พล นิกร กิมหงวน 046 : ศึกเสือเฒ่า (จ้าวปฐพีตอนจบ)

เพราะความเคียดแค้นชิงชังศัตรูคู่อาฆาต ทำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ นอนคิดอยู่จนดึกดื่นและม่อยหลับไปราว ๓.๐๐ น. เศษ ท่านเจ้าคุณตื่นนอนแต่เช้า เมื่ออาบน้ำแต่งกายแบบเคาบอยเสร็จเรียบร้อยท่านก็นั่งพักผ่อนอยู่ในกระท่อมใหญ่ หลังจากนั้นสักครู่พล, นิกร, กิมหงวนก็พากันเข้ามาในกระท่อม เจ้าหนุ่มเคาบอยสองคนถือถาดอาหารและเครื่องกาแฟติดตามมาด้วย

แลเห็นหน้าสามเกลอท่านเจ้าคุณก็ยิ้มให้

"ไงวะ เมื่อคืนไปนอนที่ไหนมา"

พล, นิกร, กิมหงวนเดินมานั่งที่โต๊ะรับประทานอาหาร เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นตรงเข้ามานั่งร่วมโต๊ะด้วย เคาบอยทั้งสองจัดวางเครื่องกาแฟและจานอาหารลงบนโต๊ะเรียบร้อยก็กลับออกไป สามเกลอนั่งนิ่งเฉยจนกระทั่งท่านเจ้าคุณกล่าวขึ้นอีก

"หน็อย...โกรธเรอะ ถามว่าเมื่อคืนไปนอนที่ไหนไม่มีใครตอบ"

นิกรค้อนปะหลับปะเหลือก

"ไปนอนที่ไหนก็ช่างเขาเถอะ คนใจร้าย ยุงกัดเค้าจนลายไปหมดทั้งตัว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"หมั่นไส้โว้ย อย่ามาทำดัดจริตหน่อยเลย" แล้วท่านก็หันมายิ้มกับพล "พวกแกคงไปนอนที่บ้านดำริล่ะซี"

"ครับ คุณอาไล่พวกผม เราก็ต้องไปอาศัยนอนที่บ้านนายดำริ"

"แล้วดิเรกกับเจ้าแห้วหายหัวไปไหนล่ะ"

พลว่า "ดิเรกพาอ้ายแห้วบึ่งไปกรุงเทพฯ เมื่อตอนตีห้านี่เองแหละครับ เอารถตรวจการไปกับอ้ายแห้วตามลำพัง"

ท่านเจ้าคุณขมวดคิ้วย่น

"เอ๊ะ มันไปทำไม"

"ไปเอาแว่นตาครับ แว่นสำรองที่เอามาดิเรกมันบอกว่ามองอะไรไม่ใคร่เห็น แต่ดิเรกรับรองว่ามันจะมาคอกปศุสัตว์ก่อนค่ำวันนี้แหละครับ และจะเอาปืนกลมือมาด้วยเตรียมต่อสู้กับพรรคพวกของเจ้าคุณพิชิตฯ "

คราวนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแป้น

"เออ-ต้องยังงี้ซีวะ เป็นลูกเขยมันก็ต้องเจ็บร้อนแทนพ่อตา ส่วนอ้ายกรใช้ไม่ได้ ดีแต่กินแล้วก็มุดหัวนอน เรื่องยิงกันหรือตีรันฟันแทงกันอ้ายกรคอยเลี่ยงหลบเสมอ"

นิกรหัวเราะชอบใจ "ลงมือรับประทานอาหารเช้ากันเสียทีเถอะครับ สะเต็กกำลังร้อนๆ ไข่ดาวกับหมูแฮมนี่ก็ไม่เลว เรื่องบู๊เอาไว้อิ่มแล้วค่อยคุยกันเถอะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ารับทราบ ท่านมองดูหน้าพล, นิกร, กิมหงวนทีละคน สามสหายแต่งกายเคาบอยและคาดเข็มขัดปืนพกแบบมือปืน

"แกสามคนเหงื่อไหลชุ่มโชกถ้าจะไปขี่ม้าเที่ยวเล่นกันมาละซี"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"ผมกับอ้ายกรพาอ้ายพลไปรู้จักคุณลุงเจ้าคุณพิชิตฯ ครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือกแล้วทำปากจู๋

"แกสองคนพาอ้ายพลไปหาอ้ายแฉ่ง..."

"ครับ" กิมหงวนพูดยิ้มๆ "คุณลุงท่านต้อนรับพวกเราอย่างลูกหลานและรู้สึกว่าท่านชอบอ้ายพลมาก"

พลพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ทีแรกเมื่อก่อนเห็นหน้าท่านผมยอมรับว่าผมเกลียดหน้าคุณลุงเจ้าคุณพิชิตฯ อย่างที่สุด แต่พอได้เห็นหน้าท่านได้พูดได้คุยกับท่านก็รู้สึกว่าท่านเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือคนหนึ่ง ท่านจะเลี้ยงอาหารเช้าพวกผมครับ แต่พวกเราเกรงใจท่านก็รีบลากลับมา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกรธจนหน้าเขียว ท่านผลุนผลันลุกขึ้นยืนแล้วกระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาจ้องสามเกลอในท่าเอาเป็นเอาตาย

"วางช้อนส้อมอ้ายกร ทุกคนออกไปจากกระท่อมของข้าเดี๋ยวนี้ อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีกเป็นอันขาด" ท่านเจ้าคุณขบกรามพูด "พวกแกมันเห็นขี้ดีกว่าไส้ ออกไปให้หมด ม่ายฉันจะยิงพวกแกให้เหมือนกับยิงหมากลางถนน"

พลกับกิมหงวนหัวเราะหึๆ สองสหายต่างลุกขึ้นยืนแล้วพากันเดินออกไปจากกระท่อมโดยดี นิกรทำหน้าตายตักไข่ดาวหมูแฮมใส่ปาก ท่านเจ้าคุณเอ็ดตะโรลั่น

"อยากตายหรืออ้ายกร บอกให้ออกไปได้ยินไหม"

นายจอมทะเล้นขมวดคิ้วย่น

"ปู้โธ่-ผมหิวจนลมออกหูแล้วให้ผมกินเสียก่อนซีครับ"

"ไม่ได้" เจ้าคุณตวาดแว๊ด "แกสามคนคือศัตรูของฉันออกไป ถ้าไม่ออกไปพ่อยิงทิ้งเดี๋ยวนี้" นิกรเห็นพ่อตาโกรธจนตัวสั่นก็ค่อยๆ ลุกขึ้นด้วยความเสียดายอาหารเช้า เขายกมือขวาตะครุบไข่ดาวหมูแฮมในจานได้สองฟองแล้ววิ่งตื้อออกไปจากกระท่อมใหญ่หลังนั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิงไล่หลังมาหนึ่งนัด นิกรห้ามล้อพรืดหมุนตัวกลับระหว่างประตูแล้วส่งเสียงเอ็ดตะโรลั่น

"อย่ายิงคนข้างหลังซีครับ แล้วกัน...นี่หรือเสือเฒ่านักเลงหรือมือปืนชั้นเสือเขาไม่ยิงคนข้างหลังหรอกครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"ฉันไม่ได้ยิงแก ฉันยิงฝากระท่อมต่างหาก ถ้าฉันตั้งใจยิงแก แกก็ตายแล้ว"

นิกรทำตาเขียวกับพ่อตาของเขา

"คุณพ่อใจร้ายมากจะฆ่าลูกเขยทั้งคน นี่แหละเขาเรียกว่าพ่อตาทรยศ"

ท่านเจ้าคุณยกปืนขึ้นจ้อง

"ไม่ต้องพูดมาก เสือกเอาไข่ดาวของข้าไปทำไม"

นิกรมองดูไข่ดาวสองฟองและหมูแฮมอีกหลายชิ้นซึ่งอยู่ในมือขวาของเขา

"เอาคืนไปก็ได้ ของของคุณพ่อผมไม่อยากกินหรอกครับ" พูดจบนิกรก็เหวี่ยงไข่ดาวทั้งสองฟองมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"แป๊ะ"

ไข่ดาวฟองหนึ่งติดอยู่ที่ใบหน้าของเจ้าคุณพอดีอีกฟองหนึ่งแปะอยู่กลางศีรษะ นายจอมทะเล้นเย็นวาบไปหมดทั้งตัว เขาย่อตัวลงต่ำแล้วหมุนตัวกลับวิ่งอ้าวออกไปจากกระท่อมอย่างไม่คิดชีวิต เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือปัดไข่ดาวออกวิ่งตามนิกรออกมานอกกระท่อมและยกปืนพกขึ้นเล็งยิงนายจอมทะเล้นสองสามนัด แต่นิกรวิ่งซิกแซ็กหลบกระสุนปืนจึงแคล้วคลาดอันตรายอย่างหวุดหวิด

"อ้ายกร" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะโกนลั่น "กลับมากินข้าวกับพ่อโว้ย มาลูกมา พ่อล้อเล่นน่ะ"

นิกรวิ่งเข้าไปแอบหลังกองฟืนแล้วร้องตะโกนตอบ

"คุณพ่อกินคนเดียวเถอะครับผมยังไม่อยากตาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ท่านเดินกลับเข้ามาในกระท่อมและนึกเกลียดน้ำหน้าพล, นิกร, กิมหงวนอย่างยิ่งที่เอาใจไปเข้ากับฝ่ายศัตรู ท่านเจ้าคุณเดินเข้าไปล้างหน้าในห้องครัวสักครู่ก็กลับออกมานั่งรับประทานอาหารตามลำพัง จิตใจของท่านขุ่นมัวอย่างยิ่ง

เสียงฝีเท้าม้าตัวหนึ่งดังขึ้นที่หน้ากระท่อมที่พักของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ในเวลาเดียวกับที่ท่านเจ้าคุณรับประทานอาหารเช้าเสร็จพอดี นายชุบหัวหน้าเคาบอยของท่าน แต่งกายแบบเคาบอยคาดเข็มขัดปืนพกสองกระบอกพาตัวเดินเข้ามาในกระท่อมอย่างร้อนรน เขาถอดหมวกออกตรงเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ผู้เป็นนายของเขา

"ท่านครับ ได้เรื่องแล้วครับ"

"เออ ว่าไงชุบ"

"คนของเจ้าคุณพิชิตฯ เริ่มกั้นรั้วลวดหนามที่ริมลำธารทางฝั่งเราแล้วครับ แต่ขณะนี้วัวของเรายังอาศัยน้ำในลำธารกินได้เพราะพวกคนงานเพิ่งปักเสา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกรธจนตัวสั่น ท่านขบกรามกรอดริมฝีปากล่างยื่นออกมา นัยน์ตาโปนถลนแทบจะหลุดออกมานอกเบ้า

"อ้ายชุบ"

"ครับ"

"ไปเรียกระดมพวกเราเดี๋ยวนี้ ๕ โมงเช้า ข้าจะยกพวกเราไปบุกพวกอ้ายแฉ่งให้ราบพนาสูรไปเลย มันจะกั้นรั้วปิดลำธารนั้นก็ได้ แต่มันจะต้องเอาศพพวกมันทำเป็นรั้วต่างลวดหนาม"

เจ้าชุบจุ๊ย์ปาก

"ใต้เท้าพูดคมเหลือเกินครับ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มออกมาได้

"ข้ายอมตายอ้ายชุบ ข้าแก่แล้ว ข้าต้องสู้เพื่อศักดิ์ศรีและความเป็นลูกผู้ชายของข้า ข้าจะไม่ยอมให้พระยาพิชิตฯ หรืออ้ายแฉ่งข่มเหงข้าด้วยวิธีนี้เป็นอันขาด เป็นอะไรก็เป็นกันตอบข้าให้ชื่นใจหน่อยเถอะวะอ้ายชุบ เอ็งพร้อมแล้วไม่ใช่หรือที่จะตายแทนข้า"

ชุบยิ้มแห้งๆ น่าสงสาร

"อ้า-แล้วแต่จะโปรดเถอะครับ ผมจะแต่งงานในเดือนหน้านี้แหละครับ" เขาพูดอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น ใบหน้าที่ยิ้มแย้มเปลี่ยนแปลงเป็นบึ้งตึงทันที

"เอ็งพูดอย่างนี้ก็หมายความว่าเอ็งกลัวตายน่ะซี"

หัวหน้าเคาบอยยืนกระสับกระส่าย

"เรื่องตายผมไม่กลัวหรอกครับท่าน แต่ผมยังไม่อยากตายในเวลานี้ครับ"

"ถุย" ท่านเจ้าคุณร้องลั่น "ไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้ มึงมันก็ขี้ขลาดตาขาวเหมือนกับลูกหลานของข้านั่นแหละ ไป-ไปเตรียมพรรคพวกของเราและม้าไว้ให้พร้อม ๕ โมงเช้าข้าจะบุกพระยาพิชิตฯ ตามกำหนดโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ข้าจะสั่งให้คนของข้ารื้อถอนเสารั้ว และลวดหนามออกให้หมด ใครขัดขวางเป็นยิงกัน และถ้ามีโอกาสข้าจะยิงกับอ้ายแฉ่งตัวต่อตัว"

ชุบยกมือไหว้ท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อม

"ท่านครับ กรุณาให้ผมพูดอะไรสักหน่อย"

"เออ-ว่ามา"

หัวหน้าเคาบอยถอนหายใจหนักๆ

"ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างกฎอัยการศึกทั่วประเทศไม่ใช่หรือครับ การยกกำลังมากๆ เข้าปะทะกันเช่นนี้ก็จะกลายเป็นกบฏหรือจลาจล"

"อย่าสู่รู้ไปหน่อยเลยวะอ้ายชุบ ในป่าดงพงไพรเช่นนี้ลูกปืนสำคัญกว่ากฎหมาย ใครดีใครอยู่ใครพลาดก็เน่า"

ชุบฝืนยิ้ม

"อันหลังน่ะซีครับที่น่าคิด"

คราวนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดลั่น

"ไป-อ้ายชุบ ออกไปให้พ้น ไปเสียก่อนที่กูจะชักปืนออกมายิงมึง ชักหมั้นไส้เต็มทนแล้ว เตรียมพรรคพวกของเราไว้ให้พร้อม อย่างน้อยต้องมีกำลังถึง ๔๐ คนเหลือคนงานไว้ที่คอกปศุสัตว์เท่าที่จำเป็นจริงๆ "

ชุบทำหน้าละห้อย

"ได้โปรดเถอะครับ ผมจะจัดกำลังได้ราว ๓๐ คน เท่านั้นเพราะม้าเรามี ๓๒ ตัว เท่านั้น"

ท่านเจ้าคุณทำตาเขียว

"ก็ให้มันขี่สองคนต่อตัวไม่ได้หรือวะอ้ายชุบ"

หัวหน้าเคาบอยฝืนหัวเราะ

"เห็นจะไม่ไหวครับ ม้าของเราส่วนมากเป็นม้าไทยขืนขี่สองคน หลังมันก็หักน่ะซีครับหรือม่ายท้องก็คงลากดิน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งคิดสักครู่

"เอ็งพอจะติดต่อขอเช่าม้าจากพวกชาวไร่หรือพวกชาวบ้านป่าใกล้ๆ เราได้บ้างไหมล่ะ"

"แถวนี้มีแต่พวกปศุสัตว์เท่านั้นแหละครับที่ใช้ม้า แต่ว่าพอจะหาเช่าช้างได้สักห้าหกตัวครับ"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่นแล้วกลืนน้ำลายเอื๊อก "เคาบอยตะหวักตะบวยอะไรกันวะขี่ช้าง ไปๆๆ อ้ายชุบข้าปวดกบาลเต็มทนแล้ว รวบรวมพรรคพวกได้เท่าไรก็เอาเท่านั้น พวกเราน้อยกว่าเขาไม่สำคัญถ้าหากว่าใจคิดสู้พวกมากมันก็สู้ไม่ได้ แล้วก็ถ้าเอ็งพบกับอ้ายพล, อ้ายกรและอ้ายหงวนก็บอกมันด้วยว่าถ้ามันจะร่วมมือกับข้าปะทะกับพระยาพิชิตฯ ก็ให้มาพบข้าที่นี่เพื่อจะได้วางแผนบุกพระยาพิชิตฯ ต่อไป"

เจ้าชุบรับคำสั่งยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพาตัวเดินออกไปจากกระท่อมที่พัก ท่านเจ้าคุณผุดลุกขึ้นยืนเดินวนเวียนไปมารอบๆ ห้องในท่าตรึกตรอง ท่านบอกตัวเองว่าตั้งแต่เกิดมาท่านไม่เคยตายแม้แต่ครั้งเดียว ชีวิตของท่านอาจจะสิ้นสุดลงในครั้งนี้แต่ท่านก็จะขอสู้อย่างเสือเฒ่าสู้ไม่ถอย หากโชคชัยเป็นของท่านแล้วเจ้าคุณพิชิตฯ คู่อริก็คงจะตกเป็นเหยื่อกระสุนปืนของท่านอย่างไม่มีปัญหา

ตอนสายวันนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ออกมาซ้อมยิงปืนของท่านที่หน้ากระท่อมทั้งปืนพกและปืนเล็กยาวหมดกระสุนไปหลายสิบนัด ท่านเจ้าคุณรู้สึกว่าฝีมือยิงปืนของท่านอยู่ในชั้นดีขนาดเลวคือในราว ๑๐ นัด จึงจะถูกเป้าหมายสักนัดหนึ่ง อย่างไรก็ตามเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็คิดว่าท่านจะต้องสู้พระยาพิชิตฯ ให้ถึงที่สุด

พอใกล้จะถึงเวลา ๑๑.๓๐ น. ชุบหัวหน้าเคาบอยก็ได้มาพบเจ้าคุณปัจจนึกฯ ที่กระท่อมอีกครั้งหนึ่งขณะที่ท่านเจ้าคุณกำลังนั่งขัดปืนเล็กยาวคู่มือของท่านซึ่งนำมาจากกรุงเทพฯ

"สวัสดีครับท่าน" ชุบกล่าวทักเบาๆ และตรงเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าถอดหมวกปีกใหญ่ออกถือไว้

เจ้าคุณปัจจนึกฯ วางปืนเล็กยาวลงบนตักของท่าน

"ว่าไงชุบ เตรียมพรรคพวกของเราไว้เรียบร้อยแล้วหรือ ข้าตั้งใจว่าอีกสักครู่จะออกไปที่บ้านพักคนงานก็พอดีแกมาหา"

"เรียบร้อยแล้วครับ ผมจัดคนของเราไว้รวม ๒๔ คน ด้วยกันสองโหลพอดีครับ แล้วก็ผมนำม้าคู่ขามาให้ท่านแล้ว"

ท่านเจ้าคุณยิ้มออกมาได้

"ดีมาก อ้ายสามคนมันหายหน้าไปไหนวะ"

"อ้า-คุณพล, คุณนิกรกับอาเสี่ยไปช่วยเจ้าคุณพิชิตฯ กั้นรั้วลวดหนามครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งสุดตัว ท่านทำปากแบะยื่นนัยน์ตาถลนในท่าทีโกรธแค้น จนกระทั่งชุบต้องถอยหลังกรูด

"อ้ายชุบ"

"อ้ายสามคนมันไปช่วยพระยาพิชิตฯ สร้างรั้วลวดหนามเพื่อไม่ให้วัวของข้ากินน้ำในลำธารนั่น..."

