ์กับตาเองว่า พระเครื่องลางช่วยคุ้มครองป้องกันตัวเขา ทำให้ร่างกายคงทนคมอาวุธทุกชนิด

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ไม่เป็นอันทำอะไรแล้ว วางมือจากการงานทั้งหมด วิ่งเต้นหาเช่าพระเครื่องลางชั้นดีมาไว้เป็นกรรมสิทธิ์ของตน นอกจากนี้ยังมีตะกรุด ลูกอม ผ้าประเจียด เสื้อยันต์อีกคนละมากๆ ต่างประกวดประชันกัน และยอมทุ่มเทเงินอย่างไม่เสียดายโดยเฉพาะเสี่ยหงวน สามารถหาพระเครื่องลางชั้นดีได้มากกว่าเพื่อน เพราะกล้าเช่าในราคาแพงๆ

เมียๆ ของ ๔ สหาย ต่างสนับสนุนผัวของหล่อนเต็มที่ เล่นพระดีกว่าไปเที่ยวสำมะเลเทเมา เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาด ก็พลอยเป็นนักเลงพระไปกับเขาด้วย คุณหญิงแอบไปสนามพระในตอนเย็นวันหนึ่ง กว้านซื้อพระชั้นดีมาหลายองค์ แต่แล้วพอมาถึงบ้านให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดู เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็บอกว่า พระที่คุณหญิงวาดเช่ามานั้นเป็นพระบวชใหม่ทั้งสิ้น ทำให้คุณหญิงเดือดดาลมาก ขอร้องให้ ๔ สหาย วิ่งเต้นหาพระดีๆ มาให้ท่าน

ดังนั้น ในตอนเย็นวันหนึ่ง นิกรแอบเข้าไปพบคุณหญิงวาดในห้องนอนของท่าน เพื่อเสนอขายพระองค์หนึ่ง

คุณหญิงกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ตามลำพัง นิกรค่อยๆ ย่องเข้ามาแล้วแกล้งแหกปากร้องตะโกนขึ้น ดังๆ

"เอิ้บ! "

"หัวถลอก" คุณหญิงอุทานสุดเสียง "ปู้โธ่ อ้ายเวรนี่เอง โอย-ใจคอหายหมด เล่นไม่รู้จักเล่น ประเดี๋ยวแม่ด่ายับไปเลย จังไรนี่"

นิกรหัวเราะงอหาย เดินเข้ามาทรุดตัวนั่งบนโซฟาร์ตัวเดียวกับท่าน ล้วงกระเป๋าหยิบพระเครื่องลางองค์หนึ่งออกมาอวด

"นี่เด็ดครับ"

คุณหญิงอมยิ้ม

"ยี่ห้ออะไร"

"กริ่งปวเรศร์ครับ"

คุณหญิงหัวเราะคิ๊ก

"แกอย่ามาต้มฉันหน่อยเลย กริ่งปวเรศร์เป็นพระชั้นเยี่ยม ไม่ใช่หาได้ง่ายๆ มีอยู่ไม่กี่องค์ พ่อหงวนมีเงินเป็นปี๊บๆ ยังหาเช่าไม่ได้นี่นา"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แล้วกัน คุณอาสั่งผมไว้ว่า ถ้าพบพระดีๆ ให้เช่ามาให้ ผมอุตส่าห์วิ่งเต้นไปอ้อนวอนขอเช่าเขามา ยังจะพูดยังโง้นยังงี้อีก ดูซีครับ ดูให้แน่ เขย่าดังกริ๊งๆ พระองค์นี้ของคุณหลวงเดชฯ นักเลงพระรุ่นลายคราม ท่านเช่าที่ดินของผมปลูกบ้านอยู่ครับ เลยเกรงใจผม ตัดใจให้ผมเช่ามา"

คุณหญิงรับพระกริ่งมาพิจารณาดู ยกขึ้นเขย่า แล้วหัวเราะ

"เออ-ดังดีแฮะ นี่ถ้าดังเป็นเพลงก็คงจะเข้าทีมาก"

นิกรหัวเราะ

"ผมเช่ามา ๑,๐๐๐ บาทครับ ผมจ่ายทรัพย์ไปเรียบร้อยแล้ว"

"พันบาท! " คุณหญิงอุทาน

"ครับ หลวงเดชฯ บอกผมว่า มีคนขอเช่าตั้ง ๑,๕๐๐ บาท ท่านยังไม่ปล่อย แต่นี่ผมเกรงใจท่านจริงๆ "

คุณหญิงขมวดคิ้วย่น พูดเกือบเป็นเสียงกระซิบ

"ทำไมถึงแพงอย่างนี้ แกต้มฉันละกระมัง แกอาจจะไปเที่ยวหาซื้อตามร้านแบกะดินเพียง ๒-๓ บาท แล้วมาหลอกขายฉัน"

นายจอมทะเล้นชักฉิว แย่งพระที่อยู่ในมือคุณหญิงวาดมาถือไว้ แล้วลุกขึ้นยืน

"ถ้ายังงั้นป่วยการพูดกันครับ เสียเวลาเปล่าๆ มีอย่างที่ไหนหลานต้มอา"

คุณหญิงวาดจุ๊ย์ปาก

"เฮ้-กลับมาก่อน ทำใจน้อยเป็นใจหมาไปได้"

นิกรสะดุ้งโหยง ทรุดตัวนั่งลงตามเดิม

"เอาอย่างงี้ดีกว่า ผมจะทดลองให้คุณอาดู ถ้าอยู่ยงคงกะพันจริงคุณอาก็ซื้อไว้ ถ้าไม่จริงเป็นของเก๊ คุณอาไม่ต้องซื้อ ผมยอมขาดทุนพันบาท"

คุณหญิงอมยิ้ม

"ถูกละ มันควรจะเป็นอย่างนี้"

นิกร ลุกยงโย่ยงหยก หยิบกล่องมีดโกนออกมาจากกระเป๋ากางเกง ส่งให้คุณหญิงวาดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"เอาครับ คุณอาเอามีดโกนในกล่องนี่เชือดแขนผม"

คุณหญิงทำหน้าชอบกล

"ประเดี๋ยวเกิดเป็นแผลเหวะหวะขึ้นมา ฉันก็เดือดร้อนเท่านั้น"

