พล นิกร กิมหงวน 047 : มวยปล้ำหญิง

ส.ค. ๒๕๐๓

ในตอนปลายฤดูร้อน มีนักท่องเที่ยวชาวยุโรปและอเมริกาหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยผิดปกติ โรงแรมชั้นดีในกรุงเทพฯ จึงมีรายได้งดงามไปตามกัน โดยเฉพาะโรงแรมสี่สหายซึ่งเป็นคู่แข่งของโรงแรมเอราวัณ กำลังอยู่ในความนิยมของพวกเศรษฐีนักทัศนาจรต่างชาติทั้งหลาย เพราะสถานที่กว้างขวางโอ่โถงทันสมัย ห้องพักสะอาดเรียบร้อย เครื่องนอนเครื่องใช้งามหรู มีเครื่องปรับอากาศทุกห้อง

โรงแรมสี่สหาย บริการแบบสะแกนดิเนเวีย อาหารฝรั่งโดยพ่อครัวชาวฝรั่งเศส นอกจากนี้ยังมีสนามเทนนิส สระว่ายน้ำ สวนดอกไม้อันรื่นรมย์ บนตึกของโรงแรมมีห้องลีลาศ ห้องรับประทานอาหาร ห้องกีฬาในร่ม ห้องแต่งผม ช่วยให้ผู้มาพักได้รับความสะดวกสะบายด้วยประการทั้งปวง

เพราะนักท่องเที่ยวมาพักอยู่ที่โรงแรมสี่สหายอย่างคับคั่ง พล นิกร กิมหงวน และดร.ดิเรกจึงต้องไปควบคุมกิจการงานของโรงแรมตั้งแต่เช้าจนค่ำ กว่าจะได้กลับบ้านก็ในราว ๑๙.๐๐ น. ทุกคนเหน็ดเหนื่อยไปตามกัน แต่รายได้ของโรงแรมดีมาก ค่าเช่าห้องพักวันละ ๓๕๐ บาท ห้องเดอลุกซ์ ๔๕๐ บาทไม่คิดค่าอาหาร รายได้ค่าเหล้า ค่าเครื่องดื่ม ค่าอาหาร และอื่นๆ วันละประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาทเป็นอย่างน้อย โดยเฉพาะนิกรมีรายได้พิเศษเป็นส่วนตัววันละสองสามพัน เขาจัดหาตัวอ่อนๆ ที่ใหม่และปลอดภัยไว้ต้อนรับฝรั่งนักทัศนาจร คิดค่าบริการ ๕๐๐ บาท บริการตลอดคืนคิด ๒,๐๐๐ บาท นิกรแบ่งรายได้ให้ผู้หญิง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แต่เรื่องนี้เขาได้จัดทำเป็นความลับที่สุดเพื่อไม่ให้เสียชื่อโรงแรมของเขาและกลัวตำรวจจับ ปรากฏว่าพวกนักท่องเที่ยวพออกพอใจสาวไทยในวัยขบเผาะไปตามกัน

อย่างไรก็ตาม พอย่างเข้าเดือนกรกฎาคมฝนตกชุก นักทัศนาจรก็บางตาลงทันที เครื่องบินทุกเที่ยวมีแต่นักธุรกิจ ซึ่งพวกนี้ล้วนแต่กระดูกขัดมันไม่ยอมควักกระเป๋าง่ายๆ พักอยู่ในกรุงเทพฯ เพียงวันเดียวก็เดินทางต่อไป บางคนพักตามบ้านเพื่อนฝูงหรือโรงแรมชั้นกลาง

เย็นวันนั้นเป็นวันแรกในระยะเดือนนี้ที่สี่สหายกลับมาบ้านก่อนค่ำ คือมาถึงบ้าน'พัชราภรณ์' ในราว ๑๖.๓๐ น.

คาดิแล็คเก๋งเลี้ยวเข้ามาในบ้าน 'พัชราภรณ์' อย่างแช่มช้า อาเสี่ยกิมหงวนทำหน้าที่เป็นคนขับนั่งคู่กับนิกรซึ่งนั่งสัปหงกมาตลอดทาง พล กับ ดร.ดิเรกนั่งอยู่ตอนหลังรถ เสี่ยหงวนขับรถเก๋งคันงามของเขาแล่นมาหยุดหน้าตึกใหญ่ห่างจากรถฮิลแมนคันหนึ่ง

ในเวลาเดียวกันนี้เองเจ้าแห้วก็ปราดออกมาจากห้องโถงลงบันไดมารับหน้าเจ้านายของเขา พลชะโงกหน้าถามเจ้าแห้วเบาๆ

"รถใครวะ อ้ายแห้ว?"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทาน รถแขกครับ"

พลขมวดคิ้วเข้าหากัน

"รู้แล้วว่ารถแขก แต่อยากรู้ว่าเขาเป็นใคร?"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"รับประทาน นายสิงหล ภูวนารถครับ แขกจริงๆ ครับ อดีตแชมเปี้ยนโลกมวยปล้ำรุ่นรถบดถนน"

"สิงหล ภูวนารถ...." ดร.ดิเรกอุทานขึ้นมาดังๆ "เขาเป็นนักมวยปล้ำแชมเปี้ยนโลกที่ครองตำแหน่งแชมเปี้ยนโลกถึง ๑๐ ปี ตอนหลังเกิดตีกับเมียถูกเมียจับทุ่มแขนหัก ต้องไปนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลของเทศบาลในกรุงนิวเดลฮีถึง ๓ เดือน เลยออกจากตำแหน่งแชมเปี้ยนโลกแล้วเดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งร้านจำหน่ายเครื่องเทศและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของประเทศอินเดียอยู่ทางบางรัก"

เจ้าแห้วยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"ถูกแล้วครับ"

เสี่ยหงวนถามเจ้าแห้วทันที

"เขามาหาใคร อ้ายแห้ว?"

"รับประทาน เขามาสอนมวยปล้ำให้คุณผู้หญิงครับ"

พล กิมหงวน และดร.ดิเรกต่างสะดุ้งเฮือกตามๆ กันราวกับนัดกันไว้

"เมียข้าหัดมวยปล้ำ" กิมหงวนร้องขึ้นเกือบเป็นเสียงตะโกน

"ครับ รับประทานหัดมาเดือนกว่าแล้วครับ อาจารย์สิงหลแกสอนแบบเรียนลัด ทำให้คุณผู้หญิงทั้งสามกลายเป็นนักมวยปล้ำชั้นดีไปแล้ว รับประทานรีบไปดูซีครับ คุณนวลละออกำลังปล้ำกับอาจารย์น่าดูมาก"

อาเสี่ยทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"เมียข้าปล้ำกับแขก"

"ครับ รับประทานฟัดกันอุตลุดไปเลย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านก็หัดมวยปล้ำเหมือนกันครับ"

ดร.ดิเรกกลืนน้ำลายติดๆกันหลายครั้ง

"มายก๊อด.... เมียๆ ของพวกเราจะหัดไปปล้ำกับลิงที่ไหน หรือเตรียมไว้สู้กับเรา?"

พลพูดโพล่งขึ้นทันที

"ไปดูเมียเราหน่อย หัดมวยปล้ำอย่างนี้ครูก็ได้กำไรแต๊ะอั๋งเมียเราตลอดเวลา เมียเราท่าจะบ้าแน่"

กิมหงวนมองดูนิกรอย่างเศร้าใจ แล้วดึงปากกาปลอกทองมาจากกระเป๋าเสื้อสากลของเขา ถอดปลอกออกยกปากกาขึ้นเขียนหนวดเคราให้นิกร ซึ่งนายจอมทะเล้นคงนั่งสัปหงกหงึกๆ ปล่อยให้อาเสี่ยเขียนหนวดเคราให้เขา ทำให้ใบหน้าของนิกรโหดเหี้ยมเหมือนอาชญากรชั้นดาวร้าย

อาเสี่ยเก็บปากกาไว้ในกระเป๋าตามเดิม ยกมือขวาเขกกบาลนิกรสุดแรงเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

"โป๊ก"

นิกรสะดุ้งเฮือกแล้วลืมตาโพลง เคี้ยวปากจั๊บๆ กวาดสายตามองไปรอบๆ

"ถึงบ้านแล้วเรอะ?" นิกรถามเสียงงัวเงีย

เสี่ยหงวนกลั้นหัวเราะแทบแย่

"ก็แหกตาดูซิว่า ที่นี่มันที่ไหน"

นิกรยกมือทั้งสองแหกตามองไปบนตึก

"อ้อ! บ้านเราโว้ย"

สี่สหายพากันลงมาจากรถคาดิแล็คเก๋ง ทุกคนแต่งกายแบบสากลเรียบร้อย ดร.ดิเรกกล่าวกับนิกรว่า

"แกเอาแต่ง่วงเหงาหาวนอน รู้ไหมว่าขณะนี้เมียๆ ของเรากำลังหัดมวยปล้ำกับอดีตแชมเปี้ยนโลก"

นิกรลืมตาโพลง หายง่วงเหงาหาวนอนทันที

"ว่าไงนะหมอ เมียเราหัดมวยปล้ำ....?"

นายจอมทะเล้นมองไปที่รถเก๋งคันนั้น แล้วหันมาถามเจ้าแห้ว

"เขาเป็นใครวะ?"

"รับประทาน เป็นแขกครับ ชื่อสิงหล ภูวนารถ อดีตแชมเปี้ยนโลก"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"ชักจะมากไปหน่อย ลงหัดปล้ำกับแขกอีกไม่ช้าหล่อนคงฟัดพวกเราย่ำแย่ไปตามกัน คงหัดไว้สู้กับผัวแน่ๆ "

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทาน ผมทราบว่าคุณผู้หญิงทั้งสี่คน คนใดคนหนึ่งจะขึ้นเวทีปล้ำกับนักมวยผู้หญิงในเร็วๆ นี้แหละครับ เก็บเงินบำรุงการกุศลในรายการแหวกแนว"

พลกล่าวถามขึ้นทันที

"ใครเป็นคนจัดรายการนี้?"

"รับประทาน เจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นคนจัดครับ ท่านจะเช่าสนามมวยเวทีราชดำเนินครับ"

พลหันมามองดูเพื่อนเกลอทั้งสาม

"คุณอาไม่เคยปริปากพูดเรื่องนี้ให้เรารู้เลย"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"ก็ดีแล้ว ไม่รู้ไม่เห็นพวกเราจะได้ไม่เหนื่อย"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ กิมหงวนส่งกุญแจรถให้เจ้าแห้ว แล้วสั่งให้เจ้าแห้วนำรถไปเก็บ ต่อจากนั้นคณะพรรคสี่สหายก็พากันเดินอ้อมตึกใหญ่ไปทางหลังบ้าน'พัชราภรณ์'

ที่โรงยิมเนเซียม นันทา นวลละออ ประภา และประไพพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และมนุษย์ชาวภารตะวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังนั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่บนเก้าอี้เหล็ก หลังจากการฝึกปล้ำสำหรับวันนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว มนุษย์ยักษ์ผู้นี้รูปร่างอ้วนใหญ่ขนาดคิงคอง น้ำหนักตัว ๑๑๐ กิโลกรัม เขาคือนายสิงหล ภูวนารถ อดีตแชมเปี้ยนโลกมวยปล้ำรุ่นใหญ่ คือเป็นรุ่นที่ไม่จำกัดน้ำหนัก สิงหล ภูวนารถเลิกอาชีพมวยปล้ำกลายเป็นนักธุรกิจไปแล้ว และเป็นนักให้กู้ยืมเงินผู้มีชื่อเสียง เจ้าคุณปัจจนึกฯได้ติดต่อสิงหลจ้างมาสอนมวยปล้ำให้สี่นาง โดยตกลงกันเพียง ๕,๐๐๐ บาท ภายใต้เงื่อนไขว่า ถ้าภายในเวลา ๒ เดือน นันทา นวลละออ ประภา และประไพปล้ำไม่ได้ดีเขาจะคืนเงินให้ และจะแถมเงินให้อีกเป็นพิเศษคนละหมื่นบาท

สิงหล ภูวนารถสามารถถ่ายวิชาให้สี่นางได้อย่างรวดเร็ว ชั่วเวลาเพียงเดือนเศษสี่นางมีความรู้ในวิชามวยปล้ำจนกระทั่งสามารถจับครูทุ่มหลังได้ง่ายดาย การเรียนมวยปล้ำยิ่งเรียนก็ยิ่งสนุกทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น รู้จักวิธีต่อสู้ป้องกันตัว สามารถสู้ผู้ชายอกสามศอกได้แล้ว

ขณะที่ครูกำลังเล่าให้ฟังถึงการต่อสู้ครั้งสำคัญของเขาในประเทศอิตาลี ซึ่งเขาชิงมงกุฎแชมเปี้ยนโลกมาจากนักมวยปล้ำชาวอิตาเลียนคนนั้น พล นิกร กิมหงวน และดร.ดิเรกก็พากันเข้ามาในโรงยิมเนเซียม แต่แล้วพอเห็นสิงหล นิกรก็ขยับจะวิ่งหนี อาเสี่ยกิมหงวนคว้าแขนไว้

"จะไปไหนเล่า"

นิกรมองดูอดีตแชมเปี้ยนโลกอย่างหวาดหวั่น

"นั่นคนหรือลิงกอริล่าวะ?"

อาเสี่ยหัวเราะ

"คนโว้ย นั่นแหละครูมวยปล้ำที่มาสอนเมียเรา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯหันไปบอกสิงหล ภูวนารถให้ทราบว่าสี่สหายคือผัวๆ ของสี่นาง แล้วท่านก็กวักมือเรียกคณะพรรคสี่สหาย

"มานี่ มารู้จักกับครูหน่อย"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"ไม่ทำนะครับ"

"เออ-มาเถอะ นายสิงหลเป็นสุภาพบุรุษที่น่ารักมาก"

พลเดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอทั้งสามเข้ามาหาสี่นางกับเจ้าคุณปัจจนึกฯและครูมวยปล้ำ ท่านเจ้าคุณผุดลุกขึ้นยืน แล้วแนะนำให้ พล นิกร กิมหงวน และดร.ดิเรกได้รู้จักกับสิงหล ภูวนารถ อดีตแชมเปี้ยนโลกลุกขึ้นประนมมือไหว้ตามแบบคนไทย สี่สหายต่างรับไหว้และทักทายกับชาวภารตะอดีตแชมเปี้ยนโลกผู้มีสมญาว่าแรดดง

"สวัสดีครับ" สิงหล ภูวนารถพูดไทยเสียงแปร่งแบบเดียวกับแขกพูดไทย "ยินดีมากคะรับ ที่ได้รู้จักกับพวกคุณ"

นิกรหันมามองดูหน้าดร.ดิเรก

"แกช่วยแปลให้ฟังหน่อยเถอะวะ เขาพูดว่ากระไร?"

นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก แล้วตวาดแว้ด

"ไม่ต้องแปลโว้ย เขาพูดภาษาไทย"

นายจอมทะเล้นขมวดคิ้วย่น

"งั้นเรอะ มิน่าล่ะถึงฟังเข้าใจ" พูดจบก็เดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้ากับอดีตแชมเปี้ยนโลก "ผมเคยได้ยินชื่อเสียงของคุณมาเหมือนกัน เพิ่งได้เห็นตัวจริงวันนี้"

สิงหล ภูวนารถยื่นมือให้จับ แต่นิกรสั่นศีรษะปฏิเสธ อดีตแชมเปี้ยนโลกรู้สึกละอายอย่างยิ่งที่นิกรไม่ยอมจับมือกับเขา ประไพเอ็ดตะโรสามีของหล่อนทันที

"ทำไมถึงเสียมารยาทอย่างนี้นะกร?"

นิกรหันมาทำตาเขียวกับภรรยาของเขา

"ใครจะกล้าจับมือกับครู นิ้วก้อยของครูโตกว่า...."

