พล นิกร กิมหงวน 212 : นำเที่ยวใต้ทะเล

ศาสตราจารย์ดิเรกจอมนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์ ได้สร้างเรือดำน้ำขนาดกระเป๋ารับจ้างพาผู้โดยสารชมใต้ทะเลที่บางแสน โดยมีคณะพรรคของเขาร่วมงานด้วย เรือดำน้ำขนาดจิ๋วลำนี้มีสมรรถภาพดีเยี่ยม แต่ก่อความอลเวงอย่างที่สุด

พอย่างเข้าฤดูร้อน บรรดาท่านผู้ดีมีอันจะรับประทานมีอัฐฬสเหลือใช้ก็ทุรนทุรายไปตามกัน เพราะทนความร้อนอบอ้าวในพระนครหลวงไม่ไหว ยิ่งมีเงินเป็นล้านก็ถึงกับชักดิ้นชักงอน้ำลายในปากเดือดพล่าน รีบพาครอบครัวไปหัวหิน ไปปีนัง หรือไปญี่ปุ่นชมต้นซากูระซึ่งยังไม่ออกดอก คนมีเงินที่ยังไม่ถึงขั้น "ล่ำซำ" ก็มักจะไปบางปู, บางแสน, ศรีราชาหรือหาดพัทยาตามแต่อัธยาศัยหรือทุนทรัพย์จะอำนวย

ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ บางแสนได้ต้อนรับชาวพระนครนับจำนวนพัน รถเก๋งแบบแปลกๆ นับตั้งแต่รุ่นใหม่ที่สุด จนกระทั่งรุ่นโบราณตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี แล่นวนเวียนอยู่ชายทะเลบางแสนจนถึงแหลมแท่นตลอดเวลา บ้างก็จอดเป็นแถวริมถนน คุณหนุ่มๆ สาวๆ สนุกร่าเริงเดินคลอคู่กันหรือนั่งเกี้ยวกันอยู่ตามร้านอาหารและเครื่องดื่มชายทะเล ที่เป็นแม่หม้ายผัวเผลอมาเที่ยวกับแฟนหนุ่มคราวลูก หรือหนุ่มใหญ่ที่มีลูกเมียแล้วมาเที่ยวกับ "อีหนู" ก็มักจะหาที่คุยกันลับหูลับตาคนไม่อยากให้ใครเห็น ที่เป็นผัวเมียกันก็ไม่แคร์ใครจูงมือกันลงเล่นน้ำหรือนั่งเรือใบออกไปนอกทะเล บางแสนแดนสวาทหาดสวรรค์ของชาวพระนครหลวง ใครไม่มีรถยนต์ส่วนตัวใช้ก็มารถแท็กซี่หรือรถโดยสาร ส่วนมากก็มักจะพาแฟนมาเช่าบังกาโลนั่งคุยกัน เล่นไพ่กันบ้าง เล่นเสือกินวัวหรือเสือตกถังบ้าง

ตอนสายวันนั้นซึ่งตรงกับวันเสาร์

นักทัศนาจรบางแสนที่ป้วนเปี้ยนอยู่ตามชายทะเลต่างร้องเอะอะบอกกัน เมื่อแลเห็นวัตถุสิ่งหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในทะเลด้วยความเร็วขนาดปลาใหญ่ๆ ว่ายน้ำ

"ปลาวาฬ ปลาวาฬโว้ย" นักสังเกตการณ์ชั้นเลวคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้น

แล้วเสียงปลาวาฬก็ดังเซ็งแซ่ หนุ่มสาวที่กำลังลงเล่นน้ำรีบตาลีตาเหลือกขึ้นจากน้ำ เพราะกลัวปลาวาฬจะคาบไปกินทั้งๆ ที่ไม่เคยปรากฏว่าปลาวาฬเคยรับประทานมนุษย์ ผู้คนแตกตื่นจ้องมองดูวัตถุประหลาดซึ่งคล้ายกับส่วนหลังของปลาวาฬ มันอยู่ห่างจากฝั่งไม่เกิน ๒๐๐ เมตร

เสียงอื้ออึงดังขึ้น เมื่อมันค่อยๆ โผล่สูงขึ้นมาจากพื้นน้ำ ในที่สุดบรรดานักทัศนาจรทั้งหลายก็ได้รู้ว่า มันคือเรือดำน้ำขนาดจิ๋ว ประชาชนชาวพระนครที่อยู่ชายทะเลบางแสนต่างโจษขานกันแซ่ดไปหมด

"เรือดำน้ำ เรือดำน้ำคอมมิวนิสต์โว้ย" ใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง "เปิดเถอะพวกโว้ยเรา ประเดี๋ยวมันขึ้นมาบนฝั่งก็เท่งทึงไปตามกันเท่านั้นเอง"

แต่นักทัศนาจรบางแสนส่วนมากเป็นปัญญาชน คือผู้ได้รับการศึกษาดี คนเหล่านี้เฝ้ามองดูเรือดำน้ำแบบกระเป๋าด้วยความตื่นเต้นสนใจ มันลอยลำขึ้นมาบนผิวน้ำแล้ว และกำลังแล่นเอื่อยๆ เข้ามายังฝั่งบางแสน เรือดำน้ำกระเป๋าลำนี้ยาวประมาณ ๖ เมตร รูปร่างเหมือนบุหรี่ซิการ์ ส่วนหัวใหญ่กว่าส่วนท้าย ตอนบนเป็นวัตถุโปร่งแสงครอบลำเรือเหมือนหลังคา มองแลเห็นผู้ที่อยู่ในเรืออย่างถนัดชัดเจน ซึ่งคนหนึ่งเป็นชายชรารูปร่างอ้วนใหญ่ศีรษะล้าน ๕ คนนั่งอยู่ตอนกลางเรือบนที่นั่งคล้ายเบารถยนต์ และคนหนึ่งทำหน้าที่ขับเรืออยู่ตอนหัวเรือ เรือดำน้ำกระเป๋าลำนี้ไม่มีสะพานเดินเรือบนผิวน้ำ ไม่มีเสากระโดงและไม่ได้ติดอาวุธกล้องตาเรือก็ไม่มี มองดูคล้ายๆ กับเรือยนต์ลำหนึ่ง แต่กราบเรือสูงจากพื้นน้ำไม่เกิน ๒ นิ้ว

ไม่มีใครรู้ว่าเรือดำน้ำขนาดจิ๋วลำนี้เป็นเรือดำน้ำที่ศาสตราจารย์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์เป็นผู้ออกแบบและสร้างมันขึ้น ที่อู่ต่อเรือข้าวของอาเสี่ยกิมหงวน โดยมีคณะพรรคของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วร่วมมือร่วมเท้ากันสร้างเรือลำนี้ ตัวเรือและโครงสร้างใช้อลูมินัม ใช้แรงขับเคลื่อนด้วยกำลังไฟฟ้าแบตเตอรี่แห้ง ๑๒ โวลท์ รวม ๕ หม้อ ซึ่งเป็นแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์บรรทุก มีเครื่องชาร์จไฟกลับเข้าหม้อในตัว ความเร็วบนผิวน้ำ ๓๐ นอตซึ่งนับว่าเร็วมาก ความเร็วใต้น้ำ ๑๐ นอต รัศมีทำการถ้ามีอาหารและน้ำกินก็สามารถไปได้รอบโลก เพราะแบตเตอรี่ทั้ง ๕ หม้อไม่มีวันหมด จ่ายออกไปก็ชาร์จกลับเข้าหม้อด้วยความรู้ความสามารถอันยอดเยี่ยมของนายพลดิเรก วิศวกรและนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของโลกนี้

อย่างไรก็ตาม เรือดำน้ำ "สี่สหาย" ลำนี้ เล็กเกินไป เนื้อที่ด้านในของเรือมีขนาด ๒.๐๐ x ๔.๕๐ ม.เท่านั้น มิหนำซ้ำยังแบ่งเป็นห้องสุขาเสีย ๑.๐๐ x ๒.๐๐ ม. ซึ่งเรื่องห้องสุขานี้ พ.อ.นิกรกับนายพลดิเรกได้โต้เถียงกันอย่างรุนแรง ถึงกับจะตะบันหน้ากัน นิกรได้อ้างความจำเป็นในเรื่องการขับถ่ายของมนุษย์ บางคนกินหอยแครงหรือมะม่วงน้ำปลาหวานหรือของเสาะท้องมาแล้ว มาโดยสารเรือดำน้ำชมใต้ทะเลเกิดจะต้องใช้ห้องสุขาอย่างกระทันหัน ถ้าไม่ทำไว้จะทำอย่างไร แล้วคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตลอดจนเจ้าแห้วซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ประจำเรือ นำเรือดำน้ำกระเป๋าลำนี้มาจากกรุงเทพฯ ก็จะต้องใช้ห้องน้ำล้างหน้าล้างมือหรือปลดปล่อยความทุกข์บ้าง ในที่สุดศาสตราจารย์ดิเรกก็ต้องสร้างห้องสุขาขนาดเล็กขึ้น ภายในห้องมีอ่างเคลือบสำหรับล้างหน้าล้างมือ แล้วก็มีชักโครกแบบทันสมัยชนิดที่มีน้ำพุพุ่งขึ้นมาโดยไม่ต้องใช้กระดาษชำระ เรือดำน้ำลำนี้มีถังน้ำจืดสำหรับกินและใช้ติดอยู่กับเรือเพียง ๒๐๐ ลิตรเท่านั้น มีห้องอยู่ห้องเดียว ห้องแบตเตอรี่ตอนท้ายเรือปิดตาย ภายในห้องด้านในของเรือนี้มีโซฟาสองตัวหันหน้าเข้าหากัน โซฟาตัวหนึ่งนั่งได้ ๕ คน ตอนหน้าคือตอนหัวเรือมีที่นั่งอีกหนึ่งที่สำหรับคนขับ คือศาสตราจารย์ดิเรก พวงมาลัยไฮโดรลิคถือท้ายเรือใช้นิ้วเดียวหมุนก็เคลื่อนไหวได้ เบื้องหน้าที่นั่งคนขับมีมาตรต่างๆ เป็นต้นว่า เครื่องวัดความเร็วของเรือ วัดความลึกของเรือ มีเข็มทิศขนาดใหญ่ประจำเรืออยู่ข้างพวงมาลัยแบบเดียวกับเรือเดินทะเลทั้งหลาย และมีแผนที่ทะเลอ่าวไทยตอนหน้าเมืองชลบุรีกระทั่งศรีราชา และรอบเกาะสีชัง บอกละเอียดว่าตรงไหนมีหินใต้น้ำ ตรงไหนระดับน้ำลึกแค่ไหน เรือดำน้ำลำนี้ใช้กลไกไฟฟ้าบังคับ แม้กระทั่งหลังคาครอบที่เป็นวัตถุโปร่งแสงคล้ายกระจกก็เลื่อนปิดเปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า มีเครื่องอัดออกซิเจนเพื่อใช้หายใจใต้น้ำไม่เกิน ๓ ชั่วโมง

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วอยู่ในเครื่องแต่งกายมนุษย์กบ มีท่อออกซิเจนผูกติดข้างหลังคนละท่อ แต่ยังไม่ได้ติดสายหายใจ ที่แต่งมนุษย์กบก็เพราะเตรียมไว้สำหรับพาผู้โดยสารลงว่ายน้ำในทะเล หากมีความประสงค์เช่นนั้น นายพลดิเรกเตรียมเครื่องมนุษย์กบมาหลายชุดไว้ให้นักทัศนาจรเช่า ส่วนการเที่ยวใต้ทะเลโดยเรือดำน้ำก็จะคิดค่าบริการชั่วโมงละ ๕๐ บาทต่อคน ค่าเช่าเครื่องมนุษย์กบชุดละ ๒๐ บาท และค่าพาเที่ยว ใต้ทะเลในสภาพของมนุษย์กบคิดชั่วโมงละ ๒๕ บาท คณะพรรคสี่สหายต่างมั่นใจว่าเขาคงจะมีรายได้อย่างงดงามในการนำเรือดำน้ำขนาดกระเป๋ามารับชาวพระนครเที่ยวชมใต้ทะเลลึก เพราะเป็นบริการแหวกแนวที่ไม่เคยมีใครทำมาแต่ก่อน ถึงแม้ใครจะคิดทำก็ทำไม่ได้ เนื่องจากการมีเรือดำน้ำขับขี่ย่อมผิดกฎหมาย แต่นายพลศาสตราจารย์ดิเรกเป็นผู้เชี่ยวชาญวิชาวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญสรรพาวุธของกองทัพไทย เขามีสิทธิพิเศษที่จะสร้างอาวุธ, สร้างรถถัง, เครื่องบิน หรือเรือรบเรือดำน้ำได้ทั้งนั้น ซึ่งในไม่ช้านี้เขาคงจะสร้างเรือดำน้ำขนาดกระเป๋าให้กองทัพเรือของเราอย่างแน่นอน เมื่อเขาได้ดัดแปลงมันให้มีสภาพดีขึ้นกว่านี้

ในที่สุดเรือดำน้ำ "สี่สหาย" ก็แล่นมาเกยที่ชายหาด ประชาชนหญิงชายทั้งเด็กผู้ใหญ่สาวแก่แม่หม้ายตลอดจนกระเทยและพวกจิ๊กโก๋จิ๊กกี๋ทั้งหลาย ต่างวิ่งเฮโลลงไปที่ชายหาดร่วมพันคน นายพลดิเรกบังคับหลังคาเรือตอนหนึ่งให้เลื่อนออกเป็นช่องกว้าง เสี่ยหงวนกับนิกรต่างลุกขึ้นยืนเด่นโบกมือให้พวกนักทัศนาจรชาวกรุงเทพฯ แล้วกิมหงวนก็พูดกระจายเสียงทันที