"ครับ แกบอกผมว่าอย่างนั้นครับ"

ท่านเจ้าคุณขบกรามกรอด

"ดีแล้ว ถ้ายังงั้นข้าจะถือว่าอ้ายพลกับอ้ายกร และอ้ายหงวนเป็นศัตรูของข้านับแต่นี้เป็นต้นไป หน็อยแน่...มันเห็นคนอื่นดีกว่าข้า จำไว้นะอ้ายชุบถ้าอ้ายสามคนเข้ามาในเขตปศุสัตว์ของเราล่ะก้อมึงยิงทิ้งเสียเลย ข้าอนุญาติ"

ชุบยิ้มแห้งๆ

"ถึงอนุญาติผมก็ไม่กล้ายิงครับ เพราะคุณทั้งสามเป็นเจ้านายของผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"แต่เดี๋ยวนี้แกกินเงินเดือนฉัน" พูดจบท่านเจ้าคุณก็คว้าปืนยาวลุกขึ้น "ไป-อ้ายชุบ ข้าจะนำพรรคพวกของเราไปบุกพระยาพิชิตฯ เดี๋ยวนี้ วันนี้แหละมันจะต้องแหลกไปข้างหนึ่ง ถ้าข้าไม่ตายพระยาพิชิตฯ ก็ต้องตาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินไปที่กระจกเงาบานใหญ่พิจารณาดูร่างของตนเองในกระจก ท่านแต่งกายแบบเคาบอยครบเครื่องคาดปืนพกสองกระบอก และสวมเสื้อกั๊กทับเสื้อเชิ้ทแขนยาว ท่านชี้มือบอกให้ชุบหยิบหมวกสักหลาดที่แขวนอยู่กับเขากวางมาให้ท่าน แล้วเจ้าคุณก็สวมหมวกปิดศีรษะอันล้านเลี่ยนของท่าน สักครู่ท่านก็หันมาถามหัวหน้าคอกปศุสัตว์ของท่านด้วยเสียงเบาๆ

"เอ็งดูซิวะอ้ายชุบ ข้ามีส่วนเหมือนเกลน ฟอร์ดบ้างไหม"

เจ้าชุบกลั้นหัวเราะแทบแย่

"ผมคิดว่าเหมือนบอริสคาล็อฟมากกว่าครับ"

ท่านเจ้าคุณสะดุ้งโหยง

"อ้ายเวร นั่นมันพระเอกเรื่องผีโว้ยไม่ใช่พระเอกเคาบอย ไป-อ้ายชุบ ได้ฤกษ์เคลื่อนพลแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือปืนเล็กยาวเดินนำหน้าพาชุบออกไปจากกระท่อมที่พัก ที่หน้ากระท่อมมีม้าลูกผสมผูกอยู่กับที่ผูก ม้าสองตัวตัวหนึ่งสีน้ำตาลท่าทางเชื่องๆ อีกตัวหนึ่งสีดำหน้าเด่นเป็นทางพาดสีขาวลักษณะท่าทางคึกคนอง มีเครื่องอานบังเหียนพร้อม และมีซองปืนเล็กยาวพร้อมด้วยบ่วงบาศหนึ่งขด

ชุบผายมือไปที่ม้าสีดำแล้วกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"นั่นแหละครับม้าของท่านที่ผมคัดเลือกเอามา ฝีเท้าดีมากครับอายุเพิ่ง ๕ ขวบกว่าๆ เท่านั้น"

ท่านเจ้าคุณมองดูด้วยความพอใจ

"เออ-เข้าทีโว้ย ตัวผู้หรือตัวเมียวะ"

เจ้าชุบนิ่งนึก

"ยังไงก็ไม่ทราบครับ ตั้งแต่เลี้ยงมันมาผมไม่เคยสังเกต"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก้มลงมองดูแล้วยิ้มแห้งๆ

"ตัวผู้" ท่านพูดเสียงหนักๆ "ท่าทางมันบอกว่าพยศนี่หว่า"

"ก็เป็นบ้างครับ ทีแรกผมจะจัดม้าเชื่องๆ มาให้ท่านแต่สมุห์บัญชีเขาบอกว่าท่านเคยเป็นนายทหารเคยชำนาญในการขี่ม้า มือชั้นท่านต้องจัดม้าฝีเท้าดีและพยศหน่อยมาให้ ถ้าเอาม้าเชื่องมาสมุห์บัญชีเขาว่าผมมีหวังถูกเตะแน่ๆ "

คราวนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแก้มแทบแตก

"ดำริเขารู้ใจข้าดี ถูกละ ในเรื่องการบังคับม้าข้ามีความชำนาญพอตัว ถึงไม่ได้ขี่นานแล้วก็พอจะขี่ได้" พูดจบท่านก็เดินเข้าไปหาม้าสีดำตัวนั้น เอาปืนเล็กยาวใส่ลงไปในซองปืนข้างอานแล้วแก้สายบังเหียนที่ผูกไว้กับเสาออก "ม้าตัวนี้ชื่ออะไรวะ"

"ขุนศึกครับ เวลาท่านขี่มันกรุณาอย่าเอาส้นเท้าถูกท้องมันนะครับ ขุนศึกมันเป็นม้าที่ขี้จั๊กจี้มาก ถูกท้องมันนิดเดียวเป็นต้องดิ้นยกหน้าหกหลัง ถ้าท่านจะให้มันวิ่งเร็วๆ ก็เพียงแต่ใช้สายบังเหียนตีคอมันเบาๆ สองสามทีเท่านั้น"

ท่านเจ้าคุณยกเท้าซ้ายเหยียบโกลนแล้วก้าวขึ้นไปนั่งบนหลังขุนศึกอย่างสง่า ขุนศึกทำหน้าเบ้หลังแอ่น ทำปากพะเยิบพะยาบเห็นฟันซี่โตๆ คล้ายกับจะบอกนายชุบว่าน้ำหนักตัวของท่านเจ้าคุณหนักเหลือเกิน ชุบเผ่นแผล็วขึ้นไปนั่งบนหลังม้าคู่ขาของเขา เจ้าคุณปัจจนึกขยับสายบังเหียนพลางกระเตาะปาก ขุนศึกยืนนิ่งเฉยเอี้ยวคอมามองดูหน้าท่านเจ้าคุณอย่างท้อแท้

"เฮ้ย ไปซีโว้ย" เจ้าคุณดุ

ขุนศึกยืนนิ่งเฉยและสั่นศีรษะ ท่านเจ้าคุณเผลอตัวใช้ส้นรองเท้ากระทุ้งท้องขุนศึกทันทีเพื่อเตือนให้มันวิ่ง ขุนศึกจั๊กจี้ก็หัวเราะลั่นแล้วยกหน้าหกหลังทำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร่วงลงมาจากหลังของมันทันที ร่างอันอ้วนเตี้ยลอยละลิ่วลงสู่พื้นดินเสียงดังพลั่ก หลังของท่านฟาดพื้นแผ่นดินเต็มแรง

"โอย"

ชุบเย็นวาบไปหมดทั้งตัว เขารีบกระโจนลงจากหลังม้าของเขาแล้ววิ่งเข้าไปประคองเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เป็นยังไงบ้างครับท่าน"

"แย่โว้ย ก้นกบกูหักแล้วก็ไม่รู้ อ้ายม้าเปรตนี่น่ายิงทิ้งเหลือเกิน"

ชุบประคองเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้น

"ผมเรียนท่านแล้วนี่ครับว่าอย่าเอาส้นเท้าจี้ท้องมัน ขุนศึกมันขี้จั๊กจี้ครับ ผมเห็นท่านเอาส้นรองเท้ากระทุ้งมันตั้งหลายที"

"ลืมไปว่ะ อูย...เจ็บจังโว้ย เอ็งช่วยประคองข้าขึ้นม้าหน่อยเถอะวะ แหมโว้ย...แย่เลย"

ชุบช่วยประคองท่านเจ้าคุณชึ้นนั่งบนหลังม้าขุนศึกตามคำสั่ง แล้วเขาก็ขึ้นม้าคู่ขาของเขา ต่อจากนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็บังคับขุนศึกวิ่งสะบัดย่าง นำหน้าพาหัวหน้าคอกปศุสัตว์ของท่านตรงไปยังบ้านพักของพวกคนงาน

ตามเวลาที่กล่าวนี้พวกเคาบอยของท่านเจ้าคุณรวม ๒๔ คน ได้นั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่ในบริเวณที่ว่างหน้าหน้าโรงม้าอันกว้างใหญ่ ชาวพื้นเมืองเหล่านี้แต่งกายแบบเคาบอยในภาพยนตร์คาดเข็มขัดกระสุนปืนพก ม้าของเขาผูกไว้ตามที่ผูกหน้าบ้านพัก เตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางไปปะทะกับพรรคพวกของพระยาพิชิตฯ แต่คนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ใช่นักบู๊หรือนักสู้ ทุกคนมีท่าทางหงอยเหงาไปตามกันเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย บางคนก็ถึงกับนั่งร้องไห้กลัวว่าลูกเมียของตนจะต้องเป็นหม้าย

เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ ควบขี่ม้าพาชุบตรงเข้ามาพวกเคาบอยต่างก็ลุกขึ้นยืน แล้วใครคนหนึ่งก็ร้องขึ้นดังๆ อย่างน่าสงสารว่า

"ความตายใกล้เข้ามาแล้วโว้ยพวกเรา เกิดมาเป็นลูกน้องเขาก็เป็นอย่างนี้แหละ เจ้านายไม่ถูกกันก็พาเราไปตาย เฮ้อ-ตายเสียก็ดีจะได้พ้นทุกข์พ้นร้อน"

ท่านเจ้าคุณกับชุบบังคับม้าให้หยุดนิ่งเบื้องหน้า พวกกรรมกรหรือพวกเคาบอยซึ่งมีจำนวน ๒ โหลพอดี เจ้าคุณมองดูคนของท่านอย่างชื่นชมแล้วกล่าวว่า

"พี่น้องทั้งหลาย บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องกระทำศึกนองเลือด กับพรรคพวกของพระยาพิชิตฯ ข้าพเจ้าหวังอย่างยิ่งว่าทุกคนคงจะยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่กับข้าพเจ้า สู้รบกับพรรคพวกพระยาพิชิตฯ อย่างองอาจกล้าหาญ เราจะปราบศัตรูของเราให้ราบคาบ ขอให้ชัยชนะจงเป็นของพวกเรา ไชโย"

เงียบกริบ ไม่มีใครร้องรับไชโยแม้แต่คนเดียว เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมามองดูชุบอย่างแปลกใจ

"ทำไมอ้ายพวกนี้ไม่ร้องไชโยวะ"

ชุบยิ้มแห้งๆ

"ได้โปรดเถอะครับ พวกนี้อาจจะไม่เข้าใจความหมายของคำว่าไชโยก็ได้ครับ"

เจ้าคุณเม้มปากแน่นและพยักหน้ารับทราบ

"ถ้ายังงั้นเอ็งพูดให้กำลังใจคนของเรานิดหน่อยซี พูดภาษาพื้นเมืองก็ได้"

ชุบหัวเราะ

"พวกนี้ไม่ชอบคำพูดปลุกใจหรือปลอบใจครับ เขาชอบการร้องรำทำเพลงเพื่อช่วยให้จิตใจคึกคนองมากกว่า"

"งั้นเรอะ แกช่วยจัดการหน่อยซี"

เจ้าชุบกวาดสายตามองไปทางกลุ่มคนงานของเขา แล้วก็ร้องเรียกเจ้าหนุ่มผอมกะหร่องคนหนึ่ง ซึ่งมีแคนสะพายอยู่บนบ่า

"นายหล้า สุดกระโทกออกมานี่"

เจ้าหนุ่มผู้มีนามว่าหล้าและเจ้าของสกุลสุดกระโทกเดินยิ้มกริ่มออกมา ชุบอธิบายให้ท่านเจ้าคุณทราบว่า นายหล้าเป็นหมอลำหมอแคนชั้นดีคนหนึ่งแห่งจังหวัดนครราชสีมา แล้วชุบก็หันมาพยักหน้ากับนายหล้า

"ก่อนที่เราจะเคลื่อนพลร้องเพลงปลุกใจสักนิดหน่อยโว้ยหล้า"

นายหล้ายิ้มแห้งๆ

"เอาเพลงโศกหรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดแว๊ด

"เพลงปลุกใจไม่ใช่เพลงโศกโว้ย"

เจ้าหล้าอกสั่นขวัญแขวน เขาหันไปกวักมือเรียกเคาบอยหนุ่มคนหนึ่งให้มาหาเขา แล้วส่งแคนให้

"เอ็งเป่าแคนทีวะ ข้าจะแอ่วให้พวกเราและเจ้าคุณท่านฟัง"

บรรดาเคาบอยทั้งหลายต่างมีสีหน้าชุ่มชื้นขึ้นเล็กน้อย นายหล้ายกมือขึ้นร่ายรำในท่าแร้งกระพือปีก แล้วเขาก็ร้องเพลงพื้นเมืองที่เรียกกันว่าหมอลำหมอแคน เพื่อนหนุ่มของเขาเป่าแคนคลอเสียงเพลงไปด้วย

โอ้ละหนอ นวลเอย

ข้อยจะเว้าเรื่องสาวแปลกๆ

สาวตาแหกหน้าตาไม่สวย

สาวสำรวยเอวกลมสมหน้า

สาวสิบห้าดีกว่าสิบสี่

สาวสิบสี่ดีกว่ายายแก่

สาวตอแหลอย่าเว้าอย่าฮัก

อย่ารู้จักเกี้ยวพาราสี

เจอทีเด็ดหล่อนมีสามี

เลยเสียทีถูกตีกบาล

โอ--โอละหนอ นวลเอย

ข้อยขึ้นรถไฟไปจากโคราช

แล่นครืดคราดมายังแก่งคอย

แล่นค่อยๆ มาสระบุรี

แล่นเร็วจี๋มาถึงกรุงเก่า

แล่นเหย่าๆ มาถึงดอนเมือง

แล่นย่างเยื้องถึงหัวลำโพง

แล่นโทงๆ กลับไปโคราช

แล่นอืดอาดกลับมาหัวลำโพง

เสียงหัวเราะของพวกเคาบอยดังขึ้นอย่างครื้นเครง เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหมอลำหมอแคนอย่างเศร้าใจ เจ้าหนุ่มนักร้องรำเฉิบๆ ส่วนเพื่อนของเขาเป่าแคนและส่ายสะโพกไปด้วย

"แต่ก่อนนี้นายหล้าเคยทำงานอะไรวะชุบ"

"เป็นกุลีกองบำรุงทางรถไฟครับ"

"อ้อ" ท่านเจ้าคุณอุทาน "มิน่าล่ะ เพลงของมันเกี่ยวกับสถานีสายทางสายตะวันออกเฉียงเหนือทั้งนั้น บอกให้มันหยุดร้องเถอะวะ เคลื่อนขบวนได้แล้วพวกเรา"

ชุบตะโกนบอกคนงานของเขา

"พอโว้ย ไปขึ้นม้าได้พวกเรา"

ในสองสามนาทีนั้นเอง พวกเคาบอยในบังคับบัญชาของเจ้าคุณปัจจนึกฯ เคลื่อนพลออกจากคอกปศุสัตว์ควบขี่ม้าติดตามกันไปเป็นกลุ่มโดยมีชุบขี่ม้านำหน้า เคาบอยเหล่านี้ไม่มีใครคึกคักเข้มแข็งเลย ทุกคนแม้กระทั่งชุบต่างเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย

ในที่สุดเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาพรรคพวกของท่านเข้ามาในเขตที่ดินของฝ่ายปรปักษ์ ภูมิประเทศเป็นภูเขาและที่ราบ ลำธารสายใหญ่อันเป็นเหตุพิพาทในเรื่องนี้มองแลเห็นอยู่ข้างหน้า วัวของเจ้าคุณพิชิตฯ อันมากมายกำลังกินน้ำอยู่ริมลำธารด้านตะวันตก ในเวลาเดียวกันนี้เองพวกเคาบอยของพระยาพิชิตฯ ก็กำลังช่วยกันขุดหลักปักเสาเพื่อกั้นลวดหนามป้องกันไม่ให้วัวของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้กินน้ำในลำธารนี้

