พล นิกร กิมหงวน 116 : ลำตัดประชัน

เมื่อใกล้จะถึงวันสิ้นปี คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยลูกชายหนุ่มทั้งสี่คน และท่านผู้ใหญ่ทั้งสองคือเจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาดก็เปิดการประชุมกันในห้องโถงในตอนเย็นวันอาทิตย์ที่ ๒๕ ธันวาคม เกี่ยวกับการจัดงานรื่นเริงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

พ.อ.พล พัชราภรณ์ให้ความเห็นต่อคุณหญิงวาดว่า

"ผมกับคุณอาและเพื่อนๆ ได้ตกลงกันแล้วครับคุณแม่ งานรื่นเริงส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่เราจะงดการเลี้ยงเพื่อนฝูง ไม่มีมหรสพหรือการแสดงใดๆ ในบ้านของเรา แต่เราจะเลี้ยงกันและรื่นเริงกันในหมู่พวกเราโดยเฉพาะซึ่งหมายถึงผู้ที่ร่วมประชุมอยู่ในห้องนี้เท่านั้น"

คุณหญิงวาดยิ้มให้ลูกชายของท่าน

"ทำอย่างนั้นก็คล้ายกับว่าพวกเราใจแคบไปซีลูก แม่อยากจะให้พวกเราเชิญญาติมิตรมากินโต๊ะกัน"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"ขืนกินโต๊ะก๊อฟันฟางหักหมดซีครับคุณอา"

คุณหญิงวาดหันมาทำตาเขียวกับหลานชายของท่าน

"เขาเรียกกันยังงั้นโว้ย ถ้ากินโต๊ะหรือเลี้ยงโต๊ะก็หมายถึงเลี้ยงอาหารแบบจีน ขัดคอซะเรื่อยเดี๋ยวแม่ด่าแหลกไปเลย" แล้วท่านก็ยิ้มให้นายพลดิเรก "ว่ายังไงพ่อดิเรก"

นายพลดิเรกดึงกล้องยาเส้นออกจากปาก

"ปีนี้ได้ข่าวว่าพวกผู้ใหญ่งดกินเลี้ยงงานรื่นเริงครับ แล้วก็ออกคำสั่งห้ามไม่ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเอาของขวัญแม้กระทั่งกระเช้าดอกไม้ไปให้อย่างเด็ดขาด เมื่อผู้ใหญ่ชั้นผู้ใหญ่ออกคำสั่งเช่นนี้ พวกผู้ใหญ่ชั้นรองลงมาก็ต้องออกคำสั่งแบบเดียวกัน พวกเราเห็นพ้องกับท่านผู้ใหญ่ครับ เราต่างออกคำสั่งให้คนในบังคับบัญชาของเราทราบทั่วกันแล้ว ห้ามไม่ให้ใครมาอวยพรหรือนำของขวัญมาให้พวกเราในวันสิ้นปีหรือวันขึ้นปีใหม่ แล้วก็ตกลงกันงดเชิญญาติมิตรมากินเลี้ยงเหมือนปีก่อนๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นบ้าง

"ผมเห็นพ้องด้วยตามความคิดเห็นของเจ้าพลเขา เพราะเป็นการประหยัดเงินได้หลายหมื่นบาท"

"ค่ะ ดีเหมือนกัน แต่เราก็ต้องวางแผนการของเราไว้เหมือนกันสำหรับวันส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่"

กิมหงวนว่า "ก็ไม่มีอะไรยุ่งยากนี่ครับคุณอา วันที่ ๓๑ ตอนเย็นเราเลี้ยงอาหารกันในห้องโถงนี้ รุ่งเช้าเราออกไปตักบาตรกันที่บ้านหรือจะเอาเหล้าเอาข้าวไปถวายพระที่วัดก็ได้"

สมนึกมองดูบิดาของเขาอย่างขบขัน

"ถึงกับเอาเหล้าไปถวายพระเชียวหรือเตี่ย"

อาเสี่ยจุปาก

"เหล้าน่ะเอาไปให้ลูกศิษย์วัดโว้ย ถ้าทำบุญตักบาตรเรียบร้อยแล้วพวกผมก็จะไปเยี่ยมอวยพรท่านผู้ใหญ่แล้วกลับมาคอยรับแขกที่บ้าน ซึ่งในตอนกลางวันวันที่หนึ่งผมจะจัดหาอาหารมาเลี้ยงคนในบ้านของเราให้เต็มที่ตั้งแต่เช้าจนเย็น มีตือฮวน ก๋วยเตี๋ยว หมูสะเต๊ะ เนื้อสะเต๊ะ ข้าวแกง ขนมจีนน้ำยา กะเพาะปลา เหมามาเป็นหาบๆ "

นิกรยิ้มแป้น

"ไม่เลวโว้ย ถ้ายังงั้นวันที่หนึ่งกันไม่ยอมออกจากบ้านไปไหนอย่างเด็ดขาด พูดถึงตือฮวนชักอยากกินติดหมัดขึ้นมาเลย"

ลูกชายของนิกรพูดเสริมขึ้น

"แต่ผมอยากกินเนื้อสะเต๊ะครับ วันงานภูเขาทองผมกับอ้ายแห้วแอบไปนั่งโจ้เนื้อสะเต๊ะเสีย ๒๐ บาททั้งๆ ที่แอบเอาไม้ทิ้งเสียบ้าง"

สี่นางหัวเราะลั่น คุณหญิงวาดกล่าวกับนันทาว่า

"เตรียมเงินสดไว้นะจ้ะแม่นัน วันที่ ๓๐ จ่ายเงินเดือนให้คนในบ้านได้ และจ่ายให้อีกสองเท่าของเงินเดือนดังที่เราเคนปฏิบัติมาทุกรอบปี มันจะได้มีเงินเที่ยวเตร่กัน ใครที่เบิกเงินเดือนไปใช้ล่วงหน้าก็อย่าพึ่งไปหักมันเลย ทุกคนล้วนแต่ซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อเราทั้งนั้น สำหรับอ้ายแห้วมันเหนื่อยมาก จ่ายเงินพิเศษให้มัน ๓,๐๐๐ บาท"

เจ้าแห้วนั่งพับเพียบอยู่ข้างประตูห้อง ได้ยินคุณหญิงวาดพูดเช่นนี้ก็ตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว ถึงกับยกมือไหว้ท่วมหัว

"เจ้าประคู้น ขอให้ท่านมีความสุขความเจริญเถอะคะร้าบ เงินทองไหลมาเทความสุขอย่ารู้หายความไข้อย่ารู้มี รับประทานคิดเงินได้เงิน คิดทองได้ทอง ได้เป็นเศรษฐีมั่งมีเงินทองทั้งชาตินี้ชาติหน้าให้กระผมได้เป็นขี้ข้าท่านทุกๆ ชาติเถิดเจ้าประคู้น"

พนัสมองดูเจ้าแห้วแล้วกล่าวกับเพื่อนๆ

"อ้ายแห้วมันให้พรคุณย่าเสียงมันเหมือนขอทานโว้ย"

ศาสตราจารย์ดำรงเห็นพ้องด้วย

"ใช่ หน้าตาก็เหมือน"

"แล้วกัน" เจ้าแห้วอุทาน "รับประทานอยู่ดีๆ หาเรื่องให้กรมประชาสงเคราะห์มารับประทานเอาตัวผมไปไว้นิคมขอทานเสียแล้ว"

พนัสยิ้มให้เจ้าแห้ว

"หน้าตาท่าทางแกเหมือนขอทานจริงๆ ว่ะ"

"เป็นยังงั้นไป" เจ้าแห้วพูดเสียงหัวเราะ

คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองต่างปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับการบำเพ็ญกุศลในวันขึ้นปีใหม่ซึ่งคุณหญิงวาดอยากจะเลี้ยงพระที่วัดธาตุทองด้วยในตอนเพลวันนั้น แต่เจ้าคุณปัจจนึกฯ คัดค้านว่า

"เอาไว้วันอื่นดีกว่าครับคุณหญิง วันปีใหม่น่ะพระท่านมีอาหารขบฉันอย่างเหลือเฟือ ใครๆ ก็ตั้งใจทำบุญตักบาตรกันในวันนั้น ถ้าคุณหญิงมีศรัทธาจะเลี้ยงพระเมื่อไรก็ได้"

"หรือคะ ดีเหมือนกันนะเจ้าคุณ ถ้าเช่นนั้นงานส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่เราก็จะจัดทำเป็นการภายในในบ้านของเราเลี้ยงดูกันสนุกสนานกันในครอบครัวของเรา ส่วนพวกคนใช้ก็ปล่อยให้มันไปเที่ยวกันสักสองวันใครอยากจะไปเยี่ยมญาติพี่น้องหรือไปไหนก็ตามใจ ปีหนึ่งเราก็จ่ายเงินพิเศษให้คือจ่ายเงินเดือนให้และแถมให้อีกคนละสองเดือน ส่วนเจ้าแห้วให้เป็นพิเศษเพราะเห็นว่าเหน็ดเหนื่อยมากกว่าใครทำงานแทบไม่มีเวลาพักผ่อนซึ่งดิฉันก็เห็นใจมันค่ะ"

เสี่ยตี๋พูดเสริมขึ้น

"แล้วพวกผมล่ะครับ คุณย่าจะแจกเงินให้เที่ยวปีใหม่คนละเท่าไร ถ้ายังไงจ่ายเสียพรุ่งนี้เถอะครับเราจะได้เอาไปซื้อของขวัญให้เพื่อนฝูงและท่านผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือตลอดจนครูบาอาจารย์เก่าๆ ของเราด้วยครับ"

คุณหญิงวาดมองดูหลานชายของท่านทั้งสี่คนอย่างชื่นชม

"ย่าจะจ่ายให้คนละ ๒,๐๐๐ บาท เท่าๆ กัน พรุ่งนี้จะให้แม่นันไปเบิกเงินที่แบ็งค์มาจ่ายให้พวกเจ้าและเตรียมไว้ใช้วันปีใหม่ด้วย"

นพยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"แล้วคุณตาล่ะครับ จะจ่ายให้พวกผมคนละเท่าไร"

เสี่ยตี๋พูดเสริมขึ้น

"อย่าให้ถึงคนละล้านนะครับมากไปใช้ไม่หมด"

ท่านเจ้าคุณทำปากจู๋

"เดี๋ยวก็โดนเตะเท่านั้นเอง ปู่จะจ่ายให้แกคนละ ๒,๐๐๐ บาทเท่าๆ กับคุณย่าของแก อย่าใช้จ่ายเงินให้ฟุ่มเฟือยนักรู้ไหม แล้วก็ถ้าจะซื้อของขวัญไปให้ใครก็ควรเลือกซื้อของที่ผลิตในประเทศไทยหรือคนไทยเราทำได้เป็นต้นว่า ผ้าไหมไทย เครื่องถมเงินหรือถมทอง หรือถ้าคิดว่าจะซื้อขนมหรือผลไม้ ก็ควรซื้อผลไม้ไทย ถ้าเป็นองุ่นก็ต้องเป็นองุ่นที่ปลูกในเมืองไทย ขนมไทยก็ควรเป็นข้าวเหนียวแดง กะละแมกวน ขนมหม้อแกง ทองหยิบทองหยอดอะไรเหล่านี้ไม่ใช่เค้ก"

พนัสว่า "เค้กก็ทำในเมืองไทยเหมือนกันนี่ครับ คุณปู่"