นิกรยกมือเกาศีรษะ

"แล้วกัน ผมให้ลองก็ลองซิครับ"

คุณหญิงวาดเปิดกล่อง ดึงมีดโกนออกมาง้างออกทำหน้าแหยๆ ลองเอานิ้วแตะคมมีดแล้วสะดุ้งเฮือก

"มา ยื่นแขนมา แม่ฟันให้จ้ำบ๊ะไปเลย"

นิกรยื่นแขนซ้ายให้ท่าน

"เชิญครับ ฟันหรือเฉือนได้ทั้งนั้น"

คุณหญิงวาดปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง เงื้อมีดโกนขึ้นฟันเบาะๆ แล้วฟันแรงขึ้นทีละน้อย ในที่สุด ก็ใช้วิธีเฉือนถูไปมา

"เด็ดขาดเลย" คุณหญิงร้องลั่น "ห่มทั้งตัวยังไม่เข้า อาตกลงซื้อโว้ย ของเขาดีแน่ ยังงี้พันบาท ถูกเหมือนได้เปล่า"

นิกรหัวเราะ ส่งพระกริ่งปวเรศร์ให้คุณหญิงวาด

"นี่ครับ จ่ายทรัพย์ให้ผมด้วยตามระเบียบ"

คุณหญิงค้อนควับ

"แหม-งกไปได้"

"ไม่งกหร็อกครับ แต่อยากได้เงิน"

คุณหญิงมองดูพระกริ่งปวเรศร์อย่างชื่นชม แล้วท่านก็ลุกขึ้นเดินมาที่ตู้นิรภัยข้างเตียงนอน จัดแจงไขตู้หยิบเงินออกมานับได้พันบาท ท่านก็ปิดตู้เซฟใส่กุญแจเรียบร้อยเดินมานั่งที่โซฟาร์ตามเดิม

"เอ้า-เอาไป ประเดี๋ยวเถอะ อาจะท้าฟันกับคุณอาผู้ชายของแกตัวต่อตัว"

นิกรหัวเราะลั่น ล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตหยิบพระเครื่องลางอีกองค์หนึ่งออกมาแบอวดคุณหญิงวาด

"องค์นี้เอาไหมครับ"

คุณหญิงมองดูอย่างพิจารณา

"พระอะไร"

"เขาเรียกว่า ท้ายย่านครับ รับรองยิงฟันไม่ต้องกลัวใคร มีพระองค์นี้เหมือนใส่เกราะเหล็ก นอกจากนี้ยังกันภูตผีปีศาจ กันกระทำทางคุณไสย เป็นไข้ปวดหัวตัวร้อน ตาเจ็บ ตาแดง ตาต้อ กระษัยกล่อน กระษัยลงฝัก, ตานขโมย, ผอมแห้ง แรงน้อย อยู่ไฟไม่ได้, มุตกิต, ปัดตะคาด ใช้พระองค์นี้แช่น้ำ แล้วกินน้ำหายเด็ดขาด"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ

"มันจะมากไปละกระมั้ง"

"นั่นน่ะซีครับ เห็นจะมากไปหน่อย อ้ายผม คุณอาก็ทราบดีแล้วว่า ถ้าพูดอะไรก็ต้องเอาร้อยหารเสียก่อน ง่า-คุณอาเอาองค์นี้ไว้ด้วยซีครับ พระท้ายย่านหายากมาก ในวงการเล่นพระชั้นสูงกำลังนิยมกัน"

คุณหญิงสั่นศีรษะ

"ไม่เอาละ อามีอยู่หลายองค์แล้ว"

นิกรส่งมีดโกนให้คุณหญิงวาด

"ไม่ซื้อไม่หาไม่ว่ากระไร ทดลองดูได้ คุณอาเฉือนลูกกระเดือกผมเลย ผมยอมสละชีพบูชาเงิน ๑,๐๐๐ บาทค่าพระเครื่องลางองค์นี้"

คุณหญิงวาดหัวเราะ

"มีอย่างรึ ฉันไม่กล้าเฉือนลูกกระเดือกแกหร็อกพลาดพลั้งแกตายไปฉันจะเดือดร้อน แกเฉือนให้อาดูซี"

นิกรอมยิ้ม

"เฉือนลูกกระเดือกคุณอาหรือครับ"

คุณหญิงวาดตวาดแว๊ด

"ไม่ใช่โว้ย เฉือนลูกกระเดือกแก ไม่ใช่ลูกกระเดือกฉัน"

"อ๋อ-ได้ครับ" พูดจบ นิกรก็อมพระท้ายย่านใส่ปาก รับมีดโกนมาจากคุณหญิง ยกขึ้นจ่อคอเขา คอยดูนะครับ หนึ่ง-สอง-สาม"

แล้วนิกรก็ใช้คมมีดโกนเฉือนลูกกระเดือกตัวเองค่อนข้างแรง คุณหญิงนั่งตะลึงพรึงเพริด ท่านตกลงใจซื้อพระเครื่องลางองค์นี้จากนิกรทันที

"พอแล้วกร อื้อฮือ....หลวงพ่อท่านเก่งมาก แกเฉือนคอแกเหมือนกับเจ๊กเชือดคอไก่ อี๊ยยี้...น่าเสียวไส้ ถ้าพระไม่เหนียวแกตายแล้ว"

นายจอมทะเล้นคายพระออกมาจากปาก ส่งให้คุณหญิงวาด

"ของไม่ดีจริงๆ ผมไม่กล้าทดลองครับ"

คุณหญิงมองดูพระท้ายย่านด้วยความเลื่อมใส

"เด็ดขาด เด็ดขาดมาก เอา-อาตกลงซื้อไว้อีกองค์หนึ่ง แต่ว่าแกลดให้ฉันบ้างซี สัก ๘๐๐ บาทเป็นไง"

นิกรจุ๊ย์ปาก ยกมือเกาศีรษะแกร็กๆ

"อีก ๒๐๐ บาท นึกว่าให้ทานหมาเถอะครับ อายุ,วรรโณ, สุขัง, พลัง, สตางค์"

คุณหญิงวาดอดหัวเราะไม่ได้ ท่านลุกขึ้นเดินไปที่ตู้นิรภัยไขกุญแจเปิดเซฟออก สักครู่ก็ถือธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งเดินกลับมาส่งให้นายการุณวงศ์ แล้วท่านก็นั่งลงข้างหลานชายของท่าน

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ธนบัตร ๒,๐๐๐ บาท อยู่ในกระเป๋าเสื้อเชิ๊ตของเขาแล้ว นายจอมทะเล้นชูพระเครื่องลางอีกองค์อวดคุณหญิง

"องค์นี้ ก็ดีนะครับ เขาเรียกว่าหูไห"

คุณหญิงวาดสั่นศรีษะ

"พอแล้ว พ่อมหาจำเริญ หมดไป ๒,๐๐๐ บาทแล้ว"

"โธ่-เอาไว้เถอะครับ พระยังงี้หายากนะครับ ผมคิดย่อมเยาหน่อย"

คุณหญิง เอ็ดตะโร

"บอกว่าไม่เอา บ๊ะแล้ว...."

