พล นิกร กิมหงวน 142 : ขุนศึกพระกาฬ (เล่ม๒)

เสี่ยหงวนเปลี่ยนสายตามาที่นิกรหัวหน้าแม้วคนใหม่แห่งดอยสามเส้าและกล่าวว่า "เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของพี่น้องชาวไทยและเผ่าไทยทั้งหลายคือชาวป่าชาวเขา ซึ่งอาศัยอยู่ตามพรมแดนทั่วประเทศ ตูข้าขอให้คำแนะนำว่า จงขับไล่ทหารคอมมิวนิสต์ทั้งสองหมวดออกไปให้พ้นจากราชอาณาจักรของไทย ถ้าพูดกันด้วยสันติวิธี ไม่เป็นผลเราก็ต้องใช้กำลังจัดคอมมิวนิสต์" พวกนี้ซึ่งเป็นทหาร

"บอกข้าซิพ่อมด คอมมิวนิสต์น่ะเป็นยังไง"

อาเสี่ยชักฉิว

"แกไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งถามวะ คอมมิวนิสต์คือลัทธิแดงโว้ย ระบบการปกครองอันชั่วร้ายที่เห็นว่าพลเมืองเป็นข้าทาสของรัฐบาล รู้ไว้เพียงแค่นี้ก็แล้วกัน คอมมิวนิสต์บุกเข้ามามันจะทำลายประเทศชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ของไทยเรา"

นิกรขบกรามกรอด

"ถ้าเช่นนั้นข้าสู้ตาย คนไทยเราทุกคนก็คงจะสู้ตายไม่ยอมให้ศัตรูทำลายชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ของเรา" พูดจบนิกรก็หันมามองดูหน้านายทหารคอมมิวนิสต์ทั้งสองคน "ข้าพเจ้าขุนศึกพระกาฬคนใหม่แห่งดอยสามเส้า ไม่ขอผูกไมตรีและไม่ขอต้อนรับท่าน ฉะนั้นขอให้ท่านนำทหารลงไปจากดอยสามเส้าโดยเร็วที่สุด ข้าให้เวลาเพียง ๒๔ ชั่วโมง"

ร.ท. เหงียนแหง่ ยกมือวันทยาหัตถ์นิกรด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"ข้าและเพื่อนของข้าได้รับคำสั่งของท่านแล้ว การเปลี่ยนประมุขก็ต้องเปลี่ยนนโยบายใหม่เหมือนอย่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีในอเมริกา ใครได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ก็อาจจะถอนทหารในเวียตนามและในประเทศไทยกลับสหรัฐเพื่อเป็นการประหยัดเงินในการทำสงคราม"

ร.ท. คำหมื่นพูดเสริมขึ้น

"ข้าแต่ท่านขุนศึกพระกาฬคนใหม่ ถึงท่านไม่ต้อนรับพวกเราและออกปากขับไล่พวกเรา เราทั้งหมดก็ยังเป็นมิตรที่ดีของท่าน ฉะนั้นถ้าท่านไม่รังเกียจ คืนนี้เวลาหนึ่งทุ่มตรง เราขอเชิญท่านกับคณะของท่านไปร่วมรับประทานอาหารที่ค่ายเราทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน และพรุ่งนี้เช้าเราจะพาทหารของเราเดินทางไปจากดอยนี้เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งของท่าน"

นิกรยิ้มให้นายทหารลาวแดงแล้วยื่นมือขวาให้สัมผัส

"ขอบคุณมากผู้หมวด เราจะตอบปฏิเสธหรือก็เป็นการแสดงความใจแคบของเรา แล้วก็ตัวของข้าพเจ้านั้นถ้าใครเชิญไปกินเลี้ยงแล้ว ข้าพเจ้าไม่เคยปฏิเสธเลย"

พ่อมดกิมหงวนเริ่มเต้นแร้งเต้นกาอีก เขาเต้นเข้าไปหานายทหารทั้งสอง ทำหลังโกงเหมือนคนแก่และเงยหน้าขึ้นมองดู ร.ท. เหงียนแหง่และ ร.ท. คำหมื่น

"ข้ารู้ข้ามองเห็น นัยน์ตาของเจ้าบอกให้ข้ารู้"

นายทหารญวนแดงชักฉิว

"นัยน์ตาของข้ามีอะไร พูดมาซิพ่อมด"

"แฮ่ะๆ มีอะไร มีขี้ตาก้อนเบ้อเริ่มข้างละก้อนน่ะซีโว้ย สูเจ้าจงรีบออกไปจากสนามต่อสู้ คืนนี้เวลาหนึ่งทุ่ม พวกเราจะไปที่ค่าย"

นายทหารแดงทั้งสองคนได้ชิดเท้าตรงยกมือวันทยาหัตถ์นิกรแล้วพากันเดินออกไปจากบริเวณลานกว้างหรือสนามต่อสู้นั้น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่อว่าลูกเขยของท่านทันที

"ทำไมเสือกไปรับคำมันง่ายๆ อย่างนั้น พวกเรามีเพียง ๑๐ คน แต่พวกมันมีทหารถึงสองหมวดพร้อมด้วยอาวุธทันสมัย ถ้าหากว่าพวกมันจะใช้วิธีกลุ้มรุมเล่นงานพวกเรา เราก็คงถูกฆ่าตายหมด ประเดี๋ยวใช้อ้ายแห้วไปที่ค่ายมันและบอกมันเถอะว่า แกกับพวกเราติดธุระสำคัญไปกินเลี้ยงไม่ได้"

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"ทำอย่างนี้ไม่ได้หรอกครับคุณพ่อ มันเหมือนกับว่ากาตาแววเห็นธนู เมื่อรับปากกับมันว่าผมจะพาพวกเราไปกินเลี้ยงที่ค่ายในเวลาหนึ่งทุ่มคืนนี้ ผมก็ต้องทำตามที่พูด เกิดมาเป็นคนถ้าไม่มีสัจจะใครจะคบ"

ท่านเจ้าคุณจุ๊ปาก

"ก็ทีแกโกหกพกลมกับพวกเรามาตลอดเวลาล่ะ ทำไมแกไม่ถือสัจจะ"

"เรากันเองโกหกได้ครับคุณพ่อ" นิกรพูดแบบเอาสิ่งข้างเข้าถู

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ต่อจากนั้นอาเสี่ยกิมหงวนพ่อมดคนใหม่ก็ร้องประกาศให้ฝูงชนทราบทั่วกันว่า ขุนศึกพระกาฬผู้มีนามว่าเหลาแหย่อนุญาตให้ชาวแม้วและชาวป่าชาวเขาทั้งหลายมาแสดงความยินดีกับเขา พอสิ้นคำประกาศผู้คนนับพันคนก็เฮโลเข้ามาในสนามและตรงเข้ามาห้อมล้อมคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย นิกรได้โอภาปราศรัยกับชาวแม้วและชาวป่าชาวเขาเป็นอย่างดี เขาขอร้องให้ผู้ที่มีใจฝักใฝ่กับคอมมิวนิสต์จงเลิกล้มความคิดนั้นเสีย เพราะชาวแม้วชาวป่าชาวเขาเหล่านี้เป็นคนไทยคนหนึ่งซึ่งทุกคนจะต้องร่วมมือร่วมใจกันรักษาผืนแผ่นดินของเราไว้ หากศัตรูใช้กำลังจู่โจมเราก็จะต้องสู้ตายก่อนที่มันจะยึดครองแผ่นดินไทยไว้ได้

เสียงชาวแม้วคนหนึ่งตะโกนขึ้นราวกับเครื่องขยายเสียง ๘ หลอด

"พวกเราเลิกเป็นคอมมิวนิสต์โว้ย มันหลอกเราให้หลงเชื่อ มันจะให้เงินให้ทองเรา ช่วยให้เราเป็นเศรษฐี มันจะแต่งตั้งเราเป็นนายทหาร ที่แท้มันโกหกทั้งเพ ขอให้ประเทศไทยที่รักของเราจงดำรงคงเอกราชชั่วฟ้าดินสลาย ร้องเพลง ขอให้เหมือนเดิม หน่อยโว้ย"

ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้น

"เอาเพลงปลุกใจดีกว่าพี่ชาย"

ครั้นแล้วเพียงเพลง "สยามานุสสติ" ก็ดังขึ้นลั่นขุนเขา

ใครรานใครรุกด้าว แดนไทย

ไทยรบจนสุดใจ ขาดดิ้น

เสียเนื้อเลือดหลั่งไหล ยอมสละ สิ้นแล

เสียชีพไป่ เสียสิ้น ชื่อก้องเกียรติงาม

หากสยามยังอยู่ยั้ง ยืนยง

เราก็เหมือนอยู่คง ชีพด้วย

หากสยามพินาศลง ไทยอยู่ ได้ฤา

เราก็เหมือนมอดม้วย หมดสิ้น สกุลไทย

แล้วเสียงไชโยโห่ร้องจากผู้คนหลายพันคนก็ดังกังวานขึ้น บรรดาชาวแม้วที่เคยถูกชักจูงให้ทรยศต่อประเทศชาติไปเข้าข้างฝ่ายศัตรู ต่างรู้สึกสำนึกตัวแล้วว่า ตนนั้นโง่เขลาไป แม้วก็คือคนไทยเจ้าของแผ่นดินไทยคนหนึ่ง มีหน้าที่สำคัญจะต้องป้องกันประเทศชาติเมื่อถูกศัตรูรุกราน อย่างไรก็ตามพวกแม้วบางคนก็ยังฝักใฝ่กับฝ่ายศัตรูอยู่ เพราะหลงเชื่อในคำยุยงปลุกปั่นของฝ่ายศัตรูนั่นเอง

พอสิ้นแสงตะวัน ประชาชนชาวแม้วก็มีการละเล่นที่บริเวณลานกว้างตามประเพณีของตน มีการเต้นระบำหน้ากองไฟประกอบดนตรีพื้นเมือง ถึงแม้ว่าเสียงดนตรีฟังไม่เป็นสับประรด แต่ชาวแม้วก็ยังถือว่า เครื่องดนตรีและเสียงเพลงของเขาไพเราะเพราะพริ้งที่สุด ดีกว่าเครื่องดนตรีสากล เป็นต้นว่ากีต้าร์ แซกโซโฟนหรือไวโอลิน แม้วยังเคร่งครัดในวัฒนธรรมของเขาและมีความเชื่อมั่นว่า ชาติที่ไม่มีวัฒนธรรมนั้นเป็นคนป่าเถื่อนไม่มีชาติ พวกชาวแม้วแห่งดอยสามเส้าและพวกชาวป่าชาวเขาได้สนุกสนานกันเต็มที่ มีความรักใคร่กันเหมือนพี่น้อง คืนนี้เป็นคืนสำคัญยิ่ง ชายหนุ่มคนใดมีความพึงพอใจหญิงสาวก็จะฉุดกระชากลากตัวไปทางหลังหมู่บ้านโดยไม่มีใครช่วยเหลือหญิงสาวผู้นั้น ชาวแม้วเรียกการสมสู่แบบนี้ว่า เป็นพิธีสังเวย "ผีฟ้า" แต่ "ผีฟ้า" จะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรนั้น ไม่มีชาวแม้วคนใดที่จะอธิบายให้ทราบได้ ทุกวันแรกของวันตรุษสงกรานต์จะมีการทำพิธีบวงสรวง "ผีฟ้า" และเจ้าพ่อพระกาฬเสมอ แต่การเลือกตั้งหัวหน้าคนใหม่จะกระทำทุกรอบ ๔ ปี

ก่อนเวลา ๑๙.๐๐ น. เล็กน้อย

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยรวม ๑๐ คน ได้มาปรากฏตัวขึ้นที่ค่ายทหารคอมมิวนิสต์ ห่างจากหมู่บ้านราว ๒๕๐ เมตร มาทางทิศตะวันออก ค่ายทหารนี้ไม่ได้สร้างเป็นค่ายถาวร เพียงแต่ให้ทหารกางเต๊นท์สนามอยู่อาศัยแล้วจัดวางแนวยามรักษาการณ์ใช้อำนาจยึดเป็นเขตทหารมีเนื้อที่ประมาณ ๔ ไร่

นายพลดิเรกกับคณะพรรคของเขาแต่งกายแบบชาวแม้วทั้งหลาย โดยเฉพาะนิกรหรือเหลาแหย่ สวมห่วงเงินที่คอรวม ๖ ห่วง ทำให้คอของเขายาวกว่าเดิมอีกในราวครึ่งฟุต สะพายดาบคร่ำทองแบบดาบไทยซึ่งผู้เฒ่าแม้วคนหนึ่งมอบให้เขาและยืนยันว่าเป็นดาบฟ้าฟื้นของขุนแผนถ้าไม่ใช่ดาบฟ้าฟื้นก็ต้องเป็นดาบคู่มือของพระราชมนูทหารเสือของสมเด็จพระนเรศวร นิกรแต่งกายสมกับเป็นหัวหน้าแม้ว สวมเสื้อกั๊กสีแดงปักดิ้นเงินตามลวดลายของชาวแม้วนิยม

ร.ท. คำหมื่น และ ร.ท. เหงียนแหง่ ได้ออกมาต้อนรับที่หน้าค่ายด้วยอัธยาศัยไมตรีจิต ต่างคนต่างทักทายกันเป็นอย่างดี แต่รู้สึกว่านายทหารคอมมิวนิสต์ทั้งสองไม่ชอบหน้าเสี่ยหงวนหมอผีคนใหม่แห่งดอยสามเส้า

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธฯ ถูกเชิญมาที่บริเวณลานกว้างแห่งหนึ่ง เบื้องหน้ากระท่อมใหญ่สองหลังซึ่งสร้างขึ้นลวกๆ เป็นที่อยู่อาศัยและเป็นที่ทำงานของ ร.ท. ทหารคอมมิวนิสต์ทั้งสอง

ที่ระเบียงหน้ากระท่อมหลังขวาสุด ซึ่งเป็นที่อยู่ของ ร.ท. เหงียนแหง่ มีตะเกียงเจ้าพายุแขวนอยู่ และมีเครื่องรับส่งวิทยุที่ทันสมัยเครื่องหนึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยม นายทหารคอมมิวนิสต์ญวนกับเพื่อนเกลอของเขา และคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธยืนรวมกลุ่มกันอยู่ที่หน้าบันได นิกรมองไปที่ลานกว้างระหว่างกระท่อมทั้งสองหลังได้กลิ่นอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยมสองโต๊ะนั้นก็รู้สึกหิวโหย มีตะเกียงอีกดวงหนึ่งแขวนอยู่เหนือโต๊ะทั้งสอง ตอนนี้เองนายพลดิเรกได้กระซิบกระซาบกับ พ.อ. นิกร ว่า

"แกกับกันพยายามใช้ความว่องไวถอดอุปกรณ์สำคัญของเครื่องรับส่งวิทยุเครื่องนี้ ออกมาใหได้คนละชิ้น เครื่องรับส่งวิทยุเครื่องนี้จะได้รับส่งไม่ได้"

นิกรพยักหน้ารับทราบ และพูดขึ้นดังๆ

"เรื่องเล็กโว้ย กันแสดงคนเดียวดีกว่า ไม่ยากเย็นอะไรหรอก"

นายพลดิเรกหันมาทางนายทหารคอมมิวนิสต์ทั้งสองซึ่งกำลังสนทนากับ พล. ต. พล และท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เขาเดินเข้ามารวมกลุ่ม และกล่าวกับ ร.ท. เหงียนแหง่ ว่า

"ผู้หมวดที่รัก เครื่องรับส่งวิทยุบนโต๊ะนั่นใช้การได้ดีหรือ? "

"ใช่แล้ว ใช้รับและส่งแบบวิทยุโทรศัพท์ได้ในระยะ ๑,๒๐๐ กิโลเมตร"

นายพลดิเรกแกล้งทำหน้าฉงน

"ข้าพเจ้าไม่อยากเชื่อเลยว่า มันจะมีประสิทธิภาพดีเช่นนี้ ขอให้ท่านเหลาแหย่ และพวกของเราได้ชมหน่อยเถิด"

ร.ท. เหงียนแหง่ ก้มศีรษะและยิ้มให้ศาสตราจารย์ดิเรก

"ยินดีทีเดียวสหาย ข้าพเจ้าก็ได้ตั้งใจไว้แล้วว่าจะเชิญพวกท่านขึ้นไปชมเครื่องรับส่งวิทยุเครื่องนี้อยู่แล้ว" แล้วเขาก็กล่าวข่มขวัญนิกร "ถ้าหากว่าข้าพเจ้าพูดวิทยุติดต่อกับพวกเรา ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงกำลังส่วนใหญ่ของเราไม่ต่ำกว่าสองกองพัน จะถูกส่งมาที่นี่โดยทางเครื่องบินเฮลิคอปเต้อร์"

นิกรหรือขุนศึกพระกาฬเค้นหัวเราะ

"แต่ข้าพเจ้าตีกองสัญญาณขึ้น ภายในเวลา ๑๐ นาที อินเดียแดงเผ่าต่างๆ ซึ่งเป็นพวกของข้าพเจ้าไม่ต่ำกว่าหมื่นคน พร้อมด้วยอาวุธคู่มือจะมาที่นี่"

อาเสี่ยกิมหงวนหรือพ่อมดแห่งดอยสามเส้าซึ่งยืนอยู่ข้างหลังนิกร ได้ยกเท้าขวาเหวี่ยง ลูกแปถูกก้นนิกรดังป้าบ!

"ดื่มเหล้ามานิดเดียวท่านขุนพลเมาแล้วหรือ พูดจาเลอะเทอะเช่นนี้ นี่มันเมืองไทย ไม่ใช่อเมริกาจะได้มีอินเดียแดง"

นิกรฝืนหัวเราะ

"ข้าพูดผิดไป ท่านเล่าหงวน ข้าหมายถึงพวกแม้วเผ่าต่างๆ "

ร.ท. เหงียนแหง่ และ ร.ท. คำหมื่น ต่างเชิญคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์เดินขึ้นไปบนกระท่อมทางขวาสุด ซึ่งกระท่อมหลังนี้ยกพื้นสูงจากพื้นดินพอสมควร มีบันได ๓ ขั้น สำหรับขึ้นลง ถึงแม้การปลูกสร้างไม่สวยงาม แต่ก็มั่นคงแข็งแรงมาก

ทุกคนยืนห้อมล้อมโต๊ะเครื่องรับส่งวิทยุ ร.ท. เหงียนแหง่ ยกหูวิทยุโทรศัพท์ขึ้นแล้วกดหูปุ่มสวิทช์ไฟสองสามอัน สักครู่หนึ่งทุกคนก็ได้ยินเสียงพูดมาเป็นภาษาเวียตนามแต่ ร.ท.เหงียนแหง่ ต้องการทำลายขวัญนิกรกับพรรคพวกของเขา จึงพูดเป็นไทยว่า

"นั่น บ.ก. หรือครับ ผม...ร้อยโทเหงียนแหง่พูด การเลือกตั้งหัวหน้าแม้วแดงดอยสามเส้า เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนสิ้นแสงพระอาทิตย์เย็นวันนี้"

เล่าอะได้เป็นขุนศึกพระกาฬหรือเปล่า?" มีเสียงถามมา

"เราผิดหวังครับ เล่าอะถูกขุนศึกฝีมือดีชาวละว้าฆ่าตายในสนามต่อสู้ เหลาแหย่ชาวละว้าได้ดำรงตำแหน่งเป็นขุนศึกพระกาฬแทนเล่าอะ ขอท่านได้โปรดทราบด้วยครับ ผมกับร้อยโท คำหมื่นได้เชิญท่านเหลาแหย่และพรรคพวกของท่านอีกเก้าคนมารับประทานอาหารที่ค่ายเรา ขณะนี้ท่านเหลาแหย่และสหายของท่านกำลังสนใจกับเครื่องรับส่งวิทยุของเราครับ"

"ให้เขาชมตามสบายผู้หมวด มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าทางฝ่ายเรา?"

"มีนิดหน่อยครับ ท่านเหลาแหย่ได้แสดงความเป็นปรปักษ์ต่อพวกเรา ไม่ยอมร่วมงานกับเราเหมือนอย่างเล่าอะ ยื่นคำขาดให้ทหารทุกคนถอยไปจากดอยนี้ภายใน ๒๔ ชั่วโมง ผมขอถือโอกาสนี้รายงานให้ท่านผู้บัญชาการทราบเสียเลย"

"ดีแล้วขอบใจผู้หมวดมาก ช่วยบอกท่านเหลาแหย่ หัวหน้าแม้วคนใหม่ด้วยว่า ถ้าตั้งตนเป็นศัตรูต่อเรา พวกแม้วบนดอยนี้จะถูกทหารของเราบดขยี้อย่างไม่ปรานี บอกเขาเถอะว่าพันเอกกงเดื๊อกมีความเข้มแข็งและเด็ดขาดเพียงใด"

นิกรเลื่อนตัวเข้ามาดึงหูวิทยุโทรศัพท์มาจากมือ ร.ท. เหงียนแหง่ และยกขึ้นพูด

"ฮัลโหล...อ้ายพันเอกลูกกระเดือกจงฟังข้า ข้าคือเหลาแหย่ ขุนศึกพระกาฬคนใหม่"

แน่ละ...พ.อ. กงเดื๊อกคงจะโกรธมาก เมื่อนิกรเปลี่ยนชื่อให้เขา

"ข้าพเจ้าไม่ได้ชื่อลูกกระเดือก ฟังให้ดี...ข้าพเจ้าคือพันเอกกงเดื๊อก ผู้บัญชาการกรมทหารราบที่ ๕๐"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"อ้ายที่แกพูดข่มขู่กันว่า จะใช้กำลังทหารบุกเราให้ราบนั้น แกลืมแล้วหรือว่า ผืนแผ่นดินเหล่านี้เป็นราชอาณาจักรไทย ถ้าหากว่าพวกแกล่วงล้ำเข้ามาก็จะต้องได้รับมือกับทหารไทยทันที รู้ไหมว่ากองทัพไทยทั้งสามทัพได้เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา" พูดจบเขาก็ส่งหูวิทยุโทรศัพท์ให้เสี่ยหงวนแล้วกล่าวว่า "พูดกับพันเอกกงเดื๊อกเขาบ้างซีพ่อมด"

พ่อมดอมยิ้ม เอื้อมมือรับหูวิทยุโทรศัพท์มาจากนิกรและแกล้งทำเป็นเซ่อ เอาทางลำโพงแนบไว้กับหู ทำให้นายทหารคอมมิวนิสต์ทั้งสองคนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน ซึ่งตอนนี้เอง นิกรได้ใช้ความรวดเร็วฉับพลัน ถอดอุปกรณ์สำคัญชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งออกมา แต่ก็วัตถุชิ้นเล็กนี่แหละที่ทำให้เครื่องรับวิทยุไม่สามารถจะรับส่งได้อีก

อาเสี่ยแกล้งพูดกับลมๆ แล้งๆ หลังจาก ร.ท. เหงียนแหง่ได้ช่วยอธิบายให้ทราบว่าทางไหนเป็นหูโทรศัพท์และทางไหนเป็นลำโพงสำหรับพูด

"ฮัลโหล...ว่าไงนะครับ...อ๋อ...จะส่งเปลญวนมาให้พวกเราหรือครับ...ว่าไงนะครับ...เอาที่ด้ายหย่อนๆ ครับ...เอ๊ะ...เงียบกริบ เมื่อกี้นี้ดังเหมือนเสียงแมงหวี่ ตอนนี้ไม่ได้ยินแล้ว...ผู้บัญชาการ ได้ยินเสียงผมพูดไหมครับ ผม...เล่าหงวนแม่มดคนใหม่...เอ๊ย...พ่อมดครับ ไม่ใช่ แม่มด" พูดจบอาเสี่ยก็ส่งหูโทรศัพท์ให้นายทหารญวนเหนือ แล้วกล่าวว่า "ไม่ได้ความครับผู้หมวด ยังกะเครื่องโทรศัพท์พลาสติกอันละสองบาทที่เด็กมันเล่นกัน"

ร.ท. เหงียนแหง่มองดูเครื่องรับส่งวิทยุของเขา ก็ไม่ปรากฏว่ามีอะไรเสียหาย แต่เขาเองก็ไม่มีความรู้ในเรื่องการแก้วิทยุ นอกจากว่าเขาใช้รับส่งเท่านั้น เขาไม่อาจจะทราบได้ว่า ชิ้นส่วนสำคัญอันหนึ่งถูกนิกรถอดเอาไปด้วยความว่องไวเหมือนกับนักเล่นกล

ร.ท. เหงียนแหง่มองดูหน้านายทหารลาวคอมมิวนิสต์

"ทำไมมันเสียได้ ทำยังไงดีล่ะคุณ"

ร.ท. คำหมื่นส่ายหน้า

"ทั้งผมและคุณก็ไม่ใช่ช่างวิทยุ เราไม่มีทางที่จะแก้ไขซ่อมแซมให้ดีได้"

ร.ท. เหงียนแหง่วางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิมและกล่าวว่า

"นายสิบของผมคนหนึ่ง พอจะมีความรู้ในการซ่อมวิทยุอยู่บ้าง ประเดี๋ยวผมจะเรียกเขามาตรวจดู เครื่องรับส่งวิทยุแบบกระเป๋าหิ้วเครื่องนี้จะช่วยให้เราได้ติดต่อกับกองบังคับการกองพลตลอดเวลา" แล้วเขาก็หันมายิ้มให้กับนิกร ขุนศึกพระกาฬ "เชิญท่านและพรรคพวกของท่านไปที่โต๊ะรับประทานอาหารเถอะ ผมคิดว่าท่านคงจะหิวแล้ว"

นิกรฝืนยิ้ม

"ก็ไม่หิวมากมายอะไรนักหรอก ขนาดลมออกหูเท่านั้น แล้วก็...กลิ่นอาหารบนโต๊ะมัน ยั่วยวนเหลือเกิน"

นายทหารคอมมิวนิสต์ทั้งสองได้พาคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธฯ ไปนั่งที่โต๊ะอาหารรวมสองโต๊ะด้วยกัน ลูกชายของสี่สหายกับเจ้าแห้วและเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งโต๊ะทางซ้าย ส่วนคณะพรรคสี่สหายกับนายทหารคอมมิวนิสต์ทั้งสองคนนั่งโต๊ะทางขวา นิกรกับนายพลดิเรกนั่งหัวโต๊ะตรง กันข้าม ทางขวามือของนิกรคือ ร.ท. เหงียนแหง่ และ ร.ท. คำหมื่น ทางซ้ายมือคือ พ.อ. กิมหงวนและ พล.ต. พล

นิกรคว้าขาไก่ย่างขาหนึ่งยกขึ้นใส่ปากกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย พล.ต. พล ทำตาเขียวเข้าใส่

"ท่านขุนศึกระมัดระวังมารยาทในการกินอยู่เสียบ้างซี เดี๋ยวนี้ท่านไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว ท่านคือหัวหน้าแม้วแห่งดอยสามเส้านี้ ซึ่งท่านจะต้องปกครองพวกแม้วทั้งสามสี่พันคน"

ร.ท. คำหมื่น พูดเสริมขึ้น

"การที่ขุนศึกได้ให้ความเป็นกันเองกับเราเช่นนี้ ทำให้ข้าพเจ้ากับร้อยโทเหงียนแหง่ปลื้มใจมาก แต่เป็นที่น่าเสียใจที่เราจะต้องเคลื่อนย้ายไปจากดอยสามเส้าพรุ่งนี้เช้าตามคำสั่งของท่าน ขุนศึกคนใหม่ ขอเชิญทุกท่านรับประทานอาหารกันให้เต็มที่"

ร.ท. เหงียนแหง่กวักมือเรียกทหารรับใช้คนหนึ่งให้มาพบกับเขา และออกคำสั่งเป็นภาษาญวน