ต่อจากนั้นอดีตแชมเปี้ยนโลกก็สัมผัสมือกับ พล อาเสี่ยกิมหงวน และดร.ดิเรกด้วยอัธยาศัยไมตรีจิต ซึ่งสี่สหายโอภาปราศรัยด้วยเป็นอย่างดี เจ้าคุณปัจจนึกฯเดินเข้ามารวมกลุ่มด้วย แล้วท่านก็กล่าวกับอาเสี่ยกิมหงวนอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"ระหว่างนี้พวกแกต้องวุ่นวายอยู่ในโรงแรมไม่ใคร่จะมีเวลาอยู่ติดบ้าน อาเลยไม่ได้เล่าเรื่องที่อาจะจัดการแข่งขันชกมวยเก็บเงินบำรุงการกุศลให้พวกแกฟัง พบพวกแกพร้อมหน้าทั้งสี่คนในวันนี้ก็ดีแล้ว อาจะได้ถือโอกาสเล่าให้ฟังและขอให้พวกแกร่วมมือด้วย นั่งซี นั่งคุยกันเถอะ ประเดี๋ยวอาจะให้เมียๆ ของแกซ้อมมวยปล้ำให้ดู"

สี่สหายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน ทุกคนต่างนั่งลงบนเก้าอี้เหล็กเบื้องหลังสี่นาง

"คุณพ่อจะให้เมียๆ ของพวกเราขึ้นปล้ำกับใครครับ?" นิกรกล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"ปล้ำกับนักมวยหญิงที่พ่อจะสั่งเข้ามาน่ะซี"

นิกรถอนหายใจโล่งอก

"ถ้าปล้ำกับผู้หญิงด้วยกันผมไม่ว่า แต่ถ้าปล้ำกับนักมวยปล้ำผู้ชายผมไม่ยอมเด็ดขาด"

นันทาค้อนน้องชายของหล่อนแล้วพูดเสริมขึ้น

"พูดบ้าๆ มีอย่างที่ไหนผู้หญิงปล้ำกับผู้ชาย"

ดร.ดิเรกโบกมือห้ามนันทาให้สงบปากเสียงแล้วกล่าวกับพ่อตาของเขา

"คุณพ่อเล่ารายละเอียดการจัดมวยนัดพิเศษนี้ให้พวกเราฟังบ้างซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้เขยใหญ่ของท่าน

"พ่อกำลังจะเล่าให้แกฟังเดี๋ยวนี้แหละ เรื่องมันเป็นยังงี้ ในฐานะที่พ่อเป็นนายกสมาคมสงเคราะห์คนพิการแห่งประเทศไทย พ่อมีความคิดที่จะหาเงินก้อนหนึ่งให้สมาคมเพื่อช่วยเหลือคนพิการทั้งหลาย ทีแรกพ่อตั้งใจจะจัดการแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษระหว่างทีมชาติกับทีมถ้วยใหญ่ทหารอากาศ เข้าใจว่าคงเก็บเงินค่าผ่านประตูได้นับแสน แต่แล้วก็เห็นว่ามีเรื่องขลุกขลักหลายอย่างเลยเปลี่ยนความคิด จัดมวยนัดพิเศษขึ้น ให้ชื่อว่า'วันสั่งญาติ'"

พลหัวเราะหึๆ

"ชื่อแหวกแนวดีเหมือนกันครับ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแป้น

"เป็นความหมายดีมาก ชื่อนี้หมายความว่านักมวยที่จะขึ้นชก จะต้องสั่งลูกเมียหรือญาติพี่น้องทำพินัยกรรมให้เรียบร้อย ใครพลาดก็ลงโลงได้ เราจะเตรียมไปตั้งข้างเวทีพร้อมด้วยสัปเหร่อ อย่างน้อยวันนั้นนักมวยจะต้องตายคาเวทีสามสี่คน เพราะเราจะตั้งรางวัลให้แสนบาท ให้นักมวยที่ชกหรือเตะคู่ต่อสู้ตายคาเวทีทุกรายไป นอกจากนี้มวยที่ชกกันแบบตะลุมบอนไม่มีการจดจ้อง ผู้ชนะจะได้รางวัลหมื่นบาท ผู้แพ้ห้าพัน เราจ่ายรางวัลอย่างงามที่สุด"

ดร.ดิเรกพยักหน้ารับทราบ

"ออไร๋ ออไร๋ รายการนี้วิเศษที่สุดเชียวครับ นักมวยสู้ตายแน่ แล้วคุณพ่อกำหนดวันแล้วหรือยัง?"

"กำหนดเรียบร้อยแล้ว เสาร์ที่ ๒๗ สิงหาคม พ่อติดต่อเช่าเวทีราชดำเนินไว้แล้ว ทางสนามเขาช่วยเหลือเต็มที่ เรามีเวลาอีกเดือนเศษ มวยนัดนี้จะใหญ่ยิ่งที่สุด เพราะมีมวยชกถึง ๘ คู่ และมวยปล้ำผู้หญิงอีก ๒ คู่"

"โอ้โฮ!" นิกรคราง "ก็คงเลิกตั้ง ๕ ทุ่มน่ะซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯหันมาทางนิกร

"เลิกดึกไม่แปลกอะไร เพราะเราจะแจกข้าวห่อคนละห่อ น้ำอัดลมอีกคนละขวด นอกจากนี้ตั๋วดูมวยยังออกสลากรางวัลอีก เหมือนอย่างโผนชกกับเปเรซ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"คุณอาประกบมวยไว้แล้วหรือยัง?"

ท่านเจ้าคุณสั่นศีรษะ

"ยังไม่ได้ประกบคู่ เพราะกำลังเลือกมวยชั้นยอดจริงๆ แต่อาคิดไว้ว่ารายการนี้จะมีมวยตาบอดหนึ่งคู่ มวยแขนด้วนหนึ่งคู่ มวยหูหนวกหนึ่งคู่"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง นวลละออพูดพลางหัวเราะพลาง

"อย่าเลยค่ะคุณอา น่าสงสาร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"เปล่า มันเป็นเรื่องของการต่อสู้ อาต้องการให้คนดูได้รู้จักเข้าใจว่า คนพิการนั้นก็มีเลือดนักสู้เช่นเดียวกับคนที่สมประกอบทั้งหลาย"

ประภาว่า "มันจะน่าทุเรศน่ะซีคะคุณพ่อ คนตาบอดชกกัน กรรมการห้ามมวยก็มีหวังถูกน็อค"

เจ้าคุณหัวเราะชอบใจ

"ก็ต้องคอยหลบหลีกเอาซีโว้ย"

ประไพหัวเราะคิก

"แล้วคนแขนด้วนจะชกกันได้ยังไงกันคะคุณพ่อ?"

"ทำไมจะไม่ได้ พ่อจะเลือกนักมวยที่แขนด้วนแค่ข้อศอกไม่ได้ด้วนทั้งแขน มวยแขนด้วนจะสู้กันอย่างทรหดที่สุด ใช้แขนที่ด้วนกระแทกหน้ากันโดยไม่ต้องใส่นวม ใครพลาดก็หน้าแหก รับรองว่าเตะกันอุตลุด เพราะแขนมันด้วนต้องอาศัยเท้าเตะและถีบกัน"

ดร.ดิเรกหัวเราะชอบอกชอบใจ

"ความคิดของคุณพ่อแหวกแนวทีเดียวครับ ที่นี้ปัญหาสำหรับมันอยู่ที่มวยหูหนวก ระฆังตีก็ไม่ได้ยิน กรรมการร้องห้ามก็ไม่ได้ยิน"

"ถูกละ เรื่องนี้อยู่ที่ความเฉลียวฉลาดของกรรมการห้ามมวย และกรรมการก็ควรจะพูดภาษาใบ้ได้ด้วย เพราะคนใบ้ก็คือคนหูหนวกนั่นเอง พ่อจะประกบคู่มวยให้เด่นที่สุด รับรองว่าอย่างน้อยต้องเก็บเงินได้สามสี่แสน"

อาเสี่ยว่า "ถ้าคุณอาจัดดีๆอาจจะได้ถึงสิบแสนก็ได้"

นายสิงหล ภูวนารถหัวเราะก้าก

"สิบแสนพูดทำมะไร๋ อีนี้สิบแสนเป็นหนึ่งล้านน่ะคะรับ"

เสี่ยหงวนยิ้มให้อดีตแชมเปี้ยนโลก

"คำว่าล้านที่นี่ห้ามพูดครับ ต้องพูดว่าสิบแสน"

สิงหล ภูวนารถค่อยๆ ชำเลืองมองดูศีรษะอันล้านเลี่ยนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพยักหน้ารับทราบ

"จริงคะรับ อีนี้ผมเพิ่งนึกออกคุณจ๋า"

คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวกับนวลละออว่า

"นวลจ๋า แสดงชั้นเชิงมวยปล้ำให้เฮียดูหน่อยได้ไหม?"

"เอาซีคะ ปล้ำกับเฮียก็แล้วกัน" แล้วหล่อนก็ลุกขึ้นยืน "ถอดเสื้อและเน็คไทออกเสียก่อนซีคะ"

นิกรพยักหน้ากับกิมหงวน

"สู้เขาอ้ายหงวน ถ้าแกปล้ำสู้คุณนวลไม่ได้ แกก็พิจารณาตัวเองได้แล้วว่า แกเป็นคนที่ไร้ความสามารถ"

อาเสี่ยลุกขึ้นยืนถอดเสื้อสากลและเน็คไทออกพาดไว้กับพนักเก้าอี้เหล็ก สิงหล ภูวนารถจำเป็นต้องทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการประลองฝีมือระหว่างผัวเมียคู่นี้ อดีตแชมเปี้ยนลุกขึ้นยืนพากิมหงวนกับนวลละออไปทางที่สำหรับฝึกซ้อมมวยปล้ำ ซึ่งมีเนื้อที่ขนาดเวทีมวยปูเบาะฟางบนพื้นนั้น ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เจ้าแห้วก็เดินนำหน้าพาสาวใช้คนหนึ่งเข้ามาในโรงยิมเนเซียม เจ้าแห้วกับแจ๋วช่วยกันเสิฟน้ำอัดลมให้เจ้านายของเขาโดยทั่วหน้ากัน แล้วเจ้าแห้วก็กระซิบถามสาวใช้เบาๆ

"ลองปล้ำกับฉันดูสักยกไหมล่ะแจ๋ว?"

สาวใช้ค้อนขวับ

"ทะลึ่ง"

"อ้าว-พูดดีๆ ว่าทะลึ่ง เดี๋ยวจูบเสียเลย"

"ก็ลองดูซี แม่ไม่ตบให้หน้าหันก็ค่อยว่า" พูดจบสาวใช้ก็ถือถาดเปล่าเดินออกไปจากโรงยิมเนเซียม

การประลองฝีมือ หรือการฝึกซ้อมมวยปล้ำระหว่างกิมหงวนกับนวลละออได้เริ่มต้นแล้ว ทั้งสองยืนจังก้าเผชิญหน้ากันยกแขนทั้งสองเตรียมพร้อมที่จะหักคอ หักแขน หักขากัน หรือจับอีกฝ่ายหนึ่งทุ่มตามแบบฉบับของมวยปล้ำ

ประภา ประไพ และนันทาต่างเอาใจช่วยนวลละออ เมื่อทั้งสองจดจ้องอยู่สักครู่ ประไพก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"เอาเลยคุณนวล กระโดดถีบยอดอกซีคะ"

นิกรหันมามองเมียรักของเขาอย่างไม่พอใจ

"ไหงหนุนยังงั้นล่ะไพ?"

ประไพอมยิ้ม

"ก็มวยปล้ำแบบอเมริกัน ใช้หมัด ศอก เข่า และเท้าได้นี่คะ ล้มลงกระทืบซ้ำยังได้ ควักลูกตาคู่ต่อสู้ออกยังได้"

กิมหงวนกับนวลละออเข้ากอดรัดกันแล้ว แต่แล้วอาเสี่ยก็ถูกนวลละออจับทุ่มข้ามศีรษะอย่างง่ายดาย

"โครม"

ร่างอันสูงชะลูดลงไปนอนหงายเหยียดยาวอยู่บนเบาะฟาง ท่ามกลางเสียงหัวเราะของใครต่อใครดังลั่นห้องยิมเนเซียม นายสิงหล ภูวนารถมองดูกิมหงวนอย่างขบขัน

"เฮ้....อีนี้นอนนิ่งเฉยทำมะไร๋ ลุกขึ้นมาซีคะรับ"

อาเสี่ยเม้มปากแน่น นอนทำตาปริบๆ อยู่สักครู่ก็พยายามพยุงกายลุกขึ้นยืน แล้วยิ้มแห้งๆ นวลละออพยักหน้าให้ผัวรักของหล่อน

"เข้ามาซีคะ ลองจับนวลทุ่มดูบ้าง"

กิมหงวนยกมือขึ้นตั้งท่าอีก พอได้ทีก็กระโดดเข้าตวัดรัดคอหล่อน ทั้งสองปลุกปล้ำกันอุตลุด สักครู่นวลละออก็ร้องวี้ดสุดเสียง ทำให้กิมหงวนรีบคลายมือที่กอดหล่อนออกทันที นวลละออโมโหจนลืมตัว ยกกำปั้นทุบอาเสี่ยสามสี่ทีติดๆ กัน

"บ้า....บ้า เล่นบ้าๆ อย่างนี้ได้เรอะ บีบเขาเสียจนเจ็บไปหมด"

อาเสี่ยฝืนยิ้ม

"บีบคอไม่ได้เรอะ"

นวลละออค้อนปะหลับปะเหลือก

"ปล้ำบ้าๆ ยังงี้ใครเขาจะไปสู้ตัว" พูดจบหล่อนก็เดินกลับไปนั่งรวมกลุ่มกับคณะพรรคสี่สหาย

ดร.ดิเรกร้องบอกอาเสี่ยกิมหงวน

"อ้ายเสี่ย ปล้ำกับครูให้พวกเราดูเป็นขวัญตาหน่อยเถอะวะ ถ้าแกจับครูกดหลังถึงพื้นได้ กันจะเลี้ยงตราขาวครึ่งโหล"

กิมหงวนหัวเราะแล้วสั่นศีรษะ

"ไมไหวโว้ย ครูแกทั้งสูงทั้งใหญ่ ตัวโตกว่าหมีควายที่เขาดินเป็นกอง ทับกันเบาๆ ก็ขี้แตกแล้ว"

สิงหล ภูวนารถกล่าวกับอาเสี่ยอย่างยิ้มแย้ม

"อีนี้ผมให้คุณชกต่อยผมแบบมวยไทยน่ะนายจ๋า เตะก็ได้ ขึ้นเข่าลงศอกได้ทั้งนั้น ลองดูก็ได้"

อาเสี่ยขมวดคิ้วเข้าหากัน

"ครูให้ผมชกแบบมวยไทย?"

"คะรับ แต่ต้องถอดรองเท้าออกก่อนนะคะรับ"

เสี่ยหงวนยิ้มให้อดีตแชมเปี้ยนโลก

"ถ้าผมต่อสู้แบบมวยไทย ครูก็แพ้ผมเท่านั้นแหละ เพราะมวยไทยมีพิษสงรอบตัว ศอกคมเหมือนมีดโกน เข่าแรงเหมือนกระทุ้งด้วยสากตำข้าว เท้าก็หนักเหมือนม้าเตะ"

"โอ.เค. ถอดรองเท้าออกแล้วซ้อมกับผม"

กิมหงวนทรุดตัวลงนั่งบนเบาะ รีบถอดถุงเท้าและรองเท้าออกทันที ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของคณะพรรคสี่สหาย แล้วเสี่ยหงวนก็โบกมือให้พรรคพวกของเขา

"เฮ้-กันจะแสดงชั้นเชิงมวยไทยของเรา สู้กับมวยปล้ำโว้ย"

เจ้าแห้วทำหน้าเหมือนกับร้องไห้มองดูกิมหงวนด้วยความเป็นห่วง"

"รับประทาน ไม่มีทางสู้ครูหรอกครับ อาเสี่ย"

กิมหงวนหัวเราะแล้วลุกขึ้นยืน

"เชื่อมือกันเถอะวะ อ้ายแห้ว ถ้าได้ต่อสู้แบบมวยไทยละก็ ต่อให้ครูตัวโตเท่าหลวงพ่อโตวัดอินทร์กันก็ไม่กลัว" พูดจบอาเสี่ยก็ถอดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวออก แล้วเดินไปที่ม้ายาวริมห้อง ถอดเข็มขัดแก้กางเกงขายาวสีเทาออก คงเหลือแต่กางเกงในเพียงตัวเดียว

เสี่ยหงวนวางเสื้อกางเกงไว้บนม้ายาวตัวนั้น แล้วสลับเท้าไปมาชกลมวิ้ดว้าดสักครู่ก็หยุดเต้นหอบแฮ่กๆ กล่าวถามนิกรว่า

"ท่าทางกันยังเข้าทีอยู่ไม่ใช่หรือ อ้ายกร?"

นิกรพยักหน้ารับรอง

"ไม่เลวโว้ย คล้ายๆ เปรตเต้นแท็ป"

อาเสี่ยทำปากหมุบหมิบด่านิกร เขาเดินเข้าไปหาอดีตแชมเปี้ยนโลกแล้วยกมือไหว้สิงหล ภูวนารถอย่างนอบน้อม

"ผมขออภัยนะครับครู การฝึกซ้อมกันผมใช้ศิลปะแบบมวยไทยก็ต้องล่วงเกินครูบ้าง"

ชาวภารตะยิ้มเห็นฟันขาว

"ไม่ต้องขออภัยคะรับ อีนี้เอาเต็มที่เลย ผมอนุญาต เตะได้ ชกได้ ลงศอกตีเข่าได้ หรือจะกัดผมอย่างหมาก็ได้คะรับ"

อาเสี่ยทำคอย่นแล้วยื่นมือให้สิงหล ภูวนารถจับ ต่างฝ่ายต่างมองดูกันและยิ้มให้กัน

"เราซ้อมกันยังไงครับครู ซ้อมกี่ยกและยกหนึ่งพักกี่นาที?"

