พล นิกร กิมหงวน 016 : สงครามเชื้อโรค

อังคารที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๐๖

ค็อมมิวนิสต์ได้เริ่มต้นรุกรานประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการส่งเรือดำน้ำพลังงานปรมาณูเข้ามาในน่านน้ำทางฝั่งตะวันตก แต่ไม่ได้หมายความว่าค็อมมิวนิสต์จะยกพลขึ้นบกหรือระดมยิงเมืองชายฝั่งของเรา ด้วยอาวุธจรวดหรือปืนใหญ่ประจำเรือดำน้ำ เจตนาอันชั่วร้ายของค็อมมิวนิสต์ก็คือฆ่าพี่น้องชาวไทยด้วยเชื้อโรคอันร้ายแรง เมื่อประชาชนคนไทยเจ็บป่วยล้มตายด้วยโรคร้าย รัฐบาลก็จะต้องยุ่งยากหมดเปลืองเงินทองในการช่วยเหลือพลเมืองและจะเป็นเหตุให้ประชาชนเสื่อมคลายความศรัทธาในรัฐบาลชุดปฎิวัตินี้

เรือดำน้ำขนาดยักษ์ของกองทัพค็อมมิวนิสต์ โผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำทางฝั่งตะวัยออกของจังหวัดนครศรีธรรมราช ห่างจากชายฝั่งราวไมล์ครึ่ง ขณะนั้นเป็นเวลา ๒.๓๐ น. ทะเลมีคลื่นเล็กน้อยท้องฟ้ามืดครึ้มเต็มไปด้วยเมฆฝน เรือดำน้ำพลังงานปรมาณูซึ่งสามารถปฏิบัติงานได้รอบโลกลำนี้ เป็นเรือดำน้ำที่ใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุด มีระวางขับน้ำ ๒,๕๐๐ ตัน พลประจำปืน ๒๕๐ คน มีตอปิโดร์ขนาด ๒๑ นิ้ว ๘ ท่อ ปืนใหญ่ ๖ นิ้ว สองกระบอก จรวดนำวิถี ๒ ท่อสามารถยิงได้จากใต้น้ำและยิงได้ไกลถึง ๒,๐๐๐ ไมล์ มี ปตอ. ๔๐ มม. ๑๒ กระบอก มีเครื่องมือเดินเรือดีที่สุด นับตั้งแต่เครื่องฟังเสียงเรือบนผิวน้ำ เรือดำน้ำปรมาณูลำนี้ป้วนเปี้ยนอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิคเกือบปีแล้ว เพื่อสังเกตการเคลื่อนไหวของกองทัพเรืออเมริกา และกองทัพเรือของภาคีซีโต้ ผู้บังคับการเรือคือ น.อ.ลินินก็อฟ อายุไม่เกิน ๔๐ ปี นายทหารและพลประจำเรือทุกคนเป็นผู้ที่กองทัพเรือของค็อมมิวนิสต์คัดเลือกมาแล้ว แต่ละคนเป็นทหารเรือที่มีความสามารถและเลื่อมใสระบอบค็อมมิวนิสต์ขนาดเข้าไส้

เรือดำน้ำพลังงานปรมาณูจอดลอยลำนิ่งเฉยอยู่กลางทะเลท่ามกลางความสงบเงียบในตอนดึก นายทหารและพลทหารเรือหลายคนรีบขึ้นมาบนดาดฟ้าเข้าประจำปืน ประจำไฟฉายและหอบังคับการบนผิวน้ำ ผู้บังคับการสั่งให้ยิงเรือทุกลำที่ผ่านเข้ามาในสายตาโดยไม่ต้องส่งสัญญาณถาม แต่ห้ามไม่ให้เปิดไฟฉายหรือไฟบนดาดฟ้า

ณ.บัดนี้ภายในห้องบังคับการของเรือดำน้ำ น.อ.ลินินก็อฟ กำลังยืนเผชิญหน้ากับชาวจีนค็อมมิวนิสต์กลุ่มหนึ่งรวม ๕ คน ซึ่งล้วนแต่เป็นหนุ่มฉกรรจ์แต่งกายแบบสุภาพชน ด้วยเสื้อผ้าราคาถูกๆ เหมือนกับคนไทยหรือคนจีนที่เดินอยู่ตามถนน

ค็อมมิวนิสต์จีนทั้ง ๕ คนนี้คือหน่วยยอมตายของกองทัพค็อมมิวนิสต์นั่นเอง เครื่องบินทะเลเครื่องหนึ่งได้นำค็อมมิวนิสต์จีนทั้ง ๕ คนนี้มาส่งเรือดำน้ำปรมาณูหมายเลข ๑๓ ที่จุดนัดพบแห่งหนึ่งในทะเลไทยเมื่อตอนบ่ายวานนี้ น.อ.ลินินก็อฟ ได้ให้การต้อนรับหน่วยยอมตายทั้ง ๕ คนอย่างดีที่สุดเพราะทุกคนยอมพลีชีพเพื่อค็อมมิวนิสต์ ทุกคนจะถูกส่งขึ้นฝั่งเมืองนครศรีธรรมราชในสองสามนาทีนี้ เพื่อปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญยิ่งคือเผยแพร่เชื้อโรคร้ายให้คนไทยเจ็บป่วยล้มตายไปตามกัน และหน่วยยอมตายทั้ง ๕ คนก็ต้องเสียชีวิตด้วย พวกค็อมมิวนิสต์ต่างยกย่องให้เกียรติหน่วยสละชีวิตมากกว่าหน่วยกล้าตายหรือหน่วยอื่นๆ ในดินแดนของผืนแผ่นดินใหญ่จีนและในประเทศหลังม่านเหล็ก ที่ยุโรปมีสมาชิกหรือพลพรรคหน่วยยอมตายนับหมื่นคน ทุกคนมีอภิสิทธิ์ชนได้รับความสุขสะดวกสบายมาก แต่ถ้าถูกส่งไปปฏิบัติการที่ใดแล้วหน่วยยอมตายก็ต้องเสียชีวิตทุกครั้งไป

แสงไฟฟ้าในห้องบังคับการเรือดำน้ำส่องสว่างจ้าราวกับกลางวัน ผู้บังคับการชาวยุโรปตาน้ำข้าวร่างสูงใหญ่ยืนอยู่เบื้องหน้ากลุ่มนายทหารประจำเรือมีต้นเรือ,ต้นปืน,นายทหารอาวุธจรวดรวม ๓ คน ส่วนต้นหนและทหารเรืออีกหลายคนขึ้นไปเตรียมรบอยู่บนดาดฟ้า น.อ.ลินินก็อฟมองดูหนุ่มจีนทั้ง ๕ คนซึ่งยืนแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยวอยู่ห่างจากเขาเพียง ๒ เมตรอย่างชื่นชม แล้วเขาก็กล่าวกับค็อมมิวนิสต์จีนที่ยืนอยู่หัวแถว

"ทางกองบัญชาการบอกคุณและพวกคุณว่าอย่างไร ก่อนที่เขาจะส่งพวกคุณขึ้นเครื่องบินมาที่เรือดำน้ำปรมาณูของเรา"

ค็อมมิวนิสต์หนุ่มซึ่งมียศทหารเป็นร้อยตรียิ้มละไม

"เป็นคำสั่งสั้นๆ ของผู้บัญชาการครับผู้การ ในคำสั่งระบุชื่อเราทั้ง ๕ คนให้เดินทางมาที่เรือดำน้ำลำนี้เพื่อปฏิบัติงานสำคัญที่จังหวัดชายทะเลจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย ผมกับทหารในบังคับบัญชาของผมไม่ทราบรายละเอียดครับ แต่เราก็พร้อมที่จะยอมตายเพื่อค็อมมิวนิสต์"

ผู้บังคับการก้มศีรษะเล็กน้อย

"ผมอิจฉาพวกคุณจังเลยที่มีโอกาสตายเพื่อค็อมมิวนิสต์ อ้า-ผมยินดีที่จะบอกให้คุณและนายทหารของคุณได้ทราบความจริงว่า เราจะให้คุณกับทหารของคุณทั้ง ๔ คนกินเชื้ออหิวาต์เข้าไปคนละหนึ่งแก้ว ซึ่งแก้วหนึ่งมีเชื้ออหิวาต์ประมาณล้านตัว เมื่อพวกคุณกินเชื้ออหิวาต์เข้าไปแล้วผมจะส่งพวกคุณขึ้นบก อย่างช้ารุ่งสว่างพวกคุณก็จะมีอันเป็นแบบคนไข้ที่ป่วยเป็นอหิวาตกโรค พวกคุณจะต้องพยายามถ่ายอุจจาระลงตามแม่น้ำลำคลอง หรือตามบ่อสาธารณะ ถ้าสามารถถ่ายลงตามโอ่งน้ำของชาวบ้านหรือถังเก็บน้ำฝนได้ก็จะดีมาก ผู้คนที่เมืองนครก็จะป่วยเป็นอหิวาต์ไปตามกัน ไม่ช้าเชื้อโรคก็จะแพร่ไปตามจังหวัดใกล้เคียง และระบาดเข้าไปในกรุงเทพฯ

ร.ต. หย่วน แห่งกองพันยอมตายของค็อมมิวนิสต์ ทำหน้าชอบกลเมื่อได้ทราบความจริงเช่นนี้

"วิธีนี้พวกผมก็คงได้รับความทรมานไม่น้อยกว่าเราจะตาย ผมนึกว่าทางการจะใช้ให้เราขึ้นไปก่อวินาศกรรมเสียอีก"

น.อ.ลินินก็อฟพูดตัดบท

"เพื่อค็อมมิวนิสต์ คุณต้องปฏิบัติตามคำสั่งนี้ด้วยดี คุณรู้ไหมรัฐบาลของเราต้องการทำลายคนไทยและชาติไทยทุกวิถีทางจนกว่าคนไทยทั้งชาติจะผละจากค่ายเสรีประชาธิไตยมาอยู่ค่ายค็อมมิวนิสต์ เชื้ออหิวาต์ที่เราเตรียมมาให้พวกคุณกินนี้เป็นเชื้ออหิวาต์ที่ร้ายแรงที่สุด เพราะได้รับการฝึกอบรมมาแล้ว ใครกินมันเข้าไปเพียงตัวสองตัว พอมันได้รับความอบอุ่นในร่างกาย มันจะออกลูกออกหลานเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว โกร๊กเดียวหรือสองโกร๊กก็เท่งทึง ไม่มีหมอคนใดที่จะช่วยชีวิตคนไข้ได้ การฉีดวัคซีนก็คุ้มกันเชื้ออหิวาต์แบบนี้ไม่ได้ คนไทยหรือคนต่างด้าวที่อยู่ในเมืองไทยจะต้องเป็นอหิวาต์ล้มตายไปตามกัน กว่าอเมริกาจะช่วยเหลือได้คนไทยก็ตายไปนับแสนนับล้านแล้ว วัคซีนธรรมดาที่ใช้ฉีดป้องกันเชื้ออหิวาต์จะไม่มีความหมายอะไรเลย สภาการแพทย์ของเราใช้เวลาเลี้ยงและผสมเชื้ออหิวาต์แบบนี้มาเกือบครึ่งปีแล้ว ใช้ได้ผลดีในประเทศร้อน ส่วนในประเทศหนาวของเราจะใช้เชื้อโรคชนิดอื่น เช่น กาฬโรคหรือบิดอย่างร้ายแรง"

ร.ต. หย่วนหันไปมองดูลูกน้องของเขา

"ว่าไงโว้ยพวกเรา"

พลทหารซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ถอนหายใจเบาๆ

"ทำยังไงได้ครับ เพื่อค็อมมิวนิสต์เราต้องทำตามคำสั่ง แต่ว่ามันทารุณจริงๆ ครับหมวด คนเราลงขี้แตกตายมันก็ไม่มีเกียรติอะไร อหิวาต์น่ะโกร๊กแรกก็ตาโบ๋ถึงกับคลานออกจากส้วมแล้ว"

ผู้บังคับหมวดเห็นพ้องด้วย

"ใช่ อยู่เมืองจีนฉันเคยเห็นมาแล้ว ที่คุนมิง โกร๊กเดียวจอด พูดถึงอั๊วชักเสียวก้นแล้วละซี เพียงแต่ท้องเสีย เรายังรู้สึกอ่อนเพลียหมดเรี่ยวหมดแรง หอยแครงกับอั๊วถูกโรคกันเมื่อไหร่ ล่อเข้าไปทีไรได้เรื่องทุกที ขนาดน้องๆ อหิวาต์ทีเดียว" พูดจบเขาก็หันมาทางผู้บังคับการเรือดำน้ำปรมาณู "ตกลงครับผู้การ เพื่อค็อมมิวนิสต์พวกผมยอมตาย"

"ดีมากคุณหย่วน วีรกรรมของพวกคุณจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของค็อมมิวนิสต์ คุณเชื่อผมเถอะ ค็อมมิวนิสต์จะครองโลกในไม่ช้านี้ และพวกหน่วยยอมตายนี่แหละจะช่วยให้ค็อมมิวนิสต์ได้ครองโลกเร็วขึ้นอีก พวกโลกเสรีน่ะ ไม่มีใครกล้ายอมเสียสละชีวิตเหมือนอย่างพวกเราหรอกนะคุณ ถ้าคุณตายคุณจะได้เลื่อนยศเป็นพันเอก ลูกน้องของคุณทั้ง ๔ คนที่เป็นพลทหารก็จะได้เลื่อนยศเป็นร้อยเอก

"ดีแล้วครับผู้การ เอาเชื้ออหิวาต์มาให้พวกผมกินเถอะ"

น.อ.ลินินก็อฟหันไปมองดูจ่าเอกร่างใหญ่คนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ข้างประตู

"เฮ้-ไปบอกนายแพทย์ประจำเรือให้เอาเชื้ออหิวาต์มาได้"

"ครับผม" จ่าเอกชิดเท้าตรงยกมือวันทยาหัตถ์รับคำสั่งแล้วรีบออกไปจากห้องบังคับการเรือดำน้ำ

มีเสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้น ต้นเรือเดินไปรับโทรศัพท์ นายทหารเรือคนหนึ่งซึ่งประจำอยู่บนสะพานเดินเรือบนดาดฟ้าข้างบนได้รายงานลงมาว่าเหตุการณ์ปรกติ ซึ่งเขาจะต้องรายงานให้ผู้บังคับการทราบทุก ๕ นาทีตามคำสั่ง

น.อ.ลินินก็อฟเดินเข้ามาสัมผัสมือกับ ร.ต. หย่วน หัวหน้าหน่วยยอมตายแล้วพูดยิ้มๆ

"คุณหย่วน มีอะไรที่คุณจะสั่งเสียผมหรือต้องการบ้างโปรดบอกผมเถอะคุณ"

ร.ต. หย่วน นิ่งคิดสักครู่จึงตอบว่า

"ผมอยากจะให้ผู้การติดต่อไปทางเจ้านายเพื่อขอให้ทางการช่วยเหลือพ่อแม่ของผม หลังจากที่ผมได้สละชีวิตเพื่อลัทธิมหาประลัยของเราแล้ว"

น.อ.ลินินก็อฟ สะดุ้งโหยง

"คุณพูดเสียให้ถูก ลัทธิของเราคือลัทธิแห่งความผาสุขของมนุษยชาติ ไม่ใช่ลัทธิมหาประลัย"

"ครับ ผมพูดผิดไป ขอให้ทางการอย่าพิจารณาเลื่อนยศผมเลยครับ เป็นพันเอกหรือเป็นจอมพลผมก็เท่งทึงไปแล้ว ผมอยากจะให้ทางการจ่ายข้าวสารและของใช้ให้บิดามารดาของผมบ้างเพื่อตอบแทนความดีความชอบของผม"

ผู้บังคับการเรือดำน้ำปรมาณูยิ้มแป้น

"ได้ซิผู้หมวด ผมจะทำรายงานเสนอไปทางต้นสังกัดของคุณ บิดามารดาของคุณอาจจะได้รับบำเหน็จพิเศษตามระเบียบของเรา อย่างน้อยก็คงจะได้รองเท้าเก่าๆ คนละคู่ ผ้าห่มนอนคนละผืน แล้วก็ข้าวสาร ๙๕ เปอร์เซ็นต์อีกหนึ่งกระสอบ"