"ถูกละโว้ย ทำในเมืองไทยแต่ใช้แป้งสาลีส่งมาจากนอก หน้าเค้กก็ส่งมาจากนอก ทำไมเราจะต้องให้เค้กเป็นของขวัญกันในเมื่อขนมของไทยเรามีเยอะแยะ อร่อยกว่า ประหยัดกว่า "

"ลื่นกว่า" นิกรกล่าวขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา

ท่านเจ้าคุณหันขวับมาทางนิกร

"ขนมตะวักตะบวยอะไรของแกวะลื่นกว่า เจตนาล้อฉันนี่นา"

นิกรลืมตาโพลง

"โธ่---ผมพูดจริงๆ ครับคุณพ่อ ขนมชั้นหรือขนมหม้อแกงยังไงล่ะครับ พอใส่ปากก็กลืนเอื๊อกไม่ต้องเคี้ยวลื่นไถลเข้าไปในคอเลย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครงลั่นห้องโถง ท่านเจ้าคุณทำปากขมุบขมิบค้อนปะหลับปะเหลือก สมนึกกล่าวกับเสี่ยหงวนว่า

"เตี่ยกับลุงพล อากรและอาหมอต้องแจกเงินพวกเราเที่ยวบ้างนะครับ ตามธรรมเนียมปีใหม่ผู้ใหญ่ก็ต้องแจกเงินพวกลูกหลาน"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบและยิ้มให้

"ตกลง เตี่ยจะแจกพวกแกคนละหมื่นบาท"

เสี่ยตี๋หันมาทางพล

"แล้วลุงพลล่ะครับ"

"ลุงให้คนละ ๑,๐๐๐ บาท"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มให้สมนึกแล้วพูดเสริมขึ้น

"ลุงก็ตั้งใจจะแจกพวกแกคนละ ๑,๐๐๐ บาทเหมือนกัน"

สมนึกเปลี่ยนสายตามาที่นิกร

"ผมคิดว่าอากรคงจะหักหน้าลุงพลและอาหมอในคราวนี้ อย่างน้อยก็คงจ่ายให้พวกผมเที่ยวปีใหม่คนละหมื่นบาท"

"อย่ายอกูเลยวะอ้ายตี๋ ฉันแจกพวกแกคนละ ๑๐ บาทเท่านั้น"

"โอ๊ย" ร.ท.นพลูกชายของนิกรร้องขึ้นราวกับถูกยิงแล้วจ้องมองดูหน้าบิดาอย่างแปลกใจ "พ่อ พูดใหม่ซิ พ่อจะแจกเงินพวกผมคนละเท่าไรนะ ผมรู้สึกว่าหูผมแว่วไป"

นิกรอมยิ้มแก้มตุ่ย

"คนละ ๑๐ บาทโว้ย"

นพกลืนน้ำลายเอื๊อก

"โอ้โฮ ทำไมพ่อถึงอัฐินักล่ะครับ"

นิกรฝืนหัวเราะ

"ไม่ใช่อัฐิโว้ยแต่พ่อเสียดายเงินแล้วก็อยากให้พวกแกรู้จักประหยัดบ้างคนละ ๑๐ บาทดีแล้ว"

สมนึกหัวเราะก้าก

"ลำบากนักก็อย่าแจกเงินพวกผมเลยครับอากร อาเก็บเงินที่จะแจกพวกผมเอาไว้ซื้อคีมคีบถ่านดีกว่า"

"ซื้อไว้ทำไมวะ"

"ซื้อไว้ใช้เวลาเข้าส้วมน่ะซีครับ"

"เดี๋ยวก็โดนเขกกะบาลเท่านั้นเอง ทะลึ่งไม่รู้จักเด็กผู้ใหญ่ ที่ฉันบอกว่าฉันจะให้เงินพวกแกเที่ยวปีใหม่คนละ ๑๐ บาทน่ะฉันพูดเล่นต่างหาก ฉันเตรียมเงินไว้ให้แล้ว ฉันจะให้คนละ ๕,๐๐๐ แกจะได้รู้ว่าคนอย่างฉันไม่ใช่คนตระหนี่ถี่เหนียว"

พนัสยกมือไหว้นิกรทันทีแล้วพูดยิ้มๆ

"อากรของผมใจดีเหลือเกิน ขอให้อามีความเจริญยิ่งๆ นะครับ เท่าที่ผมรู้อามีเงินอยู่ในแบ็งค์ไม่ต่ำกว่า ๒๐ ล้าน อาไม่ใช่เศรษฐีธรรมดา อาอยู่ในขั้นมหาเศรษฐีแล้ว แต่อาทำตัวเหมือนกับคนไม่มีสตางค์ ซื้อถั่วมันๆ กินทีละสลึง ถั่วต้มก็ซื้อห่อละสลึง สูบบุหรี่เกล็ดทองแทนที่จะสูบการิคหรือสามห้า"

"ช่างกู" นิกรพูดตัดบท

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน

"ในวันที่ ๓๑ พวกแกสี่คนจะมีธุระไปเยี่ยมเพื่อนฝูงเยี่ยมญาติหรือท่านผู้ใหญ่ก็ไปเสียในตอนเช้าหรือบ่าย สี่โมงเย็นต้องกลับมาบ้านเพื่อเราจะได้มาร่วมสนุกในครอบครัวของเรา คืนวันนั้นพวกแกจะต้องแสดงดนตรีชาโด้ให้พวกเราชมด้วย ปู่ชอบฟังตานพร้องเพลงเสียงแหบเสียงแห้งและแอ่นหน้าแอ่นหลังทำท่าเหมือนกับเป็นสันนิบาตลูกหมา"

ลูกชายของนิกรหัวเราะชอบใจ

"แบบนี้แหละครับในอเมริกาเด็กหนุ่มสาววัยรุ่นกำลังนิยมกันมาก เมื่อได้ยินเสียงเพลงก็ส่งเสียงวี๊ดว้ายกระตู้วู้ เมืองไทยเราก็กำลังฮิต เดี๋ยวนี้ดนตรีชาโด้กำลังขึ้นหม้อ พวกผมหัดมาจากอเมริกาเล่นได้อย่างงูๆ ปลาๆ ครับ"

ศาสตราจารย์ดำรงพูดเสริมขึ้น

"เล่นดนตรีไม่ได้ความหรอกครับคุณตา ผมคิดว่าหาวิธีเล่นสนุกๆ ให้สมกับวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ดีกว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อมยิ้ม

"ถ้ายังงั้นก็ต้องเล่นแบบไทยเดิมตามประเพณีของเราเป็นต้นว่าเพลงฉ่อย เพลงเกี่ยวข้าว เพลงเรือหรือเสภา ม่ายเล่นยี่เกกันก็ได้ เล่นเป็นหรือไม่เป็นกินเหล้าเข้าไปก็เล่นได้เอง"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องโถง นวลลออกล่าวขึ้นทันที

"เล่นลำตัดดีไหมคะคุณอา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"ลำตัด เข้าทีดีเหมือนกัน ใครจะว่ากับใครล่ะ"

พลพูดเสริมขึ้น

"อ้ายหงวนกับอ้ายกรซีครับคุณอา"

คุณหญิงวาดหัวเราะชอบใจ

"ก๊อดีน่ะซีลูก หะยีหงวนสู้กับบังกร ให้พ่อนึกเป็นผู้ช่วยพ่อหงวนและพ่อนพเป็นผู้ช่วยเจ้ากร ว่ากันให้หยดย้อย พวกเราทั้งหมดเป็นลูกคู่ แม่กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะเป็นกรรมการตัดสิน แล้วแม่จะหาซื้อถ้วยเงินใบหนึ่งไว้มอบให้แก่ผู้ชนะเป็นรางวัล อ้า พ่อหงวนว่าลำตัดได้ไม่ใช่หรือ"

อาเสี่ยยิ้มอายๆ

"ถ้ากินเหล้าเข้าไปสักห้าหกขวดผมว่าคล่องเลยครับ"

คุณหญิงวาดหันมาทางนายจอมทะเล้นหลานชายของท่าน

"อาเคยได้ยินแต่แกร้องยี่เก แกร้องลำตัดได้หรือเปล่า"

นิกรผุดลุกขึ้นยืนแล้วรำป้อแบบลำตัดเสียงแจ๋ว

ดาลิ่งยอดหญิงของพี่ สวยอะไรอย่างนี้พี่แทบเป็นบ้า ถ้าได้น้องมาเป็นแฟน จะพาไปบางแสนให้ชื่นอุรา ไปสูดโอโซนเหมือนดังว่า แม่ยอดชีวาอย่าหมางอย่าเมิน เป๊กพ่อ ดาลิ่งยอดหญิงของพี่ สวยอะไรอย่างนี้

"พอแล้ว" คุณหญิงวาดตวาดแว๊ด "เอาไว้ร้องคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่โว้ย"

ประภาหันมายิ้มให้เพื่อนเกลอของหล่อน

"คุณนิกรแกแน่นะคะ เล่นได้ทุกอย่างทั้งยี่เกและลำตัด เข้าใจว่าเพลงฉ่อยก็คงร้องเป็น"

นิกรร้องเพลงฉ่อยอวดพี่เมียของเขาทันที

สิบนิ้วประนมขึ้นเหนือเศียรต่างดอกไม้ธูปเทียน บูชากราบไหว้คุณครูผู้สั่งสอน ให้ลูกว่าเชิงกลอนจนเก่งกล้า วาระปีใหม่ลูกจะเล่นเพลงฉ่อยให้ท่านฟังอร่อยหัวร่อร่า เล่นเรื่องขุนช้างเอ๋ยขุนแผน เรื่องรักเรื่องแค้นแต่โบราณมา

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือห้ามและพูดขัดขึ้น

"พอแล้ว ร้องไปร้องมาประเดี๋ยวจะเกิดเตะปากกันขึ้นเจ็บตัวเปล่าๆ เป็นอันว่าแกแน่แสดงได้ทุกอย่างแม้กระทั่งร้องเพลงขอทาน"

นิกรทำปากเบี้ยวเหมือนคนเป็นอัมพาตและทำนัยน์ตายิบๆ แบบตาบอดตาใสร้องเพลงขอทานทันที

ฝ่ายว่าพระจันทะโครพ พอเปิดผอบเห็นโมรา รูปร่างสำรวยสวยไม่น้อย โอ้ว่าแม่ยอดสร้อยสวยกว่าอาภัสรา พระจันหลงใหลในกัลยา พิศดูโมรา เอ๋ย ตะลึง พระจันหลงใหลๆๆ เอิ๊งเงอเออเอ่ยในกัลยา พระจันหลงใหลในกัลยา พิศดูโมราเอ๋ยตะลึง

แล้วนิกรก็ทำมือหงิกงอเหมือนคนเป็นขี้เรื้อนนิ้วมือกุดยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ พลางพูดเสียงหวานยานคาง

"เจ้าประคู้น ลูกง่อยเปลี้ยเสียขาเดินไม่ได้ หูหนวกตาบอดไปไหนก็ต้องนั่งแท๊กซี่ โปรดเมตตาลูกเถอะคะร้าบ ธนบัตรใบละร้อยเก่าๆ ที่ไม่ใช้ให้ทานลูกเถอะคะร้าบ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องโถง โดยเฉพาะเสี่ยตี๋ว่าเสียงอหาย

"อากรแน่ไปเลยครับ หน้าตาเหมือนขอทานไม่ผิด ยังงี้ไปนั่งร้องเพลงที่งานวชิราวุธคืนหนึ่งอย่างน้อยต้องได้สองสามร้อยบาท ร้องเพลงขอทานก็หยดย้อยน่าฟัง"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อกมองดูลูกชายกิมหงวนอย่างขบขัน

