พล นิกร กิมหงวน 113 : ผู้แทนยียวน

ที่ก๊วนกัญชาแห่งหนึ่ง

เจ้าแห้วเดินตัวปลิวขึ้นไปบนบ้านหลังนั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาเพิ่งว่างงานเมื่อตอน 11.00 น. เพราะคณะพรรคสี่สหาย ได้พาเมียๆ ของเขาไปชมภาพยนตร์รอบเย็น เรื่อง "ถิ่นดาวร้ายในโตเกียว" ที่ศาลาเฉลิมเขตร ท่านผู้ใหญ่ทั้งสามก็ติดตามไปด้วย เมื่อไม่มีนาย เจ้าแห้วก็ไม่ต้องรับใช้ใคร จึงรีบแต่งตัวออกจากบ้าน 'พัชราภรณ์' นั่งรถเรย์โนลด์ตรงมายังก๊วนกัญชาแห่งหนึ่ง

ก๊วนกัญชาก็คือ สโมสรหย่อนใจของบรรดานักนิยมกัญชาทั้งหลายนั่นเอง สมาชิกล้วนแต่ชายฉกรรจ์ไม่ปรากฎว่ามีผู้หญิง สโมสรหรือก๊วนกัญชาแห่งนี้ไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย และได้ดำเนินการในทางผิดกฎหมาย คือจำหน่ายกัญชายาเสพติดให้แก่สมาชิก โดยคิดค่าบำรุงเป็นรายบ้อง บ้องละหนึ่งบาทรวดและมีประกาศแผ่นใหญ่ติดไว้ในก๊วนว่า

"จ่ายสด... งดเชื่อ... เบื่อทวง"

เจ้าของก๊วนเป็นชราชราชื่อช้าง พวกสมาชิกมักจะเรียกแกว่าลุงช้าง เคยมีอดีตเป็นนักเลงผู้ยิ่งใหญ่ในถิ่นประตูน้ำปทุมวัน และปัจจุบันนี้ลูกหลานหว่านเครือของแกหลายคนก็เป็นนักเลงผู้มีอิทธิพลอยู่ในย่านนี้

ก๊วนกัญชาของลุงช้าง ซึ่งมีรูปร่างหน้าไม่เหมือนช้างแม้แต่นิดเดียว เป็นเรือนชั้นเดียวแบบโบราณหลังใหญ่อยู่ในซอยๆ หนึ่งข้างตลาดประตูน้ำ ที่ตั้งอยู่ได้ไม่ใช่เพราะเส้นใหญ่หรือมีท่านผู้มีอิทธิพลคุ้มครอง ตั้งอยู่ได้ก็เพราะบ้านของลุงช้างปะปนกันในหมู่ของชาวจีน ซึ่งไม่ชอบเอาเรื่องเอาราวกับใคร และอยู่ในที่ลับหูลับตาเป็นตรอกเป็นซอก เจ้าหน้าที่ไม่ใคร่จะผ่านมาทางนี้บรรดานักนิยมกัญชาทั้งหลายมีทุกรุ่นทุกวัย และอาชีพต่างๆ กัน นักแซ้งก็มี นักลักเล็กขโมยน้อย หรือลักใหญ่ขโมยใหญ่ ตัดช่องย่องเบามีทั้งนั้น ข้าราชการ เสมียนพนักงาน บริษัทห้างร้าน และนักธุรกิจก็มีไม่น้อย คนเหล่านี้ต้องตกเป็นทาษของกัญชา โดยไม่อาจจะถอนตัวได้เพราะกัญชาเป็นยาเสพติด และอำนาจของมันช่วยให้ผู้ที่สูบมันเข้าไปมองดูโลกอย่างขบขันครึกครื้น แม้แต่คนมาบอกข่าวว่าเมียถูกรถรางทับขาขาด ก็ยังหัวเราะชอบใจ ลูกตกน้ำตายยังอมยิ้ม หรือพนักงานศาลเอาหมายศาลมาส่งให้ก็ยังทำเป็นทองไม่รู้ร้อน นั่งหัวเราะงอไปงอมา

เมื่อเจ้าแห้วขึ้นมาบนเรือน หรือก๊วนกัญชาของลุงช้าง เจ้าแห้วก็แลเห็นสมาชิกนักนิยมกัญชานั่งและนอนเรียงรายอยู่ที่หน้าระเบียบเรือนข้างนอกชาน ไม่ต่ำกว่าสิบคน และใครคนหนึ่งในจำนวนนั้น เป็นชายในวัยกลางคน รูปร่างอ้วนใหญ่ ผิวเนื้อค่อนข้างดำ ท่าทางเป็นอาเสี่ยใหญ่ ตัดผมเกรียนและสวมแว่นตาไม่มีกรอบสวมกางเกงขายาวปาล์มบีชสีเทาเข้ม สวมเชิ๊ตแอร์โร่แขนยาวสีขาวผูกเน็คไทเงื่อนกลาสีตาหมากรุกสีเทาสลับแดง สุภาพบุรุษท่าทางภูมิฐานคนนี้กำลังนั่งสนทนากับลุงช้างเจ้าของสำนัก ซึ่งเจ้าแห้วสังเกตเห็นว่าลุงช้างได้แสดงท่าทีพินอบพิเทาอย่างยิ่ง

เจ้าแห้วเป็นคนทรนง ยอมลงหัวให้กับพวกเจ้านายของเขาเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆ ถึงจะยิ่งใหญ่สักเพียงไหนก็ไม่มีความหมายอะไรสำหรับเจ้าแห้ว ดังนั้นเจ้าแห้วจึงเดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ สุภาพบุรุษผู้นั้นแล้วร้องตะโกนเรียกเด็กรุ่นหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเป็นหลานชายของลุงช้างเจ้าของสำนัก

"เฮ้...เอามาให้ข้าห้าบ้อง"

หลานชายของลุงช้างรีบจัดบ้องกัญชาและกัญชาพร้อมด้วยเขียงและมีดหั่นเอามาให้เจ้าแห้วทันที เจ้าแห้วเป็นขาประจำคนหนึ่ง มักจะมาที่นี่เสมอ บรรดานักนิยมกัญชา ต่างเชื่อว่าเจ้าแห้วเป็นอาเสี่ยคนหนึ่งเพราะการแต่งกายภูมิฐานมาก นอกจากนี้ยังมีธนบัตรใบละร้อยพกมาเป็นปึกๆ ทุกคนรู้แต่เพียงว่าเจ้าแห้วคือนายศักดิ์แห้ว ซึ่งใครๆ มักจะเรียกเจ้าแห้วว่าเสี่ย เป็นขาประจำที่ลุงช้างเกรงอกเกรงใจ

ขณะที่เจ้าแห้วกำลังก้มหน้าก้มตาหั่นกัญชา ลุงช้างก็กล่าวทักเจ้าแห้วเบาๆ

"สวัสดีครับเสี่ย"

เจ้าแห้วเงยหน้าขึ้นมองดูลุงช้าง

"อือ..สวัสดีลุง อย่าเพิ่งคุยกับฉันเลยนะ ให้ฉันดุดกัญชาเสียก่อน ให้จิตใจสบายเสียก่อน"

แล้วเจ้าแห้วก็จัดแจงบรรจุกัญชาใส่บ้อง จุดไม้ขีดจ่อลงที่ปลายบ้องกัญชา แล้วเขาก็กลืนควันเข้าไปในท้องของเขา

ควันของกัญชา ทำให้เจ้าแห้วหายเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียราวกับปลิดทิ้ง มีชีวิตขึ้นผิดปกติ ใบหน้าที่เคร่งเครียดเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มแจ่มใสทีละน้อย โลกนี้เป็นของเขาแล้ว เจ้าแห้วมีความรู้สึกเช่นเดียวกับนักกัญชาทั้งหลาย

เจ้าแห้วผิวปากเบาๆ อารมณ์ของเขาครึกครื้นรื่นเริงผิดปกติ เขาเงยหน้าขึ้นมองดูลุงช้างเจ้าของสำนัก ต่างคนต่างยิ้มให้กัน ลุงช้างกล่าวเจ้าแห้วอย่างนอบน้อม

"สุภาพบุรุษผู้นี้อยากจะรู้จักกับเสี่ยครับ หวังว่าอาเสี่ยคงไม่รังเกียจ"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น มองดูหน้าชายกลางคนผู้นั้น ซึ่งกำลังยิ้มให้เขา เมื่อฝ่ายหนึ่งมีไมตรีจิตต่อตน เจ้าแห้วก็มีไมตรีจิตตอบเช่นเดียวกัน นิสัยเป็นนิสัยของสี่สหายของเรานั่นเอง คือใครดีดีตอบ และร้ายร้ายตอบ

เจ้าแห้วยกมือไหว้สุภาพบุรุษผู้นั้น แล้วพูดยิ้มแย้มแจ่มใส

"สวัสดีครับคุณ ผมรู้สึกว่าเป็นเกียรติอย่างมหาศาลเท่าที่คุณแสดงความจำนงอยากจะรู้จักกับผม ผมชื่อศักดิ์แห้วครับ ศักดิ์แห้ว โหระพากุล คุณคงไม่รังเกียจที่จะบอกนามของคุณให้ผมทราบบ้าง"

ชายผู้นั้นรับไหว้เจ้าแห้วอย่างพินอบพิเทาที่สุดราวกับว่าเจ้าแห้วเป็น พณฯท่านนายกรัฐมนตรี

"เป็นเกียรติแก่ผมอย่างยิ่งเชียวครับ ผมยินดีรู้จักและเป็นมิตรกับคุณด้วยความจริงใจ เพียงแต่เห็นคุณเดินขึ้นมาบนเรือน ผมก็พอใจในบุคลิกลักษณะอันภูมิฐานของคุณเสียแล้ว อ้อ..ผมชื่อทองเหม็นครับ ทองเหม็น ชาญูชูหัตถ์ สส.จังหวัดโลเลบุรี"

เจ้าแห้วสะดุ้งเล็กน้อย เขาลืมตาโพลงและใจเต้นระทึก นับเป็นครั้งแรกที่คนชั้นผู้แทนราษฎรได้ทำความรู้จักกับเขาและขอเป็นมิตรกับเขา

"โอ..คุณเป็นผู้แทนหรือครับนี่.."

นายทองเหม็นชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ แล้วพูดนอบน้อม

"ครับ ใช่แล้ว" พูดจบเขาก็ลดมือลง "นี่หมดสมัยประชุมแล้วผมยังมีธุระอยู่ในกรุงเทพฯ ก็เลยยังไม่ได้กลับบ้าน ถ้าคุณมีโอกาสว่างละก็แวะไปเที่ยวโลเลบุรีบ้างซีครับ ผมรับรองเลี้ยงดูปูเสื่อเต็มที่ ผมจะพาคุณทัศนาจรให้ทั่วจังหวัด ชมธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพร ชมขนบธรรมเนียมประเพณีตามอำเภอชั้นนอก คุณเคยไปเที่ยวโลเลบุรีบ้างหรือยังครับ"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"ยังครับ ผมเคยแต่นั่งรถผ่านไป แหม..ผมยินดีเหลือเกินครับที่ได้รู้จักกับคุณ ชื่อเสียงของคุผมได้ยินมานานแล้ว คุณได้ทำสถิติอย่างสูงสุดในการยกมือมากที่สุดในสภา และคุณจะถือสุภาษิตที่ว่าน้ำนิ่งไหลลึก เพราะไม่เคยปรากฏว่าคุณปริปากพูดอะไรในสภาเลย ซึ่งผู้แทนอย่างคุณนี้ ผมคิดว่าตายแล้วเกิดใหม่อีกร้อยชาติก็หาไม่ได้"

นายทองเหม็นยิ้มแก้มแทบแตก

"ขอบคุณครับที่คุณชมเชยผม คุณเข้าใจผมดีทีเดียว ปราชญ์ทั้งหลายนั้นชอบฟังมากกว่าพูด ผมก็เช่นเดียวกันการพูดมากปากพล่อยไม่ช่วยให้ผมได้ดิบได้ดีอะไรเลย แต่การยกมือของผม ช่วยให้ผมได้มีความสุข พูดแล้วอย่าหาว่าผมคุยนะครับ ผมได้เป็นผู้แทนราษฎรมาหลายสมัยแล้ว แต่ก่อนนี้ผม ก็ไม่มีความหมายอะไรแก่ตัวผมเองเท่าไรนัก พอสำเร็จประถมสี่จากโรงเรียนประชาบาล ผมก็เดินเตะฝุ่นหางานทำ อดีตอธิบดีผู้พิพากษาคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้านายของผมได้ฝึกหัดผมให้ทำงานในสำนักงานทนายความของท่าน ผมก็พอรู้กฎหมงกฎหมายกับเขาบ้าง ในที่สุดผมก็สมัครเป็นผู้แทนราษฎร และผมก็โชคดีได้เป็นผู้แทนสมความปรารถนาทุกสมัยแห่งการเป็นผู้แทนของผม ผมถือสุภาษิตน้ำนิ่งไหลลึกอย่างคุณว่า ผมยกมือตะบันราษฎร์ทีเดียว ชาวเมืองโลเลบุรีล้วนแต่แซ่ซร้องสรรเสริญผม สนใจในตัวผม ถึงกับพยายามสืบว่าบิดาของผม ปู่และทวดของผมเป็นใคร ทำไมผมผู้สืบสายโลหิตจากบรรพบุรุษเหล่านั้น จึงเป็นผู้แทนที่เข้มข้นอย่างนี้ จังหวัดของผมเจริญมากเชียวครับ นั่นก็เพราะความสามารถของผม จังหวัดของผมมีรถไฟ มีรถยนต์ มีถนนหนทาง มีตลาด ประชาชนก็มีบ้านอยู่ไม่ได้นอนตามถนนรนแคม ราษฎรไม่เคยอดอยาก ถึงเวลามีข้าวกิน การศึกษาก็เจริญมาก มีโรงเรียนประจำจังหวัดทั้งหญิงชาย พวกครูมีเงินเดือนกินไม่ใช่สอนฟรีๆ ถึงแม้การครองชีพจะสูงเพียงไร ราษฎรก็มีปัญญาซื้อข้าวกิน ถ้าผมเป็นผู้แทนที่เลวแล้ว ราษฎร "โลเลบุรี" ก็คงอดตายไปตามกัน"

เจ้าแห้วถอนหายใจหนักๆ รีบบรรจุกัญชาใส่บ้องแล้วจุดเป็นบ้องที่สอง

"ขอโทษเถอะครับท่านผู้แทน ขณะนี้คุณสังกัดพรรคไหนครับ"

"อ๋อ..ผมหรือครับ ฝ่ายค้านซีครับ แต่ก่อนี้ผมเป็นฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล แต่นี่อีกสองปีก็หมดสมัยแล้ว ผู้แทนที่ฉลาดอย่างผมย่อมรู้ดีว่า ขืนเป็นฝ่ายสนับสนุนการเลือกตั้งในกึ่งพุทธกาล ย่อมหมดหวังที่จะได้เป็นผู้แทนก็เลยเป็นฝ่ายค้าน น่าเสียดายเหลือเกินที่ปิดสมัยประชุมแล้ว ม่ายผมจะค้านให้สะบั้นหั่นแหลกไปเลย การบริหารราชการแผ่นดินของประเทศ ถ้าจะสนับสนุนกันตะพึดตะพือ ยกมือกันพึ่บพั่บแล้ว เราจะมีผู้แทนไว้หาพระแสงด้ามยาวอะไรกัน อย่างนั้นมันเป็นเผด็จการ ใช่ไหมคุณ มันต้องมีการคัดค้านบ้าง สนับสนุนบ้างถึงจะถูก ทำดีเราก็สนับสนุน ทำไม่ถูกเราก็คัดค้าน"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"เมื่อก่อนนี้คุณไม่เคยคัดค้านนี่ครับ ผมอ่านข่าวประชุมสภาทีไร ปรากฏว่าคุณยกมือเสมอ"

"โธ่..คุณก็ ตอนนั้นผมยังแย่อยู่นี่ครับ รถยนต์ผมก็ไม่มีขี่ บ้านของผมที่โลเลบุรีก็เป็นเรือนฝากระดันหลังเล็กๆ เดี๋ยวนี้ผมสบายแล้ว ผมปลูกบ้านตั้งเกือบล้านบาท รถมีเก๋งนั่งถึงสามคัน ได้ไปทัศนาจรมารอบโลกและได้รู้ได้เห็นว่าประชาธิปไตยอันแท้จริงนั้นไม่ใช่ยกมือกันตะพึดตะพือ ผมก็เลยเป็นฝ่ายค้านรัฐบาลเพื่อทำตนให้เป็นประชาธิปไตย เจริญรอยตามพณฯท่านนายกรัฐมนตรีที่เคารพของผม สมัยหน้าผมต้องได้เป็นผู้แทนอีกอย่างไม่มีปัญหา แต่ผมจะสมัครในเขตพระนครนี่แหละครับ ถ้าผมได้เป็นผู้แทนพระนครผมก็มีหวังได้เป็นรัฐมนตรี หรืออาจจะได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีก็ได้ คุณสนใจในเรื่องการเมืองไหมครับ"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"ไม่เคยสนใจเลยครับ ผมถือว่าการเมืองเป็นเรื่องของนักการเมือง ผมธู่ระไม่ใช่ เรื่องของผมมีอย่างเดียวก็หาใส่ปากใส่ท้องไปวันๆ และถ้าว่างก็มาแอบสูบกัญชาที่นี่หรือตามก๊วนอื่นๆ ท่านผู้แทนลองดูสักบ้องซีครับ"

"โอ๊ะ...ขอบคุณครับ ผมไม่สูบหรอกครับแฮ่ะๆ คุณคงเข้าใจผดคิดว่าผมเป็นนักนิยมควันคนหนึ่ง เปล่าหรอกครับผมมาที่นี่ในฐานะที่ผมชอบพอรักใคร่กับลุงช้างมานานแล้ว ผ่านมาทางนี้ก็แวะเยี่ยม"

เจ้าแห้วคะยั้นคะยอส่งบ้องกัญชาให้ผู้แทน

"เพื่อมิตรภาพของเรา โปรดลองสักบ้องเถอะครับ เกิดมาเป็นลูกผู้ชายก็ต้องลองให้ครบทุกอย่าง เหล้ายาปลาปิ้งม้ามิ่งอาชา กัญชายาฝิ่น ถ้าไม่ลองเราก็ไม่รู้ สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ"

ผู้แทนสั่นศีรษะ

"ไม่ไหวละครับ ขอบคุณมากครับคุณศักดิ์แห้วขืนสูบผมคงเมาแย่"

"เอาน่า" เจ้าแห้วอ้อนวอน "เชื่อผมเถอะครับท่านผู้แทน เชื่อผมแล้วคุณจะมีแต่ความสุขความเจริญ ถ้าคุณสูบกัญชาสักหนึ่งบ้อง คุณจะรู้สึกสมองของคุณเฉียบแหลมปราดเปรื่องขึ้นอีก ผมเคยแนะนำให้ท่านผู้แทนหลายคนสูบกัญชาไปแล้ว ลองดูนิดเถอะครับ"

"แหม..เอาก็เอาครับ" พูดจบนายทองเหม็นก็รับบ้องกัญชามาจากเจ้าแห้วและหยิบไม้ขีดข้นจุดดูดควันเข้าปอด

เจ้าแห้วร้องขึ้นดังๆ

"นั่นแน่..คุณบอกว่าสูบไม่เป็น แต่ท่าทางของคุณขนาดเซียนทีเดียว ดุดรวดเดียวหมดบ้องอย่างนี้ผมไม่เชื่อหรอกครับว่าสูบไม่เป็น"

นายทองเหม็นยิ้มอายๆ

"ก็เป็นบ้างเหมือนกันแหละครับ แต่ไม่ถึงกับเสพติด ผมไปเยี่ยมราษฎรตามอำเภอชั้นนอกเขาเอากัญชามาต้อนรับผม ผมก็ต้องลองดูบ้าง ความจริงมันก็อร่อยดีนะครับ สูบเข้าไปลืมความทุกข์หมด"

เท่านี้ มิตรภาพระหว่างเจ้าแห้วกับท่านผู้แทนราษฎรจังหวัดโลเลบุรี ก็ได้เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว นายทองเหม็นสั่งลุงช้างให้จัดบ้องกัญชาและกัญชามาให้เขาแล้วก็เรียกเด็กของลุงช้างคนหนึ่งเข้ามาหา ส่งเงินให้ร้อยบาทสั่งให้ไปซื้อขนมหวานๆ มาให้ ตามวิสัยของนักเลงกัญชาที่ชอบกินหวานๆ

ในชั่วโมงนั้นเอง ท่านผู้แทนราษฎรกับเจ้าแห้วก็ร้องเพลงต้นตระกูลไทยกันอย่างครื้นเครงเสียงลั่นบ้าน เจ้าแห้ว กับนายทองเหม็นได้สนทนาสัพยอกหยอกล้อกันอย่างสนิทสนม

"คุณแห้วที่รัก คุณยังไม่ได้บอกผมเลยว่าคุณเป็นข้าราชการหรือเป็นนักธุรกิจ หรือประกอบอาชีพในทางใด"

เจ้าแห้วว่า "ผมเป็นคหบดีครับ คืออยู่เฉยๆ นั่งกินนอนกินมีสตังใช้อย่างสบาย"

"โอ..ถ้ายังงั้นคุณคงจะร่ำรวยมาก"

"ผมหรือครับ ก็ไม่ได้ร่ำรวยมากมายอะไรนักหรอกครับ มีเงินอยู่ในธนาคารสักยี่สิบล้านเห็นจะได้ นอกจากนี้ก็มีอาคารตึกแถวให้เขาเช่า มีที่ดินอยู่ในพระนครในราวร้อยไร่เห็นจะได้"

ท่านผู้แทนนัยน์ตาเหลือก

"แม่โว้ย...คุณไม่ใช่ย่อยเลยนี่ครับคุณศักดิ์แห้ว แล้วบ้านคุณอยู่ที่ไหนล่ะครับ ผมจะได้ไปหาบ้าง เพราะไหนๆ เราก็เป็นเพื่อนกันแล้ว"

"บ้านผมอยู่บางกะปิครับ อยู่ริมถนนใหญ่ก่อนจะถึงซอยกลางเล็กน้อย อ้า...ผมเสียใจเหลือเกินครับที่ผมได้โกหกคุณเมื่อตอนที่เราเริ่มรู้จักกับคุณ ความจริงไม่ได้ชื่อศักดิ์แห้ว โหระพากุล หรอกครับ แต่ผมมามาสถานที่เช่นนี้ผมก็ต้องปลอมแปลงชื่อ ไม่อยากจะให้ใครรู้ว่าผมเป็นใคร" เจ้าแห้วพูดเกือบเป็นเสียงกระซิบ

ท่านผู้แทนเห็นพ้องด้วย แล้วพูดกับเจ้าแห้วด้วยเสียงกระซิบกระซาบเช่นเดียวกัน

"จริงครับ ถ้าเช่นนั้นคุณคงไม่รังเกียจที่จะบอกผมว่าคุณเป็นใคร ผมรับรองด้วยเกียรติยศของผู้แทนที่เชี่ยวชาญในการยกมือ"

เจ้าแห้วมองซ้ายมองขวา แล้วกระซิบบอกนายทองเหม็น

"ผมชื่อ พล พัชราภรณ์ครับ ผมเป็นลูกชายและทายาทคนเดียวของพระยาประสิทธิ์นิติศาสตร์"

ท่านผู้แทนยิ้มให้เจ้าแห้ว

"ผมยินดีมากเชียวครับที่ได้รู้จักกับคุณ รู้สึกว่าเรามีนิสัยคล้ายกันมาก"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"ในเรื่องนิสัยเห็นจะไม่เหมือนกันหรอกครับคุณ เพราะคุณเป็นนักการเมือง มีนิสัยชอบเล่นการเมือง ส่วนผมเกลียดการเมืองที่สุด ผมชอบการบ้านครับ ถ้าจะพูดให้ถูก คุณต้องพูดว่า เราถูกชะตากันและมีรสนิยมคล้ายๆ กัน"

"ถูกๆๆๆ " พูดจบท่านผู้แทนก็ชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ

เจ้าแห้วทำตาปริบๆ มองดูนายทองเหม็นอย่างแปลกใจ

"คุณยกมือทำไมครับ"

นายทองเหม็นสะดุ้งตื่นจากภวังค์ แล้วหดมือลงยิ้มแห้งๆ

"แฮ่ะๆ ผมเผลอไปครับ นึกว่านั่งอยู่ในสภา อ้ายนิสัยยกมือของผมนี่มันเสียเหลือเกิน บางทีผมนั่งรถไฟกลับบ้าน ผมชูมือไปตลอดทาง บางทีเดินเข้าโรงหนังก็ชูมือเรื่อยเข้าไป แต่ว่าผู้แทนที่ดีน่ะต้องยกมือเก่งๆ ครับ ผมยังงี้ถนัดมาก"

เจ้าแห้วอดหัวเราะไม่ได้ เขานึกอนาถใจอย่างยิ่งที่ประชาชนชาวเมืองโลเลบุรีเลือกนายทองเหม็นเป็นผู้แทน แต่ก็ดีไปอย่างหนึ่งที่นายทองเหม็นไม่มีฤทธิ์เดชอะไร เปรียบนายทองเหม็นก็เหมือนกับขอนไม้ และราษฎรชาวเมืองโลเลบุรีก็เหมือนกับกบ ได้อาศัยเกาะขอนไม้บ้าง ถ้าขืนดิ้นรนในสมัยหน้าไปเลือกเอาคนอื่นเข้าและบังเอิญได้นกกระสา ฝูงกบแห่งโลเลบุรีก็จะวอดวายไปตามกัน เจ้าแห้วคิดเช่นนี้ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ท่านผู้แทนมาหาลุงช้างทำไมครับ หรือว่ามาเยี่ยมเฉยๆ " เจ้าแห้วถามเพราะไม่มีอะไรจะถาม

"ผมหรือครับ นอกจากเป็นการไปมาหาสู่กันในฐานช่วยเหลือผมอีกด้วย พูดแล้วอย่าไปเล่าให้ใครฟังนะครับ นี่เห็นว่าเราเป็นเพื่อนกัน ดูดกัญชาบ้องเดียวกัน ผมยินดีเล่าให้คุณฟัง วันเสาร์ที่จะถึงนี้ผมจะไปปราศรัยกับประชาชนชาวพระนครที่ท้องสนามหลวง"

เจ้าแห้วนิ่งฟังด้วยความสนใจ

"อ๋อ..ไฮด์ปาร์คน่ะหรือครับ"

"ครับ...ถูกแล้ว พณฯท่านจอมพล ป.พิบูลสงคราม ท่านได้ให้อิสรเสรีแก่พี่น้องชาวไทยอย่างเต็มที่ ถึงกับกรุณาให้เปิดไฮด์ปาร์คขึ้นที่สนามหลวง เหมือนอย่างประเทศอังกฤษเขา อันแสดงถึงประชาธิปไตยอันแท้จริง ผมคิดว่าผมควรจะเริ่มสร้างความนิยมหรือโฆษณาชวนเชื่อให้พี่น้องชาวพระนครมีศรัทธาในตัวผม เพื่อจะได้เลือกผมเป็นผู้แทนในสมัยต่อไป ผมจึงตัดสินใจจะไปกล่าวคำปราศรัยที่ท้องสนามหลวงในวันเสาร์นี้ ผมมีวิธีพูดอย่างดีที่สุด ซึ่งวิธีพูดของผมจะทำให้ชาวพระนครเชื่อว่า หากไม่เลือกผมเป็นผู้แทนของเขาแล้ว เขาจะไม่ได้รับความสุขสะดวกสบายอะไรเลย อ้า..ผมขอถือโอกาสนี้ชักชวนคุณให้ไปชมในบ่ายวันเสาร์นี้"

