พล นิกร กิมหงวน 147 : คุณหนูแก่นแก้ว

บทนำ

ท่านผู้อ่านที่ตามอ่านเรื่องนิยายชุด ๓ เกลอมาแต่ต้น ได้กรุณาจดหมายไปชมเชยและติชม หลายต่อหลายรายด้วยกัน ซึ่งทำให้ผู้เขียนซาบซึ้งในความกรุณาของท่านเป็นอย่างยิ่ง แสดให้เห็นว่าท่านเป็นผู้อุปการคุณ และยินดีจะอุดหนุนเรื่อยๆ ไป ผู้ประพันธ์ไม่สามารถจะกล่าวคำขอบคุณใดๆ ให้สมกับความกรุณาของท่านได้ นอกจากสำนึกในพระคุณของท่านไม่มีวันลืม

มีท่านผู้อ่านคนหนึ่งถามไปว่า ๓ เกลอเคยมีลูกคนละกี่คน อยากทราบว่าลูกๆ ของ พล, นิกร, กิมหงวน หายไปไหน ไม่เคยกล่าวถึงเลย ผู้เขียนขอเรียนให้ทราบว่า ลูกๆ ของ พล, นิกร, กิมหงวน ยังอยู่ดีกินดีเสมอ เวลานี้อายุได้ ๔ ขวบแล้ว ส่วนลูกชายของ ดร. ดิเรก อายุได้เพียง ๓ ปี ๖ เดือน

ผู้เขียนขอถือโอกาสนี้ เรียนให้ท่านที่ไม่ได้อ่านเรื่อง "พ่อลูกอ่อน" ได้ทราบไว้ด้วยว่า พล, นิกร, กิม หงวน และ ดร. ดิเรก ต่างก็มีลูกเป็นชายเช่นเดียวกัน ลูกชายของพล ชื่อ พนัศ ลูกชายของนิกร ชื่อ นพ ลูกชายของเสี่ยหงวน ชื่อ สมนึก และลูกชายของ ดร. ดิเรก ชื่อ ดำรงค์

ขณะนี้พ่อหนูน้อยทั้ง ๔ เป็นนักเรียนกินนอนของโรงเรียนอนุบาลที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ซึ่งท่านผู้ลากมากดีทั้งหลายได้ส่งบุตรธิดาไปอยู่โรงเรียนนี้มากมาย เจ้าของและอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนอนุชนวิทยา เป็นเพื่อนรักเพื่อนเกลอกับนันทามาแต่เก่าก่อน นันทา นวลละออ ประภาและประไพ มีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่า การส่งลูกไปอยู่โรงเรียนอนุบาลนั้น จะช่วยให้ลูกของหล่อนได้รับการอบรมศึกษา มีความรู้เร็ว มีระเบียบและจรรยามารยาทงดงาม ดังนั้นจึงส่งลูกไปอยู่โรงเรียนอนุชนวิทยา เป็นนักเรียนกินนอนของโรงเรียนนั้น พอถึงวันเสาร์ก็ไปรับมาบ้าน และพาไปส่งเย็นวันอาทิตย์

พ่อหนูน้อยทั้ง ๔ เติบโตเจริญวัยขึ้นตามลำดับ และต่างก็มีนิสัยเหมือนพ่อของแก อ่านหนังสือได้บ้างแล้วเพราะความเอาใจใส่ของคณะครูโรงเรียนอนุชนวิทยา เป็นที่ชื่นชมของพ่อแม่ และบรรดาวงศาคณาญาติ ซึ่งพากันรักใคร่ทะนุถนอมราวกับดวงตาดวงใจ พ่อหนูน้อยทั้ง ๔ จะต้องการอะไรเป็นต้องได้ตามความประสงค์ เว้นแต่ดาวกับเดือนเท่านั้น

นิยายชุด ๓ เกลอตอนนี้ เป็นพฤติการณ์ของพ่อหนูน้อยทั้ง ๔ ในระหว่างที่โรงเรียนหยุดเทอมมาพักผ่อนที่บ้าน ความซนของพ่อหนูน้อยเหล่านี้มีมากน้อยเพียงใดนั้น ท่านจะได้ทราบจากเรื่อง "คุณหนูแก่นแก้ว" นี้

อนึ่ง ผู้เขียนขอเรียนให้ทราบว่า จะเขียนเรื่องที่เกี่ยวกับพ่อหนูน้อยทั้ง ๔ เฉพาะตอนนี้ตอนเดียวเท่านั้น

-๑-

ฉากแรกของเราเปิดขึ้นที่โรงเรียนอนุชนวิทยา

บ่ายวันนั้น รถยนต์เก๋งหลายคันจอดอยู่เรียงรายในบริเวณโรงเรียน บรรดาท่านผู้ปกครองต่างคอยรับลูกหลานของท่านกลับบ้าน เนื่องในการปิดภาคปลายปีเป็นเวลาเดือนครึ่ง ขณะนี้เขาว่าเหล่านักเรียนน้อยๆ ซึ่งมีอายุอย่างมากไม่เกิน ๘ ขวบ และอย่างน้อย ๒ ขวบกำลังเรียนชั่วโมงสุดท้าย

ตัวตึกของโรงเรียนใหญ่โตกว้างขวาง มีอยู่ ๓ ตึกด้วยกัน ตึกหลังที่ตรงกับประตูโรงเรียนเป็นสำนักงานและหน่วยพยาบาล ตึกด้านซ้ายและด้านขวามือของสนามชั้นล่างเป็นห้องเรียน ชั้นบนเป็นหอพักนักเรียนชายและนักเรียนหญิงแยกกันอยู่คนละตึก ทางโรงเรียนมีระเบียบแข็งแรง ครูและอาจารย์ทุกคนเป็นผู้หญิง ป.ม. และ อ.ม. อาจารย์สมร ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่และเจ้าของโรงเรียนนี้ ได้พยายามอบรมสั่งสอนกุลบุตรกุลธิดาทั้งหลายให้เป็นเด็กดี มีความสุภาพเรียบร้อย และมีความรู้ในด้านการศึกษาอย่างรวดเร็ว อนุชนวิทยาจึงมีความเจริญก้าวหน้ากว่าโรงเรียนอนุบาลทั้งหลาย มีนักเรียนชายหญิงร่วม ๔๐๐ คน ล้วนแต่เป็นลูกผู้ดีมีเงินทั้งนั้น

ใกล้จะถึง ๑๕ น. แล้ว

รถยนต์เก๋ง ๒ คัน เลี้ยวเข้ามาในโรงเรียนอนุชนวิทยาอย่างสง่าผ่าเผย รถคันหน้าเป็นรถฟอร์ดสีดำ คันหลังคือรถสตู๊ดสีองุ่น พล นิกร กิมหงวนและ ดร. ดิเรก นั่งอยู่รถคันหน้า ดร. ดิเรก เป็นคนขับ ส่วนรถคันหลังมีเจ้าแห้วเป็นคนขับคนเดียวเท่านั้น สตู๊ดเก๋งจะเป็นพาหนะพาพ่อหนูทั้ง ๔ กลับไปบ้าน

รถทั้ง ๒ หยุดริมถนนหน้าตัวตึกของนักเรียนชาย ๔ สหายพากันก้าวลงจากรถ พลยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วพูดกับเพื่อนเกลอของเขา

"อีก ๒๐ นาทีโรงเรียนเลิก เราไปที่ตึกกองอำนวยการและเยี่ยมคุณสมรเสียก่อนดีไหม? "

กิมหงวนพยักหน้าหงึกๆ

"ดีเหมือนกัน จะได้ไต่ถามเขาดูว่า เจ้าพวกลูกชายของเราเป็นยังไงบ้าง"

นิกรถอนใจเฮือกใหญ่

"นึกถึงลูกเบื่อเต็มทน รับกลับไปบ้านมันคงกวนใจเราไม่น้อยตลอดเวลาโรงเรียนหยุด"

ดิเรกหัวเราะ

"ธรรมชาติของเด็กมันก็ต้องซน เด็กไม่ซนคือเด็กขี้โรค แกมีลูกคนเดียวแกบ่นเสียแล้ว ถ้ามีหลายๆ คนจะทำยังไง"

"โอ๊ย...คนเดียวพอแล้ว จ้างกันก็ไม่มีอีก"

"หน่อยแน่ รู้ได้ยังไง"

"เถอะน่า" แล้วนิกรก็ยิ้มแห้งๆ "ว่าไม่ได้โว้ย ๒-๓ วันมานี้ ประไพชักมีทีท่าผิดปกติ ชอบกินของเปรี้ยวๆ และของแปลกๆ เมื่อวานล่อส้มมะขามเปียกถึง ๕ ปั้น มะยมอีกครึ่งกะละมัง แล้วก็เมื่อเช้ากันแอบดูเห็นแม่ประไพนั่งกินดินสอพองอย่างเอร็ดอร่อย"

กิมหงวนลืมตาโพลง

"ไอ๊ย่า นึกว่าจะเป็นแต่นวลลออของกันอีก กันจะบอกให้แล้วอย่าไปล้อนา นวลลออแอบกินขี้ไต้มาหลายวันแล้ว ยายแม่ครัวบ่นอุบ ตอนเช้าซื้อขี้ไต้มา ๑ ดุ้น ใช้ติดไฟนิดเดียว พอเย็นจะหุงข้าวขี้ไต้หาย นวลลออแอบไปขโมยเอามากิน กันเห็นกับตา ให้ดิ้นตายเถอะวะ"

๓ เกลอหัวเราะลั่น นายแพทย์หนุ่มทำหน้าชอบกล

"ประภาของกันก็อาจจะแพ้ท้องเหมือนกัน"

พลอมยิ้ม

"คุณประภาชอบกินของเปรี้ยวมานานแล้ว"

"แต่นี่หล่อนไม่ได้กินของเปรี้ยวนี่หว่า ประภาชอบกินก้นบุหรี่ กันจับได้หลายหนแล้ว คุณนันของแกเป็นยังไง"

นายพัชราภรณ์สั่นศีรษะ

"นันทาไม่เห็นกินอะไรผิดปกติ"

นิกรหัวเราะคิ๊ก

"แกไม่ได้สังเกตน่ะซี กันซีวะช่างสังเกต เมื่อตอนสายวันนี้ พี่นันเอาไม้กวาดตีจิ้งจกจะบอกให้"

พลสะดุ้งเฮือก

"ฮ้า! แล้วกินหรือเปล่า"

นิกรนิ่งนึก

"เอ....ยังไงไม่รู้โว้ย จะว่ากินก็ไม่เห็น แต่กันรู้สึกว่าหมู่นี้จิ้งจกที่บ้านเราบางตาไปมาก สงสัยว่าพี่นันจะเจี๊ยะเสียหมด"

กิมหงวนหัวเราะลั่น ยกมือชี้หน้านิกร

"ดีละ กันจะไปฟ้องคุณนัน"

"อ้าวๆ อยู่ดีๆ จะหาเรื่องให้กันถูกด่าละซี"

ครั้นแล้วพลก็เดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอทั้ง ๓ ตรงไปยังตึกอำนวยการของโรงเรียน พอก้าวขึ้นบันไดตึกเดินเข้าไปในห้องกลางเขาก็แลเห็นแม่ครูสาวคนหนึ่ง กำลังนั่งทำงานเงียบๆ อยู่ที่โต๊ะของหล่อน

นิกร กิมหงวน ดิเรก หยุดยืนข้างประตู นายพัชราภรณ์ตรงเข้าไปหาแม่ครูสาวซึ่งเงยหน้ามองดูเขา

"สวัสดีค่ะ คุณมารับน้องหรือคะ"

พลสะดุ้ง ยิ้มเจื่อนๆ

"แฮ่ะๆ ลูกครับ ไม่ใช่น้อง"

"อุ๊ยตาย ประทานโทษเถอะค่ะ" หล่อนพูดยิ้มๆ มองดูนาฬิกาปารีสเรือนใหญ่ "กรุณานั่งรออีกสักครู่นะคะ โรงเรียนเลิก ๑๕ น. ค่ะ"

"ครับ ผมทราบแล้ว แต่ผมอยากจะพบอาจารย์ใหญ่ด้วย พวกเราเป็นเพื่อนของคุณสมรครับ และลูกของเราทั้ง ๔ คน เรียนอยู่ที่นี่"

กิมหงวนพูดโพล่งขึ้น

"ลูกผมชื่อสมนึกครับ หน้าตาหล่อเหมือนผม คุณรู้จักไม่ใช่หรือครับ"

แม่ครูสาวกลั้นหัวเราะแทบแย่

"รู้จักค่ะ พ่อหนูสมนึก เป็นหัวโจกของนักเรียนโรงเรียนนี้ ลูกศิษย์ฉันเอง"

อาเสี่ยชื่นใจนัก

"ถูกแล้วครับ มันควรจะเป็นอย่างที่ครูว่า เพราะพ่อของเขาก็เคยเป็นหัวโจกและตัวโจ๊กของโรงเรียนอัสสัมชัญมาแล้ว"

แม่ครูสาวลุกขึ้นยืน พูดกับพลเบาๆ

"โปรดรอประเดี๋ยวค่ะ ดิฉันจะไปเรียนอาจารย์ใหญ่เดี๋ยวนี้" พูดจบหล่อนก็เดินเข้าไปในห้องทางขวามือ

กิมหงวนมองตามแล้วจุ๊ปาก

"อือ ไม่เลวโว้ย สวยกว่านวลลออของกันอีก ชักชอบเสียแล้ว"

"มากเกินไป" ดิเรกพูดเสียงหนัก "เรามาในฐานะของพ่อเด็กนักเรียน ใครเขาจะรักแก"

เสี่ยหงวนเอ็ดตะโรลั่น

"ไม่รักก็อย่ารักซีวะ กันรักนี่หว่า"

"เฮ้ย! " พล นิกร ดิรก ดุกิมหงวนพร้อมๆ กัน

นิกร เดินไปนั่งเก้าอี้ที่หน้าโต๊ะทำงานของแม่ครูสาว ยกขาขึ้นไขว่ห้าง แอ็กท่าเป็นครู ดัดเสียงพูดอย่างกวนโทโส

"คุณมารับเด็กกลับบ้านหรือครับ"

ทุกคนอดหัวเราะไม่ได้

"ทะลึ่งละ เจ้ากร" พลพูดพลางหัวเราะพลาง "ประเดี๋ยวครูเขาออกมาเห็นเข้าหร็อก"

นิกรรีบลุกขึ้น เดินมารวมกลุ่มกับ ๓ สหาย ต่างคนต่างพูดกันถึงระเบียบอันดีงามของโรงเรียนนี้

อีกสักครู่หนึ่ง แม่ครูสาวก็เดินออกมาด้วยกิริยามารยาทเรียบร้อย หล่อนกล่าวกับ ๔ สหายอย่างนอบน้อม

"ท่านอาจารย์ให้เชิญคุณทั้ง ๔ คน เข้าไปในห้องค่ะ"

กิมหงวนยิ้มแป้น

"ไม่เป็นไรครับ ปล่อยให้ท่านส้วมเสียให้เรียบร้อยก่อนก็ได้"

แม่ครูสาวอายม้วนตัว

"มิได้ค่ะ ดิฉันหมายถึงห้องทำงาน ไม่ใช่ห้องส้วม"

อาเสี่ยทำคอย่น

"ไอ๊ย่า! ผมนึกว่าห้องส้วมเสียอีก ไปโว้ยพวกเรา ไปคุยกับคุณสมรสักหน่อย ไม่ได้พบกันเดือนกว่าแล้ว"

๔ สหายยิ้มให้แม่ครูสาว แล้วพากันเดินไปห้องอาจารย์ใหญ่ นิกรสะดุดกระโถนปากแตรใบหนึ่ง เซถลาเกือบหกล้ม แทนที่จะก้มลงเก็บกระโถนกลับเดินเลยไป ทั้ง ๔ คนหยุดยืนหน้าห้องอาจารย์ใหญ่ นายพัชราภรณ์ยกมือเคาะบังประตู

"เชิญค่ะ"

พลผลักบังตาออก เดินเข้าไปในห้อง ลืมนึกว่าเพื่อนอยู่ข้างหลัง ก็ปล่อยบังตาปัง กระแทกหน้ากิมหงวนเต็มรัก

"โอ๊ย! " อาเสี่ยร้องเอ็ดตะโร ยกมือกุมหน้า ถ้าหากว่าที่นี่เป็นที่บ้าน เขาก็คงจะเตะพลอย่างไม่ต้องสงสัย

๔ สหายเข้ามาในห้องอาจารย์ใหญ่ แลเห็นหญิงสาวคนหนึ่งรูปร่างสวยเก๋และสูงโปร่ง แต่งเครื่องแบบครู นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานตามลำพัง หล่อนคือ อาจารย์สมร สุตทิพย์ อักษรศาสตร์บัณฑิตแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อนรักเก่าแก่ของนันทา รู้จักคุ้นเคยกับคณะพรรค ๔ สหายทุกๆ คน

พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก ต่างยกมือไหว้ อาจารย์สมรรับไหว้เขาทันทีเชิญให้นั่ง ต่างฝ่ายต่างปฏิสันภารทักทายไต่ถามทุกข์สุขซึ่งกันและกัน แล้วสมรก็ถามถึงแม่งามทั้ง ๔ ตลอดจนท่านผู้ใหญ่ทุกคน

"ดิฉันมัวยุ่งกับการสอบไล่ประจำปีของนักเรียน เลยไม่ได้ไปหายายนันเกือบเดือนแล้ว" สมรพูด ยิ้มๆ เมื่อเสาร์ก่อนน้องไพกับคุณอาหญิงมารับพวกหลานๆ แต่ก็ไม่พบดิฉัน เพราะดิฉันไปธุระที่กระทรวง"

พลยิ้มเล็กน้อย

"นันเขาบ่นถึงคุณเสมอ วันนี้นันตั้งใจจะมารับลูกเองแต่แล้วก็ยังไงไม่ทราบ ใช้ให้พวกเรารับแทน"

อาจารย์สมรหัวเราะเบาๆ เอื้อมมือกดกริ่งเรียกภารโรงเข้ามา สั่งให้จัดน้ำแข็งและบุหรี่มารับรองแขกของหล่อนโดยเร็ว

ดร. ดิเรก กล่าวถามถึงบุตรชายของเขา

"เจ้าหนูของผมเป็นยังไงบ้างครับ การเรียนและความประพฤติ"

"พ่อดำรงค์หรือคะ แกเป็นเด็กดี น่ารักมากเชียวค่ะ ขยันเรียนที่สุด แล้วก็เรียบร้อยดีค่ะ เสียอย่างเดียวชอบพูดภาษาอังกฤษ ทั้งๆ ที่แกไม่รู้ภาษาอังกฤษสักคำเดียว แกพูดฟุตฟิตฟอไฟไปตามเรื่อง"

ดิเรกหัวเราะ

"นั่นแหละครับ เป็นสัญญาณให้เห็นว่า ดำรงค์แกจะต้องมีอนาคตแจ่มใส ได้ไปเรียนเมืองนอก ได้เป็นด๊อกเตอร์เหมือนอย่างผม เขาว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น เห็นจะจริง"

พลถามขึ้นบ้าง

"แล้วเจ้าพนัศของผมล่ะ"

"อ๋อ พนัศแกก็ดีค่ะ เอาใจใส่ในการเรียน ชอบแต่งตัวสวยๆ และช่างพูด"