"แกกำลังสนับสนุนให้อาแกเป็นขอทานยังงั้นเรอะอ้ายตี๋ ขอทานเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วโว้ย"

เสี่ยตี๋หัวเราะ

"ถมเถไปครับ แถวตลาดโต้รุ่งถนนตัดใหม่เพชรบุรี วงเวียนใหญ่ฝั่งธน หรือร้านอาหารริมคลองโอ่งอ่างเชิงสะพานดำรงสถิต ขอทานยั้วเยี้ยไม่เห็นมีใครไปจับ บางทีก็เช่าเด็กเล็กๆ มาเที่ยวขอทานเขาแล้วโกหกว่าเป็นลูก เด็กจรจัดเดินกันให้พล่าน บางทีถึงกับขอหมูสะเต๊ะที่เรากำลังกินกันอยู่ต้องส่งให้ไปสองสามไม้"

พลเห้นพ้องด้วย

"จริงของแกว่ะอ้ายตี๋ เรื่องขอทานในเมืองไทยรับรองว่าถึงจะปราบปรามอย่างไรก็ไม่มีวันหมดเพราะพวกเราชาวพุทธมีเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์อดให้ทานไม่ได้ แต่ขอทานบรรดาศักดิ์นี่ซี่ร้ายกาจมาก มาเรี่ยไรเงินไปทอดกฐินแต่แล้วก็เอาไปใช้หมด บางทีก็เอาถุงกระดาษมาทิ้งไว้ที่บ้านเรี่ยไรข้าวสาร มีฎีกาวัดอะไรก็ไม่รู้แล้วก็มารวบรวมข้าวสารเอาไปขาย วันหนึ่งอย่างน้อยก็ได้ข้าวสารไม่ต่ำกว่าสองสามกระสอบ"

คุณหญิงวาดยิ้มให้ลูกชายของท่าน

"ช่างมันเถอะลูก เราบริจาคเงินหรือข้าวสารให้ไปก็ตั้งใจทำบุญกุศล มันเอาไปกินบาทหนึ่งฝีกาฬก็ขึ้นคอมันเม็ดหนึ่ง มันเอาข้าวสารไปขายแทนที่จะเอาไปถวายพระมันก็ตกนรกไม่มีวันได้ผุดได้เกิด เอาละเลิกประชุมกันทีพวกเราอาบน้ำอาบท่าพักผ่อนกันเสียเถอะ อีกไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงเวลาอาหารค่ำแล้ว ค่อยโล่งใจหน่อยที่สิ้นปีและวันขึ้นปีใหม่ไม่มีเรื่องยุ่งยากเพราะเราจัดทำกันเองเป็นงานภายใน"

ในที่สุด วันสิ้นสุดของปี พ.ศ.๒๕๐๙ ก็ผ่านมาถึง

ไพร่ฟ้าหน้าใสเพราะเงินเดือนออกตั้งแต่วานนี้ ทางราชการให้หยุดราชการในวันนี้หนึ่งวัน แต่บังเอิญวันนี้ตรงกับวันเสาร์ซึ่งตรงกับวันหยุดอยู่แล้ว ทางการจึงหยุดชดเชยให้ในวันจันทร์ที่ ๒ อีกวันหนึ่ง เป็นอันว่าวันส่งท้ายปีนี้แลต้อนรับปีใหม่ ๒๕๑๐ ประชาชนคงสนุกสนานกันสุดเหวี่ยง

การจราจรทุกถนนหนทางในพระนครและธนบุรีแออัดคับคั่งตั้งแต่เช้า รถติดกันแทบทุกถนน ผู้คนต่างออกจากบ้านไปจับจ่ายหาซื้อข้าวของ ไปเที่ยวเตร่หาความสุขสำราญหรือเยี่ยมญาติมิตร ไปเยี่ยมผู้ใหญ่และนำของขวัญไปให้ท่าน แต่ตามบ้านผู้ใหญ่หลายแห่งประตูบ้านปิดไม่ยอมรับแขกอย่างเด็ดขาด คนของท่านโกหกอย่างหน้าตายว่าท่านไม่อยู่ฝากของขวัญไว้ให้ก็ไม่ยอมรับไม่ว่าจะเป็นกระเช้าดอกไม้หรือเค้ก แต่ถ้าเป็นซองจดหมายจะมีน้ำหนักมากน้อยเพียงใดคนของท่านก็รับไว้ตามคำสั่งของท่าน

บ้าน "พัชราภรณ์" คึกคักตั้งแต่เช้า คนใช้ชายหญิงตลอดจนคนสวนคนดูแลความสะอาดรถและคนยามต่างแต่งกายหรูหราผิดปรกติ โดยเฉพาะเจ้าแห้วเดาะชุดเล็กคือสวมเชิ้ทแขนยาวผูกเน็ทไทแต่ไม่ได้สวมเสื้อชั้นนอก มือถือกระป๋องสูบบุหรี่สามหนึ่งคุยจ้อกับพวกคนใช้ชายหญิงซึ่งแต่ละคนมีเงินติดตัวคนละมากๆ เตรียมไปเที่ยวเตร่กันตามอัธยาศัย บางคนสมัครใจอยู่กับบ้านคอยรับใช้เจ้านายด้วยความจงรักภักดี

พนัส นพ สมนึกและดำรงนั่งรถปอนเตี๊ยคออกไปจากบ้านในตอน ๙.๐๐ น.และสัญญาว่าจะกลับมาถึงบ้านก่อน ๑๖.๐๐ น. ในราว ๑๐.๐๐ น.สี่นางพากันออกไปจากบ้านบ้างเพื่อไปเยี่ยมญาติมิตรของหล่อนและท่านผู้ใหญ่บางคน สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาดไม่ได้ไปไหนคงรับแขกอยู่ที่บ้าน ปรากฏว่ามีผู้มาเยี่ยมอวยพรมากมาย สำหรับคุณหญิงวาดได้รับของขวัญหลายสิบชิ้นจากผู้ที่เคารพนับถือท่าน อย่างไรก็ตามคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของตนไม่ให้นำของขวัญมาให้อย่างเด็ดขาดแม้แต่เพียงกระเช้าดอกไม้ หากผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกลงโทษอย่างหนักหรืออาจะถูกปลดออกจากงานก็ได้

มีการเลี้ยงเครื่องดื่มและอาหารฟรีแก่คนในบ้านตลอดวันนี้และวันพรุ่งนี้ด้วย เจ้าแห้วเป็นผู้ติดต่อว่าจ้างอาหารมาหลายอย่าง มีก๋วยเตี๋ยวต้มหนึ่งหาบ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัวหนึ่งหาบ ก๋วยเตี๋ยวเป็ดหนึ่งหาบ เนื้อสะเต๊ะและหมูสะเต๊ะอย่างละหาบ ขนมจีนน้ำยาและข้าวแกงสองหาบ กาแฟและเครื่องดื่มร้อนเย็นหนึ่งร้านซึ่งเป็นร้านแผงลอยมาตั้งในบ้าน "พัชราภรณ์" ร้านขนมต่างๆ หนึ่งร้าน ส่วนน้ำอัดลมแช่เย็นไว้ในโอ่งมากมายนับพันขวด ใครจะเปิดกินสักเท่าใดก็ได้ พวกคนใช้ชายหญิงของบ้าน "พัชราภรณ์" ต่างก็มีความสนุกสนานกันเต็มที่ ทุกคนแอบเรี่ยไรเงินกันซื้อของขวัญซึ่งในวันพรุ่งนี้คือวันปีใหม่ พวกคนใช้ทุกคนจะรดน้ำคุณหญิงวาดและมอบของขวัญอันมีค่าให้ท่าน

รถเก๋งคันงามๆ แล่นเข้าออกบ้าน "พัชราภรณ์" เกือบตลอดเวลา แขกของใครคนนั้นก็ออกมาต้อนรับที่ห้องรับแขก เสี่ยหงวนของเรามีแขกมาเยี่ยมมากมายที่สุดโดยมากเป็นพวกนักธุรกิจชั้นสูงหรือมิฉะนั้นก็เป็นเสมียนพนักงานตามบริษัทของเขาตามโรงเลื่อยโรงสีอู่ต่อเรือหรือโรงรับจำนำซึ่งวันนี้และพรุ่งนี้กระทั่งวันจันทร์บริษัทห้างร้านของคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้หยุดงานรวม ๓ วันเหมือนกับราชการทั้งหลาย

ก่อนเที่ยงวันนั้นเอง รถประจำทางยี่ห้อเบ๊นซ์คันใหม่เอี่ยมของบริษัท "การุณวงศ์" คันหนึ่งได้เลี้ยวเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างแช่มช้า ชายฉกรรจ์และหนุ่มสาวที่นั่งอยู่ในรถล้วนแต่นายตรวจ คนขับและเด็กกะเป๋าของบริษัทรถเมล์นี้ซึ่งนิกรของเราเป็นเจ้าของและผู้อำนวยกการ

รถบัสขนาดใหญ่แบบทันสมัยบรรจุผู้โดยสารเกือบ ๒๐ คน แล่นมาหยุดหน้าโรงรถ บรรดานายตรวจ คนขับรถ กระเป๋าและกระปี๋หรือกระเป๋าหญิงต่างพากันลงจากรถอย่างสงบเงียบทุกคนแต่งเครื่องแบบพนักงานของบริษัทสะอาดเรียบร้อยไม่มีกลิ่นสกปรก โดยเฉพาะกระปี๋แต่ละคนหน้าแฉล้มแช่มช้อยและสุภาพอ่อนหวานเพราะนิกรต้องการเด็กสาวที่สวยและสุภาพเรียบร้อยเท่านั้น ส่วนเด็กกระเป๋าตลอดจนคนขับและนายตรวจก็ต้องสุภาพเรียบร้อยมีความประพฤติดีเช่นเดียวกันใครเป็นนักเลงหรือทำท่าเป็นนักเลงจะถูกปลดออกจากงานทันที นิกรเอาแบบอย่างที่ดีมาจากบริษัท "ไทยประดิษฐ์" นั่งเองซึ่งคนงานของบริษัทล้วนแต่ปฏิบัติหน้าที่อย่างดี สุภาพนอบน้อมต่อประชาชน ผู้โดยสารและคอยช่วยเหลือผู้โดยสารเท่าที่จะช่วยได้ ไม่เคยมีเรื่องชกต่อยกับผู้โดยสารหรือเอากระบอกตั๋วฟาดกบาลผู้โดยสารแม้แต่ครั้งเดียว

กระปี๋หน้าตาจุ๋มจิ๋มคนหนึ่งอุ้มกล่องของขวัญหนึ่งกล่องห่อกระดาษของขวัญและผูกโบว์สีแดง ขณะที่นายท่าหรือนายตรวจใหญ่ชายผู้สูงอายุในวัย ๕๐ เศษ กำลังกระซิบกระซาบกับพวกคนขับ นายตรวจและเด็กกระเป๋าเพราะหวาดกลัวว่าจะถูกนิกรไล่ตะเพิดออกจากบ้าน เจ้าแห้วก็เดินปราดเข้ามาหา

"สวัสดีปีใหม่ครับนายแห้ว" นายท่ากล่าวทักเจ้าแห้วอย่างยิ้มแย้ม "ผมถือโอกาสให้พรนายแห้วเสียแต่วันนี้เลย"

"ขอบคุณครับนายท่า สวัสดีปีใหม่ครับ นี่จะเอาของขวัญมาให้คุณนิกรหรืออย่างไร"