"อย่าตกใจครับพี่น้อง เรือดำน้ำลำนี้ไม่ใช่เรือดำน้ำของศัตรู มันคือเรือดำน้ำขนาดกระเป๋าที่ศาสตราจารย์ดิเรกกับพวกผมได้ช่วยกันสร้างขึ้น พล, นิกร, กิมหงวนยังไงล่ะครับ แล้วก็ชายชราศีรษะล้านที่นั่งหัวเหน่งอยู่ในเรือก็คือท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ญาติผู้ใหญ่ของเรา"

เมื่อเสี่ยหงวนระบุตัวให้ทราบ เสียงโห่ร้องก็ดังขึ้นเกรียวกราว แน่ละ ประชาชนทั่วประเทศย่อมรู้จักชื่อเสียงของคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นอย่างดี และส่วนมากเคยเห็นตัวจริงมาแล้ว

ใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้น

"มาเที่ยวบางแสนหรือครับอาเสี่ย"

พ.อ. กิมหงวนยิ้มแป้นแล้วพูดทางเครื่องขยายเสียงแบตเอตรี่ซึ่งมีลำโพงปากบานติดอยู่ในตัว

"ครับ มาเที่ยว แล้วก็มาเปิดบริการรับท่านทั้งหลายชมใต้ทะเลลึกด้วยครับ อ้า-คือว่า-อ้าเราได้สร้างเรือดำน้ำกระเป๋าลำนี้ขึ้น อ้า-คือว่า-"

"ว้า" พ.อ. นิกรเอ็ดตะโร "โฆษกชั้นดีเขาไม่พูดอ้าๆ หรอกโว้ย เขาต้องพูดให้คล่องแคล่วไม่ติดค้าง แกไม่เคยทำงานรถขายยามาบ้างเลยรึ"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"นั่นไม่ใช่งานของมหาเศรษฐีอย่างกันนี่หว่า เอ้า-แกโฆษณาหน่อยซิ กันยอมรับว่ากันไม่ใคร่จะมีศิลปะในการพูด กันเก่งแต่การค้าเท่านั้น"

นิกรรับลำโพงซึ่งเป็นไมโครโฟนพูดในตัวมาจากอาเสี่ย แล้วเขาก็ยกขึ้นพูดทันที เขาพูดได้คล่องแคล่วรวดเร็วมาก เกือบจะไม่มีการหยุดหายใจ

"เร่เข้ามาครับพ่อแม่พี่น้องพระเดชพระคุณทั้งหลาย วันนี้นายห้างมาเอง พาพ่อตากับเพื่อนๆ มาด้วย บริการแปลกแหวกแนวล้ำยุค ดีกว่า...สบายกว่า...มากกว่า...และเป็นฟองกว่า...ต้องเรือดำน้ำ "สี่สหาย" ที่จะพาท่านลงชมสะดือทะเลบางแสน พาเที่ยวบนผิวน้ำและใต้น้ำไปกระทั่งรอบเกาะสีชัง คนฉลาดต้องนั่งเรือดำน้ำ ท่านจะได้รับความสุขความเพลิดเพลินอย่างมากมาย ค่าบริการนั่งเรือดำน้ำชมใต้ทะเลเพียงคนละ ๕๐ บาทต่อชั่วโมงครับ รับรองว่าปลอดภัยร้อยเปอร์เซนต์ เรือของเราจะไม่รั่วไม่ทะลุ เครื่องยนต์ก็ไม่เสียเพราะว่าเราใช้แรงขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ถ้าท่านอยากจะแต่งมนุษย์กบลงไปว่ายชมหินปะการัง ชมนางเงือก ชมกุ้งปลา คิดค่าเช่าเครื่องมนุษย์กบ ๒๐ บาท และค่าบริการพาท่านเที่ยวในสภาพมนุษย์กบอีกชั่วโมงละ ๒๕ บาท เชิญท่านเที่ยวใต้ทะเลครับ ไม่ต้องเบียดเสียดแย่งกัน ใครมาก่อนได้ไปเที่ยวก่อน เราเปิดบริการจนค่ำ คุณหนุ่มๆ สาวๆ ลังเลอยู่ทำไมครับ โปรดหาความสุขให้ตัวท่านซึ่งความสุขนั้นเราก็ต้องซื้อมันด้วยเงิน ๕๐ บาทต่อหนึ่งชั่วโมงถูกมากครับ เด็กอายุไม่เกิน ๑๐ ขวบเก็บครึ่งราคา ผู้หญิงมีครรภ์เด็กที่อยู่ในท้องไม่ต้องเสีย คนตาบอดบริการฟรีครับเพื่อการกุศล ภิกษุ, สามเณร, ยายชี, ทหารและตำรวจในเครื่องแบบลดครึ่งราคา เรือของเราสามารถรับผู้โดยสารได้เที่ยวละ ๕ คนเท่านั้น เร็วหน่อยหรือท่านจะจ่ายเงินก่อนแล้วลงเรือทีหลังก็ได้"

นักทัศนาจรหลายร้อยคนต่างอยากลงเรือดำน้ำกระเป๋าเพื่อชมสภาพใต้ทะเล แต่ไม่แน่ใจว่าจะปลอดภัยจึงได้แต่ปรึกษาหารือกัน สุภาพบุรุษในวัยจะเข้าโลงแต่แต่งกายและวางท่าทางเหมือนเด็กหนุ่มปราดเข้ามายืนข้างหัวเรือแล้วกล่าวถามเสี่ยหงวน

"เรือดำน้ำของคุณบอบบางเหลือเกิน คุณมั่นใจหรือครับว่ามันดำลงไปแล้วมันจะโผล่ขึ้นมาได้"

เสี่ยหงวนยิ้มให้

"ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะต้องวิตกเลยนี่ครับ เมื่อไม่โผล่มันก็เป็นคราวเคราะห์กรรมของเรา แต่ที่เราทดลองดำหลายร้อยครั้งมันโผล่เสมอ"

"ไม่เอาละครับ เมียผมยังสาวมากอายุ ๑๖ เท่านั้น ดีไม่ดีเมียผมก็จะกลายเป็นแม่หม้าย หล่อนรอผมอยู่บนเรือนบังกาโล"

อาเสี่ยหัวเราะเบาๆ

"ก็พาเธอไปด้วยซีครับจะได้ตายด้วยกันพร้อมกับพวกผม"

"เฮ้ย" นิกรเอ็ดตะโรลั่น "พูดยังงี้ใครเขาจะไปกับเราล่ะโว้ย"

สาวสายวัยรุ่น ๔ คนหน้าตาจุ๋มจิ๋มไม่ขึ้นสนิม แต่งกายทันสมัยแบบชาวกรุงเทพฯ สวมกางเกงฟิตเปรี๊ยะแบบกางเกงสู้วัวกระทิง สวมเชิ้ตฮาวายพากันเดินเข้ามายืนรวมกลุ่มข้างเรือดำน้ำ "สี่สหาย" แต่ละนางอายุไม่เกิน ๒๒ ขวบ มีเนื้อหนังเต่งตึงไปหมดทั้งตัว มีความงามเป็นที่สะดุดตาทั้ง ๔ คน

เจ้าของร่างอวบอัดกล่าวกับนิกรว่า

"ค่าบริการเที่ยวใต้ทะเลคิดยังไงคะคุณ"

นายจอมทะเล้นยิ้มแป้น

"คนละ ๕๐ บาทต่อชั่วโมงครับ"

"ลดบ้างได้ไหมคะ ดิฉันกับเพื่อนๆ ทั้งสามต้องการเที่ยวชมใต้ทะเลสักชั่วโมงค่ะ"

นิกรนิ่งคิด เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้นทันทีตามวิสัยของคนชีกอเมื่อแลเห็นสาวสวยเช่นนี้

"เชิญลงเรือได้เลยครับ คุณประเดิมเที่ยวเรือเราเป็นรายแรก ผมคิดค่าบริการพิเศษ คิดคนละ ๕๐ สตางค์เท่านั้นแหละครับ"

เสียงพลร้องเอ็ดตะโร

"อ้ายหงวน คนละ ๕๐ สตางค์น่ะมันรถเมล์โว้ยไม่ใช่เรือดำน้ำ"

อาเสี่ยหันไปทำตาเขียวกับ พ.อ. พลทันที

"เออน่า จะเอาอะไรกันนักหนาวะ เพียงแต่เรานั่งมองดูเธอทั้งสี่คนที่อยู่ในเรือของเราก็คุ้มค่าแล้ว" แล้วอาเสี่ยก็หันมายิ้มให้สาวสวยทั้งสี่ "เชิญซีครับ โปรดจับมือผม ผมจะได้ดึงตัวคุณขึ้นมาทีละคน"

เจ้าของร่างอวบอัดสวมสแลคสีกรมท่ายื่นมือขวาให้อาเสี่ยจับ กิมหงวนดึงหล่อนขึ้นมาบนเรือเป็นคนแรก แล้วเขาก็ฉุดเพื่อนของหล่อนขึ้นมาทีละคนจนครบสามคน สี่สาวมีท่าทางกระดากอายไม่น้อย แต่เสี่ยหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ทำตาเจ้าชู้ตลอดเวลา ส่วนนิกรไม่สนใจเรื่องผู้หญิง เขาสนใจในเรื่องอาหารการกินมากกว่าอย่างอื่น

"ผมจะขอบคุณมากถ้าพวกคุณจะกรุณาให้ความเป็นกันเองกับพวกเรา" เสี่ยหงวนกล่าวกับสาวสวยเจ้าของร่างอวบอัดทรงมารีลิน มอนโร "รู้จักกับพวกเราเสียหน่อยซีครับ คนที่นั่งประจำที่คนขับนั่นคือศาสตราจารย์ดิเรกผู้ประดิษฐ์เรือดำน้ำลำนี้ แล้วก็ผมคืออาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทย คนนี้ นิกร การุณวงศ์ครับ นั่น...พล พัชราภรณ์ สุภาพบุรุษผู้สูงอายุนั่นญาติผู้ใหญ่ของเราคือพระยาปัจจนึกวิปลาส"

ท่านเจ้าคุณสะดุ้งโหยง

"พินาศโว้ยไม่ใช่วิปลาส แล้วกัน...วิปลาสน่ะมันบ้ารู้ไหม"

กิมหงวนยิ้มแห้งๆ แนะนำให้รู้จักเจ้าแห้วเป็นคนสุดท้าย

"นั่น...คนรับใช้ที่ซื่อโกงต่อพวกเราครับ ศักดิ์แห้ว โหระพากุล"

สี่สาวตื่นเต้นยินดีเหลือที่จะกล่าวเมื่อมีโอกาสรู้จักกับคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งต่างก็เคยได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว สาวสวยร่างอวบอัดหน้าอกใหญ่เหมือนมารีลิน มอนโร กล่าวกับเสี่ย หงวนว่า

"ดิฉันกับเพื่อนๆ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งค่ะ ที่ได้รู้จักกับคณะของท่าน ดิฉันชื่ออรชรค่ะ"

เสี่ยหงวนยิ้มแป้นในท่าทีเจ้าชู้ประตูดิน

"แมงกะชอนหรือครับ ก็แหวกแนวดีเหมือนกันนี่ครับ เป็นชื่อที่ไม่ซ้ำกับใคร"

สี่สาวต่างหัวเราะคิกคักไปตามกัน อรชรแทนที่จะโกรธเคืองอาเสี่ยกลับหัวเราะชอบใจ

"อรชรค่ะ ไม่ใช่แมงกะชอน"

กิมหงวนทำคอย่น

"ขอโทษครับ หูผมน่ากลัวจะต้องใช้ช่างฟิตบดวาวล์ใหม่เสียที คุณคงจะไม่รังเกียจที่จะแนะนำเพื่อนๆ ของคุณให้รู้จักกับพวกเราไม่ใช่หรือครับ"

"ยินดีค่ะ เพื่อนดิฉันคนนี้ชื่อภาวิณีเป็นแอร์โฮสเตสประจำเครื่องบินบริษัท เอ.บี.ซี.ดี.ค่ะ วันนี้เวรหยุดเลยมาเที่ยวกับพวกเรา คนนั้นประกายดาวค่ะเป็นนักเรียนพยาบาลและผดุงครรภ์ปีที่สามของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง อ้า-คนนี้กลอยใจกำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยค่ะ ส่วนดิฉันสำเร็จเตรียมอุดมแล้วก็อยู่กับบ้านเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไร"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสี่สาวต่างโอภาปราศรัยกันเป็นอย่างดี ดร. ดิเรกสนใจประกายดาวมากเมื่อทราบว่าหล่อนเป็นนักเรียนพยาบาลและผดุงครรภ์

"ถ้าปีนี้คุณสอบได้ ปีหน้าคุณเรียนอีกครึ่งปีเท่านั้น ก็จะได้อนุปริญญาพยาบาลและผดุงครรภ์ประกาศนียบัตรใช่ไหมครับ" นายพลดิเรกพูดยิ้มๆ

"ค่ะ แต่เรียนยากจริงค่ะ หนูเป็นคนโง่นะคะ"

ศาสตราจารย์ดิเรกอมยิ้ม

"ผมช่วยกวดวิชาให้คุณเอาไหมล่ะ รับรองว่าเดือนเดียวเท่านั้นคุณจะเรียนรู้และเข้าใจในวิชาทุกอย่างที่คุณเรียน คุณว่าอะไรยาก"