นิกรว่า "ตานพของผมคงเรียนเก่งกว่าเพื่อน เสาร์ก่อนกลับไปบ้านอวดผมว่า อ่านแบบเรียนไว เล่ม ๑ หมดเล่มแล้ว"

อาจารย์สมรหัวเราะชอบใจ

"ค่ะ หมดเล่มเลย แกฉีกทิ้งวันละใบ ๒ ใบจนหมด พ่อนพเห็นจะแย่หน่อยค่ะ คุณนิกร แกนั่งหลับตลอดวัน รับประทานก็เก่ง ร้องยี่เกทั้งวัน ชอบเล่นกลให้เพื่อนดู บางทีก็เล่นละครลิงในห้องเรียน"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ว๊า ยังงั้นมันก๊อแย่น่ะซิครับ คุณต้องเฆี่ยนให้หนักมือหน่อย"

อาจารย์สมรสั่นศีรษะ

"เราไม่เคยทำโทษเด็กด้วยการเฆี่ยนหร็อกค่ะ เด็กอนุบาลทุกคนเป็นทารกที่ไร้เดียงสา สมควรได้รับการอภัยเสมอ"

นายการุณวงศ์ ขมวดคิ้วย่น

"ถ้ายังงั้นผมเฆี่ยนมันเอง หยุดเทอมนี่ต้องปราบให้อยู่"

"แต่ดิฉันคิดว่า ตานพจะเป็นผู้เฆี่ยนคุณมากกว่า"

"นั่นน่ะซีครับ" นิกรพูดหน้าตาเฉย

พอนิกรจะพูดต่อไป กิมหงวนก็ชิงพูดขึ้น

"ตาสมนึกของผมคงเรียบร้อยน่าเอ็นดูมากใช่ไหมครับ"

อาจารย์สมรทำหน้าเหมือนกินน้ำมันละหุ่ง

"ดิฉันไม่อยากบอกคุณเลย พ่อสมนึกเป็นเด็กที่แก่นแก้วที่สุดในโรงเรียนนี้ ชอบล้อครู ชอบรังแกเพื่อน พูดมากปากโป้งไม่กลัวใคร ซนเหลือเกินค่ะ ถ้าเป็นลูกคนอื่น ดิฉันให้ลาออกไปแล้ว นี่จนใจว่าเป็นลูกของคุณซึ่งเปรียบเหมือนหลานดิฉัน คิดดูซีคะ ความซนของตาสมนึกไม่ใช่น้อย พาเพื่อนหนีออกไปนอกโรงเรียนบ่อยๆ วานนี้เข้าไปในสวนผักเจ๊กข้างโรงเรียน หากันแทบตาย"

กิมหงวนเม้มปากแน่น

"เอ....ลูกคนนี้เสียเด็กเสียแล้ว"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"พ่อแม่มันไม่สั่งสอน"

อาเสี่ยหันขวับมาทางนายการุณวงศ์

"สอนโว้ย แต่มันไม่เชื่อ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องอาจารย์ใหญ่ ภารโรงถาดใส่แก้วน้ำแข็งหยดยาอุทัย และกระป๋องบุหรี่เดินเข้ามาในห้อง พอเขาวางถาดลงบนโต๊ะ อาจารย์สมรก็พูดกับเขา

"นายจิตต์จ๊ะ ไปที่ตึกนักเรียนชาย บอกครูสมถวิลว่า ถ้าโรงเรียนเลิกให้พาพ่อพนัศ พ่อนพ พ่อดำรงค์และพ่อสมนึกมาที่นี่ คุณพ่อเขามารับกลับบ้าน"

ภารโรงรับคำสั่งเดินออกไปจากห้อง ต่อจากนั้น ๔ สหายก็ปรึกษาหารือกับอาจารย์ถึงเรื่องลูกของเขา อาจารย์สมรขอร้องว่า ระหว่างโรงเรียนหยุด ให้กวดขันพ่อหนูน้อยทั้ง ๔ ให้อ่านหนังสือบ้าง ไม่ควรตามใจจนเกินไปจะเสียเด็ก

๑๕.๐๐ น. ตรง

เสียงระฆังโรงเรียนดังกังวานลั่น นักเรียนอนุบาลซึ่งนั่งฟังคำอบรมสั่งสอนของครูมานานแล้ว ต่างพากันแยกย้ายออกจากห้อง วิ่งค้นหาผู้ปกครองของตน พาผู้ปกครองมาพบกับครูประจำชั้น เพื่อเซ็นชื่อรับเอาตัวไปบ้าน พวกเด็กๆ จะต้องจากกันเป็นเวลานานถึงเดือนครึ่ง บางคนก็มีการล่ำลากันตามประสาทารก

๔ สหายรอคอยลูกชายของเขาอย่างร้อนรน รออยู่จนกระทั่ง ๑๕.๑๕ น. บังตาประตูห้องอาจารย์ใหญ่ก็ถูกผลักออก แม่ครูสาวรูปร่างเจ้าเนื้อคนหนึ่งพาพ่อหนูน้อยทั้ง ๔ เข้ามา ทุกคนอยู่ในเครื่องแต่งกายเหมือนๆ กัน กางเกงขาสั้นสักหลาดสีน้ำเงิน มีสายโยง สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว มือถือกระเป๋าหนังสือขนาดกะทัดรัดคนละใบ พ่อสมนึกสวมแว่นตาขอบกระเหมือนคุณพ่อ

พ่อหนูน้อยทั้ง ๔ คนยืนนิ่งเฉย นัยน์ตากลมโตจ้องมองดูพ่อของแก แล้วต่างก็ร้องขึ้นพร้อมๆ กัน

"คุณพ่อ! "

คุณพ่อต่างกางมือออก คุณลูกวิ่งเข้ามารับขวัญ กอดจูบลูกชายของตนด้วยความรัก นิกรยกมือตีมือพ่อนพดังเพียะ คว้าซองธนบัตรเอากลับคืนมา

"นั่นแน่ แกนี่เสียเด็กเสียแล้ว"

นพเอียงคออมยิ้ม

"หนูล้อคุณพ่อเล่นน่ะ คุณพ่อมารับหนูหรือครับ ทำไมคุณแม่ไม่มา"

นิกรกอดลูกแน่น

"แม่เจ้าเขามีธุระ"

ขณะนี้เสี่ยหงวนกำลังชื่นชมกับลูกของเขา

"ไงวะ อาจารย์ใหญ่ท่านฟ้องพ่อว่าแกซนมาก"

พ่อสมนึกยักคิ้ว

"เด็กๆ มันก็ซนน่ะซีคุณพ่อ พูดอะไร้ไม่เข้าเรื่อง ขอแบ๊งก์ให้หนูฉีกเล่นสักปึกเถอะครับ วันนี้อยากฉีกแบ๊งก์ตั้งแต่เช้าแล้ว"

กิมหงวนสะดุ้งเหมือนถูกเข็มแทง

"อือ แกนี่มันจะบ้าเหมือนพ่อละโว้ย คนดีๆ ใครเขาฉีกแบ๊งก์วะอ้ายหนู"

พ่อสมนึกค้อนควับ

"แหม หยาบ เรียกอ้ายหนู"

อาจารย์ใหญ่จุ๊ปาก ยกมือชี้หน้าทายาทอาเสี่ย

"พ่อนึก ทำไมพูดกับคุณพ่ออย่างนี้ล่ะคะ เด็กดีเขาต้องพูดเพราะๆ กับคุณพ่อคุณแม่ ครูเกลียดพ่อนึกแล้วละ เหลวไหล"

พ่อหนูน้อยหน้าจ๋อย กราบลงบนตักกิมหงวน

"ผมขอโทษฮับ"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"เออ....พ่อยกโทษให้แล้ว"

ขณะนี้พ่อดำรงค์กำลังฉอเลาะ ดร. ดิเรก

"ป๋าครับเมื่อไหร่ป๋าจะสอนวิทยาศาสตร์ให้หนูล่ะครับ หนูอยากเรียนฟิสิกส์, เคมี หนูจะได้เก่งอย่างป๋า ไปบ้านหนูจะเข้าห้องแล๊ปกับป๋าทุกๆ วัน"

ดิเรกยิ้มแป้น

"มายบอย เจ้าเป็นเด็กดีมาก โตขึ้นป๋าจะสอนให้" พูดจบเขาก็หันไปทางแม่ครูประจำชั้นของดำรงค์ "ลูกผมมันชอบวิทยาศาสตร์เหมือนผม"

แม่ครูสาวหัวเราะเบาๆ

"ค่ะ แกพูดเสมอว่า แกต้องขยันเรียน โตขึ้นจะได้ไปเมืองนอก"

"ออไร๋ มันต้องได้ไปแน่ๆ ถ้าดำรงค์สำเร็จอุดมศึกษาแล้ว ผมจะส่งไปอังกฤษเรียนวิทยาศาสตร์และแพทย์ ๑๐ ปี พอสำเร็จผมจะให้มันมาเที่ยวอินเดียอีก ๑ ปี ฮ่ะ ฮ่ะ ด๊อกเตอร์ดำรงค์ลูกของผม อีก ๒๒ ปี มันจะต้องเป็นด๊อกเตอร์"

พล พัชราภรณ์ พูดกับอาจารย์ใหญ่

"ผมเห็นจะต้องลากลับละครับคุณสมร คุณแม่, คุณน้า, คุณปู่, คุณย่า, กำลังรอต้อนรับตาพนัศและเจ้า ๓ คนนี้"

"ค่ะ เชิญค่ะ สั่งไปถึงคุณนัน, คุณนวลลออ, คุณประภาและน้องไพด้วยนะคะว่า ดิฉันคิดถึงมาก กราบเท้าไปถึงคุณอาทั้งสองและเจ้าคุณอาปัจจนึกฯ ด้วย"

๔ สหายต่างล่ำลาอาจารย์ใหญ่ และครูประจำชั้น แม่ครูสมถวิลมองดูศิษย์น้อยๆ ทั้ง ๔ ของหล่อน

"นพคะ ครูสั่งไว้ว่าไปถึงบ้านให้ทำอะไร จำได้ไหมคะ"

ตานพยิ้มแป้น

"กราบคุณแม่ คุณปู่ คุณย่า และคุณป้า คุณน้าครับ"

"อ้อ....ดีมาก แล้วอะไรอีกคะ"

พ่อสมนึกชูมือขวาขึ้น

"ผมรู้ฮะ คุณครูสั่งให้อ่านหนังสือทุกวันๆ ให้เป็นเด็กเรียบร้อย"

แม่ครูหัวเราะมองดูพ่อพนัศ

"ก่อนนอนต้องทำอะไรคะ พนัศ"

พนัศยกมือขึ้นนับ

"ก่อนนอนต้องอาบน้ำแปรงฟันฮับ แล้วสวดมนต์"

"ถูกแล้วค่ะ อย่าลืมครูนะคะ ไปอยู่บ้านต้องคิดถึงครูบ้าง มา....ให้ครูหอมคนละทีก่อน"

กิมหงวนผลุดลุกขึ้น นิกรคว้าแขนไว้

"หอมเด็กโว้ย ไม่ใช่แก"

แม่ครูสาวหน้าแดงระเรื่อ ก้มลงจูบศีรษะพ่อหนูน้อยคนละที แบมือรับกราบจากมือน้อยๆ ต่อจากนั้นคุณพ่อก็พาคุณลูกเดินออกไปจากห้องอาจารย์ใหญ่

พอลงมาที่ถนนเด็กนักเรียนชายหญิงก็ทักเกรียวกราวผู้ปกครองทั้งหลายกำลังพาลูกหลานของตนกลับบ้าน โดยมากมีรถยนต์มาคอยรับจอดเรียงรายเต็มไปหมด เด็กทุกคนรู้จักกับพ่อสมนึกเป็นอย่างดี

"นึก กลับบ้านเหรอ" เสียงแจ๋วๆ ของเด็กชายคนหนึ่งร้องถาม

สมนึกหันไปมองดู ยกมือโบก

"ลาก่อนโว้ย....พรรคพวก อีก ๒ เดือนพบกันใหม่ นี่ยังไงล่ะพ่ออั๊ว นักฉีกแบ๊งก์อาชีพ ๓ คนนี้อาอั๊วเอง ว่างไปเที่ยวบ้านอั๊วซี ขนมต้มมีพร้อม"

อาเสี่ยก้มลงมองดูลูกชายของเขา

"อือ แกนี่มันแก่นแก้วเอามากถึงเพียงนี้เชียวหรือ? "

สมนึกหน้างอทันที

"ดุอีกแล้ว ประเดี๋ยวหนูไม่กลับบ้านเลย อะไรนิดก็ดุ อะไรหน่อยก็ดุ ดุเสียจริงเชียวพับผ่า"

กิมหงวนพยักหน้า

"อีกหน่อยแกก็คงเป็นพ่อฉัน"

๔ พระหน่อแลเห็นรถสตู๊ดเก๋ง ก็พากันวิ่งไปที่รถ พ่อดำรงค์พลัดตกลงไปในท่อตื้นๆ หกล้มป้าบ หนังสือกระเด็น ลุกขึ้นมาได้ทำหน้าเหยเกจะร้องไห้ ดิเรกวิ่งเข้ามาช่วยปัดฝุ่นและปลอบลูกชาย

"ไม่ต้องร้องไห้ ฝรั่งเขาไม่ร้องไห้ ยังงั้นต้องหัวเราะ"

พ่อหนูน้อยฝืนหัวเราะ วิ่งตั้กๆ ไปขึ้นรถยนต์ ทั้ง ๔ กุมารแทนที่จะขึ้นไปนั่งตอนหลังรถ กลับขึ้นนั่งหน้ารถ เจ้าแห้วคอยเปิดประตูค้าง ยกมือเกาศีรษะแกร็กๆ ยืนเกาะขอบประตูรถมองดูลูกเจ้านายของเขา

"ปีนไปนั่งข้างหลังเถอะครับ คุณหนู รับประทานนั่งกันยังงี้ผมขับรถไม่ได้"

สมนึกตวาดแว๊ด

"อั๊วจะนั่งที่ไหนมันเรื่องของอั๊วโว้ย ลื้อไม่ขับอั๊วขับเองก็ได้"

"อ้อ...รับประทานขาคุณเหยียบคันเร่งน้ำมัน เหยียบห้ามล้อถึงหรือครับ"

พ่อสมนึกยกมือดีดจมูกเจ้าแห้วดังแป๊ะ ปีนข้ามไปนั่งข้างหลัง นพตามไปด้วย เจ้าแห้วเปิดประตูก้าวขึ้นปั่งประจำที่คนขับ บ่นพึมพำเบาๆ สตู๊ดเก๋งแล่นนำหน้าพาฟอร์ดเก๋งออกไปจากโรงเรียนอนุชนวิทยา

ในครึ่งชั่วโมงนั้นเอง รถยนต์ทั้ง ๒ ก็มาถึงบ้าน "พัชราภรณ์" พอรถเลี้ยวเข้ามาในบ้านบรรดาวงศาคณาญาติก็พากันออกมาต้อนรับหน้าสลอนไปหมด ท่านเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด เจ้าคุณปัจจนึกฯ นันทา นวลลออ ประภา ประไพ และพวกคนใช้ชายหญิง คุณแม่ คุณป้า คุณย่า คุณปู่ คุณตา ตื่นเต้นยินดีไปตามกัน

พนัศกับสมนึกโผล่หน้าออกมาโบกมือ ดำรงค์นั่งอ่านหนังสือแบบเรียนไวมาตลอดทาง ส่วนพ่อนพนั่งสัปหงกงึกๆ ตั้งแต่ออกจากโรงเรียนแล้ว

รถยนต์ทั้ง ๒ คันหยุดนิ่งหน้าตึก ทุกคนเฮโลมาที่รถสตู๊ดเก๋ง พอเจ้าแห้วเปิดประตูออก นันทาก็คว้าพนัศขึ้นมาอุ้ม แต่ยังไม่ทันได้จูบลูก คุณหญิงก็แย่งหลานเอาไปชื่นชม ประภาอุ้มดำรงค์ขึ้นจูบรับขวัญ นวลลอออุ้มพ่อสมนึก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือกันประไพไว้ มองเข้าไปในรถเพื่อจะอุ้มหลานตา แต่แล้วท่านก็กลืนน้ำลายเอื๊อก

ตานพนั่งสัปหงกงึกๆ อ้าปากหวอน้ำลายไหลยืด ท่านเจ้าคุณหัวเราะก้าก หันมามองดูพรรค ๔ สหาย แล้วท่านก็พูดยิ้มๆ

"ดู...ดูเจ้านพบ้าง มันถอดแบบมาจากพ่อมันทีเดียว กินขนมวันยังค่ำ แล้วก็นอนหลับ"

อาเสี่ยเอื้อมมือเข้ามาในรถ ตีศีรษะพ่อนพเบาๆ

"เฮ้ย ตื่นเสียทีซีโว้ย เจ้ากรน้อย"

นพค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองดูโลก อ้าปากหาวดังๆ พร้อมกับยกแขนบิดขี้เกียจ แล้วร้องยี่เกเสียงแจ๋วๆ

"เอ๊อ...เอย หน่อกษัตริย์กุมารา ตื่นจากนิทราหงุดหงิดใจ อยากจะกินขนมให้สมพระทัย ตะเหร่งเต็งเตรง ตู๊เรงเต็งเตร๊ง...."