"ครับ ท่านอยู่หรือเปล่าครับ"

"อยู่น่ะอยู่ แต่นายท่าพาลูกน้องกลับไปเสียดีกว่า เจ้านายผมกำลังอารมณ์ดีเกิดยัวะขึ้นผมจะพลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย ท่านออกคำสั่งแล้วนี่ครับว่าห้ามไม่ให้ใครเอาของขวัญมาให้ท่านอย่างเด็ดขาด"

นายท่ายิ้มแห้งๆ

"แต่พวกเรามีความเคารพรักและกตัญญูต่อหน้าที่ครับ ถึงท่านจะดุด่าอย่างไรเราก็ยอมละครับ อย่างไรก็ต้องมาอวยพรท่านและมอบของขวัญสิ่งนี้ให้ท่าน นายแห้วช่วยพาพวกเราขึ้นไปพบท่านหน่อยซีครับ"

"ว้า ถูกไล่เตะอุตลุดผมไม่รู้นะเมื่อกี้นี้ผู้จัดการห้าง "ประไพภัณฑ์" เอาเค้กและกระเช้าดอกไม้มาให้ คุณนิกรไล่เตะวิ่งออกไปจากบ้านแทบไม่ทัน"

พวกคนขับรถ นายตรวจ กระเป๋าและกระปี๋ทั้งหลายต่างมองดูหน้ากันอย่างหวาดๆ คนขับรถในวัยกลางคนคนหนึ่งเอื้อมมือเขี่ยแขนนายท่าแล้วกล่าวว่า

"กลับเถอะหรือครับลูกพี่ เรามา ส.ค.ส. เจ้านาย ถ้ามา ด.ต.เจ้านายเข้าก็จะเจ็บตัวเปล่าๆ และจะทำให้ซวยไปตลอดปี"

นายท่าจุปาก

"มึงอย่าปอดแหกไปหน่อยเลยวะ คุณนิกรน่ะท่านใจดียังกะพระแล้วก็ขี้เล่น กูไม่เห็นเคยยัวะใคร อย่างโมโหก็ด่าส่งเดชประเดี๋ยวเดียวก็หายโกรธ" แล้วเขาก็หันมาทางเจ้าแห้ว ช่วยนำพวกเราขึ้นไปพบกับท่านหน่อยซีครับ ถ้าท่านไม่พอใจผมยอมให้ท่านกระทืบผมคนเดียวก็แล้วกัน เพราะผมเป็นผู้เริ่มคิดและเรี่ยไรเงินพนักงานในบริษัทซื้อของขวัญให้ท่าน"

"เอ-อย่าเลยน่านายท่า เอายังงี้ดีกว่า นายท่าเอาของขวัญที่จะให้คุณนิกรให้ผมแทนแล้วกลับไปเสียจะได้หมดเรื่อง ขืนบุกขึ้นไปบนตึกมีเรื่องจริงๆ "

นายท่าฝืนหัวเราะ

"ไม่ดีหรอกครับนายแห้ว ของขวัญที่เรานำมาราคาเกือบสองหมื่น เรามอบให้เจ้านายก็แสดงความจงรักภักดีของเรา ให้นายแห้วพวกเราจะได้ประโยชน์อะไร ธรรมดาคนเราหว่านพืชก็ต้องหวังผล เขาให้ของขวัญเจ้านายเขาก็หวังผลในวันข้างหน้าด้วยกันทั้งนั้น ถ้าไม่เงินเดือนขึ้นก็ได้เลื่อนตำแหน่ง"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"ถ้ายังงั้นก็ตามใจ ไปซีครับ คุณนิกรกำลังพักผ่อนอยู่ในห้องโถงตามลำพัง เพื่อนของท่านคนหนึ่งมาเยี่ยมท่านพึ่งกลับไปเมื่อกี้นี้"

"แล้วคุณนายอยู่หรือเปล่าครับ" นายท่าหมายถึงประไพ

"ไม่อยู่หรอกครับ ท่านไปเยี่ยมเพื่อนฝูงและญาติผู้ใหญ่กว่าจะกลับก็เย็นแหละครับ" แล้วเจ้าแห้วก็ยิ้มให้กระปี๋สาวที่ทำหน้าที่อุ้มกล่องของขวัญทั้งสองมือ "หนูคนนี้ผมไม่เคยเห็นหน้าพึ่งเข้ามาใหม่หรือครับนายท่า หน้าตาจุ๋มจิ๋มดี"

"ครับ มาทำงานได้สองเดือนนี่เอง"

เจ้าแห้วเดินนำหน้าพานายท่ากับคนขับรถ นายตรวจ เด็กกระเป๋าชายหญิงตรงไปที่ตึกใหญ่และขึ้นไปข้างบนอย่างสงบเงียบ พอเข้ามาในห้องโถงทุกคนก็แลเห็นนิกรนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้นวมตัวหนึ่งและกำลังกินหมูสะเต๊ะซึ่งสาวใช้คนหนึ่งจัดมาให้ตามคำสั่ง

นายท่ากับพนักงานของบริษัทรถประจำทาง "การุณวงศ์" ต่างทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยภายในห้องโถงอันกว้างขวาง กระปี๋สาวทำหน้าที่ถือกล่องของขวัญนั่งอยู่ข้างหน้าเพื่อน วางกล่องของขวัญอันมีค่าไว้ข้างหน้าในท่าทางหวาดหวั่น

ทุกคนกระพุ่มมือไหว้นิกรอย่างพินอบพิเทา นายท่าได้กล่าวกับเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"สวัสดีปีใหม่ครับท่านผู้อำนายการที่เคารพรักของพวกเรา ผมและพวกเรามากราบอวยพรท่านครับ ในนามของนายตรวจ คนขับรถและกระเป๋าทุกคน ผมขออวยพรให้ท่านกับครอบครัวมีความสุขความเจริญด้วยจตุรพรตลอดปีใหม่นี้"

นิกรมีสีหน้าบึ้งตึงผิดปรกติ เขามองดูกล่องของขวัญด้วยความไม่พอใจ แล้วกวาดสายตามองดูหน้าคนของเขา ไม่มีใครกล้าสบตานิกรแม้แต่คนเดียว กระปี๋สาวซึ่งทำหน้าที่ถือของขวัญกลัวนิกรถึงกับร้องไห้

"กรุณาหนูเถอะค่ะท่านผู้อำนวยการ หนูไม่กล้ามาอวยพรท่านเพราะทราบคำสั่งของท่านดีแล้วแต่นายท่าเคี่ยวเข็ญให้หนูมาและให้หนูเป็นคนถือของขวัญ"

นิกรเค้นหัวเราะ

"เลวมาก ทุกคนเจตนาฝ่าฝืนคำสั่งของฉัน อย่างนี้มันต้องลงโทษสถานหนักคือ ตบหน้า ตัดเงินเดือนและไล่ออก พับผ่า ฉันกำลังมีความสุขพวกเธอทำให้ฉันหัวเสีย บอกแล้วว่าฉันไม่ต้องการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของฉันต้องหมดเปลืองเงินแล้วซื้อของขวัญมาให้ฉันทำไม ใครเป็นต้นคิด"

นายท่าประนมมือไว้ระหว่างอก

"ผมเองครับท่าน"

"นายท่าเรอะ เป็นผู้ใหญ่หัวหงอกจนหัวดำแล้วหงอกอีกตั้งหลายครั้ง แล้วยังจะฝ่าฝืนคำสั่งฉัน"

"แล้วแต่จะโปรดครับ ผมยอมรับผิดครับ ผมทนไม่ได้ถ้าหากว่าเราไม่นำของขวัญมาให้ท่านเหมือนอย่างที่เราเคยปฎิบัติมาทุกปี กรุณารับไว้เถอะครับแล้วท่านจะลงโทษผมอย่างไรก็แล้วแต่ ผมยอมรับผิดแต่ผู้เดียว"

นิกรยิ้มออกมาได้

"เอาอะไรมาให้ฉัน"

"กล้องถ่ายหนัง ๑๖ มิลลิเมตรครับ"

นิกรลืมตาโพลง

"กล้องถ่ายหนัง โอ้โฮ ถูกใจฉันจังนายท่า ฉันกำลังนึกอยากได้มันทีเดียว"

นายท่ากับนายตรวจตลอดจนคนขับและเด็กกระเป๋าถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน ทุกคนมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสขึ้นทันที เจ้าแห้วหัวเราะหึๆ แล้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานไหนว่าไม่ชอบของขวัญยังไงครับ"

นิกรทำคอย่น

"ประเดี๋ยวกูเตะส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เท่านั้นเอง ไม่ใช่เรื่องของมึงที่จะวิพากษ์วิจารณ์หรือออกความเห็นเลย กล้องถ่ายหนัง ๑๖ มิลน่ะราคาตั้งหมื่นกว่า ใครบ้างวะไม่อยากได้ มึงนี่ปากเสียตลอดศก" แล้วนิกรก็ยิ้มให้นายท่า "มีเครื่องอุปกรณ์อะไรบ้างล่ะนายท่า"

"มีเล็นซ์เทเลโฟโต้และไวด์แองเกิลครับ"

"ขากล้องและฟีล์มล่ะ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ พรุ่งนี้ผมจะนำขากล้องมาให้ครับ"

"เอาฟีล์มสีมาให้สักห้าหกม้วนนะนายท่า"

"ครับ ได้ครับ พรุ่งนี้ผมจะเอามาให้ท่านให้เรียบร้อย"

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ถ้าจะให้ดีก็ต้องเครื่องฉาย เครื่องกรอหนังและเครื่องตัดต่อด้วยถึงจะครบชุดแล้วก็จอขนาด ๔๘ นิ้วสักหนึ่งจอเอาไว้ฉายดูเล่น ถ้าได้อย่างนี้นายท่าได้ขึ้นเงินเดือนอีกอย่างน้อยอีก ๒๐๐ บาท"

"ตกลงครับท่าน พรุ่งนี้หรืออย่างช้าวันอังคารห้างเขาเปิดทำการค้า ผมจะนำมาให้ท่านตามความประสงค์ครับ"

"ดีมาก ยังงี้ซีถึงจะเรียกว่ารักกันจริง" พูดจบเขาก็หันมาทางเจ้าแห้ว "หัวเราะอะไรวะอ้ายแห้ว"

"รับประทานผมสบายใจครับ"

"อย่าเลย แกหัวเราะเยาะฉัน แกพาพวกนี้ออกไปกินอาหารตามความสมัครใจของเขา ใครจะกินอะไรทั้งคาวหวานหรือน้ำชากาแฟก็เลือกเอา ฉันสบายใจแล้วที่ฉันได้กล้องถ่ายหนัง ๑๖ มิลเป็นของขวัญแสดงให้เห็นว่านายท่ากับพนักงานในบริษัทรถเมล์ของฉันรักใคร่ฉันจริงๆ ออกคำสั่งห้ามไม่ให้เอาของขวัญมาให้ยังอุตส่าห์เอามาให้ของขวัญดีๆ มีค่ายังงี้ผู้ใหญ่ไม่รังเกียจหรอก แต่ถ้าเป็นเค้กและกระเช้าดอกไม้เขาห้ามเอาไปให้รู้ไหมวะ"

"ครับ รับประทานผมก็ว่าอย่างนั้นโดยเฉพาะของขวัญที่ใส่ซองจดหมายยิ่งดีที่สุด"

ครั้นแล้วเจ้าแห้วก็ชวนพนักงานบริษัทรถประจำทางออกไปทางหลังตึกใหญ่พาไปรับประทานอาหารซึ่งมีอยู่มากมาย