"ถ้ายังงั้นผมให้คุณอาเปล่าๆ เอ้า-เอาไว้เถอะครับ" พูดจบ ก็ส่งพระเครื่องลางให้คุณหญิงวาด คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ

"ให้ฟรีเรอะ"

"ครับ"

"เอ๊ะ ทำไมถึงใจดียังงี้ล่ะหว่า"

นิกรหัวเราะ

"ก็เราไม่ใช่คนอื่นนี่ครับ อาหลานกันแท้ๆ "

"เออ ขอบใจแกมาก"

นิกรลุกขึ้น เดินยิ้มกริ่มออกไปจากห้องนอนของคุณหญิงวาด ผ่านเฉลียงหลังตึกลงบันไดมาข้างล่าง แลเห็นเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง กำลังใช้แว่นขยายส่องดูพระเครื่องลางองค์หนึ่ง ดูเหมือนทุกคนในบ้าน "พัชราภรณ์" กำลังคลั่งไคล้ในเรื่องอยู่ยงคงกะพัน

นายการุณวงศ์ เดินเข้ามานั่งข้างอาเขยของเขา

"ได้มาใหม่หรือครับ" ถามยิ้มๆ

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า

"ดิเรกมันเช่ามาจากนักเลงเล่นพระองค์หนึ่ง แต่มันไม่ชอบบอกว่ามีตำหนิหลายแห่ง อาเลยเช่าต่อจากดิเรก แกดูซิงามมากทีเดียว พระนางพญาก็ต้องมีตำหนิบ้างเป็นธรรมดาอยู่เอง"

นิกรรับพระและแว่นขยายมาส่องดูอย่างพิจารณา สักครู่ก็คืนให้อาเขยของเขา

"ไม่รู้เรื่องครับ แฮ่ะ แฮ่ะ คุณอาอยากได้พระชั้นเยี่ยมไว้สักองค์ไหมครับ ผมเสนอขายให้ในราคาถูกเหมือนได้เปล่า"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะ

"พระอะไรของแกวะ"

"แร่บางไผ่ครับ"

"อ้ายมะกอกสามตะกร้า หน้าอย่างแกจะไปเอาพระแร่บางไผ่มาจากไหนกัน อาเล่นพระมานานยังหาไม่ได้"

นิกรล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ๊ต หยิบพระเครื่องลางองค์หนึ่งออกมา

"ว่าแต่คุณอาดูเป็นไหมครับ ถ้าหากว่าผมจะให้ดูแร่บางไผ่"

"หน็อยแน่ ทำไมฉันจะดูไม่เป็น ไหน-ส่งมาให้อาดูซิ อ้ายนี่เอาพระบวชใหม่มาต้มละซี"

นิกรหัวเราะ

"ไม่ใช่บวชใหม่ครับ บวชมานานแล้ว" แล้วเขาก็ส่งพระเครื่องลางองค์นั้นให้ท่านเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อาเขยของเขา

เจ้าคุณใช้แว่นขยายตรวจดูพระอย่างพิจารณา ท่านรู้ทันทีว่าแร่บางไผ่องค์นี้เป็นของจริง ไม่ใช่ของปลอม ท่านเงยหน้าขึ้นมองดูนิกรอย่างตื่นๆ

"แกไปได้มาจากไหนวะ กร"

นายจอมทะเล้นอมยิ้ม

"มือชั้นผมหาไม่ยากหร็อกครับ ผมมีกรุพระ คุณอาต้องการยี่ห้ออะไรสั่งผมได้ รับรองว่าราคาย่อมเยา คุณภาพสูงเป็นของแท้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ มองดูพระแร่บางไผ่ด้วยความปรารถนาที่จะได้เป็นเจ้าของ

"เท่าไหร่วะกร"

"กันเองขอ ๑,๐๐๐ บาทครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ค้อนควับ

"อย่าให้มันหนักมือนักเลยวะ อะไร ๑,๐๐๐ บาท ขอให้อาเปล่าๆ ไม่ได้หรือ เราอาหลานกันแท้ๆ "

นิกรสั่นศีรษะ

"ซื้อขาย แต่ขอไม่ได้ครับ จ่ายเงินสดงดเชื่อเบื่อทวงคุณอาต้องการผมลดให้ได้เพียง ๒ บาทคิด ๙๙๘ บาทถ้วน"

ประมุขของบ้าน "พัชราภรณ์" ทำตาปริบๆ

"ลำบากนักก็อย่าลดให้เลยวะ คิด ๑,๐๐๐ บาทถ้วนๆ ดีกว่า หน็อย ลดให้ ๒ บาท" พูดพลางท่านก็มองดูพระแร่บางไผ่อย่างชื่นชม "อือ งามมาก เอาวะ พันบาทก็พันบาทแต่พรุ่งนี้จ่ายเงินนะเงินสดอาไม่มี"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ได้หรอกครับ ผมบอกแล้ว จ่ายสดงดเชื่อเบื่อทวง เงินสดไม่มี จ่ายเช็คยังได้ ไม่ขัดข้องครับ"

"แหม อ้ายเปรตนี่หน้าเลือดเหลือเกิน ให้ดิ้นตาย"

นิกรยิ้ม

"ไม่ใช่หน้าเลือด คุณอาอย่าเข้าใจผิด ธรรมดาพ่อค้าทุกคนก็อยากได้เงินสดกันทั้งนั้น เอา-เขียนเช็คให้ผมเถอะ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อดหัวเราะไม่ได้ ล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบสมุดเช็คสั่งจ่ายเงินออกมาเขียนจ่ายเงิน ๑,๐๐๐ บาทให้นิกรเซ็นชื่อเรียบร้อย ฉีกออกจากเล่มอ่านทวนดูแล้วส่งให้หลานภรรยาของท่าน