ทุกๆ คนหัวเราะลั่น พอใจในความน่าเอ็นดูของแก ประไพอุ้มลูกน้อยขึ้นกอดจูบ เห็นหน้าลูกแล้วก็มีความสุขเหลือที่จะกล่าว

วงศาคณาญาติพากันชื่นชมลูกหลานโดยทั่วหน้า พ่อหนูน้อยทั้ง ๔ คนถูกนำขึ้นไปบนตึก พวกคนใช้ชายหญิงก็พลอยตื่นเต้นยินดีไปด้วย

หนึ่งสัปดาห์ ที่หนูน้อยทั้ง ๔ เกลอมาอยู่บ้าน คุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณป้า และคุณน้า คุณอาปวดหัวไปตามๆ กัน สมนึกเป็นหัวโจกพาเพื่อนซุกซนตลอดวัน ข้าวของแตกหักเสียหาย บางทีก็พากันออกไปนอกถนน ร้อนถึงคนใช้เที่ยวติดตามค้นหากันจ้าละหวั่น

พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก คอยขัดขวางห้ามปรามไม่ให้ซุกซนจนเกินไป บางทีก็ถึงกับจะเฆี่ยนตี แต่ท่านผู้ใหญ่เป็นหัวเรือใหญ่ไม่ยอมให้เฆี่ยน เพียงแต่กิมหงวนเขกกระบาลสมนึกร้องไห้ คุณหญิงวาดก็คว้าตะพดไล่ฟาดกระบาลกิมหงวนรอบๆ บ้าน

เป็นอันว่า พ่อหนูน้อยเหมือนลูกเทวดา จะเอาอะไรก็ต้องได้ดังใจ นันทา นวลลออ ประภา และประไพซื้อของเล่นมาให้คนละหลายๆ อย่าง ใครได้อะไรก็ต้องได้เหมือนๆ กัน จะเอาอะไรไม่ได้สมหวังก็ร้องไห้จ้า

เย็นวันหนึ่ง

เทวดาน้อยๆ ทั้ง ๔ นั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่ที่เฉลียงหลังตึกชั้นล่าง รถยนต์ไขลาน ๔ คัน พังละเอียดอยู่ข้างๆ ตุ๊กตุ่นตุ๊กตาแขนขาขาดพังพินาศหมด ขณะนี้กำลังช่วยกันปั้นเครื่องบินด้วยดินเหนียว ซึ่งสมนึกไปขุดมาจากโคนต้นไม้

"ฮื้อโว้ย" สมนึกร้องขึ้นดังๆ "มันไม่เหมือนเรือบินโว้ย ปั้นไปปั้นมามองดูคล้ายๆ ดินเหนียว กลุ้มใจเสียจริง"

นพโยนก้อนดินทิ้ง

"เลิก....ขี้เกียจแล้ว หาอย่างอื่นดีกว่า"

ขณะนั้นเจ้าแห้ว ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงของพ่อหนูทั้ง ๔ ได้พาตัวเดินออกมาจากในห้องโถง พอแลเห็น ๔ สหายนั่งเล่นดินเหนียวเนื้อตัวเลอะเทอะ เจ้าแห้วก็สะดุ้งเฮือก

"ว้า....คุณนพ ทำไมถึงเล่นดินสกปรก"

พนัศทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"กงการอะไรของตาแห้วด้วยล่ะ"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"ประเดี๋ยวคุณพ่อคุณแม่มาเห็นเข้า เล่นงานผมน่ะซีครับ"

สมนึกยักคิ้วแผล็บ

"ด่าแกไม่ได้ด่าฉัน"

"อ้อ...ยังงั้นรับประทานเชิญเล่นกันต่อไปเถอะครับ"

ดำรงค์ลุกขึ้นยืน เดินเตาะแตะเข้ามาหาเจ้าแห้ว ยกมือน้อยๆ จับมือเจ้าแห้วแล้วพูดยิ้มๆ

"ตาแห้ว ฉันอยากดูระบำจ้ำบ๊ะ เต้นให้ดูหน่อยซิ"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"ไม่เป็นหร็อกครับ"

ดำรงค์ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"น่า....แห้วเต้นให้ดูหน่อย จ้ำบ๊ะมันเป็นยังงาย"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ หมุนตัวกลับเดินเข้าไปในห้องโถง การที่เขาปฏิเสธเป็นการขัดใจพ่อหนูน้อย พ่อดำรงค์กระแทกตัวลงนั่งร้องไห้จ้า สมนึกทำหน้าตื่นมองดูเพื่อนคนเล็กของแก

"เฮ้ย ร้องไห้ทำไมโว้ย ลูกผู้ชายต้องเข้มแข็งอดทน"

ดำรงค์หยุดร้องไห้ชั่วขณะ

"เจ้าแห้วมันไม่เต้นจ้ำบ๊ะให้ดู พวกเราช่วยกันร้องไห้เถอะ คุณตา คุณปู่ คุณย่า คุณพ่อ คุณแม่เราจะได้เตะไอ้แห้ว"

นพหัวเราะคิ๊ก

"เออ....ดีโว้ย เอาวะพวกเรา ๑-๒-๓ ร้องไห้"

ครั้นแล้ว เสียงร้องไห้ของพ่อหนูน้อยทั้ง ๔ ก็ดังขึ้นลั่นบ้าน ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด ได้ยินเสียงพวกหลานๆ ร้องไห้ก็ตกใจ คว้าไม้ตะพดกระหืดกระหอบออกมา

"ใคร? ใครขัดใจเจ้าหา บอกตาลูก ตาจะตีกระบาลมัน"

สมนึกแหกปากร้องจนเห็นลิ้นไก่ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดเดินออกมาอย่างรีบร้อน ตรงเข้ามานั่งปลอบหลาน

"อะไรกันโว้ย นิ่ง...ไม่ต้องร้อง" คุณหญิงวาดพูดยิ้มๆ "ใครทำไมเจ้า บอกย่าซิ"

นพแกล้งสะอื้นดังๆ ควักน้ำลายป้ายลูกนัยน์ตาต่างว่าน้ำตา

"ตาแห้วมันแกล้งหนูฮับ คุณย่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"มันทำไม เล่าให้ตาฟังเร็ว"

สมนึกพูดพลางร้องไห้พลาง

"พวกหนูอยากดูระบำจ้ำบ๊ะฮับ บอกให้เต้นให้ดู เจ้าแห้วมันไม่เต้น ฮือๆ แล้วมันว่าหนูว่า ซนยังกะลูกลิงลูกค่าง"

พนัศจีบปากจีบคอพูด

"มันว่าหนูว่าเด็กระยำครับ พ่อแม่และปู่ย่าไม่สั่งสอนแล้ว...แล้วมันบอกว่า มันจะเตะหนูให้คอขาด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกรธจนตัวสั่น วิ่งจู๊ดเข้าไปในห้อง สักครู่ก็ลากคอเจ้าแห้วออกมา เจ้าแห้วไม่รู้เรื่องอะไร ก็อกสั่นขวัญแขวน ท่านผู้ใหญ่ทั้ง ๓ เตรียมจะเล่นงานเจ้าแห้ว คุณหญิงวาดยกมือตบหน้าเจ้าแห้วดังเพียะ

"แกว่าอะไรหลานฉัน"

เจ้าแห้วทำหน้าบ้องแบ๊ว

"รับประทานเปล่าเลยครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดแว๊ด

"อย่าโกหก หลานๆ ของข้าขอให้เอ็งเต้นระบำจ้ำบ๊ะให้ดู แต่เอ็งปฏิเสธ แล้วเอ็งก็ว่าพ่อสมนึกซนเหมือนลูกลิงลูกค่าง"

สมนึกร้องไห้โฮ

"ถูกแล้วครับ มันว่าผม ฮือ...ฮือไม่ยอม"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คว้าหน้าอกเสื้อเจ้าแห้วเขย่า

"แล้วแกยังว่าพ่อพนัศว่า เด็กระยำ พ่อแม่และปู่ย่าไม่สั่งสอน แกว่าแกจะเตะให้คอขาด"

เจ้าแห้วมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"ตาย...ตาย รับประทานอกแตกแน่ คุณหนูทั้ง ๔ เล่นไม้ตายกับผมแล้ว รับประทานมีอย่างหรือครับผมจะกล้าด่า"

สมนึกยกมือชี้หน้าเจ้าแห้ว

"แกด่าฉันจริงๆ นี่นา ฮือ...ไม่ยอม คุณปู่ต้องเตะตาแห้ว"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง มองดูท่านผู้ใหญ่ทั้ง ๑ ด้วยความเคารพเกรงกลัว

"รับประทานผมสาบานได้ครับว่า ผมไม่ได้ด่า ว้า...เล่นยังงี้ไม่ไหวละครับ รับประทานผมขอลาออกจากตำแหน่งพี่เลี้ยง ขืนอยู่หน้าที่นี้ รับประทานผมเห็นจะไม่แคล้วรับประทานเท้า"

"ไม่รู้ละ แกด่าฉัน" ดำรงค์พูดเสียงแจ๋ว "แก....ต้องเต้นระบำจ้ำบ๊ะให้ฉันดูเดี๋ยวนี้"

เจ้าแห้วหัวเราะคิ๊ก

"รับประทานเต้นไม่เป็นครับ"

พ่อหนูน้อยมองดูหน้ากัน แล้วร้องไห้จ้าขึ้นพร้อมๆ กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาด ทำหน้าเลิ่กลั่ก

"เฮ้ย! แห้ว เต้นให้ดูหน่อยเถอะวะ ข้าให้รางวัล ๑๐ บาท" คุณหญิงวาดพูดยิ้มๆ "เร็ว อย่าให้แกร้องเลย หนวกหู"

เจ้าแห้วยืนนิ่งตรึกตรอง

"เอา....รับประทานเอายังไงก็เอากัน" พูดจบเจ้าแห้วก็เริ่มเต้นระบำแบบจ้ำบ๊ะ เอาปากร้องต่างแตร ติ๊ดชึ่ง...ติ๊ดชึ่ง

พ่อเทวดาทั้ง ๔ หัวเราะชอบอกชอบใจไปตามกัน

"ยังไม่จ้ำบ๊ะ ตาแห้ว" สมนึกพูดเสียงลั่น "แก้ผ้าเต้นให้ดูซิ"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง เต้นพลางพูดพลาง

"รับประทานแก้ผ้า หมามันก็ฟัดเอาน่ะซีครับ"

สมนึกร้องไห้โฮ

"ไม่เอา นึกอยากดูตาแห้วแก้ผ้า"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"ตามใจแกหน่อยเถอะวะ แห้ว"

"ปู้โธ่...รับประทานใครเขาเห็นเข้าเขาก็นึกว่าผมเป็นเปรตน่ะซีครับ ว้า....ไม่ไหวละครับ" พูดจบเจ้าแห้วก็วิ่งจู๊ดเข้าไปในห้อง

พ่อหนูน้อยพากันหัวเราะชอบใจ คุณหญิงวาดสั่นศีรษะช้าๆ ยกมือตบศีรษะพนัศ

"เล่นอะไรกันลูก เนื้อตัวเปื้อนดินทั้งนั้น"

พนัศยิ้มน่ารัก

"เล่นปั้นเรือบินครับ คุณย่า"

"ไม่เอาละลูก สกปรก ไป...พากันไปหาคุณแม่ข้างบน ให้คุณแม่อาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวให้ใหม่ ทานข้าวแล้วย่าจะพาไปนั่งรถตากลมเล่น"

สมนึกหัวเราะ

"รถอะไรครับ คุณย่า"

"รถเก๋งของเราน่ะซีลูก"

สมนึกสั่นศีรษะ

"นึกอยากขี่รถเจ๊ก"

คุณหญิงวาดทำตาปริบๆ

"เอา....ตามใจ อยากขี่รถเจ๊ก ย่าจะให้เจ้าแห้วไปตามมา ไปอาบน้ำ ไปลูกไป"

"เดี๋ยวครับ นึกยังสนุกอยู่ นึกจะเล่นปล้ำกันให้เหงื่อออกเสียก่อน แล้วจึงจะอาบน้ำ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นบ้าง

"เล่นกันอย่ารังแกกันนะหลาน"

นพขมวดคิ้วย่น

"รู้น่า หนูเพื่อนกัน หนูไม่รังแกกันหร็อกครับ" พูดจบนพก็หัวเราะคิ๊ก หันมาทางสมนึก "เฮ้...นึก แกดูหัวคุณตากับคุณปู่ซี แดงแจ๋เลย ฮิ....ฮิ"

ดำรงค์ตบมือหัวเราะก้าก

"เหมือนลูกมะอึกโว้ย ฮ่ะ...ฮ่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมามองเพื่อนเกลอของท่าน

"ไง...เจ้าคุณ อ้ายหลานชาย ๔ คนนี่มันแก่นแก้วไม่ผิดอะไรกับพ่อมันเลย ๔-๕ ขวบ มันยังแก่นแก้วถึงเพียงนี้ โตขึ้นมันก็พ่อมันนั่นแหละ"

ท่านผู้ใหญ่ทั้ง ๓ พากันเดินย้อนกลับเข้าไปในห้องโถงปล่อยให้พ่อหนูน้อยซุกซนกันต่อไป สมนึกยกมือไขว้หลังเม้มปากแน่นในท่าตรึกตรอง เดินวนเวียนไปมา พนัศกับนพและดำรงค์ต่างกระทำตามสมนึกบ้าง

ทายาทของเสี่ยหงวนอมยิ้ม หยุดยืนยกมือเท้าสะเอวกล่าวถามเพื่อนๆ

"จะเดินไปไหนกัน"

ดำรงค์ยิ้มแหยๆ

"ไม่รุ เห็นแกเดิน กันก็เดินบ้างซี นึกคิดอะไร"

สมนึกว่า "คิดหาวิธีเล่นอะไรสนุกๆ เราจะเล่นอะไรกันดีล่ะ ของเล่นก็พังหมดแล้ว ช่วยกันคิดบ้างซี"

พ่อนพพูดเสริมขึ้นเสียงแผ่วเบา

"เล่นยี่เกกันเอาไหมล่ะ"

"อุ๊ย" สมนึกร้องลั่น ยกฝ่ามือผลักหน้านพ "แกมันถนัดเล่นแต่ยี่เกเท่านั้นแหละ เล่นยี่เกมันจะสนุกอะไร เอายังงี้ดีกว่า ง่า...เล่นเผาบ้านกันดีไหม แล้วพวกเราเป็นกองดับเพลิง"

พนัศโบกมือ

"ไม่เอา เดี๋ยวไฟมันไหม้บ้านจริงๆ เราก๊อถูกเฆี่ยนเท่านั้น"

ดำรงค์พูดขึ้นบ้าง

"ยังงั้นไปหาอะไรเล่นในห้องวิทยาศาสตร์ของป๋ากันเอาไหม หลอดแก้วกลมๆ มีเยอะแยะ ละลายสบู่เข้าเป่าลูกโป่งกันเล่น"

คณะพรรคลงมติเห็นพ้องด้วย

"เออ...เข้าที" สมนึกร้องขึ้นดังๆ "ไปโว้ยพวกเรา"

ครั้นแล้ว สหายน้อยๆ ทั้ง ๔ คนก็พากันเดินไปตามเฉลียงหลังตึก เลี้ยวขวามือเข้าไปในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของ ดร. ดิเรก

ท่านผู้อ่านก็คงจะรู้ดีว่า ภายในห้องแล็มบอเรตอรี่หรือห้องทดลองวิทยาศาสตร์นั้น ย่อมเต็มไปด้วยเครื่องมือเครื่องใช้นานาชนิด โดยมากเป็นภาชนะทำด้วยแก้วนอกจากนี้ยังมีสิ่งที่เป็นอันตราย เช่นน้ำกรด หรือไฟฟ้าและอื่นๆ มันเป็นความเผอเรอของ ดร. ดิเรก ที่เขาลืมใส่กุญแจห้อง ทั้งๆ ที่ท่านผู้ใหญ่คอยเตือนอยู่เสมอ เพราะเกรงว่าพ่อหนูน้อยทั้ง ๔ จะเข้าไปซุกซน

พนัศ นพ สมนึก และ ดำรงค์ ต่างรู้สึกสนุกสนานเมื่อเข้ามาในห้องวิทยาศาสตร์ พนัศปราดขึ้นไปยืนบนแป้นกลม โก้งโค้งมองดูกล้องจุลทัศน์ ดำรงค์เข้ามายืนใกล้ๆ

"ดูอะไรนัศ" แกถามยิ้มๆ

"ดูกล้อง อู้อู....เชื้อโรคตัวเบ้อเริ่มเชียวโว้ย ตัวเท่าหัวแม่มือแน่ะ รูปร่างก็เหมือนหัวแม่มือ"

ดำรงค์หัวเราะคิ๊ก

"หัวแม่มือกันเอง นี่ยังไงล่ะ"

พนัศจุ๊ปาก

"แล้วกัน นึกว่าเชื้อโรคเสียอีก ไปเล่นทางอื่นไป กันจะดูเชื้อโรคดื้อ คุณอาดิเรกบอกว่าตัวมันใหญ่มาก"

"ป๋าพูดเล่นต่างหาก เชื้อโรคดื้อมันไม่มีหร็อก" พูดจบ ดำรงค์ก็เลี่ยงไปยืนพิจารณาดูไดนาโมลูกหนึ่ง ซึ่งเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของดิเรก ใช้เครื่องยนต์ ๔ สูบหมุนไดนาโมนี้

นพ การุณวงศ์ เปิดขวดน้ำยาออกรินใส่กรวยผสมโน่นผสมนี่วุ่นไปหมด สมนึกเที่ยวเดินค้าหาอะไรต่ออะไร พ่อหนูน้อยหยุดมองดูหีบไม้ฉำฉาหีบหนึ่ง ซึ่งวางอยู่ในที่มิดชิด มีตัวอักษรสีแดงปรากฏข้อความสั้นๆ ว่า

"อันตราย! อย่าแตะต้อง! "

สมนึกยกมือลูบคางแล้วนิ่งคิด แกอ่านคำว่าอันตรายไม่ออก จึงร้องเรียกทายาทของ ดร. ดิเรก

"ดำรงค์ มานี่ริ้ว"

ดำรงค์วิ่งเตาะแตะเข้ามา สะดุดขาตัวเองหกล้มป้าบแล้วรีบลุกขึ้นยิ้มแหยๆ ตรงเข้ามาหาเพื่อนเกลอของแก ยกมือเกาะบ่าสมนึก

"อะไร นึก"

พ่อสมนึกชี้มือไปที่ฝาลังไม้ฉำฉา

"ช่วยอ่านทีซี เขาเขียนไว้ว่ายังไง กันอ่านตัวนี้ไม่ออก นี่น่ะตัวนี้"

ดำรงค์หัวเราะเสียงใส

"เรียนมาแล้วจำไม่ได้เหรอ"

"อือ ลืมไปแล้ว"

ดำรงค์อ่านอย่างคล่องแคล่ว

"อันตราย อย่าแตะต้อง"

สมนึกขมวดคิ้วเข้าหากัน

"คุณอาดิเรกเอาอะไรใส่ไว้ในนี้หว่า เปิดออกดูไหมล่ะดำรงค์ เผื่อเป็นของเล่นเราจะได้เล่นกันให้สนุก"

ดำรงค์สั่นศีรษะ

"ไม่ดีน่า ไม่ใช่ของเล่นหร็อกนึก ป๋าคงเอาปืนใส่ไว้ในหีบนี้ หาอย่างอื่นเล่นเหอะ"

สมนึกไม่เชื่อคำเตือนของเพื่อน ก็เปิดฝาหีบขึ้น ภายในหีบมีลูกระเบิด ที่มีรูปลักษณะคล้ายประทัดดอกใหญ่บรรจุอยู่เต็ม แต่สายชนวนของลูกระเบิดลูกหนึ่งๆ นั้นยาวประมาณ ๑ เมตร ดร. ดิเรกสร้างลูกระเบิดนี้ไว้ใช้เมื่อคราวเดินทางไปสำรวจป่าเพื่อค้นหาสมุนไพร

พ่อหนูที่แก่นแก้วเหมือนพ่อเมื่อเล็กๆ หยิบลูกระเบิดขึ้นมาพิจารณาดู ๑ ลูก แววตาของแกใสแจ๋ว

"เอ้อเฮอ หนักอึ๋งเชียวดำรงค์ คุณอามีประทัดดอกใหญ่ๆ ไว้เล่นด้วย พวกเราโว้ย ได้การแล้ว จุดประทัดเล่นกันเถอะ"

พนัศกับนพเดินเข้ามารวมกลุ่ม ทั้ง ๒ หยิบขึ้นมาดูคนละลูกแล้ววางไว้ ดำรงค์คนเดียวไม่ยอมแตะต้อง เพราะรู้ว่ามันจะเกิดอันตราย แกกล่าวห้ามเพื่อนๆ ของแก

"อย่าเล่นเลยน่า เก็บเสียเถอะ กันคิดว่าลูกระเบิดน่ะ ไม่ใช่ประทัดหร็อก"

สนนึกหัวเราะก้าก

"อย่าโง่นักเลย ดำรงค์ ลูกระเบิดมันยังงี้เมื่อไหร่ นี่มันประทัดต่างหาก" พูดจบก็หันมาทางพนัศ "หาไม้ขีดมาจุดเล่นกันดีกว่า คุณพ่อคุณแม่ของเราคงตกใจวิ่งกันวุ่น"

นพตาไวและเห็นไม้ขีดไฟกล่องหนึ่งวางอยู่บนกระป๋องบุหรี่ไพแร๊ต ซึ่งกิมหงวนเอามาลืมทิ้งไว้เมื่อตอนเช้า

"โน่นยังไงล่ะ ไม้ขีด"

"เออ ไปหยิบมาให้กันทีซี" สมนึกพูด

นพเดินไปที่โต๊ะ หยิบกล่องไม้ขีดไฟถือมาให้สมนึก ต่างคนต่างปรึกษาหารือกัน พนัศออกความเห็น

"เราเอาไฟจุดโยนใส่คุณพ่อเราดีไหม ท่านนั่งคุยกันอยู่ในห้องรับแขก โยนเข้าไปดังปังตกใจเลย"

สมนึกเห็นพ้องด้วย

"ดีโว้ย ไปเหอะพวกเรา ว้า....วันนี้มันสนุกเหลือเกิน เล่นอะไรต่ออะไรกันทั้งวัน โรงเรียนหยุดมันดีอย่างนี้ กันอยากให้โรงเรียนหยุดทั้งปี"

ดำรงค์ว่า "หยุดทั้งปีเลยไม่รู้หนังสือกัน"

๔ เกลอพากันเดินออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ สมนึกถือลูกระเบิดและไม้ขีดเดินนำหน้า นพคว้าหลอดแก้วอันหนึ่งใส่กระเป๋ากางเกง ก่อนที่จะออกไปจากห้อง....

