พล นิกร กิมหงวน 112 : ศึกหม้ายสาว (บทสุดท้าย)

พ.ศ. ๒๔๘๔

คืนวันนั้นเดือนหงาย เมฆฝนที่ตั้งเค้ามาเมื่อตอนเย็นถูกลมพัดผ่านไปหมดแล้ว ท้องฟ้าแจ่มใสปราศจากขี้เมฆและขี้แมว ราตรีที่หลังตึกหอมฟุ้งระคนกับกลิ่นอุตพิด ซึ่งนานๆ ถูกลมโชยมาครั้งหนึ่ง.

ยังหัวค่ำอยู่ เสียงวิทยุ ๓ เครื่องของพล, นิกร, กิมหงวน ดังกึกก้องแข่งกันจนแสบแก้วหูน่ารำคาญ คล้ายๆ กับร้านค้าแถวบางลำภูหรือพาหุรัด

พลเปิดรับสถานี บี.บี.ซี. ซึ่งกำลังบรรเลงเพลงลีลาศ นิกรรับสถานีแขกแห่งหนึ่ง กำลังร้องเพลงประสานเสียงระคนกับกลองแขก กิมหงวนรับสถานีจุงกิง เสียงล่อโก๊ดังสนั่นหวันไหว เครื่องรับวิทยุของสามเกลอล้วนแต่เป็นครื่อง ๙ หลอด เมื่อเปิดพร้อมๆ กันย่อมดังเท่ากับเครื่องขนาด ๒๗ หลอด แต่รับคนละสถานี ฉะนั้นท่านผู้อ่านคงจะทายได้ว่าฟังไม่รู้เรื่องแน่ๆ

แล้วสามเกลอก็ออกมายืนคุยกันที่เฉลียงหลังตึก ต่างโอ้อวดคุณภาพเครื่องรับวิทยุของตน

ก้อนอิฐก้อนหนึ่ง ขนาดเท่าผลส้มเขียวหวานลอยละลิ่วข้ามรั้วบ้านโด่งขึ้นมาบนตึก 'สี่สหาย' เฉียดศีร์ษะกิมหงวนดังวื๊ด กะทบผนังตึกเต็มแรง สามเกลอสะดุ้งโหยง ทันใดนั้นอิฐอีกหลายก้อนก็หล่นลงบนหลังคาตึก

"โครม ตึ้กๆๆๆ เพล้ง! โครมๆๆๆๆ "

"เฮ้ย-พระธาตุเสด็จแต่หัวค่ำเชียวโว้ย" กิมหงวนร้องเอ็ดตะโร "เร็ว-ปิดวิทยุเถอะ ประเดี๋ยวหลังคาตึกพังฉิบหายหมด"

สามสหายรีบแยกย้ายกันเข้าไปในห้องของตน สักครู่ก็กลับออกมา วิทยุสงบเสียงแล้ว แต่มีเสียงห้าวๆ ของใครคนหนึ่งร้องตะโกนอยู่ริมรั้วนอกบ้าน

"เกรงใจกันบ้างซีโว้ย ถือว่าเป็นเศรษฐีเรอะ อ้ายชาติหมา มา-ออกมาฟันเอาเหงื่อกะกูสักพักเถอะวะ จะเปิดหาส้นตีนอะไรกัน ขืนนิวแซนส์ยังงี้พ่อเอาไฟเผาบ้านไม่รู้นา"

สามเกลอมองดูหน้ากันแล้วหัวเราะหึๆ

"ถูกด่าเสียหน่อยค่อยสบายนิ" พลพูดยิ้มๆ "แกสองคนไม่ควรเสือกเปิดแข่งกันนี่นา"

อาเสี่ยมองข้ามรั้วไปที่ห้องแถวชั้นเดียว ซึ่งอยู่ในตรอกซอยเล็กข้างบ้าน 'พัชราภรณ์'

"อ้ายที่จริง เราออกจะนิวแซนส์มากไปหน่อยฮิ ไม่ว่าจะเป็นหัวคำหรือกลางดึกกลางดื่น เอ็ดตะโรกันเรื่อย แหม-มันขว้างเฉียดกะบานอั๊วไปนิดเดียวเท่านั้น"

นิกรว่า "กะเบื้องหลังคาคงจะแตกไปหลายแผ่น ไม่ได้การโว้ย อยู่ที่นี่ไม่ปลอดภัยเลย ไปคุยกันที่สนามหน้าตึกข้างล่างดีกว่า"

กิมหงวนยกมือขึ้นโบก

"เดี๋ยวๆ กันจะแกล้งกะเซ้าอ้ายพวกที่ขว้างบ้านเรา"

"อย่าน่า" พลห้าม " เรามันเป็นฝ่ายผิด ขืนไปกะเซ้า ดีไม่ดีมันดักฟันกะบานแยก"

"เถอะน่า ไม่เป็นไรหรอก" พูดจบกิมหงวนก็ร้องตะโกนลั่น "โว้ย-ใครขว้างบ้านกูโว้ย อ้ายหน้าไหนที่ท้าฟันกะข้า มาซีวะ หน็อยแน่ ไม่ใช่วิทยุเถื่อนนี่โว้ย ตีทะเบียนเสียภาษีแล้วนี่หว่า อ้ายเก๋าเจ๊ง"

เงียบ-พวกที่เช้าห้องแถวเหล่านั้นไม่มีใครโต้ตอบเลย แต่แล้วก้อนอิฐอีกหลายก้อนก็ย้อยลงกลางหลังคาตึกอีก

"โครม! ปึง ตึ๊กๆๆๆ โครม! เพล้งๆๆ โครม! ตึ๊กๆๆๆๆ เพล้ง!"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก ตะโกนขึ้นอีก

"พี่ชายโว้ย อย่าเล่นโว้ย ขอที ฝนตกรั่วนอนไม่ได้โว้ย อั๊วกะเซ้าลื้อเล่นสนุกๆ หรอก"

การขว้างบ้านยุตติลงตามคำขอร้อง มีเสียงผู้ที่เช่าห้องแถวหลายคนหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน

กิมหงวนสั่นศีร์ษะช้าๆ

"แย่มันโว้ย ยังกะลอนดอนถูกบอมบ์ ไปโว้ย-ไปคุยกันข้างล่างเถอะ"

สามสหายพากันเดินมาตามเฉลียงหลังตึก ลงบันไดมาข้างล่าง ผ่านห้องโถงออกมาหน้าตึก

มีเสียงแจ๋วๆ ของใครคนหนึ่งที่ตึกใหญ่ ตะโกนเรียกกิมหงวน อาเสี่ยเงยหน้ามองดูแลเห็นนวลละออเมียรักกับนางลิ้นจี่แม่ยายรูปสวยของเขา ยืนอยู่บนบันไดหินอ่อน

"เรียกทำไม? " กิมหงวนร้องตะโกนถาม

"มานี่เดี๋ยวค่ะ มาทั้งสามคนนั่นแหละ"

กิมหงวนหันมาพูดกับเพื่อนเกลอทั้งสอง

"ถ้าแม่ยายคงจะใช้ให้อั๊วทำอะไรอีกแล้ว รำคาญเหลือเกินพับผ่า อ้ายพลเต๊าะเอาเป็นเมียเสียทีเถอะวะ จะได้สิ้นเรื่อง แกคิดดูซีแก่แล้วยังแต่งตัวโป๊กะดิ๊กกะดี้รี่"

พลจุ๊ย์ปาก

"ไม่ดีน่า แกมันพูดมากปากพล่อยเหลือเกิน"

สามเกลอเดินเข้าไปหานวลละออกับนางลิ้นจี่ แม่เสือนวลละออแต่งกายเรียบๆ อย่างอยู่กับบ้าน ส่วนลิ้นจี่นุ่งกระโปรงสั้นสีดำแค่เข่า สวมเสื้อดำคอกว้าง คว้านหน้าคว้านหลัง แลเห็นหน้าอกขาวจั๊วะ สวมสร้อยเพ็ชรเป็นประกายวูบวาบ

