พล นิกร กิมหงวน 043 : แอ่วเชียงใหม่

หนังสือพิมพ์รายวัน "ไทยเดิม" และรายสัปดาห์ "ชาวเหนือ" แห่งนครพิงค์ทั้ง ๒ ฉบับ ต่างลงข่าวว่า อาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทยพร้อมด้วย เพื่อนเกลอของเขาจะเดินทางมาถึงจังหวัดเชียงใหม่ในวันพฤหัสบดีนี้และจะมาพักอยู่ที่บ้านพ่อเลี้ยงชุบ คหบดีผู้มั่งคั่งของเชียงใหม่ ซึ่งคำว่า พ่อเลี้ยงนี้ภาษาไทยเหนือหมายถึง เศรษฐี หรือ นายแพทย์

ประชาชนชาวเชียงใหม่ต่างพากันสนใจในข่าวนี้มาก เพราะเขาเคยได้ทราบกิตติศัพย์มาแล้วว่า อาเสี่ยกิมหงวนเป็นมหาเศรษฐีที่มั่งมีขนาดท่านมหาราชาในอินเดีย สามารถฉีกธนบัตรเล่นครั้งละหมื่นบาท อย่างหน้าตาเฉย จนกระทั่งเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า ไม่มีมหาเศรษฐีหรือเศรษฐีคนใดที่จะมั่งมียิ่งไปกว่า อาเสี่ยกิมหงวน ของเรา ยกเว้นแต่ผู้ยิ่งใหญ่บางท่าน

บ่ายวันพฤหัสบดี

เวลา ๑๕.๓๐ น. ขบวนรถด่วนได้เดินทางมาถึงนครเชียงใหม่ตามกำหนด ณ บัดนี้ขบวนรถกำลังคลานเข้าสู่ชานชาลาอันเป็นจุดหมายปลายทางแล้ว ที่สถานีเชียงใหม่มีประชาชนคับคั่งนับจำนวนพัน เขาพากันมาคอยดูหน้ามหาเศรษฐีหนุ่ม นักฉีกแบ็งค์ตัวลือ บนชานชาลานั้นมีแถวข้าราชการ นักเรียนชายหญิงยืนอยู่เป็นระเบียบเรียบร้อยพร้อมด้วยกองแตรวง

แล้วขบวนรถด่วนก็หยุดนิ่งท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของประชาชนโดยสารและผู้ที่มาต้อนรับ

ภายในรถโบกี้ชั้นที่ ๓ พล นิกร กิมหงวน ดร. ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว กำลังเตรียมตัวเตรียมข้าวของเพื่อจะลงจากรถ เจ้าแห้วโผล่หน้าต่างมองลงมาบนชานชาลาแล้วสะดุ้งโหยง รีบหดตัวเข้ามาในรถกระซิบกระซาบบอกอาเสี่ยกิมหงวน

"อาเสี่ย ครับ รับประทานถ้ามันจะยุ่งกันใหญ่แล้ว "

"ทำไมวะ" กิมหงวน ถาม

"รับประทานพวกข้าราชการ นักเรียนชายหญิง มาตั้งแถวรอรับอาเสี่ยน่ะซีครับ "

เสี่ยกิมหงวน ขมวดคิ้วย่น

"ฮ้า "

"รับประทานจริงๆ ครับ ให้ดิ้นตาย "

ดร. ดิเรก รีบโผล่หน้าต่างรถไฟมองไปทางขวามือของเขาทันที

"มายก็อด" นายแพทย์หนุ่มคราง หันกลับมามองดูเสี่ยหงวน "แกไม่ใช่คนเสียแล้วล่ะโว้ยชาวเชียงใหม่เขาคงทราบข่าวของแกจากหนังสือพิมพ์ที่กรุงเทพฯ เขาก็มาคอยต้อนรับแกอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง "

กิมหงวน ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"มหาเศรษฐีอย่างกัน ใครๆ ก็ต้องให้เกียรติเคารพนบนอบ กันมาเชียงใหม่คราวนี้ บางทีกันจะซื้อดอยสุเทพไว้ทำที่พักร้อนของกัน "

พลพูดเสริมขึ้น

"ถ้าจะให้ดีล่ะก้อ ซื้อทางรถไฟสายเหนือเสียเลยเป็นยังไง "

อาเสี่ย ชักฉิว

"ชะ ช้า อ้ายพล ยังได้นะโว้ย กะอีสมบัติรถไฟสายเหนือทำไมกันจะซื้อไม่ได้ อ้ายแห้วโว้ยส่งเงินมาให้ข้าฉีกขว้างหน้าอ้ายพล สักล้านเถอะวะ "

เจ้าแห้วชำเลืองมองดู เจ้าคุณปัจจนึกฯ เสียก่อนจึงตอบ กิมหงวน

"รับประทานล้านเดียวพอหรือครับ "

กิมหงวนหัวเราะ แล้วยักคิ้วกับท่านเจ้าคุณ

"เป็นยังไงครับ คุณอา ไม่เห็นคึกคักเลย "

"คึกคักกะหอกอะไรเล่า ง่วงนอนจะตายโหง นั่งนกมาตลอดทาง แกมันขี้เหนียวไม่เข้าเรื่อง ถ้ามารถนอนเราก็คงจะสบายกว่านี้ "

อาเสี่ยอมยิ้ม

"ปู้โธ่-อ้ายเงินที่จะเสียค่ารถนอนน่ะผมไม่เสียดายหรอกครับ แต่ว่าที่นอนมันไม่มี ไม่เคยมีห้องว่างเลย เต็มทุกเที่ยว จนกระทั่งผมแปลกใจ รถนอนมักจะมีแต่คนต่างด้าว และท่านผู้ยิ่งใหญ่ คนไทยซึ่งเป็นคนธรรมดางุ่มง่ามซื้อตั๋วไม่ทันเขา อย่างวิเศษก็ได้มารถชั้นหนึ่งอย่างเรานี่ เอ-คุณชุบ ไม่เห็นมารับเรา บ้านช่องของเขาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เขาสนิทกับคุณอามากจริงๆ หรือครับ "

"อ๋อ ถูกแล้ว เจ้าชุบ เป็นเด็กของ อา เอง เคยเลี้ยงมา เมื่อหนุ่มๆ อาเคยช่วยเหลือมัน เมื่อสมัยอายังมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ช่วยให้ เจ้าชุบ นำฝิ่นเถื่อนล่องลงกรุงเทพฯ โดยอาศัยอิทธิพลตำแหน่งหน้าที่ของอา ทำให้ฝิ่นเถื่อนกลายเป็นฝิ่นอิทธิพลไม่มีใครกล้าจับ ถึงจับก็กลายเป็นโคลนหรือลิ่วไป เดี๋ยวนี้เจ้าชุบเป็นเศรษฐีใหญ่อยู่ที่นี่ ใครๆ ก็เรียกว่า พ่อเลี้ยง "

ดร. ดิเรก ขมวดคิ้วย่น

"พ่อเลี้ยง เขาหมายความว่าอะไรครับป๋า "

ท่านเจ้าคุณ หัวเราะ

"พ่อเลี้ยง เขาหมายถึงเศรษฐี ซึ่งเรียกกันว่า พ่อเลี้ยงนั่นพ่อเลี้ยงนี่ แต่คนที่เป็นหมออย่างแกเขาก็เรียกพ่อเลี้ยงเหมือนกัน "

กิมหงวน หัวเราะก้าก

"เอ-อย่างผมเป็นมหาเศรษฐีเขาจะเรียกว่ายังไงครับ "

เจ้าคุณว่า "เขาก็เรียกว่า พ่อเลี้ยง เหมือนกัน "

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานอย่างผม รับประทานเขาคงเรียกว่าลูกเลี้ยงนะครับ "

ท่านเจ้าคุณยกฝ่ามือพัวะเจ้าแห้ว เต็มแรง

"ทะลึ่ง เดี๋ยวเตะเปรี้ยงเข้าให้หรอก" พูดจบท่านก็หันมาจ้องมองดูนิกร ด้วยความแปลกใจยิ่ง นายการุณวงศ์ ยืนลืมตานิ่งเฉย อ้าปากหวอน้ำลายไหลย้อย เขากำลังหลับในอย่างสบาย กรนเสียงแผ่วเบา เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ร้องตะโกนเรียกลูกเขยของท่าน ด้วยเสียงอันดัง "เฮ้ย อ้ายกร "

นายจอมทะเล้น สะดุ้งโหยง ยิ้มให้พ่อตาของเขา

"แหม-เผลอตัวไปหน่อยเดียวหลับเลย ง่วงจังครับ คุณพ่อ เมื่อคืนผมได้นอน ๑๐ ชั่วโมง เท่านั้น "

พลกล่าวกับพรรคพวก ของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"ลงรถเถอะโว้ยพวกเรา ช่วยกันหิ้วกระเป๋าข้าวของสัมภาระลงไปข้างล่าง "

๔ สหาย กับ ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ต่างพากันหอบหิ้วสัมภาระลงจากรถและกองกระเป๋าเสื้อผ้าข้าวของต่างๆ ลงบนชานชาลา

ประชาชนเฮโลกันเข้ามาห้อมล้อม ช่างภาพหนังสือพิมพ์และนักถ่ายภาพสมัครเล่น ได้ถ่ายภาพ คณะพรรค ๔ สหายไว้ ใครต่อใครต่างวิพากษ์วิจารณ์กันแซ่ดไปหมด อาเสี่ยกิมหงวนชูมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"ขอบคุณครับ ขอบคุณมากที่กรุณาให้เกียรติผม "

ใครคนหนึ่งร้องขึ้นดังๆ

"อาเสี่ย ที่รัก ฉีกแบ็งค์ให้พวกเราดูหน่อยเถอะน่า "

กิมหงวน ยิ้มแก้มแทบแตก ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาขยุ้มหนึ่ง โดยไม่ต้องนับว่ามันจะเป็นจำนวนเงินสักเท่าใด แล้วมหาเศรษฐีที่ไม่ใคร่สบายเหมือนคนอื่นก็ฉีกธนบัตรออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โปรยลงบนชานชาลาสถานีอย่างสง่าผ่าเผย

ประชาชนตบมือโห่ร้องกันเกรียวกราว บัดนี้ ชาวนครพิงค์ได้เห็นความมั่งมีอย่างมหาศาลของท่านเศรษฐีกิมหงวนแล้ว ช่างภาพเบียดเสียดกันเข้ามาถ่ายภาพไว้อีก

ในเวลาเดียวกันนี้เอง สุภาพบุรุษในวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานคนหนึ่ง ได้เดินนำหน้าพาคนของเขา ๕-๖ คน ตรงเข้ามาหา คณะพรรค ๔ สหาย เขาคือพ่อเลี้ยงชุบนั่นเอง

พ่อเลี้ยงชุบ ปราดเข้ามากระพุ่มมือไหว้ ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับ ใต้เท้า "

"อ้อ-ชุบ บา-ฉันนึกว่าแกจะไม่มารับฉันเสียแล้ว ยืนรออยู่เกือบ ๕ นาที "

พ่อเลี้ยงชุบหน้าสลด นึกถึงตัวเองที่มาล่าช้าไป

"รับประทานโทษเถอะครับ ตามธรรมดารถด่วนเคยมาล่ากว่านี้ วันนี้แปลกมากที่มาถึงตามกำหนดเวลา เชิญเถอะครับ ผมจัดรถมารับถึง ๓ คัน มีข้าวของอะไรมาบ้างครับ คนของผมจะได้ขนไป" พูดจบพ่อเลี้ยงชุบ ก็ทำหน้าตื่นๆ จ้องมองดูเศษธนบัตรใบละร้อยที่ตกอยู่เกลื่อนกลาด "อ้าว-นี่ใครเกิดบ้ามาฉีกธนบัตรเล่น "

เสี่ยหงวน ทำคอย่น

"เปล่า คุณ ไม่ได้บ้า ผมฉีกเอง ประชาชนเขาขอร้องให้ผมแสดงการฉีกแบ็งค์ให้เขาดูก็เลยต้องแสดงลวดลายนิดหน่อย ง่า-คุณก็เป็นเศรษฐีเหมือนกัน ลองฉีกให้ผมชมสักหมื่นบาทได้ไหมครับ "

พ่อเลี้ยงชุบกลืนน้ำลายติดๆ กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบบ่าพ่อเลี้ยงชุบ

"อย่าสงสัยอะไรเลยวะ ชุบ คนดีๆ น่ะไม่มีใครเขาฉีกเงินเล่นหรอก นี่แหละอาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีที่มีสติไม่เต็มเต็ง จำไว้เถอะรูปร่างสูงชลูด สวมแว่นตาขอบกระ หน้าตากวนอวัยวะเบื้องต่ำอย่างนี้ละก้อไม่มีใครนอกจาก อาเสี่ยกิมหงวน "

"นั่นแน่" อาเสี่ย กระเซ้า "ฟังพี่ขุนพ่นบ้าง "

ท่านเจ้าคุณ หันควับมาทาง กิมหงวน

"ใครวะพี่ขุน "

เสี่ยหงวน ยิ้มแห้งๆ

"ก็คุณอา น่ะซีครับ "

เจ้าคุณทำตาปริบๆ เม้มปากแน่น

"ขุนอะไรของมึง ข้าเป็นเจ้าคุณโว้ย ไม่ใช่ขุน "