หลังจาก ๑๖.๐๐ น. ล่วงแล้วคณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและลูกๆ พร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาดก็อยู่กันพร้อมหน้า

พอใกล้จะพลบค่ำประตูรั้วหน้าบ้าน "พัชราภรณ์" ก็ได้รับคำสั่งให้ปิดใส่กลอนซึ่งหมายความว่าทึกคนไม่ต้อนรับแขกอีกแล้ว คุณหญิงวาดอนุญาตให้เปิดประตูรั้วด้านหลังบ้านเพื่อให้คนของท่านเข้าออก

ที่ตึกใหญ่ ห้องรับแขกและห้องโถงด้านหน้าปิดประตูหน้าต่างหมด คงเปิดทางด้านหลังตึก การร่วมวงไพบูลย์กันเริ่มต้นในเวลา ๑๗.๐๐ น. ภายในห้องโถงอันกว้างขวาง สี่สหายกับลูกเมียของเขาและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองนั่งล้อมวงกันบนพรมปูพื้นผืนใหญ่ เจ้าแห้วและสาวใช้อีกสองสามคนสมัครใจปรนนิบัติรับใช้พวกเจ้านายไม่ยอมไปเที่ยวหรือไปนอกบ้าน

ขณะนี้การเลี้ยงเครื่องดื่มและเลี้ยงอาหารฟรีตลอดวันสำหรับคนในบ้าน "พัชราภรณ์" ได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่พรุ่งนี้จะมีการเลี้ยงอีก จากเช้าจนค่ำ โดยเหมาอาหารเป็นหาบๆ อย่างวันนี้

ภายในห้องโถง มีแต่เสียงสรวลเสเฮฮากัน

เบียร์แช่เย็น วิสกี้ โซดา มีมากมายเหลือเฟือ กับแกล้มล้วนแต่ของดีๆ ทั้งนั้น นอกจากแม่ครัวทำให้เป็นพิเศษ ยังไก่ตอน เป็ดย่าง หมูหัน และไก่ย่าง ซึ่งเพียงแต่กับแกล้มก็น่าจะอิ่มแล้ว

เพราะเป็นวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ทุกคนแม้กระทั่งสี่นางและคุณหญิงวาดจึงดื่มเหล้าดื่มเบียร์กัน พูดคุยหัวเราะต่อกระซิกกันอย่างครื้นเครง ฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้นันทา นวลลออ ประภา และประไพคึกคะนองและพูดมากตลอดเวลา คุณหญิงวาดหน้าแดงก่ำนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ พนัส นพ สมนึกและดำรง ชักจะส่งเสียงเอะอะมีการตบมือกระทืบเท้า ส่วนคณะพรรคสี่สหายคุยกันลั่น แต่คุยกันคนละเรื่องโดยไม่มีใครฟังใคร พลคุยเรื่องเทรดแฟร์ นิกรคุยเรื่องเอเชี่ยนเกมส์ ยกย่องชมเชยความสามารถของนักกีฬาญี่ปุ่น เสี่ยหงวนชมนักฟุตบอลไทยที่สู้แบบยอมตายถวายชีวิต ศาสตราจารย์ดิเรกพูดถึงเรื่องโรคมะเร็งซึ่งเขากำลังค้นคว้าอยู่

นพกับเสี่ยตี๋ช่วยกันมอมเหล้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ โดยไม่ให้ท่านรู้สึกตัว ต่างแกล้งทำประจบประแจงยกยอปอปั้น คะยั้นคะยอให้ท่านดื่มเหล้าทีละอึกสองอึกแล้วผสมให้ท่านอีก พอพลบค่ำสาวใช้เปิดไฟช่อและไฟตามผนังห้องโถง ท่านเจ้าคุณก็เริ่มเมารู้สึกว่าตึกใหญ่นี้โคลงเคลงไปมา อย่างไรก็ตามจิตใจของท่านก็ร่าเริงแจ่มใสผิดปรกติ

"อีกแก้วนะครับคุณตา ดื่มเพื่อความสุขปีใหม่ของคุณตา และพวกเรายังไงล่ะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ฝืนหัวเราะ

"พอแล้วลูก ดูเหมือนตากินเข้าไปในราวห้าหกขวดแล้ว โอย เมาจนตาเหล่" แล้วท่านก็หันไปมองดูคณะพรรคสี่สหาย "เฮ้ย-ใครอยากจะล้อเรื่องหัวล้านกบาลใส อนุญาตให้ล้อฟรีโว้ยสำหรับวันนี้ ฮ่ะ ฮ่ะ เอาซีอ้ายกร อ้ายหงวน นกตะกรุม ลูกมะอึก หรือขุนช้างพูดได้ทั้งนั้น"

นิกรยกมือไหว้พ่อตาของเขาอย่างนอบน้อม

"ขอบคุณครับคุณพ่อ เอาไว้พรุ่งนี้ดีกว่า"

ท่านเจ้าคุณทำปากจู๋

"พรุ่งนี้หรือวันอื่นไม่ได้ อนุญาตให้วันนี้วันเดียวเพราะวันนี้พ่อสบายใจไม่ถือโกรธ"

นิกรอมยิ้ม

"ไม่โกรธจะไปสนุกอะไรล่ะครับ"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"นั่นน่ะซิครับ คนหัวล้านที่ล้อไม่โกรธก็ไม่มีใครอยากล้อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"แต่พ้นวันนี้ไปแล้วแกกับอ้ายกรกระเซ้าฉัน ฉันเตะนะ บอกให้รู้เสียก่อน น่า ล้อเสียวันนี้เถอะว่ะ หัวแดงแจ๋เหมือนลูกมะอึกใช่ไหมอ้ายหงวน"

อาเสี่ยซ่อนยิ้มไว้ในหน้า ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของใครต่อใคร

"ยังไงก็ไม่ทราบครับ ผมไม่เคยสนใจ"

ท่านเจ้าคุณจุปาก

"ยังงี้แหละนา บอกให้ล้อฟรีไม่ล้อ อ้า-ดิเรกกับเจ้าพลจะกระเซ้าเล่นบ้างก็เอาซี อนุญาตให้ล้อตามสบาย ให้ดิ้นตายซีเอ้า"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"ไม่ละครับ ผมไม่ชอบล่วงเกินผู้ใหญ่"

นายพลดิเรกนึกสนุกขึ้นมาก็ยกมือซ้ายอุดจมูกแล้วโบกมือขวาไปมา ทำหน้าเหยเกเหมือนกับได้กลิ่นเหม็นเขียว

"ผมล้อคุณพ่อแค่นี้พอแล้วครับ" ศาสตราจารย์ดิเรกพูดยิ้มๆ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"เออ-ยังงี้สนุกโว้ย อ้ายพวกหลานๆ สี่คนนี่ใครอยากจะล้อเล่นบ้างก็เอา"

พลทำตาเขียวกับเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน

"โดนเตะนะ ท่านเป็นตาเป็นปู่พวกแก"

คุณหญิงวาดกวักมือเรียกเจ้าแห้วเข้ามาหาท่าน

"แห้วโว้ย ไปบอกเด็กๆ ให้ยกกับข้าวมาเถอะวะ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรหรอก ทั้งข้าวทั้งกับยกมาเลย"

การดื่มเหล้าและร่วมรับประทานอาหารกันได้เป็นไปด้วยความสนุกสนาน ยิ่งมีอาหารมากมายไม่น้อยกว่า ๑๐ อย่าง โดยมากซื้อมาจากภัตตาคารแถวบางกะปินั่นเอง แต่จำพวกแกงหรือผัดแม่ครัวได้ทำขึ้นเอง นิกรสารภาพกับเมียของเขาว่าวันนี้เขากินข้างอิ่มที่สุดในรอบปีนี้

การรับประทานอาหารสิ้นสุดลงในเวลา ๑๙.๐๐ น.เศษ สาวใช้หลายคนช่วยกันเก็บถ้วยชามไป คงเหลือแต่วิสกี้โซดาและกับแกล้มที่นำมาใหม่คือแหนม ถั่วลิสงทอด กุ้งแห้งตัวใหญ่ๆ อีกหนึ่งจาน

นานๆ เมาที เสี่ยหงวนก็ส่งเสียงเอะอะตามแบบฉบับของเขา เมื่อเขาแลเห็นนายช่วงคนใช้เก่าแก่ของคุณหญิงวาดรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้าแห้วและนายสมานคนขับรถแบกกลองรำมะนาขนาดใหญ่คนละใบเดินเข้ามาทางประตูด้านหลังตึก อาเสี่ยก็ตบมือหัวเราะลั่นและกล่าวกับนิกร

"อ้ายกร แกจะสู้กันหรือไม่สู้ก็ว่ามา ช่วงมันเอากลองรำมะนามาให้แล้ว"

นิกรพูดเสียงอ้อแอ้

"สู้น่ะสู้แน่แต่มันยังอิ่มโว้ย ขอนอนพักก่อนสักห้าหกชั่วโมงไม่ได้หรือ"

"อ้าว-พอดีสว่างกัน สู้ก็ลุกขึ้นไปข้างบนรีบแต่งตัวให้มันถูกต้องตามแบบนักลำตัด แกแพ้กันแน่ๆ เชื่อเถอะวะ สำหรับยี่เกกันสู้แกไม่ได้ แต่ลำตัดแกไม่มีทางสู้กัน"

นิกรหัวเราะ

"ลองดูอ้ายหงวน กันก็ลูกศิษย์นายสะโอดยอดนักลำตัดของเมืองไทยคนหนึ่ง กันจะว่าแกให้หน้าแหงไปเลย ลากไส้ออกมาว่าเป็นขดๆ "

อาเสี่ยสะดุ้งโหยง

"เอายังงั้นเชียวเรอะ"

"เออ ลำตัดประชันก็ต้องว่ากันอย่างถึงพริกถึงขิงรสเข้มข้น เหมือนตำน้ำพริกใส่แมงดาแล้วก็ต้องใส่ลูกมะอึกด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อ้าปากหวอเงยหน้าขึ้นมองดูนิกร

"ไหนแกว่าวันนี้แกไม่ล้อฉันยังไงล่ะ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ลองดูหน่อยครับอยากจะรู้ว่าคุณพ่อจะโกรธผมหรือไม่"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะชอบใจ

"ไม่โกรธโว้ย พ่อบอกแล้วว่าสำหรับวันนี้อนุญาตให้ล้อฟรี เอาให้เต็มที่อ้ายกรหัวพ่อเหมือนลูกมะอึกสุกๆ ใช่ไหม หรือเหมือนกับนกตะกรุม"

"พอแล้วครับ เอาไว้พรุ่งนี้ดีกว่า" แล้วเขาก็หันมาทางอาเสี่ย "ไปซีอ้ายหงวนรีบขึ้นไปแต่งตัวลงมาว่าลำตัดกัน"

เสี่ยหงวนพยักหน้ากับนพและสมนึก

"แกสองคนว่ายังไง"

เสี่ยตี๋หัวเราะ

"ผมกับอ้ายนพขอสมัครเป็นลูกคู่ครับเตี่ย การว่าลำตัดก็ต้องล่วงเกินกัน เราสองคนเป็นเด็กไม่ควรจะยุ่งด้วยปล่อยให้เตี่ยกับอากรว่ากันตัวต่อตัวดีกว่า"

