พล นิกร กิมหงวน 042 : รับจ้างปราบผี

คุณหญิงวาด แต่งกายลำลองยืนอยู่ที่หน้าตึก ในตอนบ่ายวันนั้นซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ ท่านมองดูรถเก๋งสีครีมที่กำลังแล่นเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างตื่นๆ นึกไม่ออกว่าสาวสวยวัยเบญจเพศท่าทางเป็นผู้ดีมีสกุลที่นั่งอยู่ตอนหลังรถนั้นเคยรู้จักกับท่านมาแต่ก่อนหรือไม่

ด้วยมารยาท คุณหญิงวาด ไม่กล้าเดินเข้าไปในห้องโถง เพราะเกรงว่าหญิงสาวผู้นี้อาจจะเป็นลูกหลานของเพื่อนฝูงท่านก็ได้จึงยืนนิ่งเฉยจนกระทั่งรถ "วอลโว่" สีครีมคลานมาหยุดเทียบหน้าบันไดตึก

สาวใหญ่วัยเบญจเพศเปิดประตูตอนหลังรถก้าวลงมาจากรถของหล่อนแล้วกระพุ่มมือไหว้ คุณหญิงวาด อย่างนอบน้อมที่สุด

"สวัสดีค่ะ พันเอกนิกร หรือ หมอกร อยู่ไหมคะ"

คุณหญิงวาด ยิ้มให้พร้อมกับรับไหว้

"อยู่จ้ะ เขาเป็นหลานชายฉันเอง"

"อ้อ-ถ้าเช่นนั้นท่านก็คือ คุณหญิงวาด น่ะซีเจ้าคะ"

"ใช่แล้ว ฉันคือ คุณหญิงวาด ประสิทธิ์นิติศาสตร์ หนูคงจะเป็นลูกหลานของเพื่อนฝูงของ พ่อนิกร เขากระมัง"

"มิได้เจ้าค่ะ หนูไม่เคยรู้จักกับ ผู้การนิกร มาแต่ก่อนเลย เพียงแต่เคยเห็นหน้าตามงานสังคมต่างๆ

"อ้า หนูมีความเดือดร้อนในเรื่องที่เกี่ยวกับภูตผีปีศาจเจ้าค่ะ น้าชายของหนูท่านได้แนะนำว่า หมอผีที่เชี่ยวชาญที่สุดในเมืองไทยก็คือ หมอกรหรือ ผู้การนิกร นี้แหละเจ้าค่ะ"

เหมือนกับได้ฟังเรื่องขบขัน คุณหญิงวาด หัวเราะเสียงอหาย ท่านพูดพลางหัวเราะพลาง

"แม่หลานสาว เจ้ากร น่ะเขาเป็นหมอผีสมัครเล่น ไปเล่าเรียนมาจากอาจารย์อะไรก็ไม่รู้ หมอผีอย่าง เจ้ากรเป็นหมอผีที่กลัวผีแม้กระทั่งผีกระสือ ที่เป็นดวงไฟวาววับปรากฏอยู่ในสวนหลังบ้านฉัน เจ้ากร ก็กลัว"

"เขาอาจจะแกล้งทำเป็นกลัวกระมังคะ คุณน้าของหนูเขายืนยันว่า ผู้การนิกร แกเก่งจริงๆ เจ้าค่ะ เป็นยอดหมอผีซึ่งยากที่จะหาใครเปรียบได้"

"ยังงั้นเรอะ" คุณหญิงวาด พูดเสียงหัวเราะ "ถ้าเช่นนั้นก็ลองติดต่อกับเขาดูซีนะ เชิญในห้องรับแขกเถอะหลานสาว"

"ขอบพระคุณเจ้าค่ะ"

สาวใหญ่ซึ่งยังสวยพริ้งและอยู่ในชุดสีเขียวอ่อนได้นั่งรอคอยพบ พันเอกนิกร อยู่บนเก้าอี้นวมภายในห้องรับแขกอันหรูหรา ในราว ๒-๓ นาที พ.อ. นิกร ก็ปรากฏตัวขึ้นเขาค่อยๆ โผล่หน้าที่ริมประตู พอเห็นรูปร่างหน้าตาและการแต่งกายอันสวยงามของหล่อนเขาก็เต็มใจรับแขกของเขา นิกรยกมือเสยผมให้เรียบร้อยพยายามเต๊ะท่าให้สง่างามแล้วเดินเข้าไปในห้องรับแขก

สาวสวยประนมมือไหว้เขาทันที ซึ่งนิกรก็รับไหว้หล่อนและทักทายหล่อนเป็นอย่างดี

"สบายดีหรือครับ ดูเหมือนว่าเราไม่ได้พบกันมาในราว ๒๕ ปี แล้ว"

หล่อนอดหัวเราะไม่ได้ น้าชายของหล่อนซึ่งเป็นข้าราชการชั้นพิเศษพูดถูกแล้วเขาบอกหล่อนว่า นิกร กับพรรคพวกของเขา ทุกคนล้วนแต่เป็นผู้มีอารมณ์ขัน ถ้าหากว่าใครถือเนื้อถือตัวแล้วก็คบกันไม่ได้

"ดิฉันเคยเห็น ผู้การ มาหลายครั้งแล้วค่ะ แต่ไม่รู้จักกัน ดิฉัน รุ่งทิวา พิษณุกร"

"ขอบคุณครับ ผม พลตรีนิกร การุณวงศ์ ครับ"

รุ่งทิวา ทำหน้าตื่นๆ

"เอ๊ะ คุณได้เป็น นายพล เมื่อไรคะนี่"

"ยังครับ แต่ปีหน้าได้เป็นแน่ๆ เจ้านายเขาบอกว่าอย่างนั้น" พูดจบ นิกร ก็มองไปทางประตูห้องโถงแล้วพูดเสียงกร้าว "เฮ้ย-อ้ายสัตว์ตัวที่แอบดูฉันคุยกับสุภาพสตรีผู้นี้เข้ามานี่ซิ"

เจ้าแห้ว เดินทำหน้ากะเรี่ยกะราดเข้ามาในห้องรับแขก

"แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานผมกำลังนับดูว่าแขกของคุณมีกี่คนจะได้จัดเครื่องดื่มมาให้"

นิกร ทำตาเขียว

"อย่าใช้วิธีแอบมองอย่างนี้ แขกของฉันเป็นสุภาพสตรีผู้มีเกียรติ ไป ไปเอาเครื่องดื่มมาต้อนรับแขกของฉัน"

เจ้าแห้ว มองดูนิกรอย่างประจบ

"รับประทานอากาศร้อนอ้าวอย่างนี้ วิสกี้โซดาเย็นๆ ไม่ดีหรือครับ"

นิกร เอ็ดตะโรลั่น

"คุณรุ่งทิวา ไม่ใช่พาร์ทเน่อร์โว้ย ไปให้พ้นเดี๋ยวจะเจ็บตัว นี่ถ้าแกมีปัญหากับอ้ายพล อย่างนี้ อย่างน้อยก็ปากแตกแล้ว"

เจ้าแห้ว ฝืนหัวเราะ

"รับประทานผมอยู่ต่อหน้าคุณพล ผมมักจะเอาไม้หนีบผ้าหนีบปากไว้ครับ" พูดจบ เจ้าแห้วก็หมุนตัวกลับแล้วเดินยิ้มกริ่มออกไปจากห้องนั้น

รุ่งทิวา มองดู พ.อ. นิกร ด้วยความพอใจ คนที่มีอารมณ์ขันแบบนี้แต่ได้สร้างวีรกรรมไว้หลายครั้งแล้ว ซึ่งชื่อเสียงของผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยได้แพร่สะพัดไปทั่ว เป็นที่ยอมรับนับถือกันทั้งสามกองทัพ โดยเฉพาะการทำลายป้อมปืนพระกาฬของเขมร ซึ่งป้อมปืนนั้นได้จมเรือรบไทยไปหลายลำ แต่คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยรวม ๑๐ คน สามารถทำลายป้อมปืนยักษ์ของเขมรได้

"มีธุระอะไรจะใช้ผมหรือครับ คุณรุ่งทิวา" นิกร ถามยิ้มๆ

"ขอบคุณค่ะ ขอให้ดิฉันพูดกับผู้การอย่างสั้นๆ และตรงไปตรงมาเถอะนะคะ ดิฉันกำลังเดือดร้อนมากเกี่ยวกับคฤหาสน์ผีสิงของดิฉัน"

นิกร สะดุ้งเฮือกเหมือนถูกเข็มแทง

"ผมคิดว่าเราคุยกันเรื่องอื่นไม่ดีหรือครับ"

"ดิฉันไม่เข้าใจเลย พอดิฉันพูดถึงผี ผู้การก็แสดงท่าทางหวาดกลัว ผู้การ กลัวผีหรือคะ"

"จะให้ผมตอบคุณจริงๆ หรือพูดเล่น"

"พูดจริงๆ ค่ะ"

"ถ้าเช่นนั้น ผมขอเรียนคุณเป็นความสัตย์ว่า ผมกลัวผีขนาดหนักเชียวครับ อย่างที่เขาเรียกว่า อุจจาระหด ผายลมหาย"

หล่อนเผลอตัวหัวเราะคิ้ก แต่แล้วก็แสดงท่าทีกระดากอาย

"ผู้การ เป็นหมอผีทำไมถึงกลัวผีล่ะคะ"

"ก็นั่นน่ะซีครับ ปีหนึ่งๆ มีวันที่ผมไม่กลัวผีเพียงสองสามวันเท่านั้น คือตอนต้นปีซึ่งผ่านพ้นไปแล้ว ตอนนั้นผมเคยไล่เตะผีตายโหงบ่อยๆ บางทีจับมามัดไว้หลังบ้านร้องเอ๋งๆ ทั้งคืนจนกระทั่ง คุณอาท่าน สั่งให้ผมปล่อยไป"

"ผีน่ะหรือคะ" หล่อนถาม

"ลูกหมาครับ"

รุ่งทิวา ประนมมือไหว้เขาอีกครั้งหนึ่ง

"กรุณาพูดกันเป็นงานเป็นการเถอะค่ะ ดิฉันเชื่อว่า ผู้การคนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยดิฉันได้ ดิฉันจะเรียนให้ทราบถึงเรื่องที่เกี่ยวกับคฤหาสน์ผีสิงของดิฉัน"

เจ้าแห้ว ถือถาดเงินใส่แก้วน้ำอัดลมรวม ๒ แก้ว เดินเข้ามาพอดี เจ้าแห้ว วางถาดลงบนโต๊ะเล็กๆ ระหว่าง รุ่งทิวา กับนิกร แล้วถอยไปนั่งพับเพียบเรียบร้อยบนพรมปูพื้นข้างหน้าต่าง พอสบตารุ่งทิวา เจ้าแห้ว ก็ยิ้มให้และยกมือไหว้

"รับประทาน คุณกำลังจะเล่าเรื่องคฤหาสน์ผีสิงให้คุณนิกร ฟังใช่ไหมครับ"

"จ้ะ ใช่"

"ถ้ายังงั้นกรุณาให้ผมฟังด้วยนะครับ รับประทานเรื่องผีผมชอบฟัง แต่ผมไม่ชอบยุ่งกับมัน"

พ.อ. นิกร พยักหน้าให้หล่อน

"ปล่อยมันตามเรื่องเถอะครับ คุณรุ่งทิวา มันอยากฟังก็ให้มันฟัง"

สาวใหญ่มองดูเจ้าแห้ว อย่างหวาดๆ แล้วกล่าวถาม นิกร

"ไม่ทำนะคะ"

เจ้าแห้ว สะดุ้งสุดตัวแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"รับประทานผมเป็นคนนะครับไม่ใช่หมา"

รุ่งทิวา อดหัวเราะไม่ได้ หล่อนกล่าวกับนิกร อย่างกันเอง หล่อนเล่าให้ฟังว่าบิดาของหล่อนได้ซื้อคฤหาสน์เก่าแก่หลังหนึ่งจากเศรษฐีนีม่ายคนหนึ่ง รวมทั้งที่ดิน ๔ ไร่ เป็นเงิน ๖ ล้านบาท คฤหาสน์เก่าแก่นี้อยู่ชานเมืองแห่งหนึ่ง บิดาของหล่อนซึ่งเป็นราชาที่ดินตั้งใจจะซื้อไว้ขาย เพื่อเอากำไร แต่ไม่เคยมีใครสนใจหรือมาพูดทาบทามขอซื้อทั้งๆ ที่ ที่ดินนั้นอยู่ริมทางหลวงและเป็นที่ดินที่มีราคาแพง ในที่สุดคุณพ่อของหล่อนก็ได้ใช้จ่ายเงินอีกนับแสนบูรณะซ่อมแซมให้น่าอยู่ โค่นต้นไม้ใหญ่ลงเสียบ้าง จ้างคนสวนดายหญ้าปลูกพันธุ์ไม้ดอก

นิกร พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ตั้งแต่คุณเล่ามาเกือบ ๑๐ นาที แล้วไม่มีผีเลยนี่ครับรวบรัดเอาตอนผีดีกว่า"

"ค่ะ ดิฉันจะเรียนให้ ผู้การ ทราบเดี๋ยวนี้"

ทันใดนั้นเอง ลูกชายนิกร ก็เดินเข้ามาขัดจังหวะ ร.อ. นพ สวมกางเกงขายาวสีขาว เสื้อยืดคอปกแขนสั้นสีแดงเลือดนก โดยไม่สนใจกับแขกของพ่อ ร.อ. นพ ได้กล่าวขึ้นดังๆ

"พ่อแอบมานั่งอยู่ที่นี่เอง เดินตามหาเสียน่องโป่ง ขอเงินให้ผมใช้สักพันบาทเถอะครับ ผมกับเพื่อนๆ จะไปขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวกัน"

เมื่ออยู่ต่อหน้าแขก นิกรก็ไม่กล้าปฏิเสธถึงแม้ว่าเขาจะกระดูกสักเพียงไรก็ตาม เขาล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทรวมสามสี่ปึกออกมาและส่งให้ลูกชายของเขาหนึ่งปึกเป็นเงิน ๑,๐๐๐ บาท

"ไปเถอะลูกไปขี่รถเที่ยวให้สบายใจ ขอให้ชนกับรถโกดังหรือรถบรรทุกน้ำมันลิ้นแลบเหมือนอึ่งอ่าง ตายคาที่นะลูกนะ เศรษฐกิจของพ่อจะได้ดีขึ้น"

"ขอบคุณครับ ผมคงไม่ตายง่ายๆ หรอกครับ" ร.อ. นพ ก็เดินหัวเราะหึๆ ออกไปจากห้องโถง

"นี่หรือคะ ผู้กองนพ ลูกชายของ ผู้การ"

"ครับ ใช่ เหมือนกับลิงทโมนไม่มีผิด แก่นแก้วก็เท่านั้นเอง ผมไม่เข้าใจเลยว่ามันได้วิศวมหาบัณฑิตมาจากอเมริกาได้อย่างไร"

ร.อ. นพ โผล่หน้าเข้ามาอีก

"ด้วยภูมิปัญญาของผมน่ะซีครับ หรือพ่อคิดว่าผมซื้อประกาศนียบัตรมัธยม ๘ แบบเดียวกับที่พ่อเคยซื้อ"

นิกร ทำท่าเหมือนลิงกอริลล่าตอนโมโห

"ไหนมานี่ซิ อ้ายนพ มาพูดกันให้รู้เรื่อง ใครเป็นคนบอกมึงว่ากูซื้อประกาศนียบัตรมัธยม ๘"

ร.อ. นพ หัวเราะหึๆ

"ไม่ซื้อก็แล้วไปซิครับ เรื่องไม่จริงพ่อไม่น่าจะโกรธเลย สวัสดีนะครับเสด็จพ่อ" แล้ว ร.อ. นพ ก็หายหน้าเข้าไปในห้องโถงท่ามกลางเสียงหัวเราะของเจ้าแห้ว

นิกร ยิ้มให้แขกสาวของเขา

"เป็นยังไงครับลูกชายผม"

"ก็น่ารักดีนี่คะ หน้าตาหล่อเสียด้วยค่ะ"

"หล่อหรือครับ ผมคิดว่าเหมือนลิงชิมแฟนซีที่เขาดินไม่มีผิด เล่าเรื่องคฤหาสน์ผีสิงของคุณให้ผมฟังต่อไปเถอะครับ"

สีหน้าของ รุ่งทิวา เศร้าลง หล่อนเม้มปากแน่นและถอนหายใจหนักๆ เสียก่อนจึงกล่าวว่า

"มีคนเขาเช่าเป็นโรงเรียนอนุบาลค่ะ คุณพ่อเห็นแก่การศึกษาของชาติและอยากจะให้เด็กมีที่เรียนจึงคิดค่าเช่าเพียง ๒,๐๐๐ บาท เท่านั้น"

นิกร พูดขึ้นเบาๆ

"ต่อมาผีหักคอเด็ก "

"อุ๊ยตาย" รุ่งทิวา อุทาน "ทำไมถึงทราบล่ะคะ"

"เรื่องผีมันก็ต้องเป็นไปอย่างนี้แหละครับคุณ ใช่ไหมครับ"

"ใช่ค่ะ"

"บรื๊อสว์ " เจ้าแห้ว คราง

นิกร ก้มลงมอง เจ้าแห้ว

"อะไรของมึงวะ"

"รับประทานหวาดเสียวครับ คฤหาสน์เก่าแก่ที่มีปีศาจสิงอยู่มักจะดุร้ายแบบนี้ เพราะมีการตายซับตายซ้อน รับประทานผมเคยเผชิญกับมันมาแล้ว อ้ายแจง คนเลี้ยงม้าคุณผลชวนผมไปดูผีที่คฤหาสน์เก่าแก่หลังหนึ่งทางคลองเตย รับประทานถูกผีหลอกวิ่งออกมาจากบ้านนั้นแทบไม่ทัน"

รุ่งทิวา พูดเสริมขึ้น

"ผีปีศาจที่คฤหาสน์หลังนั้น มันดุร้ายมากเชียวค่ะ ขนาดหลอกคนกลางวันแสกๆ บางทีก็ปลอมเป็นเด็กนักเรียนอนุบาลเดินหายเข้าไปในห้องเล็กๆ ครูแม่บ้านวิ่งเข้าไปดูก็ไม่เห็นใคร เด็กนักเรียน ๓ คนต้องเสียชีวิตแบบเดียวกันค่ะ คือถูกหักคอ ที่คอมีรอยเขียวช้ำและกระดูกก้านคอหัก หมอมาตรวจลงความเห็นว่าเด็กเป็นลมตาย แต่มีเด็กนักเรียนหลายคนแลเห็นเด็กที่เคราะห์ร้ายถูกอสุรกายบีบคอตาย พวกผู้ปกครองรู้เรื่องเข้าก็มาลาลูกหลานของตนออกจากโรงเรียนทันที หลังจากนั้นไม่กี่วันเจ้าของโรงเรียนสุภาพสตรีวัย ๕๐ ปี ก็นอนตายอยู่บนเตียงนอนที่คอเขียวช้ำ นัยน์ตาโปนถลน ในที่สุดสามีของเจ้าของโรงเรียนอนุบาลก็บอกคืนคฤหาสน์หลังนั้นค่ะ"

นิกร ถอนหายใจเฮือกใหญ่และมองดู เจ้าแห้ว คนใช้ที่เขารักใคร่ไว้วางใจ

"ว่ายังไง อ้ายแห้ว"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ไม่ว่ายังไงหรอกครับแล้วก็ ขออย่าให้ผมเกี่ยวข้องในเรื่องนี้นะครับ"

อาเสี่ยกิมหงวน เดินพรวดพราดเข้ามาในห้องรับแขกและยกมือไหว้ รุ่งทิวา อย่างนอบน้อม

"ขอโทษเถอะครับ ผมยืนแอบฟังอยู่ข้างนอกได้ยินบ้าง อนุญาตให้ผมมาร่วมวงสนทนากับคุณด้วยคนเถอะครับ ผมคือ พันเอกกิมหงวน หรือ อาเสี่ยกิมหงวน มหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งของประเทศไทย"

นิกรค้อนอาเสี่ย ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"แกเป็น พันเอก แต่แกไม่มีมารยาทเสือกแอบฟังฉันกับ คุณรุ่งทิวา คุยกัน"

เสี่ยหงวน หัวเราะก้าก

"โน่นแน่ะ คุณอา กับ อ้ายพล และ อ้ายหมอ ก็ยืนแอบฟังอยู่โน่น"

พ.อ. นิกร ทำคอย่นแล้วหัวเราะ

"เร็ว-ไปตามมา"

อาเสี่ย พาตัวเดินออกไปจากห้องรับแขกทางด้านห้องโถง แล้วพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ พล.ต. พล กับ ศาสตราจารย์ดิเรก เข้ามา รุ่งทิวาทราบดีแล้วว่าใครเป็นใคร หล่อนประนมมือไหว้ทุกคนอย่างอ่อนน้อม พ.อ. นิกร ได้แนะนำให้หล่อนรู้จักกับ คณะพรรคของเขา โดยทั่วหน้ากันและสั่งให้ เจ้าแห้ว ไปนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ พล กิมหงวน และ นายพลดิเรกต่างทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาเดียวกัน ทุกคนได้พูดคุยกับสาวใหญ่ผู้มีนามว่ารุ่งทิวา จนกระทั่งทำให้หล่อนเป็นกันเองกับ คณะพรรคสี่สหาย

เจ้าแห้ว หายออกไปทางห้องโถงสักครู่ ก็นำน้ำอัดลมมาเสิร์ฟให้เจ้านายของเขาและ รุ่งทิวา โดยทั่วหน้ากัน เหลือสองแก้วเป็นของเขาเอง เจ้าแห้ว เดินไปนั่งริมหน้าต่างวางถาดลงข้างๆ ตัวและยกน้ำอัดลมสีแดงแก้วหนึ่งขึ้นดื่มอั้กๆ ด้วยความกระหาย

นิกร เล่าเรื่องของ รุ่งทิวาให้ เพื่อนเกลอ และพ่อตาฟัง มีการบรรยายสรุปว่า รุ่งทิวาตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะมาจ้างเขาปราบผีร้ายหรืออสุรกายที่สิงอยู่ที่คฤหาสน์เก่าแก่หลังนั้น แล้วก็เล่าให้ฟังถึงอิทธิฤทธิ์ปีศาจ ที่หักคอเด็กนักเรียนอนุบาลตายไปถึง ๓ คน เจ้าของโรงเรียนอีกคนหนึ่ง

นายพลดิเรกไม่สู้จะเลื่อมใสเท่าใดนัก แต่ด้วยมารยาทก็แข็งใจฟังไปอย่างนั้นเอง ส่วนพลกับเสี่ยหงวน และ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตื่นเต้นสนใจมาก พ.อ. กิมหงวน ได้ซักรายละเอียดจากหล่อน

"แล้วต่อมาเป็นยังไงครับ มีใครเช่าและปีศาจร้ายได้ทำอันตรายใครหรือเปล่า"

นิกร พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"เป็นต้นว่าหักคอหรือสำแดงร่างให้เห็น เป็นเหตุให้ผู้พบตกใจดีฝ่อตายหรือจับไข้หัวโกร๋น"

ท่านเจ้าคุณ จุปาก

"วกมาหากูจนได้ นี่ไม่เกรงใจ แม่หนูรุ่งทิวาก็คงถูกเหยียบกรามแล้ว"

รุ่งทิวา อดหัวเราะไม่ได้ หล่อนมองดู พ.อ. กิมหงวน และกล่าวว่า

"ต่อมาบริษัททำเครื่องเคลือบและดินเผาได้เช่าเป็นโกดังสินค้าของเขาค่ะ มีสินค้าจำพวกผ้าๆ ที่ผลิตในประเทศไปเก็บไว้ที่นั่นด้วย แต่แล้วชั่วเวลาไม่ถึงเดือนเสมียนพัสดุคือคนเฝ้าโกดังสินค้าหรือคฤหาสน์หลังนั้นถูกผีหักคอตาย แล้วในเวลาห่างจากกันเพียงสามวันคนยามก็เป็นลมช็อคตาย มีเสียงลือกันว่า ใบหน้าของคนตายแสดงความหวาดกลัวอย่างที่สุดเขาตายเพราะถูกผีปีศาจหลอกหลอน บริษัทเครื่องเคลือบดินเผาได้อพยพไปอยู่ที่อื่น รายที่สามผู้เช่าเป็นเลขานุการสถานเอกอัครราชทูตแห่งหนึ่ง มาเช่าอยู่ได้ ๒ วัน ก็ถูกผีหักคอตายทั้งสามีและภรรยา"

นิกร เค้นหัวเราะ

"แล้วคุณจะมาจ้างผมให้ไปปราบผีที่คฤหาสน์หลังนั้น ไม่รับประทานหรอกครับ อย่าเพิ่งให้เมียผมเป็นม่ายและลูกผมเป็นกำพร้าเลย ให้ผมไปปราบหมียังดีกว่าปราบผี ผีมันหายตัวได้ จำแลงแปลงตัวได้ บางทีก็เป็นอสุรกายมีเขาโง้งหัวโตเท่าตุ่มน้ำ บางทีก็เป็นตาแก่หัวล้านเหมือนพ่อตาผม"

"ปู้โธ่" เจ้าคุณปัจจนึกฯ คราง "เดี๋ยวกูก็ถีบเปรี้ยงเข้าให้"

รุ่งทิวา ยกมือไหว้นิกร อีกครั้งหนึ่ง

"กรุณาดิฉันเถอะนะคะ ถ้าหากว่าปีศาจที่คฤหาสน์หลังนั้นยังอาละวาดอยู่เราจะขายให้ใครสักเพียงแสนสองแสนก็ไม่มีใครเขาซื้อ หรือจะให้เขาเช่าอยู่อาศัย เช่าเป็นบริษัทสำนักงาน เป็นโกดังสินค้าหรือเป็นโรงแรมก็ไม่มีใครกล้าเช่า คุณพ่อเคยจ้างหมอผีชั้นดีหลายคนจัดการขับไล่ผีปีศาจที่บ้านนั้น แต่แล้วหมอผีไม่ต่ำกว่า ๖ คน ก็ต้องตายด้วยอิทธิฤทธิ์ของปีศาจ บางคนก็ถูกบีบคอตายในบ้านนั้นค่ะ คุณน้าของดิฉันท่านบอกว่ามียอดหมอผีอยู่คนเดียวในเมืองไทยที่จะปราบผีรายนี้ได้คือ ผู้การนิกร คนนี้แหละ คุณพ่อใช้ให้ดิฉันมาพบค่ะ ดิฉันขอกราบสมนาบุญคุณ ๕๐,๐๐๐ บาท ดิฉันได้นำเช็คเงินสดมาพร้อมแล้วที่จะมอบให้ ผู้การ"

นิกร หมอผีสมัครเล่นค่อยๆ หันหน้ามามองดู เพื่อนเกลอทั้งสาม และเจ้าคุณปัจจนึกฯ พล.ต. พล กล่าวกับ นิกร ว่า

"ตกลงรับช่วยเธอเถอะวะ อ้ายกร"

ใบหน้าของนิกร เคร่งขรึม

"ตกลงรับปากน่ะไม่ยากหรอก" นิกร พูดเสียงหนักแน่น "แต่เล่นกับผีเรื่องมันถึงตายนะโว้ย แล้วตายฟรีเสียด้วย ตำรวจไม่รู้ว่าจะไปจับผีที่ไหนส่งฟ้องศาลในฐานบีบคอเราตายหรือแลบลิ้นยาวออกมาตั้งวาทำให้เราตกใจตาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นโดยใช้หลักจิตวิทยาอย่างสูง

"นิสัยของอ้ายกร ยากนักที่ใครจะเข้าใจได้ ใครไม่รู้ก็คิดว่ามันขี้ขลาดตาขาว แต่อย่างอาๆ รู้ดี หรือยังไงพล แกคิดว่า อ้ายกร ขี้ขลาดใช่ไหม"

พล ซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"ไม่หรอกครับคุณอา ผมทราบดีว่า อ้ายกร กล้าหาญกว่าพวกเราทุกๆ คน เป็นอัจฉริยบุคคลที่มีความรู้ความสามารถพิเศษเหนือพวกเรา เป็นผู้ที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้หลุดพ้นไปได้เสมอ เวทมนตร์คาถาก็มีเต็มตัว เคยเลี้ยงโหงพรายกุมารทองมาแล้ว"

นายพลดิเรก กล่าวขึ้นมาบ้าง

"ออไร๋ ออไร๋ กันเป็นนักวิทยาศาสตร์ กันยังยอมรับนับถือความสามารถของอ้ายกร อ้ายกรเพื่อนเราสามารถเสกใบมะขามเป็นตัวต่อ เสกหญ้าให้เป็นหุ่นพยนต์แบบขุนแผน"

เสี่ยหงวน พูดโพล่งขึ้นด้วยหน้าตาขึงขัง

"จริงว่ะ บางทีเสกใบมะม่วงเป็นแรดตัวใหญ่เท่าควายนอนยาวเฟื้อย บางทีก็เสกใบมะยมให้เป็นเสือดำขนาด ๖ ศอก เดินป้วนเปี้ยนอยู่หลังบ้านเรา"

เจ้าแห้ว กล่าวขึ้นบ้าง

"รับประทานพูดแล้วเหมือนโกหกครับ วันนั้นคุณนิกร เสกใบมะพร้าวเป็นตัวไดโนเสาร์ ทำให้คนในบ้านแตกตื่นวิ่งหัวซุกหัวซุนไปตามกัน"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ สาวใหญ่ผู้มีนามว่า รุ่งทิวา เปิดกระเป๋าเงินสีดำใบกะทัดรัดออก หยิบเอกสารชิ้นหนึ่งออกมาส่งให้ นิกร

"นี่ค่ะค่าป่วยการของ ผู้การ กับ พรรคพวก ๕๐,๐๐๐ บาท ดิฉันจ่ายเช็คเงินสดให้ก่อน กรุณาอย่าให้ดิฉันผิดหวังเลยนะคะ"

นิกร ยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง เขาอธิบายไม่ถูกว่า ทำไมเขาจึงตกลงรับทำงานให้ รุ่งทิวา นิกรสั่นศีรษะไม่ยอมรับเช็คเงินสดและกล่าวกับหล่อนว่า

"เอาเถอะครับผมจะช่วยคุณ ผมกับเพื่อนๆ จะไปปราบผีที่คฤหาสน์หลังนั้น เป็นการช่วยเหลือคุณด้วยไมตรีจิต ผมไม่ใช่หมอผีอาชีพครับ ทำงานให้ใครก็ทำฟรี"

สาวใหญ่มองดู นิกร อย่างชื่นชม

"โอ-ดิฉันไม่สามารถที่จะกล่าวคำขอบคุณใดๆ จึงจะสมกับที่ผู้การ กรุณาต่อดิฉันในครั้งนี้ ถึงแม้ว่า ผู้การ จะไม่ยอมรับเงินสินจ้าง ดิฉันก็จะต้องหาของที่ระลึกอันมีค่าให้ ผู้การ แน่นอน"

"ตกลงครับ" นิกรพูดยิ้มๆ "คืนนี้ผมจะส่งพ่อตาผมไปปราบเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง

"หา-แล้วมันเรื่องอะไรล่ะ เกี่ยวกับผีปีศาจแกจะต้องเป็นช้างเท้าหน้าและพวกเราเป็นช้างเท้า

หลัง"

เจ้าแห้ว พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"รับประทานผมเป็นหางช้างนะครับ ปราบผีดุๆ สนุกดีเหมือนกันครับ รับประทานยังไงก็ได้วิ่งกันป่าราบ"

ท่าทางของ รุ่งทิวา สบายใจขึ้นมากเมื่อ พ.อ. นิกรตกลงรับปราบผีร้ายนี้โดยไม่รับค่าป่วยการ คณะพรรคสี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ซักถามรายละเอียดจากหล่อนและขอร้องให้รุ่งทิวา พาไปดูคฤหาสน์ผีสิงเหล่านั้น

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง รถเก๋งสำหรับเศรษฐีรวมสองคันคือ วอลโว่และคาดิลแล็คเก๋งก็ได้พาสาวใหญ่เจ้าของนาม รุ่งทิวา และ คณะพรรคสี่สหาย กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว มาที่คฤหาสน์เก่าแก่หลังนั้น

รูปลักษณะของคฤหาสน์หลังนี้เป็นสถาปนิกสมัย ๗๐ ปี ที่แล้วมา ตัวคฤหาสน์ค่อนข้างใหญ่โตกว้างขวางและมีห้องหลายห้องทั้งชั้นบนชั้นล่าง มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเขียวครึ้มคือต้นจามจุรี ต้นมะขามและต้นไทร ทำให้บรรยากาศสงบเงียบวังเวงและน่ากลัว

บริเวณคฤหาสน์หลังนี้ค่อนข้างจะกว้างขวางแต่ปล่อยให้รกรุงรัง ฝนต้นฤดูทำให้หญ้าคา กล้วยตานีและต้นไม้ล้มลุกงดงามมาก ด้านซ้ายของตึกแบบโบราณมีหญ้าคาและต้นไม้ล้มลุกขึ้งสูงท่วมหัว คฤหาสน์ผีสิงหลังนี้ปิดประตูหน้าต่างทุกบานทั้งชั้นบนชั้นล่าง ตามหลังคาตึกและตามต้นไม้ใหญ่มีนกพิราบปรากฏอยู่หลายตัว โรงรถยนต์ทางขวาของตัวตึกชำรุดทรุดโทรมมองดูคล้ายๆ กระท่อมแม่มด

"ทำไมถึงปล่อยให้รกร้างอย่างนี้ล่ะครับ" นายพล ดิเรก กล่าวถามรุ่งทิวา อย่างกันเอง

สาวใหญ่ทำหน้าเบื่อหน่าย

"เคยจ้างคนมาถางหลายครั้งแล้วค่ะคุณหมอ จ้าง ๑๐ คน ค่าแรงคนละ ๓๕ บาทต่อวัน พวกขี้เกียจเหล่านั้นทำงานตั้งครึ่งเดือน กว่าจะถางหญ้าดายหญ้าเสร็จเรียบร้อย ทิ้งไว้สองสามเดือนก็ต้องจ้างเขาทำอีก ในที่สุดก็ต้องปล่อยตามบุญตามกรรม"

"ไม่มีคนเฝ้าหรือครับ" เสี่ยหงวน ถามยิ้มๆ

"เมื่อก่อนนี้มีค่ะ แต่คนของเราสองคนต้องตายด้วยอิทธิฤทธิ์ของปีศาจที่นี่ หรือถูกผีหักคอตาย"

หมอผี นิกร มองดูคฤหาสน์ผีสิงอย่างหวาดๆ และถามหล่อนว่า

"เพื่อนบ้านแถวนี้เขารู้ไหมครับว่าผีที่นี่ดุร้ายมาก"

"อ้อ-ทราบกันทั้งนั้นแหละค่ะ ตำรวจก็เคยมาพิสูจน์ข้อเท็จจริง นักข่าวหนังสือพิมพ์หลายคนก็เคยมาสังเกตการณ์ที่นี่ แต่แล้วทั้งตำรวจและนักข่าวหนังสือพิมพ์ก็ถูกผีหลอกอย่างจัง ถึงกับบางคนเป็นบ้าเป็นหลังต้องไปอยู่โรงพยาบาลโรคจิตจนทุกวันนี้ก็มีค่ะ ริมรั้วทางด้านซ้ายของคฤหาสน์มีซอยใหญ่รถยนต์เข้าออกได้ลึกประมาณ ๒ กิโลเมตร ในซอยมีบ้านเรือนน้อยมากค่ะ ผีที่คฤหาสน์นี้ชอบหลอกหลอนผู้คนที่อยู่ในซอยเสมอ เป็นอสูรกายตัวใหญ่ยืนขวางซอย บางทีก็เป็นผีหัวขาดหรือผีคอยืดคอยาว จนกระทั่งผู้คนที่อยู่ในซอยยอมเสียเวลาเดินลัดไปออกอีกซอยหนึ่ง ในตอนกลางคืน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"หนูพอจะรู้ไหมว่าเจ้าของเดิมที่สร้างคฤหาสน์หลังนี้เป็นใคร"

รุ่งทิวา นิ่งคิดสักครู่

"เป็นคนไทยค่ะ แล้วก็เคยเป็นข้าราชการมีตำแหน่งใหญ่โตมาแล้วในรัชสมัยพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดูเหมือนเป็นคุณพระหรือเจ้าคุณค่ะ หนูทราบเพียงเท่านี้"

ท่านเจ้าคุณ กวาดสายตาไปรอบๆ บริเวณบ้าน แล้วท่านก็กล่าวกับคณะพรรคสี่สหาย

"คฤหาสน์เก่าแก่แบบนี้มักจะมีผีสิงและดุร้ายมากเป็นที่เข้าใจกันว่า เจ้าของเดิมท่านหวงแหนบ้านของท่านนั่นเอง ท่านไม่ได้ขายแต่ลูกหลานของท่านเป็นผู้ขาย ในที่สุดอาจจะต้องรื้อถวายวัด"

รุ่งทิวา เปิดกระเป๋าเงินหยิบพวงกุญแจเก่าๆ พวงหนึ่งออกมาส่งให้นิกร

"นี่ค่ะอาจารย์คะ พวงกุญแจสำหรับคฤหาสน์หลังนี้ ดิฉันอยากให้อาจารย์จับผีที่นี่เอาใส่หม้อไปถ่วงน้ำให้หมด"

นิกร ยิ้มแห้งๆ

"นั่นน่ะซีครับผมก็คิดอย่างนี้ แต่ผมเกรงว่าผีที่นี่มันจะจับผมและเพื่อนๆ ใส่หม้อมากกว่า ผมร้องหม้อแตกเลยพับผ่า"

อาเสี่ย ว่า

"หม้อดินมันจะแข็งแรงอะไรวะ ถีบเบาๆ ก็ทะลุ"

นิกร หันมาทำตาเขียวกับ อาเสี่ย

"ก็ถ้ามันเอาถังเหล็ก เป็นต้นว่าถังน้ำมันขนาดใหญ่มาใส่พวกเราล่ะจะว่ายังไง สำหรับคุณพ่อเอาโอ่งใหญ่ๆ มาใส่ก็ได้ พอโผล่หัวออกมาผีมันเอาไม้ตีป๊อกเดียว คุณพ่อก็ลงไปนั่งอมยิ้มอยู่ที่ก้นโอ่ง"

ทันใดนั้นเอง ศาสตราจารย์ดิเรก ได้ร้องขึ้นดังๆ

"เฮ้ยๆๆ หน้าต่างชั้นบนไหงเปิดออกได้"

ทุกคนต่างมองตามสายตา นายพลดิเรก ภาพที่แลเห็นก็คือ หน้าต่างบานเกล็ดแบบเก่าบานหนึ่งซึ่งอยู่ชั้นบนของตัวตึกได้เปิดออกทีละน้อย หน้าต่างแบบนี้เป็นหน้าต่างสองซีกหรือสองบานติดกัน รุ่งทิวาสะดุ้งเฮือกเมื่อแลเห็นมือทั้งสองข้าง ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับมือลิงโผล่ออกมาสับขอหน้าต่าง แต่มือนั้นไม่ใช่มือลิงธรรมดา มันเป็นมือขนาดใหญ่คล้ายกับลิงกอริลล่า

"เห็นไหมคะ ผู้การนิกร" รุ่งทิวา พูดเสียงสั่นเครือผิดปรกติ ใบหน้าของหล่อนซีดเผือด "กลางวันแสกๆ อย่างนี้มันยังหลอกเรา"

นิกร ฝืนหัวเราะ

"เอาเถอะครับผมจัดการเอง ถ้าหลอกผมกลางวันแสกๆ ก็เอาไว้ไม่ได้" พูดจบเขาก็หันไปทาง เจ้าแห้ว ซึ่งยืนตัวสั่นอยู่ข้างหลังเจ้าคุณปัจจนึกฯ "แห้วโว้ย แสดงหน่อยเถอะวะ เอากุญแจนี่ไขตึกขึ้นไป พยายามค้นหาอ้ายมือลิงให้ได้ และจับมันมาให้กัน ถ้าต่อสู้ขัดขืนก็ลงมือลงตีนมันเสียบ้าง"

เจ้าแห้ว ทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม เขากลืนน้ำลายสามสี่ครั้งติดๆ กันแล้วพูดกับนิกร แทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"รับประทานให้ผมน่ะหรือครับขึ้นไปจับมัน ขืนขึ้นไปผมก็หงิกรับประทานเท่านั้น" แล้ว เจ้าแห้วก็สะดุ้งโหยงส่งเสียงเอะอะเอ็ดตะโร "รับประทานดูซิครับมันเปิดหน้าต่างอีกบานหนึ่งแล้ว มือของมันสีดำเหมือนมือลิงและมีขนรุงรังมองเห็นถนัด อุ๊ย ผีหลอกกลางวันแสกๆ เพิ่งเคยเห็น รับประทานคืนนี้ผมไม่มานะครับ ผีดุขนาดนี้ให้ผมหมื่นบาท ผมก็ไม่รับประทาน"

ทุกคนไม่อาจจะเข้าใจได้ว่า หน้าต่างชั้นบนที่เปิดออกมาและมีมือลิงยื่นออกมาทางซ้ายสับขอบานหน้าต่างจะเป็นผีปีศาจหรือมนุษย์ปลอมแปลงเป็นปีศาจ ศาสตราจารย์ดิเรก มีความสนใจไม่น้อย เขาล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบปืนพกรีวอลเวอร์ออกมา แล้วก็กล่าวกับนิกรด้วยเสียงหนักแน่น

"ผีไม่มี ถ้าปีศาจมีจริงนักวิทยาศาสตร์ก็คงจะจับผีหรือติดต่อกับผีได้นานแล้ว ส่งกุญแจมาให้กัน อ้ายกร กันจะเปิดตึกขึ้นไปดูให้รู้เท็จจริง ว่าผู้ที่เปิดหน้าต่างทั้งสองบานนั้นเป็นผีหรือเป็นคนและให้มันรู้ไปว่า ผีมันทนกระสุนปืนของกันได้"

"กันขึ้นไปด้วย" พล.ต. พล พูดโพล่งขึ้น

"กันด้วยโว้ย" อาเสี่ย พูดยิ้มๆ

"อาด้วยคน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นบ้างและหันมาทางนิกร กับเจ้าแห้ว แล้วกล่าวว่า "แกสองคนว่ายังไง"

นิกร ฝืนยิ้ม

"ผมกับ อ้ายแห้ว อยู่สังเกตการณ์และเป็นเพื่อนคุณรุ่งทิวา ที่นี่ดีกว่าครับ"

"อือ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ คราง "หมอผีชั้นดีอย่างแกไม่น่าจะตาแหกอย่างนี้เลย"

"จริงครับคุณพ่อ ผมยอมรับว่าผีที่หลอกคนกลางวันเป็นผีที่ดุร้ายน่ากลัวมาก แต่ผีที่หลอกคนกลางคืนไม่น่ากลัวอะไร"

"ถุย" เสี่ยหงวน ร้องขึ้นดังๆ "หมอผีอย่างแกเข้าใจยากเหลือเกิน บางทีแกก็กล้าอย่างบ้าบิ่น บางทีแกก็ตาแหกพอๆ กับ อ้ายแห้ว ฉันเองยอมรับว่าฉันกลัวผีเหมือนกัน แต่ถ้ามีปืนติดตัวอย่างนี้ ต่อให้พ่อผีหรือปู่ผีฉันก็ไม่กลัว"

นิกร ส่งพวงกุญแจตึกให้พ่อตาของเขาแทนที่จะส่งให้ นายพลดิเรก พลกล่าวกับสาวใหญ่ว่า

"พวกเราจะเริ่มต้นปราบผีที่คฤหาสน์หลังนี้เดี๋ยวนี้ คุณอยู่กับอ้ายกร และ อ้ายแห้ว นะครับ ผมคิดว่าถึงแม้ว่าปีศาจที่คฤหาสน์หลังนี้จะดุร้ายแค่ไหน มันก็คงไม่ลงมาจากตึกในเวลากลางวันแสกๆ อย่างนี้หรอกครับ"

"ค่ะ ดิฉันจะอยู่กับ ผู้การนิกร และ คุณแห้ว"

เจ้าแห้ว ยิ้มให้หล่อน

"รับประทานเรียกผมว่า แห้ว เฉยๆ หรือ อ้ายแห้ว เถอะครับ เรียกคุณแห้ว ฟังแล้วจั๊กจี้หัวใจอย่างไรชอบกล แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานผมยอมรับว่าผีที่นี่ยอดผีเลยครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพา สามสหาย ตรงไปยังตึกร้างหรือคฤหาสน์ผีสิงหลังนั้น ทุกคนมีปืนพกอยู่ในมือคนละกระบอก ต่างพากันเดินขึ้นบันไดตึกซึ่งเป็นบันไดหินอ่อนผ่านระเบียงหน้าตึก แล้วหยุดยืนรวมกลุ่มหน้าประตู ท่านเจ้าคุณใช้ลูกกุญแจดอกใหญ่ที่สุดลองไขดู กลอนประตูก็เปิดออก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบบ่า นายพลดิเรก ค่อนข้างแรง

"เอาซี ดิเรก แกเป็นนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าผีไม่มี แกเปิดประตูเข้าไปสังเกตการณ์ก่อนซี"

"ออไร๋ ออไร๋ ทุกคนรอผมอยู่ที่นี่ ถ้าพบผีผมจะยิงมันและถ้าได้ยินเสียงปืนก็ให้รีบเข้าไปหาผม ผมเชื่อว่ามันเป็นคนไม่ใช่ผี มันจะต้องเป็นคนร้ายหรืออาชญากรที่ต้องการคฤหาสน์หลังนี้เป็นที่ประกอบการทุจริตของมัน เป็นต้นว่าผลิตเฮโรอีน ฝิ่นเถื่อนหรืออาจจะทำแบ็งค์ปลอมก็ได้ เพราะธนบัตรใบละร้อยบาทรุ่นใหม่ยังไม่สู้จะแพร่หลายนัก"

นายพลดิเรก เอื้อมมือจับลูกบิด หมุนเปิดบานประตูซีกขวาออกเสียงดังแอ๊ด ทำให้ เสี่ยหงวนสะดุ้งเล็กน้อยและกล่าวว่า

"บ้านผีสิงนี่เหมือนกันทุกราย ประตูหน้าต่างจะต้องดังอ๊อดแอ๊ดเช่นนี้เสมอ"

ศาสตราจารย์ดิเรก บุกเข้าไปในห้องโถงใหญ่ตามลำพังและแล้วเขาก็เปิดไฟฟ้าขึ้นหลายดวง ไม่ปรากฏว่ามีผีปีศาจอยู่ในห้องนั้น นายพลดิเรก กวาดสายตามองไปรอบๆ เขานึกสนุกขึ้นมาก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"เฮ้-ผีโว้ย คัมมอน แน่จริงออกมาปรากฏตัวให้กันเห็นหน่อยเถอะเพื่อน"

ศาสตราจารย์ดิเรก ทำคอย่นเมื่อได้ยินเสียงร้องตอบ

"เดี๋ยวครับคุณหมอ"

นักวิทยาศาสตร์ก็เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ถึงแม้จะรู้ดีว่าผีไม่มีตัวตนเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ แต่เมื่อโดนเข้าแบบนี้ก็ต้องรักตัวกลัวผีเป็นธรรมดาอยู่เอง อย่างไรก็ตามเมื่อนายพลดิเรก คิดว่าเขาเป็นจอมนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่และเป็นพลโทเขาก็ควรจะทำใจให้เข้มแข็ง ศาสตราจารย์ดิเรกควงปืนพกในมืออย่างคล่องแคล่วและร้องโต้ตอบกับผี

"แกอยู่ไหนออกมาได้แล้วเพื่อน"

มีเสียงปีศาจร้องขึ้นอีก

"ประเดี๋ยวซีครับคุณหมอ ผมกำลังแก้ผ้าตัวล่อนจ้อน ให้ผมนุ่งผ้าเสียก่อน"

นายพลดิเรก มองเข้าไปในห้องๆ หนึ่ง ซึ่งมีเสียงดังออกมา

"ไม่สำคัญโว้ย แกเป็นผี แกจะแก้ผ้าหรือนุ่งผ้าก็ไม่มีใครเขาว่าอะไร ตำรวจเขาก็ไม่จับแกคัมมอน..ออกมาให้กันดูหน้าหน่อยซิ"

อสูรกายตนหนึ่งรูปร่างใหญ่โตมโหฬาร ลักษณะคล้ายกับลิงกอริลล่าพาตัวเดินงุ่มง่ามออกมาจากห้องนั้น ส่วนสูงของมันประมาณ ๗ ฟิต แต่ใบหน้าของมันแทนที่จะเป็นหน้าลิงกลับเป็นใบหน้าของปีศาจที่ดุร้าย ผมหยิกเป็นก้นหอยนัยน์ตาโปนถลนกลอกไปมา ริมฝีปากแบะมีเขี้ยวโง้ง เนื้อตัวของมันมีกลิ่นเหม็นสาปเหม็นสางเหมือนกับซากศพแห้งๆ

อสูรกายยิ้มแสยะค่อยๆ เดินรี่เข้ามาหา ศาสตราจารย์ดิเรก นายพลดิเรก ยกปืนพกขึ้นจ้องมันและออกคำสั่ง

"หยุด-ยกมือขึ้น ฉันรู้ดีว่าแกเป็นคนไม่ใช่ผี แกเอาหนังลิงและหน้ากากผีสวมใส่เพื่อหลอกผู้คนเขาว่าแกเป็นผี ชูมือขึ้นได้ยินไหม ถ้าแกขัดคำสั่งฉันแกก็มีหวังได้เป็นผีจริงๆ "

ปีศาจร้ายหัวเราะในลำคอ มันยกมือทั้งสองข้างดึงศีรษะของมันออกจากคอ แล้วโยนศีรษะขึ้นไปบนบันไดนั้นทำให้กลิ้งขลุกๆ ลงมาข้างล่าง นายพลดิเรกใจหายวาบถอยหลังกรูด

"เฮ้ยๆๆ เอาจริงหรือนี่"

อสูรกายยื่นมือทั้งสองข้างเข้ามาหา นายพลดิเรกทำท่าเหมือนกับจะตะครุบคอเขาคราวนี้ ศาสตราจารย์ดิเรกรัวกระสุนเข้าใส่สามสี่นัดติดๆ กัน กระสุนปืนพกรีวอลเวอร์ ๙ ม.ม. ทะลุหน้าอกปีศาจทุกนัดแลเห็นถนัด แต่ไม่ปรากฏว่ามีเลือดไหลออกมาตามรูกระสุนทั้ง ๕ นัด

ความรู้สึกบอกตัวเองว่า เขากำลังเผชิญกับปีศาจร้ายและนี่เองทำให้เขาตกใจแทบช็อค นายพลดิเรกยกปืนยิงไปอีก ๒ นัด แล้วยืนหลับตาปี๋ตัวสั่นงันงก

พล พา เสี่ยหงวน กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ บุกเข้ามาอย่างรีบร้อนแต่ปีศาจร้ายหายไปแล้ว ภายในห้องคงมีแต่ ศาสตราจารย์ดิเรก คนเดียว พล.ต. พล ปราดเข้าจับแขน นายพลดิเรก ทั้งสองข้างเขย่า

"อ้ายหมอ แกยิงผีหรือยังไง"

จอมนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ ถอนหายใจออกมาดังๆ

"ออไร๋ กันเผชิญกับปีศาจกอริลล่าในห้องนี้ รูปร่างมันเหมือนลิงแต่หน้าตามันเป็นผีหรืออสูรกาย กันยิงมันจนหมดกระสุน มันก็ไม่เป็นอะไร ทั้งๆ ที่กระสุนของกันทะลุอกมันทุกนัด"

เสี่ยหงวน กล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นๆ

"จะอะไรเสียอีกล่ะ มันเป็นผีนั่นเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองขึ้นไปตามขั้นบันไดและกล่าวว่า

"แกตาฝาดกระมัง ดิเรก หรือม่ายแกก็เห็นภาพที่เกิดจากประสาทหลอน"

คราวนี้ ศาสตราจารย์ดิเรก ตะโกนลั่นด้วยความโมโห

"ผีจริงๆ ครับ ไม่ใช่ตาฝาดหรือประสาทหลอน ที่ผมแน่ใจว่ามันเป็นผีก็เพราะปืนของผมยิงมันทะลุอกแต่มันไม่เป็นอะไรและรอยกระสุนปืนก็ไม่มีเลือด"

พ.อ. กิมหงวนดึงแว่นตาขอบกระออกมาเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อฮาวาย และกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาว่า

"ให้มันรู้ไปทีเถอะวะว่าผีมันเก่งกว่าคน ถ้าผีมันเก่งจริงๆ มันก็ต้องปกครองพวกเรา ทุกประเทศจะต้องมีรัฐบาลผี นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีก็ต้องเป็นผี เที่ยวแหกหูแหกตาประชาชนเพื่อให้เกรงกลัว" พูดจบเขาก็กล่าวถาม นายพลดิเรก "ผีที่แกเห็นมันออกมาจากห้องไหนหรือมันลงบันไดมาจากชั้นบน"

ศาสตราจารย์ดิเรก ยิ้มเจื่อนๆ

"นั่น มันออกมาจากห้องนั้น"

"ดีแล้ว" อาเสี่ย พูดเสียงกร้าว "กันจะเข้าไปค้นหามันเอามาให้พวกเราดู"

เมื่อ เสี่ยหงวน ถอดแว่นตาขอบกระออก ความกล้าอย่างบ้าบิ่นมุทะลุก็เกิดขึ้นแก่เขา อาเสี่ยถือปืนพกคู่มือเดินเข้าไปห้องๆ นั้น ซึ่งดูเหมือนว่าเคยเป็นห้องรับประทานอาหารมาแต่ก่อน

พล กับ ศาสตราจารย์ดิเรก และ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างยืนรวมกลุ่มกันอยู่ในห้องโถง เสียงปืนพกที่ดังขึ้น ๒ นัดทำให้ทุกคนสะดุ้งเฮือกไปตามกัน อาเสี่ยกิมหงวนวิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากห้องนั้นและร้องเอะอะเอ็ดตะโรแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"ช่วยด้วย ช่วยด้วยโว้ย ผีหลอก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือก

"ทำไมแกไม่ยิงมัน"

อาเสี่ย กลืนน้ำลายเอื้อก

"ตกใจยิงไม่ทันครับ ในห้องนั้นมีตู้ยืนใบหนึ่งซึ่งเป็นตู้ทึบ ผมลองดึงฝาตู้ออก พอฝาตู้เปิดผมก็แลเห็นปีศาจร้ายมันเป็นอสูรกายที่มีศีรษะสองศีรษะ ยืนตระหง่านอยู่ในตู้ใบนั้นและแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกผมทำให้ผมตกใจแทบช็อค"

พล.ต. พล มองดูหน้า กิมหงวน อย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

"แกสาบานได้ว่าแกเห็นผีในห้องนั้นจริงๆ "

"ให้รากเลือดลงแดงตายซีเอ้า ไม่เชื่อแกเข้าไปดู แต่ดีฝ่อตายไม่รับรองนะโว้ย"

พล ทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย เขารู้สึกปอดลอยบ้างเหมือนกัน แต่เขาจำเป็นต้องทำจิตใจให้เข้มแข็งพาตัวเดินเข้าไปในห้องนั้น นายพลดิเรกพากิมหงวน กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ติดตามเข้าไปด้วย เมื่อแลเห็นตู้ยืนเก่าแก่ใบนั้น พล ก็ตรงเข้าไปเปิดบานประตูตู้ออก คราวนี้สามสหาย กับ ท่านเจ้าคุณ ก็แลเห็นศีรษะของอสูรกายอยู่บนพื้นตู้ ใบหน้าของมันอัปลักษณ์น่าเกลียดน่ากลัว ที่คอมีเลือดไหลนองส่งกลิ่นคาวคลุ้ง

พล.ต. พล รีบปิดประตูตู้ทันที แล้วถาม กิมหงวน ด้วยเสียงสั่นๆ

"แกบอกว่าเมื่อกี้แกเห็นอสูรกายสองศีรษะ "

"ใช่ ไหงเปลี่ยนเป็นผีหัวขาดไปได้ ล่าถอยออกไปปรึกษากันที่หน้าตึกดีกว่า เราควรจะเรียก อ้ายกร กับ อ้ายแห้วมาร่วมงานกับเราด้วย รู้สึกว่าผีบ้านนี้มันดุจริงๆ อย่างน้อยก็ดุขนาดหมาอัลเซเขี่ยน"

นายพลดิเรก กลืนน้ำลายเอื้อก

"โน หมากับผีมันดุกันคนละอย่าง จะเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ ไอยอมรับว่าไอตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจที่สุดเท่าที่ไอได้เผชิญกับปีศาจในบ้านนี้เวลากลางวันแสกๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"เดี๋ยวๆ ไปตาม อ้ายกร กับ อ้ายแห้ว มาก่อน สำหรับคุณรุ่งทิวาให้แกกลับบ้านแกได้แล้ว เพราะการปราบผีที่นี่เป็นเรื่องของเรา บางทีดิเรกอาจจะจับได้โดยใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไร ท่านเจ้าคุณ ได้พาตัวเดินไปจากห้องโถงใหญ่ พอออกมาพ้นห้อง ขวัญและกำลังใจของท่านก็ดีขึ้น ท่านแลเห็นสาวใหญ่รุ่งทิวา ยืนอยู่ข้างรถวอลโว่ของหล่อนและกำลังสนทนากับ นิกร ส่วน เจ้าแห้ว นั่งอยู่บนม้าหินอ่อนตัวหนึ่ง

"กรโว้ย"

นิกร หันไปทางตึกใหญ่หรือคฤหาสน์ผีสิง

"ว่าไงครับคุณพระ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หยุดยิ้มทันที

"ทะลึ่งอีกแล้ว แกกับ อ้ายแห้ว ขึ้นมาบนตึกเถอะ แล้วก็หนูรุ่งทิวา จะกลับบ้านก็กลับได้แล้ว พวกเราจะปราบผีที่นี่เอง"

นิกร สั่นศีรษะปฏิเสธ

"อย่าเลยครับ เรื่องผีกับผมไม่ใคร่จะถูกโรคมานานแล้ว"

ท่านเจ้าคุณ จุ๊ปาก

"เราต้องร่วมงานกันซีโว้ย" แล้วเจ้าคุณ ก็แกล้งหลอกนิกร กับเจ้าแห้ว "ไม่ใช่ผีสางแม่นางโกงอะไรหรอก มีคนร้ายปลอมเป็นผีอาศัยอยู่ที่ตึกหลังนี้"

คราวนี้ นิกร ยิ้มออกมาได้

"อ้าว ถ้ายังงั้นก็หวานน่ะซีครับ เรื่องคนผมไม่กลัว ผมกลัวแต่ผีเท่านั้น" แล้วเขาก็หันมาพูดกับสาวสวย "คุณกลับไปบ้านเถอะครับอย่าอยู่สังเกตการณ์เลย ถ้าเกิดยิงกันขึ้นอย่างดุเดือดคุณอาจจะถูกลูกหลงก็ได้"

"ค่ะ ค่ะ ดิฉันจะกลับเดี๋ยวนี้" หล่อนเปลี่ยนสายตาไปที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องตะโกนพูดพลางยกมือไหว้ "หนูลาล่ะค่ะคุณตาขา ขอให้ทุกคนโชคดีและปลอดภัยนะคะ"

รุ่งทิวา เปิดประตูบานขวาตอนหน้ารถ ก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ สตาร์ทเครื่องยนต์บังคับรถวอลโว่คันใหม่เอี่ยมถอยหลังกลับบนถนนหน้าตึก แล้วแล่นออกไปจากคฤหาสน์ผีสิง

นิกร เดินเข้าไปหา เจ้าแห้ว ในเวลาเดียวกับ เจ้าแห้ว ลุกขึ้นจากม้าหินอ่อนตัวนั้น

"ไปโว้ย อ้ายแห้ว เมื่อปรากฏว่ามีคนร้ายปลอมแปลงเป็นผี อาศัยอยู่ที่ตึกหลังนี้เราก็จะต้องร่วมมือร่วมตีนกันปราบมันให้ได้ กันเคยปราบผีปลอมมาแล้ว"

เจ้าแห้ว ยิ้มแห้งๆ

"รับประทานแล้วผีจริงล่ะครับ"

นิกร ตวาดแว๊ด

"ผีจริงปราบมันซี มันจะได้หักคอตายห่า"

แล้ว นิกร ก็เดินนำหน้าพา เจ้าแห้ว ตรงไปที่ตึกหลังนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยังคงยืนเด่นอยู่ที่ระเบียงหน้าตึก

"ช่วยกันซีโว้ย" ท่านเจ้าคุณ เอ็ดตะโร "เรามาด้วยกันก็ต้องร่วมเป็นร่วมตายด้วยกัน มันไม่ใช่ผีสางอะไรหรอกแต่มันเป็นพวกทุจริตอาศัยตึกหลังนี้เป็นที่อยู่แล้วกระทำเป็นผีเที่ยวหลอกใครต่อใคร"

นิกรกับเจ้าแห้ว มีท่าทางคึกคักเข้มแข็งทันที

"ถ้ายังงั้นผมแสดงเอง" นิกร พูดยิ้มๆ "ถ้ามันเป็นผีปลอมต่อให้ ๑๐ คน มายิงกับผม แต่ถ้าเป็นผีจริงผมไม่สู้ เพราะสู้กับผีไม่มีวันเอาชนะมันได้ ถ้าไม่ช็อคตายก็จับไข้หัวโกร๋น"

ท่านเจ้าคุณ ทำคอย่น

"เดี๋ยวก็เตะโครมเข้าให้เท่านั้น" พูดจบท่านก็เดินนำหน้านิกร กับเจ้าแห้ว เข้าไปในห้องโถงและเลยเข้าไปในห้องซ้ายมือ ซึ่งขณะนี้ พลกับกิมหงวน และ ศาสตราจารย์ดิเรก ยืนอยู่หน้าตู้ยืนใบใหญ่ วิพากษ์วิจารณ์กันเบาๆ

"ว่ายังไงเพื่อน" นิกร ถามยิ้มๆ

พล.ต. พล ฝืนหัวเราะ

"ผีมันหลอกเรากลางวันแสกๆ น่ะซี แกกับ อ้ายแห้วมาก็ดีแล้วจะได้ร่วมงานกันปราบผี"

พ.อ. นิกร มีสีหน้าซีดเผือดทันที เขาค่อยๆ หันหน้ามาทางพ่อตาของเขา

"ไหนคุณพ่อบอกผมว่าผีปลอมมันไม่ใช่ผีจริง"

ท่านเจ้าคุณ หัวเราะเสียงปร่า

"ถ้าฉันไม่บอกอย่างนั้น แกกับอ้ายแห้ว ก็คงไม่ยอมขึ้นมาบนตึก เราอยู่ด้วยกันตั้งหลายคนและทุกคนก็มีปืนพกเป็นอาวุธ กลัวอะไรมันวะ"

นิกร ทำท่าหวาดหวั่นจนสังเกตเห็น

"ผีน่ะยิงมันไม่เข้านะครับ"

นายพลดิเรก พูดโพล่งขึ้น

"เข้าน่ะเข้าแต่มันไม่เจ็บปวดและรอยกระสุนก็ไม่มีเลือดกันได้เผชิญกับมันแล้ว อย่างไรก็ตามกันจะต้องปราบผีที่คฤหาสน์หลังนี้ให้ได้ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่านักวิทยาศาสตร์เก่งกว่าผีปีศาจ ประเดี๋ยวกันจะกลับไปเอาเครื่องมือที่บ้านใช้ไฟฟ้าจับมัน"

เสี่ยหงวน เห็นพ้องด้วย

"ดีโว้ย มีอยู่กี่ตัวแกต้องจับให้ได้ให้หมด ทั้งตัวผู้ตัวเมียตัวเล็กตัวใหญ่หรือลูกอ่อนของมัน ให้อ้ายแห้วไปขายตลาดนัดอาทิตย์นี้คงได้เงินไม่น้อย ตอนนี้ราคาในท้องตลาดก็ตกกิโลละ ๒๐ บาท"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อ้าปากหวอ

"ผีน่ะหรือ "

อาเสี่ย พูดหน้าตาย

"กบครับ บริเวณบ้านนี้มีน้ำขังหลายแห่ง ถ้าคืนนี้ฝนตก พวกเราคงตีกบได้หลายสิบตัว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้อนปะหลับปะเหลือก

"แกอยากทำบาปก็เชิญเถอะ อาไม่ร่วมสร้างบาปกับแกหรอก"

พล.ต. พล ได้ยินเสียงกุกกักดังขึ้นข้างบนและมีเสียงวัตถุกลมๆ กลิ้ง หลังจากนั้นก็มีเสียงโต๊ะหรือเก้าอี้ล้มดังโครม คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้ว ต่างหันมามองดูหน้ากัน พ.อ. นิกรวางท่าทางให้องอาจผึ่งผายและพูดเสียงหนักแน่นว่า

"อั๊วไปคอยข้างนอกนะ"

พล หัวเราะก้าก

"อยู่กันตั้งห้าคนแกยังกลัวผีอีกรึ อ้ายกรช่วยกันพิสูจน์ความจริงและจับผีที่บ้านนี้ดีกว่า"

"จับผี-เอาก็เอา" แล้วเขาก็หันมาทาง เจ้าแห้ว "แกนำหน้าอ้ายแห้ว พาพวกเราขึ้นไปชั้นบน เพื่อพิสูจน์ดูให้รู้ว่าเสียงตึงตังนั้นเกิดจากอะไร"

เจ้าแห้ว หัวเราะ

"รับประทาน คุณนิกรคิดว่าผมน่ะกล้ากับผีเสียเหลือเกินอย่างนั้นหรือครับ"

"แล้วแกถือปืนไว้ทำไม"

เจ้าแห้ว ยิ้มเจื่อนๆ

"รับประทานเอาไว้ยิงตัวเองเมื่อถูกผีหลอกครับ"

พล.ต. พล ยกเท้าขวาเตะก้น เจ้าแห้ว ดังพลั่กและกล่าวว่า

"ให้มันรู้ไปว่าแกกลัวผีมากกว่าฉัน กูชักจะหมั่นไส้มึงแล้วอ้ายแห้ว นำหน้าพาพวกเราออกจากห้องนี้และขึ้นบันไดไปชั้นบน ถ้าร่ำไรโดนเตะอีก"

เจ้าแห้ว ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ ยกปืนพก ๑๑ ม.ม. ซึ่งเป็นปืนของหลวงขึ้นมองดู แล้ว เจ้าแห้ว ก็เดินนำหน้าพา คณะพรรคสี่สหายกับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกไปจากห้องนั้น

ชั้นบนของตัวตึกเงียบกริบ มีทางเดินติดต่อกันระหว่างห้องต่างๆ ห้องบางห้องเปิดทิ้งไว้ บางห้องก็ปิดประตูหน้าต่างใส่กุญแจ พล กับเสี่ยหงวนช่วยกันเปิดหน้าต่างรับแสงสว่างเพื่อจะได้สังเกตสภาพความเป็นไปของตึกหลังนี้ แสงแดดอ่อนตอน ๑๖.๐๐ น. ส่องเข้า นายพลดิเรก กล่าวกับพลว่า

"ไขห้องดูให้หมด อ้ายพล ถ้าเราพบใครอยู่ในห้อง เราต้องจับตัวให้ได้"

เจ้าแห้ว พูดเสริมขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

"รับประทานถ้ามันเป็นผีล่ะครับ"

"ผีก็จับ" นายพลดิเรก พูดเสียงหนักแน่น "ผีที่ปรากฏตัวให้เราเห็นในตอนกลางวันเช่นนี้ไม่ดุอะไรหรอก"

ก่อนที่ พล จะไขกุญแจเปิดห้องนั้นออก ทุกคนก็สะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงเด็กเล็กๆ ซึ่งเป็นเด็กผู้หญิงอายุประมาณสามหรือสี่ขวบ เสียงที่ร้องนี้แสดงความต้องการแม่ของแก

"แม่ แม่อยู่ไหน"

สี่สหาย และ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้ว ต่างหันมาดูหน้ากัน มีเสียงปีศาจมารดาของเด็กร้องตอบบนเพดานตึก

"เดี๋ยวลูก ให้แม่กินหนูสักสองสามตัว"

เด็กน้อยกระทืบเท้าเร่าๆ และร้องไห้จ้า พล.ต. พล ส่งพวงกุญแจให้นิกร แล้วกล่าวว่า

"ไขกุญแจเปิดห้องเข้าไป อ้ายกร"

นิกร ตัวเนื้อสั่นเหมือนเจ้าเข้า

"แกไขดีกว่า" นิกร พูดเสียงสั่นเครือ "เด็กผีกับเด็กธรรมดาไม่เหมือนกันนะโว้ย แล้วก็ขณะนี้นางแม่มันอยู่บนเพดานกำลังไล่จับหนูกิน บางทีมันอาจจะเป็นผีงูเขียวก็ได้"

เสียงเด็กผู้หญิงคนนั้นร้องขึ้นอีก

"แม่ แม่มาหาหนูเร็วๆ หนูอยากกินตับคน"

เสี่ยหงวน สะดุ้งโหยงและเอ็ดตะโรลั่น

"แดกอย่างอื่นซีโว้ย อาหารถมไปไม่กิน เสือกจะกินตับคน"

พล.ต. พล สั่งให้ทุกคนเตรียมพร้อม ที่จะเผชิญกับปีศาจในห้องนั้น แล้วเขาก็ไขกุญแจเปิดห้องออก ภายในห้องมีแสงสว่างสลัวลาง จากแสงแดดที่ส่องผ่านกระจกฝ้าเหนือบานหน้าต่างด้านตะวันตกเข้ามา ทุกคนบุกเข้ามาในห้อง ปืนพกที่ถืออยู่ในมือ เตรียมพร้อมที่จะปล่อยกระสุนออกจากลำกล้องของมัน

แต่ภายในห้องนั้นไม่มีมนุษย์หรือปีศาจและไม่มีหลักฐานใดๆ ที่แสดงว่ามีเด็กอาศัยอยู่ในห้องนี้ นิกร มองดูหน้า นายพลดิเรกแล้วถามเสียงสั่นๆ

"ว่าไงหมอ แกเป็นนักวิทยาศาสตร์ แกช่วยพิสูจน์หน่อยเถอะว่าเสียงสองแม่ลูกที่เราได้ยินเมื่อกี้นี้นั้น เป็นเสียงผีหรือเสียงคน"

ศาสตราจารย์ดิเรก รู้สึกละอายใจไม่น้อย ที่เขาหวาดกลัวผีปีศาจที่นี่ เขามองไปรอบๆ ห้องด้วยความสนใจ ห้องนี้มีตู้โต๊ะและเก้าอี้แบบโบราณหลายชิ้น นายพลดิเรก ยกมือตบหลังเจ้าแห้ว เบาๆ และกล่าวว่า

"แกเดินไปที่ตู้นั้น ช่วยเปิดบานตู้ออกหน่อยซิ"

เจ้าแห้ว ฝืนหัวเราะ

"รับประทานจะดีหรือครับ"

นายพลดิเรก ทำตาเขียว

"นี่เป็นคำสั่ง ฉันสั่งแกในฐานะที่ฉันเป็นหัวหน้าผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย"

เจ้าแห้ว ไม่กล้าขัดขืน เขาเดินตรงไปที่ตู้แบบโบราณใบนั้น ซึ่งตอนบนเป็นโต๊ะเครื่องแป้ง เจ้าแห้ว พยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง ค่อยๆ ดึงบานตู้ออกทีละน้อยแล้วเจ้าแห้ว ก็ร้องขึ้น เมื่อแลเห็นปีศาจเด็กหญิงอายุในวัยสามขวบเศษยืนลิ้นจุกปากอยู่ในตู้ใบนั้น แม่หนูน้อยแต่งกายแบบไทยเดิมหรือเด็กไทยสมัยก่อนนุ่งซิ่นไหมสีดำยกทองพอเหมาะกับตัว คาดเข็มขัดทองเส้นเล็กๆ สวมเสื้อแพรคล้ายกับลูกไม้แพรสีชมพู เสื้อแพรตัวนี้บางมากจนเห็นเสื้อชั้นใน แขนยาวจรดข้อมือ แบบเสื้อในสมัยต้นรัชกาลที่ ๖ ที่คอแม่หนูน้อยสวมสร้อยทองและเสมาทองคำ ใบหน้าทาแป้งและขมิ้นตามแบบฉบับของไทยเดิม ผมเกล้าจุกเรียบร้อยมีปิ่นทองเสียบกลางจุก

อย่างไรก็ตามใบหน้าของแม่หนูน้อยบอกให้รู้ว่าเป็นผีปีศาจไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ศาสตราจารย์ดิเรก ยกปืนพกขึ้นจ้องและร้องขึ้นดังๆ

"ออกมา-อีหนู ถ้าเป็นคนก็ออกมาจากตู้เดี๋ยวนี้"

ปีศาจหนูน้อยทำตาปริบๆ และลืมโพลง เจ้าแห้วถอยหลังกรูด นิกรยืนตัวสั่นอยู่ข้างหลังพ่อตาของเขา นายพลดิเรกเหนี่ยวไกปล่อยกระสุนไปหนึ่งนัด

"ปัง"

พอเสียงปืนดังขึ้นปีศาจหนูน้อยก็หายวับไปกับตา ทำความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจให้แก่คณะพรรคสี่สหาย อย่างยิ่ง นิกรกับเจ้าแห้ววิ่งจู๊ดออกไปนอกห้อง สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พลอยเสียขวัญวิ่งตามออกไป ทุกคนออกมายืนรวมกลุ่มอยู่ที่ทางเดินนอกห้อง

"ไม่ใช่เรื่องเล็กเสียแล้วโว้ยพวกเรา" พลกล่าวกับคณะพรรคของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกเข้าใจว่ายังไงหมอ"

ศาสตราจารย์ดิเรก เค้นหัวเราะ

"เข้าใจว่าผีมันหลอกเราน่ะซีและผีจริงๆ ไม่ใช่ผีเล่นๆ ผีที่หลอกกลางวันเช่นนี้ดุร้ายที่สุด"

เสี่ยหงวน พูดเสริมขึ้น

"แกพอที่จะใช้วิทยาศาสตร์ของแกจับผีที่บ้านนี้ได้ไหม"

"ออไร๋ พอจะจับได้โดยใช้เครื่องมืออีเลคโทรนิคบางอย่างมาแก้ไขเข้า แต่จะต้องให้ลูกชายของกันมาร่วมงานด้วยและจะให้ดีแล้วก็ต้องให้ลูกๆ ของเรามาร่วมปราบผีรายนี้ด้วย"

นิกร พูดเสริมขึ้น

"มันจะเละน่ะซี ธรรมดาพวกเราสี่คนมันก็เละอยู่แล้ว ถ้าให้ลูกมาร่วมงานด้วยคงจะเละเหลวอย่างไม่มีปัญหา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า "ผีที่นี่ดุร้ายไม่ใช่เล่น พวกเราร่วมงานกันหลายๆ คนก็ดีเหมือนกัน อย่าเพิ่งปักใจเชื่อนักว่ามันจะเป็นผีปีศาจ เราก็เคยดูพวกมายากลเขาเล่นกลมามากแล้ว คนร้ายมันอาจจะแสดงกลหลอกเราก็ได้"

พล ยิ้มให้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ถ้าเช่นนั้นเรากลับกันก่อนเถอะครับ ไปปรึกษากับ อ้ายหนุ่มสี่คนนั่นและรับประทานอาหารค่ำให้เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงมาที่นี่ อย่างไรเสียผีมันต้องเล่นงานเราแน่ๆ "

เสี่ยหงวน กล่าวขึ้นอย่างเดือดดาล

"ถ้าอย่างนั้นต้องแหลกกันไปข้างหนึ่ง นอกจากปืนพกเราควรจะเตรียมดาบคู่มือมาด้วย ถ้ามันทนปืนได้ก็ลองฟันมันดู"

เจ้าแห้ว พูดสอดขึ้นอย่างหวาดๆ

"รับประทานผมคิดว่าเราลงไปปรึกษากันที่นอกตึกไม่ดีหรือครับ"

นิกร เห็นพ้องด้วย

"ดีโว้ย บรรยากาศในตึกหลังนี้มันเต็มไปด้วยความหวาดเสียวทั้งนั้น"

คณะพรรคสี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ต่างพากันเดินย้อนกลับไปและลงบันไดไปข้างล่าง

ก่อนจะสิ้นแสงตะวันนั้น พวกคนใช้ชายหญิงของบ้าน "พัชราภรณ์" ตลอดจนคนทำสวนรวมทั้งหมดเกือบ ๒๐ คน ต่างออกมายืนจับกลุ่มอยู่ทางด้านขวาของตึกใหญ่ มองดูลูกชายของ สี่สหายขี่รถจักยานยนต์ผาดโผนภายในเขตบ้าน "พัชราภรณ์" ขณะนี้ ร.อ. สมนึกได้แสดงท่ายืนบนอานยื่นเท้าซ้ายไปข้างหลังและกางแขนออก เขาปล่อยให้รถแล่นไปตามถนนทางเข้า และเลี้ยวผ่านประตูรั้วบ้านมาตามถนนทางออก ร.อ. พนัส ร.อ.นพ และ ร.อ. ดำรง ยืนอยู่ในสนามพร้อมด้วยจักรยานยนต์คู่ยาก สี่สหายหนุ่ม แต่งตัวเหมือนกันราวกับลูกฝาแฝด สวมกางเกงขายาวสีน้ำตาล เสื้อยืดคอปกสีเนื้อและสวมหมวกสำหรับนักจักรยานยนต์ เมื่อรถของ เสี่ยตี๋ แล่นผ่านเพื่อนเกลอทั้งสาม ร.อ. สมนึก ก็ร้องถามเพื่อนๆ

"เป็นยังไงโว้ย ท่านี้เหมือนนกไหม"

ร.อ. นพ ร้องบอก

"เหมือนว่ะ เหมือนอีแร้ง"

เสี่ยตี๋ เปลี่ยนท่าใหม่ เขาลงนั่งบนอานและเลี้ยวกลับบังคับรถวิ่งไปตามทางเข้าบ้าน "พัชราภรณ์" แล้ว เสี่ยตี๋ ก็ลงนอนหงายปล่อยให้รถจักรยานยนต์พาตัวเขาไปด้วยความเร็วประมาณ ๓๐ ก.ม. ต่อ ชั่วโมง

คาดิลแล็คเก๋งเลี้ยวเข้ามาพอดี คนขับคือ พ.อ. นิกรเขากำลังคุยจ้อถึงเรื่องปีศาจของคฤหาสน์บ้านร้าง ดังนั้นคาดิลแล็คเก๋งจึงปะทะเข้ากับรถจักรยานยนต์มัชเลทเข้าอย่างจังแบบประสานงา

"โครม อ๋อย"

คาดิลแล็คถูกห้ามล้ออย่างแรง ด้วยความตกใจของนิกร ส่วนจักรยานยนต์ของ อาเสี่ยตี๋ซึ่งเป็นจักรยานยนต์ขนาดใหญ่นอนแอ้งแม้งอยู่กลางถนน ร.อ. สมนึก ลูกชายของเสี่ยหงวน นอนหงายเหยียดยาวอยู่ในสนามหญ้าห่างจากถนนคอนกรีตเพียงเมตรเดียว

ด้วยความตกใจ สี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้วได้ลงมาจากรถคาดิลแล็คอย่างร้อนรนและตรงเข้าไปหาลูกชายของ เสี่ยหงวน

"อ้ายกร" อาเสี่ย เอ็ดตะโรลั่น "แกไม่น่าจะชน อ้ายตี๋ เลย เห็นมันซิ่งโลดโผนหยุดให้มันผ่านไปก็หมดเรื่องหรือหลบลงไปในสนามก็ยังดี"

นิกร ถอนหายใจหนักๆ

"กันเสียใจ อ้ายหงวน กันไม่มีเจตนาที่จะฆ่า อ้ายตี๋ เลย ถ ตายเสียแล้วกระดูกก้านคอคงหักแน่ๆ "

เสียง ร.อ. สมนึก พูดขึ้น

"ยัง ยังครับ ยังไม่ตาย ผมเพียงแต่ขัดยอกเท่านั้น"

พล.ต. พล ก้มตัวลงประคอง เสี่ยตี๋ และถามว่า

"เจ็บตรงไหนบ้างอ้ายหลานชาย"

"ตะโพกข้างขวา แล้วก็ไหล่ซ้าย แต่คงไม่ถึงกับหัก"

พล.ท. ดิเรก เดินเข้ามาตรวจดูไหล่ซ้ายของ ร.อ. สมนึก และตะโพกข้างขวา เขายิ้มออกมาได้ว่า เสี่ยตี๋ ปลอดภัยแล้ว อาการที่มองเห็นก็คือ ใต้ข้อศอกซ้ายถลอกปอกเปิก ศาสตราจารย์ดิเรก ยกมือตบศีรษะลูกชาย เสี่ยหงวนและกล่าวว่า

"การขี่รถโลดโผนหรือขี่ไต่ถัง เป็นเรื่องของผู้มีอาชีพในทางนี้ พวกแกทั้งสี่คนเป็นนายทหารไม่จำเป็นต้องขี่โลดโผนกับใคร"

ในเวลาเดียวกัน พนัส นพ และ ศาสตราจารย์ดำรง ก็เดินลัดสนามพากันเข้ามา

"คุณย่า และ คุณแม่ ของแกอยู่หรือเปล่า" พล.ต. พล ถามลูกชายของเขา

"คุณย่า อยู่ครับ ท่านไม่ค่อยสบายก็เลยพักผ่อนอยู่ในห้องข้างบน" พนัส ตอบยิ้มๆ "ท่านไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกครับ เพียงแต่เวียนศีรษะเล็กน้อย อ้า แม่พา น้านวล น้าภา และ น้าไพ ไปจ่ายของที่ย่านการค้าราชประสงค์ครับ พ่อไปจับผีที่คฤหาสน์ร้างได้ความว่ายังไงบ้างครับ"

ร.อ. นพ พูดเสริมขึ้น

"พวกเรากำลังหวังอยู่ทีเดียวครับว่าอย่างไรเสีย ลุงพล ลุงกิมหงวน และพ่อ กับ ลุงหมอ คงจะจับผีมาฝากพวกเราเพื่อให้เก็บไว้ดูเป็นที่ระลึกเป็นแน่"

พล.ต. พล ยิ้มแห้งๆ

"อย่าพูดเป็นเล่นโว้ย อ้ายนพ ผีที่คฤหาสน์ร้างทางบางเขนรายนี้ดุร้ายที่สุดซึ่งลุงยอมรับว่ามันทำให้ลุงเสียขวัญเสียกำลังใจเพราะมันหลอกพวกเรากลางวันแสกๆ ในรูปลักษณะต่างๆ กัน ถ้าหากว่าพวกเรากุมสติไม่อยู่แล้ว ก็คงจะช็อคตายแน่นอน"

ร.อ. พนัส ร้องขึ้งดังๆ

"ผีหลอกกลางวันหรือครับพ่อ"

พล หันมาทางลูกชายของเขา

"เออ"

ลูกชายของ สี่สหาย รู้สึกตื่นเต้นสนใจไปตามกัน ต่างผลัดกันซักถามรายละเอียด เกี่ยวกับเรื่องผีที่คฤหาสน์หลังนั้นจาก พล นิกร กิมหงวน ศาสตราจารย์ดิเรก และ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ เจ้าแห้ว ซึ่งทุกคนก็เล่าให้ฟังตามประสบการณ์ที่เกิดขึ้น

ในที่สุด อาเสี่ยกิมหงวน ก็กล่าวกับ สี่สหายหนุ่ม อย่างเป็นงานเป็นการ

"พวกเราตั้งใจจะมาชวนแกทั้งสี่คนให้ร่วมงานปราบผีร้ายในคืนวันนี้ด้วยกัน ซึ่งดิเรก จะใช้เครื่องมืออีเลคโทรนิค จับมันหรือม่ายก็จับมันด้วยไฟฟ้า แกไม่มีธุระอะไรไม่ใช่หรือ"

สี่สหายหนุ่ม หันมาดูหน้ากัน ศาสตราจารย์ดำรงกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"ว่ายังไงพวกเรา ร่วมมือกับพ่อเราจับผีเล่นสนุกๆ สักทีดีไหมวะ"

"จับอะไรนะ" ร.อ. นพ ถามเบาๆ

"จับผี"

ลูกชายของ นิกร เค้นหัวเราะ

"ถ้าแกคิดว่าเล่นกับผีเป็นเรื่องสนุกก็ลองดู สำหรับกันยอมยกธงขาว ขึ้นชื่อว่าผีแล้วไม่ว่าจะเป็นผีอะไรเราก็ไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวกับมัน เหมือนอย่างโบราณที่เขาพูดไว้ว่า เล่นกับผีผีเลียปาก "

นิกร พูดพลางหัวเราะพลาง

"โธ่ เดี๋ยวกูเตะตูมเข้าให้เลย เล่นกับหมาหมาเลียปากโว้ยไม่ใช่ผี เล่นกับผีน่ะมันพวกหมอผี โบราณท่านกล่าวไว้ว่า หมองูตายเพราะงู หมอผีตายเพราะผี"

ร.อ. สมนึก พูดเสริมขึ้น

"หมอคนตายเพราะคน"

นายพลดิเรก อดหัวเราะไม่ได้

"ทำไมหมอคนต้องตายเพราะคนวะ อ้ายตี๋"

สมนึก ยิ้มให้ ศาสตราจารย์ดิเรก

"คือยังงี้ครับ หมอรักษาคนไข้หลายสิบคนแต่ส่งบิลไปเก็บเงินไม่มีใครยอมจ่ายเงินให้ หมอกลุ้มใจหนักเข้าก็เลยฆ่าตัวตาย นี่แหละครับผมถึงว่าหมอคนตายเพราะคน"

พล ยกมือเขกบาล เสี่ยตี๋ ดังโป๊ก

"แกพูดไม่เห็นจะเข้าร่องเข้ารอยอะไรเลย อ้า พวกแกว่ายังไง จะร่วมงานปราบผีกับเราไหม"

สมนึก ยิ้มละไม

"เอาซีครับเรื่องเผชิญกับผีปีศาจผมชอบ ผีมันไม่เก่งกว่าคนหรอกครับ ถ้าเราขวัญและกำลังใจดี ผีมันก็สู้เราไม่ได้อย่างผมอย่างนี้ พอเจอผีผมต้องเล่นงานมันก่อนเปิดฉากต่อสู้แบบมวยไทย เตะกราดซ้ายขวาและโน้มคอตีเข่าฟันด้วยศอกสั้น อัปเปอร์คัทซ้ายตามด้วยฮุคขวาตูมเดียวมันก็เสร็จผม"

ร.อ. นพ พูดเสริมขึ้น

"สู้กับผีควรใช้ยูโดปนกับคาราเต้ พอกันเห็นมันกันจะกระโจนเข้าตีเข่าลอยมันก่อนและฟันด้วยสันมือซ้ายขวา เมื่อรู้สึกว่าฟันไม่ถูกตัวมันกันก็ต้องเผ่นหนีเอาตัวรอดปลอดภัยไว้ก่อน"

"ถุย" พนัส ร้องขึ้นดังๆ "แกน่ะอะไรๆ ก็ดีทั้งหมดเสียอย่างเดียวแกกลัวผีมากเกินไป"

"นั่นเพราะกันสืบเลือดเนื้อเชื้อไขมาจากพ่อ พ่อกันกลัวผีกันก็ต้องกลัวผีเป็นธรรมดา เล่นกับผีลำบากนะโว้ย อย่างน้อยก็จับไข้หัวโกร๋น อย่างไรก็ตามคืนนี้พวกเราจะต้องร่วมงานกับพ่อของเราปราบผีที่คฤหาสน์หลังนั้น ถึงแม้ว่ากันขี้ขลาดตาขาว กันก็จะพยายามทำจิตใจให้เข้มแข็ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับ สี่สหายหนุ่ม

"ดีแล้ว หลังจากกินข้าวเสร็จเราจะออกจากบ้านนี้และพวกเจ้าจะต้องปิดบังเรื่องนี้เป็นความลับ อย่าแพร่งพรายให้ คุณย่า และ แม่ๆ ของเจ้ารู้เป็นอันขาด คืนนี้แหละจะเป็นคืนชี้โชคชะตาระหว่างเรากับผีร้าย"

นิกร พูดเสริมขึ้น

"ใช่ครับ อย่างน้อยก็คงมีพวกเราถูกผีหักคอตายสองคน ส่วนพวกผีคงไม่เป็นอะไรเพราะมันเป็นผี"

คืนวันนั้นเอง

ก่อนเวลา ๒๐.๐๐ น. เล็กน้อย คณะพรรคสี่สหายกับลูกชายของเขาพร้อมด้วย เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ เจ้าแห้วก็ได้มาถึงคฤหาสน์ผีสิง ซึ่งชาวบ้านใกล้เรือนเคียงพากันหวาดหวั่นเกรงกลัวผีปีศาจบ้านร้างที่กล่าวนี้ ปรากฏว่าปีศาจอาละวาดบ่อยๆ หลอกหลอนผู้คนในซอย บางทีก็ถึงขนาดร้องรำทำเพลงกันในซอยใหญ่ข้างบ้านนั้น ข้าวของของชาวบ้านหายเสมอ วิทยุ พัดลม หรือ โทรทัศน์ พิมพ์ดีด ตลอดจนข้าวของมีค่า แต่ไม่มีใครกล้าไปแจ้งความเพราะกลัวผีจะอาฆาตนั่นเอง

คาดิลแล็คเก๋งและปอนเตี๊ยคเก๋งจอดคู่กันอยู่หน้าโรงรถ ทุกคนช่วยกันขนเครื่องมือจับผีลงมาจากรถทั้งสองคัน ศาสตราจารย์สองพ่อลูกเตรียมใช้ไฟฟ้าและเครื่องมืออีเลคโทรนิคจับผี ส่วนนิกรของเรารู้สึกคึกคักเข้มแข็งมาก เขาแต่งกายแบบหมอผีชั้นดี คือนุ่งขาวห่มขาวและนุ่งผ้าแบบโจงกระเบนมีย่ามประจำตัวหนึ่งย่าม ในย่ามเต็มไปด้วยเครื่องมือเครื่องใช้ในการต่อสู้ผีหรือปราบผีปีศาจทั้งหลาย มือขวาถือหม้อใหม่หนึ่งใบคือหม้อดินขนาดกลางซึ่งเขาเตรียมมาใส่ผี นำไปถ่วงแม่น้ำ ไม่มีโอกาสที่จะได้ผุดได้เกิดต่อไป

นิกร ของเราเคร่งขรึมผิดปรกติ พอลงจากรถเขาก็หยิบห่อกระดาษเล็กๆ ออกมา แล้วยืนทำปากหมุบหมิบอยู่ในสนามหน้าตึก พ.อ. กิมหงวน รู้สึกแปลกใจก็เดินเข้าไปหา เพราะบริเวณหน้าตึกมืดปราศจากแสงไฟ อาเสี่ยจึงเหยียบหม้อดินที่ นิกร วางไว้แทบเท้าของเขาแหลกละเอียดเสียงดังกร็อบ

"ชิบหายแล้ว" นิกร อุทาน "ซุ่มซ่ามเหยียบหม้อแตกไม่ดูตาม้าตาเรือ แล้วจะเอาหม้อที่ไหนมาใส่ผี"

อาเสี่ย ยิ้มแห้งๆ

"ขอโทษทีโว้ย ไม่ทันเห็นจริงๆ มันมืดตื๋อยังกับอยู่ในถ้ำ หาซื้อเอาใหม่ไม่ดีหรือ"

"ก็ต้องยังงั้นน่ะซี แต่แถวนี้คงไม่มีขายหรอก ต้องให้อ้ายแห้ว เอารถไปตระเวนหาซื้อหม้อดินมาให้ได้ แถวตลาดหมอชิตหรือสะพานควายคงจะมี"

เสี่ยหงวน หัวเราะเบาๆ

"ซื้อมาสักโหลเถอะวะ หม้อดินน่ะมันแตกง่ายไม่เหมือนหม้ออลูมิเนียม ซื้อสำรองไว้ให้พอใช้"

นิกร อดหัวเราะไม่ได้

"หมอผีตวักตะบวยที่ไหนวะใช้หม้อดินตั้งโหล เขาใช้ใบเดียวเท่านั้น สำหรับเรียกผีลงหม้อ บังคับมันด้วยเวทย์มนตร์แล้วเอายันต์ปิดฝาหม้อเท่านี้ก็หมดเรื่อง คืนนี้แหละกันจะแสดงความสามารถของกันให้ดู กันก็ลูกศิษย์มีอาจารย์เหมือนกัน"

เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน ต่างช่วยกันขนข้าวของสัมภาระขึ้นไปบนตึก ใครคนหนึ่งเปิดไฟฟ้าที่หน้าตึกสว่างจ้า พล กับ ดิเรก และ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ เจ้าแห้ว ต่างติดตามขึ้นไป กิมหงวน มองดูห่อกระดาษในมือของนิกรกำลังแก้ออก ในห่อนั้นมีข้าวเปลือกประมาณหนึ่งกำมือ

"ทำอะไรวะ อ้ายกร"

"ซัดข้าวเปลือกเพื่อปัดรังควาญ"

"ฮั่นแน่" อาเสี่ยอุทาน "ไม่แหวกแนวไปหน่อยหรือเพื่อน ใครๆ เขาใช้ข้าวสารเสกซัดกันทั้งนั้น"

"แกอย่ารู้ดีไปหน่อยเลยวะ สมัยนี้ข้าวแพงแกก็รู้อยู่แล้ว ใช้ข้าวเปลือกเสกซัดหว่านโปรยลงบนดิน มันก็งอกเป็นต้นข้าว อย่างน้อยข้าวหนึ่งกำมือนี้ก็ได้ข้าวเปลือกหนึ่งถัง หมอผีปัจจุบันนี้ก็รู้จักพัฒนาการเหมือนกัน"

นิกรทำปากขมุบขมิบร่ายเวทย์วิทยา แล้วหยิบข้าวเปลือกโรยลงตามพื้นดินแถวนั้น กิมหงวน อดสงสัยไม่ได้จึงถามนิกรว่า

"แกหว่านโรยข้าวเปลือกลงไปแล้ว หมายความว่าผีปีศาจที่นี่มันจะกลัวแกงั้นหรือ"

นิกร ทำตาปริบๆ

"มันจะกลัวกันหรือไม่กันบอกไม่ได้ แต่ถ้ามันไม่กลัวกัน กันก็กลัวมัน เตรียมเผ่นให้ดี กันรู้สึกว่าผีที่นี่ดุร้ายที่สุด ถ้ายังไงก็ตัวใครตัวมันนะโว้ย"

"อ้าว" เสี่ยหงวน อุทาน "แล้วแกเสือกเป็นหมอผีทำไม"

"กันเป็นหมอผีสมัครเล่นโว้ย บางทีกันก็กล้าผี บางทีกันก็กลัวผี สุดแล้วแต่จิตใจของกัน"

"แล้วขณะนี้ล่ะ" กิมหงวน ถาม "แกกลัวหรือกล้า"

"กลัวโว้ย" นิกร ตอบเสียงหนักๆ "ไปเถอะ อ้ายหงวน พวกเราเข้าไปในตึกแล้ว อย่างไรก็อยู่รวมๆ กันเหมือนอย่างที่ว่า รวมกันเราอยู่ แยกกันถูกผีหลอก ผีที่นี่ผีตายโหงทั้งนั้น"

อาเสี่ย ทำหน้าแหย

"ทำไมแกรู้"

"รู้เพราะกันเป็นหมอผี แกจำไว้เถอะ ผีที่นี่หลอกคนกลางวันแสกๆ ล้วนแต่ผีตายโหง ถ้าผีธรรมดาหากจะหลอกคนก็ในเวลากลางคืนเท่านั้น การหลอกก็หลอกแบบง่ายๆ ไม่มีลวดลายอะไรเป็นต้นว่า ปรากฏร่างให้เห็น แลบลิ้นปลิ้นตาเสียหน่อยตามธรรมเนียมของผี บางทีก็หลอกให้เราหลงเชื่อจ่ายเงินหรือมอบทรัพย์ให้มันไป ผีที่เจ็บตายหรือแก่ตายไม่อยู่ในลักษณะของผีตายโหง ไม่ดุร้ายอะไรหรอกถ้าใจเราเข้มแข็งเห็นมันเข้าเราไล่เตะมันๆ ก็วิ่งหนี แต่ผีตายโหง ผีตายทั้งกลม หรือ ผีดิบ แกอย่าไปเล่นกับมันเชียวนะ"

กิมหงวน หัวเราะหึๆ

"วันนี้ ท่านอาจารย์ พูดมากไปหน่อยนะครับ แต่งเนื้อแต่งตัวเหมือนกับคนไข้โรคจิต หนีมาจากโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ขึ้นไปบนตึกเถอะครับ ท่านอาจารย์"

"ชะ ชะ มึงเรียกกูว่า อาจารย์ เชียวรึ อ้ายหงวน อย่าให้ถึงกับเป็นอาจารย์ เลยวะ แค่ อาชาม ก็ดีถมไป"

ครั้นแล้ว สองสหายก็พากันเดินไปที่ตึกใหญ่และขึ้นไปบนคฤหาสน์ผีสิงหลังนั้น หมอผีสมัครเล่นหันมาพูดกับ อาเสี่ยหงวน ด้วยเสียงสั่นเครือเล็กน้อย

"เฮ้ย ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นแกอย่าทิ้งกันนะ ขึ้นมาบนตึกหลังนี้แล้วใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย"

เสี่ยหงวน ขมวดคิ้วย่น

"แกเป็น หมอผี นะโว้ย"

"อย่าถือเป็นมาตรฐานหน่อยเลยวะ กันบอกแล้วว่า กันเป็นหมอผีสมัครเล่น บางทีก็กล้าบางทีก็กลัว แต่ส่วนมากมักจะกลัว"

"แล้วเวลาไหนที่แกไม่กลัวผี" กิมหงวน ถาม

"หายากโว้ย"

สองสหาย บุกเข้าไปในห้องโถงชั้นล่างของตัวตึกแบบโบราณ ภายในห้องมีแสงไฟสว่างจ้า นายพลดิเรกกับ ลูกชายของเขากำลังติดตั้งเครื่องมืออีเลคโทรนิคสำหรับจับปีศาจ แต่เครื่องมือที่กล่าวนี้ก็ไม่เคยใช้ทดลองมาก่อน เพียงแต่ นายพลดิเรกกับลูกชายของเขา แน่ใจว่าคงจะใช้จับผีได้ พล กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว เดินสำรวจห้องที่อยู่ทางซ้ายและขวามือของห้องโถง แล้วช่วยกันเปิดไฟฟ้าทุกดวง เมื่อไม่มีอะไรผิดปรกติ เจ้าแห้ว ก็คึกคักขึ้นมา ถึงกับร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ผีอยู่ไหนมาซีโว้ย ให้มันแน่สักรายเถอะวะ กู อ้ายแห้วนักปราบผีฝีมือเยี่ยมมาแล้ว เก่งจริงอย่าหลบซีโว้ย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดู เจ้าแห้ว และกล่าวว่า

"อ้ายแห้ว ผีน่ะอย่าไปท้าทายมัน ถึงตายนะมึง ประเดี๋ยวจะว่าไม่บอก"

เจ้าแห้ว หน้าซีดเผือด

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมอยากให้มันปรากฏตัวขึ้น รับประทานเครื่องมือของคุณหมอ จะได้จับมันยังไงล่ะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือห้าม

"อย่าไปท้ามันแกเชื่อฉันเถอะ"

พล พูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"โบราณท่านว่าปลาหมอตายเพราะปากก็คือ อ้ายแห้วนี่แหละ อวดเก่งท้าทายผีแล้วมึงจะเดือดร้อน"

นิกร เดินเข้ามาในห้องนั้น การแต่งกายและสภาพของเขาในขณะนี้ทำให้ ท่านเจ้าคุณและพลอดหัวเราะไม่ได้

"ว่าไง หมอ" พล ถามยิ้มๆ

นิกร ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"อ้ายหงวน ทะลึ่งเหยียบหม้อของกันแตกเสียแล้ว ซุ่มซ่ามบัดซบไปเลย" แล้วเขาก็กล่าวกับ เจ้าแห้ว "ช่วยหาซื้อหม้อดินสักใบเถอะวะ รีบไปเร็ว สองทุ่มกว่าแล้ว ร้านมันจะปิด เอารถไปก็แล้วกัน"

"รับประทานถ้าไม่มีซื้อปิ่นโตได้ไหมครับ เลือกเอาเถากะทัดรัดหน่อย"

นิกร กลืนน้ำลายเอื้อก

"ปิ่นโตเอามาใส่ผีพ่อมึงน่ะซี ผีน่ะเขาใส่หม้อดินโว้ย ไม่ใช่ใส่หม้ออลูมิเนียมหรือใส่ปิ่นโต"

พล พูดขัดขึ้น

"รีบไป อ้ายแห้ว มึงนี่ชักจะคารมคมคายมากไปแล้ว เดี๋ยวกูถีบออกไปนอกห้องเลย"

เจ้าแห้ว ฝืนยิ้มแล้วหันมาทาง นิกร แบมือขวาออกขอเงินค่าหม้อ หมอผีสมัครเล่น ส่งเหรียญ ๕๐ สตางค์ หนึ่งอัน แล้วพูดหน้าตาเฉย

"เอ้า-เหลือก็ซื้อขนมหวานมากินบ้าง จำพวกทองหยิบ เม็ดขนุน หรือ

ฝอยทอง ก็ได้"

เจ้าแห้ว ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ ท่ามกลางเสียงหัวเราะของพล กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้ว เจ้าแห้ว ก็กล่าวกับนิกร หมอผีจอมกระดูก

"รับประทานคุณให้ผม สองสลึง....เพียงแค่ฝาปิดหม้อก็ซื้อไม่ได้แล้ว แล้วคุณยังสั่งซื้อของหวานอีกหลายอย่าง เอา ทองหยิบ ฝอยทอง เสียด้วย รับประทาน ฝอยทอง แพละ สองบาท แล้วนะครับ หม้อดินอย่างท้วมๆ ก็ใบละ สองบาท"

นิกร บ่นพึมพำ ล้วงกระเป๋าเสื้อแบบเสื้อกุยเฮงหยิบธนบัตรย่อยออกมาปึกหนึ่ง แล้วส่งธนบัตรใบละ ยี่สิบบาท ให้ เจ้าแห้ว

"เอ้า-เอาไป เหลือมาคืนนะโว้ย"

"โอ้โฮ" เจ้าแห้ว คราง "อย่างนี้เขาเรียกว่าถือคีมเข้าส้วม"

พล.ต. พล ขยับเท้าจะเตะ เจ้าแห้ว แต่ เจ้าแห้ววิ่งจู๊ดออกไปเสียก่อน นิกรล้วงมือเข้าไปในย่ามหยิบแส้สีดำอันหนึ่งออกมาคลี่ออก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามว่า

"แส้สำหรับเฆี่ยนผีใช่ไหม"

"ใช่ครับ เฆี่ยนคนก็ได้ เฆี่ยนผีก็ได้ หมอผีทั่วๆ ไปเขาใช้หวายเสกอันเล็กๆ ยาวไม่ถึงเมตร แต่สำหรับผม ต้องใช้แส้ดำแบบนี้"

ทั้งสามคน พากันเดินออกไปที่ห้องโถง ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสามคนคือ พนัส นพ และ สมนึกได้พากันลงมาจากบันไดชั้นบนในท่าทางคึกคะนอง

"ไม่เห็นมีอะไรเลยครับพ่อ" ร.อ. พนัส รายงานให้เขาทราบ "ผมสามคนขึ้นไปเปิดห้องทุกๆ ห้องและเปิดไฟทุกๆ ดวง ห้องไหนมีตู้ เราก็เปิดออกดู เสียงกุกกักหรือเสียงกระโตกกระตากก็ไม่ปรากฏ"

ร.อ. นพ พูดเสริมขึ้น

"ผมคิดว่าถ้าเจอผี ผมเตะคอขาดสองท่อน หรือม่ายก็คาราเต้เอามันให้หมอบจะได้เข็ดหลาบเลิกหลอกหลอนใครต่อใคร เรื่องผีดุๆ ผมอยากเจอเหลือเกิน ผมจำได้ว่าผมเคยจับผีได้ตั้ง ๒๐ ตัว"

พล มองดูหลานชายของเขาด้วยความหมั่นไส้

"ผีตายโหงหรือผีธรรมดา"

"ยังไงก็ไม่ทราบครับแต่ผมจับได้จริงๆ ให้ดิ้นตายซิเอ้า คุณย่าท่านเห็นเข้าท่านด่าเสียยกใหญ่ บังคับให้ผมปล่อยมันไป"

ศาสตราจารย์ดิเรก จ้องตาเขม็งมองดู ร.อ. นพ ด้วยความประหลาดใจ

"บอกลุงหน่อยเถอะวะ อ้ายนพ ผีที่แกจับได้ร่วม ๒๐ ตัวน่ะ ตัวขนาดไหน รูปร่างหน้าตาเป็นยังไงและแกไปจับที่ไหน"

ลูกชาย ของ นิกร อมยิ้ม

"จับที่วัดดอนและป่าช้าจีนครับ"

"ฮ้า" นายพลดิเรก อุทาน "แกกล้าอย่างนั้นเชียวหรือ แกไปคนเดียว "

"เปล่าครับ ผมชวนคนสวนไปด้วย ๑๐ คน เพื่อทำหน้าที่คุ้มกันผม ทุกคนที่มีมีดดาบและตะพดเป็นอาวุธ พวกผีที่นั่นเล่นกันตามฮวงซุ้ยแลเห็นพวกเราก็หลบหน้าไปตามกัน"

นายพลดิเรก พูดตัดบท

"เอาล่ะ....แกช่วยอธิบายให้ฉันฟังหน่อยเถอะ ผีที่แกจับมาได้รูปร่างขนาดไหนและหน้าตาเป็นยังไง"

ใบหน้าของ ร.อ. นพ เคร่งขรึม

"ขนาดนิ้วก้อยผมนี่แหละครับ ตัวยาวไม่ถึงนิ้ว ตูดแหลมเปี๊ยบ หัวเป็นมันเหมือน คุณตา และมีหนวดสั้นๆ ปีกของมันมีลวดลายสวยงามมากเฉพาะตัวผู้นะครับ ถ้าตัวเมียปีกเป็นขีดๆ ไม่เอาไหน เท่าที่ผมจับมาสีน้ำตาลก็มี สีดำก็มี ผมให้มันกัดกันในขวดโหลวิเศษเลยครับ ลุงหมอ"

นายพลดิเรก แยกเขี้ยว ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง

"แกบ้า แกหลอกให้ฉันฟังเสียตั้งนาน ฉันคิดว่าแกจับผีได้จริงๆ ที่แท้ก็กลายเป็นจิ้งหรีดทองคำหรือทองแดง"

เสี่ยตี๋ พูดขึ้น

"ผมซีครับจับได้จริงๆ "

นายพลดิเรก อดสนใจไม่ได้

"รูปร่างเป็นยังไงวะ"

"ตัวโตกว่าคางคกนิดหน่อยครับ ร้องโอ๊บๆ เสียงดังมาก ผมตีตาย ๓ ตัว คืนวันฝนตก ให้ อ้ายแห้ว พล่าไปกินกับเบียร์ วิเศษไปเลยครับ คุณย่ารู้เข้า ท่านด่าเรียงบรรพบุรุษผมและบอกว่าชาติหน้าผมต้องเกิดเป็นกบบ้าง เพื่อใช้หนี้กรรมเก่า"

ทันใดนั้นเอง ทุกคนก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนหนึ่งสวมรองเท้าเดินกุบๆ อยู่ในห้องชั้นบน แล้วก็มีเสียงวัตถุที่ทำด้วยแก้วขนาดใหญ่ถูกทุ่มบนพื้นแตกกระจาย บรรดานักปราบผีเริ่มตื่นเต้นสนใจไปตามกัน

"เอายังไงดี ดิเรก" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามละล่ำละลัก

ศาสตราจารย์ดิเรก ฝืนยิ้มอย่างยากเย็น เมื่อเขาได้ยินเสียงคนเดินไม่ต่ำกว่า ๕-๖ คน ดังถนัด ซึ่งห้องนอนนั้นเป็นห้องขนาดใหญ่อยู่ตรงกับห้องโถงชั้นล่าง

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมกำลังจะถาม คุณพ่อ อยู่เหมือนกันว่าเราจะเอายังไงดี หรือให้ อ้ายนพ นักปราบผีขึ้นไปสังเกตการณ์ดูก่อน"

ร.อ. นพ เกิดกล้าขึ้นมาอย่างบ้าบิ่นซึ่งไม่ควรจะเป็นไปได้ เขาควงปืนพกในมือของเขา และกล่าวขึ้นอย่างทะนงองอาจ

"ผมเอง ให้มันรู้ไปทีเถอะว่าผีที่บ้านนี้มันจะดุร้ายสักแค่ไหน" พูดจบ นพ ก็เดินผ่านห้องโถงขึ้นบันไดไปชั้นบนอย่างรวดเร็ว

แต่เมื่อถึงขั้นพักบันได ร.อ. นพ ก็หยุดชะงักหมุนตัวกลับวิ่งจู๊ดลงมาข้างล่าง

"ขึ้นไปซีโว้ย" ศาสตราจารย์ดำรงร้องบอก "แกเคยจับผีได้ตั้ง ๒๐ ตัว กลัวอะไรกับผีพรรค์นี้วะ"

ร.อ. นพ กลืนน้ำลายเอื้อก

"ที่จับได้น่ะจิ้งหรีดโว้ยไม่ใช่ผี แกเป็นนักวิทยาศาสตร์แกขึ้นไปดูเองซี แกว่าผีไม่มีตัวตนใช่ไหมล่ะ"

ร.อ. ดำรง หัวเราะชอบใจและหันมาทาง ลูกชาย ของ พล

"นัส โว้ย ขึ้นไปพิสูจน์ความจริงกับกัน เสียงฝีเท้าคนเดินและเสียงแก้วแตกอาจจะเป็นบันทึกเทปที่คนร้ายซ่อนไว้ในที่มิดชิดก็ได้ คนฉลาดอย่างเราไม่น่าจะเลื่อมใสในเรื่องภูตผีปีศาจ กันแน่ใจว่าผีที่บ้านนี้ต้องเป็นมนุษย์แกล้งทำเป็นผี"

ร.อ. พนัส พยักหน้ารับทราบ

"ก็ควรจะเป็นอย่างที่แกว่า ไป-ขึ้นไป"

สองสหายหนุ่ม ต่างพากันขึ้นบันไดไปชั้นบนของตัวตึก ศาสตราจารย์ดำรงถือปืนพก ๑๑ ม.ม. ส่วน ลูกชายของพล ถือปืนยิงเร็วแบบพิเศษ อันเป็นประดิษฐ์กรรมของ นายพลดิเรก ใช้กระสุน ๙ ม.ม. ระยะยิงแม่นยำ ๒๐๐ เมตร ลงมา ยิงได้ไกลถึง ๑,๐๐๐ เมตร

พอก้าวขึ้นมาพ้นบันไดขั้นสุดท้าย ไฟฟ้าทุกดวงในบ้านก็ดับพรึบ เสี่ยตี๋กับ ร.อ. นพมีความห่วงใยใน เพื่อนเกลอทั้งสอง ทำให้ลืมกลัวผีไปชั่วขณะ ต่างล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบไฟฉายขนาดสองท่อนออกมา เปิดไฟขึ้นและวิ่งขึ้นไปชั้นบน ทำให้ คณะพรรคสี่สหายรู้สึกชื่นใจไม่น้อยที่ลูกหลานมีความรักกันเช่นนี้ นิกร หมอผีสมัครเล่นดึงไฟฉายขนาด ๖ ท่อน ออกมาจากย่ามของเขา เปิดไฟฉายกราดไปทั่วห้อง

พลกล่าวกับนิกร เบาๆ

"แกออกไปดูทางหน้าตึกซิอ้ายกร ไฟฟ้าบ้านอื่นเขาใช้ได้หรือเปล่า ถ้าไฟดับเฉพาะบ้านนี้ก็เป็นเรื่องที่หน้าแปลกเหมือนกัน"

นิกร เอ็ดตะโรลั่น

"ตอนนี้กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม มึงอย่ามายุ่งกับกูหน่อยเลยวะ ผีสางแม่นางโกงที่ไหนถ้าหลอกกูเป็นเจอไฟฉาย ๖ ท่อน ดวงนี้"

พล.ต. พล อดหัวเราะไม่ได้ เขารีบเดินออกไปนอกตึก แล้วกลับเข้ามาบอกให้ นายพลดิเรก ทราบ

"ไฟฟ้ารอบๆ บ้านเขาไม่เสียนี่โว้ย หมอ"

อาเสี่ย พูดโพล่งขึ้น

"เอาละซี....ปีศาจบ้านร้างที่นี่คงเริ่มเปิดฉากโจมตีเราแล้ว"

ศาสตราจารย์ดิเรก แลเห็นคัทเอ๊าท์ประจำบ้านที่ติดอยู่ในห้องโถงเหนือตู้ด้านหลังตึก เขาก็กล่าวกับ นิกร อย่างเป็นงานเป็นการ

"แกช่วยส่องไฟให้ทีนะ กันจะตรวจดูคัทเอ๊าท์ บางทีฟิวส์อาจจะเคลื่อนหรือขาดก็ได้ เพียงแต่ฟิวส์เคลื่อนไม่แน่นก็ทำให้ไฟผ่านคัทเอ๊าท์มาไม่ได้"

ในนาทีนั้นเอง นายพลดิเรก ก็ปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้เก่าๆ ตัวหนึ่งแล้วตรวจดูคัทเอ๊าท์อย่างพิจารณา แต่ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในสภาพเรียบร้อย ศาสตราจารย์ดิเรกกระโดดลงมาจากเก้าอี้ส่งเหล็กไขควงขนาดกลางให้ พล และกล่าวว่า

"แกช่วยหน่อยเถอะวะ ออกไปที่ข้างตึกด้านซ้าย แกจะเห็นมิเตอร์ไฟฟ้าติดอยู่กับเสาไฟฟ้าต้นหนึ่ง ถ้าฟิวส์ขาดก็ช่วยแก้ให้ด้วย"

พล สั่นศีรษะช้าๆ และฝืนหัวเราะ

"มิเตอร์ไฟฟ้า ๒๒๐ แบบนี้ กันไม่มีความสามารถที่จะแก้ไขได้"

นายพลดิเรก ขมวดคิ้วเข้าหากัน

"มันง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก แกเคยสังเกตบ้างหรือเปล่า เมื่อก่อนนี้บ้านเราใช้ไฟฟ้าอย่างน้อยเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท เดี๋ยวนี้เหลือเดือนละ ๕ บาท อย่างมาก กันใช้เครื่องมือบางอย่างบังคับให้ตัวเลขหยุดหมุน ซึ่งการไฟฟ้าก็ทำอะไรกันไม่ได้ เอามิเตอร์มาเปลี่ยนตั้งหลายครั้งมันก็อ้ายเหมือนกัน จะหาว่ากันโกงไฟหลวงก็ไม่มีหลักฐานอะไร" พูดจบ นายพลดิเรกก็พาตัวเดินออกไปจากห้องโถงเพื่อไปตรวจและซ่อมมิเตอร์ไฟฟ้า

ขณะนี้ พล นิกร กิมหงวน และ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังอยู่ในห้องโถงชั้นล่าง ส่วนสี่สหายหนุ่ม ยังคงยืนจับกลุ่มกันอยู่ข้างบันไดขึ้นลงนั่นเอง พนัส กับดำรง ถึงจะหวาดกลัวผีปีศาจก็ไม่ถึงกับเสียขวัญ ส่วนสมนึกมีจิตใจรวนเรบางทีก็กลัว บางทีก็กล้า สำหรับ ร.อ. นพ ลูกชาย ของนิกร กลัวจนตัวสั่นงันงก หัวเข่าทั้งสองข้างกระทบกันดังพั่บๆ ตลอดเวลา

เสียงฝีเท้าคนในห้องนั้นเงียบกริบไปชั่วขณะแล้วก็ดังขึ้นอีก มีเสียงห้าวๆ ของชายชราผู้หนึ่งได้กล่าวขึ้น

"ฉันและลูกเมียของฉัน ตลอดจนคนของฉันต้องการอยู่อย่างสงบสุขภายในบ้านของเรา แต่ก็มีคนมารบกวนเราอยู่เสมอ เราจำเป็นต้องหลอกหลอนหาทางขับไล่คนที่บุกรุกเข้ามาในบ้านนี้ให้หลบหนีไป ถ้าหากเขาคิดว่ามนุษย์เก่งกว่าผีปีศาจก็ลองดู ฮ่ะ ฮ่ะ ฉัน พระยาพิจารณาอรรถคดี จะสิงสู่อยู่ที่บ้านนี้ตลอดไป"

เสี่ยตี๋ ร้องขึ้นดังๆ

"อุ๊ย ขนลุก"

ร.อ. นพ ถาม เพื่อนเกลอ ของเขา

"ตัวใครตัวมันหรือยังไง"

พนัส กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกมีไฟฉายเดินนำเข้าไป ถ้าพบผีหรือคนกันจะใส่ด้วยปืนกลมือ"

ลูกชาย ของ นิกร ทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"ก็ถ้ายิงมันไม่เข้าล่ะ"

ร.อ. พนัส กล่าวอย่างโมโห

"เอาเถอะน่า ให้มันรู้ไปว่าผีเก่งกว่าคนและยิงไม่เข้า นำพวกเราเข้าไปในห้องเดี๋ยวนี้ อ้ายนพ ม่ายงั้นฉันจะยิงแก"

"อ้าว" นพ อุทาน "มันจะมากไปแล้วโว้ยอ้ายนัสพูดกันดีๆ ก็ได้นี่หว่า"

ลูกชาย ของ นิกร เปิดไฟฉายขึ้น แล้วเดินนำหน้าพา เพื่อนเกลอทั้งสามบุกเข้าไปในห้องๆ นั้น จากแสงไฟฉายของนพ และ ร.อ. สมนึก ช่วยให้สี่สหายหนุ่ม แลเห็นร่างของปีศาจชราคือ ท่านเจ้าคุณพิจารณาฯ เจ้าของเดิมของคฤหาสน์หลังนี้ยืนเด่นอยู่ริมหน้าต่างห้อง ปีศาจท่านเจ้าคุณสวมเสื้อนอนสีเลือดหมูคอเสื้อสีขาว ใบหน้าของท่านก็คือใบหน้าของคนแก่ในวัย ๗๐ ปี นั่นเอง

สี่สหายหนุ่ม หยุดชะงักและถอยหลังกรูดไปตามกัน ร.อ. นพ หันมาพูดกับ ร.อ. พนัส ด้วยเสียงสั่นเครือแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"ยะ ยะ ยิงซีโว้ย"

ลูกชาย ของ พล ไม่กล้ายิง ความรู้สึกบอกตัวเองว่า เขากำลังเผชิญกับปีศาจร้ายเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้ ส่วน ร.อ. ดำรง นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ยังคิดว่า ปีศาจ ท่านเจ้าคุณพิจารณาฯ เป็นมนุษย์ที่แกล้งปลอมแปลงเป็นผีเพื่ออาศัยคฤหาสน์นี้เป็นที่ทำงานทุจริต ศาสตราจารย์ดำรง ยกปืนพกคู่มือขึ้นจ้องไปยังร่างของปีศาจนั้นและกล่าวขึ้นด้วยเสียงเด็ดขาด

"ยกมือขึ้น ฉันรู้ดีว่าแกไม่ใช่ผีสางอะไรหรอก แกคือมนุษย์ธรรมดาเรานี่เอง แต่แกมีความชำนาญในการปลอมแปลงตัวและแต่งหน้า ถ้าแกไม่อยากตายก็ทำตามคำสั่งฉัน ยกมือขึ้นได้ยินไหม"

ปีศาจชายชรายิ้มแสยะ แลเห็นฟันปลอมที่ใส่ไว้เต็มปากและแล้วปีศาจของ เจ้าคุณพิจารณาฯ ก็ยกมือทั้งสองขึ้นจับศีรษะของตนเองดึงหลุดออกมาจากคออย่างง่ายดาย

"อ๋อย" ลูกชาย ของ นิกร ครางออกมาอย่างหวาดกลัวถึงขีดสุด

ปีศาจร้ายซึ่งมีความหวงแหนและห่วงใยคฤหาสน์หลังนี้ ได้ยื่นมือทั้งสองที่ถือศีรษะของตัวเองเดินเข้ามาหา สี่สหายหนุ่ม ศาสตราจารย์ดำรง เหนี่ยวไกปืนพกรัวกระสุนเข้าใส่ปีศาจร้ายไม่ต่ำกว่า ๔ นัด ทันใดนั้นเองไฟฟ้านอกห้องก็สว่างขึ้นแสดงว่า นายพลดิเรก ได้แก้ไขไฟฟ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ร.อ. พนัส แลเห็นสวิทช์ไฟที่ผนังตึกในห้องนอนจากแสงสะท้อนของไฟฉายในมือของนพ กับเสี่ยตี๋ เขาก็เอื้อมมือเปิดสวิทช์ไฟทันที

ไฟช่อกลางเพดานสว่างจ้าราวกับกลางวัน ภาพปีศาจของท่านเจ้าคุณพิจารณาฯ หายไปแล้ว ดูเหมือนจะเป็นที่ทราบกันดีว่า ผีไม่ชอบกลางวันและไม่ชอบแสงไฟฟ้า อิทธิฤทธิ์ของผีมักจะปรากฏตามที่มืดตามที่เปลี่ยว ตามบ้านเรือนที่เก่าแก่แบบนี้หรือตามป่าดงพงไพร

ร.อ. สมนึก ยิ้มให้ ศาสตราจารย์ดำรง และกล่าวว่า

"เป็นยังไง ดำรง แกเชื่อแล้วหรือยังว่าตาแก่ที่เราเห็นคือผีปีศาจไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา"

ร.อ. ดำรง ยิ้มแห้งๆ และพยักหน้ารับทราบ

"ออไร๋ กันเชื่อว่ามันเป็นผีตอนที่มันดึงศีรษะออกมาจากคอของมัน กันลองยิงไปสี่นัด รับรองว่ากระสุนทั้งสี่นัดจะต้องถูกหน้าอกมัน ถ้ามันเป็นมนุษย์ธรรมดามันก็เท่งทึงแล้ว ผีคนแก่ที่เราเห็นท่าทางเป็นขุนนางเก่า กันเข้าใจว่า ต้องเป็นเจ้าของคฤหาสน์นี้แน่นอน"

ร.อ. นพ พูดตัดบท

"ลงไปข้างล่างเถอะโว้ย บรรยากาศชั้นบนของตึกหลังนี้มันยังไงชอบกล กันได้กลิ่นซากศพเน่าๆ หลายครั้งแล้ว เหมือนกับว่ามีคนตายอยู่บนตึกหลังนี้และกำลังขึ้นอื้ดทื๊ด"

ลูกชายของ พล เห็นพ้องด้วย ความจริงเขามีจิตใจเข้มแข็งกว่าเพื่อน แต่ครั้งนี้เขารู้สึกหวาดกลัวผีปีศาจอย่างยิ่ง

"ลงไปข้างล่างก็ดีเหมือนกัน" พนัสพูดพลางยิ้มๆ "ไปรวมกำลังกับพวกพ่อเรา ดีกว่า"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรอีก สี่สหายหนุ่ม ก็สะดุ้งโหยงไปตามกัน เมื่อแลเห็นแมวตัวหนึ่งเดินเข้ามาในห้องนั้น มันเป็นแมวที่รูปร่างใหญ่โตผิดปรกติ คือสูงใหญ่กว่าแมวธรรมดาขนของมันดำสนิท มันกระโจนขึ้นไปบนโต๊ะเก่าๆ ตัวหนึ่งและร้องเสียงดังกังวานลั่นห้อง เสียงของมันฟังแล้วเหมือนกับเสียงมนุษย์พูด

"หง่าว หง่าว มาทำไม"

เสี่ยตี๋ นัยน์ตาเหลือกเมื่อได้ยินถนัดว่า แมวมันถามว่า "มาทำไม" เขานึกสนุกขึ้นมาก็พูดโต้ตอบกับแมวดำตัวนั้น ซึ่งมันคือแมวผีอย่างไม่ต้องสงสัย

"มาจับผีโว้ย"

อ้ายหง่าว จ้องดูลูกชาย เสี่ยหงวน แล้วร้องถามเป็นเสียงแมวพูดภาษาคนฟังถนัดชัดเจน

"กี่โมง "

เสี่ยตี๋ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาเสียก่อน จึงตอบแมวอย่างสนุกสนาน

"สองทุ่มครึ่งโว้ย"

เจ้าแมวหง่าว อมยิ้ม

"กว่า กว่า "

เสี่ยตี๋ สะดุ้งโหยง

"รู้ดีแล้วเสือกมาถามทำไมล่ะ นาฬิกาเรือนนี้ ๘,๐๐๐ บาท นะโว้ย เดือนหนึ่งคลาดเคลื่อนไม่ถึงครึ่งนาที เอ็งน่ะเป็นผีหรือเป็นแมวจริงๆ วะ"

เจ้าแมว ตอบด้วยเสียงน่ากลัว

"ผี...ผี...ผี...ผีแมว....ผีแมว"

ร.อ. พนัส กล่าวถามขึ้นบ้าง

"มึงจะเอาอะไรว่ามา"

ปีศาจ แมวหง่าว นิ่งคิดสักครู่จึงกล่าวว่า

"ปลาทู....ปลาทู....ปลาทู หง่าว....หง่าว....กระเทียมดอง...."

ลูกชายของ พล หัวเราะก้าก

"แกจะกินปลาทูกับกระเทียมดองยังงั้นหรือ ฉันจะไปเอาที่ไหนมาให้แกล่ะโว้ย"

สวิทช์ในห้องถูกปิดเสียงดังแชะ ภายในห้องมืดสนิททันที สี่สหายหนุ่ม เผ่นพรวดออกไปจากห้องนั้น ซึ่ง ร.อ. นพ นำหน้าเพื่อนเพราะเสียขวัญ สี่สหายหนุ่มต่างพากันลงบันไดมาข้างล่างและตรงเข้าไปหา คณะพรรคสี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ที่ยืนรวมกลุ่มกันข้างโต๊ะเครื่องมือจับผี

"พวกแกได้เห็นอะไรบ้าง" พล ถามอย่างเป็นงานเป็นการ

ร.อ. นพ ยิ้มให้ พล.ต. พล ผู้เป็นลุงของเขา

"น่าดูครับลุง พวกเราได้ยินเสียงผีผู้หญิงและผีเด็กอีกคนหนึ่ง แล้วเราก็เผชิญหน้ากับผีตาแก่ ท่าทางบอกว่าเป็นเจ้าของคฤหาสน์นี้ในห้องนอนชั้นบน"

ร.อ. สมนึกพูดเสริมขึ้น

"เราพบ ผีแมว ด้วยครับ ตัวมันดำเมี่ยม โตเกือบเท่าหมาท่าทางน่ากลัวมากครับ ตอนที่เราวิ่งลงมาจากชั้นบนก็เพราะผีมันปิดสวิทช์ไฟ"

ศาสตราจารย์ดำรง มองดูหน้าบิดาของเขาแล้วถามว่า

"เครื่องจับผีของเราได้ผลไหมครับ พ่อ"

นายพลดิเรก ยักไหล่พร้อมกับแบมือทั้งสองข้างออก

"ผีไม่ยอมเข้าเครื่องมือของเราเลย แสดงให้เห็นว่า ปีศาจหรือวิญญาณทั้งหลายนั้นอยู่นอกเหนือระบบไฟฟ้า เราจะใช้วิทยาศาสตร์จับผีย่อมเป็นไปไม่ได้"

เสียงรถยนต์คันหนึ่ง แล่นเข้ามาในเขตบ้านหลังนี้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นเปรยๆ ว่า

"อ้ายแห้ว กลับมาแล้ว ถ้าซื้อหม้อไม่ได้ก็ต้องถูกเตะแน่ๆ "

เสี่ยหงวน ยกมือตบหลัง นิกร ค่อนข้างแรง

"แกต้องใช้ความพยายามอ้ายกร จับผีที่นี่ใส่หม้อให้ได้แล้วเอาไปถ่วงแม่น้ำ ชื่อเสียงของแกคงจะโด่งดังในคราวนี้ในฐานะที่แกเป็น หมอผี ชั้นยอด"

นิกร ถอนหายใจหนักๆ

"อย่าหวังอะไรจากกันให้มากนัก รู้สึกว่าผีที่นี่เป็นผีชั้นยอดดุร้ายมากทีเดียว แม้แต่กลางวันแสกๆ ก็ยังหลอกผู้คน กันจะพยายามใช้เวทย์มนตร์จับมันใส่หม้อ แต่ถ้ากันเพลี่ยงพล้ำกันก็เท่งทึง อย่างที่คำโบราณท่านกล่าวไว้ว่า หมองูตายเพราะงู หมอตะเข้ตายเพราะตะเข้ หมอช้างตายเพราะช้าง และ หมอผีตายเพราะผี"

ในนาทีนั้นเอง เจ้าแห้วก็พาตัวเดินเข้ามาในห้องโถงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม มือขวาของเขาหิ้วปี๊บใบหนึ่ง ซึ่งเป็นปี๊บขนาด ๒๐ ลิตร มือซ้ายถือถุงกระดาษสีน้ำตาลใส่ขนมไทยมาเต็มถุง

ทุกคนมองดู เจ้าแห้ว เป็นตาเดียว เจ้าแห้ววางถุงใส่ขนมลงบนโต๊ะและวางปี๊บลงบนพื้นห้อง

นิกรหมอผี สมัครเล่นมองดู เจ้าแห้ว อย่างเดือดดาล

"กูบอกให้มึงไปซื้อหม้อ เสือกซื้อปี๊บมาได้ มึงคิดว่าซื้อปี๊บมาแทนหม้อได้ยังงั้นหรือ หมอผีที่ไหนบ้างวะที่เขาจับผีใส่ปี๊บ ปี๊บนี่มันเหมาะสำหรับใส่กบใส่ปูนาหรือปลาเล็กปลาน้อย"

เจ้าแห้ว ค้อน นิกร ทันที

"รับประทานอย่าเพิ่งด่าซิครับ ฟังผมเรียนให้ทราบเสียก่อน หม้อใหม่ที่ร้านนั้นมีอยู่ใบเดียว เจ้าของเขาบอกว่าหม้อดินล้าสมัยขายไม่ดี รับประทานเหลืออยู่เพียงใบเดียว เขาคิด ๘ สลึง หรือ สองบาทถ้วน ผมตกลงซื้อมาแล้วก็ซื้อปี๊บเปล่าใบนี้มาด้วยเพราะถ้าบังเอิญหม้อแตกอีกก็จะได้ใช้ปี๊บแทน รับประทานผมซื้อขนมมา ๑๕ บาท มาเลี้ยงเจ้านายผมออกเงินของผมเองนะครับ เหตุการณ์ทางนี้เรียบร้อยดีหรือครับ"

ร.อ. พนัส สบตา เจ้าแห้ว ก็กล่าวว่า

"ไม่เรียบร้อยโว้ย ฉันกับเพื่อนๆ ขึ้นไปชั้นบนผีหลอกอย่างจังหน้าทั้งผีคนและผีแมว"

เจ้าแห้ว นัยน์ตาเหลือก

"รับประทานถ้ายังงั้นผมโชคดีที่ถูกใช้ไปซื้อหม้อ"

นิกร พูดเสริมขึ้นทันที

หยุดพักกินขนมกันก่อนเถอะวะพวกเรา การจับผีคงไม่ยากลำบากอะไรนักหรอก แกซื้ออะไรมาบ้างวะ อ้ายแห้ว"

"รับประทานก็ขนมแบบไทยเรานั่นแหละครับ มี ทองหยิบ ทองหยอด เม็ดขนุน ฝอยทอง วุ้นหวาน สังขยา ข้าวเหนียวตัด ขนมหม้อแกง ขนมชั้น แล้วก็ ตะโก้ข้าวโพดครับ สำหรับฝอยทองผมซื้อมาห่อละสองบาทห่อเดียว นอกนั้นห่อละบาทและห้าสิบสตางค์ลวด แม่ค้าสวยซะด้วยครับ เสียอย่างเดียวแก่ไปหน่อย"

"อายุเท่าไรวะ" เสี่ยหงวน ถามยิ้มๆ

เจ้าแห้ว นิ่งคิดสักครู่

"ราว ๖๕ ขวบ เห็นจะได้ครับ"

อาเสี่ย กลืนน้ำลายเอื้อก

"คงเป็นนักเรียนเก่าโรงเรียนเดียวกับยายแกและเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน"

"รับประทานเห็นจะใช่ครับ นั่งขายขนมยังแต่งเครื่องแบบนักเรียนหญิงชั้นมัธยม รับประทานถึงแก่แล้วหน้าตาก็ยังจุ๋มจิ๋มดีครับ"

พล.ต. พล ทำตาเขียวกับ เจ้าแห้ว

"มากไป อ้ายแห้ว พอแล้ว ระยะแค่นี้กูเตะถึงปากมึงพอดี"

เจ้าแห้ว รีบล่าถอยออกไปให้พ้นระยะเท้าของ พล ต่อจากนั้นคณะพรรคสี่สหาย กับ ลูกชายของเขา ก็ยืนห้อมล้อมโต๊ะตัวนั้น กินขนมอย่างเอร็ดอร่อย เจ้าแห้ว ซื้อช้อนสังกะสีมาหนึ่งโหล นิกรกินทองหยิบ และ ฝอยทอง รวมสองห่อซึ่งเป็นการเอาเปรียบทุกๆ คน นายพลดิเรกกับลูกชายของเขา ไม่ยอมกินขนมที่ เจ้าแห้ว ซื้อมาให้ เพียงแต่มองๆ ดูตามห่อ

เวลา ๒๑.๐๐ น. เศษ

เสียงตึงตังโครมครามได้ดังขึ้นที่ชั้นบนของตัวตึก เหมือนกับคนปลุกปล้ำกันหรือต่อสู้กัน แล้วก็มีเสียงหัวเราะเสียงพูดคุยกันเอ็ดตะโร

คณะปราบผียืนตะลึงไปชั่วขณะ เจ้าแห้วกับนิกรหน้าซีดเผือด เสี่ยหงวนกล่าวกับนิกรด้วยเสียงหนักๆ ว่า

"ปอดลอยหรือ อ้ายกร"

นิกร ฝืนยิ้ม

"หมอผี ปอดลอยมีอย่างที่ไหนวะ"

"แล้วทำไมหน้าซีดเหมือนไก่ฟัก...."

นิกร เค้นหัวเราะ

"ซีดสู้โว้ยไม่ใช่ซีดหนี" แล้วเขาก็หันมาทาง เจ้าแห้ว "ไหนล่ะหม้อใหม่ส่งมาให้ข้าเร็ว ข้าคิดว่าผีที่อยู่ข้างบนคงมีไม่น้อยกว่า ๒๐ ตัว ต้องพยายามจับมันใส่หม้อให้หมด แล้วเอาไปถ่วงน้ำ"

เจ้าแห้วทรุดตัวลงนั่งข้างปี๊บใบนั้น และเปิดฝาปี๊บออกหยิบหม้อดินใหม่เอี่ยมขนาดกลางใบหนึ่งออกมา แล้ว เจ้าแห้ว ก็ลุกขึ้นส่งหม้อดินพร้อมกับฝาหม้อให้นิกร นิกรวางหม้อลงบนโต๊ะใช้ผ้ายันต์ผืนหนึ่งผูกปากหม้อเหลือช่องไว้เพียงเล็กน้อย ระหว่างนั้น นิกร ก็เริ่มสาธยายมนตร์ด้วยการสวดพึมพำเบาๆ

ร.อ. นพ เอื้อมมือสะกิดแขนบิดาของเขาและกล่าวว่า

"พ่อ เล่นกับผีน่ะถึงตายนะครับ เดี๋ยวจะว่าผมไม่บอก ผีตาแก่เจ้าของบ้านน่ะดุร้ายมาก ขนาดดึงหัวออกจากคอแล้วส่งให้พวกเรา"

นิกร จุปากมองดู ลูกชายของเขา ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

"กูกำลังทำใจให้เข้มแข็ง เสือกมาพูดทำลายขวัญ เดี๋ยวก็ถีบเปรี้ยงให้เท่านั้นเอง เรื่องผีน่ะใครๆ ก็กลัวมัน แต่ถึงจะกลัวอย่างไรก็ต้องเต๊ะท่าทำว่าเราแน่กว่า เหนือกว่า ทำได้อย่างนี้ผีมันก็ชักลังเล ไม่แน่ว่าเราจะเก่งแค่ไหน"

พล.ต. พล หัวเราะหึๆ และพูดเสริมขึ้น

"เสร็จหรือยังล่ะ คุณหมอ พาพวกเราขึ้นไปข้างบนเถอะ ได้ยินไหมล่ะ...เสียงขว้างปาข้าวของแตกหักเสียหาย เสียงตู้โต๊ะและเก้าอี้ล้ม แล้วก็เสียงคนหลายคนวิ่งไล่กันดังอยู่ตลอดเวลา"

พ.อ. นิกร หยิบหม้อใหม่ลงมาจากโต๊ะตัวนั้นและทำตาเขียวกับ ร.อ. พนัส

"หัวเราะอะไรวะ อ้ายนัส"

ลูกชายของพล ตอบตามตรง

"ขันอากร น่ะซีครับ ลักษณะท่าทางเหมือน หมอผีอาชีพ ถ้าหากว่าอากรรับจ้างขับไล่ผีปีศาจ ก็คงจะมีรายได้อย่างงดงาม"

"อย่ามายุให้ผีหักคอฉันหน่อยเลย แกเป็นหลานฉันแกก็น่าจะรู้ดีแล้วว่า คนอย่างฉันบางทีก็กล้าหาญผิดมนุษย์ บางทีก็ขี้ขลาดตาขาว ซึ่งโดยมากมักจะเป็นอย่างข้อหลังคือขี้ขลาด แต่ตอนนี้จิตใจของ อา กำลังแข็งแกร่งเหมือนเหล็กกล้า ไป อาจะจับผีให้พวกแกดู จับใส่หม้อและเอาไปบ้าน พรุ่งนี้ให้แม่ครัวเขาแกงให้เรากินสักสี่ห้าตัว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"ผีหรือกบวะ อ้ายกร"

นิกร อดหัวเราะไม่ได้

"กบครับ ผีกินเข้าไปได้เรอะ"

ครั้นแล้วนิกรก็ถือหม้อใหม่เ ดินนำหน้าพาทุกคนผ่านห้องโถงขึ้นบันไดไปชั้นบน แสงไฟฟ้าที่เปิดไว้ทั้งชั้นบนและชั้นล่างช่วยให้ คณะจับผีมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น เมื่อขึ้นมาถึงชั้นบน เสียงตึงตังโครมครามและเสียงวิ่งไล่กัน สัพยอกหยอกล้อกันก็เงียบกริบลงทันที สี่สหาย กับ ลูกชายของเขา พร้อมด้วย เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้ว ต่างเดินสำรวจห้องต่างๆ จนทั่วตึกและช่วยกันเปิดไฟฟ้าทิ้งไว้ ไม่ปรากฏว่าผีปีศาจได้สำแดงฤทธิ์หลอกหลอนอีก จนกระทั่ง เสี่ยตี๋แหกปากร้องขึ้นดังๆ

"เฮ้ ผีอยู่ที่ไหนวะ ออกมาให้เห็นหน้าหน่อยเถอะวะ อากันเขาจะจับพวกแกใส่หม้อ"

ทุกคนบุกเข้าไปในห้องๆ หนึ่ง แล้วเสี่ยหงวน ก็หยุดชะงัก เส้นผมบนศีรษะตั้งชัน นัยน์ตาเหลือกลานเมื่อเขาแลเห็นศีรษะของปีศาจศีรษะหนึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะทางซ้ายสุดของห้อง แต่อาเสี่ย แลเห็นคนเดียว คนอื่นไม่ทันสังเกตเห็น

"ไอ๊ย่า " เสี่ยหงวนอุทานเสียงลั่น

"อะไร เตี่ย" สมนึกถามเสียงสั่น

พ.อ. กิมหงวน อกสั่นขวัญแขวน

"บนโต๊ะนั่น อ้ายตี๋"

ทุกคนต่างมองตามสายตาอาเสี่ย นิกรทำท่าจะวิ่งหนีเอาดื้อๆ แต่นายพลดิเรก กอดคอไว้

"จะหนีไปไหน อ้ายกร" ศาสตราจารย์ดิเรก พูดเสียงหนักๆ "แกเป็นหมอผี และพวกเรากำลังพึ่งแก ถ้าแกหนีเอาตัวรอดใครจะสู้กับมัน"

หมอผีสมัครเล่นหรือ พ.อ. นิกร พยายามทำใจให้เข้มแข็ง เขาล้วงมือลงไปในย่ามดึงแส้สำหรับปราบผีออกมา ต่อจากนั้น นิกรก็แข็งใจเดินเข้าไปหาศีรษะปีศาจ ซึ่งมีใบหน้าน่าเกลียดน่ากลัวและกำลังแลบลิ้นปลิ้นตาตามภาษาผีที่ชอบหลอกคน

นิกร วางหม้อใหม่ลงบนโต๊ะตัวนั้นและว่าคาถาพึมพำ สักครู่หนึ่งเขาก็กล่าวบังคับปีศาจเจ้าของศีรษะนั้น

"เฮ้ยลงไปในหม้อเดี๋ยวนี้"

ปีศาจหรืออสุรกายหรี่ตาข้างซ้ายและทำปากเบี้ยว นิกร หัวเราะหึๆ หันมาพูดกับ เจ้าแห้ว ว่า

"ตอนนี้หน้ามันเหมือนมึงโว้ย"

ร.อ. นพ พูดเสริมขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

"ให้มันลงหม้อเร็วๆ เถอะครับ พ่อ"

หมอผี สมัครเล่นรับทราบและหันมาทางโต๊ะนั้น ยกด้ามแส้ขึ้นฟาดกบาลปีศาจเต็มแรงเสียงดังโป๊ก

"เร็ว-ลงหม้อ"

ปีศาจที่มีแต่ศีรษะลืมตาโพลง

"เจ็บนะโว้ย" มันเอ็ดตะโรลั่นห้อง

"ก็เจ็บน่ะซี ถ้าดื้อกับกูมึงจะลำบาก กูนี่แหละคือ หมอผี ผู้เต็มไปด้วยเวทย์มนตร์คาถา หรือมึงจะลองดีกับกูก็ว่ามา"

ปีศาจยิ้มแสยะ

"ไม่ลองละครับ อาจารย์ ไม่แน่จริงก็คงไม่มาที่นี่ จะให้ผมลงหม้อใบนี้หรือครับ"

"เออ พูดกันง่ายๆ อย่างนี้จะได้ไม่ต้องลงมือลงตีนกัน"

เสี่ยหงวน ยกมือเขกศีรษะ นิกร ค่อนข้างแรง

"พูดมากไปแล้ว อ้ายนิกร จัดการเร็วๆ เถอะ กันไม่ชอบหน้าอ้ายหมอนี่โว้ย ปากหนาเหมือนครก คิ้วดกเหมือนกาบมะพร้าว นัยน์ตาโตเท่าไข่แมว จมูกบานรั้น ดูลีบตีบ ผมบานเป็นกระเซิง มองดูไม่เอาไหน"

ปีศาจพูดโพล่งขึ้น

"ก็กูเป็นผีจะให้หล่อเหมือนมนุษย์ยังไงวะ"

เสี่ยหงวน แย่งแส้มาจาก นิกร แล้วยกด้ามแส้ฟาดศีรษะอสุรกายเต็มเหนี่ยว

"นี่แน่ะ พูดจาไม่มีสัมมาคารวะ ผีชั้นดีเขาพูดสุภาพกว่ามึงทั้งนั้น มีกิริยามารยาทและวัฒนธรรมดีกว่ามนุษย์เสียอีก" แล้ว กิมหงวน ก็ตวาดแว๊ด "ลงหม้อ"

ปีศาจผิวปากเบาๆ ในทำนองเพลง "ขอให้เหมือนเดิม" เสี่ยหงวนนึกขึ้นได้ว่าเขาไม่ใช่หมอผี จึงรีบส่งแส้ให้ นิกร แล้วกล่าวว่า "แกจัดการกับมันเถอะวะ กันลืมไปว่ากันไม่ใช่ หมอผี ขืนยุ่งกับมันเดี๋ยวมันบีบคอตายห่า"

นิกร มองดูปีศาจร้ายอย่างหวาดๆ แกมขบขัน

"เฮ้ยๆ อยากร้องเพลงก็ลงไปร้องในหม้อ แกจะร้องเพลง "ขอให้เหมือนเดิม" หรือ "รำวงสาวบ้านแต้" ก็ลงไปร้องในหม้อ หม้อดินใบนี้จะเป็นที่อยู่อันสุขสำราญของแกและพวกแกชั่วกาลนาน"

อสุรกายยิ้มให้ นิกร

"ตกลงครับ ท่านอาจารย์ ถ้าผมดื้อไม่ทำตามคำสั่ง ท่านอาจารย์ก็คงจะเฆี่ยนตีผมหรือเอาข้าวสารหว่านโปรยลงบนตัวผมทำให้ผมเจ็บปวดเหมือนถูกเข็มแทง ผมจะลงไปอยู่ในหม้อเดี๋ยวนี้"

นิกร ยิ้มให้

"ดีแล้วว่าง่ายๆ จะได้ไม่เจ็บตัว แกเห็นไหม หลานชายฉันถือปืนกลมือในท่าเตรียมยิง ถ้าฉันออกคำสั่งคำเดียวหัวของแกก็จะทะลุปรุพรุน" พูดจบเขาก็สะดุ้งและหันมาพูดกับ พ่อตา ของเขาเบาๆ "ปืนยิงผีไม่เข้าไม่ใช่หรือครับ คุณพ่อ"

"ไม่รู้โว้ย" ท่านเจ้าคุณ ตวาด "ฉันรำคาญแกเต็มทนแล้ว พูดมากชักแม่น้ำทั้งห้า จะทำอะไรก็ไม่ทำ"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ นิกร ออกคำสั่งอีกครั้งหนึ่ง ให้ปีศาจร้ายลงไปในหม้อดิน คราวนี้ทุกคนต่างเห็นอสุรกายแสดงอิทธิฤทธื์ของมันโดยการยืดศีรษะสูงขึ้นจากโต๊ะทีละน้อย แลเห็นลำคอขนาดเล็กเหมือนคอห่านและยาวไม่ต่ำกว่าหนึ่งเมตร ต่อจากนั้นก็มีมือมีเท้าและร่างของมันครบถ้วน อสุรกายตนนี้ผอมกะหร่องและมีส่วนสูงประมาณ ๗ ฟุต มันเอื้อมมือหยิบหม้อใหม่ลงมาวางบนพื้นห้องและยกขาซ้ายเหยียบลงไปบนปากหม้อทำให้หม้อดินใบนั้นแหลกละเอียด

เสียงปีศาจหัวเราะลั่น มันพูดพลางหัวเราะพลาง

"ผมพยายามลงไปในหม้อตามคำสั่งของอาจารย์แล้วครับ แต่เพียงยัดขาลงไปข้างเดียวหม้อของ อาจารย์ ก็แตกแล้ว"

ก่อนที่นิกร จะพูดอะไร อสุรกายก็เปลี่ยนร่างเป็นปีศาจคล้ายกับลิงกอริลล่า มีหน้าตาเหมือนกับพวกคนป่าชาวอาฟริกัน

"ว้าย" เจ้าแห้ว ร้องสุดเสียง "รับประทานตัวใครตัวมันเปิดเถอะครับ"

เท่านั้นเอง คณะพรรคสี่สหาย กับ ลูกชายของเขา พร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้วก็วิ่งแข่งกันออกไปจากห้องนั้นอย่างรวดเร็วด้วยความรักตัวกลัวผี

มีเสียงตบมือโห่ร้องดังไล่หลังมา นักปราบผีทั้ง ๑๐ คน วิ่งลงบันไดมาข้างล่างและออกมารวมกลุ่มกันที่ระเบียงหน้าตึก นายพลดิเรกกล่าวกับ นิกร อย่างละล่ำละลัก

"แกไม่มีทางที่จะปราบมันได้หรือ อ้ายกร"

นิกร ส่ายหน้าและยอมสารภาพตามตรง

"ไม่ไหวโว้ย หมอ ผีที่นี่ดุร้ายที่สุด มันเป็นครึ่งผีครึ่งอสุรกาย เวทย์มนตร์คาถาของกันสู้มันไม่ได้แน่"

ศาสตราจารย์ดิเรก ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าผีไม่มี แต่กันกับลูกชายของกันซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดของโลก ได้เผชิญกับผีมาหลายครั้งแล้ว เป็นอันว่ากันเชื่อว่าผีมีแน่ๆ " แล้วเขาก็หันมายิ้มให้ ร. อ. นพ "หรือแกว่ายังไง อ้ายนพ"

"ครับ มีมานานแล้ว" ลูกชายของ นิกร พูดเสียงสั่นเล็กน้อย "ผมเคยถูกผีหลอกตั้งแต่อายุ ๕-๖ ขวบ"

"ที่ไหนวะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามยิ้มๆ

"ที่โรงเรียนอนุบาลน่ะซีครับ ผมยังจำได้อย่างไม่มีวันลืม"

ท่านเจ้าคุณ หัวเราะหึๆ

"ผีที่มันหลอกแกหน้าตาเป็นยังไง"

ร.อ. นพ นิ่งนึกสักครู่

"ผมจำได้ว่า เป็นตาแก่หัวล้านพุงพลุ้ยครับ"

"พอแล้ว" ท่านเจ้าคุณ ตวาดเสียงแหลมเล็ก

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นในหมู่นักปราบผีทั้ง ๑๐ คน ร.อ. พนัสสบตากับนิกร เขาก็กล่าวว่า

"เราหมดทางที่จะปราบผีร้ายที่บ้านนี้แล้วหรือครับ อากร"

นิกร ทำหน้าเบ้

"อือ แกก็เห็นแล้วว่ามันดุร้ายขนาดนี้ หมอผีที่จะปราบมันได้ก็เห็นจะมีแต่เพียงคนเดียว คือ อาจารย์ก้อน ผู้เป็น อาจารย์ของ อา บ้านอยู่ตึกแถวหน้าลหุโทษ"

อาเสี่ย พูดขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ป่านนี้ย้ายเข้าไปในลหุแล้วกระมัง"

นิกรหันขวับมาทาง เสี่ยหงวน และมองดูอาเสี่ย อย่างเคืองๆ

"อาจารย์ ของกันไม่มีวันติดคุกหรอกเพื่อน ถึงเอาตัวแกไปขังไว้ในคุก แกก็ล่องหนหายตัวออกมาได้ จริงๆ นะไม่ใช่พูดเล่น เมื่อตอนสงคราม ญี่ปุ่นจับแกไปขังหาว่าเป็นแนวหน้าฉายไฟให้เครื่องบินพันธมิตร ตอนนั้นอาจารย์กันอยู่ สุราษฏร์ฯ ทหารญี่ปุ่นขังอาจารย์ไว้ในห้องขัง แต่ชั่วประเดี๋ยวเท่านั้น ท่านอาจารย์ ล่องหนออกมาได้ มิหนำซ้ำยังเชือดคอผู้บังคับการทหารญี่ปุ่น ซึ่งมียศเป็นพันเอกเสียคนหนึ่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นทันที

"นี่ก็พึ่งสามทุ่มเท่านั้น แกรีบเอารถไปรับ อาจารย์มาที่นี่ไม่ดีหรือ ให้ อาจารย์ ปราบผีที่นี่ให้ได้ ม่ายยังงั้นพวกเราก็จะต้องอับอายขายหน้า ยายรุ่งทิวา เขา เพราะเรารับอาสาเขาปราบผีที่นี่ แต่เราก็ทำอะไรมันไม่ได้"

นิกร เห็นพ้องด้วย เขายกมือซ้ายมองดูนาฬิกาแต่แล้วก็คิดได้ว่า เขาไม่เคยผูกนาฬิกาเลย จึงหันไปถาม ศาสตราจารย์ดำรง "กี่ทุ่มแล้ววะ ดำรง" "ยี่สิบเอ็ดนาฬิกากับห้านาทีครับ"

นิกร เปลี่ยนสายตามาที่ เสี่ยหงวน

"ไปกับกัน อ้ายหงวน เราสองคนรีบขับรถไปรับ อาจารย์ก้อน อย่างช้าหนึ่งชั่วโมงเราคงจะกลับมาถึงที่นี่ ตอนนี้รถก็คงหายติดแล้ว ให้พวกเรารอคอยอยู่ที่นี่แหละ"

เสี่ยหงวน ยิ้มเล็กน้อย

"เอา อ้ายแห้ว ไปซี ทำไมจะต้องให้กันไปกับแกด้วย"

หมอผี สมัครเล่นจุ๊ปาก

"ก็แกมีเงินนี่โว้ย ถ้าอาจารย์ เรียกเงินล่วงหน้า แกจะได้จ่ายเงินให้ท่าน กันมีเงินติดกระเป๋าเพียง ๖ สลึง เท่านั้น ไหว้ละวะไปเป็นเพื่อนกันหน่อยเถอะ"

อาเสี่ย พยักหน้า

"เอา-ไปก็ไป"

ในราว ๒๑.๓๐ น. เศษ

คาดิลแล็คเก๋งซึ่งขับโดยเจ้าของรถคือ พ.อ. กิมหงวน และมีนิกรนั่งอยู่เคียงข้างได้แล่นมาหยุดหน้าตึกแถวสองชั้นห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของ อาจารย์ก้อน หมอผี และไสยศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค ที่หน้าห้องมีแผ่นป้ายบอกให้ทราบนามของหมอก้อน และมีรายละเอียดบอกว่ารับทำพิธีต่างๆ ขับไล่ผีปีศาจ ปัดรังควาญ รับแก้คุณไสยถูกกระทำ คิดราคาไม่เอาเปรียบคือราคากันเอง ดึกดื่นเที่ยงคืนก็เรียกได้

สองสหาย พากันลงจากรถคันงาม ซึ่งมีใช้เฉพาะมหาเศรษฐีเท่านั้น เมื่อเห็นประตูหน้าห้องปิดสนิท เสี่ยหงวน ก็กล่าวขึ้นเปรยๆ ว่า

"มีคนเชิญไปปราบผีที่อื่นละกระมัง"

"ไม่หรอก" นิกร คัดค้าน "ประตูหน้าห้องไม่ได้ใส่กุญแจเห็นไหมล่ะ อาจารย์ คงจะนั่งทำพิธีอยู่ในห้องชั้นบน"

แล้ว นิกร ก็กดกริ่งที่หน้าประตูห้อง เสียงกริ่งแบบสมัยนิยมดังกังวานเป็นเพลง "โฮมสวี้ทโฮม" ทำให้ อาเสี่ยแปลกใจไม่น้อย

"อาจารย์ ของแกใช้กริ่งแบบทันสมัยเช่นนี้เชียวหรือ"

นิกรยิ้มให้ เสี่ยหงวน

"ใช่ อาจารย์ สั่งซื้อจากอเมริกาเป็นพิเศษเมื่อเร็วๆ นี้เอง จำได้ว่าราคา ๒๕ เหรียญ"

ช่องสี่เหลี่ยมที่บานประตูที่มีขนาดกว้าง ๓ นิ้ว และ ยาว ๖ นิ้ว มีลวดตาข่ายเหล็กขนาดเล็กปิดกั้นถูกเปิดออก แลเห็นแสงไฟฟลูเรสเซนในห้องสว่างจ้าและมีใบหน้าของเด็กหัวจุกคนหนึ่งปรากฏอยู่ที่ช่องนั้น

"มาหาใครครับ" เสียงแจ๋วๆ ของเด็กหัวจุกกล่าวถาม

เสี่ยหงวน นัยน์ตาเหลือก ค่อยๆ หันหน้ามามองดู นิกร

"ผีหรือคนวะ อ้ายกร"

"ก็ผีน่ะซี ผีเด็ก หรือ ผีกุมารทอง ยังไงล่ะ แกก็น่าจะรู้ดีแล้วว่า อาจารย์ก้อน ท่านอยู่ตามลำพัง แต่อยู่กับพวกภูตผีโหงพราย และ กุมารทอง ซึ่งท่านเลี้ยงไว้เกือบ ๒๐ ตัว" พูดจบนิกรก็มองดูช่องประตูนั้น "จำข้าไม่ได้หรือ อ้ายหนู"

"อ๋อ" ผีกุมารทอง อุทานขึ้นดังๆ "คุณนิกร หรอกหรือครับ พาผีที่ไหนมาด้วยล่ะครับ"

อาเสี่ย แยกเขี้ยวแล้วตวาดลั่น

"กูเป็นคนโว้ยไม่ใช่ผี ยังไม่ทันตายเห็นกูเป็นผีแล้วไหมล่ะ"

เสียงประตูห้องดังกริ๊ก ต่อจากนั้นประตูบานหนึ่งก็เปิดออก ผีกุมารทอง ซึ่งเป็นเด็กผู้ชายอายุประมาณ ๑๐ ขวบ แต่งกายแบบไทยเดิม เกล้าจุกเรียบร้อยได้ยกมือไหว้ พ.อ. นิกร อย่างนอบน้อม

"เชิญครับ ผู้การ อาจารย์ กำลังนั่งเทียนอยู่ข้างบน" แล้วเจ้าผีเด็ก ก็กล่าวกับ เสี่ยหงวน อย่างยิ้มแย้ม

"ขอโทษนะครับที่ผมเข้าใจผิดคิดว่าคุณเป็นอสุรกาย เพราะคุณรูปร่างสูงเหมือนเปรต"

เสี่ยหงวนทำตาเขียว

"สูง ๖ ฟิต เศษเท่านั้น แกเข้าใจว่าฉันเป็นอสุรกาย "

กุมารทอง ผีชั้นดีของ อาจารย์ก้อน รีบปิดประตูใส่กลอนตามเดิม ซึ่งห้องพักของ อาจารย์ก้อน นี้ได้ปิดประตูใส่กลอนตลอดวัน จะเปิดก็ต่อเมื่อมีแขกมาหา หรือ อาจารย์ก้อน ออกไปธุระนอกบ้านเท่านั้น ส่วนอาหารการกินหรือเครื่องดื่ม พวก โหงพราย หรือ กุมารทอง จะออกไปซื้อให้อาจารย์ ทางประตูหลังตึกแถว ปรากฏว่าพวกเพื่อนบ้านใกล้เคียงหรือร้านค้าแถวนั้นได้รู้จัก ภูตผีโหงพรายและ กุมารทองของ อาจารย์ก้อน เป็นอย่างดี ผีบางตัวเป็นหนี้ค่าข้าวผัด ก๋วยเตี๋ยวผัด ค่าบุหรี่ กาแฟ ไว้มากมาย เจ้าของร้านทวงเข้าก็แหกหูแหกตาหลอก บางทีก็สำแดงฤทธิ์ควักพุงออกมา หรือจำแลงแปลงตนให้น่าเกลียดน่ากลัวตามภาษาผี

เพราะ นิกร เป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของ อาจารย์ก้อน เขาจึงถือวิสาสะพาเสี่ยหงวน เพื่อนเกลอของเขา ขึ้นบันไดไปชั้นบนของตึกแถวห้องนั้น สองสหายต่างแลเห็น จอมหมอผี ผู้มีนามว่า อาจารย์ก้อน นั่งขัดสมาธิประนมมืออยู่บนเบาะสี่เหลี่ยม ซึ่งเบื้องหน้าของอาจารย์ก้อน มีเทียนขี้ผึ้งเล่มใหญ่ปักไว้ นิกร กับ กิมหงวน ทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเบื้องหน้า อาจารย์ก้อน แล้วนิกร ก็ร้องเรียก อาจารย์ของเขา

"อาจารย์ ครับ อาจารย์ อาจารย์ครับ วะ ถ้าจะนั่งหลับเสียแล้ว" แล้วนิกรก็ตะโกนลั่น "อาจารย์ ครับ ผม นิกร เอาเงินมาให้ใช้ครับ"

จอมหมอผี ลืมตาโพลงและเป่าเทียนดับ เขายิ้มให้นิกร ลูกศิษย์ของเขาด้วยความตื่นเต้นดีใจ

"นึกยังไงขึ้นมาล่ะถึงเอาเงินมาให้ผมในเวลาค่ำคืนเช่นนี้"

"ไม่มีอะไรหรอกครับ อาจารย์ นอกจากผมเคารพรักและกตัญญูต่อ อาจารย์นั่นเอง" พูดจบนิกรก็ล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตฮาวายของเขาหยิบเหรียญบาทอันหนึ่ง ออกมายัดใส่มืออาจารย์ก้อน "เอาไว้ใช้นะครับ อาจารย์ อย่างน้อยก็ควรจะซื้อกะปิ น้ำปลาหรือเครื่องเค็มไว้กินบ้าง"

จอมหมอผี ค้อนปะหลับปะเหลือก

"มีธุระอะไรที่จะใช้ผมหรือเปล่า"

เสี่ยหงวน พูดโพล่งขึ้นทันที

"คุยกับผมบ้างซิครับ อาจารย์ อาจารย์ยังไม่ได้ปริปากพูดกับผมสักคำ"

"โอ-ขอโทษทีครับ อาเสี่ย ผมอยากจะรู้ว่านิกรมีธุระอะไรหรือเปล่าก็มัวแต่ซักถามอยู่ อาเสี่ย สบายดีหรือครับ"

เสี่ยหงวน ยิ้มออกมาได้

"ขอบคุณครับ สบายดีครับ อาจารย์"

อาจารย์ก้อน ซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"ผมก็ว่าอย่างนั้น ตอนนี้หน้าตาของ อาเสี่ย มีสง่าราศีมาก อาจจะได้เป็นนายพล ในเร็วๆ นี้ก็ได้ ถ้า อาเสี่ยสนใจพรุ่งนี้มาหาผมในตอนกลางวัน ผมจะนั่งดูเทียนให้"

เสี่ยหงวน ตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว

"ผมน่ะหรือครับจะได้เป็น นายพล"

"ครับ มีหวัง ๙๐ เปอร์เซนต์แล้ว แต่มันมีอะไรขัดข้องอยู่บ้าง ถ้าหากว่าผมใช้เวทย์มนตร์ช่วย อาเสี่ย ต้องได้เป็น นายพล แหงๆ "

"ตกลงครับ อาจารย์ พรุ่งนี้ตอนเที่ยงผมจะมาหา อาจารย์จะคิดค่าป่วยการสักเท่าไรครับ ผมจะได้เตรียมเงินมาให้พร้อม"

จอมหมอผี ยิ้มอายๆ

"ผมคิดราคาแบบยุติธรรมครับ คือคิดตามสมควรในการนั่งเทียนมองดูอนาคตของอาเสี่ย และทำพิธีปัดเป่าสิ่งที่มาขัดขวางโชคชะตาเป็นอย่างไรผมคิดเพียง ๕๐๐ บาท"

พ.อ. นิกร หัวเราะก้าก

"ไม่ต้องครับ อาจารย์ ผมดูตัวของผมเองได้ เงิน ๕๐๐ บาท ผมใช้ได้ตั้งเดือน อ้า อาจารย์รีบแต่งตัวไปกับเราเถอะครับ ขณะนี้พวกผมรับอาสาปราบผีที่คฤหาสน์ร้างหลังหนึ่งทางบางเขน ผีที่นั่นดุมากหลอกหลอนคนกลางวันแสกๆ พวกเราได้ไปที่บ้านนั้นตอนสองทุ่มและได้เผชิญกับผีอย่างน่าหวาดเสียว วิชาที่ผมเรียนรู้จาก อาจารย์ ใช้ไม่ได้ผลหรอกครับ เพราะผีมันไม่กลัวคาถาอาคมของผม บังคับให้มันลงหม้อ มันก็เหยียบหม้อแตก ขณะนี้เพื่อนๆ และลูกหลานทุกคนกับพ่อตาของผมและอ้ายแห้ว คอยอยู่ที่บ้านหลังนั้น รีบไปเถอะครับ อาจารย์ ผมแน่ใจว่า อาจารย์เป็นหมอผี ชั้นยอดอย่างไรก็ต้องปราบผีร้ายนี้ได้สำเร็จ อ้าว หลับเสียแล้วอาจารย์"

อาจารย์ก้อน ลืมตาโพลง

"เปล่า-ไม่ได้หลับ ผมกำลังนั่งทางในตรวจดูปีศาจร้ายนี้"

เสี่ยหงวน ยิ้มให้และถามว่า

"ได้ความว่ายังไงครับ"

อาจารย์ก้อน ทำหน้าเคร่งเครียด

"ผีรายนี้ดุร้ายจริงๆ เพราะเป็นผีตายโหง เจ้าของบ้านได้ยิงตัวตายเพราะความเสียใจ ที่คฤหาสน์นั้นตกไปเป็นของคนอื่น วิญญาณของเจ้าของบ้านไม่ยอมไปผุดไปเกิด ก็เพราะเสียดายบ้านหลังนั้นที่คนสร้างขึ้นด้วยหยาดเหงื่อ เราตกลงว่าราคากันเสียเลยนะครับ ค่าคำนับครู ๑๐๐ บาท ค่าป่วยการของผมอีก ๔๐๐ บาท รวมทั้งหมด ๕๐๐ ก็แล้วกันครับ ค่ารถผมไม่คิด ผมรับรองว่าผมจะจับผีที่บ้านนั้นใส่หม้อให้หมดแล้วเอาไปถ่วงแม่น้ำ ซึ่งมันจะไม่มีโอกาสได้ผุดได้เกิดอีกเลย ถ้าตกลงก็จ่ายเงินให้ผมก่อนตามระเบียบของผม"

นิกรมองดูอาจารย์ก้อน ด้วยความน้อยใจ

"ผมเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของ อาจารย์ แท้ๆ อาจารย์ยังเรียกผมตั้งครึ่งพัน"

"รับจ้างปราบผี"

"โธ่-ผมคิดถูกที่สุดแล้ว ถ้าเป็นคนอื่นต้อง ๑,๕๐๐ บาท การจับผีไม่เหมือนกับจับจิ้งหรีดหรือจับกบนะครับ คุณนิกร จับผีพลาดนิดเดียวผมก็ต้องเสียชีวิต คุณก็คงจะทราบแล้วว่า หมอผีชั้นดีเคยถูกผีหลอกมามากต่อมากแล้ว"

นิกร ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองธนบัตร ออกมาเปิดออกแล้วดึงเอกสารชิ้นหนึ่งส่งให้ อาจารย์ก้อน อย่างนอบน้อม

"ผมไม่มีเงินสดติดตัวมาเลย เอาเช็คไว้ก็แล้วกันนะครับ นี่คือเช็คเงินสดสั่งจ่ายให้ผู้ถือ ๖๐๐ บาท ผมให้อาจารย์ ครับ"

อาจารย์ก้อน หัวเราะแล้วคืนเช็คให้ นิกร

"เรื่องเช็คผมไม่เคยรับหรอกครับ ถึงจะเป็นเช็คของเศรษฐีก็เชื่อไม่ได้ มักจะติดสปริงไว้ทุกใบ เอาเช็คไปเบิกเงินทีไรต้องเด้งออกมาจากธนาคารทุกที จ่ายเป็นเงินสดเถอะครับ"

นิกร หันมาทาง เสี่ยหงวน

"ขอเงินกันสัก ๕๐๐ เถอะวะ"

อาเสี่ยล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตฮาวายหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่ง เขานับเงินได้ ๕๐๐ บาท แล้วส่งให้ อาจารย์ก้อน

"รีบไปเถอะครับ อาจารย์"

อาจารย์ก้อน มองดูธนบัตรใบละร้อยบาทแบบใหม่ทีละใบอย่างพิจารณา แล้วพูดว่า "เอาแบ็งค์ปลอมมาให้ผม"

นิกร พูดตัดบท

"ผมกับ อ้ายหงวน ลงไปรอที่รถนะครับ เราให้เวลาอาจารย์อาบน้ำแต่งตัว ๑๐ นาที เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดนี้เสียด้วยนะครับ เหม็นสาปเหลือทนแล้ว"

อาจารย์ก้อน หัวเราะหึๆ

"เสื้อผ้าของผมเปลี่ยนได้เดือนละครั้ง สำหรับน้ำผมอาบไม่ได้ ได้แต่เช็ดตัวเท่านั้น ขืนอาบน้ำวิชาอาคมผมก็เสื่อม ขอเวลาผมนาทีเดียวเท่านั้นเพื่อเตรียมเครื่องมือปราบผี"

เสี่ยหงวน ยิ้มให้ อาจารย์ก้อน

"ตามสบายครับ อาจารย์ อ้า อาจารย์ ซื้อน้ำหอมใช้บ้างซีครับ กลิ่นตัว อาจารย์ เหม็นสาปสางยังไงชอบกล ถ้าให้ผมจูบจั๊กแร้ อาจารย์ สักฟอด ผมคงชักดิ้นชักงอตายแน่"

คาดิลแล็คเก๋งพา อาจารย์ก้อน จอมหมอผี มาถึงคฤหาสน์ผีสิงในเวลา ๒๒.๐๐ น. เศษ พอรถเลี้ยวผ่านประตูบ้านเข้ามา นิกร กับ กิมหงวนและ อาจารย์ก้อน ก็แลเห็น พล.ต. พล ศาสตราจารย์ดิเรก พร้อมด้วย เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้ว กับ สี่สหายหนุ่ม ยืนรวมกลุ่มกันที่ริมถนน ห่างจากตัวตึกประมาณ ๑๐ เมตร

เสี่ยหงวน บังคับรถเก๋งคันงามของเขา ให้หยุดห่างจากรถปอนเตี้ยคเพียงเล็กน้อย ต่อจากนั้นสองสหาย เชิญ อาจารย์ก้อนลงจากรถ ท่านอาจารย์ แต่งกายในชุดเดิม นุ่งขาวห่มขาว ซึ่งสีขาวของผ้ากลายเป็นสีดำด้วยความสกปรกเหมือนผ้าขี้ริ้ว อาจารย์ก้อนสะพายย่ามใหญ่สีแดง ในย่ามมีหม้อใหม่ใบเล็กๆ พร้อมด้วยเครื่องมือปราบผีและจับผีหลายอย่างตามแบบฉบับของ หมอผี ชั้นดี

ทุกคนพากันเดินเข้ามาหา อาจารย์ก้อน และกล่าวทักทาย อาจารย์ก้อน ด้วยความสนิทสนมคุ้นเคย เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบบอกให้ อาจารย์ก้อน ทราบ

"ผีที่นี่ดุร้ายมากเชียวนะ อาจารย์ พวกเราล่าถอยลงมาจากตึกยืนรวมกลุ่มกันที่นี่ มันยังหลอกพวกเราตั้งหลายครั้ง"

จอมหมอผี นิ่งฟังด้วยความสนใจ

"มันทำยังไงบ้างครับใต้เท้า"

"มันปลุกปล้ำกันบนตึกเสียงตึงตังโครมครามและบางทีก็โห่ร้องซ้อมเดินขบวนกัน บางทีก็พูดแบบไฮด์ปาร์ค ม่ายงั้นก็โผล่หน้าให้เราเห็นตามช่องหน้าต่าง"

อาจารย์ก้อน หัวเราะเบาๆ

"ดีครับ ผีดุๆ อย่างนี้ผมชอบ อย่างช้าภายในครึ่งชั่วโมงผมจะจับมันใส่หม้อให้หมด เรื่องผีที่ดุร้ายผมเคยผจญกับมันมามากแล้วครับ ก็ไม่เห็นว่ามันเก่งกาจอะไร ผมซัดข้าวสารไปกำเดียวมันก็ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด หวายเสกของผมหวดถูกมันเข้ามันก็ร้องโหยหวน"

มีเสียงปีศาจตนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"หมอผี ชั้นดี หรือ อีแร้งวัดสระเกศมาแล้วโว้ยพวกเราคืนนี้กูต้องฆ่า อาจารย์ก้อน ให้ได้"

ทุกคนหันมามองดู อาจารย์ก้อน ด้วยความเป็นห่วง แต่ อาจารย์ก้อน ไม่ได้แสดงท่าทีหวาดหวั่นเลย ใบหน้าของเขายิ้มแสยะ เขามองขึ้นไปบนตึกและกล่าวว่า

"ผมจะจัดการกับปีศาจที่บ้านนี้เดี๋ยวนี้แหละครับ จะได้รู้เท็จจริงว่ามันแน่สักแค่ไหน ผมเคยปราบผีที่ตลิ่งชันมารายหนึ่งซึ่งดุร้ายที่สุด ขนาดกอดปล้ำชกต่อยกับผมเกือบชั่วโมงกว่าผมจะเอามันลงหม้อได้ ในที่สุดผมก็ปราบมันได้ราบคาบทั้งๆ ที่มันต่อยผมหน้าตายับเยินไปหมด" พูดจบหมอผี ก็หันมายิ้มให้ นิกร ลูกศิษย์ก้นกุฏิของเขา "ไป คุณนิกรขึ้นไปบนตึกกับผม คุณจะได้ช่วยผมปราบผีปีศาจที่คฤหาสน์หลังนี้"

นิกร ยิ้มแห้งๆ

"อย่าเลยครับ อาจารย์ ให้ผมเป็นผู้สังเกตการณ์ดีกว่า ชวนอ้ายแห้ว ขึ้นไปเถอะครับ"

เจ้าแห้ว สะดุ้งโหยง

"รับประทานไม่สำเร็จแน่ เป็นตายอย่างไรผมก็ไม่ยอมขึ้นไปบนตึกหลังนี้" แล้ว เจ้าแห้วก็ทำท่าขนพองสยองเกล้าด้วยความหวาดกลัวผีปีศาจ

อาจารย์ก้อน มองดู สี่สหายหนุ่ม และแกล้งสัพยอกว่า

"ใครกล้าพอที่จะเป็นผู้ช่วยผมขึ้นไปบนตึก"

ร.อ. นพ หัวเราะ

"กล้าน่ะกล้าครับ แต่จะให้ขึ้นไปบนตึกผมไม่เอา"

"คุณพนัส ล่ะ" หมอผี ถามลูกชายของ พล

พนัส ยิ้มแห้งๆ

"เอาไว้โอกาสหลังเถอะครับ อาจารย์"

ศาสตราจารย์ดำรง พูดเสริมขึ้น

"ถ้าหากว่า อาจารย์ ปราบผีรายนี้ได้ ผมจะสมัครเรียนเวทย์มนตร์คาถากับ อาจารย์ ครับ ผมกับพ่อเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อว่าผีมีจริง ส่วนนักวิทยาศาสตร์อื่นๆ เขาไม่เชื่อก็ช่างเขา"

ทันใดนั้นเองเสี่ยตี๋ ได้แหกปากร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"เตี่ย "

ทุกคนหันมามองดู ร.อ. สมนึก อย่างโมโห เสี่ยหงวนปราดเข้ามายกกำปั้นขวาทุบหลังลูกชายของเขาดังตุ้บ

"อยู่กันแค่นี้ต้องแหกปากเรียกด้วยหรือ"

เสี่ยตี๋ ชี้มือไปที่หน้าต่างชั้นบน

"ดูหน้าต่างนั่นซี เตี่ย"

ทุกคนมองตามมือเสี่ยตี๋ ต่างแลเห็นเป็นปีศาจร้ายตนหนึ่งยืนเด่นที่ช่องหน้าต่างบานนั้น รูปร่างของมันก็เหมือนมนุษย์ธรรมดา แต่คอของมันยาวมาก ยื่นออกมานอกหน้าต่างเกือบ ๒ เมตร มองดูคล้ายๆ กับคอห่าน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกปืนพกคู่มือเล็งยิงไปที่ปีศาจตนนั้นหนึ่งนัด

"ปัง"

เสียงกระสุนปืนรีวอลเวอร์ดังกังวานกึกก้อง ทำลายความเงียบในยามนี้แต่ชาวบ้านใกล้เรือนเคียงไม่สนใจ เพราะปรากฏว่าชาวบ้านได้ใช้ปืนพกยิงขู่ขโมยเสมอ บางทีก็ยิงขับไล่ เมื่อหน่วยงัดแงะหรืออ้ายตีนแมวบุกเข้ามาในบ้านของตน

กระสุนนัดนั้นทำให้ปีศาจคอยาวหายวับไป อาจารย์ก้อนว่าคาถาพึมพำแล้วเดินตรงไปที่ตึกใหญ่ด้วยจิตใจเข้มแข็งผิดปรกติ เพราะเคยเผชิญกับปีศาจที่ดุร้ายมามากแล้วนั่นเอง คณะพรรคสี่สหายกับลูกชายของเขา ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และ เจ้าแห้ว ต่างพากันมองดูยอดหมอผี จนกระทั่ง อาจารย์ก้อน เดินขึ้นบันไดไปบนตึกและหายเข้าไปในห้องโถง

คฤหาสน์ผีสิงทั้งชั้นบนและชั้นล่างมีแสงไฟส่องสว่าง แต่ถึงกระนั้นก็สงบน่ากลัว บ้านที่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นครึ้มสูงกว่าหลังคาตึกทำให้บรรยากาศน่ากลัวมาก คฤหาสน์หลังนี้คล้ายกับปราสาทผีดิบ หรือที่อยู่อาศัยของเคาท์แดร็กคูล่าจอมผีดิบที่ดุร้าย

อาจารย์ก้อน ปลดย่ามออกจากบ่าและวางบนโต๊ะตัวหนึ่ง ต่อจากนั้นเขาก็หยิบหม้อใหม่ออกมาจากย่ามพร้อมด้วยเครื่องมือปราบผีอีกหลายอย่างมือขวาของหมอผี ถือหวายเสกซึ่งหวายเส้นนี้โตขนาดนิ้วก้อยและยาวประมาณ ๑ เมตร

อาจารย์ก้อน สะดุ้งเล็กน้อย เมื่อแลเห็นปีศาจหรืออสุรกายประมาณ ๑๐ ตน เดินลงบันไดมาจากชั้นบนด้วยการกระทืบเท้าโครมๆ ในท่าทางคึกคะนองปราศจากความเกรงกลัว อาจารย์ก้อน

อาจารย์ก้อน เสียขวัญเล็กน้อย เขาจ้องมองปีศาจร้ายและบอกตัวเองว่า ปีศาจและอสุรกายเหล่านี้ล้วนแต่ผีตายโหงที่มีอิทธิฤทธิ์สามารถจำแลงแปลงตัวได้ต่างๆ จอมหมอผี ผละจากโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวนั้นยืนเด่นอยู่กลางห้อง มือซ้ายกำข้าวสารไว้หนึ่งกำมือ มือขวาถือหวายเสก พวกปีศาจต่างเดินเข้ามาห้อมล้อม อาจารย์ก้อน ทันใดนั้นเอง จอมหมอผีก็ซัดสาดข้าวสารไปยังร่างของปีศาจเหล่านั้น แล้วยกหวายเสกขึ้นหวดซ้ายขวา แต่ก็ไม่ปรากฏว่าหวายเสกของ อาจารย์ก้อน ทำให้ปีศาจตัวไหนได้รับความเจ็บปวด อย่างไรก็ตามปีศาจร้ายได้ถอยไปยืนรวมกลุ่มกันทางบันไดขึ้นลง

"พวกมึงจะลองดีกับกูยังงั้นเรอะ" อาจารย์ก้อนพูดเสียงสั่นเครือผิดปรกติ

ฝูงปีศาจยิ้มใหญ่ไปตามกัน ปีศาจตนหนึ่งซึ่งเป็นผู้หญิงในวัยกลางคนและอยู่ในสภาพของผีตายที่กำลังขึ้นอืดเนื้อตัวบวมฉุและชิ้นเละได้จ้องมองดูอาจารย์ก้อน อย่างขบขันและกล่าวว่า

"เจ้ารู้ไหมว่า เจ้าของบ้านนี้ได้จ้าง หมอผี หลายคนมาปราบพวกเรา แต่หมอผีเหล่านั้นถูกเราฆ่าตายหรือม่ายก็วิ่งหนีออกไปจากบ้านไปล้มเจ็บเพราะความเกรงกลัวเราถึงแม้ว่าเจ้าเป็นหมอผี ชั้นดีเจ้าก็ไม่มีทางที่จะปราบเราได้"

"หวายของเจ้าตีเราไม่ถูกหรอก จะใช้ปราบได้ก็แต่ผีชั้นเลวเท่านั้น ข้าวสารที่เจ้าสาดซัดพวกเราไม่เห็นจะเจ็บปวดอะไรสักนิด ข้าวมันแพงโว้ย เก็บไว้หุงกินดีกว่าเชื่อเราเถอะ อาจารย์ก้อน"

ปีศาจหัวโตเท่าตุ่มน้ำพูดขึ้นบ้าง

"เงินที่เขาจ้างเจ้ามาปราบเรา มีค่าไม่คุ้มกับชีวิตเจ้าหรอก ถ้ายังไม่อยากตายก็รีบลงไปจากตึกหลังนี้และกลับไปบ้านเสีย แต่ถ้าเจ้าคิดว่าเจ้ามีเวทย์มนตร์คาถาพอที่จะบังคับพวกเราได้ก็ลองดู"

อาจารย์ก้อนว่าคาถาพึมพำ แต่แทนที่ปีศาจจะเกรงกลัวเวทย์มนตร์ของเขากับพากันหัวเราะเยาะและพูดถากถางต่างๆ นานา ทำให้ อาจารย์ก้อนเสียขวัญ อย่างไรก็ตามเขาจะต้องรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีแห่งความเป็น หมอผี ของเขาไว้ อาจารย์ก้อนพยายามเต๊ะท่าว่าเขาไม่กลัวผีปีศาจเหล่านี้ เขายกมือซ้ายขึ้นชี้หน้าพวกผีและกล่าวว่า

"พวกมึงอย่าพึ่งไปไหนนะ ถ้าแน่จริงรอกูสักประเดี๋ยวเราจะได้รู้ดีรู้ชั่วกันว่า ในระหว่างหมอผีชั้นยอดกับปีศาจชั้นเยี่ยม ใครจะแน่กว่าใคร ถ้ากูจับพวกมึงใส่หม้อไม่ได้กูก็เลิกเป็น หมอผี" พูดจบ อาจารย์ก้อน ก็รีบเดินออกไปทางหน้าตึกอย่างรวดเร็ว

หมอผีลงบันไดเข้าไปหา สี่สหายกับ ลูกชายของเขา และ ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ เจ้าแห้ว ซึ่งยืนรวมกลุ่มกันอยู่ที่ถนนหน้าตึก

"ว่ายังไงครับ อาจารย์" ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการ

อาจารย์ แกล้งแสดงสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"ก็ไม่เห็นดุร้ายอะไรนี่ครับ ปีศาจบางตัวหลอกหลอนผม ผมซัดด้วยหวายเสกทีเดียวตัวงอไปเลย อีกตัวถูกผมเตะกลิ้ง นอกนั้นหลบหนีไป ผมทำงานคนเดียวเห็นจะต้องเสียเวลาไม่ต่ำกว่า ๕-๖ ชั่วโมง ขอให้ใครขึ้นไปช่วยผมสักคนเถอะครับ"

พล.ต. พล พยักหน้ากับ ร.อ. นพ

"ไป-อ้ายนพ ไปช่วย อาจารย์ หน่อยเถอะวะ จับมันลงหม้อให้เสร็จ เราจะได้กลับเสียที"

ลูกชายของ นิกร ทำหน้าเบ้

"ไม่ละครับ ลุงก็รู้ดีแล้วว่า ผมกับผีไม่ลงรอยกันมานานแล้ว"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นในหมู่นักปราบผี ต่างคนต่างแสดงความหวาดกลัว ไม่ยอมติดตาม อาจารย์ก้อน ขึ้นไปบนตึกตามคำขอร้อง แม้กระทั่ง พล.ต. พล กับ ร.อ. พนัส ลูกชายของเขา ต่างก็ยอมรับว่ามีความหวาดหวั่นเกรงกลัวผีปีศาจที่นี่ เพราะมันดุร้ายมาก

มีเสียงปีศาจร้ายร้องตะโกนลงมาจากตึกใหญ่

"ขึ้นมาเร็วๆ โว้ยอาจารย์ ลื้อชื่อ อาจารย์ก้อนเฉยๆ หรือก้อนขี้หมาวะ"

จอมหมอผีฝืนหัวเราะ เขามองดูหน้า คณะพรรคสี่สหาย และกล่าวว่า

"อย่าให้เสียเวลาเลยครับ ขอให้พวกคุณคนใดคนหนึ่งติดตามผมขึ้นไปบนตึก เพื่อช่วยผมจับผี"

ร.อ. พนัสสบตากับ อาจารย์ก้อน เขากล่าวว่า

"พวกเรากำลังปอดลอยครับ อาจารย์ เอาอย่างนี้เถอะครับ อาจารย์นึกนิ้วไว้และยื่นมือทั้งสองข้างให้พวกเราจับ ใครจับนิ้วที่อาจารย์ นึกไว้ก็จะต้องขึ้นไปบนตึกช่วย อาจารย์ จับผี อย่างนี้ยุติธรรมดีครับ"

หลายคนเห็นพ้องกับ ร.อ. พนัส แม้กระทั่ง จอมหมอผี ก็เห็นชอบด้วย อาจารย์ก้อนเหน็บหวายไว้ที่เข็มขัดของเขาและยื่นมือทั้งสองข้างให้ทุกคนจับคนละนิ้ว ครบสิบนิ้วพอดี ต่อจากนั้น อาจารย์ก้อน ก็กระดิกนิ้วชี้มือขวาของเขา ซึ่งนิกร เป็นคนจับ พอนิ้วกระดิก นิกร ก็มีท่าทางเหมือนกับจะเป็นลม

"ผมหรือครับ อาจารย์ " นิกร ถามละล่ำละลัก

"ครับ ใช่ ผมสาบานได้ว่า ผมนึกนิ้วชี้มือขวา เมื่อคุณจับได้คุณก็ต้องร่วมงานกับผม รีบขึ้นไปบนตึกเถอะครับ คุณนิกร ผีที่นี่ไม่ดุร้ายจนเกินไปหรอกครับ ดุขนาดหมาดุๆ เท่านั้น"

นิกร ฝืนยิ้ม

"หมากับผีมันไม่เหมือนกันนะครับ อาจารย์" แล้วเขาก็หันมาทางเพื่อนเกลอของเขา "กูนึกอะไรไม่มีผิด อย่างไรก็ต้องจับได้นิ้วที่ อาจารย์ นึกไว้ คนซวยละก็เป็นอย่างนี้แหละ"

ร.อ. นพ พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"พ่อ มีอะไรที่จะสั่งผมให้ไปบอก แม่ หรือ คุณย่า บ้างไหมครับ"

นิกร ทำปากจู๋

"มึงนึกว่าผีจะหักคอกูยังงั้นเรอะ อ้ายนพ"

"ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ผมว่า....มันยังไม่ทันหักคอ พ่อก็ช็อคตายเสียก่อน"

นิกรค้อนปะหลับปะเหลือก

"ชิบหาย พูดอะไรไม่เป็นสิริมงคลแก่ พ่อ เสียเลย แกอย่าลืมว่าฉันก็เป็นลูกศิษย์มีอาจารย์ ได้เล่าเรียนวิชาไสยศาสตร์และเวทย์มนตร์คาถามาพอตัว"

"ถูกละครับ" ร.อ. นพ พูดยิ้มๆ "แต่หมอผี ตายเพราะผีมีถมเถไป พ่อ เองก็เคยเล่าให้ผมฟัง"

นิกร ทำตาปริบๆ แล้วร้องขึ้นดังๆ

"นึกนิ้วเมื่อกี้นี้ยกเลิกโว้ย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นทันที

"แกต้องทำตามคำมั่นสัญญา แกเป็น นายทหารผู้ใหญ่ มียศเป็นพันเอกพิเศษ เมื่อแกจับนิ้วที่ อาจารย์ก้อนเขานึกไว้ แกก็ต้องร่วมมือกับเขา"

"ก็ อ้ายนพ มันพูดจนกระทั่งผมดีฝ่อ"

ร.อ. พนัส พูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"สู้มันครับ อากร เรื่องฝีไม้ลายมือ อากร ของผมก็ไม่ใช่ย่อย"

"ใช่" นิกร พูดเสียงหนักๆ "แต่กับคนนะโว้ยไม่ใช่กับผี มนุษย์เดินดินด้วยกันแล้ว ต่อให้อ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยหัวล้านอกขน อาก็ไม่กลัว"

ท่านเจ้าคุณ ยกเท้าขวาเตะลูกเขยจอมทะเล้นของท่านเต็มเหนี่ยว แต่นิกรสปริงตัวล่าถอยออกไปเสียก่อน เจ้าคุณปัจจนึกฯ จึงเตะถูกอากาศดังวืด ต่อจากนั้นนิกรก็เดินตามอาจารย์ก้อน ตรงไปยังตึกใหญ่ท่ามกลางเสียงพึมพำของคณะปราบผี ซึ่งยืนมองอยู่ด้วยความตื่นเต้นและเป็นห่วงนิกร กับจอมหมอผีผู้ยิ่งใหญ่ ทุกคนได้ยินเสียงสุนัขข้างบ้านหอนขึ้นอย่างเยือกเย็นอีกหลายตัวก็หอนรับติดต่อกันไป

เสี่ยหงวน จ้องตาเขม็งดู อาจารย์ก้อน กับ นิกร ซึ่งเดินขึ้นไปบนตึกและหายเข้าไปในห้องโถง อาเสี่ย ถอนหายใจหนักๆ และหันมาพูดกับ นายพลดิเรก ว่า

"หมาเริ่มหอนแล้ว แสดงว่ามันเห็นผี อ้ายกร เพื่อนเราอาจจะถูกผีหลอกช็อคตายก็ได้"

อาจารย์ก้อนกับนิกร ลูกศิษย์ก้นกุฏิ ปรากฏตัวอยู่ในห้องโถงท่ามกลางแสงไฟฟ้ากลางเพดานห้องและริมผนังตึก จอมหมอผีปลดย่ามที่บรรจุเครื่องมือปราบผีออกจากบ่าวางลงบนโต๊ะสี่เหลี่ยมยาวริมผนังตึกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด นิกร มองดูข้าวของต่างๆ ที่ อาจารย์ก้อน ล้วงออกมาจากย่าม มีข้าวสารใส่โถพลาสติกขนาดเล็ก ธูปกระแจะและเทียนขี้ผึ้งขนาดใหญ่ นอกจากนี้ก็มีด้ายสายสิญจน์หนึ่งขด หม้อใหม่คือหม้อดินเผาอีกหนึ่งใบ มีผ้ายันต์ปิดปากหม้อไว้ครึ่งหนึ่งและมีขวดใส่น้ำมัน ไพลเสกก้อนแห้งๆ ผ้ายันต์สีแดงห่อของสองห่อ ที่ทำให้นิกรตื่นเต้นเสียขวัญก็คือกะโหลกหัวมนุษย์หนึ่งหัวที่ อาจารย์ก้อน หยิบออกมาจากย่ามเป็นชิ้นสุดท้ายและวางลงบนโต๊ะ

อาจารย์ก้อน ยกไม้สีดำเล็กๆ มีขนาดใหญ่และยาวกว่าตะเกียบเพียงเล็กน้อยขึ้นเคาะกะโหลกผี แล้วพูดเสียงหนักๆ ว่า

"อ้ายคง....มึงบอกกูซิว่าผีปีศาจที่บ้านนี้ดุร้ายมากน้อยเพียงใด กูพอจะปราบมันได้ไหม"

นิกร กล่าวถาม อาจารย์ก้อน ด้วยเสียงสั่นๆ

"เจ้าของกะโหลกนี้ชื่อ คง หรือครับ"

"ครับ อ้ายคง หรือ เสือคง จอมโจรในสมัย ๖๐ ปี ที่แล้วมา เคยปล้นและฆ่าเจ้าทรัพย์ตายมามากต่อมาก ผมได้หัวกะโหลกของอ้ายคง มาจากป่าช้านักโทษประหารทางพระประแดง ผมก็เลี้ยง อ้ายคง ไว้ อ้ายคง มีส่วนช่วยเหลือผมมาก เกี่ยวกับเรื่องผีปีศาจร้าย" พูดจบ อาจารย์ก้อนก็ยกไม้เคาะหัวกะโหลก เสือคง อีก "ว่ายังไงวะ อ้ายคง"

นิกร นัยน์ตาเหลือกและถอยหลังกรูด เมื่อแลเห็นกะโหลกอ้าปากปะหงับๆ และพูดออกมา

"แย่หน่อยครับ อาจารย์ ผีที่บ้านนี้ล้วนแต่ผีตายโหงทั้งนั้น มีผีอยู่ที่นี้ไม่น้อยกว่า ๒๐ ตัว เรื่องมันก็ไม่มีอะไรหรอกครับ เจ้าของบ้านเดิมเขาหวงบ้านของเขา"

อาจารย์ก้อน หันมามองดู พ.อ. นิกร ลูกศิษย์ก้นกุฏิของเขา

"ได้ยินไหมครับ ผีสาง อ้ายคง มันบอกว่า ผีที่นี่ดุร้ายไม่ใช่เล่นเพราะเป็นผีตายโหง แต่ถึงกระนั้นผมก็ไม่กลัวมัน จะจับใส่หม้อให้หมด ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นคุณอย่าทิ้งผมนะ"

พ.อ. นิกร กลืนน้ำลายเอื้อก

"อ้าว ไหงพูดอย่างนี้ล่ะครับ อาจารย์"

อาจารย์ก้อน ฝืนหัวเราะ

"ผมพูดไม่ใคร่ถูกครับ ผมกำลังขอร้องคุณให้ร่วมงานกับผม ถ้าหากว่าผีปีศาจที่นี่มันสำแดงแผลงฤทธิ์หรือหลอกหลอนเรา คุณไม่ต้องกลัวมันนะครับ"

นิกร ยิ้มแห้งๆ

"กลัวน่ะไม่กลัวหรอกครับ อาจารย์ ผิดนักผมก็วิ่งออกไปนอกตึก"

"แล้วกัน" อาจารย์ก้อน อุทาน "วิ่งหนีผีน่ะอย่างน้อยก็จับไข้หัวโกร๋นนะครับ คุณจะต้องทำใจให้เข้มแข็งเหมือนอย่างผม คุณได้เล่าเรียนเวทย์มนตร์คาถามาจากผมมามากแล้ว ซึ่งเท่ากับว่าคุณเป็นหมอผีชั้นดีคนหนึ่ง"

นิกรได้ยินเสียงฝีเท้าใครคนหนึ่ง เดินลงบันไดอย่างแช่มช้า จึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นดูและแล้วนิกรก็เย็นวาบไปทั้งตัว เมื่อเขาแลเห็นอสุรกายร่างสูงใหญ่ปราศจากศีรษะ ร่างกายเปลือยเปล่า มือขวาถือหอกสามง่ามกำลังพาตัวเดินลงบันไดมา

"อาจารย์ ครับ" นิกรพูด "หันไปมองดูบนบันไดหน่อยเถอะครับ มีใครคนหนึ่งกำลังลงบันไดมา ถือสามง่ามเสียด้วย"

อาจารย์ก้อน จอมหมอผี ไม่กล้าหันหน้าไปมองดูที่ช่องบันไดนั้น ทำเป็นไก๋ก้มลงมองดูหม้อใหม่และถาม นิกร เบาๆ ว่า

"ผีหรือคน"

"ผมว่าผีครับ"

"ไหงเข้าใจอย่างนั้นล่ะครับ"

"ก็มันไม่มีหัวนี่ครับ รูปร่างสูงกว่าอ้ายหงวน ตั้ง ๒ ฟิต ดูซีครับอาจารย์มันยืนเด่นอยู่บนชั้นพักบันได ผมคิดว่าผีแน่ๆ "

อาจารย์ก้อน พยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง ค่อยๆ หมุนตัวไปทางบันไดขึ้นลงและเงยหน้าขึ้นมองอสุรกายตัวนั้น ถึงแม้ อาจารย์ก้อนเคยเผชิญกับภูตผีปีศาจมามาก แต่อสุรกายตนนี้เป็นผีร้าย ที่ทำให้ จอมหมอผีขนพองสยองเกล้า อาจารย์ก้อน กล่าวถาม นิกร ด้วยเสียงสั่นเครือผิดปรกติ

"คาถาเสกข้าวสารว่ายังไงนะ คุณนิกร"

"อ้าว" นิกร เอ็ดตะโร "อาจารย์ เป็น อาจารย์ ของผมและเป็น หมอผีชั้นยอด มาถามผมได้หรือครับ"

อาจารย์ก้อนหยิบโถพลาสติกซึ่งบรรจุข้าวสารขึ้นมาจากโต๊ะและเปิดฝาโถออกยื่นโถพลาสติกให้นิกร "คุณควักเอาไปกำหนึ่ง"

นิกร ยกมือขวาควักข้าวสารออกมาจากโถพลาสติกเพียงเล็กน้อยไม่ถึงกำมือ แล้วเขาก็ยกขึ้นใส่ปากเคี้ยวกินกร้วมๆ

"ความจริง ข้าวสารนี่มันก็ดีเหมือนกันครับ อาจารย์ ผมกำลังหิวทีเดียว"

จอมหมอผี กลืนน้ำลายเอื้อก

"ผมไม่ได้ให้คุณกิน" อาจารย์ก้อน เอ็ดตะโร "ผมให้คุณสาดผี"

นิกร ยิ้มแห้งๆ

"ทำไมจะต้องเอาข้าวสารสาดมันด้วยล่ะครับ ควรจะเอาน้ำสาดมันดีกว่า ตอนนี้ข้าวสารก็มีราคาแพงมากไม่ควรจะหว่านโปรยทิ้ง อุ๊ย มันเดินลงมาแล้วครับ อาจารย์"

จอมหมอผี กำข้าวสารเสกซัดหว่านไปยังร่างของอสุรกายที่ปราศจากศีรษะ แต่ปีศาจตนนี้เป็นผีร้ายไม่เกรงกลัวเวทย์มนตร์คาถา หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเวทย์มนตร์คาถาของ อาจารย์ก้อน นั้นน้อยเกินไป มันเดินบันไดเรื่อยลงมาทีละขั้นและหยุดยืนเด่นที่เชิงบันไดนั้น อาจารย์ก้อนพยายามบังคับใจตนเองให้เข้มแข็ง เงื้อหวายเสกเดินรี่เข้าไปหวดซ้ายป่ายขวาสามสี่ทีติดๆ กัน แต่อสุรกายยืนนิ่งเฉย ในเวลาเดียวกันนี้เอง ศีรษะของมันซึ่งน่าเกลียดน่ากลัวได้ค่อยๆ ลอยลงมาตามช่วงบันไดนั้นและลอยมาติดที่คอของมัน

ปีศาจร้ายหัวเราะเสียงกังวานลั่นห้อง

"นี่น่ะหรือ หมอผี เจ้ากับลูกศิษย์ของเจ้าพาตัวมาหาที่ตายแน่ๆ "

นิกร ตัวสั่นงันงกแข็งใจพูดกับผีร้าย

"อั๊วมาเป็นเพื่อนอาจารย์ น่ะ อั๊วไม่ใช่ลูกศิษย์ อาจารย์ก้อนหรอก"

อาจารย์ก้อน ทำตาเขียวกับนิกร

"ทำไมคุณไม่บอกมันตามตรง ว่าคุณเป็นลูกศิษย์ของผม คุณไม่กล้าสู้ความจริง"

นิกร ยิ้มแห้งๆ

"นี่มันผีนะครับไม่ใช่ความจริง คนอย่างผมกล้าสู้ความจริงเสมอ แต่จะให้สู้กับผีปีศาจอย่างนี้ผมไม่สู้" แล้วนิกรก็หันไปทางอสุรกายร่างสูงใหญ่ ซึ่งมีสามง่ามเป็นอาวุธ "เราพวกเดียวกันนะน้องชาย ไม่ต้องเกรงใจอั๊ว จะแสดงการแลบลิ้นปลิ้นตาอย่างไรก็แสดงได้เต็มที่ ท่านผู้นั้นคือหมอผี ผู้เชี่ยวชาญ เคยจับผีใส่ปี๊บขายมาแล้ว" พูดจบ นิกร ก็เปลี่ยนสายตามาที่อาจารย์ก้อน "ผมไปคอยอยู่นอกตึกนะครับ อาจารย์"

จอมหมอผี โมโหลืมตัวก็ยกหวายหวด นิกร ดังขวับ

"นี่แน่ะ"

"อ้าว" นิกร เอ็ดตะโร "ผมไม่ใช่ผีนะครับ อาจารย์เอาหวายเสกมาเฆี่ยนผม" แล้ว นิกร ก็กล่าวกับอสุรกาย "เอาเลย อ้ายน้องชาย ชู้ว์ ชู้ว์ เอิ๊บ "

ปีศาจสะดุ้งโหยง มันมองดู นิกร แล้วพูดเสียงหนักๆ ว่า

"คุณจะเชียร์ผมก็ให้มันถูกเรื่องหน่อยซีครับ ที่คุณร้อง ชู้ว์ ชู้ว์ เอิ๊บ น่ะ เขายุหมาดุๆ ให้กัดคน ผมเป็นผีไม่ใช่หมา"

นิกร หัวเราะหึๆ

"ก็อั๊วไม่รู้จะเชียร์อย่างไรนี่หว่า"

ในเวลาเดียวกันนี้เอง กะโหลกศีรษะผีของ เสือคงก็เริ่มสำแดงแผงฤทธิ์ มีกลุ่มควันสีดำพุ่งออกมาจากหัวกะโหลก กลิ่นของควันนั้นคล้ายกับดินปืนที่ถูกเผาไหม้ และแล้วหัวกะโหลกผีของอดีตดาวโจร ซึ่งเป็นผีตายโหงที่ดุร้ายคือถูกเพชฌฆาตตัดคอตามคำพิพากษาของศาล ก็กลายร่างเป็นปีศาจหัวกะโหลกรูปร่างสูงใหญ่พอๆ กับอสุรกายตัวนั้น มือขวาถือทวนเป็นอาวุธคู่มือ อสุรกายกับปีศาจหัวกะโหลกของ อาจารย์ก้อน ปราดเข้าตะลุมบอนกันทันที เสียงตึงตังโครมครามดังไปทั่ว นิกรค่อยสบายใจขึ้นเมื่อเห็นปีศาจหัวกะโหลก มีฝีมือและชั้นเชิงเหนือกว่าอสุรกาย ปรากฏว่าปีศาจหัวกะโหลกใช้ทวนแทงถูกอสุรกายที่หน้าอกอย่างจังๆ หลายครั้ง ทำให้อสุรกายซวนเซออกไปและครั้งหนึ่งถึงกับล้มลงก้นกระแทกพื้น

อสุรกายร้องออกมาคำหนึ่งด้วยความเจ็บปวด แล้วร่างของมันก็หายวับไปกับตา ทำให้ อาจารย์ก้อน จอมหมอผี หัวเราะลั่น ขวัญและกำลังใจของเขากลับคืนมาแล้ว

นิกร เดินเข้าไปยื่นมือขวาให้ปีศาจหัวกะโหลกสัมผัสมือกับเขา

"เก่งมากพี่ชาย แกนี่แน่โว้ย สมกับที่แกเคยเป็นโจร เป็นเสือร้ายมาแต่ก่อน"

ปีศาจเสือคง เค้นหัวเราะ

"อย่าเพิ่งชมผมเลยครับ ผู้การ ผมตัดสินใจสู้กับมันก็เพื่อกตัญญูกตเวทีต่อ ท่านอาจารย์ที่เลี้ยงดูผมมา ผมขอบอกให้ ผู้การ ทราบว่าผีที่บ้านนี้ดุร้ายมาก ถึงผมจะมีฝีมือเก่งกาจอย่างไร ผมก็คงสู้มันไม่ได้ ถ้าหากว่ามันช่วยกันกลุ้มรุมผมและ อาจารย์"

อาจารย์ก้อน พูดเสริมขึ้น

"สู้มัน อ้ายคง ข้าจะเรียก โหงพราย และ กุมารทองของข้าให้มารวมกำลังกันที่นี่ในนาทีนี้" พูดจบ อาจารย์ก้อน ก็หันมาทาง นิกร "คุณออกไปข้างนอกตึกเถอะครับ สำหรับผีรายนี้ ถ้าผมปราบไม่ได้ผมก็ยอมตาย ผมรู้ตัวดีว่า หมอผี ก็ต้องตายเพราะผี แต่จะให้หมอผีอย่างผมวิ่งหนีผีผมยอมตายเสียดีกว่าที่จะทำเช่นนั้น"

นิกร ยิ้มออกมาได้

"ดีแล้วครับ อาจารย์ ผมออกไปสังเกตการณ์ที่นอกตึกดีกว่า อาจารย์ตั้งใจให้ดีนะครับ ถ้า อาจารย์ ปราบผีที่บ้านนี้ได้ อาจารย์ ก็จะเป็นยอดหมอผี ที่มีชื่อเสียงทั้งโด่งและทั้งดัง ขอให้โชคดีนะครับ ถ้าเหลือบ่าฝ่าแรงก็ร้องตะโกนบอกพวกผม เราจะได้รีบหนีออกไปจากบ้านนี้ อาจารย์เป็นหมอผี ที่ยิ่งใหญ่สู้มันไม่ไหวแล้วพวกผมจะสู้มันได้อย่างไร"

ทันใดนั้นเอง เสียงเอะอะเอ็ดตะโรของพวกปีศาจที่สิงอยู่ในคฤหาสน์นี้ก็ดังขึ้นที่ชั้นบนของตัวตึก มีเสียงผู้หญิงและผู้ชายปนกัน ปีศาจตนหนึ่งพูดด้วยเสียงอันดังว่า

"ฆ่ามัน ถึงแม้ว่าเป็น หมอผี ชั้นดี เราก็ต้องกลุ้มรุมกันเล่นงานมันให้ได้ พี่น้องทั้งหลายซึ่งล้วนแต่เป็นผีตายโหง จงร่วมมือร่วมใจกับข้าพเจ้า "

อาจารย์ก้อน หันมาถาม นิกร เบาๆ

"มันพูดว่าอย่างไรคุณได้ยินไหม"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมได้ยินไม่ถนัด แต่เข้าใจว่ามันคงหัดพูดไฮด์ปาร์คไว้ไปพูดที่สนามหลวง"

อาจารย์ก้อน ยิ้มออกมาได้

"ดี ตำรวจเขาจะได้จับมัน"

นิกร ลืมตาโพลง

"ตำรวจจับผีมีที่ไหนครับ นักพูดไฮด์ปาร์คแบบนี้ ตำรวจเห็นเข้าก็ต้องเผ่นไปตามกัน ถ้าจะไม่ดีเสียแล้ว อาจารย์ ผมไปละครับ" พูดจบ นิกร ก็รีบเดินออกไปทางหน้าตึกซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เอง ปีศาจเสือคง ในสภาพของปีศาจหัวกะโหลกยืนเด่นอยู่ที่ช่องบันได พร้อมด้วยทวนคู่มือเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับผีปีศาจที่คฤหาสน์ร้างนี้

พ.อ. นิกร วิ่งเหยาะๆ ลงบันไดหน้าตึกตรงเข้าไปหา พรรคพวกของเขา ที่ยืนจับกลุ่มกันอยู่ทางหน้าตึกและเต็มไปด้วยความเป็นห่วงนิกร กับอาจารย์ก้อน

ร.อ. นพ ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"นึกว่า พ่อ ถูกผีหักคอตายแล้วไม่ยักเป็นอะไร"

นิกร โบกมือขวาและยิ้มให้ คณะพรรคของเขา

"กำลังเข้าต้ายเข้าเข็มโว้ย พวกปีศาจที่บ้านนี้ได้ระดมกำลังกันเพื่อจะบุก อาจารย์ก้อน ฝ่าย อาจารย์ก้อนมีปีศาจหัวกะโหลกเพียงหัวเดียว แต่ อาจารย์ บอกว่าจะเรียกกำลัง ภูติผีโหงพรายและ กุมารทองมาช่วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นทันที

"แล้วทำไมแกไม่อยู่ช่วย อาจารย์ก้อน"

นิกร ทำหน้าเบ้

"ช่วยยังไงไหวครับ คุณพ่อ เมื่อกี้นี้ปีศาจหัวกะโหลกของ อาจารย์ปะทะกับอสุรกายตัวต่อตัว ผมเป็นคนดูยังแทบจะช็อคตาย ผมหาโอกาสลงจากตึกนี้ได้ก็เป็นบุญของผมแล้ว"

ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ ทุกคนแลเห็นปีศาจหรือ ภูตผีโหงพรายกลุ่มหนึ่งปรากฏอยู่ที่หน้าตึก ผีสางเหล่านี้ได้เดินทางมาจากบ้าน อาจารย์ก้อน ซึ่งมาได้รวดเร็วแบบปีศาจ อย่างที่เขาเรียกว่า ไปได้เร็วชั่วช้างกระดิกหูโดยไม่ต้องอาศัยน้ำมันเชื้อเพลิงที่เขาประกาศขายคือไปได้เร็ว หรือไปได้สวย

ในจำนวนภูตผีโหงพราย เหล่านี้มีผีเด็กหรือ ผีกุมารทอง อยู่สามตัว ฝูงปีศาจเหล่านี้ได้พากันบุกขึ้นไปบนตึกและเลยเข้าไปในห้องโถงเตรียมช่วยเหลืออาจารย์ ของมันปราบปีศาจที่บ้านนี้

อาเสี่ยกิมหงวน กล่าวขึ้นด้วยความตื่นเต้นว่า

"นั่นผีหรือคนวะ อ้ายกร"

นิกร หันมายิ้มให้เพื่อนเกลอของเขา

"มองเห็นทนโท่ว่ามันเป็นผีแกยังจะสงสัยอีกหรือ ผีพวกนี้แหละที่อาจารย์ก้อน เลี้ยงไว้สำหรับต่อสู้กับผีอื่น หรือใช้สอยให้ทำงานบ้านซักรีดเสื้อผ้า หุงข้าวต้มแกง บางทีก็ใช้ไปตลาดซื้อกับข้าว ใช้ไปซื้อโอเลี้ยงข้าวผัดได้ทั้งนั้น ดีกว่ามีลูกจ้างเพราะไม่ต้องเสียเงินเดือน กินอยู่ก็ไม่หมดเปลืองอะไร เอาข้าวและกับใส่ถ้วยตะไลเล็กๆ กินตัวละถ้วยก็พอแล้ว ลูกจ้างบางคนกินจุเหมือนเกิดมาไม่เคยกิน มื้อหนึ่งข้าวสุกหนึ่งกะละมังขนาดย่อมเข้าไปแล้ว ถึงกินกับไม่เปลือง ก็กินน้ำพริกชามเบ้อเริ่ม ผักสดอีกครึ่งกระจาด เป็นต้นว่าพวกคนสวนที่บ้านเรา"

ทุกคนมองไปบนตึกใหญ่แล้วก็ซักไซร้รายละเอียดจาก นิกร ซึ่งเขาก็เล่าให้ฟังตามแบบของเขาคือโกหกบ้างจริงบ้าง แต่ส่วนมากมักจะโกหก

นายพลดิเรก กล่าวถาม นิกร ว่า

"แกช่วยเหลืออะไร อาจารย์ บ้าง เกี่ยวกับการปราบผีที่นี่"

นิกร ยิ้มให้ ศาสตราจารย์ดิเรก

"กันช่วยเหลือจนสุดความสามารถแล้ว กันต่อสู้กับอสุรกายตัวหนึ่งด้วยชั้นเชิงมวยไทยปนกับคาราเต้ กันพยายามจับมันยัดลงไปในหม้อดิน"

ร.อ. สมนึก พูดขัดขึ้นทันที

"ขนาดนั้นเชียวหรือ อาจารย์ ผมสงสัยว่าพออาแลเห็นมันเข้าก็วิ่งตูดแป้นลงมาจากตึกและวิ่งมาหาพวกเรา"

นิกร หันไปทำตาเขียวกับลูกชาย อาเสี่ย

"ชอบขัดคอนักอ้ายระยำนี่ รู้ว่าฉันโกหกก็เงียบๆ ไว้ซี ทำไมจะต้องขัดคอด้วยวะ"

ร.อ. นพ กล่าวกับ ร.อ. สมนึก ทันที

"แกก็รู้ดีแล้วว่าพ่อกันเป็นคนแปลกอยู่สักหน่อย ถ้าใครรู้เท่าทันเขา หรือจับโกหกได้ก็มักจะเกิดอารมณ์ยัวะขึ้นทันที พ่อรักอ้ายนัส และ ดำรง แอบให้เงินใช้เสมอทั้งๆ ที่พ่อ เป็นมหาอัฐิหรือจอมกระดูกก็เพราะ อ้ายนัส กับ อ้ายรง ไม่เคยขัดคอพ่อหรือแสดงว่ารู้เท่าทัน พ่อ"

ร.อ. พนัส พูดพลางหัวเราะพลาง

"ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกโว้ย อากรกับอากิมหงวน และ อาหมอ เป็นผู้ใหญ่ ฉันเป็นเด็ก ฉันจะขัดคอหรือคัดค้านความเห็นท่านได้อย่างไร เด็กที่ดีก็ต้องอยู่ในโอวาทของพ่อแม่และเชื่อฟังญาติผู้ใหญ่"

เสี่ยหงวน ยกมือตบศีรษะพนัส เบาๆ

"ถ้า อ้ายนึก สุภาพเรียบร้อยเหมือนอย่างแก อา คงรักตายห่า"

สมนึก ค้อนปะหลับปะเหลือก

"ไม่ต้องมารักผมหรอกครับ เตี่ย แล้วก็ ขณะนี้ผมเป็นผู้ใหญ่แล้วปกครองตัวเองได้ เงินทองผมก็หาใช้ได้เอง ผมคิดว่า เตี่ย กับผมเป็นเพื่อนกันดีกว่า เอาแบบฝรั่งหรือครับ อเมริกันยังไงล่ะครับ คนอเมริกันพ่อลูกเหมือนเพื่อนกัน"

พล.ต. พล พูดโพล่งขึ้น "เดี๋ยวก็โดนเตะเท่านั้นแหละ อ้ายตี๋ อารยธรรมอย่างเลวๆ ของอเมริกัน มันขัดต่อวัฒนธรรมหรือระเบียบประเพณีของเราโว้ย คนไทยเรานั้นพ่อแม่ย่อมเป็นที่เคารพสักการะสูงสุดของลูก เพียงแต่ลูกโต้เถียงหรือแสดงกิริยาไม่พอใจพ่อแม่ของตัวก็เป็นการบอกให้ใครๆ รู้ว่าลูกคนนั้นเป็นลูกอกตัญญูหรือลูกสาระเลว"

ร.อ. นพ ทรุดตัวลงคุกเข่าและกราบลงแทบเท้านิกร บิดาบังเกิดเกล้าของเขา

"ผมกราบเท้าขออภัยพ่อ นะครับ"

นิกรยิ้มแป้น

"เอ้อ-อย่างนี้เข้าทีโว้ย แกทำให้ฉันโก้และภาคภูมิขึ้น นึกว่าไหว้หมาก็แล้วกันวะ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง แต่แล้วก็สงบเงียบลงทันที เมื่อทุกคนได้ยินเสียงไชโยโห่ร้องเสียงตึงตังโครมครามดังลั่นบ้าน แสดงว่าภูตผีโหงพราย และ กุมารทอง ของ อาจารย์ก้อนนำผีของเขาเข้าบุกตะลุยลุกไล่เหล่าปีศาจร้ายขึ้นบันไดมาตามลำพังและวิ่งออกไปทางหน้าตึก

เจ้าแห้ว ร้องขึ้นดังๆ

"รับประทานนั่น อาจารย์ หรือผีครับ"

ร.อ. ดำรง ตอบ เจ้าแห้ว ด้วยเสียงหัวเราะ

"อาจารย์ก้อน โว้ยไม่ใช่ผี แกตาฝาดเห็นคนเป็นผีไปแล้วหรือ"

เจ้าแห้ว ฝืนหัวเราะ

"รับประทาน อาจารย์ก้อน แกแต่งตัวรุ่มร่ามผมเผ้ายาวเป็นกระเซิง มองดูไกลๆ เหมือน ราชินีบ้านป่า หรือ นางพญากาเผือก เมื่อสองสามวันผมดูในทีวี ยังสนุกดีเหมือนเมื่อก่อน แต่สู้เรื่องรักใต้บัลลังก์ไม่ได้ รับประทานเรื่องนั้น พระเอก นางเอก และตัวโกง ซึ่งเป็นพี่พระเอกถูกตัดหัวพร้อมกับ พระรอง และ นางรอง

ก็ถูกฆ่าตายหมด ตัว พ่อ ก็ถูกฆ่าตาย"

"พอแล้ว" เสี่ยหงวน ตวาดลั่น

อาจารย์ก้อน เดินเข้ามาหา คณะปราบผี ในท่าทางประหวั่นพรั่นใจ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปราดเข้าไปหา จอมหมอผี และถามว่า

"เป็นยังไงบ้าง อาจารย์ พอสู้กับมันได้ไหม"

อาจารย์ก้อน ยอมสารภาพตามตรง

"เห็นจะไม่ไหวละครับ ใต้เท้า ชั้นบนของตึกหลังนี้มีอสุรกายตั้ง ๘ ตัว ล้วนแล้วแต่รูปร่างใหญ่โตและหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวมาก ผมพาพวกผีที่ผมเลี้ยงไว้บุกขึ้นไปตะลุมบอนกับมัน พอขึ้นไปชั้นบนสู้รบกันเดี๋ยวเดียว เจ้าพวกอสุรกายก็กรูกันออกมาจากห้องๆ หนึ่ง ผมจึงเผ่นลงมาและรีบออกมาจากตึกหลังนั้น ปล่อยให้พวกเด็กๆ ของผมสู้รบกับพวกปีศาจที่นี่ เข้าใจว่าคงสู้มันไม่ได้หรอกครับ การต่อสู้ของผีก็เช่นเดียวกับมนุษย์ต่อสู้กัน ผู้ที่มีกำลังมากกว่าย่อมได้เปรียบและได้รับชัยชนะ"

ทุกคนนิ่งฟังด้วยความสนใจ แต่แล้วประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในสายตา ก็ทำให้นักปราบผีตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจไปตามกัน

ปีศาจหัวกะโหลก หรืออดีตเสือร้ายผู้มีนามว่า เสือคงถูกโยนลอยละลิ่วผ่านประตูห้องกลางและบันไดลงมาที่ถนนหน้าตึก ร่างของโครงกระดูกผีขาดหลุดออกจากตัวเป็นหลายชิ้น แล้วรีบลุกขึ้นวิ่งกะโผลกกะเผลกไปทางหลังตึก ต่อจากนั้น ผีกุมารทอง ๓ ตัวก็ถูกเหวี่ยงออกมานอกตึกทีละตัวในลักษณะเดียวกัน กุมารทอง รีบลุกขึ้นวิ่งหนีเอาตัวรอด อาจารย์ขบกรามกรอดแสดงความเจ็บช้ำน้ำใจแทนผีของเขาที่เขาเลี้ยงเอาไว้ เขามองไปที่บันไดหน้าตึกด้วยสายตาแข็งกร้าว แล้วเขาก็มอง ภูตผีโหงพรายของเขาถูกพวกปีศาจบ้านร้างจับโยนออกมาทีละตัว

จอมหมอผี ถอนหายใจลึกๆ เขามองดูหน้าลูกชายของ สี่สหาย และกล่าวว่า

"ใครกล้าหาญพอที่จะร่วมมือกับผม ปราบผีที่บ้านนี้ไหมครับ"

ร.อ. นพ ตอบแทนเพื่อนๆ ของเขา

"ตอนนี้ไม่ทราบว่าความกล้าของพวกเรามันหายไปไหนหมดครับอาจารย์ คงเหลือแต่ความขี้ขลาดตาขาว"

อาจารย์ก้อน พยักหน้ารับทราบ

"ถ้ายังงั้น พวกคุณพ่อคุณ คงจะมีใครคนหนึ่งที่มีจิตใจกล้าหาญบ้าง"

นิกร พูดเสริมขึ้นทันที

"พ่อลูกมันก็มีจิตใจเหมือนกันแหละครับ บางทีคืนพรุ่งนี้พวกเราอาจจะกล้าเผชิญหน้ากับปีศาจบ้านร้างนี้"

นายพลดิเรก กล่าวกับ พ่อตา ของเขา

"คุณพ่อ ร่วมมือกับ อาจารย์ ช่วย อาจารย์ ปราบผีหน่อยซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่นศีรษะและทำหน้าเบ้

"ไม่ละเว้ย ความจริงแกเป็นนักวิทยาศาสตร์น่าจะลองเผชิญกับผีปีศาจดูบ้างแกจะได้รู้ความจริงว่า ผีมีจริงหรือไม่"

นายพลดิเรก สั่นศีรษะช้าๆ แล้วร้องขึ้นดังๆ

"โน ผมไม่กล้าขึ้นไปบนตึกหลังนั้นหรอกครับ เห็นอยู่กับตาว่า พวกผีตายโหงและอสุรกายมันช่วยกันจับผีของ อาจารย์ก้อน โยนลงมานอกตึก เดี๋ยวนี้ผมเชื่อแล้วครับว่าผีไม่ใช่เรื่องเหลวไหล ผีมีจริงๆ นักวิทยาศาสตร์ชั้นดีอย่างผมเชื่อแน่แล้ว"

ร.อ. ดำรง พูดเสริมขึ้น

"ผมก็เหมือนกันครับ พ่อ ผมเชื่อว่าผีมีจริงเพราะผมได้เห็นประจักษ์กับตาหลายครั้งแล้ว ผมเองก็เคยถูกผีหลอกจังๆ หลายหนแล้วเหมือนกัน"

เสี่ยหงวน ยิ้มให้ อาจารย์ก้อน แล้วพูดตัดบท

"ขึ้นไปซีครับอาจารย์ พวกเราอยากจะเห็นความสามารถของอาจารย์ นครั้งนี้ อาจารย์จะต้องจับปีศาจบ้านร้างใส่หม้อให้หมดแลัวเอาไปถ่วงแม่น้ำตามพิธีไสยศาสตร์"

จอมหมอผี พยักหน้ารับทราบและกล่าวว่า

"ครับผมจะพยายามจับผีที่นี่ให้ได้ แต่ว่าถ้าหากผมเสียทีถูกผีฆ่าตายก็ช่วยจัดการศพผมด้วยนะครับ"

"ว้า" นิกร ร้องขึ้นดังๆ "ไหงพูดอย่างนี้ล่ะครับ อาจารย์"

อาจารย์ก้อน ฝืนหัวเราะ

"ผมดูทางในแล้ว ผีที่นี่ร้ายกาจมากกว่าผีร้ายอื่นๆ ที่ผมเคยเผชิญกับมันมา ผมคิดว่าการปราบมันหรือจับมันใส่หม้อนั้นมีหวังเพียง ๑๐ เปอร์เซนต์ เท่านั้นแหละครับ แต่ผมจะพยายามเพื่อศักดิ์ศรีของ หมอผี"

ทันใดนั้นเอง ผีตายโหงในลักษณะของผู้หญิงที่กำลังขึ้นอืดเปลือยกายล่อนจ้อน เนื้อหนังหลุดหายไปหลายชิ้นได้ปรากฏตัวขึ้นที่ระเบียงหน้าตึกและยืนจังก้าอยู่ห่างจากประตูห้องโถงเพียงเล็กน้อย มันกวักมือร้องตะโกนด่าท้าทาย จอมหมอผี เพื่อหวังจะกลุ้มรุมฆ่า อาจารย์ก้อน

"เก่งจริงมาซีโว้ย อ้ายก้อนขี้ นี่น่ะหรือ หมอผี ชั้นดี รูปร่างเหมือนอีแร้งและเหม็นสาปพอๆ กัน"

นิกร หัวเราะก้ากและกล่าวกับ นางปีศาจ เสียงค่อนข้างดัง

"อย่าไปว่าท่านเลยวะน้องสาว คนแก่มีวิชาคาถาอาคมมากอย่างอาจารย์ก้อน อาบน้ำบ่อยๆ ไม่ได้หรอก ถึงเหม็นสาปก็น่ารักน่านับถือโว้ย นี่แหละ อีแร้งวัดสระเกศ ยกจั๊กแร้ขึ้นทีไรคนที่อยู่ใกล้ล้มลงชักดิ้นชักงอไปตามกัน"

อาจารย์ก้อน ค้อน นิกร อย่างโมโหเดือดแล้วถือหวายเสกเดินดุ่มๆ ตรงไปที่หน้าตึกหลังนั้น นางปีศาจ แกล้งทำเป็นล่าถอยเข้าไปในห้องโถง หลอกให้ อาจารย์ก้อน ตามเข้าไป ต่อจากนั้นสักครู่ก็มีเสียง อาจารย์ ร้องเอะอะและเสียงตึงตังโครมคราม แสดงว่า จอมหมอผีได้ต่อสู้กับปีศาจร้ายที่รุมล้อมเล่นงานเขา

คณะพรรคสี่สหาย กับ ลูกชายของเขา พร้อมด้วย เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ต่างยืนนิ่งเฉยไปตามกัน ทุกคนมองไปที่ตึกใหญ่ ในห้านาทีนั้นเองทุกคนก็แลเห็นร่างของ อาจารย์ก้อน ถูกจับโยนออกมาจากตึก ลอยละลิ่วมาตกกลางสนามหญ้าเสียงดังตุ้บ

จอมหมอผี ผู้มีอาคมขลัง นอนหงายเหยียดยาวแน่นิ่งอยู่บนสนามหญ้านั้น ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องของพวกปีศาจบ้านร้าง สักครู่หนึ่งเสียงนั้นก็เงียบหายไป หม้อใหม่และย่ามบรรจุเครื่องมือปราบผีพร้อมด้วยเทียนขี้ผึ้งและของใช้อีกหลายอย่างถูกโยนออกมาจากตึกหลังนั้น โดยเฉพาะหม้อดินกระทบกับพื้นเสียงดังโพล๊ะแตกกระจาย

เสียงปีศาจตนหนึ่งตะโกนลั่น

"ใครชื่อ นิกร ลูกศิษย์ อาจารย์ก้อน อยากจะลองดีกับพวกกูขึ้นมาซีโว้ย"

นิกร สะดุ้งโหยงและตะโกนตอบ

"ขึ้นไปให้โง่นะซีโว้ย พวกแกแน่จริงนัดตีกันเที่ยงพรุ่งนี้ที่สนามหลวงเป็นยังไง"

"กลางวันไม่สู้โว้ยแสบตา"

ศาสตราจารย์ดิเรก ในฐานะที่เขาเป็น นายแพทย์ เขารีบเดินตรงไปยังร่างของ อาจารย์ก้อน ทันที ทุกคนติดตามไปด้วย ต่างยืนห้อมล้อมมองดูร่างของ อาจารย์ก้อน

จอมหมอผี ลืมตาโพลงทั้งสองข้างและอ้าปากเล็กน้อย ดร. ดิเรกทรุดตัวลงนั่งตรวจหาบาดแผลตามร่างกาย สักครู่เขาก็ลุกขึ้นยืนกล่าวกับเพื่อนเกลอ ของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"อาจารย์ เท่งทึงเสียแล้ว"

"หา" นิกร อุทาน "สลบไปหรือ หมอ"

นายพลดิเรก จุปาก

"โอ้โฮ ทีหลังเวลาตัดผมแคะขี้หูเสียบ้างซีอ้ายกร คำว่าเท่งทึงกับคำว่าสลบมันห่างไกลกันลิบลับ"

"อ๋อ" นิกร คราง "หมายความว่าพวกผีมันจับ อาจารย์ โยนออกมา อาจารย์ ก็เลยตกใจสิ้นสติไป"

ศาสตราจารย์ดิเรก ทำตาเขียว

"เดี๋ยวกูเตะปากแตกเลย แกนี่กระเซ้าเพื่อนแบบหน้าตายได้ดีเหมือนกัน"

นิกร ยิ้มเล็กน้อย

"ก็ไม่ได้เรียนมากมายอะไรนักหรอก แต่เวทย์มนตร์ที่ อาจารย์ก้อนสอนกันมาสามารถปราบผีร้าย ย่อยๆ ได้ หรือผีที่เก่งกาจไม่มากนัก"

นายพลดิเรก อดหัวเราะไม่ได้

"มึงจะบ้าหรือวะ อ้ายกร"

นิกร อมยิ้ม

"ความจริงเรื่องมันไม่มีอะไร กันเรียกฝรั่งมันมาช่วยซ่อมแซมให้ ฝรั่งมันดันขึ้นไปกินเลี้ยงกันบนเสากระโดงเรือ เลยไม่มีใครซ่อมเครื่องอีเลคโทรนิคส์ให้กัน เพื่อนฝูงก็ว่ากันเป็นเสียงเดียวกันว่า ก้านแดงก้านดำ น้ำร้อนน้ำชา ฝังสงฝังเสา หางสงหางเสือ ตะเข้บกจิ้งจกป่า มือใครยาวสาวได้สาวเอา มือใครสั้นเอาสวรรค์ต่อเข้า"

"พ่อ" ร.อ. นพ ร้องขึ้นดังๆ "เมื่อกี้ยังพูดกันรู้เรื่องดี พ่อไปเสียแล้ว"

นิกร หัวเราะ

"ไม่ได้บ้าโว้ย พ่อ แกล้งล้อ ดิเรก มันเล่น"

ทุกคนต่างมองดูศพ อาจารย์ก้อน ด้วยความเศร้าใจ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถาม นายพลดิเรก ว่า

"อาจารย์ก้อน เสียชีวิต เพราะถูกผีจับเหวี่ยงออกมาร่างกระแทกพื้นดินหรืออย่างไร"

"ไม่ครับ อาจารย์ตายเพราะผีบีบคอและถูกกัดตามเนื้อตัวหลายแห่งที่ขาทั้งสองข้างมีรอยเขียวเหวะหวะ บางแห่งก็มีมันจุกออกมา"

เสี่ยหงวน ลืมตาโพลงพูดขัดขึ้นทันที

"ผีหรือหมาโว้ย นายหมอ ผีกัดไม่เคยได้ยินมาแต่ก่อนเลย"

นายพลดิเรก หัวเราะเบาๆ

"ก็ในเรื่อง สมิงพระราม อย่างไรล่ะ สมิงพระรามหนี พระเจ้ากรุงอังวะ กลับไปเมืองหงสา ระหว่างที่เดินไปนั้น ได้ถูกผีตัวหนึ่งกัดที่น่อง ทำให้ สมิงพระราม ต้องเสียชีวิต พงศาวดารมอญปรากฏอย่างนี้ แต่จะเท็จจริงอย่างไรกันไม่รับรอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถาม สี่สหาย ว่า

"เราจะจัดการกับศพอาจารย์ก้อน อย่างไรต่อไป หรือทิ้งไว้อย่างนี้"

พล.ต. พล พูดขึ้นทันที

"ทิ้งไว้ไม่ได้หรอกครับ คุณอา เพราะมีเรื่องเกี่ยวพันกับเรา เราอาจจะถูกกล่าวหาว่า ร่วมมือกันฆ่า อาจารย์ก้อน ก็ได้"

"แล้วทำยังไงล่ะ"

"ผมจะไปรับ นายร้อยเวร และ สารวัตรใหญ่ที่โรงพักบางเขนมาที่นี่ครับและเล่าความจริงให้เขาทราบทั้งหมดเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ของปีศาจที่นี่ ซึ่งบางทีตำรวจเขาอาจจะทราบแล้ว" พูดจบ พล ก็หันมาทาง เจ้าแห้ว "เฮ้ย-ไปโรงพัก"

เจ้าแห้ว สะดุ้งเฮือกสุดตัว

"รับประทานผมทำผิดอะไรหรือครับ"

พล.ต. พล แยกเขี้ยว

"ประเดี๋ยวกูเตะกระโดงคางหักเลยพับผ่า แกน่ะขับรถคาดิลแล็คพาฉันไปที่โรงพักบางเขนเดี๋ยวนี้ เพื่อให้ตำรวจเขามาจัดการชันสูตรพลิกศพ อาจารย์ก้อน"

เจ้าแห้ว ยิ้มออกมาได้

"รับประทานค่อยยังชั่วหน่อย"

ท่ามกลางความสงบเงียบตอนใกล้จะถึงเวลา ๒๓.๐๐ น. รถเก๋งคันงามซึ่งขับโดยเจ้าแห้วได้พา พล.ต. พล พัชราภรณ์ ออกจากบ้านผีสิงมุ่งตรงไปยังสถานีตำรวจนครบาลบางเขน

และในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง เจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบพร้อมทั้ง นายร้อย นายสิบ และ พลตำรวจ ในบังคับบัญชาของ สารวัตรใหญ่ ได้ยกกำลังติดตาม พล.ต. พล มาที่บ้านผีสิงพร้อมด้วยอาวุธทันสมัย

ตำรวจกับสี่สหาย พร้อมด้วยเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนและ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว ได้บุกขึ้นตึกซึ่ง สารวัตรใหญ่ เชื่อว่า ผีปีศาจที่บ้านนี้เป็นผีปลอม พวกอาชญากรที่ต้องการตึกหลังนี้เป็นที่อยู่อาศัยได้ปลอมแปลงตัวเป็นผี หลอกหลอนใครต่อใครให้เกรงกลัว

การตรวจค้นตึกหลังนี้ใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมงเศษ แม้กระทั่งบนเพดาน ตำรวจก็ขึ้นไปตรวจค้นอย่างถี่ถ้วนไม่ปรากฏว่ามีมนุษย์หลบซ่อนอยู่แม้แต่คนเดียว เสื้อผ้าหรือของใช้ต่างๆ ก็ไม่ได้ทิ้งไว้ให้เป็นหลักฐาน ในที่สุดสารวัตรใหญ่ และ ตำรวจ ทุกคนก็แน่ใจว่า บ้านนี้เป็นคฤหาสน์ผีสิงจริงๆ การชันสูตรพลิกศพ อาจารย์ก้อน ได้กระทำอย่างรอบคอบซึ่ง สารวัตรใหญ่ ได้บันทึกลงไปว่า อาจารย์ก้อน ถูกสุนัขกัดตายเพราะถ้าเขาเขียนลงไปว่าจอมหมอผี ถูกผีกัดตาย เจ้านาย อาจจะหาว่าเขาหย่อนความสามารถ

ในสัปดาห์ต่อมาตึกหลังนั้นได้ถูกรื้อทิ้งตามคำสั่งของเจ้าของตึก ที่ได้พบปะกับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ ท่านเจ้าคุณ ได้ให้เหตุผลอย่างนั้น ส่วนเศษอิฐเศษปูนก็จะได้ถวายวัดไว้ซ่อมแซมถนนในวัด.

จบบริบูรณ์