พล นิกร กิมหงวน 143 : เฮโรอิน

เย็นวันนั้น คณะพรรคสี่สหายนั่งพักผ่อนดื่มเบียร์สนทนากันอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของ ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้นายแพทย์หนุ่มยืนแก้เครื่องรับวิทยุขนาด ๑๒ หลอดของเขาอยู่ที่โต๊ะริมห้อง พล นิกร กิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งล้อมรอบที่โต๊ะเหล็กโต๊ะหนึ่ง บนโต๊ะมีเบียร์สามขวดแก้วเบียร์และกับแกล้มสองจาน คือแหนมและไก่ตอนอีกหนึ่งจาน

ท่านเจ้าคุณปรารภถึงสถานการณ์อันยุ่งเหยิงของโลกและให้ความเห็นว่า สงครามโลกครั้งที่สามคงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ และชนวนสงครามน่าจะเกิดขึ้นที่ประเทศเยอรมนีอย่างไม่ต้องสงสัย

อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวขึ้นว่า

"รบกันก็ดีครับคุณอา ผมจะได้ถือโอกาสกักตุนสินค้าและยารักษาโรค เมื่อสงครามคราวที่แล้วมาผมรวยตั้ง ๒๐ ล้าน แล้วก็ ๒๐ ล้านจริงๆ นะครับ ไม่ใช่เอาธนบัตรใบละบาทพันหัวคนหัวล้าน ๒๐ คน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก เปลี่ยนสีหน้าเป็นบึ้งตึงทันที

"กำลังคุยกันออกรส อย่าให้มีเรื่องเตะปากกันเลยวะ"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"ให้ดิ้นตายเถอะครับ ผมพูดจริงๆ ไม่ได้พูดเล่น ผมรวย ๒๐ ล้านจริงๆ ครับ"

ท่านเจ้าคุณทำตาเขียว

"ก็แล้วทำไมต้องเปรียบเทียบมาถึงกบาลฉันด้วย"

พลจุ๊ปากดุนายจอมทะเล้น

"เอ้ยๆ เพลาๆ มือไว้บ้างซีอ้ายกร แหนมตั้งจานแกกินเอาๆ จนเกือบหมดแล้ว พยายามคุยเสียบ้างซีโว้ย"

นิกรยิ้มแก้มตุ่ย

"เรื่องการเมืองกันไม่มีความรู้ว่ะ มันอยากรบกันที่ไหนก็รบกันไป กันธุระไม่ใช่"

พลว่า "แต่ถ้าสงครามโลกเกิดขึ้น คอมมิวนิสต์จะบุกเราแกรู้ไหม"

นิกรหยิบส้อมจิ้มไก่ตอนใส่ปาก แล้วพูดเสียงคับปาก

"มันบุกเรา เราก็บุกมันบ้างจะแปลกอะไร สู้มันไม่ได้เราก็แยกย้ายกระจายกำลังกัน ตั้งขบวนการใต้ดินสู้มันแบบกองโจร กันนี่แหละจะเป็นหัวหน้าพลพรรคใต้ดิน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"แล้วลูกน้องของแกล่ะ"

"อ้าว" นิกรอุทาน "ก็พวกใต้ดินน่ะซีครับ ไส้เดือนบ้าง, แมงแกลบบ้าง, และแมงกระชอนบ้าง"

ทันใดนั้นเองเสียงเพลงจากเครื่องรับวิทยุ ๑๒ หลอดก็ดังกังวานขึ้นจนแสบแก้วหู อาเสี่ยกิมหงวนทำหน้าเหมือนกับกินน้ำมันละหุ่ง หันไปมองดู ดร. ดิเรกอย่างเดือดดาล

"เฮ้ย... เบาๆ หน่อยโว้ย หมอ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแป้น ดีใจที่เขาซ่อมเครื่องรับวิทยุให้ใช้การได้เหมือนเช่นเดิม ด้วยวิธีการซ่อมแบบแหวกแนว คือถอดเครื่องประกอบออกทิ้งเสียสามสี่ชิ้น เพราะเห็นว่าฝรั่งทำมาเกินโดยไม่จำเป็น เขาเอื้อมมือหรี่เสียงให้เบาลงแล้วยิ้มให้คณะพรรคของเขา

"ขอเบียร์ให้กันสักแก้วซีวะกร"

นิกรรินเบียร์ใส่แก้วจนเต็มปรี่ ถือแก้วเบียร์ลุกขึ้นเดินเข้ามาหา ดร. ดิเรกแล้วส่งให้อย่างยิ้มแย้ม นายจอมทะเล้นทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะตัวนั้น แล้วหมุนหน้าปัดวิทยุหาคลื่นของสถานีแห่งหนึ่งเพื่อรับฟังการถ่ายทอดการแข่งขันชกมวย

เสียงปี่ชวาและกลองแขกดังเจื้อยแจ้วได้ยินถนัด มวยไทยคู่ที่สองของรายการกำลังพันตูกันในยกที่ ๓ เสียงโฆษกบรรยายการต่อสู้ของมวยคู่นี้อย่างเผ็ดร้อน บางขณะก็พูดเร็วปรื๋อเสียงเอะอะเอ็ดตะโรจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง อย่างไรก็ตาม โฆษกก็สามารถบรรยายให้ผู้ฟังทางบ้านตื่นเต้นเร้าใจเหมือนไปนั่งดูการชกมวยจริงๆ

"...ศักดาเตะคะนองไพรด้วยเท้าขวาถูกใต้ขาพับดังฉาด คะนองไพรเตะตอบด้วยเท้าซ้ายเต็มแรงหัวแม่เท้าของคะนองไพรยัดเข้าไปในรูจมูกข้างขวาของศักดาจนติดแน่น คะนองไพรเสียหลักล้มลงหัวแม่เท้าจึงหลุดออกมาจากรูจมูกของศักดาได้ คะนองไพรลุกขึ้นกระโดดเข้าตีเข่าลอย ถูกลิ้นปี่ศักดาเสียงดังเจื้อยแจ้วทั่วเวที ศักดาถอยฉะ ทั้งสองแลกหมัดกันอุตลุดที่มุมแดง ศักดาล้วงท้อง...ล้วงท้องจนคะนองไพรตัวโก่งล้วงท้องอีก คะนองไพรล้วงปากศักดาบ้างและพยายามล้วงกระเป๋า ศักดากระโจนออกห่าง ยกเท้าซ้ายแย็ปหน้าคะนองไพร ๑๐ ทีซ้อนๆ กรรมการห้ามมวยเข้ามาเตือนศักดาว่า ให้ใช้หมัดแย็ปอย่างใช้เท้าแย็ป ศักดาเถียงว่าเป็นการชกมวยไทย กรรมการสั่งให้ชกกันต่อไป คะนองไพรแยกเขี้ยวยิงฟันเข้าตะลุมบอนศักดา รัวหมัดซ้ายขวาชกศักดารวดเร็วราวกับปืนกล ศักดาหลบหมัดแคล่วคล่องล่าถอยไปรอบๆ เวที คะนองไพรโมโหที่ชกศักดาไม่ถูกก็ชกหน้าตัวเองเต็มเหนี่ยวถึงกับล้มลงก้นกระแทกพื้น กรรมการนับหนึ่งถึงห้า...คะนองไพรลุกขึ้นแล้ว กรรมการนับต่อไปถึงแปด แล้วให้ชกกันต่อไป คะนองไพรปราดเข้าแย็ปซ้ายตามด้วยหมัดขวา ศักดาหลบหมัดและกอดไว้ ทั้งสองกอดปล้ำกัน คะนองไพรกัดหูซ้ายศักดาแน่น ศักดาร้องลั่น กรรมการห้ามมวยเข้ามาแยกคะนองไพรก็ไม่ยอมปล่อยปากจากใบหูคู่ต่อสู้ ศักดาล่าถอยต่อไป คะนองไพรรุกประชิดติดพันอย่างดุเดือด...หมดยกที่สาม...คู่นี้ครื้นเครงดีมากครับ แต่โปรดฟังเรื่องที่น่าสนใจสักหน่อย...ภาพยนตร์ไทยเงินล้านต้อง "หัวอกแม่ยาย" คนหัวล้านดูแน่นทุกรอบฉายเป็นสัปดาห์แรกไม่ต้องจองบัตรล่วงหน้า แจกหมอนสำหรับนอนดูทุกท่าน...ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ! ผงซักฟอกวิทยาศาสตร์แบบใหม่ซักทีเดียวเสื้อผ้าขาดบัลลัยหมด ท่านซื้อใช้หนเดียวเข็ดจนตาย มีจำหน่ายทั่วไป...เสียงไม่ดัง ฟังอู้อี้ ภาพล้มรับไม่ชัดต้องโทรทัศน์ "ไชโย" ราคาเครื่องละ ๕๐ บาทเท่านั้น...เรียนตัดเสื้อกางเกงเชิญที่ชำนาญการตัด รับรองว่าภายใน ๕ นาที ท่านสามารถใช้กรรไกรตัดเสื้อกางเกงขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย...สูดเป็นลม ดมเป็นหวัด นัดแล้วตาตั้ง ต้องยานัดถุ์หมอป่น...กะโหลกกะลา...กะโหลกกะลา เครื่องดื่มสำหรับสังคมทุกชั้น กลิ่นเหมือนแมลงสาบคั่ว มีขายตามร้านค้าทั่วไป

นิกรเอื้อมมือปิดเครื่องรับวิทยุทันที แล้วลุกขึ้นยืนพลางเดินเข้าไปนั่งร่วมโต๊ะกับคณะพรรคของเขา ซึ่งนายแพทย์หนุ่มมานั่งรวมกับพรรคพวกของเขาอยู่แล้ว ทุกคนมองดูนายจอมทะเล้นอย่างขบขัน

"แกเปิดรับสถานีไหนวะ" เสี่ยหงวนถามยิ้มๆ

นิกรทรุดตัวลงนั่งแล้วสั่นศีรษะ

"ไม่รู้ว่ะ สงสัยว่าสถานีเถื่อน"

พลเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี สนามมวยที่ถ่ายทอดก็คงเป็นสนามมวยเถื่อนเหมือนกัน ม่ายโฆษกก็คงเมาเหล้าหรือไม่สบาย มวยอะไรวะมีกัดกันด้วย"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"คงชิงถ้วยประเภทดุเดือด"

ประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์ถูกเคาะติดๆ กันสองสามครั้ง ดร. ดิเรกหันไปมองดูแล้วกล่าวคำอนุญาต บานประตูกระจกฝ้าถูกเปิดออกทันที คุณหญิงวาดพาตัวเดินเข้ามาในห้องตามลำพัง สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างยิ้มให้ท่าน

"อ้ายแห้วไปไหน" คุณหญิงถามนายพัชราภรณ์ลูกชายสุดสวาทของท่าน

"มันขออนุญาตผมไปเอากางเกงที่ตัดไว้ครับ"

คุณหญิงวาดนั่งลงบนเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่ง

"ไปนานแล้วหรือลูก"

"เมื่อตอนสี่โมงกระมังครับ ผมก็ไม่ได้สนใจกับมันนัก"

คุณหญิงยิ้มเล็กน้อย โบกมือปฏิเสธเมื่อกิมหงวนส่งแก้วเบียร์ให้ท่านอย่างนอบน้อม

"แกควรจะสนใจกับมันบ้าง พ่อพล สังเกตหรือเปล่าว่าอ้ายแห้วมันซูบผอมจนผิดรูป สุขภาพก็ทรุดโทรมลงมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับ คุณหญิง ผมสงสัยว่ามันจะเป็นโรคที่กินปลากระเบนหรือสาเกเชื่อมไม่ได้ ถามมันมันก็ปฏิเสธ"

คุณหญิงว่า "ไม่ใช่โรคพรรค์นั้นหรอกค่ะ เจ้าคุณ แม่นันไปคุยกับลูกสาวคุณพระพินิจฯ กลับมาเมื่อกี้นี้ คนรถของคุณพระบอกแม่นันว่า อ้ายแห้วริคัมภีร์สูงสูบเฮโรอินค่ะ"

ทุกคนสะดุ้งเฮือกไปตามกัน ดร. ดิเรกนัยน์ตาเหลือก

"คุณอาว่ายังไงครับ อ้ายแห้วสูบเฮโรอิน"

คุณหญิงวาดหันมามองดูหน้านายแพทย์หนุ่มแล้วยิ้มเล็กน้อย

"ถูกแล้ว พ่อดิเรก นายบุญชูเขาเล่าให้แม่นันฟังว่า อ้ายแห้วชักชวนเขาสูบเฮโรอินหลายครั้งแล้ว แต่เขาไม่ยอมเชื่ออ้ายแห้ว เพราะเขารู้ว่า เฮโรอินเป็นยาเสพย์ติดที่บั่นทอนชีวิต อารู้เรื่องจากแม่นันแล้วไม่สบายใจทันที อ้ายแห้วมันกำลังทำลายตัวของมันเอง ไอ้ครั้นจะลงโทษมันอย่างรุนแรง คือไล่มันไปจากบ้านก็เวทนามัน เห็นว่าเลี้ยงมันแต่เล็กแต่น้อย พ่อดิเรกควรจะเรียกตัวมันมาปลอบถาม ถ้าได้ความจริงก็จัดการรักษามันเพื่อให้มันเลิกสูบเฮโรอิน กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีต่อไป"

ดร. ดิเรกนิ่งคิด เขาเศร้าใจไม่น้อยเมื่อทราบความจริงเช่นนั้น

"การรักษาผู้เสพย์ติดเฮโรอินไม่มีทางครับคุณอา ยังไม่มีนายแพทย์คนใดให้การรักษาได้ นอกจากกักตัวควบคุมตัวไว้ไม่ให้สูบอีกและคอยให้กำลังใจคนไข้"

คุณหญิงว่า "แต่อาเชื่อว่า ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เธอทำไม่ได้"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแย้มแก้มแทบแตก เขายืดหน้าอกขึ้นจนเสื้อแทบปริ ภาคภูมิใจในคำยกยอปอปั้นของคุณหญิงวาดอย่างยิ่ง

"ออไร้ ผมอาจจะคิดวิธีการบำบัดผู้ที่เสพย์ติดเฮโรอินให้หายได้ ถ้าหากว่าผมจะใช้เวลาคิดเรื่องนี้สักสองสามวัน ฮ่ะ ฮ่ะ เฮโรอินเป็นยาเสพย์ติดที่ร้ายแรงยิ่งกว่าฝิ่นหลายเท่า เพราะเฮโรอินมีส่วนผสมจากมอรฟีนและสารหนู ผู้ที่สูบเฮโรอินจะต้องเสียชีวิตภายในเวลา ๓ หรือ ๔ ปีเท่านั้น"

คุณหญิงวาดหน้าตื่น

"ถึงอย่างนั้นเชียวหรือ พ่อดิเรก"

"ออไร้ ควันสีม่วงของเฮโรอินคือควันมรณะครับ ขณะนี้คนไทยนับแสนต่างตกเป็นทาสของมันแล้ว คนเหล่านี้ไม่ช้าก็ตายหมดเว้นแต่เราสามารถใช้กำลังใจอันเข้มแข็งเลิกสูบมันได้ มันคือศัตรูสำคัญที่ทำลายชาติเรา"

คุณหญิงวาดนิ่งฟังด้วยความสนใจยิ่ง แล้วกล่าวกับทุกๆ คนว่า

"อย่าเพิ่งให้อ้ายแห้วมันตายเลย พอมีทางจะช่วยมันได้ก็ช่วยมันเถอะ อย่างน้อยอ้ายแห้วก็ช่วยทำให้โลกเรามีน้ำหนักเพิ่มขึ้นในราว ๕๐ กิโล" พูดจบท่านก็ลุกขึ้นยืน "จะเอายังไงก็จัดการเข้านะ พ่อพล มันเป็นเรื่องของพวกแก"

แล้วคุณหญิงวาดก็เดินออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ช่วยปิดประตูให้เรียบร้อย อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวกับคณะพรรคของเขาอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"เราต้องร่วมมือกันฉุดอ้ายแห้วขึ้นมาจากนรกนี้ให้ได้ คนเราถ้าลงสูบเฮโรอินแล้วก็เท่ากับว่าเขาเป็นคนที่ตายไปแล้วครึ่งตัว"

ดร. ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร้ ไอ้จะจับอ้ายแห้วมาขังไว้ในห้องใต้ดินที่นี่ ห้องเก็บเครื่องมือทดลองวิทยาศาสตร์ของกันบางอย่างมีสภาพเหมือนห้องขังตามโรงพักแต่ไม่มีมุ้งลวด ถ้ารู้แน่ว่าอ้ายแห้วสูบเฮโรอิน กันจะขังมันไว้ แล้วจะพยายามคิดหายารักษามัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"มันปากแข็งไม่ยอมรับว่ามันสูบ จะไปขังมันได้อย่างไร"