เมื่อกองทัพน้อยๆ ของเจ้าคุณปัจจนึกฯ เคลื่อนที่เข้ามาใกล้จะถึงลำธาร ชุบก็ยกมือขวาชูขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุดม้า ท่านเจ้าคุณชักม้าเข้ามาหาหัวหน้าคนงานของท่านแล้วถามขึ้นด้วยเสียงตะคอก

"หยุดม้าทำไมอ้ายชุบ พาพวกเราบุกเข้าไปยิงกับมันเลย"

ชุบยิ้มแห้งๆ ชี้มือไปที่ลำธารนั้น

"ท่านดูซีครับ เจ้าคุณพิชิตฯ วางกำลังรบไว้หนาแน่นตามก้อนหินและซอกหิน แลเห็นไพร่พลของเจ้าคุณพิชิตฯ ไม่ต่ำกว่าสองร้อยคน ไม่ทราบว่าท่านไปได้กำลังที่ไหนมาเพิ่มเติม แนวรบของเจ้าคุณพิชิตฯ ยาวเหยียดบนเนินเขาสองข้างก็เต็มไปหมด ขืนบุกเข้าไปพวกเรามีเพียง ๒๖ คน เท่านั้นจะไม่มีใครเหลือรอดกลับไปเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองตามสายตาชุบแล้วท่านก็เสียขวัญ ตามเนินเขาชะง่อนผาและริมลำธารแลเห็นหมวกและปืนเล็กยาวโผล่ออกมาจากที่กำบังลับๆ ล่อๆ ท่านนึกไม่ถึงว่าไพร่พลของพระยาพิชิตฯ จะมากมายเช่นนี้ราวกับทหารหนึ่งกองพัน พวกกรรมกรประมาณ ๒๐ คน ยังคงขุดหลักปักเสาต่อไปโดยไม่มีใครสนใจกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และพรรคพวกของท่าน

ท่านเจ้าคุณถอนหายใจหนักๆ กล่าวกับหัวหน้าเคาบอยของท่าน

"เอ็งช่วยดูหน่อยซิอ้ายชุบ นัยน์ตาข้าไม่ใคร่ดี แสงแดดมันจัดเหลือเกิน เจ้าคุณพิชิตฯ มันอยู่ในกลุ่มพวกกรรมกรเหล่านั้นหรือเปล่า"

ชุบยกมือขวาป้องหน้าผากมองดูสักครู่ก็เรียนให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทราบอย่างนอบน้อม

"ไม่มีครับ มีแต่นายภาสกับนายพงศ์สองพี่น้องหลานชายของเจ้าคุณยืนคุมงานอยู่"

"แล้วอ้ายพล, อ้ายกรกับอ้ายหงวนช่วยเขาทำงานอยู่ด้วยหรือเปล่า"

"เปล่าครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งคิดสักครู่

"อ้ายชุบ"

"ครับ"

"พาพวกเราบุกไปที่บ้านเจ้าคุณพิชิตฯ เดี๋ยวนี้ข้าจะดวลปืนกับเจ้าคุณพิชิตฯ ตัวต่อตัวเพื่อชิงความเป็นผู้ยิ่งใหญ่หรือเป็นจ้าวปฐพีแห่งผืนแผ่นดินนี้ ถ้าพรรคพวกของเจ้าคุณพิชิตฯ ต่อสู้กับเราก็ฟาดกับมันแบบหั่นแหลกเลย วันนี้กูต้องอาละวาดให้สุดเหวี่ยง เรื่องตายเรื่องเล็กโว้ย ใครจะอยู่ค้ำฟ้า ข้าสู้แค่ตายเท่านั้น"

ชุบทำหน้าละห้อย

"เอาครับ จะเอาอย่างไรก็สุดแล้วแต่ท่าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันไปมองดูพวกเคาบอยของท่าน ซึ่งทุกคนนั่งจ๋องอยู่บนหลังม้าแสดงความรักตัวกลัวตายจนออกนอกหน้า ท่านเจ้าคุณจุ๊ปากจึ้กจั้ก

"อ้ายชุบ ลูกน้องของแกทำไมหน้าตามันหม่นหมองยังงี้วะ ดูท่ามันจ๋องเหลือเกิน แต่ละคนเหมือนกับว่ากำลังจะถูกอหิวาต์ลากเอาไปกินยังงั้นแหละรวมทั้งเอ็งด้วย ให้มันคึกคักเข้มแข็งหน่อยซีวะ"

ชุบมองดูพวกเคาบอยในบังคับบัญชาของเขาแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"เฮ้ คึกคักหน่อยโว้ยพวกเรา เอ้า-เฮ้"

พวกเคาบอยโห่ร้องอย่างซังกะตายเต็มทน เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งให้ชุบขี่ม้านำหน้าพาท่านกับพวกเคาบอยมุ่งตรงไปยังคอกปศุสัตว์ของพระยาพิชิตฯ คู่อริของท่านทันที

ตามเวลาที่กล่าวนี้ เจ้าคุณพิชิตฯ เสือเฒ่ากำลังเลี้ยงอาหารกลางวันสามสหายของเราภายในกระท่อมใหญ่หรือบ้านพักของท่านด้วยอัธยาศัยไมตรีจิต การที่พล, นิกร, กิมหงวนมาป้วนเปี้ยนอยู่ที่นี่ก็เพื่อหน่วงเหนี่ยวขัดขวางประวิงการนองเลือดไว้ โดยพยายามใช้วาทศิลป์พูดเกลี้ยกล่อมเจ้าคุณพิชิตฯ ด้วยการยกยอปอปั้นต่างๆ เจ้าคุณพิชิตฯ มีความรักใคร่เอ็นดูสามเกลอของเราอย่างยิ่ง โดยเฉพาะท่านรักนิกรมากกว่าพลหรือเสี่ยหงวน ทั้งนี้ก็เพราะนิกรเป็นผัวของประไพลูกสาวคนรักเก่าของท่านนั่นเอง ซึ่งนิกรก็พยายามประจบประแจงอย่างที่สุด สามสหายตั้งใจว่าจะถ่วงเวลาไว้จนเย็นจนกว่า ดร. ดิเรกกับเจ้าแห้วจะพาประภาและประไพมาจากกรุงเทพฯ ซึ่งพล, นิกร, กิมหงวนเชื่อว่าประภากับประไพเท่านั้นที่จะห้ามศึกนองเลือดระหว่างสองเสือเฒ่านี้ได้ สามสหายจึงขอร้องให้นายแพทย์หนุ่มเดินทางไปกรุงเทพฯ ในตอนรุ่งอรุณของวันใหม่โดยเอาเจ้าแห้วไปด้วยเพื่อทำหน้าที่ขับรถ

อาหารกลางวันมื้อนี้เป็นอาหารว่างแบบคนไทยคือข้าวมันส้มตำมะละกอแกงเผ็ดไก่ นอกจากนี้ก็มีเบียร์แช่เย็นดื่มตามสมควร เจ้าคุณพิชิตฯ คุยจ้อตลอดเวลาอวดว่าตู้เย็นน้ำมันก๊าดขนาด ๘ คิว ของท่านมีเหล้าและเบียร์ไว้ต้อนรับคณะพรรคสี่สหายเสมอ มาหาท่านเมื่อไรเป็นได้กิน

ขณะที่สามสหายกำลังสนทนากับเจ้าคุณพิชิตฯ อย่างกันเอง ชายหนุ่มคนหนึ่งก็วิ่งถลาเข้ามาในห้อง เขาคือพิชัย กุลเสวกลูกชายของเจ้าคุณพิชิตฯ นั่นเอง พิชัยแต่งกายแบบเคาบอยคาดเข็มขัดปืนพกอย่างหย่อนยานข้างหนึ่งแบบมือปืนทั้งหลาย

"คุณพ่อ คุณพ่อครับ"

เจ้าคุณพิชิตฯ หันขวับมาทางลูกชายโทนของท่าน

"อะไรวะพิชัย"

"เจ้าคุณปัจจนึกฯ บุกเราแล้วครับ พาพรรคพวกไม่ต่ำกว่า ๒๐ คน ควบม้าผ่านเชิงเขาเข้ามาเกือบถึงหมู่บ้านเราแล้ว"

เจ้าคุณพิชิตฯ หัวเราะอย่างใจเย็น

"อย่าตื่นไปหน่อยเลยวะพิชัย ออกไปคุมคนงานรีดนมต่อไปเถอะ เสนาธิการของข้าทั้งสามคนนี่ได้วางกำลังรบไว้พร้อมแล้ว"

พิชัยแสยะยิ้ม

"กำลังรบที่ไหนครับ ไม่เห็นมีสักคนคุณพ่อ มีแต่เอาหมวกและไม้คล้ายๆ ปืนยาวไปวางไว้ตามซอกหรือตามก้อนหินเกลื่อนกลาดไปหมด"

เจ้าคุณพิชิตฯ ชักฉิว

"นั่นแหละคือกลยุทธที่ไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ ไปๆๆ ออกไป พ่อไม่ค่อยชอบหน้าแกเท่าใดนัก แกไม่น่ารักเหมือนหลานๆ ของพ่อทั้งสามคนนี่เลย ผ่าว่ะจนใจเหลือเกินว่าแกเป็นลูก ม่ายพ่อตัดหางปล่อยวัดแกไปนานแล้ว"

พิชัยเค้นหัวเราะแล้วทำตาเขียวกับเสี่ยหงวน

"มองหน้าผมทำไมหรือจะยิงกับผมตัวต่อตัวยังได้นะครับ"

เจ้าคุณพิชิตฯ ขบกรามกรอด ตวาดลูกชายของท่านด้วยเสียงอันดัง

"ออกไปให้พ้น เมื่อวานนี้แกถูกเสี่ยหงวนชกหน้าตาฟกช้ำดำเขียวจนแทบจะจำไม่ได้ยังจะอวดดีอีก"

พิชัยเดินส่ายอาดๆ เหมือนว่าวจุฬาออกไปจากกระท่อมหลังนั้น เจ้าคุณพิชิตฯ ลุกขึ้นเดินตามออกไปห่างๆ ท่านหยุดยืนที่หน้าประตูกระท่อมทอดสายตามองไปที่เชิงเขาเบื้องหน้า แล้วท่านก็แลเห็นพลพรรคของเจ้าคุณปัจจนึกฯ หยุดยืนรวมกำลังกันอยู่นอกหมู่บ้านไม่กล้าบุกเข้ามา

เจ้าคุณพิชิตฯ จ้องมองดูอยู่สักครู่จึงหันมาพูดกับสามสหาย

"เร็ว-มาดูนี่ พระยาปัจจนึกฯ แกใจเด็ดมากถือปืนเล็กยาวลงจากหลังม้าเดินเข้ามาในหมู่บ้านของลุงตามลำพัง ลุงคิดว่าพวกลูกน้องคงไม่ยอมบุกลุงเป็นแน่ เพราะสำคัญผิดว่าลุงมีพรรคพวกซุ่มซ่อนอยู่มากมาย ที่แท้ก็มีแต่หมวกเคาบอยกับไม้ที่คล้ายๆ ปืนวางไว้ลวงตา"

พล, นิกร, กิมหงวนต่างลุกขึ้นจากโต๊ะรับประทานอาหารเดินไปที่ประตูกระท่อม สามสหายแลเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ เสือเฒ่ากำลังพาตัวเดินเข้ามาอย่างอาจหาญ มือทั้งสองถือปืนเล็กยาว

"อื้อฮือ" อาเสี่ยคราง "คล้ายกับเรื่องจอมปฐพีจังว่ะ"

พวกเคาบอยของพระยาพิชิตฯ พากันมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างครั้นคร้ามแต่ไม่มีใครกล้าขัดขวาง ท่านเจ้าคุณบุกเข้ามาในเขตหมู่บ้านแล้ว ขณะนี้อยู่ห่างจากบ้านพักของพระยาพิชิตฯ ราว ๑๕๐ เมตร

ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนแรง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"อ้ายแฉ่งอยู่ไหน กันมาพบแกแล้วออกมาอ้ายเพื่อนเกลอ อย่าให้สมุนของเราต้องเสียเลือดเนื้อเลย แกกับกันออกมายิงกันตัวต่อตัว ถ้ากันตายแกก็กั้นลำธารนั้นต่อไปได้ ถ้าแกตายลำธารนั้นก็จะถูกรื้อถอน ออกมาอ้ายเกลอเก่า"

เจ้าคุณพิชิตฯ หันมายิ้มให้สามสหาย

"ปล่อยให้มันตะโกนสักครู่เดี๋ยวมันก็กลับไปเอง"

พลยิ้มอ่อนโยน

"ดีแล้ว ถ้าคุณลุงเยือกเย็นอย่างนี้เรื่องร้ายแรงก็คงไม่เกิดขึ้น ความจริงถ้ายิงกันตัวต่อตัวผมคิดว่าคุณอาสู้คุณลุงไม่ได้เด็ดขาด"

อาเสี่ยช่วยยกยอปอปั้นต่อไป

"จะสู้อะไรวะพล มือคนละชั้น คุณลุงท่านแน่กว่าเป็นไหนๆ เมื่อกี้ท่านยังคุยให้เราฟังว่าท่านเข้าป่าล่าสัตว์กับพวกคนงาน เสือดาวตัวหนึ่งกระโจนลงมาจากต้นไม้จะตะครุบคนงาน ท่านยกปืนยิงตูมเดียวถูกหัวกระโหลกเสือทะลุระหว่างที่มันลอยลงมาจากต้นไม้ต้นนั้น"

เจ้าคุณพิชิตฯ ก็เหมือนกับมนุษย์ทั้งหลายที่ชอบยอ ท่านยิ้มแก้มแทบแตกยกมือกอดอกอย่างภาคภูมิแล้วกล่าวว่า

"ถึงแม้ลุงกับเจ้าอู๊ดจะโกรธเคืองกัน ลุงก็ยังนึกเสมอว่าอ้ายอู๊ดเป็นเพื่อนเก่า ไม่อยากฆ่ามันหรอก"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ แล้วก็มีเสียงเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะโกนโหวกๆ

"ออกมาอ้ายเฉื่อย นักเลงจริงออกมาซีวะ อ้ายเฉื่อยมุดหัวอยู่ไหนออกมาซี"

คราวนี้เจ้าคุณพิชิตฯ โกรธจนตัวสั่น ท่านวิ่งไปที่ชั้นวางของริมห้องหยิบปืนเล็กยาวคู่มือของท่านลงมาจากชั้นไม้นั้นแล้วเลื่อนลูกขึ้นลำทันที สามสหายทำหน้าตื่นๆ ไปตามกัน นิกรเดินเข้ามาหา

"คุณลุงครับ ขอเสียทีเถอะครับ"

"ไม่ได้ๆๆ นิกร คราวนี้เทวดาก็ห้ามลุงไม่อยู่ อ้ายอู๊ดมันตะโกนเรียกชื่อพ่อของลุงรู้ไหม ท่านตายไปตั้งหลายสิบปีแล้ว และเราก็แก่ชราเกินกว่าที่จะล้อชื่อพ่อกันเล่น ลุงต้องฆ่าอ้ายอู๊ด" พูดจบเจ้าคุณพิชิตฯ ก็พาตัวเดินออกไปจากกระท่อมท่ามกลางความตื่นตะลึงของนิกรกับกิมหงวน ส่วนพลยืนหัวเราะหึๆ

เสือเฒ่าทั้งสองหยุดยืนมองดูกันในระยะห่างประมาณ ๑๕๐ เมตร แล้วก็เดินเข้าไปหากัน

"ข้าอยู่นี่อ้ายเอี่ยม" เจ้าคุณพิชิตฯ ตะโกนล้อชื่อบิดาเจ้าคุณปัจจนึกฯ บ้าง "เข้ามาอ้ายเอี่ยม"

กิมหงวนกล่าวกับพลทันที

"เฮ้ย วิ่งไปห้ามหน่อยซีโว้ย เดี๋ยวก็กลายเป็นศพกันไปข้างหนึ่งหรอก"

พลพูดพลางหัวเราะพลาง

"ปล่อยตามเรื่องเถอะวะ พนันกันก็ได้ เสือเฒ่าคู่นี้ไม่มีใครตายหรือบาดเจ็บเพราะยิงกันไม่ถูกและไม่มีใครกล้าเข้าใกล้กันจนเกินควร ทั้งคุณอาและคุณลุงมั่งมีศรีสุกออกอย่างนี้ไม่มีใครอยากตายหรอก"

พล, นิกร, กิมหงวนต่างพากันออกไปดูการดวลปืนระหว่างเสือเฒ่าที่นอกกระท่อม สองเสือเดินเข้าหากันอย่างระมัดระวัง เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยกปืนขึ้นประทับอีกฝ่ายหนึ่งก็รีบหมอบราบกับพื้นดินหรือทรุดตัวนั่งตามที่กำบัง

ในที่สุดเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เป็นฝ่ายยิงก่อน กระสุนสังหารนัดนั้นดังกึกก้อง แต่เฉียดร่างเจ้าคุณพิชิตฯ ไปในราวห้าหกวา เจ้าคุณพิชิตฯ ยิงตอบทันที แต่กระสุนของท่านแทนที่จะถูกเจ้าคุณปัจจนึกฯ กลับถูกนกพิราบป่าตัวหนึ่งซึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้เหนือศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตกลงมาตาย

ต่างฝ่ายต่างใช้ปืนเล็กยาวโต้ตอบกันในระยะห่างประมาณ ๑๐๐ เมตร ระหว่างนั้นเองพิชัยลูกชายของเจ้าคุณพิชิตฯ ได้วิ่งเข้าไปทรุดตัวนั่งข้างกองฟืนและยกปืนเล็กยาวขึ้นประทับเพื่อจะยิงเจ้าคุณปัจจนึกฯ นิกรกระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาเล็งยิงไปที่พิชัยหนึ่งนัด

"ปัง"

กระสุน ๙ ม.ม. ของนิกรถากหลังมือขวาของพิชัยไปทำให้เจ้าหนุ่มอันธพาลตกใจปล่อยปืนเล็กยาวหลุดจากมือทันที เขาหันไปมองดูสามสหายซึ่งยืนเรียงกันอยู่หน้ากระท่อม นิกรควงปืนพกอย่างคล่องแคล่วแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"เรื่องของผู้ใหญ่แกเป็นเด็กอย่ายุ่ง"

เจ้าคุณพิชิตฯ หันมาทำตาเขียวกับลูกชาย

"นิกรพูดถูกแล้ว ไปให้พ้นพิชัย อย่าให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดได้ว่า เราใช้วิธีหมาหมู่กลุ้มรุมเขา"

พิชัยหยิบปืนเล็กยาวลุกขึ้นเดินบ่นพึมพำไปทางโรงรีดนมวัว การต่อสู้ระหว่างสองเสือเฒ่าได้ดำเนินต่อไปอย่างจืดชืด คือไม่ตื้นเต้นดุเดือด ถึงแม้จะมีเสียงปืนเล็กยาวดังอยู่ตลอดเวลา

กระสุนนัดสุดท้ายเจ้าคุณปัจจนึกฯ พยายามเล็งยิงให้เหมาะเจาะ แล้วเหนี่ยวไกยิงหมายระดับหน้าอกเจ้าคุณพิชิตฯ

"ปัง"

เพราะเจ้าคุณปัจจนึกฯ กระชับส่วนท้ายของปืนไม่แน่น พานท้ายปืนจึงตบหน้าท่านดังฉาด กระสุนนัดนั้นพลาดที่หมายไปหลายวา เจ้าคุณพิชิตฯ เหลือกระสุนอีกนัดเดียวเช่นเดียวกัน ท่านยกปืนขึ้นประทับแล้วเหนี่ยวไกยิงทันที ปืนถีบเจ้าคุณพิชิตฯ ถอยหลังล้มลงก้นกระแทกพื้น พล, นิกร, กิมหงวนกลั้นหัวเราะแทบแย่ ท่านเจ้าคุณลุกขึ้นและยิ้มแหยๆ เมื่อแลเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินรี่เข้ามา เจ้าคุณพิชิตฯ ก็ปรี่เข้าไปหา คราวนี้สามสหายติดตามไปทันทีเพราะเกรงว่าเสือเฒ่าจะต่อสู้กันด้วยปืนพก

สองเสือเฒ่าหยุดยืนเผชิญหน้ากันในระยะใกล้ชิด ต่างคนต่างมองดูกันด้วยแววตาแข็งกร้าว เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ เค้นหัวเราะออกมา เจ้าคุณพิชิตฯ ก็เค้นหัวเราะบ้าง

"อ้ายแฉ่ง"

"ว่าไงอ้ายอู๊ด"

"วันนี้เรายิงกันพอหอมปากหอมคอ กระสุนปืนเล็กยาวของกันหมดเสียแล้ว แต่เย็นนี้กันจะใช้กำลังบุกแก คิดเสียให้ดีอ้ายเพื่อนยาก ถ้าไม่อยากนองเลือดก็สั่งคนงานของแกให้รื้อรั้วลวดหนามที่กำลังสร้างกั้นลำธารออกให้หมด ม่ายก็ต้องตายยับด้วยกันและในระหว่างแกกับกันนี้จะต้องตายจากกันไปข้างหนึ่ง"

เจ้าคุณพิชิตฯ ยิ้มดุๆ

"เสียใจอ้ายอู๊ด ที่ดินที่กันสั่งให้คนงานกั้นรั้วลวดหนามเป็นของกันโดยชอบธรรม เมื่อวัวแกไม่มีน้ำกินถึงกับจะอดน้ำตายกันช่วยอะไรไม่ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกรธจนปากซีด ท่านกระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาทันที แต่แล้วเจ้าคุณพิชิตฯ ก็จ้องปืนพกที่กระชากออกมาจากซองปืนข้างขวาหมายระดับหน้าอกเจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมๆ กัน

"ยิงซีอ้ายแฉ่ง" เจ้าคุณปัจจนึกฯ คำราม

เจ้าคุณพิชิตฯ ฝืนหัวเราะ

"ก็แกยิงซีเรากำลังจ้องปืนกันอยู่อย่างนี้เราก็ต้องตายด้วยกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่กล้ายิง ท่านเก็บปืนพกไว้ในซองปืนตามเดิม เจ้าคุณพิชิตฯ ก็เก็บปืนของท่านไว้เช่นเดียวกัน ครั้นแล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เดินเข้าไปหาพล, นิกร, กิมหงวน สามสหายยิ้มเจื่อนๆ ไปตามกัน

"อ้ายทรยศ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะโกนสุดเสียง "ฉันไม่นึกเลยว่าแกจะเห็นคนอื่นดีกว่าฉัน อย่าไปที่คอกปศุสัตว์ของฉันนะจะบอกให้ ถ้าแกคนใดคนหนึ่งบุกรุกเข้าไปในคอกปศุสัตว์ของฉัน แกจะต้องถูกยิงตายเหมือนหมากลางถนน ฉันสั่งคนงานของฉันไว้ทุกคนแล้ว"

กิมหงวนกระชากปืนพกในซองปืนออกมาทั้งสองกระบอก จ้องไปที่ร่างของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ในท่าทางเอาจริงเอาจัง

"ออกไป โปรดออกไปจากคอกปศุสัตว์ของคุณลุงผมเดี๋ยวนี้"

"ชะ ช้า แกจะยิงข้าหรืออ้ายหงวน"

"จะฉันหรือใครยิงทั้งนั้น ผมคือมือปืนประจำตัวคุณลุง โปรดถอยออกไปโดยประกาศิตมือปืน ดูท่าทางผมเสียก่อนเหมือนเฮนรี่ ฟอนด้าราวกับพี่น้องฝาแฝด"

เจ้าคุณพิชิตฯ หัวเราะงอหาย เดินเข้ามาห้ามกิมหงวน

"เก็บปืนเสียพ่อหงวน อย่าไปรุนแรงกับเขา เธอเป็นเด็กเป็นเล็กและเป็นลูกเป็นหลานเขา เข้าไปเอาเบียร์เย็นๆ มาให้เขาดื่มสักแก้วซี คงจะร้อนและเหนื่อยมาก ริมฝีปากแห้งผากเลย เคราะห์ดีนะที่ลุงแกล้งยิงผิดๆ ม่ายงั้นตายแล้ว"

กิมหงวนเก็บปืนพกใส่ซองปืนแล้วเดินเข้าไปในกระท่อม สักครู่ก็ถือแก้วเบียร์ออกมาส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"ดื่มเสียหน่อยครับคุณอา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดแว๊ด

"กูไม่กิน ของของคู่อริกูไม่ต้องการกิน"

เจ้าคุณพิชิตฯ พยักหน้ากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ดื่มเถอะอู๊ด เราเป็นศัตรูกันก็จริงแต่เราก็มีจิตใจสูงพอ เราอาจจะเอื้อเฟื้อหรือรับไมตรีจิตจากศัตรูของเราก็ได้ แกก็คงจำได้ว่าเมื่อก่อนนี้เราโกรธกันเราไม่พูดกัน แต่เมื่อกันไปเยี่ยมคุณประณีตที่บ้านแกกันได้กินข้าวร่วมกับแก และคุณประณีตพร้อมด้วยลูกสาวของแกทั้งสองคน ดื่มเบียร์เสียหน่อยอู๊ดแล้วเย็นนี้ค่อยฟาดกันใหม่ จะยิงกันตัวต่อตัวหรือยกพวกตะลุมบอนกันได้ทั้งนั้น กันพร้อมเสมอ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รับแก้วเบียร์อันเย็นเฉียบมาจากกิมหงวน แล้วยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้ว เสร็จแล้วท่านก็ส่งแก้วคืนให้กิมหงวน

"ไปเอามาอีกแก้วหนึ่ง"

อาเสี่ยหัวเราะ

"เบียร์ของศัตรูอร่อยดีเหมือนกันนะครับ" แล้วเสี่ยหงวนก็เดินเข้าไปในกระท่อม

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูเจ้าคุณพิชิตฯ ด้วยแววตาแข็งกร้าว ในที่สุดต่างคนต่างก็ยิ้มให้กัน

"อ้ายแฉ่ง กันไม่อยากฆ่าแกหรือไม่อยากให้แกฆ่ากันหรอก แกจะเลิกกั้นรั้วริมลำธารเสียได้ไหม"

เจ้าคุณพิชิตฯ สั่นศีรษะ

"เสียใจอ้ายอู๊ด กันย่อมมีสิทธิ์ที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ในเนื้อที่ดินของกัน ถ้าแกกลัววัวของแกจะอดน้ำตายก็ขายวัวและกิจการปศุสัตว์ของแกให้กันเสียซี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแค่น

"ฉันขายให้แกฉันก็ยอมแพ้แกโดยปริยายเท่านั้นเอง นายแฉ่งเอ๋ย คนอย่างฉันไม่มีวันที่จะยอมแพ้แกง่ายๆ หรอกอ้ายเพื่อนเกลอ เมื่อแกไม่ยอมรื้อรั้วลวดหนามมันก็หมายถึงการนองเลือดเท่านั้น"

กิมหงวนถือแก้วเบียร์เดินออกมาส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านเจ้าคุณยกขึ้นดื่มอย่างชื่นใจแล้วเผลอตัวถามเจ้าคุณพิชิตฯ อย่างสนิทสนม

"แกใช้ตู้เย็นไฟตรงหรือ"

เจ้าคุณพิชิตฯ สั่นศีรษะ

"เปล่า-กันใช้น้ำมันก๊าดน่ะ เครื่องทำไฟของกันใช้ในเวลากลางคืนเท่านั้น" พูดจบท่านก็ดึงซิการ์มวนใหญ่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ทมวนหนึ่งส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ "ลองซิการ์นี่สักมวนซิ เมื่อสองสามเดือนก่อน ข้าหลวงกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายคนมาเยี่ยม กันเลยสั่งซิการ์ยี่ห้อนี้มาจากกรุงเทพฯ หนึ่งหีบ เหลืออยู่อีกสองสามมวน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบไม้ขีดไฟออกมาจุดซิการ์สูบพ่นควันโขมง พล, นิกร, กิมหงวนมองดูหน้ากันและกระซิบกระซาบกัน

"นี่ท่านเป็นศัตรูกันแบบไหนวะ" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ

นิกรว่า "อย่างนี้เขาเรียกว่าศัตรูแบบลักปิดลักเปิดว่ะ"

เจ้าคุณพิชิตฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างเผลอตัวสนทนากันอย่างสนิทสนม เจ้าคุณพิชิตฯ ถามถึงประภาและประไพแล้วก็บอกว่า ถ้าท่านล้มหายตายจากไปเมื่อไร ท่านจะทำพินัยกรรมแบ่งทรัพย์สมบัติออกเป็นสองส่วน ให้พิชัยลูกชายของท่านและภาสกับพงศ์หลานชายทั้งสองหนึ่งส่วน ให้ประภากับประไพหนึ่งส่วน

"ไปคุยกันข้างในเถอะวะอู๊ด กินข้าวมันส้มตำกันโว้ย มีแกงไก่ด้วยกันกับเจ้าหลานชายทั้งสามเพิ่งลงมือกินกันพอดีแกยกพวกมาบุก ไป-ไม่ได้คุยกันนานแล้ว วันนี้คุยกันให้สนุกสักวันเถอะวะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ นิ่งคิดสักครู่แล้วท่านก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"อ้ายแฉ่ง เราโกรธกัน เราเป็นศัตรูกันนี่หว่า"

เจ้าคุณพิชิตฯ ลืมตาโพลง

"อ้าว-กันเผลอไปอ้ายอู๊ด หลงคุยกับแกเป็นนาน ที่แท้แกคือศัตรูคู่อาฆาตของกัน"

ต่างคนต่างขบกรามกรอดและทำตาเขียวเข้าใส่กัน เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือขวาขึ้นกุมด้ามปืนพก เจ้าคุณพิชิตฯ ก็กุมด้ามปืนพกของท่านบ้าง

"ยิงซีเพื่อน" เจ้าคุณพิชิตฯ ท้า

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เค้นหัวเราะ

"ก็แกชักปืนออกมาซี"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ลำบากนักก็อย่ายิงกันเลยครับ ผมสงสัยว่าคงจะเป็นมวยล้มเสียแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันไปทางสามสหาย

"ไม่มีวันเสียล่ะอ้ายกร แกคอยดู เย็นนี้แหละมันต้องแหลกกันไปข้างหนึ่ง" แล้วท่านก็เปลี่ยนสายตามาที่เจ้าคุณพิชิตฯ "ลาก่อนอ้ายแฉ่ง สั่งเสียลูกเมียของแกไว้ให้เรียบร้อย ถ้าแกไม่ยอมออกคำสั่งให้คนงานของแกรื้อลวดหนามออกห้าโมงเย็นวันนี้ คนของกันจะจัดการรื้อมันออกเอง"

เจ้าคุณพิชิตฯ หัวเราะก้าก

"ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่าหลั่งเลือดตะวันรอน ยกมาเถอะเพื่อน พระยาพิชิตฯ จะสู้จนหมดลมปราณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าช้าๆ แล้วหมุนตัวกลับถือปืนเล็กยาวซึ่งไม่มีกระสุนเดินออกไปจากหมู่บ้านบริเวณคอกปศุสัตว์ของพระยาพิชิตฯ แล้วท่านก็ถือโอกาสมองดูแนวที่มั่นทางฝ่ายศัตรู คราวนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ได้รู้ความจริงว่ากำลังรบของเจ้าคุณพิชิตฯ ที่จัดวางไว้มากมายเป็นแนวยาวนั้น แท้จริงก็มีแต่หมวกเคาบอยและไม้ที่คล้ายๆ กับปืนวางไว้ตามหมู่ก้อนหินเป็นแห่งๆ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะงอหายหันมาทางคู่อริของท่าน แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ฉลาดมากอ้ายแฉ่ง กลยุทธของแกลึกซึ้งดีมาก ที่ลำธารก็คงมีหมวกกับไม้เป็นพลรบของแกเช่นเดียวกัน ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ระวังตัวให้ดีอ้ายเพื่อนเกลอ เย็นนี้ ๕ โมงพบกันแน่นอน"

เจ้าคุณพิชิตฯ เค้นหัวเราะ

"มาเถอะอ้ายหัวลูกมะอึก ถ้ากันหนีแกแม้แต่ก้าวเดียว กันยอมเป็นลูกหมา ๕๐๐ ชาติ กันจะเตรียมคนของกันไว้ให้พร้อม บุกกันถ้าจะให้สนุกแล้วมันต้องรบแบบตะลุมบอนกัน"

"เออ-กันมาแน่อ้ายเฉื่อย"

เจ้าคุณพิชิตฯ โกรธจนตัวสั่น

"อ้ายเอี่ยม"

เมื่อล้อชื่อพ่อกันคนละคำแล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็หมุนตัวกลับเดินออกไปจากเขตคอกปศุสัตว์ของเจ้าคุณพิชิตฯ พวกเคาบอยของท่านที่รอคอยท่านอยู่แลเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ กลับมาได้ก็โล่งใจไปตามกัน

เย็นวันนั้น

เจ้าคุณพิชิตฯ สั่งให้คนของท่านต้อนวัวเกือบ ๓,๐๐๐ ตัว ซึ่งกินหญ้าอยู่ในทุ่งกลับเข้าคอกในเวลา ๑๖.๐๐ น. หลังจากนั้นท่านก็สั่งให้ลูกชายของท่านและหลานชายทั้งสองคือพิชัยกับภาสและพงศ์จัดเตรียมพวกคนงานไว้ให้พร้อม เพื่อเคลื่อนพลไปคอยรับมือเจ้าคุณปัจจนึกฯ ที่ลำธารใหญ่ก่อนเวลา ๑๗.๐๐ น.