"โรคตาค่ะ"

"โน โรคตาง่ายมาก ตาเจ็บมีไม่กี่อย่างคือ ตาลม, ตาต่อ, ตาแดง, ตาแฉะ, ตาริดสีดวง ส่วนตาแหกหรือตาเหล่ไม่นับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ากับนายพลดิเรกแล้วพูดเสริมขึ้น

"นำเรือออกจาฝั่งได้แล้วโว้ยดิเรก ครบชั่วโมงเราจะได้มารับคนที่ชายหาดไปเที่ยวชมใต้ทะเลอีก"

ศาสตราจารย์ดิเรกเพดินไปทางหัวเรือและทรุดตัวนั่งประจำที่คนขับ สี่สาวนั่งรวมกันบนโซฟาทางซ้าย พล, นิกร, กิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วนั่งอยู่บนโซฟาทางด้านขวา ซึ่งโซฟาทั้งสองหันหน้าเข้าหากัน ตรงกลางมีทางเดินแคบๆ ห่างจากโซฟาไปเล็กน้อยก็ถึงที่คนขับ ห้องถือท้ายและห้องโดยสารนี้อยู่ข้างจะคับแคบมาก

นายพลดิเรกกดปุ่มไฟฟ้าบังคับหลังคาที่เปิดไว้เป็นช่องกว้างให้ปิดสนิทตามเดิม ต่อจากนั้นเขาก็สตาร์ทเครื่องบังคับเรือดำน้ำ "สี่สหาย" ค่อยๆ แล่นถอยหลังออกจากชายหาด ใครต่อใครหลายคนต่างถ่ายภาพเรือดำน้ำแบบกระเป๋าไว้ รูปร่างของมันสวยงามและประหลาดมาก ส่วนหัวของมันสูงกว่าระดับน้ำและส่วนท้ายลาดลงไปแต่มองเห็นหางเสือและใบจักรโผล่ขึ้นมาพ้นน้ำเล็กน้อย มันมีส่วนคล้ายปลาวาฬอยู่เหมือนกัน

เรือดำน้ำเลี้ยวกลับลำแล่นออกกลางทะเล และแล้วมันก็ดำลงสู่ใต้ระดับน้ำอย่างแช่มช้า สี่สาวตื่นเต้นประหลาดใจเหลือที่จะกล่าว วัตถุโปร่งแสงที่คลุมไปทั่วส่วนบนของเรือและข้างเรือ ช่วยให้นักทัศนาจรสาวแลเห็นสภาพใต้ทะเลอย่างถนัดชัดเจนในระยะไม่เกิน ๑๐๐ เมตร น้ำทะเลใสแจ๋วปราศจากละลอกคลื่น แสงแดดในตอนสายส่องลอดมาใต้น้ำมองแลเห็นฝูงปลาต่างๆ ว่ายไปมาเป็นหมู่ๆ บางแห่งก็เป็นหินใต้น้ำ หรือหินปะการังมีสาหร่ายทะเลและต้นไม้ใต้น้ำ

มิตรภาพระหว่างสี่สาวกับสี่สหายเพิ่มพูนขึ้นตามลำดับ ถึงแม้ว่าคณะพรรคสี่สหายมีวัยใกล้จะชราแล้ว แต่ทุกคนก็เป็นคนทันสมัยจึงดูเป็นหนุ่มกว่าอายุมาก คล้ายกับผู้ชายในวัย ๓๐ เศษเท่านั้น โดยเฉพาะนายพลดิเรกยังหนุ่มฟ้อ หนวดและเคราที่ขึ้นเขียวครึ้มโผล่ออกมาเพียงเล็กน้อย ทำให้ใบหน้าของศาสตราจารย์ดิเรกคมคายขึ้นอีก

คุยกันไปคุยกันมาสี่สาวก็เรียกตัวเองว่า "หนู" และเรียกสี่สหายว่า "คุณอา" ซึ่งคุณอาซึ่งมิใช่อาจริงๆ ของผู้หญิงสาวนั้นมักจะชอบรักคนแก่เสียด้วย แต่หมายถึงคนแก่ที่มีสตางค์ไม่ใช่คนแก่ที่แต่งตัวซอมซ่อเดินย่ำต๊อกตามถนน หรือชอบฝันหวานอยู่ตาศาลาวัด

ครั้งหนึ่งเรือดำน้ำ "สี่สหาย" โผล่ขึ้นด้านนอกของเกาะสีชังคือด้านตะวันตก ห่างจากเกาะไม่ถึง ๓๐๐ เมตร มองเห็นทิวทัศน์บนเกาะอย่างถนัดตา ภาวิณีแอร์โฮสเตสสาวถาม พ.อ. พลว่า

"นั่นเกาะสีชังใช่ไหมคะคุณอา"

พลยิ้มให้หล่อน

"ใช่ครับ เรามาจากบางแสนเกือบ ๑๐ กิโลแล้ว โน่นยังไงล่ะครับหาดทรายที่เป็นแนวยาวโน่นคือบางแสน ภูเขาลิบๆ นั่นคือเขาสามมุข"

"อู เรือเราแล่นเร็วนี่คะ ชั่วเวลาประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นเรามาถึงสีชังแล้ว หนูตื่นเต้นจังค่ะขณะที่เรือแล่นอยู่ใต้น้ำ"

ดร. ดิเรกหันมามองดูเจ้าแห้วแล้วร้องเรียก

""เฮ้-มานี่โว้ยอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วรีบลุกขึ้นเดินก้มตัวผ่านโซฟาทั้งสองตัวเข้าไปหาผู้บังคับการเรือดำน้ำกระเป๋า

"รับประทาน คุณหมอต้องการอะไรหรือครับ"

"เอาเครื่องดื่มในตู้แช่ต้อนรับแขกของเราหน่อยซี"

"รับประทานเรียบร้อยแล้วครับ" เจ้าแห้วพูดยิ้มๆ แล้วก้มลงกระซิบบอกศาสตราจารย์ดิเรก "รับประทาน คนที่ชื่อกลอยใจแฟนของคุณนิกรเล่นเสียสองขวดบอกว่าหิวน้ำ"

ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ แล้วลุกขึ้นยืน

"แกขับเรือแทนกันหน่อยเถอะวะอ้ายแห้ว เมื่อยเต็มทนแล้ว"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานได้ซีครับ เรือแล่นบนผิวน้ำรับประทานผมขับได้สบาย แต่ถ้าแล่นใต้น้ำคุณหมอขืนให้ผมขับมีหวังชนหินโสโครก"

นายพลดิเรกเดินเข้ามาหาคณะพรรคของเขา แล้วสนทนากับสี่สาวนักทัศนาจรไต้น้ำอย่างสนิทสนม

"พวกคุณไม่รีบร้อนกลับบ้านไม่ใช่หรือครับ" ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวถามสี่สาว

ประกายดาวยิ้มให้เขา

"เราตั้งใจจะกลับกรุงเทพฯ ในราว ๑๕.๐๐ นาฬิกาค่ะ"

"ออไร๋ คุณเอารถมาหรือเปล่า"

"พวกเราไม่มีรถยนต์ส่วนตัวใช้หรอกค่ะ เรามาแท็กซี่ค่ะ ขากลับก็ตั้งใจจะกลับแท็กซี่กันค่ะ"

"ถ้ายังงั้นกลับเรือดำน้ำของเราดีกว่า ผมจะพาพวกคุณไปเที่ยวหาดพัทยาและเลยไปสัตหีบ ขึ้นบกรับประทานอาหารกลางวันกันที่สัตหีบ เรือของเราแล่นบนผิวน้ำเร็วกว่าเรือรบนะครับ มันแล่นได้ถึง ๓๐ นอต ถ้าดำน้ำก็แล่นได้ ๑๐ นอต เราคงไปถึงสัตหีบในราว ๑๓.๐๐ นาฬิกา"

อรชรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"พวกหนูมีเงินมาจำกัดนะคะ เที่ยวหลายๆ ชั่วโมงเราต้องจ่ายเงินให้คุณอาเป็นค่าบริการชั่วโมงละ ๕๐ บาทต่อคน เงินไม่พอค่ะ"

"โน" ดร. ดิเรกร้องลั่น "ไม่ต้องจ่ายครับ มีแต่พวกเราจะแถมเงินให้พวกคุณถึงจะถูก ผู้หญิง สาวๆ สวยๆ อย่างพวกคุณมาเที่ยวเรือกับเรา ยังจะเอาเงินกับคุณอีกพวกเราก็บ้าเต็มทน"

กิมหงวนกล่าวขึ้นบ้าง

"ฟรีครับ นั่งเรือฟรี แต่งเครื่องมนุษย์กบลงน้ำฟรี รับประทานอาหารฟรี แล้วเราจะพาคุณเดินทางกลับกรุงเทพฯ รับรองว่าเราจะถึงกรุงเทพฯ ไม่เกินหนึ่งทุ่ม ตกลงนะครับ"

อรชรยิ้มอายๆ

"ตกลงค่ะ แล้วก็หนูกราบขอบพระคุณคุณอากิมหงวนด้วย คุณอาทั้งสี่คนใจดีจังค่ะ คุณตาก็ใจดีน่ารัก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะเบาๆ

"พวกหนูทั้งสี่คนก็น่ารักเช่นเดียวกัน เอาเถอะ ไปถึงฐานทัพเรือที่สัตหีบ ตาจะเลี้ยงอาหารกลางวันพวกหนูให้เต็มที่ นายทหารเรือผู้ใหญ่ที่นั่นรู้จักกับตาทั้งนั้น บางคนรู้จักกันเพียงผิวเผินเขาก็จำตาได้ดี"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"จริงซีครับ อย่างคุณพ่ออยู่ห่างกันตั้งครึ่งกิโลใครๆ ก็จำได้"

"อ้าวๆๆ " ท่านเจ้าคุณร้องเอ็ดตะโร "อย่าหาเรื่องเจ็บตัวนะอ้ายกร"

ความแปลกประหลาดของเรือดำน้ำ "สี่สหาย" ทำให้ผู้คนที่หาดพัทยาพากันมองดูด้วยความสนใจ นายพลดิเรกทำหน้าที่ถือท้ายเรือตามเดิม เขาขับเรือเฉียดชายหาดพัทยาด้วยความเร็วสูง แล้วเลี้ยวออกกลางทะเลลึก มุ่งตรงไปยังสัตหีบ ซึ่งมองแลเห็นหมู่เกาะอยู่เบื้องหน้าโน้นสุดขอบฟ้า

ทะเลเรียบปราศจากคลื่นลม พอเข้าถึงเขตสัตหีบ ศาสตราจารย์ดิเรกก็บังคับเรือให้แล่นช้าๆ มองเห็นทิวทัศน์บนฝั่งทะเลทางซ้ายมือ เต็มไปด้วยขุนเขาและป่าไม้ ในที่สุดใบจักรเรือก็หยุดหมุน

"เฮ้-หยุดเรือทำไมโว้ยหมอ" พลร้องถาม

นายพลดิเรกหันมายิ้มให้

"ส่วนที่ลึกที่สุดของอ่าวไทยที่เรียกกันว่า สะดือทะเลอยู่ตรงนี้แหละ ในแผนที่นี่ระบุไว้และนายทหารเรือคนหนึ่งเคยบอกกันว่า อ่าวไทยบริเวณนี้ลึกที่สุด ใต้ทะเลมีภูเขาใต้น้ำและธรรมชาติสวยงามมาก"

เสี่ยหงวนกล่าวกับอรชรแฟนของเขาทันที

"ลองลงทะเลเล่นเอาไหมล่ะครับ เรามีเครื่องมนุษย์กบและท่อออกซิเจนสำหรับใช้หายใจใต้น้ำไว้ให้พวกคุณแล้ว"

อรชรมองดูกิมหงวนด้วยแววตาแจ่มใส

"เอาซีคะ หนูอยากจะแต่งเครื่องมนุษย์กบลงทะเลสักครั้งค่ะ แต่ว่าหนูต้องถอดเสื้อเหมือนอย่างอาหงวนและพวกคุณอาไหมคะ"

อาเสี่ยสะดุ้งโหยง

"ไม่...ไม่ต้องถอดครับ เพียงแต่ใส่ยกทรงเท่านั้น คุณถอดเสื้อล่อนจ้อนพวกผมก็คงจมน้ำตายหมด ส่วนกางเกงก็ใช้กางเกงในของคุณ ไม่ต้องอายหรอกครับ มนุษย์กบผู้หญิงเขาก็นุ่งกางเกงยืดแนบเนื้อสวมยกทรงกะเป๊าะเลาะเหมือนกันทั้งนั้น นุ่งกระโปรงสวยๆ ลงไปได้เมื่อไหร่ ผมทายว่าถ้าพวกคุณลงทะเลและพบเต่าทะเล อย่างไรเสียพวกคุณก็ต้องจับขาหลังมัน ให้มันว่ายน้ำพาคุณไป"

กลอยใจแฟนของนิกรพูดขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"คงสนุกดีนะคะ หนูลงทะเลด้วยคนค่ะ อ้า-อานิกรลงน้ำกับหนูนะคะ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"แหม อ้ายเรื่องน้ำกับผมมันไม่ใคร่ถูกโรคกันเลยครับ ผมจำได้ว่าตลอดหน้าหนาวที่ผ่านมา ผมเคยอาบน้ำหนเดียวเท่านั้น"