ดร. ดิเรกหัวเราะ

"ต้องแอบดูมันและจับให้ได้คาหนังคาเขาสิครับ อ้ายแห้วต้องซื้อมาสูบในห้องพักของมัน หรือแอบสูบที่สวนหลังบ้าน ผมรู้สึกว่าอ้ายแห้วมันทรุดโทรมจริงๆ สร้อยคอและนาฬิกาข้อมือก็หายไปแล้ว ลงสูบเฮโรอินมีข้าวของเงินทองอยู่เท่าไรก็วอดวายหมด เพราะการสูบเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวันเช่นเดียวกับฝิ่น"

พลพูดเสริมขึ้นทันที

"ไม่มีอะไรดีกว่าจับอ้ายแห้วขังไม่ให้มันไปไหน ปล่อยให้มันคลุ้มคลั่งสักพักมันก็หายเอง" พูดจบก็หันมาทางนายจอมทะเล้น "กันมอบให้เป็นหน้าที่ของแกสืบสวนการเคลื่อนไหวของอ้ายแห้วโว้ย แกช่วยหน่อยเถอะวะ"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"ได้ ไม่ยากอะไรหรอก แอบดูพฤติการณ์ของมันสักวันสองวันก็รู้เรื่อง แต่เราต้องห้ามอ้ายแห้วอย่างเด็ดขาดไม่ให้มันออกจากบ้านไปไหน นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป เว้นแต่มันจะขับรถให้เราเท่านั้น"

คณะพรรคสี่สหายต่างวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องมหาภัยอันใหญ่หลวง คือเฮโรอินกำลังฉุดกระชากลากพี่น้องร่วมชาตินับจำนวนแสนลงสู่เหวนรก พลว่าเยาวชนมีจำนวนไม่น้อยตกเป็นทาสของเฮโรอิน เพราะถูกเพื่อนฝูงแนะนำไปในทางที่ผิด ดร. ดิเรกชี้แจงให้ฟังว่าผู้ที่ทดลองสูบเฮโรอินนั้นเพียงสองหรือสามครั้งก็ติดงอมแงม เฮโรอินทำให้ประสาททุกส่วนทำงานหนักขจัดความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ระงับปวดทำให้สมองแจ่มใส แก้ง่วงเหงาหาวนอน แต่มันคือปิศาจร้ายที่ค่อยๆ ทำลายชีวิต ทำลายความก้าวหน้า และคุณความดีทั้งปวง มันให้ประโยชน์เพียงชั่วขณะเดียวเท่านั้น ดร. ดิเรกกล่าวขึ้น ในสหรัฐอเมริกา มีผู้เสียชีวิตจากเฮโรอินปีละหลายแสนคน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สรุปความว่า

"รัฐบาลน่าจะแก้กฎหมายอาญาเสียใหม่ ลงโทษผู้ค้าเฮโรอินให้หนักที่สุด เช่นจำคุกตลอดชีวิตในฐานที่ทำลายพลเมืองของชาติ เมื่อไม่มีใครกล้าค้าเฮโรอินนักสูบเฮโรอินรุ่นใหม่ก็ไม่เกิดขึ้น ส่วนรุ่นเก่าก็ค่อยๆ ลงแดงตายไปตามๆ กัน"

การสนทนายุติลงเพียงชั่วขณะเมื่อเสียงประตูกระจกฝ้าหน้าห้องทดลองถูกเคาะเป็นจังหวะแม็มโบ้ ดร. ดิเรกหันไปมองดูแล้วร้องอนุญาต

"คัมอิน"

ประตูถูกผลักออกช้าๆ เจ้าแห้วพาตัวเดินยิ้มกริ่มเข้ามา มือขวาถือจานใส่เป็ดย่าง รูปร่างของเจ้าแห้วผ่ายผอมผิดปกติ ผมเผ้ายาวรุงรังโดยเจ้าตัวไม่สนใจการแต่งกาย ไม่พิถีพิถันเหมือนแต่ก่อน เสื้อและกางเกงยับยู่ยี่ ใบหน้าร่วงโรยซีดเซียว ริมฝีปากแห้ง นัยน์ตาปรือและโศก

สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างจ้องตาเขม็งมองดูเจ้าแห้วเป็นตาเดียว เจ้าแห้วหันไปปิดประตูห้องเรียบร้อยแล้ว เดินเข้ามาหาเจ้านายของเขา วางจานเป็ดย่างลงบนโต๊ะ

"รับประทานผมไปเอากางเกงที่สามย่าน เห็นเป็ดย่างน่ารับประทานเลยซื้อมาฝากครับ" เจ้าแห้วพูดยิ้มๆ "รับประทานมีซัมซิ่งรองหรือครับ พวกเจ้านายถึงพากันมองผมอย่างนี้"

พลมองดูเจ้าแห้วอย่างไม่วางตา

"อ้ายแห้ว แถวบางกะปินี่มีร้านตัดเสื้อกางเกงถมเถไป ทำไมแกต้องไปตัดถึงสามย่าน หรือว่าตามซอยจุฬาฯ เหล่านั้นมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ชีวิตของแกสดชื่นขึ้น"

เจ้าแห้วสะดุ้งเล็กน้อย

"รับประทานที่นั่นผมเซ็นได้นี่ครับ ตัดกันมาหลายปีแล้ว รับประทานวันนี้เจ้านายพูดเป็นปริศนาอักษรไขว้ชอบกล"

อาเสี่ยพูดโพล่งขึ้น

"ถามมันอย่างเปิดอกเถอะวะพล" แล้วเขาก็เงยหน้ามองดูเจ้าแห้ว "พวกเรากำลังข้องใจแกอ้ายแห้ว เราสงสัยว่าแกสูบเฮโรอิน"

เจ้าแห้วทำหน้าชอบกล

"เฮโรอิน" แล้วเจ้าแห้วก็หัวเราะอย่างขบขัน "เอาอะไรมาพูดครับ อาเสี่ย คนอย่างผมน่ะหรือครับสูบเฮโรอิน ฮ่ะ ฮ่ะ ผมอยากจะหัวเราะให้ขาดใจตายไปเลยรับประทาน จ้างให้ผมแสนบาทผมก็ไม่ยอมสูบ รับประทานผมสูบกัญชาก็แย่อยู่แล้ว เลิกเสียได้ก็นับว่าเป็นบุญนักหนา"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหันมามองดูหน้ากัน ส่วนเจ้าแห้วยืนหัวเราะงอไปงอมา ท่านเจ้าคุณตวาดเจ้าแห้วด้วยเสียงอันดัง

"เฮ้ย หัวเราะหาหอกอะไรวะ"

เจ้าแห้วหยุดหัวเราะทันที

"รับประทานผมขันจริงๆ ครับ ที่อาเสี่ยท่านหาว่าผมสูบเฮโรอิน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่น

"ที่เขาสงสัยก็เพราะแกมันซูบผอมร่วงโรยผิดปกติไปโว้ยอ้ายแห้ว หน้าตาก็ไม่มีสง่าราศีเหมือนเมื่อก่อนเลย"

เจ้าแห้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"รับประทานเป็นความจริงครับท่าน สองเดือนมานี้น้ำหนักผมลดไป ๔ ตัน"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น

"ลดไปเท่าไหร่นะ"

"รับประทาน ๔ กิโลครับ แฮ่ะ แฮ่ะ ผมพูดผิดไปครับ รับประทานที่น้ำหนักลดและซูบซีดไปก็เพราะผมเป็นโรคเบื่ออาหารครับ รับประทานข้าวได้มื้อละนิดหน่อยเท่านั้น บางทีตั้ง ๓ วันไม่ได้รับประทานข้าวแม้แต่คำเดียว รับประทานก๋วยเตี๋ยวบ้าง ขนมปังบ้าง"

พลยกมือชี้หน้าเจ้าแห้วแล้วพูดตัดบท

"ดีแล้ว เมื่อจับไม่ได้ไล่ไม่ทันก็แล้วไป ถ้าความจริงปรากฏว่าแกสูบเฮโรอินเมื่อไร ฉันจะคลึงแกให้แบนแป๊ดแป๋ทีเดียว"

เจ้าแห้วทำตาปริบๆ

"รับประทานเอาอะไรคลึงครับ"

พลหัวเราะเบาๆ

"แกคิดดูก็แล้วกันว่า ฉันควรจะเอาอวัยวะส่วนไหนคลึงแก ลงสูบเฮโรอินฉันก็เลี้ยงแกไม่ได้ เพราะแกใฝ่ต่ำถึงที่สุดแล้ว"

เจ้าแห้วหัวเราะอีก ก้มลงมองดูตัวเองแล้วกล่าวว่า

"รับประทาน เจ้านายเห็นผมซูบผอมก็คิดว่าผมสูบเฮโรอิน รับประทานร่างกายของคนเรามันยืดได้หดได้นี่ครับ หน้าฝนอากาศเย็นมันก็หดไปบ้าง รับประทานดูแต่เหล็กซีครับมันยังยืดยังหดได้"

ดร. ดิเรกฟังเจ้าแห้วอธิบายก็รู้สึกทั้งหมั่นไส้แกมขบขัน เขาชี้มือไปที่ประตูห้องแล้วไล่เจ้าแห้ว

"เก๊ทเอาท์"

เจ้าแห้วเดินยิ้มกริ่มออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ทันที สีหน้าของเจ้าแห้วไม่ได้แสดงความวิตกเป็นทุกข์อะไรเลย

ตอนค่ำคืนวันนั้นเอง

หลังจากเจ้าแห้วได้ร่วมวงรับประทานอาหารกับพวกคนใช้ชายหญิงที่โรงครัวเสร็จเรียบร้อย เขาก็ปลีกตัวออกมาจากโรงครัวเงียบๆ รีบขึ้นไปบนเรือนพักคนใช้ตรงมาที่ห้องนอนของเขา ด้วยท่าทางร้อนรนกระวนกระวายผิดปกติเพราะอยากสูบเฮโรอิน

เจ้าแห้วไขกุญแจเปิดประตูห้องนอนออก พาตัวเดินเข้าไปในห้อง เอื้อมมือเปิดสวิทช์ไฟแล้วหันมาปิดประตูใส่กลอนให้เรียบร้อย ครั้นแล้วเจ้าแห้วก็ทรุดตัวลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะเขียนหนังสือเก่าๆ ตัวหนึ่ง

โดยไม่รอช้า เขาล้วงกระเป๋าหยิบแค็ปซูลหลอดหนึ่งออกมา ภายในหลอดบรรจุเกล็ดสีม่วงอยู่ประมาณ ๑๐ เกล็ดเป็นอย่างมาก เจ้าแห้วจัดการถอดแค็บซูลออก เทเกล็ดเฮโรอิน ๔ เกล็ดใส่ฝ่ามือของเขาแล้วเก็บเฮโรอินที่เหลือไว้ในกระเป๋า หยิบตะกั่วซองบุหรี่ออกมา เอาเกล็ดเฮโรอินในฝ่ามือเทลงบนตะกั่วเตรียมจะสูบด้วยกรรมวิธีของนักสูบเฮโรอินทั้งหลาย คือจุดไม้ขีดลนตะกั่วให้เกิดความร้อน ควันสีม่วงอ่อนของเฮโรอินก็จะระเหยขึ้น แล้วเจ้าแห้วก็จะดูดควันเฮโรอินจากหลอดกาแฟ

เจ้าแห้วหยิบหลอดกาแฟในลิ้นชักขึ้นมาหนึ่งหลอด เอาใส่ปากคาบไว้ แต่ก่อนที่เขาจะจุดไม้ขีดเพื่ออัดควันมรณะเข้าปอด นิกรก็เดินออกมาจากซอกตู้เสื้อผ้าของเจ้าแห้ว มือขวาของนิกรถือปืนพกรีวอลเว่อร์ ๙ มม.

"อ้ายแห้ว" นิกรร้องขึ้นดังๆ

เจ้าแห้วเย็นวาบไปหมดทั้งตัว ใบหน้าซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษ นึกไม่ถึงว่านายจอมทะเล้นจะเข้ามาแอบซ่อนตัวอยู่ในห้องนอนของเขา เจ้าแห้วค่อยๆ หันไปมองดูนิกร แล้วพรวดพราดลุกขึ้นยืนกระชากมีดพกที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมาจากปลอกหนัง แสงไฟฟ้าส่องต้องใบมีดเป็นประกายวาววับ

นิกรยกปืนพกขึ้น จ้องหมายระดับหน้าอกของเจ้าแห้วทันที

"มึงจะสู้กูรึอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานเปล่าครับ แฮ่ แฮ่"

"เปล่าแล้วชักมีดออกมาทำไม"

"รับประทานก็ให้มันมีการตื่นเต้นนิดหน่อยเท่านั้นแหละครับ ใครใช้มีดสู้กับปืนรับประทานก็บ้าเต็มทน แล้วก็คุณเป็นเจ้านายของผมจะไปสู้คุณได้อย่างไร" พูดจบเจ้าแห้วก็ยื่นมีดพกเล่มนั้นส่งให้นิกรโดยดี

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ในที่สุดฉันก็จับได้ว่าแกสูบเฮโรอิน"

เจ้าแห้วหน้าจ๋อย พูดเสียงอ่อนน่าสงสาร

"รับประทานของมันสูบกันได้นี่ครับ"

"ยังจะพูดดีอีก" นิกรตวาดแว้ด "เดี๋ยวพ่อยิงกรอกปากเลย แกรู้ตัวหรือเปล่าว่า แกได้ทำตัวของแกเหลวแหลกถึงที่สุดแล้ว อีกสามสี่ปีแกก็ต้องตายด้วยฤทธิ์ของเฮโรอิน"

เจ้าแห้วทำตาแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้

"รับประทาน คนที่ไม่สูบเฮโรอินก็ตายเหมือนกันนี่ครับ"

"ถูกละ แต่เขาตายช้ากว่าแกโว้ย"

เจ้าแห้วยิ้มด้วยมุมปากข้างขวา

"รับประทาน ตายเร็วหรือตายช้าก็มีความหมายเหมือนกันแหละครับ"

"เล่นลิ้นเรอะ เดี๋ยวพ่อฟาดด้วยปืนกบาลแบะเลย ถามจริงๆ เถอะวะอ้ายแห้ว ทำไมแกถึงริอ่านสูบเฮโรอิน"

เจ้าแห้วทำหน้ากระเรี่ยกระราดชอบกล

"รับประทานเรื่องมันเป็นยังงี้ครับ เพื่อนของผมคนหนึ่งมันแนะนำผมว่า ถ้าผมสูบไอระเหยหรือเฮโรอิน รับประทานผมก็จะเลิกสูบกัญชาได้อย่างเด็ดขาด ผมก็เลยทดลองดูครับ"

"แล้วแกก็เลิกสูบกัญชา"

"ครับ รับประทานเลิกได้อย่างเด็ดขาด แต่เปลี่ยนมาสูบเฮโรอินครับ"

"เลวมาก แกควรจะรู้ว่า เฮโรอินเป็นศัตรูอันร้ายกาจที่ทำลายทุกอย่างในตัวแก ทั้งร่างกายและจิตใจ ไป...ไปที่ตึกใหญ่เดี๋ยวนี้ แกจะต้องรับการพิจารณาโทษอย่างหนักในเรื่องนี้ แต่ดิเรกจะช่วยรักษาแกให้เลิกสูบเฮโรอินและมีสุขภาพสมบูรณ์ตามเดิม"

ครั้นแล้วนิกรก็ควบคุมตัวเจ้าแห้วออกไปจากห้องพัก พาเจ้าแห้วมุ่งตรงไปที่ตึกใหญ่

ในเวลาเดียวกันนี้เอง คณะพรรคสี่สหายกับสี่นาง พร้อมด้วยคุณหญิงวาดและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังนั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่ในห้องโถงชั้นล่างของตัวตึก ท่ามกลางแสงไฟฟ้าอันสว่างไสว เมื่อนิกรนำตัวเจ้าแห้วเข้ามาในห้อง ทุกคนก็พากันมองดูเป็นตาเดียวกัน ทำให้เจ้าแห้วอกสั่นขวัญแขวนเต็มไปด้วยความเกรงกลัวคุณหญิงวาดและพลมากกว่าคนอื่น

"ว่าไงอ้ายกร" เสี่ยหงวนถามเสียงหัวเราะ

นิกรชี้มือบอกให้เจ้าแห้วนั่งลงบนพื้น แล้วเดินเข้ามาทรุดตัวนั่งบนโซฟากับเพื่อนเกลอทั้งสาม นายจอมทะเล้นยิ้มให้คุณหญิงวาดแล้วกล่าวว่า

"ผมจับได้คาหนังคาเขาเชียวครับ"

คุณหญิงวาดนัยน์ตาเหลือก

"อ้ายแห้วสูบไอระเหย..."