ร.ต. หย่วนขมวดคิ้วย่น

"ข้าว ๙๕ เปอร์เซ็นต์น่ะเป็นยังไงครับผู้การ"

"อ๋อ ก็มีปลายข้าวเพียง ๕ เปอร์เซ็นต์น่ะซีคุณ นอกนั้นก็ปนดินบ้าง รำบ้าง ขี้แมงสาบบ้าง"

ร.ต. หย่วนทำหน้าเบ้

"ถ้าอย่างนั้นข้าวหนึ่งกระสอบเลือกแล้วก็คงมีปลายข้าวพอที่จะหุงกินได้เพียงลิตรเดียว กรุณาให้เป็นข้าวสาร ๑๐เปอร์เซ็นต์ไม่ได้หรือครับ"

"เสียใจมากคุณหย่วน คุณน่าจะรู้ดีว่าทุกวันนี้พวกเราไม่ใคร่จะมีกิน ถึงกับต้องกินข้าวสารเทียมและขนมปังเทียมกันแล้ว ข้าวสาร ๑๐ เปอร์เซ็นต์น่ะสำหรับพวกรัฐมนตรีค็อมมิวนิสต์กินกันเท่านั้น" พูดจบเขาก็กล่าวถามพลทหารที่ยืนอยู่ทางซ้ายของ ร.ต. หย่วน "แกล่ะ ต้องการอะไรหรือจะสั่งเสียไปถึงใครบ้าง"

พลทหารค็อมมิวนิสต์ร่างใหญ่สั่นศีรษะ

"ไม่ต้องการอะไรครับผู้การ ผมกำลังดีใจที่ผมจะได้ตายพ้นทุกข์พ้นร้อนเสียที"

น.อ.ลินินก็อฟ กล่าวถามพลทหารคนต่อๆ ไป ทั้ง ๓ คนบอกว่าไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น

ทันใดนั้นเองนายแพทย์ประจำเรือดำน้ำ ซึ่งแต่งเครื่องแบบนาวาตรีได้พาตัวเดินเข้ามาในห้อง มีจ่าตรีคนหนึ่งติดตามมาด้วย ถือถาดใส่แก้วน้ำสีขุ่นๆ รวม ๕ แก้ว ซึ่งในแก้วคือเชื้ออหิวาต์ตกโรคที่เพิ่งเทออกมาจากหลอดแก้ว เชื้ออหิวาต์ตกโรคแก้วหนึ่งมีจำนวนนับล้านตัว หน่วยยอมตายทั้ง ๕ คน แลเห็นเข้าก็หน้าเสียไปตามกัน

ผู้บังคับการกล่าวกับนายแพทย์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"จัดการให้หน่วยยอมตายเขาดื่มเชื้ออหิวาต์ได้แล้วหมอ เราจะได้รีบส่งเขาขึ้นฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราชในชั่วโมงนี้ ขืนโอ้เอ้ชักช้าไม่ได้ ใกล้จะสว่างแล้ว เราจะต้องรีบเดินทางออกนอกทะเลลึกก่อนที่เรือรบของราชนาวีไทย หรือเครื่องบินตรวจการจะมาพบเรือเรา"

นายแพทย์ทหารเรือยกมือวันทยาหัตถ์

"เดี๋ยวครับ ขอให้ผมตรวจร่างกายหน่วยยอมตายเสียก่อนเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบ"

"ไม่ต้องหรอกครับหมอ ตรวจหรือไม่ตรวจพวกผมก็จะขึ้นไปตายบนแผ่นดินไทย อย่าตรวจเลยครับ หมอเขียนรายงานลงไปก็แล้วกัน ว่าผมกับทหารในบังคับบัญชาของผมทั้งสี่คนมีสุขภาพแข็งแรงดี เหมาะที่จะเป็นอหิวาต์อย่างยิ่ง"

นายแพทย์ทหารเรือค็อมมิวนิสต์ ยิ้มให้นายทหารหน่วยยอมตาย

"คุณกล้าหาญเด็ดเดี่ยวมาก พวกค็อมมิวนิสต์เรามักจะกล้าหาญอย่างนี้แหละ" พูดจบเขาก็หันมาทาง จ.ต.ซึ่งเป็นบุรุษพยาบาล "เฮ้ย เสริฟอหิวาต์ให้ท่านผู้กล้าหาญทั้ง ๕ คนนี้ได้"

น.อ.ลินินก็อฟร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ทุกคนที่อยู่ในหอบังคับการ ตรง วันทยหัตถ์"

ภายในหอบังคับการเงียบกริบ จ.ต. ผู้นั้นเสริฟอหิวาต์ให้ ร.ต. หย่วนและพลทหารทั้ง ๔ คนทันที หน่วยยอมตายกลั้นใจยกแก้วขึ้นดื่ม ผู้บังคับการเรือกับผู้ที่อยู่ในหอบังคับการยืนคำนับหน่วยยอมตายเป็นการให้เกียรติอย่างสูง แล้วทุกคนก็ลดมือลง น.อ.ลินินก็อฟกล่าวถาม ร.ต. หย่วนอย่างกันเอง

"รสชาดเป็นยังไงบ้างครับ"

"เปรี้ยวๆ ครับ คล้ายน้ำมะนาว"

นายแพทย์ประจำเรือดำน้ำพูดเสริมขึ้น

"ผมใส่น้ำมะนาวน้ำตาลและเกลือลงไปนิดหน่อยครับ เพื่อให้พวกคุณดื่มกินกันอย่างสบาย บัดนี้เชื้ออหิวาต์ได้เข้าไปอยู่ในท้องของพวกคุณแล้ว เตรียมตัวขึ้นไปถ่ายท้องบนบกเถอะครับ พวกคนไทยจะนึกไม่ถึงว่าพวกคุณถูกส่งไปจากเรือดำน้ำลำนี้ เขาจะต้องเข้าใจว่าพวกคุณเป็นคนจีนที่อาศัยอยู่ในเมืองนครศรีธรรมราช และภายในสองสามวันนี้เชื้ออหิวาต์ที่ออกจากร่างของคุณก็จะแพร่ไปทั่วประเทศไทย แผนของเราที่ทำสงครามเชื้อโรคจะต้องเป็นไปด้วยดี"

น.อ.ลินินก็อฟพูดตัดบท

"ขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือเถอะครับ ผมจะให้ทหารเรือนำเรือยางติดเครื่องยนต์ไปส่งพวกคุณที่ชายหาดเบื้องหน้าซึ่งเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อขึ้นบกได้แล้ว พวกคุณต้องพยายามแยกย้ายกันไปอย่าอยู่รวมกันเป็นอันขาดเชื้ออหิวาต์จะได้แพร่ไปมากๆ "

ครั้นแล้วผู้บังคับการกับนายทหารประจำเรือดำน้ำพร้อมด้วยนายแพทย์ก็พา ร.ต. หย่วนกับหน่วยยอมตายรวมทั้งหมด ๕ คน ขึ้นไปบนดาดฟ้าเพื่อส่งหน่วยยอมตายขึ้นฝั่งตามแผน

หนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับและวิทยุกระจายเสียงหลายสถานี ต่างเสนอข่าวโรคร้ายคืออหิวาตกโรคได้เกิดขึ้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ป่วยเป็นชาวจีน ๔ คน คนหนึ่งตายที่แหลมตะลุมพุก คนที่สองตายที่อำเภอปากพนัง คนที่สามตายที่โรงแรมในจังหวัดนครศรีธรรมราช อีกคนหนึ่งนอนขี้เรี่ยขี้ราดม่องเท่งอยู่ที่สถานีรถไฟชุมทางเขาชุมทอง จากการชันสูตรศพไม่ปรากฏว่าผู้ตายเป็นใครมีภูมิลำเนาอยู่ที่ไหน ใบสำคัญต่างด้าวก็ไม่มี แต่ทุกคนมีเงินติดตัวซึ่งทางการสันนิษฐานว่า เป็นพ่อค้าจังหวัดใกล้เคียงกับนครศรีธรรมราชและอาจจะมีถิ่นฐานอยู่หาดใหญ่ก็ได้ เพราะขณะนี้ทางดินแดนมลายูมีอหิวาตกโรคเกิดขึ้น พ่อค้าจีนทั้ง ๔ รายอาจจะอยู่ทางจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น สงขลา,ปัตตานีหรือยะลา จึงรับเชื้ออหิวาตกโรคจากมลายูหรือมลายาหรือมาเลเซีย ซึ่งรวมความแล้วคนไทยเราก็นิยมเรียกว่ามลายูนั่นเอง แบบเดียวกับที่เราไม่ยอมเรียกเขมรว่ากัมพูชา

ไม่มีใครรู้ความจริงว่าผู้ตายทั้ง ๔ คนนั้นคือหน่วยยอมตายของกองทัพค็อมมิวนิสต์ ร.ต. หย่วนกับพลทหารในบังคับบัญชาของเขานั่นเอง แต่ไม่มีใครพบศพ ร.ต. หย่วน ส่วนทหารของเขาทั้ง ๔ คนเท่งทึงไปตามกันแล้ว

กระทรวงสาธารณสุข ได้โทรเลขด่วนถึงสาธารณสุขและอนามัยจังหวัด สั่งให้ป้องกันโรคร้ายอย่างเต็มที่คือรีบเร่งฉีดวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรคแก่ประชาชนพลเมืองในจังหวัดนครศรีธรรมราช ทางการส่งแพทย์และพยาบาลพร้อมด้วยวัคซีนมากมายขึ้นเครื่องบินเดินทางไปนครศรีธรรมราชในทันที ในเวลาเดียวกันนั้นเองจังหวัดใกล้เคียงกับนครศรีธรรมราชคือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี, จังหวัดกระบี่, จังหวัดตรังและพัทลุงก็เตรียมการต่อสู้ป้องกันอหิวาตกโรคเต็มที่

วันต่อมามีผู้ป่วยเป็นโรคอหิวาตกโรคในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราชอีก ผู้ชาย ๓ คน ผู้หญิง ๑ คนและเด็กคนหนึ่งปรากฏว่าผู้ป่วยทั้ง ๕ รายไม่มีใครรอดทั้งๆ ที่นายแพทย์พยายามช่วยเหลือคนไข้อย่างดีที่สุด

ต่อไปนี้เป็นข้อความในโทรเลขด่วนที่สาธารณสุขจังหวัดมีมาถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๐๖

กราบเรียนฯ พณฯ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

เกล้ากระผมได้ตรวจดูเชื้ออหิวาตกโรคในอุจจาระของผู้ป่วยด้วยกล้องจุลทรรศน์แล้วปรากฏว่า ตัวโตกว่าที่เคยพบเห็น รูปร่างอ้วนเตี้ยหางสั้นหน้ามู่ฮู่ ตัวผู้มักจะไว้หนวด ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีเกราะสีแดงหุ้มห่อร่างกาย เกล้ากระผมได้ทดลองฆ่ามันด้วยน้ำเดือดและกระต่างๆ หลายชนิดแต่ไม่มีน้ำยาชนิดใดที่จะฆ่ามันได้ เมื่อใช้วัคซีนผสมลงในหลอดแก้วเชื้ออหิวาตกโรคต่างพากันกระโดดโลดเต้นว่ายวนเวียนไปมาอย่างสนุกสนาน ในที่สุดเกล้ากระผมลองใช้แอลกอฮอล์เทลงไปในหลอดแก้ว เชื้ออหิวาตกโรคมีท่าทางอ่อนเพลียลงทันที บางตัวก็สำลักหรือจามลั่นหลอดแก้ว เข้าใจว่าการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนไม่ได้ผล

เกล้ากระผมขอประทานเสนอความเห็นเป็นส่วนตัวว่า กระทรวงสาธารณสุขควรจะส่งเหล้าไปแจกจ่ายประชาชนคนละขวดสองขวดโดยด่วน ซึ่งดีกว่าฉีดวัคซีนแน่นอน

แล้วแต่จะโปรด

นายหยวก สุรามฤต

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้โทรเลขด่วนถึงสาธารณสุขจังหวัดผู้มีนามว่า นายหยวก สุรามฤต ทันทีปรากฏข้อความดังต่อไปนี้

ความเห็นของท่านข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย เพราะถ้าส่งเหล้าไปแจกจ่ายประชาชนแทนการฉีดวัคซีน เมื่ออหิวาตกโรคสลายตัวไป ประชาชนก็จะติดเหล้าเมาเหล้ากันทั้งเมือง ให้ท่านเร่งฉีดวัคซีนต่อไปและส่งเชื้ออหิวาตกโรคไปให้ข้าพเจ้าโดยด่วน บรรจุหลอดแก้วใส่หีบห่อให้มั่นคง และเอาอาหารใส่ในหลอดแก้วให้มันกินด้วย อาหารผงสำหรับปลาเงินปลาทองก็ใช้ได้

หลวงสันทัดอนามัย

เชื้ออหิวาตกโรคแบบใหม่และแปลกที่สุดถูกส่งมาถึงกระทรวงสาธารณสุขเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม โดยขบวนรถด่วนสายใต้ ตามคำสั่งของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งบ่ายวันนั้นเอง เจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่คือหมอใหญ่ๆ ที่มีตำแหน่งใหญ่ในกรมกองต่างๆ ของกระทรวงสาธารณสุขก็ผลัดเปลี่ยนกันชมเชื้ออหิวาตกโรคของค็อมมิวนิสต์ด้วยความตื่นเต้นสนใจภายในห้องวิทยาศาสตร์ของกระทรวงสาธารณสุข หมอใหญ่ ทุกท่านต่างลงความเห็นเช่นเดียวกันว่าเชื้ออหิวาตกโรคแบบนี้แปลกมาก ที่แปลกที่สุดก็มีเกราะสีแดงหุ้มตัว คล้ายกับเชื้อโรคบางชนิดที่มีเกราะ

ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข หลวงสันทัดอนามัย สั่งให้เจ้าหน้าที่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์นักเคมีหนุ่ม ใช้วิธีการต่างๆ ฆ่าเชื้ออหิวาตกโรคในหลอดแก้ว แต่ไม่มีน้ำยาชนิดใดที่จะสังหารมันได้สมจริงดังโทรเลขของอนามัยจังหวัด เมื่อใช้แอลกอฮอล์ใส่ลงไปในหลอดแก้วเชื้ออหิวาต์หลายแสนตัวก็ดิ้นทุรนทุรายมองเห็นในกล้องจุลทรรศน์ขนาดใหญ่อย่างถนัด มันอ่อนเพลียลงและแทบจะเคลื่อนไหวไม่ได้ ส่วนมากลงไปเกาะกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนอยู่ที่ก้นหลอดแก้ว แต่แล้วภายในครึ่งชั่วโมงเชื้ออหิวาตกโรคก็ค่อยแข็งแรงขึ้นบ้าง

ตอนพลบค่ำวันนั้นเอง หลวงสันทัดฯ ก็ได้มาปรากฏตัวขึ้นที่บ้าน "พัชราภรณ์" พร้อมด้วยหลอดแก้วบรรจุเชื้ออหิวาตกโรค คุณหลวงได้โทรศัพท์ถึงศาสตราจารย์ดิเรกก่อนแล้ว แจ้งให้ทราบว่าท่านจะขอให้นายพลดิเรกช่วยวิจัยเชื้ออหิวาตกโรคที่สาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราชส่งมาให้

เพราะหลวงสันทัดฯ เป็นนายแพทย์อาวุโสและเป็นรัฐมนตรี คณะพรรคสี่สหายของเราจึงเตรียมต้อนรับเต็มที่ คุณหลวงมาถึงบ้าน "พัชราภรณ์" ในเวลา ๑๘.๓๐ น. โดยดอดจ์เก๋งคันใหญ่และใหม่เอี่ยม ท่านรัฐมนตรีแต่งสากลชุดสีเทาอ่อน เมื่อท่านก้าวลงจากรถหน้าตึกใหญ่ นายพลดิเรกก็พาเพื่อนเกลอทั้งสามพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกมาจากห้องโถงอย่างร้อนรน

พล.ต.ดิเรกยกมือไหว้ท่านรัฐมนตรีทันที และกล่าวทักด้วยความสนิทสนมคุ้นเคย

"สวัสดีครับ คุณหลวง"

หลวงสันทัดฯ รับไหว้อย่างยิ้มแย้ม แล้วเดินขึ้นบันไดไปบนตึก

"สวัสดีหมอ เราไม่ได้พบกันหลายเดือนแล้ว สบายดีหรือครับ"