ขณะนี้ พล นิกร กิมหงวนและ ดิเรก นั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่ในห้องรับแขก เรื่องที่คุยกันก็คือเรื่องของลูกนั่นเอง ๔ สหายหารู้ไม่ว่า ลูกชายของตนยืนแอบอยู่ข้างประตูนอกห้อง และกำลังคิดฆาตกรรมคุณพ่อของแกด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

สมนึกส่งกล่องไม้ขีดไฟให้นพ แล้วพูดกระซิบกระซาบ

"จุดทีซีนพ กันจุดไม่ถนัด มีมือเดียว"

ทายาทของนิกรพยักหน้าและยิ้มแป้น จัดแจงจุดไม้ขีดไฟขึ้นจ่อสายชนวน มหาภัยอย่างใหญ่หลวงอาจจะเกิดขึ้นภายใน ๒๐ วินาทีนี้ แน่นอนละ ถ้าลูกระเบิดนี้ระเบิดขึ้น บ้าน "พัชราภรณ์" ซึ่งเป็นตึกที่งดงามทันสมัยจะต้องพังพินาศพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติและชีวิตคนทุกๆ คนด้วยอำนาจระเบิดอย่างรุนแรงของมัน

สายชนวนติดดังฟู่ สมนึกชักใจไม่ดี เดินออกมายืนกลางประตูร้องเรียกพ่อของแก

"คุณพ่อ"

๔ สหายมองดูสมนึก ทันใดนั้นจอมแก่นแก้วก็โยนพระยายามมาที่ ๔ สหาย ลูกระเบิดตกลงบนพื้นข้างโต๊ะรับแขก สายชนวนลุกลามใกล้เข้าไปทุกที พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก ตกตะลึงพรึงเพริด นั่งตัวแข็งทื่อไปตามกัน

นิกรหันมาถาม ดร. ดิเรก ด้วยเสียงสั่นเครือ

"ลูก....ระ...ระเบิด....ขะ....ของ กะ....แกใช่ไหม?"

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้า พูดแทบไม่เป็นภาษามนุษย์เพราะความตกใจจนเกินควร

"ชะ....ใช่"

ต่างจ้องมองดูลูกระเบิด ทุกคนมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม พลมีสติก่อนเพื่อน เขาไม่ยอมปล่อยให้เวลาผ่านพ้นไปแม้แต่น้อย เผ่นพรวดลุกขึ้น ยกเท้าขวาเหยียบสายชนวนไว้ สายชนวนที่กำลังติดไฟอยู่ก็ดับ และเหลืออีกเพียงคืบเดียวเท่านั้นก็จะระเบิด

๔ สหายถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน พลก้มลงหยิบลูกระเบิดขึ้นมาถือ ส่งคืนให้ ดร. ดิเรก

"แกจะบ้าหรือไงวะหมอ" เขาพูดเสียงสั่น "ทำไมแกเผอเรอไม่ใส่กุญแจห้องวิทยาศาสตร์ ปล่อยให้พ่อเจ้าประคุณไปเอาลูกระเบิดมาเล่น นี่ถ้ามันระเบิดขึ้น เรามิตายโหงกันหมดบ้านรึ"

ดร. ดิเรก จุ๊ปาก

"เลวมาก กันเป็นลืมจริงๆ "

กิมหงวนยกมือชี้หน้าพ่อหนูน้อยทั้ง ๔

"เด็กเปรต เล่นไม่รู้จักเล่น มานี่ มาทั้ง ๔ คน มาให้ลุงตีก้นแกคนละ ๕ ที"

นิกรเอ็ดตะโรลั่น

"อย่าหนีนะ พ่อตีตายเลย เจ้านพกับเจ้าสมนึกสำคัญนัก...."

พนัศ นพ สมนึกกับดำรงค์ ยืนอมนิ้วตัวนั่นงันงกอยู่หน้าประตู หน้าตาบ้องแบ๊วไปตามกัน ดิเรกพยักหน้าเรียกลูกและหลานๆ

"เข้ามาซี ให้ลุงหงวนเขาเฆี่ยนแกเสียบ้าง จะตายไม่รู้จักอะไร ยังไม่เข้ามาอีก ใครเป็นคนออกความคิดเอาอ้ายนี่มาเล่น"

ดำรงค์ทำตาแดงๆ คล้ายกับจะร้องไห้

"หนูเปล่าครับ นึกกับนัศและนพเขาเล่นกันครับ หนูยังห้ามไม่ให้เขาเล่น เขาก็ไม่เชื่อ คุณพ่ออย่าเฆี่ยนหนูเลยครับ"

กิมหงวนขบเขี้ยวเคี้ยวกรามมองดูลูกชายของเขา

"มานี่ เจ้านึก"

สมนึกน้ำตาคลอ

"ฮือ หนูนึกว่าประทัด เตี่ยอย่าตีหนูเลย"

"หน็อยแน่ เรียกเตี่ยอีกแล้ว บอกให้เรียกพ่อ มานี่แล้วกัน ทำดื้อตีตายนะ เข้ามาซี เข้ามาให้หมดทั้ง ๔ คน"

สมนึกหันมาพูดกับเพื่อนๆ

"เปิดโว้ย ตัวใครตัวมัน ขึ้นไปหาคุณย่า ๑-๒-๓"

พ่อเทวดาน้อยๆ พากันหมุนตัวกลับ วิ่งตื๋อเข้าไปในห้องโถง พล นิกร กิมหงวน วิ่งติดตามออกไปด้วยความโมโห ดำรงค์สะดุดธรณีประตูหกล้มป้าบร้องไห้จ้า นิกรคว้าแขนพนัศได้ก็ลากมาทางดำรงค์ แล้วจับดำรงค์ พลคว้าหลานชายของเขาคือนพไว้ได้ ส่วนกิมหงวนไล่กวดสมนึก ซึ่งวิ่งวนเวียนไปมารอบๆ ห้อง ในที่สุดก็จับได้เช่นเดียวกัน

ต่างคนช่วยกันยกมือตีก้น พ่อหนูน้อยทั้ง ๔ โดยไม่ต้องนับครั้ง เสียงร้องไห้จ้าดังลั่นห้อง สมนึกแกล้งตะเบ็งคล้ายกับว่าแกถูกตีด้วยตะพด

"โอ๊ย ตายแล้ว" พ่อสมนึกตะโกนลั่นบ้าน "คุณปู่ คุณย่า คุณตา ช่วยด๊วย! คุณพ่อกระทืบนึก"

อาเสี่ยสะดุ้งโหยง

"อ้าว ทำไมร้องยังงี้ล่ะโว้ย"

"ร้องให้คุณแม่รีบมาช่วยนึกน่ะซี" พูดพลางร้องไห้พลาง

พลจับแขนพ่อหนูน้อยทีละคน แล้วตีคนละที แต่ดำรงตีเบาหน่อย ถึงกระนั้นแกก็ร้องไห้ และช่วยกันแผดเสียงร้องจนแสบแก้วหู

ทันใดนั้น มีเสียงคนหลายๆ คนวิ่งตึงตังโครมครามลงบันไดมาจากชั้นบน เจ้าคุณปัจจนึกฯ นำหน้า เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาดตามหลัง แล้วก็นันทา นวลลออ ประภา ประไพ

"อะไรกัน หา? " คุณหญิงวาดเสียงแปร๋น มือถือไม้ตะพดอันเบ้อเริ่ม

พลตีพนัศดังป้าบ

"นี่แน่ะ ทีหลังแกจะเล่นพิเรนทร์ยังงี้อีกไหม? "

คุณหญิงวาดตรงเข้ามาผลักพลเซไป

"เรื่องอะไร ถึงเกิดเฆี่ยนตีกันขึ้น"

นายพัชราภรณ์ชักฉิว

"คุณแม่อย่ายุ่งเลยครับ ผมจะตีลูกผม"

คุณหญิงวาดเค้นหัวเราะ ขยับตะพด

"ดีแล้ว แกตีลูกแก ฉันจะตีลูกฉัน เอาซี ตีมันเข้าไป ฉันจะแพ่นกระบาลแกด้วยตะพดอันนี้ ให้มันรู้ดีรู้ชั่วกัน"

แม่งามทั้ง ๔ เข้มาแย่งลูกของตนจากผัว ทุกคนให้ท้ายลูก และท่านผู้ใหญ่ก็เข้าข้างหลาน เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกรธจนตัวสั่น มองดู ๓ เกลอด้วยแววตาแข็งกร้าว

"หลานของข้าทั้ง ๔ คน มันยังเป็นเด็กไร้เดียงสา แกเฆี่ยนตีมันใช้ได้รึ ผิดถูกสั่งสอนมันซี เมื่อกลางวันข้านอนหลับ เจ้านึกมันเอาน้ำหมึกละเลงหัวข้า ข้ายังไม่โกรธนี่หว่า มันทำผิดอะไร ถึงได้ช่วยกันตีเอาตีเอา"

นันทาเล่นงานพลทันที

"อวดดียังไงมาตีลูกนัน คนอะไรก็ไม่รู้ นันเลี้ยงของนันมาแปะเดียวก็ไม่เคยตี" พูดจบก็ยกมือชี้หน้านิกรน้องชายจอมทะเล้นของหล่อน "แกก็เหมือนกัน แกตีพ่อนพทำไม"

ประไพพูดเสริมขึ้น

"ทุบตีเอายังงี้ เผื่อเป็นทรางชักจะว่ายังไง"

นวลลออเล่นงานเสี่ยหงวนบ้าง

"เสียงพ่อนึกตะโกนให้ช่วยลั่นบ้าน เฮียถึงกับกระทืบลูกเชียวหรือ"

อาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เชื่อมันซี ยกมือตีก้นแปะเดียวเท่านั้น แหกปากร้องเสียลั่นบ้าน ตายแล้วคุณพ่อกระทืบนึก เด็กอะไร้หัดตอแหลแต่เล็กๆ "

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถามพล นิกร กิมหงวน

"มันซนยังไงวะ ถึงได้เฆี่ยนตีกัน เสียงเอะอะราวกับไฟไหม้บ้าน"

พลสั่นศีรษะช้าๆ ยังนึกหวาดเสียวลูกระเบิดไม่หาย

"ถามพ่อเทวดาเหล่านี้ดูเถอะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือจับศีรษะสมนึกด้วยความเอ็นดู

"ทำไมเจ้าถึงถูกคุณพ่อตี บอกปู่ซิ"

พ่อแสนกลร้องไห้สะอึกสะอื้น พูดพลางร้องไห้พลาง

"คุณพ่อว่าคุณปู่ครับ คุณพ่อบอกว่าคุณปู่ ๒ คนหัวล้านแดงแจ๋เหมือนลูกมะอึก นึกฉิวขึ้นมานึกก็บอกว่านึกจะฟ้องคุณปู่ ฮือ....ฮือเท่านั้นแหละครับ คุณพ่อกับคุณลุงพลและคุณอากรช่วยกันตีพวกนึก หาว่าปากบอน"

"เฮ้ย" กิมหงวนตวาดแว้ด "แน่ะ เจ้านึกปั้นน้ำเป็นตัวแน่ะ เออ...พูดเป็นตุเป็นตุ ประเดี๋ยวพ่อชู้ตเปรี้ยงออกไปนอกบ้านเลย"

นวลลออทำตาเขียว

"ลองหน่อยเถอะน่า"

"ก็มันปรักปรำกล่าวโทษ หาเรื่องให้เฮียถูกคุณอาเตะนี่นา ให้ดิ้นตายซีเอ้า ยังไม่ได้พูดสักนิด โกหกตอแหลยังงี้ไม่ไหวแน่"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"ถึงโกหกก็น่ารัก เจ้ากรเมื่อเล็กๆ โกหกเก่งกว่าตานึกมากมายหลายเท่านัก เด็กที่โกหกเก่งคือเด็กฉลาด" แล้วท่านก็ก้มลงพูดกับพนัศ "หนูนัศถูกเฆี่ยนเรื่องอะไรบอกย่าซิ"

พนัศสะอื้น

"เรื่องนิดเดียวครับคุณย่า นึกกับหนูและเพื่อนช่วยกันขโมยลูกระเบิดคุณอาดิเรกมาจุดเล่นเท่านั้นแหละครับ ต้องเฆี่ยนด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าหงึกๆ

"เรื่องเล็กน้อยเท่านี้ไม่น่าจะเฆี่ยนกันเลย"

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"เรื่องเล็กน้อย? ถ้าเจ้าพลดับชนวนระเบิดไม่ทัน เกิดระเบิดขึ้นตายกันหมดบ้าน คุณอายังว่าเรื่องเล็กน้อย"

ท่านผู้ใหญ่กับ ๔ นางใจหายวาบ คุณหญิงวาดยกมือทาบอก

"ตาย โอย....คุณพระช่วย พ่อดิเรกไปไหน ทำไมถึงเปิดห้องทดลองวิทยาศาสตร์ทิ้งไว้ โธ่....ความไร้เดียงสาของพวกหลาน เกือบทำให้พวกเราตายหมด เออ....แย่มัน พ่อหลานๆ ชักซนหนักขึ้นทุกที"

ขณะนี้ เจ้าแห้วเดินจดๆ จ้องๆ เข้ามาในห้องโถง นันทาแลเห็นเข้าก็ร้องเรียก

"มานี่ เจ้าแห้ว"

นายแห้วชักใจไม่ดี เดินเข้ามาหานายสาวของเขา

"แกไปมุดหัวอยู่ไหนมา ปล่อยให้พ่อ ๔ คนนี่เอาลูกระเบิดของคุณหมอมาจุดเล่น หวุดหวิดจะตายไปตามกัน แกไปมุดอยู่ที่ไหน บอกฉันซิ"

เจ้าแห้วฝืนยิ้มอย่างยากเย็น

"รับประทานไม่ได้ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนครับ รับประทานผมไปส้วม พอเสร็จก็รีบมา"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ว่า "ทีหลังแกไม่ต้องส้วม แกมีหน้าที่เลี้ยงเด็ก ต้องคอยเฝ้าพ่อ ๔ คนนี่ตลอดเวลา เข้าใจไหม? "

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานถ้ามันเกิดปวดท้องล่ะครับ"

"ปวดก็อั้นไว้"

"รับประทานเผื่ออั้นไม่ไหว"

"นั่นเป็นเรื่องของแก แต่ถ้าแกทิ้งหลานของฉันให้ซุกซนอย่างนี้หรือได้รับอันตรายแล้ว แกจะต้องมีความผิด"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะปลอบใจตนเอง

"รับประทานหน้าที่นี้กระผมอยากจะขอเปลี่ยน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อมยิ้ม

"ถ้าเปลี่ยนหน้าที่แกก็ต้องเปลี่ยนบ้านที่อยู่ด้วย"

"อ้อ....รับประทานยังงั้นกระผมขอรับหน้าที่เป็นพนักงานเลี้ยงเด็กต่อไปตามเดิม"

ใครต่อใครพากันหัวเราะ ต่อจากนั้นแม่งามทั้ง ๔ ก็พาลูกของตนเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน เพื่ออาบน้ำอาบท่าให้และเปลี่ยนเครื่องแต่งกายใหม่

ความซนและความแก่นแก้วของพ่อหนูน้อยทั้ง ๔ นั้น นับวันก็ยิ่งทวีขึ้นตามลำดับ ทำให้คุณพ่อคุณแม่จะเป็นบ้าตายวันละหลายครั้ง เจ้าแห้วพี่เลี้ยงถึงกับจะกินยาตาย เพราะอิดหนาระอาใจพ่อสมนึกซึ่งเป็นหัวโจกและเป็นผู้นำคณะพรรคจอมซน

บ่ายวันหนึ่งเจ้าแห้วเผลอแพล้บเดียว พ่อเทวดาน้อยๆ ก็พากันออกไปเที่ยวนอกถนนใหญ่ ยืนมองดูยวดยานพาหนะซึ่งแล่นผ่านมา

พนัศกล่าวขึ้นว่า

"พวกเราใครมีสตางค์บ้างโว้ย"

สมนึกยกมือตบกระเป๋ากางเกง

"เรามีเยอะแยะ" พูดจบก็ล้วงกระเป๋าหยิบธนบัตรปึกหนึ่งออกมาไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ บาท "นี่ยังไงล่ะ ตะกี้นี้เห็นคุณพ่อนั่งนับแบ๊งก์อยู่ เลยขอมาฉีกเล่น"

ดำรงค์จุ๊ปาก ทำตาโต

"เอาเก็บเสียนึก เดี๋ยวใครมันเห็นเข้ามันจะจี้นึกแล้วแย่งเอาไปเลย"

สมนึกรีบเก็บใส่กระเป๋า

"จี้ยังงาย"

"เอามีดจ่อเอวนึกน่ะซี"

"ไอ๊ย่า น่ากลัวโว้ย" แล้วหันมาทางพนัศ "แกอยากกินขนมเหรอ ถามถึงสตางค์"

พนัศอมยิ้ม

"เปล่า กันอยากดูหนัง เมื่อวานคุณแม่พาพวกเราไปดูที่โอเดี้ยนมันสนุกจัง กันอยากดูอีก กันชอบลิงกับช้างของทาร์ซาน แล้วก็ชอบลูกทาร์ซานด้วย ซนเหมือนเราฮิ ไปกันไหมล่ะ"

นพพูดขึ้นทันที

"ไปซี แต่ไปทางไหนล่ะ"

พนัศว่า

"ไปทางไหนกันก็ไม่รู้ ให้ ๓ ล้อมันพาไปส่งก็แล้วกัน"

ดำรงค์ไม่เห็นพ้องด้วย

"ไม่เอาละ ตั้งไกล กลับมาถูกตีตายห่า ใครไปก็ไปเถอะ กันไม่ไปหร็อก ดีไม่ดีคนขี่ ๓ ล้อพาเราไปขายส่งไปเมืองจีนจะว่ายังไง"