"ครับ"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจของสี่นางดังขึ้นทันที นันทากล่าวกับเพื่อนๆ ของหล่อนด้วยเสียงอันดัง

"ไหมล่ะ ในที่สุดเราก็ได้รู้ความจริงว่าเจ้าแห้วสูบเฮโรอิน"

ประไพยิ้มเล็กน้อย

"นั่นน่ะซีคะ ซูบผอมไปจนผิดรูปออกอย่างนี้ โธ่...น่าสงสาร ไม่น่าจะมีความคิดต่ำช้าถึงเพียงนี้เลย สูบกัญชายังพอจะอภัยให้บ้าง สูบเฮโรอินจะเลี้ยงมันได้อย่างไร อีกหน่อยพวกเราเผลอ เจ้าแห้วก็ต้องขโมยข้าวของเอาไปขายหรือจำนำ เพื่อเอาเงินมาซื้อเฮโรอินสูบ"

คุณหญิงวาดมองดูเจ้าแห้วด้วยสายตาแข็งกร้าว ทำให้เจ้าแห้วเย็นวาบ เหมือนกับถูกราดด้วยน้ำแข็ง

"อ้ายแห้ว ใครสั่งใครสอนให้มึงสูบเฮโรอินวะ อ้ายระยำ หมาจะเกิดชิงหมาเกิด ชั่วช้าสารเลวไม่มีใครเปรียบแล้ว คนอย่างมึงฝักใฝ่แต่อบายมุข สูบกัญชาไม่พอยังเสือกสูบเฮโรอินอีก กูเจ็บใจมึงนัก มึงจะว่ายังไงวะ อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"รับประทานกระผมน่ะไม่ว่ายังไงหรอกครับ มีแต่คุณหญิงจะว่ากระผม"

นันทายกมือชี้หน้าเจ้าแห้ว

"สำนวนดีนัก เดี๋ยวก็ถูกตบหน้าเท่านั้นแหละ"

นวลลออกล่าวกับคุณหญิงวาดอย่างเป็นงานเป็นการ

"ให้คุณหมอจัดการช่วยเจ้าแห้วเถอะค่ะ คุณอาคะ ถ้ารักษาหายแล้วขืนสูบอีกก็ไล่มันไปจากบ้าน"

ประภากล่าวถามสามีของหล่อนเบาๆ

"เตรียมห้องขังไว้เรียบร้อยแล้วไม่ใช่หรือคะ"

"ออไร้ เรียบร้อยแล้ว"

พล พัชราภรณ์ ผุดลุกขึ้นยืนแล้วพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"ไป...อ้ายแห้ว ฉันจะขังแกไว้ในห้องใต้ดินในระหว่างที่ดิเรกเขาให้การรักษาแก"

เจ้าแห้วร้องไห้โฮ

"รับประทานขังไว้ ผมไม่ได้สูบเฮโรอิน ผมก็ตายซีครับ"

พลหัวเราะหึๆ

"คนอย่างแกตายเสียได้ก็ดี น้ำหนักของโลกจะได้เบาขึ้น ตามฉันไปห้องทดลองวิทยาศาสตร์เดี๋ยวนี้"

เจ้าแห้วต้องปฏิบัติตามคำสั่ง พลพาเจ้าแห้วออกไปจากห้องโถง นิกร, กิมหงวน, ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างลุกขึ้นติดตามไปด้วย คุณหญิงวาดกับสี่นางต่างบ่นพึมพำเท่าที่เจ้าแห้วประพฤติตัวเหลวไหล

ในที่สุด เจ้าแห้วก็สิ้นสุดอิสรภาพ เขาถูกขังอยู่ในห้องซี่ลูกกรงที่อยู่ใต้ดิน ภายในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ดร. ดิเรกรับรองว่าเขาจะใช้เวลาเพียงสองสามวัน คิดยาแก้ผู้เสพย์ติดเฮโรอินให้ได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ผู้เป็นทาสไอระเหยต่อไป

ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น ละม่อมสาวใช้เก่าแก่ของบ้าน "พัชราภรณ์" ซึ่งมีอายุในวัยกลางคน และเป็นคนสนิทของคุณหญิง เป็นผู้จัดอาหารเช้าไปให้เจ้าแห้วที่ห้องขังตามคำสั่งของคุณหญิง หลังจากนั้นละม่อมก็รีบมารายงานให้คุณหญิงวาดทราบถึงอาการคลุ้มคลั่งของเจ้าแห้ว

"คุณหญิงเจ้าคะ นายแห้วแกวุ่นวายอาละวาดอยู่ในห้องขังเจ้าค่ะ ดิฉันสอดถาดอาหารเข้าไปใต้ซี่ลูกกรงนายแห้วแกเตะถ้วยชามแตกหมดเจ้าค่ะ แกบอกว่าแกไม่กิน แล้วก็ด่าดิฉันอย่างหยาบๆ คายๆ "

คุณหญิงทราบทันทีว่า อาการเช่นนี้เพราะเจ้าแห้วกระหายอยากสูบเฮโรอินนั่นเอง

"อย่าไปถือมันเลยละม่อม ถึงอย่างไรแกก็เคย โอ.เค. ซิกาแร็ตกับอ้ายแห้วมาแต่ก่อนเหมือนกัน ข้าจะไปดูมันเสียหน่อย ถ้ามันไม่ยอมกินข้าวมันก็ตายเท่านั้น"

แล้วคุณหญิงวาดก็รีบมาเยี่ยมเจ้าแห้วผู้เป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงของท่านที่ห้องใต้ดินอันเป็นห้องกว้างขวาง ผนังทั้งสี่ด้านเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ห้องที่กล่าวนี้เป็นที่เก็บวัตถุระเบิดและเคมีที่เป็นอันตราย ห้องขังสำหรับขังเจ้าแห้วเป็นห้องกรงเหล็กมีขนาดกว้าง ๓ เมตรและยาว ๓ เมตร ตอนล่างมีช่องสูงจากพื้นประมาณครึ่งฟุต ภายในห้องมีเตียงผ้าใบหนึ่งเตียง โต๊ะขนาดเล็กหนึ่งโต๊ะ บนโต๊ะมีเหยือกน้ำเคลือบหนึ่งเหยือก ถ้วยแก้วหนึ่งใบ มุมหนึ่งของห้องมีถังเหล็กขนาดกลมใบหนึ่งสำหรับให้เจ้าแห้วใช้ทำธุรกิจทั้งหนักและเบา

เมื่อคุณหญิงวาดลงบันไดมาสู่ห้องใต้ดินซึ่งมีแสงไฟส่องสว่างตลอด ๒๔ ชั่วโมง และมีเครื่องปรับอากาศทันสมัย ท่านก็แลเห็นเจ้าแห้วนอนซมอยู่บนเตียงผ้าใบนั้น บนพื้นห้องเกลื่อนกลาดไปด้วยอาหารและถ้วยชามที่ถูกเจ้าแห้วเตะแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

คุณหญิงวาดพาตัวเดินเข้ามายืนหน้าห้องขัง และมองดูเจ้าแห้วด้วยความสงสาร ท่านหายเกลียดชังเจ้าแห้วแล้ว ถึงแม้ท่านจะปากร้ายอย่างไร จิตใจของท่านก็เปี่ยมด้วยความกรุณาเสมอ

"แห้ว...แห้วเอ๊ย เป็นยังไงบ้างวะ โถ...คนแท้ๆ จับมันขังเหมือนลูกหมา ข้าไม่ได้สนับสนุนให้เขาขังเอ็งหรอกวะ พ่อพวกนั้นเขาคิดกันขึ้นเอง"

เจ้าแห้วหน้าซีดเผือด ร่างของเขาสั่นสะท้านเหมือนลูกนก

"โอย...คุณหญิงครับ รับประทานผมตายแน่ ผมไม่รอดแล้วครับ รับประทานใจผมสั่นริกๆ ปวดศีรษะ หูอื้อ นัยน์ตาพร่า และไม่มีเรี่ยวแรงเลยครับ โอย...รับประทานมันปวดร้าวไปหมดทั้งตัวเลยครับ"

คุณหญิงน้ำตาคลอหน่วย

"โถ...ข้าจะช่วยอะไรเอ็งได้บ้างล่ะ อ้ายแห้ว ข้าวปลาเอ็งก็ไม่ยอมกิน"

เจ้าแห้วร้องไห้สะอึกสะอื้น

"รับประทานไม่ได้สูบเฮโรอิน คอหอยมันปิดครับ แม้แต่น้ำก็กลืนไม่ได้" พูดพลางเจ้าแห้วฝืนพยุงกายลุกขึ้นนั่ง "รับประทานผมไม่รอดแล้ว คะร้าบ"

คุณหญิงวาดมองดูเจ้าแห้วด้วยความสมเพชเวทนา

"พ่อดิเรกเขาบอกข้าเมื่อคืนว่า เขาจะขังไว้เพียงสามสี่วันเท่านั้น อดทนเอาหน่อยซี"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะช้าๆ

"รับประทานทนไม่ไหวครับ มันทรมานเหลือเกินครับ" แล้วเจ้าแห้วก็ลุกขึ้น ถอดเข็มขัดคาดเอวออกอย่างร้อนรน

คุณหญิงวาดขมวดคิ้วย่น

"เอ็งจะทำอะไรน่ะ เจ้าแห้ว"

เจ้าแห้วสะอื้น

"รับประทาน ผมจะผูกคอตายให้รู้แล้วรู้รอดเสียทีครับ มันทรมานเหลือเกิน มองเห็นเฮโรอินอยู่แค่เอื้อมแต่เอามาสูบไม่ได้"

คุณหญิงยิ้มแห้งๆ

"ไหนวะเฮโรอิน"

"รับประทาน อยู่ในลิ้นชักโต๊ะริมผนังห้องนั่นแหละครับ คุณหมอยึดเอาไปจากกระเป๋าผมเมื่อคืนนี้ครับ รับประทานยังมีเหลืออยู่ในแค็ปซูลอีก ๔ เกล็ด รับประทานกราบฝ่าเท้าละครับ กรุณาช่วยหยิบให้ผมหน่อยได้ไหมครับ"

คุณหญิงวาดมองไปทางบันไดขึ้นไปสู่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ แล้วกระซิบกระซาบกับเจ้าแห้วด้วยความสงสารและเห็นใจ

"เอ็งต้องสัญญาก่อนว่า เอ็งจะสูบครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต แล้วข้าจะไปหยิบมาให้"

เจ้าแห้วลืมตาโพลง ใบหน้ากลับสดชื่นขึ้นทันที เขายกมือไหว้ประหลกๆ แล้วพูดเร็วปรื๋อ

"ครับผม ผมให้สัญญาครับ รับประทานขอสูบไว้อาลัยอีกครั้งเดียวเท่านั้นแหละครับ ถ้าผมละเมิดสัญญา ผมยอมให้คุณหญิงกระทืบผมเลยครับ"

"จริงๆ นะ กระทืบกลางยอดอก ๑๐ ทีนะ"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือกแล้วยิ้มแห้งๆ

"ครับ"

ความเมตตาสงสารทำให้คุณหญิงพาตัวเองเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือขนาดกลางตัวหนึ่ง เจ้าแห้วดีใจจนเนื้อเต้น อันเป็นความรู้สึกของนักสูบไอระเหยทุกคนที่อยากสูบใจจะขาดและกำลังจะได้สูบ คุณหญิงวาดดึงลิ้นชักโต๊ะออก พอแลเห็นหลอดแค็ปซูลวางอยู่ในนั้นท่านก็หยิบขึ้นมา

"รับประทานกรุณาค้นหาหลอดกาแฟติดมือมาฝากผมสักอันด้วยครับ"

คุณหญิงวาดซึ่งกลายเป็นคนใช้ของเจ้าแห้วปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าแห้วโดยดี ในลิ้นชักโต๊ะมีหลอดกาแฟทิ้งอยู่หลายอัน ท่านหยิบออกมาอันหนึ่ง แต่ก่อนที่ท่านจะนำแค็ปซูลและหลอดกาแฟไปให้เจ้าแห้ว คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาตัวเดินลงบันไดมา

เจ้าแห้วตีอกชกหัวตัวเองด้วยความเดือดดาล แล้วร้องตะโกนลั่น

"โอ๊ย...ยังงี้ไม่ซวยจะไปซวยเมื่อไหร่โว้ย หมูกำลังจะเข้าปากอยู่แล้วมีมารมาประจญ โธ่-ตายดีกว่ากู"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหยุดยืนรวมกลุ่มกันและมองดูเจ้าแห้วอย่างเศร้าใจ ทันใดนั้นเองนิกรก็หันมาเห็นคุณหญิงวาดเข้า นายจอมทะเล้นตกใจร้องขึ้นสุดเสียง

"วุ้ย ตาเถรหัวถลอก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกเขี้ยวหันมาทำตาเขียวกับนิกร

"เดี๋ยวก็ยันตูมเข้าให้เท่านั้นเอง"

ดร. ดิเรกมองดูคุณหญิงด้วยความแปลกใจยิ่ง

"คุณอาลงมาทำไมครับ"

คุณหญิงวาดฝืนยิ้มซ่อนหลอดแค็ปซูลไว้ข้างหลัง

"แฮ่ะ แฮ่ะ เปล่า"

นายแพทย์หนุ่มเดินปราดเข้ามาหาในท่าทางขึงขัง

"คุณอาซ่อนอะไรไว้ข้างหลัง เฮโรอินที่อยู่ในลิ้นชักนี้ใช่ไหมครับ ส่งมาให้เสียดีๆ "

คุณหญิงวาดส่งแค็ปซูลเฮโรอินให้ ดร. ดิเรกอย่างอิดเอื้อน

"นี่จ้ะ อย่าทำเสียงเขียวกับฉันเลย ฉันกลัวแล้วหมอจ๋า นังม่อมมันไปบอกอาว่า มันจัดอาหารเข้ามาให้อ้ายแห้วแต่อ้ายแห้วไม่ยอมกิน เตะสำรับกับข้าวถ้วยชามแตกกระจายหมด อาก็เลยลงมาดูมัน"

ดร. ดิเรกขบกรามกรอด

"แล้วทำไมคุณอาเอาเฮโรอินให้คนไข้ของผม"

คุณหญิงวาดทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"อาเวทนามัน พ่อดิเรก มันนอนหนาวสั่นเหมือนลูกหมาหน้าหนาว แล้วมันก็ลุกขึ้น บ่นว่าอ่อนเพลียละเหี่ยใจ มันจะผูกคอตายในห้องขัง วิงวอนขอร้องอาให้หยิบเฮโรอินในลิ้นชักโต๊ะให้มัน แฮ่ะ แฮ่ะ พอดีพวกแกลงมา ให้มันสูบอีกครั้งเถอะนะพ่อดิเรก"

"ไม่ได้" ดร. ดิเรกตวาดแว้ด

"โธ่...สงสารมันน่า นึกว่าเห็นแก่ลูกหมาตาดำๆ "

"โน" ดร. ดิเรกเอ็ดตะโร "อย่าสงสารคนในทางที่ผิดซีครับ ผมกำลังช่วยมันให้เลิกสูบไอระเหย"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นทันที

"อย่าช่วยผมเลยครับคุณหมอ ให้ผมสูบและปล่อยให้ผมตายเถอะครับ รับประทานตัวของผม ผมยอมตายครับ ตายเพราะสูบเฮโรอินคือการตายที่น่าภาคภูมิและมีเกียรติที่สุดสำหรับผม"

พลพูดตัดบท

"แกอย่านึกเลยว่าแกจะได้สูบไอระเหยอีก ต่อให้แกมีอันเป็นชักดิ้นชักงอขาดใจตายไปต่อหน้าเรา เราก็ให้แกสูบไม่ได้"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วนิ่วหน้า ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งยองๆ แล้วยกมือกดท้อง เพราะรู้สึกปวดท้องเหมือนจะขาดใจ เขาร้องครวญครางน่าสงสาร สักครู่ก็ล้มลงดิ้นทุรนทุรายบนพื้นคอนกรีต ใบหน้าซีดเซียวผิดปกติทั้งนี้เนื่องจากร่างกายต้องการเฮโรอินนั่นเอง เจ้าแห้วได้รับความทุกข์ทรมานมาตลอดคืนแล้ว ความกระหายเฮโรอินนั้นร้ายแรงกว่าฝิ่นมาก

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาด พากันเข้ามายืนเบื้องหน้ากรงขังและมองดูเจ้าแห้วอย่างเศร้าสลดใจ

"แห้วโว้ย" ท่านเจ้าคุณร้องเรียก "แกลุกขึ้นเต้นร็อคให้ฉันดูหน่อยซี แล้วฉันจะให้แกสูบเฮโรอิน"

"โธ่" เจ้าแห้วคราง "รับประทาน เรี่ยวแรงผมมีเมื่อไหร่ล่ะครับ เพียงแต่ลุกขึ้นนั่งก็ไม่ไหวแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจ แล้วหันมาทางคุณหญิงวาด

"เราต้องใจแข็งครับคุณหญิง ถ้าขืนสงสารมันผ่อนผันให้มันสูบเฮโรอินแม้แต่เพียงสองเกล็ดก็เท่ากับว่าเราแกล้งฆ่าอ้ายแห้วให้ตายเร็ว"

