พล นิกร กิมหงวน 146 : แนวรบใหม่

เย็นวันนั้นเอง

ในราว ๑๗.๐๐ น. เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมซึ่งมียศเป็นสิบตรีได้นำอาหารมาให้คณะพรรค ๔ สหายของเราภายในห้องคุมขัง สิบตรีเจ้าของร่างสูงใหญ่วางถาดอาหารซึ่งเป็นถาดไม้ลงบนโต๊ะสี่เหลี่ยม แล้วเขาก็พูดกับคณะพรรค ๔ สหายด้วยภาษาไทยอย่างแคล่วคล่อง

"เฮ้-เราจัดอาหารชั้นที่หนึ่งมาให้แกโว้ย"

นิกรยิ้มหวานจ๋อย เดินเข้ามามองดูจานใส่กับข้าวซึ่งมีอยู่เพียงสามจาน และชามใส่แกงจืดอีกหนึ่งชาม

"เอ้อเฮอ" นายจอมทะเล้นอุทานด้วยความดีใจ "นี่อะไรวะ อ้ายน้องชาย กระเพาะหมูผัดเกี๊ยมฉ่ายใช่ไหม"

ผู้คุมหัวเราะหึๆ

"ไม่ใช่กระเพาะหมูหรอก แต่เป็นกระเพาะของทหารไทยที่เราจับเอามา เขาได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัส บางคนก็ตายมาในรถ บ้างก็มาตายที่ค่ายนี้ พวกเราอัตคัดขาดแคลนอาหารก็ต้องใช้ตับไตไส้พุงของพวกแกเอามาทำอาหารเลี้ยงแก"

เสี่ยหงวนทำคอขย้อนเหมือนกับจะอวกแล้วเอ็ดตะโรเจ้าผู้คุมคนนั้น

"เอาออกไปอ้ายเปรต มีอย่างหรือวะจะให้คนกินเนื้อคน ยกเอาไปเลี้ยงพวกแกเถอะ ข้ายอมอดตายดีกว่า"

เจ้าผู้คุมหัวเราะชอบใจ แล้วกล่าวกับเสี่ยหงวน

"แกคิดดูให้ดี เท่าที่เราจัดอาหารอย่างนี้มาให้พวกแกกินก็นับว่าเป็นความกรุณาอย่างสูงของเราแล้ว รีบกินเสียให้อิ่มหนำสำราญเถอะ ประเดี๋ยวผู้บังคับการค่ายเชลยจะมาสอบสวนปากคำของพวกแกที่นี่ ความจริงท่านตั้งใจจะสอบสวนเมื่อตอนกลางวัน แต่บังเอิญท่านติดไปประชุมแล้วก็ กันขอเตือนพวกแกด้วยความหวังดี จงให้การตามความสัตย์จริง ถ้าหากว่าให้การเท็จแล้ว แกอาจจะถูกทรมานถึงตายก็ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดโพล่งขึ้นทันที

"อ้ายพวกป่าเถื่อนไม่มีศีลธรรม"

เจ้าผู้คุมหันมาทำตาเขียวกับท่านเจ้าคุณ

"ท่านนายพลที่รัก ท่านควรจะทราบมานานแล้วว่าศีลธรรมหรือมนุษยธรรมนั้นไม่มีในปทานุกรมของพวกเรา ธรรมของพวกเราก็คืออำนาจ และที่มาแห่งอำนาจคือลูกปืน เราจะต้องครองโลกในไม่ช้านี้"

"ถุย" เสี่ยหงวนร้องลั่น "ก่อนที่พวกแกจะครองโลก พวกแกจะต้องครองโรคเสียก่อน เฮ้ย-อ้ายน้องชาย ลื้อกับอั๊วก็เคยเห็นหน้ากันบ่อยๆ โว้ย ถ้าอั๊วจำไม่ผิด อั๊วคิดว่าลื้อเคยเป็นหัวหน้าบ๋อยที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง ลื้อไปบอกพวกของลื้อเถอะว่า ถ้ารักตัวกลัวตายละก็จงล่าถอยกลับไปเสีย พยายามออกไปให้พ้นราชอาณาจักรของไทยโดยเร็วที่สุด มิฉะนั้นกองทัพของเราจะได้สังหารพวกลื้อด้วยระเบิดไฮโดรเจนหรือระเบิดปรมาณู"

เจ้าหมอนั่นหัวเราะงอหาย

"เสี่ยหงวนครับ"

อาเสี่ยสะดุ้งโหยง

"หา-ลื้อรู้จักชื่ออั๊วด้วยหรือ"

"ทำไมจะไม่รู้จักครับ อาเสี่ยเคยทิปผมครั้งหนึ่งตั้งร้อยบาท เมื่อครั้งผมเป็นบ๋อยอยู่ที่ภัตตาคาร "หอเจี๊ยะ" เท่าที่อาเสี่ยขู่ผมว่ากองทัพไทยจะใช้ระเบิดไฮโดรเจนนั้น ผมอยากจะหัวเราะให้ขาดใจตายไปเดี๋ยวนี้"

นิกรพูดโพล่งขึ้นอย่างหัวเสีย

"ก็เอาซี อ้ายห่า"

สิบตรีทหารข้าศึกชักฉิวนิกร แต่ไม่พูดอะไร เขาพูดกับอาเสี่ยต่อไปว่า

"อาเสี่ยครับกองทัพของเรามีเครื่องประหารอย่างร้ายแรงใหญ่ยิ่งกว่าอาร์.บอมบ์หรือเอช.บอมบ์อีก ครั้งนี้แหละ คนไทยจะได้เห็นอภินิหารของอาวุธต่างๆ กองทัพของเราจะเริ่มใช้อาวุธวิเศษในเร็ววันนี้เป็นต้นว่า....ไฟฝนแสนห่า ยิงจากหลังแนวรบไปตกที่กรุงเทพฯ ตูมเดียวไฟไหม้ทั้งเมือง"

ดร. ดิเรกพูดตัดบท

"อย่าคุยโม้ให้มากนักเลยวะอ้ายน้องชาย การโฆษณาทำลายขวัญทำนองเขียนเสือให้วัวกลัวนั้นพวกเราล้วนแต่วัวกระทิง ย่อมไม่รู้จักความกลัวหรือความตาย สุภาษิตของชาวภารตบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า อิสตาดัม สุภาษิต กะระตาหา มัสกาตี จันทรา ภควดี แปลว่า ผู้ที่คิดร้ายต่อผู้อื่นจะต้องพินาศย่อยยับเพราะกรรมชั่วของตน ท่านมหาราชาจันทรกุมารเพื่อนของกันเคยรับสั่งว่า "

พลเอื้อมมือขวาปิดปากนายแพทย์หนุ่มทันที

"พอแล้วโว้ยหมอ"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ทหารข้าศึกซึ่งเป็นผู้คุมได้เอ่ยขึ้นดังๆ ว่า

"ว่ายังไง จะกินกันหรือไม่กิน ถ้าไม่กินกันก็จะยกกลับไป"

นายพัชราภรณ์ยิ้มให้ทหารข้าศึก

"เชิญแกยกเอาไปเถิด"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"ฮ้า-ใครไม่กินกันกินเองโว้ย หิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว ในยามคับขันเช่นนี้จะไปมัวเลือกอาหารอยู่อย่างไรกัน เขาจัดอะไรมาให้เรากินเราก็ต้องกิน"

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างมองดูนิกรเป็นตาเดียว

"รับประทานอ้ายพวกนี้มันเอาเครื่องในคนมาทำอาหารให้เรารับประทาน คุณจะรับประทานได้หรือครับคุณนิกร"

นิกรพยักหน้า

"คนอย่างกันกินได้ทั้งนั้น แม้กระทั่งขี้หมาชุบแป้งทอด"

เจ้าผู้คุมเดินบ่นพึมพำออกไปจากห้องคุมขัง ที่หน้าห้องมีทหารสองคนถือปืนกลมือในท่าเตรียมพร้อม เจ้าผู้คุมจัดแจงใส่กุญแจห้องขังแล้วพาทหารทั้งสองคนเดินออกไปจากห้อง

นิกรทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ที่โต๊ะสี่เหลี่ยมนั้น ยกจานอาหารและชามแกงจืดออกมาจากถาด นายจอมทะเล้นทำท่าน้ำลายสอด้วยความหิวกระหาย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำท่าผะอืดผะอมเหมือนกินน้ำมันละหุ่ง เอื้อมมือหยิบซ่อมบนโต๊ะ จิ้มไส้อ่อนพวงหนึ่งขึ้นมาจากจาน แล้ววางลงด้วยความขยะแขยงสะอิดสะเอียน ท่านกล่าวถามนิกรด้วยเสียงสั่นเครือเล็กน้อย

"เฮ้ย-แกกินได้ลงคอจริงๆ หรือวะเจ้ากร"

นายจอมทะเล้นหัวเราะหึๆ

"คนอย่างผมกินไม่เลือกหรอกครับคุณพ่อ ผมจำได้ว่าเมื่อครั้งสงครามมหาเอเซียบูรพา ฝูงเครื่องบินพันธมิตรได้มาโจมตีเรา วันนั้นเครื่องบินสองเครื่องยนต์ถูก ปตอ. ยิงตกที่ตลาดพลู ผมกับพวกเราได้ไปดู ทรากเครื่องบินที่นั่น ชายชราชาวสวนคนหนึ่งแกเจ็บใจพวกนักบินฝรั่ง แกก็เลยเอาเครื่องในของนักบินคนหนึ่งมาต้มแทนเครื่องในวัวขาย ปรากฏว่าขายดิบขายดีมาก ผมได้มีโอกาสกินไส้คนเป็นครั้งแรกเมื่อวันนั้น อร่อยกว่าของวัวอีกครับคุณพ่อ ไส้อ่อนยังงี้กรุบเหลือเกิน ขอบกระด้ง, ผ้าขี้ริ้ว, ม้าม, ปอด อร่อยจริงๆ ครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสามสหายและเจ้าแห้วทำท่าเหมือนกับจะอาเจียรไปตามกัน

"อ้ายเวร" เจ้าคุณพูดเสียงหัวเราะ "มีอย่างหรือวะ กินเครื่องในคน"

นิกรไม่พูดว่ากระไร เริ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างเอร็จอร่อย เขายกช้อนตักลงไปในชามแกงจืดแล้วพูดขึ้นดังๆ

"มาโว้ย-แกงจืด เนื้อคนกับใบผักกาดโว้ย เจ้าหมอนี่ถ้าจะอ้วน มีมันมากกว่าเนื้อ แหม.. พ่อครัวมันหั่นชิ้นโตเหลือเกิน"

เสี่ยหงวนวิ่งไปที่กระโถมแล้วอาเจียรเสียงลั่น เจ้าแห้วตามเข้ามายกมือลูบหลัง

"รับประทานเป็นยังไงบ้างครับ เสี่ย"

กิมหงวนตวาดลั่น

"ลูบลงซีโว้ย ทำไมถึงเสือกลูบขึ้น ลูบยังงี้ประเดี๋ยวเยี่ยวของกูก็ไหลออกมาทางปากเท่านั้นเอง อ๊วก. โอ๊ก อ้วก"

นายจอมทะเล้นมองดูเสี่ยหงวนอย่างขบขัน

"ชอบกลโว้ย แกไม่ได้กินเสียหน่อย อ้วกแล้ว ที่ถูกกันต่างหากจะต้องอ้วก ลองกินดูน่า ยำขอบกระด้งนี่ก็เข้าทีดีเหมือนกัน" พูดจบนิกรก็ตักกับข้าวใส่ปากและเคี้ยวอย่างเอร็จอร่อย

เจ้าคุณปัจจนึกฯรีบหันหลังให้นิกรและกลับไปนั่งบนเตียงยกมือทั้งสองปิดหน้าในท่าผะอืดผะอมเสี่ยหงวนคายแก้วเสียงโอ้กอ้ากตลอดเวลา เจ้าแห้วมองดูนิกรกินเครื่องในมนุษย์อย่างคลื่นไส้ แล้วเจ้าแห้วก็ทนไม่ไหวอ้วกเสียงลั่น เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลต่างทำ คอขย้อนแล้วอ้วกพร้อมๆ กัน

ในที่สุด ดร. ดิเรกซึ่งเป็นหมอก็ทนไม่ไหวถึงกับอาเจียรเพราะความคลื่นไส้นิกรที่นั่งรับประทานอาหารอย่างหน้าตาเฉย

อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา อาหารเนื้อและเครื่องในมนุษย์ที่ข้าศึกจัดมาให้นั้นได้เข้าไปอยู่ในท้องของนิกรจนหมดเรียบ นิกรนอนหลับอยู่บนเตียงกรนเสียงสนั่น ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสามสหายและเจ้าแห้วนั่งล้อมวงกันบนพื้นห้อง และปรึกษาหารือกันหาช่องทางที่จะหลบหนีไปจากค่ายที่คุมขังนี้

การสนทนาสิ้นสุดลงเมื่อผู้บังคับการค่ายคุมขังเดินนำหน้าพานายทหารชั้นผู้น้อยหลายคน และผู้คุมตรงมาหยุดยืนหน้าห้องขัง เจ้าผู้คุมรีบไขกุญแจเปิดประตูห้องออก ผู้บังคับการค่ายคุมขังรูปร่างอ้วนเตี้ย พุงพลุ้ย ใบหน้าแสยะ ท่าทางบอกว่าโหดร้ายใจอำมหิต แต่งเครื่องแบบพันเอกและพกปืนพก มือขวาของเขาถือแส้ลวดหนาม อันเป็นเครื่องมือทารุณกรรมพวกเชลยศึก โหดเหี้ยมผิดวิสัยมนุษย์ แส้ลวดหนามก็คือลวดหนามนี่เอง แต่ตัดออกเป็นท่อนเล็กๆ ขมวดให้เป็นเกลียวเหมือนเกลียวเชือก

พันเอกผู้เปรียบเสมือนพระยายมแห่งค่ายเชลยศึกพาตัวเดินเข้ามาในห้องคุมขังในท่าทางหยิ่งยะโส เขาขากเสลดเสียงลั่น แล้วถุยลงบนศีรษะเจ้าแห้วตามนิสัยสันดานอันหยาบคาย นายทหารชั้นผู้น้อย ๓ คนตามเขาเข้ามาด้วยตละคนหน้าตาโหดเหี้ยม ไม่มีแววแห่งความมีศีลธรรมและคุณธรรมเหลืออยู่เลย

ด้วยศักดิ์ศรีของตน ทุกคนเว้นแต่นิกรซึ่งกำลังนอนหลับสนิทต่างลุกขึ้นยืนเผชิญหน้าผู้บังคับการค่ายคุมขัง ซึ่งเราจะเรียกเขาว่าพันเอกเป้าต่อไป

พันเอกเป้าแสยะยิ้มแลเห็นฟันซี่โตขนาดจอบ และขี้ฟันหนาเขลอะจับเป็นคราบ เขาตรงเข้ามายกเท้าถีบนิกรค่อนข้างแรง

"เฮ้ย ลุกขึ้น ไม่ใช่เวลานอนโว้ย" พันเอกเป้าพูดภาษาไทยเสียงกร้าวแต่ชัดเจน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือชี้หน้าผู้บังคับการทันที

"นี่แน่ะท่าน โปรดอย่าทารุณกับคนของฉัน ขอให้ท่านปฏิบัติต่อเชลยศึกตามสัญญาเยนีวา"

พันเอกเป้าหัวเราะ

"จะเป็นสัญญาเยนีวาหรือเย็นตาโฟฉันไม่เข้าใจ ฉันรู้แต่เพียงว่าเมื่อท่านตกเป็นเชลยของพวกเรา เราย่อมทำกับพวกท่านได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราพอใจจะทำ"

อาเสี่ยขบกรามกรอด

"พูดดีนัก เอาหมากสดให้มันแดกสักคำเถอะวะ"

ดร. ดิเรกล็อคคอกิมหงวนไว้

"อย่า-อ้ายเสี่ย จงรู้จักการควรเว้นควรประพฤติ สุภาษิตของชาวภารตบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า ทะราวะกินหนา คงคาอัปรามหาอัคคี แปลว่า น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"ปล่อยโว้ยหมอ แกรัดคอกันจนลูกกระเดือกแทบจะแตก กันทำไปยังงั้นเอง แอ็คเล่นโก้ๆ ใครจะไปกล้าแจกหมากมันวะ ทั้งปืนกลและปืนพกจ้องอยู่อย่างนี้ คนอย่างกันไม่โง่ถึงอย่างนั้นหรอก รู้ว่าขี้ก็ไม่อยากแหย่ให้มันเหม็น"

นิกรค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองดูโลก แล้วพรวดพราดลุกขึ้นนั่งบนเตียงนอนเก่าๆ พอจะแลเห็นผู้บังคับการค่ายคุมขัง นิกรก็ร้องลั่น

"ฮ้าว-เฮ้ย พรรคพวก เอาเครื่องแบบทหารข้าศึกที่ไหนมาแต่งวะ เดาะยศพันเอกโก้ไปเลย ทำยังไงถึงถูกจับมาที่นี่ล่ะ"

พันเอกเป้าทำคอย่น เขาโกรธจนตัวสั่น

"ข้าพเจ้าคือผู้บังคับการค่ายคุมขังที่นี่ ข้าพเจ้า พันเอกเป้า พึงรู้ไว้เถอะ"

นิกรลุกขึ้นยืนแล้วหัวเราะหึๆ

"สำคัญโว้ยพรรคพวก อั๊วจำได้ว่าลื้อเคยขายกอเอี๊ยะอยู่แถวสนามหลวง พอพวกลื้อบุกอั๊วลื้อก็หวดพันเอาเชียวรึ สำคัญโว้ย"

ผู้บังคับการค่ายคุมขังปรี่เข้ามายกมือขวาตบหน้านิกรดังฉาด

"นี่ผลที่ท่านดูหมิ่นข้าพเจ้า"

นิกรขบกรามกรอด นัยน์ตาวาวโรจน์

"มึงตบหน้ากู"

"เออ"

นายจอมทะเล้นยิ้มแค่นๆ พูดเสียงอ่อนน่าสงสาร

"ตามใจมึง"

นายทหารข้าศึกทั้งสามคน หัวเราะคิกคักไปตามกัน พันเอกเป้าเดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพูดนอบน้อมทั้งๆ ที่ท่าทางหยิ่งยะโส

"เจ้าคุณที่รัก ในฐานที่ท่านเป็นผู้บัญชาการกองพล ข้าพเจ้าใคร่จะขอคำตอบจากท่าน โปรดตอบคำถามของข้าพเจ้าด้วยความสัตย์จริง แล้วข้าพเจ้าจะให้ความสะดวกสบายแก่ท่านเป็นพิเศษ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ฝืนยิ้ม

"อยากรู้อะไรก็ถามมาซี"

พ.อ. เป้าหัวเราะ ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองบุหรี่ออกมาเปิดจุดสูบ คณะพรรค ๔ สหายได้ควันบุหรี่ก็กระสับกระส่ายไปตามกัน นิกรยกแขนขึ้นบิดขี้เกียจ แกล้งแหกปากหาวเสียงดังราวกับช้างร้อง

"เฮิ้ว...."

ผู้บังคับการค่ายคุมขังเดินรี่เข้ามายกแส้ลวดหนามหวดลงกลางหลังนิกรดังควับ แล้วปราดเข้าบีบคอนายจอมทะเล้นเขย่า นิกรดิ้นรนเต็มแรง มือขวาของเขาล้วงเอาซองบุหรี่ในกระเป๋ากางเกง พ.อ. เป้าออกมาได้

"อ้ายงั่ง" พ.อ. เป้าพูดเสียงกร้าว คลายมือที่บีบคอนิกรออก "แกจะทำคึกคะนองอย่างทหารอเมริกันกับฉันไม่ได้เป็นอันขาด"

นิกรขมวดคิ้วนิ่วหน้า

"แล้วต้องเฆี่ยนหลังหรือโว้ย คนเราโตๆ แล้วพูดกันด้วยปากก็ได้นี่หว่า"

พ.อ. เป้าหัวเราะ

"แส้ลวดหนามอันนี้สำหรับเฆี่ยนพวกแก"

"ป่าเถื่อน" พลร้องขึ้นดังๆ "ข้าพเจ้าได้เห็นความเหี้ยมโหดทารุณผิดมนุษย์ธรรมดาของท่านแล้ว อย่างนี้หรือจะครองโลก"

ผู้บังคับการค่ายคุมขังหันควับมาทางนายทหารทั้งสามซึ่งอยู่ในบังคัญบัญชาของเขาแล้วส่งภาษาบอก

"อ้ายร้อยเอกรูปหล่อคนนี้คารมคมคายนัก ซ้อมมันให้ดูหน่อยซิ ถ้ามันสู้หรือพรรคพวกของมันเข้าช่วยก็ยิงทิ้งเสีย"

นายทหารข้าศึกปราดเข้าเล่นงานพลทันที อ้ายเสือรูปหล่อถูกตบหน้า ถูกชกล้มลงไปกลางห้อง นายทหารทั้ง ๓ คนช่วยกันกลุ้มรุมกระทืบและเตะซ้ำ กิมหงวน นิกรและเจ้าแห้วกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขบกรามแน่น เต็มไปด้วยความเคียดแค้น ไม่อาจจะช่วยเหลือพลได้ เพราะผู้คุมที่ยืนอยู่ข้างหลังประตูห้องยกปืนกลมือประทับในท่าเตรียมพร้อมที่จะเหนี่ยวไกปืน

ในที่สุด ร.อ. พล พัชราภรณ์ของเราก็นอนหายใจแขม็บๆ อยู่บนพื้น พ.อ. เป้าหัวเราะลั่น ความสุขของทหารข้าศึกเกิดขึ้นจากความทารุณโหดร้ายของพวกตน

ผู้บังคับการค่ายคุมขังสั่งให้พวกของเขาช่วยประคองพลไปนอนบนเตียง และสั่งให้เอาน้ำในเหยือกราดหน้า หลังจากนั้น พ.อ. เป้าก็เดินเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เจ้าคุณที่รัก ข้าพเจ้าเสียใจที่ได้รุนแรงกับคนของท่าน อ้า...บัดนี้ข้าพเจ้าต้องการคำตอบจากท่านเป็นข้อแรก จงบอกข้าพเจ้าตามตรงว่า ทหารพรรคพวกนาวิกโยธินของอเมริกันที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ มีจำนวนมากน้อยเท่าใด"

เจ้าคุณสั่นศีรษะ

"ข้าพเจ้าไม่อาจจะทราบได้ ถึงทราบก็ไม่บอก เราทุกคนยอมตาย ขณะนี้ท่านกับเราเป็นศัตรูกัน ข้าพเจ้ากับพรรคพวกของข้าพเจ้าย่อมรู้ความลับในทางการทหารเป็นอย่างดี แต่บอกไม่ได้ ถึงท่านจะทรมานเหี้ยมโหดทารุณอย่างไรก็ตาม"

เสี่ยหงวนพูดขึ้นเกือบเป็นเสียงตะโกน

"ตัวตายดีกว่าชาติตาย"

นิกรร้องขึ้นบ้าง

"ชาติ-เกียรติ-วินัย-กล้าหาญ ไชโย"

พ.อ.เป้า เม้มปากแน่น เขาเดินวนเวียนไปมารอบๆ ห้อง แล้วหยุดยืนเผชิญหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เจ้าคุณที่รัก ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าให้เวลาท่านตรึกตรองอีกหนึ่งวัน พรุ่งนี้ตอนสายข้าพเจ้าจะมาพบกับเจ้าคุณและพรรคพวกของเจ้าคุณอีก หากไม่ยอมเปิดเผยความลับในทางทหารละก้อ เราจะทรมานท่านและพรรคพวกของท่านด้วยประการต่างๆ จนกว่าเจ้าคุณและพรรคพวกของเจ้าคุณจะสิ้นชีวิต"

นิกรพยักหน้าและพูดเสริมขึ้น

"ไทยแปลว่าอิสระ ไม่ขึ้นแก่ใคร ข้าพเจ้าพร้อมแล้วที่จะสละชีพเพื่อชาติ เลือดในกายของข้าพเจ้าทุกหยดล้วนแต่เลือดรักชาติ ข้าพเจ้าจะเอาเลือดทาแผ่นดินไทยไว้ ฮ่ะ ฮ้า"

ผู้บังคับการค่ายคุมขังหัวเราะหึๆ

"เมื่อพวกท่านคิดว่าจะทนความทารุณของเราได้ก็ตามใจ" พูดจบเขาก็หมุนตัวกลับ พาตัวเดินออกไปจากห้องนายทหารทั้ง ๓ คนติดตามไปด้วย

ผู้คุมรีบปิดประตูใส่กุญแจแล้วเดินตามไป

นิกร กิมหงวน เจ้าคุณปัจจนึกฯ และ ดร. ดิเรกกับเจ้าแห้วต่างรีบมาที่เตียงนอน นายแพทย์หนุ่มรีบช่วยเหลือพลทันที เขาทรุดตัวนั่งประคองช้อนศีรษะนายพัชราภรณ์ขึ้น

"เป็นยังไงบ้างเพื่อน"

พลยิ้มแค่นๆ

"ไม่เป็นไร กันอดทนเสมอ อ้ายผู้บังคับการค่ายคุมขังคนนี้จะต้องถูกกันคิดบัญชีในวันหนึ่ง ถ้าหากว่ากันหนีออกไปได้ กันจะต้องฆ่ามันให้ได้"

อาเสี่ยขบกรามกรอด

"ถูกละ เราต้องฆ่ามัน"

นิกรล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองบุหรี่ออกมา บุหรี่ในซองนี้มีในราว ๑๕ มวน เป็นซิกาเร็ตที่ทำจากโรงงานยาสูบของประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่ง

"สูบบุหรี่ดับความแค้นเสียหน่อยพวกเรา"

ทุกคนลืมตาโพลง เสี่ยหงวนร้องลั่น

"อ้ายกร แกไปเอามาจากไหนวะ"

นิกรอมยิ้ม

"เอามาจากอ้ายอ้วนผู้บังคับการน่ะซี อีตอนที่มันขย้ำคอกัน กันใช้ความว่องไวล้วงเอาซองบุหรี่นี้ออกมาจากกระเป๋ากางเกงมัน เอาโว้ยสูบกันอย่างประหยัดหน่อย"

เสียงพึมพัมดังขึ้นลั่นห้อง คณะพรรค ๔ สหายต่างจุดบุหรี่สบคนละมวน แล้วสดุดียกย่องนิกรที่สามารถเกินหน้านักเซ้งทั้งหลาย เจ้าคุณปัจจนึกฯได้กล่าวกับ ๔ สหายและเจ้าแห้วอย่างเป็นงานเป็นการ

"พรุ่งนี้เจ้าพันโทเป้าคงจะมาไต่ถามกำลังรบจากพวกเรา และถ้าเราไม่ตอบหรือตอบโกหกมัน มันคงจะทรมานเราจนตายอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะฉะนั้นคืนนี้ เราจะต้องเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต คือพยายามหลบหนีออกไปจากค่ายคุมขังนี้"

อาเสี่ยยิ้มให้เจ้าคุณผู้บัญชาการ

"ตกลงครับ เราต้องหนีแน่นอน"

คณะพรรค ๔ สหายต่างนั่งล้อมวงปรึกษาหารือกันวางแผนการที่จะหลบหนีจากค่ายคุมขัง ทุกคนมอบให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นหัวหน้า

พอตะวันลับฟ้า อากาศเริ่มหนาวเย็น ความมืดปกคลุมไปทั่วทุกแห่งหน ค่ายเชลยอยู่ในความสงบเงียบ

เสียงตึงตังโครมครามดังขึ้นภายในห้องคณะพรรค ๔ สหาย เจ้าหน้าที่ผู้คุมสองคนรีบวิ่งไปดูเหตุการณ์ พอมาถึงหน้าห้องขัง เจ้ายามทั้งสองก็แลเห็นนิกรกับกิมหงวนกำลังแจกหมากแจกแว่นกันอย่างอุตลุด เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องห้ามเสียงเอ็ดตะโร ส่วนพลกับ ดร. ดิเรกและเจ้าแห้วยืนดูอย่างสนุกสนาน

ผู้คุมไขกุญแจประตูและเปิดประตูออก ทั้งสองบุกเข้ามาในห้อง พอพ้นบานประตูเข้ามา คนเดินหน้าก็ถูกเสี่ยหงวนเตะด้วยเท้าขวาถูกก้านคอดังสนั่น ยังผลให้ล้มลงกลางห้อง อีกคนหนึ่งถูกพลกระโจนเข้าใส่ด้วยเข่าลอย ถูกหน้าท้องพอดี ดร. ดิเรกลั่นฮุคขวาซ้ำเข้าให้ถูกขาตะไกรข้างซ้ายอย่างถนัดถนี่ เจ้าแห้วเตะซ้ำถูกปลายคางดังพล็อค

เท่านี้เอง ทหารยามทั้งสองคนก็ม่อยกระรอกหมอบกระแต อย่างไรก็ตาม กิมหงวนนัยน์ตาข้างซ้ายเขียวปัดเพราะถูกหมัดหลงของนิกร และนิกรปากปลิ้นเป็นครุฑ ที่พลาดพลั้งก็เนื่องจากสองสหายต้องการให้การต่อสู้เป็นไปอย่างสมจริงนั่นเอง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับนิกรและเจ้าแห้ว

"เร็ว-แกกับเจ้าแห้วรีบเปลื้องเครื่องแบบทหารยามสองคนนี้และแต่งเข้า รูปร่างของแกกับเจ้าแห้วเท่ากับอ้ายผู้คุมสองคนนี้พอดี อย่าร่ำไร ปืนกลมือทั้งสองกระบอกจะเป็นประโยชน์อย่างดียิ่งของเรา เรามีหวัง ๕๐ เปอรเซ็นต์แล้ว"

นายจอมทะเล้นกล่าวถามเบาๆ

"หวังตายหรือหวังหนีครับ"

ท่านเจ้าคุณลืมตาโพลง

"หวังหนีโว้ย"

นิกรกับเจ้าแห้วรีบเปลื้องเครื่องแบบทหารไทยออกทันที แล้วลอกคราบเจ้าผู้คุมทั้งสองออก จัดแจงสวมใส่กับตัวเอง เพียงครู่เดียวนิกรกับเจ้าแห้วก็กลายเป็นทหารข้าศึก และนิกรมีเครื่องหมายยศประทวนเป็นสิบตรี

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งงานนิกรต่อไป

"แกพาเจ้าแห้วออกไปข้างนอก และพยายามล่อลวงทหารข้าศึกซึ่งมีรูปร่างขนาดเดียวกับพวกเราเข้ามาคนหนึ่ง เราจะได้เล่นงานมันเสีย เพื่อเอาเครื่องแบบของมันมาแต่ง เครื่องแบบทหารข้าศึกจะช่วยให้เราหนีออกไปจากค่ายได้โดยสะดวก

นิกรหัวเราะหึๆ

"ทหารข้าศึกขนาดคุณพ่อเห็นจะหายากหน่อยนะครับ รูปร่างเหมือนอึ่งอ่างท้องขึ้นอย่างนี้ โดยมากมักจะมีแต่นายทหารผู้ใหญ่"

"เถอะน่า พยายามหาให้หน่อยซีโว้ย"

นายจอมทะเล้นพาเจ้าแห้วเดินออกไปจากห้องขัง พอออกมาหน้ากระท่อมใหญ่อันเป็นที่คุมขัง นิกรก็แลเห็นทหารยามข้าศึกคนหนึ่ง ถือปืนเล็กยาวสวมดาบเดินแบบวนเวียนไปมาทำหน้าที่รักษาการณ์

นิกรผิวปากเรียกพลทหารยาม เจ้าของร่างอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยรีบเดินเข้ามาหานิกรกับเจ้าแห้วทันที

"เฮ้-เรียกฮั๊วทำไม" เจ้าอ้วนร้องถามเป็นภาษาของเขา

นิกรไม่ตอบแต่กวักมือเรียก แล้วเดินนำหน้าพาเจ้าแห้วเข้าไปในกระท่อมคุมขัง พอทหารยามผู้เคราะห์ร้ายตามมาด้วย พอมาถึงหน้าห้องขังเจ้าแห้วก็ถือโอกาสตระหวัดรัดคอทหารยามทันที นิกรลั่นหมัดขวาชกพุงกะทิดังปุ ชกสามสี่หมัดซ้อนๆ กัน พอเจ้าแห้วคลายมือออก ทหารยามซึ่งมีรูปร่างคล้ายๆ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ล้มฮวบลงไปกองอยู่บนพื้นหน้าประตูห้องขัง

แล้วนิกรกับเจ้าแห้วก็ช่วยกันลากเข้าไปในห้อง

"จัดการลอกคราบมันซีครับคุณพ่อ ผมกับเจ้าแห้วจะออกไปหามาให้อีก"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแป้น นิกรรีบพาตัวเจ้าแห้วไปจากห้องขังโดยเร็ว

ด้วยความเฉลียวฉลาดของนายจอมทะเล้นของเรา เขาสามารถพานายทหารยามของข้าศึกมาซ้อมใหญ่อีกสองคน ดังนั้นคณะพรรค ๔ สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วก็ได้สวมเครื่องแบบทหารข้าศึกโดยเรียบร้อย และมีอาวุธปืนประจำตัว

มันเป็นเวลา ๒๑.๐๐ น. เศษ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พา ๔ สหายกับเจ้าแห้วออกมาจากเรือนคุมขังด้วยความระมัดระวังตัว ทั้ง ๖ เดินผ่านไปตามด้านหลังของเรือนคุมขัง ในที่สุดก็ได้เผชิญกับนายทหารเวรของข้าศึกคนหนึ่ง

"เฮ้ย-นั่นจะไปไหนกันวะ ทำไมไม่อยู่ยามตามจุดที่มอบหมายให้"

คณะพรรค ๔ สหายหยุดชะงัก

"ทำไงดีโว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสียงสั่น

พลว่า "ยืนเฉยๆ ครับ พอมันเข้ามาใกล้เรา เราก็ช่วยกันบ้อมมันเสีย มีวิธีเดียวเท่านั้น"

ทุกคนยืนนิ่งเฉย นายทหารเวรร้องตะโกนเรียกก็ไม่ยอมเข้าไปหา คราวนี้ทหารข้าศึกชักสงสัยจึงใช้ไฟฟ้าเดินทางฉายกราดมายังคณะพรรค ๔ สหาย พอแลเห็นหน้าก็รู้ว่าทหารไทยปลอมแปลงตัวสวมเครื่องแบบของมัน นายทหารเวรร้องเอะอะเอ็ดตะโรลั่น หยิบนกหวีดออกมาเป่าเป็นสัญญาเกิดเหตุ

ทหารหลายสิบคนวิ่งมายังเสียงนกหวีดนั้น คณะพรรค ๔ สหายโกยอ้าวอย่างไม่คิดชีวิต เสียงปืนดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว พวกทหารข้าศึกใช้ปืนพกและปืนกลมือระดมยิง กระสุนปืนเฉียดร่างคณะพรรค ๔ สหายอย่างหวุดหวิด

"พลโว้ย" เจ้าคุณพูดกับนายพัชราภรณ์ "อาขอลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าแหกค่ายคุมขังโว้ย แกเป็นก็แล้วกัน"

พลหัวเราะเสียงกร้าว

"ตกลงครับ ผมเป็นผู้นำเอง เร็ว-ไปทางกองฟืนใหญ่นั้นเถอะครับ เราต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในค่ายนี้ก่อน พวกข้าศึกมันรู้แล้วว่าพวกเราหลบหนี"

ทุกคนวิ่งไปทางกองฟืนใหญ่ ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เสียงไซเรนก็ดังกังวานขึ้นอย่างโหยหวน เป็นสัญญาให้ทราบว่าพวกเชลยกำลังหลบหนี

ไฟฉายจากหอคอยหลายดวงฉายกราดไปมา ทหารข้าศึกแยกย้ายกระจายกำลังไปทั่ว ร้องกู่ตะโกนเรียกกันลั่นไปหมด ทหารที่อยู่ตามป้อมต่างๆ หันปืนกลไปตามไฟฉายเพื่อเตรียมสังหารเชลยศึกที่หลบหนี

ทหารข้าศึกหมู่หนึ่งจูงสุนัขสามสี่ตัวตรงมาที่กองฟืน ซึ่งคณะพรรค ๔ สหายหลบซ่อนตัวอยู่ สุนัขเหล่านี้ได้กลิ่นจากจั๊กกระแร้เจ้าแห้วมันก็เข่าขรม และดิ้นรนจะวิ่งเข้าไปทางหลังกองฟืนนั้น

"ฮ้งๆ ฮ้งๆๆ "

สิบโททหารข้าศึกดึงสายหนังที่ผูกสุนัขแสนรู้ของเขาไว้ แล้วหันมาพูดกับเพื่อนทหารด้วยกัน

"เฮ้ย อ้ายตานี่และอ้ายโรมิโอของอั๊วมันได้กลิ่นเชลยแล้วโว้ย ลื้อดูซี มันกำลังดิ้นรนจะเข้าไปหลังกองฟืนใหญ่นี้ บุกเข้าไปเลยพวกเรา อย่างไรเสียพวกเชลยที่หลบหนีออกจากห้องขังคงจะหลบซ่อนตัวอยู่หลังกองฟืนแน่นอน"

ทหารข้าศึกร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างๆ เขา กล่าวชมทันที

"อั๊วก็มั่นใจอย่างนั้น ปล่อยหมาเข้าไปฟัดกับมันก่อนเถอะ พวกเราขืนบุ่มบ่ามเข้าไปอาจจะถูกมันยิงตายก็ได้ อย่าลืมว่าทหารไทยทั้ง ๖ คน ที่หนีออกจากห้องขังมันฆ่าพวกเราตายและยึดปืนกลมือกับปืนเล็กยาวไว้ได้"

สิบโทผู้ที่จูงสุนัขเห็นพ้องด้วย

"เออ-จริงโว้ย ปล่อยหมาให้เข้าไปฟัดกับมันก่อนดีกว่า เมียของกันก็ท้องแก่เต็มทนแล้ว แม่ก็เป็นง่อยไปไหนไม่ได้ พ่อก็ถูกบังคับให้ทำนา เรากล้าหาญอย่างไรมันก็ไม่เกิดผลดีแก่ตัวเอง เพราะเรารบเพื่อนาย ไม่ได้รบเพื่อประเทศชาติอย่างทหารไทยเขา อั๊วน่ะรู้หลบเป็นปีกหลีกเป็นหางมานานแล้ว"

สุนัขทั้งสองตัวถูกปล่อยออกทันที เจ้าตานี่กับโรมิโอวิ่งปราดออกไปทางหลังกองฟืนและเห่าเสียงลั่น มันเป็นสุนัขที่ดุร้ายที่สุด ฉลาดที่สุด รู้ภาษาคนสารพัด เสียงเห่าของมันทำให้คณะพรรค ๔ สหาย อกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน ทั้ง ๖ คนยืนรวมกลุ่มอยู่ในที่มืด เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกปืนกลขึ้นจะยิงแต่นิกรรีบห้ามไว้

"อย่า-คุณพ่อ ขืนยิงมันเข้าเราก็ตายหมด ที่ข้าศึกมันปล่อยหมาเข้ามาก็เพราะมันยังไม่แน่ใจนักว่าเราแอบซ่อนอยู่ในที่นี้"

"แล้วเราจะทำยังไงล่ะโว้ย" ท่านเจ้าคุณพูดเสียงหนักๆ

นิกรฝืนยิ้ม

"ผมแสดงเอง ทุกคนยืนนิ่งเฉยอย่ากระดุกกระดิก"

แล้วนิกรก็ส่งปืนประจำตัวของเขาที่ยึดมาได้จากทหารยามให้เจ้าแห้ว "เอ็งเก็บปืนของข้าไว้"

เจ้าแห้วทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"รับประทานคุณจะกัดกับหมาหรือครับ"

นิกรสะดุ้งเฮือกสุดตัว

"ใครบอกมึงล่ะ"

ทันใดนั้นเองเจ้าตานี่ก็วิ่งนำหน้าพาเจ้าโรมิโอ เพื่อนเกลอของมันตรงเข้ามาหาคณะพรรค ๔ สหายของเรา นิกรวิ่งปราดเข้าไปรับหน้า หมาทั้งสองห้ามล้อพรืด แต่แล้วนายจอมทะเล้นก็รีบทรุดตัวลงนั่งยองๆ กระพุ่มมือไหว้เจ้าตานี่อย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับพี่" แล้วนิกรก็หันมาไหว้เจ้าโรมิโอ "สวัสดีครับ แหมไม่ได้พบกันเป็นนานพี่ล่ำสันขึ้นเป็นกอง จนแทบจะจำพี่ไม่ได้"

เจ้าตานี่กับโรมิโอต่างหันมามองดูหน้ากันด้วยความแปลกใจ เป็นครั้งแรกในชีวิตของมันที่มีคนไหว้มัน ซึ่งการไหว้นี้เป็นการแสดงความเคารพอย่างสูง ดังนั้นความดุร้ายของสุนัขพันธุ์ฝรั่งทั้งสองตัวก็สิ้นสุดลง

นิกรคุยกับหมาทั้งสองตัวต่อไป

"พวกผมเคราะห์ร้ายหน่อยครับพี่ กองพลของเราถูกล้อม พวกเราก็ตกมาเป็นเชลยศึก แฮ่ะ แฮ่ะ เขี้ยวพี่ใหญ่ดีนะครับ ถ้ายังไงละก็ ผมฝากตัวเป็นลูกน้องสักคนนะครับ หมาเมืองไทยหาความสง่าอย่างพี่ไม่ได้เลย"

เจ้าตานี่กับโรมิโอฟังภาษาคนออก เมื่อได้รับการเคารพนบนอบและถูกยกยอปอปั้นเช่นนี้มันก็ภูมิใจ และหยิ่งผยองตามธรรมดาของสุนัข ซึ่งไม่เคยมีใครเคารพนบนอบมันมาแต่ก่อน

หมาทั้งสองตัวเริ่มกระดิกหางและยิ้มให้นิกร เจ้าตานี่เดินเข้ามาแลบลิ้นเลียหน้านิกรแล้วร้อง อี๊ดๆ แสดงความเป็นมิตร นายจอมทะเล้นหันมายิ้มกับพรรคพวกของเขา ยกมือตบศีรษะเจ้าตานี่เบาๆ เจ้าโรมิโอเดินกระดิกหางเข้ามาหา นิกรล้มตัวลงนอนหงายแสดงกิริยาให้เหมือนกับสุนัข เจ้าตานี่กับโรมิโอกระโดดงับแขนขานิกร แล้ววิ่งวนเวียนไปมาอย่างสนุกสนาน นิกรกัดขาเจ้าตานี่ วางทีก็กอดปล้ำเจ้า โรมิโอ คนกับหมาหยอกกันอย่างน่าดู นิกรแสดงบทบาทของสุนัขได้ดีมาก บางทีก็เห่าเหมือนเสียงหมารุ่นหนุ่ม

"บ๊อกๆ บ๊อกๆ บรู้วส์ส์ส์...."

แล้วนิกรก็กอดหมาของข้าศึกทั้งสองตัวไว้

"อ้ายน้องชายทั้งสอง ช่วยพวกเราหน่อยเถอะวะ ออกไปบอกนายของเอ็งว่า ไม่มีใครซ่อนอยู่กองฟืนนี้ ข้าจะไม่ลืมบุญคุณของเอ็งเลย"

เจ้าตานี่กับโรมิโอเลียหน้านิกรด้วยความรักใคร่ไมตรีจิต นิกรถูกเจ้าโรมิโอเลียริมฝีปากของเขา เขาก็รีบผลักหน้าเจ้าโรมิโอค่อนข้างแรงแล้วทำท่าผะอืดผะอมเหมือนกับจะอาเจียร

"ว้า-โว้ย แกเล่นกินไม่เลือกแล้วเสือกมาเลียปากฉัน อื้อฮือ นี่ถ้าจะไปเที่ยวเก็บของเก่าตามสนามรบเอามากินละซี ฮึ้ย์-เหม็นติดปากข้าด้วย"

เจ้าตานี่กับโรมิโอกระดิกหางร้องอี๊ดๆ แสดงความเป็นมิตรไมตรีกับนายจอมทะเล้นแล้วมันก็พากันวิ่งออกไปจากหลังกองฟืน นิกรรีบลุกขึ้นยืนเดินเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเพื่อนเกลอของเขาและเจ้าแห้ว

ทุกคนตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจเหลือที่จะกล่าว ต่างมองดูนิกรด้วยความเลื่อมใส

"อ้ายกร" พลพูดเร็วปรื๋อ "กันสงสัยเสียแล้ว..."

นายจอมทะเล้นยักคิ้ว

"สงสัยยังไง"

"แกคงเป็นหมากลับชาติมาเกิดเป็นแน่"

นิกรแยกเขี้ยว

"อ้าว-ไง๋พูดยังงั้นล่ะ"

"จริงๆ นี่หว่า กันอยากจะคิดว่ากันฝันไป เท่าที่หมาพันธุ์ฝรั่งสองตัวนั้นมันญาติดีกับแก แสดงให้เห็นว่าแกรู้ภาษาหมา"

ดร. ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ แกแสดงกิริยาของหมาได้เหมือนหมาตั้ง ๑๐๐ เปอรเซนต์ ฮ่ะ ฮ่ะ มหาดเล็กของท่านมหาราชาจันทรกุมารคนหนึ่ง หอนเห่าเสียงหมาได้เหมือนมาก แต่ก็ยังสู้แกไม่ได้ อย่างนี้สิถึงจะเรียกว่าชายชาติหมา"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ย์ปากแล้วพูดขึ้น

"ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาสัพยอกหยอกล้อกันโว้ย ขณะนี้เรายังอยู่ในบริเวณค่ายคุมขัง และทหารข้าศึกกำลังค้นหาตัวเราอยู่ มาปรึกษาหารือกันเถอะว่า เราจะทำอย่างไรต่อไป"

เสี่ยหงวนยกนาฬิกาข้อมือหน้าปัดพรายน้ำขึ้นมองดูเวลา

"หลบอยู่นี่ก่อนเถอะครับคุณอา ขืนออกไปเป็นถูกยิงทิ้งแน่ ช่วยกันเอาฟืนกั้นให้เป็นขอบแล้วเข้าไปซ่อนตัวอยู่ ตอนดึกเราค่อยหาทางหนีออกจากค่ายเชลยนี้ รอเวลาเพื่อให้ข้าศึกมันคิดว่าเราหนีไปได้แล้ว มันจะได้เลิกการค้นหาพวกเรา"

เจ้าณคุปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"เออ-ความคิดของแกเข้าทีดีเหมือนกัน ถ้ายังงั้นแอบอยู่นี่แหละพวกเรา"

นิกรว่า "คุณพ่อสวมหมวกเสียซีครับ ถอดหมวกออกมาถือทำไม ประเดี๋ยวข้าศึกมันฉายไฟมาทางนี้เกิดแสงสะท้อนเข้า มันก็จะยิงเราตายเท่านั้นเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบหยิบหมวกแก๊ปขึ้นสวมศีรษะแล้วหันมาทำตาเขียวกับลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"อดทะลึ่งไม่ได้นะอ้ายกร"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"ปู้โธ่-ผมพูดด้วยความหวังดีจริงๆ ครับ ศีรษะของคุณพ่อน่ะ อยู่ห่างตั้งสองไมล์ยังมองเห็นเป็นมันแผล็บ"

ท่านเจ้าคุณทำปากจู๋

"ประเดี๋ยวพ่อยิงทิ้งซะเลย"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

"ถ้ายิงผม เสียงปืนดังขึ้นก็จะเป็นเหตุให้คุณพ่อถูกทหารข้าศึกยิงตายเช่นเดียวกัน"

อาเสี่ยพูดโพล่งขึ้น

"ช่วยกันโว้ยพวกเรา ช่วยกันตั้งกองฟืนให้กำบังพวกเราไว้ พรางตาข้าศึกให้ดี เรามีหวังที่จะได้รับอิสรภาพแล้ว ในราวตีสามเราจะหลบหนีออกไป"

คณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างช่วยกันสร้างที่กำบังตัวจากกองฟืนอันมากมาย ซึ่งฟืนเหล่านี้มีไว้สำหรับหุงต้มอาหาร เพียงครู่เดียวทุกคนก็ซ่อนตัวอยู่ในที่กำบังอันมิดชิด ทหารข้าศึกพยายามแยกย้ายกันค้นหาเชลยศึกทั่วค่ายคุมขังก็ไม่พบ

อีกครั้งหนึ่งที่เจ้าตานี่และโรมิโอถูกจูงผ่านมาทางหลังกองฟืน มีนายทหารหลายคนตามมาด้วย พร้อมด้วยทหารติดตาม เจ้าตานี่กับโรมิโอได้กลิ่นคณะพรรค ๔ สหายแล้ว แต่มันทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทหารข้าศึกจึงไม่ติดใจสงสัยอะไร

ตอนดึกสงัดคืนนั้นเอง

ในราว ๒.๓๐ น. อากาศหนาวเย็นยะเยือกจับใจ หมอกบางๆ ปกคลุมไปทั่วบริเวณค่ายคุมขัง ทหารยามคงเดินตรวจตราตลอดเวลา ไฟฉายบนป้อมฉายกราดไปรอบๆ ค่ายทุก ๕ นาที และเมื่อแสงไฟกราดไปทางไหน ปืนกลหนักก็หันปากกระบอกของมันตามไปด้วย

คณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกวิ่งปราดไปยังเรือนโรงหลังเล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากริมรั้วลวดหนามประมาณ ๑๐ เมตร ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ไฟฉายก็กราดมาสว่างจ้า ทุกคนรีบหมอบราบลงกับพื้น แสงไฟฉายต้องร่างของเสี่ยหงวนอย่างถนัด แต่ทหารข้าศึกยืนหลับสับปะหงก ฉายไฟแบบเฮงซวย คือ ฉายไปตามคำสั่ง ดังนั้นคณะพรรค ๔ สหายจึงรอดพ้นภัยอย่างหวุดหวิด

เจ้าคุณปัจจนึกกระซิบกระซาบกับนายแพทย์หนุ่มเบาๆ

"ทางนี้น่ากลัวจะติดกับหลุมฝังศพโว้ย แกได้กลิ่นไหม ดิเรก"

นิกรรีบกระซิบบอกพ่อตาเขาทันที

"ขอโทษครับ ผมปล่อยออกมาเอง ท้องเสียตั้งแต่บ่ายแล้ว"

ท่านเจ้าคุณเอื้อมมือเขกศีรษะนิกรดังโป๊ก

"นี่แน่ะ แล้วไม่เด็ดปีกทิ้งเสียด้วย"

พลคลานเข้ามาหมอบข้างนายแพทย์หนุ่ม

"หมอโว้ย ลวดหนามนั่นมีไฟฟ้า เราจะทำอย่างไรดี"

ดร. ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ไม่ยากอะไร กันเป็นนักวิทยาศาสตร์มือหนึ่งของโลก กันจะจัดการเอากระแสไฟฟ้าลงดินให้หมด"

ครั้นแล้ว ดร. ดิเรก ก็คลานคืบไปยังลวดหนามไฟฟ้านั้น อีกครู่หนึ่งนายแพทย์หนุ่มก็คลานกลับมาหาคณะพรรคของเขา

"ไปโว้ยพวกเรา กันใช้คีมตัดลวดตัดลวดหนามไฟฟ้าออกแล้ว รีบออกไปให้พ้นเขตค่ายคุมขังโดยเร็วที่สุด"

ทุกคนรีบคลานไปยังรั้วลวดหนาม เจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นคนแรกที่มุดออกไปด้วยความลำบากยากเย็น แล้วกิมหงวนกับ ดร. ดิเรก นิกรและพลก็คลานตามกันออกไป เจ้าแห้วมุดออกเป็นคนสุดท้าย ทั้ง ๖ คนคงอยู่ในเครื่องแบบของทหารข้าศึก

ความมืดช่วยให้คณะพรรค ๔ สหายหลบหนีไปได้ ภูมิประเทศเป็นป่าโปร่งและภูเขา ทุกคนยืนรวมกลุ่มปรึกษาหารือกันอยู่ภายใต้เงาของต้นไม้ต้นหนึ่ง

"กองทัพของเราอยู่ทางไหน" พลถาม ดร. ดิเรกอย่างเป็นงานเป็นการ

นายแพทย์หนุ่มเงยหน้าขึ้นมองดูดาวบนท้องฟ้า แล้วเขาก็สามารถทราบได้ว่าแนวรบของกองทัพไทยอยู่ตรงไหน

"โน่น-ไปทางทิศนี้ ไปเถอะเว้ยพวกเรา สุภาษิตของชาวภารตบทหนึ่งกล่าวว่า..."

อาเสี่ยพูดเสริมขึ้นทันที

"ไม่ต้องอ้างสุภาษิตน่า รู้กันอยู่แล้วว่าพวกเรากำลังอยู่ในระหว่างความคับขัน จะไปทางไหนก็ไปอย่ามัวโอ้เอ้อยู่เลย สุภาษิตของจีนกล่าวไว้ว่า... แม้ฮ้อโก๊ยมั่ง"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"อั๊วเจี๊ยะฮ้อ ลื้อเก๋าเจ๊ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือผลักหน้านิกรเต็มแรง นิกรเอ็ดตะโรลั่น

"ลื้อบ้อม้อ"

ท่านเจ้าคุณแยกเขี้ยวกระโดดเตะนิกรดังพลั่ก คณะพรรคสี่สหายต่างหัวเราะกันคิกคักไปตามกัน ต่อจากนั้น ดร. ดิเรก ก็ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำทางเดินกลับไปยังฐานทัพไทย ซึ่งทุกคนมีสภาพไม่ผิดอะไรกับคนตาบอด คือเดินทางอย่างเดาสุ่ม สังเกตทิศทางจากดวงดาวเท่านั้น

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ

ในราว ๓.๓๐ น. คณะพรรค ๔ สหายของเราก็ได้ปรากฏตัวอยู่ในบริเวณป่าโปร่งแห่งหนึ่ง ทุกคนแลเห็นเรือนโรงขนาดใหญ่หลังหนึ่งอยู่ข้างหน้า มีรถยนต์บรรทุกจอดอยู่ประมาณ ๑๐ คัน ร่างอันดำตะคุ่มของทหารยามที่เดินไปมานั้นเห็นเลือนลางเต็มทน ไฟบุหรี่ปรากฏอยู่เป็นแห่งๆ

ลมพัดพาเสียงร้องเพลงของทหารยามคนหนึ่งดังแว่วมา เพลงที่ร้องเป็นเพลงปลุกใจที่ผู้บังคับบัญชาพอใจให้ร้อง เนื้อเพลงคือการรุกรานโลกเพื่อให้ประเทศต่างๆ ในโลกนี้มีลัทธิเช่นเดียวกับเขา

พลกระซิบบอกเพื่อนเกลอของเขา

"คลังแสง...คลังแสงของข้าศึกอย่างไม่มีปัญหา ข้าศึกได้ส่งกระสุนปืนและอาวุธยุทธภัณฑ์ต่างๆ จากประเทศของมันมาพักไว้ที่นี่ เพื่อลำเลียงไปยังยุทธบริเวณ"

นิกรพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"ใช่ ใช่คลังแสงแน่ๆ กันได้กลิ่นดินปืน ฮิ ฮี ข้ารู้...ข้าเห็น...ข้าย่อมมองเห็นทั้งในที่มืดและที่สว่าง"

อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้

"ทะลึ่งตลอดศกเลยอ้ายนี่ ไม่ใช่เวลาตลกโว้ย เรากำลังอยู่ในระหว่างความเป็นตาย"

พลกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณอาครับ กระสุนดินดำและอาวุธต่างๆ ในคลังแสงนี้ จะต้องเพียงพอใช้สำหรับทหาร ๓ กองพลใหญ่ ผมคิดว่าพวกเราต้องพยายามทำลายคลังแสงนี้ให้ได้เพื่อตัดกำลังข้าศึก"

โดยไม่ต้องคิด เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตอบทันที

"ตกลง ถ้าเช่นนั้นเราเริ่มทำงานใต้ดินของเราได้ เราจะต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อทำลายข้าศึก"

นิกรตะโกนขึ้นสุดเสียง

"ศัตรูต้องพินาศ ไทยต้องเป็นไทยคู่ฟ้าดินสลาย"

ทุกคนเย็นวาบไปตามกัน พลรีบอุดปากนิกรไว้

"ฉิบหายแล้ว...เสือกร้องออกมาได้ เราอยู่ห่างจากทหารยามข้าศึกไม่ถึง ๑๐๐ เมตร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง

"นี่แหละเขาว่าคบเด็กสร้างบ้าน"

กิมหงวนพูดต่อเบาๆ

"คบหัวล้านสร้างเมือง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมายกเท้าเตะก้นอาเสี่ยดังพลั่ก

"นี่แน่ะ ทะลึ่งนัก อ้า-รีบแอบซ่อนตัวโว้ยพวกเรา อย่างไรเสียทหารข้าศึกก็คงได้ยินเสียงอ้ายกร"

คณะพรรค ๔ สหาย ต่างแยกย้ายกันเข้าที่กำบัง กิมหงวนกับนิกรถือปืนเล็กยาวติดดาบพร้อม ซึ่งเป็นปืนของทหารข้าศึกที่ค่ายคุมขังนั่นเอง

ทหารยามประจำคลังแสงย่อยของข้าศึก ๒ คนพากันเดินตรงมายังที่คณะพรรค ๔ สหายหลบซ่อนตัวอยู่ มันถือปืนกลมือเป็นอาวุธ พลทหารทั้งสองหยุดยืนเบื้องหน้าคณะพรรค ๔ สหายแล้วปรึกษาหารือกันเบาๆ

"อั๊วสงสัยว่าหูลื้อแว่วไปละกระมั้ง"

ทหารยามอีกคนหนึ่งตอบว่า

"ไม่แว่วโว้ย อั๊วได้ยินจริงๆ มันร้องเป็นภาษาไทยว่า ไทยต้องเป็นไทยชั่วฟ้าดินสลาย"

เสี่ยหงวนหมอบอยู่ในกอหญ้า หญ้าต้นหนึ่งแยงจมูกเขา ทำให้เกิดคันจมูก อาเสี่ยขยับจะจาม ดร. ดิเรกใจหาย กระซิบบอกกิมหงวน

"อย่าเฮ้ย กลั้นไว้ก่อน"

กิมหงวนกระซิบตอบ

"กลั้นไม่ไหว" แล้วเขาก็จามเสียงลั่น "ฮ๊าด-ชะเอ๊ย"

ทหารข้าศึกทั้งสองคนวิ่งเข้ามาในที่ซ่อน ทันใดนั้นเองพลกับนิกรก็ลุกขึ้นย่องเข้ามาตะหวัดรัดคอทหารข้าศึกไว้ เสี่ยหงวนรีบลุกขึ้นถือปืนเล็กยาวสวมดาบวิ่งเข้ามาแล้วจ้วงแทงทหารข้าศึกทีละคนเสียงดัง จ๊วบๆ พอกระชากดาบปลายปืนออกมาทหารยามทั้งสองก็ล้มลงไปนอนสิ้นใจตายบนพื้น

"สองศพละ" กิมหงวนพูดอย่างภาคภูมิ "ไปโว้ยพวกเรา บุกเข้าไปในเขตคลังแสงเพื่อทำงานสำคัญของเราต่อไป"

แล้วอาเสี่ยกับนิกรก็ถือปืนเล็กยาวในท่าเฉียงอาวุธ เดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอของเขากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วบุกเข้าไปในเขตคลังแสงของข้าศึก ซึ่งปราศจากรั้วรอบขอบชิด แต่มีทหารยามรักษาการณ์อย่างแข็งแรงตามจุดต่างๆ

ในที่สุดทุกคนก็เข้ามาหยุดยืนที่เรือนโรงหลังใหญ่ซึ่งปลูกแบบโรงนาฝีมือหยาบๆ ภายในเรือนโรงหลังนี้ถึงจะมืดก็พอสังเกตเห็นหีบต่างๆ มากมายวางกองรองซ้อนกัน

พลกล่าวกับพรรคพวกของเขาด้วยเสียงกระซิบ

"กันกับดิเรกจะบุกเข้าไปในคลังแสงนี้ แกสองคนกับคุณอาและเจ้าแห้วแอบซ่อนอยู่แถวนี้แหละ ถ้าความคับขันเกิดขึ้น ให้สู้จนกระสุนนัดสุดท้าย และไม่ต้องเป็นห่วงเรา"

นิกรหน้าจ๋อย มองดูพลอย่างเป็นห่วง

"ตั้งใจให้ดีพล เล่นกับวัตถุระเบิดระวังหน่อย ดีไม่ดีตัวแกจะเละเหมือนหมูบะช่อ"

พลยิ้มเล็กน้อย ยกมือขวาตบบ่านายแพทย์หนุ่มเบาๆ

"ไป-หมอ ถึงเราตายก็ขอให้เราได้ทำลายคลังแสงของข้าศึกได้เสียก่อน"

"ออไร๋ ควรเป็นอย่างนั้น อาวุธในคลังแสงนี้จะสังหารทหารไทยได้หลายพันคน เราต้องทำลายมันให้ได้"

ครั้นแล้วพลก็พานายแพทย์หนุ่มบุกเข้าไปในคลังแสงของข้าศึกอย่างอาจหาญ พวกทหารยามข้าศึกจับกลุ่มนั่งคุยกันอยู่ทางด้านหน้า ยามด้านข้างก็นั่งหลับจึงไม่มีใครรู้ว่าคณะพรรค ๔ สหายได้บุกเข้ามา

ท่ามกลางความมืด ดร. ดิเรกสามารถรู้ว่าในคลังแสงนี้มีดินระเบิด ลูกระเบิดมือ กระสุนปืนใหญ่ ปืนกลและกระสุนปืนเล็กยาวไม่น้อย นายแพทย์หนุ่มเปิดหีบไม้สำรวจดูทีละหีบโดยมีพลเป็นผู้ช่วยของเขา สองสหายต่างกระซิบกระซาบกันตลอดเวลา

ทันใดนั้นเอง ดร. ดิเรกก็กระซิบบอกพลด้วยความดีใจ

"ฮัลโล ไอได้สายชะนวนระเบิดแล้ว ในหีบนี้คือสายชะนวนมีด้วยกันหลายขด ได้การแล้วโว้ย แกช่วยคลี่สายชะนวนหน่อยซิ กันจะระเบิดคลังแสงนี้เอง"

สองสหายช่วยกันคลี่สายชะนวนออก ดร. ดิเรกถึงสายตาสั้นก็สามารถทำงานในที่มืดได้อย่างกระฉับกระเฉง ในที่สุด นายแพทย์หนุ่มก็สอดปลายสายชะนวนลงไปในถังดินระเบิด ที.เอ็น.ที. ถังหนึ่ง

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง พลกับดิเรกก็ได้ยินเสียงทหารยามข้าศึกตะโกนกู่เรียกกัน แล้วเสียงปืนกลก็ดังระรัวขึ้นสนั่นหวั่นไหว

"แย่ละโว้ยหมอ" พลพูดระร่ำระลัก "พวกเราปะทะกับพวกมันแล้ว"

เสียงเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะโกนลั่น

"พลโว้ย... ดิเรกโว้ย ข้าศึกกำลังปะทะกับเรา พยายามระเบิดคลังแสงให้ได้ แล้วหนีไปทางทิศใต้โดยเร็ว"

ดร. ดิเรกใจเย็นผิดมนุษย์ เขาล้วงกระเป๋าหยิบเครื่องขีดไฟออกมา แล้วพูดกับนายพัชราภรณ์

"อ้ายพล ปืนของแกเตรียมไว้ให้พร้อม ถ้าทหารข้าศึกบุกเข้ามาในคลังแสงนี้ยิงมันให้ราบเลย กันจะจุดสายชะนวนเดี๋ยวนี้"

พลยืนจังก้าประทับปืนกลมือในท่าเตรียมยิง หันกระบอกปืนไปที่ประตูเข้าออก ดร. ดิเรก จัดแจงจุดเครื่องขีดไฟขึ้น แล้วจ่อกับปลายสายชะนวนอีกข้างหนึ่งมีเสียงดังฟู่เกิดขึ้น ชะนวนเส้นใหญ่ติดไฟทันทีและลุกลามอย่างรวดเร็ว

นายแพทย์หนุ่มรีบเดินเข้ามาหาพล

"ไปได้พล เราจะต้องตีฝ่าออกไปจากบริเวณคลังแสงนี้ให้จงได้"

เสียงปืนเล็กยาวและปืนกลมือยังดังกึกก้องตลอดเวลา แล้วก็มีเสียงปืนกลหนักซึ่งเพิ่งเข้าที่ตั้งยิงระดมยิง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนิกร, กิมหงวน, และเจ้าแห้ว ทั้ง ๔ คนหมอบอยู่ในที่กำบังอันมิดชิด คอยยิงกราดทหารข้าศึกที่จะวิ่งเข้าไปในคลังแสง เพื่อเปิดโอกาสให้ ดร. ดิเรกกับนายพัชราภรณ์ทำงานอย่างเต็มที่

พลกับ ดร. ดิเรกถือปืนกลมือวิ่งออกมา ทหารข้าศึกแลเห็นเข้าก็ยิงกราด สองสหายหมอบราบลงกับพื้นดินกลิ้งตัวเข้าหาที่กำบังและยิงโต้ตอบข้าศึกอย่างไม่ลดละ

อย่างไรก็ตามพลกับนายแพทย์หนุ่มก็สามารถเข้ามารวมกำลังกับคณะพรรคของเขาจนได้ พลร้องตะโกนลั่น

"ถอย พวกเรา คลังแสงกำลังจะระเบิด ขืนยึดที่มั่นอยู่นี่เป็นตายแน่"

คณะพรรค ๔ สหายต่างถอนตัวจากการรบต่อหน้าข้าศึก แต่ความมืดช่วยกำบังไว้ ทหารข้าศึกรุกประชิดติดพัน เสียงปืนยังคงกึกก้องทั่วบริเวณ เมื่อคณะพรรค ๔ สหายล่าถอยเข้าป่าโปร่งห่างจากคลังแสงราว ๓๐๐ เมตร เสียงระเบิดก็ดังขึ้นราวกับพื้นดินจะถล่มทะลาย

เสียงระเบิดดังติดๆ กัน ๑๐ กว่าครั้ง ไฟลุกโชติช่วง คลังแสงของข้าศึกพังทะลายราบ ทหารข้าศึกนับจำนวนร้อยถูกชิ้นระเบิดต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัส

ความมืดเป็นฉากกำบังให้คณะพรรค ๔ สหายหลบหนีไปได้อย่างปลอดภัย ทุกคนรีบเดินทางบุกป่าฝ่าไปโดยเร็วโดยไม่มีการหยุดพัก ทั้งนี้ก็ด้วยมั่นใจว่าอย่างไรเสียทหารข้าศึกก็คงจะติดตามล่า

เข็มนาฬิกาพรายน้ำที่ข้อมือ ร.อ. กิมหงวน บอกเวลา ๕.๔๐ น. เสียงไก่ป่ากระชั้นขันเจื้อยแจ้ว คณะพรรค ๔ สหาย ยืนอยู่บนยอดเขาเล็กๆ ลูกหนึ่งซึ่งสูงจากพื้นดินไม่เกิน ๑๒๐ เมตร

ขณะนี้ท้องฟ้าสางแล้ว

ทุกคนสามารถมองเห็นทิวทัศน์ต่างๆ โดยรอบบริเวณและขณะนี้คณะพรรค ๔ สหายกำลังจ้องตาเขม็งมองดูสนามบินชั่วคราวของข้าศึก ซึ่งสร้างอยู่ในบริเวณที่ราบสูงแห่งหนึ่ง มีเนื้อที่ขนาดสนามหลวง โดยเฉพาะทางวิ่งของเครื่องบินเรียบร้อยดีมาก

เครื่องบินไอพ่นประจันบานรวม ๑๑ เครื่อง จอดอยู่นอกทางบินเรียงราย แต่ไม่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ภายในบริเวณสนามบินมีที่พักทหารและกองบังคับฝูงบินซึ่งปลูกแบบกระท่อม ขอบสนามมี ป.ต.อ. ขนาดใหญ่หลายกระบอก

เสี่ยหงวนยิ้มสดชื่น นัยน์ตาของเขาเป็นประกายแจ่มใสผิดปรกติ เขายกมือทั้งสองกอดพลและนิกรแล้วอาเสี่ยก็พูดเสียงหนักๆ

"เพื่อนรัก ครั้งหนึ่งเราทั้งสามต่างเคยเป็นนักบินชั้นเสืออากาศมาแล้ว เลือดนักบินของกันกำลังเดือดปุดๆ เรามาร่วมมือกันเถอะเพื่อน พยายามขโมยเครื่องบินไอพ่นหนีไปให้ได้"

พลสั่นศีรษะช้าๆ

"ไม่มีหวังอ้ายเสี่ย เราเป็นนักบินที่ชำนาญแต่เครื่องยนต์ใบพัด ถึงแม้เราเคยขับแบร์แค็ตมาแล้ว แต่เราก็ไม่มีความรู้ในเรื่องเครื่องยนต์ไอพ่นเลย ขืนขโมยเครื่องบินหนี เราก็คงโหม่งโลกเท่านั้น"

กิมหงวนชักฉิว

"ไม่มีอะไรที่จะพ้นความพยายามของมนุษย์เราไปได้"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"จริงโว้ย ให้มันบินขึ้นไปได้ก็แล้วกัน ส่วนตอนลงน่ะมันลงได้วันยังค่ำ สำคัญแต่บังคับมันให้บินขึ้นเท่านั้น"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ หันมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"แกคงจะเข้าใจในเรื่องเครื่องยนตร์ไอพ่นเป็นอย่างดี"

ดร. ดิเรกยิ้มแป้น

"ออไร๋ ไม่มีอะไรในโลกที่ด๊อคเต้อดิเรกไม่รู้ กันมองแพล็บเดียวกันก็เข้าใจ"

เสี่ยหงวนพยักหน้า

"ถ้าเช่นนั้นเราก็มีหวังขโมยเครื่องบินไอพ่นประจัญบานของข้าศึกเพื่อหนีกลับไปยังฐานทัพของเรา"

"เฮ้" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทานขึ้น "แล้วอาล่ะ"

กิมหงวนหันมายิ้มกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณอาก็กลับกับดิเรกและอ้ายแห้วน่ะซีครับ ผมจะรีบไปแจ้งข่าวที่กองพล ๑๐๑ ของเราถูกข้าศึกโจมตียับเยิน"

คณะพรรค ๔ สหายต่างปรึกษาหารือกัน ในที่สุด ดร. ดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เห็นชอบด้วยที่จะให้สามเกลอขโมยเครื่องบินขับไล่ไอพ่นหนีไป

"เป็นอันว่าอากับดิเรกและอ้ายแห้วจะพยายามบุกบั่นไปกันตามตามลำพังจนกว่าจะถึงแนวรบของเรา" ท่านเจ้าคุณพูดอย่างเป็นงานเป็นการ "แต่ว่า..การขโมยเครื่องบินนั้นไม่ใช่ของง่ายนะอ้ายหงวน"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"ก็ต้องลองเสี่ยงดูซีครับ ผมดูหนังมาหลายเรื่องแล้ว พระเอกมันขโมยเครื่องบินได้ทุกที"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะ

"ตามใจแกเถอะ ถ้ายังงั้นก็รีบไปที่สนามบินชั่วคราวของข้าศึกเดี๋ยวนี้แหละ"

คณะพรรค ๔ สหาย ต่างพากันลงไปจากภูเขาลูกนั้น เดินลัดตัดตรงไปยังสนามบินข้าศึก

สว่างแล้ว

บริเวณรอบนอกของสนามบินชั่วคราวของข้าศึกเป็นป่าโปร่งและภูเขา บางแห่งก็เป็นป่าทึบ ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า หมอกบางๆ ปกคลุมไปทั่วทุกแห่งหน

คณะพรรค ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันเล็ดรอดเข้ามาจนกระทั่งเกือบถึงขอบสนามบินแล้ว ทุกคนยืนซ่อนตัวอยู่ในระหว่างสุมทุมพุ่มไม้อันหนาทึบ ปืนที่ถืออยู่ในมือเตรียมพร้อมที่จะกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิงทุกคณะ

ทหารยามข้าศึกคนหนึ่งสะพายปืนเล็กยาวเดินวนเวียนไปมาอยู่ข้างหน้า ๔ สหาย ประมาณ ๕๐ เมตร ดร. ดิเรก มองดูด้วยความแปลกใจ

"ไอไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมเจ้ายามคนนี้ถึงเดินไปมาอยู่แถวนี้ หรือว่าเป็นที่เก็บลูกระเบิดหรือจรวดของเครื่องบินไอพ่น"

พลว่า "ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่หว่า เรือนโรงสักแห่งก็ไม่มี"

คณะพรรค ๔ สหายต่างปรึกษาหารือกันด้วยเสียงกระซิบ แล้วอาเสี่ยก็หันมายกมือตบบ่าเจ้าแห้ว เบาๆ

"อ้ายแห้วแกยังไม่ได้แสดงวีรกรรมอะไรเลย อยากได้เหรียญบร็อนสตาร์ไหม"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานอย่าให้ผมพยายามหักหน้าคนอื่นเลยครับ แฮ่ะ-แฮ่ะ เรื่องเหรียญผมไม่ชอบติดหรอกครับ"

เสี่ยหงวนเม้มปากแน่น

"อย่าขี้ขลาดนักเลยวะ แกอย่าลืมว่าขณะนี้เรากำลังถูกข้าศึกรุกรานย่ำยีเราโดยถือว่ามีกำลังทหารและกำลังอาวุธเหนือกว่าเรา โน่น-แกเห็นทหารยามคนนั้นแล้วไม่ใช่หรือ ถ้าแกเป็นคนไทย มีเลือดรักชาติเหมือนกับคนอื่นเขา แกต้องพยายามลอบเข้าไปฆ่านายทหารยามคนนั้นให้ได้ แต่ถ้าแกขี้ขลาดตาขาว แกคิดว่าชาติของเราจะพินาศล่มจมก็ช่าง แกก็ไม่ต้องปฏิบัติงานที่กันมอบหมายให้นี้"

เจ้าแห้วลืมตาโพลง เลือดรักชาติบังเกิดขึ้นแก่เขาทันที ใบหน้าของเจ้าแห้วเคร่งขรึมผิดปรกติ นัยน์ตาวาวโรจน์ ริมฝีปากค่อยๆ แบะยื่นออกมา เขายืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง

"รับประทานตกลงครับ ผมเป็นคนไทย เป็นทหารของชาติ มียศเป็นสิบโท รับประทานตัวตายดีกว่าชาติตาย ขี่ควายดีกว่ารถเก๋งรับประทานผมจะไปควักหัวใจทหารยามข้าศึกคนนั้นมาให้ผู้กองเดี๋ยวนี้"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยความหมั่นไส้

"เอาแต่พอควรเถอะวะอ้ายแห้ว อย่าให้มันมากนักเลย"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"นั่นน่ะซีครับ รับประทานผมก็ว่าอย่างนั้น"

พลทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว แล้วพูดอย่างเป็นงานเป็นการ

"ไป-ไปฆ่าทหารยามคนนั้นให้ได้"

เจ้าแห้วขยับจะออกเดิน แต่แล้วก็หยุดชะงัก ขมวดคิ้วนิ่วหน้า

"รับประทานวันนี้วันพระแรม ๘ ค่ำไม่ใช่หรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เหวี่ยงลูกแปถูกก้นเจ้าแห้วดังพลั่ก เจ้าแห้วสูดปากเบาๆ พาตัวออกจากที่ซ่อน แล้วคลานคืบตรงเข้าไปหาทหารยามข้าศึกด้วยความระมัดระวังตัว มือขวาถือปืนเล็กยาวสวมดาบพร้อม

เจ้าแห้วแอบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เมื่อทหารยามเดินผ่านมา เจ้าแห้วก็ลุกขึ้นถือปืนในท่าเตรียมแทง พอทหารยามคล้อยหลัง เจ้าแห้วก็ปราดออกมายกปืนแทงสวบ

ทหารยามผู้เคราะห์ร้ายสะดุ้งเฮือกสุดตัว เมื่อเจ้าแห้วกระชากดาบปลายปืนออกมา เจ้าหมอนั้นก็ล้มลงนอนหงายเหยียดยาวตายคาที่ เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่มองดูศพทหารข้าศึกด้วยความสงสาร

"อโหสิให้ข้าเถอะวะ" ส.ท. แห้วพูดพึมพำ "วันนี้ก็เป็นวันพระวันศีลวันทาน ข้าไม่อยากฆ่าเอ็งหรอก แต่จะทำอย่างไรได้ รบกันก็หมายความว่าต่างคนต่างฆ่ากัน ใครฆ่าใครได้มากก็ชนะ ขอให้วิญญาณของเอ็งไปตามเรื่องเถอะ"

เจ้าแห้วก้มลงยึดข้าวของในตัวผู้ตาย แต่ไม่ปรากฏว่ามีอะไรเลยแม้แต่ผ้าเช็ดหน้าสักผืน ทหารข้าศึกผู้นี้ไม่สวมรองเท้า ใช้เศษผ้าเก่าๆ พันเท้าต่างรองเท้าแสดงให้เห็นความอัตคัดขาดแคลน เนื้อตัวเต็มไปด้วยหิดและกรากเกลื้อน

เจ้าแห้วหันมาทางคณะพรรค ๔ สหาย แล้วโบกมือเป็นสัญญาณให้ตามมา ต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็บุกไปข้างหน้าตามลำพัง ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ติดตามมาต่างๆ สักครู่หนึ่งเจ้าแห้วก็วิ่งเหยาะๆ กลับมาอย่างหน้าตาตื่น

"รับประทานได้เรื่องแล้วครับ" เจ้าแห้วพูดแผ่วเบา "รับประทานนักบินข้าศึก ๓ คน แต่งเครื่องแบบสำหรับนักบินพร้อม กำลังนั่งล้อมวงเล่นลูกเต๋ากันครับ อ้ายทหารยามที่ผมฆ่าตาย คือยามที่นักบินสามคนจ้างไว้คอยดูเจ้านาย ไม่ใช่ยามรักษาการณ์หรอกครับ

คณะพรรค ๔ สหายต่างลืมตาโพลง ท่านเจ้าคุณหัวเราะหึๆ

"อ้ายพวกนี้ชอบเล่นการพนันมาก ในสนามรบอย่างนี้ไม่มีการใช้จ่ายเงิน ได้เงินเดือนเท่าไรก็มั่วสุมเล่นการพนัน ทั้งๆ ที่มีโทษถึงยิงเป้ามันก็ยังลักลอบเล่น"

เสี่ยหงวนดีดมือแป๊ะ แล้วกล่าวกับพล, นิกรเบาๆ

"อ้ายเพื่อนเกลอ นักบินข้าศึกมีอยู่ ๓ คน แต่งเครื่องสำหรับนักบินพร้อมแล้ว เราต้องสังหารมันให้ได้ เอาเครื่องแต่งตัวของมันมาแต่ง เท่านี้เราก็สามารถบุกเข้าไปในสนามบินอย่างลอยชาย พวกข้าศึกมันไม่เห็นหน้าเรามันก็ต้องคิดว่าเราเป็นนักบินที่นี่"

พล พัชราภรณ์เห็นพ้องด้วยทันที

"เออ จริงโว้ย ความคิดของแกเข้าทีมาก"

"อ้าว ม่ายเขาจะเรียกว่าคนฉลาดหรือ อ้า-ว่ายังไงอ้ายกร"

นิกรทำท่ากระสับกระส่าย

"กันน่ะไม่ว่าอะไรหรอก ได้เวลาที่กันจะต้องทำธุระกิจอันสำคัญแล้ว คอยเดี๋ยวนะ" พูดจบนิกรก็ยืนบีบขาทั้งสองข้างแน่น แล้วสูดปากเบาๆ สักครู่ก็วิ่งโกยอ้าวเข้าไปในพุ่มไม้

สักครู่หนึ่ง หลังจากนายจอมทะเล้นทำธุระสำคัญเรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินโผเผออกมา มือทั้งสองคาดเข็มขัด ส่วนปืนกลมือสะพายอยู่บนบ่าขวา คณะพรรค ๔ สหายต่างมองดูนิกรอย่างขบขันแล้วพากันบุกเข้าไปหานักบินข้าศึก ซึ่งกำลังเล่นลูกเต๋ากันอย่างครื้นเครง

ทุกคนเต็มไปด้วยความระมัดระวังตัวจนกระทั่งเข้ามาใกล้จะถึงตัวนักบินข้าศึก เจ้าคุณปัจจนึกฯ กระซิบบอกพลว่า

"อย่าฆ่ามันเลยอ้ายหลานชาย เพียงแต่เล่นงานมันให้สลบเหมือดก็ดีแล้ว แกลุกขึ้นวิ่งเข้าไปเอาปืนขู่มันได้แล้ว"

ร.อ. พล ยิ้มเล็กน้อย เขามองดูปืนกลมือของเขาแล้วลุกขึ้นเดินปราดเข้าไปหานักบินข้าศึกทั้งสามคนอย่างอาจหาญ

"เฮ้ย ยกมือขึ้น" พลตวาดลั่น

นักบินทั้งสามคนสะดุ้งเฮือก หันมาทางพลพร้อมๆ กัน เจ้านักบินคนหนึ่งเสียลูกเต๋า มันโบกมือให้พลแล้วพูดภาษาไทยอย่างชัดเจน

"อย่าเพิ่งยุ่งกับอั๊วหน่อยเลยวะ กำลังหน้าสิ่วหน้าขวาน"

คณะพรรค ๔ สหาย ต่างบุกเข้ามาห้อมล้อมนักบินข้าศึก ซึ่งทั้ง ๓ คนไม่กลัวถูกยิงตายและไม่กลัวถูกจับ คงเล่นลูกเต๋ากันต่อไป

นิกรแลเห็นลูกเต๋าก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เขาหันมาพูดกับพรรคพวกของเขาเบาๆ

"อ้ายแห้ว เอ็งทำหน้าที่เป็นยามหน่อย ข้าจะต้อนอ้ายนักบินทั้งสามคนนี้ให้หมดตูดไปเลยตามกันทีเดียว"

แล้วนิกรก็ทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิร่วมวงด้วย นักบินข้าศึกต่างยิ้มแย้มแจ่มใสให้นิกร ในเวลาเดียวกันนี้เองเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็สั่งให้เจ้าแห้วยึดปืนพกในซองปืนของนักบินทั้ง ๓ คนไว้

การเล่นลูกเต๋าเล่นกันตาละ ๑๐๐ บาท ใช้ธนบัตรของรัฐบาลไทย นิกรโยนเงินลงไปข้างหน้าเขาร้อยบาท เจ้ามือพยักพะเยิดกับนายจอมทะเล้นแล้วทอดเต๋า ทอดถึงสามครั้งจึงเป็นแต้ม ๖

เรืออากาศโทนักบินข้าศึก ซึ่งเป็นเจ้ามือส่งลูกเต๋าทั้ง ๓ ลูกให้นิกร

"วันนี้มืออั๊วมันเฮงโว้ย อย่างเลวๆ อั๊วทอดได้ ๕ แต้ม"

"อือ มือลื้อดีนักเตรียมไปเล่นกับยมพบาลก็แล้วกัน"

เจ้ามือขมวดคิ้วย่น

"ลื้ออย่าบ้าไปหน่อยเลยวะ อั๊วไม่เคยคิดร้ายต่อคนไทย หรือชาติไทยเลย นายเขาบังคับอั๊วอั๊วก็ต้องจำใจทำตามหน้าที่ พี่น้องของอั๊วอยู่ในเมืองไทยตั้งมากมายก่ายกอง เอา-ทอดซี อย่าร่ำไรคนอื่นเขาจะได้ทอด"

นิกรยิ้มแป้น ทอดเต๋าลงบนจานใบหนึ่ง แล้วนิกรก็ร้องขึ้นดังๆ

"สี่-โหงว-ลัก"

เจ้ามือหน้าจ๋อย ล้วงกระเป๋าหยิบเงินออกมาจ่ายให้นิกรโดยดี ต่อจากนั้นนักบินข้าศึกอีกสองคนต่างทอดลูกเต๋าทีละคน และผลของมันปรากฏว่าแพ้เจ้ามือ เนื่องจากแต้มต่ำกว่า

ทุกคนทรุดตัวลงนั่งห้อมล้อมวงลูกเต๋า เสี่ยหงวนนึกสนุกขึ้นมาก็เล่นด้วย ทหารนักบินข้าศึกทั้งสามคนต่างโอภาปราศรัยด้วยเป็นอย่างดี เจ้ามือถึงกับนำบุหรี่ออกมาเลี้ยง

การพนันลูกเต๋าได้เป็นไปอย่างครื้นเครง ซึ่งตลอดเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมานี้นิกรของเราได้เงินจากเจ้ามือถึง ๕,๐๐๐ บาท และอาเสี่ยได้ ๒,๐๐๐ บาท ในที่สุดเจ้ามือก็ยกมือป้ายเหงื่อที่หน้าผาก แล้วพูดกับเพื่อนนักบินทั้งสองของเขาอย่างหัวเสีย

"อั๊วหมดตูดแล้วโว้ย ลื้อเป็นเจ้ามือหน่อยเถอะวะ"

นักบินหนุ่ม ซึ่งมียศเป็นเรืออากาศตรีทั้งสองคนต่างสั่นศีรษะ แล้วคนหนึ่งก็กล่าวว่า

"อั๊วก็หมดตูดเหมือนกัน"

อีกคนหนึ่งพูดเสริมขึ้น

"อั๊วเสียไป ๖,๐๐๐ กว่าแล้ว เลิกกันทีเว้ย" แล้วเขาก็หันมาทางเสี่ยหงวน "พี่ชาย ลื้อจะจัดการกับพวกเราอย่างไรหรือไม่ ถ้าจะยิงอั๊วทิ้งก็เอา อั๊วจะได้มีความสุข ตราบใดที่อั๊วยังมีชีวิตอยู่ อั๊วก็ต้องอยู่อย่างข้าทาสของนายอั๊ว ไม่มีอิสระเสรีในการครองชีวิตเลย"

อาเสี่ยยิ้มให้นักบินข้าศึกทั้งสาม

"อ้ายน้องชาย เอายังงี้ดีกว่า พวกอั๊วตั้งใจจะฆ่าลื้อในตอนแรก แต่พอได้พูดจาวิสาสะกันเราก็ไม่อาจจะฆ่าพวกลื้อได้ อั๊วจะบอกความจริงให้รู้ อั๊วกับเพื่อนทั้งสองคนนี้อยากจะขโมยเครื่องบินไอพ่นของพวกลื้อสามเครื่อง เพื่อบินหนีกลับไปยังฐานทัพของเรา ลื้อจะให้ความช่วยเหลือพวกอั๊วได้ไหม

พลพูดเสริมขึ้น

"ถ้าแกสามคนช่วยเหลือเรา พวกเราจะพาแกหลบหนีไปอยู่กับพวกเราแล้วแกจะได้มีความสุข ได้รับความอุปการะจากพวกเราเป็นอย่างดี"

นักบินข้าศึกทั้งสามคนต่างปรึกษาหารือกัน ต่างคนต่างมีสีหน้าชุ่มชื้นขึ้น เรืออากาศโทนักบินข้าศึกได้ยื่นมือขวาให้พลจับแสดงความเป็นมิตร

"พี่ชาย กันยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือแกขโมยเรือบินไอพ่นประจัญบานของเราตามความประสงค์ และเราสามคนจะหนีไปอยู่กับพวกแก อันเป็นการปลดแอกไถของเรา ขอให้แกพึงรู้เถิดว่า พวกเรานั้นมีความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้น ถูกกดขี่บีบบังคับตลอดเวลา ๙ วันแล้ว พวกเราไม่ได้กินข้าวแม้แต่เม็ดเดียว"

อาเสี่ยอ้าปากหวอ

"โถ-พวกแกคงอ่อนระโหยโรยแรงไปตามกัน"

นักบินข้าศึกสั่นศีรษะ

"เรายังแข็งแรงอยู่ได้กินก๊วยจั๊บและก๊วยเตี๋ยวรองท้องบ้าง บางทีก็ข้าวต้มผัดหรือข้าวเหนียวบ้าง"

นิกรยกฝ่ามือผลักหน้านายทหารข้าศึกค่อนข้างแรง แล้วหัวเราะชอบใจ

"หน้าตาของลื้อคล้ายกับเสี่ยล้อต๊อก ลื้อมีอารมณ์ครึกครื้นเหมือนพวกเรา อ้ายน้องชาย ขอให้ลื้อกับเพื่อนๆ ช่วยอั๊วให้ตลอดรอดฝั่งเถอะ เราสามคนเป็นนักบินชั้นเสืออากาศมาแล้ว แต่เครื่องบินไอพ่นเราไม่เคยบิน"

นายทหารข้าศึกพยักหน้ารับทราบ

"ได้ซี อั๊วจะสอนวิธีบังคับเครื่องให้ลื้อ เพียงแต่ให้มันบินขึ้นไปบนอากาศเป็นใช้ได้ ส่วนขาลงนั้นเป็นเรื่องของลื้อที่จะช่วยตัวเอง"

นิกรยิ้มแป้น

"ก็ยังงั้นน่ะซี ระหว่างที่บินไปในอากาศ พวกอั๊วก็จะถือโอกาสศึกษาหาความรู้จากภาคปฏิบัติไปในตัว อั๊วสามคนต้องสามารถบินเครื่องไอพ่นได้แน่ๆ "

เรืออากาศโทนักบินข้าศึกล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบกระดาษแผนที่อากาศแผ่นใหญ่ฉบับหนึ่งออกมาคลี่ออกพลิกวางด้านหลังลงบนพื้นดิน แล้วเขาก็เริ่มแนะนำพล, นิกร, กิมหงวนให้รู้จักบังคับเครื่องยนต์ ไอพ่น สามสหายของเรามีไหวพริบปฏิภาณดีอยู่แล้ว จึงสามารถจดจำได้อย่างรวดเร็ว นักบินข้าศึกได้เขียนส่วนสำคัญบางส่วนของเครื่องบินลงไปบนกระดาษแผนที่ และอธิบายให้ฟังโดยละเอียด ในราวครึ่งชั่วโมงสามสหายต่างก็เข้าใจดี

นิกรโพล่งขึ้น

"เอาละ น้องชาย เราสามคนเข้าใจดีแล้ว ลื้ออธิบายได้ดีมากราวกับครูสอนวิชาการบิน ลื้อแก้เครื่องแบบบินให้พวกเราเถอะ เราจะต้องรีบทำงานสำคัญนี้โดยเร็ว"

นายทหารนักบินข้าศึกทั้งสามคนต่างเต็มใจเปลื้องเสื้อฟอร์มของตนออก ดังนั้นเพียงครู่เดียว พล, นิกร, กิมหงวน ก็อยู่ในเครื่องแบบของนักบินข้าศึก มีร่มชูชีพห้อยอยู่ที่ก้นและมีเข็มขัดปืนพกพร้อม ท่าทางสง่าผ่าเผย สวมหมวกบินและแว่นตา

พลยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา แล้วกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเป็นงานเป็นการ

"โมงกว่าแล้วครับคุณอา ผมกับอ้ายหงวนและนิกรจะบุกเข้าไปในสนามบินเพื่อขโมยเครื่องบิน ไอพ่นหนีกลับฐานทัพ คุณอากับดิเรกพานักบินทั้ง ๓ นี้บุกป่าฝ่าดงหนีกลับไปเถอะครับ"

"อ้าว" เจ้าแห้วอุทาน "รับประทานผมล่ะครับ"

พลหัวเราะหึๆ

"แกก็ไปกับคุณอาด้วยน่ะซี หรือแกสมัครใจที่จะอยู่ที่นี่ก็ตามใจ กันไม่ว่า"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่รับประทานละครับ ขืนอยู่ที่นี่ผมก็ถูกยิงม่องเท่งเท่านั้นเอง"

เรืออากาศโทนักบินข้าศึกยิ้มให้พลแล้วกล่าวว่า

"กันจะพาแกกับเพื่อนทั้งสองไปส่งที่ขอบสนามบิน ลื้อทั้งสามคนทำให้ดีเถอะ พวกอั๊วที่สนามบินนี่ล้วนแต่ไม่มีใครเคร่งครัดในหน้าที่ของตน ทำงานกันอย่างเฮงซวยทั้งนั้น ทั้งนี้ก็เพราะเรารบเพื่อรุกรานคนอื่นเพื่อนายของเรา ไม่ใช่รบเพื่อประเทศชาติ"

ทุกคนต่างลุกขึ้นยืน คณะพรรค ๔ สหายกับนักบินข้าศึกต่างสนิทสนมกลมเกลียวกัน ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินกอดเอวนักบินข้าศึกคนหนึ่ง

อีกสักครู่ก็มาถึงขอบสนามบินด้านตะวันตก มองแลเห็นไอพ่นประจัญบานจอดอยู่ในสนามบินเรียงราย

"ฝูงบินนี้มีหน้าที่ทำอะไรบ้างอ้ายหลานชาย" ท่านเจ้าคุณกล่าวถามเรืออากาศตรีเจ้าของร่างสูงชะลูดพอๆ กับกิมหงวน

"ฝูงนี้หรือครับ มีหน้าที่คอยคุ้มกันกองยานยนต์ขนส่งของเราครับ วันหนึ่งทำการบินเพียงสองครั้งคือตอนสายและตอนเย็น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เรียกพล, นิกร, กิมหงวน เข้ามาหาท่าน

"อาขออวยพรให้โชคชัยจงเป็นของแก พยายามเอาเครื่องบินไปให้ได้ อย่าลืมว่า ถ้าเครื่องบินขึ้นจากสนามบินไม่ได้ แกจะต้องทำลายเครื่องบินเสียก่อนที่จะถูกจับเป็นเชลย ใช้ปืนพกยิงนัดเดียวมันก็ไหม้เป็นจุลไปเท่านั้น"

ดร. ดิเรก พูดเสริมขึ้น

"สุภาษิตของชาวภารตบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า ปะระมานัง ทะราวะกินหนา มรณัง ฮัดฉา แปลว่า ความประมาทย่อมพาตัวไปสู่ความตาย อย่าได้ประมาทเป็นอันขาด"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"ไม่ต้องเป็นห่วงกันหรอก แกพยายามนำทางพาคุณพ่อ กับอ้ายแห้ว และนักบินทั้งสามคนหนีกลับไปให้ได้ก็แล้วกัน ลาก่อน ลาทุกๆ คน"

พลปราดเข้ามาสวมกอดเรืออากาศโทนักบินข้าศึก

"อ้ายเพื่อนเกลอ เราจะไม่ลืมความเอื้อเฟื้อของแกทั้งสามคนเลย เราคงจะได้พบกันอีกที่ฐานทัพของเรา"

ครั้นแล้ว พล, นิกร, กิมหงวน ก็พากันเดินเข้าไปในสนามอย่างสง่าผ่าเผย พวกทหารข้าศึกซึ่งอยู่หน้าเรือนพักห่างจากสามสหายประมาณ ๒๕๐ เมตร ได้พากันมองดูอย่างแปลกใจ เรืออากาศเอกคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้บังคับฝูงผลุนลุกขึ้นยืนจ้องตาเขม็งมองดู พล, นิกร, กิมหงวนซึ่งแยกย้ายกันไปขึ้นเครื่องบินไอพ่นคนละเครื่อง

ผู้บังคับฝูงตะโกนลั่นสนาม

"เฮ้ย-ใครสั่งให้ลื้อบินโว้ย" แล้วเขาก็วิ่งตื๋อตรงมายังที่เครื่องบินจอด

พล, นิกร, กิมหงวนรีบรัดสายเข็มขัดติดกับเครื่องบินอย่างร้อนรน นิกรตะโกนบอกเสี่ยหงวน

"ทำยังไงดีโว้ย นายทหารมันวิ่งมาหาเราเห็นไหม"

อาเสี่ยโบกมือให้นิกร

"ไม่เป็นไร มันมาคนเดียวเท่านั้น สต๊าทเครื่องโว้ย"

สามเสืออากาศต่างสต๊าทเครื่องยนต์ทันที เสียงเครื่องยนต์ไอพ่นดังกึกก้องลั่นสนาม เครื่องบินประจัญบานทั้งสามเครื่องนี้เป็นเครื่องบินปีกลู่ และมีคุณภาพดีเยี่ยม ติดปืนใหญ่กลและจรวดนำวิถี มีลูกระเบิดขนาด ๕๐ กก. อยู่ใต้ปีกอีกลำละสองลูก กระสุนปืนบรรจุเต็มอัตราศึก

เสี่ยหงวน "เปรตเวหา" นำเครื่องบินออกแล่นทันทีและแล่นตรงเข้าไปยังผู้บังคับฝูง เรืออากาศเอกนักบินข้าศึกห้ามล้อพรืดหมุนตัวกลับ อาเสี่ยเร่งเครื่องเต็มที่ ไอพ่นประจัญบานไล่กวดผู้บังคับฝูงใกล้เข้าไปทุกที ในที่สุดก็ทับร่างอันบอบบางของเรืออากาศเอกผู้นั้นแหลกละเอียด

กิมหงวนแปลกใจตนเองอย่างยิ่งที่เขาสามารถบังคับเครื่องบินไอพ่นได้ดีเช่นนี้ อาเสี่ยนำเครื่องบินทะยานขึ้นสู่อากาศอย่างรวดเร็ว พับล้อเก็บและดึงเครื่องขึ้นหาระยะสูง ในเวลาเดียวกันนี้เอง ทหารราบอากาศประมาณ ๑๐๐ คน ต่างถือปืนวิ่งเข้ามาในสนามบินเพื่อเล่นงานพลกับนิกร

พลพยายามบังคับเครื่องจนสุดความสามารถ ในที่สุดไอพ่นประจัญบานในบังคับของพลก็แล่นออกจากที่อย่างรวดเร็ว เลี้ยวเข้าข้างทางวิ่งของมัน ทหารข้าศึกใช้ปืนกลมือและปืนเล็กยาวระดมยิง แต่ ร.อ. พล พัชราภรณ์ ก็สามารถนำเครื่องบินเครื่องนั้นขึ้นสู่อากาศได้

นิกรคนเดียวที่กำลังว้าวุ่นหยิบอะไรต่ออะไรไม่ถูก เครื่องบังคับและหน้าปัดมาตราต่างๆ ล้วนแต่เพิ่งเคยพบเห็น นายจอมทะเล้นอกสั่นขวัญแขวนเมื่อแลเห็นทหารราบอากาศวิ่งใกล้เข้ามาทุกที กระสุนปืนหลายต่อหลายนัดเฉียดเขาไปอย่างหวุดหวิด

นิกรเร่งเครื่องเต็มที่ แต่แล้วเครื่องยนต์ก็สำลักและดับ นิกรรีบพูดวิทยุติดต่อกับเพื่อนเกลอทั้งสองทันที

"ช่วยด้วยโว้ย หย่อนเชือกลงมาโยงเครื่องบินของกันขึ้นไปหน่อยได้ไหม เร็วโว้ย ช่วยด้วย"

เสียงเสี่ยหงวนพูดมาทางวิทยุ

"ช่วยไม่ได้โว้ย ตัวใครตัวมัน ลาก่อนนะ"

"โอ๊ย" นิกรร้องสุดเสียง "ช่วยกันซีโว้ย"

ทันใดนั้นเอง "เปรตเวหา" ก็บังคับเครื่องบินของเขาบินผาดแผลงดำดิ่งลงมาทันที อาเสี่ยใช้ปืนกลยิงกราดทหารราบของข้าศึกล้มตายระเนระนาด ที่เหลือพากันวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิง แล้วพลก็ดำดิ่งลงมายิงปืนกลเป็นฉากทำการช่วยเหลือนิกร

ร.อ นิกร จัดแจงสต๊าทเครื่องอีก หยิบอะไรต่ออะไรยุ่งไปหมด เครื่องบินไอพ่นของนิกรแทนที่จะวิ่งไปข้างหน้า กลับวิ่งถอยหลังอย่างรวดเร็ว นิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัว เอื้อมมือกระชากคันบังคับต่างๆ บังเอิญเครื่องบินหยุดได้และแล้วก็วิ่งไปข้างหน้าเหมือนม้าพยศ เอียงเท่ไปมา เผ่นเข้าไปในทางวิ่ง นิกรขบกรามแน่น บังคับเครื่องวิ่งไปตามทางวิ่งเต็มแรง สักครู่ไอพ่นประจัญบานก็เชิดหัวขึ้นสู่อากาศ

ความรู้สึกของนิกรไม่ว่องไวพอที่จะบังคับเครื่องบินไอพ่น เครื่องบินของเขาหวุดหวิดจะปะทะยอดเขาเล็กๆ ลูกหนึ่ง เคราะห์ดีที่นิกรดึงหัวขึ้นทัน นิกรพูดวิทยุกับเสี่ยหงวนและพลเอ็ดตะโร

"โว้ย แย่โว้ยพล มันเร็วเหลือเกินโว้ย กันเยี่ยวแตกแล้ว มองเห็นแผ่นดินลานตาไปหมด"

พลหัวเราะชอบใจ

"ทำใจดีๆ อ้ายกร แกก็เป็นชายชาติเสือคนหนึ่ง ถ้าแกเสียขวัญ แกอาจจะตายได้ บินตามมาเกาะหมู่เร็วเข้า"

นิกรเร่งเครื่องเต็มที่ ปราดเข้าเกาะหมู่ซึ่งมีพลเป็นผู้นำ ทันใดนั้นเอง ปตอ. ของข้าศึกรอบสนามบินก็ได้รับคำสั่งให้ระดมยิง กระสุน ปตอ. แตกระเบิดมองแลเห็นกลุ่มควันดำรอบๆ เครื่องบินทั้งสาม เครื่องบินสั่นสะเทือนโครงเครงไปมา พลทอดสายตามองลงมาข้างล่าง

"หงวนโว้ย กร โจมตีเครื่องบินที่จอดอยู่ในสนามและคลังน้ำมัน หลังคาสังกะสีทางขวามือโน่น"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"อย่าไปทำมันเลยวะ เครื่องบินไอพ่นลำหนึ่งตั้งหลายล้าน ทำลายของของคนอื่นเขาบาปกรรม เปล่าๆ "

พลเอ็ดตะโรลั่น

"มันเป็นข้าศึกของเราโว้ย ขณะนี้เรากำลังรบกับมัน"

"อ้อ ถ้ายังงั้นเอาซี กันจะบินเสียบคลังน้ำมันให้ดู"

นิกรบังคับเครื่องแตกออกจากหมู่พลิกท้องกลับดำดิ่งลงมายังสนามบินอย่างน่าหวาดเสียว แล้วโจมตีคลังน้ำมันด้วยจรวดนำวิถี เสียงจรวดดังเฟี้ยวฟ้าวหลุดออกจากใต้ปีกของมันทีละลูก วิ่งตรงไปยังคลังน้ำมันเบื้องล่างแล้วระเบิดสนั่นหวั่นไหว คลังน้ำมันตกเป็นเหยื่อพระเพลิงแล้วด้วยฝีมือของนิกร อดีตเรืออากาศเอก

พลกับเสี่ยหงวนนำเครื่องบินดำดิ่งลงมา ยิงปืนกลกราดถูกเครื่องบินไอพ่นที่จอดอยู่ในสนามพังพินาศ เกิดเพลิงไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็ว การโจมตีในระยะต่ำเป็นไปอย่างดุเดือดที่สุด เสี่ยหงวนยิงจรวดทะลายกองบังคับการพังราบ เกิดเพลิงไหม้ลุกลาม ในเวลาเดียวกันนี้เองทหารข้าศึกใช้ปืนกลและ ปตอ. ระดมยิงสามเสืออากาศของเราราวกับห่าฝน

อาเสี่ยจ้องตาเขม็งมองดูปืนกลหนักขนาดใหญ่กระบอกหนึ่ง แล้วนำเครื่องบินบินโฉบลงไปราวกับฟ้าแลบ กิมหงวนกางฐานลูกล้อออก บินเฉี่ยวเอาลูกล้อละคอทหาร ปตอ. คนหนึ่งขาดกระเด็น

นิกรพูดกับวิทยุกับเสี่ยหงวน

"เก่งมากเปรตเวหา แสดงให้ดูอีกทีเถอะวะ บินจิกหัวลงไปในสนามบินให้ดูเป็นขวัญตาหน่อยได้ไหม"

"มะเหงกนี่แน่ะ" อาเสี่ยพูดตอบมา

การโจมตีสนามบินข้าศึกใช้เวลาเพียง ๕ นาทีเท่านั้น ไอพ่นประจัญบานทั้งสามเครื่องต่างบินเกาะหมู่ในระยะสูงและบ่ายโฉมหน้าไปทางทิศตะวันตก เครื่องบินทั้งสามบินผ่านป่าไม้และภูเขา บางแห่งก็เป็นที่ราบสูงและผืนนาอันเวิ้งว้าง

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ

ในที่สุด พล, นิกร, กิมหงวน ก็เดินทางมาถึงแนวรบของเรา ซึ่งขณะนี้กองพลพรรคนาวิกโยธินอเมริกันได้ร่วมมือกับกองทัพไทยสู้รบกับข้าศึกอย่างทรหด ข้าศึกได้รับกำลังหนุนอีกมากมาย สามารถขยายแนวรบยาวออกไปถึง ๑๒๐ ไมล์ และลึก ๓๕ ไมล์เป็นอย่างน้อย

พอบินข้ามขุนเขาใหญ่ลูกหนึ่ง สามสหายของเราก็ได้เผชิญหน้ากับซุบเปอร์ซาเบ้อร์ ๙ เครื่อง ซึ่งเป็นเครื่องบินทันสมัยของกองทัพอากาศไทย ขับขี่โดยนักบินไทยที่ไปเรียนการบินมาจากสหรัฐอเมริกา นักบินทุกคนมียศอย่างน้อยเป็นเรืออากาศโท

"เสี่ยโว้ย" พลพูดวิทยุกับเสี่ยหงวน "เครื่องบินประจัญบาน ๙ เครื่องของเรากำลังบินรี่เข้ามาโน่นเห็นไหม"

"เห็นแล้ว ทำยังไงดีล่ะ นักบินคงเข้าใจว่าเราเป็นข้าศึก"

นิกรพูดสอดขึ้น

"รบเรอะ รบกันเองสนุกดีเหมือนกัน"

"อ้ายเปรต" พลพูดเสียงดุๆ "พูดเป็นเล่นเสียเรื่อยเชียว ช่วยกันติดต่อทางวิทยุโว้ย เปลี่ยนคลื่นเรื่อยๆ ไป พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะกันเองให้จงได้'

พล, นิกร, กิมหงวน พยายามติดต่อกับนักบินประจัญบานแห่งกองทัพอากาศไทยโดยทางวิทยุ แต่ไม่เป็นผล เพราะกระแสคลื่นยังไม่ตรงกัน พูดกันไม่ได้ หมู่เครื่องบินประจัญบานซุปเปอร์ ซาเบ้อร์ บินรี่เข้ามาอย่างรวดเร็วและแตกแยกออกจากหมู่เข้าประจัญบานสามสหายของเราทันที

เสียงเครื่องยนต์ไอพ่น รวม ๑๒ เครื่อง แผดเสียงคำรามลั่นฟ้าระคนกับเสียงปืนกลอากาศดังกึกก้อง พล, นิกร, กิมหงวน บังคับเครื่องบินผาดแผลงหลบหลีกกระสุนปืนอย่างน่าหวาดเสียว

พลใจหายเมื่อได้ยินเสียงนิกรร้องลั่น

"โอ๊ย ตายแล้ว"

"กรโว้ย" พลร้องถามทางวิทยุ "ถูกปืนรึ"

"เปล่า ร้องเล่นสนุกๆ น่ะ"

ฝูงเครื่องบินไอพ่นประจัญบานทั้ง ๙ เครื่องต่างกลุ้มรุมเล่นงานเครื่องบินข้าศึกในบังคับของ พล นิกร กิมหงวน อย่างดุเดือด เครื่องบินของสามสหายถูกยิงทะลุปรุพรุนไปตานกัน นักบินไทยบินผาดแผลงทำการรบอย่างคล่องแคล่ว ต่างแปลกใจที่ข้าศึกไม่ได้ยิงโต้ตอบ

นิกรพูดกับพลเสียงลั่น

"ว่ายังไงโว้ย หอกของเรากำลังจะทิ่มเราอยู่แล้ว จะปล่อยให้เขายิงเราข้างเดียวหรืออย่างไร"

พลไม่ตอบ พยายามเปลี่ยนคลื่นวิทยุ ในที่สุดกระแสคลื่นก็ตรงกับคลื่นสั้นของวิทยุประจำเครื่องบินประจัญบานของกองทัพอากาศไทยทั้ง ๙ เครื่องนี้

"ฮัลโล อย่ายิงครับ.... อย่ายิง เราสามคนขโมยเครื่องบินของข้าศึกมา"

ผู้บังคับฝูงซึ่งมียศเป็นนาวาอากาศโทร้องสั่งให้นักบินไทยหยุดรบทันที แล้วพูดติดต่อกับนาย พัชราภรณ์โดยทางวิทยุ

"ฮัลโล ผม... นาวาอากาศโทเชิดศักดิ์พูด นั่นใครพูดครับ ไม่น่าเป็นไปได้เลยที่คุณบอกว่า พวกคุณขโมยเครื่องบินไอพ่นประจัญบานของข้าศึกแบบนี้เอามาได้"

พล, นิกร, กิมหงวน ต่างถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน อาเสี่ยพูดกับผู้บังคับฝูงอย่างหัวเสีย

"เราสามคนคือ พล, นิกร กิมหงวน อดีตเสืออากาศแห่งกองทัพอากาศไทย"

พวกนักบินทั้ง ๙ คนตื่นเต้นแปลกใจไปตามกัน ทุกคนรู้จักเสืออากาศทั้ง ๓ เป็นอย่างดี เพราะเกียรติประวัติอันงดงามของพล, นิกร, กิมหงวน ยังเป็นที่เลื่องลืออยู่ในกองทัพอากาศจนกระทั่งทุกวันนี้ นอกจากนี้สามสหายของเรายังมีชื่อเสียงทั่วประเทศ ใครๆ ก็รู้จัก พล, นิกร, กิมหงวน ลูกเล็กเด็กแดง กระทั่งยายแก่ตาแก่ สับปะเหร่อ กระยาจกยากเข็ญใจรู้จักทั้งนั้น มีชื่อเสียงติดอยู่ริมฝีปากของประชาชนทั่วไป

พวกนักบินต่างร้องระบุชื่อ พล, นิกร, กิมหงวน บางคนก็โบกมือให้ น.อ.ท. เชิดศักดิ์ ตื่นเต้นประหลาดใจในความสามารถของสามสหายเหลือที่จะกล่าวแล้ว เขาได้ซักถามรายละเอียดจาก พล, นิกร, กิมหงวน ซึ่งสามสหายก็เล่าให้ฟังแต่ย่อๆ

"ช่วยเราหน่อยครับคุณเชิดศักดิ์ พาพวกเรากลับไปฐานทัพเถอะครับ" พลพูดกับผู้บังคับฝูง

"ผมพากลับไปไม่ได้หรอกครับ พวกเราได้รับคำสั่งให้ตามไปควบคุมการลำเลียงของกองพัน ขนส่งทางเมืองบุษบันบุรี"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"ยังงั้นพวกเราติดตามไปด้วยซีครับ"

"ผมจะติดต่อวิทยุรายงานให้ผู้บังคับกองบินใหญ่ที่ ๓๕ ทราบเสียก่อน พวกเราประจำฝูงบินใหญ่ที่ ๓๕ ครับ"

อาเสี่ยถามทันที

"ใครเป็นผู้บังคับกองบินใหญ่ที่ว่านี้ครับ"

พลอากาศตรี หลวงอึกกระทึกเวหาครับ"

สามสหายหัวเราะลั่น กิมหงวนพูดพลางหัวเราะพลาง

"ได้การแล้วครับ นายเก่าผมเอง พวกเราเคยฟัดกับท่านมามากต่อมากแล้ว ท่านรักพวกเราเหมือนกับลูกหลานของท่าน"

น.ท. เชิดศักดิ์ ได้ติดต่อวิทยุกับกองบังคับการกองบิน แล้วเขาก็ได้พูดกับท่านผู้บังคับกองบินตามความประสงค์ เมื่อได้ยินเสียงหลวงอึกกระทึกฯ พล นิกร กิมหงวน ก็ชิงกันพูดกับท่านแซ่ดไปหมด สามสหายต่างเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ท่านฟัง หลวงอึกกระทึกฯ แปลกใจเหลือที่จะกล่าว เพราะมันไม่น่าจะเป็นไปได้

"เก่งมาก เธอสามคนเก่งมาก" ท่านผู้บังคับกองบินพูดชมเชยทางวิทยุ "คุณเชิดศักดิ์ ผมไม่สามารถจะอนุญาตให้พล, นิกร, กิมหงวน ไปร่วมปฏิบัติการด้วย เพราะขณะนี้ทั้งสามคนเป็นแต่เพียงนักบินกองหนุน ให้เรืออากาศโทเชิดพา พล, นิกร, กิมหงวน กลับมาที่ฐานทัพเดี๋ยวนี้และให้คุณปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ฮัลโล...เข้าใจคำสั่งไหม"

เสียง น.ท. เชิดศักดิ์ ตอบหนักแน่น

"ครับผม ทราบแล้วครับ"

ผู้บังคับฝูงติดต่อวิทยุกับ ร.ท. เชษฐ์ และสามสหายจนเป็นที่เข้าใจดี ซุปเปอร์ ซาเบ้อร์ หมายเลข ๙ บินแตกแยกออกจากฝูงทันที ไอพ่นประจัญบานของ พล, นิกร, กิมหงวน, เลี้ยวเป็นวงกว้างติดตามไปเครื่องบินทั้ง ๔ เครื่องบินข้ามขุนเขาใหญ่ลัดตัดตรงไปยังสนามบินชั่วคราวของเราแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดขันธบุรี

ในเวลาเดียวกันนี้เอง หน่วย ป.ต.อ. ภาคพื้นดินและฝูงบินต่างๆ ของเราอันประจำอยู่ในเขต ยุทธภูมิต่างก็ได้รับทราบทั่วกันว่า อดีตเสืออากาศไทย คือ พล, นิกร, กิมหงวน ซึ่งเป็นนายทหารราบประจำยุทธบริเวณได้ถูกจับเป็นเชลยศึกและสามารถหลบหนีจากค่ายคุมขัง ขโมยเครื่องบินไอพ่นประจัญบานหนีมาได้ ขณะนี้เครื่องบินไอพ่นประจัญบานของฝูงบินใหญ่ที่ ๓๕ กำลังนำสามสหายกลับฐานทัพ

พอพ้นภูเขา พล, นิกร, กิมหงวน ก็แลเห็นทหารไทยซึ่งประจำอยู่ในสมรภูมิ กองทัพไทยและกองพลพรรคนาวิกโยธินอเมริกันสามารถยันข้าศึกไว้ได้แล้ว ข้าศึกพยายามตีปีกขวาของเราแต่ไม่สำเร็จ เพราะรถถังยักษ์ของอเมริกันทำการต้านทานอย่างดุเดือด และได้รับการสนับสนุนจากฝูงบินอเมริกัน

ณ บัดนี้ อาณาจักรตอนหนึ่งของประเทศไทยกลายเป็นสมรภูมิไปแล้ว ทัพไทยกำลังขับไล่ข้าศึกและปฏิบัติการรบอย่างทรหดทั่วทั้งแนวรบ

ที่สนามบินชั่วคราวแห่งจังหวัดขันธบุรี

พล.ต. หลวงอึกกระทึกเวหา ผู้บังคับกองบินใหญ่ที่ ๓๕ พร้อมด้วยนายทหารฝ่ายเสนาธการณ์และนายทหารอากาศชั้นผู้ใหญ่หลายคนได้ยืนจับกลุ่มอยู่ริมขอบสนามบินเพื่อคอยต้อนรับ พล, นิกร, กิมหงวน ด้วยความตื่นเต้นดีใจ สามเกลอของเราได้สร้างเกียรติประวัติอันงดงามอีกแล้ว

พลแลเห็นจุดเล็กๆ ๔ จุดเคลื่อนเข้ามา หลวงอึกกระทึกฯ ก็รีบออกคำสั่งให้ทหารภาคพื้นดินเตรียมช่วยเหลือสามสหาย ทั้งนี้ก็เพราะท่านทราบดีว่า พล, นิกร กิมหงวน ไม่มีความชำนาญในการบังคับเครื่องบินไอพ่น

ในที่สุด ซุปเปอร์ ซาเบ้อร หมายเลข ๙ ก็นำไอพ่นประจัญบานของสามเกลอบินมาถึงสนามบินของจังหวัดขัญธบุรี พวกทหารอากาศต่างพากันชะเง้อมองดูเครื่องบินทั้ง ๓ ด้วยความตื่นเต้นสนใจยิ่ง

"เปรตเวหา" บินแตกฝูงแสดงท่าผาดแผลงทันที พลิกท้องดำดิ่งลงมาสู่ระยะต่ำ แล้วเชิดหัวบินรี่เข้ามาหาหลวงอึกกระทึกฯ ท่านผู้บังคับกองบินนัยน์ตาเหลือก ร้องตะโกนสุดเสียง

"เฮ้ย"

หลวงอึกกระทึกฯ กับนายทหารอากาศต่างรีบหมอบราบลงกับพื้นดินทันที ไอพ่นประจัญบานเฉียดศีรษะไปอย่างหวุดหวิด พลเอ็ดตะโรอาเสี่ยทางวิทยุ

"อ้ายหงวน บินบ้าๆ อะไรอย่างนั้นวะ ประเดี๋ยวชนคลังน้ำมันระเบิดฉิบหายหมด"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"เปล่าน่า ไม่มีอะไรหรอกโว้ย กันสัพยอกคุณหลวงท่านเล่นน่ะ"

เวรประจำสนามชูธงสีเขียวให้อาณัติสัญญาทางสะดวกแล้ว ร.ท. เชษฐ์ นำซุปเปอร์ ซาเบ้อร์ ลงเป็นลำแรก ไอพ่นประจัญบานของสามสหายบินวนเวียนรอบสนามบินในระยะต่ำฐานลูกล้อกางออกแล้ว

พลได้ยินเสียงนิกรร้องไห้โฮ ก็กล่าวถามทางวิทยุ

"อ้ายกร ร้องไห้จริงๆ หรือแกล้งทำ"

นายจอมทะเล้นสะอื้น

"ร้องจริงๆ โว้ย ฮือ-ทางวิ่งแคบและสั้นจู๋อย่างนี้ ลงยังไงล่ะ"

พลหัวเราะหึๆ

"เถอะน่า ตัดสินใจให้เด็ดขาดลงสนามเร็ว อย่างมากก็ตายเท่านั้นแหละวะ"

นิกรร้องไห้กระซิกๆ เขาผ่อนความเร็วให้ช้าลง บังคับเครื่องลงสู่สนาม แต่ไอพ่นประจัญบานถึงแม้ว่าจะบินช้า มันก็ยังเร็วอยู่นั่นเอง เพราะนิกรขาดความชำนาญ เครื่องบินจึงเลี้ยวออกจากทางวิ่งและตรงรี่เข้าใส่หลวงอึกกระทึกฯ

ท่านผู้บังคับกองบินอ้าปากหวอ นัยน์ตาเหลือกลาน พอเครื่องบินใกล้เข้ามาท่านก็โกยอ้าวอย่างไม่คิดชีวิต พวกนายทหารอากาศพากันวิ่งปุเลงๆ ติดตามไป นิกรพยายามเบาเครื่องเท่าไรก็ไม่สำเร็จ เครื่องบินของเขาไล่กวดท่านผู้บังคับกองบินใกล้เข้ามาทุกที หลวงอึกทึกฯ พาพวกนายทหารวิ่งตูดแป้นไปจนถึงริมคูขอบสนามบิน แล้วท่านก็พุ่งหลาวลงไปในคูในลักษณะที่ไม่สู้จะสง่าผ่าเผยเท่าใดนัก พวกทหารอากาศที่ติดตามมาต่างกระโดดลงไปในคูเช่นเดียวกัน

นิกรบังคับเครื่องให้หยุดริมคูพอดี ท่ามกลางใจหายใจคว่ำของพวกนักบินและช่างอากาศ ในเวลาเดียวกันนี้เอง "เปรตเวหา" ก็นำเครื่องบินลงสนาม ฐานลูกล้อกระแทกพื้นดินดังโครม เครื่องบินไอพ่นวิ่งส่ายไปมาเหมือนงูเลื้อยเพราะนักบินขาดความชำนาญ อย่างไรก็ตามอาเสี่ยก็สามารถนำเครื่องบินลงได้โดยสวัสดิภาพ

พลบังคับเครื่องบินบินวนเวียนไปมารอบสนาม พยายามศึกษาหาความรู้จากภาคปฏิบัติ แล้วตัดสินใจนำเครื่องบินไอพ่นลงสู่สนามบินด้วยความยากลำบากใจ ช่างอากาศหลายคนรีบวิ่งเข้าไปช่วยเหลือ

ข่าวแพร่สะบัดไปทั่วกองทัพบกและทัพอากาศของเราในตอนสายวันนั้นเอง วีรกรรมอันกล้าหาญของ พล, นิกร, กิมหงวน ทำให้ทหารทั้งหลายพากันยกย่องสดุดีสามเสืออากาศไปตามกัน

หลวงอึกกระทึกฯ ได้นำตัวสามเกลอของเราเดินทางไปพบกับท่านผู้บัญชาการทหารอากาศ พล, นิกร, กิมหงวน ขอสมัครเป็นนักบินเพื่อทำงานป้องกันประเทศชาติ ท่านผู้บัญชาการจึงทำรายงานด่วนเสนอไปยังผู้บัญชาการทหารสูงสุด และแล้วทางราชการแห่งกองทัพอากาศก็มีคำสั่งบรรจุ พล, นิกร, กิมหงวน, เป็นนักบินแห่งฝูงบินใหญ่ที่ ๓๕ โดยมียศเป็นเรืออากาศเอกเหมือนเช่นเดิม

บรรดานักบินฝูงใหญ่ที่ ๓๕ ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับเสืออากาศทั้ง ๓ ณ สนามบินชั่วคราวนั่นเอง ซึ่งในการเลี้ยงค่ำวันนั้น มีนายทหารอากาศชั้นผู้ใหญ่มาร่วมรับประทานอาหารด้วยเกือบ ๒๐ คน ล้วนแต่เดินทางมาจากฝูงบินต่างๆ

พล, นิกร, กิมหงวน ได้ทราบข่าวที่มีการเชื่อถือได้ว่า เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ดร. ดิเรก เจ้าแห้ว และนักบินทั้งสามคนนั้นได้เดินทางกลับมายังฐานทัพของเราได้โดยสวัสดิภาพแล้ว

ตลอดเวลาสัปดาห์นี้ สงครามยังดำเนินไปอย่างดุเดือด ข้าศึกสามารถโจมตีแนวหน้าของเราถอยร่นลงมาเกือบถึงขันธบุรี แต่แล้วกองทัพพันธมิตรไทยอเมริกันก็บุกรุกไล่ข้าศึกล่าถอยกลับไปอีก บุษบันบุรีและหัสดินบุรีเหลือแต่สิ่งสลักหักพังและเถ้าถ่าน

เรืออากาศเอกพล พัชราภรณ์ เรืออากาศเอกนิกร การุณวงศ์ และเรืออากาศกิมหงวน ไทยแท้ ได้มีโอกาสแต่งเครื่องแบบนายทหารอากาศอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่ต้องสงสัยว่าสามสหายของเราจะปลาบปลื้มยินดีสักเพียงใด

โดยคำสั่งของผู้บัญชาการทหารอากาศให้ พล, นิกร กิมหงวน ฝึกหัดการบังคับเครื่องบินไอพ่นประจัญบานแบบซุบเปอร์ ซาเบ้อร เป็นการด่วน โดยให้ น.ท. เชิดศักดิ์ ผู้บังคับฝูงที่ ๑ เป็นผู้ฝึกหัด และหลวงอึกกระทึกเวหาเป็นผู้ควบคุมการฝึก

ชั่วเวลาไม่กี่วัน พล, นิกร, กิมหงวน ของเราก็สามารถบินได้ดีเกินคาด ดังนั้นทางการจึงบรรจุสามสหายเข้าเป็นนักบินขับไล่ฝูงที่ ๑๓ และให้ ร.อ พล พัชราภรณ์ เป็นผู้บังคับฝูง มีนักบินอยู่ในบังคับบัญชาประมาณ ๒๐ คน

โดยคำสั่งของผู้บัญชาการทหารอากาศซึ่งสั่งงานทางวิทยุ ให้ฝูงบินใหญ่ที่ ๓๕ ออกปฏิบัติการโจมตีเมืองสิงขรในตอนเช้าวันนี้ ให้ฝูงบินใหญ่ที่ ๓๕ คอยสมทบกับฝูงบินใหญ่ที่ ๓๖ และ ๓๗ ซึ่งจะบินผ่านสนามบินขันธบุรีในเวลาประมาณ ๖.๐๐ น. เพื่อร่วมการโจมตีนครสิงขรในเวลา ๖.๒๐ น.

สิงขรเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งอยู่นอกราชอาณาจักรของไทย แต่มีอาณาเขตติดต่อกับกองบัญชาการของข้าศึกตั้งอยู่ที่นั่น มีการป้องกันเมืองอย่างแข็งแรงทั้งทางอากาศและภาคพื้นดิน ฉะนั้น กองทัพอากาศของเราจึงต้องใช้เครื่องบินไอพ่นประจัญบานเกือบ ๒๐๐ เครื่อง จากกองบินใหญ่ ๓๕, ๓๖ และ ๓๗ นอกจากนี้ บี. ๔๗ เครื่องบินทิ้งละเบิดไอพ่นขนาดยักษ์ของกองทัพอากาศอเมริกันจะร่วมปฏิบัติการยุทธครั้งสำคัญนี้ด้วย

เราต้องการทำลายเมืองสิงขร เพื่อตัดกำลังสำคัญของข้าศึกนั่นเอง นักบินไทยได้รับคำสั่งให้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของเมืองนั้น ทั้งนี้ก็เพราะแนว ๕ ของเราสืบทราบมาว่า ข้าศึกได้ขับไล่ประชาชนออกจากเมืองจนหมดสิ้น ในเมืองมีแต่ทหาร ตามอาคารต่างๆ เป็นที่เก็บอาวุธยุทธภัณฑ์และยุทธสัมภาระต่างๆ ซึ่งข้าศึกได้ลำเลียงมาทางถนนยุทธศาสตร์ทั้งกลางวันกลางคืน ทางทิศตะวันออกของเมืองสิงขรมีสนามบินของข้าศึกใหญ่โตกว้างขวางมาก มีเครื่องบินไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ เครื่อง

เช้าวันนั้นอากาศหนาวจัด

พอได้เวลา ๕.๓๐ น. เสียงแตรเดี่ยวก็ดังขึ้นทั่วบริเวณสนามบินขันธบุรี พวกนักบินต่างพากันวิ่งออกจากบ้านพักยืนประจำหน้าเครื่องบินของตน ขณะนี้ฟ้าสางแล้ว เครื่องบินไอพ่นประจัญบานแบบ ซุปเปอร์ ซาเบ้อร์ จอดเรียงเป็นแถวเรียงยาวเหยียดสุดสายตา และหันหน้าเข้าหากัน

พลอากาศตรี หลวงอึกกระทึกเวหา ท่านผู้บังคับกองบินใหญ่ ปรากฏอยู่บนรถจี๊ปคันหนึ่งซึ่งกำลังแล่นช้าๆ เพื่อให้ท่านนายพลตรวจแถวนักบินในบังคับบัญชาของท่าน

หลวงอึกกระทึกฯ สั่งทหารให้หยุดรถหน้าเครื่องบินไอพ่นเครื่องหนึ่งแล้วท่านก็จ้องตาเขม็งมองดูนักบิน ผู้บังคับเครื่องบินนั้นยืนอยู่หน้าแถว เขาสวมหมวกบินและแว่นตาเรียบร้อย แต่ร่างของเขาห่มผ้าผวยสีแดงผืนใหญ่คลุมตั้งแต่คอตลอดปลายเท้า ความหนาวทำให้นักบินผู้นี้สั่นสะท้านครางฮือๆ เหมือนนกถึดทือ

ไม่ต้องสงสัยว่าท่านผู้บังคับกองบินใหญ่จะเดือดดาลสักเพียงใด หลวงอึกกระทึกฯ เผ่นแผล็วลงจากรถจี๊ป เดินรี่เข้าไปหานักบินผู้นั้น

"นั่นใครวะ"

แทนที่จะตอบเขากลับย้อนถาม

"ก็นั่นใครล่ะที่ว่านั่นใครวะ"

หลวงอึกกระทึกฯ ทำปากจู๋ ท่านไม่เคยยอมแพ้ใครง่ายๆ เลย จะบอกว่าท่านเป็นใครก็เสียเหลี่ยม และความมืดขมุกขมัวก็ทำให้ท่านไม่อาจจะทราบได้ว่าผู้ที่กำแหงพูดกับท่านเช่นนี้เป็นใครกัน

"ตอบฉันเดี๋ยวนี้ ใครที่พูดว่าก็นั่นใครล่ะที่ว่านั่นใครวะ เมื่อฉันถามว่านั่นใครวะ"

นักบินผู้นั้นตัวสั่นเทิ้มเพราะความหนาวเย็นของอากาศและสั่นเพราะความกลัว เนื่องจากจำเสียงของคุณหลวงอึกทึกฯ ได้

"ผมเองครับ"

พวกนักบินหัวเราะคิกคักไปตามกัน คุณหลวงเดือดดาลอย่างยิ่ง"

"ผมเองน่ะรู้แล้ว บอกชื่อซีโว้ย"

มีเสียงกระแอ็มดังขึ้น

"ได้โปรดเถอะครับ หนาวๆ อย่างนี้ขออนุญาตบอกชื่อเป็นเพลงยี่เกได้ไหมครับ ได้นะครับ" แล้วนักบินขี้หนาวผู้นั้นก็ร้องกลอนยี่เกเสียงแจ๋วขึ้นทันที

ตัวกระผมเป็นเสืออากาศ ทำการรบเฉลียวฉลาด ฉกาจฉกรรจ์นัก ชื่อนิกร การุณวงศ์ เจ้านายก็คงจะรู้จัก ตะเหร่งเต็งเตรงเต็งเตรง ตู๊เรงเต๊งเตร๊ง

พวกนักบินหัวเราะครืน อาเสี่ยเดินออกจากแถวเขามาหานิกร แล้วยกมือตบหน้าเพื่อนเกลอของเขาดังเพี๊ยะ

"เลวมาก เจ้านายไม่ใช่เพื่อน เล่นล้อเลียนท่านยังงี้ได้รึ รู้ไหมว่าท่านคือหลวงอึกทึกเวหา ชอบเอะอะบนอากาศ เข้มแข็งเด็ดขาด อกผาย, ไหล่ผึ่ง หน้าตึง แต่หลังโกงนิดหน่อย"

หลวงอึกกระทึกฯ ย่องเข้ามายกเท้าเตะก้นอาเสี่ยดังพลั่ก

"แกไปประจำที่ของแก ไม่ใช่เรื่องของแกเลย"

อาเสี่ยหันมายิ้มแห้งๆ แล้วพูดเสียงอ่อย

"ผมเจ็บใจที่เรืออากาศเอกนิกรล้อท่านครับ"

"ไม่ต้อง" คุณหลวงตวาดแว๊ด "ไปอยู่ในแถว ไม่ได้พบกันหลายปี นึกว่าความทะลึ่งจะลดลงกลับหนักขึ้นกว่าเก่า ทำไมแกไม่ดูเรืออากาศเอกพลเขาบ้าง"

อาเสี่ยค้อนประหลับประเหลือก เดินกลับไปยืนหน้าเครื่องบินประจำตัวของเขา หลวงอึกทึกฯ จ้องมองดูนิกรด้วยนัยน์ตาถมึงทึง

"นี่เธอจะไปรบหรือจะไปโรงยา"

นิกรหัวเราะ

"ไปรบครับ"

"แล้วทำไมถึงห่มผ้าผวย เดาะผ้าผวยสีแดงซะด้วย ประเดี๋ยวส่งฟ้องศาลทหารเลย ผ้าผวยผืนนี้ต่อไปอย่าเอามาใช้นะ เอาออกทิ้งเดี๋ยวนี้"

นิกรบ่นพึมพำ คลี่ผ้าห่มออกโยนทิ้ง แล้วยืนชิดเท้าตรงอย่างแข็งแรง แต่ลูกคางสั่นกระทบกันด้วยความหนาว

"ต่อไปอย่ารุ่มร่ามอย่างนี้อีก อ้า ตื่นเช้า อาบน้ำหรือเปล่า"

นิกรสะดุ้งเฮือก

"อุ๊ย-อย่าว่าแต่จะอาบน้ำเลยครับ เพียงแต่ล้างหน้าผมยังไม่กล้า มันหนาวจนกระดูกกระเดี้ยวปวดร้าวไปหมด"

"นั่นมันโรคเก่าของเธอกำเริบ ฉันช่วยอะไรเธอไม่ได้ เธอมันอยากเที่ยวซุกซน"

นิกรเอียงคอยิ้ม

"ก่อนงานฉลองรัฐธรรมนูญผมก็พบท่านที่บ้านเจ๊นวลที่ซอยกลาง"

หลวงอึกกระทึกฯ เย็นวาบไปหมดทั้งตัว รีบหมุนตัวกลับเดินไปขึ้นรถจี๊ปของท่าน ต่อจากนั้น ท่านก็ตรวจแถวนักบินต่อไป

พอได้เวลา ๖.๐๐ น. เสียงแตรสัญญาเตรียมตัวก็ดังขึ้นกังวานไปทั่วสนามบิน นักบินทุกคนรีบวิ่งขึ้นประจำเครื่องบินของตนทันที และแล้วเพียงครู่เดียวเสียงเครื่องยนต์ไอพ่นก็ครางกระหึ่มจนกระทั่ง พื้นดินสั่นสะเทือน เครื่องบินประจัญบานเหล่านี้ติดอาวุธและบรรทุกกระสุนปืนเต็มตามอัตราศึก มีจรวดนำวิถี และลูกระเบิดทำลายขนาดเล็กพร้อม

พนักงานวิทยุได้รายงานให้หลวงอึกกระทึกฯ ทราบว่า ฝูงเครื่องบินแห่งฝูงบินใหญ่ที่ ๓๖ และ ๓๗ เดินทางเข้าเขตขันธบุรีแล้ว หลวงอึกกระทึกฯ สั่งให้ฝูงเครื่องบินรบของท่านขึ้นจากสนามบินทันที

ซุปเปอร์ ซาเบ้อร์ ถลาขึ้นสู่อากาศทีละเครื่องมองดูสง่างามยิ่งนัก ร.อ. พล พัชราภรณ์นำฝูงของเขาขึ้นไปก่อน ไอพ่นประจัญบานผ่านหอสัญญาณทีละลำด้วยความเร็วสูง ขณะนี้ท้องฟ้าสว่างมากแล้ว เบื้องบนอากาศมองแลเห็นฝูงบินไอพ่นของกองทัพอากาศไทยมากมาย กำลังบ่ายโฉมหน้าตรงไปยังเมืองสิงขรบุรี

ในที่สุด ฝูงบินแห่งกองบินใหญ่ที่ ๓๕ ก็รวมหมู่กันได้เรียบร้อยตามฝูงของตน โดยเข้าร่วมสมทบกับกองบินใหญ่ทั้งสอง

ท้องฟ้าแจ่มใส แต่ภูมิประเทศเบื้องล่างปกคลุมด้วยเมฆหมอก เครื่องบินบินสูงประมาณหมื่นฟิต ข้ามขุนเขาและป่าไม้อันกว้างขวางสุดสายตา

"เปรตเวหา" ร้องเพลง "พม่าแทงกบ" เบาๆ นักบินทุกคนต่างได้ยินเสียงเพลงนี้โดยทั่วกันจากวิทยุนั่นเอง

"พม่าแทงกบไม่ฟังโว้ย" นิกรเอ็ดตะโร

เสี่ยหงวนชักฉิว

"แล้วมึงจะฟังเพลงอะไรล่ะ"

"เอาพม่างมหอย"

กิมหงวนอดหัวเราะไม่ได้

"ใหม่เกินไปโว้ย จำเนื้อร้องไม่ได้ แกร้องซี"

พวกนักบินต่างขอร้องให้นิกรร้องเพลงให้ฟัง เสียงต่างๆ เหล่านี้ทำให้นิกรอบอุ่นเป็นสุขใจยิ่ง

"พี่น้องทั้งหลาย ผมเสียใจครับ เพลง "พม่างมหอย ' ผมเพิ่งได้ฟังเพียงครั้งเดียวเท่านั้น '

ใครคนหนึ่งพูดขึ้น

"ยังงั้นเพลง "มอญช้อนกุ้ง" ก็ได้คุณนิกร"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"จำเนื้อไม่ได้เหมือนกันครับ ได้ฟังที่ร้านกองทัพอากาศงานฉลองรัฐธรรมนูญเพียงสองสามหนเท่านั้น เอาเพลงอื่นเถอะครับ"

นายจอมทะเล้นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"เอาเพลง "พม่าจับหมี" ดีไหมครับ เป็นเพลงใหม่สดๆ ร้อนๆ ผมแต่งเองครับ รับรองว่าได้ฟังเพลงแล้วปวดกบาลไป ๕ คืน"

เสียง ร.อ. พล พูดขึ้นทันที

"เรืออากาศเอกนิกร ขณะนี้คุณกำลังอยู่ในหน้าที่และอยู่ในระเบียบวินัย เวลานี้ไม่ใช่เวลาร้องเพลง '

นิกรขมวดคิ้วนิ่วหน้า

"หน็อยแน่ พอใหญ่โตเข้าหน่อยชักเบ่งกับข้าเชียวหรืออ้ายพล"

ผู้บังคับฝูงที่ ๑๓ พูดเสียงเด็ดขาด

"หยุดพูด คุณนิกร ข้าพเจ้าเป็นผู้บังคับบัญชาของท่าน ถ้าขัดคำสั่งกลับไปนี่ท่านจะถูกส่งตัวขึ้นฟ้องศาลทหารในฐานขัดคำสั่ง"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"หงวนโว้ย เราคบคนผิดเสียแล้ว"

เสียงอาเสี่ยพูดตอบมา

"ทำอย่างไรได้ กรรมของสัตว์"

พวกนักบินต่างหัวเราะกันอย่างครื้นเครง ฝูงเครื่องบินไอพ่นประจัญบานของทัพฟ้าไทยได้พบกับฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิด บี. ๔๗ แล้ว มันกำลังบินเกาะหมู่ข้ามเขาลูกหนึ่งตรงมาตามจุดนัดพบ ฝูงบินไทยต่างเข้าทำหน้าที่คุ้มกันฝูงบินทิ้งระเบิดเหล่านี้

ทุกสิ่งทุกอย่างได้เป็นไปตามแผนการทุกประการ นักบินของเราสามารถมองเห็นสิงขรบุรีแล้ว ผู้บังคับฝูงสั่งเตรียมรบ และนักบินต่างรับทราบคำสั่งทั่วหน้ากัน

"เจ้านายครับ" นิกรตะโกนลั่น "ผมปวดท้องครับ"

เสียงพลตอบมาทางวิทยุ

"ปวดก็ทนเอา กลับไปกินยาที่ฐานทัพ"

นิกรเอ็ดตะโรลั่น

"ไม่ใช่ปวดท้องเฉยๆ โว้ย ปวดท้องอยากจะส้วม"

"ช่วยไม่ได้โว้ย ก่อนมาทำไมไม่จัดการให้เรียบร้อย"

ทัพฟ้าไทยใกล้เมืองสิงขรเข้าไปทุกขณะ สัญญาณภัยทางอากาศได้ดังครวญครางขึ้นทั่วเมือง ทหารข้าศึกเตรียมต่อสู้ป้องกันอากาศยานสับสนอลหม่านไปทั่วเมือง ฝูงบินสะกัดกั้นประจัญบานของข้าศึกต่างทะยานขึ้นจากสนามบินตามลำดับ ล้วนแต่ไอพ่นประจัญบานปีกลู่ซึ่งมีสมรรถภาพอย่างสูงไม่ยิ่งหย่อนกว่าซุปเปอร์ ซาเบ้อร์ ของเราเท่าใดนัก

เครื่องบินทิ้งระเบิด บี. ๔๗ ปราดเข้าทิ้งบ็อมบ์ทันที ปตอ. จากพื้นดินระดมขึ้นมาราวกับห่าฝน เสียงระเบิดจากระเบิดทำลายดังสนั่นหวั่นไหว จุดยุทธศาสตร์อาคารบ้านเรือนต่างๆ พังพินาศ มันเป็นการโจมตีอย่างดุเดือดที่สุด

เครื่องบินประจัญบานทัพฟ้าไทยปะทะกับฝูงเครื่องบินสะกัดกั้นของข้าศึกแล้ว สงครามเวหาเริ่มต้นในเวลา ๖.๒๘ น.

พลสั่งให้นักบินทำการรบโดยอิสระ

เบื้องบนท้องฟ้าเต็มไปด้วยเครื่องบินไอพ่นประจัญบานร่วม ๔๐๐ ลำ นักบินได้ยิงต่อสู้กันอย่าง ดุเดือด ไอพ่นของข้าศึกถูกยิงร่วงในเวลาติดๆ กัน ไม่ต่ำกว่า ๓๐ เครื่อง อย่างไรก็ตาม ซุปเปอร์ ซาเบ้อร์ แห่งทัพฟ้าของเราก็ถูกยิงตกถึง ๑๐ เครื่อง

ไอพ่นของข้าศึกเครื่องหนึ่งบินรี่เข้ามาหากิมหงวน "เปรตเวหา" ร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง

"ตาย มึงไม่ตายกูตาย"

ครั้นแล้วกิมหงวนก็เร่งเครื่องยนต์เต็มที่ รัวกระสุนปืนกลไปยังเครื่องบินข้าศึกทันที ต่างฝ่ายต่างยิงโต้ตอบกัน ในเวลาเดียวกันนี้เอง นิกรได้ส่งเสียงร้องเอ็ดตะโร

"หงวนโว้ย กันถูกรุมตั้ง ๔ เครื่อง"

อาเสี่ยร้องตอบนิกร

"ใจเย็นไว้ สู้ไปก่อนโว้ยประเดี๋ยวกันจะไปช่วย"

เปรตเวหาของเราบิดผาดแผลงอย่างน่าดู เสี่ยหงวนหลอกล่อข้าศึกให้ติดตามเขา แล้วดำดิ่งลงสู่เบื้องล่างเชิดหัวขึ้นกราดปืนกลไปยังเครื่องบินข้าศึกทันที

"ตูม"

ไอพ่นประจัญบานของข้าศึกถูกอาเสี่ยยิงระเบิดกลางอากาศ กิมหงวนหัวเราะชอบใจ ร้องตะโกนเรียกนิกรแล้วบินเอียงขวาผ่านหน้าเครื่องประจัญบานของเราเครื่องหนึ่งหวุดหวิดจะชนกัน

สงครามเวหาเป็นไปอย่างอุตลุดแทบจะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร นับว่าเป็นประวัติศาสตร์สงครามครั้งแรกที่เครื่องบินกลับเครื่องบินต่อสู้กันมากมายเช่นนี้ ซุบเปอร์ ซาเบ้อร์ของเราพยายามสะกัดกั้นคุ้มกันเครื่องบินทิ้งระเบิดไว้ เพื่อให้ทำงานอย่างเต็มที่ สิงขรบุรีกลายเป็นทะเลเพลิงไปแล้ว ถูกบ็อมบ์ยับเยิน อาคารหลายแหล่งเป็นที่เก็บกระสุนดินดำระเบิดสนั่นหวั่นไหว

ไม่มีการรบทางอากาศครั้งใดที่จะฉกาจฉกรรจ์เหมือนกันศึกเหนือน่านฟ้าแห่งนคร สิงขร นักบินไทยได้แสดงความสามารถอาจหาญอย่างน่าบูชา โดยเฉพาะ พล, นิกร, กิมหงวนของเรายังคงแสดงลวดลายของเสืออากาศแบบเสือเก่าสู้ไม่ถอย

ไอพ่นปีกลู่ของข้าศึกเครื่องหนึ่งปราดเข้าทางด้านหลัง ซุบเปอร์ ซาเบ้อร์ ของนิกร และพ่นกระสุนปืนกลมาราวกับห่าฝน นิกรสะดุ้งเฮือกสุดตัวยกมือทั้งสองไขว่คว้าอากาศเอนตัวไปทางด้านหลังขมวดคิ้วนิ่วหน้าและแยกเขี้ยว นักบินข้าศึกขับเครื่องบินเฉียดไปในระยะใกล้ชิด มองดูนิกรด้วยความพออกพอใจ

แต่นิกรของเราหาได้เป็นอันตรายอะไรไม่ เขาแกล้งทำเป็นชักดิ้นชักงอหลอกข้าศึกให้หลงกล เมื่อนักบินข้าศึกขับเครื่องบินเลยไป นิกรก็เร่งเครื่องไล่ติดตามกระชั้นชิด มือขวาที่จับคันบังคับเหนี่ยวสวิท กระสุนปืนกลทันที

กระสุนปืนกลของนิกรถูกแพนหางและลำตัวเครื่องบินไอพ่นปีกลู่เครื่องนั้นทะลุปรุพรุน และถูกหลังนักบินข้าศึกหลายนัด ไอพ่นปีกลู่เครื่องนั้นควงสว่านลอยละลิ่วลงสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว นักบินข้าศึกตายอยู่ในที่นั่งของเขา

แล้วนิกรก็ได้ยินเสียงพลพูดวิทยุกับเขา

"กรโว้ย เครื่องบินของกันขัดข้องแล้ว แต่พอจะประคองกลับฐานทัพได้ ปีกซ้ายถูก ปตอ. โว้ย"

นิกรบังคับซุบเปอร์ ซาเบ้อร์ของเขา ติดตามค้นหาพล ในที่สุดนิกรก็นำเครื่องบินเข้ามาบินขนานกันพอในระยะใกล้ชิด

"แกกลับไปฐานทัพก่อนเถอะ อย่าเป็นห่วงพวกเราเลย"

"กันกลับไม่ได้ กันจะต้องนำฝูงของกันกลับ กันยอมตายดีกว่าที่จะทิ้งนักบินในบังคับบัญชาของกัน ขณะนี้เครื่องบินในฝูง ๑๓ ของเราถูกยิงตกไปสามเครื่องแล้ว"

ก่อนที่นิกรจะพูดว่ากระไร เขาก็ได้ยินเสียงกิมหงวนร้องลั่น

"โอ้ย-กันถูกยิง อ้ายกร"

นิกรสะดุ้งเล็กน้อย แล้วหัวเราะ

"อ้ายโกหก"

มีเสียงตอบมาทางวิทยุ

"ก็โกหกน่ะซี กันกำลังพันตูกับเครื่องบินข้าศึกสองเครื่อง แกคอยดูนะ กันจะสังหารมันให้ได้ทั้งสองลำ"

ท่ามกลางการณรงค์อันดุเดือดระหว่างทัพฟ้าไทยและทัพฟ้าข้าศึก "เปรตเวหา" ของเรากำลังประชิดติดพันกับไอพ่นปีกลู่สองเครื่อง เสี่ยหงวนบินผาดโผนอย่างแคล่วคล่องว่องไว เลือดรักชาติทำให้อาเสี่ยบ้าบิ่นมุทะลุ เขารบพลางและร้องตะโกนโต้ตอบกับข้าศึกทางวิทยุ

"อย่านึกเลยวะว่าพวกแกจะรุกรานประเทศไทยได้ง่ายๆ "

นักบินข้าศึกโต้ตอบกับเสี่ยหงวนด้วยภาษาไทย

"เออ-ระวังให้ดี นักเลงจริงอย่าหนีก็แล้วกัน"

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"หน็อย-คนอย่างเรืออากาศเอกกิมหงวนผู้มีสมญาว่าเปรตเวหาหนีข้าศึกมีหรือวะ กล้าดีชนกับกูตัวต่อตัวไหมล่ะ ใครไม่สู้ไม่ใช่คน"

เสียงนักบินข้าศึกหัวเราะเบาๆ

"การชนกันไม่ใช่ยุทธวิธีนี่โว้ยอ้ายเพื่อนเกลอ นักบินที่ขับเครื่องบินชนเครื่องบินของอีกฝ่ายหนึ่งนั้นหมายความว่าบ้อท่าแล้ว"

เสี่ยหงวนบินเอียงขวาแล้วด่ำดิ่งลงสู่เบื้องล่าง หลอกให้นักบินข้าศึกทั้งสองเครื่องติดตามเขา เครื่องบินของกิมหงวนบินต่ำลงมาทุกทีด้วยความเร็วสูง อาเสี่ยบินตะแคงผ่านหน้าผาแห่งหนึ่งในระยะใกล้ชิด ซึ่งเป็นภาพที่น่าตื่นเต้นหวาดเสียวอย่างยิ่ง นักบินข้าศึกทั้งสองเครื่องไล่กวดกระชั้นชิด และแล้วไอพ่นปีกลู่หมายเลข ๓๐ ก็ชนกับหน้าผาเสียงสนั่นหวั่นไหว

"ตูม"

เปรตเวหาหัวเราะงอหาย ดึงเครื่องขึ้นสู่ความสูงอย่างรวดเร็ว และแล้วก็บินท่าผาดแผลงรัวปืนกลไปยังเครื่องบินไอพ่นปีกลู่ซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ของเขา

"ปังๆๆๆๆๆ "

เครื่องบินข้าศึกระเบิดกลางอากาศเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยการยิงอันแม่นยำของอาเสี่ย

ขณะนี้พลกำลังพันตูกับเครื่องบินข้าศึกอีกครั้งหนึ่งในระยะสูงมาก ทั้งสองฝ่ายโต้ตอบกันด้วย ปืนกลอากาศ แต่แล้วด้วยความเฉลียวฉลาดของพล เขาก็สามารถปล่อยกระสุนปืนกลยิงถูกนักบินข้าศึกตายคาที่ มิหนำซ้ำเครื่องบินไอพ่นปีกลู่เครื่องนั้นบังเกิดเพลิงไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็ว คู่ต่อสู้ของพลต้องจบชีวิตของเขาเพียงเท่านี้

สงครามเวหาสิ้นเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ฝูงเครื่องบินสะกัดกั้นประจัญบานของข้าศึกก็ถูก ยิงตกร้อยกว่าลำ บ้างก็มีความจำเป็นต้องผละจากการรบหนีกลับสนามบิน สมรรถภาพของนักบินไทยประกอบด้วยเครื่องบินขับไล่ไอพ่นประจัญบานอันเลอเลิศ ทำให้กองทัพอากาศไทยได้เปรียบฝูงเครื่องบินสะกัดกั้นของข้าศึกด้วยประการทั้งปวง นักบินข้าศึกที่เหลือตายต่างนำเครื่องบินของตนหลบหนีไปทางทิศเหนือ ซุบเปอร์ ซาเบ้อร์ของเราไล่ติดตามทำลายล้างโดยไม่ลดละ

ฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิด บี ๔๗ ได้ปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญเสร็จสิ้นแล้ว นักบินอเมริกันต่างนำป้อมบินยักษ์ของตนเดินทางกลับฐานทัพด้วยการบินเกาะหมู่สวยงามมาก ป้อมบินยักษ์เหล่านี้ถูก ปตอ. ยิงตกสามเครื่องและถูกเครื่องบินไอพ่นสะกัดกั้นประจัญบานยิงตกอีกหนึ่งเครื่อง อย่างไรก็ตาม เมืองสิงขรของข้าศึกก็ราบไปแล้วด้วยอำนาจลูกระเบิดทำลายและระเบิดเพลิง

บรรดาผู้บังคับฝูงทั้งหลายแห่งกองบินใหญ่ที่ ๓๕, ๓๖ และ ๓๗ ต่างวิทยุเรียกนักบินในบังคับบัญชาของตนให้มารวมกำลังกันและเดินทางกลับฐานทัพเป็นการด่วน เพื่อทำหน้าที่คุ้มกันฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิดเหล่านั้น

ฝูงบินที่ ๑๓ ซึ่งมีเรืออากาศเอก พล พัชราภรณ์ เป็นผู้บังคับฝูงขาดจำนวนไป ๕ เครื่อง นั่นหมายความว่านักบินเหล่านั้นได้สละชีพเพื่อประเทศชาติของเขา อันเป็นวีรกรรมที่น่าสรรเสริญ พลรู้สึกเศร้าใจอย่างยิ่งในการที่เขาต้องสูญเสียเครื่องบินไป ๕ เครื่องจากสงครามเวหาคราวนี้

พล, นิกร, กิมหงวนคุยกันจ้อมาตลอดทาง ถึงแม้ว่าจะอยู่กันคนละลำ แต่ก็สามารถสนทนาปราศรัยกันเหมือนกับนั่งล้อมวงคุยกัน ทั้งนี้ก็ด้วยวิทยุโทรศัพท์ที่มีคุณภาพอย่างดีประจำเครื่องบินประจัญบานเหล่านี้ แต่เมื่อใครคนหนึ่งพูดขึ้น นักบินทุกๆ คนก็ได้ยินกันทั่ว

พลได้ติดต่อกับกองบังคับการกองบินใหญ่ที่ ๓๕ โดยทางวิทยุและได้มีโอกาสพูดโต้ตอบกับหลวงอึกกระทึกเวหา

"ผู้บังคับฝูงบินที่ ๑๓ ผู้บังคับฝูงบินที่ ๑๓ ให้ท่านนำฝูงบินของท่านแตกแยกออกจากขบวน เดินทางไปยังเมืองพินทุราชเดี๋ยวนี้ ให้พยายามทำลายกองลำเลียงของข้าศึกตามถนนสายยุทธศาสตร์ให้จงได้ นักบินลาดตระเวนได้รายงานให้ข้าพเจ้าทราบว่า ขบวนรถยนต์บรรทุกยุทธสัมภาระของข้าศึก ๓๐๐ คัน อยู่ห่างจากเมืองพินทุราชประมาณ ๒๐ กิโลเมตร"

ด้วยคำสั่งของผู้บังคับการบินใหญ่นี้เอง ทำให้ พล พัชราภรณ์ ได้นำฝูงบินของเขาเดินทางไปปฏิบัติงานโจมตีขบวนลำเลียงของข้าศึก ณ ถนนสายยุทธศาสตร์ซึ่งเป็นถนนที่มีความยาวนับจำนวนพันไมล์

ซุบเปอร์ ซาเบ้อร์ รวมทั้งหมด ๑๐ เครื่องได้บินเป็นแถวเรียงเดี่ยวหน้ากระดานตามแบบของฝูงเครื่องบินอเมริกัน ในปัจจุบันนี้ พล, นิกร, กิมหงวน สนทนากันมาตลอดทาง พลบอกกับเพื่อนเกลอทั้งสองว่าปีกเครื่องบินของเขาชำรุดเพราะถูกชิ้นระเบิดของกระสุน ปตอ. แต่ก็ไม่ทำให้สมรรถภาพของเครื่องบินเปลี่ยนแปลงไปเลย ซึ่งทำให้เขาประหลาดใจมาก

"พลโว้ย" นิกรร้องถาม "กันแยกกลับไปฐานทัพก่อนได้ไหม ปวดท้องเต็มทนแล้วโว้ย"

เสียงผู้บังคับฝูงหัวเราะหึๆ

"อย่าบ้าหน่อยเลยวะอ้ายกร"

โธ่-ให้ดิ้นตายซีวะ เมื่อตอนที่ประจัญบานกับข้าศึกเหนือเมืองสิงขรมันหายไปชั่วขณะ นี่ชักจะเอาเรื่องอีกแล้ว ถ้ายังไงกันปล่อยในเครื่องบินนี่แหละนะ แล้วกลับไปถึงให้พวกช่างเครื่องทำความสะอาดเอาเอง"

ฝูงเครื่องบินไอพ่นประจัญบานฝูง ๑๓ บินข้ามหมู่ขุนเขาแห่งหนึ่ง พลไม่มีเวลาที่จะสนทนากับเพื่อนเกลอทั้งสองอีกแล้ว เพราะเขามีงานที่จะต้องทำมากมายหลายอย่าง คั่นแรกก็คือนำฝูงบินของเขาเดินทางไปยังเมืองพินทุราช ซึ่งพลต้องดูแผนที่ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังต้องติดต่อวิทยุกับพวกนักบินในบังคับบัญชาของเขา แล้วก็จดบันทึกลงในสมุดโน๊ตเล่มใหญ่ ซึ่งนักบินขับไล่ประจัญบานทุกคนต้องทำงานหนักที่สุดตลอดเวลาที่ขับเครื่องบิน

ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขุนเขาทางด้านตะวันออกแล้ว แสงอาทิตย์ทำให้หมอกที่ปกคลุมผืนแผ่นดินจางหายไปเกือบหมด เรืออากาศเอก พล นำฝูงบินในบังคับบัญชาของเขาบินลัดตัดตรงไปยังเมืองพินทุราชที่แลเห็นอยู่เบื้องหน้า มันเป็นเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งซึ่งไม่มีความหมายอะไรเลย

ฝูงบินที่ ๑๓ แห่งกองบินใหญ่ที่ ๓๕ บินข้ามเมืองในระยะสูง ๑๒,๐๐๐ ฟิต ต่อจากนั้นเพียงครู่เดียวก็มองเห็นถนนสายยุทธศาสตร์คดเคี้ยวไปมาตามไหล่เขาแลลิบสุดสายตา

ไอพ่นประจัญบานแห่งทัพฟ้าไทยบินใกล้ถนนยุทธศาสตร์เข้าไปตามลำดับ เมื่อมองดูด้วยกล้อง พวกนักบินก็แลเห็นหน่วยยานยนต์ของข้าศึกอันมากมายก่ายกองปรากฏอยู่บนทางสายนั้น มีรถถังขนาดหนักคุ้มกันมาด้วย รถยนต์บรรทุกไม่ต่ำกว่าสามสี่ร้อยคัน ล้วนแต่บรรทุกยุทธสัมภาระทั้งสิ้น เท่าที่ข้าศึกไม่มีเครื่องบินคุ้มกันก็เนื่องจากข้าศึกเชื่อว่าฝูงเครื่องบินสะกัดกั้นประจัญบานที่เมืองสิงขรมีความเข้มแข็งอย่างยิ่งยวด คงจะไม่ยอมปล่อยให้เครื่องบินประจัญบานของไทยหรือของอเมริกันผ่านเมืองสิงขรมาได้ พลสั่งการโจมตีอย่างคล่องแคล่ว นักบินในฝูงต่างตอบรับคำสั่งโดยทั่วหน้ากัน

ครั้นแล้ว เรืออากาศเอก พล พัชราภรณ์ เสืออากาศรูปหล่อก็นำเครื่องบินของเขาผละออกจากฝูงบิน ตะแคงซ้ายดำดิ่งลงสู่เบื้องล่างด้วยความเร็วอย่างสูง พวกนักบินในฝูงก็บังคับเครื่องบินดำดิ่งลงไปโจมตีข้าศึกเช่นเดียวกัน

เสียงปืนกลอากาศดังสนั่นหวั่นไหว ระคนกับเสียงเครื่องยนต์ไอพ่น ขบวนลำเลียงของข้าศึกหยุดการเคลื่อนที่แล้ว ปืนต่อสู้อากาศยานตามรถบรรทุกต่างๆ ได้ช่วยกันระดมยิงฝูงบินไอพ่นของเราอย่าง ดุเดือด กระสุน ปตอ. แตกระเบิดเกลื่อนกลาดท้องฟ้าแลเห็นเป็นจุดดำๆ หลายสิบจุด

แต่แล้ว รถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ก็ตกเป็นเหยื่อกระสุนปืนกลของนักบิน อาเสี่ยกิมหงวนนำเครื่องบินของเขาบินลงในระยะต่ำประมาณ ๒๐๐ ฟิต แล้วใช้จรวดนำวิถียิงทำลายรถถังยักษ์ของข้าศึกได้ถึงสองคัน

นิกรนั่งหลับอยู่ในที่นั่งของเขา พอรู้สึกตัวก็ลืมตาโพลงใจหายวาบ เครื่องบินของเขาหวุดหวิดจะปะทะกับยอดไม้ เคราะห์ดีที่นิกรดึงเครื่องขึ้นทัน นายจอมทะเล้นบังคับเครื่องบินเลี้ยวกลับมาทางถนนยุทธศาสตร์ แล้วจิกหัวลงไปรัวกระสุนปืนกล ยิงรถบรรทุกกระสุนปืนใหญ่คันหนึ่งระเบิดตูมแหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี

นักบินไทยได้โจมตีอย่างสนุกสนาน ขบวนลำเลียงของข้าศึกได้รับความเสียหายมากมาย

เสียงพลพูดมาทางวิทยุ

"หงวนโว้ย....กันถูกสะเก็ด ปตอ. แล้ว โอย....ขอให้แกทำหน้าที่ผู้บังคับฝูงแทนกันด้วย"

อาเสี่ยกำลังโจมตีรถบรรทุกคันหนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงพลพูดเช่นนี้ ก็บังคับเครื่องบินเชิดหัวขึ้นบินตรงไปยังเครื่องบินของพลทันที และนำเครื่องบินของเขาบินขนานกับเครื่องบินของพลในระยะใกล้ชิด

ในเวลาเดียวกันนิกรก็นำเครื่องบินของเขาปราดเข้ามาบินขนาบข้างเปรตเวหา สามสหายต่างมองเห็นกันอย่างถนัด เครื่องบินทั้งสามเครื่องบินกันขนานไปในระยะสูงประมาณ ๖๐๐ ฟิต

"เป็นยังไงบ้างโว้ย พล" นิกรร้องถามด้วยความห่วงใย

"กันถูกชิ้นระเบิดของกระสุน ปตอ. ที่ขาขวาและขณะนี้เครื่องยนต์ของกันกำลังขัดข้อง"

นิกรยิ้มเล็กน้อย แล้วพูดกับพลทางวิทยุ

"ไม่เป็นไรวะ ยังไกลหัวใจมาก แกรีบกลับไปฐานทัพเถอะ ให้อ้ายหงวนเป็นผู้บังคับฝูงแทนแก"

พลโบกมือให้เพื่อนเกลอทั้งสอง และสั่งพวกนักบินในบังคับบัญชาของเขาให้ทราบทั่วกันว่า เขาได้รับบาดเจ็บ เครื่องยนต์ก็ชำรุดเสียหาย จำเป็นต้องรีบกลับฐานทัพก่อน ให้นักบินทุกคนเชื่อฟังคำสั่ง เรืออากาศเอกกิมหงวน ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้บังคับฝูงแทนเขา

แล้วพลก็นำไอพ่นประจัญบานประจำตัวของเขาบินกลับเมืองขันธบุรีโดยด่วน เปรตเวหาเริ่มปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับฝูงทันที

"เฮ้ย-นักบินทุกคนฟังอั๊วโว้ย ใครจะรบยังไงก็ตามใจ อย่าขับเครื่องบินชนกันเล่นก็แล้วกัน และถ้าไม่จำเป็นก็อย่านำเครื่องบินชนพื้นดินเป็นอันขาด เดี๋ยวจะว่าไม่บอก รถราข้าศึกมองยั้วเยี้ยไปบนถนนนั่น ใครจะสังหารโดยวิธีใดก็เชิญ รบอย่างอิสระโว้ยพวกเรา ผู้บังคับฝูงคนนี้ใจดีมาก"

พวกนักบินต่างโห่ร้องกันเกรียวกราวแล้วผลัดเปลี่ยนกันโจมตีขบวนยานยนต์ของข้าศึกต่อไปอย่างสนุกสนาน เสี่ยหงวนกับนิกรบินผาดแผลงน่าหวาดเสียวและบินต่ำมาก จนกระทั่งบางครั้งปีกเครื่องบินอยู่สูงจากถนนยุทธศาสตร์ไม่เกิน ๕ เมตร

อย่างไรก็ตาม ข้าศึกได้ทำการต่อสู้ป้องกันตัวอย่างสุดเหวี่ยง ปตอ. ๔๐ มม. จากรถบรรทุกขนาดใหญ่ได้ระดมยิงฝูงเครื่องบินไอพ่นของเราอย่างหนาแน่นตลอดเวลา

ครั้งหนึ่ง นิกรได้ยินเสียงเสี่ยหงวนร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"โอ้ย-กรโว้ย กันถูกยิง"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"ดี-ตายเสียก็ดี"

เสี่ยหงวนสั่งงานทางวิทยุ

"ข้าพเจ้าถูกสะเก็ด ปตอ นัยน์ตาของข้าพเจ้ามองไม่เห็นแล้ว ขอให้นิกรเป็นผู้บังคับฝูงแทนข้าพเจ้านับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป"

คราวนี้นิกรใจหายวาบ เพราะเสียงของกิมหงวนที่สั่งงานนั้นเข้มแข็งเด็ดขาดไม่ใช่ล้อเล่นเสียแล้ว นิกรนำเครื่องบินของเขาบินติดตามเครื่องบินของเสี่ยหงวนจนทันกัน แล้วนิกรก็อ้าปากหวอเมื่อแลเห็นอาเสี่ยถอดหน้ากากอ๊อกซิเยนออก ใบหน้าของอาเสี่ยแดงฉานด้วยโลหิต

"อ้ายเสี่ย...." นายจอมทะเล้นตะโกนลั่น "เป็นยังไงบ้าง"

"กันแย่แล้ว นัยน์ตากันบอดแน่ กันมองไม่เห็นอะไรเลย"

"ว้า" นิกรคราง "นั่นมันเรื่องทัพฟ้านาวีประจัญบานที่ "เฉลิมชาติ" นี่หว่า ทำไมถึงไปเหมือนกับเรื่องหนังเล่า"

"ยังไงก็ไม่รู้โว้ย ตากันบอดจริงๆ หน้าผากของกันเป็นบาดแผลสาหัสมาก"

"อือ" นิกรคราง "คล้ายกับเรื่องในหนังไม่มีผิด ถ้ายังงั้นกันจะเป็น แวน จอห์นสันเอง กันจะพยายามพาแกกลับฐานทัพของเราให้จงได้ ทำใจดีๆ ไว้ อ้ายเสี่ยเพื่อนยาก แกควรจะภูมิใจให้มาก ถ้าหากว่าแกตกเรือบินตาย เพราะว่าแกตายเพื่อชาติ แกอย่าลืมว่า ตัวตายดีกว่าชาติตาย"

กิมหงวนพูดวิทยุบอกให้นักบินหยุดยั้งการโจมตีแต่เพียงเท่านี้ และออกคำสั่งให้ทราบทั่วกันว่าเขาไม่สามารถจะทำหน้าที่บังคับฝูงได้แล้วให้นิกรปฏิบัติหน้าที่แทนเขา

เรืออากาศเอก นิกร นำฝูงที่ ๑๓ ในบังคับบัญชาของเขาเดินทางกลับขันธบุรีโดยเร็ว การโจมตีขบวนลำเลียงของข้าศึก เครื่องบินของเราปลอดภัยทุกเครื่อง แต่ก็มีบางเครื่องถูกกระสุนปืนกลหรือสะเก็ด ปตอ. ปีกหางชำรุดไปบ้าง อันเป็นธรรมดาของการรบ

เวลาผ่านพ้นไปประมาณ ๑๐ นาที ฝูงเครื่องบินไอพ่นประจันบานก็เดินทางมาถึงขันธบุรี นิกรพูดวิทยุติดต่อกับกองบังคับการกองบินใหญ่ที่ ๓๕ แล้ว หลวงอึกกระทึกฯ ได้สั่งให้เตรียมช่วยเหลือเสี่ยหงวนอย่างฉับพลัน รถพยาบาลเตรียมพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ และรถดับเพลิงด้วยน้ำยาเคมีสองคันที่จอดอยู่ริมขอบสนาม ก็ติดเครื่องยนต์เตรียมไว้ นับตั้งแต่แลเห็นจุดเล็กๆ ๙ จุดเคลื่อนที่ใกล้เข้ามา

ตลอดเวลาที่เดินทางกลับ เปรตเวหาของเราเกือบจะหมดความรู้สึก เนื่องจากโลหิตออกมากเกินไป เขาบังคับเครื่องบินของเขาทั้งๆ ที่นัยน์ตามองไม่เห็น นิกรคอยแนะนำกำกับการแสดงตลอดเวลา บางครั้งเมื่ออาเสี่ยฟุบลงไปกับที่นั่ง นายจอมทะเล้นก็อกสั่นขวัญแขวน กลัวว่าเพื่อนเกลอของเขาจะเสียชีวิต

เมื่อมาถึงสนามบิน นิกรก็สั่งให้นักบินทั้ง ๗ เครื่องนำเครื่องบินลงสนามได้ ส่วนเขากับอาเสี่ยคงบินเคียงคู่กันมาในระยะใกล้ชิด การที่จะช่วยให้อาเสี่ยนำเครื่องบินลงสนามนั้นย่อมลำบากยากเย็นมิใช่น้อย เพราะทางวิ่งกว้างประมาณ ๖ เมตร ยาว ๑๕๐ เมตรเท่านั้น ถ้าหากว่าซุปเปอร์ ซาเบ้อร์ของกิมหงวนลงนอกทางวิ่งของมัน เครื่องบินก็จะหักออกเป็นสองท่อนหรือพลิกคว่ำ อันจะทำให้เกิดระเบิดขึ้นได้และนั่นย่อมหมายความว่า อาเสี่ยจะต้องเสียชีวิตอย่างไม่มีปัญหา

ท่านผู้บังคับกองบินใหญ่ที่ ๓๕ ยืนอยู่ข้างรถวิทยุและพูดวิทยุติดต่อกับนิกร, กิมหงวนตลอดเวลา บรรดานักบินและช่างอากาศยืนกระสับกระส่ายไปตามกัน ทุกคนเต็มไปด้วยความห่วงใยเปรตเวหา เมื่อได้ทราบว่าเขาได้ถูกยิงบาดเจ็บสาหัสถึงกับนัยน์ตาบอดทั้งสองข้าง และขณะนี้แทบจะหมดความรู้สึกอยู่แล้ว

"กิมหงวน" หลวงอึกกระทึกฯ พูดกับอาเสี่ย "นัยน์ตาของเธอมองไม่เห็นอะไรแม้แต่น้อยเชียวหรือ"

เสียงกิมหงวนตอบทางวิทยุ

"ไม่เห็นเลยครับ โอย...."

หลวงอึกกระทึกฯ พูดกับนิกร

"เธอจะช่วยเรืออากาศเอกกิมหงวนได้โดยวิธีใดนิกร"

"นั่นน่ะซีครับ ท่านผู้บังคับกอง แต่ผมทิ้งเพื่อนผมไม่ได้หรอกครับ ถึงอย่างไรผมก็จะช่วยอ้ายหงวนให้ถึงที่สุด บินประกบเคียงคู่กันไปอย่างนี้ ผิดนักก็ตายด้วยกัน"

นิกรต้องทำงานอย่างเหนื่อยกายและเหนื่อยใจเป็นที่สุด เป็นครั้งแรกในชีวิตของเขา นายจอมทะเล้นของเราแสดงสมรรถภาพอันเข้มแข้ง เขาสั่งงานทางวิทยุตลอดเวลา บอกให้ "เปรตเวหา" บังคับเครื่องบินตามคำสั่งของเขา

ไอพ่นประจัญบานบินวนเวียนรอบสนามคู่กันไปตั้งหลายรอบก็ยังลงไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพราะเสี่ยหงวนหมดกำลังเนื่องจากโลหิตออกมากเกินไป เมื่อนิกรรายงานให้หลวงอึกกระทึกฯ ทราบ ท่านผู้บังคับกองบินใหญ่ก็ตัดสินใจออกคำสั่งกับอาเสี่ย"

"กิมหงวนกระโดดร่มลงมาเถอะ ถ้าเธอนำเครื่องบินลงสนามทั้งๆ ที่นัยน์ตามองไม่เห็นเครื่องคงหักและคงจะเกิดระเบิดขึ้น"

เสียงอาเสี่ยพูดแผ่วเบา

"ผมหมดกำลังแล้วครับผู้กอง ผมไม่ทราบว่าไกปืนอยู่ไหน" เปรตเวหาหมายถึงปืนใหญ่แบบปืนครกซึ่งเป็นเครื่องช่วยชีวิตนักบินและติดอยู่ใต้ที่นั่ง เมื่อนักบินยิงปืนใหญ่กระบอกนี้ กระสุนปืนใหญ่ก็จะดันเก้าอี้ที่นั่งและตัวนักบินให้หลุดออกจากเครื่องบินอย่างง่ายดาย หลักจากนั้นนักบินก็จะปลดเก้าอี้และบังคับร่มชูชีพให้กางด้วยเครื่องมืออัตโนมัติ

เสียงหลวงอึกกระทึกฯ พูดมา

"ใช้ไกปืนอาหลั่ยได้ไหม"

"โอย-ผมไม่มีแรงขึ้นลำครับ ไกอาหลั่ยหาพบแล้ว ผู้กองครับ...ผมลาละครับ หนี้สินที่ผู้กองมีพันธะกับผมผมยกให้ ถ้าพบคุณอาปัจจานึกฯ ผู้กองช่วยเรียนท่านด้วยนะครับว่า นกตะกรุมตัวนี้ขอลาก่อน โอย...."

ซุปเปอร์ ซาเบ้อร์ทั้งสองเครื่อง บินกลับมายังสนามบินอีกครั้งหนึ่ง

"เสี่ยโว้ย" นิกรเอ็ดตะโร "ทำใจดีๆ ไว้ บินเอียงขวาอีก ๑๐ องศา และผ่อนเครื่องยนต์ให้เบาที่สุด คราวนี้เป็นลงสนามได้แน่"

เสี่ยหงวนร้องครางด้วยความเจ็บปวด

"ไม่เอาละโว้ย กันตายดีกว่า กันจะบินชนสนามบินเลย มันจะได้รู้แล้วรู้รอด"

เรืออากาศเอกนิกรพูดขึ้นทันที

"อย่าเพิ่งตายง่ายๆ อ้ายหงวน ถ้าแกตายโลกเราจะสูงขึ้นอีก พยายามอยู่เพื่อทะลึ่งต่อไปดีกว่า อยู่เป็นเพื่อนกันเถอะวะ รอให้กึ่งพุทธกาลแล้วเราค่อยตายพร้อมๆ กัน ตกเครื่องบินตายไม่โก้เลย กินก๊วยเตี๋ยวตายยังจะดีกว่า"

ไอพ่นประจัญบานทั้งสองเครื่องบินเลยไปอีก เครื่องบินของกิมหงวนเริ่มบินผาดแผลงในท่า ต่างๆ เพราะอาเสี่ยหมดแรงนั่งคอตกอยู่ในที่นั่ง บรรดานักบินและช่างอากาศที่ยืนอยู่บนสนามบินใจหายใจคว่ำไปตามกัน

"อ้ายเสี่ย ทำใจให้เข้มแข็ง กันมีข่าวร้ายที่จะบอกแกว่า คุณนวลกำลังติดพันอ้ายหนุ่มรูปหล่อคนหนึ่ง ถึงกับไปเต้นรำด้วยกันทุกคืน ว่าจะเล่าให้แกฟังเมื่อเช้านี้ก็ลืมไป แกอย่าเพิ่งตาย แกต้องอยู่เพื่อกู้เกียรติของแกไว้"

"เปรตเวหา" ลืมตาโพลง เท่านี้เองความเข้มแข็งก็เกิดขึ้นแก่กิมหงวน เขารักเมียของเขาราวกับดวงใจ เพียงแต่ผู้ชายมองดูนวลลออมากไปหน่อย อาเสี่ยยังเคยให้เจ้าหมอนั่นรับประทานหมาก บางทีก็แจกแว่นให้ใส่ไป

"อ้ายกร" กิมหงวนขบกรามพูด "ถ้ายังงั้นกูยังไม่ตาย ฮึ่ม-หน็อยแน่ ผัวไม่อยู่คบชู้รำโทน ผัวกลับไปไล่เตะให้โจนไม่เป็นไรโว้ย ถึงตากันบอด ความรู้สึกของกันก็ยังดีอยู่ ฮะฮ้า เปรตเวหาต้องไม่ตาย"

"ยังงั้น" นิกรสนับสนุน "แกจะต้องเป็นเปรตต่อไปอีก เลี้ยวขวาตัดไปสนามบินโว้ย ถ้าแกเอาเครื่องบินลงได้ แกจะได้เป็นวีระบุรุษ ถ้าลงไม่ได้แกต้องเป็นโรคบุรุษ"

ไอพ่นประจัญบานทั้งสองเลี้ยวกลับไปยังสนามอีก นิกรคอยบอกกิมหงวนในการบังคับเครื่องบินตลอดเวลา

"เอาละโว้ย เบาเครื่องค่อยๆ ลงให้ดี ตรงรันเวย์แล้ว"

เสี่ยหงวนพยายามรวบรวมกำลัง และปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง ใบหน้าของเขาชุ่มโชกด้วยโลหิต เครื่องบินของ "เปรตเวหา" ค่อยๆ ต่ำลงมาทุกที พอล้อกระทบทางวิ่ง เครื่องบินก็หักสะบั้นออกเป็นสองท่อน

"โครม"

รถดับเพลิงและรถพยาบาลต่างเปิดไซเรนแล่นตรงไปยังเครื่องบินของเสี่ยหงวนทันที เดชะบุญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังคุ้มครองอยู่ อาเสี่ยมีสติดีตัดน้ำมันและดับเครื่องยนต์เสียทัน เครื่องบินจึงไม่ระเบิด พวกนักบินและเจ้าหน้าที่สนามบินต่างๆ ถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน มันไม่ผิดอะไรกับว่าอาเสี่ยตายแล้วเกิดใหม่

ในที่สุด เสี่ยหงวนก็ถูกเจ้าหน้าที่เสนารักษ์นำตัวออกมาจากเครื่องบิน ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เอง ทหารราบอากาศหมวดหนึ่งได้รับคำสั่งจากหลวงอึกกระทึกฯ ให้รีบเข็นเครื่องบินของเสี่ยหงวนให้ออกไปจากทางวิ่ง เพื่อให้นิกรนำเครื่องบินลง

เรืออากาศเอก นิกร แสดงการบินผาดแผลงอย่างน่าหวาดเสียว จนกระทั่งแลเห็นเวรธงให้สัญญาทางสะดวก นิกรก็นำเครื่องบินของเขาลงสู่สนามบินโดยสวัสดิภาพ ช่างอากาศสองคนรีบวิ่งเข้าไปช่วยเหลือเขา หลังจากนั้นหลวงอึกกระทึกฯ ก็พานายทหารอากาศหลายคนวิ่งไปห้อมล้อมนิกร

ท่านผู้บังคับกองบินใหญ่ ปราดเข้าสัมผัสมือกับนิกรทันที

"เก่งมาก นิกร"

นิกรอมยิ้ม

"เก่งมานานแล้วครับ ไม่ใช่เพิ่งเก่ง"

หลวงอึกกระทึกฯ หยุดยิ้มทันที

"ถ้าเธอลดความทะลึ่งลงได้บ้าง เธอจะน่ารักขึ้นมากทีเดียว"

นิกรว่า "ผมทะลึ่งก็น่าเอ็นดูนะครับ ผู้กอง"

พวกนายทหารอากาศต่างหัวเราะคิกคักไปตามกัน นิกรได้รายงานผลการรบและรายละเอียดที่เสี่ย หงวนถูกยิงให้หลวงอึกกระทึกฯ ทราบโดยละเอียด ท่านผู้บังคับกองบินได้สัมผัสมือกับนิกรอีกครั้งหนึ่ง

"ฉันจะรายงานวีรกรรมของเธอไปยังกองทัพ บางทีเธออาจจะได้เลื่อนยศเป็นนาวาอากาศตรีก็ได้"

นิกรลืมตาโพลง

"ผมทำงานเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตอย่างได้ให้เลื่อนยศอีกชั้นเดียวเท่านั้นหรือครับ เป็นนาวาอากาศตรีน้อยไปครับผู้กอง"

หลวงอึกกระทึกฯ ถอนหายใจเบาๆ

"แล้วเธอจะเอายศอะไรถึงจะพอใจเธอ"

นายจอมทะเล้นนิ่งคิดอยู่สักครู่ พูดอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

"จอมพลอากาศไม่ได้หรือครับ"

ท่านผู้บังคับกองบินยกฝ่ามือผลักหน้านิกรค่อนข้างแรง แล้วท่านก็หัวเราะชอบใจ

"เธอต้องค่อยๆ ไต่ขึ้นไปทีละขั้น ฉันเองรับราชการมาตั้ง ๒๐ กว่าปีแล้ว เพิ่งได้พลเรืออากาศตรี"

"ก็เมื่อตอนหนุ่มๆ ผู้กองชอบเมาสะเงาะสะแงะนี่ครับ"

หลวงอึกกระทึกฯ สะดุ้งเฮือก

"ใครบอกเธอ"

"พ่อตาผมเล่าให้ฟังครับ"

หลวงอึกกระทึกฯ ทำปากยื่น

"เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่นแหละยิ่งร้ายกว่าฉัน"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"เรืออากาศเอกพลเป็นยังไงบ้างครับ ผมอยากจะไปเยี่ยมเพื่อนรักของผม"

หลวงอึกกระทึกฯ มองไปที่เรือนพยาบาลทางขวาสุด ท่านแลเห็นพลพยาบาลกำลังหามเปล กิมหงวนขึ้นไปบนเรือน

"ไปซี ฉันจะพาเธอไปเยี่ยมพลกับกิมหงวน พลถูกยิงที่ขาขวา แต่แพทย์รับรองว่าอาการไม่มากมายอะไร ฉันเชื่อว่าในไม่ช้าพลจะออกทำการรบได้อีก สำหรับกิมหงวนเขาจะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้ ไปเถอะไปเยี่ยมเขาเดี๋ยวนี้"

ครั้นแล้ว ท่านผู้บังคับฝูงบินใหญ่ก็เดินนำหน้าพาเรืออากาศเอกนิกร กับพวกนายทหารอากาศตรงไปที่เรือนพยาบาล

สงครามยังคงสู้รบกันอย่างดุเดือดระหว่างกองทัพไทยและอเมริกัน กับกองทัพมดของข้าศึก บางขณะเรารุกคืบหน้าลึกเข้าไปในดินแดนของข้าศึกนับร้อยไมล์ แต่เมื่อข้าศึกได้ทุ่มเทกำลังหนุนเนื่องกันเข้ามา กองทัพไทยและอเมริกันก็จำเป็นต้องล่าถอยบ้าง อย่างไรก็ตามฝ่ายเราได้เปรียบข้าศึกทุกวิถีทาง นับตั้งแต่อาวุธ ยุทธวิธี สมรรถภาพและวินัยของทหารทุกหน่วยทุกเหล่า ตลอดจนเสบียงอาหาร

สองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ เรืออากาศเอกกิมหงวน ไทยแท้ และเรืออากาศเอก พล พัชราภรณ์ ได้นอนป่วยอยู่ที่หน่วยพยาบาลชั่วคราว ณ สนามบินขันธบุรีนั่นเอง ทางการได้ส่ง ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ มาเป็นแพทย์ทำการรักษาตามความประสงค์ของเสี่ยหงวนและพล เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว เดินทางมาเฝ้าพยาบาลอย่างใกล้ชิดด้วยความห่วงใยยิ่ง

ตอนสายวันหนึ่ง

ภายในห้องนอนของคนเจ็บที่ตัวเรือนสองชั้น อันเป็นหน่วยพยาบาลชั่วคราวของกองทัพอากาศ กิมหงวนกับพลนั่งสนทนากันอยู่บนเตียงซึ่งอยู่ติดๆ กัน และภายในห้องนี้มีเตียงเพียงสองเตียงเท่านั้น ซึ่งจัดเป็นพิเศษ นายพัชราภรณ์หายป่วยเกือบเป็นปกติแล้ว บาดแผลที่ถูกกระสุนปืนที่ขาขวา ในตอนแรกอาการน่าวิตกมาก เพราะกระสุนฝังใน แต่พอดิเรกมาถึง นายแพทย์ผู้เลิศมนุษย์ก็ผ่าตัดเอาลูกปืนออกให้ ทำให้อาการของพลทุเลาขึ้นตามลำดับ ส่วนกิมหงวนของเราขณะนี้อยู่ในระหว่างการรักษาพยาบาลของ ดร. ดิเรก นัยน์ตาทั้งสองข้างของอาเสี่ยมองเห็นเกือบเป็นปกติแล้ว แต่ดิเรกยังใช้ผ้าขาวปิดนัยน์ตาเสี่ยหงวนไว้

เมื่อวานนี้เอง คุณหญิงวาดได้พาสี่นางมาเยี่ยมเสี่ยหงวนกับพลที่นี่โดยเครื่องบินลำเลียงของกองทัพอากาศซึ่งบินมาจากสนามบินดอนเมือง อาเสี่ยดีใจมากได้พูดคุยกับเมียของเขาอย่างชื่นใจ คุณหญิงวาดกับ ๔ นางซื้อของเยี่ยมมาให้เหลือนับ ตั้งแต่บุหรี่, ผลไม้, เครื่องกระป๋อง ท่านให้โอวาทเสี่ยหงวนกับพลก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับไปว่า

"ลูกของแม่และหลานของอา เจ้าทั้งสองกล้าหาญชาญชัยยิ่งนัก ถ้าหายป่วยแล้วจึงรบต่อไป พยายามตัดหัวแม่ทัพข้าศึกเอาไปฝากแม่ให้จงได้ อย่าลืมว่าตัวตายดีกว่าชาติตาย เราต้องรบ เราต้องสู้ตาย ก่อนจะตายเอาเลือดทาหน้าข้าศึกให้จงได้ ไชโย"

เสี่ยหงวนกำลังนินทาคุณหลวงอึกกระทึกฯ ท่านผู้บังคับกองบินใหญ่ที่ ๓๕

"ท่านผู้บังคับกองน่ะ อะไรๆ ก็ดีหรอก เสียอย่างเดียวขี้เหนียวฉิบหายเลย จริงว่ะ เป็นถึงพลอากาศตรี สูบบุหรี่ตราฆ้อง มีอย่างที่ไหนวะ ก้นเหลือนิดเดียวยังไม่ยอมทิ้ง ฮ่ะ ฮ่ะ วันนั้นกันเห็นเอาไม้คีบก้นยาดูดเอาๆ "

หลวงอึกกระทึกฯ เดินเข้ามาพอดี ท่านสวมรองเท้าพื้นยางจึงเงียบกริบ พลแลเห็นเข้าก็ตกใจรีบลุกขึ้นยืนตรง ท่านผู้บังคับกองบินใหญ่โบกมือให้เรืออากาศเอกพลนั่ง แล้วท่านก็แปลกใจเมื่อได้ยินกิมหงวนหัวเราะลงลูกคอเอิ๊กๆ

อาเสี่ยพูดต่อไป

"ถ้ามีการประกวดคนขี้เหนียวแห่งประเทศไทย กันคิดว่า อีตาหลวงอึกกระทึกฯ ต้องได้ที่หนึ่งอย่างไม่มีปัญหา ฮ่ะ ฮ่ะ เอิ๊ก แกเชื่อไหมวะพล ตาหลวงอึกกระทึกโครมครามไม่เคยนุ่งกางเกงในเพื่อประหยัดทรัพย์ของแก กันเคยแอบดูแล้ว หลวงอึกกระทึกฯ นุ่งกางเกงฟอร์มตัวเดียว ขี้เหนียวอย่างหมาไม่กิน ทหารเคยเล่าให้กันฟังว่า ท่านซื้อบุหรี่สูบทีละมวน ดูเถอะวะ ไม่รู้จะเก็บเงินไว้ทำไม ตายไปก็ขนเอาไปไม่ได้"

พลจุ๊ปากแล้วพูดเบาๆ

"อ้ายหงวน"

อาเสี่ยหัวเราะงอหาย

"เฮ่ย-ไม่มีใครได้ยินหรอกวะ เราคุยกันสองคนในห้องนี้เท่านั้น กันจะเล่าเรื่องความขี้เหนียวของอีตาหลวงอึกกระทึกฯ ให้แกฟัง"

พลกลืนน้ำเอื๊อก อกสั่นขวัญแขวนเมื่อแลเห็นใบหน้าของคุณหลวงอึกกระทึกฯ ถมึงทึง นัยน์ตาของท่านราวกับไข่ห่าน

"คุยเรื่องอื่นเถอะอ้ายเสี่ย ท่านจะชั่วดีอย่างไร ท่านก็เป็นเจ้านายของเรา"

"นายขี้เหนียวพันนี้ไม่นับถือโว้ย พับผ่า วันนั้นบอกให้เลี้ยงน้ำอัดลมขวดเดียว ท่านบอกว่า หนาวๆ อย่างนี้ไม่ควรกิน จะเป็นตะพ้านตาย ดูเถอะวะ เห็นเราเป็นลูกเป็ดไปได้ โตเป็นควายแล้ว เป็นตะพ้าน มีอย่างที่ไหน เฮอะ เฮอะ เฮอะ เขาลือกันว่า เวลาแกเข้าส้วมแกถือคีมเข้าไปด้วยโว้ย ดึงขี้ยังไงล่ะ เหนียวยิ่งกว่าแตงเม ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ"

หลวงอึกกระทึกฯ โกรธจนหน้าเขียว ท่านเอื้อมมือคว้าเก้าอี้ตัวหนึ่งยกขึ้นเหนือศีรษะ ตั้งใจจะประเคนลงกลางกบาลกิมหงวนให้เต็มรัก เรืออากาศเอกพลใจหายวาบ เขาร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"อย่าครับผู้กอง กิมหงวนกำลังเจ็บอยู่ครับ"

หลวงอึกกระทึกฯ เงื้อเก้าอี้ค้าง

"ก็มันประมาณฉันอย่างสิ้นดีอย่างงี้ จะเอาไว้มันทำไม"

อาเสี่ยเย็นวาบไปหมดทั้งตัว รีบลุกขึ้นยืนตรง ก้มศีรษะกระทำความเคารพท่านผู้บังคับกองบินใหญ่ที่ ๓๕ แล้วพูดอย่างแข็งแรง

"สวัสดีครับ"

"ไม่ต้องมาสวัสดี แกกับฉันต้องเป็นศัตรูกันจนตาย หน็อยแน่ะ ด่าได้ด่าเอา ถามจริงๆ เถอะน่า ความตระหนี่ถี่เหนียวของฉันน่ะ หนักกะบาลแกมากนักเชียวหรือ"

เปรตเวหาหัวเราะ

"ผู้กองละก้อ มันไม่ใช่ความผิดของผมนี่ครับ ผู้กองเข้ามาในห้องนี้ก็น่าจะให้สุ้มให้เสียงเสียก่อน ถ้าผมทราบว่าผู้กองอยู่นี่ ผมจะกล้านินทาหรือครับ อ้า-เมื่อจะโกรธผมก็ตามใจ แต่ว่า...เงินของผมที่ผู้กองยืมไปปลูกบ้านน่ะ เกือบศตวรรษแล้ว ม่ายผมจะให้ทนายของผมยื่นโนติสเป็นทางการ"

คราวนี้หลวงอึกกระทึกฯ ยิ้มแห้งๆ ยกมือตบบ่ากิมหงวนเบาๆ

"เปล่า อั๊วไม่ได้โกรธเคืองอะไรลื้อหรอก เป็นยังไงบ้างหงวน อาการของเธอดีขึ้นมากแล้วไม่ใช่หรือ"

อาเสี่ยหัวเราะงอหาย

"แล้วเรื่องเงินของผมว่ายังไงล่ะครับ"

"เฮ้ย เป็นบ้าไปได้ คุยเรื่องอื่นเถอะน่า ลื้อน่ะเหมือนกับลูกหลานของอั๊วคนหนึ่ง"

ทันใดนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เดินนำหน้าพานิกรกับ ดร. ดิเรก และเจ้าแห้วเข้ามาในห้องคนเจ็บ ท่านเจ้าคุณกับหลวงอึกกระทึกฯ ต่างกระทำความเคารพซึ่งกันและกัน

พลกล่าวถามนิกรเพื่อนเกลอของเขา

"เมื่อสักครู่คุณเชษฐ์เขามาเยี่ยมกัน เขาบอกว่าแกเดินทางไปโจมตีที่มั่นและจุดยุทธศาสตร์ของข้าศึก"

นิกรยอมรับว่าเป็นจริง เขาก้มลงมองดูตัวของเขาซึ่งแต่งเครื่องแต่งกายสำหรับบินแต่ไม่ได้สวมหมวกและแว่น

"อือ-กันฟาดไอพ่นปีกลู่ของข้าศึกล่วงไปสองลำ รบกันอย่างดุเดือดที่สุด ฝ่ายเราปลอดภัยทุกคน กันยิงจรวดถูกส้วมข้าศึกทะลายราบไปในราว ๑๐๐ แห่ง"

หลวงอึกกระทึกฯ สะดุ้งโหยง กล่าวถามนิกรทันที

"นั่นมันไม่ใช่จุดยุทธศาสตร์"

"อ้าว" นิกรอุทาน "เมื่อข้าศึกไม่มีส้วมมันก็เดือดร้อนน่ะซีครับผู้กอง แล้วก็ระหว่างที่ผมโจมตีนั้น ผมเชื่อว่าตามส้วมต่างๆ ต้องมีข้าศึกนั่งขมวดคิ้วนิ่วหน้าอยู่ในนั้นเพราะเป็นเวลาเช้ามืด ที่เข้าคิวรออยู่หน้าส้วมก็คงมีแยะ อย่างน้อยจรวดของผมจะต้องสังหารข้าศึกไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ คน"

หลวงอึกกระทึกฯ ถอนหายใจหนักๆ

"ต่อไปอย่าพยายามโจมตีส้วมข้าศึกเป็นอันขาด เธอรู้ไหมว่าราคาจรวดลูกหนึ่งเป็นเงินเท่าใด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ กล่าวกับท่านผู้บังคับกองบินใหญ่"

"เจ้ากรมันเป็นนักบินเฮงซวยนะคุณหลวง ใช้มันไปทำงานต้องสั่งให้ละเอียด"

หลวงอึกกระทึกฯ ทำหน้าอิดหนาระอาใจ

"ตั้งแต่เรืออากาศเอกนิกรมาอยู่กับผม ทำให้พวกนักบินของผมหย่อนวินัยไปตามกัน"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"โธ่-ผู้กองก็ ตึงนักมันก็ขาดน่ะซีครับ พวกผมทุกคนล้วนแต่เสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต ไปปฏิบัติหน้าที่เมื่อไร ลูกสาวแม่ยายของเรามีหวังเป็นหม้ายเสมอ ผมกลับมาเมื่อกี้นี้ เครื่องบินของผมถูกปืนกลพรุนไปเกือบร้อยรู ป.ต.อ. ระเบิดพึ่บพั่บใกล้ๆ ผมตลอดเวลา เคราะห์ที่มีหลวงพ่อสมเด็จวัดระฆังคล้องคอไป ม่ายผมก็ ม่องเท่งแล้ว"

ดร. ดิเรก เดินเข้ามายกมือจับแขนกิมหงวน

"อ้ายเสี่ย กันจะแก้ผ้าผูกตาแกออก กันมั่นใจว่านัยน์ตาของแกหายเป็นปรกติดีแล้ว แต่ถ้าไม่หายกันจะต้องทำการผ่าตัด..."

"ฮ้า" กิมหงวนร้องลั่น "ผ่าตัดนัยน์ตากันน่ะหรือ"

"ออไร๋ กันจะควักนัยน์ตาแกออกแล้วเอาตาหมาใส่แทน"

เสี่ยหงวนทำคอย่น

"ลำบากนักก็ปล่อยให้กันตาบอดเถอะวะ ขืนเอาตาหมาใส่แทน ประสาทจมูกของกันก็จะเปลี่ยนแปลงเป็นจมูกหมาไปด้วย กลิ่นที่คนเขาเหม็นเกิดหอมขึ้นมา กันก็อดไม่ได้เท่านั้นเอง"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้อง นายแพทย์หนุ่มจัดแจงแก้ผ้าผูกตาเรืออากาศเอกกิมหงวนออก เจ้าแห้วส่งแว่นสีดำให้กิมหงวนทันที เปรตเวหารีบสวมแว่นดำ แล้วมองไปรอบๆ ห้อง

ใบหน้าของกิมหงวนยิ้มแย้มแจ่มใสผิดปรกติ นัยน์ตาของเขาใช้การได้อย่างเดิมแล้ว เปรตเวหาร้องตะโกนลั่น

"ไชโย หายแล้วโว้ย โอ-บุญของกัน กันได้มีโอกาสเห็นโลกและเป็นโรคอีกครั้งหนึ่ง แกเก่งอะไรอย่างนี้ดิเรก นัยน์ตาของกัน นายแพทย์ที่นี่เขาบอกว่ามีหวังบอด แต่แกรักษาหาย ทั้งๆ ที่แกไม่ใช่จักษุแพทย์"

ดร. ดิเรกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"อย่าลืมว่ากันเป็นหมอหัวนอก ไม่มีโรคอะไรที่กันรักษาไม่ได้ อย่าว่าแต่ตาเจ็บธรรมดา ตาเหล่หรือตาถั่ว กันยังรักษาให้หายได้ กันรักษานักบินตาเหล่ให้หายเหล่ไปคนหนึ่งแล้ว หมอนั่นทิ้งระเบิดไม่ถูกเป้า ใช้ให้ไปทิ้งรถไฟ ผ่าไปทิ้งรถถังข้างทางรถไฟ ใช้ให้ไปยิงเครื่องบินในสนาม ผ่าไปยิงเอาคลังน้ำมันข้างสนาม เดี๋ยวนี้หายเป็นปรกติแล้ว ทิ้งระเบิดไม่มีพลาดเป้าหมาย อ้า-มหาดเล็กของท่านมหาราชา จันทรกุมารคนหนึ่งนัยน์ตาถั่วมาแต่กำเนิด กันได้ทำการผ่าตัดเอานัยน์ตาคนตายใหม่ๆ มาใส่ให้หมอนั่นเลยหายตาถั่ว มองเห็นโลกทั้งสองข้างจนกระทั่งทุกวันนี้"

คณะพรรค ๔ สหาย กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และหลวงอึกกระทึกฯ ต่างแสดงความยินดีกับเสี่ยหงวน แล้ววิพากษ์วิจารณ์กันเสียงจ้อกแจ้กจอแจ คุณหลวงอึกกระทึกฯ กล่าวกับนายแพทย์หนุ่มว่า

"กิมหงวนกับพลจะต้องพักรักษาตัวอีกนานไหมหมอ"

ดร. ดิเรกนิ่งคิด

"สำหรับพล อีก ๒ วันออกจากหน่วยพยาบาลได้แล้วครับ แต่ควรจะให้พักผ่อนสักหนึ่งสัปดาห์ ส่วนกิมหงวนขอให้พักฟื้นอย่างน้อย ๑๐ วัน"

ท่านผู้บังคับกองบินพยักหน้ารับทราบ

"ดีแล้วคุณหมอ ผมมั่นใจว่าในไม่ช้านี้กิมหงวนกับพลคงจะออกรบได้อีก ขณะนี้ฝูงบินที่ ๑๓ แห่งกองบินใหญ่ที่ ๓๕ กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังมาก"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"ทั้งนี้ก็ด้วยความสามารถของผมซึ่งรักษาการแทนผู้บังคับฝูง"

อาเสี่ยหันมาทำตาเขียวกับนิกร

"ไม่ใช่อย่างนั้น เป็นความสามารถของท่านผู้บังคับกองบินใหญ่ที่ ๓๕ ต่างหาก"

หลวงอึกกระทึกฯ ยิ้มแก้มแทบแตก ท่านล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบบุหรี่การิคออกมากระป๋องหนึ่ง แล้วส่งให้เปรตเวหา

"เอ้า อั๊วให้ลื้อไว้สูบเล่น"

เสี่ยหงวนกลั้นหัวเราะแทบแย่ ก้มศีรษะคำนับแล้วรับกระป๋องบุหรี่มาถือไว้

"ขอบคุณครับคุณหลวง นายดีก็ต้องมีความเมตตากรุณาต่อลูกน้องอย่างนี้"

หลวงอึกกระทึกฯ ยิ้มอายๆ ล้วงกระเป๋ากางเกงข้างซ้ายหยิบบุหรี่ ๕๕๕ ออกมาอีกกระป๋องหนึ่งแล้วส่งให้อาเสี่ย

"กระป๋องนี้เอาไว้ฉีกเล่นแก้กลุ้มก็แล้วกัน"

คณะพรรค ๔ สหายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน ดร. ดิเรกได้กล่าวกับเสี่ยหงวนและพลอย่างเป็นการเป็นงานว่า

"เพื่อนรัก กันได้รับคำสั่งจากท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมื่อคืนนี้ให้เตรียมตัวนำระเบิดไฮโดรเย็นไปทิ้งข้าศึก ตามคำสั่งระบุว่าให้แกกับพลเป็นนักบิน คุณพ่อเป็นผู้ควบคุม กันเป็นคนทิ้งระเบิด อ้ายกรและอ้ายแห้วเป็นผู้ช่วย กันคิดว่าอย่าช้าอีก ๑๐ วันเราคงจะออกปฏิบัติการได้ กันจะไปพบกับท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดบ่ายวันนี้แหละ"

พลว่า "ดีทีเดียว ถ้าเราใช้ เอ็ช.บอมม์ เมื่อไร ข้าศึกก็จะต้องเสียชีวิตนับแสนและแตกพ่ายยับเยินกันอยากจะสังหารมันให้เรียบ น่าเสียดายที่อ้ายหงวนยังพักฟื้นอยู่"

ดร. ดิเรกจัดแจงตรวจดูบาดแผลของเรืออากาศเอกพล ต่อจากนั้นทุกคนก็ร่วมวงสนทนากัน เจ้าแห้วภาคภูมิใจมาก ดีใจที่จะได้ร่วมงานสำคัญ คือ นำระเบิดมหาประลัยไปทิ้งยังดินแดนของข้าศึก เพื่อทำลายกองทัพของข้าศึกให้พินาศในพริบตาเดียว

ข้าศึกได้ทุ่มเทกำลังอย่างมหาศาลส่งมายังแนวหน้าถึง ๒๐ กองพลใหญ่ ทหารไทยและทหารอเมริกันจำต้องถอยร่น ภูมิประเทศซึ่งเป็นป่าและเขาเป็นส่วนมากทำให้ฝูงบินของเราปฏิบัติหน้าที่ไม่สู้จะได้ผลนัก

เสนาธิการทหารบกและเสนาธิการทหารอากาศ ได้เสนอความเห็นต่อท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุด ขอให้ใช้ เอ็ช.บอมบ์ทำลายกองทัพข้าศึก ซึ่งเรื่องนี้ได้ประชุมกันอยู่ถึง ๓ สัปดาห์

ในที่สุด กองทัพไทยก็ตกลงใจใช้ระเบิดมหาประลัยนี้

ป้อมบินแบบ บี ๒๙ รวม ๓ เครื่องได้บินไปยังนครยาง เมืองสำคัญของข้าศึก ซึ่งที่นั่นทหารข้าศึกได้ชุมนุมกันอย่างคับคั่งในเมืองนั้น เป็นเมืองที่มีความสำคัญยิ่งในทางยุทธศาสตร์ บี ๒๙ ได้ทิ้งใบปลิวลงเหนือนครนั้นร่วมแสนฉบับ ขอให้ประชาชนอพยพออกจากเมืองภายใน ๒๔ ชั่วโมง เพราะกองทัพไทยจะนำระเบิดไฮโดรเย็นมาทิ้ง

แต่ใบปลิวของเรากลายเป็นโฆษณาชวนหัว ที่ทหารข้าศึกและประชาชนพลเมืองพากันขบขัน ทั้งนี้เพราะว่าไม่เชื่อว่าคนไทยจะสร้างระเบิดมหาประลัยนี้ได้ จึงไม่มีการอพยพและไม่มีใครหวาดกลัว

เช้าวันนั้น

เวลา ๖.๑๐ น. เครื่องบินไอพ่นยักษ์แบบ บี.๓๖ ซึ่งใหญ่กว่า บี. ๒๙ ราวกับพ่อลูกก็ถาโถมขึ้นสู่อากาศจากสนามบินดอนเมืองของเรา บ่ายโฉมหน้าไปยังนครยางของข้าศึก

บี. ๓๖ เป็นเครื่องบิน ๑๐ เครื่องยนต์ ใช้เครื่องยนต์ไอพ่น ๔ เครื่อง และเครื่องยนต์ใบพัดอีก ๖ เครื่อง รัศมีทำการ ๕,๐๐๐ ไมล์ บินได้เร็วชั่วโมงละ ๔๓๕ ไมล์ เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดทางไกลที่ทันสมัยที่สุด

ที่สนามบินดอนเมือง ทหารอากาศและคณะนายทหารเสนาธิการของกองทัพบก ได้ยืนรวมกลุ่มมองดูป้อมบินยักษ์เครื่องนี้จนลับตา บี ๓๖ เครื่องนี้แหละได้บรรทุกระเบิดไฮโดรเย็นไปหนึ่งลูก และระเบิดปรมาณูอีก ๖ ลูกซึ่งดร. ดิเรกจะเป็นผู้ใช้ระเบิดมหาประลัยนี้ทำลายเมืองยางและแนวรบของข้าศึก

นับว่าเป็นเกียรติอย่างสูงสุด ที่ทางการได้มอบหน้าที่ให้เรืออากาศพล พัชราภรณ์ เป็นนักบินป้อมบินยักษ์นี้ โดยมีเรืออากาศเอกกิมหงวน ไทยแท้ ผู้มีสมญาว่า "เปรตเวหา" เป็นนักบินผู้ช่วย เรืออากาศเอกนิกร การุณวงศ์ เป็นเจ้าหน้าที่วิทยุ สิบโท ศักดิ์แห้ว โหระพากุล เป็นทหารรับใช้ พลโท พระยาปัจจนึกพินาศ เป็นผู้ควบคุม และ ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ เป็นผู้ทำการทิ้งระเบิด นอกจากนี้มีพลประจำปืนอีก ๔ คน ซึ่งเป็นทหารอากาศชั้นเรืออากาศตรี

บรรยากาศภายในป้อมบินยักษ์เคร่งเครียดผิดปรกติ ทุกสีหน้าเคร่งขรึม ทั้งนี้ก็เพราะการปฏิบัติงานสำคัญครั้งนี้เป็นการเสี่ยงภัยเสียชีวิตเต็มทน ป้อมบิน บี. ๓๖ กำลังจะเดินทางเข้าไปในดินแดนข้าศึก ซึ่งไกลออกไปจากชายแดนแห่งราชอาณาจักรไทยเกือบ ๒๐๐ ไมล์ โดยไม่มีเครื่องบินประจัญบานคุ้มกัน ถึงแม้จะบินในระยะสูงก็อาจจะถูกไอพ่นสะกัดกั้นของข้าศึกกลุ้มรุมโจมตีได้ และถ้าเป็นเช่นนั้น คณะพรรค ๔ สหายก็จะต้องตกเป็นเหยื่อกระสุนปืนกลอากาศของเครื่องบินข้าศึกอย่างไม่ต้องสงสัย

ขณะนี้ บี. ๓๖ กำลังบ่ายทิศทางไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ พลกับกิมหงวนนั่งเคียงคู่กันประจำที่นักบิน สองสหายมีความรู้ความชำนาญในการบังคับป้อมยักษ์แบบนี้เป็นอย่างดีแล้ว หลังจากได้ฝึกบินอยู่หลายวัน

ความเงียบเหงาในเครื่องบินทำให้นิกรอึดอัดใจ เขาลุกขึ้นจากโต๊ะวิทยุเดินเข้ามาหยุดยืนข้างหลังพลกับเสี่ยหงวน แล้วนิกรก็ยกมือตบบ่าเพื่อนเกลอทั้งสอง

"เฮ้ย ทำไมถึงเงียบเป็นเป่าไม้ตีพริกอย่างนี้ล่ะโว้ย ครึกครื้นหน่อยน่าพวกเรา" แล้วนิกรก็ร้องยี่เกเสียงลั่น "กระดิ่งทองแสนจะแปลกใจ เอ๊ะ พวกเราเป็นไฉนไม่พูดจาหรือเกรงกลัวข้าศึกที่มันฮึกหาญ จงเกษมสำราญกันดีกว่า เกิดมาเป็นคนไม่พ้นตาย ไม่ว่าหญิงชายก็ต้องมรณา ตายเพื่อชาติของเราอย่าโศรกเศร้าโสกา...ตะเหร่งเต็งเตรง เต็งเตรงตู๊เร็งเต็งเตร๊ง..."

พลกับกิมหงวนต่างอดหัวเราะไม่ได้

"บอกไม่ถูกโว้ยกร" เสี่ยหงวนพูดยิ้มๆ "แกรู้สึกเหงาใจอย่างไรชอบกล สงสัยว่าเราคงไม่ได้กลับดอนเมือง"

พลพูดเสริมขึ้น

"กันก็เข้าใจอย่างนี้ ถึงแม้ บี. ๓๖ ของเรามีอาวุธรอบตัว แต่ถ้าถูกไอพ่นปีกลู่ของข้าศึกสัก ๑๐ ลำ กลุ้มรุมเราก็ยากที่จะสู้กับมันได้"

เสี่ยหงวนผิวปากหวือ แล้วพูดขึ้นอย่างเข้มแข็งเด็ดขาด

"ทำใจให้สบายโว้ยพล ตายเป็นตายวะ ผู้บังคับบัญชาท่านไว้วางใจเรา จึงมอบหมายให้พวกเราปฏิบัติหน้าที่สำคัญนี้"

บี. ๓๖ เดินทางด้วยความเร็วเพียง ๓๕๐ ไมล์ต่อชั่วโมง เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่ม ลำตัวของ บี. ๓๖ ค่อนข้างผอมเรียวและยาวมาก ปีกใหญ่และลู่เล็กน้อย เครื่องยนต์ที่ใช้ใบพัดมีใบพัดอยู่ข้างหลังปีก เครื่องยนต์ไอพ่นปีกละ ๒ เครื่อง การทรงตัวของ บี. ๓๖ ดีมาก แทบจะไม่รู้สึกว่านั่งอยู่บนเครื่องบิน

เครื่องบินยักษ์ผ่านกลุ่มเมฆอันหนาทึบ ในระยะ ๔๐,๕๐๐ ฟิต แต่อาจจะบินสูงกว่านี้ได้ เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ ในที่สุดเครื่องบินก็เข้าเขตแดนของข้าศึก ภูมิประเทศเบื้องล่างเป็นป่าเขาและที่ราบ

เข็มนาฬิกาในเครื่องบินบอกเวลา ๗.๓๕ น. ขณะที่ ดร. ดิเรก กำลังเตรียมงานทิ้งระเบิดมหาประลัยอยู่ในห้องระเบิด เสียงของพลก็ดังขึ้นทางเครื่องกระจายเสียง

"เครื่องบินขับไล่ข้าศึกทางขวา ๙ เครื่อง เตรียมรบประจำปืน"

บรรดาพลประจำปืนซึ่งมั่วสุมอยู่ในห้องลูกระเบิดต่างรีบวิ่งออกมาจากห้องลูกระเบิด รีบเข้าประจำป้อมปืน นิกรเข้าประจำใต้ท้อง ซึ่งเป็นปืนกลอากาศขนาด ๒๐ มม. สองกระบอก เจ้าแห้วประจำปืนข้างขวา เจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งพล่าน แล้วก็แอบนั่งยองๆ ยกมือไหว้ปลุกหลวงพ่อที่คล้องคอ ทั้งนี้ก็เพราะกลัวว่าหลวงพ่อท่านจะจำวัดหรือเกี่ยงกัน

ไอพ่นปีกลู่แตกแยกออกจากฝูงและปราดเข้าประจัญบานทันที พลกับเสี่ยหงวนยิงกราด เครื่องบินสะกัดกั้นของข้าศึกด้วยปืนหัว นักบินข้าศึกกราดปืนกลตอบ กระสุนปืนกลทะลุเข้ามาในห้องนักบิน ถูกโคนขาข้างซ้ายของเสี่ยหงวนหนึ่งนัด เปรตเวหาสะดุ้งเฮือกสุดตัว ในเวลาเดียวกันนั้นเองพลก็ยิงเครื่องบินประจัญบานของข้าศึกเครื่องนั้นระเบิดกลางอากาศเป็นผุยผง

นิกรนอนพังพาบกับพื้นเครื่องบิน ส่ายกระบอกปืนกลอากาศแท่นคู่ เลือกยิงเครื่องบินข้าศึกที่เข้าโจมตีทางด้านหลัง

เครื่องบินไอพ่นปีกลู่เครื่องหนึ่ง ถูกนิกรยิงเกิดเพลิงไหม้กลางอากาศ นักบินคงจะตายอยู่ในที่นั่ง ปล่อยให้เครื่องบินควงสว่านลงสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว ในเวลาเดียวกันพลปืนของเราก็สามารถทำลายเครื่องบินของข้าศึกได้อีกหนึ่งเครื่อง

เครื่องบินของข้าศึกเหลืออีก ๖ เครื่อง คงกลุ้มรุมเล่นงาน บี. ๓๖ ของเราอย่างไม่ลดละ เสี่ยหงวนขบกรามกรอด เขาถูกยิงทะลุโคนขาข้างซ้าย โลหิตและหนองไหลทะลัก

"โอ๊ย"

เรืออากาศเอกพลหันควับมาทางอาเสี่ย

"อ้าว-เฮ้ย แกถูกยิงหรือ"

"อือ-โอย มันยิงโดนฝีพอดี ตั้งใจจะให้หมอมันช่วยผ่าให้เมื่อวานนี้อยู่แล้วเชียว โอ๊ย-ยิงแม่นฉิบหายเลยโว๊ย"

พลยิ้มอย่างใจเย็น

"ไม่เป็นไรอ้ายหงวน ดีเหมือนกัน ไม่ต้องเสียเวลาผ่าฝี กันเตือนแกแล้วว่า ผู้หญิงที่เมืองสิงขรน่ะไม่ใช่เล่น แกก็ไม่เชื่อ เฮ้ย-มาอีกสองเครื่องแล้วโว้ย"

กิมหงวนมองตรงไปข้างหน้าแล้วสูดปากลั่น

"แหมโว้ย ยังกะแมงวันตอมอึแน่ะโว้ย ไม่รู้จักหมดซะที กูสู้ตายละวะวันนี้ เอามันพล"

สองสหายต่างรัวกระสุนปืนกลยิงไปยังเครื่องบินประจัญบานของข้าศึกเครื่องหนึ่ง อาเสี่ยสามารถยิงถูกนักบินข้าศึกตายคาที่นั่ง เครื่องบินที่ไม่มีใครบังคับทำท่าพลิกแพลงต่างๆ ล่วงลงสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว

พลปืนข้างของเราสามารถทำลายเครื่องบินข้าศึกได้อีกเครื่องหนึ่ง สงครามเวหาเป็นไปอย่าง ตื่นเต้นดุเดือด เครื่องบินประจัญบานของข้าศึกยังเหลืออยู่อีกเพียง ๔ เครื่องเท่านั้น เจ้าแห้วหันปืนไล่ยิงไอพ่นปีกลู่เครื่องหนึ่งซึ่งบินเฉียดไปด้วยความเร็วสูง บังเอิญกระสุนถูกถังน้ำมันเข้าพอดี

"ตูม"

เครื่องบินข้าศึกไฟลุกโชติช่วง นักบินพยายามกระโดดร่มแต่ไม่สำเร็จ เพราะถูกยิงซ้ำจากปืนข้างอีกด้านหนึ่ง มองแลเห็นนักบินดิ้นทุรนทุราย และแล้วไอพ่นปีกลู่ก็ดำดิ่งลงสู่เบื้องล่าง

ไอพ่นปีกลู่ที่เหลืออีก ๓ เครื่องผละจากการรบทันที มันเป็นชัยชนะที่น่าประหลาดที่สุดที่เครื่องบินทิ้งระเบิดเครื่องเดียวสามารถทำลายเครื่องบินประจัญบานได้ถึง ๖ เครื่องในจำนวน ๙ เครื่อง ชั่วเวลารบเพียง ๑๐ นาทีเท่านั้น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โผล่เข้ามาในห้องนักบินอย่างร้อนรน

"เฮ้ย-อ้ายกรถูกยิงโว้ย โอ๊ะ-อ้ายหงวน...."

เรืออากาศเอกพลยิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"อ้ายเสี่ยก็ถูกยิงเหมือนกันครับคุณอา"

เปรตเวหาพูดเสริมขึ้น

"ไม่ต้องเป็นห่วงผม ไปช่วยอ้ายกรเถอะครับ อ้ายกรถูกยิงตรงไหนครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ

"ดูเหมือนถูกหัวใจทะลุเลย นอนร้องครวญครางลั่น ดิเรกกำลังช่วยเหลืออยู่ เคราะห์ดีเหลือเกินโว้ยที่เราทำลายมันได้เกือบหมด"

กิมหงวนผลุดลุกขึ้นยืน โลหิตแดงเข้มไหลโชกกางเกง เขาเดินกระโผลกกระเผลกมาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ พลกล่าวถามทันที

"จะไปไหนอ้ายหงวน"

"กันจะไปให้ดิเรกมันทำแผลให้ สงสัยว่าลูกปืนฝังอยู่ในกระดูก ปวดเหลือเกินโว้ย ใจจะขาดอยู่แล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ประคองอาเสี่ยออกไปจากห้องนักบิน ปล่อยให้พลทำหน้าที่ขับป้อมบินยักษ์ตามลำพัง

นิกรของเราถูกยิงที่แขนซ้าย แต่อาการไม่มากมายนัก ดร. ดิเรกได้รีบช่วยเหลือเพื่อนเกลอทั้งสองโดยเร็ว กิมหงวนถูกยิงทะลุโคนขาข้างซ้าย เขาเสียโลหิตมากทำให้อ่อนเพลีย อย่างไรก็ตาม ภายหลังครึ่งชั่วโมงนั้นเอง อาเสี่ยกับนิกรก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไป

เมื่อ ดร. ดิเรกได้ทราบจากเรืออากาศเอกพลพัชราภรณ์ว่า เครื่องบินอยู่ห่างจากเมืองยางเพียง ๕๐ ไมล์ เขาก็เตรียมการทิ้งระเบิดมหาประลัยทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับกิมหงวน, นิกร และเจ้าแห้วได้เข้ามาอยู่ในห้องระเบิดด้วย ทำการช่วยเหลือนายแพทย์หนุ่มเป็นอย่างดี ส่วนพลประจำปืนต่างพากันยืนรวมกลุ่มอยู่ข้างประตูมองดู ดร. ดิเรกเลื่อนลูกระเบิดปรมาณูลงมาจากช่องของมันด้วยเครื่องมืออัตโนมัติ

ไฮโดรเย็น บ็อมบ์ วางอยู่บนรางสำหรับทิ้งลูกระเบิดเรียบร้อย ดร. ดิเรก ถอนหายใจหนักๆ ขณะที่เขาเอื้อมมือลงไปในหีบหนังหยิบหัวลูกระเบิดออกมา ใบหน้าของ ดร. ดิเรก ซีดเผือด มือของเขาสั่นเทา เขาเงยหน้าขึ้นแล้วพูดกับทุกๆ คนว่า

"นับตั้งแต่ข้าพเจ้าสวมหัวลูกระเบิดนี้ ก็หมายความว่าชะนวนของมันจะเริ่มทำงานทันที ถ้าหากว่ามีอุปสรรคบางประการเกิดขึ้น ลูกระเบิดไม่ยอมหลุดลงไปจากเครื่องบินของเรา เมื่อถึงเวลาระเบิดมันก็ระเบิดขึ้นทันที และนั่นย่อมหมายความว่า พวกเราและเครื่องบินของเราจะกลายเป็นพัศธุลีในพริบตาเดียว"

นิกรฝืนยิ้ม

"อย่าอธิบายให้เสียวไส้หน่อยเลยวะ หมอ จะเอายังไงก็เอาเถอะ"

นายแพทย์หนุ่มวางส่วนหัวของลูกระเบิดลงข้างๆ จัดแจงตรวจร่มชูชีพและกลไกต่างๆ ให้เรียบร้อย และแล้วเขาก็สวมหัวลูกระเบิดไฮโดรเย็นติดกับลูกระเบิดทันที

ทุกคนอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน ดร. ดิเรก บอกให้ทุกคนสวมแว่นสีดำ ขณะนี้เครื่องบินเข้าชานเมืองยางแล้ว กำลังบินผ่านกลุ่มเมฆอันหนาทึบ นายแพทย์หนุ่มพูดวิทยุติดต่อกับเรืออากาศเอกพลตลอดเวลา

ดร. ดิเรก ถอนหายใจหนักๆ เขาเอื้อมมือสับสวิทไฟฟ้าเปิดท้องเครื่องบินโดยเครื่องอัตโนมัติ แต่แล้วดิเรกก็สะดุ้งโหยงเมื่อปรากฏว่าท้องเครื่องบินไม่ยอมเปิด ดร. ดิเรกหน้าซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษ นัยน์ตาเหลือกลาน

"มายก๊อด...ฉิบหายแน่"

"หา เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทานเสียงลั่น "มีอะไรเกิดขึ้นหรือดิเรก"

ดร. ดิเรกสั่นตัวงันงก เต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย

"แย่แล้วครับคุณพ่อ ท้องเครื่องบินไม่ยอมเปิดและมีเวลาอีก ๑ นาทีกับ ๑๐ วินาทีเท่านั้นลูกระเบิดไฮโดรเย็นก็จะระเบิดขึ้น"

เสี่ยหงวนกับนิกรแข้งขาอ่อนเปียกไปตามกน เจ้าแห้วและพลประจำปืนก็เช่นเดียวกัน ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกกลัวตายจนเหงื่อหัวล้านแตกพลั่ก

"ดิเรก " นิกรตะโกนสุดเสียง "ถอดเอาหัวลูกระเบิดออกเสียก่อน"

นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ใส่แล้วถอดไม่ได้ เพราะกันสร้างเป็นเกลียวพิเศษ"

"อุ๊ย" เจ้าแห้วคราง "นะโมตัสสะภควโต รับประทานผมโดดปาราชุ๊ทละครับคุณหมอ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จับแขนเจ้าแห้วไว้

"โดดร่มชูชีพแกก็ตาย เพราะเราอยู่สูงมาก พอออกไปนอกเครื่องบินไม่มีอ๊อกสิเย็นหายใจ"

ดร. ดิเรกปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง เขาตรวจดูสวิทไฟฟ้าขนาดใหญ่ อันเป็นเครื่องบังคับให้ท้องเครื่องบินปิดเปิด แล้วนายแพทย์หนุ่มก็สังเกตเห็นแผ่นทองแดงสำหรับรับสวิทไฟนั้นหลวมไป

โดยไม่รอช้านายแพทย์หนุ่มจัดแจงโยกสวิทไฟขึ้น ใช้มือบีบแผ่นทองแดงให้ชิดกัน ทุกคนแลเห็นมือของดิเรกสั่นเทาผิดปรกติ ทุกคนยืนนิ่งเฉยแทบจะไม่หายใจความรักตัวกลัวตายบังเกิดขึ้นจนถึงขีดสุด

"เร็ว โว้ยหมอ กันได้ยินเสียงลูกระเบิดมันครางแล้ว " นิกรพูดระล่ำระลักแล้วเป็นลมล้มลงหมดสติ

ทันใดนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เป็นลมล้มลงนอนหงายเหยียดยาว เนื่องจากท่านได้รับความตกใจจนเกินการ เสี่ยหงวนเสียขวัญทันที เขามองดูนิกรกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งนอนสิ้นสติอยู่บนพื้นเครื่องบิน แล้วอาเสี่ยก็ร้องขึ้นดังๆ

"ไม่ไหวโว้ย เสียวไส้ เป็นลมบ้างดีกว่า" พูดจบเปรตเวหาก็หงายหลังตึง นอนหลับตาพริ้มสิ้นสติสมประดี

ดร. ดิเรกรีบโยกสวิทไฟใหม่ ทันใดนั้นเองช่องท้องของ บี. ๓๖ ก็เปิดออกอย่างแช่มช้า นายแพทย์หนุ่มถอนหายใจโล่งอก เขามองดูเมืองยางในกล้องพิเศษของเขาซึ่งมีตารางคำนวณเสร็จ ความเข้มแข็งแห่งกำลังใจของดิเรกเท่านั้นที่ทำให้เขายังปฏิบัติงานได้

นายแพทย์หนุ่มพูดกับพลด้วยเครื่องกระจายเสียง

"บินขึ้นสูงเร่งเครื่องเต็มที่"

เรืออากาศเอกพลปฏิบัติตามคำสั่งของ ดร. ดิเรกทันที นิกรค่อยๆ โงเงลุกขึ้นมาดู พอแลเห็นลูกระเบิดไฮโดรเย็นยังอยู่นายจอมทะเล้นก็สะดุ้งเฮือกแล้วเป็นลมต่อไปตามเดิม

เมื่อเครื่องคำนวณบอกว่า บี. ๓๖ กำลังบินอยู่เหนือใจกลางนครยาง นายแพทย์หนุ่มก็กดเครื่องบังคับลกระเบิดมหาประลัยหลุดออกจากที่ของมันทันที

เอช. บ็อมบ์ ลอยละลิ่วลงสู่เบื้องล่าง ร่มชูชีพซึ่งตอนกลางร่มเจาะไว้เป็นวงกลมกางออกแล้ว ระเบิดมหาประลัยแกว่งไปมา และลอยลงสู่เบื้องล่างเร็วกว่าร่มชูชีพธรรมดาหลายเท่า

ดร. ดิเรกยกกล้องถ่ายภาพยนตร์ ๑๖ มม. ซึ่งใช้เล็นเทเลโฟโต้พิเศษถ่ายภาพนครยางทันที

เมื่อเอ็ช.บ็อมบ์ ลอยลงมาเหนือเมืองยางประมาณ ๒,๕๐๐ ฟิต มันก็ระเบิดขึ้น

เสียงกำปะนาดสนั่นหวั่นไหวยิ่งกว่าเสียงฟ้าผ่าหลายร้อยเท่าดังขึ้นทันที บี. ๓๖ เอียงวูบวาบและเครื่องยนต์ทำท่าเหมือนกับจะหยุด นายแพทย์หนุ่มไม่สนใจกับสิ่งใดทั้งสิ้น เขาตั้งใจถ่ายภาพยนตร์ตอนสำคัญนี้ไว้ ดิเรกแลเห็นประกายเพลิงอันมีรัศมีไม่ต่ำกว่า ๕๐ ไมล์วูบวาบขึ้นหลังจากเสียงระเบิดเพียงวินาทีเดียว และแล้วกลุ่มควันสีดำก็ตลบไปทั่วเมือง พลุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นรูปดอกเห็ด

ดร. ดิเรกยิ้มแป้น นครยางพินาศแล้วอย่างไม่มีปัญหา ทหารของข้าศึกหลายแสนคนคงไม่มีใครรอดตายแม้แต่คนเดียวด้วยอำนาจระเบิดมหาประลัยนี้ บ้านเรือนอาคารเคหะสถาน จุดยุทธศาสตร์ และไม่ว่าจะเป็นอะไรต้องแหลกลานเป็นพัศธุลีไปด้วยระเบิดมหาประลัยลูกนี้ นครยางราบเรียบกลายเป็นทุ่งร้าง มีแต่สิ่งสลักหักพังและเกิดเพลิงไหม้ทั่วทุกแห่ง

นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีการรบด้วยระเบิดไฮโดรเย็น บ็อมบ์ ดร. ดิเรก ได้บันทึกภาพไว้ด้วยกล้องถ่ายภาพยนตร์อย่างดีของเขา เขาเชื่อว่าไฮโดรเย็นของอเมริกาก็มีอำนาจร้ายแรงน้อยกว่า เอ็ช.บ็อมบ์ ของเขา

บี. ๓๖ ลดความเร็วลงเหลือเพียงชั่วโมงละ ๓๖๐ ไมล์เท่านั้น ขณะนี้เรืออากาศเอกพลกำลังนำเครื่องบินยักษ์บ่ายโฉมหน้าตรงไปยังเมืองลุย ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองยางราว ๑๐๐ ไมล์ และเป็นเมืองอุตสาหกรรมหนักของข้าศึก มีชุมทางสถานีรถไฟ, ค่ายทหาร คลังแสง และโรงไฟฟ้า ดร. ดิเรกจะทะลายเมืองนี้ด้วยระเบิดปรมาณู

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ฟื้นคืนสติแล้ว พลประจำปืนซึ่งเป็นเรืออากาศตรีคนหนึ่งช่วยประคองท่านให้ลุกขึ้นนั่ง

"ใต้เท้าเป็นยังไงบ้างครับ" เรืออากาศตรีรูปหล่อกล่าวถาม

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"หา ใต้เท้าของฉันไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรหรอกเธอ แต่ตอนหงายหลังเป็นลมล้มลงไป ท้ายทอยฟาดพื้นเครื่องบิน โนไปหน่อยหนึ่ง นี่เขาทิ้งระเบิดกันเรียบร้อยแล้วหรือ"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะลั่น

"เรียบร้อยแล้วครับคุณพ่อ ขณะนี้เรากำลังจะไปถล่มเมืองลุยด้วยระเบิดปรมาณูของเรา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ท่านหันมามองดูกิมหงวนกับนิกร ซึ่งเจ้าแห้วช่วยประคองลุกขึ้น แล้วท่านก็หัวเราะ

"ไม่ไหวโว้ย เสียวไส้เหลือเกิน นึกว่าลูกระเบิดมันจะระเบิดในเครื่องบินของเรา"

เปรตเวหาทำหน้าชอบกล

"เรารอดตายเพราะความสามารถของดิเรกแท้ๆ แหมผมใจหายใจคว่ำหมดเลยครับคุณอา ไง๋เป็นลมไปได้ก็ไม่รู้" พูดจบกิมหงวนก็หันมาทางนิกร "ฉันเห็นแกเป็นลม ฉันก็พลอยเสียขวัญไปด้วย"

นิกรเอียงคออมยิ้ม

"เปล่า กันไม่ได้เป็นลมหรอก กันง่วงนอนกันก็เลยแกล้งทำเป็นลมไปยังงั้นเอง ล่อเสียงีบหนึ่งสบาย แต่อีตอนลูกระเบิดมันระเบิดแก้วหูแทบจะแตกทีเดียว"

เสี่ยหงวนยกมือผลักหน้านายจอมทะเล้นค่อนข้างแรง เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นลั่นห้อง แล้ว ดร. ดิเรกก็กล่าวกับเรืออากาศเอกนิกรอย่างเป็นงานเป็นการ

"อ้ายกร ส่งวิทยุไปที่ฐานทัพอากาศที่ดอนเมืองเดี๋ยวนี้ รายงานไปให้ทราบว่า ไฮโดรเย็นบ็อมบ์ของเราได้ผลเกินคาด เมืองยางของข้าศึกไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกแล้ว กลายเป็นทะเลเพลิงไปทั่วทุกแห่ง"

ทุกคนต่างพากันออกไปจากห้องลูกระเบิด นิกร, กิมหงวน ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้ามาในห้องบังคับการ ต่างแลเห็นพลนั่งขับเครื่องบินด้วยใบหน้าเคร่งขรึม

"เฮ้-พล" นายแพทย์หนุ่มกล่าวทัก "เป็นยังไงโว้ยเพื่อนเรา"

เรืออากาศเอกพลหันมายิ้มให้ดิเรก

"บอกไม่ถูกว่าเป็นอย่างไร ตื่นเต้นเหลือเกินตอนที่ลูกระเบิดมันระเบิด กันคิดว่าเครื่องบินของเราพังแน่ มันสั่นสะเทือนไปทั้งลำ เครื่องยนต์ก็ทำท่าจะหยุด"

ดร. ดิเรกหัวเราะ

"นั่นเพราะอำนาจของการผลักดันของลูกระเบิดนั่นเอง"

เสี่ยหงวนนั่งประจำที่นักบินผู้ช่วยตามเดิม นิกรจัดแจงส่งวิทยุไปยังฐานทัพ แต่ปรากฏว่าเครื่องรับส่งวิทยุเสีย ใช้การไม่ได้ ดร. ดิเรกปราดเข้าไปสำรวจเครื่องวิทยุ แล้วเขาก็ยักไหล่พร้อมกับแบมือทั้งสองข้าง

"ความสะเทือนของไฮโดรเย็นบ็อมบ์ทำให้เครื่องวิทยุชำรุดเสียหายและไม่อาจจะซ่อมได้ เพราะไม่มีเครื่องมือและเครื่องอาหลั่ย ไอเข้าใจว่าหลอดขาดแน่นอน อ้า-ไม่เป็นไร เมื่อวิทยุเสียกลับไปถึงดอนเมือง เรารายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบด้วยวาจาก็ได้"

บี. ๓๖ เดินทางต่อไปจนกระทั่งใกล้จะถึงเมืองลุย นายแพทย์หนุ่มก็ชวนพ่อตาของเขากับนิกรรีบไปที่ห้องลูกระเบิด

ในที่สุด นครลุยเมืองอุตสาหกรรมของข้าศึกก็ถูกถล่มด้วยลูกระเบิดปรมาณูของ ดร. ดิเรก ถึงแม้ว่าอำนาจระเบิดของมันจะน้อยกว่า เอ็ช.บ็อมบ์ แต่ก็ทำให้นครลุยของข้าศึกกลายเป็นทะเลเพลิงและราบเรียบภายในพริบตาเดียว ซึ่งไม่ต้องสงสัยว่า ทรัพย์สมบัติพัสถานชีวิตมนุษย์และสัตว์ในนครนั้นจะต้องพินาศสิ้นด้วยอาร์บ็อมบ์ของ ดร. ณรงค์ฤทธิ์

บี. ๓๖ ได้โจมตีเมืองสำคัญต่างๆ อีกหลายเมืองตามแผนการที่กำหนดไว้ และได้รับความสำเร็จผลด้วยดี เรืออากาศเอกพล พัชราภรณ์ กับเรือเอกกิมหงวน ไทยแท้ ได้นำป้อมบินยักษ์เดินทางกลับมาถึงดอนเมืองในเวลา ๑๒.๓๐ น.เศษ และเกือบจะกลับมาไม่ถึงฐานทัพ เนื่องจากเครื่องยนต์ใบพัดที่ปีกซ้ายชำรุดไปสองเครื่อง

ท่ามกลางทหารอากาศนับจำนวนพัน เสนาธิการทหารบก ทหารเรือ บี. ๓๖ ค่อยๆ ร่อนลงสู่สนามบินอย่างแช่มช้าและสง่าผ่าเผย นายทหารอากาศชั้นผู้ใหญ่เงียบกริบ ไม่มีใครทราบว่า คณะพรรค ๔ สหายจะทำงานได้สำเร็จผลหรือไม่ เพราะไม่มีข่าวทางวิทยุเลย ในตอนแรกหลายต่อหลายคนเข้าใจว่า บี. ๓๖ เครื่องนี้ถูกเครื่องบินสะกัดกั้นของข้าศึกทำลายเสียแล้ว จนกระทั่งเครื่องบินยักษ์มาบินวนรอบสนามบินดอนเมือง

พล พัชราภรณ์ บังคับป้อมบินยักษ์เลี้ยวกลับเกือบสุดขอบสนาม และแล่นย้อนลงมาทางใต้ เลี้ยวขวามาทางหน้าสถานีการบิน แล้วก็จอดลงบนถนน

เจ้าหน้าที่สนามบินนำรถบันไดเข็นเข้าไปเทียบประตู ห้องเผยออกช้าๆ ด้วยเครื่องอัตโนมัติ ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ค่อยๆ โผล่ศีรษะอันล้านเลี่ยนของท่านออกมาทีละน้อย หลังจากนั้นท่านก็เดินนำหน้าพา ดร. ดิเรกกับเรืออากาศเอกพล พัชราภรณ์ และพลประจำปืนกับสิบโทแห้วลงมาจากเครื่องบินนั้น

หลวงอึกกระทึกฯ ผู้บังคับกองบินใหญ่ที่ ๓๕ ปราดเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที นายทหารอากาศชั้นผู้ใหญ่หลายคนตามเข้ามาด้วย

"เป็นยังไงบ้างครับใต้เท้า" หลวงอึกกระทึกฯ ถามยิ้มๆ "ไม่มีข่าวจากบี. ๓๖ เครื่องนี้เลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแป้น ถอดหมวกแก๊ปออกมาหนีบรักแร้ไว้ แล้วพูดกับหลวงอึกกระทึกฯ

"เครื่องวิทยุของเราเสียครับคุณหลวง เราถูกฝูงบินประจัญบานของข้าศึกรุมรบเราแทบจะเอาตัวไม่รอด แต่อย่างไรก็ตาม เราได้ทิ้งระเบิดไฮโดรเย็นถล่มเมืองยางของข้าศึกราบเป็นหน้ากลองไปแล้ว และเมืองสำคัญของข้าศึกก็ถูกระเบิดปรมาณูของเราราพนาสูรตามแผนการของเรา"

หลวงอึกกระทึกฯ นิ่งฟังด้วยความสนใจ

"หมายความว่าเมืองเหล่านั้นราบเลียนเตียนโล่งไม่มีอะไรเหลือแม้แต่เพียงหร็อมแหร็มหรือครับใต้เท้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น เอื้อมมือจับแขนหลวงอึกกระทึกฯ แล้วขบกรามกรอด

"เชิญคุณหลวงไปพบกับผมหลังโรงเก็บเครื่องบินสักประเดี๋ยวได้ไหม"

หลวงอึกกระทึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"จะดีหรือครับใต้เท้า"

"ดีซีครับ คุณหลวงจะได้เอาแว่นไปใช้บ้างหรืออย่างน้อยก็กินหมากหน้าฝาดๆ สักคำ"

พวกนายทหารอากาศต่างยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯกล่าวกับหลวงอึกกระทึกฯ อย่างเป็นงานเป็นการ

"อย่าเพิ่งคุยกันเลยคุณหลวง รีบช่วยเหลือเรืออากาศเอกกิมหงวนกับเรืออากาศเอกนิกรเถอะ ทั้งสองถูกยิงบาดเจ็บ ลงจากเครื่องบินไม่ไหว โดยเฉพาะเจ้าหงวนอาการค่อนข้างหนัก นักบินข้าศึกยิงถูกฝีที่โคนขาซ้ายพอดี"

หลวงอึกกระทึกฯ หัวเราะก้าก

"แหม-มันยิงแม่นอะไรอย่างนั้น เอาละครับผมจะจัดการช่วยเหลือนิกรกับกิมหงวนเดี๋ยวนี้"

อีกสักครู่หนึ่ง เจ้าหน้าที่หน่วยเสนารักษ์ของกองทัพอากาศก็จัดแจงนำเปลหามขึ้นไปบน เครื่องบินรับตัวเรืออากาศเอกกิมหงวน กับ เรืออากาศเอกนิกรลงมาข้างหน้าและรีบนำไปส่งโรงพยาบาลทหารอากาศ

ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วกองทัพอากาศอย่างรวดเร็ว คณะพรรค ๔ สหายสามารถนำระเบิดมหาประลัยไปทิ้งยังดินแดนฝ่ายศัตรูจนสำเร็จเรียบร้อย รายงานทางวิทยุแจ้งว่า ขณะนี้ข้าศึกในแนวรบต่างถอยร่นอย่างไม่เป็นขบวนเพราะกลัวจะถูกระเบิดไฮโดรเย็นหรือระเบิดปรมาณูของ ดร. ดิเรก ใครต่อใครพากันยกย่องสดุดีคณะพรรค ๔ สหายโดยทั่วหน้า

เย็นวันนั้นเอง สงครามก็สิ้นสุดลงโดยเด็ดขาด แม่ทัพใหญ่ของข้าศึกได้ยอมจำนนขอสงบศึกแต่โดยดี อ้างว่าเพื่อเห็นแก่ชีวิตประชาราษฎรของเขา และยินดีจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่เราสุดแต่จะเรียกร้อง

กองทหารของข้าศึกล่าถอยไปหมดแล้ว ส่วนทหารไทยก็กำลังลำเลียงกลับมายังเส้นพรมแดนของเรา เราไม่มีความประสงค์ที่จะยึดครองดินแดนของข้าศึกไว้ ทหารไทยทุกหน่วยทุกกองต่างไชโยโห่ร้องดีอกดีใจไปตามกัน สันติภาพที่เกิดขึ้นทำให้เขามีหวังได้กลับไปเห็นหน้าบุตรภรรยาทางบ้าน

อย่างไรก็ตาม กองทัพไทยยังอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมเสมอ ฝูงเครื่องบินขับไล่ไอพ่นประจัญบานของเราคงบินลาดตะเวนดูการเคลื่อนไหวทางฝ่ายข้าศึกตลอดเวลา

วิทยุกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์ได้ออกอากาศแจ้งให้ทราบว่า ข้าศึกยอมจำนนแล้ว สงครามสิ้นสุดลงแล้ว ประชาชนทั่วทั้งประเทศตื่นเต้นยินดีเหลือที่จะกล่าว

ตอนสายวันนั้น

ที่สนามบินดอนเมืองอุ่นหนาฝาคั่งผิดปกติ เครื่องบินไอพ่นประจัญบานไอพ่นแบบ ซุปเปอร์ ซาเบ้อร์จอดเป็นแถวเรียงเดียวยาวเหยียดสุดสายตา ฝูงเครื่องบินรบเหล่านี้จอดเป็นสองแถวหันหน้าเข้าหากัน

แถวทหารอากาศทั้งแถวเตรียมพร้อม อยู่บนลานบินสง่างามยิ่งนัก เมื่อได้เวลา ๙.๐๐ น. พลอากาศเอกพระควงสว่านเวหน ผู้บัญชาการฝูงบินประจัญบานและรองผู้บัญชาการทหารอากาศก็เดินทางมาถึงโดยรถเก๋งคันใหญ่

เสียงแตรเดี่ยวเป่าทำความเคารพสองจบ คุณพระควงสว่านเดินนำหน้าพานายทหารคนสนิทของท่านลงมาจากรถเก๋งคันนั้น พลอากาศตรี หลวงอึกกระทึกฯ แต่งเครื่องสนามสวมหมวกเหล็กถือกระบี่วิ่งเข้ามาหาคุณพระควงสว่านฯ แล้วชิดเท้าตรง หยุดยืนเบื้องหน้ารายงานจำนวนทหารอากาศและนักบินให้ทราบ

พิธีประดับเหรียญกล้าหาญได้เริ่มต้น ณ บัดนี้

เรืออากาศเอกกิมหงวน ไทยแท้ กับ เรืออากาศเอกนิกร การุณวงศ์ ยืนอยู่หน้าแถวกองเกียรติยศซึ่งขณะนี้ทหารทั้งกองพันกำลังกระทำวันทยาวุธอยู่ สองสหายแต่งเครื่องแบบเรืออากาศเอก เฉพาะเสี่ยหงวนหรือเปรตเวหาของเรามีไม้ยันใต้รักแร้ทั้งสองข้าง ส่วนนิกรแขนซ้ายคล้องผ้าไว้ แก้มของเขาปิด พลาสเตอร์สองสามแห่ง

นายทหารอากาศชั้นนาวาอากาศเอกและพลอากาศหลายคนยืนอยู่ในเต็นท์ พลโท พระยาปัจจนึกพินาศรวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย พร้อมด้วยเรืออากาศเอกพลพัชราภรณ์ และพันเอก ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์

ท่านผู้บัญชาการฝูงบินประจัญบาน เดินมาหยุดยืนหน้าไมโครโฟน หลวงอึกกระทึกฯ ถอยกลับไปยืนหน้าแถวและบอกทหารเรียบวุธ ความเงียบปกคลุมไปทั่วสนามบินดอนเมือง

เรืออากาศเอกกิมหงวน เดินกระโผลกกระเผลกตรงเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าคุณพระควงสว่านฯ คู่ปรับเก่าแก่ของอาเสี่ย คุณพระทำหน้าชอบกล

"กลับไปก่อน ให้อั๊วกล่าวสุนทรพจน์ก่อน"

เปรตเวหาอมยิ้ม

"ติดเหรียญเสียก่อน แล้วค่อยกล่าวสุนทรพจน์เถอะครับ ผมอยากติดเหรียญจนตัวเนื้อสั่นไปหมดแล้ว"

พระควงสว่านฯ ถอนหายใจหนักๆ

"ฉันบอกให้เธอกลับไปยืนในแถว บ๊ะแล้ว "

เสี่ยหงวนค้อนควับ พูดเสียงยานคาง

"แหม เท่านี้ก็ต้องดุด้วย" พูดจบอาเสี่ยก็หมุนตัวกลับพาตัวกลับไปยืนเคียงคู่กับนิกรซึ่งยืนหลับประหงกงึกๆ อยู่หน้าแถว

พระควงสว่าน เวหนล้วงกระเป๋าเสื้อฟอร์มของท่าน หยิบแว่นตาคนแก่และเอกสารฉบับหนึ่งออกมา ท่านจัดแจงสวมแว่นเรียบร้อยคลี่กระดาษเอกสารออกอ่านข้อความในนั้น

"ทหารอากาศ และ ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับมอบหมายจากทางการให้มาเป็นประธานในการประดับเหรียญกล้าหาญให้แก่นายทหารอากาศผู้เป็นวีระบุรุษแห่งกองทัพอากาศของเราในครั้งนี้"

เสี่ยหงวนกับนิกรต่างชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะทันที พวกนักบินและทหารอากาศที่ยืนอยู่ในแถวต่างพากันหัวเราะคิกคัก คุณพระควงสว่านฯ ทำปากจู๋เหมือนสว่าน ท่านเอ็ดตะโรลั่น

"เฮ้ย ยืนอยู่ในแถวมีวินัยบ้างซี"

สองสหายหยุดยิ้มทำหน้าตายทันที ลมพัดมาวูบหนึ่ง กระดาษเอกสารในมือของคุณพระปลิวไปตามลม พระควงสว่านฯ วิ่งเหยาะๆ ไปเก็บกระดาษ พอก้มตัวลงเอื้อมมือจะหยิบ ลมก็พัดกระดาษแผ่นนั้นปลิวต่อไป คุณพระไม่สามารถจะพูดปากเปล่าได้ จึงวิ่งไล่กอดกระดาษแผ่นนั้นไปเกือบกลางสนามบินก็ตะครุบได้ แล้วท่านก็เดินหอบแฮ่กๆ กลับมา

ท่านผู้บัญชาการฝูงบินประจัญบานอ่านสุนทรพจน์ของท่านต่อไป

"ท่านทั้งหลาย ท่านคงทราบดีแล้วว่า เท่าที่ข้าศึกยอมจำนนแก่ฝ่ายเราโดยไม่มีเงื่อนโขนั้นก็เนื่องจากอำนาจระเบิดมหาประลัยของท่านพักเอก ด๊อคเตอร์ ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ แต่การนำลูกระเบิดมหาประลัยไปทิ้งยังดินแดนข้าศึกนั้น เครื่องบิน บี. ๓๖ ของเราต้องเสี่ยงภัยมาก ผลของการต่อสู้กับฝูงเครื่องบินสะกัดกั้นของข้าศึกทำให้ เรืออากาศเอกกิมหงวน ไทยแท้ และ เรืออากาศเอกนิกร การุณวงศ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ฉะนั้นทางราชการจึงขอมอบเหรียญกล้าหาญ "โกลด์สตาร์" เครื่องราชอิสริยาภรณ์อัน มีค่าสูงสุดสำหรับนักรบให้แก่นักบินทั้งสองที่กล่าวนามนี้ ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้อวยพรให้เรืออากาศเอกกิมหงวน ไทยแท้ และ เรืออากาศเอกนิกร การุณวงศ์ นักบินประจัญบานแห่งกองบินใหญ่ที่ ๓๕ จงมีความสุขความเจริญยิ่งๆ "

จบสุนทรพจน์ของคุณพระควงสว่านฯ บรรดานายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่อยู่ในเต๊นท์ก็พากันตบมือขึ้นพร้อมๆ กัน เสี่ยหงวนกับนิกรเดินเคียงคู่กันเข้ามาหาท่านผู้บัญชาการฝูงบินประจัญบานเตรียมตัวคอยรับเหรียญ สองสหายมีใบหน้าสดชื่นรื่นเริงผิดปรกติ

พระควงสว่านฯ หันมาทางเรืออากาศเอกคนหนึ่งซึ่งถือหีบใส่เหรียญกล้าหาญ "โกลด์สตาร์" ยืนอยู่ข้างๆ ท่าน แล้วท่านก็เอื้อมมือหยิบเหรียญทองอันหนึ่งขึ้นมา

คุณพระกล่าวกับเสี่ยหงวนเบาๆ

"ฉันขอแสดงความยินดีด้วยจริงใจ เธอเก่งมาก เปรตเวหา"

เสี่ยหงวนยิ้มแก้มแทบแตก

"ขอบคุณครับ ถ้ายังไงละก้อ ใต้เท้าช่วยขอให้ผมได้เลื่อนยศด้วยนะครับ"

"อ๋อ มีหวังแน่นอนกิมหงวน เธอจะได้เป็นนาวาอากาศตรีในไม่ช้า"

"แหม" อาเสี่ยคราง "ขอให้ผมเป็นพลอากาศเอกไม่ได้หรือครับ"

คุณพระควงสว่านฯ ยิ้มเล็กน้อย

"ถ้าเธอเป็นพลอากาศเอก เธอก็ต้องทำงานในตำแหน่งของฉัน"

"ก็ดีซีครับใต้เท้า"

"อ้าว แล้วฉันจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ"

"ออกรับเบี้ยบำนาญครับ แฮ่ะ แฮ่ะ"

พระควงสว่านเวหนจัดแจงประดับเหรียญ "โกลด์สตาร์" ให้เสี่ยหงวน เมื่อเพลงมหาฤกษ์มหาชัยเริ่มบรรเลงด้วยเครื่องขยายเสียงจากเต๊นท์หลังเล็ก เท่าที่ไม่มีแตรวงก็เนื่องจากกองแตรวงของทหารอากาศไปบำรุงความสุขทหารอยู่หลังแนวรบ จึงต้องใช้แผ่นเสียงแทน

ท่านผู้บัญชาการฝูงบินประจัญบานยื่นมือให้เปรตเวหาสัมผัส หลังจากนั้นเรืออากาศเอกกิมหงวนก็เดินกระโผลกกระเผลกกลับไปยืนหน้าแถว

คุณพระมองตามอย่างชื่นชม แล้วท่านก็หันมามองดูเรืออากาศเอกนิกร พระควงสว่านฯ สะดุ้งเล็กน้อย

"อ้าว หลับเสียแล้ว"

นิกรลืมตาโพลง เคี้ยวปากจั๊บๆ

"ลมพัดเย็นเหมือนกลางแจ้งอย่างนี้ง่วงเหลือเกินครับ"

คุณพระมองดูเสืออากาศนิกรอย่างเศร้าใจ

"ทำไมเสื้อฟอร์มของเธอถึงรุ่มร่ามอย่างนี้ ดูได้หรือ ขากางเกงยาวลากดินตั้งศอก แขนเสื้อก็ยาวปิดมือทั้งสองข้าง"

นิกรทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"แล้วแต่จะโปรดเถอะครับ ฟอร์มของผมรีดไม่ทัน ผมเลยยืมของอ้ายหงวนมาแต่งก่อน เรื่อง ฟอร์มไม่สำคัญหรอกครับใต้เท้า สำคัญที่รบเก่งเท่านั้น"

พระควงสว่านฯ หัวเราะ

"ก็ถูกของเธอ แต่ทหารที่ดีจะต้องแต่งตัวให้รัดกุมและเรียบร้อย เข้าใจ๋ เอ๊ะ-เธอถูกยิงที่ต้นแขนซ้ายทำไมถึงต้องเอาผ้าคล้องมือโยงบ่าไว้"

นิกรอมยิ้ม กระซิบกระซาบกับพระควงสว่านฯ

"อย่าเอ็ดไปครับ ไหนๆ จะได้ติดเหรียญกล้าหาญ ผมกับอ้ายเสี่ยก็ต้องทำให้เห็นว่าได้รับบาดเจ็บมากมาย ความจริงหายแล้วครับ อาเสี่ยก็เหมือนกัน มันวิ่งได้แล้วแต่แกล้งเอาไม้ยันจักกระแร้ไว้เพื่อให้ใครๆ เห็นว่าสมควรได้รับเหรียญกล้าหาญ แฮ่ะ แฮ่ะ ขอให้ผมสักสองเหรียญได้ไหมครับ"

คุณพระทำตาปริบๆ

"เหลืออีกเหรียญเดียวเท่านั้น"

สายตาทั้งหมดต่างจ้องมองมาที่เรืออากาศเอกนิกร และคุณพระควงสว่านฯ เป็นตาเดียว ทั่วทั้งสนามบินเงียบกริบ หลวงอึกกระทึกฯ คอยให้สัญญาณกันเจ้าหน้าที่กระจายเสียงซึ่งมียศเป็นพันจ่าอากาศตรี เมื่อคุณหลวงแลเห็นพระควงสว่านฯ เอื้อมมือหยิบเหรียญกล้าหาญในกล่องที่ถืออยู่ในมือนายทหารอากาศคนนั้น หลวงอึกกระทึกฯ ก็โบกมือให้เปิดเพลงมหาฤกษ์มหาชัย

แต่จ่าอากาศเอกคนหนึ่งซึ่งเป็นคู่อริของผู้เปิดแผ่นเสียง ได้แอบเข้าไปในเต๊นท์เล็กถอดเอาเพลงมหาฤกษ์มหาชัยออก เอาเพลง "พม่าแทงกบ" ใส่เข้าแทน

ดังนั้นเสียงเพลง "พม่าแทงกบ" ก็ดังกังวานลั่นสนามบิน

" ค่ำคืน เดือนหงาย พม่าขี่ควายว่าจะไปแทงกบ เรเร้เลเหล เรเร้เรเร "

นิกรรีบดึงแขนที่คล้องผ้าออก และรำเข้าจังหวะเพลงโย้ตัวไปมา มองดูคล้ายฯ กับพม่า พวกนายทหารที่อยู่ในเต๊นท์ต่างพากันหัวเราะงอหาย พันจ่าอากาศตรีเจ้าหน้าที่เปิดแผ่นเสียงเป็นลมแน่นิ่งไปแล้ว เพราะกลัวติดตรางนั่นเอง

พระควงสว่านฯ โกรธจนตัวสั่น เมื่อเพลงมีทำนองเช่นนี้ คุณพระก็จำใจต้องโย้ตัวไปมาและประดับเหรียญกล้าหาญให้เรืออากาศเอกนิกร พวกนายทหารที่อยู่ในเต๊นท์ต่างตบมือเข้าจังหวะและบางคนก็ร้องตามไปด้วย

ความโกรธทำให้พระควงสว่านฯ ตัดสินใจรำป้อคู่กับนิกรจนกระทั่งจบเพลง แล้วเสียงตบมือก็ดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหว

ท่านผู้บัญชาการฝูงบินประจัญบานเดินมาหยุดยืนหน้าไมโครโฟน นัยน์ตาของท่านราวกับไข่ห่าน ใบหน้าเขียว ริมฝีปากซีดเพราะโทสะ

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ข้าพเจ้าแจกเหรียญกล้าหาญมา ๕ ครั้งแล้ว รู้สึกว่าครั้งนี้ครื้นเครงที่สุดข้าพเจ้าขอชมเชยเจ้าหน้าที่เปิดจานเสียงที่เข้าใจเลือกเพลงแทนเพลงมหาฤกษ์มหาชัย ฉะนั้น ขอให้หลวงอึกกระทึกฯ นำตัวเจ้าหน้าที่กระจายเสียงไปขังไว้หนึ่งเดือนนับแต่วันนี้เป็นต้นไป"

แล้วพระควงสว่านฯ ก็พานายทหารคนสนิทของท่านเดินไปขึ้นรถเก๋งคันใหญ่ หลวงอึกกระทึกฯ บอกแถวพลางหัวเราะพลาง

"วันทยา-วุธ"

พลแตรเดี่ยวยกแตรขึ้นเป่าคำนับแต่เขามัวแต่หัวเราะ เสียงแตรก็เลยดังกระท่อนกระแท่นเหมือนคนหัวเราะ คุณพระควงสว่านฯ ชูกำปั้นออกมานอกรถและเร่งคนขับให้รีบขับรถไปทันที

สงครามที่ไม่ประกาศได้สิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านี้ หลังจากนั้นไม่กี่วัน พล, นิกร กิมหงวน ของเราก็ได้รับยศเป็นนาวาอากาศตรีและถูกปลดออกจากประจำการ