เจ้าแห้วพยักหน้ารับทราบ

"ถ้ามีโอกาสผมจะไปครับ"

นายทองเหม็นว่า "ขอบคุณมากคุณพล คุณลองไปฟังผมพูดเถอะครับ แล้วคุณเองก็คงจะเลือกผมเป็นผู้แทนของคุณในสมัยต่อไปอย่างไม่มีปัญหา ผมจะด่าพวกผู้แทนที่ยกมือกันพึ่บพั่บอย่างสะบั้นทีเดียว ผมจะประณามรัฐบาลให้ย่อยยับ"

"เอ๊ะ" เจ้าแห้วอุทาน "ขืนประณามรัฐบาลก็เข้ากฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๑๐๔ น่ะซีครับ มีความผิดฐานกบฏในพระราชอาณาจักร ต้องย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในคุก มันจะดีรื้อคุณ"

นายทองเหม็นยืดหน้าอกขึ้นในท่าผึ่งผาย

"นักพูดที่ฉลาด ย่อมมีวิธีการพูดด้วยการหลีกเลี่ยงกฎหมาย ตำรวจจับผมไปก็ทำอะไรผมไม่ได้ ผมไม่ได้พูดเพื่อให้ประชาชนเกลียดชังรัฐบาล หรือกระด้างกระเดื่องต่อการปกครอง ผมจะพูดให้ราษฎรเห็นว่ารัฐบาลของเรายังทำงานบกพร่องอยู่หลายอย่าง ถ้าผมเป็นผู้แทน ผมจะช่วยให้รัฐบาลทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความสุขของประชาชน เป็นต้นว่าไม่สร้างโรงเรียนเพิ่มขึ้นอีก ให้เด็กๆ ได้เข้าเรียนโดยไม่ต้องเสียเงิน ไม่ต้องเสียค่าแป๊ะเจี๊ยะ สร้างโรงพยาบาลไว้สำหรับคนจนปลูกห้องแถวชั้นเดียว สำหรับคนจนอยู่อาศัย ไม่ใช่ปลูกเป็นตึกแถวสองชั้น ให้คนมีรถเก๋งเช่าอยู่เหมือนอย่างที่ทำกันมาแล้ว ผมจะช่วยพี่น้องชาวพระนครและธนบุรีให้อยู่ดีทุกครอบครัว ข้าราชการจะต้องมีเงินเดือนอย่างต่ำห้าพันบาท เสมียนพนักงานก็เช่นเดียวกัน ผมจะทำให้ทุกคนขึ้นรถรางฟรี ขึ้นรถประจำทางฟรี และดูภาพยนตร์ฟรี กินอาหารตามภัตตาคารต่างๆ ก็ฟรี เท่านี้กรุงเทพฯก็จะเป็นเมืองสวรรค์ ผมจะอนุญาตให้แม่ค้าพ่อค้าหาบเร่ตั้งขายของได้กลางถนนทีเดียว ภาษีอากรยกเลิกไม่ต้องเสีย ใครเจ็บไข้ได้ป่วย หมอและพยาบาลไปรักษาจนถึงบ้าน และแถมเงินให้คนไข้รายละพันบาททุกรายไป ผมจะจัดการจราจรให้เรียบร้อย ชีวิตของประชาชนคนเดินถนนจะต้องสำคัญกว่าชีวิตของเจ้าของรถเก๋งหรือเจ้าของรถยนต์ ผมจะให้รัฐบาลออกกฎหมายใหม่ใครขับรถชนคนตายต้องประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตร ผมรับรองว่าถ้าผมได้เป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนคร พี่น้องชาวพระนครทุกคน จะมีความสุขเพราะผมโดยทั่วหน้า เท่าที่ผมมาหาลุงช้างก็เพื่อให้ลุงช้างเป่าประกาศขอร้องให้นักเลงอันธพาลและหนุ่มๆ แถวนี้ไปฟังผมปราศรัย ที่ท้องสนามหลวงในตอนบ่ายวันเสาร์ที่จะถึงนี้ และผมจะให้คนเหล่านี้เชียร์ผม พูดง่ายๆ ก็คือว่าเป็นหน้าม้าของผมนั่นเอง เข้าใจไหมครับ"

เจ้าแห้วอดหัวเราะไม่ได้

"อ๋อ..เข้าใจดีทีเดียวครับท่านผู้แทน คุณฉลาดหลักแหลมมาก ผมขอชมเชยความคิดนี้ เท่าที่ผมสังเกตดู ผู้ที่กล่าวคำปราศรัยที่ไฮด์ปาร์คสนามหลวงมักจะมีคนฟังไม่เท่าไร และผู้ฟังก็ไม่ใครจะเลื่อมใสเท่าไรนัก เพราะเป็นการโฆษณาหาเสียงมากกว่าอย่างอื่น ซึ่งบางคนก็ถูกฮาป่าเท่าที่คุณคิดหาหน้าไป ฟังคุณกล่าวคำปราศรัย จะทำให้ประชาชนสนใจในตัวคุณมากเข้าทีครับ แล้วลุงช้างแกว่าอย่างไรครับ"

"ลุงช้างแกรับรองว่า แกจะส่งหน้าม้าไปสนามหลวงในราวสี่ร้อยคน คุณช่วยหาหน้าม้าให้ผมบ้างได้ไหมครับ ขอสักสองร้อยคนก็พอแล้ว คอยเชียร์ผมคอยตบมือให้ผมและโห่ร้องสนับสนุนผม ถ้าทำได้เช่นนี้ผมจะขอบคุณมากทีเดียว"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะช้าๆ แล้วพูดเสียงหัวเราะ

"ตั้งสามร้อยคนผมไม่รู้ว่าจะไปหาให้คุณได้ที่ไหน ผมไม่ได้เป็นผู้บังคับกองพันนี่ครับ ผมจะได้ส่งทหารไปช่วยเชียร์คุณ"

คนของลุงช้างถือจานใส่ขนมหวานสองจาน ซึ่งเป็นขนมไทย มีทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทองเม็ดขนุน มาวางข้างๆ ท่านผู้แทน แล้วเดินออกไป

"เชิญครับคุณพล เชิญรับประทานขนมเถอะคุณ นึกว่าเราเป็นกันเองเถอะครับ"

ก่อนที่เจ้าแห้วจะพูดจาว่ากระไร ชายหนุ่มฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งก็พากันเดินขึ้นมาบนเรืองลุงช้าง และคุยกันเสียงเอ็ดตะโร คนเหล่านี้ต่างทักทายกับเจ้าแห้วอย่างสนิทสนาม ซึ่งเจ้าแห้วก็โอภาศรัยด้วยเป็นอย่างดี

ลุงช้างโผล่หน้ามาจากห้องนอน ร้องตะโกนเรียกท่านผู้แทนให้เข้าไปพบกับแกในห้อง นายทองเหม็นได้กล่าวคำขอโทษเจ้าแห้ว แล้วลุกเดินไปหา ลุงช้างเจ้าของก๊วนกัญชา เพื่อปรึกษาหารือกันในการที่จะส่งหน้าม้าไปช่วยเชียร์เขาที่สนามหลวงในบ่ายวันเสาร์นี้

พวกหนุ่มๆ นักนิยมกัญชาได้เข้ามานั่งห้อมล้อมเจ้าแห้ว และใครคนหนึ่งได้พูดขึ้น

"วันนี้เสี่ยแห้วต้องเลี้ยงพวกเรานะครับ"

เจ้าแห้วชักรำคาญใจ เขาล้วงกระเป๋าหยิบธนบัตรใบละยี่สิบบาทออกมาปึกหนึ่ง แล้วส่งให้ชายหนุ่มหน้าเสี้ยมคนผู้นั้น

"เอ้า..เอาไปแบ่งกันโว้ย สูบคนละสองสามบ้องให้ทั่วหน้า แล้วอย่ามากวนใจกันหน่อย"

พวกนักเลงเหล่านั้นต่างลุกขึ้นเลี่ยงไปนั่งรวมกลุ่มกันทางหนึ่ง ปล่อยให้เจ้าแห้วนั่งสูบกัญชาอยู่เงียบๆ ตามลำพัง และหลังจากนั้นราวครึ่งชั่วโมง เจ้าแห้วก็กลับบ้าน 'พัชราภรณ์' เพราะจะต้องไปคอยรับหน้าเจ้านายของเขาที่บ้าน ซึ่งกลับจากดูภาพยนตร์รอบเย็น

ตอนเย็นวันรุ่งขึ้นซึ่งตรงกับวันศุกร์

คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้นั่งดื่มเหล้า และสนทนากันอยู่ที่เรือนต้นไม้หน้าตึกใหญ่อย่างสบายใจ การกินเหล้าในตอนเย็นก็เพียงแค่ดื่มกันคนละเล็กละน้อยไม่ถึงกับเมามาย

เสียงแตรรถยนต์คันหนึ่งดังกังวานขึ้นที่หน้าบ้านแล้วรถเก๋งใหม่เอี่ยมคันหนึ่งก็คลานเข้ามาในบ้าน 'พัชราภรณ์' อย่างแช่มช้า ผู้ที่นั่งอยู่ตอนหลังรถตามลำพังคือนายทองเหม็น ชาญชูหัตถ์ ผู้แทนราษฎรแห่งจังหวัดโลเลบุรีนั่นเอง เขาแต่งกายแบบสากลชุดสีไข่ไก่ และคาบกล้องยาเส้นอย่างสง่าผ่าเผย ทั้งๆ ที่ตัวของเขาเองก็เหม็นจนแทบจะทนไม่ไหว แต่เขาก็จำเป็นต้องคาบกล้องให้เคยชิน เพราะสุภาพบุรุษที่เป็นผู้ดีชั้นสูงหรือเป็นคนใหญ่คนโตจะต้องสูบกล้องเพื่อให้ภาคภูมิผิดกว่าคนธรรมดา

การที่นายทองเหม็นได้พบ และรู้จักกับเจ้าแห้วที่ก๊วนกัญชาของลุงช้างเมื่อตอนเย็นวันพฤหัสบดีนั้น นายทองเหม็นรู้สึกพอใจในอัธยาศัยของเจ้าแห้วมาก เขาเข้าใจผิดคิดว่าเจ้าแห้วเป็นเศรษฐีใหญ่ เป็นลูกเจ้าคุณพานทองและมีนามว่า พล พัชราภรณ์ เขาก็เลยถือโอกาสมาเยี่ยมเจ้าแห้วที่นี่ ซึ่งการสืบหาบ้าน 'พัชราภรณ์' นั้นไม่ยากลำบากอะไร เพราะบ้าน 'พัชราภรณ์' เป็นคฤหาสน์ที่ใหญ่โตในบางกะปิ และอยู่ริมถนนสายกรุงเทพฯ-สมุทรปราการ นอกจากนี้ที่บ้านยังมีป้ายบอกชื่อด้วย

รถเก๋งซึ่งโตขนาดกระต๊อบของคนจนๆ แล่นมาหยุดหน้าเรือนต้นไม้พอดี นายทองเหม็นชะโงกหน้ามองเข้าไปในเรือนต้นไม้ สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันมองดูเขา

"ใครวะ" ท่านเจ้าคุณกล่าวถามพลเบาๆ

"ยังไงก็ไม่ทราบครับ ถ้าจะเป็นแขกของคุณพ่อกระมังครับ"

"เออ...นั่นน่ะซี แกไปถามเขาดูซิถ้าเขามาหาเจ้าคุณหรือคุณหญิงก็เชิญเขาขึ้นไปบนตึก"

นิกรป้องปากกระซิบกับเสี่ยหงวนเบาๆ

"หน้าตาชอบกลโว้ย คล้ายๆ กับหมีที่เขาดิน"

เสี่ยหงวนทำหน้าเขียวกับนิกร

"พูดบ้าไปได้ เดี๋ยวเขาได้ยินเข้าหรอก" แล้วอาเสี่ยก็ตะโกนบอกท่านผู้แทน "คุณครับ อ้ายนี่มันว่าคุณหน้าเหมือนหมีที่เขาดินครับ"

ดร.ดิเรก ตกใจรีบยกมืออุดปากเสี่ยหงวนทันที ในเวลาเดียวกันนั้นเอง พลก็ลุกขึ้นเดินออกไปหน้าเรือนต้นไม้ นายพัชราภรณ์ กล่าวถามท่านผู้แทนราษฎรอย่างนอบน้อม

"ประทานโทษครับ คุณมาหาใครครับ"

นายทองเหม็น ยิ้มให้พล แล้วตอบอย่างสุภาพเช่นเดียวกัน

"ผมมาหาคุณพล พัชราภรณ์ครับ"

คราวนี้พลทำหน้าตื่นๆ

"พล พัชราภรณ์ หรือครับ ผมนี่แหละครับ คุณมีธุระอะไรไม่ทราบ"

นายทองเหม็นสะดุ้งสุดตัว เหมือนกับถูกเข็มแทงจ้องตาเขม็งมองดูพลอย่างแปลกใจ

"ว่ายังไงนะครับ คุณน่ะหรือครับ ชื่อ พล พัชราภรณ์"

พลยิ้มเล็กน้อย

"ครับ...ผมเอง"

นายทองเหม็นกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่ใช่น่า"

"เอ๊ะ" พลอุทาน "ถ้าไม่ใช่แล้วผมเป็นใครล่ะครับ"

"นั่นน่ะซี" นายทองเหม็นพูดเสียงหนักๆ "คุณพล พัชราภรณ์ที่รู้จักผม รูปร่างเล็กกว่าคุณมาก หน้าตาก็ไม่หล่ออย่างนี้"

พลรู้ทันทีว่าต้องมีใครสวมรอยแกล้งแสดงตัวเป็นเขา

"คุณถูกต้มเสียแล้วละครับ ผมนี่แหละครับคือ พลพัชราภรณ์ เจ้าของบ้านนี้"

ท่านผู้แทนเปิดประตูตอนหลังรถก้าวลงมาจากรถอย่างรวดเร็ว

"แน่นอนทีเดียว ผมถูกต้มอย่างเด็ดขาด อ้ายหมอนั่นตัวเล็กนิดเดียว พูดจาคล่องแคล่ว ตอนแรกเขาบอกผมว่าเขาชื่อ ศักดิ์แห้ว โหระพากุล คุยกันไปคุยกันมาเขาบอกว่านั่นเป็นนามแฝงของเขา นามจริงของเขาคือ พล พัชราภรณ์ เขาอยู่บ้าน 'พัชราภรณ์' ที่นี่ แล้วก็เขาเป็นลูกชายของท่านเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ"

พลเม้มปากแน่น หันขวับไปทางตัวตึกใหญ่แล้วร้องตะโกนบอกสาวใช้ของเขาซึ่งยืนอยู่หน้าตึก

"แจ๋ว...แจ๋วเอ๊ย อ้ายแห้วอยู่ไหน เรียกมานี่หน่อยซิ" พูดจบเขาก็เปลี่ยนสายตามาที่ท่านผู้แทนราษฎร "เชิญเข้าไปคุยกับผมในเรือนต้นไม้ก่อนเถอะครับ กรุณาอย่าเพิ่งกลับไปเลยครับ ผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นมันเป็นผม มันคือคนใช้ของผม ผมจะเตะมันให้คุณดู อ้ายนี่เลวมาก มันหลอกลวงอะไรคุณบ้างหรือเปล่าครับ"

ท่านผู้แทนยิ้มแห้งๆ

"เปล่าครับ....ไม่ได้หลอกลวงอะไรหรอกครับ เป็นแต่ว่าอวดอ้างความมั่งมีให้ผมฟัง คุยว่ามีเงินฝากธนาคารหลายล้าน มีที่ดินอาคารมากมายในกรุงเทพฯ อ้ายผมก็หลงเชื่อว่าเป็นจริง นั่งรถผ่านมาทางนี้ก็เลยแวะเยี่ยมเพราะได้ปวารณาตัวเป็นเพื่อนที่ดีของเขาไว้แล้ว ต้องขอดูหน้าหน่อย เขาเห็นผมเข้าเขาจะทำอย่างไร"

พลเชิญท่านผู้แทนเข้าไปในเรือนต้นไม้ และเชิญให้นั่งร่วมโต๊ะกับพรรคพวกของเขา ท่านผู้แทนเป็นคนมืออ่อนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ยังไม่ทันที่พลจะแนะนำให้รู้จัก เขาก็ยกมือไหว้สามสหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับ ผมขอแนะนำตัวเองให้พวกคุณรู้จักไว้ เผื่อวันหน้าวันหลังจะได้เรียกใช้ผมบ้าง ผมชื่อทองเหม็น ชาญชูหัตถ์ครับ ผมเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดโลเลบุรี และในสมัยหน้าผมจะเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนคร"

นิกร กิมหงวน กับนายแพทย์หนุ่มและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างรับไหว้ท่านผู้แทนปากหวานผู้นี้ แล้วพลก็แนะนำให้รู้จักทีละคน

"นี่อาเสี่ยกิมหงวนเพื่อนรักของผมครับ เสี่ยหงวนผู้เป็นมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทย คนนั้นนิกรการุณวงศ์ ญาติของผมเอง คนนี้นายแพทย์ดิเรก"

ดิเรกพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"หัวนอกครับ ผมสำเร็จวิชาการแพทย์และวิทยาศาสตร์มาจากประเทศอังกฤษ"

พลผายมือไปทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"นั่นญาติผู้ใหญ่ของผม พระยาปัจจนึกพินาศ"

เสี่ยหงวนพูดขึ้นแผ่วเบา

"นามจริง ชื่อ อู๊ด ศิริสวัสดี นิสัยปากร้ายใจดีขี้บ่น เจ้าโมโหฉุนเฉียว แต่โกรธง่ายหายเร็วไม่ทำใคร"

ท่านผู้แทนยิ้มเจื่อนๆ เขายกมือไหว้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อีกครั้งหนึ่ง

"ยินดีมากครับที่ได้รู้จักกับใต้เท้า"

ท่านเจ้าคุณอมยิ้ม

"เช่นเดียวกับคุณทองเหมือน"

นายทองเหม็นอ้าปากหวอ

"มิได้ครับใต้เท้า ผมชื่อทองเหม็น"

นิกรถามขึ้นทันที

"เอ๊ะ...ประทานโทษเถอะครับ ทองทำไมถึงเหม็นผมไม่เข้าใจเลย"

แทนที่จะโกรธ นายทองเหม็นกลับหัวเราะชอบใจ

"ยังไงก็ไม่ทราบครับ ผมเคยทะเลาะกับพ่อผมหลายต่อหลายครั้งในเรื่องนี้ พ่อแกบอกว่า ปู่ผมชื่อทอง ผมเถียงว่าแกชื่อทองน่ะไม่เป็นไร เพราะว่าเพราะดี แล้วผมควรจะชื่อทองใบ ทองม้วน ทองอ่อน ทองแถม ทองกวาว หรือทองคำมากกว่าที่จะชื่อทองเหม็น"

เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นอย่างหน้าตาเฉย

"คุณพ่อไม่ดีนี่ครับ ควรจะรู้ว่าลูกของเรานั้นต่อไปอาจจะเป็นใหญ่เป็นโต เป็นรัฐมนตรีหรือผู้แทนควรจะตั้งชื่อให้เพราะๆ สักหน่อย แต่ว่าคนโบราณเขาทำอะไรมักจะมีเหตุผลนะครับ คือเรียกว่าคิดเสียก่อนแล้วจึงจะทำ ผิดกับคนสมัยนี้ ซึ่งทำด้วยอารมณ์โดยไม่ต้องใช้ความคิด ขอโทษนะครับอย่าว่าผมละลาบละล้วงเลย ย่าของคุณชื่ออะไรครับ"

ท่านผู้แทนทำหน้าชอบกล

"ย่าผมชื่อปุกครับ"

"ขอโทษครับ แล้วยายของคุณล่ะครับ"

"ยายผมชื่อเหม็น"

อาเสี่ยดีดมือแป๊ะ

"เท่านี้เอง พ่อคุณเป็นคนมีเหตุผลดีมาก เอาชื่อปู่และยายมารวมกันตั้งชื่อ คุณปู่ของคุณชื่อทอง ยายคุณชื่อเหม็น ท่านก็เลยตั้งชื่อคุณว่า ทองเหม็นอันเป็นมงคลนาม ถ้าคุณไม่ได้ชื่อทองเหม็น ผมรับรองว่าคุณไม่ได้เป็นผู้แทนราษฎรเด็ดขาด ผมบอกแล้วว่าคนโบราณเขาทำอะไรมีเหตุผล"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"อันที่จริงไม่ควรจะตั้งชื่อว่าทองเหม็น ควรจะให้เกียรติแก่ผู้หญิง ซึ่งผมหมายความถึงยายคุณ ที่ถูกคุณควรจะชื่อว่าเหม็นทองมากว่าทองเหม็น เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ยายของคุณ"

นายทองเหม็น ทำหน้าเหมือนกับเหม็นอะไรสักอย่างหนึ่ง

"อย่างคุณว่าไม่ได้เรื่องละครับคุณนิกร ชื่อทองเหม็นพอฟังได้ ถ้าชื่อเหม็นทองละก้อ ฟังทะแม่งๆ ชอบกลครับ เพราะธรรมดาลงเป็นทองแล้วใครๆ ก็หอมทั้งนั้น"

พลกลั้นหัวเราะแทบแย่ เขาจัดแจงผสมตราขาวกับโซดาบางๆ แล้วยกแก้วส่งให้ท่านผู้แทน

"เชิญครับ ผู้แทน พวกเรายินดีมากที่ได้รู้จักกับคุณ เราทุกคนมีหัวเป็นประชาธิปไตยครับ"

นายทองเหม็นยกมือไหว้พล แล้วรับแก้วน้ำสีเหลืองมาถือไว้ พลเล่าให้พรรคพวกของเขาฟัง ถึงเรื่องที่เจ้าแห้วสวมรอย แสดงตัวเป็นเขา หลอกให้ท่านผู้แทนเข้าใจผิด คณะพรรคสี่สหายต่างเดือดดาลไปตามกัน และพากันซักถามรายละเอียดจากนายทองเหม็น ซึ่งนายทองเหม็นก็เล่าให้ฟังตามตรงว่า ได้พบและรู้จักกับเจ้าแห้วที่ก๊วนกัญชาประตูน้ำเมื่อวานนี้

เจ้าแห้วถือถาดใส่จานกับแกล้มสองจาน เดินเข้าในเรือนต้นไม้ เขาจำท่านผู้แทนไม่ได้ เพราะนายทองเหม็นนั่งหันหลังให้เขา เจ้าแห้วรู้สึกแปลกใจที่สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันจ้องมองดุเขาด้วยแววตาแข็งกร้าว เขาวางถาดลงบนโต๊ะ และแล้วเจ้าแห้วก็สะดุ้งสุดตัวใจหายวาบ เมื่อแลเห็นนายทองเหม็น

"ว้าย" เจ้าแห้วร้องสุดเสียง

พลผุดลุกขึ้นยืน ยกมือซ้ายรวบผมเจ้าแห้วไว้

"อ้ายแห้ว มึงระยำที่สุด อ้างตัวว่าเป็นข้าหลอกให้ท่านผู้แทนราษฎรเข้าใจผิด ที่แกทำเช่นนี้แกมีความประสงค์อะไรวะ หา..."