"ซ้อมยกเดียวพอแล้วคะรับ มากยกผมสู้ไม่ได้นายจ๋า ยกหนึ่ง ๕ นาที"

เสี่ยหงวนพยักหน้า

"ตกลงครับ" แล้วเขาก็ร้องบอกนายพัชราภรณ์ "พลโว้ย จับเวลาให้ทีเถอะวะ กันจะซ้อมกับครู ๕ นาทีเต็มๆ ดิเรกคอยช่วยแก้ไขครูหน่อยนะ เจอเข่ากันเข้าคงลงไปนอนชักดิ้นชักงอ"

ดร.ดิเรกมองดูกิมหงวนอย่างเศร้าใจ

"ออไร๋ แต่กันคิดว่ากันคงได้ช่วยแก้ไขแกมากกว่า"

อาเสี่ยหยุดยิ้มทันที แล้วเขาก็กล่าวกับเจ้าแห้ว

"ไปเอาปี่กลองในตู้ใหญ่ใบนั้นมาช่วยบรรเลงหน่อยเถอะวะอ้ายแห้ว การต่อสู้แบบมวยไทยมันก็ต้องมีปี่กลองตามธรรมเนียม"

เจ้าแห้วหัวเราะหึๆ

"รับประทาน ใครเป่าปี่ล่ะครับ?"

"คุณอาก็ได้ แกตีกลอง อ้ายกรตีฉิ่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นทันที

"ข้าเป่าได้แต่เพลงรำวงรุ่นเก่า'งามแสงเดือน' เพลงเดียวเท่านั้น"

อาเสี่ยจุ๊ปาก

"น่า เป่าได้เพลงเดียวก็ดีแล้วนี่ครับ เพลงไหว้ครูไม่ต้องเป่า"

เจ้าแห้ววิ่งเหยาะๆไปที่ตู้ไม้ใบใหญ่ ซึ่งเป็นตู้เก็บเครื่องมือฝึกซ้อมมวย เจ้าแห้วเปิดบานประตูออกยกกลองแขกออกมาใบหนึ่ง แล้วหยิบปี่ชวาและฉิ่งออกมา เจ้าแห้วหอบหิ้วเครื่องบรรเลงกลับมาหาคณะพรรคสี่สหาย ส่งปี่ให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และส่งฉิ่งให้นิกร แล้วเจ้าแห้วก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้เหล็ก วางกลองแขกลงบนตัก

อาเสี่ยรู้สึกคึกคักเข้มแข็งผิดปกติ เขากล่าวกับนายสิงหล ภูวนารถว่า

"ผมชกครูหมัดเปล่าๆ อย่างนี้ ครูทนไหวหรือครับ?"

อดีตแชมเปี้ยนโลกอมยิ้ม

"ไม่เป็นไรคะรับ หน้าผมถูกชกมานับไม่ถ้วนแล้ว มา-เข้ามา อีนี้ผมพร้อมแล้วคุณจ๋า"

เสียงปี่ชวา กลองแขก และฉิ่งดังขึ้นทันที ในทำนองเพลงรำวงสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ หลับหูหลับตาเป่าปี่จนแก้มโป่ง เสียงปี่ดังเจื้อยแจ้ว แต่กระท่อนกระแท่นไม่น่าฟังเหมือนปี่ที่สนามมวย

กิมหงวนจดมวยอย่างเก้งก้าง เต้นสลับเท้าไปมาให้เข้าจังหวะกับเสียงปี่เสียงกลอง สิงหล ภูวนารถยืนตั้งท่าเหมือนลิงกอริล่า ยกแขนทั้งสองขึ้นการ์ดพยักหน้าหงึกๆ เรียกเสี่ยหงวนให้เข้ามาปะทะเขา สี่นางหัวเราะคิกคักไปตามกัน

อาเสี่ยจดจ้องอยู่เกือบ ๕ นาที จนกระทั่งพลร้องเตือน

"เฮ้ย! เมื่อไรจะชกเสียทีโว้ย"

เสี่ยหงวนปราดเข้าเตะด้วยเท้าขวาเต็มแรงเกิด ถูกใบหน้าซีกซ้ายของมนุษย์ยักษ์ดังสนั่น ถ้าเป็นคนธรรมดาถูกเตะจังๆ เช่นนี้ก็ลงนอนแล้ว แต่คิงคองคงยืนนิ่งเฉย เพียงแต่ยกมือขึ้นเกาขากรรไกรข้างซ้าย แล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"เฮ้-อีนี้เจ็บเหมือนมดกัดคะรับ"

อาเสี่ยเสียขวัญทันที ใบหน้าซีดเผือด เขาขยับหมัดหลอกล่อแล้วแย็บซ้ายถูกหน้าอดีตแชมเปี้ยนโลกอย่างจัง ตามด้วยหมัดฮุคขวาถูกคางแรดดงเสียงดังฉาด

เปล่า-ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยักษ์ใหญ่จอมทรหดเดินรี่เข้ามาหากิมหงวน แล้วยื่นหน้าให้ชก อาเสี่ยถอยหลังกรูด เรียกเสียงเฮฮาตลอดเวลา เขาถอยและถอยไปรอบๆ โรงยิมเนเซียม

ดร.ดิเรกตะโกนลั่น

"เข่าลอย เข่าลอยโว้ย อ้ายหงวน"

เสี่ยหงวนรู้สึกขอบใจนายแพทย์หนุ่มอย่างยิ่งที่ช่วยเตือนเขาให้ใช้เข่าลอย เพราะกลยุทธเข่าลอยจะทำให้เขาคว่ำครูมวยปล้ำได้ อาเสี่ยถอยหลังออกห่างอดีตแชมเปี้ยนโลกราว ๔ เมตร แล้ววิ่งเข้าใส่สิงหล ภูวนารถอย่างรวดเร็ว กระโจนตีเข่าลอยด้วยเข่าขวา

ความจริงถ้าสิงหลจะเอี้ยวตัวหลบแบบหลบฉากก็คงจะหลบทัน แต่แรดดงไม่หลบ คงยืนนิ่งเฉย ดังนั้นเข่าขวาของกิมหงวนจึงกระแทกถูกหน้าอกอดีตแชมเปี้ยนรุนแรงเหมือนกับเอาเสากระทุ้ง สิงหล ภูวนารถยกแขนขวาสลัดไปข้างหน้าเบาๆ อาเสี่ยกระเด็นหวือซวนเซออกไปหลายก้าวจนเสียหลักล้มลงก้นกระแทกพื้น

อดีตแชมเปี้ยนโลกแข็งแกร่งเหมือนแรดจริงๆ เข่าของกิมหงวนไม่ได้ทำให้เขาเจ็บปวดหรือสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย คณะพรรคสี่สหายตื่นตะลึงไปตามกัน เสียงปี่ชวากลองแขกและฉิ่งยังบรรเลงอย่างซังกะตาย อดีตแชมเปี้ยนโลกเดินรี่เข้าไปหาเสี่ยหงวน มองดูไม่ผิดอะไรกับภูเขาเคลื่อนที่ รูปร่างของนายสิงหล ภูวนารถใหญ่โตมโหฬารบังอาเสี่ยจนมิด เสี่ยหงวนของเราเริ่มตีกรรเชียงล่าถอยอย่างไม่เป็นขบวน สิงหล ภูวนารถพยายามต้อนกิมหงวนเข้ามุมมุมหนึ่งของโรงยิมเนเซียม

เมื่อหมดทางหนี อาเสี่ยก็มานะกัดฟันปราดเข้าชกด้วยหมัดซ้ายขวาสองทีติดๆกัน แต่แรดดงยืนขบกรามยื่นหน้าให้กิมหงวนชกเขาโดยไม่หลบหลีกหรือปิดป้อง กิมหงวนรวบรวมกำลังชกด้วยศอกขวา ถูกคางยักษ์ใหญ่ดังสนั่น ทันใดนั้นเองสิงหล ภูวนารถก็ก้มตัวลงยกมือทั้งสองจับเอวอาเสี่ย ชูตัวขึ้นเหนือศีรษะของเขาแล้วหมุนตัวไปรอบๆ

อาเสี่ยดิ้นกระแด่วๆ น่าสงสาร เสียงปี่ชวาและกลองแขกยุติแล้ว

"โอ๊ย! กลัวแล้วครับ ครูครับ"

สิงหล ภูวนารถโยนอาเสี่ยลอยละลิ่วขึ้นไปบนอากาศ พอหล่นลงมาเขาก็รับไว้ แล้ววางอาเสี่ยลงบนเบาะด้วยความปรานี

"เห-เป็นยังไงไม่สู้ผม?" อดีตแชมเปี้ยนโลกถามสัพยอก

เสี่ยหงวนยกมือไหว้ปะหลกๆ

"ยอมแพ้ครับครู ยอมแพ้โดยไม่มีเงื่อนไข รูปร่างของครูเหมือนยักษ์วัดแจ้ง เนื้อหนังก็เหมือนทำด้วยเหล็ก อย่างนี้อย่าว่าแต่ผมคนเดียวเลยครับ ต่อให้นักมวยอีก ๑๐ คนก็สู้ครูไม่ไหว"

ชาวภารตะหัวเราะลั่น

"มวยปล้ำต้องแข็งแรงคะรับ ถ้าไม่แข็งแรงไม่อดทนก็สู้เขาไม่ได้ อีนี้เมื่อครั้งผมเป็นนักมวยปล้ำ ผมจ้างนักมวยมาชกหน้าผม ต่อยเตะผมทั้งวัน"

เสี่ยหงวนเดินเข้ามากอดสิงหล ภูวนารถด้วยความเคารพรัก

"ผมขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ครูสักคนนะครับ ครูแน่จริงๆ "

นายสิงหล ภูวนารถจูงมือกิมหงวนกลับไปนั่งรวมกลุ่มกับคณะพรรคสี่สหายและสี่นาง อาเสี่ยบ่นพึมพำแล้วเล่าให้พรรคพวกฟังว่า นิ้วมือและข้อมือของเขาซ้นทั้งสองข้าง เท้าขวาก็ขัดยอกเหมือนกับเตะก้อนหิน ในที่สุดอาเสี่ยก็แสดงความยินดีกับนันทา, นวลละออ, ประภา และประไพเท่าที่ได้ฝึกหัดมวยปล้ำกับครูดีๆ เช่นนี้ สิงหล ภูวนารถกล่าวว่าในจำนวนสี่นางนี้ นวลละออเก่งกว่าเพื่อน เขารับรองว่าถ้าปล้ำกับนักมวยปล้ำหญิง นวลละออต้องชนะแน่ๆ

ในที่สุด พล นิกร กิมหงวน และดร.ดิเรกก็ได้มีส่วนร่วมกับเจ้าคุณปัจจนึกฯอย่างแข็งแรงในการจัดการแข่งขันมวยนัดพิเศษซึ่งให้ชื่อว่า'วันสั่งญาติ' เก็บเงินโดยไม่หักค่าใช้จ่ายบำรุงสมาคมสงเคราะห์คนพิการแห่งประเทศไทย ซึ่งสี่นางและคุณหญิงวาดก็ได้ช่วยเหลือเต็มที่ โดยเฉพาะคุณหญิงวาดท่านเป็นกรรมการคนหนึ่งของสมาคมสงเคราะห์คนพิการแห่งประเทศไทย

การโฆษณาได้กระทำกันอย่างครึกโครมโดยทุ่มเงินแสน และนิกรรับหน้าที่เป็นหัวหน้าโฆษณา พิมพ์ใบปลิวแจกจ่ายไปทั่วเมือง มวยพิเศษนัดมโหฬารนี้เก็บค่าผ่านประตูแพงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ชั้นพิเศษหรือที่เรียกกันโก้ๆ ว่าริงก์ไซ้ด์ ที่นั่งละ ๒๐๐ บาท ชั้นหนึ่ง ๑๐๐ บาท และชั้นสอง ๕๐ บาท สำหรับริงก์ไซ้ด์ไม่มีการจำหน่ายบัตรผ่านประตูที่สนามมวย สี่สหายกับสี่นาง เจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาดเป็นผู้นำบัตรไปขายล่วงหน้าด้วยตนเอง บังคับมิตรสหายวงศาคณาญาติให้ซื้อคนละฉบับสองฉบับ ส่วนที่นั่ง ๑๐๐ บาทและ ๕๐ บาทมีบัตรจำหน่ายล่วงหน้าตามสถานีตำรวจนครบาลทุกแห่งทั่วกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีจำหน่ายตามธนาคาร ตามบริษัทใหญ่ๆ อีกหลายแห่ง

เมื่อใกล้จะถึงวันสั่งญาติ รถโฆษณาสามสี่คันก็ออกแล่นไปทั่วพระนครและธนบุรี หนังสือพิมพ์ทุกฉบับลงแจ้งความอย่างครึกโครม นวลละออภรรยาอาเสี่ยกิมหงวนจะขึ้นต่อสู้แบบมวยปล้ำกับ นางสาวโยกูซีวะ แชมเปี้ยนโลกมวยปล้ำชาวอาทิตย์อุทัย ซึ่งเหิรฟ้ามาจากมหานครโตเกียวมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว และพักอยู่ที่โรงแรมสี่สหาย นอกจากนี้ ประไพ การุณวงศ์ ภรรยาของ นายนิกร การุณวงศ์ นักธุรกิจคนสำคัญจะขึ้นชกมวยไทยกับนางลักษมีเทวี นักมวยชาวฮินดูผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศอินเดีย ขณะนี้ลักษมีเทวีได้เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว และพักอยู่ที่โรงแรมสี่สหายแห่งเดียวกับนางสาวโยกูซีวะ

เจ้าคุณปัจจนึกฯผู้จัดรายการ ได้นำนางสาวโยกูซีวะกับนวลละออ และประไพกับลักษมีเทวีออกโทรทัศน์ด้วย โยกูซีวะมีน้ำหนักตัว ๗๕ กิโลกรัม ส่วนนวลละออเพียง ๕๒ กิโลกรัมเท่านั้น แต่นวลละออกล่าวทางที.วี.ว่า เพื่อการกุศล ถึงแม้หล่อนจะมีรูปร่างเสียเปรียบคู่ต่อสู้ และคู่ต่อสูเป็นแชมเปี้ยน แต่หล่อนก็จะขอสู้แบบยอมตายถวายชีวิต เพื่อให้สมกับรายการของวันสั่งญาติ ส่วนประไพนั้นมีน้ำหนักตัวเพียง ๕๐ กิโลกรัมเท่านั้น แต่ลักษมีเทวีหนักถึง ๖๑ กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม ประไพได้ให้สัมภาษณ์ทางหนังสือพิมพ์และทางโทรทัศน์ว่า หล่อนได้รับวิชาการศึกษาในวิชามวยไทยมานานแล้ว หล่อนมั่นใจว่าหล่อนสามารถที่จะเอาชนะสาวแขกนัยน์ตาคมรูปร่างสูงใหญ่กว่าหล่อนได้โดยไม่ยากลำบากอะไรนัก เพราะศิลปะและชั้นเชิงของมวยไทยนั้น ย่อมเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ง่ายดาย โดยไม่คำนึงว่าคู่ต่อสู้จะมีรูปร่างใหญ่โตสักเพียงใด

หนังสือพิมพ์รายวันแทบทุกฉบับ ต่างลงแจ้งความมวยนัดมโหฬารนี้เต็มหน้าทุกๆ วัน การโฆษณาครึกโครมยิ่งกว่าภาพยนตร์ไทย และด้วยการโฆษณาแบบทุ่มนี่เอง ทำให้แฟนมวยไทยทั้งหลายตื่นเต้นสนใจไปตามกัน

ต่อไปนี้คือข้อความในใบปลิวที่รถโฆษณานำไปแจกจ่ายทั่วทุกมุมเมือง และนิกรเป็นผู้เขียนโฆษณานี้

มวยนัดมโหฬารนัดพิเศษ

วันสั่งญาติ

เสาร์ ๒๗ สิงหาคมนี้

เวทีราชดำเนิน

เก็บเงินรายได้ทั้งหมดให้สมาคมสงเคราะห์คนพิการแห่งประเทศไทย นักมวยในรายการนี้ ถ้าชกหรือเตะต่อยคู่ต่อสู้ตายคาเวทีจะได้รางวัลพิเศษ ๑๐๐,๐๐ บาท มวยที่ชกกันดุเดือด ไม่มีการจดจ้อง ผู้ชนะจะได้เงินรางวัล ๑๐,๐๐ บาท แพ้ ๕,๐๐๐ บาท ท่านไม่ไปดูมวยนักนี้ท่านก็บ้าเต็มทน

แชมป์รุ่นอ้ายจ้อยพบกับแชมป์รุ่นอ้ายจุ่น ขวัญใจนักเรียนชายพบขวัญใจนักเรียนหญิง จอมตะลุยหัวหน้าเผ่าโมฮอว์คฟาดปากกับหัวหน้าเผ่าซูลู เพียง ๓ คู่นี้ท่านก็ตื่นเต้นสมใจแล้ว ซึ่งจะต่อสู้กันแบบมวยไทยทั้ง ๓ คู่