อาเสี่ย ชักฉิวตวาดลั่น

"ก็ขุนช้างยังไงเล่า แล้วกัน เถียงซะเรื่อยเชียวง่า ผมยินดีมากที่ผมได้มีโอกาสรู้จักกับคุณเป็นเศรษฐีเช่นเดียวกับผม พ่อเลี้ยงครับ ผมขอแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนเกลอของผม คนนี้พ่อเลี้ยงพล พัชราภรณ์ พ่อมันมีเงินเป็นกระสอบๆ อ้ายนี่เป็นทั้งเศรษฐีและนายแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ ชื่อพ่อเลี้ยงดิเรก

ณรงค์ฤทธิ์ อ้ายบ้านั่นพ่อเลี้ยงนิกร "

นิกร พูดเสริมขึ้น

"หรือคุณจะเรียกผมว่าพ่อตัวก็ได้ แต่ตาแก่คนนี้เป็นพ่อตาผม ชื่อพ่อเลี้ยงเจ้าพระยาปัจจนึกฯ ขอแนะนำให้รู้จักไว้ด้วย "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกเขี้ยว ยกเท้าเตะนิกรดังพลั่ก

"นี่แน่ะ นี่แน่ะ ทะลึ่งนัก "

นิกร สูดปาก

"อูย พ่อเลี้ยงโดนพ่อตาเตะเข้าให้แล้ว ตะโพกแทบคราก แหม-ยังกะถูกช้างถีบ "

เจ้าแห้ว สบตากับ พ่อเลี้ยงชุบ เขาก็ยกมือไหว้และแนะนำตัวเองเสียงแผ่วเบาพอพูดกันได้ยิน

"รับประทานผม-ลูกเลี้ยงแห้วครับ รับประทานเป็นขี้ข้าม้าครอกของท่านเหล่านี้ รับประทานอยู่กับท่านมาแต่เล็กแต่น้อยอย่างที่เขาเรียกกันว่า ข้าเก่าขี้เต่าเลี้ยง "

นายชุบ ทำหน้าชอบกลครึ่งยิ้มครึ่งแหย แล้วเขาได้โอภาปราศัยกับ ๔ สหายเป็นอย่างดีและบอกให้ ๔ สหายทราบว่า ที่เขาร่ำรวยเป็นเศรษฐีมีเงินทองใช้เหลือเฟือทุกวันนี้ก็เพราะเขาได้ความอุปการะจาก ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เมื่อครั้งก่อนและบุญคุณของท่านผมจะลืมไม่ได้ชั่วชีวิตดับ

"เชิญออกไปขึ้นรถเถอะครับ ผมเตรียมการต้อนรับไว้ทางบ้านเรียบร้อยแล้ว" พูดจบเขาก็พยักหน้ากับคนของเขา "ขนกระเป๋าและของทั้งหมดนี่ออกไป "

ครั้นแล้ว พ่อเลี้ยงชุบก็เดินนำหน้าพา ๔ สหาย กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินผ่านแถวข้าราชการ นักเรียนชายหญิง อาเสี่ยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ หยุดยืนหน้าแถวแล้วพูดกับ ข้าราชการชั้นเอกในเครื่องแบบตรวจการคนหนึ่ง

"ขอบคุณมากที่อุตส่าห์มาตั้งแถวรับ ความจริงไม่น่าจะวุ่นวายโกลาหลไปเลยครับ "

ข้าราชการผู้นั้นหัวเราะหึๆ

"เปล่า เปล่า พวกเราไม่ได้มารับคุณหรอก อย่าเข้าใจผิด พวกประชาชนต่างหากที่เขามารับคุณ ฮ่ะ ฮ่ะ "

เสี่ยหงวน ยิ้มแหยๆ

"อ้าว ว้า-ยังงี้ผมก็ขายหน้าตายห่า นี่คุณมารับใครล่ะครับ "

ข้าราชการชั้นเอกบุ้ยใบ้ไปที่รถตู้นอนซึ่งอยู่คันสุดท้ายของขบวนรถ

"โน่น ผมมารับท่านรัฐมนตรี "

กิมหงวน กลืนน้ำลายเอื้อก

"มิน่าล่ะ ผมก็สงสัยเหมือนกัน ผมเดินผ่านมาเกือบแถวแล้ว พวกแตรวงไม่เห็นบรรเลงเพลงสักปู่ด ง่า-ลาละครับ สวัสดี" แล้วเสี่ยหงวนก็รีบวิ่งตามเพื่อนๆ ของเขาไป

สเตชั่นเวกอนสีองุ่น รถ ๒ แถวขนาดเล็กและปอนเตี้ยคเก๋งสีงาช้างคลานไปจากสถานีอย่างแช่มช้าเป็นขบวน ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และพ่อเลี้ยงชุบนั่งอยู่ในรถเก๋ง ส่วนเจ้าแห้วและคนของ นายชุบ อยู่ในรถสเตชั่นเวกอน สัมภาระต่างๆ อยู่ในรถ ๒ แถว คณะพรรค ๔ สหาย เพิ่งได้เหยียบนครพิงค์เป็นครั้งแรกในชีวิต ต่างรู้สึกตื่นตาตื่นใจมาก รถทั้ง ๓ คันแล่นบ่ายหน้าเข้าไปในเมือง บ้านของพ่อเลี้ยงชุบ อยู่ข้างวัดสวนดอก เป็นคฤหาสน์ใหญ่โตหรูหราแห่งหนึ่ง

เช้าวันรุ่งขึ้น ๔ สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็พากันมาแอ่วกาดคือเที่ยวตลาดนั่นเอง ภายใน ตลาดวโรรส กำลังจ้อกแจ้กจอแจด้วยประชาชนไทยเหนือ อาหารสดจำพวกผักสด, ไข่สด, หมูเห็ดเป็ดไก่อุดมสมบูรณ์ยิ่ง โดยเฉพาะผู้ขายเนื้อหมูหรือเนื้อวัวเป็นผู้หญิง บางเจ้าก็ยังสาวและสวยพริ้ง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปลื้มใจอย่างยิ่ง ที่ท่านได้เห็นพ่อค้าแม่ค้าเป็นคนไทยทั้งสิ้น จะมีคนต่างด้าวก็เฉพาะร้านชำเท่านั้น ชาวเชียงใหม่พอใจอุดหนุนซึ่งกันและกัน น่าชื่นชมยิ่งนัก

มันเป็นความจริงตามที่ พ่อเลี้ยงชุบเล่าให้ฟังเมื่อคืนนั้น ชาวเชียงใหม่ยึดมั่นในความสงบสุข มีอัธยาศัยดีงาม ที่นี่ไม่มีโจรผู้ร้าย ไม่มีการจี้ปล้นและไม่มีการเบ่งเหมือนในกรุงเทพฯ ผู้หญิงสาวชาวเชียงใหม่แต่งกายเหมือนสุภาพสตรีในกรุงเทพฯ ขี่รถจักรยานเก่ง ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส คณะพรรค ๔ สหายได้รับความสุขสบายมาก พ่อเลี้ยงชุบให้การรับรองอย่างดีที่สุดในฐานะแขกผู้มีเกียรติของเขา เขามอบรถปอนเตี้ยคเก๋งให้ใช้ตลอดเวลาที่พักอยู่เชียงใหม่

ภายใน ตลาดวโรรส เป็นร้านแผงลอยเตี้ยๆ มีร่มกระดาษขนาดใหญ่กำบังแสงแดด ๔ สหาย เดินเที่ยวชมตลาดอย่างเพลิดเพลิน นิกรแวะซื้อปาท่องโก๋ ๓ บาท แล้วซื้อข้าวเหนียวนึ่งหลายห่อ กับข้าวพื้นเมืองอีกหลายสิ่ง เช่น ลาบเนื้อ แกงฮังเล ยำขนุนและซี่โครงหมูทอด ตั้งใจจะเอาไปกินที่ห้วยแก้วตอนสายวันนี้ ดร. ดิเรกซื้อดอกไม้มาหอบเบ้อเร่อ ราคาถูกมาก มีทั้งเยอบีร่า รักเร่และกุหลาบ ดอกขนาดใหญ่กว่าที่เคยพบเห็น

คณะพรรค ๔ สหาย เดินย้อนออกมาหน้าตลาด พลติดใจนกแก้ว ซึ่งเจ้าของขังไว้ในกรงมากมายและขายในราคาถูกเพียงตัวละ ๑๒ บาทเท่านั้น แต่ยังไม่ได้ต่อรองราคากัน

"อย่าซื้อเลยวะ" เสี่ยหงวนพูดกับพล "เอาไว้เราจะกลับค่อยซื้อดีกว่า "

พลพยักหน้า

"ดีเหมือนกัน นันทา สั่งกันไว้ว่า อยากได้นกแก้วเอาไปเลี้ยง "

นิกรหัวเราะ

"พี่นันแกบ้าไม่เข้าเรื่อง ใครเขาเลี้ยงกันบ้างวะนกแก้ว ไม่ได้ประโยชน์อะไรสักนิด ถ้ารักจะเลี้ยงนกก็ควรจะซื้อนกตะกรุมไปฝาก ตัวมันค่อยโตหน่อย "

"อ้าว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทานอย่างหัวเสีย "เดี๋ยวฉันก็ถีบเปรี้ยงเข้าให้หรอก ข้าไม่เกี่ยวนะโว้ย ข้ายืนอยู่เฉยๆ อ้ายเปรตนี่ยั่วโมโหแต่เช้าเชียว "

นิกรหันมากระซิบกับ เจ้าแห้ว

"นกตะกรุมโมโหโว้ย "

เจ้าแห้วรีบรายงาน ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"รับประทาน คุณนิกรว่า นกตะกรุมโมโหครับ "

นิกรยกมือขวาเขกกบาลเจ้าแห้วดังโป๊กแล้ววิ่งหนีไปจากที่นั้น วิ่งพลางหัวเราะพลาง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือชี้หน้า ลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"มึง ดีละมึง เดี๋ยวพ่อต้องเตะให้ได้ "

ต่างพากันเดินออกมาหน้าตลาดวโรรส รถเก๋งสีงาช้างจอดอยู่ฝั่งตรงข้ามปาก ตลาดต้นลำใย

กิมหงวน หยิบธนบัตรใบละร้อยฉบับหนึ่งออกมาส่งให้ตาขอทานที่หน้าตลาด กระทาชายผู้นั้นแทนที่จะดีใจกลับด่าพึมพำและฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเข้าใจว่าเป็นธนบัตรปลอม เพราะแกไม่เชื่อว่าจะมีมนุษย์คนใดในโลกนี้จะให้เงินขอทาน ๑๐๐ บาทอย่างหน้าตาเฉย

นิกร โผล่ออกมาจากตรอกเล็กๆ ตรอกหนึ่ง กวักมือเรียก เสี่ยหงวนเพื่อนเกลอของเขา อาเสี่ย อมยิ้ม กล่าวกับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณอากับพวกเรา ขึ้นไปนั่งรอผมอยู่ในรถสักประเดี๋ยวนะครับ ผมจะไปหาซื้ออะไรสักหน่อย "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้า

"เออ อย่าร่ำไรนะ จะได้รีบไปห้วยแก้วกัน "

กิมหงวนเดินไปจากที่นั้น ตรงเข้ามาหานิกร

"เรียกทำไมวะ "

นิกรจุ๊ย์ปาก

"โน่น-เห็นแม่สาว ๒ คน นั่นไหม "

เสี่ยหงวนมองตามสายตานายจอมทะเล้น เขาแลเห็นสุภาพสตรีสาวชาวนครพิงค์ ๒ คน แต่งกายสม๊าร์ทกำลังยืนอยู่หน้าร้านขายกล้วยไม้และต้นไม้ดอกแห่งหนึ่ง

"อือ-ไม่เลวนะโว้ย แต่สงสัยว่าจะ ม.ผ. แล้ว "

นิกร หัวเราะ

"ถ้า ม.ผ. เราเสือกเข้าไปจีบก็น่ากลัวว่าจะ ด.ต. "

สองสหาย ยิ้มให้กัน แล้วอาเสี่ยก็จูงมือนิกรพาเดินเข้าไปที่ร้านขายกล้วยไม้ กิมหงวนเริ่มต้นแสดงตนเป็นเจ้าชู้ประตูดิน พานิกรเข้ามาในร้านและหยุดยืนข้างหลังแม่งามทั้ง ๒

"ซื้ออะไรครับคุณ "

หญิงสาวในเสื้อกระโปรงชุดสีฟ้าหันมามองดูเสี่ยหงวน และแทนที่หล่อนจะเจริญพรเขาเหมือนอย่างแม่สาวงามในกรุงเทพฯ หล่อนกลับยิ้มน่ารัก พูดกับเสี่ยหงวน เป็นอย่างดีด้วยภาษาไทยเหนือ

"ซื้อดอกไม้เจ้า "

อาเสี่ย ถอนหายใจหนักๆ

"ซื้อเอาไปทำไมครับ "

หล่อนเอียงคออมยิ้ม

"ผัวข้าเจ้าชอบ ผัวข้าเจ้าเป็นนายตำรวจเจ้า "

