พล นิกร กิมหงวน 013 : สมิงเขาหลวง

โดยไม่มีเหตุผล และอาจจะไม่มีความหมายอะไรสำหรับมหาเศรษฐีที่มีเงินร้อยล้าน อาเสี่ยกิมหงวนของเราได้ตกลงซื้อเรือปิคนิคไว้ลำหนึ่ง จากสหายชาวจีนของเขา เป็นเงินถึง ๖๕๐,๐๐๐ บาท

มันเป็นเรือยนต์สองชั้นสวยงามโอ่อ่ามาก ออกแบบและสร้างโดนสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญในการต่อเรือ เรือลำนี้ชื่อ "นวลจันทร์" เพิ่งลงน้ำได้ไม่ถึงปียังใหม่เอี่ยมเพราะเจ้าของถนอมมาก และไม่ใคร่จะได้ใช้ เจ้าของเรือมีความจำเป็นต้องออกจากประเทศไทยตลอดกาล ในฐานเป็นบุคคลที่รัฐบาลไทยไม่พึงปรารถนา จึงเสนอขายให้กิมหงวนในราคาถูกมาก ซึ่งเจ้าของเดิมได้สิ้นเงินค่าสร้างเรือลำนี้เกือบล้านบาท

"นวลจันทร์" ใช้เครื่องยนต์ดีเซลถึงสองเครื่อง ทำความเร็วได้ชั่วโมงละ ๓๐ กิโลเมตร ภายในเรือกว้างขวางมาก มีห้องนั่งเล่นบนดาดฟ้า ห้องรับประทานอาหาร ห้องนอน ห้องน้ำและห้องสุขาพร้อม ชั้นล่างมีห้องพักนายท้าย อินยิเนียร์และกลาสีเรือ ส่วนห้องเครื่องยนต์มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าด้วย รวมความแล้วเรือลำนี้จะให้ความสุขสะดวกสบายเหมือนกับอยู่บนตึกหลังใหญ่ๆ หลังหนึ่ง เป็นเรือยนต์ปิคนิคที่สวยที่สุด

พอนวลลออทราบข่าวว่าเสี่ยหงวนซื้อเรือลำนี้ในราคาตั้ง ๖๕๐,๐๐๐ บาท หล่อนก็เดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันที

"เฮียจะบ้าหรือยังไง" แม่เสือเอ็ดตะโรลั่นบ้าน "เรือยนต์ปิคนิคของเรามีอยู่แล้วตั้งสองลำ ยังจะซื้อมาสุมกบาลอีก"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก ขยับเท้าจะเตะหล่อนในฐานที่นวลลออพูดกับเขารุนแรงเกินไป แต่แล้วก็ไม่กล้า เพราะกลัวหล่อนจะสู้เขา

"เปล่า " กิมหงวนพูดยานคาง "ไม่ได้ซื้อมาสุมกบาลหรอก สงสารเจ้าเล้งมันก็ซื้อไว้"

นวลลออตวาดแว้ด

"สงสารเขาทำไม เขาเป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร เขาควรจะกระทำตนให้เป็นพลเมืองดี ไม่ประพฤติทุจริตผิดกฎหมายของบ้านเมือง นี่เสี่ยเล้งชอบทำผิดกฎหมายอยู่เสมอ ตั้งตัวเป็นขุนบาลหวย ก. ข. เขาก็ต้องเนรเทศไป บ้าอะไรก็ไม่รู้ คนไม่รู้จักค่าของเงินถือว่าเป็นเศรษฐี อีกหน่อยก็คงต้องถือกะลาขอทานเขากินหรอก ไม่มีความจำเป็นหรือเหตุผลอะไรสักนิด ที่เฮียจะต้องซื้อเรือลำนี้"

เสี่ยหงวนชักฉิว มองดูนวลลอออย่างเดือดดาล

"คนเราน่ะ ไม่ว่าจะคิดจะทำอะไร มันก็ต้องมีเหตุผลด้วยกันทั้งนั้น เฮียซื้อเรือลำนี้เฮียก็มีเหตุผลเหมือนกัน"

"เหตุผลอะไรกัน"

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"ก็เรือลำนี้มันชื่อเหมือนนวล เฮียรักนวลเฮียก็เลยซื้อไว้น่ะซี แล้วนวลจะทำไม เป็นเจ้ารึ"

คราวนี้นวลลออยิ้มหวานชื่น ลอบค้อนกิมหงวนและพูดเสียงอ่อนลงทันที

"เฮียน่ะ อย่าใช้จ่ายเงินให้มันสุรุ่ยสุร่ายนักซีคะ เมื่อมันไม่จำเป็นก็ไม่ควรจะใช้มัน นึกถึงวันข้างหน้าบ้าง ถ้ายากจนลงเราจะมองดูหน้าใครเขาได้"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"นวลจ๋า...นวลเจ้าพี่เอย คำน้องเอ่ยไม่เห็นจะน่าวิตกสักนิด เฮียมีรายได้จากผลประโยชน์ต่างๆ คิดเฉลี่ยแล้ววันหนึ่งประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาท อย่าว่าแต่จะใช้ฟุ่มเฟือย ต่อให้นั่งฉีกเงินเล่นวันยังค่ำคืนยังรุ่งก็ไม่หมด รับรองน่าคนมีเงินอย่างเฮีย ทำอะไรเป็นเงินเป็นทองทั้งนั้น เมื่อตอนสายเฮียซื้อทองคำไว้เกือบล้านบาท ราคาทองวันนี้หนักบาทละ ๓๖๘ บาท ๔๐ สตางค์ อีกไม่กี่วันพอมันขึ้นถึงบาทละ ๔๐๐ บาท เฮียก็จะขายไปได้กำไรหวานๆ "

นวลลอออมยิ้ม

"นี่ถ้าเผื่อมันลงราคาเรื่อยๆ เฮียจะว่าอย่างไร มิขาดทุนแย่หรือ"

กิมหงวนโบกมือ

เฮียเล่นซื้อขายทองมานานแล้ว เฮียรู้ดี มันจะลงอย่างมากก็เพียง ๓๕๐ บาทเท่านั้น แล้วก็ขึ้น ปรู๊ดปร๊าดอีก วิธีการหาเงินคล่องๆ น่ะอยู่ในพุงเฮียเยอะแยะ ถึงเฮียใช้เงินเก่ง เฮียก็หาเงินเก่ง ปล่อยเฮียตามเรื่องเถอะนะ เฮียแก่แล้วอย่างช้าอีก ๘๐ ปีเฮียก็ตาย เกิดทาชาติหนึ่งก็ขอให้เฮียมีความสุขบ้าง" พูดจบอาเสี่ยก็ครวญเพลงเบาๆ

นวลเจ้าพี่เอย

คำเอ่ยล้ำคร่ำครวญ

กิมหงวนสะดุ้งเฮือก เมื่อได้ยินเสียงอ้ายบ๊อบซึ่งนอนอยู่ทางหลังตึก เห่าและหอนเสียงลั่นบ้าน นวลลออหัวเราะงอหาย อาเสี่ยทำตาปริบๆ

"อือ-อ้ายบ๊อบนี่ถ้าจะไม่ถูกกันเสียแล้วละโว้ย"

นวลลออพูดพลางหัวเราะพลาง

"ก็เสียงของเฮียน่ะ ยังกะเสียงชามกาลามังแตก อ้ายบ๊อบมันก็รำคาญน่ะซี"

กิมหงวนค้อนปะหลับปะเหลือก

"หนอย ชามกาลามังแตก นี่แหละเสียงเทเนอร์ละจะบอกให้"

นวลลออพูดพลางหัวเราะพลาง

"ร้องอีกซีคะ"

"ไม่ร้อง " อาเสี่ยตวาดลั่นแล้วเดินออกไปทางหลังตึก พอแลเห็นเจ้าบ๊อบสุนัขพันธุ์ฝรั่งตัวใหญ่นอนหมอบ อยู่ที่บันไดตึก เสี่ยหงวนก็ไล่เตะเป็นควัน

เย็นวันนั้นเอง

กิมหงวนก็พาเพื่อนเกลอของเขา พร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว มาที่อู่เรือของเขาเพื่อชม "นวลจันทร์" อาเสี่ยนำคณะพรรคขึ้นไปบนเรือ หลังจากนั้น "นวลจันทร์" ก็แล่นออกจากอู่ล่องลงมาตามลำแม่น้ำเจ้าพระยา ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ เมื่อยามเย็น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล, นิกร และ ดร.ดิเรก ต่างพากันชมความสวยงาม และความสง่าผ่าเผยของเรือลำนี้ คณะพรรค ๔ สหายนั่งรวมกลุ่มกันอยู่ทางหัวเรือตอนชั้นบน ดื่มเหล้าและสนทนากันอย่างครื้นเครง มีเจ้าแห้วคอยปรนนิบัติรับใช้

"เรือลำนี้งามมากทีเดียว" ดร. ดิเรกพูดยิ้มๆ "เหมาะแก่การท่องเที่ยวในเวลาว่างการงาน"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"แต่เห็นจะสู้เรือท่านมหาราชาไม่ได้"

นายแพทย์หนุ่มหันขวับมาทางนิกร แล้วพยักหน้า

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ ไอกำลังจะพูดอยู่เดี๋ยวนี้ มันเป็นความจริง เรือลำนี้สู่เรือของท่านมหาราชาไม่ได้ ครั้งหนึ่งกันเคยล่องนาวากับท่านมหาราชารามซิงก์ เรือปิคนิคของพระองค์ชื่อ "กฤษณพาหะ" ใหญ่โตกว้างขวางกว่า "นวลจันทร์" มาก โดยเฉพาะห้องส้วมมีถึง ๘ ห้องด้วยกัน ตัวเรือหุ้มทองคำตลอดลำ คิดน้ำหนักทองคำที่หุ้มเรือประมาณ ๒ ตันเป็นอย่างน้อย"

พลหัวเราะหึๆ

"ลำบากนักก็คุยถึงเรื่องอื่นเถอะวะหมอ ทุกวันนี้พวกเราจวนจะกลายเป็นแขกไปแล้ว เพราะเลื่อมใสในเรื่องของเมืองอินเดียที่แกเล่าให้ฟัง"

นิกรถือแก้วเหล้าลุกขึ้นเดินไปหานายท้าย ซึ่งเป็นชายสูงอายุ และเป็นคนเก่าแก่ของอาเสี่ยกิมหงวน

"ลุง-ลุงจ๋า-เฮ้ย-ลุงโว้ย"

ชายชราค่อยๆ หันหน้ามาทางนายจอมทะเล้น

"อ้อ-ว่ากระไรครับคุณ"

"ขับให้มันเร็วกว่านี้ได้ไหมลุง พวกเราจะได้มีเวลาแวะเที่ยวพระประแดงก่อนค่ำ"

นายท้ายเรือยิ้มแห้งๆ

"เร็วกว่านี้ไม่ได้หรอกครับคุณ เรือมันกินน้ำลึกลูกคลื่นใหญ่มาก พวกชาวเรือเขาจะด่าเอา นี่ก็เร็วแล้วนะครับ เร็วกว่าเรือไฟเป็นกอง"

"น่า-เขาด่าก็ทนเอาหน่อยซีลุง"

ชายชราทำหน้าชอบกล

"อ้ายผมน่ะทนได้หรอกครับ แต่ผีปู่ย่าตายายของผมคงนอนสะดุ้งไปตามกัน"

นิกรหัวเราะ ส่งแก้ววิสกี้ให้นายท้ายเรือคอเหล้าขนาดหนัก

"เอาซักหน่อยนะลุงนะ เพื่อความครึกครื้นในหมู่คณะ"

นายท้ายเรือยิ้มอายๆ กระซิบบอกนิกรเบาๆ

"ผมไม่กล้าดื่มหรอกครับ ประเดี๋ยวอาเสี่ยท่านเล่นงานผม"

"โอ้ย อย่าไปกลัวมันหน่อยเลยลุง ทีมันยังรู้จักกินเหล้า ลุงก็ต้องกินได้เหมือนกัน สมัยนี้เป็นสมัยเสรีภาพลุงไม่ต้องวิตก อย่างมากก็ถูกไล่ออกจากงานเท่านั้นเอง"

"แฮ่-แฮ่ ลูกเมียผมก็แย่น่ะซีครับ"

"ไม่แย่ซีลุง ถ้าอ้ายหงวนมันไล่ออก ไปทำงานเรือกับฉันยังได้"

"เอา-ถ้ายังงั้นก็ตกลงครับคุณ สมัยนี้เวลากินเหล้ามันก็มีน้อยเสียด้วย ตามปรกติป่านนี้ผมก๊งแล้ว" พูดจบก็เอื้อมมือรับแก้วเหล้าจากนิกร ยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้ว

พอเหล้าเข้าปาก ชายชราก็คึกคักเข้มแข็งขึ้นทันที แกเอื้อมมือดึงเครื่องสัญญาณ บอกอินยิเนียร์ให้เดินเครื่องเต็มที่ "นวลจันทร์" ทวีความเร็วขึ้นจนผิดปรกติ ลูกคลื่นวิ่งเข้าสู่ชายฝั่ง ทำให้เรือเล็กๆ ที่จอดอยู่ริมฝั่งโคลงเคลงกระทบกระแทกกัน นิกรเดินกลับมานั่งกับพรรคพวกของเขา

ใครคนหนึ่งร้องตะโกนมาจากเรือจ้างลำหนึ่ง

"เฮ้ย-รีบไปไหนกันโว้ย พ่อมึงเจ็บหนักรึ"

เสี่ยหงวนสะดุ้งเฮือกเหมือนถูกเข็มแทง หันขวับไปทางนายท้ายเรือ

"ตาชื้น ได้ยินไหม ใครเขาร้องตะโกนด่าโหวกๆ จะรีบร้อนไปไหนกัน"

ชายชรายิ้มแห้งๆ เอื้อมมือกระชากเครื่องสัญญาณอีก "นวลจันทร์" ลดความเร็วลงทันที ลุงชื้นหันมายักคิ้วกับนิกร แต่ไม่ได้พูดอะไรกัน

เรือผ่านท่ากรุงเทพฯ แล้ว "นวลจันทร์" แล่นอยู่กลางลำน้ำ เจ้าแห้วยืนส่องกล้องมองไปทางริมแม่น้ำ มองดูผู้หญิงอาบน้ำอย่างสนุกสนาน เสี่ยหงวนจัดแจงผสมวิสกี้โซดาแจกจ่ายเพื่อนๆ อีก แล้วคุยกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"วันอาทิตย์นี้ เราไปเที่ยวนครสวรรค์กันดีไหมครับคุณอา นึกว่าเราไปพักผ่อนหาความสุขกันสักห้าหกวัน"

ท่านเจ้าคุณอมยิ้ม

"ถ้าไปนครสวรรค์เราก็ต้องไปพักบ้านพี่เชย ที่อำเภอโกรกพระน่ะซี"

"ก็ยังงั้นซีครับ ผิดนักเข้าป่าล่าสัตว์กันเล่นสนุกๆ หรือม่ายก็ให้สัตว์มันล่าเราบ้างแล้วแต่กาละเทศะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดู พล, นิกร และ ดร. ดิเรก

"ว่าไงโว้ย อ้ายหงวนมันชวนไปเยี่ยมพี่เชย"

เจ้าแห้วลดกล้องลง หันมาตอบท่านเจ้าคุณ

"รับประทานไปซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น

"เปล่าๆๆ ฉันไม่ได้ถามแกเลย ฉันถามเจ้า ๓ คนนี่ต่างหาก"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"รับประทาน นึกว่าถามผม"