เจ้าแห้วหน้าซีดเผือด ตัวสั่นงันงกด้วยความเกรงกลัวนายพัชราภรณ์

"รับประทาน.... รับประทานผมไม่มีเจตนาร้ายอะไรหรอกครับ รับประทานหลอกท่านผู้แทนเล่นโก้ๆ อย่างนั้นเองแหละครับ"

นายทองเหม็นหัวเราะก๊าก

"หลอกอั๊ว เหมือนเด็กอมมืออย่างนี้ใช้ได้หรือนายแห้ว ลื้อแต่งตัวภูมิฐานราวกับเสี่ยใหญ่ ที่แท้ลื้อก็เป็นขี้ข้าอยู่ในบ้านนี้" แล้วเขาก็พูดกับพลอย่างนอบน้อม "อย่าไปทำอะไรมันเลยครับคุณพล"

พลกระชากศีรษะเจ้าแห้วให้ต่ำลงมา แล้วยกเข่าขวาถูกหน้าเจ้าแห้วค่อนข้างแรง ปล่อยมือที่รวบผมเจ้าแห้วออก พอเจ้าแห้วหมุนตัวกลับจะวิ่งหนีออกไปจากเรือนต้นไม้ พลก็เตะด้วยเท้าขวาเต็มเหนี่ยว ยังผลให้เจ้าแห้วหัวทิ่มล้มลงนอนคว่ำหน้าเหยียดยาวในท่าตะครุบกบ

คณะพรรคสี่สหาย หัวเราะลั่น เจ้าแห้วพยายามลุกขึ้นอย่างลำบาก แล้วเดินกะโผลกกะเผลกออกไปจากเรือนต้นไม้

พลทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้เหล็กตามเดิม เขาเชิญให้นายทองเหม็นดื่มเหล้า และรับประทานอาหารกับแกล้มแล้วกล่าวว่า

"ในฐานะที่ผมเป็นนายของอ้ายแห้ว ผมต้องขอรับผิดในเรื่องนี้"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"นั่น-นายที่ดีต้องอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าลูกน้องทำผิดแล้วก็ทำหน้าด้านไม่รู้ไม่ชี้ เพื่อนผมคนนี้เป็นคนดีเหลือเกินครับ ท่านผู้แทน ยิ่งผมยังงี้ดีที่สุด มีจิตใจเปี่ยมล้นด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา"

ท่านผู้แทนหัวเราะเบาๆ

"ผมไม่ได้สนใจเรื่องของนายแห้วหรอกครับ เป็นธรรมดาของคนที่ไม่ใหญ่โต ไม่มีความหมายอะไรสำหรับใครก็มักจะวางก้ามอวดว่าใหญ่ยิ่ง แต่ครั้นพอใหญ่โตเข้าจริงๆ ความใหญ่ยิ่งก็หมดไปเอง เหมือนอย่างท่านนายกของเราอย่างไรล่ะครับ ท่านทำตัวเหมือนอย่างคนธรรมดาเรานี่เอง ไปไหนก็ขี่รถเฟี๊ยตเล็กๆ ใครไหว้ท่านก็รับไหว้อย่างนอบน้อมที่สุด จนกระทั่งพวกผมให้ฉายาท่านว่าผู้พนมมือทั้งสิบทิศ แต่ก่อนท่านไปไหนมีตำรวจคุ้มกันเป็นรถๆ เดี๋ยวนี้ท่านนึกจะไปไหนท่านก็ไปตามลำพัง แม้แต่ไปเล่นกอล์ฟที่ราชตฤณมัยก็ไม่มีตำรวจติดตาม และไม่มีตำรวจเฝ้ารอบๆ สนามกอล์ฟเหมือนแต่ก่อน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯเห็นพ้องด้วย

"จริงครับ-ท่านจอมพละกำลังทำตัวให้เป็นที่รักของประชาชนคนไทยทั้งหลาย นับตั้งแต่ท่านกลับมาจากทัศนาจรรอบโลกคราวนี้ แต่พวกเราน่ะซีครับ มักจะเข้าใจไขว้เขวไป การทำงานเพื่อโยชน์ส่วนรวมหรือเพื่อประเทศชาติ ทำให้คนไทยโดยมากเข้าผิดคิดว่าท่านจอมพลต้องการกุมอำนาจไว้คนเดียวบ้าง ต้องการกำจัดผู้ที่ใหญ่โตขึ้นมาเสมอท่านบ้างอะไรเหล่านี้ ความเข้าใจผิดของคน อาจจะเป็นผลสะท้อนให้เกิดเป็นเรื่องร้ายแรงขึ้น ผมเห็นว่าคนไทยควรจะมีสามัคคีธรรมต่อกัน และควรจะมองดุกันในด้านดีไว้ก่อน ผมน่ะยอมรับตามตรงว่า ผมเพิ่งมีศรัทธาในตัวท่านจอมพล ป. ในระยะนี้แหละครับ ผมถือว่าเสรีภาพของมนุษย์สำคัญที่สุด ไม่มีอะไรเทียมเท่า เมื่อท่านจอมพลต้องการให้ประเทศไทยเราเป็นประชาธิปไตยโดยแท้จริง ผมก็ขอสดุดีท่านและสนับสนุนท่านจอมพลทุกวิถีทาง"

"แหม" นายทองเหม็นอุทาน "ผมคิดว่าใต้เท้าน่าจะสมัครเป็นผู้แทนเหลือเกินครับ ใต้เท้าพูดด้วยเหตุผลน่าฟังมากทีเดียว ใต้เท้าคิดจะสมัครเป็นผู้แทนบ้างไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มอายๆ

"อยากสมัครเหมือนกันแหละคุณ แต่กลัวว่าจะถูกริบเงิน ขายหน้าเขาเปล่าๆ "

นายทองเหม็นว่า "อย่างใต้เท้าน่ะหรือขอรับ ใต้เท้ามีวาทศิลป์อย่างนี้ละก็ ถ้าสมัครเป็นผู้แทนและไม่ได้เป็น ผมยอมเอาหัวเป็นประกันทีเดียว บุคลิกลักษณะของใต้เท้าก็ให้"

อาเสี่ยพูดเสริมขึ้น

"ดีเหมือนกันครับคุณทองเหม็น ถ้าคุณอาของผมได้เป็นผู้แทนเวลาเข้าไปนั่งในที่ประชุม ท่านคงจะเด่นกว่าเพื่อน อ๊ะๆๆ ผมไม่ได้ล้อคุณอาว่าหัวล้านนะครับ ยังไม่ทันไรเงื้อกำปั้นแล้ว ผมหมายความว่าคุณอามียศเป็นนายพลโท และบรรดาศักดิ์เป็นพระยาพานทองเข้าไปนั่งในสภา คุณอาจะต้องเด่นกว่าใครๆ เพราะผู้แทนประเภทหนึ่งที่เป็นนายพลนั้นหายาก มีแต่ผู้แทนประเภทที่สองที่เป็นพวกรัฐบาล ผมพูดจริงๆ นะครับ คุณอาน่าจะลองสมัครเป็นผู้แทนในสมัยหน้า"

นิกรสนับสนุนพ่อตาของเขาทันที

"จริงครับผมเห็นด้วย ถ้าคุณพ่อได้เป็นผู้แทน คุณพ่อก็มีหวังได้เป็นรัฐมนตรี ผมก็จะพลอยร่ำรวยไปด้วยในฐานะที่ผมเป็นลูกเขยของคุณพ่อ คุณพ่อไม่ช่วยลูกเขยแล้วจะไปช่วยลิงที่ไหนล่ะ จริงไหมครับ คนเราเมื่อเป็นใหญ่เป็นโตก็ต้องช่วงวงศาคณาญาติ หรือพรรคพวกของตนก่อนคนอื่น อย่างเลวๆ คุณพ่อให้โควต้ารถเก๋งผมเดือนละร้อยคัน ผมก็นอนตีพุงสบายไปเท่านั้น เอาน่าคุณพ่อ ลองชิมลางดูก็ได้ครับ พรุ่งนี้ตอนบ่ายไปสนามหลวงด้วยกัน เอาลังสบู่ไปสักใบ วางเข้ากลางสนามหลวง แล้วคุณพ่อลองกล่าวคำปราศรัยอะไรดูสักอย่างหนึ่ง ถ้ามีคนฟังก็หมายความว่าคุณพ่อจะสมัครเป็นผู้แทนกับเขาได้ ถ้าไม่มีคนฟังก็อย่าอุตริไปสมัครเป็นผู้แทน"

ดร.ดิเรกพูดขึ้นด้วยเสียหัวเราะ "ผมจะจัดหาไมโครโฟนชนิดพิเศษไปให้คุณพ่อ โดยไม่ให้ใครรู้ว่าคุณพ่อพูดไมโครโฟน เพราะไมโครโฟนของผมมีขนาดเท่าลูกกระดุมเสื้อเท่านั้น และซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อ ส่วนเครื่องขยายเสียงก็โตเท่าซองบุหรี่ใส่ไว้ในกระเป๋า มีสำโพงเสร็จ เมื่อคุณพ่อพูดทุกคนก็จะได้ยินเสียงของคุณพ่อ แต่ไม่มีใครรู้ว่าไมโครโฟนอยู่ที่ไหน และลำโพงขยายเสียงอยู่ที่ใด"

นายทองเหม็นยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วว่า

"ลองดูเถอะครับใต้เท้า พรุ่งนี้บ่าย ผมจะมารับใต้เท่านี่ไปปราศรัยที่ไฮด์ปาร์คด้วยกัน และถ้ามีคนพอใจฟังคำปราศรัยของใต้เท้าก็เป็นแสดงว่า ถ้าใต้เท้าสมัครเป็นผู้แทน ใต้เท้าต้องได้รับเลือกเป็นผู้แทนอย่างเด็ดขาด เวลานี้ไฮด์ปาร์คสนามหลวงก็เป็นผู้ที่ ที่ผู้แทนเขาโฆษณาชวนเชื่อตัวเอง ผู้ที่เคยเป็นพรรคสนับสนุนรัฐบาลก็กลายเป็นฝ่ายค้านไปแล้ว เพราะต้องการคะแนนเสียงจากประชาชนในสมัยหน้าคือกึ่งพุทธกาลนี้"

ศรัทธาเกิดขึ้นแก่ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที ใบหน้าของท่านยิ้มแย้มแจ่มใส หันมาพูดกับพลอย่างเป็นการเป็นงาน

"แกรู้สึกอย่างไรพล ถ้าอาคิดจะสมัครเป็นผู้แทนราษฎรในสมัยนี้"

พลว่า "ก็ดีน่ะซีครับคุณอา ท่านจอมพล ป.ท่านก็ได้สนับสนุนให้พวกข้าราชการบำนาญสมัครเป็นผู้แทน เพราะจะได้ช่วยทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ หรือม่ายก็สร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่ตัวเอง ลองดูซิครับคุณอา ผมสนับสนุนเต็มที่ทีเดียว ได้มีโอกาสรู้จักกับคุณทองเหม็นอย่างนี้ก็ดีแล้ว พรุ่งนี้คุณทองเหม็นจะไปกล่าวคำปราศรัยที่ไฮด์ปาร์ค คุณอาก็ลองไปปราศรัยกับประชาชนดูบ้าง เขายืนพูดกันบนลังสบู่ คุณอายืนพูดบนหลังคารถเก๋งเราเลย"

"ยังง้าน" นิกรสนับสนุน "พูดไม่มีใครฟัง คุณพ่อก็ร้องรำทำเพลงแบบนักขายยา เดี๋ยวเดียวก็มีคนแน่น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น

"พ่อเป็นผู้ใหญ่ แก่แล้วโว้ย จะไปทำลิงทำค่าอย่างพวกแกยังไงได้ เอ-เข้าทีเหมือนกันโว้ย พ่อควรจะใช้ชีวิตบั้นปลายของพ่อกระโจนเข้าไปในวงการเมือง สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองสักพัก"

เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย

"เป็นความคิดที่น่าชมเชยมากเชียวครับ คุณอาอาจจะเป็นนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตอันใกล้นี้ก็ได้ และถ้าคุณอาล้มหายตายจากไป บางทีคุณอาอาจจะมีอนุสาวรีย์ตั้งอยู่ที่กลางสนามหลวง ตั้งอยู่บนลังสบู่อย่างโก้หร่าน"

"จะดีรื้อ" ท่านเจ้าคุณพูดเสียงหนักๆ แล้วหัวเราะหันมาทางนายทองเหม็น "ตกลงครับคุณทองเหม็น พรุ่งนี้ตอนบ่ายผมจะไปที่ไฮด์ปาร์ค และคุณกับผมก็จะได้ปราศรัยกับประชาชนโดยไปคิดหัวข้อเอาที่นั่น ความจริงผมก็มีศิลปะในการพูดเหมือนกัน"

นายทองเหม็นดีใจอย่างยิ่ง

"ดีแล้วครับใต้เท่า พรุ่งนี้ตอนเที่ยงผมจะมารับใต้เท่าและคุณทั้งสี่คนไปรับประทานขนมจีบซาลาเปากันก่อน แล้วก็เลยไปสนามหลวงด้วยกัน ตามความคิดของคุณนิกรที่จะให้ขึ้นไปยืนบนรถเก๋งนั้นเข้าทีมากเชียวครับ ดีกว่ายืนบนลังสบู่เป็นไหนๆ ผมจะต้องพยายามโฆษณาตัวเอง หาเสียงไว้ก่อน เพื่อให้คนเลื่อมใสในตัวผม ส่วนใต้เท้าก็เช่นเดียวกัน ผมคิดว่าการเลือกผู้แทนราษฎรในสมัยหน้า คงจะมีคนสมัครในเขตพระนครนี้หลายคน ซึ่งผู้สมัครรับเลือกตั้งจะได้ต่อสู้กันอย่างสุดเหวี่ยง ผมว่าท่านจอมพล ป.คนหนึ่งละที่มีหวังได้เป็นผู้แทนจังหวัดพระนคร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯว่า "ผมอีกคนหนึ่ง แล้วก็คุณอีกคนหนึ่ง ฮ่ะๆ วิญญาณประชาธิปไตยเกิดขึ้นแก่ผมแล้ว ผมดีใจมากที่ได้รู้จักกับคุณ ผมเองไม่เคยสนใจกับการเมืองเท่าไรนัก แต่เดี๋ยวนี้เกิดสนใจขึ้นมาแล้ว ในอนาคตอันใกล้ผมอาจจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ ถ้าผมได้เป็นจริงๆ ผมก็จะให้เจ้ากรลูกเขยของผมเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง แล้วก็ให้เจ้าหงวนหลายชายของผม เป็นรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ให้เจ้าพลเป็นกระทรวงเศรษฐการ และให้ดิเรกเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข สำหรับคุณผมจะให้เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย"

นิกรถามขึ้นด้วยความสงสัย

"ผมเป็นรัฐมนตรีกระทรวงไหนครับ คุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้ลูกเขยของท่าน

"กระทรวงการคลังอย่างไรล่ะ"

"โอ้โฮ-จ้ำบ๊ะไปเลยครับคุณพ่อ ผมก็เปรมไปเท่านั้นแหละครับ ขั้นแรกสั่งย้ายเงินในท้องพระคลังมาเก็บไว้ที่บ้านผมเพื่อความปลอดภัย"

เสียหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ดร.ดิเรกจัดแจงผสมวิสกี้โซดา ส่งให้ท่านผู้แทนทองเหม็นอีกแก้วหนึ่ง ต่อจากนั้นสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ได้สนทนากับ สส.โลเลบุรี อย่างครึกครื้นรื่นเริง นายทองเหม็นรู้สึกพอใจคณะพรรคสี่สหายอย่างยิ่ง เพราะทุกคนล้วนแต่มีอารมณ์ขันคุยสนุก ไม่ถือเนื้อถือตัว

ไฮด์ปาร์ค สนามหลวง

บ่ายวันนี้ประชาชนนับจำนวนหมื่นได้หลั่งไหลมาจากทิศทางต่างๆ ทั่วทุกมุมเมือง บรรดาพี่น้องชาวไทยเหล่านี้ล้วนแต่รักเสรีภาพ และมีจิตใจเลื่อมใสในลัทธิประชาธิปไตย การที่ฯ พณฯ ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาให้ประชาชนได้มีเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นด้วยการเขียนหรือการพูดนั้น ทำให้พี่น้องชาวไทยทั้งหลายแซ่ซร้องสดุดีท่านนายกรัฐมนตรีของเรา และเมื่อถึงบ่ายวันเสาร์ นักประชาธิปไตยเหล่านี้ก็พากันมาที่ไฮด์ปาร์คเพื่อฟังคารมของบรรดานักการเมืองลิ้นทองทั้งหลาย ตลอดจนประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ได้รับความไม่เป็นธรรม คือใครจะพูดอะไรก็พูดได้นั่นเอง

บริเวณสนามหลวงอันกว้างขวาง กลายเป็นที่คับแคบไปเสียแล้ว น้ำแข็ง น้ำอัดลม และหาบเร่ขายดิบขายดีไปตามกัน ประชาชนชาวไทยทั้งหญิงชายเด็กผู้ใหญ่ ตลอดจนคนชรามาชุมนุมกันคับคั่ง คนไทยกำลังไหวตัวในเรื่องประชาธิปไตย เพราะการให้เสรีภาพอย่างนี้แสดงว่าเราเริ่มเป็นประชาธิปไตยกันแล้ว ซึ่งแต่ก่อนนี้เป็นประชาธิปไตยที่ยังไม่สมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม ทุกวันไฮด์ปาร์คที่สนามหลวงในตอนบ่ายวันเสาร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจและสารวัตรทหารก็ได้มาชุมนุมกันแน่นขนัด คอยระงับเหตุร้าย เป็นต้นว่าผู้พูดกับผู้ฟังเกิดไม่ถูกเส้นกันขึ้น ก็แจกมีดแจกหมากแจกไม้กัน ตำรวจครึ่งท่อน ตำรวจนอกเครื่องแบบและในเครื่องแบบเดินปะปนกับประชาชนทั่วสนามหลวง สารวัตรทหารยืนเกร่ไปมา พวกนักแซ้งคอยสอดส่ายตามองหาเหยื่อของตนตามอัธยาศัย บรรดานักพูดก็เริ่มกล่าวคำปราศรัยกับประชาชน โดยมากขึ้นไปยืนบนลังสบู่ แล้วร้องตะโกนพูดอย่างหน้าดำหน้าแดง ตอนแรกก็พูดเป็นสาระประโยชน์ แต่ลงท้ายก็มักจะโฆษณาตัวเองอันเป็นการหาเสียง และบางคนก็พูดประณามนักการเมืองในเรื่องส่วนตัว ซึ่งไม่ควรจะนำมาพูด แต่บางคนก็พูดเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนจริงๆ รวมความแล้วนักพูดที่ไฮด์ปาร์คมีหลายชนิด หลายอย่างต่างๆ กัน บางคนพูดจนเสียบแหบเสียงแห้ง ไม่มีใครฟังเลย

เวลาประมาณ ๑๔.๐๐ น.เศษ

ท่ามกลางความร้อนแรงของแสงอาทิตย์ แพ๊กการ์ดเก๋งสีเขียวสด ได้แล่นปีนขอบสนามเข้ามาในบริเวณสนามหลวง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และผู้แทนนายทองเหม็นนั่งอยู่ในรถคันนี้ เจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นคนขับ

รถเก๋งคันงามแล่นมาหยุดทางด้านเหนือของสนามหลวง คือทางด้านอนุสาวรีย์ทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่ไม่มีประชาชนคนใดสนใจกับคณะพรรคสี่สหายเลย

รอบๆ สนามหลวงอันกว้างใหญ่ บรรดานักการเมืองและนักการค้า ตลอดจนนักพูดทั้งหลายต่างกำลังแสดงวาทศิลป์ของตน พูดกันอย่างน้ำไหลไฟดับ บางคนพูดจนหน้าดำหน้าแดง น้ำลายแตกฟอง เพื่อให้ผู้ฟังมีความศรัทธาในคำพูดของตน ประชาชนคนไทยนักประชาธิปไตยทั้งหลาย แยกย้ายกันฟังนักพูดสุดแต่ความพอใจของตน เสียงเครื่องกระจายเสียงดังลั่นไปหมด นักพูดส่วนมากต่างมีเครื่องกระจายเสียงของตนเอง

พล พัชราภรณ์ กล่าวกับท่านผู้แทนจังหวัดโลเลบุรี

"ลงมือได้แล้วครับคุณทองเหม็น ปีนขึ้นไปบนหลังคารถของเรา แล้วกล่าวคำปราศรัยตามหัวข้อของคุณได้"

นายทองเหม็นทำหน้าเหม็นเบื่อ

"เห็นจะไม่มีประโยชน์อะไรหรอกครับ คุณพลเครื่องขยายเสียงดังหนวกหูอย่างนี้ ผมตะเบ็งจนคอหอยแตกก็ไม่มีใครฟัง"

ดร.ดิเรกโบกมือแล้วอมยิ้ม

"ไม่ต้องวิตก คุณทองเหม็น ผม..ด๊อกเต้อร์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ นักวิทยาศาสตร์ผู้เรืองนามของโลก และของประเทศไทย ย่อมมีความสามารถที่จะหยุดเครื่องกระจายเสียงรอบสนามหลวงนี้ได้ ด้วยเครื่องมือวิเศษของผม ซึ่งผมเตรียมมาพร้อมแล้ว"

"ฮ้า" ท่านผู้แทนอุทาน "คุณหมอทำได้จริงๆ หรือครับนี่"

ดร.ดิเรกชักฉิว

"เรื่องเล็กครับ คุณทองเหม็น ระเบิดปรมาณูยากกว่านี้ตั้งหลายเท่าผมยังคิดและทำได้ ถ้าคุณสนิทสนมกับผมมากกว่านี้ คุณก็จะรู้เองว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ด๊อกเต้อร์ดิเรกทำไม่ได้ แม้สองบวกสองเป็นห้าผมยังคิดได้นี่ครับ"

นายแพทย์หนุ่มขอร้องให้ทุกๆ คนลงมาจากรถให้หมด เว้นแต่เขากับท่านผู้แทนราษฎร ดร.ดิเรกก้มลงหยิบหีบสี่เหลี่ยมเล็กๆ ซึ่งเป็นหีบหนังขึ้นมาวางบนเบาะรถยนต์แล้วเปิดออก เขาหยิบเครื่องขยายเสียงอันขนาดกล่องบุหรี่ออกมา ซึ่งเป็นประดิษฐกรรมอันวิเศษของเขา หลอดไฟของมันโตกว่าก้านไม้ขีดเพียงนิดเดียวเท่านั้น ซึ่งทำได้ด้วยความลำบากยากเย็นที่สุด และไมโครโฟนสำหรับพูดโตขนาดสตางค์สิบ ส่วนลำโพงเครื่องขยายเสียง ซึ่งมีสายเล็กๆ ล่ามติดกับเครื่องของมันมีขนาดเท่ากับเหรียญสองสลึง

ดร.ดิเรกส่งเครื่องขยายเสียงและไมโครโฟนกับลำโพงให้ท่านผู้แทน เขาได้แนะนำวิธีใช้มาจากบ้านเรียบร้อยแล้ว นายทองเหม็นเอาเครื่องขยายเสียงใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงข้างซ้าย ส่วนลำโพงใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตข้างขวา และใส่ไมโครโฟนไว้ในกระเป๋าข้างซ้าย

"อ๋อไร๋-ออไร๋" ดร.ดิเรกพูดยิ้มๆ "คุณขึ้นไปยืนบนหลังคารถ และเริ่มกล่าวคำปราศรัยได้ ผมจะจัดการระงับเครื่องขยายเสียงของคนอื่น เชื่อความสามารถผมเถอะคุณ ด้วยเครื่องมือพิเศษชิ้นนี้จะทำให้ เครื่องกระจายเสียงทุกเครื่องในสนามหลวงชำรุดเสียหายใช้การไม่ได้ เพราะกระแสไฟฟ้าเป็นกลางไม่ยอมทำงาน เว้นแต่เครื่องของเรา"

ท่านผู้แทนจังหวัดโลเลบุรี รู้สึกตื่นเต้นแปลกใจมาก เขาเปิดประตูกว้างลงจากรถ และปีนทางหลังรถขึ้นไปยืนบนหลังคารถแพ๊กการ์ดเก๋ง ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ดร.ดิเรกก็บังคับให้เครื่องกระจายเสียงไม่ต่ำกว่าสิบเครื่องในสนามหลวงเงียบเสียงทันที ด้วยเครื่องมือพิเศษของเขาซึ่งเอามาจากบ้าน

บรรดาช่างประจำเครื่องขยายเสียง ต่างพากันแก้ไขค้นคว้าหาเหตุผลที่เครื่องต้องหยุดชะงักลงกลางคัน โอกาสเป็นของนายทองเหม็นแล้ว เขาตื่นเต้นแปลกใจเหลือที่จะกล่าวในความสามารถของ ดร.ดิเรก เขาชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงเบาๆ แต่แล้วเสียงของนายทองเหม็นก็ดังลั่นทั่วท้องสนามหลวงด้วยเครื่องกระจายเสียงพิเศษของนายแพทย์หนุ่ม

"ฮัลโหล-ฮัลโหล หนึ่ง-สอง-สาม-สี่-ห้า-หก-เจ็ด-แปด-เก้า-ศูนย์ ฮัลโหลๆๆๆ พี่น้องทั้งหลาย ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายโปรดฟังข้าพเจ้า ข้าพเจ้านายทองเหม็น ชาญชูหัตถ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดโลเลบุรี ได้มาพบกับท่านแล้ว ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่.. อยู่ที่นี่จริงๆ ข้าพเจ้าอยู่บนหลังคารถคันนี้แล้ว.. ข้าพเจ้ามาปราศรัยกับท่านแล้ว ท่านโปรดฟังข้าพเจ้าพูด"

เด็กนักเรียนสองสามคน เข้ามามองดูอย่างเสียไม่ได้ แล้วก็พากันเลี่ยงไปทางอื่น ส่วนประชาชนไม่มีใครสนใจฟังเลย นายทองเหม็นร้องตะโกนโหวกๆ อยู่ในราวสิบนาทีก็ปีนป่ายลงมาจากหลังคารถเก๋ง เดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ รถ

"ผมรู้ตัวแล้วครับใต้เท้า" นายทองเหม็นพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ "พี่น้องชาวพระนครไม่มีใครสนใจกับผมเลย ทั้งๆ ที่ผมได้บอกชื่อและแซ่ให้เขาทราบตามธรรมเนียม ผมเห็นจะหมดหวังที่จะได้เป็นผู้แทนจังหวัดพระนครในสมัยหน้า เลิกพยายามกันทีครับ ผมไปสมัครที่จังหวัดของผมดีกว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้นายทองเหม็น

"ประชาชนเขาคงจะรู้ดีว่าตลอดเวลาที่คุณเป็นผู้แทนราษฎร คุณไม่ยอมปริปากพูดอะไรเลย เอาแต่ยกมือตะพึดตะพือไป เขาก็เลยหมดความนิยมเลื่อมใสในตัวคุณ ประชาชนชาวกรุงเทพฯ ไม่ชอบผู้แทนที่ชอบยกมือหรอกครับ"

นายทองเหม็นถอนหายใจหนักๆ

"ใต้เท้าลองขึ้นไปพูดบ้างซิครับ บางทีอาจจะมีคนสนใจกับใต้เท้า ผมคิดว่าเพียงแต่เท้าบอกว่าใต้เท้าคือพลโท พระยาปัจจนึกพินาศ ประชาชนก็คงจะเฮโลเข้ามาห้อมล้อมรถคันนี้ เพื่อฟังคำปราศรัยของใต้เท้า"

"งั้นเรอะ...ผมจะพุดด้วยหัวข้ออะไรดีล่ะ"

นายทองเหม็นหันมาทางนิกร

"คุณช่วยแนะแนวข้อให้เจ้าคุณท่านหน่อยซีครับ"

นิกรยิ้มแป้น แสดงท่าทีว่าเป็นผู้ที่มีความรู้สูง

"เอาหัวข้อง่ายๆ ซิครับคุณพ่อ เอายังงี้ คนไทยทุกคนต้องกินข้าว ไม่ควรกินขนมปัง"

ท่านเจ้าคุณขมวดคิ้วย่น

"ไม่ได้ความเลยโว้ย ถ้าอ้ายหงวนดีกว่า"

อาเสี่ยพูดขึ้นทันที

" หัวข้อของผม ก็คือว่า รัฐบาลควรสร้างโรงพยาบาลและโรงเรียนเพิ่มขึ้นโดยเร็ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"เออ เข้าทีโว้ย หัวข้ออย่างนี้น่าพูดหน่อย เพราะเป็นการแสดงความคิดเห็นของเรา แต่ถ้าจะให้อาด่ารัฐบาลอาไม่เอา หรือจะให้ด่าบุคคลในคณะรัฐบาลเป็นส่วนตัว อาก็ทำไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา เราจะต้องพูดเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนทั้งหลาย ไม่ใช่เพื่อประโยชนส่วนตัวของเรา หรือเอาความเลวของคนโน้นคนนี้มาประจานอันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ไม่ได้ทำให้ประเทศชาติหรือประชาชนเดือดร้อน"

พล พัชราภรณ์ เห็นพ้องด้วย "อย่างนี้สิครับ ถึงจะเป็นนักการเมืองที่ดี เราต้องพูดและทำเพื่อประเทศชาติของเรา ผมเห็นพ้องด้วยครับ โดยมากที่เขาพูดกัน เขามักจะพูดเป็นเรื่องส่วนตัว"

ท่านผู้แทนจังหวัดโลเลบุรี ล้วงกระเป๋าเสื้อกางเกงหยิบเครื่องขยายเสียงขนาดจิ๋ว พร้อมด้วยไมโครโฟนและลำโพงขยายเสียงส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม ท่านเจ้าคุณเก็บใส่กระเป๋าและเตรียมพร้อมที่จะปราศรัยกับประชาชนนักประชาธิปไตยทั้งหลาย

"ลองดูซีครับใต้เท้า" นายทองเหม็นพูดยิ้มๆ "บางทีใต้เท้าอาจจะมีนะดี เรียกประชาชนให้มาฟังจนล้นหลามก็ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน "พ่อจะปีนกันชนหลังขึ้นไป แกช่วยดันก้นพ่อหน่อยเถอะวะ"

"โอ๊ะ" นิกรร้องลั่น "ผมคนเดียวไม่ไหวละครับ คุณพ่อตัวหักยังกะพังแป้น"

เจ้าคุณหัวเราะ

"ถ้ายังงั้น ให้อ้ายหงวนกับอ้ายแห้วช่วยแกด้วยเอาโว้ย"