ระหว่างนี้พล, นิกร, กิมหงวนของเรายังพักอยู่ที่คอกปศุสัตว์ของพระยาพิชิตฯ แต่สามสหายได้เรียนให้ท่านเจ้าคุณพิชิตฯ ทราบว่า เขาทั้งสามคนจะเป็นกลางทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการรบเท่านั้น ที่ไม่สามารถจะร่วมรบกับเจ้าคุณพิชิตฯ ด้วยก็เพราะเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นญาติผู้ใหญ่ ซึ่งเจ้าคุณพิชิตฯ ก็เห็นใจและไม่พยายามชักชวนให้สามเกลอร่วมรบกับท่าน

พอแดดอ่อนจางแสงใกล้จะถึงเวลา ๑๗.๐๐ น. พลพรรคของเจ้าคุณพิชิตฯ ประมาณ ๔๐ คนก็เตรียมพร้อมชุมนุมกำลังกันอยู่ด้านหน้าหมู่บ้านจับกลุ่มสนทนากันอย่างครึกครื้นรื่นเริง พวกเคาบอยของพระยาพิชิตฯ ล้วนแต่คึกคักเข้มแข็ง ส่วนมากเป็นนักสู้ พิชัยกับภาสและพงศ์ได้นำเหล้ามาเลี้ยงดูพวกชายฉกรรจ์เหล่านั้นเป็นการปลุกใจให้ฮึกเหิม ดังนั้นจึงมีเสียงเอะอะเฮฮากันตลอดเวลา บางทีก็มีเสียงปืนพกดังขึ้น เพราะใครคนหนึ่งได้ยิงปืนขึ้นฟ้าอวดศักดาเดชหรือกระทำไปด้วยฤทธิ์เหล้า

ตลอดเวลาที่กล่าวนี้พล, นิกร, กิมหงวนนั่งดื่มเบียร์กันอยู่เงียบๆ ภายในกระท่อมที่พักของเจ้าคุณพิชิตฯ ส่วนเจ้าคุณเสือเฒ่ากำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำหลังกระท่อมเตรียมตัวนำพลพรรคของท่านยกไปที่ลำธารใหญ่เพื่อปะทะกับพรรคพวกของเจ้าคุณปัจจนึกฯ สามสหายได้พยายามหน่วงเหนี่ยวห้ามปรามอย่างไร เจ้าคุณพิชิตฯ ก็ไม่ยอมฟังเสียง ท่านอ้างว่าเพื่อศักดิ์ศรีของท่านท่านจำเป็นต้องปะทะกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตามที่ได้ท้าทายไว้

พลกับเสี่ยหงวนแสดงความวิตกเป็นทุกข์อย่างยิ่ง สองสหายปรึกษาหารือกันเบาๆ ส่วนนิกรนั่งสัปหงกตลอดเวลา

"แย่โว้ยอ้ายเสี่ย" พลปรารภกับเพื่อนเกลอของเขา "ถ้าคุณลุงยกพวกไปที่ลำธารนั้นก็ต้องปะทะกับคุณอาแน่นอน เรื่องมันต้องล้มตายกันฝ่ายละไม่ใช่น้อย"

อาเสี่ยเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี เลือดคงท่วมท้องช้างในคราวนี้ ศึกครั้งนี้เป็นศึกใหญ่ยิ่ง เราหมดปัญญาที่จะห้ามทัพแล้ว ป่านนี้ดิเรกก็ยังไม่กลับมา คุณประภากับคุณประไพสองคนเท่านั้นที่จะช่วยให้สันติภาพเกิดขึ้นได้"

พลค่อยๆ หันมาทางนิกรแล้วยกฝ่ามือข้างขวาผลักนายจอมทะเล้นเต็มแรง

"เฮ้ย"

นิกรสะดุ้งเฮือกลืมตาโพลง

"ช่วยกันคิดบ้างซีโว้ย" พลเอ็ดตะโรลั่น "นั่งหลับอยู่ได้"

นิกรเคี้ยวปากจั๊บๆ แล้วหัวเราะ

"ก็ว่ามาซีจะให้กันคิดอะไร เห็นแกปรึกษากับอ้ายเสี่ยคนเดียวกันก็เลยหลับเสีย"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"เกือบ ๕ โมงเย็นแล้ว ขณะนี้คุณลุงออกไปอาบน้ำแล้ว ประเดี๋ยวก็จะกลับเข้ามาแต่งตัวพาพรรคพวกยกไปที่ลำธารอันเป็นกรณีพิพาทถ้าเราห้ามทัพไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายก็จะฆ่าฟันกันล้มตายไปตามกัน แกลองคิดดูซิว่ามีวิธีอะไรบ้างไหมที่จะหน่วงเหนี่ยวคุณลุงและพรรคพวกไว้ ไม่ให้เคลื่อนกำลังไปจนกว่าคุณประภาประไพจะมาห้ามทัพ"

นิกรนิ่งคิดสักครู่แล้วยิ้มให้พล

"เรื่องเล็กว่ะ แกสองคนไม่ปรึกษากันนี่หว่า ปัญหาหญ้าปากคอกอย่างนี้ไม่ต้องคิดให้เสียเวลาเลย จะยากอะไรวะ"

อาเสี่ยมองดูนิกรอย่างขบขัน

"อย่าพูดเป็นเล่นนะโว้ยอ้ายกร ขณะนี้คับขันเต็มทน แล้วถ้าเกิดปะทะกันขึ้นคุณอาคงสู้คุณลุงไม่ได้ เพราะไพร่พลทางนี้มากกว่า นอกจากนี้คนของคุณลุงยังมีขวัญและกำลังใจดีกว่า แกจะคิดอ่านแก้ไขอย่างไรลองบอกกันหน่อยซิ"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"ก็ทำให้วัวของคุณลุงแตกตื่นวุ่นวายหนีออกจากคอกซีวะ เมื่อวัวเตลิดเปิดเปิงไปคุณลุงก็ต้องสั่งให้พวกเคาบอยช่วยกันไล่ต้อนวัวกลับเข้าคอก วัวเกือบสามพันตัวอย่างน้อยก็ต้องเสียเวลานับชั่วโมง"

คราวนี้พลกับเสี่ยหงวนต่างเลื่อมใสนิกรทันที พลหันมายิ้มให้กิมหงวนแล้วกล่าวว่า

"อ้ายกรน่ะบางทีมันก็เฉลียวฉลาดกว่าพวกเรามาก ความคิดของอ้ายกรอาจจะช่วยประวิงเวลาไว้ได้จนกว่าคุณประภาและคุณประไพจะมาถึง"

เสี่ยหงวนมองดูนิกรอย่างสนใจ

"วิธีทำให้วัวตื่นก็มีอยู่ทางเดียวคือบุกเข้าไปในคอกวัวแล้วเอาปืนยิงขึ้นฟ้าหลายๆ นัด แกจะทำอย่างนั้นหรือ"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

"ถ้าทำอย่างนี้คุณลุงก็คงสั่งให้คนของท่านยิงกันทิ้งเสียอย่างไม่มีปัญหา วิธีอื่นมีถมไป แกสองคนรออยู่นี่นะกันจะแอบไปที่คอกวัว ถ้าคุณลุงกลับมาจากอาบน้ำช่วยโกหกท่านก็แล้วกันว่ากันออกไปเดินเล่น"

"เดี๋ยวๆ อ้ายกร" เสี่ยหงวนพูดโดยเร็ว "ไหว้ละวะบอกกันหน่อยเถอะว่าแกจะทำอย่างไรถึงจะให้วัวมันตื่น ทำผีหลอกมันหรือ"

นิกรทำหน้าเบ้

"วัวตะบักตะบวยอะไรกันวะกลัวผี ไม่ใช่ทำผีหลอก" พูดจบนิกรก็มองซ้ายมองขวา แล้วกล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสอง "กันจะเอาใบมะอึกใส่ก้นมัน ใบมะอึกน่ะมันมีหนามแหลมคมและวัวมันเป็นสัตว์โง่ เนื้อที่ก้นมันเป็นเนื้ออ่อนบางมาก เมื่อกันยกหางวัวขึ้นเอาใบมะอึกแปะลงไปที่ก้นมันแล้วปล่อยหางมันลงตามเดิมมันก็จะรู้สึกเจ็บปวด แทนที่จะยกหางขึ้นให้ใบมะอึกหลุด มันกลับกดหางแน่นลงไปอีก คราวนี้มันเจ็บปวดยิ่งขึ้น เมื่อได้รับความเจ็บปวดมันก็หัวเสียโมโหฉุนเฉียว ดุเดือดอาละวาดไล่ขวิดวัวด้วยกันแตกกระจุย สมมุติว่ากันเอาใบมะอึกแปะก้นวัวคอกละสองตัว วัวทั้งคอกก็จะเกิดอลหม่านชนคอกพังแตกหนีไปหมด เท่านี้เองพวกเคาบอยของคุณลุงก็จะต้องช่วยกันไล่ต้อนวัวกลับเข้าคอกกว่าจะเรียบร้อยก็ต้องเสียเวลานาน"

พลกับนิกรต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน

"อุบายของแกเด็ดมากอ้ายกร" พลพูดพลางหัวเราะพลาง "กันจำได้แล้ว เมื่อเรายังรุ่นหนุ่มเรียนหนังสือมัธยม ๔ อยู่โรงเรียนเทพศิรินทร์ วันหนึ่งเราหนีโรงเรียนไปเที่ยวสนามหลวงกัน แกเอาใบมะอึกใส่ก้นวัวแขกตัวหนึ่งอย่างที่แกเล่าให้ฟังนี้ อ้ายวัวตัวนั้นอาละวาดสุดเหวี่ยงไล่ชนวัวทั้งฝูงแตกฮือ ผู้คนวิ่งหนีล้มลุกคลุกคลานไปตามกัน ในที่สุดวัวตัวนั้นวิ่งเข้าไปในร้านค้าหนึ่งทางท่าพระจันทร์"

นิกรหัวเราะลั่น

"เออ-ถูกแล้ว"

เสี่ยหงวนมองดูนิกรอย่างขบขัน

"แกนี่มีอะไรแปลกๆ แหวกแนวเสมอ เร็ว-รีบไปจัดการเถอะอ้ายกร ต้นมะอึกแถวคอกวัวมีอยู่หลายต้น จัดการให้เรียบร้อย"

นายจอมทะเล้นลุกขึ้นยืนแล้วพาตัวเดินออกไปจากกระท่อมที่พักของเจ้าคุณพิชิตฯ ปล่อยให้เสี่ยหงวนกับพลนั่งดื่มเบียร์และสนทนากันเงียบๆ หลังจากนั้นในราว ๕ นาที เจ้าคุณพิชิตฯ เสือเฒ่าก็เดินเข้ามาทางหลังกระท่อม ท่านนุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียวมีผ้าเช็ดตัวคลุมไหล่

"ไง-หลานชายเอาเบียร์ในตู้เย็นมากินกันอีกซี เหล้าก็มีนี่นะ ลุงอาบน้ำแล้วค่อยสบายใจหน่อย นิกรไปไหนล่ะ"

พลยิ้มให้ท่าน

"กรออกไปเดินเล่นข้างนอกครับ บ่นว่าง่วงนอน"

"อ้อ ปล่อยเขาตามเรื่อง เอาวิสกี้มากินซีพ่อหงวน"

"ขอบคุณครับคุณลุง วันนี้เราไม่ดื่มเหล้าละครับ เราจะติดตามคุณลุงไปในฐานะผู้สังเกตการรบ"

เจ้าคุณพิชิตฯ หัวเราะเสียงกังวาน

"สนุกแน่หลานชาย วันนี้แหละจะเป็นวาระสุดท้ายของชีวิตใครคนใดคนหนึ่ง ในระหว่างลุงกับพระยาปัจจนึกฯ ไพร่พลของเราทั้งสองฝ่ายก็จะล้มตายไปตามกัน เธอจะได้เห็นการต่อสู้อย่างดุเดือดเหมือนสงครามจริงๆ ใครจะเป็นจ้าวปฐพีก็จะได้รู้กันก่อนสิ้นแสงตะวันวันนี้"

แล้วเจ้าคุณพิชิตฯ ก็ขอตัวเข้าไปแต่งตัวในห้องนอนของท่าน พลกับเสี่ยหงวนหันมามองหน้ากันแล้วยิ้มให้กัน

"คุณลุงเอาแน่" กิมหงวนกระซิบเบาๆ "แต่กันเชื่อว่า อ้ายกรคงสามารถประวิงเวลาไว้ได้ด้วยลูกไม้อันแยบคายของมัน"

พลพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"ความจริงคุณลุงกับคุณอาไม่น่าจะรบกันเลย แต่ว่าต่างคนต่างถือทิฐิมานะเข้าหากันจึงต้องตัดสินกันด้วยปืน อย่างไรก็ตามเราจะต้องหาทางขัดขวางให้ถึงที่สุด หรือจนกระทั่งนาทีสุดท้าย"

สองสหายกระซิบกระซาบสนทนากันอีกสักครู่นิกรก็เดินยิ้มกริ่มเข้ามาในห้อง นายจอมทะเล้นยกนิ้วชี้มือขวาแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้เพื่อนเกลอทั้งสองสงบปาก แล้วกระซิบถาม

"คุณลุงอยู่ไหน"

พลชี้มือไปทางห้องนอนแล้วกระซิบตอบ

"ท่านกำลังแต่งตัว"

นิกรทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ตามเดิม

"แผนการของกันเป็นไปโดยเรียบร้อย กันเอาใบมะอึกใส่ก้นวัวคอกละตัวสองตัว ป่านนี้มันล่อกันสับสนอลหม่านไม่รู้ว่าใครเป็นใครแล้ว ตัวไหนที่ถูกขวิดมันก็ต้องขวิดตอบบ้างละ ในที่สุดฝูงวัวเหล่านั้นก็จะเกิดตะลุมบอนกันแบบมวยหมู่ คอกวัวต้องพังฉิบหายหมด"

เสี่ยหงวนกับพลต่างยิ้มให้นิกร อาเสี่ยชูหัวแม่มือขวาขึ้นแล้วกล่าวชมด้วยเสียงแผ่วเบา

"แกแน่มากอ้ายกร แกเป็นคนมีปฏิภาณดีกว่าพวกเราว่ะ มีอะไรคับขันแกแก้ไขได้ทุกที"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้เมื่อประตูห้องนอนของเจ้าคุณพิชิตฯ เปิดออก ท่านนายพลผู้เฒ่าแต่งกายเคาบอยอย่างรัดกุมในชุดสีน้ำตาลไหม้ คาดเข็มขัดปืนพกสองกระบอกสายเข็มขัดบรรจุกระสุนเต็มที่ ใบหน้าของเสือเฒ่าเคร่งขรึมผิดปกติ

สามสหายต่างลุกขึ้นยืนและยิ้มให้เจ้าคุณพิชิตฯ

"คุณลุงแต่งชุดนี้สง่าจังครับ" นิกรกล่าวชมด้วยเจตนายอท่าน "มองดูคล้ายๆ แรนด็อฟ สก๊อตครับ"

เจ้าคุณพิชิตฯ ยิ้มไม่ออก ท่านเดินไปหยิบปืนเล็กยาวของท่านที่วางอยู่บนชั้นไม้ แล้วหันมามองดูสามเกลอ

"เธอสามคนช่วยดูซิว่าราศีของลุงเป็นยังไงบ้าง มีลางมรณะบ้างไหม"

พลว่า "ไม่มีลางสังหรณ์อะไรเลยครับคุณลุง ผมมั่นใจเหลือเกินว่าคุณลุงคงจะปลอดภัยแน่ๆ "

เจ้าคุณพิชิตฯ ยิ้มออกมาได้

"ขอบใจมากหลานชายเตรียมตัวไปกันเถอะ ใกล้จะถึงเวลาที่เจ้าอู๊ดเขาจะบุกลุงแล้ว กำลังของฝ่ายลุงจะต้องไปถึงลำธารก่อน ๕ โมง เมื่ออ้ายอู๊ดยกพวกไปถึงที่นั่น เราก็จะเปิดฉากตะลุมบอนกันอย่างดุเดือด"

เสี่ยหงวนจุ๊ปากเบาๆ

"น่าเสียดายเหลือเกินที่ผมไม่ได้เอากล้องถ่ายหนังมาด้วย ม่ายผมก็จะถ่ายหนังตอนบู๊ดุเดือดไว้เป็นอนุสรณ์แห่งศึกนองเลือดในครั้งนี้"

ทันใดนั้นเอง ลูกชายโทนของเจ้าคุณพิชิตฯ ก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาในกระท่อม ท่านเจ้าคุณกับสามสหายต่างหันหน้าไปมองดู

"คุณพ่อ คุณพ่อครับ" พิชัยพูดระล่ำระลัก "มีเรื่องที่น่าอัศจรรย์เกิดขึ้นครับ วัวของเราอยู่ในคอกเกิดบ้าเลือดขึ้นมาพร้อมๆ กันขวิดกันไม่เลือกว่าหน้าอินทร์หน้าพรหม ตัวผู้ตัวเมียขวิดกันดะ ชนคอกพังหนีเตลิดเปิดเปิงเข้าทุ่งและบ้างก็ยังขวิดกันเป็นคู่ๆ "

เจ้าคุณพิชิตฯ ลืมตาโพลง

"แย่ละวะ มันเกิดอะไรขึ้นเล่า"

เจ้าหนุ่มอันธพาลยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"ไม่ทราบครับคุณพ่อ พวกคนงานของเราก็งงไปตามกัน ไม่เคยเป็นอย่างนี้มาแต่ก่อนนี่ครับ ผมไม่กล้าออกคำสั่งให้พวกคนงานไปต้อนวัว เพราะคุณพ่อสั่งให้พวกเรารวมกำลังกันไว้ให้พร้อม"

เจ้าคุณพิชิตฯ ยกมือเกาศีรษะแล้ววิ่งไปที่หน้าต่างกระท่อม ทอดสายตามองไปทางคอกวัว ภาพที่ท่านมองแลเห็นก็คือ ฝูงวัวนับจำนวนพันของท่านกำลังวิ่งกระเจิงไปออกกลางทุ่ง บ้างก็ขวิดกันอย่างดุเดือดแทบไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ท่านเจ้าคุณหันขวับมาทางลูกชายของท่าน

"พิชัย"

"ครับ"

"แกรีบไปบอกพวกคนงานของเราแยกย้ายกระจายกำลังกันไปต้อนวัวเดี๋ยวนี้ พ่อจะขอร้องให้หลานชายทั้งสามคนเป็นผู้แทนไปเจรจากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขอเลื่อนเวลาปะทะกันออกไปอีกหนึ่งชั่วโมงโดยอ้างความจำเป็นที่เกิดขึ้นนี้ เราจะปล่อยให้วัวเตลิดเปิดเปิงไปไม่ได้ ถ้ามันหนีเข้าป่าก็ถูกเสือกินหรือม่ายก็ถูกคนจับเอาไปเชือด ไปเร็ว"