กิมหงวน กลืนน้ำลายเอื้อก

"แฮ่ะ แฮ่ะ ดีครับ ดอกไม้เมืองนี้งามมาก ง่า-เราไม่ได้พบกันมานานแล้ว ขอโทษคุณชื่ออะไรครับ "

แม่สาวงามทั้งสองหัวเราะคิก

"ข้าเจ้าชื่อฟองจันทร์ น้องสาวข้าเจ้าชื่ออุ่นเรือน "

นิกร พูดเสริมขึ้น

"ข้าเจ้าชื่อนิกร อ้ายนี่ชื่อกิมหงวน เจ้า "

หล่อนหัวเราะ

"ลำบากนักก็พูดภาษาไทยกลางเถอะคะ "

นิกร พยักหน้าเห็นด้วย

"นั่นซีครับ ผมก็ว่าอย่างนั้น "

สองสาวได้ดอกไม้จากคนขายของแล้วจึงพากันเดินออกไปจากร้าน แต่ก็อดที่จะหันมายิ้มให้หนุ่มชาวกรุงทั้งสองไม่ได้ ขณะนี้ชายกลางคนรูปร่างบอบบางคนหนึ่งได้พาตัวเดินออกมาจากหลังร้าน พอแลเห็น เสี่ยหงวน เข้าเขาก็ยืนตะลึง

"อาเสี่ย อาเสี่ย หรือครับนี่ "

กิมหงวน มองดูผู้ที่กล่าวทักเขาอย่างตื่นๆ ชายผู้นั้นตรงเข้ามายกมือไหว้อย่างนอบน้อมเกรงกลัว

"ผมทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่นี่แล้วละครับว่า อาเสี่ยกับพรรคพวกจะมาเที่ยวเชียงใหม่ ง่า-สบายดีหรือครับ "

เสี่ยหงวน ยิ้มแห้งๆ

"แฮ่ะ แฮ่ะ ซำบาย เอ-ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่าคุณเป็นใคร ดูเหมือนคุณเป็นชาวกรุงเทพฯ ไม่ใช่หรือ "

เจ้าของร้านกล้วยไม้ หัวเราะเบาๆ

"ถูกแล้วครับ ผมเพิ่งขึ้นมาอยู่เชียงใหม่เมื่อปีกลายนี้เอง แต่ก่อนนี้ผมตั้งร้านขายเหล้าและอาหารอยู่ในแพร่งสรรพศาสตร์ ยังไงล่ะครับ อาเสี่ยเข้าไปเที่ยวทีไรมักจะแวะอาละวาดที่ร้านผมเสมอ" แล้วเขาก็ยิ้มกับนิกร "ดูเหมือนคุณชื่อนิกรไม่ใช่หรือครับ "

นิกรทำหน้าชอบกล หันมาถามกิมหงวน

"เฮ้ย อั๊วชื่ออะไรวะ "

"จะไปรู้เรอะ" กิมหงวน ตวาดแว๊ด "ชื่อของแกเองยังจำไม่ได้ แล้วใครเขาจะไปคอยจดจำชื่อแกไว้ แต่กันน่ะชื่อกิมหงวนแน่ๆ ฮ่ะ ฮ่ะ นึกออกแล้ว คุณจ๋อง นั่นเอง "

เจ้าของร้านกล้วยไม้ ยิ้มแป้น

"ครับ ถูกแล้ว ผมชื่อ จ๋อง เมียผมเคยเป็นเอเย่นต์อยู่ในแพร่งสรรพศาสตร์ นั่นแหละครับ แต่เดี๋ยวนี้ผมเลิกกับแม่พร้อมแล้ว "

"อ้าว ทำไมล่ะ" นิกรถาม

นายจ๋องทำหน้าอย่างเบื่อหน่าย

"แกจู้จี้ครับ หาว่าผมตัวเล็กเกินไปครับ รูปร่างไม่หล่อ ติเล็กติน้อยทุกวัน พยายามชมอ้ายพวกหนุ่มๆ นักเลงแถวบ้านให้ผมฟังไม่เว้นวัน บางทีก็แอบไปนอนกับมัน แล้วผมจะอยู่กับแม่พร้อมยังไง คิดดูเถอะครับ ผมก็เลยเผ่นมาเชียงใหม่ ใช้ความรู้ในวิชาพฤกษศาสตร์เท่าที่ผมได้ค้นคว้ามาเป็นเวลาหลายปี ตั้งร้านจำหน่ายกล้วยไม้และไม้ดอกขึ้นที่นี่ เชิญครับ เชิญนั่งครับ เฮ้ยอ้ายฟักยกเก้าอี้ตัวนั้นมานี่ แล้วก็ไปจัดน้ำท่า บุหรี่ มาต้อนรับแขกของข้า นี่แหละมึงอาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทยล่ะ "

นายจ๋อง กุลีกุจอให้การต้อนรับเป็นอย่างดี เมื่อกิมหงวนว่าเขาอยากจะได้กล้วยไม้ดีๆ สัก ๒-๓ ต้น นายจ๋องก็เข้าไปทางหลังร้าน สักครู่ก็หิ้วกล้วยไม้ออกมากระถางหนึ่ง ด้วยความระมัดระวังประคับประคองมัน ราวกับเพชรน้ำหนึ่ง เขาวางกระถางกล้วยไม้ลงบนโต๊ะแล้วนั่งลงตรงข้ามกับ สองสหาย

"มือชั้น อาเสี่ย เล่นอย่างนี้เถอะครับ อ้ายพวกฟ้ามุ่ยหรือเอื้องสามปอยหลวง น่ะ คนที่มีเงินนิดหน่อยเขาเล่นกัน อาเสี่ยมาเชียงใหม่ทั้งทีก็ควรจะเอาอย่างนี้ติดมือไปสักต้น นักเลงกล้วยไม้เห็นเข้าน้ำลายหยดเรี่ยราดไปเลย "

กิมหงวนกับนิกร มองดูกล้วยไม้ที่มีใบอยู่เพียง ๒-๓ ใบ ยาวประมาณคืบเศษ

"ผมไม่ใช่นักเลงกล้วยไม้หรอกนะคุณจ๋อง แต่เมื่อมาถึงเชียงใหม่แล้ว ก็ควรจะมีติดมือไปอวด พวกกรุงเทพฯ บ้าง "

"จริงครับ มีอย่างนี้ต้นเดียวดีกว่ามีกล้วยไม้ธรรมดาสัก ๑๐๐ ต้นอีก ๓ เดือนดอกออกแล้ว ดอกสีม่วงแก่ครับ บานทนที่สุดบานอยู่ได้ถึง ๑๐๐ วัน ผมไปเอามาจากยอดดอยอินทนนท์ได้เพียง ๒ ต้นเมื่อ ๒-๓ วัน อัศวินใหญ่พาเมียน้อยมาเที่ยวเชียงใหม่ซื้อไป ๑ ต้นแล้ว เหลืออยู่เพียงต้นเดียว "

อาเสี่ย พยักหน้าหงึกๆ

"เขาเรียกว่าอะไร "

"เห็นจะเป็น ช้างแดง" นิกรพูดส่งเดชตามความคาดคะเนของเขาซึ่งมีความรู้แต่เพียงว่า ใบยาวๆ อยู่ในกระถางเขาเรียกว่ากล้วยไม้

"ไม่ใช่หรอกครับ" นายจ๋อง พูดพลางหัวเราะพลาง "ช้างแดงเป็นกล้วยไม้ชั้นสวะสำหรับ อาเสี่ย หรือคุณ นี่ช้างเหมือนกันครับ เขาเรียกว่าช้างยิ้ม "

กิมหงวนยิ้มเหมือนช้าง

"ช้างยิ้ม อือ-เพิ่งเคยได้ยินชื่อ "

"ถูกละครับ เป็นกล้วยไม้ที่หาได้ยาก ในกรุงเทพฯ มีอยู่ไม่กี่ต้น ช้างยิ้มนี่แหละครับ พวกเศรษฐี เห่อกำลังนิยมเล่นกันมาก แต่ว่า ง่า ราคาของมันค่อนข้างแพงสักหน่อย "

นิกร หยิบปาท่องโก๋ในถุงกระดาษออกมา ๑ อันยกขึ้นกัดเคี้ยวหน้าตาเฉย มองดูช้างยิ้มอย่างสนใจ

"ต้นละเท่าไหร่คุณ "

นายจ๋อง นิ่งคิดอยู่สักครู่

"ขอ ๒,๐๐๐ บาท ขาดตัวครับ "

นิกรสะดุ้งเฮือก ทำหน้าเหมือนกับกินยาถ่าย

"๒,๐๐๐ บาท ตายห่า ผมนึกว่าต้นละ ๒ บาทอย่างมากสั้นจู๋แค่นี้ตั้ง ๒,๐๐๐ บาทเชียวหรือคุณ "

กิมหงวนหันมาทางนิกร

"แกไม่รู้เรื่องอะไรนั่งเฉยๆ เถอะน่า กล้วยไม่น่ะยิ่งดีมันก็ยิ่งแพง "

เจ้าของร้านอมยิ้ม

"จริงซีครับ กล้วยไม้เลวๆ ต้นละ ๒ บาทก็มี บางทีกำลังออกดอกสวยๆ ขายทั้งกระถาง ๕ บาท เท่านั้น เช่น พวกเอื้องผึ้ง หรือมอญไข่ ที่เขาเอามาเร่ขายตามสถานีรถไฟ ถ้าคนซื้อโง่หน่อยบางทีก็ถูกต้มครับ มันเอาต้นไม้เลวๆ มาหลอกขายต้นละ ๒๐ บาท ๓๐ บาท โกหกว่าเอื้องสามปอยบ้าง ฟ้ามุ่ย บ้าง ง่า-เชิญสูบบุหรี่ซีครับ "

เสี่ยหงวน พยักหน้า

"ขอบใจ คุณลดให้ผมบ้างได้ไหม ๒,๐๐๐ บาท ก็รู้สึกว่าแรงไปหน่อย "

นายจ๋อง อมยิ้ม

"สำหรับมหาเศรษฐีอย่าง อาเสี่ย ได้ ช้างยิ้มไปประดับบารมีในราคา ๒,๐๐๐ บาท แพงหรือครับ อาเสี่ยแลเห็นดอกมันเข้า อาเสี่ย จะต้องนึกถึงผม รับรองว่าไม่มีกล้วยไม้ชนิดใดเลยครับที่จะให้ดอกสวยกว่าช้างยิ้ม จะมีก็ เอื้องหกปอย"

นิกร สะดุ้ง

"ทำไมถึงมากปอยนักล่ะคุณ เห็นมีแต่ ๓ ปอยเท่านั้น "

นายจ๋องว่า "สามปอย เป็นกล้วยไม้ชั้นกลางครับ เดี๋ยวนี้พวกเศรษฐีเชียงใหม่เขากำลังนิยมเอื้องหกปอย ง่า-ผมจะเอามาให้ดู" พูดจบนายจ๋องก็ลุกขึ้นเข้าไปหลังร้าน

นิกรส่งปาท่องโก๋ให้กิมหงวน ๑ อัน

"อย่าซื้อเลยวะ อ้ายหงวน เล่นกันเป็นบ้าเป็นบอไม่ได้ความ กล้วยไม้หอกอะไรกันวะต้นหนึ่งตั้ง ๒,๐๐๐ เอาเงินมากินเหล้ากันยังจะดีกว่า "

กิมหงวน หัวเราะ

"น่า มาเชียงใหม่ทั้งทีก็ควรหาติดมือไปบ้าง แพงหน่อยก็ช่างมันเถอะ กันน่ะเคยคิดมานานแล้วว่ากันควรจะเล่นกล้วยไม้กับเขาบ้าง เพราะมันเป็นเครื่องวัดความมั่งมีของกัน "

นิกร พยักหน้า

"ตามใจแกเถอะ เป็นกันละก้อพับผ่าเถอะวะ ต้นละสลึงกันก็ไม่ซื้อไม่เคยนึกเสน่หาเลย ซื้อขนมกินดีกว่า แกดูนี่ซิปาท่องโก๋นี่ ๓ บาทถุงเบ้อเริ่ม กินอร่อยไปเลยหรือแกจะลองข้าวเหนียวกับลาบในห่อนี่ก็เอา "

อาเสี่ยโบกมือ การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงนี้ นายจ๋องหิ้วกล้วยไม้กระเช้าหนึ่งเดินออกมา ต้นของมันสีเขียวสดใหญ่กว่า ช้างยิ้มมากและมีทีท่าว่าออกดอกแล้ว

นายจ๋องค่อยๆ วางลงบนโต๊ะ กล่าวกับนิกร

"นี่ยังไงครับ เอื้องหกปอยหลวง หายากที่สุดผมต้องขึ้นไปถึงแม่ฮ่องสอน เดือนหน้าออกดอกแล้วครับ ดอกของมันเป็นสีธงชาติ แดง ขาว น้ำเงิน มองเป็นธงชาติเลย เมื่อ ๒-๓ วันฝรั่งนักท่องเที่ยวมาขอซื้อผม แต่หมอนั่นมันออกจะเก๊กมากเกินไป ผมเลยไม่ขายแกล้งโก่งราคาแพงๆ

กิมหงวนมีความสนใจกับ เอื้องหกปอยหลวงเป็นอย่างยิ่ง เขายกมือนับกิ่งของมันซึ่งเป็นชั้นๆ คล้ายกับ เอื้องสามปอยหลวง