คุณหญิงวาดน้ำตาคลอหน่วย

"นี่มันก็มีอาการเข้าตรีทูตแล้วนี่คะเจ้าคุณ ดูซีคะน้ำลายไหลฟูมปากเหมือนกับหมาถูกยาเบื่อ

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้นทันที

"โน...มันไม่ตายหรอกครับคุณอา ผมรับรองว่าอ้ายแห้วไม่ตายอย่างเด็ดขาด แต่มันจะต้องมีอาการอย่างนี้เรื่อยไป จนกว่าผมจะคิดยาแอนตี้เฮโรอินได้สำเร็จ"

พลกล่าวกับนายแพทย์หนุ่มอย่างเป็นงานเป็นการ

"ขอให้แกเร่งมือหน่อยหมอ ถ้าแกคิดยานี้ได้แกก็ช่วยเพื่อนมนุษย์ที่ตกเป็นทาสเฮโรอินได้ทั่วประเทศและทั่วโลก ในที่สุดเฮโรอินก็จะไม่มีความหมายอะไร"

"ออไร้ ไอจะลงมือคิดตัวยาแอนตี้เฮโรอินวันนี้แหละ ส่วนผสมสำคัญของมันก็คือมอร์ฟีน ถ้ากันคิดได้สำเร็จ วงการแพทย์ทั่วโลกจะต้องตื่นเต้นประหลาดใจไปตามกัน"

นิกรชักสนใจก็ถามขึ้นว่า

"แกจะให้ยาของแกมีประสิทธิภาพอย่างไรบ้างหมอ"

ดร. ดิเรกตอบโดยไม่ต้องคิด

"ทำให้ผู้ที่ได้รับการฉีดยานี้เลิกสูบเฮโรอินได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งหมายความว่า กลิ่นหรือควันระเหยของเฮโรอินจะเป็นปรปักษ์ต่อประสาทของเขา"

อาเสี่ยกิมหงวนสนับสนุนความคิดของนายแพทย์หนุ่มทันที

"วิเศษมากหมอ โลกจะเป็นหนี้บุญคุณแกในครั้งนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"แต่ระวังให้ดี นักค้าเฮโรอินอาจจะฆ่าแกก็ได้ดิเรก ถ้าแกคิดยาแอนตี้เฮโรอินสำเร็จ พ่อค้าเฮโรอินซึ่งลงทุนค้าไอระเหยนับสิบแสนหรือมากกว่านั้น มันจะอาฆาตเพราะทำให้มันต้องฉิบหายวายวอด"

นิกรมองดูหน้าพ่อตาของเขา

"สิบแสนน่ะมันเท่าไหร่ครับคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณทำปากจู๋ แล้วตะโกนสุดเสียง

"หนึ่งล้านโว้ย"

เจ้าแห้วร้องขึ้นดังๆ

"โอ๊ย...ทุกคนโปรดอยู่ในความสงบครับ รับประทานผมกำลังจะสิ้นใจตายอยู่แล้ว ขอให้ผมตายอย่างสงบ ฮือ...ฮือ...หนาวอะไรอย่างนี้กระดูกกระเดี้ยวปวดไปหมดแล้ว...โอย"

คุณหญิงวาดรีบร้องบอกเจ้าแห้วทันที

"อ้ายแห้ว พระอรหัง"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก แล้วครางต่อไป

"โอย...ขอสูบสักสองเกล็ดไม่ได้หรือครับคุณหมอ ช่วยต่อชีวิตผมไว้สักหน่อยเถอะครับ"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะหึๆ แล้วกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ขึ้นไปข้างบนเถอะพวกเรา ทิ้งมันไว้อย่างนี้แหละ ตอนนี้ยังให้การรักษาพยาบาลอะไรไม่ได้ ต้องปล่อยมันตามเรื่องก่อน ไอรับรองว่าอ้ายแห้วไม่ตายนอกจากจะได้รับการทรมานอย่างนี้ซึ่งช่วยอะไรไม่ได้"

ครั้นแล้ว สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาดก็พากันเดินผ่านห้องใต้ดินขึ้นบันไดไปชั้นบน ทุกคนได้ยินเสียงเจ้าแห้วร้องไห้โฮ คุณหญิงวาดหันมามองดูด้วยความสงสาร

ไม่มีอะไรเกินความรู้ความสามารถของ ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ไปได้ ทั้งนี้ก็เพราะนายแพทย์หนุ่มของเราเป็นผู้ที่มีมันสมองเฉียบแหลมผิดจากมนุษย์นั่นเอง วงการวิทยาศาสตร์และวงการแพทย์ทุกประเทศต่างยอมรับนับถือว่า ดร. ดิเรกเป็นอัจฉริยบุคคล เป็นจอมนักวิทยาศาสตร์และเป็นนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ผู้สามารถทำการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบของไส้เดือนหรือมดตัวเล็กๆ ได้ โดยใช้กล้องขยายพิเศษใส่ลูกนัยน์ตาคล้ายกับกล้องของช่างแก้นาฬิกาแล้วทำการผ่าตัด

วันนั้น ตลอดวัน ดร. ดิเรกขลุกอยู่แต่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของเขา ใช้เวลาที่มีอยู่คิดค้นตัวยาบำบัดคนไข้เฮโรอินโดยเฉพาะ

นายแพทย์หนุ่มคิดสูตรตัวยาแอนตี้เฮโรอินได้เรียบร้อยในเวลา ๑๔.๓๐ น. หลังจากนั้นเขาก็ทำหน้าที่เป็นเภสัชกร จัดแจงผสมบรรจุไว้ในหลอดยาฉีดขนาด ๕ ซี.ซี. ตามกรรมวิธีของเขา

ดร. ดิเรกถอนหายใจโล่งอก เขาใช้เวลาเพียง ๖ ชั่วโมงในการคิดค้นยาบำบัดผู้เสพย์ติดเฮโรอิน อารมณ์และจิตใจอันเคร่งเครียดของเขาก็แจ่มใสขึ้น นายแพทย์หนุ่มผละจากโต๊ะสี่เหลี่ยมยาวมุมห้องซึ่งเป็นโต๊ะสำหรับผสมยา พาตัวเดินมาที่อ่างล้าง จัดแจงเปิดก๊อกล้างมือฟอกสบู่ แล้วฮัมเพลงฝรั่งในลำคอเบาๆ

ทันใดนั้นเอง ประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์ก็ถูกเคาะขึ้น

"ขมิ้น" ดร. ดิเรกร้องลั่นเป็นภาษาอังกฤษ คือคัมอินนั่นเอง

"ดินสอพองโว้ย" เสียงกิมหงวนร้องตอบ

ประตูกระจกฝ้าถูกเปิดออกทันที อาเสี่ยเดินนำหน้าพานิกรเข้ามาในห้องของ ดร. ดิเรก สองสหายไปตรวจกิจการค้าของเขาเพิ่งกลับมา

"ว่าไงหมอ ได้เรื่องหรือยัง" นิกรถามยิ้มๆ

"ออไร้ เสร็จแล้ว"

นิกรสะดุ้งเฮือก

"หา อ้ายแห้วตายแล้วหรือนี่ โธ่"

ดร. ดิเรกทำคอย่น

"โน-ยังไม่ตายโว้ย"

นายจอมทะเล้นทำหน้าชอบกล

"ก็ไหนแกว่าเสร็จแล้วยังไงล่ะ"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะลั่น

"เสร็จแล้วน่ะ กันหมายความถึงยาแอนตี้เฮโรอินที่กันคิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่าอ้ายแห้วเสร็จแล้ว" พูดจบ ดร. ดิเรกก็เอื้อมมือดึงผ้าขนหนูเล็กๆ ที่พาดไว้บนราวทองเหลืองลงมาเช็ดมือ "อ้ายพลอยู่ไหนล่ะ ไปเรียกมันมาดูคุณภาพยาฉีดของกันหน่อยซี กันจะฉีดยาแอนตี้เฮโรอินให้เจ้าแห้วภายในสองสามนาทีนี้แหละ"

อาเสี่ยว่า "อ้ายพลกับคุณอาต้องทำธุระสำคัญบางอย่างอยู่ที่ธนาคารของเรา มันสั่งให้มาบอกแกว่า ถ้าแกคิดยาได้สำเร็จ และฉีดยาให้เจ้าแห้ว ได้ผลอย่างไรให้โทรศัพท์ไปบอกมันด้วย"

"ออไร้ ออไร้ ถ้ายังงั้นพวกเราเตรียมตัวลงไปห้องใต้ดินเถอะ"

นิกรกล่าวถามถึงเจ้าแห้วทันที

"อ้ายแห้วเป็นยังไงบ้าง"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มให้เพื่อนเกลอของเขา

"ไม่ยอมกินข้าวกินน้ำ นอนหนาวสั่นอยู่ในห้องขังตลอดเวลา กันลงไปเยี่ยมทุก ๑๕ นาที เมื่อตอนใกล้เที่ยงฉีดมอร์ฟีนให้เข็มหนึ่ง รู้สึกว่ากระปรี้กระเปร่าขึ้นบ้าง"

ใน ๕ นาทีนั้นเอง ดร. ดิเรกก็พาสองสหายลงไปสู่ห้องใต้ดิน ซึ่งอยู่ใต้ห้องทดลองวิทยาศาสตร์อันกว้างขวาง อาเสี่ยกิมหงวนกับนิกรเต็มไปด้วยความห่วงใยเจ้าแห้ว

ขณะนี้ เจ้าแห้วสิ้นฤทธิ์แล้ว มีอาการเหมือนคนไข้หนักที่ใกล้จะสิ้นใจ เขานอนตัวงอในท่านอนตะแคงอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบในห้องขัง มือทั้งสองซุกไว้ในขา ร่างของเจ้าแห้วสั่นสะท้าน หน้าตาซูบซีดร่วงโรย เมล็ดเหงื่อปรากฏทั่วใบหน้า ความอยากเฮโรอินบังเกิดขึ้นจนถึงขีดสุด ทำให้อ่อนระโหยโรยแรง มีอาการหน้ามืด ใจคอวาบหวิวตลอดเวลา น้ำตาและน้ำมูกไหลยืดยาด อันเป็นอาการของคนติดเฮโรอิน

ดร. ดิเรก กับนิกรและอาเสี่ย ตรงเข้ามาหยุดยืนหน้าห้องขัง นายแพทย์หนุ่มล้วงกระเป๋าเสื้อคลุมยาวสีขาวหยิบพวงกุญแจออกมา ไขกุญแจดอกใหญ่ เปิดประตูห้องขังออก พาเพื่อนเกลอทั้งสองเข้าไปในกรงเหล็ก

เจ้าแห้วตัดสินใจเด็ดขาดที่จะหลบหนีออกไปจากที่คุมขัง เขารวบรวมกำลังทั้งหมดบังคับตัวให้ลุกขึ้น แต่แล้วเจ้าแห้วก็ลงนอนร้องครวญครางน่าเวทนา

"โอย...รับประทานใจมันคิดหนี แต่กำลังร่างกายไม่ยอมหนี รับประทานช่วยเอาปืนยิงผมทีเถอะครับ ผมจะได้ตายเสียรู้แล้วรู้รอด มันทรมานเหลือเกิน รับประทานถ้ารู้เสียแต่แรกว่ามันทรมานอย่างนี้ จ้างผมก็ไม่สูบ โอย...ปวดกระดูกเหลือเกินครับ แน่นหน้าอกหายใจไม่ค่อยออกเลยเจ้าประคุณเอ๋ย รับประทานไม่ผิดอะไรกับตกนรกทั้งเป็น"

ดร. ดิเรกยิ้มให้คนไข้ของเขา

"ใจเย็นๆ น่า อดทนหน่อยสิวะแก ฉันจะฉีดยาแอนตี้เฮโรอินให้แกเดี๋ยวนี้แหละ ฉีดแล้วอาการของแกจะดีขึ้น และแกจะไม่ยอมสูบเฮโรอินต่อไปอีกอย่างเด็ดขาด"

เจ้าแห้วประนมมือไหว้ ร้องวิงวอนนายแพทย์หนุ่มทันที

"รับประทานอย่าช่วยผมเลยครับคุณหมอ ให้ผมได้สูบเฮโรอินต่อไปเถอะครับ รับประทานผมยอมตายเพราะสูบเฮโรอินดีกว่ามีชีวิตอยู่ต่อไปแต่ไม่ได้สูบมัน"

กิมหงวนทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"โธ่...เดี๋ยวกระทืบแบนเป็นกล้วยปิ้งเลย ดันพูดออกมาได้ คนที่เสพย์ติดเฮโรอินน่ะ ใครๆ ก็อยากเลิกสูบทั้งนั้น แต่ว่าเลิกไม่ได้ เมื่อดิเรกเขามีแก่ใจช่วยแกแกก็ควรจะรับความช่วยเหลือจากเขาด้วยความเต็มใจซีวะ"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ

"ทัศนะของคนสูบเฮโรอินกับคนที่ไม่สูบมันไม่ตรงกันครับ"

นิกรหัวเราะ ยกมะเหงกข้างขวาเขกกบาลเจ้าแห้วค่อนข้างแรง

"นี่แน่ะ วาทศิลปสำคัญนัก"

ดร. ดิเรกหัวเราะชอบใจ ล้วงกระเป๋าเสื้อหมอหยิบกล่องนิคเกิ้ลออกมาเปิดออกแล้ววางลงบนโต๊ะข้างเตียงนอน ภายในกล่องมีหลอดฉีดยาขนาด ๕ ซี.ซี. พร้อมด้วยเข็มที่นึ่งแล้วอีกหนึ่งเล่ม ยาฉีดแอนตี้เฮโรอินหนึ่งหลอด เจ้าแห้วมองดู ดร. ดิเรกบรรจุยาฉีดด้วยความประหวั่นพรั่นใจ

"คุณหมอ...รับประทานคุณหมอจะฉีดยาเพื่อให้ผมตายใช่ไหมครับ"

ดร. ดิเรกสั่นศีรษะ

"โน...หมอไม่เคยฆ่าคนไข้ แม้กระทั่งคนไข้คนนั้นเป็นศัตรูของเขา หน้าที่ของหมอคือช่วยคนไข้โดยไม่เลือกว่าชาติใดภาษาใด และไม่คำนึงถึงชั้นวรรณะ"

เจ้าแห้วกะพริบตาถี่เร็ว

"รับประทาน อย่าเอายาพิษฉีดให้ผมนะครับ"

ดร. ดิเรกอดหัวเราะไม่ได้ เขาบรรจุยาเข้าหลอดฉีดเรียบร้อยแล้ว

"ก็ไหนแกว่าแกอยากตายไม่ใช่เรอะ"

เจ้าแห้วฝืนยิ้ม

"รับประทาน ถ้าตายเพราะสูบเฮโรอินผมก็ไม่กลัวครับ โธ่...คุณหมอเห็นใจผมเถอะครับ ขอผมสูบสักสองสามเกล็ดเท่านั้น รับประทานสูบเข้าไปแล้วโลกนี้มันเป็นของผม ช่วยให้ผมมีชีวิตชีวาขึ้นอีก"

"ออไร้ ฉีดยานี่เสียก่อนแล้วฉันจะให้แกสูบ นอนคว่ำโว้ย อย่าร่ำไร"

เจ้าแห้วอ้าปากหวอ

"รับประทานคุณหมอจะทำไมผม"

ดร. ดิเรกตะโกนลั่น

"ฉีดยาโว้ย"

เจ้าแห้วยิ้มออกมาได้ เขาปฏิบัติตามคำสั่งของนายแพทย์หนุ่มโดยดี ในนาทีนั้นเอง ดร. ดิเรกก็ฉีดยาแอนตี้เฮโรอิน ๕ ซี.ซี. เข้าไปในตะโพกของเจ้าแห้ว นิกรกับกิมหงวนยืนทำหน้าเบ้ไปตามกัน จนกระทั่งนายแพทย์หนุ่มดึงเข็มออกมาจากตะโพกข้างขวาของเจ้าแห้ว และถอดเข็มออกจากหลอดฉีดยาเก็บไว้ในกล่องนิคเกิ้ล

กิมหงวนถาม ดร. ดิเรกอย่างเป็นงานเป็นการ

"อีกนานไหมกว่ายาของแกจะออกฤทธิ์"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มอย่างภาคภูมิ

"ในราว ๕ นาที เมื่อยาของกันแทรกซึมไปทั่วตัวอ้ายแห้วแล้ว จะทำให้ประสาทต่างๆ ถูกยาบังคับให้เกลียดเฮโรอินทันที เพียงแต่ได้กลิ่นก็อาเจียนและเป็นลม"

นิกรถามขึ้นด้วยความสงสัย

"ทำไมแกไม่ฉีดเข้าเส้นล่ะหมอ ฤทธิ์ยาจะได้วิ่งไปทั่วร่างกายโดยเร็ว"

"โน...ฉีดเข้าเส้นไม่ได้ ยาของกันแรงมาก ถ้าฉีดเข้าเส้นอ้ายแห้วจะติดแอนตี้เฮโรอินอย่างเข้ากระดูกดำ เพียงใครเอ่ยชื่อเฮโรอินให้ได้ยิน อ้ายแห้วก็จะฆ่าคนๆ นั้นเสีย"