"เอ้า-เอาไป งกฉิบหายเลยอ้ายนี่"

นิกรยกมือไหว้ปะหลกๆ

"อายุวรรโณสุขังพลัง ขอให้เป็นเจ้าคนนายคน เกิดชาติไดฉันใด ขอให้มีผมเต็มกระหม่อมเถิด เจ้าประคุ้น"

"เฮ้ย! " เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ตวาดแว๊ด "เอ-อ้ายเปรตนี่ชักทะลึ่ง"

นิกรแกล้งทำหน้าบึ้ง ล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบมีดโกนออกมาง้างออกและก่อนที่เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ จะร้องเอะอะหรือลุกขึ้นวิ่งหนี นายจอมทะเล้นก็ปราดเข้ามายกมือซ้ายจับข้อมือขวาเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"ว่าผมทะลึ่ง ผมต้องฟันคุณอาละ"

"อย่า-อย่าเล่นเฮ้ย" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ร้องสุดเสียงนิกรเงื้อมีดโกนฟันฉับๆ ลงไปหลายครั้ง ทำให้ท่านเจ้าคุณอกสั่นขวัญแขวน แต่ด้วยเดชะพระพุทธคุณคุ้มกันคมมีดโกนหาระคายเคืองผิวหนังของท่านไม่ พอนิกรปล่อยมือออก เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็รีบยกแขนของท่านขึ้นมองดูบาดแผล ซึ่งท่านเข้าใจผิดคิดว่าคงจะมีบาดแผละเหวอะหวะแต่แล้วก็ปรากฏว่า ไม่มีบาดแผลเลยแม้แต่ยางบอน

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ลืมตาโพลง ใบหน้าแดงก่ำ ด้วยความตื่นเต้นยินดี ในอิทธิปาฏิหาริย์ของพระเครื่องลางแร่บางไผ่ที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อเชิ๊ตของท่าน

"อ้ายกร! บา-ศักดิ์สิทธิ์จริงโว้ย อ้ายหลานชาย"

นิกรอมยิ้ม

"ของไม่ดีจริง ผมไม่ขายให้คุณอาหร็อกครับ เราอาหลานกัน ถ้าผมจะต้ม ก็ต้องต้มคนอื่น" แล้วนิกรก็เดินออกไปทางหลังตึก แหกปากร้องตะโกนลั่น "พระแม่เอ๊ยร้อนๆ จ้า พระเครื่องลางต่างๆ ชั้นดีเยี่ยม ใครต้องการเชิญจ้า ของแท้ไม่ใช่ของเทียมครับ ไทยทำไทยซื้อ ไทยขโมยมาขายไทย เชิญคะร๊าบ ของขโมยเขามาครับ ขายถูกๆ "

ในเวลาเดียวกันนี้เอง บูอิคเก๋งสีฟ้าก็คลานเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างแช่มช้า

พล, กิมหงวน, ดร. ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว นั่งอยู่ในรถคันนี้ ทุกคนเพิ่งกลับมาจากสนามพระที่สนามหลวง ดร. ดิเรก ได้พระกริ่งปวเรศร์มา ๑ องค์ราคาเพียง ๘๐๐ บาทเท่านั้น คุยโขมงโฉงเฉง อาเสี่ยได้ใบพุทรามา ๑ องค์

รถเก๋งคันงามแล่นมาหยุดหน้าตึก เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เดินออกมาพอดี ๓ สหายกับเจ้าคุณ ปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพากันลงจากรถ

"ไง-ได้อะไรมาบ้าง" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดยิ้มๆ

อาเสี่ยควักพระออกมาอวดทันที

"นี่ครับ ผมได้ใบพุทรามา ๑ องค์ ๒๐๐ บาท เท่านั้นเอง"

ดร. ดิเรก พูดเสริมขึ้น

"ผมได้กริ่งปวเรศร์"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พิจารณาดูพระของเสี่ยหงวน และของ ดร. ดิเรก ด้วยความสนใจยิ่ง แล้วท่านก็ชมว่างามมาก ขอให้ ๒ สหายเก็บรักษาไว้ให้ดี ทุกคนเดินเข้ามาในห้องโถง เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาพูดกับเจ้าแห้ว

"เฮ้ย ขึ้นไปข้างบนหยิบกล่องพระเอามาให้ข้าที เอากล่องกำมะหยี่สีเขียวกล่องเดียวเท่านั้น"

เจ้าแห้วรับคำสั่ง เดินขึ้นบันไดไปชั้นบน คณะพรรค ๔ สหาย ต่างพูดคุยกันถึงเรื่องที่เกี่ยวกับพระเครื่องลางทั้งสิ้น ทุกคนกำลังคลั่งไคล้ ไหลหลงกับพระ มีการทดลองยิงฟันกันวันละหลายๆ ครั้ง

"หลวงสุขุมฯ อ้อนวอนขอเช่าแร่บางไผ่ของผม" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ "มีอย่างที่ไหนจะให้ผม ๑,๕๐๐ บาท"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อมยิ้ม

"เท่าไร เจ้าคุณถึงจะยอมปล่อย"

"อย่างน้อยก็ต้อง ๒,๐๐๐ ครับ แร่บางไผ่หาได้ง่ายๆ หรือ นักเลงพระน้อยคนนักที่จะมีพระอย่างนี้"

ก่อนที่เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ จะพูดว่ากระไร เจ้าแห้วก็เดินลอยหน้าเฉิบๆ ถือกล่องกำมะหยี่สีเขียว เดินลงบันไดมา มันเป็นกล่องใส่เครื่องราชอิสริยาภรณ์ แต่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ใช้เป็นกล่องเก็บพระเครื่องลางชั้นดีเยี่ยมของท่าน

เจ้าแห้วทรุดตัวนั่งคุกเข่า ส่งกล่องพระให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"ผมจะให้เจ้าคุณชมแร่บางไผ่ของผม เจ้าคุณจะต้องชอบใจแน่ๆ "