พิชัยรับคำสั่งบิดาของเขาแล้ววิ่งออกไปจากกระท่อมที่พัก เจ้าคุณพิชิตฯ หันมาทางสามเกลอทันที

"อ้ายหลานชาย เธอสามคนช่วยเป็นทูตผู้แทนฝ่ายลุงหน่อยเถอะนะ"

เสี่ยหงวนยิ้มให้เสือเฒ่า

"ได้ครับ เราสามคนจะรีบไปพบเจ้าคุณอาปัจจนึกฯ เดี๋ยวนี้ เรียนให้ท่านทราบว่า วัวของคุณลุงเกิดแตกตื่นเอาไว้ไม่อยู่ พวกเคาบอยต้องเสียเวลาไล่ต้อนวัว ขอเลื่อนเวลาที่จะปะทะกันออกไปอีกหนึ่งชั่วโมง"

เจ้าคุณพิชิตฯ พยักหน้าช้าๆ

"พูดให้ดีนะหลานชาย พูดอย่าให้ลุงเสียเหลี่ยมได้ รีบไปเถอะหลานชาย"

สามเกลอต่างลุกขึ้นแล้วพากันออกไปจากกระท่อมที่พักของเจ้าคุณพิชิตฯ หลังจากนั้นม้าทั้งสามตัวก็พาพล, นิกร, กิมหงวนมาจากคอกปศุสัตว์ของพระยาพิชิตฯ ลัดเลาะเชิงเขาและผ่านหุบเขาตรงมายังคอกปศุสัตว์ของพระยาปัจจนึกฯ

ในที่สุดพล, นิกร, กิมหงวนก็ผ่านบริเวณที่ราบอันเวิ้งว้างตัดตรงมายังคอกปศุสัตว์ของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้ท่านเจ้าคุณกำลังเลี้ยงสุราและกับแกล้มแก่พวกเคาบอยของท่านเตรียมตัวที่จะออกรณรงค์กับฝ่ายศัตรู เจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งกายครบครันนั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่หน้าโรงม้า ส่วนไพร่พลของท่านนั่งจับกลุ่มอยู่บนพื้นดินและตามใต้ต้นไม้ใหญ่ เมื่อเหล้าเข้าปากพวกเคาบอยที่ขี้ขลาดตาขาวก็รู้สึกคึกคักเข้มแข็งขึ้นบ้าง แต่ยังรักตัวกลัวตายอยู่นั่นเอง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังยกแก้วเหล้าขึ้นจิบ พอได้ยินเสียงฝีเท้าม้าทั้งสามตัวท่านก็หันไปมองดู และแล้วความโกรธแค้นก็เกิดขึ้น ท่านเจ้าคุณร้องบอกพวกเคาบอยของท่านทันที

"ฆ่ามันพวกเรา ยิงอ้ายพล, อ้ายกรกับอ้ายหงวนทั้งสามคน มันทรยศต่อข้า"

ไม่มีใครกล้าทำตามคำสั่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ แม้กระทั่งชุบหัวหน้าเคาบอย เจ้าคุณปัจจนึกฯ วางแก้วเหล้าลงแล้วคว้าปืนเล็กยาวของท่านลุกขึ้นยืน ยกปืนขึ้นประทับบ่าในท่าเตรียมยิง ชุบวิ่งเข้ามาปัดปากกระบอกปืนทันที

"อย่ายิงครับท่าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกรธจนตัวสั่น

"มึงห้ามกูทำไมอ้ายชุบ"

"ว้า..." ชุบคราง "ก็คุณนิกรน่ะลูกเขยของท่านและคุณพลกับอาเสี่ยก็เป็นหลานของท่านนี่ครับ"

ท่านเจ้าคุณขบกรามกรอด

"ข้าตัดมันแล้ว" แล้วท่านก็ยกปืนเล็กยาวขึ้นประทับ พล, นิกร, กิมหงวนบังคับม้าให้หยุดนิ่ง ต่างคนต่างรีบกระโจนลงจากหลังม้าชูมือขึ้นเหนือศีรษะ กิมหงวนร้องตะโกนลั่น

"อย่ายิงผมนะครับ ผมเป็นทูตผู้แทนของเจ้าคุณลุงพิชิตฯ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ฟังเสียง

"จะเป็นทูตหรือเป็นขี้ทูตฉันยิงทั้งนั้น พวกแกมันงูพิษคบไม่ได้"

ทันใดนั้นเองสามสหายต่างหมุนตัวกลับ ยืนหันหลังให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วเดินถอยหลังเข้ามาหา ชุบกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"ท่านอย่ายิงคนข้างหลังนะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค่อยๆ ลดปืนลง สามเกลอถอยหลังเข้ามายืนห่างจากเจ้าคุณปัจจนึกฯ เพียงเล็กน้อย แล้วนิกรก็โก้งโค้งมองดูหน้าพ่อตาของเขาพลางยิ้มให้ เริ่มทำหน้าที่ของทูตผู้แทนฝ่ายพระยาพิชิตฯ ทันที

"คุณพ่อครับ คุณลุงสั่งให้มาบอกคุณพ่อว่าขณะนี้วัวของท่านเกิดแตกตื่น หนีออกจากคอก พวกเคาบอยต้องแยกย้ายกันไปต้อนวัวกลับเข้าคอก คุณลุงขอเลื่อนเวลาปะทะกับคุณพ่อออกไปอีกหนึ่งชั่วโมง ย่ำค่ำท่านกับพรรคพวกของท่านจะไปคอยพบคุณพ่อที่ริมลำธาร" พูดจบนิกรก็ยืดตัวขึ้นแล้วหันมาพูดกับพลเบาๆ "โอ้โฮเมื่อยคอจังว่ะ เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ก็เพิ่งเคยโก้งโค้งพูดวันนี้แหละ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ มองดูสามสหายซึ่งยืนหันหลังให้ท่านด้วยความรักระคนแค้น สักครู่ท่านก็กล่าวกับพล, นิกร, กิมหงวนด้วยเสียงปกติ

"แกสามคนหันมาทางนี้ซิ"

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะ

"อย่าหน่อยเลยครับ ลูกไม้ตื้นๆ พันนี้ผมรู้เท่าทัน ขืนหันหน้าให้คุณอาเราสามคนก็ถูกยิงตายเท่านั้น ถ้าจะฆ่าพวกผมก็ยิงข้างหลังก็แล้วกัน แต่อย่าลืมว่ามือปืนชั้นสวะยังไม่ยอมยิงคนข้างหลัง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"ฉันขอรับรองด้วยเกียรติยศของฉันว่าฉันจะไม่ยิงพวกแกเป็นอันขาด ฉันอยากจะพูดอะไรด้วย"

สามเกลอต่างหันตัวกลับมาเผชิญหน้ากับท่านเจ้าคุณทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือเท้าสะเอวมองดูอย่างเคืองๆ

"ฉันอยากจะรู้นักว่าเพราะอะไรแกสามคนจึงไปเข้ากับอ้ายแฉ่ง"

พลยิ้มแหยๆ

"โธ่-คุณอาเข้าใจผิดครับ พวกผมหวังจะให้เกิดสันติภาพเท่านั้น ไม่อยากจะให้คุณอากับคุณลุงยกพวกเข้าห้ำหั่นกันเลย การปะทะกันก็เหมือนสาดน้ำรดกัน ต้องบาดเจ็บล้มตายด้วยกันทั้งสองฝ่าย เราสามคนเป็นกลางครับ ถ้าการไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทไม่เป็นผลเราก็จะเป็นแต่เพียงผู้สังเกตการรบ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าหงึกๆ

"แกต้องร่วมรบกับอาถึงจะถูก เพราะแกเป็นหลานของอาอ้ายหงวนกับอ้ายกรก็เช่นเดียวกัน"

นิกรโพล่งขึ้นทันที

"เอา-ตกลงครับ เมื่อคุณพ่อจะให้ผมสามคนร่วมรบด้วยก็เอา แต่คุณลุงขอเลื่อนเวลาไปอีกหนึ่งชั่วโมงเพื่อรอให้คนงานต้อนวัวกลับเข้าคอกให้เรียบร้อยเสียก่อน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มออกมาได้

"พ่อสงสัยว่าอ้ายแฉ่งคงจะมีลูกไม้อะไรบางอย่าง หรือไม่ก็คงจะปอดลอยนึกกลัวตายขึ้นมา วัวมันอยู่ในคอกมั่นคงแข็งแรงมันจะหลุดออกไปจากคอกได้อย่างไรวะ"

นิกรหัวเราะ

"จริงๆ ครับคุณพ่อ คงจะมีอะไรบางอย่างที่ทำให้วัวมันแตกตื่น คุณพ่อใจเย็นๆ เถอะครับ ผมสามคนช่วยคุณพ่อรบแน่"

"แกพูดง่ายเหลือเกิน ฉันไม่ใคร่เชื่อแกเลย คนอย่างแกพูดไม่อยู่กับร่องกับรอยเสียด้วย" แล้วท่านก็หันมามองดูกิมหงวน "ว่ายังไงอ้ายหงวน แกจะช่วยอารบกับพระยาพิชิตฯ แน่หรือ"

"แน่ครับ"

"ดีแล้ว ฉันจะลองเชื่อแกทั้งสามคนดูอีกครั้ง ไป-ไปนั่งกินเหล้ากัน ย่ำค่ำเป็นได้บุกกันแน่ อากับพระยาพิชิตฯ อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้เด็ดขาด มันต้องตายจากกันไปข้างหนึ่ง"

ครั้นแล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาสามสหายไปนั่งที่แคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เพื่อปรึกษาหารือกัน พล, นิกร, กิมหงวนมีท่าทางกระสับกระส่ายตลอดเวลา ต่างคนต่างมองไปทางหน้าคอกปศุสัตว์บ่อยๆ หูคอยฟังเสียงเครื่องยนตร์ของรถยนตร์ด้วยความหวังว่าดร. ดิเรกคงจะพาประภากับประไพมาถึงนี่ทันเวลาห้ามศึกใหญ่

เวลาผ่านพ้นไปทีละน้อย แสงอาทิตย์อ่อนลงทุกที เจ้าคุณปัจจนึกฯ มีจิตใจคึกคักเข้มแข็งผิดปกติเพราะวิสกี้นั่นเอง

"ทำไมแกสามคนเหงาหงอยนั่งซึมกระทือไปตามกันอย่างนี้วะ" ท่านถามสามสหายด้วยความแปลกใจ "เหล้าก็ไม่ยอมดื่มหรือแกกลัวตาย"

นิกรทำหน้าละห้อยน่าสงสาร

"ผมกลัวว่าผมจะกำพร้าพ่อตามากกว่าครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือก

"อ้ายเปรตแกแช่งฉันหรือนี่"

"ไม่ได้แช่งหรอกครับ" นายจอมทะเล้นพูดเสียงอ่อย "ผมพูดตามเหตุผลที่มันควรจะเป็นไปอย่างนั้น เจ้าคุณลุงพิชิตฯ ท่านกล้าหาญเด็ดเดี่ยวมากกว่าคุณพ่อ ยิงปืนก็แม่นราวกับจับวาง เมื่อตอนกลางวันคุณพ่อรอดตายกลับมาได้ก็เพราะท่านแกล้งยิงผิดๆ แต่ท่านบอกว่าเย็นวันนี้ท่านจะต้องฆ่าคุณพ่อเสีย ไพร่พลของท่านก็มากกว่าคุณพ่อ ถ้าคุณพ่อตายผมก็ต้องกำพร้าพ่อตาเท่านั้นเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่นแล้วฝืนหัวเราะเสียงปร่า

"ของพรรค์นี้ใครพลาดใครก็ตายโว้ยอ้ายกร พระยาพิชิตฯ ก็เป็นมนุษย์เดินดินเช่นเดียวกับพ่อ ไม่มีอะไรน่ากลัว" พูดจบท่านก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา แล้วท่านก็คว้าปืนเล็กยาวคู่มือของท่านลุกขึ้นยืนทอดสายตาดูพวกเคาบอยของท่าน "เตรียมตัวโว้ยพวกเรา ๕ โมงครึ่งกว่าแล้ว อีก ๒๐ นาที ย่ำค่ำ ขอให้ทุกคนร่วมมือร่วมใจกับข้าสู้รบกับพรรคพวกพระยาพิชิตฯ ให้ถึงที่สุด ใครรอดตายกลับมาข้าจะแจกเงินคนละ ๕,๐๐๐ บาท"

ทันใดนั้นเองรถตรวจการคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาในเขตคอกปศุสัตว์ของเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างรวดเร็ว พล, นิกร, กิมหงวนเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน สามสหายปิติยินดีเหลือที่จะกล่าว ต่างแลเห็นประภาและประไพนั่งอยู่ตอนหลังรถคันนั้น ส่วนดร. ดิเรกกับเจ้าแห้วนั่งอยู่หน้ารถ ประไพยื่นมือออกมาโบกอย่างคึกคนอง นิกรกระโดดโลดเต้นโบกมือให้เมียของเขา แล้วตะโกนสุดเสียง

"เมียจ๋า...เมียจ๋า เมียโว้ย ไชโย เมียพี่มาแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือเกาศีรษะแล้วบ่นพึมพำ

"เขาจะรบราฆ่าฟันกัน เป็นผู้หญิงยิงเรือไม่รู้ว่าจะมาทำไมทำให้เราเป็นห่วงเปล่าๆ "

เจ้าแห้วขับรถตรวจการเข้ามาหยุดห่างจากสามสหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เพียงเล็กน้อย ดร. ดิเรกกับประภา, ประไพและเจ้าแห้วพากันลงมาจากรถตรวจการคันนั้น ประภากับประไพวิ่งเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยความดีใจ ประไพโผเข้ากอดท่านเจ้าคุณทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ทันรู้ตัวก็เสียหลักล้มลงไปทั้งประไพด้วย พวกเคาบอยหัวเราะกันอย่างครื้นเครง

"แล้วกันโว้ยลูกคนนี้" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลั่น "โตจนเป็นควายแล้วยังเล่นเป็นเด็กๆ โถมเข้ามาได้"

ประไพหัวเราะลั่นประคองเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นยืน

"ประไพกับพี่ภาทราบจากคุณหมอว่าคุณพ่อจะรบกับพรรคพวกพระยาพิชิตฯ ก็รู้สึกเป็นห่วงค่ะ เลยตามคุณหมอมาเพื่อมาช่วยคุณพ่อรบ นี่รบกันแล้วหรือยังค่ะ"

เจ้าคุณยิ้มแห้งๆ

"ยัง ทีแรกนัดรบกัน ๕ โมงเย็น บังเอิญเจ้าคุณพิชิตฯ เขามีความจำเป็นเกิดขึ้นขอเลื่อนเป็นย่ำค่ำ พ่อกำลังจะยกพวกเราไปเดี๋ยวนี้พอดีแกมา"

ประภาว่า "ภากับน้องไพจะร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับคุณพ่อค่ะ รู้เรื่องจากดิเรกแล้วเจ็บใจเหลือเกิน มีอย่างหรือค่ะจะแกล้งให้วัวของเราอดน้ำตาย"

"ก็นั่นน่ะซีลูก ทำอย่างนี้มันโหดเหี้ยมอำมหิตเหลือเกิน เกิดเป็นคนก็ต้องมีความเมตตาปราณีต่อสัตว์บ้าง เจ้าคุณพิชิตฯ มีนิสัยป่าเถื่อนอย่างนี้แหละ"

ประไพยิ้มเล็กน้อย

"ค่ะ เป็นคนโหดร้ายป่าเถื่อนที่น่าเคารพบูชามาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าชอบกล

"แกพูดยังไงน่ะประไพ"

ประไพยิ้มแห้งๆ

"ไพว่าเจ้าคุณพิชิตฯ ไม่ได้กระทำตนให้น่าเคารพบูชาเลย"

"อ้อ-หมู่นี้หูพ่อไม่ใคร่ดีเลยโว้ย คอยจะเอาเรื่องคนโน่นคนนี้เสียเลย พ่อจะฟ้องแกสองคนเสียหน่อย ดิเรกกับเจ้ากรคิดทรยศต่อพ่อไปเข้าข้างพระยาพิชิตฯ นี่เพิ่งเปลี่ยนใจมาเป็นพวกพ่อรู้ไหม"

ประภากับประไพรู้เรื่องจากดร. ดิเรกและเจ้าแห้วแล้ว สองนางทำเป็นโกรธสามีของหล่อน ประไพยกมือชี้หน้านิกร แล้วขยิบตาให้เสียก่อน พลางกล่าวกับเขาอย่างเกรี้ยวกราดว่า

"ถ้ากรเห็นพระยาพิชิตฯ ดีกว่าคุณพ่อของไพ กรกับไพก็ต้องเลิกกัน"

ประภาทำเป็นเล่นงานผัวของหล่อนบ้าง

"ดิเรกก็เหมือนกัน คุณพ่อของภาจะผิดหรือจะถูกท่านก็เป็นพ่อตาของดิเรก อย่าเห็นคนอื่นดีกว่าท่านซีคะ"

ดร. ดิเรกทำหน้าชอบกล

"แล้วกัน ไงมาดุพี่ล่ะภา ก็เล่าความจริงให้ฟังแล้ว"

ประภากลืนน้ำลายเอื๊อก เสี่ยหงวนหัวเราะก้ากแล้วพูดเสริมขึ้น

"เซ่อฉิบหาย เสียแรงที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยมของโลก ไปหาผักบุ้งกินเถอะวะหมอ"