"อ้อ นับได้หกชั้นพอดี เอ-ดอกของมันเป็นสีธงชาติจริงๆ หรือคุณจ๋อง "

"ปู้โธ่-ผมเป็นพ่อค้ากล้วยไม้ ผมจะปด อาเสี่ย ได้หรือครับ ชาวเชียงใหม่ทั้งเมืองรู้จักผมดี กล้วยไม้และดอกไม้ที่นี่เชื่อใจได้ การโกหกหลอกลวงลูกค้าก็ทำได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ในที่สุดก็ต้องเจ๊งเพราะเสียชื่อไม่มีใครเข้าร้าน อาเสี่ยเอาไปทั้งคู่เถอะครับ มีช้างยิ้มและ เอื้องหกปอยหลวง เพียง ๒ ต้นใครๆ ที่เป็นนักเลงกล้วยไม้ก็ต้องซูฮก เพราะคนจนๆ น่ะไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของมันหรอกครับ "

กิมหงวน ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"คุณคิดยังไงล่ะ สำหรับ เอื้องหกปอย "

"เอื้องหกปอย คิด ๒,๕๐๐ บาทครับ ช้างยิ้มผมคิด ๒,๐๐๐ รวมเป็น ๔,๕๐๐ บาท ใบเสร็จรับเงินไม่ต้องนะครับ เสียค่าอากรแสตมป์เปล่าๆ "

เสี่ยหงวน โบกมือ

"เดี๋ยวๆๆ คุณจ๋อง ราคาที่เสนอมานี้แพงไปหน่อยถ้าไม่ลดให้ผมไม่เอา กลับไปกรุงเทพฯ ซื้อกล้วยไม้ฝรั่งเล่นดีกว่า "

นายจ๋อง อมยิ้ม

"อาเสี่ย เป็นคนไทย กล้วยไม้ไทยของเรามีถมไป ทำไมอาเสี่ยจะต้องไปเล่นกล้วยไม้ฝรั่งด้วยล่ะครับ "

"อ้าว ก็หมาไทยที่วิ่งอยู่ตามถนนถมเถไปทำไมคนไทยเขาถึงเลี้ยงหมาฝรั่งล่ะ ของฝรั่งมันดีกว่าของเรานี่นา "

นิกร พูดเสริมขึ้น

"จริง แม้แต่ขี้ฝรั่งมันก็หอม "

นายจ๋องมองหน้าเสี่ยหงวน ด้วยแววตาอ่อนโยน

"อาเสี่ยครับ "

"ว่าไง "

"เอายังงี้ก็แล้วกันครับ ๒ ต้น ผมคิด ๔,๐๐๐ บาท ผมใจปล้ำลดให้ ๕๐๐ บาท ก็เพื่อจะให้ อาเสี่ยเอาไปโชว์นักเลงกล้วยไม้ที่กรุงเทพฯ เขาจะได้ขึ้นมาเชียงใหม่ขอซื้อจากผม รับรองครับว่านักเลงกล้วยไม้จะต้องวนเวียนกันมาชม ช้างยิ้ม และ เอื้องหกปอยคู่นี้ วิธีเลี้ยงรักษาไม่ยากลำบากเหมือนกล้วยไม้ฝรั่ง ปุ๋ยก็ไม่จำเป็นต้องใช้ เพียงแต่รดน้ำเช้าเย็นและอย่าให้ถูกแสงแดดมากเกินไปเท่านั้น "

อาเสี่ย พยักหน้า

"เอา ตกลง คราวนี้แหละ อ้ายพวกเพื่อนๆ ของผมที่มันบ้ากล้วยไม้คงจะแปลกใจไปตามกัน คนอย่างผมถ้ารักจะเล่นกล้วยไม้ต้นละร้อยสองร้อยผมไม่เล่นหรอก "

"แน่นอน แน่นอนครับ เป็นความจริงยิ่งกว่า ๒ บวก ๒ เป็น ๔ มือชั้น อาเสี่ย แล้วผมเชื่อ ความจริงถ้าผมมีต้นละหมื่นบาท อาเสี่ยก็คงจะซื้อ แต่จนใจที่ราคาสูงกว่านี้ไม่มี ผมกล้ารับรองว่า ช้างยิ้ม และ เอื้องหกปอย ของผม จะทำให้วงการเล่นกล้วยไม้ในกรุงเทพฯ รู้จักอาเสี่ยดีขึ้น ขอบคุณนะครับ "

กิมหงวน ลุกขึ้นยืน ล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกเบ้อเริ่มออกมานับได้ ๔,๐๐๐ บาท ส่งให้เจ้าของร้าน นิกรมองดูด้วยความเสียดายยิ่งแต่ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคัดค้าน เพราะคนอย่างกิมหงวน ถ้าลงชอบอะไรแล้ว ให้เอาช้างมาฉุดก็ไม่ยอมเลิกล้มความคิด ตามธรรมดาของคนมีเงินที่เป็นโรคตามใจตนเองและเป็นทาสอารมณ์

นายจ๋อง นับจำนวนเงินดูถูกต้องก็ยกมือไหว้กิมหงวน อย่างนอบน้อม

"ขอบคุณมากครับที่กรุณาอุดหนุนผม ง่า รถของ อาเสี่ยอยู่ที่ไหนล่ะครับ ผมจะเอาไปส่ง "

กิมหงวนหัวเราะ

"ไม่ต้อง ผมถือไปเองได้ ลาละนะ คุณจ๋อง ถ้าผมยังไม่กลับผมจะแวะมาคุยกับคุณอีก "

"ครับ ครับ เชิญครับ อ้าว เอ๊ะ ซองบุหรี่เงินของผม "

นิกรยิ้มแห้งๆ ล้วงกระเป๋าหยิบซองบุหรี่ออกมาวางลงบนโต๊ะ

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมเผลอไป นึกว่าของผม "

กิมหงวนหิ้วช้างยิ้ม และเอื้องหกปอยไว้ข้างละมือชวน นิกรเดินออกไปจากร้านขายกล้วยไม้ ตรงไปที่รถปอนเตี๊ยค ซึ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ พล ดร. ดิเรก และเจ้าแห้วนั่งรอกันอยู่บนรถแล้ว

อาเสี่ยชูอวด เจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่ไกล

"คุณอาครับ ผมได้กล้วยไม้มา ๒ ต้น แน่ไปเลย "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ช่วยเปิดประตูหลังรถให้อาเสี่ย ส่วนนิกรนั่งกับเจ้าแห้ว ตอนหน้ารถ กิมหงวน ค่อยๆ วางกล้วยไม้ลงบนพื้นรถด้วยความระมัดระวัง ท่านเจ้าคุณ หยิบช้างยิ้มขึ้นมาพิจารณาดู

"ชื่ออะไรวะ "

กิมหงวน ยิ้มแป้น

"ช้างยิ้มครับ "

ท่านเจ้าคุณสะดุ้งเฮือก ยกมือตบบ่าเจ้าแห้ว บอกให้ขับรถไปจากที่นั้น แล้วท่านก็พิจารณากล้วยไม้ราคาแพงที่เสี่ยหงวนซื้อมา

"ช้างยิ้ม อือ ชื่อชอบกลโว้ย "

กิมหงวน พยักหน้า

"ครับ เจ้าของบอกว่าหายากที่สุด ดอกของมันจะบานอยู่กับต้นเกือบ ๓ เดือน ต้นนี้เอื้องหกปอยหลวงครับดอกเป็นสีธงไตรรงค์ เป็นกล้วยไม้ที่นำมาจากแม่ฮ่องสอน วกเศรษฐีเห่อนิยมเล่นกัน "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้งรีบล้วงกระเป๋าหยิบถ้ำยาดมออกมาเปิดออกยกขึ้นดม แล้วกล่าวถามกิมหงวน อย่างละล่ำละลัก

"ต้นเท่าไหร่วะ "

อาเสี่ย อมยิ้ม

"ต้นละสองพันบาทครับ เจ้าของเขาลดให้ผมเป็นพิเศษ เพราะผมกับเขาเคยคุ้นเคยกันตั้งแต่อยู่กรุงเทพฯ คุณอา เคยเห็นกล้วยไม้ดีๆ ยังงี้บ้างไหมครับ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"โอย อกแตก โธ่-อ้ายหงวน เอ๊ย โตจนป่านนี้แล้วยังถูกเขาต้มเสียจนสุก ฮ่ะ ฮ่ะ โอย-กล้วยไม้ตะหวักตะบวยอะไรกันวะชื่อ ช้างยิ้ม เอื้องหกปอย เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่เพิ่งเคยได้ยินวันนี้แหละ "

กิมหงวนชักฉิว

"ฮี้ย์ คุณอา ไม่รู้จักอะไร เพราะคุณอา ไม่เคยเล่นกล้วยไม้ ได้ยินชื่อแปลกๆ ก็หาว่าผมถูกต้ม "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"อ้ายหงวน เอ๊ย แกน่ะมันเด็กวันซืนนี้ ฉันเล่นกล้วยไม้มาตั้งแต่แกยังไม่เกิด พวกที่เล่นกล้วยไม้กันเดี๋ยวนี้น่ะทีหลังฉันทั้งนั้นแหละจะบอกให้ เรื่องกล้วยไม้ อามองดูใบและต้นของมันแพล๊บเดียวเท่านั้นก็สามารถบอกแกได้ว่ามันชื่ออะไรราคาถูกแพงสักเพียงไหน ดอกสีอะไร "

"นั่นแน่ ว่าเข้าให้นั่น" อาเสี่ย กระเซ้า "คุณอาเข้าใจว่ากล้วยไม้ ๒ ต้นนี่ไม่มีราคาค่างวดอะไรหรือครับ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"โยนมันทิ้งไปเถอะวะ อ้ายหงวน เกะกะรถเราเปล่าๆ อ้ายกล้วยไม้สับปะรังเคพันนี้น่ะ อย่างวิเศษก็ต้นละ ๕ บาท เท่านั้น ข้าจะบอกให้ ต้นนี้คือเอื้องผึ้งออกดอกสีเหลือง บานอยู่ได้ในราว ๑๐ วันก็โรย ต้นนี้กล้วยไม้ชั้นสวะมีดาษดื่นไม่ใช่ ช้างยิ้ม หรือเอื้องหกปอย ตะหวักตะบวยของแกหรอก แกถูกอ้ายเจ้าของมันต้มแกเสียแล้ว เพราะมันรู้ว่าแกดูกล้วยไม้ไม่เป็น "

กิมหงวน ทำหน้าชอบกล หันควับมาทาง ดร. ดิเรก ซึ่งนั่งอมยิ้มคาบกล้องยาสูบพิงพนักอย่างสบายใจ

"หมอ แกดูกล้วยไม้เป็นไหม "

ดิเรก พยักหน้าหงึกๆ

"ออไร๋น์ พอดูได้ "

"งั้นเรอะ ดีแล้ว แกลองบอกให้ฉันชื่นใจหน่อยซิ ว่ากล้วยไม้ในกระถางนี้ชื่ออะไร ช้างยิ้ม ใช่ไหม "

ดร. ดิเรก สั่นศีรษะ

"โนๆๆๆ อิท อีส น๊อท อิเลแฟนท์ สะไมล์ มันคือ เอื้องผึ้ง อย่างที่คุณพ่อว่าถูกแล้ว "

เสี่ยหงวน หน้าซีดเผือด

"แล้วต้นนี้ เอื้องหกปอยหลวงใช่ไหม "

นายแพทย์หนุ่ม หัวเราะ

"มีแต่สามปอยเท่านั้น ๖ ปอยไม่เคยได้ยิน "

นิกร หันมาพูดเสริมขึ้น

"สามปอยหลวง ๒ ต้น รวมกันเป็น ๖ ปอย ยังไงล่ะ "

กิมหงวนโบกมือห้ามนายจอมทะเล้น ไม่ให้พูดอะไร ชะโงกหน้ามาดูนายพัชราภรณ์ แล้วถามว่า

"บอกกันหน่อยเถอะวะ พล อ้ายนี่มันเอื้องผึ้ง หรือช้างยิ้ม แน่ ดิเรกมันอาจจะเอาใจพ่อตาก็ได้ "

พล หัวเราะก้าก

"อย่าสงสัยอะไรเลย อ้ายหงวน แกถูกเขาต้มเสียแล้วนี่แหละคือเอื้องผึ้ง งานตลาดนัดที่สราญรมย์ต้นละ ๕ บาท ถมเถไป นั่น ช้างยิ้ม นักเลงกล้วยไม้เขาไม่เล่นกันหรอก เพราะราคามันต่ำมาก หาได้ง่ายถมไป "

กิมหงวน เม้มปากแน่น

"เอื้องผึ้ง ฮะ ฮะ ช้างยิ้ม ถุย-อ้ายกรนะอ้ายกร ไปด้วยกันไม่ยักเตือนปล่อยให้เขาต้มกูได้ "

"อ้าว" นิกร ร้องลั่น "ข้าบอกเอ็งแล้วไม่ใช่หรือว่า เรื่องกล้วยไม้ข้าไม่มีความรู้ ข้ารู้จักแต่กล้วยหอม กล้วยไข่ หรือกล้วยปิ้ง เสือกไปซื้อมาเองแล้วยังจะมาซัดเพื่อน "