กลอยใจหัวเราะคิก

"ก็นี่มันหน้าร้อนแล้วนี่คะ"

นายจอมทะเล้นพยักหน้ารับทราบ

"เอา-ลงก็ลง คุณภาวิณีและคุณประกายดาวล่ะว่ายังไง"

ภาวิณีแอร์โฮสเตสสาวยิ้มแห้งๆ

"หนูว่ายน้ำไม่เป็นค่ะอากร จริงๆ นะคะ ถามเพื่อนๆ หนูก็ได้"

พลพูดเสริมขึ้นทันที

"ถ้ายังงั้นอยู่กับอาในเรือนี่ดีกว่า ว่ายน้ำไม่เป็นขืนลงทะเลก็จะกลายเป็นสาวบัวลอยไปเท่านั้น"

เสี่ยหงวนมองดูประกายดาวแฟนของ ดร. ดิเรกแล้วถามว่า

"คุณจะลงทะเลไหมครับ"

"ไม่ค่ะ หนูว่ายน้ำเป็นก็จริงแต่หนูกลัวทะเลคะ บอกไม่ถูกว่ากลัวอะไร เห็นจะกลัวความใหญ่โตเวิ้งว้างของมันก็ได้"

อาเสี่ยยิ้มให้หล่อน

"เป็นอันว่าผมกับอ้ายกรและคุณอรชรกับคุณกลอยใจ จะลงไปเที่ยวชมสะดือทะเลกันสี่คน คุณกับคุณภาวิณี, ดิเรก, พล, คุณอาและอ้ายแห้วอยู่บนเรือนี้"

"ค่ะ เตรียมตัวกันซีคะ หนูอยากเห็นเพื่อนของหนูแต่งมนุษย์กบ"

กิมหงวนเดินไปที่ตู้ไม้ใต้พวงมาลัยเรือ เขาทรุดตัวลงนั่งเปิดฝาตู้ออก ร้องเรียกเจ้าแห้วให้มาหาเขา ส่งเครื่องแบบมนุษย์กบซึ่งมีแว่นตา เข็มขัด มีดพก รองเท้ากบและท่อออกซิเจน พร้อมกับสายติดจมูกให้เจ้าแห้วหนึ่งชุด

"เอ้า เอาไปให้คุณมารีลิน มอนโร"

เจ้าแห้วอ้าปากหวอแล้วกระซิบถาม

"รับประทานคนอวดอัดมีไฝเม็ดเล็กๆ ใช่ไหมครับ"

"เออ นั่นแหละ"

"รับประทานแกชื่ออรชรนี่ครับ"

"ใช่ แต่ส่วนหน้าอกแกเหมือนมารีลิน มอนโรโว้ย"

เจ้าแห้วเกือบจะหัวเราะออกมาดังๆ รับเครื่องมนุษย์กบลุกขึ้นยืน แล้วเดินเข้าไปหาสี่สาว ต่อจากนั้นเสี่ยหงวนก็ถือเครื่องมนุษย์กบอีกชุดหนึ่ง เอามาให้กลอยใจแฟนของนิกร

เสี่ยหงวนกล่าวกับอรชรและกลอยใจ

"ถอดเสื้อกางเกงออกซีครับ"

อรชรหน้าแดงระเรื่อ

"จะให้หนูถอดเสื้อกางเกงต่อหน้าพวกคุณอาอย่างนี้หรือคะ"

อาเสี่ยพยักหน้า

"ตามสบายครับคุณแมงกะชอน ไม่ต้องเกรงใจพวกผมเราอนุญาตเต็มที่"

สาวสวยร่างอวบอัดเจ้าของนามอรชรยิ้มแห้งๆ

"ไม่ไหวละค่ะ หนูกับกลอยใจเข้าไปเปลี่ยนเสื้อกางเกงในห้องน้ำดีกว่า"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"ตามสะดวกครับ คุณสองคนนุ่งกางเกงในมาหรือเปล่า"

"อุ๊ยตาย" กลอยใจร้องออกมาด้วยความอาย "เป็นผู้หญิงยิงเรือไม่นุ่งกางเกงในมีอย่างหรือคะ"

"อ้อ" อาเสี่ยพูดยานคาง "นึกว่าไม่ได้นุ่งมา ผมมีผ้าขาวม้าให้คุณขอยืม ใช้ผ้าขาวม้านุ่งโจงกระเบนแล้วแต่งเครื่องมนุษย์กบลงทะเลก็ได้เหมือนกัน"

สองสาวถือเครื่องมนุษย์กบเดินไปที่ห้องสุขาซึ่งอยู่ทางท้ายเรือหลังที่นั่งนั่นเอง นิกรเดินตามไปด้วย กลอยใจหันมามองดูเขาอย่างเคืองๆ

"อากรตามเรามาทำไมคะ"

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ

"ก็ผมจะเข้าไปในห้องน้ำช่วยติดท่อออกซิเจนให้คุณทั้งสองยังไงล่ะครับ"

อรชรผลักนิกรเซถอยหลังออกมาจากประตู

"ไม่ต้องค่ะ" หนูกับกลอยใจช่วยกันติดให้กันได้ แลเห็นของคุณอาที่ติดอยู่ข้างหลังแล้วไม่ยากเย็นอะไร เพราะมันมีสายรัดติดตัวเหมือนเข็มขัด"

อรชรจัดแจงปิดประตูใส่กลอน คณะพรรคสี่สหายมองดูหน้ากันแล้วยิ้มให้กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งเจ้าแห้วให้หยิบฉมวกมาให้อาเสี่ยกับนิกรคนละเล่ม แล้วเตือนสองสหายว่า

"ทะเลทุกแห่งอาจจะมีปลาฉลาม เช่นเดียวกับป่าก็ต้องมีเสือ ระวังตัวไว้บ้าง ถ้าฉลามเล่นงานหนูอรชรหรือหนูกลอยใจ แกสองคนต้องรับบทพระเอก"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"พระเอกบางเรื่องว่ายน้ำหนีปลาฉลามก็มีนี่ครับ"

ท่านเจ้าคุณจุ๊ย์ปาก

"ก็เลือกเอาเรื่องที่พระเอกสู้ปลาฉลามและฆ่าปลาฉลามตายซีวะ แกกับอ้ายหงวนก็เคยเผชิญกับฉลามร้ายมามากต่อมากแล้ว"

นายพลดิเรกมองดูพ่อตาของเขาแล้วพูดเสริมขึ้น

"คุณพ่อไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ เมื่อพวกเราลงไปในทะเล ผมจะนำเรือดำน้ำดำลงไปและแล่นวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เมื่อเห็นปลาฉลามผมจะขับเรือพุ่งเข้าชนมันเลย เรือเรามีความเร็วมากกว่ามัน ชนมันทีเดียวเท่านั้นมันอาจจะไปหรือตายก็ได้ ความจริงฉลามน่ะไม่เก่งกาจอะไรนักหรอกครับ ใจก็เสาะ เห็นหลาหมอทะเลหรือปลาฉนากมันก็หนีไม่คิดสู้ พวกประมงเขาไม่กลัวฉลามหรอกครับ"

ท่านเจ้าคุณนิ่งฟังด้วยความสนใจ

"เขารู้วิธีสู้กับมันหรือ"

"โน-ไม่มีเทคนิคอะไรหรอกครับ เขาอยู่บนเรือ ฉลามอยู่ในทะเลเขาก็ไม่กลัวมัน มีอะไรก็หยิบขว้างมัน"

"ถุย" เจ้าคุณแกล้งถุยออกมาดังๆ "ยังงี้แกไม่น่าเล่าให้ฉันฟังเลย ฉันอยู่ในเรืออย่างนี้ฉันก็ไม่กลัวปลาฉลามเหมือนกัน"

กบสาวสองตัวเดินกระมิดกระเมี้ยนเอียงอาย อรชรกับกลอยใจต่างนุ่งกางเกงยืดแนบเนื้อสีดำคนละตัว ที่เอวคาดเข็มขัดมีมีดพกเล่มใหญ่หนึ่งเล่มอยู่ในปลอกของมัน ทั้งสองสวมแว่นมนุษย์กบทำให้ใบหน้าคมคาย สวยและน่ารักขึ้นอีก มีท่อออกซิเจนผูกติดข้างหลังคนละท่อ ต่างสวมรองเท้ากบเรียบร้อย

นายพลดิเรกอธิบายให้อรชรและกลอยใจรู้จักใช้ออกซิเจนซึ่งมีท่อยางพันด้วยลวดเหล็ก ต่อจากท่อออกซิเจน ปลายของมันสวมติดกับจมูกใช้หายใจใต้น้ำ เขาให้สองสาวติดท่อออกซิเจนให้เขาดู

"ออไร๋ อย่างนี้ใช้ได้ครับ ออกซิเจนนี้จะใช้หายใจได้สองชั่วโมงเต็มๆ อย่าลงไปอยู่ใต้ทะเลจนเพลิน นานๆ ก็ดูเข็มวัดออกซิเจนที่ติดกับท่อยางบ้าง ถ้าอากาศหมดคุณอยู่ลึกเกินไปขึ้นมาบนผิวน้ำไม่ทันคุณก็ตาย"

อรชรยิ้มให้เขา

"หนูกับเพื่อนจะลงไปเที่ยวใต้ทะเลเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้นแหละค่ะ"

กลอยใจพูดเสริมขึ้น

"แถวนี้มีฉลามไหมคะอาหมอ"

นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"อาจจะมีก็ได้และไม่มีก็ได้ แต่คุณสองคนจะต้องวิตกอะไร ฉลามไม่กินผู้หญิงหรอกครับ"

กลอยใจลืมตาโพลง

"ทำไมยังงั้นล่ะคะ"

"เท่าที่ผมทราบมา เนื้อผู้หญิงเป็นพิษแก่ปลาฉลาม เช่นเดียวกับเนื้อปลากระเบนเป็นพิษแก่ผู้ชาย แต่จะเนื่องจากเหตุผลใด ผมไม่เคยวิจัยในเรื่องนี้เพราะมันเป็นเรื่องของนักสัตววิทยา เรือเดินสมุทรที่อับปางหรือเครื่องบินโดยสารที่ตกในทะเล ไม่เคยปรากฏว่าปลาฉลามกินผู้หญิงเลย มันกินแต่ผู้ชายเท่านั้น เอาละครับเตรียมตัวลงน้ำได้แล้ว ผมจะเปิดหลังคาเรือออก"

ใน ๕ นาทีนั้นเอง กิมหงวนกับนิกรและอรชรกับกลอยใจก็ลงไปอยู่ก้นทะเล และว่ายน้ำตามกันไปอย่างสนุกสนาน เรือดำน้ำ "สี่สหาย" ดำตามลงมา นายพลดิเรกบังคับเรือให้แล่นช้าๆ และแล่นวนเวียนรอบๆ มนุษย์กบทั้งสี่ ผู้ที่อยู่ในเรือต่างโบกมือให้มนุษย์กบ และฝ่ายมนุษย์กบก็โบกมือให้เช่นเดียวกัน

น้ำใสไหลเย็นเห็นส่วนเว้าและส่วนโค้งของกบสาวทั้งสองตัวอย่างถนัดชัดเจน สองสหายว่ายน้ำติดตามหล่อนใช้ภาษาใบ้พูดกัน เสี่ยหงวนชวนนิกรไปปล้ำจูบแฟนของเขาใต้น้ำ นิกรส่งภาษาใบ้บอกว่าไม่กล้า เพราะอาจจะตกเป็นจำเลยในคดีอนาจาร อาเสี่ยทำภาษาใบ้บอกว่า เกิดมาเป็นลูกผู้ชายก็ควรจะติดตะรางสักครั้ง ถ้าเขาได้จูบอรชรสักที ถึงจะติดคุกติดตะรางเขาก็ไม่ว่า นิกรส่งภาษาใบ้บอกว่าอยู่นอกคุกสบายกว่าอยู่ในคุก

ก้นทะเลมีก้อนหินใหญ่น้อยเป็นธรรมชาติที่สวยงามมาก สาหร่ายทะเลและพืชใต้น้ำมองดู คล้ายๆ ป่าเล็กๆ ตามหมู่ก้อนหินเป็นหลืบซอก ฝูงปลามากมายอาศัยอยู่ตามโพรงหินเหล่านี้ มนุษย์กบทั้งสี่คนพาตัวเดินไปตามพื้นทราย เสี่ยหงวนจูงมืออรชรแฟนของเขา นิกรเดินเคียงคู่กับกลอยใจ ต่างคนต่างสนุกสนานเบิกบานใจไม่น้อย เรือดำน้ำ "สี่สหาย" คงแล่นเอื่อยๆ วนเวียนไปมารอบๆ ศาสตราจารย์ดิเรกถือโอกาสถ่ายภาพยนตร์ธรรมชาติใต้ท้องทะเลไว้ด้วยกล้อง ๑๖ มิลลิเมตร แต่ใช้ฟิล์มขาวดำ ที่ไม่ได้ใช้ฟิล์มสีก็เพราะแสงไม่พอจึงเหมาะแก่ฟิล์มขาวดำเท่านั้น

เสี่ยหงวนกับนิกรเห็นนายพลดิเรกถ่ายหนัง ก็แสดงการต่อสู้กันด้วยฉมวก ท่าทางอันเก้งก้างของสองสหายทำให้อรชรกับกลอยใจหัวเราะจนสำลักน้ำ นิกรทำท่าเหมือนยี่เกเขาต่อสู้พลางถอยพลาง จนกระทั่งถอยเข้าไปในหมู่ก้อนหินอันระเกะระกะ ทันใดนั้นเอง นิกรก็รู้สึกมีวัตถุลื่นๆ กลมๆ คล้ายงูพันข้อเท้าข้างขวาของเขาและรัดแน่น