นิกรกับกิมหงวนหันมามองดูหน้ากัน คล้ายกับจะถามกันว่า ควรเชื่อหรือไม่เชื่อตามที่ ดร. ดิเรกได้อธิบายให้ฟัง ส่วนเจ้าแห้วนอนหัวเราะหึๆ แล้วกล่าวขึ้นว่า

"รับประทานอย่าหาว่าผมดูถูกคุณหมอเลยนะครับ ผมคิดว่ายาของคุณหมอ รับประทานช่วยให้ผมเลิกสูบเฮโรอินไม่ได้หรอกครับ รับประทานมันชอบจนฝังใจเสียแล้ว รับประทานคุณหมอสัญญาว่าฉีดยาให้ผมแล้วจะให้ผมสูบไม่ใช่หรือครับ"

ดร. ดิเรกพยักหน้ารับทราบ

"ฉันจะให้แกสูบเดี๋ยวนี้ แกมีเครื่องอุปกรณ์ในการสูบแล้วหรือยังล่ะ"

เจ้าแห้วลืมตาโพลง

"รับประทานขาดหลอดกาแฟอย่างเดียวครับคุณหมอ ไม้ขีดไฟตะกั่วยากาแร็ตผมมีแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มเดินออกไปจากห้องขังอย่างร้อนรน สักครู่เขาก็กลับเข้ามาพร้อมด้วยเฮโรอินครึ่งแค็ปซูล และหลอดกระดาษสำหรับดูด เครื่องดื่มเย็นอีกหนึ่งขวด เขาส่งแค็ปซูลและหลอดกระดาษให้เจ้าแห้วด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แล้วยกมือตบบ่าเจ้าแห้วอย่างสัพยอก

"เอาเลยอ้ายแห้ว แสดงวิธีสูบไอระเหยให้พวกเราชมเป็นขวัญตาหน่อยเถอะวะ"

เจ้าแห้วดีใจจนตัวสั่นงันงก เขารีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ผ้าใบลงนั่งขัดสมาธิบนพื้น ความปิติยินดีบังเกิดขึ้นแก่เจ้าแห้วอย่างเหลือที่จะกล่าว ไม่ผิดอะไรกับคนเดินทางมากลางทะเลทรายมองเห็นบ่อน้ำ เจ้าแห้วคาบหลอดกาแฟไว้ ล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบซองบุหรี่ออกมา ดึงกระดาษตะกั่วออกจากซอง เทเกล็ดสีม่วงในแค็ปซูลที่มีอยู่เพียง ๔ เกล็ดลงบนตะกั่ว ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบไม้ขีดไฟออกมาในท่าทีอันร้อนรน ต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็จุดไม้ขีดขึ้นก้านหนึ่ง

เขายกตะกั่วซองบุหรี่ขึ้นด้วยมือข้างซ้าย มือขวาถือไม้ขีดลนใต้กระดาษตะกั่วนั้น พลางเตรียมตัวดูดควันมรณะ เมื่อเกล็ดเฮโรอินได้รับความร้อนเพียงเล็กน้อย มันก็เกิดปฏิกิริยาค่อยๆ ไหม้ละลายกลายเป็นควันสีม่วงอ่อนระเหยขึ้นมา แต่ไม่มีกลิ่นเหม็นเหมือนฝิ่น

เจ้าแห้วดูดควันเข้าปากด้วยความกระหาย ทันใดนั้นเองเจ้าแห้วก็โยนตะกั่วทิ้ง ดึงหลอดกาแฟออกจากปาก มีอาการเหมือนคนแพ้ท้อง ส่งเสียงโอ้กอ้ากลั่นห้อง แต่เจ้าแห้วไม่มีอาหารอยู่ในกระเพาะเลย จึงมีแต่เสียงอาเจียนเท่านั้น เจ้าแห้วอ้วกอยู่เกือบ ๕ นาทีก็ลงนอนแผ่อย่างอ่อนระโหยโรยแรง สักครู่ก็อาเจียนอีก

อาการของเจ้าแห้วบอกชัดๆ ว่า เจ้าแห้วสูบเฮโรอินอีกไม่ได้ เพราะกลิ่นของเฮโรอินทำลายประสาทเจ้าแห้วอย่างรุนแรง เสี่ยหงวนกับนิกรต่างหันมามองดูหน้า ดร. ดิเรกด้วยความเลื่อมใสศรัทธา

"โอ้โฮ" อาเสี่ยอุทาน "แกแน่จริงๆ โว้ยหมอ ยาแอนตี้โกโนเรีย..เอ๊ย..ยาแอนตี้เฮโรอินของแกนี่ได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ เจ้าแห้วได้กลิ่นเข้าเท่านั้นอ้วกแทบขาดใจตาย"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแป้น

"ออไร้ กันไม่เคยทำอะไรไม่สำเร็จ การคิดยาแอนตี้เฮโรอินไม่ยากลำบากอะไร มันเป็นเรื่องขี้ผงของกัน"

นิกรเปลี่ยนสายตามาที่เจ้าแห้ว แล้วยกเท้าเตะเจ้าแห้วเบาๆ

"เฮ้...เป็นยังไงไปวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วทำคอขย้อนเหมือนกับจะอาเจียนอีก

"โอย...ไม่ไหวครับ รับประทานกลิ่นเฮโรอินมันเหม็นจนบอกไม่ถูก ผมอ้วกเสียแทบสิ้นใจ ผม...ผมเข็ดแล้วครับ รับประทานยาของคุณหมอศักดิ์สิทธิ์เหลือเกิน ผมต้องพาเพื่อนฝูงมาให้คุณหมอรักษาแน่ๆ "

เสี่ยหงวนมองดูเจ้าแห้วอย่างขบขันแกมเศร้าใจ

"ลองสูบอีกทีไหมล่ะ"

เจ้าแห้วโบกไม้โบกมือตอบ

"รับประทานเข็ดจนตายครับ ไม่เอาแล้ว อั๊ว...อ๊วก..."

อาเสี่ยจุ๊ปาก

"เฮ้ยๆๆ พอที ฉันได้ยินแกอ้วกฉันก็หิวเหล้าและอยากจะอ้วกแข่งกับแกเหลือเกิน แกอ้วกสำคัญว่ะ เสียงสูง เสียงกลาง เสียงต่ำ มีพร้อม"

เจ้าแห้วลุกขึ้นยืน แล้วถอยไปนั่งบนเก้าอี้ผ้าใบ ดร. ดิเรกกล่าวกับเจ้าแห้วว่า

"แกปลอดภัยและได้รับอิสรภาพแล้ว ภายในเร็ววันนี้ฉันจะประกาศหนังสือพิมพ์ เรียกผู้ที่เสพย์ติดเฮโรอินมาที่นี่ และฉันจะทำให้ทุกคนหันหลังให้เฮโรอินอย่างเด็ดขาด"

เจ้าแห้วฝืนยิ้ม

"รับประทาน คนเหล่านั้นคงดีอกดีใจไปตามกันเชียวครับ ทุกคนอยากเลิกสูบเฮโรอินแต่ก็เลิกไม่ได้ รับประทานคุณหมอมีบุญคุณต่อผมเหลือเกิน เท่ากับว่าคุณหมอช่วยดึงผมขึ้นมาจากขุมนรก"

"แกไม่ควรไปริสูบมันนี่หว่า" อาเสี่ยพูดเสริมขึ้น

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทาน ลองดูเพียงสองสามครั้งเท่านั้นแหละครับมันก็เลยติด รับประทานผมเกือบจะฆ่าตัวตายตั้งหลายครั้งแล้ว"

"แล้วทำไมไม่ฆ่า" นิกรซัก

"รับประทานกลัวตายน่ะซีครับ"

กิมหงวนยกมือผลักหน้าเจ้าแห้วอย่างสัพยอก

"เป็นอันว่าแกได้กลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาใหม่แล้ว คนที่สูบเฮโรอินน่ะ ไม่ผิดอะไรกับคนที่ตายไปแล้วรู้ไหม"

เจ้าแห้วหน้าจ๋อย

"รับประทานจริงครับ คุณหมอคงจะช่วยเด็กหนุ่มๆ สาวๆ ไว้ได้มากด้วยยาวิเศษนี้ ที่สามย่านในซอยจุฬาฯ แห่งหนึ่ง มีพ่อค้าเฮโรอินคนสำคัญอยู่ที่นั่นครับ นักเรียนหนุ่มๆ สาวๆ หลายคนพากันไปซื้อเฮโรอินที่เขาล้วนแต่เสพย์ติดทั้งนั้น"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้นทันที

"กันรู้มานานแล้วว่า หนุ่มๆ สาวๆ มีจำนวนไม่น้อยที่ตกเป็นทาสไอระเหย สำหรับเด็กสาวๆ ไม่มีปัญหาอะไร เมื่ออยากสูบเฮโรอินถึงที่สุด หล่อนก็เอาตัวเข้าแลกเฮโรอินเพียงแค็ปซูลเดียว กันจะรีบผสมยาแอนตี้เฮโรอินให้มากที่สุดในเร็ววันนี้ แล้วประกาศให้ผู้ที่เสพย์ติดมารับการรักษาจากกัน ซึ่งกันจะไม่คิดค่าป่วยการหรือค่ายาเลย"

นิกรยกมือไหว้ท่วมหัว "สาธุ ด้วยกุศลเจตนานี้ขอให้แกมีความสุขความเจริญเถอะ แกเป็นนายแพทย์ที่พร้อมทั้งเมตตาธรรมน่าสรรเสริญมาก กุศลผลบุญอันนี้คงจะช่วยให้แกมีอายุ, วรรณะ, สุขะ, พละ, อุจจาระ, ปัสสาวะ, เสมหะตลอดไป" เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง

ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ใช้เวลาเกือบสองสัปดาห์ปรุงยาแอนตี้เฮโรอินบรรจุไว้ในหลอดฉีดยาขนาด ๕ ซี.ซี. หลายพันหลอด โดยได้รับการร่วมมือจากคณะพรรคของเขาและสี่นาง อาเสี่ยกิมหงวนให้ทุนแสนบาท ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

ระหว่างนี้ยังไม่ได้เปิดการรักษาเป็นทางการ แต่เจ้าแห้วพาเพื่อนสนิทมารับการรักษาหลายคนแล้ว ทุกคนฉีดยาเพียงเข็มเดียวก็เลิกสูบเฮโรอินอย่างเด็ดขาด ดร. ดิเรกได้แสดงให้เห็นว่า เขาเป็นนายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิอย่างยอดเยี่ยมที่คิดยาวิเศษนี้ได้ เพราะยังไม่มีนายแพทย์คนใดคิดได้นั่นเอง

เมื่อมียาพอเพียงแล้ว นายแพทย์หนุ่มก็ออกหนังสือเชิญบรรดาผู้แทนหนังสือพิมพ์และช่างภาพของหนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับมาประชุมกันที่บ้าน "พัชราภรณ์" ในตอนบ่ายวันหนึ่ง โดยแจ้งไปในจดหมายว่า เขามีวิธีการรักษาผู้เสพย์ติดเฮโรอินได้อย่างเด็ดขาดแล้ว ขอให้ผู้แทนหนังสือพิมพ์นำนักนิยมไอระเหยมาด้วยรายละคนเพื่อเขาจะแสดงการรักษาให้ดู

ดังนั้น ตอนบ่ายวันนั้น ภายในห้องโถงอันกว้างใหญ่ของบ้าน "พัชราภรณ์" จึงดูคับแคบไป ดร. ดิเรกกับสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ให้การต้อนรับนักข่าวและตากล้องด้วยอัธยาศัยไม่ตรีอันดี นายแพทย์หนุ่มกล่าวกับนักหนังสือพิมพ์ว่า เขาสามารถคิดยาฉีดแอนตี้เฮโรอินได้แล้ว โดยใช้สมุนไพรบางอย่างในบ้านเรานั่นเองผสมกับมอร์ฟีน ต่อจากนั้น ดร. ดิเรกก็ทำการให้นักนิยมควันรวม ๖ คน ที่ผู้แทนหนังสือพิมพ์พามา หลังจากฉีดยาแล้วชายหนุ่มเหล่านั้นมีอาการสดชื่นผิดปกติ เมื่อ ดร. ดิเรกนำเฮโรอินมาให้สูบ คนไข้ทั้ง ๖ คนก็มีอาการเช่นเดียวกับเจ้าแห้ว คืออาเจียน และทำท่าจะเป็นลม ทั้งนี้ก็เพราะกลิ่นของเฮโรอินเป็นปรปักษ์ต่อระบบประสาทของเขาอย่างรุนแรง

จากการทดลองนี้ทำให้พวกนักข่าวตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง และผู้เสพย์ติดเฮโรอินทั้ง ๖ คนก็ตื่นเต้นยินดีไปตามกัน ทุกคนพากันสดุดียกย่องความสามารถอันยอดเยี่ยมของ ดร. ดิเรก

"ขอให้พวกคุณร่วมมือกับผมหน่อยนะครับ" นายแพทย์หนุ่มกล่าวกับหนังสือพิมพ์อย่างยิ้มแย้มแจ่มใส "กรุณาช่วยลงข่าวด้วยว่าผมจะเปิดการรักษาฟรีตั้งแต่วันที่ ๑๕ เดือนนี้เป็นต้นไป คือวันเสาร์ที่จะถึงนี้ ผู้ที่เสพย์ติดเฮโรอินคนใดต้องการเลิกสูบเฮโรอินให้มาที่บ้าน "พัชราภรณ์" ถนนสุขุมวิท บางกะปิ ผมจะให้การรักษา ในเวลา ๙.๐๐ น. ถึงเที่ยง และ ๑๓.๐๐ น. ถึง ๑๕.๐๐ น. ทุกวัน โดยไม่มีการหยุดวันเสาร์อาทิตย์หรือวันพระ"

นักหนังสือพิมพ์ทุกคนต่างรับรองกับนายแพทย์หนุ่มว่า เขาจะลงข่าวสำคัญนี้เป็นข่าวพาดหัวทีเดียว เพราะการกระทำของ ดร. ดิเรกเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อันมากมายที่ตกเป็นทาสของไอระเหย ดร. ดิเรกชี้แจงว่า ที่เขาเริ่มรักษาคนไข้วันที่ ๑๕ ก็เพื่อจะได้มีเวลาเตรียมสถานที่รับรองนักนิยมควัน และเตรียมยาไว้ให้เพียงพอเสียก่อน

ในที่สุด หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับก็ลงข่าวสำคัญนี้อย่างครึกโครม พร้อมด้วยรูปถ่ายของนายแพทย์หนุ่มกับคณะของเขา หนังสือพิมพ์เหล่านี้ได้ชี้แจงให้เห็นความเลวร้ายของเฮโรอิน และขอร้องให้นักนิยมควันทั้งหลายไปรับการรักษาจาก ดร. ดิเรก ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันเสาร์ที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๐๔ เวลา ๙.๐๐ น. เป็นต้นไป ที่บ้าน "พัชราภรณ์" บางกะปิ ริมถนนสุขุมวิท และเป็นการรักษาให้ฟรี นอกจากนี้ยังจะแถมค่ารถให้คนละ ๑๐ บาททุกคนไป

วงการค้าเฮโรอินตื่นตระหนกตกใจไปตามกัน พ่อค้าเฮโรอินหลายคนวิ่งพล่านพบปะปรึกษาหารือกัน บรรดานักค้าเฮโรอินเหล่านี้กำลังร่ำรวยมาก จากการขายเกล็ดสีม่วงของเขา ถ้าผู้เสพย์ติดเลิกสูบ พ่อค้าเฮโรอินซึ่งมีเฮโรอินไว้ในครอบครองนับหมื่นนับแสนก็จะพินาศล่มจมไปตามกัน

นักธุรกิจผิดกฎหมายต่างประชุมกันที่รังใหญ่แห่งหนึ่ง แล้วที่ประชุมก็ส่งตัวแทนของเขามาพบ ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ที่บ้าน "พัชราภรณ์" ในตอนสายของวันที่ ๑๓ เวลา ๑๐.๐๐ น.