กิมหงวน ร้องไห้ยกหลังมือเช็ดน้ำตา เงิน ๔,๐๐๐ บาทเขาไม่เสียดายแต่เขาเจ็บใจที่ถูกต้มอย่างสนิทสนม อาเสี่ย มองดูกล้วยไม้ทั้ง ๒ ต้นแล้วดึงมันออกมาจากกระถาง "ถุย-ถุย ๕๐๐ หน อ้ายแห้ว นำรถย้อนกลับไปที่ตลาดเดี๋ยวนี้ "

เจ้าแห้วหัวเราะหึๆ หันมาถาม

"รับประทานไปซื้อช้างยิ้มอีกหรือครับ "

"ปู้โธ่ อ้ายหอกนี่ กูกำลังหัวเสียอย่ากระเซ้านา เร็ว-พาข้าไปตลาดเดี๋ยวนี้ ข้าจะเตะ อ้ายจ๋อง เจ้าของร้านกล้วยไม้สักที ม่ายยังงั้นไม่หายเจ็บใจ "

พลหัวเราะชอบใจ แล้วพูดปลอบใจ เสี่ยหงวน

"ไม่มีประโยชน์หรอกวะหงวน เอะอะไปขายหน้าเขาเปล่า ทุกอย่างผิดเป็นครู นึกว่าแกซื้อบทเรียนเรื่องกล้วยไม้ก็แล้วกัน แกจะว่าเขาหลอกลวงแกน่ะไม่ได้หรอก เสือกไปซื้อเขาเอง มีอย่างที่ไหนวะ ช้างยิ้ม ช้างที่ไหนยิ้มได้ ใครเคยเห็นบ้าง "

นิกรพูดขึ้นบ้าง

"ถ้าขุนช้างยิ้มละก้อพอฟัง เพราะขุนช้างเป็นคนอาจจะยิ้มได้ถ้าพอใจจะยิ้ม "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เงื้อมือขึ้นสุดแขนเขกลงกลางกระหม่อม นายนิกรดังโป๊ก

"นี่แน่ะ ขุนช้าง เดี๋ยวพ่อถีบตกรถเลย "

นิกร หัวเราะก้าก

"ตอนนี้ช้างโมโห "

เจ้าคุณ ทำท่าเหมือนลิงกอริลล่าตอนโกรธ แต่แล้วก็หายโมโห เมื่อแลเห็นเสี่ยหงวนโยน ช้างยิ้ม กับ เอื้องหกปอยหลวง ออกไปนอกรถ คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะลั่น นอกจากกิมหงวนคนเดียวซึ่งนั่งหน้างอเหมือนม้าหมากรุก

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ปอนเตี้ยคเก๋งสีงาช้างของ พ่อเลี้ยงชุบ ก็แล่นมาถึงดอยสุเทพ ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๘ กิโลเมตร ถนนที่รถแล่นผ่านมาถึงแม้จะแคบไปสักหน่อย แต่ก็เรียบร้อยไม่เป็นหลุมเป็นบ่อ คณะพรรค ๔ สหาย ต่างมองดูขุนเขาอันสูงตระหง่านเงื้อม มันคือ ดอยสุเทพ หรือเขาสุเทพ นั่นเอง บนยอดดอยมีวัดวัดหนึ่ง พ่อเลี้ยงชุบ เล่าให้ฟังว่า วัดพระธาตุหรือวัดมหาธาตุ นี้มีสถูปเจดีย์แบบไทยเหนืออันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และเป็นยอดสักการะเคารพของบรรดาพุทธศาสนิกชนทางภาคเหนือ เมื่อก่อนนี้ พระครูบาศรีวิชัย อดีตเจ้าอาวาสยังมีชีวิตอยู่ ประชาชนทางภาคเหนือหลายจังหวัดได้ร่วมมือร่วมใจกันสร้างถนน จากเชิงดอยไปถึงยอดดอยสร้างสำเร็จชั่วเวลาปีเดียว เป็นถนนที่ดีที่สุดและไม่ได้ปรากฏชื่อคนสร้างถนน เพราะประชาชนหลายหมื่นคนช่วยกันสร้าง พ่อเลี้ยงชุบ บอกให้ คณะพรรค ๔ สหาย นำรถของเขาขึ้นไปเที่ยวบนยอดดอย เพื่อชมปูชนียสถานโบราณวัตถุ สิ่งมหัศจรรย์ของ วัดพระศรีมหาธาตุ

ปอนเตี้ยคสีงาช้างผ่านร้านขายเครื่องดื่มและอาหารที่เชิงดอยแล้ว เริ่มต้นขึ้นเขาตามทางของมัน มีแผ่นป้ายบอกระยะทางให้ทราบว่า จากเชิงดอยถึงยอดดอยสุเทพนั้น ๑๑ กิโลเมตร ครึ่ง ถนนขึ้นเขาเป็นทางเวียน บางแห่งก็คดเคี้ยวไปมา มีทางแยกไป ห้วยแก้ว เจ้าแห้วบังคับปอนเตี้ยคคันงามด้วยความระมัดระวัง ธรรมชาติขุนเขาเต็มไปด้วยความสวยสดงดงามยิ่งนัก ต้นชัยพฤกษ์กำลังออกดอกแลสะพรั่งเต็มต้นมองดูไม่ผิดอะไรกับดอกซากุระของญี่ปุ่น

สูงขึ้นไปและสูงขึ้นไปตามลำดับ ๔ สหายไม่ใคร่จะได้พูดคุยอะไรกัน เพราะมัวแต่เพลินชมธรรมชาติ ทุกคนตื่นเต้นไม่น้อยเพราะเพิ่งมาพบเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต

ใกล้จะถึงยอดดอย อากาศก็เริ่มเปลี่ยนจากร้อนเป็นเย็น มองลงมาเบื้องล่างแลเห็นแต่หมอกปกคลุมไปทั่ว เกือบครึ่งชั่วโมง ปอนเตี้ยคของพ่อเลี้ยงชุบ ก็มาถึงยอดเขา และหยุดหน้าร้านเครื่องดื่มโกโรโกโสแห่งหนึ่ง

คณะพรรค ๔ สหาย พากันลงมาจากรถเก๋งคันงามยืนจับกลุ่มมองดูวัด ซึ่งอยู่สูงขึ้นไปอีกมีบันไดขึ้นลงสูงละลิ่วประมาณขั้นบันไดเกือบ ๒๐๐ ขั้น

นิกร ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ใครจะขึ้นไปชมวัดก็ขึ้นไปเถอะโว้ย กันสมัครเฝ้ารถเอง "

ดร. ดิเรก หัวเราะ

"รถไม่ต้องเฝ้าหรอก ขึ้นไปไหว้พระสักหน่อยซีแก ตั้งแต่เป็นเพื่อนกันมา ฉันไม่เคยเห็นแกไหว้พระเลย "

นิกร อมยิ้ม

"แกอยากได้บุญไม่ใช่หรือ "

"ออไร๋น์ ใครๆ ก็อยากได้บุญ "

"ดีแล้ว ให้กันขี่คอแกขึ้นไปเป็นได้บุญแน่ ตกลงนะ บันไดมันสูงกว่าภูเขาทองเป็นไหนๆ กันเดินไม่ไหวหรอก "

ดร. ดิเรก ทำปากหมุบหมิบ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซื้อดอกไม้ธูปเทียนมาแจก ๔ สหาย กับ เจ้าแห้ว ต่อจากนั้นทุกคนก็พากันเดินขึ้นบันไดไปบนวัดยอดดอย และต่างก็รู้สึกเมื่อยล้าไปตามกัน

พอสุดบันได คณะพรรค ๔ สหาย ก็ได้เผชิญหน้ากับ พญายักษ์ ๒ ตัวยืนถือพลองอยู่หน้าประตูวัด ทางขวามือมีเรือนพักซึ่งผู้มีศรัทธาปลูกสร้างไว้ เป็นห้องแถวสำหรับให้ประชาชนที่ขึ้นมาไหว้พระได้พักอาศัยในคราวมีงานประจำปี ซึ่งเป็นงานใหญ่โตที่สุดของนครเชียงใหม่ ประชาชนทางภาคเหนือหลั่งไหลมาทั่วทุกทิศ

ภายในบริเวณวัดร่มเย็น เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพา ๔ สหายกับเจ้าแห้ว มาที่ระฆังใบใหญ่มหึมาใบหนึ่ง ห่างจากระฆังเล็กน้อย มีรูปปั้นพระฤาษีดาบสนั่งอมยิ้มอยู่อย่างสบายใจ

"ตีระฆังกันเถอะวะ พวกเรา" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นเปรยๆ

"ตีทำไมครับ" พลถาม

"เขาว่าตีแล้วได้บุญ "

กิมหงวน เดินเข้ามาทรุดตัวนั่งข้างระฆัง เอื้อมมือหยิบไม้ตีระฆังกระตุกเข้ามา เสียงระฆังดังเหง่งหง่างก้องกังวาน แล้วคนอื่นๆ ก็ผลัดเปลี่ยนกันตีระฆังอย่างสนุกสนาน ต่อจากนั้นก็พากันเข้าไปในพระอุโบสถ

ทุกคนก้มลงถอดรองเท้า ดร. ดิเรก หัวเราะหึๆ เมื่อนึกถึงความประหลาดของไก่อูตัวหนึ่ง

"หงวน โว้ย" นายแพทย์หนุ่ม พูดยิ้มๆ "แกจำได้ไหม เมื่อเช้าพ่อเลี้ยงชุบเล่าให้ฟังว่า ในโบสถ์นี้มีไก่ตัวหนึ่ง เป็นไก่ที่ประหลาดที่สุด "

กิมหงวน พยักหน้า

"เออ จำได้ พ่อเลี้ยงชุบ บอกว่าถ้าใครคนใดไม่ถอดรองเท้าเข้าไปในบริเวณโบสถ์ ไก่ตัวนั้นมันจะบินลงมาจิกที่เท้า เป็นการเตือนให้แสดงความเคารพต่อสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ "

ดิเรก ว่า "กันจะลองดูให้รู้เท็จจริงสักหน่อย" แล้ว ดิเรกก็กระพุ่มมือขึ้นไหว้ "เจ้าประคู้น ลูกไม่ได้ลบหลู่ดูหมิ่นหลวงพ่อเลย แต่ลูกอยากจะลองให้เห็นเท็จจริงสักหน่อย "

คณะพรรคพากันผ่านประตูเข้ามาในบริเวณโบสถ์อันเป็นที่ประดิษฐานองค์สถูปเจดีย์สวยงามมาก ดร. ดิเรก คนเดียวที่สวมรองเท้าเดินกุบกับ นอกนั้นถอดไว้ที่หน้าประตู พล พัชราภรณ์ ยกกล้องถ่ายภาพยนตร์ ๑๖ ม.ม. ขึ้นถ่ายบริเวณวัดและองค์เจดีย์ไว้หลายฟิต สำหรับไปฉายดูเล่นอันเป็นอนุสรณ์ของการเที่ยวเชียงใหม่

ไก่อูตัวหนึ่งบินพั่บๆ ลงมาจากกำแพงตรงเข้ามาหา ดร. ดิเรก และจิกที่รองเท้าของเขาทันที ดร. ดิเรกยืนตะลึงเขาแปลกใจในกิริยาของไก่ตัวนี้ยิ่งนัก ราวกับว่ามันเกิดมาเพื่อทำหน้าที่คอยเตือนพุทธศาสนิกชนทั้งหลายที่สวมรองเท้าเข้ามาในบริเวณอุโบสถ

พล นิกร กิมหงวน เจ้าคุณปัจจนึกฯ แปลกใจไปตามกัน นายแพทย์หนุ่ม รีบก้มตัวลงถอดรองเท้าทันที ไก่อูตัวนั้นเดินไปทางอื่น ในท่าทางที่ค่อนข้างเก๊กสักหน่อย น่าต้มข่ายิ่งนัก

"ออไร๋น์ ออไร๋น์" ดร. ดิเรกพูดยิ้มๆ "มันเป็นไก่ของหลวงพ่อที่นี่ แปลกมากทีเดียว ความประหลาดเช่นนี้ กันเคยพบที่อินเดียมาครั้งหนึ่งแล้ว "

นิกร ถามเรื่อยๆ

"วัดที่อินเดียมีไก่อย่างนี้หรือ "

"โน ไม่ใช่ไก่ กันจะเล่าให้แกฟัง เมื่อตอนที่กันอยู่ที่อินเดีย ท่านมหาราชาจันทรกุมารนรสิงห์ได้ชวนกันไปเที่ยววัดในพระพุทธศาสนา วัดนั้นชื่อว่า นันทนเทวีอาราม ที่นั่นมีรูปปั้น เทวรูปองค์หนึ่งยืนอยู่ที่ประตูวัดในท่าเงื้อมะเหงก ถ้าผู้ใดถอดรองเท้าไว้ที่หน้าประตู เทวรูปก็จะไม่ทำอะไร แต่ถ้าใครสวมรองเท้าผ่านประตูเข้าไป เทวรูปจะเขกกบาลผู้นั้นทันทีและเขกแรงเสียด้วย ท่านมหาราชา ลืมถอดรองเท้า เทวรูปเลยล่อเสียโป๊กใหญ่ เล่นเอาพระเศียรน่วมไปหลายวัน "