"หรือครับ ดีเหมือนกัน ผมจะได้อวดแร่บางไผ่ของผมบ้าง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าตื่น ขมวดคิ้วย่น

"ฮ้า! เจ้าคุณมีรึ"

เจ้าคุณตบกระเป๋าเสื้อเชิ๊ตของท่าน

"มีสิครับ อยู่ในกระเป๋านี่ รับรองว่าเนื้องามมากบางทีของเจ้าคุณ อาจจะงามสู้ของผมไม่ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะ ค่อยๆ บรรจงเปิดกล่องพระออก แต่แล้วท่านก็สะดุ้งสุดตัว ใบหน้าซีดเผือด พระชั้นดีของท่าน ๖ องค์อันตรธานไปแล้ว เหลือแต่กล่องเปล่าๆ ท่านเจ้าคุณกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง หันควับมาทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว เข้าใจผิดคิดว่าเจ้าแห้วขโมยไป

"อ้ายแห้ว ตายนะมึง ฮะ ฮ้า เล่นกะข้ายังงี้เชียวเรอะ"

เจ้าแห้วอ้าปากหวอ เย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"รับประทาน อะไรกันครับ"

"อย่า-อย่าไก๋ มึงนี่ทะลึ่งมาก เอาของข้าคืนมาดีๆ "

เจ้าแห้วทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"โธ่-รับประทาน หาว่าผมขโมยพระหรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ย์ปาก

"มานี่-มานี่ อย่าเล่นตลกหน้าตายโว้ย พระของข้า ๖ องค์ ไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ จะบอกให้รู้ เอาคืนมาเดี๋ยวนี้"

เจ้าแห้วร้องไห้โฮ

"โอย-หาเรื่อง-ฮือๆ.... รับประทาน ผมสาบานได้ครับ ให้ก้าวไปนี่ธรณีสูบ ให้รากเลือกลงแดงตายชักดิ้นชักงอไปเดี๋ยวนี้ซิครับ ฮือ-ฮือ รับประทาน ผมยังไม่ได้เปิดดูสักนิด รับประทาน ใช้ให้ขึ้นไปหยิบ ผมก็ไปหยิบลงมาให้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"เอ็งไม่ได้เอาไปจริงๆ หรือ อ้ายแห้ว"

"ครับ รับประทาน เอาไปสาบานหน้าวัดพระแก้วเดี๋ยวนี้ยังได้ ฮือๆ รับประทาน คนอย่างผม เรื่องมือไวใจเร็วเคยมีหรือครับ รับประทาน ท่านใช้ผมไปเบิกเงินแบ็งก์ตั้ง ๕-๖ หมื่น รับประทาน ผมยังไปเอามาให้"

อากัปกิริยาของเจ้าแห้ว ทำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ หมดความระแวงสงสัยทันที

"ตาย-กูตายแน่ ท่านเจ้าคุณครางเสียงอ่อย น่าสงสาร มีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม "โอย-ฉิบหายแล้วนักเลงดีบุกเข้าไปในห้อง ขโมยพระชั้นเยี่ยมไป ๖ องค์ กูต้องตายแน่"

ทุกคนหน้าตื่นไปตามกัน

"เว๊ท เอ มินิท" ดร. ดิเรกพูดขึ้นเบาๆ "ผมจะจับยามให้ คนร้ายรายนี้ไม่ใช่อ้ายแห้ว แต่ต้องเป็นคนในบ้านนี้เข้านอกออกในได้"

อาเสี่ยกิมหงวน พูดเสริมขึ้น

"ถ้าเช่นนั้น มันผู้นั้นต้องเป็นอ้ายกรอย่างไม่ต้องสงสัย"

นายพัชราภรณ์ พูดสนับสนุน

"ถูกละ อ้ายกรแน่นอน เพราะมันอยู่บ้านตามลำพัง ตามปกติอ้ายกรมีนิสัยชอบเข้าห้องโน้นออกห้องนี้ เที่ยวค้นหาอะไรตามห้องคนอื่น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่น ค่อยๆ หันหน้าทางเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"ฮื่อ-อ้ายกรล้วงคองูเห่าเสียแล้ว"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"งูเห่าทำไมถึงปล่อยให้เขาล้วงคอล่ะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันควับมาทางกิมหงวน

"ก็งูเห่ามันเผลอนี่หว่า" แล้วท่านก็เปลี่ยนสายตามาที่เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ "เจ้าคุณครับ เจ้าคุณว่า เจ้าคุณมีพระแร่บางไผ่ไม่ใช่หรือ"

ประมุขของบ้าน "พัชราภรณ์" พยักหน้า

"ครับ ถูกแล้ว ผมเพิ่งได้มาหยกๆ "

"ไหน-ขอผมดูซีครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สั่นศีรษะ

"ผมให้ใครดูไม่ได้ ขอโทษนะครับ ของดีต้องหวงหน่อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่น กระพริบตาถี่เร็ว

"เจ้าคุณได้มาจากไหน?"

"เจ้ากรมันเอามาขายผม"

ทันใดนั้นเอง คุณหญิงวาดก็เดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ลงบันใดมา ท่านกล่าวทักขึ้นเปรยๆ

"ยังไง ใครมีพระดีๆ มาอวดกันบ้างซี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ฝืนยิ้มอย่างยากเย็น

"อวดอะไรล่ะ คุณหญิงผมถูกนักเลงดียกเค้า เอาพระดีๆ ผมไปหมดแล้ว คุณหญิงรับซื้อพระอะไรไว้จากอ้ายกรบ้างหรือเปล่า"

คุณหญิงวาดหน้าตื่น

"ซื้อค่ะ ซื้อไว้ ๒ องค์ กริ่งปวเรศน์ กับท้ายย่านค่ะ อ้อ-เจ้ากรแถมหูไหให้ฟรีอีกองค์หนึ่ง"

"โอย-" เจ้าคุณปัจจนึกฯ คราง "แย่มัน อ้ายกรทำผมป่นปี้คราวนี้ ที่มันขายให้คุณหญิงน่ะ พระผมทั้งนั้นโธ่-มันจะจองล้างจองผลาญผมไปถึงไหนก็ไม่รู้ หมด-ผมหมดตัวกันคราวนี้ คุณหญิงคืนให้ผมเถอะครับ"