พล, นิกร, กิมหงวน เข้ามาหยุดยืนข้างหน้าสองแม่ลูก พลมองเข้าไปในตึกรู้สึกเงียบเชียบก็แปลกใจ

"เอ๊ะ-ไปไหนกันหมดครับนี่? "

นวลละออหัวเราะเบาๆ

"เล่นไพ่อยู่ชั้นบนค่ะ"

สามเกลอมองดูหน้ากันแล้วทำตาปริบๆ

"มิน่าล่ะ" อาเสี่ยพูดขึ้นดังๆ "ตะกี้เฮียเห็นคุณประภาไปลากตัวดิเรกมาจากตึกโน้น บอกว่าคุณอาหญิงมีธุระร้อนอยากจะพบ" แล้วเขาก็พูดกับแม่ยายของเขา "ทำไมคุณแม่ไม่ญาติมิตรกับเขาบ้างละครับ? "

นางลิ้นจี่สั่นศีร์ษะ

"พ่อหงวนก็รู้อยู่แล้วว่าฉันเกลียดไพ่" พูดจบก็หันมาทางสองเกลอ "จริงๆ นะคะ คุณพล, คุณนิกร, ตั้งแต่เกิดมาดิฉันไม่เคยเล่นเลย เพียงแต่นึกอยากจะเล่นก็ยังไม่เคยนึก"

พลยิ้มอ่อนโยน

"ถ้าคุณน้าจะเล่นการพะนันไม่เป็น? "

"โอ๊ย-ไม่เป็นหรอกค่ะ ดิฉันชอบแต่จั้บยี่กีและโปปั่นเท่านั้น ค่อยได้เสียกันเร็วหน่อย ส่วนไพ่ไม่เป็น-ไม่เป็นจริงๆ คุณ ตัวอะไรเป็นอะไรก็ไม่รู้จัก คุณคิดดูซีคะ, นั่งหลังขดหลังแข็งได้เสียกันไม่กี่สตางค์ วนเวียนอยู่ในหกคนนั่น"

นิกรพูดขึ้นบ้าง

"ผมเหมือนกันครับ เรื่องการพะนันผมเกลียดมาก ผมชอบแต่เล่นล้ออ๋อง กับทายเบอร์รถยนตร์เท่านั้น"

นางลิ้นจี่หัวเราะ แล้วทำตาหวานกับพล

"คุณพลล่ะ"

พลว่า "ผมเป็นทุกอย่างแหละครับ แต่ว่าไม่ชอบ"

แม่หม้ายรูปงามยิ้มอ่อนหวาน

"ง่า-คุณพล, คุณนิกร และพ่อหงวน ดิฉันมีเรื่องอยากจะปรึกษาอะไรกับพวกคุณสักหน่อย ไม่เป็นการรบกวนเวลาคุณ ไม่ใช่หรือคะ? "

กิมหงวนพูดขึ้นทันที

"อ๋อ-สำหรับแม่ยายยอดที่รักของผมแล้ว ผมผู้เป็นลูกเขยที่แสนดีของคุณแม่ ยินดีสละเวลาทั้งหมดเพื่อคุณแม่เสมอ แม่แต่ชีวิตอันน้อยๆ ของผม ผมก็พลีให้ได้"

นางลิ้นจี่ยิ้มเล็กน้อย

"เอ๊ะ-นี่พ่อหงวนเกี้ยวฉันหรือนี่? "

อาเสี่ยสะดุ้งเฮือก

"อ๋อย-เกี้ยวยังไงกันครับ เมียยืนอยู่นี่ทั้งคน ผมพูดด้วยความรู้สึกอันจริงใจของผมต่างหาก คุณแม่จะขอให้พวกเราช่วยเหลืออะไร โปรดบัญชามาเถอะครับ"

แม่หม้ายค้อนกิมหงวนเสีย ๑ วง แล้วกล่าวกับสามเกลอ

"ไปนั่งบนเก้าอี้สนามเถอะค่ะ"

สามสหายเดินตามนางลิ้นจี่กับนวลละออ ตรงไปริมสนาม สองแม่ลูกทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้วงกลมรอบต้นมะม่วง ส่วนพล, นิกร, กิมหงวนนั่งบนเก้าอี้สนาม แสงไฟฟ้าที่หน้าตึกส่องสว่าง มองเห็นหน้ากันถนัด

นางลิ้นจี่แบมือมองดูกระดาดชิ้นหนึ่งแล้วพูดแผ่วเบา

"เท่าที่ดิฉันเรียกพวกคุณมาปรึกษาหารือกับดิฉัน ก็เพราะไว้เนื้อเชื่อใจและเห็นว่าคุณเป็นเด็กกว่าดิฉัน ฉะนั้น ดิฉันไม่อายพวกคุณหรอกค่ะ ง่า-คุณพลคะอ่านจดหมายเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดูซิคะ แล้วบอกดิฉันว่า ดิฉันจะช่วยตัวเองโดยวิธีใด? " พูดจบหล่อนก็ส่งกระดาดสีขาวให้พล

อาเสี่ยรีบยื่นมืออกมารับ แล้วคลี่ออกโดยเร็ว

"กันจะอ่านให้ฟังเอง"

นางลิ้นจี่จุ๊ย์ปาก

"อย่าเอ็ดไป พ่อหงวน, อ่านพอได้ยินกันแต่เพียงห้าคนก็แล้วกัน"

กิมหงวนกระแอ็มเบาๆ ก้มหน้ามองดูลายมือตัวเท่าหม้อแกง แล้วอ่านเบาๆ

ลิ้นจี่ หัวใจของฉัน

ถ้าหากว่าคืนนี้ตอนดึก มีใครคนหนึ่ง ปรากฏร่างขึ้นในห้องเธอแล้ว

เธอไม่ต้องตระหนกตกใจหรือร้องเอะอะ เขาผู้นั้นคือ คนดีของเธอนั่นเอง

รักเธอจังเลย

ป.จ.น.พ.น.

อ่านจบอาเสี่ยก็แหกปากหัวเราะลั่น

"จุ๊กกรู๊ ขุนช้างยุ่งใหญ่แล้วโว้ย ฮ่ะ-ฮ่ะ"

พลยกศอกกะทุ้งหน้าอกกิมหงวนดังอึ้ก

"เสือกแหกปากออกมาได้ แล้วกัน อ้ายนี่"

กิมหงวนสูดปากเบาๆ ส่งจดหมายคืนให้แม่ยายของเขา ต่างนิ่งเงียบไปสักครู่ นางลิ้นจี่จึงเอ่ยขึ้น

"ดิฉันไม่ปฏิเสธหรอกค่ะว่า ดิฉันรักกับท่านเจ้าคุณ แต่ว่า ดิฉันยังไม่แน่ใจว่า เจ้าคุณท่านจะคิดเลี้ยงดูดิฉันให้ตลอดรอดฝั่งไป ดิฉันเป็นผู้หญิงนะคะ คุณพล ถ้าพลาดพลั้งถลำตัวลงไปแล้ว ก็มีแต่ความเสียหาย ง่า-ดิฉันเคยพูดกับท่านว่า ถ้าท่านรักดิฉันจริง ก็ขอให้จัดการแต่งงานกับดิฉันตามประเพณี แต่เจ้าคุณกลับพูดบ่ายเบี่ยงต่างๆ นานา อีกประการหนึ่ง อ้า-แหมดิฉันไม่อยากพูดเลย พูดแล้วก็เหยียบเสียนะคะ แล้วคุณนิกรจะต้องไม่คิดอะไรมากมาย"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"พูดเถอะครับ คุณน้า"