ผู้แทนของนักค้าเฮโรอินเป็นชายหนุ่มรูปร่างผอมบาง ท่าทางสุภาพนอบน้อม นายแพทย์หนุ่มได้ต้อนรับชายผู้นี้ในห้องรับแขกอันหรู และสนทนากันตามลำพัง เมื่อนายเรวัตได้แจ้งให้ทราบว่า อาเสี่ยใหญ่คนหนึ่งสั่งให้เขานำเช็ค ๕๐๐,๐๐๐ บาทมาให้ และขอร้องให้ ดร. ดิเรกเลิกล้มความคิดที่จะรักษาผู้เสพย์ติดเฮโรอิน นายแพทย์หนุ่มเดือดดาลทันที

"ผมไม่ต้องการเงินสินบนห้าแสนจากเจ้านายของคุณ ผมต้องการช่วยเพื่อนมนุษย์มากกว่า โปรดนำเช็คนี้ไปคืนเขาและบอกเขาตามนี้"

นายเรวัตพยายามใช้วาทศิลปต่อไป

"คุณหมอครับ ความจริงเงินห้าแสนก็เท่ากับถูกล็อตเตอรี่ที่หนึ่ง ไม่ใช่เงินเล็กน้อยเลย เรื่องเงินน่ะไม่มีใครเขารังเกียจมันหรอกครับ ถ้าให้กันอย่างถึงใจพระเดชพระคุณเช่นนี้"

ดร. ดิเรกโกรธจนหน้าเขียว

"เก๊ทเอ๊าท์" เขาร้องลั่นห้อง "ไอไม่ต้องการ"

เรวัตยิ้มอย่างใจเย็น

"ตามใจเถอะครับ อ้า...อาเสี่ยเจ้านายของผมสั่งให้ผมเรียนคุณหมอว่า ถ้าคุณหมอไม่ยอมรับเงินห้าแสนและเปิดทำการรักษาผู้เสพย์ติดเฮโรอินที่นี่ตามข่าวในหนังสือพิมพ์ ชีวิตของคุณหมอก็จะไม่ปลอดภัย ซึ่งหมายถึงบุตรภรรยาของคุณหมอด้วย"

นายแพทย์หนุ่มตะโกนราวกับช้างร้อง

"เก๊ทเอ๊าท์ ไปบอกนายของคุณเถอะว่า ผมไม่แคร์ คนอย่างด๊อกเตอร์ดิเรกไม่เคยกลัวคำขู่ของใคร ฮ่ะ ฮ่ะ เรื่องตายเป็นเรื่องเล็กสำหรับผม ตายไม่กลัว กลัวไม่ตาย เข้าใจ๋ เก๊ทเอ๊าท์ ขืนชักช้าผมจะไล่เตะคุณออกไปจากบ้านผม"

เจ้าแห้วพรวดพราดเข้ามาในห้องรับแขก

"รับประทานมีอะไรเกิดขึ้นหรือครับคุณหมอ"

ดร. ดิเรกยิ้มแค่นๆ

"นายคนนี้เป็นผู้แทนพ่อค้าเฮโรอิน เอาเงินมาให้กันห้าแสนเพื่อให้กันเลิกรักษาผู้เสพย์ติดเฮโรอิน แกจัดการให้เขาออกไปจากบ้านเราหน่อยซี เขาดื้อเสียด้วย"

เจ้าแห้วผิวปากหวือ หันขวับมาทางเรวัต เลขานุการของเสี่ยใหญ่ราชาเฮโรอิน แล้วเจ้าแห้วก็เต้นร็อคเข้าไปหา มือขวาล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบมีดพกคู่มือออกมา นายเรวัตเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน แล้ววิ่งโครมครามออกไปจากห้องรับแขกทันที ดร. ดิเรกหายโมโหแล้ว เขาหัวเราะงอหาย

ตลอดวันนั้น นายแพทย์หนุ่มง่วนอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้เวลาว่างทำยาฉีดเพิ่มเติม ทั้งนี้เพราะเขาได้ข่าวว่า นักนิยมควันนั้นจำนวนหมื่นจะหลั่งไหลมาที่นี่ตอนเช้าวันนี้ เขาเตรียมยาฉีดไว้ประมาณ ๓,๕๐๐ หลอดเท่านั้น จึงรีบเร่งผลิตยาต่อไป ซึ่ง ดร. ดิเรกยังมีเวลาเหลืออยู่ในวันพรุ่งนี้อีกวันเดียว

เสียงประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์ถูกเคาะเบาๆ นายแพทย์หนุ่มหันไปมองดู แล้วกล่าวคำอนุญาต บานประตูกระจกฝ้าก็ถูกเปิดออก ประภาแต่งกายเฉิดฉายใส่เสื้อกระโปรงชุดสีฟ้าถือกระเป๋าหนังจรเข้เดินนำหน้าพาเจ้าแห้วเข้ามาในห้อง

ดร. ดิเรกยิ้มแป้น

"โอ...ยูเป็นสวยมาก ดาลิ่ง สาวๆ ทำอะไรไม่ได้เลย"

ประภาหัวเราะเบาๆ

"แก่แล้ว อย่ามายอภาหน่อยเลยค่ะ"

"โน ยู ยูแก่แต่อายุเท่านั้น ยูยังสวยสดชื่น ใบหน้ารูปไข่จะละเม็ดของยูเกลี้ยงเกลาผุดผ่องเสมอ"

เจ้าแห้วหัวเราะก๊าก

"รับประทาน ไข่จะละเม็ดมันบุบบู้บี้นะครับคุณหมอ อย่างคุณประภาต้องเรียกว่าใบหน้ารูปไข่ไก่ รับประทานอย่างผมซีครับถึงจะเรียกว่าใบหน้ารูปไข่จะละเม็ด"

ดร. ดิเรกนิ่งคิด

"ออไร้ ออไร้ ไอลืมนึกไปว่าไข่จะละเม็ดมันอย่างยูว่า ฮ่ะ ฮ่ะ"

ประภายกนาฬิกาข้อมือฝังเพชรขึ้นดูเวลา แล้วกล่าวถามผัวรักของหล่อนอย่างเป็นงานเป็นการ

"อย่าร่ำไรเลยค่ะ เกือบ ๔ โมงเย็นแล้ว ประเดี๋ยวร้านยาจะปิดเสียหมด จะซื้ออะไรบ้างจดมาซีคะ"

นายแพทย์หนุ่มล้วงกระเป๋าเสื้อหมอหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาส่งให้

"ดาลิ่ง รายการหนึ่งถึงหก ไปเอาที่ร้านดิเรกคลีนิคของเรา นอกนั้นไปซื้อที่วัดตึก แล้วเลยไปสะพานหันซื้อผลไม้มาฝากคุณอาบ้าง ยาเส้นของไอสักสามกระป๋อง"

ประภารับคำสั่งเขาแล้วพาเจ้าแห้วออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ เพื่อไปหาซื้อตัวยาและเครื่องเวชภัณฑ์บางอย่างเตรียมไว้ต้อนรับนักนิยมควันในวันเสาร์ นอกจากนี้หล่อนจะไปยืมเต็นท์ด้วย

๑๗.๓๐ วันนั้นเอง

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งดื่มเหล้าและสนทนากันอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ทุกคนกำลังพูดคุยกันถึงเรื่องการรักษาผู้เสพย์ติดเฮโรอินในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ แต่นิกรคนเดียวพูดน้อยที่สุด เพราะสนใจกับหมี่กรอบและกุนเชียงยำมากกว่า

จนกระทั่งใกล้จะพลบค่ำ

วิศกี้หมดไปหนึ่งขวดแล้ว กับแกล้มสองจานเหลือแต่จานเปล่า อาเสี่ยกิมหงวนรู้สึกตึงหน้าก็คุยจ้อสรรเสริญเยินยอ ดร. ดิเรกที่กระทำตนเป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ ผิดกว่าหมอคนหนึ่งที่อยู่ในซอยข้างบ้านที่ตั้งหน้าตั้งตารีดเงินคนไข้ และถ้าคนจนไปหาก็ไล่ให้ไปโรงพยาบาล ดร. ดิเรกไม่ใคร่จะพอใจนักเมื่อเสี่ยหงวนวิพากษ์วิจารณ์เพื่อนร่วมอาชีพของเขาอย่างรุนแรง

"หมอสันต์มันใช้ไม่ได้" เสี่ยหงวนพูดเสียงอ้อแอ้เล็กน้อย "ป้าพลอยแม่ค้ากล้วยแขกแกไปตามบอกว่าหลานชายของแกเจ็บหนัก เป็นปอดบวมจะตายอยู่แล้ว หมอสันต์ถามป้าพลอยว่ามีเงินเท่าไหร่ เมื่อป้าพลอยบอกว่าไม่มี เขาแนะนำให้ส่งโรงพยาบาล หมอเฮงซวยอย่างนี้ก็มีอยู่ในโลกด้วย"

ดร. ดิเรกฝืนหัวเราะ

"แกอย่าลืมว่า หมอก็เป็นปุถุชนคนหนึ่ง ทุกสถาบัน ทุกสาขาอาชีพ ต้องมีทั้งคนเลวและคนดีปะปะกันไป หมอที่ดีและถูกคนไข้โกงเงินค่ายาค่ารักษาก็มีถมไป เวลาเจ็บไข้เห็นหมอเหมือนเห็นแก้ว พอไข้หายแล้วเห็นหมอเหมือนอย่างว่า"

ทันใดนั้นเอง ประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์ก็ถูกเปิดออก เจ้าแห้ววิ่งหน้าตื่นเข้ามาในท่าทางตระหนกตกใจยิ่ง นันทา, นวลลออ, ประไพและคุณหญิงวาดติดตามเข้ามาด้วย ทุกคนมีสีหน้าซีดเผือดไปตามกันหลังจากได้ทราบเหตุร้ายของประภาจากเจ้าแห้ว

"คุณหมอ...คุณหมอ" เจ้าแห้วพูดละล่ำละลักแทบไม่เป็นภาษามนุษย์ "รับประทานเกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างจ้องมองดูเจ้าแห้วเป็นตาเดียวกัน ก่อนที่ใครจะพูดอะไรอีก คุณหญิงวาดก็ร้องไห้โฮ แล้วกล่าวกับนายแพทย์หนุ่มด้วยเสียงสะอึกสะอื้น

"ประภาถูกผู้ร้ายจับตัวไปแล้ว ฮือ...ฮือ คงป่นปี้ยับเยินคราวนี้ ม่ายก็ถูกฆ่าตาย"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ใจหายวาบไปตามกัน

"มายก๊อด..." ดร. ดิเรกคราง "ประภาถูกจับ โอย...ฝรั่งตายแน่ อ้ายพวกพ่อค้าเฮโรอินเล่นงานกันเข้าแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เต็มไปด้วยความห่วงใยลูกสาวคนโตของท่านอย่างยิ่ง ท่านผลุดลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวกับเจ้าแห้วทันที

"เร็ว เล่ารายละเอียดให้ข้าฟังเดี๋ยวนี้"

เจ้าแห้วยกหลังมือขึ้นเช็ดน้ำตา

"รายละเอียดที่ค่อนข้างหยาบนะครับ" เขาพูดเสียงเครือ "รับประทานผมขับรถโอลสโมบิลพาคุณประภาออกจากบ้านไปอาคารราชดำเนินครับ รับประทานไปที่ร้านคุณหมอ"

"แล้วยังไง" เจ้าคุณซัก

"รับประทานออกจากดิเรกคลีนิค ไปซื้อผลไม้ที่สะพานหันครับ เสร็จแล้วไปซื้อยาที่วัดตึกแล้วไปบ้านพันเอกสุชาติที่ทุ่งมหาเมฆครับ"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ออไร้ เพื่อนกันเอง เขาเป็นนายทหารกรมพลา กันให้ประภาไปขอยืมเต็นท์สองหลังสำหรับต้อนรับคนไข้วันเสาร์นี้"

พลว่า "เล่าต่อไปอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วสะอื้น

"รับประทาน ผมจอดรถรอคุณประภาอยู่หน้าบ้านนายทหารคนนั้นครับ คุณประภาหายเข้าไปประมาณ ๑๕ นาที ก็กลับออกมาขึ้นรถ รับประทานผมขับรถลัดไปทางซอยงามดูพลี ผู้ร้ายมันนั่งเก๋งดำตามมาครับ มันแซงขึ้นหน้าแล้วจอดขวางรถเรา รับประทานคนร้ายสองคนลงมาจากเก๋งดำ ปราดเข้ามาเอาปืนพกจี้ผมและคุณประภา..."

คุณหญิงวาดร้องไห้โฮ ดร. ดิเรกเอ็ดตะโรลั่น

"อย่าเพิ่งร้องซีครับ ฟังให้จบเรื่องเสียก่อน"

คุณหญิงวาดสะอึกสะอื้น พูดพลางร้องไห้พลาง

"ร้องล่วงหน้าก็ได้แล้ว เมื่อแม่ภาไม่กลับมาบ้านก็หมายความว่าผู้ร้ายมันจับเอาไปแน่นอน"

เจ้าแห้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นต่อไป

"รับประทานคนร้ายคนหนึ่ง มันบังคับให้ผมส่งกุญแจรถให้มันครับ แล้วบังคับคุณประภาให้ไปขึ้นเก๋งดำคันนั้น มันขับรถหนีไปอย่างรวดเร็ว รับประทานผมไม่มีกุญแจรถก็หมดปัญญาที่จะติดตามมันไป ผมเลยหมุนกระจกขึ้นทิ้งรถไว้ที่นั่น รีบขึ้นรถสามล้อเครื่องกลับมาบ้าน รับประทานรายละเอียดมีเพียงเท่านี้แหละครับ"

ประไพพูดเสริมขึ้นทันที

"พี่ภาตกใจมากไหมตาแห้ว แล้วก็พูดอะไรกับแกหรือเปล่า"

เจ้าแห้วหันไปมองดูเมียรักของนิกร

"รับประทาน ตกใจจนหน้าซีดตัวสั่นเชียวครับ แต่ไม่ได้พูดอะไรกับผมเลย"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ แล้วเสียงจ้อกแจ้กจอแจก็ดังขึ้นแซ่ดไปหมด ทุกคนต่างลงความเห็นว่าประภาถูกจับตัวไปกักขังตามแผนการของพ่อค้าเฮโรอิน เพื่อไม่ให้ ดร. ดิเรกทำการรักษาผู้เสพย์ติดไอระเหย

นวลลออกล่าวกับนายแพทย์หนุ่มทันที

"พาแห้วไปแจ้งความเถอะค่ะ คุณหมอ ตำรวจเขาจะได้ช่วยคุณภาเป็นการด่วน"

นันทาเห็นพ้องด้วย

" นั่นน่ะซีคะ ขืนชักช้าคุณภาอาจจะถูกทารุณก็ได้"

ดร. ดิเรกเม้มปากแน่นในท่าตรึกตรอง สักครู่เขาก็กล่าวว่า

"ผมคิดว่าไม่แจ้งความดีกว่า ถ้าแจ้งความประภาอาจจะถูกข่มเหงและถูกฆ่าตาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าซีดเผือด

"เลิกเถอะดิเรกอย่าไปช่วยคนติดเฮโรอินเลย ปล่อยให้เขาสูบกันต่อไปเถอะ แล้วแกจะได้เงินห้าแสน ได้เมียกลับคืนมา"

นายแพทย์หนุ่มมองดูพ่อตาของเขาอย่างเดือดดาล

"โน...ผมจะไม่ยอมเลิกล้มความคิดนี้เป็นอันขาด"

ท่านเจ้าคุณทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ก็ถ้าเผื่อผู้ร้ายมันฆ่าประภาล่ะ"

ดร. ดิเรกฝืนหัวเราะ

"สุดแล้วแต่มันเถอะครับ เมียผมตายคนเดียวดีกว่าที่ผมจะปล่อยให้พี่น้องร่วมชาติหรือเพื่อนมนุษย์ของผมนับจำนวนหมื่นแสนต้องเสียชีวิตด้วยเฮโรอิน"

คราวนี้ประไพมองดูพี่เขยของหล่อนอย่างชื่นชม

"คุณหมอพูดน่าฟังเหลือเกินค่ะ ถ้าพี่ภาถูกฆ่าตาย ไพจะเสนอตัวขอแต่งงานกับคุณหมอเอง"

"อ้าว" นิกรเอ็ดตะโรลั่น "พูดยังงี้ใช้ได้เรอะ"

"อุ๊ยตาย" ประไพอุทาน "ไพคิดว่าไพเป็นแม่หม้าย ลืมไปค่ะ"

"แม่หม้าย" นิกรคราง "แล้วผัวไปไหน"

"ก็ตายน่ะซีคะ เป็นอหิวาต์ตายเมื่อปีกลายนี้"

นายจอมทะเล้นค้อนเมียรักของเขา

"พูดบ้าๆ แช่งผัวมีที่ไหนกัน"

ทันใดนั้นเอง เสียงกริ่งโทรศัพท์บนโต๊ะริมหน้าต่างได้ดังกังวานขึ้น ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งก้นกระเพื่อมไปรับโทรศัพท์ทันที

"ฮัลโหล นี่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ บ้าน "พัชราภรณ์"

มีเสียงแจ๋วๆ พูดมาตามสาย

"ใครพูดคะ คุณพ่อใช่ไหม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"ประภา ประภาหรือลูก" ท่านเจ้าคุณร้องเสียงสั่น

"ค่ะ ภากำลังพูดกับคุณพ่อ"

"เจ้าอยู่ที่ไหน" เจ้าคุณกล่าวถามอย่างร้อนรน

"ภาไม่อาจจะเรียนให้คุณพ่อทราบได้ค่ะ เพราะมีปากกระบอกปืนจี้อยู่ที่หน้าอกของภาตลอดเวลา ภาอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งที่ชานเมืองค่ะ บอกได้แต่เพียงเท่านี้"