คุณหญิงวาดเห็นพ้องด้วย

"เออ-จริงซีลูก รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่อย่างนี้ก็น่ารัก พ่อหงวนกับเจ้ากรสู้กันตัวต่อตัวก็ดีแล้ว ขึ้นไปแต่งตัวเถอะ ถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะอาก็เตรียมไว้ให้แล้วอยู่ในห้องรับแขก อ้า-อ้ายแห้วไปหยิบมาให้ทีโว้ย"

นิกรกับกิมหงวนต่างลุกขึ้นพากันเดินผ่านห้องโถงขึ้นบันไดไปชั้นบน ส่วนเจ้าแห้วรีบลุกขึ้นพาตัวเข้าไปในห้องรับแขกเพื่อนำถ้วยเงินขนาดย่อมที่คุณหญิงวาดซื้อไว้เอามาให้ท่านตามคำสั่ง

ใน ๑๐ นาทีนั้นเองหะยีหงวนกับบังนิกรนักลำตัดบรรดาศักดิ์ทั้งสองก็พากันเดินลงมาจากชั้นบนท่ามกลางเสียงตบมือเสียงหัวเราะเกรียวกราวของใครต่อใคร เสี่ยหงวนนุ่งผ้าม่วงโจงกระเบนสีชมพูสวมเสื้อผ้าป่านคอกลมสีขาวมีผ้าไหมคาดเอว นิกรนุ่งผ้าโจงกระเบนสีตะกั่วตัดสวมเสื้อคอกลมพื้นขาวลายดอกไม้สีฟ้าประแป้งลายพร้อยหวีผมแปร้ ใส่น้ำมันเยิ้มช่วยให้มีชีวิตชีวาขึ้น

นายพลดิเรกหัวเราะลั่น

"ไม่เลวโว้ยอ้ายหงวน ท่าทางของแกเหมือนกับนักลำตัดจริงๆ ฮ่ะ ฮ่ะ"

อาเสี่ยยิ้มแป้น เดินตรงเข้ามาหาคุณหญิงวาดแล้วเอื้อมมือหยิบถ้วยเงินที่วางอยู่บนโต๊ะท่านขึ้นพิจารณาดู

"นี่หรือครับถ้วยรางวัล"

คุณหญิงวาดยิ้มให้

"ใช่ อาซื้อมา ๓๕๐ บาทเท่านั้น"

เสี่ยหงวนหันไปทางลูกชายของเขา

"เฮ้-อ้ายนึก เอาถ้วยใบนี้ขึ้นไปเก็บไว้ให้เตี่ยทีเถอะวะ"

คุณหญิงวาดอดหัวเราะไม่ได้

"ว่าลำตัดกันเสียก่อนซิจ๊ะ ถ้วยนี้จะเป็นของผู้ชนะซึ่งอากับท่านเจ้าคุณจะเป็นกรรมการการตัดสินอย่างเที่ยงธรรม"

"ผมชนะแหงๆ ครับคุณอา"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"อย่าคุยหน่อยเลยวะ ถ้ากันแพ้แกกันจะยอมเอาหัวเดินต่างตีนตลอดวันปีใหม่คืนวันพรุ่งนี้"

"จริงนะอ้ายกร"

"เออ"

อาเสี่ยเลื่อนตัวเข้ามาสัมผัสมือกับนิกรแล้วพากันเข้าไปนั่งรวมกลุ่มกับคณะพรรคของเขา ต่อจากนั้นก็มีการตกลงกันเกี่ยวกับการว่าลำตัด เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนพรับหน้าที่กลองรำมะนา นอกนั้นทุกคนเป็นลูกคู่ด้วยเพราะเหล้าทำให้สนุกสนานกันเต็มที่ ท่านเจ้าคุณกับลูกชายของนิกรซ้อมรำมะนาเสียงลั่นห้อง

"พรึมๆ โจ๊ะ พรึมๆ เอ้าวะว้า...พรึมๆ โจ๊ะผลึ่มพรึม โจ๊ะๆๆ พรึมๆ โจ๊ะพรึมๆ พรึมๆ โจ๊ะ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง

"ไม่เลวนี่คะเจ้าคุณ" คุณหญิงวาดกล่าวชม "เจ้าคุณตีกลองรำมะนาได้ดีมาก แต่พ่อนพหลานของดิฉันไม่เอาไหน"

ร.ท.นพยิ้มแห้งๆ

"ผมเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ก็พึ่งเคยตีรำมะนาวันนี้แหละครับ เคยตีแต่กลองแจ๊ส เอาละครับซ้อมแค่นี้ดีแล้ว ลุงกิมหงวนว่าได้เลย"

อาเสี่ยเอียงคออมยิ้ม

"ให้พ่อแกว่าก่อนลุงจะได้ฟังคารมและดูชั้นเชิงของพ่อแก"

นันทามองดูนิกรแล้วพูดเสียงอ้อแอ้ด้วยความมึนเมา

"สู้เขาอ้ายน้องแก้ว วันนี้พี่สนุกจังเลย....อึ๊กๆ ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในหมู่พวกเรามันสนุกถึงใจ"

ประไพพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงอ้อแอ้เช่นเดียวกัน

"ถ้ากรแพ้ก็ไม่ใช่ผัวไพ รู้ไม้ ว่าให้หยดย้อยเชียวนะคะ ไพกับเพื่อนๆ จะช่วยรับลูกคู่อย่างเต็มที่ ว้า วันนี้เมาตายห่า"

เมื่อนิกรลุกขึ้นยืนเตรียมว่าลำตัดเสียงตบมือโห่ร้องก็ดังเกรียวกราว นพร้องตะโกนลั่นบ้าง

"สู้เขาพ่อ ลำตัดแพ้คนไม่แพ้"

"อ้าว" เสี่ยงหวนร้องลั่น "เชียร์แบบนี้จะถูกหรือวะอ้ายนพ นักกีฬาโว้ยต้องรู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย การแข่งขันทุกชนิดถ้าไม่แพ้ก็ชนะ" แล้วอาเสี่ยก็เงยหน้าขึ้นมองดูนิกร "เอาซีร้องเลย"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ร้องยังไงล่ะ"

เสี่ยหงวนอ้าปากหวอ

"ก็ร้องแบบลำตัดน่ะซี"

"รู้แล้วร้องลำตัด แต่ร้องยังไงล่ะ ฉันร้องได้แต่ยี่เกเท่านั้น อ้า-ร้องแบบเฮงซวยนะโว้ย ฉันมันลำตัดสมัครเล่นไม่ใช่ลำตัดอาชีพ"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ก็ไหนแกคุยว่าแกเป็นลูกศิษย์นายสะโอด"

นิกรหัวเราะ

"คุยเขื่องไปอย่างนั้นแหละ นายสะโอดหน้าตาเป็นยังไงกันไม่เคยเห็นสักนิด รู้แต่ว่าเขาเป็นยอดนักลำตัดชั้นครู เอาละนะทุกคนช่วยกันรับลูกคู่ให้แข็งแรงหน่อยเพื่อความครึกครื้นในหมู่คณะของเรา"

แล้วนิกรก็รำป้อร้องลำตัดเสียงแจ๋วซึ่งเป็นทำนองให้คู่รับ ท่าทางและสุ้มเสียงของนิกรไม่เลว

ส่งท้ายปีเก่า พวกเรามาร้องรำกันต้อนรับปีใหม่ เราไม่หวาดหวั่นเล่นรำตัดประชันสู้กันจนยิบตา เป๊กพ่อ

ทุกคนช่วยกันรับลูกคู่เสียงลั่นไปหมดท่ามกลางเสียงกลองรำมะนา ๒ ใบดังกระหึ่ม นิกรรำลอยหน้าเฉิบๆ เมื่อลูกคู่รับครบสองจบ เขาก็เริ่มร้องว่ากิมหงวนทันที

หะยีกิมหงวนชื่อดังหรือจะสู้บังนิกร ผมมีชื่อลือกระฉ่อนทั่วทั้งพารา หะยีหงวนยอดสหาย คือลูกชายนายกิมเบ๊ เตี่ยเคยขายตังเมหาบเร่นานา ท่านก่อร่างสร้างตัวจนเป็นเจ้าสัวเศรษฐี นับว่าท่านเป็นคนดีที่ท่านมีความอุตส่าห์ แล้วก็หาบก๋วยเตี๋ยวขาย จนกลายเป็นนายห้าง ส่วนที่เสียก็มีบ้าง คือว่าท่านสูบยา

พวกลูกคู่รับพลางหัวเราะพลาง อาเสี่ยเม้มปากแน่นทำตาเขียวมองดูนิกรราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แล้วยกมือชี้หน้าต่อว่านิกรขณะที่ลูกคู่กำลังรับ

"ว่าถึงเตี่ยเชียวเรอะอ้ายกร เล่นเอาความจริงมาแฉนี่หว่า"

นิกรไม่ตอบเพราะกำลังทำท่าเหมือนกับควบม้าตามแบบฉบับของนักลำตัดชั้นดี พอลูกคู่รับจบนิกรก็ร้องต่อไป

ฝ่ายลูกชายคือนายกิมหงวน ยียวนมิใช่เล่น กินแต่เหล้าทุกเช้าเย็น ได้มรดกของบิดา ชีวิตหนุ่มกรุ้มกริ่มชอบลิ้มรส ชีกอไม่ลดจนกระทั่งมีภรรยา ได้แม่เสือนวลลออ เป็นคู่พนอคลอเคล้า คอยโขกสับเพื่อนเราเลิกดื่มเหล้าได้ชั่วครา แต่ก็ยังทำหรู เป็นเจ้าชู้ประตูดิน ทั้งหมูหมาเกี้ยวสิ้นเกี้ยวกระทั่งหญิงชรา ฉีกเงินทิ้งอวดเศรษฐีทำมั่งมียกตน พ่อนักหิ้วหน้าทนสัปดนทุกสัปดาห์ เป๊กพ่อ

ลูกคู่ช่วยกันรับอย่างครื้นเครง พนัส นพ สมนึกและดำรงร้องเสียงลั่นห้อง ท่านเจ้าคุณกับนพตีรำมะนาอย่างสนุกสนาน นิกรรำป้อหน่วยก้านท่าทางไม่เลว เสี่ยหงวนนั่งหน้างอเป็นม้าหมากรุก นวลลออกล่าวกับอาเสี่ยขณะที่ลูกคู่กำลังรับ

"อย่าโกรธคุณนิกรซีคะเฮีย ลำตัดเขาต้องว่ากันให้เข้าไส้อย่างนี้นักลำตัดเขาไม่ถือกันหรอกค่ะ"

พอลูกคู่รับจบนิกรก็ร้องต่อไปอีก

พ่อค้าใหญ่คนนี้ มีโรงสีสิบแห่ง แต่ผู้คนสาปแช่ง ทำให้ข้าวขึ้นราคาเพราะส่งข้าวออกนอก ย้อนยอกหลายวิธี ข้าวสารยิ่งแพงก็ยิ่งดี ตัวกูนี้เปรมอุราไม่เห็นอกคนจน มุ่งแต่ผลประโยชน์ใครจะเกลียดจะโกรธไม่ยอมลดรา นี่แหละหนาเศรษฐีใหญ่ คือนายกิมหงวนดูหน้ายียวนมองแล้วกวนบาทา-เป๊กพ่อ

ลูกคู่รับอีกอย่างพร้อมเพรียงกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนพตีกลองรำมะนาอย่างเอร็ดอร่อย แต่แล้วเสียงกลอนและเสียงรับลูกคู่ก็ค่อยๆ เงียบลงเมื่อทุกคนแลเห็นเสี่ยหงวนนั่งสะอึกสะอื้น