แต่นั่นไม่ใช่ทีเด็ดของรายการ เพราะยอดของรายการคือ

มวยปล้ำหญิงหนึ่งคู่

และ

มวยไทยหญิงหนึ่งคู่

นางสาวโยกูซีวะ แชมเปี้ยนโลกมวยปล้ำชาวญี่ปุ่น จะขึ้นปล้ำกับนักมวยปล้ำหญิงของเราตามแบบฉบับการต่อสู้ของมวยปล้ำอเมริกัน ภายในกำหนด ๕ ยก คู่ต่อสู้ของ โยกูซีวะ คือ นวลละออ ไทยแท้ ภรรยาของอาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทย นวลละออได้รับการฝึกหัดจาก นายสิงหล ภูวนารถ อดีตแชมเปี้ยนโลก มวยปล้ำหญิงทั้งคู่จะนุ่งน้อยห่มน้อยขึ้นไปปล้ำกันบนเวทีอย่างดุเดือด

และการต่อสู้อีกคู่หนึ่ง คือการต่อสู้ของนักมวยหญิงซึ่งจะต่อสู้แบบมวยไทย ระหว่าง ประไพ การุณวงศ์ กับ ลักษมีเทวี แห่งประเทศอินเดีย รับรองว่ามวยคู่นี้จะสู้กันอย่างถึงใจพระเดชพระคุณแน่นอน

นอกจากนี้ท่านยังจะได้ชมมวยพิการอีก ๓ คู่ คือ มวยตาบอดคู่หนึ่ง มวยหูหนวกคู่หนึ่ง และมวยแขนด้วนอีกคู่หนึ่ง เป็นการต่อสู้แบบมวยไทยล้วนๆ

คู่ที่ ๑ รณภพ ลูกบางแตงกวา แชมป์รุ่นอ้ายจ้อย กับ สิงห์คะนอง จิตโสภา แชมป์รุ่นอ้ายจุ่น

คู่ที่ ๒ ปักษา เดชธนู แชมป์รุ่นโมฮอว์ค กับ กิมเล้ง ลูกพายุ แชมป์รุ่นซูลูมนุษย์กินคน

คู่ที่ ๓ เทพบุตร สุดสาคร ขวัญใจนักเรียนหญิง กับ อิเหนา ศรีอิสาน ขวัญใจนักเรียนชาย

คู่ที่ ๔ มวยไทยหญิงคู่พิเศษ กำหนด ๕ ยก ระหว่าง ประไพ การุณวงศ์ น้ำหนัก ๕๐ ก.ก. กับ ลักษมีเทวี น้ำหนัก ๖๑ ก.ก.

คู่ที่ ๕ มวยปล้ำหญิงกำหนด ๕ ยก ตามแบบอเมริกันสไตล์ ระหว่าง นางสาวโยกูซีวะ น้ำหนัก ๗๕ ก.ก. แชมเปี้ยนโลก กับ นวลละออ ไทยแท้ น้ำหนัก ๕๒ ก.ก.

คู่ที่ ๖ มวยแขนด้วนรุ่นแบนตั้มเวท ดวง เชื้อชาย กับ พร เขียวขจี

คู่ที่ ๗ มวยหูหนวก(ใบ้) รุ่นไลท์เวท หล้า เขียวกระโทก กับ ชมพู บานตะไท

คู่ที่ ๘ มวยตาบอดรุ่นเวลเตอร์เวท เลิศ วงศ์มีกรรม กับ บุญมา สีหมอก

ค่าผ่านประตูชั้นพิเศษ ๒๐๐ บาท ชั้นหนึ่ง ๑๐๐ บาท ชั้นสอง ๕๐ บาท เฉพาะบัตร ๑๐๐ บาท และ ๕๐ บาท มีจำหน่ายล่วงหน้าที่สถานีตำรวจนครบาลทุกแห่ง

งดบัตรฟรีทุกชนิด โดยเฉพาะบัตรเบ่งหรือบัตรพยักหน้า อย่าพลาดรายการมโหฬาร เสาร์ที่ ๒๗ สิงหาคมนี้ เวลา ๑๗.๓๐ น. ที่เวทีราชดำเนิน

ในที่สุด 'วันสั่งญาติ' ที่แฟนมวยรอคอยอยู่ด้วยความกระหายก็ผ่านมาถึง วันนั้นคือวันเสาร์ที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๐๓

ประวัติศาสตร์ของกีฬามวยแห่งประเทศไทยได้ถูกบันทึกลงไปว่า เย็นวันนั้นสนามมวยแห่งเวทีราชดำเนิน มีประชาชนเข้าชมอย่างล้นหลามไม่น้อยกว่า ๘,๐๐๐ คน บัตรที่นั่ง ๑๐๐ บาท และ ๕๐ บาท จำหน่ายในเวลา ๑๕.๐๐ น. แฟนมวยเบียดเสียดยัดเยียดกันจนหาที่ว่างไม่ได้ ถึงกับยืนรวมกลุ่มกันที่ช่องทางเข้า นักนิยมมวยนับพันไม่สามารถซื้อบัตรผ่านประตูได้ ต้องกลับบ้านอย่างผิดหวัง

จากโฆษณาที.วี.และในหนังสือพิมพ์ปรากฏว่า นายสิงหล ภูวนารถแชมเปี้ยนโลกมวยปล้ำจะขึ้นแสดงตัวบนเวที และยินดีให้แฟนมวยหรือนักมวยชกหน้าเขาด้วยหมัดลุ่นๆ หรือเตะด้วยเท้าเปล่า หรือชกด้วยศอกสั้นตามความพอใจ สิงหล ภูวนารถคิดค่าป่วยการคนละ ๑๐๐ บาท แต่มีเงื่อนไขว่าผู้ที่ทดลองความทรหดอดทดของเขา จะชกหรือเตะเขาได้เพียงทีเดียว ซึ่งเงินรายได้จากการตะบันหน้าเขา แรดดงยินดีมอบให้สมาคมสงเคราะห์คนพิการแห่งประเทศไทยทั้งหมด

สนามมวยวันนี้เต็มไปด้วยคนพิการที่สมาคมส่งมาช่วยทำงาน คนขายตั๋วแขนด้วน คนเก็บตั๋วขาด้วนต้องใช้ไม้ยัน คนเดินตั๋วหูหนวกหรือตาบอดข้างหนึ่ง เจ้าหน้าที่แผนกต้อนรับขาเป๋ก็มี แขนคอกก็มี แต่ทุกคนสุภาพเรียบร้อย คนพิการเหล่านี้มาจากสถานคนพิการที่บางเขน ส่วนมากเป็นหนุ่มสาว

เจ้าหนุ่มหูหนวกคนหนึ่งแต่ไม่ได้เป็นใบ้ ซึ่งทำหน้าที่เดินตั๋วได้กระซิบกระซาบกับเพื่อนสาวตาบอดคนหนึ่งว่า

"คนแน่นดีจริงนะคุณอรสา แล้วก็เงียบกริบเหมือนอยู่ในโบสถ์"

สาวสวยซึ่งมองไม่เห็นโลกหัวเราะหึๆ

"เสียงออกแซดไป คุณยังบอกได้ว่าเงียบกริบ อ้า-จูงดิฉันไปทางประตูเข้าออกหน่อยซีคะ"

แฟนมวยคนหนึ่งผ่านประตูชั้นริงก์ไซ้ด์เข้ามา เจ้าหนุ่มแขนด้วนทั้งสองข้างปราดเข้าไปต้อนรับ และก้มศีรษะโค้งคำนับอย่างนอบน้อม แฟนมวยสุภาพบุรุษสูงอายุส่งบัตรให้ แต่เมื่อนายแขนด้วนยืนยิ้มแห้งๆ ไม่ยอมรับบัตร สุภาพบุรุษผู้นั้นก็ชักฉิว

"รับบัตรแล้วพาอั๊วไปนั่งที่ของอั๊วซีโว้ย ยืนเอามือไขว้หลังอยู่ได้"

เจ้าหนุ่มแขนด้วนยิ้มเศร้าๆ น่าสงสาร ขยับแขนเสื้อเชิ้ตแขนยาวทั้งสองข้าง แล้วกล่าวว่า

"ได้โปรดเถอะครับ แขนผมไม่มีครับ"

แฟนมวยลืมตาโพลง

"อ้าว! แล้วกัน ขอโทษทีนะน้องชาย"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ไม่เป็นไรครับ กรุณาอ่านหมายเลขบัตรให้ผมฟังหน่อยเถอะครับ ผมจะได้พาท่านไปนั่ง"

สุภาพบุรุษผู้นั้นยกบัตรขึ้นอ่านเลขหมาย ปฏิคมแขนด้วนพาไปนั่งเก้าอี้ตามหมายเลขนั้นทันที

เมื่อใกล้จะถึง ๑๗.๐๐ น. เสียงปี่ชวาและกลองแขกก็บรรเลงโหมโรงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง คณะกรรมการเข้าประจำที่แล้ว คือ กรรมการรักษาเวลา กรรมการให้คะแนน และนายแพทย์ประจำสนามมวย กรรมการเหล่านี้จัดขึ้นใหม่ทั้งชุด กรรมการรักษาเวลา คือ พระยาปัจจนึกพินาศ นายแพทย์ ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ กรรมการให้คะแนน คือ อาจารย์ชิต กับ พ.ต.พิภพ ส่วนกรรมการห้ามมวยนั้น คือ อาเสี่ยกิมหงวน และ นิกร การุณวงศ์ ซึ่งจะผลัดกันห้ามคนละคู่ ตามที่โฆษกของสนามมวยได้ประกาศให้ทราบแล้ว โดยเฉพาะมวยปล้ำหญิง นายสิงหล ภูวนารถอดีตแชมเปี้ยนโลกจะเป็นกรรมการห้าม ส่วนกรรมการให้คะแนนก็คือ อาจารย์จักร จักษุเรือ อาจารย์ประวง สุวรรณเลขา

พอนาฬิกาเรือนใหญ่บอกเวลา ๑๗.๓๐ น. แฟนมวยในกลุ่มนักพนันก็พากันส่งเสียงโหวกเหวกเหมือนเช่นเคย

"โว้ย....ถึงเวลาแล้วโว้ย เอ้า....เฮ้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักกลัวขวดน้ำอัดลม ก็เอื้อมมือกระตุกสายระฆังทันที แล้วหันไปยิ้มกับคุณหญิงวาดซึ่งนั่งอยู่กับนันทาและนวลละออ แถวหน้าเพื่อนทางด้านขวาของมุมระฆัง

อาเสี่ยกิมหงวนในฐานะกรรมการห้ามมวยคู่แรกก้าวขึ้นสู่เวทีอย่างองอาจ เขาสวมกางเกงขายาวสีเทา เชิ้ตแขนยาวสีขาว ผูกโบว์หูกระต่ายสีแดงจุดขาว สวมรองเท้าผ้าใบสีขาวพื้นยาง เสี่ยหงวนกดเชือกเวทีให้ค่ำลงมา แล้วกระโดดข้ามเชือกเพื่อพิสูจน์ความคล่องแคล่วว่องไวของเขา....แต่บังเอิญเท้าข้างซ้ายสะดุดเชือก กิมหงวนก็เสียหลักล้มกลิ้งกลางเวทีผืนผ้าใบอย่างไม่เป็นท่า คนดูนับหมื่นโห่ร้องเกรียวกราวลั่นสนาม บ้างก็เป่าปากตบมือกระทืบเท้าอย่างถึงใจพระเดชพระคุณ อาเสี่ยรีบลุกขึ้น เต็มไปด้วยความอับอายขายหน้า นิกรนั่งอยู่ข้างพ่อตาของเขาหัวเราะงอไปงอมา

อาเสี่ยกิมหงวนรีบลุกขึ้นเดินเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วก้มตัวลงรับไมโครโฟนขึ้นมาพูด

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ขอบคุณมากครับที่ท่านกรุณาหัวเราะ และตบมือให้เกียรติผม ก่อนที่เราจะเริ่มต้นการแข่งขันชกมวยคู่แรก ผมจะแนะนำท่านให้รู้จักอดีตแชมเปี้ยนโลกมวยปล้ำ ผู้มีสมญาว่าแรดดง ชาว ภารตะผู้นี้คือ นายสิงหล ภูวนารถ รูปร่างขนาดคิงคองนั่นแหละครับ ท่านผู้ใดอยากทดสอบความแข็งแกร่งของมนุษย์เหล็กคนนี้ เชิญมาติดต่อกับกรรมการรักษาเวลาได้ ท่านเสียเงิน ๑๐๐ บาท ท่านจะได้เตะหรือชกนักมวยยักษ์หนึ่งที ใครคิดว่าหมัดหรือเท้าของท่านจะทำให้ นายสิงหล ภูวนารถสะดุ้งสะเทือนก็เชิญทดลองดู แสดงความจำนงกับท่านผู้นั้นครับ คนแก่อ้วนเตี้ยศีรษะแดงแจ๋เหมือนลูกมะอึกนั่งอยู่ที่ระฆังนี่ ท่านคือพระยาปัจจนึกพินาศ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือชี้หน้าอาเสี่ยอย่างเดือดดาล ท่ามกลางเสียงหัวเราะของแฟนมวย แต่กิมหงวนทำเป็นไม่สนใจ ปราศรัยกับคนดูทางเครื่องวิทยุกระจายเสียงต่อไป

"ท่านที่รัก ยักษ์ใหญ่แห่งประเทศอินเดียปรากฏตัวแล้วครับ กำลังเดินมาที่เวที"

คนดูเกือบหมื่นคนส่งเสียงพึมพำลั่นสนาม ร่างอันใหญ่โตมโหฬารของสิงหล ภูวนารถนั้นไม่ผิดอะไรกับภูเขาเคลื่อนที่ ประชาชนตื่นเต้นไปตามกันและวิจารณ์กันแซดไปหมด เจ้าแห้วเดินนำหน้าพาอดีตแชมเปี้ยนโลกผ่านช่องทางชั้นพิเศษตรงมาที่เวที มองดูเจ้าแห้วเหมือนเป็นเด็กทารก

สิงหล ภูวนารถใช้กำลังอันมหาศาลของเขายกตัวเจ้าแห้วชูขึ้นเหนือศีรษะ พาเดินไปบนเวทีทางมุมแดง เจ้าแห้วดิ้นกระแด่วๆ น่าสงสาร กิมหงวนวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาสิงหล แล้วกดเชือกเส้นบนให้สิงหลแบกเจ้าแห้วข้ามเชือกขึ้นมายืนบนเวที แล้ววางเจ้าแห้วลงท่ามกลางเสียงตบมือโห่ร้องดังสนั่นหวั่นไหว แรดดงสวมกางเกงขายาวสีดำขาเล็กแบบแขก สวมเสื้อเชิ้ตฮาวายเอวปล่อยสีเขียว ศีรษะของเขาขมวดเป็นมวยก้อนเล็กๆกลางศีรษะ หน้าตาไม่ดุร้ายแต่ใหญ่โตผิดมนุษย์ เขาประนมมือไหว้แฟนมวยรอบสนาม ทำให้ทุกคนตบมือให้เขาอีก เจ้าแห้วโบกมือให้มนุษย์ยักษ์แล้วลงจากเวทีไป

นักมวยรุ่นมิดเดิลเวทคนหนึ่ง เป็นนักมวยขนาดชื่อดังมาสมัครทดสอบความทรหดของอดีตแชมเปี้ยนโลกคนแรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ถามชื่อของเขาและอธิบายระเบียบกติกาให้ทราบ

"เธอจะเอายังไง นายจุล ถ้าเธอเตะ ได้ทีเดียว หรือถ้าเธอจะชกเขา จะชกด้วยศอกหรือหมัดก็ชกได้เพียงทีเดียวเหมือนกัน หมายความว่า ๑๐๐ บาทต่อหนึ่งที"

"ครับ แล้วมีกติกาอะไรอีกบ้างครับ นอกจากห้ามชกต่ำกว่าเข็มขัด?"

"ไม่มี"

จุลยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ถ้ายังงั้นผมยอมเสีย ๒๐๐ บาทครับ ชกหนึ่งทีและเตะหนึ่งที ถ้านายสิงหล ภูวนารถทนหมัดทนแข้งได้ผมยอมกราบเลย เอาละครับผมเข้าใจแล้ว ผมจะขึ้นไปทดสอบความแข็งแกร่งของเขาเดี๋ยวนี้"

เจ้าคุณคว้าแขนนายจุลไว้

"เดี๋ยวก่อน หลานชาย เธอต้องจ่ายทรัพย์ก่อนตามระเบียบ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ลงมาแล้วค่อยจ่ายไม่ได้หรือครับ?"