พล พัชราภรณ์ เห็นพ้องด้วยตามที่เสี่ยหงวนชักชวน

"ไปก็ไปครับ พวกเราตอนนี้ไม่ได้พักผ่อนเลย ขณะนี้เป็นฤดูแล้งเหมาะแก่การล่าสัตว์มาก ที่เขาหลวงหลังอำเภอโกรกพระเป็นป่าใหญ่ พวกเราคงจะได้รับความสุขสำราญจากการล่าสัตว์ไม่น้อย"

"ฮ่ะ ฮ้า " ดร. ดิเรกหัวเราะลั่น "สหายเอ๋ย พูดออกมาได้ว่า พวกเราจะได้รับความสุขสำราญจากการล่าสัตว์ ไอไม่เห็นด้วยเลย สัตว์มันอยู่ในป่าดงพงไพร เรายังตามไปฆ่ามันข่มแหงรังแกมัน ทำให้ลูกเล็กๆ ของมันตาย หรือถูกสัตว์อื่นกัดตายเพราะไม่มีพ่อแม่คุ้มครอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อมยิ้ม

"การล่าสัตว์เป็นกีฬาโว้ย"

"ออไร๋น์ แต่ถ้าสัตว์มันมีปืนยกพวกเข้ามาล่ามนุษย์ในเมืองบ้างจะเป็นอย่างไร"

นิกรยกฝ่ามือขวาผลักหน้านายแพทย์หนุ่มเบาๆ

"แกอย่าบ้าไปหน่อยเลยวะ การล่าสัตว์เป็นเกมกีฬาอันมีเกียรติของบรรดานักนิยมไพรทั้งหลาย มันอยากเกิดมาเป็นสัตว์ป่ามันก็ต้องให้เรายิง บาปกรรมมันมีตัวตนที่ไหน" แล้วนิกรก็ยักคิ้วกับกิมหงวน "ตกลงโว้ย ไปเที่ยวโกรกพระกับล่องป่ากันอีกสักที กันจะล่าเสือลายพาดกลอนเล่นแก้กลุ้ม อยากได้หัวกระโหลกมันมาทำที่เขี่ยบุหรี่"

ดร. ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"แต่ถ้าแกพลาดพลั้ง เสือมันอาจจะเอาหัวแกไปทำที่เขี่ยบุหรี่บ้างก็ได้ เสือสมัยนี้ไม่ใช่โง่ ฉลาดพอตัวทีเดีย"

คณะพรรค ๔ สหายต่างลงมติเห็นพ้องต้องกัน ในการที่จะเดินทางไปนครสวรรค์ โดยเรือยนต์ ปิกนิก ลำนี้ ดร.ดิเรกตกลงไปด้วย แต่ให้สัตย์ปฏิญาณไว้ว่า เขาจะไม่ยอมฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เว้นแต่สัตว์นั้นจะทำร้ายเข้าก่อน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาทางเจ้าแห้ว

"ว่าไง เอ็งจะไปกับเขาหรือไม่ไป"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น ทำหน้าเลิกลั่กมองซ้ายมองขวา

"รับประทานใต้เท้าถามใครครับ"

"ถามมึงนั่นแหละ"

"อ๋อ รับประทานไปซีครับ เรื่องล่าสัตว์รับประทานผมชอบมาก เกิดมาเป็นลูกผู้ชายต้องเผชิญภัยครับ"

ท่านเจ้าคุณหัวเราหึๆ

"เออ จริงของมึง ลงไปเอาโซดาในตู้เย็นมาอีกโว้ย ถามอินยิเนียร์เขาด้วยว่าแกงไก่หมดแล้วหรือ ถ้ายังมีให้เขาตักมาให้อีก พวกคนเรือของอ้ายหงวนฝีมือทำกับข้าวไม่เลวเลย"

เจ้าแห้วรับคำสั่ง พาตัวเดินลงบันไดไปชั้นล่าง ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหายก็ปรึกษาหารือกันในการที่จะเดินทางไปเที่ยวนครสวรรค์ โดยเรือยนต์ปิคนิคลำนี้

"นวลจันทร์" พาคณะพรรค ๔ สหายออกจากพระนครในตอนเช้าวันพุธที่แล้วมา เย็นวันนั้นเองก็ถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชวน ๔ สหายขึ้นเที่ยวชมพระราชวังโบราณ นมัสการ และเสี่ยงเซียมซีที่หลวงพ่อวัดมงคลบพิตร ชมหระที่นั่งต่างๆ ของอดีตกษัตริย์ ดร. ดิเรกเป็นผู้อธิบายถึงประวัติศาสตร์ของชาติไทย นายแพทย์หนุ่มได้บรรยายว่า สิ่งปรักหักพังเหล่านี้คือสัญลักษณ์แห่งความอ่อนแอของกองทัพไทยในสมันนั้น ประกอบทั้งพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยาอมรินทร์ ไม่สนพระทัยกับการรบพุ่ง กรุงศรีอยุธยาจึงต้องแหลกลาญด้วยน้ำมือพม่าข้าศึก

"นวลจันทร์" ผ่านจังหวัดอ่างทองในราว ๒๓.๐๐ น. ของวันพุธ และในราว ๓.๐๐ น. ก็ผ่านจังหวัดสิงห์บุรี การเดินทางในตอนกลางคืนไม่สู้รีบร้อนนัก แม่น้ำเจ้าพระยาในฤดูแล้งตื้นเขิน มีร่องกลางแม่น้ำเฉพาะเรือเดิน ส่วนเรือใหญ่ๆ ที่กินน้ำลึกมากเดินไม่ได้ "นวลจันทร์" มาถึงชัยนาทรุ่งสว่างของวันพฤหัสบดี ใต้จังหวัดชัยนาทราว ๒ กิโลเมตร กรมชลประทานกำลังสร้างเขื่อนยักษ์กั้นแม่น้ำเจ้าพระยา คณะพรรค ๔ สหายมีโอกาสไปชมการก่อสร้างเขื่อนเจ้าพระยานี้ ซึ่งสร้างกันกลางทุ่งและเพิ่งเริ่มงานดินเท่านั้นเอง รถขุดดินและรถแทรกเตอร์แบบต่างๆ มีอยู่มากมาย งานคอนกรีตจะเริ่มในปี ๒๔๙๖ นี้ และในอนาคตอันใกล้นี้จังหวัดชัยนาทจะมีความสำคัญยิ่ง

คณะพรรค ๔ สหายรับประทานอาหารเช้ากันที่เมืองชัยนาทนั่นเอง "นวลจันทร์" ออกเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางด้วยความเร็วสูง ก่อนเที่ยงวันนั้นเองก็เข้าเขตอำเภอโกรกพระ ถิ่นของลุงเชยคหบดีผู้มั่งคั่ง พ่อค้าฟืนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง อันเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในอำเภอนี้

ตามเวลาที่กล่าวนี้ นายเชย พัชราภรณ์ พี่ชายของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กำลังควบคุมงานลำเลียงฟืนลงจากเกวียนสามสี่เล่ม ซึ่งฟืนเหล่านี้ไปตัดมาจากป่า เตรียมไว้จำหน่ายให้แก่เรื่องกลไฟในฤดูน้ำ

ชายชรานุ่งกางเกงย้อมมะเกลือขาสั้น เลยหัวเข่าเล็กน้อย ไม่ได้สวมเสื้อ เหงื่อไหลโทรมทั่วร่าง ถึงแม้จะมั่งมีล้นเหลือลุงเชยก็ยังทำงานตัวเป็นเกลียวตลอดวัน

ใครคนหนึ่งวิ่งมาจากตีนท่า ตรงเข้ามาหาชายชรา

"ลุง...ลุงโว้ย"

"อะไรกันวะ อ้ายทิด"

ทิดมากชี้มือไปในแม่น้ำหน้าบ้าน

"พวกลูกหลานของลุงมากันอีกแล้ว มาเรือยนต์สีขาวลำเบ้อเริ่มเชียว กำลังจะเข้าจอดที่ท่าเรา ฉันจำเจ้าคุณหัวล้านได้ ยืนหัวเหม่งอยู่บนหัวเรือ กำลังส่องกล้องมองมาบนฝั่ง"

ลุงเชยใจหายวาบ ใบหน้าซีดเผือด แทนที่แกจะดีใจที่ลูกหลานมาเยี่ยมแกกลับกลุ้มใจ เพราะแกจะต้องให้การต้อนรับเลี้ยงดู ซึ่งไม่แน่ใจว่าคณะพรรค ๔ สหายจะมาพักอยู่สักกี่วัน ขณะนี้อาหารการกินหรือที่เรียกกันว่าค่าครองชีพที่โกรกพระกำลังแพงลิบ ไข่เป็ดฟองหนึ่งถึง ๕๐ สตางค์ ผักปลาแพงหูฉี่ซื้อไม่ลง

"ตายละวะกู เฮ้ย...อ้ายทิด กูจะวิ่งเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในป่า เอ็งช่วยโกหกเขาทีได้ไหมวะ"

ทิดมากทำหน้าตื่นๆ

"ฮ้า ข้าบวชเรียนมาแล้ว จะให้ข้าโกหกเขาได้ยังไง มุสาวาทาเว..."

"เถอะน่า บาปแล้วปลงอาบัติได้นี่หว่า ปลงกับกูยังได้นะ ช่วยกูหน่อยเถอะวะอ้ายทิด โกหกเขาว่าข้าเป็นอหิวาต์ตายห่าไปหลายวันแล้ว"

ทิดมากหัวเราะงอหาย

"ก็ลุงยังไม่ตาย ทำไมถึงแช่งตัวเองล่ะ"

ชายชรายกมือเกาศีรษะ

"โธ่...เห็นอกข้ามั่งเถอะวะอ้ายทิด อ้ายพวกกรุงเทพฯ น่ะมันกินอยู่เหมือนผู้เหมือนคนเขาเมื่อไร ตื่นเช้าต้องแดกไข่ไก่ลวกคนละ ๒ ใบแล้ว เอ็งคิดดูสิวะ ไข่ไก่บ้านเราใบละ ๘๐ สตางค์เข้าไปแล้ว แล้วยังจะกับข้าวอีก ต้องมีไก่ทอด หมูทอด ปลาร้าก็แดกไม่เป็น"

ทิดมากสั่นศีรษะช้าๆ รู้ดีว่า นายจ้างของเขาเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวที่สุดในโลก อย่างที่เรียกว่า แม้แต่อุจจาระก็ไม่ให้สุนัขกิน

"ลุงเอ๋ย ลุงน่ะจะกอบโกยเงินทองไปถึงไหน ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้ เขาเป็นลูกหลานของลุงไม่ใช่คนอื่น ลุงเคยเล่าให้ข้าฟังว่า ลุงไปบางกอกเขาต้อนรับเลี้ยงดูลุงอย่างดีที่สุดไม่ใช่หรือ ถึงคราวเขามีแก่ใจมาเยี่ยมลุง ลุงก็ต้องต้อนรับเขาซี อะไร้ แก่จนหัวหงอกแล้วยังไม่มีความคิด"

"อ้าว แล้วทำไมเสือกมาว่ากูอย่างนี้"

"เปล่า ไม่ได้ว่า ฉันพูดให้ฟัง เอาน่าคงไม่หมดเปลืองสักเท่าไรหร็อก ฉันรับรองจะหาผักปลามาให้"

ชายชราถอนหายใจหนักๆ

"ว้า ไม่รู้ว่ามันจะมาหาหอกอะไร เอาวะ ยอมฉิบหายสักยี่สิบสามสิบบาท"

"นวลจันทร์" เข้าเทียบท่าแล้ว แต่ตลิ่งสูงมากจึงแลเห็นแต่เพียงหลังคาเรือ ชายชรารีบเดินตรงไปยังท่าน้ำ ทันใดนั้นเองเสียงคณะพรรค ๔ สหาย ก็ตะโกนเรียกลุงเชยแซ่ดไปหมด

"สวัสดีครับ คุณลุง วู้ปี้...พวกผมมาแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพา ๔ สหายกับเจ้าแห้วขึ้นมาจากเรือ ตรงเข้ามาหาชายชราเศรษฐีโกรกพระ ทุกคนยกมือไหว้ลุงเชยก่อน ลุงเชยฝืนใจจับมือกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ไง สบายดีหรือครับ" ลุงเชยถามยิ้มๆ

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า

"ขอบใจมากพี่เชย สบายดี อ้ายพวกเด็กๆ เขาชวนฉันมาเยี่ยมพี่เชย แล้วก็ถือโอกาสเข้าป่าล่าสัตว์ด้วย พวกเราไม่รบกวนอะไรพี่เชยหร็อก เราจะพักอยู่ในเรือของเรา อาหารการกินของเรา เราเตรียมมาพร้อมแล้ว เนื้อสดตั้งหลายสิบกิโล มีทั้งเนื้อหมูเนื้อวัวไก่ปลากุ้ง แช่อยู่ในตู้เย็นในเรือ ข้าวปลาแม้กระทั่งน้ำจืดเราเอามาพร้อม"

เหมือนกับยกภูเขาออกจากอก ลุงเชยยิ้มแป้น และแกล้งพูดแสดงใจนักเลง

"ความจริงไม่น่าจะต้องเตรียมอาหารการกินมาเลย บ้านเราถมเถไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"งั้นเรอะ ถ้ายังงั้นฉันจะเก็บอาหารของเราไว้สำหรับใช้ขากลับ เผื่อจะแวะเที่ยวเมืองอื่นๆ บ้าง บางทีเราจะเลยขึ้นไปแม่น้ำมะขามเฒ่า ล่องลงทางท่าโบสถ์ ผ่านสามชุกไปสุพรรณ และมาออกบ้านแพน เป็นอันว่าพวกเราจะเก็บเสบียงไว้กินขากลับ ขอบใจมากพี่เชย"

ชายชรายิ้มแห้งๆ อยากเตะตัวเองเป็นกำลัง ที่ไม่ควรพูดอย่างนั้น

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมคิดว่าอาหารพื้นเมืองมันก็มีแต่ปลาร้าเป็นพื้น ถ้าจะกินกันให้อร่อย เจ้าคุณกินที่เตรียมเอามาดีกว่า"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะครืน นิกรพยักหน้ากับลุงเชยแล้วพูดยิ้มๆ

"พวกผมมานี่ก็ตั้งใจจะชวนลุงไปบางกอกด้วย เพื่อเที่ยวงานฉลองรัฐธรรมนูญในปีนี้"

ลุงเชยหน้าตื่น

"งั้นเรอะ นี่ถึงงานรัฐธรรมนูญอีกแล้วเรอะ"

นายจอมทะเล้นพยักหน้า

"ก็อยู่อีกครึ่งเดือนเท่านั้น งานฉลองรัฐธรรมนูญปีนี้สนุกมากนะครับ เขาย้ายไปมีที่สวนลุมพินี ที่พวกผมเคยพาคุณลุงไปจอดรถกินปลาหมึกยังไงล่ะ"

"อ๋อ เออเข้าทีโว้ย ถ้ายังงั้นข้าติดเรือไปบางกอกด้วย ระหว่างนี้การงานของข้าก็ไม่ใคร่มีอะไรหร็อก นอกจากลงไร่ถั่วลิสงและแตงโมไว้บ้าง พอให้ทิดมากดูแลแทนได้" พูดจบชายชราก็ยกมือตบศีรษะนายพัชราภรณ์ หลานชายสุดที่รักของแก "อ้ายหมา เอ็งได้รับเงินแล้วไม่ใช่หรือ"