ทุกคนหัวเราะครืน

"รับประทานทำไมถึงเขกกบาลคนได้ล่ะครับ คุณหมอ "

นายแพทย์หนุ่ม ลืมตาโพลง

"ก็ของศักดิ์สิทธิ์นี่หว่า "

การสนทนาระงับลงเพียงชั่วขณะ เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาพรรคพวกของท่าน เลี้ยวซ้ายมือข้างสถูปเจดีย์ ทุกคนทรุดตัวลงนั่งยองๆ กระพุ่มมือไหว้ระลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อจากนั้นท่านเจ้าคุณก็พามาที่โบสถ์ เพื่อปิดทองไหว้พระและบริจาคเงินบำรุงพระอารามตามแต่จะศรัทธา พระภิกษุองค์หนึ่ง ได้ต้อนรับชาวพระนครกลุ่มนี้เป็นอย่างดี ท่านเล่าให้ฟังว่า กลางเดือนมีนาคมที่แล้วมานี้ ลูกเห็บขนาดใหญ่ตกลงมามากมายหลังคากระเบื้องชำรุดแตกหักเสียหายหมด ทั้งโบสถ์และกุฏิพระ คิดเป็นเงินค่าเสียหายหลายหมื่น ๔ สหาย กับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้วได้ปิดทองไหว้พระและบริจาคเงินกันตามศรัทธาของตน ต่อจากนั้นก็ออกมาจากโบสถ์เที่ยวชมบริเวณวัดทั่วไป

เวลา ๑๒.๐๐ น. เศษ

ที่ห้วยแก้ว คณะพรรค ๔ สหาย กำลังนั่งล้อมวงรับประทานอาหารกลางวันกันอย่างสนุกสนาน ภรรยาของพ่อเลี้ยงชุบ ได้จัดอาหารใส่ปิ่นโตมาให้หลายอย่าง วิสกี้โซดา เบียร์อีกมากมาย บรรทุกมาจนเต็มหลังรถพร้อมด้วยกระติกน้ำแข็งยักษ์ บุหรี่อีกหลายกระป๋อง

ทุกคนกินกันพลางคุยกันพลาง เจ้าแห้วนั่งกินอยู่ทางหนึ่ง เบื้องหน้าของ ๔ สหาย คือน้ำตกไหลลงมาเป็นหลั่นๆ จากยอดเขา เสียงน้ำตกซาดซ่าดังอยู่ตลอดเวลา เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดถึงความสวยสดงดงามบนยอดดอยสุเทพ ท่านว่า อากาศบนยอดดอยดีกว่าที่ห้วยแก้วมาก เพราะห้วยแก้วอยู่สูงจากระดับพื้นดินไม่กี่มากน้อย

วิสกี้พร่องไป ๑ ขวด และเป็นวิสกี้ต่างประเทศอย่างดีราคาแพง ซึ่งคนจนไม่อาจจะซื้อกินได้ กิมหงวน เริ่มต้นมึนเมาแล้ว เพราะดื่มเข้าไปมากกว่าเพื่อน ใบหน้าของ อาเสี่ย แดงก่ำ ส่วนนิกรดื่มเพียงแก้วเดียว นั่งตะบันกินแต่กับ โดยเฉพาะเขากินปลากระป๋องคนเดียวหมดไป ๒ กระป๋อง ดร. ดิเรก ไม่สู้จะสนใจในเรื่องการกินเท่าใดนัก

ในเวลาเดียวกันนี้เอง สุภาพสาวสตรี ๒ คนได้ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้า ๔ สหาย หล่อนแต่งกายแบบชาวพระนคร นุ่งสะแล๊กครึ่งหน้าแข้ง มีผ้าแพรโพกศีรษะ ๒ นางงามแฉล้มแช่มช้อย หล่อนพากันมาเที่ยวห้วยแก้ว โดยขี่รถจักรยานมา ซึ่งเป็นระยะทางไกลพอดูอยู่จากในเมืองมาถึงที่นี่

"กร กรโว้ย" อาเสี่ยกระซิบกระซาบกับ นายจอมทะเล้น

"หือ ว่าไงวะ "

"ร้องยี่เกเกี้ยวแม่ ๒ คนนั่นหน่อยเถอะวะ เอาซีหล่อนเดินใกล้เข้ามาแล้ว "

นิกร ยิ้มแห้งๆ

"อิ่มเหลือเกิน น่ากลัวร้องไม่ออก มันถึงคอหอยแล้ว "

กิมหงวน จุ๊ย์ปาก

"เถอะน่า แล้วกันโว้ย ทำเป็นคนหน้าบางไปได้ กันอยากจะรู้นักว่าผู้หญิงเชียงใหม่ได้ยินเพลงยี่เกของแกเข้า หล่อนจะรู้สึกอย่างไร "

นิกรอมยิ้ม

"อ๋อ อย่างมากก็ด่าเมียพ่อกันเท่านั้นเอง เอาร้องก็ร้อง "

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ นิกร ยกหลังมือเช็ดปาก แล้วเขาก็ร้องยี่เกเสียงแจ๋วด้วยความชำนิชำนาญราวกับว่าเขาเคยเป็นตัวนายโรงมาแล้ว

น้องเอ๋ยน้องรัก

รูปทรงวงพักตร์แม่เอ๋ยช่างงามสม

ปากแก้มคิ้วคางงามราวกับวาด

ผิวพรรณผุดผาดน่าชื่นชม

กามเทพแผลงศรถูกพี่แล้ว

รักพี่เกิดที่ห้วยแก้วแม่อย่าปรารมย์

พี่รักน้องจำหนับพี่อยากจะจับ เอ๊ย ผ้าห่ม

แม่สาวงามค้อนปะหลับปะเหลือก แล้วหญิงสาวร่างสูงโปร่งที่ยืนข้างหน้าเพื่อนของหล่อนก็กล่าวเจริญพรออกมาด้วยเสียงหนักแน่น

"บ้า-บ้าระยำ "

นิกร ยักไหล่ แบมือทั้งสองข้าง หันมาพยักหน้ากับเสี่ยหงวน

"ไหมล่ะ นึกอะไรไม่มีผิด อย่างไรเสียก็ต้องถูกด่า อยู่ดีๆ เสือกไปร้องยี่เกเกี้ยวเขา แกทีเดียวหาเรื่องให้ถูกด่า "

กิมหงวนยิ้มแห้งๆ

"หล่อนพูดภาษาไทยเหนือละกระมั้ง "

นิกรกลืนน้ำลายเอื้อก หันไปมองดูสองนางซึ่งกำลังเดินกลับไป พลยกมือผลักศีรษะนิกรเบาๆ แล้วพูดเสียงหัวเราะ

"อ้ายวิธีร้องยี่เกเกี้ยวผู้หญิงน่ะ ไม่ได้สติหรอกวะ อ้ายกร ผู้หญิงแทบทุกคนเขาชอบความสุภาพอ่อนหวานมันต้องจีบเขาอย่างสุภาพ กันจะจีบให้ดูไหมล่ะ รับรองว่าประเดี๋ยวกันจะพาแม่สองคนนั้นมาที่นี่ "

นิกรหัวเราะ

"อย่าโม้เลยว้าอ้ายพล หรือถือว่ารูปหล่อ "

พล ว่า "รูปน่ะจะหล่อหรือไม่หล่อไม่สำคัญ มันสำคัญที่จีบเป็นหรือไม่เป็นต่างหาก "

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"เอาวะ ลองดูความสามารถของแกหน่อยเถอะอ้ายพล ถ้าแกพาแม่สาวงาม ๒ คนนั่นมาได้ กันยอมให้แกเตะ ๓ ที "

"จริงนะ "

"เออ "

นายพัชราภรณ์ รีบลุกขึ้นเดินตามแม่สาวงามทั้ง ๒ ไปทันที แล้วพลก็ลับสายตาไปทางเบื้องบนของภูเขา ทุกคนรับประทานอาหารกลางวันกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่างสูบบุหรี่และสนทนากัน ดร. ดิเรก ถ่ายภาพ คณะพรรคของเขา ไว้หลายภาพ กิมหงวน เดินเตร่ไปมา ยกมือจับเถาวัลย์ขนาดเขื่องเส้นหนึ่งแล้วตะโกนบอกเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณอา ครับ ผมจะโหนเถาวัลย์ข้ามน้ำตกทางนี้ไปหาคุณอา นะครับ "

ท่านเจ้าคุณ ตะโกนห้าม

"เฮ้-อย่าโว้ย ประเดี๋ยวแข้งขาหัก "

อาเสี่ยหัวเราะ ป้องปากโห่ร้องเสียงทาร์ซานแล้วโหนสายเถาวัลย์ที่ผุดเต็มพาตัวลอยละลิ่วข้ามธารน้ำไหล

"โห่ โฮ โฮ้ โห โห่ "

เส้นเถาวัลย์ทานน้ำหนัก อาเสี่ย ไม่ไหวก็ขาดผึง กิมหงวนร้องสุดเสียง ร่างอันสูงชลูดลอยละลิ่วลงมาข้างล่าง

"พลั่ก โอ๊ะ "

ดร. ดิเรก ถ่ายภาพตอนนี้ไว้ได้ นิกรกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ต่างหัวเราะงอหาย ทาร์ซานหน้านิ่วคิ้วขมวดค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นยืนด้วยความลำบากยากเย็นเดินกะโผลกกะเผลกเข้ามาหา คณะพรรคของเขา ข้อศอกข้างขวาของทาร์ซานแตกเป็นแผล

"เป็นยังไงบ้าง อ้ายเสี่ย" นิกรพูดพลางหัวเราะพลาง

กิมหงวนค้อนควับ

"อูย เถาวัลย์มันทรยศโว้ย แหม-กระบังลมเคลื่อนแน่กู โอย-อยู่ดีๆ ไม่ว่าดี แอ๊คเสียจนได้เรื่อง" แล้วกิมหงวนก็ทรุดตัวนั่งข้าง เจ้าคุณปัจจนึกฯ

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ได้ยินแต่เสียงน้ำตก เจ้าแห้วนอนหงายไขว่ห้างร้องเพลงหงิงๆ

"ขันจอหว่อ ขันจอหว่อ "

นิกร หัวเราะหึๆ

"อ้ายแห้วเพลงอะไรของมึงวะ เพลงนี้ข้าขอซื้อได้ไหม ได้ยินเอ็งร้องมาหลายวันแล้ว มีเนื้อแต่เพียงขันจอหว่อ ขันจอหว่อเท่านั้น "

เจ้าแห้วยิ้มอายๆ

"รับประทานก็ผมร้องได้เท่านี้นี่ครับ รับประทานเพลงนี้เขาหมายถึงผู้หญิงคนหนึ่งครับ รับประทานน่าสงสารหล่อนมาก "

กระดิ่งทองพาซื่อถาม

"ทำไมวะ "

"รับประทานเรื่องมันเป็นยังงี้ครับ รับประทานแม่คนนั้นแกนั่งสามล้อไปกับเพื่อน ง่า-รับประทานเพื่อนเล่าเรื่องตลกขบขันให้ฟัง รับประทานแม่คนนั้นแกหัวเราะงอหาย หัวเราะอย่างขบขันที่สุด รับประทานหัวเราะจนลืมตัว ลมพัดกระโปรงเปิดจ๋อหวอ รับประทาน นายล้วน ควันธรรมแกบังเอิญแลเห็นเข้าพอดี เลยเอามาแต่งเป็นเพลง ขันจอหว่อ คือขันเสียจนจ๋อหวอ "

นิกรถอนหายใจหนักๆ แล้วเม้มปากแน่น

"โธ่-เดี๋ยวพ่อถีบตกห้วยเลย หลงฟังเสียแทบตาย "

"รับประทานเรื่องจริงนะครับ ไม่ใช่โกหก "

กิมหงวน จุ๊ย์ปากเอื้อมมือสะกิดแขน นิกร

"เฮ้ย-ดูโน่น "

ทุกคนมองตามสายตาอาเสี่ย นิกรอ้าปากหวอ ลืมตาโพลงเมื่อแลเห็น พล พัชราภรณ์ เดินนำหน้าพาแม่สาวงามทั้ง ๒ คนตรงเข้ามา พลชนะพนันแล้ว เสี่ยหงวน พูดพึมพำเบาๆ

"บา-ถูก อ้ายพล เตะ ๓ ที แน่แล้วโว้ยกู อือ-อ้ายพลนี่ถ้ามันคงมีสาริกาแน่ จีบผู้หญิงคนไหนสำเร็จทุกราย เฮ้ย-ทำตัวให้เป็นสุภาพบุรุษหน่อยโว้ยพวกเรา กุหลาบนครพิงค์คู่นี้ไม่เลวเลย ท่าทางคล้ายๆ ชาวกรุงเทพฯ น่ะ คุยจ้อเชียว "

เจ้าแห้วพูดขึ้นเบาๆ

"รับประทานขออนุญาตร้องเพลง ขันจอหว่อต้อนรับหน่อยได้ไหมครับ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"ไม่ต้องร้อง เพลงนี้ข้าขอซื้อ ร้องอยู่ได้ทั้งวัน "

พล พัชราภรณ์ อ้ายเสือรูปหล่อซึ่งเต็มไปด้วยความเป็นเจ้าชู้หลายแบบ พาหญิงสาวทั้งสองเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้า คณะพรรคของเขา

"นั่งซีครับคุณ "

๒ นาง ยิ้มอายๆ และทรุดตัวลงนั่งเคียงกัน พลแนะนำให้รู้จักกับคณะพรรคของเขา เป็นรายตัว แต่นายจอมทะเล้น ทำกิริยากะฟัดกะเฟียด

"เสียใจ ผมไม่อยากรู้จักกับคุณ ตะกี้นี้ผมร้องยี่เกจีบคุณนิดเดียวเท่านั้น คุณด่าผมได้ "

เจ้าของร่างสูงโปร่งยิ้มหวานจ๋อย ยกมือไหว้นิกร อย่างนอบน้อม

"ประทานโทษเถอะค่ะ ที่ดิฉันด่าคุณก็เพราะเข้าใจว่าคุณเป็นลิเกจริงๆ ดิฉันขอเรียนให้ทราบตามตรงขึ้นชื่อว่าพวก รถไฟ เรือเมล์ ยี่เก โปลิศแล้ว ดิฉันเกลียดที่สุด คนรักคนแรกของดิฉันเป็น พนักงานขับรถไฟ คนต่อมาเป็นนายท้ายเรือแดง คนที่สามเป็นพระเอกยี่เก คนสุดท้ายเป็นตำรวจอัศวินค่ะ เขาเหล่านี้ล้วนแต่มีความรักเหลือเฟือ ทำให้ดิฉันต้องเจ็บช้ำน้ำใจ ต้องหนีความสกปรกโสมมของพระนครหลวงมาอยู่เสียที่เชียงใหม่นี่และได้ให้สัตย์ปฏิญาณกับตัวเองไว้ว่า ฉันจะไม่ยอมสมาคมกับพวก รถไฟ เรือเมล์ ยี่เก โปลิศเป็นอันขาดล้วนแต่ร้อยรักพันรัก ไปที่ไหนมีคู่รักมีเมียที่นั่น "

พล ว่า "พวกเราทั้งหมดนี่เป็นนักธุรกิจครับ โดยเฉพาะสุภาพบุรุษผู้นี้เป็นเศรษฐีใหญ่ ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย "

๒ นางยิ้มให้เสี่ยหงวน แล้วหญิงสาวอีกคนหนึ่งก็กล่าวขึ้นว่า

"รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเชียวค่ะที่ได้รู้จักกับคุณ เราต่างเป็นชาวพระนครด้วยกัน "

นิกรหายโกรธแล้ว เขยิบเข้ามานั่งข้างหล่อน

"ประทานโทษ คุณชื่ออะไรครับ "

แม่สาวงามที่เจริญพรเขายิ้มเล็กน้อย ในทีท่าเอียงอาย

"ดิฉันวิยะดาค่ะ นี่-นวลปราง ลูกพี่ลูกน้องของดิฉัน พวกคุณมากันหลายวันแล้วหรือ "

นิกร ว่า "เพิ่งมาถึงเมื่อวานนี้เองแหละครับ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำท่ากลุ้มกริ่ม รินเบียร์ส่งให้วิยะดา กับนวลปรางคนละแก้ว แต่ ๒ สาว ปฏิเสธอย่างอ่อนหวาน

"หนูทานไม่เป็นหรอกค่ะ กรุณาอย่าให้หนูดื่มเลย" วิยะดาพูด

"อ้อ-บุหรี่หนูสูบไหมจ๊ะ "

นวลปราง อมยิ้ม

"สูบไม่เป็นค่ะ "

"อย่างนั้นหนูดื่มน้ำส้มเสียหน่อยนะจ๊ะคนดี ความจริงหนู ๒ คน หน้าตาไม่เลวเลย ถ้าเข้าประกวดนางงามเป็นมีหวังแน่ "

กิมหงวน ร้องเพลงขึ้นดังๆ

ตาแก่อยากมีเมียสาว

ถือไม้เท้ายักแย่ยักยัน

ที่นี่เขามีอะไรกัน เอาว่า

ที่นี่เขามีอะไรกัน

อ้อแม่สุวรรณเขามีรำวง

"เฮ้ย" ท่านเจ้าคุณ ตะโกนลั่น "แกจะบ้าหรือ อ้ายหงวน กระเซ้าหาหอกอะไรกันวะ ทะลึ่งตลอดศกอ้ายนี่ "

๔ สหาย หัวเราะคึกคักไปตามกัน วิยะดา กับ นวลปราง ได้โอภาปราศัยกับทุกๆ คนเป็นอย่างดี ๔ สหายและ ท่านเจ้าคุณผลัดกันจีบและเอาอกเอาใจยกยอปอปั้นตามธรรมเนียมของเจ้าชู้

"บ้านคุณอยู่ที่ไหนครับ" ดร. ดิเรก ถาม "ถ้าผมจะไปเยี่ยมคุณบ้าง คุณจะรังเกียจหรือขัดข้องไหม "

วิยะดาพูดยิ้มๆ

"รังเกียจหรือคะ เป็นไปไม่ได้ ดิฉันยินดีต้อนรับคุณเสมอ แต่บ้านเราคับแคบนะคะ ไม่ใหญ่โตหรูหราอะไร เราเป็นคนจนค่ะ "

ดิเรก หัวเราะ

"จนหรือมีไม่สำคัญครับ สำคัญที่น้ำใจต่างหาก เมื่อผมอยู่ที่อินเดีย ผมมีเพื่อนหญิงชาวฮินดูที่ยากจนตั้งมากมายเราคบกันอย่างสนิทสนม มีโรตีก็แบ่งกันกิน ง่า-บอกพวกเราหน่อยเถอะครับ บ้านคุณอยู่ที่ไหน "

นวลปรางว่า "ช้างม่อย ค่ะ "

"ช้างง่อย" กิมหงวนทวนคำ

"ม่อย ค่ะ ไม่ใช่ ง่อย ช้างม่อย แปลว่าช้างนอนหลับ "

"อ้อ" อาเสี่ยหัวเราะ "จริงครับ ช้างง่อยแปลว่าช้างขาหัก ตำบลต่างๆ ในเมืองนี้มักจะมีคำว่าช้างนำหน้า ง่า-ช้างม่อยน่ะอยู่ที่ไหนครับ ผมไม่รู้จัก "

วิยะดาหัวเราะเบาๆ

"บอกแท็กซี่ให้เขาไปส่งซีคะ" หล่อนหมายถึงรถจักรยานสามล้อ ซึ่งชาวนครพิงค์นิยมเรียกกันว่าแท็กซี่

กิมหงวน ซักไซ้ไล่เลียงต่อไป

"ประทานโทษ คุณอยู่กับใครครับ คุณวิยะดา "

"อยู่กับคุณป้า และพี่ๆ น้องๆ ของนวลปราง "

นิกร ว่า "ป้าคุณชื่ออะไรครับ คุณนวลปราง ถ้าผมไปเยี่ยมคุณผมจะได้ถามคนแถวนั้นเขาดู "

"ชื่อ ผิน ค่ะ ป้าผินหรือคุณย่าผิน คนที่เชียงใหม่รู้จักทั้งนั้น บอกแท็กซี่เถอะค่ะว่า ไปช้างม่อย

บ้านป้าผิน ถ้ามีเวลาว่างเชิญนะคะ "

พลรับปากหล่อน

"ครับ พวกเราจะต้องไปเยี่ยมคุณแน่ๆ "

นิกร ว่า "ไปตอนกลางคืน หัวค่ำหน่อย คุณป้าคุณว่าไหมครับ "

วิยะดาหัวเราะ

"ไม่ว่าหรอกค่ะ คุณป้าท่านเป็นคนทันสมัยใจดีมาก "

ดร. ดิเรก พูดเสริมขึ้น

"คืนนี้ ผมรับประทานอาหารค่ำแล้ว ผมจะไปหาคุณนะครับ "

นวลปราง ยิ้มอ่อนหวาน

"ค่ะ ไปจริงๆ นะคะ ดิฉันกับพี่ดาจะเตรียมตัวไว้ต้อนรับคุณ "

"ออไร๋น์ ผมไปแน่ ฝรั่งชอบอัธยาศัยคุณเสียแล้ว คุณทั้ง ๒ คนสุภาพอ่อนหวานน่ารักมากทีเดียว โอเวอรี่ บิวตี้ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้จังหวะก็แสดงลวดลายเจ้าชู้บ้าง

"หนู-หนูยังไม่รีบร้อนกลับไม่ใช่หรือ ประเดี๋ยวนั่งรถไปกับอานะจ๊ะ อา จะไปส่ง หรือหนูมารถจักรยาน "

วิยะดา ยิ้มเห็นรอยลักยิ้ม

"หนูมารถจักรยานค่ะ มากับเพื่อนหลายคน เขาพักผ่อนกันอยู่ที่บ้านพักของพวกเทศบาล หนูกับ นวลปรางเลี่ยงลงมาเดินเล่นที่ห้วย ง่า-หนูเห็นจะต้องกราบลาล่ะค่ะ ป่านนี้เพื่อนๆ เขาคงบ่นแย่ "

"อ้าว" เจ้าคุณ อุทาน "จะกลับหรือหนู "

"ค่ะ หนูกราบลาคุณอานะคะ ลาละค่ะทุกๆ คน "

ต่างฝ่ายต่างยกมือไหว้กัน ๒ สาวลุกขึ้นยืนพากันเดินไปจากที่นั้น คณะพรรค ๔ สหายได้มีโอกาศมองดูเชฟทางด้านหลังของหล่อนอย่างเต็มตา นิกร กล่าวถามพล อย่างเป็นงานเป็นการ

"เฮ้ย แกจีบยังไงวะ แม่ ๒ คนนี่ถึงยอมเป็นพันธมิตรกับแก "

พลหัวเราะ

"ก็ไม่เห็นจะยากเย็นอะไรนี่หว่า ผู้หญิงน่ะถ้าเราพูดกับเขาอย่างสุภาพ เขาก็ยินดีเป็นมิตรกับเรา "

"อือ" นิกร คราง "สำคัญโว้ยอ้ายนี่ อย่างนี้ซูฮกเลย ให้ดิ้นตาย "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา

"อิ่มหมีพีมันกันดีแล้ว กลับกันเถอะเรา อาเพลียเต็มทนแล้ว อยากจะไปนอนพักผ่อนสัก ๒-๓ ชั่วโมง "

นิกร เห็นพ้องด้วยทันที

"นั่นน่ะซีครับ กลับไปนอนเป็นดีแน่ ผมกินเสียอิ่มแน่นท้องอึดอัดเต็มทน อ้ายแห้ว เก็บข้าวเก็บของไปขึ้นรถโว้ย "

เจ้าแห้ว ขมวดคิ้วย่น

"รับประทานช่วยกันถือไปบ้างนะครับ รับประทานผมคนเดียวถึงเอาปากช่วยคาบก็เอาไปไม่หมด "

คืนวันนั้นเอง

ที่บ้าน พ่อเลี้ยงชุบ คหบดีผู้มั่งคั่งของเชียงใหม่ คณะพรรค ๔ สหายกำลังร่วมโต๊ะรับประทานอาหารกับพ่อเลี้ยงชุบ และคุณนายดาวเรือง ภรรยายอดรักของ พ่อเลี้ยง ภายในห้องรับประทานอันหรูหราท่ามกลางแสงไฟสว่างไสวมีคนใช้แต่งกายเรียบร้อย ๓-๔ คน ยืนคอยปรนนิบัติรับใช้อยู่ตลอดเวลา

"ประเดี๋ยวทานอาหารเสร็จแล้ว เวลา ๒๐.๐๐ น. ผมมีอะไรที่จะอวดพวกคุณ" พ่อเลี้ยงพูดยิ้มๆ "รับรองว่าพวกคุณต้องชอบแน่ๆ "

กิมหงวน พยักหน้าหงึกๆ

"ถ้าจะระบำจ้ำบ๊ะกระมัง พ่อเลี้ยง "

ดาวเรือง หัวเราะคิ๊ก

"จ้ำบ๊ะ เมืองนี้ไม่มีหรอกค่ะ อาเสี่ย "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"แกมีอะไรจะอวดฉัน บอกหน่อยซิชุบ "

"ฟ้อนเชียงใหม่ครับ ดาวเรืองเขาแอบไปหาพวกเมื่อตอนบ่ายวันนี้ จ้างให้มาฟ้อนที่นี่ ต้อนรับใต้เท้าเป็นพิเศษ "

เจ้าคุณ หัวเราะชอบใจ

"เออ-ดี ฟ้อนฉันชอบ เคยชมมาหลายครั้งแล้ว ไม่เบื่อเลย" แล้วท่านก็หันมาทาง ดาวเรือง "มีตัวดีๆ รึ "

"เจ้าค่ะ โดยมากเคยอยู่ในคุ้มมาแล้ว "

ดร. ดิเรก พูดกับนิกรทันที

"เฮ้ ยู ไอไม่ไปหาวิยะดา ละวะ แกไปกับอ้ายหงวนเถอะกันจะดูฟ้อน เพราะกันไม่เคยเห็น ได้ยินแต่เขาเล่าให้ฟังว่า ฟ้อนเชียงใหม่สวยงามน่าดูมาก คนละแบบกับละครรำของเรา "

พ่อเลี้ยงหันควับมาทาง นิกร

"อ้าว จะไปไหนล่ะครับ "

"ผมจะไปเยี่ยมเพื่อนผู้หญิง เราเพิ่งรู้จักกันที่ห้วยแก้ว เมื่อตอนกลางวันนี่เอง "

"อ้อ อยู่ที่ไหนครับ "

"อยู่ช้างม่อยครับ "

"เอ๊ะ ลูกเต้าเหล่าใคร" ถามและยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม

นิกร ว่า "หล่อนชื่อวิยะดาครับ อีกคนชื่อนวลปราง บอกกับผมว่า หล่อนเป็นหลานป้าผิน "

พ่อเลี้ยง สำลักน้ำพรวด หกเลอะเทอะโต๊ะกินข้าว ดาวเรืองยกมือปิดปากหัวเราะคิ๊ก ๔ สหาย และ ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าเลิ่กลั่กไปตามกัน พ่อเลี้ยงชุบ ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"อนิจจัง ทุกขัง คุณนิกรขืนไปบ้านยายผิน ละก้อ คุณอาจจะต้องเลิกกินสาเกกับปลากระเบนตลอดชาติ "

เสี่ยหงวนสะดุ้งเฮือก

"อ้าว พ่อเลี้ยงหมายความว่ากระไร บ้านนั้นอย่างว่าหรือครับ "

"ถูกแล้วครับอาเสี่ย แม่วิยะดา กับแม่นวลปรางมีราคาเพียง ๒๐ บาท เท่านั้นเอง "

"อุ๊ยตาย" นิกรร้องลั่น "อกอีปุกแตกแน่ แม่ ๒ คนนั่นดูไม่ออกเลย "

ดาวเรือง หัวเราะคิ๊ก

"ค่ะ ผู้หญิงอย่างนั้นที่เชียงใหม่เขาสุภาพเรียบร้อยค่ะ เพราะถ้าเขาแสดงตนเปิดเผย พวกผู้ชายก็รังเกียจ หากินไม่ได้ "

๔ สหายถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมกัน ท่านเจ้าคุณทำหน้าเศร้าๆ

"แย่โว้ย น่าเสียดายรูปร่าง สวยไม่ใช่เล่น ว่ายังไงอ้ายหงวน แกรู้ยังงี้แล้วแกจะไปหาหล่อนไหม "

อาเสี่ยตอบทันที

"ไปซีครับ เฮ้ ใครไปกับกันบ้างยกมือโว้ย "

นิกรคนเดียวเท่านั้นที่ยกมือ เสี่ยหงวนพูดต่อไป

"ดีแล้ว วิยะดาเป็นของกัน นวลปรางเป็นของแก ประเดี๋ยวไปกันโว้ย ฟ้อนเฟิ้นอย่าดูเลย ไปหาของสดของคาวกินกันดีกว่า "

นิกรเห็นพ้องด้วย

"โอ. เค "

ดาวเรืองมองดู ๒ สหาย ด้วยความเป็นห่วง

"อย่าไปเลยค่ะ อาเสี่ยค่ะ ได้รับความสุขเพียงประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น แต่อาจจะต้องรับทุกข์ไปนาน คุณชุบของดิฉันเคยแอบไปเที่ยวบ้านป้าผินมาแล้ว ทานสาเกไม่ได้จนทุกวันนี้ พอทานเข้าไปพรึ่บออกมาทั่วตัวเลยค่ะ "

"แล้วกัน" พ่อเลี้ยง ดุ "เอาเรื่องความลับของฉันมาเปิดเผย ประเดี๋ยวเจ้าคุณท่าน ก็จะด่าฉันเท่านั้นเอง "

นิกรว่า "ไม่ด่าหรอกครับ คุณพ่อท่านก็ฉีดนิโอเหมือนกัน "

"เฮ้ย" เจ้าคุณร้องลั่น "โลหิตฉันไม่ดี ฉันฉีดฟอกโลหิตต่างหาก "

กิมหงวน หัวเราะลั่น

"โลหิตไม่ดี ทำไมถึงเดินขาเป๋ขมวดคิ้วนิ่วหน้าล่ะครับ "

"ทะลึ่ง คนไข่ดันบวมมันก็ต้องเดินยังงั้นซีวะ "

อาเสี่ย พูดยานคาง

"ไข่ดันบวม ไก๋เก่งนัก แก่แล้วยังซนอีก "

"เอ อ้ายนี่ ชักทะลึ่งใหญ่แน่ะ "

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องรับประทานอาหาร พ่อเลี้ยงชุบสั่งให้คนใช้ของเขานำวิสกี้ต่างประเทศมาให้อีก ๑ ขวด

หลังจากอาหารค่ำผ่านพ้นไปแล้ว กิมหงวนกับนิกร ก็พากันนั่งรถปอนเตี้ยคเก๋งออกจากบ้านพ่อเลี้ยงชุบ บ่ายหน้าตรงไปยังบ้านป้าผิน ที่ตำบลช้างม่อย ด้วยความหวังที่จะชื่นชมแม่สาวงามทั้ง ๒

สามวันในนครเชียงใหม่ ทำให้ คณะพรรค ๔ สหายได้รับความสุขสนุกสนานมากมาย พ่อเลี้ยงชุบพาไปเที่ยวน้ำตกแม่กลาง และไปเที่ยวสันกำแพง ไปนครลำพูน ตื่นเช้าก็นั่งรถตระเวนไปทั่ว

ทุกคนตั้งใจจะพักเชียงใหม่สัก ๑ เดือน หลังจากสงกรานต์แล้วจึงจะกลับกรุงเทพฯ แต่แล้วอุปสรรคสำคัญก็เกิดขึ้น

พล พัชราภรณ์ ได้รับโทรเลขด่วนจากนันทา แจ้งว่า คุณหญิงวาดเจ็บหนักด้วยไส้ติ่งอักเสบผ่าตัดและป่วยรักษาตัวอยู่ที่จุฬาลงกรณ์ ขอให้ทุกคนรีบเดินทางกลับกรุงเทพฯ ด่วน ดังนั้นการเตรียมตัวไปเที่ยวเชียงแสนจึงหมดหวัง

โทรเลขด่วนของนันทามาถึงดึกแล้ว คณะพรรค ๔ สหาย ต่างวิตกเป็นทุกข์เตรียมตัวกลับกรุงเทพฯ ทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ ให้ความเห็นว่า ควรจะกลับทางเครื่องบินของบริษัทเดินอากาศ แต่พ่อเลี้ยงชุบ บอกว่าวันรุ่งขึ้นไม่มีเครื่องบินออก ดังนั้น ๔ สหาย จึงต้องกลับกรุงเทพฯ โดยรถด่วน

วันรุ่งขึ้น เวลา ๗.๓๐ น. พ่อเลี้ยงชุบได้ให้คนของเขาไปซื้อตั๋วรถไฟสำหรับ คณะพรรค ๔ สหาย ไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนเสื้อผ้าข้าวของสัมภาระก็ส่งไปล่วงหน้า

พล ดร. ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว รับประทานอาหารเช้าและแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังเตรียมตัวมาสถานี ส่วนกิมหงวนกับนิกรยังไม่ตื่นดังนั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ จึงเข้าไปปลุกในห้องนอน

"เฮ้ย ตื่นเสียทีซีโว้ย ๒ โมงครึ่งแล้ว หรือจะไม่กลับกรุงเทพฯ ก็จะได้ทิ้งไว้ที่นี่ "

๒ สหายนอนคลุมโปงกอดกันกลมดิก เสียงนิกรกรนสนั่นหวั่นไหว เสี่ยหงวนได้ยินเสียงเรียกก็พลิกตัวนอนหงายลืมตามองดูโลก

"ว่าไงโว้ย จะกลับหรือไม่กลับ อีกชั่วโมงเดียวรถออกแล้ว "

อาเสี่ย ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ผมเป็นไข้ครับ ปวดร้าวไปหมดทั้งตัว อ้ายกรก็ไม่สบาย "

"อ้าว เมื่อวานนี้ก็ยังดีๆ อยู่นี่หว่า ขี้หรือเปล่า "

"เปล่าครับ ตั้งแต่มายังเลย "

"แย่ละวะ พรรดึกเล่นงานแน่ เรื่องท้องสำคัญมาก ลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวเถอะไปกรุงเทพฯ ถ่ายยาเสียก็หาย "

กิมหงวนเอื้อมมือกระชากผ้าห่มนวม ที่คลุมร่างนิกรออก

"เฮ้ย ลุกขึ้น "

นายจอมทะเล้น ลืมตาโพลง ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งร้องยี่เกเสียงแจ๋ว

ไก่กระชั้นขันกระโชก

แสงทองส่องโลกแม่เอ๊ยกะหลอป๋อ

ปวดกระดูกลูกกระดุมเรียมต้องกุมต้นคอ

"นี่เสียงใครมาอึกทึกหน้าบ้านหลังบ้าน ออกไปดูซิออหงวนเอ๊ย หรือจะเป็นแขกหัวแดงต่างเมืองเอาของมาขาย "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ย์ปาก

"อย่าทำให้โมโหแต่เช้าหน่อยเลยวะอ้ายกร ลุกขึ้นเตรียมตัวไปสถานีรถไฟเถอะ "

นิกร อมยิ้ม

"ครับ อีก ๑๐ นาทีผมเสร็จเรียบร้อย แหมคุณพ่อ ผูกเน๊กไทยอันนี้ดูหนุ่มขึ้นอีกเป็นกอง "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินบ่นพึมพำออกไปจากห้อง ๒ สหายต่างมองดูหน้ากัน แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมๆ กัน

"ทำไงดี อ้ายกร ยายวิยะดาสร้างความร้าวระบมให้กันแล้ว มันขึ้นทั้ง ๒ ขาเลย "

นิกร พยักหน้า

"ก็หน้ามะม่วงแล้วนี่หว่า ทำใจให้เข้มแข็งน่า ให้ดิเรกมันฉีดยาให้ ๒-๓ เข็ม ก็หาย "

อาเสี่ย หัวเราะปลอบใจตัวเอง

"แล้วแกล่ะ เป็นยังไงบ้าง "

"อย่างว่านั่นแหละ ปวดแสบปวดร้อนเหลือเกิน อย่างที่เขาว่าเอาหัวชนฝานั่นแหละ ลุกขึ้นโว้ย อาบน้ำแต่งตัวเร็ว เดี๋ยวจะไม่ทันรถ ไม่อยากกลับเลยให้ดิ้นตาย "

ใน ๑๐ นาทีนั้นเอง กิมหงวนกับนิกรก็พากันเดินออกมาจากห้องนอนของเขา อาเสี่ยเดินกะโผลกกะเผลกขมวดคิ้วนิ่วหน้า ส่วนนิกรหน้าตาซีดเซียวเหมือนไก่ต้ม ทั้งสองปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัว

ภายในห้องโถงชั้นล่าง พ่อเลี้ยงชุบ กับ ดาวเรือง พร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดร. ดิเรก พล และ เจ้าแห้วยืนสนทนากันอยู่เตรียมจะลงไปขึ้นรถที่จอดอยู่หน้าตึก

ดร. ดิเรก ทำหน้าชอบกล เมื่อเห็นกิมหงวนกับนิกร เขารู้ทันทีว่าเพื่อนทั้งสองบวกสี่อีกแล้ว

"เป็นอะไรวะอ้ายเสี่ย ทำไมถึงเดินโขยกเขยก" ดิเรกแกล้งถามแล้วเดินเข้ามาหา

กิมหงวนยิ้มแห้งๆ

"ข้อเท้าแพลงโว้ย "

ดิเรก ยกมือตีเผียะลงที่หน้าขาเสี่ยหงวน

"แพลงตรงนี้ใช่ไหม "

เหมือนกับถูกปืนกิมหงวน ร้องสุดเสียง ทรุดตัวลงนั่งด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวบิดตัวไปมา

"โอยๆๆๆๆ ตายแน่กู "

ดิเรก หัวเราะ

"ดี ตายห่าเสียทีก็ดี ห้ามไม่เชื่อ บอกแล้วว่าสนุกเดี๋ยวเดียว แต่ทุกข์ไปนาน เห็นฤทธิ์ลูกน้อง ป้าผินหรือยังล่ะ ประเดี๋ยวพ่อไม่รักษาให้เลย ความวัวยังไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรก ยอดยกมาจากกรุงเทพฯ ยังมีปุ๊เข้าให้อีกแล้ว "

กิมหงวนน้ำตาไหลพราก ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน

"ทีนี้เข็ดแล้วจ๊ะ หมอจ๋า "

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นลั่นห้อง ต่อจากนั้น พ่อเลี้ยงชุบกับภรรยาของเขา ก็พาคณะพรรค ๔ สหายลงจากตึกไปขึ้นรถรีบไปสถานีรถไฟ

๙.๓๐ น. ตรง

ขบวนรถด่วนเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ก็ออกเดินทางตามกำหนดพา คณะพรรค ๔ สหายมุ่งตรงไปกรุงเทพฯ ทุกคนโผล่หน้าต่างออกมาโบกมือให้พ่อเลี้ยงชุบกับภรรยาของเขา

อวสาน