ครั้นแล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เดินมาทางท้ายรถแพ๊กการ์ดเก๋ง นิกรกับเสี่ยหงวนและเจ้าแห้วตามมาด้วย ท่านเจ้าคุณปีนป่ายขึ้นไปบนหลังคารถยนต์ กิมหงวนและนิกรกับเจ้าแห้วช่วยกันดันก้น ในที่สุด เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ขึ้นมาบนหลังคารถเก๋งคันใหญ่ด้วยความลำบากยากเย็น และนั่งขัดสมาธิอย่างสบายใจ

นายทองเหม็นร้องบอกเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ยืนซีครับ ใต้เท้า นั่งพูดไม่มีใครเลื่อมใสหรอกครับ"

เหมือนกับเด็กว่าง่าย ท่านเจ้าคุณค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแล้วพูดเสียงกังวานลั่นสนามหลวง

"พี่น้องชาวไทยทั้งหลาย เชิญทางนี้ ข้าพเจ้าพลโทพระยาปัจจนึกพินาศ จะปราศรัยกับท่านในหัวข้อที่ว่า... อ้า..ในหัวข้อที่ว่า...อ้า... ในหัวข้อที่ว่า "

อาเสี่ยรีบร้องบอกทันที

"รัฐบาลควรสร้างโรงเรียนและโรงแรมเพิ่มเติม"

"เฮ้ย" ดร.ดิเรกร้องลั่น "โรงเรียนและโรงพยาบาลไม่ใช่โรงเรียนและโรงแรม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดต่อไป

"ข้าพเจ้าจะปราศรัยกับท่านในหัวข้อที่ว่า รัฐบาลควรสร้างโรงเรียนและโรงพยาบาลเพิ่มเติม เพื่อเด็กๆ จะได้มีเรียนและประชาชนที่ป่วยไข้จะได้รับการรักษาพยาบาลโดยทั่วถึง เชิญครับ พี่น้องทั้งหลายเร่เข้ามาลองฟังคารมผมดูบ้าง"

ประชาชนหญิงชาย ประมาณร้อยคนทะยอยๆ กันเข้ามายืนออกันอยู่ข้างๆ รถ ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เอง บรรดานักพูดและนักการเมืองทั้งหลายรอบสนามหลวงต่างกำลังตะโกนพูดโหวกๆ เพราะเครื่องขยายเสียงใช้การไม่ได้ อันเกิดจากการกระทำของ ดร.ดิเรก

เจ้าคุณแลเห็นประชาชนมาห้อมล้อมก็มีขวัญและกำลังใจดีขึ้น

"ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าพูดเพื่อขอร้องให้รัฐบาลที่รักของเรารีบสร้างโรงเรียนและโรงพยาบาลขึ้นอีก เพราะทุกวันนี้เด็กๆ ลูกคนจนไม่มีเงินเสียค่าแป๊ะเจี๊ยะให้โรงเรียน ถึงแม้โรงเรียนรัฐบาลให้เรียนฟรีก็เข้าเรียนได้ยาก"

ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้น

"ไม่เอาโว้ย พูดไม่เผ็ดร้อนเหมือนคนอื่นเลย ไม่ฟังโว้ย พระอาทิตย์ขึ้นสองดวงไม่เอา"

และใครอีกคนหนึ่งตะโกนขึ้นบ้าง

"ทุ่งหมาหลง ดงช้างข้าม ง่ามเทโพ ชะโดตีแปลง แร้งกระพือปีก ฉีกขวานฟาด ราชครึงเครา โว้ย"

คราวนี้เสียงฮาป่า เสียงโห่ร้องก็ดังขึ้น

"นกตะกรุมโว้ย นกตะกรุมหัวแดงแจ๋เหมือนลูกมะอึก"

นิกรนึกสนุกขึ้นมาก็ตะโกนขึ้นบ้าง

"หัวล้านพุงพลุ้ยโว้ย"

เสียงโห่ร้อง เสียงตะโกนล้อหัวล้าน เสียงฮาป่าดังลั่นไปหมด แล้วประชาชนก็แยกย้ายกันไปทางอื่น เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าจ๋อยทำตาปริบๆ ความเสียใจบังเกิดขึ้นแก่ท่านทันที เมื่อทราบว่าประชาชนไม่เลื่อมใสในวาทะศิลป์ของท่าน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มีสีหน้าหม่นหมอง ท่านพยายามปีนลงมาจากรถ ล้วงกระเป๋าหยิบไมโครโฟน ลำโพงและเครื่องขยายเสียงขนาดจิ๋วออกมาส่งคืนให้ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์

"ขายหน้าเขาเหลือเกิน" ท่านพูดพึมพำน่าสงสาร "พ่อเห็นจะเลิกล้มความคิดที่จะเป็นนักการเมืองเสียแล้ว"

ดร.ดิเรกยิ้มเล็กน้อย พูดให้กำลังใจพ่อตาของเขา

"นักการเมืองต้องมานะอดทนครับ เสาร์นี้ไม่มีใครฟัง เสาร์หน้าหรือเสาร์ต่อๆ ไป จะต้องมีคนฟังแน่นอน ท่านมหาตมคานธี กว่าจะเอาชนะประชาชนชาวภารตะได้ ท่านก็ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย ปีนขึ้นไปบนหลังคารถใหม่ซีครับ คุณพ่อ"

"ไม่เอาโว้ย" ท่านเจ้าคุณตวาดลั่น เปิดประตูตอนหลังรถออก แล้วขึ้นไปนั่งบนรถอย่างหัวเสีย

เสียหงวนยิ้มให้นิกร

"แกไม่ลองดูบ้างหรือ ลองแสดงวาทศิลป์ของแกให้กันฟังหน่อยเถอะ เอาหัวข้อง่ายๆ ว่า ประชาชนคนไทยควรกินถั่วลิสงต้มแทนข้าว เพราะมีวิตามินดีกว่าข้าว นอกจากนี้ยังช่วยไล่ลมในท้อง"

นิกรหัวเราะ

"ช่างเถอะ กันไม่เคยมีความคิดที่จะเป็นนักการเมืองกับเขาหรอก กันเป็นนายนิกรอย่างนี้ กันมีความสุขและสบายดีแล้ว เป็นนักการเมืองประเดี๋ยวหนาวประเดี๋ยวร้อน อุณหภูมิในร่างกายเปลี่ยนแปลงได้ง่ายที่สุด"

พลกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"ถ้ายังงั้นก็กลับบ้านกันเถอะวะพวกเรา หรือม่ายก็นั่งรถตระเวนดูให้รอบสนามหลวง อาจจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง"

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ กลับก็กลับ แดดร้อนเหลือทนแล้ว"

นิกรหันมากระเซ้านายแพทย์หนุ่ม

"ร้อนเท่าอินเดียได้ไหม"

"โน อินเดียร้อนกว่านี้หลายเท่า ฤดูร้อนในประเทศอินเดีย ร้อนขนาดน้ำลายในปากเดือดพล่านทีเดียว"

"โอโฮ" เจ้าแห้วอุทาน "รับประทานถึงอย่างนั้นเชียวหรือครับ"

"อือ เอาไข่ไก่ใส่ปากอมเดี๋ยวเดียว คายออกมาปอกเปลือกกลายเป็นไข่ต้มจิ้มน้ำปลากินได้เลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"ร้อนขนาดนี้คนไม่ตายหรือ"

"ไม่ตายหรอกครับคุณพ่อ ชาวอินเดียที่มีเงินเมื่อถึงฤดูร้อนไม่ยอมทำอะไร ขดตัวอยู่ในตู้เย็นตลอดวัน บางคนอยู่ในตู้เย็นนานๆ เข้ากลายเป็นไอศกรีมแท่งไปเลย ส่วนคนจนอยู่ได้ด้วยความเคยชินและความอดทนของเขา"

นิกรถามว่า

"แล้วฤดูหนาวที่อินเดียล่ะหนาวมากไหม"

ดร.ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

" พูดแล้วแกคงไม่เชื่อ ฤดูหนาวที่อินเดียหนาวพอๆ กับขั้วโลกเหนือทีเดียว หิมะลงตลอดวันตลอดคืน ถ่มน้ำลายออกมากลายเป็นก้อนน้ำแข็ง"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของคณะพรรคสี่สหายทำให้นายทองเหม็น ซึ่งกำลังมองไปทางขอบสนาม ต้องหันหน้ามามองดู แล้วเขาก็เดินมารวมกลุ่ม เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับผู้แทนจังหวัดโลเลบุรี

"พวกเราจะกลับบ้านกันละครับ"

"อ้อ..จะกลับหรือครับ ถ้ายังงั้นก็เชิญกลับกันก่อนเถอะครับ ผมจะสังเกตการดูให้รอบๆ สนามหลวง ผมจะพยายามหาจุดสนใจของประชาชน เสาร์ต่อไปผมจะได้มาพูดอีก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับสี่สหาย

"ไปโว้ยพวกเรา ลาท่านผู้แทนเสียก่อน"

พล นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรก กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างล่ำลานายทองเหม็น แล้วพากันไปขึ้นรถกลับบ้าน ผู้แทนจังหวัดโลเลบุรีเดินไปทางด้านตะวันออกของสนามหลวง ด้วยความสนใจในการอภิปรายถึงเรื่องต่างๆ ของบรรดานักพูดและนักการเมืองทั้งหลาย

เพราะประชาชนทั้งประเทศกำลังตื่นตัวในประชาธิปไตย หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับจึงติดตามเสนอข่าวไฮด์ปาร์ค สนามหลวงทุกวันเสาร์

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตกใจ เมื่อพบภาพของท่านปรากฏในหน้าหนังสือฉบับหนึ่ง ซึ่งกำลังยืนอยู่บนหลังคารถแพ๊กการ์ดเก๋ง และอีกภาพหนึ่ง กลุ่มของประชาชนกำลังกู่ตะโกนฮาป่า ไม่มีใครต้องการฟังคำอภิปรายของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง

...กระทาชายหน้าตาเหมือนตุ๊ดตู่คนหนึ่ง อายุในวัยชราภาพ รูปร่างอ้วนเตี้ย พุงพลุ้ยเหมือนลูกปิงปองผ่าสอง ศีรษะล้านมองดูเตียนโล่งไปหมด แต่งกายภูมิฐานแบบคนมีเงิน ได้ปีนป่ายขึ้นไปยืนบนหลังคารถเก๋งของเขา ร้องตะโกนโหวกๆ อวดอ้างว่าเป็นพลโทและมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยา พยายามเปิดการอภิปรายอย่างไม่น่าฟัง ผลที่ได้รับก็คือถูกประชาชนนักนิยมประชาธิปไตยฮาป่า บ้างก็ร้องตะโกนว่าหัวล้านเหม็นเขียวบ้าง ลูกมะอึกบ้าง นกตะกรุมบ้าง บางคนก็จาระนัยแยกประเภทหัวล้าน ผลที่สุดชายชราผู้นั้นก็ทำหน้าแห้งๆ ลงมาจากหลังคารถเก๋งของเขา

ไฮด์ปาร์คที่สนามหลวง มีนักพูดและนักการเมืองหน้าใหม่เพิ่มขึ้นอีกหลายคน แต่รู้สึกว่าประชาชนสนใจ แต่นักพูดหน้าเก่าๆ ทั้งนั้น และประชาชนเริ่มเอือมระอากันบ้างแล้ว เพราะผู้อภิปรายส่วนมากมักจะเอาเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นมาด่าประจาน แล้วอ้างว่าเขามีเสรีภาพในการพูด

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกรธจนตัวสั่นหน้าซีดปากเขียว ท่านขยี้หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นขว้างลงบนพื้นแล้วยกเท้ากระทืบติดๆ กันหลายครั้ง ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้นเอง ประไพก็พาตัวเดินเข้ามาในห้องนอนของท่านเจ้าคุณ แล้วหล่อนก็หยุดชะงัก

"อุ๊ย คุณพ่อ มีอะไรเกิดขึ้นหรือคะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขบกรามกรอด

"ฮึ่ม...เจ็บใจนัก"

ประไพยิ้มแห้งๆ

"เจ็บใจใครคะ ใครมันทำให้คุณพ่อขุ่นข้องหมองใจบอกไพเถอะค่ะ ไพจะจ้างคนตาบอดฟันกระบาลมันให้แบะเลย"

ท่านเจ้าคุณทำปากจู๋

"หนังสือพิมพ์ 'ไทยยิ้ม' มันลงข่าวไฮด์ปาร์คด่าพ่อ"

ประไพทำตาปริบๆ

"อ๋อ..ไพอ่านแล้วค่ะ ไพใช้ให้เจ้าแห้วเอามาวางไว้ในห้องคุณพ่อเอง คุณพ่ออย่าพยายามเป็นนักการเมืองเลยนะคะ เป็นคหบดีอย่างนี้สบายดีกว่า ไม่ต้องสะบัดร้อนสะบัดหนาว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักฉิว

"ทำไมวะ คนอย่างพ่อเป็นนักการเมืองกับเขาไม่ได้ยังงั้นหรือ"

"ได้น่ะได้หรอกค่ะ แต่ถ้าเป็นได้คุณพ่อก็ต้องเป็นนักการเมืองชั้นเลว"

เจ้าคุณยกเท้าขวากระทืบพื้น และยกมือขวาชี้หน้าลูกสาวคนเล็กของท่าน

"เหม่....ดูถูกพ่อ"

"ไพไม่ได้ดูถูก มีอย่างที่ไหนคะ ลูกดูถูกพ่อ แต่ไพเห็นว่าคุณพ่อไม่เคยสนใจกับการเมืองมาแต่ก่อนเลย เพิ่งจะมาสนใจวันสองวันนี้ คุณพ่อจะสู้นักการเมืองหน้าเก่าๆ เขาได้อย่างไร"

ท่านเจ้าคุณยกมือไขว้หลังเดินวนเวียนไปมา

"เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดก็พูดอย่างนี้ ไม่เห็นมีใครสนับสนุนหรือให้กำลังใจพ่อแม้แต่คนเดียว แกคอยดูประไพ ในสมัยหน้าคือ กึ่งพุทธกาลพ่อจะต้องเป็นผู้แทนจังหวัดพระนครให้ได้"

ก่อนที่ประไพจะพูดว่ากระไร เจ้าแห้วก็เดินเข้ามาในห้อง

"รับประทาน อาหารเช้าตั้งโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"กูไม่กิน"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง แล้วหัวเราะ

"รับประทาน ใต้เท้าพูดเสียงเด็ดขาดราวกับนักการเมืองผู้มีอำนาจ"

คราวนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มออกมาได้ เดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าเจ้าแห้วในระยะใกล้ชิด

"ถามจริงๆ เถอะวะอ้ายแห้ว อย่างข้ายังงี้พอจะเป็นผู้แทนกับเขาได้ไหม.."

เจ้าแห้วลืมตาโพลง

"รับประทานน้อยไปครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อมยิ้ม

"หมายความว่ากระไรวะ"

เจ้าแห้วยกมือไหว้

"รับประทานบุคลิกลักษณะของใต้เท้า มีสง่าราศีดีกว่าผู้แทนเป็นไหนๆ รับประทานให้รากเลือดออกมาเป็นแท่งๆ ซีครับ รับประทานกระผมไม่ได้แกล้งยอเลย"

อารมณ์ของท่านเจ้าคุณผ่องแผ้วอย่างน่าประหลาด

"ถ้ายังงั้นท่าทางของข้าก็คงพอที่จะเป็นรัฐมนตรีกับเขาได้"

"โอ๊ย..รัฐมนตรีก็ต่ำไปครับ รับประทานอย่างใต้เท้าต้องนายกรัฐมนตรีจึงจะเหมาะสม รับประทานใต้เท้าต้องได้เป็น ส.ส.แน่นอน แล้วก็คงได้เป็นประธานสภาฯ หรือนายกรัฐมนตรีอย่างไม่มีปัญหา รับประทานเส้นวาสนาที่หน้าผากใต้เท้าเห็นถนัด ลักษณะของใต้เท้าบอกว่ากำลังมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ทีเดียว"

"แฮะแอ้"

"โธ่ รับประทาน ถ้าไม่จริงกระทืบอ้ายแห้วเลยครับ เรื่องดูลักษณะคนรับประทานผมไม่เคยพูดผิดพลาดเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯผิวปากเพลง 'ต้นตระกูลไทย' เบาๆ ท่านล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ๊ตหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทหนึ่งฉบับออกมาส่งให้เจ้าแห้ว

"เอ้า-เอาไปกินขนม"

เจ้าแห้วยกมือไหว้ปะหลกๆ

"รับประทานขอให้ใต้เท้าได้เป็นผู้แทน เป็นรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีในไม่ช้านี้เถิดคะร๊าบ อ้า-รับประทานลงไปรับประทานอาหารเช้าเถอะครับ ป่านนี้คุณนิกรบ่นแย่แล้ว"

ประไพพูดเสริมขึ้น

"ลงไปเถอะค่ะคุณพ่อ กรให้ไพขึ้นมาตามไพก็เลยคุยกับคุณพ่อเสีย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาถามเจ้าแห้ว

"ข้ามีหวังได้เป็นนักการเมืองจริงหรือวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มละมัย

"รับประทานร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ถ้าสมัครเป็นผู้แทนแล้ว ไม่ได้เป็น รับประทานเอาผมไปขังทิ้งหรือยิงทิ้งเสียเลย"

ท่านเจ้าคุณเม้มปากแน่น

"ก็แล้วทำไมเมื่อตอนบ่ายวันเสาร์ ข้ากล่าวคำปราศรัย ทำไมไม่มีใครเขาสนใจกับข้าล่ะ เอ็งก็เห็นแล้วว่าข้าถูกฮาป่า"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานเพชรที่ยังไม่ได้เจียระไนใครๆ ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพชรน้ำหนึ่ง รับประทานอีกหน่อยเถอะครับ รับประทานนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติไทย คือท่านพลโท พระยาปัจจนึกฯ พินาศคนนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อิ่มใจในคำยอเหลือที่จะกล่าว ท่านล้วงกระเป๋า หยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาอีกหนึ่งฉบับแล้วส่งให้เจ้าแห้ว

"เอ้า-พูดดีเป็นเงินเป็นทอง เอาไปอีกหนึ่งร้อย"

เจ้าแห้วกระพุ่มมือไหว้อย่างนอบน้อม รับธนบัตรมาพับเก็บใส่กระเป๋า

"รับประทาน ใต้เท้าเริ่มมีทีท่าเป็นนักการเมือง ผู้ยิ่งใหญ่แล้วละครับ รับประทานลงแจกเงินคล่องๆ อย่างนี้ มีหวังได้เป็นนายกแน่นอน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือห้าม

"พอโว้ย กูโดนเข้าไปสองร้อยแล้ว"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานให้ครบห้าร้อยไม่ดีหรือครับ รับประทานเคยเรียกผมว่าอ้ายห้าร้อยเสมอ"

ประไพย่องเข้ามาข้างหลังเจ้าแห้ว หล่อนถลกกระโปรงสีดำขึ้น แล้วยกเท้าเหวี่ยงลูกแปถูกก้นเจ้าแห้วดังพลั่ก

"นี่แน่ะ ยกยอปอปั้นดีนักอีกหน่อยแกก็คงเห็นแสงเฮ้ากวงออกจากตัวคุณพ่อหรอก เรื่องประจบสอพลอละก้อเป็นไม่มีใครสู้" พูดจบประไพก็ยกมือขวากอดคอเจ้าคุณปัจจนึกฯ "ไปทานข้าวเถอะค่ะคุณพ่อ ทุกๆ คนกำลังรอคุณพ่อทั้งนั้น คุณอาหญิงท่านให้ไพขึ้นมาดุ เพราะท่านกลัวว่า คุณพ่อเสียใจที่ถูกประชาชนฮาป่า เมื่อบ่ายวันเสาร์ คุณพ่ออาจจะผูกคอตายในห้องน้ำ"

เจ้าคุณสะดุ้งโหยง

"พ่อไม่โง่พอที่จะทำอย่างนั้นหรอกวะ"

"นั่นน่ะซีคะ อย่างไรคุณพ่อก็คงจะทำพินัยกรรมให้เรียบร้อยเสียก่อน"

แล้วประไพก็พาเจ้าคุณปัจจนึกฯเดินออกไปจากห้องนอน เจ้าแห้วคว้าไม้กวาดดอกหญ้าที่พิงอยู่ข้างประตูกวาดพื้นห้องอย่างขยันขันแข็ง แต่พอท่านเจ้าคุณกับประไพลับตา เจ้าแห้วก็โยนไม้กวาดทิ้ง เดินไปนั่งไขว่ห้างที่โซฟาร์ เปิดกระป๋องบุหรี่หยิบออกมาจุดสูบมวนหนึ่ง

ภายในห้องรับประทานอาหาร เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด กับสี่สหายพร้อมด้วยนันทา นวลลออ และประภากำลังนั่งสนทนากันเงียบๆ เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับประไพพากันเข้ามาในห้องเสียงจ้อกแจ้กจอแจก็เงียบกริบทันที

นิกรโมโหหิวจนลืมตัวเขาเอ็ดตะโรพ่อตาของเขาโดยลืมนึกไปว่าท่านเป็นพ่อตาของเขา

"อะไร้ ช่างไม่รู้จักรักษาเวลาบ้างเลยเลยเวลาอาหารเช้าตั้งครึ่งชั่วโมงแล้ว คนตั้งหลายๆ คน รอคนคนเดียวยิ่งแก่ยิ่งเหลวไหล"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น ทรุดตัวนั่งข้างนิกร ยกมือไหว้นายจอมทะเล้นอย่างนอบน้อม

"ขอโทษทีเถอะครับคุณพ่อ"

ทันใดนั้นเอง กล้วยหอมผลหนึ่งก็ลอยมาจากมือ คุณหญิงวาดถูกหน้านิกรเต็มรัก

"นี่แน่ะ อ้ายระยำ ให้มันรู้จักนิ้วก้อยหัวแม่มือบ้าง เจ้าคุณท่านไม่ใช่เพื่อนเล่นของแกรู้ไหม ชักทะลึ่งหนักขึ้นทุกวันแล้ว เดี๋ยวแม่บอกศาลาเสียเลยอ้ายนี่ เลยเวลาไปนิดหน่อยถึงกับจะหิวตายเชียวหรือ"

นิกรทำหน้ากะเรี่ยกะราดชอบกล ยิ้มให้พี่สาวของเขาซึ่งนั่งอยู่ตรงกันข้าม

"ดูซี่พี่นัน ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไร พูดนิดเดียวเท่านั้นถูกแจกกล้วยหอม"

นันทาทำตาเขียว

"ดีสมน้ำหน้า"

"อ้าว อยากว่าสมน้ำหน้ากินข้าวเลย เอาโว้ยพวกเราเจี๊ยะพรึ่บ" แล้วนิกรก็เริ่มลงมือรับประทานอย่างร้อนรน"

พลเอื้อมมือจับข้อมือข้างขวาของนิกรไว้

"รอคนอื่นเขาบ้าง เจ้ากร"

นิกรชักฉิว

"รออะไรเล่า ลมสะว้านออกหูแล้ว หิวเสียจนตาลายคนเราถึงเวลาหิวมันก็ต้องกินซีโว้ย"

ทุกคนพากันมองดูนิกรอย่างเศร้าใจ แล้วก็ลงมือรับประทานอาหารกันพลางสนทนากันไปพลางเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวสัพยอกเจ้าคุณปัจจนึกฯ เพื่อนรักของท่าน

"ยังไงครับเจ้าคุณ อ่าน 'ไทยยิ้ม' ฉบับวันนี้แล้วหรือยัง"

"อ่านแล้ว อ่านเสร็จก็ลงมา"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"รู้สึกยังไงบ้างคะ"

"ผมหรือครับ ทีแรกผมโกรธมาก แต่แล้วผมก็หายโกรธ เพราะคำวิพากษ์วิจารณ์ของหนังสือพิมพ์ทำให้ผมมีมานะขึ้นอีก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มให้เพื่อนของท่าน

"หมายความว่า เจ้าคุณจะปลุกตัวเองให้เป็นนักการเมือง"

"ครับ-ถูกแล้ว ผมจะสมัครเป็นผู้แทนในสมัยหน้ากึ่งพุทธกาลนี้อย่างแน่นอน อ้ายแห้วมันยืนยันว่าเส้นวาสนาของผมขึ้นที่หน้าผาก ผมอาจจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้"

เสี่ยหงวนยกมือป้องหน้าผาก ชะโงกหน้ามองดูศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"โอ้โฮ... เป็นมันแผล็บเชียวครับ เส้นวาสนาพาดตลอดถึงท้ายทอย" แล้วเขาก็หันมาทางนายแพทย์หนุ่ม "ดูซีวะหมอ ดูไปดูมาเหมือนลูกมะอึกสุกๆ ไม่มีผิด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากจู๋ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของใครต่อใคร แล้วเจ้าคุณก็ฝืนยิ้ม ยกมือชี้หน้าเสี่ยหงวน

"ดีแล้ว ฉันจะเปิดเผยความลับของแก"

อาเสี่ยหน้าจ๋อยทันที รีบยกมือไหว้ปะหลกๆ

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมกลัวแล้วครับ"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาทางนวลลออ

"เฮ้ย อาจะบอกความจริงให้แกรู้ยายนวล เมื่อวานซืนอ้ายหงวนไปเที่ยวบ้านหม่อมต่วน ที่ซอยกลางโว้ย"

นวลลออลืมตาโพลง

"อ้อ หรือคะ ดีแล้วค่ะ ประเดี๋ยวทานข้าวในเรียบร้อยเสียก่อน หนูจะซ้อมให้อ่านทีเดียวขอร้องก็แล้ว บังคับก็แล้ว ไม่ให้เที่ยวซุกซนอดไม่ได้"

อาเสี่ยเอ็ดตะโรเจ้าคุณปัจจนึกฯเสี่ยงลั่น

"ไปด้วยกันแล้วยังจะมาพูดอีก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"แกกับอ้ายกรชวนฉันใช่ไหมล่ะ"

"อ้าว" นิกรตะโกนลั่น "พอที่เมียผมจะไม่รู้เลยรู้เลย นี่แหละโบราณเขาว่าไว้ไม่มีผิด คบเด็กสร้างบ้าน...คบ...ดูเหร่งเต็งตรง ตู๊เร็งเต๊งเตร๊ง "

ในราวครึ่งชั่วโมงการรับประทานอาหารเช้าก็สิ้นสุดลง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้สนทนากับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อย่างเป็นการเป็นงาน ขณะนี้วิญญาณของนักการเมืองได้บังเกิดขึ้นแก่เจ้าคุณปัจจนึกฯแล้ว

"ผมบอกเจ้าคุณตามตรง ผมจะเล่นการเมืองละ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มเล็กน้อย

"จะดีรื้อเจ้าคุณ ผมคิดว่าเจ้าคุณแก่แล้วควรใช้ชีวิตบั้นปลายให้หมดไปกับความสงบสุขดีกว่า"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"คุณพ่อยังไม่แก่หรอกครับคุณอา ประธานาธิบดีทรูแมนแก่กว่าคุณพ่อตั้ง ๔ ปี ยังมีสมรรถภาพเข้มแข็ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯยิ้มแก้วแทบแตก "ผมยังแข็งแรงเจ้าคุณ ผมยังเป่าขี้เถ้าฟุ้งและยังแบกกระบุงแกลบไหว ผมจะต้องเป็นนักการเมืองให้ได้ หรือคุณหญิงจะว่ายังไง"