"ไฮมักไฮเถา ดองหอย บั่นแหง่...ซิดยาไผ่ ๒ แก้ง"

พลทหารรับใช้ยืนตรงรับคำสั่งและวิ่งเหยาะๆ ไปจากที่นั้น นิกรเอียงหน้าเข้าไปกระซิบกระซาบกับพ่อมดของเขา

"ระวังนะโว้ย เรากำลังจะถูกวางยาพิษ"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"หา-แกรู้ได้ยังไง แกฟังภาษาญวนรู้เรื่องหรือ?"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"ตอนแรกมันพูดเป็นญวน แต่ตอนหลังมันพูดไทยโว้ย พูดเป็นคำกลับกันพอจะเข้าใจ ซิดยาไผ่ก็คือ ใส่ยาพิษสองแก้งก็สองแก้ว หมายถึงแกกับกัน"

หลังจากนั้นเพียงครู่เดียววิสกี้อย่างดีก็ถูกนำมาเสิร์ฟทั้งสองโต๊ะ เป็นวิสกี้เพียวๆ ไม่ได้เติมโซดา พลทหารร่างใหญ่ถือถาดใส่แก้ววิสกี้รวม ๖ แก้วเดินมาที่โต๊ะคณะพรรคสี่สหาย และเสิร์ฟให้นิกรเป็นคนแรก นิกรพอจะสังเกตรู้ว่ามีแก้วพิเศษอยู่สองใบ ซึ่งเป็นแก้วที่สวยกว่าเพื่อน และในแก้วทั้งสองนี้จะต้องมียาพิษอย่างร้ายแรงผสมอยู่ด้วย

พ.อ. นิกรลุกขึ้นยืนหยิบแก้วทั้งสองวางลงเบื้องหน้า ร.ท. เหงียนแหง่ใบหนึ่ง ร.ท. คำหมื่นใบหนึ่งและวางไว้เบื้องหน้าเขาอีกใบหนึ่ง แล้วกล่าวกับนายทหารคอมมิวนิสต์ทั้งสองว่า

"ขอให้ข้าพเจ้าได้มีเกียรติหยิบแก้วเหล้าให้ท่านเถิด"

พลทหารรับใช้ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ เดินอ้อมมาทางเสี่ยหงวนและพล กับศาสตราจารย์ดิเรกและเสิร์ฟเหล้าให้

การรับประทานอาหารได้เป็นไปอย่างกันเอง โดยเฉพาะที่โต๊ะสี่สหายหนุ่มกับเจ้าคุณ ปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วมีเสียงสรวลเสเฮฮาตลอดเวลา ถึงแม้ว่าไก่ย่างจะเป็นไก่ป่าก็ตาม แต่รสชาติของมันก็ไม่เลว อาหารต่างๆ มีทั้งอาหารลาวและอาหารญวน ความจริงก็คล้ายๆ กับอาหารไทยนั่นแหละ

ร.ท. เหงียนแหง่หยิบแก้วเหล้าที่วางอยู่ข้างหน้า ร.ท. คำหมื่นพร้อมทั้งแก้วเหล้าของเขา ลุกขึ้นยืน วางไว้ข้างหน้านิกรกับเสี่ยหงวนคนละแก้ว แล้วหยิบแก้วเหล้าของอาเสี่ยกับนิกรกลับมา เขากล่าวกับนิกรว่า

"เราแลกแก้วเหล้ากันเถอะครับ มิตรภาพของเราจะได้สนิทสนมแน่นแฟ้นกันยิ่งกว่านี้"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"คุณเล่นสกปรกกับเรา ผมรู้ดีว่าแก้วเหล้าทั้งสองที่วางอยู่ข้างหน้าผมกับพ่อมดมียาพิษเจือปนอยู่"

ร.ท. เหงียนแหง่ แกล้งทำเป็นตกใจ

"ทำไมท่านถึงได้เข้าใจอย่างนั้น ผมสาบานได้ว่าในเหล้าหรืออาหารย่อมไม่มียาพิษ"

อาเสี่ยกิมหงวนล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบงาช้างชิ้นหนึ่ง ซึ่งมีรูปร่างโตเท่าตะเกียบแต่สั้นกว่าครึ่งหนึ่งออกมาจากกระเป๋าแล้วส่งให้นิกร

"ข้าแต่ท่านตั้วเก๊าขนาดอัลเซเชี่ยน ขอท่านจงเอางาชิ้นนี้จุ่มลงในแก้วเหล้าของเราเถิด ถ้าหากว่ามียาพิษเจือปน งาชิ้นนี้ก็จะเปลี่ยนเป็นสีดำ"

นิกรมองดูงาช้างอันนั้นด้วยความสนใจ แล้วจุ่มลงในแก้วเหล้าของ ร.ท. เหงียนแหง่ก่อน ประมาณครึ่งนาทีก็ดึงออกมา ปรากฏว่างาช้างมิได้เปลี่ยนสีแม้แต่น้อย ต่อจากนั้นนิกรก็จุ่มลงในแก้วเหล้าของเขาบ้าง คราวนี้งาช้างก็ค่อยๆ กลายเป็นสีดำทีละน้อย ขุนศึกพระกาฬมองดูนายทหารคอมมิวนิสต์ทั้งสองคนด้วยความโมโหแกมขบขัน

"ว่าไงครับผู้หมวด คราวนี้ผู้หมวดคงจะยอมรับแล้วซีว่าในแก้วเหล้าของผมกับพ่อมดมียาพิษเจือปนอยู่"

พล.ต. พล กล่าวขึ้นดังๆ

"เล่นสกปรกอย่างนี้จะคบกันได้อย่างไร แบบนี้เป็นการลอบกัดกันอย่างชัดๆ พวกเรากลับโว้ย ถ้าขืนร่วมกินอาหารกับเขาก็คงถูกวางยาพิษตายหมดหรือม่ายก็ถูกลอบยิงด้วยปืนยิงเร็วในระยะเผาขน"

นายพลดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าพวกคอมมิวนิสต์ไม่เคยหวังดีต่อใคร เมื่อพวกเราได้ครองอำนาจแทนเล่าอะ และเลิกล้มนโยบายร่วมงานกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ ท่านทั้งสองก็วางแผนเชิญพวกเรามากินข้าวเพื่อจะสังหารเราด้วยยาพิษ"

พล. ต. พล มองไปทางโต๊ะสี่สหายหนุ่มแล้วตะโกนบอก

"หยุดกินข้าวและกินเหล้าโว้ย กลับที่พักเราเดี๋ยวนี้ สถานการณ์ไม่ปลอดภัยเสียแล้ว"

ร.อ. พนัส จ้องมองดูบิดาของเขา

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับ"

"ไม่ต้องถาม นี่เป็นคาสั่ง-ให้ทุกคนกลับที่พักเดี๋ยวนี้"

ร.อ. นพ พูดเสริมขึ้น

"ผมเอาถุงพลาสติกใส่ไก่ย่างไปได้ไหมครับ"

"ไม่ได้" พลตวาดแว็ด

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ทั้ง ๑๐ คน ต่างลุกขึ้นจากโต๊ะรับประทานอาหารทั้งสองโต๊ะ และพากันเดินรวมกลุ่มไปจากที่นั่น นายทหารคอมมิวนิสต์ทั้งสองคนมองดูจนลับตา

"ถ้าหากว่าเราจะใช้ปืนยิงเร็วยิงเขาแทนการวางยาพิษ ขุนศึกกับพ่อมดต้องตายอย่างไม่มีปัญหา แต่การยิงทิ้งเป็นเรื่องอื้อฉาวมากเกินไป แล้วก็ตามตัวจะมีรอยกระสุน พวกแม้วนับพันจะยกกำลังมาบุกเราและฆ่าพวกเราตายหมด เพราะเรามีทหารเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น" ร.ท. เหงียนแหง่ กล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

ร.ท. คำหมื่น เห็นพ้องด้วย

"ผมสงสัยเสียแล้วละคุณเหงียนแหง่"

"สงสัยว่ายังไง"

"สงสัยว่าพวกละว้าพวกนี้ น่าจะเป็นคนไทยมากกว่า ซึ่งผมหมายความว่า เป็นนายทหารไทยปลอมแปลงตัวมาตามแผนของเขา"

"ผมก็กำลังคิดอยู่อย่างนี้ ตามธรรมดาพวกละว้ามันไม่เฉลียวฉลาดหรือมีไหวพริบเช่นนี้หรอก เราจะต้องร่วมมือกันซ่อมเครื่องรับส่งวิทยุเครื่องนั้นให้ใช้การได้โดยเร็วที่สุด เพื่อให้กองบังคับการกองพลส่งกำลังมาที่นี่โดยเร็วที่สุดก่อนรุ่งสว่างวันนี้ ถ้าเราไม่ได้รับกำลังหนุนเพียงพอจะสู้รบกับพวกแม้ว เราก็ต้องพาทหารล่าถอยไปจากดอยสามเส้าพรุ่งนี้เช้า แต่ถ้าเราล่าถอยไปโดยพลการเนื่องจากวิทยุซ่อมไม่ได้ คุณกับผมก็จะถูกนำตัวขึ้นศาลทหารก็ได้ อย่างน้อยก็ติดคุกคนละ ๑๐ ปี"

คืนวันนั้นเอง เหลาแหย่หรือ พ.อ. นิกร หัวหน้าแม้วคนใหม่กับพรรคพวกของเขา ก็ได้ยึดครองจวนหรือทำเนียบเล่าอะ อดีตขุนศึกพระกาฬที่ถูกนิกรฆ่าตายในการประลองฝีมือกัน ผู้เฒ่า ผู้แก่หลายคนได้ควบคุมพวกแม้วทำความสะอาดบ้านเรือนโดยด่วน และเมื่อนิกรกับพรรคพวกของเขากลับมาที่หมู่บ้าน พวกผู้เฒ่าก็เข้ามาหานิกรเชิญเขากับคณะขึ้นพักที่ทำเนียบของหัวหน้าเผ่า ต่อจากนั้นก็มีการทำพิธีทำขวัญผูกข้อมือด้วยสายสิญจน์ และเวียนเทียนสมโภชขุนศึกพระกาฬคนใหม่ ผู้ที่มาร่วมพิธีล้วนแต่เป็นคนสำคัญที่พวกชาวแม้วเคารพนับถือ ปรากฏว่าพ่อมด เล่าสือจะเข้ามาร่วมพิธีนี้ด้วย แต่พวกแม้วได้ขัดขวางขับไล่ไปด้วยความเกลียดแค้นชิงชัง

บ้านพักของหัวหน้าเผ่าลักษณะคล้ายเรือนบังกาโลขนาดใหญ่ มีห้องนอนถึง ๕ ห้อง หน้าบ้านและหลังบ้านมีระเบียงกว้างใหญ่ พิธีต้อนรับขุนศึกพระกาฬได้กระทำในเวลา ๒๐.๓๐ น. เป็นต้นไป พวกชาวแม้วแห่งดอยสามเส้าที่มีฐานะดีต่างนำเครื่องเงินเสื้อผ้าแพรพรรณและข้าวของอันมีค่ามามอบให้นิกรเป็นการฝากเนื้อฝากตัวหรือหวังที่จะได้รับตำแหน่งสำคัญในการปกครองชาวแม้วแห่งดอยนี้ เพื่อจะได้มีทางกอบโกยช่วยให้ตัวเองร่ำรวยขึ้นอีก

พิธีรับขวัญตามประเพณีของชาวแม้วได้สิ้นสุดลงในเวลา ๒๓.๓๐ น. นายทหารคนหนึ่งซึ่งเป็นทหารหน่วยคุ้มกันขุนศึกพระกาฬ ได้พาสุภาพสตรีรวม ๕ คนเข้ามาหานิกร ทุกคนทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยและยกมือไหว้นิกรด้วยความนอบน้อมยำเกรง แล้วนักรบหนุ่มแห่งดอย สามเส้าก็กล่าวกับนิกรว่า

"ข้าแต่ท่านเหลาแหย่ที่เคารพ ตามประเพณีของเรานั้น ถ้าผู้ใดได้ดำรงตำแหน่งเป็นขุนศึกพระกาฬแทนคนเก่าที่ต้องเสียชีวิตในการสู้รบ หัวหน้าเผ่าคนใหม่ของเราย่อมมีสิทธิ์ที่จะยึดครองทรัพย์สินเงินทองของหัวหน้าเก่าด้วย สุภาพสตรีทั้งห้าคนนี้เป็นภรรยาของเล่าอะ ข้าพเจ้าสั่งให้อาบน้ำขัดขี้ไคลสระผมฟอกสบู่แต่งตัวใหม่เอี่ยม แล้วก็พามามอบให้ท่านเพื่อให้ท่านเลี้ยงดูเป็นลูกเมียต่อไป"

เสียงหัวเราะของคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ดังขึ้นลั่นบ้านพัก ทุกคนต่างมองดูสาวชาวแม้วทั้งห้านาง ซึ่งแต่ละนางอ้วนจ้ำม่ำขนาดกระสอบข้าวสาร ถึงแม้ผิวเนื้อจะขาวผ่อง แต่รูปร่างหน้าตาก็เหมือนผู้ชาย ห้านางนั่งก้มหน้านิ่งเฉยด้วยความกระดากอาย นิกรกลืนน้ำลายติดๆ กันสามสี่ครั้ง แล้วกล่าวกับนายทหารหนุ่มว่า

"น้องชาย อ้วนกว่านี้ไม่มีหรือ"

"ไม่มีหรอกท่านหัวหน้า อดีตเทพีแม้วทั้ง ๕ นางนี้ ได้รับการปรนเปรอจนถึงขนาดแล้ว"

นิกรหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"ดูๆ ก็คล้ายกับหมู่ที่ตกน้ำตายมาแล้ว ๓ วัน ข้าไม่ต้องการหรอก พานางกลับไปและให้นางได้รับอิสรภาพ ข้ามีลูกมีเมียแล้ว"

ร.อ. นพร้องขึ้นดังๆ

"นี่โว้ยลูกชายโทนของท่านหัวหน้า"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอีก เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับนิกรว่า

"เมียของเล่าอะทั้ง ๕ คนนี้ ถ้าแกไม่เอาก็ยกให้อ้ายหงวนมันซี"

เสี่ยหงวนร้องลั่น

"ไม่ไหวล่ะครับ แต่ละคนอ้วนจ้ำม้ำเหมือนพวกเมียหัวหน้าคนป่าในอาฟริกา เมียผมสวยกว่านี้ตั้งแยะ"

ร.อ. สมนึก ยิ้มแป้นแล้วพูดเสริมขึ้น

"เออ-เตี่ยพูดอย่างนี้ค่อยน่าชื่นใจหน่อย ถูกละครับแม่ผมแก่แล้วแต่ยังสวยมาก"

ผู้เฒ่าผู้แก่อีกหลายคน ที่เพิ่งมาถึงได้เข้ามาหานิกรหัวหน้าแม้วคนใหม่แห่งดอยสามเส้า ต่างนำข้าวของมาให้และให้พรผูกข้อมือนิกรตามประเพณี บ้านพักของหัวหน้าเผ่าสว่างไสวด้วยแสงตะเกียงและแสงใต้ นักรบแม้วหนึ่งกองพันทำหน้าที่รักษาการณ์อย่างแข็งแรง ความจริงทหารเหล่านี้ก็คือคนของเล่าอะนั่นเอง แต่เมื่อเล่าอะมีอันเท่งทึงไป นิกรได้ดำรงตำแหน่งแทน ทหารของเล่าอะก็จงรักภักดีต่อนิกรในแบบชนะไหนเล่นด้วย อันเป็นวิธีการที่มนุษย์ทั้งหลายชอบประพฤติเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ที่ศิวิลัยซ์หรือชาวป่าชาวเขาหรือมนุษย์กินคนในใจกลางเกาะนิวกินนี ผู้บังคับกองพันทหารได้สบถสาบานต่อหน้านิกรหรือเหล่าแหย่หัวหน้าคนใหม่ว่า เขากับทหารในบังคับบัญชาจะซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อนิกร และทุกคนจะยอมเสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อหัวหน้าคนใหม่ นอกจากสาบานแล้วเขายังกรีดเลือดที่ต้นแขนให้นิกรดู แต่นิกรไม่ได้สนใจ เท่าใดนัก

ระหว่างที่ขุนศึกพระกาฬคนใหม่กำลังโอภาปราศรัยกับบุคคลสำคัญของพวกแม้ว ทุกคนก็ได้ยินเสียงเครื่องยนตร์ของเครื่องบินเฮลิคอปเต้อร์เครื่องหนึ่งดังแว่วมาและใกล้เข้ามาตามลำดับนิกรหันมามองดูหน้าผู้บังคับบัญคับกองพันหรือเจ้าหนุ่มร่างใหญ่ซึ่งนั่งอยู่เบื้องหน้าเขาในท่าทางนอบน้อมยำเกรง

"เล่าเจี๊ยกได้ยินเสียงเครื่องบินไหม?"

ผู้บังคับกองพันยิ้มแห้งๆ

"ผมชื่อเล่าเจียกครับ ไม่ใช่เล่าเจี๊ยก"

"อ้าว! " นิกรอุทาน "ขอโทษทีน้องชาย อั๊วก็นึกแปลกใจเหมือนกันว่า ลื้อคงไม่ได้ชื่อ เล่าเจี๊ยกแต่จำไม่ได้ บอกกันซิเล่าเจียก มีเฮลิคอปเต้อร์บินมาลงบนยอดดอยนี้เสมอหรือ?"

"ถูกละครับท่านหัวหน้า เครื่องบินแมลงปอของฝ่ายคอมมิวนิสต์เคยบินมาลงที่นี่บ่อยๆ นำข้าวของเครื่องใช้มาแจกให้พวกเรา บางทีก็แจกเงิน แจกหนังสือโฆษณาลัทธิคอมมิวนิสต์ ให้พวกเราให้เห็นว่าฝ่ายคอมมิวนิสต์จะครองโลก และพวกคอมมิวนิสต์ทุกคนจะได้รับความสุขสบาย เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีไปตามกัน"

เสียงเครื่องบินเฮลิคอปเต้อร์ เครื่องนั้นบินวนรอบหมู่บ้านในระยะต่ำ ได้ยินเสียงใบพัดใหญ่และเครื่องยนตร์ดังแสบแก้วหู ต่อจากนั้นก็เงียบเสียงไป พล.ต. พลกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"ผมเข้าใจว่าคงมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของฝ่ายศัตรูเดินทางมาพบกับนายทหารญวนและนายทหารลาวทั้งสองคนเกี่ยวกับเรื่องที่อ้ายกรบังคับให้ทหารแดงทั้งสองหมวดเคลื่อนย้ายไปจากดอยสามเส้าในวันพรุ่งนี้ และอย่างไรเสียฝ่ายศัตรูก็คงไม่ยอมถอนกำลังไปง่ายๆ "

ท่านเจ้าคุณเห็นพ้องด้วย

"ใช่ คงเป็นเช่นนี้แหละพล แต่การเดินทางของเฮลิคอปเต้อร์ที่บินมาลงบนดอยสามเส้าในเวลากลางคืนเช่นนี้นับว่าเสี่ยงอันตรายมาก"

เหลาแหย่หรือนิกรประมุขคนใหม่ของพวกแม้วได้ขอร้องให้ทุกๆ คนไปจากบ้านพักของเขา คงเหลือแต่พวกทหารรักษาการณ์เท่านั้น พวกเมียๆ ของเล่าอะ ๕ คนและนายทหารที่พามายังคงนั่งนิ่งเฉย

"เฮ้ย" นิกรกล่าวกับนายทหารแม้วผู้นั้น "พวกเทพีทั้ง ๕ คนนี่กลับไปได้แล้ว ช่วยระวังเธอหน่อยนะ ค่ำๆ มืดๆ เดี๋ยวตกกระไดตาย"

ภรรยาของเล่าอะซึ่งมีน้ำหนักตัวเกือบ ๒๐๐ กก. ทำตาหวานให้นิกร

"ไม่ให้โอกาสเดี๊ยนได้ปรนนิบัติรับใช้ท่านบ้างหรือคะ"

นิกรนัยน์ตาเหลือกแล้วร้องขึ้นดังๆ

"คำว่าเดี๊ยนเผยแพร่มาถึงนี่แล้วหรือน้องสาว"

"ฮ่ะ พวกผู้หญิงที่นี่นิยมใช้คำแทนตัวว่าเดี๊ยนหรือดั๊นค่ะ แบบเดียวกับสุภาพสตรีที่ทันสมัยในกรุงเทพฯ พวกเดี๊ยนทั้ง ๕ คนพร้อมที่จะปรนนิบัติรับใช้ท่านหัวหน้าด้วยความจงรักภักดี"

นิกรยิ้มให้หล่อน

"ขอบใจมากน้องสาว ไปทำน้ำหนักตัวให้ลดลงกว่านี่คนละอย่างน้อย ๕๐ กิโลแล้วค่อยมาพูดกันใหม่"

นายทหารหนุ่มที่พาพวกภรรยาของเล่าอะมา ได้พยักพเยิดกับนางเทพีทั้ง ๕ นาง แล้วพาหล่อนลุกขึ้นเดินลงบันไดไป เจ้าแห้วมองดูพวกเมียๆ ของเล่าอะแล้วหัวเราะงอหาย

"รับประทานมองดูคล้ายๆ ไหกระเทียมต่อขา" เจ้าแห้วพูดพลางหัวเราะพลาง "แต่ว่า...หน้าตาสวยดีเหมือนกันนะครับ อาเสี่ยน่าจะรับเซ้งไว้สักคน"

เสี่ยหงวนทำหน้าเบ้

"เซ้งยังไงไหว หน้าตาผิวพรรณพอไปได้ก็จริง แต่แกรู้ไหมว่า ผู้หญิงแม้วอาบน้ำปีละครั้งเดียว บางคนสองปีถึงจะอาบสักครั้ง สบู่และแปรงสีฟันก็ไม่เคยใช้ บางทียืนพูดกันห่างตั้งสองเมตรยังได้กลิ่น"

"รับประทานกลิ่นอะไรครับ" เจ้าแห้วถามเบาๆ

"ก็กลิ่นขี้ฟันน่ะซี อย่างแกตอนเช้าๆ ก็ดุเดือดเหมือนกัน ฉันพูดกับแกตอนเช้า ฉันต้องเอามือค้ำคอแกไว้"

"แหม-รับประทานอาเสี่ยพูดอย่างนี้ผมอายแย่"

ศาสตราจารย์ดิเรกพูดอย่างเป็นงานเป็นการ

"เลิกพูดเล่นกันเสียทีโว้ย อ้ายนัสฟังคำสั่งอา"

ร.อ. พนัสยิ้มให้นายพลดิเรกผู้เป็นอาของเขา

"ว่าไงครับอาหมอ"

"แกกับเพื่อนๆ ของแกทั้งสามคนบุกไปที่ค่ายทหารแดง พยายามทำลายเฮลิคอปเต้อร์เครื่องนั้นให้ได้และรีบกลับมาที่นี่โดยเร็ว ทางนี้เราจะเตรียมนักรบแม้วไว้ให้พร้อม เข้าใจว่าคืนวันนี้ทหารแดงสองหมวดจะต้องยกเข้าโจมตีหมู่บ้านเราแน่นอน และถ้าหากว่าพวกเราพลาดพลั้งก็คงจะถูกยิงตายหมด ฝ่ายข้าศึกจะต้องเลือกหัวหน้าใหม่แทนเล่าอะ เพราะอ้ายกรได้ประกาศเป็นศัตรูของมันไม่ยอมร่วมมือร่วมตีนด้วย พวกศัตรูมีแผนยุยงส่งเสริมชาวนาทั้งหลายให้เป็นพรรคพวกของมัน แต่พวกชาวป่าชาวเขาที่ฉลาดไม่ยอมหลงเชื่อคำปลุกปั่นยุยง ฟังคำสั่งเอาไว้ให้ดีเจ้านัสและเพื่อนๆ จะต้องทำลายเฮลิคอปเต้อร์เครื่องนั้นให้ได้ด้วยระเบิดมือ เอาละ...รีบไปเดี๋ยวนี้"

ร.อ. นพยิ้มให้บิดาของเขา

"ให้พรผมหน่อยซีครับพ่อ"

นิกรตวาดแว็ด

"ไม่ต้องโว้ย"

สี่สหายหนุ่มต่างพากันเดินเข้าไปในห้องกลางเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ใช้ชุดสีดำอันเป็นสีที่กลืนกับความมืดและหลังจากนั้นสักครู่พนัสก็พาเพื่อนเกลอของเขาลงบันไดหลังบ้าน ออกเดินทางมุ่งตรงไปยังค่ายของข้าศึก ทั้งที่คนแต่งกายแบบชาวแม้วในชุดสีดำสะพายปืนยิงเร็วคนละกระบอกและมีปืนพกเหน็บไว้ที่ใต้เข็มขัดอีกคนละกระบอก มีระเบิดมืออยู่ในกระเป๋าเสื้ออีกคนละลูก

เสี่ยตี๋หรือ ร.อ. สมนึก หัวเราะหึๆ มาตลอดทาง จนกระทั่งศาสตราจารย์ดำรงกล่าวถามด้วยความแปลกใจ

"แกครึ้มใจอะไรขึ้นมาวะอ้ายตี๋ หัวเราะร่วนเป็นไข่เค็ม หรือแอบไปสูบกัญชามา"

ร.อ. สมนึก หันมามองดูเพื่อนเกลอของเขา

"เปล่า...ไม่ได้สูบกัญชาหรอก แต่กันอดขำไม่ได้ ตอนที่เราเดินทางมา เรามีแต่ปืนแก๊ปหรือปืนลูกซองเท่านั้น แล้วนี่เอาปืนยิงเร็วและระเบิดมือมาจากไหนกันวะ"

ร.อ. นพ พูดเสริมขึ้นทันที

"ไม่เห็นจะน่าขบขันอะไรเลย แกก็เคยดูเจมส์บอนด์หรือฟลิ้นท์มาแล้ว มันลงจากรถแท๊กซี่เข้าโรงแรมมีกระเป๋าใบเล็กนิดเดียว แต่แล้วมันมีทุกอย่างนับตั้งแต่ปืนยิงเร็ว ปืนเล็กยาวติดกล้องเล็ง ระเบิดแบบต่างๆ สว่านไฟฟ้า เครื่องใช้ในการเหาะเหินเดินอากาศ มีแม้กระทั่งเรือยางและอาวุธร้ายต่างๆ อีกมากมาย"

เสี่ยตี๋พยักหน้ารับทราบ

"เออ-จริงของแก กล้องถ่ายรูปของมันก็มี กันเลิกดูหนังบู๊ประเภทนี้ก็เพราะมันโกหกจนจับได้ พระเอกมันเก่งเหลือเชื่อ ดูหนังไทยดีกว่า เป็นการอุดหนุนชาติเดียวกันเงินทองไม่รั่วไหลออกนอกประเทศ"

เมื่อใกล้จะถึงเขตค่ายทหาร ร.อ. พนัส ได้เตือนเพื่อนๆ ของเขา

"เงียบโว้ยพวกเราอีกสักครู่จะเข้าเขตยามรักษาการณ์แล้วพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะกับทหารให้มากที่สุด เพราะถ้าเสียงปืนดังขึ้นเราก็คงไม่มีโอกาสที่จะระเบิดเครื่องบินเฮลิคอปเต้อร์ได้"

เสี่ยตี๋ว่า "กลับไปเอารถหุ้มเกราะของเรามาดีไหม บุกเข้าไปยิงกราดเครื่องบินเลย"

ร.อ. พนัสแยกเขี้ยว ยกฝ่ามือข้างขวาผลักหน้าลูกชายเสี่ยหงวนค่อนข้างแรง

"รถหุ้มเกราะตะหวักตะบวยที่ไหนวะ พูดอะไรเป็นเล่นเสียเรื่อยเดี๋ยวก็โดนเท่านั้น"