นิกรก้มลงมองดู พอเห็นสิ่งที่รัดข้อเท้า เขาก็ร้องตะโกนสุดเสียง ทั้งๆ ที่อยู่ใต้น้ำพออ้าปากน้ำก็เข้าไปในปาก อาเสี่ยก็ยังได้ยินเสียงนิกร

"ช่วยด้วย ปลาหมึกยักษ์รัดกันโว้ย"

อาเสี่ยค่อยๆ ย่องเข้ามาดู เขาแลเห็นหนวดปลาหมึกยักษ์ขนาดใหญ่ยื่นออกมาจากซอกหินอีกสองหนวด และรัดบั้นเอวนิกรไว้ กิมหงวนอกสั่นขวัญแขวนตะเบ็งเสียงร้องตะโกนบอกนิกร

"เข้มแข็งหน่อยอ้ายกร อย่าเพิ่งตายนะโว้ย กันจะไปบอกอ้ายหมอเดี๋ยวนี้"

นิกรทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เขาดิ้นกระแด่วๆ พลางพูดพลาง

"เร็วๆ นะ สงสารกันเถอะเพื่อน"

เสี่ยหงวนรีบว่ายน้ำตรงเข้าไปหาเรือดำน้ำ "สี่สหาย" ซึ่งลอยลำนิ่งเฉยอยู่ใต้น้ำ ในเวลาเดียวกันนี้เอง กบสาวทั้งสองตัวก็ว่ายน้ำเข้ามาดูนิกร พอแลเห็นปลาหมึกยักษ์กำลังรัดแข้งรัดขานายจอมทะเล้น อรชรกับกลอยใจก็ตกใจว่ายน้ำหนีเอาตัวรอดไปยืนดูอยู่ห่างๆ ต่างอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน

อาเสี่ยว่ายไปเกาะเรือ ทำกิริยาบุ้ยใบ้บอกให้รู้ว่านิกรถูกปลาหมึกยักษ์รัด แต่กว่าจะพูดกันรู้เรื่องก็เสียเวลาเกือบสองนาที นายพลดิเรกฟังภาษาใบไม่ออกก็กล่าวถามเจ้าแห้ว

"อ้ายหงวนมันว่ายังไงแกรู้ไหมอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วขมวกคิ้วย่น

"รับประทานอาเสี่ยบอกว่าคุณนิกรถูกปลาหมึกยักษ์รัดอยู่ในหมู่ก้อนหินโน่นครับ"

ดร. ดิเรกสะดุ้งเฮือก

"หา? อ่าวไทยมีปลาหมึกยักษ์ด้วยหรือวะ"

เจ้าแห้วทำตาปริบๆ

"รับประทาน ทะเลไม่มีอะไรกั้น สัตว์น้ำมันไปมาได้ทั่วถึงกันนี่ครับ ปลาหมึกยักษ์ตัวนี้อาจจะมาจากทะเลจีนก็ได้"

คราวนี้ศาสตราจารย์ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ออไร๋ จริงของแกโว้ย แม้กระทั่งปลาวาฬหรือหมีขาวที่ขั้วโลกเหนือ มันก็อาจจะมาเที่ยวอ่าวไทยได้ถ้ามันคิดจะมา"

นายพลดิเรกจัดแจงสตาร์ทเครื่อง นำเรือดำน้ำออกแล่นทันที เขาขับเรือตรงเข้ามาหานิกรด้วยความเร็วพอสมควร ทุกคนที่อยู่ในเรือดำน้ำต่างร้องเอะอะเอ็ดตะโร เมื่อแลเห็นปลาหมึกยักษ์กำลังใช้หนวดของมันหลายเส้นรัดร่างของนิกร ฉมวกในมือนิกรหลุดไปแล้ว นายจอมทะเล้นดึงมีดพกออกมาเชือดเฉือนหนวดปลาหมึก ทำให้หนวดของมันเป็นแผลเหวอะหวะหลายแห่ง เมื่อเรือดำน้ำแล่นทื่อเข้ามา ปลาหมึกยักษ์ก็ตกใจรีบคลายงวงที่รัดตัวนิกรออก แล้วคลานถอยเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในซอกหิน นิกรแข็งใจว่ายน้ำผละไปจากหมู่ก้อนหิน แต่แล้วเขาก็หมดแรงล้มลงนอนหงายอยู่บนพื้นทราย

อรชรกับกลอยใจว่ายน้ำเข้ามาหา กบสาวทั้งสองตัวนั่งประคองนิกรให้ลุกขึ้น อาเสี่ยถือฉมวกว่ายน้ำตรงเข้ามา ในเวลาเดียวกันนั้นเองฉลามตัวหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น

เสือทะเลขนาดยักษ์ยาวประมาณ ๓ เมตรว่ายเข้ามาหาสองสหายและสองสาวอย่างรวดเร็วด้วยความหิวกระหาย เสี่ยหงวนจำใจต้องต่อสู้กับมันอย่างจนตรอก เพราะถ้าเขาว่ายน้ำหนีเขาก็คงไม่แคล้วเป็นเหยื่อของมัน อาเสี่ยถือฉมวกเหล็กกระชับมั่น ฉลามร้ายว่ายเฉียดเข้ามาแล้วเลยไป แต่กิมหงวนรู้ดีว่าถ้ามันกลับตัวว่ายเข้ามาอีก มันจะต้องกัดใครคนใดคนหนึ่ง

เสี่ยหงวนนึกถึงคุณพระคุณเจ้าให้ช่วยคุ้มครองเขา เขาจ้องตาเขม็งมองดูเสือทะเลซึ่งว่ายกลับมาอย่างรวดเร็วราวกับลูกธนู พอมันพลิกตัวทำท่าจู่โจม กิมหงวนก็พุงหอกเข้าแทงมันเต็มเหนี่ยว คมหอกทิ่มเข้าไปในเนื้อของฉลามร้ายตอนท้องของมันจนมิด อาเสี่ยกระชากหอกออกมาโดยเร็ว แล้วแทงซ้ำอีกทีหนึ่ง ฉลามผละจากเสี่ยหงวนปรี่เข้าไปหาสองสาวและนิกร ความรักตัวกลัวตายทำให้นิกรหายอ่อนเพลียราวกับปลิดทิ้ง เขายกมีดพกจ้วงแทงเสือทะเลได้ทีหนึ่ง ถูกนัยน์ตาข้างซ้ายของมันพอดี ฉลามร้องโอ้กว่ายน้ำหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต นายพลดิเรกขับเรือดำน้ำติดตามปลาฉลามและชนมันอย่างจัง เท่านี้เอง เสือทะเลก็นอนหงายท้องสิ้นฤทธิ์ บาดแผลที่ถูกฉมวกและถูกคมมีดมีเลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมา

เสี่ยหงวนบุ้ยใบ้บอกให้ทุกคนขึ้นสู่ผิวน้ำโดยเร็ว อรชรกับกลอยใจอกสั่นขวัญแขวนทั้งๆ ที่หล่อนไม่ได้รับภัยอันตรายจากปลาหมึกยักษ์และปลาฉลาม แต่ประสบการณ์ใต้ทะเลที่เกิดขึ้นทำให้สองสาวหวาดเสียวมาก เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้เผชิญกับปลาหมึกยักษ์และฉลามร้าย

มนุษย์กบทั้งสี่คนโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำแล้ว ในนาทีนั้นเองเรือดำน้ำ "สี่สหาย" ก็โผล่ขึ้นมาแต่ห่างจากมนุษย์กบราว ๑๐๐ เมตร นายพลดิเรกบังคับเรือให้เลี้ยวเข้ามาหา แล้วเปิดหลังคาเรือออกด้วยระบบกลไกไฟฟ้า

ในที่สุดกบสาว ๒ ตัว และกบหนุ่ม ๒ ตัวก็ถูกดึงขึ้นมาบนเรือดำน้ำ

นิกรเดินตุปัดตุเป๋ตรงมานั่งบนโซฟา เสี่ยหงวนตามมานั่งข้างๆ ส่วนกบสาวทั้งสองตัวพากันเข้าไปในห้องน้ำ พล, ดร. ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ, เจ้าแห้ว ประกายดาวและภาวิณี ต่างหากันมองดูนิกรด้วยความห่วงใย

"เป็นยังไงบ้างอ้ายกร" พลถามเสียงหนักๆ

"แย่วะ ปลาหมึกยักษ์มันรัดกันจนกระดูกกระเดี้ยวแทบแหลก ถ้าไม่ได้มีดพกเล่มนี้กันเท่งทึงแล้ว พอมันเอาหนวดเส้นหนึ่งรัดคอกัน ก็ก็เอามีดเฉือนหนวดมัน โอย...แย่มันโว้ย รัดไม่รัดเปล่ามันเอาหนวดจี้เอวกันด้วยซี อ้ายเราขี้จั๊กกะจี้อดหัวเราะไม่ได้ พอหัวเราะน้ำก็เข้าปากกินน้ำเข้าไปหลายอึก"

พลลุกขึ้นยืน จ้องดูเขม็งมองตานิกร

"ตัวมันใหญ่แค่ไหนอ้ายกร"

นิกรนิ่งคิด

"ใหญ่ไม่ใช่เล่นโว้ย ตัวขนาดช้างทีเดียว"

พลหัวเราะหึๆ

"ปลาหมึกยักษ์ตวักตะบวยอะไรกันวะตัวเท่าช้าง"

"ปู้โธ่" นิกรเอ็ดตะโร "ตัวเท่าช้างจริงๆ ให้ดิ้นตายเถอะวะ เท่าลูกช้างเมื่อแรกเกิด หน้าตาชอบกลว่ะ คล้ายๆ อ้ายหงวน ตอนที่มันถอยเข้าไปในโพรงหินมันยังปล่อยหมึกออกมาด้วยซี"

อาเสี่ยพูดเสริมขึ้น

"หมึกสีอะไรวะ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ดูเหมือนสีบลูแบลคว่ะ มันพ่นออกมาสักร้อยขวดเห็นจะได้"

พลหันขวับมาทางเจ้าแห้ว

"ไปหยิบปืนฉมวกที่วางอยู่บนหิ้งมาให้ที"

เจ้าแห้วรับคำสั่งแล้วรีบลุกขึ้นเดินไปหยิบปืนฉมวกมาส่งให้เจ้านายของเขา เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามพลด้วยความห่วงใย

"แกจะลงไปฆ่าปลาหมึกยักษ์หรือพล"

"ครับ ผมอยากจะพิสูจน์ความจริงด้วย บางทีอาจจะเป็นงูทะเลตัวใหญ่ๆ อย่างงูงวงช้างหรือเถาวัลย์ใต้ทะเลก็ได้ครับ อ้ายกรมันขี้ขลาด พอมีอะไรมารัดตัวก็ทึกทักเอาว่าปลาหมึกยักษ์ ผมไม่อยากจะเชื่อหรอกครับว่าอ่าวไทยมีปลาหมึกยักษ์"

นายพลดิเรกเห็นพ้องด้วยกับพล

"ออไร๋ ยูลงไปพิสูจน์ดีแล้ว ถ้ามันเป็นปลาหมึกยักษ์ยูก็ฆ่ามันเสียด้วยปืนฉมวกของกัน อย่าว่าแต่ปลาหมึกยักษ์เลย ปลาวาฬตัวใหญ่ๆ โดนเข้าก็ตาย"

ภาวิณียิ้มให้พลแล้วพูดอ้อมแอ้มว่า

"ระวังตัวให้มากนะคะอาพล ปลาหมึกยักษ์น่ะตัวมันใหญ่และหนวดมันก็แยะ ถ้าถูกมันรัดคอละก้อแย่เชียวค่ะ"

"ขอบคุณครับที่เป็นห่วงผม อ้า-ไม่เป็นไรครับ ปืนฉมวกของหมอกระบอกนี้มีอนุภาพดีมาก"

นิกรพูดขึ้นดังๆ

"ถ้าแกฆ่ามันตาย พยายามเอาศพมันขึ้นมาบนเรือเรานะ"

พลมองดูเพื่อนเกลอของเขาอย่างแปลกใจ

"เอาขึ้นมาทำไมวะ"

"เอามาแล่ออกแล้วตากแดดให้แห้งย่างกินซีวะ รับรองตัวเดียวกินกันได้ตั้งร้อยคน เฉพาะหนวดเส้นเดียวถ้าเอามาผัดกินก็ได้หม้อใหญ่ๆ "

พลหันมาทางศาสตราจารย์ดิเรก

"กันจะลงไปใต้ทะเลเดี๋ยวนี้ แกนำเรือลงไปด้วยคอยช่วยเหลือกัน ถ้ากันเกิดเพลี่ยงพลั้งเสียทีมัน แกจะได้ให้ความช่วยเหลือกันเท่าที่จะช่วยได้"

"ออไร๋ โชคดีนะโว้ยพล กันอยากรู้ความจริงเหมือนกันในเรื่องปลาหมึกยักษ์ตัวนี้ เท่าที่กันมองเห็นแต่เพียงหนวดของมันเท่านั้น และเห็นไม่ถนัดเพราะบริเวณซอกหินเหล่านั้นแสงสว่างสลัวลางเต็มทน"