สมนึกสะดุ้งชักใจไม่ดี

"เออ...จริงโว้ย ยังงั้นอย่าไปเลย เราเข้าไปในบ้านช่วยกันร้องไห้ดีกว่า ร้องสัก ๑ ชั่วโมง ใครถามก็บอกว่าอยากไปดูหนัง เท่านี้คุณพ่อหรือคุณแม่ก็ต้องพาเราไป"

คณะพรรคเห็นพ้องด้วย ก่อนที่จะเข้าบ้านนพแลเห็นเจ๊กขายเต้าหู้ทอดคนหนึ่งเดินผ่านมาก็นึกอยากกิน จึงพูดกับเพื่อนๆ

"เฮ้ย....กินเต้าหู้ทอดกันก่อนเถอะพวกเรา เจ๊กเดินมาโน่นเห็นไหม"

สมนึกพยักหน้า

"เออ...ดีแฮะ อยากกินมาหลายวันแล้ว กินไหมล่ะนัศ"

"กินก็กิน แต่ใครออกสตางค์ล่ะ"

พนัศถาม

สมนึกตบกระเป๋ากางเกง

"อั๊วเอง มากับเสี่ยตี๋ไม่ต้องวิตก เหมามันให้หมดหาบเลย"

เจ๊กขายเต้าหู้เดินเข้ามาใกล้ นพก็ร้องเรียก

"หยุดก่อนเจ๊ก"

อาเฮียเห็นการแต่งกายอย่างหรูหราของพ่อหนูน้อยก็รู้ว่าเป็นลูกคนมีเงิน จึงยิ้มแป้นวางหาบลงทันที

"ลื้อซื้อเท่าไหร่ อาหนู"

สมนึกมองดูเต้าหู้ทอด

"เอามา ๔ จานโว้ย จานละ ๑ บาท น้ำจิ้มอย่าให้เผ็ดนะ"

ดำรงค์เดินเข้ามายกมือเกาะแขนสมนึก

"กันไม่กินนะนึก"

"อ้าว ทำไมล่ะ"

ดำรงค์สั่นศีรษะ

"ของหาบเร่ ป๋าว่ามันสกปรก อหิวาต์กำลังชุกชุม ไม่ควรกิน"

นพพูดโพล่งขึ้นทันที

"คุณลุงดิเรกแกกลัวไม่เข้าเรื่อง ให้มันรู้ไปทีเถอะวะ ว่ากินเต้าหู้ทอดตาย กันฉีดวัคซีนแล้วไม่ต้องกลัว กินด้วยกันน่าดำรงค์"

ดำรงค์หัวเราะ

"กันไม่เคยกินของจุกจิก ท้องเสียผิดอนามัย"

นพชักฉิว

"ตามใจ ไม่กินกันกินกัน ๓ คนก็ได้"

แล้วนพก็หันไปทางเจ๊ก

"หั่นเร็วๆ โว้ยเฮีย เอาอันยาวๆ บ้างซี เออนั่นแหละ เอา ๓ จานเท่านั้นนะเฮีย"

๔ สหายทรุดตัวลงนั่งยองๆ ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างมองดูพ่อหนูน้อยด้วยความเอ็นดู ทั้ง ๔ คนแต่งกายเหมือนๆ กัน กางเกงขาสั้นสักหลาดสีขาว เสื้อเชิ๊ตแพรแขนยาวสีฟ้า มีสายโยงกางเกงทำด้วยแก้วของอเมริกันเพียงแต่สายโยงกางเกงราคาเส้นหนึ่งถึง ๔๕๐ บาทแล้ว

อีกสักครู่ เจ๊กก็นำเต้าหู้ทอดมาให้ ๓ สหายโจ้กันอย่างเอร็ดอร่อย พนัศกับนพใช้มือหยิบ สมนึกคนเดียวกินด้วยตะเกียบอย่างคล่องแคล่ว ดำรงค์หยิบกิ่งไม้เล็กๆ ขีดเขียนเลขบนถนน ใช้เวลาว่างหัดบวกเลข

ไม่ถึง ๑๐ นาที เต้าหู้ทอดก็หมดจาน นพขมวดคิ้วนิ่วหน้ามองดูเจ๊ก

"เฮ้ย เต้าหู้ทอดของลื้อทำไมมันขม ลื้อใส่อะไร"

อาเฮียหน้าตื่น

"เป่าน่อ ม่ายล่ายใส่"

นพทำหน้าเบ้

"ทำไมกินเข้าไปแล้วปวดท้องล่ะ โอย...ช่วยด้วยนึก"

พูดจบ นพก็ชักพราดๆ นัยน์ตาตั้งน้ำลายเป็นฟอง

๓ สหายตกใจไปตามกัน สมนึกผุดลุกขึ้นเอ็ดตะโรเจ๊กขายเต้าหู้

"ไม่ยอม ลื้อเอายาพิษใส่ให้เพื่อนอั๊วกิน"

อาเฮียอกสั่นขวัญแขวน คว้าหาบได้ก็รีบหนีไป ทิ้งถ้วยชามไว้ สมนึกกับพนัศช่วยกันประคองนพ ส่วนดำรงค์ยืนตะลึงทำหน้าจะร้องไห้

"นพ! นพโว้ย"

สมนึกร้องเรียกพลางเขย่าตัว

ลูกชายนิกรลืมตาโพลง

"เจ๊กเต้าหู้ทอดไปไหน? "

พนัศชี้มือไปข้างหน้า

"โน่น....เลี้ยวเข้าไปในตรอกทางขวามือนั่น แกเป็นอะไรไปนพ"

พ่อหนูน้อยลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามเสื้อกางเกง แล้วยิ้มให้เพื่อนเกลอทั้ง ๓

"เปล่ากันไม่ได้เป็นอะไรสักนิด อยากจะกินฟรีก็เลยทำลูกไม้แกล้งชักแหง็กๆ ให้เจ๊กมันตกใจหนีไป เป็นอันว่าพวกเราได้กินเต้าหู้ทอดฟรีแล้ว ไปโว้ยเข้าบ้านเราเถอะ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมๆ กัน ขณะนั้นเจ้าแห้ววิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากบ้าน พอแลเห็นพ่อหนูน้อยทั้ง ๔ เจ้าแห้วก็ถอนหายใจโล่งอก เดินเข้ามาหา

"รับประทานออกมานอกถนนอีกแล้ว ว้า...ตามหาเสียรอบบ้าน รับประทานกลับเข้าบ้านเถอะครับ ผมเป็นพี่เลี้ยงพวกคุณรับประทานเหนื่อยเหลือเกิน"

สมนึกค้อนเจ้าแห้ว

"ฉันไม่ได้ใช้ให้ตาแห้วมาเลี้ยงฉันนี่นะ"

"ถูกละครับ แต่คุณปู่ของพวกคุณรับประทานให้ผมเลี้ยง"

สมนึกล้วงกระเป๋าหยิบปึกธนบัตรออกมาส่งใบละ ๒๐ บาท ให้เจ้าแห้ว ๒ ฉบับ

"เอ้า....ให้แกเป็นค่าเหนื่อย"

เจ้าแห้วทำตาโตเท่าไข่ห่าน รับธนบัตรมาจากมือพ่อหนูน้อยโดยเร็ว ใบหน้าที่ไม่ใคร่จะยิ้มแย้มแจ่มใสก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแป้น

"โอ....คุณหนูเอาเงินมาจากไหนครับ"

สมนึกยักคิ้ว

"เอามาจากคุณพ่อฉันน่ะซิ นี่แห้ว แกพาพวกเราไปดูหนังหน่อยได้ไหม เราอยากไปดูทาร์ซานอีก"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ

"ไม่ได้หรอกครับ ประเดี๋ยวท่านเล่นงานผม คุณนพให้คุณแม่พาไปซิครับ"

"คุณแม่จะไม่ยอมพาไปน่ะซี เมื่อวานนี้พาไปดูมาหยกๆ "

พูดจบก็หันมาทางเพื่อนๆ

"ไปโว้ยเข้าบ้านเราดีกว่า หาเรื่องซนกันต่อไป"

ทั้ง ๔ คนเดินกลับเข้าบ้าน "พัชราภรณ์" เจ้าแห้วเดินตามหลัง นึกอธิษฐานในใจว่า ถ้าชาติหน้ามีจริงแล้ว ขอให้เขาได้เกิดเป็นลูก พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก เถิด พอขึ้นมาบนตึก ประภาก็โผล่ออกมาจากห้องโถงพอดี

"คุณป้าครับ"

นพร้องเรียกหล่อน

ประภายิ้มให้ลูกและหลานทั้ง ๓

"ไปไหนกันมาลูก"

ดำรงค์ว่า

"ไปเดินเล่นนอกถนนครับ"

ประภายกมือขวาทาบอก ลืมตาโพลง

"ตายจริง ออกไปทำไมกันหา? ประเดี๋ยวรถทับตาย" แล้วหันมาเล่นงานเจ้าแห้ว

"ทำไมแกปล่อยให้พ่อพวกนี้ออกไปนอกบ้าน"

เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

"รับประทานไม่ได้ปล่อยครับ แต่แกหนีผมออกไป"

"เอ เห็นจะต้องจ้างแขกยามตอนกลางวัน ๑ คน ม่ายยังงั้นลูกหลานของฉันคงต้องถูกรถทับตายวันหนึ่ง ม่ายก็คงถูกใครมันจับเอาตัวไปเอาค่าไถ่" พูดจบก็นำ ๔ เกลอน้อยๆ เข้าไปในห้องโถง

ประภาจัดแจงหาผลไม้ในตู้เย็นมาให้รับประทาน และนมสดอีกคนละขวด หล่อนนั่งมองดูลูกหลานด้วยความสุขใจยิ่ง

"คุณแม่นึกไปไหนล่ะครับ คุณอา"

สมนึกถามประภา

"อยู่ข้างบนจ้ะ คุณแม่กำลังช่วยคุณย่าจัดดอกไม้ อย่าขึ้นไปกวนใจเลย ประเดี๋ยวนอนกลางวันเสียทีนะจ๊ะ"

พนัศสั่นศีรษะ

"ไม่นอนละครับ หนูจะเล่นฟุตบอลกัน"

"เล่นที่ไหน"

"เล่นในห้องนี้แหละครับ"

"โอ๊ย ไม่ได้หร็อกหนู ข้าวของพังหมด"

"พังก็ซื้อใหม่ซีครับ"

ประภาหัวเราะ บ่นกับเจ้าแห้ว

"คุณพลไม่ควรซื้อฟุตบอลมาให้เลย แกคอยดูนะแห้ว กว่าลูกฟุตบอลจะเสีย ของในบ้านนี่ต้องแตกหักชำรุดเสียหายนับพันๆ ทีเดียว เฮ้อ...ขัดใจก็ร้องไห้ เมื่อเช้าอยากได้รถแข่งคนละคัน ร้องไห้เสียพักเดียว คุณย่าต้องพาไปซื้อให้ ถ้าเป็นลูกคนจนๆ จะทำยังไงกัน"

เจ้าแห้วว่า

"รับประทานถ้าเป็นลูกคนจน ก็ถูกหักคอตายนานแล้วละครับ"

ประภาชักฉิว

"พูดบ้าอย่างแกน่ะซี ลูกทั้งคนใครจะฆ่าได้"

แล้วหล่อนก็ลุกขึ้นยืน

"แกต้องคอยเอาใจใส่ อย่าให้แกซุกซนเสียข้าวของและอย่าให้ออกไปนอกถนน เข้าใจไหมล่ะ แล้วก็ตามใจแกหน่อย อย่าให้ร้องไห้ ฉันรำคาญคุณพ่อท่านบ่น"

ประภาเดินขั้นบันไดไปชั้นบน ทิ้งเจ้าแห้วกับพ่อหนูน้อยไว้ สมนึกพูดกับเจ้าแห้ว

"ตาแห้ว เราจะเล่นฟุตบอล ไปเอาฟุตบอลมาให้ฉันทีเถอะ"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานเล่นที่นี่หรือครับ"

"เออ"

"ลงไปเล่นในสนามหน้าตึกดีกว่ากระมังครับ เล่นที่นี่เดี๋ยวข้าวของแตก"

สมนึกร้องไห้โฮ

"ไม่เอา ฉันจะเล่นที่นี่ ฮือๆๆๆ "

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง รีบโบกมือ

"รับประทานอย่าร้องไห้ครับ จะเล่นในห้องนี้หรือจะเล่นบนกระบาลผมก็เต็มใจ ผมจะไปเอาลูกฟุตบอลมาให้เดี๋ยวนี้"

ตานพแกล้งส่งเสียงตะโกนลั่นห้อง

"คุณตาครับ เจ้าแห้วเขกกระบาลหนู"

เจ้าแห้วใจหายวาบ

"อ้าวๆ คุณหนู รับประทานอยู่ดีๆ หาเรื่องให้ผมรับประทานเท้า เจ้าคุณท่านได้ยินเข้าคิดว่าผมเขกหัวคุณหนูเข้าจริงๆ รับประทานท่านก็ลงมากระทืบผมเท่านั้น"

พ่อนพกลับตะโกนดังขึ้นอีก

"คุณตาครับ เจ้าแห้วว่าหนูช่างฟ้องจะกระทืบหนู"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก พูดพึมพำกับตัวเอง

"ไม่ไหวโว้ย ประเดี๋ยวพ่อฆ่าตัวตายเสียเลย" แล้วเขาก็ผลุนผลันเดินออกไปจากห้อง สักครู่หนึ่งก็ถือลูกฟุตบอลขนาดย่อมเดินเข้ามา ฟุตบอลลูกนี้ทำด้วยหนังชนิดอ่อน มียางนอกยางในพร้อม รูปลักษณะคล้ายคลึงกับฟุตบอลขนาดใหญ่

เจ้าแห้วส่งลูกฟุตบอลให้พนัศ

"นี่ครับ รับประทานเชิญเล่นกันตามสบายเถอะครับ คุณพ่อ"

พนัศหัวเราะ หันมาทางเพื่อนเกลอของแก

"อยู่กันคนละมุมห้อง พวกเรา โน่น....นพไปอยู่ทางนั้น ดำรงค์มาทางนี้ สมนึกไปทางโน้นใครเตะโดนกรอบรูปคุณปู่แตกคนนั้นชนะ"

๔ พระหน่อหัวเราะต่อกระซิกอย่างสนุกสนาน แยกย้ายกันไปอยู่คนละมุมห้อง ครั้นแล้วการเตะฟุตบอลก็เริ่มต้นโดยลูกชายของพล เสียงตึงตังโครมครามดังลั่นบ้าน แจกันแก้วเจียรนัยซึ่งวางอยู่บนหลังเปียนโนแตกกระจาย กระจกตู้ใส่เครื่องถ้วยชามแตกเพล้ง ด้วยการเตะอันรุนแรงของสมนึก พัดลมกลางเพดานห้องสั่นสะเทือนหลายครั้ง

ครั้งหนึ่งลูกบอลถูกพนัศเตะลอยละลิ่วกระทบกรอบรูปซึ่งบรรจุรูปถ่ายเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อย่างถนัด กรอบรูปหล่นลงมาแตก นพ สมนึก กับดำรงค์ตบมือลั่นให้เกียรติยศพนัศ

"เก่งมาก นัศ"

สมนึกพูดพลางหัวเราะพลาง

"นัศชนะแล้ว ตานี้เอาใหม่ กรอบรูปคุณลุงพลกับคุณป้านันทาบนหน้าต่าง ใครเตะแตกคนนั้นชนะ"

การเตะฟุตบอลดำเนินต่อไป เจ้าแห้วนั่งเหยียดแข้งเหยียดขามองดูด้วยความอิดหนาระอาใจ พล นิกร กิมหงวน พากันเดินลงบันไดมาจากข้างบนอย่างรีบร้อน หยุดยืนบนขั้นพักบันไดมองดูลูกหลานของตน

"เฮ้ย! " เสี่ยหงวนเอ็ดตะโร

"หยุดโว้ย หมด...ข้าวของบรรลัยหมดแล้ว ทำไมแกปล่อยให้เล่นอย่างนี้เจ้าแห้ว"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"รับประทานปล่อยให้เล่นยังงี้ ยังหาเรื่องปรักปรำกล่าวโทษผมเลยครับ ร้องตะโกนให้ลั่นบ้าน หาว่าผมเขกหัวบ้าง จะกระทืบบ้าง รับประทานล้วนแต่ทำให้ผมถูกพวกคุณเตะทั้งนั้น"

พลยกมือชี้หน้าจอมซนทั้ง ๔

"หยุด! เล่นยังงี้ใช้ได้เรอะ ประเดี๋ยวเฆี่ยนตายเลย ข้าวของแตกหมด เห็นไหม? "

สมนึกหัวเราะ

"เห็นครับ แจกันก็แตก กรอบรูปก็แตก"

พลอดหัวเราะไม่ได้ หันมาทางกิมหงวน

"เจ้า ๔ คนนี่มันลูกลิงหรือลูกคนวะหงวน"

อาเสี่ยถอนหายใจหนักๆ

"ลูกลิงโว้ย"

สมนึกยิ้มแป้น

"อ้อ....เตี่ยเป็นลิงหรือครับ"

กิมหงวนทำคอย่น วิ่งลงบันไดมาทำท่าเหมือนจะเตะลูกชายให้คอขาด แต่แล้วก็ก้มลงจูบศีรษะพ่อหนูน้อยด้วยความรัก

"อย่าซนนักซีลูก คุณปู่กับคุณย่าท่านระอาพวกเจ้าเต็มทนแล้ว ขืนซนนักพ่อจะส่งไปอยู่โรงเรียนอีก ไปลงไปเล่นกันทางหลังตึก แดดร่มแล้ว มีอย่างที่ไหนเล่นฟุตบอลบนบ้าน"

๔ เกลอน้อยๆ มองดูหน้ากัน

"ไปโว้ย พวกเรา" นพพูดยิ้มๆ

พนัศว่า "เล่นฟุตบอลไม่สนุกหร็อก เล่นอย่างอื่นดีกว่า"

"เล่นอะไรดีล่ะ"

สมนึกถาม

พนัศนิ่งอึ้งอยู่สักครู่ แล้วกระซิบกระซาบกับเพื่อนเกลอของแก

"ไปเล่นเรือที่สระหลังบ้านก็แล้วกัน"

สมนึกตบมือหัวเราะชอบใจ

"เออ....สนุกดีโว้ย"

page44444444444444444444

กิมหงวนกล่าวถามพ่อหนูน้อย

"กระซิบอะไรกันวะ เจ้านัศ"

พนัศขมวดคิ้วย่น

"ไม่ใช่เรื่องของผู้ใหญ่หรอกครับ"

แล้วแกก็กระซิบบอกดำรงค์

"ไปเล่นเรือกันเถอะ"

ดำรงค์พยักหน้าช้าๆ

"ออไร๋"

นพพูดโพล่งขึ้น

"กระซิบเรื่องอะไรกัน บอกให้นพรู้บ้างซี"

สมนึกกระซิบบอกนพ ครั้นแล้วพ่อเทวดาทั้ง ๔ ก็พากันเดินออกไปจากห้องโถง คุณพ่อทั้ง ๓ สั่นศีรษะไปตามกัน

"แย่มัน" นิกรพูดยิ้มๆ

"ไม่ช้าพวกเราคงเป็นบ้า ถ้ามันขืนซนกันอย่างนี้เห็นจะต้องจับมัดเสียบ้าง" แล้วเขาก็พูดกับเจ้าแห้ว