"อ้าว" เสี่ยตี๋อุทาน "อย่าขู่กันหน่อยเลยวะ"

การสัพยอกหยอกล้อสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ สี่สหายหนุ่มเดินฝ่าความมืดผ่านสุมทุมพุ่มไม้เข้ามายังเขตทหารซึ่ง ร.ท. เหงียนแหง่ และร.ท. คำหมื่น ได้จัดวางยามรักษาการณ์ไว้อย่างแข็งแรง ยามคนหนึ่งอยู่ห่างจากกันภายในระยะ ๕๐ เมตร และยามทุกคนมีอาวุธปืนเล็กยาวสวมดาบ

แสงสว่างของพระจันทร์แรม ๑ ค่ำส่องสว่างไปทั่วทุกหนทุกแห่ง อากาศบนยอดดอยเพิ่มความหนาวเย็นขึ้นอีก สี่สหายหนุ่มยืนแฝงตัวอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้และจ้องมองดูทหารยามคนหนึ่งคือทหารเวียตนามเหนือในบังคับบัญชาของ ร.ท. เหงียนแหง่ ร.อ. ดำรง กระซิบกระซาบกับเพื่อนเกลอของเขาเบาๆ

"เราต้องเก็บทหารยามคนนี้ เพื่อเราจะได้ผ่านเข้าไปทางนี้โดยสะดวก กันแสดงเอง"

ร.อ. พนัสยกมือจับแขนศาสตราจารย์ดำรงไว้

"อย่าเลยดำรง" พนัสกระซิบพูดเช่นเดียวกัน "หูตาแกก็ไม่สมประกอบเพลี่ยงพล้ำเสียทีจะถูกยิงตาย แกก็รู้ดีแล้วว่าดาบปลายปืนหรือกระสุนปืนเล็กยาวถูกใครเข้าก็เท่งทึง"

ลูกชายนายพลดิเรกพูดตัดบท

"เอาเถอะน่า พวกแกน่ะเข้าใจว่า กันอ่อนแอไม่มีความเข้มแข็ง กันจะฆ่าทหารยามคนนี้ให้ดูด้วยกรรมวิธีง่ายๆ " พูดจบ ร.อ. ดำรง ก็เดินออกไปจากใต้ร่มไม้ใหญ่ต้นนั้น

พนัส นพ และสมนึก ต่างยกปืนยิงเร็วขึ้นประทับบ่าเตรียมช่วยเหลือศาสตราจารย์ดำรง นักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยมที่โลกยกย่องว่า เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีความรู้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าบิดาของเขา

ร.อ. ดำรงเดินจรดปลายเท้าย่องเข้าไปหาทหารยามผู้นั้น ซึ่งยืนสะลึมสะลือเพราะความง่วงนอน ไม่ได้สนใจกับสิ่งแวดล้อม ในมือของศาสตราจารย์ดำรงมีเชือกไนล่อนเส้นหนึ่ง ยาวประมาณ ๑ เมตร ปลายเชือกทั้งสองพันอยู่กับฝ่ามือ ลูกชายของนายพลดิเรกย่องเข้าไปยืนข้างหลังยามผู้เคราะห์ร้าย และแล้วเจ้าหนุ่มสายตาสั้นก็ใช้เชือกไนล่อนตวัดรัดคอทหารยามอย่างรวดเร็วฉับพลัน ใช้กำลังแขนทั้งสองข้างดึงเชือกจนแน่น

ทหารยามพยายามดิ้นรนช่วยตัวเองจนสุดความสามารถและร้องออกมาเบาๆ

"โอ๊ย... หายใจไม่ออก ลูกกระเดือกผมแตกแล้ว อย่าฆ่าผมเลยครับ เมียผมกำลังท้องแก่"

ร.อ. ดำรง ยิ้มแค่นๆ

"อ้ายน้องชาย กันจำเป็นต้องฆ่าแก พวกเราคือทหารไทยปลอมแปลงตัวมา"

ทหารยามดิ้นกระแด่วๆ พูดออกมาด้วยเสียงแหบเครือเป็นประโยคสุดท้าย

"นั่นน่ะซี ผมก็ว่าอย่างนั้น"

ในนาทีนั่นเองทหารยามชาวเวียตนามเหนือก็สิ้นใจตาย เมื่อ ร.อ. ดำรงปล่อยเชือกออก ร่างของพลทหารผู้นั้นก็ล้มลงนอนหงายในท่าไขว่ห้างและสิ้นใจตาย ศาสตราจารย์ดำรงหันไปผิวปากด้วยเสียงสั้นๆ เป็นสัญญาณให้เพื่อนเกลอทั้งสามเข้ามาหา พนัสเดินนำหน้านพกับสมนึกตรงเข้ามา ต่างคนต่างมองดูศพทหารยาม แล้วก็มองดูหน้าลูกชายของนายพลดิเรก ร.อ. พนัส ยกมือตบบ่าศาสตราจารย์ดำรงเบาๆ

"ไม่เลวโว้ย อ้ายรง ถึงนัยน์ตาแกสั้นสวมแว่นหนาเปอะเช่นนี้ แกมีความสามารถเหมือนกับชายชาติทหารทั้งหลาย แกฆ่าทหารยามอย่างเยือกเย็นสุขุม แกแน่จริงๆ โว้ย" พูดจบเขาก็ยกมือตบหน้าเสี่ยตี๋เต็มเหนี่ยวเสียงดังผัวะ "อย่านะอ้ายตี๋ถ้าแกจุดบุหรี่สูบพวกเราจะถูกยิงทันที"

ร.อ. สมนึกยิ้มแห้งๆ เก็บซองบุหรี่และเครื่องขีดไฟใส่กระเป๋าเสื้อแบบกุยเฮง

"แฮ่ะ แฮ่ะ ลืมไปโว้ย นึกว่าอยู่ที่บ้าน ความจริงพวกข้าศึกนี่มันชอบสอดรู้สอดเห็น แม้กระทั่งแสงไม้ขีดหรือไฟบุหรี่มันก็มองเห็น ไม่น่าจะมาสนใจกับเราเลย"

ร.อ. พนัสพูดตัดบท

"เคลื่อนที่ต่อไปพวกเรา"

ร.อ. นพกล่าวถามขึ้นเบาๆ

"กินปลาหมึกได้ไหมวะอ้ายนัส"

พนัสมองดูลูกชายของนิกรอย่างขบขัน

"ได้ แต่อย่าเคี้ยวดังนัก แกเคี้ยวอาหารหรือของกินบางทีได้ยินไปไกลตั้ง ๑๐๐ เมตร แกเอาปลาหมึกมาจากไหนวะ"

"ก็เอามาจากกรุงเทพฯ น่ะซี ปลาหมึกปิ้งใส่ไว้ซองพลาสติกเรียบร้อย"

สี่สหายหนุ่มผ่านเข้ามาในเขตค่ายทหารแล้ว มองแลเห็นเต๊นท์ขนาดเล็กปลูกอยู่เรียงราย ซึ่งทหารราบทั้งสองหมวดหลับนอนอยู่ในเต๊นท์สนามเหล่านั้น ที่เรือนพักของนายทหารแดงทั้งสองหลัง มีแสงตะเกียงเจ้าพายุส่องสว่าง นายทหารชั้นนายพันคนหนึ่ง ซึ่งเป็นชาวเวียตนามเหนือกำลังสนทนากับ ร.อ. เหงียนแหง่ และ ร.ท. คำหมื่นอยู่ที่หน้าเรือนบังกาโลหลังขวาสุด โดยมีนายทหารอากาศซึ่งเป็นผู้ขับเฮลิคอปเต้อร์ร่วมสนทนาอยู่ด้วย

พ.ท. เหงียนเกาพุง ผู้บังคับกองพันได้พยายามติดต่อกับ ร.ท. เหงียนแหง่ทางวิทยุโทรศัพท์ก็ไม่เป็นผลเพราะเครื่องรับส่งวิทยุทางนี้ ถูกนิกรขโมยชิ้นส่วนสำคัญออก ผู้บังคับกองพันทหารแดงไม่อาจจะทราบได้ว่า เครื่องรับส่งทางนี้เสียหาย หรือมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น เขาจึงเดินทางมาที่ดอยสามเส้าโดยเฮลิคอปเต้อร์ เมื่อเครื่องบินผ่านมาเหงียนแหง่จึงสั่งให้ทหารนำตะเกียงรั้วสีขาวรวม ๓ ดวง ไปตั้งไว้ในบริเวณลานกว้างเป็นจุดสามจุด หรือเครื่องหมาย เพราะฉะนั้น พ.ท. เหงียนเกาพุงจึงสั่งให้นักบินนำเครื่องบินลงด้วยความดีใจที่หน่วยทหารแดงยังคงอยู่เป็นปกติ เขาได้รับรายงานจาก ร.ท. แหงียนเหง่ว่า เครื่องรับส่งวิทยุเสียหาย

ขณะนี้สี่สหายหนุ่มได้ซุ่มซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ห่างจากเครื่องบินเฮลิคอปเต้อร์ขนาดเล็ก ไม่เกิน ๒๐ เมตร ร.อ. พนัสส่งระเบิดมือลูกหนึ่ง ซึ่งเป็นระเบิดแรงสูงให้ ร.อ. นพ เพื่อนเกลอของเขา และกระซิบบอกว่า

"วีรบุรุษแห่งดอยสามเส้า ควรจะเป็นแกมากกว่าคนอื่น...เอาลูกระเบิดมือลูกนี้ขว้างไปให้ตกที่เครื่องบิน ฮ. ตูมเดียวเท่านั้นเครื่องบิน ฮ. ของข้าศึกก็จะพินาศสิ้น แสดงให้ดูหน่อยเถอะวะ"

ร.อ. นพรับลูกระเบิดมือมาจากลูกชายของพลและมองดูมัน ร.อ. นพ ไม่ยอมปริปากพูดอะไรเลย เพื่อนๆ คิดว่าเขาขี้ขลาดตาขาว แต่ตรงกันข้าม ร.อ. นพของเรากล้าหาญเยือกเย็นเมื่ออยู่ต่อหน้าข้าศึก ลูกชายของนิกรมองดูเครื่องบินเฮลิคอปเต้อร์เครื่องนั้น มือขวาของเขากำระเบิดแน่น นิ้วชี้มือซ้ายคล้องอยู่ในห่วงสลักนิรภัย ร.อ. นพ ถอนใจลึกๆ และกระชากนิรภัยออกแทนที่จะขว้างระเบิดเอง เขากลับส่งระเบิดไปให้ ร.อ. สมนึก

"แขนขวากันยอกแต่เช้าแล้ว ช่วยขว้างหน่อยเถอะวะอ้ายตี๋"

เสี่ยตี๋นัยน์ตาเหลือกนั่งตะลึงไม่ยอมรับระเบิดมือมาจาก ร.อ. นพ ทันใดนั้นเอง ร.อ.ศาสตราจารย์ดำรงก็ตะครุบระเบิดในมือ ร.อ. นพมาถือไว้และขว้างไปที่เครื่องบินเฮลิคอปเต้อร์เต็มแรง

สี่สหายหนุ่มต่างหมอบราบลงกับพื้น แล้วเสียงระเบิดก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว เฮลิคอปเต้อร์ถูกชิ้นระเบิดอย่างจังทำให้ถังน้ำมันเกิดเพลิงไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็ว

"เร็ว-เปิดโว้ยพวกเรา" ร.อ. พนัสร้องบอกเพื่อนเกลอทั้งสาม

การล่าถอยเป็นไปอย่างรวดเร็วฉับพลัน สี่สหายหนุ่มวิ่งมาตามป่าทึบกลับมาหมู่บ้านแม้ว พวกทหารแดงติดตามมาอย่างกระชั้นชิด และยิงปืนขู่หลายนัด แต่พอ ร.อ. พนัสใช้ปืนยิงกราดเข้าไป ทหารลาวและเวียตนามก็ไม่กล้าติดตามมาอีก ทหารคอมมิวนิสต์นั้นถึงจะมีความทรหดอดทนแต่ก็ขี้ขลาดตาขาว ขวัญและกำลังใจใช้ไม่ได้ ถ้าหากว่าฝ่ายคอมมิวนิสต์กำลังน้อยกว่า คอมมิวนิสต์ก็จะหลีกเลี่ยงการปะทะ หรือถ้ารบด้วยก็แตกพ่ายล่าถอยไปในไม่ช้า

สี่สหายหนุ่มได้รีบกลับมาถึงบ้านพักของขุนศึกพระกาฬอย่างปลอดภัย ตามเวลาที่กล่าวนี้พล นิกร กิมหงวน และศาสตราจารย์ดิเรกพร้อมด้วย เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ต่างกำลังรอคอยฟังข่าวจากสี่สหายหนุ่มด้วยความร้อนใจกลัวว่าจะเพลี่ยงพล้ำถูกยิงตาย หรือถูกจับเป็นเชลย เสียงระเบิดของลูกระเบิดมือทุกคนได้ยินถนัด ดังนั้นคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วจึงนั่งรอคอยด้วยความกระสับกระส่าย แต่พอแลเห็นสี่สหายหนุ่มเดินเข้ามาในห้องโถง ทุกคนก็ถอนหายใจโล่งอก

เสี่ยหงวนยกมือขึ้นนับและกล่าวขึ้นดังๆ

"หนึ่ง...สอง...สาม...เฮ้ย...อ้ายตี๋หายไปไหนวะ"

ร.อ. นพ ตอบตามตรง "กำลังเบาอยู่ที่ข้างบันไดครับ"

สามสหายต่างทรุดตัวลงนั่งกลางห้อง ร.อ. พนัส กล่าวกับนายพลดิเรกว่า

"เรียบร้อยครับอาหมอ พวกผมสี่คนได้ระเบิดเฮลิคอปเต้อร์ของข้าศึกได้เรียบร้อย เป็นเครื่องบิน ฮ. ที่ทำจากประเทศรัสเซีย"

ร.อ. สมนึก เดินยิ้มกริ่มเข้ามาในห้องและนั่งลงในกลุ่มเพื่อนของเขา รายงานให้ พล.ต. พลทราบ

"พวกมันติดตามเรามาครับ บางทีในชั่วโมงนี้ทหารลาวและทหารญวน ๒ หมวดอาจจะบุกเข้าโจมตีหมู่บ้านเราก็ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นทันที

"ข้าศึกไม่โง่ พอที่จะใช้ทหารสองหมวดโจมตีเราได้ เพราะขณะนี้ทหารแม้วหนึ่งกองพัน ก็ได้ทำหน้าที่โอบล้อมหมู่บ้านนี้ตามคำสั่งของอ้ายกรแล้ว ถึงแม้อาวุธของเราเป็นอาวุธสั้น แต่ถ้าเกิดสู้รบกันขึ้น ประชาชนชาวแม้วก็จะร่วมมือร่วมใจกันใช้ปืนแก๊ป ปืนลูกซอง หรือปืนพกที่ทำเอง ตลอดจนหน้าไม้ที่ใช้ธนูอาบยาพิษยิงต่อสู้กับพวกมัน ฝ่ายเราชำนาญในภูมิประเทศมากกว่า ทหารแดงเพียงสองหมวดไม่มีทางที่จะยึดหมู่บ้านนี้ได้เลย อาวุธของพวกเราก็มีพอที่จะยิงตรึงข้าศึกไว้"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"จริงครับคุณพ่อ เรามีปืน ค. ตั้งสองกระบอก ปืนยิงเร็วและกระสุนปืนอีกมายมาย"

เสี่ยหงวนมองดูหน้านิกรอย่างขบขัน

"เอามาจากไหนวะ ตอนที่เราเดินทางมา เรามีแต่ปืนพกและปืนเล็กยาวหรือปืนลูกซองเท่านั้น ส่วนลูกระเบิดก็มีมาจำกัด"

นิกรพูดตัดบท

"แกอย่าซักเลยวะอ้ายหงวน พวกเราก็เหมือนเจมส์ บอนด์ หรือ ฟลิ้นนั่นแหละ พอคับขันเรามีทุกอย่าง ปืนกลหนักเราก็มี ตั้งขาหยั่งเตรียมพร้อมที่จะยิงได้ กันเอาซ่อนไว้ใต้ถุนเรือนนี้"

พล. ท. ดิเรก กล่าวขึ้นอย่างการเป็นงาน

"อย่าเพิ่งพูดเล่นกันเลยวะ เตรียมระดมพวกแม้วไว้ต่อสู้กับข้าศึกเถอะ ขณะนี้ชาวแม้ว ทั้งหลายเขามีศรัทธาในตัวแกมากอ้ายกร แกจะสั่งให้เขาทำอย่างไรเขาก็ต้องเชื่อฟังแก กันเชื่อว่าข้าศึกจะต้องส่งกำลังมาเพิ่มเติมอีก อย่างน้อยหนึ่งกองร้อย หรือหนึ่งกองพันซึ่งการขนส่งโดย เฮลิคอปเต้อร์ในตอนกลางคืนเช่นนี้ทำได้ไม่ยากนัก ถ้าหากว่าเราถูกโจมตี เราก็จะต่อสู้จนนาที สุดท้าย และเราจะประกาศความจริงให้ชาวแม้วได้ทราบว่า พวกเราคือนายทหารไทย ไม่ใช่ชาวละว้าตามที่เขาเข้าใจผิด"

พ.อ. นิกร กล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ไป-พวกเราลงไปที่ลานกว้างหน้าบ้านเดี๋ยวนี้ กันจะเรียกระดมพลพรรคแม้วทั้งหมด เพื่อต่อสู้กับทหารหัวแดง เอ๊ย ทหารแดง"

เจ้าคุณปัจจนึกค้อนขวับ

"เดี๋ยวก็มีรายการถีบกันขึ้นเท่านั้น"

พล. ต. พล สบตากับเสี่ยหงวน เขาก็กล่าวว่า

"ในฐานะที่แกเป็นพ่อมดคนใหม่ของดอยสามเส้า แกจะต้องมีบทบาทสำคัญมาก ยังไม่จำเป็นที่พวกเราจะแสดงตนให้พวกแม้วรู้ว่าเราเป็นคนไทย และเป็นนายทหารไทย ทั้งนี้ก็เพราะว่าฝ่ายศัตรูได้ปลุกปั่นยุยงพวกแม้วให้เกลียดชังคนไทยและรัฐบาลไทยมานานแล้ว"

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ต่างพากันลงไปจากเรือนพักของหัวหน้าเผ่าอย่างรีบร้อน หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวเสียงกลองใบใหญ่ก็ดังกระหึ่มขึ้นเป็นสัญญาณเรียกระดม ชาวแม้วทั้งหลายมาชุมนุมกันที่บ้านหัวหน้าเผ่าหรือขุนศึกพระกาฬ

ในชั่วโมงนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็วางแผนตั้งรับไว้เรียบร้อย พวกแม้วทั้งหญิงชายเด็ก ผู้ใหญ่มีความสามัคคีต่อกันดีมาก ท่านเจ้าคุณได้วางกำลังไว้ตามจุดต่างๆ แม้วเหล่านี้มีหอกดาบหน้าไม้ ปืนแก๊ปและปืนลูกซองเป็นอาวุธ บางคนก็มีปืนพกไทยประดิษฐ์ ใช้กระสุนลูกปลาย สี่สหายกับลูกชายของเขาพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว ได้เดินตรวจดูแนวต้านทานทุกแห่ง มีการโอภาปราศรัยให้กำลังใจกับพวกแม้วเป็นอย่างดี

หลังจาก ๐.๐๐ น. ล่วงแล้ว ทุกคนได้ยินเสียงเฮลิคอปเต้อร์สองหรือสามเครื่องปรากฏขึ้นที่เหนือดอย เครื่องบินเหล่านั้นได้ร่อนลงมาในเขตค่ายทหารของฝ่ายศัตรู พ.ท. เหงียนเกาพุงได้ใช้วิทยุสนามติดต่อกับพรรคพวกของเขา และขอให้กองบังคับการส่งทหารมาเพิ่มเติม ที่ดอยสามเส้าโดยเร็วที่สุด ทหารราบสองกองร้อยจึงถูกส่งมาที่นี่โดยทางเครื่องบินเฮลิคอปเต้อร์ขนาดใหญ่ ซึ่งเครื่องหนึ่งบรรทุกทหารได้ถึงหนึ่งหมวด และสามเครื่องบรรทุกทหารได้ถึงหนึ่งกองร้อย เมื่อเครื่องบิน ฮ. หมู่นี้บินกลับไปก็มีเครื่องบิน ฮ. บินมาอีกสามเครื่อง ฉะนั้นกำลังรบของฝ่ายคอมมิวนิสต์จึงมีอยู่ที่ดอยสามเส้าครึ่งกองพัน แต่ก็เพียงพอที่จะต่อสู้กับพวกแม้วได้ดี เพราะมีอาวุธที่ทันสมัย และทหารแดงเหล่านี้ก็ผ่านศึกสงครามมาแล้วอย่างโชกโชน

พ.อ. นิกรได้รับรายงานจากแม้วคนหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่เป็นหน่วยลาดตระเวน เขาเป็นชายหนุ่มอายุในวัย ๒๐ เศษ ถึงแม้จะมีรูปร่างผมแห้งเพราะสูบฝิ่นแบบเสพติด แต่เขาก็แข็งแกร่งและทรหดทนมาก

"หัวหน้าครับ ผมเห็นทหารข้าศึก ๑๐๐ กว่าคน เคลื่อนที่เข้ามาทางหมู่บ้านเราอย่างเงียบเชียบครับ ผมฆ่ามันตายหนึ่งคน เอามีดพกขว้างเสียบหน้าอกมันในระยะห่างเพียง ๓ เมตรเท่านั้น"

"ดีมาก กันขอชมเชยแกว่า แกเป็นนักรบที่กล้าหาญคนหนึ่ง พาพวกเราไปยังที่ๆ แกเห็นข้าศึกเถอะ เราจะยิงมันและขว้างระเบิดใส่มันเพื่อให้มันรู้ว่าฝ่ายเรามีอาวุธดีๆ เหมือนกัน"

ร.อ. นพ พูดกับบิดาของเขา

"ใช้รถถัง เอ็ม. ๒๔ ปราบมันดีไหมพ่อ ถ้าพ่อตกลงผมจะไปเอารถออกจากโรงเดี๋ยวนี้"

นิกรขมวดคิ้วย่นและทำหน้าชอบกล

"รถถังตะหวักตะบวยที่ไหนกันวะ"

"อ้าว" ร.อ. นพอุทาน "รถถังจริงนะครับพ่อ โครงสร้างทำด้วยไม้ ลูกล้อทำด้วยไม้ แล้วมีถังไม้ขนาดใหญ่วางอยู่ข้างบน"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"นั่นน่ะเรอะรถถัง พูดกับแกเสียเวลาเปล่าๆ "

เจ้าแม้วหนุ่มซึ่งทำหน้าที่ลาดตระเวณทางด้านตะวันตกของหมู่บ้านได้พาคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธ และวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยออกมาพ้นเขตหมู่บ้านราว ๕๐ เมตร และหยุดยืนรวมกลุ่มกัน ทุกคนทอดสายตาจ้องมองไปข้างหน้าช่วยกันค้นหาข้าศึก ในที่สุดอาเสี่ยกิมหงวนได้กลิ่นของควันบุหรี่ซิกาแร็ต

"เตรียมยิงพวกเรา" เสี่ยหงวนกระซิบบอก "กันได้กลิ่นบุหรี่ข้างหน้าเรา ทหารข้าศึกคงจะแอบซ่อนตัวอยู่ในป่าหญ้าคาแน่ๆ "

นิกรว่า "คุมเชิงกันอย่างนี้ไม่สนุกโว้ย เหมือนกับเล่นซ่อนหา เรียกมันให้ออกยิงกับเราดีกว่า" พูดจบขุนศึกพระกาฬก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ "แก่งจริงบุกเข้ามาโว้ย พวกเราพร้อมแล้ว"

ทันใดนั้นเอง เสียงปืนยิงเร็วและปืนเล็กยาวก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องบอกให้ทุกคนหมอบราบลงกับพื้นดินและสั่งให้ยิงโต้ตอบ การยิงอย่างดุเดือดของคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธทำให้ทหารคอมมิวนิสต์ต้องเสียชีวิตไปหลายคน แต่ปืนกลเบาของฝ่ายแดงกระบอกหนึ่งทำให้คณะพรรคสี่สหายกับลูกชายของเขาแทบจะโงหัวไม่ขึ้น

ในที่สุด เสียงปืนทางฝ่ายแดงก็สงบเงียบไป ได้ยินเสียงผู้บังคับหมวดหรือผู้บังคับกองร้อยสั่งให้ทราบล่าถอยเข้าสู่ป่าโปร่ง อย่างไรก็ตามขณะนี้ทหารคอมมิวนิสต์ครึ่งกองพัน ซึ่งเป็นทหารเวียตนามเหนือได้โอบล้อมหมู่บ้านแม้วไว้อย่างหนาแน่นแล้ว ไม่มีแม้วคนใดที่ฝ่าวงล้อมออกไปได้

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"พวกเราถูกล้อมแน่ๆ ในด้านยุทธวิธีแล้วเราเสียเปรียบข้าศึกทุกประการ พรุ่งนี้เช้าข้าศึกอาจจะถล่มหมู่บ้านแม้วด้วยปืน ค. ก็ได้ และถ้าเป็นเช่นนี้ ประชาชนชาวแม้วก็จะบาดเจ็บล้มตายอย่างไรเสียอ้ายกรก็ต้องยอมจำนนข้าศึกโดยไม่มีเงื่อนไข ต่อจากนั้นทหารแดงก็จะยึดดอยสามเส้าเป็นขุมกำลังของมัน และเป็นสถานีสื่อสารสำคัญแห่งหนึ่ง"

พ.อ. นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"คำว่ายอมแพ้ไม่มีในพจนานุกรมของผม ผมและพวกเราทั้ง ๑๐ คนนี่จะต้องสู้ตามแบบชายชาติทหารให้สมกับที่เราเป็นนักรบไทย เรื่องตายเรื่องเล็กครับ ตายเพราะสู้รบข้าศึกย่อมประกาศศักดิ์ศรีให้ตัวเรา"

เจ้าแห้วกล่าวกับนิกรเบาๆ

"รับประทานโบราณท่านว่าไว้ว่า รับประทานน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ และกล้านักมักบิ่นใช่ไหมครับ"

นิกรเค้นหัวเราะ

"บางทีสุภาษิตของคนโบราณก็ใช้ไม่ได้เหมือนกัน แกปอดรึอ้ายแห้ว ถามจริงๆ เถอะวะ"

"โน" เจ้าแห้วร้องเสียงหนักๆ

เท้าของใครคนหนึ่งถีบหลังค่อนข้างแรง ทำให้เจ้าแห้วเซถลาไปข้างหน้าท่ามกลางเสียงหัวเราะของใครต่อใคร ต่อจากนั้นคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย พร้อมด้วยเจ้าหนุ่มแม้วหน่วยลาดตระเวนก็ล่าถอยกลับเข้าหมู่บ้านและตรวจแนวต้านทานทางฝ่ายตนต่อไป บรรดาทหารหนึ่งกองพันเป็นทหารอารักขาหัวหน้าเผ่าหรือขุนศึกพระกาฬ มีความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะทำการรบกับข้าศึก ถึงผู้บังคับกองพันร่างสูงใหญ่วิ่งเข้ามาหานิกรและรายงานว่า

"หัวหน้าครับ พวกเราอยากรบเต็มทนแล้ว อนุญาตให้ผมนำทหารออกตะลุมบอนกับมันเถอะครับ"

นิกรยิ้มให้เขา

"ยังก่อนน้องชาย แผนของเราเป็นฝ่ายรับไม่ใช่ฝ่ายรุก อาวุธของมันดีกว่า ขืนออกไปกับทหารในบังคับบัญชาของแกก็คงถูกยิงตายหมด"

"ถ้าเช่นนั้น ผมขอเบิกรถจิ๊ปติดอาวุธสัก ๖ คันได้ไหมครับ ติดปืนกลหนักเบาบ้างปืนไร้แรงสะท้อนบ้างและปืน ค. บ้าง"

นิกรโบกมือห้ามและพูดตัดบท

"พอแล้วอ้ายเหลาดินสอ"

ผู้บังคับกองพันสะดุ้งโหยง

"ผมชื่อเหลาฮวดหรือเล่าฮวดครับ"

คืนนั้นไม่มีใครหลับนอน แม้วทั้งหลายเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับทหารแดงเพื่อรักษาบ้านเมืองของตน จนกระทั่ง ๒.๐๐ น. เศษ ก็มีเมฆฝนพัดผ่านมาทำให้ท้องฟ้าเต็มไปด้วยพยับฝน

ข้าศึกได้ใช้เครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่พูดทำลายขวัญแม้วทั้งหลาย และพูดเป็นภาษาไทยซึ่งชาวแม้วทุกคนฟังรู้เรื่อง "พวกแม้วแห่งดอยสามเส้าจงฟังเรา...แม้วทุกคนจงฟังทางนี้ ข้ายินดีที่จะบอกพวกเจ้าให้รู้ความจริงว่า การเลือกตั้งขุนศึกพระกาฬที่แล้วมาเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ถูกต้องตามประสงค์ขององค์เทพเจ้าแห่งขุนเขาหรือองค์พระกาฬนั่นเอง เพราะความจริงปรากฏว่าขุนศึกพระกาฬคนใหม่นี้ไม่ใช่ชาวบ้านชาวเขา แต่เขาเป็นคนไทยซึ่งปลอมแปลงตัวมายุ่งเกี่ยวด้วย หากเจ้าทั้งหลายจำเสียงของข้าได้ไหม ข้าคือเล่าสือพ่อมดแห่งดอยสามเส้าที่ถูกเหลาแหย่ หรือขุนศึกพระกาฬปลดออกจากตำแหน่ง แต่ข้าเป็นตัวแทนขององค์เทพเจ้า บัดนี้เทพเจ้ารับสั่งให้ข้าบอกกับพวกเจ้าว่า พระองค์จะไม่อยู่คุ้มครองป้องกันพวกเจ้าอีกแล้ว และด้วยบุญญาอภินิหารของพระองค์รูปปั้นของพระองค์ที่ประยืนอยู่ที่แท่นหินจะล้มลงมาในครึ่งชั่วโมงนี้ อันเป็นสัญญลักษณ์ให้พวกเจ้าได้เห็นว่า พระองค์ได้จากไปแล้ว ไปสู่ดอยอื่นที่ชาวแม้วแห่งชุมนุมนั้นมีความสักการะเคารพในพระองค์ท่าน"

เสียงของเล่าสือได้ดังไปทั่วหมู่บ้านชาวแม้วแห่งดอยสามเส้า ทำให้พวกแม้วเริ่มเสียขวัญทันที ถึงแม้เล่าสือพ้นจากตำแหน่งพ่อมดแล้วไป แต่ผู้คนส่วนมากก็ยังหวาดกลัวเขาในฐานะที่ เล่าสือเป็นผู้เรืองอิทธิวิทยาอาคมขลัง

"มันเริ่มใช้สงครามประสาทเล่นงานเราใช่ไหมดิเรก" ท่านเจ้าคุณถามเสียงหนักๆ

"ใช่ครับคุณพ่อ ผมเข้าใจว่าถ้าฝนตกทหารข้าศึกคนหนึ่งหรือสองคนจะบุกเข้ามา แล้วฝังระเบิดไว้ใต้แท่น เสร็จแล้วก็ถอยออกไปสับสวิทช์ระเบิดตูมเดียว องค์เทวรูปก็พังทลายด้วยแรงระเบิด"

พล. ต. พลถามขึ้นทันที

"แล้วเราจะเอายังไงกันต่อไป"

ศาสตราจารย์ดิเรกหันมาทางเพื่อนเกลอของเขา

"เป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะป้องกันองค์เทวรูปพระกาฬให้รอดพ้นจากอันตราย เพราะถ้าหากเทวรูปปั้นของพระองค์ถูกระเบิดชาวแม้วก็อาจจะช่วยกันจับอ้ายกรและพวกเราฆ่าเสีย"

นิกรสะดุ้งโหยง

"เรื่องนี้สำคัญโว้ย"

นายพลดิเรกหันมาทางเจ้าแห้วและออกคำสั่ง

"แกวิ่งไปที่เรือนพักของอ้ายกร ไปเอาเครื่องขยายเสียงมาที่นี่ เครื่องขยายเสียงที่ใช้แบตเตอรี่"

เจ้าแห้วหัวเราะเบาๆ

"รับประทานเรามีมาเมื่อไรล่ะครับ"

นิกรพูดเสริมขึ้นอย่างโมโห

"แกอย่ารู้ดีหน่อยเลยวะอ้ายแห้ว ฉันเคยเล่าให้แกฟังแล้วว่า หนังจำพวกเจมส์ บอนด์ หรือเจมส์ เผือก มันมีแต่กระเป๋าเล็กๆ ใบเดียว แต่พอความคับขันเกิดขึ้นมันมีทุกอย่าง แม้กระทั่งเครื่องมนุษย์เหาะ"

เจ้าแห้ววิ่งเหยาะๆ ไปจากที่นั้นตรงไปยังจวนหรือทำเนียบของนิกรซึ่งอยู่กลางหมู่บ้าน พล. ต. พล บอกให้เจ้าหนุ่มแม้วทำหน้าที่ลาดตระเวนต่อไป และให้ระมัดระวังตัวให้มาก ถ้าพบข้าศึกก็ให้รีบกลับมารายงานให้ทราบ

ในสองสามนาทีนั้นเอง เจ้าแห้วก็วิ่งกลับมา มือขวาหิ้วเครื่องขยายเสียงอันหนึ่ง

"รับประทานชอบกลครับคุณหมอ" เจ้าแห้วพูดพลางหัวเราะพลาง "ในห้องพักของคุณนิกรมีเครื่องมือเครื่องใช้หลายอย่าง ดินระเบิด ทีเอ็นที. ก็มีครับ ปืน ค. และระเบิดสำหรับยิง เครื่องพ่นไฟและวิทยุสนามมีพร้อม รับประทานไม่รู้ว่าตอนเดินทางมาใครเป็นคนขนเอามา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นดังๆ

"ส่งเครื่องขยายเสียงให้อ้ายกรพูดปลอบขวัญพวกแม้วและด่าข้าศึกเสียบ้าง"

เจ้าแห้วส่งเครื่องขยายเสียงให้นิกรโดยดี พ.อ. นิกรจัดแจงเปิดสวิทช์และยกขึ้นพูด เสียงของมันดังชัดเจนและดังไกลกว่าของข้าศึก

"พวกแมวและแม้วทั้งหลายจงฟังข้า" นิกรแกล้งพูดเสียงห้าวๆ เพื่อให้น่ากลัวและน่าเกรงขาม "ดินแดนส่วนนี้คือราชอาณาจักรของประเทศไทย ชาวแม้วทั้งหลายตลอดจนชาวป่าชาวเขาที่อาศัยอยู่ใต้ร่มธงไทย ก็ล้วนแต่เป็นเผ่าไทยด้วยกัน ทุกคนจะต้องต่อสู้กับราชศัตรูเพื่อรักษาผืนแผ่นดินไทยของเราไว้ เราจะต้องยอมสละเลือดเนื้อและชีวิตเป็นพลีแด่ประเทศชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ขณะนี้ทหารแดงได้โอบล้อมเราไว้แล้ว ข้า-ขุนศึกพระกาฬขอให้แม้วทุกคนสู้ตาย ไชโย-"

แล้วเสียงไชโยก็ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณหมู่บ้านแม้วแห่งดอยสามเส้า นิกรส่งเครื่องขยายเสียงให้เสี่ยหงวนและกล่าวว่า

"เอาหน่อยซีอ้ายหงวน พูดยั่วเย้าข้าศึกเสียหน่อยและควรจะถือโอกาสด่าอ้ายเล่าสือบ้าง"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ ยกเครื่องขยายเสียงขึ้น พูดขณะที่ฝนเริ่มลงเม็ด

"ทหารเวียตนามเหนือและทหารของขบวนการประเทศลาวจงฟัง ตูข้าคือเล่าหงวน พ่อมดแห่งเมืองในหมอกคนใหม่ ตูข้าย่อมมองเห็นทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ตูข้าเป็นผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร มีอะไรกางกั้นขวางหน้า ตูข้าก็มองเห็น ใครสวมหมวกอยู่บนหัว ตูข้าก็รู้ว่าเขาเป็นคนผมดก ผมหยิกหยักโศกหรือผมเกรียนอย่างไร"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกเขี้ยว ยกเท้าขวาเหวี่ยงลูกแปถูกก้นอาเสี่ยดังพลั่ก

"อย่าพูดนอกประเด็น"

เสี่ยหงวนพูดต่อไป และพูดพลางหัวเราะพลาง

"พวกแดงทั้งหลายจงฟังตูข้า ถ้ารักตัวกลัวตายก็ขอให้ถอยออกไป อย่ามาขู่พวกเราเลยว่าองค์เทวรูปจะถล่มทลาย เพราะมันเป็นไปไม่ได้ เทพเจ้าจะต้องสถิตอยู่บนยอดดอยสามเส้านี้เพื่อเป็นมิ่งขวัญของพวกเราตลอดไป"

ฝนตกหนักแล้ว พล. ต. พลสั่งให้คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ทั้งหมดกระจายกำลังกันออกไปและให้เตรียมรับมือกับหน่วยกล้าตายของข้าศึกซึ่งจะบุกเข้ามาวางระเบิดแท่นที่ประทับของเทวรูปพระกาฬเพื่อให้เทวรูปพังทลาย อันเป็นการข่มขู่ขวัญพวกแม้วทั้งหลาย ถึงแม้ว่าฝนจะตกหนักเช่นนี้ นักรบแห่งดอยสามเส้าทุกคน ทั้งทหารและพลเรือนก็ประจำรักษาหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัดยอมเปียกฝน และอดทนต่อความหนาวเย็นของสายฝนที่กระหน่ำลงมาราวกับฟ้าทะลุ

หน่วยกล้าตายของข้าศึกปรากฏตัวขึ้นแล้ว ทหารแดงสองคนวิ่งฝ่าความมืด และสายฝนตรงมาทางด้านหลังขององค์เทวรูป ซึ่งยืนตระหง่านสูงเด่นมองแลเห็นทมึนเมื่อฟ้าแลบและร้องคำราม

ร.อ. พนัส กับ ร.อ. สมนึก ยืนกำบังตัวอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง จากแสงฟ้าแลบช่วยให้สองสหายแลเห็นข้าศึกทั้งสองคนวิ่งผ่านมา และหมอบกำบังอยู่เบื้องหลังพุ่มไม้ห่างจากเทวรูป ๑๐ เมตร

"เห็นไหม อ้ายนึก?"

ลูกชายของเสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบ และยกหลังมือซ้ายป้ายหยาดฝนที่ใบหน้าของเขา

"เห็นแล้ว"

"เห็นอะไรวะ" พนัสถาม

"ก็เทวรูปพระกาฬน่ะซี"

ลูกชายของ พล. ต. พล จุ๊ปาก

"ไม่ได้บอกให้แกดูเทวรูปโว้ย เพราะเทวรูปน่ะต้องเห็นตลอดเวลา ฉันให้แกมองดูข้าศึกสองคนซึ่งบุกเข้ามาทางหลังองค์เทวรูป" พูดจบ ร.อ. พนัส ก็ถอนหายใจหนักๆ "บุกเข้าไปหามันเดี๋ยวนี้อ้ายตี๋ เราต้องขัดขวางมันก่อนที่มันจะระเบิดเทวรูปได้ ถ้าหากว่าแท่นหินถูกระเบิด องค์ เทวรูปก็จะล้มคว่ำลงมาทำลายขวัญพวกแม้วทุกคน และจะทำให้พวกแม้วเปลี่ยนใจไปเข้ากับฝ่ายศัตรูก็ได้"

ครั้นแล้ว ร.อ. พนัส กับ ร.อ. สมนึก ก็วิ่งเข้าไปหาหน่วยกล้าตายของข้าศึกทั้งสองคนอย่างรวดเร็วท่ามกลางสายฝน

ทหารแดงคือทหารเวียตนามเหนือ กำลังหาโอกาสที่จะระเบิดองค์เทวรูป ทั้งสองนั่งคุกเข่าอยู่เคียงกัน ขณะนี้ฟ้าแลบแปลบปลาบตลอดเวลา ขณะที่หน่วยกล้าตายทั้งสองคนนั่งนิ่งเฉยเพื่อหาทางระเบิดองค์เทวรูป ร.อ. พนัส กับ ร.อ. สมนึกก็วิ่งเข้ามาถึงตัว ทหารแดงทั้งสองคนรีบลุกขึ้น และเกิดตะลุมบอนกันทันทีระหว่างทหารไทยกับทหารเวียตนามเหนือ ซึ่งฝ่ายไทยเป็นนายทหารและมียศเป็นร้อยเอกทั้งสองคน ส่วนทหารแดงเป็นสิบโทคนหนึ่งและสิบตรีคนหนึ่ง

สิบโททหารข้าศึกยกพานท้ายปืนยิงเร็วฟาดไปที่ร่างของ ร.อ. พนัส เต็มเหนี่ยว แต่ลูกชายของนายพลใช้ปืน ปืนยิงเร็วปิดป้องไว้ได้ และเตะด้วยเท้าขวาถูกก้านคอทหารแดงสุดแรง ความลื่นของพื้นดินทำให้ ร.อ. พนัสล้มลงไปก้นกระแทกพื้น ส่วนสิบโทร่างสูงใหญ่คนนั้นโดนแรงเหวี่ยงของเท้าผงะหงายล้มลงนอนเหยียดยาว ศีรษะของมันส่วนท้ายทอยกระแทกกับก้อนหินก้อนหนึ่ง

ในเวลาเดียวกันนี้เอง ร.อ. สมนึกกับสิบตรีร่างลำสันแบบมะขามข้อเดียวก็กำลังกอดปล้ำต่อสู้กันอย่างดุเดือด ปืนยิงเร็วคู่มือหลุดจากมือร่วงลงบนพื้นดินแล้ว ลูกชายของเสี่ยหงวนใช้กลยุทธแบบมวยไทยปนคาราเต้ เมื่อทหารญวนแดงปราดเข้ามาเตะเขาด้วยเท้าขวา ร.อ. สมนึกก็ยกแขนซ้ายขึ้นกันไว้ และสืบเท้าเข้าไปประชิดตัว ยกสันมือขวาฟันคอต่อนายสิบทหารญวนแดงเสียงดังอั้ก เท่านี้เองเจ้าของร่างมะขามข้อเดียวก็ยืนเซ่ออยู่สักครู่แล้วก็ล้มลงสิ้นสติไป

"ไม่เลวโว้ยอ้ายตี๋" พนัสกล่าวชมเพื่อนเกลอของเขา "รู้สึกว่าแกว่าใช้สันมือฟันเบาๆ เท่านั้น อ้ายหมอนั่นไม่น่าจะอยู่เลย"

ร.อ. สมนึก หัวเราะอย่างภาคภูมิ

"แต่แกไม่รู้ว่ากันใช้กำลังภายในเข้าช่วย แรงเหวี่ยงของฝ่ามือกันมีกำลังอันมหาศาล แม้ต้นไม้ขนาดใหญ่ต้นนี้ก็ยังขาดสองท่อนล้มลงมา"

พนัสซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"งั้นเรอะ-แสดงให้ดูหน่อยเถอะวะ ถ้าแกโค่นต้นไม้ต้นนี้ได้ด้วยแรงเหวี่ยงของฝ่ามือแก ฉันจะยอมกราบตีนแกทันที"

เสี่ยตี๋ ยิ้มอายๆ

"เอาไว้วันหลังดีกว่า กันฟันคอต่ออ้ายหอกนั่นมือกันเกือบหัก คอมันแข็งเหมือนเหล็กว่ะ"

ร.อ. พนัส อดหัวเราะไม่ได้

"อย่าร่ำไรโว้ยอ้ายตี๋ ช่วยกันค้นหาตัวทหารข้าศึกสองคนนี้และคอยสังเกตดูว่าข้าศึกจะส่งหน่วยกล้าตายเข้ามาทำลายองค์เทวรูปอีกไหม? "

การตรวจค้นทหารแดงทั้งสองคนปรากฏว่า แต่ละคนมีระเบิดพลาสติกคนละลูก ซึ่งเป็นระเบิดมือที่ใช้ดินระเบิดแรงสูง ขณะนั้นเองนายสิบทหารญวนเหนือได้โงเงลุกขึ้นนั่ง ร.อ. สมนึก ดึงปืนออกมาซอกปืนแล้วกล่าวถามเจ้าหมอนั่น

"ลุกขึ้นมาทำไมวะ"

สิบตรีร่างมะขามข้อเดียวยิ้มให้ ร.อ. สมนึก

"หิวน้ำครับ คอแห้งเหลือเกิน"

"นอนๆๆ " เสี่ยตี๋ เอ็ดตะโร แล้วยกด้ามปืนพกขึ้นฟาดกบาลสิบตรีผู้นั้นเสียงดังโป๊ก เท่านี้เองผู้บังคับหมู่ทหารแดงก็ลงไปนอนตะแคงอยู่บนพื้นดินตามเดิม

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ จนกระทั่ง ๓.๐๐ น. ฝนก็ยังตกพรำอยู่ บางขณะมีลมพายุพัดผ่านมาและฝนตกหนักมาก บางทีฟ้าก็ผ่าลงมาตามยอดเขาเสียงครืนๆ ครั้งหนึ่งเมื่อฝนเบาบางลงเสียงสัญญาณจากเครื่องรับวิทยุขนาดจิ๋วอยู่ในกระเป๋า ร.อ. พนัสก็ดังขึ้น ลูกชายของพลหยิบเครื่องรับวิทยุออกมาจากกระเป๋าเสื้อ และดึงสายอากาศขึ้น ขนาดของเครื่องรับวิทยุโตเท่าซองบุหรี่เท่านั้น

"ฮัลโหล-ใครเรียกมา-นี่พนัสพูด"

"อ้ายนัสเรอะ-กันพันตรีนพพูด"

พนัสอดหัวเราะไม่ได้

"แกเป็นแค่ร้อยเอกเท่านั้น"

"เออน่า ปีหน้าหรือปีโน้นกันก็คงได้เป็นนายพัน แกกับอ้ายตี๋ปลอดภัยหรือ มีข่าวอะไรบ้าง"

"เราสองคนปลอดภัย หน่วยกล้าตายของข้าศึกสองคนบุกเข้ามาจะวางระเบิดองค์เทวรูป แต่เราขัดขวางไว้ทันและล่อทหารแดงทั้งคนเสียหมอบกระแต"

"ดีมากอ้ายนัส เดี๋ยวนะ-ลุงพลจะพูดกับแก"

สักครู่หนึ่งก็มีเสียง พล. ต. พล พูดมาพอได้ยิน ถึงแม้ว่าฝนจะตกและมีพายุ แต่การใช้วิทยุโทรศัพท์ในระยะห่างเพียง ๖๐๐ เมตรเศษก็สามารถติดต่อกันได้อย่างถนัดชัดเจน ประกอบทั้งเครื่องรับส่งวิทยุแบบนี้มีคุณภาพยอดเยี่ยม

"ฮัลโหล-พนัสเรอะ"

"ครับ ผมเองพ่อ ผมกับอ้ายตี๋เก็บหน่วยกล้าตายของข้าศึกได้สองคนครับ ยึดระเบิดพลาสติกได้ ๑ ลูก และคงจะเป็นระเบิดแรงสูงครับ"

"ดีแล้วลูก คอยระวังให้ดี อย่าให้ข้าศึกวางระเบิดเทวรูปได้ เพราะขวัญและกำลังใจของพวกแม้วอยู่ที่เทวรูปองค์นี้ พ่อจะส่งเจ้านพกับดำรงไปสมทบกำลังกับแกสองคน ถ้าเกิดต่อสู้กันขึ้นให้สู้ตายเพื่อรักษาองค์เทวรูปไว้"

"ทราบแล้วครับพ่อ ส่งอ้ายนพกับอ้ายรงมาเถอะครับ ผมกับอ้ายตี๋หนาวเต็มฟัดแล้ว"

"แต่แกต้องอดทนและทุกคนก็ต้องเข้มแข็งอดทน เพราะเรากำลังทำงานป้องกันประเทศชาติของเรา อย่าลืมว่าศัตรูมีแผนที่จะยึดดอยสามเส้านี้เป็นขุมกำลังของมัน ถ้าหากว่ามันยึดได้มันก็จะส่งอาวุธยุทธภัณฑ์มาไว้ที่นี่ เตรียมบุกเชียงรายเชียงใหม่ตามแผนรุกรานประเทศไทยที่มันได้กำหนดไว้แล้ว เลิกกันนะลูก"

ร.อ. พนัสดึงสายอากาศเครื่องรับส่งวิทยุลง และเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อของเขาตามเดิม หลังจากนั้นสักครู่ ร.อ. นพ และ ร.อ. ดำรงก็วิ่งฝ่าความมืดตรงเข้ามาสมทบกำลังกับเพื่อนเกลอทั้งสอง เสี่ยตี๋ผุดลุกขึ้นยืนยกปืนยิงเร็วขึ้นประทับบ่า

"เฮ้ย-นั่นใคร? "

สองสหายหยุดชะงัก ศาสตราจารย์ดำรงเอ็ดตะโรลั่น

"อย่าโว้ย อย่าล้อเล่นด้วยปืน ไม่ใช่ของสนุก"

เสี่ยตี๋หันมายิ้มให้พนัส

"เสียงมันบอกว่าพวกเวียตกงนี่หว่า" แล้ว ร.อ. สมนึกก็หันมาทางลูกชายนายดิเรก

"แกชื่อเหงียนอะไรวะ"

ร.อ. ดำรงหัวเราะหึๆ

"เหงียนกิมหงวนว่ะ"

ร.อ. สมนึกทำคอย่น

"ล้อชื่อพ่อประเดี๋ยวพ่อยิงไส้แตก อ้ากหอกนี่ล่ะใคร"

ร.อ. นพ หัวเราะ

"ไม่ได้ชื่อหอกโว้ย กันชื่อ นพ"

การสนทนาสัพยอกหยอกล้อสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ สี่สหายหนุ่มต่างซุ่มซ่อนตัวคอยดูหน่วยกล้าตายของข้าศึกที่จะเล็ดลอดเข้ามาวางระเบิดองค์เทพเจ้า

ฝนขาดเม็ดก่อนเวลา ๔.๐๐ น. เล็กน้อย อากาศหนาวเย็นยะเยือกจับใจ หมอกอันหนาทึบปกคลุมไปทั่วยอดดอยสามเส้า นครน้อยๆ ของชาวแม้วก็คือเมืองในหมอกนั่นเอง

ไม่มีการปะทะกัน มีแต่ต่างฝ่ายต่างคุมเชิงกัน และพวกแม้วถูกทหารแดงสองกองร้อยโอบล้อมไว้ จนกระทั่งฟ้าสางและอากาศค่อยๆ แจ่มใสขึ้นบ้าง

พวกแม้วได้แสดงสามัคคีธรรมต่อกันอย่างน่าสรรเสริญ ผู้หญิงและชายชราช่วยกันหุงหาอาหารเช้ามาเลี้ยงดูพลรบโดยทั่วหน้ากัน บ้างก็ลำเลียงน้ำมาให้ นายพลดิเรกกับคณะของเขาได้เดินตรวจแนวต้านทานทุกแห่ง ซึ่งนิกรขุนศึกพระกาฬได้ดูให้กำลังใจชาวแม้วทั้งหลายเป็นอย่างดี

ในราว ๗.๓๐ น. ข้าศึกได้ส่งกำลังมาเพิ่มเติมอีกสองกองร้อยด้วยการขนส่งทางเฮลิคอปเต้อร์หลายเครื่องด้วยกัน เมื่อได้ทราบข่าวจากหน่วยลาดตระเวนเช่นนี้ คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ทั้ง ๑๐ คนก็หนักใจไปตามกัน

"เรามีทางสู้มันไหมครับคุณอา" พล. ต. พลกล่าวถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"สู้น่ะสู้แน่ แต่ธรรมดาน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ เรามีพลที่จะรบได้เพียง ๓๐๐ คนเท่านั้น อาวุธของเราคือพวกพลรบมีแต่หอกดาบ หน้าไม้ หรือปืนแบบเก่าเช่น ปืนแก๊ป หรือปืนพกลูกซอง ถ้าเราไม่ได้กำลังหนุน ดอยสามเส้าก็จะต้องแหลกแน่นอน"

นิกร พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"จริงครับ ข้าศึกจะต้องบุกหมู่บ้านของเราเตียนโล่งเป็นหน้ากลอง"

ท่านเจ้าคุณจุ๊ปาก

"อย่าอ้ายกร ตอนนี้กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม อย่าเพิ่งกระเซ้าพ่อเลยวะ"

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"แล้วให้กระเซ้าเมื่อไหร่ล่ะครับ"

ท่านเจ้าคุณค้อนปะหลับปะเหลือก แต่ไม่ยอมตอบคำถามของนิกร

ทันใดนั้นเอง เล่าสือพ่อมดที่ถูกขับไล่ออกไปจากหมู่บ้านก็ได้พูดไมโครโฟนมาจากทางด้านเหนือของหมู่บ้าน เสียงที่พูดฟังถนัดชัดเจนมาก

"พี่น้องชาวแม้วจงฟังข้าและเชื่อข้า ข้าคือเล่าสือตัวแทนขององค์เทพเจ้า ข้าขอบอกให้ทราบทั่วกันว่าหัวหน้าแม้วคนใหม่และพรรคพวกของมันนั้นเป็นคนไทยและเป็นนายทหารไทยปลอมแปลงตัวมา องค์เทพเจ้ารับสั่งให้ข้าบอกพวกเจ้า เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขแห่งดอยสามเส้า ขอให้พวกแม้วช่วยกันจับกุมเหลาแหย่และพรรคพวกของมันไว้เพื่อมอบตัวให้ทหารต่างด้าวจัดการกับมัน ข้าจะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งขุนศึกพระกาฬปกครองพวกเจ้าต่อไปตามพระประสงค์ขององค์พระกาฬอันเรืองฤทธิ์"

เจ้าแห้วรีบเดินเข้ามาหา ร.อ. นิกร และส่งเครื่องขยายเสียงเคลื่อนที่ให้

"เอาเลยครับคุณนิกร รับประทานด่ามันให้แหลก"

นิกรยกเครื่องขยายเสียงขึ้นพูดทันที

"ถุย-อ้ายถ่อยเล่าสือ อันตัวของเจ้านั้นหรือเป็นพ่อมดนอกตำแหน่ง ยังจะอวดดีมากำแหงกับตูข้า ฮะเฮ้ยเหวยอ้ายชาติหมาจงฟังกู ตัวมึงนั้นเปรียบหิ่งห้อยน้อยแสงจะเคียงคู่พระอาทิตย์เจ้าผู้หลงผิดโมหจิตอย่างคิดชั่ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอื้อมมือสะกิดเอวนิกรลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"พูดธรรมดาเถอะโว้ย ไหงต้องพากย์โขนด้วย"

"แล้วกัน คุณพ่อไม่รู้อะไร พูดแบบพากย์โขนอย่างนี้แหละครับ ใครๆ จะได้ตั้งใจฟัง"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้ารับทราบ

"ถ้ายังงั้นก็ตามใจแกเถอะวะ ฉันฟังดูแล้วรู้สึกว่ามันชักจะเละๆ ยังไงชอบกล"

"ใช่ครับ" นิกรยอมรับ "ผมเองก็ว่าอย่างนั้น" แล้วเขาก็พากย์โขนต่อไป

"ขุนศึกพระกาฬพาลพิโรธโกรธยิ่งนัก เหม่-อ้ายเล่าสือไม่รู้จักซึ่งตัวข้า หรืออยากจะประลองฝีมือก็มาพบกับกูดูสักตั้ง แม้กระทั่งทรพีจอมพลังยังแพ้ข้า ยิ่งพากย์ก็ยิ่งลำบากเป็นบ้า-บัดนั้น-เชิด"

แล้วนิกรก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ กล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาว่า

"ไม่ได้ความโว้ย เคยพากย์โขนคล่องๆ วันนี้ตะกุกตะกักชอบกล"

นายพลดิเรก ร่องขึ้นดังๆ

"เฮ้ย-นั่นใครบุกเข้ามายังแนวของเรา"

ทุกคนมองตามสายตาศาสตราจารย์ดิเรก แล้วพล. ต. พลก็อุทานขึ้น

"เล่าสือ"

ถูกละ-มันคือเล่าสือ พ่อมดนอกตำแหน่งแห่งดอยสามเส้า มันพาตัวเดินตรงเข้ามา แต่งกายรุงรังเหมือนเช่นเคย มือขวาถือดาบใหญ่คล้ายกับดาบจีนและรู้สึกว่าเป็นดาบที่คมมาก เมื่อนักรบชาวแม้วในที่มั่นยกปืนขึ้นจะยิงเล่าสือ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ร้องห้ามเสียงลั่น

"อย่ายิง! มันมาคนเดียว มันคงมาขอเจรจากับเรา"

ในฐานะที่นิกรเป็นหัวหน้าแม้ว เป็นขุนศึกพระกาฬ เขาได้ส่งเครื่องขยายเสียงให้เจ้าแห้ว แล้วเดินเข้าไปหยุดยืนเผชิญหน้าอดีตพ่อมด ในเวลาเดียวกัน เสี่ยหงวนพ่อมดคนใหม่ ก็วิ่งเหยาะๆ เข้าไปยืนข้างหลังนิกร ทำหน้าที่คุ้มรักษาหัวหน้าเผ่า เล่าสือจ้องตาเขม็งมองดู พ.อ. นิกรอย่างชิงชังสักครู่เขาก็ยกมือซ้ายขึ้นแตะหน้าผาก

"สะลามน่านายจ๋า"

นิกรสะดุ้งเฮือกแล้วหัวเราะก้าก

"กลายเป็นแขกไปแล้วหรือมึง"

อดีตพ่อมดค้อนขวับ

"แขกกับแม้วไม่ใช่อื่นไกลพี่น้องกัน ร้อยบาทมาสิบบาทไปเหมือนคนไทยแหละโว้ย แขกอยู่ที่ไหนก็มีการให้กู้เงินและขายสินค้าเงินผ่อนเก็บเงินเป็นรายวัน"

เสี่ยหงวนหรือเล่าหงวนตวาดแว้ด

"ถอยออกไปอ้ายลูกมด หน้าที่ของแกคือพ่อมดประจำเผ่าแม้วแห่งดอยสามเส้าได้สิ้นสุดลงแล้ว ตัวข้าคือพ่อมดและปู่มดที่นี่ แกบุกเข้ามาทำไม? "

เล่าสือยิ้มแสยะ

"ข้าไม่อยากให้พี่น้องชาวแม้วของเข้าถูกฆ่าตาย ขอให้พวกเจ้าจงรู้ไว้เถอะว่า ขณะนี้กองทหารแดงซึ่งมีจำนวนมากมายราวครึ่งกองพันได้โอบล้อมบ้านนี้ไว้แล้ว ถ้าทหารแดงใช้ปืนระดมยิงชาวแม้วก็ก็จะตายหมด และหมู่บ้านก็จะแกเป็นเหยื่อพระเพลิง ผู้บังคับกองพันใช้ให้ข้ามาพบกับขุนศึกพระกาฬคือ อ้ายหน้าทะเล้นคนนี้"

นิกรร้องขึ้นดังๆ

"เหม่ เดี๋ยวตาย มึงดูถูกกู"

ร.อ. นพเดินเข้ามาหาบิดาของเขา เอื้อมมือเขี่ยแขน พ.อ. นิกร แล้วกล่าวว่า

"บอกมันให้พูดไทยซีครับพ่อ พวกเราจะได้ฟังรู้เรื่องบ้าง"

ขุนศึกพระกาฬหันมามองดูลูกชายของเขาแล้วจุ๊ปาก

"ก็มันพูดภาษาไทยอยู่แล้ว"

ร.อ. นพ ขมวดคิ้วย่น

"อ๋อ-ยังงั้นหรือครับ ผมก็นึกอยู่เหมือนกันว่ามันพูดภาษาไทย"

นิกรเปลี่ยนสายตาไปที่เล่าสือ

"ว่ายังไงโว้ยไอ้ผีกะสือ"

อดีตพ่อมดทำตาโตเท่าไข่ห่าน

"เล่าเสือ ไม่ใช่ผีกะสือ มึงน่ะซีผีกะสือ ข้าคือหัวหน้ารัฐบาลพลัดถิ่นแห่งดอยสามเส้านี้"

เสี่ยหงวนหัวเราะก๊าก

"หนอยแน่ ตั้งตัวเป็นรัฐบาลพลัดถิ่นเชียวหรือ จะเอายังไงว่ามาซี"

เล่าสือมองดูพ่อมดคนใหม่อย่างชิงชัง

"กูไม่อยากพูดกับมึง เสียราศี กูต้องการเจรจากับขุนศึกพระกาฬเท่านั้น" แล้วมันก็หันมาทางนิกร "ข้าคือตัวแทนของทหารคอมมิวนิสต์ ผู้บังคับกองพันสั่งให้ข้ามาบอกท่านว่า ไม่อยากฆ่าชาวแม้วทั้งหลาย ถ้าท่านเห็นแก่ชีวิตของพวกแม้วก็ขอให้ท่านเปิดการเจรจาด้วยสันติวิธี คือยอมร่วมงานกับทหารแดง ดังเช่นเล่าอะได้กระทำมาแต่ก่อน เมื่อเซ็นสัญญากันเรียบร้อยท่านจะได้รับรางวัลเป็นเงินสดสองแสนบาท ทองคำแท่งแท่งละ ๑๐ บาทอีก ๑๐ แท่ง ให้เวลาท่านตัดสินใจหนึ่งชั่วโมง"

นิกรถ่มน้ำลายรดหน้าเล่าสือทันทีด้วยการถ่มแบบมีศิลปแถมใจเย็นคือถ่มออกไปดื้อๆ น้ำลายติดจมูกและปากเล่าสือเห็นถนัด

"อ้ายผีกะสือ ไม่ต้องให้เวลาข้าตรึกตรองหรอก ไปบอกเจ้านายของแกเถอะว่า เงินสดสองแสนและทองคำ ๑๐ แท่งฉันชอบโว้ย แต่จะให้ร่วมงานกับคอมมิวนิสต์กันทำไม่ได้ เพราะนั่นเป็นการทรยศต่อประเทศชาติของเรา"

เล่าสือยิ้มแค่นๆ

"ถ้าเช่นนั้นข้อขอทดสอบฝีมือกับท่านได้ไหมเหลาแหย่ ให้โอกาสข้อต่อสู้กับท่านตัวต่อตัว"

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธหลายคนต่างร้องตะโกนหนุนนิกร

"สู้มันอ้ายกร เอามันโว้ย แกก็หนึ่งไม่มีสอง"

" สู้มันครับอากร"

เจ้าแห้ววิ่งเข้ามาหานิกรแล้วส่งดาบใหญ่ให้ซึ่งเป็นดาบแบบโรมัน

"รับประทานแสดงลวดลายให้ผมดูหน่อยเถอะครับ ตัดหัวอ้ายเล่าสือมาให้ผม ผมจะย่อส่วนให้มีขนาดเท่าหัวลิงเอาไว้ดูเล่น"

นิกรยิ้มให้เจ้าแห้วและสั่นศีรษะช้า

"กันจะเอาพิมเสนไปแลกเกลืออย่างไรวะ อ้ายเล่าสือเป็นแต่เพียงชาวแม้วแห่งดอยสามเส้าคนหนึ่ง ซึ่งมันจะต้องอยู่ในบังคับบัญชาของกันด้วย แต่เมื่อมันบังอาจมาท้าทายกัน กันก็ขอมอบหน้าที่ให้เล่าหงวนพ่อมดคนใหม่ต่อสู้กับอ้ายเล่าสือ อย่างนี้ค่อยสมน้ำสมเนื้อกันหน่อย"

"กูไม่สู้"

นิกรกระซิบกระซาบบอกเสี่ยหงวน

"จริงโว้ยอ้ายหงวน เงาของแกมีแต่ตัวไม่มีหัว"

อาเสี่ยเอ็ดตะโรลั่น

"แล้วเสือกบอกกูทำไม"

นิกรยกมือตบหลังเสี่ยหงวนเบาๆ

พูดจบเขาก็ส่งดาบใหญ่ให้อาเสี่ย "สู้มันอ้ายหงวน ถึงเวลาแล้วที่สูเจ้าจะต้องแสดงความสามารถอาจหาญ ให้สมกับที่สูเจ้าเป็นแม่มด เอ๊ย พ่อมด"

พ.อ. กิมหงวนมองดูดาบใหญ่ในมือของเขาแล้วยิ้มด้วยมุมปากข้างขวา เขาชูดาบขึ้นเหนือศีรษะและร้องประกาศก้อง

"มา-อ้ายเล่าสือ วันนี้แหละถ้าไม่ใช่วันตายของมึงก็ต้องวันตายของกู"

เล่าสือยกดาบชี้หน้าเสี่ยหงวน

"มึงนั่นแหละที่จะต้องตาย ไม่เชื่อก็ก้มลงมองดูเงาของมึงคอและศีรษะไม่ปรากฏอยู่บนดิน ก้มลงมองดูซิ"

อาเสี่ยสะดุ้งเฮือกแล้วตวาดแว็ด

"ใจเย็นๆ อ้ายหงวน เอาเลย ฟันกับมันให้แหลก"

พ.อ. กิมหงวนถือดาบเตรียมพร้อม นิกรกับเจ้าแห้วถอยออกไป อดีตพ่อมดคือเล่าสือเชื่อมั่นในฝีมือของตัวเอง กระโจนเข้าฟันเสี่ยหงวนทันที แต่อาเสี่ยยกดาบขึ้นป้องปิดไว้ทันที

การต่อสู้ ระหว่างดาบต่อดาบได้เริ่มต้นแล้ว พ่อมดคนเก่าและพ่อมดคนใหม่ ต่างแคล่วคล่องว่องไวพอๆ กันถึงแม้ว่าอาเสี่ยกิมหงวนของเราจะเก้งก้างอยู่บ้าง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องตะโกนหนุนอย่างสนุกสนาน

"อย่าถอยอ้ายหงวน ถ้าแกตัดหัวอ้ายเล่าสือได้กลับไปถึงบ้านอาจะซื้อรถเก๋งให้แกหนึ่งคัน"

อาเสี่ยรบพลางหันมายิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เอาอย่างไขลานหรือใช้แบ๊ตเตอร์รี่ใช่ไหมล่ะครับ"

การต่อสู้เป็นไปอย่างน่าขบขันมากกว่าดุเดือด เสี่ยหงวนแรงปะทะสู้เล่าสือไม่ได้ ก็สู้พลางถอยพลางและวนเวียนไปมารอบๆ ครั้งหนึ่งปลายดาบของเล่าสือเฉี่ยวหน้าผากเสี่ยหงวนทำให้เกิดเป็นแผลเล็กๆ ยาวประมาณครึ่งนิ้วและมีโลหิตไหลรินออกมาทันที

"เตี่ย" ร.อ. สมนึกตะโกนสุดเสียง "เจอดาบหน้าเว่อแล้ว ยอมแพ้มันเถอะครับ ฝีมือของเตี่ยไม่เอาไหนเลย ขืนสู้ต่อไปเตี่ยเท่งทึงนะครับ"

แทนที่จะเสียขวัญเสียกำลังใจ พ.อ. กิมหงวนกลับมีจิตใจเข้มแข็งขึ้นอีก เขายกมือซ้ายป้ายเลือดที่หน้าผากเอามาดูแล้วเขาก็เค้นหัวเราะ กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"เลือดต่อเลือด...ชีวิตต่อชีวิต คนเราถ้าไม่ใช่มิตรก็ต้องเป็นศัตรูกัน มึงตายแน่อ้ายผีกะสือ"

อาเสี่ยขบกรามกรอดบุกทะลวงลุกไล่ทันที เขาฟันซ้ายขวาอย่างแคล่วคล่องว่องไว แต่ เล่าสือก็แน่เหมือนกัน ยืนหยัดต่อสู้ป้องกันปิดดาบเสี่ยหงวนและฟันตอบ เสียงดาบกระทบกันดังฉาดๆ คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยต่างช่วยกันหนุนอาเสี่ยตลอดเวลา

ในที่สุดเล่าสือก็พบกาลอวสาน ในเมื่อเขาเปิดช่องว่างที่หน้าอกให้เสี่ยหงวน อาเสี่ยแทงสวบทันที ปลายดาบโรมันอันคมกริบเสียบหน้าอกเล่าสือทะลุออกด้านหลังและแล้วเมื่อเสี่ยหงวนกระชากดาบออกมา เล่าสือก็ร้องตะโกนขึ้นสุดเสียง

"ตาย...คราวนี้ต้องตายแน่ๆ "

อดีตพ่อมดปล่อยดาบใหญ่หลุดจากมือ เขายืนโงนเงนไปมาแล้วลงนอนหงายเหยียดยาวสิ้นใจตาย

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยต่างเฮโลเข้าห้อมล้อมเสี่ย หงวนพ่อมดประจำเผ่าแม้วแห่งดอยสามเส้า ร.อ. นพกอดเสี่ยหงวนด้วยความดีใจ

"ผมดูไม่ทันครับลุง ลูกโหม่งหรือลูกวอลเล่ย์"

อาเสี่ยทำตาปริบๆ

"แก่ฟุตบอลไปหน่อยแล้วมึง สู้กันด้วยดาบโว้ยไม่ใช่ลูกฟุตบอล"

นายพลดิเรกยกมือตบหลังเสี่ยหงวนค่อนข้างแรง

"เก่งมาก...ภาพที่แกแทงหน้าอกเล่าสือนั้นเป็นภาพที่ตื่นเต้นที่สุด แกยอดจริงๆ ว่ะ แกไปหัดวิชาฟันดาบมาจากไหนวะ"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"ไม่เคยหัดหรอก ฟันไปอย่างส่งเดชอย่างนั้นเอง เพราะถ้ากันไม่พยายามฆ่ามัน อ้ายเล่าสือมันก็ต้องฆ่ากัน"

พล. ต. พลพูดเสริมขึ้น

"ระหว่างที่อ้ายหงวนกับเล่าสือต่อสู้กันนั้นมีนายทหารแดงหลายคนยืนส่องกล้องมองดูระหว่างพุ่มไม้ข้างหน้าโน่น กันเข้าใจว่า ทหารแดงจะต้องโจมตีหมู่บ้านภายในชั่วโมงนี้ ทั้งนี้ก็เพราะอ้ายกรไม่ยอมร่วมมือกับมัน มิหนำซ้ำอ้ายหงวนยังฆ่าเล่าสือเสียด้วย"

ร.อ. ดำรงกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"เอามันพวกเรา ถึงแม้ว่าเราเสียเปรียบมันด้วยประการทั้งปวง เราก็สู้ตายให้สมกับเกียรติและศักดิ์ศรีของทหารไทย"

ร.อ. นพอดกระเซ้าศาสตราจารย์ดำรงไม่ได้

"สวมแว่นหนาเปอะอย่างนี้จะไปสู้กับหมาที่ไหนวะ"

"อ้าว อย่าเพิ่งดูถูกซีวะ ถึงตากันสั้น แต่ถ้ากันสวมแว่นอย่างนี้นัยน์ตาของกันก็มองเห็นเหมือนกับคนตาดีทั้งหลาย"

๑๐.๐๐ น. ตรง

ทหารแดงครึ่งกองพัน ซึ่งส่วนมากเป็นทหารเวียตนามเหนือ มีทหารของขบวนการประเทศลาวในราวสองหมวดเท่านั้น ได้เริ่มโจมตีหมู่บ้านแม้วแห่งดอยสามเส้าแล้ว ใช้ปืนเล็กยาวและปืนยิงเร็วระดมยิงเข้ามาก่อน ต่อจากนั้นก็ใช้ปืนกลหนักเบาร่วมรบ และเมื่อทางฝ่ายแม้วยิงต่อสู้อย่างดุเดือด ทหารแดงก็เริ่มใช้ปืนครกยิงทำลายหมู่บ้าน

พวกแม้วต่อสู้แบบยอมตายถวายชีวิต อาวุธที่ยังใช้ได้ผลดีของพวกแม้วก็คือหน้าไม้ ซึ่งยิงได้แม่นยำในระยะ ๑๐๐ เมตร ลงมา โดยใช้ลูกธนูอาบยาพิษ นอกจากนี้พลพรรคแม้วยังมีอาวุธปืนหลายแบบหลายชนิด ซึ่งส่วนมากเป็นปืนเล็กยาวแบบโบราณล้าสมัย

อย่างไรก็ตามคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ต่างมีปืนยิงเร็วเป็นอาวุธคู่มือ พร้อมด้วยปืนพกและระเบิดมือ เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งให้กระจายกำลังกันออกไปด้วยวิธีซุ่มยิงข้าศึกและเปลี่ยนที่หมายหลอกให้ข้าศึกเข้าใจว่ามีกำลังมากมายพอที่จะต้านทานได้

เวลาผ่านพ้นไป พวกแม้วก็ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตไปหลายคน เสียงปืนสิ้นสุดลงในเวลา ๑๐.๓๐ น. เมื่อทหารแดงหยุดยิง ทางฝ่ายแม้วก็หยุดยิงเช่นเดียวกัน คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธฯ ได้มารวมกำลังกัน ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดบาดเจ็บล้มตาย พ.อ. นิกรกล่าวถามพ่อตาของเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"ข้าศึกมันหนีไปหมดแล้วใช่ไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูนิกรอย่างขบขัน

"ใครบอกแกล่ะ"

"แล้วทำไมมันหยุดยิงเราล่ะครับ"

"นั่นเป็นแผนยุทธวิธีของมัน แกรู้ไหมว่าขณะนี้ข้าศึกได้เปรียบเราทุกประการ แกดูโน่นซี....พวกแม้วกำลังช่วยกันดับไฟที่ถูกระเบิดจากปืนครก"

นิกรมองตามสายตาพ่อตาของเขาและกล่าวว่า

"มันยิงเราด้วยปืนครก เราควรจะเอาปืนสากยิงตอบมัน เอ-ชักยุ่งแล้วโว้ย กระสุนปืนของพวกเราก็ร่อยหรอไปมาก ถ้าหากว่าทหารแดงบุกเข้ามาจับพวกเราได้ มันก็คงเอาตัวไปยิงเป้าแน่ๆ เรื่องตายน่ะกันไม่แคร์ แต่กันรักชีวิตของกันมากกว่าอย่างอื่น"

พ.อ. กิมหงวนยกฝ่ามือข้างขวาผลักหน้านิกรค่อนข้างแรง

"พอแล้ว ไม่ต้องพูด"

ทันใดนั้นเองฝ่ายข้าศึกก็ใช้เครื่องขยายเสียงพูดมา

"พวกแม้วทุกคนจงฟังทางนี้ ข้าพเจ้าผู้บังคับกองพันหน่วยจู่โจมพิเศษของกองทัพแดงเป็นคนพูด ที่ข้าพเจ้าสั่งให้ทหารหยุดโจมตีก็เพราะเวทนาสงสารพวกท่านที่บาดเจ็บล้มตายไปมากมายแล้ว ขณะนี้ทหารของฝ่ายเราได้ถูกส่งมาเพิ่มเติมอีกโดยการขนส่งทางอากาศ เราจะบดขยี้พวกท่านเสียเมื่อไรก็ได้ ท่านรู้ไหมว่าขุนศึกพระกาฬไม่ใช่ชาวละว้าหรือชาวป่าชาวเขา

"ความจริงเขาเป็นนายทหารไทยปลอมตัวมา พรรคพวกของเขาทุกคนก็เป็นนายทหารไทยทั้งนั้นเขามีแผนที่จะให้เราฆ่าพวกท่านนั่นเอง ไม่ต้องการให้พวกแม้วอยู่เย็นเป็นสุข ฉะนั้นขอให้พวกท่านจงพร้อมใจกันกบฏต่อเหลาเหย่หรือขุนศึกพระกาฬและช่วยกันจับกุมตัวเหลาเหย่ไว้ ส่วนพรรคพวกของเขาไม่จำเป็นจะต้องจับกุม ถ้าหากจับตัวหัวหน้าได้ก็ให้นำตัวเขามามอบให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีเวลาให้ท่าน ๑๐ นาที หากท่านไม่ทำตามคำสั่งของข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะสั่งให้ทหารของข้าพเจ้าใช้ปืนครกระดมยิงเทวรูปพระกาฬ ซึ่งเป็นที่สักการะของชาวแม้วทั้งหลาย และขณะนี้เป็นเวลา ๑๐.๔๐ น. ข้าพเจ้าให้เวลาท่าน ๑๐ นาที เมื่อถึงเวลา ๑๐.๕๐ น. ท่านไม่นำตัวขุนศึกพระกาฬมาให้เรา ข้าพเจ้าจะใช้ปืนครกหรือเครื่องยิงระเบิดทำลายเทวรูปทันที"

พ.อ. นิกรทำหน้าเบ้ หันมามองดูคณะพรรคของเขาและพูดพลางหัวเราะพลาง

"ข้าศึกมันฉลาดโว้ย วิธีขู่ของมันอาจจะทำให้พวกแม้วคิดกบฏต่อกันก็ได้ เพราะชาวแม้วแห่งดอยสามเส้าของส่วนแต่ศรัทธาเลื่อมใสเทวรูปองค์นี้ เพราะเชื่อว่าชีวิตตนนั้นย่อมสุดแล้วแต่องค์พระกาฬจะบันดาลให้เป็นไป"

นายพลดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ออไร๋ แต่พวกเราจะไม่ยอมให้แม้วจับกุมตัวแกเป็นอันขาด ผิดนักเราก็สู้ตาย สู้จนกระสุนนัดสุดท้าย"

ร.อ. นพพูดเสริมขึ้น

"เพื่อเห็นแก่สันติภาพ พ่อยอมมอบตัวให้พวกข้าศึกเถอะครับ"

"ดีนี่" นิกรเอ็ดตะโร "มอบตัวให้มัน มันก็ยิงข้าเท่านั้น"

"ก็ตายเพื่อคนนับพันจะเป็นอะไรไปล่ะครับ รัฐบาลคงจะสร้างอนุสาวรีย์ของพ่อไว้ที่หมู่บ้านนี้ ในฐานะที่พ่อเป็นวีรบุรุษแห่งดอยสามเส้า"

นิกรค้อนขวับ

"ข้ายังไม่อยากตายโว้ย"

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ พอใกล้จะถึงกำหนดเวลาที่ผู้บังคับกองพันให้ไว้ นักรบชาวแม้วประมาณ ๑๐๐ คนก็ปรากฏตัวขึ้น พลรบเหล่านี้ถืออาวุธปืนและมีดหอกดาบต่างๆ กัน บ้างก็มีหน้าไม้เป็นอาวุธ เขาเคลื่อนที่เข้ามาอย่างแช่มช้า ท่าทางของพวกแม้วแสดงความเป็นศัตรูต่อนิกรเสียแล้ว

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องบอกทุกๆ คน

"เตรียมยิง"

ปืนยิงเร็วทุกกระบอกของคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธได้ยกขึ้นประทับบ่าในท่ายืนเตรียมยิง และแล้วท่านเจ้าคุณก็เหนี่ยวไกปล่อยกระสุนปืนยิงเร็วขึ้นสู่ท้องฟ้าหนึ่งชุดแล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ตะโกนลั่น

"หยุด-ถอยออกไป ใครไม่ทำตามคำสั่งของเราจะถูกยิงทิ้ง..."

นักรบพวกแม้วประมาณ ๑๐๐ คนหยุดชะงักทันที ต่อจากนั้นผู้บังคับทหารแม้วก็เดินเข้ามาหาคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์

"ได้ยินไหม ฉันบอกให้ถอยออกไป" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดลั่น "ถ้าหากว่าฉันเหนี่ยวไกปืนแกจะต้องเท่งทึงทันที"

เจ้าหนุ่มแม้วร่างใหญ่เค้นหัวเราะ

"ตายเรื่องเล็ก แต่ภัยพิบัติของเราที่จะเกิดจากเทวรูปเป็นเรื่องใหญ่ ผมเข้ามาพบพวกท่านก็เพื่อจะแจ้งความประสงค์ให้ทราบว่า เราต้องการตัวเหลาเหย่หัวหน้าของเราเพื่อนำไปมอบให้ทหารคอมมิวนิสต์ก่อนที่เขาจะใช้ปืนครกยิงทำลายองค์เทวรูป"

ร.อ. พนัสถือปืนยิงเร็วปรี่เข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าผู้บังคับทหารแม้วและกล่าวว่า

"เราจะยอมมอบตัวเหลาเหย่ให้แกไม่ได้ เพราะนั่นเป็นการแสดงความขี้ขลาดตาขาวของพวกเรา แต่เราพร้อมที่จะมอบตัวคนใช้ของเราให้ไปแทน เขาคือเล่าแห้ว แกจะเอาไหมล่ะ"

เจ้าแห้วใจหายวาบ ร้องขึ้นดังๆ

"ปู้โธ่...ไหงยังงั้นล่ะครับคุณนัส ส่งตัวผมไปให้มัน ผมก็หงิกรับประทานเท่านั้น ถ้าอย่างไรมอบท่านเจ้าคุณให้มันไปดีกว่าครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง

"ทะลึ่ง เสนอความเห็นแบบนี้เดี๋ยวก็โดนเตะ"

ผู้บังคับทหารแม้วพูดตัดบท

"ผมไม่มีเวลาที่จะพูดกับพวกท่านอีกแล้ว เรารู้กันทั่วแล้วว่าพวกท่านไม่ใช่ชาวละว้า แต่เป็นนายทหารไทยที่ปลอมตัวมา ถ้าหากว่าพวกท่านไม่ยอมมอบตัวเหลาเหย่หรือทหารไทยผู้นี้ ให้เรา ผมจะสั่งทหารของผมเข้าตะลุมบอนทันที และนั่นย่อมหมายความว่าพวกท่านทั้ง ๑๐ คน จะถูกเราฆ่าตายไม่มีเหลือ"

พ่อมดหรือ พ.อ. กิมหงวนแสยะยิ้ม

"ก็ลองดู แกก็เห็นแล้วว่าเราทุกคนมีปืนยิงเร็วเป็นอาวุธ พวกแกมีแต่ปืนลูกซอง ปืนแก๊ปแบบเก่าและหอกดาบ ซึ่งบางคนก็ใช้ปืนพกที่ทำเอง กว่าพวกเราจะถูกฆ่าตาย ทหารแม้วในบังคับบัญชาของแกก็จะถูกเราฆ่าตายนับร้อย"

ร.อ. สมนึกพูดขึ้นด้วยความกล้าหาญ

"เลือดต่อเลือด...ชีวิตต่อชีวิต...ขึ้นชื่อว่าชายชาติทหารแล้ว ความตายย่อมเป็นเรื่องขี้ผง ลองดูซีพี่ชาย ถ้าแกสั่งทหารตะลุมบอนเรา หมู่บ้านนี้ก็จะกลายเป็นสมรภูมิแห่งสงคราม"

ร.อ. นพพูดเสริมขึ้นดังๆ

"เลือดจะท่วมท้องช้าง หรือบางทีก็อาจจะท่วมยอดไม้ก็ได้ เลือดแม้วและเลือดไทยจะส่งกลิ่นคาวคลุ้งไปทั่วขุนเขานี้ ไหลท่วมบ้านเรือนของพวกแม้วพังทลายราบ"

นายพลดิเรกเดินเข้ามาหาผู้บังคับกองพันทหารแม้วและกล่าวว่า

"อ้ายน้องชาย ในฐานะที่ชาวแม้วเป็นเผ่าไทยและเป็นคนไทย พวกแกจะยอมก้มหัวให้ข้าศึกง่ายๆ เช่นนั้นหรือ ที่ถูกชาวแม้วทั้งหลายจะต้องร่วมมือร่วมใจกันต่อต้านศัตรูของเราด้วยการสละเลือดเนื้อและชีวิตเป็นพลี"

ผู้บังคับกองพันทหารแม้วนิ่งคิดสักครู่แล้วกล่าวกับนายพลดิเรกว่า

"ท่านไม่เข้าใจในเรื่องอำนาจอันเร้นลับของเทวรูปพระกาฬ ถ้าหากว่าทหารแดงทำลายเทวรูปอันเป็นที่เคารพสักการะของพวกเราได้ ชาวแม้วจะต้องประสบภัยพิบัติด้วยประการทั้งปวง พวกเราทราบดีว่าหากเทวรูปถูกทำลายก็หมายความว่าพระกาฬได้เสด็จไปอยู่ที่อื่นเสียแล้ว"

นายพลดิเรก ยิ้มเล็กน้อย

"ฉันขอรับรองว่า พวกเราจะซ่อมเทวรูปให้ดีเหมือนเดิม และเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ เทวรูปมากขึ้นอีก ฉันยินดีที่จะบอกให้แกรู้ว่าฉันคือนายแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย"

ผู้บังคับทหารม้าลืมตาโพลง

"ถ้ายังงั้นท่านก็คือศาสตราจารย์พลโทดิเรกน่ะซี..."

"ออไร๋ ฉันคือหัวหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย เราได้รับคำสั่งให้มาช่วยเหลือพวกแม้วแห่งดอยสามเส้านี้ เพื่อให้รอดพ้นจากภัยของทหารคอมมิวนิสต์ อย่าวิตกไปเลย ถ้าเทวรูปพังทลาย เราจะซ่อมแซมให้เรียบร้อย เทวรูปจะสถิตอยู่ที่นี่ตลอดไป"

ผู้บังคับทหารแม้วมองดูนายพลดิเรกและทุกคนด้วยความตื่นเต้นประหลาดใจ ถึงแม้เขาจะเป็นชาวป่าชาวเขา แต่เขาก็เคยได้รับการศึกษามาแล้ว จบชั้น มศ. ๓ จากโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย ชื่อเสียงของศาสตราจารย์ดิเรกและสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เขาได้ยินเสมอ

"ยินดีมากที่ได้รู้จักกับท่านศาสตราจารย์และขณะนี้ผมตัดสินใจสู้ตายแล้วครับ ผมกับทหารแม้วเท่าที่มีอยู่จะร่วมมือกับพวกท่านสู้รบกับทหารคอมมิวนิสต์ให้ถึงที่สุด เทวรูปพังไม่เป็นไรครับ ให้พวกเราชนะและรอดตายก็แล้วกัน"

พล. ต. พลยื่นมือขวาให้ผู้บังคับกองพันทหารแม้วจับ

"ดีมากน้องชาย ถ้าเช่นนั้นเราร่วมมือร่วมใจกันได้ในฐานะที่เราเป็นคนไทยด้วยกัน สั่งทหารของแกประจำที่มั่นเหมือนอย่างเดิม จำไว้ว่าเราจะต้องต่อสู้กับพวกแดงจนวาระสุดท้าย ถ้าหากว่ามันยึดดอยสามเส้าได้ก็หมายความว่าพวกเราทุกคนสิ้นชีวิตแล้ว กำลังของตำรวจชายแดนและทหารไทยอาจจะเดินทางมาถึงนี่ในตอนบ่ายวันนี้หรือเย็นวันนี้"

นายพลดิเรกกล่าวขึ้นทันที

"เดี๋ยวก่อนน้องชายแกยังไม่ได้บอกเราเลยว่า แกเป็นใคร"

ผู้บังคับกองพันทหารแม้วชิดเท้าตรง และยกมือวันทยาหัตถ์อย่างแข็งแรง

"ผมชื่อเล่าอึครับ"

"ว้า" พ.อ. นิกรร้องลั่น "ไหงชื่ออย่างนั้น"

เล่าอึหัวเราะ

"ภาษาแม้วนะครับ ไม่ใช่ภาษาไทย อึแปลว่ากล้าหาญหรือองอาจ"

นิกรหัวเราะหึๆ

"ถ้าอึบ่อยๆ ก็หมายความว่ากล้าหาญหลายหนใช่ไหมน้องชาย"

"คงจะเป็นอย่างนั้นแหละครับ ผมลาละครับ ผมกับทหารในบังคับบัญชาของผมจะยอมตายและเชื่อฟังคำสั่งของพวกท่าน"

นิกรยิ้มให้เล่าอึ

"ดีแล้ว ถ้าหากว่าเราขับไล่ทหารแดงไปจากดอยสามเส้าได้ กันจะเวรคืนตำแหน่งขุนศึกพระกาฬให้แกและเราจะติดต่อกับทางราชการทหารให้ส่งกำลังทหารมาประจำที่นี่ เพื่อคอยช่วยเหลือพวกแม้วให้รอดพ้นจากการรุกรานของพวกแดง"

เสียงเครื่องขยายเสียงทางฝ่ายคอมมิวนิสต์ดังขึ้นอีกซึ่งผู้บังคับกองพันเป็นผู้พูดด้วยตนเอง

"ชาวแม้วทั้งหลายจงฟัง เราให้เวลาท่านจนเกินเวลาที่กำหนดแล้ว ถ้าหากว่าท่านไม่จับกุมตัวหัวหน้าคนใหม่มามอบให้เรา เราจะสั่งทหารให้ระดมยิงหมู่บ้านและเทวรูปทันที"

นิกรพยักพเยิดกับลูกชายของเขาซึ่งถือไมโครโฟนไว้ในมือและกล่าวว่า

"ตอบมันหน่อยซิอ้ายนพ"

ร.อ. นพยิ้มแป้น เขาเปิดสวิทช์เครื่องขยายเสียงและยกขึ้นพูด

"ทหารแดงโปรดฟังข้าพเจ้าผู้เปรียบเสมือนบิดาบังเกิดเกล้าของพวกท่าน จะให้เราส่งตัวเหลาเหย่ขุนศึกพระกาฬออกไปให้ท่านนั้น...ย่อมเป็นไปไม่ได้เพราะ ประการแรก เหลาเหย่เป็นหัวหน้าเผ่าของเรา และประการที่สอง...เป็นพ่อข้า ถ้าต้องการตัวเหลาเหย่ก็ให้มาตกลงกับตัวข้าพเจ้า หากท่านให้ราคาพอสมควรผมก็ยินดีขายพ่อของข้าพเจ้าให้กับท่าน"

พ.อ. นิกรย่องเข้ามายกเท้าขวาเหวี่ยงลูกแปถูกก้น ร.อ. นพ เสียงดังพลั่ก

"เละแล้วแก ใจคอแกจะขายข้าเชียวหรือ"

นพพูดพลางหัวเราะพลาง

"ผมคิดว่าถ้าได้ราคาก็ควรขายครับ ขายไปแล้วพ่อก็หาทางหนีกลับมาหาพวกเรา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เตรียมตัวโว้ยพวกเรา ยืนอยู่อย่างนี้มันกราดปืนกลเข้ามา หรือใช้ปืนครกยิงมาเพียงลูกเดียวเราก็ตายหมด เคลื่อนที่ไปข้างหน้าและหาที่กำบัง แยกย้ายกันออกไป"

พล. ท. ดิเรกหันมาทางผู้บังคับทหารแม้วและกล่าวว่า

"พาทหารของท่านเข้าประจำที่มั่นได้แล้ว ขอให้ท่านและทหารแม้วทุกคนจงยอมสละเลือดเนื้อและชีวิต อย่าให้ข้าศึกยึดดอยสามเส้าได้ ข้าพเจ้าเคยได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้วว่า แม้วเป็นนักรบที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยว ข้าพเจ้ากับคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ทุกคนพร้อมแล้วที่จะสู้ตาย"

เล่าอึยกมือวันทยาหัตถ์อย่างแข็งแรง

"ผมกับทหารแม้วกองพันนี้ยอมสละเลือดเนื้อและชีวิตเป็นชาติพลีครับ"

ครั้นแล้วเล่าอึก็พาทหารที่ติดตามมากลับไปประจำแนวที่มั่นตามเดิม เขาบอกให้ทหารในบังคับบัญชาของเขาได้ทราบว่า พวกละว้าทั้ง ๑๐ คนนี้คือนายทหารไทยซึ่งมีศาสตราจารย์ พล.ท. ดิเรกเป็นหัวหน้า เขาสั่งให้ทหารของเขาสู้ตายเพื่อรักษาผืนแผ่นดินไทย

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ ทหารแดงครึ่งกองพันเตรียมบุกเพื่อยึดดอยสามเส้า และฆ่านายทหารไทยคณะนี้ให้หมดสิ้น

ในที่สุดเสียงปืนก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวรอบหมู่บ้านของชาวแม้ว ทหารแดงซึ่งส่วนมากเป็นทหารเวียตมินห์เหนือใช้ปืนยิงเร็ว ปืนกลหนัก-เบา และปืนเล็กยาวยิงกราดเข้ามาราวกับห่าฝน คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์กับทหารแม้วหนึ่งกองพันได้ต่อสู้อย่างดุเดือด พลพรรคแม้วคือชาวบ้านที่เป็นชายฉกรรจ์ได้มาร่วมรบด้วย ลูกธนูที่ยิงจากหน้าไม้นั้นเป็นลูกธนูอาบยาพิษ คือใช้พิษยางน่องจุ่มปลายลูกศรได้สังหารทหารแดงล้มตายไปหลายคน

อย่างไรก็ตาม ข้าศึกมีอาวุธที่ทันสมัย ประกอบทั้งทหารแดงได้รับการฝึกหัดมาแล้วอย่างช่ำชอง และเคยออกศึกสงครามด้วย ฝ่ายคอมมิวนิสต์จึงได้เปรียบรุกคืบหน้าเข้ามา และแล้วฝ่ายศัตรูก็เริ่มใช้เครื่องยิงระเบิดหรือปืน ค. ยิงมาตกยังบริเวณเทวรูปเป็นนัดแรก

เสียงลูกระเบิดของปืนครกดังกึกก้อง แต่ระเบิดตกห่างจากเทวรูปในราว ๑๕ เมตร เทวรูปพระกาฬจึงไม่ได้รับความชำรุดเสียหาย นายพลดิเรกกล่าวกับ พล. ต. พล ทันที

"อ้ายพล แกบุกขึ้นไปข้างหน้าตามลำพัง ใช้ระเบิดยิงด้วยปืนเล็กยาวของแก พยายามทำลายปืนครกของข้าศึกให้ได้"

ร.อ. พนัสมองดูหน้าศาสตราจารย์ดิเรกแล้วกล่าวขึ้น

"ผมดีกว่าครับอาหมอ ถ้าผมเพลี่ยงพล้ำถูกข้าศึกยิงตายก็ยังดีกว่าพ่อผมจะต้องตาย"

นายพลดิเรกยิ้มให้ ร.อ. พนัส

"พ่อแกมีความชำนาญการใช้ระเบิดแรงสูงที่ยิงด้วยปืนเล็กยาว เพราะเราสี่คนได้ฝึกหัดมาแล้ว ปืนที่ใช้ยิงและลูกระเบิดก็เป็นประดิษฐกรรมที่อากับดำรงช่วยกันสร้างมันขึ้น" พูดจบเขาก็หันมาทาง พล. ต. พล "ปฏิบัติหน้าที่ของแกได้แล้วพล...แกจะต้องทำลายปืนครกให้ได้ก่อนที่ลูกระเบิดของปืนครกจะทำลายเทวรูปพระกาฬ ซึ่งจะทำให้พวกแม้วทุกคนเสียขวัญเสียกำลังใจ"

พล. ต. พล ถือปืนเล็กยาววิ่งออกไปจากที่นั้นทันที เจ้าแห้วรู้สึกเป็นห่วงเจ้านายของเขาก็วิ่งตามไปด้วย

"คุณพลครับ" เจ้าแห้วตะโกนลั่น "รับประทานผมไปด้วยครับ โบราณว่าคนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตายนะครับ"

พลหยุดชะงักและหันมามองดูเจ้าแห้ว

"กลับไปอ้ายแห้ว"

จสอ. แห้วสั่นศีรษะ

"รับประทานไม่ไปละครับ"

พลเค้นหัวเราะ

"นี่เป็นคำสั่ง ฉันสั่งให้แกไปรวมกำลังกับพวกเราเดี๋ยวนี้"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานถ้าผมไม่ไปจะมีอะไรเกิดขึ้นไหมครับ"

พล. ต. พล ยกปืนเล็กยาวขึ้นมาประทับ

"ในฐานะที่ฉันเป็นรองหัวหน้า และขณะนี้เรากำลังสู้รบกับข้าศึก ถ้าแกขัดคำสั่งฉัน ฉันจะยิงแก"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานถ้าอย่างนั้นผมไปละครับ" แล้วเจ้าแห้วก็หมุนตัวกลับวิ่งเหยาะๆ กลับไปหาพวกเจ้านายของเขา ซึ่งกำลังเคลื่อนที่ตามมา และเลือกหาที่มั่นยิงต่อสู้กับข้าศึก

เสียงระเบิดจากปืน ค. ดังขึ้นอีกสองสามนัด การเปลี่ยนมุมยิงทำให้ลูกระเบิดลูกหนึ่งตกห่างจากเทวรูปเพียงเล็กน้อย แต่ก็น่าประหลาดใจยิ่งที่เทวรูปพระกาฬไม่ได้รับอันตราย เพียงแต่ถูกชิ้นระเบิด ทำให้ฐานที่ประทับยืนเสียหายไปบ้าง แต่องค์เทวรูปก็ยังยืนตระหง่านเป็นมิ่งขวัญของชาวแม้วทั้งหลาย ท่ามกลางการรบที่ทั้งสองฝ่ายสาดกระสุนเหล็กเข้าหากัน

พล.ต. พลหมอบกำบังตัวอยู่ในระหว่างก้อนหินใหญ่หลายก้อน เขามองแลเห็นเครื่องยิงระเบิดของข้าศึกแล้ว มันตั้งยิงอยู่บนเนินดินรวมสองกระบอก แล้วใกล้ๆ กันนั้นเองมีปืนกลหนักอีกสองกระบอกกำลังระดมยิงพวกแม้ว

พลล้วงมือลงไปในย่ามหยิบระเบิดมีก้านยาวประมาณ ๘ นิ้วฟุตลูกหนึ่งออกมายัดใส่ปากกระบอกปืน และหมุนเกลียวให้กระชับแน่นกับปากกระบอกปืน ต่อจากนั้นพลก็ยกปืนเล็กยาวขึ้นประทับบ่าและกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิงทันที

ระเบิดลูกนั้นพุ่งออกจากปากกระบอกปืนอย่างรวดเร็ว กระทบต้นไม้ต้นใหญ่ต้นหนึ่งซึ่งอยู่เบื้องหน้าเครื่องยิงระเบิดและเกิดการระเบิดขึ้นทันที

"ตูม"

ทหารแดงประจำปืน ค. กระบอกหนึ่งเสียชีวิตสองคนและคนหนึ่งบาดเจ็บสาหัส ไม่มีใครรู้ว่าลูกระเบิดของพลถูกยิงมาจากไหน ดังนั้นจึงเป็นโอกาสให้พลใช้ระเบิดยิงข้าศึกอีกสามสี่นัดติดๆ กัน

ปืนครกหนึ่งกระบอกและปืนกลหนักทั้งสองกระบอกต่างล่าถอยไปจากเนินดิน ซึ่งระหว่างการล่าถอยนั้นเองลูกระเบิดของพลก็สังหารทหารแดงที่ประจำปืนกลหนักอีกสองคน

พ.อ. นิกรพา ร.อ. นพ และ ร.อ. สมนึก วิ่งเข้ามาหา พล.ต. พล อย่างรวดเร็วและหมอบลงข้างๆ เขา ต่างคนต่างใช้ปืนยิงเร็วยิงกราดไปทางหมู่ข้าศึก ทหารแดงทางด้านนั้นตกเป็นเหยื่อกระสุนปืนประมาณ ๓๐ คน ผู้บังคับกองร้อยสั่งให้ล่าถอยออกไปเพราะเข้าใจผิดคิดว่า ฝ่ายแม้วมีกำลังเหนือกว่า จำเป็นต้องถอยก่อนที่จะถูกโอบล้อม

ในเวลาเดียวกันนี้เอง นักรบแม้วในบังคับบัญชาของเล่าอึ ก็บุกเข้าตะลุมบอนทหารแดงทางด้านเหนือของหมู่บ้าน การประจัญบานด้วยอาวุธสั้น พวกแม้วย่อมได้เปรียบข้าศึก ทหารแม้วใช้หอกดาบตะลุมบอนข้าศึกล้มตายเกลื่อนกลาด ที่รอดตายก็ล่าถอยเข้าป่าไป ภูมิประเทศบนเขา บางแห่งก็เป็นที่ราบ แต่ส่วนมากเป็นป่าไม้ มีต้นไม้ขึ้นหนาทึบ

เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเศษแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างบาดเจ็บล้มตายไม่น้อย แม้วชำนาญภูมิประเทศมากกว่าข้าศึก จึงลอบยิงทหารแดงได้อีกมาก เพราะแอบซุ่มยิงตามสุมทุมพุ่มไม้ ตามชะง่อนผาหรือตามลำห้วย หน้าไม้ที่ใช้ลูกธนูอาบยาพิษเป็นอาวุธเงียบ และเป็นอาวุธร้ายที่ข้าศึกหวั่นหวาดไม่น้อย

ทหารแดงยังคงใช้ปืน ค. ระดมยิงหมู่บ้านด้วยความหวังที่จะทำลายเทวรูป แต่ระเบิดของปืน ค. ตกห่างจากที่หมายมาก ซึ่งเป็นการยิงอย่างเดาสุ่ม ขณะนี้คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธได้เข้ามารวมกำลังกันแล้ว

พล. ต. พล ร้องบอกศาสตราจารย์ดิเรก

"กันกับอ้ายกรและอ้ายหงวนจะรุกคืบหน้าไปทางปีกขวาเพื่อทำลายรังปืนกลหนักของข้าศึกให้ได้ แกกับพรรคพวกช่วยยิงคุ้มกันเราด้วยนะ"

ศาสตราจารย์ดิเรกโบกมือให้

"โอ. เค. ระวังปืน ค. หน่อยเราไม่รู้ว่ามันยิงมาจากไหน"

พลพยักหน้ารับทราบและหันมาทางเพื่อนเกลอทั้งสองซึ่งหมอบยิงอยู่ข้างๆ เขา

"เร็วอ้ายกร อ้ายหงวน ที่หมายหมู่ก้อนหินใหญ่ห่างจากเรา ๓๐ เมตร ข้างหน้าวิ่ง

นิกรยิ้มแห้งๆ

"เดินเถอะวะอ้ายพล วิ่งมาเหนื่อยเต็มฟัดแล้ว พักเหนื่อยยังไม่ถึงนาทีแกให้วิ่งอีก"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"แกอยากตายแกเดินไปก็แล้วกัน" แล้วพลกับกิมหลวนก็ลุกขึ้นวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พ.อ. นิกรไล่กวดติดๆ ไป ท่ามกลางห่ากระสุนปืนของข้าศึกและการยิงคุ้มกันของคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธ นอกจากนี้กองพันทหารแม้วที่มีอาวุธปืน ซึ่งหลบอยู่ในที่กำบังยังช่วยยิงคุ้มกันให้ด้วย ขวัญและกำลังใจของแม้วดีขึ้น

สามเกลอนอนหมอบอยู่เบื้องหลังหมู่ก้อนหิน ห่างจากปืนกลหนักกระบอกหนึ่งไม่เกิน ๒๐ เมตร และมีการปรึกษาหารือกัน

"แสดงหน่อยเถอะอ้ายหงวน" พลพูดยิ้มๆ "บุกเข้าไปตะลุมบอนยึดปืนกลหนักในรังปืนให้ได้ เข้าไปใกล้ๆ มัน เอาระเบิดมือเหวี่ยงเข้าไปก่อน"

อาเสี่ยถอนหายใจเบาๆ

"อ้ายกรดีกว่า ตอนนี้รู้สึกว่าจิตใจกันไม่เป็นปรกติโว้ย"

พ.อ. นิกรหันมามองดูเสี่ยหงวนและยิ้มให้

"มันจะยากอะไรวะกะอีการทำลายรังปืนกลหนัก จำไม่ได้หรือตอนที่พวกเราถูกส่งไป เวียตนาม ก่อนพวกจงอางศึก เราได้รับคำสั่งให้ไปลาดตระเวนตอนเช้ามือ กันคนเดียวทำลายรังปืนกลหนักถึง ๒๕ รัง"

พลว่า "นั่นมันรังปืนเปล่าๆ ไม่มีปืนนี่โว้ย"

นิกรหัวเราะหน้าเป็นตามเคย

"ก็ใช่นะซี มีปืนมันจะได้ยิงข้าไส้แตก"

แล้วนิกรก็ส่งปืนยิงเร็วให้พล ต่อจากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืน กระชากระเบิดมือที่กลัดติดกระเป๋าเสื้อข้างซ้ายออกมาสองลูก ทันใดนั้นเองปืนกลหนักในรังปืนของทหารแดงก็ระดมยิงมาเป็นชุดๆ แทนที่นิกรจะก้มตัวหมอบลงไป เขากลับยืนยิ้นแป้นและร้องตะโกนบอกข้าศึก

"เดี๋ยวค่อยยิงโว้ย กันจะเข้าไปให้ยิงในระยะเผาขน ปืนกลหนักหรือปืนยิงเร็วน่ะไม่ได้แอ้มหรอกเพื่อน ถ้าจะยิงกันต้องใช้ปืนใหญ่"

นิกรวิ่งปราดเข้าไปยังรังปืนกลนั้น ซึ่งไม่มีใครอธิบายได้ว่าเป็นความกล้าหาญหรือความบ้าบิ่นมุทะลุของเขา เขากระชากสลักนิรภัยระเบิดมือลูกหนึ่งออก แล้วอ้าปากกว้างยกระเบิดมืออมไว้ บังเอิญระเบิดมือผลุบเข้าไปในปาก จึงรีบคายออกด้วยความตกใจ นิกรขว้างมันลอยละลิ่วเข้าไปตกในรังปืนกลหนักพอดี ขณะที่ทหารญวนเหนือใช้ปืนกลหนักยิงกราดมาที่เขาอย่างดุเดือด นิกรถูกกระสุนไม่ต่ำกว่า ๒๐ นัดแต่ไม่เข้า เป็นแต่เพียงรอยไหม้เท่านั้น เสื้อของเขาขาดทะลุเป็นรู

ลูกระเบิดมือลูกนั้นระเบิดเสียงสนั่นหวั่นไหว พลประจำปืนกลหนัก พลบรรจุกระสุนและผู้ช่วยถูกชิ้นระเบิดตับไตไส้พุงทะลัก ความกล้าหาญและความอยู่ยงคงกระพันของ พ.อ. นิกร ทำให้ทหารแดงหวาดกลัวไปตามกัน ต่างล่าถอยสับสนอลหม่าน เสียงผู้บังคับหมวดซึ่งเป็นทหารญวนเหนือร้องตะโกนบอกทหารด้วยคาามตระหนกตกใจ

"กงเด่า กงเดื๊อก ถอยโว้ยพวกเรา เจอทหารผีเข้าแล้ว"

เสียงนายทหารแดงลาวร้องขึ้นบ้าง

"ป้า...อย่างนี้ข้อยบ่สู้โว้ย ตัวใครตัวมันโว้ย บักไทยขี้มันเหนียวเนื้อมันก็เหนียว"

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์รุกคืบหน้าเข้ามาแล้ว ในเวลาเดียวกันทหารแม้วหนึ่งกองพันก็ติดตามมาและเล่าอึ ผู้บังคับกองพันได้ยอมมอบทหารในบังคับบัญชาของเขาให้อยู่ในอำนาจของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งเป็นนายทหารอาชีพและมีความรู้ในวิชาการทหารดีกว่าเขา

การสู้รบในตอนนี้ พวกแม้วแห่งดอยสามเส้าได้เปรียบทุกประการ ข้าศึกตั้งใจจะทำลายองค์เทวรูป แต่ปืนครกของข้าศึกเสียหายไปสองกระบอก อีกหนึ่งกระบอกกระสุนหมด บรรดา พลเรือนชาวแม้วได้ซุ่มยิงทหารคอมมิวนิสต์ตามสุมทุมพุ่มไม้หรือตามชะง่อนผาบาดเจ็บล้มตายไปเรื่อยๆ ท่ามกลางแสงแดดที่อบอุ่นในตอนเที่ยง

จนกระทั่งเวลา ๑๓.๐๐ น. ทหารแดงที่รอดตายอยู่ประมาณหนึ่งกองร้อยเศษก็ล่าถอยลงไปทางเชิงเขา ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องของคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ และแล้วพอสิ้นเสียงปืน เสียงเพลง "กราวนอก" ก็ดังสนั่นหวั่นไหวด้วยวงดุริยางค์ดุริยโยธินแม้วแห่งหมวดดุริยางค์นั่นเอง

หน่วยดุริยางค์เดินแถวออกมาจากถ้ำอย่างพร้อมเพรียงกัน เป่าแตรตีกลองกันอย่างสนุกสนานมีเครื่องบรรเลงแทบทุกชนิด แม้กระทั่งระนาดเล็ก การเล่นเพลงก็อยู่ในเกณฑ์พอใช้ได้เพราะเคยจ้างครูจากกรุงเทพฯ มาฝึก

เมื่อหน่วยดุริยางค์ผ่านมาทางคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธ ทุกคนก็นึกสนุกขึ้นมา รีบวิ่งไปเข้าแถวหน้ากระดานเรียงสองต่อท้ายหลังแถวแตรวง ต่อจากนั้น นายพลดิเรกก็ร้องบอกผู้บังคับหมวดทหารแตรให้เดินสวนสนามรอบหมู่บ้านเพื่อบำรุงขวัญทหารและชาวแม้วทั้งหลาย เสียงเพลง "กราวนอก" เร้าใจอย่างยิ่ง คนตีกลองล่อเสียกลองแตกไปด้านหนึ่ง คณะพรรคสี่สหายกับลูกชายของเขาต่างช่วยกันร้องเพลงขึ้นพร้อมๆ กัน

พวกเราเหล่าแม้วเหมือนแม้วป่า

เก่งกล้าสามารถไม่ขลาดขาม

ถึงตัวตายไว้ชื่อให้ลือนาม

แผ่นดินสยามเป็นของเราเอากับมัน....

ชึ่ง ชึ่ง ติ๊ดชึ่ง

ปุ๊ป ปุ๊ป ชึ่ง ชึ่ง ติ๋ดชึ่ง เอาละว้า

พวกขาวพวกแดงไม่แกล้งว่า

ถ้าใครบุกพาราต้องห้ำหั่น

แม้วอยู่เย็นเป็นสุขทุกคืนวัน

เพราะแผ่นดินไทยนั้นสุขสันต์เอย...

ชึ่ง ชึ่ง ติ๊ดชึ่ง

ปุ๊ป ปุ๊ป ชึ่ง ชึ่ง ติ๊ดชึ่ง ป๊าว ป๊าว

ทุกคนหันมามองดูเสี่ยหงวนเป็นตาเดียว แตรวงหยุดบรรเลงเพลงเท่านี้

"อะไรของแกวะอ้ายหงวน"

อาเสี่ยยักคิ้วและพูดพลางหัวเราะพลาง

"เหยียบหางแมวหรือเหยียบหางแม้วยังไงล่ะ"

พล.ต. พลนัยน์ตาเหลือก

"แมวกับแม้วเหมือนกันเมื่อไรล่ะ แกพูดออกมาได้"

การรับประทานอาหารกลางวันได้เริ่มต้น ในเวลา ๑๔.๐๐ น. เพราะเพิ่งจะมีเวลาว่าง บรรดาชาวบ้านแม้วในหมู่บ้านได้จัดอาหารมาเลี้ยงนักรบแม้วและคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธอย่างเหลือเฟือ สี่สหายกับลูกชายของเขาพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วนั่งรับประทานอาหารอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ซึ่งอาหารมื้อนี้เป็นอาหารพื้นเมืองรสชาติคล้ายอาหารของไทยเหนือ แต่เนื้อสัตว์ที่นำมาปรุงอาหารนั้นใช้เนื้อสุกรและเนื้อสุนัข หญิงชราแม่ครัวชั้นเยี่ยมพร้อมด้วยเพื่อนของหล่อนอีกสองคนยืนบริการอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา

แกงเผ็ดเนื้อสุนัขแบบแกงโฮะคือแกงเผ็ด คล้ายกับแกงเนื้อวัวใส่หน่อไม้ดอง ใส่วุ้นเส้นทำให้นิกรกินข้าวได้ถึงสี่จาน ขาสุนัขย่างซึ่งเป็นขาสุนัขดำ นิกรล่อเสียอีกสองขา ชาวแม้วมีวิธีย่างด้วยเครื่องเทศอย่างเอร็ดอร่อยตามแบบของเขา อาหารบนแคร่มีอยู่ประมาณ ๑๐ อย่าง ที่อร่อย ที่สุดก็คงจะเป็นลาบหรือลู่หมูนั่นเอง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกขาสุนัขดำชิ้นหนึ่งขึ้นแทะเคี้ยวกินอย่างเอร็ดอร่อย แล้วชูขาสุนัขดำให้แม่ครัวดู แล้วถามว่า

"น้องสาว หมูบนดอยนี้ทำไมตัวมันเล็กนักล่ะ หรือลูกหมู รู้สึกว่าขามันเล็กนิดเดียว"

แม่ครัวทำหน้าชอบกล

"อะไรกันคะท่าน ขาหมูกับขาหมามันเหมือนกันเมื่อไรล่ะคะ"

"หา" เจ้าคุณร้องราวกับช้างร้อง "หมายความว่ากระไร"

แม่ครัววัย ๖๐ เศษ ยิ้มอ่อนหวาน

"ก็หมายความว่าในกะละมังทั้งหมดนั่นมันเป็นเนื้อหมาย่างทั้งนั้นแหละค่ะ รวม ๓ ตัวด้วยกัน มี ๑๒ ขา พวกท่านกินเข้าไปแล้ว ๗ ขา"

ทุกคนเว้นแต่นิกรต่างทำหน้าผะอืดผะอมไปตามกัน นายพลดิเรกลุกขึ้นวิ่งไปทางหลังหมู่ก้อนหิน ร้องโอ้กอ้ากสนั่นหวั่นไหว และมีเสียงแว่วๆ มา

"มายก๊อด...ฝรั่งตายแน่"

"คนไทยก็ตายโว้ย" พลเอ็ดตะโรขึ้นบ้างและวิ่งเข้าไปหาศาสตราจารย์ดิเรก

เจ้าแห้วพยายามปลอบใจตนเองและพูดกับตัวเองด้วยเสียงหนักแน่นแต่ไม่ดังนัก

"อย่าออก...อย่าออก...กลั้นไว้ น่าเสียดาย"

ลูกชายของสี่สหายทำหน้าเหยเกไปตามกัน แต่ทั้งสี่คนยังนั่งนิ่งเฉยไม่ยอมลุกจากที่ ส่วนกิมหงวนกล่าวปลอบใจพรรคพวกของเขาว่า

"ความจริงสุนัขน่ะเป็นยา คนจีนบางพวก เช่น พวกกวางตุ้งเขานิยมกินเนื้อหมาดำ พวกชาวเขากินเนื้อหมามานานแล้ว ร่างกายจึงแข็งแรงไม่ใคร่จะมีโรคภัยไข้เจ็บ

ร.อ. สมนึกพยักหน้ารับทราบ

"จริง เตี่ย ถ้ายังงั้นผมเอาอีกขาหนึ่ง"

บรรยากาศดีขึ้นท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง แต่แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ตวาดแว็ดในขณะที่นายพลดิเรกกับ พล.ต. พลเดินโซซัดโซเซกลับมานั่งบนแคร่ไม้ไผ่ตามเดิม

"มันเป็นเรื่องโสโครกโว้ยไม่ใช่เรื่องที่น่าหัวเราะ" แล้วท่านก็มองดูหน้าเจ้าหนุ่มรูปหล่อหลานชายของท่าน "พวกแกสี่คนเอาหัวหน้าแม่ครัวยิงเป้าเสียเดี๋ยวนี้"

"ว้ายๆๆๆ " หัวหน้าแม่ครัวร้องลั่น

"เฮ้ย-ยังไม่ทันยิงเลย ร้องเสียงลั่น" นิกรตะโกนขึ้นดังๆ

"อ้าว โดนยิงแล้วจะไปร้องออกได้อย่างไรล่ะคะมันไม่ใช่ความผิดของดิฉันเลย ที่ดิฉันและพวกเราทำอาหารพื้นเมืองคือเนื้อหมาเนื้อหมูให้กินกัน พวกเรากินอย่างนี้หลายร้อยปีมาแล้ว เป็นยอดอาหารของพวกแม้วเชียวค่ะ"

นายพลดิเรกกล่าวขึ้นด้วยความยุติธรรม

"จริงครับคุณพ่ออย่าไปโกรธเขา ถ้าเราถามเขาเสียก่อนว่าเขาใช้เนื้ออะไรทำเราก็คงไม่กิน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นอย่างหัวเสีย

"ไม่กินโว้ย ถ้าเราต้องกินอาหารเนื้อหมาฉันยอมอดตายดีกว่า"

หัวหน้าแม่ครัวยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"ดิฉันขอโทษค่ะ นึกว่าท่านกินได้ ความจริงเนื้อหมาเป็นยาแก้โรคผมร่วงนะคะ คนผมร่วงศีรษะล้านกินเข้าไปแล้ว รากผมจะสมบูรณ์ขึ้น มีผมงอกออกมาตามเดิม ท่านสังเกตหรือเปล่าคะ ชาวแม้วบนสามเส้าหาคนหัวล้านทำยาไม่ได้เลย"

นิกรเห็นพ้องด้วย เขายิ้มให้แม่ครัวและกล่าวว่า

"จริงๆ แม่ครัว ฉันสังเกตเหมือนกัน บนเขานี่หากลิ่นตุๆ สักนิดไม่ได้เคย อย่าว่าแต่คนหัวล้านเลย คนหัวเถิกเป็นง่ามถ่อก็ยังไม่เลยพบ ไม่ว่าจะเป็นจำพวกทุ่งหมาหลง...ดงช้างข้าม...ง่ามเทโพ...ชะโดตีแปลง...แร้งกระพือปีก...ฉีกขวานฟาดหรือราชครึงเครา"

"โธ่" เจ้าคุณร้องเสียงหลง

"เดี๋ยวครับลุง ให้ผมดูอาการของเขาเสียก่อน ถ้าหัวใจเขายังไม่หยุดทำงานผมก็พอจะช่วยเขาได้"

ลูกชายของนิกรผุดลุกขึ้นยืนพาตัวเดินเข้าไปหานักรบแม้วผู้นั้นแล้วนั่งลงข้างๆ ตรวจดู ชีพจร นายพลดิเรกกล่าวกับนิกรเบาๆ ว่า

"ลูกแกมันยอดจริงๆ เขาเป็นหมองูที่เก่งกว่าชาวภารตะเสียอีก แกก็คงเคยเห็นแขกเล่นกลเป่าปี่น้ำเต้ามาแล้วไม่ใช่หรือ มันเปิดฝาตะกร้าออกแล้วเป่าปี่ งูเห่าสามสี่ตัวได้ยินเสียงปี่ก็ชูคอแผ่แม่เบี้ยทันที แต่แขกใช้งูไม่ได้ ส่วนอ้ายนพพูดคุยกับงูรู้เรื่อง ใช้งูให้ทำอะไรก็ได้กวาดบ้านถูเรือน..."

"อ๊ะๆ " นิกรอุทานด้วยเสียงหัวเราะ "ไม่มากไปหรืออ้ายหมอ ถ้างูกวาดบ้านถูเรือนได้ บ้านเราคงเต็มไปด้วยงูเห่าและงูจงอาง"

ร.อ. นพลุกขึ้นเดินกลับมา นั่งบนแคร่ไม้ไผ่ และกล่าวกับสี่สหายและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า

"เขายังไม่ตายหรอกครับ เพียงแต่สลบไปเท่านั้น จงอางเป็นงูที่มีพิษงูร้ายที่สุด ทางแก้ด้วยหินดูดก็เกือบจะไม่ได้ผล แต่ผมจะช่วยชีวิตเขาไว้ในฐานะที่เขาเป็นนักรบพวกเรา"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ถึงแม้เป็นเวลาบ่าย ๑๔.๐๐ น. เศษ อากาศบนดอยเขาก็หนาวเย็นอยู่ตลอดเวลา มีหมอกบางๆ ปกคลุมไปทั่ว ร.อ. นพค่อยๆ ลุกขึ้นยืนหมุนตัวไปรอบๆ แหงนหน้ามองดูท้องฟ้าคล้ายกับจะหาทิศทางที่เหมาะเจาะ และแล้วเขาก็เต้นระบำแบบอินเดียนแดง เอามือป้องปากร้องวู้ๆๆ

"เฮ้ย" นิกรดุลูกชายของเขา "แกจะเต้นหาหอกอะไรวะ หรือเป็นกรรมวิธีของแก"

ร.อ. นพหยุดเต้นทันที

"ไม่ใช่หรอกครับ ผมนึกสนุกขึ้นมาก็เต้นเล่นอย่างนั้นเอง

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ และแล้ว พ.อ. กิมหงวนก็ร้องตะโกนขึ้นสุดเสียงพลางชี้มือขึ้นไปบนยอดไม้

"งู...งูเขียวโว้ยไม่ใช่จงอาง"

ทุกคนมองตามสายตาอาเสี่ยและถอนใจเฮือกใหญ่ไปตามกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามหลานชายของท่าน

"แกเรียกงูเขียวมาแทนงูจงอางอย่างนั้นหรือเจ้านพ"

ร.อ. นพอดหัวเราะไม่ได้

"ไม่ครับ ธรรมชาติของงูเขียวมันก็หากินอยู่ตามต้นไม้อย่างนี้แหละครับ ผมไม่เคยร่ายมนตร์เรียกงูเขียวเลย โน่นครับ...ที่ผมเรียกมาโน่นแล้ว"

จากสุมทุมพุ่มไม้เบื้องหน้า ทุกคนได้แลเห็นจงอางยักษ์ตัวหนึ่ง ลำตัวของมันใหญ่มากและยาวไม่ต่ำกว่า ๓ เมตร มันชูคอขึ้นมาเหนือต้นไม้ สูงจากพื้นดินประมาณฟุตเศษแผ่แม่เบี้ยแลบลิ้นแผล็บๆ สีของมันเป็นสีน้ำตาลเป็นมันละเลื่อม และเกล็ดตามตัวของมันนั้นค่อนข้างใหญ่เป็นเงาวาบวับ

เสียงที่มันขู่คำรามนั้นได้ยินถนัด

"ฟ่อ"

ทุกคนนอกจาก ร.อ. นพต่างถอยหลังกรูดไปตามกัน ลูกชายของนิกรไม่ได้แสดงท่าทีตระหนกตกใจแม้แต่น้อย เขาเดินผิวปากเบาๆ ตรงเข้าไปหาพญางูเห่า เล่าอึกลัวว่านพจะถูกจงอางกัดตายก็ร้องขึ้นสุดเสียง

"ถอยออกมาครับ ถอยออกมาผู้กอง"

ร.อ. นพหันมายิ้มให้ผู้บังคับกองพันทหารแม้ว

"ไม่ต้องเป็นห่วงผมพี่ชาย ประเดี๋ยวผมจะจับงูจงอางตัวนี้พันคอพ่อผมให้คุณดู"

"อ้าว" นิกรร้องลั่น "ข้าก็กระทืบแกเท่านั้นขืนโยนงูใส่ ข้ายิงแกจริงๆ นะอ้ายนพ ถึงเป็นลูกก็ต้องยิง แกก็รู้แล้วว่า ฉันทั้งเกลียดและขยะแขยงงูทุกชนิดแม้กระทั่งงูดินหรืองูเขียว"

ร.อ. นพหยุดยืนเบื้องหน้าพญางูเห่าตัวนั้น เมื่อเขายื่นมือเข้าไปหามันมันก็ฉกและกัดเขาทันที แต่ลูกชายของนิกรว่องไวกว่า เขาหลอกล่อมันอยู่สักครู่และใช้เวทมนตร์ผูกจิตรอสรพิษ ซึ่งในที่สุด จงอางยักษ์ตัวนั้นก็ยอมตกอยู่ในอำนาจของ ร.อ. นพด้วยประการทั้งปวง

ลูกชายของนิกรสามารถยกมือตบศีรษะหรือแม่เบี้ยของพญางูได้ นอกจากนี้ยังอ้าปากยื่นหน้าเข้าไปให้งูแลบลิ้นเข้ามาในปากของเขา จนกระทั่งนิกรร้อง

"อ้ายนพ ตายนะเอ็ง สถานเสาวภาอยู่ห่างจากนี่ตั้ง ๘๐๐ กิโลเป็นอย่างน้อย เซรุ่มแก้พิษงูเราก็ไม่ได้เอามา"

นายดิเรกร้องเอะอะขึ้นบ้าง

"อย่าเล่นอย่างนั้นอ้ายนพ แกเป็นทหารสำคัญคนหนึ่งของคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธ ถ้าแกเพลี่ยงพล้ำถูกงูกัดตายเราจะเสียทหารที่ดีไปคนหนึ่ง"

ร.อ. นพลูกศิษย์อินเดียนแดงเผ่า "ชีกอ" หรือเผ่า "โมฮ็อค" อะไรก็ไม่ทราบ ได้แสดงเล่นกับพญามัจจุราชอย่างน่าตื่นเต้นหวาดเสียว จงอางยักษ์เชื่องและอยู่ในอำนาจจิตของ ร.อ. นพแล้วมันเลื้อยพันรอบคอลูกชายนิกร แลเห็นส่วนท้องของมันน่าเกลียดและน่ากลัวเมื่อ ร.อ. นพพาจงอางยักษ์เดินเข้ามา หลายต่อหลายคนก็แตกฮือด้วยความเกลียดและกลัวงูตัวนี้

ผู้พิชิตงูจงอางตัวนี้คือ ร.อ. นพทรุดตัวลงนั่งยองๆ แล้วออกคำสั่งด้วยเสียงนุ่มนวลแบบเจ้าของโคพูดกับโคนันทวิศาล

"งูจ๋า-พ่อผู้เจริญ เลื้อยลงมาจากตัวข้าเสียทีเถอะอ้ายน้องชาย และจงดูดพิษของเจ้าออกจากร่างของชาวแม้วผู้นี้โดยเร็วก่อนที่เขาจะเท่งทึงด้วยพิษของเจ้า พ่องูอย่าดื้อนะจ๊ะขืนดื้อข้าสับเป็นท่อนๆ ย่างกินเป็นปลาไหลเลย"

พญางูเห่าค่อยๆ เลื้อยลงจากบ่า ร.อ. นพ และแผ่แม่เบี้ยเบื้องหน้าพลรบแม้วที่นอนสลบอยู่บนพื้น ต่อจากนั้นมันก็ก้มหัวลงและดูดพิษข้างหลังที่มันกัดไว้ คราวนี้คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธพร้อมด้วยเล่าอึได้ค่อยๆ เคลื่อนที่เข้ามาล้อมมองดูมัน พิษงูแบบนี้นับว่าประหลาดที่สุดในโลก คือใช้ให้งูดูดพิษของมันเองกลับคืนมา ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจไม่น้อย แม้กระทั่งนายดิเรกก็ยอมรับสารภาพว่าเขาตื่นเต้นจริงๆ เขากล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า

"อ้ายนพหลานชายของคุณพ่อเก่งกว่าพ่อมดในอาฟริกาเสียอีกครับ หรือแม้กระทั่งพ่อมดชาวแม้วก็สู้อ้ายนพไม่ได้ โดยเฉพาะเวทมนต์คาถาที่บังคับให้งูพิษตกอยู่ในอำนาจของตนเช่นนี้ ผมไม่เคยพบเห็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถเช่นนี้บาก่อนเลย"

ร.อ. พนัสพูดเสริมขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"แต่ผมขอยืนยันว่า พวกอินเดียนแดงหลายคนมีเวทมนต์คาถาเรียกงูและสะกดงูแบบนี้ได้ครับ"

ศาสตราจารย์ดำรงพูดเสริมขึ้น

"แบบเดียวกับพระสังข์ของเรา ร่ายมนต์มหาจินดาเรียกฝูงปลาให้มาชุมนุมกันหรือเรียกฝูงเนื้อในป่าทั้งหมดให้มาพบ"

การวิพากษ์วิจารณ์สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เมื่อจงอางยักษ์เงยหัวของมันขึ้นและคายพิษที่มันดูดออกจากร่างของชาวแม้วผู้นั้นลงบนพื้นดิน เหมือนกับว่ามันบ้วนน้ำลายสิ้นสุดลงด้วยเสียงขาก

"ขาก ถุย"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ และกล่าวกับลูกชายของเขาด้วยอารมณ์ขัน

"แกได้ยินไหมวะ งูจงอางมันขากเสลดเหมือนคน"

สมนึกยิ้มให้บิดาของเขา

"ก็ไม่เห็นแปลกอะไรนี่ครับเตี่ย เตี่ยหรือผมขากเสลดเป็น งูมันก็ขากเสลดเป็นเหมือนกัน สัตว์กับมนุษย์มันก็คล้ายๆ กันนั่นแหละครับ"

ร.อ. นพ ยกมือคว้าตัวงูจงอางยักษ์แล้วลุกขึ้นยื่นมือขวาจับคอของมัน มือซ้ายจับกลางลำตัว เขามองดู พล.ต. พล แล้วกล่าวสัพยอก

"เอาไปคล้องคอเล่นเอาไหมลุง"

พล.ต. พลถอยหลังกรูด

"ก็ลองดูอ้ายนพ ข้าไม่ใส่เอ็งด้วยปืนกลมือก็อย่านับถือว่าข้าเป็นลุง" พลพูดเสียงสั่นสายตาของเขาที่มองดูหลานชายของเขานั้นแสดงว่าเขาโกรธจริงๆ

ร.อ. นพหันมาทางบิดาของเขา

"คอยรับนะพ่อผมจะโยนงูจงอางไปให้"

นิกรทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"อย่าน่าอ้ายนพ แกขืนโยนมาให้ฉัน ฉันชักดิ้นชักงออยู่ตรงนี้เอง โยนให้อ้ายแห้วมันเถอะ อ้ายแห้วมันเคยเล่าให้พ่อฟังว่า เมื่อหนุ่มๆ มันเคยจับงูเห่าขาย"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือกสุดตัวและร้องเอ็ดตะโรลั่น

"ไม่ใช่ครับผม รับประทานเพื่อนของผมต่างหาก อย่าเล่นนะครับ คุณนพ"

ร.อ. นพโยนพญางูเห่าลงบนพื้นดิน ความดุร้ายทำให้จงอางยักษ์ชูคอขึ้นมา แผ่แม่เบี้ยและทำท่าเหมือนจะฉกกัดเขา ลูกชายของนิกรยกเท้าเตะเบาๆ และพูดกับมันโดยดี

"อ้ายน้องชาย กลับไปได้แล้ว จงระดมพรรคพวกงูเห่าและงูจงอางทั้งหลายกัดพวกคอมมิวนิสต์ โดยไม่เลือกหน้า อย่าทำร้ายชาวแม้วเป็นอันขาด เพราะชาวแม้วบนดอยนี้เป็นคนไทยและเผ่าไทย ส่วนพวกทหารแดงนั้นคือฝ่ายศัตรูที่กำลังรุกรานผืนแผ่นดินของเรา ที่ข้าพูดให้ฟังนี่เข้าใจไหม"

พญางูผงกศีรษะช้าๆ และพูดเสียงแหลมเล็ก

"เข้าใจจ้ะ"

ร.อ. นพ หันมาทำตาเขียวกับ ร.อ. สมนึก

สมนึกเอียงคออมยิ้ม

"มันก็ต้องมีอารมณ์ครึกครื้นบ้างซีวะ บรรยากาศเคร่งเครียดอย่างนี้กันทนไม่ไหว กันเห็นหน้าเตี่ยทีไร นึกว่านายทหารเวียตนามเหนือทุกที"

พ.อ. กิมหงวนมองดูหน้าลูกชายของเขาด้วยความหมั่นไส้

"หมายความว่าแกอยากตะบันหน้าฉันใช่ไหมล่ะ"

"ก็ได้ ถ้าหากว่าเตี่ยเป็นเวียตนามเหนือจริงๆ พ่อแม่ไม่สำคัญกว่าประเทศชาติไม่ใช่หรือครับ เตี่ยทรยศต่อประเทศชาติเมื่อไร เตี่ยกับผมก็เป็นศัตรูกันเมื่อนั้น"

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะ

"ฉันเป็นพันเอกพิเศษ ฉันจะได้เป็นนายพลภายในวันสองวันนี้ก็ได้ หลักฐานของฉันรึก็เป็นนักธุรกิจคนสำคัญยิ่งในประเทศไทยคนหนึ่ง มีเงินและหลักทรัพย์นับพันล้าน ไม่ใช่เอาแบ๊งค์ใบละบาทพันหัวคุณตาแกและคุยโอ้อวดว่ามีพันล้าน"

ท่านเจ้าคุณทำปากจู๋

"อ้ายหงวน...อ้ายหงวน อ้ายหงวน จะด่าว่าจะเทศนาลูกชายแกก็อย่าวกมาพาดพิงถึงกบาลของฉันโว้ย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง พญางูเห่าตัวนั้นหายไปแล้ว มันเลื้อยเข้าไปในสุมทุมพุ่มไม้กลับไปหาพรรคพวกของมัน ส่วนนักรบแม้วผู้นั้นมีความรู้สึกเหมือนกับตื่นจากฝัน เมื่อร่างของเขาขยับเขยื้อนและลืมตาขึ้นมองดูโลก เล่าอึผู้บังคับกองพันทหารแม้วก็รีบทรุดตัวลงนั่งประคองเขาทันทีและเล่าอึก็กล่าวถาม ร.อ. นพอย่างนอบน้อมยำเกรง

"เขาปลอดภัยแล้วใช่ไหมครับผู้กอง"

ลูกชายของนิกรยิ้มให้

"ปลอดภัยแล้วพี่ชาย พิษงูจงอางที่อยู่ในร่างของเขาถูกดูดกลับออกมาหมดแล้ว พาเขาไปพักผ่อนเถอะเล่าอึ ประเดี๋ยวพวกเราจะไปเยี่ยมทหารที่เจ็บป่วย เตรียมบุกทะลวงรุกไล่ทหารแดงก่อนค่ำวันนี้เพื่อผลแตกหักในการรบ"

เล่าอึประคองทหารในบังคับบัญชาของเขาให้ลุกขึ้นยืนและพาเดินไปจากที่นั้น ท่ามกลางความโล่งใจของคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์แห่งกองทัพไทย

เย็นวันเดียวกันนั้นเอง คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยได้นำกองพันทหารแม้วเคลื่อนลงสู่เชิงเขาเพื่อทำการกวาดล้างข้าศึกคือทหารแดงที่ยังตั้งมั่นอยู่แถบ เชิงเขาเป็นแห่งๆ มีการสู้รบกันบ้างประปราย แต่ขวัญและกำลังใจของทหารแดงเสียแล้วจึงไม่เต็มใจสู้รบเอาแต่ล่าถอยพล รบแม้วใช้หน้าไม้ระดมยิงถูกทหารคอมมิวนิสต์ล้มตายไปอีกหลายสิบคน การยิงด้วยลูกธนูอาบยาพิษจากหน้าไม้ ทำให้ข้าศึกไม่ได้ยินเสียงและไม่มีโอกาสที่จะทราบว่าพวกแม้วระดมยิงมาจากจุดไหน เนื่องจากภูมิประเทศมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมไปทั่วทุกแห่งคล้ายกับป่าที่เชิงเขาเบื้องล่าง

ก่อนสิ้นแสงตะวันวันนั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งล่าถอยกลับขึ้นมายังหมู่บ้านดอยสามเส้าตามเดิม คงทิ้งหน่วยลาดตระเวนไว้เป็นบางแห่งให้ดูการเคลื่อนไหวของพวกข้าศึก ปรากฏว่าในตอนหัวค่ำคืนวันนั้น งูเห่าและงูจงอางไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ตัวได้บุกเข้าโจมตีทหารลาวแดงและทหารญวนแดง บรรดาทหารคอมมิวนิสต์ทั้งนายร้อยนายสิบและพลทหารต่างต้องเสียชีวิตถูกงูเห่ากัดตายไปหลายคน ที่เหลือตายรีบล่าถอยลงไปที่เชิงเขาและจุดคบเพลิงส่องสว่างไปทั่วป่า

เฮลิคอปเต็อร์ทางฝ่ายคอมมิวนิสต์ไม่มีโอกาสที่จะมาร่อนลงบนดอยสามเส้าได้อีกแล้ว ทั้งนี้เพราะพลรบแม้วได้ช่วยกันรักษาพื้นที่ทุกแห่งที่เป็นที่ว่างพอที่เครื่องบิน ฮ. จะลงได้ เครื่องบินข้าศึกบางเครื่องที่ส่งทหารมาและกำลังจะลงสู่พื้นดินถูกยิงตก บางเครื่องพอถึงดินพลรบแม้วก็บุกเข้าจู่โจมเผาพินาศไป ดังนั้นฝ่ายข้าศึกจึงไม่ได้รับกำลังบำรุงเพิ่มเติมหรือมีการสับเปลี่ยนกำลังกัน ทหารแดงที่ทำการสู้รบไม่มีเวลาได้พักผ่อน จึงเหน็ดเหนื่อยอิดโรยหมดกำลังใจที่จะทำการสู้รบ

อากาศรุ่งอรุณของวันใหม่สดชื่นแจ่มใสผิดปรกติ

เวลา ๗.๓๐ น. คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์แห่งกองทัพไทยทั้ง ๑๐ คนต่างอยู่ในเครื่องแบบฝึกคาดปืนพก ๑๑ มม. และมีปืนยิงเร็วสะพานบ่าคนละกระบอกมีกล้องส่องทางไกลคล้องคอคนละกล้อง มีระเบิดที่ใช้ระเบิดแรงสูงแขวนอยู่ที่หน้าอกคนละ ๒ ลูก ทุกคนยืนจับกลุ่มอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง และขณะนี้นายพลดิเรกกำลังใช้วิทยุสนามพูดติดต่อกับนักบินประจำเครื่องบินเฮลิคอปเต็อร์ของกองทัพอากาศเครื่องหนึ่งซึ่งปรากฏว่าเครื่องบิน ฮ. ๑๗๕ บินวนเวียนอยู่เหนือยอดดอยสามเส้าระหว่างหมู่บ้านของพวกแม้วนั่นเอง

"ฮัลโล...นี่เสือโคร่งพูด ได้ยินไหมนักบิน"

"ได้ยินแล้วครับผม ฟังชัดดีครับผมจะนำเครื่องบินลงได้หรือยังครับ"

"โอเค ขอให้ลงกลางลานบ้านที่เราปูผ้าขาวไว้ให้ ข้าศึกถูกเราขับไล่ไปหมดแล้ว และแม้วดอยสามเส้าทั้งหมดนี้ได้สำนึกตนแล้วว่าเขาเป็นคนไทย"

"ขอบคุณครับ ผมจะวิทยุติดต่อเรียกกำลังเครื่องบิน ฮ. อีก ๕ เครื่องให้เดินทางมาที่นี่"

เสียงเครื่องยนต์เฮลิคอปเต็อร์ดังกึกก้อง เครื่องบินเครื่องแรที่กมาปรากฏตัวนี้มีเครื่องหมายธงไตรรงค์และตัวอักษร ทอ. เห็นถนัด หมายเลขเครื่องบินคือ ๑๗๕ เป็นเครื่องบินตรวจการแบบใหม่ของฝูงบิน ฮ. ที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา นักบินคือ ร.อ. วีรยุทธ ส่วนผู้โดยสารที่มาด้วยคือ พ.ท. พัฒนานายทหารเสนาธิการแห่งกองทัพบกที่ถูกส่งมาพบกับศาสตราจารย์ดิเรกเพื่อวางแผนและปรึกษาหารือกัน

เฮลิคอปเตอร์หมายเลข ๑๗๕ บินเป็นวงกลมและค่อยๆ ต่ำลงมาทีละน้อย พ.อ. นิกรกวักมือเรียก จสอ. แห้วเข้ามาหาและกล่าวถามเบาๆ

"นัยต์ตาแกดี แกช่วยอ่านเลขหน่อยเถอะวะ เลขเครื่องบินเลขอะไรแน่"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"รับประทาน ๑ ๗ ๕ ครับ"

นิกรยิ้มแป้น

"กลับไปกรุงเทพฯ ถ้าแทงทันงวดนี้คงจะได้เงินใช้หลายหมื่น กันคิดว่าเลขท้ายรางวัลที่หนึ่งต้องออก ๑๗๕ แน่ๆ "

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานคุณนิกรแก่กินรวบไปหน่อยแล้ว"

เฮลิคอปเต็อร์เครื่องนั้นร่อนลงสู่พื้นดินแล้วโดยปลอดภัย ใบพัดใหญ่ลดความเร็วลงทีละน้อย นักบินกับนายทหารเสนาธิการพากันลงมาจากเครื่องบินนั้นและตรงเข้ามาหาคณะผู้ เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างวันทยาหัตถ์กระทำความเคารพต่อนักบิน และนายทหารเสนาธิการ ต่อจากนั้นก็มีการโอภาปราศรัยไต่ถามทุกข์สุขกันเพราะรู้จักคุ้นเคยกันมาแต่ก่อน

"ไม่ได้พบกันสามสี่เดือนรู้สึกว่าเสอ้วนขึ้นมากนี่นะ" นายพลดิเรกกล่าวทัก พ.ท. วีรยุทธ นายทหารเสนาธิการอย่างกันเองและในฐานะที่เคยเป็นลูกศิษย์ของเขามาแต่ก่อน

พล.ต. พลพูดเสริมขึ้น

"เสลงพุงมากไปหน่อย หรือตอนที่ไปดูงานที่ฝรั่งเศสดื่มจัด"

พ.ท. วีรยุทธยกมือวันทยาหัตถ์ตลอดเวลา พ.อ. นิกรพูดเสริมขึ้นดังๆ

"ผมว่าเสไม่อ้วนแฮะ เสผอมและสูงกว่าเก่า แข้งขายาวเก้งก้างอย่างไรชอบกล ใครเป็นคนว่าอ้วนนา อย่างนี้เขาเรียกว่าร่างสูงชะลูด"

เสี่ยหงวนหัวเราะลั่นและกล่าวขึ้นทันที

"สูงชะลูดยังไงไหววะอ้ายกร คุณพัฒนาแกสูงอย่างมากก็ ๑๖๕ เซ็น กันสูงถึง ๑๘๐ เซน"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดตัดบท

"ไปพักผ่อนที่เรือนรับรองของเราเถอะ อย่ายืนคุยกันตรงนี้เลยแดดมันร้อน น่าประหลาดมากที่วันนี้อากาศอบอุ่นอย่างไม่น่าเชื่อ นานๆ จึงจะเห็นดวงอาทิตย์ตอนเช้าสักครั้งหนึ่ง"

พล. ต. พลกล่าวถาม พ.ท. พัฒนาว่า

"มีเครื่องบิน ฮ. กี่เครื่องที่กำลังตามมาครับ"

นายทหารเสนาธิการตอบโดยไม่ต้องคิด

"อีก ๕ เครื่องครับ บรรทุกทหารราบลำลำะ ๒๐ คน รวมทหารร้อยคนหรือหนึ่งกองร้อย เครื่องบินจะมาถึงนี่ใน ๕ นาทีนี้ครับ"

มีการโอภาปราศรัยกันในระหว่างนักบินกับนายทหารเสนาธิการและคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เรียกเล่าอึผู้บังคับกองพันทหารแม้วให้มารู้จักกับนายทหารเสนาธิการและนักบิน ทั้งสองฝ่ายต่างทักทายกันอย่างสนิทสนม แต่ พ.ท. พัฒนา นายทหารเสนาธิการได้กระซิบถาม พ.อ. นิกรด้วยความแปลกใจว่า

"ทำไมเขาชื่อแหวกแนวอย่างนี้ล่ะครับ ชื่อเล่าอึ ฟังดูยังไงชอบกล"

นิกรหัวเราก้าก แล้วพูดพลางหัวเราะ

"เป็นภาษาของแม้ว เส ไม่ใช่ภาษาของเราหรอกครับ อย่าไปสนใจกับชื่อของเขาเลย อย่างไรก็ตามการที่พวกเราและชาวแม้วได้สู้รบกับทหารคอมมิวนิสต์ ทั้งทหารเวียตนามเหนือและขบวนการประเทศลาวในครั้งนี้ กองพันทหารแม้วของเล่าอึได้แสดงความสามารถอาจหาญน่าชมเชยมาก ทหารแม้วถูกฆ่าตายเกือบครึ่งกองพัน แต่ที่รอดตายก็สู้รบอย่างทรหด ถ้าหากว่าพวกเราไม่มีทหารแม้วร่วมรบแล้ว ผมแน่ใจว่าพวกเราคงถูกฆ่าตายหมด ไม่มีโอกาสที่จะขับไล่ข้าศึกแตกพ่ายยับเยินไปอย่างนี้"

พ.ท. พัฒนา นายทหารเสนาธิการมองดูนิกรอย่างชื่นชม

"ผมอิจฉาผู้การเหลือเกินครับ ได้รับคำสั่งให้ทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นงานที่ยากหรือง่ายจะต้องสำเร็จเสมอ ทางกองทัพของเราทั้งสามทัพกำลังโจษกันในเรื่องที่ผู้การนิกรได้รับตำแหน่งเป็นขุนศึกหรือหัวหน้าแม้วจากการประลองฝีมือด้วยอาวุธโบราณและสู้กันเบื้องหน้าเทวรูปที่ศักดิ์สิทธิ์คือเทวรูปองค์นั้นนั่นเอง"

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"เสอย่ายอผมเลยครับ ความจริงผมก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอดเหมือนกัน จากการต่อสู้กับเล่าอะขุนศึกคนเก่าที่ได้รับการสนับสนุนจากทหารคอมมิวนิสต์"

พ.ท. พัฒนาแหงนหน้ามองดูเครื่องบินเฮลิคอปเต็อร์รวม ๕ เครื่องที่กำลังบินตามกันมา แล้วเขาก็กล่าวกับคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธทุกๆ คนว่า

"ต่อไปนี้ทหารแดงจะไม่มีโอกาสล่วงล้ำขึ้นมาบนดอยนี้อีกแล้วครับ เพราะกำลังทหารของเราไม่ต่ำกว่าหนึ่งกองพันจะถูกส่งมาประจำที่นี่พร้อมด้วยอาวุธที่ทันสมัย สำหรับคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ก็จะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในวันนี้เพื่อไปพักผ่อน หลังจากกำลังส่วนใหญ่ของเรายกมาครบหนึ่งกองพันแล้วด้วยการลำเลียงทางเฮลิคอปเต็อร์"

พ.อ. นิกรมองดูหน้า พ.ท. พัฒนา และกล่าวถามทันที

"ถ้าเช่นนั้นใครจะเป็นหัวหน้าแม้วที่นี่"

"ก็สุดแล้วแต่ผู้การจะเลือกใครคนหนึ่งที่เหมาะสมน่ะซีครับ ขณะนี้ผู้การก็คือหัวหน้าแม้วบนดอยสามเส้านี้ ย่อมมีอำนาจเด็ดขาดที่จะแต่งตั้งใครเป็นหัวหน้าแทนผู้การได้"

นิกรว่า "แต่การแต่งตั้งหัวหน้านั้นจะต้องมีการประลองฝีมือสู้รบกันต่อหน้าเทพเจ้าแห่ง ขุนเขา เรื่องนี้ผมจะลองปรึกษากับเล่าอึดูก่อน"

เครื่องบินเฮลิคอปเต็อร์ที่บรรทุกทหารรวม ๕ เครื่องได้ร่อนลงสู่บริเวณลานกว้างทีละเครื่อง บรรดาทหารราบซึ่งแต่งเครื่องสนามครบครันได้ลงมาจากเครื่องบินโดยเร็วและเข้าแถวหน้ากระดานเรียงสองตามคำสั่งของผู้บังคับหมวด เฮลิคอปเต็อร์เครื่องหนึ่งบรรทุกทหารได้หนึ่งหมวดพอดี ทหารราบที่ถูกส่งมานี้เป็นทหารกรมผสมประจำจังหวัดเชียงใหม่ มี ร.อ. สดับเป็นผู้บังคับกองร้อย

เครื่องบิน ฮ. ทั้ง ๕ เครื่องส่งทหารเรียบร้อยแล้วก็บินกลับไป ร.อ. สดับผู้บังคับกองร้อยในวัย ๓๐ ปีวิ่งเข้ามาหาศาสตราจารย์ดิเรกและรายงานตัวตามระเบียบ เมื่อรายงานตัวเสร็จก็ส่งซองหนังสือราชการ "ด่วนและลับเฉพาะ" ให้นายพลดิเรกอย่างนอบน้อม เป็นหนังสือของรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายยุทธการคือ พล.อ. วิชิตชัยสมรภูมิ ท่านนายพลอาวุโสของกองทัพไทย ปรากฏข้อความดังต่อไปนี้...

เรียน พล.ท. ศาสตราจารย์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์

ให้ท่านมอบหมายหน้าที่ให้ทหารราบหนึ่งกองร้อยของกรมผสมที่ส่งมายังดอยสามเส้ายึดสถานที่สำคัญต่างๆ ให้ทั่วถึง และให้แสดงตนเป็นมิตรที่ดีของชาวแม้วทั้งหลาย

ให้ท่านกับคณะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ตอน ๑๓.๐๐ น. วันนี้เพื่อเตรียมไปปฏิบัติการทางภาคอีสานต่อไป หวังว่าท่านกับคณะของท่านทุกคนคงจะปลอดภัยและสุขสบายดี

ขอแสดงความนับถือ

พล.อ. วิชิต ชัยสมรภูมิ

นายพลดิเรกเดินเข้าไปหาพ่อตาของเขาส่งหนังสือราชการให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อ่าน เมื่อท่านเจ้าคุณอ่านจบแล้วเขาก็กล่าวกับพ่อตาของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

" ขอให้คุณพ่อรับธุระในเรื่องนี้หน่อยเถอะครับ พาผู้บังคับกองร้อยทหารราบสำรวจหมู่บ้านและภูมิประเทศบนดอยนี้เพื่อจัดวางกำลังเตรียมไว้รับมือกับข้าศึก หน่วยสื่อสารของเราจะต้องตั้งอยู่ในที่อันมิดชิด และควรเป็นที่อับกระสุน ทั้งนี้ก็เพราะเครื่องรับส่งวิทยุของหน่วยทหารนี้เป็นเครื่องขนาดใหญ่รับส่งได้ไกลมาก ทั้งวิทยุโทรศัพท์และวิทยุโทรเลข"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ารับทราบอย่างภาคภูมิ

"พ่อจะจัดการให้เรียบร้อยในเรื่องนี้"

ท่านเจ้าคุณพาผู้บังคับกองร้อยและผู้บังคับหมวดอีกสามคนเดินไปจากที่นั้น ในเวลาเดียวกันนี้เอง พล นิกร กิมหงวน พร้อมด้วยลูกชายของสี่สหายและเจ้าแห้วกำลังยืนห้อมล้อมเล่าอึผู้บังคับกองพันทหารแม้ว จนกระทั่งนายพลดิเรกพาตัวเดินเข้ามา พวกทหารไทยหนึ่งกองร้อยได้แยกย้ายกันไปพักผ่อนแล้ว

"ว่ายังไงพล" ศาสตราจารย์ดิเรกถามผู้ช่วยของเขา

พลว่า "อ้ายกรจะแต่งตั้งเล่าอึเป็นหัวหน้าเผ่าและขุนศึกพระกาฬแทนมัน แต่เล่าอึไม่ตกลงเพราะเห็นว่าผู้ที่จะเป็นหัวหน้าเผ่านั้นจะต้องประลองฝีมือสู้รบกับหัวหน้าคนเก่าและเอาชนะ หัวหน้าคนเก่าให้ได้ ถ้าอยู่ๆ หัวหน้าคนเก่าแต่งตั้งให้แทนเขา ความสงบสุขก็จะเกิดขึ้นไม่ได้"

นายพลดิเรก เลื่อนตัวเข้ามาหาผู้บังคับกองพันทหารแม้วและยื่นมือให้เขาจับ

"เพื่อนรัก พวกเราถือว่าแกเป็นเพื่อนที่ดีของเราคนหนึ่ง ที่ได้ร่วมรบกับทหารคอมมิวนิสต์จนกระทั่งทหารในบังคับบัญชาของแกล้มตายไปหลายคน พวกเราจะต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ แล้ว และมีราชการสำคัญที่จะต้องกลับไปทำ ตำแหน่งหัวหน้าเผ่าสมควรจะเป็นของแกอย่างยิ่ง"

เล่าอึยิ้มแห้งๆ

"ผมอยากเป็นเต็มฟัดแล้วท่านนายพล ถ้าผมได้เป็นหัวหน้าเผ่า หรือขุนศึกพระกาฬเพียงครึ่งปีเท่านั้นผมก็เป็นเศรษฐีมีเงินล้าน แต่ชาวแม้วทั้งหลายใครๆ ก็อยากได้ตำแหน่งนี้ครับ ถ้าผมเป็นหัวหน้าโดยไม่ถูกต้องตามประเพณี ในไม่ช้าพวกแม้วก็จะคิดปฏิวัติธ่อผม หรือลอบสังหารผมซึ่งเรื่องนี้แม้กระทั่งทหารของผมเองก็ไว้ใจไม่ได้"

อาเสี่ยพูดโพล่งขึ้นทันที

"เอายังงี้ไหมล่ะเล่าอึ"

"เอายังไงครับผู้การ"

"ประกาศให้ทั่วหมู่บ้านว่า หัวหน้าเผ่าและขุนศึกพระกาฬคนปัจจุบันนี้จำเป็นจำต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ จึงขอลาออกจากตำแหน่ง แต่จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการตำแหน่งนี้เข้าประลองฝีมือกับท่านเหลาเหย่ ใครสามารถเอาชนะท่านเหลาเหย่ได้ คนนั้นก็จะได้เป็นหัวหน้าเผ่าแทนท่านเหลาเหย่"

"ผมจะสู้ท่านเหลาเหย่ได้อย่างไรครับ" เล่าอึกล่าวขึ้นดังๆ "เล่าอะอดีตหัวหน้าเผ่ามีฝีมือเหนือกว่าผมมากมายนัก ยังแพ้ท่านเหลาเหย่หรือผู้การนิกร"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"เอาเถอะน่า กันจะออมมือให้แก ก่อนที่พวกเราจะประลองฝีมือกันเราจะต้องทำความ เข้าใจกันเสียก่อนแบบมวยล้มเข้าใจไหมล่ะ กันเชื่อว่าถ้าแกเข้าประลองฝีมือกับกันและแกเอาชนะกันได้ พวกชายฉกรรจ์ชาวแม้วก็คงไม่มีใครกล้าประลองฝีมือกับแกแน่นอน"

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง จสอ. แห้วก็นำเครื่องขยายเสียงป่าวประกาศทั่วหมู่บ้าน แจ้งให้ทราบว่าท่านเหลาเหย่ หรือ พ.อ. นิกร การุณวงศ์จะขอลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าเผ่าและขุนศึกเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ ปฏิบัติที่ราชการในทางทหารต่อไป ฉะนั้นขอให้ชายฉกรรจ์ชาวแม้วที่เป็นคนดีมีฝีมือทั้งหลายออกไปสู้รบกับเขาที่บริเวณลานกว้างเบื้องหน้าเทวรูปศักดิ์สิทธิ์ ใครสามารถเอาชนะเขาได้ก็จะได้ดำรงตำแหน่งขุนศึกแทนเขาต่อไป

ดังนั้นก่อนเวลา ๑๑.๐๐ น. ประชาชนชาวแม้วนับพันก็มาชุมนุมกันที่บริเวณลานกว้างเบื้องหน้าหมู่บ้านอีกครั้งหนึ่ง หนุ่มชาวแม้วหลายคนมีอาวุธติดตัวมาด้วยเพื่อจะเข้าประลองฝีมือกับนิกร แต่เมื่อนิกรเดินเข้าไปในสนามเจ้าหนุ่มนักสู้เหล่านั้นก็เสียขวัญหัวหดไปตามกัน นิกรแต่งเครื่องแบบฝึก สวมหมวกแก๊ปทรงอ่อน ประดับยศพันเอก มือขวาถือดาบใหญ่แบบดาบโรมัน ท่าทางของเขาองอาจผึ่งผายสมกับที่เขาเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่

นิกรชูดาบขึ้นแล้วร้องประกาศดังๆ "แม้วทุกคนจงฟังเรา ข้าพเจ้าเสียใจอย่างยิ่งที่จะต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในตอน ๑๓.๐๐ น. วันนี้ ทั้งนี้ก็เพราะเรามีหน้าที่ป้องกันประเทศชาติของเราทางด้านอื่น ข้าพเจ้ายินดีเปิดโอกาสให้คนดีมีฝีมือประลองฝีมือกับข้าพเจ้าต่อหน้าองค์เทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ แต่อย่าลืมว่าการประลองฝีมือนั้นผู้ที่พลาดจะต้องเสียชีวิต"

ท่ามกลางเสียงดนตรีพื้นเมืองซึ่งฟังไม่รู้เรื่องได้ยินแต่เสียงฆ้องกลองอื้ออึงไปหมด เล่าอึผู้บังคับกองพันทหารแม้ว ซึ่งบัดนี้กลายเป็นนักรบชั้นเยี่ยมขึ้นมาแล้ว เพราะเขากับกองทหารของเขาได้สู้รบกับกองทหารคอมมิวนิสต์อย่างดุเดือด เล่าอึถือดาบคู่มือพาตัวเดินเข้าไปในสนามต่อสู้อย่างองอาจ บรรดาชาวแม้วต่างโห่ร้องกันเกรียวกราว แต่ส่วนมากเชื่อว่าเล่าอึไม่มีทางที่จะเอาชนะนิกรได้เลย

กิมหงวนแต่งเครื่องแบบนายทหารแต่ถือแส้หางวัวแบบพ่อมดวิ่งตามเล่าอึเข้ามาเพื่อทำหน้าที่เป็นกรรมการ เขายืนขวางผู้ประลองทั้งสอง และกล่าวถามนิกรด้วยเสียงหนักๆ

"ท่านชื่ออะไร"

นิกรหัวเราะ

"ก็แกรู้จักชื่อกันดีแล้ว"

"แล้วกัน ถึงยังงั้นก็ต้องถามตามธรรมเนียมซีวะ"

"กันชื่อนิกรหรือเหลาเหย่"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ

"พ่อชื่ออะไร"

"เจ้าสัวกิมเบ๊"

เสี่ยหงวนทำคอย่น

"ไม่ต้องถามโว้ย รบกันได้" แล้วเขาก็หันมากระซิบกระซาบกับเล่าอึ "นัดแนะกับอ้ายกรไว้อย่างไร ก็ทำตามนั้นนะ"

เมื่อกิมหงวนถอยออกห่าง นิกรกับเล่าอึก็ปราดเข้าหากันทันที นิกรจ้วงฟันซ้ายขวาก่อน แต่เล่าอึรับไว้ได้แล้วก็ฟันตอบเช่นเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างผลัดกันรุกผลัดกันรับ แต่คนดูไม่สู้จะสนุกเท่าไรนัก ถึงกับใครคนหนึ่งเข้ามาถามสามสหายว่า

"เขาสู้กันจริงๆ หรือเขาเล่นกันครับ ผมดูๆ รู้สึกว่าเป็นมวยล้มมากกว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาตอบชายผู้นั้น

"ฉันเองก็ยังดูไม่ออกเหมือนกันว่ามวยล้มหรือสู้กันจริงๆ "

การสู้รบเบื้องหน้าเทวรูปพระกาฬเป็นไปอย่างตื่นเต้นแต่ไม่ดุเดือด ทั้งสองสู้กันได้ประมาณ ๓๐ เพลง นิกรก็แกล้งทำเป็นอ่อนแรงปล่อยดาบหลุดจากมือ เมื่อยกดาบขึ้นปัดป้องปัดคมดาบของเล่าอึ ต่อจากนั้นนิกรก็วิ่งเอาดื้อๆ เขาวิ่งขึ้นไปยืนบนแท่นพระกาฬ เมื่อเล่าอึวิ่งตามมานิกรก็ชูมือขวาขึ้นเป็นสัญญาณยอมแพ้

"ข้าพเจ้ายอมแพ้ท่านแล้วเล่าอึ ความจริงฝีมือของท่านไม่เหนือกว่าข้าหรอก แต่ว่ากำลังของท่านเหนือกว่าข้า ถ้าหากว่าไม่มีใครต่อสู้กับท่านข้าก็จะมอบตำแหน่งหัวหน้าเผ่าและตำแหน่งขุนศึกให้ท่านต่อหน้าพี่น้องชาวแม้วทั้งหลาย"

กิมหงวนวิ่งเหยาะๆ เข้ามาในฐานะที่เขาเป็นแม่มดประจำเผ่า แล้วเขาก็ประกาศ

"แม้วทั้งหลายฟังทางนี้โว้ย บัดนี้เล่าอึได้ชัยชนะเหลาเหย่ในการประลองฝีมือกันแล้ว ฉะนั้นถ้าหากผู้ใดเชื่อว่าเป็นคนดีมีฝีมือเหนือเล่าอึแล้วก็ขอให้เข้ามาประลองฝีมือได้"

เพียงพึมพำดังขึ้นบริเวณสนามต่อสู้ พวกแม้วไม่ใช่คนที่ฉลาดจนเกินไปนัก จึงไม่มีใครเฉลียวใจว่า นิกรปราชัยเล่าอึเพราะเขาออมฝีมือให้และต้องการให้เล่าอึเป็นหัวหน้าเผ่าแม้วดอยสามเส้านี้

ทุกคนเชื่อว่าเล่าอึสามารถเอาชนะนิกรได้จึงครั่นคร้ามไม่มีใครคิดสู้เล่าอึผู้บังคับทหารแม้ว อาเสี่ยกิมหงวนได้ประกาศอยู่เกือบ ๕ นาทีก็ไม่ปรากฏว่ามีใครหาญประลองฝีมือกับเล่าอึ ดังนั้นอาเสี่ยซึ่งเป็นพ่อมดแห่งดอยสามเส้าจึงประกาศให้ชาวแม้วทราบ

"พี่น้องทั้งหลาย บัดนี้เล่าอึ คือหัวหน้าเผ่าคนใหม่ ต่อจากเหลาเหย่ซึ่งจะอำลาพวกท่านกลับกรุงเทพฯ ตอน ๑๓.๐๐ น. วันนี้ ขอให้ท่านมั่นใจเถอะว่าเล่าอึจะปกครองพวกท่านอย่างดีที่สุดและเป็นชาวแม้วด้วยกัน ส่วนการกินและโกงนั้นก็ต้องมีบ้าง คนเราถ้ามีตำแหน่งใหญ่โตไม่รู้จักกินโกงมันก็โง่บัดซบ ขอให้พี่น้องทั้งหลายอยู่เย็นเป็นสุขเถิด พวกเราคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ขอลาท่านไปก่อน เราจะไม่ลืมไมตรีจิตของพวกแม้วเลย ต่อไปนี้ดอยสามเส้าจะมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข เพราะกำลังทหารไทยจะป้องกันและคุ้มครองท่าน ซึ่งในไม่ช้านี้จะมีทหารไทยถึงหนึ่งกองพันมาสับเปลี่ยนหน้าที่กัน ไม่ยอมให้ฝ่ายศัตรูมาทำกำแหงอีกแล้ว ขอให้แม้วทุกคนมีความสุขความเจริญ ไช โย"

แล้วเสียงไชโยโห่ร้องดังขึ้นทั่วหมู่บ้านดอยสามเส้า บรรดาพวกแม้วทั้งหลายเมื่อทราบความจริงว่าคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์เป็นนายทหารไทย ต่างก็เต็มใจต้อนรับ เล่าอึหัวหน้าเผ่าคนใหม่ของเขา เป็นอันว่าเล่าอึได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้มีอำนาจทางทหารและพลเรือน

๑๓.๐๐ น. ตรง

ทหารไทยสองหมวดยืนเป็นแถวหน้ากระดานเรียงสองของลานบินหน้าหมู่บ้าน และทหารแม้วหนึ่งกองพันตั้งแถวเป็นหน้ากระดานเรียงสองอยู่ทางทิศเหนือ

นักบินประจำเครื่องบิน ฮ. ๑๗๕ กับนายทหารเสนาธิการ เดินนำหน้าพาคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธรวม ๑๐ คนตรงไปยังเฮลิคอปเต็อร์เครื่องนั้นที่จอดอยู่กลางลาน ชาวแม้วทั้งหลายเงียบกริบ แถวทหารได้กระทำวันทยาวุธพร้อมเพรียงกัน

ทุกคนหันมาโบกมืออำลาพวกแม้วเสียก่อนจึงขึ้นไปบนเครื่องบิน ฮ. ๑๗๕ ต่อจากนั้นนักบินก็ติดเครื่องยนต์ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของพวกแม้ว เฮลิคอปเต็อร์เครื่องนั้นลอยขึ้นสู่อากาศอย่างแช่มช้า พล.ต. พล ทำหน้าที่บันทึกภาพเบื้องล่างไว้ด้วยกล้องถ่ายภาพยนตร์ ๑๖ มม. และใช้ฟิล์มขาวดำ

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์เดินทางกลับกรุงเทพฯ แล้ว แต่ภารกิจอันสำคัญของเขาในอนาคตยังมีอีกมาก

จบตอน