พ.อ. พล พัชราภรณ์จัดแจงติดสายท่อออกซิเจนกับจมูกของเขา และตรวจดูให้เรียบร้อย ต่อจากนั้นเขาก็ปีนออกไปด้านนอกเรือและหย่อนตัวลงไปในน้ำ นายพลดิเรกรีบนั่งประจำที่คนขับ กดปุ่มไฟฟ้าบังคับช่องหลังคาให้เลื่อนเข้ามาปิดตามเดิม เมื่อตรวจออกซิเจนในเรือแล้วเขาก็สตาร์ทเครื่องบังคับเรือดำน้ำแบบกระเป๋าหิ้วแล่นออกจากที่และค่อยๆ ดำน้ำเพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือพลและสังเกตการณ์

กบสาวทั้งสองตัวออกมาจากห้องสุขาแล้ว ต่างแต่งกายในชุดที่แต่งมาจากกรุงเทพฯ คือนุ่งสแลคและสวมเชิ้ตฮาวาย อรชรและกลอยใจหิ้วเครื่องแบบมนุษย์กบและท่อออกซิเจนออกมาด้วย พอทราบจากภาวิณีว่าพลได้ลงไปใต้ทะเลเพื่อปราบปลาหมึกยักษ์ อรชรกับกลอยใจต่างก็เป็นห่วงเขาไม่น้อย

พลถือปืนฉมวกว่ายแหวกน้ำพาตัวดำลึกลงไปทุกที จนกระทั่งถึงก้นทะเล แต่เขาต้องเสียเวลาค้นหาหมู่ก้อนหินใต้ทะเลตอนนั้นอยู่เกือบ ๑๐ นาทีจึงค้นพบ ขณะนี้เรือดำน้ำ "สี่สหาย" ตามมาแล้ว ศาสตราจารย์ดิเรกบังคับให้มันแล่นช้าที่สุด ทุกคนที่อยู่ในเรือใจเต้นระทึกไปตามกันเมื่อแลเห็นพลค่อยๆ เดินตรงเข้าไปยังหมู่ก้อนหินที่นิกรผจญกับปลาหมึกยักษ์เมื่อสักครู่นี้

พลหยุดยืนเบื้องหน้าโพรงหินใหญ่ซึ่งคล้ายกับถ้ำตามภูเขา เขายกปืนขึ้นประทับในท่าเตรียมยิง

วัตถุก้อนกลมขนาดโอ่งน้ำใบหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในโพรงหินนั้น ทำให้พลล่าถอยออกไปยืนตั้งมั่น ถึงแม้เขาจะเห็นมันไม่ถนัด เขาก็แน่ใจว่ามันคือปลาหมึกยักษ์อย่างไม่ต้องสงสัย มันกำลังคลานคืบออกมาจากถ้ำนั้น และแล้วหนวดของมันสองสามเส้นก็ยื่นออกมา

พลเล็งศูนย์ปืนหมายส่วนหัวของปลาหมึกยักษ์ ซึ่งเขายืนอยู่ห่างจากมันเพียง ๓ เมตรเท่านั้น และแล้วพลก็เหนี่ยวไกยิง

มีเสียงสปริงในลำกล้องดีดดังฉับ ฉมวกเหล็กยาวประมาณหนึ่งเมตรพุ่งออกไปด้วยความเร็วสูงเกือบเท่ากระสุนปืน ถูกหัวปลาหมึกยักษ์อย่างจังและฝังลึกเข้าไปในเนื้อของมันเกือบ ๒ ฟุต ปลาหมึกยักษ์ดิ้นทุรนทุรายและปล่อยหนวดเพ่นพ่าน แต่แล้วไม่ถึงครึ่งนาที มันก็สิ้นใจตายด้วยกระสุนฉมวกเหล็ก

การกระทำของพลอยู่ในสายตาของทุกคนที่อยู่ในเรือดำน้ำแบบกระเป๋า เพราะศาสตราจารย์ดิเรกบังคับให้เรือดำน้ำจอดลอยลำนิ่งเฉยอยู่ทางเบื้องหลังของ พ.อ.พล พัชราภรณ์ ทำให้แลเห็นปลาหมึกถูกพลสังหารในระยะเผาขน

ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวขึ้นดังๆ

"ไม่น่าเชื่อเลย อ่าวไทยมีปลาหมึกยักษ์ขนาดใหญ่เช่นนี้ แต่ก็ดีแล้วที่อ้ายพลสังหารมันได้"

ประกายดาว นักเรียนพยาบาลและผดุงครรภ์ถามนายแพทย์หนุ่มเบาๆ ว่า

"มันมาจากทะเลจีนหรือมหาสมุทรแปซิฟิคใช่ไหมคะอาหมอ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มให้แฟนของเขา

"ออไร๋ ควรจะเป็นอย่างที่คุณว่า มันคงไม่ได้มาจากมหาสมุทรอินเดียแน่นอน เพราะปลาหมึกยักษ์แขกก็คงจะโพกหัวและมีหนวดมีเครา บางทีทะเลจีนหรือแปซิฟิคตอนใต้อาจจะมีกัมมันตภาพรังสีจากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ใต้น้ำ ปลาหมึกยักษ์ตัวนี้ก็เลยเดินทางมาอยู่อ่าวไทย"

เสี่ยหงวนถามนายพลดิเรกด้วยเสียงหัวเราะ

"แล้วมันมายังไง โดยสารเรือเดินสมุทรมาหรือว่ามาเครื่องบินวะหมอ"

ดร. ดิเรกค้อนปะหลับปะเหลือก

"นั่นมันปลาหมึกแห้งโว้ย บรรทุกเรือจากไต้หวันหรือฮ่องกงมาเมืองไทยเป็นเข่งๆ ขายตัวละบาทเดียวเท่านั้นย่างและบดให้ด้วย"

เสียหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ทุกคนหันไปมองดูพล พัชราภรณ์ ซึ่งเขากำลังบรรจุกระสุนปืนฉมวกใหม่อีกหนึ่งลูก ต่อจากนั้นพลก็เดินบุกเข้าไปในบริเวณหมู่ก้อนหินใต้น้ำเหล่านั้น หินแต่ละก้อนสูงกว่าศีรษะเขามาก

"มันจะเข้าไปหาหอกอะไรวะ" นิกรบ่นพึมพำ "ดีไม่ดีเงือกมันซ่อนอยู่ตามถ้ำเล็กๆ มันก็จะสูบเลือดกินเสียเท่านั้น ฆ่าปลาหมึกได้แล้วก็ควรจะขึ้นไปบนผิวน้ำ"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานคุณพลคงจะค้นหาปลาหมึกยักษ์ตัวเมียกระมังครับ แกจะได้ฆ่าเสียอีกตัว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้ากมองดูหน้าเจ้าแห้วอย่างขบขัน

"เอ็งรู้ได้ยังไงวะว่าปลาหมึกยักษ์ตัวที่เจ้าพลยิงตายเมื่อกี้นี้เป็นตัวผู้"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทาน หน้าตามันแสยะนี่ครับ ถ้าตัวเมียก็คงจะมีอะไรกระจุ๋มกระจิ๋มน่าเอ็นดูบ้าง รับประทานผมเห็นมันทำปากเบี้ยวปากบูดตอนถูกปืนฉมวก ผมก็ทราบว่ามันเป็นปลาหมึกยักษ์ตัวผู้"

สี่สาวหัวเราะคิกคักไปตามกัน ชอบใจเจ้าแห้ววิจารณ์ปลาหมึกยักษ์ว่าเป็นตัวผู้ นายพลดิเรกนั่งประจำที่คนขับเฝ้ามองดูพลตลอดเวลา พลหายเข้าไปในหมู่ก้อนหินเกือบ ๑๐ นาทีเขาก็กลับออกมาแล้วว่ายน้ำมาที่เรือดำน้ำ เกาะขอบเรือส่งภาษาใบ้กับศาสตราจารย์ดิเรก

"หา? ว่าไงโว้ยพล" นายแพทย์หนุ่มเอ็ดตะโร "ไม่รู้เรื่องว่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับนิกรทันที

"ลุกขึ้นไปหาดิเรก เจรจากับเจ้าพลหน่อยซีแก เรื่องภาษาใบ้แกถนัดไม่ใช่หรือ"

พ.อ.นิกร อมยิ้ม รีบลุกขึ้นเดินไปยืนข้างนายแพทย์หนุ่ม แล้วเขากับพลก็พูดภาษาใบกัน สักครู่ก็หันมาบอกนายพลดิเรก

"ถ้าจะไม่ดีเสียแล้วโว้ยหมอ พลบอกว่ามันพบทุ่นระเบิดแม่เหล็กแบบใหม่สามสี่ลูก อยู่ในบริเวณหมู่ก้อนหินเหล่านั้น"

นายพลดิเรกสะดุ้งเฮือกแล้วพูดเร็วปรื๋อ

"แกตีภาษาใบ้ผิดกระมัง"

นิกรจุ๊ย์ปาก

"ไม่ผิดน่า กันกับอ้ายพลพูดภาษาใบ้กันมาตั้งแต่เด็กๆ "

ศาสตราจารย์ดิเรกหันไปมองดูหน้าพลซึ่งเกาะอยู่ที่ขอบเรือ

"เฮ้ย จริงหรือโว้ยพล"

พ.อ.พลไม่ได้ยินเสียงจอมนักวิทยาศาสตร์ แต่ก็เดาว่า ดร.ดิเรกพูดว่าอย่างไร เขาพยักหน้าแทนคำตอบ และยกนิ้วมือข้างซ้ายชูขึ้น ๓ นิ้ว พูดภาษาใบ้บอกให้รู้ว่าเขาเห็นทุ่นระเบิดแม่เหล็กรวม ๓ ลูกด้วยกัน

ศาสตราจารย์ดิเรกส่งภาษาใบ้บอกให้พลขึ้นสู่ผิวน้ำทันที ต่อจากนั้นเขาก็สตาร์ทเครื่องบังคับเรือดำน้ำแบบกระเป๋าหิ้วให้แล่นไปข้างหน้า และเมื่อเขาระบายน้ำที่ขังอยู่รอบๆ เรือออก เรือดำน้ำ "สี่สหาย" ก็ค่อยๆ ลอยลำขึ้นสู่ผิวน้ำ

เมื่อเรือโผล่ขึ้นมา นายพลดิเรกกับทุกคนก็แลเห็นพลอยู่ห่างจากเรือประมาณ ๒๐๐ เมตร นายแพทย์หนุ่มขับเรือตรงเข้าไปหา และเปิดส่วนบนที่เป็นหลังคาออกด้วยกลไกไฟฟ้า เสี่ยหงวนลุกขึ้นปีนออกไปที่กราบเรือเมื่อเรือแล่นเอื่อยๆ มาถึงตัวพล อาเสี่ยก็ยื่นมือขวาลงไปให้พลจับ ช่วยดึงพลขึ้นมา

"แกเห็นทุ่นระเบิดแม่เหล็กจริงๆ หรือ"

พลยิ้มให้อาเสี่ย

"เห็นจริงๆ ลงไปคุยกันในเรือเถอะ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กนะโว้ย ศัตรูของเราอาจจะเล็ดรอดเข้ามาแล้ว ใช้มนุษย์กบลงปฏิบัติงาน เอาระเบิดแม่เหล็กวางไว้ใต้น้ำตอนนี้ และอาจจะมีอยู่ทั่วไป บริเวณนี้อยู่ในเขตฐานทัพเรือของเรา หากเรือรบของเราแล่นผ่านมาทางนี้ก็จะถูกระเบิดแม่เหล็กจมลงทันที"

ขณะนี้เรือดำน้ำ "สี่สหาย" หยุดลอยลำนิ่งเฉยอยู่กลางทะเล ซึ่งปราศจากคลื่นลมและอยู่ห่างจากฝั่งราว ๓ ไมล์ พลกับเสี่ยหงวนพากันลงมาในท้องเรือซึ่งเป็นห้องถือท้ายและห้องผู้โดยสาร ทั้งสองตรงเข้ามาหานายพลดิเรกหัวหน้าคณะนักวิทยาศาสตร์และผู้เชียวชาญสรรพาวุธของกองทัพไทย ซึ่งกำลังนั่งอยู่บนที่นั่งคนขับเรือ

"ฮัลโหล ว่าไงโว้ยพล แกล้อเล่นหรือเปล่าที่แกว่าแกพบทุ่นระเบิดแม่เหล็กในหมู่ภูเขาใต้น้ำ"

"อย่าสงสัยอะไรเลยหมอ กันพบสนามทุ่นระเบิดแม่เหล็กอยู่ในระหว่างหมู่ก้อนหินใต้น้ำ ลอยสูงจากก้นทะเลราว ๒๐ ฟิต ลูกหนึ่งอยู่ห่างจากกันประมาณ ๑๐๐ ฟิต กันตกใจ ไม่มีเวลาที่จะสำรวจให้ทั่วถึง ก็รีบว่ายมาที่เรือเราและส่งภาษาใบ้บอกอ้ายกรให้บอกแกอีกทีหนึ่ง อาจจะมีทุ่นระเบิดแม่เหล็กในเขตนี้ตั้ง ๒๐ หรือ ๓๐ ลูกก็ได้"

นายแพทย์หนุ่มมีสีหน้าเคร่งเครียดทันที เขาเชื่อว่าที่พลเล่าให้เขาฟังนี้เป็นความจริง เพราะพลเคยได้รับความรู้จากเขามาแล้วเป็นอย่างดี เกี่ยวกับอาวุธทุกชนิดที่สามกองทัพใช้ในเวลาสงคราม