"พ่อหงวน" คุณหญิงวาดกล่าวขึ้นทันที "เมาเหล้าหรืออย่างไร"

"เปล่าครับ" อาเสี่ยพูดเสียงสะอื้น

"แล้วเป่าปี่ทำไม"

"ผมเจ็บใจอ้ายกรมันด่าผมครับ" เสี่ยหงวนพูดพลางร้องไห้เหมือนเด็กๆ "มันด่าผมอย่างสาดเสียเทเสีย ผมไม่โกรธ แต่มันหาว่าผมเป็นตัวการทำให้ข้าวสารขึ้นราคา ผมโกรธมันมาก โธ่-ผมไม่ได้ขายข้าวสารคนเดียวนะครับ พ่อค้าข้าวที่มีอิทธิพลมีตั้งเยอะแยะ ผมเองได้พยายามทุกวิถีทางที่จะให้ราคาข้าวสารลดต่ำลงแต่ไม่มีใครเขาร่วมมือหรือเห็นพ้องกับผม ฮือ ฮือ"

พลมองดูหน้าเสี่ยหงวนแล้วหัวเราะก้าก

"ร้องลำตัดด่าว่ากันจริงบ้างโกหกบ้าง จะถือสาอะไรวะ เราเล่นกันสนุกส่งท้ายปีเก่ารับปีใหม่"

นิกรเดินเข้ามานั่งลงข้างกิมหงวนแล้วยกมือตบหลังอาเสี่ยเบาๆ

"นิ่งเสียอ้ายหงวน ลำตัดอาชีพน่ะเขาด่ากันยิ่งกว่านี้ตั้งร้อยเท่า กันด่าแกอย่างที่เรียกว่าพอหอมปากหอมคอเท่านั้น ทำใจให้สบายน่าเราเล่นกันสนุกๆ แกลุกขึ้นร้องบ้างซี มีเรื่องอะไรร้องด่ากันเลย"

เสี่ยหงวนขบกรามกรอดแล้วฝืนหัวเราะ

"ดีละ กันจะด่าแกให้แสบทีเดียว ตื้นลึกหนาบางกันจะสาวไส้แกวันนี้แหละพวก เราจะได้รู้ว่าแกเป็นคนอย่างไรมีหลังฉากอย่างไร"

นิกรอมยิ้ม

"เอาเลยอ้ายหงวนเชิญว่าตามสบาย ด่าได้ตามใจแบบไทยแท้ นักลำตัดที่ดีเขาไม่โกรธกันหรอกโว้ยเพราะการว่าลำตัดก็คือด่ากันนั่นเอง ผู้หญิงกับผู้ชายเขายังว่ากันได้อย่างเข้าไส้ ฟังแล้วขนลุกขนพองแต่เดี๋ยวนี้หายาก"

ศาสตราจารย์ดิเรกพยักหน้ากับกิมหงวน

"สู้เขาลูกพ่อ"

อาเสี่ยแยกเขี้ยว

"ใครเป็นลูกแก"

"เถอะน่า ติ๋งต่างว่าแกเป็นลูกกัน ลุกขึ้นซีทำสำออยไปได้ เดี๋ยวเตะส่งท้ายปีเก่าเสียเลย"

ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง เสี่ยหงวนค่อยๆ ลุกขึ้นยืนจัดกลีบผ้าม่วงให้เรียบร้อยแล้วซ้อมท่ารำนิดหน่อย เสร็จแล้วก็กล่าวถามนวลลออ

"เป็นยังไงนวล เฮียรำสวยไหม"

"พอดูได้ค่ะ เหมือนท่าอีแร้งกระพือปีก"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เป็นยังงั้นไป" แล้วอาเสี่ยก็หัวเราะเบาๆ กล่าวกับทุกๆ คนว่า "ผมจะร้องรำวงรุ่นเก่าเป็นเพลงลูกคู่นะครับเพราะว่าพวกเราร้องกันได้ดี แล้วก็เล่นเป็นเพลงลำตัดได้"

นันทายิ้มให้เขา

"ดีค่ะ เอาเพลงง่ายๆ ค่อยยังชั่วหน่อย"

เสี่ยหงวนกระแอมเสียก่อน แล้วร้องเพลงเสียงลั่นซึ่งเป็นเพลงรำวงที่เคยฮิตมาครั้งหนึ่งในสมัย ๒๐ กว่าปีที่แล้วมา

สาวๆ อายุ ๑๕ หนีคุณตาไปเล่นรำวง เป๊กพ่อ สาวๆ อายุ ๑๕ หนีคุณตาไปเล่นรำวง พ่อแม่เขาตามไปดูช้า พ่อแม่เขาตามไปดู อีหนูรำดีเขาก็ตีไม่ลง

เสียงรำมะนาและเสียงลูกคู่ทั้งหญิงชายดังขึ้นอีก เจ้าแห้วพลอยผสมโรงเป็นลูกคู่กับเขาด้วย กิมหงวนรำกระโดกกระเดกท่าทางเหมือนกับแซะรางรถรางเรียกเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงตลอดเวลา

เมื่อลูกคู่ร้องสองจบอาเสี่ยก็เริ่มต้นว่ากลอนโจมตีนิกร

ขอกล่าวถึงนายนิกรหน้าเหมือนวานรอยู่ตามป่าดง ขี้เกียจอย่างไม่เอาไหน กินอิ่มเข้าไปนอนหลับโก้งโค้ง รู้มากกระดูกขัดมัน ท่าทางสำคัญแต่เป็นคนหยิบหย่ง หยิบหย่งๆ.... ลำตัดเขาร้องยังไงร้องไม่ไหวขอบอกตามตรง ตามตรงๆๆๆ อ้ายกรคนนี้ผมเกลียดขี้หน้า แต่เป็นเพื่อนกันมาผมเลยเกลียดไม่ลง เป๊กพ่อ

พวกลูกคู่รับพลางหัวเราะพลาง นิกรช่วยรับลูกคู่ด้วย คุณหญิงชมเชยเสี่ยหงวนด้วยความจริงใจ

"ไม่เลวนี่นะพ่อหงวน เธอร้องลำตัดได้ดีพอใช้ เอาอ้ายกรให้แพ้เลยนะถ้วยเงินใบนี้จะได้เป็นของเธอ"

อาเสี่ยเม้มปากแข็งใจรำส่งเดช ท่าทางเก้งก้างอย่างไรชอบกล เสี่ยตี๋กล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาด้วยเสียงหัวเราะ

"เตี่ยกันรำท่าไหนวะ"

นพว่า "ไส้เดือนฉกตวักยังไงล่ะ"

เสียงรำมะนาและเสียงลูกคู่ดังลั่นห้องโถง พอลูกคู่รับครบสองจบอาเสี่ยก็ร้องต่อไป

มันว่าผมชีกอ ตัวมันก็ใช่ย่อยแอบไปมีเมียน้อย ยอดสร้อยชื่อเบญจรงค์ ฉายาว่าแม่จิ๊ด ไม่มีมีจริตจะก้าน หล่อนสุภาพอ่อนหวานทำให้อ้ายกรลุ่มหลง ซื้อบ้านให้อยู่แอบไปชื่นชู้บ่อยๆ บอกคุณประไพเสียหน่อยอย่าปละปล่อยให้เลยธง

ลูกคู่ช่วยกันรับเกรียวกราว แต่ประไพคว้าขวดเหล้าผุดลุกขึ้นยืนเดินปรี่เข้ามาหานิกร ด้วยความโมโหหึงตึงเครียดขณะที่นิกรหลับหูหลับตาร้องช่วยร้องรับลูกคู่ และแล้วก่อนที่ใครจะห้ามปรามประไพก็ยกขวดวิสกี้ตราขาวซึ่งมีเหล้าติดอยู่ในขวดไม่มากนักฟาดกบาลนิกรเต็มแรง

"โพละ"

ขวดเหล้าแตกกระจายออกเป็นหลายชิ้นแต่เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนักที่ศีรษะของนิกรไม่แตกการเล่นลำตัดสิ้นสุดลงทันที ทุกคนตกใจแทบหายเมาไปตามกัน

"ประไพ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลั่น "นั่นมันเรื่องอะไรแกถึงได้ตีกบาลเจ้ากร"

ประไพโยนเศษขวดเหล้าที่มีแต่คอขวดในมือหล่อนทิ้งลงบนพื้นห้องแล้วร้องไห้โฮ

"คุณพ่อไม่ได้ยินหรือคะ" หล่อนพูดพลางร้องไห้พลาง "อาเสี่ยร้องเป็นลำตัดบอกว่ากรแอบไปมีเมียน้อยไว้คนหนึ่งชื่อนังเบญจรงค์"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้ากแล้วเดินเข้ามาหาหล่อน

"แย่แล้วคุณไพ ผมร้องเล่นสนุกๆ แบบกลอนพาไปแท้ๆ มันเป็นความจริงเมื่อไหร่ล่ะครับ ว้า....ล่อเสียเต็มเหนี่ยว"

ประไพอ้าปากหวอใบหน้าซีดเผือด

"ไม่ใช่เรื่องจริงหรือคะอาเสี่ย"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ลำตัดครับ ว่ากันเล่นสนุกๆ คิดกลอนได้อย่างไรก็ว่าไปยังงั้น โถ-อ้ายกรนั่งสะลึมสะลือไปเลยหัวแตกหรือเปล่าก็ไม่รู้"

ประไพยิ้มแห้งๆ

"เห็นจะไม่แตกหรอกค่ะ ตามธรรมดาก็หัวแข็งเหมือนกับอ้ายโจรอยู่แล้ว" พูดจบหล่อนก็ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างนิกรแล้วยกมือจับศีรษะเขาแหวกเส้นผมตรวจดูบาดแผล "กรขา เจ็บไหมคะ"

นิกรทำตาปริบๆ

"เจ็บหรือไม่เจ็บอย่าเพิ่งถาม ไพช่วยตรวจดูให้แน่เสียก่อนว่ากบาลแบะบ้างหรือเปล่า ถ้ายังไงจะได้ให้ดิเรกมันช่วยเย็บแผลให้"

ประไพสั่นศีรษะแล้วเป่าลงกลางศีรษะนิกร

"เพี้ยง หายแล้ว ไม่แตกหรอกค่ะยกโทษให้ไพเถอะนะคะ ไพได้ยินอาเสี่ยร้องเช่นนั้นก็เข้าใจผิดคิดว่ากรแอบไปมีเมียน้อยจริงๆ ก็มีโมโหจนลืมตัว"

นิกรฝืนหัวเราะ

"เคราะห์ดีนะที่กรไม่ได้ถอดหลวงพ่อออก และนี่ก็ยังหัวค่ำหลวงพ่อท่านยังไม่จำวัด ม่ายยังงั้นอย่างน้อยก็เย็บสามเข็ม ไม่เคยฟังลำตัดก็เป็นอย่างงี้แหละ ลำตัดน่ะเขาด่าหรือว่ากันไปยังงั้นเองไม่ได้เป็นเรื่องจริงจังอะไร โอ้โฮ แก่แล้วยังจะหึงอีก"

ประไพยิ้มอายๆ

"ก็เพราะแก่น่ะซีคะถึงได้หึง กระน่ะควรจะรู้ไว้ว่ากรคือดวงใจของไพ ถ้าชีวิตของกรขาดไพเสียแล้วจะมีอะไรเกิดขึ้นแก่ไพรู้ไหมคะ ลองตอบไพซิ"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"ไพก๊อมีความสุขเหมือนกับยกภูเขาออกจากอก"