พลขมวดคิ้วย่น

"เงินอะไรกันครับ"

ลุงเชยสะดุ้งเฮือก

"หา ก็เงินที่เอ็งจดหมายขอข้ามาน่ะซี"

นายพัชราภรณ์ยิ้มแห้งๆ

"ผมยังไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเงินรายนี้สักนิด"

"อ้าว ฉิบหายแล้วกู เอ็งจดหมายมาถึงข้าบอกว่าเอ็งป่วยเป็นโรคสำหรับบุรุษ เอ็งไม่กล้าขอเงินพ่อแม่เอ็งรักษาตัว เพราะกลัวถูกด่า เอ็งขอให้ข้าส่งเงินไปให้ ๕,๐๐๐ บาท ข้าอุสาห์รีบขึ้นไปปากน้ำโพส่งธนาณัติไปให้เอ็งเมื่อต้นเดือนที่แล้วมานี้"

พลหัวเราะก้าก

"เปล่าเลยครับ ผมไม่เคยจดหมายมาขอเงินคุณลุงเลย"

"ตายห่า " ชายชราร้องสุดเสียง "ถ้ายังงั้นอ้ายสัตว์คนไหนใน ๔ คนนี่ต้มกูเสียสุกไปแล้ว"

นิกรผิวปากเพลงวอลซ์ดานู๊ปเบาๆ ยกมือตบบ่าลุงเชยแล้วพูดตัดบท

"ช่างมันเถอะครับคุณลุง เงินเพียง ๕,๐๐๐ บาท นึกว่าฟาดเคราะห์ ถึงยังไงก็ไม่มีหวังได้คืน"

ชายชราลืมตาโพลง

"ฟาดเคราะห์ ชะ ชะ ฟาดเคราะห์ทีหนึ่งตั้ง ๕,๐๐๐ เชียวเรอะอ้ายหมา"

"โฮ้ย ลูกหลานของเราน่า ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน มันหลอกเอาเงินไปกินแล้วก็ช่างมันเถอะครับ เรื่องนี้น่ะผมรู้อยู่เต็มอก แต่พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียค่าหนึ่งตำลึงทอง"

ลุงเชยขมวดคิ้วย่น แล้วจูงมือนายจอมทะเล้นพาเดินไปข้างกองฟืนมหึมา

"อ้ายหมา เอ็งบอกข้าหน่อยเถอะวะ อ้ายเปรตคนไหนที่มันจดหมายมาหลอกเอาเงินข้า"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ได้หร็อกครับ ผมไม่เคยสร้างความดีจากความผิด หรือความชั่วของผู้อื่น"

ลุงเชยขบกรามกรอด พูดขึ้นอย่างเดือดดาล

"กูให้มึงพันหนึ่งเอ้า ไหว้ละวะ ข้าอยากรู้ตัวนักเจ็บใจที่มันล้วงคองูเห่าได้คล่องๆ " พูดจบชายชราก็ถลกขากางเกงข้างขวาขึ้น ควานมือลงไปในกางเกงชั้นใน หยิบธนบัตรใบละร้อยปึกเบ้อเริ่มออกมา แล้วพูดกับนิกรด้วยเสียงหนักแน่น "พันบาทข้าจ่ายให้เอ็งเดี๋ยวนี้ ถ้าเอ็งบอกตัวคนที่มันต้มข้า บอกกระซิบก็ได้ ข้ออยากจะรู้ไว้เท่านั้นแหละ"

นิกรยิ้มอายๆ

"ถ้ายังงั้นจ่ายให้ผมก่อนก็แล้วกัน"

ชายชราพยักหน้า นับธนบัตรใบละร้อยบาทรวมสิบฉบับส่งให้นายจอมทะเล้นทันที

"เอ้า เอาไป อ้ายหมา"

นิกรเก็บธนบัตรไว้ในกระเป๋ากางเกง มองซ้ายมองขวา แล้วกระซิบกระซาบกับลุงเชยด้วยเสียงแผ่วเบา

"ผมเองครับ คุณลุง อโหสิกรรมให้ผมเถอะ"

ชายชราสะดุ้งเฮือก นิกรใส่ตีนหมาโกยอ้าวไปจากที่นั้น ลุงเชยไล่กวดทันที คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะกันอย่างครื้นเครง เสียงลุงเชยตะโกนด่านิกรได้ยินไปถึงฝั่งตรงกันข้ามแม่น้ำ

เย็นวันนั้นเอง

พอแดดร่ม เสี่ยหงวนก็สั่งให้คนในเรือของเขา นำอาหารและเหล้าขึ้นมาบนบก ตั้งวงกันเข้าที่ลานข้างบ้านลุงเชย ดื่มเหล้ากินอาหาร และสนทนากันอย่างสนุกสนาน ชายชรากับทิดมากคนสนิทของแกได้เข้าร่วมวงด้วย

ไกลออกไปยังเบื้องหน้าโน้น แลเห็นเขาหลวงสูงตระหง่านเงื้อมเทียมเมฆ ดร. ดิเรกไม่ใคร่จะได้พูดคุยกับใคร เขาสนใจกับความสวยสดงดงามของธรรมชาติมากกว่าสิ่งอื่น เขาปรึกษากับพลว่า บริเวณเชิงเขาหลวงที่แลเห็นคงมีสมุนไพรอันเป็นยารักษาโรคมากมาย เขาชวนนายพัชราภรณ์ไปเที่ยวในวันรุ่งขึ้น เพื่อค้นหาสมุนไพรต่างๆ มาประกอบเป็นตัวยารักษาเพื่อนมนุษย์ที่ป่วยไข้

พลว่า "พวกเราก็ตั้งใจอยู่แล้วว่าพรุ่งนี้จะออกป่าแต่เช้า สำหรับกันอยากจะล่าสัตว์มากกว่าอย่างอื่น"

"ออไร๋น์ นั่นเป็นเรื่องของยู การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไอไม่ชอบ สัตว์ป่าเหล่านี้มันไม่มีทางต่อสู้กับเราเลย ถ้ามนุษย์ล่าสัตว์ด้วยมือเปล่า โดยไม่ใช้ปืนนั่นแหละกันจะยอมรับนับถือ ว่าเขาเป็นนักล่าสัตว์อันแท้จริง ดู-ดูนั่น แสงอาทิตย์งามเหลือเกิน ธรรมชาติเหล่านี้มันทำให้กันนึกถึงความสวยสดงดงาม ของเทือกเขาหิมาลัยที่อินเดีย"

พลหัวเราะเบาๆ ส่งแก้วน้ำสีเหลืองให้นายแพทย์หนุ่ม

"เอ้า ดื่มเสียหน่อย เรื่องที่เกี่ยวกับเมืองอินเดียเอาไว้คุยกันวันหลังเถอะวะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ยหงวนกำลังสนทนากับลุงเชยในเรื่องที่จะล่าสัตว์พรุ่งนี้

"คุณลุงต้องไปกับพวกเราด้วยนะครับ" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ "ผมจำได้ว่าพวกเรามาล่าสัตว์ที่นี่หลายครั้งแล้ว คุณลุงไม่เคยไปร่วมสนุกกับเราเลย อ้อ..คุณลุงครับ นายพรานที่แกเคยนำทางพวกเรา แกยังอยู่หรือเปล่า"

"อ๋อ เจ้าทุ้ยน่ะเรอะ เจ้าทุ้ยมีธุระไปติดตะรางอยู่ที่นครสวรรค์เมื่อสองเดือนที่แล้วมานี้เอง"

กิมหงวนหัวเราะ

"ธุระสำคัญเสียด้วย แล้วคุณลุงจะให้ใครเป็นผู้นำทางให้พวกผมล่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"เลือกเอาคนที่ชำนาญป่าจริงๆ นะพี่เชย"

"ครับ ได้ครับ ที่โกรกพระมีอยู่หลายคน ล้วนแต่เป็นพรานเก่าแก่มาด้วยกันทั้งนั้น ประเดี๋ยวค่ำๆ ผมจะไปติดต่อหาจ้างไว้ให้เรียบร้อย"

กิมหงวนชำเลืองมองดูนิกร แล้วเอื้อมมือจับมือขวาของนายจอมทะเล้นไว้

"เฮ้ยๆๆ รอคนอื่นเขาบ้าง ตั้งหน้าตั้งตากินเอาๆ อย่างนี้ประเดี๋ยวกับหมด คุยเสียบ้างซีโว้ย อะไร้...แก่แดกเหลือเกินอ้ายนี่"

นิกรหัวเราะเสียงคับปาก

"ปราชญ์ชอบฟังมากกว่าพูด"

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ผู้หญิงกลางคนคนหนึ่ง ก็วิ่งกระหืดกระหอบตรงเข้ามายังวงอาหารของคณะพรรค ๔ สหาย เสียงหล่อนร้องไห้คร่ำคราญได้ยินถนัด

"อาเชย อาเชยจ๋า..."

หล่อนปราดเข้ามาทรุดตังนั่งยองๆ ข้างชายชราแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นน่าสงสาร ลุงเชยทำหน้ากะเรี่ยกะราดชอบกล เสี่ยหงวนเอ่ยขึ้นทันที

"สำคัญนักนะคุณลุง ได้เขาแล้วไม่เลี้ยง"

ลุงเชยนัยน์ตาเหลือก

"ไม่ใช่เมียกูโว้ย ปู้โธ่...อ้ายนรกนี่" แกเอ็ดตะโรอาเสี่ยแล้วหันมาทางผู้หญิงคนนั้น "อะไรกันวะ อีอุ่น ถูกอ้ายแช่มมันซ้อมเอาอีกละซี เฮ้อ...ยังไงกันโว้ย เมื่อไม่สมัครใจอยู่ด้วยกันก็เลิกกันไปเถอะวะ กูขี้เกียจรับฟ้องแล้ว อ้ายเปรตนั่นก็ล่าสัตว์เสียจนมีจิตใจเป็นสัตว์ไป เมียจะล่วงเกินขึ้นเสียงนิดหน่อยเป็นต้องเตะถีบ ป่าเถื่อนเหลือเกิน"

หญิงกลางคนที่ชื่ออุ่น ร้องไห้สะอึกสะอื้น

"อาจ๋า พี่แช่มเขาไม่มีโอกาสซ้อมฉันอีกแล้ว เขาตายแล้วจ้ะอาจ๋า"

ลุงเชยพยักหน้าหงึกๆ

"ก็ช่างมันปะไรวะ มันไปเสียได้ก็ดี มึงอยู่กับลูกๆ จะได้สบายใจ"

อุ่นสะอื้นดังๆ

"โธ่.... อาหูหนวกไปแล้ว ข้าไม่ได้บอกว่าพี่เขาไปจากบ้าน พี่เขาตายแล้วจ้ะอา เขาถูกเสือสมิงคาบเอาไปกิน ฮือ ฮือ"

คณะพรรค ๔ สหายสะดุ้งเฮือกไปตามกัน ชายชราหน้าตื่นจ้องมองดูอุ่นด้วยความตื่นเต้นแปลกใจ

"หา เอ็งว่ายังไงนะอีหมา อ้ายแช่มถูกเสือสมิงคาบเอาไปกิน..."

"จ้ะ อา พี่สอนเพิ่งกลับมาจากป่าเดี๋ยวนี้เอง เขาพบศพพี่แช่มถูกเสือกัดรุ่งริ่งไปหมด ขาหายไปข้างหนึ่ง หน้าตาถูกเล็บเสือยับเยินจนแทบจะจำไม่ได้"

ใบหน้าของชายชราซีดเผือด

"โธ่... อนิจจังทุกขังเอ๊ย แล้วเงิน ๒ ชั่งที่อ้ายแช่มขอยืมกูไปจะว่ายังไง มึงต้องรับใช้นา"

อุ่นสะอื้นน่าสงสาร กิมหงวนอดรนทนไม่ได้พูดโพล่งขึ้นมาทันที

"อ้ายคนก็ตายไปแล้ว จะเอาอะไรอีกล่ะครับ คุณลุง เงินเพียง ๒ ชั่งเท่านั้น เอาเถอะผมรับใช้ให้เอง"

ชายชรายิ้มแห้งๆ ซักถามรายละเอียดแห่งเคราะห์กรรมของนายแช่ม นายพรานเก่าแก่ของตำบลนี้ อุ่นเล่าให้ฟังว่า ผัวรักของหล่อนได้เดินทางเข้าป่าในตอนดึกของวันอังคาร แล้วก็หายเงียบไป นายสอนเพื่อนพรานเพิ่งพบศพเมื่อตอนสายวันนี้ จึงรีบกลับมาบอก ส่วนศพของแช่มนายสอนได้จัดการฝังไว้เรียบร้อยแล้ว

พอเล่าจบ ร่างของชายกลางคนรูปร่างเตี้ยและล่ำสันคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น เขาตรงเข้ามายังวงอาหาร เขาคือนายพรานสอนนั่นเอง ลุงเชยได้กล่าวทักทายเขาและเชิญให้เขานั่ง ต่อจากนั้นชายชรากับคณะพรรค ๔ สหายก็รุมกันซักถามรายละเอียด ในเรื่องที่เสือกัดนายแช่มตาย

พรานสอนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง เท่าที่เขาไปพบเห็นศพเพื่อนพรานของเขา ทุกคนเศร้าสลดใจไปตามกัน

" มันเป็นลายพาดกลอนขนาด ๘ ศอกนะครับ ไม่ใช่เล่น" พรานสอนพูดกับคณะพรรค ๔ สหายอย่างนอบน้อม "พวกผมเรียกมันว่าอ้ายบอด เพราะนัยน์ตาของมันบอดข้างหนึ่ง อ้ายบอดเคยกินคนมามากต่อมากแล้ว จนกระทั่งกลายเป็นเสือสมิงไป พระธุดงค์องค์หนึ่งเคยถูกอ้ายบอดคาบเอาไปกิน และพวกชาวบ้านอีกหลายคน อ้ายบอดเฉลียวฉลาดมากครับ เอาจั่นดักก็ไม่สำเร็จ ผมเคยยิงมันอย่างจังๆ อ้ายบอดก็ไม่เห็นเป็นอะไร ผมเชื่อว่าพี่แช่มถูกอ้ายบอดกัดตายแน่"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"ฉันสงสัยเสียแล้วพี่ชาย อ้ายบอดน่ะมันอยู่ในสระวัดสามปลื้มที่บางกอกไม่ใช่หรือ"

สอนยิ้มแห้งๆ

"นั่นมันจระเข้ครับ อ้ายบอดที่ผมพูดถึงนี่น่ะมันเป็นเสือลายพาดกลอนขนาดม้าเทศ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งฟังด้วยความสนใจยิ่ง

"แกรู้ที่อยู่ของอ้ายบอดหรือเปล่า นายสอน"

"ทราบครับท่าน ที่อยู่ของมันก็คือถ้ำๆ หนึ่ง เชิงเขาหลวงนั่นเอง"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า

"ดีแล้ว ถ้าเช่นนั้นฉันตกลงจ้างแกเป็นผู้นำทาง พาฉันเข้าป่าพรุ่งนี้เช้า ฉันจะจ่ายค่าป่วยการให้แกวันละ ๓๐ บาท ช่วยพาพวกเราไปล่าอ้ายบอดทีเถอะนายสอน ขืนปล่อยไว้มันก็คงกินใครต่อใครอีก และบางทีวันหนึ่งมันอาจจะกินแกเสียก็ได้"

นายพรานยิ้มอ่อนโยน

"ผมยินดีที่จะพาท่านไปพบกับอ้ายบอดครับ ผมคิดอยู่เหมือนกันว่า ผมจะหาพรรคพวกร่วมใจสักสามสี่คนไปล่าอ้ายบอดให้ได้ มันดุร้ายมากทีเดียวครับ เคยกินคนแล้วก็ย่อมใจ อยากจะกินเรื่อยๆ ไป"

นิกรพูเสริมขึ้น

"ยังงี้ต้องจับเป็น พยายามจับเป็นให้ได้ เอาละกันจะแสดงความสามารถจับเป็นอ้ายบอด ให้พวกเราดูเป็นขวัญตา เสือมันจะเก่งกาจสักเพียงไหน มันก็สู้คนไม่ได้ เพราะมนุษย์เราต้องฉลาดกว่าสัตว์เสมอ"

นายสอนมองดูนิกรด้วยความเลื่อมใส

"ประทานโทษ คุณจะจับมันอย่างไรครับ"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"ฉันจะใช้วิชาสะกดจิตแบบไคล้บิตตี้ นักปราบเสือตัวยงของโลก" พูดจบนิกรก็ทำหน้าแสยะ ยกมือขวาขึ้นวนเวียนข้างหน้าเสี่ยหงวน พลางบริกรรมคาถาพึมพำ "อมสวาหา อิมัง สังฆัง กะลามัง กัจฉามิ เพี๊ยง"

เสี่ยงหงวนค่อยๆ หลับตาพริ้ม แล้วหงายผลึ่งสิ้นสติสมประดี นิกรยักคิ้วให้กับนายพรานสอน

"เห็นไหม พี่ชาย เพียงแต่ฉันยกมือขึ้นโบกนิดเดียวเท่านั้น เพื่อนฉันตกอยู่ในอำนาจกระแสจิตของฉันแล้ว"

นายสอนยิ้มแหยๆ

"ไหนคุณลองสะกดผมหน่อยซีครับ"

นายจอมทะเล้นสั่นศีรษะ

"วันหนึ่งทำได้ครั้งเดียวเท่านั้น ฉันรับรองว่าฉันจะจับอ้ายบอดให้ได้ ไม่ใช่จับเฉยๆ นะ จับมาขี่เล่นต่างม้าเลยไม่เชื่อก็คอยดู ฉันน่ะแน่นักให้ดิ้นตาย" แล้วนิกรก็หยิบส้อมจิ้มเนื้อทอดชิ้นเบ้อเริ่มใสปาก

ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหายก็ปรึกษาหารือกับนายสอน เตรียมวางแผนการณ์ล่าเสือสมิงตัวนี้ ลุงเชยตกลงออกป่าด้วย

พอรุ่งอรุณของวันใหม่ ขบวนนักนิยมไพรก็พากันออกเดินทาง ไปทางหลังบ้านโกรกพระ ตัดตรงไปยังเขาหลวงที่แลเห็นตระหง่านอยู่เบื้องหน้า การเดินทางไม่สู้จะรีบร้อนอะไรนัก มีนายสอนเป็นผู้นำทางและลูกหาบอีก ๔ คน

การล่องป่าคราวนี้ คณะพรรค ๔ สหายตั้งใจจะเข้าป่าเพียงสามวันเท่านั้น ทุกคนแม้กระทั่ง ดร. ดิเรกต่างหมายมั่นปั้นมือที่จะล่าเสือสมิงตัวนั้นให้ได้

พอพ้นจากที่ราบ ก็เข้าเขตป่าทึบมองแลเห็นต้นตะเคียนสูงลิ่ว ลิงค่างยั้วเยี้ยอยู่บนต้นไม้ ขบวนเดินทางเดินเป็นแถวเรียงเดี่ยว ในตอนแรกที่ออกเดินทางมา ต่างพูดคุยร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน แต่พอตะวันบ่ายความเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียก็ทวีขึ้นตามลำดับ เสียงที่พูดคุยกันเงียบไปและบางคน เช่น อาเสี่ยกิมหงวนชักจะโมโหร้ายขึ้นมาทันที เพียงแต่นายพัชราภรณ์เดินเตะส้นเท้า อาเสี่ยก็เกือบจะยิงพลทิ้งเสียในป่า

นักนิยมไพรมาถึงเขาหลวงแล้ว ทุกคนนอกจากนายพรานสอนและลูกหาบไม่รู้สึกตัวเลย ว่าตนได้ขึ้นมาบนเขาแล้ว เพราะความกว้างใหญ่ไพศาลของขุนเขาลูกนี้นั่นเอง

มันเป็นเวลา ๑๖.๐๐ น. เศษ

อากาศคลายความร้อนอบอ้าวลงบ้าง บริเวณป่าใหญ่เงียบสงัด ได้ยินแต่เสียงลมพัดและเสียงนกร้อง พรานสอนยกมือขวาชูขึ้นเป็นสัญญาณให้หยุดเดิน แล้วเขาก็หันมาพูดกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เราเข้ามาในถนนของอ้ายบอดแล้วนะครับ ใต้เท้า"

"งั้นเรอะ เราจะหยุดพักแรมกันที่นี่หรือยังไง"

"ครับ ที่นี่เหมาะที่สุดที่เราจะพักกันเพราะใกล้หนองน้ำ ประเดี๋ยวพวกลูกหาบกางกระโจมให้ท่านเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมจะพาลูกหาบไปขัดห้างสำหรับพวกเราไปดักยิงอ้ายบอดคืนวันนี้ ตามเส้นทางที่มันเดินผ่านไปมา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าหงึกๆ

"เอา พักที่นี่ก็เอา เฮ้ยๆ นั่นนกอะไรวะพราน กะสาเรอะ เอา..ย่องเข้าไปยิงทีเถอะวะสอน"

นายสอนยิ้มเล็กน้อย

"ไม่ใช่กะสาหรอกครับ นกตะกรุมน่ะครับ"

กิมหงวนหัวเราะก้าก

"ยิงไหมครับคุณอา ผมแสดงเอง"

ท่านเจ้าคุณหันมาค้อนแล้วทำปากหมุบหมิบ นายพรานรีบเลี่ยงไปควบคุมพวกลูกหาบทั้ง ๔ คนให้นำเต้นท์หรือกระโจม ๒ หลังออกมากาง สักครู่หนึ่งกระโจมที่พักก็เสร็จเรียบร้อย พรานสอนสั่งให้พวกลูกหาบรีบหุงหาอาหารสำหรับมื้อเย็น เจ้าแห้วแลเห็นสอนทำจมูกฟุตฟิต ก็แปลกใจเดินเข้ามาถามเบาๆ

"ได้กลิ่นอะไรหรือพี่สอน"

นายพรานยิ้มให้เจ้าแห้วแล้วกระซิบบอก

"ข้าได้กลิ่นสาปเสือแถวนี้ ระวังหน่อยพวกเรา มันอาจจะจู่โจมเข้ามา และคาบเอาพวกเราคนใดคนหนึ่งไปกินเสียก็ได้"

เจ้าแห้วหน้าซีดเผือด หมุนตัวกลับวิ่งตื๋อเข้ามาหา ๔ สหาย

"รับประทานพี่สอนแกบอกว่า แกได้กลิ่นเสือครับ"

นิกรอ้าปากหวอ เสียขวัญทันที

"นายสอน" นิกรตะโกนลั่น "ได้กลิ่นเสือจริงๆ หรือ"

นายพรานหันมายิ้มให้

"ครับ เวลาลมพัดมาได้กลิ่นถนัดทีเดียว"

กิมหงวนร้องตะโกนถามบ้าง

"กลิ่นเสือหรือกลิ่นขี้เสือ"

"กลิ่นเสือครับ ไม่ใช่กลิ่นขี้เสือ"

๔ สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ทันใดนั้นเองพลก็แลเห็นเสือดาวตัวหนึ่ง ปรากฏตัวอยู่บนคบไม้ข้างหน้าเขา มันกำลังแยกเขี้ยวทำท่าจะกระโจนลงมา นายพัชราภรณ์รีบหยิบปืนเล็กยาวที่วางอยู่ข้างๆ ยกขึ้นประทับเหนี่ยวไกยิงทันที

"เสียงกระสุนวินเชสเตอร์ระเบิดลั่น เสือดาวขนาด ๓ ศอกถูกปืนที่ศีรษะอย่างจัง ม้วนต้วนลอยละลิ่วลงมาจากคบไม้ นอนเหยียดยาวอยู่บนพื้นดินตายคาที่ ท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดของใครต่อใคร

ดร. ดิเรก ยกมือตบบ่านายพัชราภรณ์

"เว้ล....เวล...เหว่ล ยูยิงปืนแม่นมาก กระรอกตัวนี้ใหญ่ไม่ใช่เล่น"

พลกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เสือดาวโว้ย ไม่ใช่กระรอก"

นายแพทย์หนุ่มสะดุ้งเฮือก รีบคว้าแว่นตาซึ่งวางอยู่บนตักของเขาขึ้นมาสวม แล้วก็จ้องมองดูศพเสือดาวตัวนั้น

"โอ... เสือดาว ฝรั่งมองเห็นลางๆ นึกว่ากระรอกเสียอีก"

นิกรจุ๊ปากดุพลเสียงหนักๆ

"ไม่ควรไปยิงมันเลยโว้ย เสียลูกปืนเปล่าๆ ตัวขนาดนี้ปล่อยให้กันปีนต้นไม้ ขึ้นไปจับเอาลงมาอย่างสบาย"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"อย่าโม้นักเลยวะอ้ายกร ตัวขนาดนี้มันกินแกสบายทีเดียว"

ทุกคนต่างลุกขึ้นเดินไปดูศพเสือดาว นายสอนชมเปาะที่พลตาไวและยิงปืนได้แม่นยำพอใช้ ถ้าหากว่าพลไม่เห็นมันเสียก่อน มันอาจจะกระโจนลงมากัดใครก็ได้ ตามสัญชาติญาณอันดุร้ายของมัน

"ผมจะถลกหนังเอาไว้ให้คุณเป็นทีระลึกนะครับ" นายพรานพูดกับพลอย่างนอบน้อม

"อ้อ ดีทีเดียวนายสอน ฉันจะได้เอาหนังมันไปบ้าน เพื่อจะได้เป็นที่ระลึก เตือนใจว่า ฉันฆ่าเสือดาวตัวนี้ด้วยมือของฉันเอง นายสอนช่วยตรวจดูซิ หัวของมันพอจะทำที่เขี่ยบุหรี่ได้ไหม"

นายพรานสั่นศีรษะ

"เห็นจะไม่ได้หรอกครับ โดนปืนอย่างจังทีเดียว ทำได้ก็ต้องใช้แผ่นเงินอุด ไม่สวยหรอกครับ ถ้าคุณอยากได้หัวเสือทำที่เขี่ยบุหรี่ ผมจะหาให้เอง แถวนี้เสือดาวชุมมากครับ"

นิกรเอื้อมมือเขี่ยแขนนายพราน

"ตาสอน ทีอ้ายพลละก้อรู้สึกว่า แกเอาอกเอาใจพินอบพิเทามันเหลือเกิน ส่วนฉันกับอ้ายหงวนไม่เห็นแกเอาใจอย่างนี้"

นายพรานหัวเราะ

"ก็คุณพลไม่ทะลึ่งกับผม เหมือนคุณทั้งสองนี่ครับ"

นิกรพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"จริงซีนะ แกอย่าถือสาหาความฉันเลยนะ ตาสอน ฉันมันทะลึ่งมาแต่เด็กๆ แล้ว" พูดจบนิกรก็ผิวปากเบาๆ เดินเข้าไปในบริเวณพุ่มไม้อันหนาทึบ

"เฮ้ย.. " เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโร "จะไปไหนวะ"

นิกรหันมายิ้มกับพ่อตาของเขา อ้าปากพูดโดยไม่มีเสียง

"ไปอึ"

ท่านเจ้าคุณหลับตาปี๋ แล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"อ้ายเวรนี่รุ่มร่ามเหลือเกิน"

นิกรบุกเข้าไปในป่ารก เขายืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เบื้องบนศีรษะเขามีงูหลามตัวหนึ่งพันอยู่กับต้นไม้ เมื่อมันแลเห็นนิกร อสรพิษขนาดใหญ่เกือบเท่าเสาเรือน ก็แลบลิ้นแผล็บๆ ค่อยๆ เลื้อยลงมา นิกรผิวปากเพลง "เท็นเทราเซิล ไมลส์" อย่างเพลิดเพลิน มือแก้เข็มขัดออก หารู้ไม่ว่างูหลามยักษ์ตัวนั้นได้ปล่อยตัวลงมาเกือบถึงศีรษะเขาแล้ว หางมันพันอยู่กับกิ่งไม้

ทันใดนั้นเอง งูหลามก็ทิ้งตัวลงมายังร่างนิกร น้ำหนักตัวของมันทำให้นายจอมทะเล้นเสียหลักล้ม งูหลามปราดเข้ารัดเขา อ้ายเสือมือกาวคว้าคองูไว้ได้ แต่ลำตัวของงูตระหวัดรัดนิกรไว้แล้ว

สัญชาติญาณของมนุษย์ทุกคน จะต้องต่อสู้กับภัยอันตรายที่เกิดขึ้นแก่ตน นิกรใช้มือซ้ายบีบคองูแน่นและเกร็งตัวไว้ เจ้างูร้ายพยายามดิ้นรนและรัดให้แน่น การปลุกปล้ำระหว่างคนกับงูเป็นไปอย่างไม่มีระเบียบเรียบร้อย หรือชั้นเชิงของการต่อสู้ นิกรกระชากมีดพกออกมาจากซอง ใช้มีดเฉือนคองูใต้มือของเขาออกทีละน้อย โลหิตของงูไหลทะลักแดงฉานไปหมด ความเจ็บปวดทำให้งูหลามคลายตัวของมันที่รัดนิกรออก และพยายามดิ้นรนเต็มแรง

นิกรขบกรามแน่น ยักคิ้วให้คู่ต่อสู้ของเขาพลางเฉือนคองูด้วยมีดพกอันคมกริบราวกับมีดโกน

"มึงจะกินกู กูต้องเชือดมึง ฮึ่ม"

ไม่ถึงนาทีคองูก็ขาดออกจากลำตัวของมัน นายจอมทะเล้นผลุดลุกขึ้นยืนโยนคองูทิ้งไป แล้วเขาก็มองดูร่างอันยาวใหญ่ของงูหลาม ซึ่งกำลังดิ้นเร่าๆ เลือดไหลนองไปทั่ว สักครู่หนึ่งศัตรูของนิกรก็สงบเงียบ

นิกรถอนหายใจโล่งอกและยิ้มออกมาได้ ท้องไส้ที่กำลังปวด หายไปราวกับปลิดทิ้ง เขาแปลกใจตัวเองอย่างยิ่งที่เขาสามารถสังหารงูตัวนี้ได้ ซึ่งตามปกติเขาไม่ใช่คนกล้าหาญในเรื่องงูเลย แม้แต่งูเขียวตังเล็กๆ เขายังไม่กล้าตี

นายจอมทะเล้นยืดหน้าอดขึ้นในท่าเบ่ง แอ๊คท่าให้ผึ่งผาย ก้มลงลากร่างของงูหลามยักษ์ตัวนั้น เดินออกมาจากพุ่มไม้อย่างสง่าผ่าเผย

"เฮ้ " นิกรร้องเรียกคณะพรรคพวกของเขา "ใครไม่เคยเห็นงูหลามมาดูโว้ย"

ทุกคนตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน ต่างพากันเข้ามาห้อมล้อมนิกร พรานสอนมองดูงูด้วยความตื่นเต้น คอของมันหายไปแล้ว นายพรานไม่อยากจะเชื่อเลยว่านิกรสามารถฆ่างูตัวนี้ได้

"โอ๊ย...นี่ผมไม่ได้ฝันไปหรอกหรือครับ คุณทำได้ยังไงครับคุณนิกร คุณถึงฆ่างูตัวนี้ได้"

นิกรยิ้มแป้น

"ไม่เห็นยากเย็นอะไรหรอก ตาสอน ฉันเห็นมันขดอยู่บนต้นไม้ก็ปีนขึ้นไปกระตุกหางมันลงมา เป่าคาถาพรวด เจ้างูนอนนิ่งเฉยยอมให้ฉันเอามีดเชือดคอมันโดยดี"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นฟังไม่ได้ศัพท์ บรรดานักนิยมไพรกับพวกลูกหาบและนายพราน ต่างพูดชมนิกรเสียงแซ่ดไปหมด ดร. ดิเรกยกมือตบหลังนายจอมทะเล้นค่อนข้างดัง

"ยูเก่งมาก พวกเราจะคอยดูแกแสดงความสามารถจับเสือสมิงที่กินนายแช่ม แกต้องแสดงให้ดูนะ"

นิกรยิ้มแป้น

"พูดแล้วจะว่าคุย จับเสือง่ายกว่าจับงูเป็นไหนๆ กระตุกหางแพล๊บล๊อคคอมับ เท่านี้ก็เสร็จเรา"

พอนิกรพูดขาดคำ เสียงคำรามของเสือตัวหนึ่งก็ดังขึ้นใกล้ๆ

"ฮึ่ม "

นิกรกระโจนเข้ากอดพรานสอนทันที พลหัวเราะลั่น

"ยังไงโว้ยกร ได้ยินแต่เสียงเสือเท่านั้นก็ปอดลอยเสียแล้ว"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"กันแกล้งทำเป็นกลัวหรอกวะ"

ลุงเชยหัวเราะงอหาย ยกมือผลักหน้านิกรเต็มแรง

"เอ็งมันจะโม้มากไปเสียแล้วละอ้ายหมา ฮ่ะ ฮ่ะ พอเสือร้องฮึ่มหน้าเอ็งซีดเป็นกระดาษเลย"

พรานสอนกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ขอให้พวกเราระมัดระวังตัวหน่อยนะครับ เสียงเสือที่เราได้ยินผมเข้าใจว่าเป็นเสือใหญ่ลายพาดกลอน บางทีอ้ายบอดอาจจะเข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ในบริเวณที่พักของเราก็ได้ อย่าประมาทนะครับ เสือป่าไม่ใช่เสือที่นอนอมยิ้มอยู่ในกรงเขาดิน"

นิกรพูดขึ้นทันที

"ไม่ต้องวิตก ตาสอน ถ้าอ้ายบอดบุกเข้ามาฉันจัดการเก็บมันเอง แกเร่งพวกลูกหาบให้รีบหุงหาอาหารเถอะ ฉันชักจะหิวตะหงิดๆ แล้ว"

นายพรานพาพวกลูกหาบทั้ง ๔ คนไปหุงข้าว เจ้าคุณปัจจนึกฯ จูงมือลุงเชยไปนั่งสนทนากับท่านที่โคนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ๔ สหายกับเจ้าแห้วนั่งรวมกลุ่มกันข้างกระโจมที่พัก

ในราว ๑๗.๐๐ น. เศษ อากาศก็เริ่มมืดขมุกขมัวลงอย่างรวดเร็ว คณะพรรค ๔ สหายต้องรีบกินอาหารเย็นกันให้เสร็จเรียบร้อย นายสอนจัดหาอาหารให้แล้วก็พาพวกลูกหาบเดินทางไปจากที่พัก เพื่อขัดห้างไว้ยิงอ้ายบอดและสัตว์ป่าต่างๆ ซึ่งจะผ่านไปมาทางนั้น

คืนวันนั้นเอง ๔ สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุงเชยกับเจ้าแห้วและนายพรานสอน ได้มาปรากฏตัวขึ้นบนห้างแห่งหนึ่ง ซึ่งมั่นคงแข็งแรงพอใช้ได้ นายพรานสั่งกำชับทุกคนไม่ให้พูดคุยกันและห้ามสูบบุหรี่ เขาชี้แจงให้ฟังว่าบรรดาสัตว์ป่าทั้งหลายนั้น ย่อมมีประสาทว่องไวมาก เพียงแต่เสียงพูดกันเบาๆ มันก็อาจจะได้ยินเข้า และหลบหนีไปทางอื่นหมด ส่วนควันบุหรี่ก็เช่นเดียวกัน

แสงจันทร์ในคืนขึ้น ๑๒ ค่ำส่องสว่างสลัวลาง ทุกคนนั่งสงบเงียบอยู่บนห้างจนรู้สึกเบื่อรำคาญไปตามกัน ไม่มีสัตว์อะไรผ่านมาให้ยิงเลย เสี่ยหงวนอยากสูบบุหรี่เต็มทน เมื่ออดรนทนไม่ได้ เขาก็กระซิบถามพรานสอน

"ขอสูบบุหรี่สักมวนไม่ได้หรือ?"

นายพรานสอนโบกมือและจุ๊ปาก ชี้มือไปข้างหน้า ทุกคนมองตามสายตาของนายพราน ร่างของมนุษย์ตนหนึ่งกำลังเดินตรงเข้ามา จากแสงสว่างของพระจันทร์พอมองสังเกตเห็นถนัด หล่อนเป็นผู้หญิงในวัยสาว แต่งกายตามสภาพของชาวพื้นเมือง มือขวากระเดียดกระจาด ในกระจาดมีหน่อไม้หลายหน่อ

ดร. ดิเรกลืมตาโพลง

"มายก้อด..." เขาอุทานด้วยเสียงกระซิบ "เป็นผู้หญิงยิงเรือทำไมถึงมาเดินเพ่นพ่านอยู่อย่างนี้ ในเวลาค่ำคืน"

นิกรยกมือเขกกะบาลนายแพทย์หนุ่มดังโป๊ก

"อย่าพูดโว้ย เขาห้ามพูด" นิกรกระซิบดุ

คราวนี้ทุกคนเงียบกริบ ลมพัดมาวูบหนึ่ง ได้กลิ่นเหม็นสาปเหมือนกับสาปเสือไม่มีผิด หญิงประหลาดเดินมาหยุดข้างหนองน้ำ ทรุดตัวลงนั่งบนก้อนหินใหญ่ วางกระจาดลงข้างๆ ร้องเพลงขึ้นเบาๆ ด้วยเสียงอันหวานฉ่ำเยือกเย็นผิดปรกติ มันเป็นเพลงเก่าๆ ทำนองไทยเดิม เสียงของหล่อนทำให้คณะพรรค ๔ สหายเคลิบเคลิ้มไปตามกัน

ลุงเชยกระซิบถามนายพราน

"ผีหรือคนวะ ทิดสอน"

นายพรานจ้องตาเขม็ง มองดูร่างของแม่สาวผู้เปล่าเปลี่ยวอย่างไม่วางตา

"เสือสมิงน่ะอา มันจำแลงร่างเป็นนางงามมาหลอกพวกเรา ให้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นผู้หญิงชาวป่า ใครขืนลงไปมันก็คาบเอาไปกินเสียเท่านั้น" นายสอนพูดด้วยเสียงปรกติพอได้ยินกันทั่วไปทั้งห้าง

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที ทุกคนเชื่อว่าตนกำลังเผชิญกับปีศาจเสือสมิง เว้นแต่ ดร. ดิเรก คนเดียวที่ยังมั่นใจว่า ผู้หญิงคนนี้เป็นมนุษย์ธรรมดาไม่ใช่ผีสางอะไร นายแพทย์หนุ่มเลื่อนตัวเข้ามานั่งข้างนายพรานแล้วกล่าวถาม

"ผีจริงๆ หรือนายสอน"

"ครับ ผีแน่ๆ "

ดร. ดิเรกหัวเราะคิ๊ก

"ผีทำไมพูดได้ล่ะ มันตายไปแล้ว ร่างกายมันเน่าเปื่อยไปหมดแล้ว ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ อิมพอสิเบิล..เป็นไปไม่ได้ ผีไม่ใช่สสาร ไม่มีตัวตน"

ลุงเชยมองดู ดร. ดิเรกอย่างหมั่นไส้

"อ้ายหมาหมอ เอ็งน่ะไม่รู้จักอะไร อย่าทำชะล่าใจนัก จะเอาชีวิตมาทิ้งเสียในป่าเปล่าๆ พรานเขาย่อมรู้ดี เมื่อเขาบอกว่าอีนังคนนี้เป็นผี เอ็งก็ต้องเชื่อเขา"

นายแพทย์หนุ่มอมยิ้ม

"ผมจะลงไปเกี้ยวผู้หญิงคนนี้ให้คุณลุงดู

"อ๊ะ " พรานสอนอุทาน "อย่านะครับ อย่างลงไปหาความตายนะครับ ถ้าคุณหมอลงไปผมช่วยอะไรไม่ได้เลย"

พล พัชราภรณ์ ยกมือจับแขนดิเรกไว้

"เฉยๆ เถอะวะหมอ แกจะเชื่อหรือไม่เชื่อซ่อนความรู้สึกเอาไว้ในใจดีกว่า ประเดี๋ยวแกก็คงจะรู้เองว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนหรือผีแน่"

ดร. ดิเรก พยักหน้า

"ออไร๋น์ ออไร๋น์"

เสียงเพลงจบลงแล้ว แม่สาวงามเดินทอดน่องเรื่อยๆ ตรงมายังคณะพรรค ๔ สหาย หล่อนแหงนหน้าขึ้นมองไปรอบๆ พอแลเห็นนายพรานและคณะพรรค ๔ สหาย แม่สาวผู้เปล่าเปลี่ยวก็สะดุ้งเฮือก แสดงท่าทางตื่นๆ

"อีหนู" เสี่ยหงวนร้องตะโกนเรียก "ดึกดื่นแล้ว มาเดินเที่ยวอยู่ทำไมวะ"

แม่งามยิ้มอ่อนหวาน

"พี่.. พี่จ๋า ฉันนอนไม่หลับจ้ะพี่ พวกพี่มาดักยิงอะไรจ๊ะ"

พรานสอนพูดขึ้นทันที

"ดักยิงมึงน่ะซี อย่ามาทำตอแหลหน่อยเลย พวกข้าไม่โง่พอที่จะหลงกลมึงหรอก"

หล่อนหัวเราเสียงใส

"พี่เข้าใจว่าฉันเป็นผีสางหรือ พี่ลงมาดูซิ ดูให้เห็นประจักษ์แก่ตาว่าฉันเป็นผีหรือเป็นคนกันแน่ อะไร้คนแท้ๆ เห็นเป็นผีไปได้" แล้วหล่อนก็กวักมือเรียกกิมหงวน "พี่จ๋า พี่ที่ใส่แว่นตาขอบกระนั่นน่ะ ลงมาคุยกันเถอะพี่ ดอกไม้ป่ากำลังบานสะพรั่ง ฉันอยากได้ดอกไม้ที่พี่เก็บให้ฉัน พี่จ๋า ฉันนึกรักพี่เสียแล้ว"

อาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ พรวดพราดลุกขึ้นยืน

"มีเมียผีเถอะวะกู เล่นยั่วกันยังงี้ใครจะทนไหว หน้าตาออกแฉล้มแช่มช้อยอย่างนี้ ผีก็ผีเถอะน่า" พูดจบกิมหงวนก็ทำท่าจะปีนลงไปจากห้าง

"เฮ้ยๆ "เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโร "แกอยากตายหรืออ้ายหงวน"

เสี่ยหงวนทรุดตัวลงนั่งตามเดิม

"คุณอาคิดหรือครับว่าผมจะกล้าลงไปจริงๆ ผมแอ๊คเล่นโก้ๆ ยังงั้นเอง ขืนลงไปมันก็คาบผมไป เจี๊ยะเสียเท่านั้น"

แม่สาวผู้เปล่าเปลี่ยว ยกมือเกาะต้นไม้หาทางที่จะปีนขึ้นมา

"พี่จ๋ารับฉันขึ้นไปบนห้างด้วยคนซีพี่"

ลุงเชยขนลุกซู่ กล่าวกับนายสอนด้วยเสียงสั่นเครือ

"อ้ายสอน ถ้ามันไม่ดีเสียแล้วละโว้ย"

นายพรานยิ้มอย่างใจเย็น

"ไม่เป็นไรอา ฉันทำอาถรรพ์ไว้แล้ว มันขึ้นมาบนห้างเราไม่ได้หรอก"

แม่สาวงามพยายามปีนขึ้นมาบนต้นไม้ ทุกคนจ้องมองดูหล่อนเป็นตาเดียว นายสอนจัดแจงบรรจุกระสุนปืนลูกซองคู่มือของเขา ยกปืนขึ้นประทับบ่า เล็งศูนย์ปืนหมายระดับหน้าอกหล่อน ครั้นแล้วเขาก็เหนี่ยวไกยิง

"ปัง! "

เสียงกระสุนปืนลูกซองดังทำลายความเงียบขึ้น ท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดของใครต่อใคร และมันเป็นความประหลาดมหัศจรรย์ใจเหลือที่จะกล่าว ร่างของแม่สาวงามผู้นั้น กลายเป็นเสือลายพาดกลอนตัวขนาดมหึมาขนาด ๘ ศอก

เจ้าลายพาดกลอนร้องคำรามลั่นป่า วิ่งเตลิดเข้าไปในพุ่มไม้ เจ้าแห้วตกใจจนเป็นลมสิ้นสติคอพับคออ่อน ดร. ดิเรกได้รับความฉงนสนเทห์ใจมากมาย เขานั่งตะลึงพรึงเพริดจนกระทั่งนายสอนยกมือเขย่าแขนเขา

"ยังไงครับ คุณหมอ คราวนี้คุณหมอเชื่อแล้วสินะว่า นังผู้หญิงสาวคนนั้นคือปีศาจเสือสมิงที่มาหลอกหลอนเรา"

นายแพทย์หนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่

"มันเป็นแปลก มันเป็นแปลกมาก แปลกและมหัศจรรย์ที่สุด ถ้ายังงั้นผีไม่ใช่เรื่องเหลวไหลเสียแล้ว เพราะฉันได้เห็นกับตาตัวเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นว่า

"ในป่าสูงอย่างนี้ ยังมีความลี้ลับมหัศจรรย์อีกมากมาย แกคงจะได้เห็นอะไรต่ออะไรอีกมาก ผีในป่ายังมีอีกหลายชนิด บางทีแกอาจจะเห็นนกประหลาดหรือกาฬปักษีก็ได้"

"กาฬปักษี...."

"ถูกแล้ว นกที่มีหน้าตาเป็นคน และพูดภาษาคนได้"

นายแพทย์หนุ่มทำท่าขนพองสยองเกล้า

"บรื๊อวส์..ฝรั่งชักใจไม่ดีเสียแล้ว"

เสียงหัวเราของใครต่อใครดังขึ้นพร้อมๆ กัน พรานสอนกล่าวขึ้นกับคณะพรรค ๔ สหาย อย่างเป็นการเป็นงาน

"กลับที่พักกันเถอะครับ พวกเรา การดักยิงอ้ายบอดคืนวันนี้คงไม่เป็นผลเสียแล้ว ผมเข้าใจว่าสมิงเมื่อกี้นี้ต้องเป็นอ้ายบอดแน่นอน"

พลกล่าวถามขึ้นอย่างสงสัย

"ทำไมแกยิงมันไม่ตายล่ะ ยิงถูกหรือเปล่า"

"อ๋อ ถูกซีครับคุณ ถูกหน้าอกมันอย่างจังทีเดียว ระยะแค่นี้ผมยิงผิด ผมก็เป็นพรานไม่ได้แหละครับ แต่ว่าอ้ายบอดเป็นเสือสมิงไม่ใช่เสือธรรมดา มีปีศาจสิงอยู่ในตัวมัน คือคนที่อ้ายบอดกินเขาไปนั่นเอง ผมจะต้องไปทำพิธีปลุกเสกลูกปืนเสียก่อนครับ คืนพรุ่งนี้ค่อยมาดักยิงกันใหม่ อย่างไรเสียอ้ายบอดก็ต้องเสร็จเรา เพราะถิ่นหากินของมันอยู่แถวนี้"

ลุงเชยกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาๆ

"เมื่อก่อนนี้ก็มีสมิงอยู่ตัวหนึ่งครับ มันเก่งกาจมากบุกเข้าไปเอาวัวควายชาวบ้านโกรกพระมากิน พวกพรานเกือบ ๒๐ คนได้ระดมกำลังกันออกล่า สมิงตัวนั้นกลางวันเป็นคนกลางคืนเป็นเสือ"

เจ้าแห้วอ้าปากหวอ

"รับประทานแล้วยังไงครับ"

ลุงเชยว่า "พวกพรานได้สะกดรอยติดตามสมิงตัวนั้นไป จนกระทั่งแลเห็นมันเข้าไปในกระท่อมหลังหนึ่ง ครั้นพวกพรานติดตามไปถึงกระท่อมนั้นก็ปรากฏว่า มีชายกลางคนอาศัยอยู่คนเดียว พรานคนหนึ่งไหวดี ก็เอาปืนแก๊ปยิงชายผู้นั้นตาย แล้วร่างของชายผู้นั้นก็กลายเป็นเสือลายพาดกลอนขนาด ๖ ศอก เป็นเสือตัวเมียเสียด้วย"

ดร. ดิเรกถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วส่งเสียงร้องเอ็ดตะโร

"อิท อิส วันเดอฟุล ฝรั่งงงไปหมดแล้วโว้ย นี่เราฝันไปหรือยังไงหว่า ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดกะบาล"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ก็จะไปคิดมันหาหอกอะไรล่ะ"

"อือ...จริงของแก เลิกคิดกันที เรื่องราวในป่าสูงล้วนแต่ประหลาดมหัศจรรย์ทั้งนั้น ง่า...ครั้งหนึ่งกันเคยตามเสด็จท่านมหาราชาจันทรกุมาร ไปล่าเสือดาวที่เชิงเขาหิมาลัย"

กิมหงวนยกมืออุดปากนายแพทย์หนุ่ม

"พอแล้ว เล่าเพียงเท่านี้ก็สนุกถึงใจแล้ว อย่าเล่าต่อไปเลยนะ"

ดร. ดิเรกพยักหน้ารับคำ อาเสี่ยจึงคลายมือออก ต่อจากนั้นนายพรานก็นำคณะพรรค ๔ สหายลงมาจากห้าง และก่อนจะเคลื่อนขบวนกลับที่พัก นายพรานได้สั่งให้ทุกคนบรรจุกระสุนปืนไว้ให้เรียบร้อย ป้องกันอ้ายบอดบุกจู่โจมโดยไม่รู้ตัว เพราะมันอาจจะคาบเอาใครคนใดคนหนึ่ง เอาไปกินได้

คำเตือนของนายพรานผู้ชำนาญป่า ทำให้ทุกคนประหวั่นพรั่นใจ ลุงเชยยอมรับสารภาพกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตามตรงว่า

"ผมชักปอดลอยเสียแล้วละแฮะ เจ้าคุณ เราสองคนเดินกลางหมู่ก็แล้วกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แกล้งทำเป็นคึกคักเข้มแข็ง ทั้งๆ ที่ท่านเองก็ใจไม่ดี

"กลัวอะไรนะพี่เชย ปืนเราก็มีอยู่กับตัว และพวกเราก็มีตั้งหลายคน ยิ่งไปกว่านี้ เจ้ากรมันยังรับรองเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า มันจะจับอ้ายบอดให้ได้"

"วุ้ย " นิกรร้องเสียงแหลม "ผมคุยโม้เล่นต่างหาก ปู้โธ่ ใครขืนเชื่อผมก็ออกลูกเป็นลิงเท่านั้น"

ทันใดนั้นเอง ทุกคนก็สะดุ้งสุดตัว แข้งขาสั่นพั่บๆ เมื่อได้ยินเสียงเสียงเสือตัวหนึ่งคำรามขึ้นใกล้ๆ

"ฮึ่ม! "

เจ้าแห้วโผเข้ากอดลุงเชยแน่น นิกรกระโจนพรวดขึ้นไปอยู่บนเอวเจ้าคุณปัจจนึกฯ อาเสี่ยกิมหงวนยิงปืนขึ้นฟ้า ๒ นัดติดๆ กัน ดร. ดิเรกก็เลยยิงปืนขึ้นฟ้าบ้าง พรานสอนหัวเราะงอหาย เจ้าคุณปัจจนึกฯ สลัดนิกรกระเด็นออกไปจากเอวท่าน

"ถุย! คุยดีว่าจะจับเสือ" ท่านเจ้าคุณเอ็ดตะโรลั่น "ได้ยินแต่เสียงเสือเท่านั้น ขี้ขึ้นไปอยู่บนหัวขมองแล้ว"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ก็ผมมันพวกกุ๊ยนี่ครับ"

พรานสอนเดินนำหน้าพาคณะพรรค ๔ สหายกับท่านผู้ใหญ่กลับมายังที่พัก ซึ่งอยู่ห่างจากหน้าประมาณกิโลเมตรเศษ

พอมาถึงที่พัก พรานสอนก็สั่งพวกลูกหาบก่อไฟเพิ่มขึ้นอีก ๒ กอง ครั้นแล้วเขาก็บอกให้คณะพรรค ๔ สหายทุกคน นำลูกปืนมาให้เขาทำพิธีปลุกเสก เบื้องหน้ากองไฟนั้น พรานสอนชี้แจงให้ฟังว่า ด้วยเดชะเวทวิเศษของเขา กระสุนปืนที่ปลุกเสกนี้ ถ้าหากว่ายิงถูกเสือสมิงแล้ว มันจะตายทันที แต่ถ้าใช้กระสุนปืนที่ไม่ได้รับการปลุกเสกยิง กระสุนปืนก็ไม่อาจจะทำอันตรายมันได้

หลังจากปลุกเสกกระสุนปืนตามพิธีไสยศาสตร์เรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็หลับนอนกัน กระโจมหลังแรกมี เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุงเชยกับพลนอนอยู่ในนั้น อีกหลังหนึ่ง ดร.ดิเรก นิกรกับเสี่ยหงวน ส่วนคนอื่นๆ นอนอยู่รอบๆ กระโจม

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ ยิ่งดึกอากาศก็เยือกเย็นจับใจ เสียงไก่ป่าขันกระชั้นเจื้อยแจ้วมาตามลม นานๆ ก็มีเสียงสัตว์ใหญ่ร้องขึ้น กองไฟทั้ง ๔ กองค่อยๆ มอดลงตามลำดับ

นัยน์ตาวาวคู่หนึ่ง ปรากฏอยู่ระหว่างพุ่มไม้ข้างหน้า มันเป็นดวงตาที่น่ากลัวที่สุด อ้ายบอดนั่นเอง พยัคฆ์ร้ายซึ่งมีภูติผีปีศาจสิงอยู่ในร่างของมัน ได้มาปรากฏตัวอยู่ข้างที่พักนี้นานแล้ว ด้วยความปรารถนาที่จะคาบเอาใครคนใดคนหนึ่งไปกิน

พอกองไฟ ๒ กองมอดหมด อ้ายบอดก็ค่อยๆ เดินย่างสามขุมออกมาจากพุ่มไม้ใบบัง มันเป็นเสือลายพาดกลอนที่มีรูปร่างใหญ่โตมาก ตัวของมันขนาดม้าเทศ แต่ขาสั้นกว่าเท่านั้น

เจ้าลายพาดกลอนแสยะแยกเขี้ยว เดินบุกสวบๆ เข้ามาในบริเวณที่พัก ท้องของมันคอดกิ่วเพราะความหิว มันจ้องตาเขม็งมองดูลูกหาบทั้ง ๔ คน แล้วมันก็ร้องคำรามลั่น เผ่นพรวดเข้าไปคาบนายเนื่องลูกหาบผู้เคราะห์ร้ายที่สุด

เสียงร้องของอ้ายบอด และเสียงร้องโหยหวลของนายเนื่องทำให้ทุกๆ คนเว้นแต่นิกรตกใจตื่น พรานสอนกับพวกลูกหาบและเจ้าแห้วต่างอกสั่นขวัญแขวน เมื่อแลเห็นเจ้าลายพาดกลอนคาบนายเนื่องวิ่งหนีไป เสียงเอะอะเอ็ดตะโรดังขึ้นทันที นายพรานคว้าปืนยิงไปทางอ้ายบอดหนึ่งนัด แต่เป็นการยิงเดาสุ่มมากกว่า เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับลุงเชย พล ดร.ดิเรก และเสียหงวนถือปืนเล็กยาววิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากเต้นท์

"อะไรกันหา อะไรกัน" ท่านเจ้าคุณถามโดยเร็ว

พรานสอนพูดระล่ำระลัก

"เสือคาบเอานายเนื่องไปกินแล้วละครับ"

"ตายห่า" ลุงเชยอุทานเสียงลั่น "เร็วโว้ย ช่วยกันติดตามเจ้าเนื่องเถอะพวกเรา ก่อนจะมาเมียอ้ายเนื่องมันอุสาห์ฝากผัวมันมากะข้า"

นายพรานเดินเข้ามาหาคณะพรรค ๔ สหาย

"ฉันคิดว่า อ้ายบอดแน่ๆ อา เพราะเราปล่อยให้กองไฟดับ อ้ายบอดจึงชะล่าใจบุกเข้ามาคาบเอาทิดเนื่องไป ถึงเราตามไปทันก็น่ากลัวว่าทิดเนื่องคงตายไปแล้ว แบบเดียวกับเจ้าแช่มนั่นแหละ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"อย่างไรก็ต้องตามให้ถึงที่สุด ว่าไม่ได้ เนื่องอาจจะยังไม่ตายก็ได้ แต่บาดเจ็บเพราะเขี้ยวเล็บของเสือน่ะแน่ละ ถ้ารอดตายก็ต้องรักษากันแรมเดือนทีเดียว อ้าว...อ้ายกรอยู่ไหนล่ะ เตรียมตัวติดตามนายเนื่องโว้ยพวกเรา "

พลคว้าแขนกิมหงวนเดินเข้าไปในเต้นท์

"กรโว้ย เฮ้ย! เสือคาบเอาพวกเราไปกินแล้ว ลุกขึ้นเถอะ" นายพัชราภรณ์พูดเตือนเป็นเสียงตะโกน

นิกรหลับตาพูดงัวเงีย

"อย่าไปสนใจกับเรื่องของคนอื่นหน่อยเลยวะ คนเป็นอาหารของเสือ เสือมันก็คาบเอาไปกินไม่แปลกอะไร"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ ก้มลงหยิบเหยือกน้ำเคลือบขึ้นมา แล้วราดน้ำทั้งเหยือกลงบนหน้านิกร คราวนี้นายจอมทะเล้นก็พรวดพราดลุกขึ้นบนเตียงผ้าใบ พลกระชากเพื่อนเกลอของเขาลงจากเตียง หยิบปืนเล็กยาวของนิกรส่งให้ พาตัวออกไปจากเต้นท์หลังนั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งเคลื่อนพลทันที

ไฟฟ้าเดินทางหลายดวงฉายกราดไปทั่วป่า พรานสอนมีความชำนาญในการสะกดรอยเสือ เขาแลเห็นโลหิตสดๆ ไหลหยดตามใบไม้ ก็พาคณะพรรค ๔ สหายติดตามไปอย่างรีบร้อน

จาก ๔.๐๐ น. จนกระทั่งรุ่งอรุณของวันใหม่ การติดตามยังไม่สิ้นสุด คณะพรรค ๔ สหายเต็มไปด้วยความเวทนาสงสารลูกหาบของเขา เจ้าแห้วถึงกับร้องไห้รำพันตลอดเวลา

"โถ...ก่อนจะนอนยังสูบกัญชาร่วมบ้องกัน ป่านนี้เสือมันคงเล่นเรียบไปแล้วเจ้าประคุณเอ๋ย เคราะห์ดีแท้ๆ ที่มันไม่ยักคาบเอาเราไปกิน"

สว่างแล้ว อากาศแจ่มใสขึ้นตามลำดับ ฝูงนกออกจากรังนอน ส่งเสียงร้องตามยอดไม้ บริเวณป่าอันกว้างใหญ่ไพศาล เริ่มมีชีวิตชีวาอีก ยอดเขาหลวงเต็มไปด้วยหมอกปกคลุมทั่วไป

ณ บัดนี้ พรานสอนกำลังพานักนิยมไพรค้นหาอ้ายบอดอยู่ตามบริเวณเชิงเขา เมื่อไม่พบก็เปลี่ยนที่หมายสูงขึ้นไป ตามถ้ำต่างๆ ถูกค้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่มีใครปริปากบ่นว่าเมื่อยหรืออยากกลับทีพักเลย

เมื่อสูงขึ้นมาจากระดับพื้นดิน ๒๐๐ เมตร ทุกคนก็ยืนจับกลุ่มปรึกษาหารือกัน

"อดทนหน่อยนะครับ ช่วยกันค้นให้ทั่ว ผมสงสารเนื่องเหลือเกิน"

ลุงเชยทำตาแดงๆ คล้ายกับจะร้องไห้

"ป่านนี้น่ากลัวคงเหลือแต่กระดูก กูอยากรู้เหลือเกินว่าเนื้อมนุษย์มันจะเอร็ดอร่อยสักเพียงไหน เสือมันถึงได้ชอบกินนัก"

ทันใดนั้นเอง เสียงเสือตัวหนึ่งก็คำรามขึ้นดังๆ เสียงของมันสะท้อนกับหุบเขา เลยทำให้กังวานน่ากลัวมาก

"อ้ายบอด" นายพรานร้องอุทานขึ้นด้วยความดีใจ "เร็ว...ตามเสียงมันไปทางนี้แหละครับ วันนี้อ้ายบอดเสร็จเราแน่ ถ้าได้เห็นตัวมันผมรับรองว่าผมจะยิงให้คว่ำเลย"

คณะพรรค ๔ สหายติดตามเสือต่อไป ลุงเชยบ่นกระปอดกระแปดที่แกไม่ได้สวมรองเท้ามา ทำให้หนามตำเท้าเดินไม่ใคร่ถนัด สักครู่หนึ่งพรานสอนก็นำคณะพรรค ๔ สหายมายังบริเวณหมู่ก้อนหินใหญ่น้อยหน้าถ้ำแห่งหนึ่ง

ทุกคนหยุดชะงักเย็นวาบไปหมดทั้งตัว ศพของนายเนื่องปรากฏอยู่หน้าถ้ำนั้นเอง ขาขวาหายไปข้างหนึ่ง ไหล่ทั้งสองข้าง และเนื้อที่หน้าอกถูกอ้ายบอดทึ้งกินเป็นอาหาร ร่างอันปราศจากวิญญาณของนายเนื่อง มีโลหิตไหลโทรม ส่งกลิ่นคาวคลุ้ง

เจ้าแห้วหน้าซีดเผือดผิดปรกติ เดินโซเซเข้ามาหา ดร. ดิเรก

"คุณหมอครับ รับประทานช่วยผมด้วย รับประทานผมหน้ามืดวาบหวิวใจจะเป็นลมอยู่แล้วครับ"

ดร. ดิเรกยิ้มเล็กน้อย ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบยาดมของฝรั่งแท่งหนึ่งออกมาส่งให้เจ้าแห้ว

"เอ้า...ดมนี่เสียซิ ประเดี๋ยวก็ค่อยยังชั่ว"

เจ้าแห้วรีบยกแท่งยาดมขึ้นดมทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ และลุงเชยยืนปรึกษาหารือกันในเรื่องที่สังหารอ้ายบอด

พรานสอนชวนลูกหาบคนหนึ่งบุกเข้าไปในถ้านั้น อาเสียนึกกล้าอย่างบ้าบิ่นขึ้นมา ก็ติดตามเข้าไปด้วย นอกนั้นยืนสังเกตการณ์อยู่หน้าถ้ำ

สักครู่หนึ่ง อาเสี่ยก็ถือปืนเล็กยาววิ่งกระหืดกระหอบออกมา นิกรนัยน์ตาเหลือก กอดเอวลุงเชยแน่น เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขยับปืนเตรียมพร้อม

"อ้ายบอดเรอะ" ท่านเจ้าคุณร้องถาม

เสี่ยหงวนหยุดวิ่ง เดินเข้ามารวมกลุ่มกับคณะพรรคของเขา

"ไม่ใช่อ้ายบอดหรอกครับ ขี้อ้ายบอดน่ะ ตั้งห้าหกกอง ยังสดๆ อยู่ เหม็นจนทนไม่ไหวผมเลยวิ่งออกมา"

ดร. ดิเรกแยกเขี้ยว ยกเท้าเตะกิมหงวนดังพลั่ก

"นี่แนะ นึกว่าเสือเสียอีก ทำให้ตกใจเปล่าๆ "

อาเสี่ยหัวเราะ มองดูพรานสอนเดินนำหน้าพาลูกหาบสามคนออกมาจากถ้ำนั้น นายสอนตรงเข้ามาหาลุงเชย

"อ้ายบอดอยู่ในถ้ำนี้แน่ๆ อา แต่มันฉลาดมาก มันคงรู้ว่า อย่างไรเสียพวกเราก็คงจะมาติดตามสังหารมัน เลยหลบไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว ในถ้ำมีโครงกระดูกมนุษย์อยู่หลายศพ ล้วนแต่เหยื่อของอ้ายบอดทั้งนั้น"

ลุงเชยเม้มปากแน่น

"อย่างไรก็ตาม เราต้องช่วยกันฆ่าอ้ายบอดให้ได้ อย่างนี้เขาเรียกว่าเป็นภัยต่อสังคม ร้ายกว่าคอมมูนิสต์เสียอีก" พูดจบลุงเชยก็ร้องประกาศขึ้นดังๆ "ใครฆ่าอ้ายบอดได้ ข้าจะให้รางวัล ๑,๐๐๐ บาท"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที นิกรเดินเข้ามากล่าวถามลุงเชยเบาๆ

"พันบาทหรือครับคุณลุง"

ชายชราหัวเราะ

"อย่าถามเลยวะ เอ็งน่ะไม่มีทางที่จะยิงอ้ายบอดได้หรอก"

"โธ่...รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม ผมถามหน่อยเป็นไรไปล่ะครับ"

นายสอนพาคณะพรรค ๔ สหาย และพวกลูกหาบออกเดินทางค้นหาอ้ายบอดต่อไป แน่นอนละนายพรานเชื่อว่า อ้ายบอดจะต้องหลบซ่อนตัวอยู่ตามบริเวณเชิงเขานี้ เพราะมีที่รื่นรมย์ มีถ้ำและซอกหินสำหรับกำบังตัวหลายแห่ง บางตอนก็มีต้นไม้ปกคลุมหนาทึบ

อีกสักครู่หนึ่ง ทุกคนก็มองแลเห็นกระท่อมหลังหนึ่งปรากฏอยู่ที่เชิงเขา ขบวนนักนิยมไพรต่างหยุดชะงัก พากันมองดูกระท่อมหลังนั้น ซึ่งเก่าคร่ำคร่าชำรุดผุพัง บนหลังคากระท่อมเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้เลื้อย และเถาวัลย์ขนาดใหญ่ รอบๆ กระท่อมมีต้นไม้ล้มลุกและหญ้าคามากมาย คล้ายกับกระท่อมร้าง

พรานสอนหันมามองดูหน้าคณะพรรค ๔ สหาย

"ได้การละครับ เรามีหวังได้สังหารอ้ายบอดแล้ว"

พล พัชราภรณ์ยกมือจับแขนนายพรานผู้ชำนาญป่า

"แกหมายความว่ากระไร นายสอน"

นายพรานยิ้มเล็กน้อย

"กระท่อมหลังนี้เป็นกระท่อมเก่าแก่มาก คะเนว่าคงจะปลูกมาไม่ต่ำกว่าสามสี่ปี แต่มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ บริเวณป่าแถบนี้ผมชำนาญในภูมิประเทศมาก เพราะเคยมาล่าสัตว์บ่อยๆ ผมหลับตามองเห็นกระท่อมหลังนี้เลย เสือสมิงมันคงลวงตาเราแน่ๆ "

ดร. ดิเรกยืนอยู่ข้างๆ พล เขาทำหน้าปั้นยากที่สุด ความฉงนสนเทห์ใจบังเกิดขึ้นแก่เขาอย่างล้นพ้น

"มายก๊อด..." ดร. ดิเรกคราง "ในป่านี้มันเต็มไปด้วยความลี้ลับมหัศจรรย์เสียจริงๆ ครั้งหนึ่งไอแทบเป็นบ้ามาแล้ว เมื่อกันได้เห็นนางกินนรที่เชิงเขาหิมาลัย ตอนที่กันตามเสด็จท่านมหาราชาไปล่าสัตว์"

เสี่ยหงวนจุ๊ปาก

"มาอีกแล้ว ท่านมหาราชามาอีกแล้ว เก็บเอาไว้ไปเล่าที่กรุงเทพฯ บ้างเถอะวะ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแห้งๆ

"ออไร๋น์ ออไร๋น์"

นายพรานได้อธิบายให้คณะพรรค ๔ สหายฟังว่า เสือสมิงนั้นโดยมาก ในเวลากลางวันมันมักจะกลายร่างเป็นคนธรรมดา แต่ใบหน้าและบุคลิกลักษณะของมันบอกชัดๆ เขาจะพาทุกคนไปที่กระท่อมหลังนี้ และขอให้ทุกคนเตรียมปืนไว้ให้พร้อม ถ้ามีคนอยู่ในกระท่อมก็หมายความว่า คนนั้นแหละคืออ้ายบอดหรือเสือสมิง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"นี่ ตาสอน อ้ายบอดเสือสมิงตัวนี้น่ะตัวผู้หรือตัวเมียแน่"

นายพรานนิ่งอึ้งไปสักครู่

"ผมเข้าใจว่าตัวผู้ครับ"

"อ้าว" เจ้าคุณอุทาน "เข้าใจเอาเองหรอกหรือ มันอาจเป็นตัวเมียได้ไหม"

นายพรานยิ้มแห้งๆ

"โดยมากเสือสมิงมักจะเป็นเสือลาดพาดกลอนตัวผู้ครับ สำหรับอ้ายบอด ผมเคยเผชิญหน้ากับมันสองสามครั้งเท่านั้น เคยสังเกตเห็นตอนใต้หางของมัน มีอะไรถ่วงๆ อยู่ ก็เข้าใจว่ามันเป็นเสือตัวผู้แน่ๆ "

ลุงเชยพูดขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ตัวผู้หรือตัวเมียไม่สำคัญหรอกน่าเจ้าคุณ เราพยายามฆ่ามันให้ได้ก็แล้วกัน"

พรานสอนประนมมือทำปากหมุบหมิบ ว่าคาถาตามที่ครูบาอาจารย์สั่งสอนมา แล้วพาคณะพรรค ๔ สหายตรงเข้าไปยังกระท่อมหลังนั้น บริเวณกระท่อมเงียบกริบ พอเข้ามาใกล้ทุกคนก็หยุดชะงัก เมื่อแลเห็นชายกลางคนคนหนึ่ง เดินออกมาจากกระท่อมหลังนั้น

เจ้าของกระท่อมสะดุ้งเฮือก แล้วรีบหลบเข้าไปในกระท่อมทันที ทันใดนั้นเองเสียงคำรามร้องของพยัคฆ์ร้ายก็ดังขึ้นราวกับเสียงฟ้าร้อง

"ฮึ้ม"

เสือลายพาดกลอนตัวหนึ่ง เผ่นแผล็วออกไปทางหลังกระท่อม อ้ายบอดนั่นเอง พรานสอนร้องตะโกนสุดเสียง

"ยิง พวกเรายิง"

ปืนทุกกระบอกยกขึ้นระดมยิงไปทางอ้ายบอด ซึ่งกำลังเผ่นแผล็วเข้าไปในพุ่มไม้อันหนาทึบ เสียงปืนดังกึกก้องป่า โดยเฉพาะนิกรยิงถึง ๕ นัด อ้ายบอดหลบหนีไปได้อีก ดร. ดิเรก หน้าซีดเผือด เขาไม่ได้กลัวเสือหรอก แต่เขาแปลกใจที่เป็นไปไม่ได้ มันกลับเป็นไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก

"โอย...ฝรั่งปวดกะบาลโว้ย ยังไงกันนี่ อีตาเจ้าของกระท่อมนี้ กลายเป็นเสือลายพาดกลอนไปได้อย่างไร"

ลุงเชยหัวเราะก้าก กล่าวกับนายแพทย์หนุ่มทันที

"เอ็งมันเป็นคนหัวสมัยเกินไป ในป่าน่ะมันมีเรื่องมหัศจรรย์และเร้นลับเสมอ มันไม่เหมือนกับในเมืองหรอกอ้ายหมา ถ้าเอ็งอยู่ในป่านี้สักเดือนเดียว เอ็งก็จะต้องเชื่อถือในเรื่องภูติผีปีศาจ เอ็งจะต้องเคารพนับถือเจ้าป่า, เจ้าเขา หรือนางไม้เอ็งจะได้พบเห็นอะไรๆ อีกมาก"

ดร. ดิเรก ต้องใช้สมองอย่างหนักหน่วงในเรื่องนี้ เขาหันมาพูดกับนายพรานเบาๆ

"ตาสอน พาฉันเข้าไปสำรวจกระท่อมนี้ทีเถอะ เผื่อจะได้หลักฐานอะไรบ้าง"

นายสอนยิ้มให้เขา

"ไปซีครับ ผมกำลังจะชวนพวกคุณอยู่เดี๋ยวนี้"

นายพรานพาคณะพรรค ๔ สหายและพวกลูกหาบบุกเข้าไปในกระท่อม มันเป็นกระท่อมแคบๆ ไม่มีข้าวของอะไรเลย นอกจากแคร่ไม้ไผ่สำหรับนั่งเล่น อากาศในกระท่อมเหม็นอับอย่างไรชอบกล พรานสอนเงยหน้าขึ้นมองดูนายแพทย์หนุ่มและกล่าวว่า

"คุณหมอเชื่อหรือยังครับว่า เสือสมิงน่ะมันสามารถกลายร่างเป็นคนได้ เพราะแรงปีศาจในตัวมัน"

ดร. ดิเรกพยักหน้าช้าๆ

"ออไร๋น์ เสือในประเทศอินเดียไม่เคยปรากฏว่ากลายร่างเป็นคนได้เลย เสือเมืองไทยเป็นเก่งมาก"

นิกรค่อยๆ ย่องเข้ามายืนข้างหลังเจ้าแห้ว แล้วยกมือทั้งสองขึ้นตะปบศีรษะเจ้าแห้วพลางร้องคำรามลั่น

"โฮก ฮึ้ม "

"ว้าย " เจ้าแห้วร้องสุดเสียง อกสั่นขวัญแขวนหัวใจแทบจะหยุดทำงาน

ใครต่อใครพากันหัวเราะลั่น โดยเฉพาะนิกรว่าเสียงอหาย

"ขวัญอ่อนจริงนะ อ้ายแห้ว" พลพูดพลางหัวเราะพลาง

เจ้าแห้วยกมือทาบอกเป่าปากเบาๆ ใบหน้าของเขาซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษ เขามองดูนายจอมทะเล้นอย่างเดือดดาล

"รับประทานเล่นยังงี้ไม่ดีแน่ ผมยิ่งกำลังปอดลอยนึกถึงอ้ายบอดอยู่ ว้า..หัวใจแทบช็อค แหม..รับประทานถ้าคุณเป็นคนอื่นผมเตะชักเลยพับผ่า"

นิกรหัวเราะงอหาย รู้ดีว่าเจ้าแห้วโกรธเขา คณะพรรค ๔ สหาย วิพากษ์วิจารณ์กันอีกสักครู่พรานสอนก็กล่าวขึ้น

"ย้อนกลับไปที่ถ้ำของมันอีกทีหรือครับ บางทีอ้ายบอดอาจจะกลับไปที่ถ้ำก็ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"จริงซีนะ ฉันคิดว่าอ้ายบอดคงไม่ยอมเดินเพ่นพ่านหรอก เสือทุกตัวมันมีสัญชาติญาณเฉลียวฉลาดกว่าสัตว์ป่าอื่นๆ มันคงจะหลบซ่อนตัวจนกว่ามันจะมั่นใจว่ามันปลอดภัย"

"ครับ ถูกแล้ว ลองตามไปดูเถอะครับ ถ้ามันกลับไปถ้ำก็คงเสร็จเราแน่ๆ " แล้วนายพรานก็กล่าวสัพยอกลุงเชย "อย่าลืมนะอา ที่สัญญาว่าจะให้รางวัล ๑,๐๐๐ บาท แก่ผู้ที่ฆ่าเสือสมิงตัวนี้ได้"

นายเชยลืมตาโพลง

"โธ่..อ้ายหมา คนอย่างข้าหัวหงอกแล้วโว้ย พูดอะไรต้องเป็นนั่น ข้าไม่ใช่คนพูดสองแกลลอนหรอก ถ้าเอ็งยิงอ้ายบอดตาย กลับไปถึงบ้านโกรกพระข้าจะจ่ายเงินสดให้เอ็งพันบาททันที หรือใครยิงได้ข้าก็จะให้คนนั้น แต่มีเงื่อนไขว่าหนวดเสือต้องเป็นของข้า ส่วนเนื้อหนังมังสาใครจะเอาไปก็เชิญ"

คราวนี้ทุกคนหันมามองดูชายชราเป็นตาเดียว

"คุณลุงครับ " พลพูดยิ้มๆ "คุณลุงจะเอาหนวดเสือไปทำไม"

"อ้าวเอ็งน่ะมันเป็นเด็กไม่รู้อะไร หนวดเสือน่ะเอ็งรู้ไหมว่า มันเป็นเครื่องลางอย่างวิเศษ เอาติดตัวไว้ใครเห็นก็นึกเกรงขามเรา ยิ่งไปกว่านี้ ถ้าเราเอาหนวดเสือเพียงเส้นเดียวเผาไฟเข้า ใส่ลงในเหล้าแล้วให้ใครกิน ไม่ถึงชั่วโมงอ้ายหมอนั่นตายห่าเลย ต่อให้หมอเทวดาก็ช่วยไม่ได้ หนวดเสือเป็นยาพิษที่ร้ายแรงที่สุด กำนันที่โกรกพระเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้วมาก็ถูกนักเลงดี ฆ่าด้วยหนวดเสือ"

ทุกคนประหลาดใจไปตามกัน ดร.ดิเรก แปลกใจเหลือที่จะกล่าว

"ไม่น่าเชื่อโว้ย" นายแพทย์หนุ่มหันมาปรารภกับเสี่ยหงวนเบาๆ "ไอเรียนวิชาแพทย์มา อาจารย์ไม่เคยสอนเลยว่าหนวดเสือเป็นยาพิษ ว้า...กลุ้มใจโว้ย"

อาเสี่ยว่า "อย่าไปกลุ้มอกกลุ้มใจอะไรเลยวะ เข้าเมืองตาเหล่ แกก็พยายามทำตาเหล่ให้เหมือนอย่างเขาก็แล้วกัน"

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ ควรจะเป็นอย่างนั้น"

นายสอนพาคณะนักนิยมไพรออกเดินทางย้อนกลับไปตามทางเก่าอีก บ่ายหน้าตรงไปยังถ้ำเสือ ทุกคนต่างวิจารณ์กันถึงความเก่งกาจของอ้ายบอด ที่ฉลาดเกินเสือทั้งหลาย

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง คณะพรรค ๔ สหายก็พากันมาถึงถ้ำที่อยู่ของอ้ายบอด พรานสอนก้มลงตรวจดูตามพื้นดิน แล้วเขาก็ชี้มือบอกเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"โน่น เจ้าคุณครับ รอยเท้าใหม่ๆ ของอ้ายบอด"

ทุกคนต่างมองตามสายตาของนายพราน และแลเห็นรอยตีนเสือเดินตรงไปยังถ้ำนั้น นิกรหน้าจ๋อยทันที เอื้อมมือเขี่ยแขนเจ้าแห้วแล้วพูดขึ้นเบาๆ

"เฮ้ย เรื่องนี้เราสองคนอย่าเกี่ยวข้องกับเขาเลยวะ"

เจ้าแห้วเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับ รับประทานเนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง ดีไม่ดีอ้ายบอดคาบเอาไปเจี๊ยะ ก๊อม่องเท่งเท่านั้น"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ถอยแบบยุทธศาสตร์โว้ย ไปอยู่ทางท้ายขบวนดีกว่า ถ้ายังไงเราจะได้วิ่งก่อน เรื่องเสือกับข้าไม่ใคร่จะถูกโรคกันหรอก ได้กลิ่นมันแล้วเวียนหัว ทำท่าเหมือนจะเป็นลม"

แล้วนายจอมทะเล้นกับเจ้าแห้ว ก็ล่าถอยไปอยู่ท้ายขบวน พรานสอนสั่งให้ทุกคนเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสมิงร้าย ปืนทุกกระบอกพร้อมที่จะทำการยิงได้ทุกขณะ พอมาถึงหน้าถ้ำ นายสอนก็กล่าวกับคณะพรรค ๔ สหาย

"แบ่งแยกกำลังกันเข้าประจำที่มั่น ตามก้อนหินเถอะครับ ถ้าอ้ายบอดออกมาเราจะได้ระดมยิงมันได้ทันการ ผมคิดว่าวันนี้อ้ายบอดเสร็จเราแน่"

ครั้นแล้วทุกคนก็แยกย้ายกันเข้าประจำที่มั่นธรรมชาติ คือก้อนหินของภูเขานั่นเอง พรานสอนสั่งพวกลูกหาบสามคนให้หากิ่งไม้แห้งมากองไว้ที่ปากถ้ำ และให้จุดไฟขึ้น เมื่ออ้ายบอดถูกควันรม มันจะต้องออกมาให้ยิงแน่นอน

อีกสักครู่หนึ่งกองฟืนก็ถูกจุดขึ้น กลุ่มควันลอยไปทั่วบริเวณ และเมื่อมีลมพัดมากลุ่มควันอันหนาแน่นก็ลอยเข้าไปในถ้ำนั้น อาเสี่ยนั่งอยู่ข้างนายพัชราภรณ์ เขายิ้มแป้นเมื่อแลเห็นกลุ่มควันลอยเข้าไปในถ้ำ

"เสร็จแน่ อ้ายบอดเสร็จแน่ มันกำลังไอแค็กๆ เพราะสำลักควันไฟได้ยินไหมล่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นทันที

"ไม่ใช่เสือไอโว้ย ข้าไอเอง"

อาเสี่ยหันมายิ้ม

"แหม...วันนี้ไอลวดลายจริงนะครับ ผมนึกว่าอ้ายบอดมันไอเสียอีก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะ ทันใดนั้นเอง อ้ายบอดก็ปรากฏตัวขึ้น ร่างอันใหญ่โตของมันยืนลับๆ ล่อๆ อยู่หน้าถ้ำ ดร. ดิเรก ปล่อยกระสุนออกไปเป็นนัดแรก

"ปัง "

แล้วดิเรกก็หันมายิ้มกับพล

"เป็นไงฝีมือของกัน"

"ปู้โธ่" นายพัชราภรณ์คราง "มันถูกเมื่อไรเล่า"

"ก็ใครว่าถูก พอจะเหนี่ยวไกปืน อ้ายบอดมันก็หดตัวเข้าไปอยู่ในถ้ำเสียแล้ว"

บัดนี้ สถานการณ์ของอ้ายบอดกำลังอยู่ในระหว่างคับขัน สมิงร้ายกำลังจนตรอก ควันไฟรมมันจนแทบจะหายใจไม่ออก อ้ายบอดเดินพล่านไม่กล้าวิ่งออกมา เพราะมันรู้ดีว่าถ้ามันออกมาพ้นปากถ้ำเมื่อไร มันจะถูกซัลโวเมื่อนั้น แต่ถ้ามันขืนอยู่ในถ้ำ มันก็คงตายด้วยควันไฟ

สัญชาติเสือย่อมเป็นเสือตลอดเวลาที่มันยังมีลมหายใจอยู่ อ้ายบอดเดินพล่านอยู่ในถ้ำส่งเสียงคำรามตลอดเวลา เสียงร้องของมันทำให้นิกรกับเจ้าแห้วหนาวสะท้านกอดกันกลมดิก ปืนทุกกระบอกเตรียมพร้อมที่จะสังหารอ้ายบอด จนกระทั่งกองฟืนหน้าถ้ำมอดไปเกือบหมด

ทันใดนั้นเอง อ้ายบอดก็เสียงภัยวิ่งปราดออกมาอย่างอาจหาญ มันร้องคำรามทำลายขวัญ กระโจนเข้าใส่ลูกหาบคนหนึ่ง

ปืนของพรานสอนระเบิดขึ้นทันที และแล้วเสียงปืนอีกหลายนัดก็ดังขึ้น ลูกหาบผู้น่าสงสารถูกเสือตบ เนื้อที่ไหล่ขวาหลุดล้มกลิ้งร้องครวญครางน่าสงสาร อ้ายบอดถูกกระสุนปืน ๒ แห่ง มันวิ่งกระโผลกกระเผลกเตลิดเปิดเปิงไปด้วยความเจ็บปวด

"เร็ว ตามมันไปครับ" พรานสอนร้องลั่น ลุกขึ้นจากที่มั่นวิ่งติดตามพยัคฆ์ร้ายไปทันที ทุกคนต่างตามนายพรานไปในระยะกระชั้นชิด แต่นิกรกับเจ้าแห้วคงนั่งหมอบตัวสั่นงันงกอยู่ข้างกองหิน

"ยึดที่มั่นอยู่ที่นี่หรือ อ้ายแห้ว" นายจอมทะเล้นพูดเสียงสั่นเครือ

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อกและฝืนยิ้ม

"รับประทานเขาไปกันหมดแล้ว ถ้าอ้ายบอดมันลืมข้าวของไว้ในถ้ำและมันย้อนกลับมา รับประทานเราอาจจะเสียท่ามันก็ได้"

นิกรสะดุ้งโหยง

"เออ จริงของเอ็งโว้ย ถ้ายังงั้นตามพวกเขาไปดีกว่า"

ทั้งสองต่างลุกขึ้น ถือปืนเล็กยาวคนละกระบอก วิ่งปุเลงๆ ติดตามพรรคพวกไปทันที เพียงครู่เดียวก็ไล่ตามมาทัน คราวนี้นิกรกับเจ้าแห้วพยายามเดินกลางกลุ่ม พรานสอนมั่นใจว่าอ้ายบอดคงจะย้อนกลับไปกระท่อมหลังนั้นอีก เท่าที่สังเกตดูรู้สึกว่า ขาหน้าข้างขวาของอ้ายบอด แทบจะใช้การไม่ได้ เพราะถูกปืนของเขาอย่างจัง

บรรดานักล่าเสือสมิงเงียบกริบ พอมาถึงเขตกระท่อมร้างหลังนั้น พรานสอนก็บอกกับคณะพรรค ๔ สหาย

"เราช่วยกันล้อมกระท่อมหลังนี้เถอะครับ ถ้าอ้ายบอดอยู่ในกระท่อมหลังนี้ก็ต้องเสร็จเราแน่นอน"

ทุกคนเห็นพ้องด้วย ไม่มีใครคัดค้าน เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนายพรานเป็นผู้วางแผนการสังหารสมิงร้าย เมื่อตกลงกันเรียบร้อยก็แยกย้ายกำลังกันเข้าโอบล้อมกระท่อมร้างทันที ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะได้ยินแต่เสียงนกร้องระงม

พรานสอนได้กลิ่นสาปเสือก็ยิ่งมั่นใจว่า อ้ายบอดอยู่ในกระท่อมหลังนี้แน่นอน เขากับพลหมอบอยู่เคียงกันด้านหน้ากระท่อม

"ยิงครับคุณ" นายพรานพูดกับพล "ยิงเข้าไปในกระท่อมสักนัดหนึ่ง ถ้าอ้ายบอดเผ่นออกมาทางนี้ผมจะสังหารมันเอง"

นายพัชราภรณ์พยักหน้า ยกวินเชสเตอร์คู่มือของเขาขึ้นประทับบ่า เหนี่ยวไกยิงปล่อยกระสุนออกไปจากลำกล้องหนึ่งนัด

พอสิ้นเสียงปืน อ้ายบอดก็เผ่นพรวดออกมาจากกระท่อมหลังนั้น พรานสอนใช้ความรวดเร็วฉับพลันยิงอ้ายบอดในระยะห่างประมาณ ๑๕ เมตร ซึ่งเป็นระยะแม่นยำที่สุด กระสุนปืนที่ปลุกเสกคุณพระถูกหน้าอ้ายบอดอย่างจัง

พยัคฆ์ร้ายร้องคำรามก้องป่า กระโดดตัวลอยขึ้นไปในอากาศแล้วหล่นลงมาสิ้นใจตาย เสียงไชโยโห่ร้องดังขึ้นเซ็งแซ่ นักนิยมไพรต่างวิ่งเข้ามาห้อมล้อมมองดูศพเจ้าลายพาดกลอนตัวมหึมา กระสุนปืนของนายพรานถูกแสกหน้าของมันพอดี

นิกรวิ่งเข้ามายกเท้าเหยียบร่างอ้ายบอด แล้วชูปืนเล็กยาวขึ้นเหนือศีรษะ แอ๊คท่าทางให้สง่าผ่าเผย เสี่ยหงวนหมั่นไส้เต็มทนก็ยกเท้าถีบปั๋งเข้าให้ ทำให้นายจอมทะเล้นเซถลาไปไกล ถึงกับเสียหลักหกล้มลงนั่งพับเพียบเรียบร้อย

"หมั่นไส้นัก" อาเสี่ยพูดเสียงหัวเราะ "พอเสือตายทำเป็นวิ่งเข้ามาแอ๊คท่าเป็นผู้กล้าหาญ ตอนแรกไม่รู้ว่าหายหัวไปไหน"

นิกรยิ้มแห้งๆ คลานเข้ามาทางก้นเสือเอื้อมมือดึงหางเสือขึ้นพิจารณาดู แล้วร้องเอ็ดตะโร

"ตัวผู้โว้ย นึกว่าตัวเมียเสียอีก"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะครืน นายพรานยิ้มให้กับลุงเชย

"อย่าลืมนะอา ฉันได้เงินพันบาทหวานเลย"

นายเชยหัวเราะ

"เออ เอ็งเก่งมาก ข้าให้เอ็งแน่นอน ช่วยตัดหนวดเสือให้ข้าหน่อยเถอะวะ อ้ายบอดตัวนี้มันใหญ่โตไม่ใช่เล่น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับนายพราน

"ตาสอน แกช่วยถลกหนังเสือให้ฉันได้ไหม ฉันอยากได้หนังมันเอาไปปูห้องรับแขกที่บ้าน แล้วฉันจะคิดค่าป่วยการให้แก"

นายพรานยิ้มแป้น

"ครับ ได้ครับ ถ้าเช่นนั้นเราจะต้องพักแรมกันอยู่ที่นี่" พูดจบเขาก็หันมาสั่งพวกลูกหาบให้กลับไปเอาข้าวของสัมภาระในการเดินป่ามาที่นี่ ดร. ดิเรกสนใจกับเสือสมิงตัวนี้มาก เขาได้ถ่ายภาพไว้หลายภาพ และภาพหนึ่งเป็นภาพหมู่ นักนิยมไพรทั้งหมดได้นั่งและยืนอยู่ข้างๆ ศพเสือ ดร. ดิเรกวานให้ลูกหาบคนหนึ่งเป็นคนถ่ายให้ ซึ่งเขาได้ตั้งระยะและหน้ากล้องไว้เรียบร้อย

หลังจากนั้น ดร. ดิเรก ก็ช่วยปฐมพยาบาลลูกหาบคนหนึ่งที่ถูกอ้ายบอดกัดไหล่ขวามีบาดแผลค่อนข้างสาหัส

บ่ายวันนั้นเอง หลังจากคณะพรรค ๔ สหายได้กินอาหารกลางวันกันเรียบร้อยแล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็สั่งให้นายสอนพากลับโกรกพระ เนื่องจากท่านเป็นห่วงลูกหาบที่กำลังได้รับบาดเจ็บจากเขี้ยวเล็บของเสือ อย่างไรก็ตาม ดร. ดิเรกรับรองว่าถ้าไปถึงโกรกพระเขาจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพราะหยูกยาอยู่ที่เรือ

นักนิยมไพรได้เดินทางมาถึงโกรกพระตอนพลบค่ำเย็นวันนั้นเอง พร้อมด้วยหนังเสือลายพาดกลอนขนาดใหญ่ อันเป็นอนุสรณ์แห่งการผจญกับเสือสมิงของเจ้าคุณปัจจนึกฯ.

จบบริบูรณ์