ท่านเจ้าคุณหายใจไม่ทั่วท้องเลย

"ทุกสิ่งทุกอย่างในตัวเจ้ายังเรียบร้อยอยู่หรือ"

"ไม่เรียบร้อยค่ะ คุณพ่อ"

"หา เจ้าหมายความว่ากระไร"

"กระเป๋าเงินและเครื่องเพชรสองสามชิ้นถูกยึดไปค่ะ"

"แล้วอย่างอื่นบุบสลายบ้างหรือเปล่า"

"เปล่าค่ะ คุณพ่อบอกให้ดิเรกมาพูดกับภาหน่อยสิคะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาทางคณะพรรคสี่สหาย ซึ่งทุกคนอยู่ในความสงบเงียบ แล้วท่านก็พยักหน้าเรียก ดร. ดิเรกเข้ามาหา ส่งหูโทรศัพท์ให้ นายแพทย์หนุ่มเต็มไปด้วยความวิตกเป็นทุกข์เหลือที่จะกล่าว

"ฮัลโหล ไอพูดอยู่นี่แล้วประภา บอกไอซิภาถูกควบคุมตัวไว้ที่ไหน ไอจะพาพวกเราไปตะลุมบอนกับมันเดี๋ยวนี้"

"บอกไม่ได้ค่ะ ขืนพูดภาจะถูกยิงทิ้งทันที ดิเรกคะ เขาสั่งให้บอกดิเรกว่าให้ดิเรกเลิกล้มความคิดที่จะรักษาคนไข้เสพย์ติดเฮโรอินเสีย ถ้าวันเสาร์นี้ดิเรกเปิดการรักษาคนไข้ เขาฆ่าภาทันที"

"ออไร้ ให้มันฆ่าเถอะภา จงยอมตายเพื่อส่วนรวม ไอรับรองว่าถ้ายูตายแล้ว ไอจะไม่มีเมียใหม่อีกเป็นอันขาด ถ้ามีอารมณ์เปลี่ยวเกิดขึ้นไอก็จะไปเที่ยวหาความสุขตามบาร์เป็นครั้งคราว"

"ตกลงค่ะ ถ้าเช่นนั้นภายอมตาย ขอให้ดิเรกและพวกเราร่วมมือกันรักษาพยาบาลคนไข้เสพย์ติดเฮโรอินต่อไป อย่าเป็นห่วงภาเลยนะคะ เลิกกันค่ะ เมื่อเราเข้าใจกันดีแล้วก็ไม่จำเป็นที่เราจะต้องพูดอะไรกันอีก"

"กู๊ดบาย ดาลิ่ง ชาติหน้าพบกันใหม่" พูดจบ ดร. ดิเรกก็วางหูโทรศัพท์ไว้บนเครื่องของมันตามเดิม

คณะพรรคสี่สหายกับสามนางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองต่างพากันเข้ามาห้อมล้อมนายแพทย์หนุ่ม และเข้าไต่ถามข่าวประภา ซึ่ง ดร. ดิเรกก็เล่าให้ฟังโดยละเอียด ทุกคนหน้าเศร้าไปตามกัน ต่างคนต่างเป็นห่วงประภาอย่างยิ่ง คุณหญิงวาดร้องไห้กระซิกๆ

"แม่ภาเคราะห์ร้ายเหลือเกิน" ท่านพูดพลางร้องไห้พลาง "ผู้ร้ายมันคงทำทารุณแล้วก็ฆ่าเสีย อ้ายพวกพ่อค้าเฮโรอินล้วนแต่ร่ำรวยเป็นเศรษฐีทั้งนั้น มันมีสมัครพรรคพวกไม่น้อย"

นิกรกล่าวกับคุณหญิงวาดอย่างเป็นงานเป็นการ

"อย่าวิตกเป็นทุกข์ไปเลยครับคุณอา ผมมองดูทางในแล้วดวงของคุณประภายังดีอยู่ ถึงอย่างไรก็ไม่เป็นอันตราย"

คุณหญิงวาดขมวดคิ้วย่น

"หา...แกมีความรู้ทางโหราศาสตร์ด้วยหรือนิกร"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

"ไม่ใช่โหราศาสตร์หรอกครับ แต่เป็นวิปัสสนาชั้นสูง"

"อ้ายโกหก แกเรียนมาจากไหน"

"แล้วกัน เรากำลังมีเรื่องเดือดร้อนยุ่งยากใจ พี่เมียของผมทั้งคนถูกจับไป ผมจะมัวพูดเล่นอยู่อย่างไรครับ ผมมีความรู้ทางวิปัสสนาชั้นสูงจริงๆ คือสามารถมองเห็นในสิ่งที่ไม่มีใครเห็น หรือสามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"แกเรียนมาจากไหนวะ"

"เรียนจากหลวงพ่อเคลิ้ม วัดราษฎร์ลิงจ๋อ ทางเมืองนนท์ครับ" แล้วนิกรยิ้มให้คุณหญิงวาด "เชื่อผมเถอะครับ ค่ำวันนี้ในราวสองทุ่มเราจะได้ข่าวคุณประภาแน่นอน และคุณประภาจะได้รับอิสรภาพคืนวันนี้โดยไม่มีการแตกหักเสียหายหรือชำรุดแม้แต่น้อย"

ดร. ดิเรกสะดุ้งแล้วหัวเราะ

"แกพูดราวกับว่าเมียกันเป็นข้าวของเครื่องใช้ กันไม่อยากจะเชื่อแกเลย แกมันมะกอกสามตะกร้า"

คุณหญิงวาดเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี อ้ายกรพูดอะไรต้องเอาร้อยหาร ไม่เคยปรากฏว่ามันไปเรียนวิปัสสนาที่ไหน แต่มันคุยว่ามีความรู้ทางวิปัสสนาชั้นสูง"

นิกรชักฉิว

"ลองพนันกับผมก็ได้นี่ครับ ผมจะแสดงความสามารถให้ดู"

"จริงเรอะ แกลองทายซิว่า ขณะนี้ฉันมีเงินติดตัวอยู่เท่าไร" พูดจบท่านก็ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อหยิบกระเป๋าเงินขนาดกะทัดรัดออกมา "ถ้าแกทายจำนวนเงินในกระเป๋านี่ได้ถูกต้องฉันจะให้แก ถ้าแกทายผิดฉันขอเตะแกทีเดียวเท่านั้น"

นิกรหัวเราะก๊าก

"ก็หวานผมเท่านั้นเอง" แล้วนิกรก็หลับตานิ่งเฉย สักครู่ก็พูดกับตัวเองเบาๆ "ช่วยเข้าไปดูในกระเป๋าหน่อยเถอะวะ ว่ามีเงินเท่าไร...เออ...นับให้ถ้วนนะอย่าให้เสียชื่อพ่อ แล้วค่ำๆ พ่อจะซื้อทองหยิบให้กิน"

ดร. ดิเรกทำหน้าชอบกล

"เฮ้-ยูพูดกับใครอ้ายกร"

นายจอมทะเล้นลืมตาขึ้นและยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"พูดกับกุมารทองของกันว่ะ"

"กุมารทอง...มันเป็นใคร"

"โหงพรายโว้ย ผีที่กันเลี้ยงไว้"

นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ผี...ยูเลี้ยงผี มันเป็นไปได้หรือนี่"

นิกรว่า "มันเป็นไปแล้ว กันเลี้ยงโหงพรายหรือกุมารทองไว้คนหนึ่ง" แล้วนิกรก็พูดกับผีกุมารทองของเขา "หา-ว่าไงลูก พูดดังๆ ซิพ่อไม่ได้ยิน ในกระเป๋ามีเท่าไรนะ ๕๒๐ บาท...เออ...ดีแล้วลูก ขอบใจมาก แล้วมีอะไรอีก ก้านพลูห้าหกดอก ใบเซียมซีหนึ่งฉบับ...เท่านั้นหรือลูก ขวดยานัดถุ์และกล้องยานัดถุ์ทองคำ บ๊า...ลูกพ่อยังกะลูกเสือแน่ะโว้ย ความจำดีนี่หว่า"

คุณหญิงวาดยืนตะลึง ใบหน้าซีดเผือด อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวถามท่านเบาๆ

"อ้ายกรทายถูกไหมครับคุณอา"

คุณหญิงยิ้มแห้งๆ

"ถูก ถูกทั้งหมด" พูดจบท่านก็เปิดกระเป๋าเงินออก หยิบธนบัตรในนั้นออกมา เป็นธนบัตรใบละร้อย ๕ ฉบับ ใบละ ๒๐ บาทหนึ่งฉบับ ท่านส่งเงินให้นิกรแล้วกล่าวว่า "เอาไปฉันให้แก ฉันชักกลัวแกเสียแล้วละซี เลี้ยงผีเลี้ยงสางอย่าปล่อยให้มันมาหลอกหลอนใครนะจะบอกให้"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที ทุกคนต่างมองดูนิกรด้วยความตื่นเต้นประหลาดใจในความสามารถของเขา คุณหญิงวาดหาเฉลียวใจไม่ว่านิกรได้เปิดกระเป๋าเงินใบนี้ดูแล้ว ก่อนที่เขาจะเข้ามากินเหล้ากับเพื่อนๆ เขาตั้งใจจะขโมยเงินคุณหญิงวาดแต่เห็นมีอยู่เพียง ๕๒๐ บาทเขาก็เลิกล้มความคิดนั้น

ทุกนาทีที่ผ่านไป ทุกคนมีแต่ความห่วงใยประภา ด้วยเกรงว่าหล่อนจะถูกฆ่าตาย อาหารค่ำวันนั้นเป็นไปอย่างเงียบเชียบ ประไพถึงกับร้องไห้แสดงความอาลัยรักพี่สาวร่วมสายโลหิตของหล่อน เจ้าคุณปัจจนึกฯ เศร้าซึมผิดปกติ แต่คุณหญิงวาดมีความศรัทธาเลื่อมใสในตัวนิกรมาก ท่านเชื่อว่าอย่างไรก็คงจะได้ข่าวประภาในสองสามชั่วโมงนี้ตามคำทำนายของนิกรหนุ่มเจ้าเล่ห์จอมกะล่อน

ในราว ๒๐.๐๐ น. เศษ สี่สหายกับสามนางพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาด ได้นั่งชุมนุมกันอยู่ในห้องโถงปรารภกันถึงเรื่องประภาเมียรักของ ดร. ดิเรก

การสนทนาสิ้นสุดลงเมื่อเจ้าแห้ววิ่งเข้ามาทางหน้าตึกแล้วกระโดดโลดเต้นเหมือนพวกอินเดียนแดง แสดงกิริยาดีอกดีใจ

"เฮ้ย" คุณหญิงวาดตวาดแว้ด "มึงจะบ้าหรือดีวะ ถ้าบ้าก็จะได้ส่งปากคลองสาน อยู่ดีๆ ก็เสือกวิ่งเข้ามาเต้นร็อกแอ่นหน้าแอ่นหลัง ทำเหมือนสันนิบาตลูกหมายังงั้นแหละ"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น ปราดเข้ามาทรุดตัวลงนั่งเบื้องหน้าโซฟาตัวใหญ่ ซึ่งสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งเรียงกันอยู่บนโซฟาตัวนี้

"รับประทานได้ข่าวคุณประภาแล้วครับ"

ทุกคนสะดุ้งเฮือกไปตามกัน

"ได้ข่าวจากใคร" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามเร็วปรื๋อ

"รับประทานผู้หญิงแก่ๆ อายุราว ๗๐ ปีคนหนึ่งมาส่งข่าวครับ แกรออยู่ที่หน้าตึกครับ รับประทานแกเป็นแม่ครัวอยู่ที่บ้านนั้น แกบอกว่าแกสงสารคุณประภามากก็เลยรับอาสานำข่าวมาบอก"

ทุกคนเผ่นพรวดลุกขึ้น พากันออกไปหาหญิงชราที่หน้าตึกอย่างร้อนรน หญิงชรารูปร่างผอมบางคนหนึ่งผมหงอกเป็นดอกเลา แต่งกายซอมซ่อสวมผ้าถุงเก่าๆ สีดำเสื้อขาว นั่งอยู่บนบันไดขั้นสุดท้ายหน้าตึกใหญ่อย่างสงบเสงี่ยม สี่สหายกับสามนางและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาดพากันเข้ามายืนรวมกลุ่มเบื้องหน้าหญิงชราผู้นี้ เจ้าแห้วตามมาด้วย

"ป้า-ป้ามาจากไหน" ดร. ดิเรกถามละล่ำละลัก

"มาจากซอยกลางค่ะ"

นายแพทย์หนุ่มสะดุ้งเฮือกสุดตัว

"หา-เมียฉันถูกขายเข้าซ่องไปแล้วหรือนี่"

หญิงชราทำหน้าชอบกล

"คนที่อยู่ในซอยกลางน่ะ ไม่ใช่หมายความว่าอยู่ซ่องอย่างว่านะคะ เดี๋ยวนี้มีแต่บ้านคนดีๆ ทั้งนั้น บ้านผู้หญิงพรรค์นั้นกลายเป็นบ้านเช่าไปแล้วค่ะ"

ทุกคนต่างทรุดตัวนั่งบนพื้นระเบียงหน้าตึก และรุมกันซักถามหญิงชรา จนกระทั่งป้าสุ่นไม่ทราบว่าจะตอบคำถามของใคร ในที่สุดแกก็ขอร้องให้ทุกคนสงบเงียบ

"ฟังดิฉันเล่าดีกว่าค่ะ ดิฉันจะเล่าให้ฟัง ดิฉันเป็นแม่ครัวที่บ้านคุณชอบค่ะ คุณชอบคนนี้เขาเป็นลูกน้องคนสนิทของอาเสี่ยใหญ่แถวเยาวราชคนหนึ่งซึ่งเป็นพ่อค้าเฮโรอิน เมื่อตอนเย็นวันนี้ คุณประภาถูกจับไปคุมขังไว้ที่บ้านคุณชอบค่ะ ดิฉันเอาข้าวไปให้แกกินตอนค่ำเห็นนั่งร้องไห้อยู่ในห้องก็สงสารแก แล้วดิฉันก็รับอาสานำข่าวมาบอกพวกคุณ เพื่อให้พวกคุณไปตามช่วยเหลือคุณประภา ดิฉันจะนำไปเองค่ะ"

ดร. ดิเรกล้วงกระเป๋าเชิ้ตฮาไว หยิบธนบัตรใบละร้อยปึกหนึ่งออกมายัดใส่มือหญิงชราทันที

"ก่อนอื่น ป้าเอาเงินนี่เก็บไว้ใช้ ฉันให้เป็นรางวัล"

หญิงชรายกมือไหว้นายแพทย์หนุ่มทันที

"ขอบคุณค่ะ รีบไปช่วยคุณประภาเถอะค่ะ ดิฉันทราบว่าตอนดึกคืนวันนี้ คุณชอบกับพรรคพวกจะพาคุณประภาไปขังไว้ที่อื่น เพราะที่ซอยกลางไม่สู้จะปลอดภัยนัก ไปที่โรงพักรับตำรวจไปด้วยนะคะ"

พลยิ้มให้หญิงชรา

"อ้ายนายชอบน่ะเป็นนักเลงอันธพาลใช่ไหมป้า"

"ค่ะ แต่ไม่ใช่นักเลงที่เที่ยวเกะกะระรานแบบพวกจิ้งเหลนหนุ่มๆ นะคะ เขาเป็นมือปืนของอาเสี่ยใหญ่พ่อค้าเฮโรอินค่ะ"

พลซักต่อไป

"ที่บ้านนั้นน่ะ นายชอบมีลูกน้องกี่คนจ๊ะป้า"

หญิงชรานิ่งคิด

"มีทั้งหมด ๕ คนค่ะ"

พลหัวเราะชอบใจ

"ถ้าเช่นนั้นไม่ต้องเสียเวลาไปหาตำรวจหรอก ฉันกับเพื่อนๆ จะจัดการกับนายชอบและพรรคพวกของเขาเอง"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ชกซ้ายทีขวาที เตะด้วยแข้งซ้าย กระโจนเข้าตีเข่าลอย เหวี่ยงศอกกลับโน้มคอลงมาตีเข่า พักเดียวเท่านั้นก็หมอบ"

"ใครหมอบวะ" เสี่ยหงวนถาม

"กันน่ะซี" นิกรพูดเสียงหนักๆ

พลกล่าวกับป้าสุ่นอย่างกันเอง

"ป้าจ๋า ป้าคุยกับท่านผู้ใหญ่และเมียๆ ของพวกเราไปพลางๆ นะป้า ฉันกับเพื่อนๆ ขอเวลาเตรียมตัว ๕ นาทีเท่านั้น ขอบคุณป้ามากที่กรุณานำข่าวญาติของเรามาบอก" แล้วพลก็กล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ "คุณอาไปด้วยนะครับ ผมสงสัยว่าคงจะมีการปะทะกันบ้างพอหอมปากหอมคอ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแป้น

"เอา บู๊เป็นบู๊ อาเอาด้วย"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานผมไปด้วยคนซีครับ ไปให้อ้ายพวกนั้นมันฆ่าผม เอ๊ย...ไม่ฆ่าอ้ายพวกนั้นน่ะครับ รับประทานพูดผิดไป"

พลยกมือตบศีรษะเจ้าแห้วค่อนข้างแรง

"แกไม่ต้องไป แกเอากุญแจอะไหล่รีบไปเอารถโอลด์สโมบิลของเราที่ทุ่งมหาเมฆเอากลับมาบ้าน"

เจ้าแห้วหน้าจ๋อย

"รับประทานผมอยากไปช่วยพวกเจ้านายบู๊นี่ครับ รถของเรามีประกันทิ้งไว้ที่นั่นก่อนก็ได้ รับประทานหายไปก็ดีซิครับ บริษัทรับประกันจะได้ใช้รถใหม่ให้เรา"

พลเห็นพ้องด้วย

"เอา...ถ้ายังงั้นก็ไปด้วยกัน ไปเอารถคาดิลแล็คออกจากโรงเดี๋ยวนี้ พวกเราจะขึ้นไปแต่งตัวและหาอะไรติดไม้ติดมือไปบ้าง"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างลุกขึ้นพากันเดินเข้าไปในตึก ส่วนเจ้าแห้วเดินลงบันไดตรงไปที่โรงรถ

๒๐.๓๐ น.