"แกพิจารณาดูทุ่นระเบิดแม่เหล็กในระยะใกล้หรือเปล่า"

พ.อ.พล พยักหน้ารับทราบ

"กันจับมันดูทีเดียว แต่แสงสว่างมีไม่พอที่จะช่วยให้กันมองเห็นตัวหนังสือหรือเครื่องหมายที่ทุ่นระเบิดนั้น คงรู้แต่เพียงว่ามันเป็นทุ่นระเบิดแม่เหล็กแบบใหม่ มีอำนาจการระเบิดรุนแรงและไวกว่าทุ่นระเบิดแม่เหล็กครั้งสงครามที่แล้วมา เรือกวาดทุ่นระเบิดที่สร้างด้วยไม้เท่านั้นจึงจะปลอดภัยถ้าแล่นผ่านมาทางนี้"

นายพลดิเรกต้องใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง

"กันไม่เชื่อว่าเป็นทุ่นระเบิดแม่เหล็กของกองทัพเรือเรา เพราะยังไม่มีความจำเป็นอะไรที่ราชนาวีเราจะต้องวางทุ่นระเบิดแม่เหล็กในยามนี้ ทุ่นระเบิดแม่เหล็กเป็นอันตรายแก่เรือทุกลำที่แล่นผ่านไปมา"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"แล้วแกเข้าใจว่ายังไงหมอ"

"กันเข้าใจว่าเป็นการกระทำของคอมมิวนิสต์ เรือดำน้ำของคอมมิวนิสต์คงจะแอบเข้ามาปฏิบัติการในน่านน้ำของเราในตอนกลางคืน แล้วส่งมนุษย์กบนำระเบิดแม่เหล็กลงไปปล่อยไว้ใต้น้ำเพื่อทำลายเรือรบของเรา เรื่องนี้เราต้องร่วมมือกันโว้ยปล่อยไว้ไม่ได้ เราสี่คนเตรียมตัวลงน้ำเดี๋ยวนี้เพื่อสำรวจดูให้ทั่วว่า สนามทุ่นระเบิดแม่เหล็กนี้มีทุ่นระเบิดแม่เหล็กอยู่กี่ลูก ถ้ามีเพียงสามลูกเราก็ต้องช่วยกันนำมันขึ้นมาบนเรือเรา แล้วเอาไปมอบให้กองทัพเรือที่สัตหีบ แจ้งเรื่องสำคัญนี้ให้เขาทราบ ถ้าทุ่นระเบิดแม่เหล็กมีจำนวนมาก เราก็ต้องรีบไปสัตหีบติดต่อกับทหารเรือให้เขาส่งเรือกวาดทุ่นระเบิด และประดาน้ำกับมนุษย์กบมาจัดการเก็บกวาด หรือทำลายทุ่นระเบิดแม่เหล็กเหล่านี้ต่อไป" พูดจบศาสตราจารย์ดิเรกก็ลุกขึ้นหันมาทางที่นั่งผู้โดยสารข้างหลังเขา "คุณพ่อครับ เตรียมลงทะเลกับพวกผมเพื่อตรวจทุ่นระเบิดแม่เหล็กและนำมันขึ้นมาบนเรือ"

เจ้าคุณพยักหน้ารับทราบ

"เอาซี แต่ว่าแกรู้วิธีจะบังคับมันไม่ให้ระเบิดไม่ใช่หรือ"

นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"แน่นอนครับ ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นดี วัตถุระเบิดทุกชนิดผมมองดูแพล็บเดียว ผมก็รู้ว่ากลไกบังคับหรือเครื่องห้ามชนวนระเบิดของมันอยู่ตรงไหน" แล้วเขาก็พยักหน้าให้นิกร "ลงน้ำโว้ยอ้ายกร เราสี่คนและคุณพ่อลงทะเลเดี๋ยวนี้ ให้อ้ายแห้วและคุณผู้หญิงอยู่ในเรือ อ้า-อ้ายแห้วจัดแจงทิ้งสมอได้แล้ว เรือของเราจะได้ไม่เคลื่อนที่"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"กันไม่ต้องลงทะเลได้ไหมหมอ"

"ไม่ได้ แกเป็นนายทหารประจำหน่วยของกัน เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของพวกเราโดยตรง เมื่อเราได้มาพบมันโดยบังเอิญ"

พ.อ.นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"กันเสียวไส้โว้ยหมอ ถ้ามันระเบิดตูมตามขึ้น กันก็จะกลายเป็นผีทะเลไปเท่านั้นเอง เรือรบลำเบ้อเริ่มตูมเดียวยังแหลก"

นายพลดิเรกยกมือชี้หน้า

"เพื่อความปลอดภัยของเรือรบแห่งราชนาวีของเรา และในหน้าที่ราชการของแก แกจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่าลืมว่ากันเป็นหัวหน้า เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของแก การขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา แกก็รู้ดีแล้วว่าจะต้องขึ้นศาลทหาร"

"แหม" นิกรร้องลั่น "ขู่ซะเรื่อยเชียว ลงก็ลงวะ ผิดนักก็ตับไตไส้พุงทะลัก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับสี่สาวขณะที่เจ้าแห้วกำลังทิ้งสมอเรือลงไปในน้ำ

"ไม่ต้องตกใจหลานสาว นั่งพักผ่อนอยู่ในเรือนี่แหละ พวกเราจะลงไปทำงานในน้ำอย่างมากก็ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น"

ประกายดาวยิ้มน่ารัก

"ค่ะ พวกหนูจะเอาใจช่วย ขอให้ทุกคนทำงานสำเร็จผลและปลอดภัยนะคะ"

ใน ๕ นาทีนั้นเอง คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึก น ก็พากันลงไปใต้ทะเลในสภาพของมนุษย์กบ พลถือปืนฉมวกเป็นอาวุธ นอกนั้นถือฉมวกเหล็กเตรียมต่อสู้กับสัตว์ร้าย พลว่ายน้ำนำหน้าพาพรรคพวกของเขามุ่งตรงไปยังบริเวณก้อนหินใหญ่น้อย ซึ่งมีสภาพคล้ายกับภูเขาใต้น้ำ

ทุกคนลงเหยียบพื้นทรายก้นทะเล ปลาทูตัวหนึ่งว่ายออกมาจากโพรงหิน นิกรเห็นเข้าก็ตกใจยกฉมวกแทงเต็มที่แต่ผิด สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ บุกเข้าไปในหมู่ก้อนหินด้วยความระมัดระวังตัว เพราะกลัวจะเผชิญกับฉลามร้าย หรือปลาหมึกยักษ์เข้า พล พัชราภรณ์แทบจะจำไม่ได้ว่าสนามทุ่นระเบิดแม่เหล็กที่พบอยู่ตรงไหน เพราะภูเขาเล็กๆ ที่อยู่ใต้น้ำมองดูคล้ายๆ กันทั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม หลังจากเสียเวลาค้นหาเพียงครู่เดียว เสี่ยหงวนก็ยกมือจับแขนนายพลดิเรกแล้วชี้มือไปข้างหน้า ทุกคนหยุดชะงักรวมกลุ่มกันทอดสายตามองดูทุ่นระเบิดแม่เหล็กลูกหนึ่ง ซึ่งมีขนาดโตกว่าลูกฟุตบอลเพียงเท่าเดียวลอยกระเพื่อมๆ อยู่ในน้ำ มีสายโซ่ผูกติดกับสมอเล็กๆ จมอยู่ก้นทะเล

ศาสตราจารย์ดิเรกใจเต้นแรงผิดปกติ เขาพาคณะของเขาบุกเข้าไปหาทุ่นระเบิดแม่เหล็กทันที พอเข้ามาใกล้นิกรก็ชักปอดลอยยืนกำบังอยู่หลังก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง นายพลดิเรกส่งฉมวกให้พลถือไว้ แล้วเดินเข้าไปดูมัน เขาเอื้อมมือจับสายโซ่ดึงทุ่นระเบิดแม่เหล็กลูกนั้นลงมาหาเขา และเขาก็พิจารณาดูมันอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ด้วยความรู้อย่างสูงในวิชาวิทยาศาสตร์ของเขา ศาสตราจารย์ดิเรกรู้ทันทีว่าทุ่นระเบิดแม่เหล็กลูกนี้มีอำนาจระเบิดอย่างร้ายแรง สามารถที่จะจมเรือรบขนาดเรือลาดตระเวณที่มีระวางขับน้ำเป็นหมื่นตันได้ โดยเฉพาะเรือรบแห่งราชนาวีของเราเป็นเรือเล็ก ถ้าแล่นผ่านมาและทุ่นระเบิดแม่เหล็กเกิดระเบิดขึ้นเรือก็จมลงทันที

อย่างไรก็ตาม ทุ่นระเบิดแม่เหล็กลูกนี้มีตัวอักษร "อาร์" ตัวเดียวเท่านั้น ไม่มีบริษัทผู้สร้างมัน และไม่มีชื่อประเทศหรือตัวอักษรบอกข้อความใดๆ ระหว่างนี้เอง พล, นิกร, กิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เข้ามายืนรวมกลุ่มอยู่ข้างหลังศาสตราจารย์ดิเรก

จอมนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ล้วงมือลงไปในย่ามหยิบค้อนเหล็กอันหนึ่งออกมา เขาหันมายิ้มให้เพื่อนเกลอของเขาแล้วยกค้อนเคาะทุ่นระเบิดแม่เหล็กค่อนข้างแรงสามสี่ทีติดๆ กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือกว่ายน้ำหนีไปอย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่าลูกระเบิดจะระเบิดขึ้น เสี่ยหงวนกับนิกรก็พลอยเสียขวัญผละหนีไปคนละทาง คงเหลือ พ.อ.พลคนเดียวเท่านั้นที่รู้ดีว่า นายพลดิเรกเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องอาวุธและวัตถุระเบิด การที่เขาเอาค้อนเคาะมันเขาย่อมแน่ใจว่าไม่มีอันตราย พลจึงยืนมองดูด้วยความสนใจ

ศาสตราจารย์ดิเรกหันมาพูดภาษาใบ้บอกพลว่า ทุ่นระเบิดนี้ไม่มีตราเครื่องหมายหรือระบุว่าเป็นของชาติใด แต่เขาก็รู้ดีว่าผลิตจากประเทศไหน เพราะเขามีภาพถ่ายทุ่นระเบิดแม่เหล็กของชาติต่างๆ ไว้ศึกษาทุกชาติ

เมื่อพลส่งภาษาใบ้ถามว่าจะจัดการกับมันอย่างไร นายพลดิเรกก็ตอบเป็นภาษาใบ้ว่าต้องสำรวจดูให้รู้แน่ก่อนว่าในตำบลสนามทุ่นระเบิดแม่เหล็กนี้มีทุ่นระเบิดวางไว้กี่ลูก

มนุษย์กบเจ้าคุณปัจจนึกฯ, เสี่ยหงวนกับนิกรค่อยๆ ย่องเข้ามาหานายพลดิเรกกับ พ.อ.พล ต่างคนต่างโล่งใจไปตามกันเมื่อแลเห็นศาสตราจารย์กิเรกเก็บค้อนเหล็กไว้ในย่าม นายแพทย์หนุ่มมองดูพ่อตาของเขาและเพื่อนเกลอทั้งสองอย่างขบขัน ต่อจากนั้นเขาก็เดินนำหน้าพาทุกคนเดินค้นหาทุ่นระเบิดแม่เหล็กซึ่งศัตรูได้นำมาปล่อยไว้ในเขตฐานทัพเรือของเรา

นายพลดิเรกกับคณะของเขาพบทุ่นระเบิดแม่เหล็กอีก ๒ ลูกรวมเป็น ๓ ลูกตามที่พลพบ ทุ่นระเบิดนี้วางเป็นเส้นตรงห่างจากกันลูกละ ๑๕๐ ฟุต หรือ ๕๐ หลา ถ้าเรือรบลำใดแล่นผ่านเข้ามาในแนวของมัน เหล็กที่ตัวเรือรบก็จะทำให้ชนวนระเบิดของทุ่นระเบิดแม่เหล็กทำงาน เกิดการระเบิดขึ้นทันที และนั่นคือความพินาศของเรือรบแห่งราชนาวีไทยลำนั้น

จอมนักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญสรรพาวุธของกองทัพไทยทั้งสามทัพ ไม่ยอมปล่อยให้เวลาผ่านพ้นไปแม้แต่น้อย เขาจัดการแก้โซ่ทุ่นระเบิดที่ผูกติดกับสมอเหล็กออก แล้วปล่อยให้มันลอยขึ้นไปสู่ผิวน้ำทีละลูก แต่เนื่องจากทุ่นระเบิดแต่ละลูกอยู่ห่างกันมากจึงต้องเสียเวลาทำงาน เพราะต้องทำงานใต้น้ำการเคลื่อนไหวไม่รวดเร็วเหมือนอยู่บนบก

ภายในเรือดำน้ำ "สี่สหาย" ซึ่งจอดทอดสมอลอยลำนิ่งเฉยอยู่ในทะเล สี่สาวต่างนั่งสนทนากันและมองดูทิวทัศน์รอบๆ ตัว ส่วนเจ้าแห้วนั่งประจำที่คนขับเต๊ะท่าสง่างามเหมือนกับว่าเขาเป็นผู้บังคับการเรือลำดำน้ำกระเป๋าหิ้วลำนี้ เจ้าแห้วดึงเกียร์และดึงคันบังคับเล่นจนกระทั่งส่วนประกอบบางชิ้นชำรุดเสียหายโดยเจ้าแห้วไม่รู้ตัว