ดร. ดิเรกชักฉิว

"แกน่ะซีเต่า"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"แน่ะทียังงี้รู้" แล้วกิมหงวนก็หัวเราะก้าก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบศีรษะธิดาทั้งสองของท่าน

"พ่อขอบใจมากที่แกสองคนเจ็บร้อนแทนพ่อ เตรียมตัวไปกับพ่อเดี๋ยวนี้ วันนี้พ่อบุกแหลก สู้มันไม่ได้พ่อยอมตาย"

"ยังงั้น" ประไพสนับสนุน "คุณพ่อของไพคือเสือเฒ่าสู้ไม่ถอย ขอเวลาให้ไพกับพี่ภาเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวสัก ๑๐ นาที นะคะ เราเอาเครื่องเคาบอยและปืนพกมาจากกรุงเทพฯ ด้วยค่ะ คุณพ่อเตรียมม้าไว้ให้ไพกับพี่ภาก็แล้วกัน เอาม้าเชื่องๆ หน่อยนะคะ" พูดจบหล่อนก็หันมาทางเจ้าแห้ว "ตาแห้วบ้านพักคุณพ่ออยู่ไหนล่ะพาฉันไปซี"

"รับประทานขึ้นรถซีครับ อยู่ห่างจากนี่ราว ๓๐๐ เมตร"

ประไพกับประภาและดร. ดิเรกกับเจ้าแห้วต่างพากันกลับไปขึ้นรถตรวจการ ต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็ขับรถพาไปยังบ้านพักของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านเจ้าคุณสั่งให้ชุบเตรียมม้าไว้ให้ดร. ดิเรกกับเจ้าแห้วและธิดาของท่านทั้งสองคนโดยเร็ว

ลำธารสายใหญ่นั้นอันเป็นเส้นชีวิตของฝูงโคหลายพันตัวกลายเป็นสมรภูมิไปแล้ว

พลพรรคของพระยาพิชิตฯ ประมาณ ๕๐ คน นั่งอยู่บนหลังม้าเป็นแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยวในระยะห่างกันประมาณ ๖ เมตร ไปตามแนวยาวของลำธารฝั่งตะวันตก อันเป็นที่ดินของเจ้าคุณพิชิตฯ และด้านเหนือของลำธารมีรั้วลวดหนามที่เพิ่งกั้นเสร็จยาวประมาณ ๑๓๐ เมตร เสารั้ว, จอบเสียม, ลวดหนามและเครื่องมือก่อสร้างวางกองอยู่ริมลำธารมากมาย มีกระท่อมหลังเล็กๆ สองหลังปลูกไว้สำหรับคนงานพักผ่อน เจ้าคุณพิชิตฯ นั่งอยู่บนหลังม้าสีดำตัวใหญ่ โดยมีลูกชายและหลานชายของท่านทำหน้าที่คุ้มกันอยู่ข้างหลังในระยะใกล้ชิด

ดวงอาทิตย์ลับแนวยอดไม้ไปแล้ว แต่แสงอาทิตย์ยังไม่สิ้นท้องฟ้าแจ่มใสอากาศปลอดโปร่งเย็นสบาย เสือเฒ่าพระยาพิชิตฯ กับคนของท่านทุกคนต่างพร้อมแล้วที่จะรับมือกับพรรคพวกของเจ้าคุณปัจจนึกฯ อันเป็นศึกนองเลือดชิงความเป็นใหญ่แห่งผืนแผ่นดินนี้

ในที่สุดกองทัพน้อยๆ ของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ปรากฎขึ้นเบื้องหน้า หมู่ม้าเหล่านั้นวิ่งตามกันมาเป็นสามกลุ่ม เจ้าคุณพิชิตฯ แลเห็นเข้าก็ร้องตะโกนบอกคนของท่านให้เตรียมตัว ปืนพกประจำตัวเคาบอยเหล่านั้นถูกดึงออกมาจากซองปืนของมัน พลพรรคของเจ้าคุณปัจจนึกฯ เคลื่อนที่ใกล้เข้ามาทุกที แล้วแปรขบวนออกจากกันเป็นแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยว เมื่อเข้ามาในระยะห่างประมาณ ๒๐๐ เมตร ไพร่พลของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็หยุดเคลื่อนที่

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งอยู่บนหลังม้าขุนศึก ท่านชักม้าเข้าหาสี่สหายกับประภาและประไพซึ่งนั่งอยู่บนหลังม้ารวมกลุ่มกันอยู่

"พร้อมหรือยังพวกเรา พระอาทิตย์ไม่รอท่าแล้ว ต้องบุกกันให้แหลกไปข้างหนึ่งก่อนจะสิ้นแสงตะวัน"

ประไพยิ้มให้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ใจเย็นไว้ก่อนค่ะคุณพ่อ ไพกับพี่ภาจะไปเจรจากับพระยาพิชิตฯ ด้วยสันติวิธี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดแว๊ด

"ไม่จำเป็น ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องเสียเวลาไปเจรจากับมัน บุกมันเลย ปืนต่อปืน ชีวิตต่อชีวิต เลือดต่อเลือด"

นิกรเสริมขึ้นเบาๆ

"ลูกมะอึกกับลูกมะอึก"

ท่านเจ้าคุณหันขวับมาทางลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"แกว่ายังไงนะ อ้ายกร"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ผมว่าอย่างมากก็ตายครับคุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแป้น

"ยังงั้น เราต้องสู้เพื่อศักดิ์ศรีของเรา"

ประไพว่า "แต่ถ้าเรายังมีทางที่จะให้สันติภาพเกิดขึ้นได้ก็ควรทำไม่ใช่หรือคะ สมมุติว่าไพไปเจรจาจนเจ้าคุณพิชิตฯ ยอมสั่งให้คนงานรื้อรั้วลวดหนามทิ้งคุณพ่อจะว่ายังไงคะ"

"อ๋อ อ้ายแฉ่งมันไม่ยอมหรอก ถ้ามันยอมทำตามนี้มันก็เสียเหลี่ยมพ่อน่ะซี และถ้าเป็นไปได้เราก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องรบราฆ่าฟันกัน วัวเรามีน้ำกินเราจะรบหาตวักตะบวยอะไรล่ะ"

ประไพยิ้มน่ารัก

"ไพกับพี่ภาจะลองไปเจรจาดูก่อนนะคะ ถ้าไม่ตกลงเป็นรบแน่ การเจรจาก็เพื่อให้เจ้าคุณพิชิตฯ เห็นว่าเราไม่ได้เกะกะระรานเขา เมื่อเขาไม่ชอบสันติก็ต้องบู๊กัน คุณพ่อไม่ต้องกลัวค่ะ ไพบู๊ขาดใจไปเลย"

ครั้นแล้วสองพี่น้อง ซึ่งแต่งกายแบบเคาบอยคล้ายกับนางสิงห์ของภาพยนตร์เคาบอย ก็ควบม้าตรงไปยังแนวรบของพระยาพิชิตฯ ประไพคล้ายกับเวอร์ยิเนีย เมโย ประภาคล้ายๆ กับซูซาน เฮเวิท

พิชัยลูกชายของเจ้าคุณพิชิตฯ ยกปืนพกขึ้นจะยิงประภากับประไพ แต่เจ้าคุณพิชิตฯ กล่าวห้ามไว้

"อย่ายิง พิชัย ผู้หญิงโว้ยไม่ใช่ผู้ชาย พ่อสงสัยว่าคงเป็นลูกสาวของเจ้าคุณปัจจนึกฯ แน่นอน ถ้าใช่ก็เป็นอันว่าไม่ต้องรบกัน"

"อ้าว" พิชัยอุทานขึ้นดังๆ "ทำไมล่ะคุณพ่อ"

"ไม่จำเป็นที่แกจะต้องรู้เหตุผล"

ประไพกับประภาควบม้าตรงเข้ามาจนถึงแนวรบของเจ้าคุณพิชิตฯ สองนางก็บังคับม้าให้หยุดนิ่งแล้วก้าวลงจากหลังม้า ในเวลาเดียวกันพระยาพิชิตฯ ก็ลงจากหลังม้าคู่ขาของท่านเดินเข้าไปหาสองพี่น้อง

ทั้งสองฝ่ายหยุดยืนเผชิญหน้ากันในระยะใกล้ชิด เจ้าคุณพิชิตฯ จ้องตาเขม็งมองดูสองพี่น้องอย่างไม่วางตา ประไพเหมือนกับมารดาของหล่อนซึ่งเป็นคนรักเก่าของเจ้าคุณพิชิตฯ ราวกับพิมพ์เดียว ถึงแม้ท่านเจ้าคุณไม่ได้เห็นหน้าสองพี่น้องมาเป็นเวลานานแล้ว ความรู้สึกก็บอกท่านด้วยสัญชาติญาณว่าสาวสวยที่ยืนอยู่เบื้องหน้าท่านนั้น คนที่เหมือนกับคุณหญิงประณีตคือประไพและคนที่คล้ายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ คือประภา

"ประไพ...ประไพหลานรักของลุง" เสือเฒ่ากล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

ประไพโผเข้ากอดเจ้าคุณพิชิตฯ ทันทีและเอียงแก้มให้ท่านจูบ

"คุณลุงขา ไพยังจำความหลังเมื่อครั้งไพยังเป็นเด็กได้ดีค่ะ ถึงจำหน้าคุณลุงไม่ได้ก็ยังจำได้ว่าคุณลุงเคยรักใคร่เมตตากรุณาไพกับพี่ภามาก" พูดจบประไพก็แกล้งร้องไห้สะอึกสะอื้น "โฮๆๆๆ เมื่อคืนนี้คุณแม่มาเข้าฝันไพค่ะคุณลุงขา"

เจ้าคุณพิชิตฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"คุณประณีตมาเข้าฝันเจ้า"

"ค่ะ คุณแม่มาบอกไพว่าคุณลุงจะฆ่าคุณพ่อให้ไพกับพี่ภารีบมาหาคุณลุง ขอร้องให้คุณลุงเลิกฆ่าฟันคุณพ่อเพราะคุณพ่อท่านแก่แล้ว ถึงคุณลุงไม่ฆ่าท่านอีกสองสามปีท่านก็ตายไปเอง โฮๆๆๆ คุณลุงขา คุณแม่สั่งให้เรียนคุณลุงด้วยค่ะว่าวิญญาณของท่านยังรักคุณลุงอยู่เสมอ"

เจ้าคุณพิชิตฯ ทำปากแบะแล้วร้องไห้น้ำตาไหลพราก

"โถ-คุณประณีตแม่ของเจ้าดีอะไรอย่างนี้ ตายไปแล้วตั้งนานยังไม่ลืมลุง อุตส่าห์มาเข้าฝันลูกให้มาบอกลุงว่ายังรักลุงอยู่"

ประไพแกล้งสะอึกสะอื้นดังๆ

"ค่ะ ท่านสั่งไพว่าให้เรียนคุณลุงให้ได้ ชาติหน้าท่านจะเป็นของคุณลุงแน่ๆ "

เจ้าคุณพิชิตฯ สะอื้นยกหลังมือขวาเช็ดน้ำตา แล้วคลายมือที่กอดประไพออก ท่านเดินเข้าไปหาประภาและดึงประภาเข้ามากอด

"ภาเอ้ย เจ้ากับไพคือดวงใจของลุงทั้งสองคน ถึงลุงไม่ได้เลี้ยงดูเจ้ามาแต่น้อย ลุงก็รักเจ้าทั้งสองคนมากเพราะเจ้าเป็นเลือดเนื้อของแม่เจ้า แต่อ้ายอู๊ดพ่อของเจ้าเป็นศัตรูของลุง"

ประภายิ้มเศร้าๆ

"คุณลุงอย่าฆ่าคุณพ่อของภาเลยนะคะ ฝีไม้ลายมือของคุณพ่อน่ะท่านสู้คุณลุงไม่ได้หรอกค่ะ"

ประไพพูดเสริมขึ้น

"ท่านเป็นคนไม่สมประกอบ หัวหูท่านก็ล้านท่านจะไปสู้คุณลุงได้อย่างไรคะ คุณลุงของไพยังกับสเปนเซอร์ เทรซี่ดาราหนังถึงแก่ก็ยังภาคภูมิ"

เจ้าคุณพิชิตฯ ยิ้มแป้น คลายมือที่กอดประภาออก

"เจ้าสองคนมายังไงกันเล่าให้ลุงฟังซี"

ประไพว่า "หมอดิเรกแกไปเอาแว่นตาที่กรุงเทพฯ ค่ะ แล้วก็เล่าให้ไพกับพี่ภาฟังว่าคุณพ่อกับคุณลุงจะยกพวกปะทะกัน ไพก็ชวนพี่ภาติดตามคุณหมอมาด้วย ในที่สุดเราก็ได้พบคุณลุงสมความปรารถนา ไพปลื้มใจเหลือเกินค่ะคุณลุงขาที่ไพได้เห็นหน้าแฟนเก่าของคุณแม่ อยู่กรุงเทพฯ คุณพ่อท่านเคยเล่าความหลังของคุณลุงให้ฟังค่ะ ถึงคุณพ่อท่านเกลียดคุณลุง แต่ไพกับพี่ภารักคุณลุงมาก คุณพ่อน่ะซีคะที่ทำไม่ถูก แย่งคุณแม่ไปจากคุณลุง"

เจ้าคุณพิชิตฯ ขบกรามกรอด

"พอแล้วหลาน อย่าพูดถึงความหลังเลย พูดแล้วลุงเจ็บใจมาก อ้า-เป็นอันว่าลุงจะไม่รบกับเจ้าอู๊ดพ่อของเจ้า ที่ไม่รบก็เพราะเห็นแก่เจ้าสองคนนั่นเอง ไม่ใช่ว่าลุงกลัวเขา"

ประไพโผเข้ากอดเจ้าคุณพิชิตฯ

"คุณลุงของไพดีอะไรอย่างนี้ คุณลุงเจ้าขา กรุณาสั่งคนงานรื้อรั้วลวดหนามออกเสียนะคะ วัวของคุณพ่อมันจะได้มีน้ำกิน คุณพ่อท่านยกกิจการปศุสัตว์ของท่านให้ไพกับพี่ภาแล้วล่ะค่ะ"

เจ้าคุณพิชิตฯ ลืมตาโพลง

"ยกให้เมื่อไร"

"ยกให้วันนี้เองแหละค่ะ"

"ดีแล้ว ถ้าเช่นนั้นกิจการปศุสัตว์ของลุงตลอดจนที่ดินและวัวของลุงทั้งหมด ลุงก็จะยกให้เจ้าทั้งสองคนบ้าง" พูดจบเจ้าคุณพิชิตฯ ก็หันไปทางพลพรรคของท่าน แล้วร้องตะโกนเรียกลูกชายของท่านให้เข้ามาหา

พิชัยเจ้าหนุ่มอันธพาลควบขี่ม้าเข้ามาหา

"ว่ายังไงครับคุณพ่อ จะบุกหรือยังครับ ผมสงสัยว่าจะเป็นมวยล้มเสียแล้ว"

"แกไม่ต้องสงสัย มวยล้มจริงๆ นั่นแหละ สั่งพวกคนงานให้ช่วยกันรื้อรั้วลวดหนามออกเดี๋ยวนี้"

"อ้าว" พิชัยอุทาน "ไง๋ยังงั้นล่ะครับคุณพ่อ"

เจ้าคุณพิชิตฯ จุ๊ปาก

"เมื่อมันเป็นคำสั่งของพ่อก็ไม่จำเป็นที่พ่อจะต้องอธิบายอะไร แกมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งก็แล้วกัน เร็ว-รื้อเสาและลวดหนามออกโดยเร็วที่สุด"

พิชัยทำหน้าชอบกล เขาชักม้ากลับและควบม้ากลับไปสั่งพวกเคาบอยลงจากหลังม้า ทำการรื้อถอนเสารั้วลวดหนามออกตามคำสั่งเจ้าคุณพิชิตฯ ประไพกับประภายิ้มแป้น ประไพกล่าวถามเจ้าคุณพิชิตฯ เบาๆ

"นั่นลูกชายคุณลุงหรือคะ"

"ถูกแล้ว ลูกของลุงเอง"

"อุ๊ยตาย ทำไมหน้าตาเหมือนอ้ายโจรล่ะคะ"

เจ้าคุณพิชิตฯ สะดุ้งเฮือก

"พันธุ์มันไม่ดี แม่มันลุงไม่รักหรอกเลิกกับลุงไปนานแล้ว พิชัยมันมีเลือดไม่ถึง ๙๕ เปอร์เซ็นต์ เจ้าสองคนไปบอกคุณพ่อของเจ้าเถอะว่าลุงพร้อมแล้วที่จะเป็นมิตรด้วย แต่มีเงื่อนไขว่าลุงจะต้องถือสิทธิว่าเจ้าสองคนเป็นหลานแท้ๆ ของลุง"

"ค่ะ ค่ะ ไพจะไปพาคุณพ่อมาหาคุณลุงเดี๋ยวนี้ แต่ว่า ถ้ามีการต่อว่าต่อขานกันอย่างรุนแรงอย่าถึงกับดวลปืนกันนะคะ"

เจ้าคุณพิชิตฯ หัวเราะ

"ลุงรับรองว่าไม่มีการยิงกันแน่นอน"

สองพี่น้องต่างดีใจอย่างยิ่ง พากันขึ้นม้าควบขี่ไปทางแนวที่มั่นของฝ่ายเจ้าคุณปัจจนึกฯ ม้าทั้งสองตัวถูกบังคับหยุดนิ่งเบื้องหน้าสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ประไพชี้มือไปทางลำธารใหญ่แล้วกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างยิ้มแย้ม