ท่านเจ้าคุณสั่นศีรษะ

"ไม่ได้หรอก ผิดระเบียบ"

จุลล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตหยิบธนบัตรปึกหนึ่งออกมา แล้วส่งธนบัตรใบละร้อยบาท ๒ ฉบับให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม ต่อจากนั้นเขาขึ้นเวทีทางมุมแดง คนดูจ้อกแจ้กจอแจแซดไปหมด ทุกคนรู้ดีว่าเขาคือ จุล ลูกชุมพร นักมวยชั้นดีของปักษ์ใต้ สถิติการชกมีชนะกับเสมอยังไม่เคยแพ้ใครเลย เป็นมวยหมัดหนักขนาด สมเดช ยนตรกิจ และเตะคล่องพอๆ กับ ศักดิ์ชาย นาคพยัคฆ์ ที่ตายไปแล้ว

อาเสี่ยกิมหงวนได้ต้อนรับจุลเป็นอย่างดี แนะนำให้รู้จักกับ อดีตแชมเปี้ยนโลก สิงหล ภูวนารถสัมผัสมือกับจุลด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส จุลเป็นนักมวยรุ่นมิดเดิลเวทเรียกว่าขนาดนักมวยยักษ์ของไทยเรา แต่เมื่อเข้ามายืนเผชิญหน้ากับสิงหล ภูวนารถ จุลตัวเล็กนิดเดียวเท่านั้นจนกระทั่งคนดูอดหัวเราะไม่ได้

อาเสี่ยกิมหงวนขอร้องให้จุลถอดรองเท้าออกก่อน ต่อจากนั้น เสี่ยหงวนประกาศไมโครโฟนให้แฟนมวยทราบ

"ท่านทั้งหลาย ถึงผมไม่แนะนำท่านก็รู้จักดีแล้วว่าผู้นี่คือ จุล ลูกชุมพร นักมวยไทยฝีมือชั้นดีคนหนึ่ง จุลได้ยอมเสียเงิน ๒๐๐ บาท เพื่อทดสอบความแข็งแกร่งของอดีตแชมเปี้ยนโลก เขาจะชกหน้าสิงหล ภูวนารถด้วยหมัดขวาหนึ่งที และเตะด้วยเท้าขวาอีกหนึ่งที โปรดคอยชมนะครับ แรดดงชาวอินเดียผู้นี้แข็งแกร่งยิ่งกว่ารถบดถนนเป็นไหนๆ "

คนดูตื่นเต้นทั่วชามอ่างยักษ์ กิมหงวนส่งไมโครโฟนให้นิกรแล้วเดินเข้ามาประคองยักษ์ใหญ่ให้ไปยืนจังก้ากลางเวที พวกช่างภาพหนังสือพิมพ์ต่างเตรียมถ่ายภาพความทรหดของยักษ์ใหญ่ อาเสี่ยยืนขวางกลางบอกจุลให้เตรียมพร้อม

"เธอจะชกด้วยหมัด หรือชกด้วยศอกก็ตามใจ เตรียมตัวนะ"

จุลยิ้มแห้งๆ

"เดี๋ยวครับครู ถ้าผมชกนายสิงหล ภูวนารถตาย ผมจะมีความผิดฐานฆ่าคนตายไหมครับ?"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"ไม่ต้องวิตก รายการแหวกแนวนี้เราได้รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทยแล้ว เอาให้เต็มที่น้องชาย ชกให้ขากรรไกรหรือกรามแตกเลย แต่ระวังข้อมือหักนะ เมื่อเช้านี้อั๊วให้ม้าแข่งที่บ้านเตะคางนายสิงหลตั้งหลายที จนมาขาหักยังไม่เป็นไร"

จุลนัยน์ตาเหลือก

"ม้าขาหักเชียวหรือครับ โอ้โฮ ทำไมทนอย่างนี้"

อดีตแชมเปี้ยนโลกพูดเสริมขึ้น

"ชกผมคะรับ ถ้าผมเซไปติดเชือกผมจะจ่ายให้คุณหมื่นบาท ถ้าผมล้มลงไปผมให้ห้าหมื่น"

จุลทำหน้าชอบกล

"จริงๆ หรือครับ?"

"จริงๆ น่า โกหกทำมะไร๋ อาเสี่ยเป็นพยานนะคะรับ"

กิมหงวนถอยหลังออกไป และให้จุลลงมือชกได้ คนดูเกือบหมื่นคนเงียบกริบ สิงหล ภูวนารถยื่นคางให้จุลอย่างทรนง จุลยกแขนทั้งสองขึ้นการ์ดเต้นเท้าไปมาแล้วเหวี่ยงขวาสุดเต็มแรงเกิดกระแทกคางแรดดงเสียงสนั่น

มันไม่ผิดอะไรกับชกรถถังหรือรถบดถนน อดีตแชมเปี้ยนโลกหน้าสั่นเพียงเล็กน้อย ส่วนจุลทรุดตัวลงนั่งยองๆ ขมวดคิ้วนิ่วหน้าสลัดมือขวาของเขา แฟนมวยส่งเสียงร้องอื้ออึงไปตามกัน ทุกคนตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจเหลือที่จะกล่าว หมัดขวาของจุลเคยคว่ำใครต่อใครมามากแล้ว แต่เมื่อเขาชกหน้ายักษ์ใหญ่ น้ำหนักหมัดขวาของจุลก็ไม่มีความหมายอะไรเลย

กิมหงวนเดินเข้ามาประคองจุลให้ลุกขึ้น

"เป็นไงบ้างน้องชาย"

"โอย!....ผมแย่ครับครู กระดูกนิ้วมือผมคงแตกหรือหัก"

"อดทนหน่อย เธอเตะสิงหล ภูวนารถอีกทีซี หรือไม่ยอมเตะจะเสียเงินฟรีก็ตามใจ นึกว่าบำรุงการกุศล"

แชมเปี้ยนปักษ์ใต้ฝืนยิ้มอย่างยากเย็น

"เตะซีครับ ผมเสียเงินแล้วผมต้องเตะ อูย....ผมมีความรู้สึกเหมือนกับว่าผมชกกำแพงครับครู เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ผมยังไม่เคยเห็นใครทรหดอดทนเหมือนอย่างนี้เลย แจ๊ค เดมเซย์ อดีตแชมเปี้ยนโลกรุ่นเฮฟวี่เวทของโลกที่มีสมญาว่าคางเหล็กก็คงไม่ทรหดอย่างนี้"

เสี่ยหงวนหัวเราะเบาๆ

"เอาเลยน้องชาย อย่าให้เสียเวลา คนดูเขาจะด่าเอา"

จุลมองดูสิงหล ภูวนารถอย่างครั่นคร้าม อดีตแชมเปี้ยนโลกพยักหน้าและยิ้มให้เขา

"เตะผมคะรับ แต่อย่าเตะต่ำกว่าเข็มขัด ถูกห้องเครื่องเข้านี่ จั๋นไม่ได้กลับอินเดียน่ะนายจ๋า"

จุลมานะกัดฟันหักห้ามความเจ็บปวดที่ข้อมือและมือขวาของเขา เขาถอนใจหนักๆ ถอยออกห่างจากสิงหล ภูวนารถราวสองเมตร เมื่ออดีตแชมเปี้ยนโลกยื่นคางให้เขา จุลก็ปราดเข้าเตะด้วยเท้าขวาเต็มเหนี่ยว เสียงแข้งกับใบหน้ากระทบกันดังไปทั่วชามอ่างยักษ์ แต่สิงหล ภูวนารถยืนนิ่งเฉยไม่ได้รับความเจ็บปวดอะไรเลย ส่วนจุลร้องเสียงหลงทรุดตัวลงนั่งยกมือกุมหน้าแข้งข้างขวา สักครู่ก็ลงนอนร้องครวญครางน่าสงสาร

เสี่ยหงวนกวักมือเรียกเจ้าหน้าที่ให้นำเปลขึ้นมารับจุลลงไปจากเวที สิงหล ภูวนารถยกมือไหว้คนดูรอบสนาม แฟนมวยต่างปรบมือโห่ร้อง จนกระทั่งอดีตแชมเปี้ยนโลกเดินลงจากเวทีไป ต่อจากนั้นโฆษกประจำสนามก็ประกาศให้คนดูทราบ

"มวยไทยคู่ที่หนึ่ง รณภพ ลูกบางแตงกวา แชมป์รุ่นอ้ายจ้อยฝ่ายแดง กับ สิงห์คะนอง จิตโสภา แชมป์รุ่นอ้ายจุ่นฝ่ายน้ำเงิน ขอเรียนให้ทราบว่า มวยทุกคู่ถ้าชกกันตายคาเวที ผู้ชนะจะได้รับรางวัลแสนบาท ส่วนมวยที่ชกกันดุเดือดโดยไม่มีการจดจ้อง ผู้ชนะจะได้รับรางวัลหมื่นบาท ผู้แพ้ห้าพันบาท เสมอกันได้คนละแปดพัน จึงเป็นอันมั่นใจได้ว่ามวยไทยทุกคู่จะชกกันดุเดือดที่สุด เราได้นำหีบศพและสัปเหร่อมาเตรียมไว้หน้าห้องพักนักมวยแล้ว เข้าใจว่ารายการวันสั่งญาติต้องมีนักมวยสู้กันตายคาเวทีแน่ๆ เพื่อชิงรางวัลเงินแสน

เสียงตบมือโห่ร้องดังขึ้นรอบชามอ่างยักษ์ คนดูทุกคนตื่นเต้นมาก เชื่อว่าได้ดูมวยสนุกแน่นอน เพราะมวยที่เต้นหย็องแหย็งนานๆ ชกกันที หรือชกกันจนครบ ๕ ยกนั้นแฟนมวยเอือมระอาที่สุด

รณภพ ลูกบางแตงกวากับพี่เลี้ยงสองคนขึ้นไปบนเวทีแล้ว ทางมุมแดง ต่อจากนั้น สิงห์คะนอง จิตโสภาก็ลุกขึ้นสู่เวทีทางมุมน้ำเงิน พร้อมด้วยพี่เลี้ยงสองคน ซึ่งคนหนึ่งเป็นหัวหน้าคณะและเป็นอดีตเสือสังเวียนสมัยสวนเจ้าเชตุ รณภพเป็นมวยรุ่นใหญ่กว่าสิงห์คะนอง แต่หัวหน้าคณะจิตโสภาเห็นว่าสิงห์คะนองหาคู่ชกไม่ได้ในรุ่นเดียวกันจึงชกข้ามรุ่น ดังนั้นแชมป์อ้ายจ้อยกับแชมป์อ้ายจุ่นนักมวยผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองจึงโคจรมาพบกันในรายการ'วันสั่งญาติ' ซึ่งต่างฝ่ายต่างสั่งเสียญาติมิตรบุตรภรรยามาจากบ้านเรียบร้อยแล้ว คือสั่งให้ใช้หนี้แทนเขาและก้มหน้าก้มตาเลี้ยงลูกต่อไป

อาเสี่ยกิมหงวนกรรมการห้ามมวย ตรวจผ้าพันมือรณภพเรียบร้อยแล้วก็ข้ามไปทางมุมน้ำเงิน

หัวหน้าคณะจิตโสภา สุภาพบุรุษวัยกลางคนร่างสูงชะลูดพอๆ กับกิมหงวนยิ้มให้อาเสี่ยแล้วกล่าวว่า

"ไม่ต้องตรวจก็ได้ครับ ผมตรวจมาเรียบร้อยแล้ว"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"ไม่ได้ คุณไม่ใช่กรรมการห้ามมวย แล้วเด็กคนนี้ก็เป็นเด็กของคุณ" พูดจบเขาก็ตรวจดูการพันมือทั้งสองข้างของสิงห์คะนอง ซึ่งปรากฏว่าพันได้เรียบร้อยดีมาก เสี่ยหงวนก้มลงกระซิบถามแชมป์รุ่นอ้ายจุ่นเบาๆ "บอกอั๊วตามตรง ลื้อเอาอะไรยัดไว้ในผ้า?"

สิงห์คะนองยิ้มแห้งๆ

"แฮ่ะ แฮ่ะ สนับมือครับครู"

เสี่ยหงวนเม้มปากแน่น

"ไหง ทำยังงี้ล่ะ?"

"กรุณาผมเถอะครับ ผมตัวเล็กกว่าเขาเป็นกอง แล้วอ้ายหมอนั่นคุยอวดพรรคพวกมันว่า มันจะน็อคผมตอนเข้าคลุกวงใน กรรมการห้ามมวยเฮงซวยยังงี้คงแยกไม่ทัน"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ

"ดีแล้ว ลื้อต้องน็อคมันให้ได้ แล้วอย่าบอกใครล่ะว่า อั๊วตรวจพบสนับมือแล้วทำไม่รู้ไม่ชี้"

นักมวยฝ่ายแดงมัวแต่สวมนวม จึงไม่ได้สนใจกับคู่ต่อสู้ กิมหงวนเดินไปทางมุมระฆัง เขายิ้มให้คุณหญิงวาดกับนันทาและประภา แล้วยืนพิงเชือกมองดูนักมวยทั้งสอง"

"แก๊ง"

ระฆังสัญญาณไหว้ครูดังขึ้นแล้ว สองแชมเปี้ยนต่างนั่งพับเพียบไหว้ครูบนเวที ท่ามกลางเสียงปี่ชวาและกลองแขก นักพนันด้านเหนือตะโกนต่อรองกันแซดไปหมด รณภพเป็นต่อสองสาม เพราะรูปร่างใหญ่กว่า และเป็นมวยหมัดหนัก

ทั้งสองไหว้ครูเพียงนิดหน่อย แล้วปราดเข้ามาจับมือกัน สวมกอดกันกลางเวที อาเสี่ยขึ้นชี้แจงตามระเบียบ

"เธอต้องชกกันจริงๆ นะ ถ้าชกไม่จริงจะถูกไล่ลง แล้วก็อย่าลืมว่าใครชกหรือเตะคู่ต่อสู้ตายคาเวทีจะได้รางวัลแสนบาท ถ้าชกกันดุเดือดผู้ชนะจะได้หมื่นบาทแพ้ห้าพัน และขอให้ต่อสู้กันตามระเบียบกติกาห้ามกัดกันอย่างเด็ดขาด เอาละไปเข้ามุม"

ยกที่หนึ่งเริ่มแล้ว

เหมือนกับว่ารณภพกับสิงห์คะนองเป็นคู่อาฆาตพยาบาทกันมาแต่ชาติก่อน ต่างฝ่ายต่างจะฆ่าอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อรางวัลเงินแสน ดังนั้น พอเสียงระฆังดังขึ้นรณภพกับสิงห์คะนองก็ปราดเข้าหากันและตะบันหน้ากันทันที ต่างฝ่ายต่างระดมศอก เข่า เท้า และหมัดให้อีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่มีการจดจ้องลองเชิง สองเสือตะลุมบอนกันอุตลุด แฟนมวยทั้งสนามตบมือเป่าปากกระทืบเท้า แสดงความดีอกดีใจในการชกดุเดือดแบบมวยวัดเช่นนี้

แชมป์รุ่นอ้ายจ้อยกับแชมป์รุ่นอ้ายจุ่นยืนปักหลักแลกหมัดกัน ปี่ชวาเป่าเพลงเชิด รณภพถูกหมัดหุ้มสนับมือโดยมีนวมสวมอยู่ข้างนอกเข้าที่ใบหน้าอย่างจัง จอมอ้ายจ้อยถึงกับเข่าอ่อนและล่าถอย แชมป์รุ่นอ้ายจุ่นได้ทีก็บุกรุกไล่ รัวหมัดซ้ายขวาราวกับปืนกล

รณภพถูกชกยืนโงนเงนไปมา แต่แล้วก็หลบฉากเหวี่ยงสวิงขวาตูมเข้าให้ ถูกก้านคอสิงห์คะนองดังฉาด

ทั้งสองกระโจนเข้าใส่ทันทีทันควัน คนดูทั้งสนามโห่ร้องตลอดเวลา ระหว่างที่เข้าคลุกวงในกันนั้นเอง หมัดฮุคซ้ายของรณภพก็ลั่นโครมออกไปถูกขากรรไกรข้างขวาของสิงห์คะนองอย่างถนัดใจ แชมป์รุ่นอ้ายจุ่นผงะหงายล้มลงทันที นักพนันและผู้ที่เอาใจช่วยรณภพต่างลุกขึ้นกระโดดโลดเต้นส่งเสียงโห่ร้องดีอกดีใจไปตามกัน

เสี่ยหงวนชี้มือบอกให้นักมวยฝ่ายแดงถอยไปยืนที่มุมเวทีแล้วเริ่มต้นนับ หัวหน้าคณะจิตโสภายืนเกาะขอบเวทีร้องตะเรียกนักมวยของเขาจนแสบคอหอย

"ลุกขึ้น ลุกขึ้นซีโว้ย สู้เขาอ้ายน้องชาย"

สิงห์คะนองพยายามรวบรวมกำลังลุกขึ้น หูอื้อนัยน์ตาพร่าพราว พอกิมหงวนนับได้ ๖ เขาก็ลุกขึ้นยืน อาเสี่ยนับต่อไปจนถึง ๘ แล้วอนุญาตให้ชกกันได้