คุณหญิงวาดลืมตาโพลง

"คืน-ไม่สำเร็จหร็อกค่ะดิฉันซื้อไว้แล้ว ก็ต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของดิฉัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่งเสียงดังขึ้นทันที

"แต่มันเป็นของโจรนี่ครับ"

"ไม่ทราบ จะของดีหรือของร้าย ดิฉันก็จ่ายเงินไปเรียบร้อยแล้ว" พูดจบท่านก็พาตัวเดินออกไปทางหน้าตึก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดือดดาลเหลือที่จะกล่าว ท่านหันมาพูดกับเจ้าแห้ว ด้วยเสียงหนักแน่นเด็ดขาด

"อ้ายแห้ว ไปตามตัวอ้ายกรมานี่"

นิกรโผล่เข้ามาพอดี นายจอมทะเล้นร้องยี่เกเสียงแจ๋วรำป้อกรีดกรายเข้ามาในห้อง

เจ้าเอย เจ้าข้า

อยากได้พระแร่เข้ามา ผมมีขาย

วันนี้ เปิดกรุ สารพัดอย่าง

ล้วนแต่พระเครื่องลางหาไม่ได้ง่าย

อยู่ยงคงกะพัน คุ้มกันทั่วกาย....

แล้วนิกรก็เดินเข้ามานั่งบนโซฟาร์ตัวเดียวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ๊ตหยิบสมเด็จวัดระฆังออกมาอวดพ่อตาของเขา

"นี่เด็ดครับ ขายถูกเหมือนได้เปล่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยายามอดกลั้นโทสะไว้อย่างยากเย็น หยิบพระสมเด็จวัดระฆังมาจากนิกร มองปราดเดียวท่านก็รู้ว่าเป็นของท่าน ท่านเจ้าคุณเก็บพระใส่กระเป๋า หันมายกมือชี้หน้าลูกเขยจอมแก่นของท่าน

"อ้ายกร แกขโมยพระฉันมาขายให้เจ้าคุณ และคุณหญิง"

นิกรสลัดมือเจ้าคุณออก เผ่นพรวดลุกขึ้นยืน ถอยหลังกรูด

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมเปล่าครับ โธ่-คนอย่างผม เรื่องมือไวใจเร็วรับรองได้"

"อย่า-อย่าปฏิเสธ เอาคืนมาให้ฉันเดี๋ยวนี้"

นิกรหัวเราะ วิ่งจู๊ดออกไปทางหลังตึก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นยืน ดึงปืนพกในกระเป๋ากางเกงของท่านออกมา แล้วไล่กวดนิกรออกไป

การเล่นโปลิศจับขโมยได้เป็นไปอย่างสนุกสนาน นิกรเข้าห้องโน้นออกห้องนี้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไล่กวดติดๆ มาในที่สุด นิกรก็เข้าไปจนมุมอยู่ในห้องสมุดของบ้าน "พัชราภรณ์"

เจ้าคุณยกปืนพกในมือขวาขึ้น หมายระดับหน้าอกนายจอมทะเล้น ลูกเขยของท่าน

"อ้ายกร แกกับฉันสิ้นสุดความเป็นพ่อตากับลูกเขยกันนับแต่บัดนี้" ท่านเจ้าคุณพูดเสียงกร้าว "แกทำกับฉันอย่างนี้ เท่ากับว่า แกข่มเหงน้ำใจฉันอย่างรุนแรงที่สุด ฉันยิงแกละ"

นิกรอมยิ้ม

"ไม่แน่กระมั้ง ใจคอคุณพ่อจะฆ่าลูกเขยสุดที่รักเชียวหรือ?"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิงทันที

"ปัง! "

นิกรหัวเราะก้าก กระสุนรีวอลเว่อร์ ๙ มม. ถูกหน้าอกนายจอมทะเล้นอย่างจัง แต่หาทะลุเข้าไปไม่

"อีกนัดยังได้นะครับ เตี่ย"

"มึงท้ากูรึ" แล้วเจ้าคุณก็เหนี่ยวไกยิง อีก ๒ นัดเสียงปืนพกดังไปทั่วบ้าน "พัชราภรณ์"

๓ สหายกับเจ้าแห้ว พร้อมด้วยเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด พากันกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องสมุด ทุกคนแลเห็นนายจอมทะเล้น กำลังแอ่นอกให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิงเขา เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กระโดดเข้ามาคว้าข้อมือแย่งปืนเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"อย่า-เจ้าคุณ ขอทีเถอะครับ"

นิกรหัวเราะชอบกล

"ปล่อยท่านเถอะครับ คุณอา ปล่อยให้ท่านยิงผม ชั้นนี้แล้วยิงไม่เข้าหร็อกครับ ต่อให้ไปเอาปืนใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมมายิง ผมก็ไม่เป็นไร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สลัดมือเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ออก ยกปืนพกยิงหมายไปที่ร่างของนิกรอีก ๓ นัด ติดๆ กัน

"ปัง! ปัง! ปัง! "

นิกรยกมือปัดหน้าอก แล้วพูดหน้าตาเฉย

"เหมือนมดกัดครับ โธ่-เสียลูกปืนเปล่าๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองซ้ายมองขวา เพื่อจะหาอาวุธอะไรสักอย่างหนึ่ง เพราะปืนพกของท่านหมดลูกกระสุนแล้ว ทันใดนั้นเอง นิกรก็เดินเข้ามาส่งมีดโกนให้พ่อตาของเขา

"เอานี่เถอะครับ เฉือนลูกกระเดือกผมเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง

"เอาพระที่คอแกออกเสียก่อน"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ได้ครับ ขืนเอาออกผมก็ม่องเท่งเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ ขว้างมีดโกนออกไปนอกหน้าต่าง แล้วยกมือชี้หน้านิกร

"แกต้องเอาพระทั้ง ๖ องค์ ไปคืนฉันภายในชั่วโมงนี้ ม่ายงั้นฉันจะให้ตำรวจเขาจัดการกับแก" พูดจบ ท่านก็เดินออกไปจากห้องสมุดอย่างเดือดดาล

ดร. ดิเรก พูดกับนิกรเบาๆ

"คืนให้ท่านเสียเถอะวะ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"คืนอะไรล่ะ กันขายให้คุณอาทั้ง ๒ ไป ๓ องค์แล้วแถมให้คุณหญิงอีกองค์หนึ่ง"