"เฮ้ย...ยืนเซ่ออยู่ทำไมวะ เก็บกวาดเศษกระจกและข้าวของที่มันแตกหักเอาไปทิ้งเสีย แล้วรีบออกไปคอยดูลูกๆ ของพวกข้า เอาใจใส่หน่อยเถอะวะ สิ้นเดือนนี้ข้าจะเรียนคุณอาให้ขึ้นเงินเดือนให้แกอีก ๒ บาท"

เจ้าแห้วแยกเขี้ยว

"รับประทานลำบากนักก็อย่าขึ้นเลยครับ ผมได้เดือนละ ๑๐๐ บาทดีแล้ว เพิ่มอีก ๒ บาท เป็นเศษลำบากเปล่าๆ "

นิกรหัวเราะ ๓ สหายพากันขึ้นไปชั้นบน เจ้าแห้วสั่นศีรษะช้า แสดงความอิดหนาระอาใจ และกลุ้มใจเหลือที่จะกล่าว ตลอดวันเขาไม่มีเวลาพักผ่อนเลย ต้องคอยเอาใจใส่ติดตามพ่อหนูน้อยทั้ง ๔ ตั้งแต่เช้าจนค่ำ

พนัศ นพ สมนึกและดำรงค์ ปรากฏตัวขึ้นที่เรือนพักร้อนริมสระน้ำหลังบ้าน สระน้ำนี้กว้างประมาณ ๖๐ เมตรและยาวไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ เมตร กลางสระมีเกาะเล็กๆ ปลูกพันธุ์ไม้ดอกนานาชนิด น้ำในสระใสแจ๋ว เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เลี้ยงปลาเทโพและปลาสวายไว้มาก

เรือบต ๒-๓ ลำจอดอยู่ที่บันไดศาลาพักร้อน เรือเหล่านี้สำหรับคณะพรรค ๔ สหาย พายเล่นในเวลาว่างตอนเย็น พนัศชี้มือไปที่เรือบตทาสีขาวลำหนึ่ง

"ลงเรือลำขาวเถอะโว้ย พวกเราพายไปเก็บดอกไม้บนเกาะเอามาให้คุณย่า"

สมนึกเห็นพ้องด้วย

"เอาซี ลงเรือเร็วๆ เถอะ เดี๋ยวเจ้าแห้วมันมาไม่ได้เล่นกัน"

ดำรงค์ยกมือจับแขนพนัศ มองดูความกว้างขวางของสระอย่างกลัวๆ

"ถ้าเรือล่มเราก๊อซี้บ้องเซ๊กเท่านั้น กันไม่เล่นละ กันนั่งอยู่ที่นี่ดีกว่า กลัวเรือล่ม"

พนัศว่า "ไม่ล่มน่า เรือมันใหญ่ คุณพ่อกับคุณอา ๒ คนลงไปยังไม่ล่มนี่นา ขี้ขลาดไปได้"

ดำรงค์ยิ้มแหยๆ

"อือ กันกลัวจมน้ำตาย"

สมนึกดุลูกชาย ดร. ดิเรก

"แกมันตาขาวนัก เรือล่มเราก็เกาะเรือไว้กลัวอะไร ไม่เล่นก็อย่าเล่นตามใจ นั่งรออยู่นี่เถอะ"

นพยกมือตบบ่าดำรงค์

"ไม่ต้องกลัวน่า ตายเป็นตายซีวะ"

ดำรงค์สั่นศีรษะ

"ตายแล้วมันหายใจไม่ออก แล้ว แล้วกินขนมไม่ได้"

พนัศ นพ กับสมนึก ช่วยกันคะยั้นคะยอให้ดำรงค์เล่นเรือด้วย แต่พ่อหนูน้อยปฏิเสธ ดังนั้น ๓ สหายจึงพากันลงเรือสนุกสนานกันตามประสาทารก หารู้ไม่ว่าถ้าเรือล่มแกจะต้องตาย เพราะว่ายน้ำไม่เป็น

นพนั่งหัวเรือ พนัศนั่งกลางเรือ สมนึกอยู่ท้าย นพแก้เชือกที่ผูกเรือออก ทั้ง ๓ คนช่วยกันเอามือวักน้ำต่างพาย หัวเราะต่อกระซิกกันอย่างสนุกสนาน เรือบตน้อยๆ ห่างออกไปจากฝั่งทุกที

ปลาสวายตัวหนึ่งคงจะตกใจ มันกระโดดโผงขึ้นมาขึ้นมาบนเรือ นพ พนัศ กับสมนึกใจหายวาบ

"วุ้ย! ตายห่า"

นพร้องลั่น

"ปลาอะไรโว้ย"

ปลาสวายดิ้นรนหาอิสรภาพ พ่อหนูน้อยทั้ง ๓ ก็ระส่ำระสายกลัวปลาจะชนแก นี่เองเป็นเหตุให้เรือเอียงวูบ น้ำเข้าเกือบเต็มลำ กราบเรือสูงจากระดับน้ำเพียงครึ่งนิ้วฟุต

ดำรงค์นั่งดูอยู่บนศาลาพักร้อน ผุดลุกขึ้นยืนด้วยความวิตกเป็นทุกข์ กลัวเรือล่ม เพื่อนๆ จะจมน้ำตาย

"นั่งนิ่งๆ " ดำรงค์ตะโกนบอก "อย่ากระดุกกระดิกเดี๋ยวเรือล่ม ช่วยกันเอามือวิดน้ำออกโว้ย"

๓ พระหน่อ อกสั่นขวัญแขวน นพทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ทำยังไงดีล่ะนึก โอ๊ย....น้ำเข้ามาอีกแล้ว"

สมนึกพูดเร็วปรื๋อ

"นั่งนิ่งๆ ซี" แล้วแกก็หันมาตะโกนบอกดำรงค์ "เร็ว....ไปตามคุณพ่อกับคุณอามาช่วยเร็ว"

ดำรงค์พยักหน้า หมุนตัวกลับวิ่งออกไปจากศาลาพักร้อนตรงไปที่ตึกใหญ่ ปากก็ตะโกนเรียกใครต่อใครเสียงลั่น

อีกสักครู่หนึ่ง

คณะพรรค ๔ สหาย และคนใช้ชายหญิงของบ้าน "พัชราภรณ์" ก็พากันวิ่งมาที่สระน้ำ ทุกคนเต็มไปด้วยความเป็นห่วงพ่อหนูน้อยทั้ง ๓ พล นิกร กิมหงวน ดร. ดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งมาเป็นพวกแรก พวกที่ ๒ คือ คุณหญิงวาด เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และเจ้าแห้ว พวกที่ ๓ นันทา นวลลออ ประภาและประไพ พวกสุดท้ายคือคนใช้ชายหญิงเสียงเอะอะเอ็ดตะโรราวกับเกิดเพลิงไหม้ โกลาหลอลหม่านไปทั่วบ้าน

๔ สหายมาถึงสระน้ำก็ใจหายวาบ เรือบตสีขาวคว่ำอยู่ในน้ำแลเห็นแต่ท้องเรือ กระดานในเรือหลายแผ่นลอยอยู่ข้างๆ

โดยไม่ต้องปรึกษาหารือกัน พล นิกร กิมหงวน และ ดิเรก ต่างพุ่งหลาวลงไปในน้ำ ว่ายมาที่เรือลำนี้โดยเร็ว ต่างคนต่างดำค้นหาลูกหลานของตน

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด และเจ้าแห้ววิ่งมาถึงสระก็ห้ามล้อพรืด แต่ห้ามล้อของเจ้าแห้วไม่สู้จะดีนักจึงยั้งไม่ทัน หล่นตูมลงไปในสระ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เห็น ๔ สหายดำผุดดำว่าย และเห็นเรือบตล่มก็รู้ทันทีว่าหลานๆ ของท่านกำลังจมน้ำ

"คุณหญิง" ท่านพูดโดยเร็ว "โดดลงไปช่วยงมหลานเถอะ"

คุณหญิงวาดสั่นศีรษะ

"ดิฉันว่ายน้ำไม่เป็น โอ๊ย....เป็นลมดีกว่า" พูดจบคุณหญิงก็ล้มลงบนพื้นดิน

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กระโดดลงไปในสระ ในท่าทิ้งมะพร้าว ในเวลาไล่ๆ นันทา นวลลออ ประภา และประไพ ก็กระโดดลงไปในสระในท่าทางต่างๆ กัน ทุกคนช่วยกันดำค้นหาพ่อเทวดาทั้ง ๓ พวกคนใช้ชายหญิงกระโดดตามลงไปด้วย ภายในสระแลเห็นศีรษะใครต่อใครลอยเต็มไปหมด

พนัศ นพ กับสมนึก หาได้รับอันตรายอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ หลังจากดำรงค์วิ่งไปที่ตึก ๓ พระหน่อก็ช่วยกันใช้มือวักน้ำเบาะๆ พาเรือมาจนถึงเกาะกลางน้ำ แล้ว ๓ คนก็ขึ้นไปบนเกาะ ช่วยกันล่มเรือเสีย เพื่อหลอกลวงให้ใครๆ คิดว่าแกจมน้ำ แล้วทั้ง ๓ ก็หลบซ่อนตัวอยู่ตามซอกหินซึ่งก่อไว้เป็นรูปภูเขา มีน้ำพุอยู่บนยอดเขา

เมื่อเห็น คุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณลุง คุณอา คุณน้า กับพวกคนใช้ชายหญิงว่ายน้ำอยู่เต็มสระ ลิงเล็กๆ ทั้ง ๓ ตัว ก็ลุกขึ้นจากที่กำบังมองดูอย่างสนุกสนานตบมือหัวเราะชอบใจไปตามกัน

กิมหงวนดำน้ำจนตาแดง เหนื่อยแทบจะขาดใจตาย ครั้งหนึ่งเขาโผล่ขึ้นมาพ้นน้ำ พร้อมๆ กับดิเรก

"พบบ้างไหม? " อาเสี่ยถาม

นายแพทย์หนุ่มสั่นศีรษะ

"ไม่พบโว้ย มายก๊อด ลูกๆ ของพวกแกตายแน่ๆ "

ต่างคนต่างดำลงไปอีก กิมหงวนจิกผมใครคนหนึ่ง ลากขึ้นมาบนผิวน้ำ เข้าใจว่าเป็นลูกหลานของเขา แต่แล้วก็กลายเป็นนิกร จึงดำลงไปในน้ำอีก

เจ้าแห้วตาไวแลเห็น พนัศ นพ สมนึกยืนอยู่บนเกาะ เขาก็ร้องเอ็ดตะโร

"รับประทานได้ตัวแล้วครับ โน่น อยู่บนเกาะ"

ไม่ต้องสงสัยว่า บรรดาวงศาคณาญาติจะเดือดดาลสักเพียงใด พล นิกร กิมหงวนว่ายมาที่เกาะกลางน้ำ อาเสี่ยยกมือชี้หน้าลูกชายของเขา

"แก แกซนมาก แล้วยังต้มพ่ออีก ต้องตีให้ลายพร้อยทั้งตัว"

สมนึก ยกผ้าเช็ดหน้าสีขาว ซึ่งผูกติดกับกิ่งไม้กิ่งหนึ่ง ชูขึ้นเหนือศีรษะโบกไปมาเป็นสัญญาณยอมแพ้โดยไม่มีเงื่อนไข

๔ สหายขึ้นมาบนเกาะ ส่วนคนอื่นๆ ว่ายกลับไปขึ้นที่ศาลาพักร้อน เหน็ดเหนื่อยไปตามกัน พลก้มลงหยิบกิ่งไม้เล็กๆ กิ่งหนึ่ง วิ่งเข้าไปหาพ่อหนูน้อยทั้ง ๓ ยกขึ้นหวดลงไปที่ก้นโดยไม่เลือกหน้า แต่ตีพนัศแรงมากกว่าเพื่อน

พนัศ นพ กับสมนึก ร้องไห้จ้า

"กลัวแล้ว กลัวแล้วครับคุณลุง กลัวแล้วครับ คุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนหอบแฮ่กๆ อยู่บนศาลาแลเห็นพลรุนแรงกับพนัศ ท่านเจ้าคุณก็ตะโกนด่า

"เฮ้ย เฆี่ยนมันทำไมโว้ย อ้ายบ้า....เด็กตัวเท่านี้ตีได้ตีเอา"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เต้นก๋า

"อ้ายพล อย่าเฆี่ยนหลานข้า"

พลไม่ยอมฟังเสียง หวดควับๆ ด้วยความโมโห เจ้าคุณทั้ง ๒ มองดูหน้ากันแล้วพุ่งหลาวลงน้ำว่ายมาที่เกาะเพื่อจะเล่นงานพล แต่พอเห็นพลหยุดเฆี่ยน ก็ว่ายน้ำกลับมา

ต่อจากนั้น คุณหญิงวาดซึ่งพึ่งฟื้นจากเป็นลมก็สั่งให้คนใช้นำเรือ ๒ ลำ ไปรับหลานๆ ของท่านกลับ พล นิกร กิมหงวนกับ ดร. ดิเรก ช่วยกันกู้เรือบตลำนั้น ผูกไว้ที่เกาะแล้ว ๔ สหายก็ว่ายน้ำกลับมา

อนุชนวิทยา มีกำหนดปิดการเรียนภาคปลายปีเพียง ๒ สัปดาห์เท่านั้น พรุ่งนี้ก็ถึงกำหนดโรงเรียนเปิด พ่อหนูน้อยทั้ง ๔ จะต้องถูกส่งตัวไปโรงเรียน ตอนเช้าพรุ่งนี้เวลา ๘ น.

๒ อาทิตย์ไม่ใช่เวลาช้านานนัก แต่เจ้าแห้วรู้สึกว่ามันนานราวกับ ๑ กัปป์แสนกัลป์ เขาคิดว่าเขาทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำตลอดวัน ยังสบายใจดีกว่าเป็นพี่เลี้ยง ๔ พระหน่อนี้ ดุก็ไม่ได้ ว่าก็ไม่ได้ ขัดใจก็ไม่ได้ ต้องคอยติดตามพิทักษ์รักษาทุกเวลาราวกับเงาตามตัว วงศาคณาญาติล้วนแต่คอยให้ท้ายเด็ก เว้นแต่คุณพ่อของแกที่ไม่ยอมตามใจจนเกินควร

วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว ที่จะได้อยู่บ้าน พนัศ นพ สมนึกและดำรงค์จึงซุกซน สนุกสนานกันเต็มที่แบบเสือสั่งป่า พวกคุณแม่ช่วยกันตระเตรียมเสื้อผ้า เครื่องใช้ไม้สอยไว้ให้ตลอดจนหนังสือเรีนย

คนใช้ชายหญิงของบ้าน "พัชราภรณ์" ต้องเหนื่อยอีกครั้งหนึ่ง เพราะค่ำวันนี้ท่านผู้ใหญ่จะมีการกินเลี้ยงส่งพ่อหนูน้อยทั้ง ๔ เป็นการไว้อาลัย งานนี้เด็กๆ ลูกผู้ดีข้างบ้าน ในราว ๑๐ คนได้รับเชิญมาร่วมการกินเลี้ยงดู และจะมีภาพยนตร์พูดให้ชม ๑ จอ ซึ่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้จ้างเหมาเขามาฉายให้หลานๆ ท่านชม เป็นภาพยนตร์การ์ตูนระบายสีล้วนๆ

เย็นวันนั้นเอง

พนัศ นพ สมนึกและดำรงค์ เล่นว่าวกันอยู่ทางหลังตึก พ่อหนูน้อยโปรดปรานการเล่นว่าวยิ่งนัก ต่างมีว่าวอีลุ้มคนละตัว ด้ายคนละกลุ่ม ตามต้นไม้ต่างๆ ทางทิศเหนือของบ้าน "พัชราภรณ์" มีว่าวติดขาวพรืดเต็มไปหมด ประมาณค่าว่าวและด้ายในราว ๑๐๐ บาทเศษ ตั้งแต่เริ่มเล่นมาเจ้าแห้วเป็นคนเอาข่าวขึ้นให้ เมื่อขึ้นแล้วก็มอบให้เจ้าของว่าวชัก ว่าวของใครคนนั้นก็ชักเล่น แล้วไม่ช้าก็โฉบลงยอดไม้บ้าง ติดรางน้ำฝนบนหลังคาตึกบ้าง ผลที่สุดเจ้าแห้วต้องวิ่งออกไปหน้าบ้านซื้อมาให้ใหม่ เจ้าแห้วมีผลกำไรจากการซื้อว่าววันละหลายบาท ว่าวตัวหนึ่งราคา ๑ บาท ๕๐ สตางค์ แต่เจ้าแห้วไปขอเบิกเงินซื้อในราคาตัวละ ๓ บาท เบิกที่ใครก็ได้คล่องๆ เจ้าแห้วพยายามยุให้พ่อหนู คว้าว่าวติดยอดไม้บ่อยๆ

เมื่อตอนกลางวัน ฝนต้นฤดูตกลงมาเพียงเล็กน้อย ทำให้ลมสงบเงียบ อากาศร้อนอบอ้าวขึ้น เจ้าแห้วหมดปัญญาไม่สามารถจะนำว่าวขึ้นได้ จึงให้พ่อหนูน้อยชักกันเล่นตามลำพัง แล้วเจ้าแห้วก็นั่งดูอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นมะม่วงหนักเข้าก็นอนดู ในที่สุดเจ้าแห้วก็ม่อยหลับไป

พนัศ นพ สมนึกและดำรงค์ วิ่งชักว่าวจนอ่อนใจ ว่าวก็ไม่ขึ้น ๔ สหายน้อย ต้องนั่งพักผ่อนม้วนด้ายเก็บว่าวของตนไว้

"ลมมันไม่มีเสียเลย" สมนึกพูดอย่างหัวเสีย "เราจะได้เล่นว่าวเพียงวันนี้เท่านั้น พรุ่งนี้ก็ต้องกลับโรงเรียนแล้ว"

นพพยักหน้าหงึกๆ

"นั่นน่ะซี เสียดายจัง ปลุกตาแห้วลุกขึ้น รึให้แกลองเอาว่าวขึ้นให้เรา"

ดำรงค์สั่นศีรษะ

"ลมมันไม่มี ใครๆ ก็ชักไม่ขึ้น"

พนัศนึกอะไรขึ้นมาได้ก็ยิ้มแป้น พูดกับเพื่อนเกลอทั้ง ๓

"เราหนีไปเที่ยวสนามหลวงกันดีไหม เอาว่าวไปเล่นที่นั่น ลมมันแรงดีกว่าที่บ้านเรา"

คราวนี้ ๓ สหายเห็นพ้องด้วยทันที

"เออ ดีแฮะ" ดำรงค์พูดพลางหัวเราะพลาง "ไปกันยังไงล่ะ"

นพว่า "หนีออกไปทางประตูข้างบ้าน ออกนอกถนนใหญ่ ขึ้นรถสามล้อไป"

พนัศอมยิ้ม

"ดีแล้ว ไปกันเหอะพวกเรา เจ้าแห้วตื่นขึ้นมาเป็นไม่ได้ไปแน่ อู เราไม่มีเงินขึ้นรถสามล้อ นึกมีไหมล่ะ"

