พล นิกร กิมหงวน 012 : ศาลาเฉลิมมิตร

อาคารที่สูงตระหง่าน แหละใหญ่โตมโหฬารที่บางกะปิริมถนนสายกรุงเทพฯ สมุทรปราการ ได้ใช้เวลาก่อสร้างเกือบสามปี บัดนี้การก่อสร้างได้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว เป็นที่รู้กันทั่วไปว่า อาคารที่กล่าวนี้คือโรงภาพยนตร์ "ศาลาเฉลิมมิตร" ของคณะพรรค ๔ สหายของเรานั่นเอง ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด ถูกต้องตามกฎหมาย มีอาเสี่ยกิมหงวนเป็นหุ้นส่วนใหญ่ เป็นประธานกรรมการผู้มีอำนาจเต็ม ส่วนคณะกรรมการและพวกหุ้นส่วนทั้งหลายก็มี เจ้าคุณปัจจนึกพินาศ เจ้าคุณประสิทธิ์นิติศาสตร์ พล นิกร และ ดร. ดิเรก

ทางบริษัท "เฉลิมมิตร จำกัด" ได้โฆษณาไว้นานแล้วว่า ในวันศุกร์ที่ ๒๐ กรกฎาคมนี้ บริษัทจะกระทำพิธีเปิดป้ายในตอนสาย และจะเริ่มฉายภาพยนตร์เรื่องพิเศษ ซึ่งเป็นภาพยนตร์ไทยสีธรรมชาติเรื่อง "รักซ้อนซ่อนเงื่อนเพื่อนทรยศ" นับตั้งแต่รอบเที่ยงของวันที่ ๒๐ กรกฎาคมเป็นต้นไป ภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้แสดงโดยดาราชั้นนำ หรือศิลปินเอกแห่งยุค อาเสี่ยกิมหงวนเป็นผู้อำนวยการสร้าง หรือพูดง่ายๆ ก็คือเป็นเจ้าของนั่นเอง นิกรหรือ น. การุณวงศ์ เป็นผู้ประพันธ์ ความจริงนิกรหาได้ประพันธ์ไม่ เขาเพียงแต่ซื้อหนังสือนวนิยายฉบับกระเป๋ามาในราว ๒๐ เล่ม แล้วก็ขโมยเรื่องเอามาเป็นตอนๆ ประติดประต่อกันเข้าให้เป็นเรื่องรักโศก ที่สามารถเรียกร้องน้ำตาคนดู วิธีนี้ช่วยประหยัดเงินค่าซื้อบทประพันธ์ และช่วยให้นิกรกลายเป็นนักเขียนผู้มีชื่อเสียง ถ้าหากว่าผู้ดูหนังไม่เคยอ่านหนังสือของนักเขียนเหล่านั้นมา

หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับ ได้ลงโฆษณาอย่างครึกโครม รถโฆษณาวิ่งกระจายข่าวไปทั่วพระนครหลวงหลายวันมาแล้ว ป้ายโฆษณาภาพยนตร์ไทยเรื่อง "รักซ้อนซ่อนเงื่อนเพื่อนทรยศ" ปรากฏไปทั่วทุกมุมเมือง ประชาชนชาวพระนครและธนบุรีต่างเตรียมตัวที่จะไปชมโรงหนังใหม่ ซึ่งลือกันนักหนาว่า เป็นโรงภาพยนตร์โอ่อ่าสวยงาม ขนาดโรงภาพยนตร์ชั้นเยี่ยมในบรอดเวย์ ฉายด้วยเครื่องฉายทันสมัยจอยักษ์ขนาดกว้าง ๑๒๐ ฟิต และยาวเท่ากับความกว้าง บริการดีเยี่ยมแบบอเมริกา เสียงดังฟังชัด มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเอง โดยไม่ต้องพึ่งไฟฟ้าของการไฟฟ้า หน้าร้อนมีเครื่องทำความเย็น หน้าหนาวมีเครื่องทำความอุ่น หน้าฝนมีร่มกระดาษรับหน้าโรง ฝ่ายโฆษณาของโรงภาพยนตร์ "เฉลิมมิตร" ซึ่งมีนิกรเป็นหัวหน้าได้โหมการโฆษณาอย่างดุเดือดทารุณที่สุด ที่เรียกว่าทารุณก็คือไม่ยอมจ่ายค่าแรงให้คนงาน และใช้คนงานวันหนึ่งถึง ๑๘ ชั่วโมง

ในที่สุดก็ถึงวันเปิดโรงหนัง "ศาลาเฉลิมมิตร"

ตอนสายวันนั้น บรรดาแขกผู้มีเกียรติประมาณ ๕๐๐ คน ได้พากันมาชุมนุมกันที่โรงภาพยนตร์ "ศาลาเฉลิมมิตร" อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง รถเก๋งงามๆ จอดอยู่รอบโรงภาพยนตร์ และที่ถนนใหญ่มองดูสุดสายตา ล้วนแต่ข้าราชการชั้นผู้หญ่าย นายทหารและนายตำรวจหญ่าย พ่อค้าหญ่าย รวมความแล้วมีแต่คนอ้วนๆ พุงพลุ้ยทั้งนั้น หาคนผอมทำยายาก ทั้งนี้เป็นของธรรมดาเหลือเกินที่ท่านผู้ดีมีเงินทั้งหลาย ทั้งชายหญิงนั้นจะต้องอ้วนลงพุงเนื่องจากกินอิ่มนอนหลับ เหลือกินเหลือใช้ด้วยกันทั้งนั้น

คณะพรรค ๔ สหายของเราและ ๔ นาง ต้องทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยในการต้อนรับแขก อาเสี่ยกิมหงวนจัดเลี้ยงน้ำชาแก่ท่านผู้มีเกียรติในเวลา ๙.๐๐ น. ตรง แล้วก็พาแขกชมห้องฉายภาพยนตร์อันทันสมัย มีเครื่องฉายถึง ๖ เครื่อง ชมห้องเสมียนพนักงาน ห้องโฆษณา และห้องส้วมแบบชักโครกใหม่เอี่ยม ใช้เครื่องชำระอัตโนมัติ

ภายในโรงภาพยนตร์กว้างขวางมาก เก้าอี้นั่งทุกชั้นเป็นเก้าอี้บุนวมสวยงามมาก ทางเข้าออกไม่ต้องเบียดเสียดเยียดยัดกัน มีห้องแต่งตัวและห้องสูบบุหรี่ แบบโรงภาพยนตร์ในอเมริกา ข้างโรงมีบาร์ขายเครื่องดื่มในราคาปกติ ผู้ที่นั่งชมภาพยนตร์คอแห้งกระหายน้ำ หรืออยากจะก๊งบ้างก็ออกไปทำธุระได้อย่างสบาย รวมความแล้วโรงภาพยนตร์นี้ นอกจากจะใหญ่โตกว้างขวางแล้ว ยังสวยงามทันสมัยดีกว่าโรงภาพยนตร์ทุกแห่งในกรุงเทพฯ ระหว่างที่ภาพยนตร์ฉาย คนดุจะได้กลิ่นหอมชื่นใจตลอดเวลา ซึ่งเครื่องกระจายกลิ่นหอมนี้เป็นประดิษฐ์กรรมของ ดร. ดิเรก และนายแพทย์หนุ่มรับรองว่า ถึงแม้คนดูจะปล่อยกลิ่นที่ไม่ควรปล่อยออกมา เครื่องกระจายกลิ่นหอมของ ดร. ดิเรก ก็จะดูดกลิ่นเสียเอาไว้ แล้วปล่อยออกไปนอกโรง ตลอดเวลา ๒ ชั่วโมงที่ภาพยนตร์ฉาย ประชาชนคนดูจะได้รับแต่ความสะดวกสบายทุกประการ

พอได้เวลา ๙.๓๐ น. ตามฤกษ์ อาเสี่ยกิมหงวนก็เชิญสุภาพบุรุษแก่หง่อม ขนาดขี้หลงขี้ลืมคนหนึ่งเปิดป้ายผ้าคลุม เสี่ยหงวนแต่งสากลชุดสีเทาเข็ม เขาเดินตรงเข้าไปหยุดยืนเบื้องหน้า เจ้าพระยามหาศาลสมบัติ อดีตเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ในสมัยที่อาเสี่ยยังไม่เกิด ท่านเจ้าพระยามหาศาลฯ มีอายุ ๘๐ ขวบบริบูรณ์ เนื้อหนังตกกระแล้ว นัยน์ตาเป็นน้ำข้าว ผมหงอกขาวโพลน ท่านแต่งกายแบบขุนนางเก่า นุ่งผ้าม่วงสีน้ำเงิน สวมเสื่อคอตั้งกระดุมห้าเม็ด แต่เป็นกระดุมทองคำ เจ้าพระยามหาศาลฯ ผู้นี้เคยให้ความช่วยเหลือเจ้าสัวกิมเบ๊เตี่ยของเสี่ยหงวนในด้านการค้า จนกระทั่งเจ้าสัวกิมเบ๊ กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทย อาเสี่ยกิมหงวนจึงเคารพนับถือท่านมาก

เสี่ยหงวนก้มศีรษะโค้งคำนับเจ้าพระยามหาศาลฯ

"เชิญใต้เท้ากรุณา เปิดป้ายได้แล้วครับผม"

เจ้าพระยามหาศาลฯ ยกมือขวาป้องหูของท่านแล้วหัวเราะ

"ขอบใจมาก ฉันยังไม่หิวนี่เธอ"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก แล้วพูดเสียงดังขึ้นกว่าเก่าหลายเท่า

"เกล้ากระผมขอเชิญใต้เท้ากรุณา เปิดผ้าคลุมป้ายครับผม"

"อ๋อ...เอาซี อ้า-หูฉันมันไม่ใคร่ดี ขอโทษนะ" แล้วท่านก็ลุกขึ้น

เสี่ยหงวนพยุงปีกพาเจ้าพระยามหาศาลฯ เดินกะย่องกะแย่งตรงไปหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งยืนถือเท็ปและตะไกรอยู่ข้างบันไดหน้าโรงภาพยนตร์ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดยืนอยู่ด้วย ทางซ้ายมือ ๔ นาง กับพล ดร. ดิเรก และเจ้าแห้วยืนอยู่ในกลุ่มเดียวกันบรรดาแขกผู้มีเกียรติต่างยืนห้อมล้อมเป็นวงกว้าง หลามออกไปจนนอกถนน

กิมหงวนโบกมือเป็นสัญญาณให้นิกรเตรียมเปิดจานเสียง เพลงมหาฤกษ์มหาชัย นายจอมทะเล้นโบกมือตอบ

แล้วกิมหงวนก็กล่าวขึ้นดังๆ

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย บัดนี้ได้ศุภฤกษ์แล้ว ท่านเจ้าพระยามหาศาลสมบัติ จะได้เปิดป้ายผ้าคลุม ณ บัดนี้"

เจ้าพระยามหาศาลฯ รับตะไกรมาจากเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วตัดริบบิ้นออก ทันใดนั้นเอง ลูกโป่งอัดแก๊สขนาดใหญ่ประมาณ ๒๐ ลูกก็ดึงผ้าแพรคลุมป้ายออกและพาแพรทั้งผืนลอยขึ้นไป

เงียบกริบ ไม่มีเสียงเพลง เสี่ยหงวนแลเห็นนิกรทำกิริยาลุกลี้ลุกลนอยู่ที่เครื่องขยายเสียง ก็เดือดดาลอย่างที่สุด ถึงกับเผลอตัวร้องตะโกนสุดเสียง

"เปิดเพลงซีโว้ย ปั๊ดโธ่ เสียฤกษ์หมด"

นิกรหันมาร้องตะโกนตอบ

"เดี๋ยวก่อน ยังหาเข็มแผ่นเสียงไม่พบ"

แขกผู้มีเกียรติต่างหัวเราะคิกคักไปตามกัน นิกรค้นกล่องเข็มได้จากกระเป๋ากางเกงของตนเอง รีบล้วงออกมาเปิดกล่องออก หยิบเข็มแผ่นเสียงเล่มหนึ่งใส่ลงไปที่หัวพิคอัป เอื้อมมือคว้าแผ่นเสียงยัดลงไปในที่ของมัน แล้วเปิดสวิท

เสียงเพลงบรรเลงขึ้นทันที แต่ไม่ใช่เพลงมหาฤกษ์มหาชัย มันคือเพลง "พม่าแทงกบ" เรียกร้องเสียงเฮฮาได้ดีมาก

ค่ำคืน...เดือนหงาย พม่าขี่ควายว่าจะไปแทงกบ เลเล้เลเหล เลเล้เลเล เลเล้เลเหล...เลเล้เลเหล

"ตายแน่" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทานออกมาดังๆ "อ้ายกรทำป่นคราวนี้"

คุณหญิงวาดโกรธหลานชายของท่านเป็นที่สุด ท่านมองดูนิกรแล้วร้องตะโกน

"เพลงมหาฤกษ์โว้ยอ้ายกร ไม่ใช่พม่าแทงกบ"

นายจอมทะเล้นมองดูคุณหญิงวาดอย่างเคืองๆ เขารู้สึกอับอายขายหน้าอย่างยิ่ง ที่ใครต่อใครพากันมองดูเขาอย่างขบขัน

"ก็เมื่อก่อนจะออกจากบ้าน คุณอาหยิบแผ่นเสียงเพลงนี้มาให้ผมนี่ครับ" นิกรตะโกนตอบ

คุณหญิงวาดเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"ปิดโว้ย ปิดเดี๋ยวนี้"

เจ้าพระยามหาศาลฯ ยิ้มให้คุณหญิงวาดแล้วกล่าวว่า

"เพลงนี้ก็เพราะดีเหมือนกันคุณหญิง ฮ่ะ ฮ่ะ เข้าทีมากใช้เพลง "พม่าแทงกบ" แทนเพลงมหาฤกษ์มหาชัย ถ้าจะให้ดีแล้วผมคิดว่าแถมเพลง "พม่างมหอย" อีกสักเพลงเป็นดีแน่"

เสียงหัวเราะของใครต่อใครดังขึ้นอย่างครื้นเครง เป็นอันว่าพิธีเปิดป้ายโรงภาพยนตร์ "ศาลาเฉลิมมิตร" ได้สิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านี้ ต่อจากนั้นบรรดาแขกผู้มีเกียรติก็ทะยอยๆ กันกลับบ้าน บรรยากาศหน้าโรงภาพยนตร์สดชื่น เต็มไปด้วยกระเช้าดอกไม้หลายกระเช้า ตั้งและแขวนยั้วเยี้ยเต็มไปทั่ว ซึ่งกระเช้าดอกไม้เหล่านี้ ถูกส่งมาจากบรรดาพรรคพวกของเสี่ยหงวนเป็นส่วนมาก อาเสี่ยกิมหงวนของเรากับคณะพรรค ๔ สหาย แต่งสากลติดโบว์หรูหรา ซึ่งโบว์นี้อาเสี่ยได้ขอร้องให้ทุกคนติด

ในราว ๑๐.๓๐ น. ท่านประทานกรรมการของบริษัท คืออาเสี่ยกิมหงวน ได้เรียกพนักงานทุกคนอบรมภายในโรงภาพยนตร์ เขาได้ชี้แจงให้ลูกน้องของเขาเข้าใจว่า โรงภาพยนตร์ "ศาลาเฉลิมมิตร" นี้เป็นโรงภาพยนตร์ที่ดีเยี่ยมในประเทศไทย ฉะนั้นขอให้พนักงานทุกคนจงตั้งอกตั้งใจ บริการประชาชนที่มาอุดหนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุกคนจะต้องสังวรณ์ในเรื่องกิริยามารยาทของตน เมื่อได้อบรมชี้แจงกับพวกพนักงานเรียบร้อยแล้ว อาเสี่ยกิมหงวนก็สั่งให้พนักงานของบริษัทแยกย้ายกันไปเตรียมปฏิบัติหน้าที่ เพราะในรอบ ๑๒.๐๐ น. วันนี้ "ศาลาเฉลิมมิตร" จะเริ่มฉายเป็นปฐมฤกษ์ด้วยภาพยนตร์ไทยสีธรรมชาติเรื่อง "รักซ้อนซ่อนเงื่อนเพื่อนทรยศ" จากบทประพันธ์ของ น. การุณวงศ์ ประพันธ์กรผู้ยิ่งใหญ่และใหญ่ยิ่ง คือเป็นนักเขียนที่สามารถลอกเรื่องของนักเขียนหลายต่อหลายคนมารวมเป็นเรื่องเดียวกัน ทางโรงภาพยนตร์ "ศาลาเฉลิมมิตร" ได้โฆษณาไว้แล้วว่า ภาพยนตร์ไทยเรื่อง "รักซ้อนซ่อนเงื่อนเพื่อนทรยศ" นี้มีให้ชมทุกรส เป็นเรื่องรักโศกตลกโปกฮา ลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน โลดโผนระคนเศร้า เพียบพร้อมด้วยคติธรรมและศีลธรรมอันดีงาม ตื่นเต้นมหัศจรรย์ เป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องเดียวที่อยู่ในขั้นมาตรฐาน และภาพยนตร์เรื่องนี้ ทางฮอลลีวู้ดได้ส่งผู้แทนมาติดต่อ ขอซื้อเป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ดอลล่าร์ กำหนดฉายที่ศาลาเฉลิมมิตรหนึ่งเดือน ต่อจากนั้นทางฮอลลีวู้ดจะนำไปฉายที่สหรัฐอเมริกา

การโฆษณาอย่างทรหดอดทน และดุเดือดทำให้ประชาชนทุกมุมเมือง อยากจะชมภาพยนตร์ชื่อยาวเฟื้อยเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นเมื่อได้เวลา ๑๑.๐๐ น. ที่บริเวณโรงภาพยนตร์ "ศาลาเฉลิมมิตร" ก็ล้นหลามเต็มไปด้วยประชาชนชายหญิง พวกนักเรียนพากันทิ้งร่ม พวกข้าราชการก็พากันกระโดดอย่างสง่าผ่าเผยทั้งๆ ที่กรมประมวลราชการแผ่นดิน ได้ตั้งกล้องถ่ายภาพยนตร์ไว้ ๕-๖ กล้องคอยถ่ายรูปข้าราชการที่พากันทิ้งร่มหนีมาดูหนัง แต่ข้าราชการทั้งหลายที่เป็นนักกระโดดร่มมีความเฉลียวฉลาดพอตัว บ้างก็เดาะเคราเข้าไปด้วย ส่วนข้าราชการหญิงก็พยายาม ยกมือที่ถือผ้าเช็ดหน้าปิดหน้า บางคนก็ดึงฟันปลอมออกกลายเป็นยายแก่ไป

ที่ห้องขายตั๋วทุกชั้นทุกที่นั่ง มีคนเข้าคิวยาวเหยียดออกไปจนถึงถนนใหญ่ คณะพรรค ๔ สหายยิ้มแย้มแจ่มใสไปตามกัน ทุกคนนั่งพักผ่อนอยู่ในร้านเครื่องดื่มข้างโรงภาพยนตร์

เจ้าแห้ววิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในร้านไอสกรีมร้านนั้น เจ้าแห้วแต่งสากลหรูหรา ช๊ารคสกิ้นแบมบูทั้งชุด เขาทำหน้าที่หัวหน้าพนักงานและคนงานทั้งหลาย

"รับประทานอาเสี่ยครับ ห้าโมงกว่าแล้วครับ เมื่อไหร่จะขายตั๋วเสียที"

"อ้าว " เสี่ยหงวนลืมตาโพลง "ยังไงกันโว้ย ข้าสั่งให้ขายตั๋วตั้งแต่สิบเอ็ดโมงแล้ว"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"รับประทานคนขายตั๋ว เขาบอกว่าอาเสี่ยยังไม่ได้จ่ายตั๋วให้เขานี่ครับ"

กิมหงวนเย็นวาบไปหมดทั้งตัว หันมาทางนิกร ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินอีกตำแหน่งหนึ่ง นอกเหนือไปจากหัวหน้าโฆษณา

"ยังไงกันโว้ยอ้ายกร นี่แกยังไม่ได้มอบตั๋วให้เขาหรือนี่"

นายจอมทะเล้นทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"บัตรผ่านประตูน่ะหรือ"

"เออ " กิมหงวนตะโกนสุดเสียง

นายจอมทะเล้นยกมือเกาศีรษะตนเอง

"ตายห่า....ลืมพิมพ์ไปโว้ยงานมันยุ่ง เพิ่งนึกได้เดี๋ยวนี้เอง"

"โอ๊ย " เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องตะโกนลั่น "นี่ยังไม่ได้พิมพ์ตั๋วยังงั้นหรือเจ้ากร"

นิกรฝืนยิ้ม

"ยังครับ" แล้วเขาก็หันไปดุประไพเมียรักของเขา "กรสั่งไพแล้วว่าใกล้ๆ วันเปิดโรงให้เตือนกรเรื่องนี้ แล้วนี่จะทำอย่างไรกัน"

ประไพขึ้นเสียงกับผัวรักของหล่อนทันที

"ไพเตือนตั้งกี่หนแล้ว เมื่อเช้าก่อนจะออกจากบ้านก็เตือนเรื่องตั๋ว"

คุณหญิงวาดเอ็ดตะโรขึ้นทันที

"คบอ้ายกรละก็เสียงานอย่างนี้แหละ ตัวเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ก็จะต้องตระเตรียมเรื่องตั๋วที่นั่งให้เรียบร้อย แหม-ฉันอยากจะตบหน้าแกเหลือเกิน ดูซิ..คนดูมากมายก่ายกอง ตั้งล้านสองล้านยืนออกันแน่นไปหมด"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เอื้อมมือเขี่ยแขนคุณหญิงวาด

๑ล้านสองล้านที่ไหนกัน อย่างมากก็แค่ห้าหกร้อยคนเท่านั้น"

คุณหญิงวาดหัวเราะหึๆ

"ก็เจ้าคุณนับไปนับมาซีคะ"

ดร. ดิเรกกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"รีบแก้ไขปัญหาในเรื่องตั๋วนี้เถอะอ้ายเสี่ย เราจะทำอย่างไรดี"

กิมหงวนพยักหน้ารับทราบ

"นั่นนะซี อ้ายกรทำป่นหมด นึกว่ามันพิมพ์ตั๋วติดอากรแสตมป์จ่ายให้คนขายตั๋วเรียบร้อยแล้ว เห็นจะต้องงดฉายรอบเที่ยง เพื่อเราจะได้วิ่งเต้นไปซื้อใบเสร็จรับเงินที่เขาพิมพ์เอาไว้แล้ว เอามาขายแทนตั๋วไปก่อน แล้ววิ่งไปซื้ออากรแสตมป์มหรสพที่กรมสรรพากร"

พล พัชราภรณ์ค้านว่า

"งดฉายไม่ได้ ถ้างดฉายเป็นต้องเจ๊งแน่นอน เราเปิดโรงใหม่ๆ ต้องทำให้คนดูมีศรัทธา เมื่อเราหาตั๋วมาขายให้เขาไม่ทัน ก็ให้เขาดูฟรีดีกว่า อย่าลืมว่าวันนี้โรงใหญ่ๆ ทุกโรงต่างเอาหนังพิเศษเข้าโปรแกรมเพื่อโจมตีเรา ที่คิงส์ก็ฉายเรื่อง "ดาวมฤตยู" รับรองว่าโรงแตกแน่ แกรนด์เขาก็ฉาย "สวรรค์เรือเพลง" บิง ครอสบี แสดงนำ ที่ควีนส์ก็ฉายเรื่อง "ล่ามือพิฆาต" เฉลิมเขตเขาก็ฉาย "แม่พวงมาลัย" เจนรัสเซล เป็นตายอย่างไรเราก็ต้องฉายหนังรอบเที่ยงนี้ตามที่ได้ประกาศโฆษณาไว้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ให้ความเห็นว่า

"มีเวลาอีกไม่ถึงชั่วโมงหนังก็จะฉายแล้ว ในเรื่องตั๋วนี้แก้ไขไม่ทันแน่น ครั้นจะให้ดูฟรีก็ไม่ถูกเรื่อง เพราะคนดูรอบสองโมงและรอบต่อไปเขาจะต้องซื้อตั๋วเข้าดู ถ้าให้ดูฟรีก็ต้องประกาศล่วงหน้า"

คุณหญิงวาดชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ แล้วพูดเสียงแจ๋วๆ

"พี่น้องทั้งหลายฟังทางนี้ การเลือกตั้ง... เอ๊ย..การฉายภาพยนตร์ของเราคงงดไม่ได้อย่างเด็ดขาด เมื่อไม่มีตั๋วขาย พวกเราก็ไปช่วยกันยืนที่ประตูแล้วเก็บสตางค์จากคนดูตามชั้นที่เขานั่งชม เท่านี้ก็หมดเรื่อง"

คราวนี้คณะพรรค ๔ สหายเห็นพ้องด้วย นวลลออกล่าวขึ้นว่า

"ดีทีเดียวค่ะคุณอา หนูกับเพื่อนๆ จะช่วยกันเก็บสตางค์ค่าผ่านประตูเอง สำหรับชั้นล่างเราจะต้องช่วยกันหลายคน ส่วนประตูชั้นบนเพียงสามสี่คนก็พอแล้ว"

ประไพผุดลุกขึ้นยืน แล้วร้องขึ้นดังๆ

"เอาเลยพวกเรา เอ้า-เฮ้..."

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ มองดูลูกสาวคนเล็กของท่านอย่างแปลกใจ

"เออแน่ะ ดันร้องออกมาได้ เอ้าเฮ้น่ะอะไรของแกวะประไพ"

ประไพเอียงคออมยิ้ม

"ยี่เกตอนรบกันยังไงเล่าคะคุณพ่อ คุณพ่อไม่เคยฟังวิทยุหรือคะ ถึงตอนรบกันทีไรเป็นต้อง.." แล้วหล่อนก็ร้องขึ้นดังๆ "เอ้า...เฮ้"

ทุกคนต่างลุกขึ้นจากร้านไอสกรีม พากันเดินไปทางหน้าโรงภาพยนตร์ เพื่อช่วยกันเก็บเงินค่าผ่านประตู ด้วยวิธีชำระเงินสด

เกิดการตะลุมบอนกันอย่างขนานใหญ่ที่ประตูเข้าชั้นล่าง ประชาชนนับจำนวนพันกลัวจะไม่มีที่นั่ง บุกตะลุยเข้าไปโดยไม่ยอมชำระเงินค่าผ่านประตู คณะพรรค ๔ สหายถูกผลักและชนล้มลุกคลุกคลานไปตามกัน เงินค่าผ่านประตูตกหายเรี่ยราด บางคนส่งเงินให้ ๒๐ บาท แล้วก็บอกว่าใบละร้อย ทะเลาะกันหน้าดำหน้าแดง คนที่อยู่ข้างหลังเห็นว่าเสียเวลา ก็ยกเท้าถีบคนที่อยู่ข้างหน้าหลุดเข้าไปในโรงหนัง ล่อกันชุลมุนจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร พวกผู้หญิงร้องหวีดว้ายพวกผู้ชายขบกรามฮึ่มๆ กว่าจะหลุดประตูเข้าไปได้ เสื้อแสงขาดวิ่นไปตามกัน

อย่างไรก็ตาม การเก็บเงินค่าผ่านประตูชั้นบน ไม่มีเหตุการณ์รุนแรง เพราะผู้ดูส่วนมากเป็นข้าราชการหรือนักธุรกิจ ที่เป็นคาวบอยหรือนักเซ้งไม่มีปรากฏเลย

ที่นั่งทุกๆ ที่เต็มก่อนเวลา ๑๒.๐๐ น. ป้ายแดงที่หน้าโรง ซึ่งเป็นป้ายนีออนปรากฏว่า "ที่นั่งทุกชั้นเต็มแล้ว ขอบคุณมาก กรุณาชมรอบต่อไป" ซึ่งนับว่าเป็นบริการแหวกแนวที่สุด ในตอนแรกๆ ดิเรกจะใช้คำว่า "เฮ้าสฟูล" แต่อาเสี่ยกิมหงวนไม่ยอม อ้างว่าโรงหนังนี้อยู่ในประเทศไทยและคนไทยเป็นเจ้าของ เราไม่ใช่ขี้ข้าอังกฤษหรืออเมริกา ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาต่างประเทศในเมื่อภาษาไทยเราก็มีใช้

พอได้เวลา ๑๒.๐๐ นง ภาพยนตร์ก็เริ่มฉายกระจกโฆษณา ซึ่งมีอยู่ไม่ต่ำกว่า ๓๐ แผ่น แล้วก็ฉายภาพยนตร์โฆษณาผงซักฟอกบ้าง น้ำอัดลมบ้าง ยาสีฟันบ้าง ซึ่งคนดูๆ เสียจนเบื่อและด่าพึมพำตลอดเวลา

รอบปฐมฤกษ์ของ "ศาลาเฉลิมมิตร" มีประชาชนแน่นขนัด จนถึงกับต้องตั้งเก้าอี้เสริมเก้าอี้แซม คณะพรรค ๔ สหายยืนจับกลุ่มอยู่หน้าโรง ทุกคนต่างมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสไปตามกัน

กิมหงวนกล่าวกับพรรคพวกของเขาว่า

"อย่างนี้ไม่รวย จะไปรวยเมื่อไรวะ "เฉลิมมิตร" ของเราจะทำให้โรงหนังในกรุงเทพฯ ม้วนเสื่อไขก๊อกไปตามกัน โปรแกรมนี้รับรองว่าต้องได้เงินล้านขึ้นไป"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"ถ้าคนแน่นเหมือนแป้งยัดทะนานอย่างนี้ทุกรอบ อาคิดว่าอาจจะได้ถึงสองล้านก็ได้"

สองเจ้าคุณสะดุ้งเฮือกไปตามกัน ทันใดนั้นเองสุภาพบุรุษในวัยกลางคน คนหนึ่ง เดินเข้ามาหาคณะพรรค ๔ สหาย ใบหน้าของเขาบึ้งตึงแสดงความไม่พอใจ ชายผู้นี้เพิ่งออกมาจากโรงภาพยนตร์ชั้นล่าง

"ประทานโทษ ใครเป็นผู้จัดการครับ"

เสี่ยหงวนก้มศีรษะโค้งคำนับ

"ผมเองครับคุณ"

"ดีแล้วครับ คุณช่วยผมหน่อย ผมดูหนังไม่เห็นครับ หนุ่มสาวสองคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าผม ซบหัวเข้าหากันตลอดเวลา โธ่-ช่างไม่เห็นใจคนดูที่อยู่ข้างหลังบ้างเลย ถ้าสมัครใจจะพลอดรักกันแล้วควรจะไปตามโรงแรมมากกว่า ผู้จัดการกรุณาช่วยไปขอร้องเขาให้เลิกซบกันหน่อยเถอะครับ"

เสี่ยหงวนหันหน้ามาทางเจ้าแห้วแล้วพยักหน้า

"เฮ้ย-แกตามคุณคนนี้เข้าไป ขอร้องหนุ่มสาวคู่นั้นหน่อยซี พูดกับเขาดีๆ นะ"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานเรื่องพูดผมเก่งครับ"

สุภาพบุรุษผู้นั้นโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง เดินนำหน้าพาเจ้าแห้วเข้าไปในโรง เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหน้า ๔ สหายแล้วพูดขึ้นเปรยๆ ว่า

"มันเป็นเรื่องที่เราจะต้องแก้ไข ข้อหนึ่ง แก้เรื่องนักดูหนังที่ชอบยกเท้าพาดเก้าอี้ข้างหน้าตน ซึ่งทำให้คนที่นั่งข้างหน้าได้รับความเดือดร้อน รำคาญอย่างที่สุด"

นวลลออเห็นพ้องด้วย

"จริงค่ะ นวลเคยโดนมาแล้วที่คิงส์ เมื่อโปรแกรม "สี่ดรุณี" นวลนั่งชั้น ๑๖ บาทแถวหน้าเพื่อนสองคนกับคุณไพ ฝรั่งที่นั่งข้างหลังหนูยกเท้าพาดหลังเก้าอี้นวล และกระดิกเท้าตลอดเวลา นวลโกรธจนดูหนังไม่รู้เรื่อง ในที่สุดก็ต้องกระซิบบอกคุณไพให้จัดการ"

คุณหญิงวาดกล่าวถามประไพทันที

"แล้วแกทำยังไงยายไพ"

ประไพยิ้มน่ารัก

"ไพก็ยืนร้องเอ็ดตะโรขึ้นดังๆ น่ะซีคะ ไพว่านั่งให้เหมือนอย่างคนอื่นเขานั่งกันหน่อยซีโว้ย เอาเท้าป่ายมาที่หลังพนักเก้าอี้ของเพื่อนฉันแล้วยังจะกระดิกเท้าเสียอีก ฝรั่งระยำอะไรวะไม่มีมารยาทเสียเลย ขืนอีกทีแม่ไม่กระซวกด้วยหลาวทองเหลืองก็อย่านับถือ"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะครืน กิมหงวนว่าเสียงอหาย ดร. ดิเรกกล่าวถามประไพเบาๆ

"แล้วนายฝรั่งตาน้ำข้าวคนนั้นเขาว่ายังไงครับ"

"ไม่ว่ายังไงหรอกค่ะ รีบพานางแหม่มลุกขึ้นเดินออกจากโรงทันที พวกคนดูชอบใจกันใหญ่ เจ้าใครคนหนึ่งก็ไม่รู้เขาบอกว่า ไพคงเป็นเอเย่นต์แน่ๆ ถึงได้จ๋านัก ไพเลยเงียบกริบ"

พล พัชราภรณ์ กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"คนดูที่เลวมักจะขาดมารยาทเห็นแต่ความสะดวกสบายของตน เป็นต้นว่านั่งเอาเท้าพาดหลังพนักเก้าอี้คนข้างหน้า หนุ่มๆ สาวๆ ก็มักจะซบหน้าเข้าหากัน บางคนก็ตั้งอกตั้งใจคุยกันโดยไม่ได้ดูหนังเสียเลย ไม่ได้นึกว่าคนข้างเคียงเขาจะเดือดร้อนรำคาญ บ้างก็กินขนมฉีกกระดาษเซโลเฟนกรอบแกรบๆ บางคนก็นั่งยุกยิกเหมือนลิงตลอดเวลา"

กิมหงวนว่า "กันจะต้องแก้ไขแน่นอนในเรื่องนี้ต่อไปถ้าหนุ่มสาวมาดูหนังที่โรงเรา กันจะบังคับให้ใส่แผงคอติดกับพนักเก้าอี้ คือเอียงหน้าเข้ามาหากันไม่ได้ และถ้าใครนั่งเอาเท้าพาดเก้าอี้คนข้างหน้า ก็จะต้องเอาตรวนใส่ขาล่ามโซ่ไว้ จนกว่าหนังจะเลิก ถ้าทำได้อย่างนี้โรงหนังของเราจะมีคนนิยมมากทีเดียว"

ทันใดนั้นเอง ฟอร์ดเก๋งสีแดงหรือฉลามบกของกองปราบคันหนึ่ง ก็แล่นมาจอดหน้าโรงภาพยนตร์ "เฉลิมมิตร" นายตำรวจในเครื่องแบบคนหนึ่งพาพลตำรวจสามคนลงมาจากฉลามบก แต่ตำรวจทั้งสามคนนั้นไม่มีอาวุธ เขาตรงเข้ามาหาคณะพรรค ๔ สหาย อาเสี่ยปราดเข้าไปต้อนรับทันที และรีบแสดงตัวให้ทราบ

"สวัสดีครับผู้หมวด ผมคือเสี่ยหงวนผู้เป็นเจ้าของและผู้จัดการโรงหนังนี้ ผู้หมวดมารักษาความสงบเรียบร้อยหรือครับ"

นายร้อยตำรวจโทหนุ่มยิ้มให้เสี่ยหงวน

"มิได้ครับ ผมไม่ได้มารักษาหน้าที่ที่นี่ แต่ว่าผมมาเชิญคุณไปโรงพัก ในฐานะผู้ต้องหา"

เสี่ยหงวนอ้าปากหวอ

"คุณมาจับผม"

"ครับ ถูกแล้ว"

เสี่ยหงวนหัวเราะอย่างฝืน

"ผมทำผิดเรื่องอะไรครับ บอกผมหน่อยผู้หมวด"

"ความผิดหรือครับ ข้อ ๑ สร้างโรงภาพยนตร์ โดยมิได้รับอนุญาตจากเทศบาล ข้อ ๒ ฉายภาพยนตร์โดยไม่เซ็นเซอร์ ข้อ ๓ เก็บเงินคนดูโดยไม่ออกบัตรปิดอากรมหรสพ ข้อ ๔ พิมพ์ใบโฆษณาโดยไม่ได้ประทับตรากรมตำรวจ ข้อ ๕ รถโฆษณาของคุณชนรถสามล้อพัง แล้วหนีมาโดยไม่ให้ความช่วยเหลือคนเจ็บ ข้อ ๖ ทำการโฆษณากระจายเสียงตามถนนโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อ ๗ เด็กของคุณร่อนใบปลิวบนรถ อ้า-เอาเพียง ๗ ข้อแค่นี่แหละครับ ความผิดปลีกย่อยยังมีอีกมาก เป็นต้นว่า เมื่อคืนนี้เด็กๆ ของคุณไชโยโห่ร้องจนกระทั่งตีสอง ซึ่งเป็นการนิวแซนผิดกฎหมาย ไปโรงพักเถอะครับ"

กิมหงวนทำตาปริบๆ เขาถอนหายใจหนักๆ แล้วกล่าวว่า

"ผู้หมวดครับ ความผิดของผมทั้งหมดนี่ติดตะรางในราว ๕๐ ปีถึงไหมครับ ถ้าไม่ถึงผู้หมวดก็พยายามหาอะไรต่ออะไรมาเพิ่มก็แล้วกัน ผมจะได้ติดตะรางล้างซวยเสียที"

อัศวินหนุ่มอดหัวเราะไม่ได้

"เห็นจะไม่ถึงกับถูกจำคุกหรอกครับ เพราะความผิดเหล่านี้ไม่ได้ร้ายแรงอะไร"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นในหมู่คณะพรรค ๔ สหาย ทุกคนเข้ามาห้อมล้อมเจ้าพนักงาน คุณหญิงวาดกล่าวกับนายร้อยตำรวจหนุ่มว่า

"คุณสารวัตรคะ"

"มิได้ครับ ผมเป็นเพียงรองสารวัตรเท่านั้น"

"โอ๊ย ดิฉันเรียกล่วงหน้าไว้ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ความผิดของหลานชายดิฉันพอที่จะยื่นประกันได้ไหมคะ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"อย่าวิ่งเต้นประกันผมเลยครับ ให้ผมติดตะรางสักพักก็ดีเหมือนกัน เฮ้ย-พวกเราช่วยกันดำเนินงานต่อไปโว้ย อย่าลืมตั๋วรอบบ่ายสองโมง จัดการเตรียมไว้ให้เรียบร้อย ถ้ากันไม่ตายในคุก เราคงจะได้พบกันอีก ลาละโว้ยทุกๆ คน"

ครั้นแล้ว เจ้าพนักงานกองปราบก็พาอาเสี่ยกิมหงวนไปขึ้นรถฟอร์ดเก๋ง พอรถเคลื่อนออกจากที่ เสี่ยหงวนก็โบกมือให้คณะพรรคของเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ซึ่งอาเสี่ยมิได้วิตกเป็นทุกข์อะไรเลยเท่าที่เขาตกเป็นผู้ต้องหา ของเจ้าพนักงานตำรวจ

"เฉลิมมิตร" ฉายภาพยนตร์ได้เพียงรอบแรกรอบเดียวก็ประกาศงด และบัดนี้ "เฉลิมมิตร" กลายเป็นอาคารร้างไปแล้ว ประตูหน้าต่างทุกบานปิดหมด อาเสี่ยต้องเสียเงินค่าปรับเป็นพินัยหลวงถึง ๖๕,๐๐๐ บาท ด้วยความผิดหลายกระทงด้วยกัน ทั้งกระทงเล็กและกระทงใหญ่.