กิมหงวนว่า "ถ้ายังงั้นแกก็มีหวังติดตาราง"

นิกร พยักหน้า

"อือ-ดีเหมือนกัน อยู่นอกคุกมานานแล้ว ลองเข้าไปอยู่ในคุกดูบ้าง"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องสมุด คุณหญิงวาดรีบฉุดเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ออกไปจากห้อง เกรงว่านิกรจะขอพระคืน

แล้ว ๔ สหายและเจ้าแห้วก็เดินรวมกลุ่มออกไปจากห้องในเวลาเดียวกันนี้เอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้นั่งร้องไห้อยู่บนม้ายาวที่เฉลียงหลังตึก ด้วยความโกรธแค้นนิกรลูกเขยของท่าน

๔ สหายยิ้มแป้นไปตามกัน นายวอนผลุนผลันลุกขึ้นยืนทำตาเขียวกับใครต่อใคร แล้วเดินไปจากที่นั้น ไม่ต้องสงสัยว่าเขาจะโกรธแค้นสักเพียงใด

"เอ....ที่นี่มีพวกอียิปต์ปนอยู่ด้วยหรือครับคุณอา" นิกรถามยิ้ม

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะ

"อ๋อ แยะทีเดียวแก เผลอเป็นเชิด เราควักออกมาให้ใครดูเราต้องจับตามองไว้ เห็นถ้าไม่ดีต้องแย่งเอามาเก็บเกรงใจกันไม่ได้ พระดีๆ องค์หนึ่งไม่ใช่ถูก น่าสงสารนายวอน แกกำลังร้อนเงินเสียด้วย เสียพระสมเด็จวัดระฆังไปเปล่าๆ ๑ องค์"

พล กล่าวถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"พระอย่างนี้มีมากหรือครับ"

เจ้าคุณพยักหน้า

"ดีมาก รับรองว่ามีดหรือปืนไม่ได้แอ้ม อยู่ยงคงกะพันจริงๆ เป็นพระชั้นหนึ่งในวงการนักเลงเล่นพระ"

กิมหงวนว่า "ถ้าจะเอายิงฟันไม่เข้าละก้อ ผมว่าหลวงพ่อโตวัดอินทร์แน่กว่าครับ เลี่ยมทองคล้องคอต่อให้ปืนใหญ่ก็ไม่กลัว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาโต

"มึงแบกท่านไหวหรือ"

"ก็คุณอาช่วยแบกซีครับ" พูดจบอาเสี่ยก็หันมาทางเจ้าแห้ว "เฮ้ย ไปสั่งโอเลี้ยงที่หาบเจ๊กกาแฟนั่นมากินกันเถอะว่ะ"

พูดถึงกิน นิกรก็ยิ้มหวานจ๋อย

"แห้วโว้ย สั่งเต้าหู้ทอดให้ข้าสักจาน ก๋วยเตี๋ยวแขกเจ้านั้นทำท่าจะเก็บหาบแล้ว เอ็งถามเขาซิว่าหมดหรือยัง ถ้ายังเอามาให้ข้าชาม แล้วเอ็งจะกินอะไรก็เอา อิ่มแล้วมาเอาสตางค์ที่อ้ายหงวนไปให้เขา"

เจ้าแห้วรับคำสั่ง แล้วลุกเดินไปทางใต้ต้นมะขาม ซึ่งเป็นที่ตั้งของพวกหาบเร่ ทันใดนั้นเอง กะทาชายนายหนึ่งซึ่งเป็นนักเลงพระชั้นอาจารย์ ได้พาตัวเดินเข้ามานั่งข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ และยกมือไหว้ท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับ ใต้เท้า"

"อ้อ พี่กลิ่น ยังไงหา? หายหน้าหายตาไปนาน"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมไปเยี่ยมญาติที่เมืองกาญจน์ฯ เพิ่งกลับมาขอรับ ง่า เกิดยังไงกันขึ้นล่ะครับ สมเด็จวัดระฆังของนายวอนถึงได้หายไป"

เจ้าคุณสั่นศีรษะ

"ฉันก็ไม่รู้ว่าใครเอาไป ดูกันไปดูกันมาเชิดไปเลยจับมือใครดมไม่ได้ ตั้งใจจะขอเช่ากำลังตกลงราคากันเลยอดน่าเสียดายแท้ๆ พี่กลิ่นมีสมเด็จบ้างไหมล่ะ อยากได้สักองค์จะเอาไปเลี่ยมห้อยคอ เผื่อมันเกิดวุ่นวายยิงกันขึ้นจะได้มีคุ้มกันตัว"

นายกลิ่นอมยิ้ม เขาเป็นชายชราที่มีท่าทางภูมิฐาน

"สมเด็จผมมีอยู่องค์หนึ่ง ปล่อยไปนานแล้วครับ ไม่ทราบว่าใต้เท้าต้องการ ถ้ายังไงใต้เท้าเอาท้ายย่านของผมไว้ซีครับ ทดลองให้ดูได้เลย ถ้าเอามีดโกนกรีดแขนเข้าละก็ใต้เท้าเตะผมเลย ลองกันเดี๋ยวนี้แหละครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"จริงเรอะ พี่กลิ่น"

"จริงซีครับ" พูดจบชายชราก็ล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตหยิบกล่องบุหรี่ซิกาแร็ตซึ่งทำด้วยสังกะสีออกมาเปิด ค่อยๆ บรรจงหยิบพระเครื่องลางองค์หนึ่งออกมาส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ "เชิญใต้เท้าชมซีครับ มีตำหนินิดเดียวเท่านั้นเอง คนโน้นดู คนนี้ดู ใช้มือถูพระพักตร์ท่านสึกไปหน่อย"

เจ้าคุณใช้แว่นขยายตรวจเนื้อพระอย่างละเอียดถี่ถ้วน

"เท่าไรพี่กลิ่น ขอให้บอกขาดตัวนะ"

นายกลิ่นนิ่งอึ้งไปสักครู่

"สำหรับใต้เท้าผมคิด ๙๐๐ บาทขาดตัวครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะ

"ก๊อแรงไปหน่อยซี พี่กลิ่น เอายังงี้ก็แล้วกัน ถ้าทดลองดูว่าอยู่ยงคงกระพันจริง ฉันขอเช่าพระองค์นี้ ๘๐๐ บาท"