นางลิ้นจี่ถอนหายใจเบาๆ

"คือยังงี้ค่ะ ดิฉันรู้ดีว่า ภรรยาของคุณกับคุณประภา ไม่มีความประสงค์ที่จะให้ดิฉันเป็นแม่เลี้ยงของเธอเลย ดิฉันเคยได้ยินคุณภากับคุณไพ ตัดพ้อต่อว่าเจ้าคุณในเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว" แม่หม้ายหยุดพูดไปสักครู่จึงกล่าวต่อไป "ดิฉันเข้าใจเอาเองว่า ท่านเจ้าคุณจะหลอกชมเชยดิฉันเพื่อความสนุกเพียงชั่วขณะเท่านั้น การที่ท่านเขียนจดหมายฉะบับนี้ส่งให้ดิฉัน ดิฉันมั่นใจเหลือเกินว่า ท่านคงดูถูกดิฉัน ม่ายท่านคงไม่ทำอย่างนี้ ดิฉันจะทำอย่างไรดีคะ ถ้าคืนนี้ท่านลอบเข้าไปในห้องดิฉันจริงๆ "

สามเกลอนิ่งอึ้ง กิมหงวนพูดโพล่งขึ้น

"คุณแม่ก็ โอ.เค. กับท่านเสียก็แล้วกันนี่ครับ"

แม่หม้ายทำตาเขียวกับลูกเขยของหล่อน

"บ้าจริง โอ.เค. ง่ายๆ ได้หรือยะ ฉันไม่ใช่คนใจบุญสุนทานเหมือนคนอื่นๆ หรอกย่ะจะบอกให้"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"ยังงั้นคุณแม่ก็ร้องโวยวายขึ้นซีครับ ยิงทิ้งเสียเลย บอกตำรวจว่าท่านฉุดคร่าห์อนาจาร ชิงทรัพย์ขู่เข็ญทำร้ายร่างกาย"

นางลิ้นจี่หัวเราะเบาๆ

"บ๊า-บ้า พ่อหงวนนี่แหละแปลกคนแท้ๆ พูดอะไรเป็นเล่นไปหมด จะบ้าก็ไม่บ้า จะได้ส่งไปอยู่ปากคลองสาน"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ยัง-ยังหรอกครับ หมู่นี้ฝนตกอากาศค่อยชุ่มชื่นหน่อย เห็นจะไม่เป็นไร แฮ่ะ-แฮ่ะ คุณแม่ละก้อ พยายามเข้าใจว่าผมเป็นบ้าเรื่องเชียว"

แม่หม้ายทรงเครื่องเปลี่ยนสายตาที่นายพัชราภรณ์

"คุณแนะนำดิฉันหน่อยซีคะ คุณพล ดิฉันจะทำยังไงดี? "

พลยิ้มเล็กน้อย

"จะยากเย็นอะไรครับ คุณน้า, ถ้าคุณน้ากลัวท่าน ก็ปิดประตูหน้าต่างใส่กลอนเสียให้เรียบร้อยก็สิ้นเรื่อง"

นางลิ้นจี่สั่นศีร์ษะช้าๆ

"ห้องดิฉันมีประตูติดต่อกับห้องพระ และห้องลูกๆ ของคุณ ซึ่งกลอนประตูอยู่ข้างนอกห้อง ถ้าเจ้าคุณท่านเข้าทางนั้น ดิฉันก็ป้องกันอะไรไม่ได้ ครั้นจะพูดเรื่องนี้ให้มันอื้อฉาว ท่านก็จะอับอายขายหน้าเขา ดิฉันไม่อยากจะให้ใครโกรธหรือเกลียดดิฉันหรอกค่ะ"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ อ้ายเสือมือกาวนึกอุบายอันแยบคายขึ้นมาได้ก็หัวเราะก้าก ตบมือกะทืบเท้า

"หนามยอกต้องเอาหนามบ่งซีครับ คุณน้า" นิกรพูดพลางหัวเราะพลาง "ช่วยกันต้มคุณพ่อเถอะครับ ฮ่ะ-ฮ่ะ หัวเราะกันแย่เชียว"

นวลละออยิ้มเล็กน้อย

"คุณจะทำยังไงคะ คุณนิกร? "

นิกรนั่งทรงตัวตรง มองซ้ายมองขวา แล้วขยายอุบายอันแยบคายของเขาให้ทราบ

"คืนนี้คุณน้าไปนอนกับคุณนวลที่ตึกเล็กก็แล้วกัน"

กิมหงวนขัดขึ้นทันที

"เฮ้ยๆๆๆ เตียงอั๊วสี่ฟุตครึ่งเท่านั้น นอนกันยังไงกันตั้งสามคน แล้วก็-ว้า---น่าเกลียดน่า"

นิกรยกมือผลักหน้าอาเสี่ยเต็มแรง

"ฟังให้จบก่อน อ้ายโย่ง ปู้โธ่-ยังพูดค้างๆ อยู่เสือกฮุบไปพูดเสียแล้ว"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"เออ-เออ-ว่าต่อไปซิ"

"ง่า-คือยังงี้ ให้คุณน้าไปนอนกับคุณนวล แล้วแกแต่งตัวปลอมเป็นผู้หญิงไปนอนในห้องคุณน้าลิ้นจี่"

กิมหงวนร้องอะไรออกมาคำหนึ่ง เผ่นพรวดลุกขึ้นยืน พล, นิกร, นางลิ้นจี่และนวลละออหัวเราะงอหาย

"แยบคายมากโว้ย กร" พลพูดพลางหัวเราะพลาง "เออแน่ะ, แกนี่ปัญญายังกะขงเบ้ง"

นางลิ้นจี่พูดขึ้นบ้าง

"วิเศษเลยค่ะ ถ้าอุบายนี้เป็นผล ต่อไปท่านเจ้าคุณคงไม่กล้าลอบเข้าไปในห้องดิฉันอีก พ่อหงวนช่วยแม่หน่อยนะลูกนะ"

อาเสี่ยทำคอย่นหลับตาปี๋

"อ๋อย-ไม่รับประทานครับ เจ้าคุณอาท่านฟัดผมแย่กว่าจะรู้ว่าผมไม่ใช่คุณแม่ บรื๊อวส์-เสียวไส้ครับ เอาวิธีอื่นเถอะ"

นวลละออมองดูสามีด้วยสายตาขุ่นๆ

"เฮียเคยเล่นอุตตริวิตถารมามากต่อมาก เพียงเท่านี้เฮียจะช่วยคุณแม่ไม่ได้หรือคะ โธ่-น้ำใจของเฮียนะ"

กิมหงวนทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ว้า-ให้เฮียไปฟันกะบานใคร ยังดีเสียกว่าที่จะให้ทำอย่างนี้ วู้-ประเดี๋ยวเฮียเกิดท้องขึ้นมาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน? "

พล, นิกรหัวเราะก้าก นวลละออลุกขึ้นปราดเข้ามา ยกกำปั้นเหวี่ยงลงตามเนื้อตัวอาเสี่ยโดยไม่ต้องนับครั้ง กิมหงวนยกมือปิดป้องวุ่นไปหมด

"นี่-นี่ พูดบ้าๆ อะไรอย่างนี้ก็ไม่รู้ อึ้-อึ้-นี่ ต้องยังงี้"

"อูย-อ๋อยๆ กลัวแล้วจ้า แม่-หนูกลัวแล้ว"

แม่งามยกมือเท้าสะเอว

"เฮียจะทำตามอุบายของคุณนิกรได้ไหม? "

เสี่ยหงวนหน้าม่อย

"ง่า-จะให้เฮียทำจริงๆ ก็พอจะทำได้หรอกจ้ะ แต่ต้องให้อ้ายสองตัวนี่แอบอยู่ในห้องด้วย เผื่อเฮียพลาดพลั้งจะได้ช่วยกันตุ๊ยคุณอา"

นวลละอออดหัวเราะไม่ได้ หันมาทางสองเกลอ

"ช่วยกันหน่อยนะคะ คุณพล, คุณนิกร"

พลว่า "ได้ซีครับ ถ้าให้ผมเป็นช้างเท้าหลังละก้อ ผมทำได้ทั้งนั้น แต่ถ้าจะให้ผมจำแลงแปลงเป็นคุณน้าละก้อ เห็นจะไม่รับประทานละครับ เพราะหน่วยก้านมันไม่เหมือนผู้หญิง สู้อ้ายหงวนไม่ได้"

"โธ่! " อาเสี่ยร้องลั่น "ข้าน่ะเรอะเหมือนผู้หญิง? "

"เออ-ถามอ้ายกรดูซี" พลพูดยิ้มๆ

นิกรเสริมขึ้น

"จริงโว้ย มองดูคล้ายเอลิเนอเพาเวล"

"อนิจจัง สุขัง-" กิมหงวนร้องคราง "ผู้หญิงตะหวักตะบวยที่ไหนกัน สูงเมือนอั๊ว? " แล้วกิมหงวนก็มองดูสารรูปตัวเอง "เฮ้อ-เอาวะ สนุกดีเหมือนกัน"

นางลิ้นจี่หัวเราะคิก

"ช่วยแม่หน่อยเถอะน้า พ่อสงวน, ตั้งแต่เป็นแม่ยายลูกเขยกันมาตั้งหลายปีแล้ว เธอไม่เคยช่วยอะไรฉันเลย"

กิมหงวนพยักหน้าหงึกๆ

"เอา-เอายังไงก็เอากันครับ อ้ายคนอย่างผมน่ะพูดง่ายหรอก นอกจากจะให้ผมแปลงตัวเป็นคุณแม่เข้าไปนอนในห้องคุณแม่แล้ว จะให้ผมทำยังไงอีกครับ? "

แม่หม้ายทรงเครื่องยิ้มแป้น

"สำหรับพ่อหงวน ช่วยฉันเพียงเท่านี้ก็พอแล้ว แต่ว่า-" หล่อนหันมาทางนายพัชราภรณ์ "คุณพลคะ ดิฉันจะต้องขอให้คุณช่วยเหลือดิฉันอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นงานที่คุณอาจจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจสักหน่อย คุณจะช่วยดิฉันได้ไหมคะ? "

นายพัชราภรณ์เงยหน้ามองดูหล่อน

"บอกผมเถอะครับ คุณน้า, ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงและไม่เกินความสามารถของผม ผมยินดีที่จะช่วยเหลือคุณน้าเสมอ"

"ขอบพระคุณค่ะ คุณพล, ดิฉันจะเล่าความจริงใจของดิฉันให้คุณฟัง ในเรื่องความเกี่ยวข้องระหว่างดิฉันกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ง่า-ดิฉันมีเหตุผลเพียงพอเชียวค่ะที่ดิฉันจะกล่าวว่า เจ้าคุณท่านไม่มีความประสงค์ที่จะเลี้ยงดูดิฉันเป็นคู่ครองของท่าน เปรียบท่านเจ้าคุณก็คือเสือเฒ่าคนหนึ่ง ท่านฉลาดมากนะคะ คุณพล, แต่ก็เป็นธรรมดาอยู่เอง เพราะท่านเป็นคหบดีผู้มั่งคั่ง ท่านจะคิดเลี้ยงดูดิฉันก็ผิดที นอกจากรักกันไปอย่างนี้ แล้วท่านก็หาโอกาสทำลายดิฉัน เรื่องนี้ดิฉันได้ปรึกษากับแม่นวลแล้ว ดิฉันจะเลิกเกี่ยวข้องกับท่านค่ะ คุณพล, ดิฉันจะเดินทางไปอยู่เชียงใหม่ ไปประกอบการค้าที่กำลังเจริญรุ่งเรืองต่อไป"

สามสหายต่างมองดูหน้ากัน ไม่มีใครกล้าพูดออกความเห็นอะไร เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของนางลิ้นจี่โดยเฉพาะ

แม่หม้ายทรงเครื่องกล่าวกับพลต่อไป

"ความจริงดิฉันก็รักท่านเหมือนกันนะคะ นอกจากรักแล้วยังสงสารท่านด้วย ท่านดีต่อดิฉันเหลือเกิน แต่ท่านตีราคาดิฉันต่ำมาก จะมาลอบลักได้เสียกันเองอย่างนี้มันไม่เหมาะไม่ใช่หรือคะ คุณพล, ถ้าท่านคิดจะเลี้ยงดูดิฉันจริงๆ อย่างน้อยท่านก็คงจะพูดถึงการแต่งงานบ้าง นี่ท่านไม่พยายามเอ่ยถึงเลย เพราะฉะนั้น ถ้าดิฉันขืนอยู่ที่นี่ต่อไป วันหนึ่งดิฉันก็คงจะพลาดพลั้งถลำตัวลงไปแน่ๆ "

เสี่ยหงวนสอดขึ้นเบาๆ

"จริงครับ, คุณแม่เปรียบเหมือนไม้ขีดไฟ คุณพ่อเปรียบเหมือนน้ำมันเบ็นซิน ใกล้กันนักพึ่บพั่บขึ้นปี๊บระเบิดก๊อแย่เท่านั้น"

นางลิ้นจี่ค้อนควับ

"เปรียบเทียบบ้าบออะไรก็ไม่รู้"

นิกรพูดขึ้นบ้าง

"ไม่ใช่ยังงั้นหรอก อ้ายเสี่ย, แกมันเปรียบเทียบไกลความจริงมาก มันต้องเปรียบยังงี้จึงจะถูก"

กิมหงวนขมวดคิ้วย่น

"เปรียบยังไงวะ? "

นิกรยิ้มแหยๆ

"ง่า-คือว่า-ง่า-เปรียบคุณน้าลิ้นจี่เหมือน-ง่า-อ้า ไม่รู้โว้ย"

กิมหงวนยกมือเขกกะบานอ้ายเสือมือกาวดังป๊อก พลจุ๊ย์ปากดุทั้งสอง แล้วพูดกับนางลิ้นจี่

"ผมพอจะเข้าใจแล้วละครับ คุณน้า, หมายความคุณน้าจะเลิกเกี่ยวข้องกับท่าน แล้วเดินทางกลับเชียงใหม่ และคุณน้าจะให้ผมช่วยเหลือในเรื่องนี้"

"ค่ะ-ถูกแล้ว คุณพลคะ ดิฉันอยากจะขอร้องให้คุณแสดงตัวเป็นคนรักของดิฉันหน่อย ได้ไหมคะ? "

นายพัชราภรณ์อ้าปากหวอ

"โอ๊ยโย่! จะได้ประโยชน์อะไรบ้างครับ แม่นันแกก็เล่นกะบานผมแยกเท่านั้น"

นางลิ้นจี่หัวเราะ

"ประโยชน์น่ะหรือคะ ดิฉันต้องการให้เจ้าคุณท่านเข้าใจผิด คิดว่าดิฉันทรยศต่อท่าน ท่านจะได้โกรธดิฉัน ไม่อาลัยอาวรณ์ดิฉัน"

"ว้า" พลร้องลั่น "ไม่ได้เรื่องละครับ อันตรายเหลือเกิน"

นางลิ้นจี่อมยิ้ม

"เถอะน่า ดิฉันรับรองในความปลอดภัยแกคุณ"

พลสั่นศีร์ษะ

"ไม่ไหวละครับ ถ้าผมไม่โดนคุณอากะทืบ นันทาก็คงเล่นงานผมแย่ การแสดงเป็นคู่รักคุณน้ามันก็ต้องทำให้แนบเนียนไม่ใช่หรือครับ? "

"ค่ะ-คือคุณจะต้องกอดและจูบดิฉัน เพื่อทำให้เจ้าคุณท่านเข้าใจผิด ดิฉันไม่ถือหรอกค่ะ คุณเป็นเด็กกว่าดิฉันเป็นกอง หลานชายจูบน้าสาวของเขาจะเป็นอะไรไป"

กิมหงวนแลบลิ้นเลียริมฝีปากแผล็บๆ

"ผมก็แล้วกันคุณแม่ จูบแบบไทโรนเพาเว่อร์เลยครับ"

นางลิ้นจี่หัวเราะคิก

"ไม่ได้หรอกจ้ะ เธอเป็นลูกเขยฉัน"

"น่า-นะครับ ให้ผมเป็นแทนเจ้าพลก็แล้วกัน"

นวลละออตวาดแว๊ด

"บอกว่าเป็นไม่ได้ นอกจากคุณพลหรือคุณนิกร"

"อ๋อย" นิกรร้องลั่น "เอาผมไปฆ่าเสียผมก็ไม่ยอมเป็น บรื๊อวส์---"

นวลละออหัวเราะ

"ทำไม่ล่ะคะ? "

"เอาเถอะครับ อย่าซักไซร้ผมเลย ผมไม่เป็นก็แล้วกัน"

พลนึกครึ้มใจอย่างไรขึ้นมาไม่ทราบ เลยตกลงใจโดยกะทันหัน

"เอาละครับคุณน้า ผมเป็นเอง, บอกผมเถอะครับ จะให้ผมแสดงบทบาทยังไงบ้าง? "

นางลิ้นจี่มีท่าทางขวยเขินเล็กน้อย

"ไม่ยากหรอกค่ะ คืนนี้ท่านเจ้าคุณคงเข้าไปในห้องดิฉัน เมื่อท่านทราบความจริงว่าว่าพ่อหงวนปลอมเป็นดิฉัน ท่านคงโกรธมาก และต้องคาดคั้นเอาความจริงกับพ่อหงวนเป็นแน่" พูดจบหล่อนก็หันมาทางอาเสี่ย "ทีนี้เป็นทีของพ่อหงวน จะต้องบอกท่านว่า ที่ทำเช่นนั้นเพราะแม่รักคุณพล พ่อหงวนต้องรับอาสาพาท่านไปที่เรือนต้นไม้ แม่กับคุณพลจะไปทำเป็นนั่งพรอดรักกันที่นั่น เจ้าคุณเห็นเข้าท่านจะต้องตัดพ้อต่อว่าแม่ทันที อันเป็นเหตุและโอกาสที่แม่จะเดินทางกลับเชียงใหม่ โดนขะบวนรถด่วนเย็นพรุ่งนี้"

กิมหงวนทำตาปริบๆ นิ่งตรึกตรองสักครู่

"เอา-ตกลงครับ เจ้าคุณอาไม่ได้กับคุณแม่ก็เหมือนกัน ถ้าท่านได้คุณแม่เป็นภรรยาจาโบ๊ ท่านก็คงจะร่วมสนุกหัวหกก้นขวิดกับพวกผมไม่ได้อีก" แล้วกิมหงวนก็หันมาทางเพื่อนเกลอทั้งสอง "มันก็ดีเหมือนกันนิ"

พลพยักหน้าเห็นพ้องด้วย หันมาพูดกับนวลละออและนางลิ้นจี่

"คุณน้ากับคุณนวลต้องรับรองนะครับว่า ถ้า

ต้นฉบับหายไป ๒ หน้า

พลแยกเขี้ยว ยกเท้าถีบอ้ายแห้วปั๋งเข้าให้หงายหลังผลึ่ง

"นี่แนะ-ทะลึ่งฉิบหายเลย"

เจ้าแห้วสูดปากลั่น ลุกขึ้นยืนตีหน้าปูเลี่ยนๆ รีบเดินไปทางหลังตึกโดยเร็ว นางลิ้นจี่พาลูกสาวของหล่อนเดินตามไปห่างๆ

คืนวันนั้นเอง.

ในราว ๑ นาฬิกาเศษ บ้าน 'พัชราภรณ์' อยู่ในความสงบเงียบ คนในบ้านกำลังหลับนอนกันอย่างสบายใจ วงไพ่บรรดาศักดิ์เลิกเมื่อ ๒๔.๐๐ น. ต่างคนต่างกลับไปนอนยังห้องของตน ด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าที่นั่งหลังขดหลังแข็งมาตลอดวัน

ที่เฉลียงหลังตึกใหญ่ แสงจันทร์ส่องสว่างสลัวๆ ร่างอันตะคุ่มๆ ของบุรุษลึกลับคนหนึ่งปรากฏตัวอยู่หน้าห้องนอนนางลิ้นจี่ แม่หม้ายทรงเครื่อง ชายลึกลับนุ่งกางเกงแพรดำ มีผ้าเช็ดหน้าสีดำผูกใต้ตาลงไปเหมือนอ้ายโม่งในหนัง แต่ศีร์ษะล้านเลี่ยนต้องแสงจันทร์เป็นมันแผล็บ

บุรุษที่ปรากฏตัวขึ้น ณ บัดนี้ ความจริงไม่ใช่ผู้ร้ายหรือตัวลึกลับที่ไหน ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ของเรานั่นเอง

เจ้าคุณตกลงใจที่จะเข้าหานางลิ้นจี่ในคืนวันนี้ และท่านได้จดหมายบอกนางลิ้นจี่ให้รู้ตัวไว้ก่อนแล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ คิดว่า อย่างไรเสียหล่อนก็คงจะ โอ.เค. กับท่านเป็นแน่

มันเป็นความจริงตามที่นางลิ้นจี่คาดหมายไว้ ท่านเจ้าคุณต้องการชมเชยแม่หม้ายรูปงาม เพื่อความสุขชั่วขณะเท่านั้น หามีความประสงค์ที่จะคิดเลี้ยงดูเป็นภรรยาของท่านไม่ ทั้งนี้ก็เพราะท่านละอายเพื่อนฝูงอย่างหนึ่ง เพราะท่านเกรงว่านางลิ้นจี่จะมาล้างพลาญทรัพย์สมบัติอีกอย่างหนึ่ง และข้อสำคัญที่สุดก็คือว่า ประไพกับประภาได้คัดค้านไม่ยอมให้ท่านได้นางลิ้นจี่เป็นภรรยา

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนสำรวมสติให้มั่นคง แม้กะนั้นก็ยังรู้สึกใจเต้นตึ้กตั้ก ท่านกำลังนึกว่า ถ้านางลิ้นจี่ร้องเอะอะโวยวายขึ้น ท่านจะทำอย่างไรดี ท่านนอนอยู่ตึก 'สี่สหาย' แต่มาป้วนเปี้ยนอยู่บนตึกนี้ในเวลาดึกดื่น คงขายหน้าเขาแย่

อย่างไรก็ตาม ท่านเจ้าคุณถือเสียว่า ท่านเป็นชายชาติอาชานัยคนหนึ่ง เมื่อง้างนกแล้วก็ต้องยิง

ท่านเจ้าคุณพาร่างของท่านเดินย่องเข้าไปในห้องพระทางซ้ายมือ ห้องนี้มีประตูกลางติดต่อกับห้องนอนของนางลิ้นจี่ มีไฟฟ้า ๑๐ แรงเทียนส่องสว่างพอควร

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือขึ้นประณม ว่าคาถามหาเสน่ห์สามคาบ แล้วเอื้อมมืออันสั่นรัวถอดกลอนออก ค่อยๆ แง้มบานประตูทีละน้อย

ภายในห้องนอนนางลิ้นจี่ มีแสงสว่างจากไฟสีเขียวดวงหนึ่งเพียงรางๆ เท่านั้น เจ้าคุณย่องเข้ามาในห้องด้วยความตื่นเต้น หยุดยืนกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วท่านก็มองผ่านมุ้งโปร่งเม็ดพริกไทย แลเห็นนางลิ้นจี่ปลอมนอนหลับกรนคร่อกๆ

เสี่ยหงวนแกล้งทำเป็นนอนหลับ แต่เกือบจะกลั้นหัวเราะไม่ได้ อ้ายเสือมือกาวซ่อนอยู่ใต้เตียง กลั้นหัวเราะแทบแย่เหมือนกัน

ท่านเจ้าคุณถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดกับตนเอง

"ว้า-แม่ลิ้นจี่นี่นอนกรนยังกะควายเชียวฮิ เอ-เราจะทำยังไงดีหว่า ขืนยืนทื่ออยู่ยังงี้ไม่ได้การ ประเดี๋ยวแม่ตื่นขึ้นมานึกว่าขะโมยเราก๊อฉิบหายเท่านั้น"

เจ้าคุณว่าคาถามหาระรวยอีก เป่าไปที่มุ้ง แล้วเดินยิ้มกริ่มเข้ามา นึกเคลิบเคลิ้มไปว่าท่านเป็นขุนแผนกำลังเข้าห้องนางแก้วกิริยา เจ้าคุณค่อยๆ เปิดมุ้งขึ้นเกี่ยวขอไว้ แสงไฟเขียวมัวเต็มทน ไม่อาจจะทำให้ท่านเห็นหน้ากิมหงวนได้ เป็นแต่มั่นใจว่า อาเสี่ยคือนางลิ้นจี่

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนชมโฉมนางแก้วกิริยาด้วยความรัก คล้ายกับจะกล่าวเป็นคำกลอนว่า

"ครานั้นขุนแผนแสนสะท้าน

ตะลึงลานด้วยจิตต์พิศมัย

เห็นแก้วกิริยายาใจ

หลับใหล ยวลตาน่าเอ็นดู

เอ๊ะแปลกจริง ตัวเจ้าแก้วยาวเหมือนเปรต

ผิดสังเกต คล้ายอ้ายหงวนชวนอดสู

ตาฝาดไป กะมังหนอ อ้อโฉมตรู

นอนคุดคู้ หันหน้า มาทางเรา...."

ท่านเจ้าคุณมองออกไปนอกหน้าต่าง ยืดตัวตรง ยกมือกุมหน้าอก ถอนหายใจอีกครั้งหนึ่ง

"โอ-ความรักท่วมล้นหัวใจพี่แล้ว" ท่านพูดพึมพำออกมาเบาๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเตียง ทำใจกล้าหาญก้มลงจูบกิมหงวนแผ่วเบา และรีบเงยหน้าขึ้นตีหน้าปูเลี่ยนๆ

"เอ๊ะ-แก้มเหม็นตึๆ ชอบกลโว้ย" ท่านรำพึงในใจ "อ้อ-เลิกจากเล่นไพ่คงไม่ได้อาบน้ำ เอ-เราเห็นจะต้องปลุกหล่อนให้ตื่นขึ้นมาพูดกับเรา"

เจ้าคุณเอื้อมมือเขย่าแขนกิมหงวน พลางร้องเรียกบาๆ

"ลิ้นจี่จ๊ะ ลิ้นจี่-ลิ้นจี่จ๋า"

กิมหงวนกลั้นหัวเราะไม่ไหวแล้ว เขาพรวดพราดลุกขึ้นนั่งหัวเราะก้าก ทันใดนั้น อ้ายเสือมือกาวซึ่งแอบอยู่ใต้เตียงก็ปล่อยเสียงอหาย

เจ้าคุณสะดุ้งเฮือก เผ่นพรวดลุกขึ้นยืนถอยหลังกรูด

"อ้ายหงวน! " ท่านร้องเสียงลั่น "นั่นแกรึ? "

อาเสี่ยยกมือกุมท้องลงลูกคอเอิ๊กๆ

"อุ๊ย-พับแผ่ซี" กิมหงวนแกล้งบีบเสียงพูดให้เป็นเสียงผู้หญิง "ใต้เท้าเข้ามาในห้องดิฉันทำไมเจ้าคะ? "

ท่านเจ้าคุณทำปากยื่น นัยตาถลน ไม่ต้องสงสัยว่าท่านจะโกรธแค้นกิมหงวนสักเพียงใด ยิ่งเห็นนิกรคลานออกมาจากใต้เตียง ความโกรธของท่านก็ทวีขึ้นอีก เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินมาที่ผนังห้อง เอื้อมมือเปิดสวิชไฟช่อกลางเพดาน แล้วภายในห้องก็สว่างจ้า

เจ้าคุณจ้องมองดูนิกรกับกิมหงวนด้วยสายตาถมึงทึง อาเสี่ยนุ่งกะโปรงสีตะกั่วตัด สวมเสื้อชั้นในคอลูกไม้ ทาปากเขียนคิ้ว เหมือนกับตุ๊กตาตามศาลพระภูมิ

ท่านเจ้าคุณกัดฟันกรอดๆ กะชากหลาวทองเหลืองที่เหน็บพุงออกมา ยกมือชี้หน้าสองเกลอ

"มึงทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน หา? บอกมา ม่ายพ่อแทงไส้ทะลักทั้งสองคน"

"อ๋อย" อาเสี่ยครางเมื่อเห็นเจ้าคุณเดินย่างสามขุมเข้ามาทางเขา "เดี๋ยวครับฟังผมก่อน อ๋อย-เอาหลาวเก็บเสียก่อนครับ"

ร่างของเจ้าคุณสั่นสะท้าน สั่นเพราะโมโห และแกล้งสั่นให้สองเกลอเห็นว่าท่านโกรธมาก

"ตอบฉันเร็ว ทำไมแกเล่นระยำยังงี้? "

กิมหงวนหัวเราะหึๆ

"ผม-ง่า-คือ-ผม-คือ-แม่ยายผมแกขอร้องให้ผมปลอมตัวมานอนแทนแกหนึ่งคืนครับ"

เจ้าคุณหายโกรธอาเสี่ยทันที และโกรธนางลิ้นจี่แทน

"อ้อ, ยังงั้นรึ แล้วอ้ายกรล่ะ? "

กะดิ่งทองยิ้มแห้งๆ

"ผมเป็นผู้ช่วยอ้ายหงวนครับ"

เจ้าคุณพยักหน้าหงึกๆ

"อื้อ-ดี ดีมาก แม่ลิ้นจี่ทำให้ข้าต้องอับอาย ขายหน้าแกทั้งสองคน อ้า-แล้วนี่แม่ลิ้นจี่ไปไหน? "

อาเสี่ยแกล้งทำกิริยากะสับกะส่าย

"ผม-ผมบอกไม่ได้หรอกครับ"

เจ้าคุณทำปากจู๋ ขยับหลาวทองเหลือง

"ทำไมถึงบอกไม่ได้ ถ้าไม่บอกพ่อแทงตายห่าเลย"

กิมหงวนสะดุ้งโหยง

"ผมบอก อ้ายพลมันก็กะทืบผมเท่านั้นแหละครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นึกเฉลียวใจทันที

"แต่ถ้าแกไม่บอก แกก็ต้องตาย บอกมาเร็วลิ้นจี่กับอ้ายพลอยู่ไหน? หนึ่ง-สอง--"

"อ๋อย-บอกซีครับ อยู่-อยู่ที่เรือนต้นไม้หน้าตึกครับ คุณอาอย่าไปขัดคอเขาเลยครับ หมูเขากำลังจะหาม"

คราวนี้ท่านเจ้าคุณก็รู้ว่า นางลิ้นจี่กับพลคงมีความสัมพันธ์กันในทางชู้สาวเป็นแน่ เจ้าคุณปัจจนึก ไม่ได้โกรธเคืองนายพัชราภรณ์หรอก แต่ท่านโกรธนางลิ้นจี่มาก ทั้งรักทั้งแค้นแน่นในทรวงอก

"ฮึ่ม-แฮ่-ลิ้นจี่นะ หล่อนทรยศต่อฉันแล้ว ฮึ่ม-ต้องผ่าเอาหัวใจออกมาต้มกิน วันนี้กูบ้าละวะ"

พูดจบ ท่านก็ผลุนผลันออกไปจากห้อง สองสหายมองดูหน้ากันแล้วหัวเราะก้าก นิกรยกมือผลักหน้ากิมหงวนเบาๆ

"เร็ว-อีม้าดีดกะโหลก รีบลงไปข้างล่างเถอะ ประเดี๋ยวได้เกิดคดีฆ่ากันตายหรอก"

กิมหงวนลุกขึ้นยืน แก้กะโปรงและเสื้อชั้นในคอลูกไม้ออกทิ้ง คงเหลือแต่กางเกงขาสั้นสีน้ำตาลกับเสื้อยืดไม่มีแขน

สองสหายต่างรีบพากันออกไปจากห้องโดยเร็ว

ที่เรือนต้นไม้หน้าตึก

พล พัชราภรณ์ กับแม่หม้ายทรงเครื่อง กำลังนั่งแนบชิดกอดกันอยู่บนม้ายาว ในสภาพของคนรัก เสียงเอะอะของท่านเจ้าคุณที่พูดกับกิมหงวนเมื่อครู่ก็ดังลงมาถึงข้างล่าง ขณะที่นางลิ้นจี่กับพล กำลังสนทนากันถึงเรื่องการค้าขาย พลรีบลุกไปดูหน้าเรือนต้นไม้ จับตามองดูทางหน้าตึก พอแลเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินดุ่มๆ มา เขาก็รีบมานั่งข้างนางลิ้นจี่และประคองกอดหล่อน เพราะต่างรู้ดีว่าเจ้าคุณคงจะมาแอบดูให้เห็นเท็จจริง

นางลิ้นจี่แลเห็นพุ่มไม้ทางขวามือไหวๆ ก็ทราบว่าเจ้าคุณแอบอยู่ตรงนั้น หล่อนแกล้งยกมือทั้งสองโอบคอพล แล้วพูดเบาๆ

"พลขา-เชื่อดิฉันหรือยังคะว่า ดิฉันไม่ได้รักท่านเจ้าคุณเลย เป็นแต่สงสารท่านเท่านั้น"

นายพัชราภรณ์หัวเราะเบาๆ เขานึกว่าไหนๆ เมื่อถูกสมมุติตัวเป็นคนรักของนางลิ้นจี่แล้ว เขาก็จะต้องหาเศษหาเลยเอากำไรบ้าง เพราะนางลิ้นจี่เป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์คนหนึ่ง ถึงอายุมากแล้วก็ยังสวยพริ้งเหมือนสาวๆ

"ลิ้นจี่จ๊ะ" พลพูดอย่างสนิทสนม "ฉันรักเธอมาก ฉันก็ระแวงเธอมากเป็นธรรมดา ต่อไปอย่าพูดจาวิสาสะกับท่านอีกนะจ๊ะ"

แม่หม้ายจูบพลเบาๆ ๑ ครั้ง

"ค่ะ-ทีนี้ดิฉันจะไม่พูดกับท่านอีกเลย"

พลกระซิบกับนางลิ้นจี่แผ่วเบาที่สุด

"ผมจูบคุณน้านะครับ? "

"ค่ะ"

แล้วพลก็ยกมือเชยคางหล่อนขึ้น

"ลิ้นจี่จ๊ะ"

"ขา" หล่อนขานรับและยิ้มอย่างมีเสน่ห์

อ้ายเสือพัชราภรณ์ก้มลงบรรจงจูบหล่อนอย่างหนักหน่วง นางลิ้นจี่ใจหายวาบ เมื่อรู้สึกตัวว่าพลจูบหล่อนอย่างจริงๆ การจูบของพลทำให้หล่อนรู้สึกเคลิบเคลิ้มลืมตัว แล้วหล่อนก็กอดพลแน่น ปล่อยให้เขาจูบอย่างสบายใจ

เจ้าคุณครางเหมือนนกเค้าแมว

"ฮือๆๆๆ ฮึ่ม! "

ท่านเดินอาดๆ ขึ้นบันไดเรือนต้นไม้ตรงเข้ามาที่นางลิ้นจี่กับพล แล้วร้องเรียกแม่หม้ายทรงเครื่องด้วยเสียงหนักๆ

"แม่ลิ้นจี่"

คู่รักจำเป็นต้องผละออกจากกันทันที นางลิ้นจี่วาบหวิวใจ หูอื้อนัยตาพร่าพราวยังไงชอบกล ใบหน้าของหล่อนแดงระเรื่อ หล่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่ เงยหน้ามองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ

เจ้าคุณเค้นหัวเราะลั่น

"ฮะ-ฮะ ในที่สุดฉันก็รู้ว่าเธอทรยศต่อฉัน โธ่-เสียแรงที่ฉันรักเธอปานจะกลืนกิน ฮึ่ม-แฮ่ ถ้าไม่กลัวติดคุก ฉันบีบคอเธอตายห่าเลย พับผ่า"

แม่หม้ายซ่อนยิ้มไว้ในหน้า แกล้งปั้นสีหน้าเคร่งขรึมโต้ตอบกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ใต้เท้าไม่มีสิทธิ์อันใดที่จะมาต่อว่าดิฉัน ดิฉันเป็นคนรักของใต้เท้าก็จริง แต่ดิฉันไม่ได้เป็นเมียใต้เท้านะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันย่อมมีสิทธิ์อิสสรภาพที่จะรักใครต่อใครได้"

เจ้าคุณกัดฟันกรอดๆ ทั้งรักทั้งแค้นระคนกัน

"ดี-ดีมากลิ้นจี่ ฉันจะไม่ลืมเลยว่า เธอเป็นผู้ขยี้หัวใจของฉันให้แหลกลาน ฮะ-ฉันไม่นึกสักนิดว่า ผู้หญิงอย่างเธอจะรักคนเผื่อเลือก เฮอะ-เหอ ฉันมันแก่เฒ่าแล้ว ไม่ว่องไวปราดเปรียวเหมือนเจ้าพลรูปหล่อ เปรียบฉันก็เหมือนรถบดถนน ส่วนเจ้าพลเหมือนกับรถ เอ็ม.ยี.ตอนเดียว ฮึ่ม! ประเดี๋ยวพ่อยอมติดคุกเลย"

พลกับนางลิ้นจี่หัวเราะหึๆ

พลว่า "คุณอาจะเอะอะมะเทิ่งไปทำไมกันครับ เมื่อคุณน้าลิ้นจี่รักผม คุณอาก็ควรจะเสียสละให้ผม"

เจ้าคุณเค้นหัวเราะลั่น

"เกิดมาเพิ่งเคยเห็นโว้ย น้าสาวกับหลานชายรักกัน ประเดี๋ยวพ่อหัวเราะฟันหักเลย นี่แน่ะแม่คุณแม่ทูนหัว เธอก็เห็นอยู่ตำตาแล้วว่าเจ้าพลไม่ใช่ตัวเปล่าเล่าเปลือย ลูกเมียมันก็มีแล้ว เธอไม่อายเขารึ ถ้าใครเขารู้เข้า"

แม่หม้ายอมยิ้ม

"ไม่น่าจะเห็นอับอายอะไรเลยนี่คะ นินทากาเลเหมือนเทน้ำ มันแล้วแต่ความสมัครใจของดิฉันต่างหาก คุณพลเธอสวย เธอสง่าผ่าเผยเหมือนเทพบุตร อุ๊ย-ดิฉันรักคุณพลเหลือเกิน"

พูดจบหล่อนก็ยกมือกอดคอนายพัชราภรณ์แล้วจูบเขา เจ้าคุณปัจจนึกฯ แทบเป็นบ้า ท่านตีหน้าเหมือนโจโฉ ยกมือขึ้นจะทึ้งผมตัวเอง แต่แล้วก็นึกได้ว่า ศีร์ษะของท่านไม่มีผมแม้แต่เส้นเดียว

"ฮ่ะ-ฮ้า" เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะลั่น "ดีแล้ว แม่ลิ้นจี่ ฉันจะจำไวจนวันตาย ฉันต้องเสียขวัญเสียหัวใจเพราะหล่อน ฮึ่ม-เจ็บใจนัก อะไรก็ไม่ร้ายเท่าที่หล่อนต้มฉัน หล่อนให้อ้ายหงวนปลอมตัวเป็นหล่อนนอนอยู่ในห้อง ฮื้อ-ประเดี๋ยวพ่อแทงไส้ไหลเลย"

แทนที่จะโกรธ นางลิ้นจี่กลับหัวเราะคิก

"โกรธดิฉันมากเชียวหรือคะ เจ้าคุณ? "

"โกรธซีวะ! " เจ้าคุณตวาดแว๊ด

"อุ๊ยตาย! เจ้าคุณไม่เคยพูดกะโชกกะชากกับดิฉันอย่างนี้เลย เจ้าคุณคะ ความจริงไม่น่าจะโกรธดิฉันหรอกค่ะ เท่าที่ดิฉันเปลี่ยนใจมารักคุณพลก็เพราะ ดิฉันรู้ว่าเจ้าคุณไม่ได้รักดิฉันจริง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้อนปะหลับปะเหลือก

"เธอรู้ได้ยังไง? "

"อ๋อ-ดิฉันมีเหตุผลเพียงพอเชียวค่ะ ถ้าเจ้าคุณรักดิฉันจริง เจ้าคุณก็คงจะพูดถึงการแต่งงานกับดิฉันบ้าง ดิฉันเคยรบเร้าตั้งหลายครั้งใช่ไหมคะ พูดทีไรท่านก็รีบพูดเรื่องอื่นกลบเกลื่อน"

เจ้าคุณขบกรามแน่น แสดงกิริยาฮึดฮัด

"ดีละวะ ไม่รักก็อย่ารักโว้ย" พูดจบท่านก็หมุนตัวกลับเดินดุ่มๆ ออกไปจากเรือนต้นไม้

พลกับนางลิ้นจี่หัวเราะหึๆ ต่างรู้สึกขบขันในกิริยาท่าทางของท่านมาก

พลว่า "เสร็จหน้าที่ผมเสียทีนะครับ คุณน้า เฮ้อ-ยังกะยกภูเขาออกจากอก" พูดจบพลก็ลุกขึ้นยืน "สวัสดีครับคุณน้า"

นางลิ้นจี่เอื้อมมือจับมือพลไว้ โปรยยิ้มอย่างยียวน

"จะรีบไปไหนล่ะคะ คุณพล หรือสงสารคุณนันทากลัวจะนอนหนาวอยู่คนเดียว"

อ้ายเสือพัชราภรณ์ถอนหายใจหนักหน่วง

"แฮ่ะ-แฮ่ะ เปล่าครับ"

"นั่งคุยกับดิฉันก่อนซีคะ ถ้าคุณไม่รังเกียจ"

พลยิ้มแหยๆ

"ไม่รังเกียจหรอกครับ แต่-ง่า-มันน่าเกลียด"

หล่อนค้อนอย่างงอนงาม

"น่าเกลียดอะไรคะ" แล้วหล่อนก็ฉุดพลให้นั่งแนบชิดกับหล่อน แม่หม้ายทรงเครื่องหลงรักพลจนเหลือที่จะกล่าวแล้ว หล่อนจับมือพลให้โอบรอบสะเอวหล่อน แล้วซบศีร์ษะลงแนบอกนายพัชราภรณ์

"พลขา ดิฉันนั่งอยู่ใกล้คุณอย่างนี้สุขกายสบายใจเหลือเกินค่ะ"

พลเป่าปากเบาๆ ความจริงเขาไม่รักหล่อนเลย แต่ถูกยั่วยวนกวนปอดยังงี้ เขาก็ลืมตัวไปชั่วขณะ กลิ่นน้ำหอมที่เรือนผมลิ้นจี่หอมฟุ้ง

ชายหนุ่มก้มลงกระซิบข้างหูหล่อนเบาๆ

"คุณน้า-คุณน้ารู้ตัวไหมครับว่า ผมก็รักคุณน้าเหมือนกัน"

นางลิ้นจี่เงยหน้ามองดูเขา

"จริงๆ หรือคะ? " หล่อนถามเสียงสั่น

"เป็นความจริงครับ" พูดจบพลก็ก้มลงจูบหล่อนอย่างหนักหน่วงรุนแรง

นางลิ้นจี่อ่อนระทวยในวงแขนของนายพัชราภรณ์ การจูบของพลทำให้หล่อนได้รับความชุ่มชื่นอย่างที่สุด แม่หม้ายทรงเครื่องกอดพลเสียจนแน่น หล่อนจูบตอบเขาเช่นเดียวกัน

นิกรกับอาเสี่ยยืนแอบมองดูอยู่หน้าเรือนต้นไม้นานแล้ว เมื่อเห็นภาพเข้ากิมหงวนก็เผลอตัวยกมือกอดคออ้ายเสือมือกาว แล้วหันมาจูบเต็มรัก

"ฮี้! " กระดิ่งทองร้องลั่น "บ้าจริงโว้ย หนวดแข็งยังกะแปรงสีฟัน ทาลึ่ง, เดี๋ยวถีบหงายท้องเลย"

พลกับนางลิ้นจี่ได้ยินเสียงนิกร ก็ผละออกจากกันทันที นางลิ้นจี่รู้สึกกระดากอายเจ้าหนุ่มทั้งสองมาก

สองเกลอเดินยิ้มแป้นเข้ามาในเรือนต้นไม้ อาเสี่ยกะแอมหลายครั้ง ราวกับช้าง ๒-๓ ตัวเข้าไปติดในคอหอย พอสบตากับนางลิ้นจี่กิมหงวนก็ยักคิ้วแผล็บ

"สบายดีหรือครับคุณแม่"

นางลิ้นจี่แทบจะแทรกแผ่นดินหนี หล่อนรีบลุกขึ้นไม่พูดว่ากะไร วิ่งเหยาะๆ ออกไปจากเรือนต้นไม้ กิมหงวนหัวเราะก้าก แล้วหันมายกเท้าเตะหน้าแข็งพลดังก๊อก

"นี่แน่ะ-แกจูบแม่ยายข้าทำไม? "

พลยิ้มทะแม่งๆ

"ก็อยากให้ข้าจูบนี่หว่า"

นิกรยกมือชี้หน้าเพื่อนเกลอ

"พรุ่งนี้ข้าจะฟ้องพี่นัน"

พลสะดุ้งโหยง หน้าซีดเผือด รีบยกมือไหว้นิกรปะหลกๆ

"อย่านะโว้ย กราบตีนละวะ, ขืนบอกเกิดฉิบหายแน่" พูดจบพลก็หันมาทางกิมหงวน "แหม-หอมชื่นใจเหลือเกิน"

กิมหงวนค้อนควับ

"เออน่า ดีละ, แกนี่มันไวไฟชะมัด ไม่ไหวแน่ละเว้ย เต๊าะคนแก่"

"อะไรแก่" พลเถียง "สวยกว่าเมียแกเป็นกองให้ดิ้นตายซีเอ้า, ถ้ากันเป็นโสดกันไม่ปล่อยให้หลุดมือไปแน่ๆ เฮ้อ-พบไม้งามเมื่อขวานบิ่น น่าเสียดายแท้ๆ "

นิกรสั่นศีร์ษะช้าๆ

"ไปนอนกันทีเถอะโว้ย ตั้งตีสามแล้วกะมัง ชักง่วงตะหงิดๆ แล้ว"

นายพัชราภรณ์ลุกขึ้น ยกมือตบบ่าเพื่อนทั้งสอง

"อย่าพูดเรื่องนี้ให้ใครรู้ไม่ได้นา ถ้าพูดเป็นโกรธกันจริงๆ "

กิมหงวนกับนิกรหัวเราะลั่น สามสหายต่างพากันเดินออกไปจากเรือนต้นไม้ พล พัชราภรณ์ รู้สึกว่าเสน่ห์แม่หม้ายไม่เลวเลย ทำให้หัวใจของเขาต้องกะวนกะวายมิใช่น้อย.

จบตอน