คาดิลแล็คคันใหญ่ได้พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว พร้อมด้วยป้าสุ่น มาถึงซอยกลางอันเป็นจุดมุ่งหมาย พล, นิกร, กิมหงวน, ดร. ดิเรกนั่งอยู่ตอนหลังรถ ท่านเจ้าคุณกับป้าสุ่นนั่งอยู่กับเจ้าแห้วตอนหน้ารถ ซึ่งเจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นคนขับรถเหมือนเช่นเคย จากบ้าน "พัชราภรณ์" มาซอยกลางรถวิ่งเพียงครู่เดียวเท่านั้น

หญิงชราบอกเจ้าแห้วให้หยุดรถหน้าบ้านใหญ่หลังหนึ่ง ซึ่งเป็นเรือนสองชั้นแบบเก่า รั้วบ้านเป็นรั้วสังกะสี บ้านที่กล่าวนี้เป็นบ้านเช่า ในราคาค่าเช่าเดือนละ ๑,๕๐๐ บาท มีโรงเก็บรถยนต์และโทรศัพท์ประจำบ้าน บริเวณบ้านประมาณ ๓๐๐ ตารางวา

ป้าสุ่นหันมากระซิบกระซาบกับสี่สหาย

"นี่แหละค่ะบ้านคุณชอบ พวกคุณจะจัดการอย่างไรก็สุดแล้วแต่เถอะค่ะ ขออย่าให้ดิฉันมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเลย ดิฉันจะถือโอกาสลาคุณๆ กลับบ้านดิฉันเสียที ดิฉันไม่ได้อยู่ในบ้านนี้หรอกค่ะ พอเช้าก็มาทำงานและเย็นก็กลับบ้าน"

พลกล่าวถามทันที

"บ้านป้าอยู่ที่ไหนจ๊ะ"

"อยู่สุดซอยนี่เองแหละจ้ะ เดินไปจากนี่ราว ๕ เสาไฟฟ้าก็ถึง"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต้องขอบอกขอบใจหญิงชราอย่างมากมาย ต่อจากนั้นทุกคนก็พากันลงจากรถ ป้าสุ่นตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว ที่ ดร. ดิเรกให้เงินแกตั้ง ๑,๕๐๐ บาท หญิงชราได้ยกมือไหว้ลาเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสี่สหายอย่างพินอบพิเทา แล้วเดินกลับไปยังบ้านพักของแก

ซอยกลางมีผู้คนสัญจรไปมา และมีรถยนต์ผ่านเข้าออกบ่อยๆ แสงไฟฟ้าในซอยส่องสลัวลางไปทั่ว พลเดินนำหน้าพาเพื่อนร่วมชีวิตของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วตรงมาที่ประตูรั้วหน้าบ้าน เมื่อพลลองเอื้อมมือผลักประตูบานเล็ก ก็ปรากฏว่าข้างในใส่กุญแจไว้

นายพัชราภรณ์หันมาทางนิกรแล้วพูดยิ้มๆ

"แสดงหน่อยโว้ยขุนแผน"

นิกรยิ้มแป้น ล้วงกระเป๋าหยิบลวดเส้นหนึ่งออกมาแยงเข้าไปในรูกุญแจ สักครู่บานประตูก็เผยอออก ทุกคนจึงเดินผ่านประตูเข้าไปในเขตบ้านมือปืนของเสี่ยเม้ง ราชาเฮโรอินและนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง

ชั้นล่างของตัวเรือนมีแสงไฟสว่างจ้า และมีเสียงเอะอะเฮฮากัน ชอบกับสมุนของเขา ๕ คนกำลังนั่งล้อมวงกินเหล้ากันอย่างสนุกสนาน ในเวลาเดียวกันนี้เอง ชายหนุ่มคนหนึ่งได้เดินออกมาทางหน้าเรือน พอแลเห็นคณะพรรคสี่สหาย เขาก็ตกใจหมุนตัวกลับวิ่งเข้าไปในห้องกลางชั้นล่างทันที

"พี่ชอบ มีคนหลายคนบุกรุกเข้ามาในบ้านเรา อาจจะเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบก็ได้" เจ้าหมอนั่นรายงานให้ลูกพี่ทราบอย่างละล่ำละลัก

ชอบชายร่างใหญ่ในวัยกลางคนผลุดลุกขึ้นยืน แล้วร้องบอกสมุนของเขา

"เอามันพวกเรา"

ทันใดนั้นเอง พล, นิกร, กิมหงวน และ ดร. ดิเรกก็วิ่งเข้ามาในห้องโถง ชอบล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาเพื่อจะหยิบปืนพกคู่มือออกมา แต่พลปราดเข้ามาประชิดตัวเสียก่อน ยกเท้าขวาเตะหน้าชอบเต็มแรง ทำให้ชอบซวนเซไปหลายก้าวและล้มลงทันที

มวยหมู่เกิดขึ้นแล้ว การตะลุมบอนระหว่างคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าชอบและสมุนทั้ง ๕ คน เป็นไปอย่างดุเดือด ขวดเหล้าขวดโซดาบนโต๊ะถูกนำมาใช้เป็นอาวุธ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วบุกเข้ามาทางประตูด้านหลัง ทั้งสองคนถือดุ้นแสมคนละดุ้น ท่านเจ้าคุณกับเจ้าแห้วเปิดฉากประจัญบานทันที

ชอบปะทะกับพลตัวต่อตัว ถึงแม้พลจะมีรูปร่างเล็กกว่าและบอบบางกว่า ชั้นเชิงมวยของพลก็เหนือกว่ามาก หมัดซ้ายขวาของพลปล่อยออกไปที่ใบหน้าของเจ้าชอบราวกับปืนกล ทำให้ชอบต้องล่าถอย แต่แล้วพลถูกหมัดตรงขวาของชอบเซแซ่ดๆ ออกไปปะทะโต๊ะอาหาร

นาทีทองเป็นของมือปืนแล้ว ชอบรีบล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซุปเปอร์คอลท์ ๑๑ มม. ออกมาเพื่อจะส่งพลไปนรก แต่เจ้าแห้วไวกว่า ยกดุ้นแสมฟาดกบาลชอบเต็มแรงเกิด

"โพละ"

เท่านี้เอง มือปืนของพ่อค้าเฮโรอินก็ยืนอมยิ้มนิ่งเฉย นัยน์ตาเหล่ไปเหล่มาเพราะความมึนงง เจ้าแห้วตีซ้ำอีกทีหนึ่ง ทำให้เจ้าชอบล้มตัวนอนหงายเหยียดยาวสิ้นสติสมประดี พลปราดเข้ามายึดปืนพกของชอบเก็บไว้ ในเวลาเดียวกันนี้เองท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ฟาดกบาลอ้ายหนุ่มหน้าเสี้ยมคนหนึ่งด้วยดุ้นแสมเต็มแรงเกิด หมอนั่นลงไปนอนโก้งโค้งตูดโด่งอยู่ข้างๆ ชอบ

มวยหมู่เป็นไปอย่างเนือยๆ ไม่สู้จะตื่นเต้นหวาดเสียวเท่าใดนัก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนอยู่คนละมุมห้อง เมื่อสมุนของชอบคนใดถูกเสี่ยหงวน, นิกร หรือ ดร. ดิเรก ชกซวนเซเข้ามาหา ท่านเจ้าคุณกับเจ้าแห้วก็ใช้ดุ้นแสมฟาดกบาลทันที

พลยืนมองดูการต่อสู้อย่างขบขัน เสี่ยหงวนเตะสมุนของชอบคนสุดท้ายถูกก้านคอพอดี เสียงดังฉาด ชายหนุ่มผู้นั้นลงไปกองอยู่บนพื้นทันที ส่วนกิมหงวนก็รีบทรุดตัวนั่ง ยกมือกุมเท้าขวาและร้องครางด้วยความเจ็บปวด

การปะทะกันสิ้นสุดลงในชั่วเวลาไม่ถึง ๕ นาที ชอบกับสมุนทั้ง ๕ คนหมอบเรียงรายอยู่เต็มห้อง นิกรทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะรับประทานอาหาร หยิบขาไก่ย่างชิ้นหนึ่งขึ้นมากัดกิน

เจ้าชอบลืมตาขึ้นมองดูโลก โงศีรษะขึ้นมองนิกรอย่างโมโห

"เฮ้ย...ไก่ของกู"

เจ้าแห้วยืนอยู่ข้างๆ ชอบ ยกดุ้นแสมประเคนลงกลางกบาลของชอบอีกทีหนึ่ง เสียงดังกึกก้อง มือปืนของเสี่ยเม้งคอพับคออ่อนสิ้นสติไปอีก ในเวลาไล่ๆ กัน ท่านเจ้าคุณก็ตีกบาลสมุนเจ้าชอบอีกคนหนึ่งซึ่งพยายามจะลุกขึ้นมา

พลวิ่งเหยาะๆ ขึ้นบันไดไปชั้นบน พอพ้นขั้นบันไดเขาก็เผชิญหน้ากับสมุนของชอบคนหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นยามประจำห้องคุมขังประภา เจ้าหมอนั่นมีดาบเป็นอาวุธ ยืนจังก้าอยู่หน้าห้อง พลล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบรีวอลเวอร์ ๙ มม. ออกมาและยกขึ้นจ้องทันที

"โยนดาบทิ้งเสียเถอะอ้ายน้องชาย" พลพูดยิ้มๆ "ถ้าแกคิดว่าดาบสู้ปืนได้แกก็มีหวังไปนรก โยนมันทิ้งเสียแล้วไขกุญแจเปิดประตูห้องนั้นออก กันเคยยิงคนมาหลายศพแล้ว ผู้ที่ขัดคำสั่งกันมีหวังไปนรกทุกราย"

เมื่อพลขึงขังจริงจังเช่นนี้ สมุนของชอบก็ปล่อยดาบหลุดจากมือ แล้วล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบลูกกุญแจออกมาไขประตูห้อง ในเวลาเดียวกันนี้เอง พลก็เดินเข้ามาก้มลงหยิบดาบแบบดาบไทย พุ่งมันออกไปนอกหน้าต่าง

พลออกคำสั่งเป็นครั้งสุดท้าย

"เปิดประตูออก แล้วแกรีบลงไปข้างล่างโดยเร็ว"

เจ้าหมอนั่นปฏิบัติตามคำสั่งของพลทันที คือเปิดบานประตูบานขวาออก แล้วเดินคอตกลงบันไดไปข้างล่าง พลยิ้มออกมาได้ เขาได้ยิน ดร. ดิเรกกำลังพูดโทรศัพท์กับตำรวจเจ้าของท้องที่ แจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทราบและขอให้เจ้าหน้าที่รีบมาที่นี่โดยเร็ว

ก่อนที่พลจะเดินเข้าไปในห้องนั้น ประภาภรรยายอดรักของนายแพทย์หนุ่มก็พาตัวเดินออกมา

"คุณภา" พลร้องลั่น

ประภาโผเข้ากอดเขาทันที ด้วยความรักใคร่อันสนิทสนมเหมือนญาติพี่น้อง แล้วหล่อนก็คลายมือที่กอดพลออก

"ดิฉันได้ยินเสียงตึงตังโครมครามแล้วละค่ะ และได้ยินเสียงนายแห้วส่งเสียงเอะอะอยู่ตลอดเวลา"

"ตื่นเต้นไหมครับ"

"เปล่าเลยค่ะ เพราะรู้แล้วว่าพวกเราต้องชนะ เอาตำรวจมากี่คนคะ"

พลสั่นศีรษะ

"ไม่มีตำรวจเลยคุณ พวกเรามากันตามลำพัง"

"อุ๊ยตาย ทำไมถึงเอาชนะอ้ายชอบได้ง่ายๆ "

พลหัวเราะเบาๆ

"มันไม่มีฝีไม้ลายมืออะไรนี่ครับ ลงไปข้างล่างเถอะครับคุณภา คุณจะได้เห็นอ้ายชอบกับสมุนของมันนอนเรียงรายอยู่เต็มห้อง กระเป๋าเงินและเครื่องเพชรของคุณถูกอ้ายชอบยึดไว้ใช่ไหมครับ"

"ค่ะ ไม่ทราบว่ามันเอาไปเก็บไว้ที่ไหน"

พลพยักหน้ารับทราบ

"ไม่เป็นไรครับ ประเดี๋ยวตำรวจจะแห่กันมาที่นี่ ผมดีใจมากที่ได้มาช่วยเหลือคุณได้ทันการ ทางบ้านทุกคนเป็นห่วงคุณอย่างที่สุด"

ครั้นแล้ว พลกับประภาก็จูงมือกันลงบันไดไปข้างล่าง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแป้น ยกดุ้นแสมชูให้ลูกสาวคนโตของท่าน

"แกพ้นภัยแล้วประภา" พูดจบท่านก็ประเคนดุ้นแสมลงกลางศีรษะสมุนของชอบคนหนึ่ง ซึ่งพยายามจะลุกขึ้น

ดร. ดิเรกวิ่งเข้ามาจะกอดเมียของเขา แต่ประภาเอี้ยวตัวหลบจึงกอดนิกรเข้าเต็มรัก มิหนำซ้ำยังจูบแก้มนิกรดังฟอด

"ดาลิ่ง ยินดีมากที่ยูปลอดภัย"

"ปู้โธ่" นิกรคราง "ใส่แว่นเสียเถอะโว้ยหมอ กันไม่ใช่เมียแกหรอก"

ดร. ดิเรกทำคอย่น

"มิน่าล่ะ กลิ่นแก้มถึงเหม็นเขียว" พูดจบเขาก็ล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบแว่นสายตาสั้นออกมาสวมตามเดิม แล้วหันมาจับมือประภาบีบแน่น "เป็นไงบ้างที่รัก ไม่มีการเสียหายอะไรเลยไม่ใช่หรือ"

"ค่ะ ขอบคุณดิเรกมาก และขอบคุณทุกๆ คนที่มาช่วยภา"

นายแพทย์หนุ่มยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา

"นั่งพักผ่อนเสียก่อนที่รัก อีกสักครู่ตำรวจจะมาที่นี่เพื่อจับอ้ายพวกนี้ไปโรงพัก ในฐานที่กักขังยูทำให้ยูเสื่อมเสียอิสรภาพ"

ประภาเดินไปที่โต๊ะรับประทานอาหาร แล้วทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามกับนิกรและอาเสี่ยกิม หงวน ต่างฝ่ายต่างสนทนากันอย่างสนิทสนม

เมื่อวันเสาร์ผ่านมาถึง คณะพรรคสี่สหายทุกคนก็ต้องทำงานอย่างหนัก ในการต้อนรับคนไข้ยาเสพย์ติดเฮโรอิน ดร. ดิเรกกับประภาช่วยกันฉีดยาให้กับนักนิยมควันนับจำนวนพันที่มารับการรักษาโดยไม่มีเวลาพักผ่อนเลย คุณหญิงวาดกับสี่นางทำข้าวต้มหมูเลี้ยงคนไข้ บ้าน "พัชราภรณ์" กลายเป็นสถานบำบัดเฮโรอินไปแล้ว นักสูบเฮโรอินซึ่งส่วนมากเป็นหนุ่มฉกรรจ์ต่างหลั่งไหลกันมารับการฉีดยาตลอดเวลา

คณะพรรคสี่สหายได้ตั้งปณิธานกันไว้ว่า การรักษาคนไข้เสพย์ติดเฮโรอินนั้นจะกระทำกันเรื่อยไปจนกว่าเฮโรอินจะไม่มีความหมายแก่ใคร!

จบตอน