รณภพปรี่เข้าใส่คู่ต่อสู้ทันที สิงห์คะนองก้มศีรษะหลบ เท้าขวาของรณภพข้ามศีรษะของสิงห์คะนองถูกก้านคออาเสี่ยกิมหงวนดังฉาด คนดูฮาครืนทั้งสนาม กรรมการห้ามมวยยืนนัยน์ตาเหล่ไปเหล่มาเพราะความมึนงง รณภพอกสั่นขวัญแขวนรีบยกมือไหว้อาเสี่ยกิมหงวนด้วยความเกรงกลัว

"กรุณายกโทษให้ผมเถอะครับครู ผมไม่ได้ตั้งใจเลย"

กิมหงวนทำตาปริบๆ

"ถ้าเธอชกหรือเตะถูกฉันอีกทีเดียว ฉันจะตัดสินให้ฝ่ายน้ำเงินชนะ เลวมาก มีอย่างรึ เตะคอกรรมการ เอา-ชกกันต่อไป"

แดงกับน้ำเงินเข้าตะลุมบอนกันอีก ต่างฝ่ายต่างนึกถึงเงินแสน สิงห์คะนองหายเมาหมัดแล้ว ระหว่างเข้าแลกหมัดกันอัปเป้อร์คัทซ้ายของสิงห์คะนองได้ชกถูกลิ้นปี่ของแชมป์รุ่นอ้ายจ้อยอย่างจัง รณภพหมัดตกและทำตัวเหมือนกุ้ง เท่านี้เองหมัดตรงขวาของสิงห์คะนองก็เหวี่ยงโครมออกไป ถูกปลายคางรณภพเสียงดังถนัด แชมป์รุ่นอ้ายจ้อยลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนเวทีผ้าใบ

แฟนมวยที่ถือหางสิงห์คะนองโห่ร้องเกรียวกราว เสี่ยหงวนมองดูรณภพเห็นหลับสนิทก็ไม่ยอมนับ เขาเดินเข้าไปจับมือของสิงห์คะนอง คนตบมือให้เกียรติแชมป์รุ่นอ้ายจุ่น หัวหน้าคณะจิตโสภาวิ่งขึ้นมาบนเวทีอย่างร้อนรน เขากล่าวกับกิมหงวนโดยเร็ว

"กรรมการครับ กรุณาบอกให้สัปเหร่อเอาโลงมาใส่รณภพได้แล้วครับ ผมว่าตายแหงๆ "

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ยังไม่ตายน่าคุณ เพียงแต่สลบไปเท่านั้น"

หัวหน้าคณะจิตโสภายกมือเกาศีรษะ

"ก็เอาใส่โลงปิดฝาตอกตะปูให้ทั่วซีครับ นึกว่ากรุณาช่วยเด็กของผมให้ได้รางวัลแสนบาทเถอะครับ"

อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้

"เอาเพียงหมื่นบาทก็แล้วกัน เด็กของคุณชกดุเดือดดีมาก และรณภพก็ชกได้ดุเดือดเหมือนกัน เขายังไม่ตายจะให้เอาใส่โลงได้ยังไง"

พลนำเปลขึ้นมาแล้ว พี่เลี้ยงของรณภพช่วยกันหามนักมวยของเขาใส่เปล คนดูส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจตลอดเวลา ต่างเชื่อว่ามวยคู่ต่อๆ ไปก็คงชกกันดุเดือดเช่นนี้ และต้องมีตายคาเวทีแน่ๆ

รณภพถูหามลงไปแล้ว สิงห์คะนองยกมือไหว้แฟนมวยรอบสนาม ต่อจากนั้นก็ลงไปจากเวที อาเสี่ยกิมหงวนติดตามลงไปด้วย นิกรรีบขึ้นไปบนเวทีแทนกิมหงวนเพื่อทำหน้าที่เป็นกรรมการห้ามมวย นายจอมทะเล้นสวมกางเกงขายาวสีกรมท่า เสื้อยืดคอปกแขนสั้นสีขาว สวมรองเท้าผ้าใบพื้นยางสีขาว ถึงแม้รูปร่างของเขาบอบบางไปหน่อย แต่ทว่าท่าทางก็สง่างามพอใช้

โฆษกประจำสนามประกาศให้แฟนมวยทราบทางเครื่องกระจายเสียง

"คู่ที่สอง ปักษา เดชธนู แชมเปี้ยนรุ่นโมฮอว์คฝ่ายแดง กับ กิมเล้ง ลูกพายุ แชมเปี้ยนรุ่นซูลูฝ่ายน้ำเงิน"

ท่ามกลางเสียงตบมือ ปักษา เดชธนู ก้าวขึ้นเวทีก่อนทางมุมน้ำเงิน เขาสวมเสื้อคลุมสีแดงปักตัวอักษรดิ้นเงินกลางหลัง นักมวยหนุ่มผู้นี้รูปร่างล่ำเตี้ยแบบมะขามข้อเดียว ตัดผมเกรียน ลักษณะท่าทางบอกความทรหดอดทน ใบหูทั้งสองข้างหงิกงอเพราะถูกหมัดอันนับไม่ถ้วน ปักษาประนมมือไหว้แฟนมวยทั้งสี่ทิศแล้วเข้ามาไหว้นิกร

นิกรตรวจดูผ้าพันมือทั้งสองข้าง พลางกระซิบเบาๆ

"ตั้งใจชกให้ดีอ้ายน้องชาย กันเล่นแกไว้สองหมื่นบาท"

ปักษาทำหน้าชอบกล

"ครับ ผมจะพยายามเอาชนะให้ได้ ถ้าผมถูกน็อคครูนับช้าๆ หน่อยนะครับ"

นิกรพยักหน้ารับรอง ขณะนั้นกิมเล้ง ลูกพายุได้ขึ้นมาบนเวทีทางด้านมุมแดงพร้อมด้วยพี่เลี้ยงทั้งสอง แชมเปี้ยนรุ่นซูลูมีรูปร่างสูงระหงแบบเพรียวลมผอมบางกว่าปักษา แต่แขนและขายาวกว่ามาก เขาเป็นนักมวยแม่เหล็กคนหนึ่งที่ดึงดูดแฟนมวยให้เข้ามาชมเขามากมายทุกครั้งที่เขาขึ้นชก แต่เขาเป็นนักมวยรุ่นเล็กกว่าปักษาหนึ่งรุ่น กิมเล้งสวมเสื้อคลุมสีฟ้าแก่ เมื่อเขาไหว้คนดูแล้วเขาก็ยกมือไหว้นิกรกรรมการห้ามมวยด้วยมารยาทที่ดีของเขา พอเขาทรุดตัวลงนั่งที่มุมแดง นิกรก็เดินเข้ามาตรวจการพันผ้าตามระเบียบ

"มีสนับมือหรือเหล็กซ่อนอยู่ในผ้าหรือเปล่า?" นิกรถามยิ้มๆ

กิมเล้งหัวเราะในลำคอ

"ไม่มีครับครู ผมไม่เคยทุจริตครับ"

"ฮื่อ-ดีมาก เธอสั่งลูกสั่งเมียมาแล้วหรือยัง?"

"ไม่ได้สั่งหรอกครับ เพราะผมมั่นใจว่าผมต้องชนะ"

"ถ้ายังงั้นเธอเป็นคนประมาทมาก เธออาจจะถูกชกตายคาเวทีก็ได้" พูดจบนิกรก็ใช้นิ้วมือขวาจิ้มลงบนหน้าผากกิมเล้ง "เส้นมรณะปรากฏอย่างนี้ไม่ใคร่ดีเลย"

กิมเล้งหน้าถอดสีทันที พี่เลี้ยงของเขาคนหนึ่งกล่าวกับนิกรอย่างไม่พอใจ

"ครูอย่าพูดทำลายขวัญเด็กของผมอย่างนี้ซีครับ แล้วกัน....เป็นผู้ใหญ่ไม่น่าพูดอย่างนี้เลย"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"นั่นน่ะซี อั๊วพูดไปแล้วจึงรู้ว่าไม่ควรพูด ลื้อกับอั๊วมาเล่นกันสักห้าพันนะ เอาไหมล่ะกัน อั๊วถือหางข้างน้ำเงิน"

"อ้าว!" พี่เลี้ยงฝ่ายแดงอุทานเสียงลั่น "ครูเป็นกรรมการห้ามมวย เล่นพนันมวยได้หรือครับ"

นิกรจุ๊ปาก

"ไม่เล่นก็ไม่ต้องแหกปาก ยืนอยู่ใกล้ๆ กันแค่นี้พูดเบาๆอั๊วก็ได้ยิน" พูดจบนิกรก็เดินเลี่ยงไปทางอื่น

นักมวยทั้งสองต่างสวมนวมและถอดเสื้อคลุมออกเรียบร้อยแล้ว ทั้งปักษาและกิมเล้งต่างมั่นใจในชัยชนะของตน เจ้าคุณปัจจนึกฯ กรรมการรักษาเวลาเห็นว่านักมวยทั้งสองเตรียมตัวเสร็จแล้ว ก็เอื้อมมือกระตุกสายระฆังทันที

แชมป์รุ่นโมฮ็อว์คและแชมป์รุ่นซูลูต่างทรุดตัวลงนั่งทำการไหว้ครูตามแบบฉบับของเขา เสียงปี่ชวาบรรเลงเพลงไหว้ครูดังเจื้อยแจ้ว กลุ่มนักพนันส่งเสียงเอะอะเอ็ดตะโรต่อรองกัน ปักษากับกิมเล้งลุกขึ้นรำมวยคนละแบบ เสร็จแล้วกรรมการนิกรก็เรียกเข้ามาสัมผัสมือกลางเวที เขาไม่รู้จะพูดอบรมนักมวยว่าอย่างไร ก็ทำปากหมุบหมิบอยู่สักครู่แล้วไล่นักมวยทั้งสองไปเข้ามุม

"แก๊ง"

ยกที่หนึ่งเริ่มต้นแล้ว ปักษากับกิมเล้งต่างก็หวังเงินแสน ผละออกจากมุมของตนเปิดฉากตะลุมบอนกันทันที ทั้งสองแลกหมัดกันอุตลุด แต่แล้วหมัดขวาของปักษาก็เหวี่ยงโครมถูกขากรรไกรข้างซ้ายของกิมเล้งอย่างจัง แชมป์รุ่นโมฮอว์คร่วงผล็อยลงไปนอนบิดตัวเร่าๆ อยู่บนผืนผ้าใบ ชั่วเวลาเพียง ๒๐ วินาทีของการต่อสู้ในยกแรก แฟนมวยของปักษาต่างโห่ร้องสนั่นหวั่นไหว กิมเล้งถูกน็อคเพราะเขาเผอเรอเพียงแว่บเดียว

"หนึ่ง....สอง....สาม....สี่....ห้า....หก....เจ็ด....แปด....เก้า....สิบ....สิบเอ็ด....สิบสอง....สิบสาม....สิบสี่....สิบห้า"

แล้วนิกรก็คว้ามือขวาของปักษาชูขึ้นเหนือศีรษะ แฟนมวยเกือบหมื่นคนต่างสนุกสนานอย่างยิ่งที่มวยชกกันแบบตะลุมบอนเช่นนี้ เพราะนักมวยหวังรางวัลเงินแสนนั่นเอง คู่ต่อๆ ไปก็คงจะน็อคเอ๊าท์กันในยกแรก ซึ่งการชกแบบนี้ย่อมถึงใจพระเดชพระคุณทั้งหลาย

กิมเล้งถูกใส่เปลหามลงไปจากเวที ส่วนปักษากระโดดโลดเต้นไหว้คนดูรอบสนาม จนกระทั่งพี่เลี้ยงนำเสื้อคลุมมาสวมให้แล้วประคองลงไปจากเวที นิกรเดินยิ้มกริ่มลงบันไดเวทีทางมุมแดง เขายังไม่ทันห้ามมวยสักนิดนักมวยก็น็อคกันแล้ว

อาเสี่ยกิมหงวนรีบขึ้นไปบนเวทีเพื่อทำหน้าที่ห้ามมวยคู่ต่อไป โฆษกประจำสนามมวยได้ประกาศลั่น

"เห็นหรือยังครับ มวยวันสั่งญาติของเราชกกันดุเดือดเพียงไร รับรองว่ามวยทุกคู่จะต้องสิ้นสุดลงด้วยการน็อคเอ๊าท์ไม่มีเสมอหรือชนะแต้ม เพราะชกกันแบบตะลุมบอน ใครพลาดนิดเดียวเป็นต้องถูกน็อค ต่อไปนี้เป็นการชกของคู่ที่สามระหว่าง เทพบุตร สุดสาคร ขวัญใจนักเรียนหญิงฝ่ายแดง และ อิเหนา ศรีอิสาน ขวัญใจนักเรียนชายฝ่ายน้ำเงิน ซึ่งมวยคู่นี้แฟนมวยต่างปรารถนาที่จะได้ชมมานานแล้ว"

เทพบุตร สุดสาคร นักมวยขนาดเวลเตอร์เวทขึ้นเวทีก่อนทางมุมแดง เขาสวมเสื้อคลุมสีกลีบกุหลาบ พวกนักเรียนหญิงนับพันต่างตบมือให้เขา เจ้าหนุ่มรูปหล่อยกมือไหว้คนดูรอบสนามอย่างนิ่มนวล ต่อจากนั้นอิเหนา ศรีอิสานก็ขึ้นสู่เวทีทางมุมน้ำเงิน เขาเป็นนักมวยรูปหล่อพอๆ กับคู่ต่อสู้ของเขา พวกนักเรียนชายตบมือโห่ร้องลั่น อิเหนาสวมเสื้อคลุมสีดำ เขากระพุ่มมือไหว้แฟนมวยรอบชามอ่างยักษ์ แล้วทรุดตัวลงนั่งบนม้า เล็กๆ ที่มุมของเขา

กรรมการกิมหงวนตรวจดูการพันมือของนักมวยทั้งสองคน ต่อจากนั้นพี่เลี้ยงก็สวมนวมให้

"แก๊ง"

เสียงระฆังไหว้ครูดังขึ้นแล้ว นักมวยรูปหล่อทั้งสองต่างไหว้ครูและลุกขึ้นร่ายรำเข้ากับปี่กลอง เสร็จแล้วก็เดินเข้ามากอดกันต่อหน้ากิมหงวน

"เงินแสนบาทยังไม่มีใครได้" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ "เธอทั้งสองต้องพยายามฆ่ากันให้ได้เข้าใจไหม ใครชกหรือเตะคู่ต่อสู้ตายก็มีหวังตั้งตัวได้ ไม่ต้องชกมวยให้เจ็บตัวอีก"

เขาชี้มือให้นักมวยทั้งสองกลับไปเข้ามุม เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตีระฆังสัญญาณบอกยกแรกทันที

ปี่ชวาและกลองแขกทำเพลงเชิด เทพบุตรกับอิเหนาวิ่งเข้าปะทะกันโดยไม่ยอมให้เวลาผ่านไปแม้แต่วินาทีเดียว การตะบันหน้าได้เริ่มต้นอย่างดุเดือด ทั้งสองใช้หมัด ศอก เข่า และเท้าเป็นอาวุธ คู่นี้ชกกันแคล่วคล่องว่องไวมาก ไม่มีการพูดพล่ามทำเพลง ชกกันได้ครึ่งยกฝ่ายน้ำเงินก็ล่าถอยในวิธีสู้พลางถอยพลาง แฟนมวยโห่ร้องลั่น แต่แล้วในปลายยกนั้นเองน้ำเงินก็ปล่อยฮุคขวาถูกคางฝ่ายแดงเต็มรัก ยังผลให้เทพบุตรล้มลงทันที

แฟนมวยทั้งสนามส่งเสียงออื้ออึงไปหมด พวกนักเรียนหญิงส่งเสียงแจ๋วๆ ให้เทพบุตรลุกขึ้นสู้เขา เทพบุตรเกาะเชือกลุกขึ้นเมื่อเสี่ยหงวนนับได้ถึง ๖ อาเสี่ยนับต่อไปถึง ๘ ก็อนุญาตให้ชกกันได้

เทพบุตรยืนโงนเงนมือตก อิเหนาปราดเข้าเตะซ้ำทันที แต่เทพบุตรรีบยกแขนซ้ายขึ้นกันไว้พร้อมกับสืบเท้าเข้าไปชกสวนด้วยหมัดขวา ถูกคางอิเหนาเสียงดังสนั่น

ขวัญใจนักเรียนชายผงะหงายล้มลงศีรษะฟาดพื้นเวทีเต็มแรง เสี่ยหงวนยกมือขึ้นนับ หนึ่ง-สอง-สามเรื่อยไปจนกระทั่งสิบ แล้วเขาก็เดินไปหาเทพบุตรจับมือชูขึ้น

มวยไทย ๓ คู่ผ่านไปแล้ว ทั้ง ๓ คู่เป็นมวยชั้นดี และน็อคเอ๊าท์กันได้ในยกแรก แฟนมวยเกือบหมื่นคนยอมรับว่ามวยการกุศลนัดนี้วิเศษสุด นักมวยสู้กันแบบยอมตายเพื่อหวังเงินรางวัลแสนบาทนั่นเอง อิเหนาถูกใส่เปลหามลงไปจากเวทีแล้ว

โฆษกของสนามมวยได้ประกาศกระจายเสียงให้ทราบทั่วกัน

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย บัดนี้ถึงการแข่งขันมวยไทยหญิงคู่พิเศษแล้ว ระหว่าง ประไพ การุณวงศ์ ฝ่ายแดง กับ ลักษมีเทวี แห่งประเทศอินเดีย ฝ่ายน้ำเงิน มวยคู่นี้พระยาปัจจนึกพินาศจะเป็นกรรมการห้าม

เสียงตบมือโห่ร้องดังขึ้นทันที แฟนมวยตื่นเต้นไปตามกัน พล พัชราภรณ์กับเจ้าแห้วเดินนำหน้าประไพออกมาจากที่พักนักมวยด้านตะวันตก ประไพสวมเสื้อคลุมสีเขียวสด ท่าทางของหล่อนทะมัดทะแมงและสวยสง่าไม่น้อย แฟนมวยตบมือรอบสนาม เจ้าคุณปัจจนึกฯ กรรมการห้ามมวยรีบขึ้นไปบนเวทีในฐานะกรรมการห้ามมวย อาเสี่ยกิมหงวนทำหน้าที่กรรมการรักษาเวลา ส่วนนิกรกำลังเดินออกไปจากสนามเพราะไม่เข้มแข็งพอที่จะดูภรรยาของเขาต่อสู้กับคู่ต่อสู้ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าตั้ง ๑๑ ก.ก.