สมนึกขมวดคิ้วย่น ยกมือตบกระเป๋า

"ไม่มีหร็อก เมื่อเช้าคุณพ่อให้ฉีกเล่นปึกหนึ่ง คุณแม่แย่งเอาไปเก็บหมดแล้ว ว้า ไม่มีสตางค์เราก็ไปไม่ได้"

นพจุ๊ปากแล้วโบกมือ

"ไม่ต้องกลัว กันจะหาให้ พวกเรารออยู่นี่ก่อนนะ"

สมนึกทำหน้าตื่น

"นพจะไปเอาที่ไหน"

นพหัวเราะน่าเอ็นดู มองซ้ายมองขวาแล้วพูดเบาๆ

"ถมเถไป ค้นดูตามกระเป๋าเสื้อ คุณพ่อและคุณอา กันจะไปขโมยเอามาเดี๋ยวนี้"

ดำรงค์พูดขัดขึ้น

"ไม่ดีน่า เดี๋ยวจับได้แกเฆี่ยนแย่ คุณครูสอนว่าคนขโมยเป็นคนเลว"

นพตวาดแว๊ด

"ก็อยากไปเที่ยวสนามหลวงนี่หว่า ขโมยของคุณพ่อของคุณอาเป็นอะไรไป" พูดจบ ลูกชายนิกรก็ลุกขึ้นยืนยิ้มให้เพื่อน วิ่งตื๋อตรงไปยังตัวตึก

๓ พระหน่อนั่งรอด้วยความกระวนกระวายใจ กลัวเจ้าแห้วจะตื่นขึ้นทำให้เสียพิธีไปไหนไม่ได้ แต่เจ้าแห้วมีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาเลย

ในราว ๕ นาที นพก็วิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาเพื่อนเกลอของแก ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เพื่อนๆ ถือกระป๋องด้ายและว่าวลุกขึ้นยืน อยากรู้ผลงานของนพ

"ได้ไหมนพ" สมนึกถาม

ทายาทของอ้ายเสือมือกาวพยักหน้า ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรปึกหนึ่งออกมา มีธนบัตรใบละร้อยบาท ๕..๖ ฉบับ และใบละยี่สิบบาท....สิบบาทอีกหลายฉบับ

"นี่ไงล่ะ แยะเชียว พอค่ารถสามล้อและค่าขนม เราต้องกินขนมกันให้จ้ำบ๊ะเลย ขนมที่สนามหลวงมีเยอะแยะ วันนั้นคุณแม่พาพวกเราไปไม่ยอมซื้ออะไรให้กินเราไปกันเอง เราต้องกินกันให้เต็มที่"

๓ สหายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน

"นพขโมยของใคร? " พนัศถาม

"ของคุณตากันน่ะซี" แกหมายถึงเจ้าคุณปัจจนึกฯ "คุณตาแขวนเสื้อไว้ที่เก้าอี้ในห้องของท่าน กันเข้าไปหยิบเอามาหวานๆ มีอยู่เท่าไรเอามาหมด ฮิ ฮิ คุณตารู้ว่าเงินหายโมโหตายห่า" พูดจบก็เก็บธนบัตรใส่กระเป๋า

สมนึกมองไปทางเจ้าแห้ว ซึ่งกำลังนอนหลับกรนฟี้อยู่ใต้ต้นมะม่วง

"ไปโว้ยพวกเรา ขืนร่ำไรเดี๋ยวเจ้าแห้วตื่น"

แล้วสมนึกก็เดินนำหน้าพาพรรคตรงไปที่ประตูรั้วข้างบ้านพัชราภรณ์ ซึ่งเปิดออกตรอกเล็กๆ ข้างบ้าน และตรอกนี้มีห้องแถวชั้นเดียวและสองชั้นปลูกเรียงราย เป็นห้องแถวของท่านเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทั้งนั้น

๔ สหายหยุดยืนที่ประตูรั้ว สมนึกมองซ้ายมองขวา ถอดกลอนเปิดประตูออก ทุกคนรีบออกไปให้พ้นประตูเดินผ่านหน้าห้องแถว พวกที่เช่าห้องเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กำลังนั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่หน้าห้อง พอแลเห็นพ่อหนูน้อย ต่างก็มองดูเป็นตาเดียว ทุกๆ คนรู้ดีว่าพ่อหนูน้อยทั้ง ๔ เป็นลูกท่านหลานเธอในบ้านนี้

ชายชราคนหนึ่งกล่าวถามขึ้น

"จะไปไหนกันครับ ออกมานอกบ้านทำไมครับ"

สมนึกหยุดยืนเท้าสะเอว มองดูชายชราแล้วหัวเราะ

"ไปสนามหลวงจ้ะลุง เราจะไปเล่นว่าวกัน"

ลุงแก้วหน้าตื่น ลืมตาโพลง

"คุณหนูจะไปกันตามลำพัง ๔ คน เท่านี้หรือครับ"

พนัศตอบแทนเพื่อน

"จ้ะ หนูจะขึ้นสามล้อไปกัน"

ลุงแก้วสะดุ้ง

"โอ๊ยโย่ ไปไม่ได้หร็อกครับ คุณหนู เดี๋ยวคนมันจับเอาไปขาย"

นพหัวเราะ

"หนูไม่กลัวหร็อก พวกหนูกินขนมเก่ง ไม่มีใครซื้อหร็อก" แล้วก็พูดกับเพื่อนของแก "ไปโว้ยพวกเรา"

คณะพรรค ๔ เกลอน้อยๆ พากันเดินออกไปจากตรอกข้างบ้านอย่างรีบร้อน ชายชราและชาวห้องแถวกลุ่มนั้นมองตามจนลับตา ผู้หญิงกลางคนๆ หนึ่งพูดกับชายชราโดยเร็ว ด้วยความเป็นห่วงพ่อหนูน้อย

"น้าแก้ว ไม่ได้การเสียแล้วละน้า คุณหนูจะไปยังไงกันก็ไม่รู้ น้าเข้าไปกราบเรียนท่านเจ้าคุณเถอะ ขืนไปกันตามลำพังต้องมีอันตรายแน่ๆ "

"นั่นน่ะซี" แล้วลุกแก้วก็ลุกขึ้นยืน "ต้องเข้าไปเรียนท่านเดี๋ยวนี้"

ชายชราพาตัวเดินเข้าไปในบ้าน "พัชราภรณ์" พอผ่านประตูรั้วเข้ามา เจ้าบ๊อบสุนัขเกรเฮาด์ตัวใหญ่ ซึ่งนอนอยู่บนสนามหญ้าก็ลุกขึ้นยืนทำตาเขียวจ้องมองดูลุงแก้ว แล้วเห่าลั่น

"ฮ้ง! ฮ้งๆ "

ลุงแก้วถอยหลังกรูด ตะโกนร้องเรียกเจ้าแห้ว

"พ่อแห้ว! พ่อแห้วเอ๊ย! "

เจ้าแห้วแว่วเสียงคนร้องเรียกกับเสียงสุนัขเห่าก็ตกใจตื่น ลืมตาโพลง รีบกวาดสายตามองไปรอบๆ พอแลเห็นลุงแก้วเขาก็ตวาดอ้ายบ๊อบ

"เฮ้ย อ้ายบ๊อบ พวกเดียวกันโว้ย ไม่ต้องเห่า"

เจ้าบ๊อบพยักหน้าหงึกๆ ล้มตัวลงนอนต่อไป ชายชราเดินจดๆ จ้องๆ ด้วยความหวาดกลัวเจ้าบ๊อบ เดินตรงเข้าไปหาเจ้าแห้ว

"พ่อแห้วเป็นพี่เลี้ยงพวกคุณแดงใช่ไหม"

เจ้าแห้ววางท่าให้ผึ่งผาย ยกขาขึ้นนั่งไขว่ห้าง

"ถูกแล้วลุง ฉันเป็นผู้พิทักษ์คุณหนูทั้ง ๔"

"อ้อ ถ้าเช่นนั้นมีข่าวดีที่จะบอกให้พ่อแห้วรู้"

เจ้าแห้วหูผึ่ง ลืมตาโพลง

"ข่าวดีอะไร ลุงแก้ว"

ชายชราหัวเราะ

"ข่าวดี คือคุณแดงทั้ง ๔ คน กำลังพากันไปเล่นว่าวที่ท้องสนามหลวง"

คราวนี้เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือกเหมือนถูกเข็มแทง

"ฮ้า! พูดใหม่ซิลุง ฟังไม่ใคร่ถนัด"

ลุงแก้วว่า

"คุณแดงพากันเดินออกไปทางประตูข้างเมื่อสักครู่นี้บอกกับฉันว่า แกจะไปเล่นว่าวที่ท้องสนามหลวง"

"ตายห่า! " เจ้าแห้วร้องลั่น ใบหน้าซีดเผือด

"ไปนานแล้วหรือลุง"

"ไปเดี๋ยวนี้เอง ฉันรีบเข้ามาบอกให้รู้"

เจ้าแห้วผุดลุกขึ้นยืน วิ่งตื๋อออกไปทางหน้าตึกตรงไปยังประตูใหญ่นอกถนน สอดส่ายตามองหาพ่อหนูน้อยทั้ง ๔ แต่ก็ไม่พบ แล้วเจ้าแห้วก็วิ่งกลับเข้ามาในบ้าน เพื่อรายงานด่วนให้เจ้านายของเขาทราบ

ความโกลาหลอลหม่านเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง พล นิกร กิมหงวน ดร. ดิเรก กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันลงมาจากตึกใหญ่ตรงลงไปยังโรงรถยนต์ เจ้าแห้ววิ่งตามหลัง และที่หน้าตึกพวกคุณแม่ของพ่อหนูน้อย กับคุณปู่ คุณย่ายืนจับกลุ่มมองมาที่โรงรถ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดละล่ำละลัก

"เอารถออก ๒ คันพวกเรา แก ๔ คนไปรถสตู๊ด อากับเจ้าแห้วไปรถฟอร์ด พวกแกตามไปทางสะพานกษัตริย์ศึก อาจะไปทางสามย่าน เจ้าเปี๊ยก ๔ คน มันคงนั่งรถสามล้อไปทางใดทางหนึ่ง"

ไม่มีใครพูดอะไรอีกเลย ๔ สหายต่างมีใจเป็นห่วงลูกพากันก้าวขึ้นไปนั่งบนรถสตู๊ดเก๋ง หลังจากนั้นรถยนต์ทั้ง ๒ คัน ก็แล่นออกไปทางบ้านพัชราภรณ์อย่างรวดเร็ว ราวกับรถคนป่วยอหิวาต์ แยกกันที่หน้าบ้าน

กิมหงวนทำหน้าที่เป็นคนขับ เขาขับรถราวกับเครื่องบิน สตู๊ดเก๋งแล่นไปทาง ๔ แยกสระปทุม เลี้ยวซ้ายมือมาทางสนามกีฬาแห่งชาติ เพียงครู่เดียวก็ถึงสะพานกษัตริย์ศึก ๔ สหายแลเห็นลูกชายของเขาแล้ว นพกับพนัศนั่งอยู่ในรถสามล้อคันหน้า ดำรงค์กับสมนึกอยู่คันหลัง คนขี่สามล้อกำลังจูงรถของเขาขึ้นสะพาน สตู๊ดเก๋งแล่นแซงขึ้นมาข้างห้นารถสามล้อ พลร้องบอกคนรถสามล้อ

"หยุด สามล้อ หยุดทั้ง ๒ คัน"

คนขับรถสามล้อชักใจไม่ดี คิดว่า ๔ สหายเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ต่างคนต่างหยุดรถบนสะพาน อาเสี่ยเหยียบห้ามล้อพรืด

พลกับนิกรเปิดประตูก้าวลงมาจากรถ ยกมือชี้หน้าลูกหลานของเขา

"จะไปไหนกัน หา"

๔ พระหน่อหน้าจ๋อยไปตามกัน สมนึกทำตาปริบๆ

"นัศเขาชวนไปเล่นว่าวที่สนามหลวงครับ"

พนัศหันขวับไปทางสมนึก ซึ่งนั่งอยู่บนรถข้างหลังแก

"แน้ อย่าซัดกันซี แกเป็นคนชวนไม่ใช่เหรอ"

พลกับนิกรช่วยอุ้มพ่อเทวดาทั้ง ๔ ลงจากรถ เขาไม่มีเวลาที่จะพูดอะไร เพราะยวดยานพาหนะแล่นสวนไปมา อาเสี่ยร้องตะโกนเรียกลูกหลานของเขา

"มานี่ มาขึ้นรถ"

นายพัชราภรณ์ส่งธนบัตร ๑๐ บาทหนึ่งฉบับ ให้คนขับสามล้อคันหน้า

"เอ้า เอาไปแบ่งกันเถอะพี่ชาย เด็กพวกนี้ลูกหลานฉันเอง หนีออกจากบ้านจะไปเที่ยวสนามหลวงกัน"

คนขับรถสามล้อหัวเราะ

"แกจ้างผมให้ไปส่งสนามหลวงครับ บอกผมว่าแกเคยไปบ่อยๆ "

พลสั่นศีรษะช้า คว้ามือนิกรเดินมาที่รถ และหลานขึ้นไปนั่งจ๋องอยู่บนหลังรถสตู๊ดเก๋งแล้ว พลกับนิกรเปิดประตูขึ้นไปนั่งหน้ารถ แล้วนิกรก็พูดกับเสี่ยหงวน

"ลงสะพานโว้ย แล้วเลี้ยวซ้ายไปทางหัวลำโพงก็แล้วกัน ขับเร็วๆ หน่อย อาจจะไปพบคุณพ่อกับเจ้าแห้วที่หัวลำโพงก็ได้"

อาเสี่ยนำรถออกแล่นต่อไป ดร. ดิเรกหันมายกมือชี้หน้าพ่อหนูน้อย

"แก ๔ คนเป็นเด็กแก่นมาก กลับไปบ้านจะต้องเฆี่ยนคนละ ๑๐ ที"

ดำรงค์ร้องไห้ ยกหลังมือเช็ดน้ำตา

"หนู....หนูไม่ใช่ผู้นำครับป๋า หนูเป็นผู้ตาม เจ้านึกเป็นคนชวนไปสนามหลวง"

สมนึกชักฉิว ก็ยกมือขึ้นค้ำคอดำรงค์

"ซัดเรอะ เดี๋ยวโผงเลย"

ดำรงค์โผงเข้าให้ก่อนด้วยหมัดขวา ครั้นแล้วพ่อหนูทั้ง ๒ ก็เกิดตะลุมบอนกันขึ้นในรถ ชกกันอุตลุด พลเอ็ดตะโรลั่น

"เฮ้ย หยุด เลิกกัน แน่ บอกให้หยุด"

ทั้งสมนึกกับดำรงค์ต่างร้องไห้จ้า ท่านพ่อสั่นเศียรไปตามกัน สตู๊ดเก๋งเลี้ยวซ้ายมือไปตามถนนกรุงเกษม

ตอนหัวค่ำของคืนวันนั้น

ฉากสุดท้ายของเราเปิดขึ้นที่บ้าน "พัชราภรณ์" เวลา ๑๙ น. ตรง ภายในห้องโถงชั้นล่างของตัวตึก มีโต๊ะยาวตั้งอยู่กลางห้อง บนโต๊ะเพียบพร้อมด้วยอาหารนานาชนิด พ่อหนูน้อยทั้ง ๔ กับเพื่อนชายหญิงอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกำลังนั่งรับประทานอาหาร และสนทนากันอย่างสนุกสนานตามประสาทารก เด็กๆ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นลูกคุณพระเจ้าคุณ เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง

คุณพ่อคุณแม่ และวงศาคณาญาติของพ่อหนูทั้ง ๔ ยืนจับกลุ่มมองดูอย่างชื่นใจ เด็กทุกคนแต่งกายสวยงามกิริยามารยาทเรียบร้อย จะกินจะอยู่น่าเอ็นดู เว้นแต่นพคนเดียวที่กินมูมมามกว่าเพื่อน เจ้าแห้วและคนใช้ชายหญิงอีกหลายคนคอยปรนนิบัติรับใช้

การรับประทานอาหารเริ่มต้น เมื่อเวลา ๑๘.๓๐ น. บัดนี้เด็กบางคนอิ่มข้าวแล้ว เจ้าภาพทั้ง ๔ คนยังไม่อิ่ม เจ้าแห้วจำได้ว่า เขาตักข้าวให้พ่อนพ ๓ จานแล้ว

คุณหญิงวาดเดินเข้ามากระซิบกระซาบกับแม่หนูน้อยคนหนึ่ง ซึ่งมีอายุราว ๖ ขวบ สวมเสื้อกระโปรงสีฟ้าหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูยิ่ง แกชื่อกัลยา มีชื่อเล่นๆ ว่า ยายแต๋วเป็นธิดาคนเล็กของคุณพระวิมลอรรถฯ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์

"ยายแต๋วคะ หนูลุกขึ้นพูดอวยพรให้เจ้าภาพหน่อยได้ไหมคะ"

ยายแต๋วยิ้มอายๆ

"หนูพูดไม่เก่งค่ะ คุณย่า"

คุณหญิงวาดหัวเราะเบาๆ

"ไม่เป็นไรค่ะ พูดยังไงก็ได้ ให้พรพ่อพนัศ พ่อนพ พ่อสมนึก และพ่อดำรงค์ พรุ่งนี้เช้าแกจะกลับไปโรงเรียนของแกแล้ว"

ยายแต๋วพยักหน้าช้าๆ

"ได้ค่ะ คุณย่าจะให้หนูพูดเดี๋ยวนี้หรือคะ"

"ค่ะ พูดเดี๋ยวนี้แหละ" แล้วคุณหญิงก็เดินกลับมารวมกลุ่มกับคณะพรรคของท่าน

แม่หนูน้อยซึ่งเต็มไปด้วยความน่าดู ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน พวกเด็กๆ ตบมือกราว เจ้าภาพทั้ง ๔ คนตบมือดังกว่าเพื่อน สมนึกแถมเป่าปากเปี๊ยว ทำให้พ่อหนูแม่หนูหัวเราะชอบใจไปตามกัน เด็กทุกคนมองดูแม่หนูน้อยเป็นตาเดียว

"ไม่เลวโว้ย"

พนัศกระซิบพูดกับสมนึก

"ยายคนนี้เพิ่งเห็นหน้าวันนี้เอง"

ลูกชายอาเสี่ยกระซิบตอบ

"กันชอบเสียแล้วซี พรุ่งนี้เช้าก่อนไปโรงเรียนต้องเขียนจดหมายส่งให้"

พนัศอมยิ้ม

"แกเขียนเป็นเหรอ"

สมนึกสั่นศีรษะ

"ไม่เป็นหร็อก"

ยายแต๋วกระแอมเบาๆ มองดูเพื่อนชายหญิงที่นั่งร่วมโต๊ะ บางคนก็เป็นเพื่อนเล่นกับแก บางคนก็พึ่งรู้จักกัน

"ท่านสุภาพสตรีเด็กๆ และสุภาพบุรุษเด็กๆ ทั้งหลาย ข้าพเจ้าในนามของเพื่อนทุกคน รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญมาในงานเลี้ยงส่งคุณพนัศ คุณนพ คุณดำรงค์ และคุณกิมหงวน"

อาเสี่ยสะดุ้งโหยง

"แม่หนู กิมหงวนน่ะชื่อฉัน เจ้านี่ชื่อสมนึกไม่ได้ชื่อกิมหงวนหร็อก"