ในเวลาเดียวกันนี้เอง เรือรบของกองเรือรักษาฝั่งแห่งราชนาวีไทยลำหนึ่ง กำลังแล่นตรงเข้ามายังเรือดำน้ำ "สี่สหาย" อย่างเต็มฝีจักร ซึ่งขณะนี้ทุ่นระเบิดแม่เหล็กทั้งสามลูกกำลังลอยเพ่นพ่านอยู่ในทะเลและลอยไปทางเรือรบลำนั้น

เรือรบลำนี้เป็นเรือขนาดเล็กระวางขับน้ำเพียง ๓๕๐ ตัน แต่ติดอาวุธปืนใหญ่ ๓ นิ้วหนึ่งกระบอก ปืนกล ๔๐ มม. ต่อสู้อากาศยาน ๖ กระบอก ร.ล.สุริยา ได้ทำหน้าที่ลาดตระเวนฐานทัพเรือตามหน้าที่ เมื่อต้นเรือส่องกล้องมองแลเห็นเรือดำน้ำ "สี่สหาย" ลอยลำอยู่กลางทะเลก็แปลกใจ รีบรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ผู้บังคับการสงสัยว่าคงเป็นเรือยนต์ท่องเที่ยวของพวกเศรษฐีชาวพระนครเกิดเครื่องยนต์ชำรุดเสียหายจึงจอดทอดสมอเพื่อซ่อมแซมเครื่องยนต์ หรือมิฉะนั้นก็อาจจะเป็นเรือของพวกคอมมิวนิสต์ก็ได้ เพราะรูปร่างของเรือ "สี่สหาย" คล้ายปลาวาฬ หรือเรือดำน้ำขนาดกระเป๋า

ผู้บังคับการสั่งให้จ่าโทซึ่งทำหน้าที่ถือท้ายเรือขับเรือตรงมาที่เรือ "สี่สหาย" ทันทีและสั่งให้ทหารประจำปืนเฉพาะปืนกล ๔๐ มม. เข้าประจำสถานีรบเตรียมยิงเรือดำน้ำ "สี่สหาย" ถ้าหากว่าเป็นเรือของข้าศึก และใช้ปืนยิงมาที่เรือรบก่อน

มนุษย์กบทั้ง ๕ คนโผล่ขึ้นมาจากน้ำแล้วในเวลาไล่ๆ กัน ต่างคนต่างว่ายน้ำมาที่เรือดำน้ำ เจ้าแห้วรีบปีนป่ายออกไปรับพวกเจ้านายของเขา

"เฮ้ย เห็นทุ่นระเบิดแม่เหล็กไหม" นายพลดิเรกร้องถามเจ้าแห้ว "กันตัดโซ่มัน มันลอยขึ้นมาบนผิวน้ำหมดแล้วทั้งสามลูก"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานกลมๆ เหมือนโอ่งใบเล็กๆ ใช่ไหมครับ"

"ออไร๋"

"อ๋อ เห็นครับ โน่นครับ รับประทานมันลอยไปทางเรือรบลำโน้นที่กำลังแล่นมาทางเรา"

นายพลดิเรกมองตามสายตาเจ้าแห้ว พอแลเห็น ร.ล.สุริยา แห่งกองเรือรักษาฝั่ง เขาก็ใจหายวาบ เขารู้ตัวดีว่าหากเรือรบลำนี้แล่นมาชนทุ่นระเบิดแม่เหล็ก หรือเพียงแต่แล่นเฉียดมันในระยะใกล้ ทุ่นระเบิดแม่เหล็กก็จะเกิดระเบิดขึ้นทันที ร.ล.สุริยา จะจมลงสู่ก้นทะเลลึกอย่างไม่มีปัญหา

"เร็วฉุดกันและพวกเราขึ้นไปบนเรือเร็ว เราจะต้องป้องกันเรือรบลำนี้ไว้ให้ได้ก่อนที่มันจะจม เพราะถูกทุ่นระเบิดแม่เหล็กที่ข้าศึกเอามาปล่อยไว้"

เจ้าแห้วงันงกตกประหม่า เขาดึงตัวนายพลดิเรกขึ้นมาเป็นคนแรก ต่อจากนั้นจอมนักวิทยาศาสตร์ก็ฉุดนิกรขึ้นมา ส่วนเจ้าแห้วช่วยฉุดพลและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ พ.อ.พล ดึงตัว พ.อ.กิมหงวนขึ้นมาจากน้ำเป็นคนสุดท้าย ทุกคนรีบวิ่งลงไปที่ท้องเรือ

ความชุลมุนวุ่นวายและท่าทางอันตื่นเต้นของคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำให้สี่สาวนั่งตะลึงพรึงเพริดและเสียขวัญไปตามกัน นายพลดิเรกนั่งประจำที่คนขับรีบกดปุ่มสตาร์ทให้เครื่องไฟฟ้าทำงาน แต่แล้วเขาก็หันมามองดูเจ้าแห้วอย่างเดือดดาล

"อ้ายแห้ว แกมาเล่นเครื่องบังคับเรือบ้างหรือเปล่า"

เจ้าแห้วดึงสมอขึ้นมาบนเรือได้พอดี เขามองดูศาสตราจารย์ดิเรกแล้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานผมดึงเกียร์เล่นนิดเดียวเท่านั้นแหละครับ รับประทานมันหลุดติดมือผมขึ้นมา"

นายพลดิเรกโกรธจนปากเขียว

"ระยำมาก เล่นไม่รู้จักเล่น"

ร.ล.สุริยา แล่นใกล้เข้ามาทุกที นายพลดิเรกรีบซ่อมแซมเกียร์โดยด่วนเอาพอให้มันใช้การได้ชั่วคราว ในที่สุดเขาก็สามารถนำเรือดำน้ำ "สี่สหาย" ออกแล่น แต่แล้วทันใดนั้นเองเสียงปืนกลใหญ่ขนาด ๔๐ มม. ก็ดังขึ้นหนึ่งชุด กระสุนตกห่างจากเรือดำน้ำ "สี่สหาย" ประมาณ ๓๐ เมตร

"แล้วกันโว้ย" นายพลดิเรกร้องเอ็ดตะโรแล้วขับเรือตรงเข้าไปหา ร.ล.สุริยาโดยเร็ว "อ้ายเราจะช่วยให้รอดพ้นจากทุ่นระเบิดแม่เหล็กยังยิงเราอีก"

นายพลดิเรกขับเรือผ่านทุ่นระเบิดแม่เหล็กทั้ง ๓ ลูกในระยะไม่ไกลนัก ทุกคนเฝ้ามองดูมันอย่างประหวั่นพรั่นใจ มันลอยกระเพื่อมๆ อยู่ในน้ำ แสงแดดส่องต้องมันเป็นเงาวาบวับ ผู้บังคับการ ร.ล.สุริยาสั่งให้ยิงขู่ก็เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเรือดำน้ำ "สี่สหาย" จะหลบหนี แต่เมื่อเห็นแล่นเข้ามาหาด้วยความเร็วสูงเขาก็แปลกใจ ผู้บังคับการเรือลำนี้เป็นนายทหารหนุ่มอายุยังไม่ถึง ๓๐ ขวบ มียศเป็นเรือโท เขาคือ ร.ท.เทพ นาวีสถิต ร.น. เป็นนายทหารเรือรูปหล่อ ซึ่งตระกูลของเขาล้วนแต่เป็นทหารเรือทั้งนั้น เขายืนอยู่บนสะพานเดินเรือเคียงคู่กับต้นเรือซึ่งมียศเป็นเรือโทเช่นเดียวกัน แต่ต่ำอาวุโสกว่าเขา ร.ท.เทพส่องกล้องมองไปที่เรือดำน้ำแบบกระเป๋าหิ้วตลอดเวลา พอเข้ามาใกล้กล้องส่องทางไกลก็ช่วยให้เขาแลเห็น พล.ต.ดิเรกอย่างถนัด

"โอ๊ย แย่แล้วต้นเรือ เรือของอาจารย์ดิเรกกับคณะของท่าน คุณต้องรับผิดชอบนะที่เรายิงขู่ไปสามสี่นัดเมื่อกี้นี้"

ต้นเรือเอียงคออมยิ้ม

"ผู้การเป็นผู้การนี่ครับ ความรับผิดชอบทั้งหมดอยู่ที่ผู้การไม่ใช่ผมหรือคนอื่น ใจเย็นๆ เถอะครับ อาจารย์ดิเรกท่านคงไม่เอาเรื่องกับเราหรอก ผู้การพอจะแก้ตัวกับท่านได้ว่า ทหารประจำปืนไม่ตั้งใจจะยิงแต่นิ้วกระดิกไปโดนไกปืนเข้า"

ร.ท.เทพกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เร็ว-สั่งลดความเร็วและหยุดเครื่องยนต์"

ต้นเรือวิ่งไปถือท้ายเอง ส่งสัญญาณไปที่ห้องเครื่องให้ลดความเร็วและหยุดเครื่อง นายพลดิเรกบังคับเรือดำน้ำให้เลี้ยวเข้ามาเทียบกราบซ้ายของ ร.ล.สุริยา ในเวลาเดียวกันความเร็วของเรือรบก็สิ้นสุดลงเหมือนมีมือยักษ์ฉุดมันไว้ เพราะเมื่อเครื่องยนต์หยุดทำงาน เรือก็ลดความเร็วลงอย่างกระทันหัน ผู้บังคับการวิ่งตื๋อลงมาจากสะพานเดินเรือ หยุดยืนที่กราบซ้ายยกมือวันทยาหัตถ์นายพลดิเรก ผู้เคยเป็นอาจารย์สอนวิชาอาวุธใต้น้ำให้เขา เมื่อครั้งที่เขาเป็นเรือตรีมาเข้าเรียนวิชาอาวุธใต้น้ำที่สัตหีบ

"สวัสดีครับอาจารย์ ไปยังไงมายังไงกันครับ"

"ไม่ต้องสวัสดี ลื้อยิงอั๊วทำไม" ศาสตราจารย์ดิเรกตะโกนลั่น

"ไม่ได้ยิงครับอาจารย์ พลประจำปืนเขาเส้นกระตุกนิ้วกระดิกโดนไกปืนเข้าครับ ผมขอประทานโทษครับ"

นายพลดิเรกชี้มือไปทางหมู่ทุ่นระเบิดแม่เหล็กซึ่งอยู่ห่างจากเรือทั้งสองลำราว ๑๐๐ เมตร

"โน่น คุณเห็นไหม อ้ายก้อนกลมๆ สามก้อนที่ลอยอยู่นั่น คือทุ่นระเบิดแม่เหล็ก พวกเราพบมันใต้ทะเลเมื่อสักครู่นี้ ผมตัดมันจากโซ่ปล่อยให้มันลอยขึ้นมา แล้วเมื่อเราขึ้นมาบนผิวน้ำ เราก็เห็นเรือลำนี้แล่นตรงมาที่เรือของเรา คุณคงไม่รู้ว่าเรือของผมคือเรือดำน้ำขนาดกระเป๋าหิ้ว"

ผู้บังคับการมองไปทางหมู่ทุ่นระเบิดน้ำลึก พอแลเห็นมันเข้าก็ใจหาย

"โอ้โฮ ถ้าอาจารย์ไม่รีบมาบอกผม เรือผมก็คงชนกับมันแน่ๆ ทุ่นระเบิดของคอมมิวนิสต์หรือครับ"

"ออไร๋ คุณนำเรือของคุณหลบไปจากทิศทางนี้เถอะ พวกเราจะจัดการกับทุ่นระเบิดแม่เหล็กเหล่านั้นเอง"

"ครับ ขอบคุณครับอาจารย์"

ร.ร.สุริยากับเรือดำน้ำ "สี่สหาย" ต่างแยกจากกัน พวกทหารเรือพากันมองดูคณะพรรคสี่สหายและสี่สาวอย่างชื่นชม

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง เรือดำน้ำ "สี่สหาย" ก็มาถึงฐานทัพเรือและโยงทุ่นระเบิดแม่เหล็กทั้งสามลูกมาด้วย โดยใช้เชือกที่มีอยู่ในเรือผูกมันทีละลูก เว้นระยะห่างจากกันพอสมควร ไม่ให้มันกระทบกันได้ พวกทหารเรือตื่นเต้นแปลกใจไปตามกันเมื่อทราบข่าวว่า ศาสตราจารย์ดิเรกกับคณะได้พบทุ่นระเบิดแม่เหล็ก ๓ ลูกนี้อยู่ใต้ทะเล ผู้บังคับการสถานีสัตหีบ และนายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่หลายคนต่างมาต้อนรับนายพลดิเรกกับคณะและสี่สาวที่เป็นแขกของคณะพรรคสี่สหายเป็นอย่างดี หลังจากนำทุ่นระเบิดแม่เหล็กขึ้นไปเก็บไว้เรียบร้อยแล้ว บรรดานายทหารผู้ใหญ่ก็เลี้ยงอาหารกลางวันแก่คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วและสาวสวยทั้งสี่คนอย่างเต็มที่ ที่สโมสรนายทหาร

เรือดำน้ำ "สี่สหาย" เดินทางกลับกรุงเทพฯ ในเวลา ๑๔.๐๐ น. เศษ สี่สาวต่างติดอกติดใจและพอใจที่ได้ร่วมเที่ยวกับคณะพรรคสี่สหาย ถึงกับนัดเที่ยวทางเรืออีกในสัปดาห์ต่อไป.

อวสาน