คุณหญิงวาดโบกมือให้หลานสะใภ้ของท่านแล้วส่งเสียงแจ๋ว

"สู้เขาอีหนู อาเชียร์แกเต็มที่"

พลกับเจ้าแห้วพาประไพขึ้นสู่เวทีทางมุมแดง ประไพไหว้คนดูรอบสนาม เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปราดเข้าทาหาลูกสาวของท่าน แล้วตรวจมือตามระเบียบ เสร็จแล้วท่านกระซิบถามเจ้าแห้ว

"ยาสลบสำหรับทานวมเอามาหรือเปล่า?"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานเอามาครับ รับรองว่ายกเดียวจอด แฮ่ะ แฮ่ะ"

ท่านเจ้าคุณมองซ้ายมองขวาเสียก่อน จึงกล่าวกับเจ้าแห้วต่อไป

"สวมนวมให้ประไพได้แล้ว เอายาสลบทานวมทั้งสองข้างอย่าให้ใครเห็น"

แฟนมวยต่างตบมือโห่ร้องเกรียวกราว เมื่อชาวภารตะสองคนพาลักษมีเทวีเดินออกมา รูปร่างสูงใหญ่กว่าประไพมาก สาวแขกนัยน์ตาคมสวมกางเกงนักมวยสีน้ำเงินแถบขาว สวมเสื้อยืดแขนสั้นคอกลมสีขาว มือทั้งสองข้างพันผ้าเรียบร้อย ระหว่างที่คนดูกำลังสนใจกับลักษมีเทวี พลกับเจ้าแห้วได้ช่วยกันสวมนวมให้ประไพ แล้วเจ้าแห้วก็ถือโอกาสเอาขี้ผึ้งในอับเล็กๆ ทาลงบนนวมทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นยาสลบอย่างแรงมากของดร.ดิเรก โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

สาวแขกเดินขึ้นเวทีมาทางมุมน้ำเงิน เจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้าไปต้อนรับ และตรวจดูการพันมืออย่างละเอียดถี่ถ้วนจึงอนุญาตให้พี่เลี้ยงสวมนวมได้ ประชาชนคนดูต่างส่งเสียงจ้อกแจ้แจอแจเมื่อนักมวยหญิงประไพถอดเสื้อคลุมออก หล่อนสวมเสื้อยืดแขนสั้นคอกลมสีแดง สวมกางเกงขาสั้นเพียงคืบเดียวสีขาว หน้าอกของประไพสวยงามมาก แต่หน้าอกของลักษมีเทวีมโหฬารเกินไป

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินไปที่มุมระฆัง ขอไมโครโฟนจากกิมหงวนแล้วท่านก็พูดกับคนดู

"ท่านทั้งหลาย มวยคู่นี้จะไม่มีการรำไหว้ครู พอเริ่มยกก็จะชกกันตามแบบมวยไทย อนึ่ง มวยคู่นี้จะไม่มีการชิงรางวัลเงินแสนหรือรางวัลในการชกดุเดือด ทั้งนี้หวังว่าท่านคงเห็นใจและอภัยให้ ถ้าการชกจืดชืดไปบ้าง"

นักดูมวยทะลึ่งบ๊องคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"หัวล้านเหม็นเขียว"

ท่านเจ้าคุณพูดกรอกไมโครโฟนทันที

"ช่างกู"

แฟนมวยฮาครืนทั้งสนาม เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก้มลงส่งไมโครโฟนให้เสี่ยหงวน แล้วเรียกนักมวยหญิงทั้งสองมาสัมผัสมือกัน ชี้แจงระเบียบกติกาให้ทราบ เสร็จแล้วก็ชี้มือให้กลับไปเข้ามุม พี่เลี้ยงทั้งสองฝ่ายรีบลงไปจากเวที

"แก๊ง" กิมหงวนลั่นระฆังยกแรก

ประไพกับลักษมีเทวีต่างปราดออกจากมุมของตนทันที คนดูตบมือลั่นเมื่อเห็นสองนางจดมวยอย่างรัดกุมท่ามกลางเสียงปี่และกลองแขก กลุมนักพนันต่อน้ำเงินสองสามเพราะเห็นว่าลักษมีเทวีรูปร่างใหญ่กว่าประไพมาก

สาวแขกเปิดฉากการต่อสู้ด้วยการเตะด้วยเท้าขวาอย่างคล่องแคล่ว ประไพยกแขนขึ้นรับไว้ได้และเตะตัดบานพับขาซ้ายของสาวแขกเต็มเหนี่ยว

"เพียะ"

ลักษมีเทวีล้มลงก้นกระแทกพื้นทันที แต่หล่อนรีบลุกขึ้นและปราดเข้าชกประไพอย่างดุเดือด ประไพสู้แรงปะทะไม่ได้ก็ถอยฉาก คุณหญิงวาดลุกขึ้นเอ็ดตะโรประไพเสียงลั่น

"อย่าถอยซีโว้ย สู้ตายอีหนู"

ประไพหลบฉากสกัดการบุกของคู่ต่อสู้ด้วยหมัดอัปเป้อร์คัท คนดูเป่าปากตบมือกระทืบเท้าเมื่อประไพปล่อยหมัดสวิงขวาถูกก้านคอลักษมีเทวี ทำให้สาวแขกซวนเซไปติดเชือก แล้วประไพก็กระโจนเข้าใส่ด้วยเข่าลอย แต่สาวแขกหมุนตัวกลับเหวี่ยงศอกกลับกระแทกปลายคางประไพเต็มรักทำให้ประไพล้มลงก้นกระแทกพื้นทันที

"แก๊ง" เสียงระฆังหมดยกดังขึ้นทั้งๆ ที่นักมวยชกกันยังไม่ถึงครึ่งยก เสี่ยหงวนรีบเคาะระฆังก็เพราะกลัวประไพแพ้นั่นเอง

เสียงร้องตะโกนโหวกๆ ว่ากรรมการโกงเวลาดังไปทั่วสนามมวย พลกับเจ้าแห้วช่วยกันประคองประไพกลับไปยังมุมแดง ประไพนั่งสะลึมสะลืออย่างมึนงง

"รับประทานใช้หมัดแย็บซีครับ ผมเอายาสลบทานวมไว้แล้ว" เจ้าแห้วกระซิบกระซาบบอกประไพ "รับประทาน แย็บให้ถูกหน้าสามทีคู่ต่อสู้ของคุณก็สลบ"

ประไพถอนหายใจหนักๆ

"โอย-แย่โว้ยแห้ว เจอศอกกลับเห็นดาวขึ้นกลางวันเลย"

พลพูดเสริมขึ้น

"ยกนี้ตั้งใจดีๆ คุณไพ เข้าคลุกอย่ามือตกซีครับ เข่าลอยอย่าใช้อีก พยายามชกให้มาก"

เสียงระฆังยกที่สองดังขึ้นแล้ว

ประไพกับลักษมีเทวีปราดเข้าหากันทันที คราวนี้ประไพแย็บซ้ายถูกหน้าคู่ต่อสู้ได้หลายที แต่หมัดติดตามไม่เกิดผล เพราะลักษมีเทวีหลบทัน สาวแขกชกมวยไทยได้ดีมาก ความจริงหล่อนเป็นคนไทยที่เรียกว่าไทยอาหม ตั้งรกรากอยู่ในประเทศอินเดียนับพันปีมาแล้ว

ครั้งหนึ่งทั้งสองกอดฟัดกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้ามาแยกออกเจอหมัดฮุคขวาของประไพระหว่างปากครึ่งจมูกครึ่งพอดีถึงกับเซถลาไป และขี้ผึ้งยาสลบอย่างแรงติดจมูกท่านเจ้าคุณไปเล็กน้อย

"แยก-แยกโว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องลั่น

ประไพกับสาวแขกผละออกจากกัน และปะทะกันต่อไป ต่างฝ่ายต่างมีฝีมือพอๆกัน แต่อำนาจยาสลบทำให้ลักษมีเทวีอ่อนเพลียหมดแรง นัยน์ตาพร่าพราวและมือตก จึงเปิดโอกาสให้ประไพใช้หมัดตรงขวาชกคางสาวแขกอย่างจัง ลักษมีเทวีผงะหงายล้มลงนอนเหยียดยาวท่ามกลางเสียงโห่ร้องสนั่นหวั่นไหว

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือขึ้นนับขณะที่ท่านกำลังจะหมดความรู้สึกด้วยฤทธิ์ของขี้ผึ้งยาสลบ

"หนึ่ง-สอง-สาม-สี่-ห้า-หก-เจ็ด-แปด-เก้า-สิบ" แล้วท่านก็เดินเข้ามาหาลูกสาวคนเล็กของท่าน จับมือขวาของประไพชูขึ้นเหนือศีรษะประกาศชัยชนะ เสร็จแล้วท่านเจ้าคุณก็ล้มลงสิ้นสติสมประดี

แฟนมวยตบมือโห่ร้องลั่น เปลสองเปลถูกนำขึ้นมาบนเวทีเพื่อรับนักมวยหญิงชาวภารตะและกรรมการห้ามมวย ประไพตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว หล่อนยกมือไหว้ประชาชนคนดูรอบเวที ต่อจากนั้นพล พัชราภรณ์ก็นำเสื้อคลุมมาสวมให้หล่อนและพาประไพลงไปจากเวที มวยผู้หญิงคู่นี้ชกกันได้ดีมาก และประไพสามารถน็อคเอ๊าท์คู่ต่อสู้ได้ภายในต้นยกสอง

ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ โฆษกประจำสนามมวยได้ประกาศให้ประชาชนทราบโดยเครื่องกระจายเสียง

"ต่อไปนี้จะเป็นการต่อสู้แบบมวยปล้ำหญิง ซึ่งเป็นคู่เอกของรายการนี้ ระหว่าง นางสาวโยกูซีวะ แห่งประเทศญี่ปุ่น แชมเปี้ยนโลกน้ำหนัก ๗๕ กิโลกรัม กับ นวลละออ ไทยแท้ แห่งประเทศไทย น้ำหนัก ๕๒ กิโลกรัม การต่อสู้กันครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับการชิงตำแหน่งแชมเปี้ยนโลก ใช้ระเบียบกติกามวยปล้ำแบบอเมริกัน คือ ใช้หมัด ศอก เข่า และเท้าได้ ใช้นิ้วแทงนัยน์ตา ควักจมูกได้ทั้งนั้น เมื่อล้มลงไปกระทืบซ้ำก็ยังได้ กำหนดการต่อสู้ ๕ ยก ยกละ ๕ นาทีพัก ๒ นาที กรรมการห้ามคือ สิงหล ภูวนารถอดีตแชมเปี้ยนโลก ส่วนกรรมการให้คะแนน คือ อาจารย์จักร จักษุเรือ และ อาจารย์ประวง สุวรรณเลขา"

แฟนมวยเกือบหมื่นตบมือโห่ร้องลั่น เมื่อยักษ์ใหญ่สิงหล ภูวนารถกรรมการห้ามมวยก้าวขึ้นสู่เวที ต่อจากนั้นนวลละออก็ปรากฏตัวขึ้น คราวนี้นักดูมวยต่างเป่าปากเปี๊ยวป๊าวแสดงความพออกพอใจอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นนวลละออสวมกางเกงแนบเนื้อฟิตเปรี๊ยะ ซึ่งเป็นกางเกงอาบน้ำ ท่อนบนสวมยกทรงแลเห็นส่วนบนของปทุมทิพย์ยั่วยวนตา มีผ้าขนหนูผืนหนึ่งคลุมบ่า นวลละออเซ็ทผมแต่งหน้าเป็นพิเศษจึงสวยสะดุดตามาก เพราะตามปกตินวลละออก็สวยหยาดเยิ้มอยู่แล้ว ใครเห็นก็ต้องติดใจในรูปโฉมอันสะคราญตาของหล่อน ซึ่งแม้แต่เด็กนักเรียนเตรียมข้างบ้าน'พัชราภรณ์' ก็ยิงตัวตายไปคนหนึ่งแล้วเพราะหลงรักนวลละออจนไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้

อาเสี่ยกิมหงวนกับพลทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงนวลละออ ทั้งสองพาหล่อนขึ้นเวทีทางมุมน้ำเงิน ต่อจากนั้นสักครู่โยกูซีวะแห่งประเทศอาทิตย์อุทัยก็ปรากฏตัวขึ้น ท่ามกลางเสียงตบมือโห่ร้องของแฟนมวยรอบชามอ่างยักษ์ สาวญี่ปุ่นผู้ครองตำแหน่งแชมเปี้ยนโลกมีรูปร่างอ้วนใหญ่บึ้บบั้บ แต่ใบหน้าของหล่อนแฉล้มและยิ้มระรื่น โยกูซีวะสวมกางเกงอาบน้ำสีนวลฟิตเปรี๊ยะแนบเนื้อ สวมยกทรงสีฟ้า หน้าอกของหล่อนใหญ่มาก ขนาด เจน รัสเซล กับ มารีลิน มอนโร รวมกัน แฟนมวยต่างจ้องมองดูส่วนเว้า ส่วนโค้ง และส่วนนูนของหล่อน แล้วดูดปากเปี๊ยวป๊าวไปตามกัน

พี่เลี้ยงของหล่อนสองคนเป็นสุภาพบุรุษญี่ปุ่นในวัยกลางคน เขาพาโยกูซีวะขึ้นสู่เวทีทางมุมแดง แฟนมวยตบมือโห่ร้องเซ็งแซ่เมื่อนวลละออกับโยกูซีวะสัมผัสมือกันกลางเวที สาวญี่ปุ่นมีรูปร่างได้เปรียบนวลละออมาก กลุ่มนักพนันต่อโยกูซีวะถึงห้าเอาหนึ่ง ตามเวลาที่กล่าวนี้ นิกรของเราได้ปรากฏตัวอยู่ในกลุ่มนักพนัน เมื่อใครต่อเขาก็รีบรองเอาไว้รายละร้อยสองร้อยบาท ที่ไม่กล้ารองมากก็เพราะกลัวว่าคู่พนันของเขาจะไม่มีเงินจ่ายให้เขา นิกรรู้ดีว่านวลละออต้องชนะเด็ดขาด ทั้งนี้เพราะดร.ดิเรกได้ฉีดยามหากำลังให้หล่อนเมื่อตอน ๑๔.๐๐ น.วันนี้รวม ๒ เข็ม ทำให้นวลละออมีกำลังราวกับช้างสาร ซึ่งคณะพรรคสี่สหายได้ปกปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ

สิงหล ภูวนารถได้ชี้แจงระเบียบกติกาให้คู่ต่อสู้ฟังเป็นภาษาอังกฤษ เสร็จแล้วก็อนุญาตให้นักมวยปล้ำหญิงกลับไปเข้ามุมเพื่อเตรียมตัวต่อสู้กัน แฟนมวยทั้งสนามส่งเสียงอื้ออึงตลอดเวลา

โยกูซีวะต้องการข่มนวลละออ จึงก้มตัวลงอุ้มพี่เลี้ยงชูขึ้นหย่อนตัวข้ามเชือกกั้นเวทีทีละคนท่ามกลางความตื่นเต้นของแฟนมวยทั้งหลาย นวลละออเห็นเช่นนั้นก็แสดงให้ดูบ้าง หล่อนจับพล พัชราภรณ์ชูขึ้นเหนือศีรษะแล้วหมุนตัวไปรอบๆ ค่อยๆ วางพลออกไปนอกเชือกกั้นเวที คนดูทั้งสนามตบมือเกรียวกราว เสี่ยหงวนรีบมุดเชือกออกไปนอกเวทีทันที