คุณหญิงวาดอดหัวเราะไม่ได้

"ค่ะ เจ้าคุณอาจจะเป็นนักการเมืองได้ แต่ทั้งนี้เจ้าคุณอาจจะต้องได้รับการสนับสนุนจากเจ้ากร และพ่อหงวน"

คราวนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าตื่นๆ

"อ้ายสองคนนี่ มีความสำคัญนักเชียวหรือครับคุณหญิง"

"ค่ะ สำคัญมาก เพราะก่อนที่เจ้าคุณจะได้เป็นผู้แทน เจ้าคุณจะต้องปลุกตัวเองให้ประชาชนเลื่อมใสในตัวเจ้าคุณเสียก่อน ใช่ไหมล่ะคะ"

"ครับ ถูกแล้ว"

คุณหญิงวาดอธิบายต่อไป

"เจ้าคุณจะต้องเลี้ยงเหล้ายาปลาปิ้งเพื่อหาคะแนนเสียง เจ้าคุณจะต้องหมดเปลืองเงินนับหมื่นแสนหรือสิบแสน อ้า ดิฉันไม่กล้าพูดคำว่าล้าน ก็เพราะเจ้าคุณทั้งสองศีรษะบ้าน จึงไม่อยากพูดให้กระทบกระเทือนใจ ถ้าพ่อหงวนรับช่วยเหลือการเงินเพื่อโฆษณาตัวเอง และถ้าเจ้ากรรับช่วยในวิธีการอันแยบคายแล้ว ดิฉันมั่นใจว่า เจ้าคุณต้องได้เป็น ส.ส.แน่นอน"

เสี่ยหงวนพูดขึ้นทันที

"ผมให้สองล้าน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สะดุ้งเฮือก

"ประเดี๋ยวพ่อขว้างด้วยมีดโต๊ะหน้าตาแหกไปเท่านั้นเอง"

คราวนี้อาเสี่ยเอ็ดตะโรลั่น

"แล้วกัน ผมพูดจริงๆ ครับ ผมให้สองล้านจริงๆ เพื่อช่วยให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้เป็นนักการเมือง แล้วต่อไปถ้าคุณอากลายเป็นนักการเมือง สองล้านที่เสียไปผมก็จะได้คืนมา นอกจากนี้ผลพลอยได้ก็จะเกิดขึ้นแก่ผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"อ้ายหงวนมันพูดด้วยความจริงใจ มันไม่มีเจตนาล้อเราหรอกเจ้าคุณ ผมชักเลื่อมใสเสียแล้วที่คุณหญิงท่านกรุณาแนะนำผม" พูดจบก็เปลี่ยนสายตามาที่คุณหญิงวาด "คนอย่างเจ้ากรมันจะช่วยอะไรผมได้ บ้างครับคุณหญิงผมยังมองไม่เห็นเลย"

คุณหญิงวาดหัวเราะชอบใจ

"อย่าเพิ่งดูถูกหลานดิฉันซีคะ เจ้ากรน่ะเจ้าคุณก็ทราบดีแล้วว่ามันมีอะไรดีๆ อยู่ในตัวของมันเสมอ"

นิกรยิ้มแป้น

"นั่นน่ะซีครับ"

คุณหญิงวาดพูดต่อไป

"นอกจากนั้นยังหน้าด้านอย่างร้ายกาจ"

นายจอมทะเล้นทำคอย่น

"ข้อนี้ชักสงสัยครับคุณอา" แล้วเขาก็ถามพี่เมียของเขา "คุณภาครับ คนอย่างผมนี่น่ะ หน้าด้านหรือเปล่าครับ"

ประภาอดหัวเราะไม่ได้

"ดิฉันไม่อยู่ในฐานะที่จะออกความเห็นในเรื่องนี้ค่ะ ลองถามคุณนันดูซีคะ"

คุณหญิงวาดกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่อไป

"ดิฉันคิดว่า การโฆษณาชวนเชื่อนั้น นอกจากจะหว่านโปรยเงินลงไปเป็นถังๆ แล้ว เราจะต้องมีวิธีการอันแยบยลในการโฆษณาด้วย ซึ่งเรื่องนี้เจ้ากรหลานชายของดิฉันคงถนัดมาก เท่าที่เจ้าคุณได้ไปพูดที่... อ้า...ที่ไหปาก"

ประไพหัวเราะคิ๊ก

"คุณอาขา ไฮปาร์คค่ะ ไม่ใช่ไหปาก"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ

"นั่นแหละ" แล้วท่านก็กล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่อไป "การที่เจ้าคุณไปพูดที่ไฮด์ปาร์คสนามหลวงเมื่อวันเสาร์แล้วถูกคนฮาป่านั้น เป็นเพราะเจ้าคุณไม่มีวิธีการแบบแปลกๆ เรียกความสนใจจากคนฟัง ถ้าหากว่าวันนั้นเจ้าคุณให้เจ้ากรขึ้นพูดแนะนำตัวเจ้าคุณเสียก่อน เจ้ากรมันก็คงจะร้องยี่เกหรือร้องรำทำเพลงเรียกประชาชนให้มาห้อมล้อมหรือเกิดศรัทธาขึ้น ต่อจากนั้นเจ้ากรก็จะแนะนำให้ผู้ฟังรู้จักกับเจ้าคุณ เท่านี้เองคนดูก็จะพากันตบมือให้เกียรติ และตั้งอกตั้งใจฟังเจ้าคุณพูด โดยไม่มีการฮาป่าหรือร้องตะโกนว่า นกตระกรุมโว้ย หัวล้านเหม็นโว้ย อะไรเหล่านี้"

เสียงพึมพำดังขึ้นที่ห้องรับประทานอาหาร ทุกคนต่างเลื่อมใสแนวความคิดของคุณหญิงวาด

"เข้าทีครับ คุณแม่" พลพูดยิ้มๆ ถ้าคุณอาได้อ้ายกรเป็นผู้ช่วย ในการโฆษณาตัวเอง และได้อ้ายเสี่ยเป็นทุนละก้อ คุณอาต้องได้เป็นผู้แทนราษฎรแน่นอน"

นวลลออกล่าวขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"หนูสนับสนุนค่ะ คุณอาขา หนูจะให้เฮียเป็นกำลังทรัพย์ให้คุณอา อย่างน้อยหนูจะได้ภูมิใจว่า หนูมีญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งเป็นนักการเมือง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าชื่น

"อาเอาแน่ อาจะต้องพยายามเป็นผู้แทนราษฎรให้ได้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯว่า

"ผมจะช่วยเต็มที่ สภาเราจะได้มีผู้แทนหัวล้าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือไหว้เพื่อนเกลอของท่าน

"ขอบคุณครับ เจ้าคุณไม่คิดเล่นการเมืองบ้างหรือครับ"

ประมุขของบ้าน 'พัชราภรณ์' สั่นศีรษะ

"ม่ายละครับ ผมอยู่อย่างนี้สบายแล้ว เหวี่ยงเงินไปห้าหกแสนเล่นแชร์กินดอกเบี้ยเปรมไปเลย ซอยที่ดินแบ่งขายก็รวยถมไป ผมยินดีสนับสนุนเจ้าคุณกับคุณหญิงของผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าตื่น

"หา..คุณหญิงจะเล่นการเมืองหรือครับนี่.."

คุณหญิงวาดยิ้มกระดากกระเดื่อง

"ค่ะ วันเสาร์ที่จะถึงนี้ ดิฉันจะไปอภิปรายที่ไฮด์ปาร์คสนามหลวง แหม..ตั้งใจจะปิดเป็นความลับเชียวนา"

สายตาทั้งหมดต่างจ้องมองดูคุณหญิงวาดเป็นตาเดียว นิกรกับเสี่ยหงวนกลั้นหัวเราะแทบแย่

"คุณอาคะ" ประภาอุทาน "คุณอาเอาจริงๆ หรือคะนี่"

"วุ้ย ชักอายเสียแล้ว ก็เอาจริงๆ น่ะซี อาจะสมัครเขตพระนครนี่แหละ อาจะพิสูจน์ให้พี่น้องร่วมชาติเห็นว่าผู้หญิงก็มีความรักประเทศชาติและมีความสามารถเช่นเดียวกับผู้ชายเหมือนกัน"

ดร.ดิเรกหัวเราะลั่น

"ออไร๋ ออไร๋ ถ้าเช่นนั้นไอช่วยเต็มที่ ฮ่ะ ฮ่ะ ช่วยทุกวิถีทาง"

เสียงตบมือดังขึ้นลั่นห้อง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยื่นมือให้คุณหญิงวาดจับ ทั้งสองบีบมือกันแน่น

"คุณหญิงที่รัก เราเป็นเพื่อนกัน คุณหญิงกับผมต้องสองแรงแข็งขัน เราจะใช้ความพยายามให้ถึงที่สุด เพื่อให้ได้เป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครในสมัยต่อไป เราจะยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อกอบโกยเงินเข้ากระเป๋า..เอ๊ย..ไม่ใช่ๆๆ เราจะเสียสละเพื่อประเทศชาติและเพื่อประชาชน"

"ตกลงค่ะ" คุณหญิงวาดพูดเสียงหัวเราะ แล้วมองดูสี่สหาย "แกสี่คนไม่ลองดูบ้างหรือ จะได้ชื่อว่า ๔ อีแร้งแข็งข้อ"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"ผมรวยพอแล้วครับ ขี้เกียจเข้าไปนั่งยกมือในสภา คุณอาทั้งสองสมัครก็แล้วกัน ในเรื่องการเงินผมช่วยเต็มที่"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"สำหรับผม ช่วยให้สายตัวขาดเป็นเส้นๆ ไปเลย เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้ว่าคุณอาคิดจะเล่นการเมืองเอาซีครับ เพื่อคุณอาและคุณพ่อ ผมจะช่วยโฆษณาหาเสียงให้เต็มที่"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที ทุกคนต่างสนับสนุนเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาดทันที

คุณหญิงกล่าวกับคณะพรรคสี่สหายว่า

"อาปลื้มใจมากที่ทุกคนสนับสนุนอา เป็นอันว่าวันเสาร์นี้อาจะไปพูดอภิปรายที่ไฮด์ปาร์คสนามหลวง ขอให้ พณฯท่านจอมพล ป.พิบูลสงคราม จงเจริญเถิด เพราะท่านได้กรุณาให้เสรีภาพอันแท้จริงแก่ปวงชน ทำให้ประชาชนทั้งประเทศเทิดทูนบูชาท่าน อาจะเตรียมหัวข้อไว้เปิดอภิปราย อ้า-ดิเรกต้องช่วยนะ"

"ออไร๋ ผมช่วยแน่นอน ในฐานะที่ผมได้สร้างอาวุธสำคัญๆ ให้กองทัพ และในฐานะที่ผมเป็นผู้ที่มีบุญคุณต่อประเทศชาติคนหนึ่ง ผมจึงวิ่งเต้นขออนุญาตตั้งสถานีวิทยุเคลื่อนที่ ที่ท้องสนามหลวงวันเสาร์นี้ เพื่อออกอากาศให้ประชาชนได้ยินได้ฟังคำอภิปรายของคุณพ่อและคุณอาทั่วประเทศ และผมจะเป็นโฆษกเอง"

เสียงตบมือดังขึ้นอีก เจ้าคุณปัจจนึกฯ มีสีหน้าสดชื่นอย่างประหลาด ท่านกล่าวกับนิกรลูกเขยจอมทะเล้นของท่านว่า

"แกต้องช่วยพ่อนะโว้ยกร"

"บ่ายวันเสาร์หรือครับ"

"เออ"

"แหม น่ากลัวไม่ว่างครับ ผมว่าจะไปดูรักบี้"

"อย่าดูเลยน่า แล้วพ่อจะพาแกไปเลี้ยงข้าวตอนค่ำ"

"โอ ยังงั้นตกลงครับ รักบี้ไม่มีความหมายอะไรสำหรับผม อ้า-คืนวันศุกร์ผมจะได้เตรียมถ่ายยาไว้ให้เรียบร้อย เรื่องกินผมไม่เคยปฏิเสธใครหรอกครับ ยิ่งคุณพ่อด้วยแล้วผมปฏิเสธไม่ได้แน่นอน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาดต่างกระหยิ่มยิ้มย่องด้วยความหวังที่จะเป็นนักการเมือง ท่านทั้งสองต่างเตรียมโฆษณาหาเสียงเต็มที่ คณะพรรคสี่สหายต่างยินดีร่วมมือด้วย โดยเฉพาะอาเสี่ยกิมหงวนเขาจะช่วยในด้านการเงินโดยไม่ต้องอั้น

"สองล้าน" กิมหงวนตะโกนลั่น "ผมช่วยสองล้าน ถ้าไม่พอเพิ่มให้อีกสองล้าน"

เสียงตบมือดังลั่นห้องรับประทานอาหาร แล้วก็มีเสียงใครคนหนึ่งเป่าปากขึ้นดังๆ ประไพเมียรักของนิกรนั่นเอง

หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับ ต่างลงประกาศแจ้งความของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างลงประกาศแจ้งความโดยมีข้อความเหมือนๆ กัน

ไฮด์ปาร์คสนามหลวง

บ่ายวันเสาร์ที่ ๑ ตุลาคม เชิญท่านไปฟังอภิปราย พล.ท. พระยาปัจจนึกพินาศและคุณหญิงวาด ประสิทธิศาสตร์ มีการถ่ายทอดเสียงจากวิทยุ "สี่สหาย" ตลอดเวลาขอเชิญท่านไปฟังคารมนักการเมืองหน้าใหม่ซึ่งจะเป็นผู้แทนที่รักของท่านในสมัยหน้า

อย่าลืม สองแรงแข็งขัน

ในที่สุด วันเสาร์ก็ผ่านมาถึงอีกครั้งหนึ่ง

บ่ายวันนั้นเอง ไฮด์ปาร์คสนามหลวงก็ได้ต้อนรับประชาชนคนไทยหลายพันคน ซึ่งล้วนแต่เป็นนักประชาธิปไตยทั้งสิ้น

ท้องฟ้ามืดครึ้มเต็มไปด้วยเมฆฝน ช่วยให้บริเวณสนามหลวงเย็นสบาย บรรดานักพูดและนักการเมืองต่างขึ้นยืนบนโต๊ะ หรือเก้าอี้หรือลังสบู่ พูดอภิปรายถึงเรื่องต่างๆ ขอร้องให้รัฐบาลทำโน่นทำนี่ หรือเลิกโน่นเลิกนี่แล้วแต่จะพูดกัน

กลางสนามหลวง มีรถยนต์บรทุกขนาดใหญ่คันหนึ่งจอดอยู่เด่นแลเห็นถนัด บนรถคันนี้มีเครื่องส่งวิทยุอย่างทันสมัย ของ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ พล พัชราภรณ์ทำหน้าที่ควบคุมเครื่องส่งวิทยุ ส่วนนายแพทย์หนุ่มรับหน้าที่เป็นโฆษก นั่งอยู่บนเก้าอี้บนหลังคารถบรรทุก เขายกกล้องส่องทางไกลมองไปรอบๆ สนามหลวงเพื่อสังเกตการณ์

สักครู่ ดร.ดิเรกก็บอกให้พลเปิดเครื่องส่ง และลองเปิดจานเสียงเพลง 'ต้นตระกูลไทย' กระจายไปทั่วประเทศ พอจบเพลง ดิเรกก็ยกไม้เคาะแผ่นเหล็กคล้ายลูกระนาด

"ต๊อง...ต๊อง...ต๋อง..ที่นี่สถานีวิทยุสมัครเล่น "สี่สหาย" ณ ไฮด์ปาร์คสนามหลวง ทำการส่งกระจายเสียงด้วยขนาดคลื่นกี่เมตรก็ได้ เพื่อให้ท่านอยู่ทางบ้านได้ฟังนักพูดหรือนักการเมืองอภิปรายถึงเรื่องต่างๆ ต่อไปนี้ผมจะได้นำท่านมาชมไฮด์ปาร์ค อ้า..นักพูดคนหนึ่งกำลังอภิปรายเรื่องสวัสดิภาพของประชาชนคนเดินถนน มีคนฟังไม่เกิน ๕๐ คน ขนาดเขาพูดใหญ่ ทำท่าประกอบไปด้วย คนฟังฮาป่า..ถูกคนฮาป่าแล้ว.. คนดูเอาก้อนอิฐขว้าง...สาม สี่ก้อน นักพูดหลบก้อนอิฐอย่างสง่าถูกขว้างอีก...โดนก้อนอิฐเข้าแล้ว...โดนอีกเป็นก้อนที่สอง กะบาลและเลือดไหลอาบ เขากระโดดลงจากโต๊ะแล้วท่านทั้งหลาย ต่อไปนี้เราจะเปิดจานเสียงให้ท่านฟังไปพลางๆ ก่อน เพราะพระยาปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาดยังเดินทางมาไม่ถึง โปรดฟังเพลง 'พม่าจับหมี' ไปก่อนนะครับ"

ในเวลาเดียวกันนี้เอง แพ็กการ์ดเก๋งคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาในสนามหลวง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาดมาแล้ว พร้อมด้วยนิกรเสี่ยหงวนและเจ้าแห้วซึ่งทำหน้าที่เป็นคนขับรถ

แพ็คการ์ดเก๋งแล่นตรงมาหยุดข้างรถส่งวิทยุ ของ ดร.ดิเรก ทันใดนั้นเอง ดิเรกก็เริ่มใช้เครื่องมือวิเศษของเขาบังคับให้เครื่องกระจายเสียของนักพูดทั้งหลายหยุดทำงาน ด้วยหัวสมองอันเฉียบแหลมของเขา ทำให้นักพูดทั้งหลายโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงไปตามกัน เพราะไม่อาจจะทราบเหตุผลว่า ทำไมเครื่องกระจายเสียงของตนจึงขัดข้องใช้การไม่ได้ และเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องกระจายเสียงก็หมดความสามารถที่จะแก้ไขให้กลับคืนดีเช่นเดิม

นิกรแต่งกายแบบตลกละครสัตว์เปิดประตูก้าวลงมาจากรถเก๋งคันใหม่ สะพายถุงย่ามใบเบ้อเริ้ม เดินมาที่รถวิทยุของ ดร.ดิเรก แล้วเขาก็ปีนขึ้นมาบนรถ

นายแพทย์หนุ่มประกาศกระจายเสียงทันที ซึ่งเสียงของ ดร.ดิเรก ได้ออกอากาศกระจายไปทั่วประเทศทั้งคลื่นสั้นและคลื่นยาว

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย บัดนี้ตลกชาญฉลาดมาพบกับท่านแล้ว รูปร่างหน้าตาของเขาเหมือนสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่ง ท่านอยากเห็นว่ารูปร่างหน้าตาของเขาเป็นอย่างไร เชิญท่านมาที่รถวิทยุกระจายเสียงของเรา"

เท่านี้เอง นักประชาธิปไตยทั้งหลายก็พากันเฮโลมาห้อมล้อมรถวิทยุกระจายเสียงของนายแพทย์หนุ่ม นิกรปีนขึ้นไปบนหลังคารถทิ้งถุงย่ามใบนั้นบนหลังคาเสียงดังโครม แล้วเขาก็กวักมือเรียกเจ้าแห้วกับเสี่ยหงวนให้รีบขึ้นมาบนหลังคารถบรรทุกคันนี้

เสี่ยหงวนแต่งกายแบบนักสู้สิงห์ สวมกางเกงขี่ม้าสีขาว สวมท๊อบบู้ทสั้นสีดำ สวมเชิ้ทแขนยาวสีขาวมือขวาถือแซ่ ส่วนเจ้าแห้วแต่งเป็นสิงห์โต มีหัวสิงโตคลุมศีรษะ

เจ้าแห้วล้วงมือลงไปในย่าม หยิบกลองใบหนึ่งออกมา แล้วก็ล้วงม้าฬ่อขนาดเล็กอีกอันหนึ่งพร้อมด้วยไม้ตีออกมาส่งให้เสี่ยหงวน นิกรยืนเด่นเป็นสง่าบนหลังคารถบรรทุก เขาชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ

"ท่านทั้งหลาย" เสียงของนิกรดังไปทั่วสนามหลวงและทั่วประเทศ "วันนี้เป็นวันฤกษ์งามยามดีแล้ว"

เจ้าแห้วกับเสี่ยหงวนตีกลอง และตีม้าฬ่อสนั่นหวั่นไหว

"ตะลุงตุ้ง...แพ็ง...ตะลุ่งตุ้ง...แพ็ง ตะลุกตุ๊ก...แพ็ง ตะลุ่งตุ้ง.. แพ็ง แพ็งๆๆๆๆๆ ตะลุ่งตุ้ง"

"ว๊าก..." นิกรร้องสุดเสียง

"ตะลุ่งตุ้ง"

"ว๊าก...อันละหนึ่งบาก"

"ตะลุ่งตุ้ง"

"อังเลียวบากเลียว"

"แพ็งๆๆๆๆๆ ตะลุ่งตุ้ง"

"ว๊าก...เจ็บหน้าอกช้ำใน เป็นฝีในท้อง"

"ตะลุ่งตุ้ง"

"เป็นฝีนอกท้องหรือข้างๆ ท้องปิกกอเอี๊ยะอย่างนี้ทีเลียวหาย ปิกทีเดียวเท่านั้ง"

"ตะลุงตุ้ง...แพ็ง..."

"ปิกทีเลียวหายเลย ปิกสองทีตายห่า...ปิกไล่ทีเลียว"

"ตะลุงตุ้ง..."

"ปิกขมับแก้ปวดหัวตัวร้อน"

"ตะลุงตุ้ง..."

"ปิกเลี้ยวตัวหายร้อน"

"ตะลุงตุ้ง..."

"ตัวเย็นปิกเลี้ยวทำให้ตัวร้อนล่าย"

"ตะลุงตุ้ง..."

"แผลพุพองเน่าเปื่อย ปิกไว้คึงเลียว กอเอี๊ยะหายเลย แฮ่ะ แฮ่ะ กอเอี๊ยะอย่างที่หนึ่ง...ที่หนึ่งกอเอี๊ยะม่ายซื้อแจกให้ฟรีโว้ย ว๊าก..."

"ตะลุงตุ้ง...แพ็ง...ๆๆๆๆๆๆ "

เสี่ยหงวน ยกมือขวาตบบ่านายจอมทะเล้นค่อนข้างแรง

"เฮ้ย...เราจะแสดงตลกชุดละครสัตว์ ไง๋เสือกเล่นขายกอเอี๊ยะเสียล่ะ แกไม่ได้แต่งตัวแบบขายกอเอี๊ยะนี่หว่า"

นิกรอมยิ้ม

"เถอะน่า เล่นให้คนดูหัวเราะเป็นใช้ได้ แกตีม้าฬ่อเรื่อยๆ ไปเถอะ" แล้วนิกรก็ร่ายรำทำท่าแบบงิ้ว "ว๊าก..อั๊วเมียะไก๊นิกรอ้า.."

"ตะลุงตุ้ง..."

"อั๊วชื่อนิกร"

"ตะลุงตุ้ง..."