"โธ่....ใต้เท้าอย่าต่อเลยครับ ตกลงเถอะครับ ผมจะให้ใต้เท้าเอามีดโกนกรีดแขนผมเดี๋ยวนี้"

ดร. ดิเรกสนใจอย่างที่สุด

"เอาครับ คุณพ่อ ถ้าพระองค์นี้อยู่ยงคงกระพันจริง ๙๐๐ บาทไม่แพงเลย ถ้าคุณพ่อไม่เอาผมเอา ผมจะได้รู้ว่าไสยศาสตร์ไม่ใช่ของเหลวไหลดังที่นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกัน"

พลกล่าวกับลุงกลิ่น

"ถ้าคุณลุงทดลองเกิดเข้าขึ้นละก้อ ไม่ตกลงนะครับ"

นายกลิ่นหัวเราะก้าก

"ถ้าเข้าเตะผมซ้ำเลยคุณหลาน ท้ายย่านองค์นี้เคยออกศึกอินโดจีนมาแล้ว ร้อยเอกวีระศักดิ์เจ้าของเดิม ถูกกระสุนปืนกลหลายนัด แต่ไม่เป็นไร นำทหารเข้ายึดรังปืนกลข้าศึกจนได้ แกถูกปลดออกจากราชการเมื่อ ๒ ปีมานี้เอง แกเลยให้ผมเช่ามา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่งพระคืนให้เจ้าของ

"ลองให้ฉันดูซิ พี่กลิ่น"

นายกลิ่นล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบกล่องมีดโกนออกมา มีดเล่มนี้เขาติดตัวอยู่เสมอ ถ้าใครตกลงเช่าพระเขา นายกลิ่นจะต้องทดลองให้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อก่อนเสมอไป จนเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า นายกลิ่นมีพระดีๆ ทำให้เขาอยู่ยงคงกระพัน

"ใต้เท้าลองนะครับ ผมจะยื่นแขนให้เฉือน" พูดพลางส่งกล่องให้

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแหยๆ ส่งกล่องมีดโกนให้นายพัชราภรณ์

"แกลองเถอะวะพล อาไม่กล้า"

พลสะดุ้งโหยง

"ไม่ได้หร็อกครับ เดี๋ยวเกิดเข้าขึ้นมาผมจะถูกตำรวจลากคอไป"

นายกลิ่นพูดขึ้นทันที

"ไม่เป็นไรคุณหลาน ผมอนุญาต ถึงเข้าก็เป็นบาดแผลนิดหน่อยเท่านั้น เอาเถอะครับ ที่สนามพระนี่เขาลองกันเสมอ โน่นก็กำลังลองกันเห็นไหมครับ กลุ่มนั้นน่ะของไม่ดีจริงใครจะซื้อ ไม่ใช่ราคาถูกๆ นี่ครับ" แล้วนายกลิ่นก็วางกล่องพระบนพื้นหญ้า หยิบพระท้ายย่านอมไว้ในปากยื่นท่อนแขนซ้ายให้นาย พัชราภรณ์ "เอา...คุณหลานเฉือนเลย"

ใครต่อใครพากันเข้ามาห้อมล้อมทดลองการอยู่ยงคงกะพันท่อมกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ เจ้าแห้วถือจานเต้าหู้ทอดและพวงแก้วใส่โอเลี้ยงเดินมาวางข้างๆ นายของเขา แล้วก็ทรุดตัวนั่งคอยดูการทดลองของดี

พลดึงมีดโกนออกมาจากกล่อง ง้างมันออก ลองเอามือลูบดูก็รู้สึกว่ามีดโกนเล่มนี้คมมาก นาย พัชราภรณ์มองดูชายชราซึ่งกำลังยิ้มให้เขา

"ถ้าพลาดพลั้งอย่าเอาเรื่องเอาราวผมนะครับคุณลุง"

ลุงกลิ่นพยักหน้า ไม่ได้มีทีท่าวิตกเป็นทุกข์อะไรเลย

"เชิญเถอะครับคุณหลาน อย่าว่าแต่จะเฉือนแขนผมเลย คุณจะเฉือนลูกกระเดือกผมยังได้ ของของผมถ้าไม่ดีจริงแล้วไม่กล้าทดลอง"

พลถอนหายใจหนักๆ วางปลายมีดลงบนท่อนแขนชายชราซึ่งสักเป็นรูปมังกรพัน ทุกคนจ้องตาเขม็งมองดู แล้วพลก็แข็งใจกรีดมีดโกนลงมาดังแคว่ก

ช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก คมมีดไม่ได้ระคายผิวหนังของนายกลิ่นเลย ดร. ดิเรกอ้าปากหวอ

"มายก๊อด....นี่เราฝันไปหรือยังไงกันโว้ย"

นายกลิ่นอมยิ้ม

"คุณลองดูบ้างซีครับ"

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้า รับมีดโกนจากพล เขยิบเข้ามานั่งข้างนายกลิ่น

"ใช้ฟันได้ไหมครับ คุณลุง"

"อ๋อ ได้ครับ ฟันและกรีดแรงๆ ไม่ต้องเกรงใจผม ท้ายย่านองค์นี้ผมไต้เคยทดลองมามากต่อมากแล้ว อิทธิปฏิหาริย์ของพระพุทธองค์ทำให้ผมอยู่ยงคงกระพัน ผมเคยถูกยิงเผาขนเคยถูกคนร้ายดักฟันมาแล้วปืนและดาบมิได้แอ้ม"

นายแพทย์หนุ่มทำหน้าชอบกล ยกมีดโกนขึ้น ขยับจ้องตามองดูท่อนแขนของนายกลิ่นที่ยื่นมาให้เขา แล้วดิเรกก็ฟันฉับลงไปค่อนข้างแรง หนึ่ง...สอง...สาม และสี่ครั้งแล้วก็กรีดแขน

สิ่งที่เป็นไปไม่ได้กลับเป็นไปได้แล้ว ดร. ดิเรกวางมีดโกนลง และยกมือไหว้นายกลิ่นทันที

"ผมนับถือเลย คุณลุงครับ โอ ฝรั่งงงไปหมดแล้ว โยคีที่อินเดียยังสู้คุณไม่ได้ โอย...มันน่าแปลกที่สุด"

จบตอน