เมื่อสิงหล ภูวนารถพยักหน้าให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ กรรมการรักษาเวลา ท่านเจ้าคุณก็กระตุกสายระฆังเริ่มยกแรก

"แก๊ง"

มวยปล้ำหญิงเริ่มต้นแล้ว นวลละออกับโยกูซีวะต่างย่างสามขุมเข้าหากัน ยกมือทั้งสองขึ้นตั้งท่าจะตะปบกัน คนดูเริ่มร้องตะโกนหนุน

"เอาเลย นวลละออ บุกเลย"

โยกูซีวะใช้ความว่องไวเข้าล็อคคอนวลละออทันที ความจริงถ้านวลละออจะจับคู่ต่อสู้ฟาดกับพื้นหรือโยนออกไปนอกเวทีหล่อนก็สามารถที่จะทำได้ แต่หล่อนต้องการให้แฟนมวยได้รับความสนุกสนานคุ้มค่า จึงออมแรงไว้ปล่อยให้โยกูซีวะล็อคคอหล่อน

ทั้งสองล้มลงบนพื้นและสาวญี่ปุ่นนอนทับร่างนวลละออไว้พยายามจะควักลูกตานวลละออ แต่นวลละออคอยป้องปัดไว้แล้วเหวี่ยงแชมเปี้ยนโลกกระเด็นไปไกลเหมือนถูกเหวี่ยงด้วยแรงยักษ์

นักมวยปล้ำหญิงทั้งสองคนรีบลุกขึ้นยืนเดินรี่เข้าหากันอีก โยกูซีวะกระโดดถีบนวลละออด้วยเท้าขวา นวลละออเอี้ยวตัวหลบทัน และกระชากเสื้อยกทรงของสาวญี่ปุ่นหลุดติดมือออกมา

แฟนมวยได้แลเห็นท่อนบนอันเปลือยเปล่าของสาวญี่ปุ่นก็โห่ร้องเป่าปากตบมือกระทืบเท้าอย่างถึงใจพระเดชพระคุณ สิงหล ภูวนารถสั่งให้ยุติการต่อสู้ชั่วขณะ พี่เลี้ยงของโยกูซีวะวิ่งขึ้นมาบนเวที นำเสื้อยืดคอกลมสีขาวตัวหนึ่งมาใส่ให้นักมวยของเขา โยกูซีวะรีบสวมเสื้อปิดปทุมทิพย์อันมโหฬารของหล่อนทันที

สิงหล ภูวนารถอนุญาตให้ต่อสู้กันต่อไป โยกูซีวะเข้าบุกตะลุยนวลละออ แต่แล้วก็ถูกนวลละออชกด้วยศอกสั้นผงะหงายล้มทั้งยืน นวลละออพุ่งตัวลงทับร่างแชมเปี้ยนโลก ทั้งสองปลุกปล้ำกันอย่างดุเดือด โยกูซีวะอ่อนแรงลงอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ ทั้งนี้ก็เพราะนวลละออมีกำลังอันมหาศาลนั่นเอง

การต่อสู้แบบมวยปล้ำเรียกเสียงเฮฮาตลอดเวลา นวลละออปล่อยให้คู่ต่อสู้ล็อคคอหล่อน แต่แล้วพอออกแรงดิ้นนิดเดียวก็หลุดได้ ในปลายยกนั้นเองโยกูซีวะได้กระชากเสื้อยกทรงของนวลละออขาดติดมือออกมา คนดูทั้งสนามต่างลุกขึ้นยืนกระโดดโลดเต้น พอดีระฆังหมดยก สิงหล ภูวนารถรีบเข้ามาแยกนักมวยปล้ำออกจากกัน นวลละออนั่งคุกเข่ายกมือปิดเขาพระวิหารทั้งสองข้าง จนกระทั่งกิมหงวนวิ่งขึ้นมาบนเวทีส่งเสื้อยืดให้หล่อน แล้วอาเสี่ยก็ใช้ผ้าขนหนูผืนใหญ่คลี่ออกเป็นฉากกำบังด้านหน้าให้นวลละออสวมเสื้อยืดจนเสร็จเรียบร้อย พลประคองหล่อนลุกขึ้นไปเข้ามุม คนดูชมเปาะว่ามวยปล้ำหญิงวิเศษมาก นอกจากตื่นเต้นแล้วยังมีการปลุกใจเสือป่าให้ครึกครื้นด้วย

ยกที่สองเริ่มแล้ว

นวลละออกับโยกูซีวะปราดออกจากมุมของตนเมื่อสิ้นเสียงระฆัง คราวนี้นวลละออเป็นฝ่ายบุกบ้าง หล่อนจับคู่ต่อสู้ทุ่มในท่าอันสวยงามที่หล่อนเรียนมาจากสิงหล ภูวนารถ สาวญี่ปุ่นตกเป็นฝ่ายรับอ่อนแรงลงจนแลเห็นถนัด

ครั้งหนึ่งทั้งสองกอดรัดฟัดกัน นวลละออใช้กำลังอันมหาศาลของหล่อนจับคู่ต่อสู้ขึ้นเหนือศีรษะแล้วทุ่มลงกลางเวทีเสียงดังโครม เท่านี้เองโยกูซีวะก็นอนหงายเหยียดยาวสิ้นสติสมประดีเพราะกระดูกสันหลังหัก

โดยไม่ต้องมีการนับ สิงหล ภูวนารถรีบเดินเข้ามาหานวลละออ จับมือขวาของหล่อนชูขึ้น แฟนมวยรอบชามอ่างยักษ์ตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจเหลือที่จะกล่าว เมื่อได้เห็นนวลละออมีกำลังราวกับช้างสารเช่นนี้ เสียงตบมือโห่ร้องดังอยู่เกือบ ๕ นาทีจนกระทั่งนวลละออลงไปจากเวที ส่วนโยกูซีวะถูกใส่เปลหามไปเป็นการปราชัยอย่างยับเยินและง่ายดายที่สุดในชีวิตการต่อสู้ของแชมเปี้ยนโลกสาวญี่ปุ่น

โฆษกสนามมวยได้ประกาศกระจายเสียงให้แฟนมวยทราบ

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ตามรายการกำหนดว่าคู่ต่อไปนี้ คือมวยแขนด้วนรุ่นแบนตั้มเวท ระหว่าง ดวง เชื้อชาย กับ พร เขียวขจี แต่เป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่มีอุปสรรคสำคัญเกิดขึ้นทำให้มวยคู่นี้ไม่สามารถจะชกกันได้ ทั้งนี้เพราะดวง เชื้อชายได้รับอุบัติเหตุ เขากระโดดลงจากรถรางที่นางเลิ้ง แต่พลาดพลั้งล้มลงไป เลยถูกรถรางทับแขนขวาที่ด้วนอยู่แล้วขาดออกเป็นสองท่อน เราจะได้ให้มวยหูหนวกของสมาคมสงเคราะห์คนพิการขึ้นชกต่อไปคือ หล้า เขียวกระโทก ฝ่ายแดง กับ ชมพู บานตะไท ฝ่ายน้ำเงิน นักมวยทั้งสองคนนี้เป็นนักมวยรุ่นไลท์เวทและเป็นใบ้ทั้งคู่"

แฟนมวยพึมพำไปตามกัน แสดงความสงสารนักมวยแขนด้วนผู้ประสพเคราะห์กรรมซ้ำเติมจากรถราง ไม่มีเสียงตะโกนตำหนิหรือด่ากรรมการเลย เพราะอุบัติเหตุเป็นสิ่งสุดวิสัย

นักมวยหูหนวกหรือเป็นใบ้ฝ่ายน้ำเงินออกมาแล้ว เขาคือชมพู บานตะไท ร่างที่ผอมกะหร่องแบบสิงห์อมควันทั้งหลายสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินเก่าๆ ซึ่งเป็นเสื้อคลุมของสนามมวย พี่เลี้ยงสองคนก็เป็นใบ้เช่นเดียวกัน ขณะนี้อาเสี่ยกิมหงวนกรรมการห้ามมวยได้ขึ้นไปบนเวทีแล้ว เมื่อชมพูกับพี่เลี้ยงขึ้นมาบนเวทีชมพูก็มองดูแฟนมวยรอบสนามอย่างเคืองๆ เขาส่งภาษาใบ้ต่อว่าแฟนมวยที่ไม่ยอมตบมือให้เขา คนดูฮาครืนทั้งสนามแล้วตบมือให้ ต่อจากนั้น หล้า เขียวกระโทกก็ขึ้นมาทางมุมแดง รูปร่างผอมกะหร่องพอๆ กัน สวมเสื้อคลุมสีเหลืองเก่าคร่ำคร่า

เจ้าคุณปัจจนึกฯมองดูนักมวยอย่างเศร้าใจแล้วท่านก็กระตุกสายระฆัง หล้ากับชมพูทรุดตัวลงนั่งไหว้ครูอย่างเก้งก้างท่ากลางเสียงปี่ชวาและกลองแขก ทั้งสองลุกขึ้นร่ายรำส่งเดชเพราะเกิดจากท้องพ่อท้องแม่ก็เพิ่งขึ้นมาชกมวยวันนี้ พอรำเสร็จกิมหงวนก็เรียกมาพบกลางเวทีและให้จับมือกัน

"เธอทั้งสองทราบกติกาดีแล้วไม่ใช่หรือ?" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ

ชมพูพยักหน้าและโต้ตอบกับกิมหงวนด้วยภาษาใบ้

"แอ๊-แบ๊ะแอ๊ะแอ แบ๊ะแอ๊ะ"

อาเสี่ยทำคอย่น ไล่นักมวยทั้งสองไปเข้ามุม เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตีระฆังสัญญาณบอกยกแรก

"แก๊ง"

อ้ายใบ้กับอ้ายใบ้วิ่งเข้าหากันราวกับลูกธนู แต่แล้วก็หาชกกันไม่ ต่างฝ่ายต่างเต้นเท้าไปมา ในที่สุดก็รำวงกัน ทำให้คนดูโห่ร้องลั่น อาเสี่ยปราดเข้าขวางกลางส่งภาษาใบ้บอกให้ชกกันไม่ใช่ขึ้นมาเล่นรำวง แล้วเขาก็ถอยออกห่างนักมวยพิการทั้งสอง

คนดูทยอยกันออกจากสนามมวยแล้ว แดงกับน้ำเงินจดมวยหลอกล่อกันประมาณครึ่งยกก็ยังไม่ยอมชกกัน กิมหงวนหมั่นไส้เต็มทนจึงยกเท้าถีบหลังนักมวยฝ่ายน้ำเงินเต็มแรง ทำให้ชมพู บานตะไทเซเข้าไปหาหล้า เขียวกระโทก เท่านั้นเองเจ้าใบ้ทั้งสองก็รัวหมัดเข้าใส่กันอย่างดุเดือดและยืนปักหลักแลกหมัดกัน

แดงถูกฮุคซ้ายของน้ำเงินในเเวลาเดียวกับที่น้ำเงินถูกฮุคขวาของฝ่ายแดง ต่างคนต่างล้มลงไปนอนบิดตัวอยู่กลางเวที กิมหงวนยืนหัวเราะงอหายอยู่สักครู่จึงนับหนึ่งถึงสิบ เจ้าใบ้ทั้งสองไม่ยอมลุก เป็นอันว่ามวยคู่นี้เสมอกันคือต่างฝ่ายต่างน็อคเอ๊าท์กัน คนดูหัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง จนกระทั่งเจ้าใบ้ทั้งสองถูกใส่เปลหามลงไป

แฟนมวยหลั่งไหลกันออกจากสนามมวยตามลำดับ ไม่มีใครสนใจกับมวยคู่สุดท้ายที่เป็นมวยตาบอด และโฆษกกำลังประกาศให้ทราบว่า เลิศ วงศ์มีกรรม ฝ่ายแดง จะชกกับ บุญมา สีหมอก ฝ่ายน้ำเงิน อาเสี่ยกิมหงวนเดินมาทางมุมระฆังแล้วกล่าวถามดร.ดิเรก

"อ้ายกรไปไหนหมอ?"

นายแพทย์หนุ่มสั่นศีรษะ

"ไม่เห็นนี่ อยู่ในห้องนักมวยกระมัง"

"ว้า! แกขึ้นไปห้ามนักมวยตาบอดแทนกันหน่อยเถอะวะ ให้กันพักผ่อนบ้าง หิวน้ำเต็มทนแล้ว"

ดร.ดิเรกตกลง เขาลุกขึ้นเดินไปทางมุมแดง อาเสี่ยกิมหงวนลงมานั่งแทนที่นายแพทย์หนุ่ม นักมวยตาบอดทั้งสองเดินตามพี่เลี้ยงมาแล้ว แต่แฟนมวยกำลังเบียดเสียดกันออกไปจากสนามมวย พี่เลี้ยงจูงเลิศขึ้นทางมุมแดง ส่วนบุญมาขึ้นทางมุมน้ำเงิน ดร.ดิเรกได้เข้าไปตรวจผ้าพันมือของนักมวยทั้งสองตามระเบียบ แฟนมวยประมาณสองพันคนไม่ยอมลุกจากที่นั่งเพราะต้องการดูมวยคู่นี้

เมื่อเลิศกับบุญมาสวมนวมเรียบร้อยแล้ว เสียงระฆังก็ดังกังวานขึ้น นักมวยทั้งสองต่างทรุดตัวลงนั่งไหว้ครูทันที เลิศรำมวยได้สวยมาก แฟนมวยตบมือเกรียวกราว ส่วนบุญมาร่ายรำเพียงเล็กน้อยเป็นพิธีเท่านั้นก็เสร็จแล้ว ดร.ดิเรกเรียกนักมวยทั้งสองมาพบกันกลางเวทีให้สัมผัสมือกัน แต่ไม่ได้ให้คำตักเตือนอะไร

เลิศกับบุญมาเดินเปะปะกลับไปยังมุมของตนเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กันตามแบบมวยไทย พอเสียงระฆังยกแรกดังขึ้น อ้ายบอดทั้งสองก็ปรี่เข้าหากันทันที

แดงเตะด้วยเท้าซ้ายเต็มเหนี่ยวเฉียดใบหน้าดร.ดิเรกไปเล็กน้อย

"เฮ้!" นายแพทย์หนุ่มร้องลั่น "ทางโน้นโว้ย ไม่ใช่ทางนี้"

คนดูเริ่มออกรสแล้ว ต่างตะโกนบอกนักมวยที่ตนเอาใจช่วย แดงกับน้ำเงินเต้นเท้าไปมาเข้าจังหวะกับเสียงปี่กลอง ในที่สุดก็ยืนหันหลังให้กันโดยไม่รู้ตัว แฟนมวยหัวเราะงอหายไปตามกัน คนดูตรงกลุ่มนักพนันตะโกนขึ้น

"แดงโว้ย น้ำเงินอยู่ข้างหลัง"

เลิศหมุนตัวกลับ ชกสวิงขวาทันที

"ฉาด"

น้ำเงินถูกชกกกหูข้างซ้ายถลาร่อนออกไปเหมือนนกปีกหัก แดงติกตามเพื่อหวังเผด็จศึกกระโจนเตะด้วยเท้าขวาเต็มเหนี่ยวแต่ห่างคู่ต่อสู้สองวา น้ำเงินจดมวยอย่างรัดกุมพยักหน้ากับเสาเวที

"มา-เข้ามาอ้ายเลิศ"

คนปี่หยุดเป่าปี่หัวเราะงอไปงอมา สักครู่ก็ยกปี่ขึ้นเป่าต่อไป แดงกับน้ำเงินติดตามหาตัวกันอย่างเดาสุ่ม จนกระทั่งเดินชนกันก็ยืนปักหลักแลกหมัดกันอุตลุด ฮุคขวาของเลิศเหวี่ยงโครมถูกปลายคางบุญมาเต็มเหนี่ยว ซึ่งเป็นการชกอย่างเดาสุ่มแท้ๆ น้ำเงินผงะหงายล้มลงศีรษะฟาดพื้นเวทีเต็มแรง ท่ามกลางเสียงตบมือโห่ร้องของคนดู

ดร.ดิเรกบอกให้แดงถอยไปเข้ามุมแล้วเริ่มต้นนับ หนึ่ง, สอง, สาม เรื่อยไปจนถึงสิบ

ชัยชนะอันเด็ดขาดเป็นของเลิศแล้ว แต่เมื่อนายแพทย์หนุ่มจับมือขวาของเลิศชูขึ้นเหนือศีรษะ เลิศก็เป็นลมล้มลงสิ้นสติเพราะหมดแรง

การแข่งขันชกมวยบำรุงการกุศล'วันสั่งญาติ' สิ้นสุดลงแล้ว บรรดาแฟนมวยเกือบหมื่นคนต่างได้รับความสนุกสนานอย่างยิ่ง นวลละออกับประไพตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าวในการที่หล่อนได้รับชัยชนะอย่างงดงาม

อวสาน