เสียงหัวเราะของพวกผู้ใหญ่ดังลั่นห้อง ยายแต๋วยกฝ่ามือปิดหน้า สักครู่แกก็พูดต่อไป เสียงที่พูดถึงค่อนข้างเบา แต่ก็ได้ยินถนัด

"ข้าพเจ้าและเพื่อนทุกคน รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญมาในงานเลี้ยงส่งคุณพนัศ คุณนพ คุณดำรงค์ และคุณสมนึก เรา....เพื่อนใหม่ ยินดีเป็นเพื่อนที่ดีของท่านและขออวยพรให้คุณทั้ง ๔ มีความสุข ความเจริญ เรียนหนังสือเก่งกว่าใครๆ ไชโย้"

เสียงไชโยของผู้ที่ไร้เดียงสาดังขึ้นลั่นห้อง โดยไม่สู้พร้อมเพรียงกันนัก นพคนเดียวไม่ยอมไชโย เพราะมัวแต่แทะขาไก่ตอน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาหาหลานชายของท่าน ยกมือตบศีรษะเบาๆ

"นพ หยุดกินสักประเดี๋ยว กล่าวตอบขอบคุณแขกของแกหน่อยซี"

ทายาทของนิกรยักคิ้วให้ยายแต๋ว พูดเสียงดุๆ

"ขอบคุณ"

แล้วก็แทะขาไก่ต่อไป

ประไพหัวเราะคิ๊ก พูดกับเพื่อนเกลอของหล่อน

"ดูตานพซีคะ เหมือนคุณพ่อของแกเมื่อเล็กๆ "

นิกรสะดุ้งเฮือก มองดูเมียของเขา

"ชะ ช้า ไพรู้ได้ยังไง เคยเห็นหรือ"

ประไพหัวเราะ

"คุณอาหญิงเล่าให้ฟังค่ะ ท่านบอกว่ากรเมื่อเล็กๆ ตะกละมาก"

นิกรมองดูคุณหญิงวาดทันที

"แล้วกัน ทำไมคุณอาไปบอกเมียผมยังงี้หรือครับ"

คุณหญิงวาดทำตาโต

"มันเป็นความจริงหรือเปล่าล่ะ"

"ก็จริงน่ะซีครับ แต่ว่าถึงผมตะกละ ผมก็ไม่ซนเหมือนคุณพ่อ"

พูดพลางมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณพ่อเมื่อเล็กๆ ซนชะมัด"

ท่านเจ้าคุณเอื้อมมือจับบ่านายการุณวงศ์

"อย่าพูดเลยโว้ยกร"

"ทำไมล่ะครับ"

"แกจะโดนเตะน่ะซี หนอยแน่....อวดรู้ เมื่อข้ายังเด็ก แกยังเป็นลูกหมาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ แค่นจะพูดด้วย"

ต่างคนต่างมองดูการกินเลี้ยงของพวกทารกต่อไป นวลลออเดินเข้าไปหาลูกชายสุดที่รักคนเดียวของหล่อน แล้วพูดเบาๆ

"หนู พูดขอบคุณพวกแขกซีลูก"

สมนึกยิ้มให้คุณแม่

"นึกกำลังจะพูดเดี๋ยวนี้ ง่า....คุณอาดิเรกครับ ช่วยติดไมโครโฟนให้นึกหน่อยได้ไหมครับ นึกจะพูดขอบคุณแขก"

ดร. ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เอายังงั้นเชียวเรอะ"

"ครับ"

ดิเรกหัวเราะก้าก

"ลำบากนักก็อย่าพูดเลยวะ อ้ายหลานชาย"

สมนึกรวบช้อนส้อมไว้ แล้วลุกขึ้นยืนอย่างสง่าผ่าเผยท่ามกลางเสียงตบมือของพวกเด็กๆ และวงศาคณาญาติของพ่อหนูน้อย สมนึกก้มศีรษะคำนับแขกผู้มีเกียรติของแก นิ่งเงียบไปสักครู่ก็กล่าวขึ้นอย่างฉาดฉาน

"ท่านผู้มีเกียรติ และไม่มีเกียรติทั้งหลาย ข้าพเจ้าเสี่ยตี๋ในนามของเจ้าภาพทั้ง ๔ คน ขอขอบคุณท่านอย่างมหาศาล ที่ท่านได้มาเป็นแขกไชโยให้ข้าพเจ้าในวันนี้ เนื่องในการเลี้ยงส่งข้าพเจ้ากับเพื่อนๆ ข้าพเจ้าจะต้องอำลาท่านกลับไปเล่าเรียนต่อไป ฉะนั้น ณ โอกาสนี้ ข้าพเจ้าอวยพรให้ตัวข้าพเจ้าจงเจริญ ชาโย้"

เสียงไชโยดังขึ้นลั่นห้อง นพถือขาไก่ลุกขึ้นยืนพูดเสียงแจ๋ว

"ขอให้ท่านทั้งหลาย จงกินให้ล้นกระเพาะเหมือนข้าพเจ้า ชาโย้"

วงศาคณาญาติของ ๔ สหายหัวเราะกันอย่างไม่ต้องอั้น เว้นแต่กิมหงวนคนเดียวยืนสั่นศีรษะช้าๆ

"ไม่ไหว"

อาเสี่ยคราง

"เจ้านึกมันแก่นและแก่เกินเด็ก โตขึ้นมันก็ลิงแสมเราดีๆ "

พวกเด็กๆ อิ่มข้าวแล้ว คนใช้ต่างช่วยกันเก็บจานชามบนโต๊ะไปหมด ของหวานถูกยกมาแทนที่ มีผลไม้ต่างๆ กับไอศกรีมคนละแก้ว พ่อหนูน้อยทั้ง ๔ คนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส แสดงความสุขกายสบายใจ

หลังจากกินกันอิ่มหนำสำราญแล้ว พวกเด็กๆ ก็ถูกเชิญลงไปในสนามหน้าตึก เพื่อดูภาพยนตร์การ์ตูนระบายสีของ วอล ดิสนี่ จิตรกรฝีมือเยี่ยมของโลก จอภาพยนตร์ตั้งอยู่กลางสนาม พ่อหนูและแม่หนูทุกคนมีเก้าอี้นั่งดูอย่างสบาย สาวใช้ของบ้าน "พัชราภรณ์" ทำหน้าที่เสิร์ฟน้ำส้มและผลไม้ ซึ่งอยู่ในพานเงินขนาดใหญ่ มันเป็นคืนที่พ่อหนูน้อยทั้ง ๔ มีความสุขยิ่ง

การ์ตูนเป็ด และการ์ตูนมิคกี้เม้าส์ผ่านไป ๒ ม้วนก็ถึงการ์ตูนสุนัข ทารกน้อยๆ หัวเราะกันตลอดเวลา พวกผู้ใหญ่ก็พลอยสนุกไปด้วย

สมนึกพูดกับนพเบาๆ

"นพโว้ย กันคิดว่าเราควรจะสนุกกันให้ยิ่งกว่านี้"

ลูกชายนิกรขมวดคิ้วย่น

"ทำไมล่ะ ดูหนังไม่สนุกเหรอ"

"สนุกเหมือนกันแต่ถ้าเราได้กินเหล้าเราจะสนุกกว่านี้มาก ขึ้นไปบนตึกขโมยเหล้ากินกันเอาไหม?"

นพนิ่งตรึกตรอง

"เดี๋ยว ถามเจ้านัศดูก่อน"

แล้วแกก็หันมาทางพนัศ

"นัศ เจ้านึกมันชวนขึ้นไปบนตึก ขโมยเหล้ากินกัน แกเห็นเป็นยังไง"

พนัศอ้าปากหวอ

"โอ๋ยโย่ เดี๋ยวเมาตายห่า เมื่อวานกินเหลือติดก้นถ้วยแก้วคุณปู่นิดเดียว ยังมึนหัวนี่หว่า กันไม่เอาละ กันจะดูหนัง"

สมนึกค้อนควับ

"กินเหล้าไม่เป็นมันก็ไม่ใช่นักเลงน่ะซีโว้ย"

พูดจบก็หันมายกมือตบบ่าพ่อหนูน้อยดำรงค์ ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ

"ดำรงค์ขึ้นไปบนตึกเถอะวะ"

ดำรงค์ยิ้มแหยๆ

"ขึ้นไปทำไม? "

"กันเปรี้ยวปากอยากกินเหล้า ไปขโมยเหล้ากินกันเถอะ"

ดำรงค์หลับตาปี๋

"อู้ฮู ไม่เอาโว้ย กลัวเมา แล้วก็กลัวถูกเฆี่ยน"

"ใครจะเฆี่ยนวะ โตๆ ด้วยกันแล้ว ไปน่า ดื่มกันคนละนิดละหน่อย"

ทายาทของ ดร. ดิเรกสั่นศีรษะ

"กันดูหนังดีกว่า แกอยากกินก็ไปกินซี"

สมนึกจุ๊ปาก เปลี่ยนสายตามาที่นพ

"ไปเหอะนพ เรา ๒ คนสนุกกันให้เต็มที่ พรุ่งนี้ต้องกลับโรงเรียนแล้ว มีเวลาสนุกเพียงคืนนี้เท่านั้น"

๒ เกลอน้อยๆ ต่างลุกขึ้น พากันเดินไปที่ตึกโดยไม่มีใครเอาใจใส่ เพราะทุกคนกำลังสนใจกับภาพยนตร์

บนตึกไม่มีคนอยู่แม้แต่คนเดียว แต่แสงไฟฟ้าส่องสว่างราวกับกลางวัน ๒ สหายพากันเข้ามาในห้องโถง ตรงมาที่ชั้นทางขวามือ บนชั้นมีขวดวิสกี้ตราขาว ๓-๔ ขวดซึ่งเป็นเหล้าของเสี่ยหงวนซื้อไว้

สมนึกปีนเก้าอี้ หยิบวิสกี้ที่เปิดแล้วขวดหนึ่งถือลงมา นพหาถ้วยแก้วได้ ๒ ใบ ครั้นแล้วก็พากันไปนั่งโต๊ะอาหารซึ่งยังคงตั้งอยู่กลางห้อง แต่ข้าวของบนโต๊ะถูกเก็บไปหมดแล้ว คงเหลือแต่แจกันประดับดอกไม้สด สมนึกจัดแจงรินวิสกี้ใส่แก้วทั้ง ๒ ส่งให้นพแก้วหนึ่ง

ต่างยกแก้วกระทบกันเบาๆ

"ดื่มเพื่อมิตรภาพของเรา" พ่อนพพูดยิ้มๆ

สมนึกพยักหน้า

"ถูกแล้ว เราจะเป็นเพื่อนกัน จนกว่าโลกจะแตก ไชโย"

สมนึกจุ๊ปากห้าม

"อย่าไชโย ประเดี๋ยวข้างล่างได้ยินเข้าเราจะเคราะห์ร้าย เอา ดื่มโว้ย"

ต่างคนต่างดื่มน้ำสีเหลืองในแก้ว ทำหน้ายู่ยี่ไปตามกัน สมนึกยกมือซ้ายอุดจมูกตัวเอง ตัดสินใจยกแก้ววิสกี้ขึ้นดื่มอั้กๆ รวดเดียวหมด นพเห็นเช่นนั้นก็กระทำตามบ้าง วิสกี้เพียวๆ ประมาณครึ่งแก้วลงไปอยู่ในท้องพ่อจอมแก่นทั้ง ๒ แล้ว แน่นอนละ....ประเดี๋ยวก็ต้องเมา

การฉายภาพยนตร์ที่หน้าตึกผ่านไปอีก ๓ ม้วน เด็กทุกคนไม่มีใครง่วง ต่างพออกพอใจภาพยนตร์การ์ตูนระบายสี ซึ่งมีหลายเรื่องหลายรส เก้าอี้ของสมนึกกับนพว่างไม่มีใครนั่ง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นห่วงหลานๆ ของท่าน กลัวว่าจะง่วงนอนก็เดินเข้ามาเพื่อจะไต่ถามดู และอยากจะนั่งคุยกับหลานๆ ของท่านบ้าง แต่พอแลเห็นพนัศกับดำรงค์เพียง ๒ คนเท่านั้น ท่านก็แปลกใจ

"นัศเอ๊ย"

พนัศเปลี่ยนสายตาจากจอภาพยนตร์มองดูท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วยิ้มให้ท่าน

"อะไรครับ คุณตา"

"เจ้านึกกับเจ้านพไปไหนล่ะ"

"ขึ้นไปบนตึกครับ"

"เปล่าครับ มันบอกหนูว่า จะขึ้นไปขโมยเหล้ากินชวนหนูเหมือนกันครับ แต่หนูไม่เอา ดำรงค์ก็ไม่กิน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตกตะลึง

"เจ้า ๒ คนขึ้นไปขโมยเหล้ากิน" ท่านพูดแผ่วเบา

"ตายห่า เอากันใหญ่แล้ว" พูดจบท่านก็ลุกขึ้นรีบเดินเข้าไปหาวงศาคณาญาติของท่าน ซึ่งนั่งดูภาพยนตร์อยู่บนเก้าอี้สนามห่างจากพวกเด็กๆ ท่านเจ้าคุณพูดขึ้นดังๆ

"เจ้านพกับเจ้านึกก่อความเดือดร้อนอีกแล้ว"

คุณหญิงวาดมองดูเจ้าคุณปัจจนึก

"ทำไมคะ"

"มันแอบขึ้นไปบนตึก ขโมยเหล้ากินกันน่ะซี คุณหญิง"

อาเสี่ยนัยน์ตาเหลือก

"โอ๊ย เจ้านึกน่ะหรือครับ กินเหล้า"

"เออ เจ้านพด้วย เร็ว ขึ้นไปดูมันเถอะ ป่านนี้เมาแย่แล้ว"

คณะพรรค ๔ สหายต่างลุกขึ้น พากันเดินไปที่ตัวตึกอย่างรีบร้อน กิมหงวนคว้ากิ่งไม้แห้งๆ ได้กิ่งหนึ่ง ตั้งใจจะตีให้ลายพร้อยไปทั้งตัว เจ้าคุณประสิทธ์ฯ แย่งกิ่งไม้โยนทิ้ง

ทุกคนขึ้นบันไดไปบนตึก เลยเข้ามาในห้องมองดูนพกับสมนึกซึ่งกำลังเมาแอ๋ นั่งอยู่บนโต๊ะอาหาร กำลังแล่นยี่เกกัน พ่อนพเป็นจันทโครพ และสมนึกเป็นพระฤๅษี

"โฉมยงองค์จันทโครพ

ก้มกล้าเคารพพระสิทธา

ตัวของหลานรักจะไปลับ

ไปแล้วไม่กลับมาหาตา

กราบแล้วกราบเล่าเฝ้าแต่โสกา "

ทั้ง ๒ ช่วยกันเอาปากบรรเลงต่างพิณพาทย์ คอง่อกแง่ก เสียงอ้อแอ้นัยน์ตาปรือไปตามกัน พอพิณพาทย์รับจบ เสี่ยตี๋ก็ร้องขึ้น

"หลานเอ๋ยหลานแก้ว

เจ้าได้เรียนจบแล้วซึ่งวิชา

เหลากระป๋วงล้วงกระเป๋าเจ้าได้หมด

สมกับเป็นโอรสพระราชา

ไปแล้วขโมยเงินส่งมาให้ตา "

ยี่เกน้อยทำคอขย้อนเหมือนกับจะอ้วก สมนึกมองดูเพื่อนเกลอของแกแล้วสั่นศีรษะ ยกมือเสยผม

"โอ๊ย....เมา ตายห่าเลย เอื๊อก อั๋วะ "

"อย่า....กลั้นไว้อย่าอ้วก เสียดายมันโว้ย เอ๊ะ....นั่น อะไรกลมๆ ลอยอยู่ที่ประตู ลูกโป่งโว้ยนึก ๒ ใบเท่าๆ กันแดงแจ๋เลย"

ท่านเจ้าคุณทั้ง ๒ สะดุ้งเฮือก รีบยกมือขวาปิดศีรษะ นิกรแทนที่จะโกรธลูกเขากลับหัวเราะชอบใจ ส่วนเสี่ยหงวนทั้งฉิวทั้งขัน เดินตรงเข้ามาหาพ่อหนูน้อยทั้ง ๒ สมนึกแลเห็นคุณพ่อแกก็ฝืนยิ้ม

"วู้ปี....คุณพ่อ วันนี้มันซาหนุก ซานุกเสียใหญ่เลย คุณพ่อเป็นนางโมราหน่อยนะครับ อึ๊ก โอ๊ย เวียนหัว "

อาเสี่ยทำตาปริบๆ

"ทำไมแกอุตริกินเหล้า หา?"

สมนึกยิ้มแป้น

"นึกเป็นลูกคุณพ่อ....อึ๊กะ คุณพ่อกินเหล้า นึกก็ต้องกิน อั๊ว...." พูดจบแกก็ล้มตัวลงนอนบนโต๊ะอาหาร

นันทาตบบ่านวลลออ

"อุ้มแกขึ้นไปนอนเถอะค่ะ คุณนวล"

นวลลออเกือบจะนึกว่าหล่อนฝันไป หล่อนตรงเข้ามาอุ้มสมนึกพาเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบศีรษะหลานชายของท่าน

"ไง...เจ้านพ ริอ่านกินเหล้าเชียวหรือแก"

นพนิ่งเซ่อ ในลักษณะของคนเมา

"ว้า ทำไมบ้านมันหมุนจริงโว้ย ยุ่งกันใหญ่แล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"ไป....ไปนอน" แล้วท่านก็อุ้มหลานชายสุดสวาทพาขึ้นไปข้างบน ประไพวิ่งเหยาะๆ ตามขึ้นไปด้วย

กิมหงวนกระแทกตัวนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"แย่มันโว้ย"

คุณหญิงวาดหัวเราะ

"กลุ้มใจหรือพ่อหงวน"

"ครับ ผมจะเป็นบ้าอยู่แล้ว เจ้านึกของแม่มันแก่นแก้วที่สุด ทำไมมันไม่เหมือนกับเจ้าดำรงค์ ดำรงค์มันน่ารักมาก"

ดร. ดิเรก ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ธรรมดาลูกมันก็ต้องเป็นเหมือนพ่อ ฮ่ะ ฮ่ะ ฝรั่งสบายใจ ลูกฝรั่งไม่ซนเลย"

"อ้อ" นิกรคราง "เจ้าดำรงค์น่ะลูกฝรั่งเรอะ"

ประภายกกำปั้นทุบหลังนิกรดังพลั่ก

"นี่แน่ะ"

ทุกๆ คนหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวกับคณะพรรคของท่าน

"ลงไปดูหนังกันเถอะพวกเรา หนังกำลังสนุกเชียว"

นันทาเป็นห่วงหลานทั้งสอง ก็พูดกับ ดร. ดิเรก

"คุณหมอคะ ขึ้นไปดูหลานหน่อยซี เป็นยังไงบ้าง ก็ไม่รู้"

"ครับ ผมกำลังจะตามขึ้นไปเดี๋ยวนี้" พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็คว้าแขนนิกรพาเดินขึ้นบันไดไป

ประมุขของบ้าน "พัชราภรณ์" ทั้ง ๒ ท่านพา พล กิมหงวน นันทา ประภา เดินออกไปทางหน้าตึก ต่างคนต่างวิตกในอนาคตของสมนึกกับนพ

จบตอน