"นิกรคือชื่ออั๊ว"

คนดูชักรำคาญแล้ว ต่างพากันเดินไปทางอื่นบ้างก็ร้องตะโกนลั่น

"ตลกขี้เรื้อนไม่ได้ความโว้ย...ไม่ขันโว้ย แต่งตลกละครสัตว์เสือกเล่นงิ้วมีอย่างที่ไหนวะ"

นิกรหัวเราะ ยกมือไหว้คนดูอย่างพินอบพิเทา

"ถ้าเช่นนั้น ผมจะเล่นยี่เกให้ดูดีไหมครับ"

หญิงชราคนหนึ่งส่งเสียงแจ๋วๆ ขึ้นทันที

"ดี เล่นยี่เกดีกว่าอ้ายหลานชาย"

ใครต่อใครอีกหลายคนต่างตะโกนโหวกๆ ขอให้นิกรเล่นยี่เก แสดงให้เห็นว่า นักประชาธิปไตยของไทยเราเป็นส่วนมากยังชอบยี่เกอยู่ นายจอมทะเล้นกล่าวกับเสี่ยหงวนทันที

"กันจะรีบแต่งตัว แกช่วยออกแขกทีเถอะวะอ้ายแห้ว เตรียมแต่งเป็นนางโมราได้"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานเล่นเรื่องจันทโครบหรือครับ"

"เออ... เล่นแบบรวบรัดตัดความ ข้าจะหลอกคนดุไม่ให้รู้ตัวว่าข้าจะโฆษณาหาเสียงให้คุณอา" แล้วเขาก็หันมาทางเสี่ยหงวน "ออกแขกซีโว้ย"

อาเสี่ยทำหน้าชอบกล

"ออกแขกทำยังไงล่ะ กันเล่นไม่เป็น"

นิกรชักฉิว

"เถอะน่า แกจะออกยังไงก็แล้วแต่แกเถอะ"

กิมหงวนเม้มปากแน่น นิกรกับเจ้าแห้วทรุดตัวลงนั่งบนหลังคารถยนต์ เพื่อเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเป็นลิเก ซึ่งไม่ยากลำบากอะไรเพียงแต่นิกร เช็ดหน้าเอาสีฝุ่นที่แต้มไว้เป็นจุดๆ ออกให้หมด แล้วเอาเสื้อกั๊กสีแดงสวมทับเสื้อเชิ้ท เอาผ้าแพรคาดหน้าผาก และเอาขนไก่ปัก ส่วนเจ้าแห้วก็รีบถอดหัวสิงห์ออก รีบผัดหน้าแต่งตัวใหม่ เครื่องแต่งตัวมีอยู่ในย่ามพร้อมแล้ว นอกจากนี้ยังมีเครื่องอุปกรณ์ในการแสดงอีกมากมาย

เสี่ยหงวนยืนเซ่อนิ่งเฉย คนดูกำลังฮาป่า ใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ออกแขกซีโว้ย"

อาเสี่ยก้มลงมองดูตัวเอง แล้วกล่าวกับเจ้าแห้ว

"เฮ้ย..ส่งผ้าปูที่นอนให้ผืนเถอะวะ หมวกแขกด้วยแต่งตัวอย่างนักปราชญ์สิงห์จะให้ออกแขกอย่างไรกัน"

เจ้าแห้วค้นหาผ้าปูที่นอนกับหมวกแขกในย่าม ส่งให้กิมหงวนตามคำสั่ง อาเสี่ยรีบถอดท๊อบบู๊ท แล้วแก้กางเกงออก พวกผู้หญิงร้องหวีดว้ายเมื่อแลเห็นกิมหงวนนุ่งกางเกงในเพียงตัวเดียว บางคนถึงกับยกมือปิดหน้าหรือเบือนหน้าหนี ส่วนพวกผู้ชายหัวเราะกันอย่างครื้นเครง

เสี่ยหงวนคลี่ผ้าปูที่นอนสีขาวออก นุ่งผ้าโจงกระเบนอย่างรุ่มร่ามแบบขอไปที คว้าหมวกแขกขึ้นสวมศีรษะเท่านี้เขาก็กลายเป็นแขกไป

ประชาชนหญิงชายชักเลื่อมใส ต่างพากันเข้ามาห้อมล้อมวิทยุและแพ็คการ์ดเก๋ง นิกรร้องตะโกนเรียกพ่อตาของเขาให้ขึ้นมาบนรถวิทยุ พอเจ้าคุณปัจจนึกฯ ปีนขึ้นมาบนรถ เสียงโห่ร้องเกรียวกราวก็ดังขึ้น

"โว้ย พระอาทิตย์ขึ้นสองดวงโว้ย โอ้โฮ...เป็นมันแผล็บเลย มองคล้ายๆ นกตะกรุมโว้ย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกรธจนตัวสั่น นิกรรีบกระซิบกระซาบบอกท่าน

"อย่าโกรธ คุณพ่อ เรากำลังจะหาเสียง เรากำลังโฆษณาตัวเองต้องใจเย็นซีครับ ยิ้มซีครับ ยิ้มซีคุณพ่อ ผู้แทนที่ดีก่อนการเลือกตั้งต้องพยายามไหว้ใครต่อใครให้มากที่สุด"

เพราะอยากเป็นผู้แทน เจ้าคุณปัจจนึกฯ จึงเชื่อนิกร ท่านพยายามระงับโทสะอย่างยากเย็น ฝืนยิ้มให้คนดู แล้วประณมมือไหว้อย่างน่าสงสาร เด็กหนุ่มคนหนึ่งตะโกนขึ้นดังๆ

"เฮ้ย..นกตะกรุมไหว้เป็นด้วยโว้ย"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ สุดแสนที่จะอดกลั้นแล้ว ท่านพูดกับนิกรเบาๆ

"พ่อลงไปข้างล่างเดี๋ยวนะ"

"อ้า ไปทำไมล่ะครับ"

"ไปเตะอ้ายเด็กเปรตคนนั้นหน่อย"

นิกรจุ๊ย์ปาก

"ใจเย็นๆ น่าคุณพ่อ เตรียมตัวเป็นฤาษีเถอะครับนั่งลงซีคุณพ่อ เครื่องฤาษีอยู่ในย่ามพร้อมแล้ว"

ท่านเจ้าคุณทำหน้าตื่นๆ

"นี่ข้าต้องเล่นยี่เกกับแกด้วยหรือนี่"

ใครคนหนึ่งยืนข้างๆ รถร้องตะโกนขึ้น

"เล่นซีครับ เอาหน่อยครับ เล่นให้พวกเราชมหน่อยเถอะ หัวแดงแจ๋ยังงี้เป็นฤาษีสมเหลือเกิน"

นิกรฉุดแขนพ่อตาของเขาให้นั่งลงบนพื้นหลังคารถบรรทุก ซึ่งมีเนื้อที่จำกัดมาก แล้วนิกรก็กระซิบกระซาบบอกท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณพ่ออย่าโง่นักเลย ผมจะโฆษณาชวนเชื่อโดยไม่ให้คนดูเขารู้ว่าผมโฆษณาให้คุณพ่อ เราตกลงกันมาจากบ้านแล้วว่า คุณพ่อกับคุณอาจะทำตามความประสงค์ของผม ถ้าคุณพ่ออยากเป็นนักการเมืองก็ต้องเชื่อผมเร็ว..แต่งตัวเป็นฤาษีเดี๋ยวนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย กระซิบกับนิกรเบาๆ

"พ่อร้องยี่เกไม่เป็น รำน่ะพอรำได้"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"ร้องราชนิเกริงไม่เป็น ร้องเพลงกลอนแปดแบบละครร้องก็ได้ เพลงตะลุ่มโปง หงษ์ทอง หรือเพลงอะไรได้ทั้งนั้น แต่งเนื้อให้กลอนมันสัมผัสกันเป็นใช้ได้อย่ามัวโอ้เอ้ครับ คนกำลังหลั่งไหลมาดูเรา ขืนชักช้าเดี๋ยวคนไปหมด โอกาสอันดีงามเป็นของเราแล้ว" พูดจบก็เงยหน้าขึ้นมองดูเสี่ยหงวน "ออกแขกซีโว้ย"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก ปลอบใจตนเองให้เข้มแข็งแล้วตะโกนร้องเพลงเสียงลั่น

"เอ้..เฮ.. เอ้เฮ้..เอเฮ เอ้เฮ.. ผิดแล้วย่อมเป็นครู

ท่านควรรู้เป็นตำรา จะเลือกผู้แทนคนไหน

ดูให้แน่ใจเสียก่อนเถอะนา พระยาปัจจนึกพินาศ

กับหญิงวาดแน่นักหนา จำชื่อไว้ไม่นาน

กึ่งพุทธกาลที่จะผ่านมา เลือกท่านทั้งสองเรา

เข้าสภาไม่ชูมือเลย...."

ประชาชนต่างพากันหัวเราะตบมือโห่ร้องเกรียวกราบ ขบขันท่าทางอันกระโดกกระเดกของเสี่ยหงวน การโฆษณาขวนเชื่อแบบนี้ ผู้ฟังจำชื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาดได้ดี ไม่มีใครฮาป่าอีกแล้ว กิมหงวนเต้นแขกไปมาในเนื้อที่อันจำกัด ระหว่างนี้ ดร.ดิเรกคงพูดออกอากาศเรื่อยๆ

อาเสี่ยเต้นจนหอบแฮ่กๆ แล้วก็หยุดเต้นกล่าวเจรจา

"สะลามน่ะ นายจ๋า อีนี่จั๋นเพิ่งมาจากอินเดียน่ะ นายมีโขงมาขายหลายอย่างคะร๊าบ มียี่เกมาแสดงด้วยน่ะนาย วันนี้จะแสดงร่วงจันทะโค๊ป ซิบบาทไปสิบห้าบาทมาน่ะ นายนิกร การุณวงศ์ เป็นจันทโครบน่ะ นายพระยาปัจจนุกเป็นรูสี นายแห้วเป็นนางโมราคะร๊าบ แล้วจั๋นแสดงเป็นโจร อีนี้จันทโครบจะได้เริ่มแสดง ณ บัดนี้

อ้าฮา..อาฮ้า..อาฮ้า...อาฮา.. อ่าฮา..

มีเมียผิดคิดไม่วาย เลือกผู้แทนผิด

คิดจนผู้แทนตาย ถ้าเลือกได้ดี

เราก็มีแต่ความสบาย ปัจจนึกพินาศ

กับคุณหญิงวาดสองสหาย คนหนึ่งปากกระโถน

คนหนึ่งหัวโล้นจำง่าย เลือกท่านเป็นผู้แทน

จำให้แม่ทั้งหญิงชาย "

คราวนี้ เสี่ยหงวนชักหน้าด้านขึ้น ก็เต้นแขกดีกว่าเก่ามีการส่ายตะโพกฮาไวไปในตัว เรียกเสียงตบมือและเสียงเฮฮาได้มาก ประชาชนนักประชาธิปไตย ต่างเบียดเสียดเยียดยัดกันดูลิเกคณะสี่สหาย ซึ่งแสดงอย่างขอไปที แต่ก็ช่วยผ่อนอารมณ์คนดู ทำให้บรรยากาศในไฮด์ปาร์คครึกครื้นมีชีวิตชีวาขึ้นมาก อาเสี่ยเต้นจนหอบแฮ่กก็หยุดเต้นยกมือสลามคนดู ทรุดตัวลงนั่ง

นิกรพูดกับพ่อตาของเขาทันที

"เอาซีครับ ถึงบทฤาษีแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หยิบหัวพระฤาษีขึ้นสวมศีรษะ คนดูร้องตะโกนโหวกเหวก

"ไม่เอาโว้ย สวมฤาษีไม่เห็นหัวล้าน ไม่เอา"

เจ้าคุณรีบถอดออกวางไว้ตามเดิม ท่านกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วท่านก็ดีใจ เมื่อแลเห็นประชาชนหญิงชายนับพันห้อมล้อมอยู่รอบบริเวณนั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง นั่งขัดสมาธิทรงตัวตรง ยกมือทั้งสองขึ้นร่ายรำแล้วร้องยี่เกอย่างส่งเดช

"ป่างมุนีฤาษีไพร พระสถิตย์อยู่ในแดนนภา

วันนี้ร้อนรุ่มกลุ้มใจจิต คงมีเหตุวิปริตเหมือนดังว่า

องค์พระดาบสอยากจะทราบเหตุ จึงใช้ญาณวิเศษมองดูโลกา

อ๋อ..อ้อ จันทโครบพระหลานยา มันจะมาลากลับธานี.."

เพราะเจ้าคุณปัจจนึกฯ รำแบบเฮงซวย คนดูจึงพากันหัวเราะอย่างท้องคัดท้องแข็ง ใครคนหนึ่งป้องปากร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ลำบากก็อย่ารำเลยครับคุณลุง พอแล้วครับ"

เจ้าคุณนึกสนุกขึ้นมาก็เล่นกับคนดู มีการยักคิ้วหลิ่วตาให้ แล้วท่านก็กล่าวบทเจรจาอย่างส่งเดชพอให้เข้ากับเรื่อง

"ตัวของเรามีนามว่าพระฤาษีปัจจนึกพินาศ ซึ่งเรากับคุณหญิงวาดเพื่อนของเรา จะสมัครผู้แทนจังหวัดพระนครในสมัยหน้า บัดนี้เจ้าชายจันทโครบหลานเราได้เรียนวิชาศิลปะศาสตร์อักษรศาสตร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ดีร้ายคงจะมาลากลับบ้านเมืองของมันเป็นแน่ เราถึงได้ร้อนอกร้อนใจเช่นนี้"

เจ้าหนุ่มนุ่งกางเกงทรงจิ้นเหลนคนหนึ่ง ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ รถร้องตะโกนขึ้น

"ก็ทำไมจะไม่ร้อนล่ะครับ พระอาทิตย์ขึ้นแข่งกันตั้งสองดวง"

นิกรนายโรงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนและรำป้อ พลางร้องเพลง ท่าทางของนิกรอ่อนช้อยและรำได้สวยมาก ราวกับลิเกอาชีพ พวกยายแก่ตกตะลึงไปตามกัน ต่างพากันเบียดเสียดเข้ามาดูใกล้ๆ แล้วก็ชมเปาะว่านิกรรูปหล่อ รำสวยเหมือนกับนายพักตร์ อดีตดาราลิเกผู้ยิ่งใหญ่

"วันเอ๋ยวันนี้ จันทโครบจะจรลีกลับพารา

แสนเอยแสนอาลัย ชลนาหลั่งไหลแล้วหัวเราะร่า

พระฤาษีแกใช้ให้นวดเฟ้น นวดเช้านวดเย็นเบื่อตายห่า

เมื่อเริ่มเรียนก็เรียกเงินกินเปล่า พอถึงเทอมท่านก็เอาไม่ไว้หน้า

ค่าที่พักเดือนละร้อยน้อยเมื่อไร ไม่มีน้ำไม่มีไฟช่างบ้อท่า

เรียนสำเร็จเสร็จสรรพต้องรีบกลับภารา "

บรรดาแฟนลิเกต่างโห่ร้องกันเกรียวกราวแสดงความพออกพอใจนิกร ซึ่งสามารถแสดงนาฏะดนตรีได้ดีมาก นายจอมทะเล้นรำอ่อนช้อยอยู่สักครู่ ก็เอื้อนเอ่ยบทเจรจาด้วยการพูดลากเสียงยานคาง ทำเสียงอ่อนเสียงหวานเหมือนกับแสดงลิเกที่ชำนาญทั้งหลาย

"ตัวของเกล้ากระผมเองมีนามว่าเจ้าจันทโครบ เห็นจะไม่จำเป็นจะต้องอธิบายอะไรกันให้มากมายนัก เพราะแม่พระเดชพระคุณ คุณป้า คุณน้า คุณยายทั้งหลาย ในที่นี้ล้วนแต่รู้เรื่องและเคยดูยี่เกเรื่องจันทโครบมาหลายครั้งหลายหนแล้ว บัดนี้ เกล้ากระหม่อมได้เรียนสำเร็จศิลปศาสตร์และศาสตร์อื่นๆ จากพระฤาษีเฮงซวยผู้นี้จนจบแล้ว ขืนอยู่ต่อไปก็เห็นจะแย่ พระเจ้าตาขอยืมเงินทุกเดือน บางทีก็ขอเก็บค่าเทอมล่วงหน้า พูดไปก็จะเป็นการเนรคุณครูบาอาจารย์ แต่ว่ามันเป็นความจริงที่กระผมอดที่จะพูดไม่ได้ว่า พระเจ้าตาของผมแกแก่ก๊งเมาเข้าไปแล้ว มักจะสะเงาะสะแงะตะโกนด่าท้าทายเพื่อนฤาษีที่อยู่อาศรมใกล้เคียงกัน พอรุ่งเช้าหายเมา พระเจ้าตาก็เที่ยวไปกราบไหว้ขอโทษขอโพยเพื่อนๆ พระเจ้าตาของกระผมไม่ได้ฉันเอกาเหมือนพระดาบสทั้งหลาย พระเจ้าตาฉันตามอัตโนมัติ คือหิวเมื่อไรก็เมื่อนั้น บางทีดึกดื่นเที่ยงคืนปลุกผมให้ต้มข้าวต้ม พระเจ้าตาของผมเป็นนักเลงใหญ่ในบรรดาฤาษีทั้งหลาย ใครพูดไม่ถูกหูนิดเดียวเป็นโดนแจกมีดแจกไม้ ในป่าดงอย่างนี้โปลิศก็ไม่มี พระเจ้าตาจึงเป็นผู้มีอิทธิพลใหญ่ยิ่ง กระผมเบื่อเหลือระอาเต็มทนแล้ว ต้องลากลับบ้านเสียที ป่านนี้เสด็จพ่อและพระชนนีคงจะเป็นห่วงเกล้ากระผมมาก"

นิกรร้องยี่เกต่อไป

"มาเอ๋ยมาถึงแล้ว ตรงขึ้นกุฎีแก้วของพระเจ้าตา

สกปรกเลอะเทอะกันใหญ่อะไร้นี่ ฝุ่นหนาห้าองคุลีเป็นมานานช้า

พระดาบสเพลิดเพลินบำเพ็ญพรต ร่ายเวทย์กลอนสดไม่มีตำรา

หน่อกษัตริย์ตรงเข้าไปอัญชุลี ร่ำไห้โสกีแล้วก็โสกา

ชลนาคลอเนตรแล้วหลั่งไหล จันทโครบร้องไห้งอไปงอมา

หักใจได้คิดพระก็หัวเราะ ไปเสียทีหมดเคราะห์ครานี้หนา

พระกุมารหลานชายถวายบังคมลา "

"พระเจ้าตาคะร๊าบ...หลานตื้นตันใจจนพูดอะไรไม่ออกแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือขึ้นรำ แล้วร้องเพลง "ตะลุ่มโปง" ท่าทางของท่านกระโดกระเดก เรียกเสียงฮาจากคนดูได้มากที่สุด ด้วยความอยากเป็นนักการเมือง เจ้าคุณปัจจนึกฯ จึงพยายามหักห้ามความอายแสดงลิเกกับนิกรให้ประชาชนชม แล้วก็จะได้หาโอกาสโฆษณาหาเสียงไปในตัว

"พระเจ้าตาแปลกจิตคิดสงสัย เป็นอะไรรูปหล่อตาขอถาม

หรือมาลับกลับธานีจงบอกความ ตาไม่ห้ามอยากจะไปก็ไปเชียว"

แล้วพระฤาษีเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เจรจาโต้ตอบกับพระราชกุมารจันทโครบนิกร

"เจ้าจะมาลากลับบ้านใช่ไหมล่ะ"

จันทโครบคลานเข้ามากอดพระบาท

"พ่ะย่ะค่ะ หลานจะขอทูลลากลับบ้านกลับเมืองในวันนี้ พระเจ้าตาอย่าได้อาลัยอาวรณ์หลานเลย"

"อ๋อ..ไปเถิดอ้ายหลานแก้ว ค่าเล่าเรียนของเจ้าทวงยากเหลือเกิน เมื่อเทอมก่อนก็ยังไม่ได้จ่ายให้ค่าหอพักค่าซักรีดค้างไว้เหมือนกับดินพอกหางหมู เมื่อเจ้าจะลากลับก็ดีแล้ว ตาจะได้รับนิสิตใหม่ให้เข้ามาอยู่หอพักแทนเจ้า"

"แหม..." นิกรคราง "พระเจ้าตาไม่ได้แสดงความอาลัยผมแม้แต่น้อย ราวกับว่าผมไม่ใช่ลูกศิษย์ยังงั้นแหละ ระวังให้ดีนะ ผมกลับไปบ้านเมืองของผม ผมจะให้กองปราบฯ เอารถวิทยุมาจับพระเจ้าตา"

"ชะๆ จับกู กูทำผิดอะไรวะ อ้ายจันทโครบ"

"หนอย...พระเจ้าตา รู้อยู่เต็มอกแล้วนี่ครับว่าพระเจ้าตาทำผิดอะไรบ้าง ผมจะจารนัยให้ฟัง ข้อหนึ่ง ตั้งกล้องตะเกียงเถื่อนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมสรรพสามิต ข้อสองมีปืนเถื่อนไว้ในครอบครอบ ข้อสามพระเจ้าตามีรายได้ปีหนึ่งตั้งหมื่นบาท แต่ไม่เคยยื่น ภ.ง.ด.๙ เลย ข้อสี่ พระเจ้าตามีเครื่องรับวิทยุเถื่อน ข้อหา พระเจ้าตาฆ่าหมูโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม ข้อหก พระเจ้าตาตั้งโรงเรียนเถื่อน รับสอนวิชาการต่างๆ โดยไม่ขออนุญาตกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งหมดนี่ถ้าหากหลานจะเอาเรื่องละก็ อย่างน้อยพระเจ้าตาจะต้องติดคุกไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ปี"

พระมุนีสะดุ้งเฮือก

"เหม่...อ้ายจันทโครบ ลูกศิษย์คิดล้างครู เจ้าลืมแล้วหรือว่า ข้าได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาการให้เจ้า บุญคุณของข้าที่มีต่อเจ้าน้อยอยู่หรือ"

จันทโครบทรงพระสรวลว่า

"พระเจ้าตารับสั่งอย่างนี้ก็ไม่ถูก จริงอยู่พระเจ้าตาได้สั่งสอนวิชาความรู้ให้กระผม แต่กระผมก็ได้เสียเงินค่าเล่าเรียน ค่าหอพัก เป็นอันว่าเราแลกเปลี่ยนกัน จะถือเป็นบุญคุณอย่างไรได้"

"เออ-จริงของมึงโว้ย สมัยนี้ลูกศิษย์เขามักจะคิดอย่างนี้ ครูบาอาจารย์อาจจะไม่มีความหมายอะไร เพราะครูบาอาจารย์ได้กินเงินเดือนของนักเรียน ลูกศิษย์ก็มีโอกาสล้างครูได้มากขึ้น"

แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ร้องเป็นลิเกทันที

"ฟังคำแสนจะเจ็บใจ ขอเชิญเจ้ารีบไปจากศาลา

ถ้าหากไปทางบกขอให้เจอะเสือ ถ้าหากไปทางเรือขอให้เจอะเหรา

ให้เจ้ามีอายุยืนเหมือนยุง บินว่อนในมุ้งถูกตบตายห่า

อันตรายร้อยจงเกิดแก่เจ้า ข้ามห้วยข้ามเขาจงมรณา

ไปแล้วไปลับเจ้าอย่ากลับมา "

"นั่นแน่" นิกรร้องลั่น "ทำไมพระเจ้าตาถึงให้พรแบบเฮงซวยอย่างนี้ล่ะครับ"

"ไม่รู้ เจ้ามันลูกศิษย์คิดล้างครูนี่ ข้าก็ให้พรอย่างนี้แหละ"

ทันใดนั้นเอง กิมหงวนซึ่งแสดงเป็นโจรป่าก็คว้าพระขรรค์พรวดพราดลุกขึ้นยืน แล้วร้องลิเกเสียงแจ๋ว

"โจรไพรใจเพชร ทำสวนครัวเลี้ยงเป็ดไว้เจ็ดตัว

น้ำมันท่วมเล้า ตายเสียเก้าตัว"

"เฮ้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลั่น "ยังไม่ถึงบทโว้ย เสือกทะลึ่งออกมาได้"

คนดูหัวเราะครืน ประชาชนอีกหลายพันเข้ามาห้อมล้อมมองดูลิเกบรรดาศักดิ์ อาเสี่ยซึ่งแสดงเป็นโจรป่าทำตาปริบๆ

"ยังไม่ถึงบทหรือครับ"

"เออ.." เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสียงดุๆ "ต้องให้จันโครบลาไปก่อน แล้วไปพักอยู่ในป่าเปิดผอบที่ข้าให้ จนกระทั่งนางโมราออกมาจากผะอบ ได้เสียเป็นเมียจันทโครบ แกถึงจะออกไปตอนนั้น"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"ออกมาทำไมครับ"

"บ๊ะแล้ว ก็ออกมาแย่งเมียจันทโครบน่ะซี แกไม่เคยรู้เรื่องจันทโครบบ้างเชียวหรือ"

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะ

"ผมเคยอ่านตั้งแต่เด็กๆครับ จำไม่ได้ครับ ที่จริงควรจะซ้อมกันมาจากบ้านเสียก่อน ทีแรกจะเล่นเป็นละครสัตว์ แต่แล้วไงกลายเป็นยี่เกไปได้"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"เราต้องทำตามมติมหาชน เมื่อท่านผู้ฟังท่านขอร้องให้แสดงยี่เก เราก็ต้องเล่นยี่เก ท่านจะให้เราฆ่ากันตาย เราก็ต้องทำ เพราะมติมหาชนย่อมสำคัญที่สุด" แล้วนิกรก็กล่าวกับบรรดาผู้ฟังทั้งหลาย "อ้า..พระเดชพระคุณพ่อแม่ที่เคารพ การเลือกตั้งในสมัยกึ่งพุทธกาลนั้น เกล้ากระผมขอแนะนำนักการเมืองหน้าใหม่ให้ท่านพิจารณา คือ พลโทพระยาปัจจนึกพินาศคนหนึ่ง และคุณหญิงวาดประสิทธิ์นิติศาสตร์อีกคนหนึ่ง ท่านทั้งสองคือสองแรงแข็งขัน จะทำหน้าที่รับใช้ท่านอย่างดีที่สุด ขอรับรองพระเดชพระคุณว่า ท่านทั้งสองที่กล่าวนามนี้จะไม่ยอมเข้าไปนั่งเป็นเบื้อในสภาเป็นอันขาด หรือเอาแต่ยกมือก็จะไม่ทำ สิ่งไหนที่รัฐบาลทำดีก็จะสนับสนุนส่งเสริม สิ่งใดที่ไม่เหมาะไม่ควรก็จะคัดค้านให้ถึงที่สุด ไม่ใช่สนับสนุนตะพึดตะพือหรือคัดค้านตะบัน ท่านโปรดอย่าลืมว่า ปลูกเรือนผิดคิดจนเรือนทะลาย เลือกผู้แทนผิดคิดจนผู้แทนตาย"

เสียงเอะอะเฮฮาดังลั่นท้องสนามหลวง แล้วก็มีเสียงฮาป่า เสียงตะโกนแสดงความไม่พอใจ ซึ่งตลอดเวลานี้ ดร.ดิเรกได้กล่าวทางวิทยุกระจายเสียงเสนอให้ประชาชนทั่วประเทศทราบ

"ไม่เอาโว้ย การเมืองไม่เอา ต้องการดูยี่เกเท่านั้น" ยายแก่คนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นเสียงแจ๋วๆ แล้วก็หอบแฮ่กๆ เพราะความเหนื่อย

"เราจะดูจันทโครบ" หญิงกลางคนคนหนึ่งร้องขึ้นดังๆ "การเมืองเราไม่ต้องการฟัง"

นิกรพยักหน้ารับทราบ แล้วร้องยี่เกทันที

"จันทโครบแสนจะเสียใจ โฆษณาอย่างไรไม่มีใครฟัง

มติมหาชนชอบยี่เก เราก็ต้องหันเหให้ท่านสมหวัง

พ่อแม่พี่น้องผมจะร้องให้ฟัง..."

แล้วนิกรก็หันไปกราบท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"พระเจ้าตาคะร๊าบ ก่อนที่ตัวเกล้ากระผมจะเดินทางกลับบ้านกลับเมือง หลานอยากจะได้ของที่ระลึกจากพระเจ้าตาสิ่งหนึ่งเพื่อเอาไว้ดูต่างหน้า หวังว่าพระเจ้าตาคงจะกรุณาแก่หลานเป็นแน่"

เจ้าแห้วนั่งเปรี้ยวปากอยู่นานแล้ว อดรนทนไม่ได้ก็ร้องลิเกขึ้นดังๆ

"นวลนางโมรา เออ-เอ๊อ-เออ-เงย-มารศรี"

"เฮ้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดแว๊ด "ยัง-ยัง โว้ย ยังไม่ทันมอบผอบเลย ออกตัวแล้ว"

"โอ้โฮ" เจ้าแห้วคราง "รับประทานเล่นให้เร็วกว่านี้หน่อยซีครับ รับประทานกระผมอยากเล่นเต็มฟัดแล้ว"

"ประเดี๋ยว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดุ "อย่าลืมว่าเอ็งน่ะซ่อนตัวอยู่ในผะอบ จันทโครบเปิดผอบแล้วเอ็งถึงจะออกมาได้"

"รับประทานแล้วเมื่อไรจะเปิดล่ะครับ"

"ก็กูยังไม่ได้มอบผอบให้นี่หว่า"

เจ้าแห้วจุ๊ย์ปากจิ๊กจั๊ก

"รับประทานก็มอบให้เสียทีซีครับ รับประทานถ้าเล่นงุ่มง่ามอย่างนี้ คนดูเขาจะว่าได้"

"จริงโว้ย เล่นให้เร็วๆ เถอะ ตั้งนานแล้วจันทโครบยังไม่ได้ผอบสักที ห้ามโฆษณาหาเสียงนะโว้ย ถ้าไม่เชื่อจะโดนก้อนอิฐ พวกเราเอือมระอาท่านผู้แทนเต็มทนแล้ว ก่อนจะได้รับการเลือกตั้งยกเมือไหว้เป็นฝักถั่ว วาดโครงการไว้สวยหรู จะทำยังงั้นจะทำยังงี้ จะยอมตายเพื่อประชาชน จะยอมสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อราษฎร ครั้นได้เป็นเข้าจริงๆ ลืมราษฎรหมด นั่งรถเก๋งคันเบ้อเริ่มอยู่ตึกใหญ่ มีอีหนูไว้คอยนวดเฟ้นการเมืองไม่เอาโว้ย เราต้องการดูยี่เก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือรำป้อ แล้วร้องยี่เกทันที

"ฝ่ายมุนีองค์ฤาษีดาบส หรือว่าองค์นักพรตพระสิทธา

พระตรองตรึกนึกถึงคำพระกุมาร แล้วองค์พระอาจารย์ก็มิชักช้า

หยิบผอบส่งให้พระหลานยา "

ท่านเจ้าคุณหยิบผอบเล็กๆ ส่งให้นิกร แล้วกล่าวบทเจรจาเสียงฉาดฉาน

"เออนี่แน่ จันทโครบหลานเอ๊ย ตาขอมอบผอบทองไว้ให้เจ้าเป็นที่ระลึก จงนำกลับไปบ้านเมืองของเจ้าเถิด แต่ตาขอสั่งกำชับเจ้าไว้ก่อน เจ้าอย่าได้ฝืนคำสั่งของตาเป็นอันขาด อ้าวๆ ฟังซีโว้ย หันไปพยักพเยิดกับใครที่ไหนเล่า"

นิกรหันมายักคิ้วให้พ่อตาของเขา

"แฟนของผมครับคุณพ่อ น้าอ้วนที่ยืนเกาะรถเราอยู่นั่นยังไงล่ะครับ"

ท่านเจ้าคุณมองดูหญิงกลางคนรูปร่างอ้วนจ้ำม่ำขนาดตุ่มสามโคกคนหนึ่ง ซึ่งยืนยิ้มแป้นฟันหลออยู่ข้างๆ รถกระจายเสียง แล้วพระฤาษีก็กล่าวกับแม่สาวใหญ่ผู้เปล่าเปลี่ยวคนนั้น

"หนู...ให้เขาเล่นยี่เกให้จบเรื่องเสียก่อนนะ ค่อยโอภาปราศรัยกัน ถอยไปดูห่างๆ เถอะ ขืนดูใกล้ๆ อย่างนี้ จันทโครบก็คงแสดงต่อไปไม่ได้ เพราะมีใจจิตใจจ่อกับหนู เชื่อน้าเถอะนะคนดี"

แม่สาวใหญ่วัย ๔๕ ยิ้มเอียงอาย เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้น ขณะนี้การอภิปรายรอบบริเวณไฮด์ปาร์คสนามหลวงได้สิ้นสุดลงแล้ว เพราะประชาชนนักนิยมประชาธิปไตยต่างเฮโลกันมาดูลิเกจนหมด บรรดานักพูดและนักการเมืองทั้งหลายรู้สึกเดือดดาลไปตามกัน เพราะคณะพรรคสี่สหายของเราสามารถทำให้ประชาชนนักนิยมประชาธิปไตยมีความเลื่อมใส เข้ามาห้อมล้อมดูการแสดงลิเกอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

นิกรกล่าวบทเจรจากับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ในผอบมีนางโมราใช่ไหมคะร๊าบ"

พระฤาษีสะดุ้งเล็กน้อย

"ทำไมเอ็งรู้ล่ะ"

"อ้าว..ก็ผมเคยอ่านจันทโครบนี่ครับ เมื่อเล็กๆ จำได้ว่าเคยอ่านให้ยายฟังบ่อยๆ "

พระฤาษีทำปากจู๋

"รู้ก็ทำเป็นไม่รู้ซีโว้ย ขณะนี้เรากำลังเล่นยี่เกนี่หว่า ต้องทำเป็นว่าไม่รู้เรื่อง เข้าใจไหม ว้า..ต้องสอนกันเสียเรื่อย รำคาญแท้ๆ "

นิกรยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"พระเจ้าตาเจ้าขา ในผอบทองนี่มีอะไรเจ้าคะ หลานเกรงว่า พระเจ้าตาจะเอาของไม่ดีใส่ในผะอบแล้วต้มหลานให้ไปเปิดที่เมือง"

"ข้าเป็นฤาษีชีไพรผู้ทรงศีล ข้าจะมอบของที่ไม่เหมาะไม่ควรบรรจุไว้ในผอบใช้ได้หรือ ข้ารับรองว่าในผอบนี้เจ้าจะได้พบของต้องใจ แต่เจ้าจะเปิดผอบนี้ได้ก็ต่อเมื่อไปถึงบ้านเมืองของเจ้าเสียก่อน ถ้าเจ้าขัดขืนคำสั่งของข้าเปิดผอบกลางทางแล้ว ตัวของเจ้าอาจจะได้รับภัยอันตรายถึงแก่ชีวิตก็ได้"

นิกรร้องยี่เกทันที

"พระกุมารก้มลงกราบรับผะอบ เศียรซบแทบเท้าพระฤาษี

ขอบคุณที่เมตตากรุณาหลาน ขอให้สัตย์สาบานว่าหลานนี้

จะไม่เปิดผอบก่อนถึงเมือง ถึงแม้อยากรู้เรื่องก็ตามที

จะนำผอบไปให้ถึงธานี...."

"พระเจ้าตาคะร๊าบ หลานจะเชื่อฟังคารมที่พระเจ้าตารับสั่ง ถึงแม้ว่าหลานจะรู้ดีว่าในผอบนี้มีนางโมรา หลานก็จะทำเป็นไม่รู้" พูดจบนิกรก็ร้องยี่เกทันที

"ลาแล้ว ลาลับ นับแต่นี้คงไม่กลับมาหาตา

ใครเล่าจะหั่นกัญชาให้ ทุกเย็นไม่เห็นผู้ใดช่วยรินสุรา

ขออวยพรให้ตาได้เป็นผู้แทน ผู้คนนับแสนเลือกพระเจ้าตา

ผู้คนนับแสนโก้จังได้เข้านั่งในสภา...

หลานกราบลาละครับ ขอให้พระเจ้าตาจงได้เป็นผู้แทนสมความปรารถนาเถิด"

เสียงคนดูคนหนึ่งร้องตะโกนลั่น

"ไม่เอาโว้ย โฆษณาหาเสียงไม่เอา อีกตั้งสองปีกว่าจะถึงสมัยเลือกตั้ง พระเจ้าตาอาจจะตายไปแล้วก็ได้ แก่เฒ่าแล้วอย่ายุ่งกับการเมืองเลย หัวก็ล้านโจ้งเหม่งอย่างนี้จะเป็นผู้แทนกับเขาได้อย่างไร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องเป็นยี่เกทันที

"ฟังคำแสนจะเจ็บใจ อ้ายมนุษย์หน้าไหนมันหังการ์"

นิกรจุ๊ย์ปากห้ามพ่อตาของเขา

"อย่า..คุณพ่อ นักการเมืองต้องใจเย็นซีครับ เขาว่าเราไม่เจ็บเหมือนกับเอาไม้ขว้างหรอก คุณพ่อเลือดร้อนโมโหโทโสอย่างนี้ ใครเล่าครับที่เขาจะเลือกเป็นผู้แทน ตามธรรมดาผู้แทนก็ต้องใจเย็น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กระซิบบอกนิกร

"มันอดใจไม่ไหวโว้ย โน่น..อ้ายหนุ่มทรงจิ้งเหลนคนนั้นแหละที่ร้องตะโกนโหวกๆ แกลงไปเตะปากมันสักทีได้ไหมวะกร"

นิกรจ้องตาเขม็งมองดูเจ้าหนุ่มร่างใหญ่ แล้วเขาก็สั่นศีรษะ

"ไม่ไหวละครับคุณพ่อ หมอนั่นมันแชมเปี้ยนมวยรุ่นมิดเดิ้ลเวทของเวทีราชดำเนิน ผมลงไปจากรถผมก็ล้มไม่ลงเท่านั้น"

"นักมวยทำไมถึงปากมากยังงี้วะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับลูกเขยของท่านอย่างเดือดดาล

"ก็เพราะเขาเป็นนักมวยน่ะซีครับคุณพ่อ เขาจึงพูดอะไรโดยไม่จำเป็นต้องคิดให้เสียเวลา หรือคุณพ่ออยากจะแจกหมากกับเขา ก็ลองไปเจรจากับเขาดู อ้ายหมอนี่หมัดหนักยิ่งกว่าช้างถีบอีกครับ"

เสียงใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด

"ว่ายังไงโว้ย จะเล่นยี่เกหรือจะคุยกัน"

จันทโครบยิ้มแห้งๆ เขาหันไปทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วก้มลงกราบแทบเท้าท่านเจ้าคุณ ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นร้องยี่เกเสียงลั่น

"ทั้งรักทั้งอาลัยใจจะขาด ชลเนตรไม่ขาดจากนัยนา

เสียเอ๋ยเสียใจ น้ำตาหลั่งไหลเปียกลูกนัยตา

หน่อกุมารลุกขึ้นยืน เศร้าโศกสุดฝืนเลยหัวเราะร่า

จะเหาะไปหรือก็เหาะไม่เป็น จำเราจะเดินเล่นไปในป่า

ลาก่อนนกตะกรุมอย่าขยุ้มหลังคา "

เจ้าแห้วกับเสี่ยหงวนช่วยกันเอาปากร้องต่างเสียงพิณพาทย์ นิกรรำในท่าเหาะ และหวุดหวิดจะพลัดตกจากหลังคารถวิทยุกระจายเสียง รำอยู่สักครู่นิกรก็ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งแล้วร้องลิเกต่อไปด้วยทำนองเพลงไทยเดิมชื่อ 'กาเรียนทอง'

"พระเดินดงองค์เดียวให้เปลี่ยวจิต คะนึงคิดผอบน้อยเป็นไฉน

ได้กลิ่นหอมยั่วยวนรัญจวนใจ พระเจ้าตาคงจะให้ซึ่งคู่ครอง

ถ้าหากเราเปิดผอบพบอนงค์ เราก็คงได้สมสู่เป็นคู่สอง

พระกุมารชาญชัยเขม้นมอง ผอบทองแล้วก็เปิดขึ้นฉับพลัน"

เสี่ยหงวนพรวดพราดลุกขึ้นยืนทันที พอขยับปากจะร้องลิเก นิกรก็เอ็ดตะโรลั่น

"ประเดี๋ยว...ให้โมราออกเสียก่อนโว้ย แหม..ดูอยากเล่นเสียจริงๆ นะ ในเรื่องน่ะโจรมันออกทีหลังโมรา ต้องให้โมราออกจากผอบเสียก่อน เฮ้ย...ว่ายังไงโว้ยโมรา ข้าเปิดผอบแล้วออกมาซี"

เจ้าแห้วทำหน้าชอบกล

"รับประทานให้ผมเข้าไปในผอบ แล้วคลานออกมาจากผอบยังงั้นหรือครับ"

"ปู้โธ่..ติ๊งต่างโว้ย ไม่ใช่ออกมาจากผอบจริงๆ ผอบอันเล็กนิดเดียว มึงมุดเข้าไปได้หรือเร็ว...ออกมาซี"

เจ้าแห้วลุกขึ้นยืน และทำหน้าปูเลี่ยนๆ เพราะนึกละอายคนดู เขาพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็งแนะนำคนดูด้วยเสียงสั่นเครือเล็กน้อย

"ดิฉันมีนามว่าโมราเจ้าค่ะ"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่น ยกเท้าขวาขึ้นเตะก้นเจ้าแห้วดังพลั่ก

"นี่แน่ะ...ร้องเสียก่อนซีโว้ยถึงจะเจรจา ยี่เกตะหวักตะบวยอะไรกันวะ พอออกมาก็เจรจาเลย"

คนดูหัวเราะครืน ยายแก่หลายคนหัวเราะจนน้ำหมากไหล ต่างมีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่า นาฎะดนตรีคณะนี้แสดงกันอย่างน่าทุเรศ แต่ก็สนุกดีเหมือนกัน เจ้าแห้วกล่าวถามเจ้าคุณปัจจนึกฯเบาๆ

"รับประทาน ร้องเพลงอะไรล่ะครับ"

"จะไปรู้เรอะ แล้วแต่แกซิ"

เจ้าแห้วยกมือรำป้อ แขนทั้งสองแข็งเหมือนไม้คาน แต่พยามยามทำจริตกิริยาให้เหมือนผู้หญิง

"นวลนางโมรา...เออเอ๊อ...เออ..เออ ยอดนารี อยู่ในผอบสิบห้ามีอยากมีผัวเอ๊ย..เสด็จพี่เพคะ บัดนี้หม่อมฉันพร้อมแล้วที่จะเป็นเมียเสด็จพี่"

"อุว๊ะ" จันทโครบร้องลั่น "ผู้หญิงบ้าบออะไรวะ พอเห็นหน้าผู้ชายก็ปวราณาตัวขอเป็นเมีย"

"อุ๊ย..เสด็จพี่ก็ ยุคปรมาณูเช่นนี้ทำอะไรก็ต้องให้มันรวดเร็วนะซีคะ พอโลกของเราน่ะมีผู้หญิงมากกว่าผู้ชายตั้งครึ่งหนึ่ง ขืนมัวแต่รักนวลสงวนตัว หม่อมฉันก็จะต้องเป็นสาวทึมทึกไปตลอดชาติ อย่ากระนั้นเลยเรามาเป็นผัวเมียกันเถิดเพคะ"

จันทโครบทรงพระสรวลลั่น ชี้มือไปในผอบแล้วพูดเสียงหัวเราะ

"เร็ว.. เข้าไปอยู่ในผอบตามเดิม กูจะเอาไปคืนพระเจ้าตา"

โมรายิ้มเอียงอาย

"ไม่ลงเพคะ พี่เปิดผอบออกมาแล้ว จะมาบังคับให้เค๊ากลับไปอยู่ในผอบอีก เมื่อไม่เลี้ยงเป็นลูกเป็นเมีย หม่อมฉันไปอยู่กับพรรคพวกที่ซอยกลางก็ได้"

จันทโครบหัวเราะก๊าก แต่ทันใดนั้นเอง นายตำรวจในเครื่องแบบคนหนึ่ง ก็พาพลตำรวจสองคนเดินมาที่รถวิทยุ รองสารวัตรยกมือขวาชูขึ้น แล้วกล่าวกับคณะนาฎะดนตรีสี่สหาย

"ขอโทษครับ หยุดแสดงก่อน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนิกรและเสี่ยหงวนกับเจ้าแห้ว พากันมองดูนายร้อยตำรวจโทผู้นั้นเป็นตาเดียว

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือคุณ" เสี่ยหงวนถามหน้าตื่นๆ "ผมรับรองว่ายี่เกของเราไม่ได้แสดงหมิ่นประมาทใคร หรือเสียดสีผู้ใดเลย เราแสดงเรื่องจันทโครบเพื่อโฆษณาหาเสียง และรับรองว่าไม่มีการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ไม่ได้พูดจาก้าวร้าวดูหมิ่นรัฐบาลหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด"

รองสารวัตรยิ้มให้เสี่ยหงวน และพูดอย่างสุภาพ

"ถูกแล้วครับ พวกคุณไม่ได้มีความผิดร้ายแรงอะไรหรอกครับ เพียงแต่ว่าผมอยากจะขอดูใบอนุญาตแสดงมหรสพของคุณเท่านั้น"

"อ๊ะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทานดังๆ "ผมเล่นกันสนุกๆ อย่างนี้ต้องขออนุญาตด้วยหรือครับ"

นายตำรวจหนุ่มอมยิ้ม

"ครับ ถูกแล้วผุ้ที่จะแสดงมหรสพในที่สาธารณะเช่นนี้ก็ต้องขออนุญาตตามระเบียบเสียก่อน โดยเฉพาะการแสดงเป็นยี่เกจะต้องส่งบทประพันธ์ไปให้ตรวจด้วย ประทานโทษมีใบอนุญาตหรือเปล่าครับ"

ตัวลิเกต่างมองดูหน้ากันแล้วยิ้มแห้งๆ นิกรค่อยๆ หันมามองดูหน้านายตำรวจหนุ่ม

"หมวดครับ เราไม่มีใบอนุญาตหรอกครับ ใช้ใบขับขี่รถยนต์แทนได้ไหมครับ"

"บ๊ะแล้ว..." รองสารวัตรคราง "การแสดงยี่เกกับขับรถยนต์น่ะมันคนละเรื่องนี่ครับคุณ เมื่อคุณไม่มีใบอนุญาต ผมก็เสียใจที่เรียนให้ทราบว่าพวกคุณจะแสดงต่อไปไม่ได้ แล้วก็ขอเชิญไปโรงพักกับผม ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรหรอกครับ อย่างมากก็ถูกปรับเท่านั้น"

เสี่หงวนว่า "เมื่อไม่ใช่เรื่องร้ายแรง ผู้หมวดก็จะจับพวกผมไปทำไมล่ะ นิดๆ หน่อยๆ ให้เสรีภาพกันบ้างเถอะครับ"

"ผมให้ไม่ได้ครับคุณ เพราะเป็นเสรีภาพที่ผิดกฎหมาย ผมเป็นผู้รักษากฎหมายก็ต้องทำตามหน้าที่ เมื่อพวกคุณมีความผิด ฐานแสดงมหรสพโดยไม่ได้รับอนุญาต ผมก็จะต้องจับกุม"

คราวนี้เสี่ยหงวนชักฉิว ก็ที่เขาเล่นปาหี่ริมสนามหลวง ทำไมผู้หมวดไม่จับเขาล่ะ"

รองสารวัตรยิ้มเล็กน้อย "การเล่นปาหี่ไม่อยู่ในประเภทมหรสพนี่ครับคุณ นั่นเขาขายยา แล้วเขาก็มีใบอนุญาตขายยาเรียบร้อยเขาเพียงแต่ตีกลองตีฆ้อง อวดอ้างสรรพคุณยาของเขาไม่ใช่เล่นละครเล่นยี่เกหรือเล่นงิ้ว คุณไปโรงพักกับผมดีกว่า"

เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ

"ติ๋งต่างว่าผมไม่ยอมไป"

รองสารวัตรหัวเราะ

"ติ๋งต่างว่าคุณไม่ยอมไป ผมก็ติ๋งต่างให้ตำรวจเอากุญแจมือใส่ข้อมือพวกคุณ ในฐานขัดขืนเจ้าพนักงาน"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"อ้อ...ติ๋งต่างยังงั้น ผมก็ติ๋งต่างยอมไปดีกว่า" แล้วกิมหงวนก็หันมายิ้มกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ "ไปเถอะครับคุณอา การขัดขืนเจ้าพนักงานย่อมมีความผิดถึงกับต้องย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในคุก เราคงเสียค่าปรับไม่กี่สตางค์หรอกครับ ในฐานะที่เราแสดงมหรสพโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ ดีเหมือนกันเป็นบทเรียนที่เราจะต้องจดจำไว้ เพราะเราจะปฏิเสธว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้"

ดร.ดิเรก เดินเข้ามาไต่ถามคณะพรรคของเขา พอรู้เรื่องก็โมโหจนหน้าดำหน้าแดง

"เมืองไทยทำอะไรนิดก็ผิดกฎหมาย ทำอะไรหน่อยก็ผิดกฎหมาย สู้อินเดียไม่ได้ เมืองอินเดียใครอยากเล่นอะไรก็ได้ทั้งนั้น ตามถนนมีแต่การแสดงละครแขก การแสดงกลและกายกรรม แทนที่ตำรวจจะจับ ตำรวจเองกลับเป็นผู้แสดง บางทีก็ขี่พรมเหาะให้ดู บางทีก็เป่าปี่เล่นกับงูเห่าให้งูเห่าส่ายฮาวาย การแสดงยี่เกอย่างนี้ไม่น่าผิดกฎหมายเลย แต่เมื่อเราว่าผิด เราก็ต้องยอมรับผิด แกสามคนพาคุณพ่อไปโรงพักเถิด เขาจะปรับเงินเท่าไหร่ก็จ่ายให้เขาเสีย เสาร์หน้าถ้าเราจะมาโฆษณาหาเสี่ยงที่นี่อีก เราก็ควรวิ่งเต้นขออนุญาตให้เรียบร้อย"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนิกร และเสี่ยหงวนกับเจ้าแห้ว ต่างพากันลงมาจากรถวิทยุกระจายเสียงคันนั้น แล้วเดินไปที่รถแพ๊กการ์ดเก๋ง ซึ่งมีคุณหญิงวาดนั่งอยู่ในนั้นตามลำพัง

พล พัชราภรณ์ กับ ดร.ดิเรกได้ลงจากรถวิทยุกระจายเสียงอีกทางหนึ่ง แล้วเดินเข้ามารวมกลุ่มกับพรรคพวกของเขา

"คุณอาครับ" นิกรพูดกับคุณหญิงวาด "ตำรวจเขาจับพวกเราแล้ว"

"หา...เรื่องอะไรล่ะ"

นิกรว่า "เขาตั้งข้อหาว่าเราแสดงยี่เกโดยไม่ได้รับอนุญาตจากตำรวจครับ"

คุณหญิงวาดชะโงกหน้ามองดูนายตำรวจกับพลตำรวจทั้งสองคน

"คุณคะ คุณจะปรับสักเท่าไรก็ปรับเถอะค่ะ อย่าเอาไปโรงพักเลย เสียเวลาเปล่าๆ"

รองสารวัตรยิ้มให้คุณหญิงวาด

"ต้องไปที่โรงพักเป็นทางการครับ"

"แหม...คุณก็...เรื่องนิดๆ หน่อยๆ เราคนไทยด้วยแท้ๆ น่าจะอะลุ้มอะล่วยกันบ้าง ความผิดที่แสดงลิเกโดยไม่ได้รับอนุญาต ก็เป็นความผิดเพียงเล็กน้อย เอายังงี้ดีไหมคะ ดิฉันจะจ่ายเงินให้คุณเป็นค่าปรับห้าร้อยบาท แล้วก็เลิกแล้วต่อกัน"

รองสารวัตรหัวเราะชอบใจ

"ไม่ได้หรอกครับคุณป้า กว่าผมจะได้เป็นนายร้อยตำรวจโท ผมต้องลำบากตรากตรำมาไม่น้อย ต้องเสียเวลาเรียนจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจตั้งหลายปี ถ้าผมขืนรับเงินห้าร้อยบาทจากคุณป้า ผมก็คงถูกไล่ออกจากนายตำรวจ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ถูกไล่ออกก็ไม่เป็นไรครับ ไปทำงานกับผม ผมจะให้คุณเป็นกัปตันเรือเดินทะเลของผม ให้เงินเดือนอย่างต่ำเดือนละ ๘๐ บาท"

รองสารวัตรหัวเราะชอบใจ

"ผมไม่เคยมีความรู้ในการเดินเรือนี่ครับ"

"อ๋อ...ไม่จำเป็นเลยผู้หมวด ความรู้ไม่สำคัญความชำนาญสำคัญกว่า อย่างมากเรือก็ชนหินโสโครกอับปางเท่านั้น แล้วก็เรือของผมเมื่อมันจมไปแล้วก็สร้างมันใหม่ ผู้หมวดหากินทางตำรวจผมรู้สึกว่าเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย กลางคืนแทนที่จะพาลูกเมียไปดูหนัง กลับต้องอยู่เวรที่โรงพักเดี๋ยวฆ่ากันตาย ประเดี๋ยวจี้ปล้นสดมภ์ ร้อยแปด พลเมืองยิ่งมากขึ้น อาชญากรก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว ผู้หมวดลองไปคิดดูเถอะครับ ถ้าตัดสินใจลาออกจากนายตำรวจเมื่อไรก็ไปพบผม ผมจะบรรจุผู้หมวดเป็นกัปตันเรือเดินทะเลของผม อ้า..สวัสดีนะครับ วันหลังพบกันใหม่ ลาละครับ"

รองสารวัตรยกมือจับแขนกิมหงวนแล้วหัวเราะ "จะลาไปไหนล่ะครับคุณ ขณะนี้คุณตกเป็นผู้ต้องหาของผม คุณชวนผมพูดเสียเพลิน แล้วก็ลากลับ ไปคุยกันที่โรงพักก่อนเถอะครับ" อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ "แหม...โรงพักกับผมนี่ไม่ใคร่จะถูกโรคกันเลย เอาไว้วันหลังไม่ดีหรือครับ" "แฮ่ะๆ ไปเสียดีๆ ดีกว่านะครับ เชื่อผมเถอะ คุณคงไม่รู้ว่าผมเป็นคนเลือดร้อนเสียด้วย" "อ้าว" อาเสี่ยอุทาน "งั้นก็ไปซีครับ ผมไปว่าอะไรเล่า" นิกรพูดเสริมขึ้นทันที "ก่อนที่ผู้หมวดจะพาพวกเราไปโรงพัก ผมอยากจะพูดเป็นปริศนาสักหน่อยว่า ผมมีเส้นใหญ่เหมือนกัน ฮั่นแน่บอกให้หมวดรู้ก็ได้ว่าผมเป็นคนของท่านจอมพล" "ท่านจอมพลนายกรัฐมนตรีน่ะหรือครับ" "ไม่ใช่หรอกครับ" "ประทานโทษ... จอมพลอะไรครับ" "จอมพลเปรองยังไงล่ะครับ พอเขาปฏิวัติกัน ผมก็หนีมาเมืองไทย แฮ่ะๆ ไปโรงพักก็ไปเถอะครับ ขืนพูดมาก เดี๋ยวผู้หมวดเกิดโมโหขึ้นมาผมจะลำบาก ผู้หมวดเอารถมาด้วยหรือเปล่าครับ" รองสารวัตรชี้มือไปทางริมสนามหลวง "โน่นครับ รถผมจอดอยู่นั่น" เสี่ยหงวนว่า "ผู้หมวดคงจะให้เกียรติพวกเราให้ขับรถไปก่อน" "ได้ครับ...ผมเชื่อว่าพวกคุณคงจะไม่หลบหนี เพราะความผิดนี้เป็นคดีเล็กน้อย" พูดจบรองสารวัตรก็พาพลตำรวจทั้งสองคนไปจากสนามหลวง ดร.ดิเรกกล่าวกับตัวลิเกทั้งสี่คน "ไปเถอะ รีบไปโรงพักให้เขาเปรียบเทียบปรับเป็นพินัยหลวงเสีย ประเดี๋ยวกันกับพลจะตามไป เก็บเครื่องวิทยุให้เรียบร้อยเสียก่อน" ตัวลิเกทั้งสี่คน ต่างขึ้นไปนั่งบนรถแพ็กการ์ดเก๋ง ต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็สต๊าร์ทเครื่องเข้าเกียร์ นำรถเก๋งคันงามแล่นไปจากที่นั้น บรรดาแฟนลิเกต่างโห่ร้องกันเกรียวกราว ปรากฎว่า การแสดงลิเกในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางการนั้น ทางตำรวจได้ว่ากล่าวตักเตือนแล้วปล่อยตัวไปโดยมิได้มีการปรับไหม ทั้งนี้ก็เพราะเจ้าพนักงานรู้ว่าคณะพรรคสี่สหายได้แสดงลิเกสมัครเล่น โดยมีเจตนาโฆษณาหาเสียงเท่านั้น ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะท่านใฝ่ฝันที่จะเป็นนักการเมืองมากเกินไป ท่านภาวนาที่จะให้ถึงวันเสาร์หน้าเร็วๆ เพื่อท่านจะได้ไปพูดอภิปราย ณ ไฮด์ปาร์คท้องสนามหลวงอีก แต่คุณหญิงวาดเลิกล้มความคิดที่จะเป็นนักการเมืองเสียแล้ว "ไม่ไหวละค่ะเจ้าคุณ ดิฉันขอถอนตัวเลิกกันทีในเรื่องความหวังที่จะเป็นนักการเมือง เท่าที่ดิฉันสังเกตดู การเปิดอภิปรายที่สนามหลวงก็มองไม่เห็นว่าจะได้ผลอะไร นักพูดมีอยู่ไม่กี่คน โดยมากหน้าซ้ำๆ ซากๆ และมักจะอวดอ้างว่าเขาพูดด้วยมติมหาชน แต่ดิฉันเห็นว่าไม่ใช่มติมหาชนแน่นอน เป็นแต่เพียงมติของคนกลุ่มหนึ่ง ที่ไปฟังการอภิปรายที่สนามหลวงเท่านั้น มติมหาชนต้องหมายถึงประชาชนทั้งประเทศจริงไหมคะ เป็นต้นว่าบทเรียนเบสิคและพระราชบัญญัติประกันสังคม ซึ่งประชาชนทั้งประเทศไม่มีใครเห็นพ้องด้วย อย่างนั้นถึงจะเรียกว่ามติมหาชน ดิฉันเลิกละค่ะ เป็นนักการบ้านดีกว่านักการเมืองเป็นไหนๆ ขี้เกียจไปยืนตากแดดหัวแดงกล่าวคำปราศรัยกับประชาชนและบางทีเราก็ถูกเขาฮาป่า" "แล้วกัน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทาาน "ทำไมคุณหญิงถึงเปลี่ยนความคิดง่ายๆ เช่นนี้ ท่าทางของคุณหญิงมีวี่แววว่าจะเป็นนักการเมืองที่ดีในอนาคต" คุณหญิงวาดสั่นศีรษะ "เชิญเจ้าคุณคนเดียวเถอะค่ะ แต่ดิฉันยินดีจะสนับสนุนเจ้าคุณเสมอ ในฐานที่เราเป็นเพื่อนกันและเปรียบเสมือนว่าเราเป็นญาติกันด้วย" เป็นอันว่า คุณหญิงวาดได้เลิกล้มความคิดที่จะเป็นนักการเมืองแล้ว ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยังมีความมั่นใจอยู่เสมอ ท่านได้ใช้เวลาว่างปรึกษาหารือกับคณะพรรคสี่สหาย ในที่สุดวันเสาร์ก็ผ่านมาถึงอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตรงกับวันที่ ๘ ตุลาคม การอภิปรายที่ท้องสนามหลวง โดยประชาชนจัดทำขึ้นได้มีอีกเหมือนเช่นเคย และบรรดานักนิยมประชาธิปไตยทั้งหลาย ก็ได้พากันหลั่งไหลไปฟังการอภิปรายอันเผ็ดร้อน บริเวณรอบสนามหลวงหรือไฮด์ปาร์คเต็มไปด้วยประชาชนหลายพันคน สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้มาถึงสนามหลวงในเวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น. เศษ โดยรถบูอิคเก๋งสีฟ้าของ ดร.ดิเรก แต่เจ้าแห้วเป็นคนขับ วันนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตั้งใจว่าท่านจะขึ้นยืนพูดบนโต๊ะเล็กๆ ซึ่งเจ้าแห้วได้จัดเตรียมมาตั้งแต่เช้าแล้ว และท่านจะพูดกระจายเสียงจากเครื่องกระจายเสียงพิเศษ ของนายแพทย์หนุ่มซึ่งเป็นลูกเขยของท่าน บูอิคเก๋งคันงาม แล่นมาหยุดริมขอบสนามหลวงด้านถนนราชดำเนิน สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพากันก้าวลงจากรถ ขณะนี้ท้องฟ้ากำลังมืดครึ้มเต็มไปด้วยเมฆฝน จึงทำให้บรรยากาศร่มเย็น เสียงเครื่องกระจายเสียงหลายต่อหลายเครื่อง ดังไปทั่วบริเวณสนามหลวง จนกระทั่งแสบแก้วหู นักพูดและนักการเมืองกำลังเปิดอภิปรายกันหน้าดำคร่ำเครียด เขาพยายามพูดเพื่อให้คนฟังบังเกิดศรัทธาในตัวเขา อันเป็นการโฆษณาตัวเอง บางคนก็พูดเพื่อประเทศชาติและเพื่อความสุขของประชาชนจริงๆ เป็นต้นว่ากระทาชายนายหนึ่ง กำลังพูดขอร้องให้รัฐบาลสร้างโรงเรียนเพิ่มเติมขึ้น เพื่อช่วยให้ลูกหลานคนจนมีที่เรียน เพราะบรรดาลูกหลานคนจนเหล่านั้น ไม่สามารถจะเข้าเรียนโรงเรียนราษฎร์ได้ เนื่องจากเก็บค่าเล่าเรียนแพง มิหนำซ้ำบางโรงเรียนยังมีการเรียกเงินแป๊ะเจี๊ยะ เป็นจำนวนพัน ประชาชนคนฟังต่างปรบมือสนับสนุนโดยทั่วหน้า อภิปรายสองกระทาชายผู้นั้นอาจจะเป็นมติมหาชนก็ได้ ถ้าเขาได้พูดให้คนฟังทั่วประเทศ คณะพรรคสี่สหายเดินเข้าไปในท้องสนามหลวง หรือไฮด์ปาร์คของเมืองไทย เจ้าแห้วหิ้วเครื่องกระจายเสียงขนาดกะทัดรัดตามมาด้วย ซึ่งเครื่องขยายเสียงพิเศษนี้ใช้แบ๊ตตารี่แห้ง เหมือนกับแบ๊ตตารี่รถยนต์และเสียงของมันที่ขยายอกมาจากลำโพงนั้นฟังนุ่มนวล ไม่ดังจนเกินไป ทุกคนเดินตรงไปที่ใต้ต้นมะขามต้นหนึ่ง ซึ่งที่นั่นมีโต๊ะสี่เหลี่ยมตั้งอยู่โต๊ะหนึ่ง นายแพทย์หนุ่มจัดแจงติดตั้งเครื่องขยายเสียงของเขา โดยมีเจ้าแห้วเป็นผู้ช่วยเพียงครู่เดียวการติดตั้งเครื่องกระจายเสียงก็เสร็จเรียบร้อย นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มองดุพ่อตาของเขาซึ่งแต่งกายแบบสากลชุดสีเทาเข้ม ผูกเน็คไทเรียบร้อย ท่าทางสง่าผ่าเผย คล้ายกับนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ "เสร็จแล้วครับคุณพ่อ วันนี้ขอให้คุณพ่อพยายามช่วยตัวเองอย่างเต็มที่ ผมคิดว่าคุณพ่อคงมีวิธีการพูดที่สามารถเรียกประชาชนให้พากันมาฟังด้วยความสนใจ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ "พ่อจะพูดด้วยเรื่องอะไรดีล่ะ" นิกรว่า "เอาเรื่องที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนซีครับ หรือเกี่ยวกับสวัสดิภาพของประชาชนก็ได้" เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น "ถ้าจะให้ดี คุณอาควรจะพูดถึงเรื่องรัฐบาลควรจะปล่อยให้มีการค้าโดยเสรีไม่มีการจำกัดโควต้า หรือขออนุญาตในการสั่งสินค้าเข้ามา เป็นต้นว่าใครจะสั่งรถยนต์มามาขายสักกี่ร้อยกี่พันคันก็ได้ หรือจะสั่งสินค้าประเภทไหนชนิดใดก็ตามใจ รัฐบาลมีหน้าที่แต่เก็บภาษีขาเข้าเท่านั้นและภาษีโภคภัณฑ์ รัฐบาลจะขึ้นภาษีอีกกี่เปอร์เซ็นต์ก็เป็นเรื่องของรัฐ ขอให้พ่อค้าได้สั่งสินค้าเข้ามาขายโดยเสรีก็แล้วกัน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ "แกเป็นพ่อค้า แกก็อยากจะให้อาพูดเช่นนี้ แต่หัวข้อนี้ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไป เป็นประโยชน์แต่ในวงการค้าโดยเฉพาะ" "นั่นแน่" นิกรร้องลั่น "คุณพ่อเริ่มเป็นนักการเมืองที่ดีแล้วโดยไม่รู้สึกตัว นักการเมืองที่ดีจะต้องเห็นแก่ส่วนรวมมากว่าส่วนตัว คือเห็นแก่คนทั้งชาติไม่ใช่คนบางหมู่บางพวก เอาละครับคุณพ่อ ขึ้นไปยืนบนโต๊ะนี้ได้แล้ว เวลาพูดต้องวางท่าทางให้สง่าผ่าเผยนะครับ และต้องพูดให้รวดเร็วอย่างที่เรียกว่าน้ำไหลไฟดับ นักการเมืองที่พูดช้าๆ หรือพูดตะกุกตะกักจะเป็นนักการเมืองที่ไม่มีใครศรัทธาเลย" เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นเบาๆ "เวลาพูดแอ๊คท่าทางประกอบด้วยนะครับ มีการชูกำปั้นบ้างทุบฝ่ามือบ้าง ถึงคราวแยกเขี้ยวก็ควรแยกเขี้ยว ถึงคราวทำปากเบี้ยวปากบูดก็ต้องทำ ทำตาโตบ้าง ทำจมูกพะเยิบพะยาบบ้าง ให้ดูเข้มแข็งน่ากลัว ถึงคราวพูดเสียงอ่อนก็ต้องให้อ่อนโยนน่าสงสาร ถ้าเป็นเรื่องที่จะต้องพูดเข้มแข็ง ก็ต้องเน้นเสียงพูด ให้เสียงขึ้นมาสักนิดหน่อย จะทำตาเหล่บ้างก็ได้" พลอดหัวเราะไม่ได้ "ขึ้นไปยืนบนโต๊ะเถอะครับคุณอา อย่าพยายามเชื่ออ้ายหงวนกับอ้ายกรเลยครับ ทางที่ดีคุณอาจะต้องเป็นตัวของตัวเองคือพูดตามปกติ และใช้ภาษาพูดง่ายๆ ให้คนฟังทุกคนเข้าใจ" นิกรเห็นพ้องด้วย "ถูก...ถูกทีเดียว บางคนพูดภาษาไทยแต่ฟังไม่ใคร่รู้เรื่องต้องพยายามแปลเกือบตายกว่าจะรู้เรื่อง" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยายามปลอบใจให้เข็มแข้งแล้วท่านก็ก้าวขึ้นไปยืนบนโต๊ะด้วยความลำบากยากเย็น เพราะน้ำหนักที่ท้องหรือพุงกะทิของท่านนั้นมากกว่าส่วนอื่น เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลองดีดมือที่ไมโครโฟน "ฮัลโหล....ฮัลโหล..ห้าโหล..หกโหล..แปดโหล เก้าโหล...สิบโหล..." การลองไมโครโฟนแบบนี้นับว่าแหวกแนวกว่าเพื่อน ยังผลให้ประชาชนประมารร้อยเศษเร่กันเข้ามาห้อมล้อมท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าคุณยิ้มระรื่น ก้มศีรษะโค้งคำนับคนดูอย่างสง่างาม แต่แล้วใครคนหนึ่งก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ "ลูกมะอึก" ใครคนนั้นคือนิกรของเรานั่นเอง ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก้มลงมองดูหน้าลูกเขยจอมทะเล้นของท่านอย่างเดือดดาล แล้วพยายามระงับโทสะอย่างยากเย็น ท่านยิ้มแค่นๆ แล้วพูดว่า "ขอเสียทีเถอะวะอ้ายกร ให้คนอื่นเขากระเซ้าพ่อเถอะ" นิกรหัวเราะเบาๆ "ต่อไปเถอะครับคุณพ่อ ผมลองดูน่ะครับว่าคุณพ่อจะใจเย็นไหม เพราะนักการเมืองที่ดีจะต้องมีใจคอเยือกเย็นเหมือนน้ำแข็ง" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณแล้วท่านก็เริ่มเปิดอภิปรายด้วยถ้อยคำฉาดฉาน ชัดถ้อยชัดคำ "พี่ต้องที่เคารพรักทั้งหลาย ที่ข้าพเจ้ามาพูดกับท่านในวันนี้ ข้าพเจ้าไม่มีเจตนาที่จะหาเสียงในการเลือกตั้ง สมัยหน้าข้าพเจ้าพูดในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นประชาชนคนเดินถนนคนหนึ่ง" นักฟังคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้น "ไม่จริงกระมังครับ ตะกี้ผมเห็นคุณลงจากรถเก๋งคันเบ้อเริ่ม" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้ากะเรี่ยกะราดชอบกล "ถูกแล้วครับ ผมอาศัยเขานั่งมา แฮ่ะๆ ผมคือพลโทพระยาปัจจนึกพินาศ ขอออกตัวเสียก่อนว่า ผมไม่ใช่นักพูดและไม่ใช่นักการเมือง เท่าที่ผมพูดกับพวกท่านก็เพราะผมเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง เมื่อมีเสรีภาพในการพูด ผมมีเรื่องข้องใจอะไร ผมก็ใคร่จะพูดกับท่าน ซึ่งเรื่องที่พูดนี้เกี่ยวกับสวัสดิภาพของประชาขน คือพวกท่านนั่นเอง ผิดพลั้งอย่างไรกรุณาอภัยให้ผมด้วยนะครับ" เสียงตบมือดังขึ้นทันที ผู้ฟังโดยมากต่างพอใจที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดถ่อมตัว และประกาศให้ทราบว่าท่านไม่ใช่นักการเมือง ไม่ต้องการพูดเพื่อหาเสียงในสมัยหน้า ท่านเจ้าคุณกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม "พี่น้องที่รักทั้งหลาย ผมคิดว่าสวัสดิภาพของประชาชนนั้นย่อมสำคัญกว่าสิ่งอื่น โดยเฉพาะสวัสดิภาพของประชาชนคนเดินถนน ซึ่งปีหนึ่งๆ มีพี่น้องร่วมชาติของเราได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต บาดเจ็บสาหัสหรือทุพลภาพเป็นจำนวนหลายร้อยคนจากรถภัยซึ่งเกิดขึ้นในนครหลวง ผมคิดว่าถึงเลาแล้วที่รัฐบาลของเราจะต้องเอาใจใส่สนใจในเรื่องนี้ให้มาก คือกวดขันในเรื่องกฎข้อบังคับจราจรให้เคร่งครัด ท่านทั้งหลายย่อมแลเห็นแล้วว่า คนขับรถยนต์ประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ล้วนแต่ขับรถเร็วผิดกฎจราจรทั้งสิ้น ไม่มีมารยาทในกรขับขี่รถยนต์ มีการแซงซ้ายขับสวิ๊ทสว๊าทน่าหวาดเสียวไม่ใคร่จะคำนึงถึงประชาชนคนเดินถนน ความประมาทของเขาทำให้พี่น้องร่วมชาติต้องเสียชีวิต ต้องบาดเจ็บ จากรถภัยนั้น ผมคิดว่าเท่าที่นักขับรถยนต์ขับรถเร็วอย่างน่ากลัวอันตรายหรือฝ่าฝืนกฎจราจร ก็เพราะว่าเราไม่มีเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะที่จะทำการปราบปราบนักขับรถมหาวินาศเหล่านั้น เป็นต้น ว่ารถยนต์คันหนึ่งแล่นมาด้วยความเร็วสูง ตำรวจจราจรของเราก็ได้แต่ยืนมองทำตาปริบๆ ไม่มียานพาหนะที่จะไล่ติดตามจับกุม นับวันภัยที่เกิดจากรถยนต์ก็ทวีขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะรถยนต์เพิ่มจำนวนขึ้นนั่นเอง คนขับรถส่วนมากเป็นผู้ที่ไม่มีวัฒนธรรมและคุณธรรม การขับรถของเขาจึงไร้มารยาทและไม่ได้คำนึงถึงกฎจราจรที่วางไว้ ในเรื่องนี้หนังสือพิมพ์ต่างๆ ได้เคยลงบทความขอให้ทางการจัดการปราบปรามนักขับรถเร็วเหล่านี้ แต่อย่างไรก็ตาม ถนนหลายสายในกรุงเทพฯ ก็ยังเป็นที่ประลองความเร็วอยู่นั่นเอง ข้าพเจ้าใคร่จะขอร้องให้รัฐบาลพิจารณาถึงเรื่องนี้ พยายามจัดการการจราจรให้เป็นระเบียบเรียบร้อย และมุ่งหน้าปราบปรามนักขับรถเร็วหรือกระทำผิดกฎจราจรให้ราบคาบ ถ้าทำได้เช่นนี้ สถิติของพลเมืองที่ถูกรถชนตายหรือบาดเจ็บสาหัสก็จะลดน้อยลง ใครมีความเห็นอย่างผมก็ขอเชิญขึ้นมาพูดสนับสนุนได้ ผมเชื่อว่าคำพูดของเราคงจะเข้าหูรัฐบาลให้สังวรไว้บ้างในเรื่องนี้" จบคำพูดของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เสียงตบมือก็ดังขึ้นเจ้าคุณกระโดดลงมาจากโต๊ะสี่เหลี่ยมนั้น ทันใดนั้นเอง ชายชรารูปร่างผอมบางคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าขาดปะก็เผ่นแผล็วขึ้นไปยืนบนโต๊ะสี่เหลี่ยมนั้น แล้วร้องตะโกนกรอกไมโครโฟน "พี่น้องทั้งหลาย เรื่องสวัสดิภาพของประชาชนคนเดินถนนไม่สำคัญเรื่องของข้าพเจ้าสำคัญกว่า ข้าพเจ้าชื่อนายอ่วม นิรทรัพย์ เป็นกรรมกรหาเช้ากินค่ำ ข้าเจ้ามีลูกห้าคนมีเมียหนึ่งคน น้องเมียอีกหนึ่งคนและหลานอีกสามคน อยู่ในความอุปการะของข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้ามีรายได้เพียงวันละสิบบาทเท่านั้น ขอเรียนถามพี่น้องทั้งหลายว่า ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรดีถึงจะให้ลูกๆ ของข้าพเจ้าได้อยู่ดีกินดี มีที่เรียนเหมือนอย่างลูกคนมีเงินทั้งหลาย ขณะนี้ข้าพเจ้ายากจนเป็นที่สุด ครอบครัวของเราเป็นอยู่อย่างแร้นแค้น ใครจะมีทางช่วยเหลือข้าพเจ้าบ้างจงกรุณาช่วยเถิด" ใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นดังๆ "ไม่เอาโว้ย เรื่องนี้เป็นเรื่องเศร้า เชิญลงได้เรากำลังพูดกันถึงเรื่องรถภัย ขอให้คุณลุงหัวล้านเมื่อกี้นี้ขึ้นพูดอีกเถอะครับ" ชายชราร่างผอมกะหร่องบ่นพึมพัม แล้วกระโดดลงจากโต๊ะสี่เหลี่ยมนั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก้าวขึ้นไปยืนบนโต๊ะตามเดิม แต่ก่อนที่ท่านจะพูดว่ากระไรเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงก็ดังขึ้น เมื่อชายชรารูปร่างอ้วนเตี้ยศีรษะล้านคนหนึ่งเดินแหวกกลุ่มประชาชนตรงเข้าไปหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกระโดขึ้นไปยืนบนโต๊ะนั้น คราวนี้คณะพรรคสี่สหายและเจ้าแห้ว ต่างหัวเราะกันงอหาย เด็กนักเรียนหนุ่มคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นสุดเสียง "เอาละโว้ย พระอาทิตย์ขึ้นแข่งกันแล้ว" ท่ามกลางเสียงหัวเราะ เสียงเฮฮา เจ้าคุณปัจจนึกฯได้กล่าวกับกระทาชายซึ่งมีรูปร่างและศีรษะเหมือนกับท่าน "คุณจะอภิปรายอะไรหรือครับ" ชายชราผู้นั้นมองดุเจ้าคุณปัจจนึกฯ ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แล้วส่งนามบัตรสีขาวให้ท่านเจ้าคุณอ่านดูข้อความในนามบัตร ซึ่งปรากฏว่า พระพิทักษ์โลหการ เจ้าคุณปัจจนึกฯ อมยิ้ม แต่ไม่ชอบหน้าคุณพระเท่าไรนัก "คุณพระจะพูดก็เชิญซีครับ" "เปล่า...ผมไม่ต้องการพูดอะไร ใต้เท้าใช่ไหมที่ชื่อพระยาปัจจนึกฯ" "ครับ...ถูกแล้ว เอ๊ะ... ทำไมคุณพระมองดูผมด้วยสายตาขุ่นเคืองอย่างนี้ เราไม่เคยผิดพ้องหมองใจกันมาแต่ก่อนเลย" พระพิทักษ์ฝืนหัวเราะ "ถูกเราไม่เคยผิดพ้องหมองใจกัน แต่เมื่อตอนเที่ยงวันนี้ใต้เท้าได้ใช้ให้เลขานุการของใต้เท้าโทรศัพท์ไปถึงผมที่บ้าน ท้าผมให้มาชนหัวล้านกันที่นี่ เพื่อให้ประชาชนได้ชม และจะได้รู้ว่ากะบาลของใต้เท้ากับศีรษะของผมใครจะแข็งกว่ากัน ฮ่ะๆ ผมก็หนึ่งไม่มีสองเหมือนกับครับเจ้าคุณ อ้ายเรื่องหยามน้ำหน้าท้าทายกันอย่างนี้ผมยอมไม่ได้ เป็นอันว่าผมรับคำท้าของใต้เท้าแล้ว มา...ถอดเสื้อออก ชนกับผมให้รู้ดีรู้ชั่วเดี๋ยวนี้ ถ้าใต้เท้าไม่สู้ผม ใต้เท้าก็ไม่ใช่ลูกผู้ชาย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าตื่นๆ ชอบกล "เอ๊ะ...คุณพระเข้าใจผิดเสียแล้ว" "อ๋าย...เข้าใจผิดยังไง ใต้เท้าเป็นลูกผู้ชาย เมื่อท้าผมก็แล้วต้องยอมรับ ผมยอมเสียเวลาเสียงานเสียการมาที่นี่ ก็เพื่อจะชนศีรษะกับใต้เท้า มา...เจ้าคุณกับผมมาทำยุทธหัตถีกันเถอะ หรือไม่สู้...ถ้าไม่สู้ผมจะได้ให้พี่น้องเหล่านี้ช่วยกันฮาป่า" ทันใดนั้นเอง เสียงตะโกนของใครต่อใครก็ดังขึ้นแซ่ดไปหมด "สู้เขา..สู้เขาครับเจ้าคุณ ผมต่อเจ้าคุณสองเอาหนึ่ง ใครแตกก่อนแพ้ เอาโว้ย...อั๊วต่อข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ สองเอาหนึ่ง" พระพิทักษ์ฯ ชูมือขวาขอร้องให้ผู้ฟังสงบปากเสียง "พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าพระพิทักษ์โลหการ และท่านผู้นี้คือพระยาปัจจนึกพินาศ ข้าพเจ้าขอเรียนให้ทราบว่าเมื่อตอนเที่ยงวันนี้ ท่านเจ้าคุณได้ใช้ให้เลขานุการของท่าน โทรศัพท์ไปถึงข้าพเจ้าที่บ้าน ท้าให้มาที่ไฮด์ปาร์คเพื่อชนศีรษะกัน บัดนี้ข้าพเจ้าได้มาตามคำท้าแล้ว ข้าพเจ้าจะพิสูจน์ธาตุแท้ของข้าพเจ้าให้ท่านได้รู้ว่า คนอย่างพระพิทักษ์ฯ นั้นแน่ที่สุด" เสียงโห่ร้องดังขึ้นเกรียวกราว นิกรหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ง นิกรกระซิบกระซาบบอกพลว่า เขาโทรศัพท์ไปบอกพระพิทักษ์ฯ เอง ทั้งนี้ก็เพราะเขาอยากจะดูการกระทำยุทธหัตถี เพราะนับตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรได้กระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาแล้ว ก็ไม่มีการกระทำยุทธหัตถีกันอีกเลย เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกรธพระพิทักษ์ฯ จนตัวสั่น ท่านพูดกับพระพิทักษ์ด้วยเสียงสั่นๆ "ผมไม่ได้ท้าทายคุณพระเลย แต่ว่า...เมื่อคุณพระจะเอาเรื่องกับผมก็ได้ อย่าว่าแต่เอาหัวชนกันเลย เอาหัวชนต้นมะขามสนามหลวงคนละทียังได้นะคุณพระ มา...ชนกันให้รู้ดีรู้ชั่ว โป๊กแรกเท่านั้นก็รู้เรื่อง" เจ้าคุณและคุณพระต่างถอดเสื้อสากลออก และโยนเสื้อให้พรรคพวกของตน ซึ่งยืนอยู่ข้างล่าง ประชาชนโห่ร้องกันเกรียวกราวตลอดเวลา เจ้าคุณกับคุณพระต่างมองดูแล้วยิ้มให้กัน "ใต้เท้าเป็นผู้มีอาวุโสกว่าผม" พระพิทักษ์ฯ พูดอย่างสปอร์ต "ผมให้ใต้เท้าเป็นคนให้สัญญาณใต้เท่านับหนึ่งสองสามดังๆ พอนับสาม เราก็จะพุ่งหัวเข้าใส่กันทันที ใครหัวแตกก็แพ้ ถ้าหัวยังไม่แตกก็ชนกันอีก" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ารับทราบ "ขอบคุณมากคุณพระ ผมพร้อมแล้ว ระวังนะ.." ประชาชนคนดุใจหายใจคว่ำไปตามกัน เมื่อและเห็นสองหัวล้านก้มศีรษะลงตั้งท่าจะพุ่งเข้าใส่กัน คณะพรรคสี่สหายลืมตาโพลง ทุกคนเอาใจช่วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านเจ้าคุณนับเสียงหนักแน่น "หนึ่ง...สอง...สาม" ต่างคนต่างพุ่งศีรษะเข้าใส่กันทันที เสียงดังราวกับทุบมะพร้าวหรือทุบกระบอกไม้ไผ่ผุๆ "โพละ" "โอ๊ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องสุดเสียง ศีรษะของท่านแตกเป็นแผล โลหิตไหลทะลักออกมาทันที ท่านเจ้าคุณยกมือปิดศีรษะแล้วกระโดดลงมาจากโต๊ะตัวนั้น พระพิทักษ์ฯ ตื่นเต้นยินดีเหลือที่จะกล่าว ชูมือทั้งสองประสานกันเหนือศีรษะ แล้วพูดไมโครโฟนเสียงลั่น "ผมขอประกาศให้พี่น้องทราบว่า ผมได้รับชัยชนะอย่างง่ายดายที่สุด และเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นคนหัวล้านคนที่สิบ ที่ปราชัยแก่ผมอย่างยับเยินเหมือนคู่ต่อสู้คนอื่นๆ " เสียงไชโยโห่ร้องดังขึ้น ดร.ดิเรกร้องบอกให้เจ้าแห้วเก็บเครื่องขยายเสียง แล้วเขาก็รีบประคองท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกไปจากบริเวณสนามหลวง พล นิกร กิมหงวน ติดตามไปในระยะกระชั้นชิด เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องครางอย่างน่าสงสาร โลหิตไหลอาบหน้า ท่านนึกไม่ถึงว่าท่านจะปราชัยแก่คู่ต่อสู้ของท่านอย่างยับเยินเช่นนี้ ท่านเจ้าคุณได้รับความอับอายขายหน้าอย่างยิ่ง ท่านได้เลิกล้มความคิดที่จะเป็นนักการเมืองแล้ว.

จบตอน