"ค่ะ ใช่" แล้วหล่อนก็หันมาทางเจ้าแห้วซึ่งนั่งหัวเราะงอไปงอมาอยู่ทางบันไดขึ้นชั้นบน "เฮ้ย มัวแต่หัวเราะอยู่นั่นแหละเอาไม้กวาดมาเก็บกวาดเศษแก้วซีโว้ย เก็บไปให้หมด เมื่อเช้าฉันจ่ายรางวัลปีใหม่ให้แกไป ๕๐๐ บาทแล้ว ขยันหน่อยซี วันนี้แกน่ะเป็นเศรษฐีย่อยๆ แล้ว"

เจ้าแห้วพยักพเยิดกับสาวใช้คนหนึ่งซึ่งยืนลับๆ ล่อๆ อยู่ข้างประตูด้านหลังตึก

"ช่วยจัดการเก็บขวดแตกและทำความสะอาดให้เรียบร้อยแทนฉันหน่อยซีน้องสาว ฉันจ่ายให้ ๒๐ บาท ใจป้ำเลยวันนี้"

คุณหญิงวาดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างปรึกษาหารือกันอย่างสนุกสนาน

"ว่ายังไงคะเจ้าคุณ ยายไพทำให้ลำตัดต้องเลิกล้มลงกลางคัน เราจะให้เจ้ากรกับพ่อหงวนเล่นลำตัดกันต่อไปหรือยุติเพียงแค่นี้"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะหึๆ

"พอแล้วคุณหญิง อ้ายหงวนมันไม่มีศิลปในการร้องลำตัดเลย ท่าทางที่รำก็ดูไม่ได้ แม้กระทั่งกลอนที่ร้องฟังดูแล้วขัดหูเต็มทน อ้ายกรมันเหนือกว่ามากนัก"

"ถ้าเช่นนั้นเราก็ตัดสินได้แล้วสิคะ"

"ครับ อ้ายกรชนะแหงๆ "

คุณหญิงวาดหยิบถ้วยเงินที่อยู่บนโต๊ะข้างตัวขึ้นชูขึ้นแล้วร้องประกาศดังๆ

"ท่านทั้งหลาย ลำตัดประชันระหว่างหะยีหงวนกับบังกรได้สิ้นสุดลงแล้ว ข้าพเจ้ากับขุนช้าง....เอ๊ย...เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขอตัดสินให้บังกรหรือนายนิกรเป็นผู้ชนะ และยินดีมอบถ้วยเงินใบนี้ให้ไว้เป็นเกียรติยศ ขอเชิญนายนิกรมารับถ้วยเงินได้"

นิกรยิ้มให้เสี่ยหงวน

"กันสละถ้วยให้แกโว้ย แกเข้าไปรับถ้วยซี"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"เอาไปทำหอกอะไรล่ะ กันอยากได้กันซื้อเอาใบโตๆ ก็ได้"

"น่า อย่างน้อยก็เอาไว้ใส่โอเลี้ยงกิน"

"ไม่เอา" กิมหงวนเอ็ดตะโร "ถ้วยเงินใบนี้คุณอาใช้ให้อ้ายแห้วไปรื้อมาจากห้องเก็บของข้างตึกโรงครัว เป็นถ้วยรางวัลโบลิ่งโต๊ะเล็กที่อ้ายพลได้มาจากงานฉลองรัฐธรรมนูญในราว ๑๕ ปีมาแล้ว"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องโถง คุณหญิงวาดหัวเราะเสียงดังกว่าเพื่อน ท่านมองดูนิกรกับเสี่ยหงวนแล้วกล่าวว่า

"ไม่มีใครมารับถ้วยหรืออย่างไร"

นิกรว่า "ไม่ละครับ สนิมขึ้นเขียวแล้ว เก็บไว้ใส่น้ำพริกเถอะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นึกสนุกขึ้นมาก็ตีรำมะนาอีก นายพลดิเรกขอรำมะนาจากนพลองตีดูบ้าง และเนื่องจากเขาเป็นคนฉลาดหัดตีครู่เดียวก็ตีได้ พอตีเป็นก็ออกรส พ่อตากับลูกเขยกระหน่ำรำมะนาเสียงลั่น

"พรึมๆ โจ๊ะพรึมๆ โจ๊ะๆๆ พรึมๆ โจ๊ะพรึมๆ"

พลยกมือขวาตบศีรษะลูกชายเสี่ยหงวน

"ร้องลำตัดให้ลุงฟังหน่อยเถอะวะ"

สมนึกหัวเราะ

"ไม่ไหวครับคุณลุง ผมร้องได้อย่างส่งเดช"

"เถอะน่า เราเล่นสนุกกันในหมู่ญาติมิตรของเรา ร้องยังไงก็ได้ แล้วประเดี๋ยวไปนั่งรถเที่ยวส่งท้ายปีเก่ากัน สามทุ่มรถบัสที่โรงแรม "สี่สหาย" จะมารับพวกเราที่นี่ตามที่ลุงสั่งไว้"

นวลลออพูดเสริมขึ้น

"ร้องซีลูก แม่ก็อยากฟังเจ้าร้องลำตัดเหมือนกัน"

สมนึกทำท่ากระดากกระเดื่อง

"แหม....ผมอายครับแม่"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"คนอย่างแกรู้จักอายด้วยเรอะ เอาลุกขึ้นร้องให้ลุงเขาฟัง ร้องให้พรปีใหม่คุณปู่คุณย่าและญาติผู้ใหญ่ของแก"

สมนึกลุกขึ้นยืนท่ามกลางเสียงตบมือเกรียวกราว เสียงรำมะนาหยุดลงชั่วขณะ ร.ท.นพมองดูเสี่ยตี๋อย่างขบขัน

"เอาซีด้ายตี๋ กันจะช่วยเป็นลูกคู่ให้"

สมนึกนิ่งอึ้งไปสักครู่ก็ร้องลำตัดเสียงแจ๋ว

ช้าปล๊อกต้ำม่ะปล็อกๆๆ พ่อแม่ไม่อยู่จับหนูใส่กระบอก

ช้า-ช้า ปล๊อกต้ำม่ะปล๊อกๆๆ พ่อแม่ไม่อยู่จับหนูใส่กระบอก

คุณหญิงวาดโบกมือห้ามไม่ให้ใครรับลูกคู่แล้วถามเสี่ยตี๋

"หนูมันอยู่ดีๆ ไปจับมันใส่กระบอกทำไมล่ะลูก เป็นการทรมานสัตว์แท้ๆ "

สมนึกอดหัวเราะไม่ได้

"ลำตัดเขาก็ร้องกันอย่างนี้แหละครับคุณย่า บางทีก็แปลไม่ได้ความหรือไม่มีความหมายอะไร บางทีก็ร้องปนมลายู แต่ชาวมลายูฟังไม่รู้เรื่อง"

"อ๋อ....ยังงั้นเรอะ เอาละย่าเข้าใจแล้ว"

สมนึกร้องช้าปล๊อกอีกครั้งหนึ่ง ทุกคนช่วยกันรับลูกคู่อย่างสนุกสนาน เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนายพลดิเรกตีกลองรำมะนา เมื่อลูกคู่ร้องสองจบสมนึกก็ร้องลำตัดต่อไป หน่วยก้านท่าทางของเขาดีกว่าเสี่ยหงวนมาก

รื่นเริงส่งท้ายปีเก่า ลืมโศกสร่างเศร้า กินเหล้าเย้าหยอก ปีใหม่วันใหม่เดือนใหม่ ผมขออวยชัยให้ท่านถลอก นพโว๋ยช่วยกันร้องหน่อย ชักนอกรีตนอกรอยกลอนมันย้อนยอก เดี๋ยวคุณปู่หาว่าล้อท่าน มิใช่เช่นนั้นกลอนมันลงหัวถลอก

ลูกคู่รับพลางหัวเราะพลาง พอร้องจบสองเที่ยวลูกชายของเสี่ยหงวนก็ว่าลำตัดต่อไปอย่างอึกอัก กระท่อนกระแท่น

กลอนของผมแก้ไม่ตก มันจะต้องเวียนวก ตกที่นั่งหัวถลอก เพราะฉะนั้นผมขอจบเท่านี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแต่ท่านหัวถลอก ผมเองเป็นลำตัดอเมเจ้อร ถ้าผมร้องพลั้งเผลอ โปรดอภัยให้ลูกจ๊อก

คราวนี้ลูกคู่รับเสียงลั่นและหัวเราะกันอย่างครื้นเครง

ช้าปล๊อกต้ำม่ะปล๊อกๆๆ พ่อแม่ไม่อยู้จับหนูใส่กระบอก

ช้า-ปล๊อกต้ำมะปล๊อกๆๆ พ่อแม่ไม่อยู่ หัวหูถลอก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลั่น

"ใครร้องหัวหูถลอกวะ"

นิกรชูมือขวาขึ้นแล้วยิ้มแป้น

"ผมเองครับคุณพ่อ"

"ทะลึ่งมาก"

"อ้าว ก็ไหนคุณพ่อว่าวันนี้ให้ล้อฟรียังไงล่ะครับ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มออกมาได้

"เออ....จริงโว้ยลืมไป เอา...ล้อได้ตามสบายวันนี้ ฉันอนุญาตให้ทุกคนล้อฟรี ฮ่ะ ฮ่ะ นั่งลงเสียทีอ้ายตี๋ ลำตัดของแกฟังแล้วไม่เอาไหน ช้าปล๊อกต้ำม่ะปล๊อกๆๆ ไม่เห็นจะได้ความ"

สมนึกเดินเข้ามานั่งพับเพียบเรียบร้อยข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกราบลงบนตักท่านแสดงความเคารพอย่างสูงสุด

"คุณปู่อย่าโกรธอย่าเคืองผมเลยครับ เท่าที่ผมร้องเกี่ยวกับหัวถลอกเพราะกลอนมันพาไปจริงๆ เล่นกลอนสระออกก็ต้องลงหัวถลอกร่ำไป แฮ่ะ แฮ่ะ ถึงอย่างไรผมก็ยังร้องได้ดีกว่าเตี่ยของผมใช่ไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจ

"ใช่ เตี่ยของเจ้ารำเหมือนอีแร้งไม่มีผิด เจ้ายังดีกว่า เด็กๆ รุ่นเจ้าไม่มีโอกาสได้ฟังลำตัดดีๆ เหมือนสมัยโน้นแล้ว นักลำตัดสมัยก่อนได้ล้มหายตายจากไปหมด ที่เหลืออยู่บ้างก็สู้รุ่นเก่าเขาไม่ได้"

เสียงเครื่องยนต์คันหนึ่งแล่นเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์"

เจ้าแห้วผุดลุกขึ้นเดินไปเปิดหน้าต่างหน้าตึกมองดูแล้วกลับมารายงานให้พวกเจ้านายทราบว่า รถบัสของโรงแรม "สี่สหาย" มารับไปเที่ยวชมงานส่งท้ายปีเก่ารอบพระนครและธนบุรีแล้ว คุณหญิงวาดกล่าวกับพรรคพวกของท่านทันที

"ไปโว้ยพวกเรา นั่งรถไปเที่ยวสนามหลวงและเที่ยวฝั่งธนกัน ไปอย่างนี้แหละ"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้น เจ้าแห้วจัดแจงเปิดประตูหน้าตึก ต่อจากนั้นสี่สหายกับสี่นางและลูกๆ พร้อมด้วยท่านผู้ใหญ่ทั้งสองและเจ้าแห้วก็พากันออกไปจากห้องโถงด้วยความสุขสนุกสนาน

จบ