"ขอบคุณครับ สบายดี"

ท่านรัฐมนตรียื่นมือให้จับ ศาสตราจารย์ดิเรกแนะนำหลวงสันทัดฯ ให้รู้จักกับคณะพรรคของเขากับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างฝ่ายต่างโอภาปราศรัยกันเป็นอย่างดี หลวงสันทัดฯ กล่าวกับท่านเจ้าคุณว่า

"ความจริงผมเคยเห็นใต้เท้ากับคุณๆ เหล่านี้บ่อยๆ ครับ แต่ไม่มีใครแนะนำให้รู้จักกัน รู้สึกเป็นเกียรติมากครับที่ได้รู้จักกับใต้เท้าและคุณพล คุณนิกร คุณกิมหงวน"

พล พัชราภรณ์ ก้มศีรษะเล็กน้อย

"เชิญท่านไปที่ห้องแล็ปเถอะครับ"

"ขอบคุณครับ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พาหลวงสันทัดฯ เข้าไปในห้องโถงออกไปทางหลังตึกตรงไปยังห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของนายแพทย์หนุ่ม เมื่อเข้ามาในห้องทดลอง ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจไม่น้อยเท่าที่ท่านได้มาเห็นห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ที่มีเครื่องทดลองมากมายบรรดาข้าวของเครื่องใช้จัดวางเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ละชิ้นเป็นของมีค่าราคาแพง เต็มไปด้วยเครื่องยนต์กลไกไฟฟ้าและมีเครื่องปรับอากาศ ช่วยให้อากาศในห้องเย็นสบายตลอดเวลา

เจ้าแห้วแต่งกายแบบนักวิทยาศาสตร์สวมเสื้อยาวสีขาวยืนอยู่ข้างโต๊ะสี่เหลี่ยมยาวซึ่งเป็นโต๊ะทดลองตั้งอยู่ริมห้อง เมื่อแลเห็นสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พาคุณหลวงสันทัดฯ เข้ามาในห้อง เจ้าแห้วก็ก้มศีรษะโค้งคำนับอย่างสวยงามแบบสเปญ

หลวงสันทัดฯ หันมาถามนายพลดิเรกเบาๆ

"นักวิทยาศาสตร์คนนี้ใครครับหมอ"

นายพลดิเรกหัวเราะหึๆ

"ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์หรอกครับคุณหลวง เขาเป็นคนใช้ของเราครับ แต่ก็อยู่ในจำนวนคณะนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญสรรพาวุธแห่งกองทัพไทยคนหนึ่ง ซึ่งมีผมเป็นหัวหน้า เชิญนั่งซีครับ"

ท่านรัฐมนตรีกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง แล้วทรุดตัวลงนั่งบนโซฟา เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกับหลวงสันทัดฯ ส่วนสี่สหายนั่งบนเก้าอี้นวมคนละตัว เจ้าแห้วรีบเดินไปที่ตู้เย็นขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ริมผนังห้องข้างบันไดลงสู่ห้องใต้ดิน

หลวงสันทัดฯ ล้วงกระเป๋าเสื้อสากลหยิบหลอดแก้วยาวประมาณ ๔ นิ้วฟุต วัดเส้นผ่าศูนย์กลางราวครึ่งนิ้วออกชูอวด

ดร. ดิเรกและทุกๆ คน ปลายหลอดแก้วมีจุกไม้ก๊อกปิดแน่น ในหลอดแก้วมีน้ำสีขุ่นเหมือนน้ำข้าว

นิกรกล่าวถามขึ้นเบาๆ

"ตัวอย่างน้ำข้าวหรือครับคุณหลวง"

ท่านรัฐมนตรีทำหน้าชอบกล ท่านมองดู พ.อ. นิกร แล้วพูดเสียงหัวเราะ

"ผมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขนะครับ ไม่ใช่ผู้อำนวยการโรงต้มกลั่นสุราจะได้เอาตัวอย่างน้ำขาวหรือน้ำตาลเมาอะไรเหล่านี้มาให้คุณดู ในหลอดแก้วนี่น่ะคือเชื้ออหิวาต์ ที่เขาส่งมาจากนครศรีธรรมราช"

"อ้อ" นิกรอุทาน "ดิเรกบอกพวกเราแล้วครับว่าคุณหลวงจะมาที่นี่เพื่อให้ดิเรกวิเคราะห์และวิจัยเชื้ออหิวาตกโรค"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เชื้ออหิวาต์แบบนี้มีอะไรผิดแปลกกว่าเชื้ออหิวาต์ทั่วๆ ไปหรือครับ"

หลวงสันทัดฯ ยิ้มให้อาเสี่ย

"ครับ แปลกกว่าที่ผมและพวกหมอที่กระทรวงเคยเห็น เท่าที่เราดูจากกล้องจุลทรรศน์ตัวมันใหญ่มาก ตัวผู้หน้าตาดุร้ายไว้หนวดไว้เครา ส่วนตัวเมียก็แข็งแรง หน้าตากระเดียดไปทางจิ๊กกี๋ ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีเกราะสีแดงหุ้ม แม้แต่น้ำร้อนที่กำลังเดือดพล่านก็ฆ่ามันไม่ตาย อยู่ยงคงทนมากเชียวครับ ทดลองฆ่ามันตั้งหลายวิธีก็ไม่สำเร็จ แต่เมื่อเอาแอลกอฮอล์เทลงไปในหลอดแก้ว เชื้ออหิวาตกโรคจะอ่อนเพลียไปตามกัน" พูดจบท่านก็ชะโงกตัวส่งหลอดบรรจุเชื้ออหิวาตกโรคให้ศาสตราจารย์ดิเรก "หมอต้องร่วมมือกับเรานะครับ วัคซีนป้องกันเชื้ออหิวาต์แบบนี้ไม่ได้ผลเสียแล้ว"

ดร. ดิเรก ส่งหลอดแก้วให้เสี่ยหงวน

"แกกับนิกรช่วยวิเคราะห์และวิจัยหน่อยซี โน่น-ไปที่โต๊ะกล้องจุลทรรศน์"

พ.อ. กิมหงวนมองดูหลอดแก้วด้วยความกลัว แล้วส่งให้นิกร

"แกวิจัยดีกว่ากร เชื้อโรคแบบนี้บอกตามตรงว่ากันทั้งเกลียดทั้งกลัว เคราะห์หามยามร้ายติดนิ้วมือแล้วบังเอิญหลุดเข้าไปในปากสักห้าหกตัวกันก็เท่งทึงเท่านั้น อย่างมากสามโกร๊กก็ใส่โลงได้"

นิกรเปิดจุกไม้ก๊อกออกมายกหลอดแก้วขึ้นดม

"ฮึ-กลิ่นชอบกลว่ะ กลิ่นคล้ายข้าวหมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้ แกล้งสัพยอกนิกรว่า

"ชิมดูหน่อยซิอ้ายกร"

พ.อ. นิกรอดหลอดแก้วไว้แล้วยกขึ้นจิบนิดหนึ่ง เขาเคี้ยวปากจั๊บเพื่อพิสูจน์รสและกลิ่นของมัน หลวงสันทัดฯ นัยน์ตาเหลือกใบหน้าที่จ้องมองดูนายจอมทะเล้นนั่นซีดเผือด

"คุณนิกร" คุณหลวงร้องเสียงลั่น "คุณรู้หรือเปล่าว่าคุณกินอะไรเข้าไป"

นิกรอมยิ้มแก้มตุ่ย

"ก็เชื้ออหิวาต์น่ะซีครับ"

ท่านรัฐมนตรีกลืนน้ำลายเอื๊อก

"คุณเสร็จแน่"

"ไม่ครับ ผมเคยกินบ่อยๆ "

หลวงสันทัดฯ อ้าปากหวอ แล้วถามเสียงลั่น

"กินเชื้ออหิวาต์น่ะเหรอ"

"ครับ ร่างกายผมเคยชินเสียแล้วครับ อหิวาต์ทำอะไรไม่ได้ ตอนแรกผมกินวันละตัวสองตัวแล้วก็เพิ่มขึ้นจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ผมกินได้วันละหมื่นสองหมื่นตัว"

หลวงสันทัดฯ หันมาถามนายพลดิเรก

"เป็นความจริงหรือหมอ"

"ออไร๋ เป็นความจริงครับคุณหลวง เพื่อนผมคนนี้มักจะมีอะไรแปลกๆ อย่างไม่น่าเชื่อ คล้ายกับว่ามีอิทธิปาฎิหาริย์ ผมเลี้ยงเชื้อโรคไว้ในหลอดทดลองหลายชนิดเพื่องานวิจัย เจ้ากรแอบขโมยกินหมด แล้วก็ไม่เห็นเป็นอะไร"

หลวงสันทัดฯ หันมามองดูนิกรอย่างเลื่อมใส

"คุณคงมีจิตตานุภาพเข้มแข็งแบบโยคีในอินเดียก็เป็นได้" คุณหลวงพูดยิ้มๆ "เมื่อผมไปประชุมโรคเมืองร้อนในประเทศอินเดีย ผมเคยไปเที่ยวเมืองพาราณสี ที่นั่นผมพบโยคีองค์หนึ่ง นั่งบำเพ็ญตบะอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาหมอชาติต่างๆ รวมทั่งผมได้เข้าไปรุมล้อม ขอให้ท่านแสดงปาฎิหาริย์ให้ดู โยคีองค์นั้นก็แสดงการกินเศษแก้ว,ตะปู,เข็ม,จานเสียงให้ดู ทำให้พวกเราทั้งหลายตื่นเต้นแปลกใจไปตามกัน"

เจ้าแห้วถือถาดใส่แก้ววิสกี้โซดาเย็นเจี๊ยบรวม ๖ แก้ว เดินเข้ามาและเสริฟให้หลวงสันทัดฯ เป็นคนแรก

"หา? เหล้าหรือนี่" คุณหลวงถามเจ้าแห้ว

"ครับผม"

หลวงสันทัดฯ โบกมือ

"ขอตัวที ตอนเข้าพรรษานี้ฉันหยุดดื่ม เสริฟให้เจ้าคุณและเจ้านายของเธอเถอะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หยิบแก้วน้ำสีเหลืองออกมาจากถาดแก้วหนึ่ง ส่งให้หลวงสันทัดฯ แล้วพูดยิ้มๆ

"เพื่อมิตรภาพของเรา ดื่มสักแก้วเถอะครับ ผมเองก็สัญญากับตัวเองว่า ตลอดเข้าพรรษานี้ผมจะไม่ดื่ม แต่วันนี้ผมได้รู้จักกับคุณหลวงก็จะขอดื่มเป็นไมตรีระหว่างเรา"

หลวงสันทัดฯ พยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับ ถ้ายังงั้นเอาก็เอา" แล้วคุณหลวงรับแก้ววิสกี้มาจากเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ท่านเจ้าคุณหยิบแก้วในถาดมาอีกหนึ่งแก้ว เจ้าแห้วเลื่อนตัวเข้าไปเสริฟให้สี่สหาย ต่อจากนั้นทุกคนก็ดื่มวิสกี้โซดาแช่เย็นช่วยให้ร่างกายและจิตใจสดชื่นขึ้นทันที แล้วหลวงสันทัดฯ ก็กล่าวกับ พ.อ. พล พัชราภรณ์

"ขอบคุณมากครับ ที่ต้อนรับผมด้วยอัธยาศัยไมตรีจิตเช่นนี้"

พลว่า "นี่เป็นการอุ่นเครื่องนะครับ คุณหลวง ประเดี๋ยวเสร็จธุระแล้ว ผมจะเชิญคุณหลวงออกไปที่ห้องรับแขกเพื่อดื่มเหล้ากัน เราเตรียมกับแกล้มไว้ต้อนรับคุณหลวงหลายอย่างครับ"

หลวงสันทัดฯ หัวเราะเบาๆ

"ถ้ายังงั้นวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ ผมจะต้องเชิญเจ้าคุณและพวกคุณไปกินเหล้าที่บ้านผมบ้าง ห้ามปฎิเสธนะครับ"

นิกรว่า "รับรองครับผม ไม่มีการปฎิเสธแน่นอนครับ พวกเราถือว่าถ้าเราปฎิเสธผู้ที่เชิญเราไปรับประทานเหล้าหรืออาหารก็เท่ากับว่าเรารังเกียจเขา"

นายพลดิเรกพยักหน้ากับนิกร

"จัดแจงตรวจและวิจัยเชื้ออหิวาต์เสียซี งานแผนกนี้แกมีความรู้ความชำนาญแล้ว เพราะแกอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่ต้องไปเล่าเรียนมาจากไหน"

พ.อ. นิกรลุกขึ้น ถือหลอดแก้วบรรจุเชื้ออหิวาตกโรคเดินตรงไปยังโต๊ะกล้องจุลทรรศน์ขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถขยายเชื้อโรคที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ให้มีขนาดใหญ่จนกระทั่งมองเห็นร่างกายของมันทุกสัดทุกส่วนอย่างชัดเจน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้สนทนากับหลวงสันทัดฯ อย่างสนิทสนมทั้งๆ ที่เพิ่งรู้จักกัน ท่านไต่ถามรายละเอียดของอหิวาตกโรคที่นครศรีธรรมราช คุณหลวงก็เล่าให้ฟังตามรายงานที่ท่านได้รับ ศาสตราจารย์ดิเรกฟังท่านผู้ใหญ่ทั้งสองคุยกัน แต่แล้วก็รู้สึกแปลกใจที่ผู้ป่วยเป็นอหิวาตกโรคไม่มีใครรอดแม้แต่รายเดียว

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้นว่า

"การรักษาที่ถูกวิธี อย่างน้อยก็ช่วยให้คนไข้รอดชีวิตได้ราว ๓๕ เปอร์เซ็นต์นี่ครับคุณหลวง ไม่น่าจะตายทุกราย"

"สาธารณสุขจังหวัดเขาให้ความเห็นว่า เชื้ออหิวาต์ชนิดนี้รุนแรงมากครับ ประชาชนที่ได้รับการฉีดวัคซีนก็คงคุ้มกันไม่ได้ ผมรีบนำเชื้ออหิวาต์มาให้หมอ ก็เพราะเชื่อว่าหมอคงสามารถที่จะกำจัดมันได้"

"ออไร๋ ขอให้เพื่อนผมตรวจดูมันก่อนครับ นิกรและกิมหงวนเพื่อนของผม ได้ร่วมงานกับผมมานานจนมีความชำนาญในการตรวจเชื้อโรคแม้กระทั้งเชื้อไวรัส"

หลวงสันทัดฯ มองดูเสี่ยหงวนอย่างชื่นชม

"ความรู้ของคุณก็เกิดจากความชำนาญ หรือได้รู้ได้เห็นบ่อยๆ นั่นเอง ใครอยู่ใกล้ชิดหมอดิเรก ก็ค่อยๆ เก่งไปเอง"

อาเสี่ยยิ้มแป้น

"จริงครับคุณหลวง งานในด้านวิทยาศาสตร์ผมเก่งพอตัวครับ แต่ในด้านการแพทย์ผมไม่สนใจและไม่มีความรู้เลย"

นิกรถือหลอดเชื้ออหิวาตกโรคเดินเข้ามาทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้นวมข้างโซฟาที่หลวงสันทัดฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งอยู่

"ว่ายังไงครับ" คุณหลวงถามอย่างสนใจ

"เรียบร้อยแล้วครับ เชื้ออหิวาต์แบบนี้มีถิ่นกำเนิดในประเทศมหาอำนาจฝ่ายค็อมมิวนิสต์"

"คุณทราบได้อย่างไร" หลวงสันทัดฯ ถามทันที

"อ้าว ก็เกราะหุ้มตัวมันสีแดงแจ๋ คุณหลวงตรวจดูแล้วไม่ใช่หรือครับ หน้าตาก็บอกว่าเป็นค็อมมิวนิสต์ร้อยเปอร์เซ็นต์ทั้งตัวผู้และตัวเมีย" พูดจบนิกรก็เปลี่ยนสายตามาที่นายพลดิเรก "ไม่มีปัญหาอะไรอีกหมอ กันมั่นใจว่าค็อมมิวนิสต์เอาเชื้ออหิวาต์แบบนี้มาปล่อยที่นครศรีธรรมราช"

"หน้าตามันเป็นยังไงวะ" กิมหงวนถาม

"มันก็เหมือนพวกอหิวาต์ด้วยกันนั่นแหละ มองด้วยกล้องเห็นชัดแจ๋ว ตัวผู้ดัดผมไว้หนวดเส้นเล็กๆ ตัวเมียนุ่งกางเกงมาตาดอร์ฟิตเปรี๊ยะเห็นเป็นรูปเป็นร่าง"

"อหิวาต์น่ะเรอะ" เสี่ยหงวนตะโกน

"เปล่า กันหมายถึงพวกวัยรุ่นในซอยหลังบ้านเรา"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง นายพลดิเรกเอื้อมมือรับหลอดแก้วมาจากนิกร แล้วกล่าวกับท่านรัฐมนตรีช่วย

"ขอเชื้ออหิวาต์ให้ผมไว้วิเคราะห์เถอะนะครับ คืนนี้ผมจะวิเคราะห์และวิจัยให้รายละเอียดถี่ถ้วน บางทีวัคซีนที่เราจะฉีดให้ประชาชน จะต้องมีส่วนประกอบบางอย่างเพิ่มเติม เพื่อให้คุ้มกันเชื้ออหิวาต์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผมต้องทดลองสังหารเชื้ออหิวาต์ในหลอดแก้วนี้ดูก่อน"

คุณหลวงพยักหน้ารับทราบ

"หมอเชื่อไหมครับที่คุณนิกรว่า เชื้ออหิวาต์แบบนี้ถูกส่งมาจากดินแดนค็อมมิวนิสต์"

"ออไร๋ เพื่อนผมไม่เคยวิจารณ์ผิดพลาด ตามธรรมดาตัวอหิวาต์ไม่ได้หุ้มเกราะ ค็อมมิวนิสต์คงจะเลี้ยงมันไว้และเพาะพันธุ์ไว้ ในที่สุดก็เอามาปล่อยในเมืองไทยเรา ผมยินดีร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข ปราบอหิวาต์ที่เกิดขึ้นนี้ให้สูญสิ้นไปโดยเร็ว เพื่อสวัสดิภาพของพี่น้องชาวไทย"

เสี่ยหงวนว่า "ถ้าแกพิสูจน์ได้แน่นอนว่าเชื้ออหิวาต์นี้มาจากประเทศค็อมมิวนิสต์แกจะทำอย่างไร"

นายพลดิเรกตอบโดยไม่ต้องคิด

"ไอก็ต้องตอบแทนมันด้วยวิธี หนามยอกเอาหนามบ่ง"

ได้ยินนายแพทย์หนุ่มพูดเช่นนี้หลวงสันทัดฯ ก็สนใจไม่น้อย

"หมอจะเอาเชื้ออหิวาต์ไปปล่อยในประเทศของมันน่ะหรือครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มอย่างภาคภูมิ

"ครับ แต่ว่า ไม่จำเป็นต้องใช้เชื้ออหิวาต์หรอกครับ อหิวาต์ผมเคยเลี้ยงแล้วเพื่อการวิเคราะห์และวิจัย นิสัยไม่ดีครับ ไม่ใคร่จะทำตามคำสั่งผม ในหมู่พวกของมันเองก็มีการปะทะกัน ทะเลาะเบาะแว้งกันเสมอ อหิวาต์ตัวเมียชอบส่อเสียดหาเรื่องให้พวกตัวผู้ทะเลาะกัน ทั้งตัวผู้และตัวเมียโง่แกมหยิ่งทะนงตนว่าเป็นเชื้อโรคชั้นนำ ผมว่าเชื้อกาฬโรคหรือเชื้อมาแลเรียดีกว่าอหิวาต์มาก สุภาพเรียบร้อยว่านอนสอนง่ายพูดอะไรก็เชื่อ"

คุณหลวงทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"คุณหมอเลี้ยงเชื้อโรค ขนาดพูดคุยกับมันได้เชียวหรือครับ"

"ออไร๋ ถ้าพูดกับมันไม่รู้เรื่องจะเลี้ยงไว้ทำไมครับ" พูดจบเขาก็กวักมือเรียกเจ้าแห้วให้เข้ามาแล้วเขาส่งหลอดทดลองแก้วบรรจุเชื้ออหิวาตกโรคให้เจ้าแห้ว "เอาไปเก็บไว้ที่ตู้เชื้อโรค แล้วอย่าเผลอไปกินมันเข้าล่ะ"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"รับประทานคุณหมอไม่ต้องสั่งหรอกครับ อหิวาต์กับผมไม่ถูกกันนานแล้ว เมื่อตอนหนุ่มๆ รับประทานตอนนั้นบ้าน "พัชราภรณ์ " อยู่ถนนพญาไท รับประทานผมเคยเป็นอหิวาต์มาครั้งหนึ่ง"

"แล้วเป็นยังไง" ศาสตราจารย์ดิเรกถามยิ้มๆ

"รับประทานทั้งลงทั้งรากเชียวครับ ปวดท้องใจแทบขาด เจ้าคุณพ่อของคุณพลท่านส่งผมไปโรงพยาบาล รับประทานหิวน้ำเหมือนอยู่กลางทะเลทรายแต่หมอเขาไม่ให้กิน"

ดร. ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"ถ้าแกกินน้ำแกก็ตาย นับว่าแกโชคดีมากที่รอดชีวิตมาได้ อยากเป็นอีกไหมล่ะ"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก

"ไม่ละครับ รับประทานอหิวาต์เกิดระบาดทีไรผมต้องรีบไปฉีดวัคซีนก่อนอื่น แล้วก็ยึดมั่นในคติพจน์ของกระทรวง สาธารณสุข"

"คติพจน์อะไร" หลวงสันทัดฯ ถามยิ้มๆ

เจ้าแห้วมองดูท่านรัฐมนตรีด้วยความเคารพนบนอบ

"รับประทานดื่มน้ำไม่โสโครก บริโภคแต่ผักสุกถึงอหิวาต์จะชุกก็ทำไมไม่ได้ น้ำคลองร้ายเหลือ มีเชื้ออหิวาต์ ดื่มน้ำประปา จึงจะพ้นภัย แล้วก็ ดื่มน้ำโสโครก บิโภคผักสด ใช้อา-จม-รด ต้นเหตุอหิวาต์ ผักดิบผักสดงดเสียดีกว่า อยากเป็นอหิวาต์ จงกินแมลงวัน"

หลวงสันทัดฯ หัวเราะก้าก

"ที่เธอพูดน่ะ บางประโยคก็เป็นของกระทรวงสาธารณสุขที่โฆษณาเตือนประชาชน แต่บางประโยคเธอคงจะแต่งมันขึ้นเอง"

"รับประทานใช่ครับ" พูดจบเจ้าแห้วก็ถือหลอดแก้วบรรจุเชื้ออหิวาต์ เดินไปทางตู้เก็บเชื้อโรค

พล พัชราภรณ์ กล่าวกับหลวงสันทัดฯ อย่างนอบน้อม

"เชิญใต้เท้าออกไปที่ห้องรับแขกเถอะครับ"

"ครับ ขอบคุณมาก แต่ว่าผมต้องโทรศัพท์ไปถึงเมียผมเสียก่อนนะครับ ขออนุญาตเขาดื่มเหล้ากับพวกคุณสักวัน"

กิมหงวนหัวเราะหึๆ

"คุณหลวงกลัวคุณหญิงที่บ้าน เหมือนพวกเรากลัวเมียของเราเหมือนกันหรือครับ ประทานโทษ"

คุณหลวงอมยิ้ม

"อ้ายกลัวน่ะไม่กลัวหรอกครับคุณกิมหงวน แต่ผมขี้เกียจรำคาญใน เมียผมน่ะไม่เหมือนคนอื่น พูดมากผิดธรรมดามนุษย์ พอลืมตาดูโลกก็เริ่มบ่นไปจนกระทั่งถึงเวลานอน หลับไปเมื่อไรก็เลิกบ่นเมื่อนั้น"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"แต่เมียผมยิ่งกว่านั้นอีกครับคุณหลวง แม้กระทั่งนอนหลับก็ยังละเมอบ่นว่าผม แล้วพูดเป็นเรื่องเป็นราวเสียด้วย บางทีละเมอครั้งหนึ่งตั้งชั่วโมงตำหนิผมยังโง้นยังงี้หาว่าผมเป็นผัวที่เลว"

"ความจริงคุณเป็นคนดี"

"ไม่ดีหรอกครับคุณหลวง ถ้าดีเมียเขาก็คงไม่ด่าผม"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ทุกคนต่างลุกขึ้นแล้วพากันออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ หลวงสันทัดฯ ยอมรับว่า คณะพรรคสี่สหายเป็นผู้ที่ร่าเริงสดชื่นตามที่ใครๆ เขาโจษขานกัน โดนเฉพาะนิกรกับเสี่ยหงวนดูเหมือนจะไม่รู้จักว่าความทุกข์โศกนั้นเป็นอย่างไร

จากการวิเคราะห์และวิจัยของศาสตราจารย์ดิเรกซึ่งเขาใช้เวลาเกือบ ๓ ชั่วโมงในคืนนั้น มองดูเชื้ออหิวาตกโรคด้วยกล้องจุลทรรศน์ของเขา นายแพทย์หนุ่มก็มั่นใจว่าเชื้ออหิวาต์แบบนี้นายแพทย์ของค็อมมิวนิสต์ได้เลี้ยงมันไว้ และนำมาปล่อยในประเทศไทยคือที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

รุ่งขึ้นจากวันนั้น พล.ต.ดิเรกได้ทำรายงานด่วนเสนอกองบัญชาการทหารสูงสุด ถึงเชื้ออหิวาตกโรคที่เขาได้ทำการวิจัยอย่างถี่ถ้วน แล้วให้ความเห็นว่า พวกค็อมมิวนิสต์มาปล่อยที่จังหวัดนครศรีธรรมราชได้ ๒ วิธี คือวิธีที่หนึ่งลงมาจากเครื่องบินทิ้งระเบิดรัศมีทางไกล อีกวิธีหนึ่งส่งหน่วยกล้าตายจากเรือดำน้ำ ให้มาขึ้นฝั่งเมืองนครศรีธรรมราชโดย นำเชื้ออหิวาต์มาปล่อยตามแม่น้ำลำคลองหรือมิฉะนั้นก็ให้หน่วยปฏิบัติงานพิเศษกินเชื้ออหิวาต์เข้าไป ศาสตราจารย์ดิเรกสงสัยว่า ชาวจีน ๔ คนที่เสียชีวิตในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราชด้วยอหิวาตกโรค อาจจะเป็นหน่วยกล้าตายของพวกค็อมมิวนิสต์ก็ได้

รายงานของศาสตราจารย์ ดร. ดิเรกมีเหตุผลเพียงพอและน่าเลื่อมใสมาก ทางกองบัญชาการทหารสูงสุดมีคำสั่งด่วนให้กองทัพเรือของเราออกลาดตระเวนอ่าวไทยทันที กองเรือปราบเรือดำน้ำรีบเดินทางจากฐานทัพเรือสัตหีบ ไปทางฝั่งตะวันตก ส่วนด้านตะวันออกนั้นเป็นหน้าที่ของกองเรือรักษาฝั่งทำการลาดตระเวนตรวจน่านน้ำไทย โดยร่วมมือกับเครื่องบินลาดตระเวนของกองทัพอากาศ

ศาสตราจารย์ดิเรกสามารถคิดส่วนผสมชนิดหนึ่งปนลงไปในวัคซีนที่ฉีดให้ประชาชนได้ผล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ในการป้องกันอหิวาตกโรค ซึ่งนายแพทย์หนุ่มได้ทดลองได้ผลแล้ว ในวงการแพทย์ของเราไม่ได้ตื่นเต้นแปลกใจอะไรนักเพราะทราบกันดีแล้วว่า นายพลดิเรกเป็นจอมนักวิทยาศาสตร์และนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ไม่มีอะไรที่เขาทำไม่ได้ กลศึกของค็อมมิวนิสต์ไม่ว่าจะมาในรูปใดศาสตราจารย์ดิเรกสามารถแก้ไขได้เสมอ

แผนการณ์ของค็อมมิวนิสต์ที่ทำสงครามเชื้อโรคต่อประเทศไทย จะเป็นเหตุให้ประชาชนพลเมืองต้องเสียชีวิตด้วยโรคร้าย พล.อ. หลวงตะลุมบอนฯ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้ช่วยอธิบดีตำรวจฝ่ายยุทธการได้เรียกประชุมนายตำรวจใหญ่โดยด่วน แจ้งให้ทราบตามรายงานของ ดร. ดิเรกว่า อหิวาตกโรคที่เกิดขึ้นในจังหวัดนครศรีธรรมราชนั้นเป็นแผนของค็อมมิวนิสต์ ข้าศึกอาจจะส่งพลพรรคที่ได้รับเชื้ออหิวาต์ขึ้นบกเพื่อแพร่เชื้อโรค และยอมสละชีวิตของตน ฉะนั้น ให้ตำรวจนครบาลตำรวจสันติบาลร่ววมือกันสอดส่องสืบหาตัวพลพรรคค็อมมิวนิสต์ ถังประปาที่สี่แยกแม้นศรี ที่สวนลุมพินีมีทหารราบถูกส่งไปรักษาป้องกันไม่ให้ข้าศึกขึ้นไปถ่ายอุจจาระลงในถังน้ำใบใหญ่ เพราะจะทำให้ผู้คนในกรุงเทพฯ ป่วยเป็นอหิวาต์ไปตามกัน ตามแม่น้ำลำคลองมีตำรวจนอกฟอร์มคอยด้อมๆ มองๆ ไม่ให้ผู้ป่วยเป็นอหิวาต์ถ่ายลงไปในน้ำ โรงพยาบาลทุกแห่งได้รับคำสั่งจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณะสุข ให้เตรียมช่วยเหลือคนไข้ที่ป่วยเป็นอหิวาต์ และถ้าโรงพยาบาลใดรับคนไข้ไว้ก็ให้รายงานให้ท่านทราบทันที ทางการเตรียมป้องกันอหิวาตกโรคเต็มที่ เพราะมีข่าวว่าเชื้ออหิวาต์ระบาดมาถึงสุราษฎร์ธานี, ชุมพร, ประจวบคีรีขันธ์ และเพชรบุรีแล้ว คงจะถึงกรุงเทพฯ ในวันสองวันนี้

พฤหัสบดีที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๐๖

อหิวาต์มาแล้ว กองทัพอหิวาต์หลั่งไหลเข้าสู่พระนครแล้ว ไม่มีกองระวังหน้า ไม่มีหน่วยยานยนต์ แต่มันเคลื่อนทัพเข้ามาอย่างเงียบๆ โดยไม่มีใครมองเห็นตัวมันเพราะตัวมันเล็กกว่าละอองฝุ่นที่เราเห็นยิบๆ ในแสงแดดเสียอีก กองทัพอหิวาต์นี้อยู่ในบังคับบัญชาของท้าวมัจจุราช หรือพระยมโดยมีแมลงวันเป็นพาหะนำเชื้ออหิวาต์ที่ติดตามแข้งขาของมันไปเกาะอาหารที่ไม่มีการปกปิด ใครกินอาหารที่มีเชื้ออหิวาต์เข้าไปสักสองสามชั่วโมงก็วิ่งเข้าห้องส้วม และคลานออกมาจากส้วมเรียกรถหวอมารับได้

ตอนเช้าวันนั้นเอง ขณะที่สี่สหายกับสี่นางและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาดกำลังรับประทานอาหารเช้ากันอยู่ในห้องรับประทานอาหาร สาวใช้หน้ามนคนหนึ่งก็พาตัวเดินมาในห้องและตรงเข้ามาหานายพลดิเรก

"คุณหมอคะ คุณหลวงสันทัดฯ จะพูดโทรศัพท์กับคุณหมอค่ะ"

ดร. ดิเรกขมวดคิ้วย่น หันมามองดูหน้าพลซึ่งนั่งอยู่ตรงกันข้ามกับเขาแล้วกล่าวว่า

"น่ากลัวอหิวาต์บุกกรุงเทพฯ เสียแล้วโว้ย คุณหลวงสันทัดฯ ว่า หากมีใครป่วยเป็นโรคอหิวาต์เป็นรายแรกท่านจะโทรศัพท์บอกกันให้ไปดูคนไข้ทันที" พูดจบเขาก็ลุกขึ้นรีบเดินออกไปจากห้องรับประทานอาหารทางห้องโถง

พูดถึงอหิวาต์สี่นางกับคุณหญิงวาดก็แสดงท่าทีหวาดหวั่นไปตามกันทั้งๆ ที่ทุกคนได้รับการฉีดวัคซีนจาก ดร. ดิเรกแล้วและศาสตราจารย์ดิเรกรับรองว่า ถ้าใครเป็นอหิวาต์เขาก็สามารถที่จะช่วยชีวิตได้ด้วยกรรมวิธีอันแยบคายของเขาคือให้กินเชื้ออหิวาต์ที่เขาเลี้ยงไว้เข้าไป เชื้ออหิวาต์ของ ดร. ดิเรกจะทำลายเชื้ออหิวาต์ให้ย่อยยับไปชั่วเวลาไม่กี่มากน้อย แต่มันจะไม่ทำอันตรายให้แก่ผู้ที่กินมันเข้าไป เพราะได้รับการฝึกหัดอบรมจากนายแพทย์หนุ่มเป็นอย่างดีแล้ว แต่เขามีเชื้ออหิวาต์ที่เลี้ยงไว้ไม่มากนัก ไม่อาจจะให้ความช่วยเหลือประชาชนทั่วไป อย่างไรก็ตามขณะนี้วัคซีนที่ทางการฉีดให้ประชาชนพลเมืองนั้นก็มีส่วนผสมสำคัญที่ศาสตราจารย์ดิเรกส่งไปให้ผสมวัคซีน การฉีดวัคซีนจึงป้องกันอหิวาต์ได้หลังจากฉีดเข้าไปแล้ว ๒๔ ชั่วโมง

คุณหญิงวาดกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า

"อหิวาต์น่ะมันเป็นผีแขกหัวโตนะคะเจ้าคุณ ตอนโพล้เพล้เข้าใต้เข้าไฟ ถ้าผีแขกที่ว่ายืนเกาะรั้วอยู่หน้าบ้านใคร ในคืนวันนั้นหรือรุ่งขึ้นคนที่บ้านนั้น ก็ต้องเป็นอหิวาต์และไม่มีทางรอด"

สี่นางอมยิ้มไปตามกัน ประไพถามขึ้นว่า

"ถ้าบ้านนั้นเขาฉีดวัคซีนกันทุกคนแล้วล่ะคะคุณอา"

คุณหญิงวาดหันมามองดูเมียรักของนิกร

"ฉีดวัคซีนแล้วผีแขกมันก็ไม่ไปเกาะรั้วบ้านนั้น เมื่อครั้งอายังรุ่นสาววัคซีนมันมีเมื่อไรเล่า กรุงเทพฯ ไม่มีบ้านเรือนหนาแน่นอย่างนี้ บ้านที่อาอยู่ทางสามเสนมีแต่สวนต้นผลไม้ อาจำได้ว่าอาเคยเห็นผีแขกหัวโตครั้งหนึ่งกลัวแทบตาย"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"แขกขายถั่วมันมันกระมังครับคุณอา หรือไม่ก็แขกที่ไปเที่ยวทวงหนี้จากลูกหนี้"

คุณหญิงวาดค้อนปะหลับปะเหลือก

"แกละก้อชอบขัดคอฉันเสมอ เดี๋ยวฉันก็ด่าให้เท่านั้นเอง อ้ายเรื่องขัดคอนี่นะฉันไม่ชอบเลยผ่าซี นี่เป็นเด็กเป็นเล็กฉันตบเยี่ยวราดเป็นผ่ามะพร้าวไปแล้ว คนสมัยนี้ไม่ใคร่จะเชื่อถืออะไรหรอก ผีห่าหรืออหิวาต์น่ะมันมีจริง ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล เมื่อประมาณร้อยปีที่ผ่านมาห่าเคยลงกรุงเทพฯ ครั้งหนึ่ง ผู้คนล้มตายเป็นเบือเขาเรียกว่าปีระกาห่าลง แกไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องนี้หรือ"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"เคยครับ ยายผมเล่าให้ฟัง คุณยายว่าสระน้ำที่วัดสระเกศภูเขาทองมีศพมนุษย์ที่ตายด้วยโรคห่าทับถมกันจนเต็มสระ พวกอีแร้งนับพันกินศพอร่อยไปเลย ผู้คนล้มตายแทบทุกบ้านทำให้กรุงเทพฯ เงียบเหงาเป็นป่าช้ามีแต่เสียงร้องไห้ระงม บางคนกำลังร้องไห้ก็วิ่งเข้าส้วม พอคลานออกมาจากส้วมเดี๋ยวเดียวก็เท่งทึง สัปเหร่อเอาโลงมารับศพกำลังหามโลงเข้าบ้าน สัปเหร่อก็เป็นอหิวาต์วิ่งตื๋อเข้าไปในพุ่มไม้เสียงดังโกร๊กๆ แล้วสัปเหร่อก็ตาย คุณยายว่าตอนนั้นผู้คนในกรุงเทพฯ มีในราวหมื่นคนเห็นจะได้ ตายไปเกือบครึ่งหนึ่ง พอฝนตกชุกผีห่าก็หายไป"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"แกถามคุณยายแกหรือเปล่า ว่าผีห่าหน้าตามันเป็นยังไง"

"ถามว่ะ คุณยายว่าหน้าตาเหมือนแก หน้าทะเล้นยังงี้แหละ ชอบกินแล้วก็ชอบนอน"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง คุณหญิงพูดสนับสนุนกิมหงวน

"ใช่ หน้าเหมือนอ้ายกรแน่ๆ "

นิกรมองดูหน้าประไพเมียรักของเขาแล้วยิ้มให้หล่อน "ไพว่าเหมือนไหม"

"ก็คุณอาท่านว่าเหมือน ไพก็ต้องเห็นพ้องด้วยน่ะซีคะ"

แมลงวันหัวเขียวตัวหนึ่งบินลงมาเกาะจานไข่ดาวหมูแฮมของเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเกาะบนไข่ดาวฟองหนึ่ง ท่านเจ้าคุณเห็นเข้าก็ทำคอย่นร้องเอะอะเอ็ดตะโร

"อ้ายเปรตนี่แหละคือพาหะของอหิวาต์ละ ดูซี ผ้าผ่อนไม่นุ่งแข้งขายาวเก้งก้างเกาะกินไข่ดาวอย่างหน้าตาเฉย"

ประภากล่าวขึ้นทันที

"อย่าทานเลยค่ะคุณพ่อ ภาจะลงไปสั่งแม่ครัวให้เขาทอดไข่ดาวให้คุณพ่อใหม่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือ

"ไม่ต้องหรอกลูก เช้าวันนี้พ่อไม่ใคร่หิวหรอก กินขนมปังกับเนยนี่และกาแฟร้อนถ้วยเดียวก็พอแล้ว"

นิกรลุกขึ้นยืนชะโงกตัวเอื้อมมือข้ามโต๊ะ หยิบจานไข่ดาวหมูแฮมของเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาถือไว้แล้วนั่งลงวางจานลงข้างๆ

"ผมกินแทนคุณพ่อเอง ไข่ดาวตั้งสามใบ หมูแฮมชิ้นเบ้อเริ่มอีกตั้งหลายชิ้น ขืนเททิ้งก็เสียดายแย่"

คุณหญิงวาดลืมตาโพลง มองดูนายจอมทะเล้นอย่างเคืองๆ

"อย่ากินเข้าไปนะเจ้ากร รู้ไหมว่าแมลงวันน่ะตามขาของมันมีเชื้ออหิวาต์และเชื้อโรคต่างๆ นั่นๆ มันเกาะลงบนจานไข่ดาวของเจ้าคุณอีกแล้ว"

พ.อ. นิกรมองดูแมลงวันหัวเขียวตัวใหญ่อย่างเดือดดาล เขายกมือทั้งสองข้างตบแมลงวันตัวนั้นเสียงดังพัวะแล้วก็แบมือขวาออก ทุกคนเห็นแมลงวันหัวเขียวนอนตายอยู่ในฝ่ามือของนิกร

"อี๊" นันทาพี่สาวของนิกรคราง "ไปล้างมือฟอกสบู่เดี๋ยวนี้ แกอยากเป็นอหิวาต์เรอะ บ้าจริงเชียว ไปตบมันทำไมก็ไม่รู้"

นิกรใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้มือซ้ายหยิบแมลงวันหัวเขียวตัวนั้นขึ้นพิจารณาดู แล้วหันมาถามกิมหงวน

"แกช่วยดูหน่อยเถอะวะอ้ายเสี่ย ตัวผู้หรือตัวเมีย"

อาเสี่ยยื่นหน้าเข้ามาดูใกล้ๆ

"ตัวเมียว่ะ"

นิกรหัวเราะ

"แกรู้ได้อย่างไร"

"ก็มันทาปากแดงแจ๊ดเห็นไหมเล่า แล้วก็แกมองดูให้ดีมันใส่ยกทรงสีเขียวนุ่งกางเกงลิงสีเขียว ผมเผ้ารุงรัง ถ้าจะเพิ่งตื่นนอน เอาทิ้งกระโถนไปโว้ย"

นายจอมทะเล้นเอียงคออมยิ้ม

"ทิ้งทำไมวะ แมลงวันหัวเขียวกินเป็นอาถรรพ์แก้อหิวาต์ได้" พูดจบนิกรก็หย่อนแมลงวันใส่ปากเคี้ยวอย่างหน้าตาเฉย

"อ้ายกร" คุณหญิงวาดร้องสุดเสียง "ตายแล้ว นี่แกอดหยากถึงกับกินแมลงวันเชียวหรือ"

นิกรกลืนแมลงวันหัวเขียวตัวนั้นลงไปในท้องแล้ว ทุกคนทำท่าสะอิดสะเอียนไปตามกัน แต่ก่อนที่ใครจะพูดอะไรนายพลดิเรกก็พาตัวเดินเข้ามาในห้องรับแขก กิริยาท่าทางของนายแพทย์หนุ่มร้อนรนผิดปรกติ เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิมที่เขานั่งแล้วกล่าวกับคณะพรรคของเขาว่า

"ได้เรื่องแล้ว อหิวาต์บุกกรุงเทพฯ จริงๆ ว่ะ คุณหลวงสันทัดฯ โทรศัพท์บอกกันว่า มีคนไข้คนหนึ่งเป็นผู้ชายชาวจีนอายุประมาณ ๒๕ ปี ป่วยเป็นอหิวาต์อยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งทางถนนเยาวราช ผู้จัดการโรงแรมได้ส่งตัวไปที่โรงพยาบาลโรคติดต่อที่ถนนพระรามหนึ่ง คนไข้พูดไทยไม่ได้พูดได้แต่ภาษาจีนกลาง สงสัยว่าคนไข้รายนี้อาจจะเป็นหน่วยปฏิบัติงานพิเศษของพวกค็อมมิวนิสต์ที่กินเชื้ออหิวาต์เข้าไป และถูกส่งเข้ามาเผยแพร่เชื้อโรคในประเทศเรา ตามแผนสงครามเชื้อโรคที่กรมสืบราชการลับของกองทัพบกสืบทราบมาว่า ค็อมมิวนิสต์จะใช้แผนการอันชั่วร้ายนี้บ่อนทำลายประเทศชาติของเรา"

"แล้วยังไง" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามด้วยความสนใจ

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"ผมเรียนท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ขอให้ท่านสั่งไปทางโรงพยาบาลให้ส่งคนไข้รายนี้มาให้ผมที่นี่ครับ"

คุณหญิงวาดนัยน์ตาเหลือก

"หา เอามาทำหอกอะไรพ่อดิเรก ดีไม่ดีพวกเราก็จะติดเชื้ออหิวาต์จากเขาเท่งทึงไปตามกันเท่านั้น"

"โน-ผมรับรองครับว่าถ้าพวกเราเป็นอหิวาต์ ผมสามารถช่วยชีวิตไว้ได้ สำหรับคนไข้รายนี้ผมจะช่วยรักษาเขาให้รอดตาย เพื่อประโยชน์อันสำคัญยิ่งที่เราจะได้ทราบแผนของค็อมมิวนิสต์ เขาพูดไทยไม่ได้ พูดได้แต่ภาษาจีนกลาง เขาต้องเป็นทหารค็อมมิวนิสต์ ซึ่งอยู่ในบังคับบัญชาของค็อมมิวนิสต์ใหญ่แน่ๆ "

พลถามนายพลดิเรกทันที

"แล้วคุณหลวงสันทัดฯ จะส่งคนไข้รายนี้มาที่นี่ยังงั้นหรือ"

"ออไร๋ ท่านจะโทรศัพท์บอกผู้อำนวยการโรงพยาบาลโรคติดต่อให้ส่งคนไข้มาบ้านเราก่อนเวลา ๙.๐๐ น. เป็นอย่างช้า อ้า-ทุกคนอย่าได้วิตกเป็นทุกข์ เชื้ออหิวาต์ติดต่อกันได้ทางอาหารและน้ำ เราไม่ได้กินน้ำคลอง อาหารของเราก็เป็นอาหารสุกและสะอาด หากเราคอยระวังอย่าให้แมลงวันตอมก็ไม่มีวันที่จะเป็นอหิวาต์ได้ คนไข้คนนี้จะเป็นประโยชน์ในทางทหารอย่างยิ่ง"

นวลลออยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"ก็ถ้าเผื่อเขาปิดปากตัวเองไม่ยอมพูดอะไรล่ะคะ"

"ถ้ายังงั้นผมก็จะให้อ้ายกรสะกดจิตบังคับเขาให้สารภาพ หรือไม่ก็ล้างสมองเขาตามวิธีการที่ค็อมมิวนิสต์ชอบล้างสมองเชลย" พูดจบเขาก็หันมาทางเสี่ยหงวน "วันนี้แกหยุดงานสักวันเถอะเพื่อน"

"ทำไมล่ะ"

"กันจะให้แกเป็นล่ามเจรจากับคนไข้น่ะซี ที่กันเอาตัวเขามารักษาที่บ้านก็เพื่อความสะดวกหลายอย่าง และถ้าเขามาถึงมือกันอย่างไรเขาก็ไม่ตาย อย่าลืมว่าเราทุกคนจะต้องร่วมมือร่วมใจกันทำงานเพื่อประเทศชาติของเรา กันคาดการณ์ไม่ผิดหรอก ค็อมมิวนิสต์ได้รุกรานเราด้วยสงครามเชื้อโรคแล้ว กันจะเอาเชื้อโรคบรรจุจรวดนำวิถีและยิงไประเบิดเหนือเมืองหลวงของมันบ้าง แต่กันยังไม่บอกว่ากันจะใช้เชื้อโรคอะไร กันต้องตอบแทนมันแน่นอน"

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง เตียงคนไข้ซึ่งเป็นเตียงที่ใช้ผ่าตัดด้วยในห้องวิทยาศาสตร์ ก็เปลี่ยนผ้าคลุมเตียงและปลอกหมอนใหม่เอี่ยม ศาสตราจารย์ดิเรกเตรียมการช่วยชีวิตคนไข้ไว้พร้อมแล้ว พล, นิกร, กิมหงวนกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ร่วมงานด้วยเป็นอย่างดี เจ้าแห้วแต่งเครื่องแบบบุรุษพยาบาลทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยแพทย์เหมือนเช่นเคย ดร. ดิเรกสวมเสื้อยาวสีขาวมีเครื่องฟังหัวใจใส่ไว้ในกระเป๋า ทางโรงพยาบาลโรคติดต่อได้โทรศัพท์แจ้งมาแล้วเมื่อสักครู่นี้ว่ารถของโรงพยาบาลได้พาคนไข้เดินทางมาแล้ว ตามคำสั่งของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ขณะที่ทุกคนรอคอยรับคนไข้อยู่ในห้องโถง คุณหญิงวาดกล่าวกับสี่นางว่า

"ถึงอาฉีดวัคซีนแล้วก็อดหวาดกลัวไม่ได้ เห็นคนไข้คงใจไม่ดีแน่นอน ขึ้นไปเล่นไพ่กันดีกว่า ไม่ใช่ธุระปะปังของเราหรอก"

ประไพยิ้มแป้น

"นั่นน่ะซีคะ ตองละสลึงกินสองช่องอีกหนึ่งบาทถลกสองบาท กินล้มห้าบาทสนุกกว่าเป็นไหนๆ "

ครั้นแล้ว คุณหญิงวาดก็พาสี่นางเดินผ่านห้องโถงขึ้นบันไดไปชั้นบน ทุกคนติดไพ่ตองกันงอมแงม ความจริงเล่นกันสนุกๆ เท่านั้นเอง ได้เสียกันวันหนึ่งอย่างมากก็ไม่ถึง ๕๐ บาท

เสียงไซเล็นดังครวญครางแว่วมาแต่ไกลแล้ว ใกล้เข้ามาทุกที สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพากันออกไปยืนรวมกลุ่มกันอยู่ที่หน้าตึก ซึ่งขณะนี้ประตูรั้วบ้านนอกถนนได้เปิดกว้างทั้งสองบาน

รถคนไข้ของโรงพยาบาลโรคติดต่อเลี้ยวเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างแช่มช้า แตรไซเล็นเงียบเสียงแล้ว นายแพทย์หนุ่มกวักมือเป็นสัญญาณให้คนขับรถนำรถมาหยุดเทียบบันไดหน้าตึก

ในนาทีนั้นเองบุรุษพยาบาลสองคนช่วยกันหามคนไข้ลงจากรถ คนไข้ซึ่งเป็นชายหนุ่มในวับเบญจเพสนอนลืมตานิ่งเฉยอยู่บนเปลผ้าใบ ใบหน้าของเขาซูบซีดเหมือนแผ่นกระดาษ ริมฝีปากแห้งผากนัยน์ตาลึกและร่วงโรย ชายหนุ่มชาวจีนผู้นี้ก็คือ ร.ต. หย่วน แห่งหน่วยยอมตายของกองทัพค็อมมิวนิสต์นั่นเอง

ดร. ดิเรกกับคณะของเขาต่างนำทางให้บุรุษพยาบาลหามคนไข้เดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่และออกมาทางหลังตึกตรงไปยังห้องทดลองวิทยาศาสตร์ นิกรยกมือปัดจมูกแล้วกระซิบกระซาบกับเสี่ยหงวนเบาๆ

"แกได้กลิ่นอึไหม"

"เฮ้ย" อาเสี่ยตวาดแว๊ด "เฉยๆ เถอะน่า"

เจ้าแห้วช่วยเปิดประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์จนกว้างเต็มที่ บุรุษพยาบาลช่วยกันหามคนไข้เข้าไปในห้อง นายแพทย์หนุ่มวิ่งปราดไปที่เตียงนอนซึ่งจัดไว้เรียบร้อย

"เอามาทางนี้น้องชาย"

ในที่สุด นายทหารค็อมมิวนิสต์ซึ่งกำลังป่วยเป็นอหิวาต์อย่างร้ายแรง ก็ถูกหามอกจากเปลขึ้นนอนหงายเหยียดยางบนเตียงเหล็กเตียงนั้น ศาสตราจารย์ดิเรกรีบให้น้ำเกลือคนไข้ทันที ต่อจากนั้นเขาก็ให้คนไข้กินเชื้ออหิวาต์ที่เขาเลี้ยงไว้ เขาทำงานอย่างคล่องแคล่วว่องไวและไม่สนใจกับใครทั้งนั้น ปล่อยให้เสี่ยหงวนต้อนรับบุรุษพยาบาลทั้งสองคนและเจ้าแห้วได้นำน้ำอัดลมแช่เย็นมาเสริฟให้

ประมาณ ๑๐ นาทีนายพลดิเรกก็ผละจากคนไข้เดินไปล้างมือที่อ่างน้ำริมผนังตึก เมื่อเช็ดมือเสร็จเรียบร้อยก็เข้ามาหาบุรุษพยาบาลทั้งสอง ชายกลางคนร่างสูงใหญ่คนหนึ่งยิ้มให้เขา

"ผมสองคนจะกลับละครับ ท่านกรุณาเซ็นรับให้หน่อยซีครับ"

"ออไร๋ ไหนล่ะใบรับ"

บุรุษพยาบาลล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาส่งให้นายพลดิเรกอย่างนอบน้อม นายแพทย์หนุ่มคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกดูแล้วคืนให้

"น้องชาย นี่มันตั๋วจำนำไม่ใช่ใบรับ"

บุรุษพยาบาลสะดุ้งโหยง

"ประทานโทษเถอะครับผมหยิบผิดไป แฮ่ะ แฮ่ะ ใบรับใบนี้ครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกเซ็นรับให้เรียบร้อย ต่อจากนั้นบุรุษพยาบาลทั้งสองก็ลากลับช่วยกันหามเปลเปล่าออกไป เจ้าแห้วติดตามไปส่งหน้าตึก หน้าบ้าน "พัชราภรณ์" มีไทยมุงและจีนมุงประมาณ ๕๐ คน ยืนสังเกตการณ์อยู่โจษขานกันเซ็งแซ่ว่าบ้านนี้คงมีใครป่วยเป็นอหิวาต์ แต่ผู้ที่แลเห็นบุรุษพยาบาลหามคนไข้ลงจากรถได้อธิบายให้ฟังว่าทางโรงพยาบาลเอาคนไข้มาส่ง ดร. ดิเรก ไม่ใช่มารับคนไข้ที่นี่ไปรักษา อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่ผิดธรรมดาเพียงเล็กน้อยนักสอดรู้สอดเห็นย่อมสนใจเสมอ

เมื่อรถของโรงพยาบาลแล่นออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" แล้ว เจ้าแห้วก็รีบมาปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยแพทย์ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ในเวลาเดียวกันนี้เองสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ยืนจับกลุ่มกันอยู่ข้างเตียงคนไข้ ทุกคนจ้องมองดู

ร.ต. หย่วนนายทหารค็อมมิวนิสต์ซึ่งนอนลืมตานิ่งเฉย

ตลอดเวลา ๙ วันที่ผ่านมา ร.ต. หย่วนได้ใช่เงินที่มีติดตัวอยู่ ๔,๐๐๐ บาท ซ้อเหล้ากินจนมึนเมาตลอดวันด้วยความรักตัวกลัวตาย แอลกอฮอล์ทำให้เชื้ออหิวาต์ที่เขากินเข้าไปจากเรือดำน้ำปรมาณูสลบไสลไปตามกัน พอมันจะแข็งแรง ร.ต. หย่วนก็ดื่มเหล้าเข้าไปอีก

เขาขึ้นรถไฟที่นครศรีธรรมราชไปทุ่งสง พักอยู่ที่โรงแรมในตลาดทุ่งสงรวม ๒ คืน แล้วเดินทางไปชุมพรโดยขบวนรถรวมหรือรถธรรมดา ไปถึงไหนเขาก็ดื่มแต่เหล้าซึ่งเขาไม่อาจจะทราบได้ว่าเหล้าทำให้เชื้ออหิวาตกโรคในร่างกายของเขาทำอันตรายเขาไม่ได้ ความมึนเมาทำให้เขาแทบจะนึกไม่ออกว่าเขาไปไหนมาบ้าง

ร.ต. หย่วนมาถึงกรุงเทพฯ บ่ายวันนี้โดยรถโดยสารต่างจังหวัด ราชบุรี-ธนบุรี เขาข้ามไปฝั่งพระนครเช่าโรงแรมอยู่ในซอยๆ หนึ่งของถนนเยาวราช เงิน ๑๐๐ บาท จำนวนสุดท้ายถูกจ่ายเป็นค่าเช่าห้องพัก และค่าเหล้าค่าอาหารเมื่อวานนี้จนหมดสิ้น เมื่อเขาตื่นนอนเช้าวันนี้เขาก็ไม่มีเงินจะซื้อเหล้าหรืออาหาร เชื้ออหิวาต์ที่อยู่ในร่างกายของเขาหายมึนเมาก็แผลงฤทธิ์ทันที พอ ๗.๓๐ น. นายทหารค็อมมิวนิสต์ก็วิ่งเข้าส้วมและคลานออกมาจากส้วมอย่างน่าสงสาร เขาส่งภาษาจีนกลางบอกผู้จัดการโรงแรมว่าเขาป่วยเป็นอหิวาตกโรคเสียแล้ว ผู้จัดการโรงแรมจึงรีบนำตัว ร.ต. หย่วนส่งโรงพยาบาลโรคติดต่อ

เจ้าแห้วปิดประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์เรียบร้อย ก็เดินย่องเข้ามายืนอยู่ข้างหลังพวกเจ้านายของเขา ในเวลาเดียวกันนั้นเอง พล.ต.ดิเรก ได้ทรุดตัวลงนั่งบนเตียงเมื่อแลเห็นคนไข้หลับตาและมีอาการกระสับกระส่าย เขายกมือขวาเลิกหนังตาคนไข้ขึ้น เสี่ยหงวนจุ๊ปากห้ามแล้วกล่าวขึ้นว่า

"เล่นอะไรวะหมอ ไปแหกตาเขาทำไม คนกำลังไม่สบาย"

นายแพทย์หนุ่มเงยหน้าขึ้นมองดูกิมหงวนอย่างขบขัน

"ไม่ใช่แหกตาเขาเล่นโว้ย กันตรวจนัยน์ตาเขาตามวิธีการของหมอ" พูดจบเขาก็แหกตาคนไข้อีกแล้วพิจารณาดู สักครู่ก็ดึงเครื่องตรวจหัวใจออกมาจากกระเป๋า แล้วฟังหัวใจคนไข้

"เป็นไงหมอ" พลถามเบาๆ

"เห็นจะไม่เป็นไร หัวใจเขาเต้นจังหวะกัวราช่า"

"แล้วชีพจร" พลถามยิ้มๆ

"ชีพจรเต้นช้ามาก จังหวะสโลว์โว้ย" พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็ลุกขึ้นยืน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูคนไข้ด้วยความสงสาร แล้วกล่าวถามศาสตราจารย์ ดร. ดิเรกเขยใหญ่ของท่าน

"แกมั่นใจไหมว่าคนไข้รายนี้จะพ้นภัย"

ดร. ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ไม่มีปัญหาครับ เขาปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมให้เขากินเชื้ออหิวาต์ที่ผมเลี้ยงไว้แล้ว ขณะนี้เชื้ออหิวาต์ของผมกำลังไล่กินเชื้ออหิวาต์ที่อยู่ในท้องคนไข้ อาการของคนไข้จะดีขึ้นเป็นลำดับ อาการท้องเดินจะไม่มีอีกแล้ว พรุ่งนี้เขาถึงจะถ่ายอุจจาระตามปรกติ แต่ก็แข็งเหมือนดุ้นแสมหรือก้อนหิน"

พลกล่าวถามนายแพทย์หนุ่มอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกเชื่อหรือว่า คนไข้เป็นทหารค็อมมิวนิสต์ที่ถูกส่งตัวมาเผยแพร่เชื้ออหิวาต์"

"แน่นอนพล แกดูซี หน้าตาเขาไม่เหมือนกับพวกจีนที่อยู่ในเมืองไทยเลย ชายผู้นี้เป็นทหารค็อมมิวนิสต์คนหนึ่ง ซึ่งแกก็รู้ดีแล้วว่ากองทัพค็อมมิวนิสต์ประกอบด้วยทหารชาติต่างๆ สำหรับชาวอาเซียก็มีจีนมากที่สุด ทางยุโรปก็มีหลายชาติล้วนแต่ประเทศหลังม่านเหล็ก อ้า-เราอย่ารบกวนเขาเลยไปนั่งคุยกันทางโน้น ปล่อยให้เขานอนหลับตามสบายเถอะ"

ก่อนเที่ยงวันนั้นเอง

เมื่อ ร.ต. หย่วนนายทหารค็อมมิวนิสต์ลืมตาขึ้นมองดูโลก เขาก็ครางเป็นภาษาอังกฤษขอน้ำดื่ม สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบลุกขึ้นเดินเข้ามาที่เตียงคนไข้ นายแพทย์หนุ่มได้ให้คนไข้ดื่มน้ำเพียงเล็กน้อย และกล่าวถามเขาเป็นภาษาอังกฤษว่า "คุณพูดภาษาอังกฤษได้ดีหรือ"

"ไม่ครับ ผมพูดได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น"

"คุณพูดภาษาอะไรได้บ้างนอกจากจีนกลาง"

"ภาษารัสเซีย ภาษาลาว และภาษาเยอรมันครับ ภาษาธิเบตก็พอพูดได้บ้าง"

เสี่ยหงวนสัมภาษณ์คนไข้ด้วยภาษาบรรพบุรุษของเขาทันที ซึ่งอาเสี่ยพูดภาษาจีนกลางได้คล่องแคล่วมาก

"คุณเป็นใครมาจากไหน ผมขอร้องให้คุณพูดความจริง"

นายทหารค็อมมิวนิสต์สั่นศีรษะ

"อย่าถามผมเลยครับ ผมเป็นใครมาจากไหนคุณสืบเอาเองก็แล้วกัน คุณพูดภาษาจีนกลางได้ดีนี่ครับ"

อาเสี่ยยิ้มให้คนไข้

"เรารู้ดีว่าคุณคือพลพรรคค็อมมิวนิสต์ ที่ถูกส่งเข้ามาเผยแพร่เชื้ออหิวาต์ ในดินแดนของประเทศไทย ถ้าคุณไม่สารภาพความจริงคุณจะถูกยิงเป้า"

ร.ต. หย่วน ฝืนหัวเราะ

"ไม่มีโอกาสได้ยิงเป้าผมหรอกครับ ผมกินเชื้ออหิวาต์เข้าไปตั้งมากมาย อย่างไรผมก็ต้องตายในชั่วโมงนี้"

เสี่ยหงวนหันมาทาง พล.ต. ศาสตราจารย์ดิเรกแล้วแปลคำพูดของคนไข้ให้ฟัง ดร. ดิเรกพยักหน้ารับทราบ

"แกบอกเขาหน่อยซิว่าเขาไม่ตายแน่นอน"

กิมหงวนเปลี่ยนสายตามาที่คนไข้

"คุณควรจะรู้ว่าสุภาพบุรุษคนนี้คือ ด๊อกเต้อร์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ นักวิทยาศาสตร์และนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกนี้ เขาได้รักษาคุณช่วยชีวิตคุณไว้แล้ว คุณสังเกตหรือเปล่าว่าคุณแข็งแรงขึ้น อหิวาต์ในตัวคุณถูกทำลายหมดสิ้นแล้ว"

ร.ต. หย่วน จ้องมองดูหน้านายพลดิเรกด้วยความตื่นเต้นประหลาดใจ

"ด๊อกเต้อร์ดิเรก โอ-ผมได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว เพิ่งได้เห็นตัวจริงเดี๋ยวนี้เอง"

นายพลดิเรกกล่าวถามเสี่ยหงวนทันที

"เขาว่ายังไงวะ"

กิมหงวนซ่อนยิ้มไว้ในหน้า แล้วโกหกอย่างหน้าตาย

"เขาบอกว่าหน้าตาแกเหมือนหุ่นกระบอกไหหลำว่ะ"

ดร. ดิเรกแยกเขี้ยว

"ประเดี๋ยวพ่อฉีดยาให้ม่องเท่งเสียเลย"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"เปล่า เขาไม่ได้พูดอย่างนั้นหรอก กันพูดเองน่ะ ทำยังไงดีล่ะ เขาไม่ยอมให้การที่เป็นประโยชน์แก่เราเลย ถามเขาว่าเขาเป็นใครมาจากไหนเขาบอกว่าให้สืบเอาเอง"

พลยกมือขึ้นตบหลังนายแพทย์หนุ่มเบาๆ

"เพื่อประโยชน์แก่ทางราชการทหารของเรา ถ้าเขาไม่ยอมปริปากพูดก็จัดการฉีดยาล้างสมองเสียเถอะ"

คนไข้นัยน์ตาเหลือก

"อย่าทำกับผมอย่างนี้นะครับ" เขาพูดภาษาไทยอย่างชัดเจน "การล้างสมองทารุณมาก ผู้ที่ถูกล้างสมองประสาทส่วนสมองจะเสียไปนับปีหรือตลอดชั่วชีวิตก็ได้"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนตะลึงไปตามกันเมื่อ ร.ต. หย่วนพูดภาษาไทยได้คล่องแคล่วชัดเจนเช่นนี้

"คุณพูดภาษาไทยได้คุณก็ไม่ยักบอก" ศาสตราจารย์ดิเรกพูดเสียงหัวเราะ "เคราะห์ดีที่เราไม่ได้ด่าว่าอะไรคุณ บอกผมหน่อยเถอะครับว่าคุณชื่ออะไร"

ร.ต. หย่วนหัวเราะอย่างขบขัน

"คุณเข้าใจว่าผมเป็นค็อมมิวนิสต์ที่ส่งมาเผยแพร่เชื้ออหิวาต์หรือครับ โธ่-คุณคิดมากไปเอง ผมชื่อหย่วน แซ่ตง มีถิ่นฐานอยู่ที่หาดใหญ่ ผมตั้งร้านกาแฟและเครื่องดื่มอยู่ทีนั่น"

ดร. ดิเรกหัวเราะก้าก

"ถ้าเช่นนั้นคุณบอกผมหน่อยซิว่า หาดใหญ่อยู่ในจังหวัดอะไร"

ร.ต. หย่วนอ้ำอึ้งแล้วตอบส่งเดช "จังหวัดนราธิวาสครับ"

สี่สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน นิกรพูดพลางหัวเราะพลาง

"อย่าพยายามโกหกต่อไปเลยครับ คุณเป็นค็อมมิวนิสต์นอกประเทศที่ถูกส่งเข้ามาเผยแพร่เชื้ออหิวาตกโรค ตามแผนสงครามเชื้อโรค ซึ่งค็อมมิวนิสต์มุ่งร้ายทำลายชีวิตประชาชนคนไทย ถ้าคุณให้การตามตรงพวกเราจะช่วยเหลือคุณให้รอดพ้นจาการถูกยิงเป้า บอกตามตรงเถอะว่าคุณถูกส่งมาจากเรือดำน้ำหรือเรือรบของกองทัพแดงใช่ไหม"

ร.ต. หย่วนสั่นศีรษะ

"ผมไม่มีคำตอบที่จะตอบคุณอีกแล้ว จะเอายังไงกับผมก็ตามใจ"

นิกรทรุดตัวลงนั่งบนเตียงคนไข้แล้วจ้องตาเขม็งมองดูตา ร.ต. หย่วน แววตาของนิกรวาวโรจน์แข็งกร้าวผิดปรกติ ร.ต. หย่วนไม่ยอมหลบตานิกร ดังนั้น เมื่อนิกรร้องคำรามในลำคอและยกมือขวาวนเวียนไปมาเบื้องหน้านายทหารค็อมิวนิสต์ ร.ต. หย่วนก็สะดุ้งเล็กน้อย ตกอยู่ใต้อำนาจกระแสจิตของนายจอมทะเล้นทันที

พ.อ. นิกรพูดเสียงยานคางช้าๆ

"สูเจ้าตกอยู่ในอำนาจแห่งตูข้าแล้ว สูเจ้าเอย จงตอบคำถามของตูข้าด้วยความสัตย์จริง" แล้วนิกรก็ตวาดลั่น"เสร็จกูแล้ว"

ร.ต. หย่วน ยิ้มแห้งๆ น่าสงสารนัยน์ตาลอยแบบเดียวกับคนที่ถูกสะกดจิต นิกรทำปากเบี้ยวปากบูดแยกเขี้ยวยิงฟันเอียงคอไปมาจนกระทั่งกิมหงวนหมั่นไส้เต็มทน ก็ยกมือขวาเขกกบาลนายจอมทะเล้นเต็มเหนี่ยวเสียงดังโป๊ก

"พอแล้ว อย่าแอ๊คให้มากนัก เขาตกอยู่ในอำนาจจิตของแกแล้วเห็นไหม จะถามอะไรก็ถามซี"

นิกรทำหน้าแสยะเหมือนผีดิบทำให้ ร.ต. หย่วนอกสั่นขวัญแขวน เขายกมือทั้งสองขึ้นทำท่าจะบีบคอค็อมมิวนิสต์หนุ่ม แล้วตะคอกถาม

"เร็ว-บอกมาตามตรง คุณเป็นใคร"

เพราะจิตใจของ ร.ต. หย่วนตกอยุ่ใต้อำนาจจิตของนิกร เขาจึงต้องพูดความจริง

"ร้อยตรีหย่วน แซ่ตง แห่งกองทัพยอมตายของกองทัพค็อมมิวนิสต์ครับ"

ดร. ดิเรกรีบล้วงกระเป๋าหยิบสมุดโน๊ทและปากกาออกมาจดไว้ทันที นิกรซักรายละเอียดต่อไป

"คุณไปยังไงมายังไงเล่าให้ฟังเดี๋ยวนี้"

"ผมเดินทางมากับเรือดำน้ำปรมาณูของกองทัพเรือค็อมมิวนิสต์ครับ ผมกับทหารในบังคับบัญชาของผมอีกสี่คนถูกส่งมาปฏิบัติงานเผยแพร่เชื้ออหิวาต์"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"แล้วยังไงเล่าต่อไป"

ร.ต. หย่วนพูดโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด เพราะเขาพูดความจริง

"เรือดำน้ำ ยู. ๑๓ ได้พาพวกเรามาถึงหน้าเมืองนครศรีธรรมราชในตอนดึกของวันที่ ๒ เดือนนี้ครับ"

"แล้วยังไง" นิกรซัก

"แล้วนาวาเอกลินินก็อฟผู้บังคับการเรือ ก็ให้พวกเรากินเชื้ออหิวาต์เข้าไปคนละแก้วครับ ต่อจากนั้นเขาก็ส่งพวกเราขึ้นฝั่ง ผมมีเงินไทยติดตัว ๔,๐๐๐ บาท ลูกน้องของผมมีคนละ ๑,๐๐๐ บาท เราต่างแยกย้ายกระจายกันไป ถ้าใครเริ่มเป็นอหิวาต์ก็พยายามถ่ายอุจจาระลงตามแม่น้ำลำคลอง ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามแผนและตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา"

ดร. ดิเรกถามขึ้นทันที

"คุณกินเชื้ออหิวาต์เข้าไป ทำไมคุณถึงเพิ่งป่วยเป็นอหิวาต์วันนี้"

ร.ต. หย่วนฝืนหัวเราะ

"ผมดื่มเหล้าตลอดเวลาครับ เข้าใจว่าเหล้าช่วยให้ผมมีชีวิตอยู่มาได้ถึง ๙ วันทั้งวันนี้ ผมเดินทางมากรุงเทพฯ และแวะตามจังหวัดต่างๆ สุราษฏร์, ชุมพร และประจวบฯ กระทั่งเพชรบุรีและราชบุรี แล้วผมก็โดยสารรถต่างจังหวัดมาธนบุรีข้ามฟากมาฝั่งพระนครเมื่อวานนี้พอดีเงินผมหมด ไม่มีเงินซื้อเหล้าและอาหาร ผมเป็นอหิวาต์ตอนโมงครึ่งเช้าวันนี้"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"แล้วลูกน้องของคุณไปไหนหมด"

ร.ต. หย่วนสั่นศีรษะ

"ยังไงก็ไม่ทราบครับ เราแยกย้ายกันตั้งแต่ขึ้นบก ผมเข้าใจว่าทหารในบังคับบัญชาของผมทั้งสี่คนคงเป็นอหิวาต์ตายหมดแล้ว ผมเองก็แปลกใจตัวเองเหมือนกันครับที่ผมควรจะตายหลายวันมาแล้ว และผมก็อยากตายด้วย"

"อ้าว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทาน "ทำไมถึงอยากตายล่ะคุณ"

ร.ต. หย่วนทำตาแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้

"ถ้าพวกคุณเป็นค็อมมิวนิสต์ก็คงอยากตายเหมือนกับผมเหมือนกัน ลัทธิค็อมมิวนิสต์ก็คือระบบทาสนั่นแหละครับ วัวควายในเมืองไทยยังมีอิสรภาพเสรีภาพดีกว่าพวกผม"

นิกรว่า "ก็เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว คุณเป็นค็อมมิวนิสต์ทำไมล่ะ"

"ไม่เป็นผมก็เจอลูกปืนน่ะซีครับ เมื่อรัฐบาลเป็นค็อมมิวนิสต์ ประชาชนพลเมืองก็ต้องเป็นด้วย ผมเรียนพูดอ่านภาษาไทยอยู่ ๗ ปีจึงพูดไทยได้ดีเช่นนี้ แต่ผมเพิ่งมาเห็นเมืองไทยเป็นครั้งแรก ผมรู้สึกว่าเมืองไทยคือสวรรค์นั่นเอง ผู้คนเต็มไปด้วยความสุขไม่มีใครกดขี่บังคับ ใครจะค้าขายจะทำมาหากินอย่างไรที่ไม่ผิดกฎหมายก็ทำได้โดยอิสระเสรี ไม่มีตำรวจลับคอยติดตาม ไม่มีทหารเที่ยวค้นบ้านใครต่อใครตลอดวัน ตัวผมเองไปทางไหนก็ไม่มีใครมาสนใจเพราะคิดว่าผมเป็นคนจีนที่อยู่ในเมืองไทย และพี่น้องชาวจีนของผมที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทยมีเสรีภาพเท่ากับคนไทยคนหนึ่ง ล้วนแต่สุขสบายด้วยกันทั้งนั่น" แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นมองดูนายแพทย์หนุ่ม "คุณหมอไม่ควรช่วยชีวิตผมไว้เลย ให้ผมตายเสียดีกว่า"

"โน-ผมทำไม่ได้ ผมเป็นหมอ หน้าที่ของผมต้องช่วยเพื่อนมนุษย์ที่ป่วยไข้ทุกคน โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะเป็นคนชั้นไหนชาติใดภาษาใด ผมรับรองว่าคุณพ้นอันตรายแล้ว ผมยินดีบอกให้คุณทราบว่าพวกเราทั้งหมดนี่ล้วนแต่เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพไทย บ้านนี้เป็นบ้านของเราและห้องนี้คือห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของผมซึ่งเป็นห้องผ่าตัด และห้องปฐมพยาบาลด้วย"

คนไข้มีท่าทางประหวั่นพรั่นใจไม่น้อย

"แล้วพวกคุณจะจัดการกับผมอย่างไรต่อไปครับ"

นายแพทย์หนุ่มนิ่งอึ้งไปสักครู่

"ยังก่อน เราจะให้คุณนอนป่วยรักษาตัวอยู่ที่นี่จนกว่าคุณจะหายเป็นปรกติ ต่อจากนั้นก็สุดแล้วแต่ผู้บังคับบัญชาของผมจะสั่งให้พวกเราปฏิบัติต่อคุณอย่างไร ในชั่วโมงนี้สารวัตรทหารบกจะถูกส่งมาควบคุมตัวคุณที่นี่ เพราะคุณมีฐานะเป็นเชลยศึกคนหนึ่ง"

ร.ต. หย่วนถอนหายใจหนักๆ

"ผมจะถูกยิงเป้าไหมครับ"

ไม่มีใครกล้าตอบคำถามของเขา นิกรรู้สึกสงสารก็ตอบว่า

"เห็นจะไม่ถูกยิงเป้าหรอกครับ"

นายทหารค็อมมิวนิสต์ยิ้มออกมาได้

"ค่อยยังชั่วหน่อยครับ ติดคุกตลอดชีวิตผมก็ไม่กลัว เพราะคุกเมืองไทยคงจะสบายกว่าคุกในประเทศค็อมมิวนิสต์"

นิกรว่า "ติดคุกก็คงไม่ติด"

ร.ต. หย่วนลืมตาโพลง

"หมายความว่าการกระทำของผม รัฐบาลไทยไม่ถือว่าเป็นความผิดหรือครับ"

"อ๋อ คุณต้องมีผิดแน่นอน"

"โปรดอธิบายให้ผมเข้าใจหน่อยเถอะครับ คุณว่าผมจะไม่ถูกยิงเป้าและคงไม่ติดคุก"

"ใช่ครับ แต่คุณจะถูกตัดหัวซึ่งเป็นวิธีประหารชีวิตตามแบบเก่าของเรา"

ค็อมมิวนิสต์หนุ่มเย็นวาบไปหมดทั้งตัว แล้วหลับตาพริ้มนอนนิ่งเฉย นิกรผิวปากเบาๆ แล้วลุกขึ้นยืน นายแพทย์หนุ่มกล่าวกับพรรคพวกของเขาว่า

"อีกสามวันร้อยตรีหย่วนก็จะแข็งแรงเหมือนเช่นเดิม ประเดี๋ยวบ่ายโมงกันจะไปพบท่านผู้บัญชาการฯ เพื่อเรียนรายละเอียดในเรื่องนี้ให้ท่านทราบ"

ประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์ถูกผลักออกเบาๆ เจ้าแห้วถือถาดใส่อาหารสำหรับคนไข้เดินเข้ามาในห้อง อาหารของ ร.ต. หย่วน ศาสตราจารย์ดิเรกสั่งให้แม่ครัวทำเป็นพิเศษมีซุบไก่กับนมสดเพียงสองอย่างเท่านั้น

ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวกับเจ้าแห้วทันที

"จัดการป้อนเขาด้วยซีเจ้าแห้ว ให้เขาดื่มน้ำเพียงนิดหน่อยเท่านั้น"

"ครับ" เจ้าแห้วรับคำสั่ง "อาหารกลางวันจัดตั้งโต๊ะเรียบร้อยแล้วครับ รับประทานเชิญไปรับประทานเถอะครับ ผมจะเฝ้าพยาบาลคนไข้เอง"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"ไปโว้ยพวกเรา เที่ยงแล้ว"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ปล่อยให้เจ้าแห้วทำหน้าที่ปรนนิบัติและพยาบาลคนไข้ ซึ่งเจ้าแห้วรู้สึกภาคภูมิใจไม่น้อยที่เขากระทำตัวเหมือนกับผู้ช่วยแพทย์หรือบุรุษพยาบาล

ร.ต. หย่วน แซ่ตง ป่วยอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของบ้าน "พัชราภรณ์" เป็นเวลารวม ๕ วันเขาก็หายป่วยเป็นปรกติ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้มีสารวัตรทหารบกผลัดเปลี่ยนเวรกันนั่งเฝ้าเขาผลัดละ ๒ คนตลอด ๒๔ ชั่วโมงและที่หน้าบ้าน "พัชราภรณ์" มีตำรวจและสารวัตรทหารเฝ้ารักษาการไม่ยอมให้บุคคลภายนอกเข้ามาในบ้าน แม้กระทั่งผู้แทนหนังสือพิมพ์

ความเอื้ออารีของสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองทำให้ ร.ต. หย่วน ค็อมมิวนิสต์หนุ่มซาบซึ้งใจเหลือที่จะกล่าว เขามีเสื้อกางเกงสำเร็จรูปผลัดเปลี่ยนหลายชุด รองเท้าสวยๆ อีกสองคู่ มีข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นครบถ้วน เช่น ผ้าเช็ดตัว แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ มีวิทยุและโทรทัศน์ให้ดูและให้ฟัง อาหารและเครื่องดื่มมีให้กินตลอดวัน ซึ่งนายทหารค็อมมิวนิสต์ยอมสารภาพว่าในชีวิตของเขา เขาไม่เคยได้รับความสุขสบายเหมือนครั้งนี้ ในตอนเย็นสารวัตรทหารจะพาเขาลงไปเดินเล่นรอบบ้าน "พัชราภรณ์" บางทีก็เล่นแบ็ดมินตันกับสี่สหาย

ท่านนายพลอาวุโสหลวงตะลุมบอนอุตลุด กับนายทหารผู้ใหญ่กรมพระธรรมนูญทหารบก อีกสองท่านได้มาสอบสวนปากคำเชลยศึกคนสำคัญเรียบร้อยแล้ว ร.ต. หย่วนได้ให้การรับสารภาพตามตรง และเปิดเผยเบื้องหลังสงครามเชื้อโรคซึ่งเป็นประโยชน์แก่ทางราชการทหารอย่างยิ่ง คำให้การของ ร.ต. หย่วน ศาสตราจารย์ดิเรกได้บันทึกเส้นลวดไว้เป็นหลักฐาน

พุธที่ ๑๗ กรกฏาคม ๒๕๐๖

เที่ยงวันนั้น ร.ต. หย่วน ได้กินอาหารจีนที่วิเศษที่สุดซึ่งนายพลดิเรกใช้ให้เจ้าแห้วและสาวใช้อีก ๒ คนไปซื้อมาจากภัตตาคารที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง

หย่วนนั่งโต๊พรับประทานอาหารกลางวันตามลำพัง ส่วนสารวัตรทหารบกทั้งสองคนนั่งกินบะหมี่ผัดราดหน้าไก่อยู่ทางโต๊ะเล็กใกล้กับประตูทางเข้าออก ร.ต. หย่วนแปลกใจมากที่เขาได้กินอาหารดีๆ เช่นนี้ หูฉลามตุ๋นเส้นไก่,แกงจืดรังนกกับเนื้อปู, ไก่ย่างไฟแดง, ไข่ดันไก่ผัดเห็ดโคน, ผัดขาห่านกับแซ่อิ๊ว, ปลาจะละเม็ดนึ่งน้ำขาว และข้าวผัดกุ้งอีกหนึ่งโถ ส่วนของหวานมีลิ้นจี่กระป๋องแช่เย็น กับลูกบัวต้มน้ำตาล

นายทหาร ค็อมมิวนิสต์กินอาหารกลางวันมื้อนี้อย่างเอร็ดอร่อยที่สุด เจ้าแห้วคอยปรนนิบัติเขาตลอดเวลา แต่สายตาของเจ้าแห้วที่มองดู ร.ต. หย่วนนั้นแฝงไว้ซึ่งความเศร้าสลด

อาหารกลางวันที่จัดมาให้มากมายหลายอย่าง จนกระทั่งเขากินไม่หมด หลังจากเขากินของหวานอิ่มหนำสำราญแล้ว ร.ต. หย่วนก็ร้องไห้ออกมาดังๆ ทำให้เจ้าแห้วและสารวัตรทหารบกทั้งสองคนพากันมองดูเขา ด้วยความแปลกใจไปตามกัน

เจ้าแห้วทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ว่างตัวหนึ่ง ข้างร.ต. หย่วน

"ขบขันอะไรหรือครับคุณหย่วน"

"ขบขัน" หย่วนทวนคำแล้วสะอื้น "ผมร้องไห้นะครับ ไม่ได้หัวเราะ"

เจ้าแห้วอมยิ้ม "ร้องทำไมล่ะครับ"

"ผมปลื้มใจในความกรุณา ของพวกเจ้านายของคุณน่ะซี ทุกคนดีต่อผมเหลือเกิน อาหารอย่างนี้น่ะแม้แต่รัฐมนตรี

ค็อมมิวนิสต์ก็ไม่มีโอกาสได้กิน ผมอยู่บ้านผม ผมได้กินแต่ปลาเค็มและผักเค็มเท่านั้น ที่ผมร้องไห้ก็เพราะผมซาบซึ้งใจในความกรุณาของคุณหมอกับเพื่อนๆ เมตตาผมอย่างนี้ก็หมดเปลืองเงินทองแย่"

เจ้าแห้วหยิบกระป๋องบุหรี่ควันละเอียดและไม้ขีดไฟส่งให้เขา

"สูบบุหรี่เสียให้สบายใจซีครับ หรือคุณจะเอาไปสูบทั้งกระป๋องก็ได้"

ร.ต. หย่วนหน้าตื่น

"หา คุณว่ายังไงนะ นี่เขาจะเอาตัวผมไปขังที่อื่นหรือครับคุณแห้ว"

เจ้าแห้วรีบพูดกลบเกลื่อนทันที

"ปละ-เปล่าครับ ผมพูดผิดไป ผมว่าคุณเอาไว้สูบทั้งกระป๋องเถอะ คุณนวลลออท่านซื้อการิคกระป๋องนี้มาให้คุณ"

"เอ" เขาอุทาน "ผมชักสงสัยเสียแล้วล่ะซีคุณแห้ว หรือทางการทหารจะเอาตัวผมไปยิงเป้า คุณหมอถึงจัดอาหารมาเลี้ยงอย่างมากมายเช่นนี้ ผมได้กินอาหารเป็นมื้อสุดท้ายกระมัง"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"อย่าคิดอะไรให้มากเลยครับ เรื่องตายน่ะเรื่องเล็ก คนเราเกิดมาไม่มีใครหนีความตายไปได้หรอกครับ ทุกคนต้องเท่งทึงเหมือนกันทั้งนั้น ตายช้าตายเร็ว ตายวันนี้หรือตายพรุ่งนี้มันก็ตายเหมือนกัน"

ร.ต. หย่วนหน้าซีดเผือด เขาได้ยินเสียงรถยนต์ขนาดใหญ่คล้ายกับรถบรรทุกทหารแล่นเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์"

แล้วเครื่องยนต์ก็ดับเงียบเสียง ขวัญของหย่วนเสียแล้ว อดคิดไม่ได้ว่าอวสานกาลของชีวิตเขากำลังใกล้เข้ามา

ประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์ถูกเปิดออกเบาๆ สี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาดต่างพากันเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าหม่นหมอง สารวัตรทหารบกทั้งสองรีบลุกขึ้นยืนตรง กระทำความเคารพสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

คุณหญิงวาดเป็นคนใจอ่อนขี้สงสาร พอแลเห็นหน้า ร.ต. หย่วน ท่านก็ร้องไห้โฮ

"โถ-ยังหนุ่มยังแน่นแท้ๆ ไม่น่าตายเลย"

ร.ต. หย่วนใจหายวาบ เขาเผ่นพรวดลุกขึ้นยืนแล้วมองดูคณะพรรคสี่สหายอย่างหวั่นหวาด

"คุณหมอ" เขาร้องออกมาดังๆ แล้วเดินเข้ามาหา "นี่หมายความว่าผมกำลังจะถูกนำตัวไปยิงเป้าใช่ไหมครับ"

นายพลดิเรกยิ้มเศร้าๆ

"ออไร๋ ทหารหนึ่งหมวดมารับตัวคุณแล้ว ทางการจะยิงเป้าคุณที่เรือนจำบางขวางนนทบุรี ในเวลา ๑๔.๐๐ น.ตรงพวกเราทุกคนขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่ง แต่เราช่วยอะไรไม่ได้"

ร.ต. หย่วนอ่อนเปียกไปหมดทั้งตัว เขาพยายามปลอบใจตัวเองให้เข้มแข็ง แต่น้ำตาของเขาไหลคลอ

"ยุติธรรมแล้วครับผมมีฐานะเป็นศัตรูสำคัญของคนไทยและชาติไทย สมควรแล้วที่ผมถูกประหารชีวิต"

กิมหงวนเดินร้องไห้เข้ามาหา ร.ต. หย่วน

"ในฐานที่เราเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ผมอดสงสารคุณไม่ได้ ฮือ ฮือ ที่ตายของคุณอยู่ในคุกบางขวาง ไปเถอะครับ ทหารเขาคอยอยู่ข้างนอก ก่อนจะจากกันผมขอร้องว่าคุณตายแล้วอย่ามาหลอกหลอนพวกเราเลยนะครับ ขอให้วิญญาณของคุณไปบ้านเมืองของคุณเถิด"

ร.ต. หย่วนมองดูสี่สหายกับสี่นาง และท่านผู้ใหญ่ทั้งสอง เขาถอนหายใจหนักๆ แล้วประณมมือขึ้นไว้ระหว่างอก

"ลาละครับ ลาก่อนทุกๆ คน ถึงแม้ลัทธิของเราเป็นปรปักษ์ก่อกัน แต่พวกคุณก็มีเมตตากรุณาต่อผมมาก ขอให้ทุกคนมีความสุขความเจริญเถอะครับ ผมเป็นพลพรรคของหน่วยยอมตาย เมื่อถูกส่งไปปฏิบัติงานที่ไหนก็ต้องตายทั้งนั้น เอาตัวผมไปเถอะครับ ผมพร้อมแล้ว"

นายพลดิเรกหันมาพยักหน้ากับสารวัตรทั้งสองคน

"เอาผู้ต้องหาไปมอบให้ผู้บังคับหมวดที่รถ"

สารวัตรทหารบกทั้งสองคนต่างประคอง ร.ต. หย่วน เดินออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ นายทหาร ค็อมมิวนิสต์หมดเรี่ยวหมดแรงแทบจะเดินไม่ไหวและมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม สี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองพร้อมด้วยเจ้าแห้วต่างติดตามไปห่างๆ

หนังสือพิมพ์รายวันลงข่าวอย่างครึกโครม หน่วยกล้าตายของ ค็อมมิวนิสต์คือ ร.ต. หย่วน แซ่ตง ถูกยิงเป้าที่คุกบางขวางเมื่อตอนบ่ายวันที่ ๑๗ กรกฏาคม ๒๕๐๖ นี้ เป็นครั้งแรกที่หนังสือพิมพ์ได้ข่าวรายละเอียดในเรื่องนี้ หนังสือพิมพ์หลายฉบับลงข่าวอย่างยืดยาว เปิดเผยสงครามเชื้อโรคที่ค็อมมิวนิสต์รุกรานประเทศไทย ด้วยการส่งทหารที่กินเชื้ออหิวาต์เข้าไปขึ้นจากเรือดำน้ำปรมาณู แล้วลงเรือยางไปขึ้นบนชายฝั่งทะเลของจังหวัดนครศรีธรรมราช อหิวาตกโรคแพร่หลายคุกคามในเขตปักษ์ใต้และพระนครธนบุรี ก็เนื่องจากทหารค็อมมิวนิสต์ ๕ คนนำเชื้อมาเผยแพร่ มี ร.ต. หย่วน คนเดียวที่รอดตายมาถึงกรุงเทพฯ แต่แล้วเขาก็ป่วยเป็นอหิวาต์จากเชื้อที่เขากินเข้าไป ศาสตราจารย์ดิเรกเป็นผู้ช่วยชีวิตเขาไว้ ร.ต. หย่วนให้การสารภาพแบบชายชาติทหาร ดังนั้นเขาจึงถูกยิงเป้าตามโทษานุโทษ

รัฐบาลไทยลงมติเห็นชอบด้วย เท่าที่นายพลดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ เสนอความเห็นต่อรัฐบาลเป็นเรื่องลับเฉพาะขอตอบแทนการกระทำอันเลวร้ายของค็อมมิวนิสต์ ด้วยการยิงจรวดรัศมีไกลบรรจุเชื้อโรคร้ายให้ไประเบิดเหนือนครหลวงของค็อมมิวนิสต์

พล.ต. ศาสตราจารย์ดิเรกถูกเรียกตัวไปที่กองบัญชาการทหารสูงสุดอีกครั้งหนึ่ง เกี่ยวกับการตอบแทนข้าศึก ท่านนายพลอาวุโสหลวงตะลุมบอนฯ สั่งกำชับให้ ดร. ดิเรกปกปิดเป็นความลับเพราะเกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศ

จันทร์ที่ ๒๒ กรกฏาคม ๒๕๐๖

ไม่มีใครรู้ว่านายพลดิเรกออกจากบ้านไปไหนแต่เช้า รถเก๋งตรากงจักรคันหนึ่งมารับเขาไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" ในเวลา ๖.๓๐ น. พวกสาวใช้แลเห็นศาสตราจารย์ดิเรกแต่งเครื่องฝึกสวมหมวกแก๊ปทรงอ่อน ขณะที่เขาออกไปจากบ้าน พล, นิกร, กิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยังนอนหลับอย่างสบาย เมื่อตื่นขึ้นมารู้ว่า ดร. ดิเรกไม่อยู่ทุกคนก็ไต่ถามประภา แต่ประภาก็บอกว่านายพลดิเรกไม่ยอมบอกหล่อนเหมือนกันว่าเขาไปไหน

ศาสตราจารย์ดิเรกกลับมาบ้านในเวลา ๑๗.๐๐ น. เย็นวันนั้น ซึ่งตามเวลาดังกล่าวนี้สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งพักผ่อนดื่มเหล้าเบียร์ สนทนากันอยู่ที่เรือนต้นไม้หน้าตึกใหญ่

รถเก๋งสีดำตรากงจักรแล่นมาหยุดหน้าเรือนต้นไม้พอดี สิบโทคนขับรถรีบลงมาเปิดประตูตอนหลังให้นายพลดิเรกแล้วหิ้วห่อส้มฟักสองมัดใหญ่ เอาไปไว้ที่บันไดเรือนต้นไม้ตามคำสั่ง

นายพลดิเรก ส่งธนบัตรใบละร้อยบาทหนึ่งฉบับ ให้คนขับรถของกองบัญชาการทหารสูงสุดแล้วพูดยิ้มๆ

"เอาไปกินกาแฟอ้ายน้องชาย ลื้อขับรถได้เรียบร้อยดีมาก สิ้นปีอั๊วจะขอบั้งให้ลื้ออีกบั้งหนึ่ง"

ส.ท.ร่างใหญ่ชิดเท้าตรง พร้อมกับยกมือวันทยาหัตถ์อย่างแข็งแรง

"ขอบคุณครับผม" เขาพูดฉาดฉานแล้วรับธนบัตรมาถือไว้ "มีอะไรจะให้ผมรับใช้ท่านอีกไหมครับ"

นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ไม่มีแล้ว อั๊วถึงบ้านอั๊วแล้วนี่นะ ลื้อเอารถไปเถอะ แต่อย่าลืมว่า เหตุการณ์ที่ลพบุรีในวันนี้เป็นราชการลับยิ่ง แม้แต่เมียของลื้อ ลื้อก็เปิดเผยให้รู้ไม่ได้ ยิ่งแม่ยายด้วยแล้วอย่าปริปากเป็นอันขาด"

"ครับผม"

นายพลดิเรกเดินขึ้นไปบนเรือนต้นไม้ สามสหายต่างโบกมือให้

"มาโว้ยหมอ" เสี่ยหงวนร้องทัก "หายไปไหนมาวะ"

นายแพทย์หนุ่มตรงเข้ามานั่งร่วมโต๊ะ เอื้อมมือรับแก้วเบียร์ที่พลส่งมาให้เขา สายตามองดูฟอร์ดเก๋งสีดำตรากงจักรซึ่งกำลังกลับรถและแล่นออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์"

"ขอโทษที่กันไปลพบุรีโดยไม่ได้บอกเล่าเก้าสิบให้พวกเรารู้ เพราะเป็นงานสำคัญที่กันต้องทำคนเดียว"

"งานอะไร" นิกรถามเรื่อยๆ

ดร. ดิเรกมองซ้ายมองขวาแล้วกระซิบบอก

"ยิงจรวดรัศมีไกลไประเบิดเหนือเมืองหลวงของค็อมมิวนิสต์ จรวดของกันที่ยิงไปบรรจุเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งมีจำนวนหลายพันล้านตัว เมื่อจรวดระเบิดเหนือเมืองหลวงของมันในระยะสูงจากพื้นดินพันเมตร เชื้อไวรัสจะกระจายไปทั่วเมืองในเวลาเพียงสองชั่วโมง"

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ จ้องมองดูนายพลดิเรกอย่างสนใจ

"แล้วเป็นยังไง" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามอย่างเป็นงานเป็นการ

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มแป้น

"คอยฟังวิทยุข่าวต่างประเทศคืนนี้ซีครับ ค็อมมิวนิสต์ต้องร้องโอ๊กทีเดียว เชื้อไวรัสจะทำให้ประชาชนพลเมืองกลายเป็นอัมพาตง่อยเปลี้ยเสียขา ปากเบี้ยวปากบูดไปตามกัน การรักษาแบบรักษาอัมพาตจะไม่เกิดผล นักวิทยาศาตร์และนายแพทย์ค็อมมิวนิสต์จะต้องใช้เวลาค้นคว้าหาทางรักษาแรมเดือนกว่าจะสำเร็จ ฮ่ะ ฮ่ะ บัดนี้ผมได้แก้แค้นค็อมมิวนิสต์แล้ว จรวดรัศมีไกลไประเบิดเหนือเมืองหลวงของมันเมื่อ ๑๓.๐๐ น. นี่เอง และจรวดจะระเบิดเป็นผุยผงไม่มีทางพิสูจน์ได้ว่าเป็นจรวดของใครยิงมาจากไหน"

พลหัวเราะชอบใจยกมือตบหลังนายพลดิเรกเบาๆ

"แกแน่จริงๆ ว่ะหมอ ดีมากที่แกแก้แค้นแทนเพื่อนร่วมชาติของเรา วิทยุต่างประเทศคืนนี้คงมีข่าวแน่ๆ "

ศาสตราจารย์ดิเรกถอดหมวกออกวางไว้บนโต๊ะ แล้วเล่ารายละเอียดถึงการยิงจรวดรัศมีทางไกลให้คณะพรรคของเขาฟัง ในที่สุดเขาก็กล่าวว่าค็อมมิวนิสต์คงไม่กล้าทำสงครามเงียบรุกรานเราอีก

จบบริบูรณ์