"สันติภาพเกิดขึ้นแล้วค่ะ เห็นไหมคะคุณพ่อ พวกคนงานของเจ้าคุณลุงพิชิตฯ กำลังช่วยรื้อรั้วลวดหนามออกแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มออกมาได้

"แกไปเรียกมันว่าคุณลุงทำไมวะ"

ประไพอมยิ้ม

"ก็ไพเคยเรียกท่านมาตั้งแต่ไพยังเล็กๆ นี่คะ แล้วก็ท่านเป็นแฟนเก่าของคุณแม่ด้วย"

ประภากล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"คุณลุงน่ะท่านไม่มีอะไรหรอกค่ะ ท่านพร้อมแล้วที่จะจับมือกับคุณพ่อ ท่านสัญญาว่าท่านจะยกกิจการปศุสัตว์กับวัวและที่ดินของท่านให้ภากับน้องไพ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"งั้นเรอะ ก็ดีน่ะซี"

นิกรทำหน้าเบ้กล่าวกับเสี่ยหงวนเบาๆ ว่า

"นี่แหละนักเลงละ ได้ดีใจเสียร้องไห้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาทำตาเขียวกับลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน แต่ประไพรีบพูดกับท่านเสียก่อน

"อย่าร่ำไรอยู่เลยค่ะคุณพ่อคะ เมื่อคุณลุงท่านแสดงน้ำใจกว้างขวางยอมรื้อรั้วลวดหนามที่ลำธารออกคุณพ่อกับคุณลุงก็ควรจะญาติดีกัน ไปพบท่านหน่อยซีคะ ไพกับพี่ภาจะทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยเองค่ะ ถ้าคุณพ่อกับคุณลุงปรองดองกันได้กิจการของคอกปศุสัตว์ทั้งสองก็จะเจริญรุ่งเรืองขึ้น ไปเถอะค่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่น

"ดีน่ะดีกันได้ แต่พ่อกับเจ้าคุณพิชิตฯ ต้องชกหน้ากันเสียก่อน ฟาดปากกันเสียทีแล้วค่อยจับมือกัน"

ดร. ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ออไร๋ ดีทีเดียวครับพวกผมจะได้ดูมวยคนแก่ ผมน่ะถือหางคุณลุงละเพราะรู้สึกว่าคุณลุงท่านยังกระฉับกระเฉงกว่าคุณพ่อมาก"

ครั้นแล้วประภากับประไพ ก็ควบม้านำหน้าพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคณะพรรคสี่สหายและพวกเคาบอยตรงเข้าไปยังลำธารสายนั้น ซึ่งขณะนี้คนของเจ้าคุณพิชิตฯ กำลังรื้อรั้วลวดหนามออกไปได้หลายแถบแล้ว

ทุกคนต่างลงจากหลังม้าและนำม้าไปผูกไว้ตามต้นไม้ริมลำธาร เจ้าคุณพิชิตฯ เดินยิ้มกริ่มเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ และยื่นมือขวาให้จับ

"ดีกันทีอ้ายอู๊ด เราโกรธกันมานานแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่นศีรษะ

"กันยังไม่หายแค้นแกอ้ายแฉ่ง ก่อนที่เราจะดีกันขอให้เรามาฟาดปากกันก่อน แพ้ชนะไม่สำคัญ เราชกกันเพื่อแสดงว่าทั้งแกและกันต่างก็เป็นนักสู้ ชกกันแล้วเราก็จับมือกันเป็นมิตรกันตามเดิม เรื่องที่เคยผิดพ้องหมองใจกันมาเราก็จะลืมกันเสีย"

เจ้าคุณพิชิตฯ หัวเราะอย่างใจเย็น หันมามองดูประไพและประภาแล้วท่านก็พูดยิ้มๆ

"ว่าไงหลานสาว คุณพ่อท่านท้าลุง"

ประภาว่า "ก็ชกกับท่านซีคะคุณลุง ชกกันไม่ถึงตายหรอกค่ะ อย่างมากก็ทานน้ำพริกไม่ได้สักห้าหกวันเท่านั้น"

"ดีเหมือนกัน ถ้ายังงั้นลุงจะเอาเหงื่อกับคุณพ่อเจ้าสักหน่อย อ้วนๆ อย่างนี้เตะให้พุงกะทิแตกเลย" พูดจบเจ้าคุณพิชิตฯ ก็ถอดเข็มขัดปืนพกออกส่งให้ประไพถือไว้ แล้วหันมายิ้มกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ "มา-อ้ายเหน่ง สิ้นสุดแห่งความเป็นศัตรูกันก็คือการชกปากกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอดเข็มขัดปืนพกส่งให้เจ้าแห้วถือไว้ พวกเคาบอยทั้งสองฝั่งต่างเฮโลเข้ามาล้อมวงดูสองเสือเฒ่าปะทะกัน พล, นิกร, กิมหงวนและดร. ดิเรก เข้าไปยืนรวมกลุ่มข้างๆ พิชัยกับภาสและพงศ์คอยคุมเชิงไว้ อย่างไรก็ตามพวกเคาบอยทั้งสองฝ่ายต่างพูดและคุยทักทายกันอย่างสนิทสนม

มวยนอกเวทีซึ่งใช้หมัดรุ่นๆ และไม่มีกรรมการห้ามเริ่มต้นแล้ว สองเสือเฒ่าจดมวยเก้ๆ กังๆ เข้าหากัน นิกรทำหน้าที่เป็นโฆษก

"ดูพ่อตากันซิวะอ้ายหงวน จดมวยเหมือนกับทำท่าจะตำข้าว"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"คุณลุงก็พอกันว่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ มวยคนแก่เข้าทีโว้ย"

ทั้งสองจดๆ จ้องๆ อยู่เกือบ ๕ นาที ก็ยังไม่ปะหมัดกัน ประไพรำคาญใจเต็มทนก็ร้องตะโกนขึ้น

"ชกกันเสียทีซีคะ"

ท่านเจ้าคุณทั้งสองต่างปราดเข้าชกกันทันทีตามแบบมวยวัด หลับหูหลับตาเหวี่ยงแหตามบุญตามกรรม หมัดหลงของเจ้าคุณพิชิตฯ ถูกก้านคอเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างจังทำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซวนเซถอยหลังออกไปสามสี่ก้าวแล้วล้มลงก้นกระแทกพื้น แต่แล้วท่านก็รีบลุกขึ้นมาเต้นเข้าใส่เจ้าคุณพิชิตฯ

"โอ๊ยๆๆๆ " กิมหงวนร้องลั่น "ตอนนี้เหมือนอึ่งอ่างเต้นคองก้าโว้ย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกเท้าขวาเตะเต็มเหนี่ยว เจ้าคุณพิชิตฯ จับเท้าไว้ได้ก็ผลักเจ้าคุณปัจจนึกฯ ล้มลงอีก พวกเคาบอยโห่ร้องกันเกรียวกราว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ผลุดลุกขึ้นอย่างเดือดดาล วิ่งเข้ามาหาคู่ต่อสู้และก้มตัวลงเอาศีรษะชนท้องเจ้าคุณพิชิตฯ ดังอั๊ก

เจ้าคุณพิชิตฯ ลงไปนั่งพับเพียบจุกแอ้ดๆ บนพื้นดิน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดีใจหัวเราะลั่น

"มา ลุกขึ้นมาอ้ายแฉ่ง"

พระยาพิชิตฯ พยายามพยุงกายลุกขึ้นด้วยความลำบากยากเย็น เจ้าคุณปัจจนึกฯ กระโจนเข้าตีเข่าลอยทันทีแต่ท่านยกเข่าสูงเกินไปเข่าของท่านจึงกระแทกหน้าตัวเอง ทำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนเซ่อเหมือนไก่ตาแตก ทันใดนั้นเองท่านก็ถูกหมัดสวิงขวาของเจ้าคุณพิชิตฯ เข้าที่กกหูเสียงดังตุ้บ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ล้มลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยและยิ้มแหยๆ น่าสงสาร

"ลุกขึ้น ลุกขึ้นซิคะคุณพ่อ" ประไพเอ็ดตะโรลั่น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หอบแฮ่กๆ เหน็ดเหนื่อยเหมือนกับจะขาดใจตาย เจ้าคุณพิชิตฯ ก็เหนื่อยพอๆ กัน

"ลุกขึ้นมาอ้ายเพื่อนเกลอ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหน้าเจ้าคุณพิชิตฯ แล้วกล่าวว่า

"แกช่วยล้อชื่อพ่อกันหน่อยเถอะวะกันจะได้มีโมโห"

เจ้าคุณพิชิตฯ ฝืนหัวเราะ

"ว่ายังไงอ้ายเอี่ยม จะยอมแพ้หรือยังไงก็ว่ามา"

พอถูกล้อชื่อพ่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เดือดดาลขึ้นมาทันที ลืมความเหน็ดเหนื่อยบอบช้ำผลุนผลันลุกขึ้นขบเขี้ยวเคี้ยวฟันปราดเข้าตะลุมบอนเจ้าคุณพิชิตฯ อย่างดุเดือด คราวนี้ท่านทั้งสองต่างยืนปักหลักซดหมัดหรือแลกหมัดกันคนละฉาดสองฉาด พวกเคาบอยโห่ร้องกันเกรียวกราว

นิกรแบมือขวายื่นมาให้เสี่ยหงวน

"ต่อน้ำเงินสามเอาหนึ่งเอ้าเสมอเป็นแพ้"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"ทางไหนน้ำเงินทางไหนแดงวะ"

"ปู้โธ่-ก็คุณพ่อกบาลแดงแจ๋แลเห็นอยู่ชัดๆ ไม่น่าจะถามเลย รองไว้สักหมื่นบาทไหมล่ะกันต่อน้ำเงินสามเอาหนึ่งเสมอเป็นแพ้"

กิมหงวนสั่นศีรษะ

"ไม่ไหวโว้ย แดงไม่มีชั้นเชิงเสียเลย ไปแล้ว...เจอเข้าให้แล้ว เสร็จแล้วโว้ยอ้ายกร บ๊ะ-ทนว่ะ"

เจ้าคุณทั้งสองกอดรัดฟัดกันและล้มกลิ้งไปด้วยกัน ต่างผลัดกันได้เปรียบเสียเปรียบ ในที่สุดก็กลิ้งลงไปในลำธารแล้วลุกขึ้นชกกันในน้ำอย่างอุตลุด ครั้งหนึ่งต่างคนต่างปล่อยหมัดขวาออกไปพร้อมๆ กันและถูกหน้าอีกฝ่ายหนึ่งพอดี ทั้งเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าคุณพิชิตฯ ต่างล้มลงก้นกระแทกพื้นน้ำซึ่งระดับน้ำลึกประมาณฟุตครึ่ง ต่างคนต่างมึนงงสะบัดหน้าเร่าๆ ท่านทั้งสองมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน

"เป็นยังไงอ้ายแฉ่ง" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามพลางหอบพลาง

"เห็นดาวขึ้นกลางวันว่ะ โอย-เหนื่อยจังโว้ย แทบจะขาดใจตายอยู่แล้ว พอหรือยังวะอ้ายอู๊ด"

"พอก็พอ ถ่มน้ำลายไม่ออกแล้ว"

สองเสือเฒ่าต่างรวบรวมกำลังพยุงกายลุกขึ้นและเดินเข้ามาหากัน ต่างคนต่างโผเข้ากอดกันกลางน้ำ ภาพที่เห็นนี้ทำให้คณะพรรคสี่สหายกับประภาและประไพปลื้มใจอย่างยิ่ง พวกเคาบอยทั้งสองฝ่ายก็โล่งใจไปตามกัน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จูบแก้มเจ้าคุณพิชิตฯ ดังฟอด

"อ้ายแฉ่งเพื่อนยาก ตลอดเวลาหลายปีที่เราโกรธกันและตั้งตัวเป็นศัตรูต่อกันนั้น ไม่ได้ทำให้กันมีความสุขเลย ต่อไปนี้มิตรภาพของเราจะไม่มีวันแตกสลายได้อีกแล้ว กันจะเป็นเพื่อนที่ดีของแกตลอดไป"

เจ้าคุณพิชิตฯ ยกมือตบศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาๆ

"ลืมเสียเถิดความหลัง กันเคยทำอะไรให้แกขุ่นข้องหมองใจมาบ้างยกโทษให้กัน และลืมมันเสีย เห็นหน้ายายไพและยายภาแล้วกันโกรธแกไม่ลง ทั้งประภาและประไพกันรักเหมือนหลานในไส้ของกัน กันจะยกที่ดินตลอดจนกิจการปศุสัตว์และวัวของกันให้ประไพและประภาต่อไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กำหมัดชกหน้าเจ้าคุณพิชิตฯ เบาๆ

"ขอบใจมากแฉ่ง กันก็จะยกที่ดินที่นี่ให้ลูกสาวทั้งสองของกันเช่นเดียวกัน นี่ถ้าไม่ได้ประภามาห้ามทัพเราคงตายยับซีนะ"

"แน่นอนทีเดียว กันเตรียมรับมือแกเต็มที่ เลิกเป็นศัตรูกันทีโว้ย เราคบกันมาตั้งแต่เป็นนักเรียนนายร้อยทหารบก เคยกินข้าวกะทะเดียวกัน นอนเตียงใกล้ๆ กันและนั่งเรียนโต๊ะติดๆ กัน ออกเป็นนายทหารสัญญาบัตรพร้อมๆ กัน เฮ้อ-ชกกันแล้วค่อยสบายใจหน่อย ไปบ้านกันเถอะอู๊ดค่ำวันนี้กันจะเลี้ยงแกกับพวกลูกหลานของแก เลี้ยงกันให้เต็มที่"

ท่านทั้งสองเดินกอดคอกันขึ้นมาจากลำธารสายนั้น อันเป็นต้นเหตุให้เกิดการพิพาท สี่สหาย, ประภากับประไพและเจ้าแห้วเดินเข้ามาหา กิมหงวนแลเห็นหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เขาก็แหกปากหัวเราะลั่น

"โอ้โฮ ปากคุณอาปลิ้นเป็นครุฑไปเลยครับ"

แทนที่จะโกรธเจ้าคุณปัจจนึกฯ กลับหัวเราะ

"ไม่เป็นไร อากับลุงของแกเป็นพันธมิตรกันแล้ว ต่อไปนี้ คอกปศุสัตว์เหล่านี้จะเป็นสมบัติของประภาและประไพหรือเป็นของเจ้ากรกับดิเรกนั่นเอง"

นิกรยิ้มแป้น

"หวานเลยครับ ผมจะขายวัวให้เกลี้ยง"

"อ้าว" เจ้าคุณพิชิตฯ อุทาน "ลุงไม่ได้ให้ขายนะอ้ายหลานชาย ลุงยกให้เพื่อให้ดำเนินกิจการปศุสัตว์แทนลุงต่อไป"

นิกรหน้าจ๋อย

"แหม อ้ายเรื่องเลี้ยงวัวผมไม่ใคร่ชอบเสียด้วยครับ ผมชอบงานในร่มกินข้าวร้อนนอนสบาย"

เจ้าคุณพิชิตฯ หันมาตบบ่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เพื่อนเกลอของท่านแล้วกล่าวว่า

"ประไพน่ารักมาก เหมือนคุณณีตราวกับพิมพ์เดียวกัน ดูซีกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักน่าเอ็นดูอะไรอย่างนี้ ในระหว่างที่ประไพมาพักอยู่ที่นี่ขอให้ประไพกับประภาไปอยู่กับกันเถอะวะอู๊ด เห็นหน้าหลานสาวสองคนนี่แล้วกันมีความสุขเหลือเกิน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ

"เอาไปเถอะแฉ่ง แล้วอย่าเอามาคืนก็แล้วกัน ลูกสาวคนเล็กของกันลิงแสมเราดีๆ นี่เอง แก่นกว่าอ้ายกรอีก แต่ยายภาเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้"

เจ้าคุณพิชิตฯ พยักหน้าเรียกประไพเข้ามาหาท่าน แล้วท่านก็สวมกอดประไพด้วยความรักและเอ็นดู

"ต่อนี้ไปเจ้าทั้งสองจะต้องมีการติดต่อกับลุงเสมอ ลุงเลิกเลี้ยงวัวแล้วลุงจะกลับไปอยู่บ้านที่กรุงเทพฯ ยังไง...คุณพ่อเขาว่าเจ้าเป็นลิงแสม"

"ค่ะ ไพซนหน่อยค่ะ ผู้ใหญ่ท่านมักจะว่าไพเป็นลูกลิงลูกค่าง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง

"ลูกคนโว้ยไม่ใช่ลูกลิง"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เมื่อสนทนากันอีกสักครู่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็สั่งให้ชุบนำพวกเคาบอยของท่านกลับคอกปศุสัตว์ หลังจากนั้นเจ้าคุณพิชิตฯ ก็พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับประภา,ประไพพร้อมด้วยสี่สหายและเจ้าแห้วเดินทางกลับไปยังคอกปศุสัตว์ของท่าน ส่วนพิชัยกับภาสและพงศ์ได้รับคำสั่งจากเจ้าคุณพิชิตฯ ให้ควบคุมพวกเคาบอยลำเลียงลวดหนามและเครื่องมือช่างไม้ต่างๆ เอากลับไป

ตอนหัวค่ำคืนวันนั้นเอง พระยาพิชิตฯ ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับมิตรภาพอันอบอุ่นระหว่างท่านกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ที่บ้านพักของท่านอย่างมโหฬาร ความแตกร้าวของท่านผู้ใหญ่ทั้งสองได้สิ้นสุดลงแล้